พล นิกร กิมหงวน 131 : นายอำเภอจอมโหด

คุณหญิงวาดมีอารมณ์เสียมาตั้งแต่วานนี้แล้ว สาเหตุก็เพราะ ท่านถกเถียงกับท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ในกรณีคลองสุเอซ ทั้งๆ ที่ท่านและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเลย แต่คุณหญิงกับเจ้าคุณแทบจะตีกันตาย ถ้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ห้ามไว้ก็คง จะเกิดฆ่ากันตายแน่นอน

เพราะคุณหญิงพื้นเสีย ทำให้คณะพรรค ๔ สหาย และ ๔ นางถูกเทศนาไปตามกัน ใครทำอะไรไว้ไม่ ถูกใจท่าน ถึงแม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านพ้นมาหลายเดือน คุณหญิงวาดก็ขุดค้นขึ้นมาด่า โดยเฉพาะเจ้าแห้วถึงกับถูกคุณหญิงวาดซ้อมยับเยินเมื่อวานนี้ สาเหตุเพราะเจ้าแห้ว ถอยหลังรถไปชนกระถางตะโกดัดริมสนามแตกไปหนึ่งใบ

การรับประทานอาหารเช้าวันนี้ เป็นไปอย่างเงียบ เชียบที่สุด สี่สหายกับเมียๆ ของเขาไม่ยอมปริปากพูด อะไรเลย นิกรลอบชำเลืองมองดูคุณหญิงวาดตลอดเวลา แล้วเอาส้อมจิ้มน้ำซ๊อสเขียนลงบนผ้าปูโต๊ะว่า

“หน้าเหมือนม้าหมากรุกโว้ย”

คุณหญิงวาดจิบกาแฟพลาง มองดูหน้าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พลาง ในที่สุดท่านก็เอ็ดตะโรขึ้นอีก

“ทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย ดิฉันว่าสุเอซจะต้อง เป็นของอียิปต์อย่างไม่มีปัญหา คอยดูนะ ฉันจะโทรเลขไป ถึงพันโท นัสเซอร์”

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแห้งๆ

“ตามใจเถอะคุณหญิง ฉันเองไม่ได้มีหุ้นส่วนคลอง สุเอซแม้แต่ปอนด์เดียว”

คุณหญิงวาดทำตาเขียว

“แล้วเจ้าคุณพูดทำไมว่าสัมปทานที่อังกฤษทำไว้กับ รัฐบาลอียิปต์ ยังไม่หมดสัญญา”

“ว้า….หนังสือพิมพ์เขาลงอย่างนั้น ฉันก็ว่าไปอย่าง นั้นแล้วกัน จะเอาอะไรกับฉันเล่า”

คุณหญิงวาดค้อนควับ

“เจ้าคุณพึงรู้เถอะว่าชาวอียิปต์ทุกคนจะสู้ตาย”

“เอ..ก็เราคนไทยอยู่กันไกลลิบไม่น่าจะเดือดร้อน อะไรเลย หยุดพูดเรื่องนี้เสียทีเถอะคุณหญิงจ๋า”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกลบเกลื่อน

“หมูแฮมขานี้อร่อยดีนะครับ ถ้าจะเป็นขาใหม่ที่ แม่นันซื้อมาเมื่อวานซืนนี้”

คุณหญิงวาดตอบอย่างมะนาวไม่มีน้ำ

“ไม่ทราบ ดิฉันไม่ได้กิน” แล้วท่านก็หันมาทาง สาวใช้คนหนึ่งซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่ข้างหลัง “นังม่อม ไป ตามเจ้าแห้วมาเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่เห็นหน้าอ้ายแห้ว เลย หรือมันโกรธข้าก็ให้มันรู้ไป”

ละม่อมสาวใช้ในวัยกลางคนรับคำสั่งอย่างนอบน้อม เกรงกลัว แล้วรีบพาตัวเดินออกไปจากห้องรับประทาน อาหาร อาเสี่ยกิมหงวนอยากจะกระเซ้าคุณหญิงวาดเล่น ก็แกล้งพูดกับนิกรเบาๆ ว่า

“แกคิดไหมว่า เรื่องสุเอซจะเป็นชนวนสงคราม โลก”

นิกรอมยิ้ม “กันรู้แต่ว่าถึงเวลากันมีกินอิ่มหนำ สำราญอย่างนี้กันก็พอใจแล้ว ใครมันจะรบกันจะปิดคลอง ก็ช่างเขากันธู่ระไม่ใช่”

เสี่ยหงวนหันมาทาง ดร. ดิเรก

“หมอคงจะรู้ดีว่า กรณีสุเอซนี้จะทำให้เกิดสงคราม โลกครั้งที่สามได้หรือไม่”

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

“โน … ไม่เกิดแน่นอน แต่อังกฤษกับอเมริกันจะ ต้องสร้างคลองขึ้นใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะถึงแม้จะ เสียเงินมากมายก่ายกองก็ยังดีกว่าที่จะต้องเดินเรืออ้อมแหลม กู๊ดโฮ๊ป ถ้าการขุดคลองใหม่สำเร็จ สุเอซก็จะไม่มีความ หมายอะไรเลย”

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น

“ชะ ชะ ไม่มีความหมาย พ่อหมอลากข้าง อังกฤษ กับอเมริกาจะขุดได้อย่างไร ในเมื่อแนวทางที่จะขุดคลอง ใหม่เป็นพรรคพวกของอียิปต์ และการขุดคลองก็จะทำได้ ด้วยความยากลำบาก เพราะมีภูเขาเป็นกำแพงกั้น กล้าดี ขุดหน่อยเถอะ”

พล พัชราภรณ์กล่าวห้ามคุณหญิงวาด

“ผมนิ่งฟังมานานแล้วครับคุณแม่ ไม่เห็นจะได้ ประโยชน์อะไรสักนิดที่เราจะถกเถียงกันถึงเรื่องนี้ เรารู้จัก อียิปต์ก็แต่เพียงนางระบำสาวสองคน ที่มาย้ายตะโพกให้เราดูที่ศาลาเฉลิมไทยเมื่อเร็วๆ นี้เท่านั้นเอง ถ้าเราจะสนใจกับ การเมืองแล้ว เราควรจะสนใจกับการเลือกตั้งในปีหน้า ดีกว่า”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

“เจ้าพลมันพูดถูกแล้วคุณหญิง เราควรจะสนใจกับ บ้านเมืองของเรามากกว่า ผมก็เตรียมสมัครเข้ารับเลือกตั้ง เป็นผู้แทนพระนครคนหนึ่งแล้ว หวังว่าคุณหญิงคงจะเลือก ผม”

คุณหญิงวาดค้อนควับ

“โอ๊ย คนหัวล้านใครเขาจะเลือก”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ต่างทำคอ ย่นพร้อมๆ กัน นิกรกล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

“นักปราชญ์และบุคคลสำคัญของโลกโดยมาก มักจะหัวล้านทั้งนั้นแหละครับคุณอา พันโทนัสเซอร์ก็หัวล้าน”

คุณหญิงวาดเข้าใจผิดคิดว่าเป็นความจริง

“เอ๊ะ อาดูในรูปหัวไม่ล้านนี่หว่า”

“เขาใส่หัวจำลองครับ” นิกรพูดอย่างหน้าตาย

“งั้นเรอะ เออ….ถ้ายังงั้นอาต้องเลือกคนหัวล้าน เป็นผู้แทนแน่ๆ เขาว่า คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้าน สร้างเมือง หัวล้านหัวเหลืองหัวละเฟื้องสองไพ”

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โกรธจนตัวสั่น

“พอทีคุณหญิง เลิกพูดถึงกบาลฉันเสียทีเถอะ แม่คุณ ถึงหัวล้านก็เป็นพระยาพานทองนะจะบอกให้”

คณะพรรค ๔ สหายกลั้นหัวเราะแทบแย่ หลังจาก นั้นสักครู่หนึ่ง ละม่อมก็เดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารอย่างร้อนรน หล่อนตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งคุกเข่าข้างเก้าอี้ คุณหญิงวาด แล้วกล่าวกับท่านอย่างนอบน้อม

“นายแห้วไปจากบ้านเราเสียแล้วละค่ะ นายชุ่ม เขาเห็นนายแห้วถือกระเป๋าเสื้อผ้าออกไปจากบ้าน เมื่อตอน ย่ำรุ่งนี้เอง”

คุณหญิงวาดใจหายวาบ

“หา อ้ายแห้วหนีไปแล้ว”

“เจ้าค่ะ นี่ค่ะจดหมายของนายแห้วเขียนทิ้งไว้ใน ห้องนอน ข้าวของส่วนตัวของนายแห้ว นายแห้วเก็บเอาไป หมดเชียวค่ะ แล้วข้าวของของท่านนายแห้วก็ถือโอกาส เก็บไปด้วย”

คุณหญิงวาดหน้าจ๋อย ความรักความอาลัยเจ้าแห้ว บังเกิดขึ้นแก่ท่านทันทีตามวิสัยของคนปากร้ายใจดี ท่านฉีกซองจดหมายออก ดึงกระดาษสีฟ้าออกมาคลี่ออกอ่าน แต่ พอเห็นลายมือเหมือนไส้เดือนปล้ำกับกิ้งกือ ท่านก็รีบส่ง จดหมายข้ามโต๊ะมาให้กิมหงวน

“อ่านให้ฟังหน่อยซิ พ่อหงวน ลายมืออย่างนี้อา อ่านไม่ออกหรอก”

อาเสี่ยกระแอมเบาๆ แล้วอ่านข้อความในจดหมาย ของเจ้าแห้วให้ทุกๆ คนฟัง

กราบเท้าคุณหญิงที่เคารพ

กระผมขอกราบเรียนว่าร่างกายของกระผมนั้น มิได้ ทำด้วยเหล็ก กระผมไม่อาจจะทนการซ้อมได้ จึงจำใจ ต้องขอลา ลา….ขอลาคุณหญิงเจ้าขา ขอลาก่อน ถ้าชีวิต ผมยังอยู่ ผมคงจะได้กลับมาเป็นขี้ข้าคุณหญิงอีก สวัสดี นะครับ กรุณาช่วยใช้หนี้เจ๊กเต็งร้านหน้าบ้านให้กระผม ด้วย

กระผมขอกราบเท้าลาไปตามยะถากรรม

ด้วยความนับถืออย่างสูงปรี๊ด

แห้ว โหรพากุล

พอกิมหงวนอ่านจบคุณหญิงวาดก็ร้องไห้

“โธ่….อ้ายแห้ว หนีไปเสียแล้ว เลี้ยงมาแต่เล็ก แต่น้อยไม่น่าจะหนีไปเลย แล้วจะไปตามที่ไหนเล่า”

พลกล่าวกับคุณแม่ของเขา

“เมื่อวานนี้ผมทราบว่า คุณแม่ซ้อมอ้ายแห้วจนสะบัก สะบอมใช่ไหมครับ”

คุณหญิงวาดสะอื้น

“เปล่า นิดหน่อยเท่านั้น ตบหน้ามันในราว ๑๐ นาที พอมันล้มลงไปก็กระทืบซ้ำอีก ๕ ที เอาตะพดฟาด กะบาลอีกในราวสามสี่ทีเท่านั้นไม่น่าจะหนีไปเลย”

เสียงพึมพำดังขึ้นในหมู่คณะพรรค ๔ สหาย ทุกคน ต่างรู้สึกเสียดายเจ้าแห้วเพราะถึงแม้ว่าเจ้าแห้วจะทะลึ่งตลอดศก เจ้าแห้วก็มีความซื่อสัตย์กตัญญู ใช้ไหนใช้ได้แคล่วคล่องว่องไว

“อย่าร้องไห้ร้องห่มไปเลยน่าคุณหญิง” เจ้าคุณ ประสิทธิ์ฯ ปลอบเมียรักของท่าน “อีกสองสามวันมันก็ คงกลับมา”

คุณหญิงวาดสะอื้น

“ดิฉันเชื่อว่ามันไม่กลับมาหรอกค่ะเจ้าคุณ ลงเขียน จดหมายบอกไว้อย่างนี้ก็คงไปเลย” แล้วท่านก็หันมาทาง หลานชายจอมทะเล้นของท่าน “แกไปช่วยตามหน่อยซีกร”

นิกรตักไข่ดาวทั้งสองฟองใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ หยิบ ส้อมจิ้มหมูแฮมชิ้นใหญ่ใส่ปากเพิ่มเติมเข้าไปอีก แล้วบิขนมปังปิ้งเอามีดตัดเนยทาขนมปังใส่ปากเคี้ยวจนคับปาก ยกถ้วยกาแฟขึ้นซดดังโฮก คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรหลานชายของท่านด้วยเสียงอันดัง

“ฟังฉันบ้างซีโว้ยเจ้ากร ปู้โธ่….นั่งก้มหน้าก้มตา กินเอาๆ”

นิกรเงยหน้าขึ้นมองดูคุณหญิงวาด เขาพูดเสียงลิ้น คับปากว่า

“ก็นี่มันเวลารับประทานอาหารครับ คุณอาเคยด่า ผมเมื่อสองสามวันนี้ว่า เวลากินไม่ควรจะพูดคุยกัน”

“ฉันกำลังกลุ้มใจในเรื่องเจ้าแห้วแกรู้ไหม แกช่วย ติดตามตัวเจ้าแห้วเอากลับมาบ้านเราให้ได้”

นายจอมทะเล้นหัวเราะเบาๆ

“ผมจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรล่ะครับว่า อ้ายแห้วมัน ไปอยู่ที่ไหน”

คุณหญิงวาดค้อนควับ

“มันก็อยู่ในประเทศไทยนี่แหละ”

“โอ้โฮ” นิกรคราง “ประเทศไทยไม่ใช่แคบๆ นะครับคุณอา ถ้าจะตามให้ทั่วทุกจังหวัดแล้ว ก็คงจะ ต้องใช้เวลาหลายปีในการค้นหาเจ้าแห้ว ทุกซอกทุกตรอก ทุกมุม”

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

“คุณอาครับ ผมพอจะรู้ว่าอ้ายแห้วไปอยู่ที่ไหน”

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม ทันที

“บอกอาซิพ่อดิเรก อ้ายแห้วมันไปอยู่กับใคร ที่ไหน”

ดร. ดิเรกว่า “เจ้าแห้วเคยปรารภกับผมบ่อยๆ ว่า มันอยากจะร่ำรวยเป็นเศรษฐีเหมือนอย่างเจ้าหงวนครับ พวกของเจ้าแห้วหลายคนได้พากันเดินทางไปยังตำบลขุมทอง ซึ่งตำบลที่กล่าวนี้เป็นดินแดนส่วนหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี และอยู่ใกล้พรหมแดนไทย พม่า เจ้าแห้วยืนยันกับผมว่า เพื่อนฝูงของเจ้าแห้วแต่ก่อนนี้เป็นคนใช้ตามบ้านใหญ่ๆ แต่เดี๋ยวนี้อยู่ตึกหรูหรา ขี่รถเก๋งเบ้อเริ่ม เพื่อนของเจ้าแห้ว ที่มีโชคดีอย่างนี้ได้พากันเดินทางไปยังขุมทอง ขุดทองหรือ ร่อนทองตามลำธารเอามาขาย”

อาเสี่ยกิมหงวนพูดโพล่งขึ้นมาทันที

“ถูกแล้ว ถูกแล้ว ใช่แน่ๆ อ้ายแห้วต้องไป ขุมทองแน่นอน มันพูดถึงขุมทองวันละหลายร้อยครั้ง พอ ถูกคุณอาหญิงซ้อมมันก็เลยหาเหตุหนีออกไปจากบ้าน ที่แท้ มันก็มีเจตนาที่จะไปขุมทองนั่นเอง”

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

“เมื่อเร็วๆ นี้หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวว่า ที่ตำบล ขุมทองจังหวัดกาญจนบุรี มีแร่ทองคำปรากฏอยู่ตามลำธาร และบริเวณใกล้เคียงกับลำธารเหล่านั้น บรรดานักเผชิญโชค ทั้งหลายได้พากันหลั่งไหลไปที่ขุมทอง แต่ส่วนมากไปเจ็บ ตายในป่าบ้างก็กลับมาด้วยความลำบากยากแค้นแสนสาหัส”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าช้าๆ

“ผมพอจะเข้าใจในเรื่องนี้ครับ เด็กของผมคนหนึ่ง ทำงานอยู่ที่สำนักงานผลประโยชน์ของผมได้เงินเดือน ๕๐๐ บาทไม่พอใช้ แกมาลาผมออกจากงานแล้วบอกว่าจะไปหา ทองที่ขุมทอง ผมเห็นว่าอ้ายเรื่องลาภทางไกลนี่นะมันทำ ให้คนเราต้องผิดพลาดหวังมามากต่อมากแล้ว ผมก็เลย ขอร้องแกให้ทำงานกับผมต่อไป ผมบอกแกว่า ทองคำน่ะ เราจะหาได้อย่างแน่นอนก็คือที่โต๊ะกัง หรือม่ายก็ที่ร้าน แม่สมบุญหัวเม็ด หรือม่ายก็ที่ร้านเทียนกั้วเทียน หรือม่าย ก็แถวถนนเยาวราช นายเกษมแกเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น แกไม่ยอมฟังเสียงผม ลาออกเดินทางไปขุมทอง”

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

“แล้วก็เลยร่ำรวย….”

“รวยอะไรได้ครับคุณหญิง เป็นตาลขะโมยกลับมา พุงป่องหน้าเซียวตัวเหลือง แกซมซานมาหาผมอีก แก เล่าให้ผมฟังว่าที่ขุมทองมีทองมากมาย แต่ทองเหล่านั้น ยังเป็นทองอ่อนไม่ได้ที่ บางก้อนก็เหลวเกินไป บางก้อน ก็กำลังหมาดสีเหลืองอร่าม บางก้อน กลางก้อน มีสีแดง เหมือนสีเลือด บางก้อนก็มีพริกบ้าง เม็ดข้าวโพดบ้าง ติดอยู่ในทองเหล่านั้นส่งกลิ่นคลุ้งไปหมด แล้วขุมทองก็ไม่มี อะไรนอกจากพวกอาชญากร พวกโจรผู้ร้าย นับจำนวน พันไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่น ตั้งบ่อนการพนันมีร้านเหล้า และร้านอาหาร เป็นชุมทางของพวกดาวร้ายในจังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรีหรือสุพรรณบุรี วันหนึ่งๆ ฆ่าฟัน กันตายหลายศพ คนที่อยู่ที่นั่นล้วนแต่เป็นดาวร้ายขนาด หนัก นายเกษมไปอยู่ได้สองสามวันก็เดินทางกลับอย่าง สะบักสะบอม ผมสงสารแกแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะได้ บรรจุคนอื่นเข้าทำงานแทนนายเกษมเสียแล้ว”

คุณหญิงวาดนิ่งฟังด้วยความสนใจ แล้วท่านก็หันมา พูดกับสี่นางว่า

“เจ้าแห้วต้องไปอยู่ขุมทองแน่ๆ”

นันทาว่า “คุณอาอย่าไปสนใจกับเจ้าแห้วมากนักเลยค่ะ ถ้าเขามีความจงรักภักดีต่อคุณอา เขาก็คงไม่ไป จากคุณอาแน่นอน”

ประไพพูดเสริมขึ้น

“คนใช้น่ะถมเถไปค่ะคุณอาขา ไพจะหาให้เอาไหม คะ อย่างเจ้าแห้วหาเมื่อไหร่ก็ได้”

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

“หามันก็ไม่แคล่วคล่องเหมือนเจ้าแห้ว มันเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของอานี่นะแม่ไพ ความจริงอาก็รักใคร่ เมตตามันเหมือนกับลูกหลาน อ้า…….เมื่อหลายสิบปีมาแล้วในสมัยที่นกและต้นไม้พูดได้ เจ้าห้อยพ่อของเจ้าแห้วได้ เคยช่วยชีวิตของอาครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยังเป็นหลวง หรือเป็นท่านขุนก็ลืมเสียแล้ว”

เสี่ยหงวนพูดสอดขึ้นเบาๆ

“เป็นขุนครับ ผมจำได้ ขุนนิติธรรมดุลยกิจ”

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อ้าปากหวอ

“ทำไมแกรู้วะ”

“ก็ผมเห็นพระบรมราชโองการอยู่ใน กรอบ ห้องนอน ของคุณอานี่ครับ”

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า

“ถูกแล้วพ่อหงวน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เป็นขุน นิติธรรมดุลยกิจ ทำงานเป็นจ่าศาลตลาดน้อย ซึ่งเวลา นั้นเป็นศาลอาญา วันหนึ่งอาตื่นนอนแต่เช้าลงไปใส่บาตร เวลานั้นเราอยู่บ้านถนนสีลม อาจำได้ว่าคืนนั้นฝนตกหนัก มีพายุพัดแรงมาก เมื่ออาลงมาจากบ้านอาแลเห็นสายไฟ ฟ้าขาดตกอยู่หน้าบันได ก็ก้มลงหยิบมันเพื่อจะโยนไปให้พ้นทาง”

นิกรหัวเราะก้าก

“คุณอาก็เลยดูดไฟฟ้า”

“ไม่ใช่โว้ย” คุณหญิงตวาดแว๊ด “ไฟฟ้าดูดอา ไม่ใช่อาดูดไฟฟ้า ในชีวิตก็เพิ่งเคยถูกไฟฟ้าดูดครั้งนั้นแหละถึงกับชักแหง่กๆ นัยน์ตาตั้ง เจ้าห้อยพ่อของเจ้าแห้วได้วิ่ง เข้ามาช่วยเหลืออาด้วยวีรกรรมอันกล้าหาญ อาก็เลยให้ รางวัลเจ้าห้อยสองบาท”

“โอ้โฮ” อาเสี่ยร้องลั่น “ช่วยชีวิตทั้งทีให้สองบาท เท่านั้นหรือครับ”

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

“วันนั้นวันใกล้ปลายเดือน แล้วโว้ย เจ้าคุณน่ะมี เงินเดือนเพียง ๙๐ บาทเท่านั้นเอง แค่เก้าสิบบาทเท่านั้น มันก็เท่ากับสามพันบาทในสมัยนี้ เท่าที่เจ้าห้อยได้ช่วยชีวิต อาไว้ทำให้อาสำนึกถึงคุณงามความดีของเจ้าห้อยเสมอ เมื่อเจ้าห้อยป่วยใกล้จะสิ้นใจตาย เจ้าแห้วมีอายุราวสามสี่ขวบ เท่านั้นเอง รู้สึกว่าเจ้าห้อยห่วงใยเจ้าแห้วมาก ได้ฝากฝังเจ้าแห้วกับอาไว้เมื่อก่อนจะสิ้นใจตาย อาทั้งสองคนก็เลย รับอุปการะเจ้าแห้วเรื่อยมาจนทุกวันนี้” พูดจบคุณหญิงวาดก็ร้องไห้โฮ

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก กล่าวถามคุณหญิงของท่านทันที

“ร้องไห้ทำไมแม่วาด”

คุณหญิงวาดพูดพลางร้องไห้พลาง

“ก็เรื่องนี้เป็นเรื่องโศกนี่คะ ดิฉันก็เลยร้องไห้นิด หน่อยตามธรรมเนียม”

กิมหงวนพยักหน้ากับนิกร

“เพื่อให้เรื่องนี้สมเป็นเรื่องโศก เราสองคนช่วย กันร้องไห้หน่อยเถอะวะ เอาเลย…..โฮ…..”

แล้วนิกรกับกิมหงวนก็ร้องไห้ลั่นห้องรับแขก สี่นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนลั่น

“เฮ้ย แกสองคนจะบ้าหรือวะ”

สองสหายหยุดร้องไห้ แล้วหัวเราะชอบใจไปตามกัน ต่อจากนั้นทุกคนก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องเจ้าแห้ว เสี่ยหงวนบอกคุณหญิงวาดว่าขออย่าให้ท่านวิตกเป็นทุกข์จนเกินไป ถ้าหากสืบรู้ว่าเจ้าแห้วไปตกทุกข์ได้ยากอยู่ที่ไหน เสี่ยหงวนกับนิกรก็จะไปตามตัวเจ้าแห้วกลับมาอยู่ รับใช้ท่านเหมือนเช่นเคย

อีกสองสัปดาห์ต่อมา คุณหญิงวาดก็ได้รับจดหมายจากเจ้าแห้ว ๑ ฉบับมีใจความสำคัญว่า เจ้าแห้วยังระลึกถึงพระเดชพระคุณอยู่เสมอ ที่ไปจากบ้าน “พัชราภรณ์” ก็เพราะทนตีนทนมือไม่ได้ เขาถูกสี่สหายซ้อมเขาไม่เว้น แต่ละวัน เตะบ้างถีบบ้างกระทืบบ้าง นอกจากนี้ยังถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เขกกบาลบ่อยๆ ส่วนนันทา นวลลออและประไพประภาก็เคยตบหน้าเขาเสมอเมื่อทำอะไรไม่ถูกใจ เจ้าแห้วได้อ้างสิทธิของมนุษยชน ในข้อที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะเดินทางไปไหนๆ ได้ และบอกมาในจดหมายว่าขณะนี้ได้เดินทางไปถึงตำบลขุมทองแล้ว และได้ประกอบอาชีพเป็นปึกแผ่นมั่นคงมีรายได้ วันหนึ่งหลายพันบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีอากรใดๆ เลย ที่ขุมทองนั้นเจ้าแห้วได้รับความสุขกายสบายใจอย่างยิ่ง ขออย่าให้คุณหญิงวาดเป็นห่วงเขา ถ้าหากว่าเขามีเงินครบ ล้านบาทเมื่อไรเขาจะมากราบเท้าเยี่ยมเยียนท่าน และจะพยายามหาทองมาฝากสักสองสามแท่ง ซึ่งเจ้าแห้วรับรองว่าอย่างน้อยทองแท่งหนึ่งจะต้องมีขนาดเท่ากับดุ้นฟืนรถไฟ

เมื่อได้รับจดหมายของเจ้าแห้ว คุณหญิงวาดก็ร้องไห้ด้วยความห่วงใยข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่าน ท่านขอ ร้องให้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินทางไปขุมทองเพื่อไปรับ เจ้าแห้วมาอยู่บ้าน “พัชราภรณ์” ตามเดิม

ดังนั้น พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรกกับเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ จึงพากันออกเดินทางโดยพาหนะรถยนต์เก๋งมุ่ง ตรงไปยังกาญจนบุรีในตอนเช้าวันเสาร์ที่แล้วมานี้

อาเสี่ยพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนเกลอทั้งสาม มาพักอยู่กับพ่อค้าจีนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักธุรกิจคนสำคัญของ จังหวัดกาญจนบุรีและเป็นเพื่อนรักเกลอเก่าของอาเสี่ยกิมหงวน

นายเพ่งอันศิษย์เก่า เอ. ซี. กับภรรยาของเขาต้อนรับขับสู้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในฐานญาติอันสนิท แต่แล้วนายเพ่งอันทราบว่าคณะพรรคสี่สหายของเราจะเดินทางไปขุมทอง เขาก็ตกใจรีบกล่าวห้ามทันที

“ขอให้แกเลิกล้มความคิดนี้เสียเถอะกิมหงวน การเดินทางไปขุมทองนั้น แกกับพวกคุณๆ เหล่านี้ ตลอดจน คุณอาอาจเอาชีวิตไปทิ้งกลางป่ากลางดงก็ได้ ระยะทางจากในเมืองไปขุมทองประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร แต่ไม่มีถนน หรือทางหลวง แกจะต้องบุกป่าฝ่าดงไปโดยพาหนะม้า ซึ่งในป่าสูงของกาญจนบุรีนั้นย่อมเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย และ โรคภัยไข้เจ็บ เต็มไปด้วยเชื้อโรคทั้งหลาย เป็นต้นว่าเชื้อ มาเลเลีย เชื้อบิด ไข้รากสาด ตลอดจนเชื้อซิฟิลิส”

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

“เชื้อซิฟิลิสในป่ามีด้วยหรือครับคุณเพ่งอัน”

นายเพ่งอันยิ้มแห้งๆ

“มีซีครับคุณหมอ ผมหมายความถึงคนที่เดินป่า และเป็นซิฟิลิสไปจากเมืองก่อนแล้ว”

“อ้อ” นายแพทย์หนุ่มอุทานแล้วหัวเราะ “หนทาง ที่จะไปขุมทองน่ะลำบากมากเชียวหรือครับ”

“ครับ ลำบากมากทีเดียวคุณหมอ ผมคิดว่าอย่าไปดีกว่า ชาวเมืองกาญจน์หลายสิบคนที่เข้าใจว่าที่ขุมทอง มีทองคำ ได้พากันเดินทางไปเสี่ยงโชคที่นั่นและผลมันเป็น ยังไงคุณหมอทราบไหมครับ แทบทุกคนตกเป็นเหยื่อของ เสือ บางคนก็ถูกช้างป่ากระทืบตาย บ้างก็เป็นไข้ป่า เอาชีวิตไปทิ้งในป่า ที่รอดกลับมาได้ ก็มีสภาพเหมือนกับ ผีดิบ ลูกเมียจำไม่ได้ไม่ยอมให้เข้าบ้าน ผมขอให้พวก คุณเลิกล้มความคิดเสียเถอะครับ แต่ถ้าจะเที่ยวป่าล่าสัตว์ เล่น ผมก็ยินดีที่จะรับอาสาพาไปเที่ยว รถจี๊ปของเรามี ตั้งสองสามคัน”

พลยิ้มให้นายเพ่งอันด้วยความซาบซึ้งใจ ในไมตรีจิต ของเจ้าหนุ่มลูกจีนผู้มีน้ำใจอันกว้างขวาง

“พวกเราไม่อาจจะเลิกล้มความคิดได้หรอกครับคุณ เพ่งอัน ผมได้บอกคุณแล้วว่า ผมได้รับคำสั่งจากคุณแม่ ให้ติดตามคนใช้เก่าแก่ของเรา ซึ่งขณะนี้ได้หลบซ่อนตัวไปอยู่ขุมทอง”

นิกรพูดเสริมขึ้น

“ถึงจะลำบากยากแค้นอย่างไรเราก็ต้องไปครับ”

นายเพ่งอันมองดูสี่สหายอย่างห่วงใย แล้วเขาก็หัน มายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

“ถ้าคุณทั้งสี่คนนี่จะไปกันจริงๆ คุณอาพักอยู่กับ ผมเสียที่นี่ก็แล้วกันนะครับ แล้วไม่ช้าผมจะได้พาคุณอาไป รับศพคุณทั้งสี่นี้ที่ขุมทองหรือที่ในป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิดสักครู่

“คุณเพ่งอัน อาก็เป็นชายชาติทหารคนหนึ่ง ถึง แม้ว่าอาแก่แล้ว แต่จิตใจของอาก็ยังเข้มแข็งเช่นเดียวกับ คนหนุ่มทั้งหลายนั่นเอง เมื่อเจ้าสี่คนนี่เขาไม่กลัวตาย เขา พร้อมที่บุกป่าฝ่าดงไปขุมทอง อาก็จะติดตามไปด้วย อา คิดว่าเรื่องความตายเป็นของธรรมดานะหลานชาย คนเรา ถ้าไม่ถึงที่ตายถึงแม้จะถูกเสือกัด ถูกช้างกระทืบอย่างจังๆ สักห้าหกทีหรือเป็นไข้จนตูดปอดพุงโรมันก็ไม่ตาย แต่เมื่อ ถึงคราวตายแล้ว นอนไขว่ห้างกระดิกขาอยู่บนเตียงนอน หัวใจมันก็หยุดทำงานเอาเฉยๆ ที่เรียกกันว่าเป็นลมปัจจุบัน นั่นแหละ”

นายเพ่งอันได้ห้ามปรามสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความหวังดี ชี้แจงแสดงเหตุผลถึงความลำบาก ยากเย็นในการเดินทางแล้วเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเมื่อห้า หกปีที่แล้วมานี้ เขาเคยไปเที่ยวขุมทองมาครั้งหนึ่ง เกือบ จะเอาชีวิตไม่รอด เพราะถูกคนร้ายที่ขุมทองลอบยิงเขาตั้งหลายครั้ง แล้วเขาก็ป่วยเป็นโรคมาเลเรีย อย่างร้ายแรง ต้องใส่เปลหามมาเมืองกาญจน์

เมื่อสี่สหายยืนกรานที่จะเดินทางไปขุมทอง นาย เพ่งอันก็จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วย

“เอาละครับ เมื่อทุกคนอยากจะไปเผชิญภัยในป่า สูงก็ลองดู จะไปกันเมื่อไหร่เล่าครับ”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า “ตั้งใจจะออกเดินทางพรุ่ง นี้เช้าแหละคุณเพ่งอัน”

“หรือครับ ถ้ายังงั้นผมจะสั่งให้แม่ศรีเขาเตรียม เสบียงกรังและข้าวของที่จำเป็นบางอย่างในการเดินป่าไว้ให้

“ขอบคุณมากครับคุณเพ่งอัน” พลางพูดยิ้มๆ เรา จะฝากรถของเราไว้ที่นี่จนกว่าเราจะกลับมา”

“ครับ….ครับ ได้ครับ คุณจะให้ผมช่วยอะไรอีก บอกมาเถอะครับ”

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับเพื่อนเก่าของเขาทันที

“ฟังนี่ นายซุ่นใช้”

นายเพ่งอันทำคอย่นแล้วจุ๊ย์ปาก

“เลิกล้อชื่อพอกันเสียทีเถอะวะ เวลานี้เราต่างก็เป็น ผู้ใหญ่แล้ว”

เสี่ยหงวนหัวเราะ

“แต่กันยังจำได้ดีว่าเตี่ยแกชื่อซุ่นใช้ และแม่แกชื่อลำดวน ก๋งแกชื่อนายฮวดใช่ไหมล่ะ ตาแป๊ะฮวดเจ้าของสะพานปลาทางหัวลำโพง อ้า……..ช่วยกันหน่อยนะพรรค พวกแกจะต้องหาม้าตัวใหญ่ๆ ให้เราห้าตัว เครื่องแต่งกาย แบบเคาบอยอีกห้าชุด ปืนพกแบบรีวอลเวอร์ ๙ มม. สิบกระบอก เข็มขัดกระสุนปืนและกระสุนปืนพร้อมอีกห้าสาย หมวกเคาบอยปีกใหญ่ๆ ห้าใบ ม้าทุกตัวมีเครื่องอาน บังเหียนพร้อม บ่วงบาศอีกห้าขด ปืนเล็กยาวห้ากระบอก พร้อมด้วยกระสุนตามสมควร ลูกระเบิดมืออีก ๕-๖ ลูก แกช่วยติดต่อขอซื้อที่กรมทหารเขา ถ้าเขาไม่ยอมขายปันให้ก็ไม่ต้อง”

นายเพ่งอันเม้มปากแน่น

“เอาบาซูก้าสักกระบอกดีไหม มีอย่างหรือวะ จะให้ไปขอปันลูกระเบิดมือจากทหาร สำหรับม้าและเครื่อง แต่งกายเคาบอย กันรับรองว่าจะจัดหาให้ได้ก่อนค่ำ ส่วน ปืนกันยังไม่รับรอง รีวอลเว่อร์ตั้ง ๑๐ กระบอก และปืน เล็กยาวอีกห้ากระบอกกันจะไปเอาที่ไหน”

เสี่ยหงวนยกมือเกาศีรษะ

“ถ้าไม่ได้กันจะเผาบ้านแกเสีย จำไว้ว่านี่คำสั่ง ของเสือหงวนเจ้าพ่อกาญจนบุรี หากแกจัดการไม่ได้ตามนี้ แกและลูกเมียของแกต้องตายเข้าใจ๋………. แกมีเงินตั้งหลาย หาซื้อปืนเถื่อนซีโว้ย หมดเงินไปเท่าไรแล้วมาเบิกเอาที่กัน อย่าลืมนะโว้ยว่าเท่าที่แกตั้งหลักฐานได้ทุกวันนี้เพราะแกได้ รับความช่วยเหลือจากกัน”

นายเพ่งอันรับรองว่า เขาจะพยายามจัดหาให้ตามความประสงค์ แล้วเขาก็เล่าให้สี่สหายฟังว่า อาเสี่ย กิมหงวนเคยให้ความช่วยเหลือเขามากในเรื่องการค้า

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เดินทางโดยพาหนะ ม้าบุกป่าฝ่าดงผ่านห้วยหนองคลองบึงมาตามลำดับมุ่งตรงไปทางทิศตะวันตกของจังหวัดกาญจนบุรี ลัดตัดตรงไปยัง ตำบลขุมทองอันสุดแสนไกล

ในที่สุดทั้งห้าคนก็มาถึงจุดหมายปลายทาง คือตำบลขุมทองหรือที่ชาวเมืองเรียกกันว่า “แดนอ้ายเสือ”

ม้าทั้งห้าตัวหยุดยืนเรียงกันอยู่บนยอดเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียไปตามกัน ต่างคนต่างทอดสายตามองไปยังหมู่บ้านประมาณ ๒๐๐ หลังคาเรือน ซึ่งมองเห็นลิบๆ อยู่เบื้องหน้า

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง คนตัดฟืนคนหนึ่งก็เดิน ผ่านมา เสี่ยหงวนแลเห็นเข้าก็ร้องตะโกนเรียก

“ลุง… มานี่แน่ะ”

ชายชราแต่งกายขมุกขมอมด้วยเสื้อกางเกง ที่ขาดวิ่นสกปรก ถือขวานเล่มใหญ่เดินตรงเข้ามาหา แล้วก็ยิ้มให้ คณะพรรคสี่สหาย

“พ่อมหาจำเริญ….ข้าเป็นคนป่าคนดง ยากจนค่นแค้นจะมาจี้ไชข้าน่ะ ข้าไม่มีอะไรให้หรอก มีขวานอยู่ เล่มเดียวขอเอาไว้ตัดฟืนเถอะ”

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

“เปล่า….ลุง ลุงอย่าเข้าใจผิด พวกเราทั้งหมดนี่ เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เราล้วนแต่มีฐานะดีๆ ทั้งนั้น ฉันอยากจะบอกลุงว่าตัวฉันเองนั้นมีเงินตั้งร้อยล้าน ก็กลัวลุงจะไม่เชื่อ”

ชายชราฝืนหัวเราะ

“ถ้ายังงั้นก็อย่าบอกเลยพ่อคุณ ถึงบอกฉันก็ไม่เชื่อ นี่พากันมาจากบางกอกยังงั้นหรือ”

“ถูกแล้วลุง” เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ “เราทั้ง ๕ คน นี้เป็นนักเผชิญโชค เรากำลังจะเดินทางไปขุมทอง หมู่บ้านที่แลเห็นโน่นน่ะคือหมู่บ้านขุมทองใช่ไหมลุง”

คนตัดฟืนมองดูตามมือเสี่ยหงวนที่ชี้ ไปตรงหมู่บ้านนั้น

“ใช่แล้วหลานชาย หมู่บ้านนั่นแหละคือตำบล ขุมทอง แต่ว่าไม่มีทองแม้แต่สลึงเดียว พ่อคุณเอ๋ย….ลุง ขอเตือนด้วยความหวังดี จงพากันกลับไปเสียเถอะ ที่ขุมทองน่ะมันแดนนรกเราดีๆ นี่เอง คนที่อยู่ที่ขุมทอง ล้วนแต่เป็นเสือร้าย อาชญากรใจเหี้ยม หรือนักโทษหนีคุก จริงอยู่ ที่นั่นอุ่นหนาฝาคั่ง มีความเจริญคล้ายกับ อำเภอชั้นนอกแห่งหนึ่ง มีโรงบ่อนร้านเหล้าร้านอาหาร มากมาย สินค้าดีๆ ที่นั่นก็มีจำหน่าย แต่ชีวิตของคนที่ อยู่ขุมทองเหมือนกับแขวนอยู่บนเส้นด้าย ยิงกันอย่างน้อย วันละยี่สิบคน จนกระทั่งเสียงปืนเป็นเสียงดนตรีอันไพเราะ มองหน้ากันนิดเดียวยิงกันตายแล้ว เดินกระทบไหล่กันหน่อยเดียวก็ยิงกัน บางทีหน้าตาของเราดูไม่เหมือนกับพ่อมัน มันก็ยิงทิ้ง ลองปืนเล่น รวมความแล้ว คนที่อยู่ในขุมทอง จะต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา เพราะที่ขุมทองไม่มีตำรวจ ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ไม่มีคุกตราง เงื้อมมือของกฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง เชื่อลุงเถอะพ่อหลานชาย หน้าตา หล่อๆ อย่างนี้ขืนเข้าไปในหมู่บ้านขุมทองก็มีหวังถูกยิงทิ้งเท่านั้นเอง

นิกรกระชากปืนพกในซองข้างขวาออกมาควงเล่น โดยเร็ว แล้วยิงขึ้นฟ้าสองนัดติดๆ กัน เขายิ้มให้ชายชรา แล้วกล่าวว่า

“ลุงเคยได้ยินชื่อบิลลี่ เดอะคิดไหม”

ชายชราทำหน้าชอบกล

“ไม่เคยหลานชาย”

“วะ” นิกรอุทาน “หาความรู้รอบตัวเสียบ้างซีลุง อ้า….เอาละ….เมื่อลุงไม่รู้จักบิลลี่ เดอะคิด ลุงก็คงเคยได้ยินชื่อเจสสีเยมส์, แจ๊คสะเลดมาบ้าง”

คนตัดฟืนสั่นศีรษะช้าๆ

“หลานพูดภาษาฝรั่งมังค่าลุงไม่รู้เรื่องหร็อก”

นิกรขมวดคิ้วย่น แล้วยกมือชี้หน้าอกตนเอง

“ฉันนี่แหละลุงคือบิลลี่ เดอะคิด ผู้ยิงปืนแม่นราว กับจับวางนั่นแน่ะ……..พูดแล้วลุงก็หาว่าฉันคุย ลุงหยิบ ก้อนหินนั้นโยนขึ้นไปบนอากาศซี ฉันจะแสดงให้ดู”

ชายชราเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แกก็ก้มลงหยิบ ก้อนหินเล็กๆ และโยนมันขึ้นไปบนอากาศ นิกรยกปืนพก ขึ้นยิงทันที

“ปัง”

กระสุนนัดนั้นห่างก้อนหินก้อนนั้นเพียงวาเดียวเท่า นั้นเอง แล้วนิกรก็กล่าวกับคนตัดฟืนว่า

“การยิงอย่างนี้เรียกว่าผู้ยิงขาดความแม่นยำ ซึ่ง ฉันแกล้งทำเป็นยิงผิดให้ดู”

ชายชราหัวเราะหึๆ ก้มลงหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมาถือ แล้วกล่าวกับนิกรว่า

“ลองยิงให้ถูกก้อนหินก้อนนี้ให้ลุงดูหน่อยเถอะพ่อ หลานชาย”

นิกรสั่นศีรษะ

“อย่าเพิ่งเลยลุง วันนี้ใจคอไม่สบาย ถ้าจะให้ฉันยิง ผิดๆ ละก็ฉันพอจะยิงได้ แต่ถ้าจะยิงให้ถูกเอาไว้วันหลังนะลุง”

“ถุย” ชายชราร้องลั่น แล้วแบกขวานเดินไปจาก ที่นั้น

นิกรชักฉิวก็เอ็ดตะโรลั่น

“ลุง….กลับมาก่อน ลุงถุยน้ำลายรดหัวฉันเป็นการ ดูหมิ่น บิลลี่ เดอะคิด มาซี….มาชกกันตัวต่อตัว”

กิมหงวนมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

“ปู้โธ่ อ้ายเวรนี่ท้าคนแก่ชก”

“อ้าว” นิกรอุทาน “ท้าคนหนุ่มๆ ชกกันก็เจ็บ ตัวน่ะซีโว้ย ตาลุงนี่อายุร่วมเจ็ดสิบแล้ว ชกกับกันล่ะก็ พ่อหวานเลย เจออัปเป้อคัตซ้ายทีขวาที แกก็ง่อยกระรอก ไปเท่านั้นเอง”

ครั้นแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากับควบ ขับม้าวิ่งสะบัดย่างลงไปทางภูเขาลูกนั้น บ่ายหน้าตรงไป หมู่บ้านขุมทอง

ภูมิประเทศเป็นป่าโปร่งและที่ราบ เพียงครู่เดียว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เข้ามาในหมู่บ้านขุมทองบรรดาชาวขุมทองทั้งหลายต่างพากันมองดูในท่าทีเป็นศัตรู

ชายกลางคนๆ หนึ่ง ถือปืนลูกซองยืนหยัดอยู่หน้า กระท่อม ยกปืนขึ้นในท่าเตรียมยิง แล้วร้องตะโกนถาม

“ตำรวจหรือโจรวะ”

นิกรโบกมือให้

“โจรโว้ย โจรห้าร้อย ไม่ใช่โจรธรรมดาเสียด้วย บิลลี่ เดอะคิด กับพรรคพวกมาแล้วโว้ย”

ชายผู้นั้นลดปืนลูกซองลง แล้วโบกมือให้นิกรเช่น เดียวกัน

“พวกเรายินดีต้อนรับโว้ย แต่ถ้าแกเป็นพวก ตำรวจหรืออำเภอบุกมาถึงนี่ เป็นต้องได้ยิงกันเท่านั้น”

ม้าทั้ง ๕ ตัววิ่งโขยกมาตามถนนดิน ผ่านบ้านและ กระท่อมน้อยใหญ่มาตามลำดับ ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายก็หยุดเท้าหน้ากระท่อมใหญ่หลังหนึ่ง พากัน มองดูแผ่นป้ายหน้ากระท่อม ซึ่งปรากฏตัวอักษรเขียน ไว้ว่า

นายแห้ว โหระพากุล

จำหน่ายโรงผีอย่างดี ราคาเยาว์

รับเหมาฝังศพ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหาย ท่านหันมาพูดกับ สี่สหายว่า

“อ้ายแห้วอยู่นี่เอง ชะ ชะ ประกอบอาชีพขาย โลงผีเป็นล่ำเป็นสัน ดูซีวะ….หีบศพวางกองรองซ้อนกัน อยู่หน้ากระท่อม ล้วนแต่ใหม่เอี่ยมทั้งนั้น ได้ยินเสียง เลื่อยไม้ไหมล่ะ”

ทุกคนพากันก้าวลงจากหลังม้า และจูงม้าไปผูกไว้ ที่ต้นไม้ข้างกระท่อม ทันใดนั้นเอง เสียงปืนพกก็ดังขึ้น สองหรือสามนัด จากร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ชายฉกรรจ์ หลายคนวิ่งออกมาจากร้านเหล้านั้น แสดงให้เห็นว่ามีการ ฆ่ากันตายเกิดขึ้นอีกแล้ว เสียงปืนทำให้เจ้าแห้ววางมือจาก การต่อหีบศพ แล้วผลุนผลันออกมาจากกระท่อมหลังนั้น เจ้าแห้วแต่งกายเหมือนคาวบอยในภาพยนตร์ พกปืนพก สองกระบอกอย่างหรูหรา

พอแลเห็นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วก็ หยุดชะงักแล้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

“โอ๊ย” เจ้าแห้วอุทานเสียงลั่น “รับประทาน พวกคุณไปยังไงมายังไงกันครับนี่”

ทุกคนเดินเข้ามาห้อมล้อมเจ้าแห้ว นายพัชราภรณ์ ยกมือตบหลังเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

“ยังไงเจ้าแห้ว แกทำไมถึงเลวชาติอย่างนี้ เมื่อ แกไม่สมัครใจอยู่กับเรา แกก็ควรจะเรียนให้คุณแม่ทราบ ตามตรง การที่แกหลบหนีมาแล้วทิ้งจดหมายไว้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าแกเป็นคนที่ขาดความกตัญญู”

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย เขาทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ และไม่กล้าพูดว่ากระไร จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวว่า

“คุณหญิงท่านเสียใจมาก และเจ็บใจมาก รู้ไหม เตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ เถอะ”

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

“รับประทานผมไม่กลับหร็อกครับใต้เท้า รับ-ประทานผมกำลังประกอบอาชีพเป็นล่ำเป็นสัน โลงผีที่นี่ มีราคาใบละ ๖๐๐ บาท ต่อด้วยไม้เลวๆ จำพวกไม้ยาง และทำลวกๆ วันหนึ่งขายได้อย่างน้อยสิบโลงขึ้นไปรับประทานนอกจากนี้ ผมยังรับเหมาฝังศพอีกด้วย ศพหนึ่งคิด สองร้อยบาท ค่าโลง ๖๐๐ บาท รวมเป็น ๘๐๐ บาท ด้วยกัน ที่นี่มีเทรดิชั่นมานานแล้วว่า ถ้าใครยิงใครตายก็ จะต้องออกเงินค่าโลงใส่ศพ ส่วนคนอื่นๆ ที่รู้เห็นหรืออยู่ใน ที่ๆ เกิดเหตุจะต้องเรี่ยรายกันออกค่าฝังศพรับประทานผม มาอยู่นี่ได้ครึ่งเดือนแล้ว มีรายได้มากขึ้นตามลำดับ หมู่นี้ คนตายวันหนึ่งอย่างน้อยสิบคน เสียงปืนที่ดังขึ้นก็หมาย ถึงศพหนึ่ง รับประทานผมยังไม่กลับ หร็อกครับ รับประทาน จะอยู่สะสมเงินสัก ๕-๖ ปี”

ก่อนที่สี่สหายจะพูดว่ากระไร เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ คนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาที่ร้านขายหีบศพของเจ้าแห้ว เจ้าแห้วอธิบายให้คณะพรรคสี่สหายทราบว่า ผู้ชายคนนี้คง จะมาขอซื้อโลงผี ขณะนี้เจ้าแห้วมีลูกจ้างสองคนช่วยต่อ หีบศพให้เขา และกำลังทำงานอยู่ในกระท่อม ลูกจ้างของ เจ้าแห้วคนหนึ่งได้รับค่าแรงงานวันละ ๕๐ บาท ซึ่งมีราย ได้ขนาดข้าราชการชั้นโท

ชายร่างใหญ่ผู้นั้นเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเจ้าแห้ว แต่พอสบตากับเสี่ยหงวน เขาก็กระชากปืนพกสองกระบอก ออกมาจ้องอาเสี่ย แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

“กันคิดว่าแกเพิ่งมาถึงนี่ใช่ไหม”

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

“ถูกแล้วพี่ชาย กันไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นอะไรแกเลย นี่นา”

เจ้าหมอนั่นขบกรามกรอด

“แต่แกยืนเหยียบเงาของกันรู้ไหม ฮึ่ม….ดูหมิ่น กันอย่างนี้ถึงตายนะโว้ย”

เสี่ยหงวนก้มหน้าลงมองดูพื้นดิน แล้วเขาก็แลเห็น ว่า เขากำลังเหยียบเงาของเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผู้นั้น อาเสี่ย จึงถอยออกห่าง แล้วพูดเสียงหัวเราะว่า

“ขอโทษทีพี่ชาย กันไม่มีเจตนาที่จะลบหลู่ดูหมิ่น แกหร็อก ที่กรุงเทพฯ น่ะ การเหยียบเงากันเขาไม่ถือ หร็อก”

เจ้าหมอนั่นตวาดแว๊ด

“แต่ที่ขุมทองถือว่าลบเหลี่ยมลูบคมกันเข้าใจไหม คราวนี้ยกโทษให้ ทีหลังละก็ไส้แตกเชียวนา”

เสี่ยหงวนหันมาป้องปากกระซิบกระซาบกับนิกร

“ดุยิ่งกว่าหมาฝรั่งอีกโว้ย”

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว แล้ว กล่าวว่า

“อ้ายน้องชาย กันยิงอ้ายสุกทิ้งเสียเมื่อกี้นี้เองแก ช่วยเอาโลงไปใส่ศพอ้ายสุกด้วยซีนะ นอนตายแง๋แก๋อยู่ ในบาร์”

เจ้าแห้วพยักหน้ารับทราบ

“เกิดผิดใจอะไรกันขึ้นหรือครับพี่สอน”

เจ้าสอนผู้มีเคราดกยิ้มแสยะ

“เรื่องมันมี มันถึงได้มีเรื่อง คือว่า….ข้ากับ อ้ายสุกเล่นไพ่ป๊อกกันตัวต่อตัว อ้ายสุกเป็นเจ้ามือ กันเป็นลูกค้า เจ้ามือป๊อก ๒๑ ติดๆ กันถึง ๑๐ ครั้ง กันเห็นว่าโชคมันดีเกินไป ก็ส่งมันไปเล่นกับยมบาล” พูดจบ เจ้าสอนก็หัวเราะ ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา แล้วนับส่งให้เจ้าแห้วรวม ๖๐๐ บาท “เอ้า เอาไปอ้ายน้องชาย ช่วยจัดการให้เรียบร้อยนะ สำหรับค่าฝังศพไป เอาที่นายชดเจ้าของร้าน เขากำลังเรี่ยไรจากผู้ที่พบเห็น เหตุการณ์แล้ว”

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“อาทิตย์นี้พี่สอนฆ่าคนสองคนแล้ว พยายามทำ สถิติให้ได้วันละศพซีครับ ผมจะได้สบายขึ้นบ้าง”

เจ้าสอนนิ่งคิด

“เอาเถอะ กันจะพยายามอุดหนุนแกทางอ้อม แต่วันพระกันถือศีล ไม่อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต”

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

“โธ่….พี่สอนก็….วันพระวันเจ้าไม่สำคัญหร็อกครับ พี่สอนฆ่าคนได้มากเท่าไรก็ยิ่งเป็นบุญกุศลมากเพียงนั้น ในไม่ช้านี้ ผมจะขยายการต่อโลงผีให้กว้างขวางออกไปอีก จ้างช่างไม้เพิ่มอีก ๕ คน เพราะผมได้ยินเขาพูดกันว่า หน้าหนาวที่จะถึงนี้ จะมีพวกดาวร้ายจากถิ่นต่างๆ มาที่นี่ มากหน้าหลายตา”

เจ้าสอนไม่พูดอะไรอีกได้แต่ยิ้ม เขาเดินกลับไปยังโรงบ่อน ท่าทางที่เดินมองดูคล้ายๆ กับ “เชน” คณะ พรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูจนลับตา

เจ้าแห้วตะโกนบอกให้ลูกจ้างของเขาทั้งสองคนรีบ นำโลงไปใส่ศพนายสุก และจัดการนำไปฝังให้เรียบร้อย แล้วเขาก็กล่าวกับพวกเจ้านายของเขา

“เชิญเข้าไปในคฤหาสน์ของผมก่อนซิครับ”

อาเสี่ยหัวเราะ

“เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง นี่น่ะหรือ คฤหาสน์”

“รับประทาน บ้านแบบนี้ที่ขุมทองก็เรียกว่า หรูหราแล้วครับ”

เจ้าแห้วพาคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในกระท่อมของเขา ลูกจ้างของเจ้าแห้วสองคน กำลังเตรียมโลงผี แล้วพากันแบกโลงผีออกไปจากกระท่อม เจ้าแห้วจัดหาน้ำฝนและบุหรี่มาต้อนรับนายของเขาเต็ม ไปด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างล้นพ้น เท่าที่สี่สหายได้ อุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงมาตามเขา

พล, นิกร, กิมหงวน, กับ ดร. ดิเรก และเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ ต่างทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ในกระท่อม ภาย ในกระท่อมหลังนี้มีเตียงเล็กๆ อยู่ทางขวารวมสามเตียงด้วยกัน สำหรับเจ้าแห้วกับคนงานของเขา นอกจากนี้ก็มีโลงผี ที่ต่อเสร็จเรียบร้อยแล้วในราวห้าหกโลง ไม้สำหรับต่อโลง กองไว้เกะกะ พร้อมด้วยเครื่องมือช่างไม้หลายอย่าง บรรยากาศในกระท่อมหลังนี้จึงไม่เป็นที่สบอารมณ์แก่คณะพรรค สี่สหายของเราเท่าใดนัก

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เก่าๆ ตัวหนึ่ง แล้ว กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างพินอบพิเทาเหมือนเช่นเคย

“รับประทานคุณหญิงท่านใช้ให้พวกคุณมาตามผม หรือครับ”

นายพัชราภรณ์พยักหน้า

“ถูกแล้ว คุณแม่คิดถึงและเป็นห่วงแกมาก แกจะอยู่ที่นี่ไม่ได้หร็อก แกจะต้องกลับไปอยู่บ้าน “พัชราภรณ์” ตามเดิม

เจ้าแห้วถอนใจอีกครั้งหนึ่ง

“รับประทานผมยังไม่ไปหร็อกครับ รับประทาน ที่นี่มีรายได้ดีมาก”

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

“ถ้าแกไม่ไปเราก็จะเอาศพแกไป”

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

“รับประทานเดี๋ยวนี้ผมชักปืนไวกว่าแต่ก่อนนะครับ ที่ขุมทองนี่ใครชักปืนไวกว่า คนนั้นก็มีชีวิตอยู่ได้” แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะ “รับประทานปล่อยให้ผมขายโลงผีและ ทำหน้าที่เป็นสัปเหร่ออยู่ที่ขุมทองสักพักเถอะครับ”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ชี้แจงให้เจ้าแห้วฟังว่า เจ้าแห้วควรจะกลับไปรับใช้คุณหญิงวาดเหมือนเช่นเดิม ในฐานะที่เจ้าแห้วเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่าน ท่านเจ้าคุณ อธิบายสั้นๆ ว่า

“หมามันเป็นสัตว์ มันยังกตัญญูรู้คุณเจ้าของ แก เป็นคนแท้ๆ แกก็ควรจะสำนึกในบุญคุณของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดบ้าง ถ้าแกไม่ยอมกลับไปอยู่บ้าน “พัชราภรณ์” แกก็เลวกว่าหมา จริงไหมล่ะ”

เจ้าแห้วนิ่งคิด แล้วก็เห็นพ้องด้วย

“รับประทานจริงครับ”

พล พัชราภรณ์ พูดตัดบท

“ฉันให้เวลาแกอีกสองวัน พวกเราจะพักอยู่ที่นี่ มะรืนนี้จึงจะออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ แกพยายามขาย โลงผีเหล่านี้ไปให้หมด เพื่อจะได้กลับกรุงเทพฯ กับเรา เข้าใจไหมล่ะ พวกเรา ๕ คนเพิ่งเดินทางมาถึง เหน็ด เหนื่อยและอ่อนเพลียเหลือเกิน แกช่วยดูแลม้าของเราด้วย กันจะพาเพื่อนๆ ไปที่ร้านอาหารนั้น”

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

“โอ….รับประทานอยู่นี่เถอะครับ รับประทาน อยากรับประทานอะไรให้ผมไปซื้อมาให้รับประทานดีกว่า”

พลขมวดคิ้วย่น

“ทำไมวะ แกกลัวว่าถ้าพวกเราเข้าไปในร้านขาย อาหารนั้นจะมีเรื่องราวกับพวกเจ้าถิ่นที่นี่ยังงั้นหรือ”

“รับประทานถูกแล้วครับ ผมเป็นห่วงเจ้าคุณและ พวกคุณมาก รับประทานที่นี่คือแดนมัจจุราชนะครับ วันหนึ่งๆ จะต้องมีการฆ่ากันตายเสมอ และเหตุผลที่ฆ่า กันนั้นก็เป็นเหตุผลเล็กน้อย เป็นต้นว่ามองหน้ากันหรือ เล่นการพนันโกงกัน รับประทานพวกขุมทองมักจะถือว่า คนแปลกหน้าเป็นศัตรูของตนเสมอ”

พลว่า “แต่แกก็รู้ดีแล้วว่า คนอย่างกันไม่เคย กลัวใคร ใครข่มเหงลบเหลี่ยมลูบคมกันก่อน กันก็ขอสู้ เสมอตายเท่านั้น”

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

“นั่น มันต้องยังงั้น บิลลี่ เดอะคิด มากับเราด้วย จะต้องไปกลัวอะไร” แล้วกิมหงวนก็ยกมือตบบ่านิกร “ไปโว้ย บิลลี่ เดอะคิด ไปอาละวาดในโรงบ่อน กันอยาก เห็นฝีมือแม่นปืนของแกเหลือเกิน”

นิกรทำหน้ากระเรี่ยกระราดอย่างไรชอบกล

“มันจะดีรื้อ”

เจ้าแห้วว่า “รับประทานอย่าเอาพิมเสนไปแลก กับเกลือเลยครับ คนที่นี่ล้วนแต่เดนมนุษย์ จิตใจเหี้ยม โหดยิ่งกว่าสัตว์ป่า รับประทานเจ้าของโรงบ่อนและร้าน เหล้าร้านอาหารชื่อชด เคยเป็นนักเลงเก่ามาแต่ก่อน เขา มีมือปืนประจำตัวถึงสองคน คือเสือผินกับเสือยง นายชด หรือเสือชด คือเจ้าพ่อแห่งขุมทองนี้ เขาอาจจะฆ่าใครก็ได้ แม้แต่ผมเองยังต้องซูฮกเขา รับประทานพวกเจ้านายพักผ่อน อยู่ในบ้านผมเถอะครับ”

เสี่ยหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน กระชากปืนพกใน ซองปืนทั้งสองกระบอกออกมาควงเล่น

“ข้าก็หนึ่งในตองอูเหมือนกันอ้ายแห้ว ผิดนัก กูเผาขุมทองให้ราบไปเลย ยิงมันดะ ไม่เลือกว่าหน้าอินทร์ หน้าพรหม แม้แต่ยายแก่หรือทารกก็ไม่เว้น ถึงตัวตายก็ ให้ชาวขุมทองได้จดจำชื่อของกันตลอดไป”

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลุกขึ้นเดินไปหยิบ ไม้ระแนงอันหนึ่งซึ่งยาวประมาณ ๖ ศอก ถือเดินเข้ามาวัด ส่วนสูงของเสี่ยหงวน ให้เกินกว่าความสูงอันแท้จริงเพียง เล็กน้อย แล้วเจ้าแห้วก็กล่าวกับอาเสี่ยว่า

“รับประทานอาเสี่ยจะไปอาละวาดที่บ่อนการพนัน ก็ไปเถอะครับ ผมจะเตรียมต่อโลงไว้ให้ อ้า….รับประทาน อาเสี่ยชอบไม้สักหรือไม้ยางครับ รับประทานผมต่อให้ฟรี ในฐานะที่เป็นเจ้านายของผม”

กิมหงวนขบกรามกรอด จ้องมองดูหน้าเจ้าแห้ว อย่างเดือดดาล

“นี่แกเข้าใจว่าคนอย่างฉันไม่มีฝีไม้ลายมือเอาเสีย เชียวหรือ”

เจ้าแห้วหัวเราะ

“รับประทานฝีไม้ลายมือน่ะผมเชื่อครับ แต่ว่า…. รับประทานลูกปืนน่ะมันไม่เข้าใครออกใคร”

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ หันมาทางนิกรเพื่อนเกลอ ของเขา

“เอายังงี้ก็แล้วกัน แกกับกันสองคนทำหน้าที่เป็น มือปืนให้เจ้าพล ติ๋งต่างว่าเจ้าพลเป็นเสือร้ายที่มาจาก ต่างถิ่น และจะมาตั้งตนเป็นเจ้าพ่อขุมทอง นั่นแน่ะ…. เอากันยังงี้เลย ประเดี๋ยวได้ยิงกันสนุกแน่ และแกกับกัน ก็คงมีหวังแหงแก๋”

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

“ไม่ตายซีโว้ย เราต้องไม่ตาย ความคิดของแก แยบคายดีมาก เสี่ยหงวน เป็นอันว่าเราสองคนจะเป็นมือ ปืนซ้ายขวาของเจ้าพล และถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราก็รีบหนี เอาตัวรอด”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น

“มือปืนอะไรวะวิ่งหนี”

นิกรหันมายิ้มกับพ่อตาของเขา

“มือปืนรุ่นใหม่ใจมันยังไม่ป้ำนี่ครับคุณพ่อ” พูดจบ เขาก็ยกเท้าเตะเจ้าแห้วเต็มแรง เมื่อเจ้าแห้วก้มตัวลงเอา ไม้ระแนงวัดส่วนสูงของเขา “ไม่ต้องวัดโว้ย คนอย่าง ข้าไม่มีตายง่ายๆ”

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

“รับประทานแม้หวังตั้งสงบ เตรียมหีบศพให้ พร้อมสรรพ รับประทานผมจะเตรียมโลงไว้สำหรับอาเสี่ย และคุณไว้ให้เรียบร้อย”

นิกรทั้งโมโหและทั้งขัน

“ไม่ต้องเตรียมโว้ย แกพาพวกเราไปเที่ยวโรง บ่อนเดี๋ยวนี้ กันหิวข้าวเต็มทนแล้ว และอยากจะหาเหล้า ดื่มสักหน่อยมันจะได้หายอ่อนเพลีย”

เจ้าแห้วมองดูพวกนายๆ ของเขาอย่างห่วงใย

โธ่….รับประทานเชื่อผมเถอะครับ ที่ร้านอาหาร และบ่อนการพนันของเสือชดมันไม่ผิดอะไรกับแหล่งมัจจุราช พูดผิดหูกันนิดเดียวก็ยิงกันแล้ว รับประทานให้ผมไปซื้อ อาหารมาให้ดีกว่าครับ”

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นว่า

“พวกเราไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวดังที่แกคิดหร็อก” แล้ว นายแพทย์หนุ่ม ก็ดึงปืนพกในซองปืนขวาออกมาควงเล่น พลางกล่าวกับเจ้าแห้วต่อไป “แกรู้หรือเปล่าเจ้าแห้วปืนพก กระบอกนี้ใช้ยิงด้วยกระสุนปรมาณู ยิงตูมเดียวบ้านช่องพังหมด แล้วแกจะต้องวิตกอะไรวะฉันจะทำหน้าที่เป็นมือปืน คุ้มกันคุณพ่อ โดยสมมุติว่าคุณพ่อเป็นเสือเฒ่าเดินทางมา ที่นี่เพื่อต้องการเป็นเจ้าพ่อแห่งขุมทอง”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขัดขึ้นทันที

“ไม่ต้องๆ ไม่ต้อง อย่าไปติ้งต่างอย่างนี้ พ่อจะถูกยิงตายเสียเปล่าๆ ติ้งต่างว่าแกกับพ่อสองคนเป็นนักเผชิญโชคดีกว่า”

นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิด

“ได้เหมือนกันครับ ต่างว่าเรามาเสี่ยงโชคเล่น การพนัน”

พลกล่าวกับทุกๆ คนว่า

“ไปหาอะไรกินกันเถอะพวกเรา เราทุกคนต่างมี ปืนเป็นอาวุธ เมื่อใครรุกรานข่มเหงเราก่อน เราก็ฟาด กับมัน”

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

“แน่นอน กันกับเจ้ากรมีปืนทั้งสองคนและพร้อม แล้วที่จะสู้ตาย”

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสองแล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว

“แกไม่ต้องตามไปหร็อก เจ้าแห้วช่วยหาหญ้าหาน้ำ ให้ม้าของเรากิน แล้วเอาอานม้ากับปืนเล็กยาวของพวกเรา มาเก็บในกระท่อมหลังนี้”

เจ้าแห้วทำตาแดงๆ มองดูนายพัชราภรณ์ด้วยความ ห่วงใยยิ่ง

“คุณครับ…..รับประทานระมัดระวังตัวให้ดีหน่อย นะครับ สำหรับเสือชดเจ้าของบ่อนไม่สู้จะกระไรนัก แต่ เสือผินกับเสือยงมือปืนของเสือชดร้ายกาจมาก รับประทาน พูดแล้วเหมือนโกหก ผมมาอยู่นี่ไม่กี่วันรับประทานผมจำ ได้ว่า เสือผินฆ่าคนตายสิบสี่คนและเสือยงสิบคนพอดี รับประทานเสือผินกับเสือยงเป็นจอมโจรที่หลบหนีมาจากเมืองกาญจน์ ทั้งสองคนรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสันใจคอโหดเหี้ยมที่สุด รับประทานยิงปืนแม่นที่สุด แม้แต่แมลงวันบินอยู่ใน อากาศยังยิงถูกรับประทานผมเคยเห็นฝีมือแม่นปืนของมือปืนสองคนนี้แล้วครับ ทั้งเสือผินและเสือยงรับประทานฆ่าคน ตายด้วยเหตุผลเพียงเล็กน้อย”

พลหัวเราะเบาๆ

“เหตุผลอะไรบ้าง ลองเล่าให้ฟังซิ”

เจ้าแห้วนิ่งคิด

“รับประทานมองหน้ามัน มันก็ยิงครับ นั่งเฉยๆ ไม่มองหน้ามันๆ ก็ยิงหาว่าดูหมิ่นไม่รู้จักพระภูมิเจ้าที่ นั่งไขว่ห้างมันก็ยิงครับ”

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยความสนใจ

“แปลว่าเราเข้าไปในบาร์เราจะต้องนั่งสงบเสงี่ยม ในท่าจ๋องๆ”

“รับประทานนั่งจ๋องๆ มันก็ยิงครับหาว่าเสือซ่อน เล็บ”

“มายกอด….” ดร. ดิเรกคราง “รวมความแล้ว กันคิดว่าเอาปืนใหญ่เข้าไปก่อนดีกว่าให้มันตายห่าให้หมดดี ไหมวะอ้ายแห้ว ทำไมมันถึงยิงคนอย่างง่ายดายนัก”

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“รับประทานเป็นความจริงครับคุณหมอ”

นายพัชราภรณ์พูดตัดบท

“เอาละวะ กันจะลองดีกับอ้ายพวกนี้เอง กันไม่ ได้แสดงบทบาทบู๊มานานแล้ว ให้มันรู้ดีรู้ชั่วกันในวันนี้ แหละวะ ว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย ไปโว้ยพวกเรา ลง นั่งจ๋องๆ ถูกมันยิงละก็กันต้องยิงมันก่อนแน่นอน”

ครั้นแล้ว พลก็เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขา กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากร้านจำหน่ายโลงผีของเจ้าแห้ว มุ่งตรงไปยังบ่อนการพนันและร้านเหล้าของเสือ ชดเจ้าแห้วเต็มไปด้วยความห่วงใยนายของเขา รีบออกมา จากกระท่อม ปลดอานม้า และปืนเล็กยาวเอาเข้าไปเก็บใน กระท่อม และคิดว่าประเดี๋ยวจะติดตามนายของเขาไป เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเจ้าแห้วก็จะได้ช่วยเหลือป้องกันชีวิต นายของเขา

ตามเวลาที่กล่าวนี้ ภายในโรงบ่อนของเสือชดเต็ม ไปด้วยพวกอาชญากรและดาวร้ายทั้งหลายไม่ต่ำกว่า ๕๐ คนบ่อนของเสือชดใหญ่โตกว้างขวางมาก มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่เรียงราย พวกนักเลงเหล้านั่งกินเหล้าส่งเสียงเอะอะเฮฮากัน ด้านหลังเป็นบ่อนการพนันซึ่งมีโปกำอยู่หนึ่งวง มีนักการพนันไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน รุมล้อมเสี่ยงโชคอย่างหน้าดำหน้าแดง

สถานที่นี้นอกจากเป็นบ่อนการพนัน และจำหน่ายเหล้าแล้ว ยังมีอาหารต่างๆ ขายในราคาค่อนข้างแพง และด้านหลังมีห้องพักเล็กๆ ประมาณ ๑๐ ห้อง คือเป็นโรงแรมไปในตัวเสือชดเสือร้ายผู้มีอิทธิพลใหญ่ ได้กระทำตน เป็นเจ้าถิ่นเปิดร้านเหล้า และร้านการพนันขึ้นที่นี่ เป็นเวลาสามปีเศษมาแล้ว บรรดาอาชญากรและดาวร้ายทั้งหลายที่เดินทางมาถึงขุมทอง จะต้องมาพักผ่อนหย่อนใจที่บ่อน การพนันของชด เพราะเป็นสถานที่แห่งเดียวที่ดีที่สุดใน ตำบลขุมทอง

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกดาวร้ายทั้งหลาย เงียบกริบลงทันที เมื่อสี่สหายของเรากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามา สายตาทั้งหมดจ้องมองมาที่คณะพรรคสี่สหาย ลักษณะท่าทางอันอาจหาญของพล พัชราภรณ์ ทำให้พวกดาวร้ายเชื่อว่าพล เป็นเสือร้ายคนหนึ่งที่หลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองมาที่นี่ พลพาเพื่อน เกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง เสือชดชายกลางคนยืนอยู่ในบาร์ และกำลังจ้องมองดูคณะพรรคสี่สหาย

อย่างไรก็ตาม ในฐานที่เสือชดเป็นเจ้าของสถานที่นี้ เขาจึงสั่งให้คนของเขาคนหนึ่งรีบเข้าไปต้อนรับสี่สหายทันที

เจ้าหนุ่มร่างผมกระหร่องเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ โต๊ะของสี่สหาย อาเสี่ยกิมหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูในท่าเสือร้ายคือหรี่นัยน์ตาข้างซ้ายลงแล้ว ทำปากเบี้ยวนิดหน่อย จนกระทั่งเจ้าหนุ่มผอมกะหร่องกล่าวถามด้วยความแปลกใจ

“พี่ชายถ้าจะเป็นอัมพาต”

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

“เปล่าโว้ย”

คนรับใช้ยิ้มแห้งๆ

“เห็นปากคอเบี้ยวบูด กันก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าเป็น อัมพาต”

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

“คนที่เป็นมือปืนก็ต้องเก๊กหน้าให้น่ากลัวนิดหน่อย มีอะไรขายบ้างล่ะ”

“ก็มีอย่างเฮ็งซวยนั่นแหละพี่ชาย จะให้มันดีเหมือนอย่างในเมืองน่ะไม่ได้ จะกินอะไรก็สั่งมาเถอะ”

เสี่ยหงวนวางท่าให้ผึ่งผาย ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวกับเจ้าหนุ่มคนรับใช้ ผู้นั้นด้วยการพูดทำเสียงขึ้นนาสิกเล็กน้อยเหมือนกับท่านผู้ดีมีเงินที่นั่งอยู่ในรถเก๋งทั้งหลาย

“เอาหูฉลามตุ๋นมันปูมาหนึ่งหม้อ”

คนรับใช้หัวเราะ

“นี่มันในป่าพี่ชาย ไม่ใช่ห้อยเทียนเหลาหรือฮั่วเพ้ง สั่งอาหารแบบพื้นเมืองดีกว่า”

เสี่ยหงวนนิ่งคิด

“ถ้ายังงั้นเอายังงี้เถอะอ้ายน้องชาย เอาเหล้ามาให้ เรา ส่วนอาหารต้องการห้าหกอย่าง มีอะไรบ้างไปจัดมา”

เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องกล่าวว่า

“พี่ชายสั่งดีกว่า เดี๋ยวกันทำให้แล้วพวกแกกินไม่ได้ อาหารของเราสำหรับวันนี้มีดังนี้คือ น้ำยากุ้งบก ใช้กิ้งกือ แทนปลาช่อน แถวนี้ไม่มีหนองน้ำหาปลาไม่ได้พี่ชาย จะเอาไหม”

พล, กิมหงวน กับ ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอขย้อนไปตามกันส่วนนิกรยิ้มแป้น

“เออ….เข้าทีโว้ย เอาน้ำยากุ้งบกราดข้าวมาให้กัน สักจานเถอะ”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายจอมทะเล้นอย่างแปลก ใจ

“แกกินเข้าไปได้หรือ”

นิกรพยักหน้า

“ได้ซีครับ ความจริงกิ้งกือเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มี วิตามินตั้งหลายอย่าง ปิ้งกินแทนกุ้งก็เข้าทีดีเหมือนกัน”

คนรับใช้หัวเราะเบาๆ

“นอกจากน้ำยากุ้งบกแล้ว ก็มีต้มยำเนื้อกวาง หมู ผัดพริก หมูทอด แกงจืดหมู ผัดผักกาด นกเขาทอด หน่อไม้สดผัดตับหมู มีเท่านี้แหละพี่ชาย”

พลชักหมั่นไส้เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องผู้นี้เต็มทน ก็ กล่าวขึ้นว่า

“ไปเอามาอย่างละจาน แต่เอาเหล้ามาให้เราก่อน สองขวด”

เจ้าหนุ่มผู้นั้นรับสั่งแล้วเดินไปจากที่นั้น ทันใดนั้นเอง มีเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ ว่า

“พระอาทิตย์ขึ้นสองดวงร้อนจริงโว้ย”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก ท่านผุดลุกขึ้นยืนมอง ไปรอบๆ ห้อง แล้วกล่าวถามว่า

“อ้ายหมาตัวไหนวะที่ว่าพระอาทิตย์ขึ้นสองดวง”

เสือผินมือปืน ๑ ใน ๒ ของเสือชด ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ใบหน้าเหี้ยมได้ลุกขึ้นจากโต๊ะๆ หนึ่งแล้วมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขัน

“กันเองพรรคพวก กันเป็นคนพูดเองจะทำไม”

นิกรขบกรามกรอด เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนโบกมือให้ พ่อตาของเขานั่งลงแล้วนิกรก็ดึงขอบกางเกงขึ้นในท่าทาง ของนักสู้ผู้ไม่กลัวตาย นายจอมทะเล้นยืดหน้าอกขึ้น วางท่าให้สง่าผ่าเผย แล้วเขาก็ทรุดตัวนั่งหันมาพูดกับพล เบาๆ

“จัดการหน่อยวะพล”

พวกคาวบอยหัวเราะครืนเจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมคนหนึ่ง ตะโกนขึ้น

“ท่าดีทีเหลวโว้ย”

นิกรตะโกนตอบด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

“เออซีวะ”

เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมผู้มีนามว่า “ป่อง” เดินรี่เข้ามา ที่โต๊ะสี่สหาย เขาเป็นสมุนคนหนึ่งของเสือชดเจ้าของบ่อนนี้ เจ้าป่องหยุดยืนท้าวสะเอวมองดูหน้านิกรอย่างขบขันแล้วยก เท้าขวาของมันขึ้นมาวางพาดลงบนเท้าแขนเก้าอี้นิกรขบกรามกรอดเมื่อถูกดูหมิ่นเช่นนี้ เขาเค้นหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวกับเจ้าป่องว่า

“ถ้าแกไม่อยากตาย เอาขาของแกลงเสีย”

เจ้าหมอนั่นสั่นศีรษะแล้วยักคิ้วให้นิกร

“แกช่วยยกขากันลงหน่อยซี”

ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งเป็นคนใจเย็นที่สุด ได้มีความบ้าดีเดือดขึ้นมาอย่างไม่มีใครคาดหมาย นายแพทย์หนุ่มผุดลุกขึ้นยืน เอื้อมมือซ้ายจับคอเสื้อเจ้าหมอ นั่นกระชาก แล้วลั่นหมัดตรงขวาเต็มเหนี่ยวกระแทก ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของเจ้าป่อง ทำให้เจ้าป่องเซถลาไป หลายก้าวล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยนัยน์ตาเหล่ เพราะเมาหมัด

เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดร. ดิเรกทรุดตัวลงนั่ง ตามเดิม

เสือผินมือปืนประจำบ่อน เห็นลูกน้องของเขาถูก นายแพทย์หนุ่มชกกลิ้งไปเช่นนั้นก็เดือดดาล ปรี่เข้ามา หยุดยืนข้าง ดร.ดิเรกทันที พล พัชราภรณ์ เห็นว่า ดร. ดิเรกนั้นเป็นคนพิการสายตาสั้น เขาจะปล่อยให้นายแพทย์หนุ่มปะทะกับเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผู้นี้ไม่ได้เป็นอันขาด ดังนั้น พลจึงลุกขึ้นเผชิญหน้ากับเสือผิน แต่แล้วเสี่ยหงวนก็รีบ ลุกขึ้นผลักนายพัชราภรณ์เซไปสองสามก้าว

“เรื่องเล็กพล ในฐานที่กันเป็นมือปืนของแก กันจะจัดการกับอ้ายหมอนี่เอง รูปร่างของมันสูงเท่าๆ กันพอ ดี” แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับเสือผินอย่างทรนง

“ยิงกันตัวต่อตัวโว้ยเพื่อน ยิงกันในบาร์นี้แหละ”

เสือผินหัวเราะก้ากเหมือนกับได้ฟังเรื่องชวนหัว

“แกท้ายิงกับกันตัวต่อตัว”

เสือผินพูดพลางหัวเราะพลาง

“ฮะฮ้า อ้ายหนูน้อย แกยังรู้จักเสือผินน้อยไป”

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา แล้วแหกปาก หัวเราะลั่นเช่นเดียวกัน

“ฮ่ะ ฮ้า กันรู้จักแกดีทีเดียว พ่อแกชื่อผันใช่ ไหมล่ะ”

เสือผินสะดุ้งเฮือก

“ทำไมถึงรู้”

อาเสี่ยยักคิ้วแผล็บ

“กูเดาเอาโว้ย”

เสือผินขบกรามกรอด

“แกเป็นมนุษย์คนแรกที่บังอาจล้อชื่อพ่อกัน แก เป็นใคร”

“กันคือกิมหงวนหรือเสือหงวน….ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่”

“ปู้โธ่….” นิกรเอ็ดตะโร ประกาศตัวอย่างนี้ ตำรวจได้ยินเข้าก็ลากคอแกเข้าตรางเท่านั้นเอง”

อาเสี่ยหันมาโบกมือให้นิกรสงบปากเสียง แล้วจูง มือเสือผินพาเดินไปกลางร้านเหล้า

“เสือผัน”

เสือผินแยกเขี้ยว

“ผันน่ะพ่อกูโว้ย กูชื่อผิน”

“เถอะน่า กันไม่ถือหร็อก กันอยากเรียกแกว่า เสือผันมากกว่า แกกับกันอย่าอยู่ร่วมโลกกันเลยนะ เรา มาดวลปืนพกกันอย่างลูกผู้ชาย คือยิงกันตัวต่อตัวให้ทุกๆ คนในที่นี้ได้ชมฝีมือของเราเป็นขวัญตา”

เสือผินหัวเราะชอบใจ

“ได้ซีพี่ชาย กันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่แกเป็น บุคคลคนแรกที่ท้ากันดวลปืน มา….กันพร้อมแล้ว ถอย ออกไปยี่สิบก้าว และแกเป็นคนนับ หนึ่ง….สอง….สาม เมื่อสิ้นเสียงนับสาม เราก็ชักปืนออกมายิงกัน”

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

“ชักออกมากระบอกเดียวหรือสองกระบอก”

เสือผินแสยะยิ้ม

“กระบอกเดียวหรือสองกระบอกก็แล้วแต่แก เอาละ….กันพร้อมแล้ว”

เสือผินกับเสี่ยหงวน ต่างถอยหลังออกห่างจากกัน แล้วหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างประมาณ ๒๐ ก้าว พลนิกร กับ ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลุกขึ้น เดินเข้ามายืนข้างบาร์ บรรดาพวกนักเลงเหล้าทั้งหลายต่าง ลุกขึ้นยืนจับกลุ่มคอยชมการดวลปืนพก ระหว่างเสือร้ายเจ้าถิ่นกับเสือต่างถิ่น

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้วก็โผล่เข้ามาในร้าน พอแลเห็นกิมหงวนกำลังจะดวลปืนกับเสือผิน เจ้าแห้วก็ อกสั่นขวัญแขวน ร้องตะโกนเรียกเสี่ยหงวนเสียงลั่น แล้วรีบวิ่งเข้ามาหาโดยเร็ว

“รับประทานเพื่อเห็นแก่คุณนวลละออ โปรดอย่า สู้กับเสือผินเลยครับ”

อาเสี่ยลืมตาโพลง

“แกเชื่อมือเสือผินมากกว่ากันยังงั้นหรือ ฮะ ฮ้า พูดแล้วจะว่าคุยโว้ย กันนี่แหละยิงปืนแม่นราวกับจับวาง นกกระจอกบินผ่านหัวกัน กันยิงถูกลูกนัยน์ตาทุกที”

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือด หันไปมองดูเสือผิน แล้วหันมาพูดกับเสี่ยหงวนอย่างระล่ำระลัก

“แต่ว่า….รับประทานเสือผินยิงแม่นที่สุดเชียวครับ อาเสี่ย”

กิมหงวนยกมือผลักหน้าอกเจ้าแห้วเบาๆ

“หลีกไปอ้ายแห้ว ข้าขอสู้เสมอตายเท่านั้น ข้าต้อง การพิสูจน์ธาตุแท้ของลูกผู้ชายในตัวข้า ซึ่งมีดินน้ำลมไฟ ทำให้ข้ามีจิตใจเป็นนักสู้ และสู้ทุกคนไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้แต่เตี่ยข้าที่ตายไปข้ายังเคยท้าชกตัวต่อตัว หลีกไปอ้ายแห้ว”

เจ้าแห้วร้องไห้ด้วยความห่วงใยกิมหงวน

“รับประทานเงินในกระเป๋าอาเสี่ย และปากกาที่ เหน็บกระเป๋าน่ะ รับประทานยกให้ผมนะครับ”

อาเสี่ยทำคอย่น

“เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง กูต้องชนะโว้ย”

เสือผินมองดูเจ้าแห้วอย่างรำคาญใจ แล้วก็เอ็ดตะโรขึ้นดังๆ

“หลีกไปโว้ย สัปเหร่อ ยืนเกะกะเดี๋ยวก็เป็นผี หร็อก”

เจ้าแห้วใจหายวาบ รีบวิ่งเข้าไปยืนรวมกลุ่มกับสาม สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ณ บัดนี้ เสือผินกับเสือหงวนได้ยืนเผชิญหน้ากัน ในสภาพเตรียมพร้อม เสือชดเจ้าของบ่อนและร้านเหล้า ยืนมองดูเสือผินอย่างชื่นชม เขาเชื่อว่าชัยชนะอันเด็ดขาด จะต้องเป็นของเสือผินแน่นอน เพราะเสือผินมือปืนของเขา นั้นนอกจากมีจิตใจเหี้ยมโหดแล้ว ยังยิงปืนแม่นและชักปืน ได้เร็วที่สุด

บรรดานักเลงเหล้าและพวกดาวร้าย ทั้งหลายยืนนิ่ง เฉยเหมือนรูปหุ่น แต่พวกนักเลงการพนันไม่มีใครสนใจ ดวลปืน คงเล่นโปกันต่อไปอย่างครื้นเครง

เสือผินพยักหน้าให้เสี่ยหงวนแล้วกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

“เอาซีเพื่อน ลงมือนับได้ แล้วก็….อโหสิให้กันด้วยนะ อย่าผูกเวรจองกรรมกันในชาติหน้าเลย เพราะเรา ได้ต่อสู้กันอย่างยุติธรรมแล้ว”

กิมหงวนขบกรามกรอดแล้วตวาดลั่น

“มึงอยู่กูตาย เอ๊ย….ไม่ใช่โว้ย มึงตายกูอยู่”

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ต่างฝ่ายต่างยกมือขึ้นกอดอก อาเสี่ยกิมหงวนปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งและเยือกเย็น แล้วเขาก็นับเสียงหนักแน่น

“ระวัง….หนึ่ง….สอง….สองครึ่ง”

เสือผินหัวเราะหึๆ ในลำคอ

“สองแล้วก็สามซีโว้ย ไม่ต้องนับสองครึ่งให้เสีย เวลา”

เสี่ยหงวนพูดเสียงอ่อยๆ

“ยังงั้นนับใหม่ดีกว่า ระวังนะ สะดือของแกจะเป็น ที่หมายกระสุนปืนของกัน”

เสือผินสะดุ้งเฮือกรีบยกมือปิดสะดือทันที

“อย่าให้มันทารุณนักพี่ชาย ขอให้แกยิงหน้าอกกัน เถอะเพื่อน โป้งเดียวตายรู้แล้วรู้รอด ดีกว่าที่กันจะต้องซม ซานไปหาหมอ ให้ช่วยแคะลูกปืนออกจากสะดือกัน”

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอันดัง

“เฮ้ย….จะคุยกันหรือจะยิงกันโว้ย”

อาเสี่ยหันมายิ้มกับนิกร และจ้องมองดูคู่ต่อสู้ของ เขา

“ยกมือท้าวสะเอว….อกผายไหล่ผึ่ง”

เสือผินอดหัวเราะไม่ได้

“มากเรื่องไปหน่อยโว้ยพรรคพวก”

อาเสี่ยตวาดแว๊ด

“เถอะน่า อย่ารู้ดีไปหน่อยเถอะวะ ที่กันออก คำสั่งก็เพื่อให้แกและกันสำรวมใจให้มั่นคง” แล้วอาเสี่ยก็ ออกคำสั่งแบบทหาร “ระวัง….ท้าวเอว….อกผาย….ไหล่ ผึ่ง….หน้าตึง….หลังโกง….”

“ปู้โธ่….” เสือผินเอ็ดตะโรลั่น “ทำไมจะต้อง หลังโกงด้วยวะ”

“อ้าว” อาเสี่ยอุทาน “ทำให้หลังโกงจะได้ยินปืน คล่องๆ ยังไงล่ะ”

“อย่าร่ำไรเลยโว้ย กันอยากฆ่าแกเต็มทนแล้ว ระวัง….หนึ่ง….สอง….สาม….”

พอสิ้นคำว่าสาม อาเสี่ยกิมหงวนกับเสือผินก็กระตุก ปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา แต่กิมหงวนของเราว่องไวกว่า จึงปล่อยกระสุนออกจากลำกล้องได้ก่อน

“ปัง”

เสียงกระสุน ๙ ม.ม. ดังสนั่น เสือผินยิงเสี่ยหงวนทันที แต่แล้วมือปืนประจำบ่อนก็แปลกใจที่ยิงไม่ออก เสือผินยกปากกระบอกปืนขึ้นมองดู แล้วสะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อ แลเห็นลูกปืนของเสี่ยหงวนจุกอยู่ที่ปากกระบอกปืนพกของ เขา

ถึงแม้ว่าเสือผินจะเป็นดาวร้ายใจเหี้ยมโหด เขาก็อดเสียขวัญเสียกำลังใจไม่ได้ เพราะไม่มีมนุษย์คนใดในโลก นี้อีกแล้วที่จะยิงปืนได้แม่นยำเหมือนกับเสี่ยหงวน ใบหน้าของเสือผินซีดเผือด เขาเดินรี่เข้ามาหาอาเสี่ย แล้วกล่าวขึ้น ด้วยเสียงสั่นเครือ

“แกยิงยังไงวะพี่ชาย ทำไมกระสุนปืนของแกจึงเข้า มาจุกปากกระบอกปืนของกันได้อย่างนี้”

เสี่ยหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ความจริงเขายิง ไปอย่างส่งเดช ดังนั้น จึงเรียกว่าเป็นการยิงอย่างฟลุ๊คที่สุด แต่เมื่อได้ทีเช่นนั้น อาเสี่ยก็ต้องขี่แพะไล่เป็นธรรมดา เขายืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วกล่าวว่า

“ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีกโว้ย อ้ายน้องชาย ความจริงกันจะฆ่าแกก็ได้แล้ว เพราะปืนในมือของแกเสีย หายใช้การไม่ได้ ต่อให้แกแคะอีกห้าวันกระสุนของกันก็ไม่ ยอมออกจากปากกระบอกปืนของแก เก็บมันเสียเถอะเสือผิน แล้วถอยออกไปยิงกันใหม่ เอาปืนพกในซองปืนข้างซ้ายยิงกับกัน กันไม่อยากจะฆ่าแกหรอกเพื่อน กันจะยิงนัยน์ตาข้างซ้ายของแก เพื่อให้ตาแกบอดเท่านั้น แกจะได้รู้ ว่าเสือหงวนน่ะยิงปืนแม่นราวกับจับวาง” พูดจบเสี่ยหงวนก็ควงปืนพกเล่นอย่างแคล่วคล่อง แล้วยิงขึ้นไปบนอากาศ หนึ่งนัด

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น จ้องตาเขม็งมองขึ้นไปบน อากาศแล้วค่อยๆ ลดสายตาต่ำลงมาทีละน้อย ในที่สุดก็ก้มลงมองดูที่พื้นกระดาน แล้วก้มลงหยิบยุงตัวหนึ่งขึ้นมาชูอวด เสือผิน

“นี่ไง เสือผิน” พูดจบอาเสี่ยก็เป่าปากเบาๆ ทำ ให้ศพยุงตัวนั้นลอยละลิ่วไปตามลม “เห็นหรือยังพรรคพวก แม้แต่ยุงตัวเล็กๆ กันยังยิงถูก พูดแล้วจะว่าคุย อย่าว่าแต่ลืมตายิงเลยเพื่อน กันหลับตาขวาแล้วเอามือแหกตาซ้ายขึ้น กันยังยิงถูกเป้าหมาย ไป….ถอยออกไป ถอยออกไปเสือผิน”

เสือผินลูกชายเสือผันกลืนน้ำลายเอื๊อก ในเวลาเดียวกันนี้เอง ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็เดินเข้ามาในบ่อนการ พนันอย่างอาจหาญ เขาแต่งกายแบบคาวบอยตะวันตก เสื้อกางเกงชุดสีดำ ผูกผ้าพันคอแพรสีเหลือง สวมหมวก สักหลาดปีกใหญ่ มีสายรัดคาง คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก มีปืนพกอยู่ในซองปืนทั้งสองข้าง เขาเป็นชายกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเข้มและคมคาย ไว้หนวดเส้นเล็กๆ แต่งกายรัดกุมท่าทางสง่าผ่าเผย ชายผู้นี้แหละคือมือปืนประจำ บ่อนนี้ หรือเป็นมือปืนของเสือชดเจ้าของบ่อนนั่นเอง ใครๆ ให้สมญาเสือยงว่า “เพชฌญาตขุมทอง” ดาวร้ายที่เคยสังหารมนุษย์มามากต่อมาก ด้วยรีวอลเว่อร์คู่มือของ เขา

ใครต่อใครพากันมองดูเสือยงเป็นตาเดียว เสือยงปราดเข้ามาหาเสือผิน แล้วกล่าวถามเพื่อนเกลอของเขาว่า

“มีอะไรเกิดขึ้นหรือผิน”

เสือผินแสยะยิ้ม

“เรื่องเล็ก….เจ้าหนุ่มสูงชะลูดคนนี้มากับพรรคพวก ของมันอีกสี่คนที่ยืนอยู่นั้น มีเรื่องกับอ้ายป่องก่อน แล้วก็ท้ายิงกับกันตัวต่อตัว”

มัจจุราชแห่งขุมทองพยักหน้ารับทราบ

“แล้วยังไง เล่าต่อไปซิผิน”

“แล้วเราก็ดวลปืนพกกันตัวต่อตัว แต่เจ้าหมอ นั่นยิงปืนแม่นอย่างร้ายกาจ กระสุนปืนของมันหลุดเข้า มาในปากกระบอกปืนของกัน ทำให้ปืนของกันเสียหาย นี่ยังไงล่ะ”

เสือยงยิ้มเล็กน้อย แล้วหันมาทางกิมหงวน อาเสี่ยรีบยกมือขึ้นกอดอกทำปากเบ้ และกลอกนัยน์ตาไปมา คล้ายกับต้องการทำลายขวัญเสือยง แต่เสือยงหากลัวไม่

“ทำหน้าธรรมดาเถอะเพื่อน” เขากล่าวกับอาเสี่ย อย่างกันเอง “ทำปากเบี้ยวปากปูดอย่างนี้เมื่อยเปล่าๆ อ้า กันคือเสือยง ผู้จัดการบาร์นี้ เสียใจมากที่แกมีเรื่องกับเพื่อนของกัน แต่อย่าให้มีอะไรกันเลยนะ เชิญไปนั่งดื่มเหล้าตามสบายเถอะสหาย”

อาเสี่ยยิ้มอย่างภาคภูมิ

“น้องชาย แกเป็นใคร พวกเราเป็นนักเผชิญโชค เดินทางมานี่เพื่อต้องการเล่นการพนัน ไม่ได้มาหาเรื่องหา ราวกับใคร แกช่วยบอกเสือผินด้วยว่า พวกเราไม่ใช่นักสู้ก็จริง แต่ถ้าถูกดูหมิ่นเหยียดหยามก่อนเราก็สู้ตายเสมอ คนอย่างกันถือสุภาษิตที่ว่า อยู่อย่างเสือร้าย…..และตายอย่างชายชาติเสือ” แล้วอาเสี่ยก็หันมายักคิ้วกับเพื่อนเกลอของเขา” คำคมเสียด้วย”

เสือยงซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

“กันเข้าใจดีแล้ว ขอโทษเถอะแกเป็นใคร”

อาเสี่ยยิ้มอย่างสง่า

“เอานามจริงหรือนามปากกา”

“อ้อ….พี่ชายถ้าจะเป็นนักประพันธ์”

“ถูกแล้ว” เสี่ยหงวนพูดหนักแน่น “กันนี่แหละ นักประพันธ์ชั้นแนวหน้าแห่งประเทศไทย”

“ขอโทษ พี่ชายใช้นามปากกาว่ากระไร”

“ธรณีสูบ” อาเสี่ยพูดยิ้มๆ “แกเคยอ่านเรื่องของ กันหรือเปล่าล่ะ”

“กันไม่เคยอ่านเรื่องอะไรทั้งนั้นเพราะกันอ่านหนัง สือไม่ออก นามของแกล่ะ”

“กันชื่อ เสือหงวน มีนามเต็มว่า กิมหงวน โน่น เสือกรหรือนายนิกร….นั่นเสือดิเรก คนที่ยืนข้างๆ เสือพล แล้วตาแก่อ้วนพุงพลุ้ยหัวล้านนั่นเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราเอง เมื่อหนุ่มเคยเป็นเสือเหมือนกัน แต่เป็นขนาดเสือปลาเท่านั้น ส่วนพวกเราล้วนแต่เสือลายพลาดกลอน”

เสือยงยิ้มแค่นๆ

“ดีแล้ว ยินดีมากที่กันได้รู้จักกับพวกเสือลายพาดกลอน อ้า—เสือลายพลาดกลอนน่ะมันสวยอยู่ที่ลายของมัน เท่านั้น ถ้าลายมันถูกลบมันก็กลายเป็นหมาไป”

เสี่ยหงวนจุ๊ย์ปาก

“โอ้โฮ….คมกริบเป็นมีดโกนเชียวนะเสือยง เสือลายพาดกลอนของกัน ถ้าใครจะลบลายของมันออกมาก็ต้อง ถลกหนังมันออกด้วย เข้าใจ๋”

ครั้นแล้ว เสี่ยหงวนก็เดินเข้าไปหาพรรคพวกของเขา แล้วพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไป นั่งที่โต๊ะอาหารโต๊ะเดิม

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วบ่อนการพนัน เมื่อเหตุการณ์สงบเงียบ พวกนักเลงเหล้าก็แยกย้ายกันไปนั่ง ตามโต๊ะของตน เสือยงหันไปหรี่ตากับเสือผินซึ่งยืนอยู่ในบาร์ แล้วเดินเลี่ยงไปทางหลังร้าน เสือผินรีบเดินตามเสือยงไปทันที เขารู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งเท่าที่เสือยงเพื่อนเกลอ ของเขาไม่จัดการกับคณะพรรคสี่สหายอย่างรุนแรง จึงอยากจะรู้เหตุผลในเรื่องนี้

สองเสือพบกันในที่ลับตา

“กันไม่เข้าใจเลยโว้ย ยง” เสือผินพูดเสียงหนักๆ “แกกลัวไอ้ห้าคนนั่นหรือ แกไม่เคยอ่อนข้อให้ใครอย่างนี้ เลยนี่หว่า ทำไมแกไม่ยิงมัน”

เสือยงหัวเราะเบาๆ ยกมือตบบ่าเพื่อนเกลอของเขา

“นึกแล้วว่า แกจะต้องต่อว่ากันอย่างนี้ แต่กันมี เหตุผลพอเพียง แกสังเกตดูให้ดี แกจะเห็นว่า เจ้าหนุ่มสี่ คนนี้ และตาแก่อ้วนเตี้ยที่มาด้วย มีรูปร่างหน้าตาและผิว พรรณเป็นคนดีมีสกุล ไม่ใช่พวกอาชญากรหรือดาวร้าย แน่นอน กันมั่นใจว่าทุกคนจะต้องพกเงินมาคนละมากๆ กันจึงยังไม่ฆ่าเขา เปิดโอกาสให้เขาเล่นการพนันก่อน เมื่อ อ้ายพวกนี้หมดตูดไปตามกัน เขาก็จะกลับไปในเมืองหาเงิน มาสู้กับเราอีก อย่าลืมว่าเราต้องการเงิน การฆ่าคนดะไป นั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย ช่วยกันต้อนหมูห้าตัวนี้ดีกว่า ประเดี๋ยวมันเมาแกปราดเข้าไปทำญาติดีกับมัน แล้ว ชวนมันเล่นไพ่ป๊อก โกงมันเสียพักเดียวก็หมดกระเป๋า ถ้า มันขืนเอะอะเราก็ยิงมันทิ้งเลย”

เสือผินยิ้มออกมาได้

“กันเจ็บใจอ้ายหนุ่มโย่งโก๊ะคนนั้นเหลือเกิน เจ็บใจ ที่มันล้อชื่อพ่อกัน”

เสือยงหัวเราะก้าก

“ช่างมันเถอะวะ อย่าไปเจ็บใจมันเลย สิ่งที่เรา ต้องการคือเงิน”

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ในราวครึ่งชั่วโมง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยและรู้สึกตึงหน้าไปตามกัน เจ้าแห้วนั่งเฝ้าอยู่ตลอดเวลาคอยกระซิบกระซาบบอกให้คณะพรรคสี่สหายออกไปจากโรงบ่อน นี้จนกระทั่งพลชักฉิว

“อย่ามาเซ้าซี้โว้ยอ้ายแห้ว” นายพัชราภรณ์กล่าว ขึ้นอย่างเคืองๆ “คนอย่างกันถ้ากลัวตายก็คงไม่มาถึงที่นี่ จะเป็นเสือหรือหมาก็ตาม ถ้ากัดกันก่อนกันจะต้องเล่นงานมันทั้งนั้น ทุกคนไม่ได้กินเหล็กต่างข้าวโว้ย ใครเจอลูก ปืนของใครก่อนก็ดิ้นเร่าๆ ไปเท่านั้นเอง สถานที่อย่างนี้ ข้าชอบมากเพราะทำให้ข้ารู้ตัวเสมอว่า ใครไม่ระวังตัวคนนั้นก็ตาย”

เสือผินเดินเข้ามาที่โต๊ะสี่สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งข้าง ดร. ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไพ่ป๊อก สำรับหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วกล่าวกับพลว่า

“พี่ชาย….แกได้เดินทางมาถึงขุมทองแล้ว ก็น่าจะลองเสี่ยงโชคดูบ้าง เล่นยี่อิ้ดกับกันไหมล่ะ แกจะเป็นเจ้ามือ หรือลูกค้าก็ได้”

พลรู้ดีว่าเสือผินมีเจตนาที่จะถ่ายกระเป๋าของเขา และพรรคพวก ครั้นจะปฏิเสธก็กลัวเสียเหลี่ยม จึงตอบรับ ทันที

“ได้ซีเพื่อน อ้ายเรื่องยี่อิ้ดน่ะกันชอบเหมือนกัน เอาซี….แกเป็นเจ้ามือก็แล้วกัน พวกเราจะเป็นลูกค้า”

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

“เล่นกันอย่างยุติธรรมนะโว้ย ถ้าขืนใช้เล่ห์เหลี่ยม คดโกงกันละก็ได้เป็นศพกันไปข้างหนึ่ง”

เสือผินหัวเราะ

“กันไม่เคยโกงใคร และใครโกงกัน กันก็ไม่ยอม” พูดจบเขาก็หันไปทางคนรับใช้แล้วร้องตะโกนลั่น “เฮ้ย—

มาเก็บถ้วยชามไปให้หมดโว้ย”

คนรับใช้สองคนวิ่งเข้ามาเก็บจานชามและภาชนะ อื่นๆ ไปจากโต๊ะนี้ บนโต๊ะคงมีขวดเหล้าและถ้วยแก้ว เจ้า หนุ่มร่างผอมกะหร่องช่วยเช็ดผ้าปูโต๊ะให้สะอาดเรียบร้อย

เสือผินหยิบไพ่ป๊อกทั้งสำรับออกมาจากกล่อง แล้วสับซอยไพ่อย่างละเอียด สักครู่ก็วางลงให้ ดร. ดิเรกตัดให้

“เอาซีเพื่อน” เสือผินพูดหัวเราะ ใครจะแทงเท่าไรวางเงินลงมา”

อาเสี่ยหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมา จากกระเป๋ากางเกง แล้วนับเงินส่งให้เพื่อนเกลอทั้งสามกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ คนละ ๑,๐๐๐ บาท ท่านเจ้าคุณกับพล และ ดร. ดิเรกกับเสี่ยหงวนต่างวางเงินลงข้างหน้าคนละร้อย บาท ส่วนนิกรเก็บธนบัตรพันบาทใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต แล้วหยิบธนบัตรใบละหนึ่งบาทออกมาวางข้างหน้าของเขา

“เฮ้” เสือผินร้องลั่น “นักเลงอย่างแกแทงไพ่ป๊อก ทีละบาทเดียวเท่านั้นหรือ”

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

“มันก็ต้องดูชั้นเชิงก่อนซีวะ ขืนแทงมากๆ แกเกิดยี่อิ้ดขึ้นมาจะว่าอย่างไร นักเลงอย่างกันน่ะรอบคอบ เสมอ กันจะแทงมากหรือน้อยมันเกี่ยวกับศรัทธาของกันนี่ หว่า”

เสือผินลงมือแจกไพ่คนละ ๒ ใบ พล พัชราภรณ์ หยิบปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาวางลงเบื้องหน้า คล้ายกับจะบอกเสือผินว่าถ้าเล่นโกงเป็นต้องตาย

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เรียกไพ่เพิ่มเติม ตามความต้องการแล้ว เสือผินก็ดูไพ่ทั้งสองใบในมือของเขาแล้วก็แบไพ่ลงบนโต๊ะ เป็นรูปเต๊ะหนึ่งใบและ รูปหนึ่งโพแดงอีกหนึ่งใบ

เสือผินยิ้มแป้น เอื้อมมือจะรวบเงินจากลูกค้า แต่แล้วเขาก็หยุดชะงัก เมื่อเห็นนิกรยกปืนพกขึ้นจ้อง หมายระดับหน้าอกของเขา

“หมายความว่ายังไง” เสือผินถามเสียงกร้าว

นิกรเค้นหัวเราะ

“กันไม่เคยเล่นเสีย ถึงแกป๊อกยี่สิบเอ็ดก็ต้อง เลิกแล้วกันไป”

พลเอื้อมมือจับข้อมือเพื่อนเกลอของเขา

“เก็บปืนเสียเถอะอ้ายกร เขาไม่ได้โกงเรา อย่าใช้ วิธีโกงอย่างหน้าด้านๆ เช่นนี้”

นิกรพูดเสียงยานคาง

“ล้อเล่น” แล้วก็เก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืน ตามเดิม

เสือผินแสดงสีหน้าไม่พอใจ เอื้อมมือรวบเงินทั้ง หมดที่วางอยู่บนโต๊ะเข้ามารวมกันไว้ข้างหน้าเขา แล้วจัด แจงทำไพ่อย่างคล่องแคล่ว อาเสี่ยกิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มประมาณห้าหกพันบาท ออกมาแล้วกล่าวถามเจ้ามือ

“อั้นเท่าไร”

เสือผินสั่นศีรษะ

“ไม่มีการอั้น แกแทงเท่าไรกันก็มีใช้”

เสี่ยหงวนกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามทันที

“ขอให้กันสู้กับเจ้ามือตัวต่อตัวสักตาเถอะวะ จะได้รู้ดีรู้ชั่วกันเสียที เงินหมดนี่คงไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท เอา ละแจกมาเถอะเพื่อน” แล้วอาเสี่ยก็วางเงินลงข้างหน้าของ เขา

เสือผินวางไพ่ให้กิมหงวนตัดตามระเบียบ แล้วเริ่มแจกไพ่ นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกเล่มหนึ่งออกมา กระชากมีดออกจากปลอกของมัน แล้วแทงมีดลงบนโต๊ะดัง ฉึก

ทั้งเจ้ามือและลูกค้าใจเต้นระทึกไปตามกัน เสี่ยหงวนมองดูไพ่ทั้งสองใบปรากฏเพียง ๑๖ แต้ม อาเสี่ย แกล้งทำเป็นยิ้มเล็กน้อย คว่ำไพ่ลงบนโต๊ะเอาปึกธนบัตร วางทับไว้

“อยู่แล้วพี่ชาย”

เสือผินชักใจไม่ดี หยิบไพ่ของเขาขึ้นมาดูแต้ม ปรากฏว่าเขาได้เพียง ๕ แต้มเท่านั้น เสือผินจึงเรียกไพ่อีก ทีละใบ แต่แล้วเขาก็เริ่มใช้วิธีโกงดึงไพ่บนสำรับออกมาอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นเอง พลก็คว้าปืนพกคู่มือที่วางอยู่บนโต๊ะ ยกขึ้นจ้องเสือผิน

“อย่าเล่นสกปรกอ้ายน้องชาย กันจับตามองดูแกตลอดเวลา วางไพ่ลงเดี๋ยวนี้ “นั่น….แกได้ ๒๑ แต้มพอดี พวกเราไม่ต้องการเล่นไพ่กับคนขี้โกง” แล้วพลก็หันมาทางเสี่ยหงวน “เก็บเงินเสียอ้ายหงวน”

เสือผินขบกรามกรอด

“อ้ายน้องชาย ถ้าแกแน่ละก้อเก็บปืนเสีย แล้ว ลุกขึ้นฉะปากกับกันตัวต่อตัวดีไหม”

นายพัชราภรณ์หัวเราะอย่างใจเย็น เขาเก็บปืนพก ทั้งสองไว้ในซองแล้วลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ

“มา…..เสือผิน กันไม่เคยปฏิเสธคำท้าของใคร หรอกเพื่อน แต่ว่า….แกแน่ใจหรือว่าแกจะไม่ใช้วิธีหมาหมู่ เล่นงานกัน”

เสือผินลุกขึ้นยืน

“แน่นอน กันเป็นเสือไม่ใช่หมา”

พลถอดเข็มขัดกระสุนปืนพกออกโยนให้เจ้าแห้วเก็บไว้ เสือผินถอดเข็มขัดปืนออกเช่นเดียวกัน พวกนักเลง เหล้าลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเหล่านั้นเดินเข้ามาห้อมล้อม เสือผินยื่นเข็มขัดปืนพกของเขาให้เจ้าหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพรรคพวกของเขาเก็บรักษาไว้

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เสือชดเจ้าของบ่อนกับเสือยง มือปืนของเขากำลังยืนกระซิบกระซาบกันอยู่ข้างบาร์

“ปล่อยมันพี่ชด” เสือยงพูดยิ้มๆ “ข้าอยากจะ ดูชั้นเชิงอ้ายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น หน่วยก้านท่าทางมันไม่ เลวเลย ถ้ามันเอาชนะอ้ายผินได้ก็นับว่ามือมันแน่เหมือนกัน แล้วข้าจะหาโอกาสเก็บมันเอง ปล่อยให้มันกำแหงไปก่อน”

พลกับเสือผินปะทะกันแล้ว

เสือผินปราดเข้าเตะพลก่อนด้วยเท้าขวาค่อนข้างแรง แต่อ้ายเสือรูปหล่อยกท่อนแขนขึ้นกันไว้ได้ แล้วปราดเข้าชกด้วยหมัดซ้ายขวาอย่างคล่องแคล่ว หมัดตรงขวาของ พลถูกเสือผินเซถลาไปหลายก้าว

กิมหงวน นิกร กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ยืนดูอยู่ข้างโต๊ะอาหารด้วยความตื่นเต้น สองเสือตะลุมบอน กันอย่างดุเดือด พลไม่ยอมล่าถอยคู่ต่อสู้ของเขาแม้แต่ก้าวเดียว ถึงแม้ว่าเสือผินมีรูปร่างใหญ่โตได้เปรียบนายพัชราภรณ์ แต่ชั้นเชิงของพลเหนือกว่ามาก ทั้งนี้ก็เพราะเสือผิน ไม่เคยศึกษาในเรื่องการชกมวยมาแต่ก่อน มีกำลังและจิตใจ อันแข็งแกร่งเท่านั้น

เท้าขวาของพลประเคนถูกก้านคอของเสือผินเต็ม รักดังฉาด มือปืนเซถลาไปปะทะโต๊ะตัวหนึ่ง และก่อนที่ เสือผินจะตั้งหลักได้ พลก็กระโจนเข้าตีเข่าลอยถูกหน้าอก เสือผินอย่างถนัดใจ

ร่างอันสูงใหญ่ของมือปืนประจำบ่อนล้มฮวบลงทันที พลขยับเท้าจะเตะซ้ำแต่แล้วก็ยั้งไว้ทัน เขาถอยออกมาจากคู่ ต่อสู้ พยักหน้ากับเสือผินแล้วพูดยิ้มๆ

“ลุกขึ้นมาเถอะเสือผิน วันนี้แหละกันจะขี่หลังเสือ ให้ทุกคนในที่นี้ได้ชมเป็นขวัญตา”

เสือผินขบกรามกรอด รีบลุกขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่หายมึนงง เสียงเสือชดร้องตะโกนลั่น

“บุกเข้าไปอ้ายผิน มึงจะให้เสือต่างถิ่นขี่หลังมึงหรือ”

เสือผินปราดเข้าประจัญบานพลทันที ทั้งสองยืนหยัดแลกหมัดกันอย่างถึงใจพระเดชพระคุณ นิกรร้องตะโกนสุดเสียง

“วิเศษจังโว้ย หนักเข้าไปเชน ติ๊ตาต่าตี๊ตี๋ตา ชึ่งๆๆๆ เตะเลยพล ยังงั้น ฮ่ะ ฮ่ะ”

เสือผินถูกเท้าพลหมุนคว้างเหมือนกับไก่ตาแตกและ พอบุกเข้ามาฮุกขวาของอ้ายเสือรูปหล่อ ก็ลั่นปังออกไปถูกปลายคางเสือผินพอดี มือปืนประจำบ่อนผงะหงายชนโต๊ะ ตัวหนึ่งล้มลงทั้งโต๊ะทั้งคน

เจ้าหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพรรคพวกของเสือผินกระชากมีดพกออกมาจากเอว แล้วเงื้อมีดขึ้นจะขว้างหลังพล แต่เสียงปืนพกในมือเสี่ยหงวนระเบิดขึ้นหนึ่งนัดอย่างทันที ทันควัน

“ปัง”

มีดพกเล่มนั้นกระเด็นหลุดไปจากมือเจ้าหมอนั่นทัน ที อาเสี่ยร้องประกาศกึกก้อง

“อย่าโว้ย อย่าลอบกัด ปล่อยให้เขาสู้กันตัวต่อตัว”

เสือผินสิ้นฤทธิ์แล้ว นอนนิ่งไม่ไหวตึง พลกลับมาหาพรรคพวกของเขาอย่างอาจหาญ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือให้พลจับทันที

“เก่งมากอ้ายหลานชาย หมัดของแกขนาดช้างดีดลูกไขว้ทีเดียว”

นิกรยิ้มให้พล

“แกชกสวยเหลือเกิน ผ่าเถอะวะ แกยังเป็นเสือร้ายที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม ไปนั่งกินอะไรกัน ต่อไปเถอะ ที่ขุมทองนี่ครึกครื้นดีโว้ย กันอยากจะฆ่าคนเล่นสัก ๕๐ ศพ คันมือเหลือเกิน”

ดร. ดิเรกกล่าวกับนายจอมทะเล้น

“อย่าเลยพี่กร บาปกรรมเปล่าๆ”

นิกรยิ้มแก้มแทบแตก

“วันนี้แกเรียกข้าว่าพี่เชียวหรือหมอ”

คณะพรรคสี่สหายหัวเราะครืน แล้วพากันไปนั่งที่ โต๊ะตามเดิม ขณะนี้พวกเสือชดเจ้าของบ่อนได้ช่วยกันประคองปีกเสือผินลุกขึ้น แล้วพาเดินไปทางหลังร้าน

เสือชดกระซิบกระซาบกับเสือยงมือปืนของเขาตลอดเวลา

“ว่ายังไงยง อ้ายผินของเราถูกลบเหลี่ยมลูบคมเสียแล้ว”

เสือยงยิ้มแค่นๆ

“เอาละพี่ชด ฉันจะจัดการเอง ขอเวลาสักเล็กน้อย อ้ายพวกนี้คงจะพักอยู่ที่ขุมทองอีกหลายวัน ขืน เอะอะในเวลานี้มันจะหาว่าเราไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย ไว้ใจฉันเถอะพี่ชด ฉันกำลังสงสัยว่าเจ้าพวกนี้อาจจะเป็น เจ้าพนักงานตำรวจปลอมแปลงตัวมาก็ได้ เพราะรู้สึกว่าทุกคนมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกับพวกอาชญากรทั้งหลาย ผิวพรรณเป็นผู้ดีมีสกุล ถ้าหากว่าเป็นตำรวจปลอแปลงมา ก็หมายความว่ากำลังส่วนใหญ่ของตำรวจคงจะอยู่ไม่ ไกลจากขุมทองเท่าใดนัก”

คราวนี้เสือชดยืนนิ่งอึ้งไปนาน

“เอ….ถ้าจะจริงโว้ย อ้ายน้องชาย ถ้ายังงั้นอย่า เพิ่งคิดเก็บอ้ายพวกนี้เลย เพราะถ้าเราไปฆ่าเอานายตำรวจหรือนายอำเภอเข้าพวกเราจะต้องฉิบหายแน่นอน เจอปืนกลมือเข้าพวกเราก็ตายยับไปเท่านั้นเอง”

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้นั่งร่วม โต๊ะสนทนากันอย่างครื้นเครง อาเสี่ยสั่งเหล้ามาดื่ม และ แล้วในไม่ช้าทุกคนก็เริ่มรู้สึกมึนเมาไปตามกัน แต่ไม่ถึงกับ เสียสติ

เมื่อเหล้าเข้าปาก อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรของเราก็เริ่มอาละวาดลุกขึ้นยืนเอะอะเอ็ดตะโร และชักปืนออกมาควงเล่นทั้งสองคน

“อ้ายเสี่ย แกกับข้าอย่าอยู่ร่วมโลกกันเลยวะ” นิกรพูดเสียงอ้อแอ้ “ยิงกันตัวต่อตัวเป็นยังไง”

เสี่ยหงวนทำท่าสะลึมสะลือ

“จะดีรื้อ เราพวกเดียวกันโว้ย”

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง

“พวกเดียวก็ยิง”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

“มันจะมากไปอ้ายกร”

นิกรหันมามองดูพ่อตาของเขา

“คุณพ่อกับผมตัวต่อตัวยังได้ มา ลุกขึ้นมา อยากให้รู้ดีรู้ชั่วว่าในระหว่างเสือกรกับเสือเหน่ง ใครจะแน่กว่าใคร”

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

“เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง”

พลฉุดเสี่ยหงวนให้นั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม แล้วพูด ยิ้มๆ ว่า

“ปล่อยอ้ายกรมันตามเรื่องเถอะ รู้สึกว่าอ้ายกรเมามากไปหน่อย”

นิกรถือปืนพกสองกระบอก เดินส่ายไปมารอบๆ ร้านเหล้า แล้วท้าใครต่อใครยิงกับเขาตัวต่อตัว ในที่สุด นายจอมทะเล้นก็ปรี่เข้าไปหาชายชราอายุประมาณ ๗๐ เศษคนหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างผอมกระหร่องใกล้จะตายเต็มทน นิกรหยุดยืนเผชิญหน้าชายชราผู้นั้นแล้วกล่าวว่า

“มองหน้าทำไมตา ยิงกันตัวต่อตัวไหมล่ะ”

ชายชราซึ่งมีตาเป็นสีน้ำข้าวแล้วหัวเราะชอบใจ แล้วผายมือไปทางเจ้าหนุ่มร่างยักษ์คนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ โต๊ะของแก

“อ้ายหนุ่มเอ๋ย โน่น เอ็งไปท้าคนหนุ่มๆ รุ่นราวคราวเดียวกับเอ็งดีกว่า ข้าน่ะอยากจะสู้กับเอ็งเหมือนกัน แต่ข้ามันแก่แล้ว เตะปีบไม่ดังแล้ว เป่าขี้เถ้าก็ไม่ฟุ้ง เอ็งไม่อายใครๆ เขาหรือวะที่ท้าคนแก่ยิงกับเอ็ง”

นิกรหัวเราะ แล้วทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะกับชายชรา เขายกมือไหว้ชายชราอย่างนอบน้อม

“อย่าถือสาหลานเลยนะตา ฉันล้อตาเล่นสนุกๆ ตากินเหล้าไหมล่ะ ฉันจะเลี้ยง”

“แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าล้อเล่นน่ะอ้ายหนู” พูดจบเสือเฒ่าก็กระชากปืนข้างขวาออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วกระดิก นิ้วเหนี่ยวไกยิงเจ้าเคราดกคนหนึ่งซึ่งหมั่นไส้นิกร และกำลังจะยิงนิกรด้วยปืนพกคู่มือ

“ปัง”

กระสุนของเสือเฒ่าถูกอ้ายเคราดกพอดี ทำให้มันปล่อยปืนล่วงจากมือและสะบัดเร่าๆ นิกรหันไปมองดู แล้วเขาก็ตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว ที่เสือเฒ่าผู้นี้ว่องไวราวกับจิ้งเหลน

ความเดือดดาลที่ถูกลอบยิงข้างหลัง ประกอบกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทำให้นิกรรีบลุกขึ้นปรี่เข้าไปหาเจ้าเคราดก แล้วนิกรก็กระชากปืนพกทั้งสองกระบอกออกมา จ้องหมายระดับหน้าอกอ้ายเคราดก

“แกไม่ใช่ลูกผู้ชาย แกลอบยิงกัน”

เจ้าเคราดกแสยะยิ้ม

“แกมันแอ๊คท่ามากไปหน่อย กันก็หมั่นไส้เต็มทน ก็เลยเผลอตัวชักปืนออกมาจะยิงแก พอดีลุงโกร่งช่วยชีวิตแกไว้ได้”

นิกรขบกรามกรอด ถอยหลังออกมาจากอ้ายเครา ดกสองสามก้าว

“อ้ายเครา นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วให้ดี กันจะยิงแกทิ้งเสีย เพราะแกคิดมุ่งร้ายหมายขวัญกันก่อน”

อ้ายเคราดกหน้าซีดเผือด

“อย่าทำผมเลยครับนาย นึกว่าเลี้ยงผมไว้ดูเล่น”

นิกรหัวเราะ

“ดูเข้าไปยังไงวะ หน้าตาแกยังกะผีดิบคืนชีพ ขี้ฟัน หนาตั้งห้าหุน”

“โธ่ นายก็ ในป่าดงพงไพรเช่นนี้มันมีแปรงสีฟัน ขายเมื่อไหร่ล่ะครับ นายไว้ชีวิตผมไว้เถอะครับ วันนี้ก็เป็น วันพระวันศีลวันทาน นายมีเมตตากรุณาทำทานคนยาก คนจนสักห้าบาทเถอะครับ”

“อ้าว” นิกรร้องลั่น “กลายเป็นขอทานไปแล้ว หรืออ้ายเวร เอาเถอะฉันจะไม่ยิงแก แต่แกจะต้องปฏิบัติ ตามคำสั่งของฉัน ร้องไห้ให้ดูซิ เร็วอย่าร่ำไร ร้องไห้ให้ลั่นโรงบ่อนนี้”

เจ้าหนุ่มเคราดกร้องไห้โฮ และสะอึกสะอื้นน่าสงสาร นิกรหันไปยิ้มกับพรรคพวกของเขาแล้วขู่บังคับอ้ายเคราดกต่อไป

“หยุดร้องไห้ แล้วหัวเราะ”

เจ้าเคราดกปฏิบัติตามคำสั่งของนายจอมทะเล้นโดย ดี คือลงลูกคอเอิ๊กๆ แล้วก็งอหาย ทำให้ใครๆ อดหัวเราะ ไม่ได้แม้กระทั่งนิกรเอง

“หยุดหัวเราะ” นิกรตวาดลั่น

เจ้าเคราดกหยุดหัวเราะทันที ทำหน้าเบ้เหมือนกับ จะร้องไห้

“อย่าขู่ผมให้มากเลยครับนาย ถ้านายเป็นลูกผู้ชาย เก็บปืนแล้วมาชกกับผมตัวต่อตัวดีกว่า”

นิกรลืมตาโพลง

“พูดดีนัก เต้นจ้ำบ๊ะให้กันดูเดี๋ยวนี้ ม่ายยังงั้นพ่อยิงอกทะลุเลย เร็ว…หนึ่ง สอง”

เจ้าเคราดกร้องลั่น

“โอ๊ย จ้ำบ๊ะน่ะมันเต้นยังไงกันครับ ผมไม่ทราบ”

“ก็ระบำน่ะซีโว้ย” นายจอมทะเล้นพูดเสียงเด็ดขาด “ถ้าแกไม่เต้นฉันจะยิงแก เต้นไม่เป็นก็เต้นมันส่งเดช เร็ว หนึ่ง….สอง”

เจ้าเคราดกจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนิกรอีก ครั้งหนึ่งด้วยอำนาจของปืนพกนั่นเอง เจ้าเคราดกยกแข้ง ยกขาไปตามเรื่อง พวกคาวบอยทั้งหลายต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง และช่วยกันใช้ปากบรรเลงต่างแตรวง

“ปุ๊บชึ่ง ปุ๊บชึ่ง ปุ๊บชึ่ง”

เท่านี้เองภายในบริเวณโรงบ่อนก็ครึกครื้นรื่นเริง ผิดปกติ นิกรกระโจนขึ้นไปยืนบนโต๊ะๆ หนึ่ง ควงปืน พกทั้งสองกระบอกอย่างแคล่วคล่อง แล้วร้องประกาศด้วย เสียงอันดัง

“พวกเราโว้ย ทุกคนที่อยู่ในนี้จงฟัง เสือกรยินดี เปิดฟรีบาร์เลี้ยงเหล้าและอาหารโดยไม่ต้องอั้น ใครเป็น ผู้จัดการร้านขอดูหน้าหน่อยซิ”

เสือชดเดินออกมาจากบาร์และตรงเข้ามาหานิกรด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นายจอมทะเล้นกระโดดลงมาจากโต๊ะทันที

“ผมนี่แหละครับเป็นเจ้าของและผู้จัดการร้านนี้ ผมชื่อชดครับ”

นิกรจ้องมองหน้าเสือชด

“ชื่ออะไรนะ”

เสือชดถอยหลังกรูด

“อย่าดุนักเลยครับ”

“อ้าว….เข้าใจว่ากันเป็นหมาหรือนี่ เดี๋ยวยิงสะดือ ทะลุเลย บอกกันอีกครั้งซิว่าแกชื่ออะไร”

“ชื่อชดครับ” เสือชดแกล้งตอบอย่างนอบน้อม

“ชดเฉยๆ หรือชดช้อย”

“ชดเฉยๆ ครับ” เสือชดตอบยิ้มๆ และนึกว่า นิกรคงจะมีสติคุ้มดีคุ้มร้าย “ชดช้อยน่ะมันชื่อผู้หญิงนี่ครับคุณ”

นิกรฝืนหัวเราะ

“กันยินดีเปิดฟรีบาร์เลี้ยงทุกๆ คนที่อยู่ในร้านนี้ เหล้าและอาหารของแกมีเพียงพอไหมล่ะ”

“พอน่ะพอครับ ว่าแต่คุณมีเงินพอที่จะจ่ายให้ผมหรือ ถ้าอย่างไรละก้อวางมัดจำให้ผมสักห้าพันบาทก่อน ประเดี๋ยวคุณเลี้ยงเสร็จแล้วคุณไม่มีเงินจ่ายให้ผม ผมก็จะบาปกรรมเปล่าๆ ผมไม่อยากฆ่าใครหรอกครับ”

นิกรชักฉิว เขาคว้ามือเสือชดพาเดินกลับไปที่โต๊ะ คณะพรรคของเขา แล้วนิกรก็กล่าวกับอาเสี่ยอย่างหน้าตา ขึงขังว่า

“ขอเงินกันสักห้าพันเถอะวะ”

“อ้าว” เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร “แกประกาศว่าแก จะเลี้ยงดูปูเสื่อทุกๆ คนในบาร์นี้ แล้วทำไมถึงมาเอาเงิน ที่กันล่ะ”

นิกรขบกรามกรอด ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตร ใบละบาทสามสี่ฉบับออกมา

“แหกตาดูซิ กันมีเงินติดตัวมาหกบาทเท่านั้น อย่าทำกระดูกขัดมันหน่อยเลยวะ นายมดเจ้าของร้านนี้ เขาต้อง การให้กันจ่ายเงินล่วงหน้าให้เขาห้าพันบาท ก่อนที่จะเปิดการเลี้ยงฟรี”

เสือชดเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกร

“ผมชื่อชดครับไม่ใช่มด”

นิกรหัวเราะแล้วแบมือขอเงินจากเสี่ยหงวน อาเสี่ยลุกขึ้นยงโย่ยงหยกล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละร้อยปึกเบ้อเริ่มออกมา เสือชดนัยน์ตาเหลือกเมื่อเห็นเงินสด อันมากมายอยู่ในมือกิมหงวน ซึ่งเขานึกไม่ถึงว่าเสี่ยหงวน ของเราจะมีเงินติดตัวมากมายเช่นนี้

อาเสี่ยนับเงินได้ ๕,๐๐๐ บาท แล้วส่งให้นิกร

“เอ้า เอาไป กลับไปถึงบ้านต้องใช้นะโว้ย”

“เออน่า น้ำท่วมหลังเป็ดเมื่อไรใช้ให้ทันที” แล้วนิกรก็ส่งเงินให้เสือชด เขาร้องตะโกนบอกพวกคาวบอย ทั้งหลายด้วยเสียงอันดังว่า “พวกเรากินโว้ย เสือกรเลี้ยงเต็มที่”

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นทั่วบริเวณโรงบ่อน และร้านเหล้าของเสือชด บรรดาสมุนของเสือชดและมือปืนทั้งสอง ต่างแยกย้ายนั่งตามโต๊ะต่างๆ พวกอันธพาลและดาวร้าย เหล่านี้เริ่มเลื่อมใส และศรัทธาในคณะพรรคสี่สหายของเรา แล้ว

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ขณะที่ทุกคนกำลังดื่ม เหล้ารับประทานอาหารและสนทนากันอย่างครื้นเครง เจ้าหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเจ้าแห้ว แล้วก้มหน้าลงกระซิบ กระซาบกับเจ้าแห้วว่า

“พี่แห้ว พี่ยงกับพี่ผินเชิญพี่แห้วไปพบหลังบาร์ สักประเดี๋ยว”

เจ้าแห้วพยักหน้ารับทราบ ไม่เฉลียวใจอะไร เขา ลุกขึ้นเดินผ่านโต๊ะอาหารไปทางหลังบาร์โดยเร็ว เพื่อไปพบกับมือปืนทั้งสองของนายบ่อน และเจ้าของร้านอาหารนี้

ณ บัดนี้ เสือผินกับเสือยงได้นั่งอยู่ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง เมื่อเจ้าแห้วเดินเข้ามา มือปืนทั้งสองก็ยิ้มให้ เจ้าแห้ว

“นั่งซีสัปเหร่อ”

เจ้าแห้วทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามสองเสือ

“พี่ยงกับพี่ผินจะสั่งจองหีบศพยังงั้นหรือ”

เสือผินขมวดคิ้วย่น

“จองไว้ให้ใครวะ”

“ก็จองไว้สำหรับตัวพี่ทั้งสองคนน่ะซี”

เสือยงเค้นหัวเราะ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวานว่า

“เจ้าแห้ว เราคิดว่าแกรู้จักกับอ้ายหนุ่มสี่คนนั่นดี แกบอกเราหน่อยซิว่า อ้ายสี่คนนั่นเป็นใครและมาจากไหน

เจ้าแห้วเม้มปากแน่น

“เอ เรื่องนี้มันเป็นความลับนี่พี่ ฉันไม่อยู่ในฐานะ ที่จะเปิดเผยความจริงได้”

เสือยงกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาจ้อง อกเจ้าแห้วทันที เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขารู้ดีว่า มือปืนของเสือชดทั้งสองคนนี้ ยิงคนได้ง่ายที่สุดด้วยเหตุผล เพียงเล็กน้อย เสือยงทำตาเขียวมองดูเจ้าแห้วแล้วกล่าว คุกคามว่า

“ถ้ามึงไม่บอกกูยิงทิ้ง”

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

“เก็บปืนเสียเถอะน่าพี่ยง ประเดี๋ยวมันลั่นปู้ดป้าด ออกมาฉันก็ตายแหง๋แก๋เท่านั้น”

“บอกกูก่อนว่าอ้ายสี่คนนั่นเป็นใคร”

เจ้าแห้วฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

“นายเก่าของฉันเอง คนที่ชกกับพี่ผินนั่นแหละคือ นายของฉัน ชื่อคุณพล พัชราภรณ์ แกเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ เพื่อรับฉันกลับไปเป็นขี้ข้าแกตามเคย”

เสือผินพยักหน้ารับทราบ เต็มไปด้วยความอาฆาต พยาบาทอ้ายเสือรูปหล่อ ที่ได้บริการหมากและแว่นให้เขา จนกระทั่งเสือผินสะบักสะบอม และขณะนี้ก็ยังไม่หายมึนงง

“แล้วอ้ายหนุ่มสูงชะลูดสวมแว่นตาขอบกระท่าทาง กวนๆ นั่นน่ะใครกัน”

เจ้าแห้วอมยิ้ม ยกมือขวาปัดปากกระบอกปืนของ เสือยงให้เฉไปทางอื่น

“นั่นเพื่อนของคุณพล ชื่ออาเสี่ยกิมหงวน เป็น เศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย หมายความว่าร่ำรวย ที่สุด พี่ยงกับพี่ผินเชื่อหรือไม่ว่า อาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนของ คุณพลคนนี้ มีเงินมากกว่าผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยอีก สามารถฉีกแบ๊งค์เล่นทีละหมื่นสองหมื่นอย่างหน้าตาเฉย ถ้าไม่เชื่อฉันจะพาพี่ออกไปดู และฉันจะขอร้องให้อาเสี่ยแสดง ให้ดูเป็นขวัญตา”

“แล้วอ้ายคนหน้าทะเล้นที่เอะอะเอ็ดตะโรเหมือน คนบ้าชื่ออะไรวะแห้ว” เสือผินกล่าวถามอย่างสนใจ

“อ๋อ คนนั้นชื่อคุณนิกร การุณวงศ์ เป็นทั้งเพื่อน และญาติของคุณพลนายของฉัน”

เสือยงว่า “คงจะเป็นนักเลงปืนมือฉมังคนหนึ่ง”

เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย

“ไม่ได้ความหรอกพี่ยง แกเมาแกก็เอะอะ อาละวาดไปตามเรื่อง ความจริงแกไม่สู้ใครหรอกครับ นอกจากว่าจนแต้มเข้าจริงๆ”

สองเสือหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

“แล้วเจ้าหนุ่มที่สวมแว่นตาสายตาสั้นนั่นล่ะเป็นใคร เสือผินกล่าวถามอีกต่อไป

“คนนั้นเป็นหมอครับ ชื่อด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ ฤทธิ์ ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใคร เท่าที่คุณหมอชกปาก ลูกน้องของพี่ก็เพราะอ้ายหมอนั่นมันยวนเต็มทน คุณหมอทนไม่ไหวเลยเอาหมากหน้าฝาดยัดปากเข้าให้ทีหนึ่ง”

เสือยงถามว่า “แล้วตาแก่อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยหัวล้าน ที่มาด้วยเป็นอะไรกัน”

“ไม่ใช่ย่อยนาพี่ยง ท่านเป็นพระยาพานทองชื่อ พระยาปัจจนึกพินาศ เป็นนายพลนอกราชการ แล้วก็ เป็นพ่อตาของคุณหมอดิเรกกับคุณนิกร เป็นญาติผู้ใหญ่ของ คุณพลกับอาเสี่ย เจ้านายของฉันทั้ง ๕ คนนี้ไปไหนไปด้วย ด้วยกันเสมอ เห็นคนหนึ่งก็ต้องเห็นอีกสี่คน พี่ยงกับพี่ผิน อย่าไปเอาเรื่องเอาราวอะไรกับแกเลย พวกเจ้านายของฉัน ไม่ใช่นักเลงอันธพาล ทุกคนล้วนแต่เป็นคนสนุกสนาน มีอารมณ์ขันเอะอะคึกคะนองกันไปตามเรื่อง แล้วก็จ่ายเงินคล่องๆ ฉันคิดวากว่าจะกลับไปจากขุมทอง พี่ชดคงจะได้เงินจากพวกเจ้านายของฉันไม่ต่ำกว่าสามสี่หมื่น และนั่นย่อมหมายความว่า พี่ยงกับพี่ผินจะต้องได้ส่วนแบ่งคิด เป็นเปอร์เซ็นต์อย่างงดงามทีเดียว”

มือปืนทั้งสองยิ้มแป้นไปตามกัน

“เออ….จริงโว้ย เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้ข้าก็จะให้ ความสะดวกสบายกับพวกเจ้านายของแก และเราจะญาติ ดีด้วย เอาละเจ้าแห้ว เป็นอันว่าขุมทองยินดีต้อนรับพวก เจ้านายของแกด้วยดี”

เจ้าแห้วลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องนั้น

ขณะนี้พวกคาวบอยทั้งหลายกำลังสนุกสนานเฮฮา ทุกคนรู้สึกเคารพรักสี่สหายกับทานเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพราะ นับว่าเป็นประวัติการครั้งแรกที่พวกดาวร้ายเหล่านี้ ได้กินเหล้าและอาหารฟรีโดยไม่ต้องจ่ายทรัพย์ เมื่อเหล้าเข้าปาก พวกดาวร้ายทั้งหลายก็สนุกสนานกันจนเกินขอบเขต มีการแสดงเคี้ยวแก้วเหล้าบ้าง ซึ่งผู้แสดงเลือดแดงเถือกไปทั้งปาก เพราะคาถาไม่ขลัง บางคนก็ฟาดปากกับเพื่อนๆ เพราะพูดไม่เข้าหูกัน บางคนก็ควักปืนออกมายิงขึ้นไปบนหลังคา เอะอะเอ็ดตะโรไปตามเรื่องตามสันดานเลวๆ ของพวก คาวบอยเหล่านั้น

การเปิดฟรีบาร์ปรากฏว่า อาเสี่ยกิมหงวนต้องจ่าย เงินค่าเหล้าค่าอาหารรวม ๓,๕๐๐ บาท เสือชดได้นำเงิน มาคืนให้ ๑,๕๐๐ บาท และแสดงกิริยาพินอบพิเทากับ คณะพรรคสี่สหายของเราเป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่าขุมทองมีความกันดาร ห่างไกลจากความเจริญ และมีสภาพคล้ายกับว่าเป็นแดนมรณะ แต่สี่สหาย ของเรากับทานเจ้าคุณปัจนึกฯ ก็รู้สึกสุขกายสบายใจอย่างยิ่ง

เจ้าแห้วได้เช่ากระท่อมหลังใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ ใกล้ๆ กับบ้านพักของเขาให้เจ้านายของเขาอาศัยอยู่ จัดหาเครื่องนอนและเครื่องใช้ไม้สอยให้ครบครัน ซึ่งแสดงให้ เห็นว่าเจ้าแห้วเป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อเจ้านายของตน คณะพรรคสี่สหายได้พักผ่อนอยู่ที่ขุมทองเป็นเวลาสามวันแล้ว ต่างพากันเที่ยวเตร่ไปตามหมู่บ้าน บรรดา ชาวขุมทองทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นอาชญากรและเสือร้าย ต่างมีความเคารพนับถือคณะพรรคสี่สหายของเรา แม้กระทั่งเสือชดเจ้าของบ่อน และร้านอาหารก็ได้เอาอกเอาใจสี่สหายเป็นพิเศษ ทั้งนี้ก็เพราะเสือชดได้เงินสดจากคณะพรรค สี่สหายของเราวันหนึ่งๆ นับพัน ค่าเหล้าค่าอาหาร บางทีก็ได้จากการพนันซึ่งสี่สหายเหมือนกับหมูตัวใหญ่ๆ เล่นโป เพียงประเดี๋ยวเดียวก็เสียกันคนละพันสองพัน โดยหารู้ไม่ว่า เจ้ามือของเสือชดนั้นมีวิธีโกงอย่างแนบเนียน

บ่ายวันนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและ ดร. ดิเรก ได้นั่งพักผ่อนอยู่ในบ้านของเจ้าแห้วซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ดู เจ้าแห้วกับลูกน้องของเจ้าแห้วสองคน ทำการต่อโลงผีหรือ หีบศพอันเป็นอาชีพที่เป็นล่ำเป็นสัน เป็นกอบเป็นกำช่วย ให้เจ้าแห้วมีรายได้อย่างงดงาม เพราะปรากฏว่าวันหนึ่งๆ มีการฆ่ากันตายอย่างน้อย ๕ ราย แม้กระทั่งวันโกนหรือวันพระก็ไม่มีการละเว้น ชาวขุมทองมักจะตัดสินใจกันด้วยปืน และใครชักปืนได้ไวกว่าก็มีโอกาสสังหารอีกฝ่าย หนึ่ง

ในราว ๑๔.๐๐ น. เศษ

อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรนอนสนทนากันอยู่บนเตียง เก่าๆ ภายในกระท่อมหลังนั้น ขณะนี้อากาศร้อนจัด และ เรื่องที่คุยกันนั้นก็เป็นเรื่องที่ไร้สาระ คือคุยกันสนุกๆ นั่นเอง แล้วก็หัวเราะต่อกระซิกกัน

“แกลองตอบกันหน่อยซิเจ้ากร ทำไมผู้หญิงถึงไม่ มีหนวด ผู้หญิงน่ะได้เปรียบเราเหลือเกินในเรื่องนี้ เช้า ขึ้นก็ไม่ต้องเสียเวลาโกนหนวด หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม อ่อนหวานกว่าผู้ชาย”

นิกรนิ่งคิดอยู่สักครู่แล้วกล่าวว่า

“กันคิดว่าพระเจ้าท่านมีเหตุผลเพียงพอที่ ไม่ให้ผู้หญิงมีหนวดเหมือนอย่างเรา”

“ทำไมวะ” อาเสี่ยถามยิ้มๆ

นิกรว่า “แกลองคิดดูซี สมมติว่าผู้หญิงมีหนวดเฟิ้ม เหมือนอย่างพวกเรา เวลาจูบกันหนวดมันก็พันกันยุ่งไปหมด จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แล้วก็……เราก็คงไม่รู้ว่าใครเป็น ผู้หญิงหรือใครเป็นผู้ชาย เพราะต่างก็มีหนวดโง้งเหมือนกัน ทั้งนั้น”

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

“เออ….จริงโว้ย คงเป็นเช่นนี้เองพระเจ้าจึงสร้าง ผู้หญิงให้มีใบหน้าสวยงามและไม่ให้มีหนวด แกคิดว่าเกิดเป็นผู้ชายดีหรือเกิดเป็นผู้หญิงดีโว้ย”

“ว้า” นิกรคราง “นอนคุยกันเกือบชั่วโมงแล้ว คุยกันแต่เรื่องที่ไม่ได้ความ”

“อ้าว เราคุยกันอย่างนี้แหละสนุกดี ดีกว่าคุยเรื่องของคนอื่นนินทาคนโน้นคนนี้ โดยนึกว่าตัวเราเป็นเทวดา กันชอบคุยเรื่องบ้าๆ บอๆ อย่างนี้แหละ เพราะกันไม่สนใจกับเรื่องของคนอื่น ตอบกันหน่อยซีวะกร ชาติหน้า แกจะเกิดเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง”

นิกรหัวเราะเบาๆ

“กันอยากเป็นผู้หญิงโว้ย เป็นผู้ชายต้องต่อสู้กับ ชีวิตมากเหลือเกินกว่าจะเป็นข้าราชการชั้นเอกหรือชั้นพิเศษ ก็ต้องทำงานหลายสิบปี กว่าจะเป็นนายห้างนายหอก็เหมือนกัน เป็นผู้หญิงถ้ารูปสวยหน่อยพรวดพราดได้เป็นคุณนาย คุณหญิง นั่งท้าวแขนลอยหน้าเฉิบๆ มีคนใช้ชายหญิง คอยปรนนิบัติรับใช้ ไม่ต้องทำอะไรเลยแม้แต่ท่านจะแปรง ฟัน ก็อ้าปากแยกเขี้ยวให้สาวใช้แปรงให้ เป็นผู้ชายไม่ดีแน่”

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

“นั่นน่ะซี กันก็ว่าอย่างนั้น ชาติหน้าขอให้กัน เป็นผู้หญิงเถิด กันจะมีผัวที่ร่ำรวยได้อยู่ตึกใหญ่บันไดสูง นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง”

นิกรว่า “ไม่แน่นักโว้ยอ้ายเสี่ย มันแล้วแต่บุญ วาสนาหรือกรรมเก่าที่ทำไว้ ไม่ใช่ว่ารูปสวยแล้วจะได้ผัวร่ำรวย ผู้หญิงบางคนสวยขนาดนางสาวไทย เป็นเมียสามล้อถมเถไป บางคนหน้าเหมือนยักขินีผีป่าอ้วนจ้ำม่ำ เหมือนไหกระเทียมต่อขา เด็กๆ เห็นนึกว่านางผีเสื้อมา ตามพระอภัย บุคคลิกเลวเต็มทน ปากหนาเหมือนกระทะ แต่ได้ผัวเป็นเศรษฐีมีถมไป คิดไปคิดมากันว่าเกิดเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายมันก็ไม่สบายนัก เพราะผู้หญิงต้องทำงานบ้าน ต้องออกลูกกันคิดว่าถ้าชาติหน้ามีจริงแล้ว กันอยากจะลอง เกิดเป็นหมาสักชาติหนึ่ง”

อาเสี่ยหันมามองเพื่อนของเขาอย่างแปลกใจ

“ไงใฝ่ต่ำยังงั้นล่ะ”

นิกรว่า “ไม่ใช่ใฝ่ต่ำ หมาไม่ใช่สัตว์เลวทรามต่ำ ช้าอะไรเพราะในด้านความกตัญญูรู้คุณแล้ว หมามันดีกว่า มนุษย์บางคนเสียอีก กันอยากเกิดเป็นหมาฝรั่งโว้ย จะได้กินอาหารดีๆ เช่นซุปเนื้อและขนมปังหวาน บางทีก็มี นมสด โอวัลติน แกก็คงเห็นแล้ว บรรดาท่านผู้ดีมีเงิน ทั้งหลายชอบเลี้ยงหมาฝรั่ง เอาใจใสมันยิ่งกว่าลูกของตน จะไปไหนก็เอานั่งรถยนต์ไปด้วย เจ็บป่วยปวดหัวตัวร้อน นิดหน่อยก็รีบส่งโรงพยาบาลรักษาสัตว์ หมาฝรั่งมีชีวิตโอ่อ่าน่าอิจฉาเหลือเกิน ฉะนั้นถ้ากันเกิดเป็นหมากันก็ขอเป็นหมาฝรั่ง”

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

“ไม่เอาโว้ย กันขอเป็นหมาไทยดีกว่า หมาไทย น่ะกินง่ายนอนง่าย สิ่งที่เขาไม่กินกันมันก็กิน จะอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ได้ ตามใต้ถุนรุนช่อง ตามศาลาวัด ไม่ต้องถูก กักขังเหมือนหมาฝรั่ง”

ต่างคนต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน

“คุยเรื่องให้สูงกว่านี้สักนิดเถอะวะ” นิกรพูดพลาง หัวเราะพลาง “มาพูดกันถึงเรื่องขุมทองนี่ดีกว่า กันรู้ดี ว่าคนที่นี่มันป่าเถื่อน มีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณผิดมนุษย์ ฆ่ากันตายเหมือนผักปลา ทั้งนี้ก็เพราะกฎหมายของบ้าน เมืองเอื้อมมือเข้ามาไม่ถึง การใช้อำนาจเป็นไม่ธรรมจึงมีอยู่ ทั่วขุมทอง”

เสี่ยหงวนผุดลุกขึ้นนั่ง

“จริงโว้ย กันคิดมาสองสามวันแล้ว มันฆ่ากัน ง่ายๆ โดยเหตุผลเพียงเล็กน้อย “เอายังงี้เถอะวะอ้ายกร แกกับกันมาร่วมมือกันทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ประชาชนชาวขุมทองได้มีความร่มเย็นเป็นสุข”

นิกรลุกขึ้นนั่งทันที

“เออ….เข้าทีโว้ย แกเป็นนายอำเภอ และกันเป็น ปลัดอำเภอดีไหม หาสังกะสีตัดเป็นรูปดาวติดหน้าอกเสื้อ แล้วเราสองคนก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พยายามทำให้ขุมทองร่มเย็นเป็นสุข”

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

“เอาโว้ย สนุกดี เราจะต้องสร้างกรงขังขึ้นใน บ้านพักของเรานี้ ใครทำผิดก็เอามาขังไว้และเราสองคน จะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต เพื่อกำจัดอิทธิพลของพวกเหล่าร้ายถ้าเราทำได้เช่นนี้การฆ่าฟันกันที่ขุมทองก็จะสิ้นสุดไป”

นิกรเห็นพ้องด้วย

“เอา….กันเอาด้วย แต่หมายความว่าเราจะต้องบู๊สะบั้นหั่นแหลก พวกดาวร้ายจะแอบยิงเราหรือกลุ้มรุม เล่นงานเรา แกกับกันต้องสู้ตายเพื่อศักดิ์ศรีของนายอำเภอ กระดูกเหล็ก”

“ถ้ายังงั้นเราเริ่มแผนการได้” อาเสี่ยพูดด้วยความดีใจ

“แผนการณ์ไม่ยากอะไรหร็อก กันจะจัดการเอง ขั้นแรกออกประกาศติดให้ทั่วห้ามพกอาวุธ ซึ่งอาวุธในที่ นี้หมายความว่าตั้งแต่ไม้ตะพด หรือไม้คมแฝก, มีดพก, ดาบ, ง้าว, ทวน, ปืนพก, ปืนเล็กยาว, ปืนกล, ลูก ระเบิดมือและปืนใหญ่ทุกชนิด”

“ปู้โธ่” อาเสี่ยคราง “ใครวะมันจะพกปืนใหญ่ มาเที่ยวที่นี่”

นิกรเอียงคออมยิ้ม

“ว่าไม่ได้ เผื่อมีใครมาเที่ยวกรุงเทพฯ ขโมยเอา ปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมมาล่ะ กันจะออกประกาศ ห้ามพกอาวุธเด็ดขาด”

อาเสี่ยว่า “ถ้าเอาประกาศนี้ออกไปก็ต้องมีคนฝ่า ฝืนลองดีเรา”

นายจอมทะเล้นพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

“แน่นอนทีเดียว แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาหญ้าปากคอก เมื่อเราออกประกาศแล้ว เราก็ต้องพยายามจับพวก ดาวร้ายแก่ๆ มาขังไว้เพื่อแสดงให้เจ้าพวกนั้นเห็นว่าเราพูดจริงทำจริง”

กิมหงวนชักสงสัย

“ทำไมเราเลือกจับแต่ดาวร้ายแก่ๆ”

“อ้าว….จับดาวร้ายหนุ่มๆ มันจะได้ยิงเราม่องเท่งปะไร”

ต่างคนต่างมองดูหน้ากันแล้ว หัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นสองสหายก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้

เย็นวันนั้นเอง พอแดดอ่อนจางแสง เจ้าแห้วก็ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าโรงบ่อนและร้านเหล้าของเสือชด

เจ้าแห้วกำลังปิดประกาศแผ่นใหญ่ซึ่งเขียนโดยนิกร การุณวงศ์ ปลัดอำเภอขุมทองที่แต่งตั้งตัวเองขึ้นโดยอยู่ นอกสารบบของทางราชการ

บรรดาพวกคาวบอยและดาวร้ายไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ได้ยืนห้อมล้อมมองดูเจ้าแห้วติดประกาศ เมื่อเจ้าแห้วติด ประกาศเสร็จเรียบร้อย เขาก็วิ่งตื๋อกลับไปยังกระท่อมที่พัก ของเขาเพราะกลัวจะถูกยิงทิ้ง

ใครคนหนึ่งได้อ่านข้อความในประกาศ

ชาวขุมทองโปรดทราบ

นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใด กระทำผิดกฎหมายเป็นอันขาด ข้าพเจ้าจะดำเนินการจับกุม และปราบปรามโดยไม่ไว้หน้า ห้ามมิให้เล่นการพนันและ พกอาวุธทุกชนิด ห้ามข่มเหงรังแกกันหรือทำให้ผู้หนึ่งผู้ใด เสื่อมเสียอิสรภาพชาวขุมทองทุกคนจะต้องตั้งตนเป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

ประกาศมา ณ วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๙

กิมหงวน ไทยแท้

นายอำเภอขุมทอง

ประทับตราไม่มียี่ห้อมาเป็นสำคัญ

เมื่อกระทาชายนายนั้นอ่านจบ เสียงหัวเราะอย่าง ครื้นเครงก็ดังขึ้น ทุกคนรู้ดีว่าอาเสี่ยกิมหงวน คือเจ้าหนุ่ม สูงชะลูดที่มาจากกรุงเทพฯ กับเพื่อนเกลออีกสามคนและ ชายชราอีกคนหนึ่ง ใครคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะว่า

“อาเสี่ยแกคงแก่ดูหนังคาวบอยหน่อยโว้ย”

เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมเห็นพ้องด้วย

“นั่นน่ะซีพี่วัน ระหว่างนี้หนังที่กรุงเทพฯ ก็ฉายเรื่องคาวบอยกันแทบทุกโรง ล้วนแต่ยิงกันหูดับตับไหม้ นายอำเภอตั้งตัวเองไม่เคยพบเห็น ฮ่ะ ฮ่ะ พวกเราอยู่ ขุมทองไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองมารุ่มร่ามกับเราเลย”

เสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

“อาเสี่ยกิมหงวนมาทำเบ่งอย่างนี้ กูชักหมั่นไส้เสียแล้ว หลีกไปโว้ย กูจะฉีกประกาศนี่ทิ้งเสีย”

แล้วเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็เดินปรี่เข้าไปที่ฝากระท่อม เล็กๆ ข้างโรงบ่อนเอื้อมมือขึ้นจะฉีกประกาศแผ่นนั้น

ทันใดนั้นเอง เสียงปืนพกสี่กระบอกก็ดังขึ้นสนั่น หวั่นไหว ทุกคนแตกฮือเพราะเกรงจะถูกลูกหลง อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรยืนเด่นอยู่บนกองไม้ ถือปืนพกคนละสองกระบอก และกำลังเป่าควันปืนอย่างสง่าผ่าเผย นายอำเภอ และปลัดอำเภอแต่งกายหรูหราแบบคาวบอยตะวันตก ที่หน้าอกเสื้อกักด้านซ้ายมีโลหะสีเงินเป็นรูปดาวติดอยู่คนละ ดวง

ทุกคนพากันมองดูนายอำเภอ และปลัดอำเภอด้วย ความตื่นเต้นและหวาดกลัว แล้วหันไปมองดูประกาศแผ่น นั้น ที่ฝาผนังข้างประกาศมีรอยกระสุนปืนปรากฏเป็นตัว อักษรว่า

“ใครฉีก….ตาย”

เมื่อพวกคาวบอยและดาวร้ายหันไปมองดู อาเสี่ยกับนิกร ทุกคนก็เห็นสองสหายกำลังบรรจุกระสุนปืนเข้าลูกโม่ แล้วอาเสี่ยกับนิกรซึ่งแต่งตั้งตัวเองเป็นนายอำเภอขุมทองก็ กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

“ทุกคนต้องทำตามประกาศนี้ เราให้เวลาครึ่งชั่ว โมงเพื่อให้พวกท่านนำปืนพกไปเก็บที่บ้าน ข้าพเจ้ากับ ปลัดอำเภอนิกรจะปราบปรามผู้ที่ทำทุจริตผิดกฎหมาย โดยไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น”

ชายกลางคนไว้หนวดโง้งคนหนึ่ง ยืนกำบังอยู่ข้าง เกวียนเล่มหนึ่ง เขาดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา แต่นิกรเห็นเข้าก็เลยยิงเจ้าหมอนั่นเสียก่อน

“ปัง….เฟี้ยว….”

มันเหมือนกับปาฏิหาริย์ นิกรยิงถูกหนวดชายกลาง คนผู้นั้นขาดไปครึ่งหนึ่ง คงเหลือหนวดทางด้านซ้ายอีก ข้างเดียว เท่านี้เองพวกคาวบอยและดาวร้ายทั้งหลายก็เต็ม ไปด้วยความเกรงกลัว รีบเดินไปจากที่นั้นทันที

อาเสี่ยกิมหงวนมองดูนิกรด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ แล้วพูดเสียงสั่นเครือ

“แกยิงยังไงวะอ้ายกร ทำไมแกแม่นอย่างนี้”

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

“ยิงไปส่งเดชยังงั้นเอง มันฟลุ๊คโว้ย แต่อ้ายพวกนี้คิดว่ากันยิงปืนแม่นเลยเปิดไปหมด หน้าถอดสีไป ตามกัน”

อาเสี่ยกิมหงวนหัวเราะชอบใจ

“กลับไปบ้านพักของเราเถอะ อีกหนึ่งชั่วโมงเรา จะมาที่โรงบ่อนนี้ ถ้าใครพกปืนเราต้องจับทันที และถ้า ในบ่อนนี้ยังเล่นการพนันเราก็จะจับให้เรียบ ว้า….สนุกจังโว้ยกร เราอย่ากลับกรุงเทพฯ เลยวะอยู่เป็นนายอำเภอที่นี่เรื่อยๆ ไปดีกว่า ในไม่ช้าชาวขุมทองก็จะมีความสุข ทั่วหน้ากัน และอย่างไรเสียกลางหมู่บ้านนี้คงจะมีอนุสาวรีย์ ของแกกับกัน”

นิกรเห็นพ้องด้วย

“จริงว่ะ เราอยู่ขุมทองดีกว่า อยู่กรุงเทพฯ ไม่ เห็นจะมีความสุข ถูกเมียด่าไม่เว้นแต่ละวัน”

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

“กลับบ้านพักเราเถอะโว้ย อีกครึ่งชั่วโมงค่อยมาที่ โรงบ่อนนี้”

ครั้นแล้ว สองสหายก็พากันเดินกลับที่พัก ต่างคนวางท่าอย่างสง่าผ่าเผย พวกดาวร้ายหลายคนแอบมอง อยู่ตามที่ต่างๆ ด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

เย็นวันนั้นเอง

เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เศษ นายอำเภอและ ปลัดอำเภอก็พากันมาที่ร้านเหล้า และบ่อนการพนัน ของเสือ ชด เมื่ออาเสี่ยกับนิกรเข้ามาในบ้านนี้ เสียงจ้อกแจ้กจอแจ ก็เงียบกริบลงทันที

เจ้าพนักงานทั้งสองก็หยุดยืนเคียงคู่กันหันมามองดู หน้ากันแล้วทำปากเบี้ยวนัยน์ตาเหล่เหมือนๆ กัน

“เตรียมตัวท่านปลัด อ้ายพวกนี้ไม่เชื่อฟังคำสั่ง ของเราทุกคนยังพกปืน และบ่อนการพนันก็ยังเล่นกันอยู่”

ปลัดนิกรยิ้มแค่นๆ

“เอาเลยครับ ท่านขุน”

อาเสี่ยสะดุ้งแล้วหัวเราะ

“ใครบอกแกล่ะว่ากันเป็นท่านขุน เรียกกันว่านายอำเภอซีโว้ย” แล้วกิมหงวนก็กระซิบดุนิกร “อย่ายืนหลังโกง ยืดหน้าอกขึ้น เราเป็นเจ้าพนักงานต้องวางท่าทางให้ สง่า”

นิกรถอนหายใจเบาๆ

“สงสัยเสียแล้วละโว้ย”

“สงสัยอะไร”

“เรากำลังป่วยเป็นโรคจิตน่ะซี”

“เถอะน่ะ บ้าก็บ้าด้วยกัน เตรียมพร้อมท่านปลัด ใช้อำนาจของเราปิดบ่อนการพนัน และบังคับทุกๆ คนให้ เข็มขัดปืนพกให้เรา จับเสือชดกับมือปืนของเขาทั้งสอง คนไปขัง ตั้งข้อหาเป็นคอมมูนิสต์”

นิกรพยักหน้ารับทราบ

“เอา….เอายังไงก็เอากัน กันจะยอมเป็นบ้ากับแก สักพัก”

นายอำเภอกิมหงวนกระชากปืนพกสองกระบอกออก จากซองปืนและจ้องไปทางพวกนักการพนันทั้งหลาย

“เฮ้….ยกมือขึ้น” เสี่ยหงวนตวาดลั่น “ทุกคนลุก ขึ้นยืนและชูมือขึ้น ใครขัดขืน….ตาย”

พวกคาวบอย และดาวร้ายทั้งหลายหัวเราะกันอย่าง ขบขัน นิกรชักฉิวก็ดึงปืนพกทั้งสองกระบอกออกมาอย่างรวดเร็ว แต่แทนที่เหล่าร้ายทั้งหลายจะเกรงกลัว กลับหัวเราะกันครื้นเครง โดยเฉพาะเสือชดซึ่งยืนอยู่ในบาร์หัวเราะจนงอหาย

กิมหงวนกล่าวกับนิกรโดยเร็ว

“ท่านปลัด เราต้องจับเสือชดก่อน เราจะกินไข่ เราก็ต้องทุบเปลือกไข่ เราจะฆ่าปลาหมึกยักษ์ เราต้องแทงตัวมัน ไม่ใช่ตัดหนวดมันทีละเส้น”

นิกรจุ๊ย์ปาก

“นายอำเภอพูดคมกริบเลย เอาซีครับ เอายังไงก็เอาผมเป็นช้างเท้าหลัง”

อาเสี่ยเดินนำหน้าพานิกรตรงมาที่บาร์ แล้วสองสหายก็ยกปืนขึ้นขู่เสือชด

“ในนามของเจ้าพนักงาน” เสี่ยหงวนตวาดแว๊ด “กันขอจับแก”

เสือชดหัวเราะก้าก เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

“อาเสี่ยอยู่ต่อไปเถอะครับอย่าเพิ่งตายเลย ขืนตั้งตัวเป็นนายอำเภอและปลัดอำเภอ ก็มีหวังตายเท่านั้น”

นิกรกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที

“ปัง!”

กระสุน ๙ มม. ถูกบุหรี่ที่ปากของเสือชดแหลกละเอียด พวกคาวบอยต่างลุกฮือขึ้น เฮโลเข้ามาห้อมล้อมเสี่ยหงวนกับนิกร นายอำเภอกับปลัดอำเภอหมุนตัวไป รอบๆ

ทันใดนั้นเอง เสือยงก็ร้องตะโกนขึ้น

“เอามัน พวกเรา”

นายอำเภอกับปลัดถูกแย่งปืนพกอย่างอุกอาจบรรดา ดาวร้ายต่างกลุ้มรุมแจกหมากแจกแว่นให้สองสหาย อย่างอุตลุตอาเสี่ยกับนิกรตกอยู่ในวงล้อม เพียงครู่เดียวสองสหายก็ล้มลงถูกเตะถีบกระทืบสลบเหมือด

เสือชดตะโกนลั่น

“พอโว้ย พอทีโว้ยพวกเรา”

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไปทั่วโรงบ่อน นิกรกิมหงวน นอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้น เสือชดเรียกเสือผินกับเสือยงมือปืนทั้งสองเข้ามาหาเขา

“อ้ายน้องชาย แกสองคนช่วยแก้ไขนายอำเภอ หน่อยซีวะ นึกว่าเอาบุญ”

มือปืนทั้งสองเดินเข้าไปหาสองสหายทรุดตัวนั่งช่วยปฐมพยาบาล แต่เมื่อเห็นว่าไม่ฟื้น เสือยงก็สั่งพรรคพวก ให้ช่วยกันหามออกไปทิ้งหน้าโรงเหล้านี้

เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย

ก่อนตะวันลับฟ้า พลกับ ดร. ดิเรก และเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ ก็พากันมาที่โรงบ่อนของเสือชด เพื่อจะดื่ม เหล้าและรับประทานอาหารกันทั้ง ๓ คนเข้าใจว่า เสี่ยหงวนกับนิกรคงอยู่ในร้านเหล้าของเสือชด

พอเลี้ยวมุมโผล่ออกมาทางหน้าโรงบ่อนพลกับ ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แลเห็นชายฉกรรจ์ประมาณ ๒๐ คน ยืนห้อมล้อมมองดูอะไรอยู่

นิกรกับกิมหงวนนั่นเอง ทั้งสองนอนสิ้นสติสม-ประดียังไม่ฟื้นถึงแม้พวกคาวบอยบางคน จะเอาน้ำราดให้ก็ ตาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพลกับนายแพทย์หนุ่มแหวกกลุ่ม พวกดาวร้ายเข้ามา พอแลเห็นสองสหายทั้งสามคนก็ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน

แว่นตาขอบกระของนายอำเภอหายไปแล้ว เข็มขัด และปืนพกของนายอำเภอและปลัดอำเภอก็หายไปด้วย ข้าวของเงินทองที่ติดตัวอยู่ไม่มีอะไรเหลือเลย เคราะห์ดีที่อาเสี่ยเอาเงินซ่อนไว้ที่บ้านพักอีกสองหมื่น

พลยกมือจับแขนชายชราคนหนึ่ง แล้วกล่าวถามโดย เร็ว

“ลุงจ๋า มีอะไรเกิดขึ้นแก่เพื่อนของฉันทั้งสองคน นี้หรือ”

ชายชรายิ้มให้อ้ายเสือรูปหล่อ

“เรื่องเล็กอ้ายหลานชาย เพื่อนของเจ้าสองคนได้ อุปโหลกตัวเองขึ้นเป็นนายอำเภอและปลัดอำเภอ จะทลายบ่อนการพนัน จะจับกุมเสือชดเจ้าของบ่อน และจะจับทุกคนที่พกปืน เสือชดเขาก็สั่งให้ลูกน้องเขาช่วยกันกระทืบ คนละทีสองทีหมอบไปเลย ดีแล้วที่เขาไม่ยิงทิ้ง”

นายพัชราภรณ์ กับนายแพทย์หนุ่มต่างปราดเข้ามา ทรุดตัวลงนั่งประคองนิกรกับเสี่ยหงวน เมื่อได้ช่วยกัน ปฐมพยาบาลสักครู่อาเสี่ยก็ฟื้นคืนสติ หลังจากนั้นนิกรก็ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก

กิมหงวนพบตัวเองอยู่ในวงแขนของพล

“กันเป็นอะไรไปหรือเพื่อน”

พลหัวเราะ

“ถูกกระทืบน่ะซี”

อาเสี่ยขบกรามกรอด

“นึกออกแล้ว พวกผู้ร้ายกลุ้มรุมเล่นงานกันกับอ้ายกร แต่กันจะไม่ยอมเกรงกลัวเจ้าพวกวายร้ายเหล่านี้หร็อก กันยอมตายเพื่อหน้าที่ราชการของกัน”

นิกรลุกพรวดพราดลุกขึ้นนั่งแล้วยิ้มให้ ดร. ดิเรก

“ขอบใจมากหมอที่ช่วยกัน ความจริงกันฟื้นนาน แล้วแต่ขี้เกียจลุกขึ้นเลยโอกาสหลับไปงีบหนึ่ง”

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรขึ้นทันที

“เฮ้ย….ปงปืนหายหมดแล้ว เงินก็หายโว้ยอ้ายกร หมด….นาฬิกง นาฬิกา สร้อยคอไม่มีเหลือ อ้ายพวกนี้ คงถือโอกาสปลดเอาไปจากตัวเรา”

นิกรยิ้มเล็กน้อย

“ช่างมันเถอะวะ ของนอกกายไม่ตายหาได้อีก ถึง แม้พวกเหล่าร้ายจะกลุ้มรุมกระทืบเราจนสลบเหมือด เรา สองคนก็จะต้องหาทางปราบปรามให้ราบคาบ”

เสี่ยหงวนพยักหน้า

“แน่นอน ถ้าท่านปลัดกับผมไม่แน่จริงที่ไหนทาง การจะส่งมาอยู่ที่นี่”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

“ใครแต่งตั้งแกวะอ้ายเสี่ย”

“เถอะน่ะ คุณอาไม่ต้องถามผมหร็อก ไม่มีการแต่งตั้งผมจะเป็นนายอำเภอได้อย่างไร”

ครั้นแล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลุก ขึ้น ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ ช่วยปัดฝุ่นละอองตามเสื้อกางเกง ของกิมหงวนกับนิกร ให้แล้วกล่าวกับอาเสี่ยด้วยเสียงหัวเราะ

“แกะตรานายอำเภอออกทิ้งเสียทีเถอะวะ”

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

“ชะ ชะ ตานี่แหละคือสัญญลักษณ์แห่งความมี เกียรติของกัน แล้วกัน นี่แกยังไม่รู้อีกหรือว่ากันเป็นนายอำเภอขุมทอง” พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ “คุณอาแก้เข็มขัดปืนให้ผมเถอะครับ ผมจะปฏิบัติหน้าที่ของผมต่อไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูกิมหงวนด้วยความสงสาร

“เอ….เมื่อวานนี้ก็ยังดีๆ อยู่นี่นา”

“โธ่….อากาศมันร้อนจัดนี่ครับคุณอา”

พลยกมือจับแขนนิกรกับเสี่ยหงวนไว้คนละข้าง

“อย่าแกล้งทำเป็นบ้าไปหน่อยเลยวะ”

นิกรตวาดแว๊ด

“ใครบอกว่าแกล้งทำ บ้าจริงๆ โว้ย”

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เจ้าหนุ่มหน้าเซ่อแต่งกาย สกปรกคนหนึ่งได้เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าสี่สหายกับเจ้า คุณปัจจนึกฯ เขามองเข้าไปในบ่อนเสียก่อนจึงกล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง

“แอ๊ะ แฮะ แอ แบะ แอ๊….”

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

“เป็นใบ้หรือน้องชาย”

เจ้าหนุ่มผู้นั้นพยักหน้า แล้วพยายามพูดภาษาใบ้ บอกให้อาเสี่ยกับนิกรรู้ว่า ถ้าเข้าไปในบ่อนของเสือชดจะ ถูกยิงตาย เพราะเสือชดกับพรรคพวกเตรียมพร้อมที่จะ เล่นงานอยู่แล้ว แต่สองสหายไม่สามารถจะเข้าใจภาษาใบ้ได้

นิกรฉุดแขนอ้ายใบ้พาเดินไปให้ห่างผู้คน แล้วยัด เยียดธนบัตรใบละ ๒๐ บาท ใส่ไว้ในมืออ้ายใบ้

“พูดให้กันรู้เรื่องหน่อยเถอะวะ แกมีค่าเหล้าแล้ว”

“แอ๊ะ แบ๊ะ แอ๊ะ พูดไม่ได้ครับ ผมเป็นใบ้มา แต่กำเนิด”

นิกรหัวเราะ ส่งเงินให้อีก ๒๐ บาท

“เอ้า….เอาไปอีก ๒๐ คราวนี้คงหายใบ้ซีนะ”

เจ้าใบ้ยิ้มแป้น

“ครับ หายแน่ พวกคุณอย่าเข้าไปในบ่อนเสือชด เลยครับ เสือชดกับมือปืนของเขาตลอดจนพรรคพวกของ เขากำลังเตรียมเล่นงานคุณ”

นิกรพยักหน้ารับทราบ

“เขาอยู่กันพร้อมหน้าหรือ”

“ครับ แต่ขณะนี้เสือชดไม่อยู่คงอยู่แต่เสือผินกับ เสือยงมือปืนของเขา ผมคิดว่าทางที่ดีแล้วพวกคุณควรจะ ไปจากขุมทองโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ เพื่อความปลอดภัย ของชีวิต แอ๊ะ แบ๊ะ แอ๊ะ แบ๊ แบ๊ะ”

นิกรยกฝ่ามือผลักหน้าอ้ายใบ้

“ลำบากนักก็อย่าทำเป็นใบ้เลยวะอ้ายน้องชาย เมื่อยปากเปล่าๆ ขอบใจมากนะ ที่แกช่วยเตือนกันด้วยความหวังดี แต่กันไม่กลัวเสือชดหรืออะไรหร็อก เพราะกันก็เป็นเสือเหมือนกัน กันกับเพื่อนแกล้งทำเป็นบ้าๆ บอๆ ไป ยังงั้นเอง กันนี่แหละคือเสือกร เสือร้ายผู้มีอิทธิพลใหญ่ ยิ่งในกรุงเทพฯ แม้กระทั่งตำรวจเห็นกันเข้าก็ยังวิ่งหนี กันฆ่าคนมา ๒๕๖ คนแล้ว บาดเจ็บสาหัสอีกในราวพันคน แกจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม”

อ้ายใบ้หัวเราะ

“ครับ ผมจะพยายามเชื่อ”

นิกรพาเจ้าใบ้กลับมาหาพรรคพวกของเขา ทันใด นั้นเองเสือผินก็เดินออกมาจากร้านบ่อนการพนันของเสือชด มือปืนประจำบ่อนยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าบันไดสามชั้น แล้วมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างดูหมิ่นเกลียดชัง การกระทำของนิกรกับเสี่ยหงวน ทำให้เสือชดกับพรรคพวกเข้าใจว่า สี่สหายของเราจะมาตั้งตัวเป็นใหญ่ในขุมทองนี้

พอแลเห็นหน้าเสือผิน อาเสี่ยก็ยกมือชี้หน้าแล้ว กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

“อ้ายผัน”

เสือผินทำคอย่น ใบหน้าถมึงทึงทันที

“อย่าเรียกชื่อพ่อซีโว้ย”

เสี่ยหงวนหัวเราะ

“ฉันไม่เรียกชื่อปู่แกอีกคนก็ดีแล้ว ปู่แกชื่อเพิ่มใช่ ไหมล่ะ ฮะ ฮะ แกกับพรรคพวกของแกไม่ใช่ลูกผู้ชาย ใช้วิธีหมาหมู่เล่นงานกันกับเพื่อน”

เสือผินแสยะยิ้ม เขากล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

“เฮ้….ฟังทางนี้โว้ยพรรคพวก พี่ชดสั่งให้บอกพวกแกว่า พวกแกจะเข้ามายุ่มย่ามในบ่อนนี้ไม่ได้ และ ขอให้รีบไปจากขุมทองภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ ม่ายยังงั้นตาย”

พล พัชราภรณ์ จ้องตาเขม็งมองดูเสือผินโดยไม่ ประหวั่นพรั่นพรึง

“มันจะมากไปอ้ายน้องชาย แกอาจจะทำได้ ที่แกห้ามไม่ให้พวกเราเข้าไปในร้านของแก แต่จะขับไล่พวกเรา ให้ออกไปจากขุมทองนั้น แกมีอำนาจอะไร”

เสือผินขบกรามกรอด

“อำนาจหรือ….อำนาจก็คือลูกปืนน่ะซี”

อ้ายเสือรูปหล่อหัวเราะอย่างใจเย็น

“กันและพวกเราไม่กลัวคำขู่ และไม่เคยกลัวใคร แกมีปืนกันก็มีปืนเหมือนกัน ไม่เชื่อก็ลองชักปืนออกมาซี แล้วแกจะได้รู้ว่ากันจะยิงแกไหม”

ต่างคนต่างจ้องดูกันด้วยสายตาที่แสดงความเป็นศัตรูต่อกัน เสือผินขบกรามกรอด และแล้วเขาก็ใช้ความ รวดเร็วว่องไวกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวา ออกมาเพื่อ จะสังหารพลเสีย

แต่ถึงกระนั้นก็ช้าเกินไป อ้ายเสือรูปหล่อชักปืนไวกว่า และพอปืนพกพ้นซองปืนพลก็เหนี่ยวไกยิงทันที

“ปัง”

กระสุน ๙ มม. ทะลุอกเสือผินออกทางเบื้องหลัง มือปืนประจำบ่อนสะดุ้งเฮือกสุดตัว ปล่อยปืนล่วงลงชั้นบันได และแล้วร่างอันสูงใหญ่ล่ำสันของเสือผินก็ค่อยๆ ล้มลงสิ้นใจตายอยู่หน้าโรงบ่อนนั่นเอง

“โอ้โฮ” เสี่ยหงวนร้องลั่น “แน่ไปเลยโว้ยพล แกชักปืนได้เร็วกว่า โรเบิตไรอัน เสียอีก ให้ดิ้นตายเถอะวะ ท่าทางของแกคล้ายๆ กับ อแลน แลด ในเรื่อง เชนไม่มีผิด”

แล้วเสี่ยหงวนก็เดินขึ้นไปบนบันไดก้มลงแกะเข็มขัด ปืนพกออกมาจากศพของเสือผิน และเก็บปืนพกข้างๆ ตัว เสือผินยึดไว้ด้วย เขามองดูศพเสือผินแล้วทำหน้าเบ้ ถอยลงมาจากขั้นบันได หันมาพูดกับคณะพรรคของเขา

“อ้ายผินนอนตายลืมตาโพลง”

นิกรยกมืออุดจมูก แล้วกล่าวว่า

“เหม็นเน่าจังโว้ย”

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

“เพิ่งตายยังไม่ถึงนาที”

นิกรปล่อยมือที่อุดจมูก

“ยังงั้นคงเหม็นกลิ่นที่กันปล่อยออกมาเอง เมื่อ ตอนกลางวันล่อถั่วลิสงต้มเข้าไปตั้งครึ่งกิโลเห็นจะได้”

บรรดาผู้ที่แลเห็นเหตุการณ์ต่างยืนนิ่งเฉยไปตามกัน ทุกคนมองดูพลอย่างเกรงกลัว อ้ายเสือรูปหล่อกล่าวกับ พวกดาวร้ายทั้งหลายว่า

“กันไม่มีเจตนาที่จะฆ่าเสือผิน แต่ทุกคนได้แลเห็น แล้วว่าถ้ากันไม่ยิงเสือผิน เสือผินก็ยิงกัน”

ทันใดนั้นเอง เสือยงก็เดินออกมาจากร้านเหล้า อย่างร้อนรน สมุนของเขาคนหนึ่งได้วิ่งเข้าไปในบาร์ หลังจากเสือผินถูกพลยิงล้มกลิ้ง แล้วรายงานให้เสือยงทราบ ว่าเสือผินถูกเสือต่างถิ่นพรรคพวกของนายอำเภอเถื่อน ยิงตายเสียแล้ว

เสือยงหยุดชะงักมองดูศพเพื่อนของเขา ใบหน้าของเสือยงเคร่งเครียดนัยน์ตาวาวโรจน์ เขากล่าวขึ้นด้วย เสียงอันดังว่า

“ใครยิงเพื่อนกู”

พลยืนเด่นในท่าเตรียมพร้อม

“กันเองเสือยง กันจำเป็นเหลือเกินที่ต้องฆ่าเพื่อนของแก เพราะเขาจะยิงกันก่อน เสียใจมากที่เพื่อนเกลอของแกถูกกันยิงตาย”

เสือยงขบกรามแน่น สายตาที่มองดูพลนั้นราวกับ จะกินเลือดกินเนื้อ

“ถ้ายังงั้นกันกับแกยิงกันตัวต่อตัว”

พลหัวเราะ

“กันยังไม่อยากตายหร็อกเพื่อน” แล้วพลก็ถอด เข็มขัดกระสุนปืนพกออกส่งให้นายแพทย์หนุ่ม “กันคิดว่า ฝีมือแม่นปืนของกันคงสู้แกไม่ได้แน่ แต่ถ้าแกต้องการแก้ แค้นแทนเสือผิน กันกับแกมาชกกันดีกว่า กันสู้แกไม่ได้ กันจะพาพรรคพวกของกันไปจากขุมทองก่อนตะวันตกดินวันนี้”

เสือยงแสยะยิ้ม รีบถอดเข็มขัดกระสุนปืนพกออก ส่งให้สมุนของเขาคนหนึ่ง แล้วลงบันไดมาข้างล่าง

“ได้ซีเพื่อน แกปะทะกับอ้ายผินเพื่อนกัน จนสะบัก สะบอม แกอาจจะนึกว่าฝีมือของกันคงจะพอๆ กับเสือผิน มา.…อ้ายเพื่อนเกลอ กันพร้อมแล้ว”

อาเสี่ยปราดเข้ามาขวางพลกับเสือยง

“เดี๋ยว….เดี๋ยวก่อน จะชกกันแบบมวยสากลหรือ มวยไทย”

เสือยงตวาดลั่น

“มวยวัดโว้ย ชกกันได้ทุกแบบ ถึงล้มก็กระทืบซ้ำ ได้ให้กูปราบพวกมึงเสียก่อนแล้วมึงกับกูมาชกกัน”

เสี่ยหงวนตั้งท่าเลียะพะ ยกขาขวางอเข่าขึ้น ยื่นมือทั้งสองออกไป แล้วยักคิ้วให้เสือยง

“ได้ซีเพื่อน กันจะเลียะแกให้ท้องทะลุทีเดียว แต่แกไม่มีหวังที่จะเอาชนะเพื่อนกันได้หร็อก เอาโว้ย กัดกันได้”

เสือยงปราดเข้าเตะพลทันทีเสียงดังฉาด เท้าขวาของเสือยงถูกท่อนแขนซ้ายของพลเต็มแรง พลล่าถอยไป เล็กน้อยเมื่อเสือยงปรี่เข้ามา อ้ายเสือรูปหล่อก็ยกเท้าขวา ถีบถูกมือปืนเซออกไป ทำให้นิกรหัวเราะก้าก

“ระวังให้ดีโว้ยเสือยง เพื่อนกันถีบคู่ต่อสู้สะดือ หลุดมาหลายคนแล้ว”

เสือยงเปิดฉากตะลุมบอนอย่างดุเดือด ชกซ้ายขวา อย่างคล่องแคล่ว บางทีก็ฟันศอกเต็มเหนี่ยว เขาต่อยพล อย่างบ้าบิ่นจนกระทั่งพลต้องใช้วิธีสู้พลางถอยพลางเสือยง มีรูปร่างใหญ่กว่าพลมาก กำลังก็เหนือกว่า ถึงแม้พลจะ ป้องปิดพายุหมัดไว้ได้ แต่หมัดตรงขวาของเสือยงก็ลอด แนวต้านทานถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของพลเต็มเหนี่ยว

ความแรงของน้ำหนักหมัด ทำให้อ้ายเสือรูปหล่อเซถลาไปไกล และถึงกับล้มลงก้นกระแทกพื้น เสือยงวิ่ง เข้ามายกเท้าขวาเตะพลเต็มเหนี่ยว แต่พลรีบยกท่อนแขนป้องปิดไว้ได้และกอดปล้ำมือปืนล้มลง ทั้งสองปลุกปล้ำ กันอุตลุด สักครู่หนึ่งเสือยงก็เหวี่ยงพลกระเด็นไป

ต่างคนต่างรีบลุกขึ้นและปราดเข้าปะทะกันอีก พลถูกชกด้วยหมัดอัปเป้อร์คัตซ้ายอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าถูกไม่จังนัก ก็ทำให้อ้ายเสือรูปหล่อหน้าหงายไปตามหมัด นิกรโมโหพลก็เอ็ดตะโรลั่น

“เฮ้ย….ถ้าไม่สู้ก็ยกมือไหว้เขาเสียซีโว้ย ทำไมปล่อย ให้เขาชกเอาๆ อย่างนั้น”

พอนิกรพูดขาดคำ หมัดขวาของพลก็ลั่นปังออก ไปถูกปลายคางมือปืนอย่างถนัดถนี่ เสือยงเซแซ่ดๆ ไป ปะทะเกวียนเล่มหนึ่งซึ่งจอดอยู่หน้าร้านเหล้า พลกระโจนเข้าใส่ราวกับพยัคฆ์ร้าย มุ่งหวังที่จะยุติการต่อสู้ด้วยเข่า ลอย แต่แล้วพลก็ถูกสวิงขวาของเสือยงกระเด็นออกไป

คราวนี้พลยอมรับว่า เสือร้ายผู้นี้เป็นนักสู้ที่มีฝีมือ และชั้นเชิงการชกเหนือกว่าเขา ซึ่งเขาจำเป็นจะต้องระมัด ระวังตัวยิ่งขึ้น เพราะพลเสียเปรียบในด้านแรงปะทะ อยู่แล้ว

อ้ายเสือรูปหล่อปรี่เข้าชกด้วยหมัด แย๊ปซ้ายสองทีซ้อน แล้วตามด้วยหมัดขวาอย่างรวดเร็ว แต่เสือยงหลบ อย่างหวุดหวิด ชกสะกัดตามลำตัวของพลแล้วล่าถอยออก ไปยกเท้าซ้ายเตะพลเต็มเหนี่ยว

พลยกแขนขวาขึ้นปิดเท้าซ้ายของคู่ต่อสู้พร้อมกับสืบเท้าซ้ายเข้าไปปล่อยหมัดฮุ้คซ้าย ซึ่งเป็นหมัดดินระเบิดของ เขาถูกขาตระไกรข้างขวาของเสือยงดังกร๊วบ

เท่านี้เอง มือปืนของเสือชดก็ล้มลงนอนหงาย เหยียดยาวสิ้นสติ อาเสี่ยกิมหงวนวิ่งเข้ามายกมือขึ้นนับ ด้วยเสียงอันดัง

“หนึ่ง….สอง….สาม….ว้า….ไม่ต้องนับละโว้ย เสียเวลา ลงนอนนัยน์ตาค้างอย่างนี้ต่อให้นับร้อยมันก็ไม่ฟื้น” แล้วกิมหงวนก็ยกมือขวาของพลชูขึ้น ร้องประกาศด้วยเสียง อันดังว่า “แดงชนะ”

พลหายใจถี่เร็วด้วยความเหน็ดเหนื่อย ใบหน้าของ เขาฟกช้ำดำเขียวและริมฝีปากแตก มีโลหิต เขากล่าวกับ พวกอันธพาลทั้งหลาย ซึ่งโดยมากล้วนแต่เป็นพรรคพวก ของเสือยงว่า

“กันไม่ต้องลบเหลี่ยมลูบคมใครทั้งนั้น แต่ถ้าใคร ดูหมิ่นเหยียบย่ำกันก่อนกันก็สู้ตาย ขอให้ช่วยบอกเสือชด ด้วยว่าในฐานที่เสือชดเป็นเจ้าของร้านเหล้าและบ่อนการพนันนี้ เมื่อเสือชดตั้งตัวเป็นศัตรูไม่ต้องการต้อนรับพวก เรา เราก็จะไม่ขอเหยียบเข้ามาในร้านนี้ แต่เสือชดหรือ ใครก็ตามไม่มีสิทธิ์ที่จะขับไล่พวกเราไปจากขุมทอง เมื่อจะ เอายังไงก็เอากัน แต่ขออย่าให้ลอบกัด สู้กันซึ่งๆ หน้ากันจะไม่หนีเลย อ้า….ช่วยกันแก้ไขเสือยงเสียด้วยซีนะ”

นิกรพูดเสริมขึ้น

“บอกเสือยงด้วยว่า ถ้าอยากจะกินหมากหน้าฝาดๆ อีกละก็ลองกับเสือกรยังได้นา แต่มีเงื่อนไขว่าชกกันเพียง ครึ่งนาทีเท่านั้น เพราะเสือกรยังอยู่ในระหว่างฉีดยาไม่ ค่อยจะมีแรงโว้ย” แล้วนิกรก็ยืดหน้าอกในท่าเบ่ง ทำปากเบี้ยวนิดหน่อย กล่าวกับพรรคพวกของเขาว่า “กลับ อำเภอโว้ยพวกเรา”

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

“ที่ไหนวะอำเภอ”

“ก็กระท่อมที่เราอยู่น่ะซี ติ้งต่างว่าเป็นอำเภอเข้า ใจไหมล่ะ ขัดคอยังงี้เสียเรื่องหมด เรื่องนี้มันเรื่องบู๊นะโว้ย นวนิยายแบบตะวันตกของอเมริกัน”

“ครั้นแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันกลับไปยังกระท่อมที่พัก พวกคาวบอยต่างวิพากย์ วิจารณ์กันด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ทุกคนเชื่อว่าถ้าเสือชด กลับมาจากธุระแล้วรู้ว่ามือปืนของเขาคนหนึ่ง ถูกชกสลบเหมือด เสือชดก็คงจะอาละวาดเล่นงานเสือต่างถิ่นคือ พล พัชราภรณ์ ซึ่งเป็นผู้พิชิตมือปืนของเขาทั้งสองคนโดยไม่ยากลำบากอะไรนัก

ตอนพลบค่ำวันนั้นเอง

เจ้าแห้วกับลูกจ้างต่อโลงผีของเจ้าแห้วทั้งสองคนได้ ช่วยกันจัดอาหารให้คณะพรรคสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ สี่สหายกับท่านเจ้าคุณนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกันอยู่ในกระท่อม ส่วนเจ้าแห้วกับลูกจ้างของเจ้าแห้วได้ออกไปนั่ง ซุ่มอยู่ข้างนอกกระท่อมและมีปืนเล็กยาวคนละกระบอก

เจ้าแห้วเต็มไปด้วยความห่วงใยนายของเขา เขาได้ทราบจากชายหนุ่มคนหนึ่งว่า เสือชดเพิ่งกลับมาจากธุระ เมื่อสักครู่นี้เอง พอรู้ข่าวจากเสือยงว่าเสือผินถูกยิงตาย และเสือยงถูกอ้ายเสือรูปหล่อชกสะบักสะบอม เสือชดก็ เดือดดาลอย่างยิ่ง เจ้าแห้วเกรงว่าเสือชดจะส่งคนมาฆ่าพล จึงทำหน้าที่คุ้มกันเจ้านายของเขาอย่างเต็มที่

ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. หมู่บ้านขุมทองถูกความมืดปกคลุมไปทั่วแต่มีเสียงเอะอะเฮฮา เสียงโห่ร้องดังมาจากโรงบ่อนตลอดเวลา ส่วนคณะพรรคสี่สหาย ของเราคงนั่งดื่มเหล้า และรับประทานอาหารกันและสนทนากันอย่างสนุกสนาน

เจ้าแห้วยอมรับว่า เขาเต็มไปด้วยความห่วงใยนาย ของเขาจนกระทั่งหมดความสุข เจ้าแห้วอยากจะพาเจ้านายของเขากลับกรุงเทพฯ โดยเร็วที่สุด แต่พล พัชราภรณ์ บอกกับเขาว่า จะไม่ยอมกลับกรุงเทพฯ เป็นอันขาดจนกว่า เสือชดจะถอนคำพูดขับไล่เขาไปจากขุมทอง

ขณะที่เจ้าแห้วนั่งอยู่บนเก้าอี้เก่าๆ ข้างกองฟืน เจ้าแห้วก็แลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของชายฉกรรจ์คนหนึ่ง เดินฝ่าความมืดตรงเข้ามา เจ้าแห้วผุดลุกขึ้นยืนแล้วยกปืนขึ้น ประทับในท่าเตรียมยิง ร้องตะโกนบอกลูกจ้างของเขาทั้ง สองคนด้วยเสียงหนักๆ ว่า

“เตรียมยิงโว้ยพวกเรา มีคนเดินมาที่นี่หนึ่งคน”

ร่างนั้นใกล้เข้ามาตามลำดับ เจ้าแห้วร้องถามไป

“ใคร….หยุด ถ้าไม่หยุดยิง”

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นหยุดชงัก

“ฉันเองพี่แห้ว”

เจ้าแห้วร้องตวาดไปอีก

“ฉันน่ะหมาหรือคน”

“หมา….เอ๊ย….คนจ้ะ หรีดยังไงล่ะ”

เจ้าแห้วจำเสียงเจ้าหรีดสมุนของเสือชดได้แล้ว

“ถอยออกไปอ้ายหรีด มึงเป็นลูกน้องของเสือชด ขณะนี้ข้ากำลังถือปืนวินเชสเต้อร์ในท่าเตรียมยิง และนิ้วของข้าพร้อมที่จะเหนี่ยวไกปืนได้ทุกขณะ คนของข้าสองคน ก็กำลังจะยิงเอ็ง จงกลับไปเสียโดยดี”

เสียงเจ้าหรีดพูดขึ้นว่า

“ฉันเป็นผู้แทนของพี่ชด พี่ชดใช้ให้ฉันมาพบกับนายของพี่แห้วที่ชื่อพล”

เจ้าแห้วนิ่งคิดอยู่สักครู่

“ถ้ายังงั้นยกมือขึ้นแล้วเดินเข้ามา”

ผู้แทนของเสือชดชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ แล้วเดินเข้ามาหาเจ้าแห้วโดยดี เจ้าแห้วโล่งใจเมื่อแลเห็นเจ้าหรีด ไม่ได้คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก เจ้าแห้วลดปืนเล็กยาวลง แล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการว่า

“พี่ชดต้องการอะไรจากนายของกัน”

“พี่ชดต้องการยิงกับคุณพลตัวต่อตัวพรุ่งนี้เช้า เพื่อแก้แค้นแทนเสือผินที่ถูกคุณพลยิงตาย ถ้าคุณพลเป็นชายชาติเสือและเป็นนักสู้ ก็ขอให้ไปพบพี่ชดในเวลาย่ำรุ่งพรุ่งนี้เช้า พี่แห้วช่วยพาฉันเข้าไปพบคุณพลหน่อยซี”

“ไม่ต้อง” เจ้าแห้วพูดเสียงหนักๆ “ข้าเป็นผู้แทน ที่มีอำนาจเต็มของคุณพล พี่ชดต้องการจะยิงกับคุณพล แบบไหน แบบดวลปืนยังงั้นหรือ”

“เปล่า….ไม่ใช่อย่างนั้น พี่ชดต้องการยิงกับคุณพล โดยวิธีเห็นหน้ากันแล้วก็ใส่กันเลย นายของพี่แห้วกล้าพอที่ จะสู้กับพี่ชดไหมล่ะ”

เจ้าแห้วทำปากเบี้ยวนัยน์ตาขวางให้น่ากลัว แต่แล้วก็คิดว่ามืดๆ อย่างนี้ถึงจะทำปากบูดอย่างไรก็ไม่มี ประโยชน์ เพราะเจ้าหรีดมองไม่เห็นหน้าเขา แล้วเจ้าแห้วก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นว่า

“ไปบอกพ่อมึงอ้ายหรีด”

“เอ๊ะ” เจ้าหรีดอุทาน “ใครบอกพี่แห้วเล่าว่า พี่ชดเป็นพ่อฉัน”

“จะไปรู้หรือก็มึงเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการมาเจรจาเรื่องนี้นี่หว่า ไปเถอะ….ไปบอกเสือชดว่า คุณพลนายของข้ายินดี ที่จะปะทะกับเสือชดในเวลาย่ำรุ่งพรุ่งนี้เช้าตามคำท้า แล้วช่วยบอกเสือชดด้วยว่า ให้สั่งเสียพรรคพวกไว้ให้เรียบร้อย ข้ายินดีที่จะบริการโลงผีอย่างดีใส่ศพเสือชด โดยไม่คิดมูลค่าเพราะข้าเลิกอาชีพทำโลงผีแล้ว ข้าจะกลับไปเป็นขี้ข้านายของข้าที่กรุงเทพฯ ตามเดิม”

“ดีแล้ว ฉันจะไปบอกพี่ชดตามนี้ แต่พี่แห้วระวัง ให้ดีนะ ถ้าคุณพลถูกยิงตาย พี่แห้วก็มีหวังถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน”

เจ้าแห้วตวาดแว๊ด

“เก๊ทเอ๊าท์” แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะ “กูแก่หนัง คาวบอยไปหน่อยโว้ย ไปเสียดีๆ เถอะวะอ้ายหรีด”

เจ้าหรีดบ้วนน้ำลายปรี๊ดแล้ว หมุนตัวกลับเดินไปยังโรงบ่อน เจ้าแห้วร้องบอกคนของเขาสองคนให้ทำหน้าที่ เป็นยามอย่างเคร่งครัด แล้วรีบเข้าไปในกระท่อมรายงานให้พลทราบ

“รับประทานเสือชดส่งคนมาท้าคุณครับ คนของเสือชดพึ่งกลับไปเดี๋ยวนี้เอง”

พลยิ้มให้เจ้าแห้ว

“ท้าว่าอย่างไร”

“รับประทานท้ายิงกันตัวต่อตัว พรุ่งนี้เช้าเวลาย่ำรุ่งครับ”

“แล้วแกตอบเขาไปว่าอย่างไร”

เจ้าแห้วแกล้งพูดว่า

“รับประทานผมตอบมันไปว่า คุณพลชกกับเสือผิน ข้อมือเคล็ด คงจะยิงปืนไม่ถนัด ผมจะให้คุณนิกรยิงกับเสือชดแทน”

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขารู้จากคนของเจ้าแห้ว ว่าเสือชดผู้นี้ยิงปืนแม่นราวกับจับวาง และชักปืนไวที่สุด

“ไหงเสือกไปบอกเขาว่ายังงั้นล่ะอ้ายแห้ว” นิกรพูดเสียงสั่น “พรุ่งนี้วันพระข้าไม่อยากฆ่าใครหร็อกโว้ย”

อาเสี่ยยิ้มให้นิกรแล้วกล่าวว่า

“เอาเขาหน่อยเถอะวะอ้ายกร ไหนๆ เจ้าแห้วมันรับปากกับเขาแล้ว ถ้าแกไม่สู้ก็เสียเหลี่ยม เป็นอันว่า พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะได้ดูฝีมือแม่นปืนของแก”

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

“ฮ่ะ ฮ่ะ หลั่งเลือดรุ่งอรุณ….กันคิดว่าเสือกรคง จะสังหารเสือชดได้ในคราวนี้”

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบสนับสนุน

“พ่อก็ว่าอย่างนั้นแหละ ท่าทางของอ้ายกรเหมือน กับบิลลี่เดอะคิดในหนังไม่มีผิด”

นิกรกระพริบตาถี่เร็ว

“นี่หมายความว่า ทุกคนจะยุให้ผมตายยังงั้นหรือ คุณพ่อ”

เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย

“รับประทานอย่าปอดลอยไปหน่อยเลยครับ รับประทานผมบอกผู้แทนของเสือชดไปแล้วว่า คุณพลพร้อมที่ จะยิงกับเสือชดพรุ่งนี้เช้าเวลาย่ำรุ่ง”

นิกรถอนหายใจโล่งอก ใบหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันที

“ค่อยยังชั่วหน่อย” แล้วเขาก็ยิ้มให้เจ้าแห้ว “เอ็ง ไปนัดกับเขาใหม่เถอะวะ ยิงกันเช้ามืดไม่สนุก เปลี่ยนเวลา เป็นหกโมงเย็นดีกว่า เรียกว่าหลั่งเลือดตะวันรอน”

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

“รับประทานกำลังฉายที่กรุงเกษม อย่าเลยครับ มันจะซ้ำกับหนังไป เป็นอันว่ายิงกันพรุ่งนี้เช้าดีกว่า”

พลเห็นพ้องด้วย

“ดีแล้ว ถ้ากันเพลี่ยงพล้ำถูกยิงตาย ก็ขอให้พวก เราฝังศพกันไว้ที่นี่แหละ กันจะพยายามฆ่าเสือชดให้ได้ เพื่อทำลายล้างอิทธิพลของเสือชด”

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ ว่า

“แต่การยิงกันผิดกฎหมายนะโว้ย ในฐานะที่กัน เป็นนายอำเภอ….”

นิกรยกฝ่ามือผลักหน้าอาเสี่ยเต็มแรง แล้วเอ็ดตะโรลั่น

“เลิกแล้วโว้ย แกะตราออกทิ้งไปแล้ว”

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ แล้วพูดกับเจ้าแห้วว่า

“แกไปหาเสือชดหน่อยเถอะวะเจ้าแห้ว ไปบอก มันว่าพรุ่งนี้เช้าย่ำรุ่ง พลจะยิงกับเสือชดตามคำท้าของมัน แต่เสือยงมือปืนของเสือชดยังอยู่อีกคนหนึ่ง กันต้องการยิงกับเสือยงตัวต่อตัวพร้อมๆ กับอ้ายพลยิงกับเสือชด”

เจ้าแห้วทำหน้าตื่นๆ

“รับประทานอาเสี่ยสู้แน่หรือครับ”

“เออซีวะ ข้าก็ชายชาติหมาคนหนึ่ง แกคอยดูก็แล้วกันกันจะยิงกรอกปากกระบอกปืนเสือยงให้ได้”

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

“รับประทาน ถ้ายังงั้นผมจะไปติดต่อกับเสือยง เดี๋ยวนี้แหละครับ ถ้าเสือชดกับเสือยงถูกฆ่าตาย ชาวขุมทอง ก็จะได้รับความร่มเย็นเป็นสุข” พูดจบเจ้าแห้วก็รีบเดินออกไปจากกระท่อมหลังนั้น

รุ่งอรุณของวันใหม่

ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะโพล่พ้นขอบฟ้า ที่บริเวณ หน้าร้านเหล้าและบ่อนการพนันของเสือชด มีพวกดาวร้าย หลายสิบคนแอบอยู่ตามกระท่อมเล็กกระท่อมน้อย เพื่อคอยชมการต่อสู้ระหว่างสองเสือเจ้าถิ่นกับสองเสือต่างถิ่น ถนนหน้าโรงบ่อนเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสัญจรไปมาแม้แต่ คนเดียว

พลกับเสี่ยหงวนปรากฏตัวขึ้นแล้ว สองสหายเดิน เคียงคู่กันเว้นระยะห่างจากกันประมาณวาเดียว อาเสี่ย พยายามเก๊กหน้าให้เหมือนกับเอ็ดเวิด จี. โรบินสัน คือทำปากเบี้ยว นัยน์ตาขวาง เดินหลังค่อมเล็กน้อย ส่วนพล ไม่ได้แอ๊คท่าทางอะไรให้ผิดปรกติ

อากาศตอนเช้าตรู่เย็นสบาย นิกรกับ ดร. ดิเรก พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินรวมกลุ่มตามมาห่างๆ เมื่อพลกับเสี่ยหงวนมาถึงร้านเหล้าและบ่อนการพนันของเสือชด เสือชดกับเสือยงมือปืนของเขาก็โผล่ออกมา จากมุมร้านเหล้า และแยกจากกันยืนเด่นเป็นสง่า เผชิญหน้าพลกับเสี่ยหงวน ในระยะห่างจากกันประมาณ ๓ เส้น

บรรดาผู้ที่แอบมองดู ต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน พลพูดกับเสี่ยหงวนเบาๆ ว่า

“แกยืนอยู่นี่นะอ้ายเสี่ย ขอให้กันยิงเสือชดเสียก่อน”

อาเสี่ยพยักหน้า

“นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วให้ดี”

“อ้าว….ไหงพูดยังงี้ล่ะโว้ย”

ครั้นแล้วอ้ายเสือรูปหล่อก็เดินตรงไปข้างหน้า ซึ่งในเวลาเดียวกันเสือชดก็พาร่างอันสูงใหญ่เดินเข้ามา สอง เสือใกล้เข้ามาหากันตามลำดับ จากระยะสามเส้นเหลือเพียง สองเส้นและเส้นเดียว และใกล้เข้ามาอีกจนกระทั่งเข้าสู่ ระยะแม่นยำของปืนพก พลกับเสือชด จึงหยุดยืนมองดูหน้ากัน

ครั้นแล้ว ต่างคนต่างกระชากปืนพกในซองปืนข้าง ขวาออกมาโดยเร็ว แต่พลยิงได้ก่อน เพราะเมื่อเขาดึงปืนพก ออกมาพ้นซองปืนเขาก็ยิงทันที

“โป้ง”

ร่างอันสูงใหญ่ของเสือชดยืนโงนเงน เข่าทั้งสอง ข้างค่อยๆ อ่อนลงทีละน้อย แล้วผู้ยิ่งใหญ่แห่งขุมทองก็ล้ม ลงนอนตะแคงสิ้นใจตาย ทั้งๆ ที่มือขวาของเสือชดยังกุมปืนพกอยู่

พลร้องตะโกนบอกเสือยงมือปืนของเสือชด

“นายแกตายแล้วเสือยง ขอให้แกดวลปืนกับเพื่อนของกันต่อไป”

อ้ายเสือรูปหล่อ รีบเดินเลี่ยงออกไปจากทางปืน เสือหงวนยกมือดึงขอบกางเกงขึ้น แต่แล้วเมื่อรู้สึกว่าเป้า กางเกงรั้งก้นของเขา อาเสี่ยก็ดึงขอบกางเกงลงไปตามเดิม เขาเดินตรงเข้าไปหาเสือยงอย่างทรนง ใบหน้าของอาเสี่ย บึ้งตึงผิดปรกติ ในเวลาเดียวกันเสือยงก็เดินรี่เข้ามาหาเสี่ยหงวน

มันเป็นภาพที่ตื่นเต้นน่าดูที่สุด ไม่ใครก็ใครคนหนึ่ง จะต้องจบชีวิตด้วยกระสุนปืน เสี่ยหงวนกับเสือยงหยุดยืน เผชิญหน้ากันในระหว่างประมาณ ๑๐ วา ครั้นแล้วราวกับนัดกันไว้……..กิมหงวนกับเสือยง ต่างกระชากปืนพกใน ซองปืนข้างขวาออกมาพร้อมๆ กัน แล้วยิงกันคนละนัด

เสียงกระสุนปืนสองนัดดังขึ้นเหมือนนัดเดียว

“ปัง”

ต่างฝ่ายต่างยืนนิ่งเฉย สักครู่หนึ่งอาเสี่ยก็ค่อยๆ ยกมือทั้งสองกุมท้องแล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ ขมวดคิ้วนิ่ว หน้า สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วใจหายวาบท่านเจ้าคุณร้องตะโกนสุดเสียง

“อ้ายหงวน….อ้ายหงวนถูกยิง”

อาเสี่ยยกมือขึ้นโบก

“เปล่าครับ ผมปวดท้องน่ะ อ้ายยงน่ะซีครับถูกผมยิง”

คณะพรรคสี่สหายต่างหันไปมองดูเสือยง ซึ่งยืนนัยน์ตาลอย ถือปืนพกไว้ในมือข้างขวา โลหิตสีแดงเข้ม ไหลออกมาจากหน้าอกข้างขวาของมือปืน เสือยงฝืนใจ ก้าวเดินมาได้สองสามก้าว ก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวสิ้นใจตาย

ดร. ดิเรก วิ่งเข้ามาหาอาเสี่ย แล้วประคองอาเสี่ย ลุกขึ้น

“แกเป็นอะไรไป ถูกปืนหรือเปล่า”

อาเสี่ยสั่นศีรษะแล้วหัวเราะ

“เปล่าโว้ย กันแอ๊คไปยังงั้นเอง หลอกให้คนดูเข้าใจผิดคิดว่ากันถูกยิง กระสุนปืนของเสือยงรอดจักกะแร้ ข้างขวาของกันไปนิดเดียว” แล้วเสี่ยหงวนก็หัวเราะชอบใจ มองดูศพเสือยงซึ่งนอนตายแหง๋แก๋อยู่บนถนน

พวกเหล่าร้ายและพวกนักเลงการพนันทั้งหลายต่าง พากันออกมาจากที่กำบังไม่ต่ำกว่าสองร้อยคน และเข้ามา ห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหาย ทุกคนมองดูพลกับอาเสี่ยด้วย ความเกรงกลัว ชายชราคนหนึ่งได้ยกมือลูบคลำแขนของพล แล้วพูดยิ้มๆ ว่า

“อ้ายหลานแก้ว เสือชดกับมือปืนทั้งสองของมัน ได้ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมต่อพวกเราชาวขุมทองมานานแล้ว เล่นการพนันก็โกงพวกเรา ขายเหล้าขายอาหารในราคาแพงลิบ ไม่ชอบใจใครมันก็ยิงทิ้ง เจ้าสังหารเสือชดและ มือปืนทั้งสองได้ทำให้แผ่นดินขุมทองสูงขึ้นไปอีก ต่อนี้ไปพวกเราคงจะสุขสบายแล้ว ขอให้อ้ายหลานแก้วรับ ตำแหน่งเป็นพี่เบิ้มประจำขุมทองเถอะ”

พลยิ้มให้ชายชรา

“ไม่ได้หร็อกลุง ฉันจะต้องรีบกลับกรุงเทพฯ ในวันนี้แหละ ลูกเมียของฉันอยู่ที่นั่น พวกเราทุกคนมีงานอาชีพเป็นปึกแผ่นแล้ว เราไม่ใช่อาชญากรหรือเสือร้าย หร็อกลุง”

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ ใคร ต่อใคร ต่างพากันแสดงความยินดีต่อพลและเสี่ยหงวนที่ได้ ชัยชนะเสือชดกับเสือยงอย่างอาจหาญ

พลกับอาเสี่ยยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วพูดคุยกับพวกคาว-บอยเหล่านั้นทั่วหน้ากัน

ตอนสายวันนั้นเอง เจ้าแห้วก็เลหลังกระท่อมและ กิจการอุตสาหกรรมสร้างโลงผี ให้กับชายชราคนหนึ่งไป เป็นเงิน ๓๐๐ บาท เจ้าแห้ววิ่งเต้นหาซื้อม้าได้ตัวหนึ่ง ซึ่งโตกว่าม้าแกลบเพียงเล็กน้อย

ในราว ๑๐.๐๐ น. เศษ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ได้อำลาขุมทองเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ม้าทั้ง ๖ ตัวเดินผ่านหมู่บ้านขุมทองอย่างสง่าผ่าเผย พวกดาวร้ายทั้งหลายต่างโบกมือให้คณะพรรคสี่สหายของเรา ด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต ลูกจ้างของเจ้าแห้วสองคนยืนมองดู เจ้าแห้วด้วยความอาลัยรัก

นิกรร้องตะโกนลั่น

“ลาก่อนโว้ยพรรคพวก ถ้าชีวิตกันยังอยู่ เป็นตายอย่างไรกันก็ไม่มาที่นี่อีก”

กลุ่มม้าทั้ง ๖ ตัวผ่านโรงเหล้าและบ่อนการพนันตรงไปทางท้ายหมู่บ้าน และเมื่อพ้นหมู่บ้าน ม้าทั้ง ๖ ตัว ก็วิ่งโขยกพานายของมันจากขุมทองไป

ในที่สุด เจ้าแห้วก็ต้องกลับไปรับใช้คณะพรรค สี่สหายของเราตามเดิม และคราวนี้เจ้าแห้วคิดว่าเขาจะไม่ หลบหนีไปจากบ้าน “พัชราภรณ์” อีกแล้ว

จบตอน