พล นิกร กิมหงวน 083 : ที.โอ.แก๊ส (เล่ม ๓)

เจ้าหนุ่มคนเมืองสั่นศีรษะ

"นายเขาห้ามไม่ให้พูดกับพวกคุณ"

"เป็นบ้าไปได้ แกอย่าเห็นคนต่างชาติดีกว่าคนไทยด้วยกันซีโว้ย ความผิดของแกน่ะถึงถูกยิงเป้าเชียวนะเพื่อน แต่ถ้าแกช่วยเหลือพวกเรา ปล่อยพวกเราหนีไปแกก็จะพ้นผิด"

คนยามของพวกแดงไม่ยอมพูดอะไรอีก ปล่อยให้นิกรพูดพล่ามอยู่คนเดียว ในที่สุดนิกรก็อ่อนใจคลานกลับมาหาเพื่อนเกลอและพ่อตาของเขา ดร.ดิเรกทำหน้าเบ้ ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไม่มีหวัง" เขาพูดแผ่วเบา "พวกเราคงถูกส่งตัวไปประเทศของมันแน่นอน ก่อนรุ่งสว่างอาจจะมีเครื่องบินมารับเราก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย ท่านชำเลืองมองดูคนยามเสียก่อนจึงกระซิบกระซาบกับสี่สหายว่า

"ตราบใดที่ยังมีหายใจอยู่ เราก็ไม่ควรสิ้นความหวัง" แล้วท่านก็หันมาพยักหน้ากับนายพัชราภรณ์ "เอายังไงดีวะพล แกเป็นคนฉลาดช่วยออกอุบายที่แยบคายหน่อยซี"

พลนิ่งคิดสักครู่ก็กล่าวกับกิมหงวนและนิกรด้วยเสียงกระซิบ

"เอายังงี้เถอะวะ แกสองคนทำเป็นโต้เถียงทะเลาะกัน แล้วเกิดเตะปากกันขึ้นอุตลุด ยามมันจะได้เข้ามาห้าม"

นิกรสะดุ้งโหยง

"เอากันจริงๆ หรือ"

พลว่า "ต้องเอาจริงๆ ล่อกันให้ปากคอแตกไปเลย กันกับดิเรกจะทำเป็นห้ามไม่อยู่ ยามมันจะต้องไขกุญแจเปิดประตูห้องเข้ามา เท่านี้เองเราก็ช่วยกันเก็บมันเสีย"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เออ-เข้าทีโว้ย มีหวังหนีได้แน่ๆ กันจะยอมเจ็บตัวเพื่อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพของพวกเรา"

นิกรมองดูหน้ากิมหงวนแล้วพูดเสียงละห้อย

"รูปร่างแกได้เปรียบกันนี่หว่า ถ้าเป็นนักมวยกันก็รุ่นไลท์เวท แกมิดเดิลเวทมันคนละขนาด น้ำหนักเบากว่ามาก แขนแกข้างหนึ่งยาวตั้ง ๕ วา"

กิมหงวนจุ๊ปาก "เถอะน่า ไม่ถึงตายหรอกวะ กันจะไม่ใช้ตีนหรือเข่า แต่ว่าเราต้องชกกันจริงๆ นึกว่าเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติก่อน"

ดร.ดิเรกมองดูยามซึ่งกำลังลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปนอกห้องเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ แล้วเขาก็กล่าวกับนิกรและกิมหงวน

"ความคิดของเจ้าพลแยบคายมาก ลงมือได้แล้ว เริ่มทะเลาะกันเสียก่อนจะได้มีเหตุผล เวลาตะลุมบอนกันอย่าออมมือให้กันเป็นอันขาด"

กิมหงวนยื่นมือให้นิกรจับแล้วกล่าวว่า

"อโหสิให้กันนะเพื่อน มันเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่เราจะได้อิสรภาพ ถ้าบังเอิญกันชกแกตาย ก็อย่าอาฆาตพยาบาทกันเลย"

นิกรอ้าปากหวอ

"อย่าพูดยังงี้ซีโว้ย ชักใจไม่ดีเสียแล้ว"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พอยามเดินเข้ามา กิมหงวนก็ยกมือชี้หน้านิกร

"มึงทีเดียว ทำให้พวกเราหลงกลอ้ายแก่หมอนวด เสือกรบเร้าอ้อนวอนไปเที่ยวซ่องผู้หญิง ในที่สุดก็ถูกจับ"

นิกรทำตาเขียวเข้าใส่

"แกเสือกตามมาทำไมล่ะ อย่ามาต่อว่านะโว้ย เดี๋ยวพ่อถีบเอาง่ายๆ นะจะบอกให้"

กิมหงวนแกล้งทำเป็นโกรธจนตัวสั่น

"มึงอย่าเอาสำนวนพวกลาดยาวมาพูดหน่อยเลยวะ กล้าดีถีบซี ตัวโตกว่าลูกหมานิดเดียว ใครจะไปกลัวใคร ถุย "

นิกรขบกรามกรอด

"ถุยรดหัวใคร อ้ายหงวน"

"ถุยรดกระบาลแกนั่นแหละจะทำไม"

นายจอมทะเล้นยกเท้าขวาถีบเสี่ยหงวนทันที อาเสี่ยแยกเขี้ยวถีบตอบ ต่างคนต่างถีบกันอุตลุดจนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบบอกลูกเขยของท่าน

"ลุกขึ้นชกกันเสียทีซีโว้ย ถีบกันไปถีบกันมาตั้งหลายทีแล้ว"

นิกรผลุนผลันลุกขึ้นใช้เท้าขวาเตะถูกใบหน้าเสี่ยหงวนดังฉาด ทำให้เสี่ยมันงง หูอื้อ นัยน์ตาพร่าพราว ถึงกับสะบัดหน้าเร่าๆ นิกรพยักหน้าเรียกกิมหงวน

"มา ลุกขึ้นมาอ้ายหงวน แกกับกันอย่าอยู่ร่วมโลกกันเลยวะ"

ปากอาเสี่ยปลิ้นเหมือนครุฑเพราะถูกเท้านิกรอย่างจัง กิมหงวนนัยน์ตาวาวโรจน์เหมือนสัตว์ป่า เขามองดูนิกรราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ปราดเข้าตะลุมบอนนิกรทันที แล้วแหกปากเอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายกร มึงเตะปากกู มึงต้องตาย"

สองสหายปะทะกันอย่างดุเดือด ทั้งหมัดเข่าศอกและเท้าประเคนเข้าหากัน นิกรล่าถอยไปรอบๆ ห้องในวิธีสู้พลางถอยพลาง บางทีก็ใช้เท้าถีบกิมหงวนไว้ ซึ่งทำให้เสี่ยหงวนโมโหโกรธาอย่างยิ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและ ดร.ดิเรก ผุดลุกขึ้นยืน ท่านเจ้าคุณวิ่งมาทางประตูห้องขัง ส่วนพลกับนายแพทย์หนุ่มเข้าห้าม แต่อาเสี่ยกับนิกรไม่ฟังเสียง ชกและเตะคนห้ามล้มลุกคลุกคลาน

ท่านเจ้าคุณกล่าวกับคนยามอย่างละล่ำละลัก

"ช่วยหน่อยซียาม มันเกิดบ้าขึ้นมาฟัดกันเอง"

คนยามนิ่งเฉย จ้องมองดูมวยนอกเวทีด้วยความสนใจ ดร.ดิเรกกับพลเลี่ยงไปยืนมุมห้องทำเป็นไม่กล้าห้าม สองสหายยืนแลกหมัดกันอย่างน่าดูแล้วกอดปล้ำกัน ดร.ดิเรกร้องบอกคนยามเสียงลั่น

"เฮ้ มาห้ามซีโว้ย ยาม"

เจ้าหนุ่มชาวพื้นเมืองสั่นศีรษะแล้วหัวเราะหึๆ

"ห้ามทำไมครับ ซัดกันยังน่าดูกว่ามวยบนเวทีเป็นไหนๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"แกไม่เข้าห้าม อ้ายคนเล็กกว่าก็ตายเท่านั้น เห็นไหมล่ะอ้ายคนโตมันชกเอาๆ ไขกุญแจเข้าซี่"

คนยามอมยิ้ม

"กุญแจผมมีเมื่อไรล่ะครับ นายเขาเก็บไว้"

คำพูดของคนยามประโยคนี้ กิมหงวนกับนิกรได้ยินถนัด สองสหายต่างเงื้อหมัดค้างแล้วลดมือลง หันไปมองดูคนยามอย่างเดือดดาล อาเสี่ยพูดเสียหอบแฮ่กๆ

"แล้วทำไมทีแรกไม่บอกให้รู้ล่ะโว้ย ว่าแกไม่มีกุญแจ"

คนยามหัวเราะงอหาย

"ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องบอกคุณนี่ครับ ฮ่ะ ฮ่ะ ถึงผมมีกุญแจผมก็ไม่ยอมเปิดห้องขัง ยังงี้มันลูกไม้ตื้นๆ นี่ครับ ผมเคยดูหนังเกี่ยวกับเรื่องนักโทษมาแล้ว แกล้งต่อยกันหลอกให้ผู้คุมไขกุญแจห้องขังแล้วช่วยกันซ้อมผู้คุม คุณสองคนชกกันดุเดือดก็จริง แต่กำหมัดหลวมๆ และชกคร่อมหมด ผมเป็นนักมวยมองดูแพล็บเดียวผมก็รู้ชกกันไม่จริง"

ทุกคนเงียบกริบยิ้มแหยๆ ไปตามกัน กิมหงวนหันมามองดูนิกรแล้วพูดเสียงหนักๆ

"เสือกกำหมัดไม่แน่น ยามเลยรู้"

คนยามพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณก็กำหมัดไม่แน่นเหมือนกัน ตีศอกก็เสือกตีที่ไหล่ทั้งสองข้าง ทำไมไม่ตีที่หน้าละครับ"

"ตีหน้าเพื่อนอั๊วก็หน้าแตกซีโว้ย ช่างสังเกตดีนัก แกว่าแกเป็นนักมวยลองชกกันไหมล่ะ เปิดประตูเข้ามาซี"

คนยามหัวเราะลั่น

"ผมไม่สู้คุณหรอก อย่าหลอกให้ผมเข้าไปให้พวกคุณกระทืบเลย" พูดแล้วคนยามก็เดินเตร่ออกไปทางเฉลียงหน้าตึก

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันแล้วถอนใจเฮือกใหญ่ ทั้ง ๕ คนทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องตามเดิม นิกรบ่นพึมพำที่ถูกอาเสี่ยชกจังๆ หลายที คณะพรรคสี่สหายได้ปรึกษากันในเรื่องที่จะหลบหนี เจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้ความเห็นแยบคายว่า

"เราคนใดคนหนึ่งต้องพยายามหนีไปให้ได้ เพื่อไปนำกำลังทหารมาทลายรังคอมมิวนิสต์ที่นี่และมาช่วยพวกเรา"

"หนีไปทางไหนล่ะครับ เครื่องมืองัดแงะก็ไม่มี"

เจ้าคุณมองไปที่ห้องน้ำและห้องส้วมขนาดกระเป๋าซึ่งอยู่ด้านหลังสุดของห้องขังนี้

"หนีออกทางห้องส้วม"

"ว้า " อาเสี่ยคราง "ก๊อเหม็นแย่น่ะซีครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ แล้วพูดเบาๆ

"ไม่ใช่มุดลงไปในโถส้วมโว้ย ห้องส้วมน่ะมีหน้าต่างใส่ลูกกรงเหล็กและเมื่อปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่างก็ถึงเพดานพอดี หาอะไรงัดแงะเพดานออกสักสามแผ่น แล้วปีนขึ้นไปบนหลังคาค่อยๆ รื้อแผ่นกระเบื้องออกพาปีนออกไปนอกหลังคา กระเบื้องมุงหลังคานี้เป็นกระเบื้องลูกฟูกแผ่นใหญ่ เท่าที่สังเกตดูตอนที่พวกคอมมิวนิสต์มันพาเรามาที่ตึกคุมขังนี้"

อาเสี่ยว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กครับ เพราะคนที่พยามยามจะหลบหนีไปมีหวังถูกยิงตาย ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจะชี้แจงให้ฟัง อุปสรรคขั้นแรกก็คือยามหน้าห้องขัง ซึ่งมันรู้แล้วว่าพวกเรามี ๔ คนด้วยกัน หายไปคนหนึ่งมันก็สงสัย"

"อ้าว " เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "ถ้ามันถามเราก็บอกว่าเข้าไปอึในส้วมน่ะซี"

กิมหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"แต่ถ้าหายเข้าไปในห้องน้ำนานเกินควร ยามมันก็อาจจะคิดว่าพยายามหลบหนี มันจะลงไปดูข้างล่างทางหลังตึก พอแลเห็นยงโย่ยงหยกอยู่บนหลังคา มันก็จะยิงด้วยปืนกลมือม่องเท่งไปเท่านั้นเอง การงัดแงะไม้เพดานออกทีละแผ่นจะต้องค่อยๆ ทำไม่ให้เกิดเสียงดังจึงต้องใช้เวลานานมาก ผมกะว่าอย่างขี้หมูขี้หมาก็จะต้องครึ่งชั่วโมงกว่าจะปีนหลังคาหนีไปได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังอย่างสนใจ

"อือ เหตุผลของแกน่าฟังมาก อ้ายหงวน จริงโว้ย ต้องใช้เวลานานสักหน่อย ยามมันต้องสงสัยออกไปดูทางหลังตึกมีหวังเน่า"

"โน" ดร.ดิเรกขัดขึ้นเบาๆ "เราต้องหาวิธีตบตายามซีครับ คุณพ่อ โน่น เครื่องนอนของเรามันจัดให้ มีเสื่อและมุ้งหมอนผ้าห่มนอนและผ้าเช็ดตัวคนละผืน เราต้องทำหุ่นหลอกยามให้เข้าใจผิดคิดว่าคนนอนอยู่ เท่านี้พวกเราคนใดคนหนึ่งก็จะหนีไปได้ ในห้องขังนี่ก็มีแสงไฟฟ้ารุ่บหรู่เต็มทน"

คราวนี้ทุกคนเห็นพ้องต้องตามความเห็นของนายแพทย์หนุ่ม เสี่ยหงวนล่วงกระเป๋ากางเกงหยิบพวงกุญแจออกมา ซึ่งพวงกุญแจนี้มีมีดพับขนาดกลางอยู่หนึ่งเล่ม พร้อมด้วยเครื่องเปิดจุกขวด เหล็กไขควงและเครื่องเปิดกระป๋อง พวกคอมมิวนิสต์ไม่ได้ยึดเอาไปเพราะเห็นว่าเป็นของใช้ส่วนตัว อาเสี่ยชูมืออวดเพื่อนๆ แล้วกล่าวว่า

"มีดเล่มนี้มีเครื่องมือพอที่จะถอนตาปูฝ้าเพดานห้องส้วมได้ แต่ว่าใครล่ะจะทำหน้าที่วีรบุรุษ"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"กันก็ได้ แต่กันไม่เอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"พูดภาษาตวักตะบวยอะไรวะฟังยากเต็มทน อย่ามัวพูดเล่นอยู่เลย เอายังงี้ก็แล้วกัน พวกแกคนใดคนหนึ่งในสี่คนนี้จะเป็นผู้เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตหลบหนีไป สำหรับฉันแก่แล้วต้องขอตัว แต่จะเป็นกรรมการให้พวกแกจับสลากด้วยวิธีนึกนิ้วแกสี่คนจะต้องจับนิ้วมือฉันคนละนิ้ว ฉันกระดิกนิ้วไหน คนนั้นก็จะต้องทำหน้าที่เป็นวีรบุรุษ"

พลยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ดีทีเดียวครับ อย่างนี้ยุติธรรมดีมาก เอาครับ ลงมือจับนิ้วคุณอากัน เร็วๆ เถอะครับยามมันเดินเข้ามามันจะสงสัย"

ท่านเจ้าคุณมองผ่านซี่ลูกกรงห้องขังออกไปทางหน้าตึก ท่านไม่เห็นตัวคนยามแต่ได้ยินเสียงอัมเพลงแบบชาวเหนือเบาๆ ท่านหันหน้ามองไปทางส่วนลึกของห้องขัง แล้วยื่นมือซ้ายให้สี่สหายแต่หดนิ้วหัวแม่มือซ่อนไว้หนึ่งนิ้ว

"เอา จับนิ้วโว้ย"

พล นิกร กิมหงวนและ ดร.ดิเรกต่างเลือกจับนิ้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนละนิ้ว เมื่อท่านเจ้าคุณรู้สึกว่าทุกคนจังนิ้วท่านเรียบร้อยแล้ว

ท่านก็กระดิกนิ้วชี้ทันที

"อ้ายกร" พล กิมหงวน และนายแพทย์หนุ่มร้องขึ้นพร้อมๆ กันด้วยเสียงอันดังแล้วหัวเราะลั่น

นิกรหน้าซีดเหมือนไก่ฟัก ทำหน้าเหยเกเหมือนกับจะร้องไห้

"ว้า ทำไมซวยยังงี้วะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"พ่อไม่รู้ว่าแกจับนิ้วชี้หรอก กระดิกส่งเดชไปยังงั้นเอง อย่านึกว่าเป็นเรื่องซวยเลยวะ อิสรภาพของพวกเราอยู่ที่ความสามารถของแก ขอให้โชคดีเถิด"

นิกรว่า "ผมมองไม่เห็นเลยว่าผมจะกลับเข้าไปในเมืองได้ ถ้าไม่ถูกอ้ายพวกนี้ยิงตาย เสือก็คงคาบผมไปกินหรือม่ายก็ถูกช้างป่ากระทืบตาย"

พลหัวเราะหึๆ "ป่าแถวนี้ไม่ใช่ป่าทึบหรือดงดิบ ไม่มีสัตว์ร้ายหรอก"

เสี่ยหงวนปลดมีดพับออกจากพวงกุญแจแล้วส่งให้นายจอมทะเล้น

"เอ้า นี่เครื่องมือสำหรับแกงัดเพดาน"

นิกรรับมีพับสปริงเล่มนั้นมาถือไว้แล้วทำตาปริบๆ มองดูพ่อตาของเขา

"นึกนิ้วอีกหนไม่ได้หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"หนเดียวพอแล้ว" พูดจบท่านก็กล่าวกับทุกๆ คน "ไปปูเสื่อเตรียมนอนกันเถอะโว้ย จะได้ช่วยกันทำหุ่นหลอกยามให้มันเข้าใจผิดคิดว่าอ้ายกรนอนอยู่กับพวกเรา"

เวลาผ่านพ้นไปอีกในราว ๑๕ นาที

ยามประจำห้องขังเดินกลับเข้ามาในห้องและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าห้องขัง เขามองผ่านลูกกรงเหล็กเข้ามาในห้องแลเห็น พล กิมหงวน ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นอนห่มผ้าเบียดเสียดกันและสนทนากันเงียบๆ ส่วนหุ่นที่ใช้แทนตัวนิกรนั้นนอนระหว่างพลกับกิมหงวน ผ้าห่มผืนใหญ่ทำให้มองเหมือนคนนอนคลุมโปง เจ้าหนุ่มผู้เป็นยามไม่ได้สงสัยหรือเฉลียวใจอะไร เขานั่งกระดิกเท้าร้องเพลงเบาๆ

ขณะนั้น นิกรได้คลานสี่ตีนอกมาจากห้องน้ำ เสี่ยหงวนแลเห็นก็ใจหายวาบ โบกมือนิกรให้รีบเข้าไปในห้องน้ำเพราะกลัวคนยามจะแลเห็น แต่นิกรคงคลานกระดุ้บเข้ามาหาแล้วแทรกกลางระหว่างพลกับหุ่นตัวนั้น รีบดึงผ้าห่มคลุมตัวเขาอย่างรวดเร็ว

"เสือกออกมาทำไม" พลกระซิบถาม

นิกรฝืนยิ้ม "กันเปิดไม้ฝ้าเพดานและถอดกระเบื้องหลังคาออกได้แล้ว"

"แล้วทำไมไม่ไป"

นิกรถอนหายใจเบาๆ

"กันโผล่หลังคามองไปรอบๆ มันวังเวงน่ากลัวจังว่ะ เลยปีนย้อนกลับลงมา อ้า กันจะเก็บยามหน้าห้องขังเสียดีไหมแล้วเปิดประตูห้องขังรับพวกเราไปด้วยกัน"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงกระซิบเช่นเดียวกัน

"ก็ยามมันบอกว่ากุญแจไม่ได้อยู่ที่มัน"

"มันโกหกเราน่าซี ธรรมดาคนยามก็ต้องมีกุญแจไขห้องขังแต่ว่าถึงมันไม่มีกุญแจกันเอาลวดไขก็ได้ เรื่องสะเดาะกุญแจกันชำนาญ คุณพ่ออยู่ไหนล่ะ อ้อ นอนหัวเหน่งอยู่นั่นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือขวาข้ามตัวพลเขกกบาลนิกรเสียงดังโป๊ก นายจอมทะเล้นสูดปากเบาๆ แล้วยกมือคลำศีรษะ ดร.ดิเรกเงยหน้าขึ้นมองดูยามซึ่งนั่งหันหลังให้ห้องขังและทำท่าเหมือนกับจะสัปหงก เนื่องจากความเงียบและอากาศกำลังเย็นจัด

"กันจะปีนหลังคาออกไปเดี๋ยวนี้ และจะเก็บคนยามให้ได้" เขากระซิบกับ ดร.ดิเรก "เตรียมตัวนะพวกเรา ปืนกลของยามจะช่วยบุกเบิกทางให้เรา อีกสักครู่คงได้บุกแหลก ชักตื่นเต้นเสียแล้วละซี"

กิมหงวนยกเข่ากระทุ้งนิกรดังอั้ก

"ไปเสียทีอ้ายเวร พูดมากเกินไปเสียแล้ว"

นิกรยกมือปิดปากหัวเราะ

"พูดกระซิบสนุกดีว่ะ อยู่บ้านเวลานอนกันชอบพูดกระซิบกับประไพเสมอ ใครมีบุหรี่ขอมวนเถอะ ดูดบุหรี่ให้สบายใจเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล กิมหงวนและ ดร.ดิเรกต่างร้องขึ้นพร้อมๆ กันด้วยเสียงอันดัง

"ปู้โธ่โว้ย"

นิกรสงบปากทันที เขานอนนิ่งเฉยอยู่สักครู่แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นเดินจรดปลายเท้าเข้าไปในห้องน้ำ โดยที่คนยามไม่สนใจ พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความห่วงใยนิกรอย่างยิ่ง ต่างคนต่างลุกขึ้นนั่ง ปล่อยให้หุ่นนอนคลุมโปงอยู่ตามลำพัง

คนยามนั่งสัปหงกอยู่แล้ว ปืนกลมือสะพายอยู่บนบ่าซ้าย เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย มีเสียงวัตถุหนักๆ หล่นลงไปจากหลังคาดังตุ้บ แล้วก็มีเสียงร้องโอ๊ยเบาๆ หลังจากนั้นในราว ๔ นาที ทุกคนที่อยู่ในห้องขังก็สะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง เมื่อแลเห็นนิกรถือท่อนไม้ขนาดใหญ่และยาวประมาณหนึ่งเมตรท่อนหนึ่งเดินย่องเข้ามาทางด้านขวาของผู้คุม มือทั้งสองของนิกรจับท่อนไม้กระชับมั่น สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แทบจะไม่ยอมหายใจเพราะกลัวผู้คุมจะลืมตาขึ้นมาเห็นเข้า

ในที่สุดนายจอมทะเล้นก็เข้ามาหยุดยืนข้างผู้คุม แล้วหันมายิ้มให้พรรคพวกของเขาซึ่งอยู่ในห้องขัง

"ตีซี" พลพูดโดยไม่ออกเสียง

นิกรยกฝ่ามือข้างซ้ายตบศีรษะคนยามค่อนข้างแรง แล้วตวาดลั่น

"เฮ้ย"

คนยามสะดุ้งสุดตัว ตกใจตื่นลืมตาโพลง ทันใดนั้นเองนิกรก็ยกมือขวาที่ถือท่อนไม้นั้นขึ้นเหนือศีรษะ แล้วประเคนลงกลางกบาลคนยามผู้น่าสงสารเต็มแรง

"โพละ"

ไม้แข็งกว่าศีรษะมากจึงทำให้ศีรษะแตก คนยามทำคอย่นสะลึมสะลือ นัยน์ตาเหล่ไปเหล่มาและแล้วเขาก็พลัดตกจากเก้าอี้ลงมานอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นหน้าห้องขังสิ้นสติสมประดี นิกรโยนไม้ทิ้งดังโครม รีบทรุดตัวลงนั่งข้างคนยาม ปลดปืนกลออกมาก่อนแล้วค้นหาลูกกุญแจตามกระเป๋าเสื้อกางเกงคนยาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล กิมหงวนและ ดร.ดิเรกต่างตื่นเต้นยินดีในวีรกรรมของนิกรเหลือที่จะกล่าว ทั้งสี่คนรีบลุกขึ้นวิ่งมาที่ประตูห้องขัง

"แกแน่มาก อ้ายกร" กิมหงวนกล่าวชมเชยอย่างจริงใจ "เร็วโว้ย ค้นดูให้ดี"

นายจอมทะเล้นหยิบพวงกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายของคนยามชูอวดเพื่อนๆ แล้วผิวปากหวือ

"นี่ไงวะ ลูกกุญแจ"

ดร.ดิเรกแลเห็นคนยามกระดุกกระดิก ก็รีบบอกนิกร

"เฮ้ มันฟื้นแล้ว"

นิกรหยิบปืนกลเข้ามาถือ แล้วยกปืนกระแทกศีรษะตอนหน้าผากของคนยามค่อนข้างแรง เจ้าหมอนั่นดิ้นพราดเหมือนปลาช่อนถูกทุบหัว นิกรขยับพานท้ายปืนตั้งใจจะตีซ้ำ แต่พอเห็นคนยามสงบเงียบเขาก็ลุกขึ้นยืนสะพายปืนกลมือไว้บนบ่าซ้าย รีบไขกุญแจดอกใหญ่ออกทันที

พอนิกรเปิดประตูห้องขังออก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล กิมหงวนและ ดร.ดิเรกก็รีบออกจากห้องขังโดยเร็ว

"อย่าชักช้า" พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ "รีบไปให้พ้นจากบริเวณนี้โดยเร็วที่สุด ส่งปืนกลมือให้กันเถอะวะ อ้ายกร"

นิกรปลดปืนกลมือลงจากบ่าส่งให้นายพัชราภรณ์ ครั้นแล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันออกไปทางระเบียงหน้าตึกคุมขังแล้วลงบันไดไป

ความมืดและความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่ว พระจันทร์ซ่อนอยู่ในกลุ่มเมฆอันหนาทึบ ทำให้เห็นขุนเขาแลทมึน ทั้ง ๕ คนหยุดยืนรวมกลุ่มกันภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วปรึกษาหารือกัน ดร.ดิเรกกล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเป็นหัวหน้าเถอะ แกพาพวกเราหนีไปได้อย่างไรก็สุดแล้วแต่ความคิดของแก"

พลยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"กันยอมรับว่าหนักใจมาก พวกเราเหมือนกับคนตาบอดไม่รู้ลู่ทางอะไรเลย แต่เราจะต้องหนีออกไปจากรังคอมมิวนิสต์นี้ให้ได้ และนำกองทหารมาปราบอ้ายพวกเหล่าร้ายนี้ให้ราบคาบไป ลงไปที่เชิงเขาเถอะพวกเรา เราต้องขโมยรถยนต์มันให้ได้สักคันหนึ่ง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเคลื่อนที่อย่างระมัดระวังตัว ขณะนี้หมู่เมฆที่ปิดบังดวงจันทร์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่ว เมื่อลงมาถึงเชิงเขาอาเสี่ยก็มองดูดวงจันทร์อันแจ่มกระจ่างแล้วมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอามีผ้าเช็ดหน้ามาหรือเปล่า"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า "มี"

"เอามาคลุมศีรษะเสียเถอะครับ เดือนหงายอย่างนี้ศีรษะคุณอาสะท้อนแสงอยู่ไกลๆ ก็มองเห็นถนัด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"จริงครับ คุณพ่อผมจะเตือนแล้วก็กลัวคุณพ่อจะโกรธผม ศีรษะคุณพ่อเป็นมันแผล็บเห็นถนัดเลย โพกหัวเสียเถอะครับ"

เจ้าคุณว่า "ผ้าเช็ดหน้าสีมันขาว มองแลเห็นแต่ไกลเหมือนกัน"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"ไม่ครับ สีขาวก็จริงแต่ไม่เป็นมันและไม่มีแสงสะท้อน เชื่อผมเถอะครับ เอาผ้าโพกศีรษะเสียจะได้ปลอดภัย ปล่อยไว้ยังงี้ยามมันเห็นวูบวาบมันยิงหัวล้านแตกแล้วจะว่าผมไม่บอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากหมุบหมิบ แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาคลี่ออก ยกขึ้นคลุมศีรษะผูกชายไว้ข้างหลัง

"ยังงี้เอาหรือยังล่ะ" ท่านถามสองสหายอย่างเคืองๆ

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ใช้ได้ครับ"

นิกรเดินอ้อมไปดูข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวขึ้น

"ส่วนท้ายทอยผ้าปิดไม่หมดยังเห็นเป็นมันแผล็บอีกนิดหน่อย แต่ว่า เอาละครับดีกว่าไม่ได้โพกผ้า"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คอมมิวนิสต์หนุ่มคนหนึ่งเปลี่ยนยามที่ตึกคุมขังตามหน้าที่ของเขา แต่เมื่อไปถึงตึกหลังนั้น เขาก็แลเห็นเพื่อนของเขานอนสิ้นสติอยู่หน้าห้อง ประตูห้องขังเปิดกว้างทั้งสองบาน ดร.ดิเรกกับคณะหายไปแล้วและยึดเอาปืนกลมือของยามไปด้วย เจ้าหนุ่มคอมมิวนิสต์รีบวิ่งไปยังเรือนพักของชาติ เดชาทันทีเพื่อรายงานให้เขาทราบ

รองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ตกใจมาก เขาคว้าปืนกลมือลงมาจากบ้านพักของเขารุดเข้าพบหัวหน้าใหญ่แจ้งเรื่อง ดร.ดิเรกและคณะหลบหนีไปจากที่คุมขัง ศาสตราจารย์สตินลา หัวหน้าคอมมิวนิสต์แห่งจังหวัดเชียงใหม่ ออกคำสั่งแก่ผู้ช่วยของเขาทันที

"พยายามจับเป็นให้ได้คุณชาติ ระดมพวกเรากระจายกำลังกันไปให้ทั่วไร่ ไปเถอะ ผมจะเปิดสัญญาณอันตรายเดี๋ยวนี้"

ท่ามกลางความสงบเงียบในตอนดึก เสียงสัญญาณไซเร้นท์ก็ดังครวญครางขึ้นก้องบริเวณไร่ยาสูบและไร่พืชของพ่อเลี้ยงอินทร์ บรรดาพลพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งกำลังนอนหลับอย่างสบายอยู่ในที่พักของเขา ต่างตกใจตื่นลุกขึ้นจากที่นอน คว้าปืนคู่มือวิ่งออกมาจากที่พัก

ขณะนี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังพากันเดินมาที่โรงเก็บรถยนต์ ด้วยความหวังที่จะขโมยรถยนต์เพื่อใช้เป็นพาหนะเดินทางหลบหนีไปจากรังคอมมิวนิสต์นี้ เมื่อเสียงไซเร้นท์ดังครวญครางขึ้น ทั้ง ๕ คนก็วิ่งตื๋อเข้าไปหลบซ่อนตัวในละเมาะแห่งหนึ่งด้านหลังโรงรถยนต์

"ตายละวะ "เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "มันรู้แล้วว่าพวกเราหลบหนี ทำยังไงดีโว้ย"

พลมองดูพลพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งกำลังวิ่งพล่านกระจายกำลังกันไปทั่ว ส่วนมากมีปืนกลมือเป็นอาวุธและถือไฟฉายฉายกราดไปมาตามที่รกร้าง ชาติ เดชาสั่งงานอย่างรวดเร็วฉับพลัน สั่งให้ควบคุมโรงรถและกำลังส่วนหนึ่งไปดักทางประตูเข้าไร่

แล้วพลก็กระซิบกระซาบกับพลพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าเรารวมกลุ่มกันอยู่อย่างนี้ เราก็คงถูกจับหรือถูกยิงตายหมด ถึงมีปืนกลมืออยู่หนึ่งกระบอกก็มีกระสุนเพียงแม็คกาซีนเดียวเท่านั้น"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ แล้วจะเอายังไงดี"

พลถอนหายใจหนักๆ เขาปล่อยให้พลพรรคคอมมิวนิสต์สองคนผ่านไปก่อน จึงพูดต่อไป

"ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแยกทางกัน คือแยกกันจากกลุ่มและต่างคนต่างพยายามหาทางหลบหนีไป"

นิกรหน้าเสีย

"แยกกัน"

"ถูกแล้ว"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย"

พลว่า "แต่คราวคับขันที่เกิดขึ้นแก่เราในขณะนี้มันตรงกันข้ามกับที่แกพูดเสียแล้ว"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"หมายความว่า รวมกันเราแหลก ถ้าแยกเรารอดยังงั้นหรือ"

"เป็นความจริง" แล้วพลก็ส่งปืนกลมือให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาแก่แล้ว ผมขอมอบปืนกระบอกนี้ให้คุณอาไว้ใช้ป้องกันตัว เป็นอันว่าพวกเรามีแต่มือเปล่า ทุกคนพยายามหลบหนีไปให้ได้ ใครพลาดท่าถูกจับหรือถูกยิงตายก็เป็นเรื่องเคราะห์กรรมของคนนั้น เตรียมตัวแยกกันโว้ยพวกเรา"

อาเสี่ยว่า "จับมือร่ำลากันเสียก่อนดีไหม"

"ออไร๋ ออไร๋ กู๊ดบาย แอนด์ กู๊ดลัค"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสัมผัสมือกันโดยทั่วหน้ากัน ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ จิตใจเต้นระทึกไปตามกัน นิกรมีมีดสปริงอยู่ในมือหนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นมีดของเสี่ยหงวนนั่นเอง พลกล่าวกับทุกๆ คนอีกครั้งหนึ่ง

"แยกย้ายกันไปเถอะพวกเรา คุณอาไปก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนกลในท่าเตรียมยิงเดินออกไปจากที่ซ่อน และวิ่งก้นกระเพื่อมไปยังต้นไม้ต้นหนึ่ง ต่อจากนั้น พล นิกร กิมหงวนและ ดร.ดิเรกก็แยกย้ายกันไปคนละทาง ซึ่งตามเวลาดังกล่าวนี้หน่วยใต้ดินของพวกคอมมิวนิสต์ ๕๐ คนกำลังกระจายกำลังค้นหา ดร.ดิเรกกับคณะ

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ดร.ดิเรกถือไม้ดุ้นหนึ่งวิ่งเหยาะๆ ตรงไปที่รั้วลวดหนาม ซึ่งกั้นอาณาเขตของไร่พ่อเลี้ยงอินทร์ ไฟฉายดวงหนึ่งฉายกราดมายังร่างของเขา นายแพทย์หนุ่มล้มตัวลงนอนทันที แว่นสายตาสั้นที่สวมอยู่หลุดกระเด็น

พลพรรคคอมมิวนิสต์ ๒ คน ถือปืนกลมือวิ่งเข้ามาหยุดยืนข้าง ดร.ดิเรก แล้วยกปืนจ้อง นายแพทย์หนุ่มไม่มีแว่นก็เหมือนกับคนตาบอด เขาลุกนั่งคุกเข่าล้วงกระเป๋าหยิบไม้ขีดไฟออกมาจุด แล้วมองหาแว่นสายตาของเขา เจ้าหนุ่มคอมมิวนิสต์คนหนึ่งก้มลงหยิบแว่นสายตากรอบทองส่งให้ ดร.ดิเรกโดยดี

ดร.ดิเรกยิ้มให้เจ้าหมอนั่น

"หนีไปซี ไม่ต้องห่วงกันหรอก"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะหึๆ

"ผมอยู่ที่นี่ คุณหมอจะให้ผมหนีไปไหนล่ะครับ"

ดร.ดิเรกสะดุ้งโหยง สวมแว่นตาเสร็จเรียบร้อย ก็ลุกขึ้นยืนมองดูหน้าคอมมิวนิสต์หนุ่มทั้งสอง แล้วเขาก็ชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ

"ออไร๋ ไอยอมจำนนแล้ว นี่ถ้าแว่นตาไอไม่หลุด ไอสู้ยับทีเดียว"

คอมมิวนิสต์ทั้งสองคนต่างพาตัว ดร.ดิเรกไปจากที่นั้น ขณะนี้ไฟฉายหลายสิบดวงยังฉายกราดไปมาทั่วบริเวณไร่ยาสูบและไร่พืช และตามบ้านเรือนต่างๆ นิกรพยายามหลบหลีกสายตาพวกคอมมิวนิสต์มาทางด้านใต้ของเขตไร่ เขาดีใจอย่างยิ่งเมื่อแลเห็นรถจี๊ปวิลลี่คันหนึ่งจอดอยู่บนถนนหน้ากระท่อมหลังหนึ่ง นายจอมทะเล้นวิ่งตรงไปที่รถจี๊ปคันนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ

เมื่อแลเห็นกุญแจสวิชไฟเครื่องติดอยู่กับรูกุญแจ นิกรก็ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เขามั่นใจว่าเขาต้องหนีไปได้แน่นอน นิกรเอื้อมมือเปิดสวิชไฟแล้วยกเท้าขวาเหยียบสต๊าท ซึ่งรถจี๊ปแบบนี้นิกรเคยขับมามากแล้ว

เงียบกริบ ไดนาโมสต๊าทไม่ยอมทำงาน นิกรยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ แล้วบ่นพึมพำ

"ว้า-รถเฮงซวยโว้ย"

มีเสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นข้างหลังรถจี๊ปคันนั้น

"ไม่ใช่รถเฮงซวยหรอกครับ คุณนิกร แต่เครื่องยนต์มันไม่มีครับ"

นิกรสะดุ้งเฮือกสุดตัว เขาจำเสียงชาติได้ดี นายจอมทะเล้นหยิบมีดพับสปริงที่วางอยู่บนเบาะข้างตัวขึ้นมาถือ แล้วลุกขึ้นก้าวลงจากรถ ทันใดนั้นเอง ชาติกับสมุน ๒ คนเดินเข้ามา ทุกคนถือปืนกลในท่าเตรียมยิง

นายจอมทะเล้นขบกรามกรอด ยกมีดพับเงื้อขึ้นเหนือศีรษะ

"เอ้า ใครไม่รักชีวิตก็เข้ามา"

ชาติหัวเราะชอบใจ

"ทิ้งมีดเสียเถอะครับ"

"ไม่ทิ้ง" นิกรตวาดแว๊ด

"ไม่ทิ้งผมยิงนะ"

นิกรค้อนควับลดมือลงแล้วโยนมีดทิ้งทันที เขาพูดกับชาติด้วยเสียงอ่อยๆ น่าสงสาร

"พูดกันดีๆ ก็ได้ต้องขู่ว่าจะยิงด้วย"

รองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ยิ้มให้นิกร

"พวกคุณไม่มีทางที่จะหลบหนีไปได้หรอกครับ เราจับคุณหมอดิเรกได้แล้ว และคุณเป็นคนที่สองเหลืออีก ๓ คนประเดี๋ยวก็คงจับได้หมด เชิญกลับไปพักผ่อนที่ห้องขังตามเดิมเถอะครับ ก่อนรุ่งสว่างเครื่องบินของเราจะมารับคุณหมอกับพวกคุณไปเมืองนอน ไปเถอะครับ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไป"

"ไม่ไปผมก็ต้องยิงคุณทิ้ง"

นายจอมทะเล้นค้อนปะหลับปะเหลือก

"แก่ยิงมากไปหน่อยนะคุณชาติ คุณระวังตัวให้ดี ถ้าพวกผมคนใดคนหนึ่งหนีไปได้ พวกคุณจะได้รับมือกับทหารแน่ๆ และคุณคงไม่รอด"

ชาติเค้นหัวเราะ เขาสั่งให้พลพรรคคอมมิวนิสต์คุมตัวนิกรไปทันที ขณะนี้กำลังค้นหาตัวคณะพรรคสี่สหายของเราทั่วเขตไร่ เสียงตะโกนกู่กันเสียงเรียกหากันดังอยู่ตลอดเวลา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แฝงตัวมาเกือบถึงรั้วลวดหนามแล้ว ขณะที่ท่านยืนอยู่ใต้ต้นไม้และกรอกสายตามองไปรอบๆ บริเวณ ไฟฉายดวงหนึ่งก็ฉายมาที่ร่างของท่าน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกปืนขึ้นประทับศูนย์ปืนไปที่ไฟฉายกองนั้น แล้วเหนี่ยวไกยิงทันที เสียงกระสุนปืนกลมือดังสนั่นหวั่นไหว ประกายวูบวาบออกจากปากกระบอกปืน พลพรรคคอมมิวนิสต์คนนั้นถูกยิงล้มกลิ้งและสิ้นใจตายทันที ท่านเจ้าคุณปล่อยกระสุนออกไปเพียงชุดเดียวเท่านั้น แล้วยืนนิ่งเฉยๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ เต็มไปด้วยความระมัดระวังตัว

พวกแดงสามสี่คนวิ่งมาตามริมรั้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ รัวกระสุนเข้าใส่ทันที พลพรรคคอมมิวนิสต์ต่างพุ่งตัวลงนอนราบกับพื้นดิน ใช้ปืนกลมือยิงโต้ตอบเช่นเดียวกัน กระสุนปืนกลมืองของฝ่ายแดงนัดหนึ่งถูกศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านเจ้าคุณแล้วแฉลบไป แต่ถึงกระนั้นก็ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียขวัญล่าถอยทันที ท่านหลบหนีเข้าป่าละเมาะ เมื่อพวกคอมมิวนิสต์เคลื่อนที่ติดตามมา ท่านก็ยิงกราดอย่าดุเดือด

โดยวิธีสู้พลางถอยพลาง ในที่สุดปืนกลมือกระบอกนั้นก็หมดกระสุน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหวี่ยงปืนกลมือเข้าไปในพุ่มไม้อันหนาทึบแล้วล่าถอยต่อไป สมาชิกคอมมิวนิสต์คนหนึ่งแอบอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ พอเจ้าคุณวิ่งผ่านมาหันก็กระโดดเข้าตวัดรัดคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้แล้ว ร้องตะโกนบอกพรรคพวกมัน

"ได้ตัวอ้ายแก่แล้วโว้ย มาทางนี้โว้ยพวกเรา"

ท่านเจ้าคุณต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต ชกซ้ายป่ายขวาอุตลุดแต่น้ำหนักหมัดของท่านเบาเกินไป คอมมิวนิสต์หนุ่มจึงไม่ได้รับความเจ็บปวดอะไร เมื่อท่านเจ้าคุณถูกมันชกบ้างเพียงหมัดเดียวเท่านั้น ท่านก็ล้มลงกระแทกพื้น พลพรรคคอมมิวนิสต์ ๓ คนวิ่งกรูกันเข้ามา แล้วมันก็ช่วยกันจับกุมท่านเจ้าคุณไว้ได้โดยละม่อม มีการซ้อมกันคนละตุ้บสองตุ้บตามระเบียบ

ขณะนี้ อาเสี่ยกิมหงวนของเรากำลังใช้ความพยายามที่จะหลบหนีออกไปจากนอกเขตค่ายคอมมิวนิสต์ อาเสี่ยถือไม้ดุ้นหนึ่งเป็นอาวุธ เขาพยายามแฝงกายมาตามร่มเงาต้นไม้ใหญ่ สายตามองดูรั้วลวดหนามนั้น แต่อาเสี่ยหารู้ไม่ว่าสมาชิกคอมมิวนิสต์สองคนแอบซ่อนตัวอยู่ในที่รกร้างริมรั้วนั่นเอง

กิมหงวนทรุดตัวลงนั่งยองๆ เอื้อมมือจับลวดหนามเส้นล่างสุด ทันใดนั้นเอง เจ้าหนุ่มคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนก็ค่อยๆ เดินย่องออกมา แล้วยกปืนกลมือขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง เจ้าคนหนึ่งแกล้งถามกิมหงวนว่า

"ทำอะไรครับคุณ"

อาเสี่ยเงยหน้าขึ้นมองดูแล้วยิ้มให้

"เออ-ช่วยกันหน่อยเถอะวะน้องชาย ช่วยตัดลวดหนามให้กันสักเส้นเถอะ กันจะรีบหนีไปนำกองทหารมาทลายรังคอมมิวนิสต์ที่นี่"

เจ้าคอมมิวนิสต์คนหนึ่งหัวเราะหึๆ

"อย่าไปเลยครับ คุณหนีไปได้พวกผมก็ฉิบหายเท่านั้น"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

"อ้าว-ลื้อเป็นพวกคอมมิวนิสต์เหมือนกันหรือนี่"

เท่านี้เอง กิมหงวนก็ต้องตกเป็นเชลยของพวกแดงอีกครั้งหนึ่ง พลพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนต่างควบคุมตัวอาเสี่ยไปจากที่นั้น

"แกจะพากันไปพบหัวหน้าแกใช่ไหม" อาเสี่ยถามยิ้มๆ แบบใจดีสู้เสือ

"ครับ ผู้ช่วยหัวหน้าสั่งว่า ถ้าจับพวกคุณได้ให้พาไปที่กองบัญชาการโน่นครับ เรือนหลังใหญ่บนเนินเขาที่มีแสงไฟฟ้าสว่างทั่วนั่นแหละครับ"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ ยกมือขวากอดคอคอมมิวนิสต์หนุ่มคนหนึ่ง

"แกชื่ออะไรน้องชาย"

"ผมชื่อน้อยครับ"

"แกเป็นคนไทยคนหนึ่ง พ่อและแม่ของแกก็เป็นคนไทยใช่ไหมล่ะ"

"ครับ"

"ปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาหรือลุงของแกก็คงเป็นคนไทยเช่นเดียวกันสินะ"

"ครับ ใช่"

"ก็แล้วทำไมแกถึงยอมร่วมมือกับคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีแผนการทำลายล้างประเทศชาติของเรา กันเชื่อว่าคนอย่างแกคงไม่มีเจตนาที่จะทำลายชาติของเราหรอก แต่แกต้องการเงินค่าจ้างจากคอมมิวนิสต์เท่านั้น เป็นเช่นนี้ใช่ไหมอ้ายน้องชาย"

เจ้าหนุ่มชาวเหนือไม่ยอมพูดอะไรอีก กิมหงวนคลายมือที่กอดคอออก แล้วเลี่ยงมายกมือจับแขนเจ้าหนุ่มอีกคนหนึ่ง

"แกชื่ออะไรน้องชาย"

"ผมชื่อบุญครับ"

อาเสี่ยว่า "แกกับน้อยน่าจะคิดดูให้ดี เรา ๕ คนที่ถูกจับมานี้เป็นนายทหารของกองทัพบก และพวกเราคนหนึ่งคือด๊อกเต้อร์ดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก คอมมิวนิสต์จะส่งพวกเราไปประเทศของมัน ก็เพราะด๊อกเต้อร์ดิเรกมีวิชาความรู้สามารถคิดแก้ไขป้องกันอาวุธวิเศษของคอมมิวนิสต์ได้ กันจะไม่ขอร้องให้แกสองคนช่วยเหลือพวกเราหรอก แต่อยากจะให้แกสองคนหาโอกาสปลีกตัวไปจากพวกคอมมิวนิสต์โดยเร็วที่สุด จำไว้ว่าคอมมิวนิสต์จะทำลายประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของเรา ถ้าคอมมิวนิสต์ยึดครองเมืองไทยได้เมื่อใด คนไทยก็จะตกเป็นทาสมันเมื่อนั้น เอาละ กันจะไม่พูดอะไรกับแกอีก ถ้าแกเห็นแก่ประเทศชาติจึงยอมอดตายเสียดีกว่าที่จะร่วมงานกับอ้ายพวกคอมมิวนิสต์"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ กิมหงวนถูกนำตัวขึ้นไปเนินเขาแล้ว เจ้าหนุ่มที่ชื่อบุญกับน้อยต่างปรึกษาหารือกันเบาๆ เป็นภาษาไทยเหนือ ต่างคนต่างไม่สบายใจเมื่อทราบจากกิมหงวนว่าคอมมิวนิสต์จะทำลายประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ในที่สุด อาเสี่ยกิมหงวนก็ถูกพาตัวขึ้นไปบนเรือนหลังใหญ่หลังหนึ่ง อันเป็นกองบัญชาการของพวกใต้ดินคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นบ้านพักของศาสตราจารย์สตินลา หัวหน้าคอมมิวนิสต์

เมื่อเข้ามาในห้องห้องหนึ่ง ซึ่งมีสภาพเหมือนกับห้องโถง อาเสี่ยกิมหงวนก็แลเห็นนิกร ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งเรียงกันอยู่บนม้ายาวริมห้องพลพรรคคอมมิวนิสต์ประมาณ ๑๐ คนยืนเรียงกันอยู่รอบห้องทำหน้าที่ควบคุมตัวอย่างแข็งแรง ชาติ เดชารองหัวหน้าถือปืนกลมือยืนเด่นอยู่ประตูห้อง

อาเสี่ยมองดูคณะพรรคของเขาอย่างขบขัน แล้วหัวเราะก้าก

"ไงโว้ย ไปไม่รอดหรือพรรคพวก"

นิกรอมยิ้ม "ตั้งใจจะไปให้รอดเหมือนกัน แต่มันไม่รอดเลยถูกจับเอาตัวมา แต่อย่างไรก็ตาม อ้ายพลคงหนีไปได้แล้ว"

กิมหงวนทรุดตัวนั่งลงบนม้ายาว ทันใดนั้นเอง ชาติ เดชาก็เดินเข้ามาหาหยุดยืนเผชิญหน้าสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขากล่าวกับนิกรอย่างยิ้มเยาะ

"อย่าหวังเลยครับว่าคุณพลจะหนีไปได้ ขณะนี้คนของเรากำลังติดตามล่าตัวอยู่ ถ้าจับเป็นไม่ได้เขาก็จะจับตาย"

นิกรมองชาติอย่างเกลียดชัง

"คุณเกิดมาเป็นคนไทยเสียชาติเกิด คุณยอมตัวเป็นเครื่องมือของพวกคอมมิวนิสต์ก็เพราะคุณเห็นแก่เงิน"

แทนที่จะโกรธ ชาติกลับหัวเราะ

"ถ้าคุณเป็นผม คุณยากจนเหมือนอย่างผม งานก็ไม่มีทำคุณก็คงไม่ปฏิเสธที่จะรับเงินจำนวนแสน ด่าผมเถอะครับ ด่าเสียให้สบายใจ ประเดี๋ยวคุณก็จะถูกล้างสมองเปลี่ยนชีวิตจิตใจเป้นพวกของผม แล้วคุณก็จะเลิกด่า ยอมร่วมงานกับพวกเราด้วยความเต็มใจ"

"ล้างสมอง" ดร.ดิเรกคราง "ล้างอำนาจยาฉีดใช่ไหมคุณ"

ชาติหัวเราะ "อย่าให้ผมบอกเลยครับ ประเดี๋ยวคุณหมอก็ทราบนั่นเอง นั่น-หัวหน้าของเราออกมาแล้ว"

ชายผิวขาวคนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่อายุในราว ๕๕ ปี ผมหงอกประปราย ลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นผู้มีวิชาความรู้สูงพาตัวเดินออกมาจากห้องซ้ายมือ เขาสวมเสื้อคลุมสีขาวแบบเสื้อของนายแพทย์หรือเสื้อของนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในห้องทดลอง ชาวยุโรปผู้นี้คือศาสตราจารย์สตินลานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกและเป็นหัวหน้าหน่วยใต้ดินประจำจังหวัดเชียงใหม่

ศาสตราจารย์สตินลาเดินเข้ามาหาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยิ้มแย้ม แล้วหันมาถามผู้ช่วยของเขาเป็นภาษาอังกฤษ

"อีกคนหนึ่งยังจับไม่ได้หรือ"

"ยังครับ แต่ผมเชื่อว่าคงหนีไปไม่พ้น"

ศาสตราจารย์สตินลาพยักหน้ารับทราบ

"ถ้าสมมุติว่าโชคช่วยเขา เขาสามารถหลบหนีไปได้พวกเราจะเข้าตาร้ายไปตามกัน เขาจะต้องนำกองทหารยกมาที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย คุณรีบไปควบคุมพวกเราเถอะ ถ้าจับเป็นไม่ได้ก็จับตาย ความจริงเราต้องการจับเป็นด๊อกเต้อร์ดิเรกคนเดียวเท่านั้น"

ชาติ เดชารับคำสั่ง แล้วพาสมุนคนหนึ่งเดินออกไปจากห้องอย่างรีบร้อน นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างจ้องมองดูจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างดาวเทียมระเบิดปรมาณูและจรวดข้ามทวีป ศาสตราจารย์สตินลาก้มศีรษะและยิ้มให้เชลยของเขาทั้ง ๔ คน

"ก่อนอื่นต้องขอโทษที่พวกเราทำให้พวกท่านต้องสูญเสียอิสรภาพ"

กิมหงวนตวาดแว๊ดเป็นภาษาไทย

"ไม่ต้องขอโทษ พวกแกระวังตัวให้ดีจะถูกยิงตายเหมือนหมากลางถนน"

ศาสตราจารย์สตินลาขมวดคิ้วเข้าหากัน

"กรุณาพูดภาษาอังกฤษเถอะครับ ผมฟังภาษาไทยไม่ออก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ฟังไม่ออกก็ดีแล้ว กันจะได้ด่าแกตามสบาย แกจะเอายังไงกับพวกเราวะ บอกหน่อยเถอะน่า อ้ายสัตว์"

ศาสตราจารย์สตินลาทำคอย่น แล้วพูดภาษาไทยเร็วปรื๋อ

"คุณไม่ควรใช้วาจาหยาบคายเช่นนี้ ผมเป็นคนไม่ใช่สัตว์"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน กิมหงวนมองดูหน้านักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างขบขัน เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมรู้ดีว่าคุณพูดและอ่านเขียนภาษาไทยได้ดี แต่คุณแกล้วทำเป็นพูดไม่ได้ พอผมด่าคุณเข้าหน่อยเดียว คุณก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ พูดภาษาไทยได้ดีเหมือนคนไทยคนหนึ่ง"

ศาสตราจารย์สตินลายิ้มแห้งๆ

"ถูกละครับ ผมพูดภาษาไทยได้ดีเท่าๆ กับพวกคุณ"

นิกรพูดขัดขึ้นทันที

"ผมขอขัดคอสักหน่อยท่านศาสตราจารย์ ชาวยุโรปหรือชาวอเมริกันน่ะถึงแม้จะพูดภาษาไทยได้ดี แต่มีประโยคหนึ่งที่พูดไม่ชัด"

นายสตินลาขมวดคิ้วย่น

"ไม่จริงละครับ ผมพูดได้ชัดทุกประโยค"

นิกรว่า "ถ้ายังงั้นคุณลองพูดให้ผมฟังซิ ใครขายไข่ไก่"

ศาสตราจารย์ยิ้มแป้น แล้วพูดออกมาทันที

"ใครคายไคไก"

นิกรหัวเราะก้าก

"พูดให้ชัดซีครับ ใครขายไข่ไก่ ไม่ใช่ ใครคายไคไก"

จอมนักวิทยาศาสตร์ผิวปากหวือ

"เอ-ประโยคนี้ถ้าจะยากจริงๆ แต่ผมจะลองอีกที อ้า ใครคายไคไก"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ดร.ดิเรกยิ้มให้ศาสตราจารย์สตินลาแล้วกล่าวว่า

"ลิ้นของชาวยุโรปและอเมริกันแข็งกว่าลิ้นของคนไทย จึงพูดประโยคนี้ไม่ได้ชัด แล้วก็บางประโยคพวกคุณก็พูดได้เร็วไม่ได้"

ศาสตราจารย์สตินลาสนใจอย่างยิ่ง

"ผมควรจะพูดได้ คุณหมอลองชักตัวอย่างมาซิ"

ดร.ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เอาประโยคง่ายๆ ก่อน คุณลองพูดเร็วๆ ซ้ำกันสัก ๑๐ เที่ยวซิ แบกปืนเบิกปูนไปโบกตึก"

"อ๋า-ยังงี้ง่ายนี่ครับคุณหมอ แบกปืนเบิกปูนไปบูกตึก ว้า....ผิดอีก"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น

"คุณเชื่อแล้วสินะว่า ภาษาไทยบางประโยคถ้าพูดเร็วๆ อาจจะผิดพลาดได้"

ศาสตราจารย์สตินลาพยักหน้า

"จริงครับ ลองอีกประโยคสิครับ"

ดร.ดิเรกหันมาทางนิกร

"แกช่วยให้ตัวอย่างเขาหน่อยซี"

นิกรเงยหน้ามองดูหัวหน้าคอมมิวนิสต์แล้วพูดยิ้มๆ

"ปิดประตูโบสถ์ เปิดประตูโบสถ์ หรือคุณจะเอาประโยคนี้ก็ได้ ชามเขียวคว่ำเช้า ชาวขาวคว่ำค่ำ"

ศาสตราจารย์ผู้มีมันสมองเลิศมนุษย์นิ่งคิด

"อันหลังเห็นจะยากหน่อย เอาประโยคแรกก็แล้วกันนะครับ" พูดจบเขาก็พูดโดยเร็ว "ปิดประตูโบสถ์ ปิดประตูมิด อ้าว-พอขึ้นต้นก็ผิดเลย ว้า-ยากจริงๆ ครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยอารมณ์ขัน

"เอาประโยคนี้ดีกว่าครับ ง่ายหน่อย หมอนลอยมาว่ายน้ำถองหมอน"

ศาสตราจารย์สะดุ้งโหยง แล้วทวนคำ

"หมอนลอยมาว่ายน้ำถองหมอน"

"ครับ-คุณพูดเร็วๆ กลับไปกลับมาสัก ๑๐ เที่ยว"

ศาสตราจารย์สตินลาสั่นศีรษะ

"หมอนลอยมา เราว่ายน้ำไปถองมันทำไม ที่ถูกควรจะว่ายไปเก็บมัน"

กิมหงวนหัวเราะลั่น

"ก็ประโยคเขาผูกไว้อย่างนั้น เอาซีครับ หมอนลอยมาว่ายน้ำถองหมอน"

นักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยม

"ไม่ไหวครับ ผมกลัวพูดเพี้ยน ประโยคนี้หวาดเสียวมาก เอาละครับเลิกสนุกกันที ผมเสียใจที่จะเรียนให้ทราบว่าผมจำเป็นจะต้องล้างสมองของพวกคุณด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ของผม ถ้ามีการล่วงเกินบ้างก็ขออภัยให้ผมเถอะนะครับ ถ้าผมได้ล้างสมองเปลี่ยนชีวิตจิตใจให้พวกคุณเรียบร้อยแล้วก็จะได้โล่งใจ การส่งพวกคุณไปประเทศเราก็คงจะสำเร็จเรียบร้อยเพราะพวกคุณสมัครใจไปโดยไม่ต้องใช้อำนาจบังคับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามขึ้นอย่างปอดลอย

"คุณจะสะกดจิตพวกผมใช่ไหม"

ศาสตราจารย์สตินลาก้มศีรษะเล็กน้อย

"ถูกแล้วครับ อำนาจวิชาของผมจะทำให้เจ้าคุณและพรรคพวกทุกคนมีความเลื่อมใสศรัทธาในลัทธิของเรา ศรัทธาที่มีต่อฝ่ายเสรีประชาธิปไตยจะสูญสิ้นทันที นี่คือการล้างสมองแบบใหม่ซึ่งไม่ต้องใช้ยาฉีด"

นิกรแหกปากหัวเราะลั่น ศาสตราจารย์สตินลาหันขวับมาทางนายจอมทะเล้นทันที และมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"คุณขบขันอะไรหรือครับ"

นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมขบขันในเรื่องการสะกดจิตของคุณ ผมคิดว่าสะกดจิตนั้นจะกระทำได้ก็สำหรับผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอเท่านั้น แต่อย่างผมมีอำนาจ

จิตของผมมากกว่าผู้ที่สะกดจิตผม"

ศาสตราจารย์สตินลายิ้มแค่นๆ

"ดีแล้วครับ ผมขอสะกดจิตคุณเป็นคนแรก ให้มันรู้ไปว่าคุณมีอำนาจจิตแข็งกว่าผม"

นิกรพยักหน้า

"เอาซีครับ ผมพร้อมแล้ว ถ้าคุณสะกดจิตผมได้คือทำให้ผมตกอยู่ในอำนาจของคุณได้ผมก็ยอมเป็นขี้ข้าคุณตลอดชีวิต"

สตินลาลืมตาโพลง

"จริงๆ นะครับ คุณพูดแล้วอย่าลืมคำนะครับ"

"แน่นอน ท่านศาสตราจารย์ คนอย่างผมเสียชีพดีกว่าเสียอัฐ เอ๊ย-ไม่ใช่เสียชีพดีกว่าเสียสัตย์ ผมพูดผิดไป"

ศาสตราจารย์สตินลาค่อยๆ หันมามองดูนายจอมทะเล้นและแล้วเขาก็เบิกตากว้าง คือ ถลึงตาหรือทำตาถลนจ้องมองดูหน้านิกรทันที จอมนักวิทยาศาสตร์ยกมือขวาขึ้นไขว่คว้าอากาศโบกไปมา ริมฝีปากของศาสตราจารย์สตินลาแบะยื่นเล็กน้อย นิกรของเรายิ้มแห้งๆ ค่อยยืดหน้าอกขึ้นแล้วสะดุ้งเฮือกสุดตัว ทำตาปรือ อ้าปากหวอในสภาพของคนที่ถูกสะกดจิต

หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์หันมายิ้มให้ ดร.ดิเรก แล้วพูดเป็นเชิงโอ้อวดว่า

"ไม่มีมนุษย์คนใดหรอกคุณหมอดิเรกที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจกระแสจิตของผม ผมมองหน้าคุณนิกรเพียงนิดเดียว เขาก็เสร็จผมแล้ว ดูซีครับ เขาตกอยู่ในอำนาจของผมแล้ว"

นิกรลืมตาโพลงแล้วหัวเราะก้าก

"ยัง-ยังครับคุณ ผมล้อคุณเล่นต่างหาก ผมยังไม่ได้เป็นอะไรเลย ถึงแม้นัยน์ตาของคุณจะโตเท่าไข่แมวก็ไม่เห็นมีอะไรทำให้ผมหวาดกลัว"

ศาสตราจารย์สตินลาสะดุ้งโหยง หันขวับมาทางนิกรรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งที่นิกรไม่ตกอยู่ในอำนาจการสะกดจิตของเขา

"อือ คุณใจแข็งมากเชียวครับ คุณเก่งมาก ตามธรรมดาถ้าผมสะกดจิตใครผมมองดูตาเขาเพียงสองสามวินาทีเท่านั้นเขาก็หมดความรู้สึก"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ผมบอกคุณแล้วว่า ไม่มีใครสะกดจิตผมได้"

นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกคอมมิวนิสต์ถอนหายใจหนักๆ

"ลองดูอีกที ถ้าผมสะกดคุณไม่อยู่ ผมก็จะเลิกสะกดจิตเพราะอำนาจจิตของผมเสื่อมเสียแล้ว"

"เอาซีครับลองดู แต่ระวังให้ดี คุณสะกดผมไม่อยู่คุณนั่นแหละจะถูกผมสะกด"

ศาสตราจารย์สตินลายิ้มแค่นๆ

"เป็นไปไม่ได้ ไม่มีนักสะกดจิตคนใดที่จะสะกดจิตผมได้ ระวังตัวนะครับ หนึ่ง-สอง-สาม"

หัวหน้าหน่วยคอมมิวนิสต์ทำตาถลนกับนิกรอีกแล้ว ยกมือขวาโบกวนเวียนไปมาเบื้องหน้านิกร นิกรยิ้มแป้นและยักคิ้วให้เขา

"ไม่สำเร็จเชื่อผมเถอะน่า นัยน์ตาของคุณไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน ลืมตากว้างๆ ประเดี๋ยวลูกนัยน์ตาก็หลุดออกมาหรอก"

ศาสตราจารย์สตินลาใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อจะสะกดจิตนิกร อย่างไรก็ตาม นายจอมทะเล้นของเราก็หาหวั่นไหวไม่ เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วยกมือรำยี่เกหลอกล้อนักวิทยาศาสตร์คอมมิวนิสต์ ในที่สุดนิกรก็อ้าปากกว้างแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย

นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาเกือบ ๑๐ นาทีในการสะกดจิตนิกร ในที่สุดเขาก็เลิกล้มความคิดคือเลิกสะกดจิต ศาสตราจารย์สตินลาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหัวเราะหึๆ

"ผมยอมแพ้คุณแล้วคุณนิกร" เขาพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน

"จากรูปถ่ายและรายละเอียดของคุณที่ผมได้รับจากเอเย่นต์ของเราในกรุงเทพฯ ก็ปรากฏแล้วว่าคุณเฉลียวฉลาดพอตัว นิสัยนักกินแต่ร่าเริงสดชื่น ผมรู้จักพวกคุณและประวัติของคุณหมอดิเรก พวกเราต้องศึกษาและท่องจำกันให้แม่นยำ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"แปลว่า คุณจะส่งผมและพวกเราไปประเทศของคุณใช่ไหม"

"ครับ ถูกแล้ว ก่อนรุ่งสว่างวันนี้จะมีเครื่องบินมาลงที่นี่ เพื่อรับคุณหมอและพรรคพวกเดินทางไปประเทศของเรา สำหรับเพื่อนของหมออีกคนหนึ่งคือคุณพลนั้น เขาไม่มีทางที่จะกลับไปในเมืองได้หรอกครับ ป่านนี้เขาคงถูกจับตัวได้แล้วหรือมิฉะนั้นก็อาจจะถูกยิงตายแล้ว"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"แล้วจะมีการสะกดจิตกันอีกไหมคุณ"

ศาสตราจารย์สตินลายิ้มเล็กน้อย

"สำหรับคุณกับคุณนิกรและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่จำเป็นจะต้องสะกดจิตก็ได้"

ดร.ดิเรกสะดุ้งโหยง

"แต่คุณจะสะกดจิตผมยังงั้นหรือ"

หัวหน้าหน่วยคอมมิวนิสต์เคลื่อนตัวเข้ามายืนเบื้องหน้า ดร.ดิเรกแล้วก้มศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม

"ผม ศาสตราจารย์สตินลา รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่จะต้องล้างสมองคุณหมอด้วยการสะกดจิต ขอโทษนะครับ ผมจำเป็นต้องทำเพื่อให้การลำเลียงตัวคุณหมอเดินทางไปประเทศเราได้เป็นไปโดยเรียบร้อย"

ดร.ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ศาสตราจารย์สตินลา โอ ผมดีใจมากที่ผมได้มีโอกาสเห็นตัวจริงของคุณ ผมทราบมานานแล้วว่าคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์"

ศาสตราจารย์สตินลาหัวเราะชอบใจ

"แต่คุณหมอมีความรู้ ความสามารถยิ่งกว่าผมมากมายนัก รัฐบาลของเราจะให้การเลี้ยงดูคุณหมอกับพวกอย่างดีที่สุด อีกไม่กี่ชั่วโมงเครื่องบินก็จะมารับไปแล้ว อภัยให้ผมเถอะครับ ผมจะต้องสะกดจิตคุณหมอเดี๋ยวนี้"

ดร.ดิเรกใจหายวาบ หันขวับมาทางนิกรทันที

"อ้ายกร ช่วยกันด้วย"

นิกรโบกมือห้ามนายแพทย์หนุ่ม

"อย่าเสียขวัญ ทำใจดีๆ ไว้ ถ้าเขาถลึงตามองดูแก แกก็พยายามทำเหมือนอย่างกับกันเมื่อกี้นี้ แลบลิ้นปลิ้นตายักคิ้วหลิ่วตาให้เขา ถ้าแกรู้สึกว่าแกกลัวนัยน์ตาเขาเมื่อไร แกจะตกอยู่ในอำนาจจิตของเขาทันที"

ดร.ดิเรกยิ้มออกมาได้

"ออไร๋ ออไร๋"

ศาสตราจารย์สตินลายืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ พอ ดร.ดิเรกเงยหน้ามองดูเขา หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ก็ทำหน้าแสยะเบิกตากว้างจ้องมองหน้านายแพทย์หนุ่มและเริ่มสะกดจิตทันที เขายกมือขวาโบกวนเวียนไปมาตามวิธีที่สะกดจิต ดร.ดิเรกแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกล้อทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและนิกรหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน

ดร.ดิเรกยอมรับว่า วันนี้เป็นวันที่เขาทะลึ่งที่สุดในโลก เพราะตามธรรมดาเขาไม่เคยทำหน้าเป็นลิงเป็นค่างอย่างนี้เลย ศาสตราจารย์สตินลาพยายามสะกดจิตนายแพทย์หนุ่ม นัยน์ตาของหัวหน้าคอมมิวนิสต์น่ากลัวมาก แต่แล้ว ดร.ดิเรกก็ถลึงตาเข้าใส่เช่นเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างจ้องมองดูกัน นิกรช่วยแนะนำ ดร.ดิเรก

"แลบลิ้นหน่อยโว้ย นั่น ยังงั้น อย่าใจอ่อนเป็นอันขาด นัยน์ตาคนเหมือนกันไม่ใช่นัยน์ตาหมา ไม่ต้องกลัว"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ในที่สุดศาสตราจารย์สตินลาก็เลิกสะกดจิตและแสดงท่าทีฮึดฮัดเพราะการสะกดจิตไม่เป็นผล หัวหน้าคอมมิวนิสต์ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไม่สำเร็จ คุณนิกรยุให้คุณหมอมีกำลังใจเข้มแข็ง ผมรู้สึกว่าการสะกดจิตคนไทยเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเสียแล้ว"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"ถึงอ้ายกรไม่ยุคุณก็จะสะกดผมไม่ได้ เพราะอำนาจจิตของผมเข้มแข็งกว่าคุณ"

ศาสตราจารย์สตินลามองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างเคืองๆ

"เป็นไปไม่ได้ อำนาจและพลังจิตของผมเข้มแข็งกว่าคุณอย่างแน่นอน"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ออกมา

"ถ้าเช่นนั้น เรามาพิสูจน์กันเดี๋ยวนี้ว่าอำนาจจิตหรือพลังจิตของคุณกับผม ใครจะเข้มแข็งกว่าใคร"

"พิสูจน์ยังไงคุณหมอ" ศาสตราจารย์สตินลาถามห้วนๆ

ดร.ดิเรกเปิดซองบุหรี่ออกแล้วยื่นให้นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่

"คุณกับผมกินบุหรี่คนละมวน ตามธรรมดาบุหรี่เขาใช้สูบแต่เราจะกินมันเข้าไป ใครกินได้ก็หมายความว่าคนนั้นมีอำนาจจิตเข้มแข็ง"

ศาสตราจารย์สตินลายิ้มแป้น

"ตกลงคุณหมอ" แล้วเขาก็เอื้อมมือหยิบบุหรี่ในซองขึ้นมามวนหนึ่ง "กินบุหรี่สำหรับคนที่มีพลังจิตเข้มแข็งอย่างผมไม่ยากเย็นอะไร"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมคิดว่า เอาขี้หมาไม่ดีกว่าบุหรี่หรือครับ"

หัวหน้าคอมมิวนิสต์ฝืนหัวเราะ

"อย่าเลยคุณนิกร กลางค่ำกลางคืนอย่างนี้จะไปหาขี้หมาที่ไหน"

นิกรหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นเอาของคนก็ได้"

ศาสตราจารย์สตินลาทำคอย่น

"ผมว่าเพียงแต่บุหรี่ก็ดีแล้ว" พูดจบเขาก็หันมาทาง ดร.ดิเรก "ผมกินก่อนนะครับ คุณหมอคอยสังเกตดูซิว่าหน้าตาของผมเหยเกหรือเปล่า ด้วยพลังจิตของผมจะกินบุหรี่มาวนนี้ให้อร่อยเหมือนช็อคโคแล็ททีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขัดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เดี๋ยวๆๆ ท่านศาสตราจารย์สตินลา บุหรี่ซิกาแร็ตมันไม่มีรสชาติอะไรหรอก เอาซิก้าร์ของผมดีกว่า กินเข้าไปเพียงครึ่งมาวนก็ตาเหล่แล้ว"

ท่านเจ้าคุณดึงเอาซิก้าร์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของท่านรวม ๒ มวน ส่งให้ศาสตราจารย์คอมมิวนิสต์มวนหนึ่งและส่งให้ ดร.ดิเรกอีกมวนหนึ่ง นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับหัวหน้าคอมมิวนิสต์อย่างยิ้มแย้ม

"อย่าพนันกับผมเลยครับ ผมคิดว่าคุณสู้ผมไม่ได้แน่ ผมเคยกินซิก้าร์มาหลายมวนแล้ว"

ศาสตราจารย์สตินลาลืมตาโพลง

"พลังจิตของผมย่อมเหนือกว่าคุณหมอ" เขาพูดเสียงหนักแน่น "ดูนี่ ดูซิว่าผมจะกินซิก้าร์มวนนี้ได้อย่างง่ายดายหรือยากเย็น" พูดจบเขาก็ยกซิก้าร์มวนใหญ่ใส่ปากกัดเคี้ยวกร้วมๆ

อาเสี่ยกิมหงวนแกล้งทำเป็นตื่นเต้นตกใจเหลือที่จะกล่าว

"โอ้โฮ ทำไมคุณมีพลังจิตเข้มแข้งผิดมนุษย์เช่นนี้ล่ะครับ คายมันทิ้งเถอะครับอย่ากลืน ประเดี๋ยวคุณเมาแย่"

นิกรจุ๊ปากลั่น แกล้งชมกับพ่อตาของเขา

"ยังงี้สิครับถึงจะแน่ ผมเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเคยเห็นคนกินซิก้าร์อย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้ ถ้าเป็นผมอ้วกแตกแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "พลังจิตเขาแน่จริงๆ "

ซิก้าร์มวนนั้นถูกกลืนลงไปในท้องของหัวหน้าคอมมิวนิสต์แล้ว นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตบมือให้เกียรติพร้อมๆ กัน ศาสตราจารย์สตินลายิ้มแก้มแทบแตก เขาก้มศีรษะโค้งคำนับนายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"ผมไม่อยากคุยอวดคุณหมอเลยว่า ซิก้าร์ที่ผมกินมันเข้าไปมีรสหวานและมัน ตานี้ถึงตาคุณหมอแล้ว เอาซีครับ กินซิก้าร์ให้ผมดูเป็นขวัญตาหน่อย"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ไม่ไหวละครับ ผมยอมแพ้คุณอย่างเด็ดขาด ผมเชื่อแล้วครับว่าคุณมีพลังจิตเหนือผม"

ศาสตราจารย์สตินลาทำคอย่นแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"คุณหมอต้มผม คุณหมอหลอกให้ผมกินซิก้าร์"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น

"ผมไม่ได้ต้มคุณเลย คุณสมัครใจกินซิก้าร์เอง สำหรับผมกินไม่ได้เด็ดขาด อย่าว่าแต่ซิก้าร้เลยครับ เพียงแต่ซิกาแร็ตผมก็กินไม่ลง"

หัวหน้าคอมมิวนิสต์โกรธจนตัวสั่น เขาหันมาทางพลพรรคคอมมิวนิสต์แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย เอาเชลย ๔ คนนี่ไปขังไว้ที่ห้องขังตามเดิม ถ้าพยายามหลบหนีหรือขัดขืนต่อสู้ยิงทิ้งเลย ฮึ่ม กูเจ็บใจนัก เกิดมาก็เพิ่งเสียรู้คนในครั้งนี้"

พลพรรคคอมมิวนิสต์ต่างพากันเข้ามาหาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฉุดกระชากลากตัวลุกขึ้นบังคับให้ออกไปจากห้องนั้น ก่อนที่จะออกไปจากห้อง นิกรได้กระเซ้าหัวหน้าคอมมิวนิสต์ว่า

"คุณเป็นนักกินซิก้าร์ที่น่านับถือคนหนึ่ง"

ศาสตราจารย์สตินลาทำปากจู๋แล้วตวาดแว๊ด

"อย่ายั่วสิงโตนะโว้ย"

ในที่สุด นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถูกคุมขังอยู่ที่ตึกหลังเล็กๆ อันเป็นที่คุมขังตามเดิม สามสหายกับท่านเจ้าคุณต่างหมดอิสรภาพแล้ว ทุกคนเต็มไปด้วยความเป็นห่วงพลอย่างยิ่ง ไม่อาจจะทราบว่าหลบหนีไปได้หรือถูกพวกคอมมิวนิสต์ยิงทิ้งตายไปแล้ว

ที่หน้าห้องขังมีพลพรรคคอมมิวนิสต์นั่งเฝ้ายามอยู่คนหนึ่ง เจ้าหมอนี่มีรูปร่างสูงใหญ่ลักษณะท่าทางบอกว่าโง่แต่ซื่อ กิมหงวนกับนิกรพยายามพูดคุยซักถามอะไร พูดดีก็แล้ว พูดร้ายก็แล้ว เจ้าคนยามไม่ยอมตอบโต้แม้แต่คำเดียว เพราะนายชาติ เดชารองหัวหน้าสั่งกำชับไว้อย่างเด็ดขาดไม่ให้พูดกับนักโทษ

"เฮ้ย-อ้ายหนู" เสี่ยหงวนกระเซ้า "แกชื่ออะไรวะ ถามทำไมไม่พูดหรือเป็นใบ้"

คนยามหันมาทำตาเขียว แต่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร นิกรยิ้มให้แล้วกล่าวว่า

"แกอยากได้เงินใช้ไหมล่ะ พวกเราจะให้เงินแกรวมทั้งหมดราวสองหมื่นบาท แล้วจะให้แหวนเพชรราคาแสนกว่าอีกหนึ่งวง นาฬิกาอีก ๔ เรือน สร้อยคอโตขนาดลูกโซ่ผูกลิงอีก ๒ เส้น ปากกาปลอกทอง ๔ ด้าม แต่แกจะต้องไขกุญแจห้องขังปล่อยพวกเราไป"

คนยามนิ่งเฉย เสี่ยหงวนชักฉิวก็ร้องตะโกนด่าด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายบ้า"

คนยามยิ้มเล็กน้อย

"มึงน่ะซี"

อาเสี่ยทำคอย่นหลับตาปี๋ ทันใดนั้นเองพลพรรคคอมมิวนิสต์คนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าห้องขัง กิมหงวนจำได้ดีว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ชื่อบุญและสองคนกับเพื่อนที่ชื่อน้อย ได้ช่วยกันจับเขาได้จากการหลบหนีจากที่คุมขังเมื่อชั่วโมงที่แล้วมา

บุญตรงเข้ามาหาคนยามแล้วกล่าวว่า

"คุณชาติใช้ให้มาอยู่ยามแทนแกโว้ย ศรีเมือง"

เจ้าหนุ่มเซ่อที่ชื่อศรีเมืองคว้าปืนกลลุกขึ้นยืน

"ยังไงกันแน่ อ้ายบุญ คุณชาติสั่งข้าเมื่อกี้เองว่าให้ข้าอยู่ยามที่นี่จนกว่าจะสว่าง"

เจ้าบุญสั่นศีรษะ

"ไม่รู้โว้ย คุณชาติสั่งให้ข้ามาอยู่ยามแทนแก และสั่งให้แกไปอยู่ยามที่หน้ากองบัญชาการของเรา"

ศรีเมืองไม่ได้ระแวงสงสัย เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบพวงกุญแจประตูหน้าห้องขังส่งให้เพื่อนพลพรรคของเขา ซึ่งต่างก็เป็นชาวเชียงใหม่ด้วยกัน

"แกตรวจดูจำนวนนักโทษ แกตรวจกุญแจประตูห้องขังให้เรียบร้อย ข้าไปละนะ อ้อ-คุณชาติสั่งอะไรแกหรือเปล่าเกี่ยวกับนักโทษของเรา"

บุญพยักหน้า

"สั่งไม่ให้พูดหรือสนใจกับนักโทษ"

ศรีเมืองไม่พูดอะไรอีก ยกปืนกลมือขึ้นสะพายบ่าแล้วพาตัวเดินไปจากที่นั้น พอร่างของเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ลับตา กิมหงวนก็ปราดดเข้ามาเกาะซี่ลูกกรงแล้วร้องเรียกบุญด้วยเสียงกระซิบ

"บุญ"

บุญยิ้มให้เสี่ยหงวน แล้วพูดกระซิบกระซาบเช่นเดียวกัน

"อย่าเพิ่งเอะอะไปครับ ศรีเมืองมันเกิดสงสัยมันอาจจะย้อนมาอีกได้ ผมกับน้อยเพื่อนผมจะช่วยพวกคุณหลบหนีไปก่อนที่พวกคุณจะถูกยิงทิ้ง"

ไม่ต้องสงสัยว่า กิมหงวน นิกร ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใด ท่านเจ้าคุณฉุดแขนนายแพทย์หนุ่มให้ลุกขึ้น แล้วพาตัวเดินเข้าไปหาอาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรซึ่งยืนอยู่เคียงกัน

เสี่ยหงวนยื่นมือขวาออกไปนอกซี่ลูกกรงให้นายบุญจับ

"อ้ายน้องชาย พวกเราจะไม่ลืมบุญคุณของแกและน้อยเลย ขอบใจมากที่แกสองคนช่วยเหลือกัน"

บุญหัวเราะเบาๆ

"ไม่ต้องขอบใจผมหรอกครับ คำพูดของคุณที่ชี้แจงให้ผมฟังถึงเรื่องความพินาศล่มจมของประเทศชาติของเราที่จะได้รับจากพวกคอมมิวนิสต์ ทำให้ผมกับเจ้าน้อยได้คิด ในที่สุดเราก็พากันมาช่วยคุณ"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ทางนี้เขามีแผนการที่จะยิงเราทิ้งหรือ"

"ครับ นายชาติเขาบอกว่าพวกคุณคนหนึ่งหนีไปได้และคงจะนำกองทหารมาที่นี่ ถ้าหากว่าพวกทหารยกมาเมื่อไร เขาก็จะฆ่าพวกคุณให้หมดด้วยการยิงทิ้ง เขากับพลพรรคจะต่อสู้กับกองทหารให้ถึงที่สุด"

ดร.ดิเรกทำตาโตเท่าไข่ห่าน ค่อยๆ หันหน้ามาทางกิมหงวน

"โชคดีเหลือเกินที่นายคนนี้เปลี่ยนใจไม่ยอมร่วมงานกับพวกคอมมิวนิสต์ และให้ความช่วยเหลือเรา"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ บุญล้วงกระเป๋าหยิบพวกกุญแจออกมา เขามองซ้ายมองขวาเสียก่อนแล้วก็รีบไขกุญแจเปิดประตูห้องขังออก

"เร็ว-ตามผมไปเถอะครับ ขืนชักช้าเป็นเสร็จแน่ ถ้าศรีเมืองมันเกิดเฉลียวใจขึ้นมา มันไปถามคุณชาติ คุณชาติก็จะพาพลพรรคแห่กันมาที่นี่ ผมกับน้อยจะติดตามคุณไปด้วยครับ"

นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรีบออกมาจากห้องขังทันที ต่างสวมกอดหรือสัมผัสมือกับเจ้าหนุ่มชาวเหนือ อาเสี่ยได้แนะนำให้รู้จักกับคณะพรรคของเขาแล้วกล่าวถามว่า

"น้อยเพื่อนของแกอยู่ไหนล่ะ"

"อยู่หลังตึกนี้เองแหละครับ หลังตึกมียามคนหนึ่ง แต่ผมกับน้อยช่วยกันตีกบาลคนยามสลบเหมือดไปแล้ว"

ดร.ดิเรกบีบมือบุญแน่น

"น้องชาย แกกับน้อยต้องไปกับเรานะ เราจะช่วยแกให้พ้นผิดจากข้อหากบฏในพระราชอาณาจักร คือกันแกกับน้อยไว้เป็นพยานและกันจะให้รางวัลแกกับเพื่อนคนละหนึ่งหมื่นบาท พาไปอยู่กับเราที่กรุงเทพฯ หางานหาที่อยู่ให้"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"หมื่นบาทน้อยไป กันจะจ่ายให้เขาคนละแสนบาทในฐานที่บุญกับน้อยช่วยชีวิตเราในครั้งนี้"

นิกรพูดตัดบท

"จะคุยกันหรือจะหนีโว้ย มัวแต่พูดกันอยู่นั่นแหละ ประเดี๋ยวก็ถูกยิงทิ้งไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี จะหลบหนีไปทางไหนหรืออย่างไรก็ว่ามา"

บุญปลดปืนกลมือลงจากบ่า แล้วเดินนำหน้าพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปจากหน้าห้องขังอย่างระมัดระวังตัว

ความมืดและความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่งทุกแห่ง ดวงจันทร์ลับยอดเขาทางด้านตะวันตกไปแล้ว เหลือเวลาอีกประมาณ ๓ ชั่วโมงก็จะรุ่งสว่าง

ที่หลังตึกคุมขัง บุญพานิกร กิมหงวนและดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปพบกับเจ้าน้อยเพื่อนเกลอของเขาซึ่งยืนรออยู่ในมุมมืดใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และบนพื้นดินมีร่างของชายฉกรรจ์คนหนึ่งนอนเหยียดยาว ซึ่งพลพรรคคอมมิวนิสต์คนนี้ถูกบุญและน้อยส่งไปนรกแล้ว

บุญแนะนำสามสหายกับท่านเจ้าคุณให้รู้จักกับน้อย แต่สำหรับเสี่ยหงวนน้อยรู้จักดีแล้ว เจ้าน้อยมองดูเสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"ผมกับบุญไม่สามารถจะทรยศต่อประเทศชาติของเราได้ต่อไปครับ ตอนที่คุณหลบหนีจากห้องขังและผมกับบุญช่วยกันจับคุณได้นั้น คำพูดของคุณสะกิดใจเรามาก"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"กันนึกไม่ออกว่ากันพูดอะไรไปบ้าง"

"แต่ผมกับบุญจำได้อย่างฝังจิตฝังใจเชียวครับ คุณว่าผมกับอ้ายบุญเป็นคนไทย พ่อแม่ญาติพี่น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ล้วนแต่เป็นคนไทย แต่ผมสองคนกลับร่วมงานกับฝ่ายศัตรูเพื่อเห็นแก่เงินสินจ้าง คุณพูดเป็นคติพจน์น่าคิด คอมมิวนิสต์มันจะทำลายประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา นี่แหละครับทำให้ผมกับบุญไม่ยอมร่วมงานกับมันอีก แล้วเราก็คิดช่วยเหลือพวกคุณ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"ขอบใจมากน้องชาย มันเป็นความจริงอย่างที่สุด ถ้าคอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศเราได้เมื่อไร ประชาชนก็จะถูกริบทรัพย์สมบัติ ถูกใช้งานเหมือนข้าทาส ยิ่งกว่าวัวควายเสียอีก วัดวาอารามจะถูกทำลายหมด เราจะต้องสูญเสียเอกราชและพระมหากษัตริย์ ระบบการปกครองของมันคือระบบทาส บุคคลชั้นนำของมันและนักวิทยาศาสตร์ของมันเท่านั้นที่จะสุขสบาย"

เจ้าน้อยพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"เอาละครับ อย่าเพิ่งฝอยเลยครับ ผมกับบุญจะพาพวกคุณหลบหนีไปเดี๋ยวนี้"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "พูดให้ฟังดีๆ กลับว่าฝอย"

เจ้าน้อยหัวเราะ

"ฝอยภาษาไทยเหนือแปลว่าอธิบายครับ"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"งั้นเรอะ แต่ภาษาไทยกลางเขาแปลว่าโกหกหรือพูดแบบน้ำท่วมทุ่งแต่ไม่มีความจริง อ้า นั่นใครนอนหลับอยู่นั่นล่ะ พวกเราใช่ไหม ปลุกเขาลุกขึ้นมาซิ เราจะได้พากันหลบหนีไป"

เจ้าบุญพูดเสริมขึ้น

"ไม่ใช่พวกเราหรอกครับ มันเป็นยามเฝ้าหลังห้องขัง ผมกับอ้ายน้อยช่วยกันตุ๊ยมัน ดูเหมือนจะไม่หายใจแล้วละครับเพราะอ้ายน้อยเอามีดพกเล่มใหญ่แทงถูกหัวใจพอดี"

เจ้าน้อยส่งปืนกลให้กิมหงวน

"ผมยึดได้จากคนยามที่ถูกเราฆ่าตาย คุณเอาไว้ใช้ป้องกันตัวเถอะครับ ปืนกลมือประจำตัวของผมมีแล้ว"

นิกร ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างแสดงความขอบใจน้อยกับบุญอย่างมากมาย นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับสองสหายว่า

"กันและพวกเราจะให้ความช่วยเหลือแกทั้งสองคนอย่างเต็มที่ จะให้ตำรวจกันไว้เป็นพยาน"

บุญยิ้มอ่อนโยน

"ขอบคุณครับ ไปเถอะครับอย่าอยู่ชักช้าเลย ผมกับน้อยจะรีบพาออกไปให้พ้นจากเขตค่ายคอมมิวนิสต์โดยเร็วที่สุด ถ้าพวกมันรู้ว่าพวกคุณหลบหนี มันก็จะกระจายกำลังกันดักเรา เราอาจจะถูกยิงตายหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นก็อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย รีบไปเถอะ"

ในขณะเดียวกันนี้เอง ศาสตาจารย์สตินลากับชาติ เดชามนุษย์ขายชาติกำลังควบคุมพลพรรคคอมมิวนิสต์ จัดตั้งแนวต้านทานเตรียมตัวสู้รบกับทหารและตำรวจ ซึ่งสตินลาเชื่อว่าพล พัชราภรณ์คงหลบหนีกลับเข้าเมืองและจะต้องนำทหารและตำรวจยกมาที่นี่ก่อนรุ่งสว่างนี้

อาวุธร้ายถูกขนออกามาจากคลังแสง มีปืนกลหนัก เบา ปืนครกสนามและบาซูก้าสำหรับต่อสู้รถถัง นอกจากนี้ก็มีทุ่นระเบิดสนามหรือทุ่นระเบิดบก ซึ่งมีอำนาจระเบิดที่จะทำลายยานยนต์ขนาดใหญ่ทุกชนิดแม้กระทั่งรถถังเอ็ม ๒๔ การจัดวางกำลังตั้งรับแบบกองโจรได้กระทำอย่างสงบเงียบ ตามแผนการตั้งรับของศาสตาจารย์สตินลา ซึ่งจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ถึงแม้ไม่ได้เป็นนายทหาร แต่เขาก็มีมันสมองเปรื่องปราดเฉลียวฉลาดมาก รู้จักกลยุทธวิธีพอตัว ศาสตาจารย์สตินลาได้วางทุ่นระเบิดสนามไว้เป็นระยะๆ ตามช่องทางที่ยานยนต์ของทหารและตำรวจจะผ่านเข้ามาคือตามถนนสายเข้าสู่ไร่ ส่วนปืนกลหนัก ปืนกลเบาก็อยู่ในที่ตั้งยิงอันมิดชิดและอยู่ในรังปืนบนเนินเขา ปืนครกและบาซูก้าจะหยุดยั้งการเคลื่อนที่ของยานยนต์ได้ทันที แนวต้านทานเหล่านี้มีโทรศัพท์สนามติดต่อกัน ศาสตาจารย์สตินลาฝังดินระเบิด ที.เอ็น.ที.ไว้หลายแห่ง เพื่อทำลายทุกสิ่งทุกอย่างก่อนที่จะล่าถอยเข้าสู่ป่าสูง หัวหน้าคอมมิวนิสต์พยายามทำงานอย่างเยือกเย็นและสงบเงียบ ก็เพื่อไม่ให้พลพรรคของเขาเสียขวัญเสียกำลังใจ นอกจากนี้ยังพยายามอธิบายให้พลพรรคฟังว่ากองทหารที่เชียงใหม่กำลังไม่มากมายอะไรนัก ส่วนตำรวจภูธรก็ไม่มีสมรรถภาพที่น่าเกรงกลัวอะไร

บุญกับน้อยพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกมาตามป่าละเมาะ ซึ่งทั้งสองชำนาญภูมิประเทศเป็นอย่างดีเพราะอยู่ที่ไร่นี้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก่อนที่จะถึงเขตรั้วลวดหนาม เสียงไซเร้นท์ก็ดังครวญครางขึ้นก้องกังวานไปทั่วบริเวณไร่ ทำให้ทุกคนหยุดชะงักทันที

ดร.ดิเรกกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ความคับขันเกิดขึ้นแก่พวกเราอีกแล้ว คณะพลพรรคคอมมิวนิสต์คงจะแยกย้ายกระจายกำลังกันค้นหาเรา"

บุญว่า "เราต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะนี้ก่อนครับ ถ้าพวกมันบุกเข้ามาในนี้ เราก็จะฆ่ามันทีละคนสองคนเพื่อเอาอาวุธของมันมาใช้และตัดกำลังมัน"

เสียงไซเร้นท์สงบเงียบลงแล้ว ชาติ เดชารองหัวหน้าคอมมิวนิสต์พาพลพรรคประมาณ ๑๐ คน แยกย้ายกันค้นหาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์ขายชาติจะเดือดดาลสักเพียงใด เขาตั้งใจว่าถ้าจับตัวได้ในครั้งนี้เขาจะยิงทิ้งทุกๆ คน เว้นแต่ ดร.ดิเรกคนเดียวเท่านั้น

ไฟฉายดวงหนึ่งฉายกราดเข้ามาในป่าละเมาะ แล้วอีกสองหรือสามดวงก็ถูกเปิดขึ้น พลพรรคคอมมิวนิสต์ ๕ คน ถือปืนกลมือบุกเข้ามาในละเมาะนี้แล้ว

โดยไม่ต้องพูดนัดแนะกัน สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าหนุ่มชาวพื้นเมืองทั้งสองต่างค่อยๆ กระจายกำลังกันออกไปหาที่หลบตัวเท่าที่จะหาได้ แห่งละคนหรือสองคน ตามสุมทุมพุ่มไม้หรือที่รกร้างซึ่งมีอยู่ทั่วไป นิกรกับเสี่ยหงวนแอบอยู่ด้วยกันในแอ่งดินตื้นๆ แห่งหนึ่ง กิมหงวนถือปืนกลมือเตรียมพร้อมที่จะสังหารพลพรรคใต้ดินของพวกแดง

สมาชิกคอมมิวนิสต์ทั้ง ๕ คน ได้ร้องตะโกนเรียกหากันตลอดเวลา บางทีก็ร้องถามกันด้วยภาษาไทยเหนือ เจ้าหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งเดินเข้ามาทางที่ที่นิกรกับกิมหงวนแอบซ่อนตัวอยู่ แต่ยังอยู่ห่างราว ๒๐ เมตร

อาเสี่ยกระซิบกระซาบกับนิกร

"กันยิงมันนะ"

นายจอมทะเล้นโบกมือห้าม

"อย่ายิง เอาพานท้ายปืนฟาดกระบาลมันดีกว่า ถ้าเสียงปืนดังขึ้นพวกมันก็จะแห่กันมาที่นี่"

กิมหงวนส่งปืนกลมือให้นิกร

"แกช่วยตีมันทีซี กันไม่กล้าว่ะ"

นิกรสั่นศีรษะ แล้วกระซิบบอกกิมหงวน

"กันก็ไม่กล้าเหมือนกัน แล้วก็แอบทำร้ายคนแบบหมาลอบกัดมันเสียเกียรติลูกผู้ชายว่ะ"

อาเสี่ยยกมือปิดปากนิกร

"อย่าพูดโว้ย มันเดินตรงมาแล้ว"

พลพรรคคอมมิวนิสต์ถือปืนมือด้วยมือขวา มือซ้ายถือไฟฉาย เขาส่องไปเข้าไปตามสุมทุมพุ่มไม้ แสงไฟฉายเฉียดสองสหายไปอย่างหวุดหวิดหลายครั้งทำให้นิกรหลับตาปี๋ ส่วนกิมหงวนเตรียมพร้อมที่จะปล่อยกระสุนออกจากลำกล้อง ถ้าหน่วยใต้ดินของคอมมิวนิสต์ฉายไฟมาถูกเขา ซึ่งเขาจำเป็นที่เขาจะต้องยิงมันทันที

เจ้าหมอนั่นเดินเซ่อซ่าเข้ามายืนข้างพุ่มไม้ใกล้ๆ แอ่งดินนั้น กิมหงวนค่อยๆ ปีนขึ้นมาจากแอ่งดินมือทั้งสองจับกระบอกปืนกลมือกระชับมั่น เขาย่องเข้ามายืนข้างหลังคอมมิวนิสต์หนุ่มแล้วร้องเรียกด้วยเสียงกระซิบ

"เฮ้ย" พลพรรคหน่วยใต้ดินสะดุ้งเฮือก หันขวับมาทางเสี่ยหงวนทันที อาเสี่ยยกพานท้ายปืนกลมือเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขาฟาดลงกลางกะบาลเจ้าหนุ่มร่างใหญ่อย่างเต็มรักโดยไม่ปรานี เสียงพานท้ายปืนสัมผัสกับกระโหลกศีรษะเจ้าหมอนั่นดังเหมือนผ่ามะพร้าว

"โพละ"

ไม่เคยปรากฏว่าศีรษะของคนเรานั้นแข็งกว่าไม้และเหล็ก ดังนั้นกะบาลของคอมมิวนิสต์หนุ่มจึงแบะออกเป็นสองเสี่ยง เขาทำตาเหล่ไปเหล่มาอยู่สักครู่แล้วก็ส่งปืนกลมือให้กิมหงวนโดยดี พออาเสี่ยรับไว้เจ้าหมอนั่นก็ล้มลงสิ้นสติสมประดี

เสี่ยหงวนก้าวลงไปในแอ่งดินตามเดิม ส่งปืนกลมือที่ยึดมาได้ให้นายจอมทะเล้น แล้วพูดเสียงกระซิบ

"แกมีปืนกลประจำตัวแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อย"

นิกรยิ้มแป้น

"กันจะเปิดฉากบู๊อย่างดุเดือดที่สุดในชีวิตของกัน"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"บุกยิงพวกคอมมิวนิสต์อย่างเผาขนยังงั้นหรือ"

"เปล่า"

"แล้วแกจะทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าดุเดือด"

"พยายามหนีออกไปจากค่ายนี้"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"โธ่ เดี๋ยวพ่อทิ่มด้วยพานท้ายปืนหน้าแหกเลย"

ไฟฉายสองหรือสามดวงยังฉายกราดไปมา แล้วมีเสียงกู่ตะโกนเรียกกัน พลพรรคคอมมิวนิสต์สองคนเดินเข้ามาทางนิกร กิมหงวน นายจอมทะเล้นกระซิบบอกเสี่ยหงวนทันที

"กันจะจัดการกับอ้ายสองคนนี่เอง คอยดูลูกไม้กันบ้าง"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ก็เอาซี กันอยากจะเห็นฝีไม้ลายมือของแกเหมือนกัน"

นิกรส่งปืนกลมือให้กิมหงวน

"ฝากปืนด้วย ใช้มือเปล่าๆ ดีกว่า"

แล้วนิกรก็ผลุนผลันลุกขึ้นก้าวขึ้นมาจากแอ่งดิน เดินย่องเข้าไปหาเจ้าหนุ่มคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนซึ่งกำลังจุดบุหรี่สูบคนละมวน ส่วนไฟฉายขนาดสองท่อนถูกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้ว

"กูว่านักโทษ ๔ คนนั่นคงหนีไปลิบลับแล้ว อ้ายบุญกับอ้ายน้อยมันรู้ลู่ทางดี อย่าเดินหาเลยวะเสียเวลาเปล่าๆ เมื่อยขาด้วย นั่งคุยกันที่นี่เถอะ สักครู่ใหญ่ๆ ก็ไปบอกเจ้านายว่าหาไม่พบ"

"เออ....กูก็ว่ายังนั้น"

ทั้งสองต่างทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าพุ่มไม้ แล้ววางปืนกลมือลงบนพื้นดิน นิกรค่อยๆ คลานคืบออกมาจากพุ่มไม้นั้นอย่างเงียบเชียบ แล้วลุกขึ้นนั่งยงโย่ยงหยกอยู่ข้างหลังพลพรรคทั้งสองแค่ระยะมือเอื้อม เมื่อแลเห็นคนที่นั่งอยู่ทางซ้ายหันหน้าไปทางซ้าย นิกรก็เอื้อมมือเขกกะบาลเจ้าหมอนั่นค่อนข้างแรง

"โป๊ก"

ผู้ถูกเขกกะบาลหันขวับมามองเพื่อนของมัน แล้วยกมือขวาขึ้นเขกกะบาลเพื่อนเต็มแรงเกิด

"นี่แน่ะ"

เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องไม่รู้เรื่องอะไร เมื่ออยู่ๆ ถูกเขกกะบาลก็โมโหจนลืมตัว ยกเท้าขวาถีบเพื่อนของมันดังพลั่ก

"นี่แน่ะ"

คนที่ถูกนิกรเขกกะบาลโมโหจนหน้าเขียว ผลุนผลันลุกขึ้นเตะเพื่อนด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว

"มึงหยอกกูได้ พอกูหยอกมึงบ้างมึงโกรธกู"

เท่านี้เอง อ้ายหยองกรอดก็ลุกขึ้นซัดเพื่อนของมันด้วยหมัดตรงขวาทันที ครั้นแล้วมวยนอกเวทีซึ่งไม่มีปี่กลองและไม่มีกรรมการห้ามก็ฟาดกันอุตลุดแบบมวยวัด ต่างฝ่ายต่างระดมหมัดเท้าและศอกเข่าให้อีกฝ่ายหนึ่ง ต่างชกกันพลางและด่ากันพลาง

นิกรเอื้อมมือมาดึงปืนกลมือทั้งสองกระบอกเข้าไปในพุ่มไม้ แล้วหิ้วปืนกลมือข้างละกระบอกเดินกลับมาหาอาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนเกลอของเขา เมื่อนิกรก้าวลงมาในแอ่งดินและชูปืนอวด เสี่ยหงวนก็ยกหัวแม่มือข้างขวาชูขึ้น

"แน่โว้ย อ้ายกร แกแน่มาก"

นิกรมองไปข้างหน้า เขาหัวเราะหึๆ เมื่อแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของเจ้าคอมมิวนิสต์ทั้งสองกำลังตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด

"ไป อ้ายหงวน ช่วยกันหิ้วปืนไปคนละกระบอก เอาไปฝากคุณพ่อและดิเรก เป็นอันว่าพวกเรามีอาวุธร้ายประจำตัวทุกๆ คนแล้ว ประเดี๋ยวกันจะบุกแหลก"

กิมหงวนหัวเราะ

"บุกแหลกอีกแล้ว"

สองสหายปีนขึ้นจากแอ่งดิน ถือปืนกลมือละสองกระบอกเดินค้นหาพรรคพวก ในที่สุดก็พบเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ ดร.ดิเรกนั่งแอบอยู่เบื้องหลังพุ่มไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง ท่านเจ้าคุณกับนายแพทย์หนุ่มต่างดีใจมากที่ได้ปืนกลมือเป็นอาวุธคู่มือ ซึ่งพอจะได้ต่อสู้กับพวกดาวร้าย

ในครึ่งชั่วโมงนี้เอง น้อยกับบุญก็พาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หลบหนีผ่านป่าละเมาะและไร่พืชตรงไปยังรั่วลวดหนามกั้นบริเวณเขตไร่ หรือค่ายคอมมิวนิสต์ทางด้านใต้ ทุกคนยืนรวมกลุ่มกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บุญกล่าวกับสามสหายว่า

"มีไฟฉายขนาดใหญ่กว่าไฟรถยนต์อยู่บนหอคอยรวมสองดวงครับ"

น้อยชี้มือไปที่หอคอยซึ่งมีความสูงราว ๗ เมตร

"โน่นยังไงล่ะครับ เราจะเอายังไงดีล่ะครับ ขืนวิ่งออกไปพร้อมๆ กัน ก็มีหวังตายหมู่"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นอย่างอาจหาญ

"กันจะเก็บยามหอคอยนั่นเอง มันมีอยู่กี่คนล่ะ"

"สองคนครับ" เจ้าน้อยตอบ

"ถ้ายังงั้นก็ไม่ยากอะไร บุกขึ้นไปบนหอคอย ยิงมันทิ้งก็สิ้นเรื่อง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ทำอย่างนี้เรียกว่ากล้าหาญจริงและกล้าหาญอย่างคนโง่ ถ้าแกเอาปืนกลกราดคนยามบนหอคอย เสียงปืนก็จะทำให้พวกพลพรรคแห่กันมาที่นี่ แล้วเราจะไปรอดได้อย่างไร"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"จริงครับ ผมลืมนึกไปว่าเราจะใช้ปืนก็ต่อเมื่อเราจนมุม"

ดร.ดิเรกยกมือตบหลังนิกรเบาๆ แล้วกล่าวว่า

"เอายังไงดีอ้ายกร ช่วยกันคิดบ้างซี"

นิกรตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

"บุกแหลก"

"ออไร๋ บุกแหลกโดยวิธีใด"

นิกรว่า "ใครคนหนึ่งวิ่งไปที่รั้วแล้วตัดลวดหนามออก พอเสร็จแล้วก็ผิวปากให้สัญญาณ พวกเราจะได้บุกแหลกคือวิ่งหนีออกไปจากค่ายนี้"

"ถุย" ท่านเจ้าคุณถุยน้ำลาย "นี่น่ะเรอะวิธีบุกแหลกของแก ถ้าอย่างนี้เขาเรียกว่าหนีแหลกไม่ใช่บุกแหลกโว้ย"

ดร.ดิเรกเดินเข้าไปหาบุญกับน้อยแล้วถามว่า

"แกสองคนมีเครื่องมือตัดลวดหนามหรือเปล่า"

บุญยกมือตบกระเป๋ากางเกง

"มีครับ ผมมีคีมสำหรับตัดลวดหนาม"

"ดีแล้ว ขอให้กันเถอะน้องชาย"

บุญหน้าตื่น

"ทำไมครับ คุณหมอจะไปตัดลวดหนามเองรึครับ"

"ออไร๋ ถึงเวลาแล้วที่กันจะแสดงความกล้าหาญบ้าง"

บุญสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ไม่ได้หรอกครับ คุณหมอเป็นคนสำคัญมีประโยชน์ต่อประเทศชาติของเรามาก อย่าเสี่ยงภัยเลยครับ ให้ผมดีกว่าเดือนมันมืด ยามบนหอคอยคงไม่เห็นผมและถ้ามันเห็นมันเปิดไฟฉายส่องผม ทุกคนก็ช่วยกันยิงกราดปืนกลขึ้นไปบนหอคอยนั่น ถ้าพวกเราออกไปพ้นเขตรั้วนี้ได้เราก็ปลอดภัย"

ดร.ดิเรกยืนมือให้บุญจับ

"แกกล้าหาญมากบุญ ไปเถอะน้องชาย เราจะต้องรีบหนีออกไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้"

บุญล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบคีมตัดลวดหนามออกมา ทุกคนพากันมองดูเขาอย่างเป็นห่วงและชื่นชม เขาเหน็บคีมไว้ใต้เข็มขัด มือขวาของเขาถือปืนกลมือ เขามองไปที่หอคอยสูง พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แล้ววิ่งผ่านบริเวณลานกว้างตรงไปยังรั้วลวดหนามโดยเร็ว

ถึงแม้บุญสวมรองเท้าผ้าใบพื้นยาง แต่ความเงียบสงัดก็ทำให้ยามบนหอคอยได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่ง ไฟฉายขนาดใหญ่ซึ่งใช้แบ็ตเตอรี่ ๑๒ โวลท์ ดวงหนึ่งถูกเปิดขึ้นทันที และฉายกราดมาทางริมรั้ว พลพรรคคอมมิวนิสต์คนหนึ่งเป็นคนฉายไฟ อีกคนหนึ่งประทับปืนกลในท่าเตรียมยิง

แสงไฟฉายเลื่อนไปเรื่อยๆ บุญพุ่งตัวลงมอบราบกับพื้นดินเมื่อแสงไฟฉายใกล้จะถึงตัวบุญ นิกรก็ตัดสินใจร้องตะโกนขึ้นเพื่อช่วยบุญให้รอดพ้นจากถูกยิงตาย

"เฮ้ย อยู่ทางนี้โว้ย"

ไฟฉายกราดมาทางสามสหายทันที แต่ทุกคนรีบทรุดตัวลงนั่งกำบังพุ่มไม้ พลพรรคคอมมิวนิสต์พยายามฉายไฟค้นหาทางนี้ จึงเปิดโอกาสให้บุญลุกขึ้นวิ่งตรงไปที่รั้วลวดหนาม ล้มตัวลงนอนในท่ามอบและเริ่มลงมือตัดลวดหนามทันที

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปซีครับคุณอา วิ่งไปริมรั้วโน่น"

ท่านเจ้าคุณใจเต้นระทึก

"งั้นเรอะ แกคอยหลอกมันไว้นะ ตะโกนให้เสียงเรื่อยๆ ไป มันจะได้สนใจกับพวกแก"

เสี่ยหงวนรับคำ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นถือปืนกลมือวิ่งกันก้มกระเพื่อม ผ่านบริเวณลานกว้างตรงไปทางรั้วลวดหนาม นิกรบอกให้น้อยวิ่งตามไปอีกคนหนึ่ง

สามสหายนั่งยองๆ อยู่เคียงกันเบื้องหลังพุ่มไม้ ไฟฉายบนหอคอยกราดไปมา อาเสี่ยกิมหงวนร้องตะโกนลั่น

"ไปหัดฉายไฟเสียใหม่เถอะโว้ย พวกเราอยู่ตรงนี้ตั้งหลายคน เสือกฉายไปทางไหนวะ"

นิกรร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"ฉายไม่เป็นก็อย่าฉายเลยโว้ย"

พลพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งทำหน้าที่ฉายไฟได้ยินเสียงร้องตะโกนดูหมิ่นเยาะเย้ยเช่นนี้ ก็เดือดดาลพยายามหมุนดวงไฟค้นหาสี่สหาย นิกรชูมือขวาขึ้นเหนือพุ่มไม้แล้วโบกมือไปมา

"อยู่นี่โว้ย เห็นไหม"

ไฟฉายจับมือนิกรพอดี ทันใดนั้นเองเสียงปืนกลมือบนหอสูงก็แผดคำรามขึ้นหนึ่งชุด นิกรร้องอุทานออกมาคำหนึ่งก็สะบัดมือเร่าๆ อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือก แต่แล้วก็สมน้ำหน้านิกร

"ดี-สมน้ำหน้า เสือกชูมือให้มันเห็น ทะลึ่งจนมือทะลุ"

ดร.ดิเรกยกปืนกลมือขึ้นประทับ เล็งศูนย์ไปที่ไฟฉายดวงนั้นแล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที เสียงปืนกลดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วค่าย ประกายไฟแลบออกจากปากกระบอกปืนแลเห็นถนัด ไฟฉายดวงนั้นถูก ดร.ดิเรกยิงแตกกระจายและพลพรรคใต้ดินที่ทำหน้าที่ฉายไฟก็ต้องเสียชีวิตด้วยการยิงอันแม่นยำของนายแพทย์หนุ่ม

ไฟฉายดับวูบลงแล้ว ยามประจำหอไฟฉายอีกคนหนึ่งยิงกราดมาทางสามสหายของเรา อาเสี่ยกิมหงวนรัวปืนกลออกไปเพียงสองชุด เจ้าหมอนั่นก็ล้มลงสิ้นใจตาย

ดร.ดิเรกกล่าวกับสองสหายอย่างร้อนรน

"ไปโว้ยโอกาสเป็นของเราแล้ว"

นิกร กิมหงวนและนายแพทย์หนุ่มต่างลุกขึ้นวิ่งผ่านบริเวณลานกว้างตรงไปที่รั้วลวดหนาม ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองพลพรรคคอมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่งก็วิ่งมาทางหอไฟฉาย แล้วใช้ปืนกลมือยิงกราดสามสหายอย่างดุเดือด

รั้วลวดหนามถูกตัดออกไปแล้วหลายเส้น เมื่อนิกร กิมหงวนและนายแพทย์หนุ่มวิ่งมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาบุญกับน้อยมุดรั้วออกไป แล้วช่วยกันยิงกราดไปทางพวกคอมมิวนิสต์ ทำให้พลพรรคใต้ดินมอบราบไปตามกัน เปิดโอกาสให้สามสหายหนีออกไปได้

บุญกับน้อยพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเข้าป่าโปร่ง ทุกคนพยายามหลบหนีไปโดยเร็ว วิ่งบ้างเดินบ้าง ล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน

"เฮ้" ดร.ดิเรกอุทานขึ้น "แกสองคนจะพาเราไปไหนโว้ย เลี้ยวไปเลี้ยวมาหลุดเข้าไปในค่ายคอมมิวนิสต์อีกเป็นเสร็จมัน"

บุญว่า "ผมกับน้อยรู้ทางดีครับ ผมกำลังพาพวกเราลัดออกทางหลวง อีกในราวครึ่งกิโลก็ถึงทางหลวงแล้วครับ"

สักครู่หนึ่ง ทุกคนก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถถังดังแว่วมาแต่ไกล เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตังอกตั้งใจฟังเสียงเครื่องยนต์ แล้วท่านก็ร้องเอ็ดตะโร

"รถถังเอ็ม ๒๔ ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายพลคงนำกองทหารบกมาทลายรังคอมมิวนิสต์เป็นแน่"

ทุกคนหยุดยืนรวมกลุ่มกัน น้อยกล่าวขึ้นว่า

"รีบออกไปที่ทางหลวงเถอะครับ อย่างไรพวกเจ้านายก็ต้องติดต่อกับกองทหารที่ยกมานี้ ขืนบุกเข้าไปรถถังหรือยานยนต์จะถูกระเบิดที่พวกมันฝังไว้ พลพรรคคอมมิวนิสต์เคยฝึกซ้อมการรบแบบตั้งรับเสมอ"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ วิ่งหน่อยโว้ยพวกเรา เราต้องขัดขวางขบวนทหารให้หยุด และไอจะเจรจากับนายทหารผู้บังคับบัญชาทหารเอง"

ต่างคนต่างออกวิ่งทันที โดยบุญกับน้อยวิ่งนำหน้า สักครู่ก็มาถึงทางหลวงซึ่งถนนตอนนี้เป็นทางตรงสุดสายตา ทุกคนแลเห็นขบวนรถทหารปรากฏอยู่ข้างหน้ากำลังวิ่งตามกันมาเป็นแถว รถทุกคันเปิดไฟหน้ารถเต็มที่ ซึ่งเป็นไฟจ้า

ขบวนรถยนต์ของทหารนำหน้าโดยวิลลี่จี๊ป ซึ่ง พ.ต.ณรงค์ สุรสิทธิ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับ ส.ท.แห้ว โหระพากุล ส่วนตอนหลังรถ พล.ต.ประสงค์ สุทธิรักษ์ ผู้บังคับกองพลนั่งคู่กับพ.ต.พล พัชราภรณ์ ทั้งพลและเจ้าแห้วแต่งเครื่องฝึกสวมหมวกเหล็ก มีปืนกลมือแบบทอมป์สะพายบ่าคนละกระบอก

ต่อจากวิลลี่จี๊ป มีรถบรรทุกทหารราบ ๖ คัน ติดตามด้วยรถถังเอ็ม ๒๔ สองคัน ท้ายขบวนรถคือรถจี๊ปใหญ่ ๔ คัน ขบวนทหารใช้ความเร็วเพียง ๓๐ ไมล์ต่อชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์ของรถถัง ๒ คันดังก้องกังวานไปไกล

แสงไฟหน้ารถวิลลี่จี๊ปซึ่งเป็นรถนำพุ่งไปข้างหน้าเป็นระยะทางตั้งครึ่งกิโลเมตร เมื่อแสงไฟจับร่างสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และบุญกับน้อยซึ่งยืนเป็นแถวเรียงเดี่ยวขวางถนน พ.ต.ณรงค์ผู้บังคับกองพันก็รีบรายงานให้ท่านนายพลทราบ

"ท่านผู้บัญชาการครับ มีคนหมู่หนึ่งยืนขวางหน้าเรา"

ทุกคนต่างจ้องมองดู เมื่อเข้ามาในระยะประมาณ ๑๕๐ เมตร พลก็ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว

"พวกเราครับท่าน" พลร้องบอกท่านนายพล "พวกเราหนีมาได้แล้ว ผมจำได้ครับ แต่ว่ามีคนเพิ่มมาสองคน"

จี๊ปวิลลี่ลดความเร็วลงทันที ทำให้รถทุกคันที่ตามมาต้องลดความเร็วลงเช่นกัน นิกร กิมหงวน และ ดร.ดิเรกต่างกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน พอรถจี๊ปหยุดชิดซ้ายขอบถนน เจ้าแห้วก็เผลอตัวร้องตะโกนสุดเสียง

"รับประทานพวกเรามาช่วยแล้วครับ"

สามสหายช่วยกันฉุดมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลากถูลู่ถูกังตรงมาที่รถจี๊ปวิลลี่ ในเวลาเดียวกันนี้เอง ท่านนายพลกับผู้บังคับกองพันและพลกับเจ้าแห้วก็ลงจากรถจี๊ปอย่างร้อนรน

นิกร กิมหงวน และ ดร.ดิเรกวิ่งเข้ามากอดพล ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้ามาสัมผัสมือกับท่านผู้บัญชาการกองพล

"ผมและพวกเราหนีออกมาได้ราวกับมีปาฏิหาริย์เชียวนะคุณ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับท่านนายพลอย่างละล่ำละลัก "พลพรรคคอมมิวนิสต์สองคนนั่นได้กลับใจไม่ยอมร่วมงานกับฝ่ายศัตรู และได้ช่วยเหลือพวกเราได้หลบหนีมาได้"

พล.ต.ประสงค์ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมยินดีด้วยครับ ที่ใต้เท้าและทุกคนปลอดภัย คุณพลได้ไปหาผมที่ค่ายทหาร เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง พอผมรู้เรื่องก็สั่งเป่าแตรเกิดเหตุสำคัญ แล้วก็นำทหารกองพันนี้เดินทางมาโดยด่วน"

ดร.ดิเรกพาเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าแห้วเข้ามาหาท่านผู้บัญชาการ

"ขอบคุณมากท่านผู้บัญชาการอย่างยิ่งเชียวครับ ที่รีบยกทหารมาช่วยเรา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่พวกผมสามารถช่วยตัวเองได้ก่อน เกือบเสร็จมันเชียวครับ"

พล.ต.ประสงค์พูดตัดบท

"เราอย่างเพิ่งพูดคุยกันเลยครับ อาจารย์กับคุณๆ เหล่านี้ช่วยนำทางไปที่รังคอมมิวนิสต์เถอะครับ ผมจะนำทหารทำการปราบปรามให้ราบคาบก่อนรุ่งสว่าง"

ดร.ดิเรกยิ้มให้ท่านผู้บัญชาการ

"พวกคอมมิวนิสต์ได้ฝังระเบิดไว้หลายแห่งบริเวณค่ายของมัน ท่านจะต้องระมัดระวังในการเข้าตีให้มาก เมื่อเข้าไปในเขตไร่หรือรังของพวกคอมมิวนิสต์แล้ว ยานยนต์ไม่ควรเดินบนถนนในบริเวณค่ายของมัน ขณะนี้ผมเข้าใจว่ามันคงเตรียมต่อสู้กับทหารอย่างเต็มที่"

ท่านนายพลหัวเราะเบาๆ

"ถ้าสู้มันก็แหลกละครับ ทหารคงยิงตายหมด"

ดร.ดิเรกเรียกบุญกับน้อยให้มารู้จักกับท่านผู้บัญชาการกองพล พล.ต.ประสงค์ได้โอภาปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี ซึ่งท่านนายพลผู้นี้ไม่มีการถือตัวเลย

หลังจากนั้นสักครู่ กำลังทหารก็เคลื่อนที่ต่อไป มุ่งตรงไปยังไร่ยาสูบและไร่พืชของพ่อเลี้ยงอินทร์ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว นั่งอยู่ในรถจี๊ปใหญ่คันหนึ่งซึ่งอยู่ท้ายขบวน ส่วนบุญกับน้อยซึ่งรับอาสานำทางนั่งอยู่ในรถจี๊ปวิลลี่ บรรดานายทหารนายสิบและพลทหารต่างตื่นเต้นดีใจไปตามกันเมื่อทราบว่า ดร.ดิเรกกับคณะของเขาทุกคนปลอดภัยแล้ว

๔.๓๐ น.

กำลังทหารราบและรถถังในบังคับบัญชาของ พล.ต.ประสงค์ สุทธิลักษณ์ ได้เดินทางมาถึงค่ายคอมมิวนิสต์แห่งจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ขบวนยานยนต์หยุดห่างจากประตูรั้วหน้าค่ายราว ๒๐๐ เมตร ทหารทุกคนได้รับคำสั่งให้ลงจากรถอย่างรวดเร็วฉับพลัน และแยกย้ายกระจายกำลังกันโอบล้อมค่ายคอมมิวนิสต์

เมื่อทหารหมวดหนึ่งบุกเข้ามาในเขตค่าย พลพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งประจำอยู่ในรังปืนหลายแห่งก็ใช้ปืนกลหนักและปืนกลเบาระดมยิงมาทันที รังปืนของพวกแดงอยู่ตามเนินเขา เมื่อเสียงปืนทางฝ่ายศัตรูดังขึ้น ทหารไทยก็หมอบราบลงกับพื้นยิงโต้ตอบข้าศึกอย่างดุเดือด ศาสตราจารย์สตินลาสั่งพลพรรคใช้ปืนครกยิงตรึงทหารไทยไว้และสั่งบาซูก้าเตรียมยิงรถถัง

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ณ บัดนี้ พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รวมกำลังกันครบชุดแล้ว เมื่อผู้บัญชาการกองพลส่งรถถังเอ็ม ๒๔ ทั้งสองคันโจมตีข้าศึก คณะพรรคสี่สหายของเราก็เคลื่อนที่ติดตามรถถังทันที มีทหารอีกหนึ่งกองร้อยตามมาด้วย รถถังเอ็ม ๒๔ ดันรั้วลวดหนามพังทลายและวิ่งไปตามพื้นดินอันขรุขระไม่ได้วิ่งไปตามถนนซึ่งพวกแดงฝังทุ่นระเบิดบกเอาไว้ และไม่ปรากฏว่ามีทหารคนใดวิ่งมาตามถนนสายนี้เลย เพราะก่อนเข้าตี ผู้บังคับหมวดได้ชี้แจงให้ทราบแล้วว่าบนถนนในไร่นี้มีทุ่นระเบิดบกฝังอยู่

พลพรรคคอมมิวนิสต์ใช้บาซูก้ายิงรถถังคันหนึ่ง แต่ยิงไม่ถูก เนื่องจากพวกแดงขาดความชำนาญและตื่นเต้นเกินไป ปืนใหญ่ประจำรถถังคันนั้นยิงไปที่รังปืนบาซูก้าทันที

"ตูม"

ขอนไม้และกระสอบทรายถูกชิ้นระเบิดของกระสุนปืนใหญ่แหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พลพรรคคอมมิวนิสต์ ๓ คนตายคาที่ บาซูก้ากระบอกนั้นชำรุดเสียหายใช้การอีกไม่ได้แล้ว ปืนใหญ่รถถังทั้ง ๒ คัน ช่วยกันระดมยิงรังปืนของศัตรู อำนาจการยิงที่แม่นยำของมันทำให้รังปืนตามเนินเขาพังพินาศ พลพรรคคอมมิวนิสต์ต่างทิ้งที่มั่นล่าถอยแทบจะคุมไม่ติด กองพันทหารราบซึ่งโจมตีทั้ง ๔ ด้านได้รุกประชิดติดพันทันที บางแห่งมีการตะลุมบอนกัน แต่แล้วพวกคอมมิวนิสต์ก็ต้องเสียชีวิตจากการประจัญบานกับทหาร บ้างก็ยอมจำนนถูกรถถังจับเป็นเชลย รถถังเอ็ม ๒๔ ทั้ง ๒ คันบุกตะลุยไปทั่วเขตไร่ ปืนใหญ่และปืนกลประจำรถถังทำงานให้พวกแดงแตกพ่ายสับสนอลหม่าน

เมื่อทหารราบหนึ่งกองร้อยบุกขึ้นไปบนเนินเขา เสียงระเบิดก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ทำให้ทหารทุกคนต้องหมอบราบกับพื้นดิน หอวิทยาศาสตร์ของคอมมิวนิสต์พังทลายราบไปแล้ว ซึ่งศาสตราจารย์สตินลาได้ทำลายมันก่อนจะถูกทำลาย ต่อจากนั้นคลังอาวุธและที่ตั้งของกองบัญชาการก็ระเบิดขึ้น แสงเพลิงแดงฉานจับท้องฟ้า

ศาสตราจารย์สตินลากับ ชาติ เดชา ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด เสียงปืนเบาบางลงมากแล้ว รังปืนของข้าศึกแทบทุกแห่งถูกทหารยึดไว้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ส่วนมากถูกปืนใหญ่รถถังหรือปืนครกสนามของทหารราบทำลายหมด ซึ่งทหารทุกคนทำการรบอย่างกล้าหาญแคล่วคล่องว่องไว และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด

เสียงปืนกลมือดังขึ้นที่บริเวณชายป่า คณะพรรคสี่สหายของเราได้ปะทะกับรองหัวหน้าคอมมิวนิสต์กับพลพรรค ๓ คนอย่าดุเดือด แต่แล้วหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ชาติ เดชากับลูกน้องอีก ๓ คนก็ถูกยิงตายหมด ในเวลาไล่ๆ กันศาสตราจารย์สตินลาก็ได้ปะทะกับทหารหมู่หนึ่ง จอมนักวิทยาศาสตร์สู้แบบจนตรอก เป็นการต่อสู้อย่างดุเดือดที่สุดในชีวิตของเขา ทหารไทย ๒ คนถูกเขายิงตาย แต่แล้วเขาก็ถูกกระสุนปืนเล็กยาวนัดหนึ่งที่หน้าผากทะลุออกทางด้านหลังกระโหลกศีรษะ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ล้มลงสิ้นใจตาย

การสู้รบสิ้นสุดลงในเวลา ๕.๒๐ น. พลพรรคคอมมิวนิสต์ถูกจับเป็น ๑๒ คน นอกนั้นถูกยิงตายหมดมีบาดเจ็บสาหัสเพียงสองสามคน ซึ่งทหารเสนารักษ์ก็ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ท่านผู้บัญชาการกองพลสั่งให้บังคับกองพันรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อตรวจสอบจำนวนทหาร ปรากฏว่าสิบตรีคนหนึ่งและพลทหาร ๔ คนต้องเสียชีวิตในการสู้รบกับพวกคอมมิวนิสต์ นายทหารคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ พลทหาร ๖ คน บาดเจ็บสาหัส ทหารยึดได้ปืนกลหนักเบาและอาวุธร้ายต่างๆ มากมายรวมทั้งโทรศัพท์สนาม ค่ายคอมมิวนิสต์ตกอยู่ในความยึดครองของทหารแล้ว

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พาท่านผู้บัญชาการและผู้บังคับกองพันไปดูศพศาสตราจารย์สตินลาและชาติ เดชาในตอนรุ่งอรุณของวันใหม่ ท่านนายพลได้ซักถามเรื่องราวต่างๆ จากสี่สหายมากมาย แล้วท่านก็กล่าวสรุปความว่า

"เป็นอันว่า อาจารย์กับคณะรอดพ้นภัยอันตรายแล้วนะครับ ถ้าหากว่าหลบหนีออกจากห้องขังไม่ได้และถ้ากองทหารมาช่วยไม่ทัน คอมมิวนิสต์มันก็คงส่งอาจารย์กับพรรคพวกไปประเทศมันแล้ว ผมจะจัดการให้อาจารย์กับทุกคนขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ วันนี้"

ดร.ดิเรก ยิ้มให้ท่านนายพล

"ขอบคุณมากครับท่านผู้บัญชาการ ผมจะพานายบุญกับนายน้อยไปกับเราด้วย ท่านจะขัดข้องไหมครับ"

"ไม่ขัดข้องครับอาจารย์ สำหรับนายบุญกับนายน้อยถ้าจำเป็นจะต้องเรียกตัวเขามาเป็นพยาน ผมก็จะติดต่อกับอาจารย์ต่อไป ผมยินดีด้วยครับที่อาจารย์กับเพื่อนๆ ตกลงใจให้ความอุปการะเลี้ยงดูสองคนนี้ แล้วก็อาจารย์กับคณะเตรียมตัวกลับเข้าเมืองเถอะครับ ผมจะให้ทหารเอารถจี๊ปใหญ่ไปส่ง ผมกับทหารของผมยังมีงานที่จะต้องทำอีกมาก กว่าจะถอนกำลังกลับได้คงไม่ต่ำกว่าเที่ยง ขณะนี้ผมวิทยุไปแล้วอีกสักครู่ตำรวจและนายอำเภอก็จะเดินทางมาที่นี่"

คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างสดชื่นรื่นเริงไปตามกัน ในราว ๗.๐๐ น.เศษ ทุกคนก็เดินทางกลับเข้าเมืองโดยรถจี๊ปใหญ่คันหนึ่ง มีทหารหนึ่งหมู่ติดตามคุ้มกันไปด้วยตามคำสั่งของท่านผู้บัญชาการกองพล บุญกับน้อยกลายเป็นคนของสี่สหายแล้ว

แผนการของคอมมิวนิสต์ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดร.ดิเรกกับคณะของเขาพร้อมด้วยบุญและน้อยได้ขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในตอนบ่ายวันนั้น.

จบบริบูรณ์