พล นิกร กิมหงวน 039 : มือปืนผยอง

เวลาผ่านไปตามลำดับ ขบวนม้าของเสือเทียนรวม ๕ ตัว ได้วิ่งผ่านขุนเขาลำเนาไพรลัดตัดทางเรื่อยมาท่ามกลางแสงเดือนอันสุกสกาว ในที่สุดก็เข้าเขตเขาลายแดนดาวโจรซึ่งเสือเทียนได้ดำรงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในถิ่นนี้

ม้าทั้ง ๕ ตัว ชะลอฝีเท้าลงหลังจากผ่านช่องเขา มองแลเห็นแสงตะเกียงที่หมู่บ้านวาววับ...เสือเทียนหันมาร้องถามเสือแก้วเพื่อนเกลอของเขา

"เหนื่อยไหมวะ อ้ายแก้ว"

เสือแก้วสั่นศีรษะ

"เปล่า เรื่องขี่ม้าทางไกลกูเคยชินเสียแล้ว เฮ้ย-นั่นใครควบม้าตรงเข้ามาหาเราโน่นเห็นไหมอ้ายเทียน"

เสือเทียนยกมือขวาชูขึ้นเป็นสัญญาณ ม้าทั้ง ๕ ตัวถูกบังคับให้หยุดรวมกลุ่มกันตรงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทุกคนมองดูชายฉกรรจ์ซึ่งกำลังควบม้าวิ่งใกล้เข้ามาตามลำดับ พอเข้ามาใกล้เขาก็บังคับม้าให้หยุดและชักม้าเดินเข้ามา

"พี่เทียน พี่เทียนใช่ไหม"

"เออ-กูเอง อ้ายแช่มเรอะ"

ม้าตัวนั้นหยุดนิ่งห่างจากเสือเทียนกับพรรคพวกเพียงเล็กน้อย เสือแช่มกวาดสายตามองดูผู้ที่ติดตามเสือเทียนมาแล้วก็กล่าวทักเสือแก้ว

"สวัสดีครับพี่แก้ว ดีทีเดียวที่พี่มากับพี่เทียนด้วย เตรียมฟาดข้อกับอ้ายมือปืนแปลกหน้า ๖ คนเถอะครับ โรงเตี๊ยม "เหยี่ยวดง" ของพี่เทียนถูกอ้าย ๖ คนยึดครองไว้แล้วโดยปริยาย พรรคพวกของพี่เทียนครึ่งหนึ่งยอมเป็นพวกมันแล้วครับ ที่ไม่ยอมเป็นพวกมันก็ไม่กล้าอยู่โรงเตี๊ยม"

เสือเทียนเป็นเสือใจเย็น ถึงแม้เขาได้รับทราบข่าวร้ายเช่นนี้เขาก็ยังยิ้มให้เสือแช่มสมุนของเขา

"ถึงยังงั้นเชียวหรืออ้ายแช่ม"

ก่อนที่เสือแช่มจะพูดอะไรเสือแก้วก็พูดขึ้นทันที

"เล่าให้กันฟังหน่อยน้องชาย อ้าย ๖ คนนั่นเก่งกาจมากเชียวหรือ"

เสือแช่มหันมามองดูเจ้าพ่อเขากิ่ว

"ฝีมือของมันพอตัวทีเดียวครับพี่แก้ว อ้ายสอนก็เรียกว่ามือปืนชั้นดีคนหนึ่ง แต่อ้ายสอนเสียท่าถูกยิงตายต่อหน้าต่อตาผมและพวกเรา อ้ายสอนชักปืนช้ากว่ามันครับ ซึ่งทั้งสองได้ต่อสู้กันอย่างลูกผู้ชาย มือปืนทั้ง ๖ ร่ำรวยมากครับ มันมีเงินแจกพวกนักการพนันและสมุนของพี่เทียนคนละหลายร้อย นอกจากนี้ยังเลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้ากันอย่างไม่อั้นตลอดคืน วันนี้สมุนของพี่เทียนส่วนมากได้ทรยศต่อพี่เทียนเสียแล้ว"

เสือเทียนนั่งฟังอย่างสงบ และแล้วเขาก็กล่าวกับเสือแช่มว่า

"มันเป็นธรรมดาเหลือเกินอ้ายน้องชาย ลูกน้องของข้าที่แปรพักตร์จากข้านั้นมันยอมเป็นลูกน้องข้าเพราะเกรงกลัวอำนาจของข้ามากกว่าความสมัครใจ อำนาจนั้นไม่ใช่ของยั่งยืน พระคุณเท่านั้นที่จะยั่งยืนอยู่ได้ แต่ข้าไม่หวั่นข้าไม่วิตกอ้ายพวกที่ทรยศต่อข้าไม่มีความหมายอะไร โดนตีนคนละทีสองทีก็วิ่งไม่รู้ทางไป มันเหมือนกับไก่อ่อนที่เพิ่งสอนขัน อย่างไรก็ตามข้าก็ยังชื่นใจที่เอ็งและสมุนของข้าอีกส่วนหนึ่งยังจงรักภักดีต่อข้า พาข้าไปที่ "เหยี่ยวดง" เถอะอ้ายแช่ม ข้าจะปราบอ้ายมือปืน ๖ คนนั่นเอง"

เสือแก้วพูดโพล่งขึ้นทันที

"กูตายกับมึงอ้ายเทียน ถ้าสู้มันไม่ได้กลับไปเรียกพวกของกูมาปะทะกับมัน อ้ายที่จะให้คนอื่นมาครองเขาลายนั้นกูยอมไม่ได้เว้นแต่มึงคนเดียวเท่านั้น ถ้าผิดจากมึงแล้วกูนี่แหละจะปกครองเขาลายแทนมึง"

เสือเทียนยื่นมือให้เพื่อนเกลอของเขาจับ แล้วหันมาพูดกับพรรคพวกของเขา

"เตรียมตัวไว้พวกเรา คืนนี้มันต้องถึงการนองเลือดแน่นอน"

ม้าทั้ง ๖ ตัววิ่งสะบัดย่างตรงไปยังหมู่บ้านเขาลายเบื้องหน้า พอเข้าเขตบ้านก็มีคนขี่ม้าเข้ามาสมทบทีละคนสองคน สมุนของเสือเทียนที่ไม่ยอมเป็นพรรคพวกของคณะพรรคสี่สหายนั่นเอง ในที่สุดเสือเทียนก็ได้พรรคพวกรวมทั้งหมดเกือบ ๓๐ คน

ตามเวลาที่กล่าวมานี้เป็นเวลาสองยามเศษแล้ว แต่ภายในโรงเตี๊ยม "เหยี่ยวดง" ยังครึกครื้นรื่นเริงกัน พวกดาวร้ายพวกนักเลงพนันและนักเผชิญโชคไม่ต่ำกว่า ๒๕ คนกำลังเล่นไพ่ดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างสนุกสนาน สี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะเดิม เหล้าและอาหารจำหน่ายขายดีผิดปกติ เสี่ยหงวนได้จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว ๔,๐๐๐ บาท เพื่อให้คนของเสือเทียนแน่ใจว่าเท่าที่เขาเปิดบาร์ฟรีในคืนนี้นั้นเขามีเงินจ่ายให้แน่นอน บรรดาสมุนของเสือเทียนประมาณ ๑๕ คนที่ทรยศต่อเสือเทียนต่างร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ทุกคนเลื่อมใสศรัทธากับสี่สหายของเรามาก เพราะมือปืนที่มีเงินล่ำซำอย่างนี้นานๆ จึงจะได้พบสักคน

เมื่อเสี่ยหงวนเมาเต็มที่ เขาลุกขึ้นแสดงท่าชักปืนแบบเสือปืนเร็วอวดพวกเคาบอยในโรงเตี๊ยมเรียกเสียงตบมือโห่ร้องเกรียวกราว ทันใดนั้นเองเจ้ายิ้มคนดูแลม้าของสี่สหาย ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโรงเตี๊ยมในท่าทีร้อนรน

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบลงทันที ยิ้มตรงเข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะสี่สหาย แล้วรายงานให้ทราบอย่างละล่ำละลัก

"พี่ครับ" เขาเปลี่ยนจากนายเป็นพี่ แสดงความเคารพนับถือสี่สหายอย่างจริงใจ "เตรียมตัวได้แล้วครับ เสือเทียนกลับมาจากเขากิ่วแล้ว กำลังรวบรวมพรรคพวกประมาณ ๓๐ คนอยู่นอกหมู่บ้าน ผมคิดว่าเสือเทียนคงพาเสือแก้วมาด้วยและคงจะพาพวกบุกพี่แน่นอน เป็นได้ยิงกันยับละครับ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"วิเศษเลยอ้ายน้องชาย กันกำลังมันมืออยากยิงคนจนบอกไม่ถูกแล้ว อยากพบอ้ายเสือปืนซ้ายและอ้ายเสือปืนคู่นัก กันต่อให้สองคน อึ๊ก....แหม เมาจังโว้ยวันนี้"

พลว่า "เมาอย่างนี้แกจะไปยิงกับหมาที่ไหน ขืนยิงกับใครแกตายเปล่า"

นิกรผุดลุกขึ้นยืน พวกดาวร้ายและพวกนักพนันต่างพากันมองดูนายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว นิกรกระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วกล่าว

"พี่น้องทั้งหลาย ได้ยินไหมเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวดังแว่วมาแต่ไกลและใกล้เข้ามาทุกที เสือเทียนกับพรรคพวกของมันจะมาขัดขวางทำลายความสุขของเรา พวกเราควรจะทำอย่างไรดี ข้าพเจ้าขอเสียงจากพวกท่าน"

"ยิงกับมัน ยิงกับมันครับพี่กร พวกผมจะร่วมเป็นร่วมตายกับพี่ เอามันโว้ยพวกเรา"

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นเซ็งแซ่ แล้วเสียงปืนพกก็ระเบิดขึ้นหลายนัด ตะเกียงเจ้าพายุในโรงเตี๊ยมถูกยิงกระจายทำให้ไฟดับ พวกเคาบอยวิ่งพล่านเข้าประจำตามช่องหน้าต่างและประตู ในเวลาเดียวกันนั้นเองเสือเทียนกับพรรคพวกก็ควบม้ามาถึง "เหยี่ยวดง" พอม้าหยุดเสือเทียนกับพรรคพวกล่าถอยไปจากโรงเตี๊ยมและยิงโต้ตอบทันที บรรดาสมุนของเสือเทียนต่างลงจากหลังม้ากระจายกำลังเข้าโอบล้อม "เหยี่ยวดง" ทั้งสองฝ่ายต่างสาดกระสุนเหล็กเข้าไปหากัน เสียงปืนพกและปืนเล็กยาวดังสนั่นหวั่นไหว ดร.ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบลูกระเบิดมือออกมาหนึ่งลูก กระชากสลักนิรภัยออกแล้วขว้างระเบิดนั้นออกไปนอกหน้าต่าง

เสียงระเบิดทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน พวกเคาบอยสมุนของเสือเทียนล่าถอยสับสนอลหม่าน พรรคพวกของคณะพรรคสี่สหายบุกออกไปนอกโรงเตี๊ยมไล่ยิงกันอุตลุด ทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาด

การสู้รบผ่านพ้นไปในราว ๒๐ นาที เสือเทียนกับพรรคพวกที่เหลือตายก็ล่าถอยออกไปนอกหมู่บ้าน แต่การล่าถอยทำให้เสือเทียนกับเสือแก้วขัดใจกันอย่างรุนแรง เพราะเสือแก้วไม่เห็นพ้องด้วย

"มึงกลัวตายหรืออ้ายเทียน กูไม่เข้าใจเลยที่มึงสั่งถอย"

เสือเทียนหัวเราะอย่างใจเย็นตามนิสัยของเขา

"อ้ายแก้ว ฟังกูก่อนอ้ายเพื่อนแก้ว มึงรู้จักกูดีแล้ว คนย่างกูน่ะหรือวะกลัวตาย กูสั่งถอยก็เพราะเห็นว่าพวกเราชาวเขาลายกำลังฆ่าฟันกันเองเพราะอ้ายคนแปลกหน้า ๖ คนนั่นเป็นต้นเหตุ ลูกน้องของกูที่ทรยศต่อกูไปเข้ากับมันด้วยอำนาจเงินของอ้ายพวกนั้น แต่ไม่ช้าเมื่อเงินมันหมดมันก็จะซมซานมาหากูเหมือนเช่นเดิม เท่าที่เรายิงกับมันกูต้องการหยั่งกำลังมันเท่านั้น ขณะนี้กำลังของมันเข้มแข็ง พอดูกูก็เลยสั่งให้พวกเราล่าถอยออกมานอกหมู่บ้าน"

"แล้วมึงจะเอายังไงอ้ายเทียน"

เสือเทียนมองไปทางหมู่บ้านเขาลายแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยน้ำเสียงหนักๆ ว่า

"กูจะส่งอ้ายหนอมให้เป็นผู้แทนฝ่ายเราไปเจรจากับมันเดี๋ยวนี้"

"เจรจาว่ายังไง"

"ท้าอ้ายมือปืนเหล่านั้นออกมายิงกับพวกเราตัวต่อตัว เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องพลอยรับบาปเสียชีวิตและเลือดเนื้อ"

เสือแก้วผู้เลือดร้อนหัวเราะก้าก

"ถึงกับส่งผู้แทนไปพบกับมัน อ้ายมือปืนกลุ่มนั้นมันก็ต้องหัวเราะเยาะมึงเท่านั้น วิสัยเสือไม่ต้องมีการเจรจากันโว้ย ใครชักปืนได้เร็วกว่าและยิงได้แม่นกว่าคนนั้นอยู่ ใครชักปืนหรือยิงไม่แม่นคนนั้นตาย ถ้ามึงไม่อยากจะให้ชาวเขาลายต้องเสียเลือดเนื้อเราก็มีทางที่จะทำได้"

เสือเทียนพยักหน้าช้าๆ

"ทำยังไงอ้ายแก้ว"

"กูจะไปที่เหยี่ยวดงและหาเรื่องยิงกับลูกพี่ของอ้ายพวกนั้นเดี๋ยวนี้แหละ ถ้ากูฆ่าอ้ายหัวหน้ามันได้อ้ายมือปืนอีก ๕ คนก็จะหมดฤทธิ์ ส่วนลูกน้องของมึง ที่ทรยศต่อมึงก็จะกลับมาสวามิภักดิ์ต่อมึงตามเดิม"

เสือเทียนยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"ความคิดของมึงเข้าทีมาก แต่ว่าให้กูไปดีกว่าอ้ายแก้ว กูเพลี่ยงพล้ำเสียทีมึงค่อยติดตามไปแก้แค้นแทนกู"

เสือเดช สมุนแขนขวาของเจ้าพ่อเขาลายผู้มีสมญาว่าอ้ายเสือปืนคู่พูดเสริมขึ้นทันที

"ให้โอกาสผมเถอะพี่เทียน เสียแรงที่ผมเป็นมือปืนประจำตัวพี่และเป็นสมุนคนสนิทของพี่ที่พี่รักใคร่ไว้วางใจที่สุด พี่ไม่เชื่อมือผมหรือคิดว่าผมไม่กล้าสละชีวิตแทนพี่หรืออย่างไร"

เสือเทียนเสือแก้วต่างหันมามองดูเสือเดชอ้ายเคราดกจอมโจรผู้มีใบหน้าอัปลักษณ์แล้ว เสือเทียนก็หัวเราะชอบใจ

"ถ้ายังงั้นเอาเลยอ้ายน้องชาย ไปที่ "เหยี่ยวดง" เดี๋ยวนี้ เดชไปหาเรื่องชวนวิวาทกับลูกพี่ของอ้ายพวกนั้นแล้วยิงกับมันตัวต่อตัว แต่จำไว้อย่าลอบยิงมันเป็นอันขาด เราเป็นเสือก็อย่าทำใจของเราให้เป็นหมา ไปเถอะอ้ายน้องชายพวกเราจะรอฟังข่าวชัยชนะของแกอยู่ที่นี่แหละ"

อ้ายเสือปืนคู่ดีใจอย่างยิ่ง

"ผมจะฆ่าลูกพี่อ้ายมือปืนเหล่านั้นให้ได้"

เสือแก้วพูดเสริมขึ้น

"โชคดีอ้ายน้องชาย"

ท่ามกลางเสียงพึมพำของสมุนเสือเทียน อ้ายเสือปืนคู่เดินตรงไปที่ม้าคู่ขาของเขาซึ่งผูกไว้กับต้นไม้เล็กๆ ต้นหนึ่ง เสือเดชแก้บังเหียนออก ก้าวขึ้นนั่งบนหลังม้าอย่างแคล่วคล่อง แล้วควบขับเข้าไปในหมู่บ้านทันที

ดวงจันทร์ยังทอแสงแจ่มกระจ่าง เสือเดชบังคับม้าวิ่งเข้ามาหยุดหน้าโรงแรม "เหยี่ยวดง" ซึ่งขณะนี้บริเวณหน้าโรงแรมเงียบกริบ มีขี้เมาคนหนึ่งนอนหลับอยู่ข้างบันไดหน้าโรงแรม เมื่อเสือเดชผูกม้าไว้เรียบร้อยเขาก็พาตัวเดินเข้าข้างใน "เหยี่ยวดง" อย่างอาจหาญ และเตรียมพร้อมที่จะใช้ปืนพกคู่มือของเขาทั้งสองกระบอกได้ทุกขณะ เสือเดชผู้นี้ยิงปืนแม่นราวกับจับวางทั้งมือซ้ายและมือขวา การฆ่าคนเป็นของธรรมดาสำหรับอ้ายเสือปืนคู่ เขายิงคนมาหลายสิบศพแล้วเป็นเสือร้ายที่มีใจอำมหิตโหดเหี้ยมป่าเถื่อนทารุณยิ่ง บรรดาดาวร้ายทั้งหลายในถิ่นนี้ทั้งเกลียดทั้งกลัว เมื่อเสือเดชปรากฏตัวขึ้นในบาร์ "เหยี่ยวดง" เสียงเอะอะเฮฮาก็เงีบยกริบลงทันที อ้ายเสือปืนคู่ยืนเด่นเป็นสง่า กวาดสายตามองไปรอบๆ และสิ้นสุดที่โต๊ะสี่สหายซึ่งเจ้ายิ้มคนเลี้ยงม้าของคณะพรรคสี่สหายนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย เสือเดชรู้ทันทีว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วคือมือปืนต่างถิ่นและนึกเดาเอาว่า พล พัชราภรณ์ คงจะเป็นลูกพี่หรือหัวหน้าแน่นอน ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วไม่มีทีท่าว่าเป็นมือปืนหรือเสือปืนเร็ว คงจะติดตามมาด้วยเท่านั้น

เมื่อเดชเดินไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง พวกเคาบอยที่ทรยศต่อเสือเทียนต่างปอดลอยไปตามกัน อ้ายเสือปืนคู่ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไม้ขีดไฟออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง ทันใดนั้นเองเจ้ายิ้มอ้ายหนุ่มผอมกะหร่องก็รีบเอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบบอกให้สี่สหายทราบด้วยความจงรักภักดี

"ระวังตัวนะครับ อ้ายหมอนี่แหละครับคือเสือเดชอ้ายเสือปืนคู่ สมุนคนสนิทและเพื่อนร่วมตายของเสือเทียนครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังจับตามองดูอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเจ้ายิ้มพูดเช่นนี้ กิมหงวน ก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวด้วยเสียงอันดัง

"นั่นน่ะเรอะอ้ายเสือปืนคู่ ฮะฮ้า ในที่สุดเสือหงวนอ้ายเสือปืนเดี่ยวก็ได้เจอคู่ปรับสมใจแล้ว" เขาพูดอ้อแอ้จนลิ้นไก่พันกัน ฟังดูแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"กันจะปราบเสือเดชเอง ลงหน้าไม่เหมือนเตี่ยกันละก้อกันยิงทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้าแขนอาเสี่ยไว้

"นั่งลงอ้ายหงวนแกกำลังเมา อย่าเพิ่งตายจากพวกเราเลยวะ"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นซีครับ"

แล้วเขาก็ทรุดลงนั่งตามเดิม เอื้อมมือรับแก้วหล้าที่เจ้าแห้วส่งให้เขายกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

ภายในบาร์ "เหยี่ยวดง" เงียบกริบ นักการพนันหยุดเล่นไพ่แล้ว ชายฉกรรจ์หลายคนที่นึกเกรงกลัวเสือเดชต่างเลี่ยงออกไปทางหลัง "เหยี่ยงดง" อ้ายเสือปืนคู่นิ่งเฉยอยู่เกือบ ๕ นาที เมื่อไม่มีคนรับใช้มารับคำสั่งจากเขา เสือเดชก็เดือดดาลเริ่งแสดงศักดาเดชทันที เขาดึงปืนพกออกมาจากซองปืนทั้งสองกระบอกแล้วยิงปืนพกยิงกระหน่ำไปที่ฝาผนังหลังบาร์ขายเหล้า เสียงปืนพกดังสนั่นหวั่นไหว พอสิ้นเสียงปืนพกทุกคนก็ตกตะลึงไปตามกันเมื่อแลเห็นฝาผนังไม้อัดเป็นอักษรอันเกิดจากรูกระสุนปืนมีความสั้นๆ ว่า "บ๋อย"

สี่สหายมองดูหน้ากันและแล้วต่างก็ชักปืนพกออกจากซองปืนพร้อมๆ กัน ยิงไปที่ผนังไม้อัดพร้อมกันทั้ง ๖ กระบอกเป็นตัวอักษรสวยงามพอดู

"โต๊ะนั้นเขาเรียกโว้ย"

พวกเคาบอยหัวหดไปตามกัน มือปืนชั้นเสือพบกัน เสือเดชยอมรับว่าสี่สหายของเรายิงปืนแม่นยำมาก การยิงเป็นตัวอักษรอย่างนี้ มือปืนน้อยคนนักที่จะทำได้ อย่างไรก็ตามเสือเดชไม่ได้เสียขวัญและเสียกำลังใจเลย เจ้าหนุ่มพนักงานรับใช้คนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปหาเสือเดชเพื่อขอคำสั่ง

"ขอโทษนะครับพี่เดชผมมาช้าไปหน่อย" เจ้าหมอนั่นพูดด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

เสือเดชบรรจุกระสุนปืนพกพลางพูดพลาง

"กูไม่มีเงินจ่ายให้มึงหรืออย่างไร แล้วก็ความจริงที่นี่กูกินฟรีก็ได้เพราะเป็นบาร์ของลูกพี่กู จำไว้ว่าถ้ามึงสนใจกับคนอื่นมากกว่ากูจะต้องไปนรก ไปเอาเหล้ามากับแกล้มไม่ต้อง คืนนี้กูจะฆ่าคนสัก ๑ คน"

เสี่ยหงวนผุดลุกขึ้นยืน

"ไม่แน่กระมั้งเสือเดช" อาเสี่ยเดินโซเซเข้าไปหาอ้ายเสือปืนคู่

เสือเดชยิ้มแสยะ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากิมหงวน อาเสี่ยปราดเข้ามาหยุดยืนในระยะใกล้ชิด เขาสูงกว่าเสือเดชราวหนึ่งคืบ เมื่ออ้ายเสือปืนคู่เงยหน้าขึ้นมองดูเขา กิมหงวนก็ยักคิ้วให้

"ว่าไงน้องชาย"

เสือเดชหัวเราะ

"กูไม่อยากฆ่าคนเมา ไปบอกเพื่อนมึงที่ไม่เมามายิงกับกูดีกว่า"

"ใครเมา อึ๊ก นี่พี่หาว่าน้องเมายังงั้นเรอะ เอื๊อก...อ้วก....เมาทำไมถึงพูดได้ล่ะ ลื้อชื่อเสือเดชใช่ไหม"

"เออ กันนี่แหละคือเสือเดช"

อาเสี่ยยิ้มกวนๆ

"เคยตายหรือเปล่า"

"ไม่เคยโว้ย"

"ไม่เคยมีหวังได้ตายในคืนนี้"

เสือเดชหมั่นไส้เต็มทนก็ลั่นหมัดขวาเหวี่ยงตูมออกไป ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของกิมหงวนอย่างจัง อาเสี่ยเซถลาร่อนออกไปเหมือนกับนกปีกหักแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้น เสือปืนคู่ยืนจังก้าตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะกระชากปืนพกคู่มือของเขาออกมาสังหารกิมหงวน

อาเสี่ยมึนงงเป็นไก่ตาแตก เขาสั่นศีรษะและยกมือลูบคาง สักครู่ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจ้องตาเขม็งมองดูเสือเดชราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ อ้ายเสือปืนคู่ยิ้มให้และพยักหน้าช้าๆ

"ชักปืนออกมาอ้ายเพื่อนเกลอ"

"ไม่ชัก" เสี่ยหงวนตวาดลั่นแล้วฝืนหัวเราะ

"อ้ายขี้ขลาด อ้ายหน้าตัวเมีย พวกมึงทุกคนก็คงขี้ขลาดตาขาวเช่นเดียวกัน"

พลผุดลุกขึ้นยืนแล้วร้องขึ้นดังๆ

"ไม่จริงเพื่อน กันรอพบแกมาหลายชั่วโมงแล้ว ถ้ากันไม่แน่กันก็คงไม่บุกบั่นมาจนถึงเขาลายแดนของแก"

แล้วพลก็เดินเข้าไปหาเสือเดช พวกเคาบอยแตกฮือเกรงจะถูกลูกหลง ทุกคนรีบหลบอกไปให้พ้นทางปืนเพราะแน่ใจว่าเสือต่อเสือต้องปะทะกันแน่นอน เสือเดชจ้องเขม็งมองดูอ้ายเสือรูปหล่ออย่างไม่สะทกสะท้าน ในที่สุดสองเสือก็หยุดยืนเผชิญหน้ากัน ห่างจากกันประมาณ ๑๕ ก้าว อันเป็นระยะแม่นยำของปืนพก ต่างคนต่างเตรียมพร้อมที่จะสังหารอีกฝ่ายหนึ่ง นิกรร้องตะโกนบอกเพื่อนเกลอของเขา

"ทำมือขยุกขยิกไว้ซีโว้ย ขู่ขวัญมันในตัว ระวังให้ดีอย่าให้มันชักปืนออกมาก่อน"

ผู้ที่อยู่ในบาร์ "เหยี่ยวดง" ต่างยืนนิ่งเฉยแทบจะไม่หายใจเมื่อเสือเดชค่อยๆ ยกมือทั้งสองวางลงระหว่างซองปืนพกทั้งสองข้าง พลก็หัวเราะ

"ชักออกมาซีเพื่อน กันพร้อมแล้ว"

อ้ายเสือปืนคู่นึกชมความเยือกเย็นของพล เขาปล่อยมือเหยียดยาวแล้วถอยหลังออกไปเพียงสองสามก้าว

"ระวังตัวอ้ายเพื่อนเกลอ" เสือเดชพูดยิ้มๆ

"วันนี้แหละไม่แกก็กันจะต้องดับไปข้างหนึ่ง"

พลพยักหน้ารับทราบ

"แต่เห็นจะเป็นแกมากกว่า"

ถูกยั่วเช่นนี้เสือเดชก็เดือดดาล กระชากปืนพกในซองปืนออกมาพร้อมกันทั้งสองกระบอก แต่พลว่องไวกว่า เขากระชากปืนพกกระบอกข้างขวาออกมาอย่างรวดเร็ว พอพ้นซองปืนก็งัดปากกระบอกปืนขึ้นยิงเพื่อช่วยให้การยิงเร็วยิ่งขึ้นอีก

"ปัง" กระสุนสังหารแผดเสียงคำรามลั่น เสือเดชสะดุ้งเฮือกสุดตัว ปล่อยปืนพกทั้งสองกระบอกร่วงลงบนพื้นห้อง เขายืนโงนเงนอยู่สักครู่ก็ล้มลงสิ้นใจตาย ทันใดนั้นเองเสียงไชโยโห่ร้องก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ คณะพรรคสี่สหายกับพวกดาวร้ายและนักพนัน ได้เฮโลเข้ามาหาพลแสดงความดีใจในชัยชนะของเขา อ้ายเสือรูปหล่อยิ้มแป้นเก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืนแล้วกล่าวกับกิมหงวนว่า

"แกเมาจนไม่เป็นผู้เป็นคน ถ้าแกยิงกับมันแกก็ม่องเท่งแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มแบบสะลึมสะลือ มองดูศพเสือปืนคู่แล้วยกมืออุดจมูกพลางพูดเสียงอ้อแอ้

"อ้ายเปรตนี่พอสิ้นใจก็เหม็นหึ่งไปเลย เครื่องในมันคงเสียมาหลายวันแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"มีอย่างหรือวะคนเพิ่งตายมีกลิ่น"

เสี่ยหงวนหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"คนยังไม่ตายมีกลิ่นก็มีนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋ ค่อยๆ ยกมือขึ้นจับปืนพกในซองปืนข้างซ้าย แต่นิกรรีบคว้าข้อมือท่านไว้

"เรามาด้วยกัน อย่าฆ่ากันเลยครับ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วโรงเตี๊ยม ทุกคนกล่าวขวัญชมเชยอ้ายเสือรูปหล่อที่ยิงปืนแม่นราวกับจับวาง พลกลายเป็นมือปืนผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว ไม่มีใครคาดคิดหมายว่าเขาจะสังหารอ้ายเสือปืนคู่ได้ง่ายดายเช่นนี้ เพราะปกติการดวลปืนกับคู่ต่อสู้ทุกครั้งเสือเดชส่งคู่ต่อสู้ไปนรกได้ทุกราย เสือเดชชักปืนได้รวดเร็วและแม่นที่สุด แต่พลชักปืนได้เร็วกว่าและยิงปืนได้แม่นกว่า

ดร.ดิเรกทรุดตัวนั่งยองๆ ข้างศพเสือเดช ตรวจดูบาดแผลจากรอยกระสุนปืนแล้วลุกขึ้นยืนกล่าวกับพรรคพวกของเขาด้วยเสียงหนักๆ

"ถูกหัวใจพอดี นี่ถ้าอยู่กรุงเทพฯ กันก็พอจะช่วยชีวิตเขาได้ รีบผ่าตัดเย็บหัวใจให้เรียบร้อยเสือเดชก็รอดตาย"

ชายชราคนหนึ่งเดินแหวกกลุ่มพวกดาวร้ายตรงเข้ามาหาพล แกมองดูอ้ายเสือรูปหล่ออย่างชื่นชม แล้วยกหัวแม่มือข้างขวาชูขึ้น

"เก่งมากพ่อหลานชาย ไม่มีใครนึกหรอกว่าหลานจะฆ่าเสือเดชได้ และการที่เสือเดชถูกยิงตายจะทำให้เสือเทียนเสื่อมอิทธิพลไปมาก"

พลยิ้มให้ชายชราซึ่งมีอาชีพเป็นสัปเหร่อ

"ลุงช่วยจัดการกับศพของเสือเดชหน่อยซีนะ"

"ได้ซีหลานชาย สำหรับศพนี้ลุงบริการฟรีไม่คิดค่าป่วยการแม้แต่สตางค์เดียว"

ในราว ๑๐ นาทีนั้นเองม้าคู่ใจของอ้ายเสือปืนคู่ก็เดินดุ่มๆ ไปจากหน้าบาร์ "เหยี่ยวดง" บนอานม้ามีศพของเสือเดชนอนคว่ำหน้าอยู่ ในมือขวาของศพกำกระดาษชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นจดหมายของนิกรเขียนถึงเสือเทียนเจ้าพ่อเขาลาย ม้าตัวนั้นเดินไปตามทางท่ามกลางแสงจันทร์อันแจ่มกระจ่าง สักครู่หนึ่งมันก็ออกไปพ้นหมู่บ้าน

ตามเวลาดังกล่าวนี้ เสือเทียนกับพรรคพวกของเขาได้นั่งพักผ่อน ชุมนุมกำลังอยู่ที่ศาลาหลังหนึ่ง เตรียมพร้อมที่จะบุกหมู่บ้านเขาลายได้ทุกขณะ ส่วนม้าคู่ขาผูกไว้ในบริเวณลานกว้างแถวนั้นซึ่งมีต้นข่อยและต้นไม้เล็กๆ ขึ้นปะปนอยู่มากมายหลายต้น

สมุนโจรคนหนึ่งแลเห็นม้าของเสือเดชเดินดุ่มมาแต่ไกลก็ร้องบอก ทุกคนต่างจ้องมองไปที่ม้าตัวนั้น พอเข้ามาใกล้ก็แลเห็นศพของเสือเดชนอนคว่ำหน้าพาดอยู่กับอานม้า ถึงแม้จำหน้าไม่ได้ว่าศพนั้นคือเสือเดชแต่เจ้าพ่อเขาลายกับพรรคพวก ก็มั่นใจว่าต้องเป็นศพเสือเดชแน่นอน

ทุกคนผุดลุกขึ้นจากศาลาเดินเข้าไปหาม้าตัวนั้นอย่างสงบเงียบ เสือเทียนปราดเข้าไปจับบังเหียนม้าและแล้วศพอ้ายเสือปืนคู่ก็หล่นลงมาจากอานม้า นอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นดิน จากแสงจันทร์อันสว่างนวล เสือเทียนกับเสือแก้วและพรรคพวกของเขา ต่างแลเห็นศพเสือเดชอย่างถนัดชัดเจน เสือเดชนอนลืมตาโพลง มีโลหิตไหลออกมาจากปากเล็กน้อย รอยกระสุนปืนปรากฏที่หน้าอกด้านซ้ายซึ่งเป็นการยิงอย่างแม่นยำ และแน่นอนละเสือเดชคงจะยิงต่อสู้กับ ๖ มือปืนคนใดคนหนึ่งตัวต่อตัว

"อ้ายเดช" เจ้าพ่อเขาลายคราง "อ้ายเดชตายเสียแล้ว มิหนำซ้ำอ้ายมือปืนต่างถิ่นยังดูหมิ่นเหยียดหยามเราเอาศพอ้ายเดชใส่หลังม้าส่งมาให้เรา"

เสือแก้วขบกรามกรอด

"บุกมันอ้ายเทียน บุกมันให้ราบเป็นหน้ากลอง ถึงแม้อ้ายพวกนั้นมีลูกระเบิดมือใช้ก็ไม่ต้องกลัวมัน พาพวกเราไปบุกมันเดี๋ยวนี้ ยิงมันให้ยับไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม ถ้าเราปราบอ้ายมือปืน ๖ คนนั่นไม่ได้เราก็ควรตายเสียดีกว่า"

เสือหนอมก้มลงดึงกระดาษสีขาวในมือขวาของศพเสือเดช ขึ้นส่งให้เสือเทียนทันที

"นี่คงเป็นจดหมายของอ้ายพวกนั้นครับพี่เทียน"

สมุนโจรคนหนึ่งส่งไฟฉายขนาดเล็กดวงหนึ่งให้เจ้าพ่อเขาลาย

"นี่ครับไฟฉาย ส่องอ่านจดหมายซีครับ"

เสือเทียนเค้นหัวเราะ "กูอ่านหนังสือออกเมื่อไรล่ะ อ่านได้แต่ ก.ไก่ ฮ.นกฮูกเพียงสองตัวเท่านั้น กูเป็นโจรก็เพราะกูไม่ได้เรียนหนังสือ อ้ายหนอมอ่านให้กูฟังซิ"

พูดจบเสือเทียนก็ส่งกระดาษชิ้นนั้นให้เสือหนอม ชายหนุ่มร่างเตี้ยแบบมะขามข้อเดียวที่เคยเสียเชิงเสี่ยหงวนของเรามาแล้ว เสือหนอมคลี่กระดาษออก สมุนโจรคนหนึ่งช่วยเปิดไฟฉายส่องให้ แล้วเสือหนอมก็อ่านข้อความในนั้นดังๆ ซึ่งเป็นลายมือนิกร เขียนหวัดแกมบรรจงและเขียนแบบร้อยกรองเสียด้วย เจ้าหนอมอ่านแจ๋วๆ เหมือนยายอ่านหนังสือขุนช้างขุนแผนหรือพระอภัยมณี

เหล่าพวกข้ามือปืนขอคืนศพ

ลูกน้องท่านมันบัดซบช่วยไม่ได้

นี่น่ะหรือเสือเดชทุเรศใจ

เหมือนมือปืนหัดใหม่ยิงไม่เป็น

นี่แน่ะเฮ้ยเสือเทียนเสือปืนซ้าย

อย่ามัวอายซ่อนตัวกลัวเราเห็น

ถ้าแน่จริงยิงกันอย่างใจเย็น

พรุ่งนี้เช้าขีดเส้นที่หน้าบาร์

เรามือปืนทั้งสี่คนยอดนักสู้

ท่านสี่คนจอมบู๊เชิญพบหน้า

มายิงกันทีละคู่ดูศักดา

ใครพลาดท่าก็ต้องม่องเท่งเอย

ข้าพเจ้านิกรเสือปืนคดเป็นผู้แต่ง ขอโทษด้วยถ้ากลอนไม่เพราะ

เพราะรีบแต่งและกำลังเมา พรุ่งนี้ย่ำรุ่งอย่าลืมหลั่งเลือดรุ่งอรุณ

นิกร

อ่านจบเสือหนอมก็พับจดหมายของเสือปืนคดคืนให้ลูกพี่ของเขา

"ว่าไงครับพี่เทียน เมื่อมันท้าทายมาอย่างทะนงองอาจเช่นนี้ พี่จะบุกมันคืนนี้หรือว่าจะรอไว้ดวลปืนกับพวกมันพรุ่งนี้เช้าตามที่มันท้ามา"

เสือเทียนใช้ความคิดหนักหน่วงในเรื่องนี้ เขาหันมาทางเพื่อนร่วมชีวิตของเขาแล้วกล่าวว่า "มึงอย่าวู่วามนะอ้ายแก้ว ฟังกูพูดให้จบเสียก่อนกูคิดว่าเราไม่ควรบุกมันในคืนวันนี้ ไหนๆ มันก็ส่งคำท้าทายมาแล้ว ถ้าเราบุกมัน มันก็จะหาว่าขี้ขลาดไม่กล้ายิงกับมันตัวต่อตัว จึงใช้วิธียกพวกยิงกัน รอไว้พรุ่งนี้เช้าดวลปืนกับมันดีกว่าจะได้รู้ดีรู้ชั่วเสียทีว่าใครจะอยู่ใครจะตาย"

เสือแก้วหัวเราะเสียงกร้าว "ตกลงอ้ายเทียน อย่างนี้กูเห็นด้วย เป็นอันว่าเราจะไม่บุกมันในคืนนี้พวกเราจะพักผ่อนอยู่แถวนี้และรอคอยจนกว่าจะรุ่งสว่าง มึงกับกูสองคนละที่ดวลปืนพกกับพวกมันแล้วอีกสองคนล่ะมึงจะเอาใคร"

เสือเทียนยิ้มออกมาได้ที่เพื่อนเกลอเห็นพ้องตามแนวความคิดของเขา

"อ้ายแช่มกับอ้ายหนอมยังไงล่ะ ยิงกันทีละคู่ รวม ๔ คู่น่าดูมาก" เสือแช่มตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง

"ตกลงครับพี่เทียน ผมพร้อมแล้วที่จะสู้กับมัน ผมจะยิงกับอ้ายเสือปืนคดเอง รูปร่างมันไม่ใหญ่โตอะไรหรอกครับ ท่าทางทะเล้นหัวเราะหน้าเป็นตลอดเวลา"

เสือเทียนตบมือตบบ่าเสือแช่มด้วยความพอใจ แล้วหันมาทางเสือหนอม เจ้าหนุ่มร่างเตี้ยแบบมะขามข้อเดียว

"ว่าไงอ้ายหนอม สู้เขานะ"

เสือหนอมกลืนน้ำลายเอื้อก

"อ้า-ผมถูกอ้ายโย่งโก๊ะยิงมือเมื่อวานนี้ยังไม่หายเจ็บมือเลยพี่ แฮ่ะ แฮ่ะ ใจน่ะมันสู้หรอกแต่มือมันเจ็บคงชักปืนไม่ไหวพอ"

"ถุย" เสือเทียนร้องลั่น "มึงกลัวอ้ายพวกนั้นก็รับมาตามตรงเถอะวะอ้ายขี้ขลาด กูให้อ้ายหวิงสู้แทนมึงก็ได้"

เสือหวิงยิ้มแป้น

"เอาซีครับพี่เทียน ผมสู้แค่ตายเท่านั้น จะให้เสือต่างถิ่นมาลบเหลี่ยมลูบคมพวกเราน่ะ ผมยอมไม่ได้เด็ดขาด"

เสือแก้วหัวเราะชอบใจ

"เออ มันต้องยังงั้นซีวะ เฮ้ย อ้ายหวิง มึงนำจดหมายไปให้อ้ายมือปืนพวกนั้นหน่อยเถอะวะ กูจะเขียนตอบเองและจะเขียนเป็นกลอนเช่นเดียวกัน เมื่ออยู่โรงเรียนกูเคยได้คะแนนท็อปในวิชากวีนิพนธ์มาแล้ว ครูยังเคยชมกูว่าฝีปากของกูสุนทรภู่ทำไมไม่ได้"

เสือเทียนทำหน้าตื่นๆ

"มึงแต่งกลอนเป็นหรือวะ อ้ายแก้ว"

"แล้วกัน โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย หรือกลบท กูถนัดทั้งนั้น" พูดจบเสือแก้วก็พาเสือเทียนกับพรรคพวกกลับไปยังศาลาหลังนั้น ไม่มีใครสนใจกับศพของเสือเดชเลย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าหวิงก็ควบขับม้าฝ่าความมืดบุกเข้าไปในหมู่บ้าน พอถึงหน้าบาร์ "เหยี่ยวดง" เจ้าหวิงก็บังคับม้าให้หยุดนิ่ง แล้วจ้องมองดูเจ้ายิ้มซึ่งกำลังนั่งเป่าหีบเพลงปากอยู่ที่หน้าบันไดหน้าโรงเตี๊ยมอย่างสบายใจ และทำหน้าที่สังเกตการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสือเทียนไปในตัว ด้วยความจงรักภักดีต่อสี่สหาย

"อ้ายยิ้ม" เสือหวิงร้องตะโกน เสียงหีบเพลงปากหยุดทันที เจ้ายิ้มลุกขึ้นยืนเดินลงบันไดตรงเข้าไปหาเสือหวิงอย่างปอดๆ

"พี่หวิงเรอะ"

"เออ กูเอง ไงวะมึงเป็นสมุนอ้ายพวกต่างถิ่นใช่ไหม"

เจ้ายิ้มฝืนยิ้ม "เปล่า ไม่ได้เป็นหรอก เพียงแต่รับจ้างเขาเฝ้าม้า ดูแลม้าให้เขาเท่านั้น"

เสือหวิงเค้นหัวเราะ

"ระวังเงาหัวของมึงไว้ให้ดี ผู้ที่ทรยศต่อพี่เทียนน่ะโทษถึงตายรู้ไหม เฮ้ย ช่วยเอาจดหมายนี่ไปให้พวกมือปืนด้วย ให้อ้ายคนที่ยิงเสือเดชนั่นแหละ บอกมันด้วยว่าพี่เทียนฝากมาให้"

เจ้ายิ้มเอื้อมมือรับ เสือหวิงชักม้ากลับแล้วควบม้าไปจากหน้าบาร์ "เหยี่ยวดง" ยิ้มมองดูกระดาษจดหมายในมือของเขา ยืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็พาตัวเดินเข้าไปในบาร์ "เหยี่ยวดง"

ขณะนี้เสี่ยหงวนของเราฟุบไปแล้วด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ เขานั่งฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะตัวนั้น ส่วนพลกับนิกร ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันเงียบๆ เจ้าแห้วลุกไปนั่งร่วมโต๊ะกับนักพนันและเล่นโปกเกอร์กับเขา ซึ่งปรากฎว่าเจ้าแห้วโชคดีรวยไพ่หลายร้อยบาทแล้ว

เจ้ายิ้มเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะสี่สหาย แต่ไม่มีใครสนใจกับเจ้ายิ้ม เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องหยุดยืนข้างอ้ายเสือรูปหล่อแล้วส่งจดหมายให้

"พี่ครับ เสือเทียนมันตอบจดหมายพี่กร ใช้ให้เสือหวิงถือจดหมายเอามาให้ผมเดี๋ยวนี้เอง เสือหวิงกลับไปแล้วครับ"

พลพยักหน้ารับทราบ ก่อนที่เขาจะพูดว่าอะไร นิกรก็ถือวิสาสะดึงจดหมายฉบับนั้นมาจากมือพล

"กันอ่านเอง กันจะอ่านให้ฟัง" พูดจบนิกรก็ยกแก้วเหล้าขึ้นราดลงบนศีรษะเสี่ยหงวน "เฮ้ย ลุกขึ้นอ้ายเสี่ย มีสารจากนักเลงใหญ่มาถึงพวกเราโว้ย"

เสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นแล้วกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา "ใครวะ ใครเยี่ยวรดหัวข้า" ถามเสียงอ้อแอ้

นิกรหัวเราะ "เหล้าโว้ย ไม่ใช่เยี่ยว กันราดเอง ดูนี่เสือเทียนมันตอบจดหมายของเราแล้ว"

เสี่ยหงวนทำท่าสะลึมสะลือ

"อ่านให้ฟังซิมันเขียนมาว่าอย่างไร ตอบรับหรอปฏิเสธ"

นิกรคลี่กระดาษสีขาวแผ่นนั้นออกดู พอแลเห็นลายมือตัวเท่าหม้อแกง นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบอกชอบใจ

"สำคัญโว้ย แต่งกลอนเป็นซะด้วย คอยฟังนะกันจะอ่านให้ฟัง"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วนิกรก็อ่านจดหมายเสือเทียนแจ๋วๆ ความจริงจดหมายนี้เสือแก้วเป็นคนเขียนและเซ็นชื่อแทนเสือเทียน ทั้งนี้เพราะเสือเทียนเขียนหนังสือไม่เป็นและอ่านไม่ออก

อย่างไรก็ตาม กลอนของเสือแก้วก็ฟังกระท่อนกระแท่นขัดหูเต็มทน

สดับสารหนาวเหน็บเจ็บสะดือ

มึงฆ่ามือปืนกูบู๊กันแน่

กูเสือเทียนเก่งกาจชาติเสือแท้

พรุ่งนี้เช้ากูสู้แค่มรณา

ทั้งเสือแก้วเสือแช่มและเสือหวิง

รวมสี่สิงห์ทั่วถ้วนล้วนแกล้วกล้า

ใครท้าแล้วผิดนัดผลัดเวลา

เป็นลูกหมาห้าร้อยชาติเพราะขลาดกลัว

ได้ใบนี้มีลาภพึงทราบเถิด

แสนประเสริฐโชคดีมิใช่ชั่ว

ถามถึงไข้ส่างหายสบายตัว

ถามถึงผัวเป็นผู้ชายสบายเอย.

อ่านจบนิกรหัวเราะชอบอกชอบใจ แล้วพับจดหมายของเสือเทียนเก็บใส่กระเป๋า พลมองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"สี่วรรคหลังใบเซียมซีน่ะ แกแต่งเองใช่ไหมล่ะ"

นิกรพยักหน้ารับ

"ใช่ อ่านกลอนเสือเทียนแล้วมันอดคันปาก อดว่ากลอนไม่ได้ตามวิสัยของนักกวีชั้นครูอย่างกัน เป็นอันว่าพรุ่งนี้เช้าการหลั่งเลือดรุ่งอรุณย่อมหนีไม่พ้นเราสี่คน มันสี่คนรวมสี่คู่ ยิงกันทีละคู่เด็ดขาดเลยโว้ย"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ อย่างนี้ยุติธรรมดีแล้ว คนอื่นจะได้ไม่ต้องเสียชีวิตในการสู้รบกัน ใครดีใครอยู่ ใครพลาดใครตาย"

พล พัชราภรณ์ อ้ายเสือรูปหล่อหันหน้ามามองดูหน้าเจ้ายิ้มผู้ภักดีต่อเขา

"อ้ายน้องชาย เสือแก้วน่ะฝีไม้ลายมือขนาดไหน"

"เสือแก้วหรือพี่ เขาแน่เหมือนกันครับ เป็นเจ้าถิ่นเขากิ่วมานานแล้วมีอิทธิพลใหญ่ยิ่งอยู่ที่เขากิ่วและเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอกับเสือเทียนครับ ฝีมือเสือแก้วกับเสือเทียนเห็นจะพอๆ กัน แต่เสือแก้วมุทะลุฉุนเฉียว ส่วนเสือเทียนค่อนข้างเย็นเหมือนพี่พลนี่แหละครับ"

พลพยักหน้ารับทราบ เขาเปลี่ยนสายตามาที่กิมหงวนแล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจำเป็นจะต้องฟอร์มตัวฝ่ายเราไว้ให้เรียบร้อย สำหรับกันจะยิงกับเสือเทียนเจ้าพ่อเขาลายนี้ แกยิงกับเสือแก้ว"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"ให้มันสองแก้ว ฮ้า พูดแล้วจะว่าคุย เสือแก้วมันจะเก่งกว่าเสือหงวนก็ให้มันรู้ไป"

พลหันมาทางเจ้ายิ้ม

"อ้ายแช่มกับอ้ายหวิงน่ะเป็นใคร"

"สมุนของเสือเทียนซีครับ เคยเป็นเสือมาแต่ก่อนเหมือนกัน มีฝีไม้ลายมือพอตัว"

อ้ายเสือรูปหล่อพยักหน้ากับนายจอมทะเล้น

"กันจะให้แกยิงกับเสือแช่ม"

นิกรหัวเราะด้วยมุมปากข้างขวา

"เรื่องเล็ก กันหันหลังให้เสือแช่มแล้วโก้งโค้งยิงยังได้"

"ไม่ต้องหรอก ยิงในท่าธรรมดาก็แล้วกัน อย่าลืมว่าอ้ายแช่มคืออ้ายเสือเคยฆ่าคนมาแล้ว ถึงได้รับสมญาว่าเป็นเสือ"

"กันก็เคยฆ่าไก่มามากเหมือนกัน เรื่องยิงฟันกันไม่เคยกลัวใคร ล่อกันจนเหงือกแห้งยังไหว"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที "ยูจะให้ไอยิงกับใครโว้ยพล"

พลหันหน้าไปทางนายแพทย์หนุ่ม

"สำหรับแกกันจะให้ยิงกับเสือหวิง"

"ออไร๋ เสือหวิงหรือเสืออะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่มีเงื่อนไขว่ากันต้องสวมแว่นตาสายตาสั้นอย่างนี้ถ้าให้ถอดแว่นตาออกกันไม่สู้ เพราะถอดแว่นออกแล้วกันก็เหมือนกับอ้ายบอดวัดสามปลื้ม มองอะไรไม่เห็นเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"แกมันเสียเปรียบในเรื่องสายตา แต่ถ้าแกสวมแว่นอย่างนี้แกก็มองเห็นชัดเจนไม่ใช่หรือ"

"ออไร๋ แว่นผมหนามากครับ ป๋า"

เมื่อพลสบสายตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้ายเสือรูปหล่อก็กล่าวกับท่านเจ้าคุณว่า

"พรุ่งนี้เช้าผมจะให้คุณอาเป็นกรรมการนะครับ"

"เสือเทียนกับพรรคพวกของมันจะยอมหรือ"

"ยอมซีคับ ก่อนที่จะต่อสู้กันผมจะเจรจากับมันก่อน ผมจะเสนอให้คุณอาเป็นกรรมการ ถ้าเสือเทียนทราบว่าคุณอาเป็นเจ้าคุณ มันก็ต้องเชื่อถือในเกียรติของคุณอา ตกลงนะครับ"

"ได้ อาจะพยายามทำหน้าที่กรรมการให้เที่ยงธรรมที่สุด วันพรุ่งนี้แหละจะเป็นวันตัดสินโชคชะตาระหว่างเสือเทียนกับพวกเรา อย่างไรก็ต้องตายจากกันไปข้างหนึ่ง"

"ครับ ถูกแล้ว แต่ถ้าเราไม่สู้เราก็ต้องตายเพราะอ้ายหงวนฆ่าเสือสอนตาย และผมฆ่าเสือเดชตาย อย่างไรอ้ายเทียนกับพรรคพวกของมัน ก็คงไม่ปล่อยให้เราไปจากเขตเขาลายอย่างลอยนวล เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าเราช่วยกันฆ่ามันเสีย แล้วแต่งตั้งให้ใครเป็นหัวหน้าเขาลายแทนเสือเทียนต่อ หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ เพราะงานสำคัญของเราที่ติดตามมาฆ่าเสือสอนได้สมความปรารถนาของอ้ายหงวนแล้ว"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นทันที

"ยัง ต้องฆ่าพ่ออ้ายสอนอีกคนหนึ่งกันถึงจะหายแค้น"

"พ่อเสือสอนตายไปนมนานแล้วครับ"

"ตายก็รอมันจนกว่ามันจะเกิดมาอีก พอออกมาจากท้องแม่ร้องแว้ๆ ก็เอาปืนยิงกรอกปากเลย พูดถึงอ้ายสอนมันเจ็บใจไม่หาย ฆ่ามันแล้วก็ยังไม่หายแค้น"

ดร.ดิเรกยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา แล้วบอกคณะพรรคว่า

"ขึ้นไปนอนพักผ่อนกันเสียทีเถอะรึพวกเรา มีเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็จะสว่างแล้ว ถ้าไม่ได้นอนจะอ่อนเพลียและขาดความว่องไว"

นิกรอ้าปากหาวทันที

"จริงว่ะ เราต้องนอนเอาแรงไว้ บางทีความง่วงหรือความอ่อนเพลียจะทำให้เราปราชัยคู่ต่อสู้"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานเชิญขึ้นไปข้างบนซิครับ ผมจัดห้องหับไว้เรียบร้อยแล้ว ที่โรงแรมนี้มีพวกเราพักอยู่เท่านั้น รับประทานขึ้นไปเถอะครับ อัฐฬสไม่ต้องไปเฉ่งให้มัน รับประทานขณะนี้เรากลายเป็นพี่เบิ้มแล้วถึงคราวเบ่งให้เต็มที่"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้น เสี่ยหงวนร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"พี่น้องทั้งหลาย พวกเราจะขึ้นไปนอนเอาแรงโว้ย พรุ่งนี้ย่ำรุ่งจะมีการดวลปืนกันที่หน้าบาร์นี้รวม ๔ คู่ด้วยกัน ขอให้ทุกคนนั่งเล่นไพ่หรือกินเหล้ากันไปจนสว่าง ใครต้องการเหล้าหรืออาหารสั่งได้ตามความพอใจ แล้วให้เขาคิดเงินที่กัน ถ้าพรุ่งนี้กันถูกเสือแก้วยิงตายก็เป็นอันโมฆะไม่ต้องจ่าย หวังว่าทุกคนคงจะรอชมการต่อสู้ในตอนรุ่งเช้านี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน พวกเคาบอยต่างส่งเสียงเอะอะเฮฮาโบกมือให้ ทุกคนเลื่อมใสศรัทธาในฝีไม้ลายมือและความมีเงินของคณะพรรคสี่สหาย และทุกคนนึกภาวนาเอาใจช่วยขอให้ชัยชนะจงเป็นของสี่สหาย

พอใกล้รุ่งอรุณของวันใหม่ นาฬิกาปลุกเรือนเล็กของ ดร.ดิเรกซึ่งตั้งเวลาปลุก ๕.๓๐ น.ก็ดังกังวานขึ้น นายแพทย์หนุ่มตื่นขึ้นเป็นคนแรกเขาปลุกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นและออกไปปลุกเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าแห้วซึ่งนอนอยู่ห้องติดๆ กัน หลังจากนั้นทุกคนก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว แสงเงินแสงทองส่องขอบฟ้าทางทิศตะวันออกแล้ว อากาศตอนเช้าตรู่ค่อนข้างหนาวเย็น บริเวณหน้าโรงเตี๊ยม "เหยี่ยวดง" มีประชาชนพลุกพล่านผิดปกติ พวกดาวร้าย, นักเลงอันธพาล, นักการพนันและนักเผชิญโชคเกือบ ๒๐๐ คน ต่างยืนจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มๆ วิพากษ์วิจารณ์กันและมีการต่อรองกันเป็นเงินร้อยเงินพัน

โลงผีหรือหีบศพสี่โลงถูกนำมาตั้งเรียงลำดับอยู่หน้าบาร์นั้นพร้อมด้วยรถเข็นสำหรับบรรทุกศพไปฝัง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้ติดต่อกับชายชราซึ่งมีอาชีพเป็นสัปเหร่อให้จัดรถศพและโลงผีทั้งสี่โลงมาเตรียมไว้

เสียงเพลงแผ่นเสียงจากเครื่องกระจายเสียง ดังกังวานไปทั่งหมู่บ้านเขาลายนับตั้งแต่ ๕.๔๐ น.โดยเจ้ายิ้มรับหน้าที่เป็นโฆษก หนุ่มร่างผอมกะหร่องถูกกระเซ้าตลอดเวลา แต่ยิ้มก็สามารถทำหน้าที่ได้ดี เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กหน้าบาร์ "เหยี่ยวดง" นั้น มีไมโครโฟนอย่างดีอันหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะพร้อมด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียง, ปิคอัพ, และเครื่องขยายเสียง ส่วนเครื่องทำไฟอยู่ทางด้านหลังบาร์ "เหยี่ยวดง"

พอใกล้จะถึงเวลา ๖.๐๐ น.เสียงโฆษกก็ประกาศลั่น

"พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้เสือเทียน เสือแก้วพร้อมด้วยเสือแช่มและเสือหวิงได้มาถึงบาร์ "เหยี่ยวดง" แล้ว ข้าพเจ้าขอเชิญชวนพี่น้องทุกคนจงปรบมือให้เกียรติแก่ สี่เสือผู้ยิ่งใหญ่ที่จะดวลปืนกับมือปืนต่างถิ่นด้วย"

บรรดาสมุนของเสือเทียนต่างตบมือเป่าปากโห่ร้องกันเกรียวกราว แต่สมุนที่แปรพักตร์, พวกดาวร้าย, นักการพนันและนักเผชิญโชคไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน ที่เป็นพรรคพวกของคณะพรรคสี่สหายของเราเงียบกริบ เสือเทียนกับเสือแก้วยืนเด่นเป็นสง่าเคียงคู่กัน ทั้งสองแต่งชุดดำคาดปืนแบบมือปืน ใบหน้าของเสือเทียนและเสือแก้วเต็มไปด้วยความมั่นใจในชัยชนะ หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว โฆษกจำเป็นก็ประกาศให้ทราบอีก

"ท่านทั้งหลาย มือปืนต่างถิ่นทั้งสี่คนพร้อมด้วยผู้ติดตามได้ออกมาจากโรงแรม "เหยี่ยวดง" แล้ว คนที่นำหน้าคือเสือพล คนที่สองคือเสือหงวนผู้มีสมญาว่าเสือปืนคอด คนที่สามคือเสือกรเสือปืนคด คนที่สี่คือเสือดิเรกเสือปืนฝืด สุภาพบุรุษผู้สูงอายุคือพระยาปัจจนึกพินาศญาติผู้ใหญ่ของสี่เสือ และเจ้าหนุ่มอีกคนหนึ่งคือนายแห้วพี่เลี้ยง"

เสียงไชโยโห่ร้องจากพรรคพวกของสี่สหายดังขึ้นทันที ชายชราผู้เป็นสัปเหร่อถอดหมวกออกกวัดแกว่งกระโดดตัวลอยเอาใจช่วยสี่สหาย ทั้งนี้ก็เพราะลูกชายคนเดียวของแกถูกเสือเทียนยิงตาย เมื่อปีก่อนโดยกล่าวหาว่าเล่นไพ่โกง ซึ่งทำให้ชายชราเจ็บช้ำน้ำใจอยู่ทุกวันนี้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาที่ไมโครโฟนแล้วก้มศีรษะโค้งคำนับ พรรคพวกของเสือเทียนคนหนึ่งตะโกนขึ้นทันที

"เฮ้ย พระอาทิตย์ขึ้นก่อนเวลาโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

ท่านเจ้าคุณพยายามระงับความโกรธ ดึงไมโครโฟนขึ้นแล้วปราศรัยกับประชาชนและคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย

"ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าพระยาปัจจนึกพินาศขอแถลงความจริงให้ทราบว่าเสือพล, เสือกร, เสือหงวนและเสือดิเรกนั้นความจริงไม่ใช่เสือสางอะไรเลย ทั้งสี่คนเป็นสุภาพบุรุษ เป็นนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เหตุผลที่เดินทางมาเขาลายก็เพื่อต้องการแก้แค้นเสือสอนเท่านั้น เพราะเสือสอนได้ยิงกิมหงวนหรือเสือหงวนได้รับบาดเจ็บสาหัส บัดนี้กิมหงวนหรือเสือหงวนก็ได้สังหารเสือสอนได้แล้ว จากการดวลปืนกันอย่างลูกผู้ชายตัวต่อตัวเมื่อคืนนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อเสือสอนเป็นสมุนของเสือเทียน พวกเราก็ต้องกลายเป็นศัตรูกับเสือเทียนด้วย ความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พลได้ฆ่าเสือเดชตายอีกคนหนึ่งเมื่อคืนนี้ ในที่สุดก็เกิดการท้าดวลปืนกันสี่คู่ตอนเช้าวันนี้ ฉะนั้นก่อนที่จะดวลกัน ข้าพเจ้าขอเชิญคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายมาพบกันที่นี่เพื่อทำความตกลงกันในเงื่อนไขต่างๆ ตลอดจนตั้งกรรมการที่เหมาะสม หวังว่าคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายคงยินดีพบกันแบบชายชาติเสือ ขอเชิญมาพบกันได้"

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราวระคนกับเสียงเป่าปาก บางคนชักปืนพกออกมายิงขึ้นฟ้าเพื่อช่วยให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้น เสือเทียนเดินนำหน้าพาเสือแก้วกับเสือแช่มและเสือหวิงเดินเข้ามาทางหน้าบาร์ ในเวลาเดียวกับพลก็พาเพื่อนร่วมชีวิตทั้งสามคนเดินเข้ามาหา ต่างฝ่ายต่างมองดูกันด้วยแววตาแข็งกร้าวถึงแม้จะยิ้มให้กันก็ตาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นจากเก้าอี้พาตัวลงบันไดเข้ามายืนขวางกลางเสือร้ายทั้ง ๘ คน ซึ่งต่างก็พร้อมที่จะประหัตประหารกัน ท่านเจ้าคุณยิ้มให้เสือเทียนแล้วกล่าวว่า

"หลานชายใช่ไหมชื่อเสือเทียน"

เสือเทียนพยักหน้า

"ถูกแล้วผมเอง"

"แนะนำพรรคพวกของเธอหน่อยซีนะ อ้า-นี่คือพลหัวหน้าทางฝ่ายนี้"

เสือเทียนมองดูพลอย่างอาฆาตมาดร้าย แต่แล้วเขาก็พูดกับพลอย่างสุภาพ

"ผมยินดีแนะนำคุณให้รู้จักกับพวกผม นี่คือเสือแก้วเพื่อนร่วมชีวิตของผม คนนั้นเสือแช่ม ขวาสุดนั่นคือเสือหวิงสมุนของผม"

พลก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณครับเสือเทียน ผมคือพล พัชราภรณ์ นี่เพื่อนผมชื่อกิมหงวนหรืออาเสี่ยกิมหงวนตามแต่คุณจะเรียก ถัดไปคือนิกร อีกคนหนึ่งชื่อดิเรก"

เสือเทียนยิ้มออกมาได้เมื่อพลแสดงกิริยาสุภาพต่อเขาเช่นนี้

"คุณจะเอายังไงครับ ผมให้โอกาสคุณเต็มที่ขอให้คุณเป็นฝ่ายเสนอเงื่อนไขมา"

พลว่า "เงื่อนไขก็มีแต่เพียงว่า ผมจะให้ดิเรกเพื่อนผมยิงกับเสือหวิงเป็นคู่แรก คู่ที่สองเสือแช่มกับนิกร คู่ที่สามเสือแก้วเพื่อนรักของคุณกับกิมหงวนเพื่อนร่วมชีวิตของผม คู่สุดท้ายคุณกับผมมายิงกัน"

เสือเทียนหัวเราะเบาๆ

"ไม่ขัดข้องเลยครับ คุณจัดคู่ได้ดีมากถูกใจผมเหลือเกิน ดีแล้วครับ"

เสือแก้วเจ้าพ่อเขากิ่วพูดโพล่งขึ้น

"ขอให้ผมยิงกับเพื่อนคุณเป็นคู่แรกได้ไหมครับ"

พลยิ้มให้เสือแก้ว

"อย่าเลยครับเสือแก้ว คุณควรจะรอดูเพื่อนๆ ของผมต่อสู้กับลูกน้องเพื่อนคุณเสียก่อน โปรดอย่าใจร้อนครับคุณจะได้ยิงกับเสี่ยหงวนแน่นอน"

อาเสี่ยแกล้งยั่วเจ้าพ่อเขากิ่ว

"คุณสั่งเสียลูกเมียคุณมาเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ"

เสือแก้วขบกรามกรอด

"ผมเป็นชายโสดตัวคนเดียวลูกเมียไม่มี"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"แม้แต่แฟนก็ไม่มีหรือครับ"

"ไม่มี" เสือแก้วตวาด

"แหม" เสี่ยหงวนพูดยานคาง "เท่านี้ก็ต้องดุด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะขอร้องให้สงบปากเสียง แล้วท่านก็กล่าวกับเสือเทียนอย่างกันเอง

"หลานชาย เธอและพวกเธอจะขัดข้องไหม ถ้าฉันจะขอเสนอตัวเป็นกรรมการในการต่อสู้กันนี้ ฉันขอรับรองด้วยเกียรติของฉันว่า จะทำหน้าที่ของฉันด้วยความยุติธรรมที่สุด"

เสือเทียนยิ้มเล็กน้อย

"ตกลงครับ ท่านเป็นเจ้าคุณ เป็นผู้มีเกียรติและเป็นผู้มีอายุมากแล้ว พอจะเชื่อถือได้แต่ถ้าท่านอยุติธรรม ท่านก็ไม่มีหวังที่จะได้กลับกรุงเทพฯ เอาละครับโปรดบอกเงื่อนไขมาเถอะครับว่าจะยิงกันอย่างไร"

ท่านเจ้าคุณนิ่งคิดสักครู่

"สำหรับคู่แรกดิเรกกับเสือหวิง เราจะให้คู่ต่อสู้ยืนหันหลังให้กันในระยะห่างจากกัน ๑๐ เมตร เมื่อฉันยิงปืนพกขึ้นคู่ต่อสู้จะต้องหันกลับมายิงกันทันที ใครชักปืนได้ไวกว่าและยิงได้แม่นกว่าคนนั้นก็ไม่ต้องลงโลง"

เสือเทียนหันไปถามสมุนของเขา

"ตกลงไหมอ้ายหวิง"

"โอ.เค.พี่เทียน ผมน่ะได้ทั้งนั้นถ้าไม่เป็นการเอารัดเสียเปรียบกัน" เสือหวิงพูดอย่างทะนงในฝีมือ

เจ้าคุณว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว อีก ๕ นาทีการต่อสู่คู่แรกจะได้เริ่มต้นในเวลา ๖ นาฬิกาตรง"

เจ้ายิ้มโฆษกประกาศกระจายเสียงทันที

"พี่น้องทั้งหลาย อ้า-วันนี้ลูกเขยนายห้างมาทำหน้าที่โฆษกเองนะครับ ขอแจ้งให้ทราบว่าอีก ๕ นาทีจึงจะถึงเวลาดวลปืนคู่แรก ตามรายการที่ไม่มีใบปลิวแจก ระหว่างเสือดิเรกเสือปืนฝืดกับเสือหวิงมือปืนชั้นดารา"

ใครคนหนึ่งร้องนะโกนขึ้น

"อีก ๕ นาทีช้าไปโว้ย ขอดูก่อนเวลาสักคู่ได้ไหม"

เจ้าแห้วซึ่งเขม่นเสือหนอมมานานแล้วและยืนจ้องตากันอยู่เหมือนศัตรูคู่อาฆาต ได้โอกาสเหมาะก็เดินปราดเข้าไปหาเสือหนอมเจ้าหนุ่มร่างเตี้ยแบบมะขามข้อเดียว แล้วเจ้าแห้วก็กล่าวกับเสือหนอมแบบชายชาติเสือ

"น้องชายแกชื่อหนอมใช่ไหม"

"ใช่ แกยืนจ้องหน้ากันอยู่นานแล้ว แกสงสัยว่ากันเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของแกยังงั้นหรือ"

เจ้าแห้วหัวเราะเสียงกวนๆ แบบ ริชาด วิดมาร์ค

"เฮะ เฮะ มึงกับกูยิงกันเป็นคู่แถมรายการนอกเวลาดีไหม"

เสือหนอมลืมตาโพลง

"ได้ซีอ้ายเพื่อนเกลอ ไป-ไปพบเจ้าคุณกรรมการเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วกับเสือหนอมพากันเดินเข้าไปหาท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และแสดงความประสงค์ให้ทราบว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกัน เป็นรายการนอกเวลา หรือเพื่อให้ผู้ดูได้รับความครึกครื้นอย่างถึงใจพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณมองดูเจ้าแห้วอย่างสงสาร

"แกสู้เขาได้หรือวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"บ๊ะแล้ว รับประทานพวกเดียวกันไม่น่าจะพูดทำลายขวัญกันอย่างนี้เลย รับประทานสู้ไม่ได้ผมจะกล้าท้าเขาหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"ถ้ายังงั้นดีแล้ว เตรียมตัวได้ แกสองคนออกไปยืนกลางถนนยืนหันหน้าเข้าหากันห่างจากกัน ๒๐ ก้าว ถอดปืนพกออกจากซองปืนทั้งสองกระบอกวางไว้ที่เท้า แล้วคอยฟังสัญญาณเริ่มการต่อสู้จากฉัน สัญญาณเริ่มต่อสู้จากฉัน สัญญาณนั้นคือเสียงปืนนั่นเองเข้าใจไหม"

เสือหนอมยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เข้าใจครับ ยิงกันเร็วๆ หน่อยเถิดครับ ผมอยากยิงกับอ้ายหมอนี่เต็มทนแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกให้คู่ต่อสู้ทั้งสองคนออกไปยืนกลางถนนและหันไปสั่งให้โฆษกประกาศ เสียงเครื่องกระจายเสียงดังกังวานขึ้นอีก

"ท่านทั้งหลายโปรดฟังทางนี้ รถขายยาของเรา เอ๊ย ขอโทษไม่ใช่เรื่องขายยาครับ อ้า-ก่อนที่จะถึงเวลาดวลปืนกัน เราได้จัดคู่พิเศษแถมให้ท่าน อันเป็นการต่อสู้นอกเวลาหนึ่งคู่ระหว่างเสือแห้วกับเสือหนอม บัดนี้สองเสือเข้าประจำที่เตรียมจะยิงกัน ใครจะอยู่ใครจะตายก็คงรู้กันในนาทีนี้"

พวกดาวร้ายทั้งหลายต่างตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว เจ้าแห้วกับเสือหนอมต่างยืนเผชิญหน้ากันกลางถนนในระยะแม่นยำของปืนพก ต่างคนต่างถอนปืนพกประจำตัวของตนทั้งสองกระบอกวางลงแทบเท้าของตน

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบ สายตาทั้งสองจ้องมองดูคู่ต่อสู้เป็นตาเดียว เจ้าแห้วมีความกล้าหาญอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ เขายืนถ่างขาเล็กน้อย เตรียมพร้อมที่จะก้มลงหยิบปืนพก ขึ้นมาสังหารเสือ หนอมเมื่อเสียงปืนพกของกรรมการดังขึ้น ส่วนเสือหนอมมีทีท่ากระสับกระส่ายเล็กน้อยเมื่อนึกได้ว่าภรรยาของเขาที่อยู่ราชบุรีกำลังตั้งครรภ์ได้ ๖ เดือน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนพกไขว้หลังไว้ ท่านร้องบอกคู่ต่อสู้ด้วยเสียงอันดัง

"เตรียมยิง ระวัง "

และแล้วท่านก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที กระสุนรีวอลเว่อร ๙ มม.แผดเสียงคำรามลั่น เสือหนอมกับเจ้าแห้วต่างวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง ไปคนละทิศละทางเพราะต่างคนต่างนึกกลัวตายเสียดายชีวิต เจ้าแห้วกระโจนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนเกวียนเล่มหนึ่ง ส่วนเสือหนอมใส่ตีนหมาโกยอ้าวหายเข้าไปในร้านตัดผม "กัลบกจำเป็น" บรรดาพวกดาวร้ายทั้งหลายต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

โฆษกขี้ยาถือโอกาสพูดไมโครโฟนทันที

"ท่านทั้งหลาย พี่น้องชาวเขาลายทั้งหลาย การดวลปืนคู่พิเศษเป็นอันว่าเสมอกันเพราะต่างฝ่ายต่างยังไม่อยากตาย นึกว่าท่านดูจำอวดฆ่าเวลานะครับ บัดนี้ถึงเวลาอันสำคัญแล้ว การหลั่งเลือดรุ่งอรุณจะเริ่มต้นด้วยคู่แรก คือเสือดิเรกกับเสือหวิง ซึ่งคู่ต่อสู้ได้ทำความตกลงกันและเข้าใจในเงื่อนไขต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านผู้ดูที่ล้ำถนนเข้ามาโปรดถอยออกไป พลาดพลั้งถูกลูกหลงตายไม่รับรอง เราจะยุติการโฆษณาเพียงเท่านี้จนกว่าการต่อสู้ของคู่แรกจะจบลง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ทำหน้าที่กรรมการอย่างเที่ยงธรรมจริงๆ ท่านประคองเสือหวิงพาไปยืนกลางถนนดินนั้นแล้วเดินมาหานายแพทย์หนุ่ม

"ว่าไงดิเรก คู่ต่อสู้ของแกเขาพร้อมแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ เขายกมือตบบ่าพลแล้วพูดเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"บอกประภาด้วยเพื่อนรัก อย่าเสียอกเสียใจในความตายของกัน ควรจะมีผัวใหม่ได้ก็รีบมีเสีย ขออย่างเดียวอย่ามีผัวจิ้งเหลนหรือออร์เหลน เลือกหาผู้ชายที่รู้จักทำมาหากิน ลาก่อนทุกๆ คน กันไม่รอดแน่"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทานลั่น "นี่แกหวังแพ้เขาหรือหมอ"

"ออไร๋ กันไม่เคยประมาทใครหรอกเพื่อน เขาไม่ดีจริงเขาคงไม่ดวลปืนกับกันหรอก"

"แล้วกัน" นิกรเอ็ดตะโร "ร้องไห้แล้ว ใจเสาะจริง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จูงมือเขยใหญ่ของท่านออกไปยืนกลางถนน ยืนหันหลังให้เสือหวิงและห่างจากกันราว ๑๒ เมตร พวกนักพนันเห็น ดร.ดิเรกเสียขวัญถึงกับร้องไห้ก็ต่อฝ่ายเสือหวิงถึง ๑๐ เอา ๑ แต่ปรากฎว่ามีคนรองไว้มาก เจ้ายิ้มโฆษกวิ่งพล่านเที่ยวถามให้วุ่น ใครต่อใครรองไว้รายละ ๕๐ บาทบ้าง ๑๐๐ บาทบ้าง

คู่ต่อสู้พร้อมแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมายืนที่ริมถนนห่างจากบันไดบาร์เล็กน้อย มือขวาของท่านถือรีวอลเว่อร ๙ มม.ซ่อนไว้ข้างหลัง ดร.ดิเรกทำปากแบะสะอื้นเบาๆ ทำให้นิกรกับเสี่ยหงวนหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน

"เตรียมยิง" เจ้าคุณร้องออกคำสั่งด้วยเสียงเด็ดขาด

เสือหวิงกับนายแพทย์หนุ่มยืนถ่างขาจังก้า แต่ท่าทางของ ดร.ดิเรกไม่คึกคักเข้มแข็งเลย

"ระวัง"

คนดูเงียบกริบใจเต้นระทึกไปตามกัน เวลาผ่านพ้นไปเพียงเล็กน้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยิงปืนเป็นสัญญาณต่อสู้ทันที

ความรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ เสือหวิงกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวา แล้วหมุนตัวกลับมาเพื่อจะยิงนายแพทย์หนุ่ม แต่ ดร.ดิเรกของเราเป็นนักคำนวณชั้นเยี่ยม เขาไม่ยอมเสียเวลาหมุนตัวกลับ เขากระชากปืนพกในซองปืนข้าวขวาออก พร้อมกับก้มตัวลงในท่าโก้งโค้ง แล้วยิงลอดระหว่างขาสองข้างหมายหน้าอกคู่ต่อสู้ทันที

อย่างไรก็ตาม เสียงปืนพกของเสือหวิงกับของ ดร.ดิเรกดังขึ้นพร้อมๆ กันจนเป็นเสียงเดียวกันแต่กระสุน ๙ มม.ของเสือหวิงข้ามศีรษะนายแพทย์หนุ่มไป ส่วนกระสุนปืนของ ดร.ดิเรกทะลุอกเสือหวิงออกทางเบื้องหลัง เสือหวิงปล่อยปืนพกร่วงหลุดจากมือ แล้วสะดุ้งเฮือกแอ่นหน้าอกขมวดคิ้วนิ่วหน้าน่าสงสาร ร่างอันผอมสูงล้มลงคว่ำหน้า แล้วพลิกท่าเป็นนอนหงายเหยียดยาวสิ้นใจตาย ดร.ดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก หันไปพูดกับคณะพรรคของเขา

"เว้ล-เวล-เหว่ล-อ้ายหมอนี่ตายเพราะประมาทกัน คิดว่ากันกลัวมัน ที่แท้กันแกล้งทำเป็นกลัว แกล้งทำเป็นร้องไห้ไปยังงั้นเอง"

เสียงไชโยโห่ร้องจากพรรคพวกของสี่สหายดังขึ้นทันที ชายชราผู้เป็นสัปเหร่อกับหลานชายของแกเต้นแร้งเต้นกาจนเหนื่อยหอบ แล้วเข้ามาลากศพเสือหวิงไปทางหมู่โลง ผีช่วยกันยกศพเสือหวิงใส่ดลงใบแรก เจ้ายิ้มดีอกดีใจเหลือที่จะกล่าว เดินแบมือขอเงินจากพวกนักการพนันซึ่งเป็นผู้ที่ได้ต่อไว้ตั้ง ๑๐ เอา ๑ ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินให้เจ้ายิ้มอย่างหน้าละห้อยสร้อยเศร้า บางคนมีเงินจ่ายให้ไม่ครบก็ต้องปลดสร้อยคอหรือนาฬิกาข้อมือให้เจ้ายิ้ม ถ้าไม่มีของเจ้ายิ้มก็บังคับให้ถอดเสื้อกางเกงให้เหลือแต่กางเกงใน

ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าแห้วกับเสือหนอม ได้เข้ามายืนรวมกลุ่มอยู่ข้างหลังคณะพรรคสี่สหาย ทั้งสองญาติดีกันแล้ว ต่างสบถสาบานว่าจะไม่มีการดวลปืนกันอีกตราบกระทั่งชีวิตดับ เสือหนอมแปรพักตร์จากเสือเทียนแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะเสือหนอมเชื่อว่าเสือเทียนกับเสือแช่มคงถูกยิงตายแน่ เพราะเสือหวิงก็สิ้นชีวิตไปหนึ่งศพแล้ว

เมื่อพลแลเห็นเจ้าแห้วกับเสือหนอมยืนกอดคอกัน พลก็แปลกใจถามเจ้าแห้วทันที

"อ้าว เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกันแล้วหรือ"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"ครับ รับประทานผมกับเสือหนอมยังต้องการดูโลกต่อไปครับ รับประทานเสือหนอมมาเป็นพลพรรคพวกเราแล้วครับ"

เสือหนอมยกมือไหว้อ้ายเสือรูปหล่อทันที

"ผมขอฝากตัวเป็นสมุนคนหนึ่งของพี่นะครับ"

พลยื่นมือให้จับ "ยินดีมากน้องชาย แต่อย่าเป็นสมุนกันเลยนะ เป็นเพื่อนกันดีกว่าเพราะไม่ช้ากันและพวกเราก็จะจากเขาลายไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้าไปหาเสือเทียนกับเสือแก้ว และเสือแช่มแล้วกล่าวว่า

"เสียใจด้วยนะที่เสือหวิงถูกดิเรกยิงตาย แต่ว่าทั้งสองได้ต่อสู้กันอย่างสมเกียรติแล้ว"

เสือเทียนยิ้มแค่นๆ

"ไม่เป็นไรครับ คุณลุง การดวลปืนกันใครพลาดก็ต้องตาย เพราะต่างฝ่ายต่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันไว้แล้ว"

ท่านเจ้าคุณยกมือตบบ่าเสือเทียนและนึกชมน้ำใจเสือของเจ้าพ่อเขาลาย

"ถูกแล้ว การดวลปืนแบบนี้เป็นการต่อสู้ของชายชาติเสือเท่านั้น ถ้าชายชาติหมาก็ต้องแอบยิงเขาข้างหลังหรือยิงเขาขณะที่เขาเผลอตัวไม่มีทางต่อสู้ป้องกันตัว ต่อนี้ไปก็ถึงคู่เสือแช่มกับนิกรแล้ว อย่าร่ำไรเลยนะคนดูเขาจะเบื่อ"

เสือแช่มเดินก้าวออกมาอย่างทรนงแล้วพูดขึ้นทันที

"ผมพร้อมแล้วครับคุณลุงกรรมการ แล้วผมขอชมคุณลุงด้วยความจริงใจเท่าที่คุณลุงได้ทำหน้าที่เป็นกรรมการอย่างดีที่สุด เป็นไปด้วยความยุติธรรมจริงๆ สมกับคุณลุงเป็นผู้ที่มีเกียรติ"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแก้มแทบแตก

"ขอบใจมากพ่อหนุ่มที่ชมฉัน" พูดจบท่านก็พยักหน้าเรียกเสือแช่ม ให้เดินตามท่านไปทางหน้าบาร์ "เหยี่ยวดง" แล้วก็เรียกลูกเขยจอมทะเล้นของท่านมาพบ

เมื่อเสือเทียนกับเสือแก้วติดตามมา พลก็พาเสี่ยหงวนกับนายแพทย์หนุ่มเข้าไปรวมกลุ่มด้วย เพื่อฟังข้อตกลงระหว่างมือปืนทั้งสอง เสือแช่มยิ้มให้กับนิกรแล้วกล่าวขึ้นด้วยใจนักเลง

"คุณจะเอายังไงกับผมได้ทั้งนั้น"

นิกรว่า "ผมคิดว่าเราควรจะยิงกันให้มันแหวกแนวสักหน่อยไม่อยากจะซ้ำแบบใคร"

"ก็นั่นน่ะซีครับ คุณจะเอายังไงล่ะ"

นายจอมทะเล้นนิ่งคิดสักครู่

"คุณกับผมนอนหงายเอาหัวชนกัน พอกรรมการยิงปืนเป็นสัญญาณเราก็รีบลุกขึ้นควักปืนออกมายิงกันเลย ใครชักปืนออกมาก่อนและยิงได้ก่อนก็มีชีวิตอยู่ต่อไป ใครมัวแต่งุ่มง่ามสัปเหร่อก็จะช่วยหามไปส่งโลง"

เสือแช่มหัวเราะชอบใจ

"เข้าทีดีเหมือนกัน ตกลงครับ ขอพูดอย่างลูกผู้ชายว่าผมไม่หนีคุณแม้แต่ก้าวเดียว ถึงเสือหวิงเพื่อนของผมเพลี่ยงพล้ำถูกเพื่อนของคุณยิงตายไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผมเสียขวัญแม้แต่น้อย เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กเหลือเกินสำหรับพวกเรา"

"ถ้ายังงั้นเราก็ยิงกันแบบนี้ ต่างคนต่างนอนหงายมองดูท้องฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย คุณกับผมอาจจะไม่มีโอกาสเห็นท้องฟ้าสีทองในตอนเช้าเช่นนี้อีก" พูดจบนิกรก็หันมาทางพ่อตาของเขา "กรรมการครับ ขอให้ผมกับเสือแช่มต่อสู้กันตามเงื่อนไขนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ดีมาก เตรียมตัวได้ทั้งสองคน ออกไปนอนกลางถนนเดี๋ยวนี้"

นิกรเปลี่ยนสายตาไปที่โฆษกซึ่งกำลังเตรียมจะพูดกระจายเสียง

"ยิ้มโว้ย ขอหมอนหนุนหัวให้กันสักใบเถอะวะ อ้ายน้องชาย"

"ไม่ต้อง" เสี่ยหงวนตวาดแว๊ด "มากเรื่องไปแล้ว"

นิกรพยักหน้ากับคู่ต่อสู้ของเขา ทั้งสองพากันเดินออกไปกลางถนน แล้วล้มลงนอนเหยียดยาวไปตามแนวถนนศีรษะทั้งสองชนกันพอดี การดวลปืนแบบแหวกแนวทำให้คนดูตื่นเต้นพอใจมาก นักพนันเริ่มพนันกันอีก คราวนี้เป็นต่อ ๒ เอา ๑ แต่หาคนรองได้ยากเต็มทน

เสียงเจ้ายิ้มพูดกระจายเสียงดังก้องกังวานไปทั่ว เครื่องกระจายเสียงนี้ติดต่ออยู่กับรถขายยาของบริษัทขายยาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เจ้ายิ้มมีหน้าที่เป็นคนโฆษณาขายยา นำรถบุกบั่นมาจนถึงเขาลายเมื่อปีก่อนพร้อมด้วยคนขับรถ แต่มีเรื่องกับพวกนักเลงที่นี่ซึ่งเป็นสมุนของเสือเทียนจึงถูกยิงตาย เจ้ายิ้มไม่สามารถจะนำรถกลับกรุงเทพฯ ได้ จึงจอดรถทิ้งไว้และปลูกกระท่อมอยู่ข้างร้าน "กัลบกจำเป็น" รถขายยาคันนั้นผุพังไปหมดแล้ว ส่วนเครื่องขยายเสียงและเครื่องทำไฟฟ้ายังใช้การได้ดี เจ้ายิ้มจึงยึดไว้เป็นสมบัติของเขา และวันนี้เป็นครั้งแรกที่เขานำเครื่องกระจายเสียงออกมาใช้ ทำให้การดวลปืนครึกครื้นขึ้นมาก

"ท่านทั้งหลาย ปวด-ปวดๆๆๆ ขัดยอกฟกช้ำดำเขียว ไม่มีอะไรดีกว่าขี้ผึ้งตรารามสูรคาบแก้ว เอ๊ย-ไม่ใช่ครับ ขอโทษ อ้า-การดวลปืนในคู่แรกตามรายการ ได้ผ่านสายตาท่านผู้ชมไปแล้ว ปรากฎว่าเสือดิเรกได้ชัยชนะอย่างงดงามส่งเสือหวิงไปพบกับยมบาลแล้ว อันดับต่อจากนี้ไปเป็นการดวลปืนคู่ที่สองระหว่างเสือกรเสือร้าย ผู้มีสมญาว่าอ้ายเสือปืนคดกับเสือแช่มผู้มีสมญาว่าตะกวดดง"

เสือแช่มมองไปทางโฆษกแล้วตะโกนลั่น

"ใครบอกมึงวะอ้ายยิ้ม"

ยิ้มหัวเราะชอบใจ

"อย่าโกรธผมเลยพี่แช่ม การให้ฉายาอย่างนี้เป็นการยกย่องให้เกียรติอย่างสูงนะครับ พี่น้องทั้งหลายโปรดถอยอกไปให้พ้นทางปืนนะครับ ถูกยิงตายจะหาว่าผมไม่บอก คู่นี้สงสัยจะยิงกันอุตลุดคนละหลายนัดกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะขาดใจตาย ทุกท่านโปรดระวังกระเป๋าของท่านด้วยนะครับ ที่นี่ไม่ชอบคนเผลอ"

นิกรหัวเราะหึๆ ชอบอกชอบใจโฆษกเสียงทอง เขาเอื้อมมือเขกกบาลเสือแช่มดังโป๊กแล้วถามว่า

"คุณมั่นใจไหมว่าคุณจะชนะผม"

เสือแช่มเอ็ดตะโรลั่น

"แล้วทำไมต้องเขกกะบาลผมด้วยล่ะ"

"ล้อเล่นนิดหน่อยน่า คุณเป็นเสือต้องเยือกเย็นเหมือนเสือซี ทำเป็นเก๊าไปได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาถือไขว้หลัง ท่านมองดูเสือแช่มกับเสือกรซึ่งต่างก็นอนหงายเหยียดยาวอยู่กลางถนนแล้วท่านก็ร้องขึ้นดังๆ

"เตรียมยิง"

คนดูเงียบกริบและยืนนิ่งเฉย

"ระวัง" ท่านเจ้าคุณร้องลั่น

"ระวังแล้ว" นิกรร้องตอบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเกาศีรษะอย่างรำคาญใจและหวั่นวิตกว่านิกรจะถูกยิงตาย แต่ในฐานะที่ท่านเป็นกรรมการ ท่านก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของท่านต่อไป ท่านเจ้าคุณกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที กระสุน ๙ มม.ระเบิดลั่นและจมหายไปในพื้นดิน

"ปัง"

เสือแช่มรีบลนลานลุกขึ้น เพื่อจะสังหารนิกร แต่นิกรใช้วิธีตีลังกากลับหลังนั่งคุกเข่ายกมือจับด้ามปืนพกในซองปืนขึ้นเหนี่ยวไกยิง โดยไม่ต้องเสียเวลาชักปืนออกมาจากซอง ดังนั้นนิกรจึงยิงได้ก่อน

"ปัง"

เสือแช่มร้องสุดเสียง ปล่อยปืนพกหลุดออกจากมือเซถลาไปทางซ้าย แล้วล้มลงคว่ำหน้าสิ้นใจตาย เขาถูกนิกรยิงระหว่างกลางหน้าอกพอดี กระสุนทะลุออกทางด้านหลังเป็นรูใหญ่

บรรดาพวกดาวร้าย พวกนักเลงการพนันและนักเผชิญโชค ที่เอาใจช่วยคณะพรรคสี่สหายต่างกระโดดโลดเต้นโห่ร้องกันเซ็งแซ่ ชายชราผู้มีอาชีพเป็นสัปเหร่อกับหลานชายของแก ถึงกับเต้นระบำแบบอินเดียแดงเย้ยเสือเทียนกับเสือแก้ว เสียงตบมือเป่าปากดังอยู่เกือบ ๕ นาที เสือกรลุกขึ้นนั่งอย่างงงๆ เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะได้ชัยชนะอย่างงดงามเช่นนี้ พลวิ่งเข้ามากอดนายจอมทะเล้นแล้วจูบแก้มนิกรด้วยความดีใจ

"แน่มากอ้ายกร อย่างนี้ซิวะถึงจะเรียกว่าเสือปืนเร็ว เกลนฟอร์ดสู้ไม่ได้แน่"

นิกรมองดูศพเสือแช่มแล้วถามพลด้วยเสียงสั่นๆ

"อ้ายเปรตนั่นม่องเท่งแล้วหรือ"

พลพยักหน้า "เสร็จแล้ว ชั้นเชิงของแกเหนือกว่าพวกเราเสียอีก"

เสี่ยหงวนกับนายแพทย์หนุ่มพากันเดินเข้ามาหานิกร ต่างขอจับมือและแสดงความยินดีในชัยชนะของเขา

"ไอไม่เคยเห็นมือปืนคนไหนที่เก่งกว่านี้เลย อย่างไรก็ตามฝีมือของแกยังเพียงหนึ่งในร้อยของเจ้าพลเท่านั้น"

อาเสี่ยรู้ดีว่า ดร.ดิเรกเจตนาพูดทำลายขวัญเสือเทียนกับเสือแก้ว เขาก็พลอยพูดผสมโรงด้วย

"สำหรับอ้ายพลเราต้องยกให้มัน มันชักปืนไวยิ่งกว่าลิงและยิงแม่นยิ่งกว่าจับวางเสียอีก แต่กันก็ไม่ด้อยกว่าพลเท่าใดนัก ประเดี๋ยวแกคอยดูกันจะยิงลูกนัยน์ตาคู่ต่อสู้ของกัน ยิงหน้าอกน่ะเป้ามันใหญ่ของกล้วยๆ ใครก็ยิงถูก"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ชายชราสัปเหร่อประจำเขาลาย กับหลานชายหนุ่มของแกได้ช่วยกันลากศพเสือแช่มไปทางหน้าบาร์และยกขึ้นหีบศพหีบที่สอง เจ้าแห้ววิ่งตามไปทรุดตัวลงนั่งล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบช็อคออกมาแท่งหนึ่ง เขียนด้านข้างของโลงผีที่สามว่า "เสือแก้ว" และเขียนโลงที่สี่ว่า "เสือเทียน"

สองเสือเดือดดาลอย่างยิ่ง เสือแก้วเดือดร้อนเอื้อมมือแตะด้ามปืนพกกระบอกขวา ตั้งใจจะชักปืนออกมายิงอ้ายแห้ว แต่เจ้าพ่อเขาลายจับมือไว้

"อย่า-อ้ายแก้ว อย่ายิงคนข้างหลัง"

เสือแก้วร้องตะโกนลั่น

"อ้ายแห้ว มึงแช่งกูให้ถูกลูกพี่มึงยิงตาย หันหน้ามาทางนี้ซีวะ"

เจ้าแห้วเป็นนกรู้ เขาหัวเราะหึๆ แล้วลุกขึ้นเดินถอยหลังเข้ามายืนรวมกลุ่มกับคณะพรรคสี่สหาย เสือแก้วจึงไม่กล้ายิง ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง หันมาสั่งสมุนของเสือเทียนคนหนึ่ง

"เฮ้ย มึงไปลบชื่อกูกับอ้ายเทียนออก อย่างนี้มันแช่งกันนี่หว่า"

เสียงโฆษกประกาศขึ้นทันที

"ท่านทั้งหลาย พี่น้องชาวเขาลายทั้งหลาย การดวลปืนคู่ที่สองได้สิ้นสุดลงแล้ว ชัยชนะเป็นของเสือกรผู้มีฉายาว่าเสือปืนคด เสือแช่มได้ถึงกาลกิริยาติดตามเสือหวิงไปทัศนาจรเมืองนรกด้วยกันแล้ว อันดับต่อจากนี้ไปจะถึงการต่อสู้รองคู่เอกของรายการนี้ระหว่างเสือแก้วเจ้าพ่อเขากิ่วกับเสือหงวนผู้มีสมญาว่าเสือปืนคอด คือเก็บปืนไว้ไม่เคยยิงใครเลยจนกระทั่งปืนคอดไปครึ่งกระบอก การดวลปืนระหว่างเสือแก้วกับเสือหงวนจะชี้โชคชะตาของชาวเขากิ่วเพื่อนของเราด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากคู่นี้เป็นคู่สำคัญรองคู่เอก คู่ต่อสู้อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยเพื่อตกลงกันในเงื่อนไข ให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมโดยไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน ผมจะเปิดจานเสียงให้พี่น้องได้ฟังเพลงไปพลางๆ ก่อนนะครับ เพลงแรกคือเพลง "พม่าขายกบ"

ประชาชนคนดูรู้สึกตื่นเต้นมากอยากจะชมการดวลปืนระหว่าเสือกับสิงห์ พวกดาวร้ายทั้งหลายยังคิดว่าเสือแก้วคงจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ดังนั้นนักพนันจึงต่อเสือแก้วถึง ๕ เอา ๑ ซึ่งหาคนรองยากเต็มทน

เสือแก้วแลเห็นเสี่ยหงวนมีท่าทางคึกคักเข้มแข็งดีก็ชักจะเสียขวัญ ถ้อยคำที่เสี่ยหงวนกับนายแพทย์หนุ่มพูดคุยกันเมื่อกี้นี้เขาได้ยินถนัด ถึงแม้ว่าเสือแก้วเป็นจอมโจรใจเพชร มีนิสัยมุทะลุดุดันแต่เขาก็เป็นปุถุชนคนหนึ่ง ดังนั้นบางขณะเช่นนี้เขาก็มีความรู้สึกกลัวตาย เหมือนมนุษย์เราทั้งหลาย ส่วนเสี่ยหงวนของเรานั้นเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตายเหลือที่จะกล่าวแล้ว แต่อาเสี่ยเป็นนักจิตวิทยาชั้นเยี่ยม เขารู้ดีว่าความคึกคักเข้มแข็งของเขาที่เขาแกล้งทำเท่านั้น ที่จะทำให้เสือแก้วเสียขวัญ และก็คือควมปราชัยนั่นเองเพราะคนที่เสียขวัญเสียกำลังใจ ย่อมเงอะงะขาดความว่องไวฉับพลัน

ในที่สุดเสือแก้วก็กระซิบกระซาบกับเจ้าพ่อเขาลายเบาๆ

"อ้ายเทียน"

"หือ"

"ลูกน้องของมึงเด้งไปสองศพแล้ว ฤกษ์เราเสียตั้งแต่เช้ามืด พอตื่นนอนอีแร้งก็เกาะหลังศาลาที่เราอยู่ตั้งหลายตัว กูก็บอกมึงแล้วว่ายามอุบากองวันนี้ตอนเช้าตกกากบาท ตอนเที่ยงก็ดี ตอนบ่ายตอนเย็นตกสองสูญและสี่สูญ ถ้าเราดวลปืนกับมันเย็นวันนี้เราก็จะได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ขอหยุดพักเลื่อนเวลาไปยิงกันตอนบ่าย ๕ โมงดีไหมวะ"

"อ้าว" เสือเทียนคราง "มึงเคยเลือดร้อนฉุนเฉียวกลายเป็นคนเลือดเย็นไปแล้ว ไปพูดกับเขายังงี้ก็เสียเหลี่ยมซีวะ"

"ทำไมจะเสียเหลี่ยม หาเหตุให้มันแยบคายหน่อยซี มึงไปเจรจากับเขาเถอะ บอกเขาว่ามึงสงสารอ้ายหวิงกับอ้ายแช่มลูกสมุนของมึงที่ถูกยิงตาย มึงจะเอาศพไปฝังเสียก่อน ๕ โมงเย็นค่อยยิงกัน มึงก็มีวาทศิลป์ในการพูดเหมือนกันนี่หว่า"

ถูกเพื่อนยอซึ่งๆ หน้า เสือเทียนอ้ายเสือปืนซ้ายก็ยิ้มแป้น ประกอบทั้งเขาก็ชักปอดลอยยังไม่อยากตาย

"ดีแล้ว กูจะไปพูดกับเสือพลและเสือหงวนเอง รู้สึกว่าอ้ายสองคนนั่นก็มีน้ำใจนักเลงดีหรอก"

ก่อนที่เสือเทียนจะเดินเข้าไปหา กิมหงวนก็พูดไมโครโฟนเสียงลั่น

"พี่น้องทั้งหลาย เตรียมตัวกินเลี้ยงฉลองชัยชนะให้เต็มที่ ข้าพเจ้าจะฆ่าเสือแก้วให้พวกท่านได้ชมฝีมือของข้าพเจ้าเป็นขวัญตา ท่านจะได้รู้ความจริงว่าฝีมือของเจ้าพ่อเขากิ่วนั้นขนาดฝีตีนของข้าพเจ้าเท่านั้น ส่วนเสือเทียน ก็จะต้องถูกเสือพลเพื่อนของข้าพเจ้ายิงตายอย่างไม่มีปัญหา ขอถามหน่อยพี่น้องข้าพเจ้าควรจะยิงเสือแก้วเพียงแต่ทุพพลภาพหรือเอาตายเลย"

เสียงกู่ตะโกนจากหลายๆ คนดังขึ้นทันที

"เอาให้ตาย เอาให้ตายพี่หงวน ฆ่ามันเสียแผ่นดินเขาลายเขากิ่วจะได้สูงขึ้น"

เสี่ยหงวนแกล้งหัวเราะเยาะอย่างกวนโทโส

"ถ้าเช่นนั้นเสือแก้วเตรียมตัวไปนรกได้แล้ว"

คำพูดอันหมิ่นเชิงชายเช่นนี้ทำให้เสือเทียนโกรธจนหน้าเขียว เสือแก้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงอันหนักแน่น

"ไม่ต้องเลื่อนเวลาอ้ายเทียน ยิงกับมันเดี๋ยวนี้แหละ อย่างมากเราก็ตาย กูเคยพูดอยู่เสมอกูจะอยู่อย่างเสือร้ายและกูจะตายอย่างชายชาติเสือ"

เสือเทียนเค้นหัวเราะ

"นั่นแหละคือคติพจน์ของเสือใบจอมโจรเชิ้ตดำ เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วมานี้แหละกูก็ถือคตินี้เหมือนกัน ไปหากรรมการอ้ายแก้ว คำพูดของเสือหงวนร้าวรอนใจกูเหลือเกินที่มันไปภักดีกับอ้ายพวกนั้น มึงเห็นไหม อ้ายหนอมร้องตะโกนโหวกๆ ให้ฆ่าเรา"

เสือแก้วเจ้าพ่อเขากิ่วเดินส่ายอาดๆ พาเสือเทียนตรงไปยังหน้าบาร์ "เหยี่ยวดง" ขณะนี้พรรคสี่สหายยืนรออยู่ข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว เสือแก้วยกมือชี้หน้าเสือหงวนแล้วกล่าวว่า

"คุณดูหมิ่นผมมาก ถึงอย่างไรเราก็เป็นชายด้วยกันควรที่จะหมิ่นเชิงชายกันอย่างนี้ไม่ ผมคิดว่าก่อนจะยิงกันคุณกับผมชกกันก่อนสัก ๕ นาทีไหมครับ ไม่ต้องมีการตัดสินแพ้ชนะ เสร็จแล้วค่อยดวลปืนกัน"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ได้ซีครับคุณนกแก้ว ผมยินดีเปิดโอกาสให้คุณเสมอ"

เสือแก้วทำตาเขียว

"ผมชื่อแก้วไม่ใช่นกแก้ว"

นิกรหัวเราะแล้วพูดเสริมขึ้น

"ชื่อนกแก้วเพราะกว่าชื่อแก้วนะครับ"

เสือแก้วตวาดนิกรด้วยเสียงอันดัง

"ก็พ่อผมตั้งชื่อให้ว่าแก้วเฉยๆ นี่ครับ"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"แต่หน้าคุณคล้ายๆ นกแก้วนี่ครับ"

เสือแก้วโมโหจนหัวเราะ

"จนใจเหลือเกินที่ผมไม่ได้ดวลปืนกับคุณ ม่ายคุณตายแน่" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณลุงครับ คุณลุงคงไม่ขัดข้อง ผมกับเสือหงวนจะตะบันหน้ากันสัก ๕ นาทีแล้วค่อยยิงกัน"

"ได้ซิหลานชาย แต่เธอกับเสือหงวนต้องถอดเข็มขัดปืนออกวางไว้บนบันไดนี่ หรือจะฝากพรรคพวกไว้ก็ได้"

เสือแก้วถอดเข็มขัดปืนออกส่งให้เสือเทียนเก็บไว้ให้เขา อาเสี่ยแกล้งยิ้มยั่วโทสะเสือแก้ว เขาถอดเข็มขัด ปืนพกและแว่นตาขอบกระออกส่งให้เจ้าแห้ว แล้วกล่าวถามคู่ต่อสู้ของเขาอย่างยียวน

"เราจะชกกันแบบมวยไทย มวยสากลหรือมวยปล้ำ"

"ได้ทั้งนั้น" เสือแก้วตอบอย่าโมโห "ออกไปกลางถนนซีครับ ขอให้ผมตะบันหน้าคุณให้ถนัดๆ สักทีเดียวเท่านั้น บอกตรงๆ ผมหมั่นไส้คุณฉิบหายเลย"

เสี่ยหงวนกับเสือแก้ว ต่างพากันเดินออกไปยืนเด่นกลางถนนดิน พวกคนดูเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อม โฆษกยิ้มประกาศลั่น

"ท่านทั้งหลาย กรุณาถอยไปหน่อยครับ เจอลูกหลงเข้าจะเจ็บตัวเพราะมวยคู่นี้ชกกันไม่มีกรรมการห้าม มีแต่กรรมการรักษาเวลาคือท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้งสองจะกัดกัน เอ๊ย-ชกกันเพียง ๕ นาทีเท่านั้น ซึ่งการชกอาจจะมีมวยปล้ำประกอบไปด้วย สุดแล้วแต่โอกาสและชั้นเชิงของคู่ต่อสู้ เอาละครับ เชิญเสือแก้วและสือหงวนฟัดกันได้แล้ว"

เจ้าพ่อเขากิ่วปราดเข้าชกเสี่ยหงวนทันที อาเสี่ยไม่ทันระวังตัวก็ถูกหมัดตรงขวา เข้าเต็มเหนี่ยวเซถลาออกไปและล้มลงก้นกระแทกพื้น เสือแก้ววิ่งเข้ามายกเท้าขวาเตะซ้ำหมายใบหน้าอาเสี่ย แต่กิมหงวนก้มศีรษะหลบได้อย่างหวุดหวิด เมื่อเสือแก้วเตะถูกอากาศดังวืด ก็เสียหลักเซถลาไปข้างหน้า กิมหงวนจึงรีบลุกขึ้นจรดมวยอย่างรัดกุม มิหนำซ้ำส่ายสะโพกไปด้วยเรียกเสียงเฮฮาอย่างครื้นเครง

เสือแก้วกระโจนเตะกิมหงวนอีกครั้งหนึ่ง อาเสี่ยยกแขนขึ้นรับแล้วล่าถอย เจ้าพ่อเขากิ่วรุกประชิดติดพันชกซ้ายขวาติดๆ กันหลายต่อหลายครั้ง อาเสี่ยล่าถอยไปรอบๆ และได้แต่ปิดป้องจนกระทั่งพลโมโหก็ร้องและตะโกนขึ้นดังๆ

"ชกเขาบ้างซีโว้ยอ้ายหงวน"

อาเสี่ยปิดหมัดพลางพูดพลาง

"ชกไม่ออกว่ะ ไม่ได้ชกเสียนานแล้วแขนมันตึงโว้ย" แล้วอาเสี่ยก็ล่าถอยต่อไป

เสือแก้วพยายามจะคว่ำกิมหงวนด้วยอาวุธธรรมชาติคือ หมัด, ศอก, เข่า, และเท้าของเขา อย่างไรก็ตามกิมหงวนป้องปัดไว้ได้อย่างคล่องแคล่วและพอได้โอกาส ฮุคขวาของอาเสี่ยก็ลั่นโป้งถูกปลายคางเสือแก้วดังกร๊อบ เสือแก้วล้มอย่างไม่เป็นท่า แต่แล้วก็ลุกขึ้นนั่งสะบัดหน้าเร่าๆ อย่างมึนงง แทนที่จะซ้ำเติมเสี่ยหงวนกลับยืนยิ้มให้คู่ต่อสู้ของเขา

"มา-ลุกขึ้นมาเสือแก้ว"

เสือแก้วมองอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"ไหนคุณว่าคุณแขนตึงชกไม่ออกยังไงล่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ผมต้มคุณน่ะซี คุณอยากเชื่อผมทำไมเล่า มาลุกขึ้นมา"

เสือแก้วผุดลุกขึ้นยืนด้วยน้ำใจเสือ เขาปราดเข้าตะลุมบอนเสี่ยหงวนอีก คราวนี้กิมหงวนไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว อาเสี่ยยืนปักหลักมั่นแลกหมัดกับเจ้าพ่อเขากิ่วอย่างน่าดู ต่างคนต่างหน้าปั่นไปตามกัน แล้วกิมหงวนก็ถูกสวิงขวาของเสือแก้วกระเด็นออกไปหลายก้าว

คราวนี้เสี่ยหงวนบ้าดีเดือดขึ้นมาแล้ว เขาวิ่งเข้ามาหาคู่ต่อสู้แล้วกระโจนถีบเสือแก้ว แต่เสือแก้วหลบฉากได้ทัน อาเสี่ยถีบอากาศวืดเสียหลักล้มลง แต่รีบลุกขึ้นยกแขนขึ้นการ์ดแน่น เต้นเท้าขยิกเข้าใส่

เสือแก้วผ่านการต่อสู้ด้วยหมัดมวยมาแล้วอย่างโชกโชน เขาปราดเข้าเตะกิมหงวนด้วยเท้าขวาเต็มแรงเกิด เสี่ยหงวนรีบยกท่อนแขนซ้ายขึ้นปิดพร้อมกับสืบเท้าพาตัวเข้าชิดคู่ต่อสู้ ชกสวนด้วยหมัดขวาตรงถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของเสือแก้วอย่างจัง เจ้าพ่อเขากิ่วถลาร่อนออกไปราวกับนกปีกหัก แต่เสือแก้วทรหดอดทนผิดมนุษย์ เขาตั้งตัวได้ก็วิ่งเข้าประจัญบานกิมหงวน คราวนี้สองเสือต่างกอดปล้ำกันและลงไปด้วยกันกลิ้งตัวไปตามพื้นดินผลัดกันอยู่ข้างบนและข้างล่าง

คนดูตบมือโห่ร้องเกรียวกราวอย่างที่เรียกว่าถึงใจพระเดชพระคุณ พวกใครใครก็เอาใจช่วย เจ้าแห้วร้องตะโกนหนุนจนแสบคอหอย

"เอาขาล็อคคอมันซีครับ รับประทานล็อคคอมัน"

การต่อสู้แบบมวยไทยกลายเป็นมวยปล้ำไปแล้ว

ครั้งหนึ่งเสือแก้วได้เปรียบนั่งคร่อมอยู่บนหน้าอกเสี่ยหงวน เจ้าพ่อเขากิ่วปล่อยหมัดซ้ายขวาสองทีติดๆ กัน อาเสี่ยใช้วิชายูโดงอตัวและเด้งตัวเต็มแรง ทำให้เสือแก้วเสียหลักล้มลงทั้งสองต่างรีบลุกขึ้น ทันใดนั้นเองเท้าขวาของกิมหงวนก็เหวี่ยงออกไปถูกใบหน้าซีกซ้ายของเสือแก้วดังสนั่น เสือแก้วซวนเซออกไป เสี่ยหงวนติดตามด้วยกลยุทธของมวยไทย กระโดดตีเข่าลอยทันที เข่าขวาของเสี่ยหงวนถูกหน้าอกเสือแก้วดังบึ๊ก เจ้าพ่อเขากิ่วล้มลงรูดไปตามแข้งเสี่ยหงวน ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องตะโกนลั่น

"หมดเวลา หมดเวลาแล้ว เลิกกัน"

นิกรวิ่งเข้าไปหาคู่ต่อสู้ แล้วคว้ามือขวาของเสี่ยหงวนชูขึ้นเหนือศีรษะ เสือแก้วผุดลุกขึ้นอย่างสะลึมสะลือ เขามองดูนายจอมทะเล้นอย่างเดือดดาลแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"มวยคู่นี้ไม่มีการตัดสิน เมื่อน็อคกันไม่ได้ก็เสมอกัน"

นิกรหัวเราะหึๆ เดินกลับไปหาพลและ ดร.ดิเรก ในเวลาเดียวกันเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เข้ามาหาเสี่ยหงวนกับเสือแก้วซึ่งทั้งสองต่างยืนหอบแฮ่กๆ หน้าตาปูดฟกช้ำดำเขียวไปตามกัน เสือแก้วบอบช้ำมากกว่าตอนที่ถูกเตะหน้าอย่างจังเมื่อจวนหมดเวลา

"ดีมาก" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ

เสี่ยหงวนค้อนขวับ

"ดีกะผีอะไรล่ะครับ ผมจะขาดใจตายอยู่แล้ว โอย-เหมือนกับวิ่งรอบสนามหลวงสักร้อยรอบ เสือแก้วเรี่ยวแรงเหมือนวัวกระทิง ล็อคคอผมจนลูกกระเดือกบุบบู้บี้"

เสือแก้วยิ้มออกมาได้

"คุณก็แน่เหมือนกัน เล่นเอาผมแทบแย่ ผมชอบน้ำใจคุณเหลือเกินให้ดิ้นตายเถอะคุณ แต่เสียใจที่เราจะต้องฆ่ากัน"

เสือเทียนเดินเข้ามาหาเพื่อนเกลอของเขา และส่งเข็มขัดปืนพกให้ เจ้าแห้วถือเข็มขัดปืนและแว่นตาขอบกระของกิมหงวนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาส่งให้อาเสี่ยอย่างนอบน้อม แล้วชูหัวแม่มือข้างขวาขึ้น

"รับประทานแน่ครับ ดีกว่าดูหนังบู๊เป็นกอง ฟัดกันอุตลุดอย่างนี้ซิครับถึงจะแน่ โอ้โฮ รับประทานปากอาเสี่ยทำไมถึงปลิ้นออกมาอย่างนั้น อมอะไรไว้ล่ะครับ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ได้อมโว้ย ถูกหมัดถูกศอกมันก็ปูดออกมาเอง"

สองเสือต่างคาดเข็มขัดปืนพกเรียบร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าทั้งสองคน

"จะพักให้หายเหนื่อยเสียก่อนหรือจะดวลปืนกันเดี๋ยวนี้"

เสือแก้วว่า "เอาเดี๋ยวนี้เลยครับคุณลุง ผมกับเสือหงวนจะได้ตายจากกันไปเสียข้างหนึ่ง หน้าตาผมกลายเป็นครุฑไปแล้ว มองดูคล้ายๆ กับถูกหมาฟัดยับเยินไปหมดๆ "

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"ฟังทางนี้ทั้งสองคน การดวลปืนจะต้องเปลี่ยนวิธีเพื่อไม่ให้ซ้ำแบบ เธอทั้งสองคนไปแอบที่ข้างบาร์คนละด้าน พอได้ยินเสียงปืนสัญญาณเริ่มต้นก็ให้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อค้นหากัน ใครพลาดก็ถูกยิงทิ้ง ใครจะหนีเข้าไปในบาร์ก็ได้แล้วแต่ความพอใจ แต่สถานที่ที่จะต่อสู้กันต้องใช้บริเวณด้านนอกบาร์ "เหยี่ยวดง" เข้าใจไหม"

"เข้าใจครับ" เสือแก้วรับคำเสียงหนักแน่น "ขึ้นไปชั้นบนได้ไหมครับคุณลุง"

"ได้-ขอให้อยู่บริเวณบาร์ก็แล้วกัน" แล้วท่านก็หันมามองอาเสี่ย "แกเข้าใจดีแล้วไม่ใช่หรือ"

"ครับ เอาหรือยังล่ะครับ"

"เอา แกกับเสือแก้วไปซ่อนตัวได้และคอยฟังเสียงปืนสัญญาณต่อสู้กันเลย"

เสี่ยหงวนยิ้มให้คู่ต่อสู้ของเขา

"คุณเสือแก้ว ถ้าผมยิงคุณตาย อโหสิให้ผมด้วยนะ อย่าผูกเวรจองกรรมกับผมเลย เพราะเราได้ต่อสู้กันอย่างลูกผู้ชายแล้ว"

เสือแก้วชักฉิว

"คุณคิดว่าคุณจะชนะผมหรือ คุณนั่นแหละจะต้องเป็นผี"

ต่างคนต่างแยกกันไปคนละทาง เสี่ยหงวนยืนด้านซ้ายด้านนอกบาร์ "เหยี่ยวดง" เป็นที่มั่น เสือแก้วยึดด้านขวา สองเสือต่างหลบหน้าซ่อนตัว และดึงปืนพกออกมาจากซองปืนเตรียมพร้อมที่จะสังหารกันเมื่อกรรมการให้สัญญาณ

โฆษกอดีตนักขายยาชื่อดังประกาศกระจายเสียงทันที

"ท่านผู้ชมครับ ผมคิดว่าคู่นี้ต้องยิงกันอย่างสะบั้นหั่นแหลก คือยิงกันคนละหลายนัดกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะม่องเท่งหรือตายจากไป ขอให้ท่านกรุณาถอยออกไปให้ห่างจากบาร์ อย่างน้อยร้อยเมตรครับ ทางที่ดีควรจะดูในที่กำบังเท่าที่จะหาได้ กระสุนปืนน่ะไม่เข้าใครออกใครนะครับ ผมเองก็ต้องกราบลานั่งอยู่ที่บาร์นี้ไม่ได้ ขืนดูอยู่ตรงนี้ก็จะพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย ทำความยุ่งยากให้สัปเหร่อซึ่งเตรียมโลงมาเพียงสี่ใบเท่านั้น"

พูดจบเจ้ายิ้มก็ลุกขึ้นจากโต๊ะเครื่องขยายเสียง แล้วเผ่นแผล็วลงมาจากบันไดหน้าโรงเตี๊ยม วิ่งเหยาะๆ ข้ามถนนไป

ชาวเขาลายต่างล่าถอยออกห่างจากบาร์ "เหยี่ยวดง" ทุกคนหาที่กำบังเท่าที่จะหาได้ ส่วนมากแอบอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ๆ บ้างก็หมอบอยู่ตามเกวียน พล, นิกร,ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วและเสือหนอมยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างบ่อน้ำโดยอาศัยขอบบ่อน้ำเป็นที่กำบังกระสุนปืน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แอบอยู่ใต้ต้นประดู่ใหญ่ต้นหนึ่ง

แล้วความสงบเงียบก็บังเกิดขึ้น เสือเทียนกับสมุนของเขาหลายคนยืนดูการดวลปืนอยู่หลังกองฟืนของพวกชาวบ้านป่าที่นำมาขายชาวเขาลายในราคาถูกๆ เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นว่าประชาชนคนดูหลบออกมาพ้นทางปืนแล้ว ท่านก็ดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมายกขึ้นเหนือศีรษะแล้วยกยิงขึ้นฟ้าหนึ่งนัด

การเล่นเอาเถิดเจ้าล่อซึ่งใช้ชีวิตเป็นเดิมพันได้เริ่มต้นแล้ว กิมหงวนกับเสือแก้วค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากมุมบาร์ด้านนอก ต่างฝ่ายต่างยกปืนพกขึ้นยิงกันคนละนัดแล้วหลบหน้าไป กิมหงวนปีนหน้าต่างกระโดดเข้าไปในบาร์และวิ่งก้มตัวเข้าไปแอบใต้โต๊ะๆ หนึ่ง สักครู่ก็ลุกขึ้นเดินจรดปลายเท้าไปทางหน้าต่างบานหนึ่ง

เมื่อกิมหงวนโผล่หน้าออกไป เสือแก้วโผล่หน้าเข้ามาพอดีศีรษะของสองเสืออยู่ห่างจากกันเพียงนิ้วเดียว ต่างคนต่างตกใจเผ่นหนีและหมอบราบลงกับพื้น รัวปืนเข้าใส่กันทั้งๆ ที่มองไม่เห็นตัว

ในที่สุด อาเสี่ยก็ย่องขึ้นบันไดชั้นบน ท็อปบู๊ทของอาเสี่ยเป็นพื้นยางจึงไม่มีเสียง กิมหงวนแอบอยู่ที่ชั้นบันไดซึ่งเขาได้เปรียบกว่าคู่ต่อสู้เพราะเขาอยู่สูงกว่า เขายืนนิ่งเฉยอยู่เกือบ ๕ นาที เสี่ยหงวนก็ได้ยินเสียงขาเก้าอี้ครูดไปกับพื้นเบาๆ อาเสี่ยค่อยๆ ชะโงกหน้ามองดู พอแลเห็นเสือแก้วเขาก็ยกปืนพกขึ้นยิงทันที แต่บังเอิญกระสุนหมดเมื่อนกปืนสับดังแชะ เสือแก้วก็พุ่งตัวลงนอนราบข้างโต๊ะตัวหนึ่ง และยิงเสี่ย หงวนหนึ่งนัด อาเสี่ยทรุดตัวลงนั่งในเวลาเดียวกันกับที่เสือแก้วเหนี่ยวไกปืน กระสุนนั้นจึงถากศีรษะเสี่ย หงวนไปอย่างหวุดหวิด

กิมหงวนลุกขึ้นวิ่งโครมครามขึ้นไปชั้นบน เขารีบปลดกระสุนปืนออกมาจากเข็มขัด เทปลอกกระสุนทั้ง ๖ นัดในลูกโม่ปืนออกทิ้งแล้วบรรจุกระสุนใหม่อย่างรีบร้อน อาเสี่ยยืนคุมเชิงอยู่ที่เชิงบันไดชั้นบนอยู่สักครู่ก็เดินไปทางหน้าต่างด้านหลัง ปีนข้างหน้าต่างเกาะรางน้ำฝน เดินมาทางด้านหน้าชั้นล่างของบาร์ "เหยี่ยวดง"

เขาถือปืนพกกระชับมั่นไว้ในมือขวาแล้ววิ่งอ้อมไปทางด้านหน้า ทันใดนั้นเองเสือแก้วก็พุ่งตัวออกมาจากหน้าต่างชั้นล่างทางด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านคนดู เสี่ยหงวนล้มตัวลงนอนราบกับพื้น และยิงเสือแก้วทันที เจ้าพ่อเขากิ่วกลิ้งตัวลงไปหาถังเหล็กใบหนึ่งและยิงโต้ตอบ

พลร้องตะโกนสุดเสียง เมื่อแลเห็นกิมหงวนขยับจะลุกขึ้นยืน

"อย่าลุกอ้ายเสือ"

แต่กิมหงวนลุกขึ้นแล้ว เขาขยับจะวิ่งเข้าไปหาคู่ต่อสู้ซึ่งอยู่ห่างจากเขาราว ๒๐ เมตร ทันใดนั้นเองเสือแก้วก็ยกปืนพกขึ้นยิงมาที่เสี่ยหงวนสองนัดติดๆ กัน อาเสี่ยสะดุ้งเฮือกสุดตัว ขมวดคิ้วนิ่วหน้าแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส สือแก้วผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ ทันใดนั้นเองกิมหงวนก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าปล่อยกระสุน ๙ มม.ออกไปหนึ่งนัด

"ปัง"

เสือแก้วร้องสุดเสียง แล้วล้มลงสิ้นใจตายด้วยการยิงอันแม่นยำของเสี่ยหงวน เขาตายเพราะเสียเชิงอาเสี่ย เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นทันที บรรดาประชาชนต่างวิ่งออกมาจากที่กำบังและผู้เป็นพรรคพวกของสี่สหายก็เฮโลเข้ามาหาอ้ายเสือปืนคอด ซึ่งได้ชัยชนะด้วยลูกไม้ตื้นๆ แกล้งทำเป็นถูกยิงหลอกให้เสือแก้วลุกขึ้น

พลพานิกรกับ ดร.ดิเรกวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ สามสหายกอดจูบเสี่ยหงวน และชมเชยชั้นเชิงมือปืนของเขา เจ้าแห้วกับเสือหนอมและเจ้ายิ้มต่างร่ำรวยไปตามกัน ทั้งสามคนต่างได้เงินพนันไว้คนละหลายพันเพราะนักพนันต่อเสือแก้วถึง ๕ เอา ๑

เสือเทียนหน้าเศร้าผิดปกติ เขาพาสมุนของเขาเข้ามาดูศพเพื่อนร่วมชีวิต ซึ่งถูกยิงที่หน้าอกด้านซ้ายตรงกับหัวใจพอดี

"อ้ายแก้ว ไปที่ชอบเถอะเพื่อน ยังอยู่กูอีกคนเดียว กูจะอยู่หรือจะตายตามมึงไปก็ยังรู้ไม่ได้"

พลพาคณะของเขาเข้าไปดูศพเสือแก้วบ้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามมาด้วย บรรดาดาวร้ายทั้งหลายต่างครั่นคร้ามฝีมือคณะพรรคสี่สหายไปตามกัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังแซ่ดไปหมด อาเสี่ยกิมหงวนเห็นศพเสือแก้วก็ใจหาย เขาทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้พอสบตากับเสือเทียนเขาก็กล่าวว่า

"ผมไม่อยากฆ่าเพื่อนคุณหรอกนะเสือเทียน แต่เราต่อสู้กันโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อโอกาสเป็นของผม ผมไม่ฆ่าเขา เขาก็ฆ่าผมเท่านั้น"

เสือเทียนฝืนยิ้มให้อาเสี่ย

"เป็นธรรมดาของการดวลปืนครับเสี่ยหงวน เสือแก้วสู้คุณไม่ได้มันก็ต้องตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามายกมือตบหลังเสือเทียนเบาๆ

"อ้ายหลานชาย ต่อไปนี้ก็ถึงคู่สำคัญระหว่างเธอกับพลแล้ว เธอพร้อมหรือยัง"

เสือเทียนตอบโดยไม่ต้องตรึกตรอง

"พร้อมแล้วครับคุณลุง เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กสำหรับผม แต่บางทีโชคอาจจะเป็นของผมบ้างเพราะพวกเราแพ้มา ๓ คนแล้ว"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ดีทีเดียวครับ ผมก็อยากจะยิงกับคุณเสียให้เสร็จๆ ไป ถ้าผมชนะผมก็จะพาพวกเราเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันนี้ แต่ถ้าผมเพลี่ยงพล้ำถูกคุณยิงตายก็ขอให้คุณช่วยเหลือ ให้พรรคพวกของผมได้เดินทางไปจากเขาลายอย่างปลอดภัยด้วย"

การพูดแบบถ่อมตัวของพลทำให้เสือเทียนพอใจเขายิ่งขึ้น เขายิ้มให้อ้ายเสือรูปหล่อแล้วหันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เราจะยิงกันอย่างไรดีครับคุณลุง"

ท่านเจ้าคุณนิ่งคิดสักครู่

"ก็ต้องเปลี่ยนวิธีใหม่ ไม่ให้ซ้ำแบบกับคู่ที่แล้วๆ มา เธอไปยืนหน้าร้านขายของด้านเหนือของบาร์นี้ แล้วพลไปยืนที่ทางแยกทางใต้ของบาร์โน่น ห่างจากกันราว ๒ เส้น คอยฟังสัญญาณจากฉัน เมื่อได้ยินเสียงปืนก็ให้เริ่มต่อสู้กันคือเดินเข้าหากันและยิงกันเมื่อเข้าระยะประชิดตัว วิธีนี้สู้กันแบบเสือต่อเสือจริงๆ เข้าใจดีแล้วซินะ"

เสือเทียนยิ้มเศร้าๆ

"ครับ เข้าใจแล้วครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมาทางนายพัชราภรณ์

"แกคงเข้าใจดี"

"ครับ"

"ดีแล้ว ไปยืนประจำที่ได้ อ้า-โฆษกไปไหนประกาศหน่อยโว้ย คู่สุดท้ายแล้ว"

เจ้ายิ้มหน้าตาสดชื่นผิดปกติ กระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงเต็มไปด้วยธนบัตรใบละร้อยและธนบัตรย่อย เขาวิ่งขึ้นไปประจำหน้าที่โฆษกทันที ในเวลาเดียวกันนั้นเองชายชราผู้เป็นสัปเหร่อกับหลานชายของแก ก็ช่วยกันลากศพเจ้าพ่อเขากิ่วมาทางหมู่หีบศพแล้วยกศพใส่โลงที่สาม พวกลูกน้องของเสือเทียนหน้าถอดสีไปตามกัน

เสียงโฆษกประกาศแจ๋วๆ

"พี่น้องทั้งหลาย ผลของการต่อสู้ที่แล้วมาเห็นจะไม่ต้องประกาศนะครับ เพราะสัปเหร่อเพิ่งเอาศพเสือแก้วลงโลงไปเดี๋ยวนี้ ต่อไปนี้เป็นคู่เอกของรายการซึ่งคงจะตื่นเต้นถึงพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ผู้ที่ยืนอยู่ระหว่างทางสามแพร่งคือเสือพล ผู้ที่ยืนอยู่หน้าร้าน "สัพเพเหระพานิช" คือเสือเทียนเจ้าถิ่นนี้ เราให้เวลานักพนันเพียง ๒ นาทีเท่านั้นในการต่อรองกัน"

พูดจบเจ้ายิ้มก็รีบปิดสวิทเครื่องขยายเสียง แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เผ่นแผล็วลงมาจากบาร์วิ่งตื๋อเข้าไปในกลุ่มนักพนัน ซึ่งเจ้าแห้วกับเสือหนอมกำลังส่งเสียงเอะอะ ต่อพลถึง ๑๐ เอา ๑ แต่หาคนรองไม่ได้เลย

เมื่อสองเสือเตรียมพร้อมแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาแล้วยิงขึ้นไปบนฟ้าหนึ่งนัด พอสิ้นเสียงปืนเสือเทียนกับพลก็เดินเข้ามาหากันทันที

ประชาชนคนดูใจเต้นระทึก สองเสือต่างผยองในศักดิ์ของตน แต่พลสง่างามท่วงท่าน่าเกรงขามมาก เจ้าแห้วยืนกระสับกระส่ายเต็มไปด้วยความเป็นห่วงนายของเขา สามสหายมองดูพลอย่างชื่นชมและเชื่อว่าพลต้องชนะแน่ๆ เพราะพลฉลาดกว่ามีไหวพริบ สติปัญญาและปฏิภาณดีกว่าเสือเทียนแน่นอน

ใกล้เข้ามาและใกล้เข้ามาตามลำดับ จนเข้าระยะแม่นยำของปืน ในที่สุดสองเสือก็อยู่ห่างกันราว ๑๐ เมตรเท่านั้น และเมื่อฝ่ายหนึ่งยกมือตะครุบซองปืนอีกฝ่ายหนึ่งก็กระทำในเวลาเดียวกัน

พลกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา พร้อมกับที่เสือเทียนกระชากปืนพกในซองปืนข้างซ้ายออกมา มันรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ ต่างคนต่างยกปืนขึ้นเพื่อจะยิงอีกฝ่ายหนึ่ง กระสุนปืนของอ้ายเสือรูปหล่อดังขึ้นก่อน เสือเทียนจึงหมดโอกาสที่จะยิงคู่ต่อสู้ของเขา

กระสุน ๙ มม.นัดนั้นทะลุอกเจ้าพ่อเขาลายออกทางด้านหลังด้วยการยิงในระยะเผาขนและแม่นยำยิ่ง เสือเทียนสิ้นชื่อแล้ว เขาปล่อยปืนพกหลุดออกจากมือ ร่างอันสูงใหญ่ปานยักษ์ปักหลั่นยืนโงนเงนอยู่สักครู่ก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาว โลหิตไหลทะลักออกมาจากริมฝีปากข้างซ้ายของเขา เสือเทียนนอนตายลืมตาโพลง

เสียงไชโยโห่รร้องเสียงเป่าปากและเสียงปืนพกหลายสิบนัดดังกึกก้อง ต้อนรับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพล พวกดาวร้าย พวกนักการพนัน และนักเผชิญโชคนับร้อยเฮโลเข้ามาห้อมล้อมเขาด้วยพร้อมสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้ว เจ้ายิ้มและเสือหนอม

ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่นในตอนเช้า ใครต่อใครต่างผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาแสดงความยินดีกับพล ซึ่งบัดนี้เขากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว บรรดาสมุนของเสือเทียนได้กระจัดกระจายกันไปด้วยความเกรงกลัวคณะพรรคสี่สหาย ชายชราผู้เป็นสัปเหร่อเต้นแร้งเต้นกาอยู่รอบๆ ศพของเสือเทียนจนเหนื่อยหอบจึงหยุดเต้น

"นี่แหละ กรรมย่อมสนองกรรม อ้ายเทียนมันใช้อำนาจไม่เป็นธรรมสังหารลูกชายของข้า มันเล่นไพ่สู้ไม่ได้ก็หาว่าโกง ข้าสวดมนต์ไหว้พระทุกคืนขอให้อ้ายเทียนได้รับกรรมสนอง ฮ่ะ ฮ่ะ ในที่สุดก็มีคนมาฆ่าอ้ายเทียนสมความปรารถนาของข้า มือปืนก็ต้องตายเพราะมือปืน โอย สมแค้นกูแล้วอ้ายเทียนเอ๋ย ศพมึงจ้างกูก็ไม่ฝัง กูจะเอาไปทิ้งให้อีแร้งมันกินกัน" พูดจบชายชราก็ยกเท้าเตะศพเสือเทียนดังพลั่ก "นี่แน่ะมึงตายแล้วมึงทำอะไรกูไม่ได้ กูต้องเตะมึง"

ชายกลางคนคนหนึ่ง ท่าทางพอจะเชื่อถือได้พาตัวเดินเข้ามาหาสี่สหาย เขาถอดหมวกออกยกมือไหว้สี่สหายของเราอย่างนอบน้อม

"นายครับ ผมคิดว่านายคงจะกลับกรุงเทพฯ ในวันสองวันนี้ใช่ไหมครับ"

พลยิ้มให้กระทาชายผู้นั้น

"เราจะกลับตอนสายวันนี้แหละ"

"โธ่-ทำไมจะรีบร้อนกลับล่ะครับ พวกผมชาวเขาลายอยากจะมีงานรื่นเริงเลี้ยงฉลองชัยชนะของนายทั้งสี่คนซึ่งเป็นเสือบรรดาศักดิ์ไม่ใช่เสืออาชีพ"

"ขอบคุณมากพี่ชาย เรามีงานที่กรุงเทพฯ มากมายนักจำเป็นจะต้องรีบกลับ"

ชายผู้นั้นยกมือไหว้พลอีกครั้งหนึ่ง

"ถ้าเช่นนั้นก็กรุณาแต่งตั้งใครให้เป็นหัวหน้าพวกเราสักคนเถอะครับ เขาลายจะได้ร่มเย็นเป็นสุขมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยพ้นสภาพจากบ้านป่าเมืองเถื่อนเสียที"

พลหันมาทางกิมหงวนแล้วกระซิบกระซาบกับอาเสี่ยเป็นความลับ เสี่ยหงวนพยักหน้าหงึกๆ แล้วเขาเดินขึ้นบันไดไปที่หน้าบาร์ตรงไปยังเครื่องกระจายเสียง อาเสี่ยทรุดตัวนั่งเอื้อมมือเปิดสวิทไฟ พอเครื่องร้อนเขาก็กล่าวปราศรัยทันที

"พี่น้องที่รักทั้งหลาย พวกเราเสือกระบากทั้งสี่คนจะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในตอนสายวันนี้แล้ว ขอถือโอกาสนี้ลาท่านด้วยความอาลัยยิ่ง ข้าพเจ้าขอร้องให้พวกท่านจงเลิกฆ่าฟันกันและควรจะประกอบอาชีพด้วยการทำไร่หรือเลี้ยงสัตว์ บ่อนการพนันที่นี่ควรเลิกล้มได้แล้ว ขอให้ปกครองกันเองด้วยความรักสามัคคีต่อกัน ณ โอกาสนี้พวกเราขอแต่งตั้งนายอำเภอเขาลาย ไว้ปกครองดูแลทุกข์สุขของพวกท่าน ผู้ที่เราเห็นสมควรเป็นนายอำเภอเถื่อนนอกสารบบของกระทรวงมหาดไทย คือนายยิ้ม เขียวขจี อดีตนักขายยาผู้มีชื่อเสียง ทั้งนี้ก็เพราะนายยิ้มเป็นผู้ที่มีวิชาความรู้ดีกว่าพวกท่านก็คือสำเร็จชั้นมัธยมปีที่ ๓ พอที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครองท้องถิ่นได้ ข้าพเจ้าขอเชิญนายอำเภอยิ้มขึ้นมารับตรานายอำเภอจากข้าพเจ้าด้วย"

มีเสียงร้องฮี้ราวกับม้าสองสามร้อยตัวร้องขึ้นพร้อมๆ กัน เสียงตบมือโห่ร้องไม่ปรากฏ เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องดีใจเหลือที่จะกล่าวที่อยู่ๆ เขาก็ได้เป็นนายอำเภอเขาลาย เขาเดินยิ้มแฉ่งขึ้นบันไดหน้าบาร์ตรงเข้ามาหาเสี่ยหงวนและหยุดยืนข้างโต๊ะเครื่องกระจายเสียงนั้น อาเสี่ยลุกขึ้นยืนล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบวัตถุกลมๆ อันหนึ่งออกมาติดหน้าอกเสื้อให้เจ้ายิ้ม ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

นายยิ้ม ยิ้มไม่ออก เขากลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้งแล้วพูดเสียงละห้อยน่าสงสาร

"โธ่-อาเสี่ย ตรานายอำเภอก็ต้องเป็นรูปดาวนะซีครับ นี่มันฝาขวดน้ำอัดลม"

เสี่ยหงวนหัวเราะลั่น

"นายอำเภออั๊วตั้งเอง ก็ต้องติดตราอย่างนี้ซีวะ"

แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับชาวเขาลายต่อไป

"พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้ากับเพื่อนๆ ได้รับความเหน็ดเหนื่อยมาก ในการดวลปืนเช้าวันนี้จึงขอตัวไปพักผ่อนและรับประทานอาหารเช้า พวกเราจะออกเดินทางไปจากเขาลายในเวลา ๘.๓๐. ตรง ถ้าท่านจะกรุณามาส่งเราก็ขอให้มาชุมนุมกันที่หน้าโรงแรมนี้ตามเวลาดังกล่าวนี้"

จบคำปราศรัย เสี่ยหงวนก็กวักมือเรียกคณะพรรคของเขาขึ้นมาบนบาร์ "เหยี่ยวดง" แลพากันเข้าไปในบาร์ ชาวเขาลายต่างไชโยโห่ร้องให้คณะพรรคสี่สหายอีกครั้งหนึ่ง

ตอนสายวันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็อำลาเขาลายเดินทางกลับบ้าน พวกดาวร้ายทั้งหลาย พวกนักการพนันและนักเผชิญโชคไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คนที่มาส่งคณะพรรคสี่สหายต่างแสดงความอาลัยรักไปตามกัน

ม้าทั้ง ๖ ตัวพานายของมันสะบัดย่างไปจากหน้าบาร์ "เหยี่ยวดง" ในเวลาก่อน ๙.๐๐ น.เล็กน้อย เมื่อสี่สหายโบกมืออำลา ชาวเขาลายก็โบกมือและโห่ร้องเกรียวกราว เขายืนจับกลุ่มมองดูจนกระทั่งม้าทั้ง ๖ ตัวออกไปพ้นจากหมู่บ้าน แล้วทุกคนก็วิพากษ์วิจารณ์กันถึงความเก่งฉกาจของสี่เสือ

จบบริบูรณ์