พล นิกร กิมหงวน 064 : ไส้โค

แขกของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งเป็นแขกจริงๆ ได้ลากลับไปแล้ว หลังจากได้สนทนากันเป็นเวลาชั่วโมงเศษ

เมื่อนายภูวนาถรามสูรนั่งรถเก๋งคันใหญ่ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว เจ้าแห้วก็เข้ามาในห้องรับแขกเพื่อเก็บแก้วเบียร์และจานกับแกล้มที่เจ้าคุณเลี้ยงต้อนรับแขกของท่าน พอเข้ามาในห้องเจ้าแห้วก็สะดุ้งสุดตัว เขาแลเห็นธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่ม รวม ๔ ปึกและปึกหนึ่งสูงประมาณคืบเศษ วางอยู่บนโซฟาข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "รับประทานนั่นธนบัตรของรัฐบาลหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"มึงนึกว่าธนบัตรปลอมยังงั้นเรอะ เงินดีโว้ยไม่ใช่เงินเก๊"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"รับประทานใต้เท้ากู้แขกคนนั้นหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"เขากู้ข้า ไม่ใช่ข้ากู้เขา นายภูวนาถเป็นลูกหนี้ของข้า กู้เงินข้าไปสี่แสน ปีครึ่งแล้ว วันนี้เขาเอาเงินต้นมาใช้ข้าแต่ดอกเบี้ยเดือนสุดท้ายข้ายกให้เขา"

เจ้าแห้วมองดูกองธนบัตรอย่าชื่นชม แล้วจุ๊ปาก

"รับประทานอย่างผมมีเงินสี่แสนเห็นจะดีใจตายแน่ โอ้โฮ รับประทานใต้เท้าคงมีอยู่ในแบ็งค์อีกเยอะแยะนะครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ก็ไม่มากมายนัก ราว ๑๒ ล้านเท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก ร้องตะโกนลั่น

"๑๒ ล้าน"

"เออ-ดันแหกปากออกมาได้ ความมั่งมีของข้าน่ะไม่เท่ากระผีกอ้ายหงวนมันหรอก เพราะอ้ายหงวนมันมีเงินฝากแบ็งค์ต่างประเทศตั้งสามสี่ร้อยล้าน อ้า-แกไปตามเจ้ากรกับประไพมาหาข้าซิ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานใต้เท้าจะแจกเงินหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"อย่าสู่รู้หน่อยเลยวะ ทำตามคำสั่งข้าก็แล้วกัน อ้ายกรกับประไพกำลังทำอะไรอยู่"

เจ้าแห้วตอบโดยไม่ต้องคิด

"รับประทานไม่ได้ทำอะไรหรอกครับ เห็นนอนหยอกกันจิ๊กจั๊กๆ บนเตียง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ประตูห้องเขาปิดตลอดเวลา มึงเสือกเห็นได้อย่างไร"

"รับประทานผมแอบมองตามรูกุญแจครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็ค่อยๆ ล่าถอยออกไปจากห้องรับแขก

ท่านเจ้าคุณหยิบธนบัตรมัดหนึ่งขึ้นมาโยนเล่น แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พูดพึมพำเบาๆ

"เงิน-เงินคือแก้วสารพัดนึก ฮ่ะ ฮ่ะ อะไรที่ว่ายาก ขัดข้อง มีอุปสรรค เอาเงินทุ่มเข้าไปโครมเดียวสำเร็จ ผู้หญิงสวยหยาดเยิ้มเหวี่ยงเข้าไปสักสี่ห้าแสน แหงแซะไปเลย แข็งเหมือนเหล็กเอาเงินง้างอ่อนเปียกเป็นขี้ผึ้งลนไฟ เออ-มนุษย์หนอมนุษย์ บูชาเงินเป็นพระเจ้ารวมทั้งกูด้วย ทั้งนี้ก็เพราะมีเป็นคน จนเป็นหมานั่นเอง"

นิกรกับประไพพากันเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งนี้เพราะเจ้าแห้วไปบอกว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะแจกเงินให้คนละแสน เจ้าแห้วเดินอมยิ้มตามเข้ามาด้วย สองผัวเมียแลเห็นธนบัตรใบละร้อยบาทมัดใหญ่ๆ ตั้ง ๔ มัดก็ทำตาลุกชันไปตามกัน อย่างที่เขาเรียกว่าเห็นเงินแล้วตาโต

"คุณพ่อ" ประไพร้องลั่น "เนื่องในงานอะไรคะ คุณพ่อถึงจะแจกเงินไพกับนิกรคนละแสนบาท"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ความจริงก็ไม่ใช่วันเกิดนี่ครับ แหม-ผมนี่โชคดีอย่างมหาศาลทีเดียว เขม่นตาตุ่มข้างขวามาตั้งแต่เช้าแล้ว"

นิกรกับประไพต่างนั่งลงบนเก้าอี้นวมคนละตัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูลูกสาวและลูกเขยของท่านอย่างขบขัน

"สติพ่อยังดีอยู่โว้ย ถ้าพ่อแจกเงินกันคนละแสนก็ต้องหมายความว่าพ่อวิกลจริต มันเรื่องอะไรกันวะจะต้องไปให้แก"

ประไพหันขวับมาทางเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งพับเพียบอยู่บนพรมปูพื้น

"แล้วแกเสือกบอกเราทำไมว่าคุณพ่อต้องการพบ ท่านจะแจกเงินให้คนละแสน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมเดาเอาครับ"

"ทะลึ่งมาก" นิกรเอ็ดตะโร "ดีใจแทบแย่นึกว่าจริงๆ ทีหลังพูดพล่อยๆ ยังงี้จะถูกเตะปากรู้ไหม"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะลั่นห้อง แล้วกล่าวกับสองสามีภรรยา

"แขกเจ้าของห้างรามสูรสโตร์มันเอาเงินมาใช้หนี้พ่อรวมสี่แสนด้วยกัน"

นิกรค้อนพ่อตาของเขาแต่ไม่ยอมพูดอะไร ประไพมองดูกองธนบัตรใบละร้อยแล้วถามว่า

"ทำไมเขาขนเงินสดเอามาให้คุณพ่อล่ะคะ เขาควรจะจ่ายเป็นเช็ค"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือแล้วสั่นศีรษะ

"เรื่องเช็คพ่อไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด เช็คที่เชื่อถือได้มีอยู่ไม่กี่คน นอกนั้นล้วนแต่เช็คไม่มีเงิน ขนาดที่ใครๆ เชื่อว่าเป็นเศรษฐีหรือมีเงินล้านยังจ่ายเช็คไม่มีเงิน พ่อขี้เกียจไปโรงพัก ใครเป็นลูกหนี้ของพ่อต้องมีเงื่อนไขว่าเวลาใช้หนี้ต้องชำระเงินสดไม่ใช่เช็ค" แล้วท่านก็ยื่นมือชี้หน้านายจอมทะเล้น "แกก็เคยต้มฉันมาแล้ว ขอยืมเงินไปห้าหมื่นแล้วจ่ายเช็คธนาคารเอสกิโมให้ฉัน ฉันเดินหาธนาคารนี้แทบตาย"

นิกรยิ้มเจื่อนๆ

"ก็อยู่ขั้วโลกเหนือยังไงล่ะครับ"

"ยังจะพูดดีอีก ในเช็คฉบับนั้นบอกว่าอยู่บนถนนสี่พระยาโว้ย ลวดลายของเช็คสวยงามน่าเชื่อถือ ระวังให้ดีแกเซ็นให้คนอื่นแกจะต้องติดคุก"

นิกรว่า "ผมตั้งใจเอาไว้เซ็นให้คุณพ่อกับคุณอาสองคนเท่านั้นแหละครับ เช็คเล่มนั้นจ้างเขาทำ ๕๐๐ บาท ค่าบล๊อค ค่ากระดาษ ค่าจ้างพิมพ์เสร็จ"

ท่านเจ้าคุณทั้งฉิวและทั้งขัน ท่านยกนาฬิกาเรือนทองขึ้นมองดูเวลาเสียก่อน จึงกล่าวกับนิกรและประไพอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกสองคนช่วยพ่อหน่อยเถอะวะ เอาเงินสี่แสนไปฝากแบ็งค์ให้พ่อที เพิ่ง ๑๑ โมงเท่านั้น มีเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าแบ็งค์จะหยุดพักกลางวัน ไปซี รีบไปเดี๋ยวนี้ ให้อ้ายแห้วมันขับรถไป"

"แหม" นิกรพูดยานคาง "ใช้อยู่เรื่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"ปีนี้ทั้งปีฉันเพิ่งใช้แกครั้งนี้"

"นั่นแหละครับ เรียกว่าใช้บ่อยแล้ว พ่อตาที่ดีควรใช้ลูกเขย ๑๐ ปีครั้ง"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"เดี๋ยวก็ยันเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง ไป-ไปแต่งตัวหากระเป๋ามาใส่เงินสักใบแล้วกลับมาจะให้รางวัลแกสองคน คนละพันบาท"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมล่ะครับ"

"แกไม่ต้องใช้ วานนี้ใช้ไปซื้อสบู่หนึ่งหีบยาสีฟันหลอดให้แกไปร้อยบาท แกล้งทำเป็นลืมทอน"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานไม่ยักลืม"

สองสามีภรรยาต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องรับแขก เจ้าแห้วตามไปด้วยเพื่อรับไปนำรถออกมาจอดหน้าตึก

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง ดอดจ์เก๋งของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็พานิกรกับประไพแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" เงินสด ๔๐๐,๐๐๐ บาท บรรจุอยู่ในกระเป๋าเดินทางขนาดกลางใบหนึ่ง นิกรกับประไพต่างมีปืนพกติดตัวคนละกระบอก เตรียมไว้ต่อสู้กับคนร้ายถ้าบังเอิญถูกปล้น

ถนนสุขุมวิทตอน ๑๑.๐๐ น. เศษ ยวดยานไม่คับคั่งเหมือนตอนเช้าหรือตอนเย็น เจ้าแห้วจึงขับรถอย่างสบายใจขับแซงขึ้นหน้าสามล้อเครื่องไปเรื่อยๆ บ่ายหน้าเข้ามาในเมือง ประไพมองดูกระเป๋าใส่ธนบัตรซึ่งวางอยู่บนเบาะข้างตัวบ่อยๆ ในที่สุดความโลภก็เกิดขึ้นในความรู้สึกอย่างรุนแรง

หล่อนกระซิบกระซาบกับผัวรักของหล่อนว่า

"กรคะ ไพอยากจะบอกอะไรสักหน่อย"

นิกรยิ้มให้ล่อน "เรื่องอะไรไพจ๋า"

ประไพถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไพอยากโกงเงินสี่แสนนี่"

นิกรลืมตาโพลง พูดเสียงลั่นรถ

"เหมือนใจทีเดียว พี่คิดตั้งแต่เห็นมันแล้ว สีแดงของมันสะดุดตาพี่ กลิ่นก็หอมเย้ายวนมาก"

ประไพยื่นมือให้นิกรจับ

"โอ.เค. ค่ะ เราแบ่งกันคนละครึ่ง หนีออกต่างจังหวัดเลย ชวนตาแห้วร่วมงานด้วยแบ่งให้มันบ้าง"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ตกลงประไพ เรื่องโกงพี่ชอบ เงินตั้งสี่แสนน้อยอยู่เมื่อไร เที่ยวกันจนกว่าจะหมดเงินแล้วค่อยกลับบ้าน แต่เราต้องหลบหนีตำรวจเพราะอย่างไรคุณพ่อก็คงแจ้งความ หนังสือพิมพ์จะลงรูปถ่ายของเรา"

ประไพว่า " เราไม่โง่พอที่จะให้ตำรวจจับเราได้ง่ายๆ หรอกค่ะ" พูดจบหล่อนก็ชะโงกหน้าพูดกับเจ้าแห้ว "ตาแห้ว ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะพูดกับแก"

เจ้าแห้วยิ้มให้หล่อน

"รับประทานผมได้ยินแล้วครับ ผมเสียใจที่ผมทรยศต่อเจ้าคุณไม่ได้ เพราะอำนาจเงินไม่สามารถทำลายความซื่อสัตย์กตัญญูของผมได้"

ประไพยกมือเขกกบาลเจ้าแห้วดังป๊อก

"อย่าบ้าไปหน่อยเลยวะ คนที่ซื่อสัตย์กตัญญูก็เพราะเขายังไม่มีโอกาสที่จะโกง ฉันเป็นลูกในไส้ของท่านแท้ๆ ฉันยังโกงนี่นา อ้า-ฉันให้แกสองหมื่นเอ้า"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"ไม่รับประทานครับ"

"ทำไมล่ะ" ประไพถามอย่างโมโห "น้อยไปรึ"

"ไม่น้อยครับ"

"ไม่น้อย ทำไมแกไม่เอา"

"รับประทานกลัวไม่จริงน่ะซีครับ ถ้าให้ผมจริงผมก็เอา"

"ถุย" นิกรร้องลั่นแล้วหัวเราะชอบใจ "นึกว่าแกจะซื่อสัตย์กตัญญูจริงๆ ที่แท้พอประไพให้แกสองหมื่นแกก็ตกลง"

เจ้าแห้วหันมายิ้มให้นิกร

"รับประทานคนอย่างผมตายแล้วเกิดใหม่อีกร้อยชาติก็ไม่มีโอกาสจะมีเงินสองหมื่นอยู่ในกระเป๋า แล้วทำไมผมจะไม่เอาล่ะครับ"

นิกรหัวเราะ

"เป็นอันว่าแกยอมทรยศต่อพ่อตาฉัน"

"ครับ ทรยศก็ทรยศ"

ประไพว่า "ตกลงตาแห้ว สองหมื่นบาทเป็นของแกแน่นอน ฉันสาบานให้ก็ได้ว่าฉันให้แกจริงๆ เราสามคนจะหนีไปด้วยกัน"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานดีครับ สนุกดี หนีออกหัวเมืองหรือครับ"

นิกรตอบแทนประไพ

"เออ-หนีไปปักษ์ใต้โว้ย ขณะนี้ทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปได้ทั่วแล้ว คืนนี้เราไปนอนประจวบก่อน พรุ่งนี้ไปชุมพร ไประนอง ไปกระบี่ ย้อนเข้าตรัง พัทลุงและไปสงขลา พอถึงหาดใหญ่เราก็พ้นภัยเพราะที่นั่นเป็นย่านชุมนุมชนเป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมทางใต้"

เจ้าแห้วจุ๊ปาก

"วิเศษเลยครับ รับประทานผมร่วมงานเต็มที่ อย่างมากก็ติดคุกเท่านั้น รับประทานอยู่นอกคุกมานานแล้วย้ายเข้าไปในคุกเปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน"

ประไพว่า "เติมน้ำมันเสียก่อนตาแห้ว เติมให้เต็มถังแล้วพาพวกเราไปบางรักหาซื้อกระเป๋าและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เราจะต้องมีเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนบ้าง ฉันจะซิ้อให้แกสักสองสามชุด"

นิกรว่า "ของใช้บางอย่างเราก็ต้องซื้อ เช่น กระดาษชำระ แปรงสีฟันและยาสีฟัน คนเราถ้าไม่ได้แปรงสีฟันเวลาพูดกันคุยกันก็ต้องเอาไม้ยันหน้าอกกันไว้"

เจ้าแห้วตบมือหัวเราะลั่น

"รับประทานสนุกจังครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่น "ยังโว้ย ยังไม่มีอะไรสนุกสักนิด ดันสนุกเสียแล้ว"

ดอดจ์เก๋งลดความเร็วลงแล้วเลี้ยวซ้ายมือเข้าไปในปั้มน้ำมันตราหอยโข่งปั้มหนึ่งเพื่อเติมน้ำมันเบนซินให้เต็มที่ เติมน้ำมันเครื่อง น้ำลั่นแบ๊ตเตอรี่เตรียมตัวเดินทางไปปักษ์ใต้

เพราะเสียเวลารับประทานอาหารกลางวัน หาซื้อกระเป๋าเดินทาง ซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปและของใช้เท่าที่จำเป็น นิกรกับประไพและเจ้าแห้วจึงออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในราว ๑๔.๐๐ น. เศษ

"เฆี่ยนให้หนักมือหน่อยโว้ยอ้ายแห้ว" นิกรร้องบอกเมื่อรถออกไปพ้นเขตเทศบาลธนบุรีแล้ว "เราจะต้องไปถึงหัวหินก่อนค่ำ เอาฝีมือท่านพีระสวมเข้าหน่อยซีวะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานสวมน่ะสวมได้ครับ แต่มือผมมันไม่ถึงท่านพีระ อย่าให้เกิน ๕๐ ไมล์เลยนะครับ เราจะได้มีหวังไปถึงหัวหิน"

ระหว่างทาง ประไพกับนิกรต่างเหลียวหน้าเหลียวหลังตลอดเวลา เพราะเกรงว่าจะมีรถของตำรวจติดตามมานั่นเอง สองสามีภรรยาเชื่อว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงโทรศัพท์ไปถามที่ธนาคารแล้ว เมื่อทางธนาคารบอกว่าไม่มีผู้ใดนำเงินสี่แสนมาฝากเข้าบัญชีให้ ท่านเจ้าคุณก็คงจะแจ้งให้ตำรวจทราบและป่านนี้ทางบ้าน "พัชราภรณ์" ก็คงจะเกิดการโกลาหลวุ่นวายไปตามกัน ตำรวจอาจจะสั่งวิทยุสกัดจับนิกรกับประไพและเจ้าแห้วทั่งประเทศแล้วก็ได้

ดอดจ์เก๋งพาโจรบรรดาศักดิ์มาถึงเพชรบุรีในราว ๑๗.๐๐ น. เศษ เนื่องจากเบรคหลวมเกินไปจนเสียเวลาจ้างช่างฟิตตั้งเบรคใหม่ราวครึ่งชั่วโมง พอเสร็จเรียบร้อยโจร ๕๐๐ ที่น่ารักทั้งสามคนก็บึ่งมาหัวหิน

ณ บัดนี้เป็นเวลาใกล้จะพลบค่ำแล้ว ความหวังที่จะไปนอนค้างประจวบคีรีขันธ์ต้องเลิกล้มไป นิกรกับประไพต่างตกลงกันพักหัวหิน แต่จะไม่ไปพักที่โรงแรมของการรถไฟเพราะกลัวเผชิญหน้ากับตำรวจ นิกรให้ความเห็นว่าควรไปพักโรงแรมเอกชนซึ่งอยู่ทางใต้ของตลาดหัวหิน ริมถนนหัวหิน-หนองแก เขาเผลอตัวบอกประไพว่าเขาเคยพาผู้หญิงมานอนค้างกับเขาหนหนึ่ง ดังนั้นจึงเกิดตะลุมบอนกันขึ้นในรถด้วยฤทธิ์รักแรงหึง ปรากฏว่านิกรถูกชกอย่างจัง ขอบตาข้างขวาเขียวเป็นขนมครก ดอดจ์เก๋งสีเขียวสดกำลังผ่านเข้าชะอำ

เจ้าแห้วลดความเร็วลงทันที เมื่อแลเห็นฉลามบกของกองปราบคันหนึ่ง จอดอยู่ริมทางรถไฟที่ตัดผ่านทางหลวงและตำรวจในเครื่องแบบสองคนยืนอยู่ข้างรถฟอร์ดเก๋งสีแดงคันนั้น เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวนมองดูในกระจกมองหลังแลเห็นนิกรกำลังกอดประไพก็ร้องเอ็ดตะโรลั่น

"รับประทานอย่าเพิ่งกอดกันเลยครับ ฉลามบกอยู่ข้างหน้าเราโน่น"

นิกรคลายมือที่กอดประไพออกทันที สองสามรภรรยาต่างมองไปข้างหน้า พอแลเห็นฉลามบกและโปลิศต่างก็หน้าซีดตัวสั่น "หยุด-หยุดโว้ยอ้ายแห้ว แล้วกลับรถเปิดไปเมืองเพชร"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ "รับประทานไม่มีทางครับ ขืนหนีก็ถูกจับตำรวจจะเปิดหวอไล่เราและพูดวิทยุให้ด่านกักรถข้างหน้าดักเล่นงานเรา"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้ายังงั้นทำใจดีสู้เสือโว้ย อ้าว-เมียกูเป็นลมไปแล้ว ไพ-ไพจ๋า อย่าเพิ่งเป็นลมซี ว้า-คอพับคออ่อนเลย"

ประไพพยายามปลอบใจตนเองให้เข้าแข็งแล้วพูดเสียงเครือน่าสงสาร "เราคงถูกจับคราวนี้ ในคุกน่ะอาหารการกินเป็นยังไงบ้าง กรขา"

นิกรสั่นศีรษะ "ไม่รู้ ไม่เคยติดเหมือนกัน ถามอ้ายแห้วมันดูซี"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก "รับประทานผมก็ไม่เคยครับ เคยเข้าแต่ห้องขังโรงพักเท่านั้น"

ตำรวจนายหนึ่งซึ่งมียศเป็นนายสิบตำรวจเอกปราดออกมายืนกลางถนน ชูมือทั้งสองขึ้นเป็นสัญญาณให้เจ้าแห้วหยุดรถ เจ้าแห้วถอนเท้าจากคันเร่งน้ำมันเหยียบเบรคเบาๆ บังคับดอดจ์เก๋งให้หยุดชิดซ้ายขอบถนนห่างจากเจ้าพนักงานเพียงเล็กน้อย นายสิบตำรวจเอกพาพลตำรวจเดินมาที่รถดอดจ์และยังมีนายสิบตำรวจตรีอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ในรถ เขายิ้มให้นิกรแล้วกล่าวว่า

"ขอโทษครับ ผมได้รับคำสั่งให้ตรวจรถทุกคันที่จะผ่านเข้าหัวหิน"

นิกรวางท่าให้ภาคภูมิถามว่า

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือหมู่"

"อ้า-เรื่องมันมีครับถึงได้มีเรื่อง มีคนร้ายสองคนผัวเมียขโมยเงินสดสี่แสนหนีมาจากกรุงเทพฯ ทางตำรวจได้สั่งวิทยุดักจับทั่วประเทศครับ"

นิกรฝืนหัวเราะเสียงปร่า

"แล้วทำไมมาเกี่ยวกับผมด้วยล่ะ ผมเป็นข้าราชการได้หยุดพักร้อนพาเมียมาตากอากาศหัวหิน"

ส.ต.อ. ผู้บังคับรถมองดูนิกรกับประไพอย่างเกรงใจ

"ตามคำสั่งให้ผมตรวจค้นรถยนต์นั่งทุกคันครับ ผมก็ต้องทำตามหน้าที่โปรดเปิดท้ายรถให้ผมตรวจก่อนเถอะครับ"

นิกรพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เฮ้-ลงไปเปิดท้ายรถให้หมู่แกตรวจหน่อยเถอะ กระเป๋าเสื้อผ้าทั้งสามใบเปิดให้แกดู"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง เปิดประตูก้าวลงจากรถแล้วเดินไปทางท้ายรถ ส.ต.อ.เดช เดชา เดินตามไปด้วย เจ้าแห้วไขกุญแจเปิดท้ายรถขึ้นให้เจ้าพนักงานตรวจกระเป๋าเสื้อผ้าโดยดี ส.ต.อ.เดช เรียกพลตำรวจให้ไปช่วยเขาตรวจค้น

นิกรมองดูกระเป๋าใส่เงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งวางอยู่ข้างประไพอย่างประหวั่นพรั่นใจ เขากระซิบกระซาบกับหล่อนเบาๆ ว่า

"ทำไงดีล่ะ เสร็จแน่เรา"

ประไพเม้มปากแน่น

"อย่าแสดงท่าทีให้เป็นพิรุธซีคะ เฉยๆ เถอะค่ะ เป็นเรื่องของไพเอง"

นิกรมองไปที่เขาชะอำแล้วกระซิบกับหล่อนอีก

"พี่วิ่งหนีเข้าป่าดีไหม ไพติดคุกพี่จะได้เป็นคนส่งเสีย"

ประไพคว้ามือผัวรักไว้

"เราร่วมงานกัน ถ้าติดคุกก็ต้องติดด้วยกันซีคะ" หล่อนพูดเสียงกระซิบเช่นเดียวกัน "อย่าหนีนะ ถ้ากรหนีไพจะยิงกรทันที ฮึ่ม-มีอย่างที่ไหนจะให้เมียติดคุก ตัวเองหนีเอาตัวรอด"

นิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง คนเราเมื่อถึงคราวคับขันก็มักจะนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเป็นที่พึ่ง นิกรก็เช่นเดียวกัน นายจอมทะเล้นดึงพระเครื่องรางประมาณ ๕ องค์ที่ร้อยติดสร้อยคอหนัก ๕ บาทออกมาจากคอเสื้อเชิ้ตฮาไวของเขา ยกมือกำพระทีละองค์แล้วพูดในใจ

"นะโมตัสสะภควโต หลวงพ่อครับ หลวงพ่อสมเด็จพุฒจารย์, หลวงพ่อท้ายย่าน, หลวงพ่อกริ่ง, อุบาเก็ง, หลวงพ่อแก้วและหลวงพ่อรอด กรุณาอย่าเพิ่งจำวัดนะครับ ช่วยผมสักครั้งเถอะครับ ดลจิตดลใจโปลิศคนนี้อย่าให้ค้นกระเป๋าใส่เงินใบนี้กลับไปถึงกรุงเทพฯ ผมจะแก้บนหลวงพ่อ หมูเห็ดเป็ดไก่พร้อมตาขาวอีกครึ่งโหล มีละครกรมศิลป์หนึ่งโรง งิ้วหนึ่งโรง ถ้าไม่ทำอย่างว่าหลวงพ่อหักคอผมเลยครับ นึกว่ากรุณาผมเถอะครับ ผมยังไม่อยากย้ายบ้านเข้าไปในคุกหรอกครับ ถ้าผมติดคุกผมก็จะพาหลวงพ่อเข้าไปด้วย ทำให้เสื่อมเกียรติของหลวงพ่อเปล่าๆ "

ส.ต.อ.เดช กับพลเท้งและเจ้าแห้วเดินเข้ามาหยุดยืนข้างรถ นิกรสะดุ้งเฮือกสุดตัวแต่แล้วก็ทำเป็นไก๋ผิวปากเพลงชาติเบาๆ มือขวาคลำพระรอดพระเครื่องราง ที่ถือกันว่าช่วยให้แคล้วคลาดภัยอันตรายได้เสมอ ส่วนใจก็นึกวิงวอนให้พระคุ้มครอง

ประไพยิ้มให้นายสิบกองปราบ

"เรียบร้อยแล้วหรือคะ หมู่"

"ครับ-ผมพยายามค้นอย่างระมัดระวังเพื่อมิให้เสื้อผ้าในกระเป๋ายับ อ้า-กระเป๋าข้างตัวคุณนั่นมีอะไรครับ ช่วยเปิดให้ผมดูหน่อย"

ประไพใจเต้นระทึก หล่อนทำเป็นไก๋ยกกระเป๋าเงินบนตักขึ้นมาขยับจะเปิด ส.ต.อ.เดชกล่าวขึ้นทันที

"ไม่ใช่กระเป๋าเงินครับ เงินตั้งสี่แสนจะซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเงินใบเล็กๆ ของคุณได้อย่างไร ผมหมายถึงกระเป๋าเดินทางใบนั้น เอ-คุณสองคนมีท่าทางพิรุธเสียแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เปิดให้หมู่แกดูซิจ๊ะไพ บอกให้แกรู้เสียก่อนว่าในกระเป๋ามีแต่เครื่องซับในของไพ โกเต๊กส์ แล้วก็อุปกรณ์ที่ไม่ใช่ของน่าดูบางอย่าง"

ส.ต.อ.เดช หันมามองดูนิกร พอแลเห็นพระเครื่องรางที่คอนิกร เขาก็ลืมเรื่องการค้นทันทีเพราะ ส.ต.อ.เดชเป็นนักนิยมพระเครื่องรางอย่างที่สุด ในวงการนักเล่นพระที่สนามหลวงรู้จักเขาดี ใครๆ ก็เรียกเขาว่า หมู่เดชกองปราบ

"โอ้โฮ คุณมีพระดีๆ เยอะแยะอย่างนี้เชียวหรือครับ"

เท่านี้เอง นิกรก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น เขาถอดสร้อยคอออกจากคอของเขาแล้วส่งให้ ส.ต.อ.เดช

"มีอยู่สี่ห้าองค์ครับหมู่ ชมซีครับ"

ส.ต.อ.เดช รับสร้อยคอและพระเลี่ยมมาจากนิกร แล้วเขาก็หันมาทางลูกน้องของเขา

"ไปคอยที่รถโว้ยเท้ง ขออั้วชมพระสักประเดี๋ยว"

พลเท้งกล่าวเตือนลูกพี่ของเขาด้วยความหวังดี

"ตรวจกระเป๋าใบนั้นเสียก่อนซีหมู่"

ส.ต.อ.เดช จุ๊ปาก

"แกจะบ้าหรือวะ ก็คุณคนนี้ท่านบอกแล้วว่าในนั้นมีแต่ซับในและเครื่องชั้นในของคุณผู้หญิง จะดูให้มันเกิดอะไรขึ้นมาวะ ไปๆๆ ไปคอยที่รถ" พูดจบเขาก็มองดูพระเครื่องรางองค์หนึ่งด้วยความสนใจและพอใจยิ่ง "คุณครับพระแก้วของคุณองค์นี้สวยกว่าทุกๆ องค์ที่ผมเคยเห็นมา กรุณาอย่าหาว่าผมดูถูกดูหมิ่นเลยครับให้ผมเช่าเถอะครับ ผมจ่ายเงินสดให้เดียวนี้ ๓,๐๐๐ บาท"

นิกรสั่นศีรษะและอมยิ้ม

"ไม่ได้หรอกหมู่ ผมมีอยู่องค์เดียว"

"โธ่ ผมให้ ๓,๐๐๐ ไม่ใช่เงินเล็กน้อยนะครับ"

นิกรหัวเราะเผลอพูดออกมา

"ผมมีเงินตั้งสี่แสน เงิน ๓,๐๐๐ บาทไม่มีความหมายสำหรับผม"

เจ้าแห้วกับประไพสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน แต่ ส.ต.อ.เดชมัวแต่สนใจกับพระเลยเข้าใจว่านิกรคุยเขามีเงินฝากไว้ในธนาคารตั้งสี่แสน ส.ต.อ.เดชมองดูนิกรด้วยสายตาแสดงการวิงวอน

"กรุณาให้ผมเช่าเถอะครับ แล้วผมจะขับรถไปส่งคุณจนถึงตลาดหัวหินคุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหยุดรถให้ตำรวจค้น เพราะจากนี่ไปถึงหัวหินมีตำรวจตั้งด่านตรวจรถอีก ๔ แห่ง ที่บ่อฝ้าย ห้วยทรายเหนือ ห้วยทรายใต้ และทางแยกเข้าพระราชวังไกลกังวล" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับประไพ "คุณช่วยกรุณาอ้อนวอนคุณผู้ชายหน่อยซีครับ คนมีเงินอย่างท่านหาเช่าที่ไหนอีกก็ได้"

ประไพว่า "ให้หมู่แกเช่าเถอะค่ะพี่ น้องอยากจะไปถึงที่พักเร็วๆ นั่งในรถมานานปวดเนื้อตัวเหลือเกิน หมู่แกจะได้ขับรถไปส่งเรา"

นิกรเอื้อมมือรับสร้อยคอและพระเลี่ยมมาจาก ส.ต.อ.เดช แล้วแกะขอสายสร้อยออกปลดพระหลวงพ่อแก้วออกมาส่งให้หมู่เดชแห่งกองปราบ

"ความจริงผมไม่เคยคิดให้เช่าเพราะผมก็เป็นเศรษฐีอยู่แล้ว แต่ผมเป็นพลเมืองดีไม่ใช่พลเมืองเสียก็อยากจะคบกับตำรวจไว้โดยเฉพาะตำรวจกองปราบอย่างหมู่ ผมชอบมากเอาไปเถอะครับ ผมคิดเท่าทุนเอา ๒,๐๐๐ เท่านั้น ผมเช่ามาในราคานี้"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ส.ต.อ.เดช จะตื่นเต้นดีใจสักเพียงใด เขายกมือวันทยาหัตถ์นิกรทันที

"ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลย" แล้วเขาก็เก็บหลวงพ่อไว้ในกระเป๋าเสื้อข้างซ้าย ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหลังหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออก ดึงธนบัตรใบละร้อยบาทสองปึกออกมาส่งให้นายจอมทะเล้นอย่างนอบน้อม "นี่ครับ ๒,๐๐๐ บาท กรุณานับเสียด้วย"

นิกรพยักหน้า ส่งเงินให้ประไพ

"ไม่จำเป็นต้องนับครับ ตำรวจทุกคนเป็นผู้มีเกียรติไว้วางใจได้เสมอ"

ส.ต.อ.เดช ยืดตัวขึ้นในท่าเบ่งทันที

"ชาติชายต้องไว้ลายตำรวจไทยครับ" เขาพูดเสียงหนักแน่น "ตำรวจยุคใหม่นี้ไม่มีการซ้อมหรือขังทิ้ง ยิงทิ้งล็อคคอหรือย่างสด ถ่วงน้ำไม่ทำอย่างเด็ดขาด เพราะกฎหมายมีอยู่แล้ว" พูดจบก็หันมายิ้มให้เจ้าแห้ว "ขึ้นรถอ้ายน้องชาย รถของกันจะขับนำหน้าเปิดไฟแดงบนหลังคาวูบวาบ รถที่สวนมาจะหยุดเป็นแถวและรถที่แล่นอยู่ข้างหน้าเราก็จะหลบชิดเข้าขอบทาง ตำรวจด่านกักรถจะไม่สนใจกับรถคันนี้ในเมื่อมีรถฉลามบกแล่นนำหน้า"

นิกรถอนใจโล่งอก

"หมู่ไม่ค้นกระเป๋าใบนี้หรือครับ"

ส.ต.อ.เดช หัวเราะชอบใจ

"ไม่ต้องครับ แต่ค้นดูเสียหน่อยก็ดี"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"อย่าเลยครับเสียเวลา นี่มันค่ำแล้วเมียผมเขาเป็นโรคหัวใจทะลุครับ เขาอยากจะไปถึงที่พักเร็วๆ จะได้พักผ่อน"

ส.ต.อ.เดช ยกมือตบกระเป๋าข้างซ้ายของเขา แล้วกล่าวกับนิกรอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่า

"ถ้าผมอมหลวงพ่อแก้วพูดกับผู้บังคับการสักครั้งเดียว สิ้นปีนี้ผมเป็นต้องได้จ่านายสิบแน่ๆ ผมไปละครับ เลยถือโอกาสลาคุณทั้งสองเสียเลย ผมจะขับรถไปส่งหน้าตลาดฉัตรไชยนะครับ"

ส.ต.อ.เดช ยกมือวันทยาหัตถ์นิกรและประไพด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วหมุนตัวกลับเดินไปที่รถฟอร์ดเก๋งของเขา โจรบรรดาศักดิ์ต่างดีใจเหมือนกับยกภูเขาออกไปจากอก นิกรยกพระเครื่องรางขึ้นไหว้

"ขอบคุณนะครับหลวงพ่อที่กรุณาช่วยผม" แล้วยกสร้อยคอขึ้นสวมศีรษะตามเดิม หันมายิ้มให้เมียของเขา "เป็นยังไงไพจ๋า"

ประไพฝืนหัวเราะ "เกือบช็อคแน่ะค่ะ ตอนที่หมู่แกสั่งให้เปิดกระเป๋าใส่เงิน"

เจ้าแห้วถอนหายใจดังปู้ด

"ฮ้อ-รอดตะรางอย่างหวุดหวิดเชียวนะครับ"

ฉลามบกหรือฟอร์ดเก๋งสีแดงของกองปราบหมายเลข ๙๙๙ ถูกสตาร์ทเครื่องแล้วกลับรถหันหน้าไปทางหัวหิน ส.ต.อ.เดชซึ่งนั่งอยู่ตอนหลังตามลำพังได้โบกมือเป็นความหมายให้เจ้าแห้วขับรถตามไป ต่อจากนั้นฉลามบกก็แล่นนำหน้าพาดอดจ์เก๋งเดินทางมุ่งตรงไปยังหัวหิน ซึ่งอยู่ไกลจากชะอำประมาณ ๒๔ กิโลเมตร

ฉลามบกเปิดไฟแดงวูบวาบมาตลอดทาง ดอดจ์เก๋งติดตามมาในระยะห่างประมาณ ๕๐ เมตร เลยสถานีชะอำไปสักครู่ฝนก็เทลงมาราวกับฟ้าทะลุ เมื่อรถของโจรบรรดาศักดิ์ผ่านตำรวจที่คอยตรวจค้นรถ ตำรวจที่ตั้งด่านก็เข้าใจว่าเป็นรถเจ้านายต่างก็กระทำความเคารพอย่างแข็งแรง ซึ่งนิกรก็ก้มศีรษะรับความเคารพและวางท่าให้เหมือนกับว่าเขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

แสงไฟหน้ารถทั้งสองคันส่องสว่างจ้าไปไกล รถผ่านสนามบินบ่อฝ้าย ผ่านทางแยกห้วยทรายเหนือและห้วยทรายใต้ตามลำดับ จนกระทั่งผ่านค่ายพลร่มนเรศวร บ้านเรือนสองฟากทางค่อยๆ หนาแน่นขึ้น พอถึงหน้าสนามมวยหัวหินซึ่งอยู่ห่างจากตลาดฉัตรไชยไม่ถึงครึ่งกิโลเมตร ฉลามบกก็ลดความเร็วลงและจอดชิดขอบซ้ายข้างถนน

เจ้าแห้วขับรถดอดจ์มาหยุดเคียงคู่ ส.ต.อ.เดช ชะโงกหน้ามาพูดกับนิกรด้วยเสียงอันดังแต่สุภาพนอบน้อม

"ผมส่งคุณแค่นี้แหละครับ ผมจะต้องรีบกลับไปเพชรบุรี"

นิกรโบกมือให้

"สวัสดีหมู่ ขอบคุณมาก ลาละครับจนกว่าจะพบกันอีก"

ดอดจ์เก๋งผ่านฉลามบกไปฝนยังตกหนัก ท้องฟ้าแดงฉานไปทั่งทุกทิศ ฟ้าแลบและคะนองครึ้นครั่น นิกรกับประไพและเจ้าแห้วต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสสดชื่นร่าเริงไปตามกัน

หัวหินตอนหัวค่ำในฤดูตากอากาศเช่นนี้ตามปกติมีชาวพระนครอุ่นหนาฝาคั่ง แต่คืนนี้เกิดมรสุมขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ฝนตกหนักและมีลมพายุรุนแรง ตลาดฉัตรไชยจึงเงียบเหงา ร้านอาหารและร้านค้าฝั่งตรงข้ามตลาดไม่มีคนเลย

"ยอดรัก ในที่สุดเราก็พ้นปากเหยี่ยวปากกามาได้" นิกรพูดยิ้มๆ "สี่แสนบาทเป็นของเราแล้ว"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานสองหมื่นบาทเป็นของผม อย่าลืมนะครับ"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"เออน่า งกไปได้"

"รับประทานงกน่ะไม่งกหรอกครับ แต่อยากได้"

นิกรหันมาทางเมียรักของเขา

"แวะกินข้าวร้านเจ้อ้วนก่อนดีไหม"

"โอ๊ะ ไม่ได้หรอกค่ะ เจ้อ้วนแกรู้จักเราและคนสามล้อที่นี่ตลอดจนบ๋อยโรงแรมรถไฟหลายคนก็รู้จักเราทั้งนั้น ไปทานที่โรงแรมเถอะค่ะ ถ้าที่นั่นไม่มีขายใช้ให้เขามาซื้อก็ได้ทิปให้เขาสักร้อยสองร้อยบาท เขาก็คงยินดีบริการเรา"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จ้ะ-ตกลง แต่กรหิวจนลมออกหูแล้ว"

ดอดจ์เก๋งของโจรบรรดาศักดิ์ผ่านตลาดฉัตรไชยด้วยความเร็ว ๒๕ ไมล์ต่อชั่วโมง สักครู่ก็ผ่านสี่แยกไปโรงแรมหัวหินและอีกทางหนึ่งไปสถานีรถไฟ คราวนี้ฝนตกหนักขึ้นอีกเครื่องปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่กระจกหน้ารถเกือบจะไม่มีประโยชน์อะไรเพราะปัดเม็ดฝนไม่ทัน

ประไพหัวเราะหึๆ แต่แล้วก็หัวเราะเสียงลั่นรถ ทำให้นิกรหันมามองดูเมียรักของเขาด้วยความประหลาดใจ

"ขบขันอะไรหรือทูนหัว"

ประไพยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ดูหนังดูละครแล้วก็ย้อนดูตัว ไพกำลังนึกถึงตัวเองค่ะ ขณะนี้ถ้าไม่มีตาแห้วและกร ไพนั่งขับรถฝ่าฝนตามลำพังไปก็คงเหมือนแจเน็ต ลีห์ในเรื่องไซโคแน่นอน"

นิกรหัวเราะ

"เออ-จริง แจเน็ต ลีห์ ขโมยเงินเศรษฐีเฒ่าหนีออกจากเมืองอาริโซนา หวุดหวิดจะถูกตำรวจจับเหมือนกัน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"เรื่องนี้เราสามคนรับประทานร่วมคิดกันยักยอกเงินท่านเจ้าคุณนี่ครับ ไม่เหมือนเรื่องไซโคหรอกครับ รับประทานเพียงแต่คล้ายกันเท่านั้น"

นิกรว่า "ถ้ายังงั้นเรื่องนี้ควรเป็นเรื่อง 'ไส้โค' ดีไหมวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"รับประทานไส้วัวต้มหรือครับ เข้าทีดีครับ แต่ว่า รับประทานคงไม่ตื่นเต้นหวาดเสียวเหมือนหนังเรื่องไซโคแน่ๆ "

นิกรว่า "เถอะน่า ตอนตื่นเต้นหวาดเสียวมันยังไม่ถึงนี่หว่า ที่โรงแรมเราอาจจะเผชิญกับเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนขวัญเราก็ได้ แกอาจจะถูกแทงตาย คนร้ายเอาศพแกใส่ไว้หลังรถแล้วขับรถไปทิ้งบึงใหญ่"

"ว้า" เจ้าแห้วร้องคราง "รับประทานอย่าพูดยังงี้ซีครับ ชักเสียว"

ประไพพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แกกลัวตายหรือ ตาแห้ว"

"รับประทานถ้าแก่ตายไม่กลัวหรอกครับ แต่ตายแบบตายโหงรับประทานน่ากลัวครับ"

นิกรเอื้อมมือตบบ่าเจ้าแห้ว

"เฮ้-เบาโว้ย"

เจ้าแห้วว่า "ฝนตกยังนี้ลงไปเบาก็เปียกหมดน่ะซีครับ อดใจไปฉี่ที่โรงแรมเถอะครับ"

นิกรทำคอย่น

"เบารถโว้ย ไม่ใช่ปวดท้องเบา ดูซี-เลยทางเข้าโรงแรมมาตั้งไกลแล้ว หยุดซีโว้ย แล้วถอยหลัง"

ดอดจ์เก๋งถูกบังคับให้หยุดกลางถนนและค่อยๆ ถอยหลัง จนกระทั่งเลยถนนซอยเข้าโรงแรมไปเล็กน้อยเจ้าแห้วก็หยุดรถ แล้วบังคับรถเดินหน้าเลี้ยวซ้ายเข้าถนนซอยไปสู่ชายทะเลในที่สุดรถก็หยุดหน้าบังกาโลว์ชั้นเดียวขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ปลูกหันหน้าออกสู่ทะเลและอีกด้านหนึ่งหันไปทางป่าสน ด้านหลังโรงแรมมีเรือนสองชั้นแบบโบราณ ปลูกอยู่บนเนินดินสูง โรงแรมนี้เก่าคร่ำคร่าล้าสมัยมาก ส่วนเรือนหลังใหญ่ก็ดูมืดครึ้มคล้ายกับบ้านผีดิบ

ประไพสะดุ้งเฮือกเมื่อแลเห็นป้ายโรงแรมนี้

"โรงแรมมรณะ"

"อุ๊ยตาย ทำไมอุตริใช้ชื่ออย่างนี้ล่ะคะกร"

นิกรยิ้มให้เมียของเขา

"พี่เคยถามเจ้าของและผู้จัดการโรงแรมนี้มาแล้ว เขาบอกว่าชื่อนี้ย่อมเตือนให้ผู้มาพักได้สังวรตัวไว้ว่า คนเราเกิดมาแล้วย่อมหนีความตายไปไม่พ้น"

ประไพถอนหายใจหนักๆ

"ดูบรรยากาศมันน่ากลัวยังไงชอบกลค่ะ กรเราไปพักโรงแรมในตลาดไม่ดีหรือคะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอก ที่ตลาดมีตำรวจพลุกพล่าน แล้วก็ห้องนอนเต็มไปด้วยรูถ้ำมอง ห้องน้ำยังงี้อย่างไพเข้าไปอาบมองเห็นลูกนัยน์ตาตามฝาห้องเต็มไปหมด ที่นี่สงบเงียบดีที่สุดตำรวจไม่เคยมาตรวจเลย ผู้จัดการก็สุภาพเรียบร้อยอยู่ที่นี่เถอะไพ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปชุมพรแต่เช้า"

ชายหนุ่มร่างผอมสูงคนหนึ่งในมือถือร่มกระดาษเดินออกมาจากห้องริมสุดซึ่งเป็นห้องทำงานของเขา เขาสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว แสงไฟที่หน้าระเบียงส่องสว่างแลเห็นรูปร่างหน้าตาของเขาอย่างถนัด ขณะนี้ฝนซาลงบ้างแล้ว

ประไพจ้องมองดูเจ้าของและผู้จัดการโรงแรมมรณะอย่างตื่นตะลึง

"กร" หล่อนอุทานเสียงหนักๆ "เขาเป็นคนไทยหรืออเมริกันคะนี่"

นิกรหัวเราะ

"คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์"

"ทำไมถึงเหมือน อันโทนี เปอร์กินส์ ราวกับลูกแฝดล่ะคะ" ประไพถามเร็วปรื๋อ

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานหลุดออกมานอกจอกระมังครับ"

ผู้จัดการโรงแรมจัดแจงกางร่มกระดาษ แล้วลงบันไดหน้าโรงแรมเดินฝ่าฝนมาที่รถดอดจ์เก๋ง จากแสงไฟในเก๋งทำให้เขาจำนิกรได้คลับคล้ายคลับคลา

"กู๊ดอีเวนนิ่ง ครับคุณ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"มากไปคุณ ลำบากนักก็พูดไทยเถอะ เมียผมยิ่งกำลังสงสัยว่าคุณเป็นดาราภาพยนต์ฮอลลี่วู้ด สบายดีหรือคุณบรรจุ"

ผู้จัดการโรงแรมทำคอย่น

"บรรจุน่ะพ่อผมครับ ผมชื่อบรรจบ แล้วกัน"

นิกรกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ขอโทษทีคุณ ผมจำชื่อคุณไม่แม่น เป็นยังไงสบายดีหรือคุณ"

"ขอบคุณครับ สบายดี"

นิกรว่า "หวังว่าห้องพักของคุณ ๑๒ ห้องคงว่างทั้ง ๑๒ ห้อง"

นายบรรจบอมยิ้ม

"แหม-ยังงั้นมันก็เหมือนหนังเรื่องไซโคจนเกินไปซีครับ ห้องของผมว่างอยู่ ๑๐ ห้องครับ หมายเลข ๒ และหมายเลข ๔ มีผู้มาเช่าเมื่อตอน ๑๘.๐๐ น.นี่เอง"

ประไพวิตกว่าจะเป็นตำรวจลับก็กล่าวถามทันที

"ใครมาเช่าคะ ผู้หญิงหรือผู้ชายหรือกระเทย"

นายบรรจบหันมายิ้มให้หล่อน

"ผู้ชายครับ บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิคองค์หนึ่งกับนักเผยแพร่ศาสนาคนหนึ่ง อีกห้องหนึ่งเป็นแขกฮินดูสองคนนักแสดงกลครับ เขามาพักตากอากาศหัวหิน ส่วนบาทหลวงกับลูกศิษย์ของท่านจะเดินทางไปปักษ์ใต้"

ประไพพยักหน้ารับทราบ

"เราต้องการห้องพักอย่างดีที่สุดห้องหนึ่งและห้องธรรมดาหนึ่งห้องค่ะ"

"ได้ครับ ผมจะจัดให้คุณกับคุณผู้ชายพักห้องหนึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานของผมครับ ส่วนคนรถของคุณให้พักอยู่ห้องหมายเลข ๒"

ประไพยิ้มให้เขา

"มีห้องน้ำอยู่ในห้องนอนนะคะ"

"ครับ สำหรับห้องของคุณหมายเลข ๑ มีห้องน้ำและส้วมชักโครกพร้อมแต่ห้องสำหรับคนรถมีแต่ก๊อกน้ำและที่อาบน้ำครับ ส้วมไม่มี"

"อ้าว" เจ้าแห้วอุทานเสียงลั่นรถ "ไม่มีที่ส้วมแล้วผมจะไปส้วมที่ไหนล่ะคุณ"

นายบรรจบหัวเราะชอบใจ

"ก็ชายหาดหรือตามป่าสนแถวนี้น่ะซีครับ ตรงไหนก็ได้เลือกถ่ายเอาได้ตามใจคือไทยแท้ แฮ่ะ แฮ่ะ เชิญขึ้นไปข้างบนโรงแรมเถอะครับ ผมจะเอาร่มรับขึ้นไปทีละคน"

ประไพก้าวลงจากรถเป็นคนแรกและหิ้วกระเป๋าเงินสด ๔๐๐,๐๐๐ บาทลงมาด้วย ซึ่งน้ำหนักของกระเป๋าใส่เงินใบนี้ทำให้ประไพเอวคอดไปเหมือนกัน นายบรรจบช่วยกางร่มให้หล่อนพาประไพฝ่าเม็ดฝนขึ้นไปบนโรงแรม ต่อจากนั้นเขาก็มารับนิกรและมารับเจ้าแห้วเป็นคนสุดท้าย เจ้าแห้วยอมเปียกฝนเปิดท้ายรถหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาสองใบ

"คุณช่วยถือใบหนึ่งซีครับ" เจ้าแห้วพูดกับผู้จัดการหนุ่ม "หยิบออกมาเถอะครับ ร่มของคุณลำบากนักก็หุบเสียดีกว่า ขาดจนมองเห็นท้องฟ้าตั้งหลายแห่ง"

บรรจบเห็นพ้องด้วย จัดแจงหุบร่มหนีบรักแร้แล้วหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าออกจากท้ายรถ วิ่งเหยาะๆ ขึ้นไปบนโรงแรม เจ้าแห้วไม่สนใจกับสายฝน เขาจัดแจงปิดท้ายรถและใส่กุญแจเรียบร้อย หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าของนิกรกับประไพเดินมาที่บันไดโรงแรม วางกระเป๋าลงแล้วกลับไปที่รถหมุนกระจกขึ้นทีละบานทั้งสี่บาน เสื้อผ้าของเจ้าแห้วเปียกฝนชุ่มโชก เจ้าแห้วใส่กุญแจประตูรถแล้วเดินผิวปากมาที่โรงแรมอย่างใจเย็น

"ฮือ" นิกรคราง "แกแน่โว้ยอ้ายแห้ว แกทำงานกลางฝนอย่างหน้าตาเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อน"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานอยู่ใต้ฟ้าไม่ต้องกลัวฝน เกิดเป็นคนไม่ต้องกลัวเปียกครับ รับประทานฝนไม่เป็นอุปสรรคสำหรับผมเลย มันอยากตกก็ช่างมัน รับประทานเรามีงานอะไรเราก็ทำมันไป"

ประไพหัวเราะคิกๆ

"แล้วแดดล่ะกลัวไหม ตาแห้ว"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานแดดหรือครับ แดดจะร้อนอย่างไรขอให้ประเทศไทยเจริญก็แล้วกัน ว้า-รับประทานคางผมชักสั่นแล้ว ลืมนึกไปว่าผมเป็นโรคกลัวน้ำ ถูกฝนไม่ได้"

นิกรยกมือเขกกบาลเจ้าแห้วค่อนข้างแรง แล้วหันมาพูดกับผู้จัดการโรงแรมอย่างเป็นงานเป็นการ

"บ๋อยหายหน้าไปไหนหมดล่ะคุณ เราจะสั่งเครื่องดื่มและอาหาร"

นายบรรจบก้มศีรษะเล็กน้อย

"เสียใจครับ บ๋อยไม่มีครับ เนื่องจากรายได้ของโรงแรมตกต่ำมากผมจำเป็นต้องปลดบ๋อยออกจากงานหมดและผมทำหน้าที่ทุกอย่างของโรงแรมนี้ นับตั้งแต่เจ้าของและผู้จัดการ สมุห์บัญชี เสมียน บ๋อย กุ๊ก คนซักรีด และทำความสะอาดสถานที่"

ประไพถามขึ้นบ้าง

"คุณอยู่กับคุณแม่คุณที่เรือนใหญ่หลังโรงแรมใช่ไหมคะ อ้า-คุณแม่คุณเป็นง่อยและเป็นโรคประสาท"

นายบรรจบทำตาปริบๆ

"นั่นมันหนังเรื่องไซโคนี่ครับคุณ" แล้วเขาก็หัวเราะลั่น "ผมอยู่คนเดียวครับ คุณพ่อคุณแม่ผมไปทัศนาจรเมืองผีกันหมดแล้ว คุณต้องการอาหารและเครื่องดื่มหรือครับ"

นิกรตอบแทนภรรยาของเขา

"ถูกแล้วคุณ อาหารอะไรก็ได้สำหรับเราสามคนเครื่องดื่มเย็นๆ เฉพาะเมียผม แล้วก็เบียร์สำหรับผมสักสองขวด เร็วหน่อยนะผู้จัดการ"

"ครับๆ อย่างช้าในราว ๓ ชั่วโมง ผมจะยกอาหารมาตั้งโต๊ะหน้าระเบียงนี้"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"๓ ชั่วโมงเชียวหรือคุณ พอดีหิวตาย"

"โธ่-ผมต้องไปตลาดนี่ครับ ขี่จักรยานกว่าจะไปถึงตลาดเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว กว่าจะซื้ออาหารเสร็จและกลับมา"

นิกรโบกมือห้าม

"เอายังงี้ดีกว่าผู้จัดการ อาหารของคุณเท่าที่มีอยู่จัดมาก็แล้วกัน เป็นต้นว่า ไข่เจียว ยำกุ๊นเชียงหรือปลากระป๋อง ข้าวคลุกกะปิโรยกุ้งแห้งหรือเครื่องเค็มปลาเค็มของคุณมีก็ต้มข้าวต้มมา"

บรรจบนิ่งคิด

"เอาอาหารอิสลามดีไหมครับ ข้าวบุหรี่ ไก่ย่าง แกงกุรุหม่า แล้วก็มีแกงมัสหมั่นอีกอย่างหนึ่ง"

นิกรลืมตาโพลง

"เอ๊ะ เข้าทีคุณ คุณเป็นไทยอิสลามหรือครับ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่าครับ ถ้าคุณจะรับประทานผมจะขอยืมรถคุณขับไปซื้อให้ที่ร้านอาหารอิสลาม ตลาดเมืองเพชร"

"ไม่กินแล้ว" นิกรตวาดแว้ด "ไปต้มข้ามต้มมาเถอะ"

นายบรรจบรับคำสั่งอย่างนอบน้อม แล้วรีบลงบันไดไป ประไพหิ้วกระเป๋าใส่เงิน ๔๐๐,๐๐๐ เดินนำหน้าพานิกรเข้าไปในห้องพักหมายเลข ๑ เจ้าแห้วหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าสองใบติดตามมา เขาวางกระเป๋าลงข้างโต๊ะเครื่องแป้งแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"รับประทานผมไปพักผ่อนนะครับ ต้องรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียที"

นิกรมองดูเจ้าแห้วอย่างเห็นใจ

"เออ...เสร็จแล้วไปนั่งคอยที่โต๊ะอาหารหน้าห้อง"

เจ้าแห้วทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง แต่แล้วก็กระซิบถามนิกรเบาๆ

"รับประทานสองหมื่นบาทเมื่อไหร่จ่ายให้ผมล่ะครับ"

นิกรชักฉิว

"แล้วกันอ้ายนี่ ทำไมถึงงกยังงี้วะอ้ายแห้ว"

"โธ่ รับประทานผมบอกคุณแล้วว่าไม่ได้งกแต่อยากได้ รับประทานพยายามเข้าใจคำพูดผมบ้างซีครับ"

"พรุ่งนี้กูจ่ายให้แน่นอน" นิกรพูดอย่างโมโห "เงินยังไม่ได้แก้ออกจากมัดโว้ยมีอยู่สี่มัด มัดละแสนบาท"

เจ้าแห้วตกใจจนตาเหลือก

"เอา....เอา-รับประทานแหกปากเข้า เดี๋ยวก็ติดคุกไปตามกันเท่านั้น"

คราวนี้แทนที่จะโกรธ นายจอมทะเล้นกลับยิ้มแห้งๆ ประไพพูดตัดบท

"ออกไปเสียทีเถอะตาแห้ว ฉันจะผลัดผ้าผลัดผ่อน"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ แล้วพูดกับนิกร

"ไปข้างนอกเถอะครับ คุณประไพจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า"

นิกรตวาดแว้ด

"ไม่เป็นไรโว้ย ข้าเป็นผัว"

"อ้อ รับประทานผมลืมนึกไป" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินอมยิ้มออกไปจากห้องพักหมายเลข ๑ และช่วยปิดประตูห้องให้เรียบร้อย

ฝนซาไปพักหนึ่งแล้วกระหน่ำลงมาอีก ประไพนุ่งซิ่นไหมกระโจมอกยืนม้วนผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง กระเป๋าใส่เงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท วางอยู่บนเตียงนอนขนาด ๕ ฟุต ซึ่งเป็นเตียงไม้สักแบบเก่า นิกรสวมเสื้อกล้ามทั้งๆ ที่ไม่มีกล้ามเพราะกล้ามของเขาหลบใน เขานุ่งผ้าขาวม้าใหม่เอี่ยมแข็งปั๋งตาหมากรุกสีแดงสลับขาว นิกรกำลังฉีกห่อสบู่ นำสบู่ไว้ในจานพลาสติกแล้วค้นหาแปรงสีฟันและยาสีฟันเตรียมตัวจะอาบน้ำ

ประไพมองดูเขาในกระจกส่องหน้า

"อาบน้ำเสียซีคะ กร"

นิกรยิ้มให้หล่อน

"ก็อาบพร้อมๆ กันซี"

"วุ๊ย ไม่ได้หรอกค่ะ" แล้วหล่อนก็หัวเราะ "มองหน้ากันยังไงคะ จั๊กกะจี้"

"น่า เราผัวเมียกัน ไม่เห็นจะน่าอับอายอะไรเลย มาซีไปอาบน้ำกับพี่ผลัดกันถูหลัง อ่างสำหรับอาบน้ำใบเบ้อเริ่มลงไปนั่งสองคนอย่างสบาย ห้องน้ำก็สะอาดกว้างขวาง พื้นปูด้วยกระเบื้องเคลือบมีกระจกส่องเชฟเสียอีก"

ประไพสั่นศีรษะ

"ไม่ละค่ะ บัดสีบัดเถลิง กรเข้าไปอาบก่อนเถอะ"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก บีบยาสีฟันใส่แปรงแล้วถือแปรงกับจานสบู่เดินเข้าไปในห้องน้ำ ประไพม้วมผมเสร็จพอดีหล่อนเดินมานั่งบนเตียงนอน มองดูกระเป๋าใส่เงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาทด้วยความชื่นชม

"ฮ่ะ ฮ่ะ คุณพ่อผู้น่าสงสารเอ๋ย นี่แหละคือผลแห่งความกระดูกขัดมันของคุณพ่อ ไพขอเงินใช้หมื่นบาทกว่าจะให้สักทีบ่นแล้วบ่นอีก ป่านนี้คงนอนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ที่บ้านเป็นแน่ คราวนี้คุณพ่อคงจะได้บทเรียนที่มีค่ายิ่ง อย่างไว้ใจทางอย่างวางใจคนจะจนใจเอง เรื่องเงินแล้วแม้แต่ลูกก็ไว้ใจไม่ได้"

นิกรเปิดประตูห้องน้ำ แล้ววิ่งพรวดพราดออกมาอย่างร้อนรน ทำให้ประไพใจหายวาบ

"อะไรคะกร"

นิกรสั่นศีรษะ

"เปล่า ไม่มีอะไรหรอก"

ประไพชักฉิว

"แหม บ้าจริงเชียว ใจหายหมด นึกว่าใครมันแอบอยู่ในห้องน้ำและมันจะแทงพี่ วิ่งออกมาทำไมคะ ทำเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้"

นิกรหัวเราะ

"น้ำในก๊อกมันเย็นเหมือนน้ำในตู้เย็น กรอาบซู่เดียวไม่ทันฟอกสบู่หมดต้องวิ่งจู๊ดออกมา ฮึ่ย....หนาวจังขอกอดแก้หนาวหน่อยซี"

"มะเหงกนี่แน่ะ"

นิกรยกมือจับคางเมียของเขา

"อาบน้ำเถอะไพ แล้วรีบออกไปกินข้าวเสร็จแล้วจะได้มานอนคลุมโปงคุยกัน กรจะเล่านิทานให้ฟัง"

ประไพมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเศร้าใจ

"โธ่เอ๊ย ทำราวกับว่าเพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ โอเว่อร์ไปแล้วคุณนิกรเจ้าขา"

นิกรยิ้มเอียงอาย

"ก็เมียของพี่อวบอัดออกอย่างนี้ "

"อวบอัด" ประไพทวนคำ "ไพตัวโตกว่าลูกหมานิดเดียวยังบอกว่าอวบอัด"

"ก็อวบอัดขนาดจิ๋วยังไงล่ะไพ"

ประไพหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหม่เอี่ยมขึ้มาคลุมบ่า แล้วถือแปรงสีฟันเดินเข้าไปในห้องน้ำจัดแจงปิดประตูใส่กลอนให้เรียบร้อย มิหนำซ้ำยังหากระดาษชิ้นเล็กๆ อุดรูกุญแจไว้เพราะกลัวนิกรแอบมองดูหล่อนอาบน้ำนั่นเอง

นิกรร้องเพลงภาพยนต์ "นาวีเริงรัก" เบาๆ และนึกครึ้มใจที่ใครๆ เคยพูดกันว่าเขามีรูปร่างและใบหน้าคล้ายๆ แพ็ท บูน ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น นายจอมทะเล้นยกกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นมาวางบนเก้าอี้ แล้วเปิดออกหยิบเสื้อกางเกงชุดใหม่เอี่ยมพร้อมด้วยกางเกงในออกมา สักครู่เขาก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย สวมกางเกงขายาวสีเทาแก่เสื้อยืดแบบสปอร์ตสีเทาอ่อนลายเหลืองยี่ห้อชั้นดีของอเมริกา

ฝนขาดเม็ดแล้ว ขณะที่เขากำลังยืนหัดยิ้มและแยกเขี้ยวยิงฟันกับกระจกเงา นิกรก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว

เขาได้ยินประไพหวีดร้องสุดเสียง เสียงที่ร้องนั้นดังมาก แสดงความตกใจหวาดกลัวและได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

"ว้าย โว๊ย โอ๊ย....กรี๊ดๆๆๆๆ "

นิกรยืนตำลึงขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาจำได้ว่าเสียงของแจเน็ต ลีห์ในเรื่อง "ไซโค" นั้น เคยทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวนมาแล้ว ขณะที่เขากำลังนั่งชมภาพยนตร์เรื่องนี้ที่พารามเมาท์ ทำให้คนดูทั้งโรงสะดุ้งขึ้นพร้อมๆ กัน แต่เสียงของประไพดังกว่าหลายเท่า

นิกรแข้งขาสั่นพั่บๆ หน้าซีดเหมือนแผ่นกระดาษ มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม ความรู้สึกบอกตัวเองว่าประไพคงจบชีวิตแล้ว คนร้ายอาจจะหลบซ่อนอยู่หลังม่าน แล้วจ้วงแทงหล่อนขณะที่ประไพกำลังยืนเปลือยกายอยู่ในห้องน้ำและอาบน้ำจากฝักบัวเหนือศีรษะ

เจ้าแห้วถือไม้ท่อนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องแล้วร้องขึ้นดังๆ

"ไส้โค! ไส้โคอาละวาดแล้วครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วพูดกับเจ้าแห้วแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"กะ-กะ-แก-ช่วย-พะ-พัง ห้องน้ำ-ขะ-ขะ-เข้า ไป ดู ซิ ประไพตายหรือยัง"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานไม่กล้าครับ ผม...รับประทาน ผมได้กลิ่นคาวเลือด คุณไพคงตายแน่" พูดจบเจ้าแห้วก็หยิบปืนพกในกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาส่งให้นิกร "รับประทานถือปืนไว้ซีครับ เราช่วยกันพังประตูเข้าไป ผู้ร้ายคงแอบอยู่ในห้องน้ำ"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"ไม่เอาโว๊ย กลัวมันแทง"

"แล้วกัน" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "รับประทานเมียของคุณทั้งคน คุณจะปล่อยให้มันฆ่าตายฟรีหรือครับ ฟังซีครับ ในห้องน้ำเงียบกริบได้ยินแต่เสียงน้ำที่ไหลออกมาจากฝักบัวเท่านั้น รับประทานผมได้กลิ่นคาวเลือดสดๆ "

นิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เอื้อมมือรับปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ มม. มาจากเจ้าแห้ว แล้วขบกรามกรอด

"ไส้โค! กันจะฆ่ามันเอง มันจะเป็นใครก็ตามถ้าเมียกันตาย กันจะฆ่ามันจนกว่าจะครบ ๗ ชั่วโคตร ไปปิดประตูหน้าห้องเสียก่อนกันคนร้ายวิ่งหนีออกไป แล้วก็กันนักเลงดีดอดเข้ามาขโมยเงินเราขณะที่เราบุกเข้าไปในห้องน้ำ"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย เพระกลัวจะอดเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท เขารีบเดินไปปิดประตูหน้าห้องแล้วใส่กลอนกลางและกลอนบนอย่างมั่นคงแข็งแรง เสร็จแล้วก็ถือไม้ท่อนอันถนัดใจเดินเข้ามาหานิกร ทั้งสองพากันย่องไปที่ประตูห้องน้ำ

นิกรยังไม่หายปอด เขากระซิบกับเจ้าแห้วว่า

"แกก้มลงมองดูที่รูกุญแจซิ"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่งเมื่อมองไม่เห็นเจ้าแห้วก็ก้มลงหยิบไม้ขีดไฟที่ตกอยู่ในร่องก้านหนึ่งขึ้นมาแยงเข้าไปในรูกุญแจนั้น ทำให้กระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ประไพอุดไว้หลุดออก คราวนี้เจ้าแห้วจ้องตาเขม็งมองเข้าไปในห้องน้ำตามรูกุญแจนั้น แสดงท่าทีตื่นเต้นสนใจและเผลอพูดออกมาเบาๆ

"อู้ฮู รับประทาน ว้า เสือป่าดูแล้วไม่สบายใจเลยครับ"

นิกรยกมือขวารวบผมเจ้าแห้วและดึงศีรษะให้เงยขึ้น กระซิบถามเจ้าแห้วเบาๆ

"แกเห็นอะไรในห้อง เมียกันเป็นหรือตาย"

"รับประทานเป็นหรือตายไม่ทราบครับ รับประทานเห็นนอนอยู่ในอ่างน้ำโผล่ศีรษะพาดอยู่กับอ่างในท่านอนหงาย"

นายจอมทะเล้นใจหายวาบ

"หลับตาหรือลืมตา"

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"เดี๋ยวดูอีกทีครับเพื่อให้แน่ใจ"

นิกรรีบคว้าหูเจ้าแห้วบิดเมื่อเจ้าแห้วก้มตัวลง

"พอแล้ว ไม่ต้องดู" เขาตวาดแว๊ด "เท่านี้แกก็เห็นเครื่องใน ตับปอด หัวใจ ไส้อ่อน สามสิบกลีบ ผ้าขี้ริ้ว ดอกจอกของประไพหมดแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานไม่เห็นหรอกครับ ขอบอ่างมันสูง แฮ่ะ แฮ่ะ เห็นแต่ศีรษะและแขนข้างซ้ายที่ห้อยออกมานอกอ่างครับ"

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"แล้วแกเห็นเลือดในห้องน้ำหรือเปล่า"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานดูอีกทีนะครับ คราวนี้ดูให้แน่เลย"

"ไม่ต้อง" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "เร็ว....พังประตูห้องน้ำออกเดี๋ยวนี้ ถ้าผู้ร้ายแอบอยู่ในห้องน้ำกันจะยิงมันทิ้งเสีย ไซโคมันจะแน่กว่าไส้โคก็ให้มันรู้ไปซีวะ"

เจ้าแห้วถอยหลังออกไปยืนห่างจากประตูห้องน้ำราว ๔ เมตรแล้วกล่าวกับนิกร

"รับประทานคอยดูนะครับ ผมจะแสดงท่าองคตถีบประตูเมืองลังกา"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ถ้ามันลำบากนักก็ใช้ท่าธรรมดาเถอะวะ"

เจ้าแห้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟันวิ่งมากระโจนถีบบานประตูห้องน้ำเต็มแรงเกิด แต่กลอนข้างในมีกลอนเพียงกลอยเดียวมิหนำซ้ำเป็นกลอนขนาดจิ๋วมาก แรงถีบของเจ้าแห้วทำให้ประตูห้องเปิดผลัวะออกทันที เจ้าแห้วจึงเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นอย่างถนัดใจ ไม้ท่อนที่ถืออยู่ในมือหลุดกระเด็นไปทางหนึ่ง

นิกรลืมนึกถึงประไพไปชั่วขณะ เขาหัวเราะงอหาย ส่วนเจ้าแห้วขมวดคิ้วนิ่วหน้าสูดปากครางหงิงๆ

"ไง-องคต" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง "ท่านี้มันเอวคดโว้ยไม่ใช่องคตเสียแล้ว"

เจ้าแห้วพยายามพยุงกายลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น นิกรถือปืนพกเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที เขารูดม่านออกก่อนอื่นและกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ค้นหาคนร้ายอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนกระทั่งในโถชักโครกก็เปิดฝาไม้ออกดู

นิกรเก็บปืนพกยัดไว้ใต้เข็มขัดแล้ววิ่งเข้าไปหาเมียรักชองเขา ยกมือปิดก๊อกฝักบัวเพื่อให้น้ำหยุดไหล พอแลเห็นประไพนอนเปลือกกายล่อนจ้อนแช่น้ำอยู่ในอ่าง นิกรก็รีบหันมาทางเจ้าแห้ว

"ออกไป ออกไปเสียก่อน"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานผมเป็นผู้ช่วยนี่ครับ"

"ไม่ต้อง ตอนนี้ข้าไม่ต้องการผู้ช่วย แน่ะยังเสือกมองดูประไพอีก ประเดี๋ยวนัยน์ตาเป็นกุ้งยิงข้าไม่รู้นะโว้ย บอกให้ออกไป"

เจ้าแห้วหมุนตัวกลับเดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องน้ำ นิกรทรุดตัวลงนั่งข้างอ่างเคลือบตรวจดูร่างกายและส่วนสัดต่างๆ ของหล่อนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อไม่เห็นบาดแผลหรือรอยฟกช้ำดำเขียว ขวัญและกำลังใจของนิกรก็ดีขึ้น

เขาประคองประไพให้ลุกนั่งตัวตรง

"ไพ ไพจ๋า ไพ"

ประไพฟื้นคืนสติแล้ว หล่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก พอแลเห็นนิกรประไพก็สะดุ้งเฮือกแล้วกรีดร้องสุดเสียง

"กรี๊ด กรี๊ดๆๆๆ ว้าย"

นิกรปล่อยมือที่ประคองหล่อนออกโดยเร็ว แล้วเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจขยับจะวิ่งหนี พอดีประไพจำได้ว่าเขาคือผัวรักของหล่อน จึงร้องเรียกเขา

"กร...กรขา ช่วยเมียด้วย"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อย่าร้องซี มันตกใจไม่ใช่หรือ เสียงยังกะเปรตนางวันทอง มีอะไรค่อยๆ พูดกันก็ได้นี่นา" พูดจบนิกรก็หยิบผ้าเช็ดตัวบนราวส่งให้หล่อน "เอ้า-ลุกขึ้นนุ่งผ้าเช็ดตัว กระโจมอกเสีย นุ่งลมห่มฟ้ายังงี้มองดูคล้ายๆ จ้ำบ๊ะแถวเยาวราช"

ประไพยิ้มอายๆ

"หันหลังให้ไพซีคะ"

"ปู้โธ่" นิกรอุทาน "ไฝหรือขี้แมลงวันที่ตัวไพมีกี่เม็ดกรก็จำได้และรู้ว่าอยู่ตรงไหนบ้าง ผัวเมียกันเป็นบุคคลคนเดียวกันเขาไม่อายกันหรอก"

ประไพลุกขึ้นยืนอย่างทรนงแล้วก้าวออกมานอกอ่าง นุ่งผ้ากระโจมอกให้เรียบร้อย สายตาของหล่อนจ้องมองดูหน้าต่าง กระจกฝ้าบานหนึ่งที่ฝาห้อง มันเป็นหน้าต่างขนาดเล็ก กว้างหนึ่งฟุตและยาวฟุตครึ่งเท่านั้น หน้าต่างนี้สำหรับเปิดให้ลมโกรกห้องน้ำ หล่อนยกมือซ้ายกอดหลังนิกรและบอกเขาด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

"ระหว่างที่ไพอาบน้ำ มีมนุษย์หรือปีศาจตนหนึ่งผลักบานหน้าต่างบานนี้ออก แล้วโผล่หน้าเข้ามาค่ะ ไพตกใจก็ร้องสุดเสียงมันรีบหลบหน้าหนีไปทันที"

นิกรขมวดคิ้วย่น เดินไปที่หน้าต่างบานนั้นพิจารณาดูสักครู่ก็ใส่กลอนหน้าต่างแล้วกลับมาหาประไพ

"แย่จริง หน้าต่างไม่ได้ใส่กลอน ตอนที่พี่อาบน้ำมันคงแอบดูพี่เพลินไปเลย ชักอายเสียแล้ว น่ากลัวอ้ายผู้จัดการโรงแรมแน่ๆ มันเป็นชายโสด มันรู้ว่าไพอาบน้ำมันก็อดแอบดูไม่ได้"

ประไพสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่นายบรรจบหรอกค่ะ หน้ามันคล้ายๆ ผีดิบ ยิ้มแสยะน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน ไพยังจำหน้ามันได้ติดตา มันเป็นคนไทยค่ะ"

พูดถึงผีนิกรก็ชักหวาดๆ เพราะตามธรรมดาเขาเป็นคนกลัวผีขนาดหนัก ขึ้นชื่อว่าผีไม่ว่าจะเป็นผีชนิดใดนิกรกลัวทั้งนั้น

"เอ...หรือ เคาน์แดร็กคูล่า"

ประไพสะดุ้งโหยง

"แหม-อย่าไปเอ่ยชื่อถึงมันเลยค่ะ ไพอยากให้มันเป็นคนมากกว่าผี แต่ไพรับรองว่าไพไม่ได้ตาฝาด ไพเห็นจริงๆ นะคะ มันโผล่หน้าเข้ามาแหกตาแล้วแลบลิ้นหลอกไพค่ะ อ้า-หน้ามันดุๆ คล้ายตลกละครสัตว์"

เขากอดและจูบรับขวัญหล่อน

"ไม่ต้องตกใจที่รัก ถ้ามนุษย์ลึกลับคนนั้นมันมาอีก พี่จะพาไพวิ่งหนีให้สุดฤทธิ์"

"อ้าว" ประไพอุทาน "แล้วกรมีปืนพกไว้ทำไมคะ"

เขายิ้มแห้งๆ ทันใดนั้นเองสองสามีภรรยาก็ได้ยินเสียงเจ้าแห้วร้องขึ้นอย่างตระหนกตกใจ เสียงของเจ้าแห้วดังออกมาจากห้องนอนนั่นเอง

"โอ๊ย-ตายแล้ว ช่วยผมด้วย"

ประไพกอดนิกรแน่น ตัวสั่นงันงกเพราะความกลัว หน้าตาซีดเผือดเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ

"ไส้โค...." ประไพคราง "ไส้โคเล่นงานตาแห้วแน่ๆ ออกไปช่วยมันหน่อยซิคะกร"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไพนำหน้าซี"

เสียงเจ้าแห้วตะโกนขึ้นอีก คราวนี้ดังกว่าเก่ามาก

"ช่วยด้วย มันจะฆ่าผม ช่วยด้วยครับ"

นิกรเกิดความกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น ก็คลายมือที่กอดเมียรักของเขาออกแล้วกระชากปืนพกออกมา ควงปืนวิ่งออกไปจากห้องน้ำอย่างองอาจ พอออกมาพ้นห้องน้ำนิกรก็เบรคจนตัวโก่ง

เจ้าแห้วยืนอยู่กลางห้องและกำลังล่าถอย ยกมือปิดป้องวุ่นไปหมดทั้งๆ ที่ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่ในห้องเลยและประตูห้องนอนก็ปิดประตูใส่กลอน เจ้าแห้วหน้าซีดตัวสั่นเหมือนเป็นไข้สันนิบาตลูกหมานัยน์ตา เหลือกลานคล้ายกับว่าเขากำลังเผชิญกับฆาตกรเหี้ยม

"โอ๊ย-อย่า-อย่าฆ่าผม" เจ้าแห้ววิงวอน "ผมกลัวแล้ว ผมเป็นแต่เพียงคนใช้ โอ๊ย กรุณาไว้ชีวิตผมเถอะครับ"

นิกรถอนหายใจโล่งอก หันไปพยักหน้าเรียกเมียรักของเขา ประไพค่อยๆ เดินออกมาจากห้องน้ำพอแลเห็นเจ้าแห้วแสดงบทบาทตอนหวาดเสียวตามลำพัง ประไพก็ทำหน้าชอบกล หล่อนกล่าวกับนิกรเบาๆ ว่า

"เอ อากาศเย็นๆ อย่างนี้คนเราก็เป็นบ้าเหมือนกันหรือคะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก เลิกแสดงบทบาททันที นิกรพยักหน้าให้เจ้าแห้ว

"ไง-ซ้อมเล่นหนังหรืออ้ายเปรต"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"เปล่าครับ ผมอยากจะให้บรรยากาศของโรงแรมนี้ตื่นเต้นหวาดเสียว ผมก็เลยรับประทานแกล้งสร้างสถานการณ์ขึ้น"

ประไพค้อนประหลับประเหลือก

"ฉิบหาย คนระยำอัปรีย์ อยู่ดีๆ ก็แหกปากร้องขึ้นมาให้ตกใจยังงั้นแหละ หมาจะเกิดชิงหมาเกิด โอย-ใจคอสั่นหมดเลย นึกว่าไซโคมันแทงแกตายแล้ว"

ทั้งสามคนสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันเมื่อเสียงประตูนอกถูกเคาะสามสี่ครั้ง คราวนี้เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวนจริงๆ เขากระซิบกระซาบกับนิกรว่า

"รับประทาน อย่าเปิดนะครับ มันเล่นงานเราแน่"

นิกรเม้มปากแน่น ยกปืนพกจ้องไปที่ประตูแล้วร้องถามเสียงเด็ดขาด

"ใครวะ"

"ผมครับ"

"ผมน่ะ หมาหรือคน"

"คนครับ นายบรรจบเจ้าของและผู้จัดการโรงแรมนี้ครับ"

นายจอมทะเล้นจำเสียงชายหนุ่มร่างผอมสูงได้แล้ว เขาถอนหายใจโล่งอกแล้วเดินไปที่ประตูถอดกลอนเปิดประตูออก นายบรรจบยืนเด่นอยู่หน้าห้อง มีสุภาพบุรุษชาวฮินดูหนวดเครารุงรังตามแบบแขกนิยมคนหนึ่ง แต่งกายเรียบร้อยยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างหลังผู้จัดการในท่าทีที่ไม่พอใจ ประไพกับเจ้าแห้วเดินมายืนข้างหลังนิกร

"อ้า-ข้าวต้มเสร็จแล้วครับคุณ ผมยกมาตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ขอบคุณมากผู้จัดการ แล้วนายห้างคนนี้เขามีธุระอะไรเกี่ยวกับผมหรือ"

ชาวภารตส่งเสียงเอ็ดตะโรทันที

"อีนี้จั๋นรำคาญพวกท่านเต็มทนแล้วนายจ๋า ร้องกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้าดทำมะไร๋ หนวกหูตายห่าคะร้าบ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เปล่า-บาบู เราไม่ได้แล้วร้อง เมียฉันอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ มีคนแอบดูเขา เขาก็ร้องตกใจขึ้น"

ชาวภารตขมวดคิ้วย่น

"ดูนิดหน่อยร้องทำมะไร๋ ที่อินเดียเมียจั๋นแก้ผ้าลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคามีคนดูตั้งพันคะร้าบ โอ-อีนี้จั๋นขอร้องอย่าแหกปากน่ะนายจ๋า จั๋นกับเพื่อนนอนไม่หลับ ร้องทำมะไร๋" พูดจบชาวฮินดูก็เดินตุปัดตุป่องกลับไปห้องของเขา

นายบรรจบยิ้มให้นิกรกับประไพ

"เชิญรับประทานอาหารเถอะครับ ผมรับรองว่าโรงแรมนี้ไม่ภัยอันตรายอะไรเพราะมันไม่ใช่โรงแรมในเรื่องไซโค ที่คุณผู้หญิงเห็นคนแอบมองดูที่ห้องน้ำผมสงสัยว่าตาฝาดมากกว่า เรื่องแอบมองดูผู้หญิงอาบน้ำผมเลิกประพฤติมาหลายปีแล้วครับ คนประจำโรงแรมนอกจากผมก็ไม่มีใคร"

นิกรเดินนำหน้าพาประไพกับเจ้าแห้วออกมาจากห้องพัก และตรงไปนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารหน้าระเบียงโรงแรมนั้น ผู้จัดการขอตัวเลี่ยงไปที่ห้องทำงานของเขา

บนโต๊ะนั้นมีข้าวต้มหนึ่งหม้อ กับข้าวต้ม ๔ จานคือ ปลาหมึกไม้ทอด, ปลากุเลาทอด, กุ๊นเชียงและยำกุ้งแห้ง ซึ่งเท่านี้ก็เป็นที่พอใจแล้ว นอกจากนี้มีน้ำอัดลมสองขวด วิสกี้ไทยครึ่งขวด โซดาสองขวด แก้วเปล่าอีกสองแก้ว

นิกรพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ตักข้าวซีโว้ย หิวจนตาเหล่แล้ว กลิ่นปลากุเลาหอมเตะจมูกยวนเหลือเกิน"

เจ้าแห้วตักข้าวต้มใส่จานเสิร์ฟให้นิกรกับประไพ

"รับประทานอย่างเพิ่งรีบร้อนนะครับ รับประทานฟันทั้งหลุดทั้งปากแล้วจะว่าผมไม่บอก รับประทานเหล้ากับกุ๊นเชียงไปพลางๆ ก่อนไม่ดีหรือครับ"

"เถอะน่า ข้าจะกินยังไงเรื่องของข้า กำลังหิวจนลมออกหู แกขืนพูดมากเดี๋ยวก็จะเกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง" พูดจบเขาก็หันมาทางประไพซึ่งกำลังนั่งมองไปทางแถวห้องพักข้างหน้า เขามองตามสายตาหล่อนแล้วถามว่า "มองอะไรจ๊ะไพ"

ประไพเปลี่ยนสายตามาที่ใบหน้าผัวรัก

"ไพกำลังสงสัยค่ะ แขกสูงๆ ที่มาต่อว่าเราเมื่อกี้มันมีอะไรบางอย่างสะกิดใจไพมาก"

เขาลืมตาโพลง

"ทำไม มันทำท่าเจ้าชู้กับไพหรือ กรจะได้ไปยิงมันทิ้งเสียเดี๋ยวนี้"

"แหม-ดุยังกะหมาบุลด๊อก เขาไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ"

นิกรฝืนยิ้ม

"แล้วอะไรที่สะกิดใจไพ บอกพี่ซิ"

ประไพว่า "ตอนที่เขาเดินไปจากหน้าห้องเรา ไพแลเห็นเคราข้างซ้ายของเขาหลุดห้อยร่องแร่งออกมาค่ะ แต่เขารีบตะครุบติดไว้ตามเดิม"

นายจอมทะเล้นหัวเราะอย่างขบขัน

"อย่าไปสนใจในเรื่องของคนอื่นเขาเลยน่าไพ เคราเขาจะหลุดหรือหนวดเขาจะสั้นข้างยาวข้างก็เป็นเรื่องของเขา กินข้าวเถอะ"

ทั้งสามคนต่างรับประทานอาหารและสนทนากระซิบกระซาบกัน วางแผนการที่จะเดินทางไปชุมพรในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ในเวลาเดียวกันนี้เองบาทหลวงแห่งนิกายโรมันคาทอลิคองค์หนึ่งก็พาตัวเดินออกมาจากห้องพักหมายเลข ๓ ซึ่งอยู่ติดกับห้องของเจ้าแห้วนั่นเอง บาทหลวงองค์นี้อยู่ในวัยชราภาพรูปร่างอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ย สวมเสื้อกระโปรงแพรสีดำ สวมหมวกไม่มีแก๊ปคล้ายกับหมวกพ่อครัว สวมถุงเท้ารองเท้าเรียบร้อย สวมแว่นตากรอบทองซึ่งเป็นแว่นสำหรับคนแก่ สวมสร้อยคอเงินมีองค์พระเยซูคริสต์กับไม้กางเขนลักษณะท่าทางท่านสุภาพเรียบร้อยน่านับถือสมกับเป็นผู้ทรงศีล มือขวาของท่านถือหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่ง อันเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา

ท่านเดินวนเวียนไปมาอยู่หน้าห้อง ทำปากหมุบหมิบสวดมนต์ภาวนาแสดงความเคร่งครัดในศาสนากิจ สักครู่ท่านก็เดินเรื่อยเปื่อยผ่านมาทางโต๊ะอาหาร แล้วยิ้มให้นิกรกับประไพแสดงไมตรีจิตของท่าน

นิกรกระพุ่มมือไหว้ทันที

"สวัสดีครับ หลวงพ่อ"

"อ้า-สวัสดีคุณ คุณเป็นศิษย์เก่า เอ.ซี.หรืออย่างไร" ท่านถามเสียงแปร่งๆ แบบฝรั่งพูดไทย

"มิได้ครับ ผมเป็นศิษย์เก่าเทพศิรินทร์"

"อ้อ-ขอบคุณมากที่ทักทายฉัน มาตากอากาศหรือคุณ"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"นิมนต์หลวงพ่อนั่งก่อนซีคะ หนูมีน้ำอัดลมถวายหลวงพ่อค่ะ"

ท่านบาทหลวงยิ้มละมัย ท่านทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างเจ้าแห้วแล้วกล่าวกับประไพอย่างใจดี

"ขอบคุณมากคุณผู้หญิง คุณสองคนคงมาตากอากาศกันซีนะ"

ประไพยิ้มอายๆ

"มิได้ค่ะหลวงพ่อ อ้า-หนูเป็นพุทธศาสนิกชนแต่หนูอาจจะสารภาพบาปกับหลวงพ่อได้ไม่ใช่หรือคะ เพราะหลวงพ่อเป็นผู้ทรงศีลนี่คะ น้ำผลส้มค่ะหลวงพ่อ"

"ก็ไม่แปลกอะไรถ้าคุณจะสารภาพบาปกับฉัน คุณทำผิดอะไรหรือ"

ประไพว่า "หนูกับผัวขโมยเงินคุณพ่อของหนูสี่แสนบาทหนีมาจากกรุงเทพฯ ค่ะ หลวงพ่อกรุณารับทราบบาปของเราด้วย แล้วก็บาปนี้มากหรือน้อยคะหลวงพ่อ"

บาทหลวงขบกรามกรอด มองดูประไพกับนิกรราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่พอสบตากับประไพท่านก็ฝืนยิ้ม

บาปมากทีเดียว ยักยอกเงินทองของพ่อแม่ ต้องตกนรกร้อยกัลป์แสนกัลป์อนันตชาติไม่รู้จักผุดรู้จักเกิด"

นิกรหน้าจ๋อย

"โธ่-หลวงพ่อครับ หลวงพ่อไม่รู้อะไร พ่อตาผมน่ะกระดูกที่สุดนะครับอย่างที่เรียกว่าถ่ายอุจจาระไม่ให้สุนัขรับประทานคือเก็บไว้รับประทานเอง"

บาทหลวงสะดุ้งโหยง

"ไหงไปว่าท่านอย่างนั้นล่ะคุณ จะชั่วดีท่านก็เป็นพ่อตาของคุณ"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"ก็ช่างปะไรครับ พ่อตาไม่ใช่พ่อตัว ผมน่ะอยากจะต่อยหน้าพ่อตาผมวันละหลายร้อยครั้งเชียวนะครับ"

หลวงพ่อยิ้มแค่นๆ

"ฮื่อ-เจริญดีนะคุณนะ คนอย่างคุณต้องมีความสุขความเจริญแน่ๆ เกิดมาฉันก็เพิ่งเคยได้ยินวันนี้เอง ลูกเขยอยากชกหน้าพ่อตา" แล้วท่านก็หันมาทางประไพ "เงินสี่แสนที่คุณขโมยเอามายังอยู่ครบถ้วนหรือคุณ"

"อยู่ค่ะ หนูก็ซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางอย่างมิดชิด"

"อ้อ-รอบคอบดี แล้วคุณจะไปไหนต่อล่ะขืนอยู่หัวหินอาจจะถูกจับนะ"

"หนูกับสามีของหนูจะเดินทางไปชุมพรพรุ่งนี้เช้าค่ะ"

"ไปชุมพร" บาทหลวงทวนคำช้าๆ "ถ้ายังงั้นเราก็ไปทางเดียวกัน ฉันกับหมอสอนศาสนาคนหนึ่งจะไปชุมพรพรุ่งนี้เหมือนกันเพื่อศาสนกิจของเรา คุณจะรังเกียจไหมถ้าเราสองคนจะขอโดยสารรถไปด้วย รถเก๋งของคุณจอดอยู่นั่นใช่ไหมล่ะ"

นิกรตอบแทนภรรยาของเขา

"ใช่ครับ หลวงพ่อ รถของพ่อตาผมเอง ผมขโมยทั้งรถทั้งเงิน ไปถึงปักษ์ใต้แล้วผมก็จะขับลงเหวหรือชนต้นไม้ให้มันพังพินาศไป"

หลวงพ่อทำคอย่น กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ทำอย่างนั้นก็น่าเสียดาย รถคันหนึ่งราคาตั้งแสนกว่า"

"ช่างประไรครับ ไม่ใช้รถของผม อีตาพ่อตาหัวล้านกบาลเหน่งของผมจะได้หัวเสียหนักขึ้นอีก ถ้าทราบว่ารถของท่านพังไปแล้ว อ้า-ผมยินดีให้หลวงพ่อกับคนของหลวงพ่อติดรถไปกับเราครับ หลวงพ่อไปด้วยตำรวจตามด่านกักรถคงไม่สงสัย พรุ่งนี้ออกเดินทางย่ำรุ่งตรงนะครับ" พูดจบก็หันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว "เฮ้ย แน่ ฉันกับประไพมัวแต่คุยกับหลวงพ่อ แกก้มหน้าก้มตากินเอาๆ ดูซิกุ๊นเชียงตั้งสุมจานยัดเสียเกือบหมด"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"มันจืดดีครับ"

"ยังจะพูดดีอีก" นิกรตวาดแว้ด "พอแล้ว แกกินแค่นี้พอแล้ว นี่ถ้าแกไม่ได้มาร่วมมือกับเราขโมยเงินคุณพ่อแกก็คงไม่มีโอกาสได้มานั่งร่วมโต๊ะกับเราหรอก"

เจ้าแห้วทำตาละห้อย จัดแจงรวบช้อนส้อมทั้งๆ ที่เขายังไม่อิ่ม ท่านบาทหลวงได้สนทนากับสองสามีภรรยาอย่างสนิทสนม ตอนหนึ่งท่านได้กล่าวกับนิกรว่า

"ห้องพักหมายเลข ๕ มีแขกอินเดียนักเล่นกลสองคนพี่น้องมาพักอยู่รวมกัน เท่าที่ฉันรู้จักรู้สึกว่าเขามีอัธยาศัยใจคอน่าคบมาก คนพี่ค่อนข้างขรึมสักหน่อย คนน้องช่างพูดและแสดงกลเก่งจริงๆ โต๊ะกินข้าวใหญ่ๆ อย่างนี้เขาเสกปุ๊บเดียวหายไปเลย พรุ่งนี้เขาจะไปชุมพรเหมือนกัน ถ้าคุณทั้งสองจะเอื้อเฟื้อให้เขาติดรถไปด้วยก็จะดีมาก อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนร่วมทางกันและถ้าบังเอิญถูกตำรวจตรวจค้น นักเล่นกลก็จะใช้วิชามายากลของเขาช่วยให้ตำรวจมองไม่เห็นกระเป๋าใส่เงินของคุณ คุณจะได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์"

นิกรลืมตาโพลง ใบหน้าชุ่มชื่นขึ้นผิดปกติ เขาหันมาทางเมียรักของเขาแล้วกล่าวขึ้นด้วยความดีใจ

"ความคิดของหลวงพ่อแยบคายมากไพจ๋า ตกลงให้แขกนักเล่นกลไปกับเรานะไพ"

ประไพเห็นพ้องด้วย

"ดีทีเดียวค่ะ หลวงพ่อท่านรอบคอบจริงๆ "

"นั่นน่ะซี ก่อนบวชท่านคงเคยเป็นอาชญากรมาแล้ว"

บาทหลวงชราสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"ปละ-เปล่าคุณ ฉันไม่เคยทำทุจริตผิดกฎหมาย ฉันเป็นชาวฝรั่งเศสที่เคารพนับถือกฎหมายมาก"

นิกรยิ้มให้ท่านบาทหลวง

"หลวงพ่อเป็นชาวฝรั่งเศสหรือครับ ถ้ายังงั้นหลวงพ่อพูดฝรั่งเศสกับผมก็ได้"

"ไม่จำเป็นหรอกคุณ ฉันอยู่ในประเทศไทยก็ต้องพูดภาษาไทยเพื่อให้เกียรติประเทศนี้"

"แต่คนไทยบางคนเขาไม่คิดอย่างนี้นี่ครับ เขาเป็นไทยแต่ชอบพูดฝรั่งปนไทย อ้า-เรื่องที่เราปรึกษากันตกลงนะครับ แต่ว่าแขกนักเล่นกลสองคนพี่น้องเขาจะไปกับเราหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ"

บาทหลวงยิ้มเล็กน้อย

"ไปแน่นอน เขาปรึกษากับฉันเมื่อกี้นี้เองว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะไปหาเช่ารถเก๋งที่ตลาดสักคันหนึ่ง ถ้าเช่าได้ก็จะนำรถมารับฉันกับหมอสอนศาสนา เขาว่าเขาไม่ชอบนั่งรถประจำทาง เพราะผู้โดยสารเบียดเสียดกันเกินไปและรู้สึกว่าไม่สู้จะปลอดภัยนัก ถ้าเขาหาเช่ารถไม่ได้เราก็จะรอขึ้นรถไฟขบวนธนบุรี-ชุมพร ซึ่งเป็นรถเร็ว" พูดจบบาทหลวงก็ลุกขึ้นยืน "ฉันยังไม่ได้บอกนามของฉันให้คุณทั้งสองรู้จักเลย ฉันชื่อหลุยส์ กาลาแมเม็ด"

เจ้าแห้วกล่าวถามขึ้นทันที

"หลวงพ่อเป็นมหา, เป็นพระครูใบฎีกาหรือท่านสมุห์หรือเป็นเจ้าคุณครับ"

หลวงพ่อหัวเราะก้าก

"ลัทธิทางโรมันคาทอลิคไม่เหมือนพุทธศาสนา ฉันเป็นเจษฎาจารย์ ชาวคริสต์เรียกฉันว่า 'พ่อ' ชาวพุทธหรือผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ เรียกฉันว่าหลวงพ่อ บ้างก็เรียกอาจารย์ แล้วแต่ศรัทธาของเขา ฉันจะไปเรียกคนของฉันและแขกเล่นกลสองคนพี่น้องมาที่นี่เดี๋ยวนี้จะได้แนะนำให้รู้จักกันไว้"

ประไพยิ้มให้ท่าน

"ดีทีเดียวค่ะหลวงพ่อ อ้า-ประทานโทษหลวงพ่อขาหลวงพ่อนุ่งโสร่งชั้นในแทนเป็ตตี้โค้ต มันแลบออกมาพ้นชายกระโปรงตั้งคืบ"

บาทหลวงใจหายวาบ รีบเดินไปจากที่นั้นทันที นิกรกับประไพรับประทานข้าวต้มกันต่อไป

"โชคดีของเราแล้วที่รัก" นิกรพูดยิ้มๆ "แขกเล่นกลและหลวงพ่อกับคนของหลวงพ่ออีกคนหนึ่ง คงจะช่วยเราให้การเดินทางของเราเป็นไปอย่างสวัสดิภาพ"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานอย่าไว้ใจนักนะคุณ พระองค์นี้รู้สึกอย่างไรชอบกล ตอนแรกท่านพูดภาษาไทยเสียงแปร่งๆ คุยกันไปคุยกันมาพูดไทยชัดแจ๋ว"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"แกมันบ้าคิดมากไปเอง ท่านเป็นผู้ทรงศีลจะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรวะอ้ายแห้ว ตอนแรกเริ่มคุยกันอากาศมันเย็นลิ้นท่านก็แข็งเลยพูดเสียงแปร่ง พอพูดนานเข้าลิ้นท่านก็อ่อนไปเอง ฉันเองเวลาหน้าหนาวฉันบอกให้ประไพช่วยห่มผ้าให้ฉัน ประไพยังว่าเสียงฉันคล้ายๆ ฝรั่งพูดไทยฟังเกือบไม่รู้เรื่อง"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"เอาเถอะครับ รับประทานระวังพระที่อุปสมบทตัวเองก็แล้วกัน ดูๆ หน้าตาก็เหมือนคนไทย ถ้าไม่มีหนวดเครารุงรัง"

ประไพว่า "แกมันคิดมากหวาดกลัวไม่เข้าเรื่อง เข้าไปในห้องผู้จัดการสั่งเหล้าและกับแกล้มมาอีกซี จะได้เลี้ยงแขกของเรา ถามคุณบรรจบเขาดูซิว่าเบียร์ไม่มีหรืออย่างไร สั่งเบียร์ก็ไม่เอามาให้"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องทำงานผู้จัดการ สักครู่เขาก็กลับมานั่งที่โต๊ะรับประทานอาหารตามเดิม และหลังจากนั้นท่านเจษฎาจารย์หลุยส์ กาลาแมเม็ด ก็เดินนำหน้าสุภาพบุรุษร่างเล็ก แต่งกายเรียบร้อยมีหนวดและเคราสวยงามแบบชาวฝรั่งเศสทั้งหลายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามา ชาวภารตสองคนพี่น้องติดตามมาด้วย คนหนึ่งรูปร่างสูงชะลูดสวมแว่นตาขอบกระ อีกคนร่างสมาร์ททั้งสองไว้หนวดและเคราเหมือนกันและแต่งกายเหมือนกันคือสวมกางเกงขายาวสีน้ำตาล เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน โพกผ้าสีฟ้าแก่

นิกรกับประไพและเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นยืนต้อนรับท่านบาทหลวงชื่อเหมือนขนมไทยกล่าวแนะนำสองสามีภรรยาทันที

"ท่านผู้นี้เป็นนักเผยแพร่ศาสนา เชื้อชาติฝรั่งเศส สัญชาติไทย เกิดในเมืองไทยและสำเร็จการศึกษามาจากอัสสัมชัญ ถึงแม้สายตาสั้นและร่างกายบอบบาง แต่เขาก็มีกำลังกายและกำลังใจเข้มแข็ง มีจิตศรัทธาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ไทยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เลย เขาคือ มองสิเออร์ซองตอง หรือมีชื่อไทยว่านายลำเจียก"

นายลำเจียกก้มศีรษะโค้งคำนับให้นิกรและประไพอย่างนอบน้อมยิ้มแย้ม

"สวัสดีครับ ขอบคุณพระเจ้าที่ดลบันดาลให้เราได้พบกันและรู้จักกัน"

นิกรยิ้มแห้วๆ

"ขอบคุณมาก ผมคือนิกร การรุณวงศ์ นี่ภรรยาหรือเมียผม ประไพ ยินดีที่ได้รู้จักคุณครับ คุณสองตองช่อง"

ลำเจียกสะดุ้งเฮือก

"ซองตองครับ ไม่ใช่สองตองช่อง แล้วก็เรียกชื่อไทยผมดีกว่าเพราะผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ป๋าผมเป็นฝรั่งเศส มารดาผมเป็นไทยครับ"

ชาวภารตร่างสูงชะลูดยกมือเขี่ยสีข้างบาทหลวง

"เฮ้-อีนี้แนะนำจั๋นบ้างซีคะร้าบ"

ท่านเจษฎาจารย์กาลาแมเม็ดพยักหน้ารับทราบ แล้วแนะนำนิกรกับประไพให้รู้จักกับจอมมายากลสองพี่น้อง

"สุภาพบุรุษชาวฮินดูคนนี้ชื่อนายกฤษณราชสุราบาลเป็นพี่ชายร่วมบิดามารดากับท่านผู้นี้คือนายสิงหนาถปานเด"

นิกรว่า "ทำไมน้องสูงกว่าพี่ล่ะครับ"

นายสิงหนาถผู้เป็นน้องยิ้มแห้งๆ

"อีนี้จั๋นเกิดปีน้ำท่วมอินเดียนายจ๋า พี่จั๋นเกิดปีน้ำน้อย"

ประไพมองดูหน้าแขกทั้งสองอย่างแปลกใจ อดรนทนไม่ได้ก็กล่าวถามสิงหนาถผู้เป็นน้อง

"คุณเป็นพี่น้องกันจริงๆ หรือคะ"

"โอ-จริงคะร้าบ โกหกทำมาไร้คุณนายจ๋า เราสองคนเป็นพี่น้องคลานตามกันมาทีเดียว"

ประไพว่า "ประทานโทษเถอะค่ะ ทำไมหน้าตาไม่เหมือนกันล่ะคะ"

สิงหนาถลืมตาโพลง แล้วพูดเร็วปรื๋อ

"คนละพ่อคนละแม่เหมือนกันได้ยังไงคุณหญิง"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก พูดโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย

"แล้วเสือกบอกทำไมว่าพี่น้องคลานตามกันมา"

"โอ-คลานตามกันจริงๆ นายจ๋า ตอนเป็นเด็กเราเล่นด้วยกันคะร้าบ เขาคลานไปทางไหน จั๋นคลานตามไปจริงๆ น่ะ คนละพ่อคนละแม่ไม่ใช่ญาติกันเลย แต่นับถูกันคะร้าบ คนแขกคนไทยหมวนกันนับถูกันเป็นน้องกันได้ อีนี้เราเล่นกลหนา ช่วยกันหากินซี หาได้บาทหนึ่งจั๋นสามสลึงเอามา หนึ่งสลึงเขาเอาไปยุติธรรมมั่กม้ากน่ะ"

"พอแล้ว" นิกรตวาดแว้ด "พูดมากอย่างนี้น่ะมันแขกขายยาไม่ใช่แขกเล่นกล"

"โอ-ยาอีนี้จั๋นเคยขายน่า อินเดียมาเอายามาด้วย ยากินยาทาจั๋นขายทั้งนั้น"

นายกฤษณราช สุราบาลยกมือตบหลังน้องชายของเขาดังสนั่นเหมือนตีกลองเพล แล้วพูดกับนิกรอย่างนอบน้อม

"น้องจั๋นบ้าน้ำลายคะร้าบ อีนี้แดดอากาศร้อนพูดมากกว่านี้ ปากคลองสานเคยไปอยู่แล้วนายจ๋า อีนี่น้องจั๋นสิงหนาถปาเดน่ะ"

ประไพยิ้มให้กฤษณราช

"รู้สึกคุณพูดจาเป็นหลักฐานดีกว่าน้องชายคุณมาก โถ-แกเคยเป็นบ้าไปอยู่โรงพยาบาลโรคจิตหรือคะ"

แขกผู้น้องลืมตาโพลง

"บ้าทำมาไร้ โรคจิตคะร้าบ ไม่ใช่บ้า อีนี้จั๋นเคยเตี่ยเป็น จั๋นเป็นลูกก็ได้รับเชื้อ"

นิกรชักสงสัย เขาจ้องตาเขม็งมองดูหน้านายสิงหนาถทันที

"แขกทำไมมีเตี่ยละบาบู"

"โอ้ ทำมะไร๋ พ่อจั๋นเป็นจีนนายจ๋า ตั้งห้างอยู่เมืองอาลาฮาบัด แม่จั๋นเป็นฮินดูน่า"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"หน้าตาแก ถ้าเอาหนวดเคราออกก็เหมือนอาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนฉัน แกเคยได้ยินชื่อเสี่ยหงวนไหมล่ะ มหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย"

สิงหนาถปานเดยิ้มแห้งๆ ทำปากหมุบหมิบด่านิกร

"รู้จักทำมะไร้ จั๋นเป็นนักเล่นกลไม่ใช่พ่อค้า"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"เชิญนั่งซีคะ เชิญนั่งทุกๆ คน ยินดีมากค่ะที่ได้รู้จักกัน พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะเดินทางไปชุมพรด้วยกันแล้วถึงแม้ว่าเราจะนั่งเบียดเสียดกันหน่อย ดิฉันก็เชื่อว่าเราคงได้รับความสนุกสนานมาก ซึ่งการเดินทางของเราจะเป็นการทัศนาจรไปในตัว"

บาทหลวงพูดเสียงขบกราม

"สนุกสนานแน่ๆ แต่อย่างน้อยต้องมีใครตายหนึ่งศพ"

ครั้งแล้วท่านบาทหลวงกาลาแมเม็ด กับนายลำเจียกและนักเล่นกลสองพี่น้อง ก็พากันนั่งล้อมโต๊ะรับประทานอาหาร ซึ่งโต๊ะนี้มีเก้าอี้อยู่ ๘ ตัว เจ้าแห้วมองดูท่านเจษฎาจารย์อย่างหวาดๆ

"หลวงพ่อ หลวงพ่อครับ"

"ว่ากระไร คุณสัตว์"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานผมชื่อแห้วนะครับ ทำไมหลวงพ่อมาเรียกผมว่าคุณสัตว์"

บาทหลวงหัวเราะเสียงกร้าว นัยน์ตาท่านวาวโรจน์น่ากลัว

"แต่คุณเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง อันเรียกคุณว่าสัตว์ไม่ผิดหรอก"

"อ้อ-จริงครับ อ้า เมื่อกี้หลวงพ่อพูดเป็นปริศนาชอบกล หลวงพ่อว่าการเดินทางของเราสนุกแน่ๆ แต่อย่างน้อยต้องมีใครตายหนึ่งศพ หลวงพ่อดูทางในหรือครับ"

บาทหลวงยิ้มแค่นๆ

"เปล่า-ดูทางนอกนี่แหละคุณ"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"เอ-ใครจะตายครับหลวงพ่อ"

"บอกให้ก็ได้ คุณคนหนึ่งละมีหวังได้ไปคุยกับยมบาล อีกคนหนึ่งฉันมองเห็นแล้วแต่ยังไม่บอก"

เจ้าแห้วมองดูนิกรซึ่งกำลังยกวิสกี้ขึ้นดื่ม ใบหน้าของเจ้าแห้วซีดเผือดเหมือนกระดาษ ในเวลาเดียวกันนี้เองนายบรรจบเจ้าของและผู้จัดการโรงแรมมรณะ ได้ยกถาดไม้ใบใหญ่เดินเข้ามา ในถาดมีเบียร์ ๔ ขวด แก้วเปล่าซ้อนกันครึ่งโหลและหมูแผ่นอีกหนึ่งจานใส่มาจนพูนจาน

นายบรรจบวางถาดลงบนโต๊ะในท่าทีสงบเสงี่ยม หยิบข้าวของออกมาจากถาดแล้วถือถาดเปล่าไว้ในมือขวา เขากล่าวกับนิกรอย่างพินอบพิเทาว่า

"ตอนแรกที่คุณสั่งเบียร์ เบียร์มันยังไม่ทันเย็นครับผม เลยเอาเหล้ามาให้ก่อนตอนนี้พอทานได้แล้ว"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"กับแกล้มอย่างอื่น นอกจากหมูแผ่นไม่มีหรือคุณ เพื่อนของผมสองคนที่เป็นแขก เขาจะกินหมูได้อย่างไร"

นายสิงหนาถผู้เป็นน้องกล่าวขึ้นทันที

"โอ ทำมะไร๋กินไม่ได้ หมูแผ่นแขกชอบมั่กม้ากน่ะ" พูดจบคว้าหมูแผ่นชิ้นหนึ่งใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ

นายลำเจียกยกมือชี้หน้านายสิงหนาถแล้วกระซิบบอก

"เฮ้ย เคราหลุดมาข้างหนึ่งแล้วโว้ย ติดเสียให้ดี"

ประไพจัดแจงรินเบียร์ใส่แก้ว แล้วเสิร์ฟให้บาทหลวงกาลาแมเม็ดเป็นคนแรก ต่อมานายลำเจียกและนายจอมมายากลสองพี่น้อง ระหว่างนั้นเอง เจ้าแห้วได้ลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหานิกรแล้วก้มลงกระซิบข้างหู

"รับประทานเข้าไปพบผมในห้องนอนหน่อยเถอะครับ รับประทานมีเรื่องลับเฉพาะ"

ก่อนที่นิกรจะพูดอะไร เจ้าแห้วก็เดินไปทางหน้าห้องนอนหมายเลข ๑ อย่างร้อนรน นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้กล่าวคำขอโทษแขกของเขา แล้วติดตามเจ้าแห้วเข้าไปในห้องนอน

"อะไรของมึงวะ อ้ายแห้ว ฉันกำลังสนุกกับเพื่อนใหม่ของฉัน แกไม่น่าจะรบกวนทำลายความสุขของฉันเลย"

เจ้าแห้วมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"รับประทานคุณอยากตาย หรืออยากมีชีวิตอยู่ต่อไปครับคุณนิกร คำถามนี้รับประทานตอบด้วยใจจริง"

นิกรหัวเราะ

"มีมนุษย์คนไหนบ้างวะที่อยากตาย"

"ถ้าอย่างนั้น รับประทานรีบหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเถอะครับ รับประทานขณะนี้มัจจุราชกำลังเอื้อมหัตถ์เข้ามาหาเราแล้ว รับประทานเรากำลังเผชิญกับมหาภัยอย่างใหญ่หลวง ภัยที่ร้ายแรงยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ยิ่งกว่าไซโคหรือไส้โคมากมายนัก รับประทานภัยที่ผมพูดถึงนี้ก็คือภัยที่เกิดจากท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของคุณนั่นเอง"

นิกรผิวปากหวือ แล้วหัวเราะอย่างขบขัน

"อ้ายแห้วเอ๋ย แกมันพวกตาแววเห็นธนู พ่อตากันน่ะป่านนี้นอนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่มีกะอกกะใจที่จะติดตามถึงที่นี่หรอก"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"โธ่-รับประทาน คุณนิกรของผมไม่เคยโง่อย่างนี้เลย รับประทานลองแอบดูที่ประตูเถอะครับ รับประทานดูให้ดีว่าบาทหลวงนั่นน่ะท่านเจ้าคุณใช่ไหม นายลำเจียกก็ไม่ใช่ใครอื่นคุณหมอดิเรกนั่นเอง แล้วแขกสองคนพี่น้องคุณพลกับอาเสี่ยอย่างแหงๆ รับประทานแขกกินหมูมีหรือครับ นั่งคุยกันประเดี๋ยวหนวดหลุด บาทหลวงก็นุ่งโสร่งแลบออกมานอกกระโปรง ล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ออกมาสูบ รับประทานผมจำซองบุหรี่ได้ รองเท้าที่ท่านสวมรับประทานผมก็ขัดอยู่เสมอ เชื่อผมเถอะครับ ไส้โคตามมาเล่นงานคุณแน่นอน"

นิกรเย็นวาบไปทั่วตัว ใบหน้าค่อยๆ ถอดสีลงทีละน้อย

"เอ-ถ้าจะจริงโว้ย"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"แหงแซะเลยครับ ถ้าไม่ใช่รับประทานผมลงนอนให้กระทืบโดยดี"

นายจอมทะเล้นทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ถ้ายังงั้นคุณพ่อคงยิงกูแน่ ทำยังไงดีอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานไม่ต้องทำอะไรหรอกครับ นอกจากรอคอยความตายจากไส้โค"

นิกรร้องไห้ทำปากแบะน่าสงสาร

"กูตายแน่ โธ่....แกไม่ควรยุกันให้ขโมยเงินท่านหนีมาเลย ไส้โคหัวล้านเอากูแน่ พุทธังแคล้วคลาด ธังมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด"

"ไม่มีทางหรอกครับ ทั้งคุณและผมมีหวังถูกยิงทิ้งทั้งคู่ แต่ว่า รับประทานผมคนจน ชีวิตไม่มีความหมายเท่าไรหรอกครับ แต่คุณแย่หน่อย แล้วก็รับประทานตายโหงเสียด้วย ผมเห็นกระเป๋าเสื้อของท่านตุงๆ คงเป็นระเบิดมือแน่ๆ "

"โธ่-มึงอย่าพูดทำลายขวัญกูอย่างนี้ซีวะอ้ายแห้ว แกออกไปตามประไพมานี่ซิ ถ้าอย่างไรก็หนีออกทางห้องน้ำเตลิดเปิดเปิงไปเลย เอาชีวิตรอดไว้ก่อน"

"แล้วเงินสี่แสนบาทในกระเป๋านั่นละครับ"

นิกรแยกเขี้ยว

"แกเอาไปเถอะ ฉันยกให้"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานไม่รับประทานละครับ ผมยังไม่อยากตายโหง ขืนเอาไปเจ้าคุณท่านต้องยิงผมทิ้งจนได้ รับประทานหิ้วกระเป๋าเอาออกไปคืนให้ท่านเสียโดยดี ดีไหมครับ แล้วกราบเท้าลุกะโทษท่าน อย่างมากรับประทานให้ท่านเตะคนละห้าหกทีพอท้วมๆ ทนได้"

นายจอมทะเล้นนิ่งคิดแล้วย่องไปที่ประตูห้อง ค่อยโผล่หน้ามองดู เขาแลเห็นบาทหลวงหลุยส์ กาลาแมเม็ด นายลำเจียก นายกฤษณราช สุราบาลและนายสิงหนาถ ปานเด กำลังสนทนากับประไพอย่างครึกครื้น ยิ่งมองยิ่งสังเกตก็รู้ว่าบาทหลวงผู้นี้คือท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลอมแปลงตัวมา ส่วนนายลำเจียกก็คือ ดร.ดิเรกอย่างไม่มีปัญหา และมายากลสองพี่น้องนั่นก็คือพลกับอาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนของเขานั่นเอง

นิกรค่อยๆ ยกมือขวาจับหน้าอกซีกซ้ายของตนเอง พอรู้สึกว่าหัวใจทำงานอยู่ เขาก็ถอนหายใจโล่งอกแล้วหมุนตัวกลับหันมาทางเจ้าแห้ว

"รับประทานใช่ไหมล่ะครับ"

นิกรทำปากเบ้

"ใช่ว่ะ ทุกคนปลอมตัวได้สนิทมากทีเดียว แกออกไปบอกประไพให้มาหากันเถอะ กันจะลองปรึกษา กับเมียของกันดูก่อนว่า เราควรจะจัดการแก้ไขอย่างไรต่อไปดี"

เจ้าแห้วเดินย่องออกไปที่โต๊ะรับประทานอาหารหยุดยืนข้างหลังประไพ แล้วก้มลงกระซิบข้างหูหล่อน

"รับประทานเข้าไปพบคุณนิกรในห้องสักประเดี๋ยวเถอะครับ และอย่าซักถามอะไรผมเป็นอันขาด"

ประไพทำหน้าฉงน หล่อนลุกขึ้นยืนกล่าวคำขอโทษทุกๆ คน แล้วเดินไปที่ห้องพักหมายเลข ๑ ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่านิกรต้องการพบหล่อนด้วยเรื่องอะไร พอเข้ามาในห้องหล่อนก็แลเห็นนิกรยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ข้างประตู

"อะไรคะนิกร"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไส้โค"

ประไพอ้าปากหวอ

"มันอยู่ที่ไหนล่ะคะ เหลวไหลจริงเชียว"

"เหลวไหลอะไรเล่า กรพูดจริงๆ บาทหลวงหลุยส์ กาลาแมเม็ดนั่นแหละคือไส้โคละ นึกเฉลียวใจบ้างไหมว่าท่านคือคุณพ่อของไพ"

ประไพสะดุ้งสุดตัว

"กรเป็นโรคอุปทานอีกแล้ว เห็นคนแก่อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณพ่อก็เลยทึกทักว่าคุณพ่อปลอมเป็นบาทหลวงมา ขี้ขลาดตาขาวอย่างนี้จะไปทำงานสำคัญอะไรได้"

นิกรยกมือเกาศีรษะแกร๊กๆ จูงมือประไพพาย่องไปที่ประตูห้อง ต่างคนต่างค่อยๆ โผล่หน้าออกไปดู พอดีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เผลอตัวถอดหมวกออกจากศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านอย่างถนัดชัดเจน

"อุ๊ยตาย" ประไพอุทานเบาๆ "ไส้โค-ไส้โค จริงแหละค่ะ โอ๊ะ-ถ้ายังงั้นนายลำเจียกก็ต้องเป็นหมอดิเรกและแขกกินหมูสองคนนั่น "

นิกรช่วยพูดต่อ

"อ้ายพลกับอ้ายหงวน"

ประไพค่อยๆ โผล่หน้ามองดูอีก คราวนี้ประไพก็ตกใจแทบช็อค

"กร....กรขา คุณพ่อกับพวกนั้นลุกขึ้นจากโต๊ะเดินมาหาเราแล้ว อ๋อย-ทำยังไงดีล่ะคะ เจ้าแห้ววิ่งจู๊ดเข้าไปในห้องผู้จัดการแล้ว ไส้โค....ไส้โคเอาเราแน่"

นิกรตัวสั่นงันงกจนแทบจะพูดหรือทำอะไรไม่ถูก

"เร็ว-เข้าไปนอนใต้เตียง พี่จะเข้าไปแอบในห้องน้ำและปิดประตูใส่กลอนทันที"

ประไพมองซ้ายมองขวาทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้ววิ่งมาที่เตียงนอน ทรุดตัวลงนั่งยงโย่ยงหยกคลานเข้านอนคว่ำหน้า ตัวสั่นเหมือนเจ้าเข้าอยู่ใต้เตียง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา พล กิมหงวนกับ ดร.ดิเรกเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน ใบหน้าของบาทหลวงกำมะลอเคร่งเครียดถมึงทึง แสดงความรักระคนแค้นลูกสาวและลูกเขยผู้ทรยศ

"อ้ายพล เปิดกระเป๋าบนเตียงดูซิมีเงินหรือเปล่า" ท่านออกคำสั่งเสียงกร้าว

พลหรือนายกฤษณราชดึงหนวดเคราปลอมเหวี่ยงทิ้งไปอย่างรำคาญ แล้วเดินไปนั่งบนเตียงนอนเปิดกระเป๋าใส่เงินขึ้น

"อยู่ครับคุณอา มัดละแสนบาทรวมสี่มัดยังอยู่ครบถ้วน"

เจ้าคุณตะโกนลั่นห้อง

"ได้เงินคืนกูก็ต้องฆ่ามันทั้งสองคน กูจะแทงมันไม่ต้องนับแผล กูจะเชือดลูกกระเดือกอ้ายกรด้วยมีดพกเล่มนี้"

นายสิงหนาถ ปานเด หรือเสี่ยหงวนเอื้อมมือตบพุงกะทิท่านเจ้าคุณเบาๆ

"ดับโมโหเสียบ้างเถอะครับ พ่อฆ่าลูกมีอย่างที่ไหน แล้วอ้ายกรมันก็เป็นลูกเขยคุณอา ไม่ใช่ใครอื่นเท่ากับว่ามันเป็นลูกของคุณอาเหมือนกัน"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

"อย่าห้าม ใครห้ามกู กูจะเชือดคอคนห้ามด้วย"

อาเสี่ยหัวเราะก๊าก

"ถ้ายังงั้นเอาเลยครับ ผมสนับสนุนเต็มที่"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ ผมดูไซโคในหนังตอนแทงกันเห็นไม่ถนัด คราวนี้คงได้ชมอย่างถนัดตา ฮ่ะ ฮ่ะ นั่นตีนใครโผล่ออกมาจากใต้เตียงครับคุณพ่อ"

ประไพใจหายวาบ รีบหดเท้าเข้าทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้ามานั่งยองๆ ข้างเตียงนอน ก้มลงดูลูกสาวของท่าน พอแลเห็นประไพนอนตัวสั่นเหมือนกับจะเป็นลมท่านก็รู้สึกสงสาร ท่านเจ้าคุณยกมือจับข้อเท้าข้างขวาของประไพลากหล่อนออกมาจากใต้เตียง แล้วกระซิบว่า

"อ้ายกรอยู่ไหน"

ประไพยิ้มออกมาได้ กระซิบตอบเช่นเดียวกัน

"แอบอยู่ในห้องน้ำค่ะ"

"ดีแล้ว พ่อจะไว้ชีวิตแก แต่แกต้องร้องวี๊ดว้ายให้ลั่นเหมือนกับว่าแกกำลังถูกฆ่า อ้ายกรมันจะได้ตกใจ เอ้า...ลุกขึ้นแล้วแกล้งนอนชักดิ้นชักงอบนเตียง"

ประไพถอนหายใจเบาๆ

"คุณพ่อไม่ฆ่าไพจริงๆ นะคะ"

"เออ เอาซีร้องได้"

ประไพพุ่งตัวขึ้นไปบนเตียงนอน แกล้งดิ้นทุรนทุรายเสียงตึงตังโครมครามและร้องลั่นโรงแรม

"ว้าย ตายแล้ว ช่วยด้วย....โอ๊ย....คุณพ่อฆ่าไพ ช่วยด้วย โอย....พระอรหัง"

กิมหงวนแกล้งพูดขึ้นเสียงเอะอะเอ็ดตะโร

"พอแล้วครับคุณอา โธ่....เชือดจนลูกกระเดือกห้อยร่องแร่งแล้ว"

ท่านเจ้าคุณยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"มึงต้องตาย กูสาบานไว้แล้วว่ากูจะตามฆ่ามึงกับอ้ายกรให้ได้ นี่....ต้องเชือดมึงยังงี้ ตายแล้วเรอะ ดี สมน้ำหน้า ไปที่ชอบเถอะ ประเดี๋ยวอ้ายกรกับอ้ายแห้วก็ตามมึงไปเมืองผี กูนี่แหละโว้ยไส้โค"

นิกรหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำ เขาเข้าใจว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สังหารธิดาคนเล็กของท่านจริงๆ นิกรอกสั่นขวัญแขวนแข้งขาอ่อนเปียกไปหมด ภายในห้องพักหมายเลข ๑ สงบเงียบไปชั่วขณะ แล้วนิกรก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงพ่อตาของเขา

"เปิดประตู อ้ายกร"

นิกรเม้มปากแน่น หายใจถี่เร็ว เขากระชากปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมายิงขึ้นเพดานสองนัดติดๆ กัน แล้วยกมือทั้งสองดันบานประตูไว้

"อย่าเข้ามานะ ผมยิงจริงๆ "

เสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก๊าก

"ตายเรื่องเล็กโว้ย วันนี้กูยอมตาย แต่ก่อนตายต้องเอามึงไปเมืองผีด้วย ไม่เปิดดีๆ พังเข้าไปนะ พวกเราพังประตู เอ้า-เฮ"

นิกรยกปืนยิงขึ้นเพดานอีกสองนัด

"ถอยออกไปคุณพ่อ อยากตายก็พังเข้ามา ผมยิงหัวล้านแตกจะว่าไม่บอก"

ท่านเจ้าคุณแกล้งทุบประตูติดๆ กันหลายที ทำท่าเหมือนจะพังห้องน้ำ ความจริงท่านคอยนับเสียงกระสุนปืนมากกว่า นิกรกลัวว่าประตูพังก็ยิงขู่อีก ๑ นัดรวมเป็น ๖ นัดด้วยกัน ซึ่งหมายความว่าหมดกระสุนแล้ว คราวนี้ พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ใช้กำลังพังประตูห้องน้ำจนหักสะบั้น

นิกรยกปืนจ้องพ่อตาของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือมีดเดินย่างสามขุมเข้ามาหานิกรในท่าเตรียมแทง

"อ้ายกร ปืนของแกบรรจุกระสุนไว้ ๖ นัดเท่านั้น แกยิงจนหมดแล้ว ขณะนี้ไม้ตีพริกในครัวยังมีประโยชน์กว่าปืนของแกอีก นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วของแกให้ดี ฉันจะส่งแกไปนรกด้วยมีดเล่มนี้"

นิกรตกใจถอยหลังกรูด ปล่อยปืนพกร่วงหลุดจากมือทันที ท่านเจ้าคุณทำท่าเหมือนกับจะโผนเข้าแทงนายจอมทะเล้น แต่แล้วนิกรก็ตกใจเป็นลมล้มลงหมดสติสมประดี เพราะความรักตัวกลัวตายนั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น

"กระเซ้าเล่นหน่อยเดียวเป็นลมชักตั้งไปแล้ว ช่วยมันหน่อยโว้ยดิเรก พ่อจะค้นหาตัวเจ้าแห้วอีกคนหนึ่งเมื่อกี้มันหลบเข้าไปในห้องผู้จัดการ" พูดจบท่านก็เดินออกมาจากห้องน้ำ พอดีพบประไพยืนอยู่กลางห้องนอน "เตรียมตัวกลับบ้าน อีเสือ เราจะกลับกรุงเทพฯ ในสิบนาทีนี้แหละ ฮึ่ม-มันน่ายิงทิ้งเหลือเกินอีลูกกาก ริอ่านขโมยเงินพ่อ เจ็บใจนัก"

แล้วท่านเจ้าคุณก็เดินออกไปจากห้องนอนหมายเลข ๑ ปล่อยให้ ดร.ดิเรกกับพลและเสี่ยหงวนช่วยกันปฐมพยาบาลนิกร

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินมาถึงหน้าห้องผู้จัดการ ท่านก็แลเห็นนายบรรจบกำลังยืนหน้าเครียดอยู่ที่ประตูห้อง

"อะไรกันครับหลวงพ่อ เสียงปืนพกดังสนั่นหวั่นไหวยังกะหนังเคาบอย ขืนยังงี้โรงแรมผมต้องเจ๊งแน่ๆ "

"เปล่า ไม่มีอะไรหรอกผู้จัดการ คนที่พักห้องหนึ่งเขาเมาสุราอาละวาด คนใช้ของเขาที่ชื่อแห้วอยู่ที่ไหนล่ะ"

"ยังไงก็ไม่ทราบครับหลวงพ่อ ผมไม่เห็น"

"เอ๊ะ เมื่อกี้เขาเข้ามาในห้องคุณนี่นา"

"ถูกแล้วครับ เขาเข้ามาขอไม้ขีดไฟแล้วออกไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ขณะนี้มีใครอยู่ในห้องคุณหรือเปล่า"

"มีครับ มีภรรยาผม แกกำลังนอนหลับครับหลวงพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือวิสาสะบุกเข้าไปในห้องผู้จัดการทันที ท่านแลเห็นผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อกระโปรงชุดสีฟ้ากำลังนอนหลับอยู่บนเก้าอี้โยก มือขวาถือพัดเล่มหนึ่งคลี่ออกปิดหน้า นายบรรจบติดตามบาทหลวงกำมะลอเข้ามา ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ หันมาพูดกับผู้จัดการโรงแรมอย่างขบขัน

"ภรรยาของคุณผมสีแดงซะด้วย แต่เส้นผมหนาเกือบเท่าลวดตากผ้า" พูดจบท่านก็เอื้อมมือกระชากผมปลอมออกทันที

เจ้าแห้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ประณมมือแต้ เต็มไปด้วยความเกรงกลัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ๋อย รับประทานกลัวแล้วครับ รับประทานผมเป็นผู้ตามครับไม่ใช่ผู้นำ แฮ่ะ แฮ่ะ นึกว่าปล่อยชีวิตลูกหมาเอาบุญเถอะนะครับ"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่นและเงื้อมีดสุดแขน

"กูจะฆ่ามึงอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วร้องโอดครวญโหยหวนลั่นห้อง

"โอ๊ย ตายแล้ว ตายแล้วครับ"

"ยังไม่ได้แทงโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว้ด "ร้องเสียเสียงคับบ้านเลยอ้ายเปรต"

พลเดินนำหน้าพา ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนเข้ามาแล้ว พลรายงานให้เจ้าคุณทราบว่า นิกรกับประไพกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ดอดจ์เก๋งก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประไพและเจ้าแห้วรวม ๗ คน เดินทางจาหัวหินเข้ากรุงเทพฯ พร้อมด้วยเงินสด ๔๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่ได้ขาดหายไปแม้แต่บาทเดียว.

จบบริบูรณ์