พล นิกร กิมหงวน 168 : โคแก่กับหญ้าอ่อน

ตอนสายวันนั้น

"คาดิลแล็ค" เก๋งคันใหญ่ซึ่งขับโดยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และมีเจ้าแห้วนั่งอยู่ข้างหลัง ได้แล่นมาหยุดหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่งทางถนนสาธร ริมถนนมีรถยนต์เก๋งและรถบรรทุกจอดอยู่ประมาณ ๒๐ คัน ที่หน้าประตูใหญ่หน้าบ้าน มีธงตราหมากรุกสีดำขาวผืนใหญ่ปรากฏอยู่

บริษัทเลหลังแห่งหนึ่งได้โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า จะทำการเลหลังทรัพย์สมบัติต่างๆ ของคหบดีคนหนึ่งจากรายการข้าวของต่างๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ มีหลายอย่างที่ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ สนใจมาก เป็นต้นว่าเครื่องลายครามและโบราณวัตถุ ซึ่งท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเราเป็นนักสะสมและชอบซื้อของเลหลัง ตามที่เขามีการเลหลังกันแทบทุกอาทิตย์

ท่านเจ้าคุณจัดแจงดับไฟเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้วหันมามองดูเจ้าแห้วซึ่งกำลังนั่งพิงพนักรถและหลับอย่างสบาย

"อ้าว-หลับแล้วรึ เฮ้ย-ปู้โธ่ อ้ายเวรนี่"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง แล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอีกนิดเดียวผมถูกแทงตายแน่ โอย รับประทานเคราะห์ดีเหลือเกินที่ตำรวจวิ่งมาช่วยผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"อะไรของมึงวะอ้ายแห้ว"

"แฮ่ะ-แฮ่ะ รับประทานฝันไปครับ"

"นี่มึงถึงกับฝันเชียวรึวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยักคิ้วแล้วอมยิ้ม

"ครับ รับประทานพอรถออกจากบ้านผมก็หลับเรื่อยมา รับประทานเมื่อคืนนี้คุณหญิงท่านปวดท้องไม่สบาย ผมต้องเฝ้าพยาบาลรับประทานกว่าจะได้นอนก็ร่วมตีสี่ ง่วงเหลือเกินครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็อ้าปากหาว

ดังๆ เสียงลั่นรถ

"เฮิ้ว---"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เวลามึงจะหาวเอามือปิดปากเสียก่อนซิวะอ้ายเวร คนที่อ้าปากหาวดังๆ อย่างมึงน่ะ เขาเรียกว่าขี้ข้าม้าครอก" แล้วท่านก็เผลอตัวหาวออกมาดังๆ โดยไม่ทันยกมือปิดปาก

"เฮิ้ว "

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"รับประทานผมจะจำไว้ครับที่ใต้เท้าว่าคนที่อ้าปากหาวดังๆ โดยไม่ยกมือปิดปาก รับประทานอะไรนะครับขี้ข้าม้าครอก "

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"แต่บางที ผู้ดีเขาก็เผลอตัวแหกปากหาวดังๆ อย่างข้าเหมือนกัน มันปิดไม่ทันนี่หว่า" แล้วเจ้าคุณก็เผลอตัวหาวขึ้นอีก "เวิ้วว "

เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย

"รับประทานเมื่อคืนใต้เท้าท่าจะนอนดึก"

"อือ, กูนอนไม่ค่อยหลับโว้ย ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรยิ่งแก่ตัวยิ่งนอนน้อย กว่าจะหลับตั้งตีสามเห็นจะได้ ไปเถอะวะ เข้าไปดูเขาเลหลังสักหน่อย เผื่อจะได้เครื่องลายครามอะไรดีๆ บ้าง เอ็งช่วยแบกมาขึ้นรถก็แล้วกัน"

ทั้งสองต่างพากันลงมาจากรถ

"รับประทานเจ้าคุณเข้าไปก่อนเถอะครับ ผมจะปิดกระจกรถเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาตัวเดินเข้าไปในคฤหาสน์ใหญ่หลังนั้น แลเห็นประชาชนไม่ต่ำกว่าสองสามร้อยคน ยืนออกันอยู่ที่หน้าตึก กระทาชายนายหนึ่งแต่งกายเรียบร้อยผูกเน็คไท แต่ไม่ได้สวมเสื้อชั้นนอก ยืนเด่นอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมหน้าตึก มือถือฆ้อนไม้อันกระทัดรัด เขาคือเจ้าหน้าที่เลหลัง ซึ่งกำลังร้องประกาศเลหลังเครื่องรับวิทยุเครื่องหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตรงเข้ามา ท่านคิดในใจว่าเจ้าของบ้านนี้อาจจะประสบความพินาศล่มจม จึงสั่งให้บริษัทเลหลังขายทอดตลาดทรัพย์สมบัติของเขาที่มีอยู่ เพื่อต้องการเงินสดไปใช้ ทางขวามือของตัวตึกมีข้าวของอันมีค่าวางอยู่เกลื่อนกลาด ซึ่งล้วนแต่เป็นของอันมีราคาทั้งสิ้น ประชาชนต่างรุมล้อมมองดูของเหล่านี้ ถ้าชอบใจก็จะได้สู้ราคาเมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศการเลหลัง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยืนมองดูตุ๊กตาจีนตัวหนึ่งสูงประมาณศอกเศษ และตั้งอยู่บนโต๊ะกลมขนาดเล็ก ท่านรู้สึกพอใจในความงดงามในฝีมือปั้นตุ๊กตาตัวนี้มาก เป็นตุ๊กตานางฟ้าแบบจีน หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม

เจ้าแห้วเดินย่องเข้ามาหยุดยืนข้างๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานใต้เท้าท่าจะชอบตุ๊กตาตัวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ทันหันมามองดูเจ้าแห้วก็เข้าใจว่าเสียงที่กล่าวถามนี้คือนักซื้อของเลหลังเช่นเดียวกับท่าน จึงตอบยิ้มๆ

"ครับ สวยมากทีเดียว ฝีมืออย่างนี้เป็นฝีมือเก่ายากที่จะหาได้"

"รับประทานเห็นจะแพงนะครับ"

"ผมเข้าใจว่าอย่างต่ำก็ในราวสองพันบาท แต่อย่างไรผมก็จะลองสู้ราคาดู ผมชอบสะสมเครื่องลายครามของเก่าครับ" แล้วท่านก็หันมามองดูหน้าเจ้าแห้ว พอเห็นเป็นเจ้าแห้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แยกเขี้ยว ยกมือเขกกบาลเจ้าแห้วเต็มเหนี่ยวเสียงดัง โป๊ก "อ้ายเปรต นึกว่าคนอื่นหลงคุยด้วยเป็นคุ้งเป็นแคว"

"นั่นน่ะสิครับ รับประทานผมก็แปลกใจเหมือนกันใต้เท้าเคยพูดกับผมว่ามึงกู หรืออย่างจะน่าเอ็นดูหน่อยก็เอ็งข้า แกฉัน ไง๋ถึงพูดผมพูดครับกับผม" แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะชอบใจ

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ชายชราคนหนึ่งได้พาตัวเดินตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ท่านเจ้าคุณทำหน้าตื่นๆ ถึงไม่เคยรู้จักกันมา แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งทำความเคารพให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รีบรับไหว้ ลักษณะท่าทางและการแต่งกายของชายชราผู้นี้สง่าและภาคภูมิ ถึงแม้ว่าใบหน้าจะเศร้าหมองก็ตาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ เชื่อว่าต้องเป็นผู้ดีมีสกุลแน่ๆ

"อ้า-สวัสดีครับ" ท่านเจ้าคุณพูดอ้อมแอ้ม "ผมนึกไม่ออกจริงๆ ครับว่าท่านเป็นใคร"

ชายชราเจ้าของร่างบอบบางก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วแนะนำตัวเอง

"ผม-หลวงนิรทรัพย์นิรันดรขอรับ ผมเป็นเจ้าบ้านนี้เอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเศร้าๆ ยื่นมือให้จับ

"โอ-ยินดีมากครับคุณหลวง ที่ผมได้รู้จักกับคุณหลวง"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ฝืนหัวเราะเสียงกร่อย

"อย่ายินดีเลยครับใต้เท้า ผมเป็นคนที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว ที่ให้บริษัทเลหลังมาขายทอดตลาดทรัพย์สมบัติของผมก็เพื่อจะเอาเงินไปใช้หนี้ ม่ายงั้นผมก็จะถูกฟ้องล้มละลาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูคุณหลวงนิรทรัพย์ฯ อย่างเห็นใจ

"อย่าไปนึกเสียอกเสียใจให้มากเลยครับคุณหลวง ทุกอย่างเมื่อมีอุบัติก็ต้องมีวิบัติเป็นธรรมดา ข้าวของเงินทองมันเป็นของนอกกาย ไม่ตายเราก็คงจะหาได้ใหม่ คนเราไม่พ้นชวดฉลูขาลเถาะมะโรงมะเส็งมะเมียมะแม เชื่อผมเถอะครับคุณหลวง เอ-แต่ว่า....คุณหลวงรู้จักผมหรือครับ ถึงได้เข้ามาทักผม"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ครับ ผมรู้จักใต้เท้ามานานแล้ว ครั้งหนึ่งผมเคยเห็นใต้เท้าที่สมาคมจีนไทยพี่น้องกัน แล้วก็อีกครั้งหนึ่งผมเห็นใต้เท้าที่สโมสรเศรษฐีแห่งประเทศไทย เพื่อนของผมคนหนึ่งได้บอกผมว่าใต้เท้าคือพระยาปัจจนึกฯ ธนบดีผู้มั่งคั่งคนหนึ่งของประเทศไทย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เห็นหน้ากันเพียงสองครั้งคุณหลวงไม่น่าจะจำผมได้เลยนะ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ เกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ

"ประทานโทษ ผมจำศีรษะของใต้เท้าได้ขอรับ เห็นแต่ไกลในระยะร้อยเมตรก็ยังจำได้ ผมยืนอยู่บนตึกชั้นบนพอใต้เท้าเลี้ยวเข้าประตูบ้านผมเข้ามา ผมก็จำได้ทันที เลยรีบลงมาต้อนรับใต้เท้า เชิญบนตึกเถอะครับถึงแม้ว่าที่นี่มีการเลหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าผมถูกยึดทรัพย์หรือถูกฟ้องล้มละลายนะครับ คฤหาสน์นี้ยังเป็นของผมอยู่โดยสมบูรณ์ ผมยินดีต้อนรับใต้เท้ากับบุตรชายของใต้เท้าอย่างเต็มใจ"

เจ้าแห้วยืดหน้าอกขึ้นทันที ค่อยๆ หันหน้ามาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"เชิญสิครับ คุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณยกหลังมือขวาตบหน้าเจ้าแห้วเต็มแรงเสียงดังฉาด

"นี่แน่ะ ใครเป็นพ่อมึง"

เจ้าแห้วสูดปากลั่น ยกมือคลำแก้มซ้ายของเขา

"รับประทานคุณหลวงท่านเข้าใจผิด ผมกลัวคุณหลวงท่านจะอายก็แกล้งสวมรอย ติ๋งต่างว่าผมเป็นลูกชายใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"แกเป็นลูกฉันได้อย่างไรกันวะอ้ายแห้ว หน้าตาผิวพรรณของแกไม่มีทีท่าว่าจะเป็นลูกเจ้าคุณเลยแค่ท่านขุนก็ไปไม่ไหวแล้ว"

"แหม" เจ้าแห้วร้องลั่น "หน้าตาผมต่ำเอามากอย่างนั้นเชียวหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ก็บุคลิกลักษณะของมึงน่ะมันบอกว่าขี้ข้านี่หว่า"

"ขี้ข้า" เจ้าแห้วพูดอย่างน้อยใจ ยกมือจับขอบกางเกงทั้งสองข้าง แล้วพูดโดยเร็ว "รับประทานขี้ข้านุ่งกางเกงชากสะกิ้นแบมบูอย่างนี้เชียวหรือครับ รับประทานนี่-นี่เชิ้ทแอโร่ตัวละแปดสิบบาท รับประทานเข็มขัดเส้นละหกสิบบาท รองเท้าหนังนอกทรงอังกฤษ รับประทานคู่ละสองร้อยห้าสิบ" แล้วเจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋าหยิบซองบุหรี่ออกมา "รับประทานสูบบุหรี่คูลอย่างนี้น่ะหรือครับ ขี้ข้า รับประทานใส่น้ำหอมโกตี้เสียด้วย ขี้ข้ามีใช้ที่ไหนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหาย คำพูดของเจ้าแห้วทำให้ท่านขบขันที่สุดแทนที่จะโกรธ

"อ้ายแห้วเอ๊ย ลาที่มันเอาหนังราชสีห์คลุมตัวของมันน่ะ จริงอยู่ ใครๆ ก็ต้องเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นราชสีห์ถ้าหากว่ามันนอนนิ่งเฉยๆ แต่ถ้ามันลุกเดินเพียงสองสามก้าวหรือส่งเสียงร้องขึ้น ใครๆ ก็ต้องรู้ว่าลา ถูกละ เอ็งแต่งตัวหรูหราราวกับเสี่ยใหญ่แต่เอ็งรู้หรือเปล่าว่ากิริยาท่าทางของเอ็ง มันไม่มีแววแห่งความเป็นผู้ดีเลย คนที่เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาถูกหรือขาดปะบางคน ข้าได้ยินเขาพูดเพียงประโยคเดียวข้าก็รู้ว่าเขาเป็นผู้ดี ขอให้เอ็งเข้าใจเสียใหม่ ผู้ดีไม่ได้หมายความว่า จะต้องนุ่งกางเกงชากสะกิ้นสวมเสื้อแอโร่ใส่น้ำหอมโกตี้ สูบบุหรี่คูล เขาหมายถึงกิริยามารยาทโว้ย"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานแล้วเมื่อไรผมถึงจะเป็นผู้ดีกับเขาได้เสียทีล่ะครับ"

"ข้าคิดว่ายากมาก กามันก็ต้องเป็นกา หงส์มันก็ต้องเป็นหงส์"

หลวงนิรทรัพย์ฯ กล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"คุณคนนี้ไม่ใช่บุตรชายของใต้เท้าหรอกหรือครับ มีคนเขาบอกผมว่าใต้เท้ามีบุตรชายดูเหมือนสองคน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบปฏิเสธ

"ไม่ใช่-ไม่ใช่คุณหลวง สองคนน่ะลูกเขยไม่ใช่ลูกชาย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"คนหนึ่งเป็นหมอครับ อีกคนหนึ่งเป็นคหบดี รูปหล่อทั้งคู่แหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับหลวงนิรทรัพย์ฯ

"อ้ายหมอนี่เป็นคนใช้ของผมครับคุณหลวง แต่มันติดจะเบ่งอยู่สักหน่อย แต่งกายโอ่อ่าภาคภูมิเสมอ ไปไหนกับผม ใครไม่รู้ก็ต้องคิดว่าเป็นลูกหรือหลานผม"

เจ้าแห้วพูดสอดขึ้น

"รับประทานชาติก่อนเราคงเคยเป็นพ่อลูกกันนะครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ หัวเราะก้าก

"ใครเป็นพ่อและใครเป็นลูกกันจ๊ะ"

เจ้าแห้วว่า "ใครก็ได้ครับ อื๋อ-รับประทานผมเป็นลูกซีครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เชิญใต้เท้าขึ้นไปชมของดีๆ บนตึกดีกว่าครับ ผู้ที่มีเกียรติอย่างใต้เท้าไม่ควรจะมายืนดูอยู่ข้างล่างนี่ เชิญเถอะครับ"

"ครับ ขอบคุณมาก คุณหลวง"

ต่อจากนั้น เจ้าของบ้านก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วขึ้นบันไดไปบนตึก และเลยเข้าไปในห้องโถง ท่านเจ้าคุณได้แลเห็นข้าวของอันมีค่าอีกหลายชิ้นวางอยู่เกลื่อนกลาด เตรียมพร้อมที่จะทำการเลหลัง หลวงนิรทรัพย์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้โอภาปราศรัยกันอย่างกันเอง คุณหลวงเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง จำหน่ายสรรพสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีถิ่นกำเนิดในเมืองไทย และทำโดยฝีมือของคนไทย ห้าง "สยามภัณฑ์" ของหลวงนิรทรัพย์ฯ เปิดทำการค้ามาห้าปีแล้ว กิจการค้าไม่เคยเจริญรุ่งเรืองเลยเพราะคนไทยด้วยกันไม่มีใครนิยมใช้สินค้าไทย เขามักจะถือกันว่าถ้าใครใช้ของคนไทยแล้วคนนั้นนอกจากจะฐานะไม่ดีแล้ว ยังเป็นคนเปิ่นล้าสมัย หลวงนิรทรัพย์ฯ คร่ำครวญให้ฟังว่า ห้าปีที่ผ่านมานี้ แผนกเสื้อผ้าของห้าง "สยามภัณฑ์" ขายผ้าซิ่นได้ไม่ถึงยี่สิบผืน และขายผ้าทอที่ทำในเมืองไทยได้ไม่เกินสิบเมตร ส่วนสินค้าอื่นๆ เช่นเครื่องดนตรีของคนไทย ซอด้วง, ซออู้, จะเข้ ไม่ปรากฏว่าขายได้เลย เพราะหนุ่มสาวสมัยนี้เห็นว่าดนตรีไทยล้าสมัยฟังไม่เพราะหู

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงครับ คุณหลวง ผมเองมีความคิดอย่างคนโง่ๆ ว่า ถ้าหากว่าเราไม่นำลัทธิชาตินิยมขึ้นมาใช้ในไม่ช้าชาติเราก็คงจะแย่ เรากำลังยกย่องบูชาฝรั่งแลเห็นฝรั่งเป็นเทวดาไปหมด วัฒนธรรมประจำชาติเรากำลังจะสูญสิ้นไปทุกวัน ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะไม่ได้ยินเสียงดนตรีไทยอีกแล้ว แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็เห็นจะมีแต่ที่กรมศิลปากรเท่านั้นที่คนแก่อย่างเราจะหาฟังได้"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ว่า

"ผมคิดผิดจริงๆ ที่ผมตั้งห้างสยามภัณฑ์ คราวนี้ผมจะปรับปรุงตัวเองให้ทันสมัยและเหตุการณ์ ผมจะจำนำที่ดินและบ้านหลังนี้ไว้กับเพื่อนของผมคนหนึ่งและผมจะวิ่งเต้นเปิดห้างจำหน่ายสินค้าต่างประเทศที่ ทันสมัยเป็นต้นว่าเครื่องสำอาง แต่งหน้าคนแก่ให้กลับเป็นสาว เครื่องใช้ไม้สอยที่ทันสมัย เครื่องเกมกีฬาต่างประเทศ เสื้อผ้าแพรพรรณต่างๆ สินค้าไทยเลิกกันที"

"ถูกครับ-คุณหลวงคิดถูกถ้าทำได้อย่างนี้"

หลวงนิรทรัพย์ฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเข้าไปนั่งในห้องสมุดอันหรูหรา

"หนังสือต่างๆ ในห้องสมุดนี้ ล้วนแต่เป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระมหาธีรราชเจ้าเป็นส่วนมาก นอกจากนี้ก็เป็นบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่หนึ่งที่สองและที่สามแล้วก็วรรณคดีต่างๆ ของอดีตจินตกวี ผมไม่ได้สั่งให้เขาเลหลังหรอกครับ แต่ถ้าใต้เท้าพอใจ ผมจะเสนอขายให้ใต้เท้าในราคาถูกที่สุด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ขอบคุณครับ เรื่องหนังสือกับผมไม่ใคร่จะชอบกันหรอกครับ ผมเป็นนักโบราณคดี ผมชอบสรรพโบราณวัตถุมาก คุณหลวงมีอะไรที่จะอวดผมบ้างล่ะ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ว่า "ผมเสียใจเหลือเกินครับใต้เท้าของโบราณต่างๆ ของผม ก็มีเครื่องลายครามกังไสอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น ผมให้เด็กขนไปไว้หน้าตึกหมดแล้ว เท่าที่ใต้เท้ายืนดูอยู่นั่นแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนาฬิกาข้อมือที่ข้อมือของหลวงนิรทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นนาฬิกาเก่าแก่ เรือนเงินหน้าปัดใหญ่แบบเรียบๆ และยี่ห้อชั้นนำ

"นาฬิกาของคุณหลวงเรือนนี้ผมชักชอบเสียแล้ว เลหลังให้ผมเถอะครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ สะดุ้งเฮือก

"ฮ้า-นี่มันของใช้ส่วนตัวของผมนี่ครับใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแหยๆ

"ผมนึกว่าคุณหลวงจะขายก็จะขอซื้อไว้ ขายน่า ผมให้พันบาท"

หลวงนิรทรัพย์ฯ หัวเราะก้าก

"ขายไม่ได้หรอกครับ ใต้เท้า นาฬิกาข้อมือของผมเรือนนี้เป็นนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกที่ส่งเข้ามาขายในประเทศไทย เจ้าคุณพ่อของผมท่านใช้มานานจนกระทั่งท่านถึงแก่กรรมไป ผมก็เอามาใช้ต่อ ไม่เคยปรากฏว่าต้องซ่อมแซมแก้ไขอะไรเลย เวลาก็เที่ยงตรงดีมาก" พูดจบหลวงนิรทรัพย์ฯ ก็ถอดนาฬิกาข้อมือออกส่งให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณยกนาฬิกาขึ้นมองดูด้วยความสนใจ ยิ่งมองท่านก็ยิ่งชอบนาฬิกาเก่าแก่เรือนนี้ ตามนิสัยของผู้ที่รักของเก่า

"อือ-ฝีมือเขาทำประณีตเรียบร้อยดีมาก อ้ายนาฬิกาสมัยนี้ไม่ได้ความเลยครับคุณหลวง ขายให้ผมน่า ผมให้พันห้าร้อย"

"โธ่-ใต้เท้า นาฬิกาเรือนนี้ผมเอาไว้ดูต่างหน้าเจ้าคุณพ่อของผม แล้วก็มันเที่ยงตรงดีไม่เคยทรยศต่อผมเลย ผมขายให้ใต้เท้าไม่ได้หรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เก็บนาฬิกาใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตของท่าน แล้วล้วงกระเป๋าหยิบสมุดเช็คกับปากกาขึ้นมาแล้วว่า "ไม่รู้ละ ผมให้สองพันบาท ขายไม่ขายผมเอาละ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ผมขายให้ใต้เท้าไม่ได้จริงๆ ครับ มีคนให้ผมตั้งสี่พัน ผมยังไม่ยอมขาย เมื่อสองสามวันนี้เจ้าคุณคเชนทร์ฯ มานั่งอ้อนวอนผม จะให้สี่พันบาท ผมกลุ้มใจเต็มทนที่ต้องปฏิเสธท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"เอายังงี้ก็แล้วกัน วันหน้าวันหลังคุณหลวงยังจะได้พึ่งผมอีก ผมให้ห้าพันบาท ขายให้ผมก็แล้วกัน"

หลวงนิรทรัพย์ฯ นิ่งนึก ความจริงนาฬิกาข้อมือเรือนนี้ เขาซื้อมาจากเวิ้งนครเขษมราคาสี่สิบบาทเท่านั้น คุณหลวงเคยผูกนาฬิกาอย่างดีราคาเกือบสี่พันแต่พอฐานะตกต่ำก็ขายมันไป และซื้อนาฬิกาโปเกเรือนนี้มาใช้แทน

"แหม-ผมเกรงใจใต้เท้าเหลือเกิน แต่ว่า เอาเถอะครับ สำหรับใต้เท้าผมก็หวังจะเป็นที่พึ่งของผมต่อไปข้างหน้า ขอให้ผมอีกห้าร้อยก็แล้วกันครับ อย่าให้ผมขาดทุนเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ตกลงครับ เมื่อคุณหลวงขออีกห้าร้อยบาทจะเป็นอะไรไปเล่า"

แล้วท่านก็เซ็นเช็คสั่งจ่ายเงินห้าพันห้าร้อยบาท เมื่อเซ็นชื่อเรียบร้อยถูกต้องดีแล้วก็ฉีกออกจากเล่มส่งให้หลวงนิรทรัพย์ฯ

คุณหลวงยกมือไหว้ รับเช็คมาถือไว้ด้วยความตื่นเต้นยินดี

"ขอบคุณครับ ใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋าหยิบนาฬิกาโปเกออกมาพิจารณาดูอีก แล้งส่งให้เจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ ท่าน

"เอ้า-เอ็งชมเป็นเป็นขวัญตาเสียซี นาฬิกาแบบนี้เก่าแก่มาก อ้า-ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า"

เจ้าแห้วถอนใจหนักๆ ยิ่งมองดูก็ยิ่งเห็นว่านาฬิกาข้อมือเรือนนี้มาจากห้างเวิ้งนครเขษม ตรงข้าม เอส. เอ. บี. เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นมองดูหลวงนิรทรัพย์ฯ แล้วกล่าวถามเบาๆ

"รับประทานมีเครื่องไหมครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ นัยน์ตาเหลือก

"แล้วกัน ไม่มีเครื่องมันจะเป็นนาฬิกากันได้อย่างไรจ๊ะเธอ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานผมเคยเห็นนาฬิกาในห่อกรอบเค็มไม่มีเครื่องนี่ครับ รับประทานมีเข็มมีหน้าปัด แต่เครื่องไม่มี"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ขมวดคิ้วย่น แสดงสีหน้าไม่พอใจ

"เธอไม่รู้จักของดีและของเก่าแก่ เธอรู้หรือเปล่าว่านาฬิกาแบบนี้น่ะ ราคาของมันอาจจะถึงหมื่นบาท ก็ได้"

เจ้าแห้วยกมือขวาจี้สีข้างตัวเองแล้วหัวเราะลั่น

"รับประทาน อ้า-เมื่อสองสามวันนี้ผมไปพบเรือนหนึ่งที่เวิ้งนครเขษม แบบนี้แหละครับ รูปลักษณะเหมือนกันมาก เดินเสียงดังพอๆ กับรถไฟ รับประทานเจ๊กมันจะเอาสองร้อย รับประทานผมต่อสามสิบบาทเจ๊กมันให้ ผมเลยวิ่งหนี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบดึงนาฬิกาข้อมือมาจากมือเจ้าแห้ว

"เอ็งมันเด็กหนุ่มไม่รู้จักอะไรหรอก คนผู้ใหญ่อย่างข้าถึงจะรู้ว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาเก่าแก่มีราคามาก"

เจ้าแห้วยกมือไหว้

"จริงครับ วันหลังผมผ่านไปทางเวิ้ง รับประทานผมจะซื้อเรือนนั้นมาให้ใต้เท้า จะได้เข้าคู่กับเรือนนี้ผูกเสียสองมือเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"พ่อมึงน่ะสิ ผูกนาฬิกาสองมือ"

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อสาวใช้ของหลวงนิรทรัพย์ฯ คนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง หล่อนเป็นหญิงสาวอายุประมาณ ๑๘ ปีเศษ สวยสคราญตายิ่งนัก ปากแก้มคิ้วคางกระจุ๋มกระจิ๋ม ลักษณะท่าทางราวกับลูกผู้ดีมีสกุล แต่งกายเรียบๆ นุ่งผ้าถุงสีดำ สวมเสื้อคอปกสีขาว กิริยาแฉล้มแช่มช้อยหล่อนทรุดตัวนั่งคุกเข่าคลานเข้ามาวางถาดเงินบรรจุแก้วน้ำผลส้มสามแก้วลงบนโต๊ะ แล้วก็ลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูอย่างสนใจ

"ลูกสาวคุณหลวงหรือครับ"

"อ๋อ ไม่ใช่หรอกครับใต้เท้า เด็กรับใช้ของผมเอง"

ท่านเจ้าคุณนัยน์ตาเหลือก

"คนใช้...เป็นความจริงหรือครับคุณหลวง เด็กคนนี้หน้าตาไม่บอกว่าจะเป็นคนใช้ใครเลย ผมนึกว่าเป็นลูกหลานของคุณหลวงเสียอีก"

เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยขาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเบาๆ

"รับประทานเลหลังเอาไปเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือก ทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"มึงจะให้กูเลหลังคน มีอย่างที่ไหนวะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานของมันเซ้งกันได้นี่ครับ" เจ้าแห้วพูด

หลวงนิรทรัพย์หัวเราะก้าก

"จริง-จริงทีเดียว นายแห้ว จะเป็นคนหรือของก็ตาม ก็ซื้อขายกันได้ทั้งนั้น" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ "เด็กนี้เรียบร้อยมากเชียวครับ ใต้เท้าสงบเสงี่ยมเจียมตัวน่าสงสาร ผมขึ้นไปเชียงใหม่เมื่อปีก่อนนี้ ไปหาซื้อผ้าเชียงใหม่, เครื่องเงิน, เครื่องเขิน, และสินค้าพื้นเมืองบางอย่างเอามาขาย แม่ของเด็กคนนี้พาเด็กคนนี้มาขายผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามโดยเร็ว

"ขายไว้เท่าไหร่ครับ"

"อ้า-ง่า-หกพันบาทครับ ใต้เท้า"

"โอ-สำหรับเด็กคนนี้หกพันบาทไม่แพงเลยคุณหลวงหน้าตาน่าเอ็นดูดีมาก"

เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานขอเซ้งเอาไปเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเขกศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"นี่แน่ะ มึงอย่ายุ่งกับกูหน่อยเลยวะ" แล้วท่านก็พูดกับหลวงนิรทรัพย์ฯ "คุณหลวงโชคดีที่มีเด็กคนใช้หน้าตาน่าเอ็นดูอย่างนี้ เด็กคนใช้ที่บ้านผมไม่ได้ความเลย แต่ละคนหน้าตาเหมือนกับชามสังคโลก อ้ายที่พอดูได้หน่อย อายุผ่าเข้าไปตั้งสี่สิบแล้ว"

หลวงนิรทรัพย์ฯ พูดขึ้นอย่างหน้าตาเฉย

"ผมเซ้งให้ใต้เท้าเอาไหมล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"หา-คุณหลวงว่าไงนะครับ คุณหลวงจะเซ้งเด็กคนนี้ให้ผม พูดจริงๆ หรือพูดเล่น"

หลวงนิรทรัพย์ฯ หัวเราะเบาๆ

"เป็นความจริงครับ ใต้เท้า ฐานะของผมเวลานี้ย่ำแย่มากทีเดียว ผมจะปลดคนใช้ออกให้หมด สำหรับเด็กคนนี้ ผมคิดว่าถ้าใครจะขอเซ้งเอาไป ผมก็จะเซ้งให้ในราคาหกพันบาท เท่าที่ผมซื้อมา"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"ไหมล่ะ รับประทานผมบอกใต้เท้าแล้วว่าของมันเซ้งกันได้ สมัยนี้เป็นสมัยเซ้งนี่ครับ รับประทาน อะไรๆ ต้องเซ้งทั้งนั้น ตึกแถวยังงี้ห้องหนึ่งริมถนนก็ต้องสามหมื่นบาทเป็นอย่างน้อย"

ท่านเจ้าคุณหันมามองดูหลวงนิรทรัพย์ฯ แล้วกล่าวอย่างเป็นการเป็นงาน

"ผมเอาละคุณหลวง ผมยินดีรับเซ้งเด็กคนนี้เอาไปเลี้ยง"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ชะโงกตัวมาถามเบาๆ

"เลี้ยงอย่างไหนครับ ใต้เท้า"

"เอ๊ะ, นั่นมันเรื่องของผมนี่ครับ คุณหลวง ผมเซ้งเอาไปแล้ว ผมจะไปเลี้ยงเป็นลูกเป็นเมียหรือเป็น สาวใช้หรือเป็นแม่อ้ายแห้วก็เป็นเรื่องของผมนี่ครับ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานอันหลังไม่ต้องนะครับ แม่ผมก็ตายไปนมนานแล้ว รับประทานผมไม่เคยปรารถนาที่จะมีแม่ใหม่อีกเลย" แล้วเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นนั่งคุกเข่ายกมือป้องปากพูดกระซิบกระซาบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "รับประทานผมคิดว่าเด็กคนนี้เหมาะกับใต้เท้ามากทีเดียวครับ ความจริงใต้เท้าก็ยังไม่แก่จนเกินไปนัก รับประทานยังสดชื่นกระชุ่มกระชวย ควรจะมีอีหนูเล็กๆ ไว้บีบนวดเส้นสายบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปัดมือเจ้าแห้วเต็มแรง

"อย่ากระซิบเลยวะ เสียงกระซิบของมึงน่ะคุณหลวงแกได้ยินหมดแล้วละ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ หัวเราะลั่นห้อง ยกแก้วน้ำผลส้มส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แก้วหนึ่ง และอีกแก้วหนึ่งส่งให้เจ้าแห้ว

"ที่ผมเรียนถามใต้เท้าเมื่อกี้นี้ว่าใต้เท้าจะเอาบัวแก้วไปเลี้ยงอย่างไหนนั้นก็เพื่อจะพิจารณาในจำนวนเงินเซ้งนั่นเอง ถ้าใต้เท้าเอาไปเลี้ยงอย่างคนใช้ ผมคิดหกพันบาท แต่ถ้าใต้เท้าจะไปเลี้ยงอย่างว่า ผมคิดเพียงห้าพันบาทเท่านั้น"

"อ้าว-ลดให้พันบาทเชียวรึ คุณหลวง"

"ครับ เพราะเด็กจะไปได้ดีมีความสุข ผมก็ลดเงินค่าตัวให้ เอาไปเถอะครับใต้เท้า เด็กคนนี้เป็นเด็กดี

จริงๆ ร้อยวันพันปีไม่เคยปริปากพูดกับใคร"

"เอ๋" เจ้าแห้วอุทานขึ้นดังๆ "รับประทานเป็นใบ้กระมังครับ คนเราลงไม่พูดกับใครมันก็เป็นใบ้เท่านั้น เดี๋ยวเจ้าคุณท่านเอาไปเลี้ยงท่านซื้อแหวนเพชรให้ แม่บัวแก้วก็ได้แต่พูด แบ๊ะแอะ-แบ๊ะแอะ-แอ้-โอ้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าถีบเจ้าแห้วเต็มแรงแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ทะลึ่งฉิบหายเลยอ้ายนี่"

หลวงนิรทรัพย์ฯ กล่าวกับเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"เป็นอันว่าใต้เท้าจะเอาบัวแก้วไปเลี้ยงเป็นนางบำเรอใช่ไหมล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าแดงระเรื่อ พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"แหม-ผมอายคุณหลวงเสียแล้ว"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นอีก

"รับประทานอย่าอายเลยครับ สมัยนี้ด้านได้อายอด คนคดคือคนดี คนมั่งมีคือเทวดา คนไม่มีเงินตรา ไม่มีใครคบ คนประจบเอาตัวรอด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ออกไปนั่งริมห้องนั่นไป๊ เดี๋ยวถีบตายห่าเลย ผู้ใหญ่เขาจะพูดกัน เสือกไม่เข้าเรื่อง มึงนี่เสียนิสัยเสียแล้ว"

เจ้าแห้วยกมือไหว้

"อย่างนี้เขาเรียกว่านิสัยเสียครับ ไม่ใช่เสียนิสัย" แล้วเจ้าแห้วก็รีบถอยออกไปให้พ้นรัศมีเท้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมายิ้มกับหลวงนิรทรัพย์ฯ "คุณหลวงที่รัก ขอให้นึกว่าผมเป็นเพื่อนของคุณหลวงก็แล้วกัน ผมดีใจมากที่เรามีความเป็นกันเองภายในเวลารวดเร็ว ผมถามอะไรหน่อยได้ไหมคุณหลวง"

"ได้ครับ ผมตอบแบบเปิดอกทีเดียว"

ท่านเจ้าคุณยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เด็กบัวแก้วคนนี้ นิวแฮนด์หรือครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ขมวดคิ้วย่น

"อ๋อ-เพิ่งออกจากอู่ใหม่ๆ เลยครับ ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ถอดด้ามทั้งนั้น ยางสี่เส้นใหม่เอี่ยม แบ๊ตตารี่อัดไฟเต็มที่ เบาะนุ่มสะอาด แตรเสียงเพราะนุ่มนวล กินน้ำมันน้อยมาก"

เจ้าแห้วชักสงสัย

"รับประทานคุณหลวงพูดถึงเรื่องรถยนต์หรือแม่บัวแก้วครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ สะดุ้งเฮือก ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขอโทษทีครับเจ้าคุณ ผมเผลอไปครับ นึกว่าใต้เท้าถามถึงรถยนต์คันใหม่ของผมซึ่งซื้อไว้ให้ลูกชายที่จะกลับมาจากเมืองนอกในสองสามวันนี้"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"ผมถามคุณหลวงถึงเด็กบัวแก้ว เด็กคนนี้น่ะยังไม่มีอะไรเลยใช่ไหมครับ"

"ครับ-ครับ ถูกแล้ว"

"ถ้าเช่นนั้นผมตกลงจ่ายเงินให้คุณหลวงห้าพันบาทเดี๋ยวนี้" แล้วเจ้าคุณก็พูดเป็นเสียงกระซิบ "ผมจะเอาไปเลี้ยงเป็นเมียครับ"

"ผมขอสนับสนุนใต้เท้า เด็กคนนี้สามารถที่จะให้ความสุขแก่ใต้เท้าได้อย่างดีทีเดียว เป็นคนสุภาพอ่อนหวานน่ารักมาก ไม่เคยมีปากมีเสียงกับใคร การบ้านการเรือนขยันขันแข็ง ใต้เท้าจะรับตัวไปอยู่ที่บ้านเลยหรืออย่างไรครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"ที่บ้านผมเห็นจะอยู่ไม่ได้ เพราะผมอยู่รวมกับเพื่อนของผมแล้วก็ลูกหลานเต็มบ้านยั้วเยี้ยไปหมด ผมคิดว่าผมจะหาบ้านเช่าเล็กๆ ให้บัวแก้วอยู่ตามลำพัง หาสาวใช้ไว้ให้สักสองคน ช่วยรับใช้และเป็นเพื่อนแก้เหงา แล้วผมก็แอบไปหา"

"ก็ดีเหมือนกันครับ ใต้เท้า นับว่าบัวแก้วมีโชคอย่างน่าประหลาด มันคงจะมีความสุขในคราวนี้ ใต้เท้าเอาไปเลี้ยงเถอะครับ อ้า-ใต้เท้าจะรับตัวไปวันนี้หรืออย่างไรครับ"

"ยังก่อนคุณหลวง ผมต้องฝากคุณหลวงไว้ที่นี่สักวันสองวัน แต่ว่าส่วนเงินห้าพันบาท ผมจะจ่ายเช็คให้เดี๋ยวนี้"

อ๋อ-ไม่เป็นไรครับใต้เท้า ไม่เป็นไร" แล้วเขาก็พูดเสียงอ่อนลง "แต่ถ้าได้ก็ดีเหมือนกันครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "ผมจะต้องวิ่งเต้นหาเช่าบ้านและซื้อเครื่องเรือนเสียก่อนจึงจะมารับบัวแก้วไป แต่ไม่เกินพรุ่งนี้เย็นหรอกครับ" พูดจบเจ้าคุณก็ล้วงกระเป๋าหยิบเช็คและปากกาออกมา จัดแจงเซ็นสั่งจ่ายเงิน

ภายในห้องเงียบกริบ เจ้าแห้วร้องเพลงเบาๆ

ตาแก่อยากมีเมียสาว

ถือไม้เท้ายักแย่ยักยัน

ที่นี่เขาเลหลังกัน

เจ้าคุณของฉันท่านหลังคน....

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันควับมาทางเจ้าแห้ว เมื่อท่านเซ็นชื่อเสร็จพอดี ท่านยกปากกาหมึกซึมขว้างหน้าเจ้าแห้วเต็มเหนี่ยว แต่เจ้าแห้วก้มศีรษะหลบได้อย่างหวุดหวิด

"อ้ายสันดาน" เจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น "ทำไมมึงมันทะลึ่งวะอ้ายแห้ว เก็บปากกามานี่"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย ถือปากกาคลานเข้ามาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม ท่านเจ้าคุณขยับเท้าจะเตะแต่เจ้าแห้วรีบเผ่นออกไปเสียก่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฉีกเช็คออกจากเล่มส่งให้หลวงนิรทรัพย์ฯ

"คุณหลวงช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้บัวแก้วเข้าใจเสียด้วยนะครับ บอกแกเถอะว่า ผมจะให้ความสุขอย่างเต็มที่ ผมจะรีบไปหาบ้านเช่าเดี๋ยวนี้ เห็นจะหาไม่ยากหรอกครับแพงหน่อยก็เอา เดือนละสองสามพันมีว่างเยอะแยะแถวบางกะปิ ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าไร ถ้าผมจัดการเรื่องบ้านเรียบร้อยแล้ว ผมจะมารับบัวแก้วไป ทันที"

"ครับ-ครับ ไม่เป็นไรครับใต้เท้า สำหรับเด็กคนนี้ผมรับรองว่าจะไม่มีอะไรขลุกขลักเลย เพราะเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ผมพูดอะไรก็เชื่อถ้อยฟังคำผมเสมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ผมตั้งใจมาเลหลังของ กลับเลหลังได้คนไป แฮะ-แฮะ ผมไปละครับ ผมอาจจะมารับบัวแก้วเย็น วันนี้ก็ได้ถ้าผมหาเช่าบ้านได้ทัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับหลวงนิรทรัพย์ฯ ต่างยกมือไหว้ซึ่งกันและกันพร้อมๆ กัน แล้วเจ้าแห้วก็กระพุ่มมือไหว้หลวงนิรทรัพย์ฯ อย่างนอบน้อม

"ผมกราบลาละครับ คุณหลวง" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ "อ้า-รับประทานสาวใช้ของคุณหลวงที่เลวกว่า บัวแก้วและพอจะไปวัดไปวากับเขาได้ รับประทานมีพอเลหลังให้กับผมสักคนไหมครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ หัวเราะชอบใจ

"มี, นายแห้ว เธอจะเอาเรอะ"

"ถ้าราคาย่อมเยาว์ รับประทานผมก็พอจะสู้"

"เธอจุใจในราคาสักเท่าใดล่ะ"

เจ้าแห้วนิ่งคิดอยู่สักครู่

"รับประทานสักสามสิบบาทเป็นไงครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ หยุดยิ้มทันที

"นั่นมันกะหรี่ไม่ใช่สาวใช้ หากเธอต้องการละก็ฉันมีอยู่คนหนึ่งเป็นแม่ครัวที่ซื่อสัตย์ของฉัน ฉันจะเซ้งให้เธอเอาไหมล่ะ เอาพันบาทเท่านั้น"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"รับประทานสวยไหมครับ"

"ก็ไม่เลวจนเกินไป รับรองว่าเธอเห็นเธอจะต้องชอบแน่"

เจ้าแห้วนิ่งนึก ทำตาปริบๆ อยู่สักครู่

"ประทานโทษ รับประทานอายุสักเท่าไรครับ"

"ย่างเข้า ๗๕ ปีนี้"

"โอ๊ย-" เจ้าแห้วร้องลั่น "รับประทานเอามาทำศพน่ะซีครับ ฮี้..รับประทานผมนึกว่าคุณหลวงพูด จริงๆ "

ทั้งสามคนต่างลุกขึ้น พากันเดินออกไปจากห้องสมุดพอผ่านห้องโถง เจ้าแห้วก็แลเห็นหญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างอวบอัดสวยพริ้ง อายุไม่เกินยี่สิบปียืนอยู่ข้างบันไดขึ้นชั้นบนของตัวตึก เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยแขนหลวง นิรทรัพย์ฯ แล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"คุณหลวงครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ หันมาทางเจ้าแห้ว

"อะไรจ๊ะ"

เจ้าแห้วมองดูแม่สาวงามผู้นั้นอย่างตะลึงลาน

"รับประทานคนนั้นเซ้งให้ผมเถอะครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ มองตามสายตาเจ้าแห้ว แล้วสะดุ้งโหยง

"เมียกู"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานไม่บอกด้วย แหม-คุณหลวงมีเมียสาวซะด้วยนะ สำคัญนัก รับประทานยังงี้เลหลังได้ราคานะครับ"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ทำหน้าชอบกล

"ยัง-ยังก่อน ฉันเพิ่งอยู่กับหล่อนไม่ถึงหกเดือน เอาไว้อีกสักห้าหกปี ถ้าฉันเลหลัง ฉันจะบอกให้แกรู้"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"รับประทานอีกห้าหกปีอย่าเลหลังให้ผมเลยครับ ขายเชียงกงดีกว่า"

การสนทนาสิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้ หลวงนิรทรัพย์ฯ เดินออกมาส่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วที่หน้าตึกและยืนมองดูจนกระทั่งท่านเจ้าคุณพาเจ้าแห้วออกไปพ้นบ้าน

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ โคเฒ่าจะได้ลิ้มรสหญ้าอ่อน ท่านเจ้าคุณก็รู้สึกสดชื่นตื่นเต้น มีความคึกคักเข้มแข็งราวกับว่าท่านเป็นเด็กหนุ่มอายุในราวยี่สิบขวบ เจ้าคุณพาเจ้าแห้ววิ่งเต้นหาบ้านเช่าได้หลังหนึ่งภายในเวลาชั่วโมงเดียวเท่านั้น ถูกละ คนมีเงินจะทำอะไรก็สะดวกดาย ไม่มีอะไรขัดข้องบ้านหลังนั้นเป็นบังกาโลชั้นเดียว งดงามทันสมัย มีบริเวณว่าง มีรั้วรอบขอบชิด สิ่งปลูกสร้างภายในบ้านสวยงามมาก อยู่ในถนนซอยแห่งหนึ่งทางบางกะปินั่นเอง เจ้าของบ้านปลูกไว้ให้ชาวต่างประเทศเช่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกลงเซ็นสัญญาเช่าเรียบร้อย มีกำหนดเช่าในระยะเวลาสามปี เจ้าของบ้านเรียกค่าแป๊ะเจี๊ยะแปดพันบาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ สองพันบาท จ่ายล่วงหน้าสามเดือนก่อน ท่านเชื่อหรือยังว่าบ้านเช่าในพระนครมีมากมาย แต่ไม่ได้ปลูกไว้ให้ คนจนเช่า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเจ้าแห้วไปที่บริษัทจำหน่ายเครื่องเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง สั่งซื้อเตียงนอน ที่นอนหมอนมุ้งโต๊ะเก้าอี้รับแขกชุดขนาดกระทัดรัด โต๊ะกินข้าวและไซบอร์ดตู้เย็นขนาด ๔.๗ คิวหนึ่งตู้ ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วก็ให้คนของบริษัทนำของเหล่านี้ไปส่งที่บ้านนั้นโดยเร็ว

ในวันนี้ "คาดิลแล็ค" เก๋ง ถูกใช้งานมากที่สุดเกี่ยวกับการสร้างความสุขของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในราว ๒๐.๐๐ น. เศษ เจ้าแห้วก็กลับมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" โดยรถจักรยานสามล้อเครื่องคันหนึ่ง

จากการซื้อเครื่องใช้ไม้สอยภายในบ้าน ถ้วยโถโอชามของใช้กระจุกกระจิกที่จำเป็น แม้กระทั่งหลอดไฟฟ้าเจ้าแห้วยักยอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้ได้ในราวพันบาท และเจ้าคุณได้ให้เจ้าแห้วอีกพันบาทเป็นค่าปิดปากเจ้าแห้วในเรื่องนี้

เจ้าแห้วก้าวลงจากรถจักรยานสามล้อเครื่องอย่างสง่าผ่าเผย ส่งธนบัตรราคาสิบบาทหนึ่งฉบับให้คนขับรถ แล้วก็พาตัวเดินเข้าไปในบ้าน "พัชราภรณ์" ความจริงบ้านที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เช่าให้บัวแก้วอยู่นั้น อยู่ห่างจากบ้านในราว ๒ กิโลเมตรเท่านั้นเอง ขณะนี้ท่านเจ้าคุณกำลังมีความสุขกับแม่สาวน้อยชาวเวียงเหนือที่ท่านไปเลหลังมาจากหลวงนิรทรัพย์ฯ ท่านสั่งให้เจ้าแห้วกลับบ้านมาก่อน

เจ้าแห้วเดินร้องเพลงมารหัวใจเรื่อยเปื่อยมาทางถนนโรยกรวด พอผ่านเรือนต้นไม้ก็แลเห็นเจ้านายทั้งสี่คนกำลังนั่งสนทนากันอย่างครื้นเครง เจ้าแห้วจึงพาตัวเดินเข้าไปในเรือนต้นไม้

นายพัชราภรณ์แลเห็นหน้าเจ้าแห้วก็ชักฉิว

"เฮ้ย ไปมุดหัวที่ไหนมาวะ หายหน้าไปตั้งแต่เช้า"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานผมไปกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นี่ครับ"

สีหน้าของพลคลายความเคร่งเครียดลงทันที

"งั้นเรอะ ไม่รู้นี่หว่า ถ้าจะไปเที่ยวบางปูกันมากระมังถึงได้กลับจนป่านนี้ คุณอาล่ะ"

เจ้าแห้วยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง มองซ้ายมองขวา แล้วป้องปากเอียงหน้าเข้ามาจะพูดกับพล แต่แล้วนายพัชราภรณ์ก็เอ็ดตะโรขึ้น

"นั่งข้างล่างโว้ย หนอยแน่ วันนี้ตีเสมอ เดี๋ยวก็โดนหรอก"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"นั่งบนเก้าอี้นั่นแหละอ้ายแห้ว ข้าคิดว่าแกคงจะมีเรื่องสำคัญยิ่งที่จะเล่าให้พวกเราฟังเป็นแน่ทีเดียว"

เจ้าแห้วมองไปรอบๆ เรือนต้นไม้ แล้วจุ๊ย์ปาก

"เรื่องสำคัญยิ่งเชียวครับ อุ๊ย-น่าขัน วันนี้ท่านเจ้าคุณปล่อยทีเด็ดเลยครับ ท่านให้ค่าปิดปากผม พันบาท ห้ามไม่ให้ผมบอกให้พวกคุณรู้ อุ๊ย-รับประทานเรื่องนี้ประหลาดมากเชียวครับ"

นิกรถอนหายใจหนักๆ คว้าขวดโซดาฟาดกระบาลเจ้าแห้วค่อนข้างแรงเสียงดังป๊อก

"พูดให้มันรู้เรื่องสิวะ คุณพ่อไปทำอะไรมายังงั้นหรือ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานพวกคุณอย่าบอกท่านเจ้าคุณให้ทราบเชียวนะครับว่า รับประทานผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ถ้าท่านทราบว่าผมเปิดเผยความลับของท่าน รับประทานผมคงแย่อย่างน้อยก็กระบาลแบะ"

คราวนี้คณะพรรคสี่สหายต่างพากันมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว

ดร. ดิเรกพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณพ่อถ้าจะไปปล่อยแก่ที่ไหนมาละกระมัง"

"เปล่าครับ รับประทานท่านไม่ได้ไปเที่ยวซุกซนตามดงกะหรี่หรอกครับ แต่ว่ารับประทานเจ้าคุณท่านเซ้งผู้หญิงสาวไว้คนหนึ่ง รับประทานสวยมากเชียวครับ"

"เฮ้" เสี่ยหงวนอุทานขึ้นดังๆ "ผู้หญิงน่ะมีการเซ้งกันเหมือนกันหรือวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วมองดูเสี่ยหงวนด้วยหน้าตาขึงขัง

"รับประทานจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็เซ้งได้ทั้งนั้น รับประทานคุณนวลลออยังเคยพูดกับผมบ่อยๆ ว่าอยากจะเซ้งอาเสี่ยให้ใครไปเสีย แต่ก็ยังสงสารตาดำๆ " แล้วเขาก็มองดูนิกร "รับประทานคุณไพก็บอกกับผมว่าจะเซ้งคุณเหมือนกัน"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"มาเซ้งกันยังไงวะ กูไม่ใช่หมานี่หว่า เล่าเรื่องคุณพ่อให้ข้าฟังต่อไปเถอะ อย่าพูดนอกลู่นอกทางเลยน่าข้ากำลังอยากจะรู้ว่าคุณพ่อไปทำอะไรมา"

เจ้าแห้วเล่าเรื่องของสาวบัวแก้ว ให้สี่สหายฟังโดยละเอียด พล, นิกร, กิมหงวน, และดร. ดิเรกตื่นเต้นสนใจไปตามกัน ตอนสุดท้ายเจ้าแห้วเล่าให้ฟังว่า ขณะนี้เจ้าคุณกำลังร่วมห่อลงโรงกับแม่สาวบัวแก้วอยูที่บ้านซอยกลางและไล่ให้เขากลับมาบ้านก่อน ตอนสุดท้ายเจ้าแห้วกล่าวว่า

"รับประทานรู้แล้วก็เหยียบเสียนะครับ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านกำชับผมนักหนาว่าไม่ให้ แพร่งพรายเรื่องนี้ให้พวกคุณทราบ รับประทานท่านกลัวว่าพวกคุณจะล้อท่าน หรือแอบไปตีท้ายครัวเอาบัวแก้วของท่านไป"

สี่สหายมองดูกันด้วยความตื่นเต้น พลกล่าวกับ ดร. ดิเรกเบาๆ

"เป็นไปได้หรือวะหมอ คุณอาท่านอายุร่วม ๗๐ ปีแล้ว"

"อ๋อไร๋น์-ไม่แปลกอะไรเลย คุณพ่อท่านยังแข็งแรงร่างกายยังสมบูรณ์อยู่ อ้า-พระราชบิดาของท่านมหาราชาจันทรกุมารเมื่อก่อนสิ้นชีพ พระองค์มีพระชนมายุถึง ๘๕ ชันษา พระองค์ทรงพระมีเมียเด็กๆ เสมอ"

นิกรยกมือเกาศีรษะ

"ลำบากนักก็อย่าพูดราชาศัพท์เลยวะหมอ ทรงพระมีเมีย...พ่อมึง"

ดร. ดิเรก หัวเราะ

"พระบิดาของท่านมหาราชาจันทรกุมารชอบมีเมียเด็กๆ กระทั่งพระองค์สิ้นชีพ คนแก่ที่มีเมียเด็กๆ เป็นของธรรมดาเสียแล้วสำหรับสมัยนี้ พวกเราปล่อยให้คุณพ่อท่านมีความสุขเถอะวะ รู้เรื่องแล้วก็นิ่งเฉยเสีย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ท่านจะได้ไม่อายพวกเรา"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ไม่ได้ เรื่องนี้เป็นตายอย่างไรเป็นต้องทะลึ่งให้ถึงที่สุด"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"บึ่งรถไปดูท่านดีไหมวะ พวกเรา ให้อ้ายแห้วพาไป"

"แล้วกัน" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "ขืนพาไปรับประทานผมก็ถูกกระทืบเท่านั้น รับประทานเพียงแต่ท่านทราบว่าผมเล่าให้พวกคุณฟัง ผมก็แย่แล้ว อย่าเชียวนะครับ อย่าให้ท่านทราบเป็นอันขาดว่าพวกคุณรู้เรื่องนี้จากผม"

คณะพรรคสี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ขึ้นไปเอาเบียร์มาให้อีกสามขวดเถอะวะ อ้ายแห้ว แล้วบอกเมียๆ พวกเราด้วยว่า กับข้าวบนโต๊ะในห้องกินข้าวให้คนยกเอาไปเก็บเสียเถอะ ข้าสี่คนกินอะไรต่ออะไรไปจนอิ่มแล้ว"

นิกรเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"ไม่ต้อง ไม่ต้อง ไม่ต้องอ้ายแห้ว ตั้งทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ ใครไม่กินประเดี๋ยวข้ากินเอง"

เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มออกไปจากเรือนต้นไม้ สี่สหายนั่งวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างคนต่างแปลกใจและขบขันไปตามกันที่ท่านเจ้าคุณมีเมียเด็กๆ

คืนวันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในราว ๒.๐๐ น. เศษ ด้วยความสุขกายสบายใจอย่างล้นเหลือ บัดนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ โอ.เค.ซิกาแร๊ตกับแม่สาวงามบัวแก้วเรียบร้อยแล้ว

วันคืนผ่านพ้นไปด้วยความสุขของเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรกับเสี่ยหงวนตั้งใจจะล้อท่าน แต่แล้วก็สงสารกลัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะกระดากอาย เลยไม่กล้าล้อ อย่างไรก็ตาม นิกรอดที่จะเหน็บแนมไม่ได้ ตอนหัวค่ำคืนวันหนึ่ง ขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังแต่งตัวเตรียมจะไปหาบัวแก้ว นิกรก็เดินเข้ามาในห้องส่วนตัวของท่าน ในมือของเขาถือถาดเงินเล็กๆ ใส่ขนมถ้วยหนึ่ง ซึ่งเป็นถ้วยพลาสติกทันสมัย มีช้อนอยู่ในถ้วยพร้อม

"แต่งตัวจะไปไหนครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้เตรียมคำพูดไว้ จึงพูดออกมาอย่างส่งเดช

"ว่าจะไปดูงิ้วสักหน่อย"

นายจอมทะเล้นกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ดีเหมือนกันครับ ดูงิ้ว ดูแล้วได้ความรู้ในทางประวัติของชาติจีน ไปดูที่ไหนครับ"

เจ้าคุณพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"แถวเทียนกัวเทียนนั่นแหละ ชื่อโรงอะไรก็จำไม่ได้ แฮ่ะ-แฮ่ะ เมื่อกลางวันพ่อไปธุระ เห็นชื่อเรื่องมันดีก็อยากจะไปดูแก้เหงา"

"เรื่องอะไรครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งนึกอยู่สักครู่ ก็พูดกับลูกเขยของท่าน

"จั้บตือพะเจ้กโฮ้ว เป็นประวัติซิยินกุ้ย น่าดูมากทีเดียว" แล้วเจ้าคุณก็แกล้งชวนนิกร "ไปกับพ่อไหมล่ะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"เชิญเถอะครับ ผมไม่ชอบดูงิ้วหรอกครับ"

"แล้วแกชอบดูอะไรล่ะ"

"ผมชอบดูโคแก่กินหญ้าอ่อนครับ"

เจ้าคุณเสียวสันหลังวาบ แต่แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มองดูขนมในถาด

"นั่นอะไรวะ"

"ขนมครับ เมียผมเขาใจดีขึ้นมา เขาทำขนมเลี้ยงกันทั้งบ้าน เขาใช้ให้ผมเอาขนมขึ้นมาให้คุณพ่อ ทานเสียหน่อยซีครับ"

"ขนมอะไรวะ"

"บัวแก้วครับ"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"กล้วยบวชชีมองเห็นอยู่ทนโท่ พ่อมึงบอกว่าบัวแก้ว"

นิกรแกล้งทำหน้าเซ่อๆ

"เอ๊ะ, อย่างนี้ไม่เรียกว่าบัวแก้วหรือครับ แล้วบัวแก้วล่ะมันเป็นยังไง"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ ซักสงสัยว่าเจ้าแห้วอาจจะเปิดเผยความลับของท่าน แต่แล้วเมื่อเห็นนิกรทำหน้าเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก็เข้าใจว่านิกรไม่รู้จริงๆ

"อ้ายเวรเอ๊ย อายุจนป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักขนมบัวแก้ว"

นิกรรีบพูดโพล่งขึ้นทันที

"โอ-ผมนึกได้แล้วครับ คุณพ่อ ขาวๆ ท้วมๆ จมูกโด่งนะครับ มีไฝที่แก้มซ้ายหนึ่งเม็ด หน้าตาติ๋มๆ บอกว่าเป็นคนทางเหนือ อ๊ะ-ไม่ใช่ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนนิ่งเฉย เม้มปากแน่น

"เอาขนมวางไว้นั่น แล้วแกไปเรียกอ้ายแห้วมาหาพ่อหน่อย" ท่านพยายามพูดด้วยเสียงปกติ

นายจอมทะเล้นวางถาดขนมลงบนโต๊ะเล็กๆ ข้างหน้าต่าง แล้วก็เดินลอยหน้าเฉิบๆ ออกไปจากห้อง แกล้งร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"บัวแก้วแม่เอ๊ย หวานเย็นจ้ะ"

เจ้าคุณโกรธจนลืมตัว ร้องตะโกนลั่น

"อ้ายฉิบหาย"

นิกรหยุดชะงัก หมุนตัวกลับหันหลังมามองดูพ่อตาของเขา แก้ลงทำหน้าตาขึงขัง

"เอ๊ะ ไม่ซื้อก็อย่าซื้อซีครับ ทำไมต้องด่าด้วย" แล้วนิกรก็หัวเราะงองาย เดินไปจากที่นั้น

ท่านเจ้าคุณเริ่มไม่สบายใจ กลัวว่าคณะพรรคสี่สหายจะรู้เรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านเดินมาที่หน้าต่างหยิบช้อนตักกล้วยบวชชีใส่ปาก แล้วก็เดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง สักครู่หนึ่งเสี่ยหงวนก็เดินหน้าเซ่อเข้ามาในห้อง มือขวาถือถาดใส่ชามแก้วเช่นเดียวกัน

อาเสี่ยยักคิ้วให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดยิ้มๆ

"ขนมครับ คุณอา พวกเมียๆ ผมเขานึกใจดียังไงขึ้นมาก็ไม่ทราบ วันนี้ทำขนมเลี้ยงกันใหญ่ นวลลออให้ผมเอามาให้คุณอาครับ"

ท่านเจ้าคุณฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"เออ-ขอบใจโว้ย ขนมอะไรวะ"

อาเสี่ยเปิดฝาชามแก้วขึ้น แล้วยื่นขนมให้ท่านดู

"บัวแก้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"ปุ้ดโธ่ อ้ายเวร, ข้าวเหนียวเปียกลำไยแท้ๆ มึงบอกได้ว่าบัวแก้ว"

อาเสี่ยยิ้มหวานจ๋อย

"อ้ายกรมันสั่งผมให้บอกอย่างนี้นี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณฝืนแสดงสีหน้าให้เป็นปกติ

"วางไว้นั่นแหละ อ้ายหงวน แล้วก็แกออกไปได้"

"แหม," อาเสี่ยคราง "พูดมะนาวไม่มีน้ำเลยนะคุณอา ผมอุตส่าห์เอาขนมขึ้นมาให้" แล้วเสี่ยหงวนก็วางถาดใส่ขนมลงบนโต๊ะข้างเตียงนอน เขาชำเลืองมองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้อง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีกิริยาหงอยเหงาทันที เข้าใจว่าเจ้าแห้วต้องเปิดเผยความลับของท่านแน่นอน ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ และไม่อยากจะไปหาบัวแก้วในคืนวันนี้ เพราะกลัวจะถูกสะกดรอย ท่านเดินมานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ผิวปากเบาๆ ปลอบใจตัวเอง ทันใดนั้นเอง ท่านสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงแจ๋วๆ ของคุณหญิงวาดร้องขึ้นดังๆ ที่หน้าห้องของท่าน

"ขนมแม่เอ๊ย....ถั่วดำสาคูเปียกกล้วยบวชชี ข้าวเหนียวเปียกลำไย ขนมบัวแก้ว หญ้าอ่อนกินไหมเอ๊ย ร้อนๆ จ้ะ"

แล้วคุณหญิงวาดก็เดินยิ้มเข้ามาในห้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ สี่นางติดตามเข้ามาด้วย ทุกคนถือขนมคนละถ้วยตรงเข้ามาห้อมล้อมท่านเจ้าคุณ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลุกขึ้นยืนและยิ้มแห้งๆ ความสุขความสดชื่นที่เกิดขึ้นแก่ท่านสูญสิ้นไปหมดแล้ว เสียงจ้อกแจ้กจอแจของสี่นางดังลั่นห้อง คุณหญิงวาดยกมือขวาตีก้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อนข้างแรง

"เป็นอะไรไปคะ เจ้าคุณ ยืนสลึมสลือ" ท่านพูดเสียงหัวเราะ "เด็กๆ กับดิฉันช่วยกันทำขนมเลี้ยงคนในบ้านตั้งหลายอย่าง เอาขึ้นมาให้เจ้าคุณทานอย่างละถ้วย ดิฉันฝีมือชาววังรุ่นเก่านะคะ"

ประไพพูดเสริมขึ้นทันที

"คุณพ่อต้องทานบัวแก้วให้ได้นะคะ ไพเรียนมาจากครูทางเหนือ อยู่เชียงใหม่เสียด้วย ต้องทานนะคะ" แล้วหล่อนก็เปิดฝาชามพลาสติกขึ้น "นี่ไงคะคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"นี่มันถั่วดำสาคูเปียกโว้ย ไม่ใช่บัวแก้ว"

ประภาพูดขึ้นอย่างกระฟัดกระเฟียด

"ชามนี้สิคะ บัวแก้ว"

ท่านเจ้าคุณมองดูขนมในชามของลูกสาวคนโต

"นี่มันขนมบัวลอยโว้ย"

ประภาพูดเสียงหนักๆ

"ถูกละค่ะบัวลอย แต่ภาจะเรียกบัวแก้วนี่คะ"

คุณหญิงวาดยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"ต้องทานให้หมดทุกอย่างนะคะ วันนี้ดิฉันกับพวกเด็กๆ ปล่อยฝีมือกันเต็มที่เลย"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ เดินมาที่เตียงนอนของท่านก้มตัวลงล้วงมือเข้าไปใต้หมอนหยิบยูเอสอาร์มี่ ๑๑ มม. ขึ้นมาควงเล่น แล้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดกับคุณหญิงวาด

"คุณหญิงครับ วันนี้ผมขออนุญาตยิงคนของคุณหญิงสักคนหนึ่งได้ไหม"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก หน้าขาวซีด ตัวเนื้อสั่นงันงกเมื่อเห็นยูเอสอาร์มี่กระบอกนั้น แทนที่จะตอบคำถามของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านกลับหันมาทางสี่นางแล้วพูดเร็วปรื๋อ

"เปิดโว้ย ใครอยู่ช้าตายห่าไม่รู้นะ ขุนช้างอาละวาดแล้ว" แล้วท่านก็โกยอ้าวออกไปจากห้องโดยไม่ลืมดึงนันทาออกไปด้วย สามนางตามติดออกไปทันที เป็นธรรมดาอยู่เองที่ทุกคนจะต้องรักตัวกลัวตาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดือดดาลเหลือที่จะกล่าว ท่านไม่เคยโกรธใครเหมือนกับเจ้าแห้วที่เปิดเผยความลับของท่าน ท่านเจ้าคุณหายใจถี่เร็ว นัยน์ตาขวาง ริมฝีปากแบะยื่น เดินพล่านไปมารอบห้องและควงปืนพกเล่น ท่านกำลังถามตัวเองว่า ฆ่าคนตายโดยเจตนาจะติดคุกสักเท่าใด

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็เดินอมยิ้มเข้ามาในห้อง และแกล้งร้องขายขนม

"ลูกบัวต้มน้ำตาลจ้ะ" แล้วท่านก็สะดุ้งโหยง ขมวดคิ้วย่นทำตาปริบๆ "เอ๊ะ-ไม่ใช่โว้ย ไม่ใช่ลูกบัวเฉยๆ บัวลอยหรือบัวแก้ว.... ต้องไปถามอ้ายแห้วดูให้แน่เสียก่อน" แล้วท่านก็หมุนตัวกลับเดินออกไปจากห้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

ไม่ต้องสงสัยว่าท่านเจ้าคุณจะโกรธแค้นสักเท่าเพียงใด ท่านร้องตะโกนสุดเสียง

"อ้ายแห้ว กูยิงมึงทิ้งแน่นอน"

ครั้นแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็วิ่งตื๋อออกไปจากห้องของท่าน เสียงตึงตังโครมครามดังลั่นบ้าน คณะพรรคสี่สหายเห็นเจ้าคุณถือปืนพกวิ่งลงมาในท่าทางที่ดุร้ายน่ากลัวก็นิ่งตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน

เจ้าคุณยกปืนพกขึ้นจ้องหมายศีรษะคุณหญิงวาด แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงกระชากๆ

"บอกผมเดี๋ยวนี้คุณหญิง อ้ายแห้วอยู่ไหน ถ้าไม่บอก ผมยิงคุณหญิงเด็ดขาด"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก ท่านฝืนยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และแล้วร่างของท่านก็ค่อยๆ ล้มฟุบอยู่กับโซฟาตัวนั้นนั่นเอง ท่านเป็นลมสิ้นสติไปแล้ว

"ปู้โธ่," เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเอ็ดตะโรลั่น "เพียงแต่พูดขู่หน่อยเดียวเท่านั้นเป็นลมไปแล้ว"

คุณหญิงวาดค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเสียงอ่อยๆ

"ก็มันกลัวนี่คะ" แล้วท่านก็หลับตานิ่งเงียบไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งออกไปทางหลังตึก เข้าใจว่าเจ้าแห้วต้องอยู่ที่เรือนพักพวกคนใช้อย่างแน่นอน ท่านวิ่งลงบันไดตึกตรงไปที่เรือนคนใช้ด้วยความอารมณ์ดุเดือด

คุณหญิงวาดพรวดพราดลุกขึ้นวิ่งออกมาทางหลังตึกป้องปากร้องตะโกนบอกพวกคนใช้ชายหญิงของท่าน

"โว้ย-ดับไฟโว้ย เอ๊ย-ไม่ใช่ หนีเอาตัวรอดโว้ย ตายไม่รู้นา"

พวกคนใช้ชายหญิงนั่งจับกลุ่มกันอยู่ที่ระเบียงเรือนหน้าห้องพัก เมื่อเห็นเจ้าคุณปัจจึกฯ ถือปืนพกวิ่งตรงเข้ามา เสียงวี๊ดว้ายก็ดังขึ้น ต่างลุกขึ้นวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้ เมื่อเห็นเจ้าแห้ววิ่งเข้าไปในห้องพักของเขา ท่านเจ้าคุณควงปืนบุกเข้าไปในเรือนคนใช้วิ่งตรงมาที่ห้องเจ้าแห้ว แต่บานประตูห้องนั้นถูกปิดใส่กลอนแล้ว ร่างของเจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นสะท้านเพราะความโกรธ ใบหน้าของท่านถมึงทึงน่ากลัวท่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ถอยหลังออกมาห่างจากประตูราวสี่ห้าก้าว แล้ววิ่งเข้าไปใช้ไหล่โถมกระแทกบานประตูเต็มเหนี่ยว แต่-อนิจจาเอ๋ย กลอนข้างในประตูไม่ได้ใส่ไว้ ท่านเจ้าคุณจึงเซถลาร่อนเข้าไปในห้องเจ้าแห้วล้มลงกลางห้อง ปากของท่านกระแทกกับพื้นห้องเต็มแรง

"โอ๊ย"

ท่านเจ้าคุณผลุนผลันลุกขึ้นอย่างฉับพลัน รีบวิ่งมาปิดประตูใส่กลอน แล้วท่านก็หัวเราะก้าก เพราะเจ้าแห้วไม่มีทางที่จะหลบหนีไปได้ เนื่องจากหน้าต่างห้องใส่ลูกกรงเหล็กไว้

ภายในห้องปราศจากแสงไฟฟ้า แต่แสงไฟจากห้องใกล้เคียงส่องเข้ามาสลัวรางพอสังเกตสิ่งต่างๆ ได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะลั่นห้อง เมื่อแลเห็นเจ้าแห้วนอนคลุมโปงอยู่ในมุ้งบนเตียงนอนเก่าๆ

"ฮ่ะ-ฮ้า อ้ายสัตว์แห้ว หมามันจะเกิดมึงแย่งมันมาเกิด กูให้ค่าปิดปากมึงตั้งพันบาท แต่แทนที่มึงจะปิดบังเรื่องส่วนตัวของกูเป็นความลับ มึงกลับประชาสัมพันธ์ให้ใครต่อใครรู้กันทั่วบ้าน...ตาย มึงต้องตาย กูยอมติดคุก อโหสิให้กูด้วยเจ้าแห้ว" พูดจบท่านก็ยกปืนพกขึ้นเล็งยิงไปยังร่างของเจ้าแห้วสองนัดซ้อนๆ

เสียงกระสุนเหล็ก ๑๑ มม. ระเบิดขึ้นดังสนั่นหวั่นไหวแล้วก็มีเสียงพวกสาวใช้หวีดร้องวี้ดว้ายอยู่ในห้องของตน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูร่างของเจ้าแห้วซึ่งสงบเงียบอยู่บนเตียง แล้วท่านก็พยักหน้าช้าๆ

"ขอให้วิญญาณของมึงจงไปสู่นรก" ท่านพูดเสียงหนักๆ แล้วก็เดินมาที่ประตูห้อง ถอนกลอนเปิดประตูออกพาตัวเดินออกไปจากห้องเจ้าแห้วอย่างสมแค้น

ในห้านาทีนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายก็แห่กันเข้ามาเต็มห้องเจ้าแห้ว รวมทั้งเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และ คุณหญิงวาดด้วย

ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนเมื่อร่างอันดำตะคุ่มของเจ้าแห้วนอนสงบเงียบอยู่บนเตียง

"โธ่ถังเอ๊ย" คุณหญิงวาดพูดพลางร้องไห้โฮ "เห็นหน้ากันหลัดๆ ตายเสียแล้ว เอ็งกับข้าขับเคี่ยวกันมานานแล้ว ต่อนี้ไปข้าจะด่าใครเล่า... ฮือ...."

พล พัชราภรณ์ เดินมาที่สวิชไฟ แล้วเอื้อมมือเปิดไฟฟ้าขึ้น

ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วก็ค่อยๆ คลานออกมาจากใต้เตียงด้วยใบหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ

ดร. ดิเรกกลัวว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะย้อนเข้ามาอีกก็รีบปิดประตูใส่กลอนทันที คณะพรรคสี่สหายถอนหายใจโล่งอก

"อ้ายแห้ว" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กระซิบพูด "นี่มึงไม่ตายหรอกหรือนี่ แล้วใครวะที่นอนอยู่บนเตียงมึง ฉิบหายแล้ว...นี่ท่าจะเอาผู้หญิงมานอนด้วยละกระมัง ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ถูกยิงตายเสียแล้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ ยกมือขวากุมหน้าอกด้านซ้ายของเขา เมื่อรู้สึกว่าหัวใจยังทำงานอยู่ก็โล่งใจ

"โอย-รับประทานผมนึกว่าผมจอดเสียแล้ว อ้ายที่นอนคลุมโปงอยู่บนเตียงน่ะ รับประทานไม่ใช่คนหรอกครับ รับประทานหุ่นน่ะครับ ผมทำสำรองไว้หลายวันแล้ว รับประทานนึกว่าเฉลียวใจอยู่เสมอว่า วันหนึ่งท่านเจ้าคุณจะต้องยิงผมเพราะเรื่องแม่บัวแก้ว" พูดจบเจ้าแห้วก็นั่งลงบนเตียง เอื้อมมือกระชากหุ่นลงมาจากเตียง หุ่นนี้สวมเสื้อกางเกงและใช้ฟางยัด คณะพรรคสี่สหายหัวเราะชอบใจไปตามกัน คุณหญิงวาดรีบจุ๊ย์ปากแล้วโบกมือห้าม

"เบาๆ หน่อยพวกเรา อย่าเอ็ดตะโรไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านกำลังบ้าดีเดือด ถ้าท่านรู้ว่าอ้ายแห้ว ไม่ตาย ท่านจะต้องหวนกลับมายิงอ้ายแห้วอย่างแน่นอน ขณะนี้ท่านกลุ้มใจมาก อารมณ์ของท่านจึงเร่าร้อนอย่างนี้ พวกเราก็ไม่ควรเสือกไปล้อท่านเลย"

ท่านหันมาทางเจ้าแห้ว

"แล้วก็มึงทีเดียวเป็นต้นเหตุเรื่องแม่บัวแก้วน่ะ ไม่ได้ถามสักนิดหนึ่งเล่าเป็นคุ้งเป็นแคว"

ใบหน้าของพลไม่สู้จะสบายใจนัก เขากล่าวเพื่อนเกลอของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"เลิกโว้ย ทีนี้ใครอย่ากระเซ้าคุณอาเป็นอันขาด ท่านแก่แล้วนี่หว่า ท่านมีเมียเด็กๆ ท่านก็อายน่ะซี ท่านไม่ใช่คนแก่ที่หน้าด้านเหมือนเจ้าคุณคุณพระบางคนนี่โว้ยเนื้อหนังตกกระแล้วยังควงเมียสาวๆ เลิกนะ ประเดี๋ยวจะมีเรื่องคอขาดบาดตายขึ้น คนเราโมโหขึ้นมามันก็ต้องลืมตัวด้วยกันทั้งนั้น"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"ไป-ไปเถอะพวกเรา อ้ายแห้วต้องซุ่มซ่อนตัวอยู่ที่นี่ อย่าขึ้นไปบนตึกเป็นอันขาด ทางที่ดีควรไปแอบอยู่ในสวนดอกไม้ดีกว่าเพื่อความปลอดภัยของมึง" แล้วท่านก็ยกมือตบบ่าลูกชายของท่าน "แกพยายามเหนี่ยวรั้งเอาตัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปเที่ยวกับแกให้ได้ จะพาไปไหนก็ไปเถอะ"

"ไชโย" นิกรร้องขึ้นดังๆ "บุกดงกระหรี่โว้ยพวกเรา"

คุณหญิงวาดยกเท้าเตะลูกแปถูกก้นนิกรเต็มแรง

"นี่แน่ะ บุกดงกระหรี่"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้น ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็พากันออกไปจากห้องเจ้าแห้ว

เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก มีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ เขาหันมาทางหิ้งพระ แล้วยกมือไหว้พระประหลกๆ ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็เดินย่องออกไปจากห้องนอนของเขา ปีนราวลูกกรงเผ่นแผล็วลงไปจากเรือนโดยไม่ยอมเดินลงทางบันได เพราะทางนั้นมีแสงสว่างจ้า

เจ้าแห้วเดินเรื่อยเปื่อยไปทางด้านหลังอาณาเขตของบ้าน "พัชราภรณ์" ตั้งใจจะไปอาศัยนอนที่กระท่อมท้ายสวนสักหนึ่งคืน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง แล้วก็นึกฉิวตัวเองที่ชอบพูดมาก ปากพล่อย ชอบเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นอารมณ์ ชอบสอดรู้สอดเห็นกับเรื่องส่วนตัวคนอื่น ซึ่งเจ้าแห้วรู้ดีว่าอุปนิสัยสันดาน เช่นนี้เลวที่สุด และยากที่จะรักษาให้หายได้

ท่ามกลางความมืดซึ่งมีแต่แสงดาวสลัวราง เจ้าแห้วเดินเรื่อยเปื่อยไปตามริมรั้วลัดเข้าสวนดอกไม้ตรงไปทางท้ายสวน เมื่อพ้นเขตสวนดอกไม้ก็เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าประมาณสามสี่ไร่ บางแห่งมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นครึ้ม บางแห่งก็มีหญ้าคาและต้นไม้ล้มลุกปกคลุมไปทั่ว ซึ่งคนทำสวนเพียงสองคนไม่อาจจะดายหญ้าถางหญ้าให้ทั่วถึง เพราะมัวสนใจทำแต่ทางด้านหน้าบ้านเท่านั้น อาณาเขตหลังบ้านนี้แหละเจ้าแห้วมักจะเลี่ยงมาสูบกัญชา หรือแอบมานอนเล่นในตอนกลางวัน

เมื่อเดินข้ามสะพานข้ามคูเล็กๆ พ้นไปได้สักครู่เจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว เขาแลเห็นใครคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่บนเนินดิน เจ้าแห้วพยายามใช้สายตาเพ่งมองดู แล้วก็จำได้ว่านั่นคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง เจ้าแห้วยืนนิ่งคิดอยู่สักครู่ก็ยิ้มออกมาได้ เขารู้ดีว่าเท่าที่ท่านเจ้าคุณปลีกตัวออกมานั่งอยู่เงียบๆ เช่นนี้ก็เพราะท่านเข้าใจผิดคิดว่าเขาถูกท่านยิงตายแล้ว แน่นอนทีเดียว เจ้าคุณปัจจนึกฯ คงกำลังเกรงกลัวอาญาแผ่นดินในฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา

คิดเช่นนี้แล้ว เจ้าแห้วก็ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก เขารีบอ้อมไปทางด้านหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ แฝงกายมาตามพุ่มไม้ ในที่สุดเจ้าแห้วก็ยืนอยู่ห่างจากท่านเจ้าคุณประมาณหกเมตรเท่านั้น

เจ้าแห้วแกล้งแสดงตัวเป็นผีทันที คือผีของตัวเองที่ถูกยิงตาย เจ้าแห้วยกมือขยี้ศีรษะให้ผมยุ่งเป็น กระเซิง แล้วทำเสียงคำรามให้น่ากลัว เดินออกมาจากพุ่มไม้ในบทบาทของผีดิบ คือเดินตัวแข็งทื่อไม่แกว่งแขวน เม้มปากแน่นทำตาถมึงทึงให้ดูน่ากลัว

พอแลเห็นเจ้าแห้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว อกสั่นขวัญแขวนและขนลุกซู่ ท่านมั่นใจอย่างยิ่งว่าเจ้าแห้วตายแล้ว ซึ่งท่านกำลังนั่งวิตกอยู่ การยิงในระยะห่างเพียงสามก้าวสำหรับมือปืนอย่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ย่อมไม่ผิดพลาด และกระสุน ๑๑ มม. ก็มีหวังเข้าโลงได้

ความรู้สึกบอกตัวเองว่าท่านถูกผีเจ้าแห้วหลอก ซึ่งตามธรรมดาผีตายโหงย่อมดุร้าย เจ้าแห้วคงมาเรียกร้องเอาชีวิตท่านเช่นเดียวกัน

"อ๋อย..นะโม ตสส ภควโต" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดแทบไม่เป็นภาษาคน "ไปสู่ที่ชอบๆ เถอะอ้ายแห้ว ข้าฆ่าเอ็งก็เพราะโมโหจนลืมตัว อย่าหลอกหลอนข้าเลย แล้วข้าจะทำบุญตรวจน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้"

เจ้าแห้วแกล้งพูดเสียงคำรามในลำคอ

"รับประทานใต้เท้าใจคอโหดร้ายมาก...ความผิดของผมเพียงเท่านี้ถึงกับยิงผมทิ้ง ผมจะต้องเอาใต้เท้าไปเมืองผีด้วย ยมพบาลสั่งให้ผมมาชวนใต้เท้าไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เกรงกลัวผีเจ้าแห้วแทบจะเป็นลมท่านยกมือขยี้ตาตัวเอง อยากจะคิดว่าหูแว่วและนัยน์ตาฝาด เจ้าแห้วแหกปากหัวเราะลั่น

"รับประทานต่อให้ขยี้จนตาแหก ภาพผมก็ไม่หาย ฮึ่ม..แฮ่-ผมมาเอาชีวิตใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เผ่นพรวดลุกขึ้นเมื่อเห็นเจ้าแห้วเดินทื่อเข้ามา แล้วท่านก็ตะโกนลั่นพร้อมกับออกวิ่งไปโดยเร็ว

"โว้ย...อ้ายแห้วหลอกกูโว้ย ดุซิบหายเลย ตายแผล็บเดียวหลอกแล้ว"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คณะพรรคสี่สหายกำลังเดินค้นหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั่วบ้าน พล, นิกร, กิมหงวนและดร. ดิเรก ยืนรวมกลุ่มกันทางขวาของด้านหลังตึก ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งปุเลงๆ ตรงเข้ามา สี่สหายต่างเงยหน้ามองดูท่าน เจ้าคุณห้ามล้อพรืดแล้วพูดกระหืดกระหอบน่าสงสาร

"ช่วยอาด้วยพล อ้าย-หะ-แห้วมันหลอก โอย-ดุอะไรอย่างนี้ไม่รู้ แกช่วยพาอาไปโรงพักทีเถอะ อาจะมอบตัวของอาให้ตำรวจเขาในฐานที่อาฆ่าเจ้าแห้วตาย" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องไห้ ล้วงกระเป๋าหยิบปืนพกออกมาส่งให้นิกร "กรเอ๋ย อย่างน้อยศาลคงตัดสินจำคุกพ่อไม่น้อยกว่ายี่สิบปี แล้วไปเยี่ยมพ่อบ้างนะ"

นิกรกลั้นหัวเราะแทบแย่

"จ้างผมทำปิ่นโตส่งคุณพ่อเป็นเดือนก็แล้วกันนะครับ"

ท่านเจ้าคุณสะอื้น ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"แกเอาฉันลงคอด้วยเรอะ"

"โธ่-กับข้าวกับปลามันแพงนี่ครับ ผมก็ต้องคิดบ้างตามสมควร ส่งคุณพ่อวันละสามเวลา ผมคิดเดือนละห้าพันเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"ลำบากนักก็ไม่ต้องหรอก กูกินข้าวหลวงดีกว่า"

เสี่ยหงวนพูดกับท่านเจ้าคุณอย่างเป็นการเป็นงาน

"คุณอาไม่ควรจะฆ่าอ้ายแห้วเลย ผมไปดูศพอ้ายแห้วมาแล้วสงสารเหลือเกิน กระสุนนัดหนึ่งถูกหัวสมองพอดี อีกนัดหนึ่งถูกสะดือทะลุออกทางหลัง เลือดโชกไปหมดเชียวครับ"

ท่านเจ้าคุณน้ำตาไหลพราก

"อย่าพูดเลยโว้ย อาสงสารอ้ายแห้วใจจะขาดอยู่แล้ว"

ดร. ดิเรกยิ้มให้พ่อตาของเขา แล้วกล่าวว่า

"ระงับความคิด ที่จะมอบตัวให้ตำรวจก่อนเถอะครับคุณพ่อ ผมรับรองว่าผมจะช่วยชุบเจ้าแห้วให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาภายในคืนวันนี้"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"พวกผมสี่คนตกลงกันแล้วครับ ขอค่าชุบอ้ายแห้วเพียงแสนบาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"เปล่า-เปล่า การชุบอ้ายแห้วคนอื่นไม่เกี่ยวเลย ดิเรกมันทำของมันคนเดียวเท่านั้น"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะสิครับ"

ดิเรกกล่าวกับพ่อตาเขาต่อไป

"คุณพ่อต้องสัญญาก่อน ถ้าอ้ายแห้วฟื้นขึ้นมาคุณพ่อจะไม่ทำอะไรมันอีก แม้แต่เพียงจะเตะมันสักหนึ่งที"

"เออ-พ่อสัญญา พ่อรับรองด้วยเกียรติยศว่าพ่อจะไม่ทำอะไรมันเลย เท่าที่พ่อยิงอ้ายแห้วเมื่อกี้นี้ก็เพราะพ่อโมโหจนลืมตัว ซึ่งนิสัยโมโหฉันเฉียวอย่างนี้ ล้วนแต่ทำให้คนเราติดคุกติดตะรางมามากต่อมาก"

นิกรว่า "จริงๆ นะครับ อย่าไปทำอะไรมันนะครับ"

"เออน่า พ่อเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ต้องรักษาคำพูดสิวะ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถ้าจะให้เป็นที่เชื่อถือกันได้แล้ว ผมคิดว่าคุณอาควรสาบานดีกว่า สาบานเสียตามระเบียบเถอะครับ ถ้าหากว่าคุณอาทำอะไรเจ้าแห้วอีก..."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวเสียงหนักแน่น

"ขอให้ข้าหัวล้านทุกๆ ชาติ"

เสี่ยหงวนหัวเราะงอหงาย

"ถ้ายังงั้นไม่ต้องให้ดิเรกมันชุบหรอกครับ ผมแสดงเองดีกว่า ผมจะเรียกอ้ายแห้วมาเดี๋ยวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"ไม่เอา-ข้ากลัวมัน เล่นกะใครไม่เล่น เล่นกะผีมีอย่างที่ไหน"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยคราง "มันตายเมื่อไหร่ล่ะครับ อ้ายแห้วมันมีหลวงพ่อสมเด็จวัดระฆัง คุณอายิงมันสองนัดถูกทั้งสองนัด แต่อ้ายแห้วไม่เป็นอะไรเลย" พูดจบกิมหงวนก็ยกมือใส่ปากเป่าเสียงสั่นสวน แล้วเขาก็ร้องตะโกนลั่น "ออกมาโว้ย...หวอปลอดภัยแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าแห้วเดินออกมาจากสวนดอกไม้ และตรงเข้ามาหาสี่สหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก กอดเอวพลแน่น "อ้ายพล-ช่วยอาด้วย มันมาแล้ว"

นายพัชราภรณ์หัวเราะก้าก

"อ้ายแห้วมันไม่ตายหรอกครับ คุณอาเข้าใจผิดคิดว่าคุณอายิงอ้ายแห้ว ความจริงคุณอายิงรูปหุ่นที่ อ้ายแห้วมันทำขึ้นต่างหาก"

ก่อนที่ท่านเจ้าคุณจะพูดว่ากระไร เจ้าแห้วก็เดินอาดๆ ตรงเข้ามาในบทบาทของผีดิบ เสี่ยหงวนก้มลงหยิบก้อนอิฐก้อนหนึ่งขึ้นมาถือเงื้อมือขึ้นทำท่าจะขว้าง ทันใดนั้นเองผีดิบก็ร้องลั่น

"โอ๊ย-รับประทานอย่านะครับ"

กิมหงวนโยนก้อนอิฐทิ้ง แล้วหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เห็นไหมล่ะครับ ว่าอ้ายแห้วมันเป็นคนไม่ใช่ผี"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ แล้วยิ้มแห้งๆ

"มานี่ซิอ้ายแห้ว มา-มึงเป็นผีหรือเป็นคนวะ"

เจ้าแห้วพยายามเก๊กหน้าให้เหมือนผี เดินรี่เข้ามาหาสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำให้นิกรชักจะหมั่นไส้เต็มทน

"มากไปละโว้ย อ้ายแห้ว เดี๋ยวผีก็โดนเตะให้เท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วยิ้มกะเรี่ยกะราด แล้วยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานกลัวแล้วครับ ใต้เท้าเล่นกับผมด้วยปืนอย่างนี้ รับประทานไม่สนุกแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โผเข้ากอดเจ้าแห้วทันที ความปิติยินดีบังเกิดขึ้นแก่ท่านอย่างล้นเหลือ

"อ้ายแห้ว โอย...สิ้นเคราะห์ไปที กูนึกว่ามึงม่องเท่งเสียแล้ว ข้ากำลังคิดอยู่ทีเดียวว่า ข้าจะต้องติดคุกในฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา เออ-สิ้นเคราะห์กันทีกู" แล้วท่านก็คลายมือที่กอดเจ้าแห้วออก แต่แล้วท่านก็นึกขึ้นได้ว่าเจ้าแห้วเป็นคนนำความลับของท่านมาเปิดเผย

ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของท่านเจ้าคุณเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที แววตาที่มองดูเจ้าแห้วนั้นวาวโรจน์น่ากลัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอย่างดุเดือด หันควับมาทางนายจอมทะเล้น

"อ้ายกร เอาปืนมาให้พ่อ พ่อยอมติดตะราง พ่อต้องฆ่าอ้ายแห้วให้ได้"

ดร. ดิเรกรีบโบกมือห้าม

"โนๆๆๆๆๆ คุณพ่อสาบานไว้แล้วว่าคุณพ่อจะไม่ทำอะไรอ้ายแห้ว"

นิกรยกมือตบบ่าพ่อตาของเขาเบาๆ

"คนเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อพูดอะไรออกมาก็ต้องรักษาคำพูดบ้างสิครับคุณพ่อ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"หม่ายน่อ....นิกๆ หน่อยๆ ไม่เป็งไรน่อ เรากากี้นั้งน่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น ยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

"กูอยากรู้นักอ้ายแห้ว กูยอมติดสินบนมึงพันบาทเพื่อให้มึงปิดปากในเรื่องที่กูไปแอบมีเมียเด็กๆ ไว้ แต่แล้วมึงก็พูดมากปากพล่อย เอาความลับของกูมาเปิดเผย มึงทำอย่างนี้มึงเป็นคนหรือหมาวะ"

เจ้าแห้วหันมาถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"รับประทานเป็นอะไรดีล่ะครับ"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"อย่าสงสัยเลยวะ สารภาพกับท่านว่ามึงเป็นหมาก็แล้วกัน จะได้หมดเรื่องหมดราวกันเสียที"

เจ้าแห้วเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"รับประทานเป็นหมาครับ"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"มึงเลวมาก มึงเป็นหมา...แล้วก็หมาขี้เรื้อนเสียด้วยนะจะบอกให้ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กูไม่คบมึงอีกแล้วเจ็บใจนัก อ้ายเรารึไว้เนื้อเชื่อใจ ไปไหนก็เอาไปด้วย ผ่าเถอะวะ กูอยากยิงมึงเหลือเกิน" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ผลุนผลันเดินไปจากที่นั้นด้วยความเดือดดาลเจ้าแห้ว ทันใดนั้นเอง นิกรก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอ่อนหวาน

"บัวแก้วแม่เอ๊ย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดชะงัก หันควับมาทางนิกรแล้วท่านก็ก้มลงหยิบก้อนอิฐก้อนหนึ่ง แต่แล้วท่านก็ร้องยี้รีบโยนทิ้ง ความจริงมันไม่ใช่ก้อนอิฐ มันคือขี้หมาก้อนหนึ่ง ซึ่งยังใหม่เอี่ยม ท่านเจ้าคุณพยายามระงับความโกรธเดินอ้อมไปทางหน้าตึก

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลุ้มใจอย่างที่สุด เป็นเวลาสามวันที่ท่านไม่กล้าไปหาบัวแก้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าคณะพรรคสี่สหายคอยติดตามดูการเคลื่อนไหวของท่านตลอดเวลา เพียงแต่ท่านแต่งตัวจะออกไปนอกบ้าน สี่สหายก็เข้ามารุมล้อมอยู่ในห้องของท่านและจะขอตามไปด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าทุกคนอยากเห็นแม่สาวงามบัวแก้ว อีหนูของเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง

สามวันมันเหมือนสามปี ท่านเจ้าคุณคิดถึงบัวแก้วของท่านมาก ในที่สุดท่านก็คิดว่าไหนๆ เรื่องมันก็แดงขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าคณะพรรคสี่สหายจะติดตามท่านไปที่บ้านบัวแก้วก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร

คิดแล้วท่านเจ้าคุณก็รีบอาบน้ำแต่งตัวทันที แต่แล้วเจ้าแห้วซึ่งเป็นแมวมองของสี่สหายก็รีบไปบอกให้ พล, นิกร, กิมหงวนและ ดร.ดิเรกทราบว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เตรียมตัวจะออกไปนอกบ้าน

สี่สหายรีบลงมาจากตึกไปหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงรถยนต์ รออยู่จนกระทั่งท่านเจ้าคุณเดินเข้ามาในโรงรถและตรงมาที่รถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง กลิ่นน้ำหอมอย่างดีจากศีรษะของท่านหอมตลบอบอวล เจ้าคุณสวมกางเกงปาล์มบีชสีเทาเข้มสวมเสื้อเชิ้ตฮาวายปล่อยเอวลายสับประรด ดูท่านหนุ่มกว่าอายุจริงในราวสองสามปี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฮัมเพลงเบาๆ เปิดประตูก้าวขึ้นนั่งประจำที่คนขับ แต่แล้วก่อนที่จะสตาร์ทเครื่อง สี่สหายก็พากันเดินเข้ามาที่รถ นิกรก้าวขึ้นมานั่งเคียงคู่กับท่านแล้วยิ้มอ่อนหวาน

"คุณพ่อจะไปไหนครับ"

"ข้าจะไปขับรถเล่น อ้ายพวกแกนี่ยังไงกันวะ ทำเป็นเด็กทารกไปได้ แกจะตามฉันไปทำไม"

พลกับเสี่ยหงวนและ ดร. ดิเรกพากันขึ้นมานั่งตอนหลังรถ เสี่ยหงวนยักคิ้วให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดยิ้มๆ

"คุณอาอย่าปิดบังผมเลยครับ พาพวกเราไปรู้จักกับอีหนูบัวแก้วของคุณอาบ้างซี ทีหลังผมจะได้หาไว้สักคน และเอาไปอยู่รวมกับบัวแก้ว จะได้เป็นเพื่อนกันอย่างไรล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ

"ฉันไม่อยากให้พวกแกมายุ่งเกี่ยวกับฉันก็เพราะพวกแกอดกระเซ้าฉันไม่ได้ คิดดูซิวะ ฉันเป็นผู้ใหญ่ เรื่องพรรค์นี้เป็นเรื่องส่วนตัวจะมาล้อเลียนกันเล่นได้หรือ"

พลว่า "ไปเถอะครับ คุณอา ผมรับรองว่าพวกเราจะไม่กระเซ้าคุณอาอีกเลย"

"เออ-ให้คำมั่นสัญญาอย่างนี้ก็พอจะคบกันได้ ยังงั้นก็ไปด้วยกัน อาจะพาพวกแกไปรู้จักกับบัวแก้ว"

ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาในโรงรถอย่างรีบร้อน เขาเปิดประตูด้านขวาหน้ารถออก แล้วพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"รับประทาน ผมขับให้เองครับ"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจหนักๆ

"ไม่ต้องมายุ่งกับข้า ข้าขับของข้าเองได้"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานให้ผมขับให้ดีกว่าครับ ผมจะได้ติดตามไปรับใช้ด้วย รับประทานผมรู้ดีว่าใต้เท้ากำลังจะพาพวกเจ้านายของผมไปที่ซอยกลาง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เขยิบตัวมาชิดนิกร แล้วก็พูดกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหนักๆ

"เอ้า-ขึ้นมาซิ อ้ายเปรต กูเห็นหน้ามึงแล้วกูอยากยิงมึงเหลือเกิน"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานเรื่องมันแล้วมาแล้วตั้งสามวันไม่น่าจะมาผูกใจเจ็บผมเลย" แล้วเจ้าแห้วก็ขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ เอื้อมมือปิดประตูเรียบร้อย

"คาดิลแล็ค" เก๋งถูกสตาร์ทเครื่อง และคลานออกจากโรงรถของมันอย่างสง่าผ่าเผย เจ้าแห้วนำรถแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

สี่สหายสนทนากันอย่างครื้นเครง แล้วนายแพทย์หนุ่มก็สัพยอกพ่อตาของเขา

"ถามจริงๆ เถอะครับ คุณพ่อ อีหนูของคุณพ่อสวยไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ

"เรื่องนี้ตอบยากโว้ย โบราณว่า...จะหาคนงามให้ไปถามคนรัก สำหรับบัวแก้วคนอื่นจะรู้สึกอย่างไรนั่นเป็นเรื่องของเขา แต่ในสายตาของพ่อ พ่อคิดว่าถึงเทพธิดาจะมีจริงก็สู้บัวแก้วไม่ได้"

เสียงฮาดังขึ้นพร้อมๆ กันลั่นรถ เสี่ยหงวนถึงกับตบมือกระทืบเท้าชอบอกชอบใจ

"เด็ดขาด" อาเสี่ยร้องลั่น "คุณอาหาทั้งทีก็ต้องทีเด็ดอย่างนี้ ผมเชื่อครับว่าสวยมาก ซึ่งเจ้าแห้วยืนยันว่าอีหนูของคุณอาทั้งสวยทั้งน่ารัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแก้มแทบแตก ท่านหันมาทางนายพัชราภรณ์

"แกอย่ายุ่งกับบัวแก้วไม่ได้นา"

พลหัวเราะชอบใจ

"ไว้ใจเถอะครับ เรื่องเจ้าชู้ผมเลิกแล้ว เลิกอย่างเด็ดขาด เดี๋ยวนี้....ผู้หญิงไม่มีความหมายอะไรสำหรับผมเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนยกมือผลักหน้าพลเต็มแรง

"อย่าคุยดีไปหน่อยเลยวะ ที่แกไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงยิงเรือมาหลายเดือนก็เพราะความวัวยังไม่ทันจะหาย แกก็ไม่อยากจะให้ความควายเข้ามาแทรก ถุย..อ้ายหมอฉีดยาให้แกทุกวัน ข้ารู้หรอกน่า"

นายพัชราภรณ์ยิ้มแห้งๆ

"ทำไมแกรู้ล่ะ" ถามเบาๆ

อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายแห้วมันบอกข้า"

นายพัชราภรณ์แยกเขี้ยวและขบกรามกรอด ก้มลงหยิบเหล็กงัดยางที่วางอยู่บนพื้นรถขึ้นมา เงื้อขึ้นจะฟาดกะบาลเจ้าแห้วให้สมรัก เจ้าแห้วเห็นในกระจกมองหลังก็ร้องขึ้นสุดเสียง นิกรรีบคว้าข้อมือพลไว้ได้

"อย่า-อย่าโว้ย ถ้าแกตีมันด้วยเหล็กงัดยางอันนี้รถของเราก็คงลงคลอง หรือม่ายก็จูบเสาไฟฟ้าริมถนน"

นายพัชราภรณ์โกรธเจ้าแห้วจนอดหัวเราะไม่ได้

"อ้ายแห้วนี่ปากเหมือนหมา นิสัยระยำที่สุด ชอบสอดรู้สอดเห็นสนใจในเรื่องของคนอื่น ไม่ว่าใครจะมีความลับอะไรอ้ายแห้วรู้หมด แล้วเที่ยวบอกคนโน้นคนนี้" แล้วเขาก็ยกมือเขกศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง "นี่แน่ะ ระวังตัวของมึงไว้ให้ดีนะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้ากใหญ่

"ในที่สุดฉันก็รู้ว่าเท่าที่แกเป็นคนดี ไม่ไปเที่ยวซุกซนและไม่เจ้าชู้ ก็เพราะแกยังอยู่ในระหว่างพักฟื้นใช่ไหมล่ะ"

พลไม่ตอบได้แต่หัวเราะ "คาดิลแล็ค" เก๋งแล่นบ่ายหน้าไปทางสะพานพระโขนง จากบ้าน "พัชราภรณ์" มาเพียงครู่เดียวก็ถึงจุดหมาย เจ้าแห้วนำรถเลี้ยวเข้าไปในซอยกลางและเข้าไปเกือบจะสุดซอยก็ถึงบ้านของบัวแก้ว

"คาดิลแล็ค" เก๋งแล่นมาหยุดหน้าประตูบ้านหลังนั้นซึ่งเป็นประตูเตี้ยๆ สูงกว่าศีรษะเพียงเล็กน้อย และรั้วบ้านเป็นรั้วลวดหนาม ทุกคนพากันก้าวลงจากรถ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเดินมาที่ประตูเอื้อมมือผลักประตูออก บานประตูไม่ได้ใส่กลอนข้างใน มันก็เปิดออกอย่างง่ายดาย ท่านเจ้าคุณแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นประตู หน้าต่างทุกบานปิดหมด

"เอ๊ะ" ท่านอุทานดังๆ "บัวแก้วท่าจะไม่อยู่โว้ย" แล้วท่านก็หันมาทางสี่สหาย "ไป-ไปบนเรือนเถอะ อามีเบียร์แช่เย็นและน้ำอัดลมกับบุหรี่ดีๆ ไว้ต้อนรับพวกแก แต่ว่าเหล้าไม่มีนะ ถ้าอยากกินให้อ้ายแห้วเอารถออกไปซื้อปากตรอก บัวแก้วน่ากลัวจะไปธุระหรือออกไปซื้อของใช้"

นิกรถามยิ้มๆ

"บัวแก้วอยู่คนเดียวหรือครับ"

"อ๋อ, เปล่า มีเด็กคนใช้อยู่ด้วยคนหนึ่ง บัวแก้วหาของหล่อนเอง เป็นเด็กผู้หญิงอายุราว ๑๓ ขวบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะสี่สหายขึ้นมาบนเรือนบังกาโล คราวนี้ท่านก็แปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นประตูหน้าเรือนเปิดแง้มไว้โดยไม่ได้ใส่กุญแจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเปิดประตูออกเดินเข้าไปในห้อง คณะพรรคสี่สหายตามเข้ามาด้วย ท่านเจ้าคุณตกตะลึงยืนนิ่งเฉย ท่านได้พบแต่ห้องอันว่างเปล่า ไม่มีข้าวของใดๆ เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เครื่องตกแต่งห้องและเครื่องใช้ไม้สอยอันตรธานไปหมดเหมือนกับบ้านร้าง

"โอ๊ย! " ท่านเจ้าคุณร้องลั่นเหมือนกับถูกยิง "ตายแน่กู โธ่....อีหนู...อีหนูล่องหนไปเสียแล้ว หมด-ขนเสียเกลี้ยงบ้านเลย"

คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากัน แต่ไม่มีใครพูดว่ากระไร เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาทุกคนเข้าไปในห้องนอน แต่แล้วก็มีแต่ห้องเปล่าๆ และมีกางเกงชั้นในของผู้หญิงที่ใช้แล้วทิ้งไว้หนึ่งตัว

นิกรตาไว แลเห็นจดหมายฉบับหนึ่งเสียบไว้ที่ฝาห้องก็ปราดเข้าไปหยิบมาดูจ่าหน้าซอง เจ้าคุณ ปัจจนึกฯ รีบเข้ามาแย่งจดหมายจากนิกร ท่านฉีกซองออก ดึงกระดาษในนั้นออกมาอ่าน แต่ยังไม่ทันอ่าน เสี่ยหงวนก็กระตุกเอามาอ่านดังๆ

เขียนที่บ้าน

๑๓ กรกฎาคม ๒๔๙๖

เรียน เจ้าคุณที่นับถือ

ขณะที่เจ้าคุณอ่าน จม. ฉบับนี้ หนูได้หนีไปแล้ว หนูเสียใจที่อยู่ร่วมกับเจ้าคุณไม่ได้เพราะเจ้าคุณไร้สมรรถภาพ นอกจากนี้ยังทอดทิ้งให้หนูอยู่เดียวดายตั้งหลายวัน

ลาก่อนค่ะ ลาชั่วกัลปาวสาน

จากหนู

บัวแก้ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม ความรัก ความเศร้าเสียดายบังเกิดขึ้นแก่ท่านอย่างล้นเหลือ ในที่สุดท่านก็หัวเราะก้าก

"เราจะเอาความแน่นอนอะไรกับผู้หญิง ฮะ-ฮะ สิ้นสุดกันทีบัวแก้ว"

เจ้าแห้วร้องเพลงขึ้นทันที

เชื่อกระไรใจหญิง

เหมือนน้ำกล๊อกกลิ้ง

ในบ้องกัญชา

สี่สหายหัวเราะครืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินคอตกออกไปจากห้อง คณะพรรคสี่สหายตามออกไปด้วย เป็นอันว่าความสัมพันธ์ของท่านเจ้าคุณกับบัวแก้วได้อวสานลงเพียงเท่านี้

จบตอน