พล นิกร กิมหงวน 035 : นักผจญเพลิง

บริษัท ไทยถนัดเลหลัง จำกัด ได้โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งแจ้งให้ทราบว่า วันอาทิตย์ ๒๒ พฤศจิกายน ศกนี้ บริษัทจะทำการเลหลังสิ่งของเครื่องใช้อันมีค่าต่างๆ รวมทั้งรถยนต์ค่อนข้างใหม่หลายคันทั้งรถเก๋งรถบรรทุกและรถดับเพลิง นอกจากนี้ยังมีเครื่องลายครามโบราณวัตถุหลายชิ้น บริษัทนี้มีสำนักงานอยู่ที่สุริวงศ์ และมีกิจการเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเราชอบสะสมของเก่าอันเป็นงานอดิเรกของท่าน ท่านจึงชวนสี่สหายมาที่บริษัทในตอนสายวันนั้น โอลสโมบิลคันใหญ่และใหม่เอี่ยม ซึ่งขับโดยเจ้าแห้วเลี้ยวเข้ามาในประตูบ้านใหญ่หลังหนึ่งอันเป็นสำนักงานของบริษัทเลหลัง ตามเวลาที่กล่าวนี้เจ้าหน้าที่กำลังทำการเลหลังอยู่ที่หน้าตึก นักเลหลังล้วนแต่ท่านผู้ดีมีเงินหรืออาเสี่ยกระเป๋าหนักไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คนยืนจับกลุ่มอยู่หน้าตึก บ้างก็เดินชมข้าวของต่างๆ หรือรถยนต์ที่บริษัทจะทำการเลหลัง รถเก๋งงามๆ หลายคันของผู้ที่มาชมการเลหลังจอดอยู่เรียงราย เจ้าแห้วนำรถเข้าไปจอดในบริเวณลานกว้างหน้าตึกนั้น แล้วรีบลงมาเปิดประตูรถให้เจ้านายของเขา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้าวลงมาจากตอนหน้ารถอย่างยิ้มแย้ม สี่สหายพากันลงมาจากหลังรถ ทุกคนแต่งสากลเรียบร้อยเว้นแต่เจ้าแห้วคนเดียว แต่ถึงกระนั้นเจ้าแห้วก็แต่งกายโออ่าผิดกว่าคนรถทั้งหลาย สวมเชิ้ทแขนยาวสีขาวผูกหูกระต่ายท่าทางสม๊าทราวกับลูกเจ้าคุณ ใส่น้ำหอมฟุ้งและถือกระป๋องบุหรี่การิคแต่ข้างในเป็นตราพระจันทร์

อาเสี่ยกิมหวงนจ้องตาเขม็งมองดูรถดับเพลิงขนาดกลางคันหนึ่งซึ่งค่อนข้างใหม่ และจอดปะปนอยู่กับเก๋งแบบต่างๆ หลายคัน

"อือ รถดับเพลิงคันนี้เข้าทีโว้ย" เสี่ยหงวนพูดขึ้นเปรยๆ "เลหลังเอาไปดีไหมพล"

พลมองตามสายตากิมหงวนแล้วหัวเราะเบาๆ

"เอาไปทำอะไร หรือแกจะตั้งกองดับเพลิง"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ก็ยังงั้นนะซี นี่ก็ใกล้ตรุษจีนแล้ว ฤดูไฟไหม้หรือฤดูวางเพลิงใกล้เข้ามาทุกที เราควรจะจัดตั้งกองดับเพลิงอิสระของเราขึ้น สำหรับช่วยกองดับเพลิงของตำรวจทำการดับเพลิงเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เป็นการช่วยเหลือทางราชการ และช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอัคคีภัย"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ลำบากนักก็อย่าอุตาริเลยวะ ตั้งกองดับเพลิงไม่ใช่ของง่าย รัฐบาลนะเขาไม่ขัดข้องหรอก แต่เรานั้นแหละจะยุ่งยาก แกจะต้องเลือกหาพนักงานดับเพลิงที่ชำนาญงานและจะต้องให้เงินเดือนเขา หาที่พักให้เขามีการฝึกซ้อมกันบ่อยๆ "

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่จำเป็นจะต้องไปจ้างใครให้เสียเงินเดือน พวกเรานี่แหละวะประจำรถคันนี้ ให้คุณอาเป็นหัวหน้าอ้ายแห้วเป็นคนขับ เราสี่คนเป็นคนดับเพลิง รถคันนั้นเป็นรถดับเพลิงขนาดกลางจุเจ้าหน้าที่ได้อย่างมาก ๘ คนเท่านั้นไฟไหม้ที่ไหนเราก็ไปดับ การบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์เป็นของควรทำอย่างยิ่ง"

แทนที่ ดร. ดิเรก จะคัดค้านเข่ากลับสนับสนุนเต็มที่ "ออไร๋ ออไร๋ กันเห็นด้วยอ้ายหงวน ถ้าแกจะซื้อรถดับเพลิงนี้ไปจัดตั้งหน่วยดับเพลิงอิสระขึ้น กันยินดีร่วมกับแกเต็มที่ กันจะใช้น้ำยาเคมีดับเพลิงสำหรับรถของเรา ทุกวันนี้พวกเราเกือบไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้แก่ประเทศชาติเลย เมื่อเรามั่นมีศรีสุขอย่างนี้เราก็ควรจะทำอะไรให้เป็นประโยนช์แก่ประเทศชาติแก่รัฐบาลหรือประชาชนบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เข้าทีมากอ้ายหงวน ความคิดของแกไม่เลวเลยถ้าเราตั้งกองดับเพลิงอิสระขึ้นในไม่ช้านี้คนมีเงินอย่างเราก็คงจะจัดตั้งกองดับเพลิงหรือหน่วยดับเพลิงขึ้นบ้าง อีกหนึ่งปีข้างหน้าเราจะมีรถดับเพลิงซึ่งไม่ใช่ทางการต่ำกว่า ๕๐๐ คัน พวกนักวางเพลิงก็คงหมดกำลังใจที่จะคิดวางเพลิง และไฟที่เกิดขึ้นด้วยความประมาทก็จะถูกดับได้อย่างรวดเร็วฉับพลัน"

กิมหงวนยกมือตบบ่าพลค่อนข้างแรง

"เอานะพล หน่วยดับเพลิงอิสระของเราจะแต่งเครื่องแบบให้โก้ที่สุด"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"กันเป็นนักประชาธิปไตย เมื่อเสียงข้างมากกว่าอย่างไรกันก็ว่าอย่างนั้น"

เสี่ยหงวนหันมาทางเจ้าแห้ว

"ว่าไงอ้ายแห้ว ตกลงนะ"

"รับประทานเอาซีครับ อย่างน้อยรับประทานผมก็คงได้เงินเดือนสำหรับพนักงานขับรถดับเพลิงเดือนละ ๗๐๐ บาท"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"ไม่มีเงินเดือนโว้ย เราทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์จะมาเอาเงินเดือนตวักตะบวยอะไรกัน ต้องทำฟรีโว้ย"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานทำฟรีก็ได้ครับแต่งานมันคงไม่เรียบร้อย"

"ไม่เรียบร้อยก็โดนเตะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อย

"ถ้ายังงั้นก็เรียบร้อยซีครับรับประทานผมมันชาติคางคก ยางหัวไม่ตกก็ไม่ใช่คางคก"

นิกรกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันยินดีร่วมงานด้วยเฉพาะการดับเพลิง ในตอนกลางวันเท่านั้น ตอนกลางคืนต้องขอตัวว่ะ หนาวๆ อย่างนี้บอกตรงๆ ไม่อยากลุกจากที่นอน"

อาเสี่ยยกมือชี้หน้าเพื่อนเกลอของเขา

"แกควรบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์หรือเประเทศชาติของเราบ้าง สละความสุขส่วนตัวเสียบ้างซี"

นิกรทำตาละห้อย

"ก็รอให้พ้นหน้าหนาวเสียก่อนไม่ได้รึ"

"ไม่ได้" อาเสี่ยตวาดแว๊ด "พวกเราทุกคนลงมติแล้วแกจะคัดค้านอย่างไรกัน ประชาธิปไตยต้องถือเสียงข้างมาก"

นิกรพยักหน้า

"เอา ตกลง กองดับเพลิงอิสระของเราคงจะมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ในคราวนี้"

ครั้นแล้วกิมหงวนก็พาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินตรงไปทางหมู่รถยนต์ที่จะขายเลหลัง มีรถเก๋งค่อนข้างใหม่รวม ๖ คัน รถบรรทุกขนาดเล็ก ๓ คัน รถดับเพลิงขนาดกลางสีแดงสะดุดตาหนึ่งคันยังใหม่เอี่ยม คณะพรรคสี่สหายต่างเข้ามาห้อมล้อมมองดูรถดับเพลิงคันนี้ด้วยความสนใจ เจ้าหน้าที่ของบริษัทเลหลังคนหนึ่งปราดเข้ามาต้อนรับ เขาเป็นชายหนุ่มในวัยเบญจเพศ ท่าทางคล่องแคล่วปราดเปรียว

"สวัสดีครับ" ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวทักสี่สหายและก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "เชิญชมสิครับ ถ้าพอใจผมจะบอกให้พนักงานเลหลังเปิดการประมูลเลย"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"รถคันนี้ทำไมเจ้าของถึงเอามาเลหลง คุณภาพมันเลวหรืออย่างไร"

"โอ มิได้ครับท่าน รถคันนี้บริษัทป่าไม้บริษัทหนึ่งได้สั่งมาใช้ครับ แต่พอรถมาถึงบริษัทก็เลิกล้มกิจการจะด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ ทางบริษัทเขาส่งรถดับเพลิงของเขามาให้เราเลหลัง สภาพของรถคันนี้ดีมากครับ เครื่องยนตร์ ๔๐ แรงม้าฉีดน้ำได้ไกลถึง ๑๒๐ ฟิต บันไดเหล็กเลื่อนได้ยาวถึง ๕๐ ฟิต เครื่องยนต์ติดง่ายสต๊าทปุ๊บติดปั๊บ ผมจะเปิดหน้าหม้อให้ท่านชมนะครับรับรองว่าเครื่องยนตร์ยังใหม่เอี่ยม รถดับเพลิงคันนี้เพิ่งวิ่งได้ ๑๐๐ กว่าไมล์เท่านั้น"

"เคยดับเพลิงบ้างหรือยัง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"ยังเลยครับ เพียงแต่ทดลองวิ่งตามถนนในกรุงเทพฯ และทดลองฉีดน้ำไม่กี่ครั้ง"

พลยิ้มให้พนักงานเลหลังแล้วถามว่า "คุณทราบไหมครับ รถดับเพลิงแบบนี้ ถ้าใหม่ๆราคาเท่าใด"

"ราวสามแสนครับ เจ้าของสั่งเลหลังในราคาขั้นต่ำแสนห้าหมื่นบาท คือเป็นราคาเริ่มประมูล"

คณะพรรคสี่สหายต่างช่วยกัน ตรวจดูสภาพรถดับเพลิงคันนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมีเครื่องอุปกรณ์ในการดับเพลิงครบครัน มีสายยางสูบยาว ๗๕๐ เมตร และมีหัวสูบหนึ่งหัว มีอะหลั่ยอีก ๒ หัว มีไฟฉาย ระฆังประจำรถและแตรไซเร็นท์พร้อมเครื่องยนตร์ยังใหม่มาก

เสี่ยหงวนกล่าวกับพนักงานของบริษัทเลหลัง

"เจ้าของรถหรือตัวแทนเขามาหรือเปล่าคุณ"

"มาครับ คุณขจรผู้จัดการการป่าไม้เขามารอดูการเลหลังรถดับเพลิงของเขาอยู่แล้วครับ"

"ดีทีเดียวคุณ คุณช่วยไปเชิญเขามาพบกับผมหน่อยซี บอกเขาว่าผม นายกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยอยากจะพบเขาเพื่อขอซื้อ รถดับเพลิงคันนี้โดยไม่ต้องมีการประมูลเลหลัง เราจะให้ราคาตามสมควร"

"ได้ครับ ผมจะไปเชิญคุณขจรมาพบท่านเดี๋ยวนี้ โอ้โฮ้ ผมตื่นเต้นเหลือเกินครับที่ได้เห็นท่านเป็นครั้งแรก ผมได้ยินชื่อเสียงของอาเสี่ยมานานแล้ว ใครๆ ก็พูดกันว่าไม่มีเศรษฐีคนใดในโลกนี้จะกล้าฉีกแบ๊คค์เล่นทีละพันเว้นแต่ท่านคนเดียวเท่านั้น"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งแล้วฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

"การฉีกธนบัตรเป็นการบริหารนิ้วของผมให้แข็งแรง ผมฉีกเล่นวันละสองหมื่นทุกวัน" กิมหงวนพูดหน้าตาเฉยโปรยเศษธนบัตรลงบนพื้นดิน

พนักงานของบริษัทเลหลังนัยน์ตาเหลือก "โอย นี่ผมไม่ได้ฝันไปหรอกครับ อาเสี่ยคงจะพิมพ์ได้วันละหลายแสน"

"อ้าว" กิมหงวนร้องเอ็ดตะโร "หาตารางให้ผมละซี พิมพ์แบ๊งค์ปลอมน่ะติดคุกตลอดชีวิตนะคุณ อย่างขี้หมูขี้หมาก็ยี่สิบปีปรับอีก ๑๐ เท่าของราคาธนบัตร เงินที่ผมฉีกทิ้งน่ะไม่ใช่แบ๊งค์ปลอม แล้วกัน"

พนักงานของบริษัทเลหลังนัยน์ตาเหลือก เขาก้มลงมองดูธนบัตรเหล่านั้นแล้วกล่าวกับกิมหงวนอย่างเคารพนบนอบ

"ได้โปรดเถอะครับ ผมไม่มีเจตนาดูถูกดูหมิ่นอาเสี่ย ผมพูดออกไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการ อ้า...กรุณารอสักครู่นะครับผมจะไปตามคุณขจรมาพบกับอาเสี่ยเดี๋ยวนี้"

ชายหนุ่มผู้นั้นวิ่งเหยาะๆ ตรงไปที่ตึกใหญ่ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างรู้สึกพอใจรถดับเพลิงคันนี้ ซึ่งเป็นรถดับเพลิงที่ทันสมัยเหมาะที่จะใช้สำหรับหน่วยดับเพลิงอิสระ กิมหงวนบอกให้เจ้าแห้วปิดกระโปรงหน้า ซึ่งพนักงานบริษัทเลหลังเปิดทิ้งไว้แล้วอาเสี่ยก็ขึ้นไปนั่งบนรถประจำที่คนขับ

พอและเห็นกุญแจเปิดสวิทไฟ และกุญแจอีกสามสี่ดอกสำหรับรถคันนี้วางอยู่ในช่องเล็กๆ กิมหงวนก็หยิบพวงกุญแจออกมาและยัดเข้าไปในช่องสวิทไฟบิดไปทางขวา กุญแจเปิดไฟเครื่องยนต์และสต๊าทในตัว เสียงเครื่องยนต์ติดขึ้นทันที กิมหงวนตกใจยกเท้าเหยียบครัช รถดับเพลิงแล่นปราดออกจากที่ชนเจ้าคุณปัจจนึกฯ หงายท้อง ในเวลาเดียวกันนั้นอาเสี่ยก็เหยียบห้ามล้อมองดูหน้า ดร. ดิเรก

"แกดูซิหมอ คุณอาตายหรือเปล่า"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ตายโว้ย แกเหยียบเบรคไว้ก่อน คุณพ่อกำลังคลานออกมาจากใต้ท้องรถ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ลืมนึกไปว่า รถสมัยใหม่สต๊าทกับสวิทไฟมันอยู่รวมกัน"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งคลานออกมาจากใต้ท้องรถ ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นละอองตามเสื้อกางเกงของท่านแล้วยกมือเท้าสะเอวมองดูอย่างเดือดดาล พล นิกร ดร. ดิเรก ต่างหัวเราะหึๆ ไปตามกัน

"จะลองรถทำไมไม่ดูตาม้าตาเรือเสียก่อนว่ะ นี่ถ้าล้อรถมันทับตัวข้าแกจะว่ายังไง"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ เอื้อมมือดับสวิทไฟเครื่องยนต์

"ผมน่ะไม่ว่าอะไรหรอกครับนอกจาก คุณอาจะว่าผม แฮ่ แฮ่ ไม่ได้แกล้งเลยครับ พอเปิดไฟเครื่องยนต์มันก็ติด คุณอายืนอยู่ห่างจากหน้ารถเพียงศอกเดียวรถมันก็ชนคุณอาล้มลง ทำไมไม่ดันหน้าหม้อรถไว้ล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น

"ดันยังไงกันวะ หนึ่งแรงคนกับ ๔๐ แรงม้ามันสู้กันได้เรอะ"

สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน กิมหงวนยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประหลกๆ แล้วก้าวลงมาจากรถดับเพลิงตรงเข้ามาหาท่านเจ้าคุณ แล้วช่วยปัดฝุ่นตามเสื้อกางเกงให้ท่าน

"ตอนที่คุณอาหลุดลงไปใต้ท้องรถ ผมนึกว่าคุณอาม่องเท่งเสียแล้วใจหายหมดเลยครับ"

เจ้าคุณค้อนปะหลับประเหลือก

"ยังจะมาพูดดีอีก คนหนุ่มๆ นี่มันทำอะไรมักจะสะเพร่าขาดความรอบคอบอย่างนี้แหละ นี่ดีว่าเป็นรถดับเพลิงท้องรถมันสูงกว่ารถเก๋ง ม่ายก็แย่เหมือนกันระย่ำนี่"

"ใครครับ"

"ก็มึงน่ะซี ยังมีหน้ามาถามอีก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ผมนึกว่าอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานไม่เกี่ยวครับ"

ทันใดนั้นเอง พนักงานบริษัทเลหลังก็พาสุภาพบุรุษในวัยกลางคน ท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาอย่างร้อนร้น เขาคือนายขจรผู้จัดการป่าไม้ของบริษัทป่าไม้ไทยริทำ จำกัด ซึ่งมีอันเป็นต้องเลิกกิจการไปเพราะหุ้นส่วนเกิดโกงกันอย่างสะบั้นหั่นแหลก

สุภาพบุรุษนั้นปราดเข้ามาไหว้กิมหงวนอย่างพินอบพิเทาที่สุด

"กระผมชื่อนายขจร เหมราช ผู้จัดการป่าไม้บริษัทป่าไม้ไทยริทำ จำกัด ครับผม กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงเท่าที่อาเสี่ยบัญชาให้กระผมมาพบเพื่อไต่ถามเรื่องรถดับเพลิงคันนี้"

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แต่แล้วก็ค่อยๆ ทำหน้าอกแฟบเพราะนึกละอายใจ

"แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าเพิ่งพินอบพิเทาเคารพนบนอบผมให้มากนักเลยครับ เอาเพียงนิดๆ อย่าให้ผมรู้สึกตัวดีกว่า อ้ายเรื่องบ้ายอหรือบ้ายศ ผมก็เป็นเหมือนคนอื่นเขาเหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับลืมตัว"

นายขจร นักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมก้มศีรษะโค้งคำนับรับคำอาเสี่ย

"ในฐานที่อาเสี่ยเป็นมหาเศรษฐี อันดับหนึ่งของประเทศไทย กระผมก็จำเป็นต้องยกย่องให้เกียรติอาเสี่ยอย่างสมเกียรติครับผม"

พลพยักหน้ากับนายขจรแล้วพูดเสริมขึ้น

"ยอเข้าเถอะคุณแล้วคุณจะเอาอะไรจากอ้ายหงวนได้ทั้งนั้น แต่ถ้าคุณขัดคอมันนิดเดียวอ้ายหงวนจะไม่ยอมมองดูหน้าคุณอีกเลย"

นายขจรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กิริยาท่าทางของเขาสุภาพนอบน้อมมาก บอกความเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว

"อ้า...อาเสี่ยมีความประสงค์จะขอซื้อรถดับเพลิงคันนี้ โดยไม่ต่องมีการประมูลเลหลังใช่ไหมครับ"

"ถูกแล้วคุณขจร อยากจะตกลงซื้อขายกันเงียบๆ คุณจะเอาเท่าไหรว่ามา"

นายขจรประนบมือไว้ระหว่างอกตลอดเวลา

"สำหรับมหาเศรษฐีอย่างอาเสี่ยกระผมไม่กล้าบอกราคาผ่านจนเกินไปหรอกครับ กระผมขอเสนอราคาขาดตัวเพียงสองแสนสามหมื่นเท่านั้น"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ต่อสักคำได้ไหมคุณขจร"

"ได้ขอรับ แต่กระผมเชื่อว่ามหาเศรษฐีอย่างท่านไม่เคยซื้อของต่อราคา เมื่อพอใจก็ซื้อและไม่พอใจก็ไม่ซื้อ การซื้อของต่อราคาเป็นเรื่องของคนที่ไม่ใคร่จะมีเงิน"

กิมหงวนนิ่งคิดแล้วหันมาทางพรรคพวกของเขา "ว่าไงพวกเรา ราคาสองแสนสามหมื่นเป็นยังไง"

พลว่า "แล้วแต่แก่ซี"

เสี่ยหงวนหันมาทางนายขจร "คุณนำรถไปที่บ้านผมเดี๋ยวนี้ได้ไหม เพื่อไปทดลองให้เราดู ถ้าใช้การได้คล่องและสะดวกดี ผมก็จะตกลงซื้อรถดับเพลิงคันนี้ตามราคาที่คุณเสนอมา"

ไม่ต้องสงสัยว่านายขจรจะปิติยินดีสักเพียงใด เขาเองคิดว่า รถดับเพลิงคันนี้ถ้าขายเลหลังได้เพียงแสนห้าหมื่นเขาก็พอใจแล้ว

"ครับผม กระผมพร้อมแล้วที่จะนำรถไปแสดงให้อาเสี่ยกับคุณๆ เหล่านี้ชมที่บ้าน กระผมจะขับรถตามรถของอาเสี่ยไปเดี๋ยวนี้แหละครับ"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันกลับมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" โดยมีรถดับเพลิงติดตามมาด้วย เมื่อคุณหญิงวาดได้รับรายงานจากสาวใช้ของท่านว่ามีรถดับเพลิงคันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน ท่านก็ตกใจรีบพาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ออกมาหน้าตึกใหญ่ ในเวลาเดียวกันคณะพรรคสี่สหายก็พากันลงจากรถ

"นั่นรถดับเพลิงเขามาทำไมกัน" คุณหญิงถามลูกชายของท่าน

พลยิ้มให้คุณแม่ของเขา

"อ้ายหงวนจะซื้อรถคันนี้ครับ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอเปลี่ยนสายตาไปที่เสี่ยหงวนทันที

"นึกขลังอะไรขึ้นมาล่ะพ่อหงวน นั่งรถเก๋งไม่ชอบถึงเปลี่ยนเป็นรถดับเพลิง"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"ผมจะตั้งหน่วยดับเพลิงอิสระขึ้นครับคุณอา พวกเราจะร่วมมือกันเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ถ้าเกิดไฟไหม้เราก็จะนำรถคันนี้ไปช่วยกองดับเพลิงเขาดับเพลิง"

"อ๋อ" คุณหญิงวาดพูดยานคาง "เป็นความคิดที่น่าเอ็นดูไม่น้อย แต่อาสงสัยว่าถ้าเกิดเพลิงไหม้ขึ้นรถดับเพลิงของพวกแกก็คงจะไปถึงเมื่อรถดับเพลิงคันอื่นๆ เขากลับกันหมดแล้ว เพราะพนักงานแต่ละคนไม่ได้มีเงินเดือนประจำ คงจะโอ้เอ้เสียเวลา บางคนก็เมาเหล้าปลุกไม่ตื่น บางคนคงไม่ยอมลุกจากที่นอน"

เจ้าคุณกับคุณหญิงวาด เดินเคียงคู่กันลงบันไดมาข้างล่าง กิมหงวนแนะนำนายขจรและคนขับรถดับเพลิงให้รู้จักกับท่านทั้งสอง ต่อจากนั้นนายขจรก็สั่งให้คนขับรถซึ่งเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ขับรถออกไปจอดริมสนามใกล้กับคูข้างบ้าน ในเวลาเดียวกันนี้เองสี่นางก็พากันลงมาจากตึกใหญ่ด้วยความตื่นเต้น แปลกใจเมื่อได้เห็นรถดับเพลิงคันนี้

กิมหงวนเดินเข้าไปหาสี่นาง แล้วกล่าวกับเมียรักของเขา

"เฮียจะซื้อรถดับเพลิงคันนี้จ๊ะนวล"

นวลลออทำหน้าตื่นๆ

"ซื้อเอามาเตรียมไว้ดับเพลิงในบ้านเราหรือค่ะเฮีย"

"เปล่าจ๊ะเราจะตั้งหน่วยดับเพลิงอิสระขึ้น ไว้ช่วยกองดับเพลิงของตำรวจทำการดับเพลิงเมื่อเกิดเพลิงไหม้"

ประไพพูดเสริมขึ้นทันที

"โอ ดีสิค่ะ ไพกับพวกเราจะเป็นพนักงานดับเพลิงด้วย"

กิมหงวนอ้าปากหวอ

"ไม่ได้ๆๆๆ ไม่ได้แน่ ขืนมีหน่วยดับเพลิงผู้หญิงพวกตำรวจดับเพลิงไม่ต้องดับไฟ มัวแต่มองดูพวกคุณปีนกระไดพอดีไฟไหม้หมดเมือง ปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกผมเถอะครับ"

นันทามองดูรถดับเพลิงอย่างสนใจ ขณะนี้นายขจรกับคนขับรถดับเพลิงกำลังแบกสายสูบลงมาจากรถ และช่วยกันคลี่สายสูบออก

"เขากำลังจะทดลองให้เราดูหรือค่ะ" นันทาถามกิมหงวน

"ครับถ้าเครื่องยนต์ติดง่ายและสูบน้ำฉีดได้แรงในระยะไกล ๑๒๐ ฟิตจริงๆ ผมก็จะตกลงซื้อไว้"

ประไพว่า "ทดลองฉีดสนามหญ้าและต้นไม้หรือค่ะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละครับ"

นายขจรเดินเข้ามาหาสี่นางทันทีเ ขาก้มศีรษะเล็กน้อยและยิ้มละไม

"ผมอยากอวดคุณภาพ รถดับเพลิงของผมคันนี้เหลือเกินครับ ถ้าจะให้สนุกแล้วพวกคุณเอาน้ำมันเบนซินสักปิ๊บราดตึกแล้วเอาไฟจุดสิครับ ผมรับรองว่าชั่วเวลาไม่ถึง ๒ นาทีสูบน้ำของผมสามารถดับได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นัยน์ตาเหลือก

"อย่าถึงกับยังงั้นเลยพ่อมหาจำเริญ ขณะนี้กฎอัยการศึกเขายังไม่เลิก โทษวางเพลิงน่ะถึงกับประหารชีวิตคุณก็รู้ดีแล้วจะมายุให้ลูกๆ หลานๆ ฉันวางเพลิงเผาบ้านตัวเองจะใช้ได้หรือ"

คุณหญิงวาดยิ้มให้นายขจร

"เอายังงี้ดีกว่าค่ะคุณ เอารถดับเพลิงไปบ้านคุณแล้วเผาบ้านคุณดีไหมค่ะ ถ้าดับทันเราจะซื้อ ถ้าดับไม่ทันก็หมายความว่ารถดับเพลิงคันนี้ใช้ไม่ได้"

นายขจรทำหน้าละห้อย

"แฮ่ะ แฮ่ะ บ้านผมเป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ หลังคาติดกับบ้านอื่นครับ ถ้าทดลองอย่างนั้นไฟอาจจะลุกลามไปไหม้บ้านคนอื่นเข้า ที่นี่ปลูกอยู่โดเดี่ยวและเป็นตึก ถึงอย่างไรผมก็ดับทัน"

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น

"โอ๊ย เรื่องนี้คุณจะพูดหว่านล้อมอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ลองฉีดสนามและต้นไม้ก็แล้วกัน ชะ ชะ อยู่ๆ จะมายุให้เผาลงกาแล้วไหมละ ตำรวจเขาจะได้มาลากคอเอาไปยิงเป้า จะเผาบ้านตัวเองหรือเผาบ้านใครมันก็ผิดฐานวางเพลิงทั้งนั้น"

นายขจรยิ้มอ่อนโยน

"ถ้างั้นกระผมจะฉีดสนามหญ้า และต้นไม้นะครับ"

คุณหญิงวาดพยักหน้า

"ค่ะ ดีแล้วจะทำอะไรหรือเล่นอะไรกัน ก็อย่าให้ฉันต้องมีเรื่องเกี่ยวข้องกับตำรวจเลย"

ใน ๕ นาทีนั้นเองนายขจรกับคนขับรถของเขาก็ทดลองเครื่องดับเพลิงให้ดู เครื่องยนต์ของรถดับเพลิงถูกสต๊าทติดขึ้นอย่างง่ายดาย สายสูบข้างหนึ่งแหย่ลงไปในคูดูดน้ำในคูขึ้นมา นายขจรคนเดียวจับหัวสูบฉีดสนามและต้นไม้ยืนตัวโงนเงนไปมา เพราะต้านกำลังกระแสน้ำไม่ไหว คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ต่างพากันมองดูสูบดับเพลิงฉีดน้ำขึ้นไปสูบ คุณหญิงวาดพออกพอใจมาก

"เข้าทีมากพ่อหงวนใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำได้ทั่วถึงดี หน้าแล้งอย่างนี้ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่ๆ ของอาสดชื่น ต่อไปอาจะให้อ้ายแห้วสูบน้ำรดต้นไม้วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ"

นายขจรร้องบอกให้คนขับรถของเขาดับเครื่องยนต์ สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินเข้าไปหา

"ผลของการทดลองกระผมหวังว่า อาเสี่ยและพวกคุณๆ คงพอใจไม่ใช่หรือครับ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"พอใจมาก แต่ผมกับเพื่อนๆ จะขอลองฉีดดูสักหน่อย"

"ได้รับ" นายขจรพูดนอบน้อมแล้วส่งหัวสูบดับเพลิงให้กิมหงวนหันไปบอกคนขับ

"เดินเครื่องได้นายยิ่ง"

เสียงเครื่องยนต์ของรถดับเพลิงดังขึ้นอีก น้ำพุ่งออกสูบกระแทกหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างจัง ท่านเจ้าคุณเซแซ่ดๆ ออกไปแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้น อาเสี่ยพยายามรวบรวมกำลังจับหัวสูบ แต่ความแรงของกระแสน้ำทำให้หัวสูบส่ายไปมา น้ำพุ่งถูกเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับ คุณหญิงวาดล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน นายขจรรีบตะโกนบอกให้คนขับรถปิดปั๊มน้ำ คราวนี้กระแสน้ำก็สิ้นสุดลงทันที

อาเสี่ยกิมหงวน ทิ้งสายสูบลงกับพื้นดินท่ามกลางเสียงหัวเราของพล นิกร และ ดร. ดิเรก แล้วอาเสี่ยก็ยกมือไหว้ปะหลกๆ เมื่อคุณหญิงวาดเอ็ดตะโรเจริญพรเขาด้วยเสียงอันดัง

"หมด เปียกหมดแล้ว ทดลองภาษาตวักตะบวยอะไรกันวะ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ผมไม่ได้แกล้งครับ น้ำมันแรงเหลือเกินคนเดียวจับไม่ไหวอย่างน้อยต้องสองคน ทุกคนอภัยให้ผมเถอะครับ"

สี่นางบ่นพึมพำ น้ำเปียกโชกเสื้อกระโปรงจนแลเห็นส่วนเว้าส่วนและส่วนโค้ง นันทาชวนเพื่อนๆ กลับขึ้นไปบนตึกเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตามไปด้วย ต่อจากนั้นสี่สหายก็ได้ทดลองสูบดับเพลิงอีกจนเป็นที่พอใจ แล้วกิมหงวนก็ให้นายขจรแสดงการใช้บันไดประจำรถให้ดู ซึ่งวิธีใช้ไม่ยากลำบากอะไร เพราะมีคันหมุนให้บันไดเลื่อนเข้าออกได้ ตามปรกติบันไดยาวเพียง ๒๐ ฟุต แต่ยืดเต็มที่แล้วยาว ๕๐ ฟุต สามารถพาดขึ้นหน้าต่างตึกชั้นบนได้อย่างสะดวก ขณะที่เกิดเพลิงไหม้

เป็นอันว่าเสี่ยกิมหงวนตกลงซื้อรถดับเพลิงคันนี้ไว้ในราคาสองแสนสามหมื่นบาท เพื่อจัดตั้งหน่วยดับเพลิงอิสระต่อไป

อาเสี่ยได้ยื่นหนังสือด่วนเสนอพณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตตั้งหน่วยดับเพลิงอิสระขึ้น ด้วยเจตน์จำนงที่จะร่วมมือกับกองดับเพลิงของกรมตำรวจ ซึ่งเขาได้ซื้อรถดับเพลิงที่ทันสมัยไว้เรียบร้อยแล้ว

กระทรวงมหาดไทยได้ตอบอนุมัติ ให้เป็นไปตามความประสงค์ แต่ขอให้นักดับเพลิงบรรดาศักดิ์ ศึกษาหาความรู้ในวิชาเกี่ยวกับการดับเพลิง ซึ่งกรมตำรวจจะส่งนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรมาอบรมวันละหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้มีความรู้ความชำนาญ และสดุดียกย่องคณะพรรคสี่สหายซึ่งได้กระทำตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไป

หน่วยดับเพลิงอิสระหน่วยนี้มีเจ้าหน้าที่เพียง ๖ คน คือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นหัวหน้า เจ้าแห้วเป็นคนขับ สี่สหายเป็นพนักงานดับเพลิง แต่หมายความว่าเจ้าแห้วกับท่านเจ้าคุณก็มีหน้าที่ดับเพลิงด้วย ทุกคนมีเครื่องแบบอันสวยงาม เสื้อผ้ากันไฟเป็นประดิษฐกรรมของ ดร. ดิเรก สวมหมวกครอบกันไฟหรือหมวกทองเหลืองมีให้ใช้ ๒ ชนิด มีขวานพกสำหรับผจญเพลิง บรรดานักดับเพลิงสมัครเล่น เหล่านี้ได้รับการอบรมจากนายตำรวจดับเพลิงจนรู้จัก และเข้าใจหลักวิชาในการดับเพลิงแล้วก็มีการฝึกซ้อมบ่อยๆ โดยสมมุติเอาว่าไฟไหม้ตัวตึกของบ้าน "พัชราภรณ์" มีการช่วยคนลงทางบันไดของรถดับเพลิง การดับเพลิงด้วยน้ำยาเคมี และวิธีช่วยคนให้กระโดลงในผ้าใบวงกลมซึ่งปรกฎว่าคนใช้ขาหักไปหนึ่งคน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดและสี่นางพากันพอใจและดีใจมากเท่าที่คณะพรรคสี่สหายสนใจกับเรื่องดับเพลิง ทำให้เว้นว่างการเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาไป พอตกค่ำหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ก็ขึ้นไปจับกลุ่มกันอยู่บนดาดฟ้าซึ่งตัวตึกของบ้าน "พัชราภรณ์" มีความสูงพอที่จะแลเห็นแสงเพลิงได้รอบพระนคร นอกจากนี้ก็คอยฟังกริ่งโทรศัพท์ที่กองดับเพลิงจะแจ้งข่าว และตำแหน่งเพลิงไหม้มาให้ทราบดังที่ตกลงกันไว้ แต่ระหว่างนี้ไม่ปรากฏว่ามีเพลิงไหม้เลยแม้แต่รายย่อย คือเพลิงที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ดับได้

คืนวันนั้นในราว ๒๑.๐๐ น เศษ

สี่สหายนั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะเหล็กบนดาดฟ้าของตัวตึก และนั่งสนทนากันอยู่เงียบๆ ถึงเรื่องหลักวิชาการดับเพลิงเท่าที่ได้รับการอบรมมาจากนายตำรวจกองดับเพลิง อาเสี่ยกิมหงวนแสดงท่าทีกระสับกระส่ายตลอดเวลา นานๆ ก็ทอดสายตามองดูท้องฟ้าในเมือง แล้วครั้งหนึ่งอาเสี่ยก็เอ็ดตะโรขึ้นดัง

"ว้า กลุ้มใจโว้ยเมื่อไหร่ไฟจะไหม้เสียทีก็ไม่รู้ ความจริงวันหนึ่งๆ ไฟควรจะไหม้สัก ๑๐ แห่งเราจะได้แสดงฝีมือกันให้เต็มที่"

ดร. ดิเรก หัวเราะชอบใจ

"ถึงกับแช่งให้ไฟไหม้เชียวรึอ้ายหงวน"

"อือ กันอยากดับเพลิงนี่หว่า"

นิกรแกล้งทำเป็นตื่นเต้นตกใจผุดลุกขึ้น แล้วร้องเอะอะเอ็ดตะโรชี้มือไปข้างหน้า

"เฮ้ย ไฟไหม้บ้านคุณพระตรงข้ามกับบ้านเรา ได้เรื่องแล้ว"

อาเสี่ยมองดูแล้วหันมาค้อนนายจอมทะเล้น

"คนสวนเขาเผาหญ้าโว้ย"

ต่างคนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ดร. ดิเรก รินเบียร์ส่งให้กิมหงวนหนึ่งแก้วแล้วกล่าวว่า "แกอย่าวุ่นวายให้มากนักเลยวะ ตำรวจดับเพลิงน่ะเขาไม่ได้นึกภาวนาให้ไฟไหม้เหมือนอย่างแกหรอก เขาไม่อยากเห็นไฟไหม้เลย เพราะเขาต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต แล้วก็สงสารผู้คนที่ประสบอัคคีภัยด้วย กองดับเพลิงนะเขาตั้งขึ้นเพื่อดับไฟที่มันไหม้ ไม่ใช่ตั้งขึ้นเพื่อแช่งให้ไฟไหม้แล้วจะได้ดับเล่นสนุกๆ "

อาเสี่ยยิ้มเหยๆ

"พวกเมียๆ ของเราเขาอยากเห็นพวกเราแสดงความสามารถ ในการผจญเพลิงนี่หวา"

พลหัวเราะหึๆ

"นั่นแหละคือลูกไม้ของเขา ที่เขาหลอกให้เราอยู่บ้าน เขาแกล้งยอยังโง้นยังงี้ พวกเราพาซื่อไม่ได้เที่ยวสำมะเลเทเมาเลย ขลุกอยู่แต่ในบ้านเตรียมพร้อมที่จะไปดับเพลิง"

ดร. ดิเรก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"กันได้ยินคุณนวลพูดกับคุณอาหญิงว่า รถดับเพลิงคันนี้ราคาสองแสนสามหมื่นถูกเหลือเกิน ช่วยให้พวกเรางดเทียวกลางคืนมาสองอาทิตย์แล้ว"

อาเสี่ยว่า "เขาจะยังไงก็ช่างเขาเถอะ สำหรับกันใฝ่ฝันที่จะแสดงการดับเพลิงเท่านั้น" พูดจบเสี่ยหงวนก็ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะ "เจ้าประคู้นคืนนี้ขอให้ไฟไหม้ทีเถอะวะ"

นิกรมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"จ้างคนวางเพลิงดีไหมล่ะ พอไพไหม้เราจะได้ไปดับ"

อาเสี่ยนิ่งคิดแล้วสั่นศีรษะ

"ก็ดีเหมือนกัน แต่ถ้าตำรวจจับนักวางเพลิงได้และมันซัดกันกันมีหวังถูกยิงเป้า"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดมาบนดาดฟ้าอย่างร้อนรน เขาวิ่งเข้ามาหาพรรคสี่สหายแล้วรายงานให้ทราบอย่างระล่ำระลัก

"รับประทานได้เรื่องแล้วครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ไฟไหม้เรอะ"

เจ้าแห้วหายใจถี่เร็ว

"เดี๋ยวครับ รับประทานพูดไม่ออกเหนื่อยเหลือเกิน วิ่งขึ้นมาจากชั้นล่างโอย....รับประทานกองบังคับการกองดับเพลิงที่พญาไทเขาโทรศัพท์มาบอกครับ" เจ้าแห้วพูดพลางหอบพลาง

"บอกยังไง" อาเสี่ยเอ็ดตะโร

"ปู้โธ่ รับประทานเดี๋ยวซีครับ เหนื่อยใจจะขาดอยู่แล้ว"

กิมหงวนยกมือเกาศีรษะอย่างโมโห

"กว่ามึงจะบอกพอดีไฟดับกัน"

"โน่นครับ รับประทานเห็นแสงไฟจับท้องฟ้าโน่นแล้ว รับประทานเขาบอกมาว่าขณะนี้ไฟกำลังไหม้ทางตำบลสะพานเหลืองครับ รับประทานให้เรารีบนำรถดับเพลิงไปที่นั่นโดยเร็ว"

สี่สหายต่างลุกขึ้นยืนแล้วมองดูท้องฟ้าด้านนั้นจากแสงเพลิงและกลุ่มควันสีดำ แสดงว่าไฟกำลังไหม้ลุกลาม อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มแป้น เขากระโดดตัวลอยและร้องไชโยลั่นบ้าน ดร. ดิเรก หมั่นไส้เต็มทนก็ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแป ถูกก้นอาเสี่ยดังพลั่ก

"นี่แน่ เห็นความพินาศฉิบหายของเพื่อนมนุษย์เป็นเรื่องสนุกไปเสียแล้ว ถึงกับร้องไชโย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็มันดีใจที่จะได้ไปดับไฟนี่หว่า ไปโว้ยพวกเราพูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "คุณอาเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ไหน"

"รับประทานผมเรียนท่านแล้วครับ ท่านกำลังแต่งตัวครับ"

เสี่ยหงวนมองดูเพื่อนเกลอของเขา

"รีบไปแต่งตัวแล้วขึ้นรถโว้ย วันนี้เราต้องแสดงความสามารถให้เต็มที่ ประชาชนจะได้รู้ว่าหน่วยดับเพลิงอิสระของเขา มีความเข้มแข็งไม่แตกต่างกว่ากองดับเพลิงของตำรวจเลย ไปโว้ยพวกเรา"

ใน ๑๐ นาทีนั้นเองรถดับเพลิง ซึ่งไม่ได้อยู่ในสังกัดของกรมตำรวจก็แล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" โดยเจ้าแห้วเป็นคนขับนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก นั่งอยู่บนรถคันนี้ ทุกคนแต่งเครื่องแบบผจญเพลิง สวมหมวกทองเหลืองอย่างสง่างาม มีขวานพกเหน็บเข็มขัดคนละเส้น เสียงแตรไซเร็นท์ดังกังวานลั่นถนนสุขุมวิท ไฟฉายหน้ารถส่องสว่างจ้าไปไกล และไฟสีแดงบนรถวูบวาบเป็นสัญญาณให้รถที่สวนมาหลบเข้าข้างทาง เจ้าแห้วเหยียบคันน้ำมันเต็มที่ท่านเจ้าคุณกระตุกระฆังตลอดเวลา เสียงระฆังกับเสียงไซเร็นท์ดังก้องกังวาน สั่นสะเทือนขวัญประชาชน รถดับเพลิงของสี่สหายแล่นไปราวกับเหาะ ยวดยานพาหนะต่างจอดแอบชิดขอบถนน ดังนั้นชั่วเวลาเพียงครู่เดียวก็มาถึงสี่แยกปทุมวัน รถดับเพลิงของตำรวจสองคันเพิ่งแล่นผ่านสี่แยกไป อาเสี่ยดีใจหัวเราะลั่นรถ

"เหยียบหน่อยอ้ายแห้ว ไม่เลวโว้ย เรามาเร็วพอๆ กับตำรวจดับเพลิง ยังงี้ไม่เสียชื่อ พรุ่งนี้ฉันจะให้รางวัลแกสัก ๒๐๐ บาท"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานจ่ายเสียเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรือครับ หมู่นี้อาเสี่ยขี้ลืม"

แล้วเจ้าแห้วก็ถอนคันน้ำมัน เหยียบเบรคเล็กน้อยบังคับรถเลี้ยวซ้ายมือ ที่มีแยกปทุมวันไปตามถนนพญาไทไล่กวดรถดับเพลิงตำรวจติดๆ ไป เสียงแตรไซเร็นท์และเสียงระฆังดังจนแสบแก้วหู เพลิงไหม้ในซอยจุฬาลงกรณ์ซอยหนึ่ง และไฟกำลังลามออกมาทางถนนพระราม ๔ ด้านสะพานเหลืองรถดับเพลิงของตำรวจคันหนึ่ง เลี้ยวเข้าไปในซอยตอนใกล้จะถึงสามย่าน แต่อีกคันหนึ่งแล่นตรงไป รถดับเพลิงอิสระตรงไปทางสี่แยกสามย่านด้วย เลี้ยวขวามือที่สี่แยกเข้าถนนพระราม ๔ คราวนี้ทุกคนมองเห็นแสงเพลิงสว่างจ้า เจ้าหน้าที่ตำรวจไปปิดกั้นถนนไม่ยอมให้ยวดยานผ่านไปมาและห้ามคนเข้าบริเวณเพลิงไหม้ รถดับเพลิงของคณะสี่สหาย แล่นตามรถดับเพลิงของตำรวจคันนั้นมาจนถึงที่เพลิงไหม้ รถทั้งสองคันหยุดนิ่งริมถนนห่างจากเพลิงไหม้ราว ๕๐ เมตร

ตำรวจดับเพลิงรีบกระโจนลงจากรถทำการต่อสายสูบทันที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเผ่นแผล็วลงมาจากรถอย่างแคล่วคล่องว่องไว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าเริ่มสั่งงานทันที ท่านออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดแบบทหาร

"ต่อสายสูบไปยังท่อดับเพลิง"

สี่สหายต่างพากันมองหาสายสูบประจำรถ พลกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"สายสูบล่ะ"

เจ้าแห้วยืนตะลึงอ้าปากหวอ

"โอ๊ย แย่ละครับ รับประทานเมื่อตอนบ่ายฉีดรดสนาม แล้วตากไว้บนหลังคาโรงรถรับประทานลืมเก็บครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นเอ็ดตะโรลั่น

ฉิบหายแล้ว พอประเดิมแรกอ้ายแห้วก็ทำให้ขายหน้าเขา รถดับเพลิงไม่มีสายสูบจะดับเพลิงได้ยังไงวะ ทำไมมึงบัดซบอย่างนี้อ้ายแห้ว ตากสูบไว้พอเย็นก็ต้องเก็บซีวะ"

"รับประทาน ผมกำลังจะเก็บสายสูบอยู่แล้วครับบังเอิญคุณหญิงท่านใช้ ให้ผมไปซื้อของที่บางรัก รับประทานกลับมาค่ำเลยลืมไป"

กิมหงวนโมโหจนตัวสั่น

"ยังงี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนโว้ย ขายหน้าตำรวจดับเพลิงเขาแย่"

เจ้าแห้วนิ่งนึกอยู่สักครู่ก็ร้องดังๆ

"โอ รับประทานมีสายสูบอาหลั่ยอยู่ใต้เบาะที่นั่งหนึ่งเส้นครับ รับประทานผมเพิ่งนึกได้"

ดร. ดิเรกยกมือตบหลังเจ้าแห้ว

"ออไร๋ ออไร๋ รีบไปเอามาเร็ว ยาวสักกี่เมตร"

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"ในราว ๒ เมตรครับ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ยาว ๒ เมตร" เขาร้องออกมาเกือบเป็นเสียงตะโกน

"ยาวกว่างูงวงช้างนิดเดียว แล้วแก่จะต่อไปที่ท่อดับเพลิงได้ยังไง จากรถเราถึงท่อดับเพลิงอย่างน้อย ๓๐ เมตรแล้ว"

"รับประทานถอยรถไปซิครับๆ

กิมหงวนตวาดลั่น

"ถอยรถไปถึงต่อสูบได้ก็ดับไฟไม่ถึงโว้ย สายสูบของมึงยาวกว่าสายสะดือเด็กหน่อยเดียวเท่านั้น ปู้โธ่...อ้ายแห้วทำเสียชื่อหมด เร็ว-ขึ้นรถโว้ยพวกเรา รีบกลับไปบ้านเร็วที่สุด ไปเอาสายสูบมาดับไฟให้ได้"

ทุกคนต่างรีบขึ้นรถ เว้นแต่นิกรคนเดียว ซึ่งยืนสัปหงกพิงรถอยู่อย่างสบาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือถอดหมวกทองเหลืองออกจากศีรษะนิกร แล้วเขกศีรษะลูกเขนของท่านเสียงดังโป๊ก นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลงเงยหน้าขึ้นมองดูพ่อตาของเขา

"ขึ้นรถโว้ย กลับไปเอาสายสูบที่บ้าน"

นิกรหัวเราะฮึๆ รีบปีนขึ้นมาบนรถ "ผมว่าแล้วว่าหน่วยดับเพลิงของเราคงจะเป็นหน่วยดับเพลิงที่รุ่มร่ามที่สุดในโลก คนที่คิดทำอะไรได้โดยไม่มีความรู้ความชำนาญ พอทำเข้ามันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ"

ทันใดนั้นเอง นายตำรวจประจำกองดับเพลิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นครูผู้อบรมคณะพรรคสี่สหายได้วิ่งมาที่รถคันนี้ "จะไปไหนกันครับ จอดตรงนี้เหมาะแล้ว คอยสะกัดไฟใต้ลมไฟกำลังงามมาทางนี้ครับ ทางด้านตะวันตกมีรถดับเพลิงตั้ง ๖ คันพอแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดู ร.ต.ท. สมบัติ แล้วยิ้มแห้งๆ

"เปล่า-คุณสมบัติ เราไม่ได้คิดย้ายรถไปดับไฟทางด่านตะวันตกหรอกคุณ แต่เราลืมสายสูบดับเพลิงทั้งหมดไว้ที่บ้าน กำลังจะรีบไปเอามาเดี๋ยวนี้"

ร.ต.ท. สมบัติ ทำหน้าชอบกล

"ลืมสายสูบ ลืมสายสูบหรือครับใต้เท้า"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ครับ อ้ายแห้วตากไว้บนหลังคาโรงรถแล้วลืมเก็บ มาถึงนี่แล้วเพิ่งนึกได้"

นายตำรวจหนุ่มกลั้นหัวเราะแทบแย่

"รถดับเพลิงไม่มีสูบก็เท่ากับทหารออกรบโดยไม่มีปืน รีบไปเอามาเถอะครับจะได้ร่วมงานกับพวกผมช่วยกันดับเพลิง"

สี่สหายมีความกระดากอายไม่มีใครพูดอะไรกับ ร.ต.ท. สมบัติ เลย เจ้าแห้วจัดแจงสต๊าทรถติดเครื่องยนต์และเปิดไฟหน้าท้ายบังคับรถออกแล่นกลับรถ แล่นย้อนมาทางสามย่านอีก เปิดแตรไซเร็นท์เสียงลั่น ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง รถดับเพลิงของคณะพรรคสี่สหายก็กลับมายังที่เพลิงไหม้อีกครั้งหนึ่งพร้อมด้วยสายสูบหลายม้วน แต่ไฟดับหมดแล้ว ตึกแถวริมถนนพระราม ๔ ไหม้ไป ๖ คูหา บ้านเล็กเรือนน้อยหลังตึกแถวประมาณ ๒๐๐ หลังคาเรือน

เมื่อรถดับเพลิงของหน่วยดับเพลิงอิสระแล่นมาหยุดริมถนนใกล้ท่อดับเพลิง ตำรวจรักษาการคนหนึ่งก็เดินเข้ามาดู แล้วยิ้มให้คณะพรรคสี่สหายซึ่งพากันลงมาจากรถอย่างเงื่องหง็อย

"มาดับไฟหรือครับ" ตำรวจถามยิ้มๆ

เสี่ยหงวนทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"ครับ มาดับไฟ"

"กลับไปนอนเถอะครับ ไฟดับนานแล้ว รถดับเพลิงกลับไปหมดแล้วครับ" พูดจบพลตำรวจร่างสูงใหญ่ก็พาตัวเดินไปจากที่นั้น

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูหน้ากัน ดร. ดิเรก เต็มไปด้วยความอับอายขายหน้าจึงกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"กลับบ้านโว้ย"

เสี่ยหงวนโบกมือ ห้ามนายแพทย์หนุ่มแล้วกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้ว

"ไหนๆ เรามากันแล้วและพร้อมแล้วที่จะดับเพลิงอย่าให้เสียเวลากลับไปเลยวะ กันให้แกหมื่นบาท แกเดินเข้าไปในตรอกนี้แล้วจุดไฟขึ้น เลือกดูบ้านเล็กๆ ที่ไม้ผุๆ หน่อย เสร็จแล้ววิ่งออกมาทำได้ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานแล้วเงินหมื่นบาทใครจะมารับแทนผมละครับ รับประทานพอวางเพลิงเสร็จวิ่งออกมาชนตำรวจพอดี อย่างช้าพรุ่งนี้เย็นผมก็ไปวัดดอน รับประทานใจเย็นๆ กลับไปนอนบ้านเถอะครับ เรื่องไฟไหม้มันต้องไหม้เสมอ วันหนึ่งพวกเราต้องได้ผจญเพลิงอย่างทะนง"

อาเสี่ยจุ๊ปากจั๊กจั๊ก

"ฉันอยากเตะปากแกเหลือเกิน"

"อ้าว ไง๋ยังงั้นละครับ"

"ก็แกเสือกลืมสายสูบไว้ที่บ้านน่ะซี พวกเราเลยอดแสดงการดับไฟกว่าจะเอาไปเอาสูบกลับมาไฟดับหมดแล้ว"

ทันใดนั้นเอง แฟล็ชไล้ท์จากกล้องถ่ายรูปของช่างภาพหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งก็วาบขึ้น นักดับเพลิงบรรดาศักดิ์ต่างหันไปมองดูช่างภาพเป็นตาเดียว ช่างภาพก้มศีรษะโค้งคำนับแล้วถือกล้องเดินจากไปที่นั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำ

"จะกลับก็ไม่กลับมัวแต่โอ้เอ้จนถูกถ่ายรูป คอยดูเถอะหนังสือพิมพ์เขาจะต้องกระเซ้าเราแน่ๆ รถดับเพลิงของหน่วยดับเพลิงอิสระมาถึงเมื่อไฟดับแล้ว ไปโว้ยกลับไปนอนดีกว่า"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันขึ้นรถ ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็ขับรถดับเพลิงเคลื่อนออกจากที่ และกลับรถนำรถแล่นไปทางสามย่านอย่างสงบเงียบ โดยไม่ได้เปิดไซเร็นท์หรือเคาะระฆังตามระเยียบข้อบังคับของกองดับเพลิง

ไฟไห้ม! ไฟไห้ม! ไฟไห้ม!

เสียงกู่ตะโกนของประชาชนหญิงชายได้ดังขึ้นหลังจากเสียงน้ำมันเบนซินระเบิดจากความสะเพร่าของคนขับรถบรรทุกคันหนึ่ง ซึ่งเทน้ำมันเบ็นซินทั้งปิ๊บใส่ถังน้ำมันรถของเขาโดยที่ปากของเขาคาบบุหรี่อยู่ เปลวไฟบุหรี่เพียงนิดเดียวทำให้น้ำมันระเบิด และคนขับรถบรรทุกผู้นั้นถูกไฟลวกเสียชีวิตทันที

ไฟลุกลามไหม้โรงเก็บรถซึ่งอยู่ตามตรอกแคบๆ มีบ้านเรือนแออัดยัดเยียด ชาวบ้านช่วยกันดับแต่ไม่เป็นผลการดับน้ำมันด้วยน้ำยิ่งทำให้ไฟฮืดขึ้นไหม้ทั้งชั้นบนชั้นล่างและติดต่อบ้านใกล้เรือนเคียงล้วนแต่เป็นบ้านเก่าๆ ผุพัง ความประมาทเลินเล่อของคน คนเดียวย่อมทำให้ประชาชนนับพันต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติบ้านเรือนของเขาไม่มีภัยพิบัติอันใดอีกแล้ว ที่จะร้ายแรงยิ่งไปกว่าอัคคีภัย ณ บัดนี้ไฟกำลังไหม้โหมดินแดนส่วนหนึ่งทางหัวลำโพง ในตอนบ่ายเวลา ๑๕.๐๐ น. ท่ามกลางความสับสนอลหม่านผู้ที่อพยพหลบหนีไฟ

รถดับเพลิงของคณะพรรคสี่สหายมาถึงก่อนเป็นคันแรก ที่มาถึงก่อนก็เพราะร้านจำหน่ายเครื่องก่อสร้างร้านหนึ่งซึ่งเจ้าของร้านเป็นเพื่อนกับอาเสี่ยกิมหงวน พอไฟไหม้ซอยข้างร้านค้าของเขา เขาก็รีบโทรศัพท์แจ้งให้หน่วยดับเพลิงอิสระทราบ แล้วแจ้งไปให้กองดับเพลิงทราบทีหลัง

คราวนี้ไม่มีการขลุกขลัก เพราะก่นจะออกรถได้ตรวจสายสูบ และเครื่องมือเครื่องใช้เรียบร้อยแล้ว รถดับเพลิงของคณะพรรคสี่สหายแล่นบุกเข้าไปในซอยอย่างอาจหาญ นักผจญเพลิงบรรดาศักดิ์ช่วยกันต่อสายสูบอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ไฟกำลังไหม้ตึกแถวสองชั้นในซอยนี้

ในเวลาไล่ๆ กันนี้เองรถดับเพลิงของตำรวจนครบาลก็มาถึงที่เพลิงไหม้ และแยกย้ายกันไปดับไฟ เสียงแตรไซเร็นท์ดังครวญครางลั่นไปหมด หน่วยดับเพลิงอิสระเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างคึกคักเข้มแข็ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลช่วยกันจับสายสูบฉีดสะกัดกั้นเพลิงไว้ เสียงไฟปะทุ เสียงบ้านเรือนพังและเสียงน้ำมันระเบิดดังอยู่ตลอดเวลา

ผู้หญิงกลางคนคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างชั้นบน ซึ่งไฟกำลังชั้นล่าง และหล่อนไม่สามารถจะฝ่าเปลวเพลิงอันร้ายแรงลุยมาได้

"ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่ะ กองดับเพลิงค่ะช่วยด้วยมีคนติดไฟอยู่บนตึกนี้หลายคน"

ดร. ดิเรก และเห็นเข้าก็ร้องเอะอะ บอกให้พรรคพวกของเขาทราบทันที ในนาทีนั้นเองบันไดประจำรถดับเพลิงก็ถูกเลื่อนขึ้นจากรถ จนกระทั่งปลายบันไดพาดกับกันสาดคอนกรีต เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องบอกนิกรด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายกร ปีนขึ้นไปช่วยคนที่ติดไฟอยู่ในห้องชั้นบน"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวละครับ ห้องนั้นเขาขายสีต่างๆ สีกำลังถูกไหม้ระเบิดตูมตามน่ากลัวออกจะตายไป คุณพ่อขึ้นไปซีครับผมฉีดน้ำเอง"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียวกับนิกร

"ข้าแก่แล้วอุ้มคนไม่ไหวโว้ย"

นิกรหันมาทางอาเสี่ย

"แกขึ้นไปซี แสดงวีรกรรมหน่อยเถอะวะ"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ไฟไหม้ โหมแรงเหลือเกิน ขืนแสดงวีรกรรมก็น่ากลัวจะมรณกรรมในกองเพลิง"

ทันใดนั้นเอง สาวสวยคนหนึ่งได้โผล่หน้าต่างอาคารหลังนั้นออกมา ท่ามกลางกลุ่มควันอันหนาทึบ หล่อนร้องตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างน่าสงสาร กิมหงวนและเห็นเข้าก็รีบปีนบันไดขึ้นไปทันที เขาก้าวเท้าเหยียบกันสาดกระโจนข้ามหน้าต่างเข้าไปในห้อง ชั้นบนของอาคารซึ่งเป็นห้องสองคูหา อาเสี่ยแลเห็นผู้หญิง ๓ คน และเด็กคนหนึ่งติดอยู่ในห้องนี้ไม่สามารถจะลงไปได้ ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นสาวในวัยรุ่นอายุในราว ๑๘ ปี รูปร่างอวบอัดใบงานแฉล้ม อีกคนหนึ่งในวัยกลางคนรูปร่างบอบบาง อีกคนก็อยู่ในวัยกลางคนเช่นเดียวกันแต่รูปร่างอ้วนใหญ่น้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า ๗๕ กิโลกรัม ส่วนเด็กผู้น่าสงสารในราว ๓ ขวบเท่านั้น

กิมหงวนวิ่งเข้าไปอุ้มเด็กหญิงขึ้นมาแล้ววิ่งมาที่หน้าต่าง ขณะนี้บันไดขึ้นลงถูกไฟไหม้พังแล้วและไฟกำลังลุกลามขึ้นมาชั้นบน อาเสี่ยพาเด็กผู้น่าสงสารวิ่งมาที่หน้าต่างร้องตะโกนเรียกนิกรเสียงลั่น

"กร กร โว้ย ขึ้นมารับเด็กที"

ด้วยหน้าที่ของพนักงานดับเพลิง และด้วยมนุษยธรรมนิกรปีนบันไดขึ้นมาทันที เขาก้าวเหยียบกันสาดวิ่งมาที่หน้าต่างและรับเด็กหญิงไปจากเสี่ยหงวน ผู้ที่แลเห็นเหตุการณ์ต่างตบมือโห่ร้องเกรียวกราว ช่างภาพหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งสามารถถ่ายภาพวีรกรรมของสองสหายนักผจญเพลิงบรรดาศักดิ์ไว้ได้ นิกรอุ้มแม่หนูน้อยแบกบ่า เดินถอยหลังไต่บันไดลงมาอย่างกล้าหาญท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของคนดู

ผู้หญิงกลางคนเจ้าของร่างผอมบางวิ่งเข้ามาหากิมหงวน

"ช่วยดิฉันด้วยสิค่ะ"

อาเสี่ยยิ้มอย่างใจเย็น

"ช่วยตัวเองเถอะครับ ปีนหน้าต่างออกไปที่กันสาด แล้วปีนบันไดรถดับเพลิงลงไปข้างล่างเท่านี้พี่สาวก็จะปลอดภัย ผมจะอุ้มสุภาพสตรีผู้นี้ลงไป"

"อ้าว" ผู้หญิงกลางคนรูปร่างอ้วนเตี้ยเหมือนหมูตอนอุทานขึ้นดังๆ "แล้วคุณไม่คิดช่วยดิฉันบ้างหรือค่ะ หลานดิฉันยังเป็นสาวแคล่วคล่องแข็งแรงกว่าดิฉันมาก ให้แกปีนหน้าต่างหนีลงไปเถอะค่ะแล้วคุณมาอุ้มดิฉัน"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อุ้มยังไงไหวครับ พี่สาวตัวขนาดรถบดถนน

"โธ่ ไฟลุกขึ้นมาบนเล่าเต๊งแล้วไม่ช่วยดิฉันก็ถูกไฟคลอกซีค่ะ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนักๆ

"คุณพี่น้ำหนักตัวเท่าไรครับ"

"ไม่ถึงตันหรอกค่ะ"

กิมหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"ผมอุ้มไม่ไหวจริงๆ ครับ"

"ถ้ายังงั้นให้ดิฉันขี่คอคุณได้ไหมค่ะ"

อาเสี่ยทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ไม่ได้หรอกครับ คุณพี่ขี่คอหรือขี่หลังผมผมก็คงลากบ้องไปไม่ไหว ช่วยตัวเองเถอะครับ ไฟแลบขึ้นมาข้างบนแล้ว" พูดจบเขาก็หันมาทางผู้หญิงกลางคนเจ้าของร่างบอบบาง

"อ้าวยืนอยู่ทำไมละครับ รีบปีนหน้าต่างลงไปซีครับ ขืนชักช้าไฟคลอกตายผมไม่รับรอง"

หญิงสาวโผเข้ามาเกาะแขนกิมหงวน

"คุณอาต้องอุ้มหนูลงไปนะค่ะ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"แน่นอนหนู อาต้องอุ้มหนูเด็ดขาด" แล้วเขาก็อุ้มหล่อนขึ้นทันที

ผู้หญิงกลางคนเจ้าของร่างผอมบางปีนหน้าต่างกระโดดลงไปยืนบนกันสาด หลังจากนั้นเสี่ยหงวนก็อุ้มหญิงสาวร่างอวบอัด ปีนข้ามหน้าต่างออกมาอย่างองอาจ

"หนูใส่น้ำหอมอะไรจ๊ะ ฮ้อม หอม"

"เปล่าค่ะ หนูไม่ได้ใส่"

กิมหงวนถือโอกาสกอดหล่อนแน่น

"ไม่ได้ใส่ยังหอมอย่างนี้ อาอยากให้ไฟไหม้บ้านหนูทุกๆ วันอาจะได้มาช่วยอุ้มหนูหนีไฟ แฮ่ะ แฮ่ะ อากอดหนูยังงี้หนูอุ่นไหมจ๊ะ"

สาวน้อยไม่ตอบแต่ค้อนกิมหงวน อาเสี่ยพาหล่อนมาที่ขอบกันสาดแล้วค่อยๆ วางหล่อนลงข้างปลายบันไดรถดับเพลิง

"หนูหันหลังให้บันไดและค่อยๆ ไต่ลงไปสิจ๊ะ จับบันไดให้ดี ไม่มีอันตรายอะไรหรอก"

หญิงสาวมองลงไปข้างล่าง แล้วหันมาพูดกับเสี่ยหงวน

"คุณอาบอกคนดับเพลิงสิงคน ที่ยืนอยู่ใต้บันไดให้เลี่ยงไปทางอื่นเสียหน่อยซิค่ะ เขากำลังแหนงหน้าขึ้นมามองดูหนู"

เสี่ยหงวนชะโงกหน้ามองลงไปข้างล่าง แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายกรกับอ้ายหมอไปยืนทางอื่นโว้ย อยากเป็นตากุ้งยิงเรอะ"

นิกรร้องตะโกนตอบ

"ก็เมื่อกี้พี่สาวคนนั้นแกปีนบันไดลงมา ไม่เห็นแกว่าอะไรสักคำ"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"หลีกไปโว้ย ออกไปให้ห่างบันได"

สองสหายพากันเลี่ยงออกไป หญิงสาวหันหลังให้บันไดรถดับเพลิง แล้วพาตัวไต่ลงมาอย่างระมัดระวัง กิมหงวนวิ่งกลับไปที่หน้าต่าง เขาแลเห็นสุภาพสตรีเจ้าของร่างอ้วนจ้ำม่ำกำลังวิ่งพล่านหาทางหลบหนีไฟ แต่ไฟที่กำลังไหม้ชั้นล่างเบาบางไปบ้างแล้ว เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลช่วยกันฉีดน้ำเข้าไป

"มาซีครับพี่ตุ๊" อาเสี่ยร้องเรียกหล่อนด้วยเสียงอันดัง

ภรรยาเจ้าของร้านจำหน่ายสี วิ่งก้นกระเพื่อมเข้ามาหากิมหงวน

"ช่วยดิฉันด้วยซิค่ะ"

"ก็ผมกำลังจะช่วยคุณพี่อยู่เดี๋ยวนี้ ปีนข้ามหน้าต่างออกมาไหวไหมครับ"

หล่อนสั่นศีรษะทำหน้าเบ้เหมือนกับจะร้องไห้

"ไม่ไหวหรอกค่ะ ขาของดิฉันแต่ละข้างยังกับหมูแฮม จะก้าวข้ามหน้าต่างได้อย่างไรค่ะ"

กิมหงวนกระโจนข้ามหน้าต่างเผ่นแผล็วเข้าไปในห้อง เขาพยายามรวบรวมกำลังอุ้มหล่อน แต่ร่างอันมหึมาปานขุนเขาไม่ขยับเขยี้อน ในที่สุดเสี่ยหงวนต้องวิ่งยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมาวางข้างหน้าต่าง ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดของทินเน่อร์ผสมสี ก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวภายในห้องชั้นล่าง ไฟลุกฮือขึ้นอีกอย่างน่ากลัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลทนความร้อนไม่ไหวก็ล่าถอยออกไปเล็กน้อยและพยายามสูบน้ำเข้าไปในห้องนั้น ดร. ดิเรก กับนิกรทำหน้าที่ช่วยเหลือทั่วไป ส่วนเจ้าแห้วนั่งอยู่บนรถดับเพลิงควบคุมเครื่องยนต์

ขณะนี้ไฟลุกลามขึ้นมาตามช่องบันไดชั้นบนของร้ายขายสีอีกแล้ว เสี่ยหงวนพยายามช่วยเหลือภรรยาเจ้าของร้านซึ่งมีรูปร่างขนาดรถถัง เอ็ม ๒๔ ด้วยการประคองหล่อนขึ้นบนเก้าอี้ด้วยความลำบากยากเย็น แล้วอาเสี่ยก็กระโจนข้ามหน้าต่างออกไปยืนที่กันสาด ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของนักนิยมดูไฟไหม้ทั้งหลาย อันเป็นที่สนุกสนานครื้นเครงยิ่งนัก ในการที่เขาได้ดูความพินาศฉิบหายของผู้อื่น

"โดดลงมาซิครับ" กิมหงวนร้องบอกแม่โอ่งสามโคกด้วยเสียงอันดัง "เร็วซีครับ ขืนร่ำไรอาคารยุบลงไปตายนะครับแล้วจะว่าผมไม่บอก"

หล่อนสั่นศีรษะ

"ดิฉันไม่กล้ากระโดค่ะ กลัวกันสาดพัง"

"ปู้โธ่ กันสาดเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กจะพังได้อย่างไร ถ้าไม่กระโดผมไปละนะ ไฟลามเข้ามาผมร้อนเต็มทนแล้ว"

"ช่วยประคองดิฉันหน่อยซีค่ะ"

อาเสี่ยอึดอัดใจเต็มทน เขาประคองหล่อนซึ่งนั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง ให้กระโดดลงมาบนกันสาด แม่กิมฮวยกระโดดคว้าคอกิมหงวน ทันใดนั้นเองทั้งอาเสี่ยและแม่กิมฮวยก็ล้มลงกับพื้นกันสาดนั้น ซึ่งทำให้คนดูใจหายใจคว่ำไปตามกัน ไฟลุกลามขึ้นมาชั้นบนแล้วเสียงระเบิดของน้ำมันผสมสีดังขึ้นอีก ระเบิดติดๆ กันหลายครั้งอาเสี่ยประคองหล่อนลุกขึ้น เสียง ดร. ดิเรก ร้องตะโกนโหวกๆ

"เร็วโว้ยอ้ายหงวน พาหล่อนเดินมาทางนี้แล้วปีนลงมาทางกระไดรถดับเพลิง"

ไฟแลบออกมานอกหน้าต่าง ทำให้แม่กิมฮวยอกสั่นขวัญแขวน

"โอย ดิฉันไปไม่ไหวแล้วช่วยอุ้มดิฉันไปหน่อย"

กิมหงวนทั้งฉิวทั้งขัน

"ผมอุ้มไม่ไหวแล้วกัน....พี่สาวตัวโตยังกะช้างน้ำ"

พูดจบอาเสี่ยก็ฉุดกระชากลากแขนพากันเดินตามกันสาด จนกระทั่งถึงบันไดรถดับเพลิงของเขา กิมหงวนปีนลงไปก่อนแล้วร้องเรียกแม่กิมฮวย

"ปีนลงมาซีครับถอยหลังลงมาแบบตัวแมงช้าง"

แม่กิมฮวยเจ้าของร้านขายสีตัวสั่นงั่นงก เมื่อเห็นเพลิงไหม้ห้องชั้นบนของหล่อน

"ดิฉันไม่กล้าปีนค่ะ ตัวดิฉันหนัก"

ขณะนั้นอาคารส่วนหนึ่งได้พังยุบฮวบลงไป กิมหงวนรีบไต่ลงไปตามขั้นบันไดรถดับเพลิงของเขา ร้องตะโกนเรียกนิกรกับ ดร. ดิเรกเข้ามาหา

"ทำยังไงดีโว้ย พังแป้นแกไม่ยอมปีนลงบันไดมา"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก แหงนหน้ามองดูรูปร่างอันใหญ่โตมโหฬารของแม่กิมฮวย

"เอาผ้าใบที่รถมากางรับแกเถอะวะ ขืนลงมาทางบันไดบันไดคงหักแน่ๆ ให้แกกระโดลงมาในผ้าใบดีกว่า"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงโว้ย แต่ต้องให้คุณอากับอ้ายพลและอ้ายแห้วมาช่วยจับผ้าใบด้วย ลำพังเรา ๓ คนคงทานน้ำหนักหล่อนไม่ไหว เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่กันก็เพิ่งเคยเห็นคนอ้วนใหญ่อย่างยายเจ๊คนนี้แหละ"

แล้วกิมหงวนก็วิ่งไปที่รถดับเพลิง สักครู่อาเสี่ยก็พาเจ้าแห้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพล

เข้ามาหาดร. ดิเรก กับนิกรผ้าใบผืนใหญ่เป็นรูปวงกลมถูกคลี่ออก คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วช่วยกันยกผ้าใบขึ้น ขณะสายสูบดับเพลิงถูกทิ้งไว้ลูกเสือหลายคนทำหน้าที่ดับเพลิงแทน

นิกรร้องตะโกนเรียกแม่กิมฮวยด้วเยเสียงอันดัง

"กระโดดลงมาซิครับเจ๊"

แม่กิมฮวยมองลงมาข้างล่างแล้วใจหายวาบ แต่ความร้อนแรงของเปลวไฟที่แลบออกมานอกหน้าต่าง ทำให้หล่อนบังคับใจตนเองให้กล้าหาญ

"ช่วยกันยึดขอบผ้าใบให้แน่นๆ นะค่ะ" หล่อนร้องบอกแล้วกระโจนลงมาจากขอบกันสาด ร่างอันอ้วนใหญ่ลอยละลิ่วลงมาสู่ผ้าใบผืนนั้นทันทีบรรดาไทยมุงทั้งหลายต่างส่งเสียงโห่ร้องเกรียวกราว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเกร็งข้อมือแน่น

"แคว่ก ตุ้บ!"

พอร่างของแม่กิมฮวยกระทบผืนผ้าใบ ผ้าใบก็ขาดออกเสียงดังแคว่ก ร่างอันอ้วนใหญ่ของแม่กิมฮวยหลุดผ่านส่วนที่จะขาดกระทบพื้นดินดังตุ้บ ทำให้แม่กิมฮวยสิ้นสติสมประดี และน้ำหนักตัวของหล่อนทำหนักผจญเพลิงทั้ง ๖ คนวิ่งรวมกันเข้ามาเองศีรษะกระแทกกันเสียงสนั่นหวั่นไหว

ลูกเสือเกือบ ๕๐ คนช่วยกันหามแม่กิมฮวยออกไปจากซอยนั้น เพื่อไปส่งโรงพยาบาล คณะพรรคสี่สหายทำหน้าที่ผจญเพลิงต่อไป ในเวลาเดียวกันนี้เอง กองดับเพลิงของตำรวจก็กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ลูกเสือและนักเรียนโรงเรียนต่างๆ หลายพันคนได้ร่วมมือกับเจ้าพนักงานเป็นอย่างดีเพลิงสงบในเวลา ๑๗.๐๐ น. เศษ

ถึงแม้ว่าหน่วยดับเพลิงอิสระ ได้เริ่มดับเพลิงเป็นครั้งแรกพนักงานดับเพลิงก็ได้แสดงวีรกรรมช่วยชีวิตผู้หญิง ๓ คน และเด็กคนหนึ่งที่ติดอยู่ในเพลิงออกมาได้ อันเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับวันต่อมา ซึ่งเสนอข่าวรายละเอียดเกี่ยวกับเพลิงรายนี้

คืนวันหนึ่งเกิดเพลิงไหม้อีก

ในราว ๒๑.๐๐ น เศษ หน่วยดับเพลิงอิสระได้รับโทรศัพท์จากศูนย์รวมข่าวเพลิงไหม้ ของกองดับเพลิงตำรวจที่พญาไทแจ้งว่า เพลิงกำลังไหม้ถนนพาดสาย นักผจญเพลิงบรรดาศักดิ์ทั้ง ๖ คน รีบแต่งตัวในเครื่องแบบดับเพลิงโดยด่วน นำรถดับเพลิงออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" มุ่งตรงไปยังถนนพาดสาย เปิดไซเร็นท์และเคาะระฆังไปตลอดทาง

แต่เมื่อไปถึงไฟถูกดับเรียบร้อยแล้ว พระเพลิงไหม้ร้านค้าชั้นบนไปเพียงหนึ่งคูหาเท่านั้น สาเหตุเกิดจากไฟฟ้าช็อท รถดับเพลิงซึ่งไปชุมนุมกับคนคับคั่งต่างทยอยๆ กันกลับ บรรดานักนิยมเพลิงนับจำนวนหมื่นต่างผิดพลาดหวังที่อุตส่าห์วิ่งไปจากบ้าน แต่แล้วก็ไม่ได้พบเห็นความพินาศฉิบหายของคนอื่น

"เบ่งอวดเครื่องแบบดับเพลิงกันเสียหน่อยเถอะวะพวกเรา" เสี่ยหงวนกับคณะพรรคของเขาขณะที่รถดับเพลิงแล่นผ่านร้านอาหารที่ราชวงศ์ "จอดรถหาอาหารว่างกินกันก่อนรึ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เป็นความคิดที่น่าเคารพนับถือมากทีเดียว"

แล้วเขาก็ร้องบอกเจ้าแห้วซึ่งทำหน้าที่คนขับ

"หยุดรถโว้ยอ้ายแห้ว เออ-หยุดตรงนี้แหละถอยท้ายรถออกไป"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่ง บังคับรถดับเพลิงหยุดกลางถนนและถอยท้ายเข้าไป จอดเอาหัวรถออกบรรดาท่านผู้ดีมีเงิน ซึ่งนั่งรับประทานอาหารว่างอยู่ในรถเก๋ง ต่างพากันมองดูนักผจญเพลิงอย่างชื่นชม

กิมหงวนกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไปโว้ย ลงรถข้ามถนนไปกินในร้านดีกว่าหนาวๆ อย่างนี้ล่อเหล้ากันสักขวดแล้วค่อยกลับบ้าน อ้ายแห้วไม่หิวนั่งคอยอยู่ที่รถก็ได้นะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานใครบอกอาเสี่ยล่ะครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันลงมาจากรถดับเพลิงคันนั้น สาวสวยคนหนึ่งโผล่หน้าต่างรถเก๋งออกมาถามพลอย่างยิ้มๆ

"ไฟไหม้ที่ไหนหรือค่ะคุณ"

ก่อนที่พลจะตอบหญิงสาวผู้นั้น ก็ถูกดึงตัวเข้าไปในรถ แล้วสุภาพบุรุษในวัยชราไว้หนวดโง้งก็โผล่หน้าออกมาแทน

"ไฟไหม้ที่ไหนพ่อคุณ"

พลยิ้มเล็กน้อย

"เมื่อลูกสาวของท่านเป็นคนถามผมทีแรก ก็ให้เธอโผล่หน้าออกมาฟังคำตอบซีครับ"

ชายชราลืมตาโพลง

"เมียผมเอง ไม่ใช่ลูก"

สี่สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน กิมหงวนเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วข้ามถนนตรงเข้าไปในร้านขายอาหารร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านประจำของเขา พวกลูกจ้างในร้านพากันเข้ามาต้อนรับอย่างพินอบพิเทา นักผจญเพลิงต่างขึ้นบันไดไปชั้นบน ดร. ดิเรก รู้สึกกระดากอายเล็กน้อยที่ใครๆ พากันมองดูเขา

ก่อนเวลา ๒๔.๐๐ น เล็กน้อย

หน่วยดับเพลิงอิสระออกมาจากร้านอาหารนั้นอย่างมึนเมา ทุกคนอิ่มแปร้โดยเฉพาะนิกรล่อเสียเต็มคราบแทบจะเดินไม่ไหว ตลอดเวลาชั่วโมงครึ่งนิกรสมัครใจกินอาหารมากกว่าเหล้า

ก่อนจะข้ามฟากถนน ทุกคนได้หยุดชะงักยืนจับกลุ่มกัน ทันใดนั้นเอง ดร. ดิเรกได้อุทานออกมาดังๆ "เฮ้-รถเราหายว่ะ"

ทุกคนหน้าตื่นไปตามกัน ถนนราชวงศ์ฝั่งตรงข้ามมีรถเก๋งและรถจิ๊ปจอดอยู่เพียงห้าหกคันเท่านั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูกิมหงวน

"หายจริงๆ โว้ย"

อาเสี่ยยกมือเกาศีรษะทำหน้ายู่ยี่ชอบกล

"ถ้าลงขโมยรถดับเพลิงละก้อ อีกหน่อยรถบดถนนหรือรถเแท็งค์ก็หาย เอ-มันยังไงกันแฮะ เอ็งถอดกุญแจสวิซไฟเอามาหรือเปล่าอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแหยๆ

"รับประทานเอามาครับ นี่ยังไงละครับลูกกุญแจ"

พนักงานดับเพลิงทั้ง ๖ คนต่างพากันเดินข้ามฟากถนนตรงไปยังที่ที่จอดรถไว้ นิกรก้มลงดูในท่อเมื่อเห็นฝาท่อเปิดทิ้งไว้ กิมหงวนมองเข้าไปในร้านขายหอยแมลงภู่ทอด ดร.ดิเรกมองขึ้นไปตามกันสาดไม่ปรากฏว่ามีใครแลเห็นรถดับเพลิงคันนั้น ในที่สุดพลก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"ไม่มีปัญหาอะไรอีกรถดับเพลิงของเราถูกนักเลงดีขโมยไปแน่ๆ รีบแจ้งความเถอะ ให้ตำรวจเขาช่วยเหลือเข้าใจว่าคงจับคนร้ายได้โดยเร็ว เพราะรถดับเพลิงมันไม่เหมือนกับรถธรรมดา เอาไปจอดไว้ที่ไหนใครก็รู้"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"นี่มันท้องที่โรงพักไหนล่ะ"

พลว่า "ไปแจ้งกองปราบสามยอดดีกว่า รถดับเพลิงของเราเป็นบริการเพื่อสาธารณะ กองปราบต้องช่วยสืบจับคนร้ายทันทีทันควัน ไปโว้ย"

โดยแท็กซี่คันหนึ่ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้มาถึงกองปราบสามยอดใน ๑๐ นาทีนั้นเองพอลงจากหน้ากองปราบพวกตำรวจหลายคนก็พากันมองดูอย่างตื่นๆ ร.ต.ท. ในเครื่องแบบคนหนึ่งยืนตากลมอยู่หน้ากองปราบพอดี เขาจำพวกกองดับเพลิงอิสระได้ก็รีบลงบันไดเข้ามาหา

"สวัสดีครับหมวด" เสี่ยหงวนกล่าวทักอย่างสนิทสนมทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาแต่ก่อนเลย "ผมมาแจ้งความครับ"

ร.ต.ท. สมศักดิ์ รองสารวัตรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"แจ้งความเรื่องอะไรครับ"

"รถดับเพลิงของผมหาย"

นายตำรวจหนุ่มสะดุ้งโหยง

"อะไรหายนะครับ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"รถดับเพลิงครับ เมื่อตอน ๔ ทุ่มไฟไหม้ถนนพาดสายผู้หมวดคงทราบแล้ว"

"ครับผมทราบแล้ว ไหม้เพียงเล็กน้อย"

กิมหงวนว่า "พวกเรารีบนำรถดับเพลิงออกจากบ้านหลังจากตำรวจกองดับเพลิงเขาแจ้งข่าวไป พอมาถึงไฟดับแล้ว เรานำรถจอดที่หน้าร้านอาหารราชวงศ์ลงรถเข้าไปหาอะไรกินกัน พอออกมาจากร้านรถดับเพลิงของเราหายไปเสียแล้ว เรื่องมันเป็นยังงี้แหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริม

"คุณช่วยสืบเอาตัวคนร้ายให้ได้เร็วๆ หน่อยเราอยากได้รถดับเพลิงคืนมากกว่าได้ตัวผู้ร้าย"

ร.ต.ท. สมศักดิ์ทำหน้าเคร่งเครียดชอบกล เขายืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่จึงกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า "ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยนะครับ แต่มันก็เป็นไปแล้วเมื่อตอน ๕ ทุ่มกว่าๆ นายทหารยานเกราะคนหนึ่งมาแจ้งความว่า เขาขับรถเอ็ม ๒๔ มาเยี่ยมแม่ยายของเขาที่ตรอกโรงเรียนแม้นศรี พอออกมาจากบ้านแม่ยายรถถังของเขาหายไปแล้ว นี่พวกคุณมาแจ้งความอีกว่ารถดับเพลิงหาย ทั้งรถถังและรถดับเพลิงคนร้ายไม่น่าจะขโมยเลย"

นิกรว่า "คนเราเวลาท้องมันหิวมันก็ไม่มีเวลาที่จะเลือกหรอกครับ มันเอาไปก็คงไปถอดส่วนประกอบเครื่องยนตร์ออกขาย บางทีคืนวันนี้ทางสถานีรถไฟกรุงเทพฯ อาจจะมาแจ้งความกับผู้หมวดก็ได้ว่า รถดีเซลหรือรถจักรหายไปจากรางโดยไม่มีร่อยรอย"

รองสารวัตรหัวเราะก๊าก

"แต่คงไม่ถึงกับทหารเรือมาแจ้งความว่าเรือรบหายนะครับ เชิญข้างบนเถอะครับ ผมจะลงประจำวันรับแจ้งความให้ตามระเบียบ เออ-ผู้ร้ายรายนี้แหวกแนวดีเหมือนกัน ขโมยกระทั่งรถดับเพลิง"

ร.ต.ท. สมศักดิ์พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นไปบนกองปราบและตรงไปยังห้องนายร้อยเวร หนังสือพิมพ์ รายวันหลายฉบับต่างลงข่าวเกรียวกราวในเรื่องคนร้ายอุกอาจ ขโมยรถดับเพลิงของคณะพรรคสี่สหาย เรื่องนี้ตำรวจได้ทำการสืบหาตัวคนร้ายโดยด่วน ส่งวิทยุไปทั่วราชอาณาจักรให้ตำรวจภูธรค้นหารถดับเพลิงที่คนร้ายขโมยออกต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครพบเห็นรถดับเพลิงคันนี้

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ารถดับเพลิงคันนั้นไม่มีหวังที่จะได้กลับคืนมา หน่วยดับเพลิงอิสระก็ยังไม่ยอมเลิกล้มกิจการ ดังนั้นในตอนสายวันอาทิตย์วันหนึ่ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจึงพากันไปที่บริษัทเลหลังแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ที่ถนนพญาไทและเปิดบริการเลหลังทุกวันอาทิตย์เช่นเดียวกับบริษัทเลหลังอื่นๆ อาเสี่ยกิมหงวนชวนพรรคพวกไปที่บริษัทเซ็คกันแฮนด์จำกัด ก็เพราะบริษัทนี้ได้ประกาศแจ้งความในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าวันนี้จะมีการขายรถดับเพลิงคันหนึ่ง นอกเหนือไปจากข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาถึงบริษัทเซ็คกันแฮนด์ จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. ทุกคนลงจากรถโอลสโมบิลคันงานตรงมายังตัวตึกสองชั้น ซึ่งกำลังมีการเลหลังกันอยู่ที่หน้าตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปที่รถดับเพลิงคันหนึ่ง

"นั่นยังไงล่ะรถดับเพลิง"

ทุกคนหยุดชะงักจ้องมองไปที่รถดับเพลิงคันนั้น พลร้องขึ้นดังๆ ว่า

"โอ้โฮรถคันนี้ตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานีนี่หว่ายางตันซะด้วยซี"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"ช่างมันเถอะวะ ซื้อไปใช้ก่อนจนกว่าตำรวจเขาจะสืบหารถดับเพลิงของเราได้"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นอย่างท้อแท้

"ถ้าซื้อเอาไป ก็ต้องจ้างช่างฟิตยกเครื่องเป็นงานใหญ่ คว้านลูกสูบบดวาวล์ ตั้งวาวล์ เปลี่ยนแบตเตอรี่ อย่างน้อยก็ต้องเสียค่าซ่อมห้าหกพัน"

กิมหงวนว่า "ลองดูก่อนบางทีเขาอาจจะยกเครื่องไว้แล้วก็ได้ กันคิดว่าราคาไม่แพงหรอก กันจะขอซื้อโดยวิธีไม่ต้องประมูล หรือยังไงอ้ายกร"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ตามใจแกเถอะ ไม่ใช่เงินของกันนี่หว่า ซื้อไว้ก็ดีเหมือนกัน อีกหน่อยพวกฝรั่งคงมาซื้อไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมืองนอก กันคิดว่ารถดับเพลิงรุ่นเก่าแบบนี้คงเหลืออยู่คันเดียวเท่านั้นในโลก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ยังดีกว่าสมัยที่ใช้เครื่องสตีมและใช้เทียมม้าตอนที่อายังเป็นเด็ก รถดับเพลิงแบบนี้เรียกว่าสมัยกลาง ความจริงเครื่องยนต์รุ่นเก่า มันทนทานแข็งแรงกว่าเครื่องยนต์สมัยนี้"

ครั้งแล้วท่านเจ้าคุณก็เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้ว ตรงไปยังรถดับเพลิงบูโรทั่งคันนั้นซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆ กับรถเก๋งคันหนึ่ง รถดับเพลิงคันนี้ยี่ห้อเนเปีย มีอายุประมาณ ๓๐ ปีเศษ ทาสีทับสีเดิมหลายครั้ง มีสูบน้ำและเครื่องอุปกรณ์ครบครัน เป็นรถดับเพลิงขนาดกลางบรรทุกเจ้าหน้าที่ได้ประมาณ ๑๐ คน แต่ไม่มีบันไดประจำรถ

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออก แล้วหยิบนามบัตรสีขาวแผ่นหนึ่งออกมาส่ง ให้เจ้าแห้ว

"เฮ้ย เอ็งขึ้นไปบนตึกถามหาผู้จัดการบริษัทแล้ว เอานามบัตรของข้าไปมอบให้เขา ว่าข้าของเชิญลงมาพบที่รถบดเพลิงนี่สักประเดี๋ยว"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วรีบเดินไปที่ตึกใหญ่อันเป็นสำนักงานของบริษัทเซ็คกันแฮนด์ จำกัด หลังจากนั้นสักครู่สุภาพบุรุษในวัยกลางคนหนึ่ง ก็พาชายหนุ่มท่าทางเป็นคนขับรถอีกคนหนึ่งลงมาจากตึกหลังนั้นอย่างรีบร้อน เจ้าแห้วติดตามมาด้วย ผู้จัดการบริษัทเลหลังชื่อนายวีระถึงแม้เขาไม่เคยรู้จักเสี่ยหงวน แต่เขาก็เคยเห็นหน้าอาเสี่ยในงานสังคมบ่อยๆ และทราบดีว่าอาเสี่ยคือมหาเศรษฐีหมายเลข ๑ แห่งประเทศไทย ดังนั้นเมื่อเจ้าแห้วนำนามบัตรของเสี่ยหงวนไปให้เขา และบอกความประสงค์ว่าอาเสี่ยขอเชิญพบ นายวีระก็ดีใจอย่างยิ่ง นึกดีดลูกคิดรางแก้วไว้เรียบร้อย

เขายกมือไห้วกิมหงวน กับคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากันในท่าทีนอบน้อมยำเกรง

"สวัสดีครับอาเสี่ย บริษัทรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับ ที่อาเสี่ยและท่านเหล่านี้ได้กรุณาให้เกียรติมาเยี่ยมบริษัทของเรา ผมชื่อวีระ วันชัยครับ เป็นผู้จัดการบริษัทเลหลังนี้"

นายวีระลืมตาโพลง

"สำหรับอาเสี่ยมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ บริษัทจะอนุโลมตามความประสงค์ของอาเสี่ยเสอมแหละครับ ไม่มีอะไรขัดข้องเลย"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก เขาชอบให้ทุกๆ คนยกยอปอปั้น และถ้าใครยอเขาแล้วเท่าไรก็เท่ากัน "ขอบคุณมากคุณมะระ"

ผู้จัดการบริษัทเลหลังทำหน้าชอบกล

"ผมชื่อวีระนะครับอาเสี่ยไม่ใช่มะระ"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"นั่นน่ะซีผมก็สงสัยเหมือนกันว่าไง๋ชื่อมะระทีแรกผมฟังไม่ชัด ขอโทษทีนะครับคุณวีระ ชื่อคุณเพราะมาก รถดับเพลิงคันนี้คุณจะขายสักเท่าใด ถ้าผมจะขอซื้อโดยไม่ต้องประมูล ว่ากันขาดตัวนะครับ อย่าบอกผ่านผมไม่ชอบต่อหรอกคุณ ถ้าเห็นราคาพอสมควรผมก็ซื้อถ้าแพงไปผมก็ไม่เอา ก่อนจะบอกราคาผมขอให้คุณคิดดูให้ดี

นายวีระก้มศีรษะอย่างนอบน้อม

"อาเสี่ยครับ รถดับเพลิงคันนี้สภาพของมันเท่าที่เห็นค่อนข้างเก่ามาก แต่ความจริงเครื่องยนต์ยังดีเยี่ยมมีสายสูบถึง ๓๐๐ เมตร หัวสูบ ๔ หัว เครื่องอุปกรณ์ครบครัน ผมขอเสนอราคาขาดตัวนะครับ อ้า คิด ๕๐,๐๐๐ บาทถ้วนครับ"

กิมหงวนเม้มปากแน่น

"รถตั้งแต่ครั้งพระร่วงขุนรามคำแหง คุณเอาตั้ง ๕๐,๐๐๐" แล้วอาเสี่ยก็หัวเราะชอบใจหันมาทางนายจอมทะเล้น "แกช่วยตกลงซื้อรถดับเพลิงคันนี้ให้กันหน่อยเถอะวะ รู้สึกว่าแกซื้อของได้ถูกกว่าพวกเราทุกคน"

นิกรยิ้มแป้น

"ได้ กันติดต่อกับเขาเอง แกและพวกเราไม่ต้องพูดอะไร อยู่เฉยๆ มีตาดูมีหูก็ฟัง"

นายวีระยิ้มให้นิกรแล้วกล่าวว่า

"คุณคิดว่าราคา ๕๐,๐๐๐ บาทสำหรับรถดับเพลิงคันนี้แพงไปหรือครับ"

นิกรหัวเราะ

"เปล่า ผมไม่ได้คิดว่ามันแพงหรอกคุณวีระ เป็นธรรมดาของการซื้อขาย ผู้ขายก็ต้องการขายในราคาแพงและผู้ซื้อก็อยากซื้อในราคาถูก"

"เป็นความจริงครับ แล้วท่านจะโปรดว่ากระไรครับ"

นิกรนิ่งคิดอยู่สักครู่

"ต่อได้ไหมคุณ"

"โอ ได้ซีครับ สินค้าทุกชนิดลูกค้าย่อมมีสิทธิต่อราคาได้ทั้งนั้น"

นิกรยักคิ้วให้ผู้จัดการบริษัทเลหลัง

"๘๐๐ บาทเป็นยังไงครับ"

นายวีระทำคอย่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหาย

"คุณต่อผมจริงๆ หรือพูดเล่นๆ ครับ"

"ผมพูดจริงๆ ครับ" นิกรพูดหน้าตาเฉย "คิดว่ารถดับเพลิงสมัยพระเจ้าเหาของคุณราคา ๘๐๐ บาทสมควรแล้ว"

นายวีระทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"รถยนต์น่ะถึงเก่าคร่ำคร่าโกโรโกโสสักเพียงใดราคาของมันก็ต้องเป็นเรือนพันนะครับ ไม่ใช่จำนวนร้อย"

"เอ้า ถ้ายังงั้นผมให้ ๑,๐๐๐ บาท"

นายวีระส่ายหน้า

"แหม ไม่ไหวครับ เพียงแต่หม้อแบตเตอรี่ก็ห้าหกร้อยบาทเข้าไปแล้ว ผมขายไม่ได้หรอกครับ"

"ขายไม่ได้เราก็ไม่ซื้อ ผมคิดว่าเราซื้อรถดับเพลิงใหม่ๆ สักคันดีกว่า ซื้อมาแล้วไม่ต้องซ่อม" พูดจบนิกรก็ยิ้มให้พรรคพวกของเขา "ไปโว้ย กันจะพาไปหารถจี๊ปดับเพลิงใหม่ๆ สักคัน ราคาแสนกว่าๆ เท่านั้น"

นายวีระปราดเข้ามาหานิกร

"คุณครับ กรุณาให้ราคาผมให้สมควรหน่อยซีครับ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ก็ ๑,๐๐๐ บาทน่ะ เป็นราคาที่ผมเห็นสมควรแล้ว ผมรับรองว่า ถ้าคุณประมูลรถดับเพลิงคันนี้จะไม่มีใครยื่นประมูลเลย นี่ถ้าเป็นคนก็เรียกว่าแก่หง่อมนัยน์ตาเป็นน้ำข้าวแล้ว ไม่ขายก็ลาละครับ"

นายวีระพูดโพล่งขึ้นทันที

"เอาเถอะครับ เอาไว้วันหน้าวันหลังพวกคุณจะได้มาอุดหนุนเราอีก ผมยอมขาดทุนครับ พันบาทก็พันบาท"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊าก หันมายื่นมือให้นิกรจับทันที

"แกแน่มากโว้ยอ้ายกร แกตีราคาของแกเก่งมาก ถ้าเป็นกันคงต่อไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ บาท"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"คุณวีระแกก็สบายใจไปเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายวีระอย่างเป็นงานเป็นการ

"ก่อนจะชำระเงินให้คนของคุณติดเครื่องให้เราดูหน่อยซี เพื่อเราจะได้แน่ใจว่ารถคันนี้มีเครื่องยนต์และเครื่องยนต์ของมันยังทำงานได้"

นายวีระรับคำแล้วหันมาทางชายหนุ่ม ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขา

"ลองติดเครื่องให้ท่านดู นายแก้ว"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถอยออกมายืนข้างรถ คนของผู้จัดการบรืษัทเลหลังก้าวขึ้นไปนั่งบนรถอย่างระมัดระวังเหมือนกับกลัวว่ารถจะพัง เขาเอื้อมมือเปิดกุญแจสวิชไฟเครื่อง แล้วถือเหล็กคันหมุนลงมาจากรถ เจ้าแห้วแลเห็นเข้าก็ทำท่าอ่อนอกอ่อนใจ ร้องถามนายวีระทันที "ไม่มีสต๊าทหรอกหรือครับผู้จัดการ"

นายวีระยิ้มแห้งๆ

"รถแบบนี้เป็นรุ่นเก่าไม่มีสต๊าทหรอกคุณ"

เจ้าแห้วค้อนปะหลับปะเหลือกแล้วกล่าวกับเจ้านายของเขา

"รับประทานกว่าจะหมุนเครื่องยนต์ติด พอดีไฟดับ"

คนขับรถของบริษัทเลหลังจัดแจงหมุนเครื่องยนต์ด้วยคันหมุนทันที สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้เมื่อเครื่องยนต์ติดขึ้นอย่างง่ายดาย

"เวอรี่กู๊ด" ดร. ดิเรกพูดเสียงหัวเราะ "ติดง่ายดีว่ะ อย่างนี้พันบาทไม่แพงเลย อ๊ะๆๆ สั่นเป็นเจ้าเข้าเชียวโว้ย"

ชายหนุ่มผู้นั้นรีบถือคันหมุน วิ่งไปนั่งประจำที่คนขับรถดับเพลิง ที่กำลังสั่นเหมือนเป็นโรคสันนิบาตมีอาการดีขึ้น แต่เครื่องยนต์ของมันดั่งสนั่นหวั่นไหวจนกระทั่งผู้คนที่ยืนดูการเลหลังอยู่ทางหน้าตึกต่างหันหน้ามองดูไปตามกัน พลโบกมือเป็นสัญญาณให้คนขับดับเครื่องยนต์แล้วหันมาพูดกับอาเสี่ย

"เป็นยังไง เสียงมันดังพอๆ กับรถถังทีเดียว"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ดีเหมือนกัน แล่นไปตามถนนคนจะได้รีบหลีกทางให้รถดับเพลิงเครื่องยนต์เงียบนักไม่ดี" พูดจบเขาก็เดินเข้าไปหานายวีระ ผู้จัดการบริษัทเซ็คกันแฮนด์ จำกัด

"เอาเถอะคุณ ผมจะจ่ายค่ารถดับเพลิงคันนี้ให้คุณ ๓,๐๐๐ บาทรู้สึกว่า ๑,๐๐๐ บาทมันถูกคล้ายๆ รถกงเต๊ก บ่ายๆ คุณสั่งให้คนของคุณเอารถคันนี้ไปส่งให้ผมที่บ้าน ตามที่ปรากฏในนามบัตรของผมด้วยซีนะ แล้วผมจะจ่ายเงินให้ทันทีทำใบรับเงินให้เรียบร้อย"

คราวนี้ ผู้จัดการบริษัทเลหลังตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว เขาพยายามเลหลังรถคันนี้มาหลายเดือนแล้วแต่ไม่มีใครประมูล

"ครับ ครับ ครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อยตามบัญชาของอาเสี่ย ขอบพระคุณครับที่กรุณาผม บ่าย ๒ โมงผมจะให้คนขับรถขับไปส่งที่บ้านครับ"

"ดีแล้ว พวกเราจะคอยที่บ้าน"

นายวีระก้มศีรษะเล็กน้อย

"อาเสี่ยกับคุณๆ ไม่ไปชมการเลหลังที่หน้าตึกบ้างหรือครับ วันนี้มีของดีๆ ทั้งนั้น ฝรั่งเขาไปเมืองนอกเขาเลหลังเครื่องเรือนเครื่องใช้ล้วนแต่สวยงาม เครื่องลายครามของเก่าก็มีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้สี่สหาย

"เราไม่มีธุระอะไรลองไปแวะดูก็ดีเหมือนกัน"

ครั้งแล้วท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพาพล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วไปทางหน้าตึกใหญ่ ซึ่งขณะนี้พนักงานเลหลังกำลังเลหลังเทวรูปองค์หนึ่ง ฝีมืออินเดียสวยงามมาก เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเข้าก็นึกชอบทันที

ชายหนุ่มท่าทางคล่องแคล่วคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะสีเหลี่ยมตัวหนึ่งบนโต๊ะนั้นมีเทวรูปอุมาเทวีซึ่งเป็นเทวรูปสำริด สูงประมาณหนึ่งศอก ปางดุร้ายประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์หัวกระโหลกผี พนักงานเลหลังได้ร้องตะโกนโหวกๆ

"ท่านผู้นี้ให้ ๑,๖๐๐ บาท แล้ว ๑,๖๐๐ บาท ๑,๖๐๐ บาท ๑,๖๐๐ บาท "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นทันที

"๑,๗๐๐ บาท"

ทุกคนหันมามองดูท่านเจ้าคุณเป็นตาเดียว สุภาพบุรุษผู้สูงอายุซึ่งเสนอราคา ๑,๖๐๐ บาท เริ่มเกลียดขี้หน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาร้องตะโกนขึ้นแบบอวดความมั่งมี

"๓,๐๐๐ โว้ย"

นิกรร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"หมื่นบาท"

พนักงานเลหลังยิ้มแป้น ชี้มือมาที่นิกรแล้วกล่าวว่า

"ท่านผู้นี้กรุณาให้หมื่นบาท ใครจะให้ราคามากกว่านี้กรุณาเสนอมาครับ หมื่นบาท หมื่นบาท หนึ่ง หมื่นบาท สอง หมื่นบาท สาม "

แล้วเขาก็ยกค้อนไม้เถาะโต๊ะเสียงดังโป๊ก

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"จ่ายเงินให้เขาซีครับคุณพ่อ เทวรูปองค์นี้เป็นของคุณพ่อแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"เอ๊ะ ข้าไม่ได้ประมูลนี่หว่า แกเป็นคนประมูลแกก็จ่ายให้เขาซี"

นายจอมทะเล้นทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ปู้โธ่ ผมมีเงินมา ๕ บาทเท่นั้น ผมประมูลให้คุณพ่อเห็นว่า คุณพ่อกำลังถูกเขาหักหน้า จ่ายให้เถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื้อก

"เทวรูปองค์นี้ราคาอย่างแพง ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น เสือกประมูลตั้งหมื่นบาท"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็ประมูลไปแล้วนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกบ่นพึมพำ แต่แล้วท่านก็ต้องจำใจซื้อเทวรูปซึ่งนิกรประมูลได้ แต่การจ่ายเงินด้วยเช็คเป็นปัญหาอยู่นานจนกระทั่งเสี่ยหงวนยอมรับรองว่า ถ้าเช็คของเจ้าคุณปัจนึกฯ ไม่มีเงินในธนาคารเขาจะรับใช้เงินให้บริษัทเลหลัง

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นเกิดไฟไหม้อีก

ขณะที่พรรคสี่สหายกับท่านผู้ใหญ่กำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่ ในห้องรับประทานอาหร เจ้าแห้วก็วิ่งโครมครามเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน

"รับประทานได้เรื่องแล้วครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ไฟไหม้หรือ"

"ครับ รับประทานศูนย์ข่าวกองดับเพลิงเขาโทรศัพท์มาบอกว่าไฟไหม้เรือสินค้าลำหนึ่งซึ่งจอดอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนอาเสี่ยร้องบอกพรรคพวกด้วยเสียงอันดัง

"เร็ว ไปแต่งตัว วันนี้ได้ลองรถสมัยพระเจ้าเหาแล้ว เร็วโว้ย เราต้องพยายามไปให้เร็วที่สุดคลองเตยแค่นี้เอง ถ้าเราไปถึงที่หลังกองดับเพลิงเราก็ขายหน้าเขา"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันวิ่งตื๋อออกไปจากห้องรับประทานอาหารอย่างรวดเร็วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดต่างยิ้มไปตามกัน ส่วนนันทา นวลลออ ประภา และประไพ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สี่นางพอใจอย่างยิ่งที่สี่สหายจัดตั้งหน่วยดับเพลิงอิสระขึ้นเพราะทำให้ทุกคนงดการเที่ยวเตร่ในตอนกลางคืนอย่างเด็ดขาด ตอนกลางวันจะออกจากบ้านก็ชั่วไปตรวจกิจการค้าเท่านั้น แล้วรีบกลับบ้านมาเตรียมพร้อมคอยดับไฟ

ใน ๑๐ นาทีนั้นเองหน่วยดับเพลิงหรือนักผจญเพลิงบรรดาศักดิ์ทั้ง ๖ คนก็พากันวิ่งลงมาจากตึกใหญ่ตรงมาที่โรงรถ ทุกคนแต่งเครื่องแบบครบครับที่หน้าโรงรถสี่นางกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดยืนจับกลุ่มมองดูด้วยความสนใจ

พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก ต่างขึ้นไปอยู่บนรถส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่ตอนหน้า เจ้าแห้วบอกให้ท่านคอยเร่งน้ำมันไว้ เขาถือคันหมุนวิ่งไปหน้ารถท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นแครงของสี่นาง แล้วเจ้าแห้วก็ยืนโก้งโค้งใส่คันหมุน หรือมือหมุนเข้าไปในช่องของมัน

"รับประทานดึงโซ๊คหน่อยนะครับ"

"เออ" เจ้าคุณตอบ

"รับประทานอย่างตั้งไฟให้แก่กว่านั้นนะครับ ประเดี๋ยวมันตีแขนผมหัก"

"เออ"

เจ้าแห้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟันควงมือหมุนทันที แต่เครื่องยนต์ไม่ติด นอกจากมีเสียงจามฟิดๆ สองสามทีเงียบหายไป เจ้าแห้วหมุนอีก คุณหญิงวาดหัวเราะงอหาย

"หืดขึ้นคอแล้วโว้ยเจ้าแห้ว" คุณหญิงวาดพูดพลางหัวเราะพลาง

"อนิจจัง ทุกขังเอ๊ย ดันไปซื้อเอารถโปเกมาได้"

เจ้าแห้วหยุดพักเหนื่อยหอบแฮ่กๆ กิมหงวนร้องเตือนเจ้าแห้วทันที

"เร็วหน่อยอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหยุดพักเหนื่อยหอบแฮ่กๆ กิมหงวนร้องเตือนเจ้าแห้วทันที

"เร็วหน่อยอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหันมามองดูอาเสี่ยอย่างเคืองๆ

"รับประทานเดี๋ยวซีครับ ปู้โธ่....ตับแลบผมออกมานอกซี่โครงแล้ว รับประทานหมุนตั้ง ๕๐๐ ที่แล้วยังไม่ติด"

แทนที่จะโกรธกิมหงวนกลับหัวเราะ

"ลองอีกทีเถอะวะคราวนี้ติดแน่"

เจ้าแห้วมานะกัดฟัน ก้มตัวลงหมุนคันหมุนควงทีเดียวสามสี่รอบ ทันใดนั้นเองเครื่องยนต์เนเปียครั้งพระเจ้าขุนรามคำแหงก็ติดด้วยความยากลำบาก เจ้าแห้วดึงมือหมุนออกมาแล้วร้องบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานเร่งเต็มที่ รับประทานดึงโช๊คให้สุด"

รถดับเพลิงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเครื่องยนต์ของรถถังหลายๆ คัน ที่ท่อไอเสียมีกลุ่มควันสีขาวพุ่งออกมาและกระจายไปทั่วโรง สี่สหายซึ่งนั่งอยู่บนรถต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน เจ้าแห้วถือคันหมุนเดินมาด้านขวาตอนหน้ารถ แล้วขึ้นรถไปนั่งประจำที่คนขับพอเหยียบครัชเข้าเกียร์รถดับเพลิงก็กระโดดโหยงๆ เหมือนกบเล่นน้ำฝน สี่สหายร้องเอะอะลั่นรถ

"อ้ายแห้ว" พลเอ็ดตะโรลั่น "มึงขับยังไงวะ"

เจ้าแห้วปวดกะบาลเต็มทน

"รับประทานครัชมันไม่ดีครับ ค่อยๆ ผ่อนยังเต้นยังงี้ โอ๊ยๆ เอาอีกแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและสี่นางต่างพากันหัวเราะจนเสียดท้อง ประไพพูดพลางหัวเราะพลาง

"รถมันเต้นคองก้าคะพี่นัน ดูซีคะ ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ๊ก ลำบากนักก็อย่าไปดับไฟเลยคะ"

รถดับเพลิงอันชราภาพ เต้นก๋าออกไปจากโรงของมันอย่างองอาจไม่ผิดอะไรกับม้าพยศ เจ้าแห้วขับมันด้วยความลำบากยากเย็น เสียงเครื่องยนต์สำลักและระเบิดปงปังตลอดเวลา พนักงานดับเพลิงต่างนั่งลีบระวังตัวกลัวว่ารถจะสบัดตกลงมา เจ้าแห้วขับรถเข้าไปกลางสนามหน้าตึกใหญ่ และแล้วเครื่องยนต์ก็ดับอีก

"ว้า" กิมหงวนเอ็ดตระโร "อ้ายกรช่วยไปขับแทนอ้ายแห้วหน่อยเถอะวะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวโว้ย มันพยศยิ่งกว่าม้าอีก ขืนให้กับขับดีไม่ดีลงคลองหน้าบ้าน แกขับก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วถือคันหนมุนกระโดดลงไปจากรถ กิมหงวนเลื่อนตัวลงมาประจำที่คนขับแทนเจ้าแห้ว แล้วเขาก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ไหว้ละวะช่วยหมุนอีกที"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานอีก ๕ ทียังได้ครับ"

เจ้าแห้วเดินอ้อมไปทางหน้ารถ สอดมือหมุนเข้าไปในช่อง แล้วออกกำลังควงมือหมุนหลายต่อหลายรอบแต่เครื่องยนต์ไม่ติด นิกรโมโหขึ้นมาก็เผ่นแผล็วลงมาจากรถวิ่งมาหาเจ้าแห้ว

"หลีกไปข้าหมุนเอง ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าไม่ติด"

เจ้าแห้วถอยอกไปยืนดูห่างๆ นายจอมทะเล้นก้มตัวลงจับคันบังคับหมุนยืนตั้งท่าให้เหมาะเจาะแล้วหมุนคันหมุนสามสี่รอบติดๆ กัน เครื่องยนต์เงียบกริบ นิกรยกเท้าถีบหน้าหม้อดังโครม คราวนี้เครื่องยนต์เดินเงียบสนิทอย่างน่าประหลาด นิกรดึงคันหมุนออกมาแล้วเดินหันไปยักคิ้วให้สี่นาง เขาพาเจ้าแห้วขึ้นไปรถดับเพลิงโดยเร็วเสี่ยหงวนนำรถดับเพลิงเคลื่อนออกจากที่ทันที มันหกหน้าหกหลังเพียงเล็กน้อยแล้วก็แล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

แต่ยังไม่ทันพ้นประตูบ้านล้อหน้าทั้ง ๒ ล้อก็หลุดออกจากดุมล้อวิ่งนำหน้าไปก่อน รถดับเพลิงฟุบอยู่กับถนนท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง ล้อทั้งสองล้อวิ่งแข่งกันไป ล้อข้างหนึ่งหล่นลงไปในคูหน้าบ้านเสียงดังตูมอีกข้างหนึ่งปะทะกับรั้วบ้าน

อาเสี่ยกิมหงวนจ้างช่างฟิตชั้นดีรวม ๓ คนมาซ่อมรถดับเพลิงโกโรโกโสคันนั้นเป็นการด่วน มีการบดวาวล์เปลี่ยนหัวเทียนและส่วนประกอบอื่นๆ อีกหลายชิ้นสิ้นเงินค่าซ่อมไป ๒,๐๐๐ เศษ ช่างฟิตบอกว่าถ้าจะซ่อมให้ใช้การได้ดีจริงๆ แล้ว ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกในราว ๓๐,๐๐๐ บาท

อีกครั้งหนึ่งที่เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ใจกลางพระนคร คืนนั้นประมาณ ๒๑.๐๐ น. เศษ คณะพรรคสี่สหายต่างได้รับข่าวจากศูนย์รวมข่าวของกองดับเพลิง แจ้งว่าเกิดเพลิงไหม้ที่บางรัก รถดับเพลิงโกโรโกโสคันนั้นพาหน่วยดับเพลิงอิสระทั้ง ๖ คนมาถึงที่เกิดเพลิงให้หลังจากที่ได้รับข่าวเพียง ๑๕ นาทีเท่านั้น ถึงแม้ว่ารถคันนี้จะเก่าคร่ำคร่ามันก็ทำความเร็วได้ถึง ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง

อาเสี่ยกิมหงวนทำหน้าที่เป็นคนขับ เขาขับรถบุกเข้าไปในซอยที่เกิดเพลิงไหม้อย่างอาจหาญ แล้วจอดรถกลางซอยนั้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยกันต่อสายสูบอย่างรวดเร็วฉับพลัน อาศัยน้ำในคลองสีลมดับเพลิง เจ้าแห้วได้รับคำสั่งให้คุมเครื่องยนต์และปั๊นน้ำขณะนี้เพลิงไหม้ลุกลามออกมาทางปากซอย ผู้คนขนของหนีไฟสับสนอลหม่าน

เพราะหน่วยดับเพลิงนี้ เป็นหน่วยดับเพลิงสมัครเล่นไม่ใช่มืออาชีพ การต่อสายสูบจึงงุ่มง่ามล่าช้า เมื่อต่อสายสูบเสร็จเรียบร้อยกิมหงวนกับนิกรก็วิ่งเข้าประจำหัวสูบ อาเสี่ยตะโกนบอกเจ้าแห้วให้เปิดปั้มน้ำทันที่ สองสหายจับหัวสูบกระชับมั่น แต่แล้วก็ปรากฎว่ามีน้ำไหลออกมาจากหัวสูบ อย่างกระเบียดกระเสียนเต็มทน นิกรหันไปมองดูหน้าเจ้าแห้วซึ่งนั่งอยู่บนรถ

"เฮ้ย น้ำไม่ไหลโว้ย"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานผมเปิดเต็มที่แล้ว เครื่องปั๊มน้ำมันแรงแค่นี้เองแหละครับ"

กิมหงวนมองดูกระแสน้ำที่พุ่งออกมาจากหัวสูบราวคืบกว่าๆ แล้วเขาก็มองดูสายดับเพลิง อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"สูบมันรั่วตลอดสายน้ำ มันจะมาถึงหัวสูบได้อย่างไร"

ราวกับนัดกันไว้สองสหายต่างทิ้งหัวสูบลงบนพื้นดินทันที ชายชราคนหนึ่งแบกตู้เล็กๆ ใบหนึ่งผ่านมาแกตะโกนใส่หน้ากิมหงวนกับนิกรอย่างเดือดดาล

"ลำบากนักก็นอนอยู่กับบ้านเถอะครับ รถสับปะรังเคพรรนี้เอามาดับไฟมีอย่างที่ไหน"

เสียงระเบิดของน้ำมันดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ไฟลุกฮือลามไหม้บ้านใกล้เรือนเคียงอย่างรวดเร็ว ห้องแถวไม้เก่าๆ และบ้านเล็กเรือนน้อยย่อมเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เจ้าแห้วร้องตะโกนเสียงหลง

"รับประทานไฟไหม้มาเกือบถึงเราแล้วครับ ช่วยกันถอยรถออกไปเถอะครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวิ่งมาที่รถแล้วช่วยกันเข็นรถให้แล่นถอยหลัง แต่บังเอิญล้อหลังข้างซ้ายหล่นลงไปในท่อริมตรอกในเวลาเดียวกันไฟ ก็ลุกลามใกล้เข้ามา

พลกล่าวกับนิกรอย่างละล่ำละกัก

"แกช่วยหมุนรถให้อ้ายแห้วหน่อยซีอ้ายกร"

นิกรหันไปมองดูไฟแล้วคว้าหมุนในรถวิ่งไปทางหน้ารถ เขาสอดคันหมุนเข้าไปในช่องใต้หน้าหม้อแล้วร้องตะโกนบอกเจ้าแห้วให้เตรียมพร้อม นิกรรวบรวมกำลังหมุนอยู่หลายรอบแต่เครื่องยนต์ก็ไม่ยอมทำงาน

นิกรร้องบอกพรรคพวกของเขา

"เข็นโว้ยพวกเรา ช่วยกันเข็นอีกที เร็วเข้า"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างช่วยกันเข็นรถดับเพลิงให้แล่นถอยหลัง แต่ล้อหลังไม่ยอมขึ้นมาจากท่อ หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวไฟก็ลุกลามมาจนถึงห้องแถวชั้นสองข้างรถดับเพลิง ความร้อนทำให้นักผจญต้องทิ้งรถล่าถอยเอาตัวเองรอด เจ้าแห้วกระโจนลงจากรถทำการล่าถอยเป็นคนสุดท้าย การระเบิดของน้ำมันเบ็นซินสามสี่ปิ๊บ ทำให้ลุกลามขยายอาณาเขตออกไปอย่างรวดเร็ว ห้องแถวไม้สองฟากซอยตกเป็นเหยื่อพระเพลิงไปแล้ว

หน่วยดับเพลิงอิสระยืนจับกลุ่มอยู่ที่ปากซอยมองดูอวสานกาลของรถดับเพลิงโกโรโกโสคันนั้น ห้องแถวสองชั้นด้านหนึ่งพังโครมลงมาทับรถดับเพลิง หลังจากนั้นน้ำมันเบ็นซินที่รถดับเพลิงก็เกิดระเบิดขึ้น พระเพลิงพิโรธเผากระทั่งรถดับเพลิง วอดวายไปต่อหน้าต่อตาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

ในที่สุดหน่วยดับเพลิงอิสระก็มองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน ดร. ดิเรก ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"เกมกันทีสำหรับการเล่นดับเพลิงของพวกเรา"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ยังโว้ยหมอ ถ้าหน่วยดับเพลิงอิสระของเราต้องเลิกล้มไปเราก็ขายหน้าแย่ กันจะซื้อรถดับเพลิงอีกสักคันหนึ่ง คราวนี้สั่งพิเศษจากอเมริกาเลย จ้างพนังานดับเพลิงไว้ประจำให้กินเงินเดือนเรา"

คณะพรรคสี่สหายต่างพากันล่าถอยออกมาทางถนนใหญ่ พอออกมาพ้นปากซอยทุกคนก็เห็นรถดับเพลิงของคำรวจคันหนึ่งแล่นมาจอดปากซอยนั้น รถคันนี้คงอยู่ไกลมากจึงเพิ่งเดินทางมาถึง นิกรขมวดคิ้วย่นแล้วร้องดังๆ

"เฮ้ย นั้นรถดับเพลิงของเราที่หายไปโว้ย กันจำได้แน่นอน"

ต่างคนต่างจ้องเขม็งมองดูรถคันนั้น ตำรวจบนรถกำลังกระโดดลงจากรถและช่วยกันต่อสายสูบ เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ใช่แน่ ตำรวจเอารถของเราไป"

สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาที่รถคันนี้ บังเอิญนายตำรวจผู้ควบคุมรถดับเพลิงรู้จักคุ้นเคยกับขณะพรรคสี่สหาย ของเราเป็นอย่างดี เขาจึงกล่าวทักอาเสี่ยกิมหงวน

"รถของพวกคุณดับเพลิงอยู่ทางไหนล่ะครับ"

อาเสี่ยยิ้มให้

"พังไปแล้วครับผู้หมวด เข้าไปดับเพลิงในตรอกนี้เลยถูกไฟคลอกไหม้วอดวายไปแล้ว ผู้หมวดทำไมมาช้านักล่ะครับ"

ร.ต.ท. จำนง ถอยหายใจหนักๆ

"ยางหลังล้อซ้ายระเบิดที่สี่แยกราชเทวีครับเลยมาช้าไป เจ้านายคงเล่นงานผมแน่ ขอโทษนะครับเราอย่าเพิ่งคุยกันเลย ผมจะรีบไปดับไฟ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เดี๋ยวก่อนครับผู้หมวด รถดับเพลิงคันนี้มันรถดับเพลิงของผมที่หายไปนี่ครับ ผมไปแจ้งความไว้แล้วที่กองปราบ"

นายตำรวจนัยน์ตาเหลือก

"ฮ้า นี่มันรถดับเพลิงของหลวง ทางการเพิ่งส่งไปเปลี่ยนกับรถคันเก่าของผมเมื่อสองสามวันนี่เอง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่เป็นรถดับเพลิงของพวกเราแน่ๆ และได้จดทะเบียนยานพาหนะ แต่ไม่ต้องเสียภาษีได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ"

ร.ต.ท. จำนงหันไปตะโกนบอกตำรวจดับเพลิงลูกน้องของเขา

"เดี๋ยวก่อนโว้ยพวกเราอย่างเพิ่งดับ เรื่องมันยุ่งเสียแล้วอาเสี่ยกิมหงวนแกยืนยันว่ารถดับเพลิงคันนี้เป็นของแกที่หายไป คนขับรถไปไหนมานี่ซิ"

นายสิตำรวจร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง วิ่งเข้ามามาและหยุดยืนชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์เจ้านายของเขา

"ยังไงกันน้องชาย" นายตำรวจกล่าวกับคนขับรถ "แกบอกฉํนว่าแกเอารถคันเก่าไปเปลี่ยนเอารถคันนี้มาจากกองบัญชาการกองดับเพลิง แล้วทำไมอาเสี่ยกิมหงวนถึงยืนยันว่ารถคันนี้เป็นรถดับเพลิงของเขาที่หายไป"

ส.ต.ต. ช่วง ชาญพลิ้ว หน้าซีดเผือด เขายืนตัวสั่นงั่นงกจนกระทั่งผู้บังคับหมวดดุเขา

"พูดซีโว้ยทำไมไม่พูด หรือแก่เล่นตลกกับฉัน"

ส.ต.ต. ช่วงอกสั่นขวัญแขวง

"อ้า เรื่องมันเป็นอย่างงี้ครับหมวด ผมผิดไปแล้วครับเมื่อวันคืนไฟไหม้ถนนพาดสายผมทำรถดับเพลิงคันเก่าหายไปครับ"

ร.ต.ท. จำนง อ้าปากหวอ

"ลื้อทำรถดับเพลิงหาย "

"ครับ ไฟมันไหม้นิดเดียวพวกเราไปถึงไฟดับแล้ว ผู้หมวดชวนพวกเราไปทานอาหารว่างสั่งให้ผมเอารถกลับโรงก่อน

"เออ แล้วยังไง"

"ผมไปแวะรับประทานข้าวหน้าไก่ข่างโรงพยาบาลกลางครับ พออกมารถดับเพลิงก็หายไป ผมนั่งแท็กซี่ตามหาเสียรอบเมือง ในที่สุดผมพบรถดับเพลิงคันนี้จอดอยู่ที่ราชวงศ์ผมก็เลยขโมยเอามาครับ แล้วโกหกผู้หมวดว่าเจ้านายท่านเปลี่ยนให้ใหม่"

"นั่นแน่" อาเสี่ยร้องขึ้นดังๆ "จับได้แล้วหมู่นี่เองขโมยรถดับเพลิงของผม"

ส.ต.ต. ช่วง ร้องไห้

"ผมผิดไปแล้วครับ ผมทำรถหลวงหายผมก็ต้องขโมยเอารถไปใช้แหละครับม่ายผมก็ต้องติดตาราง"

นิกรหัวเราะก้าก

"ผมนึกสงสัยอยู่เหมือนกัน ผู้ร้ายที่ไหนนะที่มันจะขโมยรถดับเพลิง"

ร.ต.ท. จำนงโกรธลูกน้องของเขาจนหน้าเขียว

"แกเลวมาก ทำอย่างนี้เสียชื่อหมด ฉันเองเข้าใจผิดคิดว่าเจ้านายเขาเปลี่ยนรถให้ใหม่ ที่แท้แกก็ขโมยรถเขามา ไม่ไหวโว้ย ขโมยกระทั่งรถดับเพลิง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"อย่าเอาเรื่องเอาราวแกเลยคุณ แกไม่มีเจตนาที่จะลักขโมยหรอก แกต้องการขายผ้าเอาหน้ารอด ช่วยตัวเองให้พ้นผิดเท่านั้น"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คืนรถให้ผมก็แล้วกัน"

ส.ต.ต. ช่วง ร้องไห้โฮ

"คืนให้คุณผมก็ติดตรางน่ะซีครับ แล้วผมจะเอารถดับเพลิงที่ไหนไปใช้เขาละครับผมทำงานเก็บเงินเดือนไว้จนหนวดงอกก็ยังซื้อรถดับเพลิงไม่ได้"

กิมหวงนมองดู ส.ต.ต. ด้วยความสงสาร

"ถ้างั้นผมยกรถดับเพลิงคันนี้ให้คุณ ผมซื้อเอาใหม่ดีกว่า ดับเพลิงกันเถอะครับอย่ามัวคุยกันอยู่เลย"

ร.ต.ท. จำนงถอนหายใจโล่งอก

"ขอบคุณนะครับ เป็นอันหมดเรื่องราวกันที ที่จริงหมู่ช่วงแกเป็นตัรวจที่เรียบร้อยมากไม่เคยทำความผิดอะไรเลย ถ้าอาเสี่ยฟ้องร้องแก ตาช่วงก็คงแย่มากลูกแกตั้ง ๑๑ คน"

"โอ้โฮ" เสี่ยหงวนร้องลั่นแล้วมองดูหน้า ส.ต.ต. ช่วง อย่างแปลกใจ

"ทำไมลูกดกนักล่ะน้องชาย"

ส.ต.ต. ช่วงยิ้มแห้งๆ น่าสงสาร

"ไม่รู้จะทำยังไงครับห้องนอนผมมันแคบเหลือเกิน แล้วก็ผมไม่ชอบเทียวเสียด้วย เมียผมก็เหมือนกัน"

พลกล่าวกับนายตำรวจดับเพลิงอย่างเป็นงานเป็นการ

"ดับไฟเถอะครับหมวด ไฟลามออกมาเกือบถึงนอกถนนแล้ว"

ร.ต.ท. จำนง ร้องตะโกนออกคำสั่งให้ลูกน้องของเขาต่อสายสูบทันที ต่อกับท่อดับเพลิงข้างถนน สักครู่หนึ่งตำรวจก็นำสูบดับเพลิงเข้าไปในซอยนั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทำการดับเพลิงด้วย

ด้วยความสามารถของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ตึกแถวนอกถนนใหญ่ จึงรอดพ้นจากพระเพลิงได้อย่างหวุดหวิดไฟไหม้บ้านเรือน และห้องแถวไม้สองชั้น ประมาณ ๑๐๐ หลัง หน่วยดับเพลิงทุกแห่งได้ร่วมมือกันอย่างแข็งแรง ต้นเพลิงเกิดจากบ้านเล็กๆ บ้านหนึ่งซึ่งจุดธูปทิ้งไว้แล้วใส่กุญแจบ้านไปธุระนอกบ้าน ความประมาทเลินเล่อของคนคนเดียว พลอยทำให้ประชาชนหลายพันคน ต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติไร้ที่อยู่อาศัย ตำรวจสามารถจับต้นเพลิงได้ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง

กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือราชการชมเชยอาเสี่ยกิมหงวนกับพรรคพวก ในการที่ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าพนักงานดับเพลิงทำการดับเพลิงอย่างเข้มแข็งทุกครั้งที่เกิดเพลิงไหม้ และแสดงความเสียใจเท่าที่รถดับเพลิงของคณะสี่สหายถูกเพลิงไหม้วอดวายไป หนังสือชมเชยของทางราชการฉบับนี้กิมหงวนได้ใส่กรอบแขวนไว้ในห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับต่างลงข่าวสดุดียกย่องหน่วยดับเพลิงอิสระที่ได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั้งหลาย อาเสี่ยกิมหงวนได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้แทนหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า ถึงแม้รถดับเพลิงของเขาวอดวายไปในไฟ แต่คณะพรรคของเขาก็ยังไม่เลิกล้มความคิดที่จะผจญเพลิงต่อไป เขาได้โทรเลขสั่งซื้อรถดับเพลิงทันสมัยจากอเมริกาแล้ว นอกจากใช้สำหรับหน่วยดับเพลิง อิสระยังสั่งมาให้กองดับเพลิงของกรมตำรวจอีก ๓ คัน โดยทุนทรัพย์ส่วนตัวของเขา.

จบบริบูรณ์