พล นิกร กิมหงวน 060 : วันสงกรานต์

คณะพรรค ๔ สหายของเรา ทุกคนยึดมั่นอยู่ในบวรพุทธศาสนา และยังไม่ลืมขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เมื่อถึงคราวเทศกาลต่างๆ ก็มีการทำบุญสุนทาน ประกอบการกุศลกันเป็นหลักปฏิบัติโดยชอบแก่บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

ดังนั้น ในสงกรานต์ปีนี้คณะพรรค ๔ สหายจึงได้วางแผนการณ์ที่จะทำบุญบำเพ็ญกุศลเป็นการใหญ่ โดยตั้งงบประมาณไว้ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท และเงินจำนวนนี้ ทุกคนต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่าอาเสี่ยกิมหงวนจะต้องเป็นผู้จ่ายทรัพย์ เนื่องจากเป็นผู้มั่งมีอย่างล้นเหลือ

ลุงเชย ชายชราญาติผู้ใหญ่ของ ๔ สหาย ซึ่งได้เดินทางมาจากนครสวรรค์มารับเสด็จ และชมบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคราวนี้ ยังคงสนุกสนานอยู่ในกรุงเทพฯ ลุงเชยจึงได้ร่วมมือที่จะฉลองตรุษสงกรานต์กับเขาด้วยและยอมบริจาคทรัพย์เป็นมูลค่า ๓ บาท ๕๐ สตางค์ ร่วมการกุศล

ตอนเย็นวันนั้น

ภายในห้องโถงของบ้าน "พัชราภรณ์" คณะพรรค ๔ สหายได้มาประชุมพร้อมกันทุกๆ คน หมายถึงท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ และท่านเจ้าสัวกิมไซด้วย

ที่โต๊ะยาวกลางห้อง คณะพรรค ๔ สหายนั่งห้อมล้อมกำลังนั่งอภิปรายกันหน้าดำหน้าแดง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานจัดงานสงกรานต์ในปีนี้ โดยนิกร การุณวงศ์ เป็นเลขานุการ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนหัวเหม่งอยู่หัวโต๊ะ ท่านชูมือขวาขึ้นเหมือนอย่างฮิตเล่อร์ และพยายามทำหน้าให้เหมือนอย่างฮิตเล่อร์ด้วย ท่านเจ้าคุณพูดขึ้นด้วยเสียงกังวานขึ้นนาสิกเล็กน้อย

"ท่านทั้งหลาย "

"จ๋า" ใครคนหนึ่งขานขึ้นเสียงแหลมเล็ก

ท่านประธานกลืนน้ำลายเอื้อก มองดูหน้าเสี่ยหงวนและนิกรทีละคน แต่ ๒ สหายนั่งนิ่งเฉย

"ใครวะ อ้ายหมาตัวไหนที่ร้องจ๋าตะกี้นี้"

ลุงเชยสะดุ้งเฮือก

"อ้าว เจ้าคุณ ล้อเล่นนิดเดียวต้องว่าเป็นหมูเป็นหมาด้วยรึ ผ่าเถอะคนบางกอกนี่ปากไวฉิบหายเลย"

ทุกคนหัวเราะครืน แม้กระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็อดหัวเราะไม่ได้แล้วท่านก็ยกมือไหว้ลุงเชย

"ขอโทษเถอะพี่เชย ที่ฉันว่าหมาก็เพราะสงสัยว่าอ้ายหงวนหรืออ้ายกรคนใดคนหนึ่ง"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"เดี๋ยวนี้ผมไม่ทะลึ่งเหมือนแต่ก่อนแล้วละครับ เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ในโรงจำนำ ถ้าผมจะแกล้งร้องจ๋าขึ้นละก้อ ผมร้องตะโกนว่านกตะกรุมหรือลูกมะอึกยังดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"พอ ไม่ต้องพูดอะไรอีก" แล้วท่านก็ยืดอกขึ้นในท่าเบ่ง "ง่า...ท่านทั้งหลาย เราได้พูดถกเถียงกันในเรื่องความเป็นมาแห่งวันสงกรานต์เกือบ ๒ ชั่วโมงแล้ว เราควรจะให้มันผ่านไปเสียที"

เจ้าสัวกิมไซยกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อท่านประธานพยักหน้า ท่านเจ้าสัวก็ลุกขึ้นยืนพูดอย่างองอาจทั้งๆ ที่ไม่องอาจสักนิด

"ทั่งประธาง ผมมังสงสัยเหลือเกิงคับ ตัวสงกังน่ะรูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ข้าพเจ้าขอให้เลขานุการของข้าพเจ้าเป็นผู้อภิปรายในเรื่องนี้" พูดจบท่านก็หันมาทางนายการุณวงศ์ "อ้าว สับปะหงกเสียแล้ว เฮ้ย.... ลุกขึ้นอธิบายให้เจ้าสัวกิมไซหน่อยซิวะว่า ตัวสงกรานต์รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง"

นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

"ข้าแต่เจ้าสัวผู้เจริญ"

เจ้าสัวกิมไซทำหน้าขอบกล

"อากองโว้ย ลื้ออย่าพูดคำหลวงเลยวะ แป๊ะฟังไม่ใคร่รู้เรื่อง พูดคำง่ายๆ ลีก่าน่อ"

นิกรหัวเราะ

"ผมจะอธิบายให้ฟังนะครับ ตัวสงกรานต์น่ะเป็นผู้หญิง แล้วก็สวยเสียด้วย ชื่อก็เพราะ

""ฮ้อ... อยู่บงฟ้า"

"ครับ อยู่บนสวรรค์ ตัวสงกรานต์ปีหนึ่งก็คนหนึ่ง ผลัดเปลี่ยนกันไปจนกระทั่งครบ ๑๒ ปี"

"อีมีผัวหรือยังฮะ อากอง"

นิกรหันมาถามพลซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับเขา

"เขาบอกแกเมื่อคืนนี้ว่าไงนะ เลิกกับผัวแล้วใช่ไหม"

พลยิ้มแห้งๆ ชำเลืองมองดูนันทาแล้วพูดกับนิกร

"ไม่รู้โว้ย กันไม่รู้เรื่อง"

นายจอมทะเล้นเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าสัวกิมไซ

"ดูเหมือนเป็นแม่ม่ายครับ นางสงกรานต์มีค่าตัว ๑๐๐ บาท เท่านั้น สวยมากทีเดียวอาแป๊ะ นางสงกรานต์ปีนี้ชื่องามจิตต์ เสด็จประทับมาบนหลังเจ๊หนอมพระหัตถ์ขวาทรงเสื้อฝน พระหัตถ์ซ้ายทรงขวดด่างทับทิม ภักษาหารธนบัตรรัฐบาลไทย ปีนี้นาคให้น้ำหนึ่งตัวบันดาลให้ฝนตก ๕๐๐ ห่า ตกในจักรวาฬ ๒๕๐ ห่า กับ ๒๒ ลิตร ตกในมหาสมุทร ๒๐๐ ห่า กับ ๓๐ ปีบ ตกในโลกมนุษย์ ๔๔ ห่า ตกในบ้านเรา ๑ ห่า"

เจ้าคุณวิจิตรฯ พูดขึ้นทันที

" ๑ ห่า ก็เห็นจะเป็นแกนั่นเอง" แล้วท่านก็พูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "อ้ายกรน่ะมันบ้าน้ำลาย อย่าให้มันพูดอะไรเลยนะเจ้าคุณ เจ้าสัวก็เหมือนกัน เรื่องนางสงกรานต์ไม่น่าจะต้องซักถาม เรามาปรึกษากันให้มันได้เรื่องได้ราวจะดีกว่า"

เจ้าสัวกิมไซค่อยๆ ทรุดตัวนั่ง เสี่ยหงวนรีบผลักเก้าอี้ของเจ้าสัวออกไป เจ้าสัวก็เลยเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นดังโครม

"ว้าย.... ตาเถรหัวถลอก" คุณหญิงวาดร้องลั่น "โถเจ็บไหมคะเจ้าสัว"

เจ้าสัวกิมไซครางหงิงๆ ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น แล้วเขาก็ยกกำปั้นประเคนลงที่คอต่อเสี่ยหงวนดังพลั่ก

"แน่ะ อะไรกันนี่อาแป๊ะ" เสี่ยหงวนแกล้งส่งเสียงเอ็ดตะโร

เจ้าสัวทำหน้าเหมือนม้าหมากรุก

"อะไรกัง เก๋าเจ้งชั่งหมา เล่นยังงี้ไล่เรอะ ฉิบหายก้นกบข้าหักไปจาว่างไง ห้าโร้ย จองหองเสียใหญ่แล้วมึงนี่"

ทุกคนหัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้น นวลลออยกมือชี้หน้าสามีของหล่อน

"เล่นไม่รู้จักเล่น อาแป๊ะแกเป็นลุงเฮียใช่ไหมประเดี๋ยวแม่ขว้างด้วยแก้วทับกระดาษหน้าตาแหกเลย บ้าอะไรก็ไม่รู้"

คุณหญิงวาดยกมือทุบโต๊ะดังปัง

"หยุด ประธานไม่อนุญาตให้พูดอย่าพูดซี ทำเป็นสภาเคาบอยไปได้ ไม่มีระเบียบวินัยเสียเลย ล้วนแต่เป็นคนมีความรู้ความคิดด้วยกันทั้งนั้น"

คราวนี้ที่ประชุมเงียบกริบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวาดสายตาไปมองรอบๆ แล้วก็กล่าวกับที่ประชุมต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ในวันมะรืนนี้ซึ่งเป็นวันตรุษสงกรานต์ เราควรจะทำอะไรบ้าง ให้ออกความเห็นมาทีละคน"

นิกรชูมือขึ้นเหนือศีรษะ

"ควรมีการกินเลี้ยงครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์อดหัวเราะไม่ได้

"ฉันนึกแล้ว ว่าแกต้องออกความเห็นอย่างนี้ เอาตกลง อาจะการกินเลี้ยงในหมู่พวกเราให้ครึกครื้นทีเดียว"

ที่ประชุมตบมือกราว เสี่ยหงวนยกมือเป่าปากเปี้ยว เจ้าคุณปัจจนึกฯ สวดต่อไป

"เป็นอันว่าเรากินเลี้ยงในหมู่พวกของเรา แล้วเราควรจะมีอะไรอีก"

นันทาพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ตอนเช้าเราควรใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์สัก ๑๐๐ องค์เป็นอย่างน้อย เรา ๔ คนยินดีรับจัดทำอาหารสำหรับใส่บาตรค่ะ"

ดร. ดิเรกพูดขึ้นทันที

"ออไร๋ท์ ออไร๋ท์ เราเป็นพุทธศาสนิกชน เราต้องทำบุญใส่บาตรก่อนอื่น ง่า... ผมขอถือโอกาสนี้เล่าเรื่องสงกรานต์ในประเทศอินเดีย ให้ท่านสมาชิกฟังเล็กน้อย"

ที่ประชุมตบมือกราว ดร. ดิเรกลุกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย ก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษ

"วันส์ อับปอน เอไทม์ แด วอส แอน โอลด์ มหาราช เนมส์ จันทรโภชนรสิงห์อวตาล"

เจ้าสัวกิมไซขัดขึ้น

"ลื้อพูดภาษาฮั้วหรั่งใครจาไปฟังออกโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ผมไปอยู่เมืองนอกเสียนาน ลิ้นมันแข็งพูดไทยไม่ใคร่ชัดครับอาแป๊ะ เอาละครับฝรั่งจะเล่าเรื่องสงกรานต์ที่อินเดียให้ฟัง ง่า... นานมาแล้ว ในกาลครั้งหนึ่งมีมหาราชชราภาพพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า จันทรนรสิงห์อวตาล พระองค์รทรงนับถือพุทธ และเครงครัดในศาสนามาก พระองค์ทรงดำริว่า ในวันสงกรานต์ประชาชนของพระองค์ ควรจะพร้อมเพรียงกันทำบุญให้ทาน แต่ประชาชนของพระองค์ไม่สู้จะเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาเท่าใดนัก เมื่อถึงวันสงกรานต์มีคนทำบุญให้ทานเพียงไม่กี่ราย มหาราชทรงพระปรีชาสามารถ ออกประกาศว่า ในวันสงกรานต์ทุกๆ ปี ให้ประชาชนใช้น้ำหอมประพรมกันให้ศีลให้พรกัน และมีการถูกเนื้อต้องตัวกันได้ไม่ให้ถือว่าเป็นการดูหมิ่นหรืออนาจาร"

"เอ้อเฮ้อ.... " กิมหงวนคราง "เรื่องที่แกเล่าสนุกฉิบหายเลย แล้วยังไงวะ"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"ชาวอินเดียก็เลยพากันสนุกสนานกันอย่างเต็มที่และทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันตรุษสงกรานต์ พวกหนุ่มๆ ถือโอกาสแต๊ะอั๋งสาวๆ แขก และแม่สาวงามก็ยินดีให้แต๊ะอั๋ง ต่อจากนั้นมา วันตรุษสงกรานต์ก็เป็นวันมหาสนุกของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาพุทธ แล้วประเพณีสาดน้ำรดน้ำก็เผยแพร่เข้ามาทางพม่า กระทั่งถึงประเทศไทยเรา แต่อย่างไรก็ตามคนไทยคงจะจดจำมาอย่างผิดพลาด ที่อินเดียเขาใช้เครื่องหอมหรือน้ำลอยดอกไม้ประพรมกัน ส่วนเมืองไทยเรามีปนลูกมังกร โคลนหรือหมามุ้ย บ้างก็ละลายสีลงไปในน้ำ และสาดกันเป็นถังๆ ซึ่งในอินเดียไม่นิยมอย่างนี้"

ท่านผู้ใหญ่หัวเราะหึๆ เจ้าคุณวิจิตรฯ ท่านผู้มีอาวุโสสูงสุดในคณะพรรค ๔ สหาย พยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม แล้วกล่าวว่า

"ยุติเรื่องที่อินเดียของแกไว้ก่อนเถอะ อ้ายหลานชายเรามาพูดกันถึงเรื่องที่เราจะจัดงานวันสงกรานต์ของเราดีกว่า เป็นต้นว่า ตอนเช้ามะรืนนี้เราจะใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์ร้อยองค์ ตอนเย็นมีการกินเลี้ยงในหมู่ญาติมิตรของเราแล้วควรจะมีอะไรอีก"

เจ้าสัวกิมไซกับลุงเชยต่างยกมือขวาชูขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับชายชราเศรษฐีชาวปากน้ำโพ

"เอ้า.... พี่เชยพูด"

นายเชยลุกขึ้นยืน วางม่าทางให้สง่าผ่าเผยคล้ายกับว่าแกเป็นผู้แทนราษฏรและกำลังพูดอยู่ในสภา

"ข้าแต่ท่านผู้มีเกียรติและไร้เกียรติทั้งหลาย"

"เอาเข้าให้" นิกรร้องขึ้นดังๆ แล้วหัวเราะมองดูหน้าชายชราอย่างขบขัน "คุณลุงครับ ไม่ต้องข้าแต่ท่านหรืออะไรหรอกครับ มีอะไรก็พูดออกมาเลย"

ลุงเชยยิ้มแห้งๆ พูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ผมขอเสนอให้มีการเล่นสาดน้ำกันในหมู่วงศาคณาญาติของเรา"

สมาชิกตบมือกราว เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังขึ้นทุกคนเห็นพ้องด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ

"ตกลงพี่เชย วันสงกรานต์เป็นวันมหามงคลของชาวไทย การสาดน้ำเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักใคร่ ฉะนั้นเท่าที่พี่เชยเสนอมาพวกเราเห็นชอบ" แล้วเจ้าคุณก็มองดูหน้าเจ้าสัวกิมไซ "ท่านเจ้าสัวเชิญพูดได้"

เจ้าสัวกิมไซลุกขึ้นยืน แล้วร้องขึ้นดังๆ

"ขาก.... "

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง เจ้าแห้วซึงนั่งพับเพียบอยู่บนพรมปูพื้นรีบคว้ากระโถนปากแตรคลานเข้ามาส่งให้เจ้าสัว

"รับประทานนี่กระโถน"

เจ้าสัวโบกมือ

"ไม่ต้อง อั้วกึงเข้าไปเลี้ยว"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปากจิ๊กจั๊ก

"ขายหน้าเขาเหลือเกินพับผ่า สั่งตั้งกี่ร้อยหนแล้วว่าไม่ให้ขาก ทำไมนะอาแป๊ะต้องขากเศลษม์ด้วย"

ท่านเจ้าสัวค้อนควับ ส่งเสียงเอ็ดตะโร

"ไม่ขากยังไงวะ อ้ายหงวน คอมันคันยิบๆ เหมือนกับแมวเอาตีนข่วนคอหอยเลี้ยวเอ็งไม่ให้อาแป๊ะขากยังไงกัน เก๋าเจ้ง พูกมาก ฉิบหาย ห้าโร้ย"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"โธ่.... ประเดี๋ยวซ้อมเสียเลยอาแป๊ะนี่"

เจ้าสัวทำตาโตเหมือนไข่ห่าน

"ซ้อม มาซี มาซ้อมกูซี จองหองเสียใหญ่ ปูลิกเขายังเลิกซ้อมเลี้ยว มึงจะเก่งกว่าปูลิกก็ให้รู้ไป"

ท่านประธานคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบโต๊ะติดๆ กันหลายครั้ง

"เจ้าสัว อย่าทะเลาะกัน เจ้าสัวจะพูดอะไรก็พูดเถอะ"

เจ้าสัวหน้าแดง หูแดง นัยน์ตาแดง

"ขออนุญาติทะเลาะกับอ้ายหงวน ๓ ชั่วโมงได้ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะคิ๊ก

"เอาไว้เลิกประชุมแล้วค่อยทะเลาะกัน ให้เสร็จเรื่องของเราก่อนเถอะเจ้าสัว"

เจ้าสัวกิมไซยืนทำตาปริบๆ ดับโมโหอยู่สักครู่จึงกล่าวกับประธาน

"ผมขอซูเหนอ "

กิมหงวนขัดขึ้นทันที

"พูดเสียให้ถูก เสนอไม่ใช่ซูเหนอ"

คราวนี้ท่านเจ้าสัวโมโหจนตัวสั่น ตะโกนขึ้นเสียงลั่นห้อง

"เปงเจ็กจาให้พูดชัดยังไง มึงมันเกิดมวงไทยนี่หว่า อย่ามาจองหองกับข้าให้มากนักจะบอกให้" แล้วเจ้าสัวก็เปลี่ยนสายตามาที่นวลลออ หลานสะใภ้ของเขา "นั่นนิ่งอยู่ทำไม อีหนู หล่าแม่อ้ายหงวนให้อาแป๊ะชื่นใจที่ไม่ล่ายเรอะ"

แม่เสืออมยิ้ม

"เอาเถอะค่ะ เลิกประชุมแล้วหนูจะซ้อมเฮียเอง"

เจ้าสัวกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมขอซูเหนอ ให้พวกเรามีการรื่นเริงในตองกางคึงวังสงกาง"

"อาเสียหัวเราะก้าก พูดกระเซ้าท่านเจ้าสัว

"อาแป๊ะจาให้มีกางรื่นเริงวังสงกางอย่างไรบ้าง"

ท่านเจ้าสัวกลืนน้ำลายเอื้อก

"ล้ออีกเลี้ยว โธ่.... ปูเหลียวถีบตกเก้าอี้คอหักตายห่าเลย"

นวลลออผุดลุกขึ้นยืนยิ้มให้สามีของหลอน

"เฮียคะ ออกไปข้างนอกกับนวลสักประเดี๋ยวเถอะค่ะ นวลเขม่นเฮียเต็มทนแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ไม่สำเร็จ จะหลอกไปซ้อมละซี"

นวลลออยกมือชี้หน้าสามีของหล่อน

"ถ้าเฮียขืนกระเซ้าอาแป๊ะอีกละก้อ คอยดูนะเอ้า อยากจะลองดีก็เอา"

กิมหงวนหน้าจ๋อย ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงความอิดหนาระอาใจ ท่ากล่าวกับเจ้าสัวกิมไซด้วยเสียงหนักๆ

"การรื่นเริงที่เจ้าสัวเสนอมาน่ะ มีอะไรบ้าง"

เจ้าสัวนิ่งคิด

"มีรำวงครับ พวกเรารำกันเอง เลี้ยวก็มีเพลงพวงมาลัย"

ลุงเชยตบมือหัวเราะลั่น

"เอา ผมแสดงเอง เรื่องเพลงพวงมาลัยผมถนัดนัก"

ที่ประชุมเห็นพ้องด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นช้าๆ

"การรื่นเริงในหมู่วงศาคณาญาติๆ ของเรา เราจะเล่นอะไรกันก็ได้ ถ้าเราอยากดูยี่เก ก็ให้เจ้ากรแสดงให้ดู หรือถ้าเราอยากจะดูงิ้ว เจ้าสัวกิมไซกับเจ้าหงวนก็คงแสดงได้ดี ถ้าจะเล่นฟ้อนรำตามศิลปของไทย แม่ ๔ คนนี่ก็แสดงได้"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"หรือถ้าใครจะฟังลำตัดดิฉันก็จะแสดงเอง"

สายตาทั้งหมด จ้องมองมาที่คุณหญิงวาดเป็นตาเดียว เจ้าคุณวิจิตรฯ นึกปลงอนิจจังน้องสาวของท่าน

"แกเล่นได้หรือ ยายวาด"

"โอ้ย ทำไมจะไม่ได้คะ คุณพี่"

"โถ" เจ้าคุณวิจิตรฯ ครางอย่างน่าสงสาร "ไหนลองว่าให้พี่ฟังหน่อยซี"

คุณหญิงหัวเราะ

"ถ้าดิฉันร้องลำตัดได้ คุณพี่จะให้รางวัลอะไรล่ะคะ"

"อ๋อ ถ้าแกร้องได้ ฉันจะให้แหวนเพชรลูกแก ๑ วง ไปเลือกเอาที่บ้านได้"

กิมหงวนกล่าวถามเบาๆ

"คุณลุงถ้าจะเคยเป็นโต้โผยี่เกกระมังครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ลืมตาโพลง

"แหวนเพชรจริงๆ ไม่ใช่แหวนเพชรเก๊ ทรัพย์สมบัติดั้งเดิมของลุง ลุงมีเครื่องเพชรอยู่เกือบเต็มขันลงหินใบใหญ่ ทั้งๆ ที่อ้ายกรขโมยเอาไปขายตั้งหลายชิ้น"

ดร. ดิเรกมองดูเจ้าคุณวิจิตรฯ อย่างสนใจ

"เว้ล เหวล เหว่ล สำหรับเมืองไทยเรา ผู้ทีมีเครื่องเพชรขนาดคุณลุงยอมจัดว่ามีมากที่สุด"

นิกรพูดต่อ "แต่ในอินเดีย "

"ออไร่ท์ ออไร่ท์ ที่อินเดีย เพียงแต่แขกขายโรตีเท่านั้น คนหนึ่งๆ มีเครื่องเพชรไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ กิโล หรือประมาณ ๑ ตุ่ม เพชร, ทับทิม, มรกต, บุศราคำ, โกเมน, นิล, ไข่มุกด์, เพทาย, ไพฑูรย์ รวมทั้งหมด ๖๒๔ ตุ่ม"

นิกรจุย์ปาก

"เอ้อเฮอ มีตั้ง ๖๐๐ กว่าตุ่ม พระองค์มิเหม็นแย่รึ"

ดิเรกแยกเขี้ยว

"เพชรโว้ย ไม่ใช่อ้ายอย่างว่า"

"อ้อ นึกว่าตุ่มเพชรที่ตั้งอยู่กลางไร่ผักเจ๊กเสียอีก อ้ายเพชรพันนั้นมันช่วยให้ผักงามก็จริง แต่กลิ่นเหม็นเหลือเกิน"

"เฮ้" คุณหญิงวาดร้องขึ้นดังๆ "อย่าเพิ่งพูด พูดกันถึงเรื่องอื่น เจ้ากร อากำลังท้าพนันกับคุณพ่อของแก คุณพ่อของแกไม่เชื่อว่าอาจะร้องลำตัดเป็นเจ็บใจนัก"

เจ้าคุณวิจิตรฯ หัวเราะก้าก พูดกับน้องสาวของท่าน

"ถ้าแกร้องได้ฉันจะให้แหวนเพชรแก ๑ วง"

"จริงๆ นะคะ" คุณหญิงวาดถามด้วยความดีใจ

"พี่หัวหงอกแล้ว พูดอะไรก็ต้องไม่คืนคำ"

คุณหญิงวาดลุกขึ้นยืน มองดู ๔ สหาย

"ช่วยเป็นลูกคู่หน่อย เจ็บใจคุณพี่นัก ต้องแสดงภูมิให้เห็นจะได้ไม่ดูถูก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูคุณหญิงของท่านอย่างเศร้าใจ

"ถ้ามันลำบากแกก็อย่าพยายามร้องเลยคุณหญิง"

"อ้าว ดีแล้ว ถ้ายังงั้นดิฉันจะร้องให้ท่านเจ้าคุณฟัง เอา.... ลูกทุ่งคอยรับโว้ย" ครั้นแล้วคุณหญิงวาดก็ร้องลำตัดเสียงแจ๋ว

"เจ้าสาริกา บินมาแล้วก็บินไป นั่นนกตะกรุมหัวเหม่ง เจ้ามายืนทำเบ่งให้สาริกาตกใจ เป๊กพ่อ"

๔ สหายและลุงเชยช่วยกันรับลูกคู่เสียงลั่น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากนิ่งเฉยแทบไม่กระพริบตา แม่งามทั้ง ๔ พยายามกลั้นหัวเราะแทบแย่ เจ้าคุณวิจิตรฯ อ้าปากหวอ นึกไม่ถึงว่าน้องสาวที่รักของท่านจะเก่งกล้าสามารถอย่างนี้ สุ้มเสียงที่ร้องราวกับแม่จรูญนักลำตัดลือชื่อ

พอลูกคู่รับจนจบ ๒ ครั้ง คุณหญิงวาดก็ร้องทันที

"วันสงกรานต์คราวนี้ พวกเราน้องพี่ต่างก็ดีใจ เรามาชุมนุมประชุมกันปรึกษาให้เหมาะมั่น จะเอากันอย่างไร ทำบุญสุนทาน เพื่อการกุศล แต่เหม็นเขียวเหลือทน แทบจะทนไม่ไหว เป๊กพ่อ"

"เจ้าสาริกา บินมาแล้วก็บินไป โช๊ดโช้ เจ้าสาริ บินมาแล้วก็บินไป นั่นนกตะกรุมหัวเหม่ง เจ้ามายืนทำเบ่งให้สาริกาตกใจ เชิ้บๆ "

"หยุด หยุดโว้ย" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตะโกนราวกับช้างร้อง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูคุณหญิงวาดอย่างเคืองๆ

"ร้องยังงี้ไม่ดีน่าคุณหญิง ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ทำไมมาพาดพิงถึงผม"

คุณหญิงวาดยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขอโทษเถอะค่ะเจ้าคุณ ดิฉันมีเจตนาว่าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คนเดียวเท่านั้น"

นิกรพูดขึ้นทันที

"แต่คุณพ่อหัวล้านเหมือนกันนี่ครับ ปลาข้องเดียวกัน ก็ต้องกระเทือนไปด้วยกัน ร้องใหม่ครับคุณอา เอาเรื่องอื่น อย่าเอาเรื่องหัวล้าน"

ลุงเชยหัวเราะก้าก

"แม่โว้ย คุณหญิงน้องสะใภ้ข้า ฉันได้ยินคุณหญิงร้องลำตัดนิดเดียวขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว ฮ่ะ อ่ะ สาริกากลัวนกตะกรุมโว้ย ฮิ ฮิ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้อง คุณหญิงวาดมองดูเจ้าแห้ว แล้วกล่าวขึ้น

"ไปเอาหมากมาให้ข้ากิน เอาปูนป้ายเติมพลูจีบมาด้วย เฮ้อ วันนี้ครึกครื้นเหลือเกินโว้ย" แล้วท่านก็มองดูพี่ชายของท่าน "ยังไงคะ คุณพี่ ฉันร้องลำตัดให้ฟังแล้วสัญญาต้องเป็นสัญญานะคะ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยิ้มแห้งๆ

"แหม ยายคุณหญิงนี่เด็ดขาดเลยพับผ่า ไม่น่าจะเป็นคุณหญิงเลย มีอย่างที่ไหน เป็นคุณหญิงแต่ร้องลำตัดเป็น"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"ยี่เกก็ได้ค่ะ คุณพี่ หรือหนังตะลุงหุ่นกระบอกดิฉันก็ร้องได้ทั้งนั้น เป็นอันว่าคุณพี่ต้องจ่ายแหวนเพชรให้ดิฉัน"

เจ้าคุณวิจิตรฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"เออ... แกว่างเมื่อไรไปเอาได้ พี่พูดว่าจะให้ก็ต้องให้ ประชุมกันต่อไปเถอะอย่าชักใบให้เรือเสียเลยพูดกันพอจะเป็นงานก็เอาเรื่องอื่นมาพูด ขืนยังงี้ค่ำก็ประชุมไม่เสร็จ"

ที่ประชุมได้เปิดอภิปรายกันต่อไป ในเรื่องการบำเพ็ญกุศลเนื่องจาดตรุษสงกรานต์คราวนี้ ในราวชั่วโมงเศษ การประชุมของคณะพรรค ๔ สหายก็สิ้นสุดลง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนพูดสรุปความ

"เป็นอันว่า พวกเราทุกคนมีความเห็นสอดคล้องต้องกันทุกอย่างแล้ว ก่อนที่จะปิดการประชุม ข้าพเจ้าจะอ่านบันทึกการประชุมให้ท่านฟังเสียก่อน เผื่อใครจะคัดค้านอะไรก็คัดค้านเสียเดี๋ยวนี้" พูดจบท่านก็พยักหน้ากับนิกร "ส่งบันทึกการประชุมให้พ่อซิ"

นิกรทำหน้าชอบกล

"บันทึกอะไรครับ"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานลั่น "แกเป็นเลขานุการ แกไม่ได้จดบันทึกการประชุมไว้หรือนี่"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"เปล่าครับ"

"ตายห่า แล้วแกทำไมถึงรับหน้าที่เป็นเลขานุการ"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"ผมไม่ทราบนี่ครับ ว่าหน้าที่เลขานุการต้องจดบันทึกการประชุม"

"โธ่ อ้ายเวรเอ้ย เซ่ออย่างบัดซบ แกเรียนหนังสือชั้นไหนวะ"

"มัธยม ๘ ครับ โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"ฉันคิดว่า คนอย่างแกน่าจะมีความรู้เพียงประถม ๑ เป็นอย่างมาก ช่างไม่เข้าอกเข้าใจอะไรเสียเลย แกเรียนมาได้ยังไงวะตั้งชั้น ๘"

นิกรหัวเราะ

"เพื่อนที่นั่งข้างๆ โต๊ะผมมันใจดีครับ เวลาสอบมันเอื้อเฟื้อผมทุกที"

ท่านเจ้าคุณประธานที่ประชุมยกมือปาดเหงื่อหัวล้านแล้วพูดกับที่ประชุม

"ข้าพเจ้าเสียใจที่ไม่มีบันทึกรายงานการประชุมที่จะอ่านให้ท่านฟัง และเราขอปิดการประชุมกันเพียงเท่านี้"

เสี่ยหงวนทำคอขย้อน ร้องขึ้นดังๆ

"อั้วะ.... อ๊อก.... วู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียว

"อะไรกัน อ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งแล้ง

"เปล่าครับ ได้เวลากินเหล้าแล้ว พยาธิในท้องผมมันร้องกวน อ๊วก..." แล้วกิมหงวนก็ล้วงกระเปาเสื้อเชิ้ตโปโลหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยม ๒ ฉบับออกมาส่งให้เจ้าแห้ว "เฮ้ย-ออกไปที่ร้านเจ๊กตงเอาตราขาวมาให้ข้า ๑ ขวดเร็ว

เจ้าแห้วอมยิ้ม "รับประทานเจ๊กตงมันบอกว่า รับประทานวานนี้ค้างไว้ ๑ ขวดครับ"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"ฮ้า-เมื่อวานฉันให้เงินแกไป ๒๐๐ ฉันจำได้นี่หว่า"

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"รับประทานถูกแล้วครับ แต่ผมไม่ได้ให้เงินเจ๊กตงตรับ รับประทานเสื้อกางเกงผม รับประทานตัดไว้นานแล้ว ผมเลยรับประทานเอาเงินของอาเสี่ยไปให้เจ๊กตัดเสื้อ"

เสี่ยหงวนยกเท้าเตะคางเจ้าแห้วดังพล๊อก

"นี่แน่ หลายหนแล้วที่แกทำอย่างนี้" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทอีก ๒ ฉบับส่งให้เจ้าแห้ว "เอ้า.... เอาไปให้เจ๊กตงมันเสีย ขืนแกอมฉันอีกละก้อโดนเตะละจะบอกให้"

เจ้าแห้วลุกเดินออกไปทางหน้าตึก ลุงเชยมองดูเสี่ยหงวนด้วยความตื่นเต้นแปลกใจยิ่ง แล้วกล่าวถามเสียงสั่นๆ

"อ้ายหมา เหล้าน่ะขวดละเท่าไรวะ"

กิมหงวนตอบหน้าตาเฉย

"ขวดละ ๑๙๐ บาทครับ"

เศรษฐีปากน้ำโพใจหายวาบ

"ตาย-ตายแน่กู เหล้าห่าอะไรกันโว้ย ขวดหนึ่งตั้ง ๒ ชั่งกว่า นี่มันกินล้างกินผลาญนี่โว้ย เออแน่ะอ้ายพวกบางกอกนี่มันฟุ่มเฟือยกันอย่างนี้เอง เพียงแต่แม่โขงมันก็แพงหูตูบไปแล้ว"

"มือชั้นผมไม่กินหรอกครับเหล้าถูกๆ อย่างขี้หมูขี้หมาก็ต้องตราขาว ถ้ากว่าตราขาวก็ต้องตราดำ"

นวลลออแหวขึ้นทันที

"หมั่นไส้ เฮียน่ะเป็นคนโชคดีที่เตี่ยแกสะสมทรัพย์สมบัติไว้หลายสิบล้าน ถ้าลองไม่มีมรดกของพ่อซิ ป่านนี้เหล้าโรงก็ให้มีกินเถอะ"

เจ้าสัวกิมไซหัวเราะก้าก

"จริง อีหลูพูดถูกเลี้ยว คงไม่รู้จักค่าของเงิงถือว่าเป็งเศรษฐี ถุย.... อีกหน่อยมันต้องถือกาลาขอทางเขากิง"

คราวนี้กิมหงวนชักฉิว

"ไม่ต้องสั่งสอนฉันหรอกอาแป๊ะ"

"สอนไม่ได้ คนอย่างฉันน่ะไม่มีจนหรอกอาแป๊ะนี่.... ฉีกแบงค์ให้อาแป๊ะดูเล่นเป็นขวัญตาก็ได้"

ทุกคนอ้าปากหวอ เมื่อเห็นอาเสี่ยหยิบธนบัตรใบละร้อยใหม่เอี่ยมปึกหนึ่งออกมาฉีกมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโยนลงไปในกระโถนปากแตรท่าทางภาคภูมิ แล้วยิ้มให้ลุงเชย

"อย่างนี้ที่นครสวรรค์มีไหมครับ คุณลุง"

ชายชรากลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"แหมเอ็งนี่มันแน่เหลือเกินนิอ้ายหมา อย่างนี้ถ้าทางบ้านข้าใครขืนทำละก้อถูกปล้นฉิบหายเลย อย่าว่าแต่แบงค์ร้อยเลยโว้ย ใบละห้าสิบสตางค์ยังไม่มีใครกล้าฉีก เอ็งนี่ชาติก่อนทำบุญด้วยอะไรวะ ชาตินี้ถึงได้รวยนัก"

กิมหงวนหัวเราะ

"ชาติก่อนผมเอาธนบัตรใส่บาตรครับ"

นวลลออผุดลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะ เข้ามาหาสามีของหล่อนแล้วยกกำปั้นประเคนลงบนคอต่อกิมหงวนดังพลั่ก

"ทำไมเฮียบ้ายังงี้หา"

กิมหงวนกระชากแว่นตาออก ผลุดลุกขึ้นยืนยกฝ่ามือผลักหน้านวลลออเต็มแรง จนกระทั่งนวลลออเซถลาออกไปไกล

"โธ่-ประเดี๋ยวเตะขาด ๒ ท่อนเลย อ้ายคนยิ่งกำลังหิวเหล้าอยู่"

ทุกคนเงียบกริบ เมื่อเห็นกิมหงวนเอาจริงเอาจัง นวลลออทำตาแดงๆ สงบปากเสียงทันที เจ้าสัวกิมไซดึงปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้หลานสะใภ้ของเขา

"อย่า อ้ายหงวน"

อาเสี่ยดิ้นเต็มแรง

"อย่าห้าม อ้ายพล กูจะฆ่าอาแป๊ะ"

เจ้าสัวอกสั่นขวัญแขวน ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาท่านผู้ใหญ่

"ช่วยล่วย ช่วยผมล่วย อ้ายหงวนมันจะฆ่าผม"

ทุกคนต่างตกอกตกใจไปตามกัน ทุกคนรู้ดีว่าถ้าอาเสี่ยถอดแว่นตาขอบกระออก ย่อมหมายความว่าโทสะจริตของเขาได้เกิดขึ้นจนถึงขีดสุด ประไพคว้าข้อมือประภาลุกขึ้นพาวิ่งหนีออกไปทางหลังตึก คุณหญิงวาดฉุดแขนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณวิจิตรฯ กระชากลากตัวออกไป กิมหงวนดิ้นรนเต็มแรง ปากก็ตะโกนลั่น

"ปล่อยกู อ้ายพล อาแป๊ะดูถูกกูนัก กูต้องฆ่า ต้องฆ่าให้ได้"

เจ้าสัวกิมไซมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"กัวแล้วโว้ย อาหงวน อาแป๊ะแก่เลี้ยว"

อาเสี่ยดิ้นรนอีก พลชักฉิวก็คลายมือที่จับเสี่ยหงวนออก

"ห้ามไม่เชื่อ เอา-แกอยากฆ่าลุงของแกก็เอา"

แทนที่กิมหงวน จะวิ่งเข้าไปใช้เก้าอี้ประเคนศีรษะเจ้าสัวกิมไซ เสี่ยหงวนกลับวางเก้าอี้ลงบนพื้นตามเดิม

"ฮึม ดีว่ากลัวติดตะราง ม่ายยังงั้นตีตายห่าเลย"

นิกรมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"อย่าดุให้มากนักเลยวะอ้ายหงวน"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ยังงี้ต้องส่งไปเฝ้าสวนฝั่งธน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำ จูงมือนวลลออกับนันทาออกไปจากห้อง ภายในห้องประชุมคงมีแต่ ๔ สหายและลุงเชยเท่านั้น พอดีเจ้าแห้วเดินลอยหน้าเฉิบๆ ถือขวดตราขาวเข้ามา กิมหงวนแลเห็นเข้าอารมณ์ของเขาก็สดชื่น ต่อจากนั้น ๔ สหายกับลุงเชยก็ร่วมวงกันดื่มเหล้าอย่างครื้นเครง

คณะพรรค ๔ สหายตื่นนอนแต่เช้าตรู่ และพากันออกไปใส่บาตรที่หน้าบ้าน บ้าน "พัชราภรณ์" ครึกครื้นผิดปกติ คนใช้ชายหญิงแต่งตัวสวยงาม และโดยมากแต่งแบบไทยโบราณ นุ่งผ้าลายโจงกระเบน ห่มผ้าสไบเฉียงโดยเฉพาะละม่อมสาวใช้เก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" สวยกว่าเพื่อน จนกระทั่งเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์ตลอดเวลา แต่พอออกปากจีบก็ถูกด่าฉลองวันสงกรานต์

คุณหญิงวาดได้แจกเงินคนในบ้านทุกคน คนละ ๑๐๐ บาท และอนุญาติให้สนุกสนานรื่นเริงกันเต็มที่ มันเป็นวันที่คนใช้ชายหญิงได้รับความสุขอย่างที่สุด

พอตกสาย ก็มีวงศาคณาญาติมิตรสหายมาเยี่ยมเยือนตลอดเวลา หลังจากนั้นการสาดน้ำก็เริ่มต้นโดยเจ้าแห้ว

ที่มุมตึกชั้นล่าง

เจ้าแห้วแต่งช๊าคสกินสีขาวทั้งชุด ถือขันเงินโรยดอกมะลิยืนแอบมองดูละม่อม ซึ่งกำลังเดินตรงมาทางเขา พอละม่อมโผล่หน้าออกมาจากมุมตึกเจ้าแห้วก็ปราดเข้าไป ละม่อมหยุดชะงัก

"อย่านะ แม่ด่าเปิงเลย"

"อ้าว เธอก็ วันนี้เป็นวันมงคล ขอให้เรียมรดน้ำให้นิดเถอะน่า จะได้เป็นสวัสดิมงคลแก่เธอ"

ละม่อมยิ้มดุๆ

"ถ้าแกรดให้ถูกต้องตามประเพณี ฉันก็ไม่รังเกียจ แต่แกสาดฉันทั้งขันละก้อปู่ย่าตายายแกต้องเดือดร้อนละ"

เจ้าแห้วจุ่มมือลงในขัน แล้วสลัดน้ำไปที่ร่างของละม่อม

"ม่อมจ๋า ขอให้เธอมีความสุขนะจ๊ะ"

ละม่อมจุย์ปาก

"อย่าเก๊กให้มากนักเลยตาแห้ว ฉันหมั่นไส้แกเต็มทนแล้ว"

"นั่นนะซี ฉันเองก็หมั่นไส้ตัวฉันเหมือนกัน"

แล้วเจ้าแห้วก็เอื้อมมือหยิกแก้มขาวละม่อมเบาๆ "น่ารักเหลือเกินแม่คุณ"

ฉาด

ฝ่ามือขวาของละม่อม สัมผัสใบหน้าเจ้าแห้วเต็มรัก ขันเงินกระเด็นหลุดจากมือ เจ้าแห้วสูดปากสั่นยกมือลูบคลำแก้ม

"นี่เธอบังอาจตบหน้าฉันหรือนี่"

"ตบซี แกเสือกมาจับแก้มฉันทำไมล่ะ"

นัยน์ตาของเจ้าแห้ววาวโรจน์ เขาจ้องมองดูละม่อมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"ละม่อม"

"ทำไม อย่ามาทำตาเขียวเลย ฉันไม่กลัวแกหรอก"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"แต่เธอจะต้องได้รับการตอบแทนจากฉัน ในฐานะที่เธอตบหน้าฉัน เป็นอะไรเป็นกันวะ" พูดจบเจ้าแห้วก็กระโดดเข้ากอดสาวใช้ ใช้วิธีเจ้าชู้ยักษ์

เจ้าแห้วใช้กำลังวังชา ปลุกปล้ำจูบซ้ายจูบขวา ละม่อมร้องเรียกให้คนช่วยเสียงลั่น หยิกข่วนตบตีเจ้าแห้วซึ่งกำลังสปัสซั่มเต็มที่ แต่เจ้าแห้วมีกำลังเหนือกว่ายิ่งปล้ำละม่อมก็ยิ่งอ่อนแรงและถูกจูบหลายครั้ง

ในที่สุด ผ้าสไบสีชมพูที่ละม่อมห่มอยู่ก็หลุดจากอกปลิวไปจากร่าง ในเวลาเดียวกับที่ละม่อมเหวี่ยงเจ้าแห้วกระเด็นไป ความกลัวเจ้าแห้วทำให้ละม่อมลืมนึกไปว่าทรวงอกของหล่อนนั้นเปลือยเปล่า ละม่อมหนีมาทางหน้าตึก ปากก็ร้องขอความช่วยเหลือ

"ช่วยด้วย ช่วยด้วย"

๔ สหายเดินออกมาหน้าตึกพอดี ละม่อมเผ่นพรวดมาบนบันได กิมหงวนนัยน์ตาเหลือกยืนตะลึง นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงสั่น

"เฮ้ย-นี่นางสงกรานต์นี่หว่า เหมือนในรูปในปฏิทินไม่มีผิด"

ละม่อมเข้ามายืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้าง ๔ สหาย

"ไม่ใช่นางสงกรานต์หรอกค่ะ ม่อมเอง" แล้วหล่อนก็โผเข้ากอดนายพัชราภรณ์ "คุณขา ช่วยม่อมด้วย อ้ายแห้วมันไล่ฟัดดิฉันค่ะ"

พลยิ้มเจื่อนๆ เขาได้กำไรนิดหน่อยจากการสัมผัสตัวละม่อม

"เรื่องราวมันเป็นยังไงกันม่อม แล้วทำไมแกเป็นสาวเป็นนางถึงปล่อยหน้าอกท่อกแท่กยังงี้"

ละม่อมใจหายวาบ คลายมือที่กอดพลออก ก้มลงดูตัวเอง แล้วหล่อนก็ร้องหวีดสุดเสียง ยืนตัวสั่นงันงก นิกรรีบบอกหล่อนทันที

"เฮ้ย-หลบเข้าไปในตึกเสีย แล้วกันโว้ย เดี๋ยวใครเขาไม่รู้เขาก็จะนึกว่าบ้านเรามีระบำจ้ำบ๊ะฉลองตรุษสงกรานต์ ไปซี"

สาวใช้ยกมือกอดอกปิดป้องของสงวน

"ผ้าห่มดิฉัน "

"มายก๊อด" นายแพทย์หนุ่มคราง "แกห่มมาหรือเปลาล่ะ"

"ห่มค่ะ" หล่อนพูดเสียงเครือ "เจ้าแห้วมันคงจะฟัดหลุดแน่" พูดจบหล่อนก็วิ่งเข้าไปในห้องโถง

ในเวลาเดียวกันเจ้าแห้วก็วิ่งมาบนตึก ๔ สหายปราดเข้าขวางหน้าไว้ พลกระโดดเข้าจับหน้าอกเสื้อเจ้าแห้วเขย่า

"อะไรกันวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วขบกรามกรอด

"รับประทานปล่อยผมก่อนครับ รับประทานกำลังเห็นช้างเท่าหมู ละม่อมหนีไปไหนล่ะครับ รับประทานวันนี้วันศีลวันทาน รับประทานอนุญาติให้ผมปล้ำละม่อมหน่อยเถอะครับ"

พลอดหัวเราะไม่ได้ แต่ก่อนที่เขาจะพูดว่ากระไร กิมหงวนก็ชิงพูดขึ้น

"อ้ายแห้ว เอ็งรู้ไหมว่าการปล้ำทำอนาจารน่ะ มันผิดกฎหมายอาญา ถ้าละม่อมวิ่งออกไปตามตำรวจที่ป้อมหน้าบ้านมาเล่นงานเอ็ง เอ็งก็จะต้องติดตะรางเท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานปล้ำจูบกันนิดหน่อย รับประทานถึงกับคุกติดตะรางเชียวหรือครับ"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แกอยากติดก็ลองดูซี นึกบ้าระห่ำอะไรขึ้นมาวะ"

"รับประทานมันเกิดฟิตจัดขึ้นมาเองครับ รับประทานละม่อมมันแต่งตัวยวนย่าเหลเหลือเกิน"

นายพัชราภรณ์ยกมือผลักหน้าเจ้าแห้ว

"ไป-ไปให้พ้น จะเล่นหัวอะไรละก้ออย่าทำให้คนอื่นเขาเสียหาย ถ้าละม่อมมันเอาเรื่องฉันไม่รู้นา นี่มันเดือน ๕ โว้ย ไม่ใช่เดือน ๑๒ อย่าให้มันฟิตจัดนัก โรคเก่าของแกมันยังไม่หาย เจ็บแล้วต้องจำ"

ดร. ดิเรกว่า "ฉันบอกแกแล้วว่านีโอน่ะฉีดบ่อยๆ ไม่ได้ มันทำให้กระดูกผุอีกหน่อยเถอะฟันแกจะต้องหักหมดปาก"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานฟันหักยังดีกว่าฟันโยกนะครับ"

เสี่ยหงวนยกมือเขกศีรษะเจ้าแห้วดังโป๊ก

"พอ-ไม่ต้องตลก"

ทันใดนั้นเอง มีเสียงวี๊ดว้ายกระตู้วู้ดังขึ้น ๔ สหายหันไปมองดูที่ประตูห้องโถง แล้วทุกคนก็แลเห็นประไพ, ประภา, นันทา, นวลลออ ถือถังน้ำเล็กๆ คนละถังเฮโลกันออกมา

"เอา-พวกเรา" ประไพร้องขึ้นดังๆ "ตะลุมบอนเลย"

ขาดคำของประไพ ๔ นางต่างก็ยกน้ำถังสาด ๔ สหาย

"โครม"

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก ถูกน้ำเปียกโชกไปหมดทั้งตัว ๔ นางหัวเราะชอบอกชอบใจโยนถังทิ้งแล้ววิ่งหนี ดร. ดิเรกถูกน้ำมากกว่าเพื่อน นายแพทย์หนุ่มทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"มายก๊อด ดูฝรั่งซีโว้ย เหมือนลูกหมาตกน้ำ" เขาเอ็ดตะโรลั่น

นิกรโบกมือ

"ไม่ต้องเอะอะ หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง เร็ว-หยิบถังเข้าคนละถัง วันนี้ช่วยกันสาดเมียเราให้โชกที่เถอะวะ สนุกกันสักวัน ไหนๆ เราก็เปียกแล้ว

๔ สหายต่างคว้าถังน้ำคนละถัง เดินลงจากตึกอ้อมไปทางหลังตึก เจ้าแห้วตามไปด้วย ทางหลังบ้านมีเสียงเอะอะเฮฮา แสดงว่าพวกคนใช้ชายหญิงเริ่มประจัญบานกันด้วยน้ำแล้ว อันเป็นประเพณีของชาวไทยที่นิยมสาดน้ำกันในวันตรุษสงกรานต์ และคุณหญิงได้อนุญาติให้คนใช้ของท่านสนุกสนานกันเต็มที่

ในนาทีนั้นเอง พล, นิกร, กิมหงวน, และดร. ดิเรก ก็ช่วยกันตักน้ำในโอ่งใหญ่ข้างตึกบรรจุถังเต็มเปี่ยม แล้วพากันเดินมาทางหลังตึก ต่างคนต่างครึกครื้นรื่นเริง

"อ้ายแห้ว" เสี่ยหงวนพูดขึ้นขณะที่เขากับเพื่อนๆ ขึ้นมาบนหลังตึก "เอ็งย่องไปดูที่ประตูห้องโถงหน่อยเถอะวะ เร็ว-ไปซี อย่าให้เขาเห็นเอ็งนะ"

เจ้าแห้วอมยิ้มเดินจรดปลายเท้า ย่องไปที่ประตูด้านหลังของห้องโถง ค่อยๆ โผล่หน้าออกมองดู แล้ววิ่งกลับมากระซิบกระซาบกับ ๔ สหาย

"ออกมาพอดีเชียวครับ เอาซีครับ รับประทานไปยืนข้างประตูซีครับ"

๔ สหายมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน ต่างถือถังน้ำย่องมาที่ประตู และพอเห็นส่วนหน้าของใคร ๒ คนโผล่แวบออกมา นิกรก็ร้องขึ้น

"สาดโว้ย"

"โครม โอ๊ย"

ผู้ถูกสาดคือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ท่านทั้งสองถูกน้ำทั้ง ๔ ถังอย่างจัง ใบหน้าและหัวล้านเปียกโชก ๒ เจ้าคุณทำตาปริบๆ เม้มปากแน่น ดร. ดิเรกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เฮ้-เปิดโว้ยพวกเรา"

ครั้นแล้ว ๔ สหายก็โยนถังทิ้งวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต เจ้าแห้วติดตามไปด้วย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โกรธจนเหลือที่จะกล่าว ในชีวิตของท่านไม่เคยเดือดดาลเหมือนครั้งนี้เลย ท่านล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม. ออกมา แล้วพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"เจ้าคุณ อ้าย ๔ คนนี่ มันดูถูกเราเหลือเกิน เร็วตามมันไปเดี๋ยวนี้ ผมจะยิงมันทั้ง ๔ คน กระสุนผมมีอยู่ ๖ นัด เอามันเข้า ฆ่ามันเลย"

"เจ้าคุณ มันจะแรงไปกระมังครับ วันนี้วันสงกรานต์ตามประเพณีของเราก็ต้องมีการสาดน้ำกัน"

พอนึกได้ว่าวันสงกรานต์ อารมณ์อันวู่วามของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ดีขึ้นบ้าง ท่านเก็บปืนพกใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิมแล้วฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"ถ้ามันรดน้ำผมจะไปว่าอะไร นี่มันสาดน้ำไม่ใช่รด แล้วก็เล่นเสียเปียกโชกไปหมดทั้งตัวอย่างนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หายโมโหแล้ว ท่านหัวเราะหึๆ มองดูตนเอง ทันใดนั้นคุณหญิงวาดค่อยๆ โผล่หน้าออกมา ในมือของท่านถือขันเงินใบใหญ่บรรจุน้ำเต็มเปี่ยม คุณหญิงยืนตั้งท่าเตรียมพร้อม ร้องเรียกท่านเจ้าคุณทั้งสองเบาๆ

๒ เจ้าคุณหันควับมาทางคุณหญิงวาด

"อ๊ะ อย่าเล่น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อุทานสุดเสียง

"โครม"

น้ำลอยกลีบกุหลาบ และดอกมะลิกระทบใบหน้าของเจ้าคุณทั้ง ๒ เต็มรัก เจ้าคุณปัจจนึกฯ โมโหจนหัวเราะ

"เอ้า-เชิญตามสบาย"

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"อย่าโกรธเคืองเลยค่ะ เพื่อความสวัสดีมีชัย" พูดจบท่านก็เดินกลับเข้าไปในห้องโถง

ท่านเจ้าคุณทั้งสองต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"หมด-หมดแล้วเรา" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสียงเครือ "เอาบ้างหรือเจ้าคุณ หาน้ำคนละถัง สาดมันไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"โอ.เค. เจ้าคุณ วันนี้วันสงกรานต์ผมต้องสนุกให้สุดเหวี่ยง

ครั้นแล้ว ๒ เจ้าคุณก็ยิ้มให้กันและหมุนตัวกลับพากันเดินเข้าไปในห้องโถง เพื่อหาภาชนะเหมาะๆ สำหรับใส่น้ำสาดพรรคพวกของท่าน

เจ้าสัวกิมไซกับลุงเชยถือถังน้ำคนละใบยืนแอบอยู่ข้างประตูห้องโถง พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เข้ามาในห้อง ลุงเชยก็ร้องบอกท่านเจ้าสัว

"เอ้า-สาดเลย เจ้าสัว"

"โครม"

น้ำทั้ง ๒ ถังถูกใบหน้าและเนื้อตัวของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เปียกโชก เจ้าสัวกิมไซและลุงเชยหัวเราะลั่น

"สวัสดีมีชัยครับเจ้าคุณ" ลุงเชยพูดเสียงเหน่อๆ "แหมยังกะลูกหมาถูกน้ำฝนเลยเชียวครับ หมด หัวล้งหัวล้านเปียกหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยวแล้วเค้นหัวเราะ

"แฮ่-ขอบใจมากพี่เชย นี่ถ้าไม่ใช่วันสงกรานต์ละก้อพับผ่าเถอะ ฉันเตะพี่เขยเด็ดขาด ฮึม ฝากไว้ก่อน ระวังตัวให้ดี"

เจ้าสัวกิมไซยิ้มแป้น

"ไม่ต้องโกกน่อ เจ้าคุง วันนี้มังวังลี วังสงกาง เรามันต้องสนุกกังให้เต็มที่ สาดน้ำใครก็ไม่สนุกเหมือนสากเจ้าคุง แฮ่ะ แฮ่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ฉุดแขนเพื่อนเกลอของท่านพาออกมาจากห้องโถง แล้วรีบลงบันใดตึกเดินตรงไปทางโรงครัว สักครู่ก็หิ้วน้ำคนละถังเดินย้อนกลับมาที่ตัวตึกอย่างรีบร้อน

ขณะนั้น คุณหญิงวาดกับแม่งามทั้ง ๔ พร้อมด้วยเจ้าคุณวิจิตรฯ และเจ้าสัวกิมไซได้ยกโขยงเฮโลกันออกมาจากห้องโถง ทุกคนมีถังน้ำและขันน้ำ พอแลเห็น

"เอา พวกเราบุกเลย

คุณหญิงวาดกระโดดตัวลอย

"ข้าพเจ้าเป็นผู้นำ ไชโย"

เสียงแจ๋วๆ ร้องไชโยดังลั่นบ้าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนจังก้าในท่าเตรียมพร้อม

"ไม่ต้องหนี เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลื้อกับอั๊ว ๒ คนสู้ตายโว้ย"

คุณหญิงวาดวิ่งนำหน้า พาพรรคพวกของท่านตรงเข้ามา ประไพร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"พวกเราจับตอนเอาค่าไถ่เหล้าคนละขวดโว้ย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ใจหายวาบเมื่อได้ยินประไพพูดว่าจะจับท่านตอน ท่านเหวี่ยงถังน้ำทิ้งแล้วพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างระล่ำระลัก

"หนี เจ้าคุณ ไม่อย่างนั้นถูกตอนนะ ผมไปละ" พูดจบท่านก็วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิตชีวา เพราะกลัวจะถูกตอน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คนเดียวไม่อาจจะสู้กับคณะพรรคของคุณหญิงได้ จึงทิ้งถังน้ำแล้ววิ่งตามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ไป ความโกลาหนอลหม่านเกิดขึ้นทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" แต่เป็นไปด้วยความสนุกสนาน พวกคนใช้ชายหญิงต่างตะลุมบอนกันด้วยน้ำ พล, นิกร, กิมหงวน, และ ดร. ดิเรก ยืนหยัดหันหลังพิงกัน ต่อสู้กับคนใช้ชายหญิงที่เฮโลกันเข้ามาเอาน้ำสาด และมีเจ้าแห้วเป็นหัวหน้า

เมื่อคณะพรรคของคุณหญิงวาดยกมาถึง พวกคนใช้ชายหญิงก็แตกกระจายไปคนละทิศละทาง คุณหญิงวาดต้องบอกพวกของท่านให้ตะลุมบอน ๔ สหาย แต่ พล, นิกร, กิมหงวน, และ ดร. ดิเรก พากันวิ่งหนีไปทางท้ายสวน นายแพทย์หนุ่มสะดุดรากไม้เสียหลักหกล้มป้าบ แว่นสายตาสั้นหลุดกระเด็น คราวนี้โลกอันกว้างใหญ่ไพศาล ก็มองดูพร่าพราวแทบจะไม่เห็นอะไร

นายแพทย์หนุ่มทรุดตัวลงบนพื้น คลานไปรอบๆ ส่วนมือก็ควานหาแว่นตากรอบทองของเขา คุณหญิงวาดกับคณะของท่านบุกเข้ามาถึงตัว เจ้าคุณวิจิตรฯ ยกขันน้ำราดลงกลางศีรษะ ดร. ดิเรกเป็นคนแรก แล้ว ๔ นางกับคุณหญิงวาดเจ้าสัวกิมไซกับลุงเชย ก็ช่วยกันสาดน้ำนายแพทย์หนุ่ม

ดิเรกนอนคว่ำหน้าทำตาปริบๆ อย่างน่าสงสาร

"มายก๊อด แว่นตาหลุดเลยเสียทีเขา โอ ฝรั่งเปียกหมด"

ประภาก้มลงหยิบแว่นตากรอบทองส่งให้ผัวรักของหล่อน

"นี่ค่ะ แว่นตา"

นายแพทย์หนุ่มรับมาสวมแล้วลุกขึ้น เสื้อเชิ้ตแพรกางเกงปาล์มบิชสีเทาเปียกน้ำชุ่มโชกไปหมด ดิเรกยิ้มแห้งๆ มองดูท่านผู้ใหญ่และเมียของเขา ลุงเชยหัวเราะลั่น

"ไง อ้ายหมา สงกรานต์ปีนี้สนุกไหม"

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กลืนน้ำลายเอื้อก

"ดีละครับ ประเดี๋ยวถึงทีผมบ้าง"

ท่านผู้ใหญ่และ ๔ นางหัวเราะลั่น คุณหญิงวาดพาพรรคพวกของท่านไปตักน้ำที่ก๊อก เพื่อเตรียมสาดน้ำใครต่อใครอีก นายแพทย์หนุ่มวิ่งเหยาะๆ ไปทางท้ายสวน ตะโกนเรียกเสี่ยหงวนเสียงลั่น

"เสี่ยโว้ย รอด้วยโว้ย ฝรั่งถูกสาดน้ำแย่แล้ว"

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง ๔ สหายของเรา ก็ยืนชุมนุมกันอยู่ทางหลังโรงครัว และมีเจ้าแห้วอยู่ด้วย ทั้ง ๔ คนถือน้ำคนละถัง เจ้าแห้วชี้มือไปทางสุมทุมพุ่มไม้และหญ้าคาและพูดกับ ๔ สหาย

"รับประทานถ้าจะให้สนุกถึงขีดสุดละก้อ รับประทานเอาผักอ้ายนั่นโรยลงไปในถังน้ำสักหน่อย เป็นเด็ดขาดเลยครับ"

๔ สหายต่างมองตามสายตาเจ้าแห้ว

"ผักอะไรวะ" พลถามยิ้มๆ

"รับประทานหมามุ่ยครับ ใครถูกเข้าคันคะเยอไปเลย"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เออ เข้าทีโว้ย เอาวะพวกเรา สาดเมียเราเล่นสนุกๆ เอาหมามุ่ยผสมลงไปในน้ำ"

ดร. ดิเรกโบกมือกล่าวห้าม

"โนๆๆๆ แม่ด่าแหลกไปเลย ฝรั่งว่าไม่ดีแน่"

นิกรว่า วันสงกรานต์จะมาถือสากันได้หรือวะ คุณอาท่านก็ห้ามแล้วว่าวันนี้และพรุ่งนี้ห้ามไม่ให้ทะเลาะวิวาทกัน หรือแม้แต่กล่าวคำหยาบอันเป็นอัปมงคล"

พลดื่มเหล้าเข้าไป ๑ กั๊กพอตึงๆ หน้าเลยเห็นพ้องด้วย

"เอาโว้ย กันอยากดูพวกเมียๆ ของเรากลายสภาพเป็นลิง เกาขยุกขยิกตลอดเวลา อ้ายแห้วเก็บหมามุ่ยให้ข้า"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ เดินบุกเข้าไปในดงหญ้าคาสักครู่ก็ถือฝักหมามุ่ยเดินเข้ามาอย่างประคับประคอง ต่อจากนั้น ๔ สหายก็เดินเลี่ยงไปยืนเหนือลม ปล่อยให้เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นเภสัชผสมหมามุ่ยลงไปในน้ำทั้ง ๔ ถัง และใช้กิ่งไม้กวนให้เข้ากันดี

แล้วเจ้าแห้วก็ลุกขึ้น

"รับประทานเรียบร้อยแล้วครับ"

๔ สหายเดินเข้ามา ต่างหยิบถังของตนขึ้นถือแล้วเดินเป็นแถวเรียง ๔ ออกมาทางหน้าโรงครัว

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ประไพ, ประภา, นันทา, นวลลออ ต่างกำลังเดินค้นหาผัวๆ ของหล่อนด้วยความหวังที่จะสาดน้ำเขา ทั้ง ๔ นางถือขันเงินคนละใบ เมื่อ ๔ สหายกับ ๔ นางเผชิญหน้ากันเข้า ประไพร้องตะโกนขึ้นก่อน

"โน่น บุกเลยพวกเรา อ้ายเสือบุก ไชโย"

นิกรร้องขึ้นบ้าง

"อ้ายเสือสู้ตาย เอาโว้ย"

ต่างวิ่งประดาหน้าเข้าหากัน และสาดน้ำรดกันอย่างครื้นเครง นิกรเทน้ำทั้งถังลงไปในอกเสื้อคอกว้างของนันทาพี่สาวของเขา อาเสี่ยสาดทีเดียวเปียกโชกทั้ง ๔ นาง พลกับดิเรกช่วยกันสาดแม่งามทั้ง ๔ จนเปียกโชก เมื่อเสื้อผ้าเปียกน้ำ ๔ สหายก็ได้แลเห็นส่วนเว้า และส่วนโค้งของประไพ, ประภา, นันทา, และนวลลออ อย่างถนัดชัดเจน ซึ่งนวลลออของเสี่ยหงวนอยู่ข้างจะโอ่โถง และอวบอัดกว่าเพื่อน

เมื่อสาดน้ำกันแล้ว ผัวหนุ่มเมียสาวก็หัวร่อต่อกระซิกกัน ๔ นางแยกกลับไปที่ตึก ส่วน ๔ สหายกลับไปในโรงครัวเพื่อหาคนที่จะสาดน้ำต่อไป

ฤทธิ์หมามุ่ยเริมสำแดงเดชแล้ว ประไพ, ประภา, นันทา, นวลลออ เริ่มต้นคันยิบๆ ไปทั่วตัวเมื่อเดินมาถึงตึกใหญ่

ประไพลืมความอายเกาก้นของหล่อนแกร็กๆ แล้วก็เปลี่ยนที่หมายเป็นเกาพุง เกาหน้าขา เกาหน้าอก เกาจั๊กกระแร้

"อุ้ย ทำไมถึงคันอย่างนี้ก็ไม่รู้ พ่อเทวดาของเราน่ากลัวจะตักน้ำในบ่อหลังบ้านมาสาดเราเป็นแน่"

นวลลออสูดปากเบาๆ และเกาซอกคอหล่อน

"นั่นนะซีคะ น้ำในบ่อมันสกปรก มีจอกและแหนเต็มไปหมด บ้าจริงเชียว แหม คันอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้"

"วุ้ย" ประภาอุทานขึ้น ล้วงมือลงไปในอกเสื้อเกาแกร็กๆ พลางขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"สงสัยเสียแล้วละคะ คุณนัน"

นันทาเกาขาอ่อนทั้ง ๒ ข้าง โดยไม่ต้องกระดากอายใคร

"สงสัยยังไงคะ คุณภา"

"เราคงถูกเขาแกล้งแน่ๆ "

ประไพพูดเสริมขึ้นทันที

"แกล้งยังไงคะ"

"แกล้งให้เราคันคะเยอเล่นนะซีน้องไพ อุ้ย ทนไม่ไหวแล้ว คันขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว"

"แกล้งยังไงบอกไพซิคะน้องภา" ประไพถาม

"แกล้งเอาหมามุ่ยผสมกับน้ำ โอ้ย คันตายห่า เกาข้างหลังให้ทีเถอะค่ะ คุณนวล อุ้ย... ว้าย คันไปหมดตัวแล้ว"

๔ นางทรุดตัวลงนั่งคั่นบันไดหินอ่อน ต่างเกาแกร็กไปทั้งตัว ประไพถึงกับถัดไปตามคั่นบันไดสูดปากซี๊ดซ๊าด ขณะนี้เจ้าสัวกิมไซกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินออกมาจากห้องโถง พอแลเห็นแม่งามทั้ง ๔ ต่างหยุดชะงัก

"ไอ๊ยา" ท่านเจ้าสัวอุทานขึ้นเบาๆ "เจ้าคุงคับอีหลู ๔ คงนั่งมังกายเปงลิงไปเลี้ยว ทำไมมังคังกังยกใหญ่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ จูงมือเจ้าสัวกิมไซตรงเข้ามาหาแม่งามทั้ง ๔

"ไพ ไพโว้ย แกเป็นอะไรไปหา"

ประไพเงยหน้าขึ้นมองดูคุณพ่อของหล่อน

"หนูแย่แล้วค่ะ คุณเทวดาของพวกหนูคงจะเอาหมามุ่ยผสมกับน้ำราดพวกหนูเป็นแน่"

"ไอ๊ยา" เจ้าสัวอุทานอีก "หมามุ้ยมังก็คังตายห่าเลย คังข้างนอก คังข้างใน คังไปหมดทั้งตัว ยิ่งเกาก็ยิ่งคัง ไม่เกามันก็คัง ว้า เล่นยังงี้ไม่ลีแน่"

ท่านเจ้าคุณปราดเข้ามานั่งข้างแม่งามทั้ง ๔ คว้าแขนนวลลออพิจารณาดูรอยผื่นแดง แล้วท่านก็พูดขึ้น

"ใช่แน่ ใช่แน่ อ้ายเปรต ๔ คนนั่นเอาหมามุ่ยผสมกับน้ำราดพวกแกอย่างไม่ต้องสงสัย นี่.... ดูซี หมามุ่ยเป็นเส้นเล็กๆ เหมือนขนแมวตำลงไปในเนื้อยิ่งเกายิ่งฝังแน่น"

นันทาพูดพลางเกาพลาง

"ทำยังไงดีล่ะคะ หนูคันไปทั่วตัวแล้ว ทั้งปวดแสบปวดร้อน อูย.... ตายแน่"

เจ้าสัวกิมไซ บ่นพึมพำเป็นภาษาจีน แล้วพูดกับ ๔ นาง

"หลานสาว รีบขึ้นไปบนตึก เอาเทียนสีผึ้งถูตามเนื้อตัวหมามุ่ยมังก็ติดเทียงออกมาเอง ปูเหลียวก็หาย"

๔ นางผุดลุกขึ้นทันที ต่างรีบผลุนผลันเข้าไปในห้องโถง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และเจ้าคุณวิจิตรฯ กับลุงเชย นั่งสนทนากันอยู่ในห้อง เมือแลเห็น ๔ นางมีอันเป็นไปเช่นนี้ ท่านผู้ใหญ่ก็ลืมตาโพลง

"ว้าย" คุณหญิงวาดร้องลั่น "ตายแล้ว เป็นอะไรไปนั่น ตาย.... อกแตก เกาขยุกขยิกเหมือนลิง เอ้า แม่ไพทำไมถึงเกาโลดโผนยังงั้น"

ประไพพูดเสียงเครือ

"มันคันนี่คะคุณอา"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ตวาดแว๊ด

"ขึ้นไปเกาข้างบน แล้วกัน เป็นผู้หญิงยิงเรือเกาแกร็กๆ ไม่เลือกว่าที่ไหนตรงไหนใช้ได้รึ"

๔ นางพากันขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก อย่างรีบร้อน ต่างหมดความอาย เกาไม่เลือกที่ ตรงไหนคันก็เกาตรงนั้น หน้าตาบูดเบี้ยวไปตามกัน เนื้อตัวเป็นผืนแดงด้วยอำนาจหมามุ่ย

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง ขณะที่พวกคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" และ ๔ สหายเล่นสาดน้ำกันอย่างครื้นเครง ประไพ, ประภา, นันทา, นวลลออ ก็พากันเดินออกมาจากห้องส่วนตัวของตน และมารวมกันที่เฉลียงหน้าตึก ๔ นาง ได้ใช้เทียนสีผึ้ง คลึงนวดตัวจนทั่วขนหมามุ่ยติดเทียนออกมาจนหมดสิ้น หลังจากนั้นต่างอาบน้ำชำระร่างกาย ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่

พอแลเห็นหน้ากันก็ยิ้มแห้งๆ

"เป็นยังไงคะคุณนัน" นวลลออกล่าวถาม

นันทาฝืนหัวเราะ

"หายแล้วค่ะ แหม มันคันอะไรอย่างนั้นก็ไม่รู้อ้ายที่มันไม่ควรจะคันมันก็คัน ขายหน้าเหลือเกิน"

ประไพว่า "เวรย่อมระงับด้วยการจองเวร เรา ๔ คนจะต้องแก้แค้นผัวเราให้ได้ ทีหลังจะได้ไม่กล้าแกล้งเราอีก"

ประภาเห็นพ้องด้วย

"จริงซีนะ น้องไพ เราจะแก้แค้นอย่างไรดีล่ะ"

๓ นางพากันมานั่งบนม้ายาว แล้วปรึกษาหารือกัน ในอันที่จะแก้แค้น ๔ สหายให้สมแค้น ประไพเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้"

"ไพคิดว่า ประเดี๋ยวผัวของเราคงจะเหน็ดเหนื่อยกลับขึ้นมาบนตึกหรอกค่ะ เอายังงี้ดีไหมคะ เรา ๔ คนลงไปที่เฉลียงหลังตึกชั้นล่าง"

นันทาพยักหน้าและพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"แล้วยังไง น้องไพ"

ประไพหัวเราะหึๆ

"เราเอาน้ำส้มในตู้เย็นออกไป ๒ ขวด ขวดหนึ่งเราทำเป็นว่าเราดื่มกัน อีกขวดหนึ่งเปิดมันออก เอาสลอดใส่ลงไปในน้ำส้ม เมื่อผัวๆ ของเรากลับขึ้นมาบนตึก เขาเห็นน้ำส้มเข้าเขาคงจะขอดื่ม หรือถ้าเขาไม่ขอดื่มเราก็ทำเป็นมีแก่ใจรินน้ำส้มผสมสลอดแจกให้เขาดื่มคนละแก้วเท่านี้เราก็ได้แก้แค้นอย่างสมใจ

นวลลออขมวดคิ้วย่น จ้องมองดูหน้าประไพ

"สลอดน่ะกินเข้าไปตายไหมคะ"

ประไพเอียงคออมยิ้ม

"ไม่ตายหรอกค่ะ เพียงแต่ขี้แตกเท่านั้น และก็รวดเร็วเหลือเกิน พอตกถึงท้องครู่เดียวเท่านั้น ประตูหลังบ้านพังเลย"

๔ นางหัวเราะงอหาย ประภาดึงน้องสาวแก่นแก้วของหล่อนเข้ามากอด

"ไม่เสียแรงที่เป็นน้องของพี่ ปัญญาเฉียบแหลมอะไรอย่างนี้"

ประไพยิ้มกริ่ม ยืดหน้าอกขึ้น และถ่างแขนทั้งสองข้างออกไป เก๊กหน้าให้สมกับเป็นผู้มีสติปัญญาดีนันทายกมือตีหน้าอกประไพดังเพี้ยะ

"อย่าเบ่งเลยแม่คุณ ประเดี๋ยวเสื้อจะขาด ชมเข้าหน่อยเบ่งเลย"

นวลลออยิ้มให้กับประไพ

"อุบายของคุณแยบคายมากเชียวค่ะ แต่ว่าเราจะได้สลอดมาจากไหนล่ะคะ"

ประไพรีบพูดขึ้นทันที

"ของไพมีค่ะ คุณนวล ไพซื้อเก็บไว้นานแล้วเอาไว้ป้องกันตัว ถ้าหากนิกรเขาเกิดอาละวาดขึ้นมาก่อนที่เขาจะซ้อมไพ ไพก็จะทำเป็นดีกับเขาเอาสลอดให้กินประเดี๋ยวเดียวก็ขี้แตกหมดแรง คราวนี้ซ้อมเราเราก็ไม่กลัวผลักทีเดียวก็หกล้ม"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก ต่อจากนั้น ๔ นางต่างก็เตรียมแผนการณ์ที่จะแก้แค้นผัวๆ ของหล่อนด้วยการให้กินสลอด

ที่เรือนต้นไม้หน้าบ้าน

พล, นิกร, กิมหวน, และ ดร. ดิเรก ยืนเกาะราวลูกกรงในท่าทางที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย ๔ สหายกำลังมองดูเจ้าแห้วกับคนใช้ ช่วยกันสาดน้ำเจ้าภควานจันทร์แขกยามเก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าบาบูใช้ปีบตักน้ำในคู่ต่อสู้กับเจ้าแห้ว และพวกคนใช้เสียงเอะอะเฮฮาดังอยู่ตลอดเวลา

นิกรมองดูตัวเองและเพื่อนเกลอทั้งสาม ซึ่งเปียกน้ำมะล่อกมะแล่ก แล้วเขาก็พูดขึ้นเปรยๆ

"เลิกกันทีเถอะวะพวกเรา เปียกโชกไปหมดแล้วประเดี๋ยวเป็นตะพ้านตาย ลูกเมียจะต้องเป็นม่าย"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"คนโว้ยไม่ใช่ลูกเป็ดจะได้เป็นตะพ้านตาย เฮ้อ เหนื่อยเหลือเกิน วันนี้เป็นวันที่กันสนุกที่สุด เล่นสาดน้ำกันอย่างนี้ มันทำให้กันนึกถึงสงกรานต์ที่อินเดีย มันสนุกสนานยิ่งกว่าที่นี่หลายเท่านัก"

อาเสี่ยโบกมือ

"พอ ไม่ต้องเล่า ขี้เกียจฟังเต็มทนแล้ว ทุกๆ ๑ ชั่วโมงแกจะต้องมีเรื่องมหาราชามาเล่าให้กันฟังเสมอ"

พลว่า "ขึ้นไปบนตึกผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอาบน้ำกันเสียทีเถอะรึพวกเรา ประเดี๋ยวก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"เออ.... จริงโว้ย เลิกๆ พวกเรา กินเป็นกินเล่นเป็นเล่น กลางวันเราจะได้กินข้าวแช่กับเปาะเปี๊ยะสด กันจะล่อให้เต็มคราบเลย นานๆ ถึงจะได้ล่อข้าวแช่สักครั้ง แหมพูดแล้วน้ำลายไหลเลยโว้ย"

กิมหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"ตะกละฉิบหายเลย"

นิกรพยักหน้า

"ฮือ ไม่รู้เป็นยังไงโว้ย เรื่องกินละก้อกันชอบเหลือเกิน เกิดมาเป็นคนมันต้องกิน กินและกิน กินมันเข้าไป"

"ฮี้" ดิเรกร้องลั่น พร้อมกับยกฝ่ามือผลักหน้านายการุณวงศ์เต็มแรง

ต่อจากนั้น ๔ สหายก็พากันเดินอ้อมไปทางหลังตึก ต่างรู้สึกสดชื่นรื่นเริงไปตามกัน ๔ สหายที่ได้ไล่สาดน้ำพวกสาวใช้จนเปียกโชก แล้วก็ถือโอกาสไขว่คว้าหากำไร ซึ่งแม่พวกสาวใช้ก็ไม่รังเกียจ โดยเฉพาะละม่อมถึงกับยอมให้นายพัชราภรณ์เล้าโลมลูบหน้าลูบหลังอยู่เกือบ ๕ นาที

นิกรครึ้มขึ้นมาก็ร้องยี่เกเสียงลั่นบ้าน

กระดิ่งทองแสนจะเบิกบาน

วันนี้วันสงกรานต์สนุกสนานกันเต็มที่

สาดน้ำรดกันเมียเกาคันไปทั้งตัว

หยอกเย้ายวนยั่วแสนจะเปรมปรีดิ์

เอ๊ะนั่นเมียใครหนอลออทั้งสี่

"ปู้โธ่" พลปลงอนิจจัง "แดดมันร้อนจัดมากนักรึอ้ายกร"

กระดิ่งทองค้อนควับ

"นี่แหละเขาว่า มือไม่พายเอาตีนราน้ำ ร้องให้ฟังเพราะๆ ยังจะขัดคออีก"

พลหัวเราะก้าก

"เพราะเรอะ กันคิดว่าถ้าแกไม่ร้องจะเพราะกว่า"

"นั่นแน่" นิกรพูดเสียงหนักๆ "ตลกก็ไม่บอก"

การสนทนาเงียบสงัดลงชั่วขณะ กิมหงวนผิวปากเพลงจีนเบาๆ เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้ง ๓ ขึ้นบันไดหลังตึกตรงมาหาแม่งามทั้ง ๔ ต่างคนต่างใจเต้นทึกทัก เกรงว่าเมียจะเล่นงานตนฐานที่เอาหมามุ่ยผสมน้ำสาดหล่อน แต่แล้ว ๔ สหายก็โล่งใจ เมือเห็นเมียของตนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

นวลลออยิ้มให้สามีของหล่อน

"นั่งสิคะ เฮีย โถ-ถ้าจะเหนื่อยมาก หน้าตาเป็นมันย่องเชียว"

๔ สหายต่างนั่งลงข้างๆ เมียของเขา เสื้อผ้าที่ชุ่มโชกน้ำเกือบจะแห้งแล้ว เพราะถูกไอแดดและลมพัดโกรกตลอดเวลา

นิกรมองดูขวดน้ำส้มคั้นบนโต๊ะแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปาก

"ง่า-ไพจ๋า ขอสักแก้วเถอะ คอแห้งเหลือเกิน"

นวลลออเอื้อมมือคว้าขวดน้ำส้มทันที ใช้เครื่องมือเปิดมันออก ซึ่งมันก็เปิดออกอย่างง่ายดาย เพราะประไพเปิดไว้ก่อนแล้ว และปิดฝาขวดไว้หลังจากเทสลอดลงไปในน้ำผลส้มทั้ง ๒ ขวด

นันทาแกล้งชวน ๔ สหายคุยกับหล่อนเพื่อให้ตายใจ

"ที่จริงก็สนุกสนานครึกครื้นกันดีนะคะ เป็นการรื่นเริงในหมู่ของพวกเรา พวกคนใช้เขาคงจะดีใจที่เราไม่ถือเนื้อถือตัว อนุญาติให้เขาสาดน้ำกันได้ ง่า-หิวข้าวกันหรือยังคะ"

พลยิ้มให้เมียรักของเขา

"ยังจ๊ะ แต่อ้ายกรหิวมาก"

นันทาเปลี่ยนสายตามาที่น้องชายของหล่อน ก่อนที่จะพูดว่ากระไร เจ้าแห้วก็พรวดพราดออกมาจากห้องโถงตรงเข้าทรุดตัวลงนั่ง

"คุณพลครับ รับประทานคุณหมอด้วย รับประทานคุณธวัชชัยกับพันตำรวจตรีเกษมมาหาครับ"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"อ้อ-เกษมเรอะ ไปโว้ยพล เรื่องของเราคงจะสำเร็จแน่ๆ " ดิเรกหมายถึงที่ดินเล็กๆ แปลงหนึ่งซึ่งกำลังติดต่อขอซื้อจากนายธวัชชัยเพื่อนเก่าของพล แต่ที่ดินที่กล่าวนี้เป็นของ พ.ต.ต. เกษม ๑ ใน ๓ ส่วน ตามพินัยกรรม

พลกับนายแพทย์หนุ่มรีบลุกขึ้น ประไพพูดขึ้นทันที

"ทานน้ำส้มเสียก่อนซีคะ คุณพลกับคุณหมอ"

๒ สหายไม่พูดว่ากระไร พากันเดินเข้าไปในห้องโถงอย่ารีบร้อน เจ้าแห้วติดตามเข้าไปด้วย คงเหลือเสี่ยหงวนกับนิกรนั่งสนทนากับแม่งามทั้ง ๔

นวลลออส่งแก้วน้ำผลส้ม ๑ แก้วให้นิกร นายจอมทะเล้นรีบยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

"เฮ้อ-ชื่นใจจริง อันที่จริงน้ำส้มในนี้มีคุณภาพไม่แพ้ต่างประเทศเลย ไทยทำไทยขายไทยอุดหนุนไทยขออีกแก้วซีจ๊ะไพ"

ประไพรู้สึกเวทนาผัวรักของหล่อนทันที

"พอเถอะค่ะ อากาศร้อนๆ อย่างนี้กินเปรี้ยวนักท้องจะเสีย"

นิกรยิ้ม

"ไม่เป็นไร พี่ท้องผูกไม่ได้ส้วมมา ๒ อาทิตย์แล้ว ขออีกแก้วเถอะชุ่มคอดีเหลือเกิน" แล้วนิกรก็มองดูตราที่ขวดน้ำส้ม หันมาพูดกับเสี่ยหงวน "ขณะนี้เมืองไทยเรากำลังผลิตน้ำส้มกันเป็นการใหญ่ แต่กันคิดว่า รสชาติของมันสู้ยี่ห้อนี้ไม่ได้ น้ำส้มตราสิงห์อมยิ้มคุณภาพดีกว่าน้ำส้มนอกเสียอีก"

กิมหงวนจุดบุหรี่สูบ แต่ไม่พูดว่ากระไร นันทารินน้ำส้มผสมสลอดใส่ลงไปในแก้วแล้วส่งให้น้องชายนายจอมทะเล้นของหล่อน

"เอ้า อีกครึ่งแก้วพอแล้ว"

นิกรยกมือไหว้

"แหม-วันนี้อาเจ้ใจดีมาก พุดจบก็รับแก้วน้ำส้มมาถือ ยกขึ้นดื่มด้วยความกระหายน้ำ

ประไพส่งแก้วน้ำส้มผสมสลอดให้เสี่ยหงวน

"ทานสิคะเสี่ย"

กิมหงวนทำหน้าเบ้ พูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ผมยอมตายดีกว่าที่จะกินยี่ห้อสิงห์อมยิ้ม"

๔ นางสะดุ้งเฮือก แสดงสีหน้าพิรุธทันที ประภากล่าวถามขึ้นด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

"ทำไมละคะ อาเสี่ย"

"นายสัมฤทธิ์เจ้าของน้ำส้มสิงห์อมยิ้มคือศัตรูหมายเลข ๑ ของผม เจ้าหมอนี่เคยเป็นเพื่อนกับผมมา เราเป็นนักเรียน เอ. ซี. รุ่นเดียวกัน เล่นฟุตบอลทีมเดียวกัน เตี่ยของมันรวยพอๆ กับพ่อเอ๊ยเตี่ยผม แต่เมื่อปีกลายนี้มันหักหน้าผมที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ผมก็เลยประกาศเป็นศัตรูกับนายสัมฤทธิ์"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"เฮียจะไปถือสาอะไรคะ ความจริงเขาก็เป็นคนดี เท่าที่นวลเคยวิสาสะกับเขา เพื่อนฝูงกันเวลาเมาก็ต้องผิดพ้องหมองใจกันบ้าง ทานน้ำส้มเสียหน่อยเถอะค่ะ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"เฮียยอมอดน้ำส้ม ถ้าหากว่าในเมืองไทยมียี่ห้อสิงห์อมยิ้มยี่ห้อเดียว ไม่กินละนวล คอยดูเถอะเดือนหน้าเครื่องน้ำอัดลมของเฮียที่สั่งจากอังกฤษจะเดินทางมาถึงแล้ว เฮียจะผลิตน้ำส้มเป็นการใหญ่ ตีตลาดให้แตก ขายมันเพียงขวดละ ๕๐ สตางค์ ซื้อ ๒ ขวด แถม ๑ ขวด แถมหลอดด้วย น้ำอัดลมยี่ห้อจั๊กกระจั่นกระโดดเชือก จะต้องมีคนนิยมทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้เฮียจะปรุงโกโก้โกโล่ออกจำหน่ายอีก สั่งขวดสวยๆ มาบรรจุ ยอมทุ่มเทโฆษณาสักล้านบาท เท่านี้ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า"

นิกรยิ้มให้พี่สาวของเขา

"ขออีกแก้วซิพี่นัน"

"โถ-" นันทาคราง "ขืนอีกแก้วละก้อแกแย่เชียวนะกร"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"ไม่เป็นไรน่าพี่นัน ฉันเคยกินน้ำส้มที่สนามมวยราชดำเนินทีเดียว ๖ ขวด วันประยุทธชกกับสุรชัย วันนั้นมันร้อนมาก"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก ลุงเชยกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินเคียงคู่กันออกมาจากห้องโถง ท่านเจ้าคุณกับลุงเชยแต่งกายแบบประเพณีไทยเดิม นุ่งผ้าม่วงหางกระรอกสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น โดยเฉพาะลุงเชยประแป้งพรมน้ำอบไทยหอมฟุ้ง บรรยากาศวันนี้คล้ายกับสมัยเมื่อ ๒๐ ปีก่อน คนในบ้าน "พัชราภรณ์" แต่งกายแบบไทยเดิมทั้งนั้น

"อ้อ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "มานั่งจับกลุ่มกันที่นี่เอง"

ลุงเชยกล่าวกับกิมหงวนอย่างสัพยอก

"ไง อ้ายหมา กินเหล้าแข่งกับข้าไหมล่ะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"คุณลุงก็เจ๊งผมเท่านั้นเอง อากาศกำลังร้อนจัดอย่างนี้คุณลุงเจอเข้า ๒ แก้วก็คงจะหมอบ"

"ช่ะ ชะ อ้ายหมา อย่าดูถูกคนแก้เว้ย บ้านข้าตั้ง ๔๐ ดีกรี ข้าดื่มเหมือนน้ำประปา ตอนเที่ยงๆ ยังงี้แหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามอย่างสนใจ

"แล้วเมาไหม พี่เชย"

"หา เมานะไม่เมาหรอก แต่มันหลับไปถึง ๓ วัน ๓ คืน"

ทุกๆ คนหัวเราะครืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือคว้าแก้วน้ำส้มผสมสลอด ๒ แก้วที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือแล้วส่งให้ลุงเชย ๑ แก้ว

"ล่อน้ำส้มสักนิดซีพี่เชย นี่น้ำส้มของคนไทยนะตราสิงห์อมยิ้มกำลังเป็นที่นิยมทั่วประเทศ"

นายเชยทำหน้าตื่นๆ

"สิงห์อมยิ้ม"

ชายชราหัวเราะหึๆ

"ชอบกลแฮะ สิงห์ทำไมถึงยิ้มได้ ถ้ามันเข้าทีเหมือนกัน น้ำสีเหลืองอ๋อยเชียวเห็นจะใช้ส้มเขียวทำ อ้ายอย่างนี้กินไปแล้วมันซ่าลิ้น แล้วก็เรอเอิ๊ก ไล่ลมในท้องดีชะมัด" พูดจบนายเชยก็ยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่ม

๔ นางสะดุ้งเฮือก นันทามีท่าทางเหมือนกับจะเป็นลม จะห้ามก็ห้ามไม่ทัน และถ้าจะบอกให้รู้ความจริงก็ไม่ได้ เพราะนิกรกับเสี่ยหงวนนั่งอยู่นี่

"เป็นยังไงพี่เชย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถาม "รสชาติของเขาดีไหม"

ชายชราพยักหน้า

"เข้าทีดีเหมือนกันครับ ง่า-อีหนูขอให้ลุงอีกแก้วซิ"

ประไพพูดตะกุกตะกัก

"มะ-หมด-หมดแล้วค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผิวปากเพลงว๊อลซ์บลูดานู๊ปเบาๆ ยกแก้วน้ำส้มตราสิงห์อมยิ้มขึ้นดื่ม ประภาสงสารพ่อของตนเองเต็มทนรีบกล่าวห้าม

"อย่าทานเลยค่ะพ่อ ภาจะไปเอาน้ำส้มนอกในตู้เย็นมาให้"

ท่านเจ้าคุณมองดูธิดาคนโตของท่านอย่างเคืองๆ

"หนอย เป็นคนไทยมันต้องกินของไทยซีวะแก นี่มันชักเจริญรอยตามผัวเสียแล้ว ฝรั่งมันเป็นพ่อเราเรอะ ไทยทำไทยใช้ไทยอุดหนุนไทย ไชโย พ่อเป็นคนไทยพ่อต้องกินน้ำส้มคนไทย"

๔ นางหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มอย่าสง่าผ่าเผย น้ำส้มที่ผสมสลอดได้ผ่านลำคอไปแล้ว แม่งามทั้ง ๔ ถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน ลุงเชยเอื้อมมือผลักศีรษะนิกรซึ่งกำลังนั่งสับปะหงกอ้าปากหวอ

"เฮ้ย อ้ายหมา เผลอแพล๊บเดียวสับปะหงกแล้ว เอ็งนี่มันต้องธรณีสารหรือไงฮิ เอาแต่ง่วงเหงาหาวนอนตลอดวัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ ยกมือกดหน้าท้อง หันมาทางเมียรักของเขา

"เอ-พี่ปวดท้องเสียแล้วไพ ราวกะใครบิดไส้"

ประไพแสดงสีหน้าพิรุธเต็มที่

"ง่า-ปวดท้องก็ขึ้นไปกินยาเสียหน่อยซีคะ คงเป็นเพราะเสื้อผ้าเปียกน้ำนั่นเอง"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"เห็นจะจริง" แล้วเขาก็พยักหน้ากับเสี่ยหงวน "เฮ้ย ขึ้นไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกันเถอะวะ ประเดี๋ยวจะได้กินข้าว"

๒ สหายต่างพากันเข้าไปในห้องโถง สวนทางกับคุณหญิงวาดพอดี คุณหญิงยิ้มให้นิกรกับเสี่ยหงวน

"เลิกเล่นเสียที่เถอะพ่อคุณ เขาตั้งโต๊ะอาหารแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ครับ ผมเลิกแล้ว กำลังจะไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว"

"เออ ไปเถอะหลาน แล้วรีบลงมากินข้าว วันนี้อาสบายใจมากเห็นหลานอยู่กันพร้อมหน้า"

นิกรว่า "ตอนบ่าย ๑๔.๐๐ น. พวกผมจะรดน้ำอวยพรคุณพ่อกับคุณอา ลุงเชย และท่านเจ้าสัว อย่าลืมนะครับ"

คุณหญิงวาดพยักหน้า เดินตรงมาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับลุงเชย และแม่งามทั้ง ๔ ทุกคนยิ้มให้คุณหญิง

"พี่เชยคะ คืนนี้เรามีรำวงด้วยค่ะ"

ชายชราลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ก็วิเศษน่ะซีคุณหญิง อ้ายเรื่องรำวงฉันชอบมาก ไม่ได้รำ นั่งดูก็ยังชื่นใจ ใกล้เข้ามาอีกนิดชิดชิดเข้ามาอีกหน่อย ฟังเพราะหูแท้ให้ดิ้นตายเถอะ"

ทุกๆ คนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน คุณหญิงวาดเลี่ยงมายืนข้างโต๊ะ คว้าขวดน้ำส้มผสมสลอดเทลงในแก้วใบหนึ่ง นวลลออนัยน์ตาเหลือก

"อย่าทานเลยค่ะ คุณอาหญิงคะ กินเหลือพวกหนูน่าเกลียด หนูจะไปเอามาให้ใหม่นะคะ"

คุณหญิงวาดโบกมือ

"อย่าวุ่นวายไปหน่อยเลยแม่นวล อาไม่ถือหรอก เจ้าเป็นคนอื่นที่ไหน หลานของอาแท้ๆ " พูดจบท่านก็ยกแก้วน้ำผลส้มขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

"ตาย-ตายแล้ว" ประไพเผลอตัวอุทานขึ้นดังๆ

คุณหญิงวาดชักสงสัย

"อะไรตาย ไพ ใครตาย"

"หนูเองค่ะ หนูสงสารคุณอาเหลือเกิน"

คุณหญิงยิ้มแห้งๆ

"สงสารที่อาต้องเหน็ดเหนื่อยในวันนี้ใช่ไหมหลานสาว ไม่เป็นไรหรอกยายไพ วันสงกรานต์เราก็ต้องทำบุญให้ทานรื่นเริงกันในหมู่วงศาคณาญาติของเรา ถึงเหนื่อยอาก็ไม่ว่า เพราะได้ทั้งบุญ ได้ทั้งความสุขทางจิตใจ เออ-อ้ายน้ำส้มยี่ห้อนี้มันหวานกลมกล่อมดีนี่หลาน แม่นันช่วยติดต่อให้เขาเอามาส่งที่บ้านเราเป็นประจำซินะ โทรศัพท์หรือจดหมายไปบอกเขาก็ได้ ให้เขามาส่งอาทิตย์ละ ๕๐ ขวด จะได้แช่ไว้ในตู้เย็น อากาศร้อนอย่างนี้กินแล้วชื่นใจดีนัก"

ต่อจากนั้นท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓ ก็สนทนากันอย่างครึกครื้น ลุงเชยเริ่มปวดท้องบ้างแล้ว ชายชราถอนหายใจหนักๆ ใบหน้าซีดเซียวมีเมล็ดเหงื่อปรากฏขึ้น

"เอ-ชักปวดท้องเสียแล้วแฮะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันควับมาทางลุงเชย

"นั่นนะซี ฉันก็เหมือนกันพี่เชย คล้ายกับใครบิดไส้ เล่นสาดน้ำนี่ไม่ใครดีแฮะเสื้อผ้ามันเปียกทำให้ปวดท้อง"

ประไพดึงมือขวาของเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาแนบแก้ม น้ำตาของหล่อนคลอหน่วยเพราะความเวทนาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

คุณพ่อขา หนูสงสารคุณพ่อจัง

"สงสารที่พ่อถูกสาดน้ำใช่ไหม" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ

ประไพสะอื้น จูบหลังมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วหล่อนก็คิดในใจว่า ภายใน ๑๐ นาทีนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด ลุงเชย และผัวรักของหล่อนจะต้องแขกตี้ไปตามกัน ด้วยอำนาจของสลอดที่ผสมลงไปในขวดน้ำส้ม

เจ้าแห้วเดินย่องออกมาจากห้องโถง นุ่งผ้าม่วงหางกระรอกสีหมากสุก สวมเสื้อชั้นในผ้าป่านดอกลายประแป้งเสียลายพร้อย เจ้าแห้วเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ารายงานให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทราบ

"รับประทาน ท่านให้มากราบเรียนว่า อาหารตั้งโต๊ะรับประทานเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ"

คุณหญิงวาดพยักหน้าช้าๆ พูดกับแม่งามทั้ง ๔ และท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๒

"ไป-ไปทานข้าวกันเถอะพวกเรา อาหารกลางวันมื้อนี้มีข้าวแช่และกับหลายอย่าง มีเปาะเปี๊ยะสดของโปรดของแม่นันด้วย"

ทุกคนลุกจากเก้าอี้ คุณหญิงวาดติดใจน้ำส้มคว้าขวดน้ำส้มที่มีเหลือติดก้นขวด เทใส่ลงในแก้วและยกขึ้นดื่มอีก

"อุ้ย" นวลลอออุทาน

ประไพยกมือเกาะแขนคุณหญิงวาด

"คุณอาขา ระวังถูกโจมตีแบบสายฟ้าแลบนะคะ"

คุณหญิงวาดเข้าใจว่า ประไพเตือนท่านในเรื่องที่จะมีใครเอาน้ำสาดท่าน

"อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกแม่ไพ อาสั่งให้เลิกเล่นสาดน้ำกันแล้ว เล่นกันแต่พอหอมปากหอมคอ ถ้ามากไปประเดี๋ยวจะเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น"

ต่างคนต่างเดินเข้าไปในห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับลุงเชยยกมือกดท้องขมวดคิ้วนิ่วหน้า ก่อนจะเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับคุณหญิงวาด

"คุณหญิงครับ ผมปวดท้อง "

คุณหญิงหน้าตื่น

"ปวดท้องเฉยๆ หรือคะ"

"สงสัยว่ามันจะไม่ปวดเฉยนะซีครับ ท้องมันลั่นโครกครากเหมือนกับรถไฟเข้าไปแล่นอยู่ในท้อง"

ลุงเชยพูดขึ้นบ้าง

"ฉันก็เหมือนกันคุณหญิง ฉันไม่กินข้าวกลางวันได้ไหม อยากขึ้นไปนอนสักงีบหนึ่ง ปวดท้องอย่างนี้มันหงุดหงิดใจชอบกล"

คุณหญิงยิ้มให้พี่ผัวของท่าน

"ไม่ได้หรอกค่ะพี่เชย ยังไงก็ต้องทานข้าวแช่เสียก่อน"

แล้วคุณหญิงก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุงเชยกับแม่งามทั้ง ๔ เข้ามาในห้องรับประทานอาหารอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" คณะพรรค ๔ สหายอยู่กันพร้อมหน้า ทุกคนแต่งกายเรียบร้อยตามแบบไทยเดิม นิกรนุ่งผ้าม่วงสีชมพู สวมเสื้อแพรคอกลมสีนวลอ่อน ที่หน้าผากมีเท็ปคาดปักขนนกขนาดใหญ่เหมือนกับยี่เก ทุกคนประพรมน้ำหอมเครื่องร่ำกระแจะจันทร์กลิ่นหอมฟุ้ง

เจ้าคุณวิจิตรฯ กำลังเล่าเรื่องหัวหินให้ใครๆ ฟัง เมื่อคุณหญิงวาดพาคณะพรรคเข้ามา เจ้าคุณวิจิตรฯ ก็หยุดกลางคัน

เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็พูดขึ้น

"เชิญครับ เชิญรับประทานได้"

นิกรพยักหน้า

"ครับ ขอบคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันควับมาทางนายจอมทะเล้น

"นี่ฉันไม่ได้พูดกับแกนะโว้ย ฉันพูดกับคุณพ่อแกและท่านผู้ใหญ่"

นายการุณวงค์เอียงคออมยิ้ม

ผมขอขอบคุณแทนคุณพ่อผมไงล่ะครับ เฮ้ย อ้ายแห้วตักข้าวแช่แจกโว้ย แหมอ้ายกะปิเป็นก้อนๆ นี่แน่ไปเลย เนื้อผัดก็ไม่เลว พริกหยวกยัดไส้ บาวันนี้ยอมท้องแตกละวะ ไพจ๋าทำเปาะเปี๊ยะสดให้พี่สัก ๒ แผ่นเถอะ อยากกินมานานแล้ว แถวพาหุรัดไม่ได้สติเลย มีแต่ถั่วงอกกับเต้าหู้ ทำกินเองอย่างนี้เด็ดขาดนัก มีทั้งหมูตั้ง, กุนเชียง, ปูทะเล, ตั้งไฉ่, ไชโย ดีจริงโว้ย" พูดจบนิกรก็สะดุ้งเฮือก "ฮึบ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ หัวเราะหึๆ

"เป็นอะไรไปวะ กร"

นายจอมทะเล้นยิ้มอย่างละห้อย

"แฮ่ะ แฮ่ะ ปวดท้องครับ"

การรับประทานอาหารกลางวันเริ่มต้นแล้ว พวกผู้หญิงต้องคอยช่วยเหลือให้ความสะดวกผัวๆ ของหล่อน ทุกคนสนทนากันอย่างสนุกสนาน เจ้าสัวกิมไซชมเปาะฝีมือข้าวแช่ของคุณหญิงวาด

"แหม.... ลีจินๆ คุณหญิงคับ เกิดมาเพิ่งเคยเจี๊ยะข้าวแช่ มังอร่อยเสียเหลือเกินครับ"

อาเสี่ยขัดคอ

"อุ้ย-ดัดจริต มังอร่อยเสียเหลือเกิง พูดก็ไม่ชัด"

เจ้าสัวหันมาทำตาเขียวกับหลานชายของเขา แต่แล้วก็ฝืนหัวเราะ พยายามหักห้ามโทสะอย่างยากเย็น

"วันนี้วังสงกางโว้ย อาหงวน อย่ายั่วเย้าสิงห์โตโว้ย นี่ถ้าข้าไม่เกงใจคุงหญิงเลี้ยวขืนมากาเซ้าข้าอย่างนี้มีเรื่องแน่ ปูเหลียวหล่าเลย"

คุณหญิงว่า "อย่าไปถือพ่อหงวนแกเลยค่ะ ท่านเจ้าสัว โบราณว่าอย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา"

"อ้าว" กิมหงวนอุทาน "ผมนี่เป็นบ้าหรือครับนี่"

ทุกคนหัวเราะครืน

"แกไม่บ้าหรอก" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สัพยอก "แกเพียงแต่สติไม่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นเขาเท่านั้น"

ทันใดนั้นลุงเชยได้ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"โอ๊ย"

สายตาทั้งหมดหันควับมาที่ชายชราเป็นตาเดียว เจ้าคุณประสิทธ์ฯ ขมวดคิ้วย่น

"เป็นอะไรไปพ่อเชย"

ลุงเชยกลืนน้ำลายเอื้อก ยกมือทั้ง ๒ กดท้อง

"เจ้าคุณ ผมมันเกิดทีดสะเต็นเสียแล้วละครับ มันเหมือนกับใครขยำไส้ผมเล่นอย่างนั้นแหละ โอย ปวดตายห่า อูย ทำไมมันปวดท้องยังงี้ก็ไม่รู้"

ก่อนที่ใครจะพูดว่ากระไร นิกรก็ร้องขึ้นสุดเสียง

"อุ้ย คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย"

นายเชยทำตาเขียวกับนิกรทันที

"เฮ้อ อย่าล้อเล่นนะโว้ยอ้ายหมา คนกำลังปวดท้องโมโหร้ายนะโว้ย"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ไม่ได้ล้อครับ โอย ผมก็ปวดเหมือนกัน อุ้ย ขนลุกเกรียวไปหมดแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่มเขยเล็กของท่าน

"ดิเรก แกช่วยตรวจดูหน่อยซิ เผื่อเป็นไส้ติ่งอักเสบ"

นายแพทย์หนุ่มมองดูนิกร และลุงเชยอย่างแปลกใจ แต่แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"เอิ้บ" ท่านร้องเสียงสั่นๆ แต่หนักแน่น

เจ้าสัวกิมไซยิ้มแหยๆ

"ว้า นี่มังเป็งอาไรกังขึ้นถึงไล่ปวดท้องไปตามกัง"

ทันใดนั้นคุณหญิงวาดก็ร้องขึ้นสุดเสียง

"ว้าย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูเมียรักของท่านทันที

"ปู้โธ่.... แก่ป่านนี้ยังจะคึกคัก อยู่ดีๆ ดันร้องออกมาได้"

คุณหญิงวาดทำตาโต เอ็ดตะโรลั่น

"อย่ามาว่านะจะบอกให้ ดันร้องออกมา พูดยังงี้ใช้ได้เรอะ รู้ไหมว่ามันกำลังดันออกมาถึงได้ร้องขึ้น ว้าย ตายแน่กู อึ๊บ พุทธังช่วยลูก ธรรมมังช่วยลูก สังฆังช่วยลูก อุ้ย แย่แล้ว"

คุณหญิงวาดคงจะธาตุเบากว่าเพื่อน ท่านดื่มน้ำส้มผสมสลอดทีหลังใครๆ แต่ท่านกลับถูกโจมตีก่อนใครๆ

"เป็นอะไรโว้ย แม่วาด" เจ้าคุณวิจิตรฯ ตะโกนถามน้องสาวของท่าน

คุณหญิงวาดหายใจถี่เร็ว ความรู้สึกบอกตัวเองว่าประตูหลังบ้านของท่านกำลังจะพังทลายราบ ณ บัดนี้

"โอ้ย.... ปวดท้องค่ะ คุณพี่ ทนไม่ไหวแล้ว"

คราวนี้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หน้าเสีย รีบกระซิบบอกคุณหญิงของท่านทันที

"ท้องเสียกระมัง รีบขึ้นไปห้องน้ำก่อนเถอะ อย่าให้มันโกร๊กกร๊ากออกมา"

คุณหญิงวาดทำปากแบะน้ำตาคลอ กระซิบบอกเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ไปไม่ไหวแล้ว เจ้าคุณขา ถ้าขืนลุกขึ้นเป็นโกร๊กเลยค่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์หายใจไม่ทั่วท้อง

"ถ้ายังงั้นนั่งหนีบขาไว้ไห้แน่น พอมันทุเลาหน่อยก็รีบออกไป คุณหญิงจ๋าอย่าให้ฉันพลอยขายหน้าไปด้วยเลย"

คุณหญิงวาดสะอื้น

"คนเราเมื่อถึงคราวก็จะทำอย่างไรได้คะ อุ้ยๆๆ ตาย.... ตายแล้ว อ๋อย ตายแน่"

มีเสียงคล้ายกับรถจักรยานยนต์ดังแพร็ด ทุกคนสะดุ้งสุดตัว คุณหญิงวาดลุกขึ้นยืนยกเก้าอี้ติดก้นท่านไว้แล้วพาเก้าอี้วิ่งลนลานออกไปจากห้องรับประทานอาหาร ประไพ, ประภา, นันทา, นวลลออ ต่างสงสารท่านเหลือที่จะกล่าว

เจ้าคุณวิจิตรฯ เกรงน้องสาวของท่านจะขายหน้าก็พูดกลบเกลื่อน

"แม่วาดวันนี้แกสนุกใหญ่ ทำให้พวกเราหัวเราะกันบ่อยๆ ง่า... พ่อเชยลองเปาะเปี๊ยะสดสักจานซี หลานสาวส่งมาให้นั่น รับหน่อยซี"

ชายชราสะท้อนถอนใจ หูอื้อนัยน์ตาพร่าพราวแทบจะไม่รู้ว่าเจ้าคุณวิจิตรฯ พูดอะไรกับท่าน

"ง่า ขอบคุณครับ ผม ง่า อิ่มแล้ว ผมขออนุญาติออกไปเดินเล่นทางสวนหลังบ้านได้ไหมครับ" นายเชยพูดเสียงอ่อนน่าสงสาร

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยกมือตบบ่าชายชรา

"จะไปไหนเล่าพี่เชย หรือไม่พอใจอะไร"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่าครับ ผมรู้สึกเวียนศีรษะอยากจะออกไปเดินเล่นสักครู่ ประเดี๋ยวผมจะเข้ามา"

"งั้นเรอะ เอาซีพ่อเชย แต่ต้องกลับมากินข้าวแช่นะ"

ลุงเชยถอนหายใจลึกๆ ยกมือตบก้นตัวเองคล้ายกับปลอบโยนให้ไว้หน้าแกบ้าง ชายชราค่อยๆ ลุกขึ้นยืนกะมิดกะเมี้ยน หนีบขาทั้ง ๒ แน่น ทุกคนมองดุลุงเชยอย่างแปลกใจ

"อาเชย" เจ้าสัวอุทานขึ้นดังๆ "ลื้อเป็งอะไรไป ทำไมตัวแข็งทื่อยังงั้น"

ลุงเชยตวาดแว็ด

"อย่าเพิ่งซักเลยน่า ปู้โธ่ " แล้วลุงเชยก็สะดุ้งสุดเฮือกตัว "อึ๊บ"

นันทามองดูลุงเชยด้วยความสมเพทเวทนายิ่ง

"คุณลุงขา รีบออกไปเถอะค่ะ ข้างบนมีอยู่หลายห้อง เลือกเอาเถอะค่ะ"

ลุงเชยฝืนหัวเราะ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ถ้ามันไปไม่ไหวแล้ว หลานสาว อุ้ย...นะโมพุทธายะ ใครรู้บ้างโว้ยคาถามหาอุดว่ายังไง"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินมาหยุดข้างลุงเชย ล้วงกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าปิรามิดออกมา ม้วนชายผ้าเช็ดหน้าข้างหนึ่งเป็นเกลียวยาว แล้วส่งให้ลุงเชย

"เอาอ้ายนี่แยงรูจมูกซีครับ หายเด็ดขาดเลย"

ลุงเชยลืมตาโพลง

"อุ้ย งั้นเรอะ ข้าน่ะแย่แล้วอ้ายหมา อยู่ดีๆ มันจะทำให้ข้าขายหน้า ว้ายจะหลุดออกมาแล้ว"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"บีบขาให้แน่นซีครับ แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าแยงจมูก

ชายชราปฏิบัติตามเสี่ยหงวนทันที ขยับขาเข้ามาแนบชิดกัน ยกชายผ้าเช็ดหน้าแยงรูจมูกข้างขวาและแยงลึกเข้าไป คราวนี้ลุงเชยคันจมูกยิบๆ ในที่สุดก็จามเสียงลั่นห้อง

"ฮ๊าด ชะเอ้ย แพรด...."

เหมือนกับจักรยานยนต์ติดเครื่อง นายเชยย่อขาลงต่ำแล้วกระโดดตัวลอย วิ่งตาลีตาลานออกไปจากห้องรับประทานอาหาร แมลงวันไล่ตามเป็นกลุ่ม กลิ่นเสียกระจายไปทั่วห้อง ทุกคนอุดจมูกไปตามกัน และหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง

เหยื่อรายที่ ๓ ของสลอดคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณพยายามต่อสู้กับอำนาจกดดันในท้อง แต่แล้วก็ทนไม่ไหว ฝืนใจคุยกับเจ้าคุณวิจิตรฯ ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่อง ในที่สุดข้าศึกก็ยกพลเคลื่อนมาประชิดประตูหลังบ้าน และเปิดฉากโจมตีแบบสายฟ้าแลบ

หน่วยลาดตะเวนของข้าศึกจำนวนหนึ่งผ่านแนวต้านทานออกมาได้ แล้วเสียงดังปร็อด เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก วางช้อนข้าวแช่ผิวปากเบาๆ ปลอบตัวเอง แต่พอหน่วยลาดตระเวนอีกพวกหนึ่ง ผ่านประตูหลังบ้านออกมา ท่านเจ้าคุณก็หยุดผิวปากทำหน้าเบ้ ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืน

ประไพร้องไห้กระซิกๆ

"คุณพ่อรีบออกไปเถอะค่ะ โถ ไม่ควรจะดื่มน้ำ น้ำส้มเข้าไปเลย"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว กล่าวถามเมียรักของเขา

"ไพเอาอะไรใส่ลงไปในขวดน้ำส้ม"

ประไพพูดเสียงสะอื้น

"สลอดค่ะ"

"ตายห่า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "ทำไมถึงเล่นอุตริอย่างนี้"

นันทาแก้ตัวแทนประไพ

"พวกหนูตั้งใจจะแกล้งผัวๆ ของเราค่ะ คุณอาอยากกินเข้าไปเอง"

"อุ้ย ตายแน่กู" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กระโดดโหยงๆ เหมือนกบ ยกมือปิดก้นออกไปจากห้องรับประทานอาหารโดยเร็ว ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

ประไพพยักพะเยิดกับสามีของหล่อน

"รีบออกไปซีคะกร"

นิกรสั่นศีรษะ

"ออกไปยังไงกัน ข้าวแช่กำลังอร่อย อย่าห่วงพี่เลยมันทะลักออกมานานแล้วละ ปล่อยมันตามเรื่อง"

เจ้าสัวกิมไซยกมืออุดจมูก

"เค้าเป๋ อากองโว้ย ออกไปทำเสียให้เรียบร้อยก่อง ไอ้ย่า แมงวังตอมหึ่งเชียว"

เจ้าคุณวิจิตรฯ หัวเราะงอหาย เงื้อถ้วยแก้วทำท่าจะขว้างหน้าลูกชายของท่าน

"ออกไป อ้ายเปรต หน้าด้านเหลือเกินแกนี่ ไปนะ ม่ายพ่อขว้างหัวแตก"

นิกรลุกขึ้นยิ้มแห้งๆ มีเสียงคล้ายเครื่องยนต์สำลัก นายจอมทะเล้นค่อยๆ ก้มลงมองดูข้างหลังของเขา แล้วก็ทำคอย่นหลับตาปี๋ ถอนหายใจหนักๆ ร้องยี่เกเสียงแจ๋ว

กระดิ่งทองผ่องอำไพ

ล่อสลอดเข้าไปแสนจะช้ำอุรา

มันไหลเลอะเปรอะถึงหน้าแข้ง

กระดิ่งทองหมดแรงเพลียหนักหนา

มันไหลออกมาอีกแล้วนะแก้วตา

แล้วนายการุณวงศ์ก็วิ่งจู๊ดออกไปจากห้องท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างสนั่นหวั่นไหว.

อวสาน