พล นิกร กิมหงวน 183 : หมอบ้าๆบอๆ

ความร้อนอบอ้าวของอากาศท่ามกลางเดือนเมษายน ทำให้ท่านผู้ดีมีเงินทนอยู่ในพระนครไม่ได้ ต่างพาบุตร ภรรยา ครอบครัวของตนหรืออนุของตนไปพักผ่อนตากอากาศตามหัวเมืองชายทะเล บ้างก็บุกบั่นไปเล่นสงกรานต์ที่เชียงใหม่สาดน้ำรดกันอย่างครื้นเครง

เสี่ยหงวนกล่าวกับคณะพรรคของเขาในตอนเย็นวันหนึ่งว่า

"หยุดพักร้อนเสียทีโว้ยพวกเรา ขืนทำงานตอนนี้เห็นจะเท่งทึงแน่ มันร้อนจนน้ำลายในปากเดือดพล่าน อาบน้ำออกมาจากห้องน้ำพอเช็ดตัวแห้งเหงื่อไหลโชกอีกแล้ว"

พลเห็นพ้องด้วย

"พักร้อนก็ดี หยุดงานสัก ๑๐ วัน ไปเที่ยวล่องใต้หรือขึ้นเหนือก็คงจะช่วยให้พวกเราสบายขึ้น ความจริงเราก็ตรากตรำกับงานหนักมาไม่น้อย หรือยังไงอ้ายกร"

นิกรอมยิ้ม ยกมือขวาลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยเมล็ดเหงื่อสลัดทิ้งไป

"อย่าไปให้มันไกลนักเลยวะ ไปปักษ์ใต้หรือขึ้นไปเที่ยวทางเชียงใหม่เชียงรายก็ยังงั้นแหละ เที่ยวเมืองใกล้ๆ หาความรู้จากประวัติศาสตร์หรือโบราณวัตถุ ไปเที่ยวสุพรรณดีไหมล่ะ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือก

"ไปหาหอกอะไรวะเมืองสุพรรณ"

"อ้าว ก็ไปชมของที่ควรชมและน่าชมซีครับ มันเป็นเมืองเก่าแก่และเป็นเมืองสำคัญในวรรณคดีที่ยอดเยี่ยม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำตาเขียว

"วรรณคดีเรื่องไหน"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ผมบอกผมก็โดนถีบเท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น

"ทะลึ่ง ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรแกจะต้องพูดพาดพิงเกี่ยวกับกบาลฉันเสมอร้อนๆ อย่างนี้เตะเอาง่ายๆนะโว้ยอาจจะจะบอกให้"

นิกรทำเป็นไก๋ยกขวดน้ำอัดลมแช่เย็นขึ้นดื่ม เสี่ยหงวนมองดูหน้านายพลดิเรกแล้วขอความเห็นเพื่อนเกลอของเขา

"ว่ายังไงโว้ยหมอ เราควรจะไปพักผ่อนหรือไปตากอากาศที่ไหนกันถึงจะดี"

ศาสตราจารย์ดิเรกโบกมือ

"สำหรับไอต้องขอตัวว่ะ พวกแกกับคุณพ่อจะไปไหนก็ไปกันเถอะ กันกับอ้ายแห้วได้ตกลงกันไว้แล้วว่าถ้าพวกแกไปพักผ่อนตากอากาศกันกับอ้ายแห้วจะท่องเที่ยวเรือยนตร์บุกไปตามลำคลองตามเรือกสวนที่อยู่ลึกๆ ห่างไกลจากความเจริญ เป็นต้นว่าแล่นเรือไปตามคลองภาษีเจริญแล้วก็จอดเรือรับตรวจรักษาโรคฟรี เป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ป่วยไข้ฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคให้บ้าง กันโรคคอตีบบ้าง หรือปลูกฝีให้พวกชาวสวน อย่างนี้เป็นบุญกุศลดีกว่าที่จะไปตากอากาศหรือไปหาความสำราญอย่างเดียว"

นิกรมองดูนายพลดิเรกด้วยความสนใจ

"เออ เข้าทีโว้ยหมอ กันไปด้วยคนโว้ย ไปในฐานะแพทย์แผนโบราณชั้นหนึ่งซึ่งกันจะนำยาไทยติดเรือไปด้วย ใครหัวสมัย อยากรักษาอยากรักษาหมอฝรั่งก็ให้แกตรวจรักษาใครหัวโบราณมีศรัทธากับหมอโบราณ กันก็จะตรวจรักษาเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะก๊าก

"แกขืนรักษาเขาพวกคนไข้ก็คงเท่งทึงไปตามกัน"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโร "ผมมีประกาศนียบัตรแพทย์แผนโบราณชั้นหนึ่งนะครับแล้วก็มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรมด้วย ปู้โธ่ เด็กกำลังชักตาตั้ง ผมกวาดยาให้ทีเดียวเท่านั้นลุกขึ้นนั่งคุยจ้อเหมือนกับไม่ได้เป็นอะไร เด็กเป็นตาลขโมยตูดปอดพุงโร ผมต้มยาให้กินหม้อเดียวเท่านั้น"

"ตายเลย" เสี่ยหงวนพูดต่อ

"ใช่" นิกรรับสารภาพ "เด็กมันจะตายอยู่แล้วโว้ย หมอเทวดาก็ช่วยไม่ได้ แต่กันมีความรู้ในทางแพทย์แผนโบราณจริงๆ อย่างน้องคุณตาของกันก็เคยเป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์มาแล้ว คนสมัยก่อนย่อมรู้จักเจ้าคุณ...อ้า..." แล้วเขาก็หันมาถามนายพลดิเรก "คุณตากันชื่อเจ้าคุณอะไรนะหมอ"

"จะไปรู้เรอะ" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสียงหัวเราะ

นิกรยิ้มแห้งๆแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวน "พระยาเวชกิจบริรักษ์โว้ย หมอหลวงชั้นยอดในยุคนั้น มีชื่อเสียงลือไปทั่วกรุงรัตนโกสินทร์ มองหน้าคนไข้เท่านั้น คุณตาท่านก็รู้ว่าคนไข้ ป่วยเป็นอะไร ท่านรักษาคนไข้และออกเงินค่าทำศพให้ด้วย รักษาใครไม่เคยรอด"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าฝอยให้มากนักเลยวะอ้ายกร แกน่ะมันคนกะล่อน แต่แกมักจะโชคดีทำอะไรได้สำเร็จในสิ่งที่พวกเราทำไม่ได้ ถูกล่ะ แกมีความสามารถในการแพทย์แผนโบราณอย่างพอตัว แต่ดูเหมือนว่าความสามารถของแกเป็นไปอย่างฟลุคๆ มากกว่าหลักวิชา"

เสี่ยหงวนสบตากับศาสตราจารย์ดิเรกเขาก็กล่าวว่า

"ความคิดของแกไม่เลวนี่หว่า การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นน่าสรรเสริญมาก กันไปด้วยโว้ยหมอ กันจะร่วมมือร่วมตีนกับแกด้วย"

นายพลดิเรกทำหน้าชอบกล

"ร่วมมืออย่างเดียวพอแล้ว ไปก็ไป ไปจอดเรือพักนอนตามสวนร่มเย็นสบายดี ให้อ้ายแห้วเป็นพ่อครัวและทำหน้าที่เป็นบุรุษพยาบาลด้วย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วพลก็กล่าวขึ้น

"ถ้ายังงั้นเราไปเที่ยวสวนโดยทางเรือด้วยกัน ช่วยกันรักษาพยาบาลเพื่อนมนุษย์เจ็บไข้ได้ป่วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯเห็นพ้องด้วย

"ดีโว้ย เป็นอันว่าเลิกล้มความคิดที่จะไปพักผ่อนตากอากาศหรือไปเที่ยวหัวเมืองไกล พ่อไปด้วยดิเรก แต่ว่าแกมีเรือแล้วหรือ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ผมจะขอยืมหมอคนหนึ่ง ซึ่งเขาเคยเป็นลูกศิษย์ของผมครับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ทำไมจะต้องไปขอยืมคนอื่นเขา เรือยนตร์ท่องเที่ยวของกันก็มีตั้งสามสี่ลำ"

นายพลดิเรกหันมาทางเสี่ยหงวน

"ออไร๋ แต่เรือของแกมันใหญ่เกินไป"

"ใช่ เรือใหญ่แต่กินน้ำตื้นแล้วก็ไม้ได้ใหญ่โตเหมือนเรือรบนี่โว้ย แล่นไปตามลำคลองได้อย่างสบาย เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและตู้เย็นประจำเรือก็มี วิทยุและโทรทัศน์ก็มีพร้อม ส่วนนายท้ายไม่ต้อง กันถือท้ายเอง เอาอินยิเนียร์ไปคนเดียวให้มันคุมเครื่องพอ แล้วรับใช้พวกเราด้วย"

"โอเค กันคิดว่า เราออกเดินทาง เช้าวันเสาร์ที่จะถึงนี้ดีไหมหรือยังไงพล"

แล้วแต่แกเถอะวะ" พลพูดยิ้มๆ

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ออกเดินทางเช้าวันเสาร์นี้ก็เร็วไปหน่อย กันมีเวลาเตรียมเครื่องยาน้อยเกินไป เพราะเครื่องสมุนไพรบางอย่างต้องเที่ยวหาซื้อและหายากมาก เป็นต้นว่า รากตำแยตัวผู้ กระดูกลิงลม ตับปลาเข็ม แล้วก็ว่านต่างๆ น้ำผึ้ง น้ำส้ม น้ำปลา"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นเรือนต้นไม้ เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างขบขัน

"แกทำหน้าที่เป็นแพทย์แผนโบราณ ระวังตัวให้ดี ถ้าพลาดพลั้ง คนไข้เท่งทึงเพราะยาของแก แกอาจจะต้องมีธุระไปติดตะรางก็ได้"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"หมอชั้นกันไว้ใจเถอะวะ พูดแล้วจะว่าคุย กันมือแน่กว่าดิเรกเสียอีก วางยาปุ๊บ หายปั๊บ ไม่จำเป็นต้องกินยาก่อนอาหาร หลังอาหาร ก่อนนอนหรือทุก สามชั่วโมงแบบยาฝรั่ง กันป่วยไข้ทีไรกันไม่เคยพึ่งยาฝรั่งสักที"

นายพลดิเรกอดขัดคอไม่ได้

"แต่เมื่อสองสามวันนี้กันฉีดยาให้แก"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ก็โรคพรรณนั้น ยาไทยมันสู้ยาฝรั่ง ไม่ได้นี่หว่า ยาไทยต้องต้มกินเป็นปี๊บๆ ยาฝรั่งฉีดเข็มเดียวรอยผื่นแดงตามตัวเหมือนถูกยุงกัดยุบหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูหน้าศาสตราจารย์ดิเรก แล้วถามว่า

"แล้วพวกเมียๆและลูกๆของพวกแกกับคุณหญิงจะว่าอย่างไร จะพาไปด้วยไหม"

"โน" นายพลดิเรกตอบยิ้มๆ "เจ้าสี่คนนั่นเขาวางโครงการที่จะพาคุณแม่และคุณย่าไปหัวหินแล้วครับ จะออกเดินทางโดยรถยนตร์เช้าวันอาทิตย์นี้ ดูเหมือนโทรเลขไปถึงคนเฝ้าบ้านแล้ว พวกเราไปกันตามลำพังครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ก็ดีเหมือนกัน การกินอยู่หลับนอนในเรือ จะได้ไม่ขลุกขลัก แกกับอ้ายกรควรจะเตรียมหยูกยาและเครื่องเวชภัณฑ์ไปให้มากหน่อย พวกชาวสวนที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญคงมีจำนวนไม่น้อยที่กำลังป่วยไข้และต้องการหมอและยา"

นิกรว่า "สำหรับผม จะเอายาไทยไปให้มากที่สุด เช่น ยาหม้อ ยาเม็ด ยาลูกกลอน ยากินยาทายาพอกยาแก้เคล็ดบวม ขัดยอก แก้แมลงสัตว์กัดต่อย ยาแก้ไขหัวลม แก้ไข้ทับระดู ไข้เส้นหรือปัตคาด พรรดึกหรือพรรหัวค่ำอะไรเหล่านี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯกลืนน้ำลายเอื๊อก

นายพลดิเรกหัวเราะลั่นแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"พรุ่งนี้ตอนเย็นเราไปที่อู่ต่อเรืออ้ายหงวนกันเถอะเพื่อเลือกเรือยนตร์สำราญสักลำหนึ่ง สั่งให้เขาฟิตเครื่องยนตร์ไว้ ทำความสะอาดเรือให้เรียบร้อย แล้วกันจะจ้างช่างเขียนโปสเตอร์ให้เขาเขียนป้ายติดข้างเรือ บอกให้ประชาชนรู้ว่า เรือเราเป็นสถานบำบัดโรคเคลื่อนที่ มีแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบันรับตรวจรักษาฟรี"

นิกรว่า "ไม่ต้องจ้างเขาหรอกหมอ กันเขียนเองก็ได้ เขียนตัวอักษรลงบนผ้าจะยากอะไรวะ ซื้อสีโปสเต้อรมาสองสามกระปุกเขียนแพล๊บเดียวก็เสร็จ"

"ออไร๋ ออไร๋ ถ้ายังงั้นก็ดีแล้ว กันมอบให้เป็นภาระของแกในเรื่องนี้ สำหรับอ้ายหงวนมีหน้าที่หาเครื่องขยายเสียงและแผ่นเสียงประจำเรือ อ้ายพลดัดแปลงห้องห้องหนึ่งในเรือให้เป็นห้องตรวจโรค ฉีดยา ผ่าตัด กันจะขนเครื่องมือไปให้พร้อม พวกชาวเรือกชาวสวนจะต้องสดุดียกย่องเรา เพราะไม่เคยปรากฏว่ามีหมอคนใดที่จะนำเรือเร่ไปเพื่อรักษาคนไข้โดยไม่เรียกร้องเงินทอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามว่า

"แกจะให้พ่อช่วยอะไรบ้างก็ว่ามาดิเรก"

นายพลดิเรกนิ่งคิด

"ไม่ต้องช่วยหรอกครับ คุณพ่อเปรียบเหมือนผู้อำนวยการโรงพยาบาลเคลื่อนที่ของเรา"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"เหมาะมากเชียวครับคุณอา คนไข้เห็นแต่ไกลก็รู้ว่า เป็นคนสำคัญในเรือเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำปากจู๋

"อย่าให้เกิดเตะปากกันขึ้นเลยวะอ้ายหงวน"

นิกรแหกปากร้องขึ้นดังๆ

"ปิดประชุมโว้ย เป็นอันว่าวันเสาร์นี้พวกเราจะลงเรือยนตร์ท่องเที่ยวไปตามสวนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บไข้"

พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นยืน "ร้อนยังงี้ทนไม่ไหว ขอตัวไปนอนในตู้เย็นสักสามสี่ชั่วโมง"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"ไปเถอะ พอเปิดตู้ ตัวของแกก็จะกลายเป็นไอสครีมแท่ง"

ในที่สุดวันเสาร์ก็ผ่านมาถึง

เรือยนต์ท่องเที่ยวที่มีชื่อว่า "กินนอน" และเป็นเรือยนต์ชั้นครึ่งทาสีขาวแบบทันสมัยได้เคลื่อนออกจากท่าน้ำหน้าอู่ต่อเรือของเสี่ยหงวนที่บางกระบือในเวลา ๙.๐๐ น. ล่องลงมาทางใต้

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอยู่ในเรือลำนี้ นอกจากนี้ยังมีชายกลางคนอีกคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเครื่องยนต์หรือเรียกกันว่าอินยิเนียร์ "กินนอน" เป็นเรือท่องเที่ยวขนาดกลางมีห้องนอนขนาดใหญ่อยู่ชั้นบนเพียงหนึ่งห้อง แต่มีเตียงนอนขนาด ๕ ฟุตเพียงเตียงเดียว จึงต้องนำเตียงผ้าใบชนิดพับได้สำรองมาอีกหลายเตียง ห้องชั้นล่างดัดแปลงเป็นห้องปฐมพยาบาล ตรวจโรค ฉีดยา ผ่าตัด ห้องท้ายเรือ มีตู้เย็นขนาดใหญ่และมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งเดินเครื่องตลอดเวลา เพราะตู้เย็น พัดลม เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องขยายเสียง ตลอดจนวิทยุและโทรทัศน์ล้วนแต่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าทั้งนั้น ส่วนท้ายสุด ชั้นล่างของเรือเป็นห้องน้ำขนาดเล็กมีแท๊งค์น้ำอยู่เหนือห้องน้ำหนึ่งถังคือน้ำประปาที่ลำเลียงมาใช้อาบกินและพอใช้ได้ในเวลา ๓ วัน ในตู้เย็นเต็มไปด้วยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ผักสด นมเนย หมูแฮม ไส้กรอก โซดา น้ำอัดลม เครื่องกระป๋องอีกหลายอย่าง เบื้องหน้าตู้เย็นเป็นที่ทำครัวซึ่งค่อนข้างแคบสักหน่อยเพราะมีเนื้อที่จำกัด

เที่ยงวันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกันอยู่หน้าห้องนอนเบื้องหลังพวงมาลัยเรือซึ่งขณะนี้เจ้าแห้วทำหน้าที่ถือท้ายอย่างเคร่งครัดและเต๊ะท่าให้สง่างาม เมื่อพวกชาวสวนสองฟากฝั่งคลองพากันมองดูเรือยนต์ลำนี้ด้วยความสนใจ

สวนต้นผลไม้และต้นไม้ใหญ่สองฝั่งคลองมืดครึ้ม ทำให้ร่มเย็น ต้นมะพร้าวริมคลองช่วยให้ธรรมชาติสวยงามไม่น้อย ลมพัดโกรกเย็นสบายตลอดเวลา พวกชาวสวนแลเห็นป้ายผ้าที่ขึงอยู่ตามตัวเรือนชั้นบนทั้งสองข้างก็หัวเราะกันคิกคัก ป้ายทั้งสองผืนเขียนด้วยโปสเต้อรหลายสีเกิดขึ้นด้วยฝีมือของนิกรปรากฏข้อความเหมือนกันทั้งสองแผ่นดังนี้

ฮั่นแน่ เรือพยาบาล

มีแพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณรับตรวจโรคฟรี ฉีดยาผ่าตัดสารพัดโรค หมอดีมาเยี่ยมท่าน ไม่ได้มาหาเสียง ไชโย

"กินนอน" แล่นทวนน้ำ ผ่านสวนต้นไม้ลึกเข้าไปอย่างล่าช้า ศาสตราจารย์ดิเรกสวมเสื้อยาวสีขาวแบบเสื้อหมอนั่งอยู่ใกล้ๆกับนิกรซึ่งแต่งกายแบบไทยแท้หรือไทยขนานเดิมนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนสีน้ำเงิน เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาว ประแป้งเสือลายพร้อยสมกับเป็นคนโบราณสวมแว่นคนแก่ซึ่งเป็นแว่นใช้อ่านหนังสือ มีผ้าขาวม้าไหมพาดอยู่บนบ่าซ้ายหนึ่งผืน

อาหารกลางวันคือข้าวผัดไข่ดาวและต้มยำกุ้งได้ผ่านพ้นไปแล้ว ศาสตราจารย์ดิเรกทอดสายตามองไปทั้งสองฝั่งคลองด้วยความพอใจในความร่มเย็นแล้วเขาก็หันมาพูดสัพยอกนิกรว่า

"เราจอดเรือแถวนี้ดีไหมครับคุณหมอ"

นิกรยิ้มแป้นและแกล้งพูดเสียงเหน่อๆ

"ดีเหมือนกันคุณหม้อ แถ่วนี้บ้านเรือนอุ่นหนาฝาคั่งถ้าเราจอดเรือก็คงมีผู้คนมาให้เราตรวจรักษาเยอะแยะ หรือยังไง ตามใจมึงเถอะอ้ายหม่า"

ศาสตราจารย์ดิเรกสะดุ้งโหยง

"พูดให้เพราะหน่อยซีโว้ย"

"แหม่ อย่าถือส่าห่าความเลยหมอจ๋า ข้ามันไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านได้แต่เพียง ก.ไก่ ถึง ฌ.กระเชอ เท่านั้น พอจะเรียน ญ. หญิง ตอนนั้นรัฐบาลเขาสั่งไม่ให้พูหญิงนุ่งผ้าจูงกระเบนเขาตัดหาง ญ. หญิง ออกข้าก็เลยไม่อยากเรียนเพราะเห่นว่ามันไม่ถูกเรื่อง"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"อ้ายกรนี่ยียวนดีเหลือเกิน ลักษณะท่าทางแกตอนนี้สมเป็นหมอโบราณที่สุด"

นิกรหัวเราะ เอื้อมมือหยิบห่อกระดาษบนโต๊ะออกมาแก้ออก เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นหมากพลูในห่อ ท่านก็ลืมตาโพลง

"เฮ้ย แกจะกินหมากหรืออ้ายกร"

"ต้องกินนิดหน่อยครับพ่อตา กินแล้วเหมื่อนหมอโบราณขึ้นอีกแยะ"

ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้

"ขโมยหมากพลูของพลูของคุณหญิงมาจากบ้านล่ะซี ประเดี๋ยวเถอะได้ยันหมากตาย"

"โอ๊ย-ผ่มไม่กลัวครับ หมากมันยันผ่มก็ยันมันเข้าให้มั่ง เอาให้ง่ายหลังไปเลย"

พลลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหาร พาตัวเข้าไปหาเจ้าแห้วซึ่งกำลังนั่งประจำที่ นายท้ายมือทั้งสองจับพวงมาลัยเรือหรือพังงา

"เฮ้-ลุกขึ้นไปเก็บถ้วยชามเถอะ ฉันจะขับเรือเอง"

พอเจ้าแห้วลุกขึ้น พลก็ทรุดตัวลงนั่งแทนที่เจ้าแห้ว เขาบังคับเรือกินนอน เบนหัวเข้าไปเกือบชิดซ้ายตลิ่งแล้วเอื้อมมือกระตุกสายระฆังที่ห้องเครื่องยนต์ ๓ ครั้ง เป็นสัญญาณให้เบาเครื่องยนต์ พอสิ้นเสียงระฆัง "กินนอน" ซึ่งแล่นช้าอยู่แล้วก็ลดความเร็วลงอีก พลกระตุกระฆังอีกครั้งหนึ่ง

"แก๊ง"

เครื่องยนต์ประจำเรือหยุดทำงานทันที หัวเรือเบนออกนอกตลิ่งเพียงเล็กน้อย กราบซ้ายเฉียดริมตลิ่งในระยะใกล้ชิด อินยิเนียร์หรือช่างเครื่องมุดออกมาทางหัวเรือชั้นล่าง คว้าเชือกมนิลาเส้นใหญ่กระโดดขึ้นบนตลิ่ง แล้วผูกปลายเชือกไว้กับต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง

"กินนอน" เรือสำราญอันสวยสง่าของมหาเศรษฐี บัดนี้เป็นโรงพยาบาลเคลื่อนที่ได้จอดอยู่ริมคลองอันเป็นที่สวนของผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง และเป็นชาวสวนผู้มีฐานะดีคนหนึ่งของบางนี้ สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนรวมกลุ่มอยู่ทางกราบขวาชั้นบนและมองลงมาข้างล่าง เสี่ยหงวนร้องบอกอินยิเนียร์ ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของเขา

"เอาไม้กระดานทอดจากเรือไปบนตลิ่งด้วยซีโว้ยอ้ายเกลี้ยง"

"ครับ ผมกำลังหาไม้อยู่เดี๋ยวนี้แหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหันมามองดูหน้าอาเสี่ยแล้วกล่าวถาม

"อินยิเนียร์เรือของแกชื่ออะไรนะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยกลั้นหัวเราะแทบแย่ ซึ่ง พล นิกร และนายพลดิเรกก็เช่นเดียวกัน

"ชื่อเกลี้ยงครับ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"ชื่อคนที่ตายไปแล้วตั้งโกฏิไม่ชื่อเสือกชื่อเกลี้ยง"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"พ่อมันตั้งให้ครับคุณอา มันชื่อเหน่งครับ เคยทำงานเป็นนายท้ายเรือกลไฟของผม ตั้งแต่ยังไม่มีเขื่อนเจ้าพระยาและตอนนั้นเรือข้าวขึ้นเหนือต้องจ้างเรือกลไฟโยง ต่อมาอ้ายเหน่งลาออกไปทำงานเป็นนายท้ายเรือบ้านเขียว"

ท่านเจ้าคุณโบกมือห้าม

"พอแล้ว ขืนอธิบายมากกว่านี้ เดี๋ยวจะโดนถีบตกน้ำ อ้ายคนชื่อพรรณยังงี้ หนีไม่ใคร่พ้นเลย"

พลยิ้มให้เสี่ยหงวนแล้วพูดเบาๆ

"ต่อไปถ้าคนของแกมีชื่อที่ไม่ถูกใจ คุณอาก็ควรจะให้เขาเปลี่ยนชื่อเสียใหม่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวนศาสตราจารย์ดิเรกเดินลงบันไดไปข้างล่าง พล นิกร กิมหงวน ต่างหัวเราะคิกคักไปตามกันแล้วติดตามไป ต่อจากนั้นนิกรก็เริ่มทำหน้าที่โฆษกตามที่แบ่งแยกหน้าที่กันไว้

เสียงนิกรดังกังวานไปทั่วละแวกบ้านสวน จากเครื่องขยายเสียง พวกชาวสวนทั้งหญิงชาย เด็กผู้ใหญ่ต่างย่อยๆกันมาที่เรือลำนี้ยืนรวมกลุ่มมองดูอยู่บนตลิ่งตามใต้ต้นไม้ต่างๆ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเรือลำนี้เป็นเรือของราชการ

"พี่น้องทั้งหลายที่กำลังป่วยไข้อย่าลังเลใจ โปรดรีบมาที่เรือกินนอน ของเราซึ่งเป็นโรงพยาบาลเคลื่อนที่เดินทางมาช่วยเหลือพวกท่าน ท่านเป็นไข้ปวดหัวตัวร้อน เป็นแผลเป็นฝีเป็นโรคซุกซนรีบมาให้หมอตรวจรักษาเดี๋ยวนี้ เรามีนายแพทย์แผนปัจจุบันและหมอโบราณมาช่วยเหลือท่าน รักษาโรคสารพัด เว้นแต่โรค ไม่มีจะกิน รับฉีดยาผ่าตัด ฉีดวัคซีนแก้โรคคอตีบให้เด็กๆลูกหลานของท่าน วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค รับปลูกฝีให้ท่าน การตรวจรักษา ไม่ต้องเสียเงินครับ คุณพ่อคุณแม่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายโปรดมาพบหมอได้ หมอปัจจุบันของเราปริญญาต่างประเทศ เชี่ยวชาญในการรักษาโรค ขนาดที่เรียกว่ายอดหมอ ส่วนหมอโบราณของเรามีชื่อเสียงทั้งโด่งทั้งดัง รับกวาดยาเด็ก ผู้ใหญ่หรือคนแก่ รับตรวจโรคและจ่ายยาให้ท่านเอาไปกินฟรี กินปุ๊บหายปั๊บ หรือถ้าโรคมากก็กินเช้าหายเย็น ท่านเจ็บป่วยเรื้อรังไม่ต้องกลัวว่าจะตายรีบมาพบหมอเสียเดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะหมอโบราณประจำเรือของเรารับแก้กระทำแก้คุณไสย รับไล่ผีเกี่ยวกับการไสยศาสตร์ทุกชนิด พวกเราเห็นว่า พวกท่านอยู่ในเรือกในสวนห่างไกลจากความเจริญจึงได้พากันมาเยี่ยมเยียนท่านและช่วยเหลือท่าน เร่เข้ามา...เร่เข้ามาที่ "เรือกินนอน" ครับ แล้วนิกรก็ร้องเพลง "ผู้ใหญ่ลี" แต่เปลี่ยนเนื้อร้องเสียใหม่ซึ่งเขาคิดขึ้นเองด้วยปฏิภาณของเขา

พ.ศ. ๒๕๐๙ พวกเราก็นำเรือมา เรือเราไม่ใช่เรือขายยา เรามาเพื่อรักษาโรคฟรี ต่อไปนี้ตัวผมจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวของผู้ใหญ่ลี ป่วยไข้นอนซมอยู่กับที่ ผู้ใหญ่ลีก็เลยมรณา ฝ่ายนางขำ ภรรยา ได้แต่โศกาอาลัยอาวรณ์ ถ้าพาไปหาหมอเสียก่อน คงไม่ม้วยมรณ์สูญเสียชีวา สูญเสียๆชีวา สูญเสียๆชีวา

เชิญครับพี่น้องทั้งหลาย ไม่ต้องเกรงใจครับ และไม่ต้องกลัวว่าพวกเรามาหาเสียงในการเลือกตั้งผู้แทน หมอสมัยใหม่และหมอโบราณจะรักษาท่านอย่างเต็มที่ ใครต้องการให้หมอคนไหนรักษาท่านก็ได้ อนึ่ง คืนวันนี้ เราจะฉายหนังประเภทปลุกใจเสือป่าและลูกเสือให้ท่านชมด้วย ไชโย้... เร่เข้ามาที่เรือกินนอน ใครมาก่อนรักษาก่อน การรักษารวดเร็วทันอกทันใจ ตรวจโรคฟรี รักษาฟรี แถมยาให้ท่านฟรีด้วย เรามียามาทุกชนิด แม้กระทั่งยาตาย ถ้าหากว่าท่านเบื่อหน่ายโลก และขี้เกียจเป็นโรค เราก็จะจ่ายยาพิษอย่างร้ายแรงให้ท่าน ท่านมีข้อข้องใจสงสัยในเรื่องสุขภาพอนามัยโรคภัยไข้เจ็บ เชิญมาปรึกษาได้ครับ เจ้าหน้าที่ของเราจะให้การต้อนรับท่านอย่างดีที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการหลอกลวงต้มยำท่านเพราะท่านไม่ต้องเสียเงิน หรือวางเงินดาวน์แบบซื้อที่ดินเงินผ่อน หรือประกันชีวิตที่ท่านถูกโกงมาแล้ว นี่คือบริการพิเศษของคณะพรรคสี่สหาย บริการเพื่อช่วยให้พี่น้องหายป่วยไข้นั่นเอง"

การโฆษณาของนิกร ทำให้พวกชาวสวนหลั่งไหลมาที่ริมคลองในเขตสวนของผู้ใหญ่เทิ้มตามลำดับ ในที่สุดผู้ใหญ่เทิ้มคนเก่าแก่ของบางชะลูด ชายชราในวัย ๖๕ ขวบ แต่ยังแข็งแกร่งเตะปี๊บดังเป่าขี้เถ้าฟุ้งก็ปรากฏตัวขึ้น

ผู้ใหญ่เทิ้มแต่งกายแบบชาวสวนหลายสิบคนเดินมาหยุดยืนริมตลิ่ง แก้มขวาของผู้ใหญ่บวมโย้ไปทั้งแถบจนสังเกตเห็นถนัด ท่าทางของท่านผู้ใหญ่หงุดหงิดไม่สบายใจแบบเดียวกับคนปวดฟันทั้งหลาย

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่ที่กราบซ้ายตอนหัวเรือชั้นล่าง พอแลเห็นผู้ใหญ่เทิ้ม ดร.ดิเรกก็รู้ทันทีว่าชายชราผู้นี้เป็นโรคปวดฟัน เขารีบหันมากระซิบกระซาบกับนิกรเบาๆ

"ทำยังไงดีล่ะ แกเสือกโฆษณาว่าเรารักษาโรคได้สารพัด กันไม่ใช่ทันตแพทย์นะโว้ย คุณน้าคนนี้ปวดฟันแน่ๆ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เถอะน่า กันแสดงเอง ถอนฟันจะยากเย็นอะไรวะ คีมที่ห้องเครื่องยนต์ก็คงจะมี"

นายพลดิเรกลืมตาโพลง

"ตายนะอ้ายกร"

"ใครตาย"

"คนไข้น่ะซี"

พลร้องเชิญผู้ใหญ่เทิ้มอย่างนอบน้อม

"เชิญบนเรือเลยครับคุณน้า เชิญครับ ไม่ต้องเกรงใจ"

ชายชราเดินข้ามสะพานไม้หนาๆ แผ่นหนึ่งที่ทอดจากที่สวนของเขาลงมาในเรือกินนอน แล้วผู้ใหญ่เทิ้มก็ประนมมือไหว้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯอย่างนอบน้อม

"ผมคือผู้ใหญ่เทิ้มเจ้าของสวนนี่ และเป็นผู้ใหญ่บ้านที่บางชะลูดนี่ขอรับ"

ทุกคนรีบรับไหว้และยิ้มให้ชายชรา เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวถามอย่างกันเอง

"ผู้ใหญ่ป่วยเป็นอะไรไปหรือครับ"

"ปวดฟันครับ ผมปวดฟันมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่ขึ้น ๕ ค่ำ กรามล่างซี่ในมันโยก ห้าหก ปีแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหันมาทางนิกร

"จัดการช่วยท่านผู้ใหญ่หน่อยซีหมอกร"

นิกรวางท่าทางในบทบาทของแพทย์แผนโบราณทันที เขาจ้องมองดูผู้ใหญ่เทิ้มอย่างสนใจ

"ท่านผู้ใหญ่เลี้ยงแมวไว้บ้างหรือเปล่า"

"เลี้ยงครับ เมียผมเขาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง"

"อ้อ ตัวผู้หรือตัวเมีย"

"ตัวเมียครับ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ตัวเมียไม่เป็นไร แต่ถ้าตัวผู้ ผู้ใหญ่จะต้องรีบเอามันไปปล่อยหรือให้ใครเขาไป คนฟันโยกเลี้ยงแมวตัวผู้ไม่ได้ครับเป็นกาลกิณีต่อกัน แต่ถ้าคนฟันดีอย่างผมก็เลี้ยงแมวตัวเมียไม่ได้ ขอโทษ ท่านผู้ใหญ่เกิดปีอะไร"

"ปีกุนครับ"

"ปีกุนย่างเข้า ๖๕ กำลังเป็นหนุ่มน้อย"

ผู้ใหญ่เทิ้มฝืนหัวเราะ

"หนุ่มน้อยหรือครับคุณหมอ ผมจะเข้าโลงอยู่แล้ว"

"ใช่ครับ ที่ผมว่าหนุ่มน้อยก็คือท่านผู้ใหญ่เหลือความหนุ่มอยู่อีกเล็กน้อย ถ้าคนหนุ่ม เขาเรียกว่า หนุ่มใหญ่หรือรุ่นหนุ่ม เชิญครับ เชิญในห้องตรวจโรค ขอให้ผมตรวจดูฟันของผู้ใหญ่หน่อย ถอนกรึ๊บเดียวดึงมันออกมาก็หาย"

ผู้ใหญ่เทิ้มแสดงท่าทีหวาดหวั่น

"กรึ๊บเดียวน่ะ ชักตาตั้งนะครับคุณหมอ อ้ายผ่อนลูกนายผันมันไปถอนฟันที่กรุงเทพฯ พอหมอกระตุกฟันออกมา อ้ายผ่อนชักพร่าด เหมือนปลาช่อนถูกทุบหัว"

นิกรเกือบจะเลิกล้มความคิดที่จะถอนฟันให้ผู้ใหญ่เทิ้ม เมื่อเขาคิดว่าถ้าผู้ใหญ่เทิ้มต้องเสียชีวิตเพราะเขา เขาจะต้องติดคุกในฐานที่ทำให้คนไข้ตายโดยประมาทเลินเล่อซึ่งเขาไม่ใช่ทันตแพทย์ เขาเป็นแต่เพียงแพทย์แผนโบราณสาขาเวชกรรมเท่านั้น

อย่างไรก็ตามนิกรก็ต้องเต๊ะท่าเป็นหมอชั้นดี

"เรื่องเล็กครับผู้ใหญ่ ผมใช้คาถาอาคมช่วย ไม่ต้องฉีดยาชาเพียงแต่เป่ามนตร์สามครั้งก็เอาคีมดึงฟันออกมาจากปากท่านผู้ใหญ่อย่างสบาย เรื่องฟัน ผมถอนมาเยอะแยะแล้วครับ หมอปัจจุบันสำเร็จมาจากนอกยังมาให้ผมถอนฟันเสมอ"

คราวนี้ผู้ใหญ่เทิ้มมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น

"คุณหมอใช้เวทมนตร์หรือครับ"

"ใช่ ผมเป็นหมอโบราณ ก็ต้องใช้ไสยศาสตร์"

"โอ-ถ้ายังงั้นผมโล่งใจล่ะครับ ผมเองเลื่อมใสศรัทธามาก เกี่ยวกับเวทมนต์คาถา"

เสี่ยหงวนกระซิบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯเบาๆ

"บอกให้ผู้ใหญ่เทิ้มแกขึ้นไปทำพินัยกรรมเสียให้เรียบร้อยก่อนไม่ดีหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯไม่ยอมพูดอะไร ท่านมองดูนิกรเดินนำหน้าพาผู้ใหญ่เทิ้มเข้าไปในห้องที่จัดไว้สำหรับตรวจโรค ทำการปฐมพยาบาลและฉีดยาผ่าตัด ขณะนี้ พวกชาวสวนต่างอุ้มลูกจูงหลานย่อยๆกันมาดูเรือพยาบาลของคณะพรรคสี่สหายเพิ่มจำนวนขึ้นตามลำดับ ผู้ที่อยู่ฝั่งคลองตรงกันข้ามก็พายเรือข้ามมาฝั่งนี้ เรือแพน้อยใหญ่ที่ผ่านไปมา ต่างพากันมองดูเรือ "กินนอน" ด้วยความสนใจ

เสี่ยหงวนทำหน้าที่เป็นโฆษกแทนนิกร

"ท่านทั้งหลาย เรายินดีที่จะแจ้งให้พี่น้องชาวสวนทราบว่า บัดนี้ ผู้ใหญ่เทิ้ม หัวหน้าของพวกท่านได้เป็นคนไข้คนแรกของเรา ขณะนี้ นายแพทย์กำลังตรวจและบำบัดอาการปวดฟันให้ท่านผู้ใหญ่ ใครเจ็บปวดอะไรกรุณาลงมาในเรือของเราได้เลยครับ ที่นี่รับปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บของท่านด้วย"

ชายกลางคนคนหนึ่งเดินยิ้มกริ่มลงมาในเรือ แล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆยกมือไหว้นายแพทย์ดิเรก

"สวัสดีครับคุณหมอ"

ดร.ดิเรกรับไหว้อย่างยิ้มแย้ม

"สวัสดีครับพี่ทิด"

ชายผู้นั้นยิ้มแห้งๆ

"ผมเป็นสมีครับไม่ใช่ทิด ตอนผมบวชอยู่ที่วัดช่องลมสมภารท่านหาว่าผมขโมยตะเกียงลานของพระท่าน ท่านสมภารก็จับผมสึกจากพระ ใครๆเขาเลยเรียกผมว่าสมีวงศ์มาจนทุกวันนี้ ผมชื่อวงศ์ครับคุณหมอ"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"ยินดีมากครับที่ได้รู้จักกับท่านสมี ท่านสมีเจ็บป่วยเป็นอะไรหรือครับ"

"มิได้ครับ ผมแข็งแรงมีอนามัยดีครับ ผมได้ยินประกาศว่า ที่นี่รับปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บก็เลยมาหาคุณหมอ"

"ได้ซีครับ ผมยินดีให้คำแนะนำอันเป็นประโยชน์แก่ท่านสมีเสมอ มีอะไรว่ามาเลยครับ"

นายวงศ์ หรือสมีวงศ์ ยิ้มเอียงอาย

"เรื่องของผมมันก็มีอยู่ว่า แม่อีหนูของผมลูกมันดกเหลือเกินครับ คุณหมอจะช่วยได้ไหมครับ คือไม่ให้มันมีลูกกับผมอีก ปีละคนอย่างนี้ผมแย่ครับคุณหมอ นี่ก็ปาเข้าไป ๙ คนแล้ว"

ดร.ดิเรกทำหน้าชอบกล

"ผมช่วยได้แน่นอน แต่คุณสมีหรือภรรยาจะต้องไปรักษาตัวที่คลินิคของผมในกรุงเทพฯ ผมจะใช้วิธีศัลยกรรมช่วยไม่ให้ภรรยาของคุณมีครรภ์อีก หรือทำให้คุณก็ได้ด้วยวิธีผูกคุณเสีย"

"อ้าว เล่นผูกมัดผม ผมก็แย่ซีครับ"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่ผูกมัดแขนขาคุณ แต่ผูกอย่างอื่นเป็นวิธีการแพทย์ที่จะช่วยให้คุณไม่มีลูก คุณหรือภรรยาของคุณคนใดคนหนึ่งสละเวลาไปนอนป่วยอยู่ที่คลีนิคของผมได้ไหมล่ะ เพียงไม่กี่วันหรอกครับ ค่ารักษาพยาบาล ค่าอยู่กินผมไม่คิด บริการฟรี"

นายวงศ์กระพุ่มมือไหว้

"แหม-ขอบพระคุณเป็นอันขาดคุณหมอ แต่ว่าผมกับเมียผมต้องช่วยกันทำสวนนี่ครับ เราทิ้งบ้านไม่ได้ คุณหมอช่วยให้คำแนะนำที่ไม่ให้เรามีลูกได้ไหมครับ"

"ก็ได้เหมือนกัน คุณกับภรรยาของคุณต้องแยกห้องกันอยู่"

"โอ้โฮ บ้านผมมีสองห้องเท่านั้น ลูกๆมันนอนห้องหนึ่ง แล้วเมียผมมันก็เป็นโรคกลัวผี นอนคนเดียวไม่ได้"

ดร.ยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้างออกไป

"ถ้ายังงั้นผมก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ พยายามสร้างชาติต่อไปเถอะครับ พลเมืองของไทยเรายังน้อยมาก เราควรจะมีพลเมืองสัก ๑๐๐ ล้านเป็นอย่างน้อยเพื่อเราจะได้เป็นมหาอำนาจ"

"โอ-จริงครับคุณหมอ ถูกละครับ ผมกับเมียผมควรจะมีลูกให้ครบหนึ่งโหลเป็นอย่างน้อย ฮ่ะ ฮ่ะ เอาละครับผม รบกวนแต่เพียงเท่านี้ ผมกราบลาล่ะครับ" พูดจบนายวงศ์ก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว "เอ๊ะ เสียงผู้ใหญ่ร้องในห้องนั้นใช่ไหมครับ"

พลรีบเดินเข้าไปดูเพราะความเป็นห่วงผู้ใหญ่เทิ้ม เสี่ยหงวนยิ้มให้สมีวงศ์เมื่อสบตากันแล้วพูดกลบเกลื่อน

"ไม่ใช่เสียงผู้ใหญ่หรอกครับ หมอกรคงจะเตะหรือเขกศีรษะบุรุษพยาบาลผู้ช่วยของเขาที่ทำอะไรไม่ทันอกทันใจ"

ทิดวงศ์ หรือสมีวงศ์ ลุกขึ้นยืน เขาประนมมือไหว้พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเดินก้มตัวข้ามสะพานไม้ไปบนบกซึ่งตอนนี้เอง เจ้าแห้วได้เปิดแผ่นเสียงเพลงร็อคกลบเสียงร้องของผู้ใหญ่เทิ้ม ซึ่งกำลังถูกนิกรถอนฟัน ด้วยคีมเล่มหนึ่งอันเป็นเครื่องมือในห้องเครื่องยนต์

อย่างไรก็ตามถึงแม้ร็อคจะดังลั่นแต่เสียงของผู้ใหญ่เทิ้มก็ยังคงลอดออกมาบ้างเป็นครั้งคราว

"โอย...โอ๊ย...อู๊ย..."

แล้วก็มีเสียงหมอขู่คนไข้

"อย่าร้องนะ ประเดี๋ยวพ่อถอนเหงือกออกมาด้วยเลย"

ศาสตราจารย์ดิเรกถอนหายใจโล่งอก พอแลเห็นพลเดินออกมาจากห้อง เขาก็กล่าวถามทันที

"ผู้ใหญ่เทิ้มเป็นยังไงบ้าง"

พลฝืนหัวเราะ

"มีหวังตาย ๙๕ เปอรเซ็นต์ว่ะ เมื่อกี้นี้ชักตาตั้งตอนที่อ้ายกรพยายามกระชากกรามออกมาจากปาก"

ดร.ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"เงียบเสียงไปแล้วหรือเสร็จแล้ว"

นิกรเดินยิ้มกริ่มออกมาจากห้องนั้น

"เรียบร้อยหมอ" เขาพูดอย่างภาคภูมิ "กันถอนฟันให้ผู้ใหญ่แล้ว รากกรามที่ดึงออกมาลึกตั้งฟุตยาวเฟื้อยเลย นี่กันใช้คาถาเป่าช่วยให้หายความเจ็บปวด ผู้ใหญ่นอนอมยิ้มอยู่บนเตียง"

เสี่ยหงวนกล่าวถามขึ้นทันที

"นอนอมยิ้มน่ะ หายใจหรือเปล่า"

นิกรสะดุ้งโหยง

"หายใจโว้ย พูดเป็นบ้า มีอย่างรึหมอชั้นดีอย่างกันจะฆ่าคนไข้" แล้วนิกรก็กลืนน้ำลายเอื๊อก "แต่ไม่แน่อาจจะตายแล้วก็ได้"

นิกรรีบกลับเข้าไปในห้อง ในนาทีนั้นเองเจ้าแห้วก็ประคองผู้ใหญ่เทิ้มออกมาจากห้องปฐมพยาบาล พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตื่นเต้นแปลกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นใบหน้าของผู้ใหญ่เทิ้มยิ้มละไม ไม่ได้แสดงว่าเขาได้รับความเจ็บปวดจากการถอนฟันเลย

"เป็นยังไงบ้างครับ ท่านผู้ใหญ่" เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวถามทันที

ผู้ใหญ่เทิ้มประนมมือไว้ระหว่างท้องแล้วตอบเจ้าคุณอย่างพินอบพิเทา

"วิเศษเลยครับ หายปวด ราวกับปลิดทิ้ง คุณหมอกรท่านแน่มาก ถึงแม้ว่าท่านถอนผิดซี่แต่ก็ช่วยให้ผมหายปวดหายทุกข์ทรมาน คุณหมอว่าเส้นประสาทกับฟันมันถึงกันครับ ที่ถอนผิดซี่ก็เพราะเจตนาถอนอย่างนั้น ผมกราบลาล่ะครับ คุณหมอสั่งให้ผมไปอมเกลือหรือน้ำแข็ง"

เสี่ยหงวนชี้มือไปที่หน้าอกผู้ใหญ่เทิ้ม

"อะไรเปื้อนหน้าอกเสื้อผู้ใหญ่"

ผู้ใหญ่เทิ้มก้มลงมองแล้วหัวเราะ

"เท้าของคุณหมอกรน่ะซีครับ แกดึงกรามผมไม่ออก แกก็ยกเท้าขวาเหยียบอกผมแล้วเอาคีมดึงเต็มเหนี่ยว กรามหลุดติดฟันออกมาตอนที่ผมร้องโอยๆ นั่นแหละครับ อ้า-ผมกราบลาละครับ ผมจะไปบอกลูกบ้านของผมที่ป่วยไข้ให้มารับการรักษาที่นี่ ขอให้พวกคุณหมอทุกๆคนจงมีความสุขความเจริญเถอะครับ"

แล้วผู้ใหญ่เทิ้มก็พาตัวขึ้นไปจากเรือกินนอน ต่อจากนั้น หมอนิกรก็พาเจ้าแห้ว ผู้ช่วยของเขาเดินออกมาจากห้อง เสี่ยหงวนประกาศทางเครื่องขยายเสียงต่อไป

"พี่น้องชาวสวนที่รัก เลือกผู้แทนผิดคิดจนผู้แทนตาย เรือพยาบาลของเราไม่ได้มาขอเสียงเลือกตั้งจากท่าน พวกเราเพียงแต่มาช่วยบำบัดความเจ็บไข้ของท่านเท่านั้น ที่นี่รับรักษาโรคทุกชนิด โรคหู คอ จมูก ตาเจ็บตาแดงตาแฉะหรือตาเหล่ โรคเด็ก โรคผิวหนัง ปวดข้อเข้าข้อ ไข้หวัด ไข้จับสั่น ปวดหัวตัวร้อนหรือปวดฟัน รักษาได้ทั้งทางแพทย์และแผนปัจจุบันหรือแผนโบราณตามความสมัครใจของท่าน เราตรวจรักษาให้ท่านฟรีครับ และโปรดอย่านำของกำนัลมาให้เราเป็นอันขาด พวกเราไม่ต้องการสิ่งตอบแทนจากท่าน เด็กๆของท่านยังไม่ได้ฉีดยากันโรคคอตีบ โปรดนำมารับการฉีดยาครับ ขณะนี้อากาศร้อนจัดอหิวาต์กำลังแพร่ รีบมาฉีดวัคซีนเสียที่นี่ ท่านจะได้ปลอดภัย อย่าลืมว่า ดื่มน้ำโสโครก บริโภคผักสด ใช้อาจมรด ต้นเหตุอหิวาต์ ดื่มน้ำไม่โสโครก บริโภคแต่ผักสุก ถึงอหิวาต์จะชุกก็ทำไมไม่ได้ ต่อไปนี้โปรดฟังเพลงแหล่เรื่อง "ดาวไถ" ได้แล้วครับ

ชาวสวนหญิงชายหลายคนได้พากันลงมาในเรือ กินนอน บางคนอุ้มเด็กอ่อนมาด้วย ศาสตราจารย์ได้ให้การต้อนรับอย่างดีที่สุด ชาวสวนเหล่านี้พาลูกหลานมาฉีดยาป้องกันโรคคอตีบ ส่วนผู้ใหญ่มารับการฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค ดร.ดิเรกเชิญเข้าไปในห้องปฐมพยาบาล เจ้าคุณปัจจนึกฯสั่งให้เจ้าแห้วไปช่วยเหลือศาสตราจารย์ดิเรกในฐานะที่เจ้าแห้วเป็นบุรุษพยาบาล

เพราะคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้แสดงอัธยาศัยอันดีงามต่อพวกชาวสวน ทำให้พวกชาวสวนที่พาลูกหลานมารับการตรวจรักษารู้สึกซาบซึ้งตรึงใจมาก ถึงกับหญิงชราคนหนึ่งกล่าวกับเพื่อนบ้านของแกว่า

"ให้ดิ้นตายเถอะวะ ข้าน่ะเคยไปหาหมอหรือนางพยาบาลมาหลายแห่งแล้วถูกเขาขู่เขาดุเสียงเอ็ดตะโร บ้างก็ว่าข้าไม่เข้าใจภาษาคน แต่คุณหมอที่เรือนี้และเห็นคนเป็นคนน่าสั่งกะเสินมาก ขอให้ท่านเจริญๆเถอะ ท่านเรียกข้าว่าคุณป้า พูดกับข้าว่าผมยังงั้นผมยังงี้ ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เหมือนกับหมอที่ข้าเคยพบมา พวกนั้นมันขู่เอาตะคอกเอาเห็นคนเป็นหมา อ้ายเราเป็นคนจนโง่เง่าเต่าตุ่น เขาจะโขกสับด่าว่าอย่างไรก็ต้องทนเอา พวกเราเจ็บป่วยไม่อยากไปหาหมอก็เพราะอย่างนี้แหละ"

เวลาผ่านไปตามลำดับ พวกชาวสวนผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค บ้างก็มาให้ทำแผลหรือผ่าฝีเล็กๆน้อยๆ บ้างก็มาขอยาแก้ปวดศีรษะ แก้ท้องเสีย มีชาวสวนหลายคนแสดงความจำนงต้องการให้หมอโบราณตรวจรักษา เพราะเขายังมีศรัทธากับแพทย์แผนโบราณ นิกรจึงประกาศทางเครื่องขยายเสียงให้ทราบว่า

"พี่น้องชาวสวนทั้งหลายโปรดฟัง สำหรับท่านที่ต้องการให้แพทย์แผนโบราณรักษานั้น กรุณารอหน่อยครับ ขณะนี้แพทย์แผนปัจจุบันกำลังช่วยเหลือพวกท่านอยู่ ๑๖.๐๐ น. ล่วงแล้ว เราจะเริ่มตรวจรักษาคนไข้ด้วยแพทย์แผนโบราณคือหมอนิกรหลานชายท่านเจ้าคุณเวชกิจบริรักษ์อดีตหมอหลวงประจำพระองค์ รับแก้กระทำขับไล่ผีปิศาจ แก้ฝังรูปฝังรอย รดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ รักษาโรคทุกชนิดทั้งโรคที่พึ่งเป็นและโรคเรื้อรัง โปรดบอกกันให้ทราบทั่วๆไปว่า เราจะต้อนรับคนไข้แผนโบราณตั้งแต่บ่าย ๔ โมงเย็นเป็นต้นไป อนึ่งคืนนี้คณะของเราจะฉายหนังประเภทปลุกใจเสือป่าให้ดูด้วย ซึ่งเราจะนำจอไปขึงในเขตสวนของผู้ใหญ่เทิ้ม ส่วนบนเรือก็จะมีโทรทัศน์ให้ท่านชม พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายอย่าลืมนะครับ"

เพราะนายพลดิเรกมีคนไข้มากเกินความคาดหมาย พล กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องร่วมมือกันช่วยเหลืออย่างแข็งแรง ภายในห้องปฐมพยาบาลมีคนไข้ผัดเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาตลอดเวลา ถึงแม้พลไม่ใช่หมอเขาก็ช่วยฉีดวัคซีนให้ได้และทำได้เป็นอย่างดี เจ้าคุณปัจจนึกฯเป็นคนบรรจุยาเข้าหลอด เสี่ยหงวนสนใจคนไข้สาวๆมากกว่าคนไข้ผู้ชายหรือผู้หญิงแก่

"หนูอยู่ในสวนเงียบๆ อย่างนี้หนูรู้สึกว้าเหว่บ้างไหมจ๊ะ" อาเสี่ยเริ่มชีกอกับคนไข้หญิงคนหนึ่งซึ่งมาขอยาแก้ปวดศีรษะ และกิมหงวนเป็นผู้จ่ายยาให้

"ไม่ค่ะคุณหมอ หนูเกิดที่นี่ และเติบโตที่นี่ค่ะ"

"อ้า-หนูไม่นึกอยากนั่งรถเก๋งหรือมีเสื้อกระโปรงสวยๆบ้างหรือหนู ชีวิตในกรุงเทพฯน่ะเต็มไปด้วยแสงสีมีความสุขกว่าบ้านสวนมากมายนัก"

หญิงสาวยิ้มละไม

"นายอำเภอท่านก็เคยพูดกับหนูอย่างนี้ค่ะ นักท่องเที่ยวหลายคนก็เคยพูดกับหนูแบบนี้ หนูคิดว่าถ้าหนูมีผัวหนูควรได้พวกชาวสวนเป็นผัว มากกว่าพวกกรุงเทพฯ เพราะเราเป็นชาวสวนด้วยกันย่อมเข้าถึงจิตใจกัน แล้วก็อย่างไรก็ผัวเดียวเมียเดียว ไม่ต้องกินน้ำใต้ศอกใคร"

ได้ยินหล่อนพูดเช่นนี้ กิมหงวนก็เด้งออกมา

เวลาผ่านพ้นไป ด้วยความสุขใจของดร.ดิเรก เขาได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ป่วยไข้ไว้หลายคน คนหนึ่งเป็นบิดอย่างร้ายแรงซึ่งเขาได้ฉีดยาทำลายเชื้อบิดให้ คนหนึ่งเป็นฝีที่หัวเข่าข้างซ้ายเดินไม่ถนัด ศาสตราจารย์ดิเรกได้ทำการผ่าตัดให้เรียบร้อย เด็กๆบางคนเป็นโรคพุพองหัวเป็นชันนะตุ ดร.ดิเรกก็ชำระล้างแผลและใส่ยาให้ และมอบยาให้ไป อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงบางคน ไม่ยอมให้เขาตรวจร่างกายภายในเพราะความกระดากอาย ดร.ดิเรกจึงไม่สามารถให้การรักษาได้ เพราะหล่อนเป็นโรคโดยเฉพาะสตรี ซึ่งจำเป็นจะต้องตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามวิธีการของแพทย์

ผู้ใหญ่เทิ้มพาคนไข้มาอีกหลายคน ท่านผู้ใหญ่ได้แสดงความนิยมชมชื่นต่อคณะพรรคสี่สหายอย่างยิ่ง เที่ยวคุยให้ใครๆ ฟังว่าหมอนิกรถอนฟันได้ยอดเยี่ยม ดีกว่าพวกปาหี่ถอนฟันแถวสนามหลวงเพราะหมอฟันที่เล่นปาหี่ และรับจ้างถอนฟัน เคยทำให้คนไข้ตายมาหลายคนแล้ว

ในที่สุดก็ถึงเวลา ๑๖.๐๐ น. นิกรประกาศทางเครื่องขยายเสียงดังไปทั่วละแวกสวนเหล่านั้น

"พี่น้องชาวสวนที่รัก บัดนี้หมดเวลาสำหรับคนไข้ที่ขอรับการตรวจรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันแล้วครับ ถึงเวลาที่โบราณของเราจะเริ่มทำงาน ต้อนรับตรวจรักษาคนไข้ต่อไป ท่านที่ต้องการพบหมอปัจจุบันกรุณามาพรุ่งนี้เช้าครับ ตั้งแต่สองโมงเช้าถึงเที่ยง และบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็นเป็นเวลาของหมอโบราณ ขอได้โปรดทราบตามนี้ อย่างไรก็ตามท่านที่เจ็บป่วยกะทันหันหรือไม่สบายมากกรุณามาพบหมอที่เรือเราได้ ซึ่งเราจะให้การรักษาพยาบาลเป็นพิเศษ"

คนไข้ของดร.ดิเรกสามสี่คนที่รอคอยรับการตรวจรักษาต้องขึ้นไปจากเรือเมื่อได้ยินเสียงประกาศเช่นนี้ ตอนนี้เอง หมอนิกรได้เตรียมตัวต้อนรับคนไข้ของเขาเต็มที่โดยขอร้องให้เสี่ยหงวนคอยช่วยเหลือเขาอีกคนหนึ่ง เพราะเขามอบหน้าที่ให้เจ้าแห้วเป็นคนจ่ายยาไทยให้คนไข้

นิกร กิมหงวนและเจ้าแห้ว ขลุกอยู่ในห้องปฐมพยาบาลและช่วยกันจัดเครื่องสมุนไพร และยาสำเร็จรูปที่บดเป็นผงหรือปั้นเป็นเม็ดแล้ว เครื่องยาและยาของนิกรมีมากมายเต็มไปหมดเหมือนกับร้านยาไทยร้านเล็กๆแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีหัวพระฤษีตั้งอยู่บนชั้นขวดโหลใส่ยาด้วย มีผ้าประเจียดและธงสีต่างๆปักอยู่ในกระบอกไม้ไผ่

ศาสตราจารย์ดิเรกนำคนไข้คนแรกมามอบให้นิกร เขาเป็นชายหนุ่มในวัย ๓๐ เศษ รูปร่างล่ำสัน แต่ใบหน้าซีดเซียว

"หมอ กันพาคนไข้คนนี้มามอบตัวให้แก" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดยิ้มๆ และเดินออกไปจากห้อง

คนไข้ชาวสวนบางชะลูดทรุดตัวลงนั่งยองๆ ยกมือไหว้นิกรอย่างพินอบพิเทา

"กรุณาช่วยผมด้วยครับคุณหมอ"

นิกรประคองเขาลุกขึ้น พาไปนั่งบนเตียงสำหรับตรวจโรคหรือปฐมพยาบาลเจ้าแห้วกล่าวถามนิกรเบาๆ

"รับประทานจ่ายยาอะไรให้เขาครับ"

นิกรตวาดแว็ด

"ประเดี๋ยวโว้ย ยังไม่ได้ตรวจและยังไม่รู้ว่าเขาป่วยเป็นอะไร"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ มองดูนิกรอย่างขบขัน เขาแต่งกายแบบหมอโบราณสมกับที่เขาเป็นแพทย์แผนโบราณคนหนึ่ง นิกรทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงนอนแล้วกล่าวถามคนไข้

"คุณชื่ออะไรน้องชาย"

"ชื่อผมมีครับ"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"ถูกแล้วครับ คนเราทุกคนที่เกิดมาก็ต้องมีชื่อด้วยกันทั้งนั้น ชื่อของคุณว่ากรไรล่ะ"

คนไข้ฝืนยิ้ม

"ก็ผมเรียนคุณหมอแล้วว่า ชื่อผม...มีครับ นายมี มโนมัยครับ อายุ ๓๒ ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย อาชีพคนสวนครับ ตำหนิแผลเป็น..."

"พอแล้วครับคุณมี ผมอยากจะทราบชื่อคุณเท่านั้น เพื่อบันทึกไว้ว่า เราได้ให้การรักษาพยาบาลคุณ คุณป่วยเป็นอะไรมิทราบ"

"ปวดท้องเรื้อรังครับคุณหมอ ผมเป็นโรคปวดท้องมาเกือบปีแล้ว วันหนึ่งปวดท้องหลายครั้ง และทุกครั้งผมแทบจะขาดใจตาย กินยามาหลายขนานแล้วครับ ไม่หาย วิทยุเขาประกาศขายยาแก้โรคกระเพาะ หรือลำไส้พิการกี่ขนาน ผมซื้อมากินหมดแต่ก็ไม่หาย

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"รู้สึกยังไงบ้าง"

"เค็มปะแล่มๆครับ"

"ถ้ายังงั้นลิ้นของคุณยังรู้รสขี้มือของผม อ้าปาก ขอผมดูลิ้นไก้ซิ อ้ากว้างๆ พอแล้ว โอ้โฮ...ไหงมีลิ้นไก่ตั้งสองอันล่ะคุณ เอาล่ะ หุบปากได้ เอามือแหกตาคุณทั้งสองข้างซิ"

คนไข้ทำหน้าตื่นๆ แล้วมองดูหน้าเสี่ยหงวน

"ทำตามเขาซีคุณ" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

"มันเกี่ยวกับโรคปวดท้องของผมหรือครับ"

นิกรชักฉิว

"ทำไมจะไม่เกี่ยว คุณลองเอามือ หยิกตัวคุณซิ หยิกตรงไหนคุณก็รู้สึกเจ็บ ร่างกายของเรามันติดต่อกัน มีความสัมพันธ์กันทั้งนั้น ผมบอกให้แหกตาก็แหกตา"

"โธ่-คุณหมอครับ ผมโตแล้ว คุณหมอยังจะให้ผมแหกตาเหมือนเด็กๆอีกหรือครับ"

"แล้วกัน ผมอยากจะดูนัยน์ตาของคุณเท่านั้น"

นายมียกมือแหกตาทั้งสองข้างออก นิกรพิจารณาดูอย่างสนใจแล้วกล่าวว่า

"ทีหลังเช็ดขี้ตาที่หัวตาออกเสียบ้างนะคุณ เอาละ ผมรู้แล้วว่าคุณเป็นโรคเครื่องย่อยอาหารทำงานไม่สะดวก เหมือนรถยนต์วิ่งไม่เต็มสูบ เพราะหัวเทียนอันหนึ่งอันใดบอด เอายาผมไปกินเพียงมื้อเดียว กินเย็นเช้าหายหรือ กินเช้าหายเย็น"

คนไข้ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอบพระคุณครับคุณหมอ ยาอะไรขอรับ"

"ปถวีธาตุหรือดินนกเขา"

คนไข้สะดุ้งโหยง

"ผมไม่ใช่นกเขานะครับคุณหมอ"

"เอาเถอะน่า คุณอย่ารู้ดีกว่าผมหน่อยเลย ยาปถวีธาตุของผมทำจากธาตุคือดินจอมปลวกเอามาเผาไฟแบบเดียวกับดินนกเขา แต่ส่วนผสมมันคนละอย่าง ไม่เหมือนกัน ดินนกเขาผสมเกลือกับเลือดปลาไหลสดๆ ส่วนยาปถวีธาตุของผมผสมเครื่องยาสูงๆทั้งนั้น เช่น ชะมดเชียง จันทน์แดง จันทน์ขาว เกสรบัวหลวง ขี้ช้างเผือกตากแห้ง แล้วก็อะไรอีกเยอะแยะจำไม่ได้ เวลาผสมยาต้องดูตำราของเจ้าคุณตา รับรองว่าคุณกินยาของผมถ้วยเดียว โรคปวดท้องเรื้อรังของคุณหายเป็นปลิดทิ้ง ถ้าไม่หายคุณก็ตาย"

"ครับ สุดแล้วแต่คุณหมอจะกรุณาเถอะครับ"

นายมี มโนมัยพูดยิ้มๆ "ถ้าผมหายจากโรคปวดท้อง ผมจะมากราบเท้าคุณหมอที่เรือนี้"

นิกรหันไปทางเจ้าแห้วซึ่งกำลังยืนคุยกับเสี่ยหงวน

"แห้วโว้ย จ่ายยาปถวีธาตุให้คนไข้ของฉันหนึ่งห่อ"

"รับประทานใส่ถั่วงอกไหมครับ"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"ยาโว้ย ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยว เวลาฉันพูดแกตั้งใจฟังหน่อยซี"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมกำลังคุยกับอาเสี่ยเรื่องก๋วยเตี๋ยวเรือที่รังสิตครับ อ้า-ยาปถวีธาตุนะครับ"

"เออ" แล้วนิกรก็หยิบหมากพลูในพานใส่ปากเคี้ยว

เจ้าแห้วเลื่อนตัวไปทางชั้นโหลยา แล้วเปิดโหลชั้นสองโหลหนึ่ง เอาช้อนตักยาสีดำในโหลออกมาวางบนกระดาษสีขาวคือกระดาษสำหรับห่อยาที่เตรียมไว้เสร็จแล้วเจ้าแห้วก็บรรจงห่ออย่างประณีตแล้วยื่นให้เสี่ยหงวน

"รับประทานอาเสี่ยช่วยเขียนหน้าห่อหน่อยเถอะครับ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ฉันไม่เกี่ยวกับหมอโบราณ ฉันเป็นผู้ช่วยแพทย์หมอปัจจุบัน แกเขียนเอาเองซี"

"โธ่-ลายมือผมยังกะหมาฟัด ผมเขียนหนังสือไม่ใคร่ถูกหรอกครับ"

นิกรกล่าวขึ้นดังๆ

"อย่าร่ำไรโว้ยอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วถือห่อยาเดินไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือขนาดเล็กหยิบปากกาลูกลื่นเขียนหน้าห่อยา บอกน้ำกระสายยาให้เสร็จตามแบบยาไทยทั้งหลาย เสร็จแล้วก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาคนไข้ที่เตียงตรวจโรค

"ยานี่เป็นยาขนานเดิมของท่านเจ้าคุณเวชกิจบริรักษ์นะครับ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ และส่งห่อยาให้นายมี

นายมียกมือไหว้เจ้าแห้ว

"ขอบคุณครับ" แล้วเขาก็มองดูตัวอักษรโย้เย้หน้าห่อยาซึ่งเป็นลายมือของเจ้าแห้ว อดีตนักเรียนประชาบาลวัดราชลิงจ๋อ

"อ่านออกไหมคุณ" นิกรถามคนไข้ของเขาขณะที่ทิศมีเจ้าหนุ่มชาวสวนกำลังจ้องมองดูข้อความหน้าห่อยา

"อ่านออกครับคุณหมอ แต่กระสายยาอย่างนี้ผมจะไปหาได้ที่ไหน"

"แล้วกัน ของง่ายๆทั้งนั้น"

"ไม่ง่ายหรอกครับ ผมจะอ่านให้คุณหมอฟัง อ้า...ยาแกปวดท้อง ครั้งละนึ่งชอนฉ่า น้ำตาลิงน้ำพิงกะได กินกะไดหากะได ไม่หายตายแล"

นิกรเม้มปากแน่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะงอหายของเสี่ยหงวน นิกรจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้วราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"มึงเรียนหนังสือชั้นไหนวะ"

"จบป.๓ โรงเรียนประชาบาลครับ"

"ป.๓ ก็ควรจะเขียนหนังสือได้ดีกว่านี้"

"รับประทานผมไม่เคยเข้าห้องเรียนนี่ครับ ผมเลี้ยงวัวให้ครูใหญ่เขา บางทีก็อุ้มไก่ติดตามครูใหญ่ไปตีไก่ตามบ่อนต่างๆ พอสิ้นปีเขาก็เลื่อนชั้นให้ผมครับ รับประทาน สมัยนั้นโรงเรียนประชาบาลมีแค่ ป.๓ ครับ ป.๔ ยังไม่มี"

นิกรเปลี่ยนสายตามาที่คนไข้ของเขา

"ผมขอโทษที่คนของผมเขียนฉลากยาไม่ถูก ความจริงคือยาแก้ปวดท้อง ครั้งละหนึ่งช้อนชา น้ำตำลึงน้ำผึ้งก็ได้ กินก็ได้ ทาก็ได้ คือทาท้องเมื่อปวดท้อง น้ำตำลึงใช้ตำลึงสุกต้มเอาแต่น้ำ แต่ว่าน้ำผึ่งเดือนห้าดีกว่า ปั้นเป็นลูกกลอนกลืนเข้าไป"

คนไข้หัวเราะหึๆ

"ค่อยยังชั่วหน่อยครับ ผมนึกว่าน้ำตำลิง ผมคงจนปัญญาไม่รู้ว่าจะไปเอาจากไหน ผมกราบลาละครับคุณหมอ"

"ครับ สวัสดี" นิกรรับไหว้และพูดยิ้มๆ "กลับไปบ้านกินยาได้เลยนะคุณ"

"ครับ ขอบพระคุณครับ"

นายมีลุกขึ้นกระพุ่มมือไหว้อาเสี่ยกับเจ้าแห้วเสียก่อนจึงเดินออกไปจากห้องปฐมพยาบาล หมอนิกรนายแพทย์แผนโบราณเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะหูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว ใบหน้าของเขาแดงก่ำผิดปรกติ เขามองแลเห็นคนไข้สาวคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในห้องอย่างเลือนลางเต็มทน และผืนใจรับไหว้เด็กสาวเจ้าของร่างอวบอัดในวัย ๒๐ ปี"

"เชิญครับ เชิญ" นิกรทักหล่อนแล้วเดินโซเซไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง

อาเสี่ยกล่าวถามนิกรทันที

"แกกำลังจะเป็นลมหรืออ้ายกร"

"เปล่าโว้ย แต่ยันหมาก พลูจีบคำนี้คงจะแก่ปูนมากไปหน่อย แม่โว้ย....พื้นเรือหมุนติ้วๆ โคลงเคลงไปหมดแล้วแกตรวจรักษาคุณหนูคนนี้แทนกันหน่อยซินะ"

อาเสี่ยก้มลงกระซิบบอก

"กันไม่ใช่หมอ"

"เถอะน่า รักษาบ้าๆ ไปตามเรื่องของแกก็แล้วกัน ถ้าไม่หายก็ตาย ถ้าเจ็บนิดหน่อยก็เจ็บหนัก" นิกรพูดกระซิบเช่นเดียวกัน

เสี่ยหงวน หันไปมองดูคนไข้สาว ซึ่งยืนก้มหน้า กระมิดกระเมี้ยนอยู่กลางห้องแล้วเขาก็เดินเข้าไปหา

"เชิญที่เตียงตรวจโรคสิจ๊ะ อย่าอายหมอเลยหนู"

หล่อนเดินตามอาเสี่ยไปที่เตียงนอนริมห้องซึ่งเป็นเตียงเหล็กขนาด ๓ ฟุต มีที่นอน หมอน และผ้าสีเทาปูต่างผ้าปูที่นอน กิมหงวนถือโอกาสแตะอั๋งประคองคนไข้สาวให้นั่งลงบนเตียงนอนนั้น แล้วเขาก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้โครงเหล็กที่นั่งบุนวมข้างเตียงนอน ส่วนหมอกรนั่งสะลึมสะลือคอพับคออ่อนน้ำหมากไหลยืดอยู่ริมห้อง

"หนูชื่ออะไรจ๊ะ บอกหมอหน่อย"

"ดาวเรืองค่ะ"

"อ้อ สวยสมชื่อ หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋มยังไม่ขึ้นสนิม หนูป่วยเป็นอะไร บอกหมอตามตรง ไม่ต้องอาย"

"หนูเจ็บในหน้าอกค่ะ บางขณะก็มีอาการจุกแน่น พ่อจะพาหนูไปหาหมอที่วงเวียนใหญ่ แต่หนูไม่ชอบหมอสมัยใหม่ค่ะ หนูกลัวเขาให้หนูถอดเสื้อออกให้เขาตรวจ"

อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"หมอสมัยใหม่หรือหมอสมัยโบราณก็ใช้วิธีตรวจเช่นเดียวกัน ถอดเสื้ออกเถอะหนู"

"อุ๊ยตาย" หล่อนอุทานด้วยความอาย "ไม่ค่ะ เป็นตายอย่างไรหนูก็ถอดเสื้อให้คุณหมอดูไม่ได้"

"ไม่มีอะไรหนู ฉันเป็นหมอฉันปลงตก ฉันไม่สนใจในเรื่องรูปรส กลิ่น เสียง สังขารนั้น ไม่เที่ยงแท้ หนูกำลังสาวและสวยอย่างนี้ ใครๆก็ชอบหนู อยากแตะต้องเนื้อตัวหนู แต่สมมุติว่า หนูเกิดล้มตายไปในปัจจุบันทันด่วน พอหนูสิ้นใจใครๆก็ไม่กล้าถูกตัวหนู ถอดเสื้อเถอะหนู"

ดาวเรืองประนมมือไหว้เสี่ยหงวน ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นหมอโบราณคนหนึ่ง

"กรุณาหนูเถอะค่ะ คุณหมอ อย่าให้หนูต้องถอดเสื้อเลยนะคะ"

อาเสี่ยแกล้งทำเป็นโกรธ

"ถ้าเช่นนั้น ฉันก็รักษาหนูไม่ได้ เพราะวางยาไม่ถูกเว้นแต่จะได้ตรวจร่างกายเสียก่อน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"คนไข้อายหมอ ไม่ถูกเรื่องหรอกครับคุณหนู ผมเองหมอบอกให้ถอดเสื้อผมรีบถอดเสื้อทันที"

ดาวเรืองหันมาค้อนเจ้าแห้ว

"ก็คุณน้าเป็นผู้ชายนี่คะจะเป็นอะไร" แล้วหล่อนก็เปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน "ถ้าหนูจำเป็นต้องถอดเสื้อให้คุณหมอตรวจล่ะก้อ ขอให้หนูไปตามพ่อมาก่อนนะคะ ให้พ่อนั่งอยู่เป็นเพื่อนหนูด้วย"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ แสดงท่าทีชีก้อร่อติกตลอดเวลา

"พ่อหนูเป็นใคร"

"เป็นชาวสวนที่นี่ค่ะ"

"ผู้ใหญ่แล้ว..."

"อายุเกิน ๔๑ ค่ะ พ่อไปติดคุกเสีย ๑๕ ปี พึ่งออกจากบางขวางเมื่อเดือนนี้เองแหละค่ะ แต่พ่อรักและสงสารหนูมาก"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ติดคุกเรื่องอะไรล่ะหนู"

"ฆ่าคนตายค่ะ พ่อฟันพวกนักเลงตายสองคน ถูกตำรวจจับส่งศาลพ่อสารภาพ ศาลพิพากษาจำคุกพ่อตลอดชีวิต แต่ลดโทษเหลือ ๒๐ ปี พ่อไม่เคยต้องโทษมาก่อนลดอีก ๕ ปี พ่อจึงติดคุกเพียง ๑๕ ปีเท่านั้น อ้า-หนูจะไปพาพ่อมานะคะ พ่อจะได้รู้จักกับคุณหมอด้วย"

อาเสี่ยกล่าวขึ้นทันที

"อย่าเลยหนู ไม่จำเป็นต้องไปตามพ่อหนูมาหรอก"

"ก็หมอจะให้หนูถอดเสื้อให้หมอตรวจไม่ใช่หรือคะ"

เสี่ยหงวนโบกมือ

"ไม่ต้องถอดก็ได้ ใช้ตรวจทางเพ่งกสิณ ก็พอจะรู้ว่าที่หนูเจ็บหน้าอกมีอาการจุกแน่นนั้น เพราะอะไร"

ดาวเรืองถอนหายใจโล่งอกและยิ้มออกมาได้

"ค่ะ ดีแล้วค่ะ"

กิมหงวนแกล้งหลับตานิ่งเฉยทำปากหมุบหมิบ และเอื้อมมือขวาจับมือซ้ายของคนไข้สาวบีบเบาๆ

"หมอจับมือหนูอย่างนี้ หนูรู้สึกยังไงบ้างหรือเปล่า"

"ไม่ค่ะ" ดาวเรืองตอบตามประสาซื่อ

เสี่ยหงวนปล่อยมือออกทันที

"เห็นจะจริง หมอแก่แล้ว ไฟฟ้าในตัวอ่อนเต็มทน อ้า-ฉันนั่งทางในตรวจดูแล้ว หัวใจของหนูรั่วทะลุไปสองสามรู ทำงานฉีดเลี้ยงหลอดเลือดร่างกายไม่สะดวก หนูก็เลยเจ็บหน้าอกและจุกแน่น ฉันจะให้ยาหนูไปกิน"

"ยาอะไรคะ" ดาวเรืองถามเบาๆ

"ยาบำรุงและรักษาโรคหัวใจ ตำหรับเดิมของทวดของปู่ทวดฉัน เคยรักษาโรคหัวใจให้พระเจ้ากรุงจีนมาแล้วหลายพระองค์ รับรองว่าหนูเอาไปต้มกินเป็นหายแน่

"ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ"

เสี่ยหงวนเดินเข้าไปหาเจ้าแห้ว บอกให้เจ้าแห้วเตรียมชั่งยาและห่อยาตามคำสั่งของเขา เจ้าแห้วหยิบกระดาษสีน้ำตาลแผ่นหนึ่งวางลงบนโต๊ะแล้วเตรียมชั่งยาคือสมุนไพรที่วางอยู่บนชั้นเกลื่อนกลาด

"ยาทุกชนิดหนักอย่างละหนึ่งบาทเหมือนกัน" เสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"ครับ รับประทานอะไรบ้างครับ"

"รากไทร ใบมะขามแขก ข้าวเย็นหรือข้าวเย็นใต้ คำฝอย แกแล ยาดำ ดีปลี กระดูกควายเผือก ใบมะกา"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก รีบเดินเข้ามาเสี่ยหงวนแล้วกระซิบบอก

"รับประทาน ขืนให้ยาหม้อนี้ไป พ่อของคนไข้คงเอาปืนมายิงอาเสี่ยแน่ๆ"

"ทำไมวะ" อาเสี่ยถามเสียงกระซิบเช่นเดียวกัน

"ก็มันยาแก้โรคอย่างว่า รับประทานไม่ได้แก้โรคหัวใจนี่ครับ

"งั้นเรอะ ไม่รู้นี่หว่า กันจำมาจากสมุดยาไทยของอ้ายกร ไม่รู้หรอกว่าแก้โรคอะไร แกช่วยจัดยาให้หล่อนหน่อยซี ยาแก้โรคหัวใจน่ะ หล่อนไม่ได้เป็นอะไรหรอกเพียงแต่เป็นโรคหัวใจอ่อนเท่านั้น"

เจ้าแห้วเดินอมยิ้มกลับไปที่ชั้นวางขวดโหลยา หยิบยาเม็ดสีน้ำตาลปิดทองออกมาห่อรวม ๑๐ เม็ด แล้วเขียนฉลากหน้าห่อบอกชื่อยาน้ำกระสายยา เขียนเสร็จก็ส่งห่อยาให้กิมหงวน

"รับประทานอาเสี่ยช่วยอ่านทานดูหน่อยครับ"

เสี่ยหงวนรับห่อยามาจากเจ้าแห้ว มองดูลายมือตัวเกือบเท่าหม้อแกงและเขียนผิดๆถูกๆ เขาอ่านฉลากยาของเจ้าแห้วพลางหัวเราะหึๆ อ่านตามตัวสะกดการันต์ที่เจ้าแห้วเขียน

"ย่าลมบาดทะจิต แก้จุ๊กเน่น เจ็บน่าอก" แล้วอาเสี่ยก็หัวเราะก๊าก มองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน "แก้จุ๊กเน่น เจ็บหน้าอก ก๊อยาไหหลำซีโว้ย ยาดันใส่ไม้เอก จุกเขียนเป็นจุ๊ก แน่นเขียนเป็นเน่น ถ้าคนไข้รู้หนังสืออย่างงูๆปลาๆ ก็คงลำบากไม่น้อย" พูดจบกิมหงวนก็อ่านสลากยาต่อไป "น้ำสาวเข่ารือน้ำมะลิ ฮ่ะ ฮ่ะ ขืนสาวเข่าก็มีหวังปากเป็นครุฑ น้ำซาวข้าวโว้ย อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานนักเรียนประชาบาลอย่างผมเขียนได้แค่นี้ก็ดีแล้วนี่ครับ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะช้าๆ อ่านหน้าห่อยาต่อไป

"กินเช่าเย็นก่อนอาหัน ปู้โธ่ อ้ายแห้วเอ๊ย ไปเข้าโรงเรียนผู้ใหญ่เสียอีกทีเถอะวะจะได้เขียนหนังสือไทยได้ถูกต้อง"

"รับประทานภาษาไทยไม่สำคัญครับ สู้ภาษาอังกฤษไม่ได้ รับประทานคนเก่งภาษาไทยไม่ได้ช่วยให้ฐานะของงตนเองดีขึ้นเลย แต่เก่งภาษาอังกฤษก็ทำให้ก้าวหน้า อย่างน้อยพาฝรั่งเที่ยว เป็นคนขับรถฝรั่งเงินเดือนตั้งพัน เดี๋ยวนี้คนไทยเรากำลังฟิตภาษาอังกฤษครับ ไม่มีใครสนใจเรื่องภาษาไทย"

"เออ จริงของแกอ้ายแห้ว แม้แต่เด็กสาวตามบ้านนอกคอกนาที่เข้ามาอยู่ในกรุงพบกันก็ยังร้องไฮ หรือ เฮา อาร์ ยู ฟุดฟิดฟ.ไฟ ตกกระไดแขนหัก พูดผิดๆถูกๆ อีกหน่อยมันก็เก่งไปเอง ทหารอเมริกันเกลื่อนกรุงพาเด็กสาวไทยเที่ยวนั่งพลอดกันในโรงหนังเยอะแยะ พลีซ คิส มี อเกน ดาลิง ไอ เลิฟ ยู" แล้วเสี่ยหงวนก็ส่งห่อยาให้หญิงสาว "นี่คือยาหอมบาดทะจิต แก้จุกแน่น เจ็บหน้าอก ใช้กระสายน้ำซาวข้าวหรือน้ำดอกมะลิ กินเช้าเย็น ก่อนอาหารครั้งละเม็ด ยาหอมขนานนี้ ใช้กันมาตั้งแต่สมัยครั้งพระร่วงขุนรามคำแหง แก้โรคหัวใจ และโรคลมได้สารพัด เข้าเครื่องยาที่หาได้ยาก เป็นต้นว่า ไส้แมลงหวี่ ดีแมลงวัน หนวดเต่า เขากระต่าย น้ำลายยุง"

ดาวเรืองประนมมือไหว้เขา และรับห่อยามาจากอาเสี่ย

"ขอบคุณค่ะ คุณหมอ อ้า-หมอคนนั้นเป็นอะไรไปคะ นั่งคอง่อกแง่ก น้ำหมากไหลยืด"

อาเสี่ยหันไปมองดูนิกรและอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ได้เป็นอะไรหรอกหนู นอกจากยันหมากเพราะปูนมากไปหน่อย และหมากคงจะฝาดมาก"

หล่อนลุกขึ้นยืนและไหว้เสี่ยหงวนอีกครั้งหนึ่ง

"หนูกราบลาล่ะค่ะหมอ บางทีพ่อหนูอาจจะมาพบเพื่อขอบคุณหมอก็ได้"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม

"ยินดีต้อนรับพ่อหนูเสมอ แต่หนูอย่าไปเล่าให้ฟังนะว่าหมอขอร้องให้หนูถอดเสื้อออกเพื่อตรวจร่างกาย แล้วก็ถ้าเขาจะมาที่เรือเราก็ไม่ควรมีดาบหรือปืนติดตัวมา เพราะเรือลำนี้เป็นสถานพยาบาล ไม่มีนักเลงหรือพวกจิ๊กโก๋ พวกเราล้วนแต่เป็นหมอเป็นคนดีมีศีลธรรมทั้งนั้น"

เด็กสาวที่สวยสดเหมือนกับแตงร่มใบ หรือเหมือนกับดอกไม้ที่แรกแย้มอยู่ห่างไกลจากผึ้งภมรเดินก้มตัวออกไปจากห้องพยาบาล พอร่างของหล่อนลับตา เจ้าคุณปัจจนึกฯก็พาชายชราเจ้าของร่างผอมกะหร่องอายุ ๖๐ เศษ รุ่นราวคราวเดียวกับผู้ใหญ่เทิ้มคนหนึ่ง เดินเข้ามาในห้อง ชายผู้นี้แต่งกายแบบชาวสวนแต่สวมหมวกสานฟางเก่าๆ หลบหน้าลักษณะท่าทางเป็นคนซื่อและไร้การศึกษา กินหมากจนปากไหม้และฟันดำสนิท ซึ่งหมากและพลูนี่เองทำให้ฟันธรรมชาติของตาลุงคนนี้จึงอยู่ครบถ้วน

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯอุทาน "อ้ายกรหลับเสียแล้ว"

เจ้าแห้วตอบแทนเสี่ยหงวน

"รับประทานยันหมากครับ"

"ปลุกมันลุกขึ้นซี นายแจ่มเขามาขอให้ตรวจรักษาเขา เขามีศรัทธาในแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะ"

กิมหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนข้างนิกรเอื้อมมือหยิบแก้วน้ำเย็นที่วางอยู่บนชั้นขึ้นมาราดลงบนศีรษะเพื่อนเกลอของเขา นิกรตกใจสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงแล้วยิ้มให้เสี่ยหงวน พูดเสียงงัวเงียแบบคนตื่นนอน

"เรืออะไรมันแล่นผ่านมาวะ คลื่นแรงจัง สาดเข้ามาในห้องเปียกหมด"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"เรือแก้วยังไงล่ะ นั่น... คนไข้มาหาแกแล้ว"

นิกรอ้าปากหาวเสียงลั่นห้อง แล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับชายชราผู้มีนามว่าแจ่ม หรือพวกชาวสวนหนุ่มสาวเรียกเขาว่าลุงแจ่ม

"ว่าไงครับ ป่วยเป็นอะไร"

นายแจ่มยิ้มให้

"ผมมาขอยาคุณหมอครับ"

"ก็นั่นน่ะซี คุณน้าป่วยเป็นอะไรไปล่ะ"

"ไม่ได้ป่วยครับ" พูดจบชายชราก็ถอดหมวกออกแลเห็นศีรษะล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บ แบบเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ผมอยากได้ยาปลูกผมครับคุณหมอ ทาแล้วให้เส้นผมมันงอกออกมา หัวล้านกบาลเหน่งอย่างนี้ผมแย่ครับ ต้องใส่หมวกทั้งวันแม้กระทั่งเวลานอนหรือเข้าส้วมก็ต้องใส่ ถ้าถอดหมวกออก ใครเห็นเข้าเขาก็หัวเราะเยาะผมล้อเลียนผมต่างๆนานา ทำให้ผมช้ำใจ คุณหมอก็คงทราบดีแล้วว่าคนหัวล้านอัตคัดเส้นผมย่อมใจน้อย"

เสี่ยหงวนเผลอตัวหัวเราะก๊าก แต่แล้วก็หยุดหัวเราะทันทีทันควัน เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ใช้มือหยิกก้นตัวเองให้เจ็บเพราะกลัวจะหัวเราะออกมา นิกรกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด เขารู้ดีว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯกำลังยัวะ ถ้าเขาขืนหัวเราะออกมา เขาคงถูกท่านเตะแน่ๆ ท่านเจ้าคุณมองดูนายแจ่มอย่างเดือดดาล

"ปู้โธ่ นึกว่าเจ็บไข้ได้ป่วยอะไร ถ้ารู้ว่าแกหัวล้านเหมือนอย่างฉัน จ้างฉันก็ไม่พาแกเข้ามา"

นายแจ่มยกมือไหว้ปะหลกๆ

"อย่าโกรธ อย่าเคืองผมเลยครับ ท่านเป็นหมอใหญ่ประจำเรือลำนี้ก็น่าจะเห็นใจผมบ้าง ผมอยากจะได้ยาปลูกผมขอรับ"

"มันมีที่ไหนเล่า" เจ้าคุณฯปัจจนึกฯตวาด "ฉันหามาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ยังหาไม่ได้ เรื่องหัวล้านเป็นเรื่องรูปทำ นามทำโว้ยนายแจ่ม"

"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ผมป่วยเป็นไข้รากสาด พอหายป่วย ผมมันร่วงหัวโกร๋นแล้วล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บอย่างนี้ ประทานโทษ ศีรษะของท่านล้านมาแต่อ้อนแต่ออกหรือครับ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ใช่ ตอนนอนเบาะผ้าอ้อมมันกัด"

ท่านเจ้าคุณหันวับมาทางอาเสี่ย

"กัดหัวมึงน่ะซี ผ้าอ้อมบ้าบออะไรวะกัดได้"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"จริงๆนะครับ น้าชายของผมที่ตายไปนานแล้วก็ศีรษะล้าน เตี่ยผมเล่าให้ฟังว่านอนอยู่ในเบาะตอนเป็นเด็กแดงๆถูกผ้าอ้อมกัด"

ท่านเจ้าคุณจุปากจึ๊กจั๊ก แล้วผลุนผลัน เดินออกไปจากห้อง คราวนี้ นิกรกับกิมหงวนและเจ้าแห้ว ต่างหัวเราะงอหายไปตามกัน ส่วนนายแจ่มยืนหน้าซื่อ อยู่กลางห้อง แล้วนิกรก็กล่าวกับนายแจ่มผู้อัตคัดผม

"เคยลองใช้น้ำมันขี้ไก่หรือเปล่าล่ะคุณน้า"

"โอ๊ย ลองมาแล้วครับคุณหมอ เอาอุจจาระไก่มาเคี่ยวจนเป็นน้ำมันใส่กระปุกไว้แล้วทาศีรษะ พอแห้งก็ทาๆ แต่ก็ไม่เป็นผลครับ หัวผมเหม็นหึ่งไปหมด จนกระทั่งแม่อีหมามันไม่ยอมให้ผมนอนในมุ้งบอกว่าเหม็นน้ำมันขี้ไก่"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้ แล้วยกมือขวาตบแขนชายชราเบาๆ

"ไม่มีหมอคนใดที่จะช่วยรักษาคนหัวล้านให้มีผมดกได้หรอกครับ เพราะรากผมมันตายเสียแล้ว คุณน้าก็ไม่น่าจะสนใจในเรื่องนี้ปล่อยให้มันล้านต่อไปตามบุญตามกรรมเถอะครับ คนเราถ้าจิตใจบริสุทธิ์ ยึดมั่นในคุณงามความดีมีศีลธรรมแล้ว ถึงจะรูปชั่วตัวดำ หัวล้านกบาลใสก็ไม่แปลก ใครๆก็ต้องยกย่องนับถือเรา เชื่อผมเถอะครับคุณน้า"

ชายชรานิ่งอึ้งไปสักครู่

"จริงหรือครับคุณหมอ เป็นอันว่าผมจะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้เลิกวิ่งเต้นหายาปลูกผมกันที" แล้วนายแจ่มก็เปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน "ผมอยากทราบเหลือเกินครับคุณหมอว่า เมื่อชาติก่อนผมทำบาปกรรมอะไรไว้ชาตินี้ผมถึงหัวล้าน"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"คงจะเป็นเพราะชาติก่อนคุณน้าโกนหัวจะบวชแต่แล้วก็มีอุปสรรคหรือมีมารผจญบวชไม่ได้ หรือมิฉะนั้นชาติก่อนคุณน้าคงชอบเล่นเขกกบาลเพื่อนฝูง"

"นั่นน่ะซีครับเจ้าประคุณเอ๋ย เรื่องบาปกรรมนี่ ผมไม่คิดทำอีกแล้ว เอาล่ะครับคุณหมอผมกราบลาล่ะครับเพื่อเปิดโอกาสให้คนไข้อื่นๆ เขามารับการตรวจรักษา พวกคุณหมอมีจิตเมตตารักษาโรคให้พวกเราฟรี ขอให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆเถอะครับ" พูดจบนายแจ่มก็ยกมือไหว้เสี่ยหงวนกับนิกรแล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องปฐมพยาบาล

ดร.ดิเรกพรวดพราดเข้ามาในห้องในนาทีนั้นเอง

"อ้ายกร"

"หา"

"แย่แล้วโว้ยแก" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเร็วปรื๋อ "มีผู้หญิงกลางคนคนหนึ่ง ถูกญาตินำตัวมาที่นี่ บอกว่าผีเข้ามาหลายวันแล้ว"

นิกรสะดุ้งโหยง

"หา ผีเข้า..."

"ออไร๋ รูปร่างใหญ่โตและค่อนข้างอ้วนอายุราว ๔๐ ขวบ หล่อนบ้าคลั่งอาละวาด ถึงแม้พวกญาติเอามือไขว้หลังไว้หล่อนก็ยกเท้า เตะถีบใครต่อใครและถ่มน้ำลายรดร้องด่าให้ลั่นไปหมด กันเข้าใจว่าหล่อนเป็นโรคจิตไม่ใช่ผีเข้าหรอก"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"รับประทานผีเข้าจริงๆครับ ผมเคยเห็นคนถูกผีเข้ามาหลายคนแล้วมีอาการคล้ายกับคนบ้านี่แหละครับ รับประทานตามป่าดงหรือตามบ้านนอก เรือกสวนอย่างนี้ ผีปิศาจที่ท่องเที่ยวอยู่มักจะเข้าสิงใครง่ายๆ ส่วนมากจะเข้าสิงผู้หญิงซึ่งมีใจอ่อนไหว"

นิกรมองดูนายพลดิเรกแล้วฝืนยิ้ม

"แกรักษาหน่อยซีหมอ"

"โน-ไอเป็นแพทย์ปริญญาไม่ใช่หมอผี เจ้าของไข้เขาพาคนไข้มาพบหมอโบราณคือตัวแก เราประกาศไปแล้วว่าเรารับรักษาทางแผนโบราณ แก้กระทำคุณไสย ขับไล่ผี รดน้ำมนตร์สะเดาะเคราะห์ เราต้องทำตามที่เราโฆษณาทางเครื่องกระจายเสียง แกเตรียมตัวต้อนรับคนไข้ของแกได้ กันจะออกไปรับเข้ามาในห้องนี้"

เมื่อนายพลดิเรกเดินออกไปจากห้อง นิกรก็หันมาทางเสี่ยหงวนและเจ้าแห้ว

"แกสองคนต้องช่วยกันนะโว้ย ปล่อยกันไว้คนเดียวกันอาจจะถูกหล่อนฟัดตาย"

เจ้าแห้วพูดขึ้นอย่างหวาดหวั่น

"รับประทานเรื่องคนไข้รายนี้ โปรดอย่าให้ผมเกี่ยวข้องด้วยเลยครับ รับประทานผมขอเรียนอย่างเปิดอก ผีกับผมไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้ครับ ผมกับผีเป็นศัตรูกันตลอดชาติ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมออกไปอยู่ข้างนอกล่ะครับ ได้เวลาที่ผมจะต้องเตรียมหุงหาอาหารเย็นไว้ให้พวกเจ้านายแล้ว"

แล้วเจ้าแห้วก็ผลุนผลันเดินออกไปจากห้องปฐมพยาบาลด้วยความรักตัวกลัวผี หลังจากนั้นสักครู่ พลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ช่วยกันหลอกล่อคนไข้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเข้ามาในห้องปฐมพยาบาล ความจริงหล่อนยังสวย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ใบหน้ามีเสน่ห์ แต่อาการป่วยของหล่อนทำให้หน้าตาของหล่อนเคร่งเครียดบึ้งตึง นัยน์ตาวาวโรจน์ เหมือนสัตว์ป่ากิริยาท่าทางแข็งกร้าว อย่างไรก็ตาม เชือกที่ผูกมัดข้อมือคนไข้นั้น ศาสตราจารย์ดิเรกได้แก้ออกแล้ว เพราะเห็นว่าทรมานคนไข้ ขณะนี้พวกญาติของคนไข้สามสี่คนได้รอคอยอยู่นอกห้องด้วยความห่วงใยและสงสารคนไข้ ซึ่งเขาแน่ใจว่าถูกผีตายโหงเข้าสิง

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวกับนิกรเบาๆ

"เราพาคนไข้มามอบให้แก รับไว้รักษาซี หล่อนชื่อสายหยุด อายุ ๓๙ ปี เป็นแม่หม้ายผัวตาย ขณะนี้เป็นเจ้าของสวนสี่ขนัดซึ่งเป็นมรดกของผัว พี่ชายของหล่อนบอกว่าถูกผีตายโหงเข้าสิงมาในราว ๑๐ วัน"

นิกรฝืนใจพยักหน้ารับทราบ พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแกต้องพยายามช่วยตัวเองนะอ้ายกร กันกับดิเรกและคุณอาไม่มีความรู้ในเรื่องขับไล่ภูตผีปิศาจ"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นบ้าง

"กันก็เหมือนกันกันไปละโว้ย" แล้วอาเสี่ยก็รีบเดินออกไปจากห้อง

คนไข้ซึ่งอยู่ในสภาพคล้ายกับคนไข้โรคจิตเดินวนเวียนไปมารอบๆห้องโดยไม่สนใจกับใคร ดร.ดิเรกกับพลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆล่าถอยออกไปนอกห้อง สายหยุด แม่หม้ายทรงเครื่องหรือกระดังงาลนไฟนุ่งสะแล็คสีกรมท่า สวมเสื้อคอฮาไวสีเหลือง เสื้อของหล่อนเปรอะเปื้อนสกปรกเพราะไม่ได้เปลี่ยนหลายวันแล้ว เนื่องจากไม่ยอมเปลี่ยน ผมเผ้าของหล่อนรุงรัง ที่คอมีด้ายสายสิญจน์เส้นเบ้อเริ่มคล้องคอ และข้อมือข้างซ้ายก็มีด้ายสายสิญจน์ผูก

หล่อนชำเลืองมองดูนิกร แล้วเดินไปปิดประตูใส่กลอนทำให้หมอกรอกสั่นขวัญแขวน สายหยุดหันมาจ้องตาเขม็งมองดูหน้านิกรราวกับว่าเขาเป็นศัตรูของหล่อนมาแต่ชาติก่อน

"มึงน่ะเรอะ จะปราบกู" หล่อนถามเสียงห้าวๆ เป็นเสียงผู้ชาย

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เส้นผมบนศีรษะตั้งชันแล้วค่อยๆราบลงมา ใบหน้าของหมอกรซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ ขาทั้งสองข้างสั่นผั่บๆ

"อ๋อย...นะมะพะธะ...นะไม่หลอก โมหลอก...เอ๊ย...ไม่หลอก อิติปิโสภควา"

คนไข้หัวเราะก้าก ท่าทางของหล่อนเหมือนกับผู้ชายอกสามศอก ไม่ได้มีกิริยามารยาทของลูกผู้หญิงปนอยู่เลย

"อย่าสวดคาถาเลยโว้ย ผีชั้นกูเป็นยอดผีตายโหง เล่นงานหมอผีชั้นดีตายมาหลายคนแล้ว กูนี่แหละโว้ย อ้ายพุด มหาอุด เสือร้ายบางชะลูดเมื่อ ๓๐ ปีก่อน กูถูกพวกอำเภอเขายิงกูตายในงานวัดช่องลม ฮ่ะ ฮ่ะ เสร็จกูแน่อ้ายหนู กูจะบีบคอมึงให้ตายคามือ"

นิกรถอยหลังกรูด

"พี่พุด อย่าทำผมเลยครับ แล้วผมจะทำบุญกรวดน้ำไปให้"

"กูไม่อยากกินของมึง อาหารที่เมืองนรก ล้วนแต่อาหารดีๆทั้งนั้น ยมบาลท่านปรับปรุงพัฒนานรกใหม่แล้วมึงรู้ไหม อาหารเช้า ขนมปัง ไข่ดาว หมูแฮม สะเต๊กและกาแฟ อาหารกลางวัน ขนมจีบซาลาเปา และอาหารว่างอีกหลายอย่างที่กินกับน้ำชา อาหารบ่ายแซนวิชน้ำชาถ้าหน้าร้อนตอนนี้ก็ข้าวแช่ อาหารค่ำเป็นอาหารไทยสลับอาหารจีนคนละวัน ตอนสี่ทุ่มมีซัปเป้อรอีกมื้อหนึ่งเป็นพิเศษ มึงใส่บาตรไปให้กูก็ไม่เห็นมีอะไร อย่างดีก็ไข่ดาวหนึ่งใบ กล้วยหอมหนึ่งลูก"

แม่ม่ายสายหยุด แยกเขี้ยวยิงฟันเดินหรี่เข้ามาหา นิกรวิ่งจู๊ดไปที่ประตู ถอดกลอนประตูออก สายหยุดวิ่งตามไป กระชากแขนนิกรเหวี่ยงเขากระเด็นไปฟุบข้างเตียงตรวจโรค นิกรลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อสายหยุดปรี่เข้ามาหาเขา นิกรก็จำเป็นต้องต่อสู้ป้องกันตัว หลับหูหลับตาเหวี่ยงหมัดสวิงขวาไปเต็มเหนี่ยวถูกใบหน้าซีกซ้ายของคนไข้ดังฉาด

แต่สายหยุดมิได้สะดุ้งสะเทือนเลย หล่อนยกมือซ้ายลูบแก้มซ้ายของหล่อนแล้วเค้นหัวเราะทำหน้าแสยะน่ากลัว

"เจ็บๆ คันๆ เหมือนมดกัดโว้ย ชกแรงๆซีอ้ายหนู จะชกหรือจะเตะก็ตามใจ"

หมอกรอกสั่นขวัญแขวน ล่าถอยไปรอบๆ พอจะวิ่งหนีออกไปจากห้อง คนไข้ก็ยืนขวางกางกั้นประตูไว้ กิริยาท่าทางของหล่อนน่ากลัวยิ่งกว่านางนาคพระโขนงหลายเท่า เมื่อสายหยุดเดินรี่เข้ามา นิกรก็กัดฟันยกเท้าขวาเตะหล่อนเต็มแรง คนไข้ผีสิงยกท่อนแขนซ้ายขึ้นรับพร้อมกับสืบเท้าเข้ามาชกสวนด้วยหมัดตรงขวา

"กร๊อบ"

กำปั้นไม่มีรูของคนไข้กระแทกถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของหมอกรอย่างจัง ทำให้คุณหมอเซถลาร่อนออกไปเหมือนกับนกปีกหักล้มลงนั่งพับเพียบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"อ้ายหนู" สายหยุดพูดเสียงหัวเราะ "สู้กับผีน่ะ ไม่มีทางหรอกโว้ย กูอาศัยอยู่ในร่างของอีสายหยุด ต่อให้มึงเตะต่อย ทุบถองอย่างไร ก็ไม่เป็นไร ฮ่า ฮ่ะ กูคืออดีตนักมวยสวนสนุกโว้ย เคยปราบนักมวยชั้นดีมาหลายคนแล้ว กูแพ้แต้ม สมาน ดิลกวิลาศ เพียงคนเดียวเท่านั้น ลุกขึ้นมาอ้ายหนู"

นิกรคลานไปหยิบไม้ท่อนสี่เหลี่ยมดุ้นหนึ่งแล้วลุกขึ้นแม่ม่ายสายหยุดเดินรี่เข้ามาในท่าทางดุร้าย นิกรยกไม้หวดลงกลางศีรษะหล่อนเต็มเหนี่ยว แต่แทนที่คนไข้จะได้รับความเจ็บปวดหรือบาดแผล หล่อนกลับหัวเราะชอบใจ และกระโจนเข้ากอดปล้ำนิกรอุตลุด

เสียงตึงตังโครมครามดังได้ยินออกไปนอกห้องพล กิมหงวน ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและพวกญาติของคนไข้ต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน

"ช่วยด้วย โอ๊ย...ช่วยด้วย" นิกรร้องตะโกนลั่น

ก่อนที่พลจะวิ่งเข้าไปในห้องปฐมพยาบาลทุกคนก็ยืนตะลึงไปตามกันเมื่อแลเห็นคนไข้ฉุดกระชากลากนิกรออกมาจากห้องแล้วใช้กำลังอันมหาศาลยกตัวนิกรชูขึ้นเหนือศีรษะ

นิกรดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร สายหยุดพาเขามาทางกราบขวาของเรือแล้วทุ่มนิกรลงไปในคลอง

"ตูม"

พวกชาวสวนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ ต่างร้องตะโกนบอกกันให้รู้ว่า ผีนายพุดที่เข้าสิงสายหยุดได้อาละวาดจับหมอผีทุ่มลงไปในคลอง ตอนนี้เองนายพลดิเรกต้องแสดงความสามารถของเขาในด้านวิชาการแพทย์ เขาแกล้งหัวเราะลั่นและกล่าวขึ้นดังๆ

"สมน้ำหน้ามัน มันไม่รู้จักฝีมือพี่พุด มหาอุด ฮ่ะ ฮ่ะ หมอผีกลายเป็นลูกหมาตกน้ำแล้วโว้ย ปลาเดี๋ยวหางกระเบนพันแข้งขาจมน้ำตายแน่"

คราวนี้ สายหยุดมองดู ดร.ดิเรกด้วยความพอใจแล้วเดินเข้ามาหา

"น้องชายเป็นหมอสมัยใหม่ใช่ไหม"

นายพลดิเรกชักสะบัดร้อนสะบัดหนาวแต่ก็ทำใจดีสู้เสือ

"ใช่ครับ ผมไม่ใช่หมอผีหรอกนะครับพี่พุด ผมเป็นหมอรักษาโรค เรื่องผีผมไม่เกี่ยว อ้า-พี่พุดแน่จริงๆครับ เรี่ยวแรงราวกับช้างสาร"

สายหยุดยกแขนขึ้นในท่าเบ่งกล้ามเนื้อ เหมือนพวกนักกล้ามทั้งๆที่หล่อนไม่มีกล้ามเลย

"พูดแล้วจะหาว่าคุย เรี่ยวแรงของพี่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ก็เห็นจะพอๆกับซิยินกุ้ย ตายเป็นผีตายโหง ยิ่งแข็งแรงขึ้น พี่อาจจะจับตัวน้องชายเหวี่ยงขึ้นไปบนบกอย่างง่ายดาย"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าเลยครับ พี่พุดให้ผมเอาเชือกผูกมัดข้อมือพี่ทั้งสองข้าง แล้วพี่ใช้พลังอันมหาศาลของพี่กระชากเชือกให้ขาดได้ไหมครับ"

แม่ม่ายทรงเครื่องหัวเราะก้าก

"หวานเลยอ้ายน้องชาย เอาซี เอาเชือกมามัดพี่จะแสดงให้ดู ใครๆจะได้รู้ว่าไม่มีหมอผีคนไหนที่จะมาขับไล่อ้ายพุดให้ออกไปจากร่างอีสายหยุดได้หรอก ข้าจะสิงอยู่ในร่างของมันจนกว่ามันจะตาย อย่างช้า อีกห้าหกวันอีสายหยุดก็ตายแน่ พ่อมันเคยเป็นเพื่อนร่วมสาบานของข้าแต่มันทรยศหักหลังข้า มันไปกระซิบบอกพวกอำเภอ ให้ไปล้อมจับข้าในงานวัดช่องลม ซึ่งข้าก็ได้ยิงต่อสู้กับนายอำเภอจนกระทั่งข้าถูกเขายิงตาย เมื่ออ้ายสอนตายไปเมืองผีก็ไม่ได้พบกับข้า เพราะเมืองนรกมันกว้างใหญ่ ผีนรกยั้วเยี้ยไปหมด ข้าจึงเข้าสิงลูกสาวของอ้ายสอน ตั้งใจจะเข้าอ้ายเสริมพี่ชายอีสายหยุดก็เข้าไม่ได้ เพราะไม่มีทางเข้า"

นายพลดิเรกเดินเข้าไปหาญาติของสายหยุดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ แล้วขอเชือกขอเชือกที่ผูกมัดสายหยุดมาจากบ้าน เขากลับมาหาสายหยุดแล้วยกมือไหว้หล่อน

"พี่พุดแสดงความแข็งแรงของพี่ให้ผม และพวกเราได้ชมเป็นขวัญตาหน่อยนะครับ"

สายหยุดแม่ม่ายทรงเครื่องยื่นมือทั้งสองข้างให้โดยดี

"เอาเลยน้องชาย ผูกข้อมือข้าให้แน่นกี่เงื่อนก็ได้ ข้าสลัดทีเดียวเชือกเส้นนี้ก็จะขาดออกจากกัน"

ศาสตราจารย์ดิเรก ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า เขามีโอกาสหยุดยั้งความดุร้ายของสายหยุดได้แล้ว เขารีบผูกข้อมือสายหยุดทั้งสองข้างและไขว้เชือกระหว่างข้อมือผูกเป็นเงื่อนจนแน่น เชือกไนลอนเส้นนี้ถึงมีขนาดเล็กแต่ก็เหนียวแน่นมาก ถึงจะมีเรี่ยวแรงมากมายอย่างไรก็ดึงไม่ขาด

พอผูกข้อมือแม่ม่ายทรงเครื่องเสร็จเรียบร้อย ศาสตราจารย์ดิเรกก็พยักหน้าให้คนไข้

"เอาซีครับพี่พุด แสดงให้ดูหน่อย"

สายหยุดแสยะยิ้มและเชื่อมั่นในตัวเอง หล่อนออกกำลังเต็มที่ดึงมือทั้งสองข้างเพื่อที่จะให้เชือกที่ผูกมัดข้อมือขาดแต่มันเป็นไปไม่ได้ เทื่อเชือกไม่ขาด สายหยุดก็เริ่มอาละวาดแบบบ้าคลั่งไล่เตะและ ถีบใครต่อใครวุ่นไปหมด

นายพลดิเรกร้องบอกพวกญาติของคนไข้

"ช่วยกันจับไว้ซีครับ หล่อนเป็นโรคจิตชนิดบ้าคลั่งหมดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไม่ใช่ถูกผีเข้า เร็ว-ช่วยกันจับไว้อย่าให้อาละวาด"

พวกญาติพี่น้องของคนไข้ต่างเฮโลเข้ามาจับคนไข้ไว้ สายหยุดร้องตะโกนด่าและถ่มน้ำลายรด

"เอายังไงต่อไปล่ะครับคุณหมอ" ทิดเสริมพี่ชายของสายหยุดกล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกอย่างละล่ำละลัก

"เอาตัวขึ้นไปบ้านและผูกมัดไว้ให้แข็งแรง ถ้าหากว่าดิ้นหลุดจากเชือก ความบ้าคลั่งจะทำให้ฆ่าคนได้ ผมรับรองว่าคุณสายหยุดไม่ได้ถูกผีเข้า แต่เป็นโรคจิต พรุ่งนี้ผมจะพาไปส่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเพื่อให้แพทย์รับตัวไว้รักษา"

แม่ม่ายทรงเครื่องดิ้นรนและร้องตะโกนลั่น

"กูไม่บ้า มึงนั่นแหละบ้า กูคืออ้ายพุด มหาอุดอดีตดาวร้ายบางชะลูด ปล่อยกู"

พวกญาติของคนไข้ต่างช่วยกันฉุดกระชากลากตัวสายหยุดขึ้นไปจากเรือ "กินนอน" บรรดาชาวสวนทั้งหลายวิพากษ์วิจารณ์กันจ้อกแจ้กจอแจ ต่างก็ยังเชื่อมั่นว่าผีนายพุดเข้าสิงสายหยุด ผู้ใหญ่เทิ้มได้อธิบายให้เพื่อนชาวสวนของเขาฟังว่า สายหยุดเป็นบ้าและจะต้องไปป่วยอยยู่ที่โรงพยาบาลหลังคาแดงที่ปากคลองสาน

ในเวลาเดียวกันนี้เองนิกรหมอโบราณซึ่งลอยคออยู่ในน้ำเกาะกราบขวาของเรืออยู่เป็นเวลาเกือบ ๕ นาที ได้ป่ายปีนขึ้นมาบนเรือท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของพล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก เจ้าแห้วกับนายเกลี้ยงโผล่ออกมาทางท้ายเรือแลเห็นเข้าก็หัวเราะงอหายไปตามกัน ร่างของนิกรเปียกโชกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

"เป็นยังไงหมอ" เจ้าคุณปัจจนึกฯถามพลางหัวเราะพลาง

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"แย่น่ะซีครับ ถ้าคนไข้ทุ่มผมลงไปโดนตอแหลมๆ ผมก็คงเท่งทึงแล้ว ห่างจากตอใต้น้ำเพียงคืบเดียวเท่านั้น"

นายพลดิเรกหัวเราะลั่น

"คนไข้ของแกถูกคุมตัวกลับไปบ้านแล้ว โน่นยังไงล่ะไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียซี สารรูปของแกตอนนี้ไม่ผิดอะไรกับลูกหมาตกน้ำ"

นิกรบ่นพึมพำแล้วเดินเลี่ยงไปทางท้ายเรือ ขณะนี้มีกระทาชายวัยกลางคนคนหนึ่งได้พาตัวเดินข้ามสะพานไม้จากตลิ่งลงมาที่เรือ "กินนอน" เขาเป็นชายหนุ่มอายุไม่เกิน ๓๐ ปี แต่งกายแบบชาวสวน แต่เสื้อกางเกงของเขามีโคลนเปื้อนหลายแห่งเพราะเขาเพิ่งเสร็จจากงานสวนของเขา ชายหนุ่มผู้นี้ท่าทางสุภาพนอบน้อม ใบหน้ายิ้มละไมตามแบบของชาวสวนทั้งหลายซึ่งล้วนแต่มีฐานะมีอันจะกินเพราะมีผลไม้ต่างๆเก็บขายได้ตลอดปี ชาวสวนจึงมีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างสุขสบายและหลายคนที่มีฐานะอยู่ในระดับเศรษฐี

หนุ่มใหญ่ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ประนมมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับศาสตราจารย์ดิเรก แล้วหันมาไหว้พลกับเสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับคุณหมอใหญ่และคุณหมอเล็ก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"เธอเข้าใจว่าใครเป็นหมอใหญ่"

"ก็ท่านน่ะซีครับ"

"รู้ได้อย่างไร"

"วัยของท่านและสง่าราศีบอกให้ผมรู้ครับ อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ย หน้าตาบอกว่าเป็นผู้มีบุญวาสนา หัวล้านเหน่งแบบนี้ ใครๆก็รู้ว่าเป็นคนใหญ่คนโตครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"เธอป่วยเป็นอะไรล่ะ ลุกขึ้นพูดกันเถอะ ไม่ต้องนั่งประนมมืออย่างนี้ เธอกับฉันก็มีความเป็นคนเหมือนๆกัน แล้วก็ถ้าเธอพินอบพิเทาแบบนี้ก็เท่ากับเธอสอนให้คนเบ่ง นึกว่าตัวเป็นเทวดา"

เจ้าหนุ่มใหญ่เจ้าของร่างสูงโปร่งค่อยๆลุกขึ้นแต่ก็ยังมีท่าทางนอบน้อมเจียมตัวนั่นเอง เสี่ยหงวนสบตากับเขาก็กล่าวว่า

"วางมือไว้ข้างๆขาของคุณตามสบาย ไม่ต้องกุมสะดือหรอกครับ หรือกลัวลมเข้าท้อง"

คนไข้สะดุ้งเล็กน้อยรีบปล่อยมือที่ประสานกันเหนือสะดือของเขาออกทันทีแล้วเขาก็กล่าวกับเสี่ยหงวน

"ผมถูกศัตรูของผมมันปล่อยคุณมาเข้าท้องผมครับ"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"หมายความว่าเขาเสกโอ่งน้ำหรือเสกรถยนต์เสกตู้โต๊ะให้เป็นปรมาณูแล้วดีดมาเข้าท้องคุณ ด้วยเวทมนต์ทางไสยศาสตร์ยังงั้นหรือ"

"คงเป็นเช่นนั้นแหละครับ แต่คงไม่ใช่รถยนต์ โอ่งน้ำ หรือตู้โต๊ะ แน่ๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นครกตำน้ำพริกสักใบหรือม่ายก็เนื้อเค็มชิ้นใหญ่ๆสักชิ้นครับ"

"ดร.ดิเรก ทำหน้าฉงน มองดูคนไข้อย่างแปลกใจ

"คุณชื่ออะไรน้องชาย"

"ชื่อเพราะครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะ

"ก็นั่นน่ะซี ชื่ออะไรล่ะ"

"ก็เพราะยังไงล่ะครับ" ผม...ทิดเพราะ พุ่มพวงครับ"

นายพลดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"คุณแน่ใจหรือว่าคุณถูกเขาปล่อยคุณเข้าท้องคุณ"

แทนคำตอบ ทิดเพราะได้ดึงชายเสื้อแบบกุยเฮงคอกลมสีดำขึ้น และเลื่อนขอบกางเกงลง เพื่อให้ศาสตราจารย์ดิเรกกับพล กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นบริเวณท้องของเขาซึ่งยื่นออกมาผิดปกติ

"โอ้โฮ" อาเสี่ยร้องลั่น "นี่คุณท้องหกเดือนกว่าแล้วนี่ อีกสองสามเดือนก็คลอดแล้ว"

ทิดเพราะทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ไม่ได้ท้องครับ ผมสาบานได้ ผมยังเป็นโสดนะครับ ยังไม่เคยมีเมียหรือยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งคนใดเลย"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"คุณอาจจะลืมตัวไปก็ได้เวลาที่คุณเมาเหล้า"

"ไม่ครับ เหล้ายาปลาปิ้งผมไม่เคยกินหรอกครับ ถามพวกชาวสวนดูก็ได้ เรื่องอบายมุขผมไม่เอาครับ ถามพวกชาวสวนดูก็ได้ เรื่องอบายมุขผมไม่เอาครับ ผมช่วยพ่อผมทำสวนอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่ได้เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมากับเขา ปู่ผมเคยสอนผมว่าถ้าเราต้องการเป็นเจ้าของสวนของเราตลอดไปก็ต้องละเว้นสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร คุณหมอกรุณาช่วยตรวจและเอาของที่อยู่ในท้องผมออกมาหน่อยเถอะครับ มันทรมานผมเหลือเกิน"

อาเสี่ยหันมายิ้มให้ ดร.ดิเรก

"ว่ายังไงหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยักไหล่ แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ซอรี่ ไอเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ไอช่วยอะไรไม่ได้ เรื่องนี้ต้องให้หมอกรเขาตรวจรักษา"

ทิดเพราะกล่าวขึ้นทันที

"แล้วคุณหมอกรอยู่ไหนล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้ไปทางท้ายเรือ

"โน่น เดินมาพอดี"

ทุกคนต่างพากันมองดูนิกรอย่างขบขัน เขาสวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้ม เชิ้ทฮาไวลวดลายทันสมัยสีฟ้าอ่อน เขาอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว พลกล่าวกับนิกรทันที

"เร็วหน่อยโว้ยหมอกร คนไข้คนนี้ถูกคุณ มีคนเสกอะไรเข้าท้องเขา ทำให้ท้องป่องยื่นออกมาผิดปกติ"

นิกรหยุดยืนเผชิญหน้าคนไข้ และยกมือรับไหว้อย่างยิ้มแย้ม

"ผมชื่อทิดเพราะครับ คุณหมอกรุณาช่วยผมเถอะครับ ผมมีอริกับพวกท้ายสวน มันจ้างอาจารย์ไสยศาสตร์ปล่อยคุณมาเข้าท้องผมทำให้ผมท้องป่องมาเกือบสองเดือนแล้ว ถึงไม่เจ็บปวดแต่ก็อึดอัดเต็มทนครับ"

นิกรนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"เปิดท้องให้ผมดูซิ"

คนไข้ปฏิบัติตามคำสั่ง

"ว้า" นิกรคราง "สะดือคุณจุ่นด้วย เมื่อเด็กๆคงจะร้องไห้มาก" แล้วนิกรก็เลื่อนตัวเข้ามายกมือขวาลูบคลำท้องของคนไข้ คราวนี้ใบหน้าของหมอกรก็เคร่งเครียดผิดปกติ เขาจุปากเบาๆ แล้วกล่าวว่า "นี่ถ้าคุณมาพบผมช้ากว่านี้สักสามสี่วัน คุณต้องตายแน่ๆ คุณรู้ไหมว่าอะไรอยู่ในท้องคุณ"

ทิดเพราะหน้าซีดเผือด

"ไม่ทราบครับ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ครกตำน้ำพริกหนึ่งใบ และอาจจะมีสากอยู่ด้วยแต่ไม่แน่ เพราะผมคลำพบแต่ครกเท่านั้น"

"โอ๊ย คุณหมอต้องช่วยผมนะครับ คุณหมอจะเรียกร้องเงินทองหรือเงินค่ายกครูเท่าใด ผมยินดีจะกราบเท้าให้คุณหมอ ขอให้ช่วยเอามันออกมาเถอะครับ"

"ผมช่วยคุณแน่ และผมจะไม่เรียกร้องเงินทองจากคุณเลย เรือของเราเป็นสถานพยาบาลเคลื่อนที่รับตรวจโรคและรักษาฟรี พวกเราทำงานเพื่อการกุศลช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ป่วยไข้โดยไม่เลือกชาติศาสนา หรือชั้นวรรณะ เชิญเข้าไปในห้องเถอะคุณ รับรองว่า ๑๐ นาทีนี้ ผมจะเอาครกออกจากท้องคุณให้ได้"

นายเพราะยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ถ้ามีวัสดุอื่นนอกจากครก ก็ช่วยกรุณาเอาออกมาให้หมดทุกรายการนะครับคุณหมอ"

"ได้ๆๆ ผมเคยช่วยมาเยอะแยะ บางคนมีเนื้อเค็ม มีปลาสลิด กะปิทั้งอ่าง แล้วก็ผักตำลึงผักบุ้งเป็นกำๆ ผักกระถิน ผักกระเฉด หัวปลี หน่อไม้เป็นหัวๆ พอผมเรียกออกมาคนไข้เอาไปตั้งร้านแผงลอยขายที่ตลาดได้เลย เชิญครับ หมอบริการรวดเร็วทันใจ ไม่คิดค่าตรวจรักษาและค่ายา รักษาได้ทั้งเด็กผู้ใหญ่ผู้หญิงผู้ชายและคนแก่"

นิกรพาคนไข้เข้าไปในห้องปฐมพยาบาล ศาสตราจารย์ดิเรกกับพล กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามเข้าไปด้วย หมอพาคนไข้ไปนอนที่เตียงตรวจโรคผ่าตัด หรือทำการปฐมพยาบาล

นายพลดิเรก พล กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามายืนรวมกลุ่มอยู่หน้าเตียงมองดูนิกรทำพิธีร่ายเวทวิทยา เขาทรุดตัวนั่งขัดสมาธิบนเตียงคนไข้ หลับตาประนมมือ ว่าคาถาทำปากหมุบหมิบ เก๊กหน้าให้สมกับที่เขาเป็นหมอโบราณชั้นดี สักครู่เขาก็ลืมตาขึ้นยกมือขวาดึงชายเสื้อของคนไข้ขึ้นไปจนเห็นส่วนท้องและสะดือ ต่อจากนั้นนิกรก็ลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นยาโบราณของเขาหยิบซองสีขาวซองหนึ่งเดินกลับมานั่งบนเก้าอี้ ข้างเตียงนอนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ภายในห้องเงียบกริบได้ยินแต่เสียงนิกรสวดมนต์หรือว่าคาถาเบาๆ

"โอม สวาหะ จะเป็นครกหรือสัมภาระ ของเล็กของใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ในท้องคนไข้กู นะโมตัสสะ ภควโตจงออกมาอย่านิ่งอยู่ในท้อง ด้วยเดชะเวทวิเศษอาจารย์ทองของตูข้าออกมาๆ อย่าช้าไว โอม...เพี้ยง"

แล้วนิกรก็เทผงสีขาวในซองลงบนท้องนายเพราะทำให้นายเพราะแปลกใจไม่น้อย

"คุณหมอเอายาโรยสะดือผมหรือครับ"

นิกรชักฉิว

"อย่าสู่รู้หน่อยเลยน่า เดี๋ยวเขกกบาลแตก โตจนเป็นควายแล้วจะเอายาโรยสะดือหาหอกอะไร คุณนอนเฉยๆ ไม่ต้องพูด ประเดี๋ยวผมปล่อยให้ตายห่าเลย พับผ่า"

คนไข้นอนทำตาปริบๆ นิกรคลี่ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ออกแล้วคลุมท้องคนไข้ เขายื่นมือทั้งสองเข้าไปในผ้า พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องตาเขม็งมองดูนิกรด้วยความสนใจไม่น้อย

ในที่สุด ทุกคนก็ได้ยินเสียงนายเพราะร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด

"โอ๊ย คุณหมอ..."

นิกรจุปาก

"ทนหน่อยคุณ ออกมาหนึ่งชิ้นแล้ว" พูดจบเขาก็ดึงไม้ตีพริกขนาดย่อมออกมาจากใต้ผ้าขนหนูผืนนั้นท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้ที่แลเห็น

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นดังๆ

"มายก๊อด อิท อิส วันเด้อรฟุล"

หมอกรโยนไม้ตีพริกลงบนพื้นห้องดังโครมหวุดหวิดจะถูกเท้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเขาก็ล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปใต้ผ้าขนหนู

"รู้สึกปวดบ้างหรือยังคุณเพราะ"

"ยังครับ แต่ชักมีลมเบ่งบ้างแล้วครับ"

"อ๊ะๆ อย่านะ อย่าปล่อยออกมา เรื่องของคุณไม่เกี่ยวกับลมเบ่งของที่จะออกจากท้องคุณเป็นเรื่องความศักดิ์สิทธิ์แห่งเวทมนตร์ของผม"

คนไข้ขมวดคิ้วนิ่วหน้าและบิดตัวร้องครางขึ้น

"โอ๊ย...ท้องผมจะแตกแล้ว"

นิกรยิ้มเล็กน้อย เขาดึงครกหินใบหนึ่งออกมาจากใต้ผ้าขนหนูที่คลุมท้องทิดเพราะ พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันด้วยความประหลาดมหัศจรรย์ใจยิ่ง

"เป็นไปได้หรือนี่" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงหนักๆ

นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างภาคภูมิ

"เป็นไปแล้วครับ" แล้วเขาก็โยนครกหินลงบนพื้นเรือเสียงดังลั่น ต่อจากนั้นเขาก็ดึงผ้าขนหนูที่คลุมท้องคนไข้ออก ยกฝ่ามือตีท้องทิดเพราะดังปุ "เห็นไหมครับคุณพ่อ ท้องทิดเพราะแห้งแล้ว"

เจ้าหนุ่มชาวสวนลุกขึ้นนั่งพับเพียบและกราบลงบนตักนิกร

"ผมขอบพระคุณอย่างยิ่งเชียวครับที่คุณหมอกรุณาช่วยชีวิตผม ผมจะไม่ลืมพระเดชพระคุณของคุณหมอเลย ครกกับสากนี่ขอให้ผมเอาไปเก็บไว้เป็นที่ระลึกนะครับ"

นิกรยิ้มแป้น

"เอาไปเถอะคุณ หรือจะให้ผมเสกมันปล่อยไปเข้าท้องศัตรูของคุณก็ได้ แต่ว่าถ้าคุณจะล้างแค้นผมคิดว่าเอาโอ่งน้ำใบใหญ่ๆดีกว่า มันจะได้เดินไม่ถนัด"

คนไข้หัวเราะชอบใจ

"ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคนไหนเป็นศัตรูของผม แล้วก็ผมไม่อยากอาฆาตพยาบาทจองเวรกับใครหรอกครับ อ้า-ผมลาละครับคุณหมอ จะรีบเอาครกกับสากไปให้พ่อแกดูพ่อแกจะได้สบายใจ"

คืนนั้นมีการฉายภาพยนต์กลางแจ้ง และแจกยาประจำบ้านหลายขนานและตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น เรือ "กินนอน" ก็อำลาบางชะลูดเดินทางกลับรับคนไข้ติดเรือมาด้วยหนึ่งคน คือแม่ม่ายสายหยุดซึ่งป่วยเป็นโรคจิตอย่างร้ายแรง มีญาติของหล่อนติดตามมาด้วยสองคน

เมื่อเรือกลับลำ เดินทางมาบางชะลูด พวกชาวสวนสองฟากฝั่งคลองก็ไชโยโห่ร้องลั่น และอวยชัยให้พรคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างจริงใจ

อวสาน