พล นิกร กิมหงวน 135 : ป่ามหาสนุก

พญาลิงดำขู่คำรามลั่นป่า เสียงทุบอกของมันดังพอๆ กับกลองเพล มันยืนหันรีหันขวางหมุนตัว ไปมาอ้าปากแสยะแลเห็นเขี้ยวอันใหญ่ยาวน้ำลายไหลยืด ลิงยักษ์ตัวนี้เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เหลืออยู่กลางป่านี้อีกเพียงตัวหรือสองตัวเท่านั้น เป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุดความใหญ่โตมโหฬารของมันทำให้ฝูงสัตว์ป่าทั้งหลายเกรงขาม เพราะเพียงแต่ได้ยินเสียงคำรามร้องของมันเท่านั้น แม้กระทั่งเสือโคร่งขนาดใหญ่ก็ต้องโกยอ้าวหลบหนีไปโดยเร็วที่สุด

ลิงยักษ์ตัวนี้แหละที่ยกซากเครื่องบินไปวางบนหน้าผา มันไม่อาจจะทราบได้ว่าซากเครื่องบินสี่เครื่องยนต์นั้นคืออะไร เมื่อมันเห็นเข้าสันดานของลิงก็อยากรู้อยากเห็น เหมือนกับคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นทั้งหลาย มันจึงยกซากเครื่องบินแกว่งและโยนเล่น แล้วก็วางไว้บนหน้าผา

มันยึดหุบเขาที่กล่าวนี้เป็นที่อยู่อาศัยมาหลายร้อยปีแล้ว วันที่สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพวกลูกหาบพากันมาที่นี่ บังเอิญลิงยักษ์ไปเที่ยวที่ป่าอื่นจึงแคล้วคลาดกัน บัดนี้มันกลับมายังถิ่นพำนักของมันแล้ว เมื่อมันแลเห็นคณะพรรค ๔ สหายมันก็เข้าใจ ว่ามนุษย์เหล่านี้เป็นศัตรูของมัน สมควรที่จะฉีกอกเสีย

อย่างไรก็ตาม ลิงนั้นแม้จะเป็นลิงยักษ์ขนาดภูเขา มันก็มีนิสัยสันดานเป็นลิงอยู่นั่นเอง พญาลิงดีอกดีใจเมื่อแลเห็นมนุษย์วิ่งหนีมัน มันกระโดดโลดเต้น ยักคิ้วหลิ่วตาขู่คำรามหลอกล้อ

"ฮ่อก ฮ่อกๆ เจี๊ยกคร่อก...โฮะๆ ฮ่อกๆ "

แล้วมันก็วิ่งไล่กวดคณะพรรคสี่สหายอย่างสนุกสนาน เพราะนานๆ จึงจะมีโอกาสได้เล่นโปลิศจับขโมยสักครั้ง

มนุษย์วิ่งไปได้ ๑๐ ก้าว ลิงก้าวไปก้าวเดียวก็เท่ากัน ดังนั้นเพียงครู่เดียว เจ้านิลพัตรทหารเอกของพระรามก็กวดกระชั้นชิดเข้ามา ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งอยู่รั้งท้ายขบวนเพราะหนักพุงวิ่งไม่ไหว เมื่อท่านเหลียวมาเห็นพญาลิงอยู่ห่างจากท่านไม่กี่มากน้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เสียขวัญวิ่งไม่ไหว ยืนขาสั่นกระทบกันดังพั่บๆ หน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

ลิงยักษ์หัวเราะก้าก มันยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าท่านเจ้าคุณ เอียงคอไปมาด้วยอารมณ์ขันแกมดุร้าย แสงแดดที่ส่องกลางศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะท้อนเข้าตามันเจ้าลิงยักษ์หลับตาปี๋ แสดงกิริยาดุร้ายทันที มันยกนิ้วชี้มือขวาของมันยื่นลงมาดีดศีรษะท่านเจ้าคุณเพียงเบาๆ แต่ถึงกระนั้นก็ดังสนั่นหวั่นไหว

"ป๊อก"

ท่านเจ้าคุณหูอื้อนัยน์ตาพร่าพราวมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมล้มลงสิ้นสติ ท่านค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูพญาลิง แล้วท่านก็ยกมือไหว้อย่างน่าสงสาร

"คุณจ๋อจ๋า กลัวแล้วจ๊ะ"

พญาลิงขู่คำรามลั่น เสียงของมันทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แทบช๊อค ท่านแข็งใจวิ่งหนีเอาดื้อๆ ปากก็ร้องตะโกนให้สี่สหายช่วยเหลือท่าน

"โว้ย ช่วยด้วยโว้ย"

เสียงปืนเล็กยาวดังขึ้นหลายต่อหลายนัด ๔ สหายกับพรานหมึกและเจ้าแห้วซึ่งวิ่งหนีไปถึงเชิงเขาได้ หันมายกปืนขึ้นประทับยิงในระยะห่างเกือบ ๒๐๐ เมตร พญาลิงอ้าปากหัวเราะลั่นป่า ยกมือปัดเนื้อตัวของมันที่ถูกกระสุนปืนแต่ไม่เข้า เพราะหนังมันหนาและมีความคงทนไม่ผิดอะไรกับแผ่นเหล็กกล้า

พญาลิงไล่กวดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อไปอีก มัน ก้าวสองทีเท่านั้นก็ทัน มันก้มตัวยกมือซ้ายรวบขาซ้ายของท่านคุณยกขึ้นลง ซึ่งเหมือนกับน้ำหนักตัวของเจ้าคุณมีเพียงปอนด์เดียวเท่านั้น นิลพัตรชูตัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้น ท่านเจ้าคุณดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสารปากก็ร้องให้พรรคพวกช่วยท่าน

"อ๋อย-ตายแล้ว ช่วยด้วย ช่วยด้วยโว้ย"

สี่สหายกับเจ้าแห้วและพรานหมึก ยืนจับกลุ่มกันอยู่ที่เชิงเขา ทุกคนหมดความมานะพยายามที่จะยิงพญาลิงแล้ว เพราะรู้ว่ากระสุนปืนเช่นนี้ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะยิงด้วยปืนบาซูก้าหรือปืนใหญ่ขนาด ๔๐ มิลลิเมตรเป็นอย่างน้อยเช่นปืนใหญ่รถถังเป็นต้น

ทุกคนหน้าซีดเผือดนัยน์ตาเหลือกลานไปตามกัน เต็มไปด้วยความห่วงใยท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคิงคองเดินวนเวียนไปมา บางทีก็โยนท่านเจ้าคุณลอยละลิ่วขึ้นไปบนอากาศแล้วตะครุบไว้ได้ด้วยความว่องไวของมัน

"อ้ายกร วิ่งเข้าไปช่วยพ่อตาแกหน่อยซีวะ" พลพูดละล่ำละลัก

นิกรทำคอย่น

"ปรื๊อว์ส์ ไม่เอาแล้ว พ่อตาไม่ใช่พ่อตัวช่างท่านเถอะ นึกว่าถึงคราวของท่าน ที่ตายของท่านอยู่ที่นี่"

นายแพทย์หนุ่มยกมือขวาตบบ่าทาร์ซานกิมหงวน

"เสี่ยโว้ย" ดร. ดิเรก พูดเสียงหนักๆ "โห่ เรียกช้างมาช่วยคุณพ่อซี ขืนร่ำไรประเดี๋ยวลิงมันฉีกอกท่าน คุณพ่อท่านก็ม่องเท่งเท่านั้น"

เสี่ยหงวนแบมือแล้วยักไหล่

"ไม่มีทาง ช้างมันเห็นเข้ามันก็ต้องวิ่งหนีเช่นเดียวกัน เพียงแต่มันยกตีนเตะเบาๆ ช้างก็คอหัก ตัวมันยังกะภูเขาทองอย่างนี้ไม่มีใครปราบมันได้หรอก"

นิกรยิ้มให้อาเสี่ย

"แต่กันเชื่อว่าทาร์ซานเท่านั้นที่สามารถปราบ เจ้าคิงคองตัวนี้ได้เพราะทาร์ซานตัวนี้เป็นเจ้าป่า แกจะยอมให้ลิงกระจิ๋วหลิวตัวนี้มาลบเหลี่ยมลบคมแกเชียวหรือ"

อาเสี่ยยืดอกขึ้นในท่าเบ่งทันที ถึงแม้เขาหายสนิทแล้วแต่ยังมีเผลอไผลไปบ้างเป็นบางขณะ พล พัชราภรณ์ได้โอกาสก็ช่วยยกยอปอปั้นเสี่ยหงวนต่อไป โดยแกล้งทำเป็นพูดกับนิกรเพื่อนเกลอของเขา

"กันเชื่อว่าอ้ายเสี่ยปราบลิงยักษ์ตัวนี้ได้แน่นอน"

นิกรเออออห่อหมกด้วย

"นั่นน่ะซี สำหรับทาร์ซานแล้วย่อมไม่คำนึงถึงสัตว์ป่านั่นจะใหญ่โตมโหฬารสักเพียงใด คอยดูนะ ประเดี๋ยวอ้ายเสี่ยจะแสดงความกล้าหาญให้พวกเราชมแน่ๆ "

เจ้าแห้วเสริมขึ้น

"รับประทาน อาเสี่ยของผมถ้าไม่แน่แล้วคงจะอยู่ในป่านี้ตามลำพังไม่ได้หรอกครับ รับประทานลองคิดดูสิครับ กว่าพวกเราจะตามมาพบรับประทาน อาเสี่ยของผมต้องกระทำตนเป็นเจ้าป่าจริงๆ "

เสี่ยหงวนมองดูเจ้าแห้วแล้วยิ้มอย่างกระดากอาย

"ถามจริงๆ เถอะวะอ้ายแห้ว เอ็งจะยุให้ข้าเข้าไปให้อ้ายจ๋อนั่นมันกระทืบข้าแบนเป็นกล้วยปิ้งยังงั้นหรือ"

สามสหายกลั้นหัวเราะแทบแย่ เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น ทำหน้าตายได้เก่งมาก

"รับประทานไม่ใช่ยุ ผมเชื่อความสามารถของอาเสี่ยจริงๆ ครับ เอาซีครับ-ชู้ว์-เอาเลย อาเสี่ยของผม"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"ยุยังงี้มันยุหมานี่หว่า" แล้วกิมหงวนก็กระชากมีดพกคู่มือออก หันมายิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสามและนายพราน "กันแสดงเอง ลิงน่ะมันจะใหญ่โตสักเพียงใดมันก็โง่กว่ามนุษย์ ไม่ยากเย็นอะไรหรอก พอมันวิ่งเข้ามาเตะขาพับให้มันหกล้มแล้วกระโดดเตะกระโดงคาง ทีเดียวมันก็อยู่หมัด เอาละวะ ทาร์ซานบ้าขึ้นมาแล้ว"

อาเสี่ยป้องปากโห่เสียงลั่น

"โห่-ฮี้โห่-ฮี้โห่-โอ้โฮ-ฮิ้ว"

แล้วกิมหงวนก็ยกมีดขึ้นใส่ปากคาบไว้ อาเสี่ยวิ่งตื๋อตรงเข้าไปคว้าสายเถาวัลย์เส้นหนึ่ง แต่บังเอิญ สายเถาวัลย์เส้นนั้นเป็นเถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งตายแล้ว จึงขาดออกจากกันทันที ทาร์ซานล้มลงก้นกระแทกพื้นดังพลั่ก

"โอ๊ย"

ด้วยทิฐิมานะ ทำให้เสี่ยหงวนลุกขึ้นวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กระโจนคว้าสายเถาวัลย์อีกเส้นหนึ่ง พาตัวลอยละลิ่วไปตามอากาศ ตรงเข้าไปหาพญาลิง ซึ่งยืนตระหง่านมองแลเห็นราวกับภูเขาใหญ่ดำสนิท

พญาลิงแลเห็นทาร์ซานกิมหงวนทะนงองอาจเช่นนี้ มันก็โยนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลอยละลิ่วไปจากมือของมัน เดชะบุญที่ท่านเจ้าคุณหล่นลงไปในพุ่มไม้อันหนาทึบแห่งหนึ่งจึงรอดพ้นจากคอหักตาย แต่ถึงกระนั้นก็ยังขัดยอกไปหมดทั้งตัวแทบจะลุกไม่ขึ้น นิลพัตรทหารเอกของพระรามถูมือทั้งสองข้างไปมา พยักหน้าท้าทายอาเสี่ยกิมหงวน

ทาร์ซานปล่อยตัวลงจากสายเถาวัลย์อย่างสง่าผ่าเผย หยิบมีดที่คาบไว้ออกมาถือกระชับมั่น แต่แล้ว พอคิงคองขู่คำราม เสี่ยหงวนก็หมุนตัวกลับวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

พญาลิงไล่กวดคณะพรรคสี่สหายต่อไป ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็วิ่งกระเซอะกระเซิงเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกลูกหาบที่ซ่อนตัวอยู่ในกอไผ่อันหนาทึบ ทุกคนกำลังนึกถึงความตาย

สี่สหายกับเจ้าแห้วและพรานหมึก ต่างพากันล่าถอยอย่างไม่เป็นขบวน อาเสี่ยอยู่ล้าหลัง แต่เพียง ครู่เดียวก็ค่อยๆ แซงขึ้นหน้าได้ทีละคน นิกรร้องตะโกนลั่น

"อย่าแซงซ้ายซีโว้ยผิดกฎจราจร"

กิมหงวนไม่ฟังเสียง พยายามแซงขึ้นหน้านิกรจนได้ ดร. ดิเรกวิ่งตูดแป้น แต่ก็เร็วดีพอใช้ พลร้องตะโกนบอกพรรคพวกเสียงลั่น

"ขึ้นเขาโว้ยพวกเรา หนีขึ้นเขา"

ทุกคนแม้กระทั่งนายพรานผิวดำเห็นพ้องด้วย พลนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาวิ่งขึ้นไปบนเขา คิงคองตามมาทันยืนอยู่ที่เชิงเขาเอื้อมมือรวบนิกรไว้ได้ แต่นายจอมทะเล้นสามารถดิ้นหลุด และวิ่งผ่านต้นไม้ใหญ่หลายต้น พญาลิงปีนขึ้นมาบนภูเขา เสียงร้องขู่คำราม ของมันสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วป่า

การเล่นโปลิศจับขโมยเป็นไปโดยฝ่ายขโมยอกสั่นขวัญแขวน เพราะถ้าถูกจับได้ก็ต้องเสียชีวิต ดังนั้นทุกคนจึงต้องวิ่งหนีอย่างเต็มฝีเท้า พรานหมึกชี้ไปทางหน้าผาอันลาดชันแห่งหนึ่งแล้วร้องตะโกนบอก

"หนีไปทางโน้นครับพวกเรา ถ้าเราเลาะผ่านหน้าผาไปได้ก็หมายความว่าพวกเราปลอดภัย อย่าพยายามยิงมันเลยครับ"

๔ สหายกับเจ้าแห้วต่างวิ่งตามนายพรานอย่างไม่คิดชีวิต นิลพัตรไล่กวดกระชั้นชิดเข้ามาแล้ว มันใช้มือถอนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งขึ้นมาถือต่างอาวุธ ต้นไม้ต้นนั้นยาวประมาณ ๓ วาเศษ พญาลิงส่งเสียงขู่คำรามทำลายขวัญตลอดเวลา

ในที่สุดคณะพรรค ๔ สหายกับนายพรานและ เจ้าแห้วก็เดินเรียงเดี่ยวผ่านหน้าผาแคบๆ ไปอีกด้านหนึ่ง ความสูงของหน้าผานี้สูงประมาณ ๕๐ เมตร ถ้าเพลี่ยงพล้ำหล่นลงไปก็มีหวังย่นคอกับตาตุ่มมารวมกัน

ทุกคนผ่านหน้าผาไปได้แล้ว

นิลพัตรติดตามมาถึงหน้าผา มันก็หยุดยืนด้วยความลังเลใจ สักครู่หนึ่งมันก็ยกกำปั้นทุบหน้าอกตน เองเสียงสนั่นหวั่นไหว แล้วพญาลิงก็ตัดสินใจเดินผ่านทางแคบๆ ที่หน้าผานั้น

ร่างของมันใหญ่โตมากเกินไป เมื่อมันเดินมาได้ครึ่งทางเจ้าลิงยักษ์ก็ยืนโงนเงน ทำท่าเหมือนจะหล่นลงไปจากหน้าผานั้น นิกรได้ทีก็ตบมือโห่ร้องกระเซ้า พญาลิงดำให้เสียขวัญ

"เอิ๊บ ตกแล้วโว้ย-ตกแน่-โอ๊ย-ตกแล้ว"

พญาลิงเดือดดาลนิกรอย่างยิ่งที่กระเซ้ามัน เพราะมันกำลังจะตกไปจากหน้าผาความโกรธทำให้มันเงื้อต้นไม้ที่มันถืออยู่ในมือขึ้นเหนือศีรษะ ตั้งใจจะพุ่งมาที่นิกร แต่แล้วมันก็เสียหลักผงะหงายลอยละลิ่วลงสู่เบื้องล่าง

๔ สหายกับเจ้าแห้วและพรานหมึกต่างกระโดดโลดเต้นไชโยโห่ร้องเสียงสนั่น ทุกคนมั่นใจว่าพญาลิงดำตายแน่ หน้าผานี้มีความสูงประมาณ ๓ เท่าของลิงยักษ์ ร่างของมันคงจะกระแทกกับก้อนหินเบื้องล่าง เหลวแหลก

แต่มันเพียงแต่สลบไปเท่านั้นเอง สี่สหายพากันเดินมาที่ริมชะง่อนผาและชะโงกหน้ามองดูลิงยักษ์ด้วยความพอใจ ทุกคนมีสีหน้าสดชื่นยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน

นิกรยกมือตบหลังเสี่ยหงวนดังป้าบ

"ยังไง เห็นฝีมือกันไหมล่ะ ยั่วเสียพักเดียว อ้ายจ๋อโมโหร่วงลงไปเลย"

ทาร์ซานยิ้มแห้งๆ

"อื้อฮือ ตัวมันใหญ่อะไรอย่างนี้ มันคงกินกล้วยมื้อหนึ่งอย่างเบาๆ ๑๐๐ หวีเป็นแน่"

พลพูดขึ้นทันที

"ลงไปข้างล่างเถอะโว้ยพวกเรา คุณอาท่านเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ แล้วพวกลูกหาบก็ไม่รู้ว่าหนีเตลิด เปิดเปิงไปทางไหนต่อทางไหนบ้าง สิ้นเคราะห์กันทีพวกเรา"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้ว ก็แลเห็นคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาพวกลูกหาบเดินตรงเข้ามาที่เชิงเขา ท่านเจ้าคุณตุปัดตุเป๋น่าสงสาร เจ้าแห้วร้องตะโกนลั่น

"หยูฮู-รับประทานพวกเราอยู่ทางนี้ครับ"

สี่สหายกับพรานหมึก และเจ้าแห้วต่างพากันลง ไปจากหน้าผาทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นแล้ว พวก ลูกหาบและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามารวมกลุ่มกันอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และพากันมองดูพญาลิงซึ่งนอน หงายเหยียดยาวอยู่ที่เชิงเขานั้นด้วยความประหวั่นพรั่นใจ เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"เป็นไงบ้างครับคุณพ่อ ผมสงสารเหลือเกิน เมื่อแลเห็นอ้ายจ๋อมันจับคุณพ่อโยนเล่นยังกะตุ๊กตาตัวเล็กๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจโล่งอก

"สิ้นเคราะห์ไปทีนึกว่าตายเสียแล้วเพราะเจ้าหงวนไปช่วยล่อลิงมันก็โยนทิ้ง เคราะห์ดีที่หล่นลงไปในพุ่มไม้ ม่ายก็กระดูกออกนอกเนื้อแล้ว"

ดร. ดิเรกเอ่ยขึ้นว่า

"ไปดูศพมันใกล้ๆ หน่อยเถอะวะพวกเรา กันจะต้องพยายามจนสุดความสามารถ ที่จะลำเลียงโครงกระดูกของมันเอาไปกรุงเทพฯ ให้จงได้เพื่อประโยชน์ ในวิชาสัตวศาสตร์และแพทยศาสตร์

พลยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"มันเป็นเรื่องที่จะต้องโกลาหลและวุ่นวายไม่ใช่น้อย เพียงแต่โครงกระดูกของมันก็หนักหลายตัน"

"ออไร๋น์ แต่กันจะต้องทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ ของนักสัตวศาสตร์ ลิงยักษ์ขนาดนี้คงจะมีตัวเดียวเท่านั้นในโลกนี้ ถ้าหากเรากลับไปกรุงเทพฯ และเล่าให้ใครฟัง เขาจะต้องหาว่าเราโกหก" พูดจบ ดร. ดิเรกก็หันมาทางนายพรานชาวอัฟริกัน "พี่หมึกพาลูกหาบไปเก็บข้าวของสัมภาระของเรามารวมกันที่นี่เถอะ ฉันอยากจะได้กล้องถ่ายหนังก่อนอื่น เพื่อจะได้ถ่ายภาพ อ้ายจ๋อตัวนี้เอาไปเป็นหลักฐาน การล่องป่าของเราครั้งนี้ได้รับประโยชน์มากมายทีเดียว"

พรานหมึกหันไปพูดกับพรรคพวกของเขา แล้วก็พากันเดินออกไปจากที่นั้น ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินรวมกลุ่มตรงเข้าไปหาพญาวานร พอเข้ามาใกล้ ทุกคนก็หยุดชะงัก เมื่อแลเห็นนิลพัตร ยังเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนแขนและขาของมันได้

"เฮ้ย ยังไม่ตายโว้ย" อาเสี่ยร้องขึ้นดังๆ "เร็ว ยิงซ้ำพวกเรา ช่วยกันยิงกึ๋นมันให้ทะลุแค่นี้ระยะเผาขน"

พลหัวเราะหึๆ กล่าวถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"กึ๋นมันอยู่ตรงไหนวะ"

"ไม่รู้" ทาร์ซานตอบหน้าตาเฉย

ดร. ดิเรกยกฝ่ามือผลักหน้ากิมหงวนค่อนข้างแรง

"เป็ดหรือไก่หรอกเว้ยมันถึงจะมีกึ๋น อย่ายิงมันเลยพวกเรา ทารุณมาก กันเป็นหมอกันจะต้องมีมนุษยธรรมและศีลธรรม ลิงยักษ์ตัวนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กำลังจะตายอยู่แล้ว หัวของมันแตกเป็นแผล เลือดไหลชุ่มโชก คงจะกระแทกกับก้อนหินตอนที่มัน หล่นลงมาจากหน้าผา กันจำเป็นจะต้องให้การรักษาพยาบาลตามสมควร"

"บ๊ะแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "ช่วย ให้มันฟื้นขึ้นมาฆ่าเรายังงั้นหรือ"

พลกล่าวห้ามนายแพทย์หนุ่มทันที

"ถ้าเราไม่ยิงซ้ำมัน ก็ปล่อยมันตามเรื่องเถอะหมอ อย่าไปช่วยเหลือมันเลย ทำคุณแก่สัตว์ร้ายก็เหมือนกับให้ความช่วยเหลือคนพาล ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เหมือนกับเรื่องงูเห่ากับชาวนาในนิทานอีสป เคยเรียนมาแล้วตอนเราเป็นเด็ก จำไม่ได้หรือ" แล้วนิกรก็ทำเสียงยานคางเหมือนเด็กนักเรียนชั้นประถมอ่านหนังสือ "งูเห่าตัวหนึ่งนอนตัวแข็งอยู่บนคันนาเพราะความหนาว ชาวนาคนหนึ่งเดินมาพบเข้าจึงอุ้มมันขึ้น มาเมื่องูเห่าได้ความอบอุ่นจากตัวคนก็ค่อยแข็งแรงขึ้น แล้วงูเห่าก็กัดชาวนาคนนั้นร้องไห้จ้า ก่อนจะสิ้นใจตายชาวนาได้พูดว่า ทำคุณแก่สัตว์ร้ายย่อมให้โทษเช่นนี้แหละหนอ"

คณะพรรค ๔ สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ทุกคนช่วยกันคัดค้านนายแพทย์หนุ่มไม่ให้ช่วยเหลือพญาลิง แต่ ดร. ดิเรกไม่เห็นพ้องด้วย

"กันเป็นหมอ กันต้องเมตตาต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย กันทนดูลิงตัวนี้ต่อไปไม่ได้ มันกำลังบาดเจ็บสาหัส กันจะต้องช่วยมัน กันรับรองว่าลิง หรือสัตว์ป่าทั้งหลายย่อมมีความกตัญญูต่อผู้ที่มีบุญคุณต่อมันเสมอดีเสียกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก ถ้ามันฟื้นคืนสติและถ้ามันรู้ว่ากันได้ให้ความช่วยเหลือมัน มันจะเป็นมิตรที่น่ารักของกันทันที"

โดยไม่ฟังเสียงใคร นายแพทย์หนุ่มผู้มีน้ำใจเปี่ยมล้นความกรุณาปราณี ได้ปลดปืนเล็กยาวของเขา ให้เจ้าแห้วถือไว้ แล้วเขาก็เดินเข้าไปยืนข้างๆ เจ้านิลพัตร ตรวจดูบาดแผลที่ศีรษะมัน พญาลิงร้องคราง ออกมาเบาๆ แต่ถึงกระนั้นเสียงครางของมันก็ดังไปไกล

ความเอื้ออารีของ ดร. ดิเรกทำให้คุณปัจจนึกฯ และสามสหายกับเจ้าแห้วนึกละอายใจ ดังนั้นทุกคน จึงพร้อมใจกับนายแพทย์หนุ่มในอันที่จะช่วยรักษาพยาบาลคิงคอง

อีกสักครู่ใหญ่ๆ พรานหมึกก็พาพวกลูกหาบ แบกหามสัมภาระเดินตามกันมาเป็นทิวแถว และมา รวมกำลังกันอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ห่างจากคณะพรรค ๔ สหายเพียงเล็กน้อย

ดร. ดิเรกตะโกนสั่งให้พรานหมึกนำกล้องถ่ายภาพยนตร์ และกระเป๋าล่วมยามาให้เขาโดยด่วน แล้วเขาก็พูดกับนิกร

"กันจะช่วยเย็บบาดแผลและทำแผลให้มัน แกถ่ายหน่อยได้ไหม"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ยังไม่ปวดนี่หวา"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่ถ่ายส้วมโว้ย" นายแพทย์หนุ่มตะโกนลั่น "ถ่ายหนัง กันขอให้แกเป็นช่างภาพช่วยถ่ายเจ้าคิงคองตัวนี้ และถ่ายพวกเราด้วย เท่าที่ขอร้องแกก็เพราะกัน เห็นว่าแกเป็นช่างภาพยนตร์ที่มีฝีมืออยู่ในเกณฑ์ดีคนหนึ่ง ถ่ายให้หน่อยได้ไหมล่ะ"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ได้ซี เรื่องถ่ายกันถนัดนัก จะให้ยืนถ่าย นั่งถ่าย หรือวิ่งถ่าย นอนถ่ายได้ทั้งนั้น รับรองว่าไม่ให้ เปรอะเปื้อนที่ฟิล์มแม้แต่น้อย"

ดร. ดิเรกค้อนประหลับประเหลือก

"ยูพูดอะไรเป็นเล่นเสมอ" แล้วเขาก็หันมาทางพลกับเสี่ยหงวน "เจ้ากรมีนิสัยคล้ายๆ กับโมฮำหมัดยูซุป มหาดเล็กของท่านมหาราชาจันทรกุมาร"

เสี่ยหงวนทำปากแบะ

"มาอีกแล้ว พวกเราอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงมาจนถึงเมืองตาก ท่านมหาราชายังอุตส่าห์ตามมาถึงนี่"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ ล้วงกระเป๋าหยิบ ถุงยาเส้นออกมาบรรจุกล้องแล้วจุดสูบพ่นควันโขมง ขณะนี้พญาลิงได้ฟื้นคืนสติแล้ว ม่านตาของมันเผยอขึ้นทีละน้อย นัยน์ตาของมันโตขนาดไข่ห่าน มันลืมตาขึ้นและบิดตัวของมันไปมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว แล้วมันก็หลับตาขมวดคิ้วนิ่วหน้า บาดแผลที่ศีรษะนั้นยาวประมาณคืบเศษ ดร. ดิเรกชี้แจงให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบว่า เมื่อพญาวานรหล่นลงมาจากหน้าผา ข้างบนศีรษะของมันได้ฟาดกับก้อนหินเบื้องล่างนี้ อย่างเต็มแรง หน้าผานี้ความจริงสูงมาก ซึ่ง ดร. ดิเรก มั่นใจว่า สูงไม่ต่ำกว่า ๕๐ เมตร เมื่อเทียบส่วนของ ลิงยักษ์ตัวนี้แล้ว หน้าผานี้สูงเพียงสามเท่าของเจ้านิลพัตรทหารเอกของพระราม ถ้าหากว่าศีรษะของมันไม่กระแทกกับก้อนหินใหญ่ มันก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายอะไร อย่างมากก็เพียงขัดยอกเล็กน้อยเท่านั้น แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า เขาจำเป็นจะต้องให้ความช่วยเหลือเจ้าคิงคองตัวนี้

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเดินดูร่างอันใหญ่โตมโหฬารของพญาลิงด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจยิ่ง คิงคองพลิกตัวนอนตะแคงร้องคราง ด้วยเสียงแหบห้าว จมูกของมันพะเยิบพะยาบตลอด เวลาใบหน้าของมันน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง ขนสีดำยาวรุงรังปกคลุมไปทั่วตัว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องมองดูหน้าพญาลิงด้วย ความสนใจ แล้วท่านก็กล่าวขึ้นเปรยๆ

"เอ-ยังไม่รู้เลยโว้ยว่าลิงตัวนี้ตัวผู้หรือตัวเมีย"

เจ้าแห้ววิ่งตื๋ออ้อมไปทางด้านหลังของพญาลิง เขาก้มลงมองดู แล้วก็วิ่งกลับมาหาคณะพรรค ๔ สหายพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงหัวเราะ

"รับประทานตัวผู้ครับ ผมคิดว่าถ้าเรานำลิงตัวนี้ไปกรุงเทพฯ และนำออกแสดงที่ศาลาเฉลิมกรุง รับประทานเก็บเงินบำรุงกระเป๋าแล้ว คงจะได้เงินหลายแสนทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ความคิดของเอ็งเข้าทีอ้ายแห้ว การลำเลียงอ้ายจ๋อตัวนี้ไปกรุงเทพฯ เราพอจะทำได้ แต่มันจะเข้าไปในโรงเฉลิมกรุงได้อย่างไร เพราะตัวมันใหญ่ราว กับภูเขาเลากาเช่นนี้"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเจ้าลิงตัวนี้ยอมเป็นมิตรกับผมและพวกเรา ผมจะต้องใช้ความพยายามให้ถึงที่สุดที่จะพาตัวมันไปกรุงเทพฯ ทั่วโลกจะต้องตื่นเต้นอย่างที่สุด เมื่อได้ทราบข่าวพญาวานรตัวนี้ นักวิทยาศาสตร์และนักสัตวศาสตร์ ตลอดจนนายแพทย์จาก ประเทศต่างๆ คงจะหลั่งไหลมาเมืองไทยเพื่อชมอ้ายจ๋อตัวนี้ ซึ่งไม่มีใครคาดหมายว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์สมัยล้านปี จะยังมีชีวิตอยู่ในผืนแผ่นดินตอนหนึ่งแห่งราชอาณาจักรไทย"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายก็ปรึกษาหารือกันที่จะนำลิงยักษ์ตัวนี้ไปกรุงเทพฯ พล พัชราภรณ์ให้ความเห็นว่า ควรจะนำมันไปทางน้ำ ต่อแพขนาดใหญ่ขึ้น ให้พญาลิงนั่งไปบนแพ และล่องไปตามสายน้ำจากจังหวัดตาก จนกระทั่งถึงนครหลวงฯ นิกรให้ความเห็นว่าควรจะบรรทุกเครื่องบินเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่ความเห็นของนิกรใช้ไม่ได้ เพราะลิงตัวนี้ใหญ่โตกว่าเครื่องบินมากมาย

พรานหมึกกับพวกลูกหาบได้นำกล้องถ่ายภาพยนตร์ และกระเป๋าล่วมยามาให้นายแพทย์ดิเรก นิกร รีบรับกล้องถ่ายภาพยนตร์ ๑๖ ม.ม. เอามาจากลูกหาบและเตรียมตั้งขากล้อง เพื่อทำการถ่ายภาพยนตร์ข่าว สำคัญตอนที่คณะพรรค ๔ สหายช่วยปฐมพยาบาลคิงคองผู้มีเรือนร่างอันใหญ่โตราวกับขุนเขา

ดร.ดิเรกได้เริ่มต้นให้ความช่วยเหลือแก่พญาลิงด้วยความมนุษย์ธรรมและความเมตตาจิตของเขา โดยมีอาเสี่ยกิมหงวนกับพลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ นายแพทย์หนุ่มช่วยทำความสะอาดบาดแผลให้คิงคองโดยมิได้มีความรังเกียจหรือเกรงกลัวมัน พญาลิงนอนนิ่งเฉยทำตาปริบๆ หลังจากทำความสะอาดบาดแผลเรียบร้อยแล้ว ดร. ดิเรกก็ใช้เข็มเย็บ กระสอบขนาดใหญ่เย็บบาดแผลให้จอมทะโมน เขาต้องออกแรงเต็มที่ขณะที่เขาทำการเย็บบาดแผลให้คิงคอง ทั้งนี้ก็เพราะว่าหนังกระโหลกศีรษะของมันมีความเหนียวแน่นผิดปกติ แต่ดิเรกก็พยายามเย็บบาดแผลให้จนเสร็จเรียบร้อย ศีรษะของพญาวานรโตขนาดโอ่งน้ำ

เมื่อได้ทำบาดแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดร. ดิเรกก็ได้ให้คิงคองดมแอมโมเนียหอม เขาช่วยเหลือมันด้วยความเต็มใจ ปราศจากความรังเกียจ และไม่กลัวว่ามันจะทำร้ายเขา

พญาลิงมีความสดชื่นแข็งแรงขึ้นทีละน้อย มันนอนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ใหญ่ๆ ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล นิกร และอาเสี่ยกิมหงวน กับเจ้าแห้วต่างวิ่งหนีกันไปคนละทาง เมื่อแลเห็นคิงคอง ลุกขึ้นนั่งแต่ ดร. ดิเรกคนเดียวที่ไม่สนใจกับมัน เขาคงเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการแพทย์ลงกระเป๋าล่วมยาของเขาอย่างใจเย็น เจ้าคิงคองไม่มีกิริยาดุร้ายเหลืออยู่ในตัวของมันอีกเลย มันมองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความซาบซึ้งใจเหลือที่จะกล่าว ถึงแม้ว่ามันพูดไม่ได้ แต่สายตาของมันก็บอกชัดๆ ว่ามันสำนึกในบุญคุณของ ดร.ดิเรกอย่างล้นเหลือเท่าที่เขาได้ให้ความช่วยเหลือมัน

ดร. ดิเรกเงยหน้าขึ้นมองดูลิงยักษ์แล้วเขาก็ หัวเราะกล่าวทักทายกับพญาวานรอย่างสนิทสนม

"ไง-อ้ายน้องชาย เจ้าค่อยยังชั่วแล้วไม่ใช่หรือ"

คิงคองพยักหน้า และยิ้มให้นายแพทย์หนุ่มเช่นเดียวกัน มันยกเท้าขวาขึ้นเกาหน้าของมันเองเสียงดัง ควากๆ แล้วมันก็ทำปากจู๋ยักคิ้วหลิ่วตาตามประสาลิง

ดร. ดิเรกหันไปมองดูคณะพรรคของเขาด้วยความขบขัน

"เฮ้-มานี่เถอะพวกเรา กันรับรองว่าอ้ายจ๋อตัวนี้ ยอมเป็นพันธมิตรกับเราแล้ว ถ้าหากว่ามันยังไม่คลายความดุร้าย มันก็คงจับกันฉีกอกเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เดินนำหน้าพาสามสหายกับเจ้าแห้วตรงเข้ามาหาคิงคอง ดร. ดิเรกยื่นมือขวาให้พญาลิงจับ นิลพัตรส่งมืออันมหึมาของมันกุมมือนายแพทย์หนุ่มไว้แล้วเขย่าเบาๆ ยกมืออีกข้างหนึ่งตบหลังดิเรกเบาที่สุด แต่ถึงกระนั้น นายแพทย์หนุ่มก็รู้สึกจุก แอ้คๆ แทบจะพูดอะไรไม่ได้

"อ้ายเพื่อนยาก" ดร. ดิเรกพูดกับพญาลิงด้วย ใบหน้ายิ้มแย้ม "พวกเหล่านี้ไม่ได้เป็นศัตรูของแกหรอกขออย่าได้ทำร้ายพวกเราเลย"

คิงคองพูดภาษาคนไม่ได้ แต่มันรู้ว่านายแพทย์หนุ่มพูดอะไรกับมัน ดังนั้นมันจึงพยักหน้ารับคำ แต่แล้วมันก็หัวเราะเสียงก้องกังวานลั่นป่า ยกมือขวาชี้ไปที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยกมือขึ้นมาอุดจมูก แกล้งทำหน้ายู่ยี่ ใช้มือซ้ายของมันโบกไปมาข้างๆ จมูก

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน พวกลูกหาบและพรานหมึกว่าเสียงอหาย ชอบอกชอบใจที่พญาลิงสัพยอกหยอกล้อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขณะนี้ไม่มีใครกลัวเจ้าคิงคองแล้ว ทุกคนยอมเชื่อว่ามันเป็นพันธมิตรกับนายแพทย์หนุ่มและพรรคพวกของเขา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนประหลับประเหลือก

"ทำล้อดี ประเดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียเลย อ้ายนี่"

พญาลิงยื่นมือเข้ามาตะครุบร่างของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูขึ้นเหนือศีรษะอย่างสนุกสนาน ท่านเจ้าคุณ ร้องสุดเสียง แต่คิงคองไม่ได้ทำอันตรายอะไร มันเพียงแต่สัพยอกหยอกล้อเท่านั้น แล้วมันก็ค่อยๆ วางท่าน เจ้าคุณลงบนพื้นดินตามเดิม พอได้รับอิสรภาพ เจ้าคุณก็วิ่งจู๊ดออกไปให้พ้นจากรัศมีของมือลิงยักษ์

ดร. ดิเรก สั่งให้ลูกหาบนำผลไม้หลายอย่างมา ให้พญาวานรกิน มิตรภาพระหว่างคนกับสัตว์ได้เพิ่ม พูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนนึกนิยมเลื่อมใสในความ เมตตากรุณาของนายแพทย์หนุ่ม ที่เขาสามารถทำให้ลิงยักษ์ตัวนี้ยอมศิโรราบ คณะพรรค ๔ สหาย กับพวกลูกหาบค่อยเกิดความกล้าขึ้นตามลำดับ ถึงกับเข้ามายืนห้อมล้อมรอบๆ คิงคองในระยะใกล้ชิด พญาลิงหยอกเย้าเล่นหัวกับทุกๆ คนด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เสี่ยหงวนกับนิกรก็มีความ สนิทสนมกับเจ้าคิงคอง ถึงกับสองสหายปีนป่ายขึ้น ไปตามตัวเจ้าลิงยักษ์ พญาลิงซึ่งเป็นลิงที่ไม่ถือเนื้อถือตัวก็ได้เล่นหัวกับอาเสี่ยและนิกรเป็นอย่างดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ คนเดียวเท่านั้น ที่ยังไม่กล้าเข้าใกล้คิงคอง เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยนั่นเอง

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ทุกคนมีความสนใจกับพญาวานรตัวนี้มากกว่าสิ่งอื่นๆ พรานหมึกบอก กับ ๔ สหายว่า เขายอมรับว่าพญาลิงตัวนี้ทำให้เขา ตื่นเต้นประหลาดใจอย่างล้นเหลือ ซึ่งเขาไม่เคยคิดมาแต่ก่อนว่าในชีวิตของเขา เขาจะได้พบเห็นลิงยักษ์ ขนาดใหญ่ราวกับขุนเขาเช่นนี้

ดร. ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"ไอจะต้องชวนเจ้าคิงคองตัวนี้ไปกรุงเทพฯ กับไอให้จงได้ รู้สึกว่ามันฟังภาษาคนรู้เรื่องดีกว่าอ้ายแห้วเสียอีก"

"บ๊ะแล้ว..." เจ้าแห้วคราง "ไง๋เป็นยังงั้นไปล่ะครับ รับประทานลิงมันก็ดีกว่าผมน่ะซีครับคุณหมอ"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"อย่าสงสัยอะไรเลยอ้ายแห้ว" แล้วดิเรกก็หันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสาม "ไออยากจะตั้งชื่อลิงตัวนี้ พวกเราใครจะเห็นประการใด"

พลยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

"ก็ดีเหมือนกัน แต่ควรจะตั้งชื่อสั้นๆ เพื่อมันจะได้รู้และจำชื่อของมันได้ เรื่องตั้งชื่อเจ้ากรเขาถนัดนัก"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทางนิกรทันที

"ช่วยตั้งชื่อเจ้าคิงคองตัวนี้หน่อยเถอะวะกร ตั้งให้เหมาะๆ หน่อย"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่วางท่าทางให้สมกับเป็นคน มีความรู้ นิ่งคิดอยู่สักครู่แล้วก็พูดกับ ดร. ดิเรกอย่าง เป็นการเป็นงาน

"เอายังงี้ก็แล้วกัน ให้มันชื่อชัยโรจน์ดีไหม"

เสี่ยหงวนทำคอย่นแล้วหัวเราะงอหาย

"เพราะมากเกินไปโว้ยชื่อพรรค์นี้มันต้องชาย หนุ่มรูปหล่อ เอาชื่อที่เรียกง่ายๆ ดีกว่า"

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ

"ถ้ายังงั้นชื่อกิมเบ๊"

อาเสี่ยแยกเขี้ยวเหมือนลิง

"นั่นมันเตี่ยข้าโว้ย"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที เสี่ยหงวนยกมือขวาขึ้นเขกกบาลนิกรดังสนั่น

"นี่แน่ะ ชอบล้อชื่อพ่อดีนัก ทำเป็นเด็กนักเรียนไปได้ ข้าตั้งชื่อให้ลิงตัวนี้ดีกว่า ให้มันชื่อว่าอ้าย เบิ้มใครจะเห็นเป็นอย่างไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เออ-เข้าทีโว้ยเจ้าหงวน ตัวมันใหญ่โตมโหฬาร อย่างนี้ชื่ออ้ายเบิ้มดีแล้ว" พูดจบเจ้าคุณก็เงยหน้าขึ้นมองดูคิงคองซึ่งนั่งอมยิ้มนิ่งเฉย "เฮ้ย-ต่อไปนี้พวกเราจะเรียกเอ็งว่าอ้ายเบิ้ม จำชื่อของเอ็งไว้ให้ดีนะ"

พญาวานรอ้าปากหาว แล้วแยกเขี้ยวยิงฟัน หลอกล้อท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณหยิบก้อนหิน ขนาดผลส้มก้อนหนึ่งขึ้นมาขว้างถูกหน้าอกเจ้าเบิ้มดัง บึ้ก

"นี่แน่ะ ล้อดีนัก มึงกับกูถ้าจะไม่ถูกโรคกันเสียแล้วละโว้ยอ้ายเบิ้ม"

อ้ายเบิ้มอ้าปากหาวดังๆ แล้วลุกขึ้นยืน ยกแขนทั้งสองขึ้นบิดขี้เกียจ เสียงกระดูกลั่นกร๊อบได้ยินถนัด แล้วพญาลิงก็ก้มตัวลงมาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยก มือทั้งสองข้างทำท่าเหมือนกับจะตะครุบท่านเจ้าคุณ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอยหลังกรูด คณะพรรคสี่สหายหัวเราะชอบใจไปตามกัน ทุกคนนึกรักใคร่เอ็นดูเจ้าคิงคองตัวนี้อย่างยิ่ง ถึงแม้ว่ารูปร่างของมันจะใหญ่โต เช่นนี้มันก็มีความน่ารักน่าเอ็นดู ในเมื่อมันสิ้นสุดความโหดร้ายและญาติดีกับคณะพรรค ๔ สหายของเรา

ทันใดนั้นเอง พรานหมึกได้วิ่งเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างร้อนรน แล้วรายงานให้ท่านทราบ

"ใต้เท้าครับ ผมได้กลิ่นคนป่าอีกแล้วครับ และหูของผมกำลังแว่วเสียงกลองระคนกับเสียงโห่ร้องซึ่ง ดังมาแต่ไกล"

ท่านเจ้าคุณหน้าตื่น

"ยังงั้นหรือ แกลองฟังดูซินายหมึก พวกคนป่ามันอยู่ห่างไกลจากเราเท่าไร และมีจำนวนประมาณสักเท่าใด"

พรานหมึกรับคำสั่งรีบทรุดตัวลงนั่งแนบหูข้างซ้ายลงกับพื้นแผ่นดินด้วยความชำนิชำนาญของเขา สักครู่ก็ลุกขึ้น แล้วพูดกับคณะพรรค ๔ สหายอย่างระล่ำระลัก

"เปิดเถอะครับพวกเรา ขณะนี้พวกคนป่ากำลัง จะบุกเข้ามาในบริเวณหุบเขานี้แล้ว หูของผมได้ยินเสียงฝีเท้าของมันที่ย่ำมาตามพื้นดินอย่างถนัดผมคะเนว่า พวกคนป่าคงจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ คนเป็นอย่างน้อย อ้ายพวกนี้แหละครับที่ถูกกองทัพช้างและฝูงลิงทะโมนของอาเสี่ยโจมตีแตกพ่ายไป แต่แล้วมันก็รวบรวมกำลังกันติดตามเรามา เพื่อจะสังหารพวกเราด้วยความอาฆาตพยาบาทตามนิสัยสันดานอันโหดร้ายของมัน"

ดร. ดิเรกหัวเราะขึ้นดังๆ

"พี่หมึก พวกคนป่าหรือมนุษย์ทมิฬเหล่านี้ไม่ มีความหมายอะไรสำหรับเราอีกแล้ว ไม่ต้องหลบหนีมันหรอก ฉันจะให้อ้ายเบิ้มจัดการกับพวกคนป่าเอง ถ้ามันยกมาถึงนี่ฉันจะบอกให้อ้ายเบิ้มไล่กระทืบพวกคนป่าเอง รับรองว่าเดี๋ยวเดียวเท่านั้น พวกคนป่าจะต้องวิ่งหนีป่าราบ และถูกอ้ายเบิ้มฆ่าตายเกือบทั้งหมด ฉันสามารถที่จะพูดออกคำสั่งให้เจ้าเบิ้มปฏิบัติตามคำ สั่งของฉันได้ พี่หมึกดูซิ-สายตาของเจ้าเบิ้มที่มองดูฉันนั้น เต็มไปด้วยความเคารพรักและกตัญญูต่อฉัน"

นายพรานถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าอันซีดเซียวของพรานหมึกเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสทันที

"จริงซีครับคุณหมอ ผมลืมนึกถึงเจ้าลิงยักษ์ตัวนี้ไป ซึ่งขณะนี้มันเป็นพวกเดียวกับเราแล้ว มันชื่อเบิ้มหรือครับ"

ดร. ดิเรกพยักหน้าและยิ้มให้นายพราน

"ออไร๋น์-เจ้าหงวนเขาเป็นคนตั้งชื่อให้มัน ขอให้พวกเราเรียกมันว่าอ้ายเบิ้มเถอะ"

พรานหมึกเงยหน้าขึ้นมองดูพญาลิงด้วยความ ตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว แล้วเขาก็พูดกับดร.ดิเรก

"คุณหมอของผมเก่งเหลือเกินครับ คุณหมอสามารถใช้พระคุณของคุณหมอเอาชนะจิตใจเจ้าลิงยักษ์ตัวนี้ได้ ผมแปลกใจมากที่สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้มีความกตัญญูรู้คุณคน ผมเองรู้สึกว่าในระยะใกล้กึ่งพุทธกาลนี้มนุษย์เราซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐ มักจะไม่ใคร่สำนึกในบุญคุณของผู้อื่นที่มีต่อตน ซึ่งคนจำพวกนี้ย่อมเป็นคนเลว อย่างช่วยอะไรไม่ได้ เดี๋ยวนี้ผมเชื่อแล้วครับว่าสัตว์ป่าที่ดุร้ายมันรู้จักกตัญญูต่อผู้ที่มีบุญคุณต่อมัน"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ ในลำคอ

"สุภาษิตของชาวภารตะบทหนึ่ง กล่าวไว้ใน มหาคัมภีร์ว่า"

นิกรยกมือขวาตบบ่านายแพทย์หนุ่มทันที

"ลำบากนักก็อย่าอ้างอิงถึงสุภาษิตบ้าๆ บอๆ ของแกหน่อยเลยวะ ภาษาแขกที่แกพูดน่ะ ฉันพยายามถามแขกพาหุรัดหลายคนแล้ว ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง สักคน"

ทันใดนั้นเอง เสียงกลองและเสียงโห่ร้องดังแว่วมาตามลม และใกล้เข้ามาทุกที คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้นยืน เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับฝูงมนุษย์ทมิฬ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนบอกพวกลูกหาบเสียงลั่น

"มาทางนี้โว้ย พวกเราทุกคนมารวมกำลังกันอยู่ที่นี่ ปล่อยให้อ้ายเบิ้มมันปะทะกับพวกคนป่าเอง"

บรรดาพวกลูกหาบต่างพากันวิ่งเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย พญาลิงยืดตัวขึ้นกวาดสายตามองไป ทั่วบริเวณหุบเขาอันมีอาณาเขตกว้างใหญ่โตกว่าสนามหลวงไม่ต่ำกว่า ๒๐ เท่า และในหุบเขานี้มีสภาพเป็นป่าโปร่ง เจ้าเบิ้มหายใจถี่เร็วผิดปกติ มันได้ยินเสียงกลองและเสียงโห่ร้องแล้ว ความรู้สึกบอกตัวเองว่าพวกมนุษย์ ทมิฬเหล่านี้ได้ยกพลเคลื่อนเข้ามาในหุบเขาด้วยความประสงค์ที่จะทำร้ายคณะพรรค ๔ สหายผู้มีบุญคุณต่อมัน โดยเฉพาะ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งมันจะยอม ให้คณะพรรคสี่สหายได้รับภัยอันตรายจากคนป่าไม่ได้เป็นอันขาด

คิงคองยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งกล้าม อ้าปาก แสยะแยกเขี้ยวแล้วขบกรามกรอดยกแขนทั้งสองข้าง ขึ้นเกร็งกล้ามเนื้อ แล้วมันก็ชกลมฟูดฟาด เต้นฟุตเวิ๊คไปมาเพื่อให้เส้นสายของมันได้ยืดตัว เตรียมพร้อมที่จะ ปะทะกับพวกคนป่า เจ้าเบิ้มยกกำปั้นทั้งสองข้างทุบหน้าอกตัวเองเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แล้วมันก็คำรามลั่นป่า เสียงของมันคล้ายๆ เสียงพยักคฆ์ร้ายที่ได้รับความเจ็บปวด

พญาลิงเดินดุ่มๆ ไปยืนเด่นในบริเวณที่แจ้ง มองแลเห็นสูงตระหง่านใหญ่โตมโหฬาร มันใช้กำลังอันมหาศาลของมันกระชากต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งยาวประมาณสามวาเศษขึ้นมาจากพื้นดินอย่างง่ายดาย แล้วคิงคองก็กวัดแกว่งต้นไม้นั้นเป็นอาวุธ

ดร. ดิเรกร้องตะโกนลั่น

"เอามัน-อ้ายเบิ้ม ถ้าเจ้าไม่ช่วยพวกข้า พวกคนป่ามันก็จะต้องฆ่าพวกเราตายหมด ข้าหวังว่าเจ้าคงจะแสดงฝีมือเต็มที่"

เจ้าเบิ้มหันมามองดูคณะพรรค ๔ สหาย มันยิ้มแค่นๆ แล้วพยักหน้ารับรอง ขณะนี้พวกมนุษย์ทมิฬได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว มองดูเกลื่อนกลาดไปหมดทั่วหุบเขา ฝูงมนุษย์ทมิฬเหล่านี้ถือหอกและธนูเป็นอาวุธ วิ่งประดาหน้ากันเข้ามา อาเสี่ยกิมหงวนฉุดมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาท่านวิ่งเข้าไปยืนอยู่ข้างๆ คิงคองแล้วอาเสี่ยก็เงยหน้าร้องบอกพญาวานร

"เฮ้ย-ช่วยอุ้มข้าขึ้นไปบนนั่งบนบ่าเจ้าหน่อยเถอะวะ ข้ากับอาของข้าอยากจะดูเอ็งบดขยี้พวกคนป่าให้เห็นถนัดตาสักหน่อย"

คิงคองก้มหน้าลงมองดูเสี่ยหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วมันก็ใช้มือทั้งสองข้างจับท่านเจ้าคุณกับอาเสี่ยยกขึ้นวางบนบ่าของมัน พญาวานรผู้มีผิวกายดำ สนิทเหมือนกับสีนิลร้องคำรามกึกก้องป่าด้วยความโกรธ แล้วมันก็วิ่งเข้าประจัญบานฝูงมนุษย์ทมิฬทันที

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล, นิกรกับเจ้าแห้ว และ พรานหมึกต่างช่วยกันใช้ปืนเล็กยาวระดมยิงพวกคน ป่าอย่างดุเดือด ดร.ดิเรกยกกล้องภาพยนตร์ขึ้นถ่ายภาพด้วยความสนใจ

เจ้าเบิ้มหรือคิงคองใช้คธาวุธในมือของมันฟาด ฟันพวกมนุษย์ทมิฬล้มตายเกลื่อนกลาด พวกคนป่าได้ ใช้หอกและธนูต่อสู้ แต่อาวุธของมนุษย์ทมิฬเปรียบ เหมือนกับไม้จิ้มฟันของอ้ายเบิ้ม

ชั่วเวลาไม่ถึงนาที กองทัพของทมิฬดงก็แตกพ่ายกระจัดกระจาย เจ้าเบิ้มใช้เท้าเหยียบพวกคนป่าตายยับ บางคนก็ถูกกระทืบจมหายไปในดิน คิงคองขู่ คำรามตลอดเวลา

บริเวณหุบเขาอันกว้างใหญ่เกลื่อนกลาดไปด้วยศพพวกทมิฬนับพัน ซึ่งต้องเสียชีวิตด้วยน้ำมือและน้ำ เท้าของพญาลิงดำ พวกลูกหาบและคณะพรรค ๔ สหายต่างกระโดดโลดเต้นโห่ร้องกันเกรียวกราว

เจ้าแห้วตะโกนร้องเพลงเสียงลั่น

"เราเชียร์เจ้าเบิ้ม-เจ้าเบิ้มรบเพื่อเรา"

พญาลิงเดินงุ่มง่ามพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนซึ่งนั่งอยู่บนบ่าของมันตรงเข้ามาหาพวกลูกหาบ และนายพราน ดร. ดิเรกกับพลและเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วย ส่วนนิกรนั่งหลับอยู่ที่โคนต้นไม้อย่างสบาย

เจ้าเบิ้มเอื้อมมืออันมหึมาของมันคว้าเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ กับอาเสี่ยลงมาวางบนพื้นดิน ท่านเจ้าคุณดีอกดีใจเหลือที่จะกล่าว เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นแซ่ดไปหมด พวกลูกหาบต่างกล่าวขวัญชมเชยในความ กตัญญูของคิงคองเท่าที่มันได้ให้ความช่วยเหลือคณะพรรคสี่สหาย

อาเสี่ยตะโกนลั่น

"คิงคองผู้พิชิต อ้าฮา ต่อให้พ่อคนป่าเราก็ไม่กลัว มีอ้ายเบิ้มตัวเดียวเหมือนกับมีช้างป่า ๕๐๐ ตัว สนุกกันละวะพวกเรา บุกป่าฝ่าดงกันให้สำราญเบิกบานใจในคราวนี้ อ้ายเบิ้มจะติดตามไปพิทักษ์รักษาพวกเรา"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู แล้วท่านก็ร้องเรียกพรานหมึกเข้ามาหาท่าน

"ตาหมึก นี่ก็เย็นค่ำแล้ว พวกเราจะหยุดพักแรมกันที่นี่หนึ่งคืน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางกันต่อไป"

นายพรานรับคำสั่งแล้วยิ้มเล็กน้อย

"เป็นอันว่าพรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับจังหวัดตาก หรือครับใต้เท้า"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ยังไม่กลับหรอกพี่ถึก เราจะบุกป่าฝ่าดงท่องเที่ยวกันต่อไป"

นายพรานชาวอัฟริกันทำหน้าชอบกล

"แฮ่ะ-แฮ่ะ ผมชื่อหมึกครับไม่ใช่ถึก อ้า-อาเสี่ยจะเดินทางไปจนถึงไหมครับ"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"ไปมันเรื่อยๆ ก็แล้วกัน พวกเราไม่มีธุระปะปังอะไรหรอก ล้วนแล้วแต่มีเงินเหลือใช้ด้วยกันทั้งนั้น พี่หมึกกับพวกลูกหาบไม่ต้องวิตกในเรื่องเงินค่าจ้างฉันรับรองว่า เราจะจ่ายเงินพิเศษให้พี่หมึกและพวกลูก หาบทุกๆ คน ให้คุ้มกับค่าเหนื่อยทีเดียว อันนอกเหนือไปจากเงินค่าจ้าง"

"เอายังไงก็แล้วแต่เจ้านายเถอะครับ พวกผมไม่ว่าอะไร เมื่อเงินดีก็งานดี เมื่อเงินไม่ดีพวกเราก็เปิด"

ครั้นแล้ว พรานหมึกก็เดินกลับไปหาพรรคพวกของเขา สั่งให้เก็บวางสัมภาระให้เรียบร้อยและเตรียม ตัวหุงหาอาหารกินกัน กิมหงวนของเราสบายใจแล้ว สติสัมปชัญญะของอาเสี่ยกลับคืนมาเช่นเดิม

คณะพรรคสี่สหายต่างปรึกษาหารือกัน และมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า จะท่องเที่ยวป่าอีกหนึ่งสัปดาห์จึงจะเดินทางกลับ ทั้งนี้ก็เพื่อหาความรู้ความเพลิดเพลินในป่าดงพงไพรอันแสนทุรกันดาร ซึ่งพรานหมึกกับพวกลูกหาบยืนยันว่า บริเวณป่าแถบนี้เป็นป่า สูงหรือเรียกว่าดงทึบ มนุษย์น้อยคนนักที่จะเหยียบย่างมาถึง พรานหมึกยืนยันว่าเขาเองเคยผ่านมาเพียง ๓ ครั้งทั้งครั้งนี้ ยังจดจำทางได้ไม่สู้จะดีนัก

วันรุ่งขึ้นจากวันนั้น คณะพรรค ๔ สหายก็พากันเดินทางออกจากบริเวณหุบเขาใหญ่ บ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันตก เจ้าเบิ้มติดตามมาด้วย ขบวนล่องป่า ในบังคับบัญชาของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ผ่านที่ราบสูงและทุ่งหญ้ามาตามลำดับ ครั้งหนึ่งเมื่อเดินทางมา ถึงลำธารใหญ่แห่งหนึ่ง น้ำในลำธารลึกมาก เจ้าเบิ้มได้แสดงความสามารถยืนถ่างขาคล่อมลำธารนั้น แล้ว จับคณะพรรค ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนเจ้าแห้วกับนายพรานและพวกลูก หาบพญาลิงดำไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ ปล่อยให้ว่ายน้ำนำสัมภาระข้ามไปด้วยความยากลำบาก

ตอนสายวันนั้น

ขบวนล่องป่าได้เดินทางมาถึงบึงอันกว้างใหญ่ แห่งหนึ่งซึ่งมีความกว้างครึ่งกิโลเมตร และมีความยาว เกือบสองกิโลเมตร ในบึงมีน้ำตลอดปีเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย และเป็นที่อาศัยของฝูงจระเข้, เต่า, ปลา, ตลอดจนนกกระสาและนกอื่นๆ อีกหลายชนิด

คณะพรรคสี่สหาย หยุดพักผ่อนปรึกษาหารือ กันในอันที่จะเดินทางข้ามขุนเขาใหญ่ที่มีเทือกเขาอันยาวเหยียดหลายร้อยไมล์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนายพรานผิวหมึก

"แกเคยบุกป่าฝ่าดงมาถึงนี่หรือเปล่า ตาหมึก"

นายพรานยิ้มให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว ตอบอย่างนอบน้อม

"เคยขอรับ แต่ว่าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผมจำ ได้ว่าเมื่อครั้งสงครามที่แล้วมา พวกญี่ปุ่นคณะหนึ่ง ซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน ได้จ้างผมให้พาพวกเขาไปส่งประเทศพม่าและผมได้พามาทางนี้ ข้ามขุนเขาใหญ่ลูกนี้ ถ้าหากว่าเราข้ามขุนเขาใหญ่ลูกนี้ไปได้ แล้วและเราเดินทางอีกประมาณสามวันก็จะเข้าเขตประเทศพม่า"

พลกล่าวถามนายพรานผิวหมึกอย่างเป็นการเป็นงาน "ป่าทางทิศตะวันตกของภูเขาลูกนี้เป็นป่าทึบ หรืออย่างไรพี่หมึก"

นายพรานหมึกนิ่งนึกอยู่สักครู่

"บางแห่งก็เป็นป่าทึบและดงดิบครับ แต่บาง แห่งก็เป็นทุ่งหญ้าเตียนโล่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จำปากจู๋ แล้วพูดกับนายพรานอย่างเคืองๆ

"อ้ายคำว่าเตียนโล่งน่ะ ทีหลังอย่าพูดอีกเลยนะตาหมึก ฟังแล้วมันแสลงหูฉันเข้าใจไหม"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้นทันที

"พี่หมึกก็โตแล้ว ช่างไม่มีความคิดเสียบ้างเลย คุณอาท่านหัวล้านออกอย่างนี้ พูดคำว่าเตียนโล่งมันก็ กระทบกระเทือนใจท่านน่ะซี ทีหลังก่อนจะพูดน่ะคิดเสียก่อนนะพี่หมึก ล้าน, เลี่ยน, เตียน, โล่ง, เหน่ง, เหม่ง, ลูกมะอึก, อะไรเหล่านี้พูดไม่ได้ทั้งนั้น มันแผลบก็พูดไม่ได้ นกตะกรุมก็พูดไม่ได้"

ท่านเจ้าคุณตะโกนเสียงลั่นป่า

"พอโว้ย"

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงคล้ายกับลม พายุดังอู้มาแต่ไกล แล้วก็มีเสียงต้นไม้ใหญ่น้อยล้มระเนระนาด การสนทนาสิ้นสุดลงทันที คณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยลูกหาบและนายพราน ต่างหันหน้ามองไปทางทิศตะวันออก แล้วทุกคนก็ตกตะลึงพรึง เพริดไปตามกัน

ภายในบริเวณป่าโปร่ง ห่างจากบึงใหญ่ไม่กี่มากน้อย ทุกคนได้แลเห็นร่างอันสูงตระหง่านปานขุน เขาของสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับ กิ้งก่าทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน เมื่อแลเห็นสัตว์ยักษ์ตัวนั้นอ้าปากแยกเขี้ยวร้องคำรามเสียงดังราว กับฟ้าร้องส่วนสูงของมันสูงไม่ต่ำกว่า ๑๕ เมตร คือสูงขนาดพญาลิงนั่นเอง แต่ลำตัวของมันเล็กกว่าคิงคอง ความจริงสัตว์ยักษ์ที่มีรูปลักษณะคล้ายกิ้งก่าตัวนี้ คือไดโนเสาร์หรือเหี้ยโบราณนั่นเอง ซึ่งได้สูญพันธุ์ไปนมนานแล้ว เพราะเป็นสัตว์เมื่อสมัยล้านปีที่แล้วมา แต่ดินแดนอันเร้นลับมหัศจรรย์ยิ่ง มีสัตว์สมัยโลกล้านปี อาศัยอยู่สามสี่ชนิด และชนิดหนึ่งก็มีเพียงตัวหรือสองตัวเท่านั้น เช่นคิงคองและเหี้ยโบราณตัวนี้

เหี้ยโบราณใช้มือทั้งสองของมันแหวกต้นไม้ ใหญ่น้อยล้มระเนระนาด แล้วเดินตรงเข้ามายังคณะพรรค ๔ สหาย ทุกคนแลเห็นตัวของมันอย่างถนัด รูปร่างของมันราวกับภูเขาเคลื่อนที่ เพียงแต่ท่อนหาง ของมันก็ยาวไม่ต่ำกว่า ๒๐ เมตร ลักษณะคล้ายกับหางจระเข้ลำตัวของมันเป็นมันละเลื่อมและมีสีเหลือบ เมื่อถูกแสงอาทิตย์ นัยน์ตาโปนถลนออกมานอกเบ้า มันส่ายคอไปมาแลบลิ้นอันใหญ่โตออกมานอกปากแล เห็นถนัด

ในเวลาเดียวกันนี้เองพญาวานรกำลังนั่งสับปะหงกอยู่ที่เชิงเขา และมีนิกรนั่งสับปะหงกอยู่ข้างๆ ดร. ดิเรกปลดปืนเล็กยาวที่บ่าออกมา แล้วเลื่อนลูกขึ้นลำยกปืนประทับบ่า เล็งศูนย์หมายไปยังซอกคอของเหี้ยโบราณตัวนั้น แล้วเขาก็เหนี่ยวไกยิง

"ปัง"

เสียงปืนดังกึกก้องป่า กระสุนถูกเหี้ยโบราณอย่างจัง แต่หาทำให้มันได้รับอันตรายอะไรไม่ ทั้งนี้ก็เพราะเนื้อของมันหนาราวกับแผ่นเหล็กกล้า เมื่อมันถูก ยิงเจ้าไดโนเสาร์ก็ร้องคำรามสุดเสียง แสดงกิริยาโกรธแค้น คณะพรรค ๔ สหาย และพวกลูกหาบต่างล่าถอยมาทางคิงคอง เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก มีท่าทีเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ เพราะกลัวว่าเขาจะต้องเป็นเหยื่อ สัตว์ยักษ์ตัวนี้ซึ่งกำลังเดินรี่เข้ามา ถึงแม้ว่ามันจะก้าวขาอย่างช้าแต่ก้าวหนึ่งก็ยาวไม่ต่ำกว่า ๖ เมตร

เสี่ยหงวนวิ่งตื๋อเข้าไปหาคิงคอง แล้วร้องตะโกน เรียกด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายเบิ้ม-ตื่นโว้ย อ้ายเบิ้ม"

พญาวานรค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก แล้วยกหลังมือขวาขยี้ตาอย่างงัวเงีย อาเสี่ยกิมหงวนชี้มือไป ทางไดโนเสาร์ตัวนั้น

"ดูโน่นเห็นไหมอ้ายเบิ้ม อ้ายสัตว์ยักษ์ตัวนั้น มันกำลังจะเล่นงานพวกเรา"

คิงคองสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือซ้ายของมันผลัก ศีรษะนิกรค่อนข้างแรง นายจอมทะเล้นคอแทบหัก ตกใจตื่นลืมตาโพลง พอแลเห็นเหี้ยโบราณปรากฏอยู่ เบื้องหน้าเขาในระยะห่างไม่เกิน ๕๐ เมตร นิกรก็อ่อนเปียกไปหมดทั้งตัว เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว พรวดพราดลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนสุดเสียง

"ช่วยด้วยโว้ย อ้ายเบิ้ม"

ทุกคนฝากชีวิตไว้กับคิงคองหรือพญาลิงคิงคอง ค่อยๆ ลุกขึ้นยกมือทั้งสองถูกันไปมา ไดโนเสาร์หรือ เหี้ยโบราณหยุดชะงัก อ้าปากร้องคำรามลั่น เสียงของมันทำให้พื้นแผ่นดินสั่นสะเทือน

คณะพรรค ๔ สหายกับนายพรานและลูกหาบ พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว รวมกลุ่มกัน อยู่ข้างหลังพญาวานร อาเสี่ยกับนิกรร้องตะโกนหนุน เสียงลั่น

"เอาโว้ย-สู้ตายเลยอ้ายเบิ้ม เอิ๊บ-ชู้ว์ เอาเลย"

เจ้าเบิ้มหันมามองดูนิกรกับเสี่ยหงวน แล้วมันก็หัวเราะหึๆ ไดโนเสาร์ปราดเข้ามาเกือบถึงตัวพญาลิงแล้ว คราวนี้คิงคองมีกิริยาโกรธแค้นทันที มันยกกำปั้นทั้งสองทุบหน้าอกของมันในจังหวะรัมบ้า แล้วร้องคำรามทำลายขวัญเหี้ยโบราณ พอไดโนเสาร์ปราดเข้ามา เจ้าเบิ้มก็เปิดฉากตะลุมบอนอย่างดุเดือด

การต่อสู้ระหว่างยักษ์ใหญ่ทั้งสองเริ่มต้นแล้ว ไดโนเสาร์ตั้งท่าเหมือนกับจรดมวยไทย หางของมัน โบกไปมา ขาหน้าทั้งสองกางเล็บอันใหญ่ยาวออก เตรียมตะครุบพญาลิง

เจ้าเบิ้มจรดมวยอย่างไม่สู้จะรัดกุมนัก ดูเก้งก้างอย่างไรชอบกล ทั้งนี้ก็เพราะความใหญ่โตมโหฬารของ มันนั่นเอง ไดโนเสาร์ใช้ความว่องไวข่วนตะกุยถูกหน้า เจ้าเบิ้มเต็มรัก เจ้าเบิ้มล่าถอยยกมือซ้ายเช็ดหน้าที่มีโลหิตไหลซึมออกมา

คณะพรรค ๔ สหายต่างช่วยกันร้องตะโกนหนุนเจ้าเบิ้มด้วยเสียงอันดัง ทุกคนครึกครื้นรื่นเริง เหมือนกับได้ดูมวยนอกเวที

นิกรร้องเชียร์เสียงลั่น

"เราเชียร์คิงคอง เอ้า-เราเชียร์คิงคอง เราช่วย กันร้อง ดูคิงคองชิงชัย เอ้า-เราเชียร์จำเริญเอ๊ย-คิงคอง โว้ย"

คิงคองยืนปักหลักมั่นไม่ยอมถอยหลังอีกแล้ว การ์ดแขนทั้งสองเตรียมพร้อมที่จะปล่อยหมัดเด็ด เมื่อไดโนเสาร์เต้นก๋าเข้ามา คิงคองก็ปล่อยแย็ปขวาถูกหน้า เหี้ยโบราณผงะหงาย คณะพรรค ๔ สหายต่างกระโดดโลดเต้นตบมือกระทืบเท้าดีอกดีใจไปตามกัน

"บุกเว้ยอ้ายเบิ้ม" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "เตะ-เตะซีวะ"

เจ้าเบิ้มคำรามในลำคอ เต้นฟุคเวิ๊คอย่างคล่องแคล่ว พอได้โอกาสก็ยกเท้าขวาเตะขาหลังของไดโนเสาร์อย่างจัง มวยไทยเรียกว่าเตะบานพับ เหี้ยโบราณเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้น แต่แล้วก็รีบลุกขึ้นทันทีทันควัน

คราวนี้ไดโนเสาร์พยายามระมัดระวังตัวยิ่งขึ้นอีก มันส่ายศีรษะไปมาขยับเท้าหลอกล่อ บางทีก็ทำท่า เหมือนกับจะกระโจนตีเข่าลอย คิงคองเต้นฟุคเวิ๊คได้สวยมาก แลบลิ้นปลิ้นตายั่วเย้าคู่ต่อสู้ให้เดือดดาล

ต่างฝ่ายต่างจ้องจะเล่นงานกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง เสี่ยหงวนชักรำคาญเต็มทนก็ตะโกนขึ้นดังๆ

"ไม่เอาโว้ย มวยล้มโว้ย ไม่เห็นชกกันสักที"

คิงคองหันมาค้อนกิมหงวน แล้วปราดเข้าชกหนึ่งสองสามถูกหน้าเหี้ยโบราณอีกครั้งหนึ่งมองแลเห็น ถนัดไดโนเสาร์ถอยกรูด พญาลิงติดตามไม่ให้ตั้งตัวติด กระโจนตีเข่าลอยอย่างน่าดู แต่ไดโนเสาร์ป้องปิดทัน และลั่นหมัดซ้ายถูกดั้งจมูกคิงคองดังสนั่นหวั่นไหว

ร่างอันใหญ่โตปานขุนเขาของคิงคองล้มลงก้นกระแทกพื้นดังพลั่ก ไดโนเสาร์ส่งเสียงร้องลั่นป่า เหมือนกับว่ามันหัวเราะเยาะพญาลิง จมูกของอ้ายเบิ้มบุบเข้าไปมองเห็นถนัด นิกรตะโกนลั่น

"ลุกขึ้น ลุกขึ้นโว้ย สู้ไว้ลายชาติชายไอ้จ๋อซีวะ อ้ายเพื่อนเกลอ เหี้ยมันจะเก่งกว่าลิงก็ผิดไปละวะ"

ดร. ดิเรกเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกร

"เรียกมันให้เต็มชื่อหน่อยเถอะวะจะได้ไม่น่าเกลียด สัตว์อย่างนี้เขาเรียกว่าเหี้ยโบราณหรือไดโนเสาร์อย่าไปเรียกชื่อมันสั้นๆ มันจะเป็นเสนียดจัญไรแก่เราโบราณเขาถือ"

เจ้าเบิ้มผลุดลุกขึ้นด้วยทิฐิมานะอันแรงกล้า มันเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วบริเวณใบหน้า และเริ่มหายใจขัด เพราะดั้งจมูกบุบ อย่างไรก็ตามเจ้าเบิ้มจะไม่ยอมให้สัตว์ชนิดใดลบเหลี่ยมลูกคมมันเป็นอันขาด พญาลิงปราดเข้าชกซ้ายป่ายขวาอย่างแคล่วคล่อง ไดโนเสาร์ปิดป้องไว้ได้ ครั้งหนึ่งมันถูกหมัดฮุคขวาของเจ้าเบิ้มซวนเซไป เจ้าเบิ้มเห็นเป็นโอกาสเหมาะก็ปราดเข้าไปจะเผด็จศึก แต่แล้วไดโนเสาร์ก็หมุนตัวกลับยกท่อนหางฟาดถูกหน้าอกเจ้าเบิ้มอย่างถนัดใจ เจ้าเบิ้มเซถลาผงะหงาย ล้มลงอีกครั้งหนึ่ง หูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว

คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว ตลอดจนนายพรานและพวกลูกหาบเงียบกริบไปตามกัน ทุกคนแปลกใจมากที่แรงปะทะและลวดลายของพญาลิงสู้ไดโนเสาร์ไม่ได้

คิงคองบอบช้ำแสนสาหัส หางของไดโนเสาร์ที่ฟาดมาถูกหน้าอกของมันนั้นมีแรงกระทบไม่ต่ำกว่า ๓ ตัน

"แย่โว้ย" นิกรคราง "สงสัยว่าอ้ายไดโนเสาร์ตัวนี้เป็นลูกศิษย์ ยอดยิ่ง ลูกสุรินทร์โว้ย ถึงได้ทำท่า กวางเหลียวหลังได้ดีอย่างนี้ อ้ายเบิ้มเสร็จแน่นั่งสะลึม สะลือไปเลย"

พญาลิงมานะกัดฟันลุกขึ้นอีก มันส่งเสียงคำรามอย่างดุเดือด ปราดเข้าชกซ้ายป่ายขวาแบบมวยวัด ชั้นเชิงไม่มีเหลืออยู่ในตัวมันอีกแล้ว มีแต่วิญญาณของนักสู้คณะพรรคสี่สหายและพวกลูกหาบช่วยกันเชียร์จนแสบคอหอย เหี้ยโบราณมีกำลังกายและชั้นเชิงเหนือกว่า พญาลิงทุกประการ

ครั้งหนึ่งไดโนเสาร์กับเจ้าเบิ้มต่างกอดรัดฟัดกัน ต่างฝ่ายต่างกัดกันอย่างดุเดือด ไดโนเสาร์กับคิงคองต่างล้มลงไปด้วยกัน ทั้งสองปล้ำกันอย่างทรหด

เสียงร้องของสัตว์ทั้งสอง ทำให้สัตว์ป่าและนก ทั้งหลายแตกตื่นตกใจไปตามกัน เจ้าเบิ้มกัดคอไดโนเสาร์เป็นบาดแผลเหวอะเหวะเลือดไหลโชก และเช่นเดียวกันเหี้ยโบราณก็กัดบ่าพญาวานรเป็นบาดแผลฉกรรจ์

ดร. ดิเรกได้ถ่ายภาพยนตร์ ตอนนี้ไว้ได้โดยตลอด เขาเชื่อว่าภาพยนตร์ข่าวม้วนนี้จะมีค่านับจำนวนล้านทีเดียว เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างสัตว์ยักษ์กับสัตว์ยักษ์ ซึ่งอาจจะมีเหลืออยู่เพียงสองสามตัวในโลกนี้

เวลาแห่งการต่อสู้ผ่านพ้นไปตามลำดับ ต่างฝ่าย ต่างไม่ยอมอ้าปากปล่อยอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองดิ้นรนไปมาและขู่คำรามในลำคอ ต้นไม้เล็กๆ บริเวณนั้นราบเรียบไปหมด

เกือบชั่วโมงที่คิงคองกับเหี้ยโบราณปะทะกัน ยังไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ แต่ต่างฝ่ายต่างอ่อนแรงลงตาม ลำดับเลือดไหลชุ่มโชก เหี้ยโบราณใช้เล็บข่วนตะกุย คิงคองแต่เจ้าเบิ้มพยายามชกสีข้าง และลำตัวคู่ต่อสู้จน กระทั่งซี่โครงของไดโนเสาร์หักไปหลายซี่ ส่วนหน้าอก ของคิงคองนั้นถูกเล็บของไดโนเสาร์เป็นบาดแผลเหวอะหวะหลายแห่ง

ในที่สุดสัตว์ยักษ์ทั้งสองก็สิ้นสุดการเคลื่อนไหว กอดกันกลมดิก ส่วนของหางเหี้ยโบราณยังคงขยับเขยื้อนได้บ้าง แต่แล้วก็ค่อยๆ แน่นิ่งไป ดร. ดิเรก ถ่ายจนหมดฟิล์มไป ๓ ม้วน ได้ภาพอย่างละเอียดละออทั้งถ่ายไกลในมุมต่างๆ

พลกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"เอ-ถ้าจะเสร็จแล้วละครับคุณอา ถึงได้เงียบกริบไปอย่างนี้ น่ากลัวจะตายทั้งคู่"

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เข้าไปดูมันหน่อยซิพวกเรา ถ้ายังไงจะได้ช่วยกันเอาปืนกระหน่ำเจ้าไดโนเสาร์ น่าสงสารเจ้าเบิ้มมาก มันสู้กับเหี้ยโบราณเพื่อพวกเราแท้ๆ "

คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยนายพรานกับลูกหาบต่างพากันเดิน รวมกลุ่มตรงเข้าไปหาสัตว์ยักษ์ทั้งสอง นิกรกับเสี่ยหงวนยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่าเล็งศูนย์ปืนหมายลำตัวไดโนเสาร์ในระยะเผาขน แล้วสองสหายก็เหนี่ยวไกยิงคนละ ๒ นัด เสียงปืนดังก้องกังวานไปไกล

สัตว์ดึกดำบรรพ์ทั้งสองสิ้นชีวิตแล้ว มันสู้กันจนตายไปด้วยกัน ซึ่งสัตว์ยักษ์ในสมัยโน้นสู้กันแบบนี้ โดยมากตายด้วยกัน ดร.ดิเรกพยายามพิจารณาดูคิงคองกับเหี้ยโบราณอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเขาก็หยิบหูฟังออกมาจากกระเป๋า นายแพทย์หนุ่มบุกเข้ามาในระหว่าง สัตว์ทั้งสอง ยกหูฟังขึ้นสวมศีรษะและจี้ฟังหัวใจพญาลิงกับเหี้ยโบราณทีละตัว

"เป็นยังไงโว้ยหมอ" นิกรร้องถาม

ดร. ดิเรกลุกขึ้นยืน เก็บหูฟังใส่กระเป๋าแล้วเดินออกมา นายแพทย์หนุ่มมองดูคณะพรรค ๔ สหายของเขาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เพราะความสงสารเจ้าเบิ้มแล้วดิเรกก็ยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"ม่องเท่งทั้งคู่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนเต็มไปด้วยความรักและสงสารพญาลิง ซึ่งยอมเสียสละชีวิต ทำการต่อสู้กับไดโนเสาร์เพื่อป้องกันตน เจ้าแห้วน้ำตาคลอหน่วยมองดูคิงคองด้วยความเศร้าสลดใจ

"โธ่-ตายเสียแล้วอ้ายจ๋อ ตั้งใจจะเอาไปเปิดแสดงละครลิงที่กรุงเทพฯ ทีเดียว เห็นหน้ากันหลัดๆ โธ่เอ๋ย"

๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างชมเชย ความกล้าหาญของคิงคองไปตามกัน มันจบชีวิตของ มันด้วยวีรกรรมอันกล้าหาญ ดร. ดิเรกกล่าวกับคณะพรรคของเขาว่า เขาจะต้องเอาโครงกระดูกของสัตว์ทั้งสองนี้ไปกรุงเทพฯ ให้จงได้

ทุกคนรู้สึกเศร้าใจที่เจ้าเบิ้มต้องเสียชีวิตในการปะทะกับเหี้ยโบราณอย่างกล้าหาญ ถ้าหากว่าคิงคอง ไม่ช่วยรับศึกไดโนเสาร์ไว้แล้ว คณะพรรค ๔ สหาย และพวกลูกหาบก็คงจะต้องตกเป็นเหยื่อของเจ้าเหี้ยโบราณตัวนี้

ดร. ดิเรกชี้แจงให้ฟังว่าไดโนเสาร์ชนิดนี้เป็นสัตว์ ที่ดุร้ายที่สุดในยุคสมัยหิน ซึ่งมันกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นอาหาร นายแพทย์หนุ่มปรารภว่าเขารู้สึกแปลกใจ อย่างที่สุดเท่าที่ไดโนเสาร์และพญาวานร ซึ่งเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ยังมีชีวิตอยู่ในโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในราชอาณาจักรของไทยเรานี่เอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ ๔ สหายอย่างเป็นงานเป็นการ

"ว่าไงโว้ยพวกเรา จะเดินทางกันต่อไปหรือยังไง ถ้าหากว่าเราจะข้ามขุนเขาใหญ่ลูกนี้ ก็ควรจะเริ่มเดิน ทางต่อไปได้แล้ว เพราะยิ่งสายแดดมันยิ่งร้อน"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ พวกผมน่ะไม่สู้กระไรหรอก แต่ถ้าแดดร้อนจัดคุณพ่อก็แย่หน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยิ้มทันที

"ทะลึ่งล่ะ เดี๋ยวพ่อก็ยิงทิ้งเสียที่นี่หรอก"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดขึ้นดังๆ

"เตรียมตัวออกเดินทางต่อไปโว้ยพวกเรา แต่ก่อนที่จะเคลื่อนขบวน ขอให้พวกเรายืนนิ่งๆ หนึ่งนาทีเพื่อไว้อาลัยเจ้าเบิ้มสหายรักของพวกเราที่จากไป โดยไม่มีวันกลับ"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ลำบากนักก็ไม่ต้องทำหรอก"

ครั้นแล้ว นายพรานชาวอัฟริกันก็สั่งให้พวกลูก หาบในบังคับบัญชาของเขาตระเตรียมข้าวของสัมภาระ หลังจากนั้นสักครู่หนึ่งพรานหมึกก็เริ่มต้นนำทาง พาคณะพรรค ๔ สหายขึ้นสู่เขาใหญ่ ซึ่งความกว้างใหญ่ ไพศาลของภูเขาลูกนี้ทำให้ทุกคนแทบจะไม่รู้สึกว่าตน กำลังขึ้นสูงไปจากพื้นแผ่นดินตามลำดับ บนภูเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นครึ้มไปหมด บางแห่งก็เป็นที่ราบสูง คณะพรรค ๔ สหายได้พบสัตว์ป่าหลายชนิด เช่นกระจง, อีเก้งและหมูป่า บางทีก็เห็นวัวกระทิงวิ่ง ผ่านไปในระยะใกล้ ขุนเขาลูกนี้สูงตระหง่านเงื้อมเทียมเมฆ ยอดเขาปกคลุมด้วยหมอกสีขาวลอยกระเพื่อมอยู่เหนือยอดไม้ พรานหมึกเรียนให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบ ว่าเขาเคยขึ้นไปบนเขาใหญ่นี้เพียงครึ่งทาง แต่แล้วก็กลับลงมา เพราะสูงจากพื้นดินประมาณ ๕๐๐ เมตร ขึ้นไปแล้ว ไม่ใคร่ที่จะมีสัตว์ป่าที่จะให้ล่า มีแต่พวกลิง, ค่างและชะนีกับนกต่างๆ เท่านั้น พรานหมึกเชื่อว่ายอดเขานี้ มีความสูงในราว ๑๕,๐๐๐ เมตรเป็น อย่างน้อย

การขึ้นเขาใหญ่เช่นนี้ทำให้ ๔ สหาย รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินมากเพราะธรรมชาติสวยสดงดงาม มีทางเดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติคดเคี้ยวไปมา การเดินทางก็ไม่ต้องปีนป่ายเหมือนภูเขาลูกเล็กๆ

สูงขึ้นไปและสูงขึ้นไปจากพื้นดินตามลำดับคณะพรรค ๔ สหายสมารถมองเห็นทิวทัศน์ของป่าดงพงไพรโดยรอบบริเวณป่าใหญ่ไพศาล ธรรมชาติสวยงาม ตระการตามาก ทุกคนได้พบน้ำตกแห่งหนึ่งซึ่งไหลลงมาจากยอดเขา และเป็นหลั่นชั้นชด แต่กระแสน้ำตกอ่อนมาก เนื่องจากเป็นฤดูแล้ง คณะพรรค ๔ สหาย ได้หยุดพักผ่อนที่ธารน้ำตกประมาณหนึ่งชั่วโมง ต่างอาบน้ำดำผุดดำว่ายกันอย่างสนุกสนาน น้ำที่ไหลลงมา จากยอดเขานี้เย็นมากและจืดสนิท มีรสเช่นเดียวกับน้ำฝน ก่อนที่จะออกเดินทางไปจากธารน้ำตก ทุกคนได้เซ็นชื่อไว้ที่หน้าผาแห่งหนึ่ง อันเป็นที่ระลึกของการล่องไพร

ในที่สุด คณะพรรค ๔ สหายก็ได้มาถึงที่ราบ สูงแห่งหนึ่ง เนื้อที่ตอนนี้คือยอดเขายอดหนึ่งนั่นเอง มีบริเวณกว้างขวางประมาณ ๒๐ ไร่เป็นอย่างน้อย ต้นสนขึ้นเรียงรายห้อมล้อม เสียงลมพัดยอดสนดังกราวตลอดเวลา อากาศสดชื่นเย็นสบายมาก

นิกรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วเขาก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ห้าโมงเช้าแล้วโว้ยพวกเรา ใกล้เวลาอาหาร กลางวันแล้ว หยุดพักกันที่นี่เถอะ ภูมิประเทศรื่นรมย์งดงามมาก หากว่าเรากินข้าวกันที่นี่ ธรรมชาติอันสวยสดงดงามจะช่วยให้กันกินข้าวได้มากกว่าปกติ"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น มองดูเพื่อนเกลอของ เขาอย่างเศร้าใจ

"ไม่ว่าแกจะพูดคุยถึงเรื่องอะไร จะต้องเกี่ยวกับเรื่องกินด้วยเสมอ"

นิกรหัวเราะแล้วยักคิ้ว

"แน่เหลือเกินเพื่อน เรื่องกินสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลาย คนเราถ้าท้องมันหิวแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นด้วยความหมั่นไส้นิกร

"แต่ถ้ามันอิ่มเกินไปมันก็เอาแต่ง่วงเหงาหาว นอนเหมือนกับต้องธรณีสาร" แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พยักหน้ากับนายพรานผิวหมึก" หยุดพักหุงข้าวกลางวันกินกันเถอะนายหมึก ฉันคิดว่ากว่าเราจะถึงยอดเขาใหญ่ลูกนี้ก็คงไม่ต่ำกว่าสี่หรือห้าโมงเย็น พวกเราขึ้นไปนอน ค้างบนภูเขาลูกนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยลงเขาไปทางด้านตะวันตก"

นายพรานรับคำสั่ง ต่อจากนั้นพวกลูกหาบก็จัดแจงวางข้าวของสัมภาระ แล้วก็เตรียมตัวหุงหา อาหารมื้อกลางวัน

ดร. ดิเรกกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ ขุนเขาใหญ่ลูกนี้ด้วยความพอใจยิ่ง เขากล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"ฮะฮ้า ฝรั่งเห็นธรรมชาติสวยงามเช่นนี้แล้ว อดนึกถึงความสวยงามของภูเขาหิมาลัยไม่ได้เลย ครั้งหนึ่งไอได้ไปเที่ยวป่ากับท่านมหาราชาจันทรกุมาร"

พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ดิเรกหยุดพูดกลางคัน

"มหาราชามาอีกแล้ว" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงหัวเราะ "เรื่องของเจ้าแขกพระองค์นี้น่ะเมื่อ ไหร่จะสิ้นสุดกันเสียทีวะดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ยังครับ ผมตายเสียเมื่อไหร่ก็หมดเรื่องเมื่อนั้นคุณพ่อไปเดินสำรวจบริเวณที่ราบสูงเหล่านี้กับผมเถอะครับ บางทีผมอาจจะค้นพบเครื่องสมุนไพรอันมี คุณประโยชน์ยิ่งในการที่จะประกอบเป็นยารักษาโรค การล่องป่าของผมนั้น ผมสนใจกับพวกสมุนไพรมากกว่าอย่างอื่น ตามยอดเขาเช่นนี้มักจะมีสมุนไพรอันมีคุณค่ามากมาย"

นิกรก้มลงหยิบวัตถุสีดำก้อนหนึ่งขึ้นมาชูอวด นายแพทย์หนุ่มแล้วร้องขึ้นดังๆ

"นี่ยังไงโว้ยหมอ ข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"แกเก็บเอาไปต้มกินก็แล้วกัน"

๔ สหายยืนสนทนากันอยู่ใต้ต้นสนต้นหนึ่ง สักครู่แล้วก็พากันเดินไปจากที่พัก ถึงแม้ดวงอาทิตย์ปราศจากเมฆบังส่องแสงแรงกล้า แต่ลมที่พัดมาตลอดเวลาช่วยทำให้ความร้อนของแสงอาทิตย์บรรเทาลง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้แสดงฝีมือแม่นปืนของท่าน ด้วยการยิงนกเขานัดเดียวได้ถึงสี่ตัว ท่านสั่งให้เจ้าแห้ววิ่งไปเก็บนกเขา และคุยโขมงว่าท่านเป็นนักเลงปืน มือเก่าคนหนึ่งครั้งรับราชการเป็นนายทหารเคยได้เหรียญแม่นปืนมากมาย

"พูดแล้วจะว่าคุยโว้ย" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับสี่สหาย แล้วยักคิ้วให้เสี่ยหงวน "อาจำได้ว่าอาเคยได้ เหรียญแม่นปืนรวมทั้งหมดถึง ๒๘๖ เหรียญ"

"แม่โว้ย" อาเสี่ยอุทาน "น่ากลัวว่าคุณอาคง ติดเต็มหน้าอกเรื่อยไปจนกระทั่งถึงหน้าแข้งเป็นแน่"

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงประหลาดเสียงหนึ่งดังขึ้นก้องกังวานไปทั่วบริเวณนั้น เสียงของมันคล้ายกับเสียงนก แต่ดังกว่าเสียงนกหลายพันเท่า เสียงนี้ยังติดๆ กันหลายครั้ง แล้วก็เงียบหายไป

พรานหมึกกำลังช่วยพวกลูกหาบรื้อข้าวของ สัมภาระพอได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น เขาก็ตกใจรีบ ลุกขึ้นถือหอกคู่มือวิ่งตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย ด้วยท่าทางตื่นตระหนกตกใจ นายพรานชาวอัฟริกัน หยุดยืนเบื้องหน้าสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ได้ยินเสียงอะไรไหมครับ" พรานหมึกพูดระล่ำระลักใบหน้าซีดเผือด แสดงความประหวั่นพรั่นใจ

พลพยักหน้าแล้วย้อนถามนายพราน

"ได้ยินแล้วพี่หมึก พี่หมึกรู้ไหมว่าเสียงอะไร ฟังดูคล้ายๆ กับเสียงนก แต่มันดังผิดปรกติเหลือเกิน"

นายพรานถอนหายใจหนักๆ มองขึ้นไปบนอากาศรอบๆ ตัวเขา แล้วก็มองไปที่หน้าผาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความลาดชันมาก และมีก้อนหินเป็นตะปุ่มตะป่ำ

"คุณครับ ชีวิตของเราทุกคนกำลังอยู่ในระหว่าง ความเป็นความตาย รีบอพยพไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดเถอะครับ ถ้าอยู่ในที่ราบอย่างนี้ไม่ใครคนใดคนหนึ่ง ก็จะต้องเสียชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น แล้วกล่าว ถามทันที

"แกหมายความว่าอะไรเจ้าหมึก เสียงที่เราได้ยินนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความตายของพวกเรายังงั้นหรือ"

"ถูกแล้วครับใต้เท้า"

"ก็แล้วมันเสียงอะไรล่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเสียงลั่นหน้าตื่นๆ

นายพรานกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"ถ้าผมเรียนให้ทราบ ใต้เท้ากับพวกเจ้านายเหล่า นี้ก็คงจะเข้าใจว่าผมโป้ปดมดเท็จ แต่ว่า-ถ้าไม่เชื่อผมละก้อ พวกเราคนใดคนหนึ่งต้องเสียชีวิตแน่ๆ เชียวครับ เสียงที่เราได้ยินเป็นเสียงของนกยักษ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งตัวของมันขนาดช้างแต่ยาวกว่า ปีกของมันทั้งสองข้างยาวประมาณหกวาครับ นกชนิดนี้เป็นนกที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่านกทั้งหลายในโลก เพียงแต่ลูกของมัน ก็โตขนาดนกอินทรีย์แล้ว รีบหนีไปเถอะครับที่โล่งแจ้งอย่างนี้ พวกเราจะถูกนกคาบเอาไปกินเป็นอาหาร"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนตะลึงไปตาม กันเสียงประหลาดนั้นดังขึ้นอีก แต่เพียงครู่เดียวก็เงียบไป ความดังของเสียงนี้ทำให้คณะพรรค ๔ สหายเริ่มมีความเลื่อมใสเชื่อถือในถ้อยคำของพรานหมึก

ดร. ดิเรกกล่าวถามขึ้นทันที

"พี่หมึกเคยเห็นหรือนกที่ว่านี้น่ะ ทำไมตัวมันถึงใหญ่โตมโหฬารเช่นนั้นล่ะ"

พรานหมึกว่า "ก็คิงคองกับเจ้าเหี้ยโบราณทำไม มันถึงใหญ่โตอย่างนั้นล่ะครับ ป่านี้เป็นป่าสูงที่สุดในเมืองไทย พวกพรานป่าน้อยคนนักที่จะท่องเที่ยวมาถึง นี่พวกเราได้เผชิญกับพญาลิงและไดโนเสาร์แล้ว ขณะนี้เรากำลังจะเผชิญกับนกยักษ์ที่ใหญ่โตและดุร้ายที่สุด ผมเคยเห็นมันครั้งหนึ่งครับ มันบินอยู่ในทุ่งหญ้าอันกว้างขวางทางทิศเหนือของภูเขานี้ ผมจำได้ว่าวันนั้นผมกับเพื่อนพรานอีกสองสามคนได้แอบซุ่มซ่อนตัว อยู่ที่ชายป่าเพื่อจะยิงกวางดาวซึ่งหากินอยู่ในทุ่งหญ้า เจ้านกยักษ์ส่งเสียงร้องอย่างนี้แหละครับ ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านมาตั้งสามปีผมก็จำเสียงของมันได้มันร้องแก๊กๆ แล้วก็ปรากฏตัวขึ้น บินวนเวียนไปมาอย่างรวดเร็วในระยะต่ำ พวกสัตว์ป่าที่อยู่ในทุ่งหญ้าวิ่งหนี เตลิดเปิดเปิงเจ้านกยักษ์บินลงมาผ่านหน้าพวกผมไป แล้วก็โฉบกวางตัวหนึ่ง โดยใช้กรงเล็บของมันตะครุบ กวางตัวนั้นพาเหาะไป ผมได้เห็นกับตาเองเชียวครับ ผมสาบานให้ก็ได้ว่าเป็นความจริง ถ้าหากว่าเป็นความเท็จแล้วขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาผีสางนางไม้จงเอาชีวิตผมไปเมืองผีเถิด"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักใจไม่ดีไปตามกัน นิกรถามว่า

"ตัวมันใหญ่ขนาดช้างจริงๆ หรือพี่หมึก"

"ครับขนาดช้าง รูปร่างของมันน่ากลัวมาก ปีกของมันไม่มีขน เป็นปีกแบบเดียวกับค้างคาว ลักษณะของมันก็คล้ายๆ กับนกอินทรีย์เหมือนกันแหละครับ อ้า-ผมอธิบายไม่ใคร่ถูกหรอกครับ เพราะความตกใจ ทำให้ผมไม่ทันสังเกตพิจารณามัน ผมจำได้แน่นอนก็คือว่านกยักษ์ตัวดำเหมือนกับนิลเชียวครับ เสียงร้องของมันอย่างนี้แหละครับ ทำให้ผมตกใจแทบจะเป็นลมเพื่อนพรานของผมคนหนึ่งวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต และไม่ยอมล่องป่ามาแถบนี้กับผมอีกเลย"

"นกยักษ์..." กิมหงวนคราง "ลงตัวมันใหญ่ เท่าช้างมันก็เจี๊ยะเราอย่างสบาย ถ้าจะไม่ดีเสียแล้วพวกเรา"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ฟังพี่หมึกแกเล่าก็รู้สึกว่าแกคงไม่ได้โกหกเราหรอก" แล้วนิกรก็กล่าวกับนายพราน "ที่พี่หมึกเล่าน่ะเนื้อล้วนๆ หรือหรือว่ามีฝอยปนอยู่บ้าง"

"ปู้โธ่... จริงๆ ครับคุณนิกร"

"แฮะแอ้ ให้ก้าวไปธรณีสูบ"

"ครับ"

"ให้พระแก้วพระกาฬหักคอให้พี่หมึกรากเลือดลงแดงตายในสามวันเจ็ดวันนี้ ตายไปอย่าพบพระพบ เจ้าให้ตกนรกหมกไหม้ร้อยกัลป์แสนกัลป์อนันตชาติ ตายไปตกนรก ยมบาลเอาหอกเท่าใบพายแทงหูซ้ายทะลุหูขวา"

พรานหมึกโกรธจนปากซีด

"แล้วกัน เมื่อคุณไม่เชื่อก็ตามใจเถอะครับ ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ยังไม่เคยมีใครให้ผมสาบานมากมายอย่างนี้เลย"

ทันใดนั้นเอง พล พัชราภรณ์ก็แลเห็นนกยักษ์ ที่พรานหมึกว่า บินพึ่บพั่บออกมาจากซอกเขาแห่งหนึ่ง ระหว่างหน้าผาอันสูงชัน ปีกทั้งสองของมันที่โบกกระพือลมดังพึ่บพั่บได้ยินถนัด พลตกใจร้องอุทานขึ้นดังๆ

"โน่น-นกยักษ์บินมาโน่นแล้ว"

ทุกคนมองตามสายตาพล แล้วต่างก็อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าแห้วกับ พวกลูกหาบก็ตระหนกตกใจแทบจะเป็นลมสิ้นสติด้วยความรักตัวกลัวตาย ความโกลาหกอลหม่านเกิดขึ้นแก่พวกลูกหาบแล้ว ทุกคนร้องเอะอะวิ่งหนีเอาตัวรอด กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือกลาน ใบหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นพญานกหรือกาฬปักษีบินรี่เข้ามาในระยะต่ำ มันขยับปีกช้าๆ เหมือนกับอีแร้ง แล้วมันก็ส่งเสียงร้องลั่น ซึ่งเสียงของมันทำให้คณะพรรค ๔ สหายเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ทุกคนยืนตะลึงพรึงเพริด จ้องตาเขม็งมองดูนกยักษ์ซึ่งบินใกล้เข้ามาทุกที

พรานหมึกได้สติก็ร้องบอกคณะพรรค ๔ สหาย ด้วยเสียงอันดัง

"ยิง-ยิงมันซีครับ ปืนที่บ่าเอาไว้ทำไม"

คราวนี้ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รีบปลดปืนเล็กยาวออกจากบ่าเลื่อนลูกขึ้นลำ ยกขึ้นประทับบ่าทันที แต่ปืนของท่านเจ้าคุณเป็นปืนลูกซองสำหรับใช้ยิงนกและสัตว์เล็กๆ ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง แต่แล้วทุกคนก็ตัวสั่นงันงกด้วยความเกรงกลัวกาฬปักษีที่ดำดิ่งลงมาราวกับเครื่องบินขับไล่ด้วยความเร็วสูง

ความตกใจทำให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ และพรานวิ่งหนีกันไปคนละทาง กาฬปักษีบินรี่เข้าใส่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กางเล็บตีนข้างขวาของ มันตะครุบร่างของเจ้าคุณปัจจ นึกฯ ไว้ได้แล้วพาขึ้นสู่อากาศทันที

ท่านเจ้าคุณดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร ปากก็ร้องตะโกนลั่นขอความช่วยเหลือ

"โว้ย-ช่วยด้วยโว้ย นกเอาข้าไปกินแล้ว ช่วยด้วย..."

๔ สหายต่างหันปืนเล็กยาวไปทางกาฬปักษี แล้วช่วยกันระดมยิง เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว แต่ไม่ปรากฏว่าพญานกได้รับอันตรายอะไรเลย มันพาท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ บินตรงไปยังชะง่อนผาอันสูงใหญ่ และหายลับไปในหุบเขานั้น ซึ่งคงเป็นที่อยู่ของมัน

"อ้าว-เฮ้ย" พลร้องดังขึ้นดังๆ เมื่อแลเห็นนิกรเป็นลมสิ้นสติ

ดร. ดิเรกก้มลงประคองนายจอมทะเล้นลุกขึ้น ใบหน้าของนิกรซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ ความรักตัวกลัวตายบังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างสูงสุด นิกรยืนสะลึมสะลือทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยชอบกล

พลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"รีบติดตาม-พวกเรา เราจะต้องช่วยกันสังหารกาฬปักษีตัวนี้ให้ได้ ถึงแม้ว่ามันจะใหญ่เท่าช้าง แต่ปืนเล็กยาวของเราก็สามารถที่จะสังหารมันได้แน่นอน เนื้อของนกคงไม่หนาเหมือนกับ คิงคองหรือไดโนเสาร์ ที่เรายิงมันเมื่อกี้นี้คงไม่ถูก ถ้าถูกมันก็คงหล่นลงมาแล้ว"

ครั้นแล้ว ๔ สหาย กับนายพรานชาวอัฟริกัน ก็พากันออกวิ่งไปจากที่นั้น พรานหมึกร้องตะโกนบอกพวกลูกหาบในบังคับบัญชาของเขาให้รวมกำลังกันอยู่ที่นั่น นิกรตะโกนเรียกเจ้าแห้วให้ตามมาสมทบกำลัง ความห่วงในเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำให้คณะพรรค ๔ สหายลืมความเกรงกลัวพญาปักษีนกยักษ์ ซึ่งมีรูปร่างมหึมาราวกับช้างบินได้

พรานหมึกนำ ๔ สหายกับเจ้าแห้วบุกบั่น ตรงไปยังหน้าผาใหญ่ ซึ่งข้างๆ หน้าผานั้นเป็นช่องเขา และทุกคนเชื่อว่ารังของกาฬปักษีคงจะอยู่ในบริเวณนั้นนั่นเอง

อีกสักครู่หนึ่ง ๔ สหายกับพรานหมึกและเจ้าแห้วก็บุกบั่นมาถึงหน้าผาใหญ่นั้น และพากันเข้าไปใน ช่องเขาอันเป็นทางคดเคี้ยวเกิดขึ้นตามธรรมชาติคณะพรรค ๔ สหายหยุดยืนปรึกษาหารือกัน เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เจ้าคุณอาเป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา เราต้องช่วยกันติดตามค้นหารังของนกยักษ์ตัวนี้ให้จงได้"

นิกรถอนหายใจหนักๆ แล้วกล่าวกับอาเสี่ยด้วยเสียงแผ่วเบา

"หรือปล่อยท่านตามเฮงซวย ความจริงคุณพ่อมีทรัพย์สมบัติมากมายทีเดียว ถ้าหากว่าท่านล้มหายตายจากไป กันผู้เป็นเขยขวัญของท่านก็จะเข้าทำนอง เรือล่มในหนองทองจะไปไหนเสีย"

"เฮ้ย" ดร. ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น "แกนี่โลภจริงโว้ยอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ แล้วพูดยานคางเสียงอ่อย

"เปล่า-ไม่ได้โลภหรอกหมอ แต่อ้ายเรื่องเงินทองน่ะใครๆ มันก็อยากได้ด้วยกันทั้งนั้น"

พล พัชราภรณ์ ยกมือตบหลังเพื่อนเกลอของเขาค่อนข้างแรงแล้วพูดว่า

"ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาพูดเล่นหัวกันโว้ยเจ้ากร รีบติดตามค้นหาคุณอาเถอะ เมื่อกี้นี้น่ะกันยอมรับว่า กันเสียขวัญไปชั่วขณะ ถ้าหากว่ากันใจกล้ากว่านั้น กันก็คงยิงอ้ายนกยักษ์ตัวนั้นถูก นี่เพราะกันตกใจจนเกินไปมือจึงสั่น ไปเถอะพวกเรา ตรงไปข้างหน้านี้แหละ ผีไพรเจ้าป่าขอได้โปรดบันดาลให้ลูกได้ช่วยชีวิตคุณอาได้เถิด"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นทันที

"นกมันจะเก่งกว่าคนก็ผิดไปละวะ กันจะต้องฆ่ากาฬปักษีให้ได้ อาหารเย็นของเรามื้อนี้ก็คือกาฬปักษีนี่แหละ เอาพริกไทยเกลือป่นทาให้ทั่วแล้วย่างกินให้เรียบกระดูกกระเดี้ยวเคี้ยวไม่ให้เหลือเลย ไปโว้ยพวกเรา เอ้า-เฮ"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับพรานหมึกและเจ้าแห้ว ก็พากันวิ่งบ้างเดินบ้างตรงไปตามทางธรรมชาติอันคดเคี้ยวในระหว่างช่องเขา ภูมิประเทศโดยรอบเป็นป่าโปร่งความใหญ่โตของหน้าผานั้นมโหฬารมาก

ทุกคนหยุดชะงักราวกับรถยนต์ถูกห้ามล้อแรงๆ เมื่อกาฬปักษีส่งเสียงร้องก้องกังวานไพร ทุกคนต่างถือปืนเล็กยาวกระชับมั่น เตรียมพร้อมที่จะสังหารพญานก แต่เจ้าแห้วกับนิกรแข้งขาสั่น พั่บๆ ด้วยความรักตัวกลัวตาย ใบหน้าของเจ้าแห้วซีดเผือดจนกระทั่งกลายเป็นสีขาว นิกรฝืนใจร้องเพลงต้นตระกูลไทยปลอบใจ ตนเอง แต่ก็ร้องผิดๆ ถูกๆ ไม่รู้เรื่อง

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด เขากระชากแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋า ซึ่งหมายความว่าขณะนี้ อาเสี่ยกิมหงวนของเรา เริ่มต้นมีความบ้าบิ่นมุทะลุขึ้นมาแล้ว สามสหายและเจ้าแห้วย่อมรู้ดีว่า ถ้ากิมหงวนถอดแว่นตาขอบกระออกเมื่อไร เมื่อนั้นแหละเขาจะ เห็นช้างตัวเท่าอึ่งอ่างเท่านั้น คือหมายความว่าอาเสี่ยของเราจะกล้าหาญชาญชัยที่สุด

อาเสี่ยหันมาดูนายพรานชาวอัฟริกัน แล้วกล่าว ว่า

"พี่หมึก พี่ได้ยินเสียงอ้ายนกบ้าตัวนั้นแล้วใช่ไหม"

"ครับ-ได้ยินแล้ว"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"ช่วยบอกฉันหน่อยเถอะพี่ ว่าอ้ายนกยักษ์ตัวนั้นมันอยู่ที่ไหน"

นายพรานหันหน้าไปมองรอบๆ สูดลมเข้าปอดเต็มแรงติดๆ กันหลายครั้ง ทำจมูกพะเยิบพะยาบ สักครู่หนึ่งเขาก็ชี้มือไปทางทิศเหนือของหน้าผาใหญ่

"ทางโน้นครับ ผมได้กลิ่นแล้วลมพัดปลิวมาต้องจมูกผม"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น แล้วลืมตาโพลง

"กลิ่นนกยักษ์น่ะหรือพี่หมึก"

"มิได้ครับ กลิ่นเหม็นเขียวศีรษะของท่านเจ้าคุณน่ะครับ"

๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นายพรานชาวอัฟริกันพา ๔ สหายกับเจ้าแห้วมุ่งตรงไปยังเสียงร้องของกาฬปักษี ทุกคนนึกอาราธนาคุณพระรัตนไตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยคุ้มครองป้องกันเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ

ในที่สุด คณะพรรค ๔ สหายกับพรานหมึก และเจ้าแห้วก็ได้มายืนที่ริมเหวใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีความลึกไม่ต่ำกว่า ๓๐ เมตรและมีความลาดชันมาก คณะพรรค ๔ สหายต่างแลเห็นกาฬปักษีเกาะอยู่บนก้อน หินใหญ่ริมหน้าผา และกำลังกระพือปีกเบาๆ ส่วน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่ที่ชะง่อนหินก้อนนั้น แต่ไม่สามารถจะหลบหนีไปไหนได้ เพราะด้านหลังของท่านเป็นหน้าผาอันสูงชันส่วนรอบๆ นั้นเป็นอากาศอันว่าง เปล่า ถ้าท่านพลัดตกจากชะง่อนผาแห่งนั้นท่านก็คงจะหล่นลงไปสู่เบื้องล่างของขุนเขาใหญ่ และอย่างไรเสีย กระดูกก็คงจะออกนอกเนื้อ ทุกคนได้เห็นรังของพญาสกุณาแล้ว บริเวณรังของกาฬปักษีมีเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ตารางเมตร เป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ยื่นออกไปจากหน้าผาอันเกิดขึ้นจากธรรมชาติ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนตัวสั่นงันงกมองแลเห็น ลิบๆ อยู่เบื้องล่าง

พลกล่าวกับนายพรานและเพื่อนเกลอของเขา

"เตรียมยิงพวกเรายิงพร้อมๆ กัน อ้ายแห้วเป็นคนให้สัญญาณยิงกระสุนของเราทั้งห้านัดซึ่งยิงพร้อมๆ กันคงไม่ผิดพลาดเป้าหมาย เพราะว่าอ้ายนกตัวนี้มันใหญ่โตมาก และอยู่ห่างจากเราไม่กี่มากน้อย"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างยกปืนขึ้นประทับบ่าในท่าเตรียมยิง ดร. ดิเรกกล่าวกับเจ้าแห้วโดยเร็ว

"เฮ้-ช่วยให้สัญญาณหน่อย"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก เขาหวั่นวิตกเกรงว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะตกเป็นเหยื่อของพญาปักษีตัวนั้น ซึ่งขณะนี้นกยักษ์กำลังขยับปีกอ้าปากร้องเสียงลั่น ทำท่าทีเหมือนกับว่ามันจะจิกตีท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนพุงพลุ้ยหันหลังพิงหน้าผาด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"รับประทานระวังนะครับ...รับประทาน หนึ่ง..."

นิกรยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเจ้าแห้วเบาๆ เสียงดังพั่บ

"ไม่ร้องรับประทานโว้ย นับหนึ่ง-สอง-สาม เป็นใช้ได้"

เจ้าแห้วเม้มปากแน่น นึกบนบานศาลกล่าวขอให้กระสุนปืนของ ๔ สหาย และนายพรานให้ยิงไปถูกกาฬปักษี

"เตรียมยิง...หนึ่ง-สอง-รับประทานสาม"

เสียงกระสุนปืนเล็กยาวทั้งห้านัดดังขึ้นเป็นเสียง เดียวกัน

"ปัง"

ทั้งห้านัดถูกพญาสกุณาอย่างจัง กาฬปักษีส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด อ้าปากกว้างยืนหมุนตัวไปมา

เสี่ยหงวนร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ยิง-ยิงซ้ำโว้ยพวกเรา มันถูกกระสุนปืนของพวกเราแล้ว"

๔ สหายกับนายพรานต่างยกปืนขึ้นประทับเพื่อ จะยิงกาฬปักษีอีก ทันใดนั้นเองนกยักษ์ก็บินพึ่บพั่บขึ้นมาจากรังของมัน และส่งเสียงร้องดังก้องไปทั่วบริเวณขุนเขาใหญ่นั้น เพียงครู่เดียวมันก็บินขึ้นมาหาคณะ พรรค ๔ สหายและเปิดฉากโจมตีทันที

กาฬปักษีบินโฉบลงมายังคณะพรรค ๔ สหาย พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้ววิ่งหนี กระจัดกระจายกันไปคนละทาง ทุกคนยอมรับว่าไม่มีกำลังใจพอที่จะต่อสู้กับนกยักษ์ตัวนี้ได้ เนื่องจากความ ใหญ่โตมโหฬารของมัน พอๆ กับป้อมบิน บี. ๒๔ แต่ปีกของมันกว้างกว่ามาก

พรานหมึกได้แสดงความกล้าหาญชาญชัยของ เขาอีกครั้งหนึ่งสมกับที่เป็นชาวอัฟริกัน และเป็นนายพรานที่มีชีวิตอยู่ในป่าดงพงไพรมาแต่เล็กแต่น้อย นาย พรานผิวหมึกยกปืนขึ้นประทับบ่าเตรียมพร้อม เมื่อกาฬปักษีบินรี่เข้ามาเกือบจะถึงตัวเขา พรานหมึกก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกจากลำกล้อง

"ปัง"

แล้วนายพรานก็รีบหมอบราบลงกับพื้นดินใน เวลาเดียวกันกับที่กาฬปักษีโฉบลงมาเกือบจะถึงตัวเขา

กระสุนปืนนัดนี้เองได้ถูกที่สำคัญของพญาปักษี ทำให้มันได้รับความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส นกยักษ์บินเข้าชนหน้าผาเสียงดังสนั่น ไม่ผิดอะไรกับ ป้อมบินชนภูเขา ร่างอันใหญ่โตมโหฬารของมันผงะ หงายหล่นลงมากองอยู่ข้างพุ่มไม้อันหนาทึบแห่งหนึ่ง และดิ้นพั่บๆ ด้วยพิษกระสุนปืน

เท่านี้เอง ๔ สหายของเราก็วิ่งออกมาจากที่ กำบังแล้วช่วยกันระดมยิงกาฬปักษีอีกคนละหลายนัด จนกระทั่งร่างอันใหญ่โตมโหฬารของพญาสกุณาทะลุ ปรุพรุนไปหมด นกยักษ์สิ้นใจตายแล้ว ๔ สหายกับเจ้าแห้วและพรานหมึกวิ่งเข้าไปมองศพของมันอย่างใกล้ชิด

"โอ้โฮ" เสี่ยหงวนร้องลั่น "ดูขาของมันซิวะพล โตขนาดเสาเรือนย่อมๆ ทีเดียว นิ้วตีนของมันแต่ละ นิ้วยาวเกือบหนึ่งหลา มิน่าเล่ามันถึงตะครุบคุณอาขึ้น จากพื้นดินได้ง่ายดาย"

ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบหูฟังขึ้นมา นิกรรีบยกมือจับแขนนายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวถาม

"แกจะทำอะไรวะหมอ"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"กันจะตรวจดูหัวใจ อ้ายนกยักษ์ตัวนี้เพื่อให้รู้ว่าตายหรือยัง"

นิกรหัวเราะหึๆ แล้วตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องตรวจ ถูกยิงจะทะลุพรุนไปหมดทั้งตัวอย่างนี้แล้ว ถึงอย่างไรมันก็ตายแหง๋ เชื่อกันเถอะ มองดูด้วยตาก็รู้"

นายแพทย์หนุ่มจ้องตาเขม็งมองดูกาฬปักษีด้วยความสนใจ

"มายก๊อด มันเป็นใหญ่มาก โอ-ฝรั่งไม่เคยเห็นเลย เคยเห็นอย่างโตที่สุดก็คืออีแร้ง"

นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ขนาดนี้เห็นจะไม่มีใครเอาไปขังใส่กรงเลี้ยงไว้ดูเล่นเป็นแน่ อ้ายนกเปรตนี่กินเนื้อคนและสัตว์เป็นอาหารเสียด้วย จำพวกเดียวกับอีกาหรืออีเหยี่ยว เดี๋ยวดูให้รู้แน่ก่อนว่าตัวผู้หรือตัวเมีย"

นิกรวิ่งอ้อมไปทางด้านหลังของพญาปักษี ก้มตัวลงพิจารณาดูด้วยความสนใจ อาเสี่ยร้องถามว่า

"ตัวผู้หรือตัวเมียโว้ย"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล เดินกลับมาหาพรรคพวกของเขา

"ดูไม่รู้เรื่องโว้ย สงสัยว่านกตัวนี้เป็นกระเทยแน่ๆ "

พรานหมึกอดหัวเราะไม่ได้ เขากล่าวกับคณะพรรค ๔ สหายว่า

"อย่ามัวชมนกกันเลยครับ ท่านเจ้าคุณยังตกอยู่ข้างล่างที่รังของมัน ไม่มีทางที่จะขึ้นมาบนนี้ได้เพราะ เพราะหน้าผามีความลาดชันมาก รีบหาทางช่วยเหลือเถอะครับ"

ทุกคนนึกถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที พลพยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขา แล้วพาพรรคพวกวิ่งตรงไปยังหน้าผานั้น ๔ สหายก้มหน้ามองลงไปเบื้องล่าง อาเสี่ยป้องปากตะโกนลั่น

"คุณอาครับ...สวัสดีนะครับ พวกผมลาก่อนครับ เราจะเดินทางข้ามเขาลูกนี้ต่อไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น แล้วร้องตะโกนด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย-ช่วยอาด้วยโว้ย อย่าเพิ่งหนีไปโว้ย"

นิกรตะโกนพูดกับท่าน

"พินัยกรรมของคุณพ่ออยู่ในเซฟที่บ้านใช่ไหม ครับลาก่อนละครับ พวกผมไม่มีเวลาอยู่ที่นี่ต่อไปอีกแล้ว" พูดจบนิกรก็พูดกับเพื่อนเกลอของเขา "เฮ้ยหลบ เสียก่อนโว้ย ติ๋งต่างว่าพวกเราหนีท่านไป นั่งลงพวก เราถอยหลังไปหน่อยแล้วนั่งลง คุณพ่อไม่เห็นเราหรอก"

ทุกคนนึกสนุกขึ้นมาทำตามนิกร คือถอยหลัง ออกมาสองสามก้าวแล้วทรุดตัวลงนั่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องไห้โฮได้ยินถนัด ท่านเข้าใจว่า ๔ สหายทิ้งท่านไว้ให้ตายอยู่ที่นี่

"โอย-ทิ้งกูแล้ว... กลับมาก่อนโว้ย... โฮๆๆๆ"

คณะพรรค ๔ สหาย หัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาโบกไม้โบกมือให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ พลร้องตะโกนบอกท่าน

"รอเดี๋ยวนะครับคุณอา ผมจะให้พี่หมึกกลับไปยังที่พักของเรา ไปเอาเชือกมะลิลาขดใหญ่โยนลงไป ให้คุณอา" แล้วพลก็หันมาทางนายพราน "พี่หมึกรีบ กลับไปที่พักของพวกเราเถอะ เอาเชือกขดใหญ่ในลังไม้ ฉำฉามาให้เราโดยเร็ว บอกพวกลูกหาบให้ตามมาที่นี่ เชือกของเรายาวพอไม่ใช่หรือพี่หมึก"

นายพรานนิ่งนึกอยู่สักครู่

"พอครับ พอแน่ๆ เชือกขดใหญ่ยาวเกือบ ๕๐ เมตร ผมจะรีบไปเอาเชือกเดี๋ยวนี้แหละครับ"

ครั้นแล้วนายพรานก็วิ่งเหยาะๆ ไปจากที่นั้น ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สนทนากันด้วยเสียง ตะโกนโต้ตอบกัน ท่านเจ้าคุณบอกว่าหลังของท่านมีบาดแผลเล็กน้อยซึ่งเกิดจากเล็บของพญาปักษี แต่ท่านไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายอะไร เพียงแต่ตกใจอย่างบอกไม่ถูก

การสนทนากันด้วยเสียงตะโกนโต้ตอบกันนี้ สนุกสนานมาก ๔ สหาย และเจ้าแห้วหัวเราะกัน ครื้นเครงตลอดเวลา ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีอกดีใจมากเมื่อทราบว่าพญาสกุณาถูกคณะพรรค ๔ สหายยิงตายแล้ว

อีกสักครู่หนึ่ง พรานหมึกก็สะพายเชือกมะลิลาขดเบ้อเริ่มวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามา นายพรานผิวหมึกผู้นี้แข็งแรงมาก ถึงแม้ว่าอายุของเขาเกือบจะเข้าสู่วัยชราอยู่แล้ว เขาวิ่งไปยังที่พักและวิ่งกลับมาเป็นระยะทาง เกือบหนึ่งกิโลเมตรโดยไม่ได้หยุดพักเลย และวิ่งเร็วราวกับนักวิ่งแข็ง

การช่วยเหลือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้กระทำขึ้นอย่างเรียบร้อย นายพรานกับเสี่ยหงวนช่วยกันโยน เชือกลงไปข้างล่าง ปลายเชือกหล่นกลางศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียงดักพลั่ก ทำให้เจ้าคุณล้มลงก้น กระแทกพื้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ แล้วลุกขึ้นยืน นิกรตะโกนบอกท่านด้วยเสียงหัวเราะ

"ไต่เชือกขึ้นมาครับคุณพ่อ พวกผมจะช่วยกันดึงเชือก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"อ๋อย-เสียวไส้เหลือเกินโว้ย ถ้าพลาดพลั้งก็คงกระดูกออกคราวนี้"

เสี่ยหงวนตวาดลั่น

"อย่าร่ำไรน่า แดดกำลังร้อน ขืนงุ่มง่ามพวกผมไม่ช่วยนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง ยกมือทั้งสองกำเชือกเส้นนั้น แล้วไต่ขึ้นมาตามหน้าผาอันลาดชัน ในเวลาเดียวกันนี้เอง ๔ สหายกับเจ้าแห้วและพรานหมึกก็ช่วยกันสาวเชือกขึ้นมาด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ หลับตาปี๋เพราะความเสียวไส้กลัวจะตกลงไปข้างล่าง ท่านสวดมนต์พึมพำตลอดเวลา สักครู่หนึ่ง ท่านเจ้าคุณก็ขึ้นมาจากเหวได้โดยสวัสดิภาพ แต่ท่านก็ซวนเซล้มลงสิ้นสติเพราะความดีใจจนเกินควรที่ท่านได้รอดตายมาได้

๑๓.๐๐ น. เศษ

คณะพรรค ๔ สหายได้พากันออกเดินทางขึ้นเขาต่อไป ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุยจ้อตลอดเวลา เล่าถึงเรื่องการเผชิญภัยกับนกยักษ์ เล่าความรู้สึกของท่าน ขณะที่ท่านถูกกาฬปักษีใช้กรงเล็บตะครุบตัวท่านพาขึ้นสู่อากาศ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยอมสารภาพว่าในชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยตกอกตกใจและเสียขวัญเหมือนครั้งนี้เลย

ทุกคนรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว การขึ้นสู่ยอดเขาเป็นไปโดยไม่สู้เร่งร้อนอะไรนัก นิกรปรารภว่าความใหญ่โตของเขาลูกนี้แทบจะทำให้ เขาไม่รู้สึกว่าเขาได้ขึ้นมาสูงจากพื้นดินมากแล้ว ดิเรกว่าธรรมดาภูเขาใหญ่เช่นนี้ย่อมมีเนื้อที่มากมาย จึงทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับเดินอยู่บนพื้นแผ่นดิน

สูงขึ้นไป...และสูงขึ้นไปตามลำดับ ภูมิประเทศแปลกตาและเปลี่ยนแปลงเสมอ บางแห่งมีหินย้อยน่าดู บางแห่งก็เป็นป่าโปร่ง และบางแห่งก็เป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ไพศาล

เมื่อขึ้นสูงจากพื้นดินประมาณ ๑๐๐๐ เมตร อากาศก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น แสงอาทิตย์อัน แรงกล้าไม่ได้ทำให้เกิดความร้อนเลย หมอกบางๆ ปรากฏไปทั่วทุกแห่งหน อากาศค่อนข้างชื้นและมีต้นไม้เขียวชอุ่มมากมายทุกแห่งหน

มันเงียบสงบและวังเวงอย่างยิ่ง ได้ยินแต่เสียงนกและเสียชะนีโหยหวล

ขบวนเดินทางได้หยุดพักผ่อนเป็นระยะๆ และในราว ๑๗.๐๐ น. คณะพรรค ๔ สหายก็มาถึงบึงใหญ่แห่งหนึ่ง ธรรมชาติรอบๆ บึงนี้สวยสดงดงามยิ่ง

เจ้าคุณกล่าวกับคณะพรรค ๔ สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"นี่ก็ใกล้จะค่ำอยู่แล้ว เรายังขึ้นไม่ถึงยอดเขา พักผ่อนกันที่นี่เถอะ อีกในราวสี่ห้าร้อยเมตรก็คงจะถึง ยอดสูงสุดของเขาลูกนี้พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางกันต่อไป"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับคุณพ่อยังไงก็หุงหาข้าวรับประทานกันเสียก่อน ใกล้จะเย็นค่ำแล้ว"

ท่านเจ้าคุณสั่งให้พรานหมึกบอกให้พวกลูกหาบพักผ่อนได้ และให้เตรียมการหุงหาอาหารเย็นได้ ภูมิประเทศโดยรอบรื่นรมย์เพลินตาเจริญใจมาก

ขณะที่พวกลูกหาบกำลังวางข้าวของสัมภาระ เสียงโห่ร้องของคนไม่ต่ำกว่าสองสามร้อยคน ก็ดังขึ้นรอบๆ บริเวณคณะพรรค ๔ สหายตกใจรีบปลดปืนเล็กยาวออกจากบ่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ทันที

ชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คนแต่งกายคล้าย คลึงกันเหมือนกับเครื่องแบบของทหารในสมัยโบราณ ได้พากันออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ รอบๆ คณะพรรค ๔ สหาย และวิ่งตรงเข้ามามีธนู, หอก, ดาบ, และโล่ห์ เป็นอาวุธ อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกร ต่างยกปืนเล็กยาว ประทับบนบ่า และตั้งใจจะเหนี่ยวไกยิงสังหารมนุษย์ ชาวเขาพวกนี้ แต่แล้วพลก็รีบร้องห้าม

"อย่า-อย่ายิง ถ้าขืนยิงพวกเราก็คงถูกฆ่าตายหมด ยอมให้มันจับเราดีกว่า"

กองทหารแห่งนครเวียงดอยได้จับกุมคณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยนายพรานและลูกหาบไว้ได้ โดยไม่มีการต่อสู้กันเลย ทุกคนถูกปลดอาวุธ นายทหารได้ร้องสั่งให้ทหารของเขาควบคุมตัวคณะพรรค ๔ สหาย อย่างแข็งแรง และให้เอาเชือกผูกมัดมือไขว้หลังไว้ ทุกคนต้องสูญสิ้นอิสระภาพอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หน้าตาของทหารเหล่านี้ก็คือ คนไทยนั่นเอง แต่อาจจะมีเลือดผสมพม่าบ้างก็ได้ ลักษณะท่าทางไม่ใช่คนโหดร้ายใจอำมหิตเหมือนกับ พวกคนป่าหรือพวกมนุษย์ทมิฬ ทหารเหล่านี้มีผิว ค่อนข้างขาว รูปร่างผึ่งผายสง่างามไม่น้อย

พล พัชราภรณ์ กล่าวถามนายทหารหนุ่มร่าง สูงใหญ่คนหนึ่ง

"สหาย...บอกข้าหน่อยเถอะว่า พวกท่านจับกุมพวกเราด้วยเรื่องอะไร เราทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยว เราไม่ได้เป็นศัตรูของพวกท่านหรอก"

นายทหารหนุ่มผู้นั้นยิ้มให้พล และพูดกับพลอย่างนอบน้อมแต่เข้มแข็ง

"ท่านที่รัก เราเสียใจอย่างยิ่งที่เราจำเป็นจะต้อง จับกุมพวกท่านทั้งหมด ในฐานที่พวกท่านล่วงล้ำเข้า มาในราชอาณาจักรของเรา"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ข้าแต่ท่านอัศวินโต๊ะแบน ที่นี่เป็นราชอาณาจักรของประเทศไทย ข้าเป็นคนไทย ทำไมข้าจะ เหยียบย่างเข้ามาในสถานที่นี้ไม่ได้ บัตรประจำตัวของ ข้าก็มี โปรดปล่อยพวกเราให้เป็นอิสระเถิด"

นายทหารหนุ่มผู้นั้น มองหน้าเสี่ยหงวนอย่างไม่สู้จะชอบหน้าเท่าใดนัก

"เราปล่อยท่านไม่ได้ เราจะต้องจับกุมพวกท่าน นำตัวไปถวายเจ้านายของเรา ท่านรู้หรือเปล่าที่นี่เป็น ราชอาณาจักรของ "เวียงดอย" ผู้ที่ล่วงล้ำเข้ามาในถิ่น ที่อยู่ของเราจะต้องถูกจับตัวไปไต่สวน และสุดแล้วแต่มหาเทวีแห่งเวียงดอยจะโปรดประการใด"

"มหาเทวีแห่งเวียงดอย..." เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทวนคำ และยิ้มให้นายทหาร "อ้ายหลานชาย มหาเทวีที่เจ้าพูดถึงน่ะเป็นราชินีบนยอดเขานี้ใช่ไหม"

นายทหารหนุ่มผู้นั้นพยักหน้า

"ถูกแล้วคุณลุง แต่พระนางเป็นเจ้าแม่แห่งเวียงดอยไม่ใช่ราชินี บนยอดเขานี้เป็นที่ตั้งของมหานครเวียงดอยของเรา ซึ่งพวกเราเหล่านี้เป็นทหารรักษาด่าน มีหน้าที่ลาดตระเวณตรวจตราไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดล่วง ล้ำเข้ามาในแดนของเรา ทั้งนี้เพราะพวกเราถือว่ามนุษย์ ที่ศิวิลัยซ์ซึ่งอยู่โลกภายนอกย่อมนำภัยมาสู่เรา ถึงแม้ว่าตอนแรกเขาจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาให้เราก็ตาม พวกเราชาวเวียงดอยมีชีวิตอยู่ด้วยความสงบสุข จึงไม่ ปรารถนาที่จะคบหาสมาคมกับคนต่างถิ่น

นิกรกล่าวกับนายทหารหนุ่ม

"จะพาพวกเราเอาไปไหนก็ไปเถอะน้องชาย ข้าหิวเต็มทนแล้ว เจ้ามีอะไรกินก็เอามาแบ่งปันให้ข้าบ้างซี"

นายทหารแห่งเวียงดอยยิ้มแค่นๆ

"ข้ามีแต่หอกและธนู ถ้าท่านอยากกินก็ได้"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเล็กน้อย

"ขอบใจ เจ้าเอาไว้กินเถอะ อ้ายน้องชาย"

ดร. ดิเรกกล่าวถามนายทหารหนุ่มอย่างเป็นงาน เป็นการว่า

"บอกข้าหน่อยเถอะอ้ายน้องชาย เจ้านายของเจ้าน่ะเป็นใคร"

นายทหารหัวหน้าหน่วยลาดตระเวณยิ้มให้นาย แพทย์หนุ่ม

"เจ้าแม่ของเราน่ะหรือพระองค์คือพระนางสุริยา"

ดร. ดิเรกถามต่อไป

"คงจะมีอายุชราภาพมากแล้ว"

"โอ-มิได้ พระแม่เจ้าของพวกเรานั้นยังสาว และสวยสดชื่น มีพระชันษา ๒๐ ปีเท่านั้นเอง พระนางสุริยาได้ขึ้นครองราชสมบัติแทนพระราชบิดาของ พระองค์มาเพียงปีกว่าเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มดีดมือแป๊ะ แล้วหันมายิ้มให้ พรรคพวกของเขา

"ลงพระนางยังสาวและสวยเช่นนี้ละก้อ กันรับรองว่าพวกเราปลอดภัยแน่นอน อย่างไรเสียพระองค์ ก็คงจะโปรดปรานเจ้าพลเหมือนอย่างที่ผู้หญิงอื่นๆ เคยลุ่มหลงรักเจ้าพลมามากต่อมากแล้ว"

กองทหารของพระนางสุริยาต่างควบคุมตัว คณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยพวกลูกหาบและนายพรานออกเดินทางไปจากที่นั้น และบ่ายโฉมหน้าขึ้นไป ยังยอดเขาหรือยอดดอย นายพรานกับพวกลูกหาบมีท่าทางเต็มไปด้วยวิตกเป็นทุกข์ แต่สี่สหายของเราสดชื่นรื่นเริงไปตามกัน ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันตลอด เวลาต่างแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อทราบว่ามีเมืองๆ หนึ่ง อยู่บนยอดเขาใหญ่ลูกนี้ ซึ่งคงจะมีผู้คนไม่ใช่น้อย

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับยิ่งสูงขึ้นไป กลุ่มหมอกก็ทวีขึ้นทุกขณะอากาศเยือกเย็น กองทหารของ พระนางสุริยาพาคณะพรรค ๔ สหายกับพวกลูกหาบ เดินมาตามทางธรรมชาติ และหลังจากนั้นอีกในราว สองชั่วโมงทุกคนก็ได้เห็นกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน ปรากฏอยู่เบื้องหน้า กลุ่มหมอกอันหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ บัดนี้คณะพรรค ๔ สหายได้ขึ้นมาถึง ยอดขุนเขาแห่งนี้แล้ว ซึ่งสูงกว่าระดับพื้นดินไม่ต่ำกว่า ๑,๕๐๐ เมตร

กองทหารลาดตระเวนพาคณะพรรค ๔ สหาย กับพวกลูกหาบเดินผ่านประตูเมืองเข้าไป ทหารยามที่ ประตูต่างมองดูด้วยความแปลกใจ เมื่อเข้ามาในเมือง ทุกคนก็ได้แลเห็นบ้านเรือนแออัดคับคั่ง ยอดดอยนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล แต่บ้านเมืองทั้งหลายนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกอันหนาทึบทั่วทุกหนทุกแห่ง ประชาชนอุ่นหนาฝาคั่งเดินสับสนไปมา

ความจริง เวียงดอยเป็นเมืองเล็กๆ ไม่ใหญ่โตอะไรนัก มีทหารประมาณ ๒,๐๐๐ คน และมีประชาชน หญิงชายอีกในราว ๔,๐๐๐ คนเป็นอย่างมาก ชาวดอยเหล่านี้ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองนี้มาเป็นเวลาช้านานแล้ว เวียงดอยมีระบบการปกครองแบบเผด็จการ คืออำนาจสูงสุดอยู่กับเจ้าผู้ครองนคร คือพระนางหรือเจ้าแม่สุริยานั่นเอง ซึ่งชาวเวียงดอยทั้งหลายมีความเคารพรักเกรงกลัวและสามารถที่จะสละชีวิตของตนเพื่อพระนางสุริยาได้ทุกเมื่อ

คณะพรรค ๔ สหายกับพวกลูกหาบถูกนำตัว เข้ามายังพระราชวังของเจ้าแม่เวียงดอย ทุกคนได้แลเห็นความสวยสดงดงามของปราสาทราชวัง ซึ่งสร้างแบบพม่าปนไทย คณะพรรค ๔ สหายรู้สึกตัวเหมือน กับตกอยู่ในความฝัน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มันไม่น่าจะเป็นไปได้

ในที่สุด คณะพรรค ๔ สหายก็มาถึงพระตำหนักที่ประทับของพระนางสุริยา นายทหารหนุ่ม ซึ่งเป็นนายหมู่ลาดตระเวนได้ขึ้นไปเฝ้าพระนางในพระตำหนัก และสักครู่หนึ่งก็กลับลงมา หลังจากนั้นเขาก็นำตัว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นไปเฝ้าพระนางสุริยา ส่วนนายพรานและพวกลูกหาบ นั้นถูกควบคุมไว้ข้างล่างพระตำหนัก

ภายในท้องพระโรงอันกว้างขวาง ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองแลเห็นหญิงสาว เจ้าของร่างอันสคราญตาและสวยงามราวกับเทพธิดาวีนัสนั่งอยู่บนพระแท่นตรงกลางท้องพระโรง มีทหารถือหอกยืนเรียงรายรอบท้องพระโรงนี้ และมีนายทหาร หลายคนหมอบเฝ้าอยู่

พระนางสุริยาทรงฉลองพระองค์ชุดสีชมพูอ่อนเย็นตา พระพักตร์ของพระนางผุดผ่องงามราวกับเทพธิดาที่มาจากสรวงสวรรค์ ความงามของพระองค์ทำให้ ๔ สหายมองดูอย่างตะลึงลาน

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเข้าแถวยืนเรียงเดี่ยวห่างจากพระ แท่นที่ประทับไม่กี่มากน้อย ทุกคนได้ก้มศีรษะถวายคำนับนางพญาผู้เลอโฉม แล้วเสี่ยหงวนก็จุ๊ย์ปากลั่น

"โอ้โฮ-เจ้าแม่งามอะไรอย่างนี้ ลูกช้างอยากจะเชิญเจ้าแม่เสด็จไปกรุงเทพฯ เพื่อเข้าประกวดนางสาว ไทยในงามฉลองรัฐธรรมนูญปีนี้ อย่างไรก็ต้องได้เป็นนางสาวไทยเด็ดขาด" พูดจบอาเสี่ยก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "ไม่มีอะไรหรอกครับ พวกผมเป็นนักท่องเที่ยว การล่องป่าคราวนี้เรื่องมันก็มีอยู่ว่าผมได้ขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมืองจะไปย่างกุ้ง เพื่อไปเซ็นสัญญาผูกขาดเป็นเอเย่นต์น้ำมันหม่อง และจะไปเรียนวิชาเลี้ยงกบและ แทงกบที่พม่าด้วย แต่บังเอิญเครื่องบินที่ผมโดยสาร มาถูกพายุตกลงในป่านี้ เพื่อนๆ ของผมเขารู้ข่าวเข้า ก็ติดตามมาค้นหาผมและจนกระทั่งพบผม เรื่องมันมี อยู่เท่านี้เอง คุณอย่าคิดว่าพวกผมเป็นศัตรูของคุณเลยนะครับ"

พระพักตร์ของพระนางเคร่งขรึม แต่แล้วสุริยา ก็ทรงพระสรวลเล็กน้อย

"มานี่ซิ เจ้าผู้สูงชะลูดเหมือนกับเปรต"

พระสุรเสียงของเจ้าแม่สุริยาหวานฉ่ำ และกังวานราวกับระฆังเงิน เสี่ยหงวนเดินตรงเข้ามาหา และถือโอกาสนั่งลงบนพระแท่น เคียงคู่กับพระนางสุริยาเจ้าแม่แห่งเวียงดอยยกพระหัตถ์ขวาจับแขนอาเสี่ย แล้วทรงยิ้มให้ ใบหน้าของเสี่ยหงวนซีดเผือด เขารีบยกมือไหว้พระนางสุริยา แล้วทูลพระองค์ด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

"อย่ายิ้มเลยครับคุณ เพียงแต่ยิ้มของคุณก็แทบจะให้ผมช๊อคตายอยู่แล้ว ให้ดิ้นตายเถอะครับ ตั้งแต่ ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ผมไม่เคยเห็นใครสวยยิ่งไปกว่าคุณเลย"

พระนางสุริยาทรงพระสรวลเบาๆ

"ฉันสวยมากเชียวหรือจ๊ะ"

"ฮะ-นางสาวไทยรวมกันทุก พ.ศ. ยังสวยสู้ คุณไม่ได้ ให้ดิ้นตายซีครับ"

พระนางสุริยาเอียงพระปรางข้างขวาให้อาเสี่ย แล้วรับสั่งยิ้มๆ

"ฉันอนุญาตให้เธอจูบฉันหนึ่งที"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ฮ้า-อย่าล้อเล่นน่า"

นางพญาทรงพระสรวล

"ไม่ได้ล้อ ฉันพูดจริงๆ ทุกคนก่อนที่ฉันจะฆ่าเขาฉันจะต้องอนุญาตให้เขาจูบฉันก่อนเสมอ จูบฉัน เสียซีแล้วคนของฉันจะได้นำเธอไปประหารชีวิต ตัดหัวเสียบประจานไว้ ในฐานที่เธอทะลึ่งตึงตัง ขาดความ เคารพเกรงกลัวฉัน จูบฉันซีจ๊ะ"

อาเสี่ยเผ่นพรวดลุกขึ้นจากพระแท่น แล้วเข้าไปยืนในแถวตามเดิม ภายในท้องพระโรงเงียบสงัดไปชั่วขณะ เจ้าแม่สุริยาทอดพระเนตรมองดูเชลยของ พระองค์ทั้ง ๖ คนด้วยความสนพระทัย แล้วพระองค์ก็รับสั่งกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถ้าข้าเข้าใจไม่ผิด ข้าคิดว่าคุณลุงคงเป็นญาติ ผู้ใหญ่ของพวกเหล่านี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"ถูกแล้วหลานสาว ลุงคือพระยาปัจจนึกพินาศ นายทหารนอกราชการ เจ้าหนุ่มคนนี้ชื่อพล พัชราภรณ์ เป็นหลานชายของลุงเอง คนนั้นชื่อ นิกร การุณวงศ์ ค่อนข้างทะลึ่งสักหน่อยเป็นลูกเขยของลุง คนต่อไปเป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชื่อ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นลูกเขยของลุงเช่นเดียวกัน คนโน้นที่ แสดงกิริยาไม่เหมาะไม่ควรแก่หลานสาว ชื่ออาเสี่ยกิมหงวน เป็นมหาเศรษฐีของประเทศไทย และคนสุดท้ายนั่นเป็นคนใช้ของเราชื่อเจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานชื่อศักดิ์แห้วครับ ไม่ใช่แห้วเฉยๆ "

เจ้าแม่สุริยาทรงซักไซร้ไล่เลียง ๔ สหายกับ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อต้องการทราบเหตุผลที่คณะพรรค ๔ สหายล่วงล้ำเข้ามาในอาณาจักรของพระองค์ ทุกคนให้การสอดคล้องต้องกันว่า ไม่ทราบว่าที่นี่เป็น ดินแดนของเจ้าแม่สุริยา และไม่มีเจตนาที่จะลบหลู่ดูหมิ่น ตั้งใจจะข้ามเขาลูกนี้ท่องเที่ยวป่าดงพงไพร เพื่อทำการล่าสัตว์และหาความเพลิดเพลินในยามว่าง

ตลอดเวลาที่พระองค์สัมภาษณ์คณะพรรค ๔ สหายเจ้าแม่สุริยาได้ลอบทอดพระเนตรเจ้าหนุ่มรูปหล่อ พล พัชราภรณ์บ่อยๆ

แล้วพระองค์ก็รับสั่งขึ้นด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้ม แจ่มใสผิดปกติ

"ท่านทั้งหลายเมื่อท่านไม่มีเจตนาร้ายต่อข้าและ ผู้คนของข้าในนครเวียงดอยนี้ ข้าก็ยินดีต้อนรับพวก ท่านให้เป็นแขกผู้มีเกียรติของข้า ขอให้ท่านพักผ่อน หาความสุขสำราญอยู่ในเมืองเราเถิด ข้าจะจัดหาที่พักให้ท่าน และจะให้คนของข้าคอยปรนนิบัติเอาใจใส่ท่าน ในอาหารการกิน ตลอดจนความสะดวกสบายด้วยประการทั้งปวง"

คณะพรรค ๔ สหายต่างก้มศีรษะคำนับพร้อมๆ กัน ทันใดนั้นเองนายทหารร่างใหญ่แห่งเวียงดอยคน หนึ่งซึ่งหมอบเฝ้าอยู่เบื้องหน้าพระแท่นได้ทูลคัดค้านขึ้นทันที

"ขอเดชะข้าแต่พระองค์ พระองค์เป็นเจ้าแม่ของเรา เหตุไฉนพระองค์จึงทำลายล้างขนบธรรมเนียม ประเพณีของเราที่มีมาแต่กาลก่อน กฎของเรานั้นมีอยู่ว่าผู้ที่ล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนของเรานั้นมันคือศัตรูของเรา ซึ่งเราจะต้องลงโทษจับมันขังคุกหรือประหารชีวิตหรือมิฉะนั้นก็รีบขับไล่ออกไปจากบ้านเมืองของเราโดยด่วนจึงจะชอบ ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงต้อนรับเจ้าพวกนี้เป็นแขกผู้มีเกียรติของพระองค์"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"เฮ้-ท่านอัศวินโต๊ะแบน อย่าพยายามทำเป็นเคร่งครัดในเรื่องระเบียบแบบแผนหน่อยเลยน่า คุณแม่ยกโทษให้พวกข้าแล้วเจ้าก็ควรจะนิ่งเฉยเสียเถอะ กฎข้อบังคับต่างๆ นั้นกษัตริย์เป็นผู้สร้างขึ้น ในเมื่อคุณแม่ของข้าเป็นกษัตริย์ปกครองพวกเจ้า พระองค์ก็ย่อมมีสิทธิ์จะลบล้างกฎข้อบังคับนั้นๆ ได้"

ตรีภพ อัศวินผู้ยิ่งใหญ่แห่งนครเวียงดอยหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"อ้ายหนุ่ม...ในฐานที่ข้าเป็นแม่ทัพแห่งมหานครนี้ ข้าจะต้องทูลคัดค้านไม่ยอมให้พระองค์ทรงต้อน รับพวกเจ้าในฐานมิตรเป็นอันขาด"

นิกรกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ทหาร-จับตัวอ้ายหมอนี่ไปประหารชีวิตเดี๋ยวนี้ ในฐานที่กำแหงต่อเจ้าแม่ของข้า เอาตัวมันไป"

ไม่มีทหารคนใดปฏิบัติตามคำสั่งของนิกรเลย เจ้าแม่สุริยาทอดพระเนตรตรีภพอย่างเกรงใจแล้ว พระองค์ก็รับสั่งกับคณะพรรค ๔ สหาย

"ท่านผู้นี้คือตรีภพ เป็นอัศวินฝีมือเอกของข้า และเป็นแม่ทัพแห่งนครเวียงดอยนี้"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งพับเพียงเรียบร้อยข้างๆ แม่ทัพใหญ่ แล้วอาเสี่ยก็ก้มลงกราบถวาย บังคมพระนางสุริยา

"ขอเดชะ ใต้ฝ่าพระบาทปกกบาลข้าพระพุทธ เจ้า ขอได้โปรดให้ข้าพระองค์ สัมภาษณ์กับนายตรีภพ สักหน่อยเถอะพ่ะย่ะค่ะ" แล้วอาเสี่ยก็ยิ้มให้จอมอัศวิน แห่งนครเวียงดอย "อ้ายน้องชายลื้อกับอั๊วต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน พวกอั๊วทั้งหมดก็ได้บอกแล้วว่าเราไม่ได้ เป็นศัตรูกับพวกลื้อ เมื่อเจ้านายของลื้อยินดีต้อนรับพวกอั๊ว ลื้อก็น่าจะไม่มีอะไร ในยามนี้ประเทศชาติของ เรากำลังคับขัน คนไทยมันต้องสามัคคีกันซีโว้ย ลื้ออย่าลืมว่านครเวียงดอยนี้ก็เป็นราชอาณาจักรส่วนหนึ่งของประเทศไทย เราเป็นมิตรกันดีกว่าตรีภพ เอาไว้วันหน้าวันหลังยังพึ่งพาอั๊วได้ ถ้าลื้อไปเที่ยวกรุงเทพฯ ละก้อ อั๊วจะต้อนรับลื้ออย่างแข็งแรงทีเดียว"

ตรีภพมองดูอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"ข้าไม่ต้องการพูดกับเจ้า"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว ทำตาเขียวกับตรีภพ แล้วยกมือโบกวนเวียนไปมาข้างๆ ใบหน้าของตรีภพ ทำท่าเหมือนกับจะสะกดจิต ตรีภพยกกำปั้นทุบหลังอาเสี่ยดังบึ้กแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ไปให้พ้นเดี๋ยวจะเจ็บตัว"

กิมหงวนสูดปากลั่น ลุกขึ้นเดินกลับไปหาพรรคพวกของเขา ตรีภพหันมาทูลเจ้าแม่สุริยาด้วยเสียงฉาด ฉาน

"ขอเดชะ โปรดรับสั่งไล่นักท่องเที่ยวพวกนี้ ออกไปจากมหานครของเราเถิดพ่ะย่ะค่ะ"

พระนางสุริยาทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย

"ข้าทำไม่ได้ตรีภพ ข้าเป็นผู้ครองมหานครนี้ เมื่อข้าได้ลั่นวาจาออกไปแล้ว ข้าคืนคำไม่ได้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"จริง-คุณแม่พูดถูกแล้วครับ เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ขอได้โปรดรับสั่งให้ทหารนำตัวอ้ายตรีภพ ไปประหารชีวิตเถิดครับ พวกผมจะได้สบายใจ รู้สึกว่าอ้ายหมอนี่ไม่ใคร่จะกินเส้นกับพวกผมเลย นัยน์ตาโตยังกับไข่ห่าน รูปร่างน่ากลัวเหลือเกิน เชื่อผมเถอะครับคุณแม่ ฆ่าอ้ายคนนี้เสียบ้านเมืองจะได้เป็นสุข ขืนปล่อยไว้ อ้ายตรีภพจะต้องเป็นกบฎแน่นอน"

ตรีภพโกรธจนตัวสั่นหันมาตวาดนิกร

"ทำไมเอ็งรู้"

นิกรยกมือขยี้ผมตัวเองให้ยุ่งเหยิง แล้วเต้นหย็องแหย็งไปมารอบๆ ดัดเสียงพูดได้เหมือนกับยายแก่แม่มด

"แฮ่ๆๆๆ ข้ารู้-ข้ามองเห็น ข้าได้กลิ่นคาว เลือดข้าได้กลิ่นกบฎ กลิ่นนั้นออกมาจากตัวเจ้า ข้าขอทำนายว่า นครเวียงดอยจะต้องนองเลือดในไม่ช้านี้ เลือดจะท่วมหลังช้าง และช้างจะต้องตายเพราะเหม็นคาวเลือด ผู้คนจะเดือดร้อนไปตามๆ กันเพราะตัวเจ้า แฮ่ะๆ เจ้าตรีภพเอ๋ย ถ้าเจ้าไม่บ้า ข้าก็บ้าคราวนี้"

ตรีภพปราดเข้ามาทำท่าจะเตะนิกร แต่เมื่อเห็นนิกรจรดท่ามวยอย่างรัดกุม ตรีภพก็ยืนเฉย นายจอม ทะเล้นเต้นก๋า ขยับฟุตเวิ๊คอย่างคล่องแคล่วแล้วยักคิ้วให้ตรีภพ

"มา-เข้ามา กันนี่แหละโว้ยคู่ซ้อมจำเริญละ"

ตรีภพขบกรามกรอด หันมาทางเจ้าแม่สุริยา

"ขอเดชะ ยังไม่เคยมีใครดูหมิ่นข้าพระองค์ถึงเช่นนี้"

พระนางสุริยาเกือบจะทรงพระสรวลออกมาดังๆ

"ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านควรจะทำจิตใจของท่านให้เยือกเย็นกว่านี้"

ตรีภพถอยหายใจฮึดฮัด รีบเดินออกไปจากท้องพระโรงทันที อาเสี่ยตะโกนกระเซ้าเสียงลั่น

"เฮ้-กลับมาก่อนโว้ย อัศวินโต๊ะหัก"

คณะพรรค ๔ สหาย ต่างหัวเราะอย่างครื้นเครง บรรดาข้าราชบริพารของเจ้าแม่สุริยาที่หมอบเฝ้าอยู่เรียง รายเป็นส่วนมากแสดงท่าทีไม่พอใจคณะพรรค ๔ สหายซึ่งบัดนี้ มีฐานะเป็นแขกผู้มีเกียรติของเจ้าแม่สุริยาแล้ว คนเหล่านี้ยังยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีแต่เดิมมา เข้าใจว่าคนต่างถิ่นนั้นเป็นศัตรูของตน ส่วนเจ้าแม่สุริยาพระองค์ทรงคิดเสมอที่จะเลิกล้ม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันล้าสมัยเช่นนี้ แต่ไม่อาจจะทรงทำได้ เพราะพระองค์เป็นหญิง การเลิกล้มประเพณีต่างๆ อาจจะเป็นเหตุให้พระองค์ถูกขับไล่ จากราชบัลลังก์แห่งอาณาจักรน้อยๆ ของพระองค์ก็ได้ ขณะนี้อำนาจสูงสุดอยู่ในกำมือของตรีภพ ผู้มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่และมีอิทธิพลใหญ่ยิ่งที่สุดแห่งนครเวียงดอย

เจ้าแม่สุริยาทรงพระสรวลและรับสั่งกับคณะ พรรค ๔ สหายด้วยพระอัธยาศัยอันดีงามยิ่ง

"ข้าต้องขอโทษพวกท่าน เท่าที่ตรีภพแสดงกิริยาไม่เหมาะไม่ควร ต่อจากนี้ไปท่านจะได้พักผ่อนอยู่ ในเวียงดอยนี้อย่างสะดวกสบาย คนของข้าจะให้ความ สุขแก่พวกท่าน และพวกท่านจะพักอาศัยอยู่ในเมืองเราเป็นเวลาสักกี่วันข้าก็ไม่รังเกียจ"

พลก้มศีรษะให้เจ้าแม่สุริยาและยิ้มเล็กน้อย

"คุณสุริยา ขอให้ผมได้เรียกคุณอย่างนี้เถิด โปรดอย่าคิดว่าผมดูถูกดูหมิ่นเลย คุณจะรังเกียจไหมครับ"

สุริยาพระสรวลเบาๆ

"ไม่รังเกียจเลยค่ะ ขอให้พวกคุณทุกๆ คนพูดกับดิฉันอย่างนี้เถอะนะคะ ดิฉันเป็นเจ้าสำหรับชาวเวียงดอยเท่านั้น" รับสั่งจบมหาเทวีแห่งเวียงดอยเสด็จ ลุกขึ้นยืน แล้วรับสั่งกับอำมาตย์ผู้ใหญ่คนหนึ่ง "สุรศักดิ์ เจ้าจงพาท่านผู้มีเกียรติเหล่านี้ไปพักอาศัยที่เรือนหลวง ของข้าและให้ความสะดวกสบายแก่ทุกๆ คนเป็นอย่างดีที่สุด นำนายพรานกับพวกลูกหาบที่รออยู่หน้าตำหนัก ไปด้วย เจ้าจงจัดทหารของเราคุ้มครองรักษาแขกผู้มีเกียรติของข้า ถ้าหากว่าใครคนใดคนหนึ่งได้รับภัยอันตรายด้วยประการหนึ่งประการใดแล้ว เจ้าจะต้องมีความผิดถึงกับประหารชีวิตก็ได้"

ครั้นแล้ว เจ้าแม่สุริยาก็เสด็จออกไปทางหลังท้องพระโรง สุรศักดิ์รีบลุกขึ้นยืน ต่อจากนั้นเขาก็พา คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปทางหน้าพระตำหนักใหญ่

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ หนึ่งสัปดาห์ในพระราชวังแห่งนครเวียงดอย ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว พร้อมด้วยนายพรานกับพวกลูกหาบต่างได้รับความสุขสนุกสนานอย่างเต็มที่ เจ้าแม่สุริยาได้รับสั่งให้คนของพระองค์จัดอาหารและเครื่องดื่ม มาต้อนรับแขกผู้มีเกียรติของพระองค์ มีอาหารให้กินตลอดวันล้วนแต่อาหารดีๆ ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีนางข้าหลวงรูปสวยคอยปรนนิบัติรับใช้ และบางครั้ง เจ้าแม่สุริยาก็ส่งนางระบำนุ่งน้อยห่มน้อยมาแสดงร่ายรำ ให้ดูเป็นขวัญตา ซึ่งทำให้คณะพรรคของเรามีความร่มเย็นเป็นสุขราวกับอยู่บนสวรรค์ชั้นวิมาน

วันคืนที่ผ่านมานี้ ได้สร้างมิตรภาพระหว่างพล พัชราภรณ์กับเจ้าแม่สุริยา ให้สนิทสนมแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และแล้วมิตรภาพนั้นก็เปลี่ยนแปลงเป็นความรัก พระนางสุริยาหรือมหาเทวีแห่งขุนเขาได้พา พล พัชราภรณ์ ไปเที่ยวรอบๆ พระนครของพระองค์ ทรงให้ความสนิทสนมคุ้นเคยกับพลมาก ทรงขี่ม้าพระที่นั่งพานายพัชราภรณ์ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ตลอดวัน บางทีก็ออกไปนอกเมือง

ตรีภพแม่ทัพใหญ่ได้แสดงตนเป็นศัตรูกับคณะพรรค ๔ สหายตลอดมา เขากับทหารในบังคับบัญชาของเขาได้หมายมั่นปั้นมือที่จะสังหารผลาญชีวิต ๔ สหายของเรา แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเหมาะ ประกอบทั้งตรีภพมีความเกรงพระทัยเจ้าแม่สุริยา จึงยังไม่กล้าทำการหาญหักให้เป็นที่ขุ่นเคืองพระทัย

คืนวันนั้นตอนหัวค่ำ เดือนหงายกระจ่างดวง เมฆหมอกอันหนาทึบปกครองไปทั่วเวียงดอย อากาศหนาวเยือกเย็นผิดปกติ

ภายในอุทยานอันดาระดาษด้วยพันธุ์บุปผชาติ น้อยใหญ่ต่างๆ พล พัชราภรณ์กับพระนางสุริยากำลังนั่งพร่ำพรอดกันอยู่บนม้าหินอ่อนเบื้องหน้าสระน้ำอันกว้างใหญ่ แสงจันทร์กราดไปทั่วบริเวณ หนุ่มสาวหารู้ไม่ว่านิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ติดตามเข้ามาในพระราชอุทยาน และแอบดูอยู่เบื้องหลังห่างจากหนุ่มสาวไม่กี่มากน้อย

เจ้าแม่สุริยาทอดพระองค์ลงอิงแอบชู้รักของพระองค์ด้วยความสุขสดชื่นอย่างล้นพ้น คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวานของอ้ายเสือรูปหล่อ ทำให้พระองค์เคลิบเคลิ้มพระทัยและพอพระทัยในคำหวานเหล่านี้

ขณะที่พลกับพระนางสุริยากำลังพร่ำพรอดรักกันอยู่ด้วยความสุข ตรีภพแม่ทัพใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้น ห่างจากหนุ่มสาวประมาณ ๓๐ เมตร แม่ทัพใหญ่แห่งนครเวียงดอยโผล่ออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบ แสงจันทร์ส่องต้องร่างอันสูงใหญ่ของตรีภพแลเห็นถนัด

เมื่อจอมอัศวินของเจ้าแม่สุริยา แลเห็นพลกับพระนางสุริยาประคองกอดกันในลักษณะของชู้สาว ตรีภพก็เต็มไปด้วยความหึงหวงอย่างร้ายกาจ จอมอัศวินผู้นี้ได้หลงรักเจ้าแม่สุริยามานานแล้ว ซึ่งเขาหวังอย่างยิ่งว่าเขาจะต้องพยายามทุกประการที่จะแต่งงานกับพระนางสุริยา และหลังจากนั้นเขาก็จะประกาศตนเป็นกษัตริย์แห่งราชบัลลังก์เวียงดอยต่อไป

ความหึงหวงและความเคียดแค้นชิงชัง ทำให้จอมอัศวินตัดสินใจเด็ดขาดที่จะสังหารผลาญชีวิตนาย พัชราภรณ์ด้วยน้ำมือของเขาเอง ตรีภพปลดคันธนูออกมาจากบ่าและหยิบลูกธนูออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งสะพายอยู่ข้างหลังของเขา จอมอัศวินหยิบลูกธนูลูกนั้นขึ้นพาดสายเหนี่ยวน้าวคันธนูเข้ามาหาตัวด้วย กำลังวังชาอันแข็งแกร่ง เล็งศูนย์หมายไปยังร่างของนายพัชราภรณ์ แล้วตรีภพก็ปล่อยลูกธนูออกจากแหล่งเสียงดังพึ่บ

ลูกธนูแหวกอากาศวี๊ด ถูกไหล่ซ้ายของพลทะลุออกทางด้านหลัง ความจริงตรีภพมีเจตนาที่จะยิงให้ถูกหัวใจของพล แต่ความหึงหวงทำให้มือของเขาสั่น จึงผิดพลาดที่หมายไปเพียงเล็กน้อย

พลสะดุ้งเฮือกและร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง เจ้าแม่สุริยาทรงหวีดร้องสุดเสียง พระองค์ทรงทราบทันที ว่าลูกธนูลูกนี้จะต้องถูกยิงด้วยมือของตรีภพแม่ทัพใหญ่ของพระองค์นั่นเอง

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว รีบวิ่งเข้ามาหานายพัชราภรณ์ทันที เจ้าแม่สุริยารับสั่งขึ้นด้วยพระสุรเสียงอันดัง

"คุณหมอ-คุณหมอคะ ช่วยด้วยค่ะ พลถูกลอบยิงด้วยลูกธนูค่ะ"

ดร. ดิเรกรีบทรุดตัวลงนั่งบนม้าหินอ่อนและพิจารณาดูบาดแผลของพลที่เกิดจากลูกธนูนั้น

"เป็นยังไงบ้างพล" นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามระล่ำระลัก

พลขมวดคิ้วนิ่วหน้าและขบกรามกรอด

"ปวดเหลือเกินโว้ยหมอ"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋น์...ยูไม่ต้องตกใจ อย่างมากก็ตายเท่านั้น กันเคยบอกยูแล้วว่าที่ไหนมีรัก ที่นั้นย่อมมีความทุกข์ยูก็ไม่เชื่อกัน คุณพ่อก็เตือนยูเมื่อเย็นนี้เองว่า ถ้ายูขืนยุ่งเกี่ยวกับคุณสุริยามากเกินไป พวกเราอาจจะต้อง นำกระดูกยูกลับไปกรุงเทพฯ ก็ได้"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด กระชากแว่นตาขอบกระออกพับเก็บใส่กระเป๋า กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณแล้วร้องตะโกนลั่น

"อ้ายหมาลอบกัด คนที่ยิงเพื่อนกูคือเก๊าไม่ใช่คน กล้าดียิงอีกซีวะ" แล้วอาเสี่ยก็ยกมือตบพุงกะทิ เจ้าคุณปัจจนึกฯ "เก่งจริงยิงให้ถูกพุงกะทิคุณอากูซีวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น แล้วรีบแขม่วท้องหดพุงของท่านทันที

"อ้ายหงวน" ท่านพูดเสียงหนักๆ "แกท้าทายเขาก็ให้เขายิงแกซี ทำไมแกถึงให้เขายิงพุงกะทิข้า เรื่องมันถึงตายนาโว้ย"

อารามโมโห อาเสี่ยก็หัวเราะเสียงยวนๆ แบบริชาร์ด วิคมาร์ค แล้วร้องตะโกนท้าทายผู้ที่ลอบยิงนายพัชราภรณ์อีก

"อ้ายคนไหนกล้าดียิงเพื่อนกูออกมาซีวะ เกิดมาเป็นลูกผู้ชายทำไมถึงลอบกัดกันเช่นนี้ กูนี่แหละเฮ้ย...หนึ่งไม่มีสอง"

นิกรตะโกนขึ้นบ้าง

"กูก็สองไม่มีสาม แน่เหมือนกัน ให้มันแน่สักรายเถอะวะ นักเลงจริงสู้กันซึ่งๆ หน้าซีเพื่อน" พูดจบนิกรก็หันมาถามพระนางสุริยา "ขอโทษเถอะครับ พ่อเจ้าตรีภพชื่ออะไรครับ"

พระนางสุริยาพาซื่อก็รับสั่งตามตรง

"ชื่อตรีเพชรค่ะ คุณถามทำไมคะ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ผมสงสัยว่าเจ้าตรีภพลอบยิงเพื่อนผมแน่นอน"

เจ้าแม่สุริยาพยักพระพักตร์เห็นพ้องด้วย

"ค่ะ-ดิฉันก็มั่นใจอย่างนี้ ดิฉันได้เล่าให้พวกคุณฟังแล้วว่า ดิฉันมีชีวิตอยู่บนปลายหอกปลายดาบ ตรีภพเขารักดิฉันและหวังที่จะแต่งงานกับดิฉัน เท่าที่เขาลอบทำร้ายคุณพลก็เพราะเขาหึงหวงนั่นเอง ไม่มีใครคนใดหรอกค่ะ ที่จะกล้าทำการอย่างทะนงองอาจ เช่นนี้ เว้นแต่ตรีภพคนเดียวเท่านั้น"

นายจอมทะเล้นยิ้มเล็กน้อย เขามองไปรอบๆ สวนบุปผชาติ แล้วร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"อ้ายตรีเพชร อ้ายตรีเพชรอยู่ที่ไหนออกมาโว้ย"

เงียบกริบไม่มีเสียงขานรับ แต่ตรีภพลูกชายของท่านตรีเพชรอดีตทหารเสือของนครนี้ยืนขบเขี้ยว เคี้ยวฟันอยู่ในพุ่มไม้ด้วยความเดือดดาลที่นิกรล้อชื่อพ่อของเขา นิกรหันมามองดูพระพักตร์ของเจ้าแม่สุริยา แล้วทูลถามยิ้มๆ

"คุณสุริยาครับ ช่วยบอกผมอีกนิดเถอะครับปู่ของเจ้าตรีภพน่ะชื่ออะไร"

เจ้าแม่สุริยามีสีพระพักตร์ตื่นๆ

"เอ-ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันก็ไม่ทราบจริงๆ "

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"ลูกมันชื่อตรีภพ พ่อมันชื่อตรีเพชร ปู่ของมันคงจะชื่อตรีแพะแกลองร้องตะโกนขึ้นดังๆ ซี ถ้าปู่อ้ายตรีภพชื่อตรีแพะ อย่างไรเสียมันก็ต้องโกรธแก"

นิกรนิ่งคิดแล้วยกฝ่ามือผลักหน้ากิมหงวนค่อนข้างแรง

"มีอย่างที่ไหนวะ คนชื่อตรีแพะ ตรีแพะก็แปลว่าแพะสามตัวน่ะซี"

ดร. ดิเรกพูดตัดบท

"ช่วยกันอุ้มเจ้าพลไปที่ตำหนักเถอะโว้ย กำลังอยู่ในความคับขันเช่นนี้ ยังจะเล่นหัวสัพยอกหยอกล้อกันอีก"

"ใจเย็นๆ เถอะน่าหมอ พลมันถูกยิงใต้บ่า ห่างจากหัวใจเกือบคืบ ถึงอย่างไรมันก็ไม่ตายง่ายๆ หรอก"

ครั้นแล้วเสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วและนิกรก็ช่วย กันอุ้มพลไปจากพระราชอุทยาน ตรงไปยังพระตำหนักของเจ้าแม่สุริยา

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ดร. ดิเรกก็สามารถ ตัดลูกธนูออกเป็นสองท่อน และดึงออกมาจากร่างของ นายพัชราภรณ์ เขาได้ใส่ยาตบแต่งบาดแผลให้เรียบร้อย และฉีดยาป้องกันบาดทะยักให้หนึ่งเข็ม ยาระงับปวดอีกหนึ่งเข็ม นายแพทย์หนุ่มยืนยันกับพรรคพวกของเขาว่า

"ไม่มีอะไรที่จะต้องวิตก กันรับรองว่าภายใน ห้าหกวันนี้บาดแผลของเจ้าพลจะต้องหายเป็นปกติ"

กิมหงวนขบกรามกร้วมๆ หน้าตาของอาเสี่ยบึ้ง

"กันจะต้องฆ่าอ้ายตรีภพให้จงได้ ในฐานที่มันลอบทำลายเพื่อนรักของกัน กันยินดีสละชีพเพื่อเพื่อนรักของกัน กันจะเอาโลหิตของกันทาพื้นแผ่นดิน แห่งเวียงดอยนี้เพื่อสัญญลักษณ์แห่งมิตรภาพ"

นิกรรีบยกมืออุดปากอาเสี่ย

"มากไป"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"กันพูดจริงๆ โว้ย ไม่ใช่พูดเล่น กันจะยิงอ้ายตรีภพทิ้งเสีย เวรย่อมระงับด้วยการจองเวร"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ใช่โว้ยอ้ายหงวน เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรจึงจะถูก อย่าไปอาฆาตพยาบาทเขาเลยวะเชื่อ กันเถอะ อโหสิให้เขาเถิด เท่าที่เขาลอบทำร้ายเจ้าพลก็เพราะความหึงหวงของเขา"

เจ้าแม่สุริยารับสั่งเสริมขึ้นเบาๆ

"แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันถือว่าการที่ตรีภพทำเช่นนี้ เป็นการดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามดิฉันมากเกินไป พรุ่งนี้ดิฉันจะปลดตรีภพออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ดิฉันจำเป็นต้องขอร้องให้พวกคุณพักผ่อนอยู่ที่นี่อย่างน้อยอีกหนึ่งสัปดาห์ เพราะถ้าดิฉันปลดตรีภพออกจากตำแหน่งสำคัญ ตรีภพอาจจะใช้กำลังทหารจับกุมตัวดิฉัน และแย่งชิงราชบัลลังก์ของดิฉันก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นเสียงหนักแน่น

"ไม่ต้องกลัวหลานสาว พวกเราจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าตรีภพจะมีทหารอยู่ในบังคับบัญชาตั้ง ๒,๐๐๐ คนก็ไม่น่าวิตกอะไร"

เจ้าแม่สุริยาทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย แล้วกล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"เชิญไปพักผ่อนหลับนอนกันเถอะค่ะ ดิฉันจะอยู่พยาบาลคุณพลเอง ดิฉันดีใจมากที่คุณหมอบอก ว่าอาการของคุณพลไม่มีอะไรที่น่าวิตกอีกแล้ว"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาที่เตียงนอน ยกมือขวาตบศีรษะพลเบาๆ แล้วพูดด้วยเสียงหัวเราะ

"อาไปละนะพล แกจะได้คุยกับสุริยาตามสบาย"

พลยิ้มให้ท่านและยกเท้าขวาเหวี่ยงถูกก้นอาเสี่ยค่อนข้างแรง

"ไปโว้ย-ไปให้พ้น กันไม่ต้องการให้พวกแกมาเฝ้าพยาบาลกันหรอก สุริยาคนเดียวพอแล้ว"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น มองดูพลอย่างเคืองๆ แล้วยกมือชี้หน้านายพัชราภรณ์

"ระวังให้ดี คราวนี้ตรีภพมันยิงถากหัวใจแกไปเพียงเล็กน้อย ถ้ามันยิงแกอีกลูกธนูของมันอาจจะ ทะลุหัวใจแกก็ได้"

พลหัวเราะชอบใจ

"แต่เมื่อกันรู้ตัวอย่างนี้แล้ว ตรีภพก็คงจะยิงกันไม่ได้ง่ายๆ ในระยะแม่นยำของลูกธนูกันก็ยิงปืนพกได้แม่นยำราวกับจับวางเหมือนกัน"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพา กันเดินออกไปจากห้องนั้น เปิดโอกาสให้พล พัชราภรณ์อยู่กับพระนางสุริยาสองต่อสอง

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

พอใกล้จะถึงเวลาเสด็จออกขุนนาง บรรดาข้าราชการบริพารทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนก็พากันทยอยๆ ขึ้นไปบนพระตำหนักใหญ่เพื่อคอยเฝ้าเจ้าแม่สุริยาอันเป็นกิจวัตรประจำวัน สามสหายกับเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนอยู่หน้าบันไดตำหนัก เสี่ยหงวนถือซองสีขาวฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นซองยาวพับสี่ประทับตราบุษบก และมีตราครั่งประทับที่รอยผนึกหลังซองอีกด้วย เอกสารในซองคือพระราชเสาวนีย์ของเจ้าแม่สุริยา

พวกขุนนางทั้งหลายไม่เข้าใจเลยว่า สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มายืนอยู่ที่หน้าตำหนักทำไม บรรดาผู้เป็นสมัครพรรคพวกของตรีภพต่างมองดูคณะพรรค ๔ สหาย ด้วยสายตาที่แสดงความเป็นศัตรู

ตรีภพแม่ทัพใหญ่แต่งเครื่องแบบนักรบครบครันพาตัวเดินตรงมายังพระตำหนัก ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดหน้าตำหนัก สามสหายก็ปราดเข้าขวางกลางแล้ว อาเสี่ยก็ยิ้มให้แม่ทัพใหญ่

"ตรีภพกันมีข่าวอันน่าชื่นใจที่จะบอกให้แกรู้ว่า เจ้าแม่สุริยาได้มีพระรับสั่งปลดแกออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของนครเวียงดอยนี้แล้ว กันหวังอย่างยิ่งว่าแกคงจะปิติยินดีอย่างล้นพ้น เอ้า-นี่คือลายพระหัตถ์ เอาไปอ่านดูให้ชื่นใจเสียหน่อยแกจะได้ฝันหวานเต็มที่"

ตรีภพกระชากซองมาจากมืออาเสี่ยด้วยกิริยาโกรธแค้น แล้วเขาก็ฉีกซองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

"ข้าไม่ต้องการอ่านพระรับสั่งของมหาเทวี ข้าไม่เชื่อว่าพระองค์จะกล้าปลดข้าออกจากตำแหน่งแม่ทัพ เว้นแต่จะถูกพวกเจ้าบังคับขู่เข็ญ หลีกไป-ข้าจะขึ้นเฝ้า เพราะใกล้เวลาเสด็จออกขุนนางแล้ว"

นิกรพูดขึ้นอย่างองอาจ

"อ้ายน้องชาย พระนางสุริยารับสั่งให้พวกเรา คอยขัดขวางไม่ยอมให้ท่านขึ้นไปเฝ้า เพราะขณะนี้ท่านก็คือราษฎรคนหนึ่ง ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือกลับไปบ้านท่านเสียเถิด อากาศกำลังหนาวอย่างนี้อย่าให้มีการ แจกแว่นแจกหมากกันเลย เชื่อกันเถอะ"

ตรีภพโกรธจนตัวสั่น

"กูเป็นแม่ทัพ" เขาร้องตะโกนลั่น

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"แกจะเป็นแม่ทัพหรือพ่อทัพหรือลูกทัพอะไรก็ตาม แต่ถ้าแกขืนก้าวขึ้นมาบนบันไดเพียงก้าวเดียว รับรองว่าแกจะได้รับแจกแว่นจากกันอย่างเด็ดขาด"

ตรีภพเป็นชายชาติทหาร และมีจิตใจนักสู้ พออาเสี่ยพูดขาดคำหมัดขวาของตรีภพลั่นปังถูกเบ้าตา ของเสี่ยหงวนอย่างถนัดถนี่ อาเสี่ยของเราเซถลาร่อนเหมือนกับนกปีกหัก แล้วล้มลงทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อย เบ้าตาข้างซ้ายของเสี่ยหงวนเขียวปั๊ด เป็นรูปวงกลมขนาดฝาขนมครกพอดี

ตรีภพหัวเราะงอหาย

"อ้ายย่งโก๊ะ แกคุยว่าแกจะแจกแว่นให้กัน กันก็เลยบริการให้แกเสียก่อน จำไว้ว่าคนอย่างกันเป็นชายชาติทหาร เป็นเสือร้ายที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม ลุกขึ้นมาพี่ชาย ถ้าแกคิดว่าแกจะสู้กับกันได้ก็ลองดู หมากที่กรุงเทพฯ น่ะคงไม่แดงเถือกเหมือน อย่างหมากที่เวียงดอยหรอกแกอยากจะลองกินสักคำก็ลุกขึ้นมา"

กิมหงวนพราวพราดลุกขึ้นยืน นึกขอบคุณสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลให้เขาถอดแว่นตาขอบกระออกเสีย ก่อนจะพบหน้าตรีภพ มิฉะนั้นนัยน์ตาของเขาอาจจะบอดก็ได้ เพราะอาเสี่ยถูกชกอย่างจัง กิมหงวนเดินเข้ามาหานิกร แล้วกล่าวถามเสียงหนักแน่น

"เฮ้ย! สู้มันหรือยอมแพ้มันดีวะ"

"อ้าว" นิกรร้องเกือบเป็นเสียงตะโกน "สู้ซีโว้ย"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"แหม-หมัดมันหนักยังกับช้างถีบทีเดียว เจอเข้าโป้งเดียวเท่านั้นเห็นดาวขึ้นกลางวัน" แล้วเสี่ยหงวน ก็หันมาทางตรีภพซึ่งยืนเด่นเป็นสง่า อาเสี่ยยกมือชี้หน้าตรีภพทันที "อ้ายตรีเพชรมึงแจกแว่นกู"

ตรีภพคอย่นร้องตะโกนสุดเสียง

"มึงล้อชื่อพ่อกูมึงต้องตาย" พูดจบแม่ทัพใหญ่ แห่งเวียงดอยก็ปราดเข้าตะลุมบอนอาเสี่ยทันที

สองเสือปะทะกันอย่างดุเดือด ถึงแม้ตรีภพรูปร่างเตี้ยกว่ากิมหงวน แต่ก็ล่ำสันกว่ามาก อาเสี่ยถูกต้อนล่าถอยกรูด จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดือด ดาลร้องตะโกนลั่น

"ชกมันซีโว้ย อ้ายหงวน อ้ายตรีภพไม่ใช่เตี่ยแก แกก็หนึ่งไม่มีสอง" แล้วเจ้าคุณก็ตะโกนสุดเสียง

"เชน-เชน สู้ตาย"

เจ้าแห้วก็ร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"เชน-ใส่เลยครับ อย่ายอมให้มันลบเหลี่ยมลูบคมเชนได้"

คำว่า "เชน" ทำให้เสี่ยหงวนมีจิตใจคึกคักเข้มแข็งทันที เขาไม่ยอมล่าถอยอีกแล้ว อาเสี่ยปราดเข้าชกหนึ่งสองสาม ต่างฝ่ายต่างแลกหมัดกันอย่าทรหด

และแล้ว ฮุคขวาของกิมหงวนก็ลั่นปังถูกปลายคางตรีภพอย่างถนัดใจ แม่ทัพใหญ่แห่งเวียงดอยผงะหงายล้มลงทันที บรรดาขุนนางทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยที่กำลังจะมาเฝ้าพระนางสุริยาต่างยืนจับกลุ่มมองดูการต่อสู้ ระหว่างเสี่ยหงวนกับแม่ทัพใหญ่ของตนด้วยความตื่นเต้นใจ

อาเสี่ยหัวเราะลั่น พยักหน้ากับคู่ต่อสู้ของเขา ซึ่งนั่งเหยียดเท้าสะบัดหน้าเร่าๆ เพราะความมึนงง

"ลุกขึ้นมา อ้ายน้องชาย ถ้ากันเอาชนะแกไม่ได้กันก็ไม่ใช่เชน"

ตรีภพรวบรวมกำลังมานะกัดฟันผลุดลุกขึ้น ยืนและยังไม่ทันจะตั้งตัวตรง เสี่ยหงวนก็กระโจนเข้าใส่ปล่อยเข่าลอยเต็มเหนี่ยว แต่แม่ทัพใหญ่เวียงดอย เป็นนักรบหนุ่มที่มีฝีมือในการต่อสู้ทุกชนิด ทั้งเพลงอาวุธและหมัดมวย ตรีภพจึงเอี้ยวตัวหลบ ทำให้เสี่ยหงวนเสียหลัก และตรีภพลั่นหมัดสวิงขวาตูมเข้าให้ ถูกก้านคอเชนเซถลาล้มลงตะครุบกบ สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเงียบกริบ บรรดานายทหารที่เป็นพรรคพวกของตรีภพต่างส่งเสียงไชโยโห่ร้อง และกระโดดโลดเต้นแสดงความดีอกดีใจไปตามกัน

ตรีภพเค้นหัวเราะเสียงลั่น กระดิกนิ้วชี้มือขวาเรียกเสี่ยหงวน

"ลุกขึ้นมาอ้ายพี่ชาย"

กิมหงวนสั่นศีรษะอย่างมึนงง

"เดี๋ยวโว้ยขอพักก่อน แหม-หมัดแกไม่ผิดอะไรกับตะลุมพุก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดือดดาลอาเสี่ยอย่างที่สุด ท่านปราดเข้ามายกเท้าเตะกิมหงวนดังพลั่ก

"ลุกขึ้น อ้ายหงวน ถ้าหากว่าแกเอาชนะตรีภพไม่ได้ แกกับอาก็เลิกเป็นอาเป็นหลานกันที เสียแรงที่แกมีสมญาว่าเชน ถูกหมัดเบาๆ แกก็ทำท่าจะไขก๊อก เสียแรงที่แกคุยโวว่าจะปราบตรีภพ แกต้องปราบเขาให้ได้ซีน่า"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะแล้วลุกขึ้นยืน กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างองอาจ

"ผมแกล้งทำหรอกครับคุณอา ผมจะอ่อยเหยื่อให้อ้ายตรีภพมันหลงระเริง คิดว่าฝีมือมันดีกว่าผม ปู้ธ่...หมัดของอ้ายอัศวินโต๊ะแบนไม่ผิดอะไรกับมดกัดหรอกครับ ผมยื่นหน้าให้ชกยังได้" แล้วกิมหงวนก็ปราดเข้าไปหาคู่ต่อสู้ของเขา ยื่นหน้าให้ตรีภพอย่างท้าทาย ขบกรามพูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราด "เอาซีวะกันให้ชกหน้าข้าฟรีๆ หนึ่งที"

ตรีภพเป็นนักฉวยโอกาส พอกิมหงวนพูดขาด คำหมัดขวาของเขาก็ลั่นตูมออกมาจากช่วงแขนอันล่ำ ถูกปากครึ่งของอาเสี่ยเต็มรัก อาเสี่ยหัวเราะก้ากแล้วพยักหน้า

"ไม่เจ็บ เอาอีกทียังได้โว้ย" เขาพูดเสียงขบกราม โลหิตที่ปากและจมูกไหลทะลัก "อีกทีซีวะ"

คราวนี้จอมอัศวินแห่งนครเวียงดอยหลงกลเสี่ยหงวน ตรีภพง้างหมัดขวาเต็มเหนี่ยว แต่ก่อนที่จะชก หน้าเสี่ยหงวนเพื่อบริการหมากหรือแว่น อาเสี่ยก็ลั่นหมัดอัปเปอร์คัดซ้ายเต็มเหนี่ยวถูกชายโครงของตรีภพเสียงดังอั้ก เจ้าหนุ่มร่างใหญ่สะดุ้งเฮือกทำหลังโค้งทันใด นั้นเองหมัดขวาของเสี่ยหงวนก็กระแทกถูกหน้าตรีภพอย่างถนัดใจ ยังผลให้ตรีภพเซถลาออกไปหลายก้าว แม่ทัพใหญ่แห่งนครเวียงดอยหายใจถี่เร็ว นัยน์ตาที่จ้องมองดูกิมหงวนนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย วิ่งเข้ามากระโจนเตะอาเสี่ยด้วยเท้าขวาเต็มแรง กิมหงวนยกท่อนแขนปิดป้องไว้ได้และล่าถอยออกไปตั้งหลัก ตรีภพตามประชิดติดพัน รัวหมัดซ้ายขวาออกไปยังใบหน้าและลำตัวของอาเสี่ยเพื่อหวังจะเผด็จศึก

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าแม่สุริยาก็เสด็จออก มาจากพระทวารของพระตำหนักใหญ่ พระองค์อกสั่นขวัญแขวน เมื่อทอดพระเนตรเห็นตรีภพกับอาเสี่ยกิมหงวนปะทะกันอย่างดุเดือด มหาเทวีแห่งเวียงดอยวิ่ง ลงมาจากขั้นบันไดหินอ่อนเพื่อจะเข้าห้ามคู่วิวาท แต่แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รีบยกมือจับพระกรของพระนาง สุริยาไว้ แล้วดึงพระองค์เข้ามากอด

"ปล่อยมัน-ปล่อยมันหลานสาว ปล่อยให้มันสู้กันให้ถึงที่สุด"

พระนางสุริยารับสั่งว่า

"อาเสี่ยสู้ตรีภพไม่ได้หรอกค่ะคุณลุง เพราะตรีภพน่ะนอกจากจะมีกำลังวังชาราวกับช้างสารแล้ว ยัง เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการชกมวยยากที่จะหาใครเปรียบได้"

นิกรชักฉิวก็พูดโพล่งขึ้น

"เอาไหมล่ะคุณสุริยา ผมต่ออ้ายหงวนสามเอาหนึ่ง เอ้า คุณรองไว้สักพันบาทยังได้"

เจ้าแม่สุริยาค้อนนายจอมทะเล้น

"ดิฉันไม่ใช่นักพนันหรอกค่ะ"

อาเสี่ยกิมหงวนกับตรีภพกำลังตะลุมบอนกัน อย่างดุเดือดที่สุด ยืนแลกหมัดกันคนละทีสองที ทั้งสองฝ่ายปากคอเป็นครุฑไปตามกัน กินหมากปากแดง เถือกด้วยกันทั้งคู่ อาเสี่ยกิมหงวนมีกำลังด้อยกว่าคู่ต่อสู้ ก็ไม่สามารถจะยืนหยัดแลกหมัดกับตรีภพได้ เสี่ยหงวนจึงต้องใช้วิธีสู้พลางถอยพลาง

เจ้าแห้วร้องตะโกนสุดเสียง

"รับประทานเตะ รับประทานกระโดดเหยียบ ชายพกถองกบาลมันเลยครับ ใช้ลูกไม้นายขนมต้มสิ ครับ"

อาเสี่ยชกพลางหันมาพูดกับเจ้าแห้ว

"ไม่ไหวโว้ย อ้ายแห้ว กูบ้อลัดแล้ว อ้ายนี่มัน ทนทายาท ชกเท่าไรก็ไม่อยู่คล้ายกับว่าคางของมันทำด้วยเหล็ก"

เจ้าแห้วตะโกนบอกกิมหงวน

"รับประทานชกท้องมันซิครับ เอาเลยรับประทานลิ้นปี่เลยครับ"

ตรีภพตกใจ กลัวว่ากิมหงวนจะชกลิ้นปี่ของเขา จึงรีบลดมือลงป้องกันท้อง เท่านี้เองคางของตรีภพก็เปิดช่องว่าง เสี่ยหงวนลั่นฮุคขวาเต็มเหนี่ยว กระแทกถูกคางแม่ทัพใหญ่แห่งเวียงดอยเสียงดังสนั่นเหมือนกับผ่ามะพร้าว จอมอัศวินผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เจ้าแม่สุริยาถือโอกาสนี้วิ่งเข้ามาขวางกลางระหว่างกิมหงวนกับตรีภพ

แม่ทัพใหญ่หูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว หมัดเด็ดของเสี่ยหงวนหนักแน่นและรุนแรงมาก ตรีภพค่อยๆ พยุง กายลุกขึ้นยืน และยืนโงนเงนเหมือนกับต้นไม้ต้องลม เขายกมือชี้หน้านิกรแล้วพูดด้วยเสียงเหนื่อยหอบ

"มา-เข้ามา ตราบใดที่กูยังมีลมหายใจอยู่กูไม่ ยอมแพ้มึงเป็นอันขาด"

นายจอมทะเล้นทำคอย่นแล้วหัวเราะชอบใจ

"โน่นโว้ย ไม่ใช่ข้า แน่-อ้ายนี่ถูกหมัดยืนเซ่อเป็นไก่ตาแตก จนกระทั่งนัยน์ตามองไม่เห็นว่าใครเป็นใคร"

เจ้าแม่สุริยารับสั่งขึ้นด้วยพระสุรเสียงอันดัง

"ข้ายืนอยู่นี่ตรีภพ อย่าทำการใดๆ ที่เป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านขาดความเคารพยำเกรงข้า"

นิกรเดินเข้ามายกมือไหว้มหาเทวีแห่งเวียงดอยแล้วพูดยิ้มๆ

"เอายังงี้ดีกว่านะครับคุณสุริยา เพื่อให้ตัดความยุ่งยาก โปรดสั่งให้ทหารนำตัวตรีภพเอาไปตัดหัวเสีย เดี๋ยวนี้"

ตรีภพเอ็ดตะโรลั่น

"ตัดหัวมึงน่ะซี"

พระนางสุริยาสำรวมพระอากัปกิริยาให้สง่าผ่า เผยแล้วรับสั่งกับอดีตแม่ทัพใหญ่ของพระองค์

"ท่านตรีภพ ท่านคงทราบคำสั่งของข้าแล้วที่ ข้าได้ปลดท่านออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของนครเวียงดอยนี้"

ตรีภพขบกราบกรอดความหึงหวงและความอิจฉาริษยาอย่างรุนแรง ได้บังเกิดขึ้นแก่นักรบหนุ่มผู้นี้ เขาถามด้วยเสียงห้วนๆ ปราศจากความยำเกรง

"ข้าพระองค์ได้กระทำความผิดอะไร เท่าที่พระองค์ปลดข้าออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ตัวของเจ้าย่อมรู้ดีว่าเจ้าทำความผิดอะไรบ้าง ข้อหนึ่ง เจ้าแอบดูเจ้าพลจูบกับเจ้าแม่ในสวนดอกไม้เมื่อคืนนี้ ข้อสอง เจ้าลอบทำร้ายเพื่อนเกลอของเราด้วยลูกธนู"

ตรีภพตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ไม่เป็นความจริง ทหารรักษาการณ์ในวังนี้ ทุกคนมีธนูด้วยกันทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหาตรีภพอย่างร้อนรน แล้วก้มลงยกฝ่ามือตีก้นตรีภพค่อนข้างแรง

"นี่แน่ะ ทำผิดแล้วยังไม่รับอีก ถูกละที่เจ้าว่าทหารในวังนี้ทุกคนมีลูกธนู แต่ลูกธนูที่ยิงเพื่อนข้านั้นมีชื่อของเจ้าปรากฎอยู่" พูดจบอาเสี่ยก็ยกมือเขกศีรษะตรีภพเสียงดังโป๊ก "ทีหลังละก็จำไว้ ตัวเป็นเด็กเป็นเล็ก เมื่อทำผิดก็ต้องสารภาพผิด ประเดี๋ยวพ่อเฆี่ยนลายไปทั้งตัวเลย"

ตรีภพโกรธจนกระทั่งหัวเราะออกมาดังๆ แต่แล้วเขาก็ทำเป็นไม่สนใจกับคณะพรรค ๔ สหาย ตรีภพทูลเจ้าแม่สุริยาด้วยเสียงอันดัง

"พระองค์พอพระทัย อ้ายหนุ่มที่มาจากแคว้นแดนไกล ถึงกับยอมทอดกายให้มันชื่นชม แล้วพระ องค์ก็ปลดข้าออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยไม่มีความผิด"

สุริยาทรงเม้มพระโอษฐ์แน่น

"ตรีภพ ข้าเป็นมหาเทวีแห่งเวียงดอย ซึ่งพวกเจ้าทุกคนในนครนี้ได้ให้สัตย์ปฏิญาณกันแล้วว่า จะเชื่อ ฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของข้าอย่างเคร่งครัด เมื่อข้าได้สั่งการไปแล้วจะเป็นการที่ควรหรือไม่ควรก็ตาม พวกเจ้าก็จะกระทำตามคำสั่งของข้า เพราะฉะนั้นในนามแห่งมหาเทวีแห่ง เวียงนี้ ข้าขอขับไล่เจ้าออกไปจากวังของเข้านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป และอย่าเข้ามาในวังของข้าอีกเป็นอันขาด เจ้าเป็นลูกผู้ชายที่ขี้ขลาดตาขาว เจ้าไม่กล้าต่อสู้เขาซึ่งๆ หน้า เจ้าจึงใช้วิธีลอบทำร้ายคนรักของข้า ออกไปตรีภพข้าไม่ต้องการต้อนรับคนอย่างเจ้าอีกต่อไปแล้ว"

ตรีภพเค้นหัวเราะเสียงลั่น

"ดีแล้วมหาเทวี เมื่อพระองค์คิดว่านักท่องเที่ยวคณะนี้มีค่าและมีความหมายยิ่งกว่าข้า ก็ขอให้พระองค์เร่งระวังพระองค์ไว้ให้ดี มันต้องหมายถึงกาลกลียุค อย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าสามวันนี้พระองค์ไม่รับสั่งเรียกข้าเข้าดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ตามเดิม และไม่ขับไล่อ้ายพวกนี้ออกไปจากบ้านเมืองของเราแล้ว พระองค์ก็อาจจะเป็นมหาเทวีที่ไร้บัลลังก์"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหาตรีภพ แล้วยกมือขึ้นทำท่าจะเขกกบาลเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ แต่แล้วทันใดนั้นเอง ตรีภพก็ปล่อยหมัดขวาสุดแรงเกิด กระแทกถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของกิมหงวนอย่างถนัดใจ ทำให้อาเสี่ยเซถลาไปปะทะเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วท่านเจ้าคุณกับกิมหงวนก็ล้มฮวบลงบนพื้น

ตรีภพขบกรามกรอด หมุนตัวเดินออกไปจากที่ นั้นพระนางสุริยาทรงพระสรวลเล็กน้อย พระองค์ทอดพระเนตรมองดูพวกขุนนางนายทหาร และพลเรือนไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ซึ่งยืนอยู่ข้างศาลาห่างจากบันได พระตำหนักไม่กี่มากน้อย แล้วพระองค์ก็รับสั่งขึ้นด้วยพระสุรเสียงฉาดฉาน

"พวกเจ้าทั้งหลายจงฟัง ในฐานที่ข้าเป็นนางพญาของพวกเจ้า ข้าขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า บัดนี้ตรีภพไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ ในทางการทหารหรือในทางราชการแม้แต่น้อย พวกเจ้าไม่ต้องอยู่ในอำนาจของตรีภพต่อไป ถ้าหากว่าใครคนใดยอมอยู่ในอำนาจของตรีภพอีกแล้ว ข้าจะถือว่าผู้นั้นมีความผิดฐานกบฎต่อข้า"

รับสั่งจบมหาเทวีก็เสด็จขึ้นพระตำหนัก บรรดาข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ต่างตามเสด็จไป ห่างๆ และไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์อะไรเลย

นิกรกับดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้า แห้วต่างพากันเดินเข้ามาห้อมล้อมเสี่ยหงวน แล้วกล่าว ชมเชยไปตามกัน

(โปรดติดตาม ตอนจบ)

"เฮฮาป่าตู๋ตี๋"