พล นิกร กิมหงวน 031 : ผีตายโหง

ท่ามกลางสายฝนและลมพายุ แสงไฟหน้ารถยนต์คันหนึ่ง ปรากฏอยู่เบื้องหน้าและใกล้เข้ามาทุกทีบริเวณริมคลองประปาปราศจากผู้คนและยวดยานพาหนะ มีแต่ "แพ็คการด" เก๋งใหม่เอี่ยมคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน

รถยนต์คันนั้นลดความเร็วลงทีละน้อย และแล่นมาหยุดเทียบ "แพ็คการด" เก๋งพอดี ฟ้าแลบเป็นทางยาวและผ่าเปรี้ยง ฝนกระหน่ำลงมาอีก รถที่แล่นมาหยุดข้าง "แพ็คการด" เก๋งเป็นรถเก๋งใหญ่แบบเก่ามีชายฉกรรจ์ ๘ คนนั่งอยู่ตอนหลัง และอีกคนหนึ่งนั่งศีรษะตกไปทางพนัก ซึ่งชายผู้นี้ตายเสียแล้ว ถูกชายฉกรรจ์สองคนหลอกเอาไปยิงทิ้งที่ถนนสายกรุงเทพฯ-นนทบุรี เมื่อตอน ๒๐.๐๐ น. เศษนี่เอง

"อ้ายเดช กูคิดว่าเราช่วยกันหามศพอ้ายคล้อยไปทิ้งไว้ตอนหลังรถคันนั้นเป็นดีที่สุด เราจะได้ไม่ต้องวิตกว่ากองปราบหรือตำรวจตามสี่แยกจะเรียกรถเราหยุด เพื่อตรวจค้นหรือมึงเห็นยังไง "

"เข้าทีทีมากพี่เรือน ช่วยกันเถอะอย่าชักช้าอยู่เลยอาจจะมีรถผ่านมาก็ได้" ชายที่ชื่อเรือนยกมือตบบ่าคนขับรถของเขา "ดับไฟหน้าเสียซีโว้ย แต่ไม่ต้องดับเครื่อง ขอเวลากูกับเดชสองนาทีเป็นอย่างมาก แล้วเราก็จะปลอดภัย" มือปืนทั้งสองได้ใช้เวลาอันรวดเร็วฉับพลันช่วยกันนำศพชายหนุ่มผู้น่าสงสารคนนั้นลงจากรถ แล้วเอาศพทิ้งเข้าไปตอนหลังรถ "แพ็คการด" เก๋งบนที่วางเท้า เจ้าเรือนกับเจ้าเดชทำงานอย่างใจเย็น คล้ายกับว่าการฆ่าคนเป็นเรื่องเล็กสำหรับอาชญากรทั้งสองนี้ เมื่อเจ้าเรือนนักเลงใหญ่เปิดประตูหลังรถ "แพ็คการด" เรียบร้อย เขากับเดชสมุนคนสนิทก็พากันขึ้นมานั่งบนหลังรถ "เดอรโซโต้" ต่อจากนั้น เก๋งดำรุ่นเก่าก็แล่นฝ่าความมืดไปทางการประปาสามเสนทิ้งศพบุรุษผู้มีนามว่าคล้อยไว้ในรถเก๋งของ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

ในราว ๒๐.๓๐ น. ฝนและลมพายุก็เบาบางลงท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นบ้างถึงแม้ฝนยังพรำอยู่ ร่างอันดำตะคุ่มของคนสองคนเดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง คนเดินหน้าคือนายแพทย์ดิเรกของเรา และคนที่ถือกระเป๋าร่วมยาเดินตามหลังคือเจ้าแห้ว ดร.ดิเรกได้มาเยี่ยมและรักษาสุภาพสตรีผู้สูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ดีตกยากและเป็นคนไข้ของเขาหล่อนป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร และเป็นเรื้อรังมานานแล้ว

ดร.ดิเรกแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าแล้วบ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าแห้วได้ยินแต่เสียงบ่นแต่แปลไม่ออก จึงกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มว่า "รับประทานบ่นเป็นภาษาไทยสิครับ คุณหมอ คุณหมอเบื่อคนไข้รายนี้หรือครับ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ "โน-กันเป็นหมอจะเบื่อคนไข้ได้อย่างไร แต่กันเบื่อฝน หมู่นี้ตกทั้งกลางวันกลางคืน"

ทั้งสองเดินมาถึงรถ "แพ็คการด" เก๋งแล้วต่างคนต่างขึ้นไปนั่งตอนหน้ารถและเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับ "รับประทานกลับบ้านหรือครับ"

"ออไร๋ อ้า-กันสงสารคนไข้ของกันเหลือเกินเมื่อก่อนนี้สามีของคุณนายสายหยุดยังมีชีวิตอยู่คุณนายสายหยุดมีฐานะดีมาก"

เจ้าแห้วนำ "แพ็คการด" เก๋งแล่นออกจากที่อย่างแช่มช้า แล้วหันมาถามนายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานสามีน่ะแปลว่าผัวใช่ไหมครับ"

"เออ ก็ยังงั้นน่ะซี คุณนายสายหยุดยากจนลงตามลำดับเมื่อสิ้นบุญผัว มิหนำซ้ำโรคาพยาธิยังเบียดเบียนอีก ป่วยมาสี่ปีแล้ว หลังจากขายบ้านที่สุรวงศ์มาเช่าบ้านเล็กๆ อยู่คลองประปา"

"รับประทานป่วยนานๆ ดีซีครับ คุณหมอจะได้เงินมากๆ "

"โน-คุณนายสายหยุดเป็นหนี้ค่ารักษาของกันราวสามหมื่นแล้ว จะส่งบิลก็สงสารเพราะรู้ว่าแก่ไม่มี มิหนำซ้ำเมื่อกี้นี้ยังขอยืมเงินกันพันบาทกันก็ต้องควักให้"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปาก

"รับประทานคุณหมอของผมน่าเคารพบูชาเหลือเกินครับ อย่างนี้ฝรั่งเขาเรียกว่า-อ้า-" แล้วเจ้าแห้วก็พูดเสียงอ่อย "เรียกว่ายังไงครับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ

"ในปีนึ่งปีหนึ่ง กันต้องเสียสละเวลาและเงินให้คนไข้ไม่น้อยเลย อดเวทนาสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ได้"

"รับประทาน ก็แล้วทำไมคุณนิกรให้คุณหมอฉีดยา คุณหมอถึงเรียกค่ายาค่าป่วยการล่ะครับ"

ดร.ดิเรก อมยิ้ม "อ้ายกรมันกระดูดและรู้มาก กันต้องคิดค่ายาฉีดเข็มละ ๕๐๐ บาทรวด คือทั้งยาและค่าป่วยการของหมอ แกคิดดูเถอะวะ ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันอ้ายกรเคยเลี้ยงข้าวกันหนเดียวเท่านั้น ส่วนกันเคยเลี้ยงอ้ายกรรวม ๑,๖๕๖ ครั้งซึ่งกันจดบันทึกไว้ทุกครั้ง"

"โอ้โฮ รับประทานคุณหมอละเอียดมาก"

"ออไร๋ สุภาษิตของชาวภารตบทหนึ่งกล่าวว่า อิสตันปูนาปัญจมหาทราวดีบัณฑิต แปลว่าบัณฑิตย่อมละเอียดถี่ถ้วนเสมอ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ "แพ็คการด" เก๋งแล่นผ่านสี่แยกตึกชัยสมรภูมิตรงไปตามถนนพระราม ๖ ตัดออกอุรุพงศ์ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเพชรบุรี บ่ายโฉมหน้าไปทางบางกะปิ

ในที่สุด "แพ็คการด" เก๋งแล่นมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึก ดร.ดิเรก กับเจ้าแห้วต่างเปิดประตูก้าวลงมาจากรถคนละทาง

"ห่อของ ของกันที่ซื้อมาจากประตูน้ำเมื่อตอนหัวค่ำอยู่ที่ไหน" นายแพทย์หนุ่มถามเจ้าแห้ว

"อ้อ รับประทานอยู่หลังรถครับ" แล้วเจ้าแห้วก็เดินเข้ามาเอื้อมมือเปิดประตูตอนหลังรถออก ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็แลเห็นศพของนายคล้อยนอนตะแคงแง๋แก๋อยู่บนที่วางเท้า

เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวง เขาร้องขึ้นจนแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ แล้ววิ่งเข้ามากอด ดร.ดิเรกแน่นทำให้นายแพทย์หนุ่มแปลกใจไม่น้อย เจ้าแห้วตัวสั่นเหมือนลูกนกใบน้าซีดเผือดมีท่าทีเหมือนกับจะเป็นลม

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือวะ"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือกลานปากคอสั่น

"มะ มะ-มี-คะ-อบ-คะ-คน-ตะ-อาย-นอน-อยู่-ละ-อั๋ง-รถเราครับคุณหมอ บรือวส์ "

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น มองไปที่รถเก๋งคันงามของเขาแล้วแกะมือเจ้าแห้วที่กอดเขาออก ดร.ดิเรกวิ่งปราดมาทางตอนหลังรถทันที แสงไฟที่หน้าตึกส่องสว่างจ้าช่วยให้นายแพทย์หนุ่มมองแลเห็นศพนายคล้อยอย่างถนัด ดร.ดิเรก ยืนตะลึงพรึงเพริดเขาไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าศพนี้มาอยู่บนรถของเขาได้อย่างไร

แล้วดิเรกก็ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง หันมาพยักหน้าเรียกเจ้าแห้ว

"เฮ้-มานี่แนะ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานไม่เอาละครับ"

"บอกให้มานี่" ดิเรกตวาดแว๊ด

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่มด้วยความประหวั่นพรั่นใจ "รับประทานทำยังไงดีละครับคุณหมอ ผมคิดว่ารับประทานคงมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นใกล้ๆ บ้านคนไข้ของคุณหมอ แล้วคนร้ายก็ช่วยกันหามศพคนตายมาทิ้งบนรถเรา"

"ออไร๋ ออไร๋ มันต้องเป็นอย่างนั้น" แล้วดิเรกก็จ้องมองดูศพนายคล้อยนักเลงโตที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในถิ่นบางซื่อ ดร.ดิเรก แลเห็นรอยกระสุนปืนถึง 3 แห่ง เสื้อเชิ้ตสีขาวผู้ตายมีโลหิตสีแดงเข้มไหลชุ่มโชก

ทันใดนั้นเอง นิกรกับเสี่ยหงวนก็พากันเดินออกมาจากห้องโถง

"หมอโว้ย" นิกรกล่าวทัก "เอารถไปหาอะไรกินกันที่ราชวงศ์เถอะวะ เมื่อเย็นนี้กินข้าวไม่อร่อยเลย ล่อเข้าไปเพียง ๕ จานเท่านั้น"

นายแพทย์ดิเรกเดินขึ้นบันไดมาหาเสี่ยหงวนกับนิกรเขามองไปในห้องโถง แล้วก็กวักมือเรียกพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งสนทนากันอยู่บนโซฟาร์

ท่านเจ้าคุณกับพลต่างลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องโถง ดร.ดิเรกมองซ้ายมองขวาเสียก่อนจึงกระซิบกระซาบบอกพรรคพวกของเขา

"ขอแรงหน่อยเถอะวะพวกเรา"

พลยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"แกจะให้เราช่วยอะไรแกล่ะ"

ดร. ดิเรกถอยหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดอย่างน้าตาเฉย

"ช่วยกันหาม ผีในรถขึ้นไปไว้ในห้องทดลอง วิทยาศาสตร์ของเรา"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ว่าไงนะหมอ หมีหรือผี "

ดร. ดิเรก ฝืนหัวเราะ

"ผีโว้ยไม่ใช่หมี ผีตายโหงน่ะ"

"โอ๊ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง "อะไรกัน ดิเรกแกเอาผีตายโหงเข้ามาในบ้านเราทำไม"

นายแพทย์หนุ่มยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ผมไม่ได้เอามาคุณพ่อ มันมากับผมเอง"

นิกรถอยกรูด เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ พลยกมือจับแขนดิเรกเขย่า

"แกพูดจริงๆ หรือนี่"

ดร. ดิเรก ฝืนหัวเราะ

"ไปดูที่หลังรถดีกว่า นอนยิงฟันลืมตาโพลงถูกยิงตั้งสามสี่แห่ง คนร้ายมันเอาคนตายมาทิ้งไว้ในรถกันเจ้าแห้วเพิ่งเห็นเมื่อตะกี้นี้เอง ร้องเอะอะจนไม่เป็นภาษามนุษย์"

พลจูงมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงบันไดไปที่รถโดยเร็ว ดร. ดิเรกกับเสี่ยหงวนตามลงมาด้วย ส่วนนิกรยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างประตู พอแลเห็นศพนายคล้อย อาเสี่ยก็อุทานเสียงลั่น

"ไอ๊ย่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลยืนตะลึง สักครู่หนึ่งท่านเจ้าคุณก็หันมาพูดกับ ดร. ดิเรกอย่างระล่ำระลัก "เล่าให้พ่อฟังซิ พ่องงไปหมดแล้ว"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ผมก็งงเหมือนกันครับ ผมไปรักษาไข้ที่คลองประปา จอดรถทิ้งไว้หน้าบ้านคนไข้ เจ้าแห้วก็เข้าไปอยู่ในบ้านคนไข้ด้วย กลับออกมาก็ขึ้นรถกลับบ้าน เพิ่งมาเห็นศพเมื่อกี้นี้เอง"

พลว่า "แล้วแกจะทำอย่างไรต่อไป"

"กันยังคิดไม่ออก ยังหาทางออกไม่ได้ ถ้ากันจะเอาศพไปมอบให้ตำรวจที่โรงพัก กันอาจจะถูกจับสงสัยว่าเป็นคนร้ายฆาตกรรมชายผู้นี้ หรือม่ายก็จะต้องยุ่งกับตำรวจแรมเดือนทีเดียว กันอยากจะเอาศพไปทิ้งนอกบ้าน หรือยังไงพล"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่ได้หรอกดิเรก ขืนเอาศพไปทิ้งนอกบ้านดีไม่ดีถูกตำรวจจับ แกก็ต้องกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคน กันคิดว่าถ้าจะให้ดีแล้ว เราช่วยกันหามไปห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของแกดีกว่า แล้วแกช่วยชุบผีตายโหงให้ฟื้นขึ้นไล่มันออกไปจากบ้านเรา ถึงแม้แกชุบคนตายไม่สำเร็จแกก็สามารถทำให้คนที่ตายแล้วมีสภาพครึ่งผีครึ่งคน ทำให้มันลุกขึ้นเดินได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย วิธีนี้เป็นดีแน่ ชุบมันเพียงให้มันเดินได้แล้วหลอกให้มันออกไปพ้นบ้านเราก็หมดเรื่องกันเท่านั้นเอง" พูดจบท่านก็พยักหน้าเรียกนิกร "ลงมาซีโว้ยกร มาดูอะไรนี่แน่ะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ละครับ เชิญคุณพ่อดูให้สบายเถอะครับ ผีกับผมน่ะไม่ถูกโรคกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว" ทุกคนต่างพากันมองดูศพนายคล้อยอีก แล้วปรึกษาหารือกันในที่สุด ดร. ดิเรกก็ตกลงใจที่จะใช้ความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ของเขาชุบศพนี้ด้วยไฟฟ้าให้เคลื่อนไหวได้ แล้วก็หาวิธีให้ผีดิบหรือผีตายโหงออกไปให้พ้นจากบ้าน "พัชราภรณ์"

นิกรมีความกล้าขึ้นทีละน้อย เขาค่อยๆ เดินย่องลงบันไดมาทีละขั้นมองดูพล กับเสี่ยหงวนช่วยกันลากผีตายโหงออกมาจากรถ "แพ็คการด" เก๋งด้วยความลำบากยากเย็นพอแลเห็นศพนายคล้อยนิกรก็ร้องสุดเสียงวิ่งจู๊ดขึ้นไปบนตึกส่วนเจ้าแห้วยืนขาแข้งขาสั่นสวดอิติปิโสเสียงลั่น

ขณะนี้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและสี่นางกำลังนั่งล้อมวงประชุมญาติมิตรกันอยู่ในห้องพักผ่อนชั้นบนของตึก ส่วนคนใช้ชายหญิงก็ไปชุมนุมกันอยู่ที่เรือนคนใช้จนหมดสิ้น ดังนั้น ศพของนายคล้อยนักเลงใหญ่บางซื่อจึงถูกหามมายังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่มโดยไม่มีใครรู้เห็นเว้นแต่คณะพรรคสี่สหายของเราเท่านั้น

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

ร่างอันสูงใหญ่ที่ปราศจากวิญญาณของนายคล้อย นอนหงายเหยียดยาวอยู่บนเตียงผ่าตัด นัยน์ตาของผู้ตายเหลือกลาน ดร. ดิเรกได้ถอดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวของผู้ตายออก แล้วเอาเสื้อยืดคอกลมสีดำสวมแทน ทำให้ศพนี้มีความน่ากลัวยิ่งขึ้นอีก ผู้ตายสวมกางเกงขายาวสีดำและรองเท้าผ้าใบเก่าๆ สีน้ำตาล เขาเป็นชายกลางคนที่มีอายุไม่เกิน ๓๕ ปี ใบหน้าเหี้ยมริมฝีปากหนาผมหยิกหยักโศก

พล, นิกร, กิมหงวน, กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างหน้าต่างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ส่วน ดร. ดิเรก กำลังง่วนอยู่กับสวิทชไฟฟ้าปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าตัวศพผีตายโหง

ขณะนี้เป็นเวลา ๒๒.๐๐ น. แล้ว แสงไฟฟ้าในห้องทดลองสว่างจ้าราวกับกลางวัน เสียงไดนาโมครางกระหึ่ม กระแสไฟฟ้าเป็นประกายวูบวาบ

แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ปิดสวิทช์ไฟทันทีเมื่อแลเห็นขาขวาของผู้ตายเริ่มเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย เขาถอยหลังเข้ามายืนรวมกลุ่มกับพรรคพวกของเขา ทุกคนจ้องตาเขม็งมองดูศพผีตายโหง

เสียงสุนัขหอนขึ้นฟังเยือกเย็น นิกรกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วเบาๆ "ถอยตามแบบยุทธศาสตร์--ไปเถอะโว้ยอ้ายแห้วปลอดภัยไว้ก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนขวางประตูห้อง แล้วกล่าวห้ามนิกรกับเจ้าแห้ว

"อยู่นี่แหละไม่ต้องหนีไปไหน มันเป็นผีดิบไม่น่ากลัวอะไรหรอก ประเดี๋ยวมันก็ลุกขึ้นจากเตียงผ่าตัดและเราก็ช่วยกันหลอกหล่อมันให้ออกไปพ้นจากบ้านเรามันจะไปตายร้ายดีอย่างไรก็แล้วแต่เรื่องของมัน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ผีดิบค่อยๆ เคลื่อนไหวแขนและขา สักครู่หนึ่งก็ยกแขนขึ้นในท่าบิดขี้เกียจแล้วก็ร้องครางออกมาเบาๆ

"อือ-"

นิกรกับเจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว อาเสี่ยขนพองสยองเกล้า เส้นผมบนศีรษะตั้งชั้น ใบหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ กิมหงวนกอดพลกับ ดร. ดิเรก ไว้คนละข้าง

ทันใดนั้นเอง ผีดิบนายคล้อยก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เขายกมือชี้หน้าคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว แล้วพูดคำรามออกมาอย่างดุเดือด

"มึงยิงกู อ้ายเรืองและอ้ายเดช กูต้องเอามึงไปเมืองผีด้วย แฮ่-แฮ่-แฮ่-"

คราวนี้ทุกคนก็พากันโกยอ้าวออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ด้วยความตระหนกตกใจจนถึงขีดสุด คณะพรรคสี่สหายบุกเข้ามาในห้องโถงแล้วขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก พลวิ่งนำหน้าพาพรรคพวกของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้าไปในวงไพ่ ทำให้ขาไพ่แตกฮือทิ้งไพ่เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนโดยคิดว่าตำรวจมาจับ คุณหญิงวาดอกสั่นขวัญแขวงกล่าวถามลูกชายของท่านด้วยเสียงระล่ำละลัก

"อะไรกันวะพล ตำรวจมาหรืออย่างไร"

นายพัชราภรณ์กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่-ไม่ใช่ตำรวจหรอกครับคุณแม่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดขึ้นทันที

"ทำไมถึงวิ่งตึงตังโครมครามกันอย่างนี้ ตกอกตกใจหมด เจ้าคุณก็เป็นผู้ใหญ่แล้วทำเป็นเด็กอมหัวแม่เท้าไปได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"ผมจะบอกให้เจ้าคุณรู้ ขณะนี้ผีดิบกำลังอาละวาดที่พวกเราต้องเผ่นหนีขึ้นมาก็เพราะกลัวว่ามันจะหักคอเรา"

คุณหญิงวาดพยักพเยิดกับสี่นาง แล้วกล่าวขึ้นอย่างเคืองๆ

"เล่นไพ่กันต่อไปเถอะพวกเรา ผีดิบหรือผีสุกก็ช่างหัวมันเถอะ ไม่เข้าเรื่องเลยพับผ่า-นึกว่าตำรวจบุกเข้ามาจับเราเสียอีก ผีสางนางโกงที่ไหนไม่รู้ เจ้าคุณกับอ้ายพวกนี้แกล้งกระเซ้าเราเล่นแท้ๆ "

ทันใดนั้นเอง นิกรก็หวีดร้องสุดเสียงราวกับหญิงสาวแรกรุ่นที่ถูกเพื่อนโยนจิ้งจกใส่

"ว้าย"

ทุกคนหันไปทางประตูห้อง และแล้วทุกคนก็อกสั่นขวัญแขวนไปตามกันเมื่อแลเห็นผีดิบยืนจังก้าถ่างขาที่หน้าประตู กิริยาท่าทางของมันดุร้าย ผีดิบลืมตาโพลงโดยไม่กระพริบตา ริมผีปากข้างขวามีโลหิตไหลซึมออกมาเป็นทางมันอ้าปากปะหงับๆ และยกมือทั้งสองขึ้นทำท่าเหมือนกับจะบีบคอใครคนหนึ่ง

คณะพรรคสี่สหายกับเมียๆ ของเขาและท่านผู้ใหญ่ทั้งสามคนรวมทั้งเจ้าแห้วต่างร้องเอะอะเอ็ดตะโรด้วยความตระหนกตกใจ แล้วพากันวิ่งหนีไปรวมกลุ่มอยู่ทางมุมห้อง

คุณหญิงวาดเผ่นแผล็วขึ้นไปยืนอยู่บนขอบหน้าต่างทำท่าจะพุ่งหลาวลงมาจากตึก แต่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ วิ่งเข้ามารวบขาคุณหญิงวาดลงมาจากขอบหน้าต่างตึกชั้นสาม

"อย่า-คุณหญิง" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสียงสั่น "ตึกของเรามันสูงไม่ใช่น้อย ขืนกระโดดลงไปคอของคุณหญิงคงย่นลงไปรวมกับตาตุ่มเป็นแน่"

ประไพตัวสั่นงันงกเหมือนกับปลาช่อนถูกทุบหัว หล่อนยอมรับว่าในชีวิตของหล่อน หล่อนไม่เคยประสบเหตุการณ์ที่ทำให้หล่อนประหวั่นพรั่นใจเหมือนครั้งนี้เลย ประไพยกมือจับแขนนิกรเขย่า แล้วกล่าวกับจอมทะเล้นว่า "ปราบมันหน่อยซีค่ะกร"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่-ไม่-รับประทานละจ๊ะ"

ผีดิบยืนคำรามฮื่อๆ แฮ่ๆ ตามประสาผี บางขณะก็ยกมือไข่วคว้าอากาศ สี่นางกับคุณวาดมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมเพราะความหวาดกลัว เมื่อผีดิบเดินทื่อเข้ามาในห้องคุณหญิงวาดก็เผ่นขึ้นไปอยู่บนขอบหน้าต่างอีกครั้งหนึ่งทำท่าจะพุ่งหลาวลงไปจากตึก แต่แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ช่วยห้ามดิฉันหน่อยซีค่ะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะ

"ไม่ห้ามหรอกแม่คุณ อยากตายก็กระโดดลงไปเถอะแต่สั่งฉันไว้ก่อนว่าจะให้เอาศพไปไว้ที่วัดไหน"

คุณหญิงวาดเม้มปากแน่น เผ่นลงมาจากขอบหน้าต่าง ท่านปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง จ้องมองดูผีดิบซึ่งยืนเด่นอยู่กลางห้องในสภาพของคนละเมอครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้วคุณหญิงก็เดินเข้าไปหาผีดิบ ท่านหยุดยืนยกมือท้าวสะเอวจ้องมองดูหน้าผีดิบอย่างเคืองๆ

"มันยังไงกัน วะแกถึงได้บุกเข้ามาในบ้านฉันรู้ไหมว่าความผิดฐานบุกรุกนั้นต้องติดตะราง"

ผีดิบแสยะยิ้ม แล้วพูดเสียงห้าวๆ ช้าๆ

"ผมเป็นผีดิบ ผมไม่กลัวตะราง ผมกลัวแต่ยมบาลคนเดียวเท่านั้น แฮ่....ฮื่อ...."

คุณหญิงวาดถอยหลังกรูด ประไพ, ประภา, นันทา, นวลละออถือโอกาสวิ่งหนีออกไปจากห้อง คุณหญิงวาดเสียขวัญก็วิ่งตามออกไป ผีดิบปราดเข้ามาจะบีบคอเจ้าแห้วเสี่ยหงวนเห็นเช่นนั้นก็ยกเท้าเตะก้นผีดิบดังพลั่ก ผีดิบหับขวับมาทางกิมหงวน เจ้าแห้วยกมือเขกกบาลผีดิบแล้วใส่ตีนหมาโกยอ้าวออกไปจาห้อง ผีดิบไล่กวดเจ้าแห้วทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสี่สหายออกไปจากห้องนั้น

ผีดิบมีการเคลื่อนไหวช้ากว่ามนุษย์ธรรมดามาก คณะพรรคสี่สหายจึงค่อยๆ คลายความหวาดกลัวลงตามลำดับในที่สุดพล พัชราภรณ์ก็ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคพวกของเขาหลอกล่อผีดิบให้ออกไปจากบ้านพัชราภรณ์ และมันเหมือนกับเล่นเอาเถิดกัน เสียงเอะอะเฮฮาดังไปทั่วบ้าน ผีดิบไล่กวดเจ้าแห้วกับนิกรมากกว่าคนอื่นๆ จนกระทั่งนิกรชักฉิวขณะที่เขาหนีเข้าไปจนมุมอยู่ในเรือนต้นไม้

"ให้มันยุติธรรมหน่อยซีโว้ยอ้ายผี โน่น-โน่นยืนอยู่ข้างหลังตั้งสองคน แกไล่กวดฉันคนเดียวเท่านั้น"

ผีดิบค่อยๆ หันไปทางประตูเรือนต้นไม้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วต่างหมุนตัวกลับโกยอ้าวเข้าไปหาพลกับ ดร. ดิเรก ซึ่งยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วงริมสนาม

ผีดิบออกมาจากเรือนต้นไม้ ทำให้นิกรถอนหายใจโล่งอก แล้วเดินตามออกมาคณะพรรคสี่สหายได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด หลอกล่อผีดิบให้ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" แต่เจ้าผีดิบมักป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณตึกใหญ่คล้ายกับว่ามันไม่เต็มใจที่จะออกไปจากบ้านนี้

ในที่สุด ทุกคนก็ช่วยกันเอาก้อนหินและเศษไม้ขว้างปาผีดิบนายคล้อย ซึ่งทำให้ผีดิบโกรธแค้นส่งเสียงคำรามลั่น ครั้งหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบก้อนดินก้อนหนึ่งขว้างผีดิบเต็มแรง แต่ผีดิบนายคล้อยเคยเป็นประตูฟุตบอลล์มือกาวมาแต่ก่อนจึงรับก้อนดินก้อนนั้นไว้ได้ แล้วขวางเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที ก้อนดินก้อนนั้นถูกกลางกระหม่อมเจ้าคุณอย่างถนัดใจ

" โป๊ก-โอ๊ย"

แล้วเจ้าคุณก็ยกมือทั้งสองข้างกุมศีรษะของท่านทรุดตัวนั่งร้องครางหงิงๆ แต่เมื่อผีดิบเดินเข้ามาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในสนามใหญ่หน้าตึกอย่างไม่คิดชีวิต

อาเสี่ยเงื้อไม้ขึ้นสุดแขนฟาดลงกลางกบาลผีดิบเต็มแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

" โพละ "

แต่เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ผีดิบไม่ได้แสดงกิริยาเจ็บปวดแม้แต่น้อย ค่อยๆ หันมามองกิมหงวนแล้วปรี่เข้าใส่ อาเสี่ยทิ้งไม้ร้องอุทานออกมาคำหนึ่งวิ่งตื๋อขึ้นไปบนตึกด้วยความตระหนกตกใจ

คณะพรรคสี่สหายได้ใช้ความพยายามเกือบครึ่งชั่วโมงในการขับไล่ผีดิบออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างคนต่างยั่วเย้าให้ผีดิบนายคล้อยบ่ายโฉมหน้าไปทางประตูใหญ่นอกถนน แขกยามของบ้าน "พัชราภรณ์" เปิดประตูช่องเล็กออกตามคำสั่งของพลแล้วเจ้าบังก็รีบเข้าไปในบ้านหลังเล็กๆ ปิดประตูนอนคลุมโปงสวดมนต์ภาวนาขอให้พระนารายณ์ป้องกันเขา

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คุณหญิงวาดกับสี่นางได้ยืนรวมกลุ่มอยู่ที่หน้าตึกชั้นบน และหน้าต่างใกล้ๆ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถือปืนลูกซองขยับจะยิงผีดิบหลายครั้งแต่ไม่กล้ายิงเพราะกลัวจะต้องตกเป็นจำเลยในคดีฆ่าคนตาย

ในที่สุด พล พัชราภรณ์ ก็สามารถล่อผีดิบออกไปพ้นบ้านได้ ผีดิบเดินผ่านประตูช่องเล็กออกไปคล้ายกับคนที่ถูกสะกดจิต

ขณะนี้ถนนสายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการไม่ใคร่จะมียวดยานผ่านไปมา ความมืดปกคลุมไปทั่ว ผีดิบนายคล้อยยืนหันรีหันขวางอยู่หน้าประตูบ้าน "พัชราภรณ์" สักครู่หนึ่งก็เดินเปะปะไปตามเรื่อง การเคลื่อนไหวของผีดิบนายคล้อยช้าลงตามลำดับ ทั้งนี้เพราะกระแสไฟฟ้าในตัวผีดิบกำลังเสื่อมคุณภาพ ผีดิบเดินตรงมาที่ป้อมตำรวจปากซอยแห่งหนึ่ง ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ ตำรวจประจำป้อมสองคนกำลังคุยกันถึงเรื่องผี

เมื่อผีดิบหยุดยืนที่หน้าบ้านป้อม นายสิบตำรวจตรีซึ่งกำลังเล่าเรื่องผีให้เพื่อนฟังก็หยุดเล่า จ้องตาเขม็งมองดูผิดีบอย่างอกสั่นขวัญแขวน แล้วเขาก็เอื้อมมือสะกิดพลตำรวจเพื่อนประจำป้อมของเขา

"แฮ่ แฮ่ กันนึกอะไรไม่มีผิด บุคคลจำพวกนี้กล่าวถึงไม่ได้เป็นต้องมาหาทันที หันไปดูซีโว้ยชมยังกะน้องชายโปริสคาล็อพไม่มีผิด"

พลตำรวจชมใจหายวูบ ทันใดนั้นเอง ร่างของผีดิบก็ล้มครืนเข้ามาในป้อมยาม ตำรวจทั้งสองคนเผ่นพรวดลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปจากป้อมอย่างไม่คิดชีวิต.