พล นิกร กิมหงวน 015 : พ่อค้าทุเรียน

เงินสด ๑๕๐,๐๐๐ บาทไม่ใช่เงินเล็กน้อย

ลูกหนี้ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนหนึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นคุณพระและเป็นข้าราชการบำนาญตั้งบ้านเรือนอยู่ถนนติวานนท์ นนทบุรี ได้จดหมายมาถึงท่านเจ้าคุณขอให้ท่านไปรับเงินจำนวนนี้ที่บ้านเมืองนนท์ในเวลา ๙.๐๐ น.ของวันอาทิตย์ซึ่งคุณพระพินิตฯ จะเตรียมเงินสดไว้จ่ายให้ท่านและขอให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นำสัญญากู้เงินไปด้วย

ท่านเจ้าคุณไม่ยอมแพร่งพรายเรื่องนี้ให้คณะพรรคสี่สหายและลูกชายทราบเลย เพราะเกรงว่าจะมีใครติดตามไปขอส่วนแบ่งหรือขอให้เลี้ยง อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้พาไปนวดอบอาบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกหกใครต่อใครว่าท่านจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าแก่ของท่านคนหนึ่ง แล้วท่านก็ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนเช้าวันอาทิตย์ก่อนเวลา ๘.๐๐ น. โดยรถโอลสโมบิลเก๋งซึ่งเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับ

เมื่อไปถึงบ้านพระพินิตประชากร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในสมัยก่อน คุณพระก็ต้อนรับเพื่อนเก่าของท่านด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตและบอกว่า กิจการโรงงานเครื่องเคลือบดินเผาของท่านดีขึ้นมากหลังจากท่านได้กู้เงิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ มาขยายกิจการและปรับปรุงการงานให้ดีขึ้น แล้วคุณพระก็มอบเงินสด ๑๕๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อหน้าเจ้าแห้ว ซึ่งท่านเจ้าคุณก็ได้คืนสัญญากู้เงินให้คุณพระพินิตฯ และบอกว่า ที่ท่านเรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๒ นั้นก็เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนกัน ตามปรกติแล้วอย่างน้อยต้องร้อยละ ๑๐

ออกจากบ้านพระพินิตฯ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็บอกให้เจ้าแห้วพาท่านมาจังหวัดนนทบุรี

"ไปแวะจังหวัดนนท์ก่อนโว้ยอ้ายแห้ว"

"รับประทานเจ้าคุณจะไปเยี่ยมใครที่บางขวางหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เยี่ยมพ่อแกยังไงล่ะ"

"อ้าว-รับประทานเป็นยังงั้นไป" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ

"คนอย่างข้าไม่มีพรรคพวกอยู่ในคุกหรอกโว้ย ข้าไม่เคยคบพวกอันธพาลหรืออาชญากร ข้าจะไปดูตลาดนัดทุเรียนที่เมืองนนท์หาซื้อทุเรียนใส่รถไปกินกันสัก ๑๐ ใบ"

เจ้าแห้วซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"รับประทานใบหรือผลครับ"

"เดี๋ยวก็ถีบตกรถเท่านั้นเอง ชักทะลึ่งแน่ะ ชาวบ้านเขาเรียกกันเป็นใบโว้ย แต่ที่ถูกต้องเรียกเป็นผล เอ็งน่ะชอบกินทุเรียนไหมวะ"

"โอ้โฮเฮะ"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"ภาษาตวักตะบวยอะไรของแกวะ โอ้โฮเฮะ"

"รับประทานผมชอบรับประทานทุเรียนมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นครับ มันทั้งหวานทั้งมันรสกลมกล่อมแต่ราคาไม่ยุติธรรมและเอาเปรียบลูกค้ามากไปหน่อย ลูกเล็กๆ อย่างน้อยก็รับประทาน ๑๕ บาทแล้ว เฉาะออกมามีเม็ดเล็กๆ ๒ เม็ด รับประทานยิ่งอีรวงด้วยแล้วเฉาะออกมามีแต่เปลือกก็มีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะอย่างสบายใจ ทั้งนี้ก็เพราะเงินสด ๑๕๐,๐๐๐ บาท อยู่ในกระเป๋าเอกสารใบใหญ่และวางอยู่บนตักท่าน

"ฉันจะซื้อให้แกกินสักลูกเป็นค่าปิดปากแก กลับไปบ้านอย่าเสือกบอกใครเป็นอันขาดว่าฉันมารับเงินจากลูกหนี้แสนครึ่ง ถ้าแกพูดมากปากพล่อยเป็นถูกเตะแน่ๆ เข้าใจไหม"

"เข้าใจครับ รับประทานถ้าไม่จำเป็นผมไม่พูดหรอกครับ"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

"ถึงจำเป็นก็พูดไม่ได้"

"ครับ รับประทานที่เจ้าคุณจะซื้อทุเรียนให้ผมรับประทานเป็นค่าปิดปาก โปรดจ่ายเป็นเงินสดไม่ได้หรือครับ"

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นฉันให้แก ๑๐ บาท"

เจ้าแห้วทำหน้าเบ้แต่แล้วก็หัวเราะเบาๆ เขานึกสนุกขึ้นมาก็เยียบคันน้ำมันลงไปอีก โอลสโมบิลเก๋งทวีความเร็วขึ้นทันที จาก ๓๐ ไมล์ เพิ่มขึ้นถึง ๕๐ ไมล์

"เฮ้ยๆๆ เบาหน่อยโว้ยอ้ายแห้ว ถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชนกันหรือพลิกคว่ำ ฉันตายตอนนี้เงินแสนห้าหมื่นก็จะถูกใครคว้าเชิดเอาไป นี่ถ้าคุณหญิงวาดนั่งมาด้วยแกคงถูกด้ามร่มฟาดกบาลแน่ๆ ทำไมแกถึงชอบขับรถเร็วนักวะ"

เจ้าแห้วยกเท้าขวาเผยอคันเร่งให้รถแล่นช้าลง

"รับประทานรถดีๆ แรงม้าสูงและค่อนข้างใหม่อย่างนี้รับประทานขับมันดีครับ ดีกว่าโอลสโมบิลคันเก่าที่ขายไป รับประทานถึงตอนเลี้ยวข้างหน้า ขอให้ผมเลี้ยวยกล้อหน่อยนะครับ"

คราวนี้ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"เดี๋ยวก็โดนเท่านั้น"

ในที่สุดโอลสโมบิลเก๋งก็แล่นมาถึงตัวจังหวัดนนทบุรี มีสิ่งสำคัญที่ขึ้นหน้าขึ้นตาก็คือเรือนจำมหันตโโทษ หรือคุกบางขวาง เมืองนี้เป็นเมืองผลไม้สวนนานาชนิด ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาที่สุดก็คือทุเรียนหลายชื่อหลายชนิด ทางเทศบาลได้จัดที่ว่างแห่งหนึ่งให้เป็นตลาดนัดจำหน่ายทุเรียน มีพ่อค้าแม่ค้าทุเรียนซึ่งเป็นชาวสวนนำทุเรียนมาขายมากมาย

ตัวจังหวัดไม่ใหญ่โตอะไรนัก มีอาคารร้านค้าเพียงเล็กน้อย แต่ชาวพระนครคือท่านผู้ลากมากดีพากันมาเที่ยวซื้อทุเรียนในตอนสายวันอาทิตย์อย่างคับคั่ง รถยนต์เก๋งแบบต่างๆ จอดอยู่เรียงราย พวกคุณหญิงคุณนายในกรุงเทพฯ มาชุมนุมกันที่ตลาดนัดทุเรียนเมืองนนท์นับพันคน บ้างก็พาลูกหลานมาด้วย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วพาตัวลงมาจากตอนหน้ารถโอลสโมบิล มือขวาของท่านเจ้าคุณถือกระเป๋าบรรจุเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท รถเก๋งคันนี้บังเอิญมีที่จอดอยู่ห่างจากตลาดทุเรียน ซึ่งเป็นตลาดกลางแจ้งเพียงเล็กน้อย ชาวสวนได้ใช้ผ้าใบหรือร่มขนาดใหญ่กำบังแดด แต่สายวันนี้ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมไปทั่ว

ไม่มีใครคิดว่าสุภาพบุรุษในวัยชราเจ้าของร่างอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ย ศีรษะล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บผู้นี้คือ พล.อ.พระยาปัจจนึกพินาศ ท่านเจ้าคุณแต่งกายตามความสะดวกของท่าน สวมกางเกงขาสั้นสีกากีกลางเก่ากลางใหม่ สวมเสื้อยืดแขนสั้นคอปกสีกรมท่า สวมรองเท้าผ้าใบพื้นยางและสวมถุงเท้าสั้นสีขาว

จิ๊กโก๋กรุงกลุ่มหนึ่งซึ่งมาเที่ยวเมืองนนท์ โดยรถจักรยานยนต์เดินผ่านมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว เจ้าหนุ่มร่างสูงใหญ่วัย ๒๐ ปี เดินกระทบไหล่เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างแรงจนกระทั่งท่านเจ้าคุณเซถลาเกือบจะหกล้ม เจ้าหนุ่มนั่นหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณและยกมือขวาโบกให้

"ขอโทษนะน้องชาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแล้วหันมายิ้มให้เจ้าแห้ว

"หนุ่มๆ สมัยนี้น่ารักขึ้นทุกวัน"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานถ้าผมมาคนเดียว และมันชนผมอย่างนี้รับประทานมีหวังเจอเหล็กขูดช้าฟแล้ว"

"แกมีหวังเจอระเบิดขวดถ้าแกทำอย่างนั้น แกเชื่อไหมว่าเจ้าเด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นมีระเบิดขวด หรือปืนพกไทยประดิษฐ์ติดตัวทุกคน เดี๋ยวนี้พวกอันธพาลวัยรุ่นไม่มีการเคารพยกย่องคนแก่คนเฒ่าคราวปู่ย่าตายายแล้ว ใครขืนต่อล้อต่อเถียงเอาเรื่องกับมันก็เจ็บตัว"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"รับประทานอย่างนี้ผมบุกแหลก"

"แกน่ะซีแหลก"

"ก็นั่นน่ะซีครับ รับประทานระวังอย่าให้ใครฉกเอากระเป๋าไปรับประทานเสียนะครับ"

ท่านเจ้าคุณจุปากดุเจ้าแห้ว

"อย่าพูดดังไป ไม่มีใครรู้หรอกวะว่าในกระเป๋าในนี้มีเงินแสนครึ่ง ใครเห็นเข้าก็นึกว่าเป็นกระเป๋าใส่เอกสารหรือเสื้อผ้าสองสามชิ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วชมทุเรียนที่พ่อค้าแม่ค้าวางกองไว้เกลื่อนกลาด ผมไม้ที่เรียกว่าทุเรียนนี้คนจนไม่มีโอกาสที่จะได้ลิ้มชิมรส เพราะราคาของมันลูกเล็กที่สุดก็ซื้อข้าวสารได้เกือบครึ่งถัง ทุเรียนจึงไม่จำเป็นและไม่มีความหมายสำหรับคนจน

ท่านเจ้าคุณแวะซื้อทุเรียนสองสามแห่ง แต่เจ้าของบอกราคาแพงเกินไป ก้านยาว ๑๐ ลูกจะเอา ๖๕๐ บาทหรือ ๗๐๐ บาท ถึงแม้เป็นทุเรียนรสยอดเยี่ยม"

ท่านเจ้าคุณพาเจ้าแห้วมาหยุดยืนหน้าร้านชาวสวนบรรดาศักดิ์คนหนึ่ง เขาเป็นชายกลางคนแต่งกายเรียบร้อยผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสีมีลูกน้อง ๒ คนช่วยขายทุเรียน ซึ่งทุเรียนเจ้านี้กองสูงราวกับภูเขาถึง ๒ กองและเป็นทุเรียนผลใหญ่คัดเลือกมา

ทุเรียนเจ้านี้มีท่านผู้ดีมีเงินไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนกำลังขอดูเนื้อและต่อรองราคากัน โดยมากเป็นทุเรียนก้านยาว เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกว่าเจ้าของทุเรียนไม่ได้ให้ความสนใจกับท่านเลยเพราะมัวสนใจกับพวกชาวพระนครที่แต่งกายหรูหราภาคภูมิบอกให้รู้ว่าเป็นคนมีเงิน และมีรถเก๋งนั่งมาจากกรุงเทพฯ พวกคุณนายทั้งหลายแต่งเครื่องเพชรพราว พูดช้าๆ เสียงขึ้นนาสิก ถือพัดด้ามจิ๋วที่ทำด้วยแพรโบกพัดกระพือลม บางคนก็ยอกผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกกลัวฝุ่นและเชื้อโรคเข้าจมูก บางคนก็พูดภาษาอังกฤษปนภาษาไทย ส่วนสุภาพบุรุษแต่งชุดใหญ่และชุดเล็กสากลปนสาเกคาบกล้องซิก้ามวนใหญ่ ถ้าสวมเสื้อฮาไวก็มีลวดลายหรือดอกสวยงามทันสมัยเพราะเป็นเสื้อราคาแพง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วยืนอยู่เกือบ ๕ นาที เจ้าของทุเรียนหรือพ่อค้าบรรดาศักดิ์ก็ไม่ได้สนใจกับท่าน ท่านเลือกทุเรียนแยกออกมาจากกองใหญ่รวม ๕ ผล ซึ่งเป็นทุเรียนก้านยาวล้วนๆ คือทุเรียนชั้นยอดหรืออันดับหนึ่ง

"นี่ คุณ พูดกับผมหน่อยซีครับ" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับเจ้าของร้านซึ่งยืนอยู่หน้ากองทุเรียน

เขามองดูท่านเจ้าคุณในท่าทางหยิ่งผยอง เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนที่มีฐานะต่ำๆ คนหนึ่งหรือเป็นตาแก่ที่ไม่มีสลักสำคัญอะไร

"ว่ายังไงลุง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือลงบนกองทุเรียน ๕ ผลที่ท่านเลือกไว้

"ทุเรียน ๕ ใบนี่คุณจะเอาเท่าไร"

เจ้าของทุเรียนมองดูกองทุเรียนทั้ง ๕ ผลแล้วหัวเราะ

"นั่นมันก้านยาวนี่นะลุง ราคามันแพงนะ ลุงซื้อกำปั่นหรืออีรวงไปกินดีกว่ามันถูกหน่อย"

มันเป็นการดูหมิ่นกันอย่างชัดๆ ถึงแม้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ใช่คนเลือดร้อมมุทะลุหรือขี้ยัวะเหมือนอย่างอาเสี่ยกิมหงวน แต่เมื่อได้รับการดูหมิ่นเช่นนี้ ท่านก็ต้องโกรธเคืองเป็นธรรมดาอยู่เอง ร่างของท่านเจ้าคุณสั่นเล็กน้อย ศีรษะของท่านที่แดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ท่านเม้มริมฝีปากแน่น จ้องมองดูพ่อค้าทุเรียนอย่างเดือดดาล

เจ้าแห้วเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนหน้าเขียว เขาก็ตกใจรีบกระซิบบอกท่าน

"รับประทานอย่ายัวะครับ เดี๋ยวเป็นลมชักแหง่กๆ ผมจะลำบาก"

ท่านเจ้าคุณพยายามนับหนึ่งถึง ๑๐ เพื่อดับโมโห เมื่อนับถึง ๑๐ แล้วยังไม่หายโมโห ท่านก็นับต่อไปจนถึง ๑๐๐ แล้วท่านก็มองดูพ่อค้าทุเรียนซึ่งกำลังพูดกับสุภาพบุรุษผู้สูงอายุ แต่งสากลชุดสีเทาอย่างพินอบพิเทา

"เฮ้ย อ้ายพ่อค้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ "หันมานี่หน่อยซิ"

พ่อค้าบรรดาศักดิ์เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ้าว-นึกว่าไปแล้ว ลุงไปซื้อที่ร้านอื่นดีกว่า ทุเรียนของฉันมันทุเรียนดีราคาแพงกว่าร้านอื่น เราขายให้พวกเจ้านายที่มาจากกรุงเทพฯ เท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะ

"แกคิดว่าฉันไม่มีเงินซื้อทุเรียนของแกหรือ" เจ้าคุณตะโกนลั่น

เจ้าหมอนั่นยิ้มให้

"ฉันไม่ได้ว่ายังงั้น เงินน่ะลุงต้องมีแน่แต่ไม่ได้มากมายอะไร ที่ฉันแนะนำให้ไปซื้อร้านอื่นก็เพราะฉันหวังดีไม่อยากให้ลุงเสียเงินมากๆ คนอย่างลุงก็ควรจะกินทุเรียนกำปั่นหรืออีรวง ร้านฉันมีแต่ทุเรียนดีๆ ราคาแพง ลุงแก่แล้วฉันจะดูถูกดูหมิ่นลุงทำไม อย่าโมโหน่าลุง"

ท่านเจ้าคุณหันมาทางเจ้าแห้ว

"จับตัวกูไว้ทีอ้ายแห้ว ตัวมันสั่นเหมือนเจ้าเข้าแล้ว" แล้วท่านก็ยกมือชี้หน้าเจ้าของทุเรียนบรรดาศักดิ์ "แกบอกฉันเดี๋ยวนี้ ทุเรียนของแกสองกองใหญ่นี่แกจะขายเท่าไร ฉันเหมาหมด เร็ว-บอกราคามาแกจะได้รู้จักฉันดีขึ้นกว่านี้"

"เหมาหมด" เจ้าของทุเรียนครางและแหกปากหัวเราะลั่น

เจ้าแห้วหมั่นไส้เต็มทนก็ตวาดลั่น

"อย่าหัวเราะโว้ย เสียงเหมือนนกกระตั้ว หมั่นไส้"

ชายกลางคนหยุดหัวเราะและมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ลุงมีเงินพอที่จะเหมาทุเรียนของฉันหมดนี่เชียวหรือลุง"

"เออซีวะ" ท่านเจ้าคุณตะโกนราวกับช้างร้อง

เจ้าของทุเรียนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ทุเรียนของฉันราว ๔๐๐ ลูก ถ้าลุงเหมาฉันคิด ๑๒,๐๐๐ บาทขาดตัว ลุงเอาไหมล่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะในลำคอ สายตาของท่านที่มองดูเจ้าของทุเรียนนั้นเต็มไปด้วยความชิงชัง

"ตกลง ฉันจะไม่ต่อแกแม้แต่บาทเดียว แกน่ะมีตาเหมือนตาตุ่ม ฉันนี่แหละพลเอกพระยาปัจจนึกพินาศ เป็นยังไง ยืนเซ่อเชียวหรืออ้ายหนู แกรู้จักชื่อเสียงของฉันดีแล้วใช่ไหมล่ะ"

ชาวพระนครที่ยืนจับกลุ่มเลือกซื้อทุเรียนต่างพากันจ้องมองดูท่านเจ้าคุณเป็นตาเดียว เจ้าของร้านทุเรียนเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ และยกมือไหว้ท่านอย่างนอบน้อม

"กรุณาอภัยให้ผมเถอะครับใต้เท้า"

"เสียใจ ฉันอภัยให้เธอไม่ได้ เพราะเธอแสดงกิริยาวาจาดูหมิ่นฉัน เป็นอันว่าฉันตกลงเหมาทุเรียนของเธอทั้งหมดนี่แล้วเป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาทถ้วน ตามที่เธอเสนอราคาต่อฉัน ฮ่ะ ฮ่ะ ฉันซื้อทุเรียนของเธอเพื่อกู้เกียรติของฉันและอยากจะให้บทเรียนเธอ จำไว้ว่าพ่อค้าที่ดีย่อมไม่ดูถูกลูกค้าของตน คนที่เขาไม่มีเงินเขาไม่กล้าไต่ถามราคาทุเรียนของเธอหรอกบอกให้คนของเธอไปตามรถบรรทุกมาให้ฉันสักคัน ราคาเท้าใดไม่ต้องต่อ ฉันจะขนทุเรียนไปบ้านฉันแจกหมาที่บ้านกิน"

พ่อค้าทุเรียนทำหน้าฉงน

"สุนัขที่บ้านใต้เท้ากินทุเรียนด้วยหรือครับ"

"ทำไมจะไม่กิน หมาของฉันกินไม่เลือก ไอสครีม ไส้กรอก ฮ็อดด็อค แซนวิช โอเลี้ยง องุ่น แอ็ปเปิลมันกินทั้งนั้น เร็ว-ใช้ให้คนของเธอไปเรียกรถบรรทุกมาคันหนึ่ง ฉันจะรีบกลับบ้าน"

"ครับผม" แล้วเขาก็หันมาทางคนของเขา "อ้ายมิ่งไปตามรถโกดังขนาดกลางมาให้คันโว้ย เร็วหน่อยนะ บอกเขาว่าท่านเจ้าคุณท่านจ้างขนทุเรียนราว ๔๐๐ ลูกไปส่งบ้านท่านที่กรุงเทพฯ "

คนใช้ของพ่อค้าทุเรียนซึ่งเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์รีบลุกขึ้นเดินไปจากตลาดทุเรียนทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปิดกระเป๋าเอกสารออก หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทมัดหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทออกมาส่งให้เจ้าแห้วถือไว้และรีบปิดกระเป๋าเอกสารทันที เพราะกลัวใครจะเห็นเงินในกระเป๋าเข้า ท่านล้วงกระเป้ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาดึงธนบัตรใบละร้อยบาทออกมา ๒ ปึกเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท

เจ้าแห้วยื่นธนบัตรหมื่นบาทในมือของเขาให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดูแล้วพูดยิ้มๆ

"รับประทานเจ้าคุณให้ผมหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"โธ่-เดี๋ยวพ่อถีบจมกองทุเรียนเลย ไม่ได้ให้แกโว้ย ฝากถือไว้ ส่งมานี่"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย ส่งเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความเสียดาย ท่านเจ้าคุณยื่นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาทให้พ่อค้าทุเรียนในท่าทางภาคภูมิและยิ้มเยาะ

"เอ้า-เอาไป ตรวจนับดูให้ถูกต้อง ฉันไปจากนี่แล้ว ถ้าเงินขาดฉันไม่รับรอง ถ้าเกินเอาไปคืนให้ฉันที่บ้าน"พัชราภรณ์" บางกะปิ"

เจ้าของทุเรียนหรือพ่อค้าบรรดาศักดิ์ประนมมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อมและรับเงิน ๑๒,๐๐๐ บาทมาจากท่าน"

"ขอบพระคุณครับใต้เท้า"

เจ้าคุณค้อนขวับ

"ไม่ต้องมาใต้เท้าเหนือเท้าอะไรหรอก เธอเริ่มต้นด้วยการดูหมิ่นฉันก่อนแล้วจะมายกย่องพินอบพิเทาฉันทำไมกันฉันน่ะไม่ร่ำรวยอะไรนัก แต่ฉันก็มีเงินพอที่จะซื้อจังหวัดนนท์นี้ได้"

"จริงขอรับ ผมทราบมานานแล้วว่าใต้เท้ามีเงินนับล้าน"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋และพูดเสียงแหลมเล็กแต่หนักแน่น "พอแล้ว"

เจ้าแห้วทำตาเขียวกับเจ้าของทุเรียน

"ก่อนจะพูดคำว่าล้านต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อนซีอ้ายน้องชาย เจ้านายอั๊วท่านไม่สมประกอบลื้อก็เห็นอยู่แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปเตะก้นเจ้าแห้วเต็มแรงเสียงดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ช่างอธิบายดีนัก"

เจ้าแห้วยกมือคลำก้นและกลั้นหัวเราะแทบแย่ บรรดาชาวพระนครที่ยืนจับกลุ่มอยู่หน้าร้านพ่อค้าทุเรียนบรรดาศํกดิ์ไม่สามารถจะซื้อทุเรียนที่ร้านนี้ได้เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เหมาหมดแล้ว จึงเลี่ยงไปดูทุเรียนตามร้านอื่น ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วบริเวณตลาดนัดอันเป็นลานกว้าง

ในราว ๑๐.๓๐ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็นำทุเรียนประมาณ ๔๐๐ ผล มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์"

โอลสโมบิลเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าแห้วแล่นนำหน้าพารถบรรทุกขนาดกลางป้ายเลขทะเบียนจังหวัดนนทบุรีคันหนึ่งผ่านประตูรั้วเข้ามาในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลาเดียวกันนี้เองคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาก็พากันออกมาจากห้องโถงอย่างรีบร้อน

"โอ๊ย" นอกรร้องลั่น "พ่อตากันกลายเป็นพ่อค้าทุเรียนไปแล้วโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ ขนมาตั้งคันรถ โอ้โฮ ลาภปากของกันแล้วกำลังนึกอยากกินทุเรียนอยู่ทีเดียว"

โอลสโมบิลเก๋งกับรถบรรทุกโตโยต้าคลานมาหยุดที่หน้าตึกใหญ่

"คุณตาครับ" ร.อ.นพร้องทักเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขณะที่ท่านกับเจ้าแห้วพากันลงมาจากตอนหน้ารถโอลสโมบิลเก๋ง "คุณตาไปเหมาทุเรียนมาจากไหนครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้ทุกๆ คนและตอบลูกชายของนิกร

"เหมามาจากเมืองนนท์โว้ย พ่อค้าทุเรียนมันพูดดูถูกตา นึกว่าตาไม่มีเงินซื้อทุเรียนของมันเลยเหมามาหมดร้าน"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เหมาหมดทั้งร้านหรือครับ เจ้าของร้านเขาก็คงสบายใจเพราะทุเรียนทั้งร้านมีไม่ใช่น้อย ขายทั้งวันก็คงไม่หมดร้าน ที่ตลาดทุเรียนเมืองนนท์มีทุเรียนขายหลายร้านไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเท้าสะเอวมองดูเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ

"เดี๋ยวก็เกิดไล่ถีบกันเท่านั้นเอง"

นิกรกระซิบบอกอาเสี่ยแต่เสียงกระซิบไม่เบาเลย

"อย่าโว้ย หัวล้านบ้าแดดเอาตายเชียวนะอ้ายหงวน พอๆ กับขี้หมาบ้าแดด อากาศกำลังร้อนอย่างนี้อย่าไปกระเซ้าท่าน เห็นไหมเล่านัยน์ตาท่านที่มองดูแกโตเกือบเท่าไข่แมว"

ศาสตราจารย์ดิเรกกับนายพล พล เดินลงบันไดมาที่รถ แล้วพลก็กล่าวกับท่านเจ้าคุณอย่างยิ้มแย้ม

"คุณอาซื้อมาให้พวกเรากินกันหรือครับ"

"เออ วันนี้อาเลี้ยงทุเรียนเต็มที่"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"กินกันทั้งบ้านคนละลูกก็คงเหลืออีกตั้งพะเรอเกวียน"

"ใช่ ทุเรียนตั้ง ๓๙๔ ลูกไม่ใช่น้อย กินไม่หมดพ่อจะขนออกไปขายที่หน้าบ้านเรา ให้ประไพช่วยขายด้วย พ่อเหมามา ๑๒,๐๐๐ บาท เป็นทุเรียนก้านยาวเสีย ๗๐ เปอรเซนต์ นอกนั้นก็ทุเรียนทศกรรฐ์ กระดุมทองและกบลูกใหญ่ๆ กำลังสวย เฉาะกินได้เลย ไว้พรุ่งนี้ก็แฉะหน่อย"

เจ้าแห้วร้องตะโกนเรียกคนสวนสามสี่คนให้มาช่วยกันขนทุเรียนลงจากรถบรรทุก นิกรกับเสี่ยหงวนพาลูกชายสี่สหายลงบันไดมายืนอยู่บนถนนคอนกรีตหน้าตึกใหญ่

ลูกชายของนิกรมองดูเจ้าแห้วกับพวกคนสวนและคนขับรถบรรทุกช่วยกันขนทุเรียนลงมากองไว้ริมถนน และขอบสนามหน้าตึกแล้ว ร.อ.นพก็ทำคอขย้อนยกมือขวาอุดจมูก "อัวะ อ๊วก "

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานและมองดู ร.อ.นพ หลานชายของท่านอย่างแปลกใจ "เจ้ากินทุเรียนไม่เป็นหรอกหรือนพ"

นพหน้าแดง หูแดง นัยน์ตาแดง

"อั๊วะ ไม่ใช่กินไม่เป็นครับคุณตา ที่อ้วกก็เพราะผมอยากกินเต็มฟัดแล้ว อ้วก ไปเอามีโต้มาเฉาะให้กินสักลูกก่อนเถอะโว้ยอ้ายแห้ว อ้วก "

นิกรมองดูลูกชายของเขาอย่างหมั่นไส้

"ลำบากนักก็อย่าแกล้งทำโอ้กอ้ากเลยวะ เดี๋ยวก็จะถีบเข้าให้เท่านั้น"

"ถีบผมก็หลบฉากแล้วบุกเข้าฟันคาราเต้ถูกก้านคอด่อพอดี อั้กเดียวพ่อก็เสร็จผม"

"อือ ดีลูก ขอให้แกมีความสุขความเจริญนะลูกนะ"

พนัสดุนพด้วยเสียงหัวเราะ

"ชักทะลึ่งมากไปแล้วอ้ายนพ พวกเรายืนเฉยอยู่ทำไมวะ ช่วยกันขนทุเรียนลงจากรถเถอะ คนรถเขาจะได้รีบเอารถกลับไปเมืองนนท์"

เพียงครู่เดียวเท่านั้นทุเรียนสวนเกือบ ๔๐๐ ผล ก็ถูกนำลงมากองบนพื้นถนนและในสนามหญ้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ่ายเงิน ๘๐ บาทให้คนขับรถลูกจีนในวัยหนุ่ม ต่อจากนั้นรถบรรทุกโตโยต้าก็แล่นออกไปจากบ้าน"พัชราภรณ์"

สี่นางกับคุณหญิงวาดไปซื้อผ้าและจ่ายของที่ตลาดบางรัก กลับมาบ้านก่อนเที่ยงและได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับคณะพรรคสี่สหายกับลูกชาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ หลังจากนั้นก็มีการเลี้ยงทุเรียนกันอย่างมโหฬารและเรียกเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงเมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เล่ารายละเอียดที่ท่านถูกพ่อค้าทุเรียนบรรดาศักดิ์ดูหมิ่นท่าน ทำให้ต้องเหมาทุเรียนมาหมดร้านคิดเป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่กินอิ่มกว่าผลไม้อื่นๆ ทุกคนกินได้ ๓ เม็ดเป็นอย่างมาก ส่วนนิกรและลูกชายของเขาทำสถิติเท่าเทียมกันคือกินคนละ ๑๐ เม็ด ซึ่งเมื่อกินเสร็จแล้วสองพ่อลูกก็ทำท่าเหมือนกับจะจุกแน่นตาย นันทาแจกทุเรียนให้คนใช้ชายหญิงตลอดจนคนสวนและคนรถคนละผล กลิ่นทุเรียนกระจายไปทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" ทุกคนกินกันคนละครึ่งลูกแล้วก็เก็บเอาไว้ ทุเรียนที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหมามาเป็นทุเรียนที่กำลังสวยเหมาะสำหรับกินวันนี้ เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกคุณหญิงว่าท่านจะเอาทุเรียนที่เหลืออยู่อีกราว ๓๕๐ ผล ไปกองขายที่หน้าบ้าน คุณหญิงวาดก็สนับสนุนและเห็นพ้องด้วย

"ดีค่ะเจ้าคุณ ลองหัดขายทุเรียนดูบ้าง บางทีอาจจะเรียกทุนคืนก็ได้นะคะ ก้านยาวลูกหนึ่งเจ้าคุณอาจจะขายได้ถึง ๗๐ บาทสำหรับลูกใหญ่ ขายเถอะค่ะ ทิ้งเอาไว้พรุ่งนี้และมะรืนนี้ก็เป็นปลาร้าเสียหมด"

"ถ้ายังงั้นผมขายแน่ สักบ่ายสามโมงพอแดดอ่อน ผมจะให้เด็กมันยกเตียงไม้ไปตั้งที่ประตูรั้วหน้าบ้าน" แล้วท่านก็หันมายิ้มให้ลูกสาวคนเล็กของท่านซึ่งเป็นเมียของนิกร "ช่วยพ่อขายหน่อยนะไพ หน่วยก้านท่าทางของแกมันเหมาะที่จะเป็นแม่ค้า"

ประไพยิ้มแป้น

"ตกลงค่ะคุณพ่อ ขายได้เท่าไรแบ่งให้ไพ ๕๐ เปอร์เซนต์นะคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ต้องช่วยโว้ยพ่อขายเองดีกว่า ให้เจ้านพช่วยก็ได้"

ร.อ.นพยิ้มละไม

"ก็ดีซีครับคุณตา ผมช่วยคุณตาเต็มที่ครับ ขายได้เท่าไรผมขอเพียง ๙๐ เปอร์เซนต์เท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"ถ้ายังงั้นตาให้อ้ายแห้วช่วยขายดีกว่า ให้ค่าเหนื่อยมันสัก ๒๐ บาทก็พอแล้ว"

พลมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ และอดหัวเราะไม่ได้

"คุณอาไม่อายเขาหรือครับที่จะออกไปนั่งขายทุเรียน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอียงคออมยิ้ม

"ทำไมอาจะต้องไปอายใคร การค้าขายเป็นอาชีพที่สุจริต ดีซิวะ ใครๆ จะได้โจษขานกันว่าพลเอกพระยาปัจจนึกฯ ขายทุเรียน ไม่ใช่ลงทุนนิดหน่อยนะโว้ยพล เหมาทุเรียนมาหมื่นกว่าแล้ว"

คุณหญิงวาดนึกสนุกขึ้นมาท่านก็กล่าวว่า

"เดี๊ยนจะช่วยเจ้าคุณขายทุเรียนด้วยค่ะ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"พูดดิฉันดีกว่าครับคุณหญิง พูดเดี๊ยนฟังทะแม่งๆ ยังไงชอบกล"

"เดี๊ยนเห็นใครๆ เขาพูดกันนี่คะ พูดดิฉันมันไม่เก๋สู้เดี๊ยนหรือดั๊นไม่ได้ " แล้วคุณหญิงวาดก็หัวเราะชอบใจหันมาทางสี่นาง "พวกเธอสี่คนช่วยเจ้าคุณขายทุเรียนเถอะ ผู้คนในซอยใหญ่และในซอยหลังบ้านเราคงจะแห่กันมาซื้อทุเรียนเราสนุกดี"

ประภาว่า "เอาซีคะคุณอา ภาช่วยเต็มที่ เรื่องค้าขายภาชอบค่ะ"

นวลลออพูดเสริมขึ้นด้วยอารมณ์ขัน "เดี๊ยนก็ชอบค่ะ"

"ปู้โธ่" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีเกิดดัดจริตพูดเดี๊ยนยังงั้นเดี๊ยนยังงี้"

นวลลออหยุดยิ้มทันทีทำตาเขียวกับกิมหงวน

"แล้วมันเรื่องอะไรของเฮียล่ะ รู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงที่ทันสมัย และสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์เขานิยมพูดคำแทนตัวว่าเดี๊ยน เคยดูทีวี.หรือเปล่า รายการสัมภาษณ์ใครต่อใครน่ะ ผู้สัมภาษณ์ที่เป็นผู้หญิงเขาพูดเดี๊ยนหรือดั๊น พิลึก คนอะไรก็ไม่รู้ คว้างขวาง"

เป็นอันว่า คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างเต็มใจช่วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขายทุเรียนที่เหลืออยู่มากมายก่ายกอง พนัสกล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"คุณปู่จะให้ผมกับเพื่อนๆ ช่วยขายไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"พอแล้ว ให้พวกคุณแม่ของพวกแกและคุณย่าช่วยปู่ขายดีกว่า ผู้ชายขายของไม่มีใครเขาอยากซื้อหรอก โดยเฉพาะเจ้ากรกับเจ้านพสองพ่อลูก ถ้าให้มันช่วยขายมันก็คงกินหมด กินไปขายไปต้นทุนหายกำไรวอด"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวนและกล่าวว่า

"หนังสือพิมพ์รู้เข้าคงจะมาถ่ายรูปแน่ๆ แล้วก็ลงข่าวพาดหัวว่า ท่านนายพลเศรษฐีเมืองสุพรรณขายทุเรียน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาตบหน้าลูกเขยจอมทะเล้นของท่านเต็มแรงเสียงดังผัวะ

"นี่แน่ะเศรษฐีเมืองสุพรรณ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที คุณหญิงวาดมองดูศีรษะอันล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บของท่านเจ้าคุณ แล้วท่านก็พูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่เหมือนขุนช้างหรอกโว้ยนิกร ขุนช้างมันมีเครา เจ้าคุณของเราท่านสง่ากว่า ภาคภูมิกว่า "

เสี่ยหงวนพูดต่อเบาๆ "เป็นมันกว่า "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวบอกอาเสี่ย

"เดี๋ยวโดนนะอ้ายหงวน อากาศกำลังร้อนอย่างนี้อย่ายั่วนะโว้ย หาเรื่องอื่นคุยกันไม่ได้หรือวะ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"เรื่องอื่นมันไม่สนุกนี่ครับ"

เสี่ยตี๋ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ความจริงคุณปู่ไม่น่าจะยัวะ คนหัวล้านมีตั้งโกฎิไม่ใช่มีแต่คุณปู่ เท่าที่ผมรู้จักผมเคยล้อเขาไม่เห็นเขาโกรธ เมื่อเขาไม่โกรธก็ไม่มีใครล้อ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแค่นๆ

"แต่ปู่โกรธโว้ย"

นิกรว่า "ถึงโกรธก็ไม่หายเหม็นเขียว"

แล้วนิกรก็ลุกขึ้นวิ่งออกไปจากห้องโถงทางหลังตึก ท่านเจ้าคุณรีบลุกขึ้นไล่กวดไปทันที ร้องตะโกนด่านิกรเสียงลั่นบ้าน

ก่อน ๑๖.๐๐ น วันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่นางก็เริ่มต้นขายทุเรียนที่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" กันอย่างสนุกสนาน ทุเรียนเกือบ ๑๐๐ ลูกวางกองอยู่บนเตียงไม้ระหว่างประตูรั้วบ้าน บรรดาชาวบ้านในซอยใหญ่และซอยเล็กหลังบ้าน"พัชราภรณ์" คือซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ซึ่งล้วนแต่รู้จักคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณ และคุณหญิงวาดกับสี่นางต่างพากันมาซื้อทุเรียนคนละลูกสองลูก การซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคักเรียกว่าจำหน่ายขายดี สี่สหายได้ออกมายืนรวมกลุ่มในฐานะผู้สังเกตการณ์

สี่นางแต่งกายเรียบๆ เพื่อให้เหมาะสมกับที่เป็นแม่ค้า ต่างนุ่งซิ่นไหมสวมเสื้อธรรมดาแบบง่ายๆ แต่ทุกคนผัดหน้าทาปากเขียนคิ้วและเซ็ทผมใส่น้ำหอมหอมฟุ้ง ทาเล็บสีแดงสดสะดุดตา ผู้หญิงยุคปรมาณูนี้ไม่มีวันแก่โดยเฉพาะพวกผู้ดีมีเงินที่ไม่เคยตรากตรำทำงานหนักมีชีวิตอย่างสุขสบาย นันทา นวลลออ ประภา และประไพ สวยเสมอและมีเสน่ห์ที่ทำให้เพศตรงข้ามสนใจ ดังนั้นผู้ชายหลายคนที่มาซื้อทุเรียนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงแสดงท่าทีพออกพอใจสี่นางโดยไม่สนใจว่าพวกคุณผัวยืนคุมเชิงอยู่ทางหลังร้าน ทุเรียนเกือบ ๑๐๐ ผลขายเกลี้ยงชั่วเวลาไม่ถึง ๒ ชั่วโมง เจ้าแห้วกับคนใช้ต่างช่วยกันขนทุเรียนมาอีก

รถเก๋งคันหนึ่งแล่นมาหยุดชิดขอบถนนสุขุมวิทห่างประตูรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" เพียงเล็กน้อย หนุ่มใหญ่วัยกลางคน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับและเป็นเจ้าของรถเก๋งโฮลเด็นเปิดประตูก้าวลงจากรถในท่าทางบอกความเจ้าชู้ประตูดินเต็มตัว เขาแต่งกายแบบสุภาพชนผูกโบว์หูกระต่าย เขาเดินเข้ามาหยุดยืนหน้าร้านทุเรียนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และมองดูนวลลออด้วยความพอใจ ซึ่งชายหนุ่มในวัย ๓๕ ปี ผู้นี้ชอบผู้หญิงที่มีอายุแก่กว่าเขา เขารู้ดีว่าผู้หญิงที่มีอายุมากมีเสน่ห์ดึงดูดใจเขาดีกว่าผู้หญิงสาววัยรุ่นมากมายนัก

ในฐานะที่นวลลออกำลังอยู่ในบทบาทแม่ค้า หล่อนจึงโปรยยิ้มให้เขาและทักทายเขาอย่างอ่อนหวาน

"ซื้อทุเรียนก็เชิญซิคะ"

เจ้าหมอนั่นจ้องมองดูนวลลออจนไม่ยอมกระพริบตา และยืนเบิ่งอยู่หน้าร้าน เขาบอกตัวเองว่าเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงในวัยนี้จะสวยไปกว่านวลลออสวยถูกใจเขาทุกประการ เนื้อหนังก็ยังเต่งตึงไม่เหี่ยวย่น ยิ้มของหล่อนราวกับยิ้มพิมพ์ใจ "แฮ่ะ แฮ่ะ ขายยังไงครับ"

"ก็คุณต้องการลูกไหนล่ะคะ"

เขาก้มลงมองดูกองทุเรียนแล้วชี้มือลงไปที่ทุเรียนก้านยาวผลหนึ่ง

"ลูกนี้ครับ"

"อ๋อ ลูกนี้ ๗๐ บาทค่ะ"

"ยังงั้นก็แพงไปหน่อยครับ"

"ทุเรียนก้านยาวนะคะคุณ" แล้วหล่อนก็หยิบขึ้นมาเปิดฝาเปลือกที่เจาะไว้ให้เขาดูเนื้อทุเรียน "ชมซีคะ กำลังสวยน่ารับประทาน ๗๐ บาทไม่แพงหรอกค่ะ"

"หวานไหมครับ"

"หวานซีคะ ทุเรียนก้านยาวใครๆ ก็ทราบว่ารสของมันดีกว่าทุเรียนชนิดอื่น"

"แต่คงไม่หวานเหมือนเจ้าของนะครับ"

เสี่ยหงวนจุ๊ปากและมองดูเจ้าหนุ่มชีกอด้วยความหมั่นไส้ เขากล่าวกับนิกรเบาๆ ว่า

"ขืนให้เมียกันขายทุเรียนอีกสักสามสี่วัน นวลคงหนีตามใครไปแน่ๆ ดูเมียกูซีวะ ทำตาหวานให้มันเสียด้วย ไม่เคยยิ้มหวานๆ หรือพูดกับกันเพราะหูอย่างนี้เลย ทีผู้ชายอื่นดิ๊กๆๆๆ เดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียทั้งคู่"

เจ้าหมอนั่นตกลงซื้อทุเรียนก้านยาวลูกนั้น เขาส่งธนบัตรใบละร้อยบาทให้นวลลออ

"นี่ครับ กรุณาใส่ถุงให้ผมด้วยนะครับ โอ้โฮ คุณนี่สวยถูกใจผมจังเลย คุณชื่ออะไรครับ"

กิมหงวนร้องขึ้นดังๆ "ตายนะโว้ยเดี๋ยวจะว่าไม่บอก"

จอมเจ้าชู้มองมาทางคณะพรรคสี่สหาย อาเสี่ยยักคิ้วให้

"เมียผมนะคุณ"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะ

"ก็ช่างคุณปะไรล่ะ ผมไม่ถือหรอกครับ"

"อ้าว คุณอยากตายโหงหรือยังไง" แล้วกิมหงวนก็ล้วงกระเป๋าข้างขวาดึงปืนรีวอลเว่อร ๙ มม. ออกมาควงเล่น"

หนุ่มใหญ่แลเห็นปืนก็นัยน์ตาเหลือกเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เมื่อนวลลออส่งถุงกระดาษขนาดหนาซึ่งบรรจุทุเรียนผลนั้นให้เขา เจ้าหนุ่มจอมเจ้าชู้ก็หิ้วถุงทุเรียนเดินกลับไปยังรถของเขาอย่างร้อนรนเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

นวลลออหันมาทางเจ้าแห้ว

"แกช่วยเอาเงินทอน ๓๐ บาทไปให้เขาหน่อยเถอะแห้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานไม่ทันหรอกครับ เขาออกรถแล้วครับ โอ้โฮ ยังกะรถแข่งชิงรางวัลกังปรีซ์"

เสี่ยหงวนเก็บปืนพกเข้ากระเป๋ากางเกงตามเดิม ท่ามกลางความขบขันของเพื่อนเกลอทั้งสาม เขาเดินเข้ามาหานวลลออด้วยความหึงหวง

"เลิกขายทุเรียนได้แล้วนวล กลับขึ้นไปบนตึกเดี๋ยวนี้"

นวลลออหัวเราะเบาๆ

"ถ้านวลไม่เลิกจะมีอะไรเกิดขึ้นคะเฮีย"

เสี่ยหงวนแสยะยิ้ม "อยากตายทั้งกลมเรอะ"

"นวลไม่ได้ท้องนี่คะ จะไปไหนก็ไปเถอะอย่ามายุ่ง นวลมีความสุขที่ได้มาช่วยคุณอาขายทุเรียน ได้รู้จักกับผู้ชายรูปหล่อมากหน้าหลายตา เด็กนักเรียนช่างกลในซอยหลังบ้านเรารูปหล่อถูกใจนวลจังค่ะ เจ้าพระคู้นขอให้ออกมาซื้อทุเรียนอีกใบเถอะ นวลจะให้ฟรี"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"อ้อ---นี่หมายความว่านวลเกิดเสน่หากับเด็กหนุ่มคราวลูก"

"ใช่ค่ะ ก็เหมือนเฮียที่ชอบเด็กสาวคราวลูกเหมือนกัน ถ้ายังไง นวลจะหย่ากับเฮียแล้วไปอยู่กับเด็กนักเรียนช่างกลคนนี้ วัวแก่ทั้งหลายต่างก็ชอบหญ้าอ่อนทั้งนั้นแหละค่ะ"

ชายหนุ่มอายุในวัย ๓๐ ปีคนหนึ่ง เดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้าร้านและมองดูประไพด้วยความพอใจ เขามีรสนิยมแบบเดียวกับจอมเจ้าชู้เจ้าของรถเก๋งคันนั้นคือชอบผู้หญิงที่แก่กว่าเขา แต่ต้องเป็นคนร่างเล็กแบบเดียวกับประไพ

พอสบตากันประไพก็แกล้งทำตาหวาน และยิ้มให้เหมือนกับให้ท่าเขา

"เชิญซิคะ แม่ค้าไทยใจกว้างเป็นกันเองกับผู้ซื้อค่ะ ทุเรียนรสหวานมันกลมกล่อมรับรองว่าไม่ใช่ฝิ่นค่ะ ทุเรียนสวนเมืองนนท์จริงๆ ไม่ใช่ทุเรียนนอกเอาผงซักฟอกละลายน้ำล้างเปลือกแล้วเอาตะไบถูหนามให้สั้นหลอกผู้ซื้อว่าทุเรียนสวน ไทยปลูกไทยขายไทยอุดหนุนไทยค่ะ ทุเรียนของเราราคาเอาเปรียบลูกค้านิดหน่อย ต้องการกี่ลูกคะ สองลูก "

เจ้าหนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ลูกเดียวก็เห็นจะพอครับ ผมเป็นชายโสดอยู่คนเดียวครับ อ้า-ลูกนี้ทุเรียนอะไรครับ"

"ลูกนี้หรือคะ กบค่ะ"

"กบแม่เฒ่าหรือกบตาขำครับ"

"เอ-ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันกบแม่เฒ่า กบตาขำ หรือกบในท้องร่อง ลูกนี้คิด ๓๐ บาทเท่านั้นแหละค่ะ แถมถุงกระดาษใส่ทุเรียนให้คุณหนึ่งใบ ช่วยอุดหนุนหน่อยนะคะ นึกว่าสงสารแม่ม่ายไร้ทางเถอะค่ะ"

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโร "ผัวยืนหัวโด่อยู่นี่ทั้งคนดันบอกได้ว่าเป็นแม่ม่าย"

ประไพหันมาทำตาเขียวกับนิกรและเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่บอกเขายังงั้นหมาที่ไหนจะมาซื้อล่ะ"

"อ้าว" เจ้าหนุ่มรูปหล่อคราง "ยังงั้นผมลาละครับ คุณพูดยังงี้ผมจะซื้อยังไงไหว" พูดจบเขาก็เดินไปจากหน้าร้านทุเรียนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

นายพล พลมองดูอาเสี่ยกับนิกรอย่างขบขัน

"แกสองคนหึงเมียด้วยหรือ"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"เปล่า กันไม่หึงหรอก"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"แต่กันหึงโว้ย"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูอาเสี่ยอย่างเศร้าใจ

"แกหึงหรือการเห็นแก่ตัว แกอยู่กับคุณนวลมาตั้ง ๒๗ ปีแล้ว แกยังไม่เชื่อใจคุณนวลหรือเพื่อน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"เชื่อน่ะเชื่อแต่ไม่ไว้ใจ ซอยตรงข้ามบ้านเราแกคงจะนึกออก ผัวเมียอยู่ร่วมทุกข์สุขกันมา ๕๐ ปี เมียอายุ ๗๐ ขวบ ผัวอายุ ๗๓ เมียหนีตามนักร้องลูกทุ่งไปเมื่อสองสามวันนี้เอง อ้ายหนุ่มอายุ ๒๒ เท่านั้น"

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก

"แต่เมียของเราไม่ใช่ผู้หญิงพันนั้นโว้ย ฉันเห็นแกทำท่าหึงคุณนวลแล้วฉันหมั่นไส้ว่ะ"

"นั่นน่ะซีฉันก็หมั่นไส้ตัวฉันเองเหมือนกัน เฮ้ยๆ ดูอ้ายหมอ อ้ายหนุ่มรูปหล่อใบหน้ารูปไข่จะละเม็ดกำลังจีบเมียแกโว้ย"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ การที่ผู้ชายสนใจเมียเราหรือเกี้ยวพาราสีเมียเราย่อมแสดงเมียเรายังสวยและมีเสน่ห์หรือยังไงอ้ายกร"

นิกรหัวเราะ

"กันก็ว่าอย่างนั้น อยากจะให้เมียกันหนีตามผู้ชายไปเสียรู้แล้วรู้รอด กันจะได้หาเมียใหม่"

ประไพหันมามองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"จริงๆ หรือคะกร พูดอีกคำซีว่าอยากให้ไพหนีตามใครไป ไพจะไปจริงๆ "

นิกรตวาดแว๊ด

"เขาพูดเล่นไม่ใช่เรอะ"

การซื้อขายทุเรียนคงดำเนินต่อไป ลูกค้าผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาซื้อแต่โดยมากเป็นคนรู้จักกันหรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง คุณหญิงวาดมีความชำนาญในเรื่องทุเรียนมาแต่ก่อน ท่านใช้ส่วนแบนของมีดโต้ทุบลูกทุเรียนเบาๆ ท่านก็รู้ว่าทุเรียนใบนั้นสุกหรือยัง กำลังสวยหรือเป็นปลาร้า อย่างไรก็ตามทุเรียนที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซื้อเหมามานั้นล้วนแต่เกือบจะสุกหรือสุกแล้วกำลังกินคือยังสวยอยู่ไม่สุกงอมขนาดที่เรียกว่าเป็นปลาร้า คุณหญิงวาดยังเฉาะทุเรียนได้คล่องแคล่ว นอกจากนี้ท่านได้ช่วยสอนให้สี่นางรู้จักเฉาะทุเรียนหรือเปิดเปลือกทุเรียน เพื่อให้ผู้ซื้อได้ดูเนื้อในของมัน

มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ทุเรียนเกือบ ๔๐๐ ลูกขายหมดในเวลาพลบค่ำพอดี คนที่มีเงินและมีเกียรติทำอะไรมักจะได้ผลเสมอ ผู้ที่มาซื้อทุเรียนโดยมากมักจะมีความเคารพนับถือเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดกับสี่นางอยู่แล้ว คุณหญิงคุณนายหลายคนถึงกับออกมาซื้อด้วยตนเอง คนหนึ่งซื้อห้าหกผลโดยไม่ต่อรองราคา มีการสัพยอกหยอกล้อกันด้วยในระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

ก่อนเวลาอาหารค่ำวันนั้นเอง สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็มาชุมนุมกันอยู่ในห้องที่ตึกใหญ่ คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยกันนับเงินที่ขายทุเรียนได้ ปรากฏว่าได้เงินถึง ๒๕,๐๐๐ บาท เพราะทุเรียนก้านยาวลูกหนึ่งขายไม่ต่ำกว่า ๗๐ บาท ซื้อเหมามาคิดเฉลี่ยแล้วลูกละ ๓๐ บาทเท่านั้น

"โอ้โฮ ผมได้กำไรตั้งหมื่นสามพันเชียวหรือครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดยิ้มให้

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ เราขายแพงกว่าที่อื่นเขา ทุเรียนธรรมดาอย่างกระดุมทองเขาขายกันผลละ ๒๕ บาท เราขายตั้ง ๔๐ บาท แล้วคนซื้อที่รู้จักคุ้นเคยกับเราเขาก็ไม่ต่อ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ผมนึกไม่ถึงว่าจะมีกำไรมากมายเช่นนี้ ผมจะขายทุเรียนต่อไปอีกครับคุณหญิง พรุ่งนี้ผมจะไปเมืองนนท์แต่เช้ามืด รับทุเรียนมาขาย วันหนึ่งกำไรหมื่นห้าพันบาทดีกว่าตั้งบริษัทใหญ่ๆ เสียอีก แม้กระทั่งธนาคารหรือโรงแรมของเราก็ไม่ได้กำไรขนาดนี้ ผมจะเก็บเงินกำไรรวบรวมไว้แล้วแบ่งให้คุณหญิงกับแม่สี่คนนี่เท่าๆ กัน หลังจากหมดหน้าทุเรียนแล้ว ตกลงนะครับคุณหญิง"

"ตกลงค่ะ เดี๊ยนช่วยเจ้าคุณขายเต็มที่"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก "เดี๊ยนอีกแล้ว "

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"อย่าถือสาเลยค่ะเจ้าคุณ ดิฉันไม่ใช่คนธรรมดา ดิฉันเป็นคุณหญิง ยิ่งแก่ตัวก็ยิ่งดัดจริตอยากจะให้ทันสมัยหรือนำสมัย ความจริงดิฉันก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เป็นรองนายกสมาคมสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ เป็นกรรมการและเลขานุการสมาคมเมียหลวงแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการของสมาคม....อ้า "

"ปอเต๊กตึ๊ง" นิกรพูดต่อ

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยงหันมาทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"ใครบอกแกล่ะ"

นิกรหัวเราะหึๆ แล้วหันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสามซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน

"เราสี่คนเข้าหุ้นกันซื้อทุเรียนมาขายบ้างดีไหมเพื่อน เห็นคุณพ่อขายดีมีกำไรชักอิจฉาเสียแล้วซี เข้าหุ้นกันคนละ ๕,๐๐๐ ก็พอแล้วช่วยกันขายได้กำไรเท่าไหร่แบ่งกัน"

"โน" นายพลดิเรกร้องลั่นแล้วหัวเราะ "ไอเป็นด๊อคเตอร์เป็นศาสตราจารย์ และเป็นนายพลโททำไมไอจะต้องขายทุเรียน"

"ปู้โธ่" นิกรอุทาน "เราไม่ได้ขายเป็นอาชีพโว้ย เราขายเล่นสนุกๆ ขายไปกินไป"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน ถ้าคนจนหรือเด็กเล็กๆ มาซื้อเรา เราก็ให้ไปกินฟรีคนละลูกสองลูก ลองดูก็ได้อ้ายกร ขายทุเรียนแข่งกับคุณอา"

นิกรยักคิ้วให้พลซึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายของเขา

"เข้าหุ้นกันวะอ้ายพล หมอมันไม่เอาก็ช่างหัวมันเราสามคนเข้าหุ้นกันคนละ ๕,๐๐๐ บาทก็พอถมไป นั่งขายจนตาแฉะจากเช้าจนค่ำ ถ้ามีกำไรดีเราก็ขายมันเรื่อยไปจนกว่าจะหมดหน้าทุเรียน"

พล.ตรีพลสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละโว้ย กันไม่สนใจในเรื่องนี้แกกับอ้ายหงวนเข้าหุ้นกันก็แล้วกัน"

นิกรหันขวับมาทางอาเสี่ย

"ว่าไงอ้ายหงวน อ้ายพลกับอ้ายหมอเขาไม่เอา แกกับกันหุ้นคนละหมื่นบาท ซื้อทุเรียนสวนเมืองนนท์มาขายแข่งกับคุณพ่อ"

เสี่ยหงวนยื่นมือให้นิกรจับ

"ตกลง เราจะเริ่มขายทุเรียนเมื่อไรล่ะ

"พรุ่งนี้ซีวะ ยกเตียงข้างโรงรถไปตั้งริมทางเท้านอกรั้วหน้าบ้านเรา ใครผ่านไปมาเขาก็คงแวะซื้อเอาไปกินคนละใบสองใบสามใบสี่ใบห้าใบหกใบเจ็ดใบแปดใบ "

"เฮ้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

นันทามองดูนิกรน้องชายร่วมสายโลหิตของหล่อนอย่างหมั่นไส้

"แกอย่าหาเรื่องวุ่นวายไปเลยน่านิกร คุณอาท่านขายเล่นสนุกๆ ปล่อยให้ท่านขายไปคนเดียวเถอะ"

พ.อ.นิกรยิ้มให้พี่สาวของเขา

"ก็ฉันจะขายบ้างเป็นอะไรไปล่ะ ฉันน่ะตระกูลค้าขายเหมือนกันนะ คุณแม่เคยขายผักอยู่ที่ตลาดยอดบางลำพู คุณพ่อเคยทอดปลาท่องโก๋ขายที่ตลาดประตูน้ำ"

นันทาอดหัวเราะไม่ได้

"ทะลึ่ง พ่อฉันเป็นเจ้าคุณพานทองโว้ย และคุณแม่ฉันก็เป็นคุณหญิงไม่เคยหาบกระดอนคอนกระเดื่องอย่างที่แกว่าหรอก"

"เอ-ยังงั้นพี่นันกับฉันก็พ่อแม่เดียวกันน่ะซีนะ แล้วอ้ายหงวนมันลูกใครล่ะพี่นัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ พูดเสริมขึ้นเพื่อสัพยอกเสี่ยหงวน

"ลูกเจ้าสัวกิมเบ๊สิงห์อมควันผู้ยิ่งใหญ่ยังไงล่ะ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใช่ครับ เตี่ยผมสูบฝิ่นจนกระทั่งกลิ่นฝิ่นจับตัวเหม็นเขียว"

ท่านเจ้าคุณหยุดยิ้มทันที

"เดี๋ยวฉันก็จะลุกขึ้นไปเตะปากแกเข้าให้เท่านั้นเอง"

เสียงนาฬิกาใหญ่ในห้องโถงตีกังวาน ๗ ครั้ง บอกเวลา ๑๙.๐๐ น. คุณหญิงวาดกล่าวกับทุกๆ คนว่า

"ถึงเวลากินข้าวแล้วเข้าไปคุยกันในห้องกินข้าวเถอะ พ่อสี่คนคงจะไม่กลับมากินข้าวบ้านเป็นแน่ ลงออกจากบ้านกว่าจะกลับก็ร่วมสองยาม เฮ้อ-กลุ้มใจ เห็นขี่จักรยานยนต์ออกไปจากบ้านทีไรอดเป็นห่วงไม่ได้ พ่อหงวนน่ะอย่าตามใจพ่อนึกนักนะ ใช้เงินเหมือนกับพิมพ์แบ๊งค์ได้เอง"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"ก็มันลูกเศรษฐีนี่ครับ ผมไม่รู้ว่าจะดัดนิสัยมันได้อย่างไร ลูกคนนี้มันระยำเหมือนพ่อไม่มีผิด ผมเมื่อตอนหนุ่มก็ยังงี้แหละครับ ตั้งหน้าถลุงเงินเตี่ยจนกระทั่งเตี่ยเท่งทึง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เพราะถูกแกวางยาพิษ"

เสี่ยหงวนทำคอย่นท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใคร

ตอนสายของวันต่อมา

ริมบาทวิถีด้านนอกรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" กลายเป็นบ้านค้าทุเรียนไปแล้ว เตียงไม้ ๒ เตียงตั้งอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน"พัชราภรณ์" และอยู่ในที่สาธารณะคือทางเท้าที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา ที่ยกเตียงออกมาตั้งก็เพื่อให้ใครๆ ได้มองเห็นร้านขายทุเรียนสวนซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและเสี่ยหงวนได้ออกจากบ้านนั่งรถไปจังหวัดนนท์แต่เช้าตรู่ ท่านเจ้าคุณเหมาทุเรียนมาประมาณ ๓๐๐ ลูก เรียกว่าใบหรือผลก็ได้สุดแล้วแต่จะเรียก สองสหายเหมาทุเรียนมาหนึ่งคันรถบรรทุกเช่นเดียวกัน

พ่อค้าทุเรียนเกิดการปะชันขันแข่งกันแล้ว ฝ่ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีสี่นางและคุณหญิงวาดช่วยขายและมีเจ้าแห้วเป็นผู้จัดการฝ่ายขายคือรับใช้จิปาถะ ฝ่ายนิกรมีนิกรกับกิมหงวนช่วยกันขาย เครื่องอุปกรณ์ในการขายทุเรียนไม่มีอะไรมากนักนอกจากถุงกระดาษสีน้ำตาลขนาดหนา คือถุงปูนซีเมนต์ที่ใช้แล้ว เจ้าแห้วไปซื้อมาจากร้านขายไม้กระดานและเครื่องมือก่อสร้างแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมวิทใกล้ๆ บ้านนั่นเอง นอกจากนี้ก็มีมีดโต้ที่เรียกกันว่ามีดหัวตัดขนาดย่อมสำหรับเฉาะทุเรียน หรือผ่าพูเอกของทุเรียนให้เป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เพื่อมองเห็นเนื้อในของมัน

อย่างไรก็ตาม การขายทุเรียนแทนที่จะคึกคักมีลูกค้าอุ่นหนาฝาคั่งกลับซบเซา เพราะผู้ที่ซื้อทุเรียนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อวานนี้ไม่ได้มาซื้ออีก ทุเรียนไม่ใช่ส้มเขียวหวานหรือมังคุด คนที่มีฐานะชั้นกลางจะซื้อกินบ่อยนักก็ไม่ได้ เนื่องจากราคาของมันดุเดือด เศรษฐีเท่านั้นที่จะกินทุเรียนได้ทุกวัน ส่วนคนจนไม่ต้องพูดถึง เพียงแต่เม็ดทุเรียนก็ไม่มีปัญญาที่จะซื้อกินนอกจากจะมองดูด้วยความอยากกิน แล้วก็นึกแช่งชักหักกระดูกตัวเองที่เกิดมายากจน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่นางและคุณหญิงวาดอยู่ทางด้านซ้ายของประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" เสี่ยหงวนกับนิกรอยู่ทางด้านขวา บนเตียงหรือแผงลอยทั้งสองร้านมีทุเรียนกองอยู่มากมาย และเหนือเตียงนั้นมีร่มผ้าขนาดใหญ่กางป้องกันความร้อนแรงของแสงแดด

เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรยกเตียงออกมาตั้งริมทางเท้าหน้าบ้าน พวกพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ทั้งหลายก็ถือโอกาสวางหาบขายบ้างเป็นแถวยาวเหยียด มีทั้งส้มตำมะละกอ ทอดมันปลา ขนมหวานใส่น้ำแข็ง เต้าหู้ทอด ขนมกุยไช่ขนมผักกาดผัด มะม่วงและผลไม้ต่างๆ หน้าบ้าน"พัชราภรณ์" จึงกลายเป็นตลาดนัดย่อยๆ ไป

นายสิบตำรวจโทแห่งกองตำรวจจราจรคนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาทางหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๐.๐๐ น. เศษ เมื่อแลเห็นหาบเร่และแผงลอยตั้งขายของอย่างทะนงองอาจ เขาก็หยุดรถและก้าวลงมาจากรถตั้งแสตนด์รถให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้ามายังพวกหาบเร่ทั้งหลาย

"ว่ายังไงพี่สาว นึกขลังยังไงขึ้นมาถึงมาวางหาบขายของกันอย่างนี้ อยากจะให้ฉันจับไปโรงพักหรืออย่างไร คนละ ๕๐ บาทนะจะบอกให้"

แม่ค้าขายลาบและส้มตำมะละกอวัยกลางคน รูปร่างอ้วนเตี้ยและคอสั้นเหมือนไหกระเทียมต่อขา ยิ้มให้นายสิบตำรวจโทจราจรและกล่าวว่า

"แผงลอยนั่นเขาตั้งได้ ดั๊นก็วางหาบตั้งขายได้เหมือนกัน หมู่ไปว่าเขาซีคะ รู้หรือเปล่าว่าตาแก่หัวล้านรูปร่างคล้ายดั๊นน่ะคือนายพลเอก พระยาปัจจนึกพินาศ แล้วที่ร้านแผงลอยทางขวามือนั่นเป็นนายพันเอกทั้งคู่"

ส.ต.ท.เฮง สิงหวัฒนาชานุกิจ หันไปมองดูร้านแผงลอยทั้งสองร้าน พอแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งหัวเหน่งอยู่บนเก้าอี้พับหลังร้าน เขาก็ขมวดคิ้วย่นและหันมาพูดเปรยๆ กับแม่ค้าขายลาบว่า "เจ้าคุณขายทุเรียน "

"ค่ะ ท่านบอกพวกเราว่ามีกำไรดี รู้สึกว่าท่านอยู่ว่างๆ ก็ซื้อทุเรียนมาขายเล่นสนุกๆ ค่ะ หมู่จะไล่ดั๊นและเพื่อนหาบเร่ของดั๊นก็ไปไล่เจ้าคุณและนายพันเอกสองคนนั่นก่อนซีคะ คนหนึ่งคือพันเอกนิกร อีกคนคือพันเอกกิมหงวน เมื่อกี้ท่านยังใช้ให้คนของท่านมาซื้อลาบของดั๊น และส้มตำมะละกอไปหลายห่อให้ดั๊นตั้งร้อยบาทสบายแฮไปเลย"

ส.ต.ท.เฮงทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย เขานึกออกแล้วว่าคฤหาสน์ใหญ่หลังนี้คือบ้าน "พัชราภรณ์" ถึงแม้เขาไม่รู้จักคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาก็รู้ดีว่าทุกคนเป็นนายทหารผู้ใหญ่ของกองทัพบก มียศทหารเป็นทหารอากาศและทหารเรือด้วย แต่ละคนประจำอยู่ในกองบัญชาการทหารสูงสุด คือคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์นั่นเองหนังสือพิมพ์เคยลงข่าวและรูปถ่ายบ่อยๆ

อย่างไรก็ดี ส.ต.ท.เฮงจำต้องปฏิบัติหน้าที่ของขาอย่างเคร่งครัด เขาพาตัวเดินไปทางประตูรั้วหน้าบ้าน " พัชราภรณ์" และหยุดยืนหน้าร้านของนิกรกับกิมหงวน อาเสี่ยเห็นเข้าก็ยิ้มให้

"ซื้อทุเรียนหรือหมู่ ไม่ต้องซื้อหรอก อั๊วให้เอาไปกินฟรีหนึ่งลูก จะเอาลูกไหนเลือกเอาไปแต่จืดแกนหรือเป็นปลาร้าไม่รับคืน"

ส.ต.ท.เฮงยิ้มแห้งๆ

"ผู้การให้สินบนผมหรือครับ"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "ไหงพูดยังงี้ล่ะเพื่อน อั๊วให้ด้วยความเสน่หาหรือด้วยไมตรีจิต ทำไมอั๊วจะต้องให้สินบนลื้อในเมื่อเราไม่ได้ทำทุจริตผิดกฎหมายอะไร ลื้อรู้จักอั๊วเหมือนกันหรือนี่"

"ครับ ผมทราบดีว่าผู้การทั้งสองเป็นใคร"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"แล้วตาแก่หัวล้านอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยคนนั้นล่ะ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยง ท่านอยู่ห่างจากสองสหายเพียง ๔ เมตรเท่านั้น

"อ้ายหงวน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ "อยากถูกเตะหรือยังไงวะ ชักทะลึ่งมากไปแล้ว"

ส.ต.ท.เฮง ซึ่งเป็นจราจรที่เฮี๊ยบที่สุดเข้มแข็งที่สุด มองดูอาเสี่ยกับนิกรอย่างเกรงใจแล้วพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ขอความกรุณาครับผู้การ โปรดย้ายร้านเข้าไปในเขตบ้านของท่านเถอะครับ"

พ.อ.นิกรยิ้มให้จราจรหนุ่ม

"ด้วยเหตุดังฤาจึงต้องย้ายเข้าไปในบ้าน อยู่ริมถนนอย่างนี้ใครผ่านไปมาก็มองเห็นเข้าจะได้แวะซื้อทุเรียนของเรา"

"แต่นี่มันถนนหลวงนี่ครับผู้การ"

"ใช่ ถนนหลวงถูกแล้ว ในเมื่ออั๊วเป็นคนของหลวง อั๊วก็มีสิทธิที่จะตั้งแผงลอยขายทุเรียน หรือจะขายตวักตะบวยอะไรก็ได้ ใช่ไหมหมู่ หมู่ก็เป็นคนหลวงเหมือนกัน หมู่จะเดินหรือวิ่งไปตามถนนไหนก็ได้ไม่มีใครเขาว่า จะนั่งตรงไนก็ได้แม้กระทั่งจะนอนเล่นกลางถนน ถ้าหากว่าหมู่ไม่กลัวรถทับลิ้นแลบเหมือนอึ่งอ่าง"

ส.ต.ท.เฮงหัวเราะเบาๆ

"แต่ผู้การตั้งแผงลอยอย่างนี้ผิดเทศบัญญัติและกฎจราจรครับ"

"ฮั่นแน่ หัวหมอเสียด้วย ผิดข้อไหน มาตามเท่าไร บรรทัดที่เท่าใด"

"ว้า ยังงี้ผมไม่ทราบหรอกครับ กรุณายกแผงลอยเข้าไปแค่ระดับประตูบ้านหรือเลยเข้าไปสักนิดหน่อยเถอะครับ"

นิกรเอียงคออมยิ้มและแกล้งยั่วเล่นสนุกๆ

"ถ้าไม่ยกเข้าจะมีอะไรเกิดขึ้นจ๊ะหมู่"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมก็ต้องเชิญผู้การไปโรงพักน่ะซีครับ"

"แล้วถ้าอั๊วไม่ยอมไปล่ะ"

ส.ต.ท.เฮงนิ่งคิดแล้วยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซีครับ ผู้การไม่ยอมไปโรงพักผมก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร"

เสี่ยหงวนหยิบทุเรียนทศกรรฐ์ผลหนึ่งขึ้นมาส่งให้ตำรวจจราจร

"เอาทุเรียนไปกินดีกว่าน้องชาย ใบนี้ชื่อทศกรรฐ์รสชาติอยู่ในเกณฑ์ดีกินแล้วแข็งแรงเหมือนทศกรรฐ์ ถ้าลื้อไม่ชอบกินเอาไปฝากแม่ยายก็ได้"

"โอ๊ย" ส.ต.ท.เฮงร้องเหมือนกับถูกยิง "ฝากให้โง่น่ะซีครับ ผมเกลียดขี้หน้าแม่ยายอย่างเข้าไส้ สาธารณสุขเขาว่ายุงร้ายกว่าเสือแต่แม่ยายผมร้ายกว่ายุงตั้งหลายเท่า ไม่เอาไหนเลยครับ ผมลืมตาดูโลกก็ด่าไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม นอนหลับเสียเมื่อไรก็สงบเงียบ" แล้วเขาก็ชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์เสี่ยหงวนอย่างแข็งแรง "ขอบคุณครับผู้การ ขอบคุณสำหรับทุเรียนใบนี้ครับ" พูดจบก็เอื้อมมือรับทุเรียนมาจากเสี่ยหงวน

จราจรหนุ่มเดินเลยเข้าไปที่ร้านของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งขณะนี้สี่นางกับคุณหญิงวาดกำลังช่วยกันขายทุเรียนให้ลูกค้าสามสี่คนที่เป็นคนต่างถิ่น ส.ต.ท.เฮงยืนอยู่หน้าร้านสักครู่ พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้าเขา เขาก็ยกมือวันทยาหัตถ์

"สวัสดีครับใต้เท้า"

"ว่ายังไงหมู่ มาอุดหนุนซื้อทุเรียนฉันหรือหลานชาย"

"มิได้ครับ ผมมาขอร้องใต้เท้าได้โปรดกรุณายกร้านเข้าไปในเขตบ้านของท่านเถอะครับ ตั้งอย่างนี้มันขีดขวางทางจราจร"

"ฮี้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเสียงเหมือนม้า "เธออย่ามายุ่งในเรื่องของฉันหน่อยเลย จะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันตั้งร้านขายทุเรียนที่หน้าบ้านฉัน ก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน หรือจะจับฉันไปโรงพักก็ว่ามาฉันจะได้เข้าไปแต่งฟอร์มไปกับเธอ"

จราจรหนุ่มทำหน้าเบ้ หิ้วทุเรียนเดินบ่นพึมพำไปจากที่ตรงนั้น และตรงไปที่ป้อมตำรวจยามปากซอยใหญ่ข้างบ้าน"พัชราภรณ์"

ส.ต.ต.ร่างเล็กคนหนึ่งกำลังนั่งฮัมเพลงอยู่ในป้อม เมื่อแลเห็น ส.ต.ท.เฮงเดินมาหยุดยืนหน้าป้อมเขาก็มองดูอย่างตื่นๆ

"มีอะไรที่จะให้ผมช่วยบ้างครับ"

ตำรวจจราจรยิ้มให้ตำรวจเจ้าของท้องที่

"ผมคือสิบตำรวจโทเฮง สิงหวัฒนาชานุกิจครับ คุณช่วยจัดการหน่อยซีคุณ"

"จัดการอะไรครับหมู่"

"ไล่แผงลอยขายทุเรียนสองร้านนั่น ผมจะไล่หาบเร่เหล่านั้นเอง"

ส.ต.ต.ใหญ่ แต่รูปร่างตรงกันข้ามกับชื่อของเขายิ้มแห้งๆ

"หมู่คงไม่ทราบว่าร้านแผงลอยขายทุเรียนร้านแรกนายพลเอก พระยาปัจจนึกพินาศเป็นเจ้าของ อีกร้านหนึ่งเจ้าของเป็นนายพันเอกทั้งคู่และเป็นลูกหลานของท่าน ลูกผม ๕ แม่ยาย ๒ พ่อตา ๑ อย่าให้ผมลำบากเลยครับ หมู่แน่กว่าผมไล่เองดีกว่า"

ส.ต.ท.เฮงฝืนหัวเราะ

"ผมไม่กล้า"

"ผมก็ไม่กล้าเหมือนกัน ขนาดนี้ท่านรู้จักชอบพอกับเจ้านายของเราทั้งนั้น"

"ก็นั่นน่ะซีหมู่ ผมอยู่ป้อมนี้ผมเคยเห็นเจ้านายของเรานั่งรถเข้าไปในบ้าน "พัชราภรณ์" บ่อยๆ นายทหารชั้นนายพลทั้งทหารบก เรือ อากาศไปมาหาสู่ทุกวันอย่ายุ่งกับท่านเลยครับ"

"จริง ผมก็ว่าอย่างนั้น ขนาดนายพลขายทุเรียนก็คงไม่มีใครกล้าว่ากล่าวหรือเอาตัวไปโรงพัก ลาละครับหมู่ ทำงานเป็นเถนตรงนักก็ไม่ดี เมื่ออาทิตย์ก่อนผมจับรถรองอธิบดีใช้โคมไฟไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติ เจ้านายเลยเรียกผมไปชมเชยว่าผมเข้มแข็งดีมาก แต่ไม่รู้จักผู้บังคับบัญชาเลยให้ผมไปนอนในห้องขังเสียสองวัน"

ส.ต.ท.เฮงเดินกลับมาที่รถจักรยานยนต์ของเขา วางทุเรียนไว้บนหลังอานหาเชือกเล็กๆ ผูกติดกับอานให้แน่น ต่อจากนั้นเขาก็ขี่จักรยานคู่ยากของเขาออกตะเวนถนนหลวงต่อไป ตามหน้าที่ของเขาเพื่อควบคุมดูแลนักขับรถทั้งหลาย

การขายทุเรียนคึกคักขึ้นบ้างตอนใกล้เที่ยง สุภาพสตรีวัยกลางคนเจ้าของรถเก๋งคันหนึ่ง จอดรถแวะซื้อทุเรียนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไป ๕ ลูก หลังจากนั้น นิกรกับอาเสี่ยกิมหงวนก็ขายทุเรียนได้ ๕ ลูก เหมือนกันคือขายให้ผู้ที่เดินผ่านมารายละลูกสองลูก

ปอนเตี๊ยคเก๋งคันหนึ่งแล่นมาทางต้นถนนสุขุมวิท พอถึงหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ก็เลี้ยวซ้ายคลานเอื่อยๆ ผ่านประตูรั้วเข้าไปในเขตบ้าน รถคันนี้ขับโดย ร.อ.พนัส พัชราภรณ์ ลูกชายของพล.ต.พล ซึ่ง ร.อ.สมนึกนั่งอยู่ทางซ้าย ส่วน ร.อ.นพ และ ร.อ.ดำรงนั่งอยู่หลังรถ สี่สหายหนุ่มออกจากบ้านไปตั้งแต่ ๗.๐๐ น. ไปเยี่ยมเพื่อนนักเรียนอเมริกามาสองสามรายแล้วก็กลับมาบ้านเพราะนึกอยากกินทุเรียน และทุกคนทราบดีว่าวันนี้นิกรกับเสี่ยหงวนจะขายทุเรียน แข่งขันกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

พนัสขับรถแล่นไปจอดหน้าโรงรถ สี่สหายหนุ่มต่างพากันลงจากรถและเดินย้อนมาทางประตูรั้วหน้าบ้าน เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนแต่งกายเหมือนๆ กัน สวมกางเกงขายาวและเสื้อยืดคอปกแขนสั้นลวดลายทันสมัย ซึ่งเป็นเสื้อจากสหรัฐอเมริกาตัวละ ๒๐๐ กว่าบาท

"อากรกับอาหงวนแย่โว้ย" พนัสพูดยิ้มๆ "สองคนนั่งแมลงวันตอมขา ทุเรียนยังอยู่อีกเยอะแยะร้านคุณปู่คงจะขายดีกว่า พ่อกันกับอาหมอคงจะอยู่บนตึกไม่ได้มาช่วยอากรขายทุเรียน"

ไม่มีใครพูดอะไรอีก สี่สหายหนุ่มผ่านประตูรั้วออกมาและหยุดทักทายกับสี่นางกับคุณหญิงวาด และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพียงเล็กน้อยก็ตรงไปที่ร้านสองสหาย ร.อ.นพยิ้มให้พ่อของเขา

"เป็นยังไงครับพ่อขายดีไหมครับ"

นิกรทำหน้าเบ้

"ขายดีกะผีอะไรล่ะ ตั้งแต่เช้าขายได้ ๘ ใบเท่านั้น แจกฟรีไป ๒ ใบ ยายแก่คนหนึ่งแกเดินผ่านมามองดูกองทุเรียนแล้วก็บ่นว่าอยากกินแต่ไม่มีสตางค์ซื้อ พ่อเลยสงสารให้แกไปสองใบ"

"ดีครับพ่อ ให้คนแก่กินได้กุศล แต่ถ้าพ่ออยากได้บุญกุศลมากๆ ก็ให้ผมกับเพื่อนๆ กินฟรีสัก ๑๐ ใบ รับรองว่ากุศลผลบุญอันนี้จะช่วยให้พ่อมีความสุข ทั้งชาตินี้ชาติหน้า และชาติโน้น"

"อือ แกพูดน่าฟังดีเหมือนกัน แต่ว่า พ่อทำบุญให้ยายแก่คนนั้นคนเดียวพอแล้ว แกอยากกินก็ซื้อซีโว้ย ของซื้อของขายจะมาแดกฟรียังไง"

ร.อ.นพสะดุ้งโหยง

"พูดภาษาไทยโบราณอีกแล้ว พูดกับลูกให้เพราะหูหน่อยซีครับ"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"กูไม่ใช่พ่อสมัยใหม่โว้ย จะได้เรียกลูกว่าคุณและพูดกับลูกเหมือนกับว่าลูกเป็นพ่อ ฉันจะพูดยังไงกับแกก็ได้เพราะแกเป็นลูกฉัน ถึงพวกแกสี่คนก็เหมือนกัน ฉันจะไม่ยกย่องลูกหลานของฉันเป็นอันขาด ต่อให้แกเป็นนายพลฉันก็เรียกแกว่าอ้ายนพ"

"อ้าว ผมก็เอาพ่อขึ้นศาลเท่านั้นในฐานที่ดูหมิ่นผม ถ้าผมเป็นนายพลพ่อจะต้องยืนตรงพูดกับผม เพราะพ่อเป็นพันเอก"

"ถุย กว่าแกจะเป็นนายพลฉันก็เป็นจอมพลแล้ว"

ร.อ. นพหัวเราะก้าก

"ไม่มีทาง ฮิ ฮิ พวกผมนี่แหละพ่ออีกไม่ช้าก็ติดบ่านายพลไปตามกัน เพราะพวกเราสำเร็จมาจากต่างประเทศ หัวนอกต้องก้าวหน้าและไปได้เร็วกว่าหัวใน"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นดังๆ

"ไปห่างๆ หน่อยอ้ายนพ ชักจะหมั่นไส้แล้ว ไปไหนก็ไปกำลังใจคอหงุดหงิดโว้ย ซื้อทุเรียนมาตั้งเยอะแยะขายได้ยังไม่ถึง ๑๐ ใบ"

ร.อ. สมนึกหยิบทุเรียนก้านยาวผลใหญ่ ๒ ผลขึ้นมาจากร้านแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ไปโว้ย ไปกินทุเรียนกันในบ้านดีกว่า"

"อ้ายตี๋" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "วางลงเดี๋ยวนี้ ถ้าแกจะเอาไปกินแกต้องซื้อ"

"นั่นแน่" เสี่ยตี๋ร้องเสียงแหลมและยักคิ้วให้พนัส "ฟังซีวะ เตี่ยกันพูดเป็นคติดีไหม ลูกจะกินทุเรียนของพ่อแต่พ่อจะให้ซื้อ ฟังได้ไหมวะ ฮาป่าเตี่ยกันหน่อยเป็นยังไง"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับสี่สหายหนุ่ม

"เอาซี ใครอยากโดนเตะก็เชิญฮาป่าฉัน มันจะมากไปโว้ย พวกแกน่ะมันลูกหลานฉันทั้งนั้น"

ลูกชายของพลหัวเราะหึๆ

"ขอให้เราไปกินสักสองลูกไม่ได้หรือครับอาหงวน"

"ไม่ได้" อาเสี่ยตวาดแว๊ด

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เวอรี่อัฐิ พวกผมเป็นลูกเป็นหลานก็น่าจะกินฟรี"

"เสียใจ ทุเรียนนี่ฉันกับอ้ายกรเข้าหุ้นกันซื้อมาขาย อุตส่าห์ถ่อไปถึงเมืองนนท์ อยากกินก็ซ้อเอาฉันคิดราคาทุน"

เสี่ยตี๋วางทุเรียนก้านยาวทั้ง ๒ ลูก ลงบนเตียงไม้หรือแผงลอยนั้นเขามองดูคุณเตี่ยของเขาอย่างเคืองๆ

"สองลูกนี่เตี่ยเอาเท่าไหร่บอกมา"

กิมหงวนหันไปทางนิกร

"เท่าไหร่ดีวะอ้ายกร"

นิกรมองดูทุเรียนก้านยาวทั้ง ๒ ใบนั้นแล้วทำปากหมุบหมิบสักครู่จึงยิ้มให้ ร.อ.สมนึก

"สองใบนี่คิด ๑๐๐ บาทก็แล้วกัน คิดเท่าทุนสำหรับลูกหลาน"

"ต่อได้ไหมครับ" พนัสถามยิ้มๆ

เสี่ยหงวนมองดูหน้าลูกชายของพล

"ของซื้อของขายทำไมจะต่อไม่ได้"

ร.อ. นพพูดโพล่งขึ้น

"สองใบนี่ ๒ บาทได้ไหมครับลุง"

นิกรมองดูลูกชายของเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"ทุเรียนนะโว้ยไม่ใช่มังคุดหรือส้มเขียวหวาน บอก ๑๐๐ บาทเสือกต่อ ๒ บาท เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง"

"อ้าว ก็พ่อเคยสอนผมไม่ใช่หรือครับว่าซื้อของต้องต่อรองให้ถึงที่สุด ของบางอย่างพ่อค้าหรือแม่ค้าเขาบอกผ่านราคามาก โดยเฉพาะในเวิ้งนครเขษม หรือแถวริมคลองหลอดจากแพร่งภูธรถึงวัดศิริต้องเอาห้าหาร"

ร.อ.สมนึกโบกมือห้ามนพให้สงบปากเสียง แล้วล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาทออกมาปึกหนึ่ง

"เอาละเตี่ย เป็นอันว่าผมซื้อทุเรียนก้านยาวสองใบนี้ แต่ต้องเฉาะให้ผมดูเนื้อก่อน"

"ได้" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักๆ แล้วหยิบมีดหัวตัดขึ้นมาเฉาะเปลือกทุเรียนตอนพูเอก

เพราะอยากจะอวดลูกหลานว่าตัวเชี่ยวชาญในการเฉาะทุเรียน มีดโต้จึงพลาดไปถูกหัวแม่มือข้างซ้ายของเสี่ย

หงวนค่อนข้างแรงเสียงดังฉึก

โอ๊ย" อาเสี่ยร้องสุดเสียงโยนมีดทิ้งสะบัดมือเร่าๆ "โอย มีดเฉาะเอามือกูเข้าแล้ว อ๋อย "

ร.อ.ดำรงนัยน์ตาเหลือกเดินเข้ามาชิดตัวเสี่ยหงวนแล้วก้มลงเก็บวัตถุชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งขึ้นมาชูอวดอาเสี่ย

"นี่ครับ หัวแม่มือลุง ว้า-แย่เลยนิ้วด้วนเสียแล้ว"

อาเสี่ยแบมือซ้ายตรวจดูนิ้วมือของเขา พอเห็นอยู่ครบถ้วนก็ยิ้มออก แต่หัวแม่มือของเขาถูกมีดโต้เฉาะเป็นทางยาวมีเลือดไหลออกมา"

"นิ้วมือของลุงยังอยู่ครบโว้ยดำรง"

"เอ๊ะ แล้วนี่หัวแม่มือของใครล่ะครับ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"อ้ายบอด นั่นมันเศษไม้รูปลักษณะคล้ายกับหัวแม่มือ แกนี่นัยน์ตาเกือบจะใช้การไม่ได้แล้ว เปลี่ยนแว่นเสียทีเถอะวะให้มันหนากว่านี้" แล้วเสี่ยหงวนก็หันมาทางลูกชายของเขา "ไม่เฉาะให้ดูเนื้อละโว้ย ฟันเอาหัวแม่มือเข้าแล้ว เห็นไหมล่ะ แกจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ตามใจ ๒ ใบนี่คิด ๑๐๐ บาทถ้วนแถมถุงใส่ทุเรียนให้ฟรี"

เสี่ยตี๋อมยิ้ม

"ลำบากนักก็ไม่ต้องแถมถุงหรอกเตี่ย ผมหิ้วไปเองดีกว่า" พูดจบเขาก็ส่งธนบัตรใบละร้อยปึกหนึ่งให้เตี่ยของเขา "นี่ครับค่าทุเรียนก้านสั้น"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ก้านยาวโว้ย"

"ก้านยาวไหงยาวเพียงสี่นิ้วเท่านั้น มันต้องยาวอย่างน้อยสามสี่เมตรซีครับถึงจะเรียกว่าก้านยาว"

"อ๋อ ถ้ายังงั้นต้องเอาไม้ไผ่ติดแทนขั้วทุเรียนโว้ย ทุเรียนเตี่ยแกที่ไหนวะก้านยาวสามสี่เมตร อ้า....ฉันคิด ๑๐๐ บาท ทำไมถึงให้มาตั้ง ๔๐๐"

สมนึกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"อีก ๓๐๐ บาทผมทิปเตี่ยกับอากร แบ่งกันคนละ ๑๕๐ นะครับ"

คราวนี้อาเสี่ยกิมหงวนโกรธจนตัวสั่น เขาร้องตะโกนลั่น

"ฉันเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทย แกวิเศษมาจากไหนวะถึงบังอาจทิปฉัน"

เสี่ยตี๋เค้นหัวเราะ

"เตี่ยจะเป็นมหาเศรษฐีมีเงินสักแค่ไหนผมไม่สนใจ แต่คนอย่างผมร้อยเอกสมนึกมีเงินพอที่จะทิปเตี่ยได้ หรือผมจะฉีกแบ๊งค์ให้เตี่ยดูก็ยังไหว" พูดจบสมนึกก็ฉีกธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วโปรยลงที่หน้าร้านทุเรียนของอาเสี่ยกับนิกร "เห็นไหมครับ ผมมั่งมีขนาดนี้"

"อ้ายตี๋" เสี่ยหงวนพูดเสียงกร้าว "แกน่ะมันกบที่อยู่ในสระเล็กๆ ไม่เคยเห็นแม่ม้ำหรือทะเลเข้าใจว่าสระที่แกอยู่มันใหญ่โตกว้างขวางไม่มีอะไรเปรียบได้ เรื่องฉีกแบ๊งค์น่ะฉันเคยแสดงมามากต่อมากแล้ว แต่แกอาจจะไม่เคยเห็น"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาหลายปึก ปึกหนึ่งเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท เขาฉีกเงิน ๕,๐๐๐ บาทออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วโปรยลงบนพื้นในท่าทางที่บอกให้รู้ว่าเงินจำนวนนี้เป็นเรื่องขี้ผงสำหรับเขา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดและสี่นางกับเจ้าแห้วพากันมองดูเสี่ยหงวนด้วยความตื่นเต้น นวลลออผุดลุกขึ้นวิ่งเข้ามาที่ร้านทุเรียนของสองสหาย แล้วหล่อนก็มองดูอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"เกิดบ้าอะไรขึ้นมาคะเฮียถึงได้ฉีกเงินเล่น"

อาเสี่ยหายใจถี่เร็วเพราะความโมโหเสี่ยตี๋

"ก็นวลเห็นหรือเปล่า อ้ายหนุ่มคนนี้มันอวดเศรษฐีฉีกแบ๊งค์หักหน้าเฮีย เฮียก็ต้องแสดงความเป็นเศรษฐีให้มันดูบ้าง"

นวลลออเอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายหนุ่มคนนี้น่ะมันลูกชายชองเฮียใช่ไหม"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่นนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ใช่"

"แล้วทำไมเฮียถึงฉีกแบ๊งค์เพื่อเอาชนะลูก"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซี เฮียโมโหจนลืมตัวลืมนึกว่าอ้ายนึกเป็นลูกเรา" พูดจบเขาก็หันมาทางลูกชายโทนของเขา "แกมายั่วเตี่ยให้ฉีกแบ๊งค์หักหน้าแกทำไมวะ"

เสี่ยตี๋หัวเราะ

"อ้ายนัสกับอ้ายรงมันไม่เคยเห็นเตี่ยฉีกแบ๊งค์ มันยุผมให้ยั่วเตี่ย ผมก็เลยยอมเสียเงินพันบาทฉีกแบ๊งค์เล่น"

อาเสี่ยยืนทำตาปริบๆ แล้วกวักมือเรียกเจ้าแห้วมาหา เขากล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"แกเก็บเศษแบ๊งค์นี่เอาไปปะใช้เถอะวะ หรือเอาไปแลกที่กระทรวงการคลังก็ได้"

เจ้าแห้วมองดูเศษธนบัตรใบละร้อย ที่เกลื่อนกลาดไปทั่วด้วยความเสียดาย

"รับประทานฉีกเสียละเอียดอย่างนี้นั่งปะจนตาเหล่ห้าคืนยังได้ไม่ครบใบ รับประทานอย่างนี้ปะไม่ได้หรอกครับ"

ลมพัดมาวูบหนึ่ง เศษธนบัตรใบละร้อยบาทปลิวไปไกลเกลื่อนถนนสุขุมวิท ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก้มลงเก็บชิ้นส่วนธนบัตรใบละร้อยบาทขึ้นมาดูแล้ว ต่างก็ลงความเห็นสอดคล้องกันว่าคนที่ฉีกธนบัตรเล่น จะต้องเป็นคนวิกลจริตแน่ๆ

เสี่ยตี๋หิ้วทุเรียนก้านยาว ๒ ใบเดินเข้าไปในบ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว พนัส นพ และศาสตราจารย์ดำรงติดตามมาด้วย

อาหารกลางวันมื้อนั้นลูกชายของสี่สหายร่วมรับประทานกับ พล.ต.พลและศาสตราจารย์ดิเรกเพียง ๒ คนเท่านั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดและสี่นางไม่ยอมเข้ามารับประทานอาหารกลางวันเพราะสนใจกับการขายทุเรียนมากกว่าบรรดาพ่อค้าและแม่ค้าทุเรียน ต่างซื้ออาหารกลางวันกินจากพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่ตั้งหาบอยู่เรียงรายริมรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ตำรวจจราจรหลายคนขี่จักรยานยนต์มาวนเวียนอยู่หลายเที่ยว แต่ไม่มีใครกล้าไล่พวกหาบเร่แผงลอยเหล่านั้น เพราะรู้ว่าพวกพ่อค้าแม่ค้าทุเรียนล้วนแต่เป็นคนสำคัญ เมื่อตำรวจจราจรคนหนึ่งไปรายงานให้สารวัตรใหญ่เจ้าของท้องที่ทราบ นายสิบตำรวจจราจรผู้นั้นกลับถูกสารวัตรใหญ่ดุเอ็ดตะโร

"ลื้อจะให้อั๊วไปจับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาตร์ของกองทัพไทยยังงั้นเรอะ ลื้อไปจับเองซี อย่าไปวุ่นวายกับท่านหน่อยเลยวะ ท่านขายเล่นสนุกๆ วันสองวันก็เลิก"

"แต่พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ถือโอกาส เอาหาบไปตั้งขายกีดขวางการจราจรนี่ครับสารวัตร"

"เถอะน่า ปล่อยเขาเถอะอย่าทำเป็นเถรตรงนักเลย"

เป็นอันว่า ตำรวจจราจรต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ และนี่เองทำให้บาทวิถีหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" มีหาบเร่เพิ่มจำนวนขึ้น และในราว ๑๓.๐๐ น. แม่ค้าขายทุเรียนก็นำทุเรียนมากองขายอย่างเสรีมีจำนวนถึง ๕ เจ้าด้วยกัน ซึ่งแม่ค้าทุเรียนเหล่านี้ขายอยู่ตามซอยเล็กๆ หรืออาศัยขายตามหน้าร้านเครื่องดื่ม บางคนถึงกับยกแผงลอยมาตั้งทุเรียนขายแข่งกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสองสหายเป็นที่ครึกครื้นดี ผู้คนต่างพากันมาซื้ออาหารว่าง ขนมต่างๆ และซื้อทุเรียนเอาไปกิน

อย่างไรก็ตาม การค้าทุเรียนของนิกรกับเสี่ยหงวนสู้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้ ถึงแม้ว่าทุเรียนสวนของท่านเจ้าคุณขายไม่คล่องเหมือนเมื่อวาน แต่ก็พอขายได้บ้างเพราะเมียๆ ของสี่สหายนั่นเองได้ดึงดูดพวกลูกค้าให้มาแวะซื้อ สี่นางของเรายังสวยเสมอและสาวเสมอ นอกจากนี้ยังแต่งตัวสะอาดเรียบร้อยเจรจาเพราะหูเป็นที่ถูกใจลูกค้าทั้งหลาย คิดเฉลี่ยแล้วชั่งโมงหนึ่งขายทุเรียนได้ประมาณ ๒๐ ผลซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีแล้ว ส่วนเสี่ยหงวนกับนิกรคงนั่งแมลงวันตอมขา จนกระทั่งนิกรต้องร้องตะโกนโหวกๆ

"เร่เข้ามาครับ พ่อค้าไทยใจกล้าวันนี้ขายทุเรียนแบบยอมขาดทุนเพื่อต้องการให้ท่านได้กินทุเรียนสวนชั้นดี ก้านยาว ก้านสั้น กำปั่น ทศกรรฐ์ อีรวง อีกบ อีเขียด ขายแบบยอมล่มจมครับ ทุเรียนร้านเราจืดแกนเป็นปลาร้าเป็นปลาเจ่าคืนได้ โปรดอย่าซื้อผิดร้านนะครับ ทุเรียนดีต้องร้านนี้ เราขายด้วยความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาไม่ใช่โกงไปโกงมา"

ประไพชักยัวะขึ้นมาก็ร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"ร้านนี้ทุเรียนดี ถูกกว่า อร่อยกว่า หวานมันกว่า มีคุณภาพดีกว่า เชิญค่ะ เด็กรับประทานได้ผู้ใหญ่รับประทานดี พระเณรตาเถนยายชีรับประทานได้ไม่อาบัติค่ะ ร้านนั้นอย่าซื้อนะคะ ทุเรียนนอกเอาผงซักฟอกล้างเปลือกให้สะอาดแล้วเอาตะไบถูหนามให้สั้นหลอกขายท่านว่าทุเรียนสวนมีแต่เนื้อหุ้มเม็ด ร้านนี้ทุเรียนสวนจริงๆ ค่ะ ทุกใบประทับตราลูกมะอึกเป็นสำคัญ ทุเรียนของเราเป็นทุเรียนสัญญาค่ะ ไม่ใช่ขายปล่อยหลอกเอาเงินท่าน เชิญเจ้าค่ะ เชิญอุดหนุนแม่ค้าไทย วันนี้ขายรุสต๊อคซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง เชิญท่านหิ้วไปบ้านคนละสองลูกไม่ต้องกลัวว่าเราจะย้อมแมวขายท่าน เอาทุเรียนนอกใบละห้าหกบาทมาหลอกขายว่าเป็นทุเรียนสวน ทุเรียนของเรามาจากสวนเมืองนนท์เมื่อเช้านี้เองค่ะ"

นิกรมองดูเมียของเขาอย่างเดือดดาล ประชาชนหญิงชายหลายคนต่างยืนจับกลุ่มอยู่ที่หน้าร้านทุเรียนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกำลังต่อรองราคากัน แต่ร้านของสองสหายไม่มีใครสนใจเลย

"ตีกับเมียเราดีไหมวะอ้ายหงวน ประไพโฆษณาแบบนี้หมาที่ไหนจะมาซื้อทุเรียนเรา หาเรื่องตีกับเมียเราดีกว่า"

"ดีเหมือนกัน แต่ว่าสู้เขาได้เรอะ กันน่ะถ้าให้กันสู้กับคนอื่นก็พอจะสู้ได้ สู้กับเมียกันไม่เอาโว้ย แม่ข่วนหน้าตาแหก ดีไม่ดีถึงกับหยอดน้ำข้าวต้ม"

นิกรจุปาก

"กลัวเมียเสียชาติเกิด เมียจะวิเศษยังไงวะ ตบซ้ายทีขวาที กระโดดตีเข่าลอยสักพลั่ก แล้วฟันด้วยสันมืออีกทีเดียวก็เสร็จเราเท่านั้น

"นั่นน่ะซี แกแสดงให้กันดูหน่อยซี"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่เอาโว้ย ขี้เกียจไปนอนโรงพยาบาล ให้สู้กับสิงโตยังดีกว่าสู้กับเมีย แม้กระทั่งนักมวยยังไม่กล้าสู้เมียนี่หว่า"

สองสหายต่างหัวเราะปลอบใจตัวเอง ก่อนที่ใครจะพูดอะไร นิกรกับอาเสี่ยก็แลเห็นพลกับนายพลดิเรกเดินนำหน้าพาสี่สหายหนุ่มผ่านประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" ออกมาท่ามกลางความร้อนแรงของแสงแดดในเวลา ๑๓.๐๐ น.เศษ ทุกคนพากันมายืนรวมกลุ่มหน้าร้านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณแม่ทานข้าวกลางวันแล้วหรือยังครับ" พล.ต.พลถามคุณหญิงวาดด้วยความเป็นห่วง

คุณหญิงวาดยิ้มให้ลูกชายสุดสวาทของท่าน

"เรียบร้อยแล้วลูก แม่กับเจ้าคุณกินขนมผักกาดผัด แล้วก็แม่สี่คนนี่เขากินขนมจีนน้ำยากัน อ้ายแห้วกินลาบกับส้มตำ"

นายพลดิเรกกล่าวถามพ่อตาของเขา

"ขายดีไหมครับคุณพ่อ"

"แย่หน่อย ไม่เหมือนวานนี้เลย ทุเรียนยังเหลืออยู่ที่เรือนพักคนยามราว ๒๐๐ ลูกเห็นจะได้"

พลยิ้มให้สี่นาง

"กลับเข้าไปพักผ่อนกันเสียบ้างเถอะครับ แดดบ่ายมันร้อนเหลือเกิน วันนี้อุณหภูมิสูงกว่าวานนี้ตั้งสามองศาเซนติเกรด เมื่อกี้ผมดูปรอทขึ้นถึง ๓๘ องศาแล้ว"

นันทาว่า "พวกเราช่วยคุณอาขายทุเรียนสนุกดีค่ะ มีร่มใหญ่กางอยู่แล้วอยู่ริมถนนมีลมพัดโกรกตลอดเวลา ถึงร้อนก็พอทนได้"

นวลลออยิ้มให้พล

"ออกมาช่วยเฮียกับคุณนิกรขายทุเรียนหรือคะคุณพล"

พลหัวเราะ หันไปมองดูสองสหายเสียก่อนจึงตอบนวลลออ

"ไม่ละครับ ผมไม่มีความรู้ความชำนาญในการขายทุเรียนแล้วก็ไม่อยากจะยุ่งกับอ้ายสองคนนั่นด้วย"

ตอนนี้เองอาเสี่ยกิมหงวนได้แหกปากร้องขึ้นดังๆ

"ทุเรียนแม่เอ๊ยร้อนๆ จ้า"

สี่สหายหนุ่มต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน สมนึกกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างขบขัน

"เตี่ยกับอากรคงจะขายทุเรียนต้มว่ะ เตี่ยถึงร้องว่าร้อนๆ จ้า"

พนัสพาเพื่อนเกลอทั้งสามคนตรงไปที่ร้านทุเรียนของสี่สหาย ลูกชายของนิกรยิ้มให้คุณพ่อของเขาแล้วกล่าวถาม

"เป็นยังไงครับพ่อ ไม่มีใครซื้อหรือครับ"

"อือ แย่โว้ย อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีอุตริซื้อทุเรียนมาขาย รู้ยังงี้นอนพักผ่อนอยู่ในบ้านดีกว่า"

ศาสตราจารย์ดำรงมองดูกองทุเรียนบนเตียงไม้ ซึ่งกองสุมกันอยู่มากมายแล้วเขาก็หันมามองดูนิกรกับเสี่ยหงวน

"น้ากรเหมาทุเรียนมาเท่าไรครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"๓๐๐ ลูก ๙,๐๐๐ บาท เฉลี่ยลูกละ ๓๐ บาท แต่ทุเรียนที่เหมามานี้เป็นทุเรียนขนาดใหญ่ทั้งนั้น และเป็นทุเรียนก้านยาวร้อยกว่าลูกซึ่งพอจะขายได้ลูกละ ๕๐ บาทเป็นอย่างต่ำ"

ร.อ.ดำรงพยักหน้ารับทราบ

"เหมาให้ผมเถอะครับ ผมขอซื้อ ๙,๐๐๐ บาทและพวกผมจะช่วยกันขายเอง ผมสงสารน้ากรกับลุงกิมหงวนครับจะได้เข้าไปพักผ่อนในบ้าน ไม่ต้องเสียเวลามานั่งแกร่วหลังขดหลังแข็งเช่นนี้"

นิกรลืมตาโพลง

"แกพูดเล่นๆ หรือพูดจริงวะที่แกขอเหมาทุเรียนของเรา ๙,๐๐๐ บาท ขณะนี้ทุเรียนของเรามีอยู่ประมาณ ๒๘๐ ลูก กองอยู่ที่เรือนคนยาม ๒๐๐ ลูก นอกนั้นอยู่บนเตียงนี่"

ลูกชายของศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ผมพูดจริงๆ ครับน้ากร พวกเราอยากจะขายทุเรียนเล่นสนุกบ้าง ถ้าน้ากรจะขายให้เราผมจะจ่ายเงินสดให้เดี๋ยวนี้"

นิกรหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"ว่าไงอ้ายหงวน ดำรงขอซื้อเหมาทุเรียนของเรา ๙,๐๐๐ บาทเท่าที่เราซื้อมา ขายให้มันเรอะเราจะได้ถอนทุนขึ้นและเลิกวุ่นวายกับเรื่องซื้อขายทุเรียนเสียที"

เสี่ยหงวนตอบโดยไม่ต้องคิด

"เอา ขายก็ขาย กันเบื่อเต็มทนแล้วขี้เกียจพินอบพิเทาเอาอกเอาใจคนซื้อว่ะ บางคนก็เต๊ะท่าดูถูกเราเพราะเข้าใจว่าเราเป็นพ่อค้าหาบเร่แผงลอย ที่มนุษย์ซึ่งอวดอ้างตนว่าเป็นผู้ดีแสดงความรังเกียจเหยียดหยาม ขายโว้ยแต่ต้องจ่ายเป็นเงินสด เช็คไม่เอา"

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น

"เงินสดผมจะเอาที่ไหนล่ะครับลุง เช็คของผมคุณย่าให้ผมเมื่ออาทิตย์ก่อน"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ลูกชายของศาสตราจารย์ดิเรก

"ถ้าเช็คของคุณย่าแกละก้อเชื่อถือได้ ตกลงโว้ย ฉันขายทุเรียนทั้งหมดให้แก"

ร.อ.ดำรงล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออกและดึงเอกสารชิ้นหนึ่งออกมาจากซอกกระเป๋าส่งให้นิกร "นี่ครับ เช็คเงินสดหมื่นบาท น้ากรทอนมาให้ผมพันบาท"

"เออ-ติดไว้ก่อนแล้วจะทอนให้ รับรองว่าฉันไม่โกงแกหรอกเพราะแกเป็นหลานฉัน"

"ได้ครับ เป็นอันว่าทุเรียนของน้ากรและลุงกิมหงวนเป็นของผมแล้วนะครับ"

"ก็ยังงั้นน่ะซี ไปโว้ยอ้ายหงวนหมดเรื่องของเราแล้ว"

สองสหายต่างลุกขึ้นจากเก้าอี้เหล็กหลังร้าน พอนิกรเอื้อมมือคว้าทุเรียนลูกหนึ่ง ร.อ.นพก็เอ็ดตะโร

"อย่าๆ พ่อ วางเสีย เดี๋ยวจะตกเป็นผู้ต้องหาในฐานลักทรัพย์ ทุเรียนของพ่อและของลุงกิมหงวนเป็นสมบัติของพวกเราแล้ว

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ขอเอาไปกินสักลูกไม่ได้หรือวะอ้ายนพ"

"ไม่ได้ครับ ของซื้อของขาย"

"ไม่ได้กูก็จะเอา"

"อ้าว-ผมตะโกนเรียกตำรวจที่ป้อมยามนั่นจริงๆ ด้วยไม่เชื่อก็ลองดู"

"อ้ายทรพี" นิกรกล่าวอย่างเดือดดาล "ฉันเป็นพ่อของแก เป็นผู้ให้กำเนิดแก เลี้ยงแกมาตั้งแต่แกนอนแบเบาะร้องอุแว้ๆ จนกระทั่งเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ขนาดฉันไม่กล้าเตะแกเพราะกลัวว่าแกจะสู้ฉัน ทุเรียนใบเดียวให้พ่อกินฟรีไม่ได้หรือ"

นพยักไหล่แล้วหัวเราะ แกล้งพูดยั่วบิดาของเขาว่า

"อย่าว่าแต่ใบเดียวเลยครับ เม็ดเดียวก็ไม่ได้"

นิกรขบกรามกรอดยกมือชี้หน้า ร.อ.นพ

"ดีแล้วอ้ายนพ ต่อไปนี้อย่ามาขอเงินกูใช้นะ"

นพอมยิ้ม

"กูน่ะหน้าตาเป็นยังไงครับ"

นิกรโกรธจนหน้าเขียวยกมือชี้หน้าอกตัวเอง "นี่โว้ยกู"

"นั่นพ่อนี่ครับไม่ใช่กู อย่ายัวะน่า ของซื้อของขายถ้าพ่ออยากกินก็ซื้อเราซีครับ ผมขายให้ถูกๆ สำหรับพ่อคิดใบละ ๕๐๐ บาทใบใหญ่ใบเล็กราคาเดียวกันเลือกเอาเถอะครับ"

นิกรค้อนปะหลับปละเหลือก

"ทุเรียนพ่อแกน่ะซีใบละ ๕๐๐ ไม่กินก็ได้วะ ถ้าฉันอยากกินฉันไปซื้อที่หาบนั่นก็ได้ แม่ค้าทุเรียนมาตั้งขายอยู่ตั้งหลายหาบ ใบหนึ่งอย่างแพงก็ ๓๐ บาทเท่านั้น"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง พนัส นพ สมนึกและดำรงก็เริ่มต้นขายทุเรียนสวนที่ซื้อเหมาจากอาเสี่ยและนิกร ตอนแรกๆ ไม่มีใครสนใจซื้อทุเรียนของสี่สหายหนุ่ม ร้านของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังขายได้เรื่อยๆ ซึ่งปรากฏว่าคุณหญิงวาดกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยกันขายอย่างเต็มที่ ประไพร้องเรียกลูกค้าตลอดเวลา แต่แล้วเมื่อข่าวแพร่ไปทั่วซอยใหญ่และซอยหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ว่า เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนขายทุเรียนสวนกลายเป็นพ่อค้าบรรดาศักดิ์ หญิงสาวหรือสาวใหญ่ทึมทึกตลอดจนสาววัยรุ่นและจิ๊กกี๋ทั้งหลาย ก็พากันมาซื้อทุเรียนจากลูกชายของสี่สหาย เพื่อหวังจะโชว์ตัวและทอดสะพานรักให้เขา โดยเฉพาะเสี่ยตี๋ของเราซึ่งเป็นลูกชายมหาเศรษฐีหมายเลข ๑ ของประเทศไทย คือเทพบุตรเนื้อหอมหรือเจ้าหนุ่มเนื้อทองมีสาวๆ นับพันคนอยากจะเป็นแฟนของเขา แต่เสี่ยตี๋ไม่เคยสนใจกับใคร นอกจากบางครั้งนึกสนุกขึ้นมาก็ทำชีกอเจ้าชู้ประตูดินคล้ายกับเตี่ยของเขา ส่วนพนัส นพ และศาสตราจารย์ดำรงก็มีผู้หญิงตอมเช่นเดียวกัน ปรากฏว่ามีสาวๆ และไม่สาวปีนรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" มองดูสี่สหายหนุ่มบ่อยๆ บางคนก็ขว้างดอกไม้เข้ามาให้ บ้างก็โบกมือส่งจูบให้หรือโปรยยิ้มอย่างยียวน ทั้งนี้เพราะลูกชายของสี่สหายเป็นนายทหารหนุ่มรูปหล่อมียศเป็นร้อยเอกเท่าๆ กัน และต่างก็เป็นลูกเศรษฐีด้วยกัน

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดและสี่นางต่างนั่งแมลงวันตอมขาบ้างแล้ว สี่สหายหนุ่มขายทุเรียนกันอย่างสนุกสนานถึงกับเจ้าแห้วต้องช่วยอีกคนหนึ่ง คณะพรรคสี่สหายยืนจับกลุ่มอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" และกำลังมองดูลูกๆ ของเขาขายทุเรียนในท่าทีที่มีความสุข

หญิงชราอายุในวัย ๖๕ ขวบ คนหนึ่งยืนอยู่หน้าร้านนานแล้ว คุณยายตั้งใจจะซื้อทุเรียนไปฝากหลานสักลูกหนึ่ง แต่สี่สหายหนุ่มมัวแต่สนใจกับสาววัยรุ่น และพวกจิ๊กกี๋ที่นุ่งกางเกงฟิตเปรียะแนบสนิทเนื้อ คุณยายอดใจอยู่ไม่ไหวก็ส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่นซึ่งเรียกว่าโมโหคนแก่

"พ่อหนุ่ม พ่อหนุ่มจ๋า ทุเรียนร้านนี้น่ะจะขายเฉพาะสาวๆ หรือยังไงจ๊ะพ่อมหาจำเริญ เห็นใจคนแก่บ้างซีโว๊ย ยืนอยู่เกือบชั่วโมงจนขาแข็งแล้ว พวกเธอไม่ได้สนใจกับฉันเลยหรือคนแก่ไม่มีเงิน"

พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงมองดูหญิงชราเป็นตาเดียว ลักษณะท่าทางและการแต่งกายของคุณยายคนนี้บอกให้รู้ว่าเป็นคนทันสมัย ไม่ใช่คนแก่หงำเหงอะหัวโบราณ ร.อ.นพดึงนกหวีดออกมาจากกระเป๋าแล้วเป่าลั่นเสียงดังปรี๊ด

"เดี๋ยวก่อนครับพวกคุณหนูและคุณสาวๆ ทั้งหลาย" นพตะโกนขึ้นดังๆ "กรุณารอคอยสักครู่นะครับ พวกเราจะขายทุเรียนให้คุณยายก่อน"

มีเสียงแจ๋วๆ ของจิ๊กกี๋คนหนึ่งพูดขึ้นทันที

"คนแก่ไปซื้อที่อื่น ร้านนี้สำหรับสาวๆ เอ้า เฮ้ "

เสียงเฮฮาดังขึ้นอย่างครื้นเครง คุณยายค้อนปะหลับปะเหลือก

"คนแก่ก็อยากกินทุเรียนและมีหัวใจเหมือนกันนะเธอพูดอะไรอย่างนี้ พับผ่า ถ้าฉันถอยอายุลงไปอีก ๔๐ ปีเป็นตบกันอุตลุดแน่นอน"

พวกสาวๆ ประมาณ ๒๐ คนแทนที่จะโกรธเคืองกลับหัวเราะกันลั่น ทำให้หญิงชราโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"ขอประทานโทษนะครับคุณยาย" พนัสพูดยิ้มๆ "คุณยายต้องการลูกไหนกรุณาบอกผมครับ"

หญิงชราหน้างอเหมือนม้าหมากรุกชี้มือลงบนทุเรียนลูกหนึ่ง "ลูกนี้ย่ะ"

"คุณยายจะรับทั้งเปลือกด้วยใช่ไหมครับ" เสี่ยตี๋กล่าวกับหญิงชราอย่างเป็นงานเป็นการ

คุณยายทำหน้าฉงน

"เธอพูดยังไงฉันไม่เข้าใจพ่อหลานชาย ทุเรียนที่นี่ไม่ขายทั้งเปลือกหรอกหรือ"

เสี่ยตี๋ยิ้มให้

"ครับ โดยมากผู้ซื้อให้เราแกะให้เอาแต่เนื้อทุเรียนใส่ถุงพลาสติคไป ถ้าเอาเปลือกเราคิดราคาลดให้นิดหน่อยครับ ถ้าเอาไปทั้งลูก คือทั้งเปลือกด้วยราคาก็แพงหน่อย"

"อือ-ชอบกล เกิดจากท้องพ่อท้องแม่จนอายุ ๖๕ ขวบ พึ่งได้พบเห็นวิธีการขายทุเรียนแบบนี้แหละ เอาละ ฉันต้องการแต่เนื้อทุเรียนเท่านั้นและต้องการลูกนี้"

"เอาเม็ดด้วยนะครับ" สมนึกถามยิ้มๆ

คุณยายกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก็เนื้อมันหุ้มเม็ดไม่เอาเม็ดด้วยจะทำยังไงจ๊ะ พ่อหนุ่ม"

เสี่ยตี๋หัวเราะ

"คือมันยังงี้ครับคุณยาย คนซื้อบางคนให้เราเฉาะทุเรียนให้ เขาต้องการแต่เนื้อทุเรียนล้วนๆ เราก็ต้องแกะเอาแต่เนื้อออกห่อถุงพลาสติคให้เขา บริการของเราไม่ใช่บริการชุ่ยๆ นะครับ เราเอาใจและตามใจลูกค้าของเราเสมอ"

"อ๋อ ยังงั้นเรอะ" คุณยายพูดเสียงปรกติและยิ้มออกมาได้ "ฉันต้องการแต่เนื้อทุเรียนเท่านั้นแหละจ้ะ แต่ไม่ต้องแกะเอาเม็ดออก ช่วยปอกให้ฉันและเอาเนื้อทุเรียนห่อไปมันค่อยเบาหน่อยไม่รุ่มร่ามเหมือนเอาไปทั้งลูก แต่เธอยังไม่ได้บอกราคาฉันเลย ลูกนี้เธอจะเอาเท่าไร"

สมนึกหันมามองดูหน้าลูกชายของนิกร

"เอาเท่าไหร่ดีล่ะ เราควรจะลดให้คุณยายเป็นพิเศษ"

นพตอบโดยไม่ต้องคิด

"เอา ๓๐๐ บาทก็แล้วกัน"

หญิงชราอ้าปากหวอ

"หา ทุเรียนตวักตะบวยอะไรกันพ่อมหาจำเริญ ตั้ง ๓๐๐ เชียวเรอะ โอย-ฉันไม่ยัดแล้ว"

ลูกชายของนิกรหัวเราะหน้าเป็นเหมือนกับพ่อของเขา

"๑๐ ใบ ๓๐๐ บาทน่ะไม่แพงนะครับคุณยาย"

หญิงชราทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"อ๋อ ฉันนึกว่าใบเดียวเข้าใจกันไปคนละทางแบบไปไหนมาสามวาสองศอก ฉันต้องการใบเดียวเท่านั้น ใบนี้น่ะเธอจะเอาเท่าไรก็ว่ามา"

ร.อ.นพอมยิ้ม

"ใบนั้นคิด ๓๕ บาทขาดตัวครับ ทุเรียนกระดุมทองรสหวานมันกลมกล่อมจริงๆ นะครับคุณยาย ผมเห็นว่าคุณยายแก่แล้วผมขายให้ในราคาไม่เอาเปรียบคือขายเท่าต้นทุนที่ซื้อมา"

"ยังงั้นเรอะ ขอบใจจ้ะพ่อหลานชาย เมื่อเธอพูดอย่างนี้ฉันก็ชื่นใจเป็นอันว่าฉันไม่ต่อละ ทุเรียนนี่สัญญาหรือเปล่า"

ศาสตราจารย์ดำรงสบตากับหญิงชราเขาก็พูดนอบน้อม

"สัญญาซีครับคุณยาย จืดแกนเป็นปลาร้าเปลี่ยนให้ใหม่"

"ดีมากพ่อหลานชาย ทุเรียนสัญญาใครซื้อไปแล้วก็ต้องมาอุดหนุนอีก ช่วยเฉาะให้หน่อยซีจ๊ะ เอาเนื้อใส่ถุงให้ฉันด้วย"

เสี่ยตี๋ส่งมีดหัวตัดให้หญิงชรา

"คุณยายเฉาะเอาเองเถอะครับ ผมเฉาะไม่เป็น"

"อ้าว-เป็นยังงั้นไป ขายทุเรียนเฉาะไม่เป็นจะขายได้ยังไงกัน ฉันก็เฉาะไม่เป็นเหมือนกัน"

ร.อ.นพเอื้อมมือแย่งมีดมาจากสมนึกแล้วเลื่อนตัวเข้ามาเฉาะทุเรียนลูกนั้นทางก้นของมัน เพราะเฉาะมาหลายลูกจึงเกิดความชำนาญ เมื่อทุเรียนผลนั้นถูกเปิดออกหญิงชราก็ร้องขึ้นดังๆ

"โอ้โฮ เป็นปลาร้าอย่างนี้ฉันไม่เอาหรอก"

ลูกชายของนิกรขมวดคิ้วย่น

"ไม่ใช่ปลาร้าครับคุณยาย อย่างนี้ขนาดปลาเจ่าเท่านั้นเรียกว่ากำลังกิน คุณยายเอาไปไว้ที่บ้านกลิ่นกระจายไปไกลตั้งสองสามกิโล ใครได้กลิ่นก็รู้ว่าคุณยายล่ำซำสามารถซื้อทุเรียนมากินได้"

"ไม่เอา เปลี่ยนให้ฉันใหม่"

สาวสวยวัยรุ่นคนหนึ่งพูดเสริมขึ้นทันที

"คุณยายไม่เอาหนูซื้อเองค่ะ ทุเรียนเจ้านี้ถึงเป็นปลาร้าก็น่ารับประทาน"

นพยักคิ้วให้หญิงชรา

"ได้ยินไหมครับ ลูกค้าของผมแต่ละคนล้วนแต่ตั้งใจมาอุดหนุนพวกเราทั้งนั้น แม้แต่เปลือกทุเรียนยังมีคนมาขอซื้อเรากิโลละ ๕ บาทนะครับ" พูดจบนพก็หันมาทางพนัส "จัดการใส่ถุงให้เธอหน่อยซีโว๊ย มัวแต่ยืนจ้องมองดูอะไรเล่า"

พนัสยิ้มแห้งๆ

"คุณหนูคนนี้นุ่งกางเกงฟิตมองดูแล้วอยากฆ่าตัวตายว่ะ เดินมาไกลๆ เมื่อกี้กันนำว่าแก้ผ้าเสียอีก กางเกงมันแนบสนิทเนื้อแล้วก็สีเนื้อเสียด้วย" แล้วเขาก็กล่าวกับจิ๊กกี๋สาวซึ่งเป็นพ้าทเน่อร์ของไนท์คลับแห่งหนึ่งแถวบางกะปินี่เอง "ลูกนี้ ๕๐ บาทนะครับคุณ"

หล่อนทำตาหวานให้พนัสและพูดฝรั่งอย่างคล่องแคล่ว

"โอ.เค. ค่ะ อิท อิส ชิ้ป"

คุณยายพูดโพล่งขึ้นอย่างโมโห

"ว่ายังไงพ่อคุณ จะเปลี่ยนให้ฉันหรือไม่เปลี่ยน"

เสี่ยตี๋ชักยัวะขึ้นบ้าง

"ไม่เปลี่ยนละครับ ทุเรียนเป็นปลาเจ่าหรือปลาส้มยังไม่ถึงกับเป็นปลาร้าคุณยายจู้จี้เกินไป ไปหาซื้อร้านอื่นเถอะครับ โน่น-แม่ค้าทุเรียนวางหาบอยู่หลายหาบ"

หญิงชราทำปากหมุบหมิบแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปจากที่นั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง ของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

การขายทุเรียนคงดำเนินต่อไป ปรากฏว่าทุเรียนของลูกชายสี่สหายขายดิบขายดีอย่างไม่น่าเชื่อ สาวๆ แย่งกันซื้อคนละลูกสองลูกโดยไม่ยอมต่อราคา ต่างคนต่างอยากจะให้พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงสนใจกับตน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดและสี่นางขายทุเรียนไม่ได้เลย สี่สหายยืนมองดูลูกๆ ของเขาซึ่งอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของพวกสาวๆ ในราวครึ่งชั่วโมงก็พากันกลับเข้าไปในบ้าน คุณหญิงวาดกับสี่นางติดตามเข้าไปด้วยปล่อยให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ที่ร้านทุเรียนตามลำพัง

จนกระทั่ง ๑๕.๓๐ น.

ทุเรียนของลูกชายสี่สหายขายหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือแม้แต่ลูกเดียว ถึงกับต้องขนทุเรียนของท่านเจ้าคุณมาช่วยกันขายให้ท่าน ตอนนี้เองนายพลดิเรกเดินออกมาจากบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างร้อนรนและตรงเข้ามาหาเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

"เฮ้ย-เลิกขายทุเรียนเดี๋ยวนี้ ทุกคนรีบกลับเข้าไปในบ้าน"

ลูกชายของเสี่ยหงวนยิ้มให้

"ด้วยเหตุผลกลใดครับอาหมอ"

นายพลดิเรกชักฉิว

"นี่เป็นคำสั่ง แกสี่คนเลิกขายทุเรียนเดี๋ยวนี้ ท่านรองผู้บัญชาการสูงสุดโทรศัพท์มาให้เราไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองในราว ๑๗.๓๐ น. เพื่อเดินทางไปอุดร"

คราวนี้สี่สหายหนุ่มต่างสนใจทันที

"ไปทำไมครับอาหมอ" ร.อ.พนัสถาม

"ราชการลับเฉพาะบอกไม่ได้ ให้เวลาเตรียมตัวและแต่งตัว ๑๕ นาที เราจะต้องออกจากบ้านเวลา ๑๖.๐๐ น.หรือก่อนหน้านั้น" พูดจบเขาก็เดินเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเรียนให้ท่านทราบ "เตรียมตัวไปอุดรครับคุณพ่อ ท่านรองโทรศัพท์ถึงผม และออกคำสั่งด้วยวาจาให้พวกเรารีบไปอุดร กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินพิเศษไว้ให้พวกเราแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผุดลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวถามนายพลดิเรก

"ที่อุดรมีทุเรียนขายหรือเปล่าวะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ไม่มีหรอกครับ ทางอีสานมีแต่มะม่วง"

"งั้นเรอะ นึกว่ามีสวนทุเรียนไปถึงอุดรพ่อจะได้ถือโอกาสขายทุเรียน" แล้วท่านก็มองไปทางลูกชายของสี่สหาย "เร็วโว้ยอย่าร่ำไร"

สี่สหายหนุ่มกับนายพลดิเรกหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเดินรวมกลุ่มเข้าไปในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างร้อนรน เมื่อทุกคนผ่านพ้นประตูรั้วเข้าไปในบ้าน ตำรวจจราจร ๓ คนก็โผล่ออกจากซอยใหญ่ปราดเข้ามาจับกุมพ่อค้าและแม่ค้าหาบเร่ทันที ในฐานตั้งวางเกะกะขวางทางจราจร.

จบบริบูรณ์