พล นิกร กิมหงวน 164 : ยุทธหัตถี

ในสมัยที่ยังไม่มีรถไฟและเครื่องบิน การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนครเชียงใหม่ก็ต้องใช้เวลานานมาก กว่าจะไปถึงก็หนวดเครายาวแค่หัวเข่า บางทีก็ไปตายกลางทางด้วยไข้ป่าหรือสัตว์ร้ายเช่นเสือช้าง แต่ปัจจุบันนี้เครื่องบินช่วยย่นระยะทางทำให้เชียงใหม่กับกรุงเทพฯ อยู่ใกล้กันเหมือนปากกับจมูก ใช้เวลาเดินทางเพียง ๒ ชั่วโมงเศษเท่านั้น

โดยคำสั่ง ลับ-เฉพาะและด่วนมาก พล.ท. ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรกกับคณะของเขาได้เดินทางโดยเครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศจากดอนเมืองมุ่งตรงสนามบินสุเทพแห่งนครเชียงใหม่เมื่อบ่ายวันจันทร์ที่แล้วมานี้ เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ที่สนามบินสุเทพ มีนายทหารผู้ใหญ่ไปคอยต้อนรับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ทุกคนได้มาพักอยู่ที่ค่ายทหารในตอนเย็นวันนั้น พวกนายทหารหลายคนที่เคยเป็นลูกศิษย์นายพลดิเรกมาแต่ก่อน ได้ร่วมมือกันจัดการเลี้ยงต้อนรับศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะโดยไม่เป็นทางการ

รุ่งขึ้นวันอังคาร จิ๊ปแลนด์โรเว่อรของกรมผสมและรถบรรทุก ยี.เอ็ม.ซี. ก็พานายพลดิเรกกับคณะพร้อมด้วยทหารราบหนึ่งหมวดแต่งเครื่องสนามมีอาวุธพร้อมเดินทางไปดอยสุเทพ

คณะของศาสตราจารย์ดิเรกกับหน่วยทหารที่ติดตามไปคุ้มครองอารักขาได้กลับมายังค่ายทหารในตอนเย็นวันพุธ ไม่มีใครทราบว่านายพลดิเรกได้ไปทำงานอะไรบนดอยสุเทพเว้นแต่นายทหารผู้ใหญ่เพียงไม่ กี่คน และนายทหารเสนาธิการเท่านั้น ส่วนทหารที่ติดตามไปก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ปกปิดเป็นความลับ

ศาสตราจารย์ดิเรกได้วิทยุรายงานด่วนให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดทราบว่า เขากับคณะของเขาได้ทำงานสำคัญที่ได้รับมอบหมายมาโดยเรียบร้อย

ในเครื่องแต่งกายพลเรือนแบบสุภาพชน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ออกตระเวนนครเชียงใหม่ในตอนพลบค่ำวันนั้น ผู้บังคับกองเสนารักษ์ลูกศิษย์ของ ดร. ดิเรกได้ให้ขอยืมรถเก๋งส่วนตัวใช้คือรถเบ็นซ์ ๑๙๐

เจ้าแห้วหรือ ส.อ. แห้วทำหน้าที่เป็นคนขับรถคันนี้เหมือนเช่นเคย เขาพาเจ้านายของเขานั่งรถวนเวียนไปตามถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาล นครเชียงใหม่อุ่นหนาฝาคั่งเต็มไปด้วยผู้คนและยวดยานไม่แตกต่างกว่ากรุงเทพฯ เท่าใดนัก ชาวเมืองแต่งกายทันสมัยส่วนมากเป็นผู้ที่มีการศึกษาและทุกคนมีอัธยาศัยใจคอโอบอ้อมอารี สุภาพอ่อนหวานน่ารัก ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวเหนือ

พอสิ้นแสงตะวัน นครเชียงใหม่ก็สว่างไสวด้วยแสงไฟเช่นเดียวกับพระนครหลวง ดอยสุเทพขุนเขาใหญ่ที่มองเห็นตระหง่านในตอนกลางวันจางหายไปในความมืด แต่ก็มองเห็นโคมไฟที่ประดับอยู่บนยอดดอยในบริเวณวัดพระธาตุ ส่วนพระตำหนักภูพิงคนิเวสน์บนดอยบวกห้าซึ่งอยู่บนยอดดอยคอยติดๆ กันสูงกว่าวัดพระธาตุราว ๒๐๐ เมตรสงบเงียบ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถไม่ได้ประทับอยู่

นายพลดิเรกกับคณะของเขา แวะรับประทานอาหารค่ำที่โรงแรมรถไฟ ซึ่งเป็นโรงแรมที่โอ่โถงหรูหราทันสมัยอยู่ใกล้สถานีและสงบเงียบ เพราะอยู่ฝั่งซ้ายของแม่ปิงห่างไกลจากย่านชุมนุมชนและย่านการค้า

ในราว ๒๐.๐๐ น.เศษ เบ็นซ์เก๋งของผู้บังคับกองเสนารักษ์ซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล่นเข้ามาในบริเวณบาร์หรือภัตตาคารแห่งหนึ่งอันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนชั้นสูงในนครเชียงใหม่นี้

"บัวคำ" เป็นตึกสองชั้นแบบเก่าแต่ใหญ่โตกว้างขวางมาก เคยเป็นสถานคลีนิคมาแต่ก่อนแล้วเลิกล้มกิจการไป นักธุรกิจหัวแหลมคนหนึ่งได้เช่าตึกหลังนี้เปิดเป็นบาร์และภัตตาคารขึ้น ชั้นบนมีห้องรับประทานอาหารอันสงบเงียบหลายห้องมีสาวสวยเป็นเพื่อนคุยแต่ต้องเสียค่าป่วยการให้หล่อนเป็นรายชั่วโมงคือชั่วโมงละ ๕๐บาทถูกเนื้อต้องตัวได้ลูบคลำนิดๆ หน่อยๆ ได้ ชั้นล่างเปิดเป็นห้องโถงใหญ่มีฟลอร์ลีลาศ ตั้งโต๊ะอาหารล้อมรอบ มีวงดนตรีสากลที่สั่งมาจากกรุงเทพฯ ฝีมืออยู่ในเกณฑ์ดี "บัวคำ" มีบริการวดเร็วทันใจให้การต้อนรับลูกค้าอย่างสุภาพนอบน้อม พ้าทเน่อรหน้าแฉล้มหน้าอกภูเขาทองหลายคนสั่งมาจากกรุงเทพฯ ใหม่ถอดด้ามที่เชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม "บัวคำ" จำหน่ายเหล้า, เครื่องดื่มและอาหารในราคาแพงลิบเหมาะที่จะเป็นไน้ท์คลับในกรุงเทพฯ มากกว่าที่จะมาตั้งอยู่ในเชียงใหม่ ดังนั้นลูกค้าขาประจำของ "บัวคำ" จึงล้วนแต่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นพ่อค้าคหบดีคนสำคัญที่ร่ำรวยมากที่ชาวเชียงใหม่เรียกกันว่า "พ่อเลี้ยง" ซึ่งหมายถึงผู้ชายที่เป็นเศรษฐีนั่นเอง แต่หมายถึงนายแพทย์ก็ได้

เบ็นซ์เก๋งจอดในที่จอดรถมีรถเก๋งงามๆ แบบทันสมัยจอดอยู่เรียงราย คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันลงจากรถ ทุกคนได้ยินเสียงดนตรีลีลาศกำลังบรรเลงเพลงในจังหวะอันเร่าร้อน เครื่องบรรเลงส่วนมากคือกีต้าแบบต่างๆ ซึ่งเป็นยุคของกีต้าเฟื่อง เปียนโน, ทรัมเป็ทหรือปี่คารีแน็ทไม่มีใครฟังแล้ว นักแซ็กโซโฟน คนกลองและเบสเท่านั้นที่ยังพอหากินได้ คืออาศัยร่วมวงกับกีต้าเขา ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปรไป สมัยก่อนนักร้องยืนร้องเพลงเฉยๆ หน้าไมโครโฟนเบื้องหน้าวงดนตรี ยุคนี้ถ้าจะร้องเพลงให้เข้าไส้คนฟังก็ต้องดีดกีต้าแอ่นหน้าแอ่นหลังไปด้วย ถ้าไม่มีกีต้าก็ต้องกระพือปีกขยับแขนขยับขาลอยหน้าลอยตาไป โดยเฉพาะนักร้องที่มีเสียงแหบและห้าวแบบนิโกรมีผู้นิยมมาก

เสี่ยหงวนกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ขึ้นไปบนตึกโว้ย คืนนี้กันจ่ายเองแต่อย่ากินให้มากนักมีเงินติดกระเป๋ามาสองหมื่นเท่านั้นกินกันแต่พอหอมปากหอมคอ"

พลมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"กินอะไรวะพึ่งกินข้าวมาหยกๆ อย่างมากก็ดื่มเบียร์กันคนละนิดหน่อยแล้วเรียกพ้าทเน่อรสวยๆ มาคุยกับเราเล่นแก้เหงา"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"แต่ฉันยังกินไหวนะจะบอกให้ ผู้จัดการโรงแรมรถไฟเขาบอกว่าอาหารจีนที่นี่ฝีมือเยี่ยมกันจะลอง หูฉลามกับปลาจะละเม็ดน้ำแดงเพื่อเปรียบเทียบว่า พ่อครัวที่เชียงใหม่กับกรุงเทพฯ ใครจะแน่กว่ากัน"

สำหรับพวกเศรษฐีมีเงินอย่างคณะพรรคสี่สหาย ไม่มีที่ใดแห่งใดที่จะทำให้นึกเกรงกลัวสถานที่หรือผู้คน ทุกคนเดินรวมกลุ่มตรงไปที่ตึกใหญ่ ซึ่งมีแขกยามคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบันไดตึกและมองดูคณะพรรคสี่สหายของเราอย่างดูหมิ่น ถึงแม้ว่าทุกคนแต่งกายสุภาพชน แต่เสื้อกางเกงที่เอาใส่กระเป๋าผ้าใบมาจากกรุงเทพฯ ก็ยับยูยี่

อาเสี่ยชักฉิวเมื่อแลเห็นบังเคราดกมองดูด้วยหางตาและยิ้มแบบยิ้มเยาะ เขาหยุดชะงักแล้วปราดเข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้าชาวภารตในวัยสูงอายุ

"แกมองพวกเราอย่างนี้หมายความว่าอย่างไรวะอ้ายบัง ประเดี๋ยวพ่อออกไปซื้อกระบอกฉีด ดี.ดี.ที. เอาเบ็นซินใส่มาพ่นหนวดแกแล้วเอาไม้ขีดจุดเผาเสียหรอก"

เจ้าบังทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"เผาทำมะไร๋ อีนี้หนวดจั๋นไว้มาหลายปีแล้วนายจ๋าตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"สามขวบมีหนวดแล้วหรืออ้ายบัง"

"สามสิบคะรับอีนี้จั๋นพูดผิดไป ที่นี่อาหารและเหล้าขายแพงน่ะนาย ไปกินที่บาร์เล็กๆ ดีกว่าคะรับเสียโงนน้อย"

พลยกมือตบหลังเสี่ยหงวนเบาๆ

"อย่าไปโกรธมันอ้ายหงวน อ้ายบังมันหวังดีต่อเราโว้ยมันพูดอย่างนี้ก็เพราะมันไม่รู้จักเรานั่นเอง แล้วก็เสื้อกางเกงของเราน่ะมันยับยู่ยี่กลีบแย่งกันขึ้นจนดูไม่ได้ ถ้าเราแต่งเครื่องฝึกมาอ้ายบังก็คงจะไม่แสดงท่าทีต่อเราเช่นนี้"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบแล้วมองดูหน้าเจ้าบัง

"เฮ้ย แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร"

"อ๋อ ทำมะไร๋จะไม่รู้ เป็นคนคะรับ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ที่บาร์นี้เขาต้อนรับแต่พวกเศรษฐีหรือวะ"

"ใช่คะรับ อีนี้แต่งสากลน่ะนายจ๋า แต่งตัวยังงี้ไม่มี"

"อ๋อ เข้าใจแล้ว แกเห็นพวกเราไม่ได้แต่งชุดใหญ่เหมือนคนอื่นเขาแกก็เข้าใจว่าเราเป็นคนชั้นต่ำไม่มีเงินแต่อยากมาเที่ยวที่นี่ ความจริงพวกเราเป็นคนชั้นสูง พ่อฉันเคยซ่อมยอดภูเขาทองและพระปฐมมาแล้ว พ่อของเพื่อนฉันคนนี้ก็เคยจับหัวรัฐมนตรีเล่น"

"โอ-อีนี้เป็นช่างตัดผม"

"ใช่-แต่ตัดบนตึกเจ็ดชั้นเรียกว่าเป็นคนชั้นสูงเหมือนกัน อยากรู้ว่าพวกเราเป็นคนชั้นไหนแกเอาเงินไปใช้ ๑,๐๐๐ บาท" แล้วอาเสี่ยก็ส่งธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งให้แขกยามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "เอ้า-เอาไป รับรองว่าแกเฝ้ายามจนตายก็ไม่มีใครให้รางวัลแกถึงพันบาท อย่างวิเศษแกเปิดประตูรถให้เขาเขาก็ให้แก ๕ บาทเท่านั้น ถ้าไปเจออ้ายกรเพื่อนฉันแกอาจจะได้ลูกกระดุมสักเม็ดหรือเหรียญสลึงสักอัน"

เจ้าบังมองดูธนบัตรที่เสี่ยหงวนยื่นให้เขาแล้วทำหน้าเบ้

"นายจ๋า อีนี้จั๋นอยู่นอกคุกสบายดีแล้วน่า จั๋นไม่อยากติดตะรางคะรับใช้แบ๊งค์เก๊ติดคุกหลายปี"

"ปู้โธ่ อ้ายห้าร้อย" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "ฉันคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีเมืองไทยแกรู้ไหม แกเอาไปให้แค็ชเชียร์เขาดูซิ เขาจะบอกแกเองว่าธนบัตรที่ฉันให้แกปึกนี้ล้วนแต่เป็นเงินของรัฐบาลทั้งนั้น รับไว้ซี"

เจ้าบังทำท่าลังเลใจ แต่แล้วก็ยื่นมือมารับเงินจากเสี่ยหงวน

"อีนี้จั๋นจะเอาไปให้แค็ชเชียร์ดูนายจ๋า" พูดจบเจ้าบังก็ผลุดผลันเดินเข้าไปในตึก

เสี่ยหงวนโบกมือห้ามเพื่อนๆ ของเขา

"ยืนอยู่นี่ก่อนพวกเราอย่าเพิ่งเข้าไป สถานที่นี้ต้อนรับแต่คนชั้นสูงหรือพวกเศรษฐีโดยเฉพาะ อ้ายบังเอาเงินไปให้แค็ชเชียร์ดูแล้วก็จะเล่าให้ฟังว่ากันให้มันด้วยความเสน่หา แค็ชเชียร์รู้ว่าเงินของกันเป็นธนบัตรของรัฐบาลก็จะตื่นเต้นอย่างยิ่งแล้วเขาก็จะบอกพ้าทเน่อรและบ๋อยให้รู้ทั่วกันว่า พวกเราเป็นเศรษฐีใหญ่มาจากกรุงเทพฯ เท่านี้เองเราก็จะได้รับความสุขสะดวกสบายตลอดเวลาที่เราอยู่ในบาร์นี้"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ยูฉลาดมากรู้จักใช้เงินเป็นใบเบิกทาง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงสีหน้าไม่พอใจนัก

"แล้วมันเรื่องอะไรที่จะต้องให้เงินแขกยามตั้งพันบาท"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ผมใช้วิธีนี้เสมอแหละครับ ไปที่ไหนทำอะไรอึดอัดขัดข้องโอ้เอ้เสียเวลายักท่ายังโง้นยังงี้ หรอืแสดงท่าทีดูถูกดูหมิ่นผมเอาเงินทุ่มเข้าไปทีเดียวหมอบราบคาบลูกแก้วผมไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"พูดให้มันถูกซีโว้ย หมอบราบคาบแก้วเฉยๆ ไม่ใช่คาบลูกแก้ว คนอย่างแกน่ะถ้ามีเงินสักห้าหกล้านป่านนี้ก็คงจะขอทานเขากินนานแล้ว เพราะความฟุ่มเฟือยไม่รู้จักค่าของเงินนั่นเอง เคราะห์ดีที่แกเป็นมหาเศรษฐีมีเงินตั้งเกือบพันล้านและมีหลักทรัพย์อีกมากมาย"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก แล้วหันมาถามพลว่า

"เราจะกลับกรุงเทพฯ เมื่อไรดีล่ะ หรืออยู่เที่ยวเชียงใหม่สักพัก เกือบสองปีแล้วไม่ได้มาเชียงใหม่ รู้สึกว่าตึกรามบ้านช่องหนาแน่นขึ้น บ้านเมืองสวยงามขึ้น"

"แต่ธุรกิจของเราทางกรุงเทพฯ ในระยะนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเราควรกลับวันศุกร์ซึ่งเราตั้งใจกันไว้แล้วว่าเราจะกลับรถด่วนไปรถชั้นหนึ่งไม่ใช่รถนั่งนอนเพื่อเราจะได้คุยกันและชมทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟ ซื้ออาหารกินตามสถานีที่รถด่วนจอด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เออ-อันหลังนี่เข้าทีโว้ย ไก่ย่างตามสถานีอร่อยมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นแห้วยืนสะลึมสะลือทำท่าเหมือนกับง่วงนอน ท่านก็ยกมือตบหลังเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"เฮ้ย เป็นอะไรวะซึมกระทือไป"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอิ่มเกินไปครับ นานๆ ได้รับประทานอาหารฝรั่งสักทีผมรับประทานเสียเต็มที่ แต่ว่า รับประทานยังไงๆ ก็สู้น้ำพริกปลาร้าไม่ได้ครับ น้ำพริกปลาทูหรือปลาร้าหลนวิเศษกว่าอาหารชาติไหนในโลก"

เจ้าบังคนยามของบาร์ "บัวคำ" ออกมาแล้ว กิริยาท่าทางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เจ้าบังเดินย่องเข้ามาหาคณะสี่สหายแล้วยกมือทั้งสองแตะหน้าผาก พร้อมกับก้มศีรษะลงไปแสดงคารวะอย่างสูง

"อีนี้สะลามน่ะนายจ๋า โอ-จั๋นมีตาเหมือนตาตุ่มคะรับ โงนของท่านไม่เก๊คะรับ อีนี้แค็ชเชียร์บอกว่าพวกท่านเป็นเศรษฐีมาจากกรุงเทพฯ เชิญคะรับเชิญเข้าไปถลุงเงินเล่นนายจ๋า"

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับเพื่อนๆ แล้วหันมายิ้มให้บาบู

"เฮ้ย-ถามอะไรหน่อยเถอะวะ ตั้งแต่แกเกิดมาแกเคยเห็นใครฉีกเงินเล่นบ้างไหม"

เจ้าบังนัยน์ตาเหลือก

"ฉีกทำมะไร๋ให้กู้ดีกว่าคะรับ โร้ยบาทปายโร้ยยี่สิบบาทมานายจ๋า"

อาเสี่ยชูธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งให้เจ้าบังดู แล้วเขาก็ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโปรยลงพื้นตึกอย่างหน้าตาเฉย

"นี่ยังไงฉันฉีกให้แกดูแล้ว แกจะได้จำไว้ว่าเศรษฐีบ้าๆ บอๆ ที่กล้าฉีกเงินเล่นมีอยู่คนเดียวเท่านั้นในโลกนี้คือฉันนี่แหละ"

"โอ-" เจ้าบังตะโกนลั่นแล้วร้องเรียกพระเจ้าของเขา "นาหราย.... นารายณ์ อีนี้จั๋นฝันไปแล้วคุณจ๋า"

นิกรหัวเราะก้าก

"ไม่ได้ฝันหรอกโว้ยบาบู เพื่อนฉันคนนี้เป็นเศรษฐีจริงๆ แต่สติเสียมานานแล้ว คุ้มดีคุ้มร้ายไม่ใคร่จะเต็มเต็งหรอก"

เจ้าบังมองดูเศษธนบัตรที่กระจายเกลื่อนกลาดพื้นด้วยความเสียดาย เสี่ยหงวนพยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขาและพาทุกๆ คนเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของบาร์ "บัวคำ" ซึ่งขณะนี้ดนตรีหยุดบรรเลงเพลงแล้ว

ที่หน้าเคาเต้อร พ้าทเน่อรกับบ๋อยและเจ้าหน้าที่ของบาร์นี้รวมทั้งหมดไม่ต่ำ ๒๐ คน ยืนจับกลุ่มมองดูคณะพรรคสี่สหายด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเท่าที่เสียหงวนทิปแขกยามหน้าบาร์ถึง ๑,๐๐๐ บาทซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

พ้าทเน่อรสาวร่างสะคราญคนหนึ่งกล่าวกับเพื่อนของหล่อนทันที

"ไหมล่ะ เสี่ยหงวนจริงๆ "

"ใช่แน่หรือ"

"ปู้โธ่ คนเคยอยู่ห้องเดียวกันนอนเตียงเดียวกันฉันต้องจำได้แม่นยำเสมอ สามคนนั่นคุณพลคุณนิกรและคุณหมอดิเรก ตาแก่หัวล้านเป็นเจ้าคุณ คนเดินหลังเป็นคนรถ"

หัวหน้าบาร์กล่าวกับพวกบ๋อยทันที

"เฮ้ย ไปต้อนรับท่านซีโว้ย"

พนักงานรับใช้รวม ๔ คนรีบเดินไปหาคณะพรรคสี่สหายทันที เสี่ยหงวนรู้สึกว่าผู้ที่นั่งดื่มเหล้ารับประทานอาหารอยู่ตามโต๊ะอาหารรอบๆ ฟลอร์พากันมองดูเขากับเพื่อนๆ อย่างรังเกียจเหยียดหยามเพราะเข้าใจว่าเป็นคนชั้นต่ำหรือพวกอันธพาล อาเสี่ยก็ล้วงกระเป๋า หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งแล้วแจกบ๋อยคนละสองร้อยบาทเพื่อประกาศให้รู้ว่าเขาเป็นเศรษฐีเพียงแค่บ๋อยเข้ามาต้อนรับก็มีการแจกเงินแล้ว

เจ้าบังคนยามหน้าบาร์มีความเลื่อมใสศรัทธาในตัวเสี่ยหงวนถึงกับยอมละทิ้งหน้าที่เดินเข้ามาในบาร์และยืนอยู่ข้างหลังคณะพรรคสี่สหายเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์รักษาและคอยรับใช้ พวกบ๋อยเชิญสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมานั่งที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวโต๊ะหนึ่งซึ่งเป็นโต๊ะสำหรับ ๖ คน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลนั่ง หัวโต๊ะคนละข้าง นิกรกับมหาเศรษฐีนักฉีกแบ๊งค์นั่งคู่กัน นายพลดิเรกกับเจ้าแห้วนั่งตรงกันข้าม

บ๋อยหนุ่มท่าทางคล่องแคล่วคนหนึ่งกันเพื่อนๆ ออกห่างแล้วก้มศีรษะโค้งคำนับเสี่ยหงวนอย่างพินอบพิเทา

"ใต้เท้าต้องการอะไรบ้างครับผม"

"หน็อยแน่" เสี่ยหงวนพูดเสียงหัวเราะ "เรียกใต้เท้าเชียวเรอะ เอาเหล้ามาให้หลังเท้ากินโว้ย อั๊วไม่ใช่เจ้าคุณเรียกอั๊วหลังเท้าเถอะอย่าเรียกใต้เท้าเลย เอาตราขาวมาให้สักสองโหลนะ โซดาสัก ๓ ขวดพอแล้ว"

เจ้าบ๋อยหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ้า-ประทานโทษ ตราขาวสองขวดใช่ไหมครับผม"

อาเสี่ยแลเห็นใครต่อใครกำลังมองมาทางโต๊ะเขาก็แกล้งพูดเสียงดัง

"สองโหลโว้ย ๒๔ ขวดไม่ใช่ ๒ ขวด เอามากินบ้างเททิ้งบ้างหรือบ้วนปากบ้างเข้าใจไหม"

"ครับผม ตราขาวสองโหลโซดาสามขวดแล้วอะไรอีกครับ"

เสี่ยหงวนยกเมนูกระดาษแข็งขึ้นอ่านดูรายการอาหารซึ่งหน้าหนึ่งเป็นอาหารจีน อีกหน้าหนึ่งเป็นอาหารฝรั่งและของว่างจำพวกกับแกล้ม

"เนื้อสันสลัดผักแล้วก็แหนมอย่างละจานพอแล้ว" พูดจบก็ส่งเมนูให้นิกร "แกจะยัดอะไรก็สั่งเอาเถอะ สั่งมาให้เต็มโต๊ะก็ได้"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองดูรายการอาหารจีนแล้วพูดกับบ๋อย

"จะละเม็ดน้ำแดง....จดลงไปซี ไข่ดันไก่ผัดเห็ดสด...หูฉลามตุ๋นเส้นไก่ แล้วก็หมูหัน เอาหมูหันมาก่อนนะ"

"ครับผม"

"เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งไป" แล้วนิกรก็ส่งเหรียญสองสลึงอันหนึ่งให้พนักงานรับใช้ "เอ้า-อั๊วทิปลื้อ"

พนักงานรับใช้ก้มศีรษะโค้งคำนับแล้วพาตัวเดินไปจากที่นั้นเข้าใจว่านิกรล้อเขาเล่น พวกบ๋อยอีก ๓ คนและแขกยามคงยืนจับกลุ่มอยู่ข้างโต๊ะไม่ยอมไปรับใช้คนอื่น จนกระทั่งหัวหน้าบาร์ซึ่งรักษาการแทนผู้จัดการพาตัวเดินเข้ามา เขาเป็นสุภาพบุรุษในวัยกลางคนแต่งสากลชุดสีน้ำทะเลผูกโบว์หูกระต่ายชายผู้นี้มานามว่า สวัสดิ์ ทิพย์วาที เป็นน้องชายของเจ้าของบาร์ "บัวคำ" ซึ่งขณะนี้นายสวงผู้จัดการและเจ้าของบาร์นี้ป่วย อันเนื่องจากโรคเก่ากำเริบ สวัสดิ์หัวหน้าบาร์จึงทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแทนพี่ชายของเขา

เขารู้แล้วว่าคณะพรรคสี่สหายนี้เป็นใครเพราะเคยเห็นรูปถ่ายในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ทั้งในเครื่องแบบทหารและพลเรือน นายสวัสดิ์ตรงเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะแล้วก้มศีรษะให้คณะพรรคสี่สหายอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ "บัวคำ" รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ต้อนรับพวกท่านเป็นครั้งแรก"

พลยิ้มให้หัวหน้าบาร์

"คุณรู้จักพวกเราหรือครับ"

"รู้จักครับ"

"ถ้ายังงั้นโปรดอย่าบอกใครเลยว่าเราเป็นใคร เรามาราชการครับ เสร็จหน้าที่ของเราแล้วก็เที่ยวเตร่หาความสุขกัน อ้า-ผมขอโทษที่พวกเราแต่งกายไม่เรียบร้อย เพราะเราไม่ได้เตรียมชุดสากล มีเครื่องแต่งกาย พลเรือนมาคนละชุดเดียว"

"ไม่เป็นไรมิได้ครับ "บัวคำ" ยินดีต้อนรับในฐานะที่เป็นแขกผู้มีเกียรติของเราเชิญตามสบายครับ" พูดจบเขาก็เดินเข้าไปหาบ๋อยและคนยาม "พวกเธอไปอยู่ทางหน้าบาร์เถอะโต๊ะนี้ให้นายแก้วเขารับใช้ ตามระเบียบของเราก็มีอยู่แล้ว ใครเป็นคนจดเหล้าและอาหารที่สั่งคนนั้นก็ต้องอยู่ประจำโต๊ะนั้น"

บ๋อยทั้งสามคน ซึ่งได้ทิปจากเสี่ยหงวนคนละร้อยหรือสองร้อยบาทต่างพากันเดินไปทางหน้าบาร์ด้วยความเสียดายโอกาสที่ไม่ได้อยู่รับใช้คณะพรรคสี่สหายของเรา นายสวัสดิ์เลื่อนตัวเข้ามาหาเจ้าบังแล้วมองดูอย่างเคืองๆ

"หน้าที่ของแกรักษาความสงบเรียบร้อยและคอยปิดเปิดประตูรถให้แขกที่หน้าตึก แกเข้ามาในนี้ทำไม"

"โอ-ดุจั๋นทำมะไร๋ อีนี้จั๋นมาคอยรับใช้เจ้านายพวกนี้คะรับ"

นายสวัสดิ์ทำตาเขียว

"ไม่ใช้หน้าที่ของแกนี่นา"

""ใช่ไม่ใช่จั๋นเต็มใจรับใช้คะรับ อีนี้ไม่เคยมีใครให้โงนจั๋นตั้งพันบาท"

เสี่ยหงวนสงสารเจ้าบังกลัวจะถูกไล่ออกจากงานก็เงยหน้าขึ้นมองดูแล้วกล่าวว่า

"ออกไปเถอะบัง ถ้าฉันมีอะไรจะใช้แกฉันจะให้บ๋อยออกไปเรียก"

"โอ-สะลามคะร้าบ อีนี้เอาจั๋นไปเฝ้ายามที่กรุงเทพฯ ด้วยคนได้ไหมนายจ๋า"

เสี่ยหงวนโบกมือไล่

"เอาเถอะ แล้วค่อยพูดกัน ฉันยังไม่กลับกรุงเทพฯ หรอก ฉันจะมาที่นี่อีกหลายคืน ถ้าฉันตกลงใจให้แกไปอยู่กับฉันฉันจะส่งแกไปทางพัสดุไปรษณีย์"

เจ้าบังอมยิ้มเห็นฟันขาว

"โอ-ดีคะรับ บุรุษไปรษณีย์แบกผมไปสนุกดีนายจ๋า" แล้วเจ้าบังก็เดินออกไปทางหน้าตึกแต่ก็หันมามองดูเสี่ยหงวนตั้งหลายครั้ง

จนกระทั่ง ๒๒.๐๐ น.

ดื่มสุรา โลมนารี กินอาหารดี แล้วก็เต้นรำ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างสนุกสนานกันเต็มที่ พ้าทเน่อรของบาร์ "บัวคำ" ซึ่งมีอยู่ ๑๐ คนต่างนั่งห้อมล้อมอยู่ที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหายไม่มีใครสนใจที่จะเต้นรำหรือยอมไปเป็นคู่สนทนากับโต๊ะอื่นๆ เสี่ยหงวนแจกจ่ายเงินพวกพ้าทเน่อรตลอดเวลาและอนุญาตให้เรียกเป๊ปเปอรมินท์มาดื่มตามความพอใจ หรือใครจะสั่งอาหารมากินก็ได้

โดยคำสั่งของเสี่ยหงวน โต๊ะอาหารขนาด ๖ คนอีกโต๊ะหนึ่งถูกนำมาติดต่อกับโต๊ะที่เขานั่ง ต่อจากนั้นเก้าอี่โครงเหล็กหุ้มนวมก็ถูกยกมาตั้งห้อมล้อมสำหรับพ้าทเน่อรซึ่งนั่งเบียดเสียดกัน สาวสวยทั้งชาวเชียงใหม่และชาวกรุงเทพฯ ต่างแย่งกันปรนนิบัติคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วทำให้ท่านเจ้าคุณกับพล และศาสตราจารย์ดิเรกต้องควักใบละร้อยออกมาแจกบ้าง ส่วนนิกรแจกใบละ ๑๐ บาทแทนใบละร้อยซึ่งเขาพกมาปึกเบ้อเริ่ม

พฤติการณ์ของพวกบ๋อยและพ้าทเน่อรที่สนใจกับคณะพรรคสี่สหายทำให้พวกแขกที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ไม่พอใจไปตามกัน แต่คนเหล่านี้เป็นคนชั้นสูงไม่ชอบอันธพาล ถึงไม่พอใจก็ซ่อนความรู้สึกไว้ ต่างเรียกบิลเงินสดมาจ่ายเงินให้ไปแล้วก็ย่อยๆ กันกลับบ้านหรือไปหาความสำราญจากไน้ท์คลับที่อื่นซึ่งมีอยู่หลายแห่งในนครเชียงใหม่

ในที่สุดห้องโถงใหญ่และห้องพิเศษชั้นบนของ "บัวคำ" ก็ว่างเปล่า ขณะนี้ "บัวคำ" มีแขกเพียงแต่คณะพรรคสี่สหายของเราเท่านั้น แต่หัวหน้าบาร์ซึ่งทำหน้าที่แทนผู้จัดการพอใจแล้ว เพราะเสี่ยหงวนสั่งตราขาวถึง ๒ โหล ราคาของมันที่บาร์นี้จำหน่ายขวดละ ๔๐๐ บาท อาเสี่ยได้มอบเงินสดให้นายสวัสดิ์ไว้ ๒๐,๐๐๐ บาทแล้วกล่าวว่า

"คุณเอาเงินไว้ก่อน ๒๐,๐๐๐ บาทค่าเหล้าค่าอาหารของผม ถ้าไม่พอให้คนของคุณตามเราไปตอนที่เรากลับค่ายทหาร ผมยังมีเงินอยู่ที่นั่นเกือบแสนบาท หรือถ้าเงินของผมที่เอามาจากรุงเทพฯ ไม่พอพรุ่งนี้ผมจะไอ.โอ.ยู. ธนาคารเชียงใหม่จ่ายให้คุณ"

เวลาผ่านพ้นไปพวกบ๋อยกับพ้าทเน่อรตลอดจนนักดนตรีก็ได้รับแจกเงินจากกิมหงวนกันเรื่อยๆ คนเหล่านี้ต่างยอมรับนับถือว่ามหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศไทยเราก็คืออาเสี่ยกิมหงวนคนนี้ เขาร่ำรวยอย่างมหาศาล ใช้ใบละร้อยเหมือนใบละบาท เศรษฐีที่เคยพบเห็นมาถึงจะใจคอกว้างขวางอย่างไรก็ไม่กล้าใช้จ่ายเงินอย่างนี้ นายสวัสดิ์หัวหน้าบาร์ถึงกับแอบไปดูเงินที่เสี่ยหงวนฝากไว้ตั้งหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ ธนบัตรปลอม

ระหว่างที่คณะสี่สหายกำลังเพลิดเพลินกับสาวสวยพ้าทเน่อรของบาร์นี้ สุภาพบุรุษกลุ่มหนึ่งรวม ๔ คนก็พากันเดินผ่านประตูหน้าตึกเข้ามาในห้องโถงใหญ่ คนที่เดินนำหน้าแต่งสากลชุดสีน้ำตาล ผูกเน็คไทเงื่อน กะลาสี ร่างสูงใหญ่ บุคลิกลักษณะภูมิฐานบอกให้รู้ว่าเป็นเศรษฐี

ถูกละ สุภาพบุรุษผู้นี้เป็นเศรษฐีใหญ่และเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของนครเชียงใหม่นี้ นามของเขา...วงศ์ วรเชษฐ์ หรือผู้ที่ชาวเชียงใหม่เรียกเขาว่า "พ่อเลี้ยงวงศ์" เป็นเจ้าของป่าไม้ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีบริษัทการค้าอยู่ที่ถนนท่าแพอันเป็นย่านชุมนุมชนและย่านกลางการค้าอีกด้วย บริษัทของเขาจำหน่ายสรรพสินค้าต่างๆ เช่นเดียวกับห้างหรือบริษัทใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ มีเครื่องสำอางเครื่องเกมกีฬา เสื้อผ้าสำเร็จรูปและของใช้ทันสมัยสารพัด พ่อเลี้ยงวงศ์คนนี้เป็นผู้มีอิทธิพลมาก เลี้ยงนักเลงไว้มากมาย มีทั้งคนรักและคนชัง ไปไหนก็ต้องมีมือปืนติดตามคุ้มกัน ๓ คนที่มากับเขาคือเพื่อนเกลอของเขา แต่อีกคนหนึ่งเป็นมือปืนประจำตัว ถึงแม้แต่งชุดสากลเรียบร้อยแต่รูปร่างลักษณะก็บอกให้รู้ว่าเป็นอาชญากรหรือฆาตกร

ทุกครั้งที่พ่อเลี้ยงวงศ์มาที่บาร์นี้ บ๋อยและพ้าทเน่อรจะต้องเข้ามาต้อนรับเขาแสดงกิริยาตื่นเต้นดีใจ และเคารพนบนอบเขา แต่คืนนี้เหมือนกับว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าไม่มีความสลักสำคัญหรือไม่มีความหมายอะไรเลย

วงศ์กับพรรคพวกของเขาหยุดยืนรวมกลุ่มกันจ้องมองมาที่โต๊ะของคณะพรรคสี่สหาย สาวสวยหน้าแฉล้มคนหนึ่งนั่งอยู่บนตักกิมหงวน ส่วน พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็มีพ้าทเน่อรนั่งขนาบข้างซ้ายขวา พวกบ๋อยของ "บัวคำ" ยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างหลังมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างชื่นชม โต๊ะอาหารรอบฟลอร์ว่างเปล่าพวกบ๋อยจึงมาออกันอยู่ที่นี่ ทั้งนี้ก็เพราะในราว ๑๐ นาทีมีการแจกเงินกันครั้งหนึ่งส่วนเจ้าบังคนยามนั้น ก็พยายามโผล่เข้ามาในห้องโถงหลายต่อหลายครั้งแต่ถูกหัวหน้าบาร์ไล่ตะเพิดออกไป

พ่อเลี้ยงวงศ์เริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจเมื่อแลเห็นพ้าทเน่อรและบ๋อยให้ความสนใจกับคณะพรรคสี่สหายถึงเช่นนี้ เขาพอจะรู้ว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาจากกรุงเทพฯ และแล้วเมื่อเขานิ่งคิดสักครู่เขาก็แน่ใจว่าหนุ่มใหญ่ร่างสูงชะลูดสวมแว่นตาขอบกระซึ่งกำลังนั่งกอดกรรณิการ์แฟนของเขานั้นต้องเป็น อาเสี่ยกิมหงวนอย่างไม่ต้องสงสัย

พ่อเลี้ยงวงศ์หันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"แกลองบอกกันซิว่าเศรษฐีกรุงเทพฯ พวกนี้เป็นใคร พอจะนึกออกไหม"

พ่อเลี้ยงอินทร์หนุ่มใหญ่วัยเดียวกับเขา แต่รูปร่างบอบบางพยักหน้ารับทราบ

"กันเข้าใจว่าเสี่ยหงวน แล้วก็ พล, นิกร, ด๊อกเต้อรดิเรกกับพระยาปัจจนึกฯ กันเคยเห็นรูปในหนังสือพิมพ์"

"ใช่แล้ว"

มือปืนของพ่อเลี้ยงวงศ์เลื่อนตัวเข้ามากระซิบกับพ่อเลี้ยงวงศ์เบาๆ

"ยิงทิ้งนะครับพ่อเลี้ยง ๖ นัดก็ ๖ คนพอดี"

พ่อเลี้ยงวงศ์มองดูมือปืนของเขาอย่างหมั่นไส้

"แกคิดว่ายิงคนทิ้งในเวลาเดียวกัน ๖ คนน่ะเป็นเรื่องเล็กหรือวะอ้ายจิตร" พ่อเลี้ยงวงศ์พูดเสียงกระซิบแต่หนักแน่น "แกรู้หรือเปล่าว่าตาแก่หัวล้านน่ะ เป็นเจ้าคุณมียศทหารเป็นพลเอก คนสวมแว่นตาสายตาสั้นเป็นพลโท เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศเราและของโลกนี้ด้วย เป็นหมอชั้นยอดเป็นทั้งศาสตราจารย์และด๊อกเต้อร อีกสามคนเป็นพันเอก แกแน่จริงก็ลองยิงดูซี ฆ่านายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็บรรลัยไปตามกันเท่านั้นเอง"

มือปืนหน้าเหี้ยมยิ้มแห้งๆ

"ยังงั้นก็อย่าเลยนะครับ นี่ถ้าเป็นคนธรรมดาผมยิงทิ้งแล้ว ไม่ได้ฆ่าคนมาอาทิตย์กว่าแล้วคันมือเหลือเกิน"

"พอแล้วอ้ายจิตร อยู่เฉยๆ เถอะ"

สหายของวงศ์คนหนึ่งกล่าวกับพ่อเลี้ยงวงศ์ว่า

"กลับเถอะวงศ์ ไม่มีใครสนใจกับพวกเราเลย ทั้งบ๋อยและพ้าทเน่อรกำลังปรนนิบัตรอ้ายพวกนั้น"

พ่อเลี้ยงวงศ์ยิ้มให้เพื่อนของเขา

"กลับไปก็เสียเหลี่ยมพ่อเลี้ยงซีวะ ไปนั่งใกล้ๆ โต๊ะพวกนั้นแล้วสั่งเหล้าสั่งอาหารและเหล้ามากินกัน อีกอย่างก็ต้องให้อ้ายพวกนั้นรู้ว่า เรามีเงินกินตราดำหรือตราขาวอย่างมัน และกันจะเรียกกรรณิการ์มาร่วมโต๊ะกันให้ได้พวกบ๋อยและพ้าทเน่อรที่นี่ไม่สนใจกับกันก็ดีแล้ว กันจะจำไว้ คอยดูซีวะ กันจะทำให้ "บัวคำ" ต้องเลิกล้มกิจการในไม่ช้านี้ด้วยอิทธิพลของกันแต่ไม่ใช่ว่าส่งพวกนักเลงมาอาละวาด"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นายสวัสดิ์หัวหน้าบาร์ก็ปราดเข้ามาต้อนรับวงศ์กับพรรคพวกของเขา

"สวัสดีครับพ่อเลี้ยง เชิญซีครับ"

วงศ์ยิ้มแค่นๆ

"ขอบคุณที่ยังมีแก่ใจสวัสดีกับผม บาร์นี้ต้อนรับเฉพาะพวกกรุงเทพฯ กลุ่มนั้นหรืออย่างไรครับ ผมกับเพื่อนๆ เข้ามาในบาร์นานแล้วไม่มีใครมาต้อนรับเลย"

หัวหน้าบาร์ก้มศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม

"ประทานโทษเถอะครับพ่อเลี้ยง พวกบ๋อยคงไม่ทันเห็นท่าน กรุณาอภัยเถอะครับ เชิญครับพ่อเลี้ยง จะเลือกนั่งโต๊ะไหนก็เชิญตามสบายครับ"

พ่อเลี้ยงวงศ์พาเพื่อนเกลอทั้งสองและมือปืนของเขาตรงไปที่โต๊ะว่างซึ่งอยู่ทางขวาของโต๊ะคณะพรรคสี่สหาย ทั้งสี่คนต่างนั่งห้อมล้อมโต๊ะนั้น พนักงานรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาขอคำสั่งอย่างเสียไม่ได้

"พ่อเลี้ยงต้องการอะไรบ้างครับ"

"เหล้าซีวะ เอาตราดำมากิน"

"สองโหลหรือครับ"

พ่อเลี้ยงวงศ์กลืนน้ำลายเอื้อก

"สองโหลกินเข้าไปยังไงวะ"

"แต่อาเสี่ยกิมหงวนโต๊ะนั้นท่านสั่งตราขาวสองโหลนี่ครับ บ้วนปากบ้าง กินบ้าง หรือเททิ้งเล่นโก้ๆ บ้าง"

"ช่างเถอะไม่ใช่เรื่องของฉัน แล้วก็สติฉันยังดีอยู่ ไปเอาตราดำมาให้ฉันหนึ่งขวด มันทอดจานหนึ่ง ข้าวเกียบกุ้งและถั่วทอดอีกอย่างละจาน โซดา ๓ ขวดพอแล้ว"

บ๋อยรับคำสั่งเขาและเดินไปทางเคาเต้อร สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไม่ได้สนใจกับพ่อเลี้ยงวงศ์เลย จนกระทั่งคนรับใช้นำเหล้าและกับแกล้มมาเสิฟให้พ่อเลี้ยงวงศ์ตามคำสั่ง

"ทำไมคืนนี้เงียบเหงานักวะ" คำปันนักธุรกิจเพื่อนเกลอของพ่อเลี้ยงวงศ์กล่าวถามบ๋อย "ไม่มีใครมาเที่ยวเลยหรือ"

"มีครับ มีตอนหัวค่ำแต่กลับกันไปหมดแล้ว"

พ่อเลี้ยงวงศ์พยักหน้ากับคนรับใช้

"แกไปเรียกกรรณิการ์มาพบฉันหน่อยซิ"

บ๋อยหนุ่มหันไปมองดูสาวสวยแล้วกล่าวกับพ่อเลี้ยงอย่างนอบน้อม

"อาเสี่ยกิมหงวนท่านจะยอมให้มาหรือครับเพราะคุณกรรณิการ์กำลังนั่งอยู่บนตัก"

"เอาเถอะ แกไปบอกกรรณิการ์ก็แล้วกันว่าฉันเรียก ถ้าไม่สมัครใจที่จะมานั่งคุยกับฉันก็ขอให้มาหาฉันหน่อย"

คนรับใช้เดินไปหาสาวสวยดาวรุ่งของบาร์ "บัวคำ" ซึ่งพ่อเลี้ยงวงศ์เคยรับตัวไปกับเขาบ่อยๆ และกำลังคิดที่จะเลี้ยงดูหล่อนเป็นอนุ บ๋อยหนุ่มเข้ามาหยุดยืนข้างเก้าอี้เสี่ยหงวนแล้วก้มลงกระซิบบอกสาวน้อย

"คุณกรรณ์ครับ พ่อเลี้ยงเชิญไปพบ"

กิมหงวนชักฉิวทำตาเขียวกับบ๋อย

"ไปบอกพ่อเลี้ยงเถอะโว้ยว่ากรรณิการ์กำลังคุยกับลูกเลี้ยง"

กรรณิการ์ยกมือน้อยๆ ขึ้นอุดปากอาเสี่ยแล้วกระซิบว่า

"เฮียขา ให้หนูไปพบเขาสักนาทีนะคะแล้วหนูจะกลับมานั่งบนตักอันนุ่มนิ่มของเฮียตามเดิม"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"แหม-ออเซาะยอดไปเลยทูนหัว เฮียมันก็แซ่หลีซะด้วย ไปเถอะแล้วรีบกลับมานะจ๊ะ"

กรรณิการ์ลุกขึ้นเดินไปหาพ่อเลี้ยงวงศ์ที่โต๊ะนั้น สีหน้าอันยิ้มแย้มของหล่อนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที ขณะนี้ที่โต๊ะสี่สหายเงียบกริบ ทุกคนต่างจ้องมองมาที่โต๊ะพ่อเลี้ยงวงศ์เจ้าแห้วขบกรามกรอดๆ นัยน์ตาที่มองดูพ่อเลี้ยงวงศ์นั้นวาวโรจน์ นิกรจุ๊ปากดุเจ้าแห้วแล้วกระซิบเบาๆ "

"อย่านะอ้ายแห้ว อย่าเจ็บร้อนแทนอ้ายหงวน กรรณิการ์น่ะคือดอกไม้ที่ไม่มีเจ้าของและบานอยู่ริมทาง ใครอยากดมก็ดม เฮ้ย-วางขวดเหล้าเสียอย่ามีเรื่องมีราวกับใครเป็นอันขาด"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"เปล่าครับ ผมจะรับประทานเหล้าน่ะ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก

"ก็แล้วมึงทำตาเขียวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทำไม"

"ปู้โธ่...คุณนิกรก้อ...รับประทานผมก็เต๊ะท่าเล่นโก้ๆ ไปยังงั้นเอง ถ้าผมขบกรามละก้อแปลว่าผมไม่สู้ใครครับ"

กรรณิการ์ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างพ่อเลี้ยงวงศ์ หล่อนกับเขาต่างจ้องมองดูหน้ากันซึ่งสาวสวยไม่ยอมหลบตาเขา ละไมยิ้มให้เขาเหมือนเช่นเคย

"นั่งคุยกับฉันได้ไหมกรรณิการ์ ฉันจ่ายเงินค่าเวลาให้ตามระเบียบ" พ่อเลี้ยงวงศ์พูดเสียงกร้าวและชำเลืองหางตามาทางโต๊ะสี่สหาย

"เสียใจค่ะพ่อเลี้ยง ไว้โอกาสหลังเถอะนะคะ คืนนี้กรรณ์สัญญากับอาเสี่ยกิมหงวนแล้วว่ากรรณ์จะนั่งคุยกับเขาและจะไปเที่ยวกับเขา"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"บอกเขาด้วยซีกรรณ์ว่า สองยามเฮียจะพาหนูไปเดินเล่นบนดอยอินทนนท์และเราจะไปนั่งคุยกันที่น้ำตกแม่กลาง"

พ่อเลี้ยงวงศ์คว้าข้อมือเจ้าหนุ่มหน้าเหี้ยมไว้เมื่อเห็นจิตรทำท่าจะหยิบปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง

"อย่า-จิตร"

กิริยาของจิตรบอกให้พลรู้ทันทีว่าจิตรคือมือปืนของพ่อเลี้ยงและจะควักปืนออกมายิงอาเสี่ย พลชักยัวะขึ้นมาบ้างจึงหันมาพูดกับนิกร

"อ้ายกร อ้ายตีนปืนคนนั้นมันจะยิงอ้ายหงวน"

นิกรผิวปากหวือ ดึงรีวอลเว่อร ๙ ม.ม. ที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา แล้วลุกขึ้นยืนควงปืนเล่น

"มาซี มือปืนหรือตีนปืนก็เรียงหน้าเข้ามา ไม่มีใครสู้เรอะ...ไม่มีใครสู้อั๊วยิงตัวเองก็ได้วะ" พูดจบนิกรก็ยกปืนพกขึ้นจ่อขมับขวาของเขาแล้วเหนี่ยวไกยิงทันที

"แชะ"

พวกพ้าทเน่อรถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน สาวสวยที่นั่งอยู่ข้างนิกร กล่าวกับนิกรว่า

"หลวงพ่อของคุณแน่จังค่ะ"

นิกรหัวเราะชอบใจแล้วนั่งลงตามเดิม

"เปล่า ไม่ใช่หลวงพ่อช่วยคุ้มครองหรอกหนู ปืนกระบอกนี้มันมีลูกที่ไหนล่ะ ฉันพกปืนจริงแต่ไม่เคยใส่ลูก กลัวโมโหยั้งไม่อยู่ไปยิงใครเขาเข้าขี้เกียจมีธุระไปติดตะราง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แต่พ่อเลี้ยงวงศ์กับพรรคพวกของเขาทำหน้างอเหมือนม้าหมากรุกไปตามกัน พ่อเลี้ยงวงศ์มองดูกรรณิการ์ด้วยสายตาแข็งกร้าว

"อย่างไรก็ตาม ฉันขอร้องให้เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะนี้จนกว่าฉันจะกลับไป อย่าดูหมิ่นเหยียดหยามฉันให้เกินไปนัก เท่าที่พวกบ๋อยและพ้าทเน่อรไม่ให้ความสนใจกับฉันเลย ฉันก็ได้รับความสะเทือนใจพอแล้ว"

"เสียใจจริงๆ ค่ะพ่อเลี้ยง กรุณาอย่าให้กรรณ์เสียคำพูดเลยนะคะ กรรณ์สัญญากับอาเสี่ยกิมหงวนไว้แล้วว่ากรรณ์จะต้อนรับเขากับเพื่อนๆ เท่านั้นในคืนวันนี้"

"เธอเห็นว่าเขาเป็นมหาเศรษฐี มีเงินมากกว่าฉันใช่ไหมล่ะ ฮะ ฮะ ผู้หญิงอย่างหล่อนมันก็เหมือนกับผู้หญิงบาร์ทั้งหลายนั่นแหละ ฉันนึกว่าเธอจะเป็นคนดีที่แท้ก็ผู้หญิงสารเลวที่บูชาเงินเป็นพระเจ้า"

ใบหน้าของกรรณิการ์แดงก่ำด้วยความโกรธ

"พ่อเลี้ยงไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะมาด่าว่าดิฉันนะจะบอกให้"

"ทำไมฉันจะด่าแกไม่ได้ ผู้หญิงบาร์วิเศษยังไง" พูดจบเขาก็ล้วงธนบัตรใบละร้อยบาท ออกมาจากกระเป๋าในบนปึกหนึ่งประมาณ ๑,๐๐๐ บาทแล้วเขาก็ขว้างหน้าหล่อนทันที "นี่แน่ะ เก็บเอาไปใช้ซี"

กรรณิการ์ถูกสบประมาทเช่นนี้หล่อนก็ร้องไห้โฮ เสี่ยหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ข่มเหงผู้หญิงอย่างนี้พระเอกทนดูไม่ไหว ต้องสั่งสอนผู้ร้ายเสียหน่อย"

นิกรว่า "พระเอกไหงสูงยังกะเปรต"

"อ้าว ก็การี่ คูเป้อร ที่ตายไปยังไงล่ะสูงกว่ากันเป็นกอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"นั่งลงอ้ายหงวน อย่าประพฤติแบบนักเลงหน่อยเลยวะ ทางที่ดีเรากลับกันดีกว่า"

เสี่ยหงวนไม่ยอมฟังเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาเดินปรี่เข้าไปที่โต๊ะพ่อเลี้ยงวงศ์ พวกพ้าทเน่อรและคนรับใช้อกสั่นขวัญแขวนไปตามกันเกรงว่าจะเกิดการยิงกันขึ้นและเมื่อจิตรมือปืนของพ่อเลี้ยงลุกขึ้นยืน พ้าทเน่อรซึ่งเป็นแฟนของ ดร. ดิเรกก็ร้องขึ้นดังๆ

"ตายแล้ว"

กิมหงวนหันขวับมาทางหล่อน

"ยัง" เขาตวาดลั่น "ยังไม่มีใครตายซักคนดันร้องออกมาได้ว่าตายแล้ว" แล้วเขาก็ประคองกรรณิการ์ลุกขึ้นยืน "กลับไปโต๊ะเรากรรณิการ์ เฮียจะตกลงกับเขาเอง"

กรรณิการ์เดินร้องไห้กลับไปโต๊ะสี่สหายด้วยความเจ็บใจ เจ้าจิตรมือปืนของพ่อเลี้ยงวงศ์กล่าวกับอาเสี่ยในท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัว

"คุณครับ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็กลับไปนั่งกินเหล้าที่โต๊ะคุณดีกว่า ไม่จำเป็นอะไรที่คุณจะต้องมาพูดอะไรกับเจ้านายของผม"

เสี่ยหงวนดึงแว่นขอบกระออกโยนไปให้เจ้าแห้วเก็บไว้แล้วเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าจิตร เมื่อเสี่ยหงวนถอดแว่นตาออกจิตใจของเขาก็เข้มแข็งผิดมนุษย์ ไม่รู้จักว่าความกลัวหรือความตายเป็นอย่างไร เขาจ้องมองดูหน้าจิตรอย่างไม่สะทกสะท้าน

"ลื้อเป็นใครวะ"

"ใครก็ได้ครับไม่สำคัญ"

"อ้าว ไหงพูดยังงี้ล่ะ เผื่อลื้อเป็นลูกชายอั๊วที่อั๊วแอบมามีเมียทิ้งไว้ที่นี่ตอนที่อั๊วรุ่นหนุ่มจะว่ายังไง พ่อกับลูกจะฆ่ากันยังงั้นหรือ บอกหน่อยซิว่าลื้อเป็นใคร"

"เรียกผมว่าจิตรก็ได้"

"จิตรเรอะ หน้าตาของแกคล้ายๆ กับนายอำเภอคนหนึ่งในหนังโทรทัศน์เรื่อง "ดาโกต้า" ปากแสยะอย่างแกนี่แหละ ถอยออกไปเถอะอ้ายน้องชาย อั๊วต้องการพูดกับลูกพี่ของลื้อมากกว่า"

จิตรว่า "คุณนั่นแหละถอยออกไปม่ายจะเจ็บตัว"

เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และแล้วอั๊ปเป้อร์คัทซ้ายของเขาก็ลั่นปังออกไปถูกลิ้นปี่มือปืนของพ่อเลี้ยงวงศ์ดังอึ้ก ทำให้จิตรจุกแน่นทำตัวโก่งขมวดคิ้วนิ่วหน้า เสี่ยหงวนยกมือซ้ายขึ้นคว้าคอพร้อมกับยกเข่าขวากระแทกหน้ามือปืนอีกทีหนึ่ง เท่านั้นจิตรก็รูดลงไปตามแข้งของเสี่ยหงวน ลงไปนอนงอก่อคู้ตัวบนพื้นห้อง

"โอ้โฮ เด็ดขาดโว้ยอ้ายหงวน" นายพลดิเรกร้องลั่น

กิมหงวนหันมายิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"เปล่า มันฟลุคน่ะ ไม่ตั้งใจจะชกหรอกหมัดมันลั่นออกไปเอง" แล้วเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่างระหว่างพ่อเลี้ยงวงศ์และพ่อเลี้ยงอินทร์ กิมหงวนคว้าแก้วเหล้าข้างหน้าพ่อเลี้ยงวงศ์ขึ้นดื่มเกือบหมดแก้วแล้ววางไว้

"อ้าว ทำไมมากินเหล้าของผมล่ะคุณ"

"อย่าถือเลยน่าพ่อเลี้ยงเพื่อความเป็นศัตรูของเรา แล้วเพื่อความสงบหรือสันติภาพ ผมขอร้องให้พ่อเลี้ยงไปขอโทษกรรณิการ์เดี๋ยวนี้ อย่าลืมว่าพ่อเลี้ยงเป็นลูกผู้ชายไม่ใช่ลูกหมาผู้ชายหรือสุภาพบุรุษน่ะเขาไม่ ข่มเหงรังแกผู้หญิงหรอก พ่อเลี้ยงเหยียดหยามเธอเกินไป เธอจะดีเลวอย่างไรก็เป็นเรื่องของเธอ แต่การที่พ่อเลี้ยงเอาเงินขว้างหน้าหล่อนอย่างนี้ใช้ไม่ได้ไปขอโทษกรรณิการ์เสียเถอะครับ" พูดจบกิมหงวนก็ยกเท้าขวาเตะคางจิตรดังพล๊อก "อย่าเพิ่งลุกขึ้น นอนไปก่อนโว้ยให้ฉันตกลงกับลูกพี่ของแกให้เรียบร้อยเสียก่อน"

พ่อเลี้ยงวงศ์มองดูกิมหงวนอย่างชิงชัง

"ถ้าผมไม่ยอมขอโทษกรรณิการ์จะมีอะไรเกิดขึ้น ผมอยากรู้"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย

"ผมจะชกหน้าคุณเพื่อกู้เกียรติของกรรณิการ์ แล้วเราก็จะฟัดกันตัวต่อตัวในบาร์นี้"

พ่อเลี้ยงวงศ์เค้นหัวเราะ

"การต่อสู้กันด้วยหมัดมวยน่ะมันกุ๊ยเต็มทน ผมไม่ยอมขอโทษนังผู้หญิงบาร์คนนี้อย่างเด็ดขาด แต่ถ้าคุณจะชกหน้าผมผมก็ไม่สู้"

"เอ๊ะ พ่อเลี้ยงก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งทำไมไม่สู้ผม"

"คุณแน่นักเรอะ" พ่อเลี้ยงวงศ์ย้อนถาม

"ก็พอตัวครับ"

"ถ้าเช่นนั้นคุณกับผมมาชนช้างกันดีไหม"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"ชนช้าง ว้า พ่อเลี้ยงหมายความว่าอย่างไร"

"ก็หมายความว่าเราทำยุทธหัตถีกันน่ะซี เหมือนอย่างพระนเรศวรชนช้างกับพระมหาอุปราช"

อาเสี่ยถอนหายใจโล่งอกและยิ้มออกมาได้

"เข้าใจละครับ พ่อเลี้ยงนึกยังไงขึ้นมาถึงได้ท้าผมชนช้าง"

"เพราะมันเป็นการต่อสู้ของนักรบ ของชายชาติทหารตื่นเต้นหวาดเสียวมาก คุณถามชาวเชียงใหม่ดูเถอะ ผมเคยชนช้างหรือกระทำยุทธหัตถีกับคู่อริของผมมาหลายคนแล้วก่อนที่ผมจะฟันเขาด้วยง้าว เขาก็ยกมือไหว้ผมหรือร้องยอมแพ้ คุณแน่จริงก็ลองสู้กับผมไหมล่ะ ดีกว่าที่เราจะมาชกกันเหมือนอย่างพวกกุ๊ยหรืออันธพาล"

เสี่ยหงวนชักสนใจในเรื่องนี้

"เอ๊ะ มันเป็นการต่อสู้ที่แหวกแนวดีนี่ครับพ่อเลี้ยง" พูดจบก็หยิบแก้วเหล้าของพ่อเลี้ยงอินทร์ยกขึ้นดื่มอย่างหน้าตาเฉยแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะตามเดิม หยิบข้าวเกรียบกุ้งทอดชิ้นหนึ่งใส่ปากเคี้ยว "ผมไม่อยากปฏิเสธคำท้าของคุณหรอกพ่อเลี้ยง แต่ผมจะเอาช้างที่ไหนล่ะ"

พ่อเลี้ยงวงศ์ยิ้มเล็กน้อย

"ผมยินดีให้คุณขอยืม ไปเลือกเอาเถอะครับ ช้างพลายของผมซึ่งเป็นช้างใช้ลากซุงที่ป่าซุงของผมสูง ๖ ศอกเศษมีหลายตัว"

"ถ้าผมขอยืมช้างของคุณขี่ชนช้างกับคุณ มันก็ไม่ยุติธรรมน่ะซีครับ เพราะช้างที่ผมขี่มันเกรงกลัวคุณอย่างไรมันก็ไม่เต็มใจสู้รบ"

"คุณหาช้างที่อื่นก็ได้นี่ครับ ที่เชียงใหม่มีช้างถมเถไป กีฬาชนช้างผมชอบมาก ใครพลาดก็ถูกฟันตัวขาดสองท่อน ถ้าคุณเป็นลูกผู้ชายอย่างว่าก็ลองดู"

เสี่ยหงวนยื่นมือให้จับ

"ตกลงพ่อเลี้ยง ผมยินดีรับคำท้าของคุณ ผมจะพยายามหาเช่าหรือขอยืมช้างใครสักตัวหนึ่ง ผมจะสู้เพื่อเกียรติของกรรณิการ์ ถ้าผมเพลี้ยงพล้ำผมยอมตาย แต่ถ้าคุณเพลี้ยงพล้ำผมจะไว้ชีวิตคุณซึ่งคุณจะต้อง ขอโทษกรรณิการ์ ผมต้องการเท่านี้"

พ่อเลี้ยงวงศ์ยิ้มละไม

"ขอบคุณมากครับที่รับคำท้าผม"

เสี่ยหงวนเปิดกระป๋องบุหรี่บนโต๊ะจุดสูบมวนหนึ่ง

"บอกผมเสียให้เรียบร้อย เราจะกระทำยุทธหัตถีกันที่ไหน และเมื่อไร"

พ่อเลี้ยงวงศ์ตอบโดยไม่ต้องคิด

"ที่ป่าไม้ของผมครับ ป่าไม้ "วรเชษฐ์" ออกไปนอกเมืองราว ๑๐ กิโลเมตรเท่านั้น คนที่เชียงใหม่ นี่ใครๆ ก็รู้จักผมซึ่งเป็นเจ้าของป่าไม้ ผมวงศ์ วรเชษฐ์ ครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"ขอบคุณ ผมชื่อกิมหงวน ไทยแท้ ผมขอเวลาหาช้างและฝึกช้างสักสองวัน คุณจะขัดข้องไหม"

"ได้ครับ ถ้าเช่นนั้นเราจะกระทำยุทธหัตถีกันในวันเสาร์นี้เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกาตรง ขอเชิญคุณกับพรรคพวกของคุณไปที่ป่าไม้ของผมในเที่ยงวันนั้น ผมจะเลี้ยงดูอย่างเต็มที่ถึงแม้เราจะเป็นศัตรูต่อกันก็ตาม คุณจะได้รู้ว่าพ่อเลี้ยงวงศ์สปอรทเพียงไร"

"ครับ ตกลง และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่หนีคุณเป็นอันขาด วันเสาร์นี้ผมกับคณะของผมจะไปถึงป่าไม้ของคุณก่อนเที่ยงพร้อมพระคชาธารของผม ผมสู้คุณแน่นอนถึงแม้ว่าผมไม่มีความชำนาญในการขี่ช้างบังคับช้างก็ตาม"

"ขอบคุณมากครับที่ให้เกียรติผม มีอะไรที่คุณสงสัยอีกไหมครับ"

"ไม่มีครับ อ้อ-ช้างที่ผมจะขี่ชนกับคุณจะใช้ช้างตัวผู้หรือตัวเมียครับ"

พ่อเลี้ยงวงศ์ทำหน้าชอบกล

"ตัวผู้ครับ ตัวผู้มันถึงจะชนกัน ช้างตัวเมียมันก็ได้แต่ตบกันเท่านั้นเหมือนผู้หญิงเราแหละครับ"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืน

"เอาละครับเข้าใจแล้ว วันเสาร์นี้เราเจอกันแน่" พูดจบอาเสี่ยก็เดินย่ำตัวมือปืนของพ่อเลี้ยงกลับไปที่โต๊ะของเขา

"ได้เรื่องแล้วโว้ย" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ เมื่อทรุดตัวลงนั่งเรียบร้อยและยกมือขวาประคองกอดกรรณิการ์ "ทุกคนได้ยินแล้วซีนะว่ากันตกลงกระทำยุทธหัตถีกับพ่อเลี้ยงวงศ์เย็นวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ฮ่ะ ฮ่ะ โก้ไปเลยโว้ย มันเป็นการต่อสู้ที่กล้าหาญและมีเกียรติยิ่ง ช้างของใครได้ล่างแบกถนัดคนนั้นก็มีโอกาสจ้วงฟันคู่ต่อสู้ด้วยของ้าว"

นิกรมองดูกิมหงวนอย่างเศร้าใจ

"สงสัยว่าช้างมันจะกระทืบแกตายเสียก่อนที่แกจะได้ชนช้างกับเขาน่ะซี"

"แล้วกัน อย่าพูดให้ใจเสียซีโว้ย กันมีเวลาหัดขี่ช้างและบังคับช้างสองวันสองคือพรุ่งนี้กับมะรืนนี้ พวกนายทหารที่ค่ายคงจะช่วยวิ่งหาเช่าช้างพลายงายาวๆ ให้กันสักตัวหนึ่ง" พูดจบอาเสี่ยก็หันไปร้องถามพ่อเลี้ยงวงศ์ "พ่อเลี้ยงครับ ช่วยบอกผมหน่อยเถอะ ผมจะต้องใช้คนประจำช้างกี่คน"

พ่อเลี้ยงวงศ์ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ตามใจคุณซีครับ สำหรับผมใช้สองคนคือผมกับควาญช้าง"

อาเสี่ยเปลี่ยนสายตามาที่คณะพรรคของเขา

"อ้ายพลช่วยเป็นควาญช้างให้กันหน่อยได้ไหม"

พลทำหน้าเบ้

"ไม่ไหวโว้ยเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยขี่ช้างเลย"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"อ้ายหมอล่ะ"

"โน-ไอเคยขี่ช้างจริง แต่นั่งบนสัปคับตอนที่กันไปเที่ยวอินเดียและตามเสด็จมหาราชาไปล่าสิงโตในป่าสูง"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาเคยเล่าให้ผมฟังว่าตอนที่คุณอาเป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงใหม่คุณอาชอบขี่ช้างเล่นบ่อยๆ "

ใช่ แต่มันนานมาแล้วโว้ย"

อาเสี่ยยกมือไหว้ปะหลกๆ

"คุณอาช่วยเป็นควาญช้างให้ผมหน่อยเถอะครับ ควาญจริงๆ ผมไม่ไว้ใจประเดี๋ยวมีใจเข้าข้างพ่อเลี้ยงวงศ์ผมก็ถูกฟันตัวขาดสองท่อนเท่านั้น ถ้าได้คุณอาเป็นควาญผมสู้ตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"อาแก่แล้วอ้ายหงวน ช้างน่ะมันยอมให้เราบังคับก็ต่อเมื่อเราคุ้นเคยกับมัน แล้วก็เป็นควาญช้างไม่ใช่เรื่องที่จะทำง่ายๆ พลาดพลั้งก็หล่นแอ้กลงมา"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"น่า ไม่เป็นไรหรอกครับ ตกช้างไม่ตาย แต่ตกควายแขนคอก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แล้วตกวัวล่ะ"

นายพลดิเรกพูดโพล่งออกมาด้วยเจตนาให้คล้องจองกันเท่านั้น

"ตกวัวหัวถลอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"ทะลึ่งละ เอ-คนดีๆ อย่างแกไหงกลายเป็นคนทะลึ่งไปได้"

ดร. ดิเรกทำหน้าเหยเกชอบกล

"โน-ผมไม่ตั้งใจล้อเลียนคุณพ่อเลยครับ สาบานให้ก็ได้ ผมพูดเล่นให้มันคล้องกันเท่านั้น...ตกช้างไม่ตาย ตกควายแขนคอก ตกวัวหัวถลอก"

นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"ใช่เมื่อไหร่ละหมอ มีแต่เขาว่า....ตกช้างไม่ตาย ตกควายแขนคอก ตกม้าขาถลอก"

พลมองดูหน้านิกรอย่างขบขัน

"เคยได้ยินเขาว่าตกต้นกล้วย"

"ใช่ เมื่อเด็กๆ เคยร้องเล่นอย่างนี้ถูกยายตีแทบตาย"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปะหลกๆ

"คุณอาช่วยเป็นควาญให้ผมหน่อยนะครับ ถ้าไม่มีควาญผมบังคับช้างคนเดียวสู้เขาไม่ได้แน่"

"เออ ต้องคิดดูก่อน อาน่ะยอมเป็นควาญให้แกละแต่ช้างมันจะไม่ยอมน่ะซี ต้องให้อาได้เห็นช้างและดูท่าทีของมันเสียก่อน"

อาเสี่ยหันมาทางนิกร

"แกช่วยเป็นกลางช้างหน่อยนะ หน้าที่ของแกก็คือคอยแนะนำบอกกันขณะที่ช้างชนกัน เพราะกันอาจจะเงอะงะขนาดกุมสติไม่อยู่"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่าเลยวะ ช้างน่ะตัวมันใหญ่เหลือเกินน้ำหนักตั้ง ๒,๐๐๐ กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ดีไม่ดีมันกระทืบกันแบนแป๊คแป๋เหมือนกล้วยทับ เมียกันก๊อก็เป็นม่ายเท่านั้น"

"ก็เป็นอะไรไปล่ะ แกตายเสียตอนนี้คุณประไพยังไม่แก่เกินไปพอจะหาผัวใหม่ได้ ตกลงนะอ้ายกร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลกนะโว้ยจะบอกให้เรื่องใหญ่ทีเดียว"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ทำไมจะไม่ใหญ่ล่ะ อะไรจะมาใหญ่กว่าเรื่องช้างไม่มีแล้วละโว้ย กลางช้างหัวช้างหางช้างกันขอที ให้อ้ายแห้วก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"รับประทานไม่ไหวครับ เรื่องช้างผมไม่ขอเกี่ยวข้องด้วย ไม่ทราบว่า มันจะโมโหโทโสขึ้นเมื่อไร รับประทานเรานั่งอยู่บนหลังมันยังเอางวงคว้าคอเราลงมาจับฟาดกันต้นไม้"

เสี่ยหงวนชักกลุ้มใจก็รินเหล้าดื่ม การปะทะกันระหว่างพ่อเลี้ยงวงศ์กับเสี่ยหงวนสงบเงียบไปแล้ว ต่างฝ่ายต่างดื่มเหล้าและสนทนากันอยู่ที่โต๊ะของตน อาเสี่ยรู้สึกหนักใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับการบังคับช้างศึก เพราะระหว่างต่อสู้กันนั้นถ้าช้างไม่ยอมทำตามคำสั่ง เขาก็คงถูกพ่อเลี้ยงวงศ์ฟันตาย อย่างที่เรียกว่าขาดคอช้าง

นายพลดิเรกกับคณะของเขาตื่นนอนในเวลา ๖.๓๐ น. ซึ่งอากาศยังมืดขมุกขมัวอยู่ ทุกคนจำเป็นต้องตื่นเช้าเพราะอยู่ในฐานะที่เป็นแขกของผู้บังคับการกองผสม อาจจะมีนายทหารผู้ใหญ่มาเยี่ยมในตอนเช้าเพื่อชวนไปเที่ยวตลาดวโรรสในเมือง

เรือนรับรองอันเป็นที่พักของคณะพรรคสี่สหายซึ่งอยู่ในค่ายทหารนี้เป็นบังกาโลขนาดใหญ่ มีห้องนอนถึง ๓ ห้องและมีข้าวของเครื่องใช้ครบครัน น้ำไหลไฟสว่างทางสะดวก ท่านผู้บังคับการได้ส่งทหารมาคอยปรนนิบัติรับใช้ ๒ คนซึ่งเป็นคนพื้นเมือง คนหนึ่งมียศเป็นสิบโทอายุในวัย ๓๐ ปีสุภาพเรียบร้อยและคล่องแคล่ว อีกคนเป็นทหารเกณฑ์ ส.ท. สีทาและพลทหารจุ่นได้บริการคณะพรรคสี่สหายของเราเป็นอย่างดี ทั้งสองคนได้รับคำสั่งให้อยู่เรือนรับรองหลังนี้จนกว่า พล.ท. ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะจะกลับไป

พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ผู้บังคับกองพันทั้ง ๓ ก็พากันมาเยี่ยมและชวนไปเที่ยวในเวียง

"ขอบคุณมากผู้กองพัน" นายพลดิเรกกล่าวกับผู้บังคับกองพันทั้ง ๓ อย่างกันเอง "เมื่อคืนพวกเราเมามากไปหน่อยครับ ตื่นเช้ารู้สึกอ่อนเพลียและมึนงงไปตามกัน เอาไว้ตอนเย็นค่อยมารับพวกเราไปเที่ยวดีกว่าครับ ขอให้พวกเราได้พักผ่อนกันเถอะ"

นายทหารผู้ใหญ่แห่งกองผสมทั้ง ๓ คนได้สนทนากับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ราว ๑๐ นาทีก็ลากลับไป ต่อจากนั้นสักครู่ ส.ท. สีทาก็เข้ามาในห้องรับแขกเชิญศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะไปรับประทานอาหารเช้า ซึ่งจัดตั้งโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้วที่ระเบียงหลังเรือน และรายงานให้นายพลดิเรกทราบว่าขณะนี้เจ้าแห้วกำลังรับประทานอาหารอยู่ในครัวกับพลทหารจุ่น

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แทบจะไม่ได้พูดอะไรกันเลย อาหารเช้ามื้อนี้เป็นอาหารฝรั่ง มีไข่ดาวหมูแฮม ขนมปังเนยสด กาแฟและผลไม้คือกล้วยหอม ดูเหมือนนิกรคนเดียวเท่านั้นที่ตั้งอกตั้งใจกินอาหารเช้า

ครั้งหนึ่งเสี่ยหงวนสบตากับพล เขาก็กล่าวกับพลว่า

"กันไม่เข้าใจเลยโว้ยเท่าที่กันรับคำท้าพ่อเลี้ยงวงศ์ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ กันไม่เคยขี่ช้างเลยขืนชนช้างกับเขากันมีหวังเท่งทึงเท่านั้น เขียนจดหมายไปบอกงดเขาดีไหมกันจะได้มีโอกาสเห็นโลกและเป็นโรคต่อไป"

พลว่า "ถ้าแกไม่นึกถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของแกก็ตามใจแกเถอะ การเขียนจดหมายไปบอกงดเขามันก็เท่ากับว่ามันแสดงความขี้ขลาดตาขาวของแก แสดงให้เห็นว่าแกรักตัวกลัวตาย พ่อเลี้ยงวงศ์กับพรรคพวกของเขาจะต้องยิ้มเยาะแกและประณามแกว่าแกดีแต่พูด ท่าดีทีเหลวไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ เมื่อตกลงรับคำท้าของเขาแล้วก็ต้องสู้เขาซีโว้ย ชนช้างก็คือการต่อสู้ของชายชาติทหาร อย่างมากก็ถูกฟันตัวขาดสองท่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"อย่าลืมว่าแกเป็นทหารมียศเป็นพันเอก ถ้าแกไม่สู้เขาเท่ากับว่าแกทำลายเกียรติของทหารด้วย"

เสี่ยหงวนยัวะขึ้นมาทันที เขาเม้มปากแน่นนิ่งอึ้งไปสักครู่แล้วเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"ถ้ายังงั้นผมสู้แน่"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวนแล้วพูดกับอาเสี่ยทั้งๆ ที่ไข่ดาวหมูแฮมคับปาก

"สู้เขาลูกพ่อ"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"สู้เขาลูกพ่อ...ยัดเสียเกลี้ยงจานแล้วทั้งๆ ที่คนอื่นยังไม่ได้ลงมือกินสักคำ ไข่ดาวตั้ง ๓ ใบ หมูแฮมไม่ต่ำกว่า ๑๐ ชิ้น ฉันอยากรู้เหลือเกินว่ากระเพาะของแกมันใหญ่สักแค่ไหนวะ"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ขนาดถังน้ำเห็นจะได้กระมัง ว่าแต่แกสู้เขาแน่นะ"

"เออ สู้ซีวะ ถ้ากันถูกฟันคอขาดหรือตัวขาดแกช่วยเอาศพกันไปกรุงเทพฯ ด้วยก็แล้วกัน ว้า...กันจะไปเอาช้างที่ไหนมีเวลาวันนี้กับพรุ่งนี้เท่านั้น"

พลว่า "ลองเรียกหมู่สีมาปรึกษาซีวะ" เขาหมายถึง ส.ท. สีทาที่มีหน้าที่คอยปรนนิบัติรับใช้พวกเขา "หมู่สีเขาเป็นคนเมืองเกิดที่เชียงใหม่นี่ คงจะช่วยหาเช่าช้างให้แกได้"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"เออ จริงโว้ย" พูดจบเขาก็มองไปทางครัวไฟแล้วร้องตะโกนเรียก ส.ท. สีทา "หมู่ หมู่โว้ย"

ส.ท. สีทารีบออกมาจากครัวไฟอย่างร้อนรน เดินผ่านนอกชานก้าวขึ้นบันไดมาบนระเบียงหลังเรือน บังกาโลแล้วตรงเข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรงข้างโต๊ะรับประทานอาหาร

"ผู้การจะใช้อะไรผมหรือครับ" ส.ท. สีทาถามนอบน้อม

"อยากจะให้แกช่วยเหลืออะไรกันนิดหน่อยทาสี"

ส.ท. สีทายิ้มเจื่อนๆ

"ผมชื่อสีทาครับผู้การ"

"เออน่า สีทาหรือทาสีมันก็เหมือนกันนั่นแหละ เรื่องชื่อของแกไม่สำคัญธุระของกันสำคัญกว่า แกมีญาติพี่น้องอยู่ที่เชียงใหม่มากมายไม่ใช่หรือ"

"ครับ มีทั้งในเวียงและตามอำเภอชั้นนอกครับเช่นที่สารภีหรือสันกำแพง"

"ดีแล้ว แกช่วยหาช้างให้กันตัวได้ไหม"

"ช้างหรือครับ ได้ครับผู้การ ต้องการตัวใหญ่หรือตัวเล็กล่ะครับ"

"ต้องการตัวใหญ่ซึ่งเป็นช้างตัวผู้มีงายาว"

ส.ท. สีทานิ่งคิด

"ใหญ่ที่สุดก็สูงในราว ๓ ฟุตครับ ที่บ้านลุงผมทางวัดหมื่นตูมใกล้ๆ กับอำเภอทำช้างขายมาในราว ๒๐ ปีแล้วครับตั้งแต่ผมเป็นเด็กนักเรียน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก ท่านมองดูหน้า ส.ท. สีทาแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ช้างที่ผู้การกิมหงวนเขาต้องการเป็นช้างจริงๆ โว้ยไม่ใช่ช้างไม้"

ส.ท. สีทาอ้าปากหวอ

"หรือครับ" แล้วเขากล่าวกับ พ.อ. กิมหงวน "ประทานโทษเถอะครับ ผมเข้าใจผิดว่าผู้การอยากได้ช้างไม้เพื่อเอาไปเป็นที่ระลึก"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"กันต้องการช้างจริงๆ ช้างที่ร้องฮู่มๆ มีสี่ตีนมีงวงมีงาน่ะ"

"ครับ ผมรู้จัก ผู้การต้องการช้างพรายหรือครับ"

"ใช่ อยากจะได้ตัวใหญ่ที่สุด มีกำลังแข็งแรง งายาวและเฉลียวฉลาด แกช่วยหาเช่าให้ฉันสักตัวซี เจ้าของช้างจะคิดค่าเช่าเท่าไรก็เอา พอจะช่วยฉันได้ไหม"

"ได้ครับ ที่บ้านอาผมมีอยู่ตัวหนึ่งครับชื่อพลายเพชร"

อาเสี่ยสนใจอย่างยิ่ง

"ตัวใหญ่เรอะ"

"โอ้โฮ น่าดูเชียวครับผู้การ สูง ๓ เมตรกว่าครับ งายาวข้างละเมตรเห็นจะได้ อาผมเลี้ยงไว้นานแล้วครับตั้งแต่มันเป็นลูกช้าง เขาซื้อมาจากใคร ผมก็ลืมไปแล้ว"

"เลี้ยงไว้ทำไม" พลถามยิ้มๆ

"ก็เลี้ยงอย่างสัตว์เลี้ยงแหละครับผู้การ แล้วก็ให้มันเฝ้าสวนลำใยด้วย" ส.ท. สีทาพูดกับพลอย่างนอบน้อมแล้วหันมาทางเสี่ยหงวน "ผู้การต้องการช้างมาขี่เล่นหรืออย่างไรครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"ไม่ใช่มาขี่เล่น ขี่จริงๆ เชียวละ กันจะเล่าให้แกฟังก็ได้ แกอยู่เชียงใหม่แกคงรู้จักพ่อเลี้ยงวงศ์ดีแล้วซีนะ"

"พ่อเลี้ยงวงศ์... อ๋อ รู้จักซีครับ เขาไม่ถูกกับผมและญาติพี่น้องของผมหรอกครับ"

"ทำไมล่ะ"

"เขาเคยข่มเหงรังแกอาผมซึ่งเป็นเจ้าของช้างพลายเพชรตัวนี้แหละครับ พ่อเลี้ยงวงศ์อยากจะได้พลายเพชรไปลากซุงที่ป่าไม้ของเขา ส่งคนมาทาบทามขอซื้อตั้งหลายครั้งอาผมก็ไม่ยอมขาย อาแกรักอ้ายเพชรเหมือนอย่างลูกครับ แกบอกว่าให้เอาเงินมากองให้แกสูงเท่าภูเขาแกก็ไม่ยอมขาย ในที่สุดพ่อเลี้ยงวงศ์ไปหาอาผมที่สวนลำใย เจรจาขอซื้อเจ้าเพชร เมื่ออาผมยืนกรานไม่ยอมขายเขาก็พูดก้าวร้าวอาผมเพราะถือว่ามีเงิน ซึ่งอาผมก็โต้ตอบรุนแรงไปบ้าง มือปืนของพ่อเลี้ยงวงศ์ที่ติดตามไปก็ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมชกต่อยอาผมเสียล้มลุกคลุกคลาน ผู้การคิดดูซีครับ คนอายุตั้ง ๕๕ ปีแล้วจะไปสู้คนหนุ่มๆ ได้อย่างไร ในที่สุดอาผมก็เจ็บตัวเปล่า จะเอาเรื่องเอาราวกับพ่อเลี้ยงวงศ์ก็เกรงกลัวอิทธิพลของเขา เรื่องนี้แหละครับทำให้ญาติพี่น้องของผมเกลียดชังพ่อเลี้ยงวงศ์ไปตามกัน"

พ.อ. กิมหงวนดีดมือแป๊ะแล้วกล่าวขึ้นทันที

"ถ้าเช่นนั้นอาของแกคงเต็มใจให้กันเช่าหรือขอยืมช้างตัวนี้แน่ๆ ฉันจะเล่าให้ฟังหมู่สี เมื่อคืนนี้พวกเราไปเที่ยว "บัวคำ" กัน ฉันมีเรื่องกับพ่อเลี้ยงวงศ์เพราะพ้าทเน่อรที่นั่นเป็นต้นเหตุ พ่อเลี้ยงวงศ์ท้าฉันชนช้างกับเขา"

ส.ท. สีทาลืมตาโพลง

"ท้าชนช้างกับผู้การหรือครับ"

"ใช่"

ส.ท. สีทามองดูกิมหงวนด้วยความห่วงใย

"พ่อเลี้ยงวงศ์เขายังงี้แหละครับ ถ้าเขามีเรื่องกับคนชั้นเดียวกับเขา เขาก็ท้าให้ไปชนช้างกับเขาที่ป่าไม้ "วงเชษฐ์" ใครชนช้างกับเขาแพ้เขาทุกที เขาไม่ฆ่าคู่ต่อสู้หรอกครับ เขาต้องการให้ได้รับความอับอายขายหน้าเขาเท่านั้น แต่ถ้าเขามีเรื่องกับคนที่ต่ำกว่าเขาเขาก็ให้มือปืนของเขาที่ชื่อนายจิตรยิงทิ้งเสีย"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"อย่างไรก็ตามเมื่อคืนนี้ฉันกระแทกหน้าอ้ายจิตรลงไปนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นห้องของบาร์ "บัวคำ" แกต้องช่วยฉันหมู่สี ช่วยติดต่อกับอาของแกขอเช่าช้างพลายเพชร เพื่อฉันจะได้ใช้ช้างตัวนี้กระทำยุทธหัตถีกับพ่อเลี้ยงวงศ์"

"ตกลงครับผู้การ สำเร็จแน่ๆ ครับ อาผมทราบความจริงว่าผู้การจะชนช้างกับพ่อเลี้ยงวงศ์ เขาจะต้องให้ความช่วยเหลือผู้การเต็มที่ แต่ว่า...ผู้การกับพ่อเลี้ยงวงศ์นัดชนช้างกันเมื่อไรล่ะครับ"

"เย็นวันเสาร์ที่จะถึงนี่แหละ"

"ผู้การมีความชำนาญในการขี่และบังคับช้างดีแล้วไม่ใช่หรือครับ"

"ปู้โธ่ เกิดมาไม่เคยขี่เลย เข้าไปยืนใกล้ๆ มันยังไม่กล้ากลัวมันนึกสนุกขึ้นมาเอางวงคว้าฉันโยนขึ้นไปบนอากาศพอหล่นลงมาก็ดีดลูกไขว้ทีเดียวซี่โครงยุบไปทั้งแถบ"

ส.ท. สีทาขมวดคิ้วย่น

"ผู้การมีเวลาหัดสองวันจะเพียงพอหรือครับ"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม

"ถ้าอาของแกช่วยฝึกหัดให้ฉัน ฉันก็คงสามารถบังคับพลายเพชรได้ แกช่วยหน่อยนะหมู่สี เอาเถอะ...แล้วฉันจะกระซิบบอกผู้บังคับการเจ้านายของแกให้ขอยศสิบโทให้แกสิ้นปีนี้"

ส.ท. สีทากลืนน้ำลายเอื้อก

"แต่ผมเป็นสิบโทอยู่แล้วนี่ครับผู้การ"

เสี่ยหงวนทำคอย่นแล้วหัวเราะ

"ขอโทษที เผลอไปนึกว่าแกเป็นสิบตรีเสียอีก เต็มขั้นหรือยังล่ะ"

"เต็มมาสามปีแล้วครับ"

"ถ้างั้นสิ้นปีนี้มีหวังได้สิบเอกแน่ ถ้าผู้การเขาไม่ขอให้ ลื้อซื้อบั้งสิบเอกมาติดเอาเองก็แล้วกัน แกช่วยพูดกับอาแกให้ช่วยหัดกันให้ขี่ช้างและบังคับช้างได้ไหมล่ะ ในการต่อสู้กับพ่อเลี้ยงวงศ์เย็นวันเสาร์นี้ เราจะสู้กันแบบยุทธหัตถีเหมือนแม่ทัพกษัตริย์โบราณต่อสู้กัน ฉันจะนั่งประจำคอช้างถือของ้าวเป็นอาวุธ"

"แล้วควาญช้างล่ะครับ"

"ควาญช้างก็คือคุณอาของฉัน ส่วนกลางช้างก็คือผู้การนิกร"

นิกรร้องเอะอะเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"ไม่เอาโว้ย ฉันยังไม่ได้รับปากกับแกสักหน่อย"

พ.อ. กิมหงวนหันมามองดูนิกรอย่างน้อยใจ

"เพื่อนรัก ถึงคราวคับขันอย่างนี้แล้วแกจะปล่อยให้กันตายยังงั้นหรือ แกไม่สงสารกันหรือเพื่อน ถ้าแกเป็นกลางช้างคอยให้คำแนะนำกันอย่างไรเสียกันคงเอาชนะพ่อเลี้ยงวงศ์ได้เพราะแกเป็นคนเฉลียวฉลาดมีสติปัญญาเฉียบแหลมกว่ากัน"

นิกรยิ้มแป้น

"ถ้ายังงั้นตกลง กันก็บ้ายอเหมือนกับมนุษย์ทั้งหลาย ลองพูดกับกันหวานหูมีการยกยอปอปั้นละก้อเท่าไรเท่ากัน กันพร้อมแล้วที่จะเป็นหางช้างให้แก"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"กลางช้างนะโว้ยไม่ใช่หางช้าง"

"งั้นเรอะ กลางช้างก็กลางช้าง แต่ไม่ต้องใส่แหย่งหรือสัปคับ เอาพรมเล็กๆ ผืนเดียวปูให้กันนั่งกลางหลังของมันก็พอแล้ว"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ต้องมีพรมปูด้วยเรอะ"

"ถูกละ ขนช้างมันแข็งว่ะ ไม่มีพรมปูตำก้นจั๊กจี้" แล้วเขาก็หันมาพูดกับเสี่ยหงวน "สู้มันอ้ายหงวน กันกับคุณพ่อจะช่วยแกเต็มที่ เราจะทำหน้าที่กลางช้างและควาญช้างอย่างดีที่สุด กันนี่แหละโว้ยคือเจ้า รามราคพกกลางช้างของสมเด็จพระนเรศวรที่กลับชาติมาเกิดเป็นนายนิกร"

"หน็อยแน่" พลอุทานแล้วหัวเราะ "แล้วคุณอาล่ะ"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"คุณพ่อก็คือนายมหานุภาพ ควาญช้างผู้ยิ่งใหญ่ ประจำพระองค์พระนเรศวรที่กลับชาติมาเกิด กันยังจำเหตุการณ์เมื่อชาติก่อนได้ดี บ่ายวันนั้นทัพไทยปะทะกับกองทัพข้าศึกที่มีกำลังมากกว่าหลายเท่า พระเจ้าอยู่หัวทรงช้างศึกชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ พระราชอนุชาทรงช้างศึกชื่อเจ้าพระยาปราบไตรจักร"

"พอแล้ว" นายพลดิเรกตวาดแว็ด

"อีกนิดน่า" นิกรออดแล้วบรรยายการสงครามต่อไป "ช้างทรงทั้งสองได้ยินเสียงไพร่พลโห่ร้องเสียงฆ้องกลองอึงคะนึงก็เรียกมันครั่นครื้นกางหูชูหางเต้นทวิสต์แล้ว วิ่งเข้าบุกตะลุยเหยียบย่ำเตะซ้ายเตะขวาเหวี่ยงลูกแปทำให้พลพม่ารามัญ ล้มตายเกลื่อนกลาด"

นายพลดิเรกยกฝ่ามือข้างขวาปิดปากนิกรแล้วกระซิบเบาๆ

"พอแล้ว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ส.ท. สีทากล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"ผมจะพูดกับอาของผมเองครับผู้การ ถ้าอาผมทราบว่าผู้การต้องการพลายเพชรไปชนช้างกับพ่อเลี้ยงวงศ์อย่างไรเสียเขาก็ไม่ขัดข้องและคงจะช่วยฝึกหัดให้ผู้การรู้จักบังคับช้าง ประเดี๋ยวทานอาหารแล้วไปกันเถอะครับ ผมจะพาเจ้านายไปหาอาของผมที่สวนลำใยของอาผม"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ขอบใจมากหมู่ กันจะไม่ลืมความเอื้อเฟื้อของแกเลย"

ก่อนเวลา ๙.๐๐ น. เล็กน้อย จิ๊ปกลางของกรมผสมคันหนึ่งซึ่งขับโดย ส.ท. สีทาก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาที่สวนลำใยของนายบุญให้ในเขตท้องที่อำเภอสันกำแพง

จิ๊ปกลางตรากงจักรแยกจากทางหลวงเข้าสู่ทางเกวียนซึ่งเป็นถนนดิน และบางตอนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อผ่านทุ่งนาและละเมาะเรื่อยไปอีกประมาณ ๒ กิโลเมตรก็มาถึงจุดหมายปลายทางคือบริเวณสวนอันรื่นรมย์ร่มเย็นแลเห็นต้นลำใยเกลื่อนกลาดไปทั่ว ส.ท. สีทาขับรถมาหยุดบริเวณลานกว้างหน้าเรือนฝากระดานหลังหนึ่งเป็นเป็นเรือนหน้าจั่วแบบโบราณ เรือนหลังนี้แหละคือบ้านพักของนายบุญให้ผู้เป็นอาของ ส.ท. สีทา

ลูกจ้างของนายบุญให้คนหนึ่งกำลังผ่าฟืนอยู่ใต้เพิงริมบ่อน้ำ พอแลเห็นรถจิ๊ปกลางเขาก็เดาเอาว่า ส.ท. สีทาคงมาเยี่ยมนายบุญให้ และก่อนที่เขาจะพูดว่ากระไร ส.ท. สีทาก็เผ่นแผล็วลงมาจากรถร้องตะโกนถามเขาเป็นภาษาไทยเหนือ

"อาอยู่หรือเปล่าโว้ย ข้าพานายมาหา"

"อยู่ในสวนหลังบ้าน กำลังเล่นปล้ำกับช้าง"

นิกรแยกเขี้ยวทำหน้าตื่น

"อาของแกเข็งแรงขนาดเล่นปล้ำกับช้างเชียวหรือหมู่"

ส.ท.สีทาหัวเราะเบาๆ

"ผมเรียนผู้การแล้วนี่ครับว่าแกรักเจ้าเพชรราวกับลูกของแก แกชอบไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่โรงช้างหลังบ้านแล้วชกต่อยกอดปล้ำกับอ้ายเพชร แต่อ้ายเพชรมันยืนเฉยๆ ทำไม่รู้ไม่ชี้ครับ แล้วอาก็หมดแรงหอบแฮ่กๆ เท่านี้ก็เป็นความสุขของแก"

ดร. ดิเรกกล่าวถามทันที

"ถ้ามันรำคาญขึ้นมามันปล้ำเอาบ้าง อาของแกจะว่ายังไง"

"มันไม่ทำหรอกครับ ช้างมีความกตัญญูเหมือนหมาครับ ผมว่าดีกว่ามนุษย์บางคนเสียอีกที่ทำร้ายต่อผู้มีคุณ กรุณายืนรออยู่ที่นี่สักสองสามนาทีนะครับ ผมจะไปหาอาและพาอาออกมาต้อนรับเจ้านาย"

เสี่ยหงวนคว้าแขนเสื้อ ส.ท. สีทาไว้

"เดี๋ยวก่อนหมู่สี พวกเราควรจะเรียกอาของแกว่าอย่างไรดีล่ะ"

ส.ท. สีทาตอบนอบน้อม

"สำหรับท่านเจ้าคุณเรียกอาผมว่านายบุญให้ก็ได้ครับ ส่วนเจ้านายทั้งสี่คนและหมู่แห้วก็ควรจะเรียกอาผมว่าอ้ายบุญ"

"อ้าว อั๊วก็โดนอาลื้อเตะปากเท่านั้น อยู่ดีๆ ไหงไปเรียกเขาอ้ายอี พวกอั๊วไม่ใช่จิ๊กโก๋นะโว้ย"

ส.ท. สีทาทำอดหัวเราะไม่ได้

"คำว่าอ้ายภาษาไทยเหนือแปลว่าพี่ครับ คือพี่ชาย คนเมืองเขานิยมเรียกผู้ที่มีอายุมากกว่าเล็กน้อยว่าพี่ก็คือเรียกอ้ายนั่นเอง"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"เออ-จริง กันเพิ่งนึกได้เดี๋ยวนี้ อ้ายแปลว่าพี่ แต่ที่กรุงเทพฯ เราเรียกเขาว่าอ้ายก็มีหวังเจ็บตัว ถึงจะอธิบายว่าเป็นภาษาไทยเหนือเขาก็ไม่ยอมฟังเสียง ไปเถอะหมู่สีพวกเราจะยืนรออยู่ที่นี่แหละ บริเวณบ้านของอาแกสงบเงียบและร่มเย็นดีมาก"

ส.ท. สีทาวิ่งเหยาะๆ อ้อมตัวเรือนไปทางหลังบ้าน คณะพรรคสี่สหายต่างจุดบุหรี่สูบกันคนละมวน ทุกคนแต่งเครื่องแบบฝึก มีป้ายบอกชื่อและยศอยู่ที่หน้าอกเสื้อข้างขวา เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอดหมวกแก๊ปทรงอ่อนออกสี่สหายก็มองดูหน้ากันและหัวเราะคิกคักไปตามกัน

"หัวเราะอะไรวะ" ท่านเจ้าคุณตวาด

สี่สหายรีบทำหน้าตาย เสี่ยหงวนผิวปากด้วยไรฟันในทำนองเพลงจีน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนประหลับประเหลือกจัดแจงสวมหมวกตามเดิม นิกรกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"ความจริงเราสามคนก็ไม่ใช่ย่อยนะโว้ย ถึงไม่ได้เป็นนายพลอย่างอ้ายหมอ เราก็เป็นพันเอกอันดับสอง หรือพันเอกพิเศษ คอปกเสื้อข้างซ้ายของเราติดยศพันเอกดาวสามดวงมงกุฎครอบ ทางขวาติดคทาไขว้พวกทหารเห็นก็รู้ว่าเราเป็นพันเอกพิเศษ คิดดูเราก็ใหญ่ไม่ใช่เล่น"

พ.อ. พลเห็นพ้องด้วย

"ถูกล่ะ เราเป็นนายทหารผู้ใหญ่ ฉะนั้นเราควรจะทำตัวของเราให้สมเกียรติ อย่างอ้ายหงวนรับคำท้าชนช้างกับนายวงศ์ไม่สมควรเลย"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "ก็มันท้ากันนี่หว่า ลูกผู้ชายจะยอมให้เขาหมิ่นเชิงชายยังงั้นหรือ"

นิกรชี้มือไปข้างหน้าแล้วร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย ขนุนโว้ย ลูกเบ้อเริ่มตั้งหลายลูก เอาลงมากินสักลูกเถอะ"

"โน" นายพลดิเรกเอ็ดตะโร "แกไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะเก็บขนุนของเขา"

"โธ่-คนบ้านนอกเขาใจดีเขาไม่หวงหรอกน่า"

"ใช่ แต่แกจะต้องนึกถึงศักดิ์ศรีของแกบ้าง อย่าทำตัวอย่างที่เลวๆ หน่อยเลยวะ ทหารไทยเดี๋ยวนี้น่ะแม้แต่พลทหารเขาก็รักเกียรติและศักดิ์ศรีของเขา เพราะเครื่องแบบของนักรบเป็นเครื่องแบบที่มีเกียรติและสง่างามที่สุด"

นิกรอมยิ้ม

"จริงซีนะ เราจะต้องทำตัวให้สมกับคำกล่าวที่ว่า" แล้วนิกรก็ชำเลืองมองดูพ่อตาของเขา "ประเทศเป็นบ้านทหาร "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"ทหารรั้วละก้อเป็นเจอปืนพกเชียวนะอ้ายกร"

"แน้....ผมว่าทหารเป็นรั้วต่างหาก"

"ก็แล้วไป แต่ถ้าไม่มีคำว่าเป็นไม่ได้เด็ดขาด"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ส.ท. สีทาพาชายผู้สูงอายุในวัย ๕๕ ปีคนหนึ่งเดินออกมาทางหน้าเรือน ช้างพลายงายาวเฟื้อยตัวหนึ่งติดตามมาด้วย

"พลายเพชร" เสี่ยหงวนอุทานและมองดูมันอย่างชื่นชม พอใจที่พลายเพชรเป็นช้างที่สูงใหญ่เหมาะที่เขาจะใช้กระทำยุทธหัตถีกับพ่อเลี้ยงวงศ์อย่างยิ่ง แต่เขารู้สึกว่าเชื่องเกินไป

นิกรกับเจ้าแห้วกลัวช้างก็พากันล่าถอย ส.ท. สีทาพานายบุญให้อาของเขาเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วแนะนำให้อารู้จักโดยทั่วหน้ากัน ซึ่งทุกคนต่างก็โอภาปราศรัยกับนายบุญให้เป็นอย่างดี เสี่ยหงวนอธิบายให้ทราบว่าพรรคพวกของเขามีใครบ้าง นายบุญให้แสดงท่าทีเคารพนบนอบตลอดเวลา เขาพูดภาษาไทยกลางได้ชัดเจนและสำนวนคำพูดของเขาก็บอกให้รู้ว่าเขาเคยได้รับการศึกษามาพอสมควร

แล้วนายบุญให้ก็กล่าวกับเสี่ยหงวน

"ผมทราบจากหลานชายแล้วขอรับว่าผู้การจะชนช้างกับพ่อเลี้ยงวงศ์ในตอนเย็นวันเสาร์นี้ อ้า-ผมยินดีให้ขอยืมอ้ายเพชรของผมครับและผมจะช่วยหัดให้ผู้การขี่และบังคับมัน ผมไม่ถูกกับพ่อเลี้ยงวงศ์ครับ ผมช่วยผู้การเต็มที่ ค่าเช่าค่าออนไม่ต้องครับ"

อาเสี่ยยื่นมือให้จับ

"ขอบคุณมากครับอ้าย ผมจะไม่ลืมบุญคุณของอ้ายเลยเจ้าเพชรของอ้ายแข็งแรงพอที่จะสู้กับช้างของพ่อเลี้ยงวงศ์ได้ไหมครับ"

"น่าดูเชียวครับผู้การ อ้ายเพชรของผมกำลังรุ่นหนุ่มอายุ ๑๘ ปีเท่านั้น ผมให้การเลี้ยงดูมันอย่างดีครับ เนื้อนมไข่และผักวันละสามเวลากล้วยอ้อยต่างหาก เคยชักเย่อกับคน ๕๐ คนมาแล้วครับเมื่อวันสงกรานต์ปีที่แล้วมา คนตั้งครึ่งร้อยยังสู้อ้ายเพชรไม่ได้"

เสี่ยหงวนยิ้มละไม

"รู้ภาษาคนดีหรือครับ"

"ครับ ผู้การลองออกคำสั่งซีครับอ้ายเพชรจะทำตามทันที" พูดจบเขาก็หันมาทางช้างพลายที่เขารักเหมือนลูก "เพชรเอ๊ย ทำตามคำสั่งเจ้านายนะลูกนะ ลูกพ่ออย่าดื้อ"

นิกรสบตากับนายบุญให้ เขาก็ยกมือวันทยหัตถ์เสียก่อนแล้วถามเบาๆ

"ขอโทษนะครับอ้าย ภรรยาของอ้ายเป็นช้างหรือครับ"

นายบุญให้สะดุ้งเฮือก

"ไหงเข้าใจยังงั้นล่ะครับ คนอย่างผมไม่เคยคิดมักใหญ่ใฝ่สูงหรอกครับ ภรรยาของผมที่ตายไปเมื่อ ๕ ปีก่อนเป็นคนครับ"

"อ้อ" นิกรคราง "ผู้หญิงนะครับ"

"ก็ผู้หญิงน่ะซีครับ อ้า-เจ้าเพชรนี่น่ะผมเลี้ยงมันมาแต่เล็กแต่น้อย ตั้งแต่มันอายุได้เดือนเดียวผมก็เลยรักมันเหมือนลูกในไส้ของผม ไม่ใช่ว่าผมมีเมียเป็นช้างแล้วเกิดอ้ายเพชรออกมา"

พ.อ. กิมหงวนเดินจดๆ จ้องๆ เข้าไปหาพลายเพชร เมื่อนายบุญให้กล่าวรับรองว่ามันไม่ทำอันตรายและพร้อมที่จะปฎิบัติตามคำสั่งของเสี่ยหงวนอาเสี่ยก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น

"เฮ้-พลายเพชร แกยืนสองขาให้ดูซิ"

ช้างหนุ่มยิ้มให้เสี่ยหงวน แล้วยืนสองขาทันทีมิหนำซ้ำยังม้วนงวงขึ้นหมุนตัวไปรอบๆ ทำให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตบมือกราว สักครู่มันก็ยืนสี่ขาตามเดิม

กิมหงวนนึกสนุกแล้ว เขาออกคำสั่งต่อไป

"แถว ตรง....ขวาหัน ซ้ายหัน ฮั่นแน่ เก่งโว้ยชิดเท้าได้ดีเสียด้วย กลับหลังหัน หน้าเดิน"

พลายเพชรเดินตบเท้าพรึ่บๆ ราวกับทหารที่ได้รับการฝึกมาแล้วอย่างชำนาญทุกคนต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน เมื่ออาเสี่ยบอกเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวามันก็ทำตามคำสั่ง ในที่สุดเสี่ยหงวนก็บอกให้มันหยุดเดิน

"แถว....หยุด....ซ้ายหัน ไปจับคนแก่อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยคนนั้นมาให้ฉันเร็ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือกเมื่อแลเห็นพลายเพชรเร่งรี่เข้ามาหาท่านเจ้าคุณหมุนตัวกลับแล้วโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิตแต่ช้างวิ่งเร็วกว่าเพราะก้าวยาวกว่าพลายเพชรติดตามมาทันก็ยื่นงวงคว้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูขึ้น เจ้าคุณดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสารปากก็ร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าของช้าง

"ช่วยด้วยนายบุญ ช่วยฉันด้วย"

พลายเพชรพาท่านเจ้าคุณเดินดุ่มๆ ตรงเข้ามา เมื่อนายบุญชูมือเป็นสัญญาณมันก็ค่อยๆ วางเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงบนพื้น เสี่ยหงวนยืนหัวเราะงอหาย แต่แล้วเมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กระชากปืนพกในซองออกมา อาเสี่ยก็ห้อแน่บวิ่งขึ้นไปบนเรือนพักของเจ้าของช้าง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธกิมหงวนจนหน้าเขียว

"ลงมาซีวะอ้ายหงวน เล่นภาษาส้นมือยังงี้ใช้ได้เรอะ"

นายบุญให้กล่าวกับท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"มันไม่ทำอันตรายใต้เท้าหรือใครๆ หรอกขอรับเว้นแต่ผมจะออกคำสั่ง เจ้าเพชรของผมนอกจากรู้ภาษาคนแล้วยังเชื่องมาก เด็กๆ ลูกชาวสวนแถวนี้มาเล่นกับมันตลอดวันครับ ไม่เคยทำอะไรใครเลย อ้า-เชิญเจ้านายทุกคนขึ้นไปพักผ่อนบนเรือนผมก่อนเถอะครับ อีกสักครู่ค่อยลงมาฝึกช้างกัน ผมยินดีช่วยเหลือเต็มที่ครับ ของ้าวของผมก็มีอยู่แล้วเป็นของเก่าแก่ของบิดาผมคือปู่เจ้าสีทา ผมจะมอบให้ผู้การกิมหงวนใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับพ่อเลี้ยงวงศ์ ถ้าหากว่าผู้การฆ่าพ่อเลี้ยงวงศ์ได้ผมจะดีใจมาก"

นายบุญให้พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, นิกร, ดร. ดิเรกพร้อมด้วยเจ้าแห้วขึ้นไปบนเรือนพักของเขา ส่วน ส.ท. สีทาถือโอกาสขี่ช้างเล่นซึ่งเขารู้จักคุ้นเคยกับพลายเพชรเป็นอย่างดี เขาบอกให้มันหมอบลงแล้วก็ปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนคอของมัน

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินทางกลับค่ายทหารในเวลา ๑๖.๐๐ น. เศษ นายบุญให้ได้ฝึกหัดให้เสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บังคับช้างของเขา ส่วนนิกรไม่ได้หัดเพราะนายบุญให้ชี้แจงว่าการกระทำยุทธหัตถีกับพ่อเลี้ยงวงศ์นั้นไม่จำเป็นต้องมีกลางช้างให้เกะกะ เสี่ยหงวนกับท่านเจ้าคุณต่างภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่สามารถขับขี่ช้างพลายได้ชั่วเวลาที่ได้รับการฝึกจากนายบุญให้เพียง ๖ ชั่วโมง

ในที่สุดวันเสาร์ก็ผ่านมาถึง

เช้าวันนั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้เผชิญหน้ากับพ่อเลี้ยงวงศ์ในร้านอาหารที่ตลาดวโรรสโดยบังเอิญ พ่อเลี้ยงวงศ์นั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่กับมือปืนของเขา เสี่ยหงวนแลเห็นเข้าก็ปราดเข้าไปหาและทักทายกันอย่างสุภาพ

"ว่ายังไงครับ ผู้การพร้อมแล้วไม่ใช่หรือครับ" พ่อเลี้ยงวงศ์ถามยิ้มๆ

"ผมเป็นทหาร ทุกสิ่งทุกอย่างผมต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ อีก ๙ ชั่วโมงพ่อเลี้ยงกับผมก็จะได้ฟัดกันแล้ว"

"ครับ ผมปลื้มใจมากที่ผมได้มีเกียรติชนช้างกับผู้การ ได้ข่าวว่าผู้การได้ช้างของนายบุญให้หรือครับ"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"พ่อเลี้ยงทราบได้อย่างไร"

พ่อเลี้ยงวงศ์ยิ้มเหมือนยิ้มเยาะ

"เด็กของผมที่อยู่ในเวียงมีเยอะแยะครับ ผมทราบดีว่าผู้การไปฝึกขี่พลายเพชรมาสองวันแล้ว แต่ว่า...ผมขอเรียนให้ทราบด้วยความหวังดี พลายเพชรมันเป็นช้างที่ขี้ขลาดตาขาวนะครับ พอเห็นช้างของผมเข้าก็คงไม่คิดสู้แล้ว"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ผมเคยเล่นโปเก้อร อย่าขู่ผมเลยครับพ่อเลี้ยง อย่างมากผมก็สู้แค่ตาย ผมเข้ามาพบนี่ก็เพื่อจะเรียนให้ทราบว่าผมขอเลิกล้มความคิดที่จะไปรับประทานอาหารกลางวันกับพ่อเลี้ยงที่ป่าไม้ "วรเชษฐ์" แต่ผมและพรรคพวกของผมจะไปถึงที่นั่นก่อนเวลา ๑๖.๐๐ น. เล็กน้อย"

พ่อเลี้ยงวงศ์หัวเราะเบาๆ

"ผู้การกลัวว่าผมจะมอมเหล้าหรือเอายาเบื่อเมาผสมลงในอาหารหรือครับ ผมขอรับรองด้วยเกียรติของลูกผู้ชายว่าวิธีเลวๆ อย่างนี้ผมไม่ทำเด็ดขาด กรุณาอย่าเลิกล้มความคิดเลยครับ ผมสั่งเขาเตรียมอาหารกลางวันแบบอาหารพื้นเมืองไว้แล้ว ไหนๆ ผู้การหรือผมจะต้องตายจากกันไปข้างหนึ่งเราก็ควรจะร่วมรับประทานอาหารกันสักครั้ง"

"ขอบคุณมากพ่อเลี้ยง ผมมีภาระที่จะต้องทำอีกมาก"

"ผู้การจะใช้เวลาที่มีอยู่นี้หัดบังคับช้างให้คล่องแคล่วกระมังครับ ถ้ายังงั้นก็ตามใจ แต่หวังว่าผู้การคงจะไปที่ป่าไม้ของผมก่อนเวลาต่อสู้ที่เราตกลงกันไว้"

"แน่นอนพ่อเลี้ยง ด้วยเกียรติของนายพลตรี"

"เอ๊ะ ผู้การเป็นพันเอกเท่านั้น"

"ใช่ แต่ปีหน้าผมได้เป็นนายพลแล้ว เอาละครับเราคุยกันเพียงเท่านี้พ่อเลี้ยงรับประทานอาหารเช้าแล้วก็รีบกลับบ้านเถอะครับ ผมใคร่จะแนะนำพ่อเลี้ยงให้ทำพินัยกรรมเสียให้เรียบร้อย"

คราวนี้พ่อเลี้ยงวงศ์ยัวะขึ้นมาทันที เขามองเสี่ยหงวนด้วยแววตาแข็งกร้าว

"ผมไม่ตายหรอกครับ ชัยชนะต้องเป็นของผมผู้การนั่นแหละครับจะตาย"

อาเสี่ยยิ้มแสยะ

"ดีแล้ว เย็นนี้เราก็คงจะเห็นดำเห็นแดงเห็นขาวเห็นเหลืองได้รู้กันว่าใครจะอยู่หรือใครจะเท่งทึง อย่าตกใจนะครับถ้าผมจะบอกคุณว่าของ้าวของผมคนของผมช่วยกันลับเสียคมกริบ ผมใช้โกนหนวดเมื่อเช้านี้เอง" พูดจบอาเสี่ยก็พาตัวเดินออกไปจากร้านอาหาร ซึ่งคณะพรรคของเขายืนรวมกลุ่มรอคอยอยู่หน้าร้าน และนายพล ดิเรกกำลังถ่ายภาพสาวสวยที่มาจ่ายตลาด

ทันใดนั้นเอง บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนที่มาจ่ายตลาดก็เกิดแตกตื่นวุ่นวาย ร้องเอะอะเอ็ดตะโรวิ่งพล่านกันไปทั่วคล้ายกับเกิดเพลิงไม้ ชายชราคนหนึ่งร้องตะโกนบอกใครต่อใครเสียงลั่น

"ช้างโว้ย ช้างหลุดเข้ามาในตลาด"

ผู้คนวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปตามกันเมื่อเจ้าพลายเพชรเดินงุ่มง่ามผ่านประตูตลาดเข้ามา ความจริงมันไม่ได้ทำอันตรายใครแต่มันติดตามหาเสี่ยหงวนเท่านั้น เพราะอาเสี่ยเลี้ยงเหล้าและกับแกล้มมัน ๒ วันติดๆ กันทำให้พลายเพชรมีความจงรักภักดีต่อเสี่ยหงวนอย่างยิ่ง มันหนีมาจากสวนนายบุญให้แต่เช้าตรู่วิ่งบ้างเดินบ้างบุกเข้ามาในเวียง ชาวเมืองต่างแจ้งให้ตำรวจทราบ แต่ตำรวจภูธรไม่รับแจ้งความและบอกให้ทราบว่าตำรวจมีหน้าที่จับกุมปราบปรามคนร้าย ไม่มีหน้าที่จับกุมปราบปรามช้าง พลายเพชรทำให้การจราจรตามถนนสายต่างๆ ติดขัด จนกระทั่งมันบุกบั่นมาตลาดวโรรสด้วยความเฉลียวฉลาดของมันและสัญชาติญาณของมันบอกให้มันรู้ว่าอย่างไรเสียเสี่ยหงวนกับเพื่อนๆ ก็ต้องมาเที่ยวตลาดนี้เพื่อรับประทานอาหารเช้า ไข่ดาวหมูทอดที่ร้านในตลาด ดูสาวๆ ชาวเชียงใหม่และดูสาวสวยขายหมูตามเขียงหมูต่างๆ

"เฮ้ย" อาเสี่ยร้องสุดเสียง "อ้ายเพชรทำยุ่งแล้ว"

ท่านเจ้าคุณดุอาเสี่ยทันที

"ก็ไม่ควรเลี้ยงเหล้ามันนี่นา ไหนล่ะ มันรักแกถึงกับหนีมาติดตามค้นหาแกจนพบ ป่านนี้นายบุญให้คงปวดกบาลแย่มันอุตส่าห์เดินมาถึงนี่ไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ เลย"

นิกรว่า "หรือมันมาแท็กซี่"

เจ้าเพชรวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย เสี่ยหงวนปราดเข้าไปกอดงวงมัน เจ้าเพชรยิ้มแป้นแสดงกิริยาดีอกดีใจที่มันพบเสี่ยหงวน

"อ้ายเพื่อนยาก แกไม่ควรหนีมาจากบ้านเลย ตอนสายๆ กันก็จะไปหาแกแล้ว"

พลายเพชรถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพูดออกคำหนึ่ง

"ช้า"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"แกคิดถึงฉันจนทนไม่ไหวเชียวเรอะ"

พลายเพชรพยักหน้า

"ฮื่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุพลายเพชร

"แกบุกเข้ามาอย่างนี้ผู้คนแตกตื่นสับสนอลหม่านไปหมดผ้าผ่อนก็ไม่นุ่งดันเข้ามาในเมืองมีอย่างที่ไหน อย่างน้อยก็ควรจะนุ่งผ้าขาวม้ามา

นิกรพยักพเยิดกับช้าง

"แล้วกันจะตัดกางเกงทรงจิ๊กโก๋ให้แกสักตัว"

เจ้าแห้วมองดูพลายเพชรอย่างขบขัน

"ดีว่าแกไม่บุกไปที่สถานีและค้นหาเราบนรถไฟ ตัวแกมันใหญ่เหลือเกินพับผ่า นี่แหละเขาเรียกว่าใหญ่ยังกะช้าง"

พลายเพชรยกงวงฟาดกบาลเจ้าแห้วดังตุ้บ ผู้คนในตลาดต่างห้อมล้อมมองดูมันในระยะห่าง กิมหงวนร้องบอกให้ทราบทั่วกันว่าช้างตัวนี้สุภาพเรียบร้อยไม่ทำร้ายใคร ขอให้ชาวตลาดทำการซื้อขายกันต่อไป ต่อจากนั้นเขาก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไปโว้ย กลับที่พักเราเถอะ กันจะขี่พลายเพชรตามรถเก๋งไป ไปถึงค่ายให้สีทามันบึ่งรถไปบอกอามันว่าอ้ายเพชรอยู่กับเราและไม่ได้เกะกะอาละวาดอย่างไร นายบุญให้จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมัน"

เสี่ยหงวนออกคำสั่งให้พลายเพชรคู้เข่าหน้าลงแล้วเขาก็ปีนงวงขึ้นไปนั่งเต๊ะท่าอยู่บนคอช้างหนุ่ม เจ้าเพชรหมุนตัวกลับในที่แคบๆ เดินดุ่มๆ ออกไปจากตลาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร, ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วติดตามไป

บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง

บริเวณลานกว้างขนาดสนามฟุตบอลภายในเขตป่าไม้ "วรเชษฐ์" ซึ่งอยู่ทางเหนือของตัวเมืองและอยู่ริมแม่น้ำปิงก็ได้ต้อนรับพ่อค้าคหบดีและพวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ประมาณ ๑๐๐ คนซึ่งนั่งรวมกลุ่มอยู่บนอัฒจันทร์ทางด้านตะวันตกเตรียมตัวชมการต่อสู้อันน่าตื่นเต้นหวาดเสียว ด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันคือการกระทำยุทธหัตถีระหว่างพ่อเลี้ยงวงศ์ วรเชษฐ์ ผู้ท้าและ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ ผู้รับคำท้า

คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินทางโดยรถจิ๊ปกลางมาถึงป่าไม้ "วรเชษฐ์" ในเวลา ๑๕.๓๐ น. ซึ่งนายบุญให้ได้นำพลายเพชรล่วงหน้ามาก่อนและพลายเพชรมาถึงก่อนหน้าคณะพรรคสี่สหายประมาณ ๑๐ นาทีเท่านั้น คนของพ่อเลี้ยงวงศ์ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีไม่ได้แสดงท่าทีว่าเป็นศัตรูต่อกันเลย แม้กระทั่งพลายเพชรก็มีโรงช้างให้พักผ่อนก่อนที่จะออกรณยุทธ

ที่โรงช้างทางด้านเหนือของสนาม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าพลายเพชร เสี่ยหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายแบบนักรบไทยโบราณสวมหมวกทรงประพาส อาเสี่ยถือของ้าวซึ่งมีน้ำหนักมากและคมกริบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือขอบังคับช้าง

"อ้ายเพชรของผมเรียบร้อยแล้วครับผู้การ" นายบุญให้รายงานให้อาเสี่ยทราบ

"ให้มันกินเหล้ากี่ขวด" อาเสี่ยถาม

"๒๐ ขวดพอดีครับ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ดีแล้วอ้าย เหลือเวลาอีกนิดหน่อยเท่านั้น ถ้าหากว่าเสียงปืนดังขึ้นเป็นสัญญาณ ผมจะต้องนำเจ้าเพชรออกสนามต่อสู้ มีอะไรที่จะแนะนำผมอีกไหมครับ"

เจ้าของช้างสั่นศีรษะ

"ไม่มีครับ นอกจากขอเรียนเตือนอีกครั้งว่าอ้ายเพชรมันขี้จั๊กจี้ ผู้การอย่าเอาสันเท้าแยงใต้คอมันนะครับ อ้ายเพชรมันเป็นช้างแสนรู้เพียงแต่ออกคำสั่งให้มันทำอะไรมันก็จะทำตามคำสั่งเสมอ ขึ้นนั่งประจำช้างได้แล้วครับ ผมมั่นใจว่าอย่างไรเสียอ้ายเพชรของผมก็ต้องได้ล่างงัดพลายณรงค์ของพ่อเลี้ยงวงศ์ได้" พูดจบเขาก็มองดูช้างสุดที่รักของเขา "หมอบลงลูกวันนี้เป็นวันสำคัญของเจ้า ตั้งใจให้ดีนะลูกนะ เกิดมาเป็นชายชาติช้างก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด"

พลายเพชรพยักหน้ารับทราบ

"เอา" มันพูดเสียงอ้อแอ้เพราะลิ้นไก่สั้นแล้วมันก็ทรุดตัวลงหมอบ นัยน์ตาของมันแดงก่ำ กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งไปหมด

เสี่ยหงวนถือของ้าวปีนขึ้นไปนั่งบนคอช้าง ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามปีนขึ้นไปบนหลังของมันอยู่ตั้งนานก็ไม่สำเร็จพลกับนิกรต้องช่วยกันส่งตัวท่านเจ้าคุณขึ้นไปนั่งท้ายช้าง ทำหน้าที่เป็นควาญ

ครั้นแล้วพลายเพชรก็ลุกขึ้นยืน ความมึนเมาของมันทำให้มันคึกคะนองส่งเสียงร้องแปร๋แปร้น นายพลดิเรกมองดูมันด้วยความพอใจ

"เฮ้-ยูอย่าแพ้เขานะโว้ย ยูต้องใจเย็นและอย่ายอมให้พลายณรงค์มันงัดแกได้"

พลายเพชรพยักหน้าและพูดเสียงห้าวๆ

"รู้น่า"

เสียงปืนเล็กยาวดังขึ้นหนึ่งนัดที่สนามแข่งขัน และแล้วเสียงตบมือโห่ร้องก็ดังลั่น เจ้าแห้วรีบวิ่งออกไปดูทางสนามแข่งขันแล้วก็วิ่งกลับมาร้องบอกเสี่ยหงวน

"รับประทานพ่อเลี้ยงวงศ์ขี่ช้างเข้ามาในสนามแล้วครับ ออกไปเถอะครับ รับประทานขืนชักช้าเขาจะหาว่าอาเสี่ยกลัวเขา ฟันให้ขาดสองท่อนเลยนะครับ"

อาเสี่ยยกมือซ้ายตบตะพองพลายเพชรเบาๆ

"ไป-อ้ายเพื่อนยาก กันจะแพ้หรือชนะเขาอยู่ที่แก ถ้าแกแบกได้ล่าง พ่อเลี้ยงวงศ์เสียหลักกันก็จะฟันมันด้วยของ้าวเล่มนี้ พยายามเอาชนะเขาให้ได้ ค่ำวันนี้กันจะพาแกไปเลี้ยงฉลองชัยชนะที่โรงแรมรถไฟ"

พลายเพชรออกเดินไปจากโรงช้างทันที แต่มันเดินโซเซเช่นเดียวกับคนเมา พลกล่าวกับนายพลดิเรกด้วยความเป็นห่วงเสี่ยหงวน

"แย่โว้ยหมอ อ้ายเพชรเมาเหล้าจนแทบจะยืนไม่อยู่จะสู้เขาไหวรึ"

นายบุญให้พูดเสริมขึ้น

"ไหวซีครับผู้การ ลูกผมมันก็ต้องกล้าหาญเหมือนผมเรื่องการต่อสู้เมื่อหนุ่มๆ ผมเผชิญมาแล้วอย่างโชกโชน"

พลายเพชรพาเสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าสู่สนามต่อสู้แล้ว คนดูต่างตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว นายทหารหลายคนถึงกับลุกขึ้นร้องตะโกนเรียกอาเสี่ย

"สู้ตายนะครับผู้การกิมหงวน"

อาเสี่ยชูง้าวขึ้น พอดีของ้าวกระแทกใต้คางเขาค่อนข้างแรงทำให้เขาเกือบพลัดตกลงมาจากคอช้าง ในเวลาเดียวกันนี้เองพ่อเลี้ยงวงศ์ก็ไสช้างตรงเข้ามา ช้างทั้งสองหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างประมาณ ๑๐ เมตร พ่อเลี้ยงวงศ์ยิ้มให้เสี่ยหงวนในท่าทีที่มั่นใจในชัยชนะของเขา

"ผมพร้อมแล้วครับผู้การ"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"ผมก็พร้อมที่จะฆ่าคุณแล้ว มา-ขับม้า....เอ๊ย...ขับช้างเข้ามาเถอะ ประเดี๋ยวลูกเมียของคุณก็จะต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งเมื่อของ้าวของผมตัดคอหรือตัดร่างของคุณขาดสองท่อน"

พ่อเลี้ยงวงศ์ไสช้างบุกเข้ามาทันที อาเสี่ยลืมนึกถึงคำสั่งของนายบุญให้ ก็ยกส้นเท้าทั้งสองข้างกระแทกคางพลายเพชร เจ้าพลายหนุ่มเป็นช้างขี้จั๊กจี๊ก็หัวเราะก้าก แล้วหกหน้าหกหลังเหมือนม้าพยศทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นายควาญจำเป็นลอยละลิ่วลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นดินท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนดู

พลายณรงค์หยุดชะงักยืนนิ่งเฉย พลายเพชรวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปรอบๆ สนามและหกหน้าหกหลังตลอดเวลา อาเสี่ยเกือบจะเอาขอที่ด้ามง้าวตีมันแล้ว แต่ก็นึกได้ว่าพลายเพชรเป็นช้างแสนรู้ไม่ชอบขู่ชอบปลอบโยน

"เฮ้ยๆๆ พอแล้วโว้ยอ้ายเพชร ขอโทษทีเถอะวะกันไม่ได้เจตนาทำให้แกจั๊กจี๊เลย กราบละพ่อมหาจำเริญ ไป...กลับไปสู้เขา แกต้องช่วยตัวเองนะ ควาญของเราหล่นลงไปจากหลังแกแล้ว"

พลายเพชรยืนจังก้าชูงวงขึ้นแสดงท่าทางดุร้าย จ้องมองดูพลายณรงค์คู่ต่อสู้ของมัน ขณะนี้พลกับ ดร. ดิเรกได้ช่วยกันประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปนั่งดูบนอัฒจันทร์แล้ว พ่อเลี้ยงวงศ์กับควาญช้างของเขาต่างไสช้างวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาพลายเพชร ทันใดนั้นเองพลายเพชรก็วิ่งเข้าตะลุมบอนและส่งเสียงร้องลั่น

ยุทธหัตถีอันน่าตื่นเต้นหวาดเสียวเริ่มต้นแล้ว

ช้างทั้งสองพุ่งเข้าชนกันราวกับรถบรรทุกพุ่งเข้าหากันต่างฝ่ายต่างพยายามจะแบกอีกฝ่ายหนึ่ง พ่อเลี้ยงวงศ์ยกง้าวขึ้นจ้วงผันเสี่ยหงวนเต็มแรง แต่อาเสี่ยป้องปิดไว้ได้แล้วยั่วโทสะคู่ต่อสู้"

"ฝีมือคุณอ่อนมาก ถ้ากลัวเมียเป็นม่ายก็โยนง้าวทิ้งยกมือไหว้ผมเถอะครับผมจะไว้ชีวิตคุณ"

พ่อเลี้ยงวงศ์ขบกรามกรอด

"คนอย่างผมไม่เคยรู้จักคำว่าแพ้ครับผู้การ นี่แน่ะยอมแพ้"

เสี่ยหงวนยกง้าวปิดและฟันตอบบ้าง

"นี่แน่ะ"

เมื่อช้างทั้งสองยังไม่เพลี่ยงพล้ำเสียที พ่อเลี้ยงวงศ์กับกิมหงวนก็สามารถนั่งอยู่บนคอของมันได้อย่างสบายและป้องปิดง้าวได้ทันการจึงไม่มีใครเสียทีใคร พลายเพชรกับพลายณรงค์ใช้หัวดันกัน และบางทีก็ถอยออกห่างวิ่งเข้าประสานงากันอีกคนดูตื่นเต้นไปตามกัน บ้างก็ตบมือร้องตะโกนหนุนเสี่ยหงวนหรือพ่อเลี้ยงวงศ์

พลายเพชรกับพลายณรงค์เป็นช้างหนุ่มและเป็นโสดทั้งคู่ ต่างก็มีกำลังแข็งแกร่งพอฟัดพอเหวี่ยงกันผลัดกันลุกผลัดกันรับคล้ายกับวัวชนกัน แต่การต่อสู้ของช้างตื่นเต้นกว่า มีรสชาติเผ็ดร้อนกว่า ช้างทั้งสองตัวถูกคู่ต่อสู้แทงเลือดโชกแต่ยังงัดอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้

การต่อสู้ผ่านพ้นไปประมาณ ๑๐ นาที พลายเพชรซึ่งดื่มเหล้ามากเกินไปก็อ่อนแรงแลเห็นถนัด มันถูกพลายณรงค์ดุนถอยหลังกรูด เสี่ยหงวนยกมือซ้ายตบตะพองมันแล้วร้องขึ้นดังๆ

"อย่าถอยอ้ายเพื่อนยาก สู้ให้สมเกียรติของชายชาติช้างสิโว้ย"

พลายเพชรทานกำลังพลายณรงค์ไม่ไหวก็ล้มลงก้นจ้ำบ้ำแล้วก็เลยถือโอกาสนั่งขัดสมาธิ พ่อเลี้ยงวงศ์จ้วงฟันเสี่ยหงวนทันที เพราะอาเสี่ยเสียหลักโงนเงนทำท่าจะหล่นลงมาจากคอช้างแต่เสี่ยหงวนก้มศีรษะหลบคมง้าวได้อย่างหวุดหวิด

นายบุญให้วิ่งเข้ามาในสนามร้องตะโกนบอกช้างแสนรู้ของเขา

"ลุกขึ้นลูกพ่อ ถ้าเอ็งแพ้เขาพ่อจะเชือดคอตาย"

พลายเพชรมานะกัดฟันลุกขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน มันเดินถอยหลังออกห่างคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งเข้าตะลุมบอนแบบสู้ตายถวายชีวิต งาต่องาประสานกันเสียงดังกร๊วบ คราวนี้พลายณรงค์เสียท่าถูกแทงที่นัยน์ตาข้างขวา ทำให้ตาบอดเลือดไหลทะลักออกมา ความเจ็บปวดทำให้พลายณรงค์อ่อนแรงและตกเป็นฝ่ายล่าถอย พลายเพชรรุกประชิดติดพัน และแล้วพลายเพชรก็ได้ล่างงัดพลายณรงค์ขึ้นจนกระทั่งขาหน้าลอยสูงขึ้นจากพื้น

พ่อเลี้ยงวงศ์เสียหลักมือเท้ากาง เสี่ยหงวนใช้ส่วนแบนของใบง้าวฟาดถูกร่างของพ่อเลี้ยงวงศ์เต็มแรงเสียงดังป้าบ ร่างของพ่อเลี้ยงวงศ์ร่วงผล็อยจากคอช้างลงสู่พื้นดิน คนดูตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว ให้เกียรติเสี่ยหงวนที่แสดงน้ำใจลูกผู้ชายไม่สังหารคู่ต่อสู้ของเขา พลายณรงค์ถูกงัดหงายหลังไปอย่างไม่เป็นท่า พลายเพชรกำลังโมโหเดือดก็วิ่งเข้าไปกระโดดเข้ากระทืบพลายณรงค์จนกระทั่งอาเสี่ยร้องห้าม

"พอ พอโว้ย มันไม่มีทางสู้แกแล้ว อย่าทำคนที่ไม่มีทางสู้ แกคือวีรบุรุษช้างผู้พิชิตพลายณรงค์"

พลายเพชรขบกรามกรอดหายใจถี่เร็วมองดูพลายณรงค์อย่างเดือดดาลแล้วกล่าวถามเป็นภาษาช้าง

"ว่ายังไง จะสู้หรือยอมแพ้"

พลายณรงค์ม้วนงวงคำนับแล้วพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"ยอมครับ ผมยอมแล้ว"

เสี่ยหงวนยกมือตบตะพองช้างศึกของเขา

"อ้ายเพื่อนเกลอ พากันไปหาคู่ต่อสู้ของกันเถอะ"

เจ้าพลายหนุ่มค่อยๆ หมุนตัวไปทางด้านตะวันตกของสนามแล้วเดินดุ่มๆ พากิมหงวนเดินเข้าไปหาพ่อเลี้ยงวงศ์ซึ่งขณะนี้พรรคพวกของเขาหลายคนกำลังยืนห้อมล้อมอยู่ และคณะพรรคสี่สหายของเรากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย พวกคนดูที่เอาใจช่วยเสี่ยหงวนต่างตบมือโห่ร้องอีก อาเสี่ยชูของ้าวต้อนรับเสียงโห่ร้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพื่อนฝูงของพ่อเลี้ยงวงศ์ล่าถอยไปตามกันเมื่อแลเห็นพลายเพชรเดินใกล้เข้ามา กิมหงวนออกคำสั่งให้มันหยุดและหมอบลง ครั้นแล้วเขาก็กระโดดลงมาจากคอช้างอย่างทะนงองอาจในฐานะของผู้พิชิต เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามารับของ้าวจากอาเสี่ย

"รับประทานเด็ดขาดเลยครับ อาเสี่ยรบบนหลังช้างได้แคล่วคล่องว่องไวมาก"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้วแต่ไม่พูดว่ากระไรเพราะแลเห็นพ่อเลี้ยงวงศ์กับคณะพรรคของเขาพากันเดินเข้ามาหาเขา ซึ่งนายบุญให้ติดตามมาด้วย ใบหน้าของพ่อเลี้ยงวงศ์ซีดเซียวอย่างที่เรียกว่าหน้าถอดสี เขายกมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า

"ขอบคุณมากครับผู้การที่ผู้การไว้ชีวิตผม ถ้าหากว่าผู้การฟันผมด้วยคมง้าวผมก็ตายแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มให้และยื่นมือให้จับ

"คุณกับผมเลิกเป็นศัตรูกันที เราเป็นมิตรกันเถอะครับ"

"ตกลงครับผู้การ ผมเป็นนักกีฬาผมย่อมรู้จักแพ้ชนะและอภัย ผมแพ้ผู้การอย่างไม่มีประตูสู้ หรือภาษานักเลงเรียกว่าแพ้อย่างไม่มีรู ผมจะเป็นมิตรที่ดีของผู้การตลอดไป เชิญผู้การกับทุกท่านไปที่บ้านพักผมเถอะครับ ถ้าเราจะต่อสู้กันอีกก็หมายความว่าเราจะกินเหล้าแข่งกัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"คุณก็แพ้ผมอีกนั่นแหละ"

เสี่ยหงวนกับคณะพรรคของเขาต่างสนทนากับพ่อเลี้ยงวงศ์อย่างสนิทสนม อาเสี่ยสั่งนายบุญให้นำพลายเพชรไปพักผ่อนที่โรงช้างข้างสนามแข่งขัน แล้วอาเสี่ยก็ปราดเข้ามากอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ควาญของเขา

"ผมมัวแต่คุยกับพ่อเลี้ยง คุณอาเป็นยังไงบ้างครับตอนที่คุณอาหล่นลงมาจากหลังอ้ายเพชร ผมไม่ทันเห็นว่าคุณอาออกหัวหรือออกก้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ดูเหมือนออกก้อยว่ะ แต่ไม่เป็นไร ตกช้างไม่ตายหรอก"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ตกควายแขนคอก"

เสี่ยหงวนยักคิ้วให้นายพลดิเรก

"แล้วตกวัวล่ะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะคิ๊ก ต่อจากนั้นพ่อเลี้ยงวงศ์ก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไปยังบ้านพักของเขา ซึ่งตอนนี้เอง พล พัชราภรณ์ ได้กระซิบถามเสี่ยหงวนว่า

"ที่แกไม่ฆ่าเขาเพราะน้ำใจลูกผู้ชายของแกใช่ไหม

เสี่ยหงวนกระซิบตอบ

"เปล่าโว้ย กันกลัวติดคุกต่างหาก"

ยุทธหัตถีสิ้นสุดลงแล้ว พวกคนดูต่างย่อยๆ กันกลับบ้านและพากันสดุดียกย่องในความเก่งกล้าสามารถของ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้

จบตอน