พล นิกร กิมหงวน 139 : ขุนเขามฤตยู (เล่ม๒)

"ตกลงว่ากันเป็นปี๊บๆ ก็แล้วกันนะครับ ผมเก็บไว้ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ผมคิดปี๊บละ ๓ บาท ๒ สลึงก็แล้วกันครับ"

นายแพทย์หนุ่มตะโกนดังๆ

"ยูเรเนียมปี๊บละ ๓ บาท ๒ สลึง โอย เสียเวลาขุดตั้งหลายวัน รู้ยังงี้ขึ้นมาซื้อบนดอยก็หมดเรื่อง ป่านนี้ก็คงได้กลับไปนอนบ้านแล้ว"

นิกรดึงตัวนายแพทย์หนุ่มออกไปให้ห่างจากนายเต๋าสักห้าหกเมตรแล้วกระซิบกระซาบกับดร.ดิเรก

"อย่าเพิ่งดีใจโว้ยหมอ กันสงสัยเหลือเกิน เศษอิฐหักๆ ปี๊บหนึ่งอย่างน้อยก็เป็นเงิน ๕ บาทแล้ว นี่แร่ยูเรเนียมทำไมถึงขายเพียงปี๊บละ ๓ บาท ๒ สลึง นายเต๋าแกอาจจะไม่สบายพูดเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยไปก็ได้"

"ออไร๋ ออไร๋ แต่ก็ลองตามไปดูก่อน"

ดร.ดิเรกกับนิกรพากันเดินมารวมกลุ่ม แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับนายเต๋าอย่างร้อนใจว่า

"พาเราไปดูแร่ยูเรเนียมที่บ้านแกเถอะนายเต๋า บ้านแกอยู่ในหมู่บ้านนี้ไม่ใช่หรือ"

นายเต๋าชี้มือไปที่เรือนหรือกระท่อมใหญ่หลังหนึ่ง

"นั่นยังไงล่ะบ้านผม ไปซีครับ ผมมีแร่ยูเรเนียมอยู่ในราวครึ่งตันเห็นจะได้ ถ้าต้องการเล็กน้อยไม่ต้องซื้อหรอกครับผมให้ฟรี"

แล้วชาวแม้วผู้ใจดีก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงไปที่กระท่อมหลังนั้น พวกแม้วหญิงชายออกมายืนหน้าสลอนตามหน้าบ้านของตน บางคนกำลังทำงานก็ทิ้งงานวิ่งมาดูคนแปลกหน้าและโจษจันกันแซ่ดไปหมด นายเต๋าพาคณะค้นหาแร่ยูเรเนียมอ้อมไปทางหลังกระท่อมที่พักของเขา แล้วก็ชี้มือไปที่กองหินกองหนึ่ง

"โน่นครับ แร่ยูเรเนียมที่ผมสะสมไว้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกทำหน้าชอบกลทั้งโมโหและทั้งขัน เขาสั่นศีรษะช้าๆ แล้วกล่าวกับนายเต๋าด้วยเสียงหัวเราะว่า

"นั่นมันหินไม่ใช่ยูเรเนียม"

"อ้าว" นายเต๋าคราง "ยังงั้นหรือครับ ตายแน่ ผมเข้าใจผิดมาช้านานคิดว่ามันเป็นแร่ยูเรเนียม ก็นายของผมหัวหน้าแม้วเผ่านี้แกบอกผมนี่ครับว่าก้อนหินเหล่านี้คือแร่ยูเรเนียม"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"หัวหน้าของแกอาจจะล้อแกเล่นก็ได้ นี่แน่ะนายเต๋าฉันจะถามอะไรหน่อย เรื่องยูเรเนียมเป็นอันว่าเลิกพูดกันที ฉันอยากรู้ว่าพวกแม้วบนดอยนี้เขาจะรังเกียจพวกเราไหมถ้าเราจะขอพักอยู่ที่นี่สักสามสี่วัน"

"อ๋อ-ไม่รังเกียจหรอกครับ แม้วกับไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" นายเต๋าพูดอย่างคล่องแคล่ว "พวกแม้วเข้าไปในเมืองคนเชียงใหม่ก็ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ผมเองเคยไปอยู่เชียงใหม่ตั้ง ๑๕ ปีครับไปเรียนหนังสือที่นั่น แต่เรียนเพียงชั้นมัธยมหนึ่งเท่านั้นแหละครับ ทำงานเป็นเด็กกระเป๋ารถเมล์เสียหลายปี อยู่ร้านบิลเลียดบ้าง ทำงานโรงแรมบ้าง โรงหนังก็เคยทำครับ เบื่อในเมืองผมก็กลับมาอยู่บ้านผมที่นี่ อ้า-ผมยินดีให้พวกคุณพักอยู่ที่บ้านผมหลังนี้แหละครับ ผมจะจัดหาอาหารการกินให้เรียบร้อยวันละสามเวลา"

พลยื่นมือให้นายเต๋าจับ

"ขอบใจมากพี่ชาย พวกเราจะไม่ลืมไมตรีจิตของแกเลย"

"ไม่เป็นไรครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมบริการพวกคุณเต็มที่แล้วก็พวกคุณก็ตอบแทนผมบ้าง เฉพาะค่าที่พักผมคิดวันละ ๕๐ บาทมีน้ำให้อาบกินเรียบร้อย ค่าอาหารสามเวลาสำหรับ ๖ คนผมคิดวันละ ๒๐๐ บาท ค่าซักรีดเสื้อผ้าก็ขอคิดชิ้นละ ๓ บาทรวด"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน เจ้าแห้วอดรนทนไม่ได้ก็พูดโพล่งขึ้น

"พี่ชายพูดทั้งน่าฟังทั้งน่าเตะ"

นายเต๋าหัวเราะชอบใจ

"ถ้าเตะเล่นๆ เป็นการสัพยอกกันผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเตะผมจริงๆ ผมก็เสือกมีดพกเข้าท้องคุณเท่านั้น เชิญซีครับเชิญเข้าไปในคฤหาสน์ของผมเถอะครับ ไม่ต้องวิตกนะครับ ที่หลับที่นอนหมอนมุ้งไม่มี"

ดร.ดิเรกมองดูนายเต๋าอย่างหมั่นไส้

"มีการชำระเงินล่วงหน้าด้วยไหมนายเต๋า"

แม้วจอมกะล่อนยิ้มแหยๆ

"ตามระเบียบก็อย่างว่าแหละครับ จ่ายล่วงหน้าสัก ๗ วัน ไม่ใช่กลัวว่าพวกคุณจะโกงผมนะครับ ผมมันคนจนเบี้ยน้อยหอยน้อย จะได้เอาเงินไปซื้ออาหารมาทำให้พวกคุณรับประทานยังไงล่ะครับ มีเหล้าเถื่อนตราแมวยิ้มแถมให้วันละ ๒ ขวดด้วยเฉพาะมื้อเย็น รับรองว่าดีกรีแรงขนาดจุดไฟลุกพรึ่บเชียวครับ"

นายเต๋าพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอ้อมไปทางหน้าบ้านแล้วเข้าไปในบ้านเล็กๆ ของเขาซึ่งสกปรกรกรุงรังผุพังหลายแห่ง เป็นบ้านที่สร้างด้วยไม้ไผ่หลังคามุงหญ้าคาหรือใบคา

ภายในบ้านหรือกระท่อมมีแคร่ไม้ไผ่อยู่ทางซ้ายมือขนาดของแคร่กว้าง ๖ ฟิต ยาว ๘ ฟิต สูงจากพื้นดินประมาณ ๒ ฟิต ด้านขวามือเป็นเตาไฟซึ่งทำด้วยดินเหนียว บนแคร่มีข้าวของสัพเพเหระ ฝาห้องมีดาบและหน้าไม้แขวนอยู่และอีกด้านหนึ่งมีหิ้งบูชาวิญญาณ บรรพบุรุษซึ่งชาวแม้วนับถือปีศาจและเชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์โชคลางต่างๆ ตามวิสัยของผู้ที่ไร้การศึกษา

"โอ้โฮ" อาเสี่ยอุทาน "ทำไมถึงสกปรกรกรุงรังอย่างนี้ล่ะพี่ชาย ดูคล้ายๆ ห้องสนามเพลาะใต้ดินว่ะ"

นายเต๋ายิ้มอย่างใจเย็น

"ผมเป็นชายโสดครับมันก็ต้องเป็นอย่างนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แกจะให้เรา ๖ คนนอนสุมกันเหมือนลูกหมาบนแคร่ไม่ไผ่นี่ละหรือ"

"ก็ต้องอย่างนั้นแหละครับ พวกแม้วมีบ้านเล็กๆ อย่างนี้บ้านใครๆ ก็เหมือนกันครับ นอกจากบ้านหัวหน้าของเราค่อยใหญ่โตกว้างขวางหน่อย"

เมื่อนายเต๋าเอ่ยถึงหัวหน้า พลก็กล่าวกับเขาทันที

"กินข้าวกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้วราวบ่ายโมงแกพาพวกเราไปเยี่ยมคำนับหัวหน้าของแกหน่อยซีนะ เราเป็นคนต่างถิ่น เมื่อขึ้นมาบนดอยก็ควรจะเคารพเจ้าของบ้าน"

นายเต๋าขมวดคิ้วย่น

"ถ้าจะไปเยี่ยมหัวหน้าเอาไว้ไปวันหลังเถอะครับ ขณะนี้หัวหน้าไปเยี่ยมแม้วอีกเผ่าหนึ่งซึ่งอยู่บนเขาลูกเดียวกันแต่อยู่ไกลจากนี่ราว ๕ กิโลเมตร อีกสองสามวันหัวหน้าจึงจะกลับมาครับ"

พลพยักหน้ารับทราบ

"หัวหน้าของแกคงจะแก่แล้วสินะ"

"โอ-ยังครับ ยังไม่แก่ แล้วผมจะพาพวกคุณไปหาหัวหน้าของผม เชิญพักผ่อนกันเถอะครับ ผมจะรีบไปจัดหาอาหารกลางวันมาให้ ถ้าจะอาบน้ำเดินออกทางประตูหลังครัวไปเพียงเส้นเดียวก็ถึงลำธารครับ น้ำใสไหลเย็นแก้ผ้าอาบสบายแฮเลยครับ รับรองไม่มีปลาปั๊กกะเป้า" พูดจบนายเต๋าก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่มแล้วทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ย "แฮ่ะ แฮ่ะ กรุณาจ่ายล่วงหน้าให้ผมเถอะครับ เอาเพียง ๑,๐๐๐ บาทก่อนก็ได้ครับ"

ดร.ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาแล้วหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งส่งให้นายเต๋า

"เอ้า-เอาไป ความจริงกระท่อมสับปะรังเคอย่างนี้ค่าเช่าวันละ ๕๐ บาทแพงมากเกินไป และค่าอาหาร ๖ คน วันละ ๒๐๐ บาท ก็แพงอย่างที่เรียกว่าขูดเลือดขูดเนื้อกันทีเดียว"

นายเต๋ายกมือไหว้อย่างนอบน้อม ท่าทางของเขาเฉลียวฉลาดปราดเปรียวคล่องแคล่วกว่าพวกแม้วทั้งหลาย

"กรุณาอย่าเพิ่งติผมก่อนที่ได้รับการบริการจากผมเลยครับ จริงอยู่บ้านผมคับแคบสกปรก แต่ผมบริการแบบสแกนดิเนเวียนะครับ อาหารฝรั่งไม่ใช่อาหารแม้วมีฝิ่นให้สูบฟรีตลอดเวลา"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"อาหารฝรั่งของแกมีรายการอะไรบ้าง"

"ก็ทำเท่าที่จะทำได้แหละครับ เว้นแต่ขนมปังไม่มี อาหารเช้าก็มีไข่ดาวหมูทอด นมสดซึ่งเป็นนมแพะและกาแฟ พวกคุณดื่มกาแฟบนดอยนี่สักครั้งจะติดใจ อาหารกลางวันก็จะมีซุบไก่ ลูกไก่ทอดกรอบ มันทอด ไข่ยัดไส้ ไก่ย่าง ผลไม้และนมแพะกาแฟ ส่วนอาหารเย็นผมจะจัดให้อย่างเหลือเฟือเชียวครับ"

พลยิ้มให้นายเต๋า

"รายการอาหารของแกอย่างนี้ใช้ได้แล้ว แต่ว่าในกระท่อมของแกไม่มีโอ่งน้ำแม้แต่ใบเดียว เราจะเอาน้ำที่ไหนกินกันล่ะ"

"อ๋อ พวกแม้วไม่ใช่โอ่งน้ำหรอกครับคุณ เราใช้กระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำครับ กระบอกไม้ไผ่ที่ตั้งพิงไว้ตามฝาเรือนเหล่านั้นแหละครับทุกกระบอกมีน้ำสะอาดสำหรับดื่ม"

"เดี๋ยวโว้ย เต๋า" นิกรร้องขึ้นดังๆ ก่อนที่นายเต๋าจะเดินออกไปจากกระท่อม "บอกกันหน่อยเถอะ ห้องน้ำและห้องส้วมอยู่ไหนเรื่องนี้สำคัญมาก"

นายเต๋าหัวเราะ

"ห้องน้ำไม่มีครับ ต้องไปอาบที่ลำธารหลังบ้านเดินไปนิดเดียวเท่านั้นแหละครับ น้ำใสไหลแรงลมพัดเย็นเหมือนกลางแจ้ง ริมฝั่งลำธารมีดอกไม้ป่า มีผีเสื้อและนกเล็กๆ อาบน้ำไปชมธรรมชาติไปเพลินดีครับ บางทีพวกคุณๆ ก็จะได้เห็นผู้หญิงสวยๆ นุ่งลมห่มฟ้าอาบน้ำอยู่ในลำธารนั้น"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"แกควรเป็นนักโฆษณาขายยามากกว่าขึ้นมาอยู่บนดอยนี้ แล้วห้องส้วมล่ะอยู่ไหน"

แม้วกะล่อนยิ้มแห้งๆ

"ห้องส้วมไม่มีครับ"

"อ้าว" นิกรร้องลั่น "ปวดท้องขี้ไปขี้กันที่ไหนล่ะ มีบ้านไม่มีส้วมใช้ได้เรอะ อะไรจะมาสำคัญกว่าส้วม"

"เรื่องเล็กครับคุณ" นายเต๋าพูดยิ้มๆ "พวกคุณจะส้วมตรงไหนก็ได้ ออกไปหลังบ้านก็เป็นสุมทุมพุ่มไม้หรือละเมาะเล็กๆ นั่งส้วมพลางดูทิวทัศน์ไปพลาง คุณจะได้เห็นไร่ฝิ่นและไร่พืชของพวกเราที่อยู่ต่ำลงไป บางทีก็เป็นป่าไม้และที่ราบลำธารสายเล็กๆ คดเคี้ยวไปมา ซึ่งธรรมชาติที่สวยงามเหล่านี้จะช่วยให้คุณถ่ายท้องสะดวกสบายและอาจจะนั่งอยู่ตั้งชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเมื่อย"

"พอแล้ว" เสี่ยหงวนตวาดแว๊ด "อธิบายเสียเป็นคุ้งเป็นแคว แกจะไปไหนก็ไปเถอะ ตอนเที่ยงจัดอาหารกลางวันมาให้เราก็แล้วกัน"

นายเต๋าเดินยิ้มกริ่มออกไปจากกระท่อมของเขา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูจนลับตา

"อ้ายนี่มันยอดแม้วโว้ย" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "คนที่คล่องอย่างนี้ไม่มีวันอดตาย แต่เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้กะล่อนบรรลัยไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวาดสายตามองไปรอบๆ บ้าน

"แย่โว้ยที่พักมันคับแคบและสกปรกเหลือเกิน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ทนเอาหน่อยเถอะครับคุณพ่อ ตอนบ่ายผมจะออกค้นหายูเรเนียมเราคงจะได้กลับบ้านในวันสองวันนี้ และการเดินทางกลับเชียงใหม่เราจะกลับโดยเฮลิคอปเตอร์บ่าย ๔ โมงผมจะวิทยุไปที่ค่าย "ดารารัศมี" พูดทาบทามในเรื่องเครื่องบินไว้เสียก่อน เขาจะได้รีบติดต่อกับกองทัพอากาศ เราจะพักอยู่บนดอยนี้อย่างมากสามวันเท่านั้นแหละครับ ผมมั่นใจว่าต้องได้ยูเรเนียมอีก"

เจ้าแห้วพูดสอดขึ้น

"รับประทานยูเรเนียมของนายเต๋า คุณหมอไม่ซื้อหรือครับ"

ดร.ดิเรกแยกเขี้ยวแล้วหัวเราะทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ ต่อจากนั้นคณะค้นหาแร่ยูเรเนียมก็นั่งพักผ่อนสนทนากันบนแคร่นั้น

พอตะวันตรงศีรษะ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซึ่งพากันออกไปเดินเล่นทางหลังกระท่อมก็กลับเข้ามาในกระท่อม ทุกคนอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทำให้เนื้อตัวสบายขึ้น แต่น้ำในลำธารหนาวเย็นจับใจ

เมื่อเข้ามาในกระท่อมทุกคนก็แลเห็น นายเต๋านั่งอยู่ที่แคร่นั้นตามลำพังมีถาดอาหารซึ่งเป็นถาดไม้วางอยู่บนแคร่พร้อมด้วยหม้อข้าวใบหนึ่งซึ่งทำด้วยดินเผา นอกจากนี้ก็มีชาม ๖ ใบ และตะเกียบอีกหลายคู่

ทุกคนหยุดยืนหน้าแคร่และจ้องมองดูอาหารในถาดซึ่งมีแต่เพียงถั่วลิสงทอดโรยเกลือป่นหนึ่งจาน ผักกาดเค็มหนึ่งจานและไข่เค็มผ่าซีกอีกในราว ๑๐ ชิ้น ดร.ดิเรกเม้มปากแน่นเอื้อมมือขวาจับด้ามปืนพกในซองปืนและค่อยๆ เงยหน้ามองดู นายเต๋าอย่างเดือดดาล

"นี่น่ะเรอะอาหารแบบสแกนดิเนเวียของแก"

นายเต๋าหน้าซีดเผือดค่อยๆ ลุกขึ้นยืนกลัวว่าดิเรกจะยิงเขา

"ได้โปรดเถอะครับ พ่อครัวที่เขาชำนาญในการทำอาหารเขาไปตีผึ้งยังไม่กลับครับ มื้อกลางวันนี้กรุณารับประทานไปตามมีตามเกิดก่อนนะครับ นี่คืออาหารแบบพื้นเมืองของเรา"

นิกรยกมือชี้หน้านายเต๋า

"อย่าเหลี่ยมให้มากนักพี่ชาย เราได้ตอบแทนแกอย่างสาสมแล้ว ค่าอาหาร ๖ คนวันละ ๒๐๐ บาทไม่ใช่น้อย ถ้าแกจัดอาหารเย็นอย่างนี้มาให้เรา แกก็ต้องคืนเงินล่วงหน้าให้เราและเราจะไปพักที่อื่น ไหนล่ะนมแพะ"

นายเต๋าหน้าเสีย

"แพะมีแต่ตัวผู้ไม่มีนมหรอกครับ ผมพยายามรีดตั้งนานก็ไม่ได้นม"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด

"ยิงทิ้งเสียเรอะ อ้ายนี่กะล่อนมากเกินไปเสียแล้ว อ้ายกรกับอ้ายแห้วรวมกันยังไม่ได้ครึ่ง"

พลพูดตัดบท

"ลองเชื่อมันดูสักครั้ง ถ้าอาหารมื้อเย็นเฮงซวยอย่างนี้กันไม่ยอมแน่ ค่าอาหารที่จัดมาให้เรานี่ไม่ถึง ๑๐ บาท ถั่วลิสงคั่วอย่างมากบาทเดียว เกี้ยมไฉ่หนึ่งบาท ไข่เค็มตีเสีย ๕ บาทเอ้า"

นิกรหัวเราะหึๆ

"กินกันเถอะโว้ยพวกเราสแกนดิเนเวียแดกตะเกียบดีเหมือนกัน อีกหน่อยสายการบินต่างๆ คงมาขอเรียนวิธีจัดอาหารจากนายเต๋าเป็นแน่ เพราะได้กำไรเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์"

หลังจากอาหารมื้อกลางวันผ่านพ้นไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง ดร.ดิเรกก็ชวนเจ้าแห้วออกไปสำรวจแร่ยูเรเนียมต่อไป ซึ่งเขาขอร้องให้นายเต๋าติดตามไปด้วย และเจ้าแม้วจอมกะล่อนก็ยินดีร่วมงานกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเต็มใจ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปเดินเล่นตามหมู่บ้านเพื่อเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี และสภาพความเป็นอยู่ของชาวแม้ว พลกับเสี่ยหงวนนอนพักผ่อนสนทนากันในกระท่อม

พลคุยกับอาเสี่ยถึงเรื่องการเผชิญภัยในป่าดงพงไพรที่ผ่านมาแล้ว ปากเขาพูดและบางทีหูของเขาฟังเสี่ยหงวนพูดแต่ใจของเขาเลื่อนลอยไปถึงนางไพร หญิงสาวผู้มีความเป็นอยู่คล้ายกับปีศาจ วิ่งเร็วเหมือนกระต่ายและหลบซ่อนตัวเก่งเหมือนกับหายตัวได้

อากาศอันเย็นเฉียบบนยอดดอย ซึ่งมีความสูงไม่ต่ำกว่า ๒,๘๐๐ ฟิต ทำให้กิมหงวนรู้สึกง่วงนอน ในที่สุดก็ม่อยหลับไป พลนอนนิ่งนึกถึงนางไพรอยู่สักครู่ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นก้าวลงมาจากแคร่เดินจดปลายเท้าไปที่ฝากระท่อมหยิบเข็มขัดปืนพกที่แขวนไว้ลงมาคาดเอวและเดินออกไปทางหลังกระท่อมนั้น

เหมือนกับนางไพรมีมนต์ขลังร้องเรียกพลหรือผูกจิตใจพลให้นึกถึงหล่อนตลอดเวลา เขาเดินผ่านละเมาะเล็กๆ มุ่งตรงไปยังลำธารหลังหมู่บ้าน ต่อจากนั้นเขาก็เดินเลียบริมลำธารอันคดเคี้ยวนั้นซึ่งมองแลเห็นป่าทึบอันเป็นที่อยู่ของนางไพรปรากฏอยู่เบื้องล่างและลำธารสายนี้หายเข้าไปในป่านั้นไหลไปลงห้วยที่ดร.ดิเรกยิงกวางได้

แสงอาทิตย์ในตอนบ่ายแทนที่จะร้อน กลับอบอุ่นเย็นสบายเพราะตามยอดดอยมีหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่ตลอดกาล ถ้ามองจากข้างล่างจะเห็นกลุ่มหมอกหนาทึบมาก แต่เมื่อยู่บนยอดดอยก็แทบจะไม่รู้สึกว่ามีหมอก

พลได้เห็นไร่ฝิ่นและไร่พืชต่างๆ ของพวกแม้วขึ้นเขียวชอุ่มอยู่ตามไหล่เขาซึ่งเป็นที่ราบ ชาวแม้วมีอาชีพในการทำไร่ ปลูกข้าว ยาสูบและเลี้ยงสัตว์มีทั้งม้า, ล่อ, สุกร, วัว, เป็ดและไก่ ความกว้างใหญ่ของดอยหลวงไม่ได้ทำให้ชาวแม้วรู้สึกว่าเขาอยู่บนเขาเลย แม้วเผ่าต่างๆ มีการติดต่อคบหาสมาคมกันเสมอ ขี่ม้าไปมาหากัน นำสินค้าบรรจุหลังม้าหรือล่อไปซื้อขายกัน ชุมนุมของแม้วแห่งหนึ่งก็มีหัวหน้าคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจสูงสุดเหมือนผู้เผด็จการเป็นที่เคารพนับถือของพวกลูกบ้าน บุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาด

ด้วยการเดินตามแนวของลำธารพลใช้เวลาไม่ถึง ๑๕ นาที ก็เข้าป่าทึบอันเป็นถิ่นของนางไพร เขาตั้งใจว่าเขาจะพยายามค้นหาตัวหล่อนให้ได้ เขาอยากรู้ว่าหล่อนเป็นใคร อยากจะรู้จักและพูดคุยกับหล่อน เขาไม่ยอมเชื่ออย่างเด็ดขาดว่าหล่อนเป็นปีศาจหญิงสาวตามที่พวกพรานเล่าลือกัน

บริเวณป่าถึงจะมืดครึ้มแต่ก็มีธรรมชาติที่สวยงามประหลาดล้ำ กล้วยไม้ป่าหรือเอื้องดอยห้อยระย้าอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ๆ ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งต่างๆ สี พลเชื่อว่าป่านี้ไม่มีสัตว์ใหญ่จำพวกเสือ, ช้างหรือกระทิง เพราะสัตว์เหล่านี้ไม่ชอบอยู่บนเขาสูงๆ อย่างนี้

ในที่สุดพลก็ได้มาถึงลำห้วยอันกว้างขวาง น้ำในลำธารไหลลงสู่ลำห้วยตลอดเวลา และน้ำในลำห้วยเอ่อล้นออกมาไหลไปตามลำธารเล็กๆ อีกหลายแห่ง

พลหยุดชะงักเมื่อแลเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งหันหลังให้เขาอยู่บนคบไม้เตี้ยๆ ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งห่างจากริมห้วยเพียงเล็กน้อย หัวใจของพลเต้นแรงผิดปกติเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี หล่อนจะเป็นคนอื่นไปไม่ได้นอกจากนางไพรเจ้าของเสียงหวานฉ่ำที่หยอกล้อเขาเมื่อตอนใกล้ค่ำวานนี้และเมื่อเช้านี้

พลค่อยๆ เดินแฝงตัวไปตามพุ่มไม้แห่งหนึ่งห่างจากต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นราว ๕ เมตร คราวนี้พลมีโอกาสได้ยลโฉมหล่อนอย่างเต็มตา

หล่อนเป็นหญิงสาวในวัยเบญจเพสสวยสดชื่นเหมือนเหมือนเอื้องไพรเมื่อแรกบาน ใบหน้ารูปไข่งามแฉล้ม ปากแก้มคิ้วคางงามพร้อม ผมของหล่อนสยายยาวประบ่าและดำขลับเหมือนขนกาน้ำ หล่อนแต่งกายแบบผู้หญิงแม้วสวมกางเกงขายาวและสวมเสื้อสั้นๆ คอชวา ข้อมือข้างซ้ายสวมกำไลเงินอันเล็กๆ ไม่ต่ำกว่า ๑๐ อัน และคอของหล่อนสวมห่วงเงินอันหนึ่ง

อย่างไรก็ตามบุคลิกลักษณะของหล่อนผิดแพกกว่าผู้หญิงแม้วทั้งหลาย หล่อนเหมือนกับหญิงสาวชาวพระนครที่มีการศึกษาดีและมีตระกูลสูง ผิวเนื้อของหล่อนขาวและผุดผ่อง หล่อนกำลังนั่งปล่อยอารมณ์ไปตามเรื่องทอดสายตาเหม่อมองไปข้างหน้าโดยไม่มีจุดหมาย

"นางไพร " พลรำพึงกับตัวเอง "เธอสวยอะไรอย่างนี้ฉันไม่เคยพบเห็นหญิงสาวคนใดที่จะสวยกว่าเธอหรือเท่าเทียมเธอเลย เธอกำลังมีอารมณ์เปลี่ยวกระมังหนอ"

ลูกกระต่ายป่าตัวหนึ่งซึ่งยังเล็กมากโผล่ออกมาจากรูของมันข้างจอมปลวกใหญ่ นางไพรแลเห็นมันเข้าโดยบังเอิญความคิดคำนึงของหล่อนสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้นัยน์ตากลมโตแจ่มใสของหล่อนจ้องมองดูลูกกระต่ายสีขาวด้วยความรักใคร่เอ็นดู มันกำลังกินใบไม้ใบหญ้าในท่าทีหวาดหวั่น นางไพรยิ้มออกมาได้ เพียงแต่ยิ้มของหล่อนก็ทำให้พลกระสันรัญจวนใจอย่างยิ่ง เขาก็เหมือนกับผู้ชายทุกคนที่พึงใจผู้หญิงสาวและสวย พลตื่นตะลึงในความงามของหล่อนเป็นที่สุด

นางไพรค่อยๆ ลุกจากคบไม้และปีนลงมายังพื้นดินตามสายเถาวัลย์ขนาดใหญ่หลายสายซึ่งเกาะพันต้นไม้นั้น หล่อนย่องเข้าไปหาลูกกระต่ายป่าตัวนั้นเพื่อจะจับมันหารู้ไม่ว่าพลได้ติดตามเข้ามาด้วย

หล่อนพุ่งตัวลงตะครุบลูกกระต่ายป่าในท่าทางที่น่ารักยิ่ง แต่กระต่ายป่าตัวนั้นกระโดดหนีรอดพ้นอุ้งมือของหล่อนไปได้อย่างหวุดหวิดและวิ่งจู๊ดลงไปในรูของมันอย่างอกสั่นขวัญแขวน นางไพรหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของหล่อนหวานฉ่ำน่าฟัง เมื่อหล่อนลุกขึ้นนั่งพับเพียบหล่อนก็รู้สึกว่ามีคนยืนอยู่ข้างๆ หล่อน

หญิงสาวไม่ได้แสดงท่าทีตระหนกตกใจอะไรเลย นางไพรค่อยๆ เงยหน้ามองดูพล และแล้วหล่อนก็ลุกขึ้นจ้องมองดูเขา

"น้องสาว ฉันได้บนบานสารกล่าวเจ้าป่าเจ้าเขาขอให้ฉันได้พบเธอ แล้วฉันก็ได้พบเธอจริงๆ เป็นอันว่าฉันได้รู้แล้วว่าเธอเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผีปีศาจดังที่เขาเล่าลือกัน ฉันหวังว่าเธอคงไม่รังเกียจที่จะรู้จักกับฉัน"

นางไพรยอมรับว่าพล พัชราภรณ์เป็นสุภาพบุรุษที่มีท่วงท่าสง่าผ่าเผยและมีใบหน้าสวยเก๋ถูกใจหล่อนไม่น้อย ถึงแม้อายุของพลเข้าสู่วัยกลางคนแล้วพลก็ยังหล่อและสมาร์ทเหมือนกับดาราภาพยนตร์บางคนซึ่งเป็นดาราอาวุโสและไม่มีวันแก่

"คนใจบาปอย่างคุณและพวกคุณฉันไม่อยากรู้จัก"

พลยิ้มให้หล่อน

"ฉันยอมรับว่าเราจำเป็นต้องฆ่ากวางตัวนั้นเพราะเราไม่มีอาหารจะกิน"

"ก็ทำไมไม่ขึ้นไปที่หมู่บ้านแม้วล่ะคะ ดิฉันเกลียดนักล่าสัตว์ ถ้าหากว่ากวางมันมีปืนพวกคุณก็คงจะถูกมันยิงตายบ้างเหมือนกัน"

พลจ้องมองดูหล่อนไม่วางตา จากสำนวนคำพูดของหล่อนบอกให้เขารู้ดีว่านางไพรเป็นชาวดอยที่มีการศึกษาดีและไม่ใช่ขนาดอ่านออกเขียนได้

"ยกโทษให้ฉันเถิดคนดี ฉันขอสาบานว่าฉันจะไม่ยิงสัตว์ป่าอีกเลย ถ้าไม่มีอาหารกินเราก็จะกินใบไม้ใบหญ้าพอประทังชีวิตไป"

หล่อนหัวเราะแต่แล้วก็หยุดหัวเราะทันที

"คุณเป็นนักนิยมไพรมาจากกรุงเทพฯ ใช่ไหมคะ"

"เรามาจากกรุงเทพฯ ถูกแล้วแต่เราไม่ใช่นักนิยมไพรหรอกจ๊ะ พวกเราเป็นนักสำรวจ"

"นักธรณีวิทยาเหรอคะ"

"จ๊ะ ขณะนี้พวกเราได้ขึ้นไปพักบนหมู่บ้านของพวกแม้วแล้ว แต่ฉันคิดถึงเธออยากจะเห็นหน้าเธอ อยากจะพูดคุยกับเธอก็ลงมาหา เดินตามลำธารสายนี้ซึ่งเป็นทางลัดใกล้นิดเดียว เราพักอยู่ที่บ้านชาวแม้วคนหนึ่งซึ่งพูดไทยได้ดี"

หล่อนยิ้มเล็กน้อย

"เลาเต๋า "

"จ้ะ ถูกแล้ว เขาคล่องแคล่วมาก แต่ติดจะกะล่อนเชื่อถือไม่ใคร่ได้ อ้า-ถ้าไม่รังเกียจไปนั่งคุยกับฉันที่ริมห้วยนั่นเถอะน้องสาว"

แล้วพลก็ถือวิสาสะยกมือจับแขนหล่อนพานางไพรเดินไปที่ริมลำห้วย เขากับหล่อนทรุดตัวลงนั่งเคียงกันบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง นางไพรมีท่าทางเล็กน้อย แต่หล่อนก็พอใจและเต็มใจที่จะสนทนากับพล

"น้องสาว กรุณาบอกชื่อของเธอให้ฉันทราบบ้างสิจ๊ะ เธอชื่อศิริคำใช่ไหม"

นางไพรทำหน้าตื่นๆ แล้วหัวเราะเบาๆ

"ศิริคำ" หล่อนทวนคำ "ใครบอกคุณล่ะคะว่าดิฉันชื่อศิริคำ ดิฉันชื่อกอบแก้วค่ะ"

พลถือโอกาสเขยิบเข้ามานั่งแนบชิดหล่อน

"โอ-ชื่อเธอเพราะมากทีเดียว กอบแก้ว เธอเป็นไทยเหนือใช่ไหมจ๊ะ"

หล่อนหัวเราะน่ารักและพูดกับเขาอย่างกันเอง

"แก้วเป็นทั้งแม้วทั้งไทยเหนือค่ะ แต่รวมความแล้วแก้วเป็นคนไทยคนหนึ่งเช่นเดียวกับคุณ" หล่อนพูดกับเขาอย่างกันเองและเรียกตัวเองว่าแก้ว "พ่อของแก้วเป็นแม้วค่ะแม่ของแก้วเป็นชาวเชียงใหม่"

พลนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง

"ถ้าเช่นนั้นบ้านของแก้วก็อยู่ในหมู่บ้านพวกแม้วข้างบนนั่นน่ะซี"

หล่อนยิ้มอ่อนหวาน

"เปล่าค่ะ แก้วอยู่กับพ่อในป่านี้เอง พ่อของแก้วทำน้ำมันยางและเก็บของป่าขายค่ะ แต่แม่ของแก้วตายจากแก้วไปนานแล้วขณะที่แก้วไปเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ "

พลลืมตาโพลง

"พี่นึกอะไรไม่ผิด" พลตีสนิทเรียกตัวเองว่าพี่ "อนุญาติให้พี่พูดกับแก้วอย่างนี้เถอะนะจ๊ะ พี่แน่ใจเหลือเกินว่าแก้วต้องได้รับการศึกษาอย่างดีมาแล้ว เพราะแก้วสวยและน่ารักกว่าผู้หญิงแม้วหรือผู้หญิงชาวป่าชาวเขาที่พี่เห็นมา ลักษณะท่าทางก็บอกให้รู้ว่าเป็นผู้คงแก่เรียน แก้วเรียนสำเร็จอะไรจ๊ะ"

"อย่าให้แก้วตอบเลยค่ะ แก้วได้เล่าเรียนมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

เขาเอื้อมมือจับหล่อน

"แก้วจ๋า มือแก้วนิ้มนิ่ม"

กอบแก้วหรือนางไพรค่อยๆ ดึงมือออก

"แต่มือของเมียพี่คงจะนิ่มกว่ามือแก้วเป็นแน่"

พลสะดุ้งเล็กน้อยแล้วยิ้มแห้งๆ

"พี่สาบานได้ พี่เป็นชายโสดยังไม่เคยแต่งงานและไม่เคยรักผู้หญิงมาก่อนเลย แก้วจ๋า พี่ไม่กลับกรุงเทพฯ แล้ว พี่จะอยู่กับแก้วที่นี่ และจะตายที่นี่ พาพี่ไปที่บ้านแก้วเถอะพี่จะได้รู้จักกับพ่อของแก้ว พ่อดุไหมจ๊ะ"

"ดุค่ะ พ่อหวงแก้วมากเพราะแก้วเป็นลูกคนเดียวของพ่อ"

พลอยากกอดและอยากจูบหล่อนจนเต็มฟัด เขาคิดว่าการพูดพล่ามทำเพลงนั้นย่อมเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นพลจึงแกล้งมองไปที่เท้าหล่อนและทำเป็นตกใจร้องขึ้นดังๆ

"แก้ว-งู"

ผู้หญิงทุกคนย่อมเกลียดและกลัวงู กอบแก้วก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้ยินเสียงเขาร้องบอกเช่นนี้ หล่อนก็ตกใจโผเข้ากอดพลทันที เท่านี้เองพลก็ยกมือเชยคางหล่อนและก้มลงจูบริมฝีปากอันจิ้มลิ้มของหล่อนอย่างดูดดื่มซาบซึ้งใจ

เป็นครั้งแรกในชีวิตสาวที่ถูกจูบ กอบแก้วหัวใจเต้นระทึกเคลิบเคลิ้มลืมตัวไปชั่วขณะ ร่างของหล่อนอ่อนปวกเปียกอยู่ในวงแขนของพล นัยน์ตาหลับพริ้ม ริมฝีปากของเขากับหล่อนแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน กอบแก้วตัวสั่นเล็กน้อยเพลิงพิศวาสบังเกิดขึ้นในหัวใจหล่อนทันที

แต่แล้วเมื่อกอบแก้วคิดได้ว่าหล่อนเพิ่งรู้จักกับเขาเพียงเวลา ๑๐ นาทีเท่านั้น ความรักศักดิ์ศรี ความทรนงในเกียรติของลูกผู้หญิงก็เกิดขึ้น นางไพรดิ้นรนผลักไสเขาและถอยออกห่างพลทันที หล่อนยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดปากของหล่อน สายตาที่มองดูพลนั้นเต็มไปด้วยความรักระคนแค้น

"พี่....พี่จูบแก้วทำไม" หล่อนถามเสียงเครือ

พลเขยิบเข้ามา พอกอบแก้วลุกขึ้นยืนเขาก็จับมือหล่อนไว้

"แก้วจ๋า พี่รักแก้ว รักตั้งแต่พี่ได้ยินเสียงแก้วเมื่อใกล้พลบวานนี้ รักทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นตัวแก้ว อย่าโกรธพี่เลยคนดี นั่งคุยกับพี่เถิดแก้วจ๋า"

น้ำตาของนางไพรไหลพราก

"พี่ดูหมิ่นแก้วเกินไป อัธยาศัยไมตรีจิตของแก้วทำให้พี่เข้าใจผิดคิดว่าแก้วเป็นผู้หญิงใจง่าย พี่จึงทำกับแก้วอย่างนี้" แล้วหล่อนก็ร้องไห้โฮ "แก้วเกลียดพี่แล้ว แก้วไม่ต้องการเห็นหน้าพี่อีก พี่ทำให้แก้วชอกช้ำมีราคีเสียแล้ว พี่เป็นคนใจร้าย"

หล่อนสลัดมือเขาออกแล้วผลุนผลันวิ่งไปจากที่นั้นโดยเร็ว พลลุกขึ้นยืนร้องตะโกนเรียกหล่อน

"แก้ว แก้วจ๋า"

เขาวิ่งติดตามหล่อนไปทันที เขาแลเห็นหลังหล่อนไวๆ ตามพุ่มไม้ แต่กอบแก้วมีความชำนาญในภูมิประเทศมากกว่าเขาหล่อนจึงสามารถหลบหนีพลไปได้ พลเดินตามหาและร้องเรียกหล่อนตลอดเวลา

ในป่าทึบสงบเงียบมีแต่เสียงนกร้องและนานๆ ก็ได้ยินเสียงลิงตามยอดไม้ พลเดินบุกป่าติดตามหาหล่อนจนอ่อนใจ หวังจะได้พบหมู่บ้านของชาวบ้านป่าก็ไม่พบ ในที่สุดเขาก็ออกมาพ้นเขตป่าทึบอีกด้านหนึ่งมองเห็นลำธารสายนั้นอยู่ไกลลิบๆ

นายพัชราภรณ์กลับขึ้นไปบนยอดดอยอย่างเงียบเหงาส่งจิตใจไปถึงนางไพรตลอดเวลา เขาคิดว่าเขาจะไม่ยอมปริปากเล่าเรื่องกอบแก้วให้คณะพรรคของเขาฟังเป็นอันขาด พรุ่งนี้เขาจะลงไปหาหล่อนแต่เช้า ซึ่งเขาหวังว่าอย่างไรเสียรสจูบของเขาก็คงจะทำให้กอบแก้วมาหาเขาอีกที่ริมห้วยใหญ่นั้น

ก่อนตะวันลับฟ้าเย็นวันนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ออกไปเที่ยวชมหมู่บ้านของพวกชาวแม้วปล่อยให้เจ้าแห้วอยู่เฝ้าที่พักตามลำพัง ดร.ดิเรกมีท่าทางสดชื่นรื่นเริงผิดปกติ ทั้งนี้ก็เพราะเขาขุดแร่ยูเรเนียมได้พอแก่ความต้องการแล้ว นอกจากนี้ยังวิทยุติดต่อไปยังค่าย "ดารารัศมี" ให้ช่วยเหลือส่งเฮลิคอปเตอร์มารับที่ยอดดอยหลวงในเร็ววันนี้ ซึ่งสุดแล้วแต่ความสะดวกของกองทัพอากาศ

อย่างไรก็ตาม ทุกคนแปลกใจไปตามกันเมื่อเห็นพลเหงาหงอยไป พลแกล้งบอกว่าเขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนกับจะเป็นไข้ คณะพรรคสี่สหายได้สร้างมิตรไมตรีกับพวกแม้วโดยทั่วหน้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุ้มเด็กๆ แม้วโดยไม่รังเกียจ นิกรลองจีบสาวๆ ชาวแม้วหลายคน แต่พูดกันคนละภาษาไม่ใคร่จะรู้เรื่อง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมายังบ้านพักของนายเต๋าราว ๑๘.๐๐ น. พอเข้ามาในกระท่อมทุกคนก็แลเห็นอาหารหลายอย่างตั้งอยู่บนแคร่เรียงราย มีไก่ย่างสามสี่ตัว, เนื้อหมูทอด, ไข่ยัดไส้, สเต็กเนื้อวัว, ไก่ต้มข่า, ผัดตับหมูกับหอมหัวใหญ่ อาหารเหล่านี้ใส่จานสวยงามซึ่งเป็นของเก่าแก่มีราคาแพงมากคือเป็นเครื่องลายครามแบบจีนนั่นเอง มีจานข้าววางอยู่ ๖ จานพร้อมด้วยช้อนส้อมเงิน ๖ คู่ ผ้าเช็ดมือผืนเล็กๆ หลายผืน ส่วนข้าวสุกใส่ขันเงินใบใหญ่มีทัพพีพร้อม นอกจากนี้ยังมีพานผลไม้หนึ่งพานบรรจุกล้วยหอมหนึ่งหวี ลำไยกะโหลกขนาดใหญ่และลิ้นจี่ ซึ่งผลไม้เหล่านี้พวกแม้วปลูกไว้เพียงเล็กน้อยบนยอดดอยและปรากฏว่ามีผลงามมากเพราะอากาศดีและดินดี

"โอ้โฮ" นิกรร้องขึ้นเสียงดัง "ไม่เลวโว้ยนายเต๋า อย่างนี้สิวะถึงจะสมราคาค่าอาหารวันละ ๒๐๐ บาท วิเศษมากอาหารแต่ละอย่างสะอาดและน่ากินมาก กันนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าพ่อครัวแม้วจะทำอาหารได้ดีอย่างนี้"

เจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่บนแคร่ข้างๆ นายเต๋าพูดเสริมขึ้น

"รับประทานพ่อครัวของหัวหน้าแม้วครับ อาหารมื้อนี้รับประทานหัวหน้าแม้วเขาจัดมาต้อนรับเราครับ ใช้ให้คนสามสี่คนยกมาให้เมื่อกี้นี้เอง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นไปตามกัน ดร.ดิเรกกล่าวกับจอมกะล่อนแม้วทันที

"นายเต๋า หัวหน้าของแกมีน้ำใจโอบอ้อมอารีถึงอย่างนี้เชียวหรือ"

เต๋ายิ้มเล็กน้อย

"ครับ ตามธรรมดาถ้ามีคนต่างถิ่นขึ้นมาบนดอยหัวหน้าของผมก็จัดอาหารมาเลี้ยงดูตามสมควร เพื่อลบล้างคำกล่าวหาที่ว่าชาวแม้วเป็นคนใจแคบมีความตระหนี่ถี่เหนียว ความจริงผมให้พ่อครัวของผมทำกับข้าวเตรียมไว้แล้ว แต่หัวหน้าเรียกผมไปสั่งว่าสำหรับอาหารเย็นมื้อนี้เขาจะเลี้ยงพวกคุณเอง และสั่งให้บอกว่าชาวแม้วบนดอยนี้ขอต้อนรับพวกคุณด้วยไมตรีจิต ถ้ามีอะไรที่จะให้ช่วยเหลือก็ให้สั่งผมไปบอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปาก

"เขาเป็นคนที่น่านับถือมาก ประเดี๋ยวกินข้าวแล้วเราไปเยี่ยมคำนับเขาเถอะ ควรจะสละปืนพกของเราให้เขาสักหนึ่งกระบอกเพื่อเป็นของขวัญ"

เสี่ยหงวนแลเห็นเหล้าสองขวดวางแอบอยู่ข้างที่นอนก็ร้องเอะอะลั่น

"เฮ้ย มีเหล้าด้วยโว้ย"

นายเต๋าหัวเราะ

"สำหรับเหล้าผมจัดมาเองครับ บริการแบบสแกนดิเนเวีย ลองดูสิครับวิสกี้ตราแมวยิ้มดื่มเพียงแก้วเดียวเมาไปห้าวันห้าคืน"

นิกรพยักหน้ากับพรรคพวกของเขา

"เอาเลยพวกเรา ขืนร่ำไรกับข้าวจะเย็นชืดเสียหมดกินโว้ยถึงเวลาแล้ว"

ทุกคนขึ้นไปนั่งล้อมวงบนแคร่ซึ่งแคร่นี้เป็นทั้งที่นอน ที่รับประทานอาหาร ที่รับแขกและที่นั่งเล่น เจ้าแห้วคดข้าวใส่จานและหยิบช้อนส้อมแจกให้เจ้านายของเขา ก่อนจะลงมือรับประทานอาหารเสี่ยหงวนได้ยกมือขึ้นประนมระหว่างอกแล้วพูดพึมพำว่า

"ขอให้ท่านหัวหน้าแม้วเผ่านี้จงมีความสุขความเจริญเถิดเจ้าประคู้น ความเจ็บอย่ารู้ได้ ความไข้อย่ารู้มี ขอให้เป็นมหาเศรษฐีเงินทองไหลมาเทมา นึกเงินได้เงิน นึกทองได้ทอง ให้มีเมียหลวง ๒๐๐ ให้มีเมียน้อย ๒,๐๐๐ เจ้าประคู้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ให้พรยังงี้มันแบบขอทานนี่หว่า"

นิกรหยิบขาไก่ย่างขาหนึ่งยกขึ้นกัดแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย การรับประทานอาหารเป็นไปอย่างครื้นเครง กิมหงวนรินเหล้าแมวยิ้มแจกจ่ายเพื่อนๆ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่ปรากฏว่าทุกคนดื่มได้เพียงเล็กน้อยเพราะบาดคอและมีกลิ่นเหม็นเปลือกไม้ชนิดหนึ่ง ตลอดเวลารับประทานอาหารพลเกือบจะไม่ได้พูดอะไรกับใครเลย เจ้าแห้วถือโอกาสร่วมวงกับเจ้านายของเขาด้วย ส่วนนายเต๋ารับประทานมาจากบ้านญาติของเขาแล้วจึงทำหน้าที่คอยปรนนิบัติรับใช้

การรับประทานอาหารสิ้นสุดลงเพียงครึ่งชั่วโมง หลังจากทุกคนนั่งพักผ่อนสูบบุหรี่สนทนาสักครู่ ดร.ดิเรกก็กล่าวกับแม้วจอมกะล่อน

"พาพวกเราไปเยี่ยมคำนับหัวหน้าของแกเถอะนายเต๋า"

"ไปซีครับผมจะพาไป"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทางเจ้าแห้ว

"แกอยู่เฝ้าบ้านไม่ต้องไปหรอก อย่าลืมว่าแกจะต้องดูแลระมัดระวังปืนและระเบิดมือของเรา ตัวแกหายได้แต่ปืนหายไม่ได้"

ครั้นแล้วแม้วจอมกะล่อนก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากบ้านพักของเขา ขณะนี้เป็นเวลา ๑๘.๓๐ น. บริเวณยอดดอยเริ่มมืดขมุกขมัวแล้วเพราะหมอกลงหนาทึบมากขึ้น ตามหมู่บ้านของพวกแม้วมีแสงไต้หรือแสงตะเกียงแวววามและมีกองไฟจุดไว้ข้างๆ บ้าน พวกเด็กๆ นั่งล้อมวงสนุกสนานกันรอบๆ กองไฟ พวกผู้ใหญ่พักผ่อนอยู่ในบ้าน หนุ่มๆ สาวๆ แอบพรอดรักกันตามที่มืดเป็นคู่ๆ แม้วย่อมมีอิสระเสรีในเรื่องความรัก ผู้หญิงสาวชาวแม้วจะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างในตัวหล่อนให้กับผู้ชายที่หล่อนพอใจรักใคร่ได้อย่างง่ายดาย และไม่ถือเป็นเรื่องอัปยศถ้าหล่อนจะเสียตัวให้กับผู้ชายหลายๆ คน แต่ถ้าหล่อนเกิดมีครรภ์ขึ้นมาผู้ใหญ่ก็จะให้หล่อนระบุว่าผู้ชายคนไหนเป็นผู้ให้กำเนิดทารก และเจ้าหนุ่มผู้นั้นจะปฏิเสธไม่ได้คือต้องรับเลี้ยงดูและแต่งงาน อย่างไรก็ตามผู้หญิงแม้วย่อมมีสภาพเหมือนกับข้าทาสเพราะต้องทำงานหนัก ส่วนผู้ชายนอนสูบฝิ่นช่างพูดช่างคุยและชอบฝันหวานยิ่งยากจนก็ต้องมีเมียหลายคนเพื่อให้เมียหาเลี้ยง

นายเต๋าพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงบ้านหัวหน้าเผ่านี้แล้ว ทุกคนหยุดยืนอยู่หน้าเรือนใหญ่หลังหนึ่ง ถึงแม้ว่าปลูกเตี้ยกับพื้นดินก็มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางกว่าบ้านแม้วทั้งหลาย ฝาเรือนเป็นฝาไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องดินเผาสีแดง รูปลักษณะของบ้านหลังนี้คล้ายกับเรือนบังกาโลและเป็นเรือนหลังเดียวที่ยกพื้นใต้ถุนสูงราว ๕๐ เซนติเมตร แสงไฟในเรือนสว่างกว่าบ้านอื่นๆ สมกับเป็นบ้านของหัวหน้าเผ่า

"รอผมอยู่ที่นี่สักครู่นะครับ ผมจะเข้าไปบอกหัวหน้าให้รู้ตัวเสียก่อน" นายเต๋ากล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"ออไร๋ ถ้าหัวหน้าของแกปฏิเสธไม่ยอมต้อนรับพวกเราในเวลาค่ำคืนก็ช่วยอ้อนวอนเขาด้วยว่าพวกเรามีความเคารพนับถือเขาจริงๆ ต้องการมาเยี่ยมคำนับและขอบคุณเขา เราจะไม่รบกวนเวลาเขาให้นานเกินควรหรอก"

"คงไม่ปฏิเสธหรอกครับ หัวหน้าของเราใจดีมากครับ" พูดจบนายเต๋าก็เดินเข้าไปในเรือนหลังนั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวากอดเอวพลแล้วถามว่า

"วันนี้เงียบเหงาผิดปกติ บ่นว่าครั่นเนื้อครั่นตัวกินยาหรือเปล่า"

"เปล่าครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ บนดอยอากาศมันเย็นมากก็ทำท่าเหมือนจะเป็นไข้"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"หรือคิดถึงบ้าน"

พลฝืนหัวเราะ

"ตรงกันข้ามกันไม่อยากกลับบ้านเลย อยากจะอยู่ที่ดอยนี้ตลอดชีวิต กันชอบความสงบเงียบและดินฟ้าอากาศที่นี่และสาวๆ ชาวแม้วก็ไม่เลว"

อาเสี่ยว่า "เสียอย่างเดียวเหาเต็มกบาลมองดูขาวพรึดไปหมด เมื่อตอนเย็นกันจีบแม่คนหนึ่ง คุยกันไปคุยกันมาเหาที่หัวหล่อนกระโจนขึ้นมาบนหัวกันตั้งหลายตัว"

นิกรหัวเราะคิกๆ

"แต่คุณพ่อดีโว้ยไม่ต้องกลัวติดเหาใคร เหาเกาะหัวคุณพ่อมันก็ตายแหง เพราะถูกแดดเผาหรือไม่ก็เหม็นเขียวตายไปเอง"

ท่านเจ้าคุณหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"เดี๋ยวก็ยันเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง ทะลึ่งจนไม่รู้จักกาลเทศะ แกกับฉันน่ะเป็นลูกเขยพ่อตากันแต่เพียงชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น ชาติหน้าฉันขออธิษฐานให้ห่างไกลแกคนละมุมโลก"

"โอ๊ย คุณพ่อจะไปอยู่ที่ไหนผมก็จำได้ครับเห็นในระยะห่างตั้งสามกิโลยังจำได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะแล้วยกเท้าขวาเตะนิกรเต็มแรง แต่นายจอมทะเล้นถอยออกไปเสียก่อน ในเวลาเดียวกันนายเต๋าเจ้าแม้วจอมกะล่อนก็วิ่งเหยาะๆ ออกมาจากบ้านของหัวหน้าแม้วและตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดิเรกร้องถามทันที

"เฮ้ ว่าไงเต๋า"

นายเต๋าเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าสี่สหาย

"โอ.เค. ซิกาแร๊ตครับ"

นายแพทย์หนุ่มทำตาปริบๆ

"พูดไทยเถอะวะ หมายความว่ากระไร"

"หัวหน้าขอเชิญพวกคุณเข้าไปในบ้านครับ"

ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจไปตามกัน พลมองดูกล่องใส่ปืนพกรีวอลเวอร์หนึ่งกระบอกในมือของเขา แล้วกล่าวถามนายเต๋าอย่างเป็นงานเป็นการ

"พี่ชายโว้ย ก่อนจะเข้าไปช่วยแนะนำพวกเราหน่อยเถอะ หัวหน้าของแกพูดภาษาไทยได้ไหม มีนิสัยอย่างไร ถือตัวหรือเปล่า บอกให้รู้เสียก่อนเราจะได้ทำตัวให้ถูกใจเขา"

นายเต๋ามองเข้าไปในบ้านแล้วหันมาพูดกับนายพัชราภรณ์

"หัวหน้าของผมพูดไทยได้ครับ โดยมากหัวหน้าแม้วทุกแห่งพูดไทยได้ทั้งนั้น สำหรับหัวหน้าของผมเป็นคนพูดน้อยครับชอบฟังมากกว่าพูดแต่ใจดีไม่ถือตัวและชอบพูดอะไรตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม เกลียดคนโกหก บนดอยนี้หัวหน้าเกลียดผมที่สุดแต่ก็อดเรียกตัวผมมาใช้บ่อยๆ ไม่ได้เพราะผมมันคล่องกว่าคนอื่น อ้า สำหรับหัวหน้าไม่กระไรหรอกครับแต่อ้ายขุนศึกพวกคุณคงไม่ชอบหน้ามันแน่นอน"

"ขุนศึก " พลพูดเสียงหนักๆ "เขาเป็นลูกชายหัวหน้าหรือ"

เต๋าหัวเราะชอบใจ

"เปล่าครับ หัวหน้าผมไม่มีลูกหรอกครับ ขุนศึกเป็นแม้วคนหนึ่งซึ่งมีฝีมือในการรบพุ่ง จิตใจกล้าหาญผิดมนุษย์ ความจริงมันชื่ออูครับ แต่พวกแม้วเรียกคนที่มีฝีมือยอดเยี่ยมในหมู่ของเขาว่าขุนศึก จะแปลว่าแม่ทัพก็เห็นจะไม่ผิดครับ แม้วทุกตำบลก็ต้องมีขุนศึกคนหนึ่งไว้สู้รบกับพวกโจรหรือรบกับแม้วชาวเขาเผ่าอื่นๆ เมื่อเกิดผิดพ้องหมองใจกัน ขุนศึกเป็นคนมีอำนาจมากรองจากหัวหน้าครับ ตามปกติก็ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของหัวหน้า"

"แล้วอ้ายขุนศึกคนนี้เป็นยังไง" กิมหงวนถาม "นิสัยไม่ใคร่ดีหรือ"

"ถูกแล้วครับ เขาไม่ชอบคนต่างถิ่น เขาชอบใช้อำนาจเป็นธรรม แม้วที่นี่ไม่ใช่มีใครชอบหน้าเขาหรอกครับ มีแต่กลัวและเกลียดเขา ขุนศึกเคยไปเรียนที่เชียงใหม่ครับ พูดภาษาไทยได้ดี แต่พูดไม่เข้าหูคน"

"อ๋อ ถ้ายังงั้นก็คงมีการเตะปากกันบ้าง" เสี่ยหงวนพูดเสียงหัวเราะ

นายเต๋าลืมตาโพลง

"อย่าเชียวนะครับ ถ้าพวกคุณมีเรื่องกับขุนศึกก็ต้องถูกขุนศึกฆ่าตายหมด พรรคพวกของมันมีอยู่ไม่น้อย คุณอาจจะถูกลอบยิงด้วยหน้าไม้หรือปืนแก๊ปหรือม่ายก็ถูกกลุ้มรุมทำร้ายถึงตาย เชิญเถอะครับ ลองไปคุยกับหัวหน้าผมดูบ้างแล้วพวกคุณจะได้รู้ว่าแม้วก็มีหัวใจเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกับพลเบาๆ

"อ้ายนี่ถ้าจะบ้าน้ำลายโว้ย มันพูดคล่องเหลือเกินช่างพูดช่างอธิบายดีนัก"

นายเต๋าจอมกะล่อนซึ่งชาวแม้วไม่มีใครกล้าคบเดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตรงไปที่เรือนเตี้ยๆ หลังนั้น ทุกคนก้าวขึ้นไปบนเรือนอย่างสงบเงียบ นายเต๋าพาเข้าไปในห้องซึ่งมีตะเกียงเจ้าพายุจุดแขวนไว้หนึ่งดวง ทุกคนแปลกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกตั้งอยู่ในห้องนี้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งโต๊ะทั้งเก้าอี้และโซฟาทำด้วยไม้ไผ่ฝีมือประณีต ผ้าปูโต๊ะสีขาวปักลวดลายสวยงาม ฝาห้องประดับเขากวางและเหนือบานประตูมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้มีภาพถ่ายวิวสวยๆ ประดับไว้ตามฝาห้องอีกสองสามรูป ภายในห้องนี้สะอาดเรียบร้อย โซฟาไม้ไผ่มีขนาดใหญ่มากนั่งได้ถึง ๘ คน

"เชิญนั่งสิครับ" นายเต๋าพูดเบาๆ

สี่สหายต่างนั่งรวมกันบนโซฟาตัวนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะรับแขกตามลำพัง นายเต๋าเดินผ่านประตูออกไปทางหลังห้องรับแขก สักครู่หนึ่งชายหนุ่มอายุในวัย ๓๐ ปีรูปร่างสูงใหญ่ท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องรับแขก เขาแต่งกายแบบแม้วทั้งหลายแต่ใช้เสื้อผ้าที่มีราคาแพงและผูกนาฬิกาข้อมือยี่ห้อชั้นดี

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับท่านหัวหน้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "ผมคือพระยาปัจจนึกพินาศและสี่คนนี่ลูกหลานของผมเอง พวกเราเป็นนักสำรวจเพิ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านของท่านเมื่อตอนสายวันนี้ เรามาเยี่ยมท่านเพื่อแสดงความเคารพท่านและขอบคุณท่านเท่าที่ท่านได้กรุณาจัดอาหารเย็นมื้อนี้ส่งไปให้พวกเรารับประทาน"

เจ้าหนุ่มแม้วก้มศีรษะเล็กน้อย

"ประทานโทษ เจ้าคุณเข้าใจผิดเสียแล้วครับ" เจ้าหนุ่มแม้วร่างใหญ่พูดภาษาไทยอย่างชัดเจน "ผมคือเลาอูขุนศึกแห่งแม้วถิ่นนี้ผมหาใช่ประมุขของพวกเราไม่" แล้วเขาก็หันมาทางสี่สหาย "ผมยินดีต้อนรับพวกคุณครับ"

พลว่า "ขอบคุณมากครับขุนศึก พวกเราทุกคนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสรู้จักกับคุณ แต่ว่าเสียใจที่หัวหน้าของคุณไม่ออกมาพบกับเราตามที่เราตั้งใจจะมาเยี่ยมคำนับและขอบคุณเขา นอกจากนี้ก็ยังมีของขวัญที่จะนำมามอบให้เขาด้วย"

"โอ-มิได้ครับ หัวหน้าของเรากำลังแต่งตัวอยู่ครับ อีกสักครู่จะออกมาพบพวกคุณ สั่งให้ผมออกมาต้อนรับพวกคุณก่อน"

ดร.ดิเรกยิ้มออกมาได้

"ออไร๋ ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นเราก็มีหวังได้ขอบคุณหัวหน้าของคุณแน่นอน"

สาวแม้วร่างอวบอัดคนหนึ่งถือถาดไม้ใส่แก้วบรรจุน้ำฝนรวม ๖ แก้ว เดินเข้ามาในห้องรับแขก หล่อนเสิร์ฟน้ำเย็นให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และขุนศึกแล้วก็ถือถาดเปล่าเดินออกไป ขุนศึกได้สนทนาปราศรัยกับคณะค้นหาแร่ยูเรเนียมเป็นอย่างดี เขาเป็นคนพูดจาโผงผางท่าทางกวนๆ จนกระทั่งเสี่ยหงวนกับนิกรรู้สึกหมันไส้ แล้วอาเสี่ยก็แกล้งกระเซ้าว่า

"ผมทราบจากนายเต๋าว่า ทุกหมู่บ้านของพวกแม้วจะต้องมีขุนศึกคนหนึ่ง ซึ่งขุนศึกนี้หมายความว่าเป็นคนดีมีฝีมือใช่ไหมครับ"

ขุนศึกยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ถูกแล้วคุณ ขุนศึกก็คือแม่ทัพของพวกเรานั่นเอง มีหน้าที่บัญชาการสู้รบกับพวกโจรหรือต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานเรา"

"อ้อ ถ้ายังงั้นคุณคงรบเก่ง"

"ก็พอตัวแหละคุณ ผมถนัดทั้งการรบบนหลังม้าและบนพื้นดิน ผมยิงหน้าไม้ได้แม่นพอๆ กับปืนเล็กยาวหรือปืนพก ส่วนอาวุธสั้นเช่นดาบก็ไม่เห็นมีใครที่จะมีฝีมือทัดเทียมเท่าผม การต่อสู้ด้วยหมัดมวยก็อีกแหละครับ ห้าต่อหนึ่งยังสู้ผมไม่ได้ เพราะผมไม่สูบฝิ่นร่างกายของผมถึงแข็งแรงประกอบทั้งผมบำรุงรักษาตัวของผมอยู่เสมอ อ้า-พวกคุณเป็นนักสำรวจที่ทางราชการส่งมาหรืออย่างไรครับ"

ดร.ดิเรกรีบพูดขึ้นทันที

"เปล่าหรอกคุณ เราเป็นนักธรณีวิทยา เรามาสำรวจขุนเขาลูกนี้ก็เพื่อค้นหาแร่ยูเรเนียมและแร่อื่นๆ "

ทันใดนั้นเองหญิงสาวเจ้าของร่างสคราญตาคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก ความสวยและท่วงท่าอันสง่างามของหล่อนทำให้สี่สหายจ้องตาเขม็งมองดูหล่อนไม่วางตาโดยเฉพาะพล พัชราภรณ์ เขาตะลึงไปชั่วขณะ หล่อนคือกอบแก้วนางไพรนั่นเอง กอบแก้วแต่งกายแบบผู้หญิงแม้ว เกล้าผมมวย แต่งหน้าทาปากเขียนคิ้วทำให้หล่อนสวยสดชื่นกว่าที่พบเห็นในป่ามากมายนัก กลิ่นน้ำหอมอย่างดีจากผมและซอกหูของหล่อนหอมชื่นใจไปทั่วห้องรับแขก นายเต๋าติดตามนางไพรเข้ามาด้วยและนั่งลงข้างประตูห้องรับแขก

ขุนศึกรีบลุกขึ้นยืนกล่าวแนะนำคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เธอผู้นี้คือกอบแก้วหัวหน้าของเรา ผมขอถือโอกาสนี้แนะนำให้พวกคุณรู้จักไว้ด้วย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นยืนและก้มศีรษะให้หล่อน นางไพรประนมมือไหว้ในท่าทางอ้อนช้อยแล้วกล่าวทักด้วยเสียงอันหวานฉ่ำ

"สวัสดีค่ะ สวัสดีทุกๆ คน ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพวกคุณในตอนค่ำวันนี้ แต่ว่าต้องขอประทานโทษนะคะที่ออกมาช้าไปหน่อยค่ะ"

พลตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว เมื่อเขาสบตากับหล่อน นางไพรก็ทำเหมือนกับว่าหล่อนเพิ่งได้เห็นหน้าเขาดังนั้นพลก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าเขาก็เพิ่งได้เห็นหน้าหล่อนเช่นเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนางไพรอย่างชื่นชม

"หลานสาว ขอให้เกียรติฉันเป็นลุงของหนูเถอะนะ ลุงคือพระยาปัจจนึกพินาศ"

นางไพรยิ้มอายๆ

"ยินดีค่ะ แก้วจะถือว่าคุณลุงเป็นญาติผู้ใหญ่ของแก้วคนหนึ่ง"

"ขอบใจมากหลานสาว หนูชื่อกอบแก้วเพราะเหลือเกิน ลุงไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กๆ อย่างหนูได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพวกแม้วในถิ่นนี้"

กอบแก้วหัวเราะเสียงเบาๆ น่ารักมาก

"แก้วได้เป็นหัวหน้าตามขนบธรรมเนียมประเพณีของเราค่ะ เมื่อพ่อของแก้วถึงแก่กรรมพวกลูกบ้านก็ยกให้แก้วเป็นหัวหน้าแทนพ่อ เชิญนั่งซีคะ เชิญนั่งคะ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างทรุดตัวนั่งตามเดิม กอบแก้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ และชี้มือให้ขุนศึกนั่งลงข้างๆ หล่อน พล, นิกร, กิมหงวนและดร.ดิเรก ต่างจ้องมองดูใบหน้าอันงามแฉล้มแช่มช้อยของนางไพรโดยไม่ยอมเปลี่ยนสายตาไปที่อื่น โดยเฉพาะพล พัชราภรณ์เขาตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าวแล้ว นางไพรยอดพิศวาสของเขาก็คือหัวหน้าแม้วนั่นเอง มันไม่น่าจะเป็นไปได้

"ลุงพาลูกหลานของลุงมาเยี่ยมหนูและเพื่อขอบคุณหนูด้วยเท่าที่หนูได้มีแก่ใจจัดหาอาหารมื้อเย็นนี้ไปเลี้ยงดูพวกเราที่บ้านนายเต๋า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "ขอบคุณมากหลานสาว"

"ไม่จำเป็นต้องขอบคุณแก้วหรอกค่ะคุณลุงคะ แก้วเอื้อเฟื้อต่ออาคันตุกะของเราเสมอค่ะ คนต่างถิ่นที่ขึ้นมาบนดอยนี้พวกเราถือว่าเป็นมิตรที่ดีของเรา"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้าช้าๆ และนึกชมในใจว่าหญิงสาวหัวหน้าแม้วผู้นี้มีความงามเป็นยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังพูดภาษาไทยได้ชัดเจน ลักษณะท่าทางบอกว่าเคยได้รับการศึกษามาแล้ว แต่งกายสะอาดเรียบร้อยรู้จักใช้เครื่องหอมและเครื่องสำอางบนศีรษะไม่มีเหาแม้แต่ตัวเดียว ผิวพรรณผุดผ่องปราศจากไฝฝ้าราคี

เมื่อกอบแก้วหันมามองดูสี่สหาย ทุกคนก็เย็นวาบไปตามกันเหมือนกับถูกศรสวาท

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"อ้า-คุณนกแก้วครับ ผมขอแนะนำตัวเองและเพื่อนๆ ของผมให้คุณรู้จักไว้ด้วย"

นางไพรอมยิ้มและพูดขัดขึ้นทันที

"ดิฉันชื่อกอบแก้วค่ะไม่ได้ชื่อนกแก้ว"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"ขอโทษเถอะครับ แหม-ผมนี่บัดซบเหลือเกิน ได้ยินว่าคุณชื่อนกแก้วเสียอีก ผม คือว่า ผมชื่อกิมหงวน ไทยแท้ครับ แฮ่ะ แฮ่ะ เพื่อนผมนั่งติดๆ กับผมนี่ชื่อนิกร การุณวงศ์ ถัดไปเป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงดอกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ครับ คนสุดท้ายชื่อพล พัชราภรณ์"

นางไพรนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวันนี้ก็รู้สึกกระสันรัญจวนใจทันที จูบของพลเหมือนกับตราตรึงอยู่ที่ริมฝีปากของหล่อน หล่อนฝืนยิ้มให้เสี่ยหงวนแล้วกล่าวกับสี่สหายว่า

"ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวค่ะที่ได้รู้จักกับพวกคุณ"

พลถอนหายใจหนักๆ เขาหยิบกล่องบรรจุรีวอลเวอร์ ๙ มม. ที่วางอยู่บนตักเขาถือเดินเข้าไปส่งให้หล่อนอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า

"ด้วยไมตรีจิตของพวกเรา ผมหวังว่าคุณกอบแก้วคงเต็มใจรับของขวัญชิ้นนี้ไว้เป็นที่ระลึกในการมาเยี่ยมดอยหลวงของพวกเรานะครับ"

หล่อนพนมมือไหว้พลเสียก่อนจึงรับกล่องปืนพกวางลงบนโต๊ะ

"ขอบคุณมากค่ะคุณพล ดิฉันจะไม่ลืมไมตรีจิตของคุณเลย"

พลถอยกลับไปที่โซฟาตัวเดิมและนั่งลงข้างนายแพทย์หนุ่มอย่างหงอยเหงา เขายอมรับว่าเขาหลงรักนางไพรปานจะกลืนกิน หลอนสวยและน่ารักที่สุด ปากแก้มคิ้วคางงามพร้อมเป็นยอดนารีที่ยากจะหาใครเปรียบเหมือน

กอบแก้วนางพญาแม้วเอื้อมมือเปิดกล่องของขวัญออก พอแลเห็นปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ มม. หล่อนก็ยิ้มออกมาได้ แล้วกอบแก้วก็ส่งภาษาแม้วกับขุนศึกเบาๆ เสียงหัวเราะของหล่อนทำให้ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนและนิกรคลั่งไคล้หลงไปตามกัน และเพียงแต่หล่อนยิ้มสี่สหายก็แทบจะหมอบราบอยู่แทบเท้าหล่อน อย่างไรก็ตามกิมหงวนกับนิกรและนายแพทย์หนุ่มหาเฉลียวใจไม่ว่ากอบแก้วนางพญาแม้วผู้นี้คือนางไพรนั่นเอง และหล่อนกำลังหลงรักพลเป็นชีวิตจิตใจของหล่อน

กอบแก้วหยิบรีวอลเวอร์กระบอกนั้นออกมาพิจารณาดูแล้วหันมายิ้มให้พล

"เป็นของขวัญที่ถูกใจดิฉันมากเชียวค่ะ ดิฉันเคยคิดอยากได้ปืนพกดีๆ อย่างนี้มานานแล้ว"

กิมหงวนกล่าวด้วยเสียงละห้อย

"คุยกับผมบ้างซีครับคุณนกแก้ว-เอ๊ย-คุณกอบแก้ว ผมมาดอยหลวงเที่ยวหลังผมจะหาปืนแบบนี้มาฝากคุณสักลังหนึ่ง"

กอบแก้วหัวเราะเบาๆ

"ขอบคุณค่ะ สำหรับดิฉันมีไว้ป้องกันตัว กระบอกเดียวก็พอแล้วนี่คะ"

สี่สหายต่างชิงกันพูดคุยกับนางไพรตลอด จนกระทั่งเจ้าหนุ่มแม้วขุนศึกชักหึงหวงแสดงสีหน้าท่าทีไม่พอใจ ขุนศึกหลงรักกอบแก้วมานานแล้ว แต่รสนิยมของขุนศึกตลอดจนนิสัยใจคอเข้ากับหล่อนไม่ได้ ขุนศึกจึงได้แต่กระทำตนเหมือนมดแดงเฝ้ามะม่วง เมื่อเขาเห็นกอบแก้วให้ความสนิทสนมกับสี่สหายมากเกินควรเขาก็พูดขัดขึ้นแบบทะลุกลางปล้อง

"พวกคุณคุยกับผมบ้างซีครับ"

สี่สหายหันมามองดูขุนศึกเป็นตาเดียว เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า

"พวกเรามาหาหัวหน้าไม่ได้มาหาคุณ ผมคิดว่าคุณมีธุระอะไรจะไปทำอะไรก็ไปเถอะครับ ขืนนั่งอยู่ที่นี่เปรี้ยวปากเปล่าๆ หรือคุณจะคุยกับคุณอาผมก็เอาซี แต่ผมสี่คนจะคุยกับหัวหน้าคุณ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ดูเหมือนมีใครมาตะโกนด่าคุณหน้าบ้าน ออกไปดูซิครับ"

ขุนศึกลืมตาโพลง

"ใครจะกำแหงด่าผม"

"เมียคุณมาตามกระมัง" นิกรพูดยิ้มๆ

"ผมเป็นชายโสด" ขุนศึกตวาดแว๊ด

"ถ้ายังงั้นแม่คุณมาเรียกคุณแน่ๆ ผมได้ยินเสียงผู้หญิง ไปเถอะครับ ค่ำมืดแล้วไปกินข้าวอาบน้ำอาบท่านอนเสียที"

ขุนศึกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แม่ผมตายนานแล้ว" พูดจบขุนศึกก็กล่าวกับนางพญาแม้ว "กอบแก้วเธอควรจะเตือนสุภาพบุรุษเหล่านี้ด้วยว่ามะรืนนี้กองโจรของเหลียงฟูจะยกมาถึงที่นี่และปะทะกับพวกเราตามแผนการณ์ ขอให้สหายต่างถิ่นของเราควรรีบอพยพไปจากดอยหลวงในวันพรุ่งนี้เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา"

นางพญาแม้วหันมาทางขุนศึกแล้วกล่าวกับอัศวินของหล่อนด้วยภาษาไทย

"ฉันคิดว่าฉันจะขอร้องให้สุภาพบุรุษชาวพระนครเหล่านี้ช่วยเหลือเราต่อสู้กับพวกโจรดีกว่า ฉันเชื่อว่าท่านเหล่านี้คงยินดีและเต็มใจช่วยเหลือเราเป็นแน่"

ขุนศึกแสดงท่าทีไม่สู้จะพอใจนัก

"ไม่มีความจำเป็นอะไรสักนิดกอบแก้วที่เราจะต้องขอความช่วยเหลือจากแขกของเรา เพราะเราสามารถช่วยตัวเราเองได้"

นางไพรยิ้มเล็กน้อย

"แต่แขกผู้มีเกียรติของเราล้วนแต่เป็นคนฉลาด เป็นคนหนุ่มที่กล้าหาญและมีอาวุธดีๆ ตามที่ฉันได้ทราบจากเต๋า เขามีปืนกลมือ, ลูกระเบิดมือและปืนเล็กยาวที่ทันสมัย เหลียงฟูเป็นจอมโจรที่มีอาวุธร้ายทันสมัยทั้งนั้น ถึงแม้พวกแม้วบนดอยนี้ทุกตำบลจะร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้เหลียงฟูเราก็คงสู้เขาไม่ได้"

ขุนศึกยกกำปั้นขวาตบโต๊ะค่อนข้างแรง

"อย่างไรก็ตามในฐานะที่ข้าเป็นขุนศึกเป็นผู้นำในการต่อสู้ ข้าไม่ประสงค์ที่จะให้คนต่างถิ่นมาร่วมรบกับพวกเรา"

กอบแก้วเปลี่ยนสีหน้าเคร่งเครียดบึ้งตึงทันที แต่ถึงกระนั้นก็ยังน่ารักน่าพิศมัยอยู่นั่นเอง

"ขุนศึก อย่าลืมว่าอำนาจสูงสุดย่อมเป็นของข้า ตามระเบียบประเพณีของเราหัวหน้าแม้วย่อมมีสิทธิ์ที่จะแต่งตั้งหรือถอดถอนขุนศึกได้ และอาจจะเลือกตั้งคนต่างถิ่นที่มีฝีมือเป็นขุนศึกได้"

ขุนศึกขบกรามกรอด

"หมายความว่าแก้วกำลังคิดจะแต่งตั้งสุภาพบุรุษคนใดคนหนึ่งในสี่คนนี้เป็นขุนศึกแทนข้ายังงั้นหรือ"

นางพญาแม้วฝืนหัวเราะ

"ข้าอาจจะทำได้ถ้าข้าจะทำ"

"ยังงั้น" เสี่ยหงวนสนับสนุน "เอาเลยครับหัวหน้า คุณเป็นหัวหน้าอย่ายอมให้ลูกน้องเบ่งได้ ถ้าอย่างไรก็ตั้งผมเป็นขุนศึกแทนนายคนนี้เถอะครับ รูปร่างท่าทางของผมก็หล่อกว่าเป็นกอง ฝีมือผมก็ดีกว่า"

เลาอูขุนศึกร่างใหญ่หัวเราะก้าก เขามองดูเสี่ยหงวนอย่างดูหมิ่นแล้วกล่าวว่า

"ถ้าหากว่ากอบแก้วถอดผมออกจากตำแหน่งขุนศึกและตั้งคุณเป็นขุนศึกแทนผม เธอก็อาจจะทำได้ตามอำนาจของหัวหน้า แต่คุณอย่าลืมว่าขุนศึกคนใหม่จะต้องประลองฝีมือกับขุนศึกคนเก่าให้พวกแม้วและหัวหน้าได้ชมฝีมือเสียก่อน ถ้าใครพลาดคนนั้นก็ต้องถูกฆ่าตาย เพราะการประลองฝีมือนั้นจะสู้กันด้วยอาวุธจริงๆ ทั้งบนพื้นดินและบนหลังม้าตามกำหนดเวลาและตามระเบียบกติกาของเรา ถ้าขุนศึกคนใหม่ถูกฆ่าตายขุนศึกคนเก่าก็ได้รับตำแหน่งเป็นขุนศึกตามเดิม"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"อ๋า....ประลองฝีมือกันก็ดีน่ะซีครับ คุณรู้หรือเปล่าว่าผมเป็นนักบู๊มือหนึ่ง ถ้าไม่แน่จริงผมจะกล้าบุกบั่นมาจนถึงนี่เชียวหรือคุณ"

พลโบกมือขอร้องให้กิมหงวนสงบปากเสียง แล้วเขาก็กล่าวกับนางไพร

"เล่าเรื่องพวกโจรเหลียงฟูให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ พวกเราพร้อมแล้วที่จะช่วยคุณและชาวแม้วที่นี่ เหลียงฟูน่ะเป็นใคร"

"เป็นหัวหน้าโจรฮ่อค่ะ เขามีบริวารเกือบพันคนพร้อมด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ทันสมัย พวกโจรของเหลียงฟูมีระเบียบวินัยและวิธีการรบคล้ายทหารค่ะ"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยความสนใจ

"เหลียงฟูกับบริวารมีถิ่นฐานหรือรังของมันอยู่บนดอยหลวงนี่หรือครับ"

"มิได้ค่ะ" นางไพรตอบยิ้มๆ "เหลียงฟูกับกองโจรของเขามีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่งหรอกค่ะ บางทีเขาก็ออกไปนอกเขตพม่าทางแม่ฮ่องสอนแล้วก็ย้อนกลับเข้ามาตามบริเวณเทือกเขาเหล่านี้ ยังชีวิตด้วยการปล้นชาวป่าชาวเขาเผ่าต่างๆ ตลอดจนพวกพ่อค้าที่เดินทางกันเป็นกองคาราวาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นทันที

"พวกโจรพวกนี้มันปล้นชาวแม้วตำบลนี้ยังงั้นหรือหลานสาว"

นางไพรหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"มิได้ค่ะ เหลียงฟูกับกองโจรของเขาไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ คนได้ยกมาที่นี่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วมานี้ เขาได้เข้าพบกับหัวหน้าแม้วบนดอยนี้รวมสี่ตำบลด้วยกันค่ะ ซึ่งหมายถึงแก้วด้วย เขาบังคับให้หัวหน้าแม้วรวบรวมเงินจากลูกบ้านเตรียมไว้ให้เขาแห่งละ ๕๐,๐๐๐ บาท ม้า ๕๐ ตัว ข้าวสารและเสบียงกรังอีกหลายอย่าง เขานัดว่าในวันมะรืนนี้ตอนบ่ายกองโจรของเขาจะยกมาที่นี่เพื่อรับเงินและสิ่งของของพวกแม้ว ถ้าแม้วพวกใดไม่จ่ายเงินและข้าวของให้เขาตามที่เขาต้องการ เขาก็จะพาพวกเขาเข้าไปปล้นหมู่บ้านให้ราบคาบไป"

พลถามหล่อนโดยเร็ว

"แล้วคุณตกลงกับเหลียงฟูว่าอย่างไรครับ"

กอบแก้วไม่ใคร่กล้าจะสบตาพลเลย

"ดิฉันไม่ได้มีการตกลงค่ะเพียงแต่รับฟังเท่านั้น ดิฉันได้ติดต่อกับพวกหัวหน้าแม้วทั้งสี่ตำบลซึ่งอยู่บนดอยนี้เรียบร้อยแล้ว แม้วทุกคนจะสู้ตายถ้าถูกพวกโจรฮ่อบุก เรามีเงินและเสบียงอาหารพอที่จะจ่ายให้มันได้ แต่จำเป็นอย่างไรหรือคะที่เราจะต้องจ่ายให้มัน สู้ได้หรือไม่ได้ก็ต้องสู้ ศึกระหว่างฮ่อกับแม้วในครั้งนี้จะเป็นศึกใหญ่ยิ่งที่สุดบนดอยนี้ เราจะเริ่มเตรียมการรับศึกตั้งแต่วันพรุ่งนี้แหละค่ะ ดิฉันหวังว่าพวกคุณคงจะกรุณาช่วยเหลือพวกเราสู้รบกับพวกโจรฮ่อเป็นแน่"

พลยิ้มให้หล่อน สายตาของพลที่มองดูนางไพรนั้นเต็มไปด้วยความพิศวาส

"แน่นอนทีเดียวคุณกอบแก้ว เราจะต้องช่วยคุณแน่ๆ "

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"เราจะสู้เพื่อความผาสุกของชาวแม้วทั้งหลายและเพื่อคุณ โปรดแต่งตั้งให้ผมเป็นขุนศึกแทนหมอนี่เถอะครับ"

ขุนศึกมองดูนิกรราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ นางพญาแม้วยิ้มละไม หล่อนรู้สึกอบอุ่นใจมากที่คณะพรรคสี่สหายจะร่วมมือกับหล่อนต่อสู้กับพวกโจรฮ่อ และหล่อนคิดว่าหล่อนคงจะได้ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับนายพัชราภรณ์ในการศึกครั้งนี้

"ถ้าคุณตกลงใจที่จะประลองฝีมือกับขุนศึกของเราละก้อดิฉันยินดีจะแต่งตั้งคุณเป็นขุนศึกคนใหม่ของพวกเราค่ะ"

เจ้าหนุ่มแม้วร่างใหญ่เค้นหัวเราะเสียงลั่น

"ผมเปิดโอกาสให้พวกคุณเสมอ สหายเอ๋ย ใครจะเป็นขุนศึกแทนผมก็ได้ แต่เราจะต้องประลองฝีมือกันก่อนต่อหน้าชาวแม้วทั้งหลาย หากเอาชนะผมได้ก็จะได้เป็นขุนศึกแทนผม"

นิกรยักคิ้วให้ขุนศึก

"ตกลง ตกลงครับ แต่ว่าการประลองฝีมือน่ะเป็นการต่อสู้กันเล่นๆ ใช่ไหมคุณ"

ขุนศึกหัวเราะก้าก

"อย่าเข้าใจอย่างนั้น การประลองฝีมือใครพลาดใครก็ตาย หรือไม่ตายก็ทุพพลภาพไปตลอดชีวิต แต่โดยมากมีการตายเสมอทุกครั้งที่มีการประลองฝีมือ ผมฆ่านักรบฝีมือเยี่ยมชาวแม้วมาหลายคนแล้ว ซึ่งเขาต้องการตำแหน่งขุนศึกจากผมและเราได้ต่อสู้กันอย่างลูกผู้ชายตัวต่อตัวต่อหน้าชาวแม้วหลายร้อยคน ผมจำได้ว่าผมเคยฟันคู่ต่อสู้ของผมคอขาดกระเด็น บางคนก็ถูกผมแทงตายคาที่"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ถ้ายังงั้นคุณเป็นขุนศึกต่อไปก็แล้วกัน"

พลชะโงกหน้ามองดูนายทะเล้นอย่างเคืองๆ

"แกกลัวเขาด้วยเรอะอ้ายกร"

"แฮ่ะ แฮ่ะ กลัวน่ะไม่กลัวหรอกแต่รูปร่างกันเสียเปรียบเขามาก เขาสูงเท่าๆ อ้ายหงวนและใหญ่กว่าอ้ายหงวนมาก"

พลพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้าเช่นนั้นกันจะประลองฝีมือกับขุนศึกเอง" แล้วพลก็กล่าวกับนางไพรอย่างยิ้มแย้ม "ผมคิดว่าผมหรือพวกเราคนใดคนหนึ่งควรจะมีอำนาจสูงสุดในการต่อสู้หรือป้องกันพวกโจรฮ่อในครั้งนี้ ฉะนั้น ถ้าคุณจะแต่งตั้งให้ผมเป็นขุนศึกคนใหม่แทนเลาอู ผมก็พร้อมแล้วที่จะประลองฝีมือกับเลาอูโดยเอาชีวิตของผมเป็นเดิมพัน"

กอบแก้วปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง หล่อนต้องการให้เป็นเช่นนี้เพราะพลคือยอดดวงใจของหล่อน

"ดิฉันไม่ขัดข้องค่ะคุณพล ตามประเพณีของเรานั้นทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวแม้วหรือคนต่างถิ่นย่อมมีสิทธ์ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นขุนศึกของเราได้ แต่จะต้องประลองฝีมือกับขุนศึกคนเก่าเสียก่อน ถ้าได้ชัยชนะก็จะได้เป็นขุนศึกแทน ฉะนั้นตำแหน่งขุนศึกก็คือตำแหน่งนักรบผู้มีฝีมือและมีเกียรติยิ่ง แต่ถ้าฝีมือด้อยกว่าผู้อื่นเมื่อไรก็จะต้องเสียตำแหน่งและเสียชีวิตเมื่อนั้น"

ขุนศึกเลาอูผุดลุกขึ้นยืนพาตัวเดินเข้ามาหาพลอย่างองอาจและยื่นมือขวาให้พลจับในท่าทางทรนง

"ผมเปิดโอกาสให้คุณและทุกๆ คนเสมอ ยินดีมากที่ผมจะได้ประลองฝีมือกับคุณในตอนสายวันพรุ่งนี้อันเป็นการชี้โชคชะตาในระหว่างคุณกับผม ถ้าผมเสียตำแหน่งขุนศึกให้คุณก็หมายความว่าชีวิตของผมสิ้นสุดลงด้วย แต่ถ้าผมรักษาตำแหน่งของผมไว้ได้ที่ตายของคุณก็อยู่บนดอยนี้"

พลยิ้มให้เลาอู

"เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กสำหรับผมครับ คนเราถ้าถึงคราวตายแล้วก็หนีความตายไปไม่พ้น ผมต้องการตำแหน่งขุนศึกก็เพื่อหวังจะให้การสู้รบกับโจรฮ่อเป็นไปด้วยความสะดวกตามความเห็นชอบของผม"

ขุนศึกถอยกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม ต่อจากนั้นก็มีการตกลงกันในเรื่องที่จะประลองฝีมือกันในตอนสายวันพรุ่งนี้

ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับสี่สหายว่า

"เป็นอันว่าพรุ่งนี้สามโมงเช้าการประลองฝีมือเพื่อชิงตำแหน่งขุนศึกจะได้เริ่มต้นที่บริเวณลานกว้างกลางหมู่บ้านอย่างแน่นอน พวกเรารบกวนเวลากอบแก้วมานานแล้ว ควรจะลากลับเสียที เจ้าพลจะได้ไปนอนพักผ่อนเอาแรงไว้พรุ่งนี้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายเต๋าต่างล่ำลานางพญาแม้วและขุนศึกกลับบ้านพัก กอบแก้วตามออกมาส่งหน้าเรือนของหล่อนและมองดูพลด้วยความเสน่หา เมื่อออกมาพ้นเขตบ้านของนางไพรพลก็กล่าวถามนายแม้วจอมกะล่อนทันที

"ขุนศึกมันอยู่ที่บ้านกอบแก้วหรือนายเต๋า"

"ออ เปล่าครับ แต่ตามปกติเจ้าขุนศึกมักจะไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่บ้านหัวหน้าเสมอ ใครๆ ก็รู้ครับว่ามันหลงรักหัวหน้า"

"ดีแล้ว กันก็รักหัวหน้าของแกเหมือนกันนายเต๋า พรุ่งนี้กันจะฆ่าขุนศึกให้ได้" พลพูดเสียงหนักแน่น

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่คณะพรรคสี่สหาย ต่างคนต่างยอมรับว่านางพญาแม้วเป็นหญิงสาวที่สวยที่สุด อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"กอบแก้วคงจะสวยกว่านางไพรในป่าทึบแน่นอน หล่อนสวยอะไรอย่างนี้ทุกสัดทุกส่วนงามพร้อม พับผ่า สงสัยเหลือเกินว่าอ้ายพลกับกันจะต้องต่อสู้กันในการชิงรักหักสวาทกอบแก้ว"

พลหัวเราะหึๆ

"ไม่จำเป็นที่จะต้องต่อสู้กันหรือกัดกันหรอกเพื่อน ถ้าผู้หญิงรักใครก็เป็นของคนนั้นก็แล้วกัน อย่างนี้ยุติธรรมดีกว่า"

อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก

"ยุติธรรมกะผีอะไรเล่า แกมันรูปหล่อกว่ากันได้เปรียบกันนี่หว่า เกี้ยวผู้หญิงเก่งกว่ากัน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"สำหรับกันเรื่องผู้หญิงไม่สำคัญโว้ย เรื่องกินสำคัญกว่า ถ้ากันต้องการผู้หญิงเมื่อไร สาวแก่แม่ม่ายหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อย่างไรก็ใช้ได้ อยู่ในที่มืดๆ ผู้หญิงสวยเหมือนกันทั้งนั้น อายุ ๕๐ กับ ๑๕ ขวบไม่แตกต่างกันเลย"

นายเต๋ามองดูพลอย่างห่วงใยแล้วกล่าวว่า

"ขอโทษเถอะครับ คุณคิดว่าคุณสู้อ้ายขุนศึกได้แน่หรือครับ"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ได้หรือไม่ได้ก็ต้องสู้เพราะได้ตกลงกับเขาไว้แล้ว ขุนศึกมันเก่งนักหรือนายเต๋า"

"โอ้โฮ มันแน่มากครับคุณพล ฝีมือดาบมันยอดเยี่ยมนัก ยิงปืนก็แม่น คุณอยู่กรุงเทพฯ คุณเคยฝึกหัดฟันดาบใหญ่บ้างไหมครับ ผมหมายถึงดาบแบบโรมันน่ะครับ"

"เคยเหมือนกัน แต่กันไม่มีความชำนาญเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามถึงขุนศึกจะเก่งกาจสักเพียงไหนกันก็ขอสู้แค่ตายเท่านั้น"

กิมหงวนยกมือขวาตบหลังพลค่อนข้างแรง

"อย่ากลัวมันอ้ายเพื่อนยาก ถ้าแกถูกอ้ายเลาอูฆ่าตาย กันจะแก้แค้นแทนแกเอง กันก็ชายชาติหมา-เอ๊อ-ชาติเสือคนหนึ่ง ที่กันไม่ท้าชิงตำแหน่งขุนศึกจากเลาอูก็เพราะเห็นแกท้ามันแล้ว ถ้าแกแพ้มันกันจะแก้มือแทนแกทันที"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร๋ ไออีกคนหนึ่ง" แล้วเขาก็หันมาทางนายเต๋า "ขุนศึกน่ะนอกจากมีฝีมือในเพลงดาบ กำลังของมันเป็นอย่างไร แข็งแรงมากไหม"

นายเต๋าลืมตาโพลง

"แข็งแรงผิดมนุษย์ครับ แบกวัวได้ทั้งตัว มันวิ่งจากเขาลูกหนึ่งไปยังเขาอีกลูกหนึ่งกลับไปกลับมาโดยไม่ต้องหยุดพักเลย ชาวแม้วทั้งถิ่นนี้ต่างยอมรับนับถือว่าขุนศึกเป็นผู้ทรงพลังครับ ผู้ที่ขอชิงตำแหน่งขุนศึกจากมันถูกฆ่าตายทุกราย มันดำรงตำแหน่งขุนศึกได้นานที่สุดเพราะไม่มีใครปราบได้ แต่ชาวแม้วส่วนมากทั้งเกลียดทั้งกลัวมันครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"เป็นเรื่องที่แกจะต้องหนักใจไม่น้อยอ้ายหลานชาย ชัยชนะของแกจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยสติปัญญาของแกที่เหนือกว่าขุนศึกเท่านั้น ลำพังกำลังกายและฝีมืออาคิดว่าแกสู้มันไม่ได้"

พลหัวเราะเบาๆ

"ไม่เป็นไรครับ กลับไปถึงบ้านพักของเราผมจะลองปรึกษากับอ้ายกรดู ผมเชื่อเหลือเกินว่าอ้ายกรเพื่อนรักของผมถึงไม่ใช่นักบู๊ ขี้ขลาดตาขาวแต่ก็มีสติปัญญาเฉียบแหลมกว่าพวกเราโดยเฉพาะอุบายหรือลูกไม้คดโกงต่างๆ อ้ายกรเป็นยอด" แล้วเขาก็หันมามองดูนายจอมทะเล้น "แกต้องช่วยกันอ้ายกร"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"เรื่องเล็กว่ะ ใครจะพนันกับกันก็ได้ พรุ่งนี้แกต้องชนะขุนศึก และแกจะได้เป็นขุนศึกคนใหม่ของชาวแม้วตำบลนี้ กันช่วยเพื่อนไม่ได้กันก็ตายเสียดีกว่า ปัญญามีอยู่กับตัวกลัวอะไรวะ พวกแม้วน่ะไม่ฉลาดกว่าเราหรอก"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อมาถึงบ้านพักของนายเต๋า เจ้าของบ้านเดินนำหน้าพาสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในบ้านหรือกระท่อมของเขา ภายในกระท่อมมีตะเกียงจุดทิ้งไว้ดวงหนึ่ง เจ้าแห้วนอนคลุมโปงอยู่บนแคร่

"อ้ายแห้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเรียกเสียงค่อนข้างดัง

เจ้าแห้วค่อยๆ โผล่ส่วนหน้าออกมาจากผ้าผวยแล้วยิ้มให้เจ้านายของเขา

"รับประทานหนาวเหลือเกินครับเลยต้องนอนคลุมโปง"

ดร.ดิเรกยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ปืนกลและปืนของพวกเราอยู่ไหน"

"รับประทานอยู่ในโปงครับ ผมเอาเชือกผูกมัดติดไว้กับตัวผม ถ้าใครมาขโมยเอาปืนไปมันก็ต้องเอาตัวผมไปด้วย"

"ออไร๋ รอบคอบดีมาก"

กิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งแล้วส่งให้นายเต๋าหนึ่งฉบับ

"เฮ้ย-ไปหาซื้อเบียร์มากินแก้หนาวสักสองสามขวดเถอะวะ ขึ้นแท็กซี่ไปมาเร็วๆ อย่าร่ำไร"

นายเต๋าทำคอย่นแล้วหัวเราะ

"นี่มันยอดเขานะครับไม่ใช่ในเมืองหรือในกรุงเทพฯ "

"อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "ลืมไปว่ะ ถ้ายังงั้นไปหาเหล้ามากินสักขวดร้อยบาทน่ะเอาไปเถอะ"

เจ้าแม้วจอมกะล่อนยิ้มแป้นรีบพาตัวออกไปจากกระท่อมที่พักของเขาโดยเร็ว สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนั่งพักผ่อนบนแคร่และปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่พลจะประลองฝีมือกับขุนศึกในตอนสายวันพรุ่งนี้ เจ้าแห้วได้ยินเข้าก็ตกใจเหวี่ยงผ้าห่มออกจากร่างแล้วผลุนผลันลุกขึ้นนั่งฟัง

ข่าวแพร่ไปทั่วหมู่บ้านแม้วในตอนรุ่งอรุณของวันใหม่ ชาวแม้วทั้งหลายต่างโจษจันกันด้วยความตื่นเต้น เจ้าหนุ่มรูปหล่อชาวพระนครจะประลองฝีมือกับเลาอูเพื่อชิงตำแหน่งขุนศึก และคนไทยกลุ่มนี้ได้สัญญากับหัวหน้าว่าจะร่วมมือร่วมใจกับพวกแม้วสู้รบกับกองโจรฮ่อในบังคับบัญชาของขุนโจรเหลียงฟู

แม้วส่วนน้อยที่เป็นชายหนุ่มในวัยคะนองและมีนิสัยสันดานอันธพาลซึ่งเป็นสมุนของขุนศึกต่างแสดงความไม่พอใจและเกลียดชังคณะพรรคสี่สหายของเรา แต่แม้วส่วนมากที่เคยถูกขุนศึกกับพรรคพวกข่มเหงรังแกต่างตื่นเต้นยินดีไปตามกัน ทุกคนนึกภาวนาเอาใจช่วยขอให้พลได้ชัยชนะขุนศึก

พอตะวันสาย กลุ่มหมอกบนยอดดอยก็จางไป ชาวบ้านแม้วทุกครอบครัวต่างวางมือจากการงานมาชุมนุมกันที่บริเวณลานกว้างในหมู่บ้านของเขาคอยชมการประลองฝีมือโดยมีชีวิตเป็นเดิมพันระหว่างขุนศึกเลาอูกับพล พัชราภรณ์ ในเวลา ๙.๐๐ น.ตรง ตามที่นางพญาแม้วได้แจ้งให้ลูกบ้านของหล่อนทราบโดยทั่วถึงกันแล้ว

เมื่อใกล้จะถึงเวลาของการประลองฝีมือเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้นทั่วบริเวณลานกว้างซึ่งมีขนาดเท่าๆ กับสนามฟุตบอลหรือกว้างกว่าเล็กน้อย พวกแม้วประมาณ ๔๐๐ คน นั่งดูอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านด้านหลังแท่นหินใหญ่อันเป็นที่นั่งของหัวหน้าหรือนางพญาแม้ว ตามเวลาที่กล่าวนี้กอบแก้วได้มาถึงสนามต่อสู้แล้วโดยมีขุนศึกและเจ้าหนุ่มฉกรรจ์อีกหลายคนติดตามมาเป็นองครักษ์

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วยังอยู่ในกระท่อมของนายเต๋า พลแต่งกายแบบชาวแม้วซึ่งเครื่องแต่งกายชุดนี้กอบแก้วได้ใช้ให้คนนำมาให้เขาเมื่อตอน ๗.๐๐ น.เศษ พร้อมด้วยอาหารเช้าสำหรับคณะพรรคสี่สหาย

เข็มนาฬิกาที่ข้อมือดร.ดิเรกบอกเวลา ๘.๕๕ น. นายแพทย์หนุ่มเดินมาที่หน้าต่างกระท่อมแล้วหันมายิ้มกับคณะพรรคของเขา

"ออกไปได้แล้วโว้ยพวกเรา เหลือเวลาอีก ๕ นาทีเท่านั้น กอบแก้วสวมสะแล็คครึ่งน่องแต่งกายทันสมัยสวยเหลือเกินว่ะ อ้ายเปรตขุนศึกยืนกระลิ้มกระเหลี่ยอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา"

พลก้มลงมองดูตัวเองแล้วเขาก็หัวเราะอย่างขบขัน

"เหมือนแม้วไหมวะอ้ายเสี่ย"

กิมหงวนอมยิ้ม

"กร้อนผมเสียหน่อยเหมือนแน่ เอาไหมล่ะ กันมีตะไกรปัตตาเลี่ยนกร้อนผมออกเสียครึ่งกบาล ตอนหน้าไว้ผมม้าแกก็จะกลายเป็นหนุ่มแม้วไป"

พลสั่นศีรษะ

"อย่าถึงกับโกนหัวเลยวะ เท่านี้ก็พอแล้ว"

อาเสี่ยถอดสร้อยคอทองคำซึ่งมีพระเครื่องลางสองสามองค์ติดกับสายสร้อยเส้นนั้นออกมาจากคอของเขาแล้วสวมใส่คอของพล

"เอาหลวงพ่อของกันคล้องคอไว้ รับรองว่ากริ่งปวเรศร์กับสมเด็จวัดระฆังและนางพญาสามองค์นี้จะช่วยคุ้มครองป้องกันแกให้แคล้วคลาดจากคมดาบของขุนศึกได้ เรื่องยิงฟันไม่ต้องกลัวใคร ล่อกันจนเหงือกแห้งยังได้"

พลยกมือลูบคลำพระเครื่องลางชั้นเยี่ยมทั้งสามองค์แล้วยิ้มให้กิมหงวน

"ตั้งสามองค์ไม่มากไปเหรออ้ายหงวน"

"กำลังดี หลวงพ่อบางองค์ท่านอาจจะจำวัดขณะที่แกต่อสู้กับมันองค์อื่นๆ ที่ไม่ได้จำวัดจะได้ช่วยป้องกันแก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"หรือจะเอาหลวงพ่อโกยของกันไปอีกองค์ก็ได้ ถ้าสู้มันไม่ไหวก็วิ่งหนีรับรองว่าอ้ายขุนศึกไล่แกไม่ทันแน่ หลวงพ่อของกันใช้ได้เฉพาะการวิ่งหนีศัตรูเท่านั้น"

พลยัดสายสร้อยทองคำหนัก ๕ บาทและพระเครื่องลางไว้ในเสื้อแล้วเขาก็ยิ้มให้นิกร

"แผนการณ์ของแกที่จะช่วยกันเรียบร้อยแล้วหรือยังอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นพยักหน้า

"เรียบร้อย ออกไปเถอะกันรับรองว่าขุนศึกมันจะสู้กับแกได้อย่างมาก ๑๐ เพลงเท่านั้นก็ต้องปราชัยแก แต่อย่าลืมว่าแกอย่าฆ่ามัน เมื่อเราชนะด้วยวิธีโกงเราก็ไม่ควรฆ่าเขา"

ครั้นแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสี่สหายกับเจ้าแห้วออกไปจากกระท่อมที่พักของนายเต๋า บรรดาชาวแม้วหญิงชายที่มีความเกลียดชังขุนศึกต่างตบมือโห่ร้องต้อนรับพลด้วยความดีใจ พลชูมือขวาขึ้นโบกให้พวกแม้วทั้งหลาย สาวๆ หลายคนต่างเล่นหูเล่นตากับพลและนึกชมไปตามกันว่าพลมีรูปร่างหน้าตาสวยเก๋สง่างามราวกับเทพบุตร

คณะพรรคสี่สหายพากันเดินตรงเข้าไปหานางพญาแม้วและหยุดยืนเบื้องหน้าแท่นหิน พลเดินออกมาจากแถวเข้ามายืนข้างแท่นหินแล้วก้มศีรษะคำนับกอบแก้วด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ขุนศึกซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มองดูพลอย่างดูหมิ่นในฝีมือแล้วกล่าวว่า

"คุณออกมาตรงตามเวลาพอดี คุณพร้อมแล้วไม่ใช่หรือครับ"

พลยิ้มให้คู่ต่อสู้ของเขา

"ครับ ผมพร้อมแล้ว"

นางพญาแม้วตบมือขึ้นสองครั้ง เจ้าแม้วหนุ่มคนหนึ่งถือถาดไม้ใส่ดาบใหญ่สองเล่มเดินเข้ามาหยุดยืนข้างหน้าหล่อน ดาบทั้งสองเล่มใหม่เอี่ยมและคมกริบ กอบแก้วมองดูพลอย่างห่วงใยและกล่าวว่า

"คุณพลคะ ดาบทั้งสองเล่มนี้เป็นดาบที่มีน้ำหนักและมีความคมเท่ากัน ตามกติกาของเรานั้นผู้ท้าชิงตำแหน่งขุนศึกย่อมมีสิทธิเลือกดาบก่อน"

พลหัวเราะเบาๆ

"ขอบคุณครับ เมื่อดาบขนาดเดียวกันมีน้ำหนักเท่ากันสำหรับผมอันไหนก็ได้" พูดจบเขาหยิบดาบเล่มหนึ่งมาจากถาดนั้นแล้วยกมือขึ้นชูเหนือศีรษะ

ใบหน้าของขุนศึกเคร่งเครียดผิดปกติ นัยน์ตาวาวโรจน์ดุดัน เขาเอื้อมมือหยิบดาบในถาดที่เหลืออยู่อีกเล่มหนึ่งออกมาลองควงดาบเล่น บรรดาพรรคพวกของขุนศึกต่างตบมือโห่ร้องเกรียวกราว ขุนศึกกล่าวกับพลว่า

"ก่อนที่เราจะประลองฝีมือกันขอเวลาให้ผมรำดาบอวดฝีมือของผมให้ชาวแม้วและพวกคุณได้ชมสัก ๕ นาทีเถอะนะครับ หวังว่าคุณคงไม่รังเกียจ"

"อ๋อ ยินดีครับ แต่เกรงว่าคุณจะเหนื่อยเสียก่อนเท่านั้น"

เจ้าแม้วหนุ่มเค้นหัวเราะ

"ผมไม่เคยรู้จักกับคำว่าเหนื่อยเลย"

ขุนศึกมองดูดาบใหญ่ในมือของเขาแล้วยกดาบขึ้นกระทำความเคารพนางพญาแม้ว กอบแก้วยิ้มให้เขาและกล่าวว่า

"ขอให้โชคชัยเป็นของท่าน เลาอู"

เจ้าหนุ่มแม้วยิ้มแก้มแทบแตก

"พรของเธอจะทำให้ฉันได้ชัยชนะสุภาพบุรุษรูปหล่อผู้นี้ ขอบคุณมากกอบแก้วที่ให้พรฉัน"

ในท่าทีอันทรนงขุนศึกเดินออกไปยืนเด่นกลางลานกว้าง ดนตรีของชาวแม้วเริ่มบรรเลงอย่างน่ารำคาญ บรรดาพรรคพวกของขุนศึกต่างโห่ร้องกันเกรียวกราว ขุนศึกเริ่มรำดาบอย่างแคล่วคล่องว่องไวในท่าต่างๆ นางไพรถือโอกาสนี้พูดกับพลทันที ขณะที่คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วกำลังสนใจมองดูขุนศึกรำดาบ

"ตั้งใจให้ดีนะคะพี่ พี่ต้องเอาชนะเลาอูให้ได้"

พลยิ้มให้หล่อน

"แน่นอนแก้ว พี่จะต้องเอาชนะ"

กิมหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ พล

"มันแน่โว้ยอ้ายพล มันรำดาบว่องไวมากทีเดียว ควงดาบเหมือนกับกังหัน ดูซีวะตีลังกากลับหลังยังได้ โอ้โห้ มันรำเสียฝุ่นฟุ้ง"

พลพยักหน้าเรียกนิกรเข้ามาหาเขา

"ว่ายังไงอ้ายกร เมื่อไรแกจะจัดการกับขุนศึก"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ลงมือเดี๋ยวนี้แหละ ใจเย็นๆ น่า ขุนศึกมันต้องแพ้แกอย่างไม่มีประตูสู้ ต่อให้มันว่องไวกว่านี้อีกร้อยเท่าก็สู้แกไม่ได้"

นิกรเดินบุกเข้าไปหาขุนศึกทันที เขาล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบห่อกระดาษสีขาวห่อหนึ่งออกมา นิกรหยุดยืนเหนือลมห่างจากขุนศึกราวห้าหกเมตร เขาแกล้งแสดงกิริยาเหมือนกับว่าเขาเลื่อมใสในฝีไม้ลายมือของขุนศึกอย่างยิ่ง ขุนศึกแลเห็นนิกรมาดูเขารำดาบใกล้ๆ ก็ยิ่งคึกคะนองใจวาดลวดลายต่างๆ ตามแบบฉบับของเขาบางทีก็นั่งเหยียดขาข้างหนึ่งแล้วแกว่งดาบไปมารอบๆ ศีรษะ บางทีก็ลุกขึ้นกระโดดขึ้นตีลังกากลับหน้ากลับหลัง พรรคพวกของขุนศึกตบมือโห่ร้องตลอดเวลา

พอขุนศึกหันหลังให้นิกรนายจอมทะเล้นซึ่งยืนอยู่เหนือลมก็แก้ห่อกระดาษออกเป่าผงเล็กๆ ที่อยู่ในห่อกระดาษปลิวฟุ้งไปทางจอมอัศวินของพวกแม้ว ผงนั้นก็คือหมามุ้ยนั่นเอง นิกรตื่นแต่เช้าตรู่ชวนนายเต๋าไปหาหมามุ้ยกับเขาได้หลายฝักค่อยๆ แกะออกห่อกระดาษเตรียมไว้ตามแผนการณ์ของนิกร

การกระทำของนายจอมทะเล้นไม่มีใครระแวงสงสัยอะไรเพราะทุกคนมัวแต่มองดูขุนศึกแสดงการรำดาบอันน่าตื่นเต้น หมามุ้ยเหล่านั้นปลิวมาเกาะเนื้อตัวของเขาหลายแห่งเกือบทั่วตัว บ้างก็ชอนไชไปในเสื้อกางเกง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะเกิดอาการคันและปวดแสบปวดร้อนเท่ากับขนของหมามุ้ยเมื่อมันตำเข้าไปในเนื้อไปในเนื้อ ขุนศึกอวดลวดลายอยู่สักครู่ก็หยุดรำแล้วชูดาบขึ้นเหนือศีรษะร้องประกาศลั่น

"สหายต่างถิ่น ขอเชิญท่านออกมาลองฝีมือกับข้าเถิด ดาบคู่มือของเราอยากจะดื่มเลือดท่านเต็มทนแล้ว"

นิกรกวักมือเรียกนายพัชราภรณ์ "ออกมาโว้ยพล"

พลถือดาบเดินออกไปหาคู่ต่อสู้ของเขาทันที คณะพรรคสี่สหายและชาวแม้วหลายร้อยคนตบมือโห่ร้องเกรียวกราว กอบแก้วใจเต้นระทึกผิดปกติ หล่อนเต็มไปด้วยความห่วงใยพลเหลือที่จะกล่าวด้วยเกรงว่าพลจะเพลี่ยงพล้ำปราชัยขุนศึก และเขาอาจจะต้องเสียชีวิตในการประลองฝีมือในครั้งนี้ก็ได้

นิกรถอยออกมาจากสนามต่อสู้ เมื่อพลเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ พลยกดาบขึ้นคำนับเลาอุแล้วพูดยิ้มๆ

"ท่านขุนศึกที่รัก ถ้าข้าพเจ้าเพลี่ยงพล้ำเสียทีท่านแล้ว วานอย่าได้เมตตาข้าพเจ้าเลย จงใช้ดาบของท่านสังหารข้าพเจ้าเสียเถิด"

ขุนศึกหัวเราะชอบใจ

"ข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกัน เข้ามาเถิดสหายข้าพเจ้าพร้อมแล้ว"

พลปราดเข้าฟันขุนศึกทันที ดนตรีพื้นเมืองเริ่มบรรเลงอีกแต่บรรเลงในจังหวะโศกเหมือนกับแห่ศพ กิมหงวนทนฟังไม่ไหวจึงร้องตะโกนห้ามนักดนตรีชาวแม้วกลุ่มนั้นซึ่งตั้งวงบรรเลงอยู่ข้างๆ

"เฮ้ย-ลำบากนักก็อย่าบรรเลงเลยโว้ย นั่งดูเขาเถอะ"

เสียงดนตรีเงียบกริบลงทันที คู่ต่อสู้ทั้งสองปะทะกันด้วยดาบใหญ่อย่างดุเดือดและคล่องแคล่วว่องไวด้วยกัน เสียงดาบต่อดาบกระทบกันดังลั่นอยู่ตลอดเวลา นางพญาแม้วยิ้มออกมาได้เมื่อแลเห็นชั้นเชิงของพลอยู่ในเกณฑ์ดี

การต่อสู้ผ่านพ้นไปในราวสองสามนาทีพลก็ตกเป็นฝ่ายล่าถอยและใช้วิธีสู้พลางถอยพลาง กิมหงวนโมโหพลจนลืมตัวเขาวางฝ่ามือทั้งสองลงบนศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วตีศีรษะท่านเจ้าคุณติดๆ กันไม่ต่ำกว่า ๑๐ ที ปากก็ร้องตะโกนลั่น

"ถอยทำไมโว้ยอ้ายพล บุกมันเข้าไป ถ้าใจไม่สู้ก็โยนดาบทิ้งแล้วกราบตีนมันเสีย ถุย บอกว่าอย่าถอย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกศอกกระแทกหน้าอกกิมหงวนดังปึ้ก

"นี่แน่ะ หนุนก็หนุนแต่ปากซีโว้ยเสือกมาตีกบาลข้า"

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัวรีบยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเลี่ยงมายืนข้างๆ เจ้าแห้วกับดร.ดิเรก ขณะนี้หมามุ้ยของนิกรเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว ขุนศึกรู้สึกคันยิบยับไปทั่วตัว เขารบพลางเกาไปพลาง เริ่มต้นเกาซอกคอก่อน แล้วเกาต้นแขน เกาสีข้าง เกาหลังเกาพุงวุ่นไปหมด คราวนี้พลก็รุกประชิดติดพันทำให้ขุนศึกล่าถอยไม่เป็นขบวน

ชาวแม้วที่เอาใจช่วยพลต่างลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน ร้องตะโกนหนุนให้พลฆ่าขุนศึก เจ้าหนุ่มแม้วหมดกำลังใจที่จะสู้รบแล้ว ขุนศึกเกาคะเยอไปหมดทั้งตัวด้วยกิริยาท่าทางคล้ายๆ ลิง ชั้นเชิงของนักดาบแทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย เอาแต่ล่าถอยไปรอบๆ บางทีก็เปลี่ยนดาบมาถือมือซ้ายใช้มือขวาเกาตัวและรักแร้ของเขา ยิ่งเกาก็ยิ่งคันมากขึ้น

ดร.ดิเรกหันมามองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"เฮ้-ฝรั่งงงหมดแล้ว ยูทำยังไงวะขุนศึกมันจึงกลายเป็นพญาแกรกไปได้"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ของกล้วยๆ หมอ แกเห็นหรือเปล่าตอนที่มันกำลังรำดาบอวดลวดลายของมัน กันควักกระเป๋าหยิบห่อกระดาษสีขาวออกมา"

"ออไร๋ ไอเห็นแต่ไม่รู้ว่าแกทำอะไร"

นิกรว่า "ในห่อนั้นมีหมามุ้ยซึ่งกันแกะออกมาจากฝักเรียบร้อยแล้ว กันเป่าหมามุ้ยในห่อไปเกาะตัวขุนศึกตั้งเยอะแยะมันก็คันน่ะซี ต่อร้อยเอาหนึ่งก็ได้ประเดี๋ยวอ้ายพลก็ต้องชนะแหงๆ "

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก เขามองดูนิกรอย่างเกรงกลัว

"โอ-ยูเก่งมากอ้ายกร เล่ห์กลมารยาของแกมากเหลือเกิน ฮ่ะ ฮ่ะ แกฉลาดกว่าพวกเราว่ะ"

เจ้าแห้วร้องตะโกนหนุนพลเสียงลั่น

"รับประทานตัดคอมันให้ได้ครับ รับประทานฟันให้ขาดสองท่อนเลย บุกแหลก บุกแหลกครับ"

ขุนศึกล่าถอยไม่เป็นขบวน เขาได้รับความปวดแสบปวดร้อนและคันไปทั่วตัวจนแทบจะทนไม่ไหวเพราะพิษของหมามุ้ย เขารบพลางเกาพลางดังนั้นปลายดาบของพลจึงเกี่ยวแก้มซ้ายของขุนศึกเป็นทางยาวโลหิตไหลทะลัก ขุนศึกเสียขวัญเสียกำลังใจแล้ว ครั้งหนึ่งเขาวิ่งหนีพลเอาดื้อๆ วิ่งไปหยุดยืนห่างจากพลราว ๒๐ เมตร แล้วขมวดคิ้วนิ่วหน้ายกมือเกาก้นของเขา เมื่อพลเดินเข้าไปหาขุนศึกก็มานะกัดฟันวิ่งเข้าใส่พลเพื่อหวังเผด็จศึกจะได้มีโอกาสเกาให้สบาย

การต่อสู้ในตอนนี้เป็นไปอย่างดุเดือดที่สุด พลไม่ยอมถอยและไม่ยอมให้เกาด้วย แต่แล้วเพียงครู่เดียวขุนศึกก็ทนไม่ไหวต้องล่าถอยพลางเกาแกร็กๆ ส่วนมือขวายกดาบปิดป้องคมดาบของพล

"โอ๊ย-คันจริงโว้ย" ขุนศึกตะโกนเสียงลั่นและมานะกัดฟันสู้รบกับพล

หมามุ้ยทำให้ขุนศึกขาดความว่องไวและนึกเพลงดาบไม่ออก เขาเอาแต่ถอยตะพึดตะพือ ในที่สุดเขาก็ถูกพลฟันเต็มเหนี่ยว เจ้าหนุ่มแม้วยกดาบขึ้นปิดป้อง แรงเหวี่ยงของพลทำให้ดาบของขุนศึกหลุดกระเด็นไปจากมือในเวลาเดียวกันที่ขุนศึกซวนเซล้มลงนอนหงาย

พลปราดเข้ามาเงื้อดาบขึ้นทำท่าเหมือนจะจ้วงแทงขุนศึก ประชาชาวแม้วที่เกลียดชังขุนศึกต่างร้องตะโกนบอกพลด้วยภาษาแม้วเป็นเสียงเดียวกัน

"ฆ่ามัน ฆ่ามัน"

แทนที่พลจะถือโอกาสสังหารคู่ต่อสู้ของเขา เขากลับโยนดาบทิ้ง ขุนศึกค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งเกาแข้งขาเนื้อตัวพลางพูดกับพล

"ทำไมคุณไม่ฆ่าผม"

พลยิ้มให้กับขุนศึก

"ผมจะฆ่าคุณได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่มีอาวุธและไม่มีทางต่อสู้ป้องกันตัวเองเลย"

ขุนศึกโมโหตัวเองจนแทบจะร้องไห้ เขาเกาขยุกขยิกไปทั่วตัวท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของพวกแม้วที่เกลียดชังเขา และแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนมองดูนายพัชราภรณ์ด้วยความอับอาย

"เป็นอันว่าผมแพ้คุณแล้ว และผมจะไม่ขอแก้ตัวว่าที่ผมแพ้คุณนั้นเพราะผมมีอันเป็นคันยุบยิบไปทั่วตัวระหว่างที่เราสู้รบกัน เทพยเจ้าคงจะบรรดาลให้ผมมีอันเป็นไปเช่นนั้น เพราะพระองค์ต้องการให้คุณเป็นขุนศึกแทนผม ผมขอถือโอกาสนี้แสดงความยินดีต่อตำแหน่งขุนศึกที่คุณได้แย่งชิงไปจากผมโดยถูกต้องตามประเพณีของเราด้วย สวัสดีครับ" พูดจบเลาอูก็พาตัวเดินออกไปจากบริเวณลานกว้างและมุ่งตรงกลับไปยังบ้านพักของเขา

นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างวิ่งเข้ามาห้อมล้อมพลท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของชาวแม้วหญิงชายทั้งหลาย ส่วนพรรคพวกของเลาอูนั่งนิ่งเฉย พลถูกพาตัวเข้ามาหากอบแก้ว นางพญาแม้วตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว ฝีมือของพลและความองอาจของเขาขณะที่เขาต่อสู้กับเลาอูนั้นทำให้นางไพรรักเขาขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

กอบแก้วยิ้มให้เขาและกล่าวว่า

"เป็นอันว่าคุณได้เป็นขุนศึกของเราแล้วค่ะ แม้วทุกคนจะปฏิบัติตามคำสั่งของคุณอย่างเคร่งครัดในการสู้รบกับโจรฮ่อในวันพรุ่งนี้ ดิฉันขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ"

พลก้มศีรษะให้หล่อน

"ขอบคุณครับคุณกอบแก้ว ผมกับเพื่อนๆ ร่วมตายของผมจะต่อต้านพวกโจรอย่างเต็มที่ ซึ่งเราจะต้องเตรียมการตั้งแต่วันนี้ แต่ผมรู้สึกว่าชาวบ้านแม้วบางคนในที่นี้อาจจะไม่เลื่อมใสศรัทธาในตัวผม เกรงว่าเขาจะกระด้างกระเดื่องไม่ยอมเชื่อฟังอยู่ในบังคับบัญชาของผม"

หล่อนสั่นศีรษะ

"ดิฉันรับรองว่าไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราทุกคนย่อมรักษาระเบียบประเพณีอย่างเคร่งครัด ขณะนี้อาจจะมีใครขอประลองฝีมือกับคุณอีกก็ได้" พูดจบนางไพรก็ลุกขึ้นยืนแล้วร้องประกาศขึ้นดังๆ "พี่น้องที่รักทั้งหลายถ้าท่านผู้ใดคิดว่าท่านมีฝีมือเหนือกว่าท่านผุ้นี้ ข้าก็ยินดีให้โอกาสท่านประลองฝีมือกับเขาได้"

นิกรได้ยินเสียงกอบแก้วพูดภาษาแม้วก็หัวเราะคิกคัก แล้วกระซิบถามกิมหงวน

"แกช่วยแปลซิหล่อนพูดว่ากระไร"

เสี่ยหงวนตวาดแว๊ด

"จะไปรู้เรอะ กันไม่ใช่แม้วนี่หว่า"

พรรคพวกของเลาอูนั่งนิ่งเฉยไม่มีใครกล้าขอประลองฝีมือกับพลเลย นางพญาแม้วจึงประกาศแต่งตั้งให้พล พัชราภรณ์ดำรงตำแหน่งเป็นขุนศึกและสั่งให้ชาวแม้วทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของพลทุกประการในการเตรียมตัวสู้รบกับโจรฮ่อและการสู้รบกับพวกโจรในวันพรุ่งนี้

ในที่สุดหล่อนก็กล่าวกับพล

"บ่ายวันนี้คุณกับพรรคพวกของคุณไปอยู่ที่บ้านขุนศึกได้แล้วค่ะ เมื่อเลาอูพ้นจากตำแหน่งเขาก็จะต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น ดิฉันจะสั่งย้ายไปก่อนเที่ยงและจะให้คนของดิฉันทำความสะอาดบ้านพักไว้ให้เรียบร้อย บ้านขุนศึกอยู่ติดๆ กับบ้านพักของดิฉันค่ะ ดิฉันจะจัดข้าวปลาอาหารเลี้ยงดูพวกคุณตลอดเวลาที่พวกคุณพักอยู่บนดอยนี้ ดิฉันเชื่อว่าขุนศึกคนใหม่ของเราคงจะต้านทานพวกโจรรักษาหมู่บ้านของเราไว้ได้"

พลยิ้มให้หล่อน

"ผมยินดีให้สัญญากับคุณว่า ถ้าโจรฮ่อยึดหมู่บ้านของเราได้ก็หมายความว่ามันจะต้องข้ามศพพวกเราเข้ามา"

บรรดาชาวบ้านแม้วหญิงชายซึ่งมาชมการประลองฝีมือต่างแยกย้ายกันกลับไปยังบ้านเรือนของตน บ้างก็ทำงานในไร่ พวกแม้วส่วนมากต่างพออกพอใจขุนศึกคนใหม่แล้วก็โจษขานกันเรื่องภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นจากพวกโจรของเหลียงฟูในวันพรุ่งนี้ ถึงแม้ชาวแม้วพร้อมที่จะต่อสู้จนวินาทีสุดท้าย แต่พวกโจรฮ่อก็มีจำนวนมากและมีอาวุธเหนือกว่ามาก

บ่ายวันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็อำลานายเต๋าแม้วจอมกะล่อนไปอยู่บ้านพักของขุนศึก กอบแก้วส่งชายฉกรรจ์ ๖ คน มาช่วยขนข้าวของสัมภาระ นายเต๋าเต็มไปด้วยความเศร้าเสียดายในผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่มีโอกาสที่จะขูดเลือดขูดเนื้อใครได้ง่ายๆ เช่นนี้อีกแล้ว นายเต๋าออกมาส่งคณะพรรคสี่สหายที่หน้าประตูบ้านของเขา

ดร.ดิเรกยกมือตบบ่าเจ้าแม้วจอมกะล่อนค่อนข้างแรงแล้วกล่าวว่า

"ลาก่อนพี่ชาย เสียใจนะที่แกหมดหวังที่จะได้เงินจากพวกเราอีก"

นายเต๋ายกมือไหว้นายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม

"ถ้าคุณหมอและเจ้านายมีธุระอะไรที่จะใช้สอยผมละก้อให้คนมาตามเถอะนะครับดึกดื่นเที่ยงคืนเรียกได้เสมอ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันเดินตามคนของกอบแก้วมุ่งตรงไปยังบ้านพักของขุนศึก ซึ่งขณะนี้เลาอูได้อพยพไปแล้วแต่ก็คงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้เองและมีแผนการณ์ที่จะแย่งชิงตำแหน่งขุนศึกกลับคืนมาเป็นของเขาตามที่สมุนของเขาปลุกปั่นยุยง

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างแต่งกายในชุดเดินป่าคล้ายเครื่องแบบทหาร สวมกางเกงขายาว ท๊อบบู๊ทสั้น เชิ๊ตตรวจการแขนสั้นคาดเข็มขัดปืนพกสะพายปืนกลมือแบบทอมสันคนละกระบอก ส่วนปืนเล็กยาวให้คนของกอบแก้วลำเลียงเอาไปพร้อมด้วยเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสนทนากันมาตามทางจนกระทั่งใกล้จะถึงบ้านพักของหัวหน้าและขุนศึกซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน พอเดินผ่านละเมาะเล็กๆ แห่งหนึ่งเสียงปืนเล็กยาวก็ดังขึ้นหนึ่งนัด

"ปัง"

อาเสี่ยกิมหงวนซึ่งเดินเคียงคู่กับพลหยุดชะงักสะดุ้งเฮือกแล้วร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง

"โอ๊ย"

พลรู้ดีว่าคนร้ายยิงมาจากพุ่มไม้ทางขวามือและคงจะมีเจตนายิงเขามากกว่าเสี่ยหงวน พลปลดปืนกลมือลงมาจากบ่าส่งให้เจ้าแห้วแล้วกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกวิ่งเข้าไปในละเมาะนั้นอย่างบ้าบิ่นปล่อยให้เพื่อนๆ ของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วช่วยเหลือกิมหงวน แต่นิกรเป็นห่วงพลจึงวิ่งติดตามพลมาด้วย นายจอมทะเล้นถือปืนกลมือเตรียมพร้อมที่จะสังหารศัตรู

พลแลเห็นเจ้าแม้วคนหนึ่งวิ่งหนีเขาออกไปทางหลังหมู่บ้าน เจ้าหมอนั่นมีปืนแก๊ปอยู่ในมือแต่ไม่มีโอกาสที่จะยิงได้อีก เพราะการยิงปืนแก๊ปจะต้องเสียเวลาบรรจุกระสุนและดินปืนไม่น้อยกว่าหนึ่งนาที นายพัชราภรณ์ไล่กวดติดๆ ไป ถึงแม้เจ้าแม้วหนุ่มจะชำนาญในภูมิประเทศมากกว่าพล แต่ปืนแก๊ปของมันก็ทำให้มันวิ่งช้ากว่าพลมาก ดังนั้นเพียงครู่เดียวพลก็ไล่มาถึงตัว พลเก็บปืนพกไว้ในซองปืนแล้วเร่งฝีเท้าเต็มที่กระโดดเข้าตวัดรัดคอแม้วหนุ่มไว้ได้ ทั้งสองจึงปลุกปล้ำกันต่อสู้กันอย่างดุเดือด ปืนแก๊ปในมือแม้วหนุ่มถูกทิ้งไปแล้ว

หมัดขวาของพลถูกปลายคางเจ้าแม้วหนุ่มทำให้เจ้าหมอนั่นผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า แต่แล้วมันก็รีบลุกขึ้นปราดเข้าปะทะพลด้วยหมัดลุ่นๆ อย่างไรก็ตามเจ้าแม้วหนุ่มมีชั้นเชิงแบบมวยวัดใช้แต่เพียงหมัดเหวี่ยงแหหมัดเดียว จึงถูกหมัดของพลซึ่งเป็นหมัดฮุคขวาลงไปนอนโก้งโค้งตูดโด่ง นิกรวิ่งเข้ามาพอดี เขายกปืนกลมือขึ้นจะยิงแม้วหนุ่ม พลร้องห้ามเสียงเอ็ดตะโร

"อย่ายิงอ้ายกร"

นิกรลดปืนทอมสันลงแล้วมองดูพลอย่างเคืองๆ

"เอามันไว้ทำไมวะ มันลอบยิงพวกเราก็ควรจะส่งมันไปนรกเสีย"

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"อ้ายหมอนี่ไม่ใช่ตัวการ เราควรจะฆ่าตัวการมากกว่า แกลองสัมภาษณ์มันดูซิว่า เพราะอะไรมันถึงมาลอบยิงเรากันมั่นใจว่ามันเจตนายิงกันมากกว่าแต่บังเอิญไปถูกอ้ายหงวนเข้า อ้ายหงวนเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้"

เจ้าแม้วหนุ่มพยายามพยุงกายลุกขึ้นยืน นิกรปรี่เข้าไปหายกทอมสันขึ้นจ้องแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"แกเป็นใคร"

มือปืนหน้าซีดเผือด เขาพูดภาษาแม้วกับนิกรด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

"ตงอย่าจูงหมาโห่"

นิกรแยกเขี้ยว ยกปืนขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง

"พูดไทยโว้ย ถ้าแกไม่พูดภาษาไทยกันจะยิงแกทิ้งเสียเดี๋ยวนี้"

ความรักตัวกลัวตายทำให้เจ้าแม้วหนุ่มซึ่งพูดภาษาไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียวสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว

"โอ กรุณาไว้ชีวิตผมเถอะครับ ผมชื่อผาครับนาย"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นบอกฉันซิว่าพวกฉันไปทำอะไรให้แกเดือดร้อน แกถึงลอบยิงพวกฉันแบบหมาลอบกัดเช่นนี้ ถ้าไม่รับสารภาพโดยดีมึงตายแน่ ปืนกลน่ะถูกเข้าพรุนไปหมดทั้งตัวนะโว้ย"

นายผาตัวสั่นงันงก เขายืนก้มหน้านิ่งเฉย นิกรปราดเข้ามายกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นมือปืนดังพั่บ

"พูดซี หรืออยากตาย"

เจ้าผาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูนิกรอย่างเกรงกลัว

"เลาอูใช้ให้ผมมาดักยิงขุนศึกครับ"

พลยิ้มออกมาได้แล้วพูดเสริมขึ้น

"อ้อ เลาอูใช้ให้แกมาฆ่าฉัน"

"ครับ เลาอูต้องการเป็นขุนศึกตามเดิมครับ"

พลเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้านายผาในระยะใกล้ชิด แล้วยกมือขวาตบบ่าเจ้าหนุ่มแม้ว

"สำหรับแกกันอภัยให้แกแล้วนายผา แต่ถ้าแกหรือพวกแกคนหนึ่งคนใดคิดมุ่งร้ายต่อพวกเราอีกเราจะยิงทิ้งเสีย บอกกันซิขณะนี้เลาอูอยู่ที่ไหน"

"พักอยู่ที่บ้านผมครับ เลาอูยังไม่มีบ้านเพราะบ้านตำแหน่งขุนศึกเขาคืนให้หัวหน้าไปแล้ว"

พลล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่ง นับเงิน ๕๐๐ บาท ส่งให้นายผา"

"เอาเงินนี่ไว้ใช้นายผาแกจะได้เห็นว่าฉันมีน้ำใจอารีต่อแกทั้งๆ ที่แกคิดฆ่าฉันโดยที่ฉันไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับแกมาก่อนเลย"

เจ้าแม้วหนุ่มลืมตาโพลง เขายกมือไหว้พลอย่างนอบน้อมแล้วรับเงิน ๕๐๐ บาท มาจากนายพัชราภรณ์

"ขอบคุณครับ ผมจะไม่ลืมความเมตตากรุณาของนายเลย เลาอูจ้างผมยิงคุณเพียง ๑๐ บาท เท่านั้นเอง"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไงถูกนักล่ะโว้ยน้องชาย"

"บนดอยนี้เขาจ้างกันตามราคานี้แหละครับ ถ้าฟันหน้าให้เสียโฉมหรือชกหน้าด้วยสนับมือก็ในราว ๖ สลึง เอาให้ตายยิงด้วยปืนด้วยหน้าไม้หรือแทงตาย อย่างแพงก็ ๑๐ บาท" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้พล "ผมขอสาบานว่าต่อนี้ไป ผมจะไม่คิดร้ายต่อคุณและพวกคุณอีกแล้ว คุณคือขุนศึกคนใหม่ของเรา การทำร้ายขุนศึกย่อมมีโทษถึงตายเชียวครับ ถ้าคุณฟ้องหัวหน้าผมคงตายแน่"

พลยิ้มให้เจ้าหนุ่มแม้ว

"เอาเถอะ สำหรับแกกันอภัยให้แล้ว แต่เราต้องการตัวเลาอู เพื่อนรักของกันคนหนึ่งถูกปืนของแก ถ้าเพื่อนของกันตาย เลาอูก็ต้องตายด้วยในฐานะที่จ้างวานหรือใช้แกลอบยิงพวกเรา แต่ถ้าเพื่อนของเราไม่ตายเราก็จะขับไล่เลาอูออกไปจากถิ่นนี้ในฐานะที่คิดร้ายต่อขุนศึก พาเราไปที่บ้านแกเถอะนายผา"

เจ้าแม้วหนุ่มยืนอิดเอื้อน นิกรกล่าวขึ้นทันที

"อย่าร่ำไรโว้ย ได้เงินตั้งครึ่งพันแล้วพาเจ้าพลไปบ้านแกเถอะ หรือม่ายก็เอาเงิน ๕๐๐ บาทมาให้กันแล้วบอกกันว่าบ้านแกอยู่ตรงไหนกันจะพาไปเอง"

เจ้าผาฝืนหัวเราะ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมพาไปดีกว่าครับ แต่ว่า ถ้ามีการต่อสู้กันขึ้นและมีการล้มตายกันขึ้นผมไม่รับรองนะครับ ที่บ้านผมเลาอูอยู่กับพรรคพวกของเขาหลายคน"

นิกรหัวเราะลั่น

"ก็ให้มันรู้ไป พวกแกจะได้รู้ว่าปืนกลมือน่ะลูกกระสุนมันออกจากลำกล้องเหมือนกับขี้ลงท้อง พรวดเดียวเท่านั้นยี่สิบสามสิบคนนอนตายแหงแก๋"

เจ้าผาเดินไปหยิบปืนแก๊ปของเขาแล้วพาสองสหายผ่านละเมาะเล็กๆ อ้อมเข้าทางด้านหลังหมู่บ้าน เมื่อเข้ามาถึงหมู่บ้านพลกับนิกรก็เริ่มระวังตัว นิกรถือปืนกลมือในท่าเตรียมยิง นิ้วชี้มือขวาของเขาพร้อมที่จะเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนทอมสันออกจากลำกล้องได้ทุกขณะ

เจ้าหนุ่มแม้วพาสองสหายมาหยุดยืนข้างเล้าหมูด้านหลังกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านพักของเจ้าผานั่นเอง เขากระซิบกระซาบบอกพลเบาๆ ว่า

"บ้านนี้แหละครับนายบ้านผม เลาอูกับพรรคพวกอยู่ในกระท่อมครับนาย จะจัดการกับเลาอูอย่างไรก็เชิญเถอะครับ ผมต้องหนีเอาตัวรอดก่อน ถ้าเลาอูรู้ว่าผมพานายมาเลาอูจะต้องฆ่าผมแน่ๆ "

พลพยักหน้ารับทราบ

"ขอบใจมากนายผา แกจะไปไหนก็ไปเถอะต่อไปนี้เป็นเรื่องของกัน กันจะพยายามจับเป็นเลาอูให้ได้"

เจ้าแม้วหนุ่มถือปืนแก๊ปวิ่งเหยาะๆ หายเข้าไปในป่าละเมาะหลังบ้าน พลยกมือขวากอดเอวนิกรแล้วปรึกษาหารือกับเพื่อนเกลอของเขา

"กันจะบุกเข้าไปทางหลังกระท่อม แกเข้าทางหน้ากระท่อม ถ้าไม่จำเป็นแล้วอย่ายิงมันเป็นอันขาด อย่างไรเลาอูก็เป็นแม้วคนหนึ่ง เราฆ่าเลาอูก็จะกระทบกระเทือนจิตใจพวกแม้วเพราะเราเป็นคนต่างถิ่น จับเลาอูไปให้กอบแก้วตัดสินดีกว่า"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"แต่ถ้ามันจะฆ่าเรา เราก็จะต้องสังหารมันเสีย ไป อ้ายพล กันจะอ้อมไปทางหน้ากระท่อม ถ้ากันยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัดแกต้องบุกเข้าไปในกระท่อมพร้อมๆ กับกันเข้าใจไหมล่ะ"

พลมองดูนายจอมทะเล้นอย่างชื่นชม

"แกคึกคักเข้มแข็งดีนี่หว่า คนอย่างแกเข้าใจยากเหลือเกิน บางทีแกก็ขี้ขลาดตาขาวจนเกินไป บางทีแกก็กล้าหาญชาญชัยอย่างไม่น่าเชื่อ"

นิกรยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งแล้วทำปากแบะยื่น แต่พลรีบกล่าวห้าม

"ทำหน้าเฉยๆ เถอะ ไม่ต้องแอ็ค"

นิกรหัวเราะแล้วเดินอ้อมไปทางหน้ากระท่อม ส่วนพลย่องไปทางประตูด้านหลัง ตามเวลาที่กล่าวนี้เลาอูกับสมุนร่วมใจของเขาประมาณ ๖ คน กำลังนั่งประชุมปรึกษาหารือกัน เลาอูได้รับรายงานจากสมุนคนหนึ่งที่เพิ่งกลับมาถึงกระท่อมเมื่อสักครู่นี้แจ้งว่าเจ้าผายิงพลพลาดไป กระสุนปืนของเจ้าผาถูกเจ้าหนุ่มร่างสูงชะลูดล้มคว่ำและอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนเจ้าผาหลบหนีเข้าป่าละเมาะพลกับเพื่อนคนหนึ่งไล่ติดตามไป

เสียงกระสุนปืนทอมสันดังขึ้นทำลายความเงียบขึ้น พลกับนิกรบุกเข้ามาในกระท่อมหรือบ้านพักของเจ้าผาทันที นิกรทำลายขวัญเลาอูกับพรรคพวกด้วยการยกปืนกลมือยิงขึ้นไปบนหลังคากระท่อมหนึ่งชุดทำให้เลาอูกับพรรคพวกอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน แล้วนิกรก็ร้องตวาดเสียงลั่น

"อ้ายอูนั่งเฉยๆ อย่ากระดุกกระดิก และห้ามหายใจ"

เลาอูยิ้มแห้งๆ

"ห้ามหายใจผมก็ตายน่ะซีคุณ"

"ตายก็ช่างมึง" นิกรตวาด "เลวมาก มึงไม่ใช่ลูกผู้ชายใช้วิธีลอบกัดจ้างคนยิงเพื่อนกู"

พลเดินอ้อมมาทางหน้าแคร่ไม้ไผ่ แล้วควงปืนพกทั้งสองกระบอกอย่างคล่องแคล่ว เขาจ้องปืนพกไปที่ร่างของอดีตขุนศึกร่างใหญ่แล้วกล่าวว่า

"บอกให้สมุนของแกออกไปจากกระท่อมเดี๋ยวนี้ และถ้าใครพยายามช่วยเหลือแกจะถูกยิงตาย เร็ว-ไล่เขาออกไปให้หมด"

เลาอูหมดเขี้ยวเล็บแล้ว เขากล่าวกับสมุนของเขาเป็นภาษาแม้วซึ่งพลกับนิกรฟังไม่รู้เรื่อง ชายฉกรรจ์เหล่านั้นต่างลุกขึ้นจากแคร่ไม้ไผ่พากันเดินออกไปทางหน้ากระท่อมด้วยความเกรงกลัวสองสหาย เสียงปืนกลมือชุดนั้นสั่นสะเทือนขวัญเลาอูกับพรรคพวกอย่างยิ่ง ชาวแม้วทั้งหมู่บ้านก็กำลังแตกตื่นเสียงปืนไปตามกัน

นิกรพยักหน้ากับอดีตขุนศึก

"ลุกขึ้นอ้ายอู"

เลาอูตัวสั่นงันงกก้าวลงมาจากแคร่ไม้ไผ่และถามนิกรด้วยเสียงสั่นเครือ

"คุณจะเอายังไงกับผมครับ"

"ยิงทิ้ง" นายจอมทะเล้นพูดเสียงกร้าว "หันหลังมาทางนี้และนั่งโก้งโค้ง ฉันได้ข่าวว่าแกเหนียวฉันจะยิงสวนทวารแก"

อดีตขุนศึกเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ถ้าจะฆ่าผมก็อย่าฆ่าอย่างทารุณเช่นนี้เลยครับ ยิงหน้าอกผมก็แล้วกัน ผมไม่มีของดีป้องกันตัวหรอกครับ ยิงก้นหวาดเสียวเหลือเกิน"

พลว่า "เราจะไม่ตัดสินลงโทษแกตามความพอใจของเราหรอก เพื่อนของกันสัพยอกแกเล่นน่ะ ไปหากอบแก้วเดี๋ยวนี้ แกมีความผิดในฐานจ้างหรือวานคนลอบฆ่าขุนศึก แต่บังเอิญกระสุนนัดนั้นไม่ถูกกันไปถูกเพื่อนของกันเข้า จำไว้ว่าถ้าเพื่อนของกันต้องเสียชีวิตแกจะต้องถูกกันยิงทิ้งอย่างไม่มีปัญหา"

ด้วยอำนาจปืนพกและทอมสันเลาอูต้องยอมตกเป็นเชลยของสองสหายแต่โดยดี เขาเดินนำหน้าพล, นิกรออกไปจากกระท่อมของนายผา บรรดาพวกแม้วทั้งหลายต่างยืนจับกลุ่มอยู่ที่หน้าบ้านเรือนของตน พอแลเห็นอดีตขุนศึกถูกขุนศึกคนใหม่ควบคุมตัวพวกแม้วก็วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด ทุกคนต่างรู้เรื่องแล้วว่ามีคนร้ายลอบยิงคณะพรรคสี่สหายและกระสุนปืนถูกเสี่ยหงวนบาดเจ็บสาหัสถึงกับพวกแม้วต้องช่วยกันหามไปที่บ้านพักขุนศึกและขณะนี้กำลังรักษาพยาบาลกันอยู่

พวกแม้วที่เกลียดชังอดีตขุนศึกต่างร้องตะโกนโหวกๆ

"ฆ่ามันขุนศึก ยิงอ้ายเลาอูเสีย ยิงมันต่อหน้าพวกเรานี่แหละ ยิงมันเลยขุนศึก"

เลาอูหันไปมองดูพวกชาวบ้านอย่างอาฆาตพยาบาท แล้วตะโกนด่าไปคำหนึ่ง นิกรยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเลาอูดังพั่บ

"เดินเฉยๆ ไม่ต้องพูด"

พวกแม้วต่างตบมือโห่ร้องลั่นไปหมด บางคนถึงกับวิ่งเข้ามารำป้อเบื้องหน้าเลาอูเป็นการเยาะเย้ยอย่างสาแก่ใจ เพราะเมื่อเลาอูเป็นขุนศึกเขาเคยข่มเหงรังแกใครต่อใครมามากต่อมาก

ในที่สุดเลาอูกับสองสหายก็พากันมาถึงบ้านพักตำแหน่งขุนศึก ซึ่งเป็นเรือนเตี้ยๆ มีความกว้างขวางพอสมควรและสวยงามกว่าบ้านแม้วด้วยกัน ฝาเรือนเป็นไม้กระดานหลังคามุงแฝกปลูกอยู่ใกล้ๆ กับบ้านพักของนางไพรนั่นเอง

ก่อนจะเข้ามาในบ้าน พลกับนิกรต่างใจหายวาบเมื่อได้ยินเสียงเจ้าแห้วร้องไห้คร่ำครวญแล้วรำพันถึงอาเสี่ย

"โธ่-รับประทานเห็นหน้ากันอยู่หลัดๆ แท้ๆ ไม่น่าตายเลย ฮือ ฮือ รับประทานถูกปืนห่างหัวใจเกือบคืบตายได้"

ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เดินร้องไห้ออกมาจากเรือนหลังนั้น ท่านหยุดยืนที่ประตูหน้าเรือน พอแลเห็นพลกับนิกนท่านก็ทำปากแบะยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"คุณพ่อ" นิกรร้องขึ้นเกือบเป็นเสียงตะโกน "อ้ายเสี่ยตายเสียแล้วหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"สิ้นใจเดี๋ยวนี้เอง มันเรียกหาแกสองคนจนสิ้นใจตาย" ท่านพูดพลางร้องไห้พลาง "น่าสงสารอ้ายหงวนเหลือเกิน ที่ตายของมันอยู่ที่นี่"

นิกรหันขวับมาทางอดีตขุนศึก เขาถอยหลังออกห่างเลาอูสองสามก้าว แล้วยกปืนกลมือขึ้นประทับ

"อ้ายอู เพื่อนกูตายแล้ว กูต้องยิงมึงทิ้ง"

พลปราดเข้าปัดปากกระบอกปืนทอมสัน

"อย่า อ้ายกร ให้กอบแก้วตัดสินลงโทษมันดีกว่า ไหนๆ เราก็จับตัวมันมาได้แล้ว"

สองสหายต่างพาเลาอูเข้าไปในบ้านพักตำแหน่งขุนศึก ภายในห้องอันกว้างขวางมีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งยืนอยู่ห่างประตูด้านหลังห้อง อาเสี่ยกิมหงวนนอนหงายเหยียดยาวหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงนอนซึ่งเป็นเตียงเก่าๆ ฝีมือหยาบๆ ดร.ดิเรกกำลังตรวจดูชีพจร ส่วนเจ้าแห้วนอนกลิ้งตัวอยู่บนพื้นตีอกชกหัวตัวเองแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นรำพันถึงเสี่ยหงวน กอบแก้วยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างเตียงนั้นด้วยใบหน้าอันเศร้าหมอง

เมื่อกอบแก้วแลเห็นเลาอูถูกพลกับนิกรควบคุมตัวเข้ามา หล่อนก็ร้องสั่งให้คนของหล่อนจับเลาอูไว้ทันที แล้วหล่อนก็ปราดเข้ามายกมือชี้หน้า

"แกไม่ใช่นักรบ แกไม่ใช่ลูกผู้ชาย แกใช้ให้คนลอบทำร้ายขุนศึกคนใหม่ของเรา และบังเอิญอาเสี่ยกิมหงวนต้องรับเคราะห์แทนซึ่งเขาเพิ่งสิ้นใจตายไปเดี๋ยวนี้เอง" พูดจบนางพญาแม้วก็กล่าวกับคนของหล่อน "เอาเชือกมัดมือมันไว้กับเสาต้นนั้นและคอยระวังอย่าให้มันหนีไปได้"

พลกับนิกรปราดเข้ามายืนข้างเตียงนอนและมองดูกิมหงวนซึ่งนอนสงบเงียบหลับตาพริ้ม เมื่อดร.ดิเรกเงยหน้าขึ้นมองดู พลก็กล่าวถามด้วยเสียงสั่นเครือ

"แกหมดความสามารถที่จะช่วยอ้ายหงวนหรือหมอ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"เข้าใจว่ากระสุนถูกอวัยวะสำคัญข้างใน กันได้พยายามช่วยเหลือจนสุดความสามารถแล้ว"

นิกรร้องไห้สะอึกสะอื้น

"โธ่ เพื่อนเอ๋ย รบกับพวกฮ่อเสียก่อนค่อยตายก็ไม่ได้ ฮือ ฮือ ในที่สุดแกก็ตายจากเราไปเสียแล้ว" พูดจบนิกรก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม "แกช่วยตรวจดูให้ละเอียดหน่อยซีหมอ บางทีมันอาจจะสลบไปเท่านั้น หัวใจหยุดทำงานไปชั่วขณะก็ได้ อ้ายเสี่ยมันคนลูกไม้มากเหมือนกันมันอาจจะแกล้งทำตายเล่นสนุกๆ "

ดร.ดิเรกยิ้มเศร้าๆ

"ตายแน่ หัวใจและชีพจรหยุดทำงานแล้ว แต่คุณกอบแก้วว่าหมอผีอาจจะช่วยให้อ้ายหงวนฟื้นขึ้นมาได้ด้วยอำนาจเวทย์มนตร์คาถา ขณะนี้เธอใช้ให้คนไปตามหมอผีมาแล้ว"

พลถอนหายใจหนักๆ แล้วเดินเข้าไปหานางพญาแม้ว

"คุณมั่นใจหรือครับว่าหมอผีจะช่วยชุบชีวิตเพื่อนผมให้ฟื้นขึ้นมาได้"

"ดิฉันว่ามีหวังราว ๕๐ เปอร์เซนต์ค่ะ คนที่ตายด้วยอุบัติเหตุหรือถูกฆ่าตาย ถ้าไม่ถึงกับคอขาดตัวขาดหรือถูกฟันจนเนื้อตัวเละเทะแล้วถ้าเขาเพิ่งสิ้นใจใหม่ๆ หมอผีมักจะช่วยชีวิตไว้ได้เสมอ บางทีคุณอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องขบขัน ไร้สาระ แต่ในป่าดงหรือตามดอยเช่นนี้ไสยศาสตร์ย่อมมีความหมายมากทีเดียว"

พลยิ้มให้หล่อน

"ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลหรอกคุณ พวกเราได้พบเห็นอิทธิฤทธิ์ของหมอผีมาแล้ว ขณะที่เราบุกป่าฝ่าดงมานี่นิกรถูกงูจงอางกัด เราช่วยอะไรเขาไม่ได้เพราะลืมเอาเซรุ่มฉีดแก้พิษงูมา แต่หมอผีพวกยางตำบลหนึ่งได้ช่วยชีวิตนิกรไว้โดยใช้คาถาเรียกงูจงอางตัวหนึ่งมาดูดพิษที่แผลนิกร" แล้วพลก็มองดูเลาอูซึ่งถูกคนของกอบแก้วจับมัดไว้กับเสาต้นหนึ่ง "หลังจากผมถูกลอบยิง ผมกับนิกรได้วิ่งไล่กวดคนร้ายไปและจับอ้ายหมอนั่นได้โดยมีการต่อสู้กันนิดหน่อย นายผาบอกว่าเลาอูจ้างเขาให้มาดักยิงผม ผมกับนิกรก็บังคับนายผาให้พาไปที่บ้านแล้วเราก็จับเลาอูได้โดยละม่อม"

นางพญาแม้วมองดูอดีตขุนศึกอย่างชิงชัง

"แกจะต้องตายตามสุภาพบุรุษผู้นั้น แกย่อมรู้กฎข้อบังคับและประเพณีของเราดีแล้ว ผู้ใดทำร้ายหรือใช้ให้ผู้อื่นทำร้ายขุนศึกจะต้องมีโทษถึงตาย"

เจ้าแห้วพรวดพราดลุกขึ้นยืนใบหน้าของเขาเนืองนองด้วยน้ำตา เขาเดินเข้าไปหากอบแก้วแล้วกล่าวว่า

"รับประทานให้ผมเอาตัวไปยิงเป้าเสียเถอะครับ ผมต้องการแก้แค้นแทนเจ้านายของผม"

นางพญาแม้วหันมามองดูเจ้าแห้ว

"อดใจไว้สักครู่เถอะนายแห้ว เลาอูต้องตายแน่ๆ เราจะต้องฆ่าเขาด้วยวิธีแขวนคอกลางหมู่บ้านและป่าวร้องให้พวกชาวบ้านมาดู"

ทันใดนั้นเองชายชรารูปร่างอ้วนเตี้ยคล้ายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนหนึ่งก็พาตัวเดินเข้ามาในบ้านอย่างร้อนรน ชายผู้นี้สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวสกปรกไว้ผมยาวประบ่าหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว มีย่ามใบหนึ่งสะพายอยู่ที่บ่าขวาลักษณะท่าทางเคร่งขรึมเอางานเอาการ

กอบแก้วกล่าวทักชายชราด้วยความดีใจและแล้วหล่อนก็แนะนำคณะพรรคสี่สหายให้รู้จัก

"นี่แหละค่ะหมอผีประจำตำบลหรือหมู่บ้านของเราเป็นผู้ที่มีวิทยาอาคมขลังและดิฉันเคารพนับถือแกเหมือนกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง แกชื่อเต๋อค่ะ พูดและอ่านเขียนภาษาไทยได้ดีเพราะเคยไปอยู่เชียงใหม่มาหลายปีเมื่อครั้งหนุ่มๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือให้หมอผีสัมผัส

"สวัสดีนายเต๋อ ยินดีมากที่ได้รู้จัก สามสี่คนนี่ลูกหลานฉันทั้งนั้น ฉันหวังว่านายเต๋อคงจะใช้ความสามารถช่วยหลานชายของฉันให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา"

หมอผีมองดูกิมหงวนซึ่งนอนนิ่งเฉยอยู่บนเตียงนอน เขาล้วงมือลงไปในย่ามแล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือตุ๊กตาตัวหนึ่งซึ่งส่วนศีรษะของมันปั้นด้วยดินและส่วนประกอบอื่นๆ ทำด้วยเศษผ้าขี้ริ้ว หน้าตาของตุ๊กตาตัวนี้เขียนด้วยสีน่าเกลียดน่ากลัวมากคล้ายๆ กับตุ๊กตาผี

หมอผีทำปากขมุบขมิบบริกรรมเวทมนตร์คาถาสักครู่ก็นำตุ๊กตาไปวางที่หน้าอกกิมหงวนในท่านอนหงายเสร็จแล้วก็ร่ายเวทย์มนตร์ต่อไป ภายในห้องเงียบกริบ ทุกคนต่างจ้องตาเขม็งมองดูชายชราด้วยความตื่นเต้นสนใจ

ครั้นแล้วนายเต๋อหมอผีก็ลืมตาโพลงชี้มือไปที่ตุ๊กตาของเขาแล้วกล่าวกับพล, นิกร, ดร.ดิเรก

"ดูซีครับ"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว ทุกคนได้พบเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของเวทย์มนตร์คาถาอีกครั้งหนึ่ง ตุ๊กตาผีตัวนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแขนขาของมันราวกับว่ามันมีชีวิตจิตใจ และแล้วมันก็ลุกขึ้นนั่งเหยียดเท้าอยู่บนหน้าอกเสี่ยหงวน หมอผีมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเขาก้มลงหยิบตุ๊กตาของเขาใส่ลงไปในย่ามตามเดิม หันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างมั่นใจว่า

"ผมสามารถที่จะช่วยเขาให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ แต่ถ้าตุ๊กตาของผมนอนนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิกก็หมายความว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะฟื้นขึ้นมาได้เลย"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนตะลึงไปตามกัน นางพญาแม้วกล่าวกับหมอผีทันทีและพูดด้วยภาษาไทย

"ลุงจ๋า ถ้าเช่นนั้นลุงรีบช่วยเหลือเขาเถอะลุง"

ลุงเต๋อพยักหน้าแล้วหันมาถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คนตายชื่ออะไรครับ"

"ชื่อกิมหงวน"

"เอาละครับ ผมจะช่วยเขาเดี๋ยวนี้ รับรองว่าอีกสักครู่เขาก็จะฟื้น ส่วนบาดแผลที่ถูกกระสุนปืนเท่าที่มองเห็นก็ไม่ฉกรรจ์อะไรนัก รักษาสามสี่วันก็คงหาย"

หมอผีพาตัวเดินออกไปนอกเรือนหลังนั้น พลกล่าวถามกอบแก้วทันที

"ตาลุงหมอผีไปไหนล่ะครับ"

"เปล่าค่ะ แกออกไปข้างนอกเพื่อปีนขึ้นไปทำพิธีบนหลังคาบ้าน"

เจ้าแห้วกับนิกรเลี่ยงเข้ามายืนข้างๆ กัน เจ้าแห้วกระซิบกระซาบกับนายจอมทะเล้นเบาๆ

"รับประทานชักเสียวๆ เสียแล้ว ถ้าอาเสี่ยฟื้นขึ้นมาในสภาพผีดิบรับประทานเราจะทำอย่างไรล่ะครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"อย่าพูดโว้ย ใจไม่ดี เฮ้ย-เสียงหลังคากรอบแกรบแล้ว"

ทุกคนต่างแหงนหน้าขึ้นมองไปบนหลังคา ส่วนหนึ่งของหลังคาถูกแหวกออกเป็นช่องตรงกับเตียงนอนพอดี ลุงเต๋อหมอผีนอนคว่ำหน้าอยู่บนหลังคานั้น แกทอดสายตาอันคมวาวมองดูหน้าเสี่ยหงวน ปากของแกหมุบหมิบตลอดเวลา สักครู่หนึ่งแกก็ร้องเรียกอาเสี่ยด้วยเสียงหนักๆ

"กิมหงวน กิมหงวน กิมหงวน"

หมอผีเรียกเสี่ยหงวนเรื่อยๆ ไป กอบแก้วกับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างมองดูอาเสี่ยซึ่งนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนนั้น ทุกคนสะดุ้งสุดตัวและถอยหลังกรูดเมื่อแลเห็นเสี่ยหงวนลืมตาโพลง

นิกรกระซิบกับเจ้าแห้วด้วยเสียงสั่นเครือ

"ไปยืนที่ประตูเถอะวะ ถ้าอ้ายหงวนมันกลายเป็นผีดิบเราจะได้เผ่นออกไปก่อน"

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้น"

นิกรกับเจ้าแห้วเลี่ยงไปยืนที่ประตูหน้าเรือน หมอผีคงร้องเรียกชื่อกิมหงวนเรื่อยๆ อาเสี่ยลืมตานิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็กระพริบตาได้ และแล้วแขนขาของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวกระดุกกระดิกได้ ดร.ดิเรกแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

"โอ-มันเป็นแปลก มันเป็นแปลกจริงๆ ฝรั่งงงไปหมดแล้ว" นายแพทย์หนุ่มพึมพำ

กิมหงวนมองดูหน้าหมอผีซึ่งโผล่ส่วนใบหน้าออกมาจากหลังคาแล้วเขาก็พูดดังๆ

"ลงมา ไม่มีอะไรจะเล่นหรือเสือกขึ้นไปทำไมเดี๋ยวตกลงมาคอหักตายห่า"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างวิ่งเข้ามาที่เตียงนอนแสดงความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง

"อ้ายเสี่ย" นิกรร้องลั่น "แกรอดตายแล้ว คนที่อยู่บนหลังคาคือหมอผีที่มาช่วยชุบชีวิตแกให้ฟื้นขึ้นมา"

อาเสี่ยหน้าตื่นแล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"เอ๊ะ กันเป็นอะไรไปหรือนี่"

ดร.ดิเรกยิ้มให้เสี่ยหงวน

"แกถูกคนร้ายซึ่งเป็นสมุนของเลาอูลอบยิงและแกสิ้นใจตายไปแล้ว แต่หมอผีได้มาช่วยชีวิตแกไว้ได้ นั่นยังไงล่ะ ลุงแก่ๆ ที่สะพายย่ามเดินเข้ามานั่นแหละคือหมอผี"

นายเต๋อหมอผีชั้นเยี่ยมเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"ไงครับท่าน ผมดีใจด้วยที่คุณรอดตาย"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ นึกทบทวนความทรงจำในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วเขาก็รู้ว่าเขาถูกลอบยิงขณะที่เขากับเพื่อนกำลังอพยพมาอยู่เรือนพักหลังนี้ กิมหงวนมองดูลุงเต๋อด้วยความเลื่อมใสศรัทธาแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ขอบคุณนะครับคุณลุงเท่าที่คุณลุงได้ช่วยชีวิตผมไว้ เมื่อกี้นี้ผมฝันไปว่าพวกผีมันช่วยกันฉุดผมไปลงนรก ผมได้เผชิญหน้ากับยมบาลที่นั่นหน้าตาคล้ายๆ คุณอาของผมแหละครับแต่หัวไม่ล้านและบนหัวมีเขาสองข้าง ยมบาลบอกว่าผมยังไม่ถึงที่ตายเอาตัวมาทำไมสั่งให้ผีเอาผมมาส่งแล้วผมก็ตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงใครร้องเรียกผม"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้อง กอบแก้วตื่นเต้นดีใจไม่น้อยที่กิมหงวนรอดตายอย่างน่าประหลาดด้วยอิทธิฤทธิ์ของหมอผี นายเต๋อทรุดตัวนั่งลงบนเตียงนอนขอดูบาดแผลซึ่งเกิดจากรอยกระสุนปืน แล้วก็ล้วงมือลงไปในย่ามหยิบตลับเล็กๆ ตลับหนึ่งออกมาเปิดออก

"ผมจะใส่ยาให้คุณนะครับ รับรองว่าพรุ่งนี้บาดแผลจะหายสนิท"

อาเสี่ยทำหน้าตื่นๆ

"ยาอะไรครับคุณลุง"

"ก็สมุนไพรเรานี่เองแหละครับ เป็นยาสมานแผลให้หายอย่างรวดเร็ว"

หมอผีจัดแจงใส่ยาให้เสี่ยหงวน นายแพทย์หนุ่มนั่งทำตาปริบๆ มองดูอย่างเลื่อมใส เขาตื่นเต้นที่สุดเท่าที่ชายชราผู้นี้ทำให้กิมหงวนซึ่งตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาได้ ด้วยอำนาจเวทย์มนตร์คาถา

กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมาส่งให้หมอผีแล้วกล่าวว่า

"คุณลุงครับ ผมขอตอบแทนบุญคุณของคุณลุงด้วยเงินจำนวนนี้ อย่างน้อยคุณลุงจะได้เอาไว้ซื้อเสื้อกางเกงใหม่ๆ ใส่สักหนึ่งชุด ชุดนี้มันเก่าและเหม็นสาบเต็มทนแล้ว แล้วคุณลุงควรจะอาบน้ำฟอกสบู่เสียบ้างซีครับ ขี้ไคลกลบบ้องหูแล้ว"

หมอผีหัวเราะชอบใจ

"เก็บเงินของคุณไว้เถอะหลานชาย เงินไม่มีค่าและไม่มีความหมายสำหรับผมหรอกคุณ เสื้อผ้าไม่จำเป็นสำหรับผม หมอผีย่อมตัดแล้วซึ่งรูป รส กลิ่น เสียงเรื่องน้ำผมอาบบ่อยๆ ไม่ได้เพราะอาจารย์ให้อาบน้ำปีละครั้งเท่านั้น" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน "เสร็จธุระของผมแล้วเห็นจะต้องลาคุณเสียที มีคนไข้ที่ผมจะต้องรีบไปรักษาอีกหลายราย ลาละครับทุกๆ คน"

ครั้นแล้วนายเต๋อหมอผีชั้นดีก็พาตัวเดินออกไปจากบ้านพักของขุนศึก กอบแก้วได้เข้ามาหาเสี่ยหงวนและกล่าวแสดงความยินดีกับเขา

"ดิฉันแสดงความยินดีด้วยค่ะที่อาเสี่ยรอดตาย"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ขอบคุณครับ พรุ่งนี้ผมคงแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับพวกโจรฮ่อได้ อ้า คุณจะจัดการลงโทษอ้ายเบื๊อกนั่นอย่างไรต่อไปบอกผมหน่อยซิ"

กอบแก้วหันไปมองดูเลาอูซึ่งถูกมัดอยู่ที่เสายืนก้มหน้านิ่งเฉย

"ดิฉันจะแขวนคอเขาที่กลางหมู่บ้านก่อนค่ำวันนี้แหละค่ะ และจะป่าวประกาศให้พวกแม้วมาดูการแขวนคอเลาอูด้วยเพื่อไม่ให้ใครเอาเยี่ยงอย่าง กฎของเรามีอยู่ว่า ผู้ที่ทำร้ายหรือจ้างวานคนอื่นทำร้ายหัวหน้าหรือขุนศึกย่อมมีโทษถึงประหารชีวิต ดิฉันไม่ปล่อยเลาอูไว้หรอกค่ะ"

เสี่ยหงวนว่า "ผมคิดว่าการฆ่าเขานั้นนอกจากจะทารุณเกินไป ลงโทษโดยวิธีอื่นเถอะครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ควักลูกตาออกทั้งสองข้าง ตัดมือตัดตีนแล้วปล่อยไปดีไหม"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่างนี้มันก็ป่าเถื่อนน่ะซีโว้ย ลงควักลูกตาตัดมือตัดตีนแล้วมันจะไปไหนได้ยังไง คนเราเอามือเอาตีนออกมันก็กลายเป็นตุ๊กตาล้มลุกไปเท่านั้น แล้วมันจะกินจะอยู่อย่างไรกัน ลำบากที่สุดก็คือเวลาส้วมเห็นใจมันบ้างเถอะ"

ดร.ดิเรกมองดูเลาอูแล้วหัวเราะหึๆ

"ลงโทษแต่เพียงให้เขาได้รับความอับอายขายหน้าก็พอแล้ว โกนหัวให้เกลี้ยง เฆี่ยนหลังด้วยหวายสักสองโหลแล้วขับออกไปจากหมู่บ้านของเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เข้าทีดีเหมือนกัน ลงโทษแต่เพียงให้เขาเข็ดหลาบเท่านั้น อย่าให้ถึงตายเลยบาปกรรมเปล่าๆ "

สี่สหายต่างปรึกษาหารือกันในที่สุดก็ลงมติเห็นพ้องต้องกันตามแนวความคิดของนายแพทย์หนุ่ม เมื่อพลเสนอความคิดนี้ต่อกอบแก้วนางพญาแม้วก็เห็นพ้องด้วย ดังนั้นหล่อนจึงเรียกชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งเข้ามาหาหล่อน

"เลายิ่น เจ้ากับพรรคพวกของเจ้าจงพาเลาอูไปลงโทษตามคำสั่งของข้า โกนหัวออกให้เกลี้ยงแล้วเฆี่ยนหลังด้วยหวายสองโหลเสร็จแล้วขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านของเรา ข้าจะออกประกาศให้ทราบทั่วกันว่าเลาอูเป็นบุคคลที่เราไม่พึงปรารถนา ถ้าล่วงล้ำเข้ามาในถิ่นของเราอีกก็ให้พวกเราช่วยกันฆ่าเสีย"

เจ้าแม้วหนุ่มก้มศีรษะรับคำสั่งหัวหน้าอย่างนอบน้อมเกรงกลัว ต่อจากนั้นองครักษ์ของนางพญาแม้วก็ช่วยกันแก้มัดอดีตขุนศึกออกแล้วพาตัวออกไปจากบ้านพักของขุนศึก เมื่อเลาอูแสดงกิริยาฮึดฮัดก็มีการทุบตีเตะถีบทุบถองบ้างตามสมควร

กิมหงวนชักสงสารยิ้มแห้งๆ

"ว้า น่าสงสารมันโว้ย ไล่มันไปแล้วมันจะไปอยู่ที่ไหน"

กอบแก้วยิ้มให้อาเสี่ยแล้วกล่าวว่า

"คงจะต้องลงไปจากดอยนี้ค่ะ การลงโทษโกนหัวนั้นร้ายกาจมากเลาอูจะไปอยู่กับแม้วพวกไหนก็ไม่ได้ เพราะเขาถือกันว่าแม้วที่ถูกหัวหน้าลงโทษโกนผมนั้นเป็นคนเลวร้าย จะไม่มีใครยอมคบหาสมาคมด้วยเลย เลาอูอาจจะไปอาศัยอยู่กับพวกยางตามเชิงดอยก็ได้ค่ะ ดิฉันรับรองว่าเขาจะหมดอำนาจ หมดอิทธิพลแล้ว"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีกทุกคนก็ได้ยินเสียงอดีตขุนศึกร้องเอะอะโวยวายลั่น

"โอ๊ย ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย อ้ายพวกนี้นอกคำสั่ง"

กิมหงวนลุกขึ้นจากเตียงนอนวิ่งเหยาะๆ ไปที่ประตูหน้าบ้าน ทันใดนั้นเองอาเสี่ยก็สะดุ้งเฮือกอ้าปากหวอเมื่อแลเห็นเลาอูถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าและเจ้าแม้วหนุ่มองครักษ์ของกอบแก้วคนหนึ่งกำลังเงื้อดาบใหญ่ขึ้นสุดแขนเพื่อจะตัดคอเลาอู เสี่ยหงวนร้องตะโกนห้ามเสียงหลง

"เฮ้ย หยุด"

เจ้าแม้วหนุ่มเงื้อดาบค้าง ร้องบอกอาเสี่ยเป็นภาษาไทยด้วยเสียงอันดัง

"ก็หัวหน้าสั่งให้ผมตัดหัวแล้วเฆี่ยนหลังสองโหลนี่ครับ"

กิมหงวนทำคอย่น

"อ้ายเปรต โกนหัวโว้ยไม่ใช่ตัดหัว"

องครักษ์กลุ่มนั้นปรึกษาหารือกันแล้วเจ้าหนุ่มที่ถือดาบก็โยนดาบทิ้ง

"เอาละครับทราบแล้ว โกนหัวแล้วเฆี่ยนหลังสองโหล"

กิมหงวนเดินอมยิ้มกลับมาหาคณะพรรคของเขาแล้วอธิบายให้ทราบ

"คนของคุณกอบแก้วเข้าใจว่าคุณกอบแก้วสั่งให้เอาไปตัดหัว อ้ายอูกำลังคอจะขาดอยู่แล้ว ร้องเอะอะแทบไม่เป็นภาษามนุษย์เคราะห์ดีที่กันออกไปห้ามทัน อ้ายอูเลยรอดตาย"

ดร.ดิเรกหัวเราะงอหาย

"ฮ่ะ ฮ่ะ สั่งให้โกนหัวได้ยินเป็นสั่งให้ตัดหัวเข้าทีดีเหมือนกัน"

กอบแก้วเชิญสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปที่ห้องรับแขกซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนและมีประตูออกไปหน้าระเบียงเรือนได้ ห้องรับแขกที่กล่าวนี้มีขนาดค่อนข้างคับแคบสักหน่อย มีโต๊ะเก้าอี้รับแขกหนึ่งชุดพร้อมโซฟาซึ่งทำด้วยไม้ไผ่อันเป็นฝีมือของชาวแม้วประณีตเรียบร้อย

สี่สหายทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับกอบแก้วนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ตรงกันข้ามกัน ส่วนเจ้าแห้วนั่งพับเพียบเรียบร้อยข้างประตู อาเสี่ยกิมหงวนของเรามีท่าทางสดชื่นแข็งแรงเหมือนเช่นเดิมแล้ว รอยกระสุนปืนไม่ได้ทำให้เขาได้รับความเจ็บปวดแม้แต่น้อย

นางพญาแม้วได้ปรึกษาหารือกับพลถึงเรื่องโจรฮ่อ นางไพรกล่าวกับนายพัชราภรณ์อย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เรามีเวลาเหลืออยู่น้อยเต็มทนค่ะ ตอนบ่ายวันพรุ่งนี้กองโจรของเหลียงฟูก็จะมาถึงดอยหลวงและจะส่งคนมาพบหัวหน้าแม้วทั้งสี่ตำบล เมื่อพวกเราปฏิเสธไม่ยอมจ่ายเงินกับข้าวของเสบียงอาหารให้มันตามที่มันต้องการ เหลียงฟูก็จะสั่งให้บริวารของมันบุกเข้าปล้นหมู่บ้านแม้วทั้งสี่ทันที ในฐานที่คุณเป็นขุนศึกคุณจะจัดการป้องกันต่อสู้อย่างไรบ้างคะ"

พลยิ้มให้หล่อน เสียงของนางไพรหวานฉ่ำซาบซึ้งใจเขาเป็นที่สุด

"ผมจะวางแผนการณ์ตั้งรับแบบทหาร ทั้งนี้เพราะพวกเรามีกำลังน้อยกว่าพวกโจรเราจึงจำเป็นต้องตั้งรับอย่างที่เรียกว่าตั้งรับแบบกองโจร คือใช้คนน้อยแต่มีวิธีการทำลายข้าศึกให้มากที่สุด โอกาสนี้ผมขอแต่งตั้งให้คุณอาของผมเป็นเสนาธิการในการวางแผนต่อสู้และป้องกัน ท่านเคยเป็นแม่ทัพมาแล้ว ท่านย่อมมีความรู้ความชำนาญในยุทธวิธีดีกว่าพวกผม" แล้วพลก็หันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "กรุณารับตำแหน่งเป็นเลขาธิการเถอะนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแก้มแทบแตก

"ตกลงอ้ายหลานชาย อาจะใช้ความรู้ความสามารถของอาให้เป็นประโยชน์ขับไล่พวกโจรให้แตกพ่ายไป แต่ว่า แกควรตั้งใครคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยของแก"

พลหันมาทางนายจอมทะเล้น

"กันขอแต่งตั้งแกให้เป็นผู้ช่วยของกัน"

นิกรจุ๊ปาก

"ผู้ช่วยแม่ทัพ โอ้โฮโว้ย พ่อเบ่งเสื้อขาดเลย"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เบ่งมากนักก้นจะเปรอะ อย่าเบ่งเลยวะนึกว่าเรามาร่วมมือร่วมใจกันช่วยคุณกอบแก้วกับพวกแม้วในตำบลนี้ให้รอดพ้นภัยจากโจรฮ่อเถอะ สำหรับกันสู้ตายเด็ดขาดกันจะสู้จนกระสุนนัดสุดท้าย และเมื่อกระสุนหมดกันจะวิ่งเข้าตะลุมบอนพวกโจร ใช้ดาบปลายปืนแทงมัน ฟาดมันด้วยพานท้ายปืน" แล้วอาเสี่ยก็ตะโกนสุดเสียง "เราต้องสู้เพื่ออิสระเสรีของชาวแม้ว เราทุกคนจะสู้ตาย ไชโย้"

"โถ" กอบแก้วครางแล้วมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เมื่อกี้ยังพูดกันรู้เรื่องดีนี่คะคุณลุง"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"แล้วกัน เห็นผมเป็นบ้าไปแล้ว"

ทันใดนั้นเองเจ้าแม้วหนุ่มซึ่งเป็นองครักษ์ของนางพญาแม้วและเป็นหัวหน้าหมู่นำตัวอดีตขุนศึกออกไปได้เดินเข้ามาในห้องรับแขกและหยุดยืนเบื้องหน้ากอบแก้ว นางไพรกล่าวถามคนของหล่อนทันที

"ว่าไงเลายิ่น เรียบร้อยแล้วหรือ"

เลายิ่นก้มศีรษะคำนับหล่อนแล้วตอบหล่อนด้วยภาษาไทยเช่นเดียวกัน

"เรียบร้อยแล้วครับท่านหัวหน้า ผมกับพวกได้ช่วยกันจับเลาอูโกนหัวจนเกลี้ยงแล้วเฆี่ยนหลังด้วยหวายสองโหลเสร็จแล้วก็ตัดศีรษะ"

"อุ๊ยตาย" นางพญาแม้วอุทานเสียงลั่น "ใครบอกให้แกตัดศีรษะเลาอู"

เลายิ่นหัวเราะ

"หัวหน้าสั่งผมอย่างนั้น โกนหัว เฆี่ยนหลังสองโหล แล้วตัดหัวขับไล่มันออกไปจากหมู่บ้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"แกตัดหัวมันแล้วเลาอูมันจะไปได้อย่างไร"

เลายิ่นยิ้มแห้งๆ

"ไปแล้วครับ ผมเอาศพมันวางพาดไว้บนหลังม้าแล้วไล่ตะเพิดม้าวิ่งไปจากหมู่บ้านเดี๋ยวนี้เอง ส่วนศีรษะของอ้ายเลาอูผมให้เพื่อนผมคนหนึ่งเอาไปเสียบไว้กลางหมู่บ้านแล้วครับ"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่นเต็มไปด้วยความสงสารอดีตขุนศึก

"อือ-อ้ายอูตายจนได้" เขากล่าวกับเลายิ่น "ฉันคิดว่าพวกแกถือโอกาสฆ่าอ้ายอูด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจมากกว่า"

เจ้าหนุ่มแม้วยอมรับว่าเป็นความจริง

"ใช่ครับ เลาอูเคยทำให้ผมเจ็บใจมาก มันฉุดคร่าเมียผมเอาไปกักขังไว้หลายวัน แม่ยายผมไปตามมันก็ฉุดเอาไว้อีกคนหนึ่ง ต่อมาพรรคพวกของอ้ายเลาอูขโมยหมูของผมไปหมดเล้า มันรังแกผมต่างๆ นาๆ ครับ เพราะถือว่าเป็นขุนศึก แล้วเมื่อมันหมดอำนาจโอกาสเป็นของผม ผมก็เอามันไว้ทำไม หน้าตาอ้ายเลาอูก็ไม่มีส่วนเหมือนหน้าพ่อผมสักนิด" พูดจบเขาก็หันมายิ้มให้กอบแก้ว "หัวหน้าอย่าโกรธเคืองผมเลยนะครับที่ผมและเพื่อนๆ แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจคำสั่ง"

กอบแก้วสั่นศีรษะช้าๆ

"ความจริงพวกเราก็ประชุมกันแล้วไม่มีความประสงค์ที่จะฆ่าฟันเขาเลย แต่เอาเถอะ เมื่อเลาอูถูกฆ่าตายไปแล้วก็ต้องปล่อยให้เลยตามเลย ฉันจะชี้แจงให้ชาวแม้วได้ทราบทั่วกันว่าฉันสั่งให้ฆ่าเองในฐานที่เลาอูใช้ให้คนลอบยิงขุนศึกของเรา เอาละ เธอไปพักผ่อนเถอะ"

เลายิ่นยิ้มแป้นเขาก้มศีรษะโค้งคำนับนางพญาแม้วแล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องรับแขก ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็ปรึกษาหารือกับกอบแก้วในเรื่องที่จะสู้รบกับพวกโจรฮ่อในวันพรุ่งนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้กล่าวถามหล่อนถึงอาวุธยุทธภัณฑ์และเสบียงอาหารตลอดจนพลรบ กอบแก้วเรียนให้ท่านทราบว่าพลรบของหล่อนมีจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ ๓๕๐ คน ส่วนอาวุธมีปืนแก๊ปอยู่ในราว ๘๐ กระบอก ซึ่งเป็นปืนที่ชาวแม้วทำขึ้นเอง รวมทั้งดินปืน กระสุนและแก๊ปปืนด้วย แม้วที่ไม่มีปืนใช้หน้าไม้เป็นอาวุธ ถึงยิงได้ในระยะใกล้ไม่เกิน ๑๕๐ เมตร แต่ชาวแม้วก็ยิงหน้าไม้ได้แม่นยำมาก นอกจากปืนและหน้าไม้ก็มีอาวุธประจำตัวเช่นหอก ดาบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังนางไพรด้วยความสนใจยิ่ง

"อาวุธของเราน้อยเกินไป สำหรับปืนแก๊ปก็เป็นปืนล้าสมัยยิงได้ทีละนัด ถึงจะแม่นยำแต่ก็เสียเวลาบรรจุลูกและกระทุ้งดินปืน" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับนางพญาแม้วอย่างเป็นงานเป็นการ "สำหรับหน้าไม้ก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไร พวกโจรมีทั้งปืนกลหนัก ปืนกลเบา เครื่องยิงระเบิด มันได้เปรียบกว่าเรามาก เว้นแต่ภูมิประเทศเท่านั้นที่เราชำนาญกว่ามัน" พูดจบท่านก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ดิเรก แกมีทางที่จะสร้างอาวุธเพิ่มเติมได้บ้างไหม"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ยากมากครับคุณพ่อ เพราะเวลามีน้อยและผมไม่มีเครื่องมือ แต่ว่าผมจะพยายามสร้างลูกระเบิดไว้ให้พวกเราใช้ ผมจะให้ชาวบ้านช่วยกันทำดินปืนตลอดวันตลอดคืนนี้คงได้ดินปืนเพียงพอ เมื่อได้ดินปืนมาแล้วผมก็จะประดิษฐ์ลูกระเบิดขึ้นถึงแม้คุณภาพไม่ดีก็พอฆ่าพวกโจรได้"

กอบแก้วยกมือไหว้ดร.ดิเรกอย่างนอบน้อม

"กรุณาช่วยเราเถอะค่ะคุณหมอคะ ถ้าเหลียงฟูบุกเข้ายึดหมู่บ้านได้บ้านช่องคงจะถูกเผาและพวกแม้วก็คงถูกฆ่าตายหมด ทรัพย์สินเงินทองตลอดจนสัตว์พาหนะก็ถูกพวกโจรยึดเอาไปไม่มีเหลือ แม้วทั้งดอยจะพินาศสิ้น"

"ออไร๋ ออไร๋ ผมจะใช้สติปัญญาของผมช่วยเหลือคุณให้เต็มที่"

พลกล่าวถามนางไพรทันที

"คุณแก้วครับ แม้วอีกสามตำบลน่ะมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร หมู่บ้านของเขามีผู้คนมากกว่าเราหรือน้อยกว่าเรา"

นางพญาแม้วหันมาทางนายพัชราภรณ์

"หมู่บ้านของแม้วอีกสามแห่งบนดอยนี้เล็กกว่าเราค่ะ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีแม้วประมาณ ๓๐๐ เศษ ดิฉันคิดว่าเหลียงฟูคงจะบุกหมู่บ้านแม้วที่อื่นๆ ก่อนและบุกเราทีหลังเพราะเหลียงฟูรู้ดีว่าเรามีคนมากกว่าที่อื่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูมือขวาเป็นสัญญาณให้ทุกคนสงบเงียบแล้วท่านก็กล่าวกับกอบแก้วว่า

"หลานสาวเมื่อแม้วอีกสามตำบลมีความเป็นปึกแผ่นน้อยกว่าเรา แก้วก็ควรจะรีบส่งคนไปติดต่อกับหัวหน้าแม้วทั้งสามตำบลโดยเร็วที่สุดเพื่อให้แม้วทุกคนทั้งดอยหลวงมารวมกำลังกันที่นี่เป็นปึกแผ่นตั้งรับกองโจรเหลียงฟูจะดีกว่าแยกกันตั้งรับ เพราะตามหลักยุทธวิธีฝ่ายตั้งรับที่มีกำลังมากจะทำให้ฝ่ายเข้าตีต้องสิ้นเปลืองไพร่พลและอาวุธยุทธภัณฑ์ไม่น้อย และไม่แน่ว่าจะตีได้สำเร็จ ถ้าหากว่าฝ่ายตั้งรับมีกำลังน้อยเกินไปฝ่ายเข้าตีก็เข้าตีได้โดยไม่ยากนัก"

นิกรกระซิบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"เสนาธิการของเราหัวล้านก็จริงแต่ท่านฉลาดรอบคอบมาก"

กิมหงวนหัวเราะก้ากแล้วฟ้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาครับ อ้ายกรมันว่าเสนาธิการของเราหัวล้านก็จริงแต่ฉลาดรอบคอบมาก"

นิกรทำคอย่นแล้วยกมือเขกกบาลเสี่ยหงวนเต็มแรงเกิด

"นี่แน่ะช่างฟ้องนัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"ระวังให้ดีนะอ้ายกร ฉันน่ะเวลาเลือดลมไม่ดีฉันยิงคนง่ายๆ นะจะบอกให้"

นิกรยกมือไหว้ปะหลกๆ นางไพรกลั้นหัวเราะแทบแย่ คณะพรรคสี่สหายทำให้หล่อนสดชื่นรื่นเริงและมีความสุขมาก เมื่อกอบแก้วสบตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หล่อนก็กล่าวกับท่านเจ้าคุณว่า

"ตามความคิดของคุณลุงที่จะให้แม้วทั้งสามตำบลมารวมกำลังกับเราแก้วเห็นด้วยค่ะ แก้วจะเขียนหนังสือไปถึงหัวหน้าแม้วทั้งสามแห่งแจ้งให้เขาทราบตามนี้และจะใช้ให้คนของแก้วถือจดหมายไปก่อนค่ำวันนี้ ถ้าเขาตกลงพรุ่งนี้ก็ให้เขาอพยพมารวมกับเรา"

"ดีแล้วหลานสาว บอกเขาไปให้ละเอียดว่าให้เขาขนเสบียงอาหารและข้าวของอันมีค่ามาให้หมด อย่าเหลืออะไรไว้ให้เป็นประโยชน์แก่พวกโจร ตามธรรมดาแก้วกับหัวหน้าแม้วทั้งสามตำบลชอบพอกันดีหรือ"

"ค่ะ รู้สึกว่าหัวหน้าแม้วเหล่านั้นเคารพนับถือแก้วมาก"

"ถ้ายังงั้นคงไม่มีอะไรขัดข้อง"

กอบแก้วหันมายิ้มให้สี่สหาย

"ดิฉันจะกลับไปพักผ่อนเสียทีละค่ะและจะรีบเขียนจดหมายถึงหัวหน้าแม้วด้วย สำหรับเตรียมพร้อมเพื่อรับมือพวกโจรจะจัดทำกันอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่านขุนศึกเถอะค่ะ"

เมื่อกอบแก้วลุกขึ้นทุกคนก็รีบลุกขึ้นยืนให้เกียรติหล่อน นางพญาแม้วพาตัวเดินออกไปจากห้องรับแขก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามออกมาส่งหน้าบ้าน

โดยคำสั่งขุนศึกคนใหม่ ชาวแม้วทุกคนต้องวางมือจากการงานของตนและร่วมมือกันทำงานเพื่อส่วนรวม ผู้ที่มีความรู้ในการทำดินปืนได้รับคำสั่งให้ทำดินปืนอย่างรีบเร่ง บ้างก็ทำกระสุนปืนและแก๊ปปืน โดยเฉพาะดินปืนดร.ดิเรกต้องการจำนวนมาก ผู้หญิงแม้วได้รับคำสั่งให้เข้าป่าตัดไม้ไผ่มาทำลูกธนู พวกผู้ชายทำหน้าไม้ชายฉกรรจ์ราวร้อยคนต้องทำงานหนักในการสร้างรังปืนตามจุดต่างๆ รอบหมู่บ้านซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ควบคุมการสร้างรังปืนด้วยตนเอง จากบ่ายจนค่ำ พวกแม้วทั้งหญิงชายแม้กระทั่งคนชราได้ร่วมใจกันทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ทุกคนหวังว่าขุนศึกคนใหม่กับพรรคพวกของเขาคงจะสามารถต้านทานพวกโจรได้แน่นอน

ก่อนพลบค่ำวันนั้นเองม้าเร็วของแก้วซึ่งถูกใช้ให้ถือสารไปให้หัวหน้าแม้วตามตำบลต่างๆ ทั้งสามตำบลก็กลับมาพร้อมด้วยหนังสือตอบของหัวหน้าแม้วตอบตกลงและเห็นด้วยตามความคิดเห็นของหล่อนที่จะให้รวมกำลังกัน รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้แม้วทั้งสามตำบลจะอพยพมาที่นี่ สารของหัวหน้าแม้วทุกคนมีข้อความคล้ายคลึงกัน ต่างแสดงความยินดีต่อกอบแก้วที่หล่อนได้ชายหนุ่มรูปหล่อชาวพระนครเป็นขุนศึกคนใหม่แทนเลาอู และขุนศึกกับพรรคพวกมีปืนกลมือและลูกระเบิดมือสำหรับต่อสู้กับโจรฮ่อ

คืนนั้นแทบจะไม่มีใครได้พักผ่อนหลับนอนกันเลย ตามหน้าบ้านแม้วมีกองไฟลุกโพลงสว่างจ้า ไพร่พลของนางพญาแม้วต่างช่วยกันสร้างอาวุธและงานอื่นๆ เกี่ยวกับการทำศึกกับโจรฮ่อ รังปืนในที่กำบังอันมิดชิดตามหลืบซอกของภูเขา ตามที่อับกระสุนถูกสร้างเสร็จไปหลายแห่งแล้ว ใช้หินก้อนใหญ่ๆ หรือขอนไม้กั้นกำบัง รังปืนแห่งหนึ่งอยู่ห่างจากกันราว ๓๐ เมตร

โดยคำสั่งของขุนศึกให้ผู้ที่มีขวดแก้วขนาดขวดเหล้านำขวดไปมอบให้ดร.ดิเรกที่บ้านพัก นายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้วช่วยกันทำระเบิดมือจากขวดแก้วเหล่านี้โดยใช้ดินปืนบรรจุเข้าไปในขวด ใช้กระดาษสาทำสายชนวนยัดเข้าไปในขวดปิดฝาขวดให้แน่น วิธีใช้ระเบิดขวดจะต้องจุดสายชนวนเสียก่อน เมื่อชนวนลุกลามถึงคอขวดก็ขว้างขวดออกไป ระเบิดขวดนี้จะสังหารพวกโจรได้ครั้งละสามสี่คนและเสียงระเบิดก็จะช่วยทำลายขวัญพวกโจรด้วย

บ้านพักของขุนศึกมีแสงตะเกียงเจ้าพายุส่องสว่างจ้า ดร.ดิเรกกับนิกรนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน สองสหายกำลังช่วยกันแก้ไขเครื่องรับส่งวิทยุซึ่งมีอะไรบางอย่างชำรุดเสียงหายส่งไม่ได้ได้แต่รับฟัง นายแพทย์หนุ่มพยายามซ่อมแซมมาสองวันแล้วยังไม่สำเร็จจึงขาดการติดต่อกับทางค่ายทหาร "ดารารัศมี"

ที่บริเวณดินหน้าบ้านเจ้าแห้วกับแม้วหนุ่มสามคนกำลังช่วยกันทำระเบิดขวดในความควบคุมของดร.ดิเรก ดินปืนจากหมู่บ้านถูกส่งมาที่นี่ตามคำสั่งของขุนศึกจนเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว

ขณะนี้เป็นเวลา ๑.๐๐ น.เศษ อากาศในตอนดึกหนาวเย็นจับใจแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่นิกรไม่รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนเลย ทั้งนี้ก็เพราะเขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำการต่อสู้กับพวกโจรในวันพรุ่งนี้ นิกรได้ประดิษฐ์ลูกระเบิดของเขาขึ้นชนิดหนึ่งโดยมีเจ้าแห้วเป็นผู้ช่วย ระเบิดของนิกรก็คือหม้อน้ำดินเผาธรรมดานี่เองตั้งอยู่เรียงรายประมาณ ๑๐ หม้อ ใกล้ๆ กับกองระเบิดขวดซึ่งทำไว้เรียบร้อยแล้วประมาณ ๕๐ ขวด

ร่างอันดำตะคุ่มของคนสองคนพากันเดินตรงเข้ามายังบ้านหลังนี้ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลนั่นเอง ทั้งสองเพิ่งกลับมาจากหมู่บ้าน ขุนศึกและเสนาธิการได้ให้กำลังใจแก่พวกแม้วทุกคนที่กำลังเร่งมือช่วยกันสร้างอาวุธและสร้างรังปืน ปรากฏว่าขณะนี้ได้กระสุนปืนแก๊ปและลูกธนูสำหรับหน้าไม้มากมายแล้ว ส่วนรังปืนก็ถูกสร้างเสร็จไปเรื่อยๆ ตามแผนการณ์ตั้งรับของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ดร.ดิเรกกับนิกรเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและยิ้มให้

"เข้มแข็งดีมากขุนศึก" นิกรสัพยอกพล

"ก็ต้องเข้มแข็งหน่อยซีเพื่อน เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันนองเลือดแล้ว ถ้าตั้งรับพวกโจรฮ่อไว้ไม่อยู่พวกเราก็คงถูกมันฆ่าตายหมด อ้ายเสี่ยนอนแล้วหรือ"

นิกรพยักหน้า

"นอนนานแล้ว ดิเรกไล่ให้มันเข้านอนตั้งแต่สองทุ่มกว่าๆ จะได้เอาแรงไว้รบกับพวกฮ่อพรุ่งนี้"

พลยิ้มเล็กน้อย

"แกยังไม่ง่วงหรืออ้ายกร"

"อือ เมื่อตอน ๕ ทุ่ม คุณกอบแก้วเอากาแฟมาเลี้ยงพวกเราเลยตาแข็งไม่ง่วงเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองไปที่ระเบิดขวดและระเบิดหม้อน้ำ แล้วท่านก็กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"หม้อน้ำนั่นเอาไว้ทำอะไรวะดิเรก"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ระเบิดไฮโดรเยนของอ้ายกรมันครับ"

ท่านเจ้าคุณเปลี่ยนสายตามาที่ลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ผมเตรียมไว้สู้กับพวกโจรครับคุณพ่อ ผมกับอ้ายแห้วช่วยกันสร้างมันขึ้นและให้ชื่อว่าไฮโดรเยนบอมพ์ ความจริงก็หม้อน้ำดินเผาธรรมดา แต่ข้างในมีผึ้งบรรจุไว้หม้อละรัง ผมปิดฝาไว้เรียบร้อย คนของคุณกอบแก้วช่วยไปหาผึ้งมาให้ผมตัดรังใส่หม้อเลย คุณพ่อคอยดูก็แล้วกัน ถ้าผมใช้ระเบิดไฮโดรเยนต่อสู้เมื่อไรพวกโจรฮ่อจะต้องถูกผึ้งต่อยวิ่งตูดแป้นไปตามกัน"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"แกทำอะไรเป็นเล่นเสมอ"

นิกรชักฉิว

"แล้วกัน คุณพ่อคิดว่าระเบิดผึ้งของผมใช้ประโยชน์ไม่ได้หรือครับ คุณกอบแก้วยังชมผมว่าผมมีความคิดแยบคายดี ขณะนี้ผึ้งที่อยู่ในหม้อมันกำลังโกรธแค้นเพราะถูกกักขัง ถ้าหม้อน้ำถูกทุบแตกเมื่อไรมันก็จะต่อยผู้ที่อยู่ใกล้ๆ มันโดยไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม หรือจะลองดูก็ได้ คุณพ่อไปยืนที่ต้นไม้โน่นผมจะเอาหม้อน้ำทุ่มไปตกระเบิดใกล้ๆ คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"ไม่ต้องๆๆ "

พลล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ไม้ขีดไฟออกมาจุดสูบมวนหนึ่งแล้ววางซองบุหรี่กับไม้ขีดลงบนแคร่ เขายกมือขวาตบบ่าดร.ดิเรกเบาๆ

"อะไรมันเสียแน่หมอ"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักๆ

"สงสัยว่าหลอดขาดว่ะแต่ยังไม่แน่ใจนัก คืนนี้กันจะพยายามแก้ให้เสร็จ ไม่ได้ส่งข่าวไปที่ค่าย "ดารารัศมี" มาสองวันแล้ว เท่าที่ตกลงกันเราจะส่งข่าวไปให้เขาทราบวันละสองครั้ง ความจริงของมันอยู่ดีๆ แท้ๆ อ้ายแห้วเสือกแกะเครื่องประกอบและหลอดออกมาดู แล้วก็ใส่ไม่ครบหาว่าฝรั่งทำเกินอะไรต่ออะไรทิ้งไปสองสามชิ้น

พลหันไปทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที

"ไงทะลึ่งยังงั้นล่ะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"รับประทานสายไฟเส้นหนึ่งมันหลุดครับ รับประทานผมเลยต่อดูมันเลยยุ่งกันใหญ่"

"นี่แหละเขาเรียกว่าสู่รู้ไม่เข้าเรื่อง แกไม่ใช่ช่างวิทยุเมื่อมีอะไรเสียหายก็ให้ดิเรกเขาแก้ของเขาเองซี" พูดจบเจ้าคุณก็ทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่แล้วกล่าวกับเจ้าแห้วต่อไป "หยิบระเบิดขวดออกมาให้ข้าดูหน่อยซิ"

เจ้าแห้วหยิบระเบิดขวดใบหนึ่งซึ่งบรรจุดินปืนและสายชนวนเรียบร้อยแล้วลุกขึ้นถือเดินเข้ามาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม ท่านเจ้าคุณโบกมือให้เจ้าแห้วกลับไปนั่งทำงานกับพวกองครักษ์ของกอบแก้วต่อไป ท่านพิจารณาดูระเบิดขวดด้วยความสนใจแล้วกล่าวถามดร.ดิเรก

"ทดลองหรือยังดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ยังครับ แต่ว่าไม่จำเป็นต้องทดลองหรอกครับ ของง่ายๆ อย่างนี้ไม่ได้ใช้หลักวิชาหรือสูตรอะไรเลย เอาไม้ขีดจุดชนวนเข้าปล่อยให้สายชนวนไหม้ไปถึงคอขวดแล้วขว้างไปมันก็ระเบิด คุณพ่อลองดูสักลูกก็ได้นี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"ดึกดื่นแล้วผู้คนจะตกใจเอาไว้ทดลองพรุ่งนี้ดีกว่า พ่อรู้สึกว่าเข้าทีดีเหมือนกัน ชิ้นระเบิดของเศษแก้วถูกใครเข้าถ้าไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัสพอใช้แก้ขัดได้ ขณะนี้เรามีดินปืนเหลือเฟือแก่ความต้องการแล้ว แกลองคิดดูซิดิเรก แกควรจะเอาดินปืนมาใช้เป็นประโยชน์อะไรได้อีกบ้างในการทำลายพวกโจรฮ่อ" พูดจบท่านก็หันมาทางพล

"แกขึ้นไปนอนพักผ่อนเสียก่อนซีพล นอนเอาแรงไว้เสียบ้าง พรุ่งนี้แกจะต้องทำงานหนักมากไปนอนเสียเถอะ"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวกับนายจอมทะเล้น

"ยังไม่ง่วงหรือแก"

"ยังโว้ย คืนนี้กันตื่นเต้นมากอยากจะให้สว่างเร็วๆ เลือดนักสู้ในตัวกันกำลังเดือดปุ้ดๆ แกไปนอนเถอะกันจะช่วยหมอมันซ่อมวิทยุ"

ขุนศึกพาตัวเดินเข้าไปในเรือนหลังนั้น ซึ่งเป็นเรือนเตี้ยๆ พื้นสูงกว่าพื้นดินประมาณหนึ่งฟุต เมื่อเข้ามาในห้องนอนเขาก็แลเห็นเสี่ยหงวนกำลังนอนหลับสนิทกรนคร่อกๆ อยู่บนเตียงนอน ร่างอันสูงชะลูดมีผ้าขนสัตว์คลุม พลเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง แล้วก็ออกไปทางประตูด้านหลัง

เรือนหลังนี้อยู่ห่างจากเรือนพักของกอบแก้วราว ๖ เมตรเท่านั้น พลแลเห็นแม้วหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐ คน นั่งล้อมวงกันอยู่ข้างกองไฟทางหลังเรือนและกำลังช่วยกันสร้างอาวุธ ผู้ชายทำหน้าไม้โดยใช้ไม้ไผ่ทำคันและใช้ไม้จริงทำส่วนพานท้าย ส่วนสายของมันใช้เชือกเอ็น ผู้หญิงช่วยกันทำลูกธนู คนของกอบแก้วทำงานพลางพูดคุยกันไปพลางมีการเกี้ยวพาราสีกันบ้าง

พลเดินลงไปจากเรือนพักของเขาและตรงไปหาบริวารของนางไพร แม้วหนุ่มสาวแลเห็นขุนศึกต่างก็ยิ้มให้เขาและมองดูพลด้วยความเคารพยำเกรง

"กอบแก้วนอนแล้วหรือน้องสาว" พลถามสาวแม้วคนหนึ่ง

หล่อนฟังภาษาไทยไม่ออกแต่ก็พอจะเดาได้ว่าพลถามถึงกอบแก้ว สาวแม้วชี้มือไปทางละเมาะหลังบ้านแล้วพูดกับพลด้วยภาษาของหล่อนบอกว่ากอบแก้วออกไปเดินเล่นทางลำธารใหญ่

พลพยักหน้ารับทราบเขาติดตามกอบแก้วไปทันที ขุนศึกรูปหล่อสอดส่ายตามองหาหล่อน แสงจันทร์ในคืนข้างแรมส่องสลัวลาง บริเวณหลังบ้านของกอบแก้วมีเล้าหมู, เล้าไก่และคอกม้า และมีพืชไร่ต่างๆ ด้านขวามือเป็นลำธาร ซึ่งพวกแม้วได้อาศัยน้ำในลำธารใหญ่นี้อาบกิน ถิ่นฐานของแม้วทุกตำบลจะต้องอยู่ใกล้ๆ ลำธารแห่งใดแห่งหนึ่งเสมอ

เมื่อออกมาพ้นละเมาะเล็กๆ พลก็แลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของนางไพรผู้เลอโฉมนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ริมลำธารตามลำพัง ความรักทำให้กอบแก้วหมดความสุข หัวใจของหล่อนมีแต่ความปรารถนาซึ่งหล่อนรู้ดีว่าหล่อนกับพลนั้นไม่มีหวังที่จะได้อยู่ร่วมรักกัน ได้เป็นของกันและกัน

ขุนศึกค่อยๆ เดินเข้ามาหานางพญาแม้ว เสียงรองเท้ากระทบพื้นทำให้นางพญาแม้วหันขวับมาทางเขา หล่อนผุดลุกขึ้นยืนทันที กอบแก้วได้ให้สัตย์ปฏิญาณกับตนเองไว้แล้วว่าหล่อนจะไม่ยอมให้เขากอดและจูบอีก

พลปราดเข้ามายกมือทั้งสองจับแขนหล่อน สายตาของเขาจ้องมองดูหน้ากอบแก้วด้วยความพิศวาส

"ดึกดื่นจนป่านนี้แล้วทำไมยังไม่นอนอีกล่ะจ๊ะแก้ว"

หล่อนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยที่ต้องอยู่กับเขาสองต่อสองเช่นนี้

"ยังไม่ง่วงค่ะ แก้วเคยมานั่งเล่นที่ลำธารนี้ในตอนดึกๆ แทบทุกคืน"

"แก้วไม่กลัวหรือจ๊ะ มันมืดและเปลี่ยวออกอย่างนี้"

"ไม่ค่ะ บ้านของแก้วไม่มีอะไรที่น่ากลัวหรอกค่ะ พวกแม้วล้วนเป็นคนของแก้วทั้งนั้น ถ้าจะมีสิ่งที่น่ากลัวก็คงเป็นคนต่างถิ่น"

พลหัวเราะเบาๆ

"ยังงั้นแก้วก็คงกลัวพี่ "

"ค่ะ แก้วกลัวพี่เหลือเกิน"

เขาดึงหล่อนเข้ามากอด

"กลัวทำไมแก้วจ๋า แก้วคือสุดที่รักของพี่ แก้วคือดวงใจของพี่"

"นี่แหละค่ะทำให้แก้วหวาดกลัวมาก" หล่อนพูดเสียงเครือและดิ้นรนเล็กน้อยพลางแกะมือเขาออก "อย่าซิคะพี่ แก้วจะไม่ยอมให้พี่กอดและจูบอีกแล้ว"

"แก้วจ๋า แก้วเกลียดพี่หรือ"

"แก้วไม่เกลียดพี่หรอกค่ะ แต่แก้วไม่รักพี่ ขอให้พี่ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าทึบริมห้วยใหญ่เสียเถอะนะคะ แก้วก็จะไม่นึกถึงมันอีก"

เขากอดหล่อนแน่น

"แต่พี่รักแก้วอย่างฝังจิตฝังใจเสียแล้วแก้วจ๋า"

นางไพรยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"พี่ย่อมทราบแก่ใจดีว่าพี่กับแก้วพบกันสายเสียแล้ว ถึงอย่างไรเราก็ไม่มีหวังที่จะเป็นของกันและกันได้ แล้วเราจะรักกันเพื่อให้พี่และแก้วได้รับความทุกข์ทรมานยังงั้นหรือคะ เอ็นดูแก้วเถิดพี่ขา กรุณาอย่าทำให้แก้วชอกช้ำ อย่ายุ่งเกี่ยวกับแก้วในฐานคนรักอีกเลยนะคะ แก้วเปรียบเหมือนกับเอื้องดอยที่บานอยู่ตามป่าเขาโดยไม่มีค่าและไม่มีความหมายแก่ใคร"

ขุนศึกก้มลงจูบหล่อนอย่างรวดเร็ว กอบแก้วดิ้นรนเล็กน้อยแต่เมื่อริมฝีปากของเขาแนบสนิทแน่นกับริมฝีปากอันจิ้มลิ้มของนางไพรก็อ่อนปวกเปียกอยู่ในวงแขนของพลปล่อยให้ขุนศึกรูปหล่อเรียกร้องความหวานชื่นจากริมฝีปากของหล่อนแต่โดยดี

เกือบสองนาทีที่กอบแก้วแน่นิ่งอยู่ในวงแขนของพล เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมา นางพญาแม้วก็ดิ้นรนผลักไสเขา จนกระทั่งหลุดออกจากวงแขนของเขา หล่อนผลักพลเซออกไปสองสามก้าวแล้วร้องไห้กระซิกๆ

"ถ้าจะทรมานแก้วด้วยวิธีนี้ก็ยิงแก้วเสียดีกว่าค่ะ" หล่อนพูดเสียงสะอื้น "พี่รู้ไหมคะว่าพี่จากไปแล้วแก้วจะต้องคร่ำครวญถึงพี่ นึกถึงจูบของพี่ไปจนวันตาย พี่ใจร้ายเหลือเกิน แก้วไม่เชื่อหรอกค่ะว่าพี่จะรักแก้วนอกจากพี่พอใจในความสวยของแก้วเท่านั้น"

พลเดินเข้าไปหาหล่อน กอบแก้วถอยหลังหนีเขาแล้วกระชากมีดพกคู่มือของหล่อนออกมา

"ถ้าพี่จูบแก้วอีกแก้วจะฆ่าตัวตายด้วยมีดเล่มนี้ ไม่เชื่อก็ลองดูสิคะว่าแก้วจะพูดจริงทำจริงไหม" พูดจบหล่อนก็เก็บมีดไว้ในซองของมันตามเดิม

ขุนศึกยิ้มแห้งๆ

"นั่งคุยกับพี่เถอะคนดี พี่ขอสัญญาว่าพี่จะไม่ล่วงเกินแก้วอีก"

หล่อนยกหลังมือเช็ดน้ำตาและยิ้มให้เขา

"ถ้าพี่สัญญาเช่นนี้แก้วก็ยินดีจะนั่งคุยกับพี่จนสว่างก็ได้"

เขากับหล่อนต่างทรุดตัวลงนั่งเคียงกันบนก้อนหินใหญ่ก้อนนั้น ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ได้ยินแต่เสียงนกเล็กๆ เพ้อละเมอเบาๆ อยู่บนต้นไม้

พออาทิตย์อุทัยเสียงเป่าเขาวัวและเสียงตีเกาะก็ดังกังวานไปทั่วหมู่บ้าน มันคือสัญญาณเตรียมรบซึ่งพวกแม้วทุกคนเข้าใจดี การประกอบกิจการงานของชาวแม้วจำเป็นต้องยุติลง บริเวณไร่พืชและนาข้าวว่างเปล่าปราศจากผู้คน พวกแม้วชุมนุมกำลังกันที่หมู่บ้านอย่างคับคั่งรอคำสั่งหัวหน้าขุนศึก

การระดมพลได้จัดทำอย่างรีบร้อน พลรบของกอบแก้วมี ๓๕๐ คน มีปืนแก๊ป ๘๐ กระบอกพร้อมด้วยกระสุนปืนและดินปืนเพียงพอ ชายฉกรรจ์ที่ไม่มีปืนก็ใช้หน้าไม้เป็นอาวุธ กอบแก้วสั่งให้พวกผู้หญิงและคนชราช่วยกันหุงหาอาหารสำรองไว้เป็นเสบียงอย่างน้อย ๓ วัน ตามความเห็นของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

หลังจาก ๘.๐๐ น. ล่วงแล้ว พวกแม้วทั้งสามตำบลก็อพยพมาที่นี่ ขนข้าวของสัมภาระและต้อนสัตว์พาหนะมาด้วย กอบแก้วกับคณะพรรคสี่สหายได้ให้ความช่วยเหลือพวกแม้วที่อพยพมาเป็นอย่างดี

แม้วพวกแรกมีเลาเห้งชายฉกรรจ์ในวัย ๓๕ ปี เป็นหัวหน้า มีพลรบ ๙๕ คน ปืนแก๊ป ๒๒ กระบอก พวกที่สองเลาเฉียผู้มีอายุ ๔๐ เศษ เป็นหัวหน้า มีพลรบ ๘๕ คน ปืนแก๊ป ๒๐ กระบอก พวกที่สามมีเลาจุงอายุ ๓๘ ปี เป็นหัวหน้า พลรบ ๗๐ คน ปืนแก๊ป ๑๘ กระบอก หัวหน้าทั้งสามคนได้เข้าร่วมประชุมกับกอบแก้ว ฟังพลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้แจงถึงแผนการณ์ตั้งรับพวกโจรบนดอยนี้ เลาเห้ง, เลาเฉียและเลาจุงต่างยอมมอบอำนาจสูงสุดให้พลเป็นผู้บัชญาการรบโดยมีอำนาจบังคับบัญชาแม้วทั้งสามตำบลโดยเด็ดขาด

หลังจากเที่ยงวันนั้นเอง พลก็สั่งอพยพเด็ก, ผู้หญิงและคนชราออกจากหมู่บ้านให้ไปซุ่มซ่อนตัวอยู่ในบริเวณป่าทึบริมห้วยใหญ่อันเป็นที่ที่เขาได้พบกับนางไพร เจ้าคุณปัจจนึกฯ เชื่อว่าป่าทึบบนดอยนี้คงเป็นที่ปลอดภัย อย่างไรเสียพวกโจรฮ่อก็คงไม่เข้าตีทางด้านนี้ด้วยเหตุผลหลายประการในทางยุทธวิธี ท่านเจ้าคุณได้ทราบรายละเอียดมาแล้วว่าเหลียงฟูจอมโจรฮ่อนั้นเคยเป็นนายทหารและมียศพันเอก เขาพาทหารในบังคับบัญชาทั้งกองพันหนีออกป่าประกาศตนเป็นโจรมาหลายปีแล้ว กองโจรของเหลียงฟูเข้มแข็งก็เพราะมีกำลังคนมากและมีอาวุธทันสมัยและสมุนโจรส่วนมากเคยเป็นทหารมาแล้ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยึดบ้านหลังหนึ่งเป็นกองบัญชาการ หัวหน้าแม้วทั้งสี่และคณะพรรคสี่สหายมารวมกันอยู่ที่นี่ มีการปรึกษาหารือกันตลอดเวลา เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นพลาธิการใหญ่ควบคุมพลแม้วนำน้ำจืดและเสบียงอาหารไปไว้ตามรังปืนโดยทั่วถึงกัน ดร.ดิเรกเป็นนายแพทย์ใหญ่และเป็นที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิค นายแพทย์หนุ่มเตรียมสถานพยาบาลไว้เรียบร้อยแล้วโดยมีหมอผีหลายคนเป็นลูกมือ อาเสี่ยกิมหงวนประกาศแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้บังคับกองพันสู้ตายและกำลังวิ่งเต้นจัดตั้งกองพันของเขาอย่างรีบร้อน การทำงานครึ่งเล่นครึ่งจริงและความคึกคะนองของคณะพรรคสี่สหายทำให้พวกแม้วทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ต่างคนต่างรักใคร่สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเราเป็นอย่างดี ท่านเจ้าคุณเสนาธิการส่งหน่วยลาดตระเวณทางไกลไปปฏิบัติการตั้งแต่ตอนสายแล้วและส่งไปหลายด้าน หน่วยลาดตระเวณเหล่านี้มีม้าเป็นพาหนะ ทุกคนขี่ม้าได้คล่องแคล่วมาก

ขณะนี้ฝ่ายแม้วมีพลรบทั้งหมด ๕๗๐ คน และมีปืนแก๊ปถึง ๒๐๐ กระบอกแล้ว โรงงานสร้างปืนแก๊ปได้รีบเร่งผลิตปืนตลอดเวลาโดยไม่มีการพักผ่อน ปรากฏว่าสามารถสร้างปืนแก๊ปได้ถึงชั่วโมงละ ๑๒ กระบอก และกระสุนอีกมากมาย

มันเป็นเวลา ๑๔.๐๐ น.เศษ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยหัวหน้าแม้วทั้ง ๔ ตำบลได้นั่งล้อมวงปรึกษาหารือกันภายในห้องๆ หนึ่งของกองบัญชาการ ทุกคนกำลังรอฟังข่าวโจรฮ่อจากหน่วยลาดตระเวณ กอบแก้วยืนยันต่อที่ประชุมว่าเหลียงฟูเป็นจอมโจรที่รักษาวาจาสัตย์อันนอกเหนือไปจากความทารุณโหดร้ายของเขา อย่างไรเสียเหลียงฟูจะต้องมาถึงดอยหลวงในตอนบ่ายวันนี้ตามที่เขาได้ลั่นวาจาไว้ นางพญาแม้วได้ขอร้องให้หัวหน้าแม้วทุกคนร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้กับโจรฮ่อในคราวนี้จนนาทีสุดท้าย แล้วหล่อนก็กล่าวกับเจ้าคุณเสนาธิการอย่างนอบน้อม

"คุณลุงเตรียมการสู้รบไว้อย่างไรบ้างคะ และเมื่อไรคุณลุงจะส่งพลรบของเราเข้าประจำที่มั่นและรังปืน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ไม่มีอะไรที่จะต้องวิตกหลานสาว ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว พลรบของเรากำลังพักผ่อนอย่างสุขสบาย ๒๐๐ คน พร้อมที่จะรบกับพวกโจรได้ทุกขณะ เหลือนอกนั้นจะเป็นกำลังหนุน ลุงกล้ารับรองว่าพวกโจรจะถูกพวกเรายันกลับไปตามแผนการณ์ตั้งรับของเรา แต่หมู่บ้านของเราคงจะถูกกระสุนปืนครกทำลายพินาศสิ้น พลรบทางฝ่ายเราก็คงจะบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อยเหมือนกัน อย่างไรก็ตามในที่สุดโจรฮ่อก็จะต้องล่าถอยกลับไปเอง และเข็ดเขี้ยวไปจนตายไม่กล้ามารุกรานเราอีก"

เลาเห้งหัวหน้าแม้วเผ่าหนึ่งกล่าวกับท่านเจ้าคุณด้วยภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

"สุดแล้วแต่เจ้าคุณกับขุนศึกเถอะครับ พวกเราจะปฏิบัติตามคำสั่งเสมอ ถ้าหากว่าเหลียงฟูยกมาบ่ายวันนี้และมันรู้ว่าพวกเราแข็งข้อต่อมัน มันจะต้องโจมตีเราทันที หมู่บ้านของพวกผมทั้งสามแห่งคงถูกเผาเกลี้ยง"

เจ้าคุณเสนาธิการยิ้มแห้งๆ

"เผาหมดไม่ใช่เผาเกลี้ยง พูดเสียให้ถูกเลาเห้ง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เผาเกลี้ยงก็มองเตียนโล่งไปหมด อย่างมากก็คงมีหญ้าขึ้นหร็อมแหร็มเพียงสองสามเส้น"

ที่ประชุมหัวเราะครืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูเสี่ยหงวนอย่างเดือดดาล

"น่ากลัวจะมีการเตะปากกันขึ้นในที่ประชุมเป็นแน่"

ทันใดนั้นเองแม้วหนุ่มร่างล่ำสันคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในห้องในท่าทางร้อนรน เขาคือหน่วยลาดตระเวณที่ถูกใช้ให้ไปดูการเคลื่อนไหวทางฝ่ายโจรฮ่อ ชายหนุ่มผู้นี้ชื่อสูพูดภาษาไทยได้ดี นายสูตรงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ พลแล้วรายงานให้พลทราบ

"ขุนศึกครับ โจรฮ่อออกมาแล้วครับ กำลังเคลื่อนพลผ่านที่ราบสูงใกล้กับหมู่บ้านแม้วของเลาจุงครับ กองระวังหน้าของมันประมาณ ๕๐ คน เคลื่อนมาก่อน"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ดีมากน้องชาย แกไปพักผ่อนและเตรียมตัวสู้รบได้"

แม้วหนุ่มลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องนั้น กอบแก้วกล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่างเร็วก็อีกในราวชั่วโมงครึ่งค่ะกว่าเหลียงฟูกับไพร่พลของมันจะยกมาถึงนี่ ดิฉันคิดว่ามันจะต้องทำลายและเผาหมู่บ้านแม้วทั้งสามตำบลเสียก่อน"

ขุนศึกยิ้มให้หล่อนและมองดูหล่อนด้วยแววตาที่มีความหมายรู้กันดีในระหว่างหล่อนกับเขา

"ดีแล้ว เราจะได้มีเวลารับมือมันอย่างเต็มที่ คุณคิดว่าเหลียงฟูมันจะบุกเราเลยหรือว่ามันจะส่งผุ้แทนของมันมาเจรจากับคุณก่อน"

กอบแก้วว่า "ดิฉันเชื่อว่าเหลียงฟูต้องส่งคนมาเจรจาค่ะ เพราะมันต้องการเงินและเสบียงอาหารมากกว่าที่จะรบกับเรา"

ขุนศึกหันมาทางเสี่ยหงวน

"กันจะให้แกเป็นผู้แทนฝ่ายเราเจรจากับพวกโจร ถ้าหากว่ามันส่งผู้แทนของมันมาพบกับเรา"

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วกล่าวกับพลด้วยสำนวนพงศาวดารจีน

"ข้าแต่ท่านตั้วเก๊า ตามที่ท่านแต่งตั้งข้าเป็นผู้แทนฝ่ายเราเจรจากับพวกโจรนั้นตัวข้ามีความยินดียิ่งนัก ข้าจะทำหน้าที่ของข้าอย่างดีที่สุดขอตั้วเก๊าจงไว้วางใจเถิด"

พลทำตาปริบๆ ค่อยๆ หันหน้ามาถามนิกร

"ตั้วเก๊าเขาแปลว่ากระไรวะอ้ายกร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"แหม-เซ่อจริง ตั้วแปลว่าใหญ่ เก๊าแปลว่าหัวหน้า ตั้วเก๊าก็คือหัวหน้าใหญ่นั่นเอง"

พลยิ้มแป้น แต่แล้วก็หยุดยิ้มทันทีทันควัน

"อ้ายเปรต เก๊าแปลว่าหมา" เขาดุนิกร

นิกรแกล้งทำหน้าเซ่อ

"งั้นเรอะ เอ๊ะ-ไม่ได้แปลว่าหัวหน้าหรอกหรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก แล้วท่านก็กล่าวกับที่ประชุม

"เลิกประชุมได้แล้วพวกเรา เราจะเริ่มส่งกำลังเข้าประจำที่มั่นและรังปืนให้เรียบร้อยภายในครึ่งชั่วโมงนี้"

ทุกคนต่างลุกขึ้นแล้วพากันออกไปจากกระท่อมใหญ่หลังนั้น เมื่อออกมานอกกระท่อมกอบแก้วก็เผลอตัวยกมือทั้งสองเกาะแขนพลต่อหน้ากิมหงวน, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว

"พี่ขา พี่ต้องระวังตัวให้มากนะคะพี่ เหลียงฟูมันมีอาวุธทันสมัย สมุนของมันมีร่วมพัน ถ้าพี่เป็นอะไรไปแก้วก็จะตายตามพี่ไปด้วย"

กิมหงวนดีดมือแป๊ะแล้วกล่าวกับนิกรดังๆ

"ไหมล่ะ ความลับในโลกนี้มันมีเมื่อไร เมื่อคืนอ้ายพลกลับมานอนตีสี่กว่า มีรอยลิพสติครูปปากผู้หญิงติดอยู่ที่แก้มซ้าย ในที่สุดมันก็เป็นความจริงตามที่กันคาดหมายไว้"

กอบแก้วรีบปล่อยมือที่จับแขนพลออกและเดินหนีไปจากที่นั้นโดยเร็ว นิกรขบเขี้ยวเคี้ยวฟันยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นขุนศึกดังพลั่ก

"นี่แน่ะสำคัญนัก ไปที่ไหนก็มีเรื่องที่นั่น"

พลยิ้มแห้งๆ

"ก็ข้าเป็นพระเอกนี่หว่า"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบอกชอบใจ

"เวล-เวล-เหว่ล อ้ายพลมันแน่มาก มิน่าล่ะ เวลาคุยกับพวกเราสายตาของคุณกอบแก้วมักจะมองดูหน้าอ้ายพลเสมอ ที่แท้ก็แอบโอ.เค.กันแล้ว"

ขุนศึกทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"อย่าคิดอะไรให้มากมายไป ไม่มีอะไรหรอก กันกับแก้วเพียงแต่รักกันเท่านั้น และอย่าแปลกใจถ้ากันจะบอกว่าแก้วนี่แหละคือนางไพรที่เราพบเห็นในป่าทึบและพวกเราไล่จับหล่อนแต่หล่อนหลบหนีเราไปได้"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนตะลึง

"นางไพร" เสี่ยหงวนร้องเกือบเป็นเสียงตะโกน

"ถูกแล้ว กันติดตามไปค้นหาหล่อนในป่าเมื่อวันที่เราขึ้นมาบนหมู่บ้านแม้วที่นี่และกันพยายามค้นหานางไพรจนพบ ความจริงหล่อนก็คือกอบแก้วหัวหน้าแม้วนั่นเอง แต่หล่อนลงไปเที่ยวเล่นในป่าซึ่งในป่าไม่มีสัตว์ร้ายอะไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบกระซาบถามพลเบาๆ

"แล้วเมื่อคืนแกไปนอนกับกอบแก้วหรืออย่างไร"

ขุนศึกสะดุ้งโหยง

"แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่าครับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ให้แกรากเลือดลงแดงตาย"

"เออ"

"ให้แกก้าวไปนี่ธรณีสูบ"

"ให้แกมีอันเป็นต้องตายด้วยคมอาวุธ ตายไปอย่าผุดอย่าเกิด ไม่ได้พบพระพบเจ้า ตกนรกหมกไหม้ร้อยกัปแสนกัลป์อนันตชาติ บุญกุศลของแกที่ทำไว้ให้เป็นของกันให้หมด แกไม่ได้ทำลายกอบแก้ว"

"เออ" พลตะโกนสุดเสียง

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"แล้วเมื่อคืนแกหายหัวไปไหนวะ"

"ไปคุยกับแก้วที่ริมลำธารหลังบ้าน คุยกันเฉยๆ โว้ย"

"จูบหล่อนหรือเปล่า" นิกรซัก

"เปล่า"

"ให้ฟ้าผ่ารากเลือดออกมาเป็นแท่งๆ ให้พระแก้วพระการผลาญชีวิตแก เร็ว-สาบานมา"

พลหัวเราะหึๆ

"ไม่สาบานโว้ย"

"นั่นแน่" นิกรร้องเอ็ดตะโร "เท่านี้ก็จับได้ว่าแกต้องจูบกอบแก้ว อ้ายเวรนี่เลวมาก มีจมูกอยู่สองรูเท่านั้นจูบสาวๆ ดะ ไปที่ไหนมีนิยายพิศวาสที่นั่น"

พลมองดูนิกรอย่างขบขัน

"ความจริงก็ไม่ได้หนักกบาลแกเลย เรื่องส่วนตัวของฉันและความสุขของฉัน เมื่อคืนนี้ตอนหัวค่ำแกแอบไปนอนกับสาวแม้วคนหนึ่งที่นายเต๋าชักนำมาให้แกฉันยังไม่สนใจไม่ซักไซ้ไล่เลียงแก ความจริงฉันควรจะถามแกด้วยซ้ำไปเพราะยายแม้วคนนั้นรูปร่างอ้วนใหญ่เหมือนกับตุ่มสามโคก ไง๋แกถึงชอบ"

คราวนี้นิกรยิ้มแหย

"ทำไมแกรู้ล่ะ"

"เถอะน่า ฉันรู้ก็แล้วกัน จริงไหมล่ะ"

นิกรค้อนประหลับประเหลือก

"ทะลึ่ง สอดรู้สอดเห็นดีนัก พูดถึงยายตุ่มสามโคกชักคันหัวตงิดๆ หล่อนเลี้ยงเหาไว้เต็มกบาลเลย ได้ข่าวว่าสาวๆ ชาวแม้วเขานิยมเลี้ยงเหา ถ้าหัวใครไม่มีเหาก็น้อยหน้ากัน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานแฟนของผมเล่าให้ฟังว่าเหาที่นี่ซื้อขายกันเป็นเงินเป็นทองครับ รับประทานตัวโต ๑๐ ตัวบาท ตัวเล็ก ๑๕ หรือ ๒๐ ตัวบาท ไข่เหาถ้าชอบพอกันขอกันได้"

ทุกคนหันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวถาม

"แกมีแฟนกับเขาเหมือนกันหรือเจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"ครับ สาวใช้ของคุณแก้วนั่นแหละครับแฟนผม เมื่อคืนนี้ตอนหัวค่ำผมแอบเข้าไปนอนคุยกับหล่อนในห้องหล่อนตั้งเกือบชั่วโมง รับประทานเอาผ้าเช็ดหน้าคลุมหัวป้องกันเหาเลยปลอดภัย"

อาเสี่ยยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าแห้วอย่างแรง ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสี่สหายกับเจ้าแห้วเดินตรงไปยังที่พักของพลรบเพื่อเตรียมวางกำลังต่อสู้กับพวกโจรฮ่อซึ่งยกกำลังมา

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง พลรบ ๒๐๐ คน ในบังคับบัญชาของพลก็เข้าประจำที่มั่นและรังปืนทั่วทุกแห่งโดยรอบหมู่บ้าน ชายฉกรรจ์อีก ๓๐๐ คน ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองหนุนรวมกำลังกันอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ขณะนี้ปืนแก๊ปที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ถูกส่งมาเพิ่มเติมเรื่อยๆ พร้อมด้วยหน้าไม้และลูกธนูอาบยาพิษอีกมากมาย รังปืนทุกแห่งมีระเบิดขวดหลายขวด นอกจากนี้ยังมีกระสุนปืน, น้ำจืด, เสบียงอาหารและยาสูบอีกตามสมควร บรรดาหัวหน้าแม้วต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ร่วมรักสามัคคีกันเป็นอย่างดี

บริเวณบ้านสงบเงียบ จนกระทั่ง ๑๖.๐๐ น.เศษ กองโจรของเหลียงฟูก็ปรากฏตัวขึ้นมองแลเห็นอยู่เบื้องล่าง พวกโจรเคลื่อนที่บ่ายโฉมหน้าเข้ามาอย่างระมัดระวังตัว เหลียงฟูรู้แล้วว่าแม้วทั้งสี่ตำบลได้แข็งข้อต่อเขามารวมกำลังกันที่นี่เพื่อตั้งรับกองโจร เหลียงฟูยึดหมู่บ้านทั้งสามตำบลได้โดยไม่มีการปะทะกันเลยเพราะเป็นหมู่บ้านที่ถูกทอดทิ้งไว้ปราศจากผู้คนสัตว์พาหนะข้าวของอันมีค่า เหลียงฟูสั่งให้สมุนของเขาเผาหมู่บ้านพินาศไปแล้วทั้งสามแห่งแล้วเคลื่อนพลมุ่งตรงมาที่นี่

บรรดานักรบชาวแม้วต่างจ้องมองดูพวกโจรฮ่อด้วยใจเต้นระทึกไปตามกัน เหลียงฟูสั่งให้หยุดไพร่พลห่างจากหมู่บ้านราว ๓๐๐ เมตร หลังจากนั้นโจรฮ่อไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ คนในบังคับบัญชาของเหลียงฟูก็กระจายกำลังกันออกไปเป็นหมู่ทำการโอบล้อมหมู่บ้านแม้วทั้งสี่ด้าน พวกโจรหมอบเรียงราย ปืนกลหนัก ปืนกลเบาและปืนครกเข้าตั้งที่ยิงเรียบร้อย อย่างไรก็ตามพลรบฝ่ายแม้วก็พร้อมที่จะต่อสู้แบบยอมตายถวายชีวิต

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนอยู่ในที่อับกระสุนแห่งหนึ่ง ทุกคนต่างมองดูไพร่พลของเหลียงฟูด้วยความหนักใจ พวกโจรแต่งเครื่องแบบคล้ายทหารปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วฉับพลันมองแลเห็นเกลื่อนกลาดไปทั่ว

"ถ้าจะแย่มันโว้ย" นิกรบ่นพึมพำ "มันยกมามืดฟ้ามัวฝนอย่างนี้เราจะสู้มันไหวหรือ"

พลหันมายิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"ระเบิดไฮโดรเยนของแกอยู่ไหนล่ะเอามาปราบมันซี"

นิกรทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"ไม่ไหวโว้ย มีอยู่ ๑๐ ลูกเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ

"พวกโจรคนหนึ่งขี่ม้าเข้ามาหาเรา โน่น-เห็นไหม เหลียงฟูคงใช้ให้มาเจรจากับกอบแก้วเป็นแน่ เข้าใจว่ามันไม่มีอาวุธ"

พลยกมือตบบ่าเสี่ยหงวน

"เตรียมเจรจากับมันได้ พวกฮ่อโดยมากรู้ภาษาจีนกลางไม่ใช่หรือ"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"หวาน เดี๋ยวนี้คนจีนที่ทันสมัยเขาพูดภาษาจีนกลางกันทั้งนั้น อีกไม่ช้าภาษาจีนเก่าๆ ที่เราได้ยินได้ฟังกันจะสูญสิ้นไป"

กอบแก้วนางพญาแม้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย หล่อนแต่งกายรัดกุมและสวยเก๋มาก สวมสะแล็คสีเทา เชิ๊ตตรวจการสีขาวคาดเข็มขัดปืนพกมีปืนพกสองกระบอก

"พี่ พี่คะ" หล่อนพูดกับพลอย่างระล่ำระลัก "เหลียงฟูส่งคนของมันมาพบเราแล้วค่ะ"

เสียงกระแอมไอของนิกร, กิมหงวนและดร.ดิเรกดังขึ้นทันที นางไพรทำเอียงอายแล้วเผลอตัวยกกำปั้นทุบหลังเจ้าแห้วดังตุ้บ

"อ้าว" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "รับประทาน คุณทุบหลังผมเนื่องในงานอะไรกันล่ะครับ"

"ไม่รู้ละ อยากยืนเกะกะฉันทำไมล่ะ" หล่อนพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

นิกรมองไปทางผู้แทนของเหลียงฟูซึ่งควบม้าเข้ามาในเขตแนวต้านทานของฝ่ายแม้ว แล้วนิกรก็แกล้งยกมือทั้งสองขึ้นป้องปากร้องขึ้นด้วยเสียงแหลมเล็กเหมือนเสียงผู้หญิง

"ยู้ฮู ยู้ฮู ยู้ฮู"

พลยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนายจอมทะเล้นดังพลั่ก

"นี่แน่ะ"

นิกรสะดุ้งเฮือกยกมือคลำก้นสูดปากลั่นหันมาค้อนพลอย่างประหลับประเหลือก

"เค้าเจ็บไม่ใช่เรอะ เดี๋ยวเขาโมโหขึ้นมาเค้าก็กระทืบตัวบ้างเท่านั้นแหละ"

พลยิ้มให้นางพญาแม้วแล้วพูดกับหล่อนเบาๆ

"สำหรับอ้ายหงวนกับอ้ายกรแก้วอย่าถือสาหาความมันเลยนะจ๊ะ มันเคยเป็นคนไข้โรคจิตมาแล้ว"

กอบแก้วยิ้มเอียงอาย ขณะนี้ผู้แทนของเหลียงฟูขับม้าเข้ามาถึงแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและนางไพรพากันออกไปยืนเด่นในที่แจ้ง เจ้าหนุ่มฮ่อร่างใหญ่บังคับม้าให้หยุดนิ่งแล้วก้าวลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็วฉับพลัน เขาแต่งกายคล้ายกับทหารแต่ปราศจากอาวุธ เขาตรงเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ากอบแก้วแล้วกล่าวกับหล่อนด้วยภาษาฮ่อ อาเสี่ยปราดเข้าขวางกลางพยักพเยิดกับผู้แทนของจอมโจร

"ไต่ไหเถาเหากินโหอ้า"

เจ้าหนุ่มฮ่อขมวดคิ้วย่น แล้วโต้ตอบกับเสี่ยหงวนด้วยภาษาไทยอย่างชัดเจน

"เหากินหัวลื้อน่ะซี ลำบากนักก็พูดไทยกับอั๊วเถอะโว้ย"

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะหึๆ ไปตามกัน เสี่ยหงวนยกมือจับเคราผู้แทนของเหลียงฟูกระตุกดังนับ

"ว่าไงน้องชาย มีอะไรที่จะเจรจากันก็ว่ามา"

"แล้วทำไมต้องดึงเครากันด้วยโว้ย กันไม่ต้องการพูดกับแก เหลียงฟูใช้ให้กันมาเจรจากับกอบแก้ว" พูดจบเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็หันมาทางหล่อนแล้วก็ยิ้มให้นางพญาแม้ว "กอบแก้ว ขณะนี้พวกเราได้โอบล้อมหมู่บ้านแม้วของเธอไว้อย่างหนาแน่นแล้ว เหลียงฟูสั่งให้มาบอกเธอว่า ถึงแม้เธอสามารถรวบรวมกำลังพวกแม้วทั้งสามแห่งมาตั้งรับที่นี่ แต่กองโจรของเรามีกำลังเกือบพันคน มีปืนกลหนัก ปืนกลเบา เครื่องยิงระเบิด ปืนกลมือและระเบิดมือ มีอาวุธเท่ากับทหารหนึ่งกองพัน ถ้าเธอสู้พวกแม้วและเธอก็จะถูกพวกเราฆ่าตายหมด ฉะนั้นขอให้เธอสั่งพวกแม้วทุกคนวางอาวุธเปิดทางให้พวกเราเข้ามาในหมู่บ้านนี้แต่โดยดี"

"ถุย" นิกรร้องขึ้นดังๆ "อย่ามาขู่หน่อยเลยวะอ้ายพวกโจร ๕๐๐ กลับไปบอกนายแกเถอะว่าแม้วทุกคนพร้อมแล้วที่จะสู้ตาย ถ้าพวกโจรเริ่มบุกเราเมื่อไรเราจะใช้ระเบิดไฮโดรเยนต่อสู้ทันที"

ผู้แทนฝ่ายเหลียงฟูมองดูหน้านายจอมทะเล้นแล้วหัวเราะงอหายเหมือนกับว่าเขาขบขันที่สุด

"ระเบิดไฮโดรเยนหรือพี่ชาย เข้าทีดีเหมือนกัน" แล้วเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็หันมายิ้มกับนางไพร "เธอแข็งข้อต่อนายเราเพราะถือว่ามีคนไทยกลุ่มนี้มาช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ โปรดคิดเสียให้ดีกอบแก้ว ถ้าเธอสั่งให้แม้ววางอาวุธ เหลียงฟูก็จะเข้ายึดหมู่บ้านเก็บกวาดทรัพย์สมบัติของพวกแม้วแล้วก็ล่าถอยกลับไป พวกเธอก็จะมีชีวิตรอดพ้นจากความตาย"

นางพญาแม้วพูดโพล่งขึ้นทันที

"จงกลับไปบอกนายของแก แม้วทั้งสี่หมู่บ้านจะสู้และเชิญเหลียงฟูบุกเข้ามาได้ โน่น เห็นไหม พวกเราประจำอยู่ในที่มั่นและรังปืนเรียงรายไปหมด อาวุธทันสมัยของเราก็มีพอจะต่อสู้กับพวกแก จงกลับไปบอกเหลียงฟูตามนี้"

เสี่ยหงวนยกมือเขกกบาลผู้แทนของเหลียงฟูค่อนข้างแรง

"ไป อ้ายน้องชาย ขืนอยู่ชักช้าเดี๋ยวจะเกิดการเตะปากกันขึ้นเจ็บตัวเปล่าๆ ไปเถอะ ถ้าเหลียงฟูบุกเข้ามาพวกเราจะช่วยกันจับเหลียงฟูแขวนคอกลางหมู่บ้านของเรา"

เจ้าฮ่อร่างใหญ่มองดูกิมหงวนด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแล้วยกมือชี้หน้ากิมหงวน

"ดีแล้ว ฝากไว้ก่อน"

กิมหงวนยกมือขวาดีดหูซ้ายผู้แทนของเหลียงฟูดังเพียะ

"นี่แน่ะฝากไว้ก่อน กันจะบอกให้รู้ไว้ เราได้ฝั่งลูกระเบิดไว้รอบๆ บริเวณนี้แล้ว รถถังของเรา ๑๐๐ คัน ซ่อนอยู่อย่างมิดชิด ปืนใหญ่ทหารราบและเครื่องพ่นไฟ ปืนไร้แรงสะท้อนก็เตรียมพร้อมที่จะกวาดล้างพวกแก"

เจ้าฮ่อหนุ่มเค้นหัวเราะ

"โกหก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็โกหกน่ะซีวะ แต่อาจจะเป็นความจริงก็ได้ โน่น ข้างกอไผ่นั้น รถถังสองคันจอดอยู่เห็นไหมล่ะแหกตาดูซิ"

ผู้แทนของเหลียงฟูสะดุ้งเล็กน้อยรีบมองตามมือกิมหงวนซึ่งกำลังชี้ไปที่กอไผ่ แจ้วเจ้าฮ่อหนุ่มก็ทำหน้าเหยเกชอบกล

"รถถังตะหวักตะบวยที่ไหนกันวะ เห็นมีแต่ถังไม้ขนาดใหญ่สองใบ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"นั่นแหละ เอาถังวางบนรถมันก็กลายเป็นรถถังไล่ยิงพวกแกวิ่งหางจุกไปตามกัน"

พล พัชราภรณ์ยกมือตบหลังเจ้าฮ่อหนุ่มค่อนข้างแรง

"อ้ายน้องชาย แกกลับไปได้แล้ว ขืนอยู่ชักช้าพวกแม้วเกิดหมั่นไส้แกอาจจะมีใครคันไม้คันมือเอาปืนส่องแกโป้งเดียวตายแหงแก๋ ไปเสียเถอะ"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะ

"กันเป็นผู้แทนของเหลียงฟูมาเจรจากัน กันไม่มีอาวุธและไม่มีทางต่อสู้ถ้าใครฆ่ากันก็ขี้ขลาดเต็มทน ลาก่อนทุกๆ คน อย่างช้าในชั่วโมงพวกเราคงจะยึดหมู่บ้านนี้ได้"

เจ้าแห้วกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาจะยิงเจ้าหนุ่มฮ่อ แต่พลคว้าข้อมือเจ้าแห้วไว้

"อย่า อ้ายแห้ว มันไม่มีปืน"

"รับประทานนั่นน่ะซีครับผมถึงอยากยิงมัน"

ผู้แทนของเหลียงฟูชักใจไม่ดีก็รีบเดินไปที่ม้าของเขาซึ่งยืนกินหญ้าอยู่ใต้ต้นไม้ เขาจับสายบังเหียนก้าวขึ้นนั่งบนหลังม้าแล้วควบขับม้าออกไปจากหมู่บ้าน พวกแม้วหลายต่อหลายคนร้องตะโกนด่าท้าทายเสียงลั่น บางคนก็เอาก้อนหินขว้าง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือขวาให้กอบแก้วจับ

"เด็ดขาดดีมากหลานสาว เมื่อเราตั้งใจจะรบกับมันก็ต้องเข้มแข็งเด็ดขาดเช่นนี้"

นางพญาแม้วยิ้มน่ารัก

"ถ้าไม่มีคุณลุงกับลูกหลานของคุณลุงแก้วก็คงไม่กล้าสู้กับพวกโจรหรอกค่ะ คุณลุงมั่นใจไหมคะว่าแนวต้านทานของเราแข็งแกร่งพอที่จะตั้งรับพวกโจรได้"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"แน่นอนแก้ว อย่างน้อยที่สุดเราจะตั้งรับมันได้ไม่ต่ำกว่า ๕ วัน เมื่อพวกโจรหมดกระสุนหรือพรรคพวกของมันล้มตายไปมากมันก็จะล่าถอยไปเอง" แล้วท่านก็หันมาทางพลขุนศึกหรือแม่ทัพแม้ว "พลรบของเรารวมทั้งกำลังหนุนมีอยู่เท่าไรนะหลานชาย"

กิมหงวนตอบแทนพลอย่างฉาดฉาน

"หนึ่งล้านกับห้าร้อยเจ็ดสิบคนครับ"

เจ้าคุณเสนาธิการแยกเขี้ยวพร้อมกับทำคอย่น พอท่านเอื้อมมือจับด้ามปืนพก เสี่ยหงวนก็วิ่งอ้าวไปจากที่นั้นแล้วไปยืนแอบกำบังตัวที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาคลี่ออกชูขึ้นเหนือศีรษะโบกไปมาเป็นสัญญาณยอมแพ้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนด่าลั่น

"อ้ายกิมเบ๊"

อาเสี่ยเดินหัวเราะออกมาจากต้นไม้ต้นนั้น

"ล้อชื่อเตี่ยผมแล้วหายกันนะครับ แฮ่ะ แฮ่ะ กลัวแล้วครับ"

"ระวังให้ดีนะมึง ทะลึ่งไม่รู้จักกาลเทศะ"

เวลาแห่งความคับขันผ่านพ้นไปทีละน้อย พลรบแม้ว ๒๐๐ คน ต่างเตรียมพร้อมอยู่ในที่มั่นและรังปืนของเขาท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นในเวลาบ่าย พวกโจรฮ่อตั้งล้อมอยู่เฉยๆ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกอบแก้วได้ออกมาเยี่ยมนักรบแม้วตามรังปืนต่างๆ ตลอดเวลา นิกรสั่งให้เจ้าแห้วและแม้วสองคนช่วยกันลำเลียงระเบิดไฮโดรเยนหรือหม้อน้ำดินบรรจุรังผึ้งทั้ง ๑๐ ลูก ไปไว้ที่เนินสูงแห่งหนึ่ง แล้วนิกรก็ประจำอยู่ตรงนั้นมีปืนกลมือเป็นอาวุธซึ่งเขามั่นใจว่าพวกโจรจะต้องยกเข้าตีทางด้านนี้ด้วย เพราะภูมิประเทศนอกหมู่บ้านเป็นละเมาะกว้างขวางช่วยกำบังตัวพวกโจรในการรุกเคลื่อนที่ นิกรขอร้องให้เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเขา

"แกกับกันร่วมเป็นร่วมตายกันเถอะวะอ้ายแห้ว" นายจอมทะเล้นพูดยิ้มๆ

"รับประทานร่วมเป็นน่ะผมไม่รังเกียจหรอกครับ แต่รับประทานร่วมตายผมไม่ใคร่ชอบ"

นิกรจุ๊ปาก

"ไม่ใช่หมายความว่าเราจะถูกยิงตายโว้ย หมายความว่าแกกับกันสองคนจะยึดบริเวณนี้เป็นที่มั่นต้านทานโจรไม่ให้รุกล้ำเข้ามา เราจะใช้ระเบิดไฮโดรเยนของเราโจมตีพวกโจรให้แตกพ่าย"

เจ้าแห้วหัวเราหึๆ

"รับประทานคุณเรียกมันเสียโก้ไปเลย ที่แท้ก็คือระเบิดรังผึ้ง"

"เออ ต้องเรียกให้มันโก้หน่อยซีวะ ผึ้งในหม้อน้ำยังไม่ตายแน่นะ"

"รับประทานยังครับ เมื่อตอนเที่ยงผมแลบฝาออกดูหน่อยหนึ่งรับประทานมันบินพรูออกมาตั้งหลายตัว ตัวหนึ่งต่อยผมเป๊กเข้าให้ที่หัวคิ้วซ้าย รับประทานยังปูดอยู่เลยครับ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"ดีโว้ย ผึ้งมันถูกขังมันต้องโมโหโทโสแน่ๆ ยิ่งโมโหมากยิ่งดีเอ็งคอยดูก็แล้วกัน พวกโจรฮ่อเจอระเบิดไฮโดรเยนของข้ารับรองว่าวิ่งกันป่าราบไปเลย"

ทันใดนั้นเองนิกรกับเจ้าแห้วก็ได้ยินเสียงแตรเดี่ยวแว่วมาแต่ไกลเป็นสัญญาณเปิดฉากรบของพวกโจรฮ่อ พอสิ้นเสียงแตรเสียงปืนทางฝ่ายโจรก็ดังกึกก้องขุนเขาใหญ่ กองโจรของเหลียงฟูเคลื่อนที่เข้ามาเป็นหมวดหมู่แบบทหาร เป็นการรุกอย่างมีระเบียบเรียบร้อย กระสุนปืนกลหนักเบาและกระสุนปืนเล็กยาวปลิวว่อน นักรบแม้วยังสงบเงียบอยู่ในที่มั่นและรังปืนของตน พวกโจรหนึ่งหมวดบุกเข้ามาตามป่าละเมาะดังที่นิกรคาดหมายไว้ พื้นที่ตอนนั้นมีความลาดชันราว ๓๐ องศา พวกโจรอาศัยต้นไม้เล็กๆ เป็นที่กำบังตัว เจ้าแห้วกับนิกรหมอบอยู่ในระหว่างหมู่ก้อนหินซึ่งเป็นที่คุ้มกันกระสุนปืนได้อย่างดี

"รับประทานมันใกล้เข้ามาแล้วครับ"

นิกรยิ้มอย่างใจเย็น

"ใจเย็นไว้อ้ายน้องชาย ให้มันเข้ามาในระยะร้อยเมตรค่อยรัวทอมสันแจกจ่ายมันคนละเม็ดสองเม็ด"

"รับประทานร้องเพลงมาร์ชแม้วปลุกใจนิดหน่อยดีไหมครับ"

นิกรหัวเราะ

"ลำบากนักอย่าร้องดีกว่า เตรียมยิง อ้ายแห้ว ระวัง ที่หมายไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม ยิง"

นิกรกับเจ้าแห้วต่างกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนกลมือปล่อยกระสุนออกไปราวกับห่าฝน ในเวลาเดียวกันพลรบแม้วอีกหลายแห่งก็กำลังยิงโต้ตอบกับพวกโจรอย่างดุเดือด พลกับดร.ดิเรก เสี่ยหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกย้ายกันออกไปประจำตามรังปืนต่างๆ ใช้ทอมสันยิงกราดพวกโจรผงะหงายล้มตายไปหลายคน ที่เหลือตายหมอบราบกับพื้นดินไม่กล้ารุกคืบหน้าเข้ามาอีก

อย่างไรก็ตามพวกโจรทางด้านนิกรพยายามคลานคืบเข้ามาทีละน้อยโดยอาศัยก้อนหินและต้นไม้เป็นที่กำบังตัว นิกรสั่งให้เจ้าแห้วยิงโดยประหยัดกระสุน เมื่อพวกโจรประมาณ ๑๕ คน รุกเข้ามาหมอบกำบังในหมู่ก้อนหินห่างจากนิกรกับเจ้าแห้วราว ๔๐ เมตร นิกรก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวังตัว เขาวิ่งไปที่หม้อน้ำดินหรือระเบิดไฮโดรเยนของเขาซึ่งวางอยู่เรียงราย นิกรยกปืนกลมือขึ้นสะพายบ่าก้มตัวลงยกหม้อน้ำใบหนึ่งชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้ววิ่งกลับมาหาเจ้าแห้ว กระสุนปืนกลเบาของพวกโจรชุดหนึ่งถากร่างนายจอมทะเล้นของเราไปอย่างหวุดหวิด

นิกรพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-ตอนนี้เป็นตอนวีรกรรม เอ็งช่วยออกคำสั่งหน่อยเถอะวะ สมมุติว่าเอ็งเป็นผู้หมวด"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ แล้วร้องตะโกนออกคำสั่ง

"ที่หมายข้าศึกข้างหน้า ทุ่มระเบิดไฮโดรเยนไปเดี๋ยวนี้"

นิกรร้องทวนคำสั่ง

"ทราบแล้ว" แล้วเขาก็ทุ่มหม้อน้ำดินข้ามก้อนหินใหญ่ไปทันที

หม้อน้ำดินหรือระเบิดไฮโดรเยนลูกนั้นกลิ้งขลุกๆ ลงไปตามความลาดชันอย่างรวดเร็ว พวกโจรฮ่อชักเอะใจไม่ทราบว่าเป็นอะไรถึงกับหยุดยิงไปชั่วขณะ หม้อน้ำใบนั้นกลิ้งเข้ามาหาพวกโจรแล้วกระทบก้อนหินแตกกระจายเป็นหลายเสี่ยง

"โพละ"

ผึ้งป่ารังใหญ่ได้รับอิสรภาพก็แตกฮือออกจากรังของมัน สัญชาติญาณของผึ้งนั้นย่อมดุร้ายและอาฆาตพยาบาทศัตรู เมื่อมันเข้าใจว่าพวกโจรฮ่อจับมันขังไว้ในหม้อน้ำ ผึ้งฝูงนั้นก็บินเข้าเล่นงานสมุนของเหลียงฟูทันที ฝูงผึ้งแยกย้ายกันต่อยสมุนโจรของเหลียงฟูโดยไม่เลือกหน้าและไม่เลือกที่หมาย ทุกคนหน้าตาปูดโปนกระโดดโลดเต้นร้องเอะอะเอ็ดตะโรป้องปัดเป็นพัลวัน แล้วพวกโจรก็ล่าถอยแตกพ่ายคุมกันไม่ติด

เหลียงฟูบัญชาการรบอยู่เบื้องหลัง เมื่อแลเห็นกองโจรหมวดนี้ล่าถอยโดยไม่มีคำสั่งจากเขาจอมโจรหนวดแดงก็เดือดดาลร้องเรียกนายโจรคนหนึ่งเข้ามาหา

"เลาเฮี้ยง วิ่งไปที่หมวด ๓ กองร้อยที่ ๑ เดี๋ยวนี้ เอาตัวผู้บังคับหมวดมาให้ข้า ข้าไม่ได้สั่งให้มันถอยเลยทำไมสมุนของข้าจึงกระโดดโลดเต้นกลายเป็นลิงเป็นค่างไปหมด"

เลาเฮี้ยงนายโจรซึ่งถูกแต่งตั้งมีตำแหน่งเป็นคนสนิทของเหลียงฟูรีบวิ่งไปตามละเมาะนั้นทันที สักครู่เลาเฮี้ยงก็พาชายหนุ่มร่างล่ำสันคนหนึ่งมาพบกับเหลียงฟูตามคำสั่ง ชายหนุ่มผู้นี้หน้าตาบวมฉุปากคอปลิ้นจนแทบจะจำหน้าไม่ได้ แม้กระทั่งเหลียงฟูก็เกือบจะจำไม่ได้

"เฮ้ย นั่นแกรึอ้ายน้องชาย" จอมโจรหนวดแดงถามเสียงหัวเราะ

ผู้บังคับหมวดโจรยิ้มแห้งๆ

"ครับ ผมเองครับนาย"

เหลียงฟูหัวเราะก้าก

"หน้าตาแกเป็นอะไรวะอ้ายน้องชาย แล้วก็ทำไมแกสั่งสมุนของแกล่าถอยก่อนได้รับคำสั่งจากกัน"

"แล้วแต่จะโปรดเถอะครับ ผมไม่ได้สั่งให้ถอยเลยแต่ลูกน้องของผมตลอดจนตัวผมวิ่งหนีมาเอง พวกแม้วใช้กลยุทธอันลึกซึ้งจับผึ้งใส่หม้อน้ำดินแล้วกลิ้งมาทางพวกเราครับ หม้อน้ำกระทบก้อนหินแตกผึ้งนับพันที่อยู่ในหม้อน้ำก็ออกมาต่อยพวกเรา ตัวมันเล็กนิดเดียวใครจะไปสู้มันได้ล่ะครับ"

เหลียงฟูจอมโจรหนวดแดงขมวดคิ้วย่น เขามองไปทางแนวที่มั่นของพวกแม้วแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"อือ สติปัญญามันแหลมพอใช้ ถ้าเช่นนั้นเราอย่าเพิ่งบุกมันกันจะสั่งให้ปืนครกสนามยิงลูกระเบิดไปทำลายหมู่บ้านแม้วให้ราบเสียก่อน พวกแม้วจะได้เสียขวัญและชิ้นระเบิดคงจะฆ่าพวกแม้วตายไม่น้อย"

จอมโจรเรียกพลแตรเดี่ยวเข้ามาหาสั่งให้เป่าแตรสัญญาณหยุดรบ หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวหมู่บ้านแม้วก็ถูกระดมยิงด้วยปืนครกสนามหรือเครื่องยิงระเบิด ลูกระเบิดนัดแรกจากปืนครกตกกลางหมู่บ้านระเบิดลั่นทำให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว เสียงระเบิดทำให้พลรบแม้วชักเสียขวัญ แต่คณะพรรคสี่สหายของเราพยายามปลอบโยนพลพรรคแม้วที่อยู่ใกล้ๆ เขา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและเสี่ยหงวนยืนสังเกตการรบอยู่ในที่มั่นแห่งหนึ่ง พอกระท่อมหลังใหญ่หลังนั้นถูกระเบิดและถูกไฟไหม้กอบแก้วก็วิ่งเข้ามาหาขุนศึกด้วยท่าทางตระหนกตกใจ

"ทำไมพี่ไม่สั่งให้กำลังหนุนของเราช่วยกันดับไฟล่ะคะพี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนางพญาแม้วทันที

"ขืนเข้าไปดับไฟก็ถูกระเบิดตายหมด หลานสาว เราจำเป็นต้องยอมให้บ้านเรือนของเราถูกไฟไหม้ เพราะเรามีโอกาสที่จะสร้างใหม่ได้ พวกโจรจับระยะยิงได้อย่างนี้มันจะต้องระดมยิงมาเรื่อยๆ โดยไม่เปลี่ยนที่หมาย อยู่นี่แหละแก้วจะได้ปลอดภัย ปล่อยให้มันยิงไม่ช้าลูกระเบิดของมันก็จะหมดไปเอง"

ปืนครกสนามของเหลียงฟูระดมยิงลูกระเบิดมาอีกไม่ต่ำกว่า ๑๐ นัด หมู่บ้านพังพินาศและถูกไฟไหม้ลุกลามติดต่อกันไป แสงเพลิงลุกโชติช่วงกลุ่มควันสีดำพลุ่งขึ้นสู่อากาศ บรรดาพลพรรคแม้วต่างเจ็บช้ำน้ำใจอย่างยิ่งที่บ้านเรือนของเขาถูกพวกโจรฮ่อเผาผลาญด้วยลูกระเบิดพินาศไป ลูกระเบิดลูกหนึ่งตกลงมาในรังปืนของพลพรรคแม้วทำให้แม้วคนหนึ่งตายคาที่อีก ๔ คนบาดเจ็บสาหัสเพื่อนๆ รีบช่วยกันส่งตัวไปยังหน่วยเสนารักษ์โดยด่วนเพื่อให้ดร.ดิเรกและหมอผีทำการช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ ในเวลาไล่ๆ กันลูกระเบิดจากเครื่องยิงระเบิดหรือปืนครกสนามอีกหนึ่งลูกก็ตกระเบิดในระหว่างพลพรรคแม้วซึ่งเป็นกำลังหนุนและหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าโปร่งนอกหมู่บ้านทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายคน

อย่างไรก็ตาม การระดมยิงลูกระเบิดของพวกโจรได้สิ้นสุดลงภายในเวลาไม่ถึง ๑๐ นาที ขณะนี้หมู่บ้านแม้วตกเป็นเหยื่อพระเพลิงเกือบหมดแล้ว พลได้รับรายงานจากหัวหน้าแม้วคนหนึ่งว่าฉางข้าวและกระท่อมอันเป็นที่เก็บเสบียงกรังถูกไฟไหม้เสียหาย

ในราว ๑๗.๐๐ น.เศษ เหลียงฟูสั่งให้บริวารของเขาบุกเข้าตีหมู่บ้านแม้วอีก คราวนี้พวกโจรเข้าตีพร้อมกันทั้งสี่ด้าน พลพรรคแม้วได้ต่อสู้ต้านทานอย่างเหนียวแน่น สู้ด้วยปืนแก๊ปและหน้าไม้ ส่วนปืนกลมือของสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วนั้นนานๆ จึงจะระดมยิงพวกโจรสักครั้งเพราะจำเป็นต้องประหยัดกระสุนไว้

พลกับเสี่ยหงวนหมอบอยู่ในรังปืนแห่งหนึ่งพร้อมด้วยหนุ่มฉกรรจ์ชาวแม้วอีกสามคน เมื่อสมุนโจรของเหลียงฟูจำนวนหนึ่งเคลื่อนที่เข้ามาในระยะใกล้เพื่อนำปืนกลเบากระบอกหนึ่งมาเข้าที่ตั้งยิงในในซอกหินเสี่ยหงวนก็ปลดระเบิดมือออกมาจากหน้าอกเสื้อหนึ่งลูก อาเสี่ยใช้ฟันคาบสายสลักนิรภัยไว้แล้วกระชากออกเหวี่ยงลูกระเบิดมือลอยละลิ่วไปทางกลุ่มนั้นทันที

"ตูม"

สมุนของเหลียงฟูทั้งสี่คนถูกชิ้นระเบิดตายราบ กิมหงวนยิ้มแป้นยกมือตบหลังพลแล้วกล่าวว่า

"แกคอยยิงคุ้มกันกันไว้อ้ายพล กันจะวิ่งไปยึดปืนกลเบากระบอกนั้นเอามาใช้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเรา"

ขุนศึกคว้าแขนเพื่อนเกลอของเขาไว้

"อย่า อ้ายหงวน ถ้าแกออกไปจากรังปืนแกก็มีหวังถูกยิงตาย"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"ถูกละ แต่กันจะยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต ปืนกลเบากระบอกนั้นจะช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้นอีก" พูดจบกิมหงวนก็ส่งทอมสันคู่มือให้แม้วหนุ่มคนหนึ่ง แล้วลุกขึ้นปีนออกไปจากรังปืนอย่างอาจหาญ

เขาวิ่งไปยังปืนกลเบากระบอกนั้นอย่างรวดเร็ว พวกโจรสี่คนนอนตายอยู่เรียงรายใกล้ปืนกลเบากระบอกนั้น อาเสี่ยถูกสมุนของเหลียงฟูระดมยิงด้วยปืนเล็กยาวและปืนกลมือ เขาหยุดชะงักเอี้ยวตัวและก้มศีรษะหลบหลีกกระสุนปืนอย่างแคล่วคล่อง แล้ววิ่งเข้าไปล้มตัวลงนอนข้างปืนกลเบากระบอกนั้นพอดี

นายโจรคนหนึ่งสั่งบริวารรุกเข้าหากิมหงวน อาเสี่ยคลานไปที่ศพสมุนโจรยึดกระสุนปืนกลเบาได้รวม ๖ ซอง แล้วคลานกลับมาที่ปืนกลเบา เขาคว้าปืนกลเบากระบอกนั้นลุกขึ้น เสียงนิกรร้องตะโกนโหวกๆ

"อ้ายหงวน วิ่งมาทางนี้โว้ย ถอยมาทางนี้"

อาเสี่ยมองไปทางที่มั่นของนิกรแล้ววิ่งเข้าไปหา เจ้าแห้วยกทอมสันยิงกราดพวกโจรที่ติดตามกิมหงวนมา นิกรแบกหม้อน้ำใบหนึ่งไว้บนบ่า พอกิมหงวนวิ่งเข้ามาเกือบถึงที่มั่นของเขา นายจอมทะเล้นก็ทุ่มหม้อน้ำข้ามก้อนหินกลิ้งขลุกๆ ไปตามความลาดชันของภูเขากระทบหินก้อนหนึ่งแตกกระจาย

ผึ้งป่าบินว่อนไล่ต่อยสมุนโจรอุตลุด อาเสี่ยหมอบลงข้างเจ้าแห้วตั้งปืนกลเบาเตรียมยิง พอแลเห็นสมุนโจถูกผึ้งต่อยกระโดดโลดเต้นและร้องเอะอะโวยวายกิมหงวนก็แหกปากหัวเราะลั่น พวกโจรทางด้านนั้นแตกพ่ายหนีเข้าป่าละเมาะแต่ฝูงผึ้งยังติดตามโจมตีไม่ลดละ

โดยรอบหมู่บ้านแม้วเสียงปืนยังดังกึกก้องอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้เหลียงฟูจะมีกำลังมากกว่าและมีอาวุธเหนือกว่าก็ไม่อาจจะบุกเข้ามาในหมู่บ้านแม้วได้ ทั้งนี้เพราะพลพรรคแม้วอยู่ในรังปืนและที่มั่นอันมิดชิด นอกจากนี้ยังร่วมรักสามัคคีกันทำการรบอย่างดุเดือดกล้าหาญ ในที่สุดกองโจรฮ่อก็ล่าถอยออกไป แต่ก็คงโอบล้อมไว้อย่างหนาแน่น

ใกล้จะพลบค่ำแล้ว หมู่บ้านแม้วยังถูกไฟไหม้ลุกลามอยู่ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยกอบแก้วได้มาชุมนุมกันที่สถานพยาบาลชั่วคราว กระท่อมใหญ่หลังนี้ปลูกอยู่โดดเดี่ยวในป่าโปร่งจึงรอดพ้นจากพระเพลิง และมีบ้านเรือนของพวกแม้วอีกประมาณ ๕๐ หลัง ที่ไม่ถูกเพลิงไหม้

"พวกเราบาดเจ็บกี่คนและตายกี่คน" พลถามนายแพทย์หนุ่มอย่างร้อนรน

"ตาย ๓ คน บาดเจ็บ ๕ คน บาดเจ็บไม่สาหัส ๖ คน"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"แกเป็นหมอชั้นเยี่ยมทำไมปล่อยให้เขาตาย"

ดร.ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือ

"ไอช่วยไม่ได้ คนหนึ่งถูกชิ้นระเบิดคอขาด อีกคนไส้ทะลัก และอีกคนหน้าตาเหวอะหวะจำไม่ได้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"คอขาดหมอชั้นดีอย่างแกก็น่าจะช่วยได้เพียงแต่เอาหัวเขามาติดกับคอตามเดิมเอาเข็มเย็บให้รอบรักษาสักสองอาทิตย์ก็หาย ไส้ทะลักก็ยัดใส่เข้าไปในท้องรีบเย็บเสียจะยากอะไร"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"ถ้าทำได้อย่างนี้กันก็เป็นผู้วิเศษไม่ใช่หมอ"

ทุกคนต่างมองดูคนเจ็บซึ่งนอนร้องครวญครางอยู่บนแคร่ในกระท่อมนั้น หมอผีกำลังเป่ามนตร์ร่ายเวทตามพิธีของเขา แต่ดร.ดิเรกได้ทำแผลและใส่ยาให้เรียบร้อยแล้ว กอบแก้วสั่งให้คนของหล่อนจุดตะเกียงรั้วขึ้นแล้วกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"ออกไปข้างนอกเถอะค่ะ แก้วคิดว่าเราควรจะให้พวกเราได้รับประทานอาหารเย็นกันเสียให้เรียบร้อย อย่างไรเสียเหลียงฟูคงจะยกเข้ามาบุกเราในคืนวันนี้หรือยังไงคะคุณลุง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"แน่นอนหลานสาว เหลียงฟูตีกลางวันไม่สำเร็จมันต้องบุกเราในตอนกลางคืน แต่เราก็ไม่มีอะไรที่จะต้องวิตกเรามีแผนป้องกันไว้เรียบร้อยแล้ว"

กอบแก้วเปลี่ยนสายตามาที่ขุนศึกซึ่งเป็นสุดที่รักของหล่อน

"แก้วหนักใจในเรื่องเสบียงอาหารของเราค่ะ ยุ้งข้าวกับเสบียงของเราถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว วันพรุ่งนี้เราจะต้องฆ่าหมูและสัตว์พาหนะของเราเป็นอาหารของพวกเรา และเราจำเป็นจะต้องส่งอาหารไปให้พวกผู้หญิง, เด็กและคนชราที่ลงไปแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบด้วย เราจะตั้งรับพวกโจรได้อย่างมากเพียง ๗ วันเท่านั้น เมื่อเสบียงหมดเราก็ต้องแพ้มัน"

พลยกมือตบหลังหล่อนเบาๆ

"ก็ต้องคิดแก้ไขไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเราจะไม่ยอมจำนนพวกโจรเป็นอันขาด เราจะรบให้ถึงที่สุด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าเรายอมจำนน แก้วกับพวกแม้วก็จะได้รับความทารุณโหดร้ายจากพวกโจรอย่างไม่มีปัญหา ฉะนั้นมีทางเดียวเท่านั้นคือสู้ตาย" แล้วเจ้าคุณเสนาธิการก็หันมายิ้มให้เสี่ยหงวน "แกกล้าหาญมากอ้ายหลานชาย เท่าที่แกวิ่งไปยึดปืนกลเบาของพวกโจรมาได้นับว่าเป็นวีรกรรมที่น่ายกย่อง พรุ่งนี้ถ้าแดดดีๆ อาจะปั้นเหรียญกล้าหาญให้แกสักอันหนึ่ง"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"โก้ดีเหมือนกันครับ เอาตราเครื่องหมายอะไรล่ะครับ"

นิกรพูดสอดขึ้นเบาๆ

"ตรานกตะกรุมจิกลูกมะอึก"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่นค่อยๆ หันมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน แต่นิกรโกยอ้าวออกไปจากกระท่อมเสียแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามดับโมโหโดยเอาทางพระเข้าข่ม ท่านยกมือตบบ่ากิมหงวนค่อนข้างแรงแล้วกล่าวสัพยอกว่า

"หน่วยกล้าตายของแกเตรียมกำลังไว้เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ครับ เรียบร้อยแล้ว พลพรรคกล้าตายของผมมีกำลังทั้งหมด ๘๐ คน และมีดาบใหญ่เป็นอาวุธคู่มือ ซึ่งคืนนี้หน่วยกล้าตายของผมจะเริ่มแสดงบทบาทสำคัญยิ่ง พลพรรคของผมทุกคนล้วนแต่มีรูปร่างสูงใหญ่และเป็นชายโสด บึกบึนกล้าหาญไม่กลัวตาย คอยดูนะครับ คืนนี้ผมจะพาหน่วยกล้าตายของผมบุกลงไปตัดหัวอ้ายเหลียงฟูเอามาทำตะกร้อเตะกันเล่น"

พลถอนหายใจหนักๆ

"มันจะเก่งมากเกินไปละกระมั้ง"

อาเสี่ยหัวเราะ

"นั่นน่ะซี พูดไปแล้วก็รู้สึกตัวเหมือนกับว่าออกจะโม้มากไปหน่อย แต่อย่างไรก็ตามหน่วยกล้าตายของกันจะออกปฏิบัติการในคืนวันนี้แน่ๆ อย่างน้อยก็ต้องทำให้พวกโจรเสียหายยับเยิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พากอบแก้ว, พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วออกไปจากโรงพยาบาลสนามปล่อยให้หมอผีและเจ้าแม้วหนุ่มสองคนซึ่งทำหน้าที่เป็นบุรุษพยาบาลดูแลคนเจ็บ

เสียงปืนสงบเงียบไปนานแล้ว ขณะนี้พลพรรคแม้วกำลังรับประทานอาหารกันตามที่หน่วยพลาธิการนำไปแจกจ่าย แม้วทุกคนรับประทานอาหารด้วยตะเกียบเช่นเดียวกับจีน กินอาหารกันอย่างง่ายๆ เพียงผักกาดเค็มและถั่วลิสงต้มกับหมูก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย

พอสิ้นแสงตะวันพลก็ส่งหน่วยลาดตระเวณออกทำการลาดตระเวณทุกด้านเพื่อคอยส่งข่าวการเคลื่อนไหวของพวกโจร เพราะถ้าหากเหลียงฟูอาศัยความมืดเคลื่อนที่เข้ามาอย่างเงียบเชียบและใช้วิธีจู่โจมแนวต้านทานของแม้วก็คงจะแตกพ่ายยับเยิน

คบเพลิงนับจำนวนพันถูกเตรียมไว้ตามรังปืนทั่วทุกด้าน อีกครั้งหนึ่งที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยในการเตรียมรบและเสริมที่มั่นต่างๆ ให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น ส่วนกิมหงวนกับหน่วยกล้าตายของเขา ๘๐ คน ได้เตรียมพร้อมแล้วที่จะออกสู้รบ ขณะนี้กำลังฝึกซ้อมร้องเพลงหมู่คือเพลง "กราวนอก" ซึ่งอาเสี่ยเป็นผู้แต่งเนื้อร้องเอง ถึงแม้เนื้อร้องไม่สู้จะเข้าทีนักแต่พลพรรคแม้วหน่วยกล้าตายก็พออกพอใจมาก

บริเวณหมู่บ้านแม้วสงบเงียบ อากาศเริ่มหนาวเย็นจับใจ ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง บ้านเรือนของแม้วที่ถูกเพลิงไหม้กลายเป็นซากเถ้าถ่านและไฟยังลุกโพลงอยู่เป็นกองๆ หลายแห่ง

เสียงเป่าเขาวัวจากหน่วยลาดตระเวณของฝ่ายแม้วดังขึ้นแว่วมาตามลมและรับกันเป็นทอดๆ มันคือสัญญาณที่แจ้งให้ทราบว่าพวกโจรเริ่มเคลื่อนที่เข้ามาแล้วโดยอาศัยความมืดเป็นฉากกำบังตัว หลังจากนั้นหน่วยลาดตระเวณก็ล่าถอยกลับมาพบกับขุนศึกแล้วรายงานให้ทราบ

พลสั่งลั่นกลองศึก เสียงกลองดังกังวานไปทั่วหมู่บ้าน พลพรรคแม้วต่างเตรียมพร้อมที่จะสังหารพวกโจร ปืนแก๊ปทุกกระบอกถูกจ้องไปข้างหน้า และแล้วหลังจากนั้นคบเพลิงนับจำนวนร้อยก็ถูกจุดขว้างออกไปนอกแนวส่องแสงสว่างจ้า

พอแลเห็นพวกโจรฝ่ายแม้วก็เริ่มระดมยิงก่อน แต่ในเวลาเดียวกันเหลียงฟูก็สั่งสมุนยิงโต้ตอบอย่างดุเดือดเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว แสงคบเพลิงช่วยให้พลพรรคแม้วยิงโจรฮ่อล้มตายไปหลายคน

ท่ามกลางการสู้รบอันดุเดือดเสียงเพลงหมู่ของหน่วยกล้าตายก็ดังขึ้นในทำนองเพลง "กราวนอก"

พวกเราเหล่าแม้วล้วนแกล้วกล้า

ใครอวดศักดามาข่มเหง

เราสู้ไม่พรั่นไม่หวั่นเกรง

เลือดละเลงขุนเขาเราสู้ตาย

ไปเถิดพวกเราไปรบฮ่อ

อย่ามัวรีรอเร่งผันกาย

ยอมสละเลือดเนื้อสมเชื้อชาย

สู้ไม่ได้วิ่งหนีเป็นดีแฮ

หน่วยกล้าตายในบังคับบัญชาของกิมหงวนเคลื่อนพลออกไปจากหมู่บ้านแล้วอย่างสงบเงียบ ทุกคนถือมีดขนาดใหญ่ขาวคมน่ากลัว อาเสี่ยพาพลพรรคของเขาบุกออกไปอย่างกล้าหาญ ทุกคนสงบเงียบหมอบและคลานคืบไปทางพื้นดินซึ่งทางด้านนี้พลได้สั่งห้ามไม่ให้พลพรรคของเขาจุดคบเพลิงขว้างออกไป ดังนั้นแนวรบด้านนี้จึงมีแต่ความมืดและพวกโจรราว ๕๐ คน กำลังเคลื่อนเข้ามาเป็นแนวหน้ากระดานตามคำสั่งของเหลียงฟูจอมโจรหนวดแดง

หน่วยกล้าตายหมอบนิ่งอยู่ในบริเวณไร่ข้าวโพด ทุกคนคอยฟังคำสั่งเสี่ยหงวน หน่วยกล้าตายทุกคนสวมเสื้อกางเกงสีดำกลืนกับความมืด ส่วนพวกโจรไม่ได้ใช้เสื้อกางเกงสีดำจึงมองเห็นในที่มืดได้เลือนลาง

อาเสี่ยกิมหงวนนั่งยองๆ ถือดาบใหญ่กระชับมั่น สายตาของเขาจ้องไปข้างหน้า พวกโจรผ่านเข้ามาในไร่ข้าวโพดแล้ว แม้วกล้าตายใจระทึกไปตามกัน เมื่อพวกโจรเข้ามาในระยะประจัญบานกิมหงวนก็ร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

"เลียะพะ"

เท่านั้นเองพลพรรคแม้วทั้ง ๘๐ คน ก็ลุกขึ้นควงดาบวิ่งเข้าตะลุมบอนสมุนของเหลียงฟูทันที การต่อสู้ด้วยดาบปลายปืนและดาบใหญ่ได้เป็นไปอย่างดุเดือดแต่พวกโจรถูกจู่โจมโดยไม่รู้ตัวและมีจำนวนน้อยกว่าจึงเสียเปรียบ อาเสี่ยกิมหงวนกระโจนเข้าฟันโจรฮ่อซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมวดถูกก้านคอเต็มเหนี่ยวขณะที่เจ้าหมอนั่นยกปืนพกขึ้นจะยิงเขา

"ฉับ"

ดาบใหญ่ของอาเสี่ยตัดคอผู้บังคับหมวดโจรขาดกระเด็นหวือ กิมหงวนร้องตะโกนลั่น

"ว๊าก ว๊าก ว๊าก"

พวกโจรถูกแม้วฟันตายเกลื่อนกลาด แต่แม้วหลายคนก็ถูกแทงด้วยดาบปลายปืนถึงแก่ชีวิต บางคนก็ถูกตีด้วยพานท้ายปืนหรือถูกยิงตาย การตะลุมบอนท่ามกลางความมืดสับสนอลหม่านในราว ๕ นาที พวกโจรที่เหลือตายก็แตกพ่าย

กิมหงวนเป่านกหวีดเสียงสั้นๆ ติดๆ กันเป็นสัญญาณหยุดรบและเรียกพลพรรคของเขามารวมกำลังกัน หน่วยกล้าตายฝ่ายแม้วล่าถอยอย่างรวดเร็วฉับพลันก่อนที่เหลียงฟูจะส่งกำลังส่วนใหญ่มาบดขยี้ และเมื่อหน่วยกล้าตายถอยกลับมาได้เหลียงฟูก็สั่งให้สมุนของเขาใช้ปืนครกระดมยิงไร่ข้าวโพดเสียงสนั่นหวั่นไหว โจรฮ่อหนึ่งกองร้อยรุดมายังไร่ข้าวโพดเพื่อปะทะกับหน่วยกล้าตาย แต่พลพรรคแม้วในบังคับบัญชาของกิมหงวนล่าถอยกลับมาเสียก่อน

พวกแม้วโห่ร้องกันเกรียวกราว ขณะนี้เสียงปืนเบาบางลงมากแล้ว มีการรบกันประปรายเท่านั้น ไพร่พลของเหลียงฟูล่าถอยออกไปตั้งล้อมไว้ห่างๆ แล้วส่งหน่วยลาดตระเวณมาสังเกตการณ์ดูการเคลื่อนไหวทางฝ่ายแม้ว เหลียงฟูจอมโจรหนวดแดงยอมรับนับถือว่าพวกแม้วทำการสู้รบอย่างเหนียวแน่นและทรหดที่สุด นอกจากนี้หน่วยกล้าตายของแม้วยังทำให้เหลียงฟูต้องเสียไพร่พลไปมากมาย สมุนโจรของเขาถูกฆ่าตายถึง ๑๕ คน บาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน อย่างไรก็ตามหน่วยกล้าตายก็เสียชีวิตไปถึง ๓๐ คน จากการประจัญบานอันดุเดือดบ้าบิ่น

ในราว ๒๓.๐๐ น. เหลียงฟูสั่งให้บริวารเข้าโจมตีอีก คราวนี้แม้วกับโจรฮ่อสู้รบกันแบบนองเลือด พลรบแม้วตามรังปืนหลายแห่งได้ออกจากรังปืนตะลุมบอนกับพวกโจรที่บุกเข้ามา ทำให้บาดเจ็บล้มตายไปหลายคน ขุนศึกพลได้ใช้กำลังหนุนที่เตรียมไว้ช่วยรบทุกด้านยิงตรึงข้าศึกไว้ด้วยปืนแก๊ปและหน้าไม้ การโจมตีครั้งนี้ถึงแม้เหลียงฟูต้องล่าถอยกลับไปอีก ฝ่ายตั้งรับก็ต้องเสียไพร่พลไปมากมายทำให้พลรบแม้วเริ่มเสียขวัญไปตามกัน

เมื่อพวกโจรล่าถอยไปแล้วพลก็เรียกประชุมคณะพรรคของเขากับหัวหน้าแม้วทุกคน แล้วเขาก็ขอให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงความคิดเห็นในการที่จะสู้รบกับโจรฮ่อต่อไปให้ที่ประชุมทราบ

ท่านเจ้าคุณเสนาธิการมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ ท่านกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ฐานะของฝ่ายเราคับขันเสียแล้ว ถึงแม้เราสร้างกระสุนปืนและดินปืนได้แต่ก็ผลิตออกมาไม่ทันใช้ ขณะนี้กระสุนปืนแก๊ปก็เหลือน้อยเต็มทน ส่วนหน้าไม้ก็ใช้การได้ผลในระยะใกล้เท่านั้น ฝ่ายข้าศึกมีปืนกลหนักและปืนกลเบาได้เปรียบเรามาก การรบเมื่อตอน ๕ ทุ่มทำให้เราเสียผู้คนไปมาก ที่บาดเจ็บก็ไม่มียารักษา เครื่องเวชภัณฑ์ก็ไม่มี นอกจากนี้เสบียงอาหารของเราก็จะหมดอยู่แล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าการอยู่ในวงล้อมเช่นนี้ย่อมเสียเปรียบข้าศึกด้วยประการทั้งปวง ฉะนั้นเราควรจะรวมกำลังกันเป็นครั้งสุดท้ายตีฝ่าวงล้อมออกไปทางด้านหลังหมู่บ้านในตอนใกล้รุ่งอรุณของวันใหม่ ล่าถอยไปตามลำธารลงสู่ป่าทึบ แล้วยึดบริเวณป่าทึบสู้รบกับพวกโจรเป็นครั้งสุดท้าย ความชำนาญในภูมิประเทศจะช่วยให้พวกเราเอาชนะมันได้ นอกจากนี้การรบในป่าพวกเราจะฆ่าพวกโจรด้วยหน้าไม้อย่างสบายคือแอบยิงมันตามสุมทุมพุ่มไม้กระจายกำลังกันออกไปให้ทั่วป่า พวกเด็ก, ผู้หญิงและคนชราก็จะมีโอกาสใช้อาวุธหน้าไม้ร่วมรบกับพวกเราด้วย ตามความคิดของข้าพเจ้านี้ใครจะคัดค้านหรือเห็นสมควรอย่างไรก็ว่ามา"

เลาเห้งหัวหน้าแม้วสนับสนุนความคิดของเจ้าคุณเสนาธิการ

"ผมเห็นด้วยครับเจ้าคุณ" เขาพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน "บ้านเรือนของพวกแม้วที่นี่ก็ถูกไฟไหม้ไปเกือบหมดแล้ว เรารวมกำลังกันอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เราควรจะตีฝ่าวงล้อมหนีลงไปในป่าทึบสู้รบกับมันในป่า การรบในป่าพวกเราย่อมชำนาญกว่าพวกโจรมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เลาเห้งแล้วหันมาทางนางพญาแม้ว

"ว่าไงหลานสาว"

"สุดแล้วแต่ความเห็นส่วนมากค่ะ"

เลาเฉียกับเลาจุงหัวหน้าแม้วต่างมีความเห็นชอบด้วย ท่านเจ้าคุณเปลี่ยนสายตามาที่สี่สหายและเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร ๕.๐๐ น.ตรงพวกเราจะตีฝ่าวงล้อมออกทางหลังหมู่บ้านมุ่งตรงไปยังลำธารใหญ่ ให้กิมหงวนนำหน่วยกล้าตายบุกเบิกทางให้พวกเรา คิดว่าคืนนี้พวกโจรคงจะพักผ่อนหลับนอนกันไม่เข้าโจมตีเราอีก แต่รุ่งเช้ามันจะต้องเข้าโจมตีเราแน่นอน"

กิมหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ตกลงครับ หน่วยกล้าตายของผมจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าเราตีฝ่าวงล้อมออกไป คนเจ็บของเรามีตั้ง ๒๐ คน เราจะทำอย่างไรครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าเศร้าลงทันที

"เราจำเป็นต้องเห็นแก่คนส่วนมาก เราไม่มีเปลสำหรับหามเขาไปและไม่มีเวลาพอที่จะสร้างเปลสนาม"

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น

"หมายความว่าคุณพ่อจะให้ผมทิ้งนักรบที่บาดเจ็บไว้ที่นี่หรือครับ"

"ทำอย่างไรได้ดิเรกเมื่อเราจำเป็นจะต้องทำเช่นนี้"

"โน-" ดร.ดิเรกร้องลั่น "ผมทำไม่ได้ ใครจะตีฝ่าวงล้อมออกไปก็เชิญ ผมจะอยู่กับคนเจ็บของผม ถ้าโจรฮ่อบุกเข้ามาผมก็ยอมตาย ผมเป็นหมอผมก็ต้องเห็นแก่คนไข้ของผมมากกว่าอย่างอื่น"

โปรดติดตามอ่านเล่ม ๓ ตอนจบ