พล นิกร กิมหงวน 215 : โรบินสัน ครูโซ

บทนำ

หมู่เรือแห่งกองเรือปราบเรือดำน้ำ ๓ ลำ ได้เดินทางไปฝึกภาคมีกำหนด ๒ เดือน ออกเดินทางจากหน้ากรมสรรพาวุธทหารเรือที่บางนาเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๑๐ มีกระสุนปืนและอาวุธใต้น้ำหนึ่งในสามของอัตราศึก

เรือปราบเรือดำน้ำแห่ง กปอ. คือ ร.ล. หนุมาน ระวางขับน้ำ ๘๐๐ ตัน ร.ล. องคต ระวางขับน้ำ ๑, ๓๐๐ ตันและ ร.ล. แหลมทอง ระวางขับน้ำ ๒, ๐๐๐ ตัน ซึ่ง พล.ร.ต. จินต์ สุรสิทธิ์ เป็นผู้บังคับหมู่ประจำอยู่ที่ ร.ล. แหลมทอง

หมู่เรือปราบเรือดำน้ำได้แวะเยี่ยมจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส เมื่อทหารเรือทั้งสามลำขึ้นบกก็ได้รับการต้อนรับจากข้าราชการและพ่อค้าประชาชนเป็นอย่างดี หลังจากนั้นหมู่เรือรบแห่งราชนาวีไทยทั้ง ๓ ลำก็เดินทางไปยังสิงคโปร์ แวะเยี่ยมสิงคโปร์เป็นทางการ ออกจากสิงคโปร์ผ่านช่องมะละกาไปปีนัง แวะเยี่ยมปีนังเหมือนเช่นเคย รับน้ำจืด น้ำมันเชื้อเพลิง อาหารสด แล้วเดินทางมุ่งตรงไปยังน่านน้ำไทยในเขตจังหวัดสตูลอันเป็นจุดหมายปลายทาง

คำสั่งยุทธการที่เป็นความลับและท่านนายพลผู้บังคับหมู่เรือได้รับมานั้นปรากฏว่า ให้เรือปราบเรือดำน้ำทั้ง ๓ ลำนี้มาทดลองอาวุธนำวิถีติดหัวรบนิวเคลียร์ในวันที่ ๒๖ กันยายนนี้ ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยจะนำเครื่องบินเฮลิคอบเตอร์บินมาจากกรุงเทพฯ และมาลงที่เกาะตะรุเตาร่วมมือกับทหารประจำเรือปราบเรือดำน้ำทั้ง ๓ ลำ ยิงอาวุธปล่อยจมเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งทางทิศตะวันตกของเกาะตะรุเตา รายละเอียดต่างๆ มีปรากฏอยู่ในคำสั่งยุทธการแล้ว

นายพลดิเรกกับคณะของเขาได้เดินทางโดยเครื่องบิน ฮ. ๓๕ มาลงที่เกาะตะรุเตาใกล้ๆ กับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำที่จอดทอดสมออยู่หน้าเกาะทางทิศตะวันตกของเกาะ ผู้บังคับหมู่เรือและผู้บังคับการเรือปราบเรือดำน้ำทั้ง ๓ ลำ ได้ให้การต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธเป็นอย่างดี จัดที่พักให้บน ร.ล. แหลมทอง และมีการปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะยิงจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์ไปถล่มเกาะเล็กๆ ลูกหนึ่ง

การทดลองอาวุธนำวิถีซึ่งเป็นประดิษฐกรรมของนายพลดิเรกกับลูกชายสร้างขึ้นให้กองทัพเรือได้เริ่มต้นในตอนสายของวันที่ ๒๗ กันยายน เป็นต้นไปคือผลัดกันยิงเป้าหมายเกาะร้างกลางทะเล ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ วันละลำในความควบคุมของนายพลดิเรกและศาสตราจารย์ดำรง

ทางราชการจังหวัดสตูลได้ประกาศห้ามเรือทุกชนิดผ่านหมู่เกาะเหล่านี้ ในระหว่างวันที่ ๒๗ ถึง ๓๐ กันยายน การทดลองอาวุธปล่อยติดหัวรบนิวเคลียร์จึงได้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่ง ผู้บังคับหมู่เรือได้ติดต่อกับกองเรือยุทธการทางบกตลอดเวลา เมื่อเรือปราบเรือดำน้ำทั้ง ๓ ลำ ก็ได้รับคำสั่งให้หยุดพักผ่อน ๑๕ วัน และระหว่างนี้นายพลดิเรกกับลูกชายของเขาจะได้ใช้เวลาอบรมพวกนายทหารเรือให้มีความชำนาญในการใช้อาวุธนำวิถีแบบต่างๆ คือแบบยิงเรือบนผิวน้ำหรือยิงชายฝั่ง แบบยิงเครื่องบิน แบบยิงทำลายเรือดำน้ำ

ตอนสายวันนั้นอากาศแจ่มใส เรือยนตร์ประจำ ร.ล. แหลมทอง ซึ่งบรรทุกคนโดยสารหรือทหารเรือได้ ๒๐ คนทั้งนายท้ายได้แล่นออกมาที่เกาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะตะรุเตาประมาณ ๕ ไมล์ นาวาโท อาภรณ์ ผู้บังคับการเรือได้ติดตามคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธมาด้วย ซึ่งเป็นการมาเที่ยวชมเกาะเท่านั้นเอง

หัวเรือยนตร์แล่นเกยขึ้นมาบนชายหาดเพียงเล็กน้อย เรือยนตร์ลำนี้เป็นเรือท้องแบนกินน้ำตื้น นายพลดิเรกพาเพื่อนเกลอทั้งสามกับนายทหารทั้งสี่คนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วขึ้นจากเรือเหยียบเกาะปูเลาเกาะเล็กๆ เกาะนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ผู้บังคับการ ร.ล. แหลมทอง และจ่าโทนายท้ายเรือยนตร์ติดตามมาด้วย ทุกคนแต่งเครื่องแต่งกายของราชนาวี ซึ่งขณะนี้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างมียศนายทหารเรือตามยศทหารบก

เกาะปูเลามีเนื้อที่ไม่เกิน ๑๐ ตารางไมล์ แต่พื้นที่ส่วนมากเป็นป่าและภูเขา ด้านหน้าเกาะเป็นที่ราบติดต่อกับหาดทรายอันขาวสะอาด เกาะนี้ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย เพราะนอกเกาะเต็มไปด้วยแก่งเกาะโขดหิน เรือที่เข้ามายังเกาะนี้เสี่ยงภัยมาก เว้นแต่เป็นเรือยนตร์ที่กินน้ำตื้นเหมือนอย่างเรือยนตร์ประจำ ร.ล. แหลมทอง ลำนี้ ชาวประมงเคยมาอาศัยอยู่แล้วแต่เรือของเขาชนแก่งเกาะใต้น้ำอับปาง ประกอบทั้งรอบๆ เกาะมีฉลามชุกชุมมาก

"นี่หรือครับเกาะปูเลา" พล.ต. พล กล่าวถามผู้บังคับการเรืออย่างกันเอง

"ครับ ผมคิดว่าท่านนายพลคงจะชอบธรรมชาติอันสวยสดงดงามของเกาะนี้มาก"

พ.อ. กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"สวยและน่าอยู่เหลือเกินครับผู้การ มันทำให้ผมนึกอยากจะเป็นโรบินสัน ครูโซขึ้นมาบ้างแล้วซี"

พ.อ. นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เหมือนใจว่ะ กันก็กำลังคิดเหมือนแก ชีวิตที่สงบเงียบบนเกาะร้างแบบโรบินสัน ครูโซมีความสุขที่สุด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูสองสหายอย่างขบขัน ขณะที่นายทหารหนุ่มทั้งสี่และเจ้าแห้วกำลังไล่จับปูทะเลตามซอกหินที่ชายหาดและร้องเอะอะเอ็ดตะโรอย่างคึกคะนอง

"แกสองคนน่ะหรือจะเป็นโรบินสัน ครูโซ อยู่บนเกาะนี้วันเดียวก็คงเป็นบ้าตาย เพราะความเหงาและขาดความสุขสะดวกสบาย"

นิกรเค้นหัวเราะ

"คุณพ่อยังรู้จักผมน้อยเกินไป ผมชอบธรรมชาติและความสงบเงียบนะครับ ผมไม่ใช่เด็กหนุ่มจะได้ชอบแสงสีและสิ่งเย้ายวน ไนท์คลับ สถานนวดอบอาบ โบว์ลิ่งหรือลานสะเก็ตไม่เหมาะสำหรับผม และอ้าย หงวน"

อาเสี่ยสนับสนุนนิกรทันที

"ใช่ วัยของเรามันเข้าวัยสงบแล้ว รู้จักรักธรรมชาติและเข้าถึงศิลป เราอยู่เกาะปูเลากันสักพักดีไหมวะอ้ายกร"

พล.ต. พลหัวเราะก้าก เขากล่าวกับนาวาโท อาภรณ์ด้วยเสียงหัวเราะ

"ผู้การคิดว่าเพื่อนผมทั้งสองคนจะอยู่บนเกาะนี้ได้ไหมครับ เอาเพียง ๑๐ วัน เท่านั้นไม่ต้องถึงเดือนหรือถึงปี"

ผู้บังคับการ ร.ล. แหลมทอง มองดูสองสหายอย่างเกรงใจแล้วพูดอ้อมแอ้ม

"เห็นจะอยู่ไม่ได้หรอกครับท่านนายพล ตอนนี้เราขึ้นมาบนเกาะตั้ง ๑๒ คน ก็สนุกสนานคึกคักดี ถ้าผู้การกิมหงวนและผู้การนิกรอยู่กันตามลำพัง พอตกค่ำก็คงทนความเงียบเหงาไม่ไหว"

พล.ต. พลพยักหน้าและยิ้มให้

"ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ ไม่มีวิทยุฟัง ไม่มีโทรทัศน์ดู กาแฟก็ไม่มีกินจะอยู่อย่างไร"

อาเสี่ยชักฉิว

"ได้ซีวะ พนันกันสักห้าแสนเอาไหมล่ะ กันกับอ้ายกรจะอยู่บนเกาะนี้และใช้ชีวิตแบบโรบินสัน ครูโซในหนังสืออ่านเล่น ถ้าเราสองคนอยู่ได้ครบ ๑๐ วัน แกต้องจ่ายเงินให้เราห้าแสนเท่ากับรางวัลล๊อตเตอรี่ที่หนึ่ง ถ้าเราอยู่ไม่ได้เราจะจ่ายให้แกห้าแสนเช่นเดียวกัน"

พลลืมตาโพลง

"ตกลงอ้ายหงวน แกพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่นนะ"

"เออซีวะ" แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับนิกร "เอากะมันนะแบ่งเงินกันใช้คนละสองแสนห้าหมื่นชั่วเวลาเพียง ๑๐ วัน เท่านั้น หมู่เรือปราบเรือดำน้ำยังจอดอยู่ที่เกาะตะรุเตาอีก ๑๓ วัน งานที่เราจะต้องทำตอนนี้ก็ไม่มีอะไรหาเงินใช้ดีกว่า"

นิกรยิ้มแป้น

"เอาซี กลัวว่าอ้ายพลมันจะไม่จริงเท่านั้น"

พล.ต. พลเลื่อนตัวเข้ามาและยื่นมือให้นิกรจับ

"ด้วยเกียรติของนายพล แล้วก็กันพูดต่อหน้าผู้บังคับการเรือแหลมทองและพวกเราอีกหลายคนที่จะเป็นพยานเรา เราไม่จำเป็นจะต้องทำสัญญากันหรอกเกี่ยวกับการพนันขันต่อของเรา ถ้าแกสองคนทนอยู่ที่เกาะปูเลาได้ครบ ๑๐ วัน นับแต่วันนี้เป็นต้นไป กลับไปกรุงเทพฯ กันจะจ่ายเช็คให้ห้าแสน แต่ถ้าทนอยู่ไม่ได้แกสองคนก็ต้องจ่ายเงินให้กันคนละสองแสนห้าหมื่นบาท"

นิกรแหกปากหัวเราะลั่น

"แกเสียเงินครึ่งล้านแน่อ้ายพล ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้นะ อยู่ได้แหงๆ "

"เดี๋ยว" นายพลดิเรกขัดขึ้น "อยู่อย่างโรบินสัน ครูโซนะโว้ย ไม่ใช่อยู่อย่างสบายขนเสบียงอาหารขนเหล้าขนเครื่องบำรุงความสุขสบายเอามาไว้บนเกาะ ต้องอยู่แบบโรบินสัน ครูโซจริงๆ "

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"เออ อยู่อย่างนั้นซีวะ กันกับอ้ายกรจะมีปืนลูกซองสำหรับยิงนกคนละกระบอก มีมีดพกคนละเล่ม มีขวานคนละเล่ม หมาหนึ่งตัว แมวหนึ่งตัว เสื้อผ้าพอผลัดเปลี่ยนเพียงสองสามชุด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แกจะเอาหมาแมวที่ไหน"

เสี่ยหงวนตอบโดยไม่ต้องคิด

"ก็หาซื้อจากพวกชาวบ้านบนเกาะตะรุเตาซีครับ แมวและหมามีไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา แล้วเราก็ช่วยจับแพะป่า จับหมูป่าและนกแก้ว"

นาวาโทอาภรณ์พลอยสนุกสนานไปด้วยในการพนันแบบแหวกแนวเช่นนี้ พลขอร้องให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และผู้บังคับการเรือช่วยเป็นพยาน ในที่สุดฝ่ายโรบินสัน ครูโซกับ พล.ต. พลก็ตกลงกันโดยเรียบร้อย

"แกสองคนกินนอนอยู่บนเกาะปูเลา ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป" พลพูดยิ้มๆ

สองสหายสะดุ้งโหยงพร้อมๆ กัน

"ฮ้า" นิกรอุทาน "ต้องไปเอาข้าวของและหาหมาแมวมาก่อนซีโว้ย"

"ไม่ต้อง กันและพวกเรากลับไปเรือจะหามาให้และจะให้จ่าโทย้อยเอาใส่เรือยนตร์มาให้แกครบตามจำนวนข้าวของที่โรบินสัน ครูโซมีใช้"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ยังงั้นก็ได้ เอาเครื่องแต่งกายพลเรือนมาให้กันด้วย กันกับอ้ายกรจะแต่งเครื่องฝึกอย่างนี้อยู่บนเกาะไม่ได้หรอก"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"กันจะให้วิทยุสนามมาเครื่องหนึ่ง ถ้าแกสองคนทนไม่ไหวก็พูดวิทยุติดต่อกับเรา เราจะได้ส่งเรือมารับแต่ห้ามพูดติดต่อเรื่องอื่นซึ่งเราจะไม่ยอมรับฟัง"

"ตกลง" เสี่ยหงวนกับนิกรพูดขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

สี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วพาตัวเดินเข้ามารวมกลุ่ม ร.อ. นพสะบัดมือเร่าๆ เพราะโดนปูทะเลหนีบมิหนำซ้ำมันยังหนีลงทะเลไป ร.อ. สมนึกยิ้มให้บิดาของเขา

"อะไรกันครับเตี่ยเสียงเอะอะกันให้ลั่น"

"เรื่องเล็ก เรามีการเล่นพนันกันนิดหน่อย เตี่ยกับอานิกรของแกพนันกับลุงพลเขาห้าแสน เราสองคนจะอยู่บนเกาะร้างนี้ให้ครบ ๑๐ วัน นับตั้งแต่วันนี้ต่อไป โดยบำเพ็ญชีวิตแบบโรบินสัน ครูโซ ถ้าอยู่ได้ลุงพลของแกก็ต้องจ่ายเงินให้เราครึ่งล้าน ถ้าเราทนอยู่ไม่ไหววิทยุเรียกเรือมารับ เราก็ต้องจ่ายให้ลุงแกห้าแสนเช่นเดียวกัน"

เสี่ยตี๋อ้าปากหวอ

"เตี่ยกับอากรน่ะหรือครับจะเป็นโรบินสัน ครูโซ"

"ทำไมวะ ฉันไม่เข้มแข็งไม่อดทนพอที่จะทำได้อย่างนั้นหรืออ้ายตี๋"

ร.อ. นพพูดเสริมขึ้น

"ลักษณะท่าทางของลุงกิมหงวนไม่ให้นี่ครับ แล้วพ่อผมก็เหมือนโรบินสั้นมากกว่าโรบินสัน"

เสียงหัวเราะของสี่สหายหนุ่มดังขึ้นอย่างครื้นเครง ร.อ. ดำรงกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"อย่าพนันกันอย่างนี้เลยครับลุงกิมหงวน ไม่มีทางเอาชนะลุงพลได้หรอกครับ ลุงกับน้ากรเสียคนละสองแสนห้าหมื่นเปล่าๆ เชื่อผมเถอะ อย่างมากก็อยู่ได้เพียงสองวันเท่านั้นเพราะต้องหาอาหารกินเองไม่ได้มีเสบียงกรังมาด้วย"

อาเสี่ยชักฉิว

"เป็นอะไรไปวะ ปูปลาที่ชายหาดถมเถไป หอยก็มี บนเกาะก็คงมีเต่า ตะพาบน้ำ กระต่ายและสัตว์ป่าเล็กๆ อีกหลายอย่าง เรามีปืนลูกซองคนละกระบอกพอจะล่าสัตว์กินได้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ฉันรู้สึกว่าพวกแกสี่คนมองดูฉันกับอ้ายหงวนอย่างดูหมิ่นและขบขัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะพิสูจน์ตัวของเราให้ทุกคนแลเห็นว่าพันเอกนิกรและพันเอกกิมหงวนทรหดอดทน สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้บนเกาะร้างอย่างสบายตั้ง ๑๐ วัน"

ร.อ. พนัสยิ้มให้นิกร

"อยากเสียเงินให้พ่อผมก็ตามใจเถอะครับ อากรกับอากิมหงวนทนอยู่บนเกาะนี้ตั้ง ๑๐ วัน ไม่ได้แน่"

"ได้ซีวะ" กิมหงวนพูดเสียงหนักแน่น

เจ้าแห้วสบตากับนิกรเขากล่าวถามเบาๆ

"รับประทานให้ผมมาอยู่ปรนนิบัติรับใช้สักคนได้ไหมครับ"

นิกรทำหน้าม่อย

"อ้ายพลมันไม่ยอมน่ะซี มันจะให้เราสองคนอยู่อย่างโรบินสัน ครูโซและกู๊ด ฟรายเดย์ เพียงสองคนเท่านั้น แล้วก็หมากับแมวอีกอย่างละตัว"

ร.อ. นพพูดเสริมขึ้น

"ควรจะเป็นเสือโคร่งอีกตัวหนึ่ง"

พ.อ. นิกรทำคอย่น

"เสือโคร่งเอามาแดกมึงน่ะซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับผู้บังคับการ ร.ล. แหลมทอง ด้วยเสียงหัวเราะ

"ผู้การเสมอข้างไหน"

"กระผมเสมอข้างท่านนายพลพลครับ"

"ฮื่อ ผมก็ว่าอย่างนั้น อย่างเก่งเพียงสามวันอ้ายหงวนหรืออ้ายกรก็ต้องวิทยุเรียกเรือมารับกลับไปเรือ มันอยู่กันเงียบๆ อย่างนี้ไม่ได้หรอก ดูซิ เห็นแต่น้ำกับฟ้า หมู่เรือของเราที่เกาะตะรุเตาก็อยู่ไกลมากเห็นเรือรบสามลำลำเล็กนิดเดียว อยู่บนเกาะปูเลาได้ยินแต่เสียงนกร้องและคลื่นกระทบชายหาด มองไปทางไหนเห็นแต่น้ำจรดขอบฟ้า เป็นผมผมก็อยู่ไม่ได้"

พล.ต. พลยิ้มให้สองสหาย

"พวกเรากลับเกาะตะรุเตานะ แกสองคนเริ่มต้นอยู่นี่ได้แล้ว แล้วกันจะให้จ่าโทย้อยเอาของมาให้ก่อนเที่ยงวันนี้พร้อมด้วยแมวและหมา"

"ตกลง" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักแน่นแล้วยกมือตบบ่านิกรเพื่อนเกลอของเขา "สิบวันเดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วเราก็จะได้เงินใช้คนละสองแสนห้าหมื่น นึกว่าถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งคนละครึ่งใบวะ กินเงินอ้ายพลมันค่อยหวานหน่อย"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ศาสตราจารย์ดิเรกกวาดสายตามองไปรอบๆ เกาะแล้วกล่าวกับผู้บังคับการ ร.ล. แหลมทอง ว่า

"พาผมเที่ยวเกาะนี้สักชั่วโมงเถอะครับ ผมอยากจะได้ภาพวิวงามๆ และพวกเราไว้ไปดูเล่น เกาะนี้สวยจริงๆ น่าเสียดายที่ไม่มีคนอยู่"

"ครับ เรือมันเข้าออกลำบากครับแก่งเกาะใต้น้ำมีมากเหลือเกิน ฉลามก็ชุมครับอาจารย์ เชิญซีครับ ผมจะพาไปชมทางเหนือของเกาะ ตอนกลางเกาะไม่มีอะไรหรอกครับนอกจากป่าและภูเขา"

นิกรกล่าวถามขึ้นทันที

"เสือและช้างบนเกาะนี้มีไหมครับผู้การ"

นาวาโทอาภรณ์หัวเราะเบาๆ

"ไม่มีหรอกครับ เกาะที่จะมีเสือและช้างต้องมีพื้นที่นับหมื่นตารางไมล์ อย่างมากก็มีลิง หมูป่าและกระต่ายป่าครับ แต่มันมาอยู่เกาะนี้ได้อย่างไรผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ผมเคยพาทหารเรือมาล่าหมูป่าบนเกาะนี้เมื่อสามสี่ปีที่แล้วมาสนุกดีเหมือนกันครับ ได้หมูป่าหลายตัวเอาไปชำแหละแช่ตู้เย็นไว้กินกันในเรือได้หลายมื้อ"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธกับผู้บังคับการ ร.ล. แหลมทอง และจ่าทหารเรือซึ่งทำหน้าที่เป็นนายท้ายเรือยนตร์ต่างพากันเดินรวมกลุ่มไปทางด้านเหนือของเกาะปูเลาซึ่งมีธรรมชาติอันสวยงาม แลเห็นผาบนยอดเขากลางเกาะแลตระหง่าน เสี่ยหงวนกับนิกรพยายามสำรวจภูมิประเทศเพราะจะต้องพักอาศัยกินนอนอยู่บนเกาะนี้ถึง ๑๐ วัน อย่างไรก็ตามสองสหายไม่รู้สึกวิตกเป็นทุกข์อะไร เมื่อแลเห็นต้นไม้ในป่ามีกิ่งใบเขียวชอุ่มและนาวาโทอาภรณ์บอกว่ากลางเกาะมีบ่อหินธรรมชาติขนาดใหญ่คล้ายกับสระน้ำ มีน้ำฝนอยู่ตลอดปี ฝนตกลงมาจากยอดเขาไหลมารวมกันในแอ่งหินนั้น

ก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. เล็กน้อย เรือยนตร์ประจำ ร.ล. แหลมทอง ก็พาผู้บังคับการเรือ จ.ท. ย้อย พล.ต. พล ศาสตราจารย์ดิเรก ลูกชายของสี่สหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไปจากเกาะปูเลาทิ้งโรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนไว้บนเกาะร้างเริ่มต้นบำเพ็ญชีวิตแบบ โรบินสัน ครูโซ ในนวนิยายลือชื่อ

เรือยนตร์ลำนั้นกลับมาที่เกาะปูเลาอีกก่อนเที่ยง นำเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้มาให้สองสหาย มีปืนลูกซอง ๒ กระบอก กระสุนหนึ่งกล่อง ๕๐ นัด ขวาน ๒ เล่ม มีดพกขนาดใหญ่ ๒ เล่ม นอกจากนี้ก็มีของใช้บางอย่างเท่าที่จำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ไม่มีเสบียงอาหาร ไม่มียารักษาโรค แม้กระทั่งบุหรี่ซิกาแร๊ตหรือเครื่องดื่ม มีวิทยุแบบสนามมาให้เครื่องหนึ่ง

จ.ท. ย้อยได้ขนข้าวของในเรือขึ้นมากองไว้บนชายหาด เสี่ยหงวนกับนิกรยืนมองดูและเริ่มเสียขวัญบ้างแล้ว เมื่อนึกว่าทั้งสองจะถูกทอดทิ้งไว้เดียวดายบนเกาะปูเลาเป็นเวลา ๑๐ วัน จ.ท.ร่างใหญ่อุ้มสุนัขแบบพันธุ์ไทยตัวหนึ่งและแมวดำอีกตัวหนึ่งขึ้นมาจากเรือด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเพราะแดดกำลังร้อนจัด เมื่อเขาปล่อยหมาและแมวลงบนพื้นทราย สุนัขสีขาวปนน้ำตาลของชาวเกาะตะรุเตาก็วิ่งเล่นตามชายหาดอย่างคึกคะนอง ส่วนแมวดำยืนเซ่ออยู่สักครู่ก็เดินเข้าไปในพุ่มไม้แห่งหนึ่ง

"ไม่มีอาหารกลางวันมาให้เราหรอกหรือจ่า" นิกรถามด้วยความรู้สึกหิวท้องร้องจ๊อกๆ

จ.ท. ย้อยชิดเท้าตรงยกมือวันทยหัตถ์

"ท่านนายพลบอกว่าไม่ต้องเอามาครับ ท่านว่าโรบินสัน ครูโซ ต้องรู้จักหาอาหารบนเกาะกินเอง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"อ้ายพลแกล้งเราเพราะเป็นทีของมันแล้ว แต่ว่าเราจะต้องวิตกอะไรวะ ประเดี๋ยวเราช่วยกันยิงไก่ป่าสักสามสี่ตัวย่างกินก็ได้"

จ.ท. ย้อยพูดเสริมขึ้น

"เสร็จธุระแล้วกระผมจะกลับเรือละครับ"

"เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนจ่าย้อย อั๊วจะถามอะไรสักหน่อย ลื้อเคยขึ้นมาเที่ยวเกาะปูเลากี่ครั้งแล้ว"

"หลายครั้งแล้วครับ เมื่อปีกลายนี้ผมก็มาและขึ้นเที่ยวเกาะปูเลาครับ"

"งั้นเรอะ ช่วยบอกอั๊วหน่อยเถอะจ่า อันตรายจากสัตว์ป่าบนเกาะนี้มีบ้างไหม จากประสบการของลื้อหรือเท่าที่ลื้อเคยได้ยินได้ฟังมา เอามือลงเถอะไม่ต้องวันทยหัตถ์หรอกเมื่อยมือเปล่าๆ " กิมหงวนพูดยิ้มๆ

จ.ท. ย้อยลดมือลง เขามองดูนิกรกับกิมหงวนด้วยความเป็นห่วง

"สัตว์ป่าบนเกาะนี้ เท่าที่ผมเคยเห็นก็ไม่มีสัตว์ที่ดุร้ายอะไรนี่ครับ มีแต่ลิง ไก่ป่า กระต่าย นกและเต่า ตะพาบน้ำ แต่ต้นกลแกอยู่เรือมานานแล้วตั้งแต่เป็นพันจ่า แกยืนยันว่าบนเกาะปูเลาตอนกลางคืนน่ากลัวเฉพาะตอนหัวค่ำมีงูเห่าและงูจงอางชุกชุม เป็นเวลาที่มันออกหากินครับ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"พูดอีกทีซิจ่าได้ยินไม่ถนัด งูอะไรนะ งูเขียวแล้วก็ "

จ.ท. ย้อยหัวเราะหึๆ

"อ้ายเห่ากับจงอางครับ ไหงผู้การได้ยินเป็นงูเขียวไปได้"

อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือกหันมามองดูนิกรอย่างหวาดๆ

"ทำยังไงดีล่ะอ้ายกร"

นิกรฝืนยิ้ม

"ก็ไม่น่ากลัวอะไร เราหาฟืนมาก่อไฟเข้ารอบที่พักของเรา งูหรือสัตว์ทุกชนิดมันกลัวไฟมันไม่กล้าเข้ามาใกล้เราหรอก"

จ่าโทร่างใหญ่เห็นพ้องด้วย

"ใช่ครับ สัตว์มันกลัวไฟครับ ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือช้าง แต่ว่า ผีมันไม่กลัวครับ ผมเรียนให้ผู้การทราบเสียก่อน"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"หา ว่ายังไงนะจ่า มีเรื่องผีเกี่ยวข้องกับอั๊วด้วยหรือ"

"ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะครับ พวกทหารเรือรุ่นเก่าๆ ทราบดีว่า เกาะปูเลามีผีปีศาจดุร้ายที่สุด ชาวประมงมาอาศัยอยู่ได้ไม่กี่วันก็ต้องพาครอบครัวหนีไปจากที่นี่ ไม่ใช่เพราะรอบเกาะมีแก่งเกาะหินโสโครกใต้น้ำหรอกครับผู้การ ประวัติเดิมเมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีที่แล้วมานี้ พวกประมงไทยอิสลามบนเกาะนี้เกิดโรคระบาดล้มตายหมด ถึงกับต้องเผาหมู่บ้านทิ้งและคนที่รอดตายต้องอพยพไป ผีปีศาจบนเกาะนี้จึงดุร้าย ตอนกลางคืนเรืออยู่ห่างจากเกาะนี้ตั้งไมล์ยังได้ยินเสียงร้องโอดครวญโหยหวนเลยครับ"

นิกรจุ๊ปาก มองดู จ.ท. ย้อยอย่างเดือดดาล

"แล้วเสือกเล่าให้เราฟังทำไมวะ"

"อ้าว-ผู้การกลัวผีเหมือนกันหรือครับ"

"ไม่ใช่กลัวเหมือนกัน กลัวขนาดเห็นแล้วชักดิ้นชักงอเลย เล่นกับผีไหวหรือจ่า" แล้วนิกรก็หันมาทางอาเสี่ย "ยอมเสียเงินคนละสองแสนห้าหมื่นให้อ้ายพลมันเถอะวะ ขืนอยู่บนเกาะนี้ถ้าไม่ตายก็จับไข้หัวโกร๋น"

พ.อ. กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ เงินน่ะไม่เสียดายหรอก แต่การยอมแพ้อ้ายพลง่ายๆ แบบกาตาแววเห็นธนู เสียเกียรติและเสียเหลี่ยมลูกผู้ชายโว้ย ผีก็ผีไม่ต้องกลัว ถ้ามันหลอกเรากันไล่เตะมันเอง"

"โอ้โฮ" นิกรคราง "ขนาดไล่เตะผีเชียวรึอ้ายหงวน"

"เออซีวะ ผีมันกลัวคนจริงหรือคนบ้าๆ บอๆ อย่ากันรู้ไหม ถ้าเรากลัวมันก็ยิ่งหลอกเรา ผีสางแม่นางโกงเรียงหน้าเข้ามาเถอะวะ กูฟันด้วยคาราเต้ เตะกราดซ้ายขวาแบบมวยไทย กระโจนเข้าตีเข่าลอยกระแทกด้วยศอกสั้นแล้วจับทุ่มแบบยูโด เท่านี้ผีก็ร้องเอ๋งวิ่งหางจุกตูดไม่รู้ทางไป" แล้วเขาก็หันมาพยักหน้าให้ จ.ท. ย้อย "ลื้อเอาเรือกลับไปได้แล้วย้อย เรียนท่านนายพลด้วยว่าครบสิบวันแล้วให้มารับเรา"

จ.ท. ย้อยชิดเท้าตรงยกมือขึ้นวันทยหัตถ์อย่างแข็งแรง

"สวัสดีครับขอให้ผู้การทั้งสองจงแคล้วคลาดภยันตรายและปลอดภัยนะครับ ผู้การระวังผีทะเลไว้บ้างนะครับ"

นิกรตวาดลั่น

"ไปให้พ้น ปู้โธ่-อ้ายเรายิ่งปอดแหกเสือกพูดทำลายขวัญ ประเดี๋ยวอั๊ววิทยุฟ้องผู้บังคับหมู่เรือเลยพับผ่า"

จ.ท. ย้อยเดินหัวเราะหึๆ กลับไปลงเรือยนตร์ของเขา แล้วติดเครื่องยนตร์บังคับเรือยนต์ท้องแบนถอยหลังออกจากชายหาด เลี้ยวกลับลำแล่นบ่ายหน้าตรงไปยังเกาะตะรุเตาซึ่งแลเห็นหมู่เรือรบ ๓ ลำ จอดอยู่ไกลลิบขอบฟ้า

นิกรกับกิมหงวนกลายเป็นโรบินสัน ครูโซ แห่งเกาะปูเลาไปแล้ว

อาหารกลางวันที่ผ่านมาคือนกกินปลาตัวเล็กๆ หนึ่งตัวที่นิกรยิงได้ด้วยปืนลูกซองย่างแบ่งกันกินคนละครึ่งตัว เสี่ยหงวนบุกเข้าไปในป่าได้กล้วยสุกมาเครือหนึ่ง แต่ก็ปรากฏว่าเป็นกล้วยตานีมีเม็ดถึง ๙๐ เปอรเซนต์ จึงกินได้เพียงคนละหนึ่งใบเพราะกลัวว่าท้องผูกจะยุ่ง

บ่ายวันนั้นเองสองสหายจึงพากันตัดไม้ในป่าซึ่งมีอยู่มากมายเอามาสร้างเป็นกระท่อมแบบเพิงหมาแหงนด้วยฝีมือหยาบๆ ตอนแรกก็คึกคักเข้มแข็งดี พอเหนื่อยเข้าต่างก็เกี่ยงกันทำงานและเริ่มต้นเป็นปากเสียงกันเกือบจะฟันกันด้วยขวาน

"กูเหนื่อยจนสายตัวขาดไปหลายเส้นแล้วโว้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "แกนั่งชี้นิ้วอยู่ชั่วโมงกว่าแล้ว เห็นไหม เสาและหลังคาเสร็จเพราะกัน แกไปหาไม้ไผ่มาผ่าทำฝากระท่อมเถอะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"อยู่ชั่วคราวเพียง ๑๐ วันเท่านั้นไม่จำเป็นต้องมีฝาก็ได้ มีแต่หลังคากันแดดกันลมกันน้ำค้างก็พอแล้ว จะเอาดีอะไรหนักหนาโว้ย"

"เอา-เมื่อจะอยู่กันอย่างเฮงๆ ซวยๆ ก็ตามใจ แต่ว่าเราจะนอนกันบนพื้นดินอย่างนี้น่ะหรือ อย่างน้อยเราควรจะมีที่นอนยางฟองน้ำคนละหลัง"

นิกรหัวเราะหึๆ

"นั่นมันเศรษฐีไม่ใช่โรบินสัน ครูโซ เราต้องค่อยทำค่อยไป คืนนี้หาหญ้าแห้งมาปูนอนไปก่อนสักคืน พรุ่งนี้หากกมาสานเป็นเสื่อคลุมหญ้าแห้ง เรื่องเครื่องนอนไม่สำคัญโว้ย กระท่อมหลังนี้กันแดดกันฝนและกันน้ำค้างได้ก็ดีถมไปแล้ว"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ถ้ายังงั้นก็ช่วยกันขุดส้วมทางหลังกระท่อมสำหรับเราบรรเทาทุกข์"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่จำเป็น หลังกระท่อมเราเป็นละเมาะติดต่อกับป่าหลังภูเขา เราจะเลือกถ่ายตรงไหนได้ทั้งนั้น ถูกแดดเผาสองสามวันมันก็แห้งไปเอง เรื่องอาหารสำหรับเราสองคนและหมาแมวของเราสำคัญที่สุด เข้าป่าหาอาหารกันเถอะ"

คราวนี้กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงของแก เรายังไม่ได้เดินสำรวจให้ทั่วเกาะปูเลาเลย อาจจะมีตลาดจำหน่ายอาหารสด ร้านเครื่องดื่มและภัตตาคาร"

"ปู้โธ่-อย่าหวังเลยว่ะอ้ายหงวน เกาะนี้เป็นเกาะร้างมานานแล้ว มีมนุษย์อยู่สองคนคือแกกับกันเท่านั้น"

อาเสี่ยหันไปมองดูสุนัขสีขาวปนน้ำตาลซึ่งนอนสงบเสงี่ยมอยู่ใต้ร่มไม้ห่างจากกระท่อมเพียงเล็กน้อย เขากระเดาะปากเรียกมัน

"มา-อ้ายกร มานี่"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไหงเรียกกันยังงั้นล่ะเพื่อน"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ไม่รู้ มันชื่ออะไรอีตาจ่าย้อยแกก็ไม่ได้บอกกันเหมือนกัน ลองเรียกชื่อมันว่าอ้ายกรมันอมยิ้มและกระดิกหางให้เห็นไหม มา-อ้ายกร"

นิกรชักฉิว

"เรียกมันว่าอ้ายด่างเถอะวะ ขืนเรียกมันว่าอ้ายกรเดี๋ยวก็เกิดยิงกันเท่านั้น แมวไปไหนล่ะ" แล้วนิกรก็ตะโกนลั่น "อ้ายหง่าวโว้ย เมี้ยวๆๆๆๆ "

อ้ายหง่าวหรือแมวดำหางยาวซึ่งเป็นแมวตัวผู้เดินออกมาจากพุ่มไม้ตรงเข้ามาหาสองสหาย ถึงแม้ว่ามันไม่เคยคุ้นหน้ากับนิกรและกิมหงวนมาแต่ก่อนมันก็รู้ดีว่ามันจะต้องพึ่งสองสหาย นิกรเอื้อมมือขวาตบศีรษะของมันเบาๆ

"ข้าสองคนจะเรียกเอ็งว่าอ้ายหง่าวเข้าใจไหม"

อ้ายหง่าวพยักหน้าและยิ้มให้ ในเวลาเดียวกันอ้ายด่างก็เดินเข้ามา แล้วนั่งสองขาเบื้องหน้าสองสหายส่งเสียงร้องอี๊ดๆ อาเสี่ยมองดูมันด้วยความรักและกรุณา

"อยู่เฝ้าคฤหาสน์ของข้านะอ้ายด่าง เอ็งกับอ้ายหง่าวต้องเป็นเพื่อนกันเข้าใจไหม ในยามนี้เราตกทุกข์ได้ยากด้วยกันอย่าข่มเหงรังแกกัน อ้ายหง่าวมันเป็นแมวแล้วที่ตัวมันเล็กกว่าเอ็งมาก"

อ้ายด่างพยักหน้ารับคำ นิกรหัวเราะหึๆ

"โตเป็นควายแล้วผ้าผ่อนก็ไม่รู้จักนุ่ง ดูได้เรอะ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่นหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"แกว่าใครวะ"

"ว่าอ้ายด่างน่ะซี"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"มันเป็นหมาแกจะให้มันนุ่งกางเกงใส่เสื้อเหมือนอย่างแกยังงั้นเรอะ ไปเถอะ อย่าร่ำไร เราต้องล่าสัตว์หรือหาอาหารมื้อเย็นมากินกันให้ได้"

สองสหายต่างพากันคว้าปืนลูกซองติดมือไปคนละกระบอก หยิบกระสุนในกล่องใส่กระเป๋าไปคนละห้าหกนัดที่เอวมีมีดพกคาดคนละเล่ม ต่อจากนั้นอาเสี่ยกับนิกรก็พากันบุกเข้าไปในป่ากลางเกาะ

เพราะวานนี้มีฝนตกลงมาบ้างในตอนบ่ายและตอนกลางคืนพื้นแผ่นดินบางแห่งที่ไม่ได้รับเสงแดดเนื่องจากมีกิ่งไม้ใบไม้เบื้องบนปกคลุมจึงแฉะขึ้น สองสหายหยุดชะงักเมื่อแลเห็นรอยเท้าสัตว์ชนิดหนึ่งปรากฏอยู่ตามพื้นดิน

"เฮ้ย ดูซิอ้ายกรรอยตีนสัตว์อะไรวะ"

นิกรพิจารณาดูด้วยความสนใจ

"ช้างละกรามั้ง"

อาเสี่ยสะดุ้งเล็กน้อย

"ช้างตีนมันใหญ่กว่านี่โว้ย สงสัยว่าเป็นรอยอีเก้งมากกว่า"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แกนี่ช่างไม่มีความรู้ในเรื่องป่าดงพงไพรและสัตว์ป่าเสียเลย นี่แหละรอยตีนหมูป่า"

"ฮ้า"

"จริงๆ กันมองดูแพล็พเดียวกันก็รู้ว่าเป็นรอยตีนหมูป่าและเป็นรอยใหม่ๆ ที่มันพึ่งเดินผ่านไป มันคงจะหาอาหารกินอยู่แถวนี้แหละเตรียมปืนได้แล้วอ้ายหงวน หมูป่าน่ะไม่เหมือนหมูบ้าน มันว่องไวปราดเปรียวและดุร้ายมาก ถ้าเรายิงมันผิด มันจะวิ่งเข้ามาขวิดเราทันทีอย่างที่เขาเรียกว่าสวนควันปืน"

เสี่ยหงวนชักเสียขวัญ

"เอ-ออกไปนอกป่าเถอะว่ะเรา ไปหาปูปลาที่ชายทะเลดีกว่า ปืนของเราใช้กระสุนยิงนกยิงหมูป่าอาจจะไม่อยู่เว้นแต่จะยิงในระยะเผาขน พลาดพลั้งดีไม่ดีมันขวิดเราเท่งทึงจะว่ายังไง"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ไม่มีสัตว์ชนิดไหนที่มันฉลาดกว่ามนุษย์หรอกเพื่อน แม้แต่เสือหรือสิงโตที่ดุร้ายมนุษย์ยังจับมันมาเล่นละครสัตว์หกคะเมนตีลังกาหรือไต่ลวดซึ่งมันจะต้องทำตามคำสั่งของผู้ฝึก"

ทันใดนั้นเองสองสหายก็ได้ยินเสียงหมูป่าตัวหนึ่งร้องขึ้นใกล้ๆ เสียงของมันหนักแน่นน่ากลัวกว่าหมูบ้านมาก

"อู๊ดๆๆๆ "

ทั้งนิกรกับกิมหงวนต่างปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้คนละต้นอย่างรวดเร็วฉับพลันเพราะความรักตัวกลัวตายนั่นเอง ปืนลูกซองยังสะพายอยู่บนบ่า อาเสี่ยนั่งยองๆ อยู่บนคบไม้ห่างจากนิกรเกือบ ๓ เมตร สองสหายต่างปลดปืนลูกซองออกมาเตรียมพร้อมที่จะยิงหมูป่าตัวนั้น แต่พอเห็นตัวมันเข้าจริงๆ ทั้งนิกรกับเสี่ยหงวนก็ตัวสั่นงันงกจ้องตาเขม็งมองดูมัน

หมูป่าตัวนี้ถึงแม้จะผอมเกร็งแต่รูปร่างของมันก็ใหญ่โตพอใช้ เขี้ยวของมันยื่นโง้งออกมานอกปาก อาเสี่ยร้องบอกนิกรด้วยเสียงสั่นเครือ

"ยะ ยะ ยิงซี....อ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ กะ....กล้ายิงโว้ย เดี๋ยวมันสวนควันปืนขวิดแขวกเดียวเนื้อเราหายไปสักหนึ่งกิโลจะทำอย่างไร เขาว่าหมูป่ามันกระโจนได้สูงตั้งสามเมตร"

หมูป่าตัวนั้นแหงนหน้าขึ้นมองสองสหาย พอแลเห็นนิกรกับกิมหงวน มันก็แสดงกิริยาดุร้ายขู่คำรามหายใจฟูดฟาดตามสัญชาตญาณของมัน อาเสี่ยโบกมือไล่

"ชู้ว ไปโว้ย กูไม่แดกมึงแล้ว"

หมูป่าแสยะยิ้ม วิ่งเข้ามากระโดดตัวลอยขวิดอากาศวืดห่างจากก้นอาเสี่ยราวฟุตเดียวเท่านั้น เสี่ย หงวนร้องเสียงหลงรีบปีนป่ายสูงขึ้นไปอีก ตอนนี้เองนิกรก็ตัดใจประทับปืนยิงหมูป่าตัวนั้น

"ตูม"

หมูป่าสะดุ้งเฮือก มันวิ่งเข้าขวิดต้นไม้ที่นิกรนั่งอยู่บนคบเต็มแรง นิกรยิงซ้ำอีกนัดหนึ่ง คราวนี้หมูป่าก็ล้มลงชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปาก นิกรยิ้มออกมาได้ เขาหันมามองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างภาคภูมิ

"เสร็จกันแล้วเห็นไหม ลงไปเถอะเพื่อน เท่านี้เราก็มีหมูกินกันสำหรับเย็นวันนี้และพรุ่งนี้เช้า อ้ายด่างก็ได้กินด้วย ส่วนอ้ายหง่าวหาปลาปิ้งให้มันกินสักตัวก็ใช้ได้"

ความดีใจทำให้สองสหายรีบปีนป่ายลงมาจากต้นไม้ แต่หมูป่าตัวนี้เต็มไปด้วยเล่ห์กลมารยา มันเพียงแต่ถูกปืนบาดเจ็บเท่านั้น มันแกล้งทำเป็นนอนนิ่งเฉยคล้ายกับว่ามันตายแล้ว เมื่อสองสหายกระโดดลงมาถึงพื้นดินมันก็พรวดพราดลุกขึ้น อาเสี่ยแลเห็นเข้าก็ใจหายวาบร้องขึ้นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"หนีเร็วอ้ายกร"

สองสหายต่างห้อแน่บอย่างไม่คิดชีวิต หมูป่าร้อง อู๊ดๆ ไล่กวดติดๆ มาแต่มันถูกปืนบาดเจ็บ มันจึงวิ่งช้ากว่าสองสหาย นิกรกับกิมหงวนสามารถทำเวลาได้ดีที่สุด สองสหายวิ่ง ๑๐๐ เมตร ใช้เวลา ๙ วินาที เท่านั้น เมื่อนิกรเหลียวหน้ามามองดูไม่เห็นหมูป่าเขาก็ร้องบอกกิมหงวน

"มันไปแล้วโว้ย"

ทั้งสองหยุดยืนอ้าปากหอบแฮ่กๆ ไปตามกัน

"โอย-ใจคอหายหมดเลยกูนึกว่าเสร็จมันแล้ว" อาเสี่ยพูดเสียงสั่นเครือ "อย่าบุกเข้าไปในป่าอีกเลย เอาปืนไปเก็บที่กระท่อมเราแล้วช่วยกันหาหอยปลาและปูตามหมู่หินชายหาดดีกว่า ได้ลูกปลาหมึกยักษ์ตัวเอามาปิ้งกินก็พอแล้ว ขืนย้อนกลับเข้าไปในป่าเราอาจจะถูกหมูป่าขวิดตายก็ได้"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย พรุ่งนี้เราช่วยกันสร้างกรงดักสัตว์ป่าดีกว่า วันนี้กินปูปลากันไปก่อน สัตว์ที่ดุร้ายในป่ากลางเกาะมันจะมีอะไรอีกบ้างเราก็รู้ไม่ได้ เจอเสือเข้าสักตัวเราคงวิ่งกันป่าราบ ถ้าปืนของเราเป็นไรเฟิลสำหรับล่าสัตว์ใหญ่ก็ค่อยยังชั่วหน่อย ปืนลูกซองสำหรับยิงนกอย่างนี้ไม่ได้ความโว้ย"

ทั้งสองเดินออกมาจากป่าอย่างหวาดๆ สักครู่ก็มาถึงกระท่อมที่พัก ภาพที่สองสหายแลเห็นเป็นภาพที่มีชีวิตอย่างยิ่ง อ้ายด่างกับอ้ายหง่าวกำลังกระโดดโลดเต้นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน มันเป็นมิตรกันแล้วเพราะต่างก็รู้ว่ามาตกระกำลำบากอยู่ด้วยกันนั่นเอง

นิกรกับอาเสี่ยเอาปืนลูกซองไปเก็บที่กระท่อมแล้วชวนกันลงไปที่ชายทะเล ขณะนี้เป็นเวลา ๑๕.๓๐ น. ทะเลเรียบปราศจากคลื่นลม มองแลเห็นเกาะตะรุเตาและหมู่เรือรบทั้ง ๓ ลำ จอดอยู่ที่หน้าเกาะไกลลิบ สองสหายช่วยกันหากุ้งหรือหอยปูปลา นิกรแลเห็นปูทะเลตัวหนึ่งซ่อนอยู่ข้างโพรงหินก็ดีใจก้มตัวลงยกมือขวาตะครุบมันทันที

แต่ปูทะเลไม่ใช่ปูแสมหรือปูนา พอนิกรถูกตัวของมันมันก็อ้าก้ามหนีบข้อมือนิกรแน่น ทำให้นิกรร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดยกแขนขึ้นสลัดไปเต็มแรง ปูทะเลตัวใหญ่ตัวนั้นกระเด็นลงไปในน้ำและว่ายหนีไป

"ได้ไหมอ้ายกร" อาเสี่ยร้องถาม

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ได้เลือดโว้ย มันหนีบเนื้อหลุดติดไปเลย ทางนั้นมีกุ้งปลาบ้างไหม"

เสี่ยหงวนส่ายหน้า

"ไม่มีว่ะมีแต่ปูลมและแมงกระพรุนที่ตายแล้ว"

นิกรบ่นพึมพำเดินเข้าไปหาเสี่ยหงวน สองสหายช่วยกันหาสัตว์ทะเลตามหมู่ก้อนหินก็ไม่ปรากฏ เพราะขณะนี้เป็นเวลาน้ำลงงวด

"ว้า น่ากลัวไม่มีอะไรกินโว้ย" นิกรปรารภ วิทยุไปถึงอ้ายพลให้มันเอาเรือมารับเราดีไหม ยอมแพ้มันเถอะ"

อาเสี่ยทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"ยอมไม่ได้โว้ย เรายอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมแพ้อ้ายพล ขายหน้าพวกนายทหารเรือเขา เขาจะว่าเราหนักไม่เอาเบาไม่สู้ เหยียบอุจจาระไก่ไม่ฝ่อ ขาดความทรหดอดทนอยู่บนเกาะร้างไม่กี่ชั่วโมงก็ยอมแพ้ ยอมเสียเงินห้าแสนให้อ้ายพล"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ก็ถ้าเผื่อเราไม่มีอะไรกินล่ะ"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"เถอะน่า กินหญ้ากินดินกินทรายรองท้องไปก่อนพอประทังชีวิตไว้ ทำไมเราจะต้องกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ วัวควายหรือช้างม้ามันกินแต่หญ้ามันยังมีชีวิตอยู่ได้"

พ.อ. นิกรยิ้มเล็กน้อย

"เออ-จริงโว้ย ใบไม้ใบหญ้าบนเกาะนี้ถมเถไปกล้วยตานีก็มี กินเข้าไปแล้วท้องผูกไม่ต้องนั่งอึให้เสียเวลา ตอนใกล้ค่ำคงจะมีนกกลับมานอน ส่องด้วยลูกซองโป้งสองโป้งก็พอได้กิน"

"มันต้องยังงั้น เกิดเป็นชายชาติทหารต้องทรหดอดทนฝึกตัวไว้ให้เคยชิน ช่วยกันหาปูปลาต่อไปเถอะอ้ายกรได้ปลาจะละเม็ดหรือกะพงสักตัวก็หวาน เราจะต้องเอาชนะอ้ายพลให้ได้ อีกสองชั่วโมงครึ่งก็ค่ำแล้วแปลว่าเวลาวันแรกที่พนันกันได้ผ่านพ้นไปเหลืออีกเก้าวัน"

จนกระทั่งดวงอาทิตย์ใกล้จะตกทะเล นิกรกับกิมหงวนก็ยังหาอาหารทะเลไม่ได้ บางทีมีปลาจำพวกปลากระบอกว่ายอยู่ที่ชายน้ำ แต่พอลุยน้ำลงไปจะเอามีดพกฟันมันมันก็ว่ายน้ำหนีไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งใกล้ค่ำก็ยิ่งว้าเหว่วิเวกวังเวงใจอย่างไรชอบกล

ในที่สุดกิมหงวนก็ได้ปลากระบอกตัวหนึ่ง แต่ตัวไม่ใหญ่นัก เขาใช้มีดพกฟันฉับเดียวคอขาดกระเด็น แล้วหยิบปลาตัวนั้นยกขึ้นชูอวดนิกร

"ได้แล้วยังไง อาหารเย็นของเรา"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ตัวโตกว่าจิ้งจกหน่อยเดียว ๕๐๐ ตัว กันยังกินไม่อิ่ม"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ยังงั้นแดกฉลามดีไหม ว่ายน้ำออกไปซี มันว่ายกันยั้วเยี้ยเห็นกระโดงโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ แกล่ามาได้ตัวเดียวก็กินอิ่ม"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ว่ายออกไปก็ถูกมันรุมกันเจี๊ยะพรึ่บเท่านั้น อ้า-ปลาตัวนั้นเอาไว้ปิ้งให้อ้ายหง่าวกินโว้ย แมวมันไม่กินจุเหมือนกันหรอก แค่นั้นมันก็อิ่ม"

"แล้วอ้ายด่างล่ะ" กิมหงวนถาม

"อ้ายด่างให้มันช่วยตัวเองโว้ย หมามันไม่อดตายหรอก แล้วก็กันกำลังปวดท้องตะหงิดๆ แล้ว อย่างไรอ้ายด่างก็พอมีอะไรกินในสิ่งที่คนไม่กินแต่หมามันชอบกิน"

สองสหายพากันเดินกลับมายังกระท่อมที่พักด้วยความหมดหวังที่จะได้อาหาร ตามต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าชายหาดไม่มีนกบินมาเกาะแม้แต่ต้นเดียว เสี่ยหงวนโยนปลากระบอกตัวนั้นให้แมวดำแล้วกล่าวว่า

"กินเสียเถอะอ้ายหง่าว ไม่ต้องปิ้งหรือย่างละวะเสียเวลาเปล่าๆ "

อ้ายหง่าวจัดการกับปลาตัวนั้นทันที อ้ายด่างเดินเข้ามาตะกุยตะกายนิกรและร้องอี๊ดๆ นิกรมองดูมันด้วยความสงสารและยกมือตบศีรษะมันเบาๆ

"ว่ายังไงเพื่อน"

"หิว" อ้ายด่างครางฟังถนัด

"อ้าว-กูก็หิวเหมือนกัน ไปเดินหาอะไรกินที่ชายหาดเถอะวะ ไปซิ ถ้ามีโอกาสจับปูมาฝากข้าสักตัว"

อ้ายด่างฟังภาษาคนเข้าใจดี มันวิ่งเหยาะๆ ไปที่ชายหาดและไล่งับปูลมตัวเล็กๆ กินแก้หิวสองสามตัว สองสหายยืนมองดูหน้ากันอย่างทอดอาลัย ความมืดขมุกขมัวเกิดขึ้นแล้ว เมฆฝนทางแผ่นดินใหญ่กำลังเคลื่อนออกมาในทะเล แสดงว่าฝนคงจะตกในสองสามชั่วโมงนี้

"เป็นอันว่าเราอดอาหารในมื้อเย็นนี้" พ.อ. นิกรพูดเสียงเครือ

"ทนเอาหน่อยเถอะวะ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าเข้าป่ายิงไก่ป่ามาย่างกินสัก ๑๐ ตัว ให้คุ้มกับที่อด กันได้ยินเสียงไก่ขันเมื่อกี้นี้เอง เสียงนกยูงก็ได้ยิน อดข้าวมื้อเดียวไม่ตายหรอกเพื่อน"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ตายน่ะไม่ตายแต่มันทรมาน อ้า-ช่วยกันหาฟืนเถอะโว้ย เอาขวานตัดต้นไม้เล็กๆ แล้วริดกิ่งทำฟืน เราจะต้องจุดไฟไว้สองสามกองรอบกระท่อมของเรา เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายและจะช่วยให้เราอบอุ่น ได้รับแสงสว่างจากกองไฟด้วย จ่าย้อยเสือกทะลึ่งเล่าเรื่องผีสางแม่นางโกงให้ฟังทำไมก็ไม่รู้"

สองสหายคว้าขวานคนละเล่มเดินออกไปจากกระท่อมช่วยกันหาฟืนอย่างรีบร้อน เพียงครู่เดียวก็ได้ฟืนมากองไว้หน้ากระท่อมมากมาย ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่งแล้ว กองไฟสามกองช่วยให้เกิดแสงสว่าง อ้ายหง่าวกับอ้ายด่างนอนอยู่ในกระท่อม โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนต่างนั่งกอดเข่าด้วยความหิว หิวหนักเข้าก็ดื่มน้ำในกระบอกไม้ไผ่และรินใส่กะลามะพร้าวเก่าๆ ไว้ให้แมวและหมากิน

มองออกไปในทะเล แลเห็นไฟเรือจอดจากเรือรบทั้งสามลำไกลลิบและไฟตามหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะตะรุเตาทางด้านตะวันตก

พ.อ. นิกรหยิบปืนลูกซองของเขาที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาวางบนตักและยกมือลูบคลำพลางคิดในใจว่า ถ้าหากว่ามีปลาฉลามเดินขึ้นมาเที่ยวบนชายหาดสักตัวหนึ่งเขาก็จะยิงมันทันที ความหิวทำให้นิกรซึ่งขาดความอดทนในเรื่องนี้กระสับกระส่ายกระวนกระวายใจอย่างยิ่ง ส่วนอาเสี่ยเข้มแข็งกว่า อดทนกว่า จึงนั่งสูบบุหรี่และฮัมเพลงเบาๆ ปลอบใจตัวเอง

แต่แล้วเสี่ยหงวนก็ใจหายวาบเมื่อเขาหันมาเห็นนิกรกำลังยกปืนลูกซองขึ้นประทับบ่าและเล็งศูนย์ปืนหมายไปที่ร่างของอ้ายด่างที่นอนหมอบอยู่ห่างจากนิกรเพียง ๒ เมตร เท่านั้น อาเสี่ยโถมตัวเข้ามายกมือขวาปัดปากกระบอกปืนทันทีและเอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายกร แกจะฆ่าอ้ายด่างหรืออย่างไร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่า ลองเล็งปืนเล่นน่ะ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่านะโว้ย ถึงอย่างไรอ้ายด่างกับอ้ายหง่าวมันก็เป็นเพื่อนของเราในยามยากเช่นนี้ หิวถึงกับจะกินหมาของเราก็ใช้ไม่ได้"

นิกรฝืนหัวเราะ

"เปล่าน่า แต่ว่า หมาหันนี่มันคงอร่อยพอๆ กับหมูหันเหมือนกันนะอ้ายหงวน หรือแมวย่างก็คงจะมีรสชาติไม่ยิ่งหย่อนกว่าไก่ย่าง"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "กูชักกลัวมึงเสียแล้วละโว้ย แกไม่ได้อดข้าวคนเดียวนะอ้ายกรกันก็อดเหมือนกัน ทนเอาหน่อยซี ก็บอกแล้วว่าพรุ่งนี้เราจะเข้าป่าแต่เช้าล่าสัตว์มากินกัน อย่างน้อยยิงแรดมาย่างกินสักตัวหนึ่งก็อิ่มแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"แรดพ่อมึงน่ะซีอยู่บนเกาะ โอ้โฮ มันหิวจนบอกไม่ถูกโว้ย ท้องร้องจ๊อกๆ ตลอดเวลา ติ๋งต่างว่าตอนนี้ได้ไก่ย่างสักตัว สลัดสักจาน สะเต๊กอีกสักจาน เบียร์อีกสักขวดก็คงจะดีไม่น้อย"

เสี่ยหงวนส่งซองบุหรี่ให้เพื่อนเกลอของเขา

"เอา-สูบบุหรี่แก้หิวไปก่อนซิ เหลือบุหรี่อีกสองมวนเท่านั้น"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ละ กำลังหิวๆ สูบบุหรี่เข้าไปยิ่งหิวใหญ่กินหญ้าดีกว่าวะกู อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีเสือกไปพนันกับเขา อยู่ที่เรือแหลมทองแสนจะสบายอาหารคาวหวานพร้อมอยากกินกาแฟเมื่อไหร่ก็ได้ ผู้หมู่ท่านเอาใจใส่กับพวกเรามาก แต่คิดดูก็แปลกเหมือนกัน ทหารบกเป็นผู้หมู่มีบั้งอย่างมากสามบั้งแค่สิบเอก ทหารเรือเป็นผู้หมู่เรือเป็นนายพล"

"อ้าว ก็เพราะหมู่เรือรบสามลำน่ะมีทหารตั้งเยอะแยะ เวลาสู้รบกันไม่ใช่เรื่องเล็กนะโว้ย ผู้หมู่หรือผู้หมวดเรือจึงต้องเป็นนายพลเรือ"

นิกรเอื้อมมือดึงต้นหญ้าสดๆ ข้างตัวขึ้นมากำหนึ่งใส่ปากเคี้ยวด้วยความหิว แต่เคี้ยวยังไม่ทันละเอียดเขาก็คายทิ้ง

"เป็นยังไง" อาเสี่ยถาม

"ไม่ได้ความโว้ย จะเอารสทางไหนก็ไม่ได้ วัวหรือม้ามันกินเข้าไปได้ยังไงกันไม่เข้าใจเลย วิทยุเรียกอ้ายพลให้มันเอาเรือมารับเรากลับเถอะวะ เงินห้าแสนกันจ่ายให้เอง"

"ไม่เอา" กิมหงวนเอ็ดตะโร "เราจะไม่มีวันแพ้อ้ายพลอย่างเด็ดขาดเข้าใจไหม เราต้องชนะ"

"พอดีตายห่าอยู่บนเกาะนี้เพราะไม่มีอะไรกิน"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ปืนเรามีและสติปัญญาของเราก็มี นอนพักผ่อนเถอะอ้ายกร หลับๆ เสียจะได้ไม่ต้องทรมานในเรื่องความหิว"

คืนวันนั้นเอง

ในราว ๒๒.๐๐ น. เศษฝนก็ตกพรำ นิกรกับกิมหงวนนอนเคียงกันอยู่ในกระท่อมมีผ้าขาวม้าปูนอนคนละผืน ส่วนหมอนหนุนศีรษะเป็นหมอนยางเป่าลมขนาดเล็ก ผ้าห่มนอนไม่มี ถึงฝนตกก็ไม่ทำให้กองไฟทั้ง ๓ กอง ที่จุดไว้ดับ สองสหายช่วยกันเอาท่อนไม้สุมไว้มากมาย แสงสว่างจากกองไฟส่องสว่าง อาเสี่ยนอนหลับแล้วและกรนเบาๆ ส่วนนิกรนอนไม่หลับเพราะความหิวนั่นเอง บางครั้งถึงกับคิดจะฆ่าอ้ายหง่าวย่างกินแต่แล้วก็ทำไม่ลง อ้ายหง่าวนอนอยู่ใกล้ๆ กองไฟกองหนึ่ง ส่วนอ้ายด่างนอนอยู่แทบเท้าของสองสหาย

กระท่อมนี้อยู่บนเนินดินสูงจึงมองเห็นชายหาดและท้องทะเล ขณะนี้น้ำเริ่มขึ้นแล้ว ระลอกคลื่นวิ่งเข้ากระทบกระแทกโขดหินตามชายหาดดังซาดซ่าตลอดเวลา บางครั้งก็มีลมพัดผ่านมาค่อนข้างแรง

นิกรหิวหนักเข้าก็ร้องไห้ เขาพรวดพราดลุกขึ้นนั่งและบอกตัวเองว่าหัวน้ำขึ้นเช่นนี้กุ้งปลาและปูคงจะลอยมาตามคลื่น เขาควรจะเอาไฟฉายไปส่องหามันอย่างน้อยได้ปูทะเลมาเผากินสักตัวก็จะช่วยให้บรรเทาความหิวไปได้บ้าง เขาเอื้อมมือหยิบไฟฉาย ๒ ท่อน ทางหัวนอนของเขาซึ่ง พล.ต. พลจัดมาให้ใช้คนละดวง

แต่แล้วก่อนที่นิกรจะลุกขึ้นจากกระท่อมเขาก็แลเห็นดวงไฟสีแดงดวงหนึ่งโตขนาดเท่าผลมะพร้าวที่ปอกเปลือกแล้วเคลื่อนออกมาจากซอกหินที่ชายหาด มันค่อยๆ กลิ้งไปตามพื้นทรายด้วยการเคลื่อนไหวที่ล่าช้า บางทีมันก็แผ่ตัวของมันแบนราบลงไปแล้วหดตัวโหย่งขึ้นแบบหอยทาก

ดวงไฟอีกหลายดวงโผล่ขึ้นมาจากทะเลตอนใกล้ชายหาดที่หน้าเกาะ มันโผล่ขึ้นมาทีละดวงและมีขนาดเท่าๆ กัน มันลอยเข้ามาที่หาดทรายแล้วคลานคืบอยู่ตามหาดทรายนั้นทำให้บริเวณชายหาดมีแสงสว่างที่เกิดจากแสงของมันเอง

นิกรขนลุกซู่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าดวงไฟสีแดงที่ปรากฏอยู่ในน้ำและตามชายหาดนั้นคือผีทะเลซึ่งชาวเรือหมายถึงพวกเรือใบเกรงกลัวมันหนักหนา นิกรเอื้อมมือเขย่าร่างอาเสี่ยเบาๆ แล้วร้องเรียก

"อ้ายหงวน ลุกขึ้นดูอะไรหน่อยโว้ย"

ทันใดนั้นเองอ้ายด่างก็หอนขึ้นด้วยเสียงโหยหวนเยือกเย็นทำให้นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัวหันไปตวาดมัน

"เฮ้ย-กูกำลังขวัญหนีดีฝ่อเสือกหอนขึ้นมาได้"

อ้ายด่างหยุดหอนร้องอี๊ดๆ เดินเข้ามาหานิกรแล้วร้องบอกเขา

"ผี"

"เออ รู้แล้วก็เฉยๆ เสียซิ"

เสี่ยหงวนเป็นคนนอนไว ได้ยินเสียงนิกรดุหมาเอะอะเอ็ดตะโรก็ตกใจตื่นลืมตาขึ้นมาท่ามกลางสายฝนที่กำลังพรำแต่ไม่มากนัก

"อะไรวะอ้ายกร นอนหลับเสียทีซิ"

"นอนยังไงเล่า แกดูที่ชายหาดซิ ผีทะเลตั้งเยอะแยะถ้ามันคลานเข้ามาหาเราจะทำอย่างไร"

อาเสี่ยรีบลุกขึ้นนั่งและคว้าปืนลูกซองขึ้นมา พอแลเห็นลูกไฟสีแดงกลมโตเหล่านั้นเขาก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นไม่น้อย

"ผีทะเล แกคิดหรือว่ามันเป็นปีศาจ"

"ใช่" นิกรพูดเสียงหนักๆ "นี่แหละผีทะเล ถ้าทะเลเกิดลมพายุมันจะลอยขึ้นกลางทะเลแล้วปีนขึ้นไปบนเรือใบ ไต่ขึ้นไปบนยอดเสาใบทำให้เรือโคลงเคลงไปมาและถ้าหากว่ามันหลุดลงไปใต้ท้องเรือก็อาจทำให้เรือพลิกคว่ำได้ พวกชาวเรือกลัวกันมาก เขาเคยเล่าให้กันฟัง"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"แต่ผีในลักษณะเช่นนี้ไม่น่ากลัวนี่หว่า"

นิกรแลเห็นลูกกลมแดงก้อนหนึ่งกำลังกลิ้งขลุกๆ ตรงเข้ามาเขาก็ร้องลั่น

"มันเข้ามาหาเราแล้วอ้ายหงวน"

อ้ายด่างกับอ้ายหง่าวต่างวิ่งไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็ว ทั้งแมวและหมาวิ่งเข้าไปในป่าโปร่งหลังกระท่อม เสียงอ้ายด่างหอนเยือกเย็นเข้าไส้ทำให้นิกรขนหัวลุกซู่ นัยน์ตาที่จ้องมองดูลูกกลมสีแดงนั้นเหลือกลาน มันกลิ้งช้าๆ ใกล้กระท่อมเข้ามาตามลำดับ บางทีก็กระโดดโหย่งๆ เหมือนกบ เสี่ยหงวนยกปืนลูกซองขึ้นประทับบ่าเล็งศูนย์ปืนหมายไปที่ลูกไฟสีแดงก้อนกลมดวงนั้น เมื่อมันเข้ามาใกล้ในระยะ ๕ เมตร เสี่ยหงวนก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที

"ตูม"

กระสุนลูกปลายถูกไฟก้อนกลมดวงนั้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและดับวูบลง บรรดาลูกกลมสีแดงตามผิวน้ำและที่ชายหาดก็หายไปหมดเมื่อเสียงปืนดังขึ้น อาเสี่ยฝืนหัวเราะแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"ผีหรือคนมันก็สู้ปืนไม่ได้ ทำใจให้เข้มแข็งอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ น่าสงสาร

"เข้มน่ะมันเข้มแต่มันไม่แข็งโว้ย บอกตามตรงว่าเรื่องผีกันกลัวว่ะ ผจญกับสัตว์ร้ายหรือคนยังดีกว่าผีเป็นไหนๆ ถึงแม้ผีทะเลมันไม่ดุร้ายแต่มันก็สั่นสะเทือนขวัญกันเหมือนกัน วิทยุเรียกอ้ายพลเรอะ"

"ปู้โธ่โว้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "ประเดี๋ยวฉันพังวิทยุเครื่องนี้เสียเลย นอนเถอะหลับๆ เสียจะได้หมดเรื่อง"

สองสหายต่างวางปืนลูกซองลงบนหัวนอนแล้วเอนกายลงนอนเคียงกัน

"ให้กันนอนกอดแกได้ไหมอ้ายหงวน"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่เอาโว้ยรำคาญ"

"อ้าว-แล้วทีคุณนวลนอนกอดแกล่ะ"

"ก็นั่นเมียกันนี่หว่า"

"ก็ติ๋งต่างว่ากันเป็นเมียแกไม่ได้หรือ"

"ชักยุ่งแล้วอ้ายกรเดี๋ยวกูถีบเข้ากองไฟเลย นอนไม่หลับก็นอนเฉยๆ ฉันจะนอนเอาแรงไว้ตื่นแต่เช้ามืด พรุ่งนี้ต้องล่ากระทิงมาย่างกินสักตัว"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ขณะนี้ฝนขาดเม็ดแล้ว ฝนที่ตกในทะเลมักจะตกง่ายๆ หรือหยุดง่ายๆ โดยเฉพาะฝั่งทะเลแถบนี้มีฝนชุกเกือบตลอดปีโดยมากมักจะตกพรำๆ และหยุดไป

นิกรสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเด็กอ่อนคือทารกที่พึ่งเกิดได้ไม่กี่วันร้องไห้จ้าทางหลังกระท่อม เสียงนี้ได้ยินถนัดแม้กระทั่งอาเสี่ยก็ได้ยิน สองสหายค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งหันมามองดูหน้ากัน ถึงแม้กิมหงวนไม่ใคร่จะกลัวผีเท่าใดนัก แต่เสียงเด็กทารกก็ทำให้เขาขนลุกขนพอง ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเขากับนิกรกำลังถูกผีหลอก นิกรกับกิมหงวนค่อยๆ หันหน้ามามองดูกันอย่างหวาดๆ เส้นผมบนศีรษะของนิกรตั้งชันใบหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ

อาเสี่ยแกล้งพูดปลอบใจตัวเองและปลอบใจเพื่อน

"นกตัวนี้เสียงมันร้องคล้ายๆ เด็กโว้ย"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นกตวักตะบวยอะไรเล่า ผีแหงๆ ยังบอกว่านก"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"กันอุตส่าห์พูดกลบเกลื่อนว่านกยังเสือกยืนยันว่าผี ผีก็ผีเถอะวะ"

นิกรสั่นงันงก ยกมือทั้งสองขึ้นประนมแล้วว่าคาถากันผีจับต้นชนปลายแทบไม่ถูก เสียงเด็กอ่อนร้องดังขึ้นทุกที บางขณะก็ร้องงอหาย

"อุแว้ อุแว้ อุแว้ๆๆ "

แล้วก็มีเสียงเยือกเย็นของผู้หญิงคนหนึ่งปลอบลูก ซึ่งเสียงนี้ทำให้อาเสี่ยกับนิกรตกใจแทบช็อค

"โอ๋ ลูกแม่คนดีนิ่งเสียนะลูกนะ ประเดี๋ยวแม่จะเอาตับไตไส้พุงเจ้าของกระท่อมสองคนนั่นมาให้เจ้ากิน นิ่งนะจ๊ะลูกคนดีของแม่ โถ-ร้องเสียงแหบเสียงแห้ง"

เสียงเด็กอ่อนและเสียงนางแม่เงียบไปแล้ว หัวใจของนิกรกับกิมหงวนเต้นตึ๊กๆ จนได้ยินถนัด นิกรเอียงหน้ามากระซิบถามอาเสี่ยแผ่วเบา

"เมื่อกี้นางแม่มันว่ายังไง มันจะเอาตับไตไส้พุงของเราไปให้ลูกมันกินใช่ไหม"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้มอย่างเยือกเย็น

"ถูกแล้ว"

"ถ้ายังงั้นเราจะอยู่ที่นี่หาหอกทำไมวะ เปิดเถอะอ้ายหงวน ย้ายที่อยู่ใหม่หรือม่ายก็วิทยุเรียกอ้ายพลให้มารับเรากลับไปเรือก่อนที่ผีแม่ลูกอ่อนมันจะเล่นงานเรา" พูดจบนิกรก็เอื้อมมือหยิบเครื่องวิทยุสนามขึ้นมา

อาเสี่ยรีบแย่งเครื่องวิทยุสนามมาจากนิกรแล้วฟาดลงกับพื้นดินสามสี่ทีติดๆ กัน เท่านี้เองเครื่องรับส่งวิทยุสนามเครื่องนั้นก็ชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้

"เป็นอันว่าแกไม่มีทางติดต่อขอยอมแพ้อ้ายพลแล้ว" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

นิกรลืมตาโพลง มองดูเครื่องรับส่งวิทยุเครื่องนั้นด้วยความเสียดาย

"ของหลวงนะอ้ายหงวน"

"ไม่เป็นไร กันใช้ให้เองขอให้กันชนะอ้ายพลเท่านั้น"

ลมพัดมาวูบหนึ่ง พัดจากในป่าออกมานอกทะเล สองสหายต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันเมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพที่กำลังขึ้นอืดเหม็นคลุ้งไปหมด ในเวลาเดียวกันอ้ายด่างก็หอนขึ้นอย่างเยือกเย็นคล้ายกับว่ามันเห็นผี นิกรเลื่อนตัวเข้ามานั่งเบียดเสียดเสี่ยหงวนด้วยความรักตัวกลัวผี

"กลิ่นคล้ายๆ ปลาเน่า" อาเสี่ยพูดกลบเกลื่อน

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"กลิ่นผีไม่ใช่กลิ่นปลา"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"ตามใจมึงเถอะวะ ผีก็ผีเดี๋ยวก็คงเล่นงานแก"

นิกรเหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่กและแล้วสองสหายก็ได้ยินเสียงเด็กผีร้องไห้ขึ้นอีก คราวนี้เหมือนกับว่ามันร้องอยู่ข้างหลังกระท่อมได้ยินถนัดชัดเจน

"อุแว้ๆๆๆ "

อาเสี่ยถอดแว่นตาขอบกระออกเมื่อความกลัวบังเกิดขึ้นถึงขีดสุด เขาเอื้อมมือหยิบปืนลูกซองขึ้นมาถือเตรียมพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้องแล้วเขาก็เอ็ดตะโรลั่น

"หนวกหูโว้ย ร้องหาอะไรวะ"

เสียงเด็กเงียบไปแล้วก็มีเสียงนางแม่หรือนางปีศาจแม่ลูกอ่อนกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันเยือกเย็น

"เด็กมันปวดท้องจ้ะพี่จ๋า มาช่วยดูมันหน่อยซี"

นิกรกอดกิมหงวนแน่น

"ฉิบหายแล้วเรา เสือกไปถามมันทำไม"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"ไม่ต้องกลัวอ้ายกร กูจะยิงมันเอง ให้มันรู้ไปทีเถอะว่าผีมันจะเก่งกว่าลูกปืน ถ้าเรากลัวมันมันก็ยิ่งหลอกหลอนเรา ลุกขึ้นอ้ายกร ตามกันออกไปดูให้เห็นเท็จจริงเอาปืนติดตีน...เอ้ย....ติดมือไปด้วย กูถอดแว่นออกแล้วต่อให้พ่อกูกูก็ไม่กลัว"

นิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เขาหยิบปืนลูกซองของเขาขึ้นมาถือ สองสหายคว้าไฟฉายคนละดวงแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากกระท่อมโดยมีเสี่ยหงวนเดินนำหน้า นิกรตามหลังในท่าทางหวั่นหวาด

ด้านหลังกระท่อมเป็นป่าโปร่งแต่ก็มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นระเกะระกะอยู่หลายต้น กลิ่นซากศพรุนแรงขึ้นเมื่อสองสหายเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และแล้วทั้งสองก็หยุดชะงัก เพราะได้ยินเสียงนางปีศาจร้องเพลงกล่อมลูกแบบเพลงโบราณสมัยคุณยายยังเป็นสาว เสียงของมันเยือกเย็นเข้าไปในปอด

"เอ้เอ นาฬิเกต้นดก ปลูกเอาไว้แถมพกเอย ชูชกจะมีเมีย แค้นใจอ้ายกระรอกเอย "

แล้วเสียงเด็กอ่อนก็ดังขึ้น

"อุแว้ๆๆ หนูไม่นอน หนูอยากกินตับอ้ายโรบินสัน ครูโซ สองคนนั่น อุแว้ๆๆ แม่ไปเอาตับมันมาให้หนูกินทีซี อุแว้ๆๆ "

เสี่ยหงวนมีขวัญและกำลังใจดีกว่านิกรเล็กน้อย เขาเปิดไฟฉายสองท่อนฉายกราดไปทั่วบริเวณนั้น แล้วก็ฉายขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ นิกรเผลอตัวร้องขึ้นสุดเสียง

"ว้าย อยู่บนต้นไม้นั่นเอง"

จากแสงไฟฉายสองสหายต่างแลเห็นนางปีศาจนั่งห้อยเท้าอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่ง รูปร่างของมันเป็นผู้หญิงธรรมดา นุ่งผ้าถุงสวมเสื้อแขนยาวสีที่กลืนกับความมืดแบบเดียวกับเสื้อชาวประมง แต่ใบหน้าของมันเป็นหัวกระโหลกผีนัยน์ตากลวงโบ๋ ผมของมันยาวประบ่า มือทั้งสองข้างที่โผล่พ้นออกมาจากปลายแขนเสื้อเป็นโครงกระดูก มันกำลังไกวเปลผ้าซึ่งผูกติดกับคบไม้ ลูกของมันหรือผีเด็กอ่อนนอนดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในเปล

"อ้าย งะ หงวน" นิกรพูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "ดะ ดะ ดะ ดับไฟซีโว้ย อ๋อย นะโมตัสสะภควโต "

อาเสี่ยเม้มปากแน่นหันมาทางนิกร

"แกยิงมันซีกันจะช่วยฉายไฟให้ เอาเลยอ้ายกร"

"อุ๊ย ยิงผีน่ะเรอะ มันจะได้กระโดดลงมาจากต้นไม้ สองตัวแม่ลูกไล่ฟัดเราตายห่า"

เสี่ยหงวนจุปาก

"ยิงเถอะน่า เสียงปืนจะทำให้มันตกใจหายวับไปเองเหมือนอย่างที่กันยิงผีทะเล เอาซีอย่าร่ำไร"

พ.อ. นิกรยกปืนลูกซองขึ้นประทับบ่าเล็งศูนย์ปืนไปที่นางปีศาจซึ่งกำลังไกวเปลและกล่อมลูกเสียงเยือกเย็นโหยหวนสั่นสะเทือนขวัญ มือของนิกรสั่นทำให้ปากกระบอกปืนสั่นเหมือนเจ้าเข้า แต่แล้วนิกรก็กัดฟันเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนลำกล้องขวาออกไป

"ตูม"

เสียงกระสุนลูกปลายดังสนั่นทำลายความเงียบยามราตรี อาเสี่ยถือไฟฉายนิ่งเฉย นางปีศาจทำท่าเหมือนกับว่ามันถูกยิงอย่างจัง ร่างของมันสะดุ้งเฮือก แอ่นหน้าอกบิดตัวไปมา และแล้วมันก็หงายหลังลอยละลิ่วร่วงลงสู่พื้นดินแต่ไม่มีเสียงดังตุ๊บ คล้ายกับว่าตัวมันไม่มีน้ำหนัก

นางปีศาจหายไปแล้ว อาเสี่ยฉายไฟค้นหามันจนทั่วตามสุมทุมพุ่มไม้และเบื้องหลังต้นไม้ก็ไม่มี

"มันหนีไปแล้วอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่าพึ่งมั่นใจอย่างนั้น โบราณว่าอย่าไว้ใจทางอย่าวางใจผี"

อาเสี่ยฉายไฟขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้สองสหายต่างสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เมื่อแลเห็นปีศาจเด็กอ่อนซึ่งเป็นร่างโครงกระดูกกำลังปีนป่ายออกมาจากเปลอย่างคล่องแคล่วกระโจนเกาะกิ่งไม้และไต่ลงมา

"ยิงมันอ้ายกร ยิงอีกนัด"

นิกรแข็งใจยกปืนขึ้นประทับเล็งศูนย์ไปที่ผีดิบแล้วเขาก็เหนี่ยวไก

"ตูม"

ผีเด็กหัวเราะก้าก คราวนี้เสียงของมันเป็นเสียงค่อนข้างห้าวน่ากลัว มันพูดพลางหัวเราะพลาง

"เอาปืนมายิงผีมีอย่างที่ไหนวะ ฮ่ะ ฮ่า กูจะฆ่ามึงทั้งสองคน"

เท่านี้เองนิกรกับเสี่ยหงวนก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต ต่างคนต่างวิ่งออกไปสู่ชายทะเลคือวิ่งกลับมาที่กระท่อมนั่นเอง ถึงแม้ปีศาจสองแม่ลูกไม่ได้ติดตามมาแต่สองสหายก็หวาดกลัวจนแทบจะสิ้นสติ เสี่ยหงวนยอมสารภาพกับตัวเองว่าเขากลัวผีพอฟัดพอเหวี่ยงกับนิกรแล้ว ถึงแม้เขาถอดแว่นออกเขาก็กลัวผีอยู่นั่นเอง

"เร็ว-อ้ายกร พูดวิทยุติดต่อกับอ้ายพลบอกยอมแพ้มันเถอะ ให้มันเอาเรือมารับเราเดี๋ยวนี้" อาเสี่ยพูดละล่ำละลัก

นิกรมองดูกิมหงวนอย่างเดือดดาล

"พูดยังไงเล่าแกพังเครื่องรับส่งวิทยุสนามเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"เออ-จริงโว้ย ทำอย่างไรดีล่ะ ถอยไปอยู่ที่ชายหาดก่อนเถอะ ถ้าผีสองแม่ลูกมันตามออกมาเราก็ว่ายน้ำออกไปจากเกาะนี้ ยอมให้ปลาฉลามมันกินเรายังจะดีกว่าถูกผีหลอกตาย แกพอจะว่ายไปเกาะตะรุเตาไหวไหมล่ะ ระยะทางสี่ไมล์กว่าๆ เท่านั้น"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แกไปคนเดียวเถอะ เพียงแค่ ๑๐๐ เมตร กันก็จมตายห่าแล้ว ระยะไกลอย่างนี้มันต้องนักว่ายน้ำข้ามช่องแคบนะโว้ย แล้วกลางคืนด้วยขืนว่ายไปก็เสร็จ ถ้าไม่จมน้ำตายก็อ้ายหลามแดก อยู่สู้กับผีเถอะวะ กันฮึดสู้ขึ้นมาแล้ว ปืนของเราทำไมมันไม่ได้ก็เอาดุนฟืนแดงๆ ในกองไฟทิ่มหน้ามัน สู้ตายอ้ายหงวน"

อาเสี่ยมองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"แกหายกลัวผีแล้วหรือ"

"ยัง" นิกรตอบเสียงหนักแน่น

"แล้วทำไมถึงพูดเข้มแข็งอย่างนี้"

"ก็พูดไปยังงั้นเอง คนเราเมื่อมันจนตรอกก็ต้องสู้ ในเมื่อสู้ก็ตายและหนีก็ตาย จ่าย้อยมันพูดไม่ผิด ผีที่เกาะปูเลานี่ดุจริงๆ "

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"เลี่ยงไปเดินเล่นทางชายหาดเถอะวะ อยู่ที่กระท่อมนี่กันรู้สึกหวาดๆ ยังไงชอบกล ชายหาดที่มันว่างโปร่งตาแล้วก็บางทีเราอาจจะได้ปูหรือปลาบ้าง ขณะที่น้ำกำลังขึ้นอย่างนี้ ช่วยกันเอาไฟฉายส่องดูตามซอกหิน ให้สบายใจหายหวาดเสียก่อนค่อยกลับมานอน"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน ไม่ต้องเอาปืนไปหรอกนะเกะกะเปล่าๆ เราได้รู้ความจริงแล้วว่าผีน่ะยิงมันไม่เข้า อย่างมากก็ทำให้มันตกใจหายตัวไปเท่านั้น ไปจับปูปลาก็เอา กันหิวจนเต็มฟัดแล้วพับผ่า นี่ถ้าอยู่ที่บ้านกันหิวขนาดนี้ อะไรๆ มีอยู่ในตู้เย็นกันฟาดเรียบไม่ให้มีเหลือเลย"

สองสหายต่างพิงปืนลูกซองไว้ที่ต้นไม้แล้วพากันเดินตรงไปที่ชายหาดท่ามกลางเสียงคลื่นที่ซัดสาดโขดหินและหาดทราย น้ำทะเลขึ้นมาสูงกว่าระดับเดิมมาก นิกรกับกิมหงวนช่วยกันเอาไฟฉายส่องค้นหาสัตว์ทะเลตามซอกหินใหญ่น้อยริมชายหาด นิกรร้องเอะอะเอ็ดตะโรเมื่อแลเห็นปูม้าตัวหนึ่งแต่ยังไม่ทันจะจับมันมันก็หนีไปเสียก่อน

"ว้า-มันไวกว่าเราโว้ย นี่ถ้าเรามีแหสักปากหนึ่งลงไปยืนแช่น้ำเหวี่ยงแหไม่กี่ทีก็คงได้ปลากินอิ่ม อ้ายความหิวนี่มันทรมานอย่างนี้เอง คนจนที่ไม่มีอะไรจะกิน คงจะหิวแสบท้องอย่างนี้"

กิมหงวนกับนิกรแยกย้ายกันเดินส่องไฟหาสัตว์ทะเลตามชายหาด นานๆ ก็มองมาทางกระท่อมที่พักด้วยความหวั่นกลัวปีศาจสองแม่ลูก

ครั้งหนึ่งอาเสี่ยเดินอยู่ในระหว่างหมู่ก้อนหินขนาดใหญ่หลายก้อนตั้งอกตั้งใจหาปูปลาหรือหอย หินเหล่านี้จมอยู่ในน้ำครึ่งหนึ่ง ระลอกคลื่นซัดซาดซ่าตลอดเวลา แรงไฟฉายสองท่อนในมือของกิมหงวนทำให้อาเสี่ยแลเห็นภาพที่ทำให้หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือกถอยหลังกรูดและร้องขึ้นดังๆ พร้อมกับดับไฟฉาย

"อ้ายกร"

นิกรหันขวับมาทางอาเสี่ยแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา

"ปูทะเลเรอะ มา-กันจับเอง"

"ไม่ใช่ปูทะเลโว้ย" เสี่ยหงวนพูดเสียงสั่นผิดปรกติ

"หา-ถ้ายังงั้นก็คงเป็นเต่าหรือตัวกระที่ขึ้นมาวางไข่จะละเม็ดบนชายหาด ตัวเดียวพอกินแล้วสำหรับเราสองคน อยู่ตรงไหนล่ะ"

เสี่ยหงวนชี้มือไปทางหมู่ก้อนหิน

"แถวนั้นแหละ"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"แกกลัวกระทั่งเต่าเชียวเรอะ อ้อ....แต่ว่า....เขาว่าถ้าเต่ามันกัดเรา มันจะปล่อยปากออกจากเนื้อเราก็ต่อเมื่อมันได้ยินเสียงฟ้าผ่า"

อาเสี่ยมีท่าทางขนพองสยองเกล้า

"ไม่ใช่เต่าหรอกเพื่อน"

คราวนี้นิกรชักสงสัย

"แล้วอะไรล่ะ"

"ดู...มะ...มะ...เหมือนผีโว้ย"

นิกรสะดุ้งโหยง

"พูดเป็นบ้า รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง"

"ก็ฉายไฟส่องดูเองซี กันบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไร แกดูเอาเองเถอะ"

นิกรเดินเข้าไปที่หมู่ก้อนหินและเปิดสวิทซ์ไฟฉายในมือของเขา ทันใดนั้นเองนิกรก็อ้าปากหวอลืมตาโพลง เส้นผมบนศีรษะค่อยๆ ตั้งชันขึ้น ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ ความกลัวผีปีศาจทำให้นิกรแทบจะเป็นลมล้มลง ณ ที่นั้น ภาพที่ปรากฏในสายตาของเขาก็คือ ศีรษะของปีศาจผู้ชายตนหนึ่งลอยกระเพื่อมอยู่ข้างก้อนหิน เป็นศีรษะของคนที่กำลังขึ้นเต็มที่บวมฉุเนื้อหนังหลุด นัยน์ตาทั้งสองข้างหลุดออกมานอกเบ้า ริมฝีปากบานแลเห็นฟันในปากเพียง ๔ ซีก จมูกบานรั้น คอของมันรุ่งริ่งคล้ายถูกมีดตัดขาด

มือที่ถือไฟฉายสั่นรัว นิกรจ้องตาเขม็งมองดูมันด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว พอคลื่นซัดมากระทบโขดหินค่อนข้างแรง คลื่นก็พาศีรษะปีศาจกลิ้งเข้ามาหานิกรทำให้นิกรร้องสุดเสียง

"โอ๊ย"

แล้วเขาก็หมุนตัวกลับวิ่งขึ้นไปชายหาดอย่างไม่คิดชีวิต อาเสี่ยวิ่งตามติดๆ มา สองสหายวิ่งแข่งกันกลับมาที่กระท่อม แต่แล้วต่างก็หยุดชะงัก เมื่อแลเห็นปีศาจแม่ลูกอ่อนนั่งขัดสมาธิอยู่ในกระท่อม ใบหน้าของมันที่เป็นหัวกระโหลกถูกแสงไฟจากกองไฟทั้ง ๓ กอง แลเห็นนัยน์ตากลวงโบ๋อย่างถนัด ลูกอ่อนของมันนอนดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนตัก

"อ้ายหงวน ไปทางไหนดีล่ะโว้ย" นิกรพูดเร็วปรื๋อ "หนีผีปะปีศาจแล้วเรา คืนนี้ดีฝ่อตายแน่กู"

อาเสี่ยชี้มือไปทางด้านเหนือของเกาะ

"ไปทางโน้น เร็ว-อ้ายกร ตัวใครตัวมันโว้ย"

การวิ่งเร็วระยะทางประมาณ ๓๐๐ เมตร เริ่มต้นอีก นิกรกับอาเสี่ยต่างวิ่งเต็มฝีเท้า ผลัดกันขึ้นหน้าและอยู่หลัง ถึงนิกรตัวเล็กกว่าและเตี้ยกว่าแต่นิกรกลัวผีมากกว่าจึงวิ่งได้เร็วกว่าเสี่ยหงวน ในที่สุดสองสหายก็เข้ามาอยู่ในบริเวณลานกว้างติดต่อกับชายหาด ต่างคนต่างยืนหอบแฮ่กๆ ไปตามกัน

"โอย....ถ้ามันตามมาเล่นงานเราเราจะทำอย่างไร" นิกรถามพลางมองไปทางกระท่อมและชายหาดหน้ากระท่อม

"คงไม่ตามมาหรอก ผีมันไม่ชอบหลอกคนในที่เตียนโล่งอย่างนี้"

นิกรกลัวผีจนถึงที่สุดก็ร้องไห้โฮ

"อ้ายผีหัวขาดตัวนั้นน่ากลัวเหลือเกิน ไม่รู้ว่ามาจากไหน โอย กันกลัวจนบอกไม่ถูกแล้ว"

"แต่เราไม่มีทางไปจากเกาะนี้ ถึงกลัวมันอย่างไรก็ต้องเผชิญกับมัน ใจเย็นๆ อ้ายกรอย่างมากก็แค่ช็อคตาย"

นิกรสะอื้น

"ตัดต้นกล้วยป่าคนละต้นเกาะว่ายน้ำไปเกาะตะรุเตาดีไหม"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"อย่าเลยวะ ขืนไปก็ถูกอ้ายหลามแดก ดีไม่ดีเจอพวกผีทะเลกลางทะเลก็จะยุ่งกันใหญ่"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"เอายังงี้ดีไหมอ้ายหงวน"

"เอายังไงล่ะ"

"ใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง เราปลอมแปลงตัวเป็นผีหลอกผีบนเกาะนี้บ้าง"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"อย่าดีกว่า ผีมันไม่กลัวเราหรอกเพื่อน เราทำเป็นผีหลอกมันมันก็คงแห่กันมาดูเราอย่างสนุกสนาน"

"เออ-จริงโว้ย ถ้ายังงั้นอย่าดีกว่า เรากลับไปที่กระท่อมเราเถอะ เจรจากับผีแม่ลูกอ่อนดีๆ ขอร้องให้มันพาลูกของมันไปอยู่ที่อื่น เราจะได้พักผ่อนหลับนอนกัน"

"ใครจะเป็นคนเจรจากับมันล่ะ" กิมหงวนถาม

"ก็แกน่ะซี"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"ไม่เอาโว้ย กันก็กลัวมันเหมือนกัน รู้สึกว่าผีแม่ลูกอ่อนตัวนี้ดุร้ายยิ่งกว่านังนาคพระโขนงเสียอีก เรานั่งพักกันอยู่แถวนี้เถอะวะ อีกสักครู่ใหญ่ๆ กลับไปกระท่อมของเราผีแม่ลูกอ่อนมันคงไปแล้ว"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"กรรมเวรแท้ๆ ไม่ควรเสือกไปพนันกับอ้ายพลมันเลย"

สองสหายต่างนั่งลงบนพื้นหญ้าในลานกว้างชายทะเล พอทรุดตัวนั่งเรียบร้อยนิกรก็หลับตากรนเสียงลั่น

"อ้าว-หลับแล้วเรอะอ้ายกร ดูมันหลับง่ายจริงฮิ"

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ กิมหงวนก็พบตัวเองกับนิกรนอนอยู่บนลานดินชายทะเลด้านเหนือของเกาะปูเลา ห่างจากกระท่อมที่พักเกือบ ๓๐๐ เมตร

ดวงอาทิตย์กำลังโผล่พ้นน้ำทะเลทางทิศตะวันออก

อาเสี่ยปลุกนิกรให้ลุกขึ้น ฉุดกระชากลากตัวและถีบแรงๆ สองสามที นิกรก็ตกใจตื่นพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"กลับกระท่อมเราโว้ยอ้ายกร สว่างแล้วรีบไปเอาปืนและกระสุนปืนเข้าป่าล่าสัตว์มากินกัน เราจะต้องล่าสัตว์มาให้ได้ม่ายงั้นก็อดตาย ถ้าวันนี้เราไม่ได้กินอาหารเราคงเป็นลมตายแน่ๆ "

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"กันหิวใจจะขาดแล้ว หิวจนหมดเรี่ยวแรง แกช่วยอุ้มกันไปกระท่อมหน่อยได้ไหมล่ะ ไหว้ล่ะวะ"

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"โตเป็นควายขนาดนี้อุ้มไหวเรอะ เดินไปซีโว้ย เดินไม่ไหวก็นั่งอยู่นี่แหละกันไปล่ะ"

สองสหายต่างลุกขึ้นยืนและกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณนั้น

"เมื่อคืนเรานอนอยู่ที่นี่เองและหลับสนิทเป็นตาย" นิกรกล่าวกับอาเสี่ย

"ใช่ หลับไปเพราะความหิวแสบท้อง รีบเข้าป่าล่าสัตว์กันเถอะเพื่อน อย่างไรเราก็ต้องหาอาหารกินให้ได้"

นิกรมองดูดวงอาทิตย์ที่พึ่งโผล่พ้นขอบน้ำสีแดงระเรื่อแล้วเขาก็หัวเราะก้าก

"แกดูพระอาทิตย์ซีวะอ้ายหงวน เหมือนกบาลพ่อตากันไม่มีผิด แดงแจ๋คล้ายๆ ลูกมะอึกที่กำลังสุกงอม ป่านนี้อ้ายพลกับอ้ายหมอและลูกๆ ของเรามันคงนอนหลับอย่างสบายอยู่บนเรือแหลมทอง พอตื่นขึ้นมามันก็มีไข่ดาวหมูแฮมกาแฟกินและได้ร่วมโต๊ะกับท่านนายพลผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำกับผู้บังคับการเรือและนายทหารประจำเรือแหลมทอง ไม่ควรไปพนันกับมันเลยพับผ่า นึกถึงผีเมื่อคืนนี้ยังขนลุก ฮึ่ย น่ากลัว น่าขนพองสยองเกล้า"

"กลัวก็ต้องทนทู้ซี้อีก ๙ วัน นับทั้งวันนี้ด้วย"

"นั่นน่ะซี สงสัยว่าถ้าไม่ดีฝ่อตายเพราะกลัวผี เราก็อดอาหารตายอยู่บนเกาะนี้"

สองสหายพากันเดินผ่านหาดทรายอันสวยงามตรงไปยังกระท่อมที่พัก อ้ายหง่าวกับอ้ายด่างแลเห็นเข้าก็วิ่งเข้ามาต้อนรับด้วยความดีใจ อ้ายด่างกระดิกหางร้องอี๊ดอ๊าดตามประสาหมา

นิกรกับกิมหงวนเข้าไปเอาปืนในกระท่อมพร้อมด้วยกระสุนปืนลูกปรายใส่กระเป๋าไปคนละหลายนัด อาเสี่ยบ่นพึมพำที่ไม่มีบุหรี่สูบ เขาสั่งให้อ้ายด่างอยู่เฝ้ากระท่อมแล้วชวนเพื่อนเข้าป่าล่าสัตว์ ซึ่งความหิวและความจำเป็นทำให้สองสหายมีความตั้งอกตั้งใจอย่างยิ่งที่จะต้องล่าสัตว์ป่าให้ได้

ลึกจากชายทะเลเพียง ๑๐๐ เมตร นิกรกับกิมหงวนก็แลเห็นฝูงลิงป่าหลายตัวไต่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สองสหายหยุดชะงักมองดูมัน

"เอาเลยอ้ายหงวน อย่าเคลื่อนที่เข้าไปอีกนะมันจะแลเห็นเรา"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"เราอดอยากถึงกับจะกินลิงเชียวหรือนี่"

"แล้วกัน" นิกรดุเบาๆ "หิวจะตายอยู่แล้วลิงค่างกินได้ทั้งนั้น กันคิดว่าถ้าล่าสัตว์ป่าไม่ได้กันจะกินแกรู้ไหม"

"อือ ดีเหมือนกันแดกกระทั่งเพื่อน"

นิกรจุ๊ปาก

"แกยืนเฉยๆ กันยิงเอง ตัวนั้นทั้งอ้วนทั้งใหญ่ตัวเดียวย่างกินสำหรับเราสองคนก็รอดตายแล้ว" พูดจบนิกรก็ยกปืนขึ้นประทับบ่าแล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"ตูม"

กระสุนลูกปรายผิดพลาดที่หมายคือถูกกิ่งไม้ที่กำบังตัวอ้ายจ๋อตัวนั้นไว้ เสียงปืนทำให้บรรดาอ้ายจ๋อทั้งหลายตระหนกตกใจร้องเจี๊ยกคร่อกเผ่นหนีไปตามกัน ลิงป่าไม่ใช่ลิงบ้าน สัญชาตญานของมันปราดเปรียวว่องไวและรู้จักหลบภัยอันตรายที่เกิดขึ้น เพียงแพล็บเดียวเท่านั้นฝูงลิงไม่ต่ำกว่า ๑๐ ตัว ก็หายไปหมด

อาเสี่ยมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"ฝีมือแกไม่เอาไหนเลย ยิงด้วยกระสุนลูกปรายยิงไม่ถูกแล้วจะไปยิงหมาที่ไหนวะ"

"นั่นน่ะซี น่าเสียดายจริงโว้ย บุกเข้าไปที่ภูเขากลางเกาะเถอะวะ ล่าช้างได้สักตัวย่างไว้กินได้หลายวัน"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ช้างบนเกาะเล็กๆ อย่างนี้มันมีที่ไหนวะ"

"ถ้ายังงั้นเราก็คงได้ยิงหมูป่าหรืออีเก้ง"

สองสหายพากันเดินต่อไปและสอดสายตามองหาเหยื่อ บนภูเขามีนกขนาดใหญ่บินว่อนอยู่หลายตัว แต่ภูเขากลางเกาะค่อนข้างลาดชันปีนป่ายขึ้นไปลำบาก ลึกเข้าไประหว่างเชิงเขาบางตอนก็เป็นป่าทึบ เป็นป่าไผ่และไม้เบญจพรรณ เมื่อกิมหงวนกับนิกรเดินผ่านป่าไผ่อันหนาทึบแห่งหนึ่งออกมา สองสหายก็หยุดชะงักด้วยความตกใจ

หมู่ป่าขนาดใหญ่รวม ๗ ตัว ยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หัวหน้าหมูป่าส่งเสียงคำรามลั่น

"โฮ่กๆ อู๊ด"

เท่านี้เองบรรดาหมูป่าก็วิ่งเข้าใส่สองสหายในท่าทีดุร้าย แต่ละตัวเห็นเขี้ยวโง้งออกมานอกปาก นิกรร้องขึ้นสุดเสียง

"หนีเร็วอ้ายหงวน"

โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองต่างหมุนตัวกลับและวิ่งอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต หมูป่าฝูงนั้นไล่กวดติดๆ มา ความรักตัวกลัวตายทำให้นิกรกับอาเสี่ยวิ่งเร็วกว่าหมูป่า นิกรวิ่งนำหน้าไปก่อนและหยุดยืนหันมายิงส่งเดชไปนัดหนึ่ง

"ตูม"

แล้วสองสหายก็มานะกัดฟันวิ่งหนีหมูป่าอย่างสุดฝีเท้า หมูป่าตัวหนึ่งใช้ความชำนาญในภูมิประเทศวิ่งอ้อมมาดักข้างหน้า พอนิกรกับอาเสี่ยวิ่งผ่านมามันก็กระโจนเข้าขวิดนิกรเต็มที่ นิกรตกใจเอี้ยวตัวหลบฉากและยกพานท้ายปืนฟาดกบาลหมูป่าเต็มเหนี่ยวเสียงดังโพละ

"โอ๊ย" หมูป่าร้องลั่นและวิ่งเข้าไปในพุ่มไม้

นิกรกับกิมหงวนวิ่งหนีหมูป่าต่อไป จนกระทั่งออกมาพ้นเขตป่าโปร่งทางด้านชายทะเล ต่างคนต่างยืนหอบแฮ่กๆ มองดูหน้ากันและถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

"ปืนแบบนี้เหมาะสำหรับยิงนกเล็กๆ เท่านั้น" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ "แกยิงมันถูกอย่างจังไม่เห็นมันเป็นอะไร" อาเสี่ยพูดอย่างเหน็ดเหนื่อย

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เคราะห์ดีที่มันไล่เราไม่ทัน หมูป่าเขี้ยวมันคมเหมือนมีดโกน ไม่เอาละโว้ยหาของทะเลกินกันดีกว่าหรือม่ายก็คอยเฝ้ายิงนกแถวนี้ ถึงได้นกเล็กๆ อย่างนกอีแอ่นสัก ๒๐ ตัวก็พอกิน"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น

"เข้มแข็งน่าอ้ายกร เราเดินอ้อมไปทางโน้นและบุกเข้าป่าอีกครั้ง เผื่อจะพบลิงค่างไก่ป่าหรือกระต่ายป่าบ้าง สำหรับหมูป่าน่ะหมดหวังที่จะกินมันแล้ว นอกจากไรเฟิลสำหรับล่าสัตว์ใหญ่ ไปเถอะเพื่อนกันนำหน้าเอง"

"ว้า-ถ้าเราไปเจอะหมูป่าพวกนั้นเข้าล่ะ"

"เถอะน่า เราต้องเสี่ยงซีโว้ย ไม่มีอาหารกินเราสองคนจะต้องตายด้วยความทุกข์ทรมาน"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"เอา-ลองดูอีกที"

สองสหายพากันเดินอ้อมไปทางตอนใต้ของเกาะปูเลา ดวงอาทิตย์สูงขึ้นจากทะเลตามลำดับ ความร้อนเพิ่มขึ้นทีละน้อย เรือใบหลายลำแล่นอยู่ในทะเล ซึ่งบางลำอยู่ห่างจากเกาะปูเลาไม่ไกลนัก เรือเหล่านี้เป็นเรือของชาวประมง นิกรกับกิมหงวนแลเห็นหมู่เรือรบทั้งสามลำยังจอดอยู่ที่หน้าเกาะตะรุเตาเหมือนเช่นเดิม ซึ่งระหว่างนี้นายพลดิเรกกับลูกชายของเขาใช้เวลาฝึกนายทหารประจำเรือให้รู้จักใช้อาวุธนำวิถี ทั้งอาวุธปล่อยธรรมดาและติดหัวรบนิวเคลียร์แต่จะไม่มีการยิงเป้าหมายอีกแล้ว เพราะหมดเขตที่คณะกรรมการจังหวัดสตูลประกาศห้ามไม่ให้เรือเดินเข้ามาในหมู่เกาะเหล่านี้

ในที่สุดอาเสี่ยก็พานิกรบุกเข้าไปในป่ากลางเกาะอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำการล่าสัตว์เท่าที่จะหาได้ เมื่อได้ยินเสียงไก่ป่นขันเจื้อยแจ้วดังมาแต่ไกล สองสหายก็มองดูหน้ากันและยิ้มแป้นไปตามกัน

"หวานแล้วอ้ายกร อย่างน้อยเราก็จะได้ไก่ป่าสักตัวหนึ่งเป็นอาหารเช้าของเรากับอ้ายด่าง"

"นั่นน่ะซี เสียงมันขันน่ากินเหลือเกิน"

โรบินสัน ครูโซ ต่างเดินตามเสียงไก่ป่าไปข้างหน้า สักครู่ก็มาถึงที่ไก่ป่าหลายตัว บางตัวอาศัยอยู่ใต้ซุ้มไผ่ บ้างก็เกาะอยู่บนกิ่งไผ่ป่าอันหนาทึบ ตัวเมียส่งเสียงร้องกระต๊าก ตัวผู้ขัน เอ้กอี่เอ๊กเอ้ก เสียงแหลมเล็กคล้ายกับไก่แจ้เนื่องจากตัวมันเล็ก แต่บินเก่งและปราดเปรียวกว่าไก่บ้าน

"อยู่บนกอไผ่โน่น" นิกรบอกเสี่ยหงวนด้วยความดีใจ "เยอะแยะเชียวโว้ย ที่โค่นกอไผ่เห็นตัวไวๆ ก็หลายตัว ฮ่ะ ฮ่ะ เจอเอาถิ่นไก่ป่าเข้าให้แล้ว วันนี้ได้กินไก่ย่างแน่ๆ ค่อยย่องเข้าไปอ้ายหงวนอย่าให้มันเห็นเราได้"

ทันใดนั่นเอง พญางูเห่าหรือจงอางยักษ์ตัวหนึ่งก็ชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ยห่างจากสองสหายเพียงเมตรเดียวเท่านั้น มันชูลำตัวของมันขึ้นมาสูงจากพื้นดินราว ๕ ฟุต แลบลิ้นแผล็บๆ และเห่าคำรามฟ่อๆ สองสหายยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น ต่างคนต่างตกใจแทบช็อค ใบหน้าซีดเผือดเพราะความรักตัวกลัวตาย เพราะจงอางตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก ตัวของมันโตเท่าแขนนิกรและยาวเกือบ ๓ เมตร หน้าตาดุร้ายผิดกับงูทั้งหลาย

"อ้ายหงวน" นิกรพูดกับอาเสี่ยแผ่วเบาโดยไม่อ้าปากพูด "อย่ากระดุกกระดิกหรืออย่าวิ่งหนีเป็นอันขาด ยืนเฉยๆ "

อาเสี่ยจ้องตาเขม็งมองดูพญางูเห่าด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าวและแกล้งถามนิกรโดยวิธีพูดไม่อ้าปากเช่นเดียวกัน

"งูหลามใช่ไหม"

"งูหลามเตี่ยมึงน่ะซี งูที่แผ่แม่เบี้ยได้มีงูเห่ากับงูจงอางเท่านั้นแหละโว้ย" นิกรพูดโดยไม่อ้าปากแล้วสะดุ้งเล็กน้อย "อุ๊ยๆ มันยื่นหน้าเข้ามาหาเราอีกแล้ว"

"วิ่งหนีดีไหมอ้ายกร"

"อย่า วิ่งหนีเป็นตายแน่ พอเราหมุนตัวกลับมันก็ฉกโป๊ก ยืนเฉยๆ ก่อนกันหาทางแก้ไขเอง"

สองสหายยืนนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก ในยามคับขันเข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนี้นิกรมักจะแก้ไขสถานการณ์ได้เสมอ เขาค่อยๆ ขยับปืนลูกซองในมือขวาของเขายกขึ้นทีละน้อยเอาพานท้ายปืนหนีบรักแร้ไว้ มือขวาสอดเข้าไปในไกปืนกะเล็งหมายคอพญางูเห่าด้วยการคาดคะเน

"อ้ายกร"

"หือ"

"แกยิงมันเรอะ"

"เออ"

"ถ้ายิงผิดตายห่านะ"

"แต่ถ้าไม่ยิงมันเรายืนอยู่อีกสักครู่เราก็ตายเหมือนกัน ต้องเสี่ยงโชคโว้ย มันไม่ตายเราก็เท่งทึง" นิกรพูดโดยไม่ต้องอ้าปากและเสียงที่พูดเบามาก

อาเสี่ยอกใจเต้นระทึก

"ตั้งใจให้ดีอ้ายกร โอ้โฮ....มันถ่มน้ำลายรดหน้ากันโว้ย"

"เฉยไว้ มันกำลังคิดว่าเราเป็นต้นไม้หรือเป็นคน งูน่ะนัยน์ตามันไม่ดีหรอก แต่ถ้าเราเคลื่อนไหวมันรู้ว่าเราเป็นคนมันจะไล่กัดเราซึ่งเราหนีมันไม่พ้น เพราะจงอางเลื้อยเร็วมาก ขี่ม้ายังหนีแทบไม่ทัน"

"ว้า...พูดมากฉิบหายเลย ยิงก็ยิงซีโว้ย ขี้กันขึ้นไปอยู่บนหัวสมองหมดแล้ว"

นิกรยืนนิ่งเฉยจ้องมองดูพญางูเห่าอย่างหวาดๆ มันแผ่แม่เบี้ยแลบลิ้นแผล็บๆ ส่ายลำตัวโยกเยกไปมาน่ากลัวกว่าจงอางในบ่องูที่สถานเสาวภามากมายนัก

ในที่สุดนิกรก็ตัดสินใจกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"ตูม"

กระสุนลูกปรายซึ่งยิงในระยะเผาขนถูกคองูตอนแม่เบี้ยพอดีทะลุปรุพรุนไปหมด จงอางยักษ์ดิ้นพราดๆ ลดตัวลงกลิ้งตัวไปมา ฝูงไก่ป่าได้ยินเสียงปืนก็ตกใจบินหนีไปหมด เสี่ยหงวนยกปืนขึ้นยิงซ้ำอีกหนึ่งนัด พญางูเห่าสงบเงียบ ทำให้สองสหายดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

"ไม่เลวโว้ยอ้ายกร แกยิงปืนโดยไม่ต้องเล็งศูนย์ยังยิงได้แม่นราวกับจับวาง แต่น่าเสียดายที่ไก่ป่ามันบินหนีไปหมด"

"ช่างมันเถอะเพื่อน อย่างน้อยเราก็มีอาหารกินกันตายแล้ว"

"หา กินงูจงอางตัวนี้น่ะหรือ"

"ใช่ ย่างให้สุกเนื้อมันวิเศษกว่าเนื้อไก่เป็นไหนๆ ตัดคอทิ้งถลกหนังออกผ่าท้องควักตับไตไส้พุงทิ้งไป ขดให้เป็นวงกลมแล้วย่าง รับรองว่าแกกินแล้วแกจะต้องติดใจ"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"เห็นจะยัดไม่ลงแน่ กันยอมอดตายโว้ย"

"ตามใจแก แกไม่กินกันกินคนเดียวก็ได้ พอกันย่างมันส่งกลิ่นหอมขี้คร้านแกก็จะต้องกิน"

ทันใดนั้นเองเสี่ยหงวนก็ร้องขึ้นดังๆ

"อ้ายกร ดูโน่น"

นิกรสะดุ้งเฮือกมองตามสายตากิมหงวน พอแลเห็นงูจงอางสามสี่ตัวเลื้อยเข้ามาหาอย่างรวดเร็วนิกรก็แหกปากร้องลั่น

"หนีเร็วอ้ายหงวน"

สองสหายต่างพากันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต จงอาง ๓ ตัว ไล่กวดติดๆ มา แต่มันเสียเวลาหยุดชูคอขึ้นมองดูสองสหายจึงช่วยให้นิกรกับอาเสี่ยวิ่งหนีไปได้ ต่างคนต่างเร่งฝีเท้าเต็มที่ ทุกครั้งที่หันมาเห็นงูจงอางชูคอแผ่แม่เบี้ยนิกรกับอาเสี่ยก็ห้อแน่บจนกระทั่งออกมานอกชายทะเล

"ไม่ต้องกินแล้ว" เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังด้วยความโมโห "รอดตายจากหมูป่ามาเมื่อกี้นี้เองเจอกับจงอางเข้าอีก รู้สึกว่าสัตว์ป่าบนเกาะนี้มันรักใคร่กันมีสามัคคีธรรมกันดีมาก ถ้าเราเข้าไปล่าสัตว์ในป่าอีกเราก็อาจจะถูกสัตว์ป่ามันล่าเราอย่างไม่ต้องสงสัย"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"กันก็ว่าอย่างนั้นแหละ คอยหานกยิงแถวนี้แหละวะ น้ำทะเลก็กำลังลงงวดปูปลาคงไม่มีตามโขดหินเพราะน้ำลดลงไปหมดแล้ว ถ้าไม่มีอะไรกินกันจริงๆ เห็นจะต้องเล่นงานอ้ายด่าง พ่อกันเคยสอนว่า ความจำเป็นย่อมไม่คำนึงถึงธัมมะ"

อาเสี่ยสะดุ้งเล็กน้อย

"ขอเสียทีเถอะวะ ถ้าแกจะกินอ้ายด่างแกยิงกันทิ้งแล้วย่างกันกินเสียดีกว่า"

นิกรฝืนหัวเราะ

"เนื้อแกมันเหนียวน่ะซี ว้า หิวจนตาเหล่แล้ว อยากจะรู้เหลือเกินว่า โรบินสัน ครูโซ จริงๆ น่ะมันจะมีชีวิตอยู่บนเกาะร้างได้อย่างไร"

"ก็มันเป็นเรื่องที่เขาแต่งมันขึ้น เขาจะแต่งให้มันอยู่อย่างสุขสบายหรือทุกข์ยากอย่างไรก็ได้ ว่าแต่เราสองคนว่ายน้ำไปเกาะตะรุเตาเถอะวะ ตัดต้นกล้วยป่าเข้าคนละต้นแล้วเกาะต้นกล้วยว่ายไป สักสามสี่ชั่วโมงก็ถึง"

นิกรชี้ให้อาเสี่ยดูปลาฉลามสองสามตัวซึ่งกำลังว่ายอยู่ที่หน้าเกาะแลเห็นกระโดงส่วนหลังของมัน

"ขืนไปก็ตกเป็นเหยื่ออ้ายหลาม นั่นยังไงเห็นไหม"

"ถ้ายังงั้นก็ช่วยกันซ่อมเครื่องรับส่งวิทยุสนามเพื่อเราจะได้พูดติดต่อกับอ้ายพลให้เอาเรือมารับเรา"

"ไม่มีทางที่จะซ่อมได้" แล้วนิกรก็หัวเราะ "หมดความเข้มแข็งแล้วหรืออ้ายหงวน ไหนคุยดีว่าแกจะเอาชนะอ้ายพลยังไงล่ะ"

ทิฐิมานะบังเกิดขึ้นแก่อาเสี่ยทันที เขามองดูนิกรแล้วแสยะยิ้ม

"ไม่ยอมโว้ย คำว่าแพ้จะไม่มีในปทานุกรมของกัน"

"เออ ต้องยังงี้ซีวะ กันก็จะทู่ซี้อยู่บนเกาะนี้ให้ครบ ๑๐ วัน เงินสองแสนห้าหมื่นไม่ใช่น้อย ได้มากันจะเที่ยวให้เปรม เพราะเหมือนกับถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งครึ่งใบ"

เสี่ยหงวนยื่นมือให้นิกรจับ สองสหายบีบมือกันแน่น

"เราต้องชนะ"

"แหง"

"อะไรวะแหง"

"ก็เราต้องชนะอ้ายพลน่ะซี"

"ถูกละ ยอมตายบนเกาะนี้ดีกว่าที่จะยอมแพ้อ้ายพลมัน ไปนั่งคุยกันที่กระท่อมเราเถอะ ตรงนี้แดดมันเริ่มร้อนแล้ว ถ้านกอะไรบินมาเกาะตามต้นไม้แถวนี้เราก็ต้องยิงมัน แม้กระทั่งอีแร้ง อ้า-แกไม่คิดไปเอาศพงูจงอางตัวนั้นมาย่างกินหรือ"

นิกรทำคอย่น

"ไม่เอาแล้ว ขืนไปพวกมันก็คงกัดเท่งทึงอยู่ในป่า อยู่บนเกาะร้างอย่างนี้ถูกงูเห่าหรืองูจงอางกัดไม่มีทางรอดเลย"

จนกระทั่ง ๑๐.๐๐ น. เศษ

ความหวังที่นิกรกับเสี่ยหงวนจะได้อาหารกินนั้นเลือนลางเต็มทน นกนางนวลตัวหนึ่งบินมาเกาะยอดไม้หน้าเกาะแต่อาเสี่ยยิงไม่ถูกประกอบทั้งนกตัวนั้นอยู่ในที่อับกระสุน ความหิวทำให้โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนช่วยกันเอาผ้าขาวม้าช้อนกุ้งปลาที่ชายหาด แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้สัตว์ทะเลแม้แต่ตัวเดียว นิกรพยายามขุดทรายค้นหาไข่จะละเม็ดซึ่งเข้าใจว่าคงจะมีเต่าทะเลที่เรียกว่ากระขึ้นมาไข่ไว้แต่ก็ไม่มีไข่จะละเม็ดแม้แต่ใบเดียว หิวหนักเข้านิกรก็ชวนกิมหงวนกินใบไม้อ่อนๆ เพื่อให้มันหนักท้องแล้วก็ดื่มน้ำกลั้วท้อง

สองสหายได้รับความทุกข์ทรมานเพี่มขึ้นตามลำดับนอนกลางดินกินกลางทรายไม่มีเครื่องบำรุงความสุข ต้องเผชิญกับผีปีศาจและสัตว์ร้าย ต้องอดอาหาร ไม่มีบุหรี่สูบ ไม่มีกาแฟกิน ไม่ผิดอะไรกับนักโทษที่ถูกปล่อยเกาะ มองไปทางไหนเห็นแต่น้ำกับฟ้า ได้ยินแต่เสียงคลื่นลมตลอดเวลา

เรือยนตร์ลำหนึ่งแล่นตรงเข้ามาที่เกาะนี้ ตอนแรกแลเห็นเป็นจุดเล็กๆ พอใกล้เข้ามากิมหงวนกับนิกรก็จำได้ว่าเป็นเรือยนตร์ประจำ ร.ล. แหลมทอง นั่นเอง ไม่ต้องสงสัยว่าสองสหายจะปิติยินดีสักเพียงใด ต่างรีบลุกขึ้นยืนกระโดดโลดเต้นสดชื่นรื่นเริงไปตามกัน

"ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายพลพาพวกเรามาเยี่ยมเราโว้ย" นิกรกล่าวขึ้นด้วยความดีใจ "คงเอาอาหารและบุหรี่มาให้เราแน่ๆ เพราะมันต้องรู้ว่าเราสองคนช่วยตัวเองไม่ได้"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"อย่าพึ่งมั่นใจนัก มันอาจจะมาถามไถ่เราก็ได้ว่าเรายอมแพ้มันหรือยัง ถ้ายอมแพ้มันก็จะรับเรากลับซึ่งเราจะต้องจ่ายเงินครึ่งล้านให้มัน อย่ายอมเชียวนะอ้ายกรเราได้สัญญากันไว้แล้ว เราต้องเอาชนะอ้ายพลให้ได้อย่าให้พวกนายทหารเรือเขาดูหมิ่นยิ้มเยาะเรา เพราะเราเป็นนายทหารเรือผู้ใหญ่มียศเป็นนาวาเอก เราต้องเข้มแข็งทรหดอดทน"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ไม่ยอมก็ไม่ยอม ถ้าเช่นนั้นเรานั่งลงทำเป็นเต๊ะท่าอย่าสนใจกับมัน ดูเหมือนพวกเรามากันหมดเห็นคุณพ่อนั่งหัวเหน่งอยู่กลางลำเรือ น่าเอาขี้หมาละเลงหัวเหลือเกินพับผ่า"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"เดี๋ยวกูจะฟ้อง"

"อย่านะอ้ายหงวน พูดเล่นสนุกๆ "

เรือยนตร์ลำนั้นแล่นใกล้เข้ามาทุกที ผู้ขับเรือยนตร์คือ ร.อ. พนัส คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์นั่งรวมกันอยู่ในเรือ พล.ต. พลได้ขอยืมเรือยนตร์ลำนี้มาเยี่ยมนิกรกับอาเสี่ยและตั้งใจจะหาวิธีทำให้สองสหายยอมแพ้เรา ทั้งนี้ก็เพราะท่านนายพลเรือ ผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำมีความห่วงใยนิกรกับกิมหงวนมาก เกรงว่าจะได้รับความลำบากในการกินอยู่หลับนอนบนเกาะนี้ ท่านจึงขอร้องให้ พล.ต. พลหาวิธีทำให้สองสหายยอมแพ้กลับไปอยู่ที่ ร.ล. แหลมทอง ตามเดิม

เรือยนตร์ลำนั้นลดความเร็วลงเมื่อใกล้จะถึงเกาะ ลูกชายของพลบังคับมันตรงเข้ามาเกยชายหาดและดับเครื่องยนตร์เรียบร้อย ต่อจากนั้น นายพลดิเรกกับ พล.ต. พลพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนกับเจ้าแห้วก็หอบหิ้วสัมภาระมากมายขึ้นมาจากเรือยนตร์ลำนั้น มีตะกร้าใส่ถ้วยชามช้อนส้อมมีดโต๊ะผ้าเช็ดมือ กระติกน้ำแข็งขนาดยักษ์ ถ้วยแก้วขวดใส่น้ำเย็นขนาดยักษ์ซึ่งแต่เดิมเป็นขวดน้ำกลั่น นอกจากนี้ก็มีตะกร้าใส่อาหารสดคาวของกินอีกหลายอย่างรวมทั้งผลไม้เครื่องดื่ม เตาแก๊สขนาดเล็กบรรจุแก๊สประมาณ ๓ ปอนด์ ใช้สำหรับในการเดินทางมีความสะดวกสบายอย่างยิ่ง

ทุกคนตั้งใจมาทำอาหารกลางวันรับประทานกันบนเกาะนี้เพื่อเยาะเย้ยหรือยั่วให้นิกรกับอาเสี่ยหิวกระหายเพราะต่างรู้ดีว่าสองสหายคงจะมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นอดอยากไม่ได้รับความสุขสบายแม้แต่น้อย

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธเดินรวมกลุ่มตรงมาที่กระท่อมของโรบินสัน ครูโซ แล้วพลก็ออกคำสั่งกับเจ้าแห้ว

"ปูเสื่อใต้ร่มไม้นั่นแหละโว๊ย แล้วก็เตรียมหุงข้าวได้ หาไม้มาก่อไฟหุงข้าว ฉันกับอ้ายหมอและคุณอาจะช่วยกันทำกับข้าวด้วยเตาแก๊ส อ้ายนัส อ้ายนพ อ้ายตี๋และดำรงคอยช่วยเหลือ รายการอาหารกลางวันของเราวันนี้มี ไก่ย่าง ซี่โครงหมูอบแล้วก็แกงจืดหมูกับเกี้ยมไฉ่ ปลาจะระเม็ดทอดกรอบ ล้วนแต่น่ากินทั้งนั้น อ้ายนัสชงกาแฟร้อนมาให้พ่อกับอาหมอและคุณปู่แกคนละแก้วซิ"

นิกรกระซิบกระซาบกับอาเสี่ยเบาๆ

"ดูซิวะ มันทำราวกับว่ามันไม่รู้จักเรา น่ากระทืบไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ

"มันกำลังวางแผนยั่วเราให้ยอมแพ้รู้ไว้เถอะ มันจะกินอาหารดีๆ อวดเราเพื่อให้เราทนไม่ไหวจะได้บอกยอมแพ้"

นิกรเค้นหัวเราะ

"หรือยอมมันดี"

"อ้าว-เดี๋ยวถีบโครมเข้าให้เท่านั้นเอง ก็ตกลงกันไว้แล้วว่าเราจะต้องชนะอ้ายพล"

"แกดูไก่ในตะกร้านั่นซิวะ แต่ละตัวอ้วนจ้ำม่ำถอนขนหมดแล้วเอาเครื่องในออกแล้ว คงเอามาจากห้องเย็นในเรือแหลมทองหรือม่ายก็ซื้อจากพวกชาวประมงบนเกาะตะรุเตา"

อาเสี่ยกระซิบกับนิกร

"เข้มแข็ง อดทนและอุเบกขาจะช่วยให้เราได้ชัยชนะอย่างงดงาม ที่อ้ายพลพาพรรคพวกมาที่นี่ก็เพราะมันกลัวเรารู้ไหมล่ะ"

นิกรยิ้มออกมาได้

"เออ เห็นจะจริงโว้ย"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ไม่มีใครสนใจกับโรบินสัน ครูโซ เลย แม้แต่เพียงมองหน้าก็ไม่มองเพราะนัดกันมาเรียบร้อยแล้ว เสื่อกกใหม่เอี่ยมขนาดใหญ่ ๒ ผืน ถูกปูลงบนพื้นหญ้าใต้ร่มไม้ใหญ่ห่างจากกระท่อมเพียงเล็กน้อย เตาแก๊สและกับข้าวคืออาหารสดผักสดวางอยู่นอกเสื่อ ส่วนเครื่องดื่มและผลไม้วางอยู่บนเสื่อ เจ้าแห้วมองดูนิกรกับเสี่ยหงวนด้วยความสงสาร พอสบตากับนิกรก็ยิ้มให้

"ขอกาแฟร้อนสักสองแก้วซีวะอ้ายแห้ว บุหรี่สักซอง"

พลพูดเสริมขึ้น

"ถ้าไม่อยากโดนเตะก็รีบไปหาไม้มาก่อไฟเข้าและรีบหุงข้าวสำหรับพวกเรา เรื่องของคนอื่นไม่ใช่เรื่องของแก สองคนนี่อ้ายบ้าหอบฟางที่ไหนก็ไม่รู้ แกรู้จักมักจี่กับเขาหรือ"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับพลทันที

"อ้อ-เดี๋ยวนี้มึงไม่รู้จักกูกับอ้ายกรแล้วหรืออ้ายพล นึกหรือวะว่ามึงจะชนะได้เงินห้าแสนจากกูและอ้ายกร ชะ ชะ อีกเก้าวันเท่านั้นเพื่อน กูสองคนอยู่บนเกาะนี้แสนจะสบาย กินอิ่มนอนหลับ"

"ปู้โธ่" นิกรคราง "หิวจนไส้จะขาดแล้วเสือกบอกมันได้ว่ากินอิ่มนอนหลับ ผีก็ดุยังกะหมา เมื่อคืนถูกผีหลอกแทบตายห่า หมูป่าก็ดุ งูจงอางก็ดุ"

อาเสี่ยหันขวับมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"แหม-แกนี่ไม่เอาไหนเลยฮิ เคยเล่นโป๊กเกอร์หรือเปล่าวะ"

"ทำไมจะไม่เคย"

"แล้วเสือกพูดความจริงทำไม จะอดอยากจะลำบากยากแค้นอย่างไรก็ต้องคุยเขื่องไว้ซีโว้ย"

"อ้าว ก็ไม่ซ้อมกันไว้ก่อนนี่หว่า" แล้วนิกรก็ฝืนหัวเราะ

กลิ่นบุหรี่รอสแมนด์ซึ่งเป็นบุหรี่ควันละเอียดที่สี่สหายหนุ่มกำลังจุดสูบกันคนละมวนทรมานความรู้สึกของนิกรกับกิมหงวนอย่างยิ่ง อาเสี่ยทนไม่ไหวก็ร้องเรียกลูกชายของเขา

"อ้ายตี๋ อ้ายตี๋โว้ย"

สมนึกอยากจะให้พ่อของเขากับนิกรกลับไปอยู่ที่เรือแหลมทองก็แกล้งเต๊ะท่าทำเป็นไม่รู้จักกับอาเสี่ย

"ใครเป็นอ้ายตี๋"

กิมหงวนชักยั๊วะขึ้นมาทันที

"ก็มึงน่ะซิ"

"เอ๊ะ มึงไหนครับ"

"ก็มึงนั่นแหละ" เสี่ยหงวนแผดเสียงลั่น

เสี่ยตี๋อมยิ้มยั่วโทสะ

"อ๋อ-ผมนี่ไม่ใช่มึงนะครับ ผมคือร้อยเอก เรืออากาศเอกและเรือเอกสมนึก ไทยแท้ นายทหารแห่งคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย เข้าใจไหมครับ คุณน่ะ โรบินสัน ครูโซ ใช่ไหมครับ"

"เดี๋ยวกูก็จะลุกขึ้นไปกระทืบให้คอย่นเท่านั้นเอง เอาบุหรี่ของแกมาให้เตี่ยกับอานิกรไว้สูบสักซองเถอะ"

ร.อ. สมนึกเค้นหัวเราะ

"ซองละพันบาทขาดตัวครับ"

อาเสี่ยทำคอย่น

"บุหรี่ตวักตะบวยอะไรกันวะซองละพันบาท"

"ไม่เอาก็ตามใจซิครับ แต่ว่าถ้าเอามาพันบาทผมให้ใหม่เอี่ยมเต็มซองหนึ่งซอง ผมซื้อมาจากกรุงเทพฯ ซองละ ๑๐ บาท"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"ถ้าอย่างงั้นกูยอมอดบุหรี่ตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดึง ซิก้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อของท่านมวนหนึ่งแล้วชูให้เสี่ยหงวนดู

"เอาอย่างนี้ไหมล่ะ อาให้แกกับอ้ายกรคนละมวน"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ขอบคุณครับ สูบมวนเดียวเมาตั้ง ๕ ปี ท่านขุนเก็บเอาไว้สูบเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแล้วตวาดแว็ด

"เจ้าคุณโว้ยไม่ใช่ท่านขุน"

นิกรหัวเราะหึๆ

"เผลอไปครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินเข้ามานั่งรวมกลุ่มกับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ บนเสื่อกกแล้วเขาก็มองดูหน้านายพลดิเรก

"ทักทายเพื่อนบ้างซีอ้ายหมอ"

"โน-ตอนนี้เราขาดความเป็นมิตรกันชั่วขณะคือในระยะ ๑๐ วันนี้ แกกับอ้ายกรคือ โรบินสัน ครูโซ ไม่ใช่เพื่อนของกัน แต่ถ้าแกยอมแพ้อ้ายพลเราก็จะเป็นเพื่อนกันตามเดิม เราจะชวนแกร่วมวงกินข้าวกลางวันกับพวกเราอย่างอิ่มหนำสำราญแล้วพากลับไปเรือแหลมทอง"

ร.อ. นพพูดด้วยเสียงหัวเราะ

"อย่าทนทู่ซี้อยู่บนเกาะนี้เลยครับลุง ต้นกลแกเล่าให้พวกเราฟังเมื่อคืนนี้ว่าผีบนเกาะนี้ดุร้ายมาก ควรจะยอมแพ้ลุงพลก็ยอมแพ้เสีย"

เสี่ยหงวนค้อนลูกชายนิกร

"ไม่ยอมโว้ย" แล้วเขาก็เอื้อมมือหยิบกระป๋องบุหรี่การิดที่วางอยู่บนเสื่อตั้งใจจะจุดสูบให้สมกับความกระหายสักมวนหนึ่ง

พล.ต. พลรีบกระชากกระป๋องบุหรี่มาถือไว้

"อย่า-อย่ายุ่งอ้ายหงวน นี่ไม่ใช่บุหรี่สาธารณะ"

ดูเหมือนเสี่ยหงวนไม่เคยโกรธเคืองพลเหมือนครั้งนี้เลย เขาจ้องมองดูหน้าพลราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"อ้ายพล "

พลยิ้มเล็กน้อยและแกล้งยั่ว

"อย่าเรียกอ้ายโว้ย แกเป็นพันเอกพิเศษฉันเป็นพลตรี ฉันอาจจะเอาเรื่องแกในฐานะดูหมิ่นนายทหารชั้นนายพลก็ได้"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"เดี๋ยวกูเชือดคอหอยมึงด้วยมีดพกเลยพับผ่า เพื่อนฝูงกันขอบุหรี่สูบสักมวนไม่ได้เรอะ"

"อ๋อ อย่าว่าแต่มวนเดียวเลย ทั้งกระป๋องยังได้ถ้าหากว่าแกกับอ้ายกรยอมแพ้กันและกลับไปพักที่เรือแหลมทอง"

กิมหงวนแสยะยิ้ม

"ไม่มีทาง คนอย่างกันกับอ้ายกรก็ชายชาติหมา เอ๊ย พูดผิดไปโว้ย เราสองคนก็คือชายชาติเสือ เรื่องจะร้องเป๋งๆ เหมือนหมาน่ะเมินเสียเถอะเพื่อน เสือน่ะต้องทรหดอดทน จำไว้นะอ้ายพลบุหรี่มวนเดียวมึงไม่ให้กู" แล้วเขาก็หันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก "ขอบุหรี่ให้กันสักซองเถอะวะหมอ"

"โน-กันมีแต่ยาเส้นสำหรับสูบกล้อง ถ้าจะเอาไว้มวนใบตองแห้งสูบก็เอาซี กันจะแบ่งให้ครึ่งถุง"

อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก

"ไม่เอาโว้ย" พูดจบก็เปลี่ยนสายตามาที่ ร.อ. นพ "แกมีบุหรี่ไหมนพ ให้ลุงสักซองเถอะวะ"

ร.อ. นพ ล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ควันละเอียด ๕๕๕ ออกมาซองหนึ่ง

"ยังงี้ชอบไหมครับลุง"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"ก๊อดีน่ะซิ"

"ซองละสองพันนะครับ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ้ายตี๋เอาซองละพัน แกเอาซองละสองพัน"

"ครับ ลุงพลสั่งไว้อย่างนี้ ผมให้ลุงฟรีลุงพลก็หาเรื่องเตะผม"

"เตะก็สู้มันซีวะกลัวอะไรมัน ลุงไม่ใช่พ่อ"

"ไม่ได้หรอกครับ ถ้าลุงอยากได้บุหรี่สูบก็ต้องซื้อผมตามราคาที่ผมเสนอ ลุงไม่ซื้อลุงกับพ่อก็ไม่มีบุหรี่สูบอีกตั้ง ๙ วัน พอดีลงแดงตาย"

อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือก

"บุหรี่ไม่ใช่เฮโรอีนหรือฝิ่นโว้ยจะได้ลงแดงตาย" แล้วเขาก็ยิ้มให้ลูกชายของพล "แกมีบุหรี่ไหมอ้ายนัส"

"ไม่ได้เอามาครับอา ผมลืมไว้ที่ห้องพักบนเรือแหลมทอง"

"ว้า อ้ายรงล่ะ"

ศาสตราจารย์ดำรงสั่นศีรษะ

"ผมสูบวันละมวนสองมวนเท่านั้น ผมไม่ได้พกบุหรี่ติดกระเป๋าหรอกครับ"

ควันบุหรี่ทำให้กิมหงวนเต็มไปด้วยความกระหาย ส่วนนิกรก็ทนไม่ไหวถึงกับลุกขึ้นเดินมานั่งรวมวงด้วย แล้วร้องเพลงขอทานเสียงแจ๋ว

"คุณพ่อคุณแม่ใครมีบุหรี่ โปรดเมตตาปรานี ให้ทานสักมวน จะลงแดงเสียให้ได้ ท้องไส้ปวดมวน ลูกขอเชิญชวน ให้การุณย์ จะลงแดงเสียให้ได้ จะลงแดงเสียให้ได้ เอิ๊งเงอเอ่อเอย ท้องไส้ปวดมวน จะลงแดงเสียให้ได้ ท้องไส้ปวดมวน ลูกขอเชิญชวน ให้การุณย์" แล้วนิกรก็ยกมือไหว้พลางพูดเสียงอ่อนเสียงหวานแบบขอทาน "เจ้าประคู้น ลูกง่อยเปลี้ยเสียขาเขาเอาลูกสองคนมาปล่อยเกาะ ขอทานบุหรี่สูบคนละมวนเถอะครับ "

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ร.อ. นพรู้สึกสงสารนิกรก็ชำเลืองมองดูพลเสียก่อน แล้วโยนก้นบุหรี่ที่มีอยู่ครึ่งมวนมาตกข้างนิกร นิกรรีบคว้ามาดูดโดยเร็ว ช่วยให้เขามีชีวิตชีวาขึ้น แต่แล้วพลก็ยกมือชี้หน้า ร.อ. นพ

"อ้ายนพ มึงไม่ใช่มหาเศรษฐีทิ้งบุหรี่ตั้งครึ่งมวนใช้ไม่ได้ ไปเอามาสูบต่อให้หมดมวน"

ร.อ. นพทำท่าเหมือนกับจะร้องไห้ รีบลุกขึ้นเดินมานั่งข้างโรบินสัน ครูโซ ทั้งสองแล้วกล่าวกับนิกร

"ขอก้นบุหรี่ให้ผมเถอะครับ ลุงเขาด่าผมแล้ว"

นิกรทำตาละห้อย ส่งก้นบุหรี่คืนให้ลูกชายของเขาด้วยความเสียดาย พล.ต. พลกลั้นหัวเราะแทบแย่ แต่แกล้งทำหน้าตายกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสองว่า

"ถอยไปโว้ย เสื่อนี่สำหรับพวกเราพักผ่อน"

อาเสี่ยกล่าวกับนิกรอย่างเดือดดาล

"ไปนั่งที่กระท่อมเราเถอะอ้ายกร อ้ายพลมันทำกับเราอย่างนี้ยิ่งทำให้เรามีมานะที่จะเอาชนะมัน เราต้องเข้มแข็งเพื่อนรัก"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แต่อย่างน้อยเราควรจะเปิดฉากเจรจากับมันด้วยสันติวิธี ขอกาแฟมันกินรองท้องคนละแก้วก่อนไม่ดีหรือ"

พล.ต. พลกล่าวขึ้นดังๆ

"กาแฟร้อนใส่นมแก้วละสองพันโว้ย โอยัวะพันบาท"

กิมหงวนสะดุ้งโหยงแล้วค้อนขวับ

"กูไม่แดกก็ได้" แล้วเขาก็ดึงตัวนิกรให้ลุกขึ้นพาเดินไปที่กระท่อมของเขา

สี่สหายหนุ่มต่างมองดูนิกรกับกิมหงวนด้วยความสงสาร แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและนายพลดิเรกแกล้งทำใจแข็งเพื่อจะให้สองสหายยอมแพ้กลับไปอยู่เรือ ขณะนี้เจ้าแห้วหอบกิ่งไม้แห้งมาหอบหนึ่ง เตรียมติดไฟหุงข้าวกลางวัน

ร.อ. นพโยนกล้วยหอมใบหนึ่งมาตกบนตักกิมหงวนพอดี อาเสี่ยรีบเอามือปิดไว้และกระซิบกระซาบบอกนิกร

"อ้ายนพมันโยนมาให้ คนละครึ่งลูกนะ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"กันกินเนื้อกล้วยแกกินเปลือกกล้วยก็แล้วกัน"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม

"ยามยากเช่นนี้เรามีอะไรก็ต้องแบ่งกันกินอย่างยุติธรรม อ้า....กันมีเงินติดตัวอยู่สามสี่พันบาท ซื้อกาแฟมันกินคนละแก้วดีไหม"

นิกรส่ายหน้า

"อย่าไปกินของมัน กาแฟตวักตะบวยอะไรวะแก้วละสองพันบาท เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยพบ อ้ายพลกับอ้ายหมอมันพยายามที่จะให้เรายอมแพ้ ยิ่งทำให้เรามีมานะ แล้วก็คนอย่างกันถ้าเกิดทิฐิมานะขึ้นมาแล้วอย่างไรกันก็ไม่รู้จักคำว่ายอมแพ้"

"เออ จริงโว้ย เราต้องพิสูจน์ตัวเราให้มันเห็นว่าเราเข้มแข็งมานะอดทน เราเข้าป่าล่าสัตว์มากินกันเถอะวะ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ล่าสัตว์อีกแล้ว เดี่ยวก็เจอจงอางวิ่งป่าราบอีกหรือไม่ก็หมูป่า เฉยๆ เถอะวะ กันจะพยายามหาวิธีขโมยอาหารของอ้ายพวกนี้ให้ได้โดยใช้ความรู้ในวิทยากลของกัน ให้มันทำให้เสร็จเสียก่อน แบ่งกล้วยหอมคนละครึ่งลูกเถอะกินทั้งเปลือกก็แล้วกันจะได้เพิ่มปริมาณ"

เสี่ยหงวนนั่งหันหลังให้พลกับศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้มีดตัดกล้วยหอมลูกนั้นออกเป็น ๒ ชิ้น แล้วส่งให้นิกรชิ้นหนึ่ง สองสหายรีบยัดเข้าปากเคี้ยวกลืนทั้งเปลือกด้วยความหิว ตอนนี้เอง ร.อ. พนัสได้โยนกล้วยหอมมาให้อีกครึ่งหวี หล่นตุ๊บตรงหน้านิกรกับเสี่ยหงวน พล.ต. พลหันมาเห็นเข้าพอดี เขามองดูหน้าสี่สหายหนุ่มแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ใครเป็นคนโยนกล้วยไปให้อ้ายลิงสองตัวนั่น ใครวะ"

พนัสยิ้มแห้งๆ

"ผมเองครับ"

พลตวาดแว็ด

"ไปเก็บมา กล้วยหอมนี่สำหรับพวกเรากินไม่ใช่ให้ลิงกิน"

พนัสลุกขึ้นเดินไปที่กระท่อมก้มลงหยิบกล้วยห้าหกผลถือกลับมา ด้วยความรู้สึกสงสารนิกรกับเสี่ยหงวนอย่างยิ่ง อาเสี่ยมองดูพลราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแล้วกล่าวกับนิกรด้วยเสียงขบกราม

"เป็นยังไง มันเห็นเราเป็นลิงไปแล้ว"

นิกรว่า "ไปนั่งรวมกลุ่มกับมันดีกว่ากันจะได้มีโอกาสแสดงวิทยากลอย่างน้อยก็ขโมยบุหรี่มันไว้สูบ แต่ว่า เราจะไม่ยอมแพ้อ้ายพลอย่างเด็ดขาด"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้นยื่นมือให้นิกรจับ

"แกเข้มแข็งดีมากอ้ายกร"

สองสหายต่างลุกขึ้นเดินออกจากกระท่อมตรงเข้ามานั่งบนเสื่อกก พลกับศาสตราจารย์ดิเรกแกล้งทำไม่สนใจ สองสหายเริ่มลงมือทำอาหารกลางวันด้วยเตาแก๊สขนาดเล็ก พลสั่งให้สี่สหายหนุ่มช่วยประกอบอาหารเท่าที่จะช่วยได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูโรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนด้วยความขบขัน

"อีกตั้ง ๙ วัน แกจะอยู่บนเกาะปูเลาได้อย่างไร" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ "ยอมแพ้อ้ายพลเสียเถอะ อ้ายพลมันบอกว่าเงินพนันห้าแสนที่พนันกันไว้มันเอาไม่ลงหรอกเพราะแกสองคนเป็นเพื่อนกับมัน มันต้องการให้แกสองคนยอมแพ้มันเท่านั้น"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"คนอย่างเสี่ยหงวนไม่เคยแพ้ใครครับคุณอา ถึงอ้ายพลไม่เอาเงินที่พนันไว้เราสองคนก็ยอมแพ้มันไม่ได้เพราะเสียเหลี่ยม เสียศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย พวกนายทหารเรือเขาจะหัวเราะเยาะหาว่าเราไม่มีความอดทน"

นิกรคว้าบุหรี่ ๕๕๕ ซองหนึ่งหยิบใส่กระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็ว ซึ่งบุหรี่บรรจุซอง ๒๐ มวน ซองนี้เป็นของศาสตราจารย์ดิเรกวางไว้ เขากระซิบบอกอาเสี่ยขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย

"ได้บุหรี่ควันละเอียดหนึ่งซองแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ดีมาก เลื่อนตัวไปทางตะกร้าผลไม้เอากล้วยสักหวีซิ นมข้นสักกระป๋อง กาแฟสักขวด แล้วก็กระติกน้ำร้อน กาต้มน้ำร้อน ถ้วนแก้วสำหรับใส่กาแฟอีกสองสามใบ แสดงหน่อยเถอะวะ"

นิกรทำหน้าเบ้

"เอากันแบบนี้ต้องปล้นโว้ยคือปล้นแล้วฆ่าเจ้าทรัพย์ กันเห็นแซนวิชอยู่ในตะกร้าผลไม้แล้ว แกลุกขึ้นไปยั่วคุณพ่อหน่อยซิ ยั่วให้ท่านโมโหแกไล่เตะแกหรือชกต่อยแกใครๆ จะได้สนใจแกกับคุณพ่อเปิดโอกาสให้กันขโมยแซนวิช"

กิมหงวนมองไปที่ตะกร้าหูหิ้วใบใหญ่ซึ่งมีส้มเขียวหวานและกล้วยหอมวางอยู่ก้นตะกร้า ตอนบนมีจานใบหนึ่งใส่แซนวิชประมาณ ๒๐ ชิ้น ห่อกระดาษอ่อนสีขาววางไว้ในจานเป็นระเบียบเรียบร้อย

"แซนวิชแน่หรือ"

"เออ แกไปกระเซ้าคุณอาเถอะ"

อาเสี่ยลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณยิ้มให้และสัพยอกว่า

"เป็นยังไงโรบินสันหงวน อากาศบนเกาะนี้ดีไหม"

"ไม่ใคร่ดีหรอกครับ เหม็นตุๆ ยังไงชอบกล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยิ้มทันที

"อ้าว ไหงพูดยังงี้ล่ะ"

"พูดยังงี้แล้วเป็นยังไง"

"อ้ายหงวน" ท่านเจ้าคุณแผดเสียง

อาเสี่ยยักคิ้วให้

"ว่าไงน้องชาย"

เจ้าคุณโกรธจนตัวสั่น ท่านปราดเข้าต่อยและเตะกิมหงวนด้วยความโมโห อาเสี่ยปิดป้องพลางร้องเอะอะแต่ไม่มีใครสนใจมองดูเขา พลกับนายพลดิเรกต่างมองดูตะกร้าผลไม้ แล้วพลก็ยิ้มให้นิกร

"ลูกไม้แกตื้นไปโว้ยอ้ายกร แกจะขโมยแซนวิชในตะกร้าใช่ไหมล่ะ"

นิกรจุ๊ปาก

"มึงนี่ฉลาดบัดซบเลยพับผ่า มานี่เถอะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยทรุดตัวลงนั่งยองๆ ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปะหลกๆ ยอมให้เจ้าคุณเตะเขาสองสามที แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินกระโผลกกระเผลกเข้ามาหานิกร

"อ้ายพลมันรู้ทันเราใช่ไหมล่ะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อือ ขอซื้อมันเถอะวะอ้ายหงวน ได้แซนวิชกินคนละสองสามอันคงจะค่อยยังชั่วหน่อย"

พล.ต. พลกลั้นหัวเราะแทบแย่

"เอายังงี้ก็แล้วกัน ในฐานที่แกสองคนเคยเป็นเพื่อนกับกันมา กันขายให้ชิ้นละร้อยบาท แซนวิชนี่คือแซนวิชไก่ ได้รับความกรุณาจากท่านผู้หมู่เรือซึ่งท่านให้สูทกรรมของเรือแหลมทองทำมาให้พวกเรามากินที่เกาะนี้ แกสองคนอยากจะกินก็เอาซิ มีอยู่ ๒๐ ชิ้น คิด ๒, ๐๐๐ บาท"

อาเสี่ยยิ้มแสยะ

"อ้ายหน้าโลหิต"

"ใช่ ไม่ซื้อก็ตามใจ"

"ซื้อโว้ย" เสี่ยหงวนตะโกนลั่น "หิวจนลมออกหูแล้ว หยิบจานแซนวิชออกมาอ้ายกร"

พลว่า "ซื้อก็ต้องจ่ายเงินก่อน จ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวงโว้ย"

อาเสี่ยโกรธพลถึงกับร้องไห้ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออก ดึงธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาสองปึก พลเดินเข้ามาหาและเอื้อมมือรับเงินจากกิมหงวนเก็บใส่กระเป๋าโดยไม่ต้องนับ

"เอากล้วยหอมไหมล่ะ หวีละพันบาทเท่านั้น ส้มเขียวหวานลูกละ ๕๐ บาท ก็แล้วกัน"

"ไม่เอา กินแซนวิชอย่างเดียวก็พอ"

นิกรหยิบจานแซนวิชออกมาจากตะกร้า อาเสี่ยปราดเข้าไปนั่งข้างนิกร สองสหายรีบกินแซนวิชอย่างตะกละตะกลามเพราะความหิว ศาสตราจารย์ดิเรกลุกขึ้นเดินเข้ามายืนข้างพลกระซิบกับพลเบาๆ

"บิสกิทกับเค้กให้มันกินเถอะวะ สงสารมันโว้ย"

พลสั่นศีรษะ

"ใจแข็งอ้ายหมอ"

ทุกคนแม้กระทั่งเจ้าแห้วต่างมองดูนิกรกับกิมหงวนด้วยความสงสาร แซนวิชไก่ชิ้นสามเหลี่ยมประกบกันไม่ใหญ่โตอะไรนัก สองสหายโรบินสัน ครูโซ ใช้เวลาไม่ถึง ๕ นาที ก็ล่อเสียเกลี้ยงจาน ร.อ. พนัสรินน้ำมาให้คนละแก้วแล้วถามว่า

"โอเลี้ยงคนละแก้วดีใหมครับอา เรามีน้ำแข็งมาเยอะแยะและชงโอยัวะเตรียมมาตั้ง ๓ ขวด"

"แก้วละเท่าไร" นิกรถามอย่างโมโห

พลว่า "น้ำแข็งมันแพงคิดแก้วละพันบาท"

นิกรทำคอย่น

"โอเลี้ยงพ่อมึงน่ะซิ"

พลหัวเราะก้าก

"พ่อกันก็เป็นอาเขยแก ไม่กินก็ตามใจ"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"เอาไก่ย่างดีกว่า รีบย่างไก่ให้เราคนละตัวเถอะคิดตัวละเท่าไรล่ะ แซนวิชกินเข้าไปยั่วพยาธิในท้องเปล่าๆ "

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสอง

"ไก่ย่างคิดตัวละหมื่นบาทขาดตัว"

อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือก มองดูพลด้วยความรักระคนแค้น แล้วหันมาพูดกับนิกร

"อย่าไปกินของมันอ้ายกร เราพอจะหาไก่ป่ากินได้บนเกาะนี้ ไปล่าสัตว์กันเถอะ อย่างน้อยก็ให้อ้ายพลมันรู้ว่าเราสองคนสามารถมีชีวิตอยู่บนเกาะปูเลานี้อย่างสุขสบาย อย่างที่เรียกว่ากินอิ่มนอนหลับ"

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก

"กินอิ่มไหงต้องซื้อแซนวิชกินจานละสองพันบาทล่ะ"

"ช่างกู" อาเสี่ยพูดเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีกว่านี้

สองสหายต่างลุกขึ้นเดินกลับไปที่กระท่อมที่พัก คว้าปืนลูกซองคู่มือพากันออกจากกระท่อมบุกเข้าป่าหลังกระท่อมอีกครั้งหนึ่งด้วยความหวังที่จะล่าสัตว์ป่าเอามากินและเก็บไว้กิน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูโรบินสัน ครูโซ จนลับตา

"น่าสงสารมันโว๊ยพล มันไม่ยอมแพ้แกทำไงดีล่ะทิ้งมันไว้บนเกาะนี้อีกเก้าวันมันอาจจะอดตายก็ได้"

"ไม่ตายหรอกครับ" พลพูดยิ้มๆ "เรามาเยี่ยมมันทุกวันก็แล้วกัน เอาอาหารมาให้มันกินกันตายวันละนิดหน่อย มันทนความลำบากไม่ไหวมันก็ยอมแพ้เอง ทั้งอ้ายกรและอ้ายหงวนมันกินกาแฟวันหนึ่งตั้งหลายแก้ว มันอดกาแฟมันคงได้รับความทรมานไม่น้อย"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ เสียงปืนลูกซองดังขึ้นหลายต่อหลายนัดในป่ากลางเกาะ แสดงว่านิกรกับกิมหงวนได้ยิงนกและสัตว์ป่าบางชนิด พลกับศาสตราจารย์ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วได้ช่วยกันทำอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย โดยใช้เวลาไม่ถึง ๒ ชั่วโมง อาหารเหล่านี้จัดวางไว้ในจานชามบนเสื่อกกสองผืน ทุกคนรอคอยนิกรกับเสี่ยหงวน เพื่อจะชวนให้ร่วมกินข้าวกลางวันด้วยกัน

ในที่สุด โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น สองสหายพากันเดินคอตกกลับมาที่กระท่อมที่พัก นิกรหิ้วสัตว์ป่าที่เขายิงได้มาตัวหนึ่ง มันคือกิ้งก่าธรรมดาเรานี่เอง สองสหายหมดกระสุนปืนไปหลายนัดในการยิงนก ยิงกระต่ายหรือลิง แต่ก็ยิงไม่ถูก

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เมื่อสองสหายเดินเข้ามา ร.อ. นพพูดพลางหัวเราะพลาง

"หิ้วอะไรมาครับพ่อ"

นิกรทำหน้าเครียด ชูกิ้งก่าให้ลูกชายของเขาดู

"กิ้งก่าโว้ย"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"เตี่ยกับอากรสองคนพอกินหรือครับ"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้มให้ลูกชายของเขา

"ก็ต้องกินแบบประหยัดซีวะ มื้อนี้กินเสียครึ่งตัวเก็บไว้กินมื้อเย็นอีกครึ่งตัว คนเราต้องรู้จักฝึกหัดตัวให้เคยชินกับความยากลำบาก แกอย่าลืมว่าหน่วยรบพิเศษหรือพลร่มเขาก็ฝึกกินอาหารแบบนี้ งูเงี้ยวจิ้งเหลนกิ้งก่ากินทั้งนั้น เพราะเมื่อโดดร่มลงในป่าก็ต้องช่วยตัวเองมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูโรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนอย่างสังเวชใจ

"โยนกิ้งก่าทิ้งไปเถอะโว้ยอ้ายกร แล้วนี่แกสองคนมาร่วมวงกินข้าวกับเราเถอะ ลำบากนักก็อย่ากินกิ้งก่าเลย"

นิกรเหวี่ยงกิ้งก่าทิ้งไป สองสหายปราดเข้ามานั่งล้อมวงด้วยความหิวกระหาย เจ้าแห้วรีบคดข้าวใส่จานส่งให้ นิกรกับอาเสี่ยคว้าไก่ย่างคนละขายกขึ้นใส่ปากกัดและเคี้ยวกินอย่างรวดเร็ว

"ช้าๆ ก็ได้" ศาสตราจารย์ ดิเรกพูดยิ้มๆ "ไม่ต้องรีบร้อน เราทำอาหารเผื่อแกสองคนมากมาย ระวังกระดูกไก่ติดคอตายห่า โอ้โฮ ยังกับอดอยากมาจากนรกเหมือนกันทั้งสองคน"

พลพยักหน้ากับสี่สหายหนุ่ม

"กินซีโว้ย ลงมือกินกันได้แล้ว"

ร.อ. นพทำหน้าเบ้

"ไม่ไหวครับลุง ผมเห็นพ่อกับลุงกิมหงวนกินกันอย่างนี้ผมกินไม่ลงหรอกครับ แพล็บเดียวไก่ย่างพร่องไปตัวกว่า ประเดี๋ยวก็หมดกะละมังพลาสติกใบนี้ ย่างไว้ตั้งห้าหกตัว"

ไม่ปรากฏว่าสองสหายทิ้งกระดูกไก่ ความหิวทำให้นิกรกับกิมหงวนกินกระดูกไก่ด้วย ต่างคนต่างเคี้ยวกร้วมๆ ตั้งอกตั้งใจกินไก่ย่าง โดยไม่สนใจกับอาหารอย่างอื่นซึ่งมีอยู่ตั้งสามสี่อย่าง

ในที่สุดเพราะความรีบร้อนในการกินก็ทำให้กระดูกไก่ชิ้นหนึ่งเข้าไปติดขวางคอนิกร ทำให้นิกรนัยน์ตาเหลือกทำคอแข็งทื่อ ค่อยๆ หันหน้ามองศาสตราจารย์ ดิเรก

"หมอ กระดูกไก่ติดคอว่ะ"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ก็บอกแล้วว่าค่อยๆ กิน"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ร.อ. นพปลิดกล้วยหอมผลหนึ่งออกจากหวีแล้วส่งให้บิดาของเขา

"กินกล้วยซิพ่อ เอาเปลือกทิ้งไปแล้วกลืนเข้าไปทั้งลูกโดยไม่ต้องเคี้ยว กล้วยมันจะดันกระดูกไก่ลงไปในท้องพ่อเอง"

นิกรรีบทำตามคำแนะนำของลูกชายทันที เขาปอกเปลือกกล้วยออกเหวี่ยงทิ้งไป แล้วเอากล้วยทั้งใบใส่ปากพยายามกลืนเข้าไปด้วยความลำบากยากเย็น พอกล้วยตกถึงท้องนิกรก็ยิ้มออกมาได้

"อือ วิธีของแกไม่เลวโว้ยอ้ายนพ กระดูกไก่หล่นลงไปในท้องพ่อแล้ว" พูดจบเขาก็เอื้อมมือหยิบไก่อีกชิ้นหนึ่งยกขึ้นแทะกินแข่งกับเสี่ยหงวน

ไก่ย่างประมาณ ๔ ตัวหายเข้าไปอยู่ในท้องของ โรบินสัน ครูโซทั้งสองคนแล้ว ทั้งนิกรกับอาเสี่ยต่างอิ่มตื้อไปตามกันและรู้สึกสดชื่นแข็งแรงมีชีวิตชีวาขึ้น เจ้าแห้วชงกาแฟดำเย็นมาให้ดื่มคนละแก้ว

การรับประทานอาหารกลางวันได้สิ้นสุดลงภายในเวลา ๑๒.๓๐ น. อ้ายด่างกับอ้ายหง่าวพลอยอิ่มหมีพีมันจากเศษอาหารที่เหลือมากมาย เพราะเพียงแต่กระดูกไก่อ้ายด่างก็สบายเฮไปแล้วเจ้าแห้วเก็บถ้วยชามข้าวของต่างๆ ลำเลียงไปไว้ที่เรือยนตร์ประจำเรือแหลมทอง ใช้น้ำทะเลล้างไว้ครั้งหนึ่งก่อน เพื่อให้เศษอาหารตามถ้วยชามหมดไป

ในที่สุดนายพล ดิเรก ก็กล่าวกับ โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนว่า

"ว่ายังไงโว้ย จะกลับเรือหรือจะอยู่ที่นี่จนครบ ๑๐ วัน"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"กันกับอ้ายกรต่างตั้งใจกันไว้แล้วว่าเราจะไม่ยอมแพ้อ้ายพลอย่างเด็ดขาด เราจะอยู่บนเกาะปูเลาต่อไปอีก ๙ วัน"

"ออไร่ ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะกลับเรือเดี๋ยวนี้ เพราะบ่ายสองโมงกันกับดำรงจะต้องฝึกนายทหารเกี่ยวกับอาวุธนำวิถี เมื่อแกสองคนไม่ยอมกลับไปเรือก็ช่วยอะไรไม่ได้"

พล.ต. พลพูดเสริมขึ้น

"แต่เราจะไม่มาที่เกาะนี้อีก ถ้าแกสองคนยอมแพ้เมื่อไรก็วิทยุบอกไปจะส่งเรือมารับ"

นิกรหัวเราะ

"วิทยุของเรา อ้ายหงวนพังไปแล้ว เพราะมันโกรธกันที่กันจะพูดกับแกเพื่อขอยอมแพ้"

"อ้าว" พลอุทานแล้วหันมาทางอาเสี่ย "แกทำลายของหลวงแกต้องใช้ค่าเครื่องรับส่งวิทยุสนามเครื่องนี้นะจะบอกให้"

นายพล ดิเรกหันมาทาง ร.อ. ดำรง

"ไปเอาวิทยุสนามที่เรือมาให้ลุงกิมหงวนกับน้านิกรของแกดำรง พ่อเชื่อว่าอย่างเก่งลุงกิมหงวนและน้านิกรของแกก็คงจะอยู่บนเกาะนี้ได้อย่างมากอีกสามวันเท่านั้น ถ้าไม่อดอาหารตายก็ทนลำบากไม่ได้ ทางเรือได้รับวิทยุรายงานอากาศของกรมอุตุฯ แจ้งว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปฝั่งทะเลตอนนี้จะมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน และบางครั้งก็จะมีลมพายุ"

นิกรกล่าวขึ้นอย่างยิ้มแย้ม

"เอาเถอะน่า กันกับอ้ายหงวนอยู่ได้ก็แล้วกัน"

ศาสตราจารย์ ดำรง ลุกขึ้นหิ้วตะกร้าใส่ผลไม้เดินไปที่ชายหาด สักครู่เขาก็กลับมาพร้อมด้วยเครื่องรับส่งวิทยุซึ่งมีประสิทธิภาพอย่างสูง พลกับศาสตราจารย์ ดิเรก เจ้าคุณ ปัจจนึกฯ และสี่สหายหนุ่มสนทนากับ โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองอีกสักครู่ก็พากันกลับ เจ้าแห้วยอมเสียสละบุหรี่พระจันทร์ให้สองสหายหนึ่งซอง

"รับประทานผมตัดใจให้บุหรี่อาเสี่ยกับคุณนิกรไว้สูบครับ พระจันทร์ขวัญจิตผมมีอยู่เพียงซองเดียวเท่านั้น"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ขอบใจมากอ้ายแห้ว ว่างๆ ว่ายน้ำมาคุยกันบ้างนะ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"ไม่ไหวครับ รับประทานเพียงแม่น้ำเจ้าพระยาผมก็ว่ายข้ามไม่พ้นแล้ว รับประทานว่ายจากเกาะตะรุเตามานี่รับประทานผมก็หงิกรับประทานเท่านั้น"

ร.อ. นพ ยิ้มให้บิดาของเขา

"พ่อเอาเงินไว้ซื้ออะไรกินบ้างซีครับ ผมมีอยู่พันบาท"

"นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก"

"แกเอาเก็บไว้เถอะ บนเกาะนี้มีแต่ผีไม่มีคนหรือร้านค้า"

นิกรกับกิมหงวนเดินมาส่งคณะพรรคของเขาที่ชายหาด ทั้งสองยืนมองดูจนกระทั่งเรือยนตร์ลำนั้นพาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธไปจากเกาะปูเลา

พอตกเย็น นิกรกับกิมหงวนก็ต้องช่วยกันหาอาหารไว้กินกันอีก

สองสหายบุกเข้าป่ากลางเกาะ ซึ่งคราวนี้นิกรกับกิมหงวนได้ชวนอ้ายด่างไปเป็นเพื่อนด้วยเพราะอย่างไรเสียอ้ายด่างก็คงจะช่วยทำประโยชน์ในการล่าสัตว์ได้บ้าง

อ้ายด่างไม่ใช่หมาล่าเนื้อของนายพราน แต่มันก็เฉลียวฉลาดพอตัว มีหูไวตาไวตามสัญชาตญาณของหมามันวิ่งนำหน้าสองสหายไปก่อน สอดสายตามองหาสัตว์ป่าบางทีก็นำหน้าไปไกลเกือบ ๑๐๐ เมตร แล้วเห่าเรียก

จนกระทั่งครั้งหนึ่งนิกรกับอาเสี่ยได้ยินเสียงอ้ายด่างเห่าขรมดังมาแต่ไกล อาเสี่ยยิ้มให้นิกร

"เตรียมปืนอ้ายกร อ้ายด่างคงเห็นกระต่ายป่าแน่ๆ "

สองสหายรีบติดตามไปที่เสียงเห่าของอ้ายด่าง และแล้วนิกรกับอาเสี่ยก็แลเห็นอ้ายด่างกำลังเล่นชักเย่อกับเต่าตัวหนึ่งซึ่งเป็นเต่าขนาดเขื่องมีความกว้างประมาณหนึ่งฟุต เต่าพยายามจะคลานหนีลงไปในแอ่งหิน หรือลำห้วยที่มีน้ำฝนขังอยู่เต็ม แต่อ้ายด่างต้อนหน้าต้อนหลังและอ้าปากงับไว้ ลากตัวเต่าให้ห่างจากลำห้วย ซึ่งมันรู้ดีว่าถ้าหากเต่าหนีลงไปในน้ำ มันและนายของมันก็อดกิน

นิกรหัวเราะก้าก

"เต่าโว้ย หวานเราแล้วอ้ายหงวน เย็นนี้เราได้กินเต่าตัวนี้แน่ๆ เผาให้สุกอร่อยอย่าบอกใคร"

แล้วนิกรก็วิ่งไปยกปืนขึ้นสะพายบ่าก้มลงจับเต่าตัวนั้นขึ้นหิ้ว เท่านี้เองเต่าตัวนั้นก็สิ้นสุดอิสรภาพดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในมือของนิกร

"ไม่เลวอ้ายกร กันเคยกินลูกตะพาบน้ำตุ๋นตามภัตตาคารแต่วันนี้จะลองกินเต่าดูบ้าง ฮ่ะ ฮ่ะ ไปโว้ย ไปทางซุ้มไผ่โน่นเผื่อจะได้ไก่ป่าไปย่างกินสักสองสามตัวและอย่าลืมว่าเราจะต้องหาปลาไปฝากอ้ายหง่าวด้วย"

นิกรว่า "ปลาเล็กๆ พอจะหาได้ตามซอกหินชายหาด ในบ่อใหญ่นี่ถึงมีปลาเราก็ไม่มีปัญญาที่จะจับมันได้หรอก อาบน้ำกันเสียก่อนหรือเรา แล้วตัดไม้ไผ่ใส่น้ำไปไว้กินกัน"

เสี่ยหงวนก้มลงมองดูตัวเอง

"ไม่ได้เอาผ้าขาวม้ามานี่โว้ย"

"ก็นุ่งลมห่มฟ้าอาบเป็นอะไรไปล่ะ"

"ไม่ไหวโว้ย ขายหน้าผีสางเทวดา แล้วก็กันไม่หน้าด้านเหมือนแกหรอก กลับไปที่พักของเราก่อนเถอะ ไปเอาผ้าขาวม้า สบู่ ผ้าเช็ดตัวและกระบอกไม้ไผ่มีอยู่ที่กระท่อมตั้ง ๑๐ อัน ไม่ต้องเสียเวลาตัดใหม่ นี่มันก็พึ่งบ่ายสี่โมงเท่านั้น เราไปช่วยกันเผาเต่าตัวนี้เสียก่อนสำหรับอาหารมื้อเย็นของเรา"

สองสหายพากันกลับที่พัก อ้ายด่างวิ่งนำหน้าทำหน้าที่เป็นหน่วยลาดตระเวนหรือกองระวังหน้า เมื่อกลับมาถึงกระท่อมที่พักนิกรกับกิมหงวนก็ช่วยกันเอาฟืนมาใส่กองไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ เต่าตัวนั้นนอนหงายท้องอยู่บนพื้นดินโดยมีอ้ายด่างนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ เมื่อกองไฟติดลุกเป็นถ่านแดงๆ ดีแล้ว นิกรก็เอาเหล็กปิ้งปลาวางลงบนก้อนหินสามก้อนระหว่างกองไฟแล้วพยักเพยิดกับเสี่ยหงวน

"ช่วยยกเต่ามาเผาหน่อยซีโว้ย วันนี้วันพระเผาเต่ากินได้บุญแรงมากมีหวังตกนรก"

อาเสี่ยเอียงคออมยิ้ม

"ไม่เอาโว้ย แกจัดการกับมันเถอะ ขอให้กันเป็นแต่เพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น"

นิกรเลื่อนตัวเข้ามาหาเต่าตัวนั้นแล้วเขาก็กล่าวกับมัน

"เต่าเอ๋ย อย่าอาฆาตพยาบาทข้าเลยนะ เมื่อชาติก่อนข้าเป็นเต่าและเจ้าเป็นคน เจ้าจับข้าเผากินชาตินี้กรรมก็สนองเจ้า เป็นอันว่าเจ้ากับข้าได้จองเวรจองกรรมกันและหายกันแล้ว" พูดจบเขาก็เอื้อมมือจับเต่าขึ้นวางบนไฟ

เต่าดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร แต่มันอยู่ในท่านอนหงายไม่มีทางที่จะช่วยตัวเอง นิกรกับกิมหงวนใจหายวาบเมื่อแลเห็นน้ำตาเต่าไหลพราก

"อ้ายกร" อาเสี่ยร้องตะโกนลั่น "เห็นไหมเต่ามันร้องไห้เอามันลงจากเตาและปล่อยมันไป"

นิกรรีบยกเต่าลงจากเตาและวางมันลงในท่าคว่ำหน้า เต่ารีบคลานไปจากที่นั่นทันที นิกรทำหน้าเหยเกเหมือนกับจะร้องไห้

"ว้า" นิกรคราง "มันร้องไห้จริงๆ โว้ย สะอื้นเสียด้วย กันได้ยินถนัด ที่เขาว่าน้ำตาร่วงเป็นเผาเต่ายังงี้เอง โถ-น่าสงสารมันเหลือเกิน เห็นน้ำตามันไหลอย่างนี้ใครจะกินมันเข้าไปลง"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ก็นั่นน่ะซี กว่ามันจะตายมันคงได้รับความทรมานเพราะความร้อนไม่น้อย เราถูกใครเขาเผาทั้งเป็นบ้างเราจะรู้สึกอย่างไร บาปกรรมมันจะมีหรือไม่ก็ตาม แต่ความเวทนาสงสารมันควรจะมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ ดีแล้วที่เราปล่อยมันไปมันจะได้มีโอกาสไปหาลูกหาเมียของมันและไปเล่าให้ลูกเมียมันฟังว่ามันเกือบจะถูกเผาทั้งเป็นแต่เราใจดีปล่อยมันไป เกิดเป็นเต่านี่น่าสงสารมาก กระดูกคือกระดองของมันก็อยู่นอกเนื้อ ถ้ากันเกิดเป็นเต่าหรือตะพาบน้ำกันคงยิงตัวตายแน่นอน"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ปล่อยเต่าไปเสียแล้วเราก็ต้องหาอะไรมากินกันอีก แต่เต่าหรือตะพาบเห็นจะกินไม่ลงแน่ เอาผ้าขาวม้าและสบู่ติดตัวไปเถอะเพื่อน ซุ่มยิงไก่ป่าที่ป่าไผ่ริมลำห้วยแล้วก็อาบน้ำอาบท่ากันให้สบาย"

โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนต่างเข้าป่ากลางเกาะอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้อ้ายด่างไม่ยอมติดตามไป มันนอนนิ่งเฉยอยู่ใต้ร่มไม้คล้ายกับว่ามันโกรธที่สองสหายปล่อยเต่าไป นิกรกับกิมหงวนเดินผ่านบริเวณป่าโปร่งหลังกระท่อมต่างสอดสายตามองหานกและสัตว์ทั้งหลาย จนกระทั่งเข้าเขตป่าทึบและมาถึงเชิงเขา นิกรก็ชวนกิมหงวนเดินอ้อมไปทางด้านตะวันตกของเกาะปูเลาทางปลายเขานั้น

เป็นครั้งแรกที่สองสหายมาถึงชายทะเลด้านตะวันตกนี้ นิกรกับอาเสี่ยแลเห็นเรือใบขนาดใหญ่ลำหนึ่งประกอบด้วยใบเล็กๆ หลายใบจอดทอดสมออยู่ห่างจากหน้าเกาะประมาณ ๒๐๐ หลา เรือโบ๊ตประจำเรือใบรวม ๔ ลำกำลังกรรเชียงเข้ามายังเกาะปูเลา ชายฉกรรจ์ที่อยู่ในเรือโบ๊ตลำหนึ่งไม่น้อยกว่าลำละ ๑๕ คน หน้าตาเหี้ยมเกรียมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีต่างๆ สะดุดตาและส่วนมากมีผ้าโพกศีรษะ ทั้งนิกรและเสี่ยหงวนต่างแน่ใจว่าคนเหล่านี้คือพวกโจรสลัดแน่นอน

"โจรสลัด" อาเสี่ยกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "โจรสลัดกำลังแห่กันมาที่เกาะนี้"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ใช่แน่ แกดูยอดเสากระโดงเรือเสาหน้าของเรือใบลำนั้นซี มีธงสี่เหลี่ยมพื้นดำตราหัวกะโหลกกระดูกไขว้สีขาว โจรสลัดจริงๆ แต่จะเป็นสลัดปู สลัดกุ้งหรือสลัดไก่ยังไม่รู้"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"อย่ามัวพูดเล่นอยู่เลยอ้ายกร รีบกลับไปที่พักของเราเถอะ เรือโบ๊ตของมันลำแรกมาถึงชายหาดแล้ว ถ้าพวกมันขึ้นมาบนเกาะเห็นเราเข้ามันอาจจะฆ่าเรา"

นิกรมีสีหน้าเคร่งขรึม จ้องตาเขม็งมองดูพวกชายฉกรรจ์ในเรือโบ๊ตลำแรกซึ่งกำลังขึ้นจากเรือโบ๊ต ทุกคนมีดาบหรือปืนพก ปืนเล็กยาวหรือปืนยิงเร็วเป็นอาวุธประจำตัว นิกรหันมาพูดกับอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"สลัดพวกนี้เป็นภัยต่อพวกชาวเรือและชาวเกาะเล็กๆ ในแถบนี้ เราแอบดูการเคลื่อนไหวของมันเถอะ บางทีมันอาจจะมาประชุมกันบนเกาะหรือมาที่ถ้ำเก็บสมบัติของมันบนภูเขากลางเกาะลูกนี้ก็ได้ สมมุติว่าถ้ำเก็บมหาสมบัติของโจรสลัดอยู่บนเกาะปูเลานี้มันก็เป็นโชคของเรา"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"แต่กันเป็นห่วงหมู่เรือรบของกองเรือปราบเรือดำน้ำของเราโว้ย โจรสลัดอาจจะปล้นเรือรบก็ได้"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาเรือใบลำนั้นน่ะเรอะปล้นเรือรบ"

"เออ ก็มันเป็นโจรสลัดมันก็ต้องใช้เรือใบปล้นน่ะซี"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ถ้ามันปล้นหมู่เรือรบสามลำนั่นนายโจรมันก็กล้าหาญที่สุด ประวัติศาสตร์ของโจรสลัดก็จะถูกบันทึกลงไปว่าพวกโจรสลัดก๊กนี้ปล้นหมู่เรือปราบเรือดำน้ำแห่งราชนาวีไทยที่หน้าเกาะตะรุเตา ปืนใหญ่เรือแหลมทองน่ะขนาด ๖ นิ้ว หัว ๒ ท้าย ๒ รวม ๔ กระบอกแล้ว ขนาด ๓ นิ้ว อีก ๔ กระบอก ปืน ส.อ. ๔๐ และ ๒๐ มิลลิเมตรอีก ๘ กระบอก เรือสลัดแบบนี้อีกร้อยลำก็เข้าไม่ถึง ไม่ต้องใช้อาวุธปล่อย เรือหนุมานและองคตก็มีปืนใหญ่ ๓ นิ้ว และปืน ส.อ. ลำละหลายกระบอก อ้า-เราแอบอยู่ตรงนี้แหละเพื่อนคอยดูการเคลื่อนไหวของมัน"

เรือโบ๊ตอีก ๓ ลำ แล่นเข้ามาเกยชายหาดในเวลาไล่ๆ กัน พวกโจรสลัดรวมทั้งหมดประมาณ ๖๐ คน พร้อมด้วยอาวุธครบมือ ได้ขึ้นมาปรากฏตัวบนเกาะปูเลาอย่างสงบเงียบ หัวหน้าโจรสวมเสื้อสีแดง นุ่งกางเกงขายาวสีดำสะพายปืนยิงเร็วและคาดดาบ มันประชุมชี้แจงกับสมุนของมันสักครู่ก็พาพวกโจรเคลื่อนที่เข้ามาในป่ากลางเกาะ ซึ่งตอนนี้พวกโจรสลัดเดินทิ้งระยะห่างกันตามสบายไม่ได้สนใจว่าจะมีภัยอันตรายเกิดขึ้นและนึกไม่ถึงว่าจะมีคนสองคนอยู่บนเกาะนี้คือนิกรกับกิมหงวน

สองสหายแอบอยู่ในพุ่มไม้อันหนาทึบปล่อยให้พวกโจรสลัดผ่านไปทีละคน สมุนโจรเหล่านี้ส่วนมากไว้หนวดเครารุงรังหรือเขียนหน้าตาด้วยดินหม้อ นายโจรกำลังจะนำสมุนของมันปล้นชาวประมงที่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะปูเลาไม่เกิน ๔ ไมล์ มีหมู่บ้านชาวประมงประมาณ ๕๐ หลังคาเรือน ระหว่างนี้พวกชาวประมงจับปลาได้มากมีรายได้ดีมากและเท่าที่มันสืบทราบมาพวกชาวประมงได้เก็บซ่อนเงินไว้ที่บ้าน แต่ก่อนจะปล้นพวกโจรสลัดจะต้องมาทำพิธีกันบนเกาะปูเลานี้คือตั้งศาลเพียงตาและให้สัตย์ปฏิญาณต่อกันว่าทุกคนจะร่วมเป็นร่วมตายกัน มีความสัตย์ซื่อต่อกัน ไม่ยักยอกทรัพย์สินเงินทองที่ปล้นมาได้ หัวหน้าโจรสลัดก๊กนี้มีนามว่าอาลีเป็นไทยอิสลาม เคยมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสตูล เคยเป็นชาวประมงและเคยมีอาชีพเป็นไต๋ก๋งเรือใบมาแล้ว มีความชำนาญในการเดินเรือใบขนาดใหญ่เป็นอย่างดี หลังจากติดตะรางในฐานฆ่าคนตายเพราะต่อสู้กัน อาลีก็กลายเป็นที่รังเกียจเหยียดหยามของวงศาคณาญาติ เขาจึงประกาศตัวเป็นโจร รวบรวมสมัครพรรคพวกทำการปล้นชาวเรือในน่านน้ำสหพันธ์รัฐมาเลเซียและในเขตน่านน้ำไทยตั้งแต่สตูลขึ้นไปจนเกือบถึงภูเก็ต แต่ส่วนมากมักจะดักปล้นชาวเรือทางตะวันตกของหมู่เกาะตะรุเตาเพราะไกลหูไกลตาจากเจ้าหน้าที่และสามารถหนีเล็ดลอดออกไปจากเขตน่านน้ำไทยได้

อาลีโจรหนุ่มวัย ๓๕ ปี โหดเหี้ยมแข็งกร้าวเด็ดขาดทรหดอดทนไร้ความเมตตาจิตแต่ซื่อสัตย์ต่อสมุนของเขา ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบบริวาร ทุกครั้งที่ทำการปล้นอาลีจะต้องนำสมุนโจรบุกเข้าปล้นด้วยการยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตและเมื่อปล้นข้าวของเงินทองมาได้การแบ่งสันปันส่วนก็จะกระทำต่อหน้าบริวารเป็นไปตามระเบียบกติกาที่วางไว้ นี่เองทำให้สมุนโจรทุกคนมีความนิยมนับถือรักใคร่อาลีจนแทบจะกล่าวได้ว่าพวกโจรสลัดในบังคับบัญชาอาจจะตายแทนเขาได้

พวกโจรเดินผ่านหน้าสองสหายไปทีละคนสองคน อาเสี่ยกระซิบกระซาบกับนิกรว่า

"พวกโจรมันมอมหน้าและเขียนหน้าเขียนตาโว้ย เราปลอมตัวเป็นสมุนโจรดีไหม ลากตัวมันเข้ามาบ้อมสักสองคนแล้วลอกคราบเสื้อผ้ามันมาแต่ง เราจะได้เข้าพวกกับมัน ถ้ามันพากันไปถ้ำมหาสมบัติเราจะได้รู้ว่าถ้ำเก็บสมบัติอันมหาศาลของมันอยู่ที่ไหน แล้วแกกับกันแบ่งกันคนละครึ่ง หลังจากสลัดก๊กนี้ถูกปราบราบคาบแล้ว"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เออ-สนุกดีโว้ย แต่ถ้าพลาดพลั้งมันจับเราได้มันก็คงฆ่าเราแน่ๆ "

"เถอะน่า คนอย่างแกกับกันไม่ตายง่ายๆ หรอกวะ โน่น-มันเดินตามกันมาห่างๆ สองคน กันก็จะล๊อคคอคนเดินหลังลากตัวมันเข้ามาในพุ่มไม้ แล้วช่วยกันเก็บมัน แต่อย่าเอาให้ถึงตาย ตัวมันสูงขนาดกันพอดีกันคงใช้เสื้อผ้าของมันได้ วันนี้เป็นโจรสลัดสักทีเถอะวะ"

การปรึกษาหารือกันสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สมุนโจรคนหนึ่งเดินฮัมเพลงเบาๆ ผ่านหน้าไป อีกคนหนึ่งเดินตามมาในท่าทางหงอยเหงา เพราะกำลังนึกถึงภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์แก่อยู่ที่จังหวัดสตูล

อาเสี่ยย่องออกไปตวัดรัดคอเจ้าหนุ่มร่างสูงชะลูดทันทีและดึงตัวเข้ามาในพุ่มไม้อันหนาทึบ เจ้าหมอนั่นดิ้นรนช่วยตัวเอง นิกรปล่อยหมัดขวาชกท้องมันเต็มเหนี่ยวเสียงดังอั๊ก สมุนโจรจุกแอ้ดๆ หน้านิ่วคิ้วขมวด นิกรชกหน้าอีกทีหนึ่ง พออาเสี่ยปล่อยมือออกสมุนของอาลีจอมโจรก็ล้มลงสิ้นสติสมประดี

"หมัดแกยังแรงอยู่นี่หว่า" เสี่ยหงวนกล่าวชม

นิกรยิ้มแป้น

"กันชกเบาะๆ เท่านั้น ถ้าชกเต็มเหนี่ยวท้องมันคงจะทะลุหมัดกันหลุดออกไปข้างหลังแน่ ขาตะไกรก็คงแหลกละเอียด"

สมุนโจรสลัดเดินผ่านมาอีกคนหนึ่งรูปร่างพอๆ กับนิกร นิกรบุ้ยใบ้กับเสี่ยหงวนเป็นความหมายแล้วปลดปืนลูกซองลงมาจากบ่า

"แกจะยิงมันเรอะ" อาเสี่ยถาม

"ใครบอกแกล่ะ กันจะเอาพานท้ายปืนฟาดกบาลมัน"

อาเสี่ยพยักหน้าเห็นพ้องด้วย สองสหายยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นจนกระทั่งสมุนของอาลีจอมโจรสลัดเดินผ่านมา นิกรปราดออกจากที่ซ่อนแล้วร้องเรียกมัน

"เฮ้ย น้องชาย หยุดก่อนโว้ย"

เจ้าหมอนั่นหยุดชะงัก ทันใดนั้นเองนิกรก็เงื้อพานท้ายปืนขึ้นฟาดกบาลสมุนโจรเต็มเหนี่ยวเสียงดังโพละ เจ้าหมอนั่นยืนเซ่อเป็นไก่ตาแตกมองดูนิกรแล้วยิ้มให้

"ล้มซีโว้ย" นิกรตวาด "หรือจะให้ซ้ำอีกที"

สมุนโจรหยุดยิ้มทำตาเหล่และล้มลงนอนหงายเหยียดยาว เสี่ยหงวนเดินออกมาก้มลงฉุดกระชากลากตัวสมุนโจรเข้าไปในพุ่มไม้อันหนาทึบซึ่งนิกรติดตามไปด้วย หลังจากนั่นเพียงครู่เดียว โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนก็กลายสภาพเป็นโจรสลัดชั้นสมุนใช้ฝุ่นตามพื้นดินทาหน้าจนจำไม่ได้ ต่างคนต่างมองดูสมุนโจรทั้งสองซึ่งนอนอยู่เคียงกันและนุ่งกางเกงในคนละตัว

"ถ้ามันฟื้นขึ้นมาและส่งเสียงร้องตะโกนเอะอะบอกให้พวกมันรู้เราจะทำอย่างไร" อาเสี่ยพูดกับนิกรเป็นเชิงปรารภ

"นั่นน่ะซี เอาพานท้ายปืนฟาดกบาลมันอีกคนละทีก็แล้วกัน" พูดจบนิกรก็ยกพานท้ายปืนลูกซองฟาดกบาลสมุนโจรอีกคนละทีและค่อนข้างแรงมากเสียงดังเหมือนผ่ามะพร้าวติดๆ กัน ๒ ผล

"โพละ โพละ"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เอาปืนซ่อนไว้ที่นี่แหละเพื่อนแล้วรีบติดตามพวกมันไปเถอะ รับรองว่าอย่างน้อยอีก ๑๐ ชั่วโมง อ้ายสองคนนี่ถึงจะฟื้น แต่รู้สึกว่าไม่มีโอกาสฟื้นมากกว่าเพราะรู้สึกว่าหัวกะโหลกมันยุบทั้งสองคน"

อาเสี่ยก้มลงมองดูตัวเองแล้วถามนิกรเบาๆ

"รูปร่างหน้าตากันเหมือนโจรสลัดไหม"

"เหมือนโว้ย เหมือนสลัดกุ้ง"

กิมหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"แล้วแกล่ะ"

"กันเหมือนสลัดปู ไปเถอะอย่ามัวพูดมากอยู่เลย"

ในสภาพของโจรสลัดสมุนของอาลีจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่ นิกรกับกิมหงวนพากันเดินออกมาจากพุ่มไม้และรีบติดตามโจรสลัดกลุ่มหนึ่งซึ่งมองเห็นหลังไวๆ ไปทางเชิงเขา

พวกโจรสลัดเกือบ ๕๐ คน ค่อยๆ กันขึ้นไปบนเขากลางเกาะและชุมนุมกำลังกันที่บริเวณลานกว้างแห่งหนึ่ง ขณะที่นายโจรอาลีกำลังบงการให้สมุนร่วมใจสามสี่คนช่วยกันสร้างศาลเพียงตาขึ้นจากไม้ไผ่ด้วยฝีมือหยาบๆ กิมหงวนกับนิกรก็ขึ้นมาปะปนกับพวกโจรสลัดโดยไม่มีใครระแวงสงสัยแต่อย่างใด

นิกรกระซิบกระซาบบอกอาเสี่ย

"อ้ายพวกนี้มาทำพิธีบวงสรวงเตรียมการปล้นว่ะ กันพอจะเข้าใจแล้ว มันมาทำพิธีกันบนเกาะนี้แล้วก็ดักปล้นเรือสินค้าหรือม่ายก็ยกพลขึ้นบกปล้นพวกชาวเกาะแถวนี้"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"หาวิธีทำลายพิธีมันเถอะอ้ายกร"

นิกรอมยิ้ม

"กันกำลังคิดอยู่ทีเดียว เราเลี่ยงไปทางโน่นและปีนขึ้นไปให้สูงกว่านี้ ระหว่างที่มันตั้งศาลเพียงตาทำพิธีสาบานตัวเราช่วยกันเอาก้อนหินทุ่มลงไปให้ถูกศาลเพียงตาพัง มันจะได้เลิกล้มความคิดที่จะดักปล้นเรือหรือปล้นชาวเกาะ พอมันกลับไปลงเรือ เราก็รีบวิทยุแจ้งข่าวไปให้ผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำทราบจะได้ใช้กำลังทหารเรือปราบปรามสลัดก๊กนี้ คือส่งทหารลงเรือยนตร์มาจับกุมมัน เท่านี้เราสองคนก็จะได้ความดีความชอบในทางราชการ"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี โจรสลัดพวกนี้มีจำนวนไม่น้อย เรือของมันก็เป็นเรือใบขนาดใหญ่ ระวางขับน้ำคงไม่ต่ำกว่า ๒๕๐ ตัน ถึงแม้จะเป็นเรือไม้ก็ตาม"

ครั้นแล้วสองสหายก็พากันเลี่ยงไปและขึ้นไปตามความสูงของภูเขา ยึดพื้นที่แห่งหนึ่งเป็นที่มั่นอยู่สูงจากพวกโจรสลัดประมาณ ๑๐ เมตร มีก้อนหินขนาดใหญ่สองสามก้อนกำบังตัว

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

ศาลเพียงตาถูกยกขึ้นกลางบริเวณลานกว้าง มีผ้าแพรสีทับทิมผูกโคนเสา นายโจรคืออาลีจุดธูปเทียนปักไว้บนศาล ต่อจากนั้นพวกโจรสลัดทั้งหมดก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ให้สัตย์ปฏิญาณตนตามประเพณีของพวกโจร

นิกรกับกิมหงวนหยิบก้อนหินขนาดใหญ่ขึ้นมาถือไว้คนละก้อน แล้วนิกรก็กล่าวกับอาเสี่ยเบาๆ

"ยกหินขึ้นเหนือศีรษะเราอ้ายหงวน ที่หมายศาลเพียงตาโว้ย พอกันนับถึงสามทุ่มหินไปเลย"

สองสหายใช้มือทั้งสองชูก้อนหินขึ้นเหนือศีรษะ นิกรนับเบาๆ แต่เสียงหนักแน่น

"หนึ่ง สอง สองครึ่ง"

"โธ่-เดี๋ยวพ่อถีบตกเขาเลยพับผ่า สามก็สามซีโว้ยเสือกนับสองครึ่ง"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ยังงั้นนับใหม่ หนึ่ง....สอง....สาม"

ก้อนหินทั้งสองก้อนถูกทุ่มลอยละลิ่วลงไปสู่เบื้องล่างทันทีและถูกศาลเพียงตาของพวกโจรสลัดอย่างจัง

"โครม"

ศาลเพียงตาล้มลงพังพินาศ พวกโจรสลัดผุดลุกขึ้นยืน ใครคนหนึ่งแลเห็นส่วนศีรษะของนิกรกับกิมหงวนไวๆ มันก็ร้องตะโกนขึ้น

"ลูกน้องของนายทรยศ มันสองคนทุ่มก้อนหินลงมาด้วยเจตนาทำลายพิธีของเรา"

ไม่ต้องสงสัยว่าอาลีจะโกรธแค้นสักเพียงใด มันร้องออกคำสั่งสมุนของมันด้วยเสียงอันดัง

"แยกย้ายกันจับเป็นมันให้ได้ ข้าอยากดูหน้ามันและข้าจะตัดคอมันด้วยมือของข้าเอง ใครทรยศต่อข้ามันต้องตายด้วยน้ำมือของข้า"

สมุนโจรเกือบ ๓๐ คน ปฏิบัติตามคำสั่งของอาลีทันทีปีนป่ายขึ้นไปบนเขา นิกรกับอาเสี่ยหลบหนีไปโดยเร็ว โจรสลัดคนหนึ่งใช้ปืนยิงเร็วยิงขู่ไปหนึ่งชุด

"อย่าหนีนะโว้ย ยอมให้จับเสียดีๆ ม่ายยังงั้นตาย"

เสี่ยหงวนกับนิกรลงไปสู่เชิงเขาได้แล้ว แต่พวกโจรก็ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด อาลียืนเด่นอยู่บนชะง่อนผา พอแลเห็นอาเสี่ยกับนิกร มันก็รู้แน่ว่าไม่ใช่สมุนของมันจึงร้องตะโกนบอกพวกโจร

"จับตาย จับตายโว้ย มันสองคนปลอมตัวเข้ามาเป็นพวกเรา"

สองสหายพากันหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต กีฬาล่ามนุษย์เริ่มต้นแล้ว พวกโจรสลัดที่ไล่ตามมาใช้ปืนยิงนิกรกับกิมหงวนหลายต่อหลายนัด จนกระทั่งอาเสี่ยถูกกระสุนที่ขาขวาล้มลง

นิกรไม่ยอมทิ้งเพื่อน เขาหยุดชะงักปราดเข้ามาประคองอาเสี่ยลุกขึ้นยืน

"แข็งใจหน่อยเพื่อน เข้าเขตป่าทึบแล้วมันคงหาเราไม่พบ"

"โอย กันไปไม่ไหว ทิ้งกันไว้ที่นี่หนีเอาตัวรอดเถอะเพื่อน กระสุนปืนฝังอยู่ในกระดูกขาของกัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"กี่ลูก"

"ลูกเดียวโว้ย ดันถามได้ว่ากี่ลูก ลูกเดียวยังแย่แล้ว ไปเถอะเพื่อนอย่าเป็นห่วงกันเลย ชาติหน้ามีจริงเราคงได้เกิดเป็นเพื่อนกันอีก"

นิกรนิ่งคิด

"ไม่ได้หรอกโว้ย ชาติหน้ามันไม่แน่นอน เผื่อแกเกิดเป็นหมาเราจะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร เดินไม่ไหวก็ขี่หลังกันไป กันจะสมมุติตัวเป็นม้าให้แกขี่แกจะได้เห็นใจเพื่อน ได้รู้ว่ากันรักและเป็นห่วงแกมาก" พูดจบนิกรก็ก้มหลังลง "เอา-ขี่หลังกันซีโว้ย ขืนร่ำไรพวกโจรมาเห็นเข้าตายทั้งคู่นะ"

อาเสี่ยมานะกัดฟันก้าวขึ้นไปนั่งบนหลังนิกรทั้งๆ ที่เขาได้รับความเจ็บปวดที่ขาขวาอย่างยิ่ง นิกรพากิมหงวนวิ่งเหยาะๆ บุกป่าฝ่าดงไปหลบหนีพวกโจรสลัด ซึ่งขณะนี้พวกโจรหลายคนกำลังติดตามมา แต่ต้นไม้ใหญ่น้อยช่วยกำบังตัวสองสหายไว้ทำให้พวกโจรค้นหาตัวด้วยความยากลำบาก เสี่ยหงวนยกมือซ้ายรวบผมนิกรไว้ขาทั้งสองข้างที่หนีบท้องนิกรขยับไปมาพลางกระเดาะปากเหมือนกับขี่ม้า

"วิ่งให้เร็วกว่านี้ได้ไหมวะอ้ายกร พอถึงกระท่อมที่พักของเราเราจะได้พูดวิทยุติดต่อกับอ้ายพลขอให้ส่งทหารเรือมาจัดการกับโจรสลัดเหล่านี้และรับเรากลับเรือ เลิกเป็น โรบินสัน ครูโซ กันเสียทีลำบากจะตายโหง เวลากินไม่ได้นอน เวลานอนไม่ได้กิน เร็วๆ ซีโว้ย"

"ปู้โธ่ ตัวแกเบาอยู่หรือโว้ย ตูดก็แหลมยังกะเข็ม"

เมื่อได้ยินเสียงพวกโจรตะโกนกู่เรียกหากัน นิกรก็พยายามพากิมหงวนหลบหนีพวกโจร ในที่สุดอาเสี่ยก็ปะทะกับกิ่งไม้กิ่งหนึ่งผงะหงายหล่นลงมาจากหลังนิกรและร้องเสียงหลง

"โอ๊ย ตายแล้วกู"

นิกรวิ่งเลยไปเกือบ ๑๐ เมตร จึงหมุนตัวกลับแล้ววิ่งโขยกเหมือนม้ากลับมาหาอาเสี่ย

"นึกยังไงขึ้นมาล่ะถึงได้ลงไปนอนชมวิวอยู่บนดินอย่างนี้ ออกหัวเสียด้วย"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วนิ่วหน้ารวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่ง

"แกไม่ระวังนี่โว้ย พากันวิ่งเข้าปะทะกิ่งไม้รัดคอกันร่วงลงมาจากหลังแก แหมโว้ย จุกเลย"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้ เขาประคองอาเสี่ยให้ลุกขึ้นยืน

"กันไม่ได้แกล้ง เอายังงี้ดีกว่าแกเป็นม้าให้กันขี่หลังแกบ้าง มันเมื่อยแทบจะขาดใจตายแล้ว"

อาเสี่ยลืมนึกไปว่าเขาถูกยิงที่ขาขวาจึงตกลงโดยดี เขาก้มหลังลงให้นิกรขี่หลังเขา นิกรกระโดดขึ้นไปนั่งอมยิ้มอยู่บนหลังอาเสี่ย ทันใดนั้นเองเสียงปืนก็ดังขึ้นหนึ่งนัดและมีเสียงร้องตะโกนขึ้น

"มันอยู่ทางนี้โว้ย เห็นตัวแล้ว"

นิกรเผ่นแผล็วลงมาจากหลังกิมหงวน

"เร็ว...อ้ายหงวน ตัวใครตัวมันโว้ย"

สองสหายพากันวิ่งหนีพวกโจร แต่นิกรไม่ได้รับบาดเจ็บและยังมีกำลังแข็งแรงอยู่ จึงวิ่งนำหน้าอาเสี่ยไปไกล กิมหงวนวิ่งไปได้หน่อยเดียวก็ล้มลุกคลุกคลาน เลือดที่รอยกระสุนปืนไหลออกมาอีก พวกโจรหลายคนไล่กวดติดๆ มา โจรสลัดเหล่านี้ชำนาญลู่ทางบนเกาะปูเลาเป็นอย่างดี จึงแยกย้ายกันสกัดกั้นสองสหาย แต่อย่างไรก็ตามนิกรหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด ส่วนเสี่ยหงวนถูกสมุนโจรคนหนึ่งแอบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ โผล่ออกมาฟาดกบาลเขาด้วยพานท้ายปืนเล็กยาวอย่างแรง ทำให้กิมหงวนล้มลงสิ้นสติสมประดี พวกโจรเฮโลเข้ามาห้อมล้อม ในเวลาไล่ๆ กันอาลีนายโจรก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาดูหน้าเสี่ยหงวนและสั่งให้สมุนของเขาช่วยกันแก้ไข

"แก้ให้มันฟื้นและเอาตัวมันไปที่ชายหาดทางด้านเรือของเรา ข้าจะตัดคอมันด้วยดาบของข้าและด้วยมือของข้าก่อนที่เราจะลงเรือ "เหรา" เดินทางไปเกาะรายา ระวังหน่อยโว้ย มันถูกยิงที่ขาขวาและถูกพานท้ายปืนหัวแตก อย่าพึ่งให้มันตาย ข้าจะต้องสอบถามเอาความจริงจากมันให้ได้ว่ามันเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่บนเกาะนี้ เพราะอย่างไรมันก็ไม่มีทางที่จะหลบหนีไปจากเกาะนี้ได้"

ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เศษ

ร.ล. แหลมทอง ติดไฟกรุ่นเตรียมออกแล่นในเวลา ๑๙.๓๐ น. เพื่อทดลองอาวุธปล่อยประเภทพื้นดินสู่ใต้น้ำหรือจรวด เอสยูเอ็ม ติดหัวรบนิวเคลียร์สำหรับทำลายเรือดำน้ำข้าศึก ซึ่งการทดลองนี้ นายทหารอาวุธประจำ ร.ล. แหลมทอง จะยิงจรวด เอสยูเอ็ม จริงๆ ในความควบคุมของศาสตราจารย์ดิเรก แต่เป็นจรวดธรรมดาไม่ได้ติดหัวปรมาณูและจะทดลองห่างจากฝั่งทะเลราว ๑๐ ไมล์

ตามเวลาที่กล่าวนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธซึ่งขาดนิกรกับกิมหงวนไป ๒ คน ได้นั่งพักผ่อนอยู่ทางท้ายเรือแหลมทองและบางคนคือเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนกำลังยืนตกปลาอยู่ข้างกราบเรือโดยใช้ปลาสดเป็นเหยื่อตก ปรากฏว่าได้ปลากะพงขนาดใหญ่หลายตัวแล้ว จ่าทหารเรืออีก ๒ คน มาร่วมสนุกด้วย ให้คำแนะนำในการตกปลา จนกระทั่งพนัส นพ สมนึกและศาสตราจารย์ดำรงมีความรู้ความชำนาญดีขึ้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งร่วมโต๊ะสนทนากับนายพลดิเรกและ พล.ต. พลเกือบชั่วโมงแล้ว ท่านนายพลเรือจินต์ สุรสิทธิ์ ผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำก็ได้มาร่วมวงสนทนาด้วย แต่ท่านขอตัวไปอาบน้ำที่ห้องพักของท่านเมื่อสักครู่นี้เอง บนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวนั้น มีเบียร์แช่เย็นพร้อมด้วยกับแกล้ม ท่านเจ้าคุณดื่มเบียร์แล้วก็บ่นถึงอาเสี่ยกิมหงวนแลนิกร โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคน ที่มีทิฐิมานะยอมอยู่บนเกาะปูเลายังไม่ยอมแพ้ พล.ต. พล

พันจ่าทหารเรือประจำห้องวิทยุคนหนึ่งถือเครื่องรับส่งวิทยุสนามตรงเข้ามาที่โต๊ะนี้อย่างรีบร้อน เขาหยุดยืนชิดเท้าตรงกระทำความเคารพ พล.ต. พล และรายงานให้ทราบ

"ผู้การนิกรจะพูดวิทยุกับท่านครับ เรียกมาจากเกาะปูเลาครับ"

พลหัวเราะชอบใจ

"ขอบใจมากน้องชาย" แล้วเขาก็เอื้อมมือรับเครื่องวิทยุสนาม "ไปพักผ่อนหรือไปทำงานตามหน้าที่ของเธอเถอะ"

พันจ่าโทร่างเล็กพาตัวเดินออกไปจากที่นั้น นายพลดิเรกกล่าวกับพ่อตาของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"อ้ายสองคนคงยอมจำนนแล้วครับคุณพ่อ ใกล้ค่ำอย่างนี้อ้ายกรกับอ้ายหงวนจะต้องว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยวใจและอาจจะไม่มีอะไรกินก็ได้"

พลยกวิทยุขึ้นพูดกับนิกรทันที

"ฮัลโหล พลพูดอยู่นี่แล้ว"

"โอ้โฮ ไหงช้านักละโว้ย กันกับอ้ายหงวนกำลังอยู่ในระหว่างความเป็นความตาย มีโจรสลัดพวกหนึ่งยกพลขึ้นบกบนเกาะปูเลานี้ไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน และขึ้นมาทำพิธีกันก่อนที่จะปล้นชาวเรือหรือชาวเกาะ"

พลหัวเราะหึๆ

"โกหกแล้วอ้ายเวร"

"จริงโว้ยไม่ได้โกหก ให้รากเลือดลงแดงตายซีเอ้า กันกับอ้ายหงวนปลอมเป็นโจรสลัดไปทำลายพิธีของมัน เอาก้อนหินทุ่มศาลเพียงตาของมันพังไป พวกโจรมันเห็นเราเข้าก็ไล่ฆ่าเรา กันหลบหนีมาได้แต่อ้ายหงวนถูกยิงที่ขาข้างขวา "

พลลืมตาโพลง

"อ้ายกร เป็นความจริงหรือนี่"

"ปู้โธ่โว้ย คราวนี้พูดจริงๆ ไม่ได้โกหก อ้ายหงวนถูกยิงที่ขาขวากันพาหลบหนีมา แต่อ้ายหงวนหนีไม่รอดเข้าใจว่าถูกจับไปหรือถูกยิงทิ้งไปแล้ว กันหนีกลับมากระท่อมก็พูดวิทยุมาถึงแก บอกผู้หมู่ให้ท่านส่งกำลังทหารเรือมาที่เกาะปูเลาโดยเร็ว พวกสลัดประมาณ ๕๐ คน มีปืนกลมือ ปืนเล็กยาวและปืนพก ระเบิดมือก็คงจะมีบ้าง เลิกติดต่อนะ กันจะหลบซ่อนตัวอยู่แถวกระท่อมที่พักของกันนั่นแหละ"

พล.ต. พลพอจะรู้ว่านิกรไม่ได้โกหกเขา เขาวางเครื่องวิทยุสนามลงบนโต๊ะ เล่าเรื่องให้ศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟัง ทั้งสองคนพลอยตื่นเต้นตกใจไปตามกันเกรงว่าอาเสี่ยจะถูกฆ่าตาย

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับพลทันที

"เร็ว ไปหาผู้หมู่เรือเดี๋ยวนี้เรียนให้ท่านทราบ ท่านจะช่วยเพื่อนเราได้โดยวิธีใดก็แล้วแต่ท่าน เรือแหลมทองมีสตีมพอที่จะออกแล่นไปยังเกาะปูเลาได้แล้ว หรือท่านจะส่งทหารไปที่เกาะนั้นโดยเรือยนตร์ประจำเรือรบก็ตามใจ แต่ว่าพวกเราต้องติดตามไปด้วยเพื่อช่วยอ้ายกรกับอ้ายหงวน"

พลกับนายพลดิเรกต่างลุกขึ้นพากันเดินไปทางหัวเรือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้วให้บอกนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนมาหาท่าน เพื่อเตรียมตัวไปเกาะปูเลา

ณ บัดนี้ พ.อ. กิมหงวนของเรากำลังตกอยู่ในระหว่างความเป็นความตายจากพวกโจรสลัดคณะนี้

เสี่ยหงวนถูกมัดมือไขว้หลังด้วยเชือกไนลอนเส้นหนึ่งยืนเด่นอยู่บนชายหาดทางด้านตะวันตกของเกาะปูเลามองเห็นเรือ "เหรา" จอดทอดสมออยู่เบื้องหน้าเกาะ อาลีจอมโจรสลัดถือดาบกระชับมั่นไว้ในมือขวา สมุนของมันยืนรวมกลุ่มอยู่เบื้องหลังอย่างสงบเงียบ บรรดาโจรสลัดเหล่านี้ต่างพากันมองดูอาเสี่ยด้วยความเกลียดชัง สมุนโจรประมาณ ๒๐ คนที่แยกย้ายกันติดตามหานิกรพึ่งกลับมาเมื่อสักครู่และรายงานให้อาลีทราบว่าไม่พบตัวนิกรคงพบแต่กระท่อมฝีมือหยาบๆ หลังหนึ่งมีเครื่องใช้เพียงไม่กี่ชิ้น เข้าใจว่านิกรคงจะว่ายน้ำหนีไปจากเกาะปูเลาแล้ว เพราะความรักตัวกลัวตาย

อาลีเจ้าของใบหน้าอันเหี้ยมเกรียมไว้หนวดเคราเล็กน้อย นัยน์ตาดุแต่งกายสกปรก จ้องตาเขม็งมองดูอาเสี่ยแล้วถามว่า

"แกเป็นใคร"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ถ้าบอกความจริงแล้วกันจะรอดตายยังงั้นหรือ"

"ไม่มีทางรอด ถึงแกบอกความจริงแกก็ต้องตายในฐานที่แกทำลายพิธีของพวกเรา"

"แล้วกันจะบอกแกหาหอกอะไรวะ เอาซี อยากจะฆ่าฟันกันหรือยิงกันทิ้งก็ตามใจ แต่ว่าพูดแล้วจะว่าคุยดาบของแกน่ะฟันกันไม่เข้าหรอกเพื่อน แกล่ะเป็นใคร"

อาลีเค้นหัวเราะ

"กันคืออาลีนายโจรสลัดหรือนายเรือ "เหรา" ลำนั้น คนเหล่านี้เป็นสมุนผู้ซื่อสัตย์ของกัน"

ต่างคนต่างมองดูกันด้วยแววตาแข็งกร้าว

"ความจริงแกก็ยังหนุ่มแน่นและแข็งแรง อาชีพที่สุจริตถมเถไปแกไม่ทำดันมาเป็นโจรปล้นเขากิน ทำให้พวกชาวเรือเดือดร้อน ถ้าเจ้าหน้าที่เขาจับได้แกก็มีหวังถูกยิงเป้า"

อาลีหัวเราะก้าก

"ยิงเป้าเรื่องเล็กโว้ย คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ตายดีหรือตายร้ายมันก็ตายเหมือนกัน แกรู้ไหมว่าเราจับแกมาทำไม"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"แกจะตั้งกันเป็นนายโจรแทนแกใช่ไหมล่ะ"

อาลีทำคอย่นแล้วตวาดแว็ด

"ใครบอกแกล่ะ กันจะฆ่าแกโว้ย กันจะตัดคอแกด้วยมือของกันเอง มีอะไรที่แกจะพูดกับกันอีกบ้างไหม"

เสี่ยหงวนส่ายหน้า

"เราพูดกันไม่ได้หรอก ในเมื่อกันเป็นพลเมืองดีและแกเป็นพลเมืองเสีย อยากจะตัดคอหรือหัวแม่ตีนกันก็เอาเลยไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง"

"อือ ใจเด็ดดีโว้ยพี่ชาย เชลยของกันทุกคนที่กันจะฆ่าเขาล้วนแต่รักตัวกลัวตายจนเสียขวัญ แต่แกไม่ได้มีความรู้สึกอย่างนั้นเลย อ้า นั่งคุกเข่าซีเพื่อน อโหสิให้กันด้วยนะ"

อาเสี่ยทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นทรายโดยดี แล้วเขาก็กล่าวกับหัวหน้าโจรสลัด

"อาลี ขอเวลาให้กันทำใจให้สงบสักสองชั่วโมงได้ไหม"

นายโจรทำหน้าชอบกล

"ตั้งสองชั่วโมงมันก็ค่ำน่ะซีโว้ย เราจะรีบไปปล้นพวกชาวเกาะรายา กันให้เวลาแกนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วเพียง ๕ นาที เท่านั้น อยากสูบบุหรี่ไหมล่ะกันจะจุดให้สูบ"

ทันใดนั้นเองสมุนโจรคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ทหารเรือ ทหารเรือยกมาที่นี่ "

อาลีกับสมุนของมันต่างหันหน้ามองออกไปนอกทะเล แล้วทุกคนก็แลเห็นเรือยนตร์ประจำเรือรบ ๔ ลำ บรรทุกทหารเรือลำหนึ่งเกือบ ๒๐ คน แล่นตามกันมาใกล้จะถึงเกาะแล้ว บรรดาทหารเรือเหล่านี้ต่างสวมหมวกเหล็กและมีอาวุธครบครัน ผู้บังคับการเรือปราบเรือดำน้ำทั้ง ๓ ลำ ทำหน้าที่ควบคุมทหารมาด้วยตนเองตามคำสั่งของผู้บังคับหมู่เรือและในเวลาเดียวกันนี้เอง ร.ล. แหลมทอง ก็กำลังแล่นตามมาแล้ว คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยอยู่บน ร.ล. แหลมทอง

อาลีตัดสินใจสู้ตาย

จอมโจรตะโกนออกคำสั่งเสียงลั่น

"สู้ตายโว้ยพวกเรา กระจายกำลังกันออกไปและเลือกหาที่กำบังตามชายเกาะนี้ ยิงทหารเรือทุกคนไม่ต้องเลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม"

ไม่มีใครสนใจกับกิมหงวนแล้ว อาลีกับสมุนของมันต่างล่าถอยเข้าไปตามชายป่า เพื่ออาศัยก้อนหินและต้นไม้กำบังตัว เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นวิ่งลงไปในทะเลเพื่อให้ทหารเรือเห็นตัวเขา เพราะทหารเรือทุกคนรู้จักเขาดี ถึงแม้ว่าอาเสี่ยอยู่ในเครื่องแบบโจรสลัด ทุกคนก็จำเขาได้ พอวิ่งมาถึงชายหาดเสี่ยหงวนก็หมดแรงล้มลง ประกอบทั้งได้รับความเจ็บปวดบาดแผลที่ถูกกระสุนปืนของพวกโจรจนแทบจะทนไม่ไหว

บรรดาทหารเรือต่างวิ่งขึ้นมาบนชายหาดอย่างรวดเร็วฉับพลัน เพราะได้รับการฝึกมาแล้วอย่างชำนิชำนาญ พวกโจรสลัดเป็นฝ่ายยิงก่อน สาดกระสุนปืนยิงเร็วและปืนเล็กยาวไปยังพวกทหารเรือเหล่านั้น ทหารเรือต่างหมอบลงและกระจายกำลังกันออกไปเริ่มยิงโต้ตอบทันที ปืนกลเบาเริ่มแผดเสียงคำรามลั่น ยังผลให้สมุนโจรสามสี่คนล้มคว่ำและล่าถอยไปตามกัน

ลูกนาวีบุกตะลุยรุกไล่ จ่าเสนารักษ์คนหนึ่งวิ่งเข้าไปหา พ.อ. กิมหงวนและทรุดตัวลงนั่งประคองเขา

"เป็นไงบ้างครับผู้การ"

"อั๊วถูกยิงที่โคนขาขวากระสุนฝังใน"

"หรือครับ เห็นจะไม่เป็นไรหรอกครับเพราะยังห่างหัวใจมาก ผมจะประคองผู้การไปพักผ่อนที่เรือยนตร์นะครับ ผู้การนึกยังไงขึ้นมาล่ะครับถึงได้มาสมัครเป็นสมุนโจรสลัด"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใครบอกลื้อล่ะ"

"ก็ผู้การแต่งตัวเหมือนพวกโจรสลัด"

"อั๊วปลอมเป็นพวกมันโว้ย นายพลดิเรกกับพรรคพวกอั๊วไม่ได้มาด้วยหรอกรึ"

"มาครับแต่อยู่ในเรือแหลมทอง กำลังติดตามกันมาครับ" พูดจบจ่าเสนารักษ์หรือบุรุษพยาบาลก็ประคองเสี่ยหงวนลุกขึ้นพาเดินไปยังหมู่เรือยนตร์ ๔ ลำ ซึ่งจอดเกยชายหาดอยู่ใกล้ๆ กัน

การสู้รบระหว่างทหารเรือกับพวกโจรสลัดเป็นไปอย่างดุเดือด เสียงปืนดังกึกก้องไปทั่ว ระหว่างที่ทหารเรือรุกคืบหน้าไปกลางเกาะ นายทหารเรือก็ติดต่อทางวิทยุสนามรายงานให้ท่านนายพลผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำทราบทุกระยะ

นิกรแต่งกายในชุด โรบินสัน ครูโซ สะพายเครื่องรับส่งวิทยุสนามวิ่งมาหาพวกทหารเรือหมู่หนึ่ง ซึ่งทำการรบเป็นปีกขวาและกำลังจะโอบล้อมพวกโจรสลัด อ้ายด่างกับอ้ายหง่าววิ่งตามมาด้วย จ่าทหารเรือคนหนึ่งแลเห็นนิกรก็ยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่าจะยิงเขา แต่นิกรร้องเสียงหลง

"เฮ้ย อย่ายิง อั๊วพันเอกนิกร"

จ่าตรีร่างใหญ่ลดปืนเล็กยาวลงและถอนหายใจเฮือกใหญ่

"วิ่งเข้ามาเร็วๆ ครับผู้การ แหม ผมหวิดติดคุกแล้วไหมล่ะ นึกว่าผู้การเป็นโจรสลัด"

นิกรวิ่งเข้ามาหมอบลงในกลุ่มทหารเรือ แล้วถามถึงเพื่อนเกลอของเขา

"เห็นผู้การกิมหงวนบ้างไหมพวกเรา"

นายทหารหนุ่มคนหนึ่งยิ้มให้นิกร

"ถูกยิงบาดเจ็บครับ แต่ได้รับความช่วยเหลือจากบุรุษพยาบาลของเราแล้ว พวกเราขอแสดงความยินดีครับที่ผู้การปลอดภัย"

ร.ล. แหลมทอง แล่นตรงเข้ามาแล้ว โผล่หัวเกาะปูเลามาทางด้านตะวันตกของเกาะ ท่านนายพลผู้บังคับหมู่เรือได้ติดต่อกับทหารที่กำลังสู้รบกับพวกโจรบนเกาะทางวิทยุ โดยออกคำสั่งให้จับตายแล้วท่านก็สั่งจมเรือ "เหรา" ของโจรสลัดด้วยปืนกราบซ้ายซึ่งเป็นปืนใหญ่ขนาด ๓ นิ้ว

เสียงกระสุนปืนใหญ่แหวกอากาศครางหวิว กระสุนนัดนั้นตกห่างจากกราบขวาของ "เหรา" เพียงเล็กน้อย แต่แล้วกระสุนนัดที่ ๒ ก็ตกลงกลางลำเรือโจรสลัดทันที

เสียงระเบิดกึกก้องท้องทะเลหลวง เมื่อ "เหรา" พังพินาศ เสาใบสองเสาล้มลงมาและเกิดไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ในนาทีนั้นเองปืนใหญ่ ๓ นิ้ว อีก ๒ นัด ก็ยิงถูกเรือ "เหรา" เข้าอีก "เหรา" แบะแยกจมลงในน้ำทันที พวกโจรสลัดที่มีหน้าที่เฝ้าเรือไม่กี่คนต้องเสียชีวิตจากชิ้นระเบิดของกระสุนปืนใหญ่เรือ

ร.ล. แหลมทอง ลดความเร็วลงและหยุดแล่นห่างจากเกาะปูเลาราว ๒๕๐ หลา สมอเรือถูกทิ้งลงทะเลตามคำสั่ง ต่อจากนั้นพนักงานวิทยุก็พูดวิทยุสนามติดต่อกับผู้บังคับการเรือแหลมทองที่กำลังควบคุมทหารสู้รบกับพวกโจรสลัด

"ผู้บังคับการเรือแหลมทองโปรดทราบ ผู้บังคับหมู่ให้ส่งตัวผู้บังคับการนิกรและผู้บังคับการกิมหงวนมาที่เรือแหลมทองโดยด่วน พร้อมด้วยบุรุษพยาบาล"

"ทราบแล้ว จะส่งไปเร็วที่สุดตามคำสั่ง"

เสียงปืนเบาบางลงแล้ว ลูกนาวีบดขยี้โจรสลัดล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง อาลีถูกกระสุนปืนกลเบาตายในที่รบ สมุนของอาลีเห็นนายตายก็แตกพ่าย ล่าถอยไปทางไหนก็ถูกทหารเรือสกัดกั้นยิงตายไปเกือบหมด หลายคนทิ้งอาวุธยอมให้จับแต่โดยดี

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงการสู้รบก็สิ้นสุดลง ทหารเรือ ๕ คน ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงคนเดียว ๔ คน บาดเจ็บไม่มากนัก นิกรกับกิมหงวนถูกนำตัวลงเรือยนตร์ไปยัง ร.ล. แหลมทอง แล้ว

เมื่อเรือยนตร์ลำนั้นแล่นเข้ามาเทียบกราบขวาของ ร.ล. แหลมทอง คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ซึ่งยืนรวมกลุ่มรอคอยต้อนรับนิกรกับกิมหงวน ต่างโบกมือร้องตะโกนเรียกสองสหายเสียงลั่นไปหมด ท่านนายพลเรือรู้สึกเป็นห่วงอาเสี่ยมาก สั่งให้ทหารบนเรือรีบลงไปช่วยกันประคองเสี่ยหงวนขึ้นมาบนเรือแหลมทองโดยเร็ว ส่วนนิกรเดินรำยี่เกขึ้นบันไดมาอย่างสบายใจ

นายพลดิเรกปราดเข้าไปหาเสี่ยหงวน

"ถูกยิงตรงไหนวะ" เขาถามยิ้มๆ

"โคนขาขวาว่ะ โอย....ปวดจังโว้ย กระสุนฝังใน เสียเลือดไป ๒๐๐ ลิตร เห็นจะได้ ช่วยกันด้วยซี"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาทาง ร.อ. นพ

"นพโว้ย แกจัดการผ่าตัดเอากระสุนปืนออกให้ลุงแกหน่อยซีวะ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"เฮ้ยๆๆ อ้ายนพมันไม่ใช่หมอ ลำบากนักแกผ่าเองดีกว่า"

นายพลดิเรกหัวเราะลั่น เขายกมือตบศีรษะเสี่ยหงวนเบาๆ

"ล้อเล่นหน่อยเดียวทำปอดลอยไปได้ ไปโว้ย ไปที่ห้องปฐมพยาบาล กระสุนฝังในขาเพียงนัดเดียวเรื่องเล็ก ลูกปืนใหญ่ฝังในท้องกันยังเอาออกมาได้"

เป็นอันว่า โรบินสัน ครูโซ ทั้งสองคนยอมแพ้ พล.ต. พลแล้ว ทุกคนต่างพากันไปที่ห้องปฐมพยาบาล เพื่อดูนายพลดิเรกทำการผ่าตัดเอากระสุนปืนออกจากขาของกิมหงวนด้วยความห่วงใย

ท่านนายพลเรือเรียกทหารเรือกลับเรือหมดแล้ว ทหารที่ประจำ ร.ล. แหลมทอง ต่างนั่งเรือยนตร์มาขึ้นเรือแหลมทอง นอกนั้นนั่งเรือยนตร์มุ่งตรงไปที่เกาะตะรุเตาและนำพวกโจรสลัดรวม ๑๒ คน ที่ยอมจำนนเอาไปด้วยตามคำสั่งของผู้บังคับหมู่เรือ

คืนนั้นเอง ร.ล. แหลมทอง ได้ออกฝึกอาวุธจรวดตามที่ได้กำหนดไว้ พ.อ. กิมหงวน ปลอดภัยแล้ว แต่ยังเดินกระโผลกกระเผลกเพราะเจ็บแผล นิยายของ โรบินสัน ครูโซ ยุคใหม่ไม่มีข้อความอะไรสำคัญอีกแล้ว จึงสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้

หมู่เรือปราบเรือดำน้ำจะพักอยู่ที่เกาะตะรุเตาอีก ๑๐ วัน จึงจะเดินทางกลับสถานีทหารเรือที่สัตหีบ สิ้นสุดหน้าที่ตามคำสั่งลับของกองเรือยุทธการ.

จบบริบูรณ์