พล นิกร กิมหงวน 115 : ยิงเป้า

แถลงการณ์ของรัฐบาล

เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๐๙ เวลาประมาณ ๖.๐๐ น. ทหารเขมรจำนวนหนึ่งได้ล่วงล้ำเข้ามาในเขตจังหวัดจันทบุรีและทำการปล้นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คนไทยหลายคนถูกยิงตายอย่างทารุณ ระหว่างที่ทหารเขมรกำลังปล้น กำลังของนาวิกโยธินสองหมวดก็รุดไปถึง จึงเกิดการต่อสู้รบกับทหารเขมรอย่างดุเดือด นาวิกโยธินจับเชลยได้ ๖ คน คนหนึ่งมียศร้อยโท เป็นผู้บังคับหมวดทหารเขมร

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารทั้งสองฝ่ายปรากฎว่าทหารเขมรหมวดนี้ได้เข้ามาปล้นราษฏรไทยหลายครั้งแล้ว ซึ่งทุกครั้งที่ทำการปล้นจะต้องฆ่าคนไทยผู้เป็นเจ้าทรัพย์ไม่ต่ำกว่าสองสามคน ฉะนั้น คณะรัฐมนตรีจึงลงมติให้ยิงเป้าเชลยทั้ง ๖ คนนี้ ในวันศุกร์ที่ ๘ เมษายน เวลา ๑๖.๓๐ น.ที่ท้องสนามหลวงและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชมการประหารชีวิตทหารเขมรด้วย

วิทยุกระจายเสียงทุกสถานีโทรทัศน์ทั้งสองช่องต่างเสนอข่าวนี้อันเป็นข่าวที่ประชาชนชาวพระนครและธนบุรีตื่นเต้นไม่น้อย ยิ่งเสียกว่าทางการได้ใช้มาตรา ๑๗ ยิงเป้าเสือใบกับพรรคพวกที่ตลาดท่าเรือเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่แล้วมา

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับได้ลงข่าวพาดหัวตัวเกือบเท่าหม้อแกง ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันพฤหัสฯ ที่ ๗ เมษายนจำหน่ายขายดีราวกับเทน้ำ กองบรรณาธิการยิ้มแป้นไปตามกัน และอยากจะให้มีการยิงเป้าบ่อยๆ หนังสือพิมพ์จะได้พิมพ์เพิ่มและขาดตลาดภายในเวลาอันรวดเร็ว บรรดาหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างเสนอข่าวและภาพอย่างละเอียดเกี่ยวกับทหารเขมรทั้ง ๖ คนที่ถูกขังอยู่ที่กระทรวงกลาโหม มีการควบคุมตัวอย่างแข็งแรง ทหารเขมรทั้ง ๖ คนที่ชะตาขาดในตอนเย็นวันพรุ่งนี้ มีรายนามดังต่อไปนี้

๑.ร.ท.ดวด ๒.ส.อ.หือ ๓.ส.ต.ขจาย ๔.พลทหารจอด ๕.พลทหารตึก ๖.นายโกย ซึ่งนายโกยผู้นี้เป็นพลพรรคของหน่วยชีวพล ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางพาทหารเขมรบุกเข้ามาปล้น และนายโกยได้สังหารผู้ใหญ่บ้านเทียนด้วยปืนยิงเร็ว ขณะที่ทหารเขมรทำการปล้น

ทั่วทุกมุมเมืองตามร้านกาแฟร้านเหล้า ร้านอาหาร บาร์หรือไนท์คลับ ต่างโจษจันกันถึงเรื่องยิงเป้าเชลยในวันพรุ่งนี้ คือวันศุกร์ที่ ๘ เมษายน บรรดาพี่น้องชาวไทยต่างเห็นพ้องด้วยที่รัฐบาลใช้วิธีการลงโทษทหารเขมรผู้ป่าเถื่อนไร้ศีลธรรมด้วยการยิงเป้า คนไทยบางคนยอมสละเงินโทรเลขด่วนไปถึงนโรดมสีหนุขอเชิญเสด็จมาดูการยิงเป้าทหารของพระองค์ที่ท้องสนามหลวงแต่ไม่รับรองความปลอดภัย

ตอนบ่ายวันพฤหัสฯ

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มาปรากฎตัวขึ้นที่ห้องทำงานของพล.อ.วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการ ทุกคนแต่งเครื่องแบบปกติ กากีแกมเขียวเสื้อคอแบะผูกเน็คไท พ.อ.พล พ.อ.กิมหงวน พ.อ.นิกรและพล.ท.ศาสตราจารย์ดิเรกนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนเก้าอี้นวม สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สนทนากันเบาๆ รอคอยท่านรองผู้บัญชาการฯ ซึ่งนายทหารคนสนิทของท่านแจ้งว่าท่านมีธุระไปพบกับเสนาธิการทหาร แต่จะกลับมาต้อนรับนายพลดิเรกกับคณะในเวลา ๑๕.๐๐ น. ตามที่ท่านสั่งให้มาพบ

เข็มนาฬิกาที่ข้อมือ พ.อ.พลบอกเวลา ๑๔.๕๕ น. พลยิ้มให้นายพลดิเรกซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของเขาแล้วกล่าวว่า

"พวกเราจะถูกส่งไปสังเกตการณ์ทางชายแดนจังหวัดตราดหรืออย่างไรหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"เดาไม่ถูกโว้ย อาจจะถูกส่งไปทางอีสานก็ได้ สุดแล้วแต่เจ้านาย"

นิกรสบสายตากับนายพลดิเรกก็พูดเสริมขึ้น

"แกช่วยพูดกับท่านรองหน่อยซีโว้ย เมื่อไรท่านจะขอยศนายพลให้กันเสียที อินธนูและเครื่องหมายคทาไขว้ กันซื้อเตรียมไว้แล้ว หมวกก็ตัดเอาไว้แล้ว อีกสองสามวันก็ได้ กันดูดวงของกันตามหลักวิชาโหราศาสตร์บอกว่า กันจะได้เป็นนายพลแหงๆ "

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"มีหวังแน่อ้ายกร ถ้าเราถูกส่งไปชายแดนและเกิดปะทะกับพวกก่อการร้ายหรือทหารข้าศึก และแกถูกยิงตายรับรองว่าแกได้เป็นนายพลแน่นอน"

นิกรสะดุ้งโหยง

"นายพลปี๊บน่ะซี"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร พ.อ.กิมหงวนก็ร้องขึ้นมาดังๆ

"ตรง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลุกขึ้นยืนและก้มศีรษะกระทำความเคารพท่านนายพลอาวุโส พล.อ.วิชิตในเครื่องแบบปกติ กากีแกมเขียวคอแบะผูกเน็ทไท ท่านชิดเท้าตรงก้มศีรษะคำนับตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"สวัสดีครับใต้เท้า สวัสดีครับอาจารย์และทุกๆ คน"

นิกรยิ้มให้

"ท่านใส่น้ำหอมอะไรครับ แหมหอมจัง"

พล.อ.วิชิตหยุดยิ้มทันที

"โอดิโคโลญน่ะคุณ เมื่อคืนผมไปค้างบ้านเล็ก หนูเขาก็เลยใส่โอดิโคโลญให้เขาบอกว่าอากาศมันร้อนได้กลิ่นหอมๆ จะได้สบายใจ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"แล้วตอนเย็นท่านรองกลับไปบ้านใหญ่ คุณหญิงได้กลิ่นโอดิโคโลญท่านไม่ยุ่งหรือครับ"

ท่านรองฝืนหัวเราะ

"ไม่เป็นไรผู้การ ระหว่างนี้เมียผมเขาเป็นหวัดคัดจมูกมาหลายวันแล้ว นั่งซีครับ เชิญนั่ง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทรุดตัวลงนั่งตามเดิม พล.อ.วิชิตนั่งลงบนเก้าอี้นวมข้างท่านเจ้าคุณแล้วไต่ถามทุกข์สุขอย่างกันเอง พูดคุยกันเรื่องพระเครื่องรางนิดหน่อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ควักพระเครื่องชั้นยอดองค์หนึ่งออกมาอวด พล.อ.วิชิตขอไปดูด้วยความตื่นเต้นสนใจ พระกริ่งปวเรศร์ราคาแสนองค์นี้ ท่านเจ้าคุณพกใส่กระเป๋าติดตัวไปไหนๆ เสมอ เป็นที่รู้กันว่าครั้งหนึ่งท่านเจ้าคุณถูกคนร้ายลอบยิงด้วยปืนลูกซองในระยะเผาขนแต่ยิงไม่ออก ด้วยบารมีของหลวงพ่อกริ่งปวเรศร์

"ผมดูของใต้เท้ากี่ครั้งๆ ก็ไม่เบื่อ ถ้าหากว่าใต้เท้าให้ผมเช่าสักแปดหมื่นละก้อผมเซ็นเช็คให้ใต้เท้าเดี๋ยวนี้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"เขาให้ผมแสนสามหมื่นแล้ว หลวงจำนงค์ฯ ยังไงล่ะครับ ทานรองก็รู้จัก วันหลังพบหลวงจำนงค์ลองถามดูก็ได้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ท่านรองครับ ท่านรองมีคำสั่งด่วนเรียกตัวพวกเราเพื่อเปิดสัมนาพระเครื่องรางหรือยังไงครับ ผมจะได้กลับบ้านไปขนพระเอามาอวดท่านรองบ้าง"

ท่านนายพลอาวุโสหัวเราะชอบใจ คืนกล่องบรรจุพระเครื่องชั้นยอดให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวกับทุกๆ คนอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะเริ่มพูดเรื่องราชการกันละครับ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเท่าที่ประชุมนายทหารผู้ใหญ่ชั้นนายพลของกองทัพบก ได้ประชุมกันเมื่อตอนสายวันนี้และลงมติเห็นพ้องต้องกันว่าควรให้ท่านอาจารย์ดิเรก ท่านเจ้าคุณ พันเอกพล พันเอกนิกร พันเอกกิมหงวนและสิบเอกแห้วเป็นเพชรฆาตบรรดาศักดิ์ทำการยิงเป้าเชลยเขมรในตอนเย็นวันพรุ่งนี้ที่สนามหลวง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน นิกรหายง่วงทันที เขาจ้องมองดูท่านนายพลอาวุโสแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"ท่านรองว่ายังไงนะครับ"

"คุณก็ได้ยินแล้วนี่นะ กองทัพบกตกลงให้คุณทั้งสี่คนกับท่านเจ้าคุณและสิบเอกแห้วยิงเป้าเชลยตอนเย็นวันพรุ่งนี้"

"โอ๊ย" นิกรเผลอตัวร้องออกมาดังๆ "ไม่ ไม่ไหวละครับ ถ้าหากว่าเกิดการสู้รบกันต่างคนต่างยิงกัน ผมฆ่ามันได้ แต่ถ้ามันถูกมัดมืออยู่กับหลักประหาร แข้งขาอ่อนเปียกเพราะรักตัวกลัวตาย ผมยิงมันไม่ลงหรอกครับ"

ท่านรองผู้บัญชาการยิ้มเล็กน้อย

"อย่างไรก็ตาม ผมขอออกคำสั่งด้วยวาจา ให้อาจารย์ดิเรก ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และผู้การพล ผู้การนิกร ผู้การกิมหงวน และหมู่แห้ว เป็นผู้ยิงเป้าทหารเขมรคนละคน" พูดจบ พล.อ.วิชิตก็ล้วงกระเป๋าบนซ้ายหยิบเอกสารชิ้นหนึ่งออกมาคลี่ออก แล้วกล่าวต่อไป "ให้พันเอกพลเป็นคนประหารร้อยโทดวด พันเอกนิกรประหารสิบเอกหืด"

"โอ้โฮ" นิกรร้องลั่น "น่าสงสารเขาครับท่านรอง เป็นหืดแล้วยังจะถูกยิงเป้าอีก"

พล.อ.วิชิตทำหน้าชอบกล

"เขาชื่อหืด ไม่ได้เป็นหืด คำว่าหืดเป็นภาษาของเขา"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ถึงยังงั้นก็เถอะครับ ผมยิงไม่ลงแน่"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ผมก็ไม่ไหวเหมือนกันครับ ยิงเป้าแบบทหาร เห็นหน้านักโทษยืนตาแป๋วอยู่ข้างหน้า ว้า ไม่ไหวครับ เพียงแต่ไก่ผมยังเชือดไม่ลงนี่ครับท่านรอง พอหยิบมีดมาจะเชือดเห็นไก่มันทำตาปริบๆ และร้องขอชีวิต อย่าทำผมเลย อย่าทำผมเลย ผมก็โยนมีดทิ้งปล่อยมันไป"

ท่านรองผู้บัญชาการหันมาทาง พ.อ.พล

"คุณทำได้ไหมคุณพล"

"เมื่อเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผมต้องทำครับ"

พล.อ.วิชิตยิ้มเล็กน้อย เปลี่ยนสายตามาที่ศาสตราจารย์ดิเรกหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธของกองทัพไทย

"อาจารย์ล่ะครับ"

นายพลดิเรกยิ้มละไม

"ไม่มีปัญหาครับ ผมเป็นทหาร ผมต้องทำตามคำสั่งเสมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"สำหรับผม ผมยิงได้แน่ ผมถือว่าทหารเขมรหกคนนี้เป็นโจรไม่ใช่ทหาร เพราะทหารย่อมมีวินัยไม่ปล้นหรือใช้อาวุธในทางที่ผิด เชลยพวกนี้ได้ก่อกรรมทำเข็ญให้แก่พี่น้องชาวไทยเรามาหลายครั้งหลายหนแล้ว เข้ามาปล้นวัวควายทรัพย์สมบัติ บางทีก็ยิงกราดเข้าไปในกลุ่มชาวนาแสดงความป่าเถื่อนโหดร้าย บุกรุกเข้ามาในแดนเราตลอดเวลา"

"เจ้าคุณคิดถูกแล้วครับ เราไม่มีความเมตตาปรานีอะไรที่จะให้แก่เชลยหกคนนี้ได้ เมื่อเขาฆ่าคนไทยตาย เขาก็ต้องตายตกไปตามกัน"

เสี่ยหงวนสบตากับท่านนายพลอาวุโส เขาก็พูดขึ้นทันที

"ขออนุญาตครับ"

"ว่ายังไงผู้การ"

"ผมขอถอนตัวจากหน้าที่เพชรฆาตบรรดาศักดิ์ครับ"

นิกรว่า "ผมก็เช่นเดียวกันครับ"

พล.อ.วิชิตมองดูสองสหายอย่างเคืองๆ

"ถอนไม่ได้ ผมออกคำสั่งด้วยวาจาเมื่อกี้นี้เองและที่ประชุมนายทหารผู้ใหญ่ก็ลงมติเช่นนี้ คุณทั้งสองน่าจะภาคภูมิใจในเกียรติที่กองทัพบกให้คุณเป็นผู้ทำการประหารชีวิตทหารเขมร"

อาเสี่ยทำปากแบะ

"โธ่-ผมฆ่ามันไม่ลงนี่ครับ ถ้าท่านรองไม่ให้ผมถอนตัวจากหน้าที่เพชรฆาต ผมก็ขอลาออกจากราชการพ้นจากหน้าที่เป็นนายทหารนอกประจำการ"

ท่านรองผู้บัญชาการหัวเราะเบาๆ

"คุณเป็นข้าราชการทหารไม่ใช่ข้าราชการพลเรือน ทหารน่ะถ้าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ลาออกก็ลาไม่ได้และการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาจะต้องถูกนำขึ้นศาลทหาร ถ้าคุณสองคนไม่ยอมรับหน้าที่เป็นเพชรฆาตสังหารเชลย ผมจะเรียกทหารนำตัวคุณไปขังเดี๋ยวนี้ ในฐานะที่ผมเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการ เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของคุณ มีอำนาจที่จะสั่งกักบริเวณหรือขังคุณด้วย"

พ.อ.นิกร ค้อนปะหลับปะเหลือก

"แหม-เท่านี้ก็ต้องขู่ว่าจะขังด้วย ประเดี๋ยวผมบ้าขึ้นมาผมไปหาคุณหญิงที่บ้านพาคุณหญิงไปที่บ้านเล็กในซอยอารี ท่านรองก๊อแย่เท่านั้น"

"อ๊ะๆๆ อย่านะคุณนิกร พูดเป็นบ้า เมียผมน่ะคุณก็รู้ดีแล้วว่า เวลาหึงเขาเห็นช้างเท่ามด เสียงดังฟังชัดเต้นเร่าๆ ผมน่ะรู้ดีว่าคุณนิกรและคุณกิมหงวนแกล้งทำเป็นคนใจอ่อน การยิงเป้าเชลยเป็นเรื่องขี้ผงสำหรับคุณทั้งสองใช่ไหมล่ะ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เห็นจะยอไม่ขึ้นละครับ แต่ว่าเมื่อท่านรองต้องการให้ผมฆ่าเชลย และได้ออกคำสั่งแก่พวกเราแล้ว ผมก็หลีกเลี่ยงไม่ได้"

"เออ พูดยังงี้ค่อยชื่นใจหน่อย คุณนิกรว่ายังไง"

พ.อ.นิกรฝืนหัวเราะ

"เรื่องยิงเป้าเชลยน่ะ ผมพอจะหลับหูหลับตายิงมันได้หรอกครับท่านรอง ทีนี้ผมกลัวว่าทหารเขมรที่ถูกผมยิงเป้ามันจะไปหาผมที่บ้านในตอนกลางคืนน่ะซีครับ ท่านรองคงไม่ทราบว่าผมกลัวผีที่สุดในโลก เรื่องผีผมไม่สู้ครับ เพราะมันแหกหูแหกตาจำแลงแปลงตัวทำคอยืดคอยาวได้สารพัด ผมนอนอยู่ที่บ้าน มันอาจจะไปหาผมแล้วร้องคำรามเบาๆ ว่า มึงยิงกูทำไม ผมก็ชักดิ้นชักงอหัวใจหยุดเท่านั้นเอง"

คราวนี้ท่านรองหัวเราะลั่น

"อายุปูนนี้แล้วยังกลัวผีอีกหรือคุณนิกร"

"โธ่-ลงมันกลัวละก็ต่อให้แก่หง่อมก็กลัวครับ เพราะผีมันไม่มีตัวตน มันหลอกหลอนเราได้ โดยเฉพาะผีที่ตายเพราะถูกยิงเป้า คือผีตายโหงที่ดุร้ายที่สุด"

"เอาเถอะ เราจะเตรียมพระสงฆ์ซึ่งเป็นพระอาจารย์ชั้นดีไว้ที่วัดมหาธาตุ ในวันพรุ่งนี้ หลังจากพวกคุณยิงเป้านักโทษทั้งหกคนแล้ว ผมจะพาเข้าไปในวัดเพื่อรดน้ำมนต์ ทำพิธีปัดรังควานผีตายโหงตามประเพณีของเรา"

นิกรหันมาพยักหน้ากับเสี่ยงหวน

"ยุ่งแน่อ้ายหงวน พวกเรามีหวังถูกผีตายโหงหลอกอุตลุด แต่เมื่อเราเป็นทหารเราก็ต้องทำตามคำสั่งของเจ้านาย"

พล.อ.วิชิตเปลี่ยนสายตามาที่ พ.อ.พล

"สิบเอกแห้วมาด้วยหรือเปล่า"

"มาครับ นั่งรออยู่นอกห้อง"

ท่านรองหันไปทางทหารรับใช้ประจำตัวของท่านซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง

"เฮ้ย ออกไปเรียกสิบเอกแห้วมาพบฉันหน่อยซิ"

พลทหารหนุ่มชิดเท้าตรงรับคำสั่งและพาตัวออกไปจากห้องโดยด่วน ท่านนายพลอาวุโสได้สนทนากับคณะพรรคสี่สหายและนายพลดิเรกโดยทั่วหน้ากัน เตือนให้ทุกคนทำใจให้เข้มแข็งเพราะการประหารชีวิตเชลยในตอนเย็นวันพรุ่งนี้คงจะมีประชาชนหลั่งไหลไปชมนับจำนวนหมื่น เพชรฆาตทั้ง ๕ คนเป็นนายทหารผู้ใหญ่ อีกคนเป็นนายสิบ ฉะนั้นถ้าขาดความเข้มแข็งหรือแสดงความหวาดหวั่นเสียวขี้ขลาดอ่อนแอประชาชนก็จะดูหมิ่นได้

เจ้าแห้วถูกนำตัวเข้ามาในห้อง เขาแต่งเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียว คอเชิ้ทแขนยาวแต่ไม่ได้ผูกเน็คไท มือขวาถือหมวกแก๊ปทรงหม้อตาล ส.อ.แห้วนายสิบชั้นดีในพวกเลวหยุดยืนชิดเท้าตรงกระทำความเคารพ พล.อ.วิชิตอย่างแข็งแรง

"สวัสดีครับผม"

ท่านรองยิ้มให้

"สวัสดีแห้ว มานั่งนี่"

เจ้าแห้วเดินอมยิ้มเข้ามานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งในท่าสำรวม เขาปลาบปลื้มใจอย่างยิ่งที่ทหารรับใช้ออกไปบอกเขาว่า พล.อ.วิชิตต้องการพบตัวเขา

"รับประทานท่านรองจะใช้อะไรผมหรือครับ" เจ้าแห้วถามนอบน้อม

"เดี๋ยวๆ ทำไมแกติดบั้งสิบโท"

เจ้าแห้วก้มลงมองดูแขนซ้ายของเขา แล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานบังสิบเอกหาไม่พบครับ เจ้านายท่านเร่งผมเพื่อจะมากองบัญชาการทหารสูงสุดก่อนบ่ายสามโมง รับประทานผมก็เลยเอาบั้งเก่าเมื่อครั้งเป็นสิบโทมาติดแทนก่อน แฮ่ะ แฮ่ะ"

ท่านรองจุปาก

"ประเดี๋ยวพ่อขังเสียอ้ายนี่ แกอยากเป็นสิบโทตามเดิมก็ดีแล้ว ฉันจะได้ทำรายงานเสนอไป ขอให้ท่านรัฐมนตรีลดยศแกเป็นสิบโทตามเดิม"

"อุ๊ย รับประทานอย่าเลยครับ กว่าจะได้เป็นสิบเอกก็เลือดตาแทบกระเด็น ทีหลังผมไม่ทำอย่างนี้อีกละครับ"

พล.อ.วิชิตซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ฟังนี่แห้ว แกรู้ดีแล้วไม่ใช่หรือว่าทางการได้สั่งยิงเป้าเชลยเขมรหกคนในตอนเย็นพรุ่งนี้ที่ท้องสนามหลวง"

"รับประทานทราบแล้วครับ เมื่อคืนนี้โทรทัศน์และวิทยุเขาออกข่าวและเมื่อเช้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็ลงข่าวพาดหัว ผมตั้งใจจะไปดูครับ แต่กลัวว่าคนแน่นคงจะเห็นไม่ถนัด"

"อ๋อ เห็นแน่ สำหรับแกจะเห็นถนัดกว่าคนอื่น"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานท่านรองอนุญาตเป็นพิเศษหรือครับ"

"ไม่ต้องการอนุญาตหรอกเพราะแกเป็นเพชรฆาตคนหนึ่งที่จะทำการยิงเป้าทหารเขมร"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"อ๋อย รับประทาน "

"ฉันออกคำสั่งไปแล้ว อาจารย์ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ พันเอกพล พันเอกนิกร พันเอกกิมหงวน และแก รวม ๖ คน จะต้องทำหน้าที่ยิงเป้าเชลยคนละคน"

ไม่มีใครอธิบายถูกว่าเจ้าแห้วมีความรู้สึกอย่างไร

"รับประทานผมไม่กล้าครับ"

"แต่แกเป็นทหาร แกต้องทำตามคำสั่งของฉัน" แล้วท่านก็หันมาทางสี่สหาย "เชิญกลับได้แล้วครับ พรุ่งนี้ ๑๕ นาฬิกาตรงมาพบผมที่นี่ เพื่อเดินทางไปสนามหลวงพร้อมๆ กัน ขณะนี้ทหารช่างหนึ่งหมวดกำลังทำหลักประหารและนำกระสอบทรายมากั้นเบื้องหลังที่ประหารแล้ว ก่อนเที่ยงพรุ่งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย นายทหารผู้ใหญ่ทั้งสามกองทัพ และนายตำรวจผู้ใหญ่จะไปดูการยิงเป้าทหารเขมรด้วย ทั้งนี้เราจะใช้ทหารราบหนึ่งกองพันและตำรวจอีก ๑๕๐ คน รักษาการรอบบริเวณที่ประหารชีวิต มีใครสงสัยอะไรบ้างไหม"

พ.อ.พลกล่าวถามท่านรองอย่างนอบน้อม

"ท่านยังไม่ได้บอกเราเลยครับ ว่าจะให้เราใช้ปืนอะไรสังหารนักโทษ"

"คาไบน์ครับ คุณพล พรุ่งนี้ก่อนเที่ยงคาไบน์ใหม่เอี่ยมรวม ๖ กระบอก พร้อมด้วยกระสุนอีก ๖ แม็คกาซีนจะถูกส่งมาที่นี่พวกคุณชำนาญการใช้ปืนยิงเร็วแบบนี้ดีแล้วไม่ใช่หรือ รายละเอียดก็ไม่มีอะไรนอกจากมัดมือไขว้หลังนักโทษประหารติดกับเสาหลักและหันหน้าให้คนยิงในระยะห่าง ๓ เมตร ที่หน้าอกด้านซ้ายของนักโทษจะมีเป้ากระดาษแข็งรูปวงกลมสีขาวติดตรงตำแหน่งหัวใจ การยิงยิงทีละนัด เข้าใจว่านัดเดียวก็ตาย เอาละครับเชิญกลับได้ พรุ่งนี้มาพบกับผมค่อยคุยกันใหม่ ผมจะอธิบายให้ทราบอีกครั้ง อ้อ-บอกให้รู้เสียด้วยว่าผู้ควบคุมการประหารชีวิตและผู้สั่งยิงนักโทษคือผม"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นยืนตรงและก้มศีรษะคำนับท่านนายพลอาวุโส เว้นแต่เจ้าแห้วคนเดียวที่ยืนตรงเฉยๆ เพราะเขาเป็นนายสิบไม่ใช่นายทหารสัญญาบัตร

ศุกร์ที่ ๘ เมษายน

หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าลงข่าวพาดหัวเกี่ยวกับการยิงเป้าทหารเขมรทั้ง ๖ คน พร้อมบอกรายละเอียดในการยิงเป้าและแจ้งรายชื่อเพชรฆาตบรรดาศักดิ์ทั้ง ๖ คนและผู้ควบคุมการประหารให้ทราบ พร้อมด้วยพิธีการต่างๆ

ประชาชนทั้งจีน ไทย ฝรั่ง แขก ลาว พม่า มอญ ที่อยู่ในพระนครและธนบุรี ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียงต่างหลั่งไหลมายังสนามหลวงตั้งแต่เช้า เพื่อดูการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าทหารเขมร ซึ่งการยิงเป้าของทหารกับตำรวจนั้นมีวิธีการแตกต่างกัน นักดูการประหารชีวิตที่เคยดูตำรวจยิงเป้าเสือใบกับพรรคพวกไม่ยอมปล่อยให้รายการสำคัญของการประหารชีวิตผ่านพ้นไป บริเวณด้านเหนือของสนามหลวงแออัดยัดเยียดไปด้วยฝูงชน ซึ่งยืนดูอยู่นอกรั้วไม้เตี้ยๆ ทั้งสามด้านคือด้านตะวันออก ด้านตะวันตก และด้านใต้ ส่วนด้านเหนือเป็นที่ประหาร เจ้าหน้าที่ได้นำกระสอบทรายมาตั้งสูง ๓ เมตร ยาวประมาณ ๑๒ เมตร หลักประหารเป็นเสาสี่เหลี่ยมฝังลึกลงไปในดินโผล่ขึ้นมาประมาณ ๓ ฟุต เป็นรูปกางเขนสำหรับมัดมือนักโทษติดกับไม้กางเขนและเสาหลัก เสาต้นหนึ่งห่างจากกันเมตรครึ่ง ไกลออกไปเบื้องหน้าเสาหลัก ๓ เมตร มีเส้นปูนขาวสำหรับเพชรฆาตบรรดาศักดิ์ยืนยิง ซึ่งเป็นระยะเผาขน ทหารช่างได้สร้างที่ประหารและกระสอบทรายอย่างแข็งแรง ส่วนรั้วเขตเป็นไม้โปร่งสูงเพียง ๔ ฟุต มีบริเวณกว้างใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอล มีกระโจมขนาดใหญ่ทางด้านตะวันตก ๒ กระโจม อันเป็นที่รับรองนายทหารชั้นผู้ใหญ่ นักข่าวหนังสือพิมพ์และช่างภาพ

เพราะผู้คนรีบมาหาที่ดูตั้งแต่เช้า จึงทำให้เครื่องดื่มจำพวกหาบเร่ หรือรถเข็นจำหน่ายขายดีไปตามกัน วันนี้เทศบาลใจดีบอกให้ตำรวจงดจับหาบเร่ บนต้นมะขามมีผู้คนไปนั่งดูการประหารชีวิตยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ตำรวจไล่ให้ลงมาก็ไม่ยอมลง ตำรวจคนหนึ่งปีนขึ้นไปจะจับคนที่ขึ้นไปอยู่บนต้นมะขาม แต่แล้วตำรวจก็พลัดตกลงมาขาแข้งถลอกปอกเปิก

ยิ่งสายแดดร้อนจัด ประชาชนก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ใครๆ ก็อยากเห็นทหารเขมรและอยากดูทหารเขมรที่ประพฤติตนเป็นโจร โดยเฉพาะพวกวงศาคณาญาติของผู้ที่ถูกทหารเขมรฆ่าตายได้พากันเดินทางมาจากจันทบุรีหลายคันรถ และมานอนอยู่ที่สนามหลวงเพราะไม่มีเงินพักแรมตามโรงแรมเอราวัณ หรือโรงแรมราม่า โอเรียลเต็ลอะไรเหล่านี้ ซึ่งค่าห้องพักคืนหนึ่งพวกชาวไร่ชาวนาใช้ไปได้ตั้งปี

ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดในกระทรวงกลาโหมด้านริมคลองหลอดมีการเคลื่อนไหวกันอย่างผิดปกติฯ พณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งให้ข้าราชการกลาโหมเลิกงานในเวลา ๑๖.๐๐ น. เพื่อให้ไปดูการยิงเป้าเชลยทั้ง ๖ คน บรรดานายทหารผู้ใหญ่ผู้น้อยต่างพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ตั้งแต่เช้า ทุกคนสมน้ำหน้าเชลยศึก แต่แล้วก็อดสงสารไม่ได้ ด้วยความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วทำพิธีปัดรังควานตั้งแต่เช้า คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างพากันเป็นห่วงสี่สหายกับท่านเจ้าคุณอย่างยิ่ง ส่วนลูกชายของคณะพรรคสี่สหายขณะนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการพิเศษอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นราชการลับเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติ และกำหนดกลับในกลางเดือนนี้

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้มาถึงกองบัญชาการทหารสูงสุดก่อนเวลา ๑๕.๐๐ น.เล็กน้อย ทุกคนแต่งเครื่องแบบฝึก สวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน คาดเข็มขัดปืนพกมีปืนพก ๑๑ มม.อยู่ในซองปืน หลังจากเข้ามารายงานตัวรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว พล.อ.วิชิตก็สั่งให้ผู้บังคับกองร้อยสารวัตรพาเพชรฆาตบรรดาศักดิ์ทั้ง ๖ คน ไปรับปืนยิงเร็วแบบคาไบน์คนละกระบอก ซึ่งเป็นปืนใหม่เอี่ยมพึ่งเบิกมาจากกรมสรรพาวุธทหารบก พร้อมด้วยกระสุนอีกคนละแม็กกาซีนเพื่อใช้ประหารทหารเขมรทั้ง ๖ คนเมื่อได้รับอาวุธปืนสำหรับสังหารนักโทษเรียบร้อยแล้ว นายพลดิเรกก็พาคณะของเขาไปพบกับทหารเขมรทั้ง ๖ คน ณ ที่คุมขังในกองรักษาการ หน้ากระทรวงกลาโหมเพื่อนำคำสั่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปอ่านให้ฟัง และให้นักโทษเซ็นรับทราบ พวกนักโทษยังไม่มีใครทราบถึงชะตากรรมของตนเลย สารวัตรทหารบกเฝ้าหน้าห้องขังและนายสิบที่ทำหน้าที่เป็นผู้คุมได้รับคำสั่งห้ามไม่ให้บอกข่าวนี้ให้เชลยทราบอย่างเด็ดขาด ดังนั้นทหารเขมรทั้ง ๖ คนที่ถูกคุมตัวอยู่ในห้องเดียวกันก็พูดคุยกัน ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานเพราะเชื่อว่าอย่างไรเสียก็คงจะถูกปล่อยตัวในไม่ช้า เพราะทุกคนให้การว่าทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชากองร้อยที่สั่งให้เข้าปล้นหมู่บ้านของคนไทย ที่ยิงคนไทยตายก็เพราะเกิดการยิงต่อสู้กัน

สิบโทร่างใหญ่ผู้คุมนักโทษเดินนำหน้าพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงมายืนรวมกลุ่มอยู่ที่หน้าห้องขัง พลทหารสารวัตรรีบลุกขึ้นยืนตรง ที่ไม่ได้วันทยาหัตถ์ก็เพราะเขาสะพายปืนยิงเร็วอยู่บนบ่าซ้ายของเขา

นักโทษประหารทั้ง ๖ คน เงียบกริบต่างพากันมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างตื่นๆ ทุกคนสวมกางเกงขาสั้นสีกากีและเสื้อยืดคอปกสีขาว ซึ่งทางการจ่ายให้ ส่วนเครื่องแบบคือเครื่องฝึกของทหารเขมรทั้ง ๖ คนพร้อมด้วยหมวกแก๊ปทรงอ่อนและรองเท้าครึ่งน่องถูกส่งไปซักรีดเมื่อวานนี้ และอีกสักครู่ทหารคงนำมาให้แต่งไปสนามหลวงเพื่อเข้าหลักประหาร

ผู้คุมไขกุญแจเปิดประตูกรงเหล็กออก นายพลดิเรกพาคณะพรรคของเขาเข้ามาในห้องขังอันกว้างขวาง ทุกคนพากันมองดูนักโทษด้วยความเศร้าใจ ต่างทราบดีว่าทหารเขมรทั้ง ๖ คนนี้พูดภาษาไทยได้ดีเหมือนกับคนไทยทั้งหลาย โดยเฉพาะนายโกยหน่วยชีวพลเขมร เคยค้าขายอยู่ในจันทบุรีและเคยเรียนหนังสือสำเร็จชั้นมัธยม ๓ หรือ ป.๗ ปัจจุบันนี้

ศาสตราจารย์ดิเรกหยิบซองคำสั่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขาแล้วกล่าวกับเชลยทั้ง ๖ คนด้วยเสียงหนักแน่น

"ข้าพเจ้าพลโทดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้นำคำสั่งด่วนมาอ่านให้ท่านฟังเพื่อให้ท่านเซ็นรับทราบคำสั่ง"

เขมรหนุ่มวัย ๓๐ ปี ยิ้มให้ลูกน้องของเขา

"ท่านปล่อยเราแน่ ฮ่ะ ฮ่ะ ในที่สุดเราก็จะได้กลับบ้านกลับไปหาลูกเมียของเรา" แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดูนิกร "พวกผมจะได้กลับบ้านใช่ไหมครับ"

นิกรพยักหน้าและพูดเสียงเครือด้วยความสงสาร

"ใช่ พวกแกจะได้กลับบ้านแต่ว่าเป็นบ้านเก่า"

"บ้านเก่า " ร.ท.ดวด ทวนคำ "หมายความว่ากระไรครับ"

"ประเดี๋ยวรู้เองคอยฟังคำสั่งก็แล้วกัน"

พล.ท.ดิเรกดึงกระดาษตราครุฑในซองออกมาคลี่ออก แล้วเขาก็อ่านตัวอักษรพิมพ์ดีดในหนังสือราชการฉบับนั้นให้พวกเชลยฟัง

กองบัญชาการทหารสูงสุด

๘ เมษายน ๒๕๐๙

เรื่อง ยิงเป้าทหารเขมร

ถึง ร.ท.ดวด ดงชะโด

ข้าพเจ้าเสียใจที่จะแจ้งให้ท่านกับทหารในบังคับบัญชาของท่านทั้ง ๕ คน ให้ทราบทั่วกันว่า คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้ประหารชีวิตยิงเป้าพวกท่านทั้งหมดในเวลา ๑๖.๓๐ น.วันนี้ที่ท้องสนามหลวง

ขอให้ท่านเตรียมตัวไว้ให้พร้อม เจ้าหน้าที่ทหารจะมารับท่านและทหารในบังคับบัญชาของท่าน ไปยิงเป้าในเวลา ๑๖.๑๕ น.

ขอแสดงความนับถือ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ร.ท.ดวด ร้องเอิ้กเหมือนมีลมดันออกมาจากท้องแล้วหงายหลังสิ้นสตินอนเหยียดยาวอยู่บนเสื่อกลางห้อง ส.อ.หืด ร้องไห้โฮ ส.ต.ขจาย หน้าซีดเผือดมีทีท่าเหมือนกับจะช็อค พลทหารจอดนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น พลทหารตึกยกมือหยิกแขนตัวเองเต็มแรงเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฝันไป ส่วนนายโกยพลพรรคชีวพลร้องตะโกนออกมาดังๆ

"แม่ โอย แม่จ๋า ลูกหมดหวังที่จะได้เห็นหน้าแม่อีกแล้ว เจ้านายขู่บังคับให้ลูกมาก่อกรรมทำเข็ญปล้นสะดมชาวไทยและฆ่าคนไทย ลูกจึงต้องรับกรรมตอบสนอง โฮๆๆๆ ลูกไม่ควรสมัครเป็นชีวพลเลย"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่า อย่าร้องอ้ายหลานชาย แกร้องไห้ทำให้ฉันใจแป้วไปด้วย"

เจ้าแห้วปราดเข้าไปทรุดตัวนั่งยองๆ ข้างนายโกยแล้วยกมือตบหลังชีวพลเขมรเบาๆ

"อ้ายเพื่อนเกลอ ทำใจให้เข้มแข็งนึกถึงคุณพระคุณเจ้าไว้เถอะเพื่อน ถึงอย่างไรแกกับเพื่อนๆ ก็ต้องเท่งทึงในเวลา ๑๖.๓๐ น.นี้ เหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น แกชื่อโกยใช่ไหมล่ะ"

นายโกยสะอื้นน้ำตาไหลพราก เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตายเหมือนกับมนุษย์ทุกคนที่รู้ตัวว่าจะต้องตาย

"ใช่ครับ"

"แกเป็นห่วงแม่ของแกมากหรือ"

"ครับ"

"แม่แกคงแก่แล้ว "

"พึ่งอายุ ๒๐ เท่านั้นแหละครับ แต่งงานกับผมได้สองเดือนผมก็ถูกส่งมาปฏิบัติหน้าที่ทางด้านจันทบุรี"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เมียแท้ๆ เสือกเรียกแม่ เดี๋ยวเขกกบาลแตก"

"โธ่-เมียดีก็เหมือนแม่ไม่ใช่หรือครับ ผมรักเคารพหล่อนเหมือนกับแม่ของผมทีเดียว แม่ของผมน่ะม่องเท่งไปนานแล้วครับ"

นายพลดิเรกเดินเข้ามาส่งหนังสือของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและปากกาปลอกทองให้เจ้าแห้ว

"รับประทานให้ผมเซ็นทราบในคำสั่งนี้หรือครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าชอบกล

"เอาซี มึงอยากตายก็เซ็นลงไป ฉันจะได้สั่งให้เขาเพิ่มหลักประหารขึ้นอีกหลักหนึ่ง ให้พวกเชลยเซ็นทราบโว้ยไม่ใช่แก"

ทหารเขมรสองคนช่วยกันประคอง ร.ท.ดวดลุกขึ้นนั่ง เจ้าแห้วขอร้องแกมบังคับให้พวกนักโทษประหารเซ็นรับทราบคำสั่งทีละคน พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูพวกนักโทษทั้ง ๖ คนอย่างเศร้าใจ ร.ท.ดวดเป็นคนสุดท้ายที่เซ็นทราบ มือของเขาสั่นและหน้าซีดเผือดจนสังเกตเห็นถนัด เมื่อเจ้าแห้วลุกขึ้นนำคำสั่งและปากกาปลอกทองมาคืนให้นายพลดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"เราควรจะบอกเขาให้รู้ตัวว่าเราเป็นผู้ประหารเขาและใครจะยิงใคร เพื่อเราจะได้ขออโหสิกรรมจากเขา หรือยังไงพล"

พ.อ.พลเห็นพ้องด้วย

"ดีครับคุณอา"

มีการปรึกษากันในระหว่างสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างกระซิบกระซาบและแล้วนายพลดิเรกมองดูลายเซ็นของเชลยทั้ง ๖ คนที่เซ็นรับทราบคำสั่งของฯ พณฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเขากล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"ร้อยโทดวดโปรดยืนขึ้นและมาหาเรา"

ผู้บังคับหมวดทหารเขมรแทบจะลุกขึ้นไม่ไหวเพราะความรักตัวกลัวตาย เขาเดินตุปัดตุเป๋เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว แล้วชิดเท้าตรงก้มศีรษะกระทำความเคารพ

พลกล่าวกับ ร.ท.ดวด ด้วยความสงสาร

"ผู้หมวดครับ ผมคือพันเอกพล พัชราภรณ์ ผมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นคนยิงเป้าคุณ ผมขอถือโอกาสนี้ขออโหสิด้วยเราะผมต้องทำตามหน้าที่"

ร.ท.ดวด หายใจถี่เร็วเหมือนกับคนที่เหน็ดเหนื่อย

"ครับ ผมพร้อมแล้วที่จะยอมรับกรรม ผมก็ชายชาติทหารคนหนึ่ง ถึงผมจะมีความรู้สึกกลัวตายผมก็หนีความตายไปไม่พ้น ผมยินดีอโหสิให้ผู้การครับ แล้วก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมจะต้องตายด้วยน้ำมือของทหารชั้นพันเอก"

พลยกมือตบบ่าเขาเบาๆ

"น้องชาย เจ้านายของคุณมีสติวิปลาส ใช้ให้คุณและทหารในบังคับบัญชาของคุณบุกเข้ามาปล้นและฆ่าพี่น้องคนไทยของเรา มติของคณะรัฐมนตรีที่สั่งยิงเป้าพวกคุณนั้นประชาชนคนไทยทั้งประเทศย่อมเห็นพ้องด้วย มีอะไรที่จะให้ผมช่วยเหลือคุณบ้างไหม"

ร.ท.ดวด สั่นศีรษะ

"ขอบคุณครับผู้การ ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมรู้สึกละอายใจมากที่ผมอ่อนแอจนเกินไป ถึงกับเป็นลมเมื่อได้ฟังคำสั่งของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด"

พลยิ้มให้นายทหารหนุ่ม

"ขอให้คุณใช้เวลาที่เหลืออยู่ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเถอะนะผู้หมวด ผมขอแสดงความเสียใจในชาตากรรมของคุณด้วย"

"ขอบคุณครับ"

นายพลดิเรกมองดูพวกเชลยแล้วร้องเรียก

"สิบเอกหืดโปรดมาพบเรา"

ส.อ.หืดทำปากแบะร้องไห้กระซิกๆ

"ผมลุกไม่ไหวครับหมดแรงแล้ว"

ร.ท.ดวดชักฉิวลูกน้องของเขา

"แกเป็นทหารหมู่หืด ทหารเขมรต้องทรหดอดทนเข้าแข็ง อกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าตึง "

"หลังโกง" เสี่ยหงวนพูดต่อ

ส.อ.หืด ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนในท่าที่เหมือนกับคนไข้หนัก ขวัญและกำลังใจของเขาเสียไปแล้ว เขาเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย นิกรเลื่อนตัวออกมายื่นมือให้จับ

"หมู่หูด" นิกรพูดยิ้มๆ

"หืดครับ ไม่ใช่หูด" ส.อ.หืด พูดเสียงสะอื้น

"ขอโทษที่จำผิดไป ฉันคือพันเอกนิกรแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ฉันเป็นคนยิงเป้าแกด้วยปืนคาไบน์บนบ่าฉันกระบอกนี้"

ส.อ.หืดร้องไห้โฮ

"ผู้การยิงผมเบาๆ หน่อยนะครับ"

พ.อ.นิกรสะดุ้งโหยง

"ยิงเบาๆ น่ะ ยิงยังไง ปืนน่ะไม่ใช่ไม้ซางหรือหนังสติ๊คนะ น้องชาย"

"นั่นแหละครับ ผู้การกรุณาให้ลูกปืนมันเลื้อยออกจากลำกล้องช้าๆ หน่อยก็แล้วกัน ผมจะได้ตั้งสติอารมณ์ให้ดีก่อนที่ผมจะสิ้นใจตายด้วยกระสุนปืนของผู้การ กรุณาผมเถอะครับ"

พ.อ.นิกรฝืนหัวเราะ

"ตกลงหมู่หืด ฉันจะพยายามทำตามที่แกขอร้องให้กระสุนค่อยๆ เลื้อยออกจากกระบอกแบบหนังสโลว์โมชั่น แล้วค่อยๆ วิ่งเข้าไปกระทบหน้าอกแก"

ส.อ.หืดยิ้มออกมาได้

"ขอบคุณครับ ค่อยยังชั่วหน่อย"

นายพลดิเรกมองดูรายชื่อในหนังสือของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้วร้องขึ้นดังๆ

"สิบตรีขจายเชิญมานี่"

นายสิบเขมรร่างสูงชะลูดแบบเดียวกับเสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว อาเสี่ยยื่นมือให้จับ

"น้องชาย ในส่วนตัวแล้วกันไม่ได้เกลียดชังแกหรอกนะ แต่แกเป็นเชลยศึกแกได้ก่อกรรมทำเข็ญฆ่าพี่น้องชาวไทยของเราตายด้วยวิธีการแบบโจรไม่ใช่ทหาร แกและพรรคพวกของแกจึงถูกประหารชีวิต กันคือพลตรีกิมหงวนแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุดซึ่งได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้ยิงเป้าแก"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูหน้าอาเสี่ยแล้วพูดขัดขึ้นทันที

"พันเอกโว้ยไม่ใช่พลตรี"

เสี่ยหงวนทำตาเขียว

"เถอะน่า อีกสองสามปีกันก็ได้เป็นนายพล ชะ ชะ จะแอ๊คอวดเชลยเสียหน่อย เสือกขัดคอเสียแล้ว" พูดจบอาเสี่ยก็หันมายิ้มให้ ส.ต.ขจาย "อย่าถือเป็นข้ออาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรมกับกันเลยนะ"

ผู้บังคับหมู่ใจเด็ดยิ้มละไม

"ครับ ผมปลงตกแล้วครับผู้การ ไหนๆ ผมก็ต้องตายอย่างไม่มีปัญหา ผมก็ควรจะยิ้มรับความตายที่มันจะเกิดขึ้นแก่ผมในเวลาบ่ายสี่โมงครึ่งนี้"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ยังงั้น เราเป็นทหารเราต้องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มีอะไรที่แกจะขอร้องกันบ้างไหมล่ะ หมู่ขจาย"

ส.ต.หมู่ขจายนิ่งคิด

"ก็มีเหมือนกันครับ แต่ผมไม่อยากรบกวนผู้การ"

พ.อ.กิมหงวนลืมตาโพลง

"พูดมาเถอะน้องชาย กันพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแกทุกสิ่งทุกอย่าง แกจะเขียนจดหมายถึงลูกเมียแกแล้วฝากกันให้ส่งไปเมืองเขมรใช่ไหม"

"ไม่ครับ"

อาเสี่ยยกมือขวาตบบ่านายทหารเขมรเบาๆ

"มีอะไรบอกมาเถอะหมู่ขจาย กันพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแกเสมอ"

"ขอบคุณครับ ถ้าผู้การเมตตาผมจะช่วยเหลือผมละก้อ ผู้การกรุณายืนเสาหลักประหารแทนผม แล้วให้ผมยิงผู้การแทนตัวผมได้ไหมครับ"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"น่าฟัง แล้วก็น่าเหยียบกรามลื้อด้วย อั๊วก๊อเท่งทึงน่ะซีโว้ย ขอร้องแบบนี้เลิกพูดกันได้แล้ว"

ส.ต.ขจายหัวเราะลั่น แล้วหยุดหัวเราะทันทีทันควันร้องไห้โฮ

"อ้าว" นิกรอุทาน "หัวเราะอยู่ดีๆ เป่าปี่เสียแล้ว"

นายสิบทหารเขมรสะอื้นดังๆ

"ผมเจ็บใจเจ้าสีหนุครับ เขายอมตัวเป็นทาสคอมมิวนิสต์แล้วพยายามรุกรานยั่วยุไทย เพื่อให้ไทยใช้กำลังทหารบุกเขมร คอมมิวนิสต์จะได้ประกาศว่าไทยรุกรานเขมรแล้วก็ช่วยเขมรรบไทยอันเป็นชนวนสงครามโลกครั้งที่สาม ผู้การครับ ไทยกับเขมรเหมือนกับพี่น้องกัน แต่แล้วเจ้าองค์นี้ได้ตัดสายสัมพันธ์ของเราเสีย"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ใช่แล้วหมู่ สำหรับประชาชาติทั้งสองชาติยังรักใคร่กันอยู่เสมอ หลายพันครอบครัวที่เกี่ยวดองเป็นญาติกัน เป็นสะใภ้บ้างเป็นเขยบ้าง เป็นพี่เมียน้องเมียเป็นพ่อตาแม่ยายกันบ้าง เราติดต่อกันไม่ได้ก็เพราะเจ้าสีหนุคนเดียว อย่าคิดอะไรเลยนะหมู่ขจาย ระลึกถึงคุณพระคุณเจ้าเป็นที่พึ่งเถอะ"

ส.ต.ขจายพยักหน้ายกหัวแม่มือและนิ้วชี้มือขวาสั่งขี้มูกดังพรืดแล้วสลัดลงบนรองเท้าข้างซ้ายของเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอดี

"เฮ้ย" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโร "สั่งขี้มูกบ้าบออะไรอย่างนี้วะ"

ส.ต.ขจายชิดเท้าตรง

"อย่าถือสานักโทษประหารเลยครับ ไหนๆ ผมก็จะเท่งทึงแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"เออ-จริงของแก พวกเราสงสารและเห็นใจพวกแกมาก ซึ่งเขมรกับไทยก็เหมือนพี่น้องที่คลานตามกันมา"

นายพลดิเรกมองดูทหารเขมรอีก ๓ คน ซึ่งนั่งคอตกอยู่กลางห้องขังแล้วเขาก็ร้องเรียกนักโทษทหารคนหนึ่ง

"พลทหารจอด ใครชื่อพลทหารจอดมานี่"

พลทหารร่างบอบบางอายุในวัย ๒๒ ปีลูกขึ้นในท่าทางระโหยโรยแรงเดินเข้ามาหาพวกเพชรฆาตบรรดาศักดิ์แล้วร้องไห้ด้วยความรักตัวกลัวตาย

"ผมคงจอดแน่ครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ออไร๋ เธอไม่ควรชื่อจอดนี่นะ อ้า-ฉันคือพลโทดิเรก ซึ่งได้รับคำสั่งให้เป็นผู้ยิงเป้าเธอ"

พลทหารจอดยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"กรุณาผมเถอะนะครับ อย่ายิงให้ถูกตัวผมเลยนะครับ"

"แล้วกัน" ศาสตราจารย์ดิเรกอุทาน "ยิงผิดเธอไม่ตายฉันก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกศัตรูน่ะซี ดีไม่ดีเขาอาจจะจับฉันเข้าหลักประหารแทนเธอก็ได้ คำขอร้องของเธอฉันช่วยเธอไม่ได้หรอก พลทหารจอด"

พลทหารจอดสะอื้น

"ถ้าเช่นนั้นผมก็คงจอดในคราวนี้"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ใช่ คนเราถึงคราวจอดมันก็ต้องจอดด้วยกันทั้งนั้น ฉันเองก็เหมือนกัน วันหนึ่ง ฉันก็ต้องจอดเหมือนอย่างเธอ ตายเร็วหรือตายช้าตายดีหรือร้ายมันก็เท่งทึงเหมือนกัน เธอก่อกรรมไว้อย่างไร เธอก็ต้องได้รับกรรมตอบสนอง"

พลทหารจอดค่อยๆ หันหน้ามาทางเสี่ยหงวน

"ผู้การช่วยตายแทนผมหน่อยไม่ได้หรือครับ"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก

"พูดเป็นบ้า ให้อั๊วช่วยลื้ออย่างอื่นเถอะวะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกร้องเรียกเชลยอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งถ่างขาดมยาดมอยู่

"พลทหารตึกเชิญมานี่หน่อย"

พลทหารหนุ่มในวัยเดียวพลทหารจอด ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนพาตัวเดินเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้าพลทหารตึกด้วยความสงสาร

"อ้ายหลานชาย ฉันคือ พล.อ.พระยาปัจจนึกพินาศแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุด ฉันได้รับคำสั่งให้เป็นคนยิงเป้าเธอ อย่าจองเวรจองกรรมกับฉันเลยนะ ฉันสงสารเธอเหลือเกินแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เอาเถอะ แล้วฉันจะทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้เธอชอบกินอะไรบ้างก็ว่ามา ฉันจะใส่บาตรไปให้"

"เรื่องอาหารสำหรับผมอะไรก็ได้ครับท่าน" พลทหารตึกพูดเสียงเครือ "ถ้าจะกรุณาผมแล้วซื้อเหล้าใส่บาตรไปให้ผมวันละขวดก็ดีครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ยังงั้นพระก็ต้องฉันเหล้าเสียก่อนแล้วสัพพี แกถึงจะได้กินเหล้าที่ฉันใส่บาตรถวายพระ"

"ครับ เลือกดูพระที่เคยเป็นคอเหล้าซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"พระกินเหล้าได้เรอะ" แล้วท่านก็ยิ้มเล็กน้อย "มีอะไรที่จะให้ฉันช่วยบ้างไหมล่ะ"

"ไม่มีครับ ผมตัวคนเดียวลูกเมียก็ไม่มี ผมมีชีวิตอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ตายเสียก็ดีเหมือนกันครับ คืนนี้ผมจะไปเยี่ยมเจ้าคุณที่บ้านนะครับ"

พ.อ.นิกรสะดุ้งโหยงพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่านาโว้ยตึก กันยอมรับสารภาพกับแกแบบชาติทหารว่ากันกลัวผีมากที่สุด แกไปหาพวกเราที่บ้านคืนวันนี้ กันเห็นแกเข้ากันคงช็อคตายแน่ๆ "

พลทหารตึกฝืนหัวเราะ

"ไม่ตายหรอกครับผู้การ ผีตายโหงอย่างพวกเราก่อนจะตายสติสตังไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว พอถูกยิงตายวิญญาณออกจากร่างก็เตลิดเปิดเปิงไปตามเรื่อง" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "โปรดยิงผมให้ตายในนัดแรกนะครับ อย่าให้ผมได้รับความทรมานเลย ถ้าเจ้าคุณยิงเท้าผมบ้างหน้าแข้งหรือขาผมบ้างกว่าผมจะตาย ผมก็คงทรมานไม่น้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ฉันไม่โหดเหี้ยมถึงอย่างนั้นหรอก รับรองว่าฉันจะให้เธอตายอย่างสบายเพียงกระสุนนัดแรก"

ทันใดนั้นเอง นายโกยหน่วยชีวพลของเขมรหรือพวกอาสารักษาดินแดนได้ผลุดลุกขึ้นเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เขากล่าวถามขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือผิดปกติ

"ใครจะเป็นคนยิงผมครับ"

ส.อ.แห้วชูมือขวาขึ้น

"กันเองน้องชาย มีอะไรที่จะให้กันช่วยเหลือแกบ้างว่ามา"

นายโกยจ้องมองดูเจ้าแห้วด้วยแววตาแข็งกร้าวและยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

"คุณฆ่าผมคุณระวังให้ดี ผมตายเป็นผีผมจะไปหาคุณที่บ้านแล้วหักคอคุณหรือม่ายก็แหกหูแหกตาควักไส้ควักพุงออกมาหลอกคุณ"

เจ้าแห้วชักฉิว

"แกจะรู้ได้อย่างไรว่า บ้านเราอยู่ที่ไหน"

นายโกยเค้นหัวเราะ

"ผีย่อมมีญาณวิเศษครับ ผีล่องหนหายตัวจำแลงแปลงตัวได้ ไม่เชื่อก็คอยดูคืนนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปสนุกสนานที่บ้านคุณ ฮะ ฮ่ะ อย่างน้อยก็จับขาคุณใส่จั๊กแร้ลากไปรอบๆ ห้อง"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก

"อย่าเล่นน่าน้องชาย ขืนเล่นกับกันอย่างนี้ กันก็จะหาหมอผีจับพวกแกใส่หม้อลงไปถ่วงน้ำไม่ได้ผุดได้เกิดกันอีกละ เราไม่ใช่ศัตรูแก ทั้งพวกแกและพวกเราไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน เราทำงานตามคำสั่งเจ้านายโว้ย"

"ไม่รู้ละครับ ผมต้องหยอกล้อคุณและพวกผู้การบ้างละ"

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโร "พูดยังงี้ชักใจไม่ดีแล้วโว้ย"

นายพลดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้ว เดินเข้าไปหานายสิบผู้ควบคุมนักโทษประหาร

"หมู่ มีพิธีอะไรอีกบ้าง สำหรับนักโทษหกคนนี้"

ผู้คุมชิดเท้าตรงและตอบฉาดฉาน

"ตามคำสั่ง ๑๕.๓๐ น.ให้นักโทษอาบน้ำชำระร่างกายแต่งเครื่องแบบทหารเขมรครับ แล้วรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายเสร็จแล้วพระภิกษุสงฆ์หนึ่งองค์จะมาแสดงพระธรรมเทศนาให้นักโทษฟังที่ห้องโถงหลังกองรักษาการ เวลา ๑๖.๑๕ น.นักโทษจะขึ้นรถไปสู่แดนประหารที่สนามหลวง"

"ออไร๋ ถ้ายังงั้นเธอเตรียมตัวได้แล้ว พวกเราจะกลับไปพบท่านรองผู้บัญชาการ เพื่อเตรียมตัวไปสนามหลวงกับท่านตามที่ท่านสั่งไว้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้พูดคุยกับนักโทษประหารอีกสักครู่แล้วก็พากันออกจากห้องคุมขัง ทุกคนต่างมีท่าทางหงอยเหงาเศร้าซึมไปเพราะความสงสารทหารเขมรที่จะต้องรับชาตากรรมทั้ง ๖ คน

บริเวณด้านเหนือของสนามหลวงเต็มไปด้วยประชาชนหลายหมื่นคน เบียดเสียดเยียดยัดกันคอยดูการประหารชีวิตทหารเขมร ตำรวจและทหารต้องทำงานอย่างหนักในการกันคนไม่ให้พังรั้วเข้ามา ทหารราบหนึ่งกองพันถือปืนสวมดาบยืนเรียงรายโอบล้อมด้านในรั้ว สารวัตรทหารบกจำนวนหนึ่งเฝ้าช่องทางด้านตะวันตก ซึ่งช่องทหานี้เป็นทางที่นายทหารผู้ใหญ่ผ่านไปยังกระโจมหลังใหญ่นั่งดูการยิงเป้าเชลยศึกทั้ง ๖ คน และเป็นทางที่นักโทษประหารจะถูกนำตัวลงจากรถไปเข้าสู่หลักประหาร โฆษกของทหารบกได้ประกาศทางเครื่องขยายเสียงขอร้องประชาชนอย่างสุภาพ "ท่านทั้งหลาย กรุณาอย่าเบียดเสียดหรือรวนกันครับ ขณะนี้นักโทษประหารทั้ง ๖ คนได้เดินทางออกจากกระทรวงกลาโหมแล้ว มีรถของตำรวจกองปราบปรามนำหน้า ๒ คัน รถจี๊ปสนามติดอาวุธของทหารบก ๒ คัน นักโทษประหารอยู่ในรถ ยีเอ็มซี. มีทหารคุ้มกันหนึ่งหมู่ติดตามด้วยของกองปราบปรามอีกคันหนึ่ง ขบวนรถกำลังเลี้ยวซ้ายมาทางหน้าพระบรมมหาราชวังแล้ว ถ้าท่านมองมาในกระโจมนายทหารผู้ใหญ่ ท่านก็คงจะแลเห็นผู้ที่จะทำหน้าที่สังหารนักโทษประหารกำลังยืนรวมกลุ่มสนทนากับนายทหารชั้นนายพลหลายท่าน นายทหารที่แต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนสะพายปืนคาไบน์นั่นแหละครับคือมือปืนที่ได้รับคำสั่งให้ประหารชีวิตทหารเขมรและท่านคงจะทราบดีแล้วว่าใครบ้าง อ้า-ท่านนักแซ้งทั้งที่บินเดี่ยวหรือบินหมู่กรุณางดเว้นปฏิบัติงานของท่านสักวันหนึ่งเถอะครับ กองทัพจะขอบคุณท่านมาก คุณสุภาพสตรีที่กางร่มบังแดดทางด้านตะวันออก โปรดระวังอย่าให้เหล็กปลายร่มของท่านไปเกี่ยวนัยน์ตาใครได้ เมื่อกี้นี้ปรากฏว่าชาวต่างประเทศคนหนึ่งถูกร่มเกี่ยวนัยน์ตาข้างซ้ายหลุดออกมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้ว เพื่อความปลอดภัยกรุณาหุบร่มเสียดีกว่า ตอนนี้แดดก็ไม่ร้อนจนเกินไปนี่ครับ ท่านที่นั่งชมอยู่บนต้นมะขามโปรดสังวรตัวไว้บ้าง ถ้าเสียงปืนดังขึ้นท่านอาจจะเป็นลมพลัดตกลงมาจากต้นมะขามคอหักตายก็ได้ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ อย่าบุกเข้าไปตั้งหาบในกลุ่มคนดูนะครับ หาบพังผมไม่รับรอง" เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วบริเวณลานประหาร ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน การประหารเชลยศึกทหารเขมรตื่นเต้นกว่า น่าดูกว่า หวาดเสียวกว่าการประหารเสือใบกับพรรคพวกที่ท่าเรือมาก เพราะเป็นการยิงเป้าตามแบบฉบับของทหาร สั่งงานแบบทหาร นักโทษประหารจะถูกมัดมือไขว้หลังติดกับเสาหลักหันหน้าออกมาหาคนยิงแต่มีผ้าปิดนัยน์ตาเพื่อไม่ให้นักโทษหวาดเสียว คนดูจะเห็นการประหารอย่างถนัดชัดเจนเห็นท่าทางของนักโทษตอนที่ถูกปืนเพราะไม่มีม่านกั้น พวกตากล้องเหยี่ยวข่าวอีแร้งข่าวยืนจับกลุ่มกันอยู่ที่หน้าเต้นท์หลังใหญ่เตรียมปฎิบัติหน้าที่ของเขา ในจำนวนช่างภาพมีกล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาด ๑๖ มม.หลายกล้อง เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นอีก เมื่อขบวนรถนักโทษประหารเดินทางมาถึง ตำรวจและสารวัตรทหารบกได้ร่วมงานกันเป็นอย่างดี เชลยศึกทั้ง ๖ คน ถูกนำตัวลงจากรถมีทหารถือปืนสวมดาบห้อมล้อม นักโทษประหารทุกคนแต่งเครื่องแบบทหารเขมรอันเป็นเครื่องแบบที่ถูกจับมาในวันแรกแลได้รับการซักรีดสะอาดเรียบร้อย ทหารเขมรทั้ง ๖ คนอ่อนเปียกหมดเรี่ยวแรงด้วยความรู้สึกตัวกลัวตาย ทหารราบหมู่นี้ต่างมอบตัวนักโทษประหารให้สารวัตรทหารบกประมาณ ๒๐ คนนำไปยังหลักประหาร เชลยเหล่านี้ไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือหรือถูกตีตรวนแต่การหลบหนีไม่มีทางที่จะทำได้และการแย่งชิงตัวนักโทษประหารก็ไม่อาจจะทำได้เช่นเดียวกันเพราะมีการควบคุมตัวอย่างแข็งแรงที่สุด ร.ท.ดวดได้สั่งลูกน้องของเขาทุกคนให้ยอมตายแบบชายชาติทหาร โดยให้ระลึกถึงคุณพระคุณเจ้าเป็นที่พึ่ง จากพระธรรมเทศนาที่ได้สดับฟังมาช่วยให้นักโทษประหารได้รู้ตัวว่าผลแห่งกรรมนั้นมีแน่นอนและความตายเป็นกฏธรรมดาไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงได้เมื่อถึงคราวตาย ร.ท.ดวดถูกมัดมือไขว้หลังติดกับเสาหลักทางซ้ายสุด ต่อมา ส.อ.หืดแล้วก็ ส.ต.ขจาย พลทหารจอด พลทหารตึกและนายโกย ร้อยโททหารสารวัตรวิ่งเหยาะๆ ตรงมาที่หน้ากระโจมหลังใหญ่ และหยุดยืนเบื้องหน้าเพชรฆาตบรรดาศักดิ์ทั้ง ๖ คน ชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์นายพลดิเรก "กระผมและทหารในบังคับบัญชาได้นำนักโทษทั้งหกคน ผูกมัดติดกับหลักประหารเรียบร้อยแล้วครับ" หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยยกมือวันทยาหัตถ์ตอบ "ดีแล้ว เรียกทหารของคุณออกมาจากหลักประหารได้ เราจะผูกตานักโทษประหารเอง" เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบ เมื่อนายทหารสารวัตรโบกมือเรียกลูกน้องของเขาออกมาจากหลักประหาร ศาสตราจารย์ดิเรกเดินนำหน้าพา พ.อ.พล พ.อ.นิกร พ.อ.กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ส.อ.แห้วเข้าไปยังที่ประหาร ทุกคนมีสีหน้าไม่สู้จะดีนัก เสียงโฆษกประกาศดังลั่นทั่วท้องสนามหลวง เพราะมีลำโพงติดตั้งไว้หลายแห่ง "ท่านทั้งหลาย การประหารนักโทษจะได้ยิงทีละคน และผู้ออกคำสั่งยิงคือพลโทดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักโทษประหารที่จะถูกประหารคนแรกคือ ร้อยโทดวดผู้บังคับหมวดทหารเขมร ผู้ประหารนักโทษผู้นี่คือ พันเอกพล พัชราภรณ์" พลเดินเข้าไปหา ร.ท.ดวดและล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีดำออกมาเพื่อจะปิดตาเขา "กรุณาเถอะครับผู้การ" ร.ท.ดวดพูดยิ้มๆ "โปรดให้เกียรติผม อย่าผูกตาผมเลยครับ ลูกน้องของผมจะได้ไม่เสียขวัญและจะได้รู้ว่า ผมก็เป็นชายชาติทหารคนหนึ่ง" พลนิ่งคิดสักครู่ "เอา-ตกลงน้องชาย" เสียงโฆษกประกาศต่อไป "ขณะนี้เป็นเวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาทีตรง การประหารชีวิตทหารเขมรทั้ง ๖ คน จะเริ่มต้น ณ บัดนี้" พลยิ้มให้ ร.ท.ดวด "ถึงเวลาของแกแล้วน้องชาย" "ครับ ลาก่อนครับผู้การ" พ.อ.พล ถอยหลังไปยืนที่เส้นปูนขาวห่างจากร่างของ ร.ท.ดวดเพียง ๓ เมตรเท่านั้น ที่หน้าอกเสื้อข้างซ้ายของนายทหารเขมรมีแผ่นวงกลมสีดำขนาดกระดาษรองถ้วยแก้วกลัดติดอยู่ตรงกับหัวใจพอดี คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนอยู่ข้างหลังพล นายพลดิเรกเลื่อนตัวเข้ามาหาพลและถามเบาๆ "เขาไม่ยอมผูกตาหรือ" พลพยักหน้า "เขาต้องการให้พวกเชลยลูกน้องของเขาเห็นความเข้มแข็งของเขา" "ออไร๋ ใจเด็ดดีเหมือนกัน" พูดจบนายพลดิเรกก็ถอยออกไปยืนข้างหลังแล้วตะโกนออกคำสั่ง "ยืนยิง" คนดูนับหมื่นเงียบกริบแทบจะไม่หายใจ นักดูบนต้นมะขามต่างเกาะกิ่งมะขามแน่นเพราะกลัวจะหล่นลงมา สายตานับหมื่นจ้องมองมาที่บริเวณประหาร "เตรียมยิง" คาไบน์กระบอกนั้นประทับแนบบ่า พ.อ.พลและนิ้วชี้มือขวาของเขาพร้อมที่จะเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกจากลำกล้อง ร.ท.ดวด ทอดสายตาเหม่อมองไปทางอนุสาวรีย์ทหารอาสา สำรวมใจให้แน่วแน่รอคอยมัจจุราชหรือคำสั่งยิงของนายพลดิเรก "ยิง" "ปัง ปัง ปัง" กระสุนปืนคาไบน์ถูกยิงออกจากลำกล้องทีละนัดรวม ๓ นัด แต่เพียงนัดแรก ร.ท.ดวด ก็สิ้นใจตายคอพับคออ่อนอยู่กับหลักประหาร ทั้ง ๓ นัดทะลุหน้าอกด้านซ้ายและถูกป้ายวงกลมสีดำทุกนัด เพราะยิงในระยะเผาขน ประกอบทั้งพลเคยฝึกซ้อมยิงด้วยปืนยิงเร็วแบบนี้มามากต่อมากจึงไม่ผิดเป้าหมาย คนดูตามต้นมะขามไม่ต่ำกว่า ๓๐ คนต่างหงายหลังร่วงลงมาจากกิ่งมะขาม เมื่อแลเห็นนักโทษประหารถูกยิงตาย ผู้หญิงหลายคนทั้งสาวแก่แม่ม่ายเป็นลมไปตามกัน ผู้ชายอกสามศอกแม้จะมีจิตใจแข็งแกร่งเพียงใด ก้รู้สึกหวาดเสียวสั่นสะเทือนขวัญยิ่งเพราะการยิงเป้าไปม่เหมือนกับหนังคาวบอยหรือหนังบู๊ที่ยิงกันเปรี้ยงปร้างตลอดเรื่อง ร.ท.ดวด รูดลงไปนั่งคุกเข่าในท่านั่งตายคออ่อนคอพับ นายพลดิเรกมองดูหน้าพลแล้วยิ้มให้ "เวอรี่กู๊ด" เขากล่าวชมพล และเปลี่ยนสายตามาที่ พ.อ.นิกรซึ่งกำลังยืนคุยกับเสี่ยหงวน "เข้าประจำที่เตรียมยิงสิบเอกหืดได้" นิกรทำหน้าเบ้แล้วสั่นศีรษะ "ไม่ไหวละโว้ย ร้อยโทดวดเท่งทึงไปต่อหน้าต่อตากันอย่างนี้กันไม่กล้ายิงหมู่หืดหรอก" ศาสตราจารย์ดิเรกชักฉิว "แต่กันเป็นผู้บังคับบัญชาของแก กันขอออกคำสั่งให้แกยิงเป้านักโทษประหารเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง" "ฮั่นแน่ เบ่งเลย ถ้ากันไม่ทำตามคำสั่งแกจะมีอะไรเกิดขึ้น" นายพลดิเรกเค้นหัวเราะ "กันจะเรียกสารวัตรมาจับแกเอาไปขังที่กระทรวงกลาโหมและให้กรมพระธรรมนูญยื่นฟ้องแกต่อศาลทหารในฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาต่อหน้าข้าศึกคือเชลยเหล่านี้ แกรู้ดีแล้วไม่ใช่หรือว่าขัดคำสั่งต่อหน้าข้าศึกน่ะมีโทษอย่างเบาที่สุดคือยิงเป้า" นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก "แหม-ถือว่าเป็นนายเอะอะก็ขู่จะเอาเขาขึ้นศาลทหาร" แล้วนิกรก็พูดเสียงกร้าว "ยิงก็ยิงโว้ย" พ.อ.นิกร ถือปืนคาไบน์เดินเข้าไปหา ส.อ.หืดซึ่งยืนหน้าซีดอยู่กับเสาหลักประหาร นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีดำออกมา "ผูกตาเสียหน่อยนะน้องชาย ม่ายยังงั้นกองเซ็นเซ่อร์เขาอาจจะห้ามไม่ให้ยิงแกก็ได้ เพราะมันหวาดเสียวเกินไป" "ครับ ผูกซีครับ ขืนไม่ผูกตาผมอุจจาระแตกแน่ก่อนที่ผู้การจะยิงผม แต่ว่า...ที่ผมขอความกรุณาผู้การน่ะ อย่าลืมนะครับ" นิกรขมวดคิ้วย่น "เรื่องอะไร" "อ้าว ก็ผมขอร้องให้ผู้การยิงเบาๆ " นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก "ไม่สำเร็จหรอกน้องชาย กันติดต่อกับนายทหารสรรพาวุธแล้ว ขอให้เขาจ่ายลูกปืนที่ค่อยๆ เลื้อยออกจากกระบอกปืนให้ เขาบอกว่าไม่มีให้เพราะไม่ได้ทำไว้ อย่าคิดอะไรเลยวะน้องชาย ลูกปืนยิงเร็วๆ แหละดี ตูมเดียวลื้อก็หงิกรับประทานเท่งทึงไปเลย" นักโทษประหารทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ "ถ้ายังงั้นกรุณาให้ผมเป็นคนออกคำสั่งให้ผู้การยิงผมได้ไหมล่ะครับ ประชาชนที่เขามาดูพวกผมถูกยิงเป้าเขาจะได้รู้ว่า ผมคือยอดทหารคนหนึ่ง" "งั้นเรอะ....เอา..ไหนๆ ลื้อก็จะตายแล้ว อั๊วอนุโลมตามความประสงค์ของลื้อแต่ไม่ต้องผูกตานะ" "ครับ ไม่ผูกก็ไม่ผูก" พ.อ.นิกรถอยหลังออกไปยืนที่เส้นปูนขาวแล้วบอกให้นายพลดิเรกทราบว่า ส.อ.หืดขอร้องให้เขาเป็นผู้สั่งยิงด้วยตนเอง พล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างนึกชมความเข้มแข็งแห่งจิตใจของ ส.อ.หืด เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังรอบบริเวณที่ประหาร นิกรยืนนิ่งเฉยในท่าพักจนกระทั่งนักโทษประหารร้องตะโกนขึ้น "เพชรฆาต ตรง" นิกรยืนตรงทันที ประชาชนคนดูต่างตื่นเต้นไปตามกันที่ ส.อ.หืดมีจิตใจเข้มแข็งถึงกับสั่งยิงตัวเองแบบเดียวกับนายทหารคิวบาที่ถูกยิงเป้าเมื่อคราวเกิดปฏิวัติ ส.อ.หืดร้องตะโกนออกคำสั่งต่อไป "นอนหงายยิง" พ.อ.นิกรสะดุ้งโหยง รีบลดปืนลงแล้วมองดูหน้านักโทษประหารซึ่งอยู่ห่างจากเขาเพียง ๓ เมตร "ยิงแกนะโว้ย ไม่ใช่ยิงเรือบิน ทะลึ่งสั่งนอนหงายยิงมีอย่างที่ไหนวะ" แล้วเขาก็หันมาทางนายพลดิเรก "สั่งยิงหน่อยหมอ กันจะรีบส่งหมู่หืดไปนรกเสียให้หมดเรื่องหมดราว ยุ่งนักอ้ายนี่ ออกคำสั่งเสียเละหมด ทำให้คนดูเราหัวเราะเยาะกัน" ศาสตราจารย์ดิเรกสั่งยิงอีกเป็นรายที่สอง เมื่อคำสั่งยิงออกจากปากของนายพลดิเรก กระสุนคาไบน์ก็ดังขึ้นทันที "ปัง" "โอ๊ย" ส.อ.หืดร้องลั่นและยกเท้าขวาขึ้นมาจากพื้น "ไหงยิงเท้าผมล่ะครับผู้การ ยิงหน้าอกซีครับ โอย " นิกรหน้าเสีย "ขอโทษทีโว้ย สงสัยว่าลำกล้องปืนมันคงคด" นายพลดิเรกดุนิกร "ยิงต่อไป อย่าให้นักโทษได้รับความทรมาน" คราวนี้ พ.อ.นิกรรัวกระสุนออกไปหนึ่งชุดราว ๑๐ นัด เสียงปืนคาไบน์ดังกึกก้อง ส.อ.หืดค่อยๆ รูดลงไปนั่งคุกเข่าคอพับคออ่อนสิ้นใจตาย เช่นเดียวกับ ร.ท.ดวด ผู้บังคับหมวดของเขา เสี่ยหงวนเดินเข้าไปหานักโทษประหารคนที่สามแล้วดึงผ้าเช็ดหน้าสีดำออกมาจากกระเป๋า "มีอะไรที่จะสั่งเสียไหมหมู่ขจาย" นักโทษสั่นศีรษะและไม่ยอมพูดอะไร อาเสี่ยใช้ผ้าเช็ดหน้าสีดำผูกนัยน์ตา ส.ต.ขจายไว้โดยเอาเงื่อนผูกไว้ทางท้ายทอย ต่อจากนั้นเขาก็ถอยกลับมาที่เส้นยืนยิง คือเส้นปูนขาว นายพลดิเรกสั่งยิงทันที เริ่มต้นด้วยยืนยิง เตรียมยิง ระวัง และยิง เสียงปืนคาไบน์ระเบิดขึ้นทีละนัดรวม ๓ นัด กระสุนทุกนัดถูกหน้าอก ส.ต.ขจายและกระเด็นออกมาหล่นลงบนพื้นแลเห็นถนัด เสี่ยหงวนตกใจรีบลดปืนลงแล้ว กล่าวกับคณะพรรคของเขาทันที "หมู่ขจายหนังเหนียวโว้ย" นายพลดิเรกรับทราบอย่างงงๆ "ออไร๋ เราจะทำอย่างไรดีเมื่อปืนยิงไม่เข้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินไปเก็บหัวกระสุนนัดหนึ่งถือเดินกลับมาชูให้สี่สหายกับเจ้าแห้วดู "นี่ยังไงล่ะหัวกระสุน ยังร้อนๆ อยู่เลย แกรีบเข้าไปในเต๊นท์รายงานให้ท่านรองทราบเถอะ" เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น "อย่าพึ่งหมอ กันจะพูดกับหมู่ขจายเอง กันอยากได้พระหรือของดีของเขาที่ทำให้เขาอยู่ยงคงทนอย่างไม่น่าเชื่อ" พูดจบ พ.อ.กิมหงวนก็เดินเข้าไปหา ส.ต.ขจายนายสิบทหารเขมรในวัย ๓๒ ปี "น้องชาย ของดีของแกน่ะมอบให้กันเถอะเพื่อน" ส.ต.ขจายหัวเราะเบาๆ ท่ามกลางเสียงอึงคะนึงของประชาชนคนดูที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ส.ต.ขจายมีของดีป้องกันตัว ปืนยิงไม่เข้า "ผมให้ไม่ได้ครับ" อาเสี่ยชักฉิว "ถ้ายังงั้น กันจะจับแกทอดกะทะน้ำมันเดือดๆ หรือม่ายก็เอาหลาวแทงตูดแก ถึงแกจะอยู่ยงคงกระพันแกก็เท่งทึง มอบให้กันเสียดีๆ ดีกว่า ตายด้วยการยิงเป้าย่อมมีเกียรติกว่าตายด้วยวิธีอื่น" ส.ต.ขจายยิ้มแค่น "ผู้การอยากได้ ผมขายให้หมื่นบาท" "หมื่นบาท แล้วแกจะเอาเงินไปทำอะไร" "เอาไปใช้ที่เมืองผีซีครับ" เสี่ยงหงวนนิ่งคิด "เอาไปใช้เมืองผี " "ครับ ผมจะให้ยมบาลห้าพันบาท ผมจะได้ไม่ต้องตกนรก ได้เป็นผู้คุมในเมืองนรกค่อยสบายหน่อย" "กันมีเงินติดตัวมาห้าพันบาทเท่านั้น จ่ายให้แกเท่านี้ก่อนได้ไหมล่ะ แล้วกันจะทำพิธีกงเต๊กเผาเงินส่งไปให้แกอีกห้าพันบาท ขอให้เชื่อเกียรติกันเถอะ กันจะต้องรักษาวาจาสัตย์เสมอ" "เอาครับ จ่ายให้ผมก่อนครึ่งหนึ่งก็ได้ แล้วทำพิธีกงเต๊กส่งไปให้ผมหรือจะส่งไปทางธนาณัติ ทางเช็คไปรษณีย์ก็ตามใจครับ" "ดีมากน้องชาย ที่เราตกลงกันได้ง่ายๆ เช่นนี้" พูดจบ พ.อ.กิมหงวนก็ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งมัดรวม ๕ ปึก ปึกละ ๑,๐๐๐ บาท ออกมายัดใส่กระเป๋ากางเกงนักโทษประหารแล้วถามว่า "ไหนล่ะของดีของแก" "อยู่ในกระเป๋าบนข้างซ้ายล้วงเอาเองเถอะครับ ผมห่อผ้าประเจียดไว้ มีพระเครื่องสามองค์และตะกรุดอีกดอกหนึ่ง" เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อ ส.ต.ขจายหยิบห่อผ้าประเจียดออกมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อฟอร์มของเขาแล้วเดินกลับไปหาคณะพรรคของเขา เล่าให้ทุกคนฟังที่เขาขอซื้อเครื่องรางของขลังและพระเครื่องจาก ส.ต.ขจายเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท นายพลดิเรกพูดตัดบท "เตรียมยิงได้อ้ายหงวน อย่าโอ้เอ้ชักช้า" พ.อ.กิมหงวนยืนเด่นบนเส้นสีขาวหันหน้าไปทางนักโทษประหารคือ ส.ต.ขจาย ศาสตราจารย์ดิเรกออกคำสั่งเสียงดังลั่นได้ยินไปไกล "ยืนยิง เตรียมยิง ระวัง ยิง" "ปัง" กระสุนคาไบน์นัดแรกดังสนั่น ส.ต.ขจายสะดุ้งเฮือกแล้วยิ้มให้เสี่ยงหงวน "เด็ดขาดเลยครับผู้การ ถูกหัวใจผมพอดี ฮ่ะ ฮ่ะ ลาละครับ บ๊ายบาย" แล้วนายสิบเขมรก็คอพับคออ่อนรูดลงไปนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นดิน โดยที่มือทั้งสองข้างถูกมัดติดอยู่กับเสาหลักกางเขนเตี้ยๆ โลหิตสีแดงเข้มไหลทะลักออกมาที่หน้าอกเสื้อข้างซ้ายของเขาตามบริเวณกระดาษแข็งวงกลมที่ปิดตรงหัวใจ และกระสุนทะลุกลางแผ่นกระดาษแข็งนั้นพอดี จึงไม่จำเป็นต้องยิงซ้ำอีกให้เสียกระสุน "แกแน่โว้ยอ้ายหงวน" พลกล่าวชม อาเสี่ยตวาดแว๊ด "อย่าชม กูกำลังใจเสีย โอย ยิงคนแบบนี้มันเสียวเหลือเกิน ถ้ายิงกับข้าศึกกันจะไม่รู้สึกอะไรเลย เคยใส่ด้วยปืนกลมือทีเดียวตั้ง ๒๐ ศพ ซึ่งมันกับเรายิงต่อสู้กัน กันไปรดน้ำมนต์ในวัดมหาธาตุก่อนนะ" "โน" นายพลดิเรกร้องลั่น "ไปพร้อมๆ กัน" นายพลดิเรกถือปืนคาไบน์เดินเข้าไปหานักโทษประหารที่เขามีหน้าที่ยิงเป้า พลทหารจอดยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ที่หลักประหารแล้ว พอแลเห็นศาสตราจารย์ดิเรกเดินเข้ามาเขาก็เป็นลมสิ้นสติไป ร่างของเขารูดลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นดิน นายพลดิเรกมองดูอย่างเศร้าใจ แล้วเดินกลับมายืนที่เส้นยิง โดยไม่ต้องมีใครออกคำสั่ง นายพลดิเรกได้ยกปืนยิงเร็วขึ้นประทับปล่อยกระสุนไปที่หน้าอกของพลทหารจอดรวม ๓ นัด แต่พลทหารจอดช็อคตายเสียก่อนที่เขาจะถูกยิง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนคนดูหลายหมื่นคน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พาตัวเดินเข้าไปหาพลทหารตึก ซึ่งยืนอ่อนเปียกอยู่กับหลักประหาร "หลานชาย อโหสิให้ฉันเถอะนะถึงเวลาแล้วที่ฉันจะยิงเป้าเธอ" พลทหารตึกพูดไม่ออกได้แต่พยักหน้า ท่านเจ้าคุณคลี่ผ้าเช็ดหน้าสีดำออกปิดนัยน์ตานักโทษประหารแล้วเดินกลับมาเข้าประจำที่ พลทหารตึกดิ้นรนและร้องลั่นเมื่อนายพลดิเรกออกคำสั่งบอกพ่อตาของเขา "ยืนยิง" "โอ๊ย ผมเจ็บครับ" นิกรร้องตวาดดังๆ "ยังไม่ได้ยิงโว้ย" "ไม่ได้ยิงทำไมผมเจ็บล่ะครับ" พลทหารตึกเถียง "เตรียมยิง" ศาสตราจารย์ดิเรกตะโกนลั่น "ระวัง...." พลทหารตึกร้องเอ็ดตะโร "กลัวแล้วครับ อย่ายิงผมเลยครับ" "ยิง" ท่านเจ้าคุณกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที ปล่อยกระสุนออกไปทีละนัดรวม ๓ นัด พลทหารตึกรูดลงไปนั่งคุกเข่าสิ้นใจตายแบบเดียวกับนักโทษประหารทั้งสี่คนที่ตายคาหลักประหาร ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้ากับเจ้าแห้วซึ่งยืนหน้าซีดอยู่ข้างหลังพล "เอาซีแห้ว ถึงตาแกแล้ว ไปพบนักโทษขอขมาลาโทษและเอาผ้าผูกตาเขาให้เรียบร้อย" เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ "รับประทานให้คุณนิกรยิงแทนผมได้ไหมครับ" นิกรสะดุ้งเฮือก "ไม่ใช่หน้าที่ของข้าโว้ย พูดเป็นบ้าเดี๋ยวก็จะเตะเข้าให้เท่านั้นเอง ฉันยิงสิบเอกหืด ฉันยังไม่หายใจสั่น อย่าร่ำไรอ้ายแห้ว ประเดี๋ยวจะได้เข้าไปในวัดรดน้ำมนต์ ทำพิธีปัดรังควานผีตายโหงนะโว้ย ไม่ใช่ผีกะสือ หรือผีกองกอย" เจ้าแห้วพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง พาตัวเดินเข้าไปหานักโทษประหารคนสุดท้ายคือนายโกย หน่วยชีวพลของเขมร นายโกยแลเห็นหน้าเจ้าแห้วก็ตัวสั่นงันงกเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย "หมู่ครับ ปล่อยผมไปเถอะครับ นึกว่าปล่อยลูกนกลูกกาเอาบุญ" นายโกยพูดเสียงสั่นเครือ ส.อ.แห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก "ปล่อยแกไป กันก๊อเน่าแทนแกเท่านั้นเอง" "ก็เป็นอะไรไปล่ะครับ นึกว่าเห็นแก่ผมสักครั้ง" "ปู้โธ่ อย่าพูดเอาแต่ได้ซีโว้ย แกน่ะยังไงมันก็ต้องเท่งทึงในนาทีนี้ จะให้กันเอาผ้าผูกตาแกหรือไม่ก็ว่ามา" นายโกยสะอื้นเบาๆ "ผูกซีครับ ไม่ผูกผมเสียวไส้" เจ้าแห้วยกปืนคาไบน์ขึ้นสะพายบ่าแล้วล้วงกระเป๋าหยิบผ้าสีดำออกมา "อโหสิให้กันเถอะนะโกย อย่าจองเวรจองกรรมกับกันเลย มีอะไรที่จะพูดกับกันไหมล่ะ" "มีครับ แต่ว่าคืนนี้ผมไปคุยกับหมู่ที่บ้านดีกว่า" เจ้าแห้วใจหายวาบ "อย่าพูดยังงี้น่า" "ผมพูดจริงๆ นะครับหมู่ คืนนี้ผมจะไปนอนกับหมู่ที่บ้าน" "ยังงี้น่ะซี เป็นเสียอย่างนี้" พูดจบเจ้าแห้วก็คลี่ผ้าสีดำออก จัดแจงผูกนัยน์ตาของนักโทษประหารทั้งสองข้างแล้วขู่ว่า "ถ้าแกไปหลอกหลอนกัน กันจะให้อาจารย์ของกันซึ่งเป็นหมอผีชั้นยอดจับแกใส่หม้อเอาไปถ่วงเข้าใจไหม แต่ถ้าแกไปสู่ที่ชอบๆ กันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้แก" ความรักตัวกลัวตายทำให้นายโกยตัวสั่นเหมือนลูกนก ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ เจ้าแห้วหมุนตัวกลับเดินมายืนที่เส้นปูนขาวเบื้องหน้านักโทษประหาร โฆษกได้ประกาศให้มหาชนทราบ "ท่านทั้งหลาย นักโทษประหารคนสุดท้ายคือนายโกย หน่วยชีวพลของเขมร สิบเอกแห้ว โหระพากุล จะเป็นผู้ยิงเป้านายโกย ซึ่งขณะนี้สิบเอกแห้วได้ยืนเด่นอยู่เบื้องหน้านักโทษประหารแล้ว" นายพลดิเรกร้องตะโกนออกคำสั่งทันที "ยืนยิง....เตรียมยิง ระวัง " เสียงนักโทษร้องลั่น "เดี๋ยวครับ อย่าพึ่งยิงครับ ผมขออนุญาตไปส้วมก่อน" ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดลั่น "ไม่ต้องไป ส้วมสาธารณะที่เมืองนรกมีถมเถไป" แล้วเขาก็ร้องคำสั่งเป็นครั้งสุดท้าย "ยิง" "ปัง" "โอ๊ย" นายโกยร้องลั่น "ยิงหน้าอกซีครับ ทำไมยิงหัวผม อ๋อย" ร่างของนายโกยอ่อนเปียก เข่าทั้งสองข้างทรุดเช่นเดียวกับเพื่อนของเขาอีก ๕ คน นายโกยถูกยิงหน้าผากทะลุออกท้ายทอย ซึ่งเขาต้องจบชีวิตด้วยกระสุนนัดแรก ศาสตราจารย์ พล.ท.ดิเรกเดินเข้าไปตรวจศพทีละคนจากหัวแถวหรือคนแรกคือ ร.ท.ดวด และตรวจเรื่อยมาจนคนสุดท้าย ต่อจากนั้นเขาก็ร้องเรียกแถวเพชรฆาตบรรดาศักดิ์ "หน้ากระดานแถวเดี่ยวมาหาข้าพเจ้า" พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวิ่งไปเข้าแถวตามลำดับไหล่ นายพลดิเรกออกคำสั่งต่อไป "ขวาหัน หน้าเดิน วิ่ง...หน้าวิ่ง รีบไปรดน้ำมนต์ในวัดมหาธาตุโว้ย" สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างวิ่งตามกันออกไปจากบริเวณที่ประหารมุ่งตรงไปยังวัดมหาธาตุ ซึ่งในวัดมีนายทหารและนายสิบหลายคนได้เตรียมจัดที่ทางไว้ให้พวกเพชรฆาตบรรดาศักดิ์ทำพิธีปัดรังควานรดน้ำมนต์โดยพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิองค์หนึ่ง การประหารนักโทษทหารเขมรทั้ง ๖ คน ได้สิ้นสุดลงแล้วท่ามกลางความตื่นเต้นของประชาชนคนดูนับหมื่น ซึ่งทุกคนต่างก็มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า ทหารเขมรเหล่านี้สมควรแล้วที่ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า

จบตอน