พล นิกร กิมหงวน 021 : ฟลอร์โชว์

อาคันตุกะของอาเสี่ยกิมหงวนเป็นหนุ่มใหญ่ในวัยดึกอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอาเสี่ย รูปร่างอ้วนใหญ่ ใบหน้าอูมจนคล้ายกับหมู คิ้วดกหนานัยน์ตาเล็ก แต่งกายแบบสุภาพชนสวมกางเกงสีคล้ำ ผ้าทุลักทุเลเตกะล่อนอันกำลังเป็นที่นิยมกัน สวมเสื้อเชิ้ทฮาไวลวดลายทันสมัยของอเมริกา ลักษณะท่าทางเป็นลูกจีนเช่นเดียวกับกิมหงวน

เขานั่งกระสับกระส่ายรอคอยเสี่ยหงวนอยู่ในห้องรับแขกอย่างกระวนกระวายใจ ไม่สนใจเครื่องดื่มและบุหรี่ที่สาวใช้จัดมาให้ จนกระทั่งเสี่ยหงวนมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่พาตัวเดินเข้ามาทางประตูที่ติดต่อกับห้องโถง

"เฮ้ย ฮกกี่" เสี่ยหงวนทักทายเพื่อนเก่าเสียงลั่น

นายฮกซำลูกชายนายฮกกี่ขมวดคิ้วเข้าหากันและจุปาก

"แก่จนป่านนี้แล้วยังไม่เลิกล้อชื่อพ่ออีกหรือ"

เสี่ยหงวนปราดเข้ามาหยุดยืนหน้าโซฟา แล้วยื่นมือให้เพื่อนเขาจับ ทั้งสองบีบมือกันแน่นแสดงความเป็นมิตรอันสนิทสนม

"เราเป็นเพื่อนรักกันโว้ยฮกซำ คบกันมาตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน เอ.ซี.มาด้วยกัน เคยสนิทสนมกันอย่างไร ความเป็นมิตรของเราก็จะเสื่อมคลายลงไม่ได้ การล้อชื่อพ่อย่อมเป็นสัญญลักษณ์แห่งความสนิทสนม เข้าใจไหมฮกกี่"

นายฮกซำกลืนน้ำงายเอื้อก

"ดีเหมือนกันกิมเบ๊"

เสี่ยหงวนถูกล้อชื่อพ่อแทนที่จะโกรธกลับหัวเราะก้าก

"เออ ยังงี้ซีวะถึงจะเรียกว่าเพื่อน เราไม่ได้พบกันเกือบปีแล้วซีนะฮกซำ นี่แกมาเยี่ยมกันหรือมีธุระอะไร"

ฮกซำยิ้มเศร้าๆ

"ทั้งสองอย่างแหละเพื่อน แต่กันต้องขอโทษที่กันมาเช้าไปหน่อย ถามนายแห้วเขาได้ความว่าคุณนวลไม่อยู่เพิ่งออกจากบ้านไปตลาดนัดเมื่อสักครู่นี้เอง"

"ใช่ ตอนเช้าวันอาทิตย์คุณอาหญิงของกันท่านพาเมียๆ ของเราไปดูต้นไม้และจ่ายของที่ตลาดนัดเสมอ"

"แล้วเจ้าคุณอากับคุณพล, คุณนิกรและคุณหมออยู่หรือเปล่า"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"อยู่ ประเดี๋ยวจะมาคุยกับแก อ้า-เป็นยังไงเพื่อนหน้าตาแกมันไม่ใคร่สบายเลยนี่หว่า มีธุระอะไรจะให้กันช่วยเหลือก็ว่ามา หรือหมุนเงินไม่ทันจะเอาเงินกันไปใช้บ้างก็เอา"

"ขอบใจมากอ้ายหงวน กันไม่ได้มารบกวนเงินทองของแกหรอก กันมาขอคำแนะนำจากแกเกี่ยวแก่กิจการค้าของกันเท่านั้น"

"งั้นเรอะ เป็นยังไงบ้างล่ะ"

"ห้างขายเครื่องเหล็กของกันมีกำไรสี่แสนกว่าเมื่อปี ๒๕๐๗ นี้ ร้านขายเครื่องไฟฟ้ากำไรแสนกว่า แต่บาร์ของกันขาดทุนไปสองแสน เมียกันเขาบ่นกลุ้มใจอยากจะให้กันเลิกกิจการบาร์ กันก็บอกเขาว่าแกอาจจะช่วยกันได้ให้ความคิดที่แยบคายเพื่อให้กันปรับปรุงบาร์ "โฉมฉาย" ให้ดีขึ้น"

เสี่ยหงวนยิ้มละไม

"ขอบใจมากที่แกมีศรัทธาในตัวกันเช่นนี้ กันกับเพื่อนๆ ของกันพอจะช่วยแกได้ในเรื่องความคิดถึงแม้พวกเราไม่ชำนาญในงานบาร์หรือไนท์คลับก็ตาม"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพาสามสหายเข้ามาในห้องรับแขก ฮกซำรีบลุกขึ้นยืนยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อมแล้วก็ไหว้ พล, นิกร และนายพลดิเรก ต่างฝ่ายต่างทักทายกันเป็นอย่างดี

"ถึงแม้ผมไม่ได้มาที่นี่นานแล้วแต่ผมก็ยังระลึกถึงคุณอาและทุกๆ คนเสมอ เสียใจจริงครับที่ไม่พบคุณอาหญิงและคุณผู้หญิงทั้งสี่คน" ฮกซำพูดยิ้มๆ

"สบายดีหรือหลานชาย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"ก็ยังงั้นแหละครับ กิจการบาร์ของผมไม่ใคร่ดีครับ ขาดทุนเดือนหนึ่งร่วมสองหมื่น ผมก็เลยมาหาอ้ายหงวนเพื่อจะขอคำแนะนำจากมันแล้วก็พวกคุณๆ ตลอดจนคุณอาด้วยครับ"

" นั่งซีหลานชาย นั่งคุยกันเถอะ"

ฮกซำทรุดตัวนั่งบนโซฟาข้างกิมหงวนตามเดิม สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนั่งรวมกันบนโซฟาอีกตัวหนึ่งซึ่งโซฟาสองตัวนี้ตั้งเป็นมุมฉากอยู่ริมห้อง สาวใช้คนหนึ่งถือถาดใส่เครื่องดื่มเดินเข้ามา หล่อนจัดวางแก้วเครื่องดื่มลงบนโต๊ะแล้วกลับออกไป เสี่ยหงวนมองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วยิ้มให้

"ฮกซำมันบ่นว่ากิจการของบาร์ "โฉมฉาย" แย่มาก เมื่อปีกลายขาดทุนถึงสองแสน ใครมีความคิดอะไรที่แยบคายก็ช่วยแนะนำมันหน่อยซี ทำอย่างไรจึงจะให้บาร์ของมันเจริญก้าวหน้าคือมีรายได้ดีมีผลกำไรนั่นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้าเจ้าของบาร์แล้วกล่าวว่า

"ในทรรศนะของอา บาร์ของเธอเหมาะสำหรับคนแก่หรือผู้ดีชั้นสูง บรรยากาศในบาร์คล้ายกับสมัยที่อายังหนุ่มๆ ทั้งนี้ก็เพราะเธอมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บาร์ "โฉมฉาย" ของเธอเป็นที่นิยมของนักธุรกิจอาวุโสหรือพวกขุนนางวางน้ำโดยเฉพาะ"

"ใช่ครับคุณอา ผมอยากจะให้บาร์ของผมเป็นที่นิยมของชนชั้นสูงจริงๆ "

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"ก็เพราะอย่างนี้น่ะซีเธอถึงไปไม่รอด ถ้าเธอไม่เปลี่ยนนโยบายเสียใหม่ เธอน่าจะคิดบ้างว่านักธุรกิจชั้นสูงหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนเศรษฐีคหบดีนั้นเขาไม่เที่ยวบาร์หรอก ส่วนมากเขามีสถานที่สำหรับให้ความสุขแก่เขาแล้วคือบ้านเล็กของเขา แทบทุกคนล้วนแต่มีอีหนูหน้ามนไว้คนหนึ่งสองคนสามคนหรือสี่คน บ้างก็เจริญรอยตามท่านในโกศมีตั้งยี่สิบสามสิบคนก็มี คนที่เรียกว่าคนชั้นสูงไม่มีเวลาที่จะเที่ยวบาร์หรอกหลานชาย เมื่อมีคนเที่ยวน้อยรายได้ก็น้อย อาเคยแนะนำเพื่อนอาคนหนึ่งให้เขาไปเที่ยวบาร์ "โฉมฉาย" เขาบอกอาว่ายังไงรู้ไหม เขาว่าเขาเคยไปนั่งกินเหล้าแล้ว ฟังเครื่องสายหรือมโหรีปี่พาทย์ไม้นวมไม้ตะแบกได้เพียงเพลงเดียวก็รีบกลับเพราะกลัวผีหลอก แล้วก็เข้าไปนั่งที่บาร์ทำให้แก่ไปอีกแยะ เพียงแต่เห็นพวกพนักงานรับใช้สาวๆ นุ่งซิ่นยกห่มผ้าสะไบเฉียงก็หมดศรัทธา"

ฮกซำยิ้มแห้งๆ

"แต่มีเจ้านายและท่านผู้ใหญ่หลายคนเป็นขาประจำของผมนะครับคุณอา"

"ถูกละ หลายคนน่ะใช้ไม่ได้ ตั้งหลายพันคนหรือหลายหมื่นคน บาร์หรือไนท์คลับต้องทันสมัย ตั้งขึ้นเพื่อต้อนรับคนหนุ่มทั้งชั้นสูงชั้นกลางและชั้นต่ำ มีอะไรที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนให้ไปอุดหนุน ดนตรีสากลใช้กีต้าร์แบบต่างๆ ดีดไปแอ่นหน้าหลังไป นักร้องก็ร้องเพลงฝรั่งทำเสียงแหบแห้งเหมือนลูกกระเดือกหลุดหรือชำรุด ร้องเพลงฮิตที่เขากำลังนิยมกัน พอเริ่มร้องผู้ที่นั่งอยู่ในบาร์ก็ต้องกระดิกเท้าตบมือและโยกตัวไปมา ถ้าเป็นผู้หญิงฟังแล้วก็ต้องเข้าไส้ขนาดร้องกรี๊ดวี้ดว้าย หากเธอทำได้อย่างนี้รับรองว่าบาร์ "โฉมฉาย" ของเธอจะมีแฟนอุดหนุนอย่างคับคั่ง สถานที่ก็กว้างขวางโอ่โถงอยู่แล้ว ทำอะไรเพื่อคนส่วนน้อยหรือกลุ่มน้อยๆ น่ะ อย่าไปทำเลยหลานชาย หนุ่มสาวของเราล้วนแต่ทันสมัยและนำสมัย เขาจะยอมรับแต่สิ่งที่ทันสมัยทั้งนั้น และสิ่งนั้นก็ต้องมาจากยุโรปหรืออเมริกา เครื่องสายหรือปี่พาทย์น่ะคนแก่อย่างอาเท่านั้นที่ฟังได้"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

คุณพ่อท่านให้คำแนะนำที่มีคุณค่าแก่คุณจริงๆ นะคุณฮกซำ"

ฮกซำยิ้มเล็กน้อย

"นั่นน่ะซีครับ ผมเห็นจะต้องเปลี่ยนนโยบายของผมเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ใช่-มันยังไม่สายเกินไปหรอกคุณ คุณจะต้องปรับปรุงกิจการบาร์ของคุณให้ทันสมัย เพื่อต้อนรับหนุ่มๆ สาวๆ ยุคนิวเคลียร์ คุณคิดดูเถอะ ยายหรือคุณยายผมไม่เคยนุ่งสะแล็คเลย เดี๋ยวนี้คุณสาวๆ เขานุ่งกันให้เกร่อ นั่งกินเบียร์กับแฟนฟังเพลงตามบาร์หรือไนท์คลับ กางเกงขาแคบฟิตเปรียะ ถ้าเป็นสาวๆ รุ่นคุณยายเราคงผูกคอตายแล้ว บาร์ของคุณผมเคยไปเที่ยวสองสามครั้ง ฟังดนตรีไทยเพลงตับพระลอ เพลงเขมรไทรโยค" แล้วนิกรร้องเพลงเขมรไทรโยคมท่อน ๑ เบาๆ

บรรยายความตามไท้เสด็จยาตร

ยังไทรโยคประพาสพนาสณฑ์

นะน้องเอย เจ้าก็ไม่เคยเห็น

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากแล้วพูดขึ้นดังๆ

"พอแล้วโว้ยอ้ายกร อย่าร้องเลยโว้ย ฟังแล้วปวดท้องขี้"

นิกรทำตาปริบๆ

"ยังงั้นเอาเพลงร็อค" พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นยืนแล้วร้องเพลงจากภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่ เอลวิส เพรสลี่ย์ ราชาโยกและคลึงร้องในจังหวะร็อค แอนด์ รอล

เสียงของนิกรดังลั่นห้องรับแขก เขาร้องเพลงขยับแข้งขาแอ่นหน้าแอ่นหลังไปด้วย คราวนี้เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้จึงตบมือให้จังหวะ พลกับนายฮกซำตลอดจนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตบมือพร้อมเพรียงกันและนั่งโยกตัวไปมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถึงกลับลืมตัวเป่าปากกระทืบเท้าแสดงว่าเพลงที่นิกรร้องถึงใจท่าน

นิกรหยุดร้องกลางคันทั้งๆ ที่เพลงยังไม่จบ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวน

"ฉันร้องเพลงไทยสามชั้นคือเพลง "เขมรไทรโยค" แกไม่ฟังบอกให้ฉันหยุดร้อง แต่พอฉันร้องเพลงร็อคแกเข้าไส้นั่งโยกตัวไปมาเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า แม้กระทั่งคุณพ่อหนุ่มใหญ่ในวัยงอมแล้ว ถึงกับเป่าปากกระทืบตีนเพราะถึงใจ เห็นหรือยังล่ะว่าเพลงและดนตรีของอเมริกันทำให้เพลงไทยหมดความหมาย ใครๆ ก็นิยมฟังเพลงร็อคหรือเพลงในจังหวะเร่าร้อนแบบนี้ทั่วทั้งเมือง"

พล พัชราภรณ์ มองดูนิกรอย่างขบขัน

"จริงโว้ย อีกอย่างช้าใน ๑๐ ปีข้างหน้านี้ถ้าคนไทยได้เห็นการบรรเลงเครื่องสายไทย, มโหรีปี่พาทย์ หรือ อังกะลุง พวกเราคงไม่รู้ว่าเป็นดนตรีหรือเพลงของชาติไหน นี่แสดงว่าประเทศไทยเราเจริญก้าวหน้าไล่ๆ อเมริกาไปแล้ว ผีปู่ย่าตายายของเราคงจะแช่งด่าพวกเราที่ไม่สนใจกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเรา"

อาเสี่ยว่า "ดนตรีไทยมันฟังไม่ไหวจริงๆ ว่ะ ไม่เคยปรากฏว่าสาวสวยที่ฟังดนตรีไทยส่งเสียงกรี๊ดวี้ดว้ายเลย มีแต่นั่งสะลึมสะลือซังกะตายฟัง"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นบ้าง

"อย่างไรก็ตามกันยังนิยมดนตรีไทยมากกว่าดนตรีสากลเพราะกันเข้าถึงศิลปอันซาบซึ้งของดนตรีไทยนั่นเอง กันชอบนฤพนธ์มากกว่าเอลวิสหรือสี่เต่าทอง กันชอบฟังเดี่ยวซอสามสายมากกว่าไวโอลิน ทุกชาติย่อมมีดนตรีประจำชาติ และประชาชนของชาตินั้นย่อมนิยมส่งเสริมดนตรีของเขา"

นิกรหัวเราะเยาะนายพลดิเรก

"แกพูดแบบคนแก่ว่ะ เดี๋ยวนี้เพลงไทยไม่มีใครสนใจแล้ว"

"ออไร๋ ทรรศนะหรือรสนิยมของคนเราย่อมแตกต่างกัน"

พลยิ้มให้นายฮกซำแล้วกล่าวว่า

"ในด้านการค้าเราต้องเพ่งเล็งหรือมุ่งหวังในผลกำไรมากกว่าอย่างอื่น ผมคิดว่าคุณควรเปลี่ยนนโยบายใหม่ จัดบาร์ของคุณให้เหมาะสำหรับทหารอเมริกัน และหนุ่มสาวชาวไทยที่นิยมเที่ยวบาร์ในยุคนี้ แม้แต่ชื่อบาร์ก็ควรเปลี่ยน"

เสี่ยหงวนตบบ่าฮกซำแล้วพูดเสริมขึ้น

"อ้ายพลมีความเห็นเช่นเดียวกับกัน บาร์หรือไน้ท์คลับโดยมากเขาตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษ หรือญี่ปุ่นก็ยังดี เป็นต้นว่า ยูโกซีวะบาร์ หรือมาดูอีกาไน้ท์คลับอะไรเหล่านี้ แกจะต้องจ้างวงดนตรีสากลที่มีชื่อและนักร้องประจำบาร์ของแก มีทั้งนักร้องเพลงไทยสากลและเพลงสากล มีฟลอร์ให้หนุ่มสาวเขาเต้นรำกัน เลิกผู้หญิงรับใช้เปลี่ยนเป็นพ้าทเน่อรให้หมด ทำให้เหมือนอย่างที่บาร์อื่นๆ เขาทำกัน แหกตาดูเขาบ้างซีวะ ชื่อบาร์ "โฉมฉาย" ซึ่งเป็นชื่อแม่....เอ๊ย....เมียของแกน่ะไม่ได้ความหรอก ฝรั่งมันพูด ฉ.ฉิ่งได้เมื่อไร เขียนเป็นภาษาอังกฤษก็เขียนไม่ถูก หรือแกเขียนได้ลองสเปนตัวให้กันฟังซิว่าโฉมฉายเขียนอย่างไร ต้องเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ ใช้ชื่อดอกไม้ก็ได้ หรือถ้าเป็นชื่อไทยก็ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง แกลองคิดดู สมมุติว่านายทหารหน่วยแม็คคนหนึ่งจะมาเที่ยวบาร์ของแก คนรถก็ไม่รู้ว่าจะพาไปส่งที่ไหนเพราะบาร์ชอมไชยไม่มีในกรุงเทพฯ หรือฝั่งธน"

ฮกซำพยักหน้ารับทราบ

"กันยอมรับนับถือในความคิดของแกและทุกคนที่ช่วยแนะนำกัน" แล้วเขาก็ยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก "ผมเห็นจะต้องขอให้คุณหมอช่วยตั้งชื่อบาร์ให้ผลละครับ"

"โอ.ค. ผมยินดีช่วยเหลือคุณครับ คุณควรปิดบาร์สักพักหนึ่งแล้วโฆษณาให้ครึกโครมเป็นบาร์เปิดใหม่ อย่าขายเครื่องดื่มอาหารและเหล้าให้มันแพงแบบขูดเลือดซิบๆ เอาแต่พอหอมปากหอมคอ วันเปิดบาร์ควรจะจัดรายการให้พิเศษสุดจริงๆ ควรจะเชิญศิลปินตลกชั้นดีมาแสดงในคืนวันนั้น ถ้าได้จำรูญ หนวดจิ๋มเป็นดีที่สุด เพราะดาวตลกคนนี้แสดงได้ถูกใจคนทุกชั้น เล่นดนตรีสากลก็เก่ง เป่าทรัมโปนได้ยอดขนาดลงไปนอนเป่าบนพื้นสามวันสามคืนไม่ยอมหยุดเป่า แล้วก็คืนวันนั้นคือวันเปิดบาร์ควรมีรายการ ลับ เฉพาะ"

"อะไรครับคุณหมอ"

"อ้าว-ก็ระบำโป๊น่ะซีคุณฮกซำ"

นายฮกซำสดุ้งเล็กน้อย

"ไม่ได้แน่ครับคุณหมอ เดี๋ยวนี้ตำรวจกวดขันมากเรื่องฟลอร์โชว์ตามบาร์หรือไน้ท์คลับ ถ้าโป๊เป็นจับแล้วอาจถูกปิดบาร์ด้วยซี"

นิกรว่า "กฏหมายน่ะมันมีทางเลี่ยงได้น่าคุณฮกกี่"

ฮกซำทำหน้าชอบกล

"ว้า-ฮกกี่น่ะเตี่ยผมนะครับ"

นิกรอ้าปากหวอรีบยกมือไหว้ฮกซำทันที

"ขอโทษเถอะครับคุณฮกซำ อ้ายหงวนมันพูดถึงคุณทีไรมันเรียกคุณว่าฮกกี่ทุกที ผมก็เลยเผลอไปเรียกเตี่ยของคุณเข้า อ้า-ผมกำลังแนะนำคุณให้จัดฟลอร์โชว์พิเศษขึ้นที่บาร์ของคุณในการปรับปรุงกิจการใหม่"

"อย่าเลยครับ ผมกลัวตำรวจ"

"โธ่-ถ้าคุณทำตามคำแนะนำของผม ตำรวจไม่มีทางจับได้เลย เปิดแสดงตอนกลางวันซีครับ บัตรเข้าชม ๒๐๐ บาทขายเฉพาะญาติมิตรที่สนิทสนมกันจริงๆ สถานที่แสดงมิดชิดติ๋งต่างว่าตำรวจบุกเข้าไปจับคุณก็อธิบายให้ฟังว่าคุณจัดขึ้นเป็นงานภายในเนื่องในวันเกิดของคุณ ของเมียคุณหรือของพี่เมียน้องเมียของแม่ยายคุณก็ได้ หาโต๊ะวางของขวัญไว้สักโต๊ะสำหรับหลอกตำรวจ มีแต่กล่องเปล่าๆ ห่อกระดาษสวยๆ ผูกริบบิ้นก็พอ"

นายฮกซำยิ้มออกมาได้

"เอ-เข้าทีดีเหมือนกันครับ ถ้าอย่างไรคุณช่วยผมในเรื่องฟลอร์โชว์ได้ไหมครับ"

"อ๋อ ได้ซีคุณ ถ้าผมเป็นผู้จัดรับรองว่ายอด"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ยอดน่ะหมายถึงกองปราบปรามสามยอดใช่ไหม"

นิกรแยกเขี้ยว

"ไม่ใช่โว้ย อย่าพยายามเอาตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องเลยวะ ตำรวจน่ะกันไม่เห็นมีอะไรนอกจากจะพูดได้แต่เพียงประโยคเดียว "ไปโรงพัก" แล้วก็เอาใครต่อใครไปโรงพัก ความจริงระบำโป๊หรือระบำเปลือยเป็นยาอายุวัฒนะ คนแก่ดูแล้วเป็นหนุ่ม คนหนุ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ เอาละครับเรื่องนี้ผมจะช่วยคุณเอง ผมจะจัดหานางระบำมาให้คุณ"

"โป๊นะครับ" ฮกซำถามเกือบเป็นเสียงกระซิบ

"ล่อนจ้อนเลยครับ เต้นกันทีครึ่งทีจะต้องปิดนิดปิดหน่อยทำไม เอาขนาดนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวออกมาเต้นแล้วโยนผ้าขาวม้าทิ้งเลย"

"เอ๊ะ รำบำที่คุณว่าผู้หญิงหรือผู้ชายครับ"

"ผู้ชายครับ" นิกรพูดหน้าตาย

"ถุย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง "ตั้งใจฟังเสียแทบแย่ที่แท้กลายเป็นระบำผู้ชายไปฉิบ ผู้ชายเปลือยน่ะเปรตเราดีๆ นี่แหละโว้ย ส่วนเว้าส่วนโค้งก็ไม่มีสักนิด มองยังไงมันก็เป็นเปรตอยู่นั่นเอง"

เสียหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นายฮกซำมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใสขึ้นเมื่อสี่หสาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ให้คำแนะนำอันเป็นประโยชน์แก่เขา เขายกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และพล, นิกร, ดร.ดิเรก แล้วกล่าวว่า

"ผมขอบคุณมากครับที่ได้กรุณาให้คำแนะนำผม เป็นอันว่าผมจะปิดบาร์ "โฉมฉาย" ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป และผมจะขอร้องให้อ้ายหงวนกับพวกคุณช่วยผม อ้า-คืนนี้ขอเชิญทุกคนไปที่บาร์ผมหน่อยซีครับ ผมจะเลี้ยงอาหารค่ำคุณอาและพวกคุณซึ่งเราจะได้ปรึกษาหารือกันด้วย ตกลงนะครับ"

นิกรยิ้มแป้น

"ครับ ตกลง เรื่องเลี้ยงผมไม่เคยปฏิเสธใครเลยเพราะผมถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแรง ในเมื่อเขามีแก่ใจที่จะเลี้ยงเราแต่เราปฏิเสธ อ้า-ควรเป็นอาหารจีนนะครับ"

"โอ้โฮ" นายพลดิเรกร้องลั่น "สงวนท่าทีเสียบ้างซีโว้ยอ้ายกร"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ต้องสงวนท่าทีตวักตะบวยอะไรหรอก คุณฮกกี่ เอ้ย ฮกซำเป็นเพื่อนรักเกลอเก่ากับอ้ายหงวนก็เท่ากับว่าเป็นเพื่อนสนิทของเราด้วย ใช่ไหมล่ะคุณฮกซำ"

ฮกซำยิ้มแป้น

"ใช่ครับ ผมปลื้มใจมากที่คุณคิดเช่นนี้ อ้ายหงวนกับผมน่ะคบกันมาแต่อายุ ๑๐ ขวบเห็นจะได้ เตี่ยผมกับเตี่ยเขาก็เป็นเพื่อนกัน เคยร่วมกินร่วมเที่ยวร่วมสูบยาฝิ่นกัน เราเป็นลูกของท่านก็มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด อ้า-ผมเห็นจะต้องลาพวกคุณกลับเสียที ลาละครับ สวัสดีทุกๆ คน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรับไหว้นายฮกซำอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนลุกขึ้นออกไปส่งฮกซำที่หน้าตึกและยืนจับกลุ่มมองดูจนกระทั่งนายฮกซำนั่งรถเก๋งคันใหญ่ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

บาร์ "โฉมฉาย" ถนนตัดใหม่เพชรบุรีปิดแล้ว

ป้ายนีออนที่ประตูรั้วนอกถนนถูกปลดออก ประตูหน้าต่างตึกใหญ่หลังนั้นปิดหมด ผู้ที่ไม่รู้ความจริงต่างเข้าใจว่าบาร์นี้ขาดทุนจึงเลิกล้มกิจการ นายฮกซำต้องตอบปัญหาแก่มิตรสหายของเขามากมายในเรื่องนี้ เมื่อเพื่อนฝูงรู้ข่าวว่าฮกซำปิดบาร์เพื่อเปลี่ยนชื่อบาร์และปรับปรุงกิจการใหม่เพื่อนๆ ของฮกซำก็แสดงความยินดีและให้พรเขา

หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับได้ลงประกาศแจ้งความอย่างครึกโครม คือลงแจ้งความถึงครึ่งหน้ามีข้อความเหมือนกันโดยนิกรของเราเป็นผู้เขียนคำโฆษณานี้

"ยูธบาร์"

สถานที่หย่อนใจของหนุ่มสาว

ริมถนนตัดใหม่เพชรบุรี (โฉมฉายเก่า) สถานที่โอ่โถง มีเวทีแสดงแบบโรงละคร มีฟลอร์ลีลาศเหมาะแก่การเต้นรำ รำวง หรือจ้ำบ๊ะ อาหารจีน, ไทย, ฝรั่ง เครื่องดื่มและเหล้าทุกชนิด ราคาปรกติ พ้าท เน่อร สวยและปลอดภัย พ่อครัวกวางตุ้งสั่งมาจากฮ่องกง แม่ครัวไทยชาววัง กุ๊กชาวฝรั่งเศสและอิตาเลียน เปิดต้อนรับคุณหนุ่มๆ สาวๆ ทั้งสุภาพชนและจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ทั้งกลาย วงดนตรีคณะ "สี่จิ้งเหลนทอง" บรรเลงเพลงในจังหวะโยกและคลึงล้วนๆ

เริ่มในราตรีที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๐๘

เฉพาะคืนปฐมฤกษ์ บนเวทีมีการแสดงละครย่อยของคณะ จำรูญ หนวดจิ๋ม การแสดงวิทยากลของจอมมายาแห่งสหรัฐอเมริกา และสิ้นสุดรายการด้วยระบำอียิปต์แบบพิเศษสุด หรือลับ-เฉพาะ ในชุดท็อปเลสนุ่งกางเกงยืดเพียงตัวเดียว ท่านอยากทราบว่าระบำของเราเป็นอนาจารหรือเป็นศิลปโปรดไปชมด้วยตนเอง โต๊ะอาหารในห้องโถงใหญ่รอบฟลอร์ลีลาศมีจำนวนจำกัดและไม่รับจอง ท่านที่ไปก่อนย่อมมีโอกาสเลือกโต๊ะได้ก่อน

"ยูธบาร์" ไม่มีนักเลงอันธพาลควบคุม พนักงานรับใช้สุภาพนอบน้อม ถึงท่านจะดื่มเหล้าเมามายส่งเสียงเอ็ดตะโรก็ไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะถูกนักเลงคุมบาร์หรือพวกบ๋อยรุมสกรัมท่าน สถานที่โอ่โถงกว้างขวางเย็นสบายเป็นห้องโถงขนาดใหญ่มาก ชั้นบนเปิดบริการนวดตัวอาบน้ำ หมอนวดวัยทีนเอดหน้าแฉล้มชำนาญในการนวดและจับเส้น ถ้าท่านชอบความสงบเงียบ ตามสุมทุมพุ่มไม้ด้านหลังบาร์มีโต๊ะอาหารและแสงไฟสลัวลางเหมาะแก่ท่านอย่างยิ่ง

ไปเที่ยว "ยูธบาร์" สักครั้งแล้วท่านจะลืมไน้ท์คลับหรือบาร์อื่นๆ มีเงินเพียง ๑๐ บาทก็ไปนั่งฟังเพลงได้ เพราะน้ำอัดลมเพียงขวดละ ๒ บาท โอเลี้ยงแก้วละบาทเดียว

โปรดจดไว้ในสมุดโน้ตของท่าน วันเสาร์ที่ ๒๓ มกราคม ไปหาความสุขที่ "ยูธบาร์"

นายฮกซำกับภรรยาของเขา ต่างปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง เท่าที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สละเวลามาช่วยเหลือเขาในการจัดตั้งบาร์ใหม่คือ "ยูธบาร์" ห้องโถงชั้นล่างของตึกใหญ่หลังนั้นได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามทันสมัย คล้ายกับโรงละครโรงหนึ่ง เพราะด้านหลังยกพื้นเป็นเวทีแสดงมีม่านปิดเปิดได้และมีฉากศิลป วงดนตรีอยู่หน้าเวทีตอนล่าง ยกพื้นขึ้นสูงเล็กน้อย โต๊ะอาหารตั่งเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย พลกับ ดร.ดิเรกเป็นผู้ควบคุมตกแต่งสถานที่ นิกรวิ่งเต้นจัดหานักดนตรีและจัดการแสดงบนเวที โดยมีกิมหงวนเป็นผู้ช่วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นที่ปรึกษา ระหว่างนี้ทุกเวลาเย็นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้มาชุมนุมกันที่ "ยูธบาร์" และร่วมรับประทานอาหารค่ำกับฮกซำและโฉมฉายที่บ้านพักหลังบาร์นั้น

เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวก็จะถึงกำหนดเปิดบาร์แล้ว การเตรียมงานได้เป็นไปอย่างรีบเร่ง แต่นิกรกับเสี่ยหงวนกำลังวิ่งเต้นหานักดนตรีและการแสดงบนเวที ซึ่งยังหาไม่ได้เพราะนักดนตรีชาวฟิลิปปินโนที่ขุดทองในกรุงเทพฯ ล้วนแต่มีงานประจำตามไน้ท์คลับต่างๆ และมีรายได้สูงมาก ครั้นจะติดต่อทางนครมนิลาก็มีเวลาเล็กน้อยเกินไป อย่างไรก็ตามทั้งนิกรและเสี่ยหงวนต่างตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องวิ่งเต้นช่วยนายฮกซำให้สำเร็จ มิฉะนั้นฮกซำจะได้รับความเสียหายมากมาย

สองสหายต่างวางมือจากธุรกิจการค้าของเขาหนึ่งวันในวันศุกร์ที่ ๒๒ มกราคม อาเสี่ยกับนิกรออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๙.๐๐ น. โดยรถคาดิลแล็คเก๋งเจ้าแห้วเป็นคนขับ ส่วนพลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปดูงานที่โรงแรม "สี่สหาย" ปรากฏว่าขณะนี้กิจการของโรงแรมเจริญก้าวหน้าอย่างผิดคาด ตึก ๖ ชั้นเปิดใหม่มีชาวยุโรปและอเมริกัน ผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาพักจนไม่มีห้องว่าง อาหารของโรงแรมก็จำหน่ายขายดีกว่าเมื่อก่อน เพราะบุคคลภายนอกนิยมไปรับประทานอาหารที่โรงแรม "สี่สหาย" ซึ่งส่วนมากเป็นชาวต่างประเทศ หรือคนไทยที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนชั้นสูง

พอรถคาดิลแล็คเก๋งพ้นประตูบ้านและเลี้ยวขวามือมาตามถนนสุขุมวิท นิกรก็ชะโงกหน้ากล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"แห้วโว้ย แกรู้จักนักเล่นกลที่ไหนบ้างวะ"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานรู้จักครับ แต่ตายไปหลายปีแล้ว"

"ฮื้อ" นิกรร้องเสียงลั่นรถ "เอาที่ยังมีชีวิตอยู่ซีโว้ย"

"อ๋อ รับประทานยังงั้นไม่รู้จักครับ"

นิกรจุปากแสดงสีหน้ากลุ้มใจ

"ถ้ายังงั้นพวกระบำจ้ำบ๊ะล่ะแกรู้จักบ้างไหม เราจำเป็นต้องย้อมแมวขายหาระบำจ้ำบ๊ะมาแสดงฟลอร์โชว์พรุ่งนี้ แล้วโกหกคนดูว่าเป็นนางระบำที่เราสั่งมาจากอียิปต์ ช่วยหาให้สักห้าหกคนเถอะวะ"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานจ้ำบ๊ะหรือครับ"

"เออ พอหาได้ไหมล่ะ"

"รับประทานพอได้ครับ แต่อายุมากไปหน่อยนะครับ เด็กสาววัยรุ่นที่เต้นจ้ำบ๊ะเป็นผมไม่รู้จัก"

นิกรยิ้มออกมาได้

"เถอะน่า แก่หน่อยก็ใช้ได้ แต่งหน้าทาปากเขียวคิ้วนุ่งนิดห่มหน่อย พวกผู้ชายก็มองตาเป็นมันเท่านั้นเอง สักห้าคนหาได้นะ"

"ได้ครับ"

"ค่อยยังชั่วหน่อย อายุสักเท่าไรวะ ถึง ๓๐ ไหม"

เจ้าแห้วนั่งคิด

"รับประทานกว่าครับ อย่างน้อยก็ในราว ๕๐ ขวบ"

เสี่ยหงวนแหกปากหัวเราะลั่นรถ ส่วนนิกรนั่งนิ่งเฉยเม้มปากแน่น อาเสี่ยมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขันแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง "เห็นจะรุ่นราวคราวเดียวกับยายแกนะอ้ายแห้ว อายุตั้ง ๕๐ จ้างมาเต้นจ้ำบ๊ะใครจะดูวะ"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานทางตำรวจเขาห้ามแสดงจ้ำบ๊ะตามงานวัดมานมนานแล้วนี่ครับ เด็กรุ่นใหม่ไม่มีใครหัดเพราะหัดไปก็ไม่มีประโยชน์ รับประทานผู้ที่ชำนาญการเต้นจ้ำบ๊ะก็ล้วนแต่รุ่นเก่าๆ เดี๋ยวนี้แก่ตัวมีอายุมากแล้ว แต่ก็ยังเต้นได้ถ้าหากว่ามีคนจ้างหา รับประทานสมัยนี้ผู้หญิงอายุ ๕๐ ยังไม่แก่นะครับ ถ้าแสดงฟลอร์โชว์พวกเสือป่าทั้งหลายก็ชอบดูเหมือนกัน"

นิกรพูดตัดบท

"พอแล้วอ้ายแห้ว อายุ ๕๐ น่ะพอเต้นจบเพลงก็ต้องดมยาดมหรือกินยาหอมแก้ลม" พูดจบก็หันมาทางกิมหงวน "แย่โว้ย ถ้าเราหาให้คุณฮกซำเขาไม่ได้เขาจะเสียหายมากทีเดียว"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"ใจเย็นๆ น่า คนมีเงินอย่างเราไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ ลองไปหาเสี่ยชุนเพื่อนกันก่อน อ้ายหมอนี่มันกว้างขวางพอตัว ชอบดูฟลอร์โชว์รอบพิเศษไน้ท์คลับ นัยน์ตาเป็นกุ้งยิงตลอดปี เสี่ยชุนรู้จักพวกเจ้าของบาร์หลายคน บางคนก็เป็นหนี้มัน มันพอจะช่วยหานางระบำและนักดนตรีให้เราได้"

"แล้วการแสดงบนเวทีล่ะ" นิกรถาม

"ก็จำรูญ หนวดจิ๋ม ยังไงล่ะ ไปหาเสี่ยชุนเสียก่อนแล้วไปหาคุณจำรูญ หนวดจิ๋ม"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เอา-เอายังไงก็เอา แต่เราจะต้องช่วยคุณฮกซำให้สำเร็จ ไหนๆ เราก็รับปากเขาแล้ว เมียเขาก็ดีต่อพวกเรามาก ต้อนรับพวกเราอย่างเต็มที่เลี้ยงตราขาวทุกเย็น รู้สึกว่าคุณโฉมฉายเชื่อถือความสามารถของพวกเราโว้ย แต่แกวิตกว่าตำรวจจะปิดบาร์ถ้าหากว่าแสดงระบำโป๊"

กิมหงวนว่า "หากการแสดงเป็นศิลปไม่ใช่อนาจาร ตำรวจก็ทำไมเราไม่ได้เราต้องแสดงแบบศิลป ไม่ใช่ว่าออกมาแอ่นหน้าแอ่นหลัง ด้วยเจตนายั่งยุพวกเสือป่าทั้งหนุ่มและแก่ให้เสียคน แต่ว่า...แกเสือกโฆษณาไปว่าเราจะแสดงชุดท็อปเลสนุ่งกางเกงยืดตัวเดียว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็ใช้กางเกงยืดแบบกางเกงยาวซีวะ"

"แล้วเสื้อล่ะ" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ "ท็อปเลสก็ต้องถอดเสื้อเปลือยอกล่อนจ้อน"

นิกรว่า "อย่างนี้พอจะแก้ไขได้ หาฝาจุกน้ำอัดลมปิดเสียข้างละอันหลีกเลี่ยงข้อหาอนาจาร แล้วเต้นระบำให้มันมีศิลปถูกเรื่องถูกราว เท่านี้ตำรวจนอกฟอร์มที่มาสังเกตการณ์ก็ขี้คร้านทำตาสะลึมสะลือนั่งอ้าปากหวอไปตามกันเท่านั้น สำคัญแต่นางระบำน่ะซีเราจะไปหาที่ไหน"

"ต้องพยายามโว้ย วันนี้ทั้งวันเราคงจะหาได้ ไหนๆ เราช่วยฮกซำแล้วก็ต้องช่วยมันให้ตลอดรอดฝั่ง"

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง คาดิลแล็คเก๋งคันงามก็แล่นมาหยุดริมรั้วบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นรั้งไม้โปร่งมองแลเห็นเรือนสองชั้นขนาดกลาง อันเป็นที่อยู่อาศัยของจอมตลกเอกศิลปินผู้มีนามกระเดื่อง ตลอดสมัยการแสดงของเขา เขาคือ จำรูญ หนวดจิ๋ม นั่นเอง

บ้านหลังนี้ปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินประมาณ ๒ ไร่ รั้วด้านข้างและด้านหลังเป็นรั้วรวดหนาม เสี่ย หงวนและนิกรรู้สึกแปลกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นกรรมกรก่อสร้างประมาณ ๒๐ คนกำลังสร้างตึกใหญ่หลังหนึ่ง เพียงแต่โครงของมันก็แสดงว่าตึกหลังนี้เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่โต ราคาค่าก่อสร้างหลายล้าน

"โอ้โฮ" เสี่ยหงวนคราง "เราไม่ได้พบกับคุณจำรูญเพียงครึ่งปี เขาปลูกตึกใหญ่แล้วหรือนี่ น่าชมโว้ย ความสามารถหรือหยาดเหงื่อของเขาทำให้เขาเป็นเศรษฐีไปแล้ว ขนาดปลูกตึกใหญ่ๆ อย่างนี้ คุณจำรูญแกก็ต้องมีเงินไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้าน ตึกหลังนี้อย่างขี้หมูขี้หมาก็ในราวห้าล้านนะอ้ายกร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ว้า-เขารวยขนาดนี้เขาจะยอมไปแสดงที่บาร์คุณฮกซำหรือเพื่อน"

"แต่พอพูดกันได้นี่หว่า คุณจำรูญกับเราชอบพอคุ้นเคยกันมานานแล้ว" พูดจบอาเสี่ยก็ชี้มือบอกนิกร "นั่นยังไงเขาเดินออกมาจากตึกสร้างใหม่ และกำลังควบคุมการสร้างตึกของเขา แม่โวย ขนาดอยู่บ้านผูกโบว์หูกระต่ายเสียด้วย คงจะมีแขกมาหาตลอดวัน"

สองสหายต่างพากันลงจากรถ และถือวิสาสะเดินผ่านประตูรั้วเข้าไปในเขตบ้านพักของจอมตลกเอก ตรงไปยังตึกสร้างใหม่ทางขวามือ ในเวลาเดียวกันนี้เองจำรูญก็หันมาเห็นเข้า

เขาทำท่างงๆ เหมือนกับว่านัยน์ตาของเขาหลอกตัวเอง

"อาเสี่ย" จอมตลกอุทานออกมาดังๆ "อาเสี่ยกับคุณนิกรมาหาผมหรือครับนี่ หรือว่าผมกำลังอยู่ในแดนสนธยาตาฝาดไป"

สองสหายเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าหนุ่มใหญ่ผิวคล้ำท่าทางคมคายใบหน้ารูปไข่เจียว แล้วรับไหว้จอมตลกอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

"สบายดีหรือครับเสี่ยรูญ" นิกรพูดยิ้มๆ

จำรูญยิ้มอายๆ

"เรียกผมว่าเสี่ยเชียวหรือครับ เรียกผมตามเดิมดีกว่าน่า"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"คุณเป็นยอดศิลปินจริงๆ เท่าที่คุณสามารถหาเงินได้มากมายเช่นนี้ ตึกหลังนี้เท่าไหร่ครับ"

จำรูญตอบอย่างภาคภูมิ

"นิดหน่อยครับ สี่ล้านแปดแสนเท่านั้น ค่าแบบอีก ๕ เปอร์เซ็นต์"

เสี่ยหงวนยื่นมือให้จับ

"ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับ เท่าที่คุณมีฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคงเช่นนี้ ตึกราคาร่วมห้าล้านเศรษฐีธรรมดาก็ไม่สามารถจะปลูกได้"

"ใช่ครับ ห้าล้านขนหน้าแข้งไม่ร่วง"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"ขนหน้าแข้งคุณน่ะเรอะ"

จำรูญทำหน้าตูมๆ ตามแบบฉบับของเขา

"ไม่ใช่ของผมครับอาเสี่ย ผมหมายถึงขนหน้าแข้งของคุณพระวิเศษฯ เจ้าของตึกหลังนี้"

กิมหงวนกับนิกรกลืนน้ำลายเอื้อกพร้อมๆ กัน

"ตึกสร้างใหม่นี่ไม่ใช่ของคุณหรอกหรือ" นิกรถาม

"ปู้โธ่ ผมน่ะหรือครับจะมีเงินสร้างคฤหาสน์ขนาดนี้ ให้ผมหาไปตลอดชีวิตและกินหญ้าต่างข้าวโดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียวก็ยังเก็บเงินสร้างตึกขนาดนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นตึกเล็กๆ ขนาดตึกศาลพระภูมิก็พอมีหวัง ผมเช่าที่คุณพระท่านปลูกบ้านครับ ผมเป็นคนของท่านหรือเรียกว่าเด็กของท่านก็ว่าได้ ท่านอยากมาอยู่เงียบๆ ก็สร้างตึกหลังนี้ขึ้นมา แล้วให้ผมควบคุมดูแลการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญา"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบแล้วชี้มือไปที่ปูนซีเมนต์กองหนึ่งที่กรรมกรคนหนึ่งกำลังผสมเพื่อนำไปโบกผนังตึก

"นั่นเขาผสมซีเมนต์อย่างไรครับ ทำไมถึงแดงแจ๋อย่างนั้น หรือเป็นปูนพิเศษ"

"อ๋อ ปูนซีเมนต์ธรรมดานี่แหละครับอาเสี่ย แต่วันนี้ปูนขาวมีไม่พอผมเลยสั่งให้ผู้รับเหมาเขาเอาปูนที่กินกับหมากใช้แทนปูนขาวไปพลางๆ ไปคุยกันที่บ้านผมเถอะครับ เห็นหน้าอาเสี่ยและคุณนิกรแล้วผมสบายใจจริงๆ ตรงกันข้ามกับเห็นหน้าเจ้าหนี้"

เสี่ยหงวนยกมือตบหลังจำรูญเบาๆ

"ขวัญเอ๊ย ขวัญกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวนะขวัญนะ ผมเข้าใจผิดถนัดนึกว่าคุณกลายเป็นเศรษฐีใหญ่ขึ้นมา ที่แท้ไม่ยักใช่ของคุณ แต่ฐานะของคุณก็ไม่เลวเหมือนกัน มีบ้านส่วนตัวของคุณอยู่ มีรถยนต์ขี่ อ้า-เดี๋ยวนี้ขี่รถอะไรล่ะ"

"เบ็นซ์ครับ" จำรูญตอบอย่างกระดากกระเดื่อง "อาเสี่ยอย่าบอกใครนะครับ"

"อ้อ-เบ็นซ์ ๒๒๐ เอส.หรือคุณ"

จำรูญนิ่งนึก

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ผมเป็นแต่ผู้โดยสารก็ไม่อยากถามเขาว่าเบ็นซ์ ๑๙๐ หรือ ๒๒๐ เอส. จ่ายให้เขา ๕๐ สตางค์ก็นั่งหรือโหนราวไปตลอดสาย รถเมล์สายหน้าบ้านผมเขาใช้เบ็นซ์ทั้งนั้นแหละครับ"

"พอแล้ว" อาเสี่ยตวาด

จำรูญพาสองสหายเดินตรงไปยังบ้านพักของเขา ซึ่งสงบเงียบและร่มเย็นมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นขึ้นปกคลุม ถึงแม้ว่าบ้านของเขาไม่ใหญ่โตหรูหราจนเกินไป จอมตลกเอกก็ภาคภูมิใจแล้วที่เขาสามารถมีบ้านของเขาอยู่เอง เขามีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่ได้ทะนงตัวว่าเขามีชื่อเสียง หรือมีความสลักสำคัญอย่างไร เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงล้วนแต่รักใคร่ชอบพอกับเขาทั้งนั้น ทั้งนี้เพราะจำรูญ หนวดจิ๋ม เป็นมิตรที่ดีต่อทุกๆ คน

เจ้าของบ้านและแขกได้นั่งสนทนากันภายในห้องรับแขกขนาดเล็กแต่ก็มีโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกสวยงามสมกับสภาพฐานะ

"อาเสี่ยมีธุระอะไรหรือครับ" จำรูญถามยิ้มๆ

"เราสองคนต้องการให้คุณช่วยเราในด้านการแสดงของคุณ"

"เมื่อไหร่และที่ไหนครับ"

นิกรตอบแทนกิมหงวน

"ที่บาร์ยูธบาร์เปิดใหม่ถนนตัดใหม่เพชรบุรีคืนพรุ่งนี้"

"อ้อ ผมเห็นโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์แล้วครับคุณนิกร คุณจะให้ผมไปแสดงละครย่อยใช่ไหมครับ"

นิกรยิ้มให้

"ครับ-พวกเราต้องการจำอวดคณะของคุณโดยเฉพาะ"

"แหม-ขอบคุณมากครับที่ให้เกียรติผม แต่พรุ่งนี้ผมไม่ว่างครับ ผมรับงานเขาไว้แล้ว งานวันเกิดเจ้าคุณเศวตฯ ครับ"

เสี่ยหงวนนัยน์ตาเหลือก

"คนหรือช้างครับ"

"คนครับอาเสี่ย แต่ชื่อท่านคล้ายๆ ช้าง"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"แย่ครับ คุณถอนตัวเสียไม่ได้หรือ ถ้ารับมัดจำมาแล้วผมจะให้เงินเอาไปคืนท่านแล้วโกหกท่านว่าผม อาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนของคุณมีอันเป็นหัวใจวายเท่งทึงไป คุณต้องช่วยงานศพผมไปแสดงไม่ได้"

จำรูญหัวเราะเสียงปร่าแล้วยกมือไหว้เสี่ยหงวน

"ไม่ได้หรอกครับอาเสี่ย ผมเป็นศิลปิน ผมอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชน ถ้าผมทำตัวเหลวไหลชื่อเสียงของผมก็จะกลายเป็นชื่อเสีย ในที่สุดก็ไม่มีใครเขาคบหาสมาคมด้วย เมื่อตกลงกับใครแล้วก็ต้องไปแสดงตามกำหนด ถึงอาเสี่ยจะเอาเงินมาให้ผมสักเท่าใดผมก็ไปแสดงที่ "ยูธบาร์" ไม่ได้ครับ"

เสี่ยหงวนหันมามองดูนิกร

"แย่ละโว้ยกร ทำยังไงดีล่ะ"

นิกรว่า "มีอยู่ทางเดียว คืนนี้จ้างมือปืนไปยิงเจ้าคุณเศวตฯ เสีย เมื่อเจ้าคุณตายงานวันเกิดก็ต้องเลิกล้มไปเอง"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"แต่ถ้าตำรวจเขาจับมือปืนได้ และมันซัดทอดแกกับกันก็ต้องมีธุระไปติดตะรางในฐานฆ่าคนตาย"

"นั่นน่ะซี ยังงั้นอย่าดีกว่า"

จำรูญพูดเสริมขึ้น

"ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ ให้ทุกข์แก่ผู้อื่นทุกข์นั้นก็ต้องตอบสนองเรา เรื่องการแสดงในคืนพรุ่งนี้ผมช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ ขอให้ผมช่วยในวันหลังเถอะครับ หรือมีอย่างอื่นที่ผมพอจะช่วยได้ก็โปรดบอกผม"

นิกรหน้าจ๋อยเพราะผิดหวัง

"ถ้ายังงั้นคุณหาจ้ำบ๊ะให้ผมสักห้าคนได้ไหมล่ะ"

จอมตลกเอกทำหน้าเหยเก

"ผมไม่เคยเป็นเอเย่นต์จ้ำบ๊ะนะครับ พวกจ้ำบ๊ะกับผมหากินคนละทาง"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น

"แต่เขาก็เป็นนักแสดงเหมือนกันประเภทปลุกใจเสือป่า ผมเชื่อว่าคุณพอจะหาให้เราได้สักห้าคน เพราะในหมู่ศิลปินหรือนักแสดงคุณก็กว้างขวางไม่น้อย คุณเล่นจำอวดมาตั้งแต่คณะ "เสมาทอง" นะ ช่วยผมหน่อย ค่ารถค่าป่วยการผมจ่ายไม่อั้น"

จำรูญนิ่งคิดสักครู่

"อย่าเลยครับอาเสี่ย ที่ผมรู้จักคุ้นเคยก็พอมีครับ แต่หน้าตาไม่เป็นสับปะรดมองดูคล้ายๆ ผีตานีหรือนางตะเคียน ปากซีดจนเขียว บางคนก็ฟันหลอเห็นในที่เปลี่ยวตอนกลางคืนวิ่งอกแตก เต้นรำได้เพลงเดียวคือเพลง ปุ๊บชึ่งๆๆ ไม่รู้ว่าจังหวะอะไรหรือเพลงอะไร ทั้งๆ ที่ผมเป็นนักดนตรีผมฟังไม่ออก นางระบำดีๆ ผมไม่รู้จักหรอกครับ"

"ว้า" นิกรคราง "ถ้ายังงั้นหาดนตรีสากลให้เราสักวงก็แล้วกัน เราต้องการวงดนตรีกีต้าร์ที่ชำนาญการบรรเลงเพลงในจังหวะร็อค แต่ต้องการนักดนตรีหน้าใหม่ เลือกดูหน้าตาให้เหมือนหรือคล้ายชาวฟิลิปปินโน เพื่อที่เราจะได้หลอกคนดูว่าเป็นวงดนตรี "สี่จิ้งเหลนทอง" มาจากมนิลา"

"อ๋อ เข้าใจละครับ ถ้ายังงี้ผมหาให้ได้ครับ ลูกศิษย์ผมมีอยู่หลายคน หน้าตาเหมือนพวกฟิลิปปินโน เคยไปแสดงตามงานวัดบ้านนอก ถ้าคุณต้องการผมจะติดต่อให้"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ขอบคุณมากคุณจำรูญ เราต้องการคนกลองหนึ่งคน แซ็คโซโฟนสอง เบ๊สหนึ่ง กีต้าร์สี่ เปียนโนหนึ่ง พอแล้ว"

เด็กหนุ่มในวัยรุ่นคนหนึ่งถือถาดบรรจุแก้วน้ำอัดลมแช่เย็น เดินเข้ามาในห้องแล้วเสริฟให้สองสหายกับจำรูญอย่างนอบน้อม เสร็จแล้วก็ถือถาดเปล่าเดินก้มตัวออกไป

"อือ" อาเสี่ยคราง "เด็กของคุณคนนี้มารยาทดีมาก หน้าตายิ้มแย้มดี"

"ครับ หลานของผมเองครับ ผมต้องกวดขันหน่อยในเรื่องมารยาท เพราะนับวันกิริยามารยาทที่สุภาพนอบน้อมอย่างนี้ก็จะหมดไป อ้า-เชิญดื่มน้ำส้มสิครับ อาเสี่ย เรื่องดนตรีสากลยังพูดกันไม่หมด ต้องการนักร้องกี่คนครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"สักสี่คนก็คงพอ ผู้หญิงสองผู้ชายสอง เป็นนักร้องเพลงสากลเสียสองคน ร้องเพลงไทยสากลอีกสองคน"

"ได้ครับ ต้องการเสียงแบบไหนครับ เสียงเทเน่อร"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"คุณเป็นนักดนตรีคุณช่วยเลือกให้เราดีกว่า"

"ได้ครับ เอาขนาดเสียงน้ำเซาะกระเป๋าเลยนะครับ"

นิกรทำหน้าชอบกล

"ผมเคยแต่ได้ยินแต่ว่าเสียงน้ำเซาะหิน หรือเซาะทราย"

จำรูญขมวดคิ้วย่น

"เซาะหินเซาะทรายมันจะได้ประโยชน์อะไรครับคุณนิกร ต้องเซาะกระเป๋าถึงจะใช้ได้ หมายความว่าได้ฟังเสียงร้องแล้วติดใจรุ่งขึ้นมาเที่ยวบาร์ของเราอีก เมื่อมาเที่ยวก็ต้องจ่ายทรัพย์ค่าเหล้าค่าอาหาร ค่าคุยกับพ้าทเน่อร หรือให้รางวัลนักร้อง"

"เออ จริงของคุณ ถ้ายังงั้นหานักร้องเสียงเซาะกระเป๋ามาให้ผม"

"ครับ แล้วก็เสียงขยี้กำมะหยี่ในกระเป๋า"

"ยังงั้น" นิกรพูดเสียงหัวเราะ "พรุ่งนี้กลางวันให้หัวหน้าวงไปตกลงเซ็นสัญญาที่ "ยูธบาร์" เขาจะเบิกเงินไปใช้ก่อนก็ยังได้ สำหรับนักดนตรีเลือกมือดีๆ หน่อยนะคุณจำรูญ"

"แน่ละครับ มือกุดมือด้วนผมจะเอามาทำไม"

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก

"ไม่ใช่อย่างนั้น ผมหมายถึงฝีมือดี"

"อ๋อ ได้ครับ"

กิมหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วพูดเสริมขึ้น

"เที่ยงพอดี ไปกินข้าวกับผมเถอะคุณจำรูญ นานๆ พบกันทีคุยกันให้สนุกสักวัน หรือคุณจะไปตามนักดนตรีให้เรา เราก็จะไปกับคุณ"

"ครับ ดีเหมือนกัน ไปซีครับผมแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว แฮ่ะ แฮ่ะ เรื่องเลี้ยงอาหารกลางวันผม "

อาเสี่ยโบกมือ

"อย่าปฎิเสธคุณจำรูญ คุณกับผมคบกันมานานแล้ว ผมยังไม่ลืมว่าเราเคยวิ่งหนีเรือบินมาด้วยกันตอนสงคราม ผมจำได้ดีว่าบ่ายวันนั้นผมไปดูคุณเล่นละครที่พัฒนากร ละครกำลังเล่นหวอดังขึ้น ทั้งคนดูและตัวละครต่างห้อแนบไปคนละทาง ผมกับคุณผ่าไปลงหลุมหลบภัยแห่งเดียวกันเลยรู้จักกันและรักใคร่ชอบพอกันเรื่อยมาจนทุกวันนี้ ถ้าคุณปฏิเสธไม่ยอมไปกินข้าวกับเราก็เลิกคบกันได้"

จำรูญยิ้มอายๆ

"ไม่-ไม่ปฏิเสธหรอกครับ เมื่อกี้นี้ผมกำลังจะเรียนถามว่า เรื่องเลี้ยงอาหารกลางวันผมน่ะอาเสี่ยจะพาไปเลี้ยงที่ไหน"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"อ๋อ ยังงั้นหรอกหรือ" พูดจบก็หันมามองดูนิกรซึ่งนั่งสัปหงกหงึกๆ แล้วอาเสี่ยก็ร้องขึ้นดังๆ "เฮ้ย"

ทั้งสามคนต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องรับแขก พอแลเห็นตึกสร้างใหม่ นิกรก็ถามจอมตลกเพื่อให้แน่ใจ

"คุณหลอกเราหรือเปล่าคุณจำรูญที่ว่าตึกใหญ่ที่กำลังสร้างนี้เป็นของคุณพระอะไรคนหนึ่ง ผมสงสัยเหลือเกินว่าเป็นตึกของคุณ"

"ปู้โธ่" จำรูญคราง "ยังจะสงสัยอีกหรือครับ เพียงแต่ค่าแบบแปลนตึกหลังนี้ผมก็ไม่มีเงินซื้อแล้ว ถ้าผมจะอยู่ตึกก็ต้องหมายถึงอีก ๘๐ ปีข้างหน้า ตอนนั้นแหละครับผมอาจจะมีเงินพอที่จะปลูกตึกสักหลังหนึ่ง"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ทั้งสามคนพากันเดินออกไปจากเขตบ้าน ซึ่งคาดิลแล็คเก๋งจอดรออยู่ห่างจากประตูรั้วบ้านเพียงเล็กน้อย และเจ้าแห้วได้กลับรถเรียบร้อยแล้วหันหน้ารถออกไปจากปากซอย

เสี่ยหงวนกับนิกรได้วิ่งเต้นตลอดวันเพื่อช่วยเหลือนายฮกซำเจ้าของ "ยูธบาร์" สองสหายมาที่ ยูธบาร์ในเวลา ๑๗.๐๐ น.เศษ ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ พลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มารอคอยอยู่แล้วที่บ้านพักของนายฮกซำด้านหลังบาร์

บ้านของฮกซำเพื่อนเก่าของเสี่ยหงวนเป็นตึกสองชั้นขนาดเล็ก ชั้นล่างเป็นห้องโถงใช้ตู้ไซโบดกั้นแบ่งเป็นสองตอนด้านหน้าเป็นห้องรับแขก ด้านหลังเป็นห้องรับประทานอาหาร มีระเบียงยื่นออกไปทางด้านข้างสำหรับนั่งพักผ่อนสนทนากัน และที่ระเบียงนี้เองฮกซำกับโฉมฉายได้จัดเป็นที่ต้อนรับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและศาสตราจารย์ดิเรก มีวิสกี้โซดาและกับแกล้มตั้งอยู่บนโตีะมากมายพร้อมด้วยบุหรี่กระป๋องซึ่งเป็นบุหรี่ต่างประเทศ

เมื่อนิกรกับอาเสี่ยเดินเข้ามาในตึก สุภาพสตรีร่างสูงโปร่งวัยกลางคนศรีภรรยาของอกซำก็รีบลุกขึ้นต้อนรับสองสหาย

"เชิญซีคะอาเสี่ยและคุณนิกร เรากำลังบ่นถึงคุณอยู่ทีเดียวค่ะ คุณฮกซำเขาเกรงใจมากเท่าที่อาเสี่ยกับคุณนิกรต้องเสียเวลาวิ่งเต้นช่วยเหลือเขาเกี่ยวกับเปิด "ยูธบาร์" คืนพรุ่งนี้"

เสี่ยหงวนยิ้มให้โฉมฉาย

"ไม่เป็นไรครับคุณโฉม ผมเป็นเพื่อนกับฮกซำมัน ผมจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อนของผมเท่าที่จะช่วยได้ อ้ายกรก็เช่นเดียวกัน"

หล่อนประณมมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ขอบคุณค่ะอาเสี่ย ดิฉันกับคุณจะไม่ลืมพระคุณของอาเสี่ยกับเพื่อนๆ และเจ้าคุณอาที่มีต่อเราในครั้งนี้เลย เชิญทางโน้นเถอะค่ะ ดิฉันเตรียมกับแกล้มไว้ตั้งหลายอย่าง เชิญค่ะคุณนิกร"

นิกรยิ้มอายๆ

"เรื่องรับประทานผมไม่สนใจหรอกครับ แต่ว่า กุ้งแห้งตัวโตๆ อย่างเมื่อวานนี้ยังมีอีกไม่ใช่หรือครับ"

"มีค่ะ ดิฉันจัดไว้ให้คุณแล้ว ทำแบบไก่สามอย่างเหมือนเมื่อเย็นวานนี้แหละค่ะ"

"แหม-เรี่ยมเลยครับ"

โฉมฉายพาสองสหายผ่านห้องโถงออกไปที่ระเบียงหลังตึกซึ่งมองแลเห็นตัวกัน นายฮกซำโบกมือให้เสี่ยหงวนกับนิกร

"เชิญครับคุณนิกร มาโว้ยอ้ายหงวน โซดากำลังเย็นเจี๊ยบทีเดียว คุณพลกับคุณหมอและคุณอามารอคอยแกกับคุณนิกรเกือบชั่วโมงแล้ว"

นิกรกับอาเสี่ยตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นอน ที่ใช้พลาสติคสีสวยงามแทนผ้าใบแบบทันสมัยคนละตัว ฮกซำรีบผสมวิสกี้โซดา ๒ แก้ว แล้วส่งให้นิกรกับอาเสี่ยคนละแก้ว โฉมฉายถอยไปนั่งบนม้าหินอ่อนข้างบันไดตึก เสี่ยหงวนยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มอั๊กๆ เหมือนกับดื่มน้ำ

"มา-ส่งขวดเหล้ามาให้กันเถอะโว้ยฮกกี่ แกผสมบางเกินไป"

ฮกซำส่งตราขาวให้แล้วจุปาก

"ล้อชื่อพ่ออีกแล้ว"

"ไม่ได้ล้อน่า" เสี่ยหงวนพูดยานคาง "ก็เตี่ยแกชื่อฮกกี่จริงๆ เตี่ยแกก็เท่ากับว่าเป็นอาของฉัน"

นิกรหยิบส้อมจิ้มแหนมสองสามชิ้นใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย เขาไม่ได้สนใจกับแก้วเหล้าที่วางอยู่ข้างหน้าเขาเลย นิกรกล่าวกับฮกซำอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"คุณอย่าตกใจหรือเสียขวัญนะ ถ้าผมจะบอกคุณว่าผมกับอ้ายหงวนได้พยายามวิ่งเต้นตลอดวัน แต่ได้เพียงดนตรีสากลวงเดียวเท่านั้นนักร้องอีกสี่คน คุณจำรูญ หนวดจิ๋ม เขาช่วยเหลือในเรื่องนี้ พรุ่งนี้ตอนสายนายวงดนตรีคณะ "สี่จิ้งเหลนทอง" เขาจะมาพบคุณที่นี่เพื่อทำสัญญากัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"คณะดนตรี "สี่จิ้งเหลนทอง" ไหงชื่อแหวกแนวอย่างนี้"

นิกรอมยิ้ม ยกส้อมจิ้มไก่ตอนจิ้มน้ำส้มใส่ปากเคี้ยวเสียก่อนจึงพูดกับพ่อตาของเขา

"ผมตั้งให้เขาเองครับ ดนตรีวงนี้ยังไม่มีชื่อเป็นคณะจับฉ่ายเล่นตามงานวัดบ้านนอก แต่เท่าที่ผมกับอ้ายหงวนลองฟังดูแล้วฝีมือเขาแน่จริง คนกลองโซโรกลองอย่างหยดย้อย แซ็กโซโฟนนอนหงายชักดิ้นชักงอเป่า กีต้าร์ก็พราวไปด้วยเม็ดก้านดีดเพลงจังหวะร็อคแอ่นหน้าแอ่นหลังเด็ดขาดไปเลย คนเปียนโนก็ดีดเปียนโนแคล่วคล่องว่องไว ดีดจนควันขึ้น คนเบสก็ไม่ใช่ย่อย นอกจากดีดแล้วยังมีตีเข่าลงศอกในท่าโลดโผน แต่ว่านักดนตรีคณะนี้ขาดผู้สนับสนุน เปรียบช้างเผือกที่อยู่ในป่าไม่มีใครเห็นหรือคล้ายกับเพชรที่ตกอยู่ในโคลนตม"

เสี่ยหงวนมองดูหน้าฮกซำแล้วเสริมขึ้น

"เป็นความจริงฮกซำ นักดนตรีวงนี้เขาเก่งจริงๆ ว่ะ กันได้สัญญากับเขาแล้วว่าจะให้ความสนับสนุนเขาเพื่อให้เขามีชท่อเสียงในทางดนตรี แต่ละคนหน้าตาผิวพรรณคล้ายกับพวกฟิลิปปินโน เราจะหลอกคนดูที่มาเที่ยว "ยูธบาร์" ว่า ดนตรีคณะ"สี่จิ้งเหลนทอง" นี้มาจากฟิลิปปินส์"

นายฮกซำทำหน้าชอบกล

"ว้า-แล้วเขาพูดภาษาฟิลิปปินโนได้หรือ"

"เถอะน่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่แกจะต้องขบคิด กันกับอ้ายกรไปแวะตามโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์มาแล้ว ให้เขาเปลี่ยนแจ้งความใหม่ หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันพรุ่งนี้จะลงรายละเอียดในเรื่อง การแสดงบนเวทีของเราจะมีวิทยากลซึ่งแสดงโดยศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งจะมีหุ่นยนต์อีเล็กโทนิคร่วมแสดงด้วย"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยง

"เฮ้-แกสองคนจะให้ฉันแสดงกลยังงั้นเรอะ"

นิกรตอบแทนกิมหงวน

"ถูกแล้ว เราได้ตกลงกันแล้วว่าเราจะร่วมมือร่วมตีนกันช่วยเหลือคุณฮกซำ ก็ต้องช่วยเขาให้ตลอดรอดฝั่งไป กันกับอ้ายหงวนไม่สามารถจะหามายากรมาแสดงได้ นักเล่นกลชาวอเมริกันที่มาพักอยู่ที่โรงแรงเอราวัณก็เดินทางไปอินเดียแล้วเมื่อสองสามวันนี้เอง เมื่อหาไม่ได้แกก็ต้องแสดงกลให้คนดู"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"โน ไอเล่นไม่เป็นโว้ย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไอไม่เคยเล่นกลให้ใครดูเลย แล้วก็ไอไม่สนใจในเรื่องนี้ด้วย"

พลสบตากับ ดร.ดิเรก เขาก็พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แต่คนอย่างแกไม่เคยทำอะไรไม่ได้ ถ้าแกแสดงกลแกจะเป็นมายากรผู้ยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้ เพราะแกเป็นคนฉลาด ใช้ความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์แสดงวิทยากลของแก"

คราวนี้นายพลดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก เขาก็เหมือนกับมนุษย์ทุกคนที่ชอบยกยอปอปั้น

"ออไร๋ ถ้ายังงั้นไอยินดีรับแสดงกลเพื่อช่วยเหลือคุณฮกซำเพื่อนเรา"

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราว ฮกซำกระพุ่มมือไหว้ศาสตราจารย์ดิเรกอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับคุณหมอ ขอบคุณมากครับที่กรุณาช่วยเหลือผม ผมมั่นใจว่าการแสดงวิทยากลของคุณหมอจะทำให้คนดูตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน เพราะคุณหมอใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย" แล้วเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน "แกโฆษณาบอกรายละเอียดไว้แล้วไม่ใช่หรือ"

"ใช่ ไปนั่งเขียนคำโฆษณาที่โรงพิมพ์ อ้ายกรเป็นคนเขียน อ้า-นอกจากการแสดงวิทยากลบนเวทีซึ่งจะมีหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคร่วมแสดงด้วยแล้วก็มีประกวดการแต่งกายแบบ จิ๊กโก๋และจิ๊กกี๋ชิงรางวัลเงินสด ๓,๐๐๐ บาท ทั้งสองประเภทสำหรับเงินรางวัลกันจะออกให้แกเองฮกซำ"

"ว้า ประกวดจิ๊กโก๋และจิ๊กกี๋จะได้ความอะไรวะ"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "แกนี่โง่บัดซบไม่น่าเป็นนักธุรกิจการค้าเลย หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันพรุ่งนี้ที่ลงแจ้งความของ "ยูธบาร์" จะทำให้คุณโก๋และคุณกี๋ทั้งหลายแห่กันมาที่บาร์นี่อย่างมือฟ้ามัวฝน ยิ่งมีคนมากเท่าไรแกก็จะมีรายได้อย่างงดงาม รู้หรือเปล่าว่านักเที่ยวไน้ท์คลับน่ะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นจิ๊กโก๋และจิ๊กกี๋ พวกนี้ล้วนแต่หนุ่มสาวเจ้าสำราญมีเงินเที่ยวบาร์อย่างฟุ่มเฟือย เชื่อกันเถอะวะ"ยูธบาร์" ของแกจำทำให้บาร์แถวถนนตัดใหม่เพชรบุรีซบเซาไปในไม่ช้า"

นิกรยิ้มให้โฉมฉายซึ่งนั่งฟังอยู่บนม้าหินอ่อนแล้วกล่าวว่า

"ตอนแรกเราตั้งใจจะมีละครย่อยหรือจำอวดของคณะจำรูญ หนวดจิ๋มครับ แต่คืนพรุ่งนี้จำรูญเขารับงานไว้แล้ว งานศพเจ้าคุณอะไรผมก็ลืมไปแล้ว"

กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"งานวันเกิดโว้ยไม่ใช่งานศพ"

นิกรหัวเราะ

"เออ-ใช่ " แล้วเขาก็กล่าวกับโฉมฉายต่อไป "เมื่อไม่ได้จำรูญมาแสดง ผมกับอ้ายเสี่ยก็ตกลงกันประกวดจิ๊กโก๋และจิ๊กกี๋แทน เราได้ไปติดต่อพวกจิ๊กโก๋ไว้หลายรายแล้วครับ เขารับรองว่าพรุ่งนี้เขาจะพาพรรคพวกของเขา ทั้งโก๋และกี๋มาประกวด ผมรับรองว่าคืนพรุ่งนี้ "ยูธบาร์" จะต้องแน่นขนัดเต็มไปด้วยคุณโก๋และคุณกี๋ทั้งหลาย เราค้าขายต้องการผลกำไรนี่ครับ จะเพ่งเล็งค้าขายกับคนกลุ่มน้อยๆ ทำไม "โฉมฉาย" ไปไม่รอดก็เพราะคุณฮกซำต้องการให้ "โฉมฉาย" เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนชั้นสูงโดยเฉพาะ การค้าต้องเป็นนักฉวยโอกาส"

"จริงค่ะ คุณนิกรพูดถูก ดิฉันเคยทะเลาะกับคุณฮกกี่บ่อยๆ ในเรื่องนี้"

ฮกซำทำคอย่นแล้วหันขวับมาทางภรรยาของเขา

"โฉม-โฉมจ๋า นี่ริอ่านล้อชื่อพ่อฉันแล้วหรือนี่"

โฉมฉายใจหายวาบ

"อุ๊ยตาย" แล้วหล่อนก็รีบยกมือไหว้สามีของหล่อน ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง "ขอโทษเถอะค่ะคุณ อาเสี่ยเรียกชื่อเตี่ยคุณแทนชื่อคุณบ่อยๆ จนดิฉันเผลอไป คิดว่าคุณชื่อฮกกี่ ไม่ได้เจตนาล่วงเกินคุณเลยค่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก เขามองดูเพื่อนเก่าของเขาอย่างขบขัน

"ถึงเจตนาก็จะเป็นอะไรไปวะ ผัวเมียกันล้อชื่อพ่อกันเล่นบ้างก็จะช่วยให้ความรักหนักแน่นมั่นคงขึ้นอีก"

ฮกซำยิ้มแห้งๆ มองดูนิกรซึ่งกำลังยกส้อมจิ้มทอดมันกุ้งใส่ปากเคี้ยวแล้วถามว่า

"ระบำโป๊ชุดลับ-เฉพาะล่ะครับ"

"อ๋อ เราต้องแสดงแน่นอนในรายการสุดท้ายคืนพรุ่งนี้คือเวลา ๒๔.๐๐ น. ตรง ผมโฆษณาไปแล้ว เราจะแสดงฟลอร์โชว์แบบเย้ยฟ้าท้าดินประเภทปลุกใจเสือป่า คือชุดนุ่งน้อยห่มน้อยแบบท็อปเลส"

"ว้า-ผมกลัวตำรวจจัง"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ผมรับรองว่าตำรวจจับเราไม่ได้เพราะเป็นศิลปไม่ใช่อนาจาร ถึงเปลือยอกก็เปลือยแบบศิลป นุ่งผ้าเตี่ยวก็นุ่งแบบศิลป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนิกรทันที

"นุ่งแบบศิลปน่ะนุ่งยังไงวะ"

นิกรหันไปยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ก็นุ่งแบบที่ทหารญี่ปุ่นมันนุ่งน่ะซีครับ คุณพ่อคงจะจำได้ เมื่อตอนสงครามกองทัพญี่ปุ่นบุกเราทหารญี่ปุ่นเดินยั้วเยี้ยทั่วกรุงเทพฯ ที่ค่ายพักสวนลุมพินีเราเคยเห็นทหารญี่ปุ่นนุ่งผ้าเตี่ยวแบบศิลปปิดหน้าปิดหลังเท่านั้น แต่เป็นผู้ชายด้วยกันเลยไม่มีใครอยากดูให้เสียนัยน์ตา"

นายฮกซำมีสีหน้าวิตกกังวลใจแฝงอยู่บ้าง

"คุณได้นางระบำไว้เรียบร้อยแล้วหรือครับคุณนิกร"

"ครับ เรียบร้อย ได้ไว้สามคน"

"สวยไหมครับ"

"โอ้โฮ เช้งวับเลยคุณ คนหนึ่งขนาด ๓๗....๒๓....๓๖ อีกคน ๓๖ ๒๒....๓๕ ครึ่ง อีกคนอ้วนไปหน่อยขนาด ๔๕....๔๕....๔๕"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"มองดูเหมือนก้อนข้าวเม่าทอดเท่ากันตั้งแต่หัวตลอดตีน แกไปติดต่อกับพวกระบำที่ไหนวะอ้ายกร"

"เอาเถอะน่า อย่าเพิ่งรู้เลย แต่ว่าแกจะต้องช่วยเหลือกันบ้างเกี่ยวกับระบำชุดท็อปเลส คือช่วยทำให้เป็นศิลปหลีกเลี่ยงคำว่าอนาจาร พรุ่งนี้กันจะบอกแกเองว่ากันจะให้แกช่วยยังไง"

พลกล่าวกับนิกรและกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกสองคนแน่ใจหรือว่า พรุ่งนี้จะไม่มีอะไรขลุกขลัก กันหมายถึงนักดนตรีและพวกนางระบำโป๊"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ไว้ใจเถอะน่า สำหรับระบำโป๊ซึ่งเราจะเอาศิลปเข้าบังหน้านั้นเราจะเปิดการแสดงทุกคืนในรอบสองยาม พวกเสือป่าทั้งหลายจะต้องหลั่งไหลมาชมแน่นขนัด" แล้วอาเสี่ยก็หันมาทางฮกซำเพื่อนเก่าของเขา "นางระบำเขาขอค่าตัวคนละ ๓๐๐ บาทต่อคืน แกจะต้องจ่ายเงินให้นางระบำคืนละ ๕๐๐ บาท แต่กันเชื่อว่าผลกำไรของ "ยูธบาร์" จะมีไม่ต่ำกว่าคืนละ ๒,๐๐๐ บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายและเฉลี่ยเงินเดือนของพวกพนักงานบาร์แล้ว ถ้าหากว่าแผนการณ์ของกันกับอ้ายกรที่ช่วยแกไม่เป็นผลแกขาดทุนเท่าไรกันจะใช้ให้แก พูดจริงๆ นะฮกกี่ให้ดิ้นตายซีเอ้า"

"ฮี้" นายฮกซำร้องเสียงดังราวกับม้า "เลิกล้อชื่อพ่อเสียทีเถอะวะ แก่จนป่านนี้แล้วเขาไม่ล้อชื่อพ่อกันหรอกโว้ย"

"แต่กันถือว่า ถ้ากันล้อชื่อพ่อใครคนนั้นคือเพื่อนสนิทหรือเพื่อนรักของกัน ขนาดที่หยิบยืมเงินหมื่นหรือเงินแสนของกันใช้ได้"

ฮกซำยิ้มออกมาได้

"ถ้ายังงั้นกันอนุญาตให้แกล้อชื่อพ่อกันได้ กันกับเมียกันก็ปรึกษากันแล้ว หากคราวนี้ "ยูธบาร์" ขาดทุนย่อยยับกันก็จะขอยืมเงินแกสักสามสี่แสนเอามาทำทุนค้าขายเลิกกิจการบาร์ ตั้งโรงงานอุตสาหรรมขึ้นที่บ้านนี้ ทำอะไรก็ได้ให้มันมีกำไรแล้วกัน"

"ตกลง สำหรับเพื่อนฝูงเงินแสนเรื่องเล็กโว้ย" พูดจบอาเสี่ยก็คว้าแก้วเหล้าลุกขึ้นเดินไปนั่งบนม้าหินอ่อนเคียงข้างโฉมฉาย

"เฮ้ยๆๆ " ฮกซำร้องลั่น "มานั่งนี่เถอะ อย่านั่งเบียดเสียดเมียกันเลยวะน่าเกลียด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนยกมือซ้ายจับมือขวาของโฉมฉายบีบเบาๆ แล้วกล่าวกับหล่อน

"ผมเห็นหน้าคุณแล้วผมอดที่จะรักคุณไม่ได้เลย"

"โอ้โฮ" ฮกซำอุทาน "เอายังงี้เชียวเรอะอ้ายหงวน ถ้ายังงั้นพาโฉมฉายไปเที่ยวกับแกเถอะวะ" แล้วเขาก็หัวเราะชอบใจที่เสี่ยหงวนให้ความเป็นกันเอง กับเมียของเขาเหมือนกับญาติสนิท

วันต่อมา

ยังไม่ทันสิ้นแสงตะวัน "ยูธบาร์" ก็ต้อนรับผู้มีเกียรติและไร้เกียรตินับจำนวนร้อย คนเหล่านี้มาดื่มเหล้าและรับประทานอาหารค่ำที่นี่ ต่างก็รีบมาจองโต๊ะให้ใกล้ฟลอร์และใกล้เวทีแสดง พนักงานรับใช้ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยไปตามกัน ผู้จัดการบาร์ซึ่งเป็นน้องภรรยาฮกซำมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใสผิดปกติเพราะนึกไม่ถึงว่า "ยูธบาร์" จะได้ต้อนรับประชาชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเช่นนี้

ราว ๑๘.๐๐ น.เศษ โต๊ะอาหารที่เรียงรายรอบห้องโถงก็ไม่มีที่ว่าง ที่เฉลียงตึกและตามสวนดอกไม้หลังตึกก็ไม่มีโต๊ะว่างเช่นเดียวกัน พ่อครัวหลายคนทั้ง ฝรั่ง, จีน, และไทย ทำงานมือไม่ว่าง เหล้าและเบียร์ขายดีที่สุด ขายแพงกว่าราคาท้องตลาดเพียงเท่าเดียว น้ำอัดลมขวดละ ๒ บาท เบียร์ขวดละ ๒๐ บาท วิสกี้ไทยขวด ๒๕ บาท โซดาขวดละ ๒ บาท อาหารจานละ ๑๕ บาท เว้นแต่อาหารจีนก็ต้องแพงหน่อยเช่นหูฉลามตุ๋นเส้นไก่

วงดนตรี "สี่จิ้งเหลนทอง" มาถึงบาร์ในเวลา ๑๘.๓๐ น. ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ นักเที่ยวบาร์ได้ทยอยกันมาเรื่อยๆ ต้องตั้งเก้าอี้เสริมรอบบาร์และใช้เก้าอี้ต่างโต๊ะอาหาร บางทีก็วางเหล้าและกับแกล้มตามขอบหน้าต่างตึก

ฮกซำกับโฉมฉายตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เมื่อได้เห็นจิ๊กโก๋และจิ๊กกี๋แน่นขนัดบาร์ของเขา นอกจากนี้ก็มีชาวอเมริกันหนุ่มๆ หลายคน เสียงแผ่นเสียงบรรเลงเพลงในจังหวะร็อคทำให้บรรยากาศของ"ยูธบาร์" ครึกครื้นผิดปกติ หนุ่มๆ สาวๆ ต่างตบมือหรือดีดมือให้จังหวะ บ้างก็ลุกขึ้นยืนเต้นร็อคเด้งหน้าเด้งหลังตามอัธยาศัยเมื่อสนุกถึงขีดสุด ก็สั่งเหล้าและเบียร์มาดื่มอีก

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าแห้ว นายฮกซำและโฉมฉายแอบยืนดูอยู่ทีระเบียงชั้นบน ฮกซำกล่าวชมเชยอาเสี่ยกับนิกรไม่ขาดปาก

"แกกับคุณนิกรแน่จริงๆ โว้ยเพื่อน ถ้ากันทำอย่างนี้มาแต่แรกป่านนี้กันก็สบายไปแล้ว"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"ใช่ จำไว้เถอะว่านักธุรกิจที่ดีต้องคิดค้าขายกับคนส่วนรวมไม่ใช่ส่วนปลีกย่อยหรือส่วนน้อย การจัดรูปบาร์แบบนี้จะเรียกคนชั้นกลางและคนชั้นต่ำให้มาอุดหนุนแกอย่างคับคั่งทุกคืน พวกคนชั้นสูงน่ะมันมีไม่กี่คนหรอก แกสังเกตดูห้างร้านต่างๆ ซีวะ ถ้าแต่งร้านหรูหราต้อนรับเฉพาะคนชั้นสูงไม่ช้าก็ต้องม้วนเสื่อไขก๊อก มันต้องจัดสถานที่ให้ใครๆ กล้าเข้าไปดูของและซื้อของได้กิจการถึงจะเจริญ ร้านเขายเครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์บางแห่งแต่งร้านเหมือนร้านในนิวยอร์ค แต่พนักงานขายของนั่งหาวหวอดแมลงวันตอมขาทั้งวัน สู้ร้านโทรทัศน์ที่จัดร้านรุงรังไม่ได้ ใครๆ ก็เข้าไปดูและเข้าไปซื้อ"

"จริง จริงของแกกันคิดได้แล้ว ภัตตาคารยังมีรายได้ประจำวันน้อยกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวผัดแผงลอย ในตรอกข้างห้างกมลสุโกศลตรงข้ามโรงหนังแกรนด์ แกกับคุณนิกรทำให้กันได้คิด กันยอมรับว่าเดี๋ยวนี้กันฉลาดขึ้นแล้ว"

เสี่ยหงวนยกมือตบศีรษะฮกซำเบาๆ

"เตี่ยสอนอะไรแกแกก็ต้องจดจำไว้ เตี่ยค้าขายอะไรไม่เคยขาดทุนเลย"

"อ้าวๆ ชักทะลึ่งละอ้ายหงวน" แล้วเขาก็เลื่อนตัวเข้ามายืนเคียงข้างนิกร ยกมือขวาโอบหลังนิกรด้วยความรัก "ผมยอมรับว่าคุณเป็นนักธุรกิจหัวแหลมคนหนึ่ง"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"แต่เมียผมเขาว่าผมแข็งเหมือนหัวอ้ายโจรครับ ตีก็ไม่เจ็บ ความจริงผมฉลาดสู้อ้ายหงวนไม่ได้ในเรื่องการค้าแต่ผมใช้จิตวิทยาเข้าช่วย ผมรู้ดีว่าทำอย่างไรคนถึงจะชอบใจและพอใจ ว่างๆ คุณไปดูห้าง "กรุณวงศ์" ของผมซีครับ ขายดีกว่าห้างญี่ปุ่นเปิดใหม่ตั้งเยอะแยะ ห้างของผมมีพร้อมเสื้อผ้าแพรพรรณ เครื่องกีฬา เครื่องสำอาง ที่นอนหมอนมุ้ง เครื่องเรือนและเครื่องครัวแม้กระทั่งครก ซื้อครกเราแถมสากให้ด้วยข้าวสารถ่านน้ำปลามีพร้อม ซื้อบาทเดียวให้ส่งถึงบ้านยังได้ บริการแบบกันเองจริงๆ คนขายทำหน้างอหรือแสดงทีท่าไม่พอใจลูกค้าผมตัดเงินเดือนทันที ใครเข้าไปในห้างผมแล้วรับรองว่าไม่ผิดหวัง จะซื้ออะไรทั้งนั้นเว้นแต่ของใหญ่เช่น รถยนต์หรือเครื่องจักรยนต์ บริการแบบกันเอง ทำให้ผมมีขาประจำนับหมื่น ซื้อ ๑๐ บาทแถมรูปโป๊หนึ่งรูปยังได้ เห็นหน้ากันจำเจซื้อเชื่อเราก็ยอม"

พลยกมือเขกศีรษะนิกรค่อนข้างแรง

"พอแล้วอ้ายกร ฝอยมากไปหน่อย"

นิกรหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับนายฮกซำต่อไป

"คุณดูซีคุณฮกซำ แขกของคุณล้นหลามไปหมด เขากำลังฟังเพลงร็อคจากแผ่นเสียงของผม ท่าทางของเขาสดชื่นรื่นเริงแสดงความสบายใจจริงๆ ที่เขาได้มานั่งในบาร์นี้ ถ้าคุณอยากจะให้เขาลุกไป ก็ลองเปิดแผ่นเสียงเพลงไทยสักเพลงซีครับ เข้าเมืองตาเหล่เราก็ต้องทำตาเหล่ให้เหมือนเขา ถึงคุณไม่ชอบเพลงร็อคคุณก็ต้องอดทน"

"นั้นน่ะซีครับ คราวนี้บาร์ของผมเจริญแน่ๆ ไปข้างล่างเถอะครับไปรับประทานอาหารกันเสียที คุณหมอจะได้เตรียมตัวแสดงวิทยากล"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณสั่งให้เด็กของคุณจัดอาหารให้หุ่นบ๊อบบี้ของผมกินแล้วไม่ใช่หรือ"

"ครับ ทั้งอาหารและเครื่องดื่มพร้อมแถมไอสครีมและผลไม้ด้วย เด็กๆ ของผมรู้สึกว่ามันกลัวหุ่นของคุณหมอมาก พอได้ยินหุ่นพูดก็ถอยหลังกรูด ผมเองไม่อยากเชื่อเลยว่าหุ่นบ๊อบบี้มันพูดได้และรู้ภาษาคนเป็นอย่างดี เหมือนกับมันเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ อ้า-คืนนี้แหละครับผู้คนจะต้องตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน"

พอเวลาได้ ๑๙.๐๐ น. ตรง ดนตรีคณะ "สี่จิ้งเหลนทอง" ก็เริ่มบรรเลงพลงมารชเป็นเพลงแรก หนุ่มน้อยหน้ามนรวม ๔ คน ยืนเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวอยู่หน้าไมโครโฟน ทุกคนดีดกีต้าร์และแต่งตัวเลียนแบบ "สี่เต่าทอง" ไว้ผมรุงรังทรงหมาจู อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่ใน"ยูธบาร์" ต่างเชื่อสนิทว่าดนตรีวงนี้เป็นชาวฟิลลิปินโน เดินทางมาจากนครมนิลาและหากินอยู่ในเมืองไทยนานแล้ว จนกระทั่งพูดไทยได้ถึงแม้เสียงจะแปร่งไปบ้าง นิกรทำหน้าที่เป็นโฆษกพูดกระจายเสียงอยู่ในหลีบหลังเวทีซึ่งวงดนตรีตั้งวงอยู่เบื้องล่างเวที ตอนกลางเวทีและยกพื้นขึ้นสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร นักดนตรีหันหลังให้เวที ทุกคนแต่งชุดราตรีเรียบร้อย

๒๐.๐๐ น. โฆษกได้เชิญทุกคนให้ลีลาศบนฟลอร์ขัดมันกลางห้องโถง หนุ่มสาวออกเต้นทวิสต์กันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางเสียงเป่าปากเสียงตบมือโห่ร้อง ยิ่งสนุกอาหารและเหล้าก็ยิ่งขายดี คุณโก๋ทั้งหลายดูเหมือนตั้งใจอวดความมั่งมีกันถึงกับบางคนสั่งตราขาวหรือตราดำมาเลี้ยงเพื่อน ในจำนวนนักเที่ยวบาร์และจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋เหล่านี้มีตำรวจนอกเครื่องแบบปะปนอยู่ด้วยหลายคน โฆษกนิกรได้ประกาศซ้ำซากหลายต่อหลายครั้งว่ารายได้ของ "ยูธบาร์"ทั้งหมดในคืนวันนี้จะส่งไปให้สภากาชาดไทยโดยไม่หักค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว ผู้มาเที่ยววันเปิดบาร์ของ "ยูธบาร์" จึงได้รับทั้งความสนุกสนานและบุญกุศล อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้บริจาคเงินหนึ่งแสนบาทสมทบรายได้ของ "ยูธบาร์" ด้วย ผู้คนตบมือกันเกรียวกราวเมื่อนิกรประกาศเช่นนี้

การประกวดจิ๊กโก๋สวยงามได้เริ่มต้นในเวลา ๒๑.๐๐ น. ตรง โดย พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นกรรมการ ปรากฏว่าจิ๊กโก๋หนุ่มหุ่นเอลวิสผู้มีนามว่าจิ๊กโก๋บิลลี่เป็นผู้ชนะเลิศ ได้รับรางวัลเงินสดจากอาเสี่ยกิมหงวน ๓,๐๐๐ บาท เขาสวมกางเกงบลูยีนขาแคบฟิตเปรียะ สวมแจ๊คเก็ตตาหมากรุกสีแดงสลับเทา สวมรองเท้าหุ้มข้อสีแดงส้นสูง ใบหน้าของเขาหล่อเหลาและคมคายมิใช่น้อย จิ๊กโก๋หนุ่มได้แสดงน้ำใจที่เปี่ยมล้นด้วยความเมตตาของเขา สละเงิน ๓,๐๐๐ บาทให้สภากาชาด เมื่อโฆษกนิกรประกาศให้ทราบคนดูก็ตบมือโห่ร้องให้เกียรติเขา หนุ่มไทยผู้มีชื่อเป็นฝรั่งตามแบบโก๋นิยม

ต่อจากนั้นก็ถึงการประกวดจิ๊กกี๋วัยรุ่น เสียงเอะอะเฮฮาดังอยู่ตลอดเวลา เมื่อจิ๊กกี๋อกเดินโชว์ตัว แต่ละคนแฉล้มแช่มช้อย ท่าทางสม้าท ไม่แคร์ ไม่พรั่นพรึง ยิ้มและยักคิ้วให้คนดู บางคนก็เคี้ยวหมากฝรั่ง บ้างก็ขยับก้นส่ายฮาไวเล่นโก้ๆ บ้างก็ผิวปากเดินอกตั้งสมกับเป็นกุลสตรีที่น่ารัก

คณะกรรมการลงมติให้จิ๊กกี๋ร่างเพรียวลมคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่าอลิซาเบ็ทได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อเสี่ยหงวนขึ้นไปบนเวทีประกาศผลการประกวดและมอบเงินรางวัล ๓,๐๐๐ บาทให้หล่อน ภายในบาร์ก็แทบจะถล่มทลายด้วยเสียงตบมือโห่ร้อง การตัดสินของคณะกรรมการเป็นไปด้วยยุติธรรมยิ่งเพราะตรงตามความคาดหมายของคนดู

"หนูของคุณฮ่ะที่คุณน้ากรุณาให้รางวัลหนู แต่เงิน ๓,๐๐๐ บาทไม่มีความหมายสำหรับหนูฮ่ะ เมื่อบิลลี่เขาสละเงินรางวัลให้สภากาชาด หนูก็สละให้สภากาชาดเช่นเดียวกัน"

อาเสี่ยยิ้มละไมทำท่าก้อร่อก้อติกแบบชีกอตลอดเวลา

"ดีมากหนู ด้วยอานิสงส์แห่งกุศลผลบุญนี้ชาติหน้าหนูคงจะสวยและน่ารักเหมือนชาตินี้อีก" แล้วเสี่ยหงวนก็กระซิบเบาๆ "บาร์เลิกให้น้าไปส่งหนูนะ"

อลิซาเบ็ทขมวดคิ้วย่น

"ไม่ได้หรอกค่ะคุณน้าขา หนูจะต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้"

"อ้าว ทำไมล่ะ"

"หนูเป็นห่วงลูกค่ะ ลูกสาวของหนูอายุ ๓ เดือนเท่านั้น พ่อเด็กก็เลี้ยงไม่ค่อยเป็น ดีแต่ชอบยิงคนหรือไล่แทงคน"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"ถ้ายังงั้นก็รีบกลับเถอะหนู แหม-มีลูกตั้งแต่เด็กๆ นึกว่าเป็น น.ส. เสียอีก"

"เปล่าค่ะ หนู ม.ผ. ตั้งแต่อายุ ๑๓ ขวบค่ะ"

การประกวดจิ๊กโก๋และจิ๊กกี๋ได้สิ้นสุดลงด้วยความเรียบร้อย น่าประหลาดยิ่งที่นักเที่ยวบาร์ซึ่งส่วนมากอยู่ในวัยหนุ่มไม่ได้มีเรื่องเป็นปากเสียงกัน ชกต่อยกันแทงกันหรือยิงกัน ถึงแม้ว่าหลายคนเมาเหล้าจนหมดสติ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะโฆษกนิกรสามารถรักษาสถานการณ์ไว้ด้วยการพูดเล่นหัวกับผู้ที่อยู่ในบาร์ มีการขอร้องให้อภัยให้กันไปในตัว

พอเสร็จการประกวดแต่งกายงามของจิ๊กโก๋และจิ๊กกี๋ พวกจิ๊กโก๋ที่นั่งดื่มเหล้ารับประทานอาหารอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ก็ทยอยกันกลับบ้าน แค็ชเชียร์นั่งรับเงินตลอดเวลา เมื่อโต๊ะว่างพนักงานรับใช้ก็รีบทำความสะอาด แขกของ "ยูธบาร์"หลั่งไหลเข้ามาอีก คราวนี้ล้วนแต่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามพวกจิ๊กโก๋และพวกจิ๊กกี๋ก็ยังชุมนุมกันอยู่ในบาร์ไม่น้อยกว่า ๕๐ คน ตอนนี้ม่านสีเขียวหน้าเวทีปิดเข้าหากันแล้ว

การลีลาศในจังหวะร็อคและทวิสต์ได้ดำเนินต่อไป บางทีนักร้องหนุ่มสาวก็ครวญเพลงให้ฟัง เพลงทุกเพลงไม่ว่าจะเป็นเพลงสากลหรือเพลงไทยสากล ล้วนแต่เป็นเพลงที่ใช้จังหวะเร่าร้อนทั้งนั้น นักร้องแอ่นหน้าแอ่นหลังทำเสียงแหบเสียงแห้งได้ไพเราะเพราะพริ้งเป็นที่สบอารมณ์บรรดาจิ๊กโก๋และจิ๊กกี๋ทั้งหลาย ตลอดจนคนหนุ่มๆ ที่พึงพอใจฟังเพลงแบบนี้

จนกระทั่ง เวลา ๒๓.๐๐ น. ตรง

พอดนตรีจบเพลงโฆษกนิกรก็ประกาศทางหลังเวที โดยไม่มีใครเห็นตัวเขาคงได้ยินแต่เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วบาร์

"ท่านทั้งหลาย เราจะได้เปลี่ยนอารมณ์ของท่านให้ท่านได้ชมการแสดงบนเวทีต่อไป รายการต่อไปนี้ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ จอมนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกจะได้มาปรากฏตัวให้ท่านเห็นบนเวที ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นว่า บาร์ของเราเก็บเงินรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายในคืนวันนี้ให้สภากาชาดไทย จึงยินดีร่วมการกุศลนี้แสดงวิทยากลให้ท่านชม นอกจากนี้ศาสตราจารย์ดิเรกผู้ยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่งยอดเยี่ยม จะได้นำหุ่นอีเล็คโทรนิคออกแสดงให้ท่านชมด้วย ซึ่งหุ่นนี้ท่านก็คลจะทราบมาบ้างแล้วว่า มันเคลื่อนไหวได้ พูดภาษาคนได้และสามารถสนทนาโต้ตอบได้ด้วยมันสมองอีเล็คโทรนิคของมัน รับรองว่าท่านผู้ชมจะได้รับความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจยิ่ง เพราะคล้ายกับว่ามันมีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับเราท่านทั้งหลาย โปรดคอยชมครับ"

เสียงตบมือดังลั่นห้องโถงและแล้วม่านหน้าเวทีผืนใหญ่ก็ค่อยๆ เปิดออก บนเวทีสว่างจ้าด้วยแสงไฟฟ้า ใช้กำมะหยี่ดำประดับดาวเงินระยิบระยับ กลางเวทีมีโต๊ะสำหรับแสดงวิทยากลตั้งอยู่สองสามโต๊ะ พร้อมด้วยเครื่องมือเครื่องใช้หลายอย่าง พาตัวเดินออกมานอกเวที เขาแต่งกายแบบนักเล่นกลในชุดสีดำ สวมเสื้อยาวถึงเข่าและสวมหมวกท็อปแฮ็ท นายแพทย์หนุ่มถอดหมวกออกก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูอย่างนอบน้อม คราวนี้เสียงตบมือและเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว คนดูตื่นเต้นดีใจไปตามกันที่ได้เห็นตัวจริงของจอมนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่

"สวัสดีครับท่านสุภาพชนและคุณจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ที่รัก ก่อนอื่นผมขอเรียนให้ทราบว่าผมเป็นหมอและเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมไม่ใช่มายากรหรือนักแสดงกล แต่ผมรับอาสาแสดงกล ก็เพราะเห็นว่า "ยูธบาร์" ได้เก็บเงินรายได้จากการจำหน่ายอาหารเหล้าและเครื่องดื่ม ในคืนวันนี้ทั้งหมดให้สภากาชาดไทยโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ฉะนั้น หากการแสดงของผมไม่ใคร่จะได้ความ หรือไม่สบอารมณ์ท่านก็โปรดอภัยให้ผมด้วยนะครับ ผมจะเริ่มแสดงให้ท่านชม ณ บัดนี้ ซึ่งผมจะเรียกหุ่นอีเล็คโทรนิคผู้ช่วยของผมออกมาพบกับท่าน" พูดจบ ดร.ดิเรกก็กวักมือเรียกหุ่นบ๊อบบี้

คนดูทั่งทั้งบาร์ต่างส่งเสียงอื้ออึงไปตามกัน เมื่อแลเห็นหุ่นบ็อบบี้พาร่างอันสูงใหญ่ของมันเดินออกมา นัยน์ตาของมันปรากฏสีแดงและเขียวสลับกันไปปิดเปิดวาบวับ หุ่นยนตร์ก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ศาสตราจารย์ดิเรกเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าบ๊อบบี้

"บอกท่านผู้ดูซิว่าแกชื่ออะไร"

"บ๊อบบี้ ณรงค์ฤทธิ์ลูกบุญธรรมของพลโท ศาสตราจารย์ด๊อคเตอรดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ครับ"

คนดูตบมือกราวและหัวเราะชอบใจไปตามกัน

"แกอายุเท่าไร"

"แปดปีครับป๋า"

"มีแฟนหรือยัง"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ยังครับ ป๋าไม่เคยสร้างหุ่นผู้หญิงให้ผมเลย ผมน่ะเป็นหุ่นก็จริง แต่ป๋าอย่าลืมว่าหุ่นก็มีหัวใจเหมือนกัน หน้าหนาวอย่างนี้ผมนอนคนเดียวมันหนาวจนบอกไม่ถูก เมื่อไรป๋าจะสร้างหุ่นผู้หญิงให้ผมล่ะครับ"

คนดูต่างตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว เท่าที่หุ่นยนตร์พูดได้โต้ตอบได้เหมือนกับว่ามันเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจและความรู้สึก ดร.ดิเรกยกมือตบศีรษะมันเบาๆ แล้วกล่าวว่า

"เอาไว้ให้ป๋ามีเวลาว่างก่อน ป๋าจะสร้างหุ่นผู้หญิงให้แก รับรองว่าสวยขนาดอาภัสรานางสาวไทยของเราทีเดียว"

หุ่นบ๊อบบี้ยิ้มเอียงอาย

"อย่าให้ถึงยังงั้นเลยครับ ขนาดพวกอนุหรือแม่ม่ายผ้าขาวม้าแดงผมก็พอใจแล้ว ผมน่ะอยากมีลูกสักคนหนึ่ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำคอย่นทันทีแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"มียังไงวะ ในตัวแกมีแต่เครื่องกลไกไฟฟ้าทั้งนั้น แกไม่ได้มีตับไตไส้พุงและอะไรต่ออะไรเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย แกจะได้มีลูก อ้า-หันหลังมาทางนี้ซิ ป๋าจะเปิดแผ่นเหล็กส่วนหลังของแกออกให้ท่านผู้ดูได้เห็นเครื่องในของแก ทุกคนจะได้รู้ว่าหุ่นนี้เป็นหุ่นยนตร์จริงๆ ไม่ใช่มีคนซ่อนอยู่ข้างใน"

หุ่นบ๊อบบี้ปฏิบัติตามคำสั่ง คือหันหลังให้นายแพทย์หนุ่มโดยดี ศาสตราจารย์ดิเรกจัดแจงเปิดแผ่นเหล็กข้างหลังออก คราวนี้ผู้ที่อยู่ใน"ยูธบาร์" ก็แลเห็นกลไกไฟฟ้าและส่วนประกอบต่างๆ ในตัวหุ่นอย่างถนัดชัดเจน ภายในท้องหุ่นมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างเปรียบเหมือนโรงงานไฟฟ้าขนาดเล็กแห่งหนึ่งซึ่งจักรกลตัวใหญ่ตัวเล็กกำลังทำงานด้วยอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้า

เมื่อ ดร.ดิเรกปิดแผ่นเหล็กด้านหลัง เสียงตบมือเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นอีก นักเที่ยวบาร์ต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจสดุดียกย่องในความรู้ความสามารถของศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ ดร.ดิเรกก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูอีกแล้วยกหมวกท็อปแฮ็ทสวมศีรษะหุ่นบ๊อบบี้ หลังจากที่เขาให้คนดูดูแล้วว่าในหมวกไม่มีอะไร

"เฮ้" ท่านศาสตราจารย์กล่าวกับหุ่นยนตร์ของเขา "ขอกระต่ายที่อยู่ในหมวกใบนั้นให้ฉัน"

หุ่นบ๊อบบี้ทำหน้าตื่น

"กระต่ายที่ไหนกันครับ"

"เอาเถอะน่า ถอดหมวกออกมาเถอะแล้วแกจะพบกับกระต่ายอยู่ในหมวกที่แกสวมอยู่ เร็ว-อย่าร่ำไร"

หุ่นยนตร์ถอดหมวกออก คนดูฮาครืนเมื่อแลเห็นกระต่ายสีขาวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งปรากฏอยู่ในหมวกใบนั้น ดร.ดิเรกเอื้อมมืออุ้มมันออกมาจากหมวกท็อปแฮ็ทกอดจูบลูบคลำมันแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อทางขวาของเขา ศาสตราจารย์ดิเรกทำปากหมุบหมิบสักครู่ก็ยกมือลูบคลำกระเป๋าเสื้อ

"บ๊อบบี้ กระต่ายของป๋าหายไปแล้ว"

"อ้าว" หุ่นยนตร์อุทาน "หายไปไหนล่ะครับ"

"ไม่รู้ซี" แล้ว ดร.ดิเรกก็ดึงไส้ในกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้างออกมาอวดให้คนดู ทำให้คนดูหัวเราะลั่นพอใจในการแสดงอันแนบเนียนของนายแพทย์หนุ่ม "แกเหาะไปรอบๆ บาร์ค้นหามันซิ ฉันสงสัยว่ามันอยู่ในกระเป๋าเงินสีดำใบใหญ่ของสุภาพสตรีคนหนึ่ง ที่วางอยู่บนโต๊ะใดโต๊ะหนึ่ง"

หุ่นบ๊อบบี้เหาะขึ้นจากพื้นเวทีทันทีด้วยอำนาจกลไกไฟฟ้าในตัวมัน ผู้คนโห่ร้องเกรียวกราวตื่นเต้นดีใจที่หุ่นยนตร์เหาะได้ บ๊อบบี้เหาะออกมาจากเวทีอย่างแช่มช้าแล้วเหาะไปรอบๆ บาร์ ผู้คนโจษขานกันแซ่ดไปหมด รายการแสดงบนเวทีของ "ยูธบาร์" ยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างนี้จะหาดูที่ไหนอีกก็ไม่ได้ หุ่นยนตร์เหาะนิ่งเฉยอยู่กลางห้องโถงใหญ่ แล้วยกมือชี้ลงไปที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งซึ่งมีสุภาพบุรุษคนหนึ่งนั่งอยู่กับสุภาพสตรีในวัยกลางคนอีก ๓ คน มีกระเป๋าเงินใบใหญ่สีดำวางอยู่บนโต๊ะนั้นหนึ่งกระเป๋า

"คุณนายครับ กรุณาเปิดกระโปรง เอ๊ย เปิดกระเป๋าหน่อยเถอะครับ ผมสงสัยว่าลูกกระต่ายของป๋าผมอยู่ในกระเป๋าของคุณนาย"

สุภาพสตรีเจ้าของร่างอ้วนเตี้ย ผิวขาวผ่องเหมือนหยวกกล้วยเจ้าของกระเป๋าใบนั้นหัวเราคิ๊ก

"ทำไมจะมาอยู่ในหระเป๋าของฉันละจ๊ะบ๊อบบี้ เธอลงมาซีฉันจะเปิดกระเป๋าให้ดู" แล้วหล่อนก็กล่าวกับสามีของหล่อน "ดิฉันตื่นเต้นจังค่ะเท่าที่หุ่นยนตร์ของท่านศาสตราจารย์พูดได้ และเหาะเหินเดินอากาศได้"

บ๊อบบี้บังคับตัวเองให้ลอยลงมายังพื้นห้องโถง ข้างโต๊ะๆ นั้น ใครต่อใครต่างพากันมองดูหุ่นอีเล็คโทรนิคเป็นตาเดียว เมื่อสุภาพสตรีผู้นั้นเปิดกระเป๋าเงินออก เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงก็ดังขึ้นทันที ปรากฏว่ากระต่ายน้อยตัวนั้นนอนหมอบอยู่ในกระเป๋าของหล่อน หล่อนอุ้มมันออกมาจากกระเป๋าและคืนให้หุ่นบ๊อบบี้โดยดี เสียงตบมือดังเซ็งแซ่ไปทั่วบาร์ หุ่นบ๊อบบี้อุ้มกระต่ายเหาะกลับไปยังเวทีแสดง ไม่มีใครรู้ว่าสุภาพสตรีเจ้าของกระเป๋าสีดำคือเพื่อนรักของโแมฉายเจ้าของบาร์นี้ และหล่อนตกลงเป็นหน้าม้าของ ดร.ดิเรกในการแสดงวิทยากลของเขา

ศาสตราจารย์ดิเรกแสดงวิทยากลต่อไป เหมือนอย่างที่มายากรทั้งหลายแสดงมาแล้ว คือกลไพ่ป๊อก เรียกไพ่ หรือทายไพ่ตลอดจนดึงไพ่ทั้งสำรับให้ยืดเข้ายืดออก เหมือนหีบเพลงอย่างไรก็ตามแต่ละชุดเรียกเสียงตบมือได้เสมอ ชุดสุดท้ายคือการแสดงล่องหน

ดร.ดิเรก ได้กวักมือเรียกเจ้าแห้วให้ออกมานอกเวที หลังจากโฆษกนิกรได้ประกาศให้ทราบว่า การแสดงในอันดับสุดท้ายคือล่องหน ผู้แสดงเป็นตัวล่องหนคือ นายแห้ว โหระพากุล

เจ้าแห้วแต่งสากลเรียบร้อยพาตัวเดินออกมา เขาสวมหมวกสักหลาดดำปิดหน้า ใบหน้าของเขาพันผ้าขาวและสวมแว่นตาดำ ดร.ดิเรกกล่าวกับคนดูว่า

"การแสดงชุดสุดท้ายของผมไม่ใช่เล่นกลนะครับ ชายหนุ่มผู้นี้ซึ่งเป็นคนของผมหายตัวได้เป็นวัตถุโปร่งแสง ก็ด้วยอำนาจยาฉีดและรังสีชนิดหนึ่งที่ทำให้เซลล์ต่างๆ กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ขณะนี้ท่านมองเห็นเขาก็เพราะเขามีเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกาย" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้วแล้วออกคำสั่ง "เฮ้-แก้เสื้อผ้าออก"

ล่องหนแห้วชักลังเลใจ

"รับประทานคุณหมอแน่ใจหรือครับว่าผมจะไม่คืนร่างกลางเวที รับประทานถ้าคืนร่างอย่างกะทันหันรับประทานผมวิ่งไม่รู้ทางไปเชียวนะครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ไอรับรอง"

เจ้าแห้วหันหน้าไปทางคนดูแล้วถอดหมวกออกโยนไปบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็ถอดแว่นตาออกวางลงบนโต๊ะ คนดูส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจเมื่อแลเห็นนัยน์ตาเจ้าแห้วกลวงโบ๋มองทะลุไปข้างหลัง และแล้วความตื่นเต้นของคนดู ก็เกิดขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเจ้าแห้วแก้ผ้าพันหน้าและศีรษะออก ส่วนศีรษะของเจ้าแห้วไม่มีใครมองเห็นคงเห็นแต่ตัวเท่านั้น คล้ายกับผีหัวขาดที่เคลื่อนไหวได้ ความจริงทุกสัดทุกส่วนในตัวเจ้าแห้วไม่ได้หายไปไหน นอกจากว่ากลายเป็นวัตถุโปร่งแสงเท่านั้น ด้วยความรู้ความสามารถอันยอดเยี่ยมของศาสตราจารย์ดิเรกนั่นเอง

ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของคนดู เจ้าแห้วได้ถอดเสื้อสากลและแก้เน็คไทถอดเสื้อเชิ้ทแขนยาวออก คราวนี้พวกคนดูเกือบทั้งหมดต่างลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น เพราะแลเห็นแต่เพียงส่วนล่างของเจ้าแห้ว เจ้าแห้วก้มตัวลงถอดรองเท้าและถุงเท้าวางไว้ แล้วถอดเข็มขัดแก้กางเกงสีเทาออก เจ้าแห้วคงเหลือแต่กางเกงชั้นในตัวเดียว เขาเดินวนเวียนไปมารอบเวทีแล้วแก้กางเกงชั้นในออก ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับคนดูทันที

"ท่านที่รัก นายแห้ว โหระพากุล คนของผมกลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปแล้วครับ เขายังอยู่บนเวทีนี่เอง แต่ร่างของเขาเป็นวัตถุโปร่งแสงและเปลือยเปล่า อ้า-ขอให้ท่านตบมือให้ผมหน่อยเถอะครับ"

เสียงตบมือเสียงโห่ร้องดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว ดร.ดิเรกก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูอย่างนอบน้อมที่สุด ม่านหน้าเวทีค่อยๆ ปิดเข้าหากัน ทุกคนที่ได้ชมการแสดงของศาสตราจารย์ดิเรกต่างได้รับความพอใจและตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน

โฆษกนิกรประกาศให้คนดูทราบว่า ขณะนี้เป็นเวลา ๒๓.๐๐ น. ขอให้ฟังดนตรีหรือเต้นรำกันไปก่อน เมื่อถึงเวลา ๒๔.๐๐ น.ตรง จะได้เริ่มแสดงระบำหมู่ชุดท็อปเลสซึ่งรับรองว่าถึงใจพระเดชพระคุณแน่นอน นางระบำสาวสวยจะพยายามนุ่งน้อยห่มน้อยที่สุด หรืออาจจะอยู่ในชุดวันเกิดก็ได้ นิกรทิ้งท้ายว่าฟลอร์โชว์ของ "ยูธบาร์" จะทำให้ท่านมีชีวิตชีวาขึ้น โดยไม่ต้องใช้น้ำมันใส่ผม คนแก่ดูแล้วกลับหนุ่ม คนหนุ่มดูแล้วอาจจะฆ่าตัวตาย

ดนตรีวง "สี่จิ้งเหลนทอง" เริ่มบรรเลงเพลงในจังหวะเร่าร้อนต่อไป นักร้องชายรวม ๔ คนร้องเพลงสากลในจังหวะร็อคเรียกเสียงตบมือโห่ร้องเกรียวกราว แต่ละคนแอ่นหน้าแอ่นหลังขยับแข้งขยับขาอย่างคล่องแคล่วราวกับเอลวิส เพรสลี่ย์หลุดออกมานอกจอร้องเพลงและโยกคลึงให้ดู คุณจิ๊กกี๋วัยรุ่นฟังแล้วเข้าไส้ถึงกับส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดลั่นไปหมด บรรดาโก๋ทั้งหลายต่างโยกตัวไปมาแล้วตบมือให้จังหวะไปด้วย บ้างก็ลุกขึ้นเด้งหน้าเด้งหลังดีดนิ้วเป๊าะแป๊ะเป็นที่สนุกสนานยิ่งนัก อย่างที่เรียกว่าถึงใจพระเดชพระคุณ

การร้องเพลงและลีลาศสลับกันไป จนกระทั่งถึงเวลา ๒๔.๐๐ น. ตอนนี้เองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายฮกซำเจ้าของบาร์ก็ได้ต้อนรับสุภาพบุรุษในวัย ๓๐ เศษคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ดิเรกมาแต่ก่อน เขาคือ ร.ต.อ.บรรพต เบญจรัตน์แห่งกองปราบปรามสามยอด

"ผมเสียใจจริงๆ ครับที่จะเรียนให้อาจารย์ทราบว่า ผู้บังคับการท่านใช้ให้ผมนำตำรวจนอกเครื่องแบบสามสี่คนมาสังเกตการณ์ที่นี่"

"ออไร๋ คุณกำลังจะบอกผมให้ผมงดรายการฟลอร์โชว์ลับ-เฉพาะ ตามที่เราโฆษณาไปยังงั้นหรือ"

นายตำรวจหนุ่มมองดูอาจารย์ของเขาอย่างเกรงใจ

"ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แต่คุณก็ทราบดีแล้วว่าคืนวันนี้ทางบาร์เก็บรายได้ทั้งหมดบำรุงการกุศลคือสภากาชาดไทย การแสดงลับ-เฉพาะหรือท็อปเลสก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรนี่นะรองสารวัตร"

"ผิดกฏหมายครับผม เพราะระบำที่ถอดเสื้อโชว์ปทุมทิพย์หรือกล้วยตากย่อมผิดกฏหมาย"

เสี่ยหงวนกล่าวกับนายตำรวจหนุ่มอย่างกันเอง

"ก็คุณทำไม่รู้ไม่ชี้เสียซี หรือม่ายก็ขึ้นไปอยู่ชั้นบนผมจะสั่งอีหนูให้นวดอาบน้ำประแป้งหรือทาขมิ้นดินสอพองให้คุณ"

รองสารวัตรหัวเราะหึๆ

"ไม่ได้หรอกครับผู้การ" เขาเรียกเสี่ยหงวนตามยศทหาร "การกุศลก็ส่วนหนึ่ง อนาจารก็ส่วนหนึ่ง"

พลสบตากับ ร.ต.อ.บรรพตเขาก็กล่าวขึ้นบ้าง

"ถ้าหากว่าเราประกาศงดรายการนี้คนดูก็คงจะพังบาร์แน่ๆ เชียวครับคุณบรรพต"

"แต่ผมกับตำรวจจะไม่ยอมให้คนดู ใช้อำนาจเป็นธรรมเช่นนั้นหรอกครับผู้การ" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นิกร "ผู้การประกาศเถอะครับ อย่าให้มีเรื่องยุ่งยากเลย"

นิกรสั่นศีรษะ

"งดไม่ได้ครับรองสารวัตร"

"ทำไมครับ"

"ผมอยากดูน่ะซี ผู้หญิงเต้นระบำแล้วถอดเสื้อเหลือแต่ท่อนบนเย้ยฟ้าท้าดินมันน่าดูออกจะตายไปครับ เว้นแต่ยายแก่ที่มีแต่เหงือกแก้ผ้าล่อนจ้อนก็ดูไม่ไหว อ้า-ผมจะขึ้นไปประกาศเปิดการแสดงจ้ำบ๊ะของผมเดี๋ยวนี้"

"ถ้าแสดงผมจับนะครับ ในฐานะที่ผมเป็นเจ้าพนักงานผมก็ต้องจัดการตามกฎหมาย ทุกคนจะต้องเสียเวลาไปกองปราบในคดีนี้"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"รับรองว่าคุณจับนางระบำของเรา และพวกเราไม่ได้ไม่เชื่อคอยดูซีครับ คุณจะจับในข้อหาอนาจารก็ไม่ใช่อนาจาร"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดตัดบท

"คุณเข้าไปดูในบาร์เถอะ จ้ำบ๊ะของเราจะเปิดแสดงในนาทีนี้แล้ว"

"ตามใจครับ ถ้าแสดงท็อปเลสผมจะจับทันที"

"จับก็จับนางระบำและคุณฮกซำกับผู้จัดการบาร์ไปเถอะ พวกผมเพียงแต่มาช่วยเพื่อการกุศลเท่านั้นไม่เกี่ยว แล้วก็ผมเป็นพลโท พ่อตาผมเป็นพลเอก เพื่อนผมทั้งสามคนเป็นพันเอกพิเศษ ถ้าจะจับพวกเราก็ต้องใช้สารวัตรทหารนำคำสั่งของผู้บังคับบัญชาหรือรัฐมนตรีกลาโหมมา แน่ะ....เบ่งเลย"

รองสารวัตรกองปราบหัวเราะ

"ผมไม่จับอาจารย์กับคณะหรอกครับ ผมเพียงแต่จะจับพวกนางระบำกับผู้จัดการ และเจ้าของบาร์ไปกองปราบเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องขึ้น "ยูธบาร์" อาจจะถูกปิดก็ได้"

นายพลดิเรกเค้นหัวเราะ

"ปิดหรือเผาก็ตามใจผมไม่แคร์เพราะไม่ใช่บาร์ของผม"

"อ้าว" นายฮกซำอุทาน "คุณหมอจะไม่ช่วยผมหรือนี่ แหม-พูดยังงี้ผมใจไม่ดีเสียแล้ว"

เมื่อการขอร้องไม่เป็นผล ร.ต.อ.บรรพตก็พาตัวเดินอ้อมไปทางหน้าบาร์เพื่อเข้าชมจ้ำบ๊ะรายการพิเศษหรือที่เรียกกันโก้ๆ ว่าฟลอร์โชว์ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบขึ้นไปทางหลังเวที

ในนาทีนั้นเองนิกรก็ประกาศทางเครื่องขยายเสียง

"มาแล้ว มาแล้ว สิ่งที่จะช่วยชุบชีวิตเสือป่าทั้งหลายให้มีชีวิตชีวาคือจ้ำบ๊ะรายการลับ-เฉพาะพิเศษสุดของเรา นางระบำของเราแต่ละคนสวยหยาดเยิ้ม อันดับแรกที่เราจะเสนอท่านคือระบำงูเห่า แสดงโดยนางสาวทัศนีย์ ธุมเกตุ ขอเรียนส่วนสัดของเธอให้ท่านทราบเสียก่อน หน้าอก ๓๗ นิ้ว เอว ๒๒ นิ้วครึ่ง ตะโพก ๓๖ นิ้วครับ เธอจะร่ายรำออกมาในชุดราตรีสีดำและจะเปลื้องเสื้อออกให้ท่านเห็นหน้าอกภูเขาทองของเธอ ผมขอวิงวอนเสือป่าทั้งหลายโปรดนั่งดูเฉยๆ กรุณาอย่าแหกปากส่งเสียงเอะอะให้รำคาญคนอื่น ระโบป๊ำหรือระบำโป๊ของเราจะเสนอท่าน ณ บัดนี้"

เสียงตบมือดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อม่านหน้าเวทีค่อยๆ เผยอออกทีละน้อย ฉากนี้เป็นฉากในฮาเร็มของสุลต่านองค์หนึ่ง สุลต่านแห้วแต่งกายเป็นเจ้าแขกไว้หนวดเครานั่งเต๊ะท่าอยู่บนพระแท่น มีนางข้าหลวงนุ่งน้อยห่มน้อยหมอบเฝ้าอยู่เรียงราย เพียงแต่นางข้าหลวงก็ทำให้คนดูเป่าปากเปี๊ยวป๊าวแล้ว แต่ละนางอยู่ในชุดอาบน้ำบิกินิมีเสื้อชิ้นหนึ่งแปะไว้นิดเดียว กางเกงยืดอีกชิ้นหนึ่ง

นางงูเห่าออกมาแล้วท่ามกลางเสียงเพลงแผ่วเบา ในจังหวะควิกวอลซ์หล่อนแต่งชุดราตรีสีดำ บนศีรษะมีงูเห่าจำลองพันรอบหัวและกำลังแผ่แม่เบี้ย เสียงตบมือดังขึ้นอีก สาวน้อยผู้มีนามว่าทัศนีย์ผมยาวถึงหลังหล่อน เส้นผมดำขลับเป็นมัน รูปร่างของหล่อนค่อนข้างใหญ่ราวกับผู้หญิงชาวยุโรปหรืออเมริกัน

ระบำงูเห่าในจังหวะควิกวอลซ์สะกดเสือป่าและจิ๊กโก๋ทั้งหลายให้เคลิบเคลิ้มไปตามลีลาของหล่อน ไฟฉาย ๒ ดวงข้างหลีบฉายมาที่ร่างของนางระบำ ช่วยให้เห็นการเคลื่อนไหวของหล่อนอย่างถนัดชัดเจน

ในราว ๕ นาทีหล่อนก็หยุดยืนกลางเวทีบิดตัวและยกมือทั้งสองขึ้นมองดูคล้ายกับการเคลื่อนไหวของงูเห่า เสือป่าคนหนึ่งขาดความอดทนร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ถอดเสื้อเสียทีซีคนสวย"

สาวน้อยแต่ตัวใหญ่ค่อยๆ ถอดเสื้อสีดำและกระโปรงดำออก คราวนี้หล่อนอยู่ในชุดบิกินิสีดำเช่นเดียวกัน และแล้วหล่อนก็กระตุกเสื้อแบบเสื้อยกทรงออกอย่างทระนง เหวี่ยงเสื้อทิ้งไปโชว์อกภูเขาทองหรือเขาดินของหล่อน

บรรดาเสือป่าและจิ๊กโก๋ทั้งหลายต่างตบมือกระทืบตีนเป่าปากส่งเสียงร้องเอะอะเอ็ดตะโรแบบเข้าไส้ ทัศนีย์นางงูเห่าเริ่มร่ายรำไปรอบๆ พระแท่นของสุลต่านเป็นการถวายตัว สุลต่านแห้วนั่งหัวเราะหึๆ

ภายในหลีบด้านขวาของเวที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายฮกซำต่างยืนจับกลุ่มหัวเราะคิกคักไปตามกัน ก่อนที่นางระบำจะเข้าโรง ร.ต.อ.บรรพตก็พาตำรวจนอกเครื่องแบบรวม ๓ คนบุกขึ้นมาทางบันไดหลังเวที และตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย

นายพลดิเรกยักคิ้วให้รองสารวัตร

"เป็นไงคุณ ของผมโป๊แน่ไหมครับ อย่างนี้แหละคือชุดท็อปเลสอันแท้จริงที่ไม่มีไน้ท์คลับที่ไหนกล้าแสดง"

ร.ต.อ.บรรพตถอนหายใจหนักๆ

"โปรดเรียกนางระบำเข้ามาเถอะครับ และขอให้ยุติการแสดงเพียงเท่านี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาโอบกอดหลังนายตำรวจหนุ่ม

"คุณจะจับในข้อหาอะไร"

"อนาจารครับผม ถอดเสื้อโชว์อกเต้นระบำอย่างนี้อนาจารชัดๆ "

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อนาจานหรืออนาชามผมไม่เข้าใจ แต่คุณจับนางระบำของผมไม่ได้เป็นอันขาด"

"ก็ทำผิดกฏหมายนี่ครับอาจารย์ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ใครทำผิดกฎหมายผมจับทั้งนั้น เมื่อตอนบ่ายเมียผมกับแม่ยายผมเล่นไพ่ผ่องกันที่บ้านผมยังจับนี่ครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"แล้วยังไง"

"แล้วผมก็ประกันออกมาจากกองปราบน่ะซีครับ"

"เมียคุณเขาว่ายังไงบ้าง" อาเสี่ยซัก

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ผมยังไม่กล้าเข้าหน้าเขาเลย แต่ได้ข่าวว่าเมียกับแม่ยายผมเขาเตรียมจะย้ายไปอยู่ที่อื่นครับ"

ดร.ดิเรกยกมือตบหลังนายตำรวจหนุ่มเบาๆ

"คุณบรรพตที่รัก คุณพาลูกน้องของคุณลงไปนั่งดูดีกว่า ผมยินดีที่จะบอกคุณว่านางระบำคนนี้เป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง แล้วอีกสามคนที่อยู่ทางหลีบโน้นซึ่งจะออกเต้นในชุดท็อปเลสต่อไปก็เป็นผู้ชายทั้งนั้น"

รองสารวัตรลืมตาโพลง

"อะไรกันครับอาจารย์ หน้าอกใหญ่เบ้อเริ่มยังกะเจน รัสเซลอย่างนั้นจะเป็นผู้ชายได้อย่างไรครับ"

"แต่คุณลืมไปแล้วหรือว่าผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมช่วยปลอมแปลงให้เขาเอง หน้าอกของเขาทำด้วยพลาสติคสีเดียวกับเนื้อของเขา ใช้กาวพิเศษติดกับเนื้อที่หน้าอกแล้วแต่งด้วยสีเคมีที่ผมคิดขึ้นกลบเกลื่อนรอยที่ปะไว้ คุณมองดูซี ปทุมทิพย์ซึ่งกำลังกระเพื่อมสั่นไหวปลุกใจเสือป่ามันของเทียมไม่ใช่ของจริง"

ร.ต.อ.บรรพตทำตาปริบๆ

"ผมไม่เชื่อหรอกครับอาจารย์"

"อ้าว นี่แหละลูกศิษย์ดีละ อาจารย์พูดให้ฟังกลับบอกว่าไม่เชื่อ"

"ว้า-ก็เห็นทนโท่ว่าหน้าอกผู้หญิงจริงๆ อาจารย์จะว่าของเทียมอย่างไรกันครับ"

นางสาวทัศนีย์วิ่งเข้ามาในโรงทางด้านสี่สหาย ท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของพวกเสือป่า ต่อจากนั้นนางระบำหรือกะเทยแถวบางรัก ๓ นางในเสื้อกระโปรงชุดราตรี ก็ร่ายรำออกไปทีละคนเพื่อถวายตัวสุลต่านแห้ว

พลกวักมือเรียกทัศนีย์ให้มาหา ความจริงเขามีนามว่าสมศักดิ์หรือเล็ก เป็นกระเทยมีถิ่นหากินแถวสุรวงศ์สีลมและบางรัก ซึ่งนิกรได้ไปติดต่อจ้างมาเต้นระบำ โดยได้รับความช่วยเหลือจากศาสตราจารย์ดิเรกทำปทุมทิพย์เทียมให้ด้วยกรรมวิธีง่ายๆ สำหรับจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

"เรียกหนูทำไมฮะพี่ หนูเต้นได้ดีไหมฮะ แล้วก็หน้าอกปลอมของพี่หมอน่ะขอให้หนูเลยนะฮะพี่พล"

รองสารวัตรอ้าปากหวอ เพียงแต่ได้ยินเสียงพูดเขาก็รู้แน่ว่าทัศนีย์เป็นกระเทย เขาจ้องมองดูปทุมทิพย์ที่หน้าอกของกระเทยเล็กทั้งสองข้าง ถึงแม้เขาดูในระยะใกล้ชิด เขาก็ยังเห็นเป็นหน้าอกผู้หญิงจริงๆ นิกรอ่านท่าทีของรองสารวัตรออกจึงเอื้อมมือคว้านมปลอมที่หน้าอกข้างขวาของนางกระเทยกระชากหลุดมือออกมายื่นให้นายตำรวจหนุ่ม

"ว้ายๆๆ " กระเทยสมศักดิ์หรือเล็กร้องลั่น "วุ้ย-ทำกับหนูยังงี้ได้หรือคะ แล้วนมหนูเหลือข้างเดียวจะทำอย่างไร"

นิกรหัวเราะเสียงลั่นจนเข้าไมโครโฟนดังไปทั่วบาร์

"ไปเถอะอีเวร ไปสวมเสื้อเสีย แล้ววันหลังจะให้พี่หมอเขาทำให้แกใหม่"

"จริงๆ นะฮะ แหม-หนูเสียดายจัง ตั้งใจจะติดมันไว้อย่างนี้หลอกฝรั่งให้มันคิดว่าหนูเป็นผู้หญิง ฮิ ฮิ หนูเต้นระบำอย่างส่งเดชแท้ๆ แต่คนเขาชอบฮ่ะตบมือให้หนูลั่นไปหมด อ้า-เฮียหงวนขา เฮียต้องเอารถไปส่งหนูนะฮะ"

"โธ่" อาเสี่ยคราง "เดี๋ยวยันโครมเข้าให้เท่านั้น ไปห่างๆ เถอะผมปลอมของแกเหม็นสาบเหลือเกิน"

นางกระเทยค้อนปะหลับปะเหลือกแล้วเดินไปทางห้องแต่งตัวทางด้านหลัง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายฮกซำต่างพากันมองดูรองสารวัตรเป็นตาเดียว ร.ต.อ.บรรพตกำลังพิจารณาดูนมปลอมในมือของเขา ลูกน้องสามคนเข้ามามุงดูด้วยความสนใจยิ่ง ศาสตราจารย์ดิเรกสามารถทำได้คล้ายของจริงไม่มีผิด

"ว่าไงตำรวจ" ดร.ดิเรกกระเซ้าลูกศิษย์ของเขา "จะจับหรือยังล่ะ ถ้าจับก็รอนังสามคนเต้นจบเพลงให้ฉากปิดเสียก่อน นั่นยังไงถอดเสื้อกระโปรงแสดงชุดท็อปเลสโชว์หน้าอกแล้ว"

นิกรร้องบอกนางระบำคนหนึ่ง

"เฮ้ย สามารถ หน้าอกข้างซ้ายห้อยร่องแร่งระวังหลุดนะโว้ย"

รองสารวัตรคืนนมปลอมให้อาจารย์ของเขา

"โอ้โฮ แน่ไปเลยครับอาจารย์ ยังงี้ถ้าอาจารย์ทำขายรวยจมไปเลยครับเมียผมต้องซื้อแน่"

ดร.ดิเรกอ้าปากหวอแล้วพูดกระซิบ

"ของเมียคุณไม่มีหรือ"

ร.ต.อ.บรรพตทำตาละห้อย

"ก็พอมีครับ แต่ว่าจำกัดจำเขี่ยเต็มทน อ้า-หมดเรื่องของผมแล้ว ผมลาอาจารย์ละครับ โธ่-รู้ว่าระบำกระเทย ใช้ของปลอมผมก็คงไม่เสียเวลามาแกร่วอยู่ที่นี่ สวัสดีครับทุกๆ คน"

รองสารวัตรกับตำรวจที่มากับเขาต่างยกมือไหว้อำลาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายฮกซำแล้วพากันเดินไปทางบันไดหลังเวที ซึ่งขณะนี้ผู้คนกำลังโห่ร้องเกรียวกราว ที่ได้ชมระบำท็อปเลสซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้หญิงจริงๆ และของจริง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ให้ความช่วยเหลือนายฮกซำอย่างดีที่สุด ประชาชนที่มาเที่ยว "ยูธบาร์" ต่างได้รับความสนุกสนานโดยทั่วหน้ากัน รายได้จากการขายเหล้าเครื่องดื่มอาหารในคืนวันนั้น ๑๘,๖๐๐ บาท นายฮกซำจะได้มอบให้สภากาชาด โดยไม่หักค่าใช้จ่ายเลยรวมทั้งเงินบริจาคของอาเสี่ยกิมหงวนด้วย

อย่างไรก็ตามนายฮกซำจะต้องบริหารกิจการของเขาต่อไปตามลำพัง แต่เขามั่นใจว่า "ยูธบาร์" คงจะมีรายได้อย่างงดงาม

อวสาน