พล นิกร กิมหงวน 160 : เสน่ห์สาวใช้

รถเก๋งคันนั้นที่กำลังแล่นผ่านประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" เข้ามาเป็นรถเก๋งอเมริกาขนาดใหญ่ยี่ห้อ คาดิลแล็ค แต่รูปร่างของมันเทอะทะล้าสมัยถึงแม้จะพ่นสีดำดูใหม่เอี่ยมก็ตาม คาดิลแล็คคันนี้อาจจะเป็นรุ่นแรกในสมัยพระเจ้ารามคำแหงมหาราชหรือพระร่วง อย่างไรก็ตามเครื่องของมันยังเดินเงียบกริบ เพราะเจ้าของไม่ใคร่จะได้ใช้รถ ประกอบทั้งคอยให้ช่างฟิตซ่อมแซมเปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่หมดอายุให้ดีอยู่เสมอ

เจ้าของรถ หรือสุภาพสตรีผู้สูงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณหญิงวาดท่าทางภูมิฐานที่นั่งเต๊ะท่าอยู่ตอนหลังรถตามลำพังแต่งกายและบุคลิกลักษณะบอกให้รู้ว่าเป็นสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์คือคุณหญิงแก้วหรือคุณหญิงดุลยการวินิจเพื่อนรักเกลอเก่าของคุณหญิงวาดนั่นเอง คบกันมาตั้งแต่เป็นนางข้าหลวงของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถหรือสมเด็จพระพันปีหลวง เคยอยู่ในพระบรมมหาราชวังและวังพญาไทมาด้วยกัน

ก่อนจะมาบ้าน "พัชราภรณ์" คุณหญิงแก้วได้ใช้ให้เลขานุการส่วนตัวของท่าน โทรศัพท์มาเรียนให้คุณหญิงวาดทราบล่วงหน้าแล้ว คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยสี่นาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนจึงเตรียมตัวต้อนรับอยู่ในห้องโถงของตึกใหญ่

คุณหญิงแก้วเป็นผู้ที่มีอารมณ์ขันและขี้ยัวะง่ายๆ แบบเดียวกับคุณหญิงวาด ตามธรรมดาของท่านผู้ใหญ่ที่มีเงิน มีบรรดาศักดิ์ มีบุญวาสนา เมื่อรถเก๋งสมัยสุโขทัยแล่นเข้ามาในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" ท่านก็ชะโงกหน้ากล่าวกับคนขับรถผู้สูงอายุของท่านซึ่งนั่งอยู่กับเด็กสาวในวัยรุ่นอีก ๒ คนตอนหน้ารถ

"อ้ายเริญ กดแตรสั้นๆ ยาวๆ ให้กวนประสาทพี่วาดเล่นหน่อยเถอะวะ"

นายเจริญคนรถวัย ๖๐ ปีปฏิบัติตามคุณหญิงแก้วทันที เขากดแตรไฟฟ้า เสียงสั้นยาวติดๆ กันหลายครั้ง การกดแตรแบบนี้ก็ต้องหมายความว่าเจ้าของรถเป็นญาติ หรือเป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าของบ้านไม่ใช่แขก

พอรถหยุดเทียบหน้าบันไดตึก คุณหญิงวาดก็เดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่นางและเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน โดยเฉพาะสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งสากลเรียบร้อยนอกนั้นแต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้าน

นายเจริญรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังรถให้เจ้านายของเขาท่ามกลางเสียงใครต่อใครที่ร้องทักทายคุณหญิงแก้วแซ่ดไปหมด คุณหญิงแก้วพาตัวก้าวลงจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและยกมือรับไหว้ด้วยการประนมมือนิ่งเฉย

"สวัสดีพี่วาด สวัสดีค่ะเจ้าคุณปัจจนึกฯ สวัสดีแม่หลานสาวทั้งสี่คน แล้วก็สวัสดีหลานย่าทั้งสี่คนด้วย" ท่านพูดพลางเดินขึ้นบันไดมาบนตึก ส่วนเด็กสาวทั้งสองคนก็ติดตามขึ้นมา คนหนึ่งถือกระเป๋าหมากและกระเป๋าเงินของคุณหญิงแก้ว

มิตรภาพของคนแก่ ซึ่งหมายความว่าคบกันมาแต่เด็กย่อมสนิทแน่นแฟ้น และซาบซึ้งตรึงใจยิ่งกว่ามิตรภาพของหนุ่มสาว คุณหญิงวาดกับคุณหญิงแก้วโผเข้ากอดกันและจูบกันคนละที

"ตั้งแต่บวชหลานสี่คนก็เพิ่งได้เห็นหน้าเธอวันนี้ รู้สึกว่าแม่แก้วสมบูรณ์ขึ้น แหม-ฟัดไหมไทยสีอิฐทำให้เธอเป็นสาวขึ้นอีกเป็นกอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"จริงครับ คุณหญิงเข้าใจเลือกสีเสื้อผ้าทำให้คุณหญิงสวยสง่าขึ้นไม่น้อย"

"อ้าว นี่จะเกี้ยวดิฉันหรือคะเจ้าคุณ เดี๋ยวดิฉันเกิดฟิตขึ้นมาแต่งงานกับเจ้าคุณเสียเลยเป็นยังไง เราต่างก็เป็นม่ายด้วยกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ไม่ได้หรอกครับ แม่ม่ายกับพ่อม่ายเจอกันเข้าประเดี๋ยวไหม้บรรลัยไปหมด"

คุณหญิงวาดพูดตัดบท

"เข้าไปคุยกันในห้องโถงเถอะแม่แก้ว"

"เดี๋ยว พี่วาด ฉันไม่ใช่แขกเหรื่อที่ไหนต้องทักทายลูกหลานให้ทั่วเสียก่อน อ้า-เป็นยังไงจ๊ะอาเสี่ยกิมหงวน ได้ข่าวว่าปีกลายนี้ กิจการค้าของเธอมีกำไรตั้งร้อยกว่าล้านเชียวเรอะ"

เสี่ยหงวนยิ้มอายๆ

"ก็ไม่มากอะไรนี่ครับ คุณน้า พอค่าบุหรี่ค่ากาแฟเท่านั้น"

คุณหญิงแก้วยกมือตบศีรษะพลเบาๆ

"สบายดีหรือลูก ทำไมไม่พาแม่นันไปหาน้าบ้าง"

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอของแม่เขา

"ผมไม่ใคร่จะมีเวลาว่างจริงๆ ครับคุณน้า กิจการทางโรงแรมมันใหญ่โตขึ้นครับ และงานทางธนาคารของเราก็ยุ่งมาก แต่ผมก็โทรศัพท์ไปคุยกับคุณน้าบ่อยๆ นี่ครับ มีอะไรก็เรียกใช้ผมเถอะครับ"

"อื๋อ ปากหวานดีนัก เห็นหน้าเธอแล้วน้าอดคิดถึงคุณพี่ไม่ได้เลย" ท่านหมายถึงเจ้าคุณประสิทธิ์นิติศาสตร์ผู้ล่วงลับไปแล้ว แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่ดิเรก "ขอบใจมากนะพ่อดิเรก เท่าที่เธอและแม่ภาสนใจในการป่วยของอาเมื่อเดือนก่อน อุตส่าห์ไปตรวจรักษาและไปเยี่ยมตั้งหลายวัน จนกระทั่งน้าหายเป็นปกติ"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ก็คุณน้าไม่ใช่คนอื่นนี่ครับ ป่วยไข้ไม่สบายนิดๆ หน่อยๆ ก็บอกผมเถอะครับ ผมไม่ว่างผมก็จะให้หมอที่คลินิกของผมเขาไปตรวจรักษาคุณน้า"

คุณหญิงแก้วยิ้มให้นันทา

"วันปีใหม่น้ามาไม่ได้อย่าโกรธเลยแม่นัน แขกที่บ้านน้าเต็มไปหมด แล้วน้าก็จัดงานปีใหม่เหมือนกัน" พูดจบท่านก็ดึงประภาเข้ามากอด "เธอยังสวยสดชื่นอยู่เสมอนะแม่ภา ระวังก็แล้วกันอย่าปล่อยให้พ่อดิเรกมีเมียน้อยได้"

"ของภาไว้ใจได้ค่ะ"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ของไพก็ไว้ใจได้เหมือนกันค่ะคุณน้า ขืนมีเมียน้อยเมื่อไรไพก็เอาไส้กรออกมาดูเล่นเท่านั้น หรือม่ายก็ยิงทีเดียว ๖ นัด หลวงพ่อกี่องค์ก็คุ้มครองไม่ไหว เรื่องจะเที่ยวเตร่จะกินเหล้าอย่างไรไพไม่ห้ามค่ะ แต่มีเมียน้อยมีไม่ได้อย่างเด็ดขาด"

คุณหญิงแก้วหัวเราะชอบใจแล้วหันมาทางนิกร

"อ้าว-ยืนสัปหงกเสียแล้วพ่อกร เออแน่ะ แก่จนป่านนี้แล้วนิสัยง่วงเหงาหาวนอนยังไม่เลิกอีกเหรอ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"กลับหนักยิ่งกว่าเก่าครับคุณน้า ผมอยากจะนอนทั้งวันไม่ทราบว่าเป็นอะไรครับ"

คุณหญิงวาดค้อนหลานชายของท่านแล้วพูดเสริมขึ้น

"สันดานขี้เกียจของแกน่ะซี"

คุณหญิงแก้วยื่นมือให้ประไพจับ

"สบายดีหรือหลาน"

"สบายดีค่ะคุณน้า ขอบคุณค่ะ"

ร.ต. นพพูดโพล่งขึ้นดังๆ

"คุณย่าแก้วครับ เร่มาคุยกับพวกผมบ้างซีครับ เราสี่คนยืนเปรี้ยวปากอยากจะคุยกับคุณย่านานแล้ว"

คุณหญิงแก้วเดินเข้าไปหาเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน แต่แล้วท่านก็ประหลาดใจเมื่อแลเห็นเสี่ยตี๋ยืนหัวเราะงอไปงอมา

"เธอขันอะไรพ่อนึก"

เสี่ยตี๋พูดพลางหัวเราะพลาง

"ขันรถของคุณย่าครับ ตั้งแต่ผมกลับมาจากอเมริกาก็เพิ่งได้เห็นรถเก๋งที่เก่าแก่ที่สุด คุณย่านั่งไปไหนไม่กลัวล้อหลุดหรือตัวถังพังยุบลงไปกองอยู่กลางถนนหรือครับ"

คุณหญิงแก้วค้อนปะหลับปะเหลือก

"ย่าแก่แล้วโว้ยสมนึก ย่ามันคนโบราณชอบของเก่าเพราะของเก่าน่ะมันมั่นคงแข็งแรง ของสมัยใหม่มันสวยงามทันสมัยจริงแต่มันบอบบางมาก ดูแต่สาวๆ สมัยนี้ก็แล้วกัน ทั้งตัวมีแต่ของปลอมแปลง หน้าตาถ้าไม่เม้คอั๊ปก็ดูเป็นผีดิบหรือแม่มด สาวๆ สมัยก่อนเขาสวยบริสุทธิ์แบบธรรมชาติ แต่ละคนแข็งแรงทรหดอดทนด้วย แต่งงานแล้วไม่มีวันหย่า ทนตีนทนมือสารพัด ซื่อสัตย์สุจริตต่อผัวไปจนตาย เดี๋ยวนี้แต่งเย็นหย่าเช้าก็มี อยู่กันไม่ใคร่ยืดเพราะขาดความอดทน"

สมนึกหัวเราะหึๆ

"เมื่อไรคุณย่าเปลี่ยนรถเสียทีล่ะครับ คุณย่าน่าจะขี่ฟอร์ด ลินคอร์นรุ่นใหม่"

"โอ๊ย ย่าจนพ่อนึก จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ มีรายได้จากค่าเช่าอาคารที่ดินและตลาดปีหนึ่งไม่เกิน ๒๐ ล้านก็ต้องนุ่มเจียมห่มเจียมซียะ" แล้วท่านก็เดินเข้ามาหาพนัสยกมือตบหลังพนัสเบาๆ "เริ่มทำงานอะไรหรือยังหลาน"

"ยังครับคุณย่า ตอนนี้พวกเราต้องทำงานให้ทางทหารครับ แต่ว่าเพื่อประเทศชาติของเราพวกผมก็ต้องยอมเสียสละทุกอย่าง"

"ดีมาก อ้า-พ่อนพเป็นยังไงบ้างล่ะจ๊ะ"

"ก็ไม่เจ็บไม่ไข้ครับท้องไส้สบายดี วันนี้คุณย่ามีรายการแจกเงินพวกเราด้วยไม่ใช่หรือครับ"

คุณหญิงแก้วสะดุ้งเล็กน้อย ร.ต. ดำรงพูดเสริมขึ้นทันที

"เสร็จละซีแม่แก้ว อ้ายพวกนี้มันเอาจริงๆ นะ เมื่อสองสามวันแม่อุ่นมาเยี่ยมฉัน ก็ต้องแจกเงินเจ้าสี่คนนี่คนละพันบาท"

คุณหญิงแก้วหันมาทางเด็กสาวใช้ของท่านแล้วเอื้อมมือรับกระเป๋าเงินหนังจระเข้ใบใหญ่มาจากสาวใช้ เปิดกระเป๋าออกมองดูเงินในกระเป๋า

"ย่ามีเงินติดตัวมาห้าพันเท่านั้นย่าควรจะแจกพวกเธออย่างไรดีล่ะ"

นพว่า "เอายังงี้ก็แล้วกันครับ เพื่อความยุติธรรมคุณย่าให้ผมสองพันให้อ้ายนัส อ้ายนึก และดำรงคนละพัน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นเฉลียงหน้าตึก

"เธอก๊อเสียเปรียบเพื่อนน่ะซีนพ แจกคนละพันบาทเท่าๆ กันดีกว่า ย่าเอาออกเสียพันบาท เอ้อ-พ่อนัสรับเอาไปแบ่งกัน"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนต่างประนมมือไหว้คุณหญิงแก้วอย่างนอบน้อม เสี่ยตี๋กล่าวให้พรแทนเพื่อนๆ ของเขา

"เจ้าประคู้น ขอให้คุณย่ามีอายุยืนหมื่นปี คิดเงินได้เงินคิดทองได้ทอง ความเจ็บอย่าได้รู้ความไข้อย่ารู้มีให้คุณย่าเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีทั้งชาตินี้และชาติหน้า สุขี ทีฆายุโก โหตุ อโรคยาปรมาลาภา สัพพีติโย "

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนตวาดลั่น "มึงจะบ้าหรือวะอ้ายตี๋พอได้พันบาทให้ศีลให้พรเสียยกใหญ่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกรับแทนสมนึก

"ก็เด็กมันให้พรผู้ใหญ่จะแปลกอะไรวะ ดุเสียจริงเชียว"

คุณหญิงแก้วมีท่าทางสดชื่นรื่นเริง เมื่อได้พบกับคุณหญิงวาดเพื่อนรักเกลอเก่าของท่าน พร้อมด้วยลูกหลานของคุณหญิงวาดซึ่งเปรียบเหมือนกับลูกหลานของท่านเอง ท่านได้ทักทายกับทุกคนโดยทั่วหน้ากัน ต่อจากนั้น พล พัชราภรณ์ ก็เชิญคุณหญิงแก้วเข้าไปในห้องโถง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและสาวใช้ของคุณหญิงแก้วทั้งสองคนติดตามเข้ามาด้วย

คุณหญิงทั้งสองนั่งเบียดเสียดกันบนโซฟาตัวเดียวกันในท่าทางสนิทสนม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัวซึ่งมีอยู่เรียงรายรอบห้องโถง สี่นางนั่งรวมกันบนโซฟาใหญ่อีกตัวหนึ่ง พนัส นพ สมนึก และดำรงทรุดตัวนั่งบนพรมปูพื้น ส่วนสาวใช้ของคุณหญิงแก้วทั้งสองคนนั่งข้างประตูด้านหน้าห้องโถง

เจ้าแห้วกับสาวใช้สองคนนำเครื่องดื่มมาเสิฟให้โดยทั่วหน้ากัน คุณหญิงแก้วสัพยอกเจ้าแห้วด้วยอารมณ์ดีเมื่อเจ้าแห้วกระพุ่มมือไหว้ท่าน

"รู้สึกว่าแกอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นมากนัก อ้วนจนหน้าอูม"

แห้วอมยิ้มในท่าทางกระดากกระเดื่อง

"รับประทานกระผมฉุข้าวสุกน่ะครับ"

คุณหญิงแก้วทำหน้าตื่น

"เป็นยังไงวะฉุข้าวสุก"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานข้าวมากไปขอรับ"

คุณหญิงวาดโบกมือไล่เจ้าแห้ว

"ไปได้แล้วอ้ายเวร ไปบอกแม่ครัวให้เขารีบไปตลาดทำอาหารกลางวันต้อนรับคุณหญิงแก้ว" แล้วท่านก็หันมายิ้มให้เพื่อนเกลอของท่าน "พี่ไม่ยอมให้เธอกลับง่ายๆ หรอกแม่แก้ว คิดถึงจะตายแล้ว"

"ก็ดีซีคะพี่วาดจะได้นอนคุยกันสักครึ่งค่อนวัน ธุระปะปังอะไรของฉันก็ไม่มีหรอก อ้า-ที่เจ้าคุณกับพ่อสี่คนนี่กำลังจะออกจากบ้านไปทำงานไม่ใช่หรือ"

พลตอบแทนเพื่อนๆ ของเขา

"ครับ แต่เรารอคอยต้อนรับคุณน้าก่อน เพิ่งสามโมงเช้าเท่านั้นครับ คุยกับคุณน้าอีกสักครู่แล้วค่อยไป"

คุณหญิงแก้วกับคุณหญิงวาดต่างมองดูหน้ากัน และยิ้มให้กันด้วยความรักใคร่อันสนิทสนมแล้วคุณหญิงแก้วก็ผายมือไปทางเด็กสาวใช้ของท่าน

"นั่นยังไงพี่วาด ฉันเอาเด็กคนใช้มาให้พี่วาดแล้วตามที่พี่วาดโทรศัพท์ถึงฉันเมื่อสองสามวันนี้ คนทางซ้ายนั่น แหล่ะ"

ทุกคนต่างมองดูเด็กสาวในวัย ๒๐ ปี เจ้าของร่างอวบอัดผิดเนื้อดำสนิทรูปลักษณะแบบน้องนางบ้านนาซึ่งนั่งพับเพียบสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ข้างสาวใช้ ซึ่งมีหน้าที่ติดตามคุณหญิงแก้วออกจากบ้านไปไหนๆ เด็กสาวผู้นี้มีเค้าหน้าสวยเหมือนกันแต่ไม่ได้ดัดผมปล่อยผมยาวประบ่า ไม่ได้ทาปากแต่งหน้าเขียนคิ้ว แต่งกายง่ายๆ สวมกระโปรงสีกรมท่าเก่าๆ และเสื้อคอปกผ้าดอกตัดเย็บลวกๆ แบบเสื้อโหล

"โอ้โฮ" ลูกชายของนิกรร้องลั่นแล้วหัวเราะก้าก "คุณย่าขุดมาจากกรุลพบุรีหรือสวรรคโลกครับ แบบนี้จะว่าสมัยเชียงแสนก็ใหม่ไป"

ประไพทำตาเขียวกับลูกชายของหล่อน

"ทำไมถึงชอบพูดมากปากพล่อยนักนะพ่อนพ คนเราเกิดมาใครๆ อยากสวยด้วยกันทั้งนั้น แต่รูปทำนามทำจะทำอย่างไรได้ เด็กคนนี้ดูให้ซึ้งแล้วก็สวยเหมือนกัน"

คุณหญิงแก้วพูดเสริมขึ้น

"แม่ไพพูดถูก น้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ เจียมมันดำก็จริงแต่หน้าตามันขำคมไม่เลวทีเดียว"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"ถ้าเป็นโอยัวะชงสีเข้มยังงี้กินถ้วยเดียวตาแข็งไปห้าวันห้าคืน อย่างนี้อยู่ในที่มืดแก้ผ้าล่อนจ้อนไม่มีใครมองเห็นตัวครับ"

นวลลออจุปากดุลูกชายของหล่อน

"พูดบ้าอะไรก็ไม่รู้ เด็กมันเป็นสาวแล้วนะ"

สมนึกหัวเราะหึๆ

"ส่งประกวดนางสาวไทยงานวชิราวุธานุสรณ์ปีนี้เป็นยังไงครับ"

คุณหญิงแก้วอมยิ้ม และโบกมือห้ามเสี่ยตี๋ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์อะไรอีกเพราะกลัวว่าเจียมจะอาย แล้วท่านก็กล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"พี่วาดสั่งฉันว่าอยากจะได้เด็กผู้หญิงรุ่นๆ สักคนหนึ่งสำหรับรับใช้เบ็ดเตล็ดอยู่ประจำตึกใหม่คือ คอยรับใช้พ่อหลานชายสี่คนนั่น"

"จ้ะ คนเก่าเขาลาไปมีผัวชั่วคราว เขาบอกว่าถ้าผัวทิ้งหรือเขาเบื่อผัวเมื่อไรก็จะเลิกกับผัวกลับมาทำงานอีก เด็กในบ้านของพี่มีหลายคนก็จริงแต่มันก็มีงานที่ต้องทำทุกคน พี่ก็เลยขอให้เธอช่วยหาเด็กที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ให้สักคน อ้า-ชื่อเจียมหรือ"

คุณหญิงแก้วพยักหน้า

"เด็กแปดริ้วนี่เอง พ่อมันเช่านาฉันทำ มีลูกหลายคนไม่มีปัญญาเลี้ยงก็พาเจียมมามอบให้ฉัน ฉันก็เลยพามาให้พี่วาด เจียมมันเป็นเด็กท้องนาสงบเสงี่ยมเจียมตัวและขยันมาก แม่วาดเลี้ยงมันไว้เถอะนะ จะให้เงินเดือนมันเท่าไรก็แล้วแต่ ฉันมั่นใจว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กดี"

"ดีแล้ว พี่จะให้มันรับใช้อยู่ที่ตึกใหม่ พ่อหลานๆ ทั้งสี่คนเขาจะได้สะดวกสบายขึ้น ขอบใจมากนะแม่แก้วที่ช่วยเหลือพี่"

"อุ๊ย พี่วาดก็ เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ก็ต้องขอบอกขอบใจด้วย"

นพมองดูสาวใช้คนใหม่ของเขาอย่างเศร้าใจ แล้วกล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"คุณย่าครับ ก่อนจะส่งตัวไปอยู่ที่ตึกผม ช่วยจัดการให้เจียมมีชีวิตชีวาเสียหน่อยซีครับ"

คุณหญิงวาดมองดูลูกชายของนิกรครึ่งโมโหครึ่งขัน

"แกจะให้ทำอย่างไร"

"ขัดสีฉวีวรรณเสียก่อนซีครับ เอาแกลบกับใบมะเดื่อรูดเนื้อตัวแขนขาหลายๆ ครั้งตัวจะได้ขาวขึ้นบ้าง"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คนนะโว้ยไม่ใช่ปลาไหล หน็อยแน่ จะให้รูดแบบปลาไหล"

สมนึกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อาบน้ำสระผมฟอกสบู่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้สวยๆ หน่อยก็ใช้ได้ครับ แต่ควรจะแปรงฟันเสียด้วย ซื้อแปรงลวดให้สักอัน ยาสีฟันขนาดหลอดยักษ์สักหลอดเท่านี้ก็พอจะดูได้

คุณหญิงแก้วหัวเราะงอหาย หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล ส่วนเด็กสาวน้องนางบ้านนานั่งก้มหน้านิ่งเฉยไม่ปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ในที่สุด คุณหญิงแก้วก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"ฉันจะให้เจริญมันพานังเจียมกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านและให้พาไปดัดผมดัดเผ้าซื้อข้าวของเครื่องใช้เพิ่มเติมให้เป็นต้นว่าสะแล็คหรือเสื้อสวยๆ ให้เจ้าเริญพาไปชุบตัวใหม่ก็คงจะเป็นผู้เป็นคนพอดูได้บ้าง แล้วบ่ายสามโมงให้เริญมันมาส่งที่นี่จะได้รับฉันกลับบ้าน" พูดจบท่านก็มองดูสาวบ้านนา "เจียมโว้ย เอ็งไปกับอ้ายเริญเถอะ ไปดัดผมดัดเผ้าเสริมสวยเสียแล้วขนเสื้อผ้าของเอ็งมาอยู่ที่นี่"

เจียมลุกขึ้นยืนในท่าทางกระดากกระเดื่องเดินตามคุณหญิงแก้วออกไปจากห้องโถง สักครู่หนึ่งคุณหญิงแก้วก็กลับเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ตรงเข้ามานั่งบนโซฟาข้างคุณหญิงวาดตามเดิม

"ฉันให้เงินเจริญมันไป ๓๐๐ บาท สั่งให้มันพานังเจียมไปดัดผม แล้วก็เสื้อสะแล็คเสื้อซื้อผ้าให้ตามสมควร"

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและลูกๆ พร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้สนทนากับคุณหญิงแก้วอย่างสนิทสนม การที่ได้พบหน้าเพื่อนเก่าทำให้คุณหญิงวาดมีความสุขมาก เมื่อสนทนากันในราวครึ่งชั่วโมงสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ขอตัวไปทำงาน

คาดิลแล็คเก๋งเก่าคร่ำคร่าแบบล้าสมัยคันนั้นกลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" อีกครั้งหนึ่งในเวลา ๑๕.๐๐ น. ตรงตามคำสั่งของคุณหญิงแก้ว

ตามเวลาที่กล่าวนี้ พนัส นพ สมนึกและดำรงพักผ่อนอยู่ที่ตึกใหม่ หลังจากได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับคุณหญิงวาดและคุณหญิงแก้วแล้ว ส่วนสี่นางก็มีความจำเป็นต้องออกจากบ้านไปตามบริษัทการค้าต่างๆ หลายแห่งซึ่งสามีของหล่อนเป็นหุ้นส่วนกันประกอบกิจการค้าและ นันทา นวลลออ ประภาและประไพต้องช่วยเหลือสามีของหล่อนเท่าที่จะช่วยได้

คุณหญิงวาดกับคุณหญิงแก้วนั่งสนทนากันอยู่บนโซฟาในห้องนอนชั้นบนตามลำพังซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของคุณหญิงวาด เด็กสาวใช้ที่ติดตามคุณหญิงแก้วมานั่งจ๋องอยู่บนม้ายาวที่เฉลียงหลังตึก

แจ๋วแม่บ้านตึกใหม่ได้พาเจียมขึ้นมาพบท่านทั้งสองกระเป๋าเสื้อผ้าและห่อของของเจียมนั้นวางไว้ในห้องโถง ขณะที่คุณหญิงแก้วกำลังปรับทุกข์ให้คุณหญิงวาดฟังถึงเรื่องลูกชายคนเดียวของท่านที่หลงเมียมากเกินไป จนไม่สนใจในทุกข์สุขของท่าน แจ๋วก็พาเจียมเดินเข้ามา

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างจ้องมองดูเจียมด้วยความแปลกใจไปตามกันเหมือนกับว่าเจียมไม่ใช่เจียมคนก่อน เจียมดัดผมแต่งหน้าทาปากเขียนคิ้ว และแต่งเล็บทาเล็บจากช่างของร้านเสริมสวยแห่งหนึ่ง การแต่งกายก็ทันสมัยสวมสะแล็คสีน้ำตาลแก่เสื้อฮาไวตราหมากรุกเล็กๆ สีน้ำตาลสลับสีเหลือง การตบแต่งของช่างเสริมสวย ทำให้สาวบ้านนาผิดแผกไปเป็นคนละคนประกอบทั้งเสื้อผ้าช่วยทำให้เจียมสวยขึ้นมองดูขำคมเป็นเสน่ห์ไม่น้อย ริมฝีปากของเจียมทาลิพสติกสีที่เหมาะแก่คนผิวดำ จึงช่วยให้เจียมสวยและน่ารักขึ้น

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงแก้วร้องลั่น "นั่นนังเจียมหรือนี่"

เจียมกับแจ๋วต่างทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย คุณหญิงวาดจ้องตาเขม็งมองดูเจียมแล้วหัวเราะลั่นห้อง

"เออแน่ะ เจียมมันชุบตัวใหม่แล้วแม่แก้ว พี่เกือบจะจำไม่ได้ หน้าตามันสวยขึ้นผิดแผกไปมาก นี่แหละเขาว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง"

คุณหญิงแก้วเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะพี่วาด เด็กสาวถ้าไม่รู้จักแต่งตัวเสียเลยมันก็ไม่สวยแต่งตัวดัดผมดัดเผ้าแล้วถึงจะขี้ริ้วขี้เหร่อย่างไรก็สวยขึ้นกว่าเก่า คราวนี้พ่อนพกับพ่อนึกคงจะไม่ตินังเจียมอีกแล้ว" พูดจบ ท่านก็กล่าวถามเด็กสาวเจ้าของร่างอวบอัดและผิวดำคล้ำ "เอ็งเอาเสื้อผ้าของใช้มาแล้วหรือ"

"เอามาแล้วค่ะ" เจียมพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ถ้ายังงั้นก็หมายความว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปเอ็งเป็นคนของคุณหญิงวาดพี่สาวของข้าแล้วเข้าใจไหมล่ะ"

"เจ้าค่ะ"

"อยู่ที่นี่นะเจียม ข้ารับรองว่าพี่สาวข้าจะให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่เอ็งเป็นอย่างดี ถ้าเอ็งขยันขันแข็งมีความซื่อสัตย์กตัญญูท่านก็จะให้ความรักใคร่เอ็นดูเอ็งเหมือนกับลูกหลาน"

เจียมคลานเข้ามากราบคุณหญิงวาด แสดงความเคารพอย่างสูงสุด

"ดิฉันจะรับใช้ท่านด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดยกมือตบศีรษะเบาๆ

"ดีมากเจียม งานในหน้าที่ของเอ็งก็ไม่ได้หนักหนาอะไรนักเพียงแต่คอยรับใช้หลานๆ ของข้าทั้งสี่คนที่ตึกโน้น" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่แจ๋วแม่บ้านตึกใหม่ ซึ่งเป็นสาวใช้เก่าแก่ที่ท่านเลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อย "แกจัดห้องให้เจียมมันพักอยู่ห้องไหนล่ะแจ๋ว"

"ห้องเล็กข้างห้องรับประทานอาหารเจ้าค่ะ"

"เออ ดีแล้ว ตอนกลางคืนเจียมจะได้เป็นคนปิดตึกชั้นล่างและเปิดตึกตอนเช้า จัดหาเครื่องนอนของใช้ไว้ให้เจียมพร้อมแล้วหรือ"

"เจ้าค่ะ"

"ถ้ายังงั้นก็พาเจียมไปมอบให้หลานๆ ของข้าได้แล้ว เจียมมีงานอะไรจะต้องทำเป็นประจำบ้าง เป็นหน้าที่ของเอ็งจะต้องชี้แจงให้ทราบ"

แจ๋วยิ้มเล็กน้อยแล้วหันมาทางเจียม

"ไปซีจ๊ะเจียม"

เจียมก้มลงกราบแทบเท้าคุณหญิงวาดและคุณหญิงแก้วแสดงความเคารพด้วยใจจริง คุณหญิงแก้วถือโอกาสให้โอวาทหล่อน

"อยู่ที่นี่ทำตัวให้ดีนะเจียม ถ้าข้ารู้จากพี่สาวหรือหลานๆ ของข้าว่า เอ็งเกียจคร้านเหลวไหลหรือขาดความซื่อสัตย์กตัญญู ข้าจะส่งเอ็งกลับไปอยู่กับพ่อเอ็งที่แปดริ้วตามเดิม อย่าริอ่านมือไวใจเร็วเป็นอันขาด ถ้าไม่จำเป็นแล้วก็อย่าหยิบฉวยข้าวของเงินทองของเจ้านาย"

คุณหญิงวาดหัวเราะลั่น

"เข้าใจให้โอวาทนะแม่แก้ว เด็กในบ้านพี่มันรักพี่และซื่อสัตย์ต่อพี่ทั้งนั้น นังเจียมน่ะมันจะต้องรักพี่เช่นเดียวกัน เธอก็รู้อยู่แล้วว่าคนอย่างพี่เลี้ยงเด็กในบ้านเหมือนลูกหลานไม่เคยคิดว่ามันเป็นคนใช้เลย คำว่าลูกจ้างพี่เกลียดที่สุดพี่ไม่ยอมพูดเป็นอันขาดว่าเด็กในบ้านเป็นลูกจ้างเป็นคนใช้หรือสาวใช้ พี่พูดแต่ว่าเป็นเด็กของพี่"

คุณหญิงแก้วหัวเราะเบาๆ

"แต่แม่พวกคุณนายหงอน หรือคุณหญิงกะละแมสมัยนี้ชอบเรียกคนในบ้านว่าลูกจ้างหรือคนใช้นะคะพี่วาด"

"ใช่ อ้ายเรามันคนสมัยเก่าหัวโบราณ เลี้ยงเด็กไว้เราก็รักใคร่เอ็นดูมันเหมือนลูกหลาน อ้า-ไปซีเจียม อยู่กับข้าไม่มีอะไรที่เอ็งจะต้องวิตกเป็นทุกข์ร้อน คนในบ้านนี้น่ะบางทีก็ทำตัวเป็นเจ้านายข้าด้วยซ้ำไป ใช้ให้มันทำอะไรมันนึกจะทำให้มันก็ทำ ใจมันไม่ดีมันก็ไม่ทำให้"

แจ๋วกับเจียมต่างลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้องนอนของคุณหญิงวาด ต่อจากนั้นแจ๋วก็พาสาวบ้านนาไปที่ตึกใหม่หลังตึกใหญ่หลังนี้

ตามเวลาที่กล่าวนี้ ร.ต. พนัส ร.ต. นพ ร.ต. สมนึก และศาสตราจารย์ร.ต. ดำรงนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนในคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทยได้ขลุกอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งห้องทดลองของดำรงถึงแม้จะเล็กกว่าห้องทดลองของนายพลดิเรกแต่ก็มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองที่ทันสมัยอย่างพร้อมเพรียง มิหนำซ้ำยังมีเครื่องมือบางอย่างที่มีราคาแพงดีกว่าห้องทดลองของศาสตราจารย์ดิเรกเสียอีกปรากฏว่านายพลดิเรกเคยมาใช้ห้องทดลองของดำรงบ่อยๆ แต่พ่อลูกมักจะร่วมงานกันเป็นอย่างดี

ร.ต. ดำรงนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของเรากำลังติดตั้งไดนาโมขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง โดยใช้กระแสไฟของการไฟฟ้านครหลวงหมุนไดนาโมลูกนี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการกลึงโลหะต่างๆ การติดต่อสายไฟและสายพานที่ต่อจากแกนของไดนาโม ได้รับความช่วยเหลือจาก ร.ต. พนัสลูกชายของพลเป็นอย่างดีซึ่งพนัสมีความรู้ความชำนาญเป็นยอดเยี่ยมเกี่ยวกับไฟฟ้าเพราะเขาได้รับปริญญาโทหรือมหาบัณฑิตแห่งวิศวกรรมไฟฟ้ามาจากสหรัฐอเมริกานั่นเอง ส่วน ร.ต. นพ กับ ร.ต. สมนึกมีความรู้ในเรื่องไฟฟ้าขนาดงูๆ ปลาๆ จึงช่วยเหลือได้นิดหน่อยหรือได้แต่คอยติชมตามประสาของคนพูดมากปากอยู่ไม่สุข

สายไฟฟ้าที่ต่อกับไดนาโมนั้นเป็นไฟแรงสูง การติดต่อสายจึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ขณะที่เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนนั่งยองๆ ห้อมล้อมไดนาโมขนาดใหญ่เสียงประตูห้องทดลองก็ถูกเคาะขึ้นเบาๆ

"เข้ามา" ร.ต. ดำรงร้องอนุญาต

ประตูกระจกฝ้า ซึ่งมีลูกปืนช่วยทุ่นแรงในการเปิดปิดเผยอออกช้าๆ แจ๋วเดินนำหน้าพาสาวใช้คนใหม่เข้ามาในห้อง พนัส นพ สมนึก และดำรงและเห็นเจียมต่างก็ผิดลุกขึ้นยืน และจ้องมองดูหล่อนด้วยความตื่นตะลึง เพราะไม่คาดหมายว่าการเสริมสวยจะช่วยให้เจียมสวยและมีเสน่ห์ขึ้นจนแทบจะจำไม่ได้

"โอ๊ย" เสี่ยตี๋ร้องลั่น "นั่นเจียมใช่ไหมแจ๋ว"

แจ๋วซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ค่ะ เจียมพึ่งไปเสริมสวยมาค่ะและขนเสื้อผ้ามาแล้ว คุณหญิงท่านใช้ให้แจ๋วพาเจียมมามอบตัวให้พวกคุณค่ะ"

นพค่อยๆ เดินเข้ามาหาเจียมและหยุดยืนเผชิญหน้าสาวบ้านนาในระยะใกล้ชิดทำให้เจียมประหม่าและตื่นเต้นไม่น้อย

"เจียม"

"ขา" เจียมขานรับเบาๆ

"เธอสวยขึ้นกว่าเก่าตั้งร้อยเท่า ให้ดิ้นตายซีเอ้า เมื่อตอนสายพบเธอคล้ายกับนางตะเคียนหรือราชินีผีป่า หน้าตาไม่เป็นสับปะรดเลย แล้วไหงเธอสวยอย่างนี้ ถึงตัวดำก็ขำคม ถ้าหากว่าเอาใบมะเดื่อกับแกลบรูปตัวเธอเสียใหขาวจั๊วะละก็อาภัสราหรือจีระนันทน์สวยสู้เธอไม่ได้แน่ ให้ฟ้าร้องเถอะเธอสวยจริงๆ "

เจียมทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"กรุณาอย่ายอเจียมให้ดีใจเลยนะคะ เจียมเป็นคนบ้านนอกคอกนากลิ่นฟางและสาบควายยังไม่หมด เจียมรู้ตัวดีค่ะว่าเจียมไม่ได้สะสวยอะไรสักนิด"

"นี่แหละเขาเรียกว่าดำขำหรือดำตับเป็ด ผู้หญิงที่ผิวขาวน่ะถึงจะสวยอย่างไรก็ดูซีดๆ สู้ขำคมอย่างเจียมไม่ได้หรือยังไงแจ๋ว"

แจ๋วอดหัวเราะไม่ได้

"ค่ะ เจียมดัดผมแต่งหน้าเสริมสวยแล้วรู้สึกว่าเจียมสวยและน่ารักไม่น้อย พวกคุณคงพอใจแล้วไม่ใช่หรือคะที่ท่านส่งเจียมมาคอยปรนนิบัติรับใช้ในหน้าที่รับใช้ทั่วไป"

เสี่ยตี๋ยิ้มแป้นทำท่าชีกอแบบเดียวกับเตี่ยของเขา

"เธอช่วยเรียนคุณย่าด้วยว่าพวกเราพอใจ และขอบคุณท่านมาก พวกเราน่ะชอบสาวใช้มากกว่าคนใช้ เพราะคนใช้น่ะมีหนวดและขนหน้าแข้ง เสียงก็ห้าวหน้าเตะมองทั้งวันไม่น่ารักแล้วมิหนำซ้ำยังมีลูกกระเดือกเสียด้วย ใช้ให้ทำอะไรดูมันขัดลูกนัยน์ตาสู้สาวใช้ไม่ได้ บางทีในไม่ช้าเราจะจ้างคนรถผู้หญิงให้ขับรถให้เรา แล้วย้ายนายสมานไปขับรถให้คุณย่าหรือคุณแม่คุณน้าคุณป้าของเรา"

แจ๋วทำหูทำตากระชดกระช้อย

"แจ๋วขับรถให้พวกคุณนั่งเอาไหมคะ"

นพทำหน้าเบ้แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่ไหว"

"เธอเหลาเหย่เต็มทน อายุปาเข้าไปตั้ง ๓๐ ขวบแล้วเชปก็ไม่มี ส่วนของเธอเท่ากันหมดที่ ๔๐-๔๐-๔๐"

"แหม คุณนพนี่แหละ"

พนัสกล่าวกับสาวใช้คนใหม่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"เธอเต็มใจมาอยู่กับเราหรือเจียม"

"ค่ะ เจียมพร้อมแล้วค่ะ ที่จะฝากตัวเป็นข้ารับใช้พวกคุณตลอดไป"

ดำรงพยักหน้าให้แจ๋วแล้วกล่าวว่า

"พาเจียมไปพักผ่อนที่ห้องของเจียมที่เธอจัดไว้ให้เถอะแจ๋ว ช่วยเอาใจใส่หน่อยนะ เจียมพึ่งมาอยู่บ้านเราถ้าทำอะไรผิดพลาดบ้างก็อย่าไปดุเขา ไปเถอะงานในหน้าที่ของเจียมถ้าเป็นงานจะต้องทำทุกวันก็บอกให้เขารู้ ต่อไปนี้เธอคงสบายขึ้นที่มีคนมาช่วยเธอ"

เสี่ยตี๋กล่าวถามสาวใช้คนใหม่ทันที

"เธอใส่น้ำหอมอะไรนะเจียมหอมชื่นใจจัง"

เจียมยิ้มอายๆ

"ไม่ใช่น้ำหอมหรอกค่ะ ช่างเสริมสวยเขาฉีดสเปรย์ให้"

ลูกชายของนิกรกล่าวขึ้นเสียงลั่นห้อง

"น่ากลัวว่าจะเกิดการฆ่ากันตายในบ้านเราแน่นอนในระหว่างกันกับอ้ายตี๋"

ลูกชายเสี่ยหงวนหันมาทำตาเขียวกับลูกชายนิกร

"ก็ได้นี่อ้ายนพ เมื่อไหร่ล่ะ มีดหรือปืนได้ทั้งนั้น" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้สาวใช้คนใหม่ "อย่าไปสนใจกับมัน ถ้าเธอมีอะไรเดือดร้อนบอกฉัน เสื้อผ้าของใช้ไม่มีฉันจะซื้อให้ อ้า-รู้จักชื่อและแซ่พวกเราเสียก่อนซี ฉันชื่อสมนึก คนนั้นชื่อพนัส คนนี้ชื่อดำรง แล้วก็อ้ายจิ้งจกสองหางที่กำลังทำก้อร่อก้อติกกับเธอชื่อนพ ถ้าอยากรู้รายละเอียดว่าพวกเราเป็นลูกเต้าเหล่าใครถามแจ๋วเขาดูก็แล้วกัน"

"ขอบคุณค่ะ"

เสี่ยตี๋ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เธอนวดเป็นไหม"

เจียมตอบด้วยความจริงใจตามประสาคนซื่อ

"ไม่เป็นหรอกค่ะ แต่เจียมเคยเหยียบให้พ่อตอนที่พ่อทำนาปวดเมื่อย"

นพหัวเราะก้าก

"ถ้ายังงั้นเหยียบให้อ้ายตี๋มันบ้างซีนะ เหยียบแถวหน้าและเหยียบกรามเจ้านี่มันชื่ออ้ายตี๋ เธอจะเรียกมันว่าเสี่ยตี๋ก็ได้"

ศาสตราจารย์ดำรงมองดูแม่บ้านของเขาแล้วพูดตัดบท

"พาเจียมไปพักผ่อนเถอะแจ๋ว บอกเจียมให้รู้นิสัยพวกเราด้วยว่าไม่มีอะไรหรอกนอกจากครึกครื้นรื่นเริงกันไปตามเรื่องไม่ต้องกลัว"

แจ๋วพาเจียมเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์และช่วยปิดประตูห้องให้เรียบร้อย พอร่างของเจียมลับตาสมนึกก็หันมามองดูนพด้วยแววตาแข็งกร้าว

"สำหรับสาวใช้คนนี้อย่ายุ่งนะอ้ายนพ"

"อ้าว" ร.ต. นพอุท่าน "พูดยังงี้ก็หามศพกันไปฝังเสียก่อนซีโว้ยของพรรณนี้ใครดีใครได้ซีวะ กันบอกแกตามตรงว่ากันรักยายเจียมเสียแล้ว ถึงแม้จะดำเหมือนโอยัวะแต่หน้าตาก็มีเสน่ห์มาก กันชอบคนผิวดำว่ะ"

"ถ้ายังงั้นแกอยู่ร่วมโลกกับกันไม่ได้"

ร.ต. พนัสมองดูเพื่อนเกลอทั้งสองอย่างขบขัน

"แกสองคนจะบ้าหรือยังไงวะ เราเป็นนายไม่ควรจะยุ่งกับสาวใช้ให้เป็นที่ดูถูกดูหมิ่นแก่คนในบ้าน"

ศาสตราจารย์ดำรงเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี แกพูดถูกแล้วนัส ผู้หญิงนอกบ้านถมเถไปล้วนแต่สาวและสวยกว่าเจียมที่พร้อมจะเป็นแฟนของพวกเรา"

เสี่ยตี๋ทำตาละห้อย

"ก็หนูชอบเจียมนี่"

ดำรงหัวเราะก้าก

"เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง ช่วยกันทำงานต่อไปเถอะโว้ยอย่าวุ่นวายหรือสนใจกับยายเจียมเลยน่าอ้ายตี๋"

สมนึกยิ้มแห้งๆ

"กันโดนศรกามเทพเข้าให้แล้วน่ะซี"

พนัสว่า "ตั้งแต่สึกจากพระแกถูกศรกามเทพไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันดอกแล้วแกเห็นผู้หญิงแกชอบทั้งนั้น บางคนอายุตั้ง ๔๐ แกก็ทำท่าก้อร่อก้อติกกับเขา"

"กระดังงาลนไฟมันหอม มีแฟนแก่กว่าเราก็ดีเหมือนกัน แต่ว่า สำหรับเจียมกันบอกเสียก่อน ใครยุ่งกับเจียมเป็นผิดใจกันแน่ ถ้าไม่ยิงทิ้งก็อย่าเรียกว่าเสี่ยตี๋ลูกชายเสี่ยหงวนย่อมพูดจริงทำจริงเสมอ"

"ว้า" ศาสตราจารย์ดำรงเอ็ดตะโรลั่น "ทำงานโว้ยอยากจะฆ่ากันก็ให้ติดตั้งไดนาโมให้เรียบร้อยเสียก่อน จะยิงกันจะแทงกันหรือจะกัดกันก็ตามใจ ใครเอากุญแจเลื่อนไปไว้ไหนเสียอีกล่ะ"

พนัสมองดูลูกชายของนายพลดิเรกอย่างขบขัน

"อยู่ในมือแกยังไงเล่า"

ดำรงสะดุ้งโหยงท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงต่อจากนั้นเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนก็ช่วยกันทำงานต่อไป

ห้องนอนของ พนัส นพ สมนึกและดำรงเหมือนกับห้องโถงใหญ่ ทั้งนี้เพราะเจ้าหนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คนต้องการอยู่ร่วมห้องเดียวกัน ห้องนอนห้องนี้ล้วนแต่มีเครื่องตกแต่งสวยงามและมีเครื่องบำรุงความสุขมากมาย แต่ไม่มีเครื่องระบายอากาศและประตูหน้าต่างก็ไม่ได้ติดลวดกันยุง เตียงนอนไม้สักพร้อมด้วยที่นอนยางปูผ้าขาวสะอาดเรียบร้อย ตั้งเรียงกัน ๔ เตียงเว้นระยะห่างกันพอสมควร คุณหญิงวาดจะต้องขึ้นมาตรวจห้องนอนหลานชายของท่านก่อนเที่ยงทุกวัน ถ้ามีอะไรสกปรกรกรุงรังแจ๋วซึ่งเป็นแม่บ้านตึกใหม่ก็จะต้องถูกท่านเทศนา ซึ่งแจ๋วก็จะไล่เบี้ยกับสาวใช้ผู้ที่มีหน้าที่ทำความสะอาดอีกต่อหนึ่ง

ตามปรกติ ถ้าเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนไม่ได้ไปเที่ยวไหนหลังจากรับประทานอาหารค่ำที่ตึกใหญ่แล้วก็จะอยู่คุยกับ คณะพรรคสี่สหายสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองในราวครึ่งชั่วโมงเศษ แล้วก็พากันกลับมาที่ตึกใหญ่ดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุ เปิดแผ่นเสียงซ้อมเต้นรำกัน บางทีนพก็เล่นยี่เกหรือร้องลำตัด บางทีก็มีการกอดปล้ำชกต่อยกันตึงตังโครมครามตามประสาชายหนุ่มที่เป็นโสดและกำลังคึกคะนองเต็มที่ไม่เคยทุกข์โศกกับใครเพราะพ่อแม่มีเงินนั่นเอง

คืนนั้นศาสตราจารย์ดำรงขลุกอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขาเพื่อเร่งรีบสร้างกล้องส่องทางไกลที่ใช้กระจกเล็นซ์พิเศษสำหรับส่องมองดูในเวลากลางคืนให้เห็นสิ่งต่างๆ ในความมืดอย่างชัดเจน กล้องส่องทางไกลนี่จะส่งไปให้นาวิกโยธินและตำรวจชายแดนที่ตั้งยันเขมรอยู่ทางจังหวัดตราดใช้

"แกสามคนอย่ายุ่งกับกันเลย" ลูกชายของนายพลดิเรกได้กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาเช่นนี้ "กันอาจจะต้องทำงานจนสว่างก็ได้ซึ่งทุกคนก็รู้ดีแล้วว่ากันจะต้องทำกล้องให้เสร็จ และเสนอท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดวันศุกร์นี้เพื่อขอเงินงบประมาณสร้างกล้องกลางคืนใช้ในกองทัพของเรา

อากาศในตอนดึกหนาวเย็นจับใจ

มันเป็นเวลาประมาณ ๑.๐๐ น. เศษ ภายในบ้าน "พัชราภรณ์" สงบเงียบ ทุกคนกำลังหลับนอนกันอย่างสบาย

แต่เจียมยังไม่หลับเพราะแปลกที่ และกำลังหวาดหวั่นเกรงว่าหล่อนจะต้องเพลี่ยงพล้ำเสียทีเสี่ยตี๋หรือนพคนใดคนหนึ่งซึ่งแสดงท่าทางพออกพอใจหล่อนเมื่อตอนเย็น เจียมบอกตัวเองว่าเด็กสาวลูกชาวนาอย่างหล่อนไม่มีค่าและไม่มีความหมายอะไร ขณะนี้มีฐานะเป็นแต่เพียงสาวใช้เท่านั้นซึ่งแจ๋วบอกว่าคุณหญิงวาดจะจ่ายเงินเดือนให้หล่อนเดือนละ ๓๐๐ บาท และจะซื้อเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มข้าวของแต่งตัวให้ แต่เจียมวิตกว่าถ้าหล่อนเกิดได้เสียเป็นเมียลับๆ ของสมนึกหรือนพคนใดคนหนึ่ง หล่อนจะต้องทุกข์รันทดใจไปตลอดชีวิต เพราะคนอย่างสมนึกหรือ นพ คงไม่มีความรักที่จะให้หล่อนแน่นอน นอกจากเชยชมหล่อนเพียงชั่วขณะหนึ่งหรือด้วยอารมณ์ปรารถนาของคนหนุ่มเท่านั้น

ความคิดคำนึงของเจียมสิ้นสุดลงเมื่อหล่อนได้ยินเสียงประตูห้องถูกเคาะสามสี่ครั้งโดยไม่ดังนัก เจียมใจหายวาบผลุนผลันลุกขึ้นนั่งมองผ่านประตูมุ้งไปที่ประตูหน้าห้อง

อกใจของหล่อนเต้นระทึก ผู้ที่เคาะประตูห้องเรียกหล่อนถ้าไม่ใช่ลูกชายของเสี่ยหงวนก็ต้องเป็นลูกชายของนิกรคนใดคนหนึ่ง หล่อนนั่งนิ่งเฉยจนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก

"ใครคะ" เจียมถามเสียงสั่นๆ

ไม่มีคำตอบแต่มีเสียงจุปาก เจียมลังเลใจอยู่สักครู่ก็ลุกขึ้นก้าวลงจากเตียงนอนเก่าๆ ขนาด ๓ ฟุตแหวกประตูมุ้งเดินตรงไปที่ประตูหน้าห้องแล้วตัดสินใจถอดกลอนเปิดประตูออก

"คุณดำรง...." สาวใช้ครางออกมานึกไม่ถึงว่าอ้ายตาลยอดด้วนคนนี้จะเป็นลูกชายของนายพลดิเรกซึ่งสงบเสงี่ยมเคร่งขรึมและไม่ได้แสดงท่าทีเจ้าชู้กับหล่อนเลย

ดำรงยิ้มแห้งๆ เขาสวมเสื้อยาวแบบนักวิทยาศาสตร์มือขวาของเขาถือกล่องของขวัญขนาดกะทัดรัดกล่องหนึ่งห่อด้วยกระดาษห่อของขวัญและผูกริบบิ้นสีแดงเรียบร้อย

"แฮ่ะ แฮ่ะ สวัสดีปีใหม่จ้ะเจียม"

สาวใช้มองดูเขาด้วยความเกรงกลัว

"นี่มันเกือบสื้นเดือนมกราคมแล้วนะคะคุณ"

"ไม่เป็นไรจ้ะฉันไม่ถือ เธอพึ่งมาอยู่วันนี้ฉันก็แฮ็ปปี้นูเยียร์เธอวันนี้ อย่ารังเกียจเลยนะจ๊ะที่ฉันเอาของขวัญมาให้ดึกดื่นเช่นนี้" พูดจบเขาก็ดันตัวเจียมเข้ามาในห้องแล้วตามหล่อนเข้ามา

เจียมเกือบจะเผลอตัวร้องเรียกให้คนช่วยเมื่อลูกชายของนายพลดิเรกหันไปปิดประตูใส่กลอนกลาง แต่แล้วหล่อนก็คิดว่าต่อให้หล่อนร้องจนคอแตกก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ของหล่อนดีขึ้นเพราะดำรงเป็นหลานชายของคุณหญิงวาดเจ้าของบ้านนี้ซึ่งเป็นนายจ้างของหล่อน

"คุณขา กรุณาเจียมเถอะนะคะ โปรดกลับออกไปเสียเถอะค่ะ"

"ด๊อนท์ วอรี่ เจียม ฉันต้องการเอาของขวัญมาให้เธอและมาคุยกับเธอเท่านั้น ฉันเป็นสุภาพบุรุษไม่ใช่อ้ายตาลยอดด้วน จริงอยู่เธอน่ะเปรียบเหมือนลูกไก่ในกำมือของฉัน ถ้าฉันบีบเบาๆ เธอก็คงขี้รดมือฉัน แต่ฉันเป็นสุภาพบุรุษ เป็นมหาบัณฑิต เรื่องทำมิดีมิร้ายฉันไม่ทำ" แล้วเขาก็เดินเข้าไปหาเจียมซึ่งยืนตัวสั่นอยู่กลางห้อง "รับของขวัญปีใหม่ของฉันไปซีจ๊ะเจียม ด้วยไมตรีจิตมิตรภาพซาบซึ้งในเสน่ห์ของเธอ"

เจียมต้องยอมรับของขวัญกล่องนั้น หล่อนประนมมือไหว้เขาเสียก่อนแล้วรับห่อของขวัญมาจากเขา

"ขอบคุณค่ะคุณดำรง การให้ของขวัญในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ทำให้ดิฉันหวาดหวั่นไม่น้อย"

"กลัวฉันปล้ำเธอหรือเจียม"

"ค่ะ"

"แล้วทำไมฉันไม่กลัวเธอปล้ำฉันบ้างล่ะ ไม่ต้องกลัวน่า ตลบมุ้งเตียงขึ้นเสียแล้วเรานั่งคุยกัน มีเก้าอี้ตัวเดียวเท่านั้น เธอนั่งบนเตียงฉันนั่งบนเก้าอี้ ฉัน ศาสตราจารย์ดำรงได้รับการอบรมศึกษาอย่างดี การข่มเหงรังแกผู้หญิงหรือการกระทำใดๆ ที่ทำลายเกียรติของตัวเองฉันทำไม่ได้"

เมื่อเขาให้คำมั่นสัญญาเช่นนี้เจียมก็ค่อยสบายใจขึ้นบ้าง หล่อนเดินไปที่เตียงนอนตลบมุ้งเตียงขึ้น ดำรงตามเข้ามาหาแล้วกล่าวว่า

"เตียงนอนของเธอน่าสบายกว่าเตียงฉัน อากาศก็อบอุ่นไม่หนาวเหมือนข้างบน ฉันนอนด้วยคนได้ไหมจ๊ะเจียม"

"ไม่ได้หรอกค่ะ"

"ว้า-นอนด้วยคนก็ไม่ได้" แล้วเขาก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้โครงเหล็กเบาะนวมตัวหนึ่ง

เจียมนั่งลงบนเตียงนอน หล่อนกล่าวกับดำรงว่า

"คุณเข้ามาหาเจียมในเวลาเช่นนี้ถ้าเพื่อนๆ ของคุณทราบเข้าก็คงจะเข้าใจมากมายไปนะคะ"

"ไม่มีใครรู้หรอกเจียม ฉันพึ่งออกมาจากห้องทดลองเดี๋ยวนี้เอง อ้ายสามคนนั่นมันกำลังหลับสบายถึงมันตื่นขึ้นมามันก็คงเข้าใจว่าฉันทำงานอยู่ในห้องทดลองเพราะเป็นงานด่วนมาก อ้า-แก้ของขวัญออกซีจ๊ะ ฝรั่งเขารับของขวัญจากใครเขาจะต้องแก้ออกดูทันที"

เจียมค่อยๆ ดึงริบบิ้นให้เลื่อนหลุดออกจากกล่องแล้วแก้กระดาษลายดอกไม้ออก กล่องของขวัญคือกล่องบรรจุเครื่องมือวิทยาศาสตร์ชิ้นเล็กๆ มีขนาดเท่ากล่องสบู่ ๓ ก้อน เมื่อเจียมเปิดฝากล่องออกหล่อนก็แลเห็นธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท บรรจุอยู่ในกล่องนั้น

"คุณดำรงกรุณาให้เงินเจียมเป็นของขวัญ " หล่อนพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"จ้ะ ฉันให้เธอไว้ใช้ซื้ออะไรต่ออะไรตามใจเธอ"

หล่อนประนมมือไหว้เขาอีกครั้งหนึ่ง

"เจียมกราบขอบคุณค่ะ กรุณาอย่าให้ความเมตตาเจียมมากมายจนเกินควรนะคะ เจียมมีเงินเดือนแล้ว"

ลูกชายของนายพลดิเรกยิ้มกริ่ม สายตาของเขาจ้องจับอยู่ที่ใบหน้าเจียมตลอดเวลา

"เธอขำคมมีเสน่ห์มากเชียวนะเจียม ฉันนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าการเสริมสวยจะช่วยให้เจียมเปลี่ยนแปลงเป็นคนละคน เธออยากมีผิวขาวไหมล่ะ ฉันจะช่วยเธอทางวิทยาศาสตร์"

"ขอบคุณค่ะ เจียมเป็นคนบ้านนอกคอกนาก็อยากจะผิวดำอย่างนี้แหละค่ะ"

"งั้นเรอะ อ้า-ยิ้มหน่อยซีเจียม เธอยิ้มน่ารักมากปากนิดจมูกหน่อย นัยน์ตานิด จมูกนิด หน้าผากก็นิด ลูกคางก็นิด หนาวไหมเจียม"

"ไม่ค่ะ"

"นึกว่าหนาวมานั่งตักฉันก็ได้ ฉันอยากแต่งงานกับเธอเสียแล้วล่ะซีเจียม"

เจียมฝืนหัวเราะ

"อย่าพูดให้เจียมดีใจหน่อยเลยค่ะ ถึงแม้เจียมจะไร้การศึกษาเจียมก็ทราบดีว่าแผ่นดินกับฟ้ามันห่างไกลกันมาก"

"ใครเป็นฟ้าล่ะเจียม"

"ก็คุณน่ะซีคะ"

ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีก ทำให้ดำรงและสาวใช้คนใหม่สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน ศาสตราจารย์ดำรงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วกระซิบกระซาบกับหล่อน

"ถ้าไม่ใช่อ้ายตี๋ก็ต้องเป็นอ้ายนพมาหาเธอ ฉันจะหลบเข้าไปใต้เตียงของเธอนะจ๊ะ อย่าบอกมันเป็นอันขาดว่าฉันแอบซ่อนอยู่ใต้เตียงนี้ ฉันไหว้ละ ถ้ามันรู้เข้าฉันคงขายหน้ามันแย่ เธอเอาเงินและกล่องซ่อนเสียก่อน"

ก่อนที่หล่อนจะพูดอะไรลูกชายของศาสตราจารย์ดิเรกก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นแล้วรีบคลานเข้าไปใต้เตียงนอนซึ่งเป็นเตียงไม้สักแบบเก่าพื้นเตียงสูงกว่าเตียงแบบใหม่เป็นที่หลบซ่อนตัวได้อย่างสบาย เจียมหยิบกล่องของขวัญพร้อมกระดาษและริบบิ้นลุกขึ้นเอาไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าริมห้อง

เจียมถอนหายใจเฮือกใหญ่ หล่อนบอกตัวเองว่าถ้าหล่อนอยู่บ้าน "พัชราภรณ์" ต่อไปหล่อนก็คงจะรักษาตัวไว้ไม่ได้แน่ น้องนางบ้านนาเดินไปที่ประตูห้องนอนถอดกลอนเปิดประตูออก และแล้วหล่อนก็ได้เผชิญหน้ากับลูกชายของนิกรซึ่งยืนยิ้มอยู่หน้าประตูห้อง นพแต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้านสวมกางเกงแพรจีนลายหนุมานหักคอช้างเอราวัณสีเขียว เสื้อยืดแพรคอปกแขนสั้นสีเขียวอ่อน

"ขอโทษนะเจียม ที่ฉันมาเคาะประตูเรียกตอนดึกดื่นเช่นนี้"

เจียมมีท่าทีกระสับกระส่ายอึดอัดใจ

"คุณมีธุระอะไรที่จะใช้ดิฉันอีกหรือคะ"

"เปล่าจ้ะเจียม แต่ว่าตอนสองทุ่มพวกเรามาเยี่ยมเธอในห้องนี้ เพื่อจะตรวจดูว่าเธอมีข้าวของเครื่องใช้ครบถ้วนหรือเปล่า อ้า-ฉันดับก้นบุหรี่วางไว้ตรงไหนก็ไม่รู้ บุหรี่ฉันหมดพอดี ฉันนอนไม่หลับตื่นขึ้นมาอยากสูบบุหรี่นึกขึ้นได้ว่าลืมก้นบุหรี่ไว้ในห้องเธอก็ลงมาเอา"

เจียมหัวเราะเบาๆ

"ก็บุหรี่ของคุณดำรง คุณพนัสและคุณนพไม่มีหรือคะ"

"มี แต่อ้ายพวกนั้นมันสูบควันละเอียดสูบสามห้าและการิค ฉันชาตินิยมสูบพระจันร์ขวัญจิต บุหรี่นอกฉันไม่ชอบหลีกทางหน่อยซีจ๊ะ" แล้วเขาก็ถือวิสาสะดันตัวหล่อนเข้ามาในห้อง

เมื่อนพหันมาปิดประตูใส่กลอนเจียมก็กล่าวขึ้นทันที

"ทำไมต้องปิดประตูใส่กลอนด้วยล่ะคะ"

นพยิ้มแห้งๆ

"ลมมันพัดโกรกเข้ามาหนาวเหลือเกิน เธอคงไม่รู้ว่าฉันกับอากาศหนาวไม่ถูกกัน หนาวอย่างนี้กระดูกกระเดี้ยวปวดร้าวไปหมด นอนก็ไม่ใคร่หลับ ตอนกลับจากอเมริกาแวะเที่ยวญี่ปุ่นฉันคงจะเอาซากูระติดมาบ้านด้วย เราไปนั่งคุยกันเถอะเจียมมีเรื่องสำคัญจะปรึกษาหารือกับเธอสักหน่อย"

เจียมว่า "เจียมเป็นแต่เพียงสาวใช้ของคุณเท่านั้น คุณควรจะปรึกษากับท่านผู้ใหญ่เถอะค่ะ หรืออย่างน้อยก็ปรึกษากับพี่แจ๋วก็ยังดีกว่าเจียม"

"โธ่-แจ๋วน่ะมันหนังกลับแล้ว รูปร่างเหมือนหมูตกน้ำตายสามวันสามคืน เสียงก็ดังฉันไม่อยากพูดกับมันหรอก ฉันชอบปรึกษากับคนดำขำมีเสน่ห์อย่างเจียมอย่ารังเกียจที่จะคุยกับฉันเลยนะ"

ลูกชายของนิกรถือวิสาสะจูงมือสาวใช้พามาที่เตียงนอนเขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนั้นส่วนเจียมนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง

"ก้นบุหรี่ของคุณไม่มีหรอกค่ะ แล้วก็ลูกชายเศรษฐีสูบก้นบุหรี่เจียมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ กรุณาออกไปจากห้องนอนของเจียมเถอะนะคะ"

"น่า-คุยกันก่อนน่าเจียม เอ๊ย ได้กลิ่นน้ำหอมคล้ายกับน้ำหอมที่ดำรงมันใส่" แล้วเขาก็ทำจมูกฟุดฟิด "หรือลมพัดมาจากห้องทดลอง"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นพนั่งมองดูสาวใช้คนใหม่อย่างชื่นชม พอได้ยินเสียงสุนัขหอนเขาก็สะดุ้งเฮือกเผ่นพรวดจากเก้าอี้ขึ้นไปนั่งบนตักสาวใช้

"อุ๊ย อะไรกันคะคุณนพ"

นพถือโอกาสกอดหล่อน

"ฉันกลัวผีจ้ะเจียม หมามันหอนเพราะมันเห็นผี บ้านเราผีดุนะจ๊ะ ตอนดึกๆ อย่างนี้มักจะมีผีหรือเปรตเดินเพ่นพ่านอยู่ในบ้านเราเสมอ เธอกลัวผีหรือเปล่า"

"ไม่ค่ะ เจียมกลัวคนมากกว่าผีค่ะ ลงซีคะหนักจะตาย"

นพเลื่อนตัวลงจากตักหล่อนนั่งบนเตียงเคียงข้างเจียม

"ถ้าเช่นนั้นเธอนั่งตักฉันบ้างก็ได้ หนาวๆ อย่างนี้ให้ฉันกอดเธอเธอคงจะอุ่นมาก"

"เจียมไม่หนาวหรอกค่ะ อยู่ท้องนาหนาวกว่านี่ยังทนได้"

"ว้า" นพคราง "พูดอะไรไม่เอาสักอย่าง นี่ หันหน้ามาทางนี้ซิเจียม เธอน่ะรู้ตัวไหมว่าฉันรักเธอ"

สาวใช้หันมามองดูเขา

"ความรักของคุณทำไมมันเกิดขึ้นได้รวดเร็วนักล่ะคะ คุณนพพึ่งรู้จักดิฉันและพึ่งเห็นหน้าดิฉันวันนี้เท่านั้น ดิฉันสงสัยว่าเป็นความใคร่มากกว่า"

"แหม-ด่าเสียเจ็บ เดี๋ยวปล้ำเลยพับผ่า"

"สุดแล้วแต่คุณเถอะค่ะ ถ้าหากว่าคุณมีวิธีสร้างความสุขให้ตัวเองด้วยความเดือดร้อน ความเจ็บช้ำน้ำใจของเด็กในบ้านที่พึ่งบุญบารมีคุณ เจียมเข้ามาเป็นคนใช้ของคุณก็หวังว่าคุณและเจ้านายในบ้านนี้จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเจียมนะคะ ตั้งใจไว้แล้วว่าจะฝากผีฝากไข้กับคุณหญิงท่านตลอดจนพวกเจ้านายทุกคนด้วย คุณจะปลุกปล้ำหรือจะทำไมเจียมก็ได้ค่ะเจียมไม่มีทางที่จะสู้รบตบมือกับคุณหรอก"

"พอแล้วๆๆ " นพเอ็ดตะโร "ยังไม่ทันปล้ำเลยด่าได้ด่าเอา เธอน่ะไม่ใช่คนบ้านนอกขอกตื้อสะดือโบ๋อย่างธรรมดาหรอก ฟังคำพูดของเธอฉันพอจะรู้ว่าเธอได้รับการศึกษามาพอตัวทีเดียว"

เจียมหัวเราะเสียงปร่า

"แค่มัธยม ๔ หรือ ม.ศ. ๑ เดี๋ยวนี้เท่านั้นแหละค่ะ พ่อมีเงินส่งเสียเจียมเพียงเท่านี้ คุณกลับไปนอนเถอะนะคะ"

"ฉันนอนด้วยคนไม่ได้เรอะ"

"ไม่ได้หรอกค่ะ"

นพเอื้อมมือขวาจับมือซ้ายหล่อน แต่เจียมค่อยๆ แกะมือเขาออก ลูกชายของนิกรร้องยี่เกเกี้ยวหล่อนเบาๆ

งามเอยงามขำ

ถึงแม้เจียมผิวดำแต่ก็มีเสน่ห์

หน้าตาจุ๋มจิ๋มสนิมยังไม่ขึ้น

ยิ่งพิศแล้วสดชื่นทั้งสวยเก๋

โอ้น้องนางบ้านนาอย่าทำหน้าเหยเก....

แล้วนพก็ทำหน้าตื่นเมื่อได้ยินเสียงดำรงหัวเราะหึๆ อยู่ใต้เตียง

"เอ๊ะ ฉันได้ยินใครหัวเราะ"

เจียมกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ไม่มีใครหัวเราะหรอกค่ะ หูแว่วไปน่ะซีคะ"

ลูกชายของนิกรยิ้มออกมาได้

"หรือหมามันหยอกกันที่เฉลียงหลังตึก แต่ฉันว่าเสียงคนหัวเราะมากกว่าเสียงหมา หมามันหัวเราะเสียงแหลมกว่านี้ อ้า-เจียมจ๋า รักแท้ย่อมไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวาง ฐานะศักดิ์ตระกูลเชื้อชาติสัญชาติหรือวัยไม่สำคัญ คนเราอาจจะรักกันได้ทั้งนั้น ฉันมีความสุขมากรู้ไหมที่เราได้รักกันและเธอสัญญากับฉันว่าเธอจะเป็นของฉัน"

"อุ๊ยตาย เจียมยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรเลยนี่คะ"

"ถ้ายังงั้นก็พูดเสียซีเจียม บอกฉันว่าเธอรักฉัน เธอพร้อมที่จะ โอ.เค. ซิกาแร็ตกับฉัน เราจะได้แต่งงานกันเร็ววันนี้ พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของฉันไม่ชอบเธอก็ช่างท่าน ฉันดำเนินชีวิตแบบชาวอเมริกันคือรักเสรีภาพ และมีอิสรภาพในการที่จะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าพ่อแม่ตัดขาดฉันในเรื่องนี้ ฉันจะพาเจียมไปอยู่บ้านนอกฉันจะทำไร่ไถนาหาเลี้ยงเธอเอง" พูดจบเขาก็เปลี่ยนท่านั่งจากไขว่ห้างหย่อนเท้าขวาลงบนพื้น แต่เหยียบลงบนหลังมือขวาของดำรงพอดี

"อุ๊ย" ศาสตราจารย์ดำรงร้องเบาๆ แต่ไม่กล้าดึงมือออก

นพขมวดคิ้วย่น

"เอ๊ะ ฉันได้ยินเสียงคล้ายๆ คนร้องอุ๊ย"

เจียมยิ้มแห้งๆ

"เสียงหนูกระมังคะ หนูมันหาอะไรกินแล้วมันกัดกัน"

บังเอิญที่สุด นพแลเห็นหนูตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งไต่อยู่ช่องลมข้างบนเขามองดูมันแล้วยกเท้าขวากระทืบลงบนมือดำรงค่อนข้างแรง

"ชู้ว โน่น-มุดไปข้างนอกแล้วเจียมเห็นไหม ตั้งแต่แมวของคุณย่าตายหนูที่บ้านเราชักชุมขึ้น"

ดำรงชักมือออกได้แล้ว เขานั่งหมอบโก้งโค้งอยู่ใต้เตียงสะบัดมือเร่าๆ เพราะเขาถูกนพกระทืบหลังมือขวาของเขาเต็มแรงจนกระทั่งรู้สึกว่ากระดูกนิ้วมือแทบจะแหลกละเอียด

"คุณกลับขึ้นไปนอนเสียทีเถอะค่ะคุณนพ" เจียมพูดกับเขาอย่างวิงวอน

"โธ่-ขอให้ฉันนั่งคุยกับเธอสักครู่ไม่ได้หรือ อย่ากลัวฉันเลยเจียม ฉันไม่ข่มเหงรังแกเธอหรอก"

"ก็เจียมจะนอนนี่คะ"

"ยังงั้นฉันนอนด้วยคน" นพพูดเอาดื้อๆ

ทันใดนั้นเอง เสียงประตูห้องก็ถูกเคาะรวม ๓ ครั้ง เจียมสะดุ้งเล็กน้อยส่วนลูกชายของนิกรทำหน้าเบ้ เขากระซิบบอกเจียมเบาๆ

"อ้ายตี๋แน่ๆ ฉันจะมุดเข้าไปซ่อนใต้เตียงนะ เธอเปิดประตูรับมันเถอะแต่อย่าบอกมันเป็นอันขาดว่าฉันอยู่ในห้องนี้ ฉันเอาเสื้อกางเกงทำเป็นหุ่นตัวฉันนอนอยู่บนเตียงนอนในห้องข้างบนแล้วเอาผ้าห่มคลุมไว้ อ้ายตี๋มันไม่รู้หรอกว่าฉันแอบลงมาหาเธอ

"เดี๋ยวค่ะ ไปยืนแอบข้างซอกตู้ใบนั้นดีกว่าค่ะ"

นพไม่ยอมฟังเสียง เขาผลุดลุกขึ้นทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ามุดเข้าไปใต้เตียงนอน พอแลเห็นศาสตราจารย์ดำรงนพก็ใจหายวาบ

"อุ๊ย ผีหลอก"

ดำรงยิ้มแห้งๆ แล้วกระซิบเบาๆ

"ไม่ใช่ผีโว้ยกันเอง"

นพยกนิ้วชี้มือขวาขึ้นแตะริมฝีปาก

"เงียบๆ อ้ายตี๋กำลังจะเข้าหาเจียม เมื่อกี้นี้ขอโทษทีนะที่กันแกล้งกระทืบมือแก"

เสียงประตูห้องดังขึ้นอีก แล้วก็มีเสียงสมนึกร้องเพลงซึ่งเป็นเพลงหนังไทยศรีกรุงสมัยก่อนแต่เสี่ยตี๋แก้เนื้อเสียใหม่

"เจียม....เจียมของนึก พี่มาหาในดื่นดึก เจียมคงจะรอคอย....หนาวน้อยอยู่เมื่อไร"

นพเผลอตัวร้องขึ้นดังๆ

"อ้วก"

เจียมเดินไปที่ประตูถอดกลอนเปิดประตูออก เสี่ยตี๋ยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าประตู ในมือขวาของเขามีกล่องของขวัญเล็กๆ หนึ่งกล่องแต่ไม่ได้ห่อกระดาษของขวัญหรือผูกโบว์ ลูกชายของเสี่ยหงวนสวมกางเกงแพรจีนสีตะกั่วตัดลายยักษ์รบกับลิง สวมเสื้อเชิ้ทแพรคอปกแขนนั้นสีขาว ที่ไม่ได้สวมเสวตเต้อร ทั้งๆ ที่อากาศหนาวเย็นก็เพราะเขาเคยชินกับอากาศหนาวที่อเมริกามาแล้วซึ่งหนาวกว่าเมืองไทยมากในฤดูเหมันต์

"คุณนึก" สาวใช้อุทานเบาๆ

เสี่ยตี๋ยักคิ้วและยิ้มให้ผลักตัวหล่อนเข้ามาในห้องและหันไปปิดประตูใส่กลอนตามระเบียบ

"ฉันนอนไม่หลับเลยเอาของขวัญลงมาให้เธอ อ้า-เมื่อกี้นี้ฉันร้องเพลงให้ฟัง มันเพราะมากถึงกับเจียมอ้วกลั่นห้องเชียวเรอะ"

เจียมเกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ

"เปล่าค่ะ เจียมไม่ได้อ้วกสักหน่อย"

"อ้าว นึกว่าเธอร้องอ้วกเสียอีก ถ้ายังงั้นหมาที่ข้างตึกมันคงอ้วกเป็นแน่ ขอโทษที่นึกว่าเธอ" พูดจบเขาก็ส่งกล่องกระดาษที่มีลวดลายสวยงามให้หล่อน "นี่จ้ะเจียม ฉันให้เธอไว้ใช้"

เจียมกระพุ่มมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณค่ะคุณสมนึก ถ้าคุณจะกรุณาเจียมแล้ว รอไว้ให้พรุ่งนี้เช้าก็ได้นี่คะ" แล้วหล่อนก็รับกล่องกระดาษมาจากเสี่ยตี๋

"แต่ฉันอยากคุยกับเธอด้วยเจียม ฮิ ฮิ ฉันเอาเสื้อกางเกงทำหุ่นไว้แล้วเอาผ้าห่มคลุม อ้ายนพกับอ้ายนัสตื่นขึ้นมาเห็นตะคุ่มๆ ก็คงนึกว่าฉัน ส่วนดำรงคืนนี้มันคงจะทำงานอยู่ในห้องทดลองจนสว่าง เมื่อกี้ฉันเห็นห้องทดลองเปิดไฟสว่างจ้า เธอไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครรู้เห็นหรอก แจ๋วมันก็นอนหลับเป็นตายอยู่ในห้องชั้นบน เสียงกรนดังราวกับหวูดกรมอู่ทหารเรือ ไปนั่งคุยกันเถอะ"

เสี่ยตี๋ยกมือจับแขนเจียมพาหล่อนไปนั่งเคียงคู่กับเขาบนเตียงนอนท่ามกลางแสงไฟฟ้า ๔๐ แรงเทียน แล้วเขาก็ขอร้องให้หล่อนเปิดดูของขวัญในกล่อง มันคือน้ำหอมฝรั่งเศสยี่ห้อชั้นดีขวดหนึ่งราคา ๘๐๐ บาท ซึ่งสมนึกซื้อมาใช้แต่ยังไม่ได้ใช้ก็เอามาให้เจียม

"ตายละค่ะ คนอย่างเจียมคุณนึกจะให้ใช้น้ำหอมดีๆ อย่างนี้เชียวหรือคะ มันเหมาะสำหรับพวกคุณหญิงคุณนายเท่านั้น"

"เธออ่านชื่อมันออกหรือ"

"ค่ะ"

"ถ้ายังงั้นก็หมายความว่าเจียมได้รับการศึกษามาพอสมควร เอาไว้ใช้เถอะนะเจียม อ้า-เราแต่งงานกันแล้วฉันจะพาเธอไปฮันนีมูนที่ยุโรป พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปตัดชุดแต่งงาน"

เจียมทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เจียมบอกคุณหรือคะว่าเจียมจะแต่งงานกับคุณนึก"

"เอาเถอะน่า เธอตกลงแต่งงานกับฉันก็แล้วกันฉันจะซื้อเครื่องเพชรให้เธอสักห้าหกแสน อ้าว-เธอถุยทำไม"

เจียมสะดุ้งโหยง

"เปล่าค่ะ"

เสี่ยตี๋ขมวดคิ้วย่น

"ก็ฉันได้ยินนี่นะ"

"โธ่-เจียมจะกล้าล่วงเกินคุณถึงอย่างนั้นเชียวหรือคะ เจียมเป็นแต่เพียงสาวใช้ของคุณ"

สมนึกทำตาปริบๆ

"เอ-ฉันได้ยินเสียงถุยจริงๆ นะ ถ้ายังงั้นคงเป็นเสียงหมาแน่ๆ แต่มันถุยเหมือนเสียงคนร้องถุยรดหัวใครด้วยความหมั่นไส้ หรือหมามันได้ยินฉันพูดกับเจียมแล้วมันหมั่นไส้ฉัน"

เจียมเผลอตัวหัวเราะคิ้กปิดกล่องน้ำอบวางไว้ข้างหมอนไม่กล้าสบตาเสี่ยตี๋เพราะกลัวจะหัวเราะออกมาดังๆ

"คุณนึกไม่ควรจะมายุ่งกับเจียมเลยค่ะ กรุณาขึ้นไปนอนเถอะนะคะ"

เสี่ยตี๋อมยิ้ม

"ฉันนอนบนเตียงนี่ก็ได้ ฉันร้องเพลงให้เธอฟังเอาไหม"

"ลำบากนักก็อย่าร้องเลยค่ะ"

นพกำลังเป็นหวัด เมื่อรู้สึกคันจมูกยิบๆ เขาก็จามออกมาด้วยเสียงค่อนข้างดัง ทั้งๆ ที่พยายามเก็บเสียงแล้ว

"ฮ้าดเช้ย"

เจียมแกล้งทำเป็นจามโดยไม่ออกเสียง หรือทำแต่กิริยาเท่านั้น เสี่ยตี๋มองดูหน้าหล่อนแล้วหัวเราะ

"เป็นหวัดหรือจ๊ะ"

"ค่ะ อากาศเปลี่ยนหนาวเป็นร้อนแล้วกลับหนาวอีกเจียมเลยเป็นหวัดค่ะ"

สมนึกพยักหน้ารับทราบ

"เธอจามเสียงเหมือนกับเอามือปิดปาก"

เจียมยิ้มแห้งๆ นพโผล่หน้าออกมาจากใต้เตียงยกมือเขี่ยขาเจียมเบาๆ เมื่อเจียมก้มหน้าลงมองดูเขานพก็ทำกิริยาบุ้ยใบ้บอกว่า เขาจะจามอีกขอให้หล่อนช่วยทำเสียงจามเหมือนกับการเล่นโขนคือ เขาเป็นคนพากย์หรือทำเสียงส่วนหล่อนทำบทแล้วนพก็คลานถอยหลังหลบเข้าไปใต้เตียง

เสียงลูกชายนิกรจามขึ้นอีกพร้อมกับเจียมทำกิริยาอ้าปากผงกศีรษะจาม

"ฮ้าย....ชะเอ๊ย"

เสี่ยตี๋สะดุ้งโหยง

"เอ-สงสัยเสียแล้วเธอ"

"สงสัยอะไรคะคุณนึก"

"เธอจามทางปากหรือทางก้น"

เจียมเผลอตัวยกมือทุบเขาด้วยความอายแล้วหัวเราะ

"มีใครที่ไหนคะที่จามทางก้น"

"ก็นั่นน่ะซี แต่ฉันได้ยินเสียงมันดังบนที่นอนหรือบนพื้นเตียงนี่"

เจียมว่า "ห้องมันแคบและเป็นตึกเสียงมันก็สะท้อนซีคะ"

ตอนนี้เองศาสตราจารย์ดำรงได้เผลอตัวอ้าปากหาวนอนเสียงลั่น เจียมตกใจรีบอ้าปากหาวโดยไม่มีเสียงทันที เสี่ยตี๋จ้องตาเขม็งมองดูหน้าหล่อน

"เธอพูดเสียงเล็กและเพราะมาก แต่หาวเสียงห้าวเหมือนเสียงผู้ชาย ง่วงก็นอนซีจ๊ะฉันนอนด้วยคน"

"แหม-คุณจะมานอนกับเจียมยังไงคะ คุณขึ้นไปนอนเถอะค่ะ เจียมง่วงแล้วพรุ่งนี้จะต้องตื่นทำงานตั้งแต่ตีห้าครึ่งตามคำสั่งของพี่แจ๋ว"

"ไม่ต้องตื่น ถ้าแจ๋วมาเรียกเธอบอกเขาเถอะว่าฉันนอนอยู่ในห้องนี้ด้วยแจ๋วมันไม่กล้ายุ่งกับเธอ"

ก่อนที่เจียมจะพูดอะไร ประตูห้องนอนของหล่อนก็ถูกเคาะอย่างแรงแล้วก็มีเสียงพนัสร้องเรียก

"เจียม เปิดประตูหน่อยซิ เร็ว-เปิดประตู"

เสี่ยตี๋คว้ากล่องน้ำหอมโยนเข้าไปใต้เตียงอย่างเร็วศีรษะของเขาชนกับ ศีรษะนพดังโป๊ก

"โอ๊ย" ต่างร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

เสี่ยตี๋กลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อแลเห็นเพื่อนเกลอทั้งสอง

"อ้อ ยังงี้เอง แกสองคนแอบเข้ามาหาเจียมก่อนฉันสำคัญนัก"

ศาสตราจารย์ดำรงจุปากแล้วกระซิบบอก

"อย่าเอ็ดไปขายหน้าอ้ายนัสมัน กันมาก่อน พออ้ายนพมาเรียกประตูกันก็มุดเข้าใต้เตียง และพอแกมาเคาะประตูอ้ายนพก็มุดเข้ามาซ่อนใต้เตียงบ้าง"

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก

"เจียม ฉันรู้ดีว่าเธอยังไม่หลับ ทำไมไม่เปิดประตูรับฉันหรือเธอเต็มใจให้อ้ายสามคนนั่นมันยุ่งกับเธอ"

เจียมรีบลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้อง หล่อนรู้ดีว่าพนัสลงมาหาหล่อนเพื่อขัดขวางห้ามปรามเพื่อนเกลอทั้งสาม เจียมถอดกลอนเปิดประตูออก พนัสพาตัวผ่านประตูห้องเข้ามา เจ้าหนุ่มรูปหล่อลูกชายของพลสวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลและเสื้อยืดแขนยาว คอปกอันเป็นเสื้อทีมของมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐอเมริกานั่นเอง

"อ้ายตี๋กับอ้ายนพและดำรงอยู่ไหน"

"ไม่ทราบนี่คะ" หล่อนตอบเสียงสั่นเครือ

"อย่าโกหก อ้ายตี๋กับอ้ายนพทำรูปหุ่นไว้บนเตียงนอน ฉันตื่นขึ้นมาเห็นเข้าก็รู้ว่ามันคงมาหาเธอจึงตามลงมา ฉันไปดูที่ห้องวิทยาศาสตร์แต่ไม่มีใครเลย ดำรงก็หายไปด้วย บอกมาตามตรงว่าทั้งสามคนมาหาเธอหรือเปล่า"

เจียมไม่ตอบแต่ชี้มือไปทางใต้เตียงนอนของหล่อน ที่ไม่ตอบก็เพราะเกรงกลัวนพ สมนึกและดำรงนั่นเอง พนัสเดินเข้าไปที่เตียงนอนแล้วก้มลงมองดู พอแลเห็นเพื่อนเกลอเขาก็สะดุ้งโหยง

"เฮ้ย แกสามคนเข้าไปอยู่ใต้เตียงเจียมทำไม"

ดำรงยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซี ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้ามาอยู่ใต้เตียงทำไม"

"ออกมา" พนัสตวาด "เจียมมาอยู่ได้วันเดียวเท่านั้นพวกแกก็ทำตัวเป็นอ้ายตาลยอดด้วนไปตามกัน ออกมานะม่ายยังงั้นจะเอาน้ำสาด"

นพเป็นคนขี้หนาวกลัวน้ำรีบคลานออกมาเป็นคนแรก เสี่ยตี๋ติดตามออกมาเป็นคนที่สอง ส่วนดำรงหมอบโก้งโค้งฮัมเพลงฝรั่งเบาๆ

"ออกมาซีโว้ย" พนัสตวาด

ศาสตราจารย์ดำรงฝืนหัวเราะ

"เดี๋ยวซีโว้ย ยังอายอยู่"

"อ้อ รู้จักอายด้วยเรอะ เป็นถึงศาสตราจารย์ยังชอบทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ออกมาเสียดีๆ "

ดำรงคลานออกมาในท่าทีกระดากอายเหลือที่จะกล่าวทั้งสามคนลุกขึ้นยืนรวมกลุ่มเบื้องหน้าพนัส ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยไปตามกัน พนัสหันมาถามเจียมว่า

"เธอยังไม่ได้สูญเสียอะไรไม่ใช่หรือ"

"ค่ะ"

"ดีแล้ว เป็นโชคของเธอ ต่อไปนี้ฉันจะหาทางป้องกันไม่ให้อ้ายตาลยอดด้วนสามคนนี่มารบกวนเธออีก เธอไม่ควรไปดัดผมเสริมสวยนี่นา ผู้หญิงที่ไม่สวยไม่รู้จักแต่งหน้าแต่งผมผู้ชายก็ไม่สนใจ"

"เจียมไม่อยากสวยงามอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นคำสั่งของคุณหญิงแก้ว เจียมก็ต้องทำตามคำสั่งของท่าน"

ลูกชายของพลหันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสาม

"ไป ขึ้นห้องเราได้"

สมนึกมองดูพนัสอย่างเคืองๆ

"หมูเขาจะหามเอาคานเข้ามาสอด ตัวเองไม่กินหญ้าแล้วยังกีดกันไม่ให้คนอื่นเขากินหญ้าอีก"

นพพูดเสริมขึ้น

"อย่างนี้เขาเรียกว่า เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง หรือม่ายก็ ทางโน้นก็ฟ้าทางนี้ก็ฟ้าเรือชล่าแล่นกลาง"

"ปู้โธ่" พนัสครางแล้วหัวเราะ "ฉันไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกันสักนิดแค่นจะพูดด้วย กันลงมาตามพวกแกก็เพราะกันสงสารเจียมโว้ย ถ้าแกคนใดคนหนึ่งต้องการเจียมจริงๆ แล้วก็บอกผู้ใหญ่ให้จัดการให้ซี"

ศาสตราจารย์ดำรงรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง

"กันไม่ได้ทำอะไรนะ กันเพียงแต่เอาของขวัญปีใหม่มาให้เจียมเท่านั้น"

พนัสหัวเราะก้าก

"ของขวัญปีใหม่ตวักตะบวยอะไรวะ ให้กันเกือบสิ้นเดือนมกรา เขาให้กันวันสุดท้ายหรือวันต้นปีเท่านั้น"

"ก็เจียมเพิ่งมาอยู่ "

พนัสอดหัวเราะไม่ได้

"เอาละ ขึ้นไปนอนเถอะ กันจะไม่ยอมให้พวกแกมายุ่งกับเจียมแบบหมาหยอกห่านทีเล่นทีจริงไม่ได้เป็นอันขาดเจียมเป็นเด็กบ้านนอกที่ยากจน มาอยู่กับเราก็หวังจะพึ่งบุญบารมีพวกเรา ไปนอนได้แล้ว ถ้าใครขืนลงมาข้างล่างอีกโดนเตะแน่ๆ "

เสี่ยตี๋ค้อนปะหลับปะเหลือก เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนต่างพากันออกไปจากห้องนอนของสาวใช้ เจียมถอนหายใจโล่งอกและนึกขอบคุณพนัสเท่าที่มาช่วยดึงตัวทั้งสามกลับขึ้นไปนอน

ความตื่นเต้นและหวาดหวั่นใจที่ นพ สมนึก และดำรงมีความปรารถนาในตัวหล่อน ทำให้จิตใจของเจียมฟุ้งซ่านถึงกับนอนไม่หลับ นั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งส่องกระจกมองดูหน้าของตัวเอง บางทีเจียมก็ยิ้มให้กับกระจก เอียงคอไปมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ หล่อนบอกตัวเองว่าเพราะหล่อนดัดผมและเสริมสวยทำให้หล่อนสวยขึ้นจนผิดแผกไปกว่าเดิม

จนกระทั่ง เสียงแผ่นเหล็กดังแว่วมาจากประตูรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ๒ ครั้งเป็นเวลา ๒.๐๐ น. ตรง

เจียมรู้สึกง่วงนอนบ้างแล้ว หล่อนลุกขึ้นจากม้ากลมหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ทันใดนั้นเองหล่อนก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องถูกเคาะเบาๆ สามสี่ครั้ง หล่อนมั่นใจว่าผู้เคาะประตูเรียกหล่อนคงเป็นเสี่ยตี๋แน่นอนเพราะลูกชายของเสี่ยหงวนได้แสดงท่าทีว่าเขารักหล่อนมาก

อย่างไรก็ตาม เจียมจะไม่ยอมเป็นของเขาอย่างเด็ดขาดเพราะหล่อนกลัวว่าถ้าเขาได้เชยชมหล่อนแล้วเขาก็จะหมดความสนใจในตัวหล่อนนั่นเอง

เจียมพาตัวเดินตรงไปที่ประตูห้องด้วยความประหวั่นพรั่นใจ และแล้วหล่อนก็ถอดกลอนเปิดประตูออก เจียมยืนตะลึงพรึงเพริดเมื่อได้เผชิญหน้ากับพนัสเจ้าหนุ่มรูปหล่อลูกชายของพล

"คุณนัส "

พนัสยิ้มให้หล่อน และค่อยๆ ดันตัวเจียมเข้ามาในห้องจัดแจงปิดประตูใส่กลอนทันที เขาก็เจ้าชู้แบบเดียวกับพ่อของเขาเมื่อหนุ่มๆ เป็นเจ้าชู้ที่เฉลียวฉลาดเต็มไปด้วยชั้นเชิง และคารมคมคาย

เจ้าหนุ่มรูปหล่อ หันไปปิดประตู ใส่กลอนกลางแล้วยิ้มให้สาวใช้คนใหม่

"ไม่มีอะไรที่เธอจะต้องหวาดกลัวฉันหรอกนะเจียม ฉันคิดถึงเธอ สงสารเธอและเป็นห่วงเธอจนนอนไม่หลับจึงลงมาหาขณะที่เพื่อนๆ กำลังนอนหลับสนิท"

สาวใช้กระพุ่มมือไหว้เขา

"เจียมกราบขอร้องค่ะคุณนัสขา กรุณากลับขึ้นไปบนห้องคุณเถอะนะคะ"

เขาดึงเจียมเข้ามากอด ร่างของสาวใช้สั่นเหมือนลูกนก

"อย่าขับไล่ฉันเลยคนดี ฉันมาหาเจียมก็เพราะรัก เจียมมีอะไรหลายอย่างที่ถูกใจฉัน"

"อ้า-ปล่อยเจียมซีคะ"

พนัสคลายมือที่กอดหล่อนออก

"ฉันไม่ล่วงเกินข่มเหงเธอหรอกเจียม มาหาเธอก็เพื่อจะบอกเธอว่า ฉันรักเธอและปรารถนาเธอ ไปนั่งคุยกันที่เตียงนอนเถอะนะ ฉันจะตกลงกับเจียมอย่างดีที่สุดก่อนที่เจียมจะตัดสินใจเป็นของฉัน แต่ว่าฉันจะพาเจียมไปอยู่ที่อื่น หาเช่าบ้านให้เจียมอยู่ตามลำพัง"

แล้วเขาก็ยกมือจับแขนหล่อนพาไปนั่งเคียงคู่กับเขาบนเตียงนอน เจียมมองดูเขาและมีความรู้สึกเหมือนกับจะหลงรักเขา เพราะพนัสเป็นชายหนุ่มรูปหล่อพูดเพราะบทบาทนุ่มนวลไม่ทะลึ่งตึงตังเหมือนนพหรือสมนึกนั่นเอง

"มันจะเป็นไปได้อย่างไรคะที่คุณบอกว่าคุณรักดิฉัน"

"แต่มันเป็นไปแล้วเจียมจ๋า ถึงแม้ฐานะเจียมต่ำกว่าฉันมากก็ไม่แปลกอะไรที่ฉันจะรักเจียม"

เจียมทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"กรุณาอย่าพูดให้ดิฉันดีใจหรือคิดฟุ้งซ่านเลยค่ะ คุณพนัส เจียมเป็นลูกชาวนาที่ยากจนไม่มีสกุลรุนชาติอะไรเลย"

"ใช่ แต่เจียมก็มีความเป็นคนเหมือนกับมนุษย์ทั้งหลาย เจียมจ๋า พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฉันน่ะท่านคงไม่เห็นด้วยหรอก อย่างไรก็ตามเราอาจจะรักกันและเป็นของกันและกันได้ ฉันจะพาเธอไปอยู่ที่อื่นและฉันจะให้ความอุปการะเจียมอย่างดีที่สุด เธอจะต้องการเงื่อนไขอะไรบ้างพูดมาสิจ๊ะเจียม"

เจียมยิ้มเศร้าๆ สงสาร

"ไม่ค่ะ เจียมไม่รักคุณ และถ้าเจียมรู้สึกตัวว่ารักคุณเมื่อไร เจียมจะฆ่าตัวตายเมื่อนั้น เจียมกับคุณรักกันไม่ได้หรอกค่ะ"

"อย่าพูดอย่างนี้คนดี ฉันรักเจียมจริงๆ นะ"

"ถ้าคุณหญิงทราบว่าคุณรักเจียม เจียมจะถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับคุณหญิงแก้วทันที กรุณาอย่าสนใจกับเจียมเลยค่ะ ถึงอย่างไรเจียมก็ไม่เชื่อว่าคุณรักเจียมหรอกค่ะ"

เขายกมือขวาประคองกอดหล่อน แต่แล้วเขาก็รีบคลายมือออกเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูอย่างไม่เกรงใจ

"เปิดประตูเจียม เปิดประตูเดี๋ยวนี้" เสียงดำรงร้องลั่น

พนัสนัยน์ตาเหลือกรีบลุกจากเตียงนอนแล้วลงนั่งคุกเข่ามุดเข้าไปซ่อนตัวใต้เตียงอย่างรวดเร็วฉับพลัน เจียมลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้องแกล้งร้องถามว่า

"ใครคะ"

"ฉันเอง" ดำรงพูดเสียงหนักแน่น

เจียมถอดกลอนเปิดประตูออก ดำรงกับนพและสมนึกบุกเข้ามาในห้องนอนของหล่อนอย่างรวดเร็ว เสี่ยตี๋ยื่นกระดาษชิ้นหนึ่งให้เจียมแล้วกล่าวว่า

"นี่คือหมายค้นห้องของเธอ เราสามคนสงสัยว่ามีอ้ายตาลยอดด้วนคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้"

สาวใช้ยิ้มเล็กน้อย

"คุณนึกหมายถึงใครคะ"

"หมายถึงอ้ายนัส" เสี่ยตี๋พูดเสียงกร้าว "อ้ายนี่สำคัญนัก ลงมาตามพวกเราด่าว่าพวกเรายังโง้นยังงี้ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ทำหุ่นนอนแทนตัวมันแล้วหนีลงมาหาเธอ"

นพพูดตัดบท

"ค้นห้องโว้ย เข้าใจว่าแอบอยู่ใต้เตียงกันได้กลิ่นน้ำมันใส่ผมของอ้ายนัสแล้ว ปนกับกลิ่นจั๊กกะแร้กันจำได้"

สามสหายเดินตรงมาที่เตียงนอนแล้วก้มลงมองดูใต้เตียง พอแลเห็นพนัสหมอบคู้ตัวอยู่ใต้เตียงสมนึกก็แหกปากหัวเราะลั่น

"ออกมา อ้ายตาลยอดด้วน ทำหงิมๆ หยิบชิ้นปลามันดีนัก อย่างนี้เหมือนอย่างสุภาษิตที่เขาว่า อ้า "แล้วสมนึกก็หันมาถามลูกชายนิกร "เขาว่ายังไงวะ"

"เห็นเขานั่งคานหามเอามือประสานก้น"

"ถุย" เสี่ยตี๋ร้องลั่น "ไม่ได้ความเลยคนละเรื่องแล้ว"

ดำรงยืนโก้งโค้งกวักมือเรียกพนัส

"ออกมาอ้ายนัส ออกมาเสียดีๆ คนเราเหลี่ยมมันทันกันโว้ย ทำเป็นคนดีที่แท้ก็มาเหนือเมฆ แกนึกว่าพวกเรานอนหลับใช่ไหมล่ะ อ้ายนพมันตื่นขึ้นมากินกล้วยหอม มันมองเห็นหุ่นในมุ้งแกมันก็รู้ว่าแกทำพรางตาพวกเราไว้"

พนัส พัชราภรณ์ เต็มไปด้วยความอับอายขายหน้า เจ้าหนุ่มรูปหล่อคลานกระดึ๊บๆ ออกมาจากใต้เตียงนอน เสี่ยตี๋กระชากตัวพนัสลุกขึ้น แล้วเหวี่ยงลูกแปเตะก้นลูกชายของพลดังป้าบ

"นี่แน่ะ ต้องเตะสั่งสอน" พูดจบก็หมุนตัวพนัสให้หันหน้ามาทางเขาแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง "เอาซีโว้ย เตะอ้ายนัสคนละทีตามที่เราตกลงกันไว้"

ศาสตราจารย์ดำรงกับนพต่างเตะก้นพนัสคนละป้าบ ลูกชายของพลยิ้มแห้งๆ พลางยกมือลูบคล้ำก้น นพถือโอกาสเขกกบาลซ้ำอีกทีหนึ่ง

"เอาเสียอีกหนึ่งโป๊ก จำไว้ ทีหลังอย่าซน....ทีหลังอย่าซน"

ความอายทำให้พนัสไม่กล้าปริปากพูดอะไรเลย เขาเดินยิ้มแห้งๆ ออกไปจากห้องนอนของสาวใช้ เสี่ยตี๋กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสองว่า

"แกสองคนขึ้นไปนอนก่อนเถอะ กันจะพูดอะไรกับเจียมสักประเดี๋ยว"

ดำรงยกมือขวาจับใบหูข้างซ้ายของสมนึก แล้วพาเดินออกไปจากห้องเจียมเขาหันมามองดูลูกชายนิกรและเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้-ตามมาซี"

"เดี๋ยว หาก้นบุหรี่ก่อน กันลืมไว้เมื่อตอนหัวค่ำ"

"ไม่ต้องหา ข้างบนมีบุหรี่อีกหลายกระป๋อง"

นพยิ้มให้เจียม แล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องนั้นแต่โดยดี

ตอนสายวันต่อมา

หลังจากอาหารเช้าผ่านพ้นไปแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ไปทำงานตามปกติ เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนเดินทางไปกองทัพอากาศที่ดอนเมืองเพื่อฝึกซ้อมบินให้มีความชำนาญซึ่งทุกคนจะต้องไปฝึกบินสัปดาห์ละ ๒ วัน วันละหนึ่งชั่วโมงด้วยเครื่องบินไอพ่น

คุณหญิงวาดมาที่ตึกใหม่ในเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. เพื่อตรวจดูความสะอาดเรียบร้อย พอขึ้นมาบนตึกแจ๋วสาวใช้เก่าแก่เจ้าของร่างอวบอ้วนค่อนข้างเตี้ยก็รีบมารับหน้าคุณหญิง

"เป็นยังไงนังแจ๋ว เจียมมันขยันขันแข็งดีหรอกหรือ"

"เจ้าค่ะ รู้สึกว่าขยันดีเจ้าค่ะ แล้วก็ทำงานได้เรียบร้อย"

คุณหญิงวาดเดินนำหน้าพาสาวใช้เข้าไปในห้องโถงแล้วเลี้ยวขวามือเข้าไปในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องนอนของเจียมสาวใช้คนใหม่ของท่าน ขณะนี้เจียมกำลังทำความสะอาดห้องนอนของหล่อน พอแลเห็นคุณหญิงวาดเจียมก็รีบทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยทันที

"ตู้เสื้อผ้าใบนี้มันใหญ่ไปโว้ยแจ๋ว ทำไมไม่เอาใบกลางหรือใบเล็กมาให้มัน ในห้องพัสดุมีอีกหลายใบไม่ใช่หรือ"

"บานตู้มันชำรุดเจ้าค่ะ แจ๋วตั้งใจจะให้ลุงม้วนแกช่วยซ่อมให้แล้วเอาใบกลางมาเปลี่ยนให้เจียมเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ เปลี่ยนสายตามาที่สาวบ้านนา

"เมื่อคืนนอนหลับสบายดีหรือเจียม"

เจียมยิ้มอายๆ

"นอนไม่หลับเลยเจ้าค่ะ"

"อ้าว ก๊อแย่น่ะซี แกแปลกที่หรือยังไง"

"มิได้เจ้าค่ะ"

"แล้วทำไมถึงนอนไม่หลับ มีเรื่องวิตกกังวลใจอะไรหรือเจียม"

"มิได้เจ้าค่ะ ที่นอนไม่หลับก็เพราะคุณผู้ชายทั้งสี่คนผลัดเปลี่ยนหน้ากันมากวนเจียมเจ้าค่ะ"

"หา" คุณหญิงร้องลั่น "อกอีแป้น เอ๊ย อกกูแตกแน่ หลานของฉันทั้งสี่คนมากวนแก"

"เจ้าค่ะ" เจียมตอบอายๆ แต่นอบน้อม

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"แล้วแกให้เขากวนแกหรือเปล่า"

"เปล่าเจ้าค่ะ"

"ให้แกตายโหงตายห่าฟ้าผ่ารากเลือดลงแดงตาย แกไม่ได้เสียตัวให้หลานฉันแน่นะ"

"เจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก

"ค่อยยังชั่วหน่อย เล่าให้ฉันฟังซิเจ้าสี่คนนั่นมันทำยังไงกับแกบ้าง ถึงกับปลุกปล้ำแกหรือเปล่า"

"เปล่าเจ้าค่ะ"

"แล้วแกปล้ำมันบ้างหรือเปล่า"

"เปล่าเจ้าค่ะ อ้า-ตอนตีหนึ่งเห็นจะได้ คุณดำรงมาเคาะประตูเรียกเจียมเจ้าค่ะ เจียมเกรงใจก็เปิดประตูรับ คุณดำรงเอาของขวัญปีใหม่มา ส.ค.ส. เจียมเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอหันมาทางสาวใช้คนสนิทของท่าน

"เป็นยังไงวะแจ๋ว พ่อดำรงหลานข้าให้ของขวัญปลายเดือนมกราคมและเอามาให้ตอนดึกยามปลอดคนเสียด้วย เออแน่ะ เป็นถึงศาสตราจารย์ยังกลายเป็นอ้ายตาลยอดด้วนไปได้" พูดจบท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่สาวใช้คนใหม่ "แล้วยังไงเจียมเล่าให้ข้าฟังให้ละเอียด"

"คุณดำรงเข้ามาคุยกับเจียมสักครู่คุณนพก็มาเคาะประตูห้องเรียกเจียมเจ้าค่ะ"

"ก็เลยเจอหน้าพ่อดำรง"

"ไม่เจ้าค่ะ คุณดำรงรีบมุดไปซ่อนใต้เตียงนี้เจ้าค่ะ เจียมเปิดประตูรับคุณนพ คุณนพบอกว่าลืมก้นบุหรี่ไว้เมื่อตอนหัวค่ำ"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"ที่จริงมันควรจะบอกแกว่ามันลืมไม้จิ้มฟันที่ใช้แล้วไว้ในห้องแก ชะ ชะ ลืมก้นบุหรี่ พ่อนพมันก็มะกอกสามตะกร้าแบบเดียวกับพ่อของมันนั่นแหละ"

"คุณนพเข้ามาในห้องก็ใส่กลอนประตูแล้วพูดฝากรักเจียมเจ้าค่ะ ต่อจากนั้นคุณสมนึกก็มาเคาะประตูเรียกเจียม"

"พ่อนพก็เลยหนีเข้าไปซ่อนใต้เตียงบ้าง"

"เจ้าค่ะ เจียมเปิดประตูรับคุณสมนึก คุณสมนึกเอาน้ำหอมมาให้เจียมเป็นของขวัญเจ้าค่ะ นั่งคุยกับเจียมได้สองสามนาทีคุณพนัสก็มาเรียกเจียมให้เปิดประตูรับ อ้า-คุณพนัสเข้ามาค้นพบคุณนพ คุณสมนึก และคุณดำรงแอบอยู่ใต้เตียงก็พาตัวออกไปจากห้องเจียมเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"ทั้งสี่คนมีพ่อนัสเป็นคนดีคนเดียว"

"แต่ว่าหลังจากนั้นราวหนึ่งชั่วโมง คุณพนัสแอบลงมาหาเจียมเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยง

"ตอนแรกทำเป็นดุด่าเพื่อนๆ "

"เจ้าค่ะ"

"แล้วก็แอบลงมาหาแก "

"เจ้าค่ะ"

"อือ ไม่ผิดอะไรกับพ่อมันเมื่อหนุ่มๆ เด็กในบ้านมีกี่คนอ้ายพลเก็บหมด แม้กระทั่งแม่ครัวคนเก่าอายุแก่กว่าอ้ายพลตั้ง ๓๐ ปีก็ยังเสร็จอ้ายพล แล้วยังไง พ่อนัสมาฝากรักแกใช่ไหม"

"เจ้าค่ะ กำลังพูดกันคุณนพ คุณสมนึก และคุณดำรงก็มาเรียกเจียมเพราะรู้ว่าคุณพนัสแอบลงมาหาเจียมเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดหันมาทางสาวใช้คนสนิทของท่าน

"เจียมมันดัดผมดัดเผ้าแต่งตัวสะอาดเรียบร้อยรู้สึกว่ามันขำคมขึ้นหน้าตากระจุ๋มกระจิ๋มดีเหมือนกัน ถ้าขืนปล่อยไว้อย่างไรเสียเจียมก็จะต้องเพลี่ยงพล้ำหลานชายของข้าอย่างแน่นอน หนุ่มสาวใกล้กันมันก็เหมือนน้ำตาลใกล้มด ข้าคิดว่าข้าจะส่งตัวเจียมกลับคืนไปให้คุณหญิงแก้วเขาดีไหม"

แจ๋วยิ้มอ่อนโยน

"สุดแล้วแต่ท่านเถอะเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดนิ่งคิดสักครู่ก็กล่าวกับเจียม

"ว่ายังไงเจียม เพื่อให้แกรอดพ้นจากเงื้อมมือของอ้ายตาลยอดด้วนทั้งสี่คน ฉันจะส่งตัวแกกลับไปอยู่กับคุณหญิงตามเดิมแกจะเต็มใจไหม"

สาวบ้านนากราบลงแทบเท้าคุณหญิงวาด

"เต็มใจเจ้าค่ะ เจียมยอมสารภาพกับท่านตามตรงว่าเจียมคงรักษาตัวไว้ไม่ได้แน่ถ้าคุณผู้ชายมาเคาะประตูเรียกเจียมอีก เจียมเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือเจ้าค่ะ"

"ใช่ แกพูดถูก แกเป็นผู้หญิงยิงเรือจะไปสู้ชายพายเรือนักถ่อเรือได้อย่างไร แล้วก็ถ้าแกได้เสียกับหลานฉันเกิดท้องไส้ขึ้นมาจะให้ฉันต้อนรับแกเป็นหลานสะใภ้ของฉันฉันก็ยอมไม่ได้ ดีแล้วเจียม เตรียมเก็บเสื้อผ้าของแกลงกระเป๋าเถอะ ในราว ๕ โมงเช้าฉันจะไปส่งแก อ้ายสี่คนนี่ทำยุ่งเสียแล้ว เด็กมาอยู่ได้วันเดียวเท่านั้นผลัดกันมาเคาะประตูเรียกมันน่าตีกบาลเหลือเกิน"

ร.ต. พนัส ร.ต. นพ ร.ต. สมนึก และ ศาสตราจารย์ ร.ต. ดำรงกลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๕.๐๐ น. โดยรถปอนเตี๊ยคเก๋งคันใหม่เอี่ยม ขับโดยนายสมานคนขับรถวัยกลางคนอดีตคนขับรถยนต์หลวงซึ่งสุภาพนอบน้อมเป็นที่เกลียดชังแก่เจ้าแห้วยิ่งนัก

เมื่อรถเก๋งคันงามแล่นเข้ามาในบ้านนันทาเมียรักของพลก็เดินออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน แล้วร้องเรียก เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

"หยุดก่อนลูก อย่าพึ่งเลยไป คุณย่าต้องการพบทั้งสี่คน"

ปอนเตี๊ยคเก๋งถูกห้ามล้อหยุดหน้าเรือนต้นไม้ด้านซ้ายของตึกใหญ่ เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนในเครื่องแบบปรกติกากีแกมเขียมเชิ้ทแขนยาวผูกเน็คไทสวมหมวกแก๊ปทรงหม้อตาลต่างพากันลงจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแล้วเดินมาตามถนนคอนกรีต นายสมานขับรถปอนเตี๊ยคเลยไปทางหลังตึก

"เมื่อตอนบ่ายโมงป้าเห็นเครื่องบินไอพ่น เอฟ. ๘๖ เอฟ. หรือเปล่าครับบินโฉบดาดฟ้าหลังคาตึกพวกเราไปในระยะต่ำถึงสองเที่ยว" สมนึกพูดยิ้มๆ

"ตอนนั้นป้าพาคุณย่าเธอไปบ้านคุณหญิงแก้ว แต่น้าไพกับน้าภาและคุณแม่เธอคงจะเห็นกระมัง"

ร.ต. สมนึกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ผมขับเองแหละครับป้า"

นันทาหัวเราะเบาๆ

"บินต่ำอย่างนี้ไม่ผิดวินัยหรือพ่อนึก"

"ผิดซีครับ ถ้ามีใครเขาฟ้องไปทางกองทัพอากาศผมคงถูกสอบสวนแน่ๆ ผมนึกจะขับพุ่งลงมาชนตึกเสียแล้วแต่กลัวตายครับเลยไม่กล้า"

นันทาหันมามองดูลูกชายของหล่อน

"ไปฝึกบินมาเหนื่อยหรือลูก"

"ไม่เหนื่อยหรอกครับแม่ แต่ผมรำคาญอ้ายนพกับอ้ายตี๋ นั่งมาในรถมันเล่นกันมันคุยกันเอะอะเอ็ดตะโรมาตลอดทางผมกับดำรงจะพูดคุยปรึกษาหารือกันบ้างพูดกันไม่รู้เรื่อง"

ดำรงว่า "ผมกำลังปรึกษากับอ้ายนัสครับป้า เราจะซื้อตะกร้อที่เขาใส่ปากหมาเอามาใส่ปากอ้ายนพกับอ้ายตี๋มันจะได้พูดน้อยลง"

นันทาพาเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนเข้าไปในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก พนัส นพ สมนึก และดำรงต่างถอดหมวกออก คุณหญิงวาดนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมข้างประตูห้องรับประทานอาหารและมองดูหลานชายสุดที่รักของท่านทั้งสี่คนอย่างชื่นชม ประภากับประไพและนวลลออนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาทางขวามือของคุณหญิงวาด นันทาเดินไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนเกลอของหล่อน

"กลับมาแล้วหรือลูก ย่าน่ะวันไหนพวกเจ้าไปฝึกบิน ย่าไม่สบายใจเลย กลัวว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ถ้าเรือบินตกก็เห็นจะตัวเละเป็นหมูบะช่อเท่านั้นเองนั่งซีลูก"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนยิ้มกริ่มไปตามกันเดินไปบนโซฟาข้างห้องสมุด ร.ต. นพอ้าปากหาวเสียงลั่นห้อง

"เฮิ้ว ขับเครื่องบินทีไรลงมาหาวนอนทุกที"

พนัสมองดูหน้านพอย่างหมั่นไส้

"แกอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรแกก็หาวนอนทังนั้น วันหนึ่งแหกปากหาวตั้งหมื่นหนเห็นจะได้"

นพยักคิ้วให้

"คนเราขาดอ๊อกสิเจ็นหรือร่างกายมีอ๊อกสิเจ็นน้อยเกินไปมันก็หาวนอนทั้งนั้น"

คุณหญิงวาดมองดูลูกชายของสี่สหายทีละคนแล้วท่านก็บอกตัวเองว่า ร.ต. พนัสหลานย่าแท้ๆ ของท่านหล่อกว่าเพื่อนแต่งเครื่องแบบเช่นนี้สง่างามราวกับเทพบุตร แต่นพ สมนึกและดำรงก็ไม่เลว

"หิวไหมลูก" ท่านถามพนัส

"ไม่ครับ พวกเราแวะทานอาหารว่างมาแล้วทางซอยนานา"

นพพูดเสริมขึ้น

"แต่ทานอีกก็ได้ครับคุณย่า เครื่องย่อยอาหารของผมมันย่อยเร็วครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจแล้วหันมาทางประไพผู้เป็นแม่ของ ร.ต. นพ

"ไปหาผลไม้หรือของว่างมาให้พ่อนพกินหน่อยซี่จ๊ะแม่ไพ"

"ม่ายละค่ะคุณอา กินแล้วไม่รู้จักแล้วเหมือนกับคุณพ่อไม่มีผิด"

ดำรงสบตากับคุณหญิงวาดก็ถามว่า

"คุณย่าเรียกพวกเรามาพบทำไมครับ"

"อยากจะบอกอะไรพวกเจ้าน่ะซี เรื่องนังเจียมสาวใช้คนใหม่น่ะ"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนต่างสะดุ้งเฮือกแสดงท่าทีพิรุธไปตามกัน เสี่ยตี๋ทำเป็นไก๋ร้องเพลงหนังไทยศรีกรุงสมัยโน้น

"ดูซิดูโน่นซี สังกะสีเอามามุงหลังคา ดูไปดูมาหลังคามุงสังกะสี อ้า-แล้วยังไงอ้ายนพ"

ลูกชายของนิกรร้องต่อทันที

"ดูดูให้ดี สังกะสีมุงหลังคา มองไปมองมา หลังคามุงสังกะสี มองดูให้ดี สังกะสีมุงหลังคา"

"พอแล้ว" คุณหญิงวาดตวาดลั่น "แกกับพ่อนึกได้ค่าโฆษณาสังกะสีของบริษัทไหนวะ ร้องเสียเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับสังกะสีมุงหลังคาทั้งนั้น"

นพร้องต่อเบาๆ

"มองไปมองมา หลังคามุงสังกะสี"

"บอกว่าไม่ต้องร้อง" คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่นแต่นัยน์ตาของท่านที่มองดู เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนนั้นเต็มไปด้วยความรักและกรุณา "เรื่องของเด็กเจียมน่ะไม่มีอะไรหรอกพ่อมันมาจากแปดริ้วบอกแม่แก้วเขาว่า ไม่มีใครช่วยเก็บเกี่ยวข้าวเพราะอีกไม่ช้าก็จะถึงเวลาเกี่ยวข้าวแล้ว แม่แก้วเขาโทรศัพท์มาถึงย่าเล่าให้ฟังและขอตัวนังเจียมคืน ย่าก็เลยพาเจียมไปส่งแม่แก้วเขาเมื่อตอนก่อนเที่ยงนี้เอง"

พนัส นพ สมนึก และดำรงต่างมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันทีเข้าใจว่าเจียมมีความจำเป็นต้องกลับไปช่วยพ่อเกี่ยวข้าวตามที่คุณหญิงวาดโกหกให้ฟัง เสี่ยตี๋ทำเป็นไก๋ถามว่า

"แล้วคุณย่าจะให้ใครรับใช้พวกเราแทนเจียมล่ะครับ"

"อ๋อ ย่าแก้วของเธอเขาให้เด็กมาใหม่แล้ว"

สมนึกซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"หรือครับ สวยไหมครับคุณย่า"

"สวยมาก สวยกว่านังเจียมมากมายนัก อายุพึ่ง ๒๐ เท่านั้นหน้าตาหน่วยก้านเข้าทีเหมือนกับลูกผู้ดีตกยาก ย่ารับตัวมาแล้วและให้มันรับหน้าที่แทนเจียมต่อไป"

"ชื่ออะไรครับ" นพถามด้วยความสนใจ

"ชื่อจันทรา"

พนัสกลืนน้ำลายเอื๊อก

"สาวใช้ของพวกผมน่ะหรือครับชื่อจันทรา โอ้โฮ ยังกะนางเอกนวนิยายเชียวครับ"

นพพูดเสริมขึ้น

"คงเป็นลูกผู้ดีแต่พ่อมีเมียใหม่ จันทราไม่ถูกกับแม่เลี้ยงถูกแม่เลี้ยงด่าว่าโหดเหี้ยมทารุณต่างๆ ในที่สุดแม่เลี้ยงก็หาเหตุฟ้องพ่อให้ไล่จันทราออกจากบ้านทั้งๆ จันทรากำลังเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ความจำเป็นทำให้หล่อนต้องลดตัวลงมาเป็นคนใช้ สาวใช้แบบนี้เราจะต้องให้ความเมตตาปรานีให้มาก บอกเสียก่อนนะโว้ยใครทำยุ่งกับจันทราเหมือนอย่างเจียมไม่ได้นะ คนที่เป็นผู้ดีตกยากเราควรสงสารให้มาก"

พนัสทำตาเขียวกับนพ

"พูดบ้าอะไรวะอ้ายนพใครไปยุ่งกับเจียมที่ไหนกัน"

นพยิ้มแห้งๆ

"กันพูดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง อ้า-ไปตึกเราเถอะ ไปดูหน้าจันทราสาวใช้คนใหม่ของเราเสียหน่อย"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"ไม่ต้องหรอกจ้ะ คุณย่าใช้ให้คนไปตามจันทรามานี่แล้ว รับรองว่าพวกเธอเห็นแล้วจะต้องมองดูอย่างตะลึงลานทีเดียว"

เสี่ยตี๋ยิ้มให้แม่ของเขา

"สวยมากหรือครับแม่"

"ก็น่ารักดีเหมือนกัน น้าภาและน้าไพของเจ้าเขาจะส่งเข้าประกวดนางสาวไทยในงานวชิราวุธปีนี้แหละ ส่งในนามของธนาคาร "สี่สหาย" ถ้าได้เป็นนางสาวไทยธนาคารเราก็จะมีผู้นิยมมากขึ้น"

สมนึกหันมาทางลูกชายของนิกร

"เด็ดโว้ย พวกเราได้สาวใช้เหมาะใจที่สุด เหมือนกับเพชรที่ตกอยู่ในโคลนตม"

นพยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วร้องเพลงเบาๆ ซึ่งละครสมัยเก่าและเขาจำมาจากแผ่นเสียงเก่าๆ แผ่นหนึ่ง

"จันทร์เอยจันทรา ส่องแสง...งามจับหล้า...งามจับหล้า แลตะลึง...คิดถึงน้องน้อย...กลอยใจ"

พนัสโบกมือห้ามลูกชายของนิกร

"พอแล้วอ้ายนพ ชาวบ้านเขาได้ยินเข้าเขาจะเข้าใจว่าบ้านเราเลี้ยงวัว"

"แหม" นพพูดเสียงลากก้าม "เสียงฉันกับเสียงวัวมันคล้ายกันหรือ"

"ไม่ใช่คล้าย เหมือนทีเดียว" แล้วพนัสก็หัวเราะ

ทันใดนั้นเองสาวใช้คนใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้นทางประตูด้านหลังตึก รูปร่างของหล่อนสูงในราว ๖ ฟุต ๒ นิ้ว ผอมกะหร่องแข้งขาลีบ อายุในราว ๒๐ ปี หล่อนเป็นหญิงสาวที่ขี้ริ้วขี้เหร่ที่สุดในโลก ผิวหยาบกร้านมีผื่นและสะเก็ดหลายแห่งตามแขนทั้งสองข้าง ใบหน้าเรียวยาวหน้าผากโหนกริมฝีปากหนานัยน์ตาข้างซ้ายบอดมาแต่กำเนิด ผมเผ้ารุงรังเป็นกระเซิงหล่อนสวมผ้าถุงสีน้ำตาล เสื้อนอกคอปกสีขาวแขนสั้น ท่าทางที่เดินกระเผลกแสดงว่าขาซ้ายพิการเดินไม่ถนัด หญิงสาวผู้อาภัพอับโชคในเรื่องรูปสมบัติผู้นี้ชื่อจัน หมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่งแต่เมื่อมาอยู่กับคุณหญิงแก้วได้ไม่กี่วัน คุณหญิงแก้วก็แกล้งเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่าจันทรา นอกจากขี้ริ้วขี้เหร่แล้วยังเป็นโรคปัญญาอ่อนอีกด้วย

จันทราทรุดตัวลงนั่งพับเพียบข้างประตูห้องโถงแล้วกล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงห้าวๆ

"เจ้านายเรียนดีฉานหรือคะ"

"อุ๊ย" เสี่ยตี๋ร้องสุดเสียง "อาหมอไปเอาผีดิบวัดไหนมาชุบให้คืนชีพครับคุณย่า"

สี่นางหัวเราะลั่นห้อง คุณหญิงวาดพูดพลางหัวเราะพลาง

"นี่แหละจันทราสาวใช้คนใหม่ของพวกเจ้ายังไงล่ะ"

"ตาเถน" นพอุทานออกมาดังๆ "ผู้หญิงหรือผู้ชายครับคุณย่า"

"ผู้หญิงโว้ย"

"โอ้โฮ หนวดขึ้นเขียวครึ้มเชียวครับถ้าจะไม่ได้โกนหนวดมาหลายวัน ตอนเดินเข้ามาผมนึกว่าเสาชิงช้าที่วัดสุทัศน์หลุดเข้ามาในบ้านเราอีก"

พนัสกวักมือเรียกสาวใช้คนใหม่

"มานี่ซิจันทรา ขอให้ฉันดูเนื้อหนังของเธอใกล้ๆ หน่อยซิ"

จันทราคลานเข้ามาหา แต่พอหล่อนยิ้มเห็นฟันซีเท่าจอบ เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนก็ทำหน้าเหยเกไปตามกัน

"ดิฉันฝากตัวด้วยนะคะ หวังว่าพวกคุณคงไม่ข่มเหงรังแกดีฉันแบบลูกไก่อยู่ในกำมือ"

"โอ๊ย" พนัสร้องลั่น "รับรองว่าเธอจะไม่ได้รับภัยอันตรายจากพวกเราเป็นอันขาด"

ดำรงชี้มือไปที่ ศีรษะของจันทราแล้วร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"ไข่เหาขาวโพลนไปหมด ถอยออกไปจันทรา ประเดี๋ยวเหาโดดมาเกาะหัวฉันยุ่งกันใหญ่"

จันทรารีบถอยออกไปนั่งข้างประตูตามเดิม นันทาหัวเราะจนน้ำตาไหล หล่อนมองดูเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนแล้วกล่าวว่า

"แล้วจะจัดการโกนหัวจันทราให้ สาวใช้คนนี้แหละเหมาะแก่พวกเธอทั้งสี่คนแล้ว เจียมมาอยู่ได้คืนเดียวพวกเธอต่างผลัดกันเข้าหา คุณอาท่านกลัวจะมีเรื่องยุ่งท่านก็ส่งเจียมกลับไปให้คุณน้าแก้วแล้วเอายายจันมาอยู่รับใช้พวกเธอแทนเจียมเข้าใจไหมล่ะแต่ละคนเจ้าชู้ดีนัก"

"โธ่-คุณย่า" พนัสคราง "เอาซากศพที่ยังมีลมหายใจมาให้พวกเราใช้จะไหวหรือครับ คุณย่าบอกว่าชื่อจันทราผมนึกว่าคงสวยหยดย้อย"

นพพูดเสริมขึ้น

"ที่แท้กลายเป็นจันทร์ลั่นป้อหรือจันทร์ขี้เฟียะ"

จันทราค้อนปะหลับปะเหลือก

"แหม มาว่าเค้า รูปทำนามทำไม่ใช่เหรอ ฮึ-แล้วอย่ามาเกี้ยวเค้านะจะบอกให้"

เสี่ยตี๋แหกปากหัวเราะลั่น

"หน้าเหมือนหนังตะลุงแขกว่ะ ไปเถอะโว้ยพวกเราดีเหมือนกันมีสาวใช้อย่างนี้เราจะได้สบายใจไม่ต้องว้าวุ่นใจ"

พนัส นพ สมนึก และดำรงต่างหยิบหมวกแก๊ปทรงหม้อตาลลุกขึ้นยืนแล้วพากันเดินหัวเราะออกไปทางหลังตึก สี่นางกับคุณหญิงวาดหัวเราะลั่น คุณหญิงวาดพอใจอย่างที่สุดที่ท่านได้จันทราเป็นสาวใช้ของท่าน

จบตอน