พล นิกร กิมหงวน 068 : ลูกเหลือขอ

ตอนสายวันนั้นซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ รถยนต์รับส่งนักเรียนของโรงเรียน "แวร์ดังวิทยาลัย" คันหนึ่งซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่คล้ายรถประจำทาง ร.ส.พ. ได้แล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า ผู้ที่นั่งคู่กับคนขับรถคือ ท่านบาทหลวงบราเดอร์ อาวิยอง อาจารย์ผู้ปกครองนักเรียน "แวร์ดังวิทยาลัย" โรงเรียนราษฎร์ที่กำลังมีชื่อเสียงที่สุดในยุคนี้ ส่วนเด็กหนุ่มในวัยรุ่มรวมสี่คนซึ่งนั่งหงอยเหงาอยู่ในรถคือ ลูกชายแก่นแก้วของคณะสี่สหายของเรานั่นเอง ภายในรถคันนี้มีที่นอนหมอนมุ้งและกระเป๋าเสื้อผ้าหลายใบ

รถรับส่งนักเรียนแล่นมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึก ตรงกับช่องประตูห้องโถงพอดี พล, นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก กำลังนั่งจับกลุ่มสนทนากันแลเห็นเข้าก็ทำหน้าตื่นไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นทันที

"ลูกเรากลับมาบ้านทำไมโว้ย ยังไม่ถึงเวลาปิดภาคเรียนนี่หว่า"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดีใจที่ได้เห็นหน้าลูกชายสุดสวาทของเขา

"หรือมันเรียนเก่งไป ทางโรงเรียนเลยให้หยุดพักผ่อนเป็นพิเศษ"

"โน" ดร. ดิเรกร้องลั่น "ลงกลับมาบ้านในลักษณะนี้ก็แปลว่าทางโรงเรียนไล่มันออกแล้ว"

สี่สหายต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องโถงอย่างร้อนรน ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บราเดอร์อาวิยองพระสงฆ์ในนิกายโรมันคาทอลิคอายุประมาณ ๕๐ เศษ ไว้หนวดเคราสวมเสื้อกระโปรงชุดสีดำ ก็พาเจ้าหนุ่มวันออร์เหลนทั้งสี่คนลงมาจากรถคันนั้น แต่ข้าวของสัมภาระยังไม่ได้ขนลงมา

พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ต่างยกมือไว้ท่านบาทหลวงอาจารย์ผู้ปกครองของโรงเรียน "แวร์ดังวิทยา" อย่างนอบน้อมในฐานะที่ท่านเป็นผู้ทรงศีล และรู้จักคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน สี่สหายกับบราเดอร์ อาวิยอง ต่างทักทายไต่ถามทุกข์สุขกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

แล้วพลก็กล่าวถามท่านบราเดอร์อย่างเป็นงานเป็นการ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ หลวงพี่ ถึงได้พาลูกๆ พวกเรามาส่งที่บ้าน"

หลวงพี่ยิ้มละไม

"ก็ไม่มีอะไรมากมายนัก" ท่านพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน "คือทางโรงเรียนได้ไล่ลูกชายของพวกคุณออกจากโรงเรียนแล้ว ที่พามาส่งบ้านก็เพราะเกรงว่าเขาจะเตลิดเปิดเปิงไป"

สี่สหายเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดทันที ต่างค่อยๆ หันหน้าไปมองดูลูกชายรุ่นหนุ่มของเขาซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างรถโรงเรียน ออร์เหลนทั้งสี่คนแต่งกายเหมือนกัน สวมกางเกงบลูยีนขาแคบ สวมเชิ้ทฮาวายสีขาว หน้าอกและแขนสลับสีแดง สวมรองเท้าผ้าใบสีแดงสะดุดตา ไว้ผมยาวเป็นกระเซิงแต่ดัดเป็นลอนคลื่น มือซ้ายผูกนาฬิกาข้อมือเรือนทองราคาแพง มือขวาสวมสร้อยเงินหลวมๆ มีแผ่นเงินแบนๆ หนึ่งแผ่น ไหล่ซ้ายคล้องเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์โดยเฉพาะพนัสลูกชายของพลทาปากเขียนคิ้วด้วย

พลขบกรามกรอด จ้องตาเขม็งมองดูลูกและหลานทั้งสี่คนอย่างชิงชัง แล้วหันมาพูดกับเพื่อนๆ

"แกช่วยดูซิ นี่มันลูกเราหรือลูกหมาที่ไหนวะ"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"เยมส์ ดีนยังไงล่ะ ล้วนแต่ดาราใหญ่ทั้งนั้น เยมส์ ดีน, เอสวิส เพรสลี่ย์, มารอน แบรนโด แล้วก็ ลูกชายของกัน ดีน มาตีนยังไงล่ะ ดูหน้ามันซี เหมือนปลาตีนไม่มีผิด"

สมนึกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้างในบทบาทดาวหนัง

"ผมลูกเตี่ย ใครๆ ก็ว่าผมหน้าเหมือนเตี่ย"

กิมหงวนทำตาโตเท่าไข่ห่าน โกรธจนตัวสั่น

"ถ้างั้นหน้ากูก็เหมือนปลาตีนน่ะซี"

สมนึกทำปากเบี้ยวนิดหน่อย

"ช่วยอะไรไม่ได้ ผมไม่ได้เป็นคนพูดอย่างนั้น"

อาเสี่ยยกมือชี้หน้าลูกชายของเขา

"รอให้หลวงพี่กลับไปเสียก่อน แล้วมึงกับกูชกกันตัวต่อตัว"

นพ ลูกชายของนิกรพยักหน้ากับสมนึก

"เอา-สู้เขาอ้ายนึก"

"สู้อะไรวะ เตี่ยกู"

"อ้อ-ลืมไปโว้ย ขอโทษที

พลยกมือเท้าสะเอวมองดูออร์เหลนทั้งสี่ แล้วกล่าวขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด

"ช่วยกัน ขนเสื้อผ้าข้าวของของพวกแกลงจากรถ เอาไปไว้ที่ห้องโถง และแกสี่คนรออยู่ในห้องนั้น ฉันจะจัดการกับพวกแกให้สาสมทีเดียว เตรียมตัวไว้ให้ดี"

สี่ออร์เหลนหน้าจ๋อยไปตามกัน ทุกคนเกรงกลัวพลคนเดียวเท่านั้น พนัสลูกชายของพลพาเพื่อนๆ ขึ้นไปขนของบนรถ ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็เชิญบราเดอร์อาวิยองเข้าไปในห้องรับแขก สี่สหายทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน ท่านบราเดอร์อาวียองนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ยังไม่ทันจะสนทนากัน สาวใช้คนหนึ่งก็นำเครื่องดื่มมาเสริฟให้แล้วกลับออกไป

ดร. ดิเรกเชิญท่านบราเดอร์ดื่มน้ำผลส้มแล้วกล่าวถามถึงเรื่องออร์เหลนทั้งสี่คน

"ลูกๆ ของพวกเราได้ทำความผิดอย่างร้ายแรงหรือครับหลวงพี่"

"ถูกแล้ว เป็นความผิดที่ร้ายแรงต่างกรรมต่างวาระกัน ซึ่งคณะครูทางโรงเรียนได้พิจารณากันแล้วไม่มีทางจะลดหย่อนผ่อนโทษได้ ทั้งสี่คนหนีโรงเรียนไปเที่ยวบาร์ตอนกลางคืนรวม ๕ ครั้ง ต่อมารวมหัวกันชกต่อยกับเพื่อนร่วมชั้น อาจารย์คนหนึ่งเข้าห้าม นายสมนึกควักปืนพกลูกกรดออกมาไล่ยิงอาจารย์ เรื่องนี้อาจารย์ใหญ่คือท่านบราเดอร์มูซองได้ยึดปืนไว้และเฆี่ยนนายสมนึกหนึ่งโหล เป็นเหตุให้นายพนัสกับนายนพและนายดำรงค์โกรธแค้นแทนเพื่อน จึงอาฆาตอาจารย์ใหญ่ วันหนึ่งอาจารย์ใหญ่นอนหลับอยู่บนเก้าอี้โยก นายสามสี่คนก็ร่วมกันวางเพลิง"

สี่สหายสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"วางเพลิงโรงเรียนน่ะหรือครับ" ดร. ดิเรกถามโดยเร็ว

"เปล่า-ไม่ได้วางเพลิงโรงเรียนหรอกครับคุณหมอ แต่วางเพลิงหนวดและเคราบราเดอร์มูซอง"

นิกรเผลอตัวตบมือหัวเราะชอบใจ

"แหวกแนวดีนี่ครับหลวงพี่ มันทำยังไงครับ"

หลวงพี่ทำตาปริบๆ มองดูนายจอมทะเล้นอย่างแปลกใจ

"คุณรู้สึกพอใจและสนุกสนานหรือคุณนิกร เท่าที่คุณได้ฟังความประพฤติแสนเลวของลูกหลานของคุณ"

นิกรขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ

"ผมเพิ่งโกรธเดี๋ยวนี้ เมื่อกี้ผมลืมตัวไปครับ อ้ายสามคนเลวมากที่คิดวางเพลิงหนวดเคราอาจารย์ใหญ่ มันทำยังไงครับหลวงพี่"

บราเดอร์อาวิยอง ยิ้มเล็กน้อย

"นายนพใช้ให้นายสมนึกหนีออกไปนอกโรงเรียน ซื้อเครื่องพรมผ้าที่ทำด้วยทองเหลือมาหนึ่งอัน และน้ำมันเบ็นซินกระป๋องเล็กๆ สำหรับไฟแช็กหนึ่งกระป๋อง ต่อจากนั้นนายนพก็เอาเบ็นซินเทใส่เครื่องพรมผ้า แล้วเก็บซ่อนไว้ จนกระทั่งตอนเที่ยงวันนั้น อาจารย์ใหญ่นอนหลับอยู่บนเก้าอี้โยก นายนพก็ใช้เบนซินพ่นหนวดและเครา บราเดอร์มูซอง เสร็จแล้วนายสมนึกเป็นคนวางเพลิง กำลังจะจุดไม้ขีดเสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น อาจารย์ใหญ่ก็ตกใจตื่น เลยรอดพ้นอันตรายอย่างหวุดหวิด เพราะพระเจ้าดลบันดาลให้มีคนโทรศัพท์มา เมื่อลูกๆ ของพวกคุณได้กระทำความผิดถึงขั้นอุกฤษฎ์โทษเช่นนี้ ทางโรงเรียนก็เอาไว้ไม่ได้ ต้องไล่ออกเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่นักเรียนทั้งหลาย โรงเรียนของเราไม่เหมือนโรงเรียนราษฎร์บางโรงเรียน ที่ต้องการแต่เงิน เด็กจะมีความประพฤติเลวทรามอย่างไร หนีโรงเรียนหรือขี้เกียจเรียนก็ไม่ว่า แวร์ดัง ไม่ทำเช่นนั้น ขาดเรียนวันเดียวเราจะจดหมายถึงผู้ปกครองทันที ทำผิดร้ายแรงไล่ออก สอบตกติดๆ กันสองปีก็ให้ออก ฉะนั้นหวังว่าพวกคุณคงเห็นใจ และไม่คิดว่าทางโรงเรียนลงโทษรุนแรงเกินไป"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ก็ให้มันเป็นครูสอนนักเรียนชั้นประถมหรือมัธยมตอนต้นไม่ได้หรือครับ"

หลวงพี่อ้าปากหวอ

"ให้เป็นครู... ถ้าลูกๆ ของพวกคุณเป็นครู ฉันคิดว่าอย่างช้าสามวันเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการก็คงสั่งปิดโรงเรียนและถอนใบอนุญาต"

นิกรทำตาละห้อย

"แล้วผมจะทำยังไงหลวงพี่ อ้ายสี่คนกำลังเรียนมัธยม ๖ เริ่มเรียนได้สองเดือนก็ถูกไล่ออก จะไปเข้าเรียนที่อื่นก็ไม่ได้เพราะไม่มีใบสุทธิ มันถูกไล่ออกมาสามโรงเรียนแล้วนะครับหลวงพี่ แต่เคราะห์ดีที่ทางโรงเรียนเขาสงสารออกใบสุทธิให้"

ท่านบราเดอร์ยิ้มให้คณะพรรคสี่สหาย

"ทำอย่างไรได้ เราต้องลงโทษรุนแรงอย่างนี้ก็เพื่อไม่ให้เสียระเบียบวินัยของโรงเรียน คุณส่งลูกๆ ของคุณเข้าเรียนกวดวิชา ม. ๖ แล้วก็สมัครสอบเอาเถอะ สอบได้ ม. ๖ แล้วค่อยเข้าเรียนต่อที่อื่น แต่ต้องไม่ใช่แวร์ดังวิทยาลัย อ้า-ฉันเป็นจะต้องลาคุณกลับเสียที มีธุระจะต้องทำทางโรงเรียนอีกหลายอย่าง"

พลว่า "ขอบคุณมากครับหลวงพี่ ที่กรุณาพาลูกๆ ของพวกเรามาส่ง"

สี่สหายต่างยกมือไหว้ทางบาทหลวงพร้อมกัน ทุกคนลุกขึ้นออกมาส่งบราเดอร์อาวิยองที่หน้าตึก และยืนมองดูจนกระทั่งรถของโรงเรียน แวร์ดังวิทยาลัยออกไปพ้นจากเขตบ้าน "พัชราภรณ์"

ดร. ดิเรกบ่นพึมพำ

"เลวมาก ลูกเรามันเลวระยำถึงที่สุด ประเดี๋ยวคุณอาหญิงกับเมียๆ ของเรากลับมาจากตลาดนัดรู้เรื่องเข้าคงเสียใจไปตามกัน ลูกผู้ดีมีเงินที่พ่อแม่ตามใจมักจะเสียคนอย่างนี้แหละ เป็นคนไม่ชอบ ชอบเป็นจิ้งเหลน"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ฆ่ามัน...ยังงี้ต้องแล่เนื้อเอาเกลือทา แล้วย่างกินกับเหล้าจึงจะหายแค้น ต้องฆ่ามันทั้งสี่คน"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แกทำได้หรือ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอก พูดเรื่อยเปื่อยเล่นโก้ๆ ไปยังงั้น"

ดร. ดิเรกพูดตัดบท

"เข้าไปดูหน้ามันหน่อยซิ แล้วก็รีบลงโทษมันเสียก่อนที่คุณพ่อ, คุณอาหญิงและเมียๆ ของเราจะกลับมาจากตลาดนัด โอย-ฝรั่งปวดกบาลว่ะ ลูกของเราแต่ละคนล้วนแต่เลวเหลวแหลกสิ้นดี เห็นจะต้องบอกศาลาแน่"

"ศาลาไหนวะ" นิกรถาม

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"ศาลาเฉลิมไทย ศาลาเฉลิมกรุง หรือศาลาเฉลิมเขตร์ก็ได้"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายก็พากันเดินเข้าไปในห้องโถง ออร์เหลนวัยรุ่นทั้งสี่คนนั่งจ๋องอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน สาวใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" ยืนอยู่ข้างประตูหลังตึก เตรียมพร้อมที่จะรับใช้เมื่อมีคำสั่ง

เมื่อคุณพ่อเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดบึ้งตึง คุณลูกก็อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน สี่สหายหยุดยืนรวมกลุ่มเบื้องหน้าสี่ออร์เหลน นิกรหมั่นไส้ลูกชายของเขาเต็มทนก็ยกหลังมือตบหน้าดังฉาด

"นี่แน่ะ อ้ายบารอน แบรนโด ฉันเห็นสารรูปของพวกแกฉันอยากอ้วกแตกเต็มทนแล้ว เพียงแต่การแต่งตัวก็ประกาศให้เขารู้ว่าพวกแกเป็นพวกจิ้งเหลน พวกเยาวชนที่เป็นภัยต่อสังคม ถ่วงความเจริญของประเทศชาติ เที่ยวก่อกวนความสงบสุขของผู้อื่น แกเป็นคนหรือเป็นหมาวะอ้ายนพ"

นพแสยะยิ้ม

"ได้ทั้งนั้นแหละครับ ผมโตแล้วนะคุณพ่อ ผิดถูกอย่างไรพูดกับผมได้ ระบบซ้อมน่ะเขาเลิกมานานแล้ว นี่ถ้าคนอื่นตบหน้าผมยังงี้มีหวังเจอเหล็กขูดชาร์ฟ"

พลพลักนิกรเซไป

"กันเองอ้ายกร กันจะจัดการกับอ้ายแก่นแก้วสี่คนนี่เอง แกหาหวายหรือแส้ม้าให้กันหน่อยเถอะกันจะเฆี่ยนอ้ายนัส, อ้ายนพ, อ้ายนึกและอ้ายดำรงคนละโหล ในฐานะที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"เอาเลยอ้ายพล แกเป็นลุงมันแกจัดการกับมันดีกว่า กันรู้สึกตัวว่าตัวกันอ่อนแอเกินไป เมื่อก่อนกันเป็นพ่อเจ้านพ เดี๋ยวนี้เจ้านพมันกลายเป็นพ่อกันไปแล้ว ลูกสมัยนี้มันพยายามทำตัวเป็นพ่อของพ่อเสมอ ว่ากล่าวสั่งสอนก็ไม่เชื่อ อ้า-รอเดี๋ยวนะ กันจะขึ้นไปข้างบนเอาปืนลูกซองมาให้แก"

พลกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แส้ม้าหรือหวายโว้ย ไม่ใช่ปืน"

นิกรรีบเดินไปทางห้องหน้าบันไดขึ้นชั้นบน และเข้าไปให้ห้องนั้นซึ่งเป็นห้องสัมภาระ สักครู่ก็กลับออกมาพร้อมด้วยแส้ม้าอันหนึ่ง ออร์เหลนทั้งสี่คนต่างสะดุ้งเฮือกไปตามกัน นิกรเดินเข้ามาหาพล แล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าส่งแส้มาให้พลอย่างนอบน้อม

"นี่เจ้าค่ะ"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เดี๋ยวยันเปรี้ยงเข้าให้เลย" พูดจบก็กระชากแส้มาจากมือนิกร

บรรยากาศในห้องโถงเคร่งเครียด นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นยืนมองดูหน้าลูกชายของเขาด้วยความรักและสงสาร อาเสี่ยงกิมหงวนกับ ดร.ดิเรกก็เช่นเดียวกัน พลบอกให้เพื่อนๆ ถอยออกไป แล้วเขาก็เริ่มต้นสัมภาษณ์ออร์เหลนวัยรุ่นทั้งสี่ด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

"สารภาพออกมาอย่างลูกผู้ชาย แกสี่คนสูบเฮโรอินหรือเปล่า"

สมนึกทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย หันมามองดูดำรงลูกชายของ ดร.ดิเรก ซึ่งกำลังนั่งเช็ดแว่นตาด้วยผ้าเช็ดหน้า

"เฮ้ ดำรง ความจำของกันไม่ใคร่จะดีว่ะ แกบอกคุณลุงหน่อยซีว่า พวกเราสูบเฮโรอินหรือเปล่า"

"โน" ดำรงร้องลั่น "พวกเราไม่เลวระยำอย่างนั้น ถึงเราจะเหลวแหลกอย่างไรเราก็มีมันสมองพอที่จะรู้ว่าเฮโรอินคือปีศาจร้ายที่จะทำให้เราเสียคน และบั่นทอนชีวิตเรา"

พลยิ้มออกมาได้ มองดูดำรงด้วยความพอใจ

"ลุงชื่นใจที่แกพูดอย่างนี้ เพราะแกยังมีหวังที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"ออไร้ ออไร้ มันพูดดีอย่าไปเฆี่ยนมันเลยวะพล ยกโทษให้มันสักคน"

พลตวาดแว้ด

"ยกไม่ได้ ความผิดที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน ต้องเฆี่ยนคนละโหลเท่าๆ กัน" แล้วเขาก็หันมาดูเยาวชนทั้งสี่ "แกเลวมาก แกยังเป็นเด็กอายุ ๑๖ ปีเท่านั้น โดยเฉพาะเจ้าดำรงเพิ่ง ๑๕ ปี ไม่น่าจะทำตัวเหลวไหลอย่างนี้ แกทำให้เสียชื่อถึงพ่อแม่และวงศ์ตระกูล ใครๆ เขาก็ต้องประณามพวกแกว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน ความจริงสอนเสมอแต่พวกแกไม่จำ"

สมนึกยิ้มให้พล

"คุณลุงจะเฆี่ยนพวกเราหรือจะสวดพวกเรา ถ้าเฆี่ยนก็อย่าสวด ถ้าสวดก็อย่าเฆี่ยน พวกผมเป็นเยาวชนอายุยังไม่เกิน ๑๖ ปี ถูกลงโทษทั้งเฆี่ยนทั้งด่าทนไม่ไหวครับ ทรมานจิตใจกันมากเกินไป"

นพพูดเสริมขึ้น

"การเฆี่ยนหรือการโบยเป็นการลงโทษในยุคสมัยหินไม่ใช่หรือครับคุณลุง บางทีคุณลุงอาจจะลืมไปว่า คุณลุงเกิดในยุคนิวเคลียร์หรือยุคอวกาศ การลงโทษเยาวชนเขาใช้ไม้นวมครับ แม้แต่ทางบ้านเมืองเขายังมีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง"

พลยกด้ามแส้หวดกบาลลูกชายนิกรเสียงดังสนั่น

"นี่แน่ะ คารมดีนัก ขืนใช้ไม้นวมไม่ช้าพวกแกก็ต้องเป็นฆาตกร เป็นหัวหน้าโจร สร้างคดีอุกฉกรรจ์อย่างนางสาวเตือนใจ หรือม่ายก็เที่ยวเอาลูกระเบิดมือเที่ยวไล่ขว้างเขา"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เดินเข้ามาหาลูกชายยกมือขึ้นจับศีรษะออร์เหลนหนุ่มแล้วพูดเสียงเครือ

"โนเกือบเท่าลูกมะกรูด เจ็บไหมลูก"

พลยกแส้หวดหลังนิกรดังขวับ

"ถอยออกไป"

นิกรหลังแอ่นสูดปากลั่น

"มันเจ็บไม่ใช่เหรอ?"

"ก็เสือกเข้ามาขวางทำไม พ่อแม่ที่คอยให้ท้ายลูกหรือสงสารลูกในทางที่ผิดอย่างนี้แหละทำให้ลูกเสียคนรู้ไหม"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั้นน่ะซี โบราณว่ารักวัวให้ตี รักลูกให้ผูก จงล้อมวัวไว้ก่อนที่คอกจะหาย"

"ปุ่โธ่" ดร. ดิเรกคราง "ลำบากนักก็อย่าพูดเลยว่ะ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พนัส นพ สมนึก ดำรง ปอดลอยไปตามกันเมื่อเห็นพลเอาจริงเอาจังกับพวกเขา พลจ้องตาเขม็งมองดูออร์เหลนทั้งสี่ทีละคน แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด

"ลุกขึ้น แกทั้งสี่คนลุกขึ้นแล้วเดินออกมาจากโซฟาคนละสองก้าว ต่อไปนี้ฉันและพ่อๆ ขอแกจะเลิกตามใจพวกแกอย่างเด็ดขาด อย่านึกเลยว่าจะได้เที่ยวหรือได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยอีก"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ให้มันใช้วันละ ๕๐๐ บาทพอแล้ว มันจะได้รู้ว่าความอดอยากเป็นอย่างไร"

สี่ออร์เหลนต่างลุกขึ้นยืน และเดินออกมาพ้นโซฟาคนละสองก้าวตามคำสั่งของพล ลูกชายของ ดร. ดิเรกบ่นพึมพำน่าสงสาร

"ปลาข้องเดียวกัน สามตัวมันเน่าอีกตัวหนึ่งก็เหม็นไปด้วย ไอเป็นผู้ตามแท้ๆ แต่แล้วพวกยูก็ทำให้ไอเดือดร้อน"

"เฮ้ย" พลตวาดทั้งๆ ที่นึกเอ็นดูดำรงซึ่งเรียบร้อยกว่าเพื่อน "บ่นอะไรวะ ทุกคนล้วงกระเป๋าเสื้อกางเกง หยิบข้าวของลงมาทิ้งบนพื้น เร็ว ทำตามคำสั่ง"

พนัสยืนอยู่หัวแถว เขาล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง หยิบซองบุหรี่ ขีดไฟเบ็นซิน ซองธนบัตร และสนับมือทองเหลือหนึ่งอันโยนลงบนพื้น สมนึกลูกชายเสี่ยหงวนโยนธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่ง ประมาณหมื่นบาทลงบนพื้นห้อง นอกจากนี้ก็มีผ้าเช็ดหน้า ซองบุหรี่ ไม้ขีดไฟ ธนบัตรย่อยปึกหนึ่ง และปืนพกคอลท์ตราควายอีกหนึ่งกระบอก

อาเสี่ยกิมหงวนนัยน์ตาเหลือก

"อ้ายนึก" เขาเอ็ดตะโรลูกชายของเขา "แกถึงกับพกปืนเชียวหรือนี่"

สมนึกยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย

"ไม่พกยังไงเตี่ย พวกเยาวชนแต่ละคนเขาพกอาวุธกันทั้งนั้น นับตั้งแต่มีดพก เหล็กขูดชาร์ฟ หลาวและสนับมือ กระทั่งระเบิดขวด ผมก็ต้องมีอาวุธป้องกันตัวบ้าง ขณะนี้ผมกำลังวิ่งเต้นหาซื้อปืนกลมืออยู่ครับ ถ้าได้มาสักกระบอก ใครมีเรื่องกับพวกผมก็ต้องปะทะกันแหลก"

กิมหงวนทำตาปริบๆ หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"แกต้องช่วยกันหมอ ลูกกันเป็นจิ้งจกไปแล้ว แกต้องช่วยล้างสมองมันเสีย เพื่อทำให้มันเป็นสุภาพชน มีความประพฤติเหมือนเด็กดีๆ ทั้งหลาย"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร้ เห็นจะต้องล้างสมองมันแน่ๆ ขืนปล่อยไว้ลูกของเราจะเป็นภัยต่อสังคม และเป็นภัยต่อประเทศชาติ บั้นปลายของลูกๆ เราก็จะพบจุดจบด้วยคุกตะรางหรือกระสุนปืนของตำรวจ"

พลพยักหน้ากับลูกชายของนิกร

"ล้วงข้าวของในกระเป๋าของแกออกมา นพ"

นพยิ้มแห้งๆ แล้วปฏิบัติตามคำสั่งของพลทันที ล้วงกระเป๋าเสื้อกางเกงหยิบของทิ้งลงมาบนพื้น มีกล้วยแขกหนึ่งห่อราวห้าหกชิ้น ปาท่องโก๋หนึ่งห่อรวมสามอัน ผ้าเช็ดหน้ายับยู่ยี่หนึ่งผืน ธนบัตรใบละบาทหนึ่งฉบับ เหรียญ ๕๐ สตางค์ หนึ่งอัน ส่วนอาวุธไม่มี

พลหัวเราะหึๆ

"แกมันลูกพ่อแท้เชียวนะอ้ายนพ มีขนมหรือเสบียงอาหารติดตัวเสมอ ส่วนเงินไม่มีพกติดกระเป๋า"

นพอมยิ้ม

"ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอกครับคุณลุง"

พลทำตาเขียว

"พอแล้ว ไม่ต้องอธิบายเดี๋ยวจะถูกเตะ แกทะลึ่งพอๆ กับพ่อของแกตอนรุ่นหนุ่มขนาดนี้" แล้วเขาก็พยักหน้ากับลูกชายของนายแพทย์หนุ่ม "ล้วงกระเป๋าหยิบของออกมา ดำรง"

ดำรงยักไหล่แล้วแบมือ

"โน ผมไม่มีอะไรคุณลุง"

"หยิบออกมา" พลตวาดลั่น

ดำรงสะดุ้งเล็กน้อย ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหยิบผ้าเช็ดหน้าและธนบัตรซึ่งมีใบละร้อยบาทและธนบัตรย่อยรวมทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ บาทออกมาโยนลงบนพื้น

"มีเท่านี้ครับ"

พลขยับแส้ช้าๆ

"อะไรตุงๆ อยู่ในกางเกง"

"แฮ่ะ แฮ่ะ กระท้อนห่อครับ ผมชอบกินเปรี้ยว"

"หยิบออกมาดู" พลออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด

ดำรงทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบวัตถุก้อนกลมสีดำก้อนหนึ่งออกมา คณะพรรคสี่สหายสะดุ้งเฮือกและถอยหลังกรูดไปตามกัน ดร.ดิเรกอ้าปากหวอพลางจ้องมองดูลูกระเบิดมือของลูกชาย ออร์เหลนทั้งสี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน

"ดำรง..." ดร. ดิเรกคราง "แกใช้ระเบิดมือเป็นอาวุธเชียวหรือนี่"

ดำรงฝืนหัวเราะ

"ออไร้"

"แกซื้อมาจากไหน เร็ว-บอกพ่อมาเดี๋ยวนี้ พ่อจะได้รีบติดต่อกับตำรวจ ให้ตำรวจไปทลายซ่องระเบิดมือนี้ แกใช้เป็นหรือเปล่า แล้วก็แกรู้ไหมว่ามันเป็นอาวุธที่ร้ายแรงมาก ซึ่งเขาใช้ในการสงครามเท่านั้น"

ดำรงยิ้มแห้งๆ

"วิธีใช้จะยากอะไรครับ ถือมันไว้ในมือซ้ายอย่างนี้ แล้วยกขึ้นจับสลักนิรภัยดึงออก ผมจะทำให้ดู"

"เฮ้ย" คณะพรรคสี่สหายร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

ดร. ดิเรกปราดเข้าแย่งลูกระเบิดมือมาจากลูกชายของเขา แล้วยกขึ้นพิจารณาดู พอแลเห็นตัวอักษรที่ลูกระเบิด นายแพทย์หนุ่มก็ใจหายวาบ

"ลูกระเบิดของพ่อ" เขาตะโกนลั่น

"ก็ใช่น่ะซีครับ ตอนโรงเรียนปิดเทอมตอนปลาย พวกเรามาพักอยู่ที่บ้าน ผมก็ถือโอกาสขโมยเอาไปสองลูก"

ดร. ดิเรกทำท่าเหมือนจะเป็นลม

"มายก๊อด...ขโมยเอาไปตั้งสองลูก แล้วอีกลูกหนึ่งอยู่ไหน"

"ผมใช้ไปแล้วครับ พวกเราสี่คนหนีโรงเรียนไปเที่ยวทางฝั่งธนเกิดปะทะกับพวกจิ้งเหลนที่นั่น มันมาตั้ง ๒๑ คนจะล้อมกรอบพวกเรา ผมเลยเอาลูกระเบิดมือเหวี่ยงไปหนึ่งลูก"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"แล้วอ้ายพวกนั้นมีใครบาดเจ็บล้มตายบ้างหรือเปล่า"

ดำรงนิ่งคิด

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ แต่ที่ผมเห็นบางคนคอขาดกระเด็น บ้างก็แขนขาดขาขาด ตายหรือไม่ตายไม่ทันสังเกตครับ"

สี่สหายมองดูหน้ากันแล้วทำหน้าเบ้ไปตามกัน พลยกมือจับแขนลูกชายนิกรแล้วถามว่า

"เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่านพ"

นพอมยิ้ม

"เรื่องจริงครับ แต่เป็นเรื่องจริงที่มีเรื่องไม่จริงปนอยู่ด้วยราวร้อยเปอร์เซ็นต์"

"ดีมาก" แล้วพลก็ลากตัวนพออกไปยืนกลางห้อง "กอดอกเข้า ฉันจะเฆี่ยนแกหนึ่งโหล"

นพสั่นศีรษะ

"เสียใจครับ ผมขออ้างสิทธิแห่งมนุษยชนครับคุณลุง"

พลเกือบหัวเราะออกมาดังๆ

"เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง แกจะอ้างกฎบัตรกฎหมายหรือตะวักตะบวยอะไร ฉันก็ต้องเฆี่ยนแกและพวกแกจนได้ในฐานที่ฉันเป็นลุง"

นพเค้นหัวเราะ

"เป็นความหวังที่เลือนลางสักหน่อยนะครับคุณลุง โน่นครับ คาดิลแล็คเก๋งพาคุณย่าคุณแม่ของพวกเราและคุณตามาแล้ว ถ้าคุณลุงเฆี่ยนผม คุณลุงก็คงทราบดีว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น"

ทุกคนต่างมองออกไปนอกตึก เจ้าแห้วขับคาดิลแล็คเก๋งคันงามแล่นตรงเข้ามา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับประไพนั่งอยู่ตอนหน้ารถ คุณหญิงวาด นันทา นวลละออ และประภานั่งอยู่หลังรถ

ออร์เหลนทั้งสี่ต่างกระโดดโลดเต้นโห่ร้องลั่น แล้วถือโอกาสวิ่งออกไปทางหน้าตึก แสดงกิริยาดีอกดีใจไปตามกัน

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่นางต่างแปลกใจอย่างยิ่งที่ออร์เหลนทั้งสี่คนกลับมาบ้านทั้งๆ ที่โรงเรียนยังไม่ให้หยุดเทอม อย่างไรก็ตาม คุณย่า คุณตาและคุณแม่ทั้งหลายก็อดดีใจไม่ได้ โดยเฉพาะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นทั้งปู่และตา คือเป็นปู่พนัส และสมนึก แต่เป็นตาอันแท้จริงของนพและดำรง เพราะทั้งสองเป็นลูกของลูกสาวท่าน

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับนักโทษประหารที่กำลังจะถูกนำไปยิงเป้า ทุกครั้งที่ออร์เหลนหนุ่มทั้งสี่คนกลับมาอยู่บ้าน ทำให้เขาต้องเพิ่มภาระอีกมาก และมีแต่ความเดือดร้อน มีเรื่องที่ทำให้เขาถูกด่าตลอดวัน เจ้าแห้วขับรถเก๋งคันงามมาหยุดที่หน้าตึก พนัส นพ สมนึก และดำรง ต่างวิ่งลงบันไดมาที่รถและยกมือไหว้สี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองโดยทั่วหน้ากัน

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่นางรีบลงมาจากรถ เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ มีการกอดจูบรับขวัญและทักทายกันสักครู่ คุณหญิงวาดก็โบกมือให้ทุกคนสงบเงียบเสียง แล้วท่านก็กล่าวถามหลานๆ ทั้งสี่ของท่านอย่างเป็นงานเป็นการ

"ทำไมพวกเจ้าถึงกลับมาบ้านล่ะ โรงเรียนเจ๊งหรืออย่างไรลูก"

พนัสยิ้มให้คุณย่า

"โรงเรียนไม่เจ๊งหรอกครับ แต่พวกผมเจ๊ง"

คุณหญิงวาดหน้าตื่น

"เจ้าหมายความว่ากระไร"

พนัสไม่ยอมตอบคำถามของท่าน นพจึงกล่าวขึ้น

"เรื่องเล็กครับคุณย่า โรงเรียนเขาไล่พวกผมออก"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"อ้อ ก็ดีสิลูก จะได้อยู่กับย่อ ได้เห็นหน้ากันทุกๆ วันพรุ่งนี้ย่าจะจดหมายไปทางโรงเรียนขอบใจเขาที่ไล่พวกเจ้าออก ต่อไปนี้ย่าคงมีความสุขขึ้นอีก เรามีเงิน ไม่ต้องเรียนลูก"

"คุณหญิง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยานคาง "คุณหญิงครับ คุณหญิงรักลูกหลานไม่ถูกทางเสียแล้ว อย่างนี้ก็เท่ากับสนับสนุนให้เจ้าสี่คนนี่เสียคนน่ะซีครับ เด็กที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนก็หมายความว่าได้ประพฤติผิดอย่างร้ายแรง ที่ถูกเราจะต้องลงโทษอ้ายพวกนี้"

คุณหญิงวาดค่อยๆ หันมามองดูสี่นาง นันทา นวลละออ ประภาและประไพ มีสีหน้าบึ้งตึงไปตามกัน ต่างมองดูลูกชายของหล่อนอย่างแค้นเคือง นันทาโจมตีลูกชายของหล่อนทันที

"พวกแกทำผิดอะไรพนัส ทางโรงเรียนเขาถึงไล่ออก"

ออร์เหลนพนัสยิ้มแห้งๆ

"หนีเที่ยวตอนกลางคืนครับ แล้วก็ชกต่อยกับพวกนักเรียน พยายามจะฆ่าครู แล้วก็พยายามวางเพลิงหนวดเคราบราเดอร์ มูซองอาจารย์ใหญ่"

นันทาตบหน้าลูกชายของหล่อนดังเพียะ

"ระยำมาก แกกับพวกแกเหลวไหลที่สุด"

คุณหญิงวาดปราดเข้าขวางกลางคัน

"แกจะบ้าหรือแม่นัน" ท่านเอ็ดตะโรนันทา ซึ่งเป็นทั้งศรีสะใภ้และหลานสาวของท่าน "ลูกมันถูกไล่ออกจากโรงเรียน มันก็เสียใจพออยู่แล้ว ยังจะซ้ำเติมมันอีกหรือ เจ้านัสมันเป็นเยาวชนโว้ย"

ทันใดนั้นเองประไพก็กระโจนเข้าตีเข่าลอย ถูกหน้าอกลูกชายของหล่อนดังพลั่ก ออร์เหลนนพไม่ทันรู้ตัวก็เซถลาออกไปปะทะขั้นบันไดล้มลงทันที ประไพขยับจะเตะซ้ำ แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ พุ่งตัวเข้าไปหาประไพ ใช้ศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านชนประไพกระเด็นไปทางหน้างรถคาดิลแล็คเก๋ง นพเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนล่อถอยขึ้นไปบนตึก พนัสกับสมนึกและดำรงโกยอ้าวติดตามขึ้นไปด้วย

คุณแม่ทั้งสี่คนโกรธคุณลูกถึงกับร้องไห้ นวลละออยกมือชี้หน้าสมนึกซึ่งยืนรวมกล่อมกับเพื่อนๆ ของเขาอยู่หน้าประตูห้องโถง

"แกเป็นลูกผ่าเหล่าไม่รักดี แก่ทำให้พ่อแม่วงศ์ตระกูลต้องเสื่อมเสียไปด้วย เพราะพ่อแม่รักแกตามใจแกมากเกินไป แกจึงกลายเป็นคนเลวเช่นนี้"

ประภาร้องไห้กระซิกๆ

"เจ็บใจนัก เรียนอีกปีเดียวก็จะจบมัธยม ๖ ถูกเขาไล่ออก จะไปเรียนที่ไหนกัน ทำไมไม่เอาเยี่ยงอย่างพ่อบ้าง ฉันอยากเอาเลือดหัวแกออกเหลือเกิน"

ดำรงหน้าจ๋อย

"มันไม่ใช่ความผิดของผมนะครับ คุณแม่"

ประภาตวาดลั่น

"ยังจะมีหน้ามาพูดอีกว่าไม่ใช่ความผิดของแก ถ้าแกไม่ผิดทางโรงเรียนเขาจะไล่แกออกหรือ"

ดำรงชักฉิว ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้างตามแบบเด็กฝรั่ง

"คุณแม่ไม่พยายามเข้าใจผมเลย มันเป็นความผิดของอาจารย์ใหญ่ต่างหากที่ไล่เราออก พวกเรายังไม่คิดที่จะออกจากโรงเรียนสักนิด"

ประไพยกมือชี้หน้าดำรงหลานของหล่อน

"อย่าพูดกวนๆ แบบอ้ายพวกจิ้งเหลนหน่อยเลย ประเดี๋ยวแม่เหยียบยอดอกเสียหรอก"

ดำรงทำคอตกในบทบาทของเจมส์ดีน

"คุณน้าก็ไม่เข้าใจอีกคนหนึ่ง"

ประไพก้มลงถอดรองเท้าข้างขวา แต่ออร์เหลนทั้งสี่รีบล่าถอยเข้าไปในห้องโถง คุณหญิงวาดเผลอตัวยกมือไหว้สี่นาง

"ขอเสียทีเถอะวะ อย่างไรมันก็ลูกหลาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แล้วคุณหญิงไหว้แม่สี่คนนี่ทำไมกัน"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือก

"อุ๊ยตาย ต้องไหว้คืน" แล้วท่านก็ยกมือไหว้สี่นางอีกครั้งหนึ่ง "ไหว้ล่ะแม่มหาจำเริญ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกันเถอะ มันจะชั่วจะดีเราก็ฆ่ามันไม่ตายตัดมันไม่ขาด เพราะมันเป็นลูกหลานของเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับคุณหญิง เจ้าสี่คนนี่มันก็ยังอยู่ในวัยเด็ก ซึ่งทางกฎหมายก็ถือว่าเป็นเยาวชน มีศาลคดีเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ไป-ขึ้นไปข้างบนเถอะ"

คุณหญิงวาดเดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่นางขึ้นบันไดไปบนตึก และเลยเข้าไปในห้องโถง พอเข้ามาในห้องก็แลเห็นพลกำลังจะเฆี่ยนนพด้วยแส้ม้า พนัสกับสมนึกและดำรงยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวอยู่ทางหนึ่งตามคำสั่งของพล ส่วนนิกร กิมหงวน และดร. ดิเรก นั่งรวมกันอยู่บนโซฟา

คุณหญิงวาดวิ่งเข้ามาขัดขวางลูกชายของท่านทันที แต่ไม่กล้าส่งเสียงเอะอะ เพราะแลเห็นพลมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ

"แกจะเฆี่ยนเจ้าพวกนี้หรือ"

"ครับ คนละหนึ่งโหลรวด ในฐานที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน"

คุณหญิงค้อนปะหลับปะเหลือก

"เฆี่ยนแล้วได้กลับไปโรงเรียนยังงั้นเรอะ"

พลยิ้มแค่นๆ

"นี่แหละครับ คุณแม่กำลังพูดให้ท้ายเด็ก และผมอยากจะพูดว่า อ้ายสี่คนนี่เสียเพราะคุณแม่กับคุณอาพะเน้าพะนอมันจนเกินไป ลำพังพวกผมถึงจะตามใจแต่บางครั้งก็ยังขัดใจบ้าง ถอยออกไปเถอะครับ ผมจะเฆี่ยนมัน"

คุณหญิงวาดหันมาทางสี่นาง

"ว่าไง แกสี่คนจะยอมให้พลมันเฆี่ยนลูกๆ ของแกหรือ"

นวลละออว่า "สมควรอย่างยิ่งค่ะ หนึ่งโหลยังน้อยไป เจ้านึกน่ะมันกลัวคุณพลคนเดียวเท่านั้น"

ประภาพูดขึ้นบ้าง

"ต้องเฆี่ยนค่ะคุณอาคะ ถ้าเราไม่ลงโทษก็เหมือนกับว่า เราสนับสนุนให้เด็กของเราทำชั่ว"

ประไพเดินเข้ามาหาพล

"เอาซีคะคุณพล เอาให้หลังแตกเลย ไพใจอ่อนจนเกินไปไม่กล้าเฆี่ยนมันหรอกค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"ยั้งๆ มือไว้บ้างโว้ยพล"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าแห้วค่อยๆ ย่องเข้ามาในห้องโถงและทรุดตัวลงนั่งพับเพียบ มองดูพลลงโทษออร์เหลนทั้งสี่แล้วก็นึกสมน้ำหน้า ที่แต่ละคนไม่เอาถ่าน มีแต่ความเกเรเหลวแหลก

พลเงื้อแส้ม้าขึ้นสุดแขน หวดขวับลงที่โคนขานพเต็มเหนี่ยว คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ รีบเดินออกไปทางหลังตึกเพราะทนดูไม่ได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำ เดินตามไปห่างๆ แต่สี่นางยืนดูด้วยความพอใจ

เป็นครั้งแรกที่พลลงโทษลูกหลานของเขาอย่างรุนแรงที่สุด เขาเฆี่ยนและเฆี่ยนลูกชายของนิกรจนครบ ๑๒ ครั้ง นพร้องไห้น้ำตาไหลพรากเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

"จำไว้เจ้านพ แกจะต้องเป็นคนดีไม่ใช่คนเลว เป็นความสำคัญผิดอย่างน่าสงสารที่พวกแกเอาเยี่ยงอย่างเด็กอเมริกันในหนัง ทีตัวอย่างที่ดีของหนังบางเรื่องทำไมถึงไม่จำ"

นพหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา

"ผมเสียใจมากที่คุณลุงเฆี่ยนผม ถ้าผมมีเงินสัก ๕๐๐ ดอลล่า ผมจะไปจากบ้านเดี๋ยวนี้"

"อนิจจังทุกขังเอ๊ย" ประไพครางและมองดูลูกชายของหล่อนอย่างเศร้าใจ "แกน่าจะโอนชาติเป็นอเมริกันเหลือเกินเจ้านพ"

พลชี้มือบอกให้นพไปนั่งบนโซฟาริมห้อง แล้วเรียกสมนึกให้มาหาเขา สมนึกเดินเข้ามาหานายพัชราภรณ์พลางร้องลั่น

"โอ๊ย-ผมกลัวแล้วครับคุณลุง ผมทนไม่ไหวครับ"

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนตวาดลูกชายของเขา "ยังไม่ทันตีเลยโว้ย แหกปากร้องเสียลั่นบ้าน"

พลว่า "กอดอกเจ้านึก แกแก่นแก้วที่สุด แกเป็นผู้นำพาเพื่อนๆ ของแกทั้งสามคนให้ประพฤติเหลวไหลตลอดเวลา"

สมนึกทำตาละห้อย

"เฆี่ยนเบาๆ หน่อยนะครับ นี่มันแส้สำหรับตีม้า คุณลุงอย่าลืมว่าผมเป็นคนไม่ใช่ม้า" พูดจบก็ยกมือขึ้นกอดอก

พลหวดขวับลงไปที่ก้นทันที สมนึกแอ่นก้นและขยับเท้าในท่าร็อคแอนด์โรล แต่เมื่อถูกเฆี่ยนเป็นครั้งที่สองก็หยุดเต้นร็อคร้องโอดครวญอย่างน่าสงสาร

"โอ้ย-เจ็บจังครับคุณลุง"

พลหัวเราะ

"เมื่อเจ็บก็ต้องจำใส่ใจไว้ อยู่อีก ๑๐ ที แกต้องอดทน ถ้าแกเป็นเด็กดีแกก็จะไม่ถูกลงโทษ"

พลเฆี่ยนต่อไปจนครบหนึ่งโหล ลูกชายของเสี่ยหงวนเดินกระโผลกกระเผลกไปนั่งบนโซฟาข้างนพ ต่อจากนั้นพลก็เรียกลูกชายของเขาเข้ามาหา เจ้าหนุ่มออร์เหลนรูปหล่อหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความเกรงกลัวแต่ก็ยกมือกอดอกยอมรับโทษโดยดี

"แกเลวมากพนัสแกจะต้องเลิกแต่งตัวแบบนี้และเลิกดัดผม ประเดี๋ยวจะโทรศัพท์เรียกช่างตัดมากล้อนกบาลพวกแก ใครสั่งสอนแกให้สวมสร้อยข้อมือวะ"

พนัสยิ้มแห้งๆ

"อ้ายหงวน...เอ๊ย...อ้ายนึกครับ"

อาเสี่ยทำคอย่น

"อือ...อ้ายลิงสี่ตัวนี่คงล้อชื่อพ่อกันสะบั้นไปเลย มันเรียกอ้ายนึกว่าอ้ายหงวนแน่ะ"

พลมองดูหน้าลูกชายของเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว

"ถ้าแกเป็นลูกของพ่อ ก็ขอให้แกเริ่มต้นชีวิตของแกใหม่ มันยังไม่สายเกินไป ขอให้แกนึกถึงเกียรติของวงศ์ตระกูลบ้าง เมื่อแกทำให้วงศ์ตระกูลดีขึ้นไม่ได้ก็อย่างเป็นผู้ทำลาย พ่อเสียใจมากเท่าที่แกและพรรคพวกของแกประพฤติตัวเลวทรามเช่นนี้"

พนัส ออร์เหลนรูปหล่อทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"ผมผิดไปแล้วครับ คุณพ่อเฆี่ยนผมเถอะครับ"

"ดีมาก แกเป็นลูกผู้ชาย เมื่อทำผิดก็ต้องยอมรับผิด แกมองดูแม่ของแกซี แม่แกกำลังร้องไห้เสียใจในความเหลวแหลกของแกและพวกแก เห็นไหมล่ะลูกที่ทำให้พ่อแม่ต้องน้ำตาตกน่ะคือลูกระยำ พ่อต้องเฆี่ยนแกหนึ่งโหล เพื่อลงโทษแกให้หลาบจำ" ครั้นแล้วก็หวดแส้ม้าลงที่ต้นขาของลูกชายของเขา ซึ่งพลเฆี่ยนพนัสแรงมากจนกระทั่งเสี่ยหงวนไม่พอใจ

"เฮ้ยๆๆ คนนะโว้ย ไม่ใช่วัวหรือควาย เฆี่ยนเบาๆ หน่อยซีโว้ย"

พลหันหน้ามาทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"อยู่เฉยๆ อ้ายหงวน มันไม่ตายหรอก" แล้วพลก็เฆี่ยนพนัสต่อไป

ออร์เหลนรูปหล่อขบกรามแน่น ทุกครั้งที่แส้ม้าสัมผัสหลังหรือโคนขา พนัสรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง นพกับสมนึกนั่งมองดูพนัสด้วยความสงสารเพื่อน จนกระทั่งพลเฆี่ยนครบหนึ่งโหล พนัสก็เดินโซเซเข้าไปหาเพื่อนเกลอทั้งสองแล้วทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา

ดำรงอกสั่นขวัญแขวน เมื่อนึกว่าถึงคราวที่ตนจะต้องถูกเฆี่ยนแล้ว ออร์เหลนสายตาสั้นค่อยๆ หันหน้าไปมองดูคุณพ่อแล้วพูดเสียงเครือ

"ช่วยบอกคุณลุงให้เฆี่ยนผมเบาๆ หน่อยครับคุณพ่อ"

ดร. ดิเรก สั่นศีรษะ

"โน-ซอรี่ ไอช่วยอะไรยูไม่ได้"

ดำรงเดินอ้อยอิ่งเข้ามาหาพลอย่างหวาดหวั่น แล้วยกมือกอดอกเตรียมพร้อมที่จะรับโทษ พลมองดูอดสงสารไม่ได้ เขารู้สึกว่าดำรงหัวอ่อนกว่าเพื่อนในบรรดาออร์เหลนทั้งสี่คนนี้

"ว่าไงดำรง แกตัวเท่านี้ริอ่านพกระเบิดมือแล้ว"

ดำรงสะอื้น

"อ้ายกร...เอ๊ย...อ้ายนพมันยุให้ผมขโมยลูกระเบิดคุณพ่อในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"ต่อนี้ไป ถ้าพวกแกเล่นล้อชื่อพ่อกันอีกจะเฆี่ยนหนึ่งโหล ล้อเสียจนเคยปาก ฉันสงสัยเหลือเกินว่าอยู่โรงเรียนพวกแกคงเรียกชื่อพ่อแทนชื่อตัวใช่ไหมล่ะ"

ดำรงยิ้มทั้งน้ำตา

"ใช่ครับ"

พลยกแส้ม้าขึ้นแล้วหวดก้นลูกชาย ดร. ดิเรกฯ เบาๆ ประภาแหวขึ้นทันที

"เฆี่ยนมันยังงั้นมันจะเจ็บหรือคะคุณพล"

พลพยักหน้ากับดำรง

"แม่แกเขาว่าลุงแล้วไหมล่ะ ทนเจ็บเอาหน่อยอ้ายหลานชาย คนละหนึ่งโหลเท่าๆ กัน" พูดจบพลก็เฆี่ยนดำรงต่อไป

พอเฆี่ยนได้ ๕ ที ดำรงก็ร้องลั่น

"เวท เอ มินิส คุณลุง โอย...ฝรั่งเจ็บเต็มทนแล้วครับ คุณลุงมือหนักเหลือเกิน"

พลว่า "ฉันให้แกพักหนึ่งนาที"

ดำรงยกมือคลำก้นพลางสูดปากลั่น พอแลเห็นเจ้าแห้ว ลูกชายของ ดร. ดิเรกฯ ก็กล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"แห้วโว้ย แกมาให้คุณลุงเฆี่ยนแกแทนฉันหน่อยเถอะวะ อีก ๗ ทีเท่านั้น ฉันจะจ่ายให้แก ๒๐๐ ดอลล่า เอ๊ย ๒๐๐ บาทโว้ย"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"ไม่-ไม่รับประทานละครับ อย่าว่าแค่ ๒๐๐ เลย รับประทาน ๒,๐๐๐ ผมก็ไม่รับประทาน กรรมของคุณ คุณก็ก้มหน้ารับกรรมไปเถอะครับ"

ดำรงพยายามปลอบใจให้เข้มแข็ง แล้วหันมาทางพล

"เฆี่ยนต่อไปเถอะครับคุณลุง จะได้หมดเรื่องหมดราวกันที ผมเข็ดแล้ว ต่อไปนี้ผมจะเลิกเป็นจิ้งเหลน กลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีเสียที"

พลยกมือซ้ายตบศีรษะลูกชายนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ลุงชื่นใจมากที่ได้ฟังแกพูดเช่นนี้ ฉะนั้น ลุงเฆี่ยนแกเพียง ๕ ทีเท่านั้น อีก ๗ ทีลุงยกให้แก" แล้วพลก็โยนแส้ม้าทิ้งไป

"แล้วกัน" สมนึกเอ็ดตะโรลั่น "ยังงี้ก็ไม่ยุติธรรมน่ะซีครับคุณลุง"

พลหันไปมองดูลูกชายอาเสี่ยกิมหงวน ซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ บนโซฟา

"นี่แหละคือความยุติธรรม ดำรงมันยอมสารภาพผิดผละให้คำมั่นสัญญาว่า ต่อไปจะประพฤติตนเป็นคนดี"

พนัสพูดขึ้นอย่างน้อยใจ

"แต่ผมก็สารภาพผิดกับคุณพ่อเหมือนกันนี่ครับ"

พลยิ้มให้ลูกชายของเขา

"ถูกละ แกสารภาพผิด แต่แกไม่ได้ให้คำมั่นสัญญากับพ่อว่าแกจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี" พูดจบก็เดินเข้าไปหาสี่นาง "ช่วยพาอ้ายสี่คนนี่ขึ้นไปข้างบนหน่อยเถอะครับ ให้มันแบกข้าวของสัมภาระของมันขึ้นไปด้วย"

"จะให้พักห้องไหนคะพล" นันทาถาม

"ก็ห้องสำหรับต้อนรับแขกที่มานอนค้างบ้านเรานั่นแหละ เราทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันเข้มงวดกวดขันลูกๆ ของเรา ต่อนี้ไปจะไม่มีการตามใจอีกแล้วขืนหนีเที่ยวเป็นถูกเฆี่ยน ห้ามเต้นร็อคหรือเปิดฟังเพลงร็อค อย่างเด็ดขาด สั่งให้มันปลดสร้อยข้อมือออกเสียด้วย"

นันทามองดูออร์เหลนวัยรุ่นทั้งสี่คน

"ลุกขึ้นขนของขึ้นไปข้างบนซียะ แต่ละคนน่ารักจะตายแล้ว จะเป็นผู้ชายก็ไม่ใช่ จะเป็นกะเทยก็ไม่เชิง"

พนัส นพ สมนึกและดำรง ต่างลุกขึ้นเดินไปเก็บข้าวของที่ล้วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อกางเกง นวลลออปรี่เข้ามาหาลูกชายของหล่อน และกระชากธนบัตรใบละร้อยปึกเบ้อเริ่มไปจากมือสมนึก

"เตี่ยกับแม่พะเน้าพะนอเอาอกเอาใจแกมาพอแล้ว อยู่โรงเรียนส่งเงินไปให้ใช้อาทิตย์ละหมื่นบาท ความสุขสบายทำให้แกเสียคน ต่อไปนี้แม่จะให้แกใช้วันละบาทเดียวเข้าใจไหม"

สมนึกทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"บาทเดียว...คุณแม่พูดโดยไม่ใช้สมอง โอเลี้ยงชงพิเศษแก้วละบาทแล้ว วันหนึ่งผมกินโอเลี้ยงอย่างน้อย ๓๐ แก้ว บุหรี่นอกหนึ่งกระป๋อง อย่างประหยัดที่สุดผมควรจะใช้เงินวันละหนึ่งพันบาท"

นวลลออทำตาเขียว

"เดี๋ยวแม่ตบดิ้น แกอยู่บ้านไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้เงิน ข้าวปลาอาหาร ขนมข้าวต้มเครื่องดื่มมีพร้อม สำหรับบุหรี่ฉันจะไม่ยอมให้พวกแกสูบอีกเป็นอันขาด อายุ ๑๖ เท่านั้น ยังไม่รู้จักทำงานหาเงิน ริอ่านสูบบุหรี่แล้ว"

ประไพมองดูลูกชายของหล่อน ซึ่งยืนสัปหงกอยู่ข้างสมนึก หล่อนส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"เจ้านพ แน่ะ-ยืนหลับแน่ะ ขนที่นอนหมอนมุ้งและกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นไปข้างบน ประเดี๋ยวแม่เตะคอขาดสองท่อนเท่านั้นเอง ยิ่งโตก็ยิ่งเลวเหมือนพ่อ"

นิกรทำหน้าชอบกลหันมาถาม ดร. ดิเรกเบาๆ

"นี่กันกลายเป็นคนเลวไปแล้วหรือนี่"

"ออไร้ เป็นมานานแล้ว"

สี่นางต่างบังคับออร์เหลนวัยรุ่นทั้งสี่คน ให้ช่วยกันขนเครื่องนอน และกระเป๋าเสื้อผ้า ห่อหนังสือตำราเรียนขึ้นไปชั้นบน พลเดินไปนั่งบนโซฟาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นิกร, กิมหงวน, และนายแพทย์หนุ่มต่างพากันมองดูพล

ก่อนที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ คุณหญิงวาดก็เดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาในห้อง เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร เพื่อนำน้ำอัดลมในตู้เย็นมาเสิฟให้เจ้านายของเขา

คุณหญิงวาดน้ำตานองแก้มทั้งสอง ท่านยกมือเท้าสะเอวมองดูพลอย่างเดือดดาล

"ถือดีว่ามีอำนาจเป็นพ่อเป็นลุงเฆี่ยนได้เฆี่ยนเอา พอใจหรือยัง ทำไมไม่เอาปืนยิงมันเสียให้ตายล่ะ"

พลนั่งนิ่งเฉย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลอบคุณหญิงวาด

"ถ้าไม่ลงมือเสียบ้าง หลานๆ ของเราก็จะเสียคนครับคุณหญิง ทุกวันนี้ เด็กในวัยรุ่นขนาดนี้กำลังเสียคนไปตามๆ กัน"

คุณหญิงวาดสะอื้นเบาๆ

"จะเฆี่ยนตีมันดิฉันไม่ว่า แต่ควรจะเอาไม้เล็กๆ ซีคะ เอากิ่งมะยมตีมันก็เจ็บถมไป นี่เอาแส้ม้าเฆี่ยน นั่งอยู่ข้างนอกยังได้ยินเสียงขวับๆ "

พลจุ๊ย์ปาก

"คุณแม่อย่าบ่นเลยครับ ผมรำคาญ ผมทำถูกไม่ได้ทำผิด เด็กๆ ที่เสียคนมีจำนวนไม่น้อยที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายคอยให้ท้าย ทำอะไรผิดก็อภัยให้"

คุณหญิงวาดทำปากหมุบหมิบ ลำดับญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายบิดาของพล แล้วท่านก็ช่วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นบันไดไปชั้นบนเพื่อดูหลานๆ ของท่าน สี่สหายต่างนั่งเงียบกริบ จนกระทั่งเจ้าแห้วถือถาดโลหะใบใหญ่ ซึ่งบรรจุน้ำอัดลมเกือบ ๑๐ ขวดเดินออกมาจากห้องรับประทานอาหาร แต่แล้วพอนำมาเสิฟให้ เจ้าแห้วก็ถูกพลไล่ตะเพิด

"ไปให้พ้นอ้ายแห้ว เอาขึ้นไปให้นายผู้หญิงของแก แล้วแกก็พยายามหลบหน้าฉันหน่อย บอกตามตรงโว้ย ฉันกำลังหาเรื่องจะเตะแก"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบแบกถาดเดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดชั้นบนไปทันที ดร. ดิเรกต้องใช้สมองอย่างหนักในเรื่องลูกชายของเขา ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"กันตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ขืนให้ดำรงอยู่เมืองไทยลูกกันเสียคนแน่ๆ กันจะส่งมันไปอยู่อังกฤษ ให้มันไปอยู่กับไพโรจน์" ดร.ดิเรกหมายถึงญาติของเขาคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของน้าชายเขา และขณะนี้เป็นข้าราชการในสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนคนหนึ่ง "ไพโรจน์เพิ่งย้ายไปอยู่กับอังกฤษเมื่อเร็วๆ นี้เองคงอีกนานกว่าจะถูกเรียกกลับหรือย้ายไปอยู่ที่อื่น"

พลเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน แกจะให้มันไปเรียนอะไรล่ะ"

"เรียนภาษาอังกฤษสัก ๓ ปี ต่อจากนั้นก็จะให้มันเข้าเรียนไฮสกูล แล้วเข้ามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เรียนแพทย์เจริญรอยตามกัน กันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องส่งลูกๆ ของเราไปต่างประเทศ"

พลนิ่งคิดสักครู่

"ถ้ายังงั้นกันจะส่งพนัสไปเรียนที่อเมริกา เริ่มเรียนวิชาสามัญก่อน แล้วต่อไปถ้ามันชอบอะไรก็จะให้มันเรียนอย่างนั้น"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทางกิมหงวน

"แกล่ะ จะส่งเจ้านึกไปไหนและไปเรียนอะไร"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ส่งไปเมืองจีนดีไหม ให้มันไปเรียนวิชาการทำผักเค็ม เช่นตังไฉ่, เกี้ยมไฉ่, ไฉ่โป๊, ลูกน้ำเลี๊ยบตลอดจนเต้าเจี้ยว, เต้าหู้ยี้ สำเร็จแล้วกลับมาตั้งโรงงานในเมืองเรา"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แผ่นดินใหญ่ของเมืองจีนเป็นคอมมิวนิสต์แกจะส่งลูกไปเรียนได้อย่างไร"

กิมหงวนนึกขึ้นได้

"เออ-จริงโว้ย ถ้ายังงั้นกันส่งไปประเทศเนปาลดีกว่า"

นิกรกำลังนั่งสัปหงก แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้ นายจอมทะเล้นพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไปเรียนอะไรวะที่เนปาล"

"แล้วกัน ไปเรียนวิชาทำโรตีมะตะบะอย่างไรเล่า แล้วก็เรียนการสู้สิงโตด้วยโล่และหอก"

นิกรลืมตามองดูเสี่ยหงวน

"ส่งไปประเทศอื่นเถอะวะ กันไม่อยากได้ยินข่าวเจ้านึกถูกสิงโตฟัดตาย สู้สิงโตน่ะมันต้องพวกซูลูหรือคนป่าเผ่าต่างๆ ในใจกลางอัฟริกา รูปร่างสะแอ๋งอย่างเจ้านึก สิงโตมันก็คาบเอาไปรับประทานเสียเท่านั้น"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"นั่นน่ะซี กันก็ว่าอย่างนั้นแหละ แล้วแกล่ะจะส่งเจ้านพไปเรียนอะไรที่ประเทศไหน ลองขยายให้ฟังซี"

นิกรยิ้มอย่างภาคภูมิ

"กันจะส่งไปแมดริด"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"สเปนน่ะหรือ"

"เออ"

"ไปเรียนอะไรวะ"

"สู้วัว" นิกรตอบหน้าตาเฉย "ลูกของกันจะเป็นคนไทยคนแรกที่มีความสามารถสู้วัวกระทิงได้ ต่อไปกันจะสร้างสนามสู้วัวขึ้น และสั่งวัวมาจากสเปนให้เจ้านพแสดงการสู้วัวให้คนไทยได้ชมเป็นขวัญตา"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"สงสัยว่านพมันจะถูกวัดขวิดไส้แตกตายเสียก่อนที่จะเรียนสำเร็จ ส่งมันไปเรียนอย่างที่ใครๆ เขาเรียนกันเถอะ"

"ยังงั้นต้องคิดดูก่อน ผิดนักกันจะออกทุนให้ดิเรกมันสร้างดาวเทียมสักดวงหนึ่ง แล้วส่งลูกชายของกันขึ้นไปกับดาวเทียม ให้มันวนอยู่รอบโลกจนกว่ามันจะตาย จะได้หมดเรื่องหมดราวกันที"

ทันใดนั้นเอง มีเสียงตึงตังโครมครามดังขึ้นข้างบน ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบลงบันไดมาอย่างรีบร้อน

"รับประทานเร็วครับ คุณสมนึกกับคุณพนัสเกิดแจกหมากแจกแว่นกันขึ้นแล้วครับ ล่อกันอุตลุด"

คณะพรรคสี่สหายต่างเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน แล้วพากันวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก

พล พัชราภรณ์ ได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการปฏิวัติจิตใจออร์เหลนวัยรุ่นทั้งสี่คนนี้ โดยไม่ยอมฟังเสียคุณปู่คุณย่า คุณตาและคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ดังนั้น พนัส, สมนึก และดำรงจึงถูกเปลี่ยนทรงผมใหม่ คือตัดผมสั้นแบบนักเรียนทั้งหลาย ผมที่ดัดไว้ก็เหยียดออกตามเดิมโดยใช้น้ำยาชนิดหนึ่ง ส่วนการแต่งการก็แต่งแบบสุภาพชนทั่วไป หรือสวมกางเกงขาสั้นใส่เสื้อเชิ้ต พลได้วางกฎข้อบังคับไว้มากมายหลายข้อ ใครฝ่าฝืนก็ถูกเฆี่ยนโดยไม่ผ่อนผัน ปรากฏว่า นพกับสมนึกถูกเฆี่ยนอีกหลายครั้ง จนกระทั่งพลต้องเป็นปากเสียงกับคุณหญิงวาดอย่างรุนแรงในตอนเย็นวันหนึ่ง

"หลานของฉันไม่ใช่นักโทษโว้ยเจ้าพล พ่อสมนึกขโมยเงินเจ้าหงวนไปพันบาทเท่านั้น แกเฆี่ยนตั้ง ๖ ที มันจะมากไปแล้ว ความผิดฐานขโมยมันเรื่องเล็กไม่สลักสำคัญอะไร"

พลว่า "คุณแม่อย่างทำตนเป็นแม่ไก่คอยกางปีกป้องกันลูกไก่หน่อยเลยครับ คุณแม่คิดบ้างไหม ถ้าเจ้านึกขโมยเงินเตี่ยมันบ่อยๆ อีกหน่อยมันก็กลายเป็นโจร พวกพ่อแม่ของอ้ายเด็กพวกนี้เขาสนับสนุนผมทั้งนั้น มีคุณแม่คนเดียวที่คอยขัดขวาง"

คุณหญิงวาดโกรธเคืองลูกชายของท่านอย่างยิ่ง

"แกทารุณจิตใจมากเกินไป แกควรจะนึกบ้างว่าเจ้าสี่คนน่ะเป็นเด็ก"

"ก็เพราะเป็นเด็กน่ะซีครับ ผมจึงต้องอบรมสั่งสอน ถ้ามันเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม้มันแก่แล้วจะได้ดัดได้อย่างไร คุณแม่ไม่อยากให้หลานๆ ของคุณแม่เป็นอันธพาลเป็นอาชญากรก็ต้องปล่อยผม เยาวชนที่เสียคนส่วนมากเนื่องจากผู้ปกครองและพ่อแม่ปล่อยปละละเลย หรือม่ายก็ตามใจจนเหลิง ลูกผู้ดีมีเงินอย่างนี้แหละครับมักจะเสีย ส่วนลูกคนจนมันเจียมตัว ตั้งอกตั้งใจเรียนเพราะสงสารพ่อแม่"

คุณหญิงลอบค้อนลูกชายของท่าน

"แกวางระเบียบข้อบังคับมากเกินไป นอนตื่นสายก็ไม่ได้ วันหนึ่งอนุญาตให้ไปเที่ยวนอกบ้านในตอนบ่ายวันละ ๔ ชั่วโมงเท่านั้น ให้เงินใช้คนละ ๑๐ บาทต่อวัน บุหรี่ก็ห้ามสูบ แล้วก็ห้ามเที่ยวกลางคืนอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังถูกแกสอนหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมอีกวันละ ๒ ชั่วโมง แม่ได้ยินเด็กๆ มันบ่นกันว่า มันอยากเต็นร็อคและอย่างฟังเพลงร็อคใจแทบขาด อนุญาตให้มันสนุกกันบ้างซี"

"ไม่ได้ครับ ไม่ได้อย่างเด็ดขาด ถ้ามันเต้นร็อคหรือฟังเพลงร็อคมันก็จะกลายเป็นจิ้งเหลนตามเดิม ลูกและหลานๆ ของผมกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้ามันก็จะเป็นสุภาพชน และเมื่อนั้นผมจะให้มันเข้ารับการศึกษาต่อไป คุณแม่ทำใจให้เข็มแข็งเถอะครับ ตัดความสงสารออกทิ้งไป อย่างไปดูหน้ามันซีครับ อ้ายสี่คนนี่มันชั้นตุ๊กตาทองทั้งนั้น พอเห็นคุณแม่มันก็ทำหน้าเศร้าอยู่ในบทโศกเพื่อให้คุณแม่สงสาร ผมทำไปด้วยความรัก ไม่ใช่เกลียดชัง"

คราวนี้คุณหญิงชักเห็นพ้องด้วย

"อะไรก็ตามเถอะ ค่าขนมวันละ ๑๐ บาท แม่รู้สึกว่าทารุณเกินไป"

พลหัวเราะเบาๆ

"ทารุณหรือครับ ลูกคนจนบางทีทั้งวันไม่ได้กินขนมเลย เด็กอายุวันนี้ วันละ ๑๐ บาทมากไปแล้ว"

"โธ่-แกก็ ๑๐ บาทหยอดตู้เพลงฟังเพลงร็อคได้ครู่เดียวก็หมดแล้ว"

"ผมช่วยไม่ได้ ผมให้มันกินขนมไม่ได้ให้ฟังเพลง ไปไหนอ้ายแห้วก็ขับรถให้นั่งไป อยากดูหนังก็ดูได้คนละ ๕ บาทหรือ ๗ บาทเท่านั้น"

คุณหญิงวาดค้อนปะหลับปะเหลือก

"ก็เพราะดูหนังใกล้จอที่นั่งราคา ๕ บาท หรือ ๗ บาทน่ะซี อ้ายสี่คนนี่ถึงเดินแหงนหน้าไปตามๆ กัน แม่คิดว่าแกควรจะเพิ่มค่าขนมให้มันบ้างวันละร้อยบาทต่อคนก็ยังดี ปล่อยให้มันอดๆ อยากๆ น่าสงสาร"

"ปู้โธ่" พลเอ็ดตะโร "พลเมืองของประเทศไทยอีกหลายล้านคนนะครับที่ไม่สามารถจะกินขนมได้วันละ ๑๐ บาททุกวันไป"

"ทำไม แม่ยังกินได้นี่หว่า เมื่อตอนสายให้แม่นันไปซื้อทุเรียนมากินตั้ง ๔๐๐ บาท ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร"

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ...

คณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่ต่างดีใจไปตามกัน เมื่อสังเกตเห็นออร์เหลนทั้งสี่สุภาพเรียบร้อยขึ้น มีกิริยามรรยาทดีขึ้น เมื่อพลแกล้งเปิดเพลงร็อคให้ฟัง พนัส, นพ, สมนึก และดำรงก็แสดงความชิงชังเพลงร็อคออกมา เยาวชนทั้งสี่ใช้เวลาว่างสนใจตำรับตำราเรียนของเขาเพื่อหวังเข้าเรียนในไม่ช้านี้

เมื่อลูกหลานกลับตัวเป็นคนดีอย่างไม่น่าเป็นไปได้ พลค่อยๆ ผ่อนผันและอนุญาตให้ไปเที่ยวในตอนกลางคืนได้บ้างโดยเจ้าแห้วควบคุมไป ทั้งสี่คนสงบเสงี่ยมเจียมตัวราวกับผ้าพับไว้ คุณปู่, คุณย่าและคุณตาคุณแม่พยายามยัดเหยียดเงินให้ใช้ แต่เจ้าหนุ่มทั้งสี่คนก็ปฏิเสธอย่างนอบน้อม ชี้แจงให้ฟังว่า ค่าขนมที่พลจ่ายให้วันละ ๑๐ บาทนั้นเพียงพอแล้ว ทุกคนจึงปลื้มใจและดีใจไปตามกัน

ตอนสายวันนั้น

ก่อนเวลา ๘.๓๐ น. เพียงเล็กน้อย ขณะที่พรรคสี่สหายกับสี่นาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดฯ และออร์เหลนวัยรุ่นทั้งสี่คน นั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะยาวรวมสองโต๊ะภายในห้องรับประทานอาหาร เจ้าแห้วก็เดินย่องเข้ามา

เจ้าแห้วทำตาหวานกับสาวใช้เสียก่อน จึงตรงเข้ามาหาสี่สหายแล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทานมีบาทหลวงฝรั่งคนหนึ่งมาหาพวกคุณครับ เขาบอกว่าเขามาจากโรงเรียนแวร์ดังวิทยาลัยครับ รับประทานเป็นอาจารย์ผู้ปกครอง"

สี่สหายต่างมองดูหน้ากันอย่างตื่นๆ

"บราเดอร์ อาวิยองมาทำไมหว่า" เสี่ยหงวนพูดอย่างปรารภ

ดร. ดิเรกว่า "หรือนำบิลมาเก็บเงินค่าเสียหายต่างๆ ที่ลูกของเราก่อขึ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหาย

"ออกไปต้อนรับท่านหน่อยซี ท่านบราเดอร์คนนี้เป็นอาจารย์เก่าแก่ มีลูกศิษย์ลูกหามาก เป็นพระคาทอลิคที่น่านับถือองค์หนึ่ง"

สี่สหายต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหาร ออร์เหลนทั้งสี่เมื่อรู้ว่าบราเดอร์มาหาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน และทำท่าจะออกไปพลแต่นันทาห้ามไว้

"อย่าวุ่นวายไปหน่อยเลยย่ะ ถูกโรงเรียนเขาไล่ออกแล้วยังมีหน้าออกไปพบบราเดอร์อีกหรือ"

ภายในห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" ท่านบาทหลวงอาวียองชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นอาจารย์ผู้ปกครองของโรงเรียน "แวร์ดังวิทยาลัย" ได้นั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ดร. ดิเรกเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาเข้ามาในห้องรับแขกอันหรูหรานั้น แล้วสี่สหายก็ยกมือไหว้บราเดอร์อาวิยอง อย่างนอบน้อม

"สวัสดีจ๊ะ สวัสดีทุกๆ คน" หลวงพี่ก้มศีรษะและกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนน่าฟัง

สี่สหายต่างนั่งรวมกันบนโซฟาตัวเดียวกัน พลกล่าวถามท่านบราเดอร์ทันที

"หลวงพี่มีธุระอะไรครับ"

บราเดอร์ อาวิยอง ยิ้มให้นายพัชราภรณ์

"ธุระสำคัญมาก คุณอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้หรือเปล่า"

พลว่า "ยังไม่ได้อ่านครับหลวงพี่"

หลวงพี่มองดูสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"ลูกๆ ของพวกคุณทำให้นักเรียน ๒,๕๐๐ คนก่อการสไตร๊ค์ไม่ยอมเข้าห้องเรียนตั้งแต่เช้าวานนี้"

สี่สหายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน

"ทำไมล่ะครับ" นิกรถามโดยเร็ว "ลูกผมถูกไล่ออกจากโรงเรียนมาครึ่งเดือนแล้ว ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย"

"ถูกล่ะ เด็กสี่คนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่เด็กนักเรียนที่โรงเรียนทั้งเด็กนอกและเด็กมีความอาลัยรักลูกๆ ของพวกคุณ เขาประณามอาจารย์ใหญ่และตัวฉันว่าลงโทษลูกๆ ของพวกคุณรุนแรงเกินไป แล้วการสไตร๊ค์ก็เริ่มต้นเช้าวานนี้ นักเรียนทุกคนไม่ยอมเข้าแถวเข้าห้องเรียนเมื่อตีระฆัง ทั่วโรงเรียนมีป้ายติดว่า 'พวกเราต้องการให้นายพนัส, นายนพ, นายสมนึกและนายดำรงกลับไปเรียน' โดยเฉพาะนักเรียน ม. ๖ เอะอะวุ่นวายกว่าเพื่อน ตำรวจได้เข้ารักษาความสงบแล้ว นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พยายามพูดเกลี้ยกล่อมนักเรียนให้เข้าห้องก็ไม่สำเร็จ"

สี่สหายยิ้มแป้นไปตามกัน

"แล้วยังไงครับหลวงพี่" ดร. ดิเรก ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

บราเดอร์ อาวิยอง ยิ้มเล็กน้อย

"ท่านบราเดอร์ มูซอง ให้ฉันมาพบกับพวกคุณเพื่อทำความตกลงกันในเรื่องนี้ คือว่า ทางโรงเรียนต้องการให้ลูกๆ ของพวกคุณกลับไปเรียนหนังสือตามเดิม"

นิกรได้ทีก็ขี่แพะไล่ทันที

"เห็นจะไม่สำเร็จครับหลวงพี่ เราจะส่งมันเข้าเรียนกวดวิชาเร็วๆ นี้"

อาจารย์ผู้ปกครองหน้าจ๋อย

"โธ่-คุณนิกร นึกว่าเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของโรงเรียนแวร์ดังเถอะนะคุณ ถ้าเด็กสี่คนไม่กลับไปเรียน นักเรียนทั้งโรงเรียนจะพร้อมใจลาออกหมด เรื่องนี้นักเรียนอาจจะได้รับความสนับสนุนจากโรงเรียนราษฎร์โรงเรียนหนึ่ง ซึ่งเป็นคู่แข่งของเรา ถ้านักเรียนตั้งพันๆ ลาออกพร้อมกัน ทางกระทรวงศึกษาธิการก็อาจจะสั่งปิดโรงเรียนก็ได้ เพราะคณะครูและอาจารย์ไม่สามารถจะปกครองนักเรียนได้ ขอให้คุณส่งลูกๆ ของพวกคุณไปเรียนเถอะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"เสียใจครับ บราเดอร์ ลูกหลานของผมถูกโรงเรียนไล่ออกเสียชื่อแล้ว กลับไปเรียนก็ขายหน้าเขา"

บราเดอร์ อาวิยองยิ้มเจื่อนๆ

"เรื่องนี้ฉันปรึกษากับบราเดอร์ มูซองแล้ว และเห็นพ้องด้วยในเรื่องที่ลูกๆ ของพวกคุณจะอับอายขายหน้าเพื่อนฝูง ฉะนั้นทางโรงเรียนจะให้เรียนฟรีทั้งสี่คนโดยไม่คิดค่ากินอยู่ ค่าเล่าเรียนหรือค่าบำรุงอื่นๆ จนกว่าลูกๆ ของพวกคุณจะสำเร็จเตรียมสอง"

นิกรควบแพะต่อไป

"เห็นจะไม่ตกลงครับหลวงพี่ ตอนที่ลูกๆ เราไปเข้าเรียน ทางโรงเรียนเรียกแป๊ะเจี๊ยะหรือค่าโต๊ะเรียนคนละ ๕,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่าจะให้ลูกๆ เรากลับไปเรียบ ทางโรงเรียนจะต้องคืนเงินแป๊ะเจี๊ยะให้ลูกเราด้วย"

หลวงพี่ทำตาปริบๆ

"ไม่รุนแรงไปหรือคุณนิกร"

นายจอมทะเล้นอมยิ้มแก้มตุ่ย

"เมื่อหลวงพี่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของเราไม่ได้ เราก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องส่งลูกๆ ของเรากลับไปเรียนอีก เรียนที่ไหนก็ได้ครับ"

บราเดอร์ อาวิยอง นิ่งคิดสักครู่แล้วกล่าวกับสี่สหาย

"อ้า-ขอโทษ ฉันขออนุญาตใช้โทรศัพท์หน่อยได้ไหม ฉันจะพูดกับอาจารย์ใหญ่ บอกให้เขาทราบตามเงื่อนไขของคุณนิกร"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ท่านจะตกลงหรือครับ"

"เข้าใจว่าคงยอมแน่ๆ เพราะถ้าลูกๆ ของคุณไม่กลับไปเรียนภายในสามวันนี้ นักเรียนทุกคนก็จะยื่นใบลาออกหมด สถานการณ์อันร้ายแรงเช่นนี้จะทำให้โรงเรียนต้องเลิกล้มหรือ ถูกปิดถูกถอนใบอนุญาต"

ดร. ดิเรก ผุดลุกขึ้นยืน

"ออไร้ ออไร้ ไปสิครับ ผมจะพาหลวงพี่ไปพูดโทรศัพท์ อ้า-หลวงพี่พูดกับอาจารย์ใหญ่ด้วยนะครับว่า ถ้าลูกๆ ของเรากลับไปเรียนต่อขออย่าให้มีการไล่ลูกเราออกจากโรงเรียนอีก เดี๋ยวนี้เด็กของเราเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ในโรงจำนำเชียวครับ"

บราเดอร์ อาวิยองลุกขึ้นยืน

"ฉันจะพูดกับเขาตามนี้ ลูกๆ ของพวกคุณโชคดีมาก ถูกไล่ออกแล้วทางโรงเรียนยังตามมาง้อให้กลับไปเรียนอีก นอกจากนี้ยังต้องคืนเงินแป๊ะเจี๊ยะให้และจะต้องให้สัญญาว่าต่อไปจะไม่มีการไล่ออก ฉันเป็นครูมานานแล้วก็เพิ่งได้พบเห็นเป็นรายแรก น่ากลัวว่าไม่ช้าฉันจะต้องลาออกไปอยู่ฝรั่งเศสตามเดิม"

ดร. ดิเรก เดินนำหน้าพาบราเดอร์อาวิยองออกไปจากห้องรับแขกเพื่อให้ท่านไปพูดโทรศัพท์ตามความประสงค์

พล, นิกร, กิมหงวนมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน

"แกแน่มากโว้ยอ้ายกร" พลกล่าวชมนายจอมทะเล้น "เราคงได้เงินแป๊ะเจี๊ยะคืนแน่ๆ สี่คนก็ ๒๐,๐๐๐ บาท เอามาเที่ยวกันให้สบาย"

อาเสี่ยว่า "ลูกๆ ของเรามันกว้างขวางในหมู่เพื่อนฝูง นักเรียนทั้งโรงเรียนก่อการสไตร๊ค์ก็เพราะรักมัน มันเหมือนพ่อๆ มันว่ะเพื่อนทุกคนล้วนแต่รักใคร่มันทั้งนั้น"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ในที่สุดลูกเราก็กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีและได้กลับไปเรียนตามเดิมแล้ว เป็นอันว่าโล่งอกโล่งใจกันที ให้มันเรียนจนกว่าจะจบ ๘ แล้วค่อยส่งไปเมืองนอก"

เจ้าแห้วยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าประตูห้อง พลแลเห็นเข้าก็พยักหน้าเรียกให้เจ้าแห้วเข้ามาหาแล้วเขาก็ดุเจ้าแห้ว

"ยังไงกันวะอ้ายแห้ว แขกมานั่งตั้งนานแล้วทำไมไม่ยกเครื่องดื่มมาให้"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทาน ไล่คุณหนูออกจากโรงเรียนแล้วให้รับประทานทำไมครับเสียเครื่องดื่ม"

แทนที่จะโกรธพลกลับหัวเราะชอบใจ

"ทางโรงเรียนเขาอภัยโทษให้แล้วโว้ย บราเดอร์ อาวิยอง มารับลูกๆ ของพวกเรากลับโรงเรียน

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"อ้าว ถ้ายังงั้น ประเดี๋ยวผมไปเอาน้ำอัดลมมาเสิฟให้บาทหลวงสักครึ่งโหลนะครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินลอยหน้าออกไปจากห้องรับแขก

สามสหายนั่งสนทนากันในราว ๑๐ นาที ดร.ดิเรก ก็พาบาทหลวงอาวิยอง เข้ามาในห้องออร์เหลนวัยรุ่นทั้งสี่คนติดตามเข้ามาด้วย

บราเดอร์ อาวิยอง นั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวนั้น ดร. ดิเรกเข้ามานั่งรวมกับเพื่อนๆ บนโซฟา ส่วนพนัส, นพ, สมนึก และดำรงต่างทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อย บนพรมปูพื้น บราเดอร์กล่าวกับพล, นิกร, กิมหงวนว่า

"ฉันพูดโทรศัพท์กับบราเดอร์ มูซองแล้ว เขาตกลงตามเงื่อนไขของคุณนิกร คือจะคืนเงินแป๊ะเจี๊ยะคนละ ๕,๐๐๐ บาทให้ และสัญญาว่า ต่อไปทางโรงเรียนจะไม่ไล่ลูกๆ ของคุณออกจากโรงเรียน แต่ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่า นายพนัส, นายนพ, นายสมนึกและนายดำรงเขาไม่ยอมไปโรงเรียน พวกคุณจะว่าอย่างไร"

เสี่ยหงวนมองดูออร์เหลนทั้งสี่

"ไปซีโว้ย ไม่ไปยังไง หลวงพี่อุตส่าห์เอารถมารับแล้ว เตรียมตัวไปเดี๋ยวนี้แหละ เครื่องนอนและเสื้อผ้าของพวกแก เย็นๆ จะให้คนใช้เอาไปส่ง ไปแต่งตัวซี"

สมนึกสั่งศีรษะ

"ไม่ไปละครับเตี่ย ถ้าเรากลับไปเรียนพวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน ขายหน้าเขาตาย เดี๋ยวนี้เราไม่หน้าด้านเหมือนแต่ก่อนตั้งแต่ถูกคุณลุงอบรมจิตใจ"

นพพูดเสริมขึ้น

"สิ้นสุดกันทีครับโรงเรียนนี้ ให้ผมไปเรียนต่อที่โรงเรียนราชินีหรือสายปัญญายังจะดีกว่า"

นิกรตวาดแว้ด

"เรียนเข้าไปได้หรือ นั่นมันโรงเรียนผู้หญิง"

นพยิ้มแป้น

"ผมไม่รังเกียจนี่ครับ"

บราเดอร์ อาวิยอง มองดูเจ้าหนุ่มทั้งสี่คนด้วยความรู้สึกทั้งรักทั้งชัง แล้วท่านก็กล่าวว่า

"เมื่อกี้นี้ ฉันก็บอกพวกเธอแล้วว่า พวกนักเรียนกำลังจะทำความเดือดร้อนให้ครูบาอาจารย์ ขอให้เธอกลับไปเรียนเถอะเด็กๆ จะได้เลิกสไตร๊ค์"

ดำรงว่า "ผมขายหน้าเพื่อนๆ ครับบราเดอร์"

"เปล่า เพื่อนทุกคนยังเลื่อมใสศรัทธาพวกเธอเสมอ ไม่มีใครตำหนิติเตียนพวกเธอเลย ตั้งแต่พวกเธอมาอยู่บ้าน รู้สึกว่าเด็กนักเรียนเงียบเหงาไปมาก พ่อค้าแม่ค้าบ่นไปตามๆ กัน พวกเธอเคยเหมาข้าวแกงและก๋วยเตี๋ยวเป็นหาบๆ เลี้ยงเพื่อนๆ กลับไปโรงเรียนเถอะนะ โต๊ะเรียนของพวกเธอทั้งสี่ยังอยู่เรียบร้อย"

ออร์เหลนหนุ่มทั้งสี่คนหันมามองดูหน้ากันแล้วปรึกษาหารือกัน

"ว่าไง พวกเรา" สมนึกพูดเสียงหนักๆ "เราอยู่บ้าน เราก็มีสภาพไม่ต่างกว่าคนคุกเท่าใดนัก กลับไปโรงเรียนก็เหมือนติดคุกเหมือนกัน แต่ที่นั่นยังมีเพื่อนๆ และมีบรรยากาศที่ใหม่และแปลกๆ "

ทุกคนนิ่งคิด จนกระทั่งนพล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเหรียญ ๕๐ สตางค์อันหนึ่งออกมา

"เอายังงี้เถอะวะ โยนหัวโยนก้อยดีกว่า"

ดำรงเห็นพ้องด้วย

"ออไร้ ออไร้ เข้าทีมาก"

นพว่า "ถ้าออกหัวคือทางด้านพระบรมรูปในหลวง พวกเราจะไปโรงเรียน ถ้าออกอีกด้านหนึ่งคือก้อยเราจะอยู่บ้าน"

พนัสพูดเสริมขึ้น

"ถ้าเงินเหรียญมันตั้งล่ะ ไม่ออกหัวและไม่ออกก้อยเราจะทำอย่างไร"

นพอมยิ้ม

"ถ้ามันตั้ง เราสี่คนก็จะเป็นนักเผชิญโชคไปขุดทองกัน"

"ปู้โธ่" นิกรคราง "อ้ายนพเอ๊ย แกอย่ามีแนวความคิดบ้าๆ เหมือนอย่างฉันหน่อยเลยวะ ตัวโตกว่าลูกหมาหน่อยเดียวเท่านั้นจะไปเสี่ยงโชคขุดทอง ขุดที่ไหนวะ"

"แถวเยาวราชไงล่ะครับ" พูดจบก็เก็บเงินเหรียญใส่กระเป๋าเสื้อแล้วกล่าวกับพวกเพื่อนๆ "ไปโรงเรียนเถอะวะพวกเรา เราจะต้องหาวิชาความรู้ใส่ตัวเรา ถ้าโตขึ้นเราไม่มีความรู้ ถึงมีเงินสักเท่าใด ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ก็ต้องหมดไป แล้วก็พ่อของเรายังหนุ่มอยู่คงไม่ตายง่ายๆ ไปเรียนดีกว่า เลิกเป็นจิ้งเหลนจิ้งก่ากันที"

พวกคุณพ่อยิ้มแป้นไปตามกัน พนัส, นพ, สมนึก และดำรงต่างลงมติกลับไปเรียนหนังสือตามเดิม

พล พัชราภรณ์กล่าวกับลูกหลานของเขา

"แกทั้งสี่คนเป็นเด็กดีแล้ว คนเลวที่กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้นั้น เป็นคนที่ควรยกย่องสรรเสริญ ขอให้พวกแกจงสังวรณ์ไว้ว่า เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า พวกแกน่าจะภาคภูมิใจที่แกมีเงินเรียน เด็กอีกหลายแสนคนอยากเรียนใจแทบขาด แต่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองไม่มีเงินให้เรียน เด็กที่เป็นอันธพาล เป็นอาชญากร ล้วนแต่เป็นภัยต่อสังคมปละประเทศชาติ พวกแกจงหลีกเลี่ยงอย่าคบหาสมาคมกับเขา คนเราเกิดมาชาติหนึ่งก็ควรจะสร้างคุณงามความดีให้ตัวเอง และวงศ์ตระกูลบ้าง ขึ้นไปแต่งตัวเถอะแล้วไปกับหลวงพี่"

นพยิ้มให้บิดาของเขา

"คุณพ่อดีใจไหมครับที่ผมและพวกเราเป็นคนดีแล้ว"

นิกรปลื้มใจจนขี้มูกไหลคลอรูจมูกทั้งสองข้าง

"ดีใจจนบอกไม่ถูกแล้วลูกเอ๋ย อย่างน้อยแกก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่า แกดีกว่าพ่อตอนที่พ่อมีอายุเท่าแก พ่อยังจำได้ สมัยนั้นพ่อกับลุงพลของแกอยู่ ม. ๖ เทพศิรินทร์ พ่อถูกเจ้าคุณจรัลฯ อาจารย์ผู้ปกครองเฆี่ยนแทบทุกวันเพราะความเหลวไหลเกเรของพ่อ นักเรียนในห้องมี ๓๒ คน พ่อสอบได้ที่ ๓๓ ว่ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สมนึกคลานเข้ามาเกาะขานิกร

"อาครับ เป็นอันว่าพวกเราไปโรงเรียนแน่นอน แต่ก่อนจะจากไปอาร้องยี่เกให้พวกเราฟังหน่อยสิครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ทะลึ่งละอ้ายนึก ข้าเลิกร้องยี่เกมานานแล้ว"

ลูกชายเสี่ยหงวนทำหน้ากระเง้ากระงอด

"ถ้าไม่ร้องพวกผมก็ไม่ไปโรงเรียน ผมไปโรงแรมหรือร้านเหล้าดีกว่า"

"แล้วกัน" นิกรเอ็ดตะโร "แกจะมาบังคับฉันหรือนี่"

สมนึกยกมือไหวปลกๆ

"ไม่ได้บังคับครับ แต่ผมขอร้อง"

บราเดอร์ อาวิยองพูดเสริมขึ้น

"ร้องให้เด็กๆ มันฟังหน่อยเถอะน่าคุณนิกร"

นิกรทำตาเขียวกับหลวงพี่

"หลวงพี่ก็ร้องเองซีครับ"

บราเดอร์หัวเราะลั่น

"ฉันเป็นฝรั่งร้องยี่เกเป็นเมื่อไหร่เล่า ลูกชายคุณเคยเล่าให้ฉันฟังว่า คุณร้องยี่เกเก่ง เสียงเพราะมาก ฉันจะภูมิใจไม่น้อยถ้าหากว่าฉันได้มีเกียรติฟังเสียงทองของคุณ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เสียงกะละมังร้าวน่ะครับหลวงพี่ ไม่ใช่เสียงทองหรอกครับ"

ท่านบาทหลวงยิ้มเล็กน้อย

"คนที่รู้ไม่จริงมักจะอวดตัว แต่คนเก่งอย่างคุณมักจะถ่อมตัวเสมอ"

ถูกลูกยอผลใหญ่เข้าเช่นนี้ นิกรยกมือขึ้นรำป้อแล้วร้องยี่เกเสียงแจ๋วลั่นห้องรับแขก

ลูกเอ๋ยหลานเอ๋ยอย่าละเลยการเรียน

จงขยันหมั่นเพียรเพื่อก้าวหน้า

เลิกเต้นร็อคเลิกเหลวไหลกันเสียที

เริ่มเป็นพลเมืองดีกันดีกว่า

อย่าริสูบเฮโรอินหรือว่ากินเหล้า

อย่าข่มเหงรังแกเขานะหลานยา

จงเชื่อฟังเถิดหนอคำของพ่อและอา...

ท่านบาทหลวงตบมือให้เกียรตินิกร ทุกคนก็เลยตบมือขึ้นอย่างพร้อมเพียงกัน ลูกชายของ ดร. ดิเรกมองดูนิกรอย่างชื่นชม

"เว้ล...เวล...เหว่ล อากรร้องเพราะมากเชียว ขออีกเพลงเถอะครับ เอาตอนเข้าพระเข้านางนะครับ ผมจะได้จำไว้ไปร้องจีบแฟนของผม"

"พอแล้วโว้ย" นิกรตวาดแว้ด

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นเยาวชนวัยรุ่นทั้งสี่คนก็ลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องรับแขก เพื่อขึ้นไปแต่งเครื่องแบบนักเรียนกลับไปอยู่โรงเรียนตามเดิม

ในราว ๙.๐๐ น. สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยืนห้อมล้อมออร์เหลนวัยรุ่นทั้งสี่คนและบราเดอร์ อาวิยองอยู่ที่ระเบียงหน้าตึก ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน

พนัส, นพ, สมนึก และดำรงแต่งเครื่องแบบนักเรียนเรียบร้อย คนใช้และสาวใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" หลายคนช่วยกันขนกระเป๋าเสื้อผ้าที่นอนหมอนมุ้ง และตำราเรียนขึ้นไปไว้บนรถเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้สี่ออร์เหลนกำลังร่ำลาคุณพ่อคุณแม่และท่านผู้ใหญ่

อาเสี่ยกิมหงวนควักเงินออกมาแจกคนละพันบาทแล้วกล่าวว่า

"อย่าไปขอหยิบขอยืมสตางค์เพื่อนเขาล่ะ ขายหน้าเขา ฉันจะให้เงินพวกแกใช้ตามสมควร อย่างน้อยอาทิตย์ละพันบาทต่อคน เจ้านึกต้องหัดใช้เงินน้อยๆ บ้าง เตี่ยมีอายุเท่าแก เตี่ยได้เงินไปกินขนมโรงเรียนวันละร้อยบาทเท่านั้น"

สมนึกอมยิ้ม

"แต่สมัยเตี่ยเงินร้อยบาทก็เท่ากับเงิน ๒,๐๐๐ บาทในเวลานี้ คุณย่าเคยเล่าให้ฟังว่า เรือนไม้สักขนาดใหญ่หลังละห้าหกร้อยเท่านั้น เดี่ยวนี้ค่ากระเบื้องมุงหลังคาก็ไม่พอ"

คุณหญิงวาดกล่าวกับหลานๆ ของท่าน

"อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย บราเดอร์ท่านเสียเวลาอยู่นานแล้ว ขึ้นรถเถอะลูก"

สี่จิ้งเหลนหันมามองดูหน้ากันแล้วพากันลงบันไดตึก ขึ้นไปบนรถรับส่งนักเรียนของโรงเรียนแวร์ดังวิทยาลัย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ป้องปากร้องบอกนพกับดำรงหลานชายของท่าน

"ที่ตาให้คนละ ๓,๐๐๐ บาท เก็บไว้ให้ดีนะลูกนะ ถ้าเงินขาดมือโทรศัพท์มาบอกตาโว้ย"

บราเดอร์ อาวิยองได้กล่าวคำอำลาทุกๆ คนโดยทั่วหน้ากัน ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ถือถาดใส่น้ำผมส้มแช่เย็นแก้วหนึ่ง เดินเข้ามาเสิฟให้บาทหลวงอย่างนอบน้อม

"ทานน้ำส้มเสียหน่อยซีครับหลวงพี่"

"ไม่ต้อง" หลวงพี่ตวาดแว้ด "ฉันไปกินที่โรงเรียนก็ได้"

อาจารย์ผู้ปกครองเดินลงบันไดตึก ก้าวขึ้นนั่งตอนหน้ารถข้างคนขับ ต่อจากนั้นรถบรรทุกนักเรียนคันใหญ่ก็ถูกสตาร์ทเครื่องแล่นออกจากที่อย่างแช่มช้า นิกรร้องตะโกนบอกบราเดอร์อาวิยองด้วยเสียงอันดัง

"หลวงพี่ครับ บ่ายๆ พวกเราจะไปที่โรงเรียนรับเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะนะครับ ช่วยบอกอาจารย์ใหญ่ด้วยครับ"

สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างถอนใจโล่งอกไปตามกัน ทุกคนดีใจอย่างยิ่งที่ พนัส, นพ, สมนึกและดำรงได้กลับไปเรียนหนังสืออีก

เย็นวันนั้น...

คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งดื่มเหล้าและสนทนากันอยู่ในเรือนต้นไม้หน้าตึก ขณะที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องออร์เหลนทั้งสี่ ซึ่งกลับไปอยู่โรงเรียนครบหนึ่งสัปดาห์ทั้งวันนี้ ทุกคนก็แลเห็นเด็กหนุ่มในวัย ๑๗ ปีคนหนึ่งแต่งกายสะอาด ลักษณะท่าทางสุภาพเรียบร้อยพาตัวเดินเข้ามาในเรือนต้นไม้อย่างสงบเสงี่ยมบอกความเป็นผู้ดีมีสกุล เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นนักเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์ปีที่หนึ่งของโรงเรียนแวร์ดังวิทยาลัย แต่ไม่ได้อยู่กินนอน เขาชื่อ วัลลภ เป็นลูกชายคนโตของ น.อ. วีระ ชาญนาวิน ร.น. นายทหารเสนาธิการแห่งราชนาวีและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของคณะพรรคสี่สหาย

วัลลภประนมมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร, กิมหงวน และดร. ดิเรก อย่างนอบน้อม

"สวัสดีหลานชาย" พลกล่าวทักอย่างลูกหลาน "มา-มานั่งนี่"

เด็กหนุ่มตรงเข้ามาที่โต๊ะเหล็ก กล่าวคำขอบคุณพลเบาๆ แล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งระหว่างพลกับนิกร

"มีธุระอะไรหรือเปล่าหลานชาย" นิกรถามยิ้มๆ "กินเหล้าเสียหน่อยซีนะ"

"ขอบคุณครับ ผมยังเป็นเด็ก ผมทานไม่ได้หรอกครับ"

"อ้อ...ดีมาก ลองเฮโรอีนผสมบุหรี่สักมวนไหมล่ะ"

"ปู้โธ่" กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น "พูดเล่นๆ เดี๋ยวตาวัลลภเอาไปฟ้องพ่อ คุณวีระก็จะมาต่อว่าแกเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวชมเด็กหนุ่มผู้นี้

"ลูกชายคุณวีระน่ารักมาก สุภาพเรียบร้อยและเรียนเก่ง เลิกจากโรงเรียนก็กลับบ้านลูกๆ ของพวกแกสู้เขาไม่ได้"

พลยกมือขวากอดเด็กหนุ่ม

"คุณพ่อใช้ให้มาหาอาหรืออย่างไร"

"ครับ ท่านให้มาเรียนคุณปู่และคุณอาทั้งสี่คนว่า ค่ำวันนี้ หนึ่งทุ่มตรง ท่านขอเชิญไปทานอาหารที่บ้านและห้ามปฏิเสธ"

นิกรลืมตาโพลง

"เชิญกินข้าว...ฮ่ะ...ฮ่ะ เรื่องเชิญกินอาไม่เคยปฏิเสธเพื่อนฝูงเลย บอกคุณพ่อเถอะว่าอาไปแน่ๆ "

ดร. ดิเรกยิ้มให้วัลลภแล้วถามว่า

"คุณพ่อมีงานอะไรหรือเปล่า"

"เปล่าครับ ผมได้ยินท่านพูดกับคุณแม่ว่า ท่านมาทานข้าวกับคุณอาหลายหนแล้ว วันนี้ท่านต้องเลี้ยงคุณอากับคุณปู่บ้าง"

พลมองดูเด็กหนุ่มลูกชายของเพื่อนบ้านอย่างชื่นชม

"ลูกๆ ของพวกอาเป็นยังไง เธอพบกับเจ้าสี่คนนั่นทุกวันใช่ไหม แล้วก็พวกเด็กนักเรียนสงบเรียบร้อยดีแล้วไม่ใช่หรือ"

วัลลภยิ้มอ่อนโยน

"ครับ พอ พนัส, นพ, สมนึกและดำรงกลับไปอยู่โรงเรียน พวกนักเรียนก็ยอมเข้าห้องเรียนครับ ผมพบกับเขาทุกวันแหละครับ"

"ลูกๆ ของพวกอาคงจะเรียบร้อยขึ้นซีนะ" พลพูดยิ้มๆ

"ครับ...เรียบร้อย ตั้งแต่กลับไปอยู่โรงเรียนมีเรื่อง ในราว ๑๐ ครั้งเท่านั้นแหละครับ"

"หา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานขึ้นดังๆ ราวกับช้างร้อง "มีเรื่อง ๑๐ ครั้งในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ มันจะดีขึ้นได้อย่างไร มันก็ยังเป็นจิ้งเหลนอยู่ตามเดิม"

วัลลภหัวเราะ

"ครับ แต่อย่าให้ผมเล่าให้คุณปู่และคุณอาฟังเลยนะครับ นพกับสมนึกขู่ผมทุกวัน ถ้าผมเอาเรื่องของมันมาเล่าให้พวกคุณอาฟังมันจะเชือดคอผม"

สี่สหายนั่งตะลึงไปตามกัน สักครู่ ดร. ดิเรกฯ จึงกล่าวถามเด็กหนุ่ม

"บอกอาเถอะวัลลภ อารับรองว่าอาจะปกปิดไว้เป็นความลับเพื่อไม่ให้เธอเดือดเนื้อร้อนใจ เล่าให้อาฟังซิ เจ้าสี่คนนั่นมันเลวเหลวไหลอย่างไรบ้าง"

"เขาก็ทำเหมือนแต่ก่อนแหละครับ ผมเตือนเขาก็ไม่เชื่อ มิหนำซ้ำยังจะต่อยผมอีก ไปถึงโรงเรียนวันแรกตอนกลางคืนก็หนีไปเที่ยวบาร์กัน ไปเกิดเรื่องกับพวกหนุ่มๆ อันธพาลแถวบางรัก สมนึกโทรศัพท์มาตามพวกนักเรียนไปอีก ๒๐ คน ไล่ต่อยพวกกุ๊ยวิ่งหนีไปหมด พอกลับมาโรงเรียนถูกบราเดอร์เฆี่ยนคนละ ๖ ที"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"กรรมของเราโว้ย ลูกเรามันสมัครใจเป็นจิ้งจกทั้งๆ ที่เราก็ได้พยายามทุกประการที่จะให้มันเป็นคนดี"

นิกรกล่าวถามวัลลภอย่างเศร้าใจ

"แล้วยังไงอีกหลานชาย เล่าให้อาฟังเถอะ"

วัลลภรู้สึกสงสารและเห็นใจสี่สหายอย่างยิ่งที่มีลูกไม่เอาถ่าน

"ต่อมาสมนึกต่อยกับนักเรียนเตรียมครับ แต่สมนึกสู้ไม่ได้ นพก็เลยเข้าช่วยสมนึก ควักมีดไล่แทงนักเรียนคนนั้นวิ่งหนีไปรอบโรงเรียน ครูห้ามยังจะแทงครูอีก หลังจากนั้นตอนเย็นลงเล่นฟุตบอลแข่งขันระหว่างชั้น ม. ๖ กับเตรียม สมนึกเตะนักเรียนเตรียมขาหักไปคนหนึ่ง"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"เตะทั้งลูกทั้งคนยังงั้นหรือ"

"เปล่าครับ ลูกไม่มีครับมีแต่คน พอนักฟุตบอลคนนั้นชู้ทลูกเข้าไปในโก สมนึกก็วิ่งเข้าไปเตะเอาดื้อๆ เลยถูกไล่ออกจากสนาม"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"น่ารักเหลือเกินลูกของพ่อ แทนที่จะเป็นนักกีฬา กลับกลายเป็นนักขี่ลา ฟังแล้วชื่นใจจริงๆ อ้ายนึกมีหวังไปอยู่ในลาดยาวในไม่ช้า"

"แปลกแท้ๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหนักๆ "ลูกๆ ของพวกแกมีแต่ความเกเรเหลวไหล แต่ทำไมเพื่อนๆ ถึงรักทั้งโรงเรียน ถึงกับอาจารย์ใหญ่ต้องให้อาจารย์ผู้ปกครองมารับกลับไปอยู่โรงเรียนอีก ม่ายนักเรียนก็จะลาออกหมด"

วัลลภยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ก็สมนึกมีอิทธิพลในทางการเงินนี่ครับ คุณปู่ไม่ทราบหรือครับว่าเท่าที่สมนึก, พนัส, นพและดำรงได้กลับไปเรียนคราวนี้ก็เพราะอิทธิพลทางการเงินซึ่งนพเป็นผู้วางแผน"

สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นไปตามกัน

"วัลลภ" พลเรียกเด็กหนุ่มค่อนข้างดัง "เธอช่วยเล่ารายละเอียดให้พวกอาฟังหน่อยเถอะ เรางงไปหมดแล้ว ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย"

เด็กหนุ่มทำหน้าฉงน

"จริงๆ หรือครับ"

"เป็นความจริง หลานชาย"

วัลลภค่อยๆ หันมามองดูเสี่ยหงวน

"คุณอากิมหงวนไม่ได้ให้เงินสมนึกไปหว่านโปรยเพื่อนนักเรียนหรือครับ"

อาเสี่ยรีบปฏิเสธทันที

"เปล่า...ให้ดิ้นตายซีเอ้า"

"เอ-แล้วสมนึกเอาเงินที่ไหนไปแจกเพื่อนๆ ล่ะครับ เท่าที่ผมทราบ นพเป็นผู้วางแผนการทั้งหมดเพื่อหวังจะได้กลับไปเรียหนังสือที่โรงเรียนตามเดิม แต่สมนึกเป็นผู้ออกทุน ผมจะเล่าให้คุณปู่และคุณอาฟังก็ได้ครับ ทั้งสี่คนได้ไปดักพบพวกนักเรียนที่หน้าโรงเรียนทุกๆ วัน สมนึกจ่ายเงินให้นักเรียนคนละร้อยบาท ชั้น ม. ๖ และนักเรียนเตรียมคนละ ๒๐๐ บาท นัดวันให้นักเรียนสะไตร๊ค์ไม่เข้าห้องเรียน ผมเองก็ยังได้รับแจก ๒๐๐ บาท ได้กันทุกคนแหละครับตั้งแต่เด็กมัธยมหนึ่งถึงมัธยม ๘ ดูเหมือนสมนึกจ่ายเงินไปในราวสี่แสน นักเรียนคนไหนที่เป็นหัวโจกก็ได้ตั้งพัน นอกจากนี้ยังเหมาร้านกาแฟหน้าโรงเรียนเลี้ยงพวกนักเรียนอีก เพราะเหตุนี้แหละครับ พวกนักเรียนรวมหัวกันก่อการสะไตร๊คขึ้น และขู่ทางโรงเรียนว่าจะลาออกทั้งโรงเรียนถ้าไม่รับ พนัส นพ สมนึก และดำรงเข้าเป็นนักเรียนตามเดิม ในที่สุดอาจารย์ใหญ่ก็ยอมตามคำขอร้องของนักเรียน เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละครับ"

อาเสี่ยกิมหงวนทำท่าเหมือนลมจับ

"กูตายแน่...อ้ายนึกทำป่น ทั้งสี่คนแกล้งทำตัวสุภาพเรียบร้อยหลอกลวงเราให้ตายใจ ที่แท้มันก็ยังเป็นจิ้งจกอยู่นั่นเอง ตายแน่...เงินตั้งสี่แสนไม่รู้ว่ามันแอบเอาไปได้อย่างไร"

นิกรว่า "แกเคยใส่ปี๊บซ่อนไว้ใต้เตียงนอนไม่ใช่หรือ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ใช่-แต่ตอนหลังเอาไปฝากแบ๊งค์หมดแล้ว กันเคยใส่ไว้ในปี๊บละห้าแสน มีอยู่ ๒๐ ปี๊บด้วยกัน"

พลยกมือตบหลังเด็กหนุ่มเบาๆ

"ขอบใจมากหลานชาย ที่อุตส่าห์เล่าเรื่องที่เลวร้ายของอ้ายสี่คนนั้นให้อาฟัง"

"คุณอาอย่าบอกสมนึกและนพนะครับ ว่ารู้เรื่องจากผม ผมกลัวเขาต่อยผมครับ"

"ต่อยก็ชกหน้ามันเข้าบ้างซีหลานชาย"

เด็กหนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ผมสู้มันไม่ไหวครับ อยู่โรงเรียนผมถูกมันต้อนเสมอ อ้า-ผมเห็นจะต้องกราบลาคุณอาและคุณปู่ละครับ จะรีบไปท่องหนังสือครับ" พูดจบวัลลภก็ยกมือไหว้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"สวัสดีหลานชาย" นิกรพูดเสียงอ่อยๆ "บอกคุณพ่อนะว่าพวกเราขอบคุณมากที่เชิญไปกินข้าว หนึ่งทุ่มตรงเราจะไปที่บ้าน"

วัลลภรับคำแล้วลุกขึ้นยืนพาตัวเดินออกไปจากเรือนต้นไม้ พอร่างของเด็กหนุ่มลับตาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หันมามองดูหน้ากันแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกัน อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับ ดร. ดิเรก ทันที

"หมอโว้ย สร้างจรวดอวกาศสักลำเหอะวะ จับลูกๆ เรายัดใส่จรวดแล้วยิงไปโลกพระอังคาร ให้มันไปเป็นจิ้งเหลนอยู่ที่นั่น"

เจ้าแห้วถือถาดใส่โซดารวม ๓ ขวดเดินเข้ามาให้เรือนต้นไม้พอดี ทุกคนต่างจ้องมองดูเจ้าแห้วด้วยแววตาถมึงทึง พอเจ้าแห้ววางถาดลงบนโต๊ะและหยิบขวดโซดาแช่เย็นออกจากถาด พล พัชราภรณ์ก็เล่นงานเจ้าแห้วทันที

"อ้ายแห้ว ฉันสงสัยว่าแกรู้เห็นเป็นใจกับลูกๆ ของเราระหว่างที่อ้ายสี่คนอยู่ที่บ้าน และแกขับรถพามันไปเที่ยวทุกวัน"

เจ้าแห้วใจหายวาบ รีบถอยหลังออกห่างรัศมีเท้าของพล

"รับประทานอยู่ดีๆ ก็เอาจิ้งจกมาใส่กระเป๋าผม รับประทานผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับ"

"ให้แกรากเลือดลงแดงตาย"

"ครับ"

พลจ้องตาเขม็งมองดูหน้าเจ้าแห้ว

"ถ้ายังงั้น แกคงไม่ปฏิเสธว่าระหว่างนั้นแกพาอ้ายสี่คนนั่นไปที่โรงเรียนแวร์ดังวิทยาลัยบ่อยๆ "

เจ้าแห้วสารภาพตามตรง

"เป็นความจริงครับ แต่คุณหนูรัชทายาทของพวกคุณสั่งให้ผมจอดอยู่นอกถนนใหญ่ ทั้งสี่คนลงจากรถเดินเข้าไปในซอยโรงเรียน รับประทานจะไปไหนหรือไปทำอะไรผมไม่ทราบ เพราะผมนั่งคอยอยู่ในรถ รับประทานบาทีตั้งสองชั่วโมงกว่าจะกลับออกมา"

พลนิ่งฟังด้วยความสนใจแล้วซักเจ้าแห้วต่อไป

"แล้วมีที่ไหนอีกบ้างที่ลูกๆ ของเราไปเที่ยวบ่อยๆ "

"รับประทานแถววังบูรพาครับ"

กิมหงวนซักเจ้าแห้วบ้าง

"แกสังเกตเห็นเจ้านึกใช้เงินฟุ่มเฟือยหรือเปล่า"

"อ้า-รับประทานผมไม่สนใจหรอกครับ แต่ไหนแต่ไรมารับประทานผมก็เห็นคุณสมนึกพกใบละร้อยเป็นปึกๆ เสมอ"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"แกเคยพาเจ้าสี่คนไปที่ธนาคารสี่สหายหรือเปล่า"

"ไปครับ รับประทานเคยไปสามสี่ครั้งในตอนบ่าย แต่ว่ารับประทานผมนั่งคอยในรถ ไม่ทราบว่าพวกคุณหนูเข้าไปในธนาคารทำไม"

กิมหงวนร้องไห้ ทำปากแบะน่าสงสาร แล้วยกหลังมือเช็ดน้ำตา เขากล่าวกับเพื่อนๆ ของเขาด้วยเสียงสะอื้นว่า

"อ้ายนึกทำเจ็บ มันคงปลอมลายมือของกันเซ็นเช็คแล้วไปถอนเงินที่ธนาคารของเราแน่นอนที่แบ็งค์ใครๆ ก็รู้จักอ้ายนึก เมื่อเจ้านึกส่งเช็คให้เขาก็ต้องจ่ายเงินให้โดยดี โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบลายมือหรือดูเงินในบัญชีฝากเงินของกัน โอย-หยิบกระโถนให้ข้าหน่อยอ้ายแห้ว ข้ากำลังจะอาเจียนเป็นเลือด"

"เฮ้ย" ดร. ดิเรก ร้องลั่น "พยายามกลืนมันไว้อ้ายหงวน อย่าให้มันออกมา เลือดในตัวแกน่ะมีอยู่ประมาณ ๕ ลิตรเท่านั้น ถนอมไว้หล่อเลี้ยงร่างกายดีกว่า"

อาเสี่ยผุดลุกขึ้นยืนด้วยความเจ็บใจ

"ไปโรงเรียนเถอะพวกเรา กันอยากดูหน้าอ้ายนึกและฟังเหตุผลของมัน ถ้าอย่างไรก็เอาตัวส่งตำรวจเพื่อให้ตำรวจส่งไปสถานกักกันเยาวชน"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างรีบลุกขึ้น แล้วพากันออกไปจากเรือนต้นไม้อย่างรีบร้อน"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง โอลด์สโมบิลคันใหญ่ก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาที่โรงเรียนแวร์ดังวิทยาลัย ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๓๐ น. ประตูใหญ่หน้าโรงเรียนปิดแล้ว คงปิดแต่ประตูช่องเล็กและมีคนยามเฝ้าเมื่อสี่สหายกับท่านเจ้าคุณผ่านประตูช่องเล็กเข้ามา คนยามก็รีบลุกขึ้นยืนและกล่าวถามอย่างนอบน้อม

"ท่านมาเยี่ยมนักเรียนหรือครับ"

พลพยักหน้ารับ

"ถูกแล้วพี่ชาย เราต้องการเยี่ยมลูกของเรา"

คนยามผายมือไปที่เรือนชั้นเดียวหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รับรองผู้ปกครองนักเรียน

"เชิญที่เรือนหลังนั้นขอรับ ครูเวรจะเป็นผู้ไปตามบุตรของท่านมาพบท่าน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตรงไปที่เรือนชั้นเดียวหลังเตี้ยๆ พอก้าวขึ้นมาบนเรือน สุภาพบุรุษในวัยกลางคนคนหนึ่ง ก็รีบลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานเขามาต้อนรับ และไต่ถามความประสงค์ พลแสดงตัวให้ทราบ เขาเป็นบิดาพนัส และนิกรเป็นบิดานพ กิมหงวนเป็นบิดาของสมนึก และดร. ดิเรกเป็นบิดาของดำรง

ครูเวรประจำโรงเรียนก้มศีรษะเล็กน้อย เมื่อพลพูดจบ

"เชิญท่านนั่งบนม้ายาวนั่งแหละครับ ผมจะโทรศัพท์ให้บุตรของท่านมาพบเดี๋ยวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามว่า

"เด็กๆ กำลังทำอะไรกันอยู่ที่ไหนครับคุณ เงียบกริบทั้งโรงเรียน"

ครูวิชาภาษาไทยยิ้มเล็กน้อย

"เด็กนักเรียนประจำอยู่ในห้องประชุมกำลังรับการอบรมครับ"

"อ้อ" เจ้าคุณอุทาน "อาจารย์ใหญ่หรืออาจารย์ผู้ปกครองเป็นคนอบรบล่ะคุณ"

"มิได้ครับ อาจารย์ใหญ่ให้หัวหน้านักเรียนเป็นคนอบรมแทนท่านครับ ผมยินดีที่จะเรียนให้ทราบว่า หัวหน้านักเรียนของโรงเรียนนี้คือนายสมนึก ไทยแท้ ซึ่งทางโรงเรียนแต่งตั้งขึ้นวันนี้เอง และขณะนี้นายสมนึกกำลังอบรมนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องจรรยามรรยาทและศีลธรรม"

คณะพรรคสี่สหายทำหน้าเหยเกไปตามกัน ครูภาษาไทยเดินไปที่เครื่องรับโทรศัพท์ ยกหูฟังขึ้นต่อโทรศัพท์ไปที่ห้องประชุม พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนเซ่อไปตามกัน จนกระทั่งครูเวรประจำเรือนพักญาติเดินมา

"กรุณานั่งรอสักครู่นะครับ นายสมนึกกำลังมาแล้ว"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เดี๋ยวก่อนคุณครู ผมถามอะไรหน่อย ที่ครูบอกผมว่าลูกชายผมได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้านักเรียนน่ะ เป็นความจริงหรือครับ"

"โธ่...ผมจะปดท่านได้อย่างไร เป็นความจริงครับ คำสั่งอาจารย์ใหญ่ออกวันนี้เอง แต่งตั้งให้นายสมนึกเป็นหัวหน้านักเรียนทั้งหมด นายพนัส นายนพ และนายดำรงเป็นผู้ช่วย มีหน้าที่ควบคุมดูแลความประพฤติของนักเรียน แต่คำสั่งออกเมื่อโรงเรียนเลิกแล้ว เด็กนักเรียนมาเช้าเย็นกลับจึงยังไม่ทราบ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าแดงกร่ำไปตามกัน กิมหงวนกระซิบกระซาบกับเพื่อนๆ

"กลับหรือเรา ลูกๆ ของเราเริ่มชีวิตใหม่แล้ว น่าขอบคุณอาจารย์ใหญ่อย่างยิ่งที่ท่านมีจิตวิทยาอย่างสูงที่มอบตำแหน่งอันมีเกียรติให้ลูกเรา แน่เหลือเกินว่าลูกๆ ของเราต้องเป็นคนดีในครั้งนี้ เพราะเขาจะต้องหยิ่งและภูมิใจในตำแหน่งของเขา และจะประพฤติชั่วไม่ได้อย่างเด็ดขาด อาจารย์ใหญ่คนนี้เป็นยอดอาจารย์จริงๆ "

ทุกคนเห็นพ้องด้วย นิกรยิ้มแป้นปลื้มใจที่ลูกของเขาได้เป็นรองหัวหน้านักเรียน

"ถ้าสมนึกมาหา แกอย่าดุมันเลยนะ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ดุอย่างเด็ดขาด สี่แสนเสียไปเพื่อให้ลูกเป็นคนดีช่างมัน ขนจั๊กแร้กันไม่ร่วงหรอก"

ดร. ดิเรก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ออไร้ ออไร้ ลูกเราหายเป็นจิ้งจกเด็ดขาด"

ทันใดนั้นเอง จิ๊ปวิลลี่คันหนึ่งได้แล่นมาหยุดหน้าเรือนพักญาติ ข้างรถจิ๊ปมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า "หัวหน้านักเรียน" สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นสมนึกก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว ลูกชายของเสี่ยกิมหงวนแต่งเครื่องแบบนักเรียนเรียบร้อย ที่แขนเสื้อข้างขวามีปลอกแขนสีแดงสลับขาวอันเป็นเครื่องหมายของหัวหน้านักเรียนโรงเรียนนี้

สมนึกเดินขึ้นบันไดมาอย่างสงบเสงี่ยม ประนมมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายอย่างนอบน้อม ไม่มีกิริยาทะลึ่งตึงตังเหลืออยู่เลย

"สวัสดีครับ คุณปู่ คุณลุง คุณเตี่ยและคุณอา" สมนึกพูดยิ้มๆ "ผมต้องขอประทานโทษครับที่ผมมีเวลา ๕ นาทีเท่านั้น เพราะผมกำลังอบรมนักเรียนในเรื่องศีลธรรมและจรรยา ขณะนี้ผมให้พนัสอบรบแทนผม ขอบพระคุณอย่างยิ่งเชียวครับ ที่กรุณามาเยี่ยมผม มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ"

กิมหงวนยืนมือให้ลูกชายของเขาจับ

"เปล่าไม่มีธุระอะไร เตี่ยทราบข่าวว่าเจ้าได้เป็นหัวหน้านักเรียน ก็พากันมาแสดงความยินดี ไปเถอะลูก ไปทำหน้าที่ของเจ้าต่อไป"

สมนึกทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า กราบลงที่เท้าเสี่ยหงวน

"พวกผมเป็นคนดีแล้วครับเตี่ย เราจะเหลวไหลไม่ได้ ในเมื่อเราเป็นหัวหน้าเขา ผมกราบขอประทานโทษนะครับที่ผมได้ประพฤติชั่วมาแล้ว และขอสารภาพผิดที่ผมให้นพปลอมลายมือเตี่ยเบิกงินเอามาจากธนาคารสี่แสนบาท เพื่อหว่านโปรยเพื่อนนักเรียนให้เรากลับเข้าเรียนอีก บัดนี้เราได้กู้เกียรติของเรากลับคืนมาแล้ว ผมสาบานตัวต่อหน้าอาจารย์ใหญ่วันนี้เองว่า เราจะเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เราจะเป็นนักเรียนที่ดีให้สมกับที่เราเป็นหัวหน้าและรองหัวหน้า กรุณาบอกคุณแม่ คุณป้า คุณน้า และคุณย่าด้วยนะครับว่าเราสี่คนหันหลังให้ความชั่วอย่างเด็ดขาดแล้ว"

เสี่ยหงวนร้องไห้โฮ ประคองลูกชายให้ลุกขึ้น

"ลูกจ๋า ชื่นใจของเตี่ย เตี่ยดีในที่สุดที่เจ้าไม่ยอมเป็นจิ้งจกหรือจิ้งเหลน โอ-ดีใจจังโว้ย ไปกินเหล้ากับเตี่ยเถอะวะ"

"โน" ดร. ดิเรก ร้องลั่น แล้วหันมาพูดกับสมนึก "บอกดำรงด้วยอ้ายหลานชาย อายินดีที่เขากลับตัวเป็นคนดี"

"ครับ ดำรงกำลังกวดวิชาวิทยาศาสตร์ให้เพื่อนๆ ครับ ขณะนี้เขาเรียนเก่งมาก แม้กระทั่งอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์บางทียังต้องถามดำรง อ้า-ผมกราบลาละครับ ผมจะรีบไปอบรมนักเรียน"

สมนึกประนมมือไหว้สี่สหายกับท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม แล้วหันไปคำนับครูสอนภาษาไทยเสียก่อนจึงพาตัวเดินลงไปจากเรือนพักญาติ คณะพรรคสี่สหายเฝ้ายืนมองดูจนกระทั่งสมนึกขับรถจิ๊ปเลี้ยวลับไป ทุกคนต่างปลาบปลื้มใจไปตามๆ กัน.

อวสาน