พล นิกร กิมหงวน 087 : กอริลล่าอาละวาด

นายอิกนอสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสาธารณสุขของประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง ใน อัฟริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เกิดใหม่ ได้บินมากรุงเทพฯ อย่างเงียบโดยไม่เป็นทางการ โดยโทรเลขติดต่อกับศาสตราจารย์ พล.ท.ดิเรกเรียบร้อยแล้วก่อนจะบินมา

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศบางคน และคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ไปต้อนรับรัฐมนตรีสีกาแฟไม่ใส่นมที่ท่าอากาศยานดอนเมืองในตอนบ่ายวันนั้น และแล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาฯ พณฯ อิกนอสีมาพักอยู่ที่โรงแรม "สี่สหาย" พระโขนง ส่วนเครื่องบินพิเศษของท่านคงจอดอยู่ที่สนามบินดอนเมือง มีสารวัตรทหารอากาศ พิทักษ์รักษาอย่างแข็งแรง

นายอิกนอสี แต่งกายคล้ายกับครองจีวรแต่เป็นผ้าสีขาวดำเป็นกะปิ ในหน้าของเขาเหี้ยมหนวดเครารุงรัง คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้จัดอาหารค่ำเลี้ยงต้อนรับท่านรัฐมนตรีผิวหมึกเป็นพิเศษซึ่งเป็นเนื้อดิบๆ เป็นต้นว่าหมูดิบๆ หั่นตะไคร้ใบมะกรูดพริกขี้หนูบีบมะนาว ไส้หมูและหัวใจหมูดิบๆ นอกจากนี้ก็ยังมีเลือดไก่เครื่องในวัวอีกมากมายล้วนแต่ดิบๆ ทั้งนั้น เช่น ผ้าขี้ริ้ว ๓๐ กลีบ ขอบกระด้ง ท่านรัฐมนตรีอิกนอสีรับประทานอาหารค่ำจนอิ่มแปล้

"เป็นการเลี้ยงที่ถูกใจและวิเศษสุดในชีวิตของผมครับ" อิกนอสีกล่าวกับนายพลดิเรกในห้องรับประทานอาหารอันโอ่โถงของโรงแรม "สี่สหาย" ตอนค่ำวันนั้น "อาหารที่จัดมาให้ผมนั้นถูกกับปากผมที่สุดถึงแม้จะขาดเนื้อมนุษย์ที่ผมชอบก็ตาม แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ท่านศาสตราจารย์และเพื่อนๆ รับประทานอาหารแบบยุโรปแทนที่จะร่วมรับประทานอาหารสดคาว ตามแบบอัฟริกันเช่นนี้"

นิกรกล่าวกับฯ พณฯ อิกนอสีเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

"ผมได้รับประทานไปสามสี่คำครับฯ พณฯ ท่าน ล่อตับหมูดิบจิ้มน้ำส้มและแข็งใจกลืนเข้าไป แต่ว่ามันผะอืดผะอมหน่อยนะครับ สำหรับพวกเราที่ไม่เคยรับประทานอาหารดิบเหมือนอย่างท่าน"

อิกนอสีหัวเราะเห็นฟันขาว

"ชาวโลกอีกมากนักที่ยังเข้าใจผิดคิดว่า อาหารสุกมีคุณภาพต่อร่างกาย ความจริงอาหารที่สุกแล้วลดคุณภาพไปตั้งครึ่งหนึ่ง แล้วก็....ไม่มีเนื้อสัตว์ชนิดใดหรอกครับที่จะโอชะวิเศษกว่าเนื้อมนุษย์"

สี่สหายทำหน้าเหยเกไปตามกัน

"ชาวอัฟริกาโดยเฉพาะประเทศของท่านยังนิยมกินเนื้อมนุษย์กันอยู่หรือครับ"

"ใช่ครับท่านศาสตราจารย์ เรานิยมกันมานับหมื่นปีแล้วจะเลิกได้อย่างไร เป็นเทรดิชั่นเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา"

พลว่า "ถูกละครับ คนไทยเราก็เลิกน้ำพริกและปลาร้าไม่ได้เว้นแต่พวกหัวนอกหรือคนที่มีความรู้สูงบางคนที่เลิกไปเองเพราะถือว่าน้ำพริกหรือปลาร้าเป็นของสกปรก อ้า-ที่ประเทศของท่านมีการล่ามนุษย์เอามากินหรืออย่างไรครับ ท่านรัฐมนตรี"

ท่านอิกนอสียิ้มให้

"ไม่ครับ เราเป็นชาติที่มีเอกราชโดยสมบูรณ์และเจริญแล้ว เราเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเราจะทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่คนที่เจ็บป่วยตายเราไม่ฝั่งหรือเผา เราแล่เนื้อเขาเอาไปขายตามตลาดซึ่งขายดีมาก เนื้อคนที่บ้านผมกิโลละ ๔ ดอลล่าอเมริกันส่วนเครื่องใดแพงมาก พวกรัฐมนตรีหรือคนใหญ่คนโตเท่านั้นจึงจะได้กิน โดยเฉพาะเนื้อผู้หญิงสาวขายแพงที่สุด"

อาเสี่ยทำท่าจะอ้วกอยู่นานแล้ว ทนฟังไม่ไหวจึงกล่าวกับฯ พณฯ อิกนอสี

"กรุณาคุยกันเรื่องอื่นดีกว่าครับ บ๋อยได้ยกอาหารไปหมดและเสิฟของหวานให้เราแล้ว"

ท่านรัฐมนตรีมองดูถ้วนไอศครีม พานใส่ผลไม้ และจานใส่เค้กบนโต๊ะ

"ผมเสียใจที่จะเรียนให้ทราบว่า ขนมแบบนี้ผมไม่เคยรับประทานเลยครับ"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม

"ขนมที่บ้านเมืองของท่านเป็นขนมจำพวกถั่วหรือแป้งใช่ไหมครับ"

"ใช่ครับ เป็นต้นว่าลูกตาคนชุบแป้งทอดแล้วก็ชุบน้ำตาลอีกทีหนึ่ง บางทีก็ใบหูคนเชื่อมแบบสาเกหรือมันสำปะหลังเชื่อม"

"อ้วก" นิกรร้องลั่น

ท่านรัฐมนตรีมองดูหน้านิกรอย่างแปลกใจ

"ท่านนายพันเอกเป็นอะไรไปหรือครับ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ฟังท่านอธิบายแล้วอยากกินครับลมมันเลยดันออกมา"

หลังจากของหวานได้ผ่านพ้นไปแล้ว ท่านรัฐมนตรีอิกนอสีก็กล่าวคำขอบคุณศาสตราจารย์นายพลดิเรก และคณะที่ให้การต้อนรับท่านอย่างดีที่สุด ต่อจากนั้นท่านก็กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ท่านศาสตราจารย์ที่รัก อนุญาตให้ผมเริ่มเรื่องของผมเถอะนะครับ เท่าที่ผมนำเครื่องบินพิเศษเดินทางมาบางกอกครั้งนี้และได้รับเกียรติเป็นแขกส่วนตัวของท่านกับคณะของท่าน"

นายพลดิเรกพยักหน้าและยิ้มให้

"ออไร๋ ผมกำลังฟังท่านอยู่แล้ว มีอะไรว่ามาเลยครับ"

ท่านรัฐมนตรีอิกนอสีมองนายพลดิเรกด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

"ท่านนายกรัฐมนตรีอัมโปจัมโบของเราท่านกำลังป่วยหนักครับด้วยโรคตับแข็งเนื่องจากท่านดื่มเหล้ามากเกินไป พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต่างประจบประแจงเอาอกเอาใจท่านซื้อวิสกี้ตราดำหรือตราขาวไปในท่าน เมื่อท่านกินเหล้าเข้าไปท่านก็ใจดีเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้ใครง่ายๆ พวกเราอยากจะส่งตัวท่านไปรักษาที่เมืองนอกครับเพื่อเปลี่ยนตับให้ใหม่"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เอาตับหมูใส่แทน.."

ท่านอิกนอสีสะดุ้งโหยง

"ตับคนครับไม่ใช่ตับหมูหรือตับสัตว์เดรัจฉาน คณะรัฐมนตรีได้ประชุมกันเป็นความลับ และเห็นว่าถ้าส่งตัวท่านนายกไปเมืองนอก ฝรั่งมันก็อาจจะถือโอกาสฆ่าท่านนายกเราเสียก็ได้ เพราะขณะนี้ประเทศของเรามีนโยบายเป็นกลางคบทั้งคอมมิวนิสต์และฝ่ายเสรีประชาธิปไตย รัฐมนตรีหลายท่านให้ความเห็นว่าเราควรจะส่งเครื่องบินมาบางกอก และส่งรัฐมนตรีคนหนึ่งมาเชิญท่านศาสตราจารย์ดิเรกไปรักษาท่านนายกด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนตับให้ใหม่ หรือจะเปลี่ยนเครื่องในให้ทั้งหมด เช่น ม้าม หัวใจ ขอบกระด้ง ปอด และ ๓๐ กลีบเสียด้วยก็ดี เมื่อคณะรัฐมนตรีลงมติเช่นนี้ผมก็ได้รับคำสั่งให้ติดต่อกับท่านเป็นส่วนตัวซึ่งไม่เป็นทางการ ขณะนี้เครื่องบินพิเศษของเราก็รอคอยอยู่ที่ฐานทัพอากาศที่ดอนเมืองแล้วครับ ผมหวังว่าท่านศาสตราจารย์คงไม่รังเกียจ และยินดีสละเวลาเพียงสามสี่วันไปรักษาฯ พณฯ ท่านอัมโปจัมโบมาที่นครหลวงของเรา สำหรับค่าป่วยการไม่ต้องพูดถึงครับ ท่านรัฐมนตรีกระทรวงคลังจะมอบใบเบิกเงิน เพื่อให้ท่านกรอก จำนวนเงินลงในใบสำคัญนั้นตามความพอใจ"

นายพลดิเรกหันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"ว่ายังไงพวกเรา"

พลว่า "เพื่อเกียรติและชื่อเสียงของแกแกควรไปอย่างยิ่ง"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นนะซี ขากลับหาหัวคนที่ย่อส่วนแล้วเอามาฝากกันสักหัว"

นิกรว่า "กันอยากได้เสื้อยกทรงทันสมัยมาฝากประไพสักโหล"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ที่โน่นผู้หญิงเค้าไม่ใส่เสื้อกันหรอก โดยเฉพาะประเทศนี้อยู่ใจกลางอัฟริกาอุณหภูมิตั้ง ๕๐ องศาเซนติเกรด ผู้หญิงเขานุ่งผ้าชิ้นเล็กๆ แบบผ้าเตี่ยว ท่อนบนเปลือยเปล่า"

"โอ้โฮ จ้ำบ๊ะแย่ ผัวหรือแฟนเขาไม่ว่าหรือ"

"เขาเห็นเป็นของธรรมดาโว้ย" พูดจบเขาก็หันมาทางท่านรัฐมนตรีอิกนอสีแล้วกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ "ตกลงครับท่านรัฐมนตรี ตอนนี้ผมกำลังพักร้อน แต่ว่าต้องให้เวลาผมเตรียมตัวสองวัน"

ฯ พณฯ อิกนอสีดีใจอย่างยิ่ง

"โอ เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวครับ ประเดี๋ยวผมจะโทรเลขถึงท่านนายกของผมเรียนให้ท่านทราบว่าท่านศาสตราจารย์ตกลงเดินทางไปรักษาท่านแล้ว ท่านจะได้ดีใจและเตรียมตัวต้อนรับในฐานะที่เป็นแขกผู้ใหญ่ยิ่งของเรา"

"ออไร๋ แต่ปัญหาก็คือเครื่องมือผ่าตัดครับฯ พณฯ ท่าน"

"โอ-เรามีอยู่พร้อมครับ โรงพยาบาลทหารของเรามีห้องศัลยกรรมที่ทันสมัยยิ่ง เครื่องมือผ่าตัดมีอยู่พร้อม และมีหมอผีหลายคนคอยช่วยเหลือท่าน"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยง

"ไม่ต้องครับ ผมทำการผ่าตัดคนเดียวได้ขอให้มีพยาบาลหรือนายแพทย์แผนปัจจุบันคอยช่วยเหลือผมเท่านั้น"

"มีครับเรามีอยู่แล้ว"

"แล้วตับที่จะใช้เปลี่ยนกับตับของท่านนายกละครับ"

ฯ พณฯ ท่านอิกนอสียิ้มเล็กน้อย

"ก็ไม่ยากอะไร ผมจะสั่งทหารให้จับชาวเมืองที่แข็งแรงคนหนึ่งมาฆ่าเพื่อเอาตับของเขามาให้ท่านศาสตราจารย์"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าชอบกล

"ไม่ทารุณไปหรือครับ"

"ไม่ครับ เรายอมจ่ายเงินให้ลูกเมียหรือพ่อแม่เขาสัก ๓๐ ดอลล่าเท่านั้นก็ไม่มีอะไร เมียเขาคงจะดีใจเต้นแร้งเต้นกาเชียวครับถ้าหล่อนได้รับเงิน ๓๐ ดอลล่า เป็นค่าตอบแทนชีวิตผัวของหล่อน ค่าตัวของพวกเราถูกมากครับ รับจ้างยิงทิ้งหรือฆ่าให้ตายคิด ๒ ดอลล่าเท่านั้น ถ้าเป็นคนสำคัญก็ ๑๐ ดอลล่า ขนาดรัฐมนตรีอย่างผมก็ไม่เกิน ๓๐ ดอลล่าจำนวนสำมะโนประชากรของเราเพิ่มเร็วมากครับ"

"ไหงเป็นอย่างนั้น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"อากาศมันร้อนครับ โรงหนังโรงละครหรือไนท์คลับก็ไม่มี พอค่ำผัวเมียก็พากันไปนอนตามทุ่งหญ้าหรือบนเขาบรรยากาศมันช่วยให้มีลูกดก"

"แล้วท่านมีกี่คนครับ" พลถามยิ้มๆ

"๑๕ คนครับ ลูกเมียหลวง ๖ นอกนั้นเป็นลูกเมียน้อย พวกเราชั้นรัฐมนตรีอย่างน้อยก็ต้องมีเมีย ๑๐ และเราถือกันว่าใครมีเมียอ้วนใหญ่ที่สุด คนนั้นมีเกียรติมีหน้ามีตาผมให้คุณหญิงของผมกินอาหารที่มีไขมันอย่างเดียวเท่านั้น เช่น เนื้อหมูไก่ตอน เดี๋ยวนี้น้ำหนักตัวของหล่อน ๙๕ กิโลแล้วครับ ลุกไม่ขึ้นต้องประคอง"

"โอ้โฮ" เสี่ยหงวนคราง "ยังกะรถถังเอ็ม ๒๕ ถ้าท่านพามาด้วยเครื่องบินคงจะไม่ยอมขึ้นจากพื้นสนามเป็นแน่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แล้วฯ พณฯ ท่านก็กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"ผมรบกวนเวลาท่านกับเพื่อนๆ มาเกือบชั่วโมงครึ่งแล้ว ผมจะขึ้นไปพักผ่อนละครับ แล้วก็ผมจะให้เลขานุการส่วนตัวของผมนำเงินสดหมื่นดอลล่าอเมริกันมาจ่ายให้ศาสตราจารย์ตามคำสั่งของท่านนายก"

ดร.ดิเรกโบกมือห้าม

"ไม่ต้องครับฯ พณฯ ท่านเรื่องเงินไม่สำคัญครับ ท่านเป็นบุคคลชั้นนำของประเทศ"

"แต่ผมต้องจ่ายให้ท่านศาสตราจารย์ ตามคำสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีอัมโปจัมโบที่ท่านกำชับผมมา"

นิกรพูดเสริม

"ดีเหมือนกันครับ เงินทองมันเป็นของบาดใจถ้าเกิดกาชาดขึ้นดิเรกไปคนเดียวจะลำบาก จ่ายไว้ก่อนหมื่นดอลล่าก็เท่ากับว่าได้ไว้แล้วสองแสนบาท"

"ครับ ครับ ตกลง" แล้วท่านอิกนอสีก็ลุกขึ้นจากโต๊ะก้มศีรษะให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ลาก่อนครับ ลาก่อนทุกๆ ท่านและขอบคุณสำหรับอาหารแบบอัฟริกันมื้อนี้"

รัฐมนตรีผิวดินหม้อพาตัวเดินออกไปจากห้องโถง เสี่ยหงวนมองตามจนลับตาแล้วหัวเราะหึๆ

"นี่ถ้ากันพบท่นตามถนนหนทางกันคงคิดว่าท่านเป็นแขกขายถั่วมันๆ ว่ะ แทนที่ท่านจะแต่งกายแบบสากลกลับแต่งแบบชาวอัฟริกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "ท่านทำถูกต้องแล้วโว้ยอ้ายหงวน ชาวอินเดีย ชาวพม่า หรือชาวฟิลิปปินโน ชาวลาว ชาวมาเลเซีย เขาแต่งกายตามแบบฉบับของเขาไปไหนๆ ทั่วโลกใครมองเห็นเครื่องแต่งกายก็รู้ว่าเป็นชาติอะไร น่าเสียดายที่ไทยเราไม่มีเครื่องแต่งกายประจำชาติไปไหนก็ต้องแต่งสากล ถ้าเป็นผู้หญิงก็สวมเสื้อกระโปรงแบบชาวตะวันตกหรือชาวอเมริกัน คิดแล้วอดชมพี่หม่องไม่ได้ นุ่งโสร่งสวมเสื้อกุยเฮงมีผ้าโพกหัวเดินลงจากเครื่องบินอย่างสง่าผ่าเผย ใครจะทำไม ทหารฝรั่งต้องตั้งแถวกองเกียรติยศต้อนรับเสียอีก"

นิกรพูดสอดขึ้น

"แล้วพี่หม่องแกนุ่งกางเกงในหรือเปล่าครับคุณพ่อ"

"จะไปรู้เรอะ" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงค่อนข้างดัง "เรื่องกางเกงในเป็นเรื่องของแต่ละคน ผู้หญิงสาวๆ บางคนเขายังไม่นุ่งกางเกงในเพราะรำคาญ"

"คุณพ่อนุ่งหรือเปล่าครับ" นิกรถามยิ้มๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"วันนี้ไม่ได้นุ่งโว้ยอากาศมันร้อน"

"เมื่อวานนี้ล่ะครับ"

"เมื่อวานก็ไม่ได้นุ่ง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่ตกแต่งสวยงามมาก มีชาวต่างประเทศนับจำนวนร้อยนั่งรับประทานอาหารค่ำอยู่ตามโต๊ะต่างๆ นายพลดิเรกมองดูหน้าพ่อตาของเขาแล้วกล่าวว่า

"ผมไปอัฟริกาคราวนี้อาจจะมีทางช่วยคุณพ่อทางศัลยแพทย์ให้คุณพ่อกลายเป็นหนุ่มขึ้นมา หมายความว่าคุณพ่อจะหนุ่มกว่านี้อีกในราว ๒๐ ปี เตะปี๊บดังแบกกระบุงแกลบวิ่ง อ้าว มีเมียเด็กๆ ได้อย่างสบาย แม้กระทั่งเล่นฟุตบอลก็ยังไหว"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเหยๆ

"จริงๆ น่ะเรอะ"

"ครับ"

นิกรยักคิ้วให้เสี่ยหงวนแล้วพูดเบาๆ

"พอรู้ว่าจะกลับเป็นหนุ่มชักสนใจแฮะ"

ท่านเจ้าคุณหันขวับมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"แล้วมันหนักกบาลแกเรอะ"

"นั่นนิซีครับ ผมมีปากผีเจาะปากให้พูดผมก็พูดพล่อยๆ ไปอย่างนั้นคุณพ่อจะมาเอาอะไรกับคนอย่างผม"

"เดี๋ยวจะถีบเข้าให้เท่านั้นเอง" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่นายพลดิเรกเขยใหญ่ของท่าน "แกจะทำอย่างไรดิเรก"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ยากลำบากอะไรหรอกครับ ถ้าผมเปลี่ยนตับให้ท่านนายกรัฐมนตรีอัมโปจัมโบได้เรียบร้อย ผมก็จะขอให้ท่านช่วยหาลิงกอริลล่าผู้ขนาดใหญ่ให้ผมสักตัวหนึ่งแล้วใส่กรงบรรทุกเครื่องบินเอามาเมืองไทย กอริลล่าที่นั่นมีชุกชมครับเพราะประเทศนี้ซึ่งอยู่ใจกลางอัฟริกา"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมเข้าใจแล้วครับ อ้ายหมอจะเปลี่ยนกิ๋นลิงให้คุณอา"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ลิงมันไม่ใช่เป็ดหรือไก่โว้ยจะได้มีกึ๋น"

นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้เขากล่าวกับพ่อตาของเขาต่อไป

"ในฐานะที่ผมเป็นแพทย์ผู้รักษาท่านนายกรัฐมนตรีอัมโปจัมโบและเป็นแขกผู้มีเกียรติของท่าน ถ้าผมออกปากขอลิงกอริลล่าเพียงตัวเดียวอย่างไรก็ได้ครับ ผมจะทำการผ่าตัดเอาเกรนลิงมาใส่ให้คุณพ่อ"

"เอ-แล้วพ่อมิกลายเป็นลิงไปหรือ"

"ไม่หรอกครับ ลิงก็ลิงคนก็คน หลังจากผ่าตัดแล้ว ๑๐ วันเซลล์ต่างๆ ในตัวคุณพ่อที่เสื่อมคุณภาพก็จะกลับไปใช้การได้ดีขึ้น ถึงไม่เท่าตอนเป็นหนุ่มๆ ก็เท่ากับผู้ชายวัยกลางคน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"เออ ดีโว้ย แกจะคิดค่าป่วยการสักเท่าใดพ่อก็ไม่ว่า"

นิกรพยักหน้าให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"เอาเสียล้านบาทเป็นยังไง"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"เดี๋ยวก็หงายหลังลงไปจากเก้าอี้เท่านั้นเอง"

สี่สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน สักครู่หนึ่งชาวอัฟริกันรูปร่างสูงใหญ่ในวัย ๔๐ ปี คนหนึ่งแต่งกายด้วยการห่มผ้าห่มลวดลายต่างๆ เพียงผืนเดียวและไม่ได้สวมรองเท้าได้พาตัวเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารของโรงแรม "สี่สหาย" ชายหนุ่มผู้นี้ชื่อทอลาเป็นเลขานุการส่วนตัวของฯ พณฯ ท่านอิกนอสี ใบหน้าเขายิ้มระรื่นเมื่อเขาเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"โอ้โฮ" เสี่ยหงวนคราง "ดำสนิทดีโว้ย ถ่านหุงข้าวว่าดำแล้วยังสู้หมอนี้ไม่ได้"

นิกรว่า "พบตอนกลางคืนในที่เปลี่ยวพ่อวิ่งอกแตกเลยพับผ่า มองดูเห็นแต่ฟันและลูกนัยน์ตาเท่านั้น"

ทอลาหยุดยืนหน้าโต๊ะแล้วก้มศีรษะคำนับ

"สวัสดีครับทุกท่านศาสตราจารย์ ท่านรัฐมนตรีบัญชาให้ผมนำเงินหมื่นดอลล่ามามอบให้ท่านครับ" พูดจบเขาก็ส่งซองสีขาวแบบซองยาวพับสี่ประทับตราสิงโตอมยิ้มอันเป็นตราเครื่องหมายนายกรัฐมนตรีของประเทศนั้น ให้นายพลดิเรกอย่างนอบน้อม "นี่ครับ เป็นธนบัตรใบละร้อยดอลล่าล้วนๆ "

"ขอบคุณมากท่านเลขา มีใบรับมาให้ผมเซ็นหรือเปล่า"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"แต่สำหรับผม ถ้าไม่เซ็นรับคุณหรือเจ้านายของคุณก็แย่แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานอาหารเรียบร้อยแล้วหรือคุณ"

"เรียบร้อยครับ บ๋อยได้นำขึ้นไปเสิฟให้ผมในห้องพักและปฏิเสธไม่ยอมรับเงินค่าอาหารและเครื่องดื่ม ขอบคุณมากครับสำหรับอาหารค่ำที่พวกคุณกรุณาผม"

พลสบตากันนายทอลาเขาก็ยิ้มให้

"เชิญนั่งซีครับท่านเลขา"

"ขอบคุณครับ ผมมีธุระจะต้องขึ้นไปรับใช้ท่านด่วนเกี่ยวกับการส่งโทรเลขไปยังท่านนายกรัฐมนตรีของเรา ผมดีใจมากครับที่ท่านศาสตราจารย์ดิเรกตกลงเดินทางไปรักษาท่านนายกรัฐมนตรีเข้าใจว่าคงปลอดภัยและหายป่วยแน่นอน ชาวอัฟริกันต่างทราบดีครับว่า ศาสตราจารย์ดิเรกนอกจากเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ยังเป็นนายแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถอย่างยอดเยี่ยมแม้แต่หมอยุโรปหรือหมออเมริกันก็สู้ไม่ได้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เป็นความจริงครับท่านเลขา หมอดิเรกของเรารักษาได้เร็วกว่า...มือแน่กว่า....ถูกและประหยัดกว่า....เป็นฟองกว่าด้วย"

นายทอลาหัวเราะชอบใจเขาก้มศีรษะคำนับอีกครั้งหนึ่ง

"ลาละครับ ลาทุกๆ คน"

ศาสตราจารย์ พล.ท.ดิเรกจากประเทศไทยเดินทางไปอัฟริกาเพียง ๕ วันเท่านั้น เขาก็กลับถึงท่าอากาศยานดอนเมืองโดยสวัสดิภาพโดยเครื่องบินพิเศษของรัฐบาลประเทศนั้น มีนายทหารผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นรองเสนาธิการทหารบกมาส่งด้วย

จากการผ่าตัดเปลี่ยนตับใหม่ ท่านนายกรัฐมนตรีผิวหมึกได้มีอาการดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ศาสตราจารย์ดิเรกได้สั่งการรักษาพยาบาลไว้มากมาย โดยมอบหน้าที่ให้นายแพทย์ปริญญาชาวอัฟริกัน และพยาบาลทำหน้าที่แทนเขาเมื่อเขาเดินทางกลับมาแล้ว

ฯ พณฯ นายกรัฐมนตรีได้จ่ายเงินสด ๓๐,๐๐๐ ดอลล่าอเมริกันให้ศาสตราจารย์ดิเรกเป็นการสมนาคุณ และสั่งทหารหาลิงกอริลล่าตัวผู้ขนาดใหญ่ให้หนึ่งตัว ตามความปรารถนาของนายพลดิเรก

การลำเลียงลิงกอริลล่า จากสนามบินดอนเมืองมาบ้าน "พัชราภรณ์" นั้นอยู่ข้างจะทุลักทุเลสักหน่อย อย่างไรก็ตามคณะพรรค สี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ช่วยกันนำมันมาบ้าน "พัชราภรณ์" จนได้

กอริลล่าตัวนี้เป็นลิงตัวผู้มีอายุประมาณ ๖ ปีรูปร่างใหญ่โตล่ำสันมากสูงประมาณ ๕ ฟุต หน้าอกใหญ่แลเห็นกล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดๆ น้ำหนักตัวของมัน ๘๒ กิโลกรัม กำลังของมันสามารถที่จะจับขาสิงโตฉีกออกจากกันได้อย่างสบาย ไม่มีสัตว์ป่าชนิดใดที่จะกล้าสู้กับมัน กอริลล่าเผ่านี้ดุร้ายที่สุดและกำลังจะสูญพันธุ์ อยู่แล้ว

เพราะกอริลล่าตัวนี้จะถูกสังหาร เพื่อใช้เกรนของมันเปลี่ยนให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามกรรมวิธีของศัลยแพทย์ในต่างประเทศ คนใช้และคนสวนของบ้าน "พัชราภรณ์" จึงถูกเรียกระดมกำลังมาช่วยกันยกกรงลิงกอริลล่าลงจากรถบรรทุก ๑๐ ล้อขนาดใหญ่นำไปบนตึก และไปไว้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของท่านศาสตร์ดิเรก ซึ่งกว่าจะทำได้เรียบร้อยก็ต้องใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง เพราะกรงลิงเป็นกรงเหล็กมีน้ำหนักมาก นอกจากนี้เจ้ากอริลล่ายังอาละวาดตบอกร้องคำรามตลอดเวลายื่นมือออกมานอกซี่ลูกกรง ถ้าหากว่ามันจับใครได้ผู้นั้นก็ชะตาถึงฆาตอย่างไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม พญาลิงตัวนี้ก็ถูกนำตัวเข้ามาไว้ในห้องทดลองอย่างเรียบร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ แจกรางวัลให้พวกคนใช้และคนสวนคนละ ๒๐ บาทโดยทั่วหน้ากัน

สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาด และลูกชายของสี่สหายทั้งสี่คนต่างเข้าชุมนุมกันอย่างพร้อมหน้าภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อันกว้างขวาง

เจ้ากอริลล่าเดินกอดอกวนเวียนไปมาภายในกรงแคบๆ กว้างเมตรครึ่งยาว 2 เมตรและสูง 2 เมตรเศษ กิริยาท่าทางของมันดุร้ายตามสัญชาตญาณของมันที่อยู่ป่าดงพงไพรมาแต่เล็กแต่น้อย

"ดูๆ หน้าตามันก็คล้ายคนนะจ๊ะพ่อดิเรก" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ "มีหน้ามีตามีจมูกมีปากมีอะไรต่ออะไรเหมือนคนนั้น เขาว่ามนุษย์เราสืบเชื้อสายมาจากลิงใช่ไหมเธอ"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ไม่ใช่หรอกครับ ลิงก็ลิงและคนก็คน แต่อ้ายกรอาจจะสืบเนื่องมาจากลิงที่เขาดินก็ได้ คุณอาเอามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กๆ หางของมันที่มีอยู่ก็ค่อยๆ หดหายไปจนหมด"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"เห็นจะเป็นอย่างที่พ่อดิเรกว่า นอกจากอ้ายกรก็คงมีพ่อหงวนอีกคนหนึ่งที่สืบเชื้อสายหรือเปลี่ยนแปลงมาจากกลิง"

"อ้าว" ร.ต.สมนึกร้องขึ้นดังๆ "ถ้ายังงั้นก๋งของผมก็เป็นลิงน่ะซีครับ"

เจ้าแห้วถือถาดไม้ขนาดใหญ่บรรจุแก้ว ใส่น้ำอัดลมแช่เย็นเดินเข้ามาขัดจังหวะการสนทนา เขาเสิฟเครื่องดื่มให้เจ้านายของเขาโดยทั่วหน้ากัน เจ้ากอริลล่ายื่นมือขวาออกมานอกซี่ลูกกรงพยักพเยิดกับเจ้าแห้ว ประภาแลเห็นเข้าก็ร้องขึ้นดังๆ

"อุ๊ยตาย....ดิเรกคะ กอริลล่ามันหิวน้ำกระมังคะ"

นายพลดิเรกผิวปากหรือ เมื่อแลเห็นลิงใหญ่แบมือทำกิริยาบุ้ยใบ้อยากจะดื่มน้ำอัดลมแช่เย็น

"เฮ้-ว่ายังไง"

"หิวน้ำ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันขวับมาทางกิมหงวน ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา

"ฉันถามลิงไม่ได้ถามแก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ลิงพูดได้มีอย่างที่ไหนวะ"

นายพลดิเรกพาตัวเดินไปทางตู้เย็นใบใหญ่ทางมุมห้องแล้วเปิดตู้เย็นออกหยิบน้ำอัดลมขวดหนึ่งออกมา ซึ่งเป็นน้ำอัดลมของบริษัท "สี่สหายบรรจุขวด" ตราจิงโจ้สี่ตัวเขาถือขวดน้ำอัดลมกลับมาที่กรงลิงยักษ์ แล้วยื่นขวดส่งให้มันอย่างระมัดระวัง อ้ายจ๋อคว้าขวดหดมือเข้าไปในกรงและยกขึ้นดื่มอั้กๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"มันมีส่วนคล้ายมนุษย์เรามาก หน้าตาเหมือนอีตาคุณหลวงอะไรคนหนึ่งที่อยู่ในซอยตรงข้ามบ้านเรา"

นันทากล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกเบาๆ

"มันชื่ออะไรคะหมอ"

"ไม่มีชื่อหรอกครับ พวกพรานซึ่งเป็นคนของท่านนายกรัฐมนตรีอัมโปจัมโบ เขาไปจับมันมาจากป่าด้วยวิธีดักมันด้วยกรง ถึงแม้กอริลล่าจะเฉลียวฉลาดสักเพียงใดมันก็ฉลาดสู้มนุษย์เราไม่ได้

ประไพว่า "หมอจะฆ่ามันเพื่อเอาอวัยวะสำคัญของมันบางส่วนมาเปลี่ยนให้คุณพ่อใช่ไหมครับ"

"ออไร๋ ผมจะเริ่มงานของผมในวันสองวันนี้"

คุณหญิงวาดร้องขึ้นดังๆ

"ทำไมจะต้องฆ่ามันด้วยพ่อดิเรก เห็นว่าเธอจะเปลี่ยนเกรนของมันให้ท่านเจ้าคุณ"

"ออไร๋ แต่มันก็ต้องตายครับคุณอา"

"โธ่-น่าสงสารมันมาก เธอช่วยให้มันไม่ต้องเสียชีวิตไม่ได้หรือ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ไม่ได้หรอกครับ การผ่าตัดจะทำให้กอริลล่าตัวนี้ต้องเสียชีวิต แต่จะช่วยให้คุณพ่อเป็นหนุ่มขึ้น และมีอายุยืนยาวต่อไปอีกไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี"

คุณหญิงวาดหันไปมองดูกอริลล่าแล้วท่านก็ถอนหายใจหนักๆ

"มันอยู่ในป่าอัฟริกาแต่ที่ตายของมันอยู่ที่นี่ อาไม่อยากให้เธอฆ่ามันเลย"

"แต่มันจำเป็นครับ วิธีการชุบคนแก่ผู้ชายให้กลับเป็นหนุ่มด้วยอวัยวะสำคัญของกอริลล่าในต่างประเทศ เขาทำกันมานานแล้ว แต่หมอเขาก็คิดค่าป่วยการหลายแสนบาทเพราะกอริลล่าตัวหนึ่งราคาของมันก็ร่วมแสนแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ราคาตั้งแสนเชียวเรอะหมอ"

"ออไร๋"

"ยังงั้นถ้า ๑๐ ตัวคิดเป็นเงินเท่าไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำตาเขียวกับนิกร

"เดี๋ยวก็โครมเดียวหลุดออกไปนอกห้องทดลองเท่านั้นเอง"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้อง ทดลองวิทยาศาสตร์ ทุกคนต่างมองดูลิงยักษ์ และวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปร่างอันใหญ่โตและท่าทางแข็งแรงของมัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา ท่านดีใจอย่างยิ่งท่านจะกลับเป็นหนุ่มด้วยความสามารถของศาสตราจารย์ดิเรก ที่จะเปลี่ยนเกรนลิงให้ท่านมีชีวิตชีวาขึ้น

เย็นวันนั้นเอง

ในราว ๑๗.๐๐ น.เศษ คุณหญิงวาดได้ลอบเข้ามาในห้องทดลองของนายพลดิเรกตามลำพัง ความรักความสงสารและความเมตตาเจ้าลิงกอริลล่าที่จะต้องเสียชีวิต ทำให้คุณหญิงวาดตัดสินใจที่จะปล่อยให้มันหลบหนีไป แต่ท่านหารู้ไม่ว่าเมื่อลิงกอริลล่าหลุดออกมาจากกรงนั้น จะเป็นเรื่องยุ่งยากเดือดร้อนสักเพียงใด เพราะเพียงแต่ลิงแสมหรืออ้ายจ๋อตัวเล็กๆ ก็ทำให้ตำรวจต้องใช้กำลัง ๑๐ กว่าคน ร่วมมือกับราษฏรอีกนับร้อยช่วยกันจับมันด้วยความลำบากยากเย็นหลังจากมันกัดเด็กหนี และหนีไปตามหลังคาบ้านตามต้นไม้อันเป็นข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้ว

คุณหญิงวาดค่อยๆ ผลักประตูห้องทดลองออกและพาตัวเดินเข้ามาอย่างระมัดระวังตัว ภายในห้องทดลองสงบเงียบได้ยินแต่เสียงไดนาโมไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศครางกระหึ่มตลอดเวลา

กอริลล่านั่งกอดเข่าในท่าสะลึมสะลืออยู่ในกรงใหญ่ แน่ละ มันกำลังคิดถึงถิ่นที่อยู่ของมันในอัฟริกาตลอดจนวงศาคณาญาติและแฟนสาวของมัน เมื่อคุณหญิงวาดเดินเข้ามาหยุดยืนหน้ากรงมันก็มองดูท่านด้วยแววตาแข็งกร้าว แล้วขู่คำรามด้วยเสียงอันดัง

"คร่อก"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือกแล้วถอยหลังกรูด แต่แล้วท่านก็ยิ้มออกมาได้ เมื่อรู้ว่ามันอยู่ในกรงเหล็กอันมั่นคงแข็งแรง

"ฉันจะปล่อยแกให้ได้รับอิสรภาพ ยังจะมาขู่คำรามฉันอีกหรือยะ ประเดี๋ยวแม่ให้พ่อดิเรกเขาฆ่าเสียหรอก ดูได้หรือน่ะ ผ้าผ่อนไม่รู้จักนุ่งแก้ผ้าโทงๆ เป็นชีเปลือย"

ลิงยักษ์พรวดพราดลุกขึ้นยืน ยกมือจับซี่ลูกกรงเขย่าโครมครามตามประสาลิง กิริยาท่าทางของมันไม่ยอมเชื่องกับมนุษย์เพราะมันเป็นสัตว์ที่ไม่คุ้นกับมนุษย์นั่นเอง คุณหญิงวาดเดินไปรอบๆกรงแล้วท่านก็เห็นด้านหลังกรงมีเหล็กสลัก ติดกับประตูเหล็กสำหรับให้ลิงผ่านเข้าออกกรงนี้ เหล็กสลักมีความยาวประมาณหนึ่งฟุต คุณหญิงวาดจัดแจงดึงเหล็กสลักออกซึ่งท่านต้องใช้กำลังมากมาย ในที่สุดเหล็กสลักที่ใช้แทนดาลประตูก็หลุดออกมา

คุณหญิงวาดวางเหล็กลงบนโต๊ะหลังกรงนั้น แล้วท่านก็วิ่งเหยาะๆ ตรงไปที่ประตูห้องทดลองหมุนลูกบิดเปิดประตูออกพาตัวออกไปจากห้องทดลองอย่างรีบร้อน ก่อนที่เจ้ากอริลล่าจะออกมาจากกรง

ตามเวลาที่ดังกล่าวนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯได้พักผ่อนสนทนากันอยู่ในศาลาพักร้อนบนเนินดินสูงหลังตึกใหญ่ อากาศในเดือนพฤษภาคมยังคงร้อนอบอ้าว ศาสตราจารย์ดิเรกกำลังคุยจ้ออธิบายให้ทุกคนฟังว่า ถ้าเขาเปลี่ยนอวัยวะสำคัญของลิงกอริลล่าให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ สำเร็จ ต่อไปเขาจะสั่งลิงกอริลล่ามาจากอัฟริกา และเปลี่ยนเกรนของมันให้พวกเสือป่าผู้สูงอายุทั้งหลาย เพื่อช่วยให้เป็นหนุ่มมีชีวิตชีวาขึ้นชูสองนิ้วได้ทุกวัน อย่างไรก็ตามราคาลิงกอริลล่าตัวหนึ่งแพงมาก ค่าขนส่งทางเครื่องบินก็แพง

เสี่ยหงวนให้ความเห็นตามวิธีการของนักการค้า

"สั่งมาแยะๆซีวะหมอ อย่างน้อยก็ ๑๐ ตัวแล้วส่งมาทางเรือเสียค่าระวางน้อย แกควรจะคิดเพาะพันธ์ หรือผสมพันธ์ลิงกอริลล่าในประเทศเรา ไม่ช้าแกก็จะมีลิงกอริลล่าเยอะแยะ"

"ออไร๋ แต่มันเป็นเรื่องยุ่งยากไม่ใช่น้อย กันไม่ใช่สัตวแพทย์หรือผู้ชำนาญในการผสมลิงกอริลล่า เท่าที่กันพอจะมีความรู้เกี่ยวกับลิงพวกนี้ก็รู้ว่าปีหนึ่งมันมีลูกครั้งเดียว ลูกของมันท้องหนึ่งมีตัวเดียวไม่เหมือนกับลิงเล็กๆ ซึ่งอาจจะมีท้องละสองตัว การผสมพันธ์ของกอริลล่าคู่ใคร คู่มัน ก่อนที่มันจะได้เสียกันนั้นมันก็ต้องรักใคร่กันก่อน"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"คล้ายๆ คนว่ะ"

ทันใดนั้นเอง เสียงกริ่งสัญญาณอันตรายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็ดังกังวานลั่น สัญญาณนี้เป็นกริ่งไฟฟ้าพิเศษขนาดใหญ่ติดไว้ในห้องทดลองและนอกประตูห้องคือที่ระเบียงหลังตึกผู้ใดแตะประตูลูกบิดห้องใต้ดินซึ่งเป็นห้องเก็บสูตรต่างๆ และดินระเบิดแรงสูงตลอดจนวัตถุระเบิดอีกหลายชนิด กริ่งสัญญาณจะดังขึ้นทันที นายพลดิเรกสร้างมันไว้เพื่อป้องกันฝ่ายศัตรูของเรานั่นเอง

เจ้าแห้วถือถาดใส่จานข้าวเกรียบกุ้งทอดและแหนม ซึ่งเป็นของแกล้มเบียร์ เดินขึ้นมาบนเนินศาลาพักร้อนพอดี พอได้ยินเสียงกริ่งสัญญาณเจ้าแห้วก็หยุดชะงักแสดงท่าทางตื่นเต้นตกใจ เขาร้องตะโกนบอกศาสตราจารย์ดิเรกด้วยเสียงอันดัง

"รับประทานกอริลล่าหลุดออกจากกรงลงไปห้องใต้ดินกระมังครับ"

นายพลดิเรกเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ยุ่งแล้วโว้ย ถ้ากอริลล่าออกจากกรงและลงไปห้องใต้ดินจริงๆ และมันพังประตูห้องเก็บวัตถุระเบิดเข้าไปได้ มันอาจระเบิดบ้านเราให้พังพินาศไปในพริบตาเดียวได้"

พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นยืน ท่านเจ้าคุณกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ"

ศาตราจารย์ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าเราจะทำยังไงกันดี กอริลล่ามันดุร้ายและมีกำลังแข็งแรงผิดมนุษย์ การจับเป็นนั้นคงทำไม่ได้แน่"

พลพูดขึ้นทันที

"ถ้าเช่นนั้นก็จับตาย"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาวางถาดบนโต๊ะและหยิบจานกับแกล้มออก นิกรหยิบส้อมจิ้มแหนมเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยตักถั่วลิสงและขิงตามเข้าปาก คว้าต้นหอมกัดกร้วมๆ

"กินแหนมและข้าวเกรียบกุ้งเสียก่อนเถอะวะค่อยคิดหาทางจับมันหรือปราบมัน"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับนิกร

"ไม่ใช่เรื่องเล็กนะโว้ยอ้ายกร มัวแต่เห็นแก่กินประเดี๋ยวบ้านช่องถูกระเบิดพังฉิบหายหมด ไปโว้ย อ้ายจ๋อตัวนี้ทำเรื่องเดือดร้อนแน่"

นิกรหัวเราะ คว้าข้าวเกรียบกุ้งชิ้นหนึ่งใส่ปากเคี้ยวแล้วเดินตามเพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากศาลาพักร้อน เจ้าแห้วติดตามไปด้วย ขณะนี้คนในบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างตื่นเต้นตกใจไปตามกันเมื่อได้ยินเสียงกริ่งอันตรายดังขึ้น ทุกคนทราบดีว่าเป็นสัญญาณบอกเหตุร้ายแสดงว่ามีคนบุกรุกเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์และลงไปในห้องใต้ดิน

สี่นางกับคุณหญิงวาด พากันออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน เมื่อคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินขึ้นบันไดมาคุณหญิงวาดก็กล่าวกับนายพลดิเรก

"ลิงมันหลุดจากกรงพ่อดิเรก"

ทุกคนหยุดยืนระหว่างขั้นบันได

"ทำไมคุณอาทราบล่ะครับ" ศาสตราจารย์ดิเรกถาม

คุณหญิงวาดทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยบอกพิรุธเต็มตัว

"อาเดาเอาน่ะ เข้าใจว่ามันคงออกมานอกกรงและไปถูกสัญญาณอันตรายที่พ่อดิเรกทำไว้"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"สงสัยเสียแล้ว อย่างไรเสียคุณอาก็คงแอบเข้าไปในห้องแล็บและเปิดประตูหลังกรงให้มัน คุณอาสงสารมันกลัวว่าดิเรกจะฆ่ามันเพื่อผ่าตัดเอากึ๋นของมันมาใส่ให้คุณพ่อใช่ไหมล่ะครับ"

คุณหญิงวาดชักยัวะขึ้นมาทันที

"ถ้าฉันตอบว่าใช่จะมีอะไรเกิดขึ้นวะอ้ายกร"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหันมามองดูหน้ากันแล้วท่านเจ้าคุณก็เปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด

"คุณหญิงปล่อยมันหรือครับ "

ผู้ใหญ่ทุกคนที่ทำผิดและถูกจับได้ก็มักจะเดือดดาลแบบเดียวกับคุณหญิงวาด

"ใช่ก็ได้" ท่านพูดห้วนๆ

ศาสตราจารย์ดิเรกกลืนน้ำลายเอื้อก แทนที่เขาจะโกรธเคืองเขากลับมองคุณหญิงวาดอย่างขบขัน

"เนื่องในงานอะไรครับคุณอา"

"เปล่า อาสงสารมัน เวทนามันที่เธอจะฆ่ามันพรุ่งนี้เพื่อเอากึ๋นของมันใส่ให้เจ้าคุณช่วยให้เจ้าคุณเป็นหนุ่มขึ้น ลิงมันก็มีชีวิตและมีความรู้สึก มีหัวใจเหมือนกัน อาทนเห็นมันถูกฆ่าตายไม่ได้ก็เลยเข้าไปถอดสลักหลังกรงออกมาเมื่อกี้นี้"

พลพูดโพล่งขึ้น

"แต่ความเมตตากรุณาของคุณแม่จะเป็นผลร้ายแก่พวกเรานะครับ"

"ผลร้ายตวักตะบวยอะไรวะ" คุณหญิงวาดพูดเสียงกร้าว

"คุณแม่ทราบหรือเปล่าครับว่ากริ่งอันตรายที่ดังขึ้นนั้นหมายความว่ากอริลล่ามันบุกลงไปในห้องใต้ดินและพยายามจะทำลายประตูห้องเก็บวัตถุระเบิดและดินระเบิดแรงสูงเข้าไปในห้องนั้นมีอาวุธจรวดนำวิถีหลายลูก กระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะสำหรับรถถังที่ดิเรกพึ่งคิดขึ้นก็มี ดินระเบิด ทีเอ็นที และลูกระเบิดอีกหลายลูก ถ้ามันระเบิดตูมตามขึ้นบ้านเราก็พังหมด และพวกเราก็อาจจะต้องเสียชีวิตด้วย"

คุณหญิงวาดหน้าซีดเผือด ท่านเห็นพ้องด้วยตามที่พลพูด

"งั้นเรอะ ทำอย่างไรดีล่ะลูก แม่ลืมคิดไปเพราะมุ่งหน้าแต่จะให้อิสรภาพมันเท่านั้น"

เสียงสัญญาณอันตรายที่เงียบหายไปชั่วขณะดังขึ้นอีกคราวนี้ดังกังวานอยู่นาน แสดงว่าเจ้ากอริลล่ากำลังพยายามที่จะทำลายประตูห้องเก็บวัตถุระเบิด พวกคนใช้ชายหญิงตกใจวิ่งพล่านไปตามกัน พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงวิ่งลงมาจากตึกใหม่และวิ่งรวมกลุ่มตรงมาที่ตึกใหญ่ เสียงเสี่ยตี่ร้องตะโกนถามลั่น

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับอาหมอ"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนวิ่งขึ้นบันไดหลังตึกตรงเข้ามารวมกลุ่มกับสี่สหายและสี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองและเจ้าแห้วลูกชายของนิกรกล่าวถามบิดาของเขาอย่างละล่ำละลัก

"ใครฆ่ากันตายหรือครับ"

นิกรลืมตาโพลง

"ไม่มีใครฆ่าใครตายโว้ยแต่กอริลล่าในกรงมันหลุด"

ร.ต.นพขมวดคิ้วย่น

"เลี้ยงอาหารชุดหรือครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"แน่ะ หูแกนี่เหมือนหูพ่อโว้ย ได้ยินอะไรเป็นเรื่องกินหมด ลิงหลุดโว้ยไม่ใช่อาหารชุด"

นพหัวเราะหน้าเป็นแบบเดียวกับนิกรพ่อของเขา

"ลิงใครหลุดมาล่ะครับ ไม่น่าจะกดกริ่งอันตรายเลยอ้ายจ๋อตัวเล็กนิดเดียวผมช่วยจับให้ก็ได้"

พนัสมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างขบขันแล้วกล่าวว่า

"ลิงกอริลล่าของอาหมอโว้ย ไม่ใช่อ้ายจ๋อตัวเล็กๆ ของเพื่อนบ้านเรา"

นพอ้าปากหวอ

"กอริลล่า....ตายละวะ ให้อ้ายตี๋จับเข้ากรงดีกว่า"

เสี่ยตี๋กล่าวขึ้นทันที

"มันจะได้ฉีกอกกันเสียปะไร กอริลล่าน่ะมันแข็งแรงยิ่งกว่าสิงโตเสียอีก" แล้วเขาก็กล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรก "อาหมอทำยังไงล่ะครับมันถึงหลุดออกจากกรงได้"

นายพลดิเรกฝืนหัวเราะ

"คุณย่าแกสงสารมันกลัวว่ามันจะถูกฆ่าตายก็แอบเข้าไปในห้องแล็บและถอดสลักหลังกรงออก ขณะนี้กอริลล่ากำลังพยายามพังประตูห้องใต้ดิน ซึ่งเป็นห้องเก็บวัตถุระเบิดและจรวดนำวิถีแบบใหม่ของอา"

ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับบิดาของเขาทันที

"คุณย่าทำยุ่งเสียแล้ว อยู่ดีๆ ปล่อยมันให้ออกมาอาละวาด จะจัดการยังไงก็เอาเถอะครับ พวกผมจะร่วมมือด้วย เอาระเบิดแก๊สน้ำตาขว้างมันดีไหมครับ"

ก่อนที่นายพลดิเรกจะพูดว่ากระไร ทุกคนก็ได้ยินเสียงประตูกระจกฝ้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกลิงยักษ์ใช้กำลังทำลายพังหลุดออกมาทั้งบาน บานประตูล้มลงบนระเบียงหลังตึกเสียงดังโครม

"เฮ้ยๆๆ " กิมหงวนร้องลั่น "องคตพังประตูเมืองลงกาแล้วโว้ย บรรลัยแน่"

ทุกคนถอยหลังกรูดเมื่ออ้ายจ๋อยักษ์แห่งกาฬทวีปเดินงุ่มง่ามออกมา มือขวาของมันหิ้วเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์อันเป็นประดิษฐกรรมของศาสตราจารย์ดิเรกมีคุณภาพดีกว่าเครื่องรับวิทยุที่มีขายในท้องตลาดเสียงดังฟังชัดรับได้ไกลทั้งคลื่นสั้นคลื่นยาวและเอฟ.เอ็ม เจ้ากอริลล่าเดินมานั่งบนม้ายาวหน้าระเบียงนั้นแล้วเปิดวิทยุรับฟังจากสถานีแห่งหนึ่ง ซึ่งพอกดปุ่มก็หาคลื่นพบเพราะสถานีวิทยุกระจายเสียงของไทยเรามีอยู่มากมายหลายแห่งและทำการส่งกระจายเสียงตลอด ๒๔ ชั่วโมง

พล พัชราภรณ์ยกมือจับแขนศาสตราจารย์ดิเรกบีบเบาๆ

"เอายังไงดีหมอ จับเป็นหรือจับตาย ตอนนี้รู้สึกว่ามันจะสนใจกับวิทยุมากกว่าอย่างอื่น"

ศาสตราจารย์ดิเรกถอนหายใจหนักๆ สมองของเขาต้องใช้ความคิดมากมายและรวดเร็วเกี่ยวกับการตัดสินใจ ในที่สุดเขาก็หันมาทางสี่นางแล้วกล่าวว่า

"พวกคุณพาคุณอาหลบขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนก่อนเถอะครับ ถ้ากอริลล่าเบื่อวิทยุมันขว้างวิทยุพังมันจะเล่นงานพวกเราทันที ผมกับเพื่อนๆ และเจ้าสี่คนนี่จะจัดการกับมันเอง อ้า คุณพ่อกับอ้ายแห้วอยู่นี่ด้วย"

นันทากล่าวกับคณะพรรคของหล่อน

"ไปเถอะค่ะ มันอยู่ในกรงมันไม่น่ากลัวอะไรหรอกแต่เมื่อมันอยู่นอกกรงอย่างนี้มันบีบคอเราเบาๆ หรือกัดฟัดเราเข้าเราก็เสร็จมันเท่านั้น"

คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"เปิดโว้ยพวกเรา อ้ายเสือถอย อาไม่ควรปล่อยมันออกมาจากกรงเลยไปอยู่ตึกใหม่ดีกว่า อยู่ตึกนี้ถ้ากอริลล่าย้อนกลับเข้าไปในห้องทดลองทำให้ลูกระเบิดเกิดระเบิดขึ้นพวกเราก็จะตายแหงแก๋ไปตามกัน"

คุณหญิงวาดพาสี่นางลงบันไดตึกเดินลัดตัดตรงไปยังตึกใหม่ซึ่งเป็นที่อยู่ของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน นายพลดิเรกพยักหน้าให้ลูกชายของเขา จอมนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความรู้ความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเขาเท่าใดนัก

"ดำรง ไปที่ห้องทดลองของแกเอาระเบิดแก๊สน้ำตามาให้พ่อหนึ่งลูกแล้วเอาปืนไรเฟิลมาด้วย"

ศาสตราจารย์ดำรงพยักหน้าและทวนคำสั่งแบบทหาร

"ระเบิดน้ำตาหนึ่งลูก ปืนไรเฟิลหนึ่งกระบอก เอากระสุนด้วยไหมครับ"

"อ้าว" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องลั่น "ปืนไม่มีลูกจะไปยิงหมาที่ไหนกันวะ"

ดำรงหัวเราะเบาๆ

"ผมคิดว่าพ่อจะเอาปืนมาขู่มันบังคับให้มันเข้ากรง"

"ชะ ชะ ลิงไม่ได้ฉลาดเหมือนคนนะโว้ยดำรง"

"แต่มันก็เปิดวิทยุรับฟังและเปลี่ยนคลื่นได้ละครับ" พูดจบลูกชายของจอมนักวิทยาศาสตร์ก็หมุนตัวกลับวิ่งเหยาะๆ ติดตามสี่นางและคุณหญิงวาดไป

ความคาดคะเนของศาสตราจารย์ดิเรกเป็นไปอย่างถูกต้อง อ้ายจ๋อยักษ์เปิดวิทยุคลื่นยาวรับฟังอยู่สักครู่ก็เบื่อหน่ายแล้วอารมณ์ร้ายก็เกิดขึ้น มันลุกขึ้นยืนแสดงท่าทีโมโหฉุนเฉียวยกเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ขึ้นเหนือศีรษะทุ่มลงพื้นระเบียงหลังตึกเต็มแรง

"โครม"

เครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ซึ่งมีค่าคิดเป็นเงินร่วม ๑๐,๐๐๐ บาทแหลกละเอียดเป็นหลายเสี่ยง อ้ายจ๋อยืนหันรีหันขวางยกกำปั้นทุบหน้าอกเสียงบึ้กๆ แล้วเดินเหยียบประตูกระจกฝ้าย้อนเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์

"จำเริญแล้ว" นิกรร้องขึ้นดังๆ "ประเดี๋ยวเถอะเครื่องทดลองของแกราคานับล้านจะต้องพังบรรลัยหมด"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ร.ต.ดำรงได้วิ่งเหยาะๆ ตรงมาที่ตึกใหญ่มือขวาของเขาถือปืนไรเฟิลซึ่งเป็นปืนล่าสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะ เขาวิ่งขึ้นบันไดหลังตึกตรงข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พนัส นพ สมนึก และเจ้าแห้ว นายพลดิเรกกล่าวกับลูกชายของเขา

"ส่งปืนให้ลุงของแกและส่งระเบิดแก๊สน้ำตามาให้พ่อ"

ดำรงปฏิบัติตามคำสั่ง พลรับปืนและกระสุนมาจากดำรงจัดแจงบรรจุกระสุนเลื่อนอีกขึ้นลำ ต่อจากนั้นศาสตราจารย์ดิเรกก็ชวนพลเคลื่อนที่ไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเตือนสองสหายด้วยความเป็นห่วง"

"ระวังนะโว้ย มันไม่ใช่ลิงแสมหรือลิงทโมนอย่างลิงเมืองเรา พลาดพลั้งตายนะโว้ย"

นายพลดิเรกถือระเบิดพลาสติกซึ่งบรรจุแก๊สน้ำตาไว้มากมายพอที่จะทำให้เจ้ากอริลล่าลืมตาไม่ขึ้นและสิ้นฤทธิ์ได้ ระเบิดแบบนี้เขาคิดขึ้นได้ด้วยกรรมวิธีอย่างง่ายๆ สำหรับนักวิทยาศาสตร์ชั้นดีอย่างเขา

"แกยืนอยู่ตรงนี้คอยจ้องปืนไว้ กันจะย่องไปที่ริมประตูโยนระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าไปในห้อง หลังจากได้ยินเสียงระเบิดราวสองสามนาทีเจ้ากอริลล่าจะมองไม่เห็นอะไรเพราะนัยน์ตาของมันจะปวดแสบปวดร้อนน้ำตาไหลพรากเปิดโอกาสให้กันใช้ยาสลบให้มันดม แล้วพวกเราก็ช่วยกันจับมันยัดเข้ากรงตามเดิมไม่ยากลำบากอะไรหรอก ต่อให้สิงโตหรือแรดเจอแก๊สน้ำตาเข้าก็เสร็จ"

พลพยักหน้ารับทราบ

"แกเดินเข้าไปเถอะ ถ้ามันพรวดพราดออกมาฆ่าแกกันยิงไม่ผิดหรอกในระยะแค่นี้"

"ออไร๋ ออไร๋" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ แล้วเดินตรงไปทางหน้าห้องทดลองของเขา

เขาหยุดยืนริมประตูด้านนอกค่อยๆ โผล่หน้าแอบดูเจ้ากอริลล่า แต่แล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็ต้องสะดุ้งเฮือกใจหายวาบเมื่อปรากฎว่าเจ้ากอริลล่ากำลังยืนพิงประตูด้านในแอบมองดูเขาเช่นเดียวกัน ดร.ดิเรกรีบหดหน้าออกมากระชากสลักนิรภัยลูกระเบิดแก๊สน้ำตาออกถือไว้ในมือประมาณ ๓ วินาทีก็โยนเข้าไปในห้องทดลองแล้วล่าถอยมาหาพล

"เปิดโว้ยถอยไปทางพวกเรา อยู่ตรงนี้แก๊สน้ำตาอาจจะระเหยออกมาเข้านัยน์ตาเราได้"

สองสหายต่างล่าถอยไปทางเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและนิกร กิมหงวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

มีเสียงระเบิดดังขึ้นในห้องทดลองวิทยาศาสตร์แต่ก็ดังไม่มากนัก ทุกคนจ้องตาเขม็งมองไปทางช่องประตูห้องทดลองกลุ่มควันสีขาวบางๆ ระเหยออกมานอกห้องเพียงเล็กน้อย นั้นคือควันแก๊สน้ำตา

นายพลดิเรกหันมายักคิ้วให้นิกร

"ออไร๋ อ้ายจ๋อยักษ์เสร็จแน่"

นิกรสั่นศีรษะ

"กันว่าแก๊สน้ำตาของแกทำไมไม่ได้หรอกเพื่อน ลิงเดี๋ยวนี้มันเฉลียวฉลาดขึ้นมากเพราะรู้จักพัฒนาตัวของมัน มันอาจจะวิ่งหนีลงไปซ่อนในห้องใต้ดินหรือหลับตานิ่งเฉยไม่ยอมให้แก๊สเข้าตามันก็ได้ไม่เชื่อก็คอยดู"

พอนิกรพูดขาดคำอ้ายจ๋อยักษ์แห่งกาฬทวีปก็เดินออกมาจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ มันสวมหน้ากากป้องกันแก๊สพิษของศาสตราจารย์ดิเรกอย่างรัดกุม เสี่ยหงวนเห็นเข้าก็ตกใจแกมขบขันถึงกับร้องออกมา

"ไอ๊ย่า นี่มันลิงหรือมันคนกันแน่โว้ย ไหงมันฉลาดอย่างนี้"

เจ้ากอริลล่าเดินงุ่มง่ามตรงเข้ามาแล้วมันก็ถอดหน้ากากกันแก๊สพิษออกเหวี่ยงทิ้งไป สี่สหายกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหนีลงบันไดตึกเมื่อพลยกปืนขึ้นประทับนายพลดิเรกกล่าวห้ามไว้

"อย่าพึ่งพล รอให้ถึงนาทีสุดท้ายก่อน ขอให้พวกเราช่วยกันจับเป็นมันให้ได้อย่าพึ่งฆ่ามันเลย" แล้วเขาก็หันมาทางนิกร "แสดงให้ดูหน่อยเถอะวะอ้ายกร แกเป็นนักญูโดมือเก่าไม่ใช่หรือ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"อย่ายุให้เมียกันเป็นม่ายหน่อยเลยวะ ขืนเข้าไปญูโดมันมันก็จับกันฟาดกับเสาเละไปเท่านั้นเอง ลิงกอริลล่าแบบนี้กำลังของมันเท่ากับช้าง ๕ ตัว"

ร.ต.นพอดขัดคอนิกรไม่ได้

"ใครบอกพ่อล่ะ"

"กูเดาเอาโว้ย เคยเห็นในหนังมันอุ้มคนเดินไปได้อย่างสบาย"

นพหัวเราะ

"ลิงในหนังสือมันลิงคนเอาหนังลิงคลุมเข้าครับ แบบเดียวกับลาเอาหนังราชสีห์คลุม พอร้องออกมาใครๆ ก็รู้ว่าเป็นลา"

คนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างตระหนกตกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นอ้ายจ๋อยักษ์เดินลงมาจากตึกใหญ่ พวกเจ้านายล่าถอยไปทางตึกใหม่แล้ว พวกคนใช้วิงหนีเตลิดเปิดเปิงไปตามกันและร้องตะโกนเรียกหากันลั่นบ้าน เจ้ากอริลล่าบุกเข้าไปในโรงครัว แม่ครัวและผู้ช่วยวิ่งหนีผ้าผ่อนหลุดลุ่ยส่วนมากหนีไปทางหน้าบ้าน "พัชราภรณ์"

พนัสลูกชายของพลร้องตะโกนบอกแจ๋วให้ปิดประตูหน้าต่างตึกชั้นล่างเพราะเกรงว่าเจ้ากอริลล่าจะบุกขึ้นไปทำลายข้าวของอันมีค่าให้แตกหักเสียหาย เจ้าแห้วได้รับคำสั่งจากพลให้รีบไปปิดประตูหน้าต่างชั้นล่างของตึกใหญ่

เมื่อลิงยักษ์บุกเข้าไปในสวนหลังบ้าน สี่สหายก็พาลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามมันไปห่างๆ อาเสี่ยกิมหงวนนึกสนุกขึ้นมา ก็ร้องเรียกเด็กหนุ่มคนสวนคนหนึ่งให้มาหาเขา

"เฮ้ย ไปหาเชือกมาให้สักขดเถอะวะ ขนาดเชือกบ่วงบาศในหนังเคาบอยน่ะ แกเคยดูหนังแล้วไม่ใช่หรือ"

"ครับ ผมมีเชือกไนลอนอยู่ขดหนึ่งครับ อาเสี่ยจะเอามาขว้างบ่วงบาศคล้องลิงกอริลล่านั่นหรือครับ"

"เออ เราต้องพยายามจับมันให้ได้ก่อนที่มันจะหนีออกไปอาละวาดนอกบ้าน ลิงขนาดนี้กัดคนหรือฟัดคนตายนะโว้ย"

เจ้าหนุ่มคนสวนรีบวิ่งไปยังโกดังเก็บของซึ่งอยู่ติดๆ กับโรงครัว สักครู่เขาก็ถือเชือกไนลอนขดหนึ่งวิ่งเข้ามาหาสี่สหายกับลูกๆ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อาเสี่ยรับเชือกไนลอนมาทำบ่วงแบบบ่วงบาศทันที เสี่ยตี๋กระซิบกับนพเบาๆ

"ท่าของเตี่ยกันไมบอกว่าเป็นนักขว้างบ่วงบาศเลยโว้ย"

"นั่นนะซี เหมือนพวกปาหี่ขายกอเอี๊ยะแถวสนามหลวง"

กิมหงวนหันมามองดูพนอย่างเคืองๆ

"มึงนะซีขายกอเอี๊ยะ กูเป็นลุงมึงนะโว้ยไม่ใช่เพื่อนเดี๋ยวก็จะเตะเข้าให้เท่านั้น พ่อแม่ไม่สั่งสอนนี่"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"สอนโว้ยแต่มันไม่จำ"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ เขาทำบ่วงเสร็จเรียบร้อยแล้วคลี่เชือกทั้งขดออก ความยาวของเชือกไนลอนเส้นนี้ประมาณเมตร อาเสี่ยค่อยๆ ขดเชือกให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแบบบ่วงบาศเคาบอยและแล้วเขาก็กล่าวกับลูกชายของเขา

"อ้ายตี๋ แกกับเตี่ยเป็นฮีโร่จับลิงหน่อยเถอะวะ"

ร.ต.สมนึกสั่นศีรษะ

"เรื่องนี้อย่าให้ผมยุ่งเกี่ยวเลยครับ เตี่ยทำคนเดียวดีกว่าเตี่ยจะได้เป็นผู้พิชิตกอริลล่า"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"มันจะไม่ยังงั้นน่ะซี แกกลัวลิงด้วยหรืออ้ายตี๋"

"ปู้โธ่ ตัวมันเตี้ยกว่าผมก็จริงแต่ส่วนหนาของมันใหญ่กว่าผมตั้งสองเท่ากล้ามเนื้อที่แขนและหน้าอกขึ้นเป็นมัดๆ เตี่ยจะใหผมช่วยดึงเชือกถ้ามันวิ่งเข้ามาจับผมฉีกขาออก ผมก็เน่าเท่านั้น"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"เด็กๆ จิตใจมันไม่แข็งแกร่งเหมือนเรา มากันเองอ้ายหงวน แกจะให้กันทำยังไงบ้างว่ามา"

อาเสี่ยหันมายิ้มให้นิกร

"เออ ยังงี้ซีวะถึงจะแน่ กันจะเป็นคนขว้างบ่วงบาศคล้องมัน แกกับกันช่วยกันดึงเชือกลากตัวมันไว้ ไม่ยากอะไรหรอก"

"โธ่ งานง่ายๆ " แล้วเขาก็หันมาทางพล "แกดีกว่าอ้ายพล อย่าให้กันหักหน้าแกเลยวะ"

"ถุย" พลร้องลั่น "ถึงอย่างไรแกก็ขี้ขลาดอยู่นั่นเอง"

"แล้วใครเถียงล่ะ ถ้ากันเอาชนะกอริลล่าได้กันก็คงเป็นซุปเปอร์แมนไปนานแล้ว"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"กันคนเดียวดีกว่า ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่ากอริลล่ามันจะฟัดกันตาย มวยไทย มวยจีน ญูโด และคาราเต้กันก็ฝึกมาจนช่ำชองแล้ว ถ้าเราไม่ยอมให้มันเข้าประชิดตัวเรา กอริลล่ามันก็ไม่มีทางที่จะทำไมเราได้"

นายพลดิเรกตบมือเบาๆ

"ออไร๋ แสดงให้ดูหน่อยอ้ายหงวน พวกเราอยากเห็นความสามารถของแก เอาเลย"

อาเสี่ยถือบ่วงบาศเดินเข้าไปหาลิง ซึ่งมันกำลังพังต้นกล้วยต้นหนึ่งและปลิดกล้วยในเครือที่สุกคาเครือออกมากิน เสี่ยหงวนค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าไปข้างหลังมันทีละน้อยจนกระทั่งเข้ามาหยุดยืนในระยะห่างเพียง ๔เมตร

เขาคลายบ่วงบาศออก แกว่งแล้วขว้างไปคล้องร่างลิงยักษ์อย่างแม่นยำหรือเรียกว่าเป็นการบังเอิญมากกว่า อาเสี่ยดึงเชือกเต็มแรงทำให้บ่วงรัดร่างลิงกอริลล่าจนแน่น แต่แล้วเมื่อเจ้ากอริลล่าเอื้อมมือทั้งสองจับเชือกกระชากเต็มแรง ร่างอันสูงชะลูดของเสี่ยหงวนก็วิ่งหัวซุนเข้าไปหามัน

เสี่ยหงวนเบรคจนตัวโก่ง แล้วหมุนตัวกลับวิ่งเข้ามาหาคณะพรรคของเขากับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้ว ซึ่งยืนหัวเราะงอไปงอมา เจ้ากอริลล่าปลดเชือกบาศออกจากร่างของมันแล้วยกมือทุบหน้าอกส่งเสียงคำรามอย่างโกรธแค้น

ลิงยักษ์เคลื่อนที่ต่อไป นายพลดิเรกยังหวังที่จะจับเป็นลิงตัวนี้เขาจึงกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"อย่าฆ่ามัน เราจะต้องจับเป็นมันให้ได้เพื่อเอากึ๋นของมันมาเปลี่ยนให้คุณพ่อ ทุกคนคอยติดตามมันและขัดขวางมันอย่าให้มันออกไปนอกเขตบ้านเราได้ ไอจะขึ้นไปที่ห้องทดลองใช้ให้หุ่นยนต์ของกันจับอ้ายจ๋อตัวนี้"

พลเห็นพ้องด้วย

"เออ เข้าทีโว้ยหมอ หุ่นยนต์ของแกคงจะจับกอริลล่าได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก แต่ว่าหุ่นอีเล็คโทนิคเหล่านั้นน่ะแกถอดมันเป็นชิ้นส่วนเก็บไว้ในลัง แกจะต้องเสียเวลาประกอบมันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งตัวไม่ใช่หรือ"

"ออไร๋ แต่หุ่นบ๊อบบี้กันไม่ได้ถอด เพียงแต่ว่ากันบังคับมันให้หยุดเคลื่อนไหวนอนอยู่ในห้องใต้ดิน กันจะไปพาบ๊อบบี้มาจับอ้ายจ๋อเดี๋ยวนี้ ตามไปซีโว้ยพวกเรา มันออกไปทางสระใหญ่หลังบ้านแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกวิ่งเหยาะๆ ตรงไปทางด้านหลังตึกใหญ่แล้วขึ้นไปบนตึกอย่างร้อนรน พล นิกร กิมหงวน กับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วติดตามมันไปห่างๆ ในเวลาเดียวกันนี้เอง คุฯหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่นางได้ยืนรวมกลุ่มอยู่ที่เฉลียงชั้นบนของตึกใหม่ เฝ้ามองดูเจ้ากอริลล่าอย่างหวาดหวั่น แต่ประตูหน้าต่างตึกชั้นล่างปิดหมดแล้ว อย่างไรก็ตามถ้าลิงยักษ์บุกขึ้นมาบนตึกใช้กำลังอันมหาศาลของมันทำลายบานประตูมันก็คงจะเข้ามาในตึกใหม่นี้ได้อย่างง่ายดาย

คุณหญิงวาดร้องตะโกนเสียงลั่น

"ว่ายังไงโว้ยพล ทำไมไม่ช่วยกันจับมันให้ได้ มันหนีออกไปนอกบ้านกัดใครเข้าเราจะเดือดร้อนนะโว้ย"

พลเงยหน้ามองดูคุณหญิงวาดอย่างเคืองๆ

"ก็คุณแม่ปล่อยมันทำไมล่ะครับ"

คราวนี้คุณหญิงเงียบกริบและยิ้มแหยๆ นพลูกชายของนิกรโบกมือให้คุณหญิงวาดแล้วกล่าว

"ผมจะจับกอริลล่าให้ดูนะครับคุณย่า ใช้สันมือฟาดแบบคาราเต้ถูกคอต่อมันทีเดียวเท่านั้นมันก็เสร็จผม"

ประไพร้องตะโกนลงมา

"อยากตายก็เอาซี"

พญาลิงแห่งกาฬทวีปเดินผ่านสวนดอกไม้ตรงไปยังสระใหญ่ สามสหายกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนติดตามไปห่างๆ มันผ่านต้นไม้ใหญ่หลายต้น แต่มันไม่ยอมปีน ป่ายขึ้นไปอยู่บยต้นไม้เหล่านั้นเพราะกอริลล่าเป็นลิงที่อาศัยอยู่ตามพื้นดินตามเนินเขาหรือบริเวณใกล้เคียงกับเชิงเขา เมื่อมันมาถึงสระใหญ่มันก็ทรุดตัวลงนั่งริมสระแล้วก้มตัวลงวักน้ำดื่มด้วยความหิว

เสี่ยหงวนยกมือตบบ่าพลแล้วกล่าวว่า

"ส่งปืนให้กันเถอะวะ เพื่อความปลอดภัยของพวกเราและเพื่อนบ้านยิงมันทิ้งเสียดีกว่า"

พลสั่นศรีษะปฎิเสธ

"อย่าพึ่งอ้ายหงวน กอริลล่าตัวนี้มีค่ามากไม่ใช่อ้ายจ๋อธรรมดา แกดูซีวะ หน้าตามันเหมือนอ้ายกรไม่มีผิด"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนหัวเราะลั่น นิกรหันมามองดูพลอย่างเดือดดาล ขณะนี้เจ้ากอริลล่าลุกขึ้นแล้ว มันเดินเลียบริมสระตรงไปรั้วด้านหลังเขตบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งเป็นรั้วก่ออิฐถือปูนตอนล่างและตอนบนเป็นเหล็กโปร่งพลเกรงว่าลิงยักษ์จะปีนข้ามรั้วออกไปก็หันมาทางเจ้าแห้วแล้วออกคำสั่ง

"วิ่งไปเปิดสวิทช์ไฟดักขโมยบนรั้วเดี๋ยวนี้อ้ายแห้ว ถ้าอ้ายจ๋อปีนขึ้นไปบนรั้วถูกสายไฟเข้ามันจะได้ร่วงลงมา และไม่พยายามปีนขึ้นไปอีก"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้ววิ่งตื๋อไปจากที่นั้น ทุกคนต่างเดินตามกอริลล่าเรื่อยไป พวกคนใช้ชายหญิงหลายคนตามมาดูห่างๆ ด้วยความหวาดกลัวมัน เจ้ากอริลล่ามีท่าทางบอกให้รู้ว่ามันต้องการหนีออกไปให้พ้นจากเขตบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งๆ ที่มันไม่รู้ว่าภายนอกบ้าน "พัชราภรณ์" นั้นมีอะไรบ้างแต่สัญชาตญาณของมันก็เหมือนกับสัตว์ทั้งหลาย เมื่อรู้ตัวว่าตกอยู่ในวงล้อมหรือตกอยู่ในภัยอันตรายมันก็พยายามหาทางหลบหนีไปให้พ้น

ในนาทีนั้นเองเจ้าาแห้วก็วิ่งเหยาะๆ กลับมารวมกลุ่มท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของพนัส นพ สมนึกและดำรง ซึ่งกำลังวิจารณ์กันถึงความใหญ่โตและน่ากลัวของลิงยักษ์ตัวนี้

รับประทานผมเปิดสวิทซ์ไฟรอบรั้วบ้านแล้วครับ" เจ้าแห้วรายงานให้พลทราบ

"ดีแล้ว แกแสดงให้ดูหน่อยได้ไหมล่ะ บุกเข้าไปจับเป็นกอริลล่าตัวนี้"

เจ้าแห้วทำหน้าขอบกล

"รับประทานว่ายังไรนะครับ คุณจะให้ผลบุกเข้าไปจับเป็น..."

"เออ"

"โธ่-รับประทานผมก็เท่งทึงน่ะซีครับ ตัวมันใหญ่กว่าผมตั้งเป็นกอง ถ้าผมเข้าไปหามันมันก็คงจับผมฟาดกับพื้นดินแล้วเหวี่ยงไปกลางสระเท่านั้น งานอย่างนี้รับประทานให้คุณนิกรดีกว่าครับ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"เดี๋ยวก็ถีบโครมเข้าให้เท่านั้นเอง อย่ามายุให้ฉันเข้าไปหาความตายหน่อยเลย อ้ายจ๋อตัวเล็กๆ หลุดเข้ามาในบ้านเราเมื่อปีก่อนฉันยังไม่กล้าจับมันนี่ หว่าอ้ายนี่ตัวโตยังกะคิงคองสู้มันไหวเรอะเว้นแต่จะเล่นงานมันด้วยปืน"

นายพลดิเรกพาหุ่นยนต์มาแล้ว หุ่นอีเล็คโทรนิคส์ตัวนี้คือหุ่นบ๊อบบี้ มีมันสมองเทียมและอวัยวะเทียมเกือบครบถ้วนเคลื่อนไหวได้พูดได้เช่นเดียวกับมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเรียกหุ่นยนต์ของศาสตราจารย์ดิเรกว่าหุ่นวิเศษ และเป็นที่ยอมรับนับถือกันในวงการนักวิทยาศาสตร์ว่า หุ่นยนต์ของนายพลดิเรกมีสมรรถภาพดีกว่า หุ่นยนต์ทั้งหลายที่นักวิทยาศาสตร์สร้างมันขึ้น ที่ดีกว่าก็คือรู้ภาษาคนพูดโต้ตอบหรือเข้าใจ คำสั่งได้ดีนอกจากนี้ยังมีความรู้สึกและมีชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์

นายพลดิเรกวิ่งเหยาะๆ นำหน้าหุ่นบ๊อบบี้ของเขาซึ่งเขารักมันเหมือนลูกบุญธรรม เมื่อหุ่นยนต์มัวแต่เดินงุ่มง่ามศาสตราจารย์ดิเรกก็หยุดชะงักหันกลับไปดูหุ่นอีเล็คโทรนิคเสียงลั่น

"เฮ้ย วิ่งหน่อยซีโว้ยบ๊อบบี้"

"ปู้โธ่-ป๋าก้อ....ทิ้งผมไว้ให้นอนนิ่งเฉยตั้งสองสามเดือนพอเดินเครื่องไฟฟ้าให้ผมกลไกในตัวผมมันพึ่งเริ่มทำงานจะให้มันแคล่วคล่องว่องไวยังไงครับ น้ำมันเครื่องก็ไม่หยอดให้ผม"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"พูดแล้วยังจะเถียงเดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง"

หุ่นบ๊อบบี้หัวเราะหึๆ ยกแขนทั้งสองขึ้นแล้วย่อขาลงไปต่อจากนั้นก็กระโดดโลดเต้นเพื่อให้เส้นสายยืด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนลูกซองเดินลงมาจากหลังตึกใหม่และเข้ามารวมกลุ่มกับสามสหายและเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนกับเจ้าแห้ว ทุกคนมองดูหุ่นบ๊อบบี้อย่างขบขันและเอ็นดูมัน มันเดินตามศาสตราจารย์ดิเรก ตรงเข้ามาไม่ผิดอะไรกับหุ่นยนต์ในภาพยนตร์แต่บ๊อบบี้สง่างามองอาจกว่า เฉลียวฉลาดกว่า มีพลังกำลังราวกับช้างสาร มีกระแสไฟฟ้าในตัวของมันเองสามารถที่จะทำลายชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายได้

"ไหนล่ะครับกอริลล่า" หุ่นบ๊อบบี้กล่าวขึ้นด้วยเสียงห้าวๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปทางด้านเหนือของสระน้ำอันกว้างใหญ่

"โน่น เห็นไหมล่ะ"

บ๊อบบี้มองตามมือท่านเจ้าคุณ

"ไม่เห็นมีนี่ครับมีแต่อ้ายจ๋อ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

"นั่นแหละกอริลล่า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหัวเราะ

"ว้า" บ๊อบบี้คราง "ลิงแท้ๆ ท่านบอกผมว่ากอริลล่า"

นายพลดิเรกยกลูกแปเท้าขวาเตะก้นหุ่นบ๊อบบี้ดังพลั่ก

"นี่แน่ะ โง่แล้วยังอวดฉลาดอีก ลิงยักษ์พันธุ์นี้เขาเรียกว่ากอริลล่าโว้ย"

หุ่นบ๊อบบี้ยกมือลูบคลำก้นแล้วยิ้มแห้งๆ

"แหม-ต้องเตะผมด้วย ป๋าเคยให้ผมดูรูปลิงแล้วสอนผมว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเรียกว่าลิงหรืออ้ายจ๋อ กอริลล่าตัวนี้มันคนป่าหรือลิงแน่ครับ ผมเองก็ไม่ใคร่จะมีความรู้ในเรื่องสัตววิทยา"

นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"มันเป็นลิงขนาดใหญ่โว้ย แข็งแรงกว่าสิงโต แต่ว่ามันไม่มีหางมองดูเผินๆ ก็เหมือนกับคนป่า ไป-เข้าไปจับมันให้ได้ จับเป็นนะโว้ยไม่ใช่จับตาย"

หุ่นบ๊อบบี้นิ่งอึ้งไปสักครู่

"เดี๋ยวก่อนครับป๋า ป๋าว่ามันแข็งแรงกว่าสิงโตใช่ไหมครับ"

"ออไร๋"

บ๊อบบี้ทำปากเบ้

"ถ้ายังงั้นให้คุณนิกรแสดงดีกว่าครับ"

นิกรสะดุ้งโหยงแล้วทำตาเขียวกับหุ่นยนต์

"ฉันสู้มันได้เรอะ พูดเป็นบ้า"

บ๊อบบี้หัวเราะเบาๆ

"แต่ผมคิดว่าคนเก่งอย่างคุณคงจะปราบกอริลล่าได้โดยไม่ยากนักหรอกครับ"

"แกอย่ายอเลยวะ" นิกรพูดอย่างโมโห "ต่อให้แกยกยอปอปั้นฉันอย่างไรฉันก็ไม่เอา ฉันไม่ได้บ้ายอเหมือนอ้ายหงวนหรอก"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นทันที

"แต่เรื่องนี้ยอไม่ขึ้นแน่ แม่โว้ย รูปร่างมันเกือบเท่าหมีควายที่เขาดินแล้ว อย่าร่ำร้องอ้ายบ๊อบบี้ จัดการจับกอริลล่าเอาไปเข้ากรงในห้องแลบให้ได้ แล้วคืนนี้ฉันจะพาแกไปเที่ยวไนท์คลับ"

บ๊อบบี้ลืมตาโพลง

"จริงนะครับ"

"เออ เที่ยวบาร์แล้วแถมนวดตัวอาบน้ำด้วย"

หุ่นยนต์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ก้อเรี่ยมน่ะซีครับอาเสี่ย ผมนอนเฉยๆ อยู่ในห้องใต้ดินมานานแล้วไม่ได้กระดุกกระดิกเลย ป๋าเดินเครื่องกลไกในตัวผมทำให้ผมมีชีวิตชีวาขึ้นก็รู้สึกปวดเมื่อยขัดยอก ถ้าได้หมอนวดสาวๆ บีบขยำแข้งขาผมบ้างคงจะสบายขึ้น"

"ถุย" ลูกชายของนิกรร้องขึ้นดังๆ แล้วหัวเราะชอบใจ "เนื้อตัวของแกทำด้วยแผ่นเหล็กกล้าไม่มีใครเขานวดให้แกหรอก หมอนวดเห็นหน้าตาแกเข้าก็เผ่นไม่รู้ทางไป"

"เฮ้" พลกล่าวกับหุ่นยนต์ "อย่ามัวฝอยอยู่เลยโว้ยบ๊อบบี้ พูดมากเสียจริงเชียว โน่น-กอริลล่ามันเดินไปใกล้รั้วบ้านแล้ว"

บ๊อบบี้ยิ้มให้พลซึ่งมันมีความเคารพเกรงกลัวมากเหมือนกับคนในบ้าน "พัชราภรณ์" ทุกๆ คน

"เรื่องเล็กครับคุณพล อ้ายจ๋อสวะพรรค์นี้ผมวาดลวดลายมวยไทยปนคาราเต้เข้าใส่เดี๋ยวก็งอขี้กล้อง หรือถ้าจะให้ผมจับตายผมก็ล็อคคอปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวมันแปล็บเดียว ควันออกทางปากเท่งทึงไปเลย"

"โน" นายพลดิเรกร้องลั่น "จับเป็นโว้ยไม่ใช้จับตาย"

"โอ-ออไร๋"

เสี่ยตี๋เดินเข้ามายืนเคียงไหล่หุ่นยนต์บ๊อบบี้แล้วยิ้มให้

"นี่ถ้าฉันไม่รู้จักแกแต่แรกฉันเห็นแกเข้า ฉันวิ่งป่าราบเลยพับผ่า"

ศาสตราจารย์ดำรงร้องบอกหุ่นบ๊อบบี้ทันที

"เฮ้ย-จับอ้ายตี๋ชูขึ้นหน่อยเถอะวะบ๊อบบี้ ประเดี๋ยวเลี้ยงเบียร์หนึ่งขวด เอาซี"

หุ่นยนต์อีเล็คโทรนิคก้มลงคว้าเอว ร.ต.สมนึกยกชูขึ้นเหนือศรีษะทันที เสี่ยตี๋ดิ้นกระแด่วๆ ร้องเอะอะตะโรลั่นคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน คุณหญิงวาดกับสี่นางยืนดูอยู่ที่ระเบียงหลังตึกใหญ่แลเห็นเข้าก็ตกใจ คุณหญิงชี้หน้าหุ่นยนต์บ๊อบบี้แล้วร้องตะโกนลั่นบ้าน

"อ้ายบ๊อบบี้ อ้ายระยำ พลาดพลั้งพ่อนึกคอหักตายจะว่ายังไงวะ อ้ายห้าร้อยละลายยังไม่วางอีกหรือ"

บ๊อบบี้รีบวางเสี่ยตี๋ลงบนพื้นตามเดิม พยักหน้าให้ศาสตราจารย์ดำรงแล้วกล่าวว่า

"เป็นยังไงครับ คุณยุผมจนได้ดี เสียงท่านดังฟังชัดดีเหลือเกิน ไม่ได้ยินเสียงท่านด่ามาสองเดือนแล้ว" พูดจบหุ่นยนต์อีเล็คโทรนิคผู้เฉลียวฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ ก็พาตัวเดินดุ่มๆ ตรงไปทางสระน้ำ พนัสมองดูมันด้วยความขบขัน เขากล่าวกับนพว่า

"บ๊อบบี้มันแน่โว้ย ทั่วโลกต่างยกย่องชมเชยหุ่นยนต์ของอาหมอว่าเป็นยอดซึ่งมันก็ยอดจริงๆ มีชีวิตจิตใจมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ เฉลียวฉลาดน่ารักมาก"

นพพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"แต่บางทีมันก็ทะลึ่งน่าเตะเหมือนกัน พูดมากก็เท่านั้นนิสัยมุทะลุดุดันด้วยพูดถึงความสุภาพน่ารักแล้วสู้หุ่นบิลลี่ของน้าหมอไม่ได้ แต่ว่าตอนนี้น้าหมอถอดมันเก็บไว้ในหีบ"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ สายตาของใครต่อใครต่างจ้องมองไปที่อ้ายจ๋อยักษ์และหุ่นยนต์อีเล็คโทรนิค ดูเหมือนเจ้ากอริลล่ารู้ว่าหุ่นยนต์บ๊อบบี้ไม่ใช่มนุษย์ มันเป็นหุ่นที่มนุษย์สร้างขึ้น อ้ายจ๋อยักษ์แห่งใจกลางทวีปอัฟริกามองดูบ๊อบบี้อย่างหวาดๆ พลางล่าถอยไปจนกระทั่งถึงรั้วบ้านของบ้าน "พัชราภรณ์"

"เฮ้ย ตายนะโว้ยอ้ายจ๋อ ลงมา แกไม่มีทางที่จะปีนรั้วออกไปหรอก ลงมาซีโว้ย แกไม่ใช่หุ่นยนต์เหมือนอย่างฉันถูกสายไฟบนรั้วแกอาจจะหล่นลงมาตายได้"

เจ้ากอริลล่าหันมาดูหุ่นบ๊อบบี้แต่แล้วมันก็ปีนป่ายขึ้นไปตามรั้วเหล็กซึ่งตอนบนของรั้วมีสายลวดทองแดง 2 เส้น ขึงไว้รอบบริเวณบ้าน "พัชราภรณ์" เพื่อป้องกันคนร้ายลอบปีนเข้ามาในบ้านตอนกลางคืน คนยามจะเปิดกระแสไฟนับตั้งแต่ ๑.๐๐ น.จนกระทั่งถึง ๔.๐๐ น.ทุกคืน

ถึงแม้ว่าไม่ใช่กระแสไฟฟ้าแรงสูงเป็นไฟ ๒๒๐ โวล์ทธรรมดา แต่เมื่ออ้ายจ๋อเอื้อมมือไปถูกเข้ามันก็สะดุ้งเฮือก ร่างอันใหญ่โตของมันหล่นตุ้บมายังพื้นดินทันที หุ่นยนต์บ๊อบบี้หัวเราะลั่น

"บอกแล้วไม่เชื่อใช่ไหมล่ะ เป็นยังไง ยอมให้กูจับมึงเสียดีๆ เถอะวะ มึงทำให้เจ้านายเดือดร้อนวุ่นวายไปทั้งบ้าน" พูดจบบ๊อบบี้ก็เดินเข้าไปหา

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเจ้ากอริลล่าจะถูกกระแสไฟฟ้าก็ทำให้มันอ่อนเพลียและมึนงงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ร่างกายของมันมีการต้านทานมากตามธรรมดาของกอริลล่าพญาลิง มันยืนจังก้าเตรียมพร้อมที่จะปะทะหุ่นยนต์อีเล็คโทรนิค คณะพรรคสี่สหายพาลูกชายเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามหุ่นยนต์เข้ามา ส่วนคุณหญิงวาดกับสี่นางซึ่งยืนดูที่ระเบียงหลังตึกใหม่มองไม่เห็นแล้ว เพราะตัวตึกอยู่ห่างไกลและมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาบัง

บ๊อบบี้เดินปรี่ เข้ามาประชิดตัวกอริลล่าอย่างอาจหาญลิงยักษ์กระโจนเข้ากอดรัดฟัดหุ่นยนต์ทันที และส่งเสียงคำรามร้องลั่นบ้าง นายพลดิเรกกลัวว่าหุ่นยนต์ของเขาจะฆ่ากอริลล่าเข้าก็ต้องตะโกนห้าม

"บ๊อบบี้ อย่าปล่อยให้กระแสไฟตัวแกนะโว้ย"

การต่อสู้ระหว่าง หุ่นยนต์กับลิงยักษ์เป็นไปอย่างดุเดือดถึงแม้หุ่นยนต์จะมีกำลังเข้มแข็งผิดมนุษย์ แต่กอริลล่าก็สามารถเหวี่ยงบ๊อบบี้ล้มลงไปทำให้คณะพรรคสี่สหายแปลกใจไปตามกัน พญาลิงอ้าปากแยกเขี้ยวยกกำปั้นทุบหน้าอกร้องคำรามลั่น เสียงของมันไม่ได้ร้องเจี๊ยกคร่อกอย่างอ้ายจ๋อทั้งหลาย แต่ดังคล้ายกับเสียงเสือ หรือสิงโต

บ๊อบบี้ลุกขึ้นอย่างงงๆ คราวนี้มันจดมวยเต้นเข้าไปหากอริลล่าอย่างระมัดระวัง พอลิงยักษ์เดินเข้ามาเท้าขวาของบ๊อบบี้ก็เหวี่ยงโครมถูกใบหน้าซีกซ้ายของกอริลล่าอย่างแรงทำให้ลิงยักษ์ซวนเซออกไป เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนตะโกนหนุนเสียงลั่น ทุกคนสนุกสนานมากเมื่อได้ชมการต่อสู้ระหว่างหุ่นยนต์กับกอริลล่า

เมื่อบ๊อบบี้ใช้กลยุทธมวยไทยกอริลล่าก็ถูกหมัดและเท้าหลายต่อหลายที ในที่สุดพญาลิงก็วิ่งหนีเอาดื้อๆ มันวิ่งได้เร็วเกือบเท่าคน หุ่นยนต์แสนรู้ของนายพลดิเรกวิ่งไล่กวดติดๆไป กอริลล่าวิ่งวกวนเวียนไปมารอบบริเวณสนามสวนหลังบ้าน หุ่นบ๊อบบี้มีฝีเท้าเหนือกว่ากอริลล่า แต่เมื่อไล่กวดกระชั้นชิดเข้ามาเกือบจะทันเครื่องยนต์กลไกในตัวบ๊อบบี้ก็เกิดขัดข้อง หุ่นอีเล็คโทรนิคหยุดชะงักหันมาอ้าปากร้องบอกศาสตราจารย์ดิเรก แต่แล้วก็พูดไม่ออกยืนตัวแข็งที่อเพราะกลไกทุกชิ้นหยุดทำงาน

นายพลดิเรกยกมือเกาศรีษะแกรกๆ ร้องบอกลูกชายของเขา

"ดำรง จัดการทำให้บ๊อบบี้เคลื่อนไหวหน่อย พ่อจะพาพวกเราติดตามกอริลล่าไป เครื่องมือสำหรับซ่อมหุ่นมีอยู่ในตัวหุ่นแล้ว เปิดแผ่นเหล็กด้านหลังออกดูเถอะ อ้ายนัสไปช่วยดำรงด้วย เพราะแกชำนาญในเรื่องระบบไฟฟ้า"

ศาสตราจารย์ดำรงชวนพนัสวิ่งไปที่หุ่นยนต์ นพกับเสี่ยตี๋ติดตามไปด้วยคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามกอริลล่าต่อไป ซึ่งขณะนี้มันออกมาจากบริเวณหลังเขตบ้าน "พัชราภรณ์"มาแล้ว

เมื่อกอริลล่าบุกเข้าไปในตึกโรงครัวซึ่งเป็นตึกชั้นเดียวเตี้ยๆ บรรดาแม่ครัวสามสี่คนก็พุ่งหลาวออกมาทางหน้าต่างวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน พญาลิงอาละวาดทุบข้าวของในครัวแตกเสียหายเสียงโครมคราม

นิกรกล่าวกับนายพลดิเรกอย่างเดือดดาล

"บรรลัยหมดแล้วอ้ายหมอ จับตายเถอะโว้ย ให้อ้ายพลยิงมันเสียก่อน ถ้าคุณพ่อจะเปลี่ยนกึ๋นก็เอากึ๋นเป็ดหรือกึ๋นไก่เปลี่ยนให้ท่านดีกว่า"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ของเป็ดไก่กับของคนเปลี่ยนกันไม่ได้ กึ๋นไก่เหมาะสำหรับทำแกงจืด และกึ๋นเป็ดก็เหมาะสำหรับแกล้มเบียร์หรือเหล้า ใจเย็นๆหน่อยน่าอ้ายกร ลิงตัวนิ้มีค่าตัวของมันนับแสนนะโว้ย ถ้วยชามในครัวหรือของใช้ที่มันทุบแตกไม่เท่าไหร่หรอกประดี๋ยวดำรงก็ซ่อมบ๊อบบี้เสร็จ และอย่างไรบ๊อบบี้ก็คงจับเจ้ากอริลล่าได้ภายใน ๑๐ นาทีนี้"

ลิงยักษ์แห่งกาฬทวีปโผล่หน้าต่างครัวมองดูพรรคคณะสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทางหน้าตึก เสี่ยหงวนนึกสนุกขึ้นมาก็เดินไปหยิบไม้ระแนงท่อนหนึ่งยาวประมาณ ๒ เมตร ถือเดินเข้าไปหาเจ้าลิงกอริลล่าเขาหยุดอยู่ห่างจากมันเพียงเมตรเดียว แต่กอริลล่าอยู่ในตึกโรงครัวและอาเสี่ยยืนอยู่ข้างนอก

เจ้ากอริลล่าทำปากจู๋ เลิกคิ้วตามประสาลิง เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ไงวะ ขอตีกบาลทีได้ไหม"

ก่อนที่อ้ายจ๋อจะตอบว่ากระไร กิมหงวนก็ยกไม้ระแนงฟาดกบาลกอริลล่าค่อนข้างแรงเสียงดังโป๊ก ลิงยักษ์ร้องคำรามลั่นใช้ความว่องไวตะครุบไม้ไว้ได้ อาเสี่ยตกใจหมุนตัวกลับวิ่งหนีกลับมาหาคณะพรรคของเขา กอริลล่าเงื้อไม้ระแนงพุ่งมาที่เสี่ยหงวนทันที ไม้ระแนงท่อนนั้นถูกกลางหลังเสี่ยหงวนเสียงดังอั้กทำให้อาเสี่ยร้องสุดเสียง

"โอ๊ย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พลมองดูอาเสี่ยอย่างขบขันแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"เจอเอานักพุ่งแหลนโอลิมปิคเข้าแล้วโว้ย"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"โอ้โฮ หลังแทบหัก" แล้วเขาก็แย่งปืนไรเฟิลในมือพล "ขอให้กันยิงมันเถอะวะอย่าเอาไว้เลย"

พลไม่ยอมให้ปืนเสี่ยหงวน

"อย่าน่าอ้ายหงวน เราต้องการจับเป็น แกเสือกไปตีกบาลมันมันก็พุ่งไม้ใส่หลังแก นี่แหละทุกขโตทุกขถานังเห็นทันตา"

นิกรมองดูลิงกอริลล่าอย่างขบขัน

"สงสัยเสียแล้วโว้ย อ้ายจ๋อตัวนี้มันฉลาดเกินลิง หรือมันเป็นคนเอาหนังลิงมาสวมไว้ข้างนอก"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ศาสตราจารย์ดำรงก็เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้งสามคน คือ พนัส นพ และ สมนึกตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ลูกชายของศาสตราจารย์ดิเรกรายงานให้บิดาของเขาทราบทันที

"สายไฟในตัวบ๊อบบี้ช็อทครับคุณพ่อ ทำให้กลไกบางส่วนไหม้ละลาย ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่และจะต้องเวลาซ่อมประมาณสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย บ๊อบบี้ถึงจะเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้"

ศาสตราจารย์ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"แบ๊ดลัด แกไปห้องแล็บพ่อเดี๋ยวนี้ดำรง ไปเอาระเบิดแก๊สน้ำตามาให้พ่อหนึ่งลูก และระเบิดหัวเราะหนึ่งลูก"

ร.ต.ดำรงรับคำแล้ววิ่งตรงไปที่ตึกใหญ่ ขณะนี้กอริลล่าหลบหน้าไปจากหน้าต่างครัวแล้ว มันสนใจกับกล้วยหอมหวีหนึ่งซึ่งวางอยู่บนตู้แช่ใบใหญ่ แล้วมันก็เดินวนเวียนไปมารอบโรงครัวอันกว้างขวาง หยิบจานสวยๆ ที่วางซ้อนกันอยู่ร่อนออกมานอกหน้าต่างทีละใบกระทบพื้นดินแตกกระจาย ลิงยักษ์แห่งกาฬทวีปทำลายข้าวของแตกหักเสียหายหลายอย่าง แต่นายพลดิเรกยังหวังที่จะจับเป็นเพื่อผลทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์

สักครู่หนึ่ง ศาสตราจารย์ดำรงก็วิ่งกลับมาพร้อมด้วยลูกระเบิดพลาสติก ๒ ลูก อันเป็น ประดิษฐกรรมของนายพลดิเรก ลูกหนึ่งคือระเบิดแก๊สน้ำตา อีกลูกหนึ่งคือแก๊สหัวเราะผู้ที่สูดควันพิษเข้าไปไม่ว่าคนหรือสัตว์จะหัวเราะงอหายจนแทบจะขาดใจตายเพราะเส้นหัวเราะทำงานหนัก แม้แต่ช้างที่กำลังตกน้ำมันเมื่อถูกระเบิดหัวเราะมันก็จะล้มลงนอนหัวเราะเอิ้กอ้ากจนหมดเรี่ยวหมดแรงยอมให้ควาญเอาปลอกสวมขามันโดยดี

ดำรงส่งระเบิดทั้งสองลูกให้บิดาของเขา

"จะจัดการยังไงก็เอาซีครับคุณพ่อ"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"พ่อจะเอาระเบิดหัวเราะขว้างเข้าไปในโรงครัวก่อนถ้ากอริลล่ามันได้ยินเสียงระเบิดและเห็นควันเข้ามันหนีออกมาจากโรงครัวพ่อจะใช้ระเบิดน้ำตาเล่นงานมัน คราวนี้อ้ายจ๋อเสร็จเราแน่แกกับเพื่อนๆ ของแกเตรียมเชือกไว้เถอะ เราจะช่วยกันเอาตัวมันไปใส่กรงขับไว้ในห้องแล็บตามเดิม และพรุ่งนี้พ่อจะผ่าตัดมัน"

ดร.ดิเรก เก็บระเบิดแก๊สพิษไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาแล้วถือระเบิดหัวเราะเดินย่องไปทางประตูโรงครัว เขาหยุดยืนห่างจากประตูตึกโรงครัวราว ๘ เมตร ดึงสลักนิรภัยออกโยนลูกระเบิดแก๊สหัวเราะลอยละลิ่วเข้าไปในตึกครัวทันที

ระเบิดลูกนั้นหล่นลงเบื้องหน้าแทบเท้าของกอริลล่า ลิงยักษ์รีบก้มลงหยิบมันขึ้นมาแล้วขว้างออกไปทางช่องหน้าต่างระเบิดแก๊สหัวเราะตกลงเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว

"มายก๊อด " ศาสตราจารย์ดิเรกร้องลั่น

ทุกคนยืนตะลึงไปตามกัน จนกระทั่งลูกระเบิดระเบิดขึ้นแต่มันไม่ใช่ระเบิดสังหาร หรือระเบิดที่ใช้ทำลายแบบระเบิดมือเสียงระเบิด ของระเบิดพลาสติกที่บรรจุแก๊สหัวเราจึงไม่ดังจนเกินไปนัก

"โพละ"

กลุ่มควันสีขาว หรือสีเทาอ่อนกระจายไปทั่วไปบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ศาสตราจารย์ดำรงร้องขึ้นดังๆ

"หนีไปทางเหนือลมครับ ทุกคนถอยไปทางเหนือลม"

แต่ทุกคนสูดควันแก๊สหัวเราะเข้าไปเต็มปอดแล้ว ถึงจะล่าถอยไปยืนรวมกลุ่มกันที่ใต้ต้นนกยูงใหญ่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร อ้ายจ๋อกอริลล่าโผล่หน้าออกมามองดูที่หน้าต่างครัวแล้วโบกมือให้แยกเขี้ยวยิงฟันชอบอกชอบใจ

อำนาจแก๊สหัวเราะ ทำให้เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนเริ่มต้นหัวเราะคิกคัก เมื่อมองดูหน้ากันต่างก็รู้สึกขบขันทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรที่น่าขบขันแม้แต่น้อย ในที่สุด พนัส นพ สมนึก และดำรงก็หัวเราะตัวโก่งไปตามกัน นิกรมองดูหน้าเสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"ดูซีวะ อ้าวสี่คนนี่มันแอบสูบกัญชามาหรืออย่างไรไม่มีอะไรน่าขบขันเลยหัวเราะเสียจนน้ำหูน้ำตาไหล"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"แต่เรื่องมันน่าขันว่ะ พวกเราตั้งเยอะแยะจับลิงตัวเดียวไม่ได้ ฮ่ะ ฮ่ะ ลิงมันเก่งกว่าเราโว้ย" แล้วอาเสี่ยหงวนก็แหกปากหัวเราลั่นบ้าน

นิกรทำตาปริบๆ

"เอ ยังงั้นกันหัวเราะบ้างซิโว้ย ฮิ ฮิ ฮะ ฮะ เอิ๊ก"

นายพลดิเรกชี้มือบอกให้พลมองดูนิกรกับเสี่ยหงวน แล้วเขาก็พูดพลางหัวเราะพลาง

"มันจี้เส้นดีเหลือเกิน"

"อะไรวะ" พลถามพลางหัวเราะ

"บอกไม่ถูก ฮิๆๆๆ เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะช่วยหัวเราะหน่อยซี"

ครั้นแล้วพลกับศาสตราจารย์ดิเรกก็หัวเราะงอหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วพลอยหัวเราะบ้าง คราวนี้ต่างคนต่างลงลูกคอเอิ๊กอ๊ากถึงกับทรุดตัวลงนั่ง บางคนก็นั่งยองๆ บ้างก็นั่งเหยียดเท้าหัวเราะงอไปงอมา เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนถึงกับลงนอนหงาย หัวเราะแบบชักดิ้นชักงอ ทำท่าเหมือนจะขาดใจตายไปตามกัน

เจ้ากอริลล่ายังคงยึดตึกโรงงครัวเป็นที่มั่น มันนั่งกินกล้วยหอมอย่างเอร็ดอร่อย พวกคนใช้ชายหญิงที่ยืนจับกลุ่มมองดูเจ้านายของเขาอยู่ห่างๆ ต่างแปลกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นเจ้านายทั้งหลายมีอันเป็นไปเช่นนี้

การหัวเราครั้งมโหฬาร เพราะเส้นหัวเราะถูกทำงานหนักได้ผ่านพ้นไปในราว ๕ นาทีคณะพรรคสี่สหายกับลูกๆ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็ค่อยๆ หยุดหัวเราะแต่ก็มีแถมท้าย ฮิๆ แฮะๆ นิดหน่อยด้วยอำนาจของแก๊สหัวเราะ

พอรู้ตัวว่าถูกแก๊สหัวเราะที่อ้ายจ๋อขว้างออกมาจากโรงครัว ศาสตราจารย์ดิเรกก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบระเบิดแก๊สพิษออกมาแล้วเดินย่องไปที่ตึกโรงครัวค่อยๆ โผล่หน้าต่างมองดูอ้ายจ๋อ ตอนนี้เอง พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างก็ลุกขึ้นยืนด้วยความอ่อนระโหยโรยแรงเพราะหัวเราะมากเกินไป

นายพลดิเรก และเห็นกอริลล่ากำลังสนใจกับกล้วยหอมซึ่งมันกินเข้าไปเกือบหมดหวีแล้ว ลิงยักษ์แห่งกาฬทวีปนั่งไขว่ห้างกินกล้วยหอมอย่างงเพลิดเพลินในท่าทีสบายอกสบายใจเท่าที่มันมี อิสรภาพ ศาสตราจารย์ดิเรกกระชากสลักนิรภัยระเบิดแก๊สพิษออกแล้วโยนเข้าไปในห้องครัว ยังไม่ทันรู้ผลว่าระเบิดแก๊สจะหล่นลงตรงไหนและระเบิดหรือไม่ เขาก็ห้อแน่บกลับมาหาคณะพรรคของเขา

ระเบิดพลาสติก ซึ่งบรรจุแก๊สน้ำตาลูกนั้นหล่นลงบนตักกอริลล่าพอดี ลิงยักษ์ก็มีความว่องไวเหมือนกับลิงทั้งหลาย มันคว้าระเบิดลูกนั้นแล้วขว้างออกไปนอกหน้าต่าง ลูกระเบิดลอยละลิ่วหล่นลงระหว่างคณะพรรคสี่สหายกับลูกๆ ของเขาแล้วระเบิดขึ้น

"พึ่บ"

แก๊สน้ำตาพุ่งออกมากระจายไปทั่ว ร.ต.ดำรงร้องขึ้นดังๆ

"แก๊สพิษ หนีเร็ว"

ต่างคนต่างวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วหนีไม่ทัน ควันพิษเข้าตาทำให้ปวดแสบปวดร้อนถึงกับทรุดตัวนั่ง กอริลล่าเดินออกมาจากตึกครัวแล้วท่าทางของมันโกรธแค้นมาก มันยกมือทั้งสองทุบหน้าอกและร้องคำรามลั่น พอแลเห็นคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วมันก็วิ่งเข้าไปหา

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนแอบอยู่ในพุ่มไม้แห่งหนึ่ง ลูกชายของนิกรเกรงว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะเป็นอันตรายก็ร้องตะโกนบอก

"คุณตาครับ ลิงมันออกมาจากครัวแล้ว หนีเร็ว"

ท่านเจ้าคุณใจหายวาบ ท่านผุดลุกขึ้นทั้งๆ ที่นัยน์ตาของท่านลืมไม่ขึ้น ตอนนี้เองศาสตราจารย์ ดิเรกก็ตัดสินใจจับตายลิงพญาเพราะกลัวว่ามันจะฟัดพ่อตาของเขา

"ยิง อ้ายพล ยิงมัน"

พลยกปืนไรเฟิลขึ้นประทับ แต่ก่อนที่เขาจะเหนี่ยวไกยิงกอริลล่าก็เข้าประชิดตัวท่านเจ้าคุณ ปัจจนึกฯแล้ว แทนที่มันจะขย้ำกัดฟัด มันกลับอุ้มร่างอันอ้วนเตี้ยของท่านเจ้าคุณขึ้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกว่าท่านตกเป็นเชลยของลิงยักษ์ก็พยายามดิ้นรนและร้องโวยวายขอความช่วยเหลือจากใครต่อใครเสียงลั่นบ้าน

"โว้ย ช่วยด้วย ช่วยด้วยโว้ย"

สี่สหายกับลูกชายของเขาต่างวิ่งเหยาะๆ ติดตามลิง ถึงแม้ว่าพลมีปืนไรเฟิลซึ่งเป็นปืนสำหรับยิงสัตว์ใหญ่ เขาก็ไม่กล้ายิงกอริลล่าเพราะเกรงว่ากระสุนปืนจะถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้า ทุกคนได้แต่ช่วยกันเพื่อให้ลิงยักษ์ตกใจมันจะได้โยนท่านเจ้าคุณลงบนพื้นดิน

นิกรได้พิสูจน์ตัวเองให้ใครๆ ได้เห็นว่าเขามีความรักและห่วงใยพ่อตาของเขาเป็นที่สุด เขาคว้ากิ่งไม้ขนาดใหญ่ได้กิ่งหนึ่งยาวประมาณหนึ่งเมตร วิ่งเข้าไปข้างหลังกอริลล่าแล้วยกท่อนไม้ฟาดกบาลมันค่อนข้างแรง

"โป๊ก"

อ้ายจ๋อยักษ์ไม่ได้รับความเจ็บปวดแม้แต่น้อย มันหยุดชะงักหันหน้ามองนิกรแล้วแยกเขี้ยวคำราม นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย ปล่อยพ่อตากูซีโว้ย"

เจ้ากอริลล่ายิ้มเสยะแล้วเดินรี่เข้ามาหานิกร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น

"ช่วยพ่อด้วยอ้ายกร ปล้ำกับมันซี"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "ตัวมันใหญ่กว่าด็อคเตอร์เดธตั้งเป็นกอง"

นิกรล่าถอยแบบยุทธศาสตร์ ถือไม้ในมือกระชับมั่นเมื่ออ้ายจ๋อยักษ์บุกเข้ามาเขาก็กระโจนเข้าประชิดตัวแล้วเงื้อไม้ขึ้นสุดแขนตั้งใจจะตีกบาลกอริลล่าให้แบะแยกหรือแตกดังโพละ แต่กอริลล่าเป็นสัตว์ฉลาดพอๆ กับมนุษย์ มันเบี่ยงตัวหลบแล้วยกศีรษะของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นรับไม้ที่นิกรฟาดลงมา

"โพละ"

ไม้ท่อนนั้นสัมผัสกับศีรษะท่านเจ้าคุณเต็มแรงทำให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกแล้วสิ้นสติสมประดีอยู่ในวงแขนของอ้ายจ๋อยักษ์ นิกรใจหายวาบ เสี่ยหงวนร้องตะโกนลั่น

"อ้ายกร อ้ายลูกเขยทรยศ แกตีหัวคุณอาทำไม"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"ไม่ได้แกล้งโว้ย กันจะตีหัวลิงแต่ลิงมันยกหัวคุณพ่อขึ้นรับไม้ ช่วยอะไรไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย"

ลิงยักษ์เดินทื่อเข้ามาหานิกรทำให้นิกรต้องล่าถอยวนเวียนไปมาและหาทางที่จะปราบมัน ในที่สุดเขาก็วิ่งอ้อมไปข้างหลังลิงและตัดสินใจวิ่งเข้าไปประชิดตัวมันยกมือทั้งสองจี้เอวเจ้ากอริลล่าทั้งสองข้าง ลิงเป็นสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจและความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ เมื่อถูกจี้มันก็หัวเราะก้ากหมดเรี่ยวแรงทิ้งร่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงบนพื้นแล้วมันก็วิ่งไปยืนหัวเราะงอไปงอมาใต้ต้นมะขามต้นหนึ่ง ขณะนี้เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนได้เข้ามารวมกลุ่มกับคณะพรรคสี่สหายแล้ว พลยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่าและเล็งศูนย์ปืนหมายโคนขาข้างขวาของมัน

เสียงปืนเล็กยาวดังขึ้นกึกก้องบ้าน "พัชราภรณ์" เมื่อพลกระดิกนิ้วเหนี่ยวไก

"ปัง"

กอริลล่าทรุดตัวล้มฮวบลงทันที แต่แล้วมันก็พยายามรวบรวมกำลังลุกขึ้นและวิ่งกระโผลกกระเผลกเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับลูกๆ ท่าทางของมันดุร้ายอย่างที่สุด เมื่อมันได้รับความเจ็บปวดจากระสุนปืน

พลปล่อยกระสุนออกไปอีกหนึ่งนัดซึ่งเขาจำเป็นต้องสังหารมันเพราะกอริลล่าวิ่งเข้ามาใกล้จะถึงตัวเขาอยู่แล้ว

"ปัง"

กระสุนนัดนี้ทะลุหน้าอกด้านซ้ายถูกหัวใจพอดี ลิงยักษ์ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวสิ้นใจตาย นายพลดิเรกจุปากลั่นและมองดูมันด้วยความสงสาร ทุกคนเดินเข้าไปห้อมล้อมมองดูศพเจ้าลิงยักษ์

ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็พากันเดินโซเซมาท่านเจ้าคุณฟื้นจากสลบแล้ว ทั้งเจ้าคุณและเจ้าแห้วซึ่งถูกควันแก๊สน้ำตานัยน์ตามองไม่เห็นต่างหายปวดแสบปวดร้อนสามารถใช้สายตาได้ดีเหมือนเช่นเดิม กลางศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านเจ้าคุณปูดโนขึ้นมา และเห็นถนัดเกือบเท่าลูกมะกรูด

"เป็นยังไงบ้างครับคุณปู่" สมนึกถามยิ้มๆ

ท่านเจ้าคุณยิ้มแหยๆ

"แย่โว้ย นึกว่าอ้ายกอริลล่ามันฟัดปู่แย่เสียแล้ว"

สมนึกว่า "อากรเอาไม้ตีหัวคุณปู่ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"งั้นเรอะ" แล้วท่านก็หันมาทางนิกร "เนื่องในงานอะไรวะแกถึงตีกบาลฉัน"

นิกรยกมือไหว้ปะหลกๆ

"อย่าถือโทษโกรธเคืองผมเลยครับ เรื่องมันเป็นยังงี้ผมตั้งใจจะช่วยยคุณพ่อเมื่อกอริลล่ามันอุ้มคุณพ่อไป ผมเก็บไม้ได้ท่อนหนึ่งตามมันไปแล้วฟาดกบาลมันได้หนึ่งที อ้ายจ๋อหันกลับมาทางผมผมปรี่เข้าไปฟาดกบาลมันเพื่อให้มันปล่อยคุณพ่อคราวนี้มันยกหัวคุณพ่อขึ้นรับไม้ที่ผมฟาดลงไปผมยั้งไม่ทันครับไม่เชื่อถามอ้ายพลอ้ายหงวนและอ้ายหมอดูก็ได้ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ ท่านเปลี่ยนสายตามาที่พลแล้วถามว่า

"แล้วทำไมลิงมันถึงปล่อยอาล่ะ"

พลหัวเราะหึๆ

"อ้ายกรมันเสี่ยงภัยย่องเข้าไปข้างหลังลิงแล้วเอามือจี้เอวลิงครับ ลิงมันจั๊กจี้มันก็หัวเราะก้าก แล้วปล่อยคุณอาลงบนพื้นดิน"

ท่านเจ้าคุณเลื่อนตัวเข้ามายื่นมือให้นิกรจับ

"ขอบใจมากลูกรักของพ่อ แกได้แสดงความกล้าหาญอย่างน่าชมเพื่อช่วยชีวิตพ่อไว้ก่อนที่กอริลล่ามันจะกัดคอหอยพ่อหรือจับพ่อฟาดตาย แกกล้าหาญจริงๆ "

นิกรยิ้มแก้มแทบแตก

"เรื่องกล้าหาญเป็นนิสัยของผมแต่ไหนแต่ไรมาแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนตามาที่เจ้าแห้ว

"เป็นยังไงบ้างอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วส่ายหน้า

"แย่ครับ โดนแก๊สน้ำตาเข้าไปหน่อยเดียวรับประทานแสบตาเหมือนตำพริกขี้หนูยัดเข้าไปในลูกนัยน์ตา อ้ายกอริลล่าตัวนี้มันฉลาดมาก ตายเสียได้ก็ดีจะได้หมดเรื่องยุ่งยาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันไปมองดูพล

"ดิเรกให้แกยิงมันหรือ"

"ครับ ขืนจับเป็นพวกเราคงเป็นอันตรายแน่นอน มันอาจจะอาละวาดยิ่งกว่านี้ หุ่นยนต์ของอ้ายหมอเกิดชำรุดใช้การไม่ได้ ถ้ากอริลล่าพังรั้วหนีออกไปนอกบ้านพวกเราจะเดือดร้อนมาก"

นายพลดิเรกทรุดตัวนั่งตรวจดูรอยกระสุนปืนที่ศพลิงยักษ์สักครู่เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับพ่อตาของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมตั้งใจจะทำการผ่าตัดลิงและคุณพ่อพรุ่งนี้ แต่เมื่ออ้ายพลยิงลิงตายก็ต้องผ่าตัดคืนวันนี้ ขืนปล่อยไว้เกรนของมันจะเสื่อมคุณภาพ ตกลงนะครับคุณพ่อจะได้กลับเป็นหนุ่มขึ้นอีกสดชื่นกระชุ่มกระชวยขึ้น"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ

"เอา-เอาก็เอา"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับทุกๆ คน

"ช่วยกันหน่อยโว้ยพวกเรา ช่วยกันหามศพกอริลล่าไปที่ห้องแล็บเดี๋ยวนี้ เอาโว้ยขอแรงหน่อย"

ลูกชายของนิกรกล่าวขึ้นทันที

"ไม่ต้องครับ ไม่ต้องช่วยผมแสดงคนเดียวก็ได้"

นิกรยกเท้าขาวเตะก้นลูกชายของเขาค่อนข้างแรงเสียงดังพลั่ก

"นี่แนะคุยดีนัก แกรู้ไหมว่าอ้ายคิงคองตัวนี้น้ำหนักตัวเกือบ ๒๐๐ กิโลต่อให้แกสี่คนก็หามมันไม่ไหว"

นพหัวเราะเบาๆ

"โธ่-พ่อจะมาเอาอะไรกะผม ผมเป็นลูกพ่อผมก็พูดส่งเดชเหมือนอย่างพ่อที่ชอบพูดเล่นหรือพูดพล่อยๆ "

คณะพรรคสี่สหายกับลูกๆ ของเขาได้ปรึกษาหารือกันสักครู่ก็ช่วยกับแบกหามศพเจ้ากอริลล่าออกไปจากบริเวณหลังบ้านตรงไปที่ตึกใหญ่ พวกคนใช้ชายหญิงต่างวิพากษ์วิจารณ์กันจ้อกแจ้กจอแจ ทุกคนพอใจที่ลิงยักษ์ต้องจบชีวิตด้วยกระสุนปีน

การผ่าตัดกอริลล่าและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เริ่มลงมือในเวลา ๒๐.๐๐ น. ตรง

ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ทำการผ่าตัดด้วยตัวเองโดยมีประภาเมียรักของเขาเป็นผู้ช่วยในฐานะพยาบาลประจำห้องผ่าตัดคือห้องทดลองนั่นเอง และเจ้าแห้วได้รับหน้าที่เป็นบุรุษพยาบาล

นายพลดิเรกไม่ยอมให้ใครเข้ามาในห้องทดลองของเขาอย่างเด็ดขาดเขาใส่กลอนประตูอย่างแข็งแรง พล นิกร กิมหงวน และสามนางกับคุณหญิงวาดและลูกชายของสี่สหายนั่งชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างรอคอยฟังข่าวการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสำคัญของลิงกอริลล่าให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกว่าประไพเป็นห่วงเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยิ่งถึงกับนั่งกระสับกระส่ายตลอดเวลา

จนกระทั่งเสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นโทรศัพท์ภายในบ้าน "พัชราภรณ์" ดังขึ้น นิกรเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนวิ่งเหยาะๆ ไปที่โต๊ะเครื่องโทรศัพท์ที่วางอยู่เคียงกันสองเครื่อง เป็นเครื่องโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์เครื่อง นิกรยกหูโทรศัพท์เครื่องภายในขึ้นพูดทันที

"ฮัลโหล หมอเรอะ"

"ออไร๋ กันพูดเอง บอกพวกเราด้วยว่าการผ่าตัดคุณพ่อเรียบร้อยแล้ว"

นิกรสะดุ้งสุดตัวแล้วตะโกนลั่น

"หา คุณพ่อตายแล้ว "

ทุกคนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ

"เรียบร้อยแล้วโว้ยและปลอดภัยไม่ใช่ตาย มือชั้นนี้ผ่าตัดทำให้คนไข้ตายมีอย่างที่ไหนแคะหูเสียบ้างซี"

นิกรถอยหายใจโล่งอก

"ดีใจมากที่คุณพ่อปลอดภัย พวกเราจะไปเยี่ยมท่านได้หรือยัง"

"ได้แล้วแต่ห้ามซักถามรบกวนคนไข้เพราะท่านกำลังอ่อนเพลีย"

"ว้า...." นิกรคราง "ไม่ยักตายโว้ย"

เขาวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิมแล้วเดินเข้าไปหาคณะพรรคของเขา

"เร็ว-ไปเยี่ยมคุณพ่อได้แล้ว คุณพ่อได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนกึ๋นเรียบร้อยและปลอดภัยแล้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นห้องโถง สามเกลอพาเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและสามนางกับคุณหญิงวาดออกไปจากห้องโถงทางด้านหลังตึกอย่างร้อนรน เมื่อทุกคนเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายพลดิเรก ต่างก็ตรงเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มหน้าเตียงผ่าตัดจ้องมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนองลืมตานิ่งเฉยอยู่บนเตียง เจ้าลิงยักษ์นอนอยู่บนเตียงเหล็กอีกเตียงหนึ่งร่างของมันมีผ้าขาวคลุมจากคอถึงปลายเท้า

คุณหญิงวาดยกมือจับแขนประภาและกล่าวถามทันที

"คุณพ่อเธอปลอดภัยแน่นะแม่ภา"

"ค่ะ แต่ท่านอ่อนเพลียมาก"

"เปลี่ยนกึ๋นเรียบร้อยแล้ว"

"ค่ะ"

พลกล่าวถามนายพลดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ศพกอริลล่าจะเอาไปฝังไว้ในสวนหลังบ้านเราหรืออย่างไร"

"โน-กันฉีดยากันเน่าไว้แล้ว ศพจะอยู่ได้อีก ๓ วันโดยไม่เน่าไม่เปื่อย กันจะติดต่อมอบศพมันให้สวนสัตว์ดุสิตเพื่อให้เขาสตั๊ฟไว้ให้คนดู สวนสัตว์ของเราไม่มีลิงกอริลล่าแต่เราก็จะได้เห็นรูปร่างหน้าตาของมันที่เขาสตั๊ฟไว้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"เป็นความคิดที่ดีมากหมอ อ้า-คุณอาท่านจะกลับเป็นหนุ่มขึ้นภายในสองสามวันนี้ใช่ไหม"

"ออไร๋ ท่านจะหนุ่มขึ้นอีกในราว ๑๐ ปีเป็นอย่างน้อย อาจจะถึง ๑๕ ปีก็ได้ ถ้าท่านหายดีแล้วท่านจะสดชื่นแข็งแรงกว่าเดิมมากมีชีวิตชีวาขึ้นเป็นคนละคนทีเดียว"

แล้วเขาก็กล่าวกับทุกๆ คน

"ห้องนี้เป็นห้องแอร์ ถึงแม้มีการถ่ายเทอากาศแต่อากาศก็ไม่สู้ดีนัก เยี่ยมคุณพ่อแต่เพียงเท่านี้เถอะครับ พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมใหม่ คืนนี้ประภาและอ้ายแห้วจะอยู่เฝ้าพยาบาลท่านตลอดคืน ผมรับรองว่าคุณพ่อปลอดภัยแน่ๆ "

ทุกคนต่างทะยอยๆ กันออกไปจากห้องแล็บ คงเหลือ ดร. ดิเรกกับประภาและเจ้าแห้วเท่านั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ นอนหายใจรวยริน ถึงท่านอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรงท่านก็ดีใจที่ท่านได้เปลี่ยนอวัยวะสำคัญกับลิงกอริลล่าซึ่งช่วยให้ท่านเป็นหนุ่มขึ้นกว่าอายุจริงไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี

จบบริบูรณ์