พล นิกร กิมหงวน 187 : ทับตะโก

เมื่อคาดิลแล็คเก๋งสีฟ้าหม่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" ตอนเย็นวันนั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างก็แลเห็นจิ๊ปวิลลี่ส์สีเทากลางเก่ากลางใหม่ หมายเลขทะเบียน ร.บ. ๙๘๖๕ จอดอยู่ที่หน้าบันไดตึก และคนขับรถคันนั้น ซึ่งแต่งกาย คล้ายกับเคาบอยนั่งจ๋องอยู่บนเก้าอี้สนามรอคอยเจ้านายของเขา

"เอ๊ะ ใครมาหวา รถคั้นนี้มาจากราชบุรี" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งคู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถพูดขึ้นเปรยๆ

"ร.บ. ไม่ใช่โรงพยาบาลบ้าหรือครับ" นิกรถามเสียงหัวเราะ

ท่านเจ้าคุณหันมามองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"ถ้าใช่เขาก็คงมารับแกแน่นอน"

เจ้าแห้วขับคาดิลแล็คเก่งคลานเอื่อยๆ แล่นมาหยุดห้างจากท้ายรถจิ๊ปคันนั้นราว ๒ เมตร ทันใดนั้นเองคุณหญิงวาดก็พาสุภาพบุรุษผู้สูงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินออกมาจากห้องรับแขกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สุภาพบุรุษผู้นี้แต่งกายเลียนแบบเคาบอยตะวันตกในภาพยนตร์ฮอลลี่วู้ด สวมเสื้อกั๋กทัยเสื้อเชิ้ทแขนยาวถึงแม้จะแก่แล้วลักษณะท่าทางก็องอาจสง่าผ่าเผย

"โบนันซ่า" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "นั้นนายค้าตไร้ด์นี่หว่า ไหงหลุดออกมาจากจอโทรทัศน์"

ผู้ที่ถูกเสี่ยหงวนระบุว่านายค้าตไร้ด์ หรือพระพินิจนิติธรรมยกมือขวาโบกให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหาย

"สวัสดีครับเจ้าคุณ สวัสดีทุกๆ คน"

คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างพากันลงจากรถอย่างรีบร้อน คราวนี้ทุกคนก็จำพระพินิจฯ เพื่อนรักเกลอเก่าแกของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เป็นอย่างดี

"คุณพระ" เจ้าคุณร้องขึ้นดังๆ ดีใจที่ได้พบพระพินิจฯ ซึ่งเปรียบเหมือนกับว่าเป็นเพื่อนรักของท่านด้วย "โอ้โฮ เล่นแต่งกายเคาบอยยังงี้ใครจะไปจำได้ เหมือนกับนายค้าตไร้ด์ในเรื่องโบนันซ่าจริงๆ "

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสี่สหายเดินมาที่บันไดตึก เมื่อขึ้นมาที่ระเบียงหน้าตึก พล, นิกร, กิมหงวนและ ดร. ดิเรก ต่างก็กระพุ่มมือไหว้ พระพินิจฯ อย่างนอบน้อม คุณพระรับไหว้และสัมผัสมือกับทุกๆ คนโดยทั่วหน้ากัน

ท่านดึง พล พัชราภรณ์ เข้ามากอดด้วยความรัก

"เราไม่ได้พบกันราว ๖ ปีแล้ว หลังจากพระราชทานเพลิงศพคุณพ่อของเธอ อาก็เพิ่งมากรุงเทพฯ วันนี้แหละ อายังระลึกถึงทุกๆ คน"

"ขอบคุณครับ คุณอาสบายดีหรือครับ"

คุณพระสั่นศีรษะ

"ไม่สบายหรอกหลานชาย ที่มาก็เพื่อมาวิ่งเต้นขายไร่และปศุสัตว์ แล้วอาจะอพยพมาอยู่กรุงเทพฯ ตามเดิมนอนกินเงินบำนาญสบายใจกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"คุณพระยังแข็งแรงดีนี่นา รู้สึกว่าสมบูนณ์กว่าเก่าด้วยซ้ำไป ได้ข่าวว่าคุณพระเป่ากระหม่อมเด็กสาวที่ราชบุรีเอาไปเป็นอนุสองสามคนใช่ไหมครับ"

พระพินิจฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เจ้าคุณก็รู้ นิสัยผมดีแล้วว่าเรื่องพรรค์นี้ผมไม่ชอบ" พูดจบพระพินิจฯ ก็ยิ้มให้เสี่ยหงวน "ยังไงหลานชาย"

"ยังงั้นแหละครับ คุณอา"

"เอ๊ะ ตอบชอบกล ยวนๆ ดีเหมือนกัน นิกรล่ะสบายดีหรือ"

"ก็ไม่เจ็บไม่ไข้นี่ครับ"

"อือ นานๆ พบกันที่พวกแกก็ยังยียวนอยู่เหมือนเดิมนะ" แล้วท่านก็ยื่นมือให้ ดร.ดิเรก จับอีกครั้งหนึ่ง

"ตั้งแต่เธอได้เป็นนายพลเราก็เพิ่งได้พบกันวันนี้ พวกเธอไม่มีใครแก่เฒ่าร่วงโรยเลย เห็นยังไงก็อย่างนั้น คนที่มีเงินมั่งมีศรีสุขก็เป็นอย่างนี้แหละ จิตใจชื่นบานร่างกายก็ไม่แก่ ดูแต่คุณหญิงก็แล้วกัน รุ่นเดียวกับคุณหญิงเท่งทึงไปเกือบหมดแล้ว แม้กระทั่งเมียของอาซึ่งเป็นเพื่อนรักกับคุณหญิง แต่คุณหญิงท่านยังแข็งแรงเหมือนคนอายุ ๕๐

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"อะฮั้นบริหารร่างกายเสมอแหละค่ะ หัดดัดตนมือเปล่าตามที่ คุณอดิศัยเขาแนะนำให้ทาง ที.วี. ไงล่ะคะอะฮั้นแข็งแรงก็เพราะได้บริหารร่างกายและกินอาหารที่มีประโยชน์"

พระพินิจฯ มองดูคุณหญิงวาดอย่างเศร้าใจ

"เดี๋ยวนี้คุณหญิงพูดอะฮั้นแล้วหรือครับ"

"ค่ะ บางทีก็พูดดั๋นแทนดิฉัน เพราะรู้สึกว่ามันทันสมัยดี อะฮั้นต้องทำตัวให้ทันสมัยเสมอ เพราะอะฮั้นเป็นกรรมการที่โน่นที่นี่ตั้งหลายแห่ง ทั้งกรรมการบริษัทและองค์การกุศล"

สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน คุณหญิงวาดชวนทุกคนเข้าไปในห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างนั่งเรียงรายรอบห้อง สาวใช้สองคนนำเครื่องดื่มมาเสิฟ พระพินิจฯ ได้สนทนาไต่ถามทุกข์สุขเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน

แล้วคุณพระก็กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นการเป็นงาน

อาจะเลิกทำไร่แล้วเสี่ยหงวน เธอช่วยรับซื้อไร่และกิจการของอาไว้หน่อยซิ อาขายให้หมดรวมทั้งวัวประมาณ ๖๐๐ ตัว ซึ่งเป็นโคนมราว ๕๐ ตัว ที่ดินของอาอยู่ห่างจากจังหวัดราชบุรีไปทางตะวันตกราว ๓๐ กิโลเมตร เต็มไปด้วยขุนเขาใหญ่น้อยและมีทุ่งหญ้าเหมาะแก่การเลี้ยงวัว มีลำธารสายใหญ่ซึ่งต้นน้ำมาจากเขาตะนาวศรีไหลผ่านที่ของอา เนื้อที่ทั้งหมด ๓๐๐ ไร่มีโฉนดเรียบร้อย อาได้ลงทุนสร้างอาคารต่างๆ ในไร่เกือบห้าแสน นับตั้งแต่โรงไฟฟ้า โรงสูบน้ำ บ้านพักคนงานสำนักงานและบ้านพักของอา อาจะขายให้เธอเพียงล้านบาทเท่านั้น และยินดีจะพาเธอไปดูก่อน เพื่อเธอจะได้เห็นว่าราคาล้านบาทไม่แพงเลย เพียงแต่กาแฟของอาก็ขายได้ปีละหกหมื่นบาท กิจการปศุสัตย์ทั้งวัวและหมูก็มีกำไรดีมาก"

ทุกคนนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วทำไมคุณอาจะเลิกกิจการเสียล่ะครับ" กิมหงวนถามยิ้มๆ "หรือว่าคุณอาแก่แล้วอยากพักผ่อน"

"เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้นหลานชาย อาอยู่ไร่หรือที่ฟาร์มของอานั่นแหละ ช่วยให้อาแข็งแรงมีสุขภาพดีมาก เพราะได้บริหารร่างกายอยู่เสมอ อย่างน้อยก็เดินวันละ ๓๐ กิโลเมตร คือเดินอยู่ในไร่ของเรานั่นแหละแต่ว่า....อาแก่แล้ว อาเหมือนกับเสือเฒ่าที่เขี้ยวเล็บคลอนแคลน อาไม่สามารถจะอยู่ที่ทับตะโกได้"

"ทับตะโก " พลทวนคำอย่างแปลกใจ

พระพินิจฯ เปลี่ยนสายตามาที่ พ.อ. พล พัชราภรณ์ ซึ่งท่านรักใคร่เอ็นดูเหมือนกับหลานชายของท่านคนหนึ่ง

"ถูกแล้ว ที่ที่อาอยู่เขาเรียกว่าตำบลทับตะโกคำนี้เป็นภาษาไทยกับภาษากระเหรี่ยงปนกัน ทับแปลว่าที่อยู่ ทับก็ตะโกก็คือที่อยู่ของเสือนั้นเอง"

พลยิ้มให้ท่าน

"ที่นั่นเสือชุมหรือครับคุณอา"

"มันก็มีบ้างหลานชาย ที่ไหนมีป่ามีภูเขาที่นั่นก็ต้องมีเสือ แต่เสือจริงๆ มีไม่มากและไม่น่ากลัวหรอกที่นี้เสือคนน่ะซิมันมีมากมายเหลือเกิน ทับตะดกกลายเป็นแดนอ้ายเสือไปแล้ว กลายเป็นชุมทางของพวกดาวโจรทั้งหลายซึ่งไปรวมกันที่นั่น ไปสร้างบ้านเรือนอยุ่ก่อกรรมทำเข็ญให้กับพวกชาวไร่และชาวบ้านป่าเนืองๆ "

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ปล้นสะดมฉุดคร่าห์หรือครับ"

"ใช่ พวกผู้หญิงชาวบ้านป่าถูกฉุดไปบ่อยๆ จนต้องหนีเข้าไปอยู่อำเภอ บางทีผู้ชายมันก็ฉุด"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทาน "ฉุดเอาไปทำเมียหรือคะคุณพระ"

"ครับ อ้ายพวกเดนมนุษย์เหล่านั้นร้ายเหลือเกินป่าเถื่อนทารุณไม่มีศีลธรรม บุกเข้ามาในไร่ผมบ่อยๆ อยากจะได้อะไรก็หยิบฉวยเอาไป บางทีก็ขอหมูเอาไปกินตัวสองตัว ไม่ให้ก็ไม่ได้เพราะมันมากันหลายคนและล้วนแต่มีปืนทั้งนั้น วัวของผมเอาไปเลี้ยงกลางทั่งมันชอบใจมันก็ต้อนเอาไปกินบ้างเอาไปขายบ้าง"

พลกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล

"ทำไมคุณอาปล่อยให้มันข่มเหงรังแกใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างนี้ล่ะครับ คุณอาน่าจะระดมพวกคนงานที่ไร่สู้กับมัน ไร่ของผมที่เขาใหญ่ก็เคยผจญกับเหตุการณ์อย่างนี้มาแล้ว แต่พวกผมปราบเสียราบ ปราบกันด้วยปืนแหละครับ อ้ายพวกนี้ร้ายก็ต้องร้ายตอบ เราร้ายกว่ามันมันถึงจะเกรงกลัว"

พระพินิจฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"อ้ายหลานชาย เธอไม่รู้อะไร พวกคนงานที่ไร่ล้วนแต่เป็นชาวพื้นเมืองทั้งนั้น แต่ละคนขี้ขลาดตาขาวรักตัวกลัวตาย เห็นอ้ายพวกนั้นเข้าก็ตัวสั่นงังงก ได้ยินเสียงปืนก็หัวหด อาคนเดียวอาจะสู่มันได้อย่างไร ลูกๆ ของอาที่เขามีฐานะเป็นปึกแผ่นอยู่ในกรุงเทพฯ เขาก็อยากให้อาขายไร่มาอยู่กรุงเทพฯ เธอเคยพบปะกับเขาบ้างหรือเปล่าล่ะ"

พลว่า "เคยพบสมศักดิ์ครั้งหนึ่งครับ เขาเอาเงินไปฝากที่ธนาคารของเราแล้วขึ้นไปคุยกับผม แต่เกือบปีมาแล้ว สมถวิลไม่เคยพบครับ ทราบแต่ว่าเป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาลทางสะพานควาย"

พระพินิจฯ เปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน

"เธอช่วยรับซื้อไร่และกิจการของอาไว้หน่อยซิเสี่ยหงวน เงินล้านบาทขนหน้าแข้งเธอไม่ร่วงหรอก"

อาเสี่ยว่า "ผมเรียนคุณอาตามตรงนะครับ ผมซื้อไร่คุณอาไว้ผมก็ไม่มีเวลาควบคุมดูแลหรือบริหารงานเพราะธุรกิจของผมทางนี้มีอยู่ล้นมือแล้ว คุณอาคิดดูสิครับ โรงสี ๑๐ โรง, โรงเลื่อย ๑๐ โรง, โรงรับจำนำ ๑๐ โรง, ร้านค้าทองหนึ่งร้าน ร้านค้าเพชรหนึ่งร้าน ห้างของผมอีก ๔ แห่ง ธนาคารและโรงแรมอีก นอกจากนี้ยังมีอู่ต่อเรือและกิจการโพยก๊วน"

"โพยก๊วน " นิกรพูดขึ้นเบาๆ "เจ้ามือสลากกินรวบหรือหวยใต้ดินน่ะหรือ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"ไม่ใช่โว้ย หน็อย หาเรื่องให้ติดคุกแล้วไหมล่ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับแขก พระพินิจฯ กล่าวกับอาเสี่ยว่า

"เธอช่วยก็ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหลานชาย อาจะวิ่งเต้นขายที่อื่น อ้า-หรือเจ้าคุณจะรับซื้อไว้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ไม่ไหวครับ เงินตั้งล้านผมจะไปเอาที่ไหน"

นิกรว่า "เอาแบ็งค์ใบละบาทพันรอบศรีษะคุณพ่อซิครับ"

"อ้าวๆๆ ทะลึ่งกับฉันเดี๋ยวก็โดนดีเท่านั้น"

เสี่ยหงวนกล่าวกับพระพินิจฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"ขอให้ผมไปดูไร่คุณอาก่อนเถอะครับ ถ้าถูกใจผมผมก็จะรับซื้อไว้ และจะส่งคนของผมไปควบคุมดูแลดำเนินกิจการต่อไป"

"งั้นเรอะ ดีเหมือนกันหลานชาย เธอไปเมื่อไรล่ะ"

กิมหงวนหันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสาม

"พรุ่งนี้วันเสาร์เราว่างนี่หว่า ไปติดต่อการงานกับใครเป็นต้นว่าที่ศุลกากรเขาหยุดทำงาน ไปเที่ยวทับตะโกกันถอะวะ วันจันทร์ค่อยกลับ หรือถ้าสนุกอยู่สักอาทิตย์ก็ยังได้ แถวนั้นมีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มาก"

ดร. ดิเรกพยักหน้า

"โอ.เค. ไปก็ไป กันกำลังคิดอยู่ที่เดียวว่ากันควรจะพักผ่อนการงานบ้าง เพราะหมู่นี้ทำงานมากเกินไป"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"สำหรับกันเป็นช้างเท้าหลัง ไม่ต้องถามกันหรอกใครจะไปทางไหนกันก็ตามไปด้วย"

อาเสี่ยหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาไปกับเรานะครับ"

"เอา ไปก็ไป ผิดนักลองดีกับพวกมือปืนทับตะโกดูสักพัก เราจะเอารถอะไรไปล่ะ"

พระพินิจฯ พูดขึ้นทันที

"ขอเป็นรถจิ๊ปเถอะเสี่ยหงวน ถนนมันเป็นถนนดินและตอนนี้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมากเพราะฝนตกชุก"

"ครับ ผมจะเอาจิ๊ปใหญ่ที่อู่ต่อเรือ ของผมไป อ้า-คุณอาพักอยู่ที่ไหนล่ะครับ"

"พักอยู่ที่บ้านแม่หวินในซอยสุทธิสารวินิจฉัย เราจะออกเดินทางกันตอนสายวันพรุ่งนี้ดีไหมล่ะหลานชาย"

"ดีครับ" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "๑๐.๐๐ น. คุณอามารับพวกเราที่นี่ พวกเราสี่คนกับคุณอาและอ้ายแห้วจะเตรียมพร้อมคอยอยู่นี่แหละครับ"

"ดีแล้ว สี่โมงเช้านะ" พูดจบท่านก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด "ผมเห็นจะต้องลากลับเสียทีละครับ"

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณอุทาน "รีบไปไหนล่ะคุณพระ กินเหล้ากันก่อนซิ"

พระพินิจฯ หัวเราะชอบใจ

"ผมเลิกมานานแล้วเจ้าคุณ เอ๊ะ-นี่เข้าพรรษาเจ้าคุณยังกินเหล้าอีหรือ"

"ครับ กินจนกว่าออกพรรษาแล้วก็หยุดกิน"

"จนกว่าจะเข้าพรรษา "

"ไม่ใช่ครับ หยุดกินสักสองสามวันแล้วกินอีกผมน่ะอยากเลิกจะตายไป แต่อ้ายลิงสี่ตัวมันชวนกินทุกวัน ไม่กินมันก็ยังโง้นยังงี้"

พระพินิจฯ ลากลับ ท่านได้จับมือกับคุณหญิงวาดแสดงความเป็นมิตรอันสนิทสนม ทุกคนออกมาส่งคุณพระที่หน้าตึกแล้วยิ่มมองดูจนกระทั่งจิ๊ปวิลลี่ส์ พาพระพินิจฯ ออกไปพ้นประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์"

ดินแดนส่วนหนึ่งทางทิศตะวันตกของจังหวัดราชยุรี ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรและทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้างมองแลเห็น เขาตะนาวศรีสูง ตระหง่าน เป็นแนวยาวไปทางเหนือและทางใต้จนสุดสายตา ที่นั่นคือ

ทับตะโก

จิ๊ปวิลลี่ส์และจิ๊ปใหญ่ขณะรวม ๒ คันได้เดินทางมาถึงไร่ "พินิจ" ของพระพินิจนิติธรรม ข้าราชการบำนาญสังกัดกระทรวงยุติธรรมในเวลา ๑๕.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น การเดินทางล่าช้า ก็เพราะแวะเที่ยว นครปฐมและรับประทานอาหารกลางวันกันที่นั่น

เมื่อมาถึงจังหวัดราชบุรี จนออกไปพ้นเขตเทศบาลรถทั้งสองคัน ก็ลัดเข้าทางเกวียน บุกเข้าไปในป่าตามทางอันขรุขระ มีหมู่บ้านของชาวไร่ตลอดมา แต่ลึกจากทางหลวงราว ๕ ก.ม. ก็พ้นเขตไร่ รถแล่นผ่านเชิงเขาไปตามทางธรรมชาติ บางแห่งทำท่าเหมือนกับติดหล่มลึกเกือบจะเล่นต่อไปไม่ได้

ในที่สุด พระพินิจฯ ก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาถึงไร่ของท่านโดยสวัสดิภาพปรกฎว่าทุคนถูกรถฟัดสะบักสะบอมไปตามกัน พระพินิจฯ อธิบายให้ฟังว่าในฤดูแล้งการเดินทางสะดวกมากชาวบ้านป่าที่อาศัยทางเกวียนได้ ช่วยกันซ่อมถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อให้ดีขึ้น รถจิ๊ปเล็กของท่านไปราชบุรีใช้เวลาเดินทางราวชั่วโมงเดียวเท่านั้น คุณพระว่าตามปรกติมีผู้มาซื้อโคสุกรและไก่ตลอดจนพืชไร่ต่างๆ จนถึงไร่ คือนำเกวียนมาบรรทุกไปขายเอากำไรอีต่อหนึ่ง บางทีก็มาซื้อโคไปเทียมเกวียน

พระพินิจฯ นั่งคู่กับพลในรถจิ๊ปใหญ่ซึ่งพลทำหน้าที่เป็นคนขับตั่งแต่ออกจากกรุงเทพฯ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกร, เสี่ยหงวน และดร. ดิเรกนั่งอยู่ข้างหลัง ส่วนเจ้าแห้วอยู่ที่รถจิ๊ปวิลลี่ส์กับคนรถของคุณพระ

พอรถเข้าเขตไร่การสนทนาก็สิ้นสุดลง จิ๊ปใหญ่แล่นตามจิ๊ปวิลลี่ส์ตรงไปยังสำนักงานของไร่ "พินิจ" เป็นเรือนชั้นเดียวกว้างใหญ่ ด้านหน้ามีเสาธงแลเห็นธงไตรรงค์โบกสะบัดพริ้ว หลังสำนักงานมีเรือนพักแบบบังกาโล ๒ หลัง หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ของพระพินิจฯ อีกหลังหนึ่งเป็นเรือนรับรอง ลูกชายคนโตของคุณพระคือ พ.อ. สมศักดิ์ นิติธรรม แห่งกรมพระธรรมนูญทหารบก มักจะพาภรรยาของเขามาพักผ่อนหย่อนใจที่ไร่ "พินิจ" บ่อยๆ บางทีก็พาเพื่อนนายทหารมาเที่ยว มาล่าสัตว์ที่เชิงเขา

ความแปลกใจบังเกิดขึ้นแก่พระพินิจฯ ทันที เมื่อท่านแลเห็นพวกกรรมกรไร่ประมาณ ๓๐ คนยืนจับกลุ่มล้อมวงอยู่หน้าสำนักงานของท่าน แน่ละ มันจะต้องมีเหตุการณ์ที่ไม่สู้ดีนักเกิดขึ้น

จิ๊ปวิลลี่ส์และจิ๊ปใหญ่แล่นมาหยุดบนถนนลูกรังหน้าสำนักงานพอดี ทุกคนพากันลงจากรถ ชายกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนสนิทของคุณพระรีบวิ่งเข้ามาหาพระพินิจฯ ในท่าทางหวาดหวั่น

"ท่านครับ ผู้จัดการ อ้า ผู้จัดการถูกยิงตายเสียแล้วครับ"

พระพินิจฯ ยืนตะลึง สักครู่แล้วท่านก็ร้องออกมาดังๆ

"นายจำรัสถูกยิงตาย "

"ครับ ก่อนหน้าที่ท่านมาถึงเพียงสองสามนาทีเท่านั้นแหละครับ"

"ใครยิง"

"อ้ายเบียครับ"

พระพินิจฯ ขบกรามกรอด เต็มไปด้วยความอาลัยรักผู้จัดการไร่ของท่าน ซึ่งเป็นลูกชายของเพื่อนและเปรียบเหมือนกับว่าเขาเป็นหลานชายของท่านคนหนึ่ง ความทะนงองอาจของเสือเบียทำให้ท่านเจ็บช้ำน้ำใจอย่างยิ่ง

"เสือเบีย....เสือเบียฆ่าหลานชายของฉัน เรื่องราวมันเป็นอย่างไรแกเล่าให้ฉันฟังซินายฉัตร"

"ผมก็ไม่เห็นหรอกครับ ผมทำงานอยู่บนเรือนของท่าน ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าผมก็โผ่ลหน้าต่างมองดูเสือเบียพาพวกมาที่นี่ราว ๑ๆ คนครับ ผมเข้าใจว่ามันคงมาขอหมูหรือไก่ไปกินก็ทำงานต่อไปโดยไม่สนใจกับมัน แต่แล้วผมก็ได้ยินเสียงปืนพกดังขึ้นที่หน้าสำนักงานหนึ่งนัดต่อจากนั้นอ้ายเบียก็พาพรรคพวกขึ้นม้าหนีไป พวกคนงานต่างวิ่งมาที่สำนักงานผมวิ่งไปบ้าง แลเห็นนายนอนทุรนทุราย อยู่บนพื้นเฉลียง หน้าห้องแล้วนายก็สิ้นใจตายถมมันบอกว่านายบอกว่าอ้ายเบียมาขอเงินใช้ ๕,๐๐๐ บาทครับ นายบอกว่าเงินอยู่ที่คุณพระมันโกรธมันก็ยิงเอา"

พระพินิจฯ ถอนหายใจลึกๆ ท่านมองดูหน้าสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"เห็นหรือยังหลายชาย พอพวกเธอมาถึงเธอก็ได้เห็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของอ้ายพวกเดนมนุษย์เหล่านี้"

เสี่ยงหงวนขบกรามกร้วมๆ

"ผมจะแก้แค้นให้ครับคุณอา คนที่ฆ่าผู้จัดการไร่ชื่ออ้ายเบียหรือครับ"

"ใช่ เป็นโจรและฆาตกรโหดชื่อดังคนหนึ่งในทับตะวันนี้ น้องชายของมันชื่ออ้ายแกละ ทั้งอ้ายเบียและอ้ายแกละมีอิทธิพลมาก ข่มขู่อามาเกือบครึ่งปีแล้วอยู่ๆ ก็มาไถเงินทีละพันสองพัน บางทีก็ขอข้าวสารหนึ่งกระสอบ ขอไก่ ๑๐ ตัวหรือหมูตัวหนึ่ง บางทีก็ต้อนวัวเอาไปขายหรือเอาไปเชือดกิน อาตัดสินใจขายไร่และกิจการของอาก็เพราะเหตุนี้ เพราะอาไร้ความสามารถ อาไม่เข้มแข็งพอที่จะสู้รบตบมือกับอ้ายพวกนี้นั่นเอง"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"อ้ายเบียกับอ้ายแกละ....ฮึ่ม ดีแล้ว กูต้องฆ่ามึง ม่ายมึงก็ต้องฆ่ากู ทับตะโกจะต้องนองเลือดในครั้งนี้เมื่อสี่มือปืนเดินทางมาถึงนี่"

พระพินิจฯ ถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง ท่านกล่าวกับทุกๆ คนว่า

"ไปดูศพจำรัสหน่อยเถอะ โธ่-น่าสงสารเหลือเกิน พ่อเขาเป็นเพื่อนรักกับอาอุตส่าห์ส่งลูกชายมาช่วยทำงาน ในที่สุดจำรัสก็เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่"

คุณพระเดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตรงไปที่เรือนสำนักงาน พวกคนงานหรือไทยมุงทั้งหลายต่างกระจายกลุ่มออกหลีกทางให้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยุติลงทันที

นายจำรัสชายหนุ่มในวัย ๓๐ เศษ รูปร่างสูงโปร่งสวม กางเกงขายาวสีกากีและเสื้อยืด คอปกแขนสั้น สีขาวนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นหน้าห้อง กระสุน ๙ มม. ของจอมโจรทะลุหน้าอกของเขาออกทางเบื้องหลัง ถึงไม่ถูกหัวใจก็ถูกอวัยวะสำคัญ ภายในทำให้เขาสิ้นชีวิตหลังจากหนึ่งนาทีที่ถูกยิง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือซ้ายจับแขนขวา ดร. ดิเรกเขย่า

"ไม่มีทางช่วยเขาหรือดิเรก"

ศาสตราจารย์ดิเรกส่ายหน้า

"โน-เขาสิ้นใจแล้วครับ"

นิกรยกมืออุดจมูกแล้วกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน

"เหม็นจังโว้ย"

อาเสี่ยยกศอกกระทุ้งนิกรดังอั้ก

"คนพึ่งตายสดๆ ร้อนๆ เหม็นมีอย่างที่ไหนวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็กันได้กลิ่นนี่หว่า"

แกปล่อยออกมาน่ะซิ"

"นั่นน่ะซิ"

ต่างคนต่างมองดูศพนายจำรัสผู้จัดการไร่ "พินิจ" ด้วยความเศร้าสลดใจ เขายังเป็นโสดแต่มีคู่หมั้นแล้วคู่หมั้นของเขา อยู่ราชบุรีและเป็นเทพีสงกรานต์เมื่อเดือนเมษายนที่แล้วมานี่เองพระพินิจฯ กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็มองดูหน้าชายกลางคน คนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานซึ่งยืนอยู่ข้างหลังท่านนั่นเอง

"นายบัว ช่วยกันนำศพจำรัสไปที่ละเมาะทางด้านเหนือของไร่กาแฟ และให้คนงานขุดหลุมเตรียมไว้ บ่าย ๔ โมงฉันกับเพื่อนฉันและพวกหลานๆ ที่มาจากกรุงเทพฯ จะได้ทำพิธีฝังศพเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้"

"ครับผม เชิญท่านกับพวกเจ้านายไปพักผ่อนผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวก่อนเถอะครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามพระพินิจฯ เบาๆ

"ฝังกันง่ายๆ อย่างนี้เองหรือคุณพระ ไม่มีการแจ้งความขอมรณบัตรให้แพทย์มาชันสูตรศพหรือครับ"

พระพินิจฯ เค้นหัวเราะ

"เราอยู่ในป่าดงห่างไกลจากอำเภอราว ๒๕ กิโลเมตร ที่นี่ไม่มีตำรวจไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองแม้กระทั่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน"

"แล้วปกครองกันอย่างไร"

"ก็ปกครองกันด้วยลูกปืนน่ะซิครับ หรือม่ายก็อย่าสู้ใคร ที่ทับตะโกใครดีใครอยู่ ใครไม่ดีหรือชักปืนช้ากว่าเขาก็ยิงตาย ตายแล้วก็เอาไปฝังไม่มีหารเผากันละครับ เพราะไม่มีพระเจ้าที่เราจะทำบุญ ชีวิตของชาวทับตะโกก็เหมือนแขวนอยู่กับเสนด้าย อาจจะถูกฆ่าตายเมื่อไรก็ได้ และที่นี่เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กครับ เป็นของธรรมดาเหลือเกิน การฆ่ากันมีไม่เว้นแต่ละวัน ผมเองอาศัยที่รู้จักผ่อนผันสั้นยาว ยอมอ่อนข้อให้ไอ้พวกเดนมนุษย์เหล่านี้ ควรเสียเงิน หรือเสียของ ก็เสียให้มันไปม่านไร่ "พินิจ" กูถูกปล้นยับเยินไปแล้ว ตัวผมก็คงถูกฆ่าตาย อ้ายพวกโจรแถวนี้มันเรียกผมว่าป๋าครับ แต่ถ้าผมไม่ยอมให้มันรีดมันไถผมก็อยู่ทับตะโกไม่ได้"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"เรื่องนี้ต้องปราบกันเป็นครั้งใหญ่ คุณอาเชื่อมือพวกผมเถอะ เราจะต้องปราบอ้ายเบียและอ้ายแกละจอมโจรสองพี่น้องคู่นี้ให้ได้"

พระพินิจฯ ยิ้มเศร้าๆ

"อย่าหาว่าดูถูกดูหมิ่นเธอเลยนะเสี่ยหงวน ถูกละ เธออาจจะมีจิตใจเข้มแข็งกล้าหาญอย่างที่เรียกว่าไม่กลัวใคร แต่เธอคงไม่รู้ว่าเสือเบียกับเสือแกละน่ะนอกจากเป็นจอมโจรเป็นฆาตกรโหดแล้ว ยังเป็นเสือปืนเร็วที่ชักปืนเร็วและยิงแม่นราวกับจับวาง"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะด้วยมุมปากข้างขวา

"แต่ผมแม่นกว่า....รวดเร็วกว่า และเป็นฟองกว่า "

คุณพระขมวดคิ้วย่น

"เธอพูดถึงผงซักฟอกหรืออย่างไร"

"ก็ได้ครับ พูดถึงเรื่องอะไรผมเหนือกว่า สดชื่นใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่กว่าทั้งนั้น"

"อ้าว กลายเป็นน้ำอัดลมไปแล้ว"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพระพินิจฯ ต่างก้มศีรษะกระทำความเคารพศพนายจำรัสผู้จัดการไร่ที่ถูกจอมโจรยิงตาย ต่อจากนั้นพระพินิจฯ ก็พาคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณไปยังเรือนรับรอง และเรียกกรรมกรสามสี่คนไปช่วยขนข้าวของลงจากรถจิ๊ปใหญ่ นอกจากกระเป๋าเสื้อผ้าแล้ว คณะพรรคสี่สหายยังนำปืนพกปืนเล็กยาวและอานม้าอันสวยงามแบบอานม้าพระเอกเคาบอยติดตัวมาตัว ส่วนม้าสำหรับขี่พระพินิจฯ บอกว่าท่านมีม้าเทศลูกผสมอยู่ ๘ ตัวเป็นพันธุ์ม้าแข่งซึ่งท่านจะผสมไว้ขายต่อไป ท่านอนุญาตให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขี่ม้าของท่านได้ตลอดเวลาที่มาพักอยู่ที่ไร่นี้

๑๖.๐๐ น. วันนั้นเอง พิธีฝังศพก็ได้กระทำขึ้นทางท้ายไร่ซึ่งเป็นละเมาะเล็กๆ ติดต่อกับภูเขาลูกหนึ่ง ศพของนายจำรัส ถูกหย่อนลงหลุมฝังศพโดยสี่สหายช่วยกันหย่อนลงไป พวกคนที่มาร่วมงานพิธีฝังศพต่างเงียบกริบและหลายคนอดร้องไห้ไม่ได้ เพราะนายจำรัสเคยให้ความเมตตากรุณาต่อพวกคนงานทั้งหลายทุกแผนก ไม่เคยใช้อำนาจเป็นธรรมต่อใคร อย่างไรก็ตามการที่เสือเบียบุกเข้ามาในไร่ และยิงผู้จัดการอย่างเผาขนทำให้กรรมกรเลี้ยงหมู ๒ คนละทิ้งหน้าที่หลบหนีไปจากไร่ด้วยความเกรงกลัวอิทธิพลของพวกโจร

พอหลุมฝังศพถูกกลบ เจ้าแห้วก็เปิดถุงกระดาษสีน้ำตาลออกหยิบแตรเดียวซึ่งเป็นแตรทหารออกมาจากถุงใบนั้นแล้วยกขึ้นเป่าเพลงนอนดังเยือกเย็นไปทั่วไร่ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณพระพินิจฯ หันมามองดูเจ้าแห้วอย่างแปลกใจ แต่ทุกคนต้องยืนตรงในระหว่างแตรเป่าเพื่อให้เกียรติแก่ผู้ตาย นายฉัตรคนสนิทของคุณพระกับนายบัวหัวหน้ากรรมกรได้ใช้จอบคุ้ยดินที่อยู่ปากหลุมลงไปในหลุม

แตรนอนจบลงอย่างกระท่อนกระแท่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวักมือเรียกเจ้าแห้วเข้ามาหา เจ้าแห้วถือแตรเดียววิ่งเหยาะๆ เข้ามาชิดเท้าตรง

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วตวาดแว๊ด

"พอแล้ว....อ้า....แกเอาแตรเดียวอันนี้มาจากไหน"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทาน พลทหารแตรที่อยู่ข้างบ้านเราเขาเอามาขายผมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ของหลวงขายได้เรอะ"

"รับประทาน เขาบอกว่าทีแรกเป็นของหลวงครับแต่เมื่อเขาเอามาไว้ที่บ้านมันก็กลายเป็นของส่วนตัวไปรับประทานเขาขายให้ผม ๕๐ บาทเท่านั้นแหละครับ ผมเห็นว่ามันถูกก็เลยซื้อไว้หัดเป่าเล่น"

"แล้วแกเอาแตรมาทับตะโกทำไม"

"รับประทานเตรียมไว้สำหรับเป่าเพลงนอนเวลาฝังศพพวกเราน่ะซิครับ อย่างน้อยก็ทำให้คนตายชื่นใจบ้าง"

หลุมศพผู้จัดการไร่ถูกกลบเรียบร้อยแล้ว พวกคนงานหลายคนต่างนำดอกไม้สดเท่าที่จะหามาได้มาวางบนหลุมศพ แต่ละคนมีใบหน้าเศร้าหมองแสดงความอาลัยรักนายจำรัส กรรมกรหญิงและภรรยาคนงานหลายคนพากันหลั่งน้ำตา

ท่ามกลางความเงียบสงัดและแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเย็น พระพินิจฯ ได้ขึ้นไปยืนบนเนินดินสูงกล่าวคำปราศรัยกับพวกคนงานว่า "เพื่อนกรรมกรทุกคนโปรดฟัง ท่านคงทราบดีแล้วว่าข้าพเจ้า ตกอยู่ใต้อิทธิพล ของเสือเบียและเสือแกละมานานแล้ว ข้าพเจ้าถูกข่มขู่รีดไถทั้งเงินและสัตย์เลี้ยงตลอดจนเสบียงอาหารอยู่เนืองๆ แทนที่พี่น้องสองเสือจะเห็นใจและสำนึกในบุญคุณของข้าพเจ้า เสือเบียกับเสือแกละได้ข่มเหงรุกรานงานรังแกข้าพเจ้ายิ่งขึ้นอีก จนข้าพเจ้าทนไม่ได้ ฉะนั้นนับแต่นี้เป็นต้นไปข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้พวกเหล่าร้ายข่มขู่ข้าพเจ้าอีกแล้ว ข้าพเจ้ากับพระยาปัจจนึกฯ เพื่อนข้าพเจ้าและหลายชายของข้าพเจ้าอีกสี่คนจะร่วมมือร่วมใจกัน ปราบสองเสือพี่น้องและพวกมือปืนที่ทับตะโกนี้ให้ราบคาบไป ข้าพเจ้ารู้ดีว่าพวกกรรมกรในไร่นี้มีบางคนหรือหลายคนไม่ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อข้าพเจ้า ทำหน้าที่เป็นสายลับให้เสือเบียและเสือแกละแต่ข้าพเจ้าเลิกกลัวอ้ายเบียกับอ้ายแกละแล้ว จงไปบอกมันเถอะว่า ข้าพเจ้ากับเพื่อนและหลานชายพร้อมที่จะรับมือกับอ้ายเบียและอ้ายแกละเสมอ ถ้าหากเสือเบียหรือเสือแกละบุกเข้ามาในไร่เราเมื่อไร เราก็จะต้อนรับด้วยลูกปืนทันที ขอให้เพื่อนกรรมกรทั้งหลายจงร่วมมือร่วมใจกับข้าพเจ้าเถิด"

นายฉัตรหัวหน้ากรรมกรร้องตะโกนขึ้นทันที

"พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต่อสู้กับพวกวายร้ายแห่งทับตะโก สู้มันพวกเรา ไชโย"

เสียงไชโยโห่ร้องขึ้นทันที เมื่อคุณพระประกาศสู้ตายเช่นนี้พวกกรรมกรที่ขี้ขลาดตาขาวต่างก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น อย่างไรก็ตามมีกรรมกรสองสามคนซึ่งเป็นไส้ศึกของ เสือเบียและเสือแกละได้ร้องไชโยอย่างเสียไม่ได้

พิธีฝังศพผู้จัดการไร่ "พินิจ" สิ้นสุดลงแล้ว พระพินิจฯ บอกให้พวกกรรมกร แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนได้ บริเวณหลุมฝังศพคงเหลือแต่คณะพรรคสี่สหายเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณพระกับเจ้าแห้วเท่านั้น

พลกล่าวกับพระพินิจฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณอาแน่ใจหรือครับว่า มีสายลับของเสือเบียและเสือแกละทำงานอยู่ที่นี่"

คุณพระยิ้มให้พล

"มีแน่หลานชาย ทุกครั้งที่อาได้เงินก้อน อ้ายเบียหรืออ้ายแกละจะต้องเขียนจดหมายใช้ให้มือปืนสมุนของมันมาขอเงินเสมอ อย่างน้อยก็พันบาท ซึ่งอาจำเป็นต้องจ่ายให้มันไป ฉะนั้นผลกำไรของไร่ก็ถูกรีดไปหมด"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"พยายามจับมันซิครับคุณอา จับได้ยิงกรอกปากเลย"

พระพินิจฯ หันมาทางอาเสี่ย

"อากับนายจำรัสพยายามจับมานานแล้ว แต่จับไม่ได้ ไม่มีใครที่ทำอะไรให้เราพิรุธสงสัย วันธรรมดาเขาก็ทำงานกันอยู่ที่นี่ พอวันอาทิตย์เขาก็ไปเที่ยวหมู่บ้านทับตะโก ร่วมกินเหล้าหรือเล่นการพนันกับอ้ายพวกวายร้ายเหล่านั้น"

ดร. ดิเรกกล่าวถามขึ้นบ้าง

"หมู่บ้านทับตะโกเป็นตลาดหรือครับ อยู่ไกลจากนี่ไหมครับ"

"ราว ๒ กิโลเมตร ที่นั่นก็เป็นเมืองเคาบอยอย่างในหนังนั่นแหละแต่ไม่มีนายอำเภอ พวกมือปืนและอาชญากรไปนั่งมั่วสุมกันอยู่นั่น บางทีเสือเบียกับเสือแกละก็ไปเล่นการพนัน อาไม่อยากจะแนะนำให้พวกเธอไปเที่ยวหรอก"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"กลัวพวกเราถูกฆ่าตายหรือครับ"

"ใช่ ที่นั่นมันยิงกันง่ายๆ มันเห็นหน้ามันไม่ชอบหน้ามันก็ชักปืนออกมายิงเฉยๆ ใครคาดปืนแบบมือปืนก็ถูกลองดี ใครไม่คาดปืนก็ถูกยิงหาว่ามีพระดี เดินวางท่างผึ่งผายก็ถูกยิง เดนจ๋องๆ มันก็ยิงหาว่าคมในฝัก"

เสี่ยหงวนยิ้มให้พระพินิจฯ

"ยิงกันง่ายๆ อย่างนี้สนุกดีเหมือนกันครับ ผมชอบมันยิงเราเราก็ยิงมันบ้างหมดเรื่อง ใครดีใครอยู่ ใครพลาดก็เท่งทึง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"พรุ่งนี้บุกหมู่บ้านทับตะโกเถอะวะเรา เมื่อสิงห์บุกพวกเสือก็ต้องเผ่นหรือร้องเป๋งๆ วิ่งหนีหางจุกตูดไปตามกัน"

พระพินิจฯ มองดูนายจอมทะเล้นอย่างขัน

"อ้ายที่ร้องเป๋งๆ วิ่งหางจุกตูดน่ะไม่ใช่เสือกระมั้งหลานชาย"

"หมาครับ" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง "ผมไม่อยากยกย่อง อ้ายพวกอาชญากร เดนมนุษย์เหล่านี้ว่า เสือหรอกครับ ความเก่งกาจของมันเกิดขึ้นเพราะคนเราให้สมญามันว่าเสือโน่นเสือนี่ พอฆ่าใครตายสักคนก็กลายเป็นเสือ ผู้ที่ถูกเขาเรียกว่าเสือก็ภาคภูมิใจคิดว่ากูเก่งแล้วความโหดเหี้ยมทารุณของมันก็เกิดขึ้นอีก ซึ่งมันทำไปโดยคิดว่าเสือควรจะทำอย่างนั้นหรือต้องทำอย่างนั้น"

ดร. ดิเรกสนใจในคำพูดของ พ.อ. นิกรอย่างยิ่ง

"โอ-ออไร๋ ออไร๋ ยูพูดน่าฟังโว้ยนิกร ยูพูดด้วยเหตุผลที่ดีจริงๆ ถูกละ เราไม่ควรเรียกฆาตกรว่าเสือเลย ถ้าเราเรียกมันว่าหมานั่นหมานี่ ผู้ที่อยากเป็นหมาก็คงหายาก ทางการน่าจะสนับสนุนเรื่องนี้ ถ้าใครฆ่าเขาตายแล้วหลบหนีไป ก็ควรเรียกว่าหมามากกว่าเสือ เป็นต้นหมาเบียที่ฆ่าผู้จัดการไร่ของคุณอาตายอย่างทารุณ เราต้องถือว่ามันดุร้ายเหมือนหมาดุๆ "

นิกรพูดให้นายแพทย์หนุ่ม

"พรุ่งนี้ไปเที่ยวหมู่บ้านทับตะโกกันเถอะวะ ไปฆ่าคนเล่นสักสองสามร้อยคน ที่นี่ไม่มีกฎหมายเราไม่ชอบใจใครเรายิงมันทิ้งเสีย" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้คุณพระพินิจฯ "พวกผมเคยมจญกับเสือร้ายมามากต่อมากแล้วครับคุณอา เราจะปราบอ้ายเบียอ้ายแกละและพวกเสือกะบากทั้งหลายให้ราบคาบ คุณอาจะได้ทำไร่บริหารกิจการของคุณอาต่อไป"

"พวกเธอเป็นคนแปลกหน้าของทับตะโก ถ้าไปถึงที่นั่นก็จะถูกยิงต้อนรับด้วยกระสุนปืน" คุณพระพูดด้วยความหวังดี

อาเสี่ยว่า "ยิงพวกผมเสียลูกปืนเปล่าๆ ครับแต่ละคนล้วนแต่หนังเหนียวด้วยกันทั้งนั้น ปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมยังยิงไม่เข้า"

พระพินิจฯ หัวเราะ

"ถ้าพวกเธอคิดว่าความตายเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ลองไปเที่ยวทับตะโกเถอะ อาจะสั่งคนงานให้เตรียมม้าไว้ให้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เลือกตัวเชื่องๆ ให้ผมหน่อยนะครับคุณอา ได้ม้าแก่ๆ ขี้ตาแฉะเดินอุ้ยอายผมยิ่งชอบ ม้าพยศไม่ดีครับมันมักจะสลัดผมลงมาจากหลังมันเสมอ แล้วก็หัวเราะงอไปงอมา เมื่อแลเห็นผมออกหัวหรือก้อยตามที่มันคาดคะเนไว้"

พระพินิจฯ ยกนาฬิกาข้อมือแล้วพูดตัดบท

"ไปคุยกันที่เรือนพักเถอะพวกเรา ป่านนี้คนของอาเขาคงเตรียมเหล้าและกับแกล้มไว้พร้อมแล้ว ไปเถอะครับเจ้าคุณ รับรองว่าเบียร์และโซดาของผมเย็นเจี๊ยบทีเดียวถึงแม้ผมจะอยู่กลางป่าดงผมก็มีไฟฟ้าใช้ตลอดวัน มีโทรศัพท์และวิทยุตู้เย็นพร้อม อยากจะให้เจ้าคุณกับ พวกหลานๆ พักอยู่กับผมสักหนึ่งอาทิตย์ เพื่อผมจะได้อุ่นใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหลุมศพของนายจำรัสซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้สอแล้วท่านก็กล่าวกับทุกๆ คนว่า

"คำนับศพนายจำรัสอีกครั้งเถอะพวกเรา"

เจ้าแห้วมองหน้าท่านเจ้าคุณ

"เป่าแตรนอนอีกจบนะครับ"

"ไม่ต้อง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น "แก่เป่านักอ้ายห้าร้อยยี่ งานเผาศพเขาเป่ากันหนเดียวเท่านั้น"

พระพินิจฯ เดินเคียงคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะสี่สหายกับเจ้าแห้วออกไปจากป่าละเมาะ คุณพระยอมรับว่าท่านเศร้าสลดใจมากเท่าที่ผู้จัดการไร่ของท่านถูกยิงตายด้วยความโหดเหี้ยมทารุณของเสือเบีย

ก่อนค่ำวันนั้นเองเสือเบียกับเสือแกละก็ได้ทราบข่าวจากสายลับของมันซึ่งเป็นกรรมกรอยู่ที่ไร่ "พินิจ" ว่า พระพินิจฯ ได้พาเพื่อนคนหนึ่งและหลายชายของท่านอีก ๔ คนมาจากกรุงเทพฯ หลังจากที่นายจำรัสถูกยิงตายไม่กี่นาที คุณพระโกรธแค้นเสือเบียมาก ตอนทำพิธีฝังศพนายจำรัสท่านได้ประกาศล้างแค้นสองเสือ และถ้าหากว่าเสือเบียหรือเสือแกละบุกรุกมาที่ไร่ "พินิจ" ท่านจะต้อนรับด้วยลูกปืนทันที สหายของท่านและหลานชายของท่านพร้อมแล้วที่จะร่วมมือร่วมใจกับคุณพระทำการต่อสู้เพื่อล้างอิทธิพลของเสือเบียและเสือแกละ

เสือเบียจอมโจร และฆาตกรโหดหัวเราะลั่น บ่อนการพนันและภัตตาคารที่หมู่บ้านทับตะโก

"ชะช้า อ้ายหมาแก่นั่นน่ะเรอะจะปราบกู กูเรียกป๋าไม่ชอบ อยากให้กูเรียกอ้ายหมาแก่ มันขายวัวขายหมูขายไก่และพืชไร่ต่างๆ ตลอดจนนมวัวมีรายได้มากมายก่ายกอง กูขอเงินใช้บ้างขอหมูขอไก่มากินบ้างกลับเห็นว่าถูกรีดไถ่ ไม่ได้นึกว่าฟารืมของมันอยู่ได้เพราะกูเมื่อประกาศตัวเป็นศัตรูกับกูก็ดีแล้ว กูจะต้องลองดีกับอ้ายหมาแก่ตัวนี้และอ้ายพวกลูกหลานของมันที่มาจากกรุงเทพฯ กูจะฆ่าให้หมดไม่ให้เหลือกลับไปกรุงเทพฯ แม้แต่คนเดียว กูจะปล้นวัวให้หมดฝูง และกูจะปล้นไร่ "พินิจ" ด้วย"

เสือแกละน้องชายร่วมบิดาของเสือเบียซึ่งมีนิสัยเลวร้ายเช่นเดียวกับพี่ชายเห็นพ้องด้วย

"เอาเลยพี่เบีย แต่ว่าพรุ่งนี้ขอให้ไปดูลาดเลาและไปดูหน้าอ้ายพวกหนุ่มๆ ที่เป็นหลานคุณพระนั่นหน่อยเถอะ อาจจะเป็นตำรวจภูธรที่ราชบุรีปลอมแปลงตัวมาก็ได้ ถ้าเป็นตำรวจฉันก็พอจะจำหน้าได้ว่าใครเป็นใคร"

"เออ เอ็งรอบคอบดีอ้ายน้องชาย พรุ่งนี้เช้าไปที่ฟาร์มขอซื้อไก่มันมาสักสองตัว ถ้ามีโอกาสก็ยิงทิ้งมันเสียสักศพหนึ่งแล้วค่อยล่าถอยออกมา"

เสือเบียพยักหน้า

"พี่ไม่ต้องสั่งหรอก หากลูกหลานของพระพินิจฯ ไม่ใช่ตำรวจภูธรที่ราชบุรี ฉันก็ยิงมันทิ้งสักคนหนึ่งหรือสองคน อ้ายเรื่องฆ่าคนง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากเป็นไหนๆ ฉันไม่ได้ฆ่าคนมาสามวันแล้วปวดหัวตัวร้อนหงุดหงิดใจเต็มทน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตื่นนอนเช้าตรู่ผิดปรกติ

หลังจากอาบน้ำ และแต่งตัว แบบเคาบอยแล้ว พระพินิจฯ ก็พาไปเที่ยวชม สถานที่ต่างๆ ในเขตไร่ ของท่านสี่สหายแต่งชุดสีดำสวมหมวกสักหลาดดำ คาดเข็มขัดปืนสี่ขาวทางขวาหย่อนยานเกือบถึงหัวเข่าแบบมือปืน มีเชือกหนังเส้นเล็กๆ รัดปลายซองปืนข้างขวาพันรอบหัวเข่าเพื่อให้สะดวกในการชักปืน ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วแต่งแบบเคาบอยทั่วไปและคาดเข็มขัดปืนแบบเคาบอยที่ไม่มีใคร่สู้ใครคือคาดติดกับเอวทั้งสองข้าง

พระพินิจฯ พาไปดูโคนมพันธุ์เด็นมาร์คของท่านซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓๐ ตัว นอกจากนี้ก็มีสุกรและไก่ต่างประเทศมากมาย การเลี้ยงดูเป็นไปโดยถูกต้องสุขลักษณะโรงหมู โรงวัว เล้าไก่สะอาดเรียบร้อยทันสมัย ทางหลังหมู่บ้านมีคอกวัวอันกว้างขวางใหญ่โต และขณะนี้วัวของคุณพระไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ตัวได้ถูกพวกโคบาลต้อนออกจากคอกไปหากินอยู่กลางทุ่ง ซึ่งบริเวณทุ่งหญ้านั้นอยู่นอกเขตไร่ของคุณพระติดต่อกับภูเขาและป่าโปร่ง ภูมิประเทศสวยงามมาก แลเห็นดวงอาทิตย์อุทัยโผ่ลพ้นแนวยอดไม้ทางทิศตะวันออกระหว่างขุนเขาใหญ่ ๒ ลูก

ในราว ๗.๐๐ น. เศษ พระพินิจฯ ก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาที่สำนักงานของท่าน ซึ่งขณะนี้คนงานได้ เปิดสำนักงาน และกวาดถูเรียบร้อยแล้วทั้งในห้องและระเบียงหน้าห้อง

ด้านขวาของสำนักงานมีระเบียงกว้างใหญ่ และมีโต๊ะรับประทานอาหารสี่เหลี่ยมยาวขนาด ๘ คนอยู่โต๊ะหนึ่งบนโต๊ะปูผ้าพลาสติกสี่ฟ้าอ่อนเรียบร้อย มีแจกันดอกไม้สดวางอยู่กลางโต๊ะหนึ่งแจกัน

พระพินิจฯ กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างสนิทสนม

"ต่อนี้ไปเราจะรับประทานอาหารกันที่นี่เพราะใกล้โรงครัวและสะดวกแก่คนรับใช้ ได้เห็นกิจการของฟาร์มผมแล้วรู้สึกยังไงเจ้าคุณ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มละไม

"กิจการใหญ่โตกว่าฟาร์ม "สี่สหาย" ของเราที่เขาใหญ่มากทีเดียว อย่าขายให้ใครเลยครับคุณพระถ้าขายเพียง ๑๐ แสนก็นับว่าถูกมาก เพียงแต่หมูและวัวก็เป็นเงินไม่ใช่น้อย สิ่งปลูกสร้างแต่ละหลังมั่นคงแข็งแรงและทันสมัย คุณพระควรจะดำเนินกิจการต่อไป"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ กระซิบกับนิกรเบาๆ แต่ถึงกระนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยังได้ยินเสียงกระซิบอยู่นั่นเอง

"เฮ้ย พูดหนึ่งล้านก็ไม่เป็นนับเป็น ๑๐ แสนว่ะ"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียวกับกิมหงวน

"เห็นใจอาบ้างซิโว้ย กบาลอาออกเหน่งอย่างนี้แกจะให้อาพูดคำว่าล้านให้สะเทือนใจอีกยังงั้นรึ"

พระพินิจฯ หัวเราะหึๆ

"เจ้าคุณน่ะทีทั้งบุญมีทั้งกรรม เจ้าคุณศีรษะล้านเป็นปมด้อยอย่างหนึ่งที่หัวหูไม่สมประกอบ แต่ล้านแบบเจ้าคุณใครเห็นก็ต้องรู้ว่า ต้องเป็นเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ จริง ไ นะครับ พวกเจ้าคุณทั้งหลายที่ศีรษะล้านก็ล้านแบบนี้ทั้งนั้นคือแบบทุ่งหมาหลง

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ใช่ครับคุณอา ถ้าล้านแบบดงช้างข้ามอย่างเก่งก็แค่คุณหลวงหรือมีตำแหน่งเป็นอธิบดีเป็นอย่างสูง แต่ถ้าล้านแบบง่ามเทโพหรือ ชะโดตีแปลงก๊อพวกกรรมกรหรือพวกคนจนทั้งหลาย"

"อือ เธอรู้ดีนี่นะนิกรหัวล้านน่ะกี่ชนิดด้วยกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นอย่างเดือดดาล

"ผมคิดว่าเราคุยกันเรื่องอื่นไม่ดีกว่าหรือคุณพระ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครึ้นเครง ดร. ดิเรกว่าเสียงอหาย ขณะนี้คนของพระพินิจฯ ได้ยกอาหารเช้ามาตั้งโต๊ะแล้ว คุณพระชวนทุกคนไปนั่งโต๊ะรับประทานอาหารถึงแม้ว่าไร่ "พินิจ" อยู่กลางผ่าดงไพร พระพินิจก็มีอาหารเช้าแบบ อาหารฝรั่งต้อนรับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ซึ่งมีไข่ดาวหมูแฮมสะเต๊กเนื้ออีกคนละจาน ขนมปังเนยสดและกาแฟ ส่วนผลไม้ก็มีกล้วยหอมที่ปลูกไว้ในไร่ของท่านนั่นเอง

ระหว่างรับประทานอาหารและสนทนากัน เสียงผีเท้าม้าตัวหนึ่งก็ดังขึ้น ม้าตัวนั้นวิ่งสะบัดย่างผ่านโรงสูบน้ำตรงมาที่สำนักงานไร่ "พินิจ" ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าเป็นชายหนุ่มในวัย ๓๐ เศษ แต่งเคาบอยคาดปืนแบบมือปืนไว้หนวดเครารุงรัง

"อ้ายแกละ" พระพินิจฯ ร้องขึ้นดังๆ

ทุกคนจ้องมองดูเสือแกละน้องชายของเสือเบียเป็นตาเดียว

"นี่หรือครับเสือแกละ"

"ถูกแล้วหลานชาย อ้ายเบียคงใช้ให้อ้ายแกละมาไถเงินเอาแน่ๆ กิมหงวนพูดเสริมขึ้นช้าๆ ด้วยการทำเสียงขึ้นนาสิกแบบเสือร้าย

"ผมจัดการเอง"

นิกรมองดูอาเสี่ยอย่างแปลกใจ

"เอ๊ะ จมูกแกบี้ไปแล้วเรอะ ไหงเสียงฮ่อแฮ่ออย่างนั้น"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"เปล่า มือปืนชั้นดีต้องพูดช้าๆ เสียงหนักแน่นชัดถ้อยชัดคำ วันนี้ฆ่าคนเล่นสักคนเถอะวะ ตั้งแต่เข้าพรรษาไม่ได้ฆ่าใครเลย"

ม้าตัวนั้นวิ่งมาหยุดหน้าสำหนักงาน จอมโจรผู้มีนามว่าเสือแกละก้าวลงจากหลังม้าอย่างใจเย็น ผูกสายบังเหียนไว้กับต้นไม้เล็กๆ ตัวหนึ่ง นิกรกล่าวกับอาเสี่ยว่า

"กันดีกว่าอ้ายหงวน"

"หา แกจะยิงกับอ้ายแกละเรอะ"

"เปล่า พูดเล่นโก้ๆ น่ะ กำลังกินค้างๆ อยู่อย่างนี้กันไม่สู้ใครหรอก แกก็รู้นิสัยกันดีแล้ว"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืน พอเสือแกละเดินขึ้นมาบนสำนักงานอาเสี่ยก็ปราดเข้าไปหา และแล้วทั้งสองก็หยุดยืนเผชิญหน้าในระยะห่างเพียง ๓ เมตร

"แกต้องการอะไรเสือแกละ"

เสือแกละแสยะยิ้ม เขามองดูพล, นิกร, ดร.ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วทีละคน แล้วเขาก็แน่ใจว่า คณะสี่สหายไม่ใช่ตำรวจภูธรที่จังหวัดราชบุรีปลอมแปลงตัวมา เพื่อมาเล่นงานเขากับเสือเบียตลอดจนวายร้ายทั้งหลาย

"กันมาซื้อไก่"

"ไม่ขาย" กิมหงวนตอบทันทีทันใด

"อ้าว ซื้อเงินสดนะโว้ยทำไมไม่ขาย แกจะเอาตัวละเท่าไรก็ว่ามาซี"

"ตัวละล้านบาทก็ไม่ขาย ต่อนี้ไปฟาร์มนี้จะไม่ยอมให้อะไรพวกแกฟรีๆ อีกแล้ว ขอก็ไม่ให้ซื้อก็ไม่ขาย"

"พูดยังงี้ก๊อยิงกันน่ะซิโว้ย เอาซิ กันให้แกชักปืนก่อน"

เสี่ยหงวนทำปากเบี้ยว นัยน์ตาเหล่นิดหน่อยเพื่อให้น่ากลัว

"มือปืน อย่างกันไม่ต้องชักปืนให้เสียเวลา หรอกกระดกซองปืนขึ้นยิงเลย เอาหรือยังล่ะกันพร้อมแล้ว"

ต่างคนต่างจองมองดูหน้ากัน เสี่ยหงวนทำนิ้วมือกระดุกกระดิกทั้งสองข้าง ทุกคนซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร ต่างนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเสี่ยหงวน เกรงว่าจะพบจุดจบจากกระสุนปืนของเสือแกละ

เสือแกละ กับเสี่ยหงวน จ้องมองดูหน้ากันเกือบ ๒ นาที ต่างก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็วฉับพลัน แต่อาเสี่ยยิงได้เร็วกว่าเพราะกระสุนของเสือแกละด้าน เสือแกละจะต้องเหนี่ยวไกยิงอีกครั้งจึงช้าไป

"ปัง"

กระสุนรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ถูกหลังมือขวาของเสือแกละทำให้จอมโจรสะดุ้งเฮือกปล่อยปืนพกหลุดจากมือเสี่ยหงวนหัวเราะลั่น

"ไง อ้ายน้องชาย เห็นหรือยังว่ามือแกยังอ่อนกว่ากันมากนัก ถ้ากันตั้งใจสังหารแกแกก็เท่งทึงแล้ว นี่กันเพียงแต่สั่งสอนแกเท่านั้น จำไว้เถอะเพื่อน นักเลงปืนที่เรียกว่าเสือปืนเร็วน่ะ วันหนึ่งจะต้องมีคนดีมาหักโค่นเคยฆ่าเขาก็จะถูกฆ่าเช่นเดียวกับแกและพี่ชายของแก อ้า-ถอดเข็มขัดปืนออกเสีย โยนลงบนพื้นนั่นแหละอย่าดึ้อนะจ๊ะ ดึ้อกับฉันละก้อฉันยิงกรอกหูซ้ายทะลุออกหูขวาเลย"

"เสือแกละยกหลังมือขวาขึ้นพิจารณาดู เขาถูกยิงถากไปแต่ก็ทำให้เขาเจ็บปวดเหมือนกัน จอมโจรจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งเสี่ยหงวน คือถอดเข็มขัดปืนออกโยนลงบนพื้นห้อง

"เข้ามานี่" อาเสี่ยเรียก

เสือแกละเดินเข้ามาหาและนึกแปลกใจตัวเองที่เขาปราชัยอาเสี่ยอย่างง่ายดายเช่นนี้

"บอกมาตามตรง แกมาที่นี่ทำไม"

เสือแกละยืนนิ่งอึ้งไปสักครู่

"พี่ชายกันใช้ให้มาสังเกตการณ์และมาดูหน้าพวกแก"

"อ๋อ ดูซิ พวกเราอยู่กันพร้อม แกจะดูหน้าหรือดูก้นได้ทั้งนั้น แกจะได้ไปบอกพี่ชายแกว่าเราสี่คนพร้อมแล้วที่จะปะทะกับพวกแกทุกวิถีทาง จะชกกันด้วยหมัดลุ่นๆ หรือจะยิงกันด้วยปืนได้ทั้งนั้น ของอย่างเดียวอย่าลอบกัดก็แล้วกัน"

เสือแกละแสยะยิ้ม

"พวกคุณ อย่าเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เลย เชื่อผมเถอะผมกับพี่ชายผมตลอดจนพรรคพวกของเราล้วนแต่เดนมนุษย์ทั้งนั้น ผมขอแนะนำให้พวกคุณกลับกรุงเทพฯ เสียดีกว่า ม่ายศพของคุณและเพื่อนๆ จะต้องเป็นเหยื่ออีแร้ง"

อาเสี่ย ยกหลังมือซ้าย ตบหน้าน้องชายเสือเบียดังฉาด

"นี่แนะ เสือกแช่งกู มึงน่ะซิอีแร้งแดก"

เสือแกละเค้นหัวเราะ

"คุณถือว่าคุณมีปืนอยู่ในมือคุณก็ตบหน้าผม ให้โอกาสผมบ้างซิครับ ถ้าคุณเป็นลูกผู้ชายจริงก็ถอดเข็มขัดปืนออกฟาดปากกับผมตัวต่อตัวเป็นยังไง รูปร่างของเราก็ไม่เล็กไม่ใหญ่กว่ากัน ถึงคุณสูงกว่าผมนิดหน่อยผมก็ไม่รังเกียจ"

เสี่ยหงวนถอดแว่นขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋าแล้วถอดเข็มขัดปืนพกออกพาดไว้กับราวลูกกรงทันที

"กันยินดีให้โอกาสแก ลงไปกัด....เอ๊ย ลงไปสู้กันที่สนามข้างล่างเถอะเพื่อน บนระเบียงนี่มันคับแคบเกินไป แกไม่ต้องกลัวว่าพวกเราจะใช้วิธีหมาหมู่เล่นงานแก"

ทั้งสอง พากันเดินลงไปบันไดด้านข้างสำนักงานไปที่สนามหญ้า พล, นิกร, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพระพินิจฯ และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นเดินมายืนจับกลุ่มที่ราวลูกกรงเพื่อนชมมวยนอกเวที พระพินิจฯ สั่งเจ้าแห้วให้เก็บเข็มขัดปืนของเสี่ยหงวนและเสือแกละไว้ รวมทั้งปืนของเสือแกละอีกหนึ่งกระบอกที่ตกอยู่บนพื้นระเบียง

"เราจะชกกันยังไงว่ามา" เสี่ยหงวนถามคู่ต่อสู้ของเขา "มวยไทยหรือมวยสากลโว้ย"

เสือแกละยิ้มแค่นๆ

"แบบอารามสไตล์เถอะครับ"

อาเสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"แบบไหนวะ"

"แบบมวยวัดน่ะซิครับ"

"อ๋อ เข้าใจแล้ว มา-เข้ามาอ้ายแกละ กันคือเสือหงวนมือปืนชั้นดีจากกรุงเทพฯ เป็นหัวหน้าอัธพาลที่ตำรวจไม่กลับจับ เข้ามาซิกันพร้อมแล้ว ถ้าแกคิดว่าชั้นเชิงมวยของแกเหนือกันละก็เข้าใจผิดถนัดทีเดียว"

ทั้งสองต่างจองมวยอย่างรัดกุมและเต้นเท้าเข้าหากันนิกรใช้ปากเป่าต่างปี่

"ต๋อยริ๋ต๋อยตอยแร ติ๋รอยตอยแรแตแร้แต่แร...."

พลยกมือขวาอุดปากนายจอมทะเล้น

"ยืนดูเฉยๆ อ้ายกร ลำบากนักมวยก็อย่าบรรเลงเลย

มวยนอกเวทีเริ่มชกกันแล้ว เป็นไปอย่างดุเดือด แต่ไม่ตื่นเต้น อ้ายเคราดกปราดเข้าชกด้วยหมัดเหวี่ยงแหซ้ายขวาติดๆ กัน กิมหงวนยกท่อนแขนป้องปิดไว้ได้แล้วชกตอบ หมัดตรงขวาของเสี่ยหงวนกระแทกหน้าเสือแกละ อย่างจัง ทำให้จอมโจรเซแซ่ดๆ ออกไปไกลกิมหงวนวิ่งเข้าไปยกเท้าขวาเตะช้ำ เสือแกละยกแขนซ้ายปิดพร้อมกับสึบเท้าเข้ามาชกสวนด้วยหมัดซ้าย

"พล็อค"

เสือหงวนถูกหมัดฮุคขวาเข้าที่ปลายคางอย่างจังถึงกับล้มลงก้นจ้ำเบ้าเห็นดาวขึ้นกลางวันระยิบระยับ

เสือแกละห้ามเราะลั่น

"ลุกขึ้นมาเสือหงวน หรือถ้าไม่สู้ก็ยกมือไหว้กันเสีย"

ด้วยศักดิ์ศรีของชายชาตินักสู้ เสี่ยหงวนผลุนผลันลุกขึ้นทั้งๆ ที่เขายังมีงงและนัยน์ตาพร่าพราว อาเสี่ยจดมวยเต้นเท้าอย่างคล่องแคล่วมิหนำซ้ำลอยหน้าเฉิบๆ แต่เขาหันหลังให้เสือแกละ เจ้าแห้วเห็นดังนั้นก็ร้องบอก

"รับประทานหันให้ถูกทิศครับ ข้าศึกอยู่ข้างหลัง"

ยังไม่ทันจะหมุนตัวกลับเสือแกละก็ปราดเข้ามายกเท้าขวาเตะถูกใบหน้าข้างขวาของเสี่ยหงวนอีกทีหนึ่ง อาเสี่ยเซถลาร่อนไปไกล คราวนี้เขาหายมึนงงไปเอง นัยน์ตาทั้งสองข้างมองเห็นแล้ว เสือหงวนแยกเขี้ยวยองฟังปราดเข้าหาคู่ต่อสู้แบบยอมตายถวายชีวิต เมื่อเสือแกละพุ่งตัวเข้ามาจะชกเขา เสี่ยหงวนก็ยกเท้าซ้ายถีบอกจอมโจรผงะหงายออกไป

การต่อสู้แบบมวยวัดที่ไม่ใคร่ได้ความชักจะออกรสบ้างแล้ว เสือแกละบุกเข้าชกอีก ทั้งสองกอดรัดฟัดกัน คราวนี้เองศอกขวาของเสือหงวนก็เหวียงปังเขาให้ถูกคิ้วซ้ายของเสือแกละเลือดไหลโกรก ทำให้น้องชายของเสือเบียล่าถอยทันที

อาเสี่ยบุกตะลุยรุกไล่ ทั้งหมัดและเท้าประเคนเสือแกละติดๆ กันจนตั้งตัวไม่ติด และแล้วอาเสี่ยก็กระโจนเข้าตีเข่าลอยถูกลิ้นปี่เสือแกละอย่างจัง ร่างอันสูงใหญ่ของเสือแกละค่อยๆ งอก่องอขิงลงไปเหมือนกับเบ็ดตกปลา กิมหงวนปราดเข้าเตะช้ำอีกทีหนึ่ง เท่านี้เองจอมโจรก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวสิ้นสติสมประดี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น ท่านพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่เลวโว้ยอ้ายหงวน แก่ใช้เวลาเพียง ๓ นาทีกว่าๆ เท่านั้นคว่ำเสือแกละได้อย่างง่ายดาย แกเจ็บตรงไหนบ้างอ้ายหลายชาย"

เสี่ยหงวนหายใจถี่เร็ว

"เดี๋ยวครับ ยังเหนื่อยพูดไม่ออก"

พระพินิจฯ พาทุกคนเดินลงมาข้างล่าง ดร. ดิเรกสนใจกับเสือแกละมากกว่ากิมหงวน ในฐานที่เขาเป็นนายแพทย์

"เฮ้-ช่วยกันโว้ยอ้ายแห้ว ช่วยกันหามเสือแกละขึ้นไปบนท้องสำนักงาน กันจะได้แก้ไขเขา"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่าไปแก้มันเลย ปล่อยให้มันตายเถอะ คนอย่างนี้มีชีวิตอยู่ก็หนักโลก ทิ้งมันไว้ไม่มีใครช่วยมันก็เท่งทึงเอง"

"โน-ไอเป็นหมอ ไอทำอย่างแก่ว่าไม่ได้ หน้าที่ของกันจะต้องช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือป่วยไข้ แม้กระทั่งศัตรูก็ต้องช่วย"

นายจอมทะเล้นค้อนขวับ

"ยังงั้นก็ตามใจแกเถอะวะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าแห้วและคนงานของคุณพระอีก ๒ คนต่างช่วยกันหามเสือแกละขึ้นไปบนสำนักงานและนำเข้าไปในห้องรับแขกอันอันกว้างใหญ่ ดร. ดิเรกสั่งเจ้าแห้วให้ไปเอากระเป๋าล่วมยา ที่เรือนพักมาให้เขาโดยเร็ว พระพินิจฯ นึกชมน้ำใจของนายแพทย์หนุ่มที่ให้ความช่วยเหลือเสือแกละเป็นอย่างดีเช่นนี้

เสือแกละแกละพื้นคืนสติก่อนเวลา ๘.๐๐ น. เล็กน้อย

เมื่อจอมโจรลืมตาขึ้นดูโลกเขาก็พบตัวเองนอนอยู่บนโซฟาตัวหนึ่งในห้องรับแขกของสำนักงานไร่ "พินิจ" คณะพรรคสี่สหายนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาอีกตัวหนึ่งตรงกันข้ามกับเขา พระพินิจฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมคนละตัว ส่วนเจ้าแห้วอยู่ข้างประตูหน้าห้องรับแขก

เสือแกละพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง เขาแลเห็นเข็มขัดปืนของเขา พร้อมด้วยปืนพกสองกระบอก วางอยู่บนโต๊ะแต่กระสุนปืนรอบเข็มขัดถูกถอดออกหมด และกระสุนในลูกโม่ปืนทั้งสองกระบอกก็คงจะถูกถอดออกแล้วเช่นเดียวกัน เข็มขัดปืนวางอยู่ใกล้ๆ กับหมวกของเขา

สี่สหายต่างมองดูหน้า เสือแกละแล้วหัวเราะคิกคักไปตามกันจนกระทั่งจอมโจรโมโห

"อย่าเยาะกันหน่อยเลยเพื่อน วันนี้กันสู้ไม่ได้กันก็แพ้ แต่กันยังมีโอกาสที่จะพบกับเสือหงวนอีก"

นิกรหัวเราะงอหาย เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

"เปล่า เราไม่ได้หัวเราะเยาะแกที่แพ้เสือหงวนแต่เราขบขันที่ใบหน้าของแกคล้ายกับเยงกิสข่านไม่มีผิด"

เจ้าแห้ว ถือกระจก สี่เหลี่ยมบานหนึ่ง เดินเข้ามาส่งให้จอมโจร

"เอ้า ดูโฉมหน้าของแกเสียหน่อยก่อนที่แกจะกลับไปทับตะโก" พูดจบเจ้าแห้วก็กลับไปนั่งตามเดิม

"โอ๊ย"

เสียงหัวเราะ ดังขึ้นอย่างครึ้นเครง ลั่นห้องรับแขกเสือแกละทำปากจู๋ ศีรษะของเขาล้านเลียน หนวดเคราถูกโกนออกครึ่งหนึ่ง คือด้านขวาของใบหน้าทำให้หน้าตาของจอมโจรดูพิลึก คิ้วซ้ายมีพลาสเต้อรปิดทับบาดแผลซึ่ง ดร. ดิเรก ได้เย็บแผลที่ถูกศอกให้ ๒ เข็มและใส่ยาให้เรียบร้อย

เสือแกละทุ่ม กระจกเงาลงบนพื้น แตกกระจายด้วยอารมณ์โกรธ เขาจ้องมองดูเสี่ยหงวนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"แกโกนหัวกันและหนวดเครากันใช่ไหม"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"ใช่ นี่แหละคือคำท้าทายของเราฝากไปให้เสือเบียพี่ชายของแกและพวกเสือทั้งหายที่ทับตะโก"

เสือแกละขบกรามกรอด เขาแหกปากร้องตะโกนสุดเสียง

"ทำกับกันอย่างนี้ใช้ได้หรือวะ โธ่-หน้าตากันจะว่าหุ่นกระบอกก็ไม่ใช่ หัวโตงานบวชนาคก็ไม่เชิง นี่กันกลับไปทับตะโกกันคงถูกหมาฟัดตายห่า ดีไม่ดีก็อาจจะถูกยิงทิ้งเพราะไม่มีใครจำกันได้ แกทำกับกันอย่างงี้แกไม่ใช่ลูกผู้ชาย แกข่มเหงกันขณะที่กันกำลังสลบไม่รู้สึกตัว" พูดจบเสือแกละก็ร้องไห้ด้วยความแค้น

พระพินิจฯ พูดตัดบท

"กลับไปทับตะโกเถอะเสือแกละ กลับไปหาพี่ชายของแกและพรรคพวกของแก บอกเสือเบียด้วยว่าฉันไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลของเขาอีกแล้ว ถ้าเขาหรือมือปืนของเขามาที่นี่จะถูกเรายิงทิ้ง หรือมิฉะนั้นก็จะเหมือนอย่างแกคือถูกจับโกนหัว

พล พัชราภรณ์ มองดูเสือแกละอย่างขบขัน

"ปืนและหมวกของแกเอาไปเสียซิ แต่ว่าปลดกระสุนออกหมดแล้ว"

น้องชายของเสือเบียลุกขึ้นยืนในท่าทางอาฆาตมาดร้าย เลื่อนตัวมาที่โต๊ะหยิบหมวดขึ้นสวมแล้วหยิบเข็มขัดปืนขึ้นมาคาดเอว เขายกมือชี้หน้าคณะพรรคสี่สหายแล้วคำรามว่า

"พวกแก ทุกคนจะต้องรับผิดชอบเท่าที่เสือหงวนหยามน้ำหน้ากันอย่างนี้"

ดร. ดิเรก เราพวกเดียวกันเราก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน กันใช้เอ็นพิเศษ เมื่อครบกำหนด ๑๐ วันมันจะละลายไปเองโดยไม่ต้องตัดและดึงออก

นิกรพูดเสริมขึ้น

"บอกพี่ชายแกด้วยนะ เสือปืนเร็วสี่คนที่มาจากกรุงเทพฯ ยินดีพบกับเขาเสมอ แล้วก็ สิ้นสุดกันทีสำหรับการรีดไถท่านเจ้าของฟาร์มนี้ ถ้าอยากกินไก่ก็ให้เขามาเอาขี้ไก่ไปกิน หรืออยากกินหมูก็มาเอาขี้หมูไปกินได้"

เสือแกละพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้ว ลาก่อนทุนคน จนกว่าเราจะพบกันอีกถ้ากันกับพี่เบียปราบพวกแกไม่ได้เราก็อยู่ตะวันตกไม่ได้"

น้องชายของเสือเบีย พาตัวออกไปจากห้องรับแขกด้วยความอับอายขายหน้าและเจ็บช้ำน้ำใจ คณะสี่สหายพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองและเจ้าแห้วต่างออกมานอกห้อง ยืนจับกลุ่มกันมองดูเสือแกละจนกระทั่งจอมโจรควบม้าขับไปจากที่นั่น เจ้าแห้วมีปืนเล็กยาวอยู่ในมือ เขายกปืนเล็กยาวที่ติดกล้องขยายบนลำกล้องยกขึ้นเล็งศูนย์ไปที่เสือแกละ พลปัดปากกระบอกปืนเฉไปแล้วกล่าวห้าม

"อย่า อ้ายแห้ว อย่ายิงคนข้างหลัง ปล่อยมันไปเถอะ"

"รับประทานผมจะยิงขู่มันเท่านั้นแหละครับ"

"ยังงั้นก็ตามใจแก" ม้าตัวนั้นวิ่งสะบัดย่างพาเสือแกละไปจากสำนักงานราว ๓๐๐ เมตร เจ้าแห้วก็ยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่าเล็งศูนย์จากกล้องประจำปืน ซึ่งมีเส้นสองเส้นตัดกันบอกเป้าหมาย ครั้นแล้วเจ้าแห้วก็เหนี่ยวไกปืน

"ปัง"

เสียงกระสุนปืนเล็กยาวระเบิดขึ้น ทุกคนแลเห็นหมวกของเสือแกละหลุดจากศีรษะลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินโดยที่เสือแกละไม่ได้รับอันตราย ดร. ดิเรกกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ไม่เลวโว้ยอ้ายแห้ว อย่างนี้ไปแข่งขันที่โอลิมปิคโตเกียวได้"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานหมื่นทีถูกสักทีก็ยังดีครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ลองอีกทีได้ไหม"

"ได้ครับ แต่ว่านัดนี้เสือแกละเท่งทึงแน่ๆ "

เสือแกละเริ่มเสียขวัญบ้างแล้ว

เขาดวลปืนแพ้กิมหงวนทั้งๆ ที่เสี่ยหงวนควรจะฆ่าเขาแต่ก็ยังไวชีวิตเขา เพียงแต่ยิงหลังมือขวาเขาเท่านั้นและเมื่อชกกันตัวต่อตัวแบบอารามสไตล์ เขาก็ปราชัยอาเสี่ยอย่างยับเยิน ทั้งนี้ย่อมแสดงว่าคณะพรรคสี่สหายที่พระพินิจฯ พามาจากกรุงเทพฯ นั้นต้องเป็นคนดีมีฝีมือจริงๆ คือเป็นมือปืนชั้นเยี่ยม และมีฝีมือหมัดมวยชั้นยอด

พออกมาพ้นเขตไร่ "พินิจ" เสือแกละก็รู้สึกว่าอับอายขายหน้าจนแทบไม่อยากจะกลับไปทับตะโก หนวดและเคราซีกขวาตลอดจนคิ้วขวาถูกโกนออกหมดทำให้หน้าตาของเขาผิดแผกกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ศีรษะของเขาถูกไถด้วย ตะไกรปัตตาเลี่ยน ล้านเลี่ยนไม่มีผม แม้ผมเส้นเดียว เขาบอกตัวเองว่าเมื่อไปถึงทับตะโกเขาจะต้องโกนหนวดเคราที่ เหลือครึ่งซีกและคิ้วอีกข้างซ้ายออกให้หมดหลังจานนั้นเขาก็กลายเป็น ยูน บรินแน่อร ไป

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง เสือแกละก็เข้าเขตหมู่บ้านทับตะโกซึ่งมีสภาพเหมือนกับเมืองเคาบอยในภาพยนตร์ หมู่บ้านทับตะโกตั้งแต่อยู่สองฟากของถนนสายใหญ่ซึ่งเป็นถนนลูกรัง กว้างในราว ๑๕ เมตร และยาว ๕๐๐ เมตร มีซอยเล็กซอยน้อยแยกออกไปหลายซอย ด้านหลังหมู่บ้านมางทิศตะวันตกคือป่าและขุนเขาอันสลับซับซ้อน ทางตะวันออกเป็นละเมาะและทุ่งหญ้า ทับตะโกมีร้านเหล้าและอาหาร โรงแรมและบ่อนการพนัน ร้านจำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภค จำหน่ายของป่าจำพวกสัตย์หนังสัตย์น้ำผึ่งดีหมี ร้านตัดผม ร้านเครื่องดื่ม ร้านจำหน่ายหีบศพ โรงตีเหล็กๆ อยู่แห่งหนึ่งคล้ายตลาดนัด ในตอนเช้าพวกชาวบ้านป่าและชาวไร่จะนำพืชไร่และของป่าตลอดจนเนื้อสัตย์มาขาย ราว ๑๐.๐๐ น. ตลาดก็เลิก

ทับตะโกไม่มีน้ำแข็งหรือไอสครีมขาย น้ำอัดลมก็ไม่มี มีแต่ขนมและของแห้งที่ส่งมาจากราชบุรีหรือขนมพื้นเมืองที่ชาวทับตะโกทำขึ้น อาหารที่ทับตะโกขายถูกมาก แต่ของใช้ทุกชนิดราคาแพงลิบ เป็นต้นว่าไม้ขีดกลักละหนึ่งบาท ถามแล้วไม่ซื้อติว่าแพง ถูกเจ้าของร้านยิงทิ้ง ทับตะโกอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหล้าเถื่อนซึ่งพวกกะเหรี่ยงต้มมาขายในราคาเยา หมู่บ้านทับตะโกแตกต่างกว่าเมืองในหนังเคาบอยก็คือ ไม่มีที่ว่าการอำเภอและที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข

ขณะนี้เป็นเวลา ๘.๐๐น. เศษ

ที่ตลาดนัดผู้คนคับคั่ง บ้างก็มาจ่ายตลาดซื้อผักปลาบ้างก็ตั้งใจมาลักขโมยของเขา ที่พ่อค้านำมาขายบ้างก็หาโอกาสมาฉุดแม่ค้าสาวๆ พวกชาวบ้านป่า บ้างก้มาเที่ยวเกะกะหาเรื่องยิงคนเล่นแก้กลุ้มตามวิสัยของมือปืนที่อดฆ่าคนไม่ได้ แม้กระทั่งวันพระก็ไม่เว้นการฆ่าสัตย์ตัดชีวิต

น้องชายของเสือเบีย ควบม้าผ่านหมู่บ้านเข้ามาแล้ว เพราะเขาถูกโกนหัวและโกนหนวดโกนเคราเหลือไว้เพียงครึ่งซีกจึงไม่มีใครจำเขาได้ เมื่อเขาผ่านมาทางตลาดนัด เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งวิ่งปราดเข้ามาจับสายบังเหียนม้าไว้ บังคับให้ม้าหยุดแล้วร้องประกาศลั่น

"เฮ้ย-ดูสัตย์ประหลาดโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ ไว้หนวดเคราซีกเดียว หัวก็โล้นว่ะ"

พวกดาวร้ายเกือบ ๒๐ คนต่างวิ่งเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อมและร้องกระเซ้าเสือแกละอย่างสนุกสนาน บางคนก็ตะโกนเรียกเขาว่า นกหัวขวาน บ้างก็เรียกเจ็งกิสข่านบ้างก็เรียกผู้วิเศษ

เสือแกละพยายามหักห้ามโทสะ ร้องบอกให้เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ปล่อยสายบังเหียนม้า และบอกให้เขารู้ว่าเขาคือเสือแกละน้องชายของเสือเบียแต่เสียงตะโกนเสียงโห่ร้อง ของพวกเดนมนุษย์กลบเสียงเสือแกละเสียหมดเสือแกละจึงเกิดบันดาลโทสะขึ้นมา เขายกเท้าขวาเตะหน้าอ้ายหนุ่มร่างใหญ่เต็มแรงยังผลให้เจ้าหมอนั่นปล่อยมือที่จับสายบังเหียนมาออก

แต่แล้วก่อนที่เสือแกละแกจะควบม้าไปจากที่นั่น เสือชมเจ้าหนุ่มร่างยักษ์ก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกยิงเสือแกละทันที

"ปัง"

กระสุน ๙ มม. ทะลุต้นแขนซ้ายของเสือแกละ จอมโจรสะดุ้งเล็กน้อยยกมือขวากุมใต้บ่าซ้ายแล้วค่อยๆ หล่นลงมาจากหลังม้านอนหงายเหยียดยาว เสือชมปราดเข้ามายกปืนขึ้นจ้องหน้าอกเสือแกละ

"มึงเตะหน้ากู มึงต้องตาย พ่อกูเตะกูกูยังยิงทิ้งตายเสียเถอะ อ้ายนกหัวขวาน"

มีเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"อย่า อ้ายชม"

ทุกคนและเสือชม ต่างหันไปมองดู้เจ้าของเสียงนั้นซึ่งกำลังพาตัวเดินเข้ามาอย่างร้อนรน เขาคือเสือเบียหรือเจ้าพ่อทับตะโกนั่นเองเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ในวัย ๓๕ ปี ไว้หนวดแต่ไม่ไว้เครา ท่าทางองอาจผิดกว่าน้องชายของเขามาก ใบหน้าเหี้ยมบอกให้รู้ว่าเป็นเสือร้ายที่ชอบฆ่าคนเป็นงานดิเรกและงานอาชีพ เขาแต่งเคาบอยในชุดสีน้ำตาล คาดเข็มขัดปืนแบบมือปืนทั้งหลาย สวมหมวกสักหลาดสีน้ำตาลมีสายรัดคางเส้นเล็กๆ

เสือเบียปราดเข้ามาหาเสือชมซึ่งกำลังจะสังหารน้องชายร่วมสายโลหิตของเขา

"อ้ายคนที่เอ็งยิงมันตกจากหลังม้า มันคนบ้านี่หว่าหรือม่ายก็สติไม่ดีถึงได้โกนหัวไว้หนวดเคราเพียงครึ่งซีกอย่างนี้ เอ็งจะฆ่ามันเรอะ"

"ครับ มันเตะหน้าผมนี่ครับพี่เบีย ผมฆ่าพ่อผมตายก็เพราะพ่อแกเตะหน้าผม แม่ผมก็ถูกผมยิงทิ้งในฐานที่พยายามจะถีบหน้าผม"

พยัคฆ์ร้ายไม่มีหมายเลขหัวเราะหึๆ ก้มลงมองดูน้องชายของเขาซึ่งกำลังพยุงกายลุกขึ้นนั่งด้วยความเจ็บปวดจากพิษกระสุนปืนของเสือชม

"ไง" เสือเบียกล่าวสัพยอกเพราะจำเสือแกละไม่ได้ "จะไปเล่นกระตั้วแทงเสือที่ไหนวะอ้ายน้องชาย"

เสือแกละยิ้มแค่นๆ

"พี่เบีย พี่จำฉันไม่ได้หรือ"

เสือเบียสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเสือผู้น้องอย่างถนัด ส่วนเสือชมเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขานึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มศีรษะโล้นไว้หนวดเคราเพียงครึ่งหนึ่งของใบหน้าผู้นี้จะเป็นน้องชายของเจ้าถิ่น มันทำให้เสือชมสะบัดหนาวสะบัดร้อนขึ้นมาทันที เพราะกลัวว่าเขาถูกเสือเบียยิงทิ้งในฐานที่เขาบังอาจยิงเสือแกละ

เสือเบียลืมตาโพลง จ้องตาเขม็งมองดูน้องชายของเขาอย่างไม่ว่างตา บรรดาเสือมุงต่างเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไร ยามนี้แม้แต่ใบไม้หล่อนลงบนพื้นดินสักใบหนึ่งก็ได้ยินถนัด

"อ้ายแกละ โธ่-อ้ายน้องชาย" เสือเบียครางเบาๆ ปราดเข้าไปทรุดตัวนั่งประคองน้องชายของเขาให้ลุกขึ้นยืนและมองรอยกระสุนปืนที่ต้นแขนซ้าย ความโกรธแค้นแทน น้องชายทำให้เจ้าพ่อทับตะโก หันขวับมาทางเสือชม

ชายร่างใหญ่เสือร้ายที่หนีตำรวจมาจากกาญจนบุรีหน้าซีดเผือด เขากล่าวกับลูกพี่ของเขาด้วยเสียงสั่นเครือ

"พี่เบียยิงผมเถอะครับ ผมยอมรับผิดครับ เท่าที่ผมล้อเลียนข่มเหงรังแกพี่แกละก็เพราะผมจำพี่อกละไม่ได้เข้าใจว่าเป็นนักเผชิญโชคที่เพิ่งเดินทางมาทับตะโก เมื่อพี่แกละเตะหน้าผมผมก็ยิงเอา ยิงผมซีครับ พี่เบียจะได้สบายใจ"

"กูอยากยิงมึงเหมือนกัน แต่เมื่อมึงรับสารภาพผิดอย่างลูกผู้ชายเช่นนี้กูก็อภัยให้มึง กูเชื่อว่ามึงจำอ้ายแกละไม่ได้ แม้แต่กูเป็นพี่ชายแท้ๆ ที่แรกคิดว่าอ้ายแกละเป็นคนอื่น"

เสือชมถอนหายใจโล่งอก ยกมือไหว้ปะหลอกๆ

"ขอบคุณครับที่พี่เบียกรุณาไว้ชีวิตผม อ้า-ผมเข้าใจว่าพี่แกละ คงเสียทีพวกลูกหลาน พระพินิจฯ มาเป็นแน่ หน้าตาของพี่แกละฟกซ้ำยับเยินเพราะถูกหมัด กระสุนปืนที่เข็มขัดก็ถูกปลดเอาออกหมดไม่มีเหลือแม้แต่นัดเดียว"

เสือเบียค่อยๆ หันหน้ามาทางน้องชายร่วมสายโลหิตของเขา

"เล่าเรื่องของแกให้พี่ฟัง แกละ"

เสือผู้น้องเต็มไปด้วยความอับอายขายหน้าพี่ขายและพวกดาวร้ายทั้งหลายที่ยืนห้อมล้อมอยู่รอบๆ

"ฉันเสียทีเขาจริงๆ ฉันไปที่ไร่ "พินิจ" ได้พบเจ้าหนุ่มมือปืนชาวกรุงเทพฯ สี่คน คนใช้ของมันคนหนึ่งและตาแกหัวล้านอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยคนหนึ่ง ท่าทางเป็นเสือเฒ่า รวมหกคนด้วยกัน"

"อ๋อ ตาแก่คนนี้คงเป็นเพื่อนของพระพินิจฯ แล้วยังไง "

"พอฉันลงจากหลังม้าที่หน้าสำนักงาน อ้ายหนุ่มร่างสูงชะลูดคนหนึ่ง ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะกินข้าวมารับหน้าฉันฉันบอกมันว่ามาขอซื้อไก่ มันว่าไม่ขาย สำหรับพวกเราแล้วต่อไปนี้ขอก็ไม่ให้ซื้อก็ไม่ขาย ถ้าพี่อยากกินไก่หรือหมูมันจะให้ขี้ไก่และขี้หมูมากิน"

เสือเบียโกรธจนตัวสั่น เขาขบกรามและร้องขึ้นดังๆ

"เหม่-มันดูถูกกู เล่าต่อไปอ้ายแกละ"

เสือแกละถอนหายใจหนักๆ

"เมื่อมันพูดยวนกับฉันเช่นนี้ ฉันก็ท้ามันดวนปืนกับฉัน อ้างโย่งโก๊ะนั่นซักปืนไวและยิงได้เร็วมาก มันยิงถูกหลังมือขวาของฉันทำให้ฉันต้องปล่อยปืนหลุดมือ นี่ยังไงล่ะพี่" พูดจบเสือผู้น้องก็ยกหลังมือขวาให้เจ้าพ่อทับตะโกดู

"เล่าต่อไปอ้ายแกละ พี่กำลังสนใจกับอ้ายพวกมือปืนสามสี่คนนี้"

"มันชื่อเสือหงวน มันบังครับฉันให้ถอดเข็มขัดปืนทิ้ง และพูดก้าวร้าวฉัน เมื่อฉันทนไม่ได้โต้ตอบมันไปบ้างมันก็ตบหน้าฉัน ฉันเลยท้ามันชกกับฉันตัวต่อตัวแต่ฉันสู้มันไม่ได้พี่เบีย ชั้นเชิงมวยมันเหนือกว่าฉัน มันต่อยฉันเสียสะบักสบอม คิ้วซ้ายถูกมันศอกเบ้อเหมือนจามด้วยขวาน ฉันถูกมันน็อคด้วยเข่าลอย หลังจากนั้นฉันก็สลบไป พอฟื้นขึ้นมาหน้าตาฉันเป็นอย่างนี้ เสือหงวนกับพรรคพวก ของมันช่วยกันโกนหนวดเคราและคิ้วข้างขวาออก โกนหัวเสียจนเกลี้ยงแล้วมันก็ปล่อยฉันกลับมาทับตะโก มันบอกว่า เท่าที่มันทำกับฉันอย่างนี้ก็เพื่อท้าทายพี่เบียนั่นเอง พวกมันพร้อมแล้วที่จะรับมือกับพวกเรา"

ไม่ต้อง สงสัยว่าเสือเบียจะโกรธแค้นสักเพียงใดเขาหันหน้ามองไปรอบๆ แล้วร้องประกาศลั่น

"กูต้องฆ่าล้างแค้นแทนน้องชายกู อ้ายพวกมือปืนที่มาจากกรุงเทพฯ ทั้งหกคนและพระพินิจฯ จะต้องตาย ไม่เคยมีมนุษย์หรือเทวดาองค์ไหนที่ กล้าเหยียดหยามดูหมิ่นน้องกูถึงเช่นนี้"

เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมคนหนึ่งชูมือขวาขึ้นแล้วร้องขึ้นดังๆ

"ฆ่ามันพี่เบีย พวกเราพร้อมแล้ว เอ้า-เฮ้ "

เสือเบียยกมือตบหลังน้องชายของเขา

"อ้ายน้องแก้ว พี่จะแก้แค้นให้แกเอง สำหรับเสือหงวนปืนเร็วที่แกว่าพี่จะจับมันมาให้แกยิงทิ้งด้วยมือของพี่เอง ไป-รีบกลับไปบ้านเราเถอะ ทำแผลที่ถูกปืนและใส่ยาให้เรียบร้อย ความจริงจะโทษอ้ายชมก็ไม่ได้เพราะมันจำแกไม่ได้ หน้าตาของแกไม่ผิดอะไรเหมือนกับถูกหมาฟัดมา หนวดเคราที่เหลือโกนมันทิ้งเสียเถอะ ไม่ต้องเสียใจอ้ายน้องชาย วันพระไม่มีวันเดียววันนี้เป็นทีของมัน ปล่อยมันก่อน วันหลังเป็นทีของเราบ้าง" พูดจบเขาก็มาทางเสือชมแล้วออกคำสั่ง

"เตรียมพรรคพวกของเราไว้ให้พร้อมอ้ายชน บ่ายวันนี้กูจะบุกเข้าปล้นไร่พระพินิจฯ ลองดูซิว่าอ้ายพวกมือปืนที่มาจากกรุงเทพฯ มันจะแน่สักเพียงไหน วันนี้เป็นวันอาทิตย์เสียด้วยเหมาะเหลือเกิด พวกคนงานคงไปเที่ยวกันหมด ถ้าเราปล้นไร่พะรพินิจฯ ได้สำเร็จเราคงจะได้เงินสดมาแบ่งกันคนละไม่ใช่น้อย อ้า-ถ้าสายลับของเรามาจากไร่แกสั่งให้มันรีบไปพบกันที่บ้านนะ"

เจ้าพ่อทับตะโกประคองน้องชายพาไปที่ม้าคู่ขาของเสือแกละซึ่งเจ้าหนุ่มคนหนึ่งช่วยจับไว้ให้ และม้าของเสือเบียผูกอยู่กับต้นไม้ใกล้ๆ กัน สองเสือพี่น้องต่างก้าวขึ้นนั่งบนม้าคู่ขาของตนเอง บังคับม้าวิ่งสะบัดย่างไปจากที่นั้นเสือชนถอนหายใจโล่งอก มีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจนนึกฯ และเจ้าแห้วตั้งใจไปเที่ยวหมู่บ้านทับตะโกในตอนสาย แต่บังเอิญมีเรื่องกับเสือแกละเสียก่อน พรพินิจฯ จึงขอร้องให้เลิกความคิดที่จะไปเที่ยวทับตะโก เพราะอย่างไรเสีย เสือเบียผู้พี่ชายของเสือแกละ ก็จะต้องเตรียมรับมือเต็มที่ เพียง ๖ คนเท่านั้นย่อมไม่มีทางสู้กับพรรคพวกของเสือเบียซึ่งมีอยู่ทั่วทับตะโก แต่ละคนล้วนแต่เป็นอาชญากรและฆาตกรทั้งนั้น

๑๑.๐๐ น. ของวันอาทิตย์

ไร่ "พินิจ" สงบเงียบผิดปรกติ พวกคนงานทีเป็นโสดต่างพากันไปเที่ยวป่าเขาหรือหมู่บ้านทับตะโก หาเหล้าหาอาหารกินกันหรือมิฉะนั้นก็เล่นถั่วโปตามอัธยาศัยที่มีบุตรภรรยาแล้วก็พักผ่อนอยู่ในห้องพัก ของตนเองซึ่งปลูกเรียงราย เป็นห้องแถว ชั้นเดียวหันหน้าเข้าหากันมีประมาณ ๕๐ ห้อง คนโสดอยู่รวมกันสองคนต่อห้อง พระพินิจฯ ให้ความเอาใจใส่ในทุกข์ของพวกกรรมกรเป็นอย่างดี มีการหยุดทำงานในวันอาทิตย์หรือในวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ ใครเจ็บไข้ได้ป่วยท่านมีมียาให้กินซึ่งหมายถึงบุตรภรรยาและครอบครัวของกรรมกรด้วย

ขณะที่พรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพระพินิจฯ สนทนากันอยู่ที่ห้องรับแขก ของเรือนบังกาโลหลังใหญ่ซึ่งเป็นเรือนรับรอง นายบัวหัวหน้ากรรมกรก็วิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดมาบนเรือนในท่าทางอันร้อนรน

เขาตรงเข้ามาใน ห้องรับแขกแล้วรายงานให้พระพินิจฯ ทราบ

คุณพระครับ นายเล็กคนงานไร่พืชของเราไปเที่ยวตลาดทับตะโกกลับมา เดินผ่านป่าถูกงูเห่ากัดครับคนงานสองคนไปหาหน่อไม้แลเห็นเข้าก็ช่วยกันพาเขากลับมาไร่"

พระพินิจฯ หน้าตื่น

"งูเห่ากัดเรอะ"

"ครับ-เล็กบอกว่าตัวมันใหญ่มาก มันเลื้อยปราดเข้ามาฉกและกัดเขา"

นิกรทำท่าขนลุกขนพ่อง

"บรื๊อว์ น่าเกลียด แต่ว่าแกงเผ็ดน้ำข้นแบบแกงขลุกขลิก แก่เครื่องเทศหน่อยหน่อยอร่อยมากทีเดียวพูดแล้วน้ำลายไหล"

นายพลดิเรกมองดูหัวหน้าคนงานแล้วกล่าวว่า

"นายเล็กอยู่ที่ไหน"

"อยู่เรือนสำนักงานครับ"

"งั้นเรอะ ไปพาเขามาที่นี่เถอะ ฉันจะฉีดยาเซรุ่มแก้พิษงูให้เขา"

นายบัวรีบรับคำแล้วพาตัวออกไปจากห้องรับแขกอย่างรีบร้อน พระพินิจฯ กล่าวถามนายแพทย์หนุ่ม ทันที

"เธอมีเซรุ่มติดตัวมาด้วยเรอะ"

"ครับ ผมเอามาสามสี่หลอด มาเที่ยวป่าดงอย่างนี้ก็ต้องมีเซรุ่มมาบ้าง เพราะในป่าทุกแห่งมันก็ต้องมีงูพิษเช่นงูเห่าหรืองูจงอาง เซรุ่มของคุณอามีใช้หรือเปล่าครับ"

คุณพระสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอกดิเรก สั่งซื้อลำบาก ได้มาก็ต้องแช่ตู้เย็นไว้ ถ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเกิดเสียวันเดียวเซรุ่มที่แช่ไว้ก็หมดคุณภาพ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"แต่เซรุ่มของผมไม่ต้องแช่เย็นครับ ผมประดิษฐ์คิดขึ้นเอง ด้วยกรรมวิธีคล้ายกับของสถานเสาวภาเพิ่มตัวยา บางอย่างเข้าไปเพื่อไม่ให้เสียหรือเสื่อมคุณภาพโดยไม่ต้องแช่เย็น ต่อไปผมจะส่งมาให้คุณอาไว้ใช้สักสองสามโหลครับ"

"งั้นเรอะ ขอบใจมากหลานชาย คนงานของอาถูกงูกัดปีละสามสี่ราย แต่เราไม่มีทางรักษานอกจากเอาใส่รถจิ๊ปไปในเมือง ปรากฎว่าทุกรายไปตายกลางทางก่อที่จะได้รับการฉีดเซรุ่มแก้พิษงู"

ดร. ดิเรกจุ๊ปาก

"อย่างนี้น่าสงสารเขามากครับ ความจริงเขาไม่ควรตายเลยถ้าหากคุณอามีเซรุ่มฉีดให้เขา คนที่อยู่ตามป่าดงพงไพรมักจะเป็นอย่างนี้แหละครับ" พูดจบศาสตราจารย์ดิเรกก็ลุกขึ้นพาตัวเดินเข้าไปในห้องกลาง สักครู่หนึ่งเขาก็ถือกระเป๋าล่วมยาของเขา กลับมาที่ห้องรับแขกเตรียมช่วยคนไข้

เขาสั่งให้เจ้าแห้วนำเข็มและหลอดฉีดยาไปต้มน้ำร้อนฆ่าเชื้อโรค ในเวลาเดียวกันกรรมกรหนุ่มในวัยเบญจเพศคนหนึ่ง ก็ถูกเพื่อนกรรมกรและนายบัวประคองปีกขึ้นมาบนเรือนบังกาโล

นายเล็กขมวดคิ้วนิ่วหน้าแสดงความเจ็บปวดเร้าจากพิษงูเห่า ดร. ดิเรกบอกให้วางคนไข้ลงบนโซฟาแล้วเขาก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ ตรวจรอยเขี้ยวบนหลังเท้าซ้าย ปากแผลบวมเป่ง

"งูเห่ากัดเธอแน่นะนายเล็ก"

"ครับ ผมเห็นตัวมันถนัด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง"

คนเจ็บสะดุ้งโหยง

"มันก็เหมือนกับงูเห่าทั่วๆ ไปแหละครับ"

"ไม่เหมือนน่า คนเราหน้าตายังผิดแผกกันนี่นะบางคนก็รูปหล่ออย่างกันเป็นต้น บางคนก็หน้าตามู่ฮู่ดูไม่ได้ งูเห่าก็เหมือนกัน บางตัวจมูกโด่งหน้าอมยิ้มบอกว่าใจดี บางตัวถือว่ากัดตายเต๊ะท่าว่ามีฤทธิ์หรือมีอำนาจ"

"พอ แล้วๆๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุนายจอมทะเล้น "แกนั่งเฉยๆ เถอะวะรำคาญเหลือเกิน"

เจ้าแห้วถือขันน้ำใบหนึ่งเดนเข้ามาในห้อง ในขันมีน้ำเดือดเกือบครึ่งขันแช่เข็มและหลอดฉีดยา เขาวางขันลงบนโต๊ะแล้วถอยออกไป

ในนาทีนั้นเองนายแพทย์หนุ่มก็ฉีดเซรุ่มแก้พิษงูเห่าให้นายเล็กกรรมกรพืชไร่ ซึ่งเป็นสายลับของเสือเบียและเสือแกละ การกระทำของ ดร. ดิเรก ทำให้เล็กซาบซึ่งใจอย่างยิ่ง นอกจากนี้ทุกคนยังเอาใจใส่ในตัวเขาด้วยความห่วงใย

อำนาจของเซรุ่มที่ฉีดเข้าไปได้ทำลายพิษงูให้ละลายหายไปซึ่งหมายถึงความเจ็บปวดด้วย

"เธอปลอดภัยแล้วนายเล็ก" พระพินิจฯ พูดยิ้มๆ "โชคของเธอยังดีอยู่ บังเอิญหลานชายของฉันคนนี้เขาเป็นหมอ ถ้าฉันส่งเธอไปราชบุรีเธออาจจะไปตายกลางทางก็ได้"

"เป็นความจริงครับ พองูกัดผมก็นึกว่าผมตายแน่นอน ท่านครับ....งูเห่าตัวนี้ทำให้ผมสำนึกในพระเดชพระคุณของท่านกับคุณหมอ ผมไม่สามารถจะทรยศต่อท่านได้ต่อไปอีกครับ"

"หา เธอหมายความว่ากระไร"

นายเล็กมองดูพระพินิจฯ ด้วยความเคารพเกรงกลัว

"หมายความว่าผมทำหน้าที่เป็นสายลับของเสือเบียมาเกือบครึ่งปีแล้วครับ คอยรายงานการเคลื่อนไหวทางนี้ให้เขาทราบเสมอ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"อ้อ-ยังงี้เอง เฮ้ย-หมอ เอาเข็มฉีดยาดูดเอาเซรุ่มออกจากตัวนายเล็กโว้ย ปล่อยให้มันตายด้วยพิษงูเห่า อ้ายนี่คือแกะดำปนอยู่ในฝูงแกะขาว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"แต่ว่าคนที่ทำผิดและสำนึกในความผิดของตนเองนั้นเป็นผู้ที่ควรได้รับการอภัยโทษ"

พระพินิจฯ ถามนายเล็กทันที

"นอกจากแกมีใครอีกที่เป็นสายลับของเสือเบีย

"มีผมคนเดียวเท่านั้นแหละครับ ผมสาบานได้ว่ามีคนเดียว ที่ผมยอมเป็นสายบลับให้เสือเบียก็เพราะผมเคยเป็นลูกน้องเขาแต่ก่อนครับ ท่านครับ....ท่านกรุณายกโทษให้ผมเถอะครับ ต่อไปนี้ผมจะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อท่านและร่วมมือกับท่านสู้กับเสือเบียและเสือแกละซึ่งผมจะยอมตายเพื่อท่าน ท่านเมตตากรุณาผมมามากต่อมาก แต่ผมเป็นคนเลวที่เนรคุณท่าน ผม...อ้า....ผมจะเริ่มต้นทำความดีด้วยการสารภาพความจริงให้ท่านทราบว่าบ่ายสองโมงนี้เสือเบียจะพาพวกประมาณ ๕๐ คนบุกเข้าปล้นไร่ของท่านครับ และเสือเบียจะฆ่าท่านกับพวกเจ้านายที่มาจากกรุงเทพฯ ให้หมดเพื่อล้างแค้นเท่าที่เสือแกละถูกหยามน้ำหน้าเมื่อสายวันนี้"

พระพินิจฯ หน้าซีดเผือก

"อ้ายเบียจะปล้นฉัน...."

"ครับ ขณะนี้กำลังรวบรวมผู้คนอยู่ครับ บ่ายสองโมงตรงเสือเบียจะยกพลออกจากทับตะโกมุ่งตรงมานี่และแบ่งกำลังออกเป็นสองพวก เข้าตีทางด้านหน้าและด้านหลังไร่พร้อมกัน เสือชมจะคุมเข้าตีทางด้านหลังครับ เสือชมสมุนจำนวนหนึ่งจะต้อนวัวไปทั้งฝูง แผนการยังจะเผาไร่อีก อาคารทุกหลังจะถูกเผาราบ ส่วนวัวมันจะต้อนไปขายในเขตพม่าครับเพราะได้ราคาดี"

พระพินิจฯ ค่อยๆ หันมามองคณะพรรคสี่สหาย

"อาตกอยู่ในความคับขันเสือแล้วหลานชาย"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย

"ทำใจให้สบายครับคุณอา นอนร้องลำตัดหรือเพลงฉ่อยเล่นยังได้ ให้อ้ายเบียมันมาปล้นเถอะครับ ผมจะจับอ้ายเบียโกนหัวให้ได้ และจะโกนเพียงครึ่งซีกเท่านั้น"

นิกรหัวเราะก้าก

"เข้าที่โว้ย มองเหมือนคนโลกพระอังคาร"

พลกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าพูดเป็นเล่นอ้ายหงวน อ้ายเบียมีสมุนตั้งครึ่งร้อย กำลังของเรามีเพียงไม่กี่คน แต่ว่ากันพร้อมแล้วที่จะสู้ตายดังที่พวกเราได้รับปากกับคุณอาไว้"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร๋ ไอก็สู้ตายเช่นเดียวกัน"

นิกรกล่าวขึ้นบ้าง

"ถ้าอ้ายเบียกับสมุนของมันจะบุกเข้ามาในไร่ของเราได้ก็หมายความว่ามันจะต้องข้ามศพกันเข้ามาหรือหามศพกันไปทิ้งเสียก่อน"

แล้วเขาก็ยิ้มให้พ่อตาของเขา "สู้ตายนะครับคุณพ่อ ถ้าเราฆ่าอ้ายเบียไดัคุณอาพระท่านก็จะดำเนิน กิจการไร่ของท่านต่อไปอย่างผาสุก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"ถูกแล้ว ปราบอ้ายเบียและแกละได้สมุนของมันก็จะกระจัดพลัดพรากกันไป คุมกันไม่ติด สำหรับพ่อไม่กลัวพวกโจรหรอกนิกร"

"นั่นน่ะซิครับ คุณพ่อปล่อยแสงเฮ้ากวงทีเดียวอ้ายพวกนั้นชักดิ้นชักงอ ทนความร้อนไม่ไหวตายหมด"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พระพินิจฯ จึงกล่าวถามหัวหน้าคนงาน ของท่าน ซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างกรรมกรเลี้ยงวัวคนหนึ่ง

"คนงานของเราที่ไม่ได้ ออกจากไร่ไปเที่ยวไหนมีอยู่กี่คนนายบัว"

นายบัวพูดตัดบททันที

"อย่าเลยครับท่าน ท่านอย่าเอาพวกกรรมกรมาร่วมป้องกันพวกโจรเลยครับ พวกนี้ขลาดตาขาวและยิงปืนไม่เป็น ผมพอจะคัดเลือกกรรมกรมาสมทบกำลังกับพวกเจ้านายได้เพียงสามสี่คนเท่านั้น"

"ยังงั้นก็ตามใจแก" พูดจบคุณพระก็หันมาทางนายเล็ก "ค่อยยังชั่วแล้วหรือยังเล็ก"

"ผมคิดว่าผมหายเป็นปกติแล้วครับ"

"ฮื่อ ดีแล้ว แกบอกฉันซิ พรรคพวกของเสือเบียที่จะเคลื่อนกำลังมาปล้นฉันตอนบ่ายสองโมงน่ะขี่ม้ามาใช่ไหม"

"ครับ"

"ครับ ทุคนมีม้าประจำตัวอยู่แล้วนี่ครับ"

"มันมีอาวุธอะไรบ้าง" คุณพระชักต่อไป

"มีปืนพกและปืนเล็กยาวครับ"

"ลูกระเบิดมือและปืนยิงเร็วล่ะ"

"ไม่มีครับ อ้ายพวกนี้ถ้าใครมีระเบิดมือหรือปืนยิงเร็วมันก็เอาไว้ไม่ได้นาน เพราะมันต้องการเงิน ใครมา

ขอซื้อถูกแพงก็ขายไป โดยมากขายให้พวกโจรกะเหรี่ยงที่อาละวาดอยู่ในพม่าครับ"

นิกรสบตากับนายเล็กเขาก็ถามขึ้นบ้าง

"อาวุธอื่นๆ เช่นเครื่องยิงระเบิด, ปืนใหญ่สนามปืนไร้แร้งสะท้อน, ปืนบาซูก้า ปืนหนักเบามีบ้างไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดขัดคอนิกรไม่ได้

"นั่นมันกองทหารโว้ยไม่ใช่กองโจร"

พระพินิจฯ กล่าวกับนายเล็กว่า

"ฉันขอบใจแกมาก เล็กเท่าที่แกสำนึกในบุญคุณของเราและเลิกคิดทรยศต่อฉัน ไปพักผ่อนเถอะ อ้า-นายบัวกับเวกช่วยพาเล็กไปห้องพักของเขาหน่อยซิ เสร็จแล้วนายมาหาฉันเพื่อเราจะได้ปรึกษาหารือกันต่อไปเกี่ยวกับวางแผนตั้งรับพวกโจรตอนบ่ายวันนี้ ฉันกับหลานๆ ของฉันจะสู้จนวินาทีสุดท้าย"

บัวว่า "ผมยอมตายกับท่านครับ และคนของผมอีกสามสี่คนก็ยอมตายเพื่อท่านเช่นเดียวกัน"

นายบัวนายเวกต่างพา นายเล็กออกจากห้องรับแขกลงไปจากบังกาโลหลังนั้น สี่สหายมองดูหน้ากันแล้วปรึกษาหารือกันในเรื่องที่จะสู้รบกับพวกโจร

"เอายังไงดีหมอ" พลพูดกับศาสตราจารย์ดิเรก "แกเอาปืนกลมือและระเบิดมือมาหรือเปล่า"

"โน-ไม่ได้เอามา เอามาแต่ปืนพกและปืนเล็กยาว"

อาเสี่ยว่า "ถ้ายังงั้นเราจะสู้พวกโจรได้อย่างไรในเมื่อเรามีกำลังน้อยกว่ามัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

"ไอเป็นนักวิทยาศาสตร์ มันสมองของไอย่อมเฉลียวฉลาดกว่ามนุษย์ธรรมดาไอจะสร้างระเบิดขวดขึ้นสำหรับใช้ขว้างสังหารพวกโจรและเป็นระเบิดเพลิงเสียด้วย"

ทุคนมองดู ดร. ดิเรกด้วยความสนใจ

"แกจะทำยังไงวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"ก็ไม่เห็นยากเย็นอะไรนี่ครับ ขอขวดยาคุณอาพระสัก ๒๐ ขวดหรือขวดวิสกี้ขนาดเล็กก็ได้ เอามาใส่น้ำมันเบ็นซินให้เต็ม ใช้กระดาษบางเช่นกระดาษเช็ดมือทำสายชนวนยาวสักหนึ่งฟุต เมื่อพวกโจรบุกเข้ามาเราก็จุดสายชนวนแล้วขว้างไป"

พลยิ้มให้นายพลดิเรก

"ความคิดของแกแยบคายและได้ผลเสมอ แต่ว่าแกจะเอาดินปืนที่ไหนมาทำสายขนวนระเบิดขวด"

ดร. ดิเรกหัวเราะอย่างขบขัน

"ยูโง่บัดซบไปเลย ปัญหาหญ้าปากคอกอย่างนี้ไม่น่าถาม ก็ดินปืนในลูกปืนน่ะซิโว้ย เราเอากระสุนปืนเล็กยาวมาตั้งเยอะแยะ ถอดหัวกระสุนออกสัก ๒๐ นัดก็พอแล้ว กันรับรองว่าระเบิดขวดของกันซึ่งเป็นระเบิดเพลิงจะแล้วเสร็จภายในบ่ายโมงนี้ อ้ายเบียไม่มีทางที่จะปล้นไร่ "พินิจ" ได้สำเร็จ ต่อให้มันพาพ่อและปู่มันมาด้วย"

พระพินิจฯ มีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น ท่านกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"เจ้าคุณเป็นผู้วางแผนตั้งรับนะ"

"ครับ เราจะต้องสร้างรังปืนหรือที่มั่นไว้รอบๆ ชั้นในของฟาร์ม ที่มั่นของเราแห่งหนึ่งมีกำลังเพียงคนเดียวและมีระเบิดขวดสามสี่ลูก เมื่อพวกโจรเคลื่อนที่เข้ามา ถึงแม้เรามีกำลังน้อยกว่าแต่เราอยูในที่กำบังอันมิดชิดเราก็เลือกยิงมันตามความพอใจ เราจะทำเครื่องกีดขวางดักไว้ตอนทางเลี้ยวบางแห่ง เราจะพยายามทุกประการที่จะฆ่าพวกโจรหรือทำให้มันได้รับบาดเจ็บ"

"ผมค่อยโล่งใจหน่อย ถ้าเช่นนั้นลงไปตรวจดูสถานที่เตรียมที่มั่นกันเถอะครับ"

"ว้า" นิกรคราง "กินข้าวกลางวันกันเสียก่อนไม่ดีหรือครับ นี่มันก็ ๑๑ นาฬิกา ๑๕ นาทีแล้ว"

พลมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"เรื่องกินไม่สำคัญโว้ยอ้ายกร ในยามคับขันเช่นนี้ชีวิตของพวกเราสำคัญกว่า เราจะต้องรีบเร่งสร้างที่มั่นหรือรังปืนของเรา อ้ายเบียอาจจะบกเราก่อนเวลาที่มันกำหนดไว้ก็ได้"

"เอา-เอายังไงก็เอา"

ทุกคนต่างลุกขึ้น พระพินิจฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายและเจ้าแห้วออกไป จากห้องรับแขกของเรือนรับรองลงบันไดไปข้างล่าง

ก่อนเวลา ๑๓.๐๐ น. ฝ่ายตั้งรับก็เข้าประจำการ

รังปืนเรียบร้อย นอกจากสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็มีนายบัวหัวหน้าคนงานกับนายเล็กที่ถูกงูเห่ากัดและกรรมกรเลี้ยงไก่อีก ๓ คน ซึ่งเป็นคนของนายบัว เป็นอันว่าฝ่ายป้องกันมีลังรวม ๑๒ คนพวกคนงานมีปืนลูกซองเป็นอาวุธ ได้รับแจกกระสุนคนละ ๒๕ นัด นายบัวพออกพอใจมากที่มีปืนลูกซองเป็นอาวุธคู่มือเขาบอกกับพระพินิจฯ ว่า

"ปืนแบบนี้วิเศษเลยครับท่าน ยิงนัดไหนนัดนั้นไม่มีผิด กระสุนแผ่เป็นกระด้ง ถูกใครเข้านั่งแคะกระสุนออกสามวันสามคืนยังออกไม่หมด"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ บริเวณไร่ "พินิจ" เงียบกริบ บรรดาบุตรภรรยาครอบครัวของกรรมกรไปหลบซ่อนตัวอยู่ในไร่กาแฟ ส่วนกรรมกรที่ไม่เกี่ยวกับกราสู้รบได้รับคำสั่งให้รวมกำลังอยู่ที่บ้านพักคนงานและให้อยู่ในความสงบ

จนกระทั่ง ๑๔.๐๐ น.

เมฆสีขาวกระจายไปทั่วท้องฟ้าปิดบังดวงอาทิตย์ทำให้ร่มเย็นสบาย ฝ่ายป้องกันนั่งกระสับกระสายรอคอยพวกโจรอยู่ในรังปืน พอเข็มนาฬิกาที่ข้อมือพระพินิจฯ บอกเวลา ๑๔.๐๐ น. ทุกคนก็ใจเต้นระทึกผิดปกติเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวดังขึ้นและใกล้เข้ามา

"เสือเบียมาแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนลั่น "เตรียมบอกกันต่อๆ ไป"

พวกโจรไม่น้อยกว่า ๕๐ คน คนควบขับม้าติดตามกันมาเป็นกลุ่ม พอถึงไร่ "พินิจ" เสือชมก็พาสมุนโจรครึ่งหนึ่งอ้อมเข้าตีทางหลังไร่ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้าง พวกโจรขับขี่ม้าอย่างคล่องแคล่ว ทุกคนสนุกสนานเบกบานใจยิ่งที่ได้ปล้นเขากินเพราะเป็นอาชีพที่หาเงินได้ง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ

ครั้นแล้วเสียงปืนพกก็ดังขึ้นกึกก้อง สนั่นหวั่นไหวเสือเบียพาสมุนบุกเข้ามาในไร่แล้วยิงปืนขู่ขวัญพวกกรรมกรและพวกเจ้าของไร่ พวกโจรแยกออกจากกันเป็นสามสี่หมู่ตามแผนของเสือเบีย

ทันใดนั้นเองฝ่ายป้องกันก็ระดมยิงพวกโจรพร้อมๆ กัน เสียงปืนเล็กยาวดังกึกก้องไปทั่วไร่ สมุนโจรหลายคนถูกยิงพลัดตกจากหลังม้าเท่งทึงไปตามกัน เสือเบียตะโกนสั่งให้บริวารลงจากม้า

ฝ่ายเจ้าของไร่ และพวกโจรยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือดพวกโจรรุกเคลื่อนที่เข้ามาหารังปืนและหวังจะเอาชนะด้วยกระตะลุมบอน พอเข้ามาใกล้ระเบิดขวดลูกแรกก็ถูกขว้างไปจากมือ ดร.ดิเรกทันที

ขวดยาบรรจุน้ำมันเบ็นซินขวดนั้นลอยละลิ่วมาในอากาศ ในเวลาเดียวกับที่ชนวนของมันลุกลามเข้าไปในขวด พอตกถึงพื้นก็เกิดการระเบิดขึ้นทันที

"ตูม"

ชิ้นระเบิดคือเศษแก้วถูก สมุนโจรคนหนึ่งตายคาที่อีกคนหนึ่งไฟไหม้เสื้อกางเกงลุกลามไปทั่วตัว เขาร้องเออะลุกขึ้นวิ่งตื๋อไปที่บ่อน้ำและกระโจรลงไปในบ่อในท่าพุ่งหลาวซึ่งไม่สู้สวยงามเท่าใดนัก

ระเบิดขวดลูกที่สอง สอง-สาม-สี่ ถูกขว้างมาอีกทุกลูกระเบิดดังมากและมี อำนาจคล้ายกับระเบิดเพลิงกับระเบิดทำลาย สมุนของเสือเบียอีกหลายคนต้องเสียชีวิตคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส อย่างไรก็ตามเจ้าพ่อทับตะโกก็ไม่ยอมสั่งให้สมุนของเขาล่าถอย

ในเวลาเดียวกันนี้เองเสือชมก็บุกเข้าโจมตีทางด้านหลังหมู่บ้าน พวกโจรยิงปืนโห่ร้องก้องกังวาน ฝ่ายเจ้าทรัพย์ต้องถอนกำลังไปช่วยทางด้านหน้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนเล็กยาววิ่งก้มตัวเข้ามาหานิกรลูกเขย จอมทะเล้นของท่าน

"อ้ายกร แกกับอ้ายหงวนไปตั้งรับพวกโจรทางหลังบ้าน ลำพังนายบัวพรรคพวกอีกสามสี่คนคงสู้มันไม่ได้แน่ พวกเราทั้งหมดจะถอยไปรวมกำลังบนเนินดินสูงข้างโรงไฟฟ้าโน่น"

"อ้ายหงวนล่ะครับ" นิกรถาม

"อ้ายหงวนไปทางหลังบ้านแล้ว แกรีบไปเถอะนิกรคว้าปืนเล็กยาวลุกขึ้นแล้ววิ่งไปทางโรงโคนมกระสุนปืนของพวกโจรหลายนัดปลิวว่อน การสู้รบผ่านพ้นไปไม่ถึง ๒๐ นาทีพวกโจรซึ่งกำลังมากกว่าก็ตกเป็นฝ่ายได้เปรียบ สมุนของเสือเบียเริ่มวางเพลิงเผาผลาญสิ่งปลูกสร้างในไร่ "พินิจ" แล้ว โรงเก็บพืชไร่ ๒หลังตกเป็นเหยื่อพระเพลิงและกำลังจะลุกลามติดต่อไปยังอาคารข้างเคียง

ในที่สุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วย พล, ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วก็ถอยมารวมกำลังกันบนเนินดินสูง ซึ่งเนินเดินนี้คล้ายกับภูเขาเล็กๆ ใกล้ๆ กับเนินดินเป็นสระน้ำอันกว้างใหญ่สำหรับกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเพราะน้ำในลำธารมีน้อยหรือแห้งไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

เสือเบียตะโกนสั่งบริวารให้โอบล้อมเนินดินไว้และให้พยายามยืดให้ได้ แต่ฝ่ายตั้งรับอยู่ในที่สูงมีที่กำบังมิดชิดจึงได้เปรียบ สามารถยิงพวกโจรล้มตายไปอีกหลายคน โดยเฉพาะเจ้าแห้วยิงปืนได้แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อทุกนัดที่เจ้าแห้วปล่อยกระสุนออกไป จะต้องถูกสมุนของเสือเบียคนใดคนหนึ่งล้มคว่ำลงทันที

ในเวลาเดียวกันนี้เองเสือชมกันสมุนร่วมใจราว ๒๐ กว่าคนก็กำลังสู้รบกับเสี่ยหงวนนิกร และ นายบัวกับกรรมกรอีก ๔ คน ซึ่งรวมทั้งนายเล็กที่กลับใจมาภักดีต่อคุณพระพินิจตามเดิมด้วย

ครั้งหนึ่งเสือชมพวกสมุนบุกเข้ามาหละระดมยิงอย่างดุเดือด กระสุนปืนทางฝ่ายโจรถูกกรรมกร ๓ คนตายคาที่ คงเหลือบัวกับเล็กสองสหายของเราเท่านั้น

อาเสี่ยยิงพลางหันมาพูดกับนายจอมทะเล้น

"สู้ตายนะอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่าพึ่งตายเลยวะ ถอยไปยึดที่มั่นทางคอกวัวโน่นดีกว่า หรือม่ายก็ไปทางเล้าไก่ก็ได้"

"เอา-ถอยก็ถอย"

สองสหายกับนายบัว และ นายเล็ก ต่างล่าถอยทิ้งที่มั่นทันที ต่างวิ่งก้มตัวตรงไปทางเล้าไก่ แต่แล้วก็ถูกพวกโจรหลายคนซึ่งแอบกำบังอยู่ยิงกราดทำให้ต้องล่าถอยไปทางคอกวัวอันมีเนื้อที่กว้างใหญ่ไม่น้อยกว่า ๒ ไร่และด้านขวาของคอกวัวมีที่กำบังอันมิดชิด

อย่าพลาดตอนจบเล่มหน้าใน ตะวันตกแดนเดือด บู๊ ดุเดือด หัวเราะกว่าตอนแรก