พล นิกร กิมหงวน 048 : มือปืนพิการ

หัวหินหรือบางแสนสำหรับท่านผู้ดีมีเงินในกรุงเทพฯ ก็อยู่แค่คืบหรือศอกเท่านั้น เมื่อฤดูร้อนผ่านมาคนจนก็อาศัยบริเวณสนามหลวงเป็นที่พักร้อนและพักผ่อนไปในตอนเย็นนั่งตากลมถองสุราหอยแครงลวกตามอัธยาศัย ดูเขาชักว่าวกันบ้าง บางคนแก่แล้วยังชักว่าวได้ดีกว่าคนหนุ่มๆ ชักเป็นเป้าเหนียงครอบหัวจุฬาหล่นลงมากลางสนาม เป็นที่ครึกครื้นยิ่งนัก นอกจากสนามหลวงก็มีที่หลบลมร้อนในพระนครอีกหลายแห่ง เช่นเขาดินวนาหรือสวนสัตว์ดุสิตไปดูช้าง ดูลิงหรือดูหมีดูอีเห็น กวาง สิงโต สัตว์เดรัจฉานต่างๆ หรือมิฉะนั้นก็ไปนั่งเล่นที่สวนลุมพินี กินปลาหมึก เย็นตาโฟ มะพร้าวแช่น้ำแข็ง

แต่คนมีเงินนั่งรถยนต์บึ่งไปหัวหินหรือบางแสนที่มีเมียคนเดียวก็ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่มีเมียหลวงก็แอบพาเมียน้อยไปรวมความแล้วคนเราก็ต้องหาวิธีช่วยตัวเองให้หายร้อน อย่างน้อยที่สุดก็นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวนั่งรับลมว่าวอยู่ที่บ้าน บางคนอาจจะชักว่าวเล่นที่บ้านไม่ต้องไปท้องสนามหลวงหรือทุ่งพระเมรุก็ได้

วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" แต่เช้า เดินทางโดยรถคาดิลแล็คเก๋งไปนอนหลบลมร้อนที่บางแสนเรื่อยไปศรีราชาจนกระทั่งหาดพัทยา ทุกคนได้รับความสุขสนุกสนานพอสมควร ขากลับแวะเที่ยวชลบุรีจนกระทั่ง ๑๗.๐๐ น. จึงออกจากชลบุรีกลับกรุงเทพฯ

เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนสี่สหายนั่งอยู่ตอนหลังรถ ก่อนจะออกเดินทางได้กินเหล้ากันมาแล้วที่ร้านอาหารข้างสะพานศาลเจ้า ทุกคนจึงครึกครื้นรื่นเริงสนทนากันเอะอะเฮฮาลั่นรถ ซึ่งคุยกันคนละเรื่องโดยไม่มีคนฟัง

เมื่อคาดิลแล็คเก๋งออกมาพ้นย่านชุมนุมชน เสี่ยหงวนเจ้าของรถก็ชะโงกหน้าพูดกับเจ้าแห้วด้วยเสียงอันดัง

"เฆี่ยนโว้ยอ้ายแห้ว ทำเวลาชั่วโมงเดียวให้ถึงบ้านได้ไหมวะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานจากนี่ถึงบ้านเราร้อยกิโลกว่านะครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เออ-ก็เหยียบคันน้ำมันลงไปให้มิดซีโว้ย รถข้าไม่ได้ซื้อมาไว้ย่องเล่นเข้าในไหม แกเฆี่ยน ๘๐ ไมล์รับรองว่าถึงบ้านพลบค่ำพอดี"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานมันจะไม่ถึงน่ะซีครับ ถ้าไม่ได้นอนโรงพยาบาลก็ต้องไปทัศนาจรเมืองผี รับประทานเพียง ๖๐ ไมล์ ก็แลเห็นเสาไฟฟ้าข้างทางรวมกันแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาดุกิมหงวน

"แกจะรีบร้อนไปหาตวักตะบวยที่ไหนกันวะนั่งกินลมไปเรื่อยๆ สบายใจและปลอดภัยกว่า ขับอย่างนี้ดีแล้ว ชั่วโมงละ ๔๐ ไมล์กำลังพอดี"

ดร.ดิเรกดุนิกรเสียงลั่นรถ

"เฮ้-อย่าซบโว้ยรำคาญ ถ้าจะหลับก็พิงพนักรถ"

คาดิลแล็คเก๋งวิ่งไปด้วยความเร็วไม่เกิน ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง เจ้าแห้วมองดูกระจกมองหลังก็แลเห็นเก๋งดำคันหนึ่งติดตามมาในระยะใกล้ชิด และดูเหมือนว่าเก๋งดำคันที่ตามมาจากตลาดจังหวัดชลบุรี

เจ้าแห้วนึกสงสัยก็แกล้งลดความเร็วลง แต่เก๋งดำไม่ได้กดแตรขอทางหรือแซงผ่านหน้าไป คนขับเก๋งดำคันนั้นได้ลดความเร็วลงเช่นเดียวกัน คราวนี้เจ้าแห้วบอกเจ้านายของเขาทันที

"รับประทานมีรถเก๋งคันหนึ่งติดตามเรามาครับ รับประทานน่าสงสัยมาก ถ้าไม่ใช่ตำรวจก็ต้องเป็นผู้ร้าย"

กิมหงวนหันไปมองดูทางท้ายรถ

"แกมันบริษัทตาแหก ถนนมันมีสายเดียว รถมันก็ต้องแล่นตามกันซีโว้ย บ้านเขาอยู่กรุงเทพฯ แกไม่ให้เขาขับตามเรามาแล้วแกจะให้เขาไปทางไหน"

เจ้าแห้วไม่พูดอะไรอีก ทันใดนั้นเองเก๋งดำคันนั้นก็กดแตรขอทางเสียงลั่น พอเจ้าแห้วเปิดทางให้มันก็แซงขึ้นมา และแล้วชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมคนหนึ่ง ซึ่งนั่งคู่อยู่กับคนขับก็ยกปืนพก ๙ ม.ม. ยิงมาที่รถคาดิลแล็คเก๋งสี่นัดติดๆ กัน โดยมุ่งหวังจะสังหารอาเสี่ยกิมหงวน

เก๋งดำแซงปราดขึ้นหน้าไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว กระสุนสังหารทั้ง ๔ นัดผิดพลาดเป้าหมายไปอย่างหวุดหวิด นัดหนึ่งถูกขอบประตูรถ นัดที่สองถูกพนักพิง นัดที่สามและนัดที่สี่เฉียดร่างเสี่ยหงวนและพลไปเพียงเล็กน้อย

พลกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ตามมันไปอ้ายแห้ว เราต้องเอาตัวมันให้ได้จะได้รู้ว่ามันต้องการฆ่าใคร และใครเป็นคนจ้างหรือใช้มัน"

เจ้าแห้วนำคาดิลแล็คเก๋งไล่กวดเก๋งดำทันทีทั้งๆ ที่เขากำลังใจเต้น มือเท้าสั่นเพราะความตื่นเต้นตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดิลแล็คเก๋งพุ่งปราดทวีความเร็วขึ้นอย่างรวดเร็วเจ้าแห้วจับพวกมาลัยกระชับมั่นแล้วร้องบอกคณะพรรคสี่สหาย

"รับประทานเตรียมตัวเถอะครับ ตอนนี้ตื่นเต้นดีเหมือนหนังบู๊ รับประทานผมชักสนุกแล้ว"

การหนีและการไล่เป็นไปอย่างไม่ลดละ คาดิลแล็คมีความเร็วสูงกว่าก็กระชั้นชิดเข้าไปทุกที แต่แล้วทุกคนก็รู้สึกว่ารถแล่นส่ายไปมาผิดปกติ เจ้าแห้วรีบถอนเท้าจากคันน้ำมัน จับพวกมาลัยแน่น

"รถเป็นอะไรอ้ายแห้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"รับประทานยางล้อหน้าข้างขวาแบนครับ คงถูกตะปูแน่ๆ "

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"วิ่งไปทั้งยางแบนไม่ได้หรือ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานพวกมาลัยมันฝืดครับ แล้วก็ขืนวิ่งไปทั้งๆ ยางแบนรถก็คงพักบรรลัยหมด"

เจ้าแห้วหยุดรถชิดซ้ายขอบถนน เก๋งดำซึ่งอยู่ข้างหน้าเลี้ยวขวาไปตามส่วนโค้งของถนนลับสายตาไปแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด เจ้าแห้วเปิดประตูลงจากรถเดินไปสำรวจยางล้อหน้าข้างขวา ซึ่งแบนแป๊ดแป๋เมื่อพิจารณาดูสักครู่เจ้าแห้วก็ร้องบอกเจ้านายของเขา

"รับประทานถูกเรือใบเข้าสองตัวครับ ผู้ร้ายมันคงโปรยลงจากรถของมันแน่นอน รับประทานเจ้านายลงมาก่อนเถอะครับ ขอเวลาให้ผมเปลี่ยนล้ออย่างมาก ๑๐ นาทีเท่านั้น"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงจากรถยืนจับกลุ่มมองดูรูกระสุนปืนที่ขอบประตูแล้ววิจารณ์กันในเรื่องที่ถูกคนร้ายสาดกระสุนเหล็กเข้าใส่อย่างทะนงองอาจ

"สำหรับคุณอามือปืนไม่มีเจตนาที่จะฆ่าท่าน" พลกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ "คนร้ายมันยิงมาที่เราสี่คน ฉะนั้นพวกเราในสี่คนนี้ต้องมีคนใดคนหนึ่งที่คนร้ายต้องการสังหารชีวิต"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ไม่มีปัญหาอะไรอีกพล คนร้ายต้องการฆ่ากันมากกว่า"

ดร.ดิเรก "ก็ไม่แน่นัก มันอาจจะคิดฆ่าเราทั้งสี่คนก็ได้ เพราะส่วนมากในด้านการค้าเรา มีผลประโยชน์ร่วมกันคือเป็นหุ้นส่วนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"มันทำราวกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป มังยิงพวกเราซึ่งหน้าและกลางวันแสกๆ สำหรับอาน่ะไม่มีศัตรูหรอก ว่าแต่แกสี่คนเถอะ อารู้สึกว่าชีวิตของพวกแกไม่สู้จะปลอดภัยเสียแล้ว ต่อไปไม่ควรจะร่วมเที่ยวกันอย่างนี้ และควรจะหามือปืนประจำตัวคนละคน พวกเศรษฐีหรือพ่อค้าใหญ่ๆ นะโดยมากเขาจ้างมือปืนประจำตัวทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"นั่นหน่ะซีครับ ผมก็เห็นห้วยตามที่คุณอาพูดถูกยิงอย่างนี้ชักปอดลอยเสียแล้ว ต้องจ้างมือปืนเป็นแน่ๆ "

นิกรกล่าวถามขึ้นทันที

"จ้างใครที่ไหนหล่ะ"

"เถอะน่า พอหาได้ ประเดี๋ยวเข้ากรุงเทพฯ กันจะพาพวกเราไปหานักเลงใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เลิกเป็นนักเลงตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่อยู่ทางพระโขนงมีไก่ตั้งห้าหกพัน นอกจากนี้ยังเพาะลูกหมาอัลเซเชี่ยนขายด้วย"

นิกรขมวดคิ้ว

"เขาเพาะเองหรือ"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล "เปล่า เขาไม่ได้เพาะเองหรอกแต่เขามีพ่อหมาและแม่หมาหลายตัวไม่ผสมพันธุ์กัน ลูกหมาของเขาตัวเล็กๆ ขายตัวละพันบาท นักเลงใหญ่คนนี้ชื่อสิงห์ยังไงละ แกไม่เคยได้ยินชื่อหรือ"

"อ๋อ" นิกรอุทาน "พี่สิงห์ที่เคยเป็นเจ้าพ่อท่าเตียนน่ะเรอะ กันเคยได้ยินชื่อและเห็นตัวเขา ขี่เชฟเบ็ลแอร์ไช่ไหมล่ะ อายุ ๕๐ กว่าแล้ว"

"ถูกแล้ว พี่สิงห์เป็นคนดีมาก ไม่เคยข่มเหงรังแกใครและไม่ยอมเรียกนักเลงคนไหนว่าพี่ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เป็นนักเลงคนเดียวที่เคยเสียทีใครและไม่เคยถูกใครลบลายเสือของเขา ประเดี๋ยวกันจะพาพวกเราไปแวะหาพี่สิงห์ ขอให้เขาช่วยเหลือหามือปืนให้เราคนละคนต่อไปเราจะได้มีองครักษ์คอยคุ้มกันรักษาชีวิตของเรา มือปืนเดี๋ยวนี้จ้างไม่แพงหรอกเดือนนะพันบาทกินอยู่กับเรา

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ เราควรจะจ้างมือปืนประจำตัว กันเองขณะนี้ก็มีศัตรูคิดปองร้ายเกี่ยวกับการค้ายา ซึ่งกันขายถูกกว่าที่อื่นและกันจะไม่ยอมขึ้นราคาอย่างเด็ดขาด ถึงแม้รัฐบาลเพิ่มภาษียาก็ตาม มีข่าวว่าพ่อค้ายาผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งกำลังวางแผนจะเก็บกัน"

พลว่า "ถ้าเช่นนั้นแกก็ควรจ้างหามือปืนไว้คุ้มครองแกสำหรับกันก็รู้ตัวว่ามีศัตรูเหมือนกัน"

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง เจ้าแห้วก็เปลี่ยนล้อเสร็จเรียบร้อย เขากลิ้งล้อที่ยางแตกไปเก็บไว้ทางท้ายรถแล้วเดินกลับไปหน้ารถยกแม่แรงมาเก็บต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ขึ้นไปนั่งบนรถคาดิลแล็คเก๋ง พอรถเคลื่อนออกจากที่ท่านเจ้าคุณก็เตือนเจ้าแห้วว่า

"ขับช้าๆ โว้ยอ้ายแห้ว ช่วยกันดูเรือใบที่มือปืนมันโรยไว้ตามถนนมันคงโรยไว้เป็นแห่งๆ เพื่อให้รถเรายางแตกจะได้ไล่ตามมันไม่ทันซึ่งก็คงสมคิดมันแล้ว ระวังให้ดีถ้ายางแตกอีกเส้นหนึ่ง แกจะต้องแบกล้อขึ้นรถเมล์ไปปะยางที่เมืองชล"

เจ้าแห้วหักพวกมาลัยรถไปทางขวาอย่างรวดเร็ว และหักกลับมาทางซ้ายอย่างคล่องแคล่ว ทำให้รถบิดไปมา

"หลบเรือใบหรือ" กิมหงวนถาม

"รับประทานเปล่าครับ ผมซ้อมมือไว้เตรียมหลบหน่ะครับ"

เสี่ยหงวนแยกเขี้ยว เงื้อมือเขกกบาลเจ้าแห้วเสียงดังสนั่น "นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก"

เจ้าแห้วสูดปากและยิ้มแห้งๆ เขาขับคาดิลแล็คเก๋งแล่นไปอย่างแช่มช้า สักครู่ก็ผ่านเรือใบเป็นกลุ่มๆ ที่คนร้ายโรยไว้กลางถนน เรือใบก็คือเครื่องมือทำลายยางรถยนต์นั่นเอง ทำด้วยลวดลายเหล็กขนาดใหญ่มีสามมุมด้วยกัน เมื่อโยนลงบนถนนมุมใดมุมหนึ่งก็จะหงายขึ้น และถ้าล้อรถยนต์ทับ เรือใบก็จะตำเข้าไปในยางจนจมมิดทำให้ลมรั่วออกทันที

อย่างไรก็ตามเมื่อใกล้จะถึงสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงคาดิลแล็คเก๋งก็ทำความเร็วขึ้นเรื่อยๆ พลสั่งให้เจ้าแห้วติดตามเก๋งดำคันนั้นอย่างเดาสุ่ม มันอาจจะหลบหนีไปทางจังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วเข้ากรุงเทพฯ ทางมีนบุรีก็ได้ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะข้ามสะพานข้ามแม่น้ำที่ฉะเชิงเทราย้อนกลับไปทางชลบุรีอีกก็ได้ ไม่มีใครจำเบอร์เก๋งดำคันนั้น เพราะมัวแต่ตกตะลึงขณะที่เสียงปืนดังขึ้น

ค่ำวันนั้นเอง พอสิ้นแสงตะวันได้สักครู่ คาดิลแล็คเก๋งก็มาถึงพระโขนง และเลี้ยวขวามือเข้าไปในถนนซอยเล็กๆ แห่งหนึ่งห่างจากสถานีตำรวจนครบาลพระโขนงประมาณหนึ่งกิโลเมตร ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ราว ๕๐๐ เมตร อาเสี่ยก็บอกให้เจ้าแห้วหยุดรถหน้าฟาร์มเลี้ยงไก่แห่งหนึ่ง ซึ่งอาณาเขตของฟาร์มมีเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ มีรั้วลวกหนามกั้นรอบบริเวณภายในฟาร์มไก่มีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง มองแลเห็นเจ้าไก่และกรงตับเลี้ยงไก่มากมายเต็มไปหมด ด้านหน้าของฟาร์มมีบังกาโลขนาดใหญ่อยู่หลังหนึ่งแบบทันสมัย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับกิมหงวนว่า

"แกสี่คนเข้าไปหานายสิงห์เถอะ อาจะอยู่เฝ้ารถกับอ้ายแห้วเอง เข้าไปหาคนที่จะไม่รู้จักคุ้นเคยกับเขาอาไม่ชอบด้วยนิ่งเป็นไม้ตีพริกไม่ใคร่จะได้พูดอะไรกับเขา"

อาเสี่ยว่า "เข้าไปเถอะครับ พี่สิงห์เป็นคนดีน่าคบมากผมอยากให้คุณอาได้รู้จักกับเขา เขาจะต้องต้อนรับพวกเราอย่างดีที่สุด เพราะผมเคยช่วยเหลือพี่สิงห์ในเรื่องการเงินมามาก ที่ดินที่นี่เขาซื้อเงินผ่อนเพื่อนผม ผมก็ช่วยพูดให้และรับรองให้ แต่เขาใช้ค่าที่ดินหมดไปหลายปีแล้วครับ"

เจ้าคุณพยักหน้า สี่สหายกับท่านเจ้าคุณพากันลงจากรถเดินมาที่ประตูรั้วบ้าน จากแสงไฟฟ้าเหนือบานประตูทุกคนก็เห็นแผ่นป้ายสีเขียว ตัวอักษรสีขาวปรากฏข้อความด้วยตัวอักษรขนาดเล็กว่า

ฟาร์มสิงห์สุภาพ

จำหน่ายลูกไก่และไข่ราคาเยาว์

ลูกสุนัขอัลเซเชียนและเกรเฮาด์

และมีป้ายเล็กๆ อีกแผ่นหนึ่งเขียนไว้ว่า

ที่นี่ไม่ติดต่อซื้อขายกับพวกอันธพาล

อาเสี่ยกิมหงวนเอื้อมมือกดกริ่งไฟฟ้าที่ประตูบ้านสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนรอสักครู่บานประตูบานเล็กก็เปิดออกชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นสมุนของนายสิงห์ยืนจังก้าอยู่ในประตู มือขวาถือดาบใหญ่เล่มหนึ่ง แสงไฟฟ้าส่องต้องคมดาบเป็นประกายวูบวาบ

"มาหาใคร" เจ้าหมอนั่นถามเสียงกร้าว

"มาหาพี่สิงห์" อาเสี่ยตอบ

"มาทำไม ธุระอะไร ทำไมถึงต้องมากลางค่ำกลางคืน"

กิมหงวนชักฉิว

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง หลีกไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้าแขนอาเสี่ยไว้

"ทำไมพูดกับมันอย่างนั้น มันถือดาบเห็นไหม"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"หมอนี่ผมรู้จักมันดีครับ มันชื่ออ้ายพงศ์สติไม่ใคร่ดีเคยบวชเป็นพระอยู่ที่วัดราษฎร์ลิงจ่อ ต่อมาเป็นปาราชุตกับสีกา ท่านสมภารบังคับให้สึก อ้างพงศ์ไม่ยอมสึกหนีลงเรือเมล์มากรุงเทพฯ อาศัยผ้าเหลืองเที่ยวเรี่ยไรเขากิน ตอนหลังตำรวจจับได้ อ้างพงศ์เลยมีธุระต้องไปติดตะราง ออกจากตะรางมาเร่ร่อนอยู่แถวตลาดท่าเตียน พี่สิงห์แกสงสารก็เก็บมาเลี้ยงไว้" พูดจบกิมหงวนก็เดินผ่านประตูบานเล็กเข้าไป

เจ้าพงศ์ถอยหลังกรูด จ้องตาเขม็งมองดูกิมหงวนแล้วอุทานออกมาดังๆ

"อาเสี่ยหรือครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย "เออ-ข้าเอง"

"ปู้โธ่ ผมนึกว่านักเลงถิ่นอื่นมาบุกพี่สิงห์เสียอีก แฮ่ะ แฮ่ะ สบายดีหรือครับอาเสี่ย"

กิมหงวนไม่ตอบคำถามของเจ้าพงศ์ เขาหันไปพยักหน้าเรียกเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้เข้ามาในบ้าน แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับเจ้าพงศ์

"พี่สิงห์อยู่หรือเปล่า"

"อยู่ครับ เชิญขึ้นไปบนเรือนซิครับ พี่สิงห์ก็เพิ่งเลิกงานเมื่อสักครู่นี้เอง เชิญซีครับ แหม-นี่ถ้าเป็นนักเลงมารวนพี่สิงห์ผมฟันยับไปแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"พี่สิงห์ใช้ให้แกมาเปิดประตูหรือ"

"เปล่าครับ พอได้ยินเสียงกริ่งผมก็คว้าดาบวิ่งมา เมื่อตอนเย็นผมหวุดหวิดถูกพี่สิงห์กระทืบทีหนึ่งแล้ว นายตำรวจสันติบาลคนหนึ่งเขามาซื้อลูกหมาผมคว้าดาบมาเปิดประตู พี่สิงห์เห็นเข้าร้องเรียกเสียงหลง"

เสี่ยวหงวนพยักหน้ารับทราบ แล้วยกมือขวาตบบ่าซ้ายเจ้าพงศ์ค่อนข้างแรง

"อ้ายน้องชาย รู้สึกว่าน๊อตในตัวแกมันหลวมหรือหลุดไปหลายตัว ว่างๆ ถ่ายยาเสียบ้างซีนะ หมู่นี้อากาศมันร้อนจัดเสียด้วย"

ครั้นแล้วกิมหงวนก็พา พล, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตรงไปที่บังกาโลใหญ่หลังนั้น ส่วนเจ้าพงศ์ยืนรำดาบอยู่บนถนนซีเมนต์ข้างประตูรั้วบ้านอย่างสนุกสนานตามธรรมดาของคนที่ไม่ใคร่สบาย ในเวลาเดียวกันนั้นเอง สิงห์ ศรเหล็ก จอมอันธพาลเจ้าของฟาร์ม "สิงห์สุภาพ" ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าต่างห้องนอนของเขา ถึงแม้อายุของสิงห์เข้าสู่วัยชราแล้ว สิงห์ก็ยังองอาจผึ่งผายเหมือนกับผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน ลักษณะของเขาบอกความเป็นนักเลงทุกกระเบียดนิ้ว รูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าสี่เหลี่ยมไว้หนวดเป็นระเบียบเรียบร้อย ศรีษะเถิกผมหงอกประปราย

"อาเสี่ย โอ สวัสดีครับอาเสี่ย" ยอดนักเลงกล่าวทักกิมหงวนด้วยความดีใจ และยกมือไหว้แสดงความเคารพในฐานที่กิมหงวนเคยมีบุญคุณต่อเขามาไม่น้อย

เสี่ยหงวนรับไหว้ทันที

"สวัสดีพี่สิงห์ ผมพาคุณอาของผมและเพื่อนๆ มาหา"

สิงห์หลบหน้าเข้าไปในห้อง หลังจากนั้นสักครู่เขาก็ลงบันไดมาข้างล่างตรงมาหาคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในท่าทีอันร้อนรนและโดยไม่ต้องให้กิมหงวนแนะนำ สิงห์ได้ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล, นิกร, และ ดร.ดิเรก อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ เชิญบนเรือนเถอะครับ"

เสี่ยหงวนยื่นมือให้เจ้าของฟาร์มจับ

"ไม่ได้พบพี่สิงห์เกือบครึ่งปีแล้วซีนะ ยังคิดถึงเสมอท่านผู้นี้เป็นอาของผมเอง พระยาปัจจนึกพินาศสามคนนี่เพื่อนรักของผม คนนี้...พล พัชราภรณ์ นั่นนิกร การุณวงศ์ คนนั้นเป็นหมอและนักวิทยาศาสตร์ ชื่อ ด๊อกเต้อร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์"

สิงห์ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และทุกคน

"รู้สึกเป็นเกียรติมากเชียวครับที่ได้รู้จักกับใต้เท้า และพวกคุณๆ เหล่านี้ไปคุยกับบนเรือนเถอะครับ"

อาเสี่ยถามว่า

"พี่สาวอยู่หรือเปล่า"

"สุภาพหรือครับ ไม่อยู่หรอกครับ พี่สาวเขามารับไปบ้านสวนตั้งแต่วานนี้ อีกสองสามวันถึงจะกลับครับ"

เจ้าของฟาร์ม อดีตจอมอันธพาลพาสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นไปบนเรือนและเลยเข้าไปในห้องรับแขก ซึ่งมีโต๊ะเก้าอี้รับแขกชุดหวาย มีเบาะนวมหนึ่งชุด ส่วนเครื่องประดับห้องมีเพียงไม่กี่ชิ้นเขาเชิญให้แขกของเขานั่ง สี่สหายนั่งรวมกันบนโซฟาร์เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่างสิงห์เดินไปเปิดพัดลมตั้งมุมห้อง แล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างยิ้มแย้ม

"ขอโทษนะครับ ผมจะออกไปข้างนอกประเดี๋ยวค่ำวันนี้ผมต้องขอต้อนรับอาเสี่ยกับเพื่อนๆ และท่านเจ้าคุณอย่างเต็มที่"

นิกรโบกมือห้าม

"อย่าวุ่นวายไปเลยพี่สิงห์โต เบียร์เย็นๆ และกับแกล้มนิดหน่อยก็พอแล้ว พวกเราไม่อยากจะรบกวนพี่สิงห์โตหรอกครับ"

นายสิงห์ทำหน้าชอบกล

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมชื่อสิงห์เฉยๆ ครับไม่ใช่สิงห์โต" พูดจบเขาก็พาตัวออกไปจากห้องรับแขก

สี่สหายต่างมองหน้าและยิ้มให้กัน พลกล่าวกับกิมหงวนว่า

"รู้สึกว่าพี่สิงห์เป็นคนสปอร์ทและใจดีมาก"

"ก็กันบอกแกแล้ว พี่สิงห์เป็นคนดีน่าคบจริงๆ ดูที่ฝาห้องซิอดีตนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ให้รูปพี่สิงห์ขนาด ๑๘ นิ้ว"

ทุกคนต่างมองตามสายตากิมหงวน แล้วก็เห็นภาพอดีตนักการเมืองผู้เรืองอำนาจปรากฏอยู่ในกรอบไม้สีบรอนซ์ทอง

หลังจากนั้นสักครู่ สิงห์ก็กลับเข้าในห้องรับแขกและทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ตรงข้ามกับสี่สหายเจ้าของบ้านได้สนทนากับแขกของเขาอย่างนอบน้อม และกล่าวว่าเขายังสำนึกในบุญคุณอันใหญ่หลวงของอาเสี่ยกิมหงวนอย่างไม่มีวันลืม

"ถึงผมเลิกเป็นนักเลงแล้ว ถ้าอาเสี่ยมีธุระใช้สอยผมเกี่ยวกับเรื่องนักเลง ผมก็ยังสามารถรับใช้อาเสี่ยได้นะครับ จะให้ผมฆ่าใครหรือยิงใครก็ได้"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ขอบคุณมากพี่สิงห์ ผมพาคุณอาและเพื่อนๆ มาหาพี่ก็อยากจะให้พี่สิงห์ช่วยเหลือหามือปืนให้เราคือสำหรับผม และเพื่อนทั้งสามคนนี้"

สิงห์พยักหน้ารับทราบ

"ได้ซีครับ เรื่องเล็กนิดเดียวเท่านั้นทำไมผมจะรับใช้อาเสี่ยไม่ได้ พรุ่งนี้บ่าย ๒ โมงมาหาผม ผมจะเตรียมมือปืน ๔ คน ไว้ใช้ตามความประสงค์"

ดร. พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เอามือแน่ๆ หน่อยนะครับพี่"

"อ้าว...คุณหมอก็ ลองผมหาให้ก็ต้องเป็นมือปืนชั้นดีซีครับ นอกจากยิงปืนแม่นเหมือนจับวางแล้วยังต้องมีใจเหี้ยมหาญเด็ดขาดด้วย เมื่อพวกคุณถูกทำร้ายหรือถูกข่มเหงรังแกมือปืนก็ต้องสู้ตายหรือยอมตายแทนคุณ ไม่ใช่ว่าหลอกกินเงินเดือนของพวกคุณไปเดือนหนึ่งๆ "

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"ถ้าได้ยังงี้ก็ดีซีครับพี่สิงห์"

สิงห์หัวเราะเบาๆ

"ต้องได้แน่ครับ ผมรับรองว่าผมจะหามือปืนชั้นดีให้ขนาดอาเสี่ยสั่งให้ยิงคน ถึงแม้คนนั้นนั่งคุยกับตำรวจบนโรงพักมือปืนก็ต้องบุกขึ้นไปยิงได้ เพราะมือปืนที่ดีจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายจ้างได้ทุกเวลาโดยไม่มีการขอผัดผ่อน เลือกเวลาหรือสถานที่"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ อาเสี่ยกิมหงวนเล่าเรื่องที่เขากับเพื่อนถูกคนร้ายดักยิงอย่างอุกอาจให้ฟังสิงห์ได้ซักถามอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็ลงความเห็นว่าเสี่ยหงวนเป็นมหาเศรษฐีที่มีการค้ามากมาย จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่มีศัตรูมาก ในเมื่อผลประโยชน์ของกิมหงวนขัดแย้งกับผลประโยชน์ของคนอื่น

ระหว่างที่สนทนากัน คนของสิงห์ซึ่งเป็นชายหนุ่มในวันฉกรรจ์รวมสามคนได้พากันเดินเข้ามาในห้องอย่างสงบเสงี่ยมทุกคนถือถาดใส่ขวดวิสกี้โซดา กับแกล้มหลายอย่าง รวมทั้งกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟและแก้วเปล่า

สิงห์สั่งให้วางลงบนโต๊ะข้างโซดา และบนโต๊ะรับแขกเบื้องหน้าเขา เมื่อคนใช้ยกข้าวของออกจากถาดจัดวางเรียบร้อยแล้วก็พากันถือถาดเดินก้มตัวออกไปจากห้อง

จอมอันธพาลกล่าวคณะพรรคสี่สหายว่า

"พวกคุณทำใจให้สบายเถอะครับ เรื่องมือปืนเป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน พรุ่งนี้บ่าย ๒ โมงมาหาผมจะมอบตัวให้รับไปเลยเรามาดื่มเหล้ากันเถอะครับ และอีกหนึ่งชั่วโมงผมจะเชิญเจ้าคุณและพวกคุณไปรับประทานอาหาร ขณะนี้แม่ครัวของผมกำลังเร่งทำอาหารแล้ว"

นิกรพูดเสียงอ่อยๆ

"โธ่-พี่สิงห์ไม่น่าจะวุ่นวายเลย เลี้ยงเหล้าก็เป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว ยังจะเลี้ยงข้าวอีก มีอะไรกินบ้างล่ะครับ"

สิงห์หัวเราะชอบใจ

"มีแกงเผ็ดเนื้อครับ และอาหารพื้นๆ อีกสองสามอย่างซึ่งแม่ครัวเขาทำไว้ให้ผม นี่ผมสั่งเขาทำเพิ่มเติมแล้ว เรามีเนื้อไก่และหมูแช่ตู้เย็นไว้หลายอย่าง ถ้าพวกคุณปฏิเสธไม่ยอมรับประทานอาหารกับผม ผมจะเสียใจไปจนวันตายเชียวครับ"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย

"ก็แล้วธุระอะไร ผมจะให้พี่สิงห์เสียใจจนวันตายไม่ต้องกลัว พี่สิงห์จะไม่ได้รับความเสียใจจากพวกเราอย่างเด็ดขาด"

สิงห์รู้สึกมีความสุขมากที่เขาได้เลี้ยงกิมหงวนกับเพื่อนๆ ทั้งนี้ก็เพราะอาเสี่ยเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อเขาอย่างมากมายนั่นเองจอมอันธพาลได้ร่วมดื่มเหล้ากับสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างกันเองด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต เป็นอันว่าพรุ่งนี้ ๑๔.๐๐ น. คณะพรรคสี่สหายจะมาที่ฟาร์ม "สิงห์สุภาพ" อีกครั้งหนึ่งเพื่อรับมือปืนที่สิงห์จะพามาไว้ให้

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้มาถึงฟาร์ม "สิงห์สุภาพ" ในเวลา ๑๔.๐๐ น. เศษซึ่งเป็นเวลาที่อากาศกำลังร้อนอบอ้าวแทบจะทนไม่ไหว

สิงห์ได้ต้อนรับ คณะพรรคสี่สหายเป็นอย่างดีพาพล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไปที่เรือนโรงใหญ่ หลังหนึ่งอันเป็นที่ฟักไข่ และเก็บอาหารไก่ ซึ่งเรือนหลังคาสูงและโล่งโถงกว้างขวางลมพัดเย็นสบาย มีโต๊ะเก้าอี้รับแขกตั้งอยู่เกะกะไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดร.ดิเรกสนใจกับลูกเจี๊ยบ และเครื่องฟักไข่ด้วยไฟฟ้ามาก

"เรียบร้อยแล้วครับอาเสี่ย" สิงห์พูดนอบน้อมหลังจากเขาเชิญให้ทุกคนนั่ง "ผมออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า หามือปืนให้อาเสี่ยกับเพื่อนๆ ขับรถไปตั้งหลายแห่ง ในที่สุดก็ได้มือปืนมา ๔ คน ซึ่งพวกเด็กๆ ของผมเขาช่วยหาให้"

พลกล่าวถามอย่างสนใจ

"แล้วมือปืนทั้งสี่คนอยู่ในบ้านพี่สิงห์แล้วหรือครับ"

"ครับ พักผ่อนอยู่บนเรือนผมเรียบร้อยแล้วก่อนที่ผมจะเรียกตัวมาพบกับพวกคุณ ผมก็อยากจะชี้แจงให้ฟังเสียก่อนเกี่ยวกับเรื่องมือปืนทั้งสี่คนนี้"

นิกรสบตากับสิงห์เขาก็พยักหน้าและยิ้มให้

"พี่สิงห์จะพูดเรื่องเงินเดือนของพวกมือปืนใช่ไหมครับ"

จอมอันธพาลโบกมือแล้วหัวเราะ

"ไม่ใช่ครับคุณนิกร มือปืนทั้งสี่คนนี้เรื่องเงินเดือนไม่ต้องพูดถึงพวกคุณจะให้เขาเดือนละเท่าใดก็ได้ เขาต้องการที่อยู่อาศัยและอาหารมากกว่าครับ ทั้งสี่คนนี้ล้วนแต่ไร้ญาติขาดมิตร และที่น่าสงสารที่สุดก็คือว่าทั้งสี่คนนี้ล้วนแต่เป็นคนพิการ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน ท่านเจ้าคุณกล่าวขึ้นทันที

"คนพิการหรือนายสิงห์"

"ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื้อก

"มือปืนพิการ เออ...อนิจจังทุกขัง ลงพิการแล้วมันจะไปยิงหมาที่ไหนกันพ่อคุณ"

สิงห์ยิ้มเจื่อนๆ

"ใต้เท้าอย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลนสิครับ เหล้าที่มีรสดีไม่จำเป็นจะต้องบรรจุขวดสวยใช่ไหมครับ"

ดร.ดิเรก พูดเสริมขึ้นทันที

"ออไร๋ แต่เหล้ากับมือปืนน่ะมันคนละเรื่องนะ พี่สิงห์ผมงงไปหมดแล้วผมไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมพี่สิงห์ถึงหามือปืนที่พิการมาให้เรา คนที่สมประกอบหาไม่ได้หรืออย่างไร"

อดีตจอมอันธพาลยิ้มอย่างใจเย็น

"คุณหมอและทุกๆ คนกรุณาฟังผมก่อน อย่าเพิ่งคัดค้านผม ปล่อยให้ผมพูดให้จบเสียก่อนนะครับ อ้า-คนอย่างผมอาเสี่ยท่านรู้จักผมดี ผมใช้ชีวิตของผมร่วม ๓๐ ปีเป็นนักเลงอันธพาล ผ่านการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชน ผมเคยยิงคนทิ้งมาหลายคนแล้ว การฆ่าคนเป็นเรื่องเล็กสำหรับผม ผมย่อมเข้าใจดีในเรื่องเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงของนักเลง ทำไมผมถึงเลือกหามือปืนพิการให้คุณทั้งสี่ เหตุผลก็คือว่า มือปืนที่มีร่างกายสมประกอบนั้นถ้าพวกคุณๆ ใช้ให้ไปยิงใครเขาตาย ผลสะท้อนก็จะทำให้พวกคุณต้องเดือดร้อนไปด้วยส่วนมือปืนพิการตำรวจจะไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าเขาฆ่าคนตาย คนทั้งสี่คนนี้พิการก็จริงแต่ยิงปืนได้แม่นยำมาก และเคยยิงคนมาหลายศพแล้วที่ผมเรียนให้ทราบนี้พอจะเข้าใจบ้างหรือยังครับ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เอายังงี้ดีกว่าพี่สิงห์ เรียกมือปืนทั้งสี่คนมาให้เราดูหน้าและสัมภาษณ์หน่อยเถอะครับ"

"อ๋อ ได้ซีครับ ผมจะทดสอบฝีมือให้ดูเลยคือให้เขาแสดงการชักปืนและยิงปืนให้อาเสี่ยและคุณๆ ได้ชมเป็นขวัญตา ผมรับรองว่า แต่ละคนชักปืนได้เร็วที่สุดขนาดเสือปืนเร็วทั้งหลายและทุกคนยิงปืนแม่นเหมือนจับวางถ้าไม่จริงอย่างว่า อาเสี่ยเตะผมเลย"

คนใช้ของสิงห์ถือถาดใส่ขวดน้ำอัดลมแช่เย็นยี่ห้อชั้นดีประมาณ ๑๐ ขวดเดินเข้ามาในเรืองโรงนี้ เขาเสริฟน้ำอัดลมให้ทุกๆ คนรวมทั้งสิงห์ด้วย นิกรหยิบไว้สองขวดและบ่นพึมพำ

"อากาศมันร้อนจนน้ำลายในปากเดือนพล่าน ขอผมดื่มสักสองขวดนะครับ"

สิงห์หัวเราะ เขาพยักหน้ากับคนของเขาแล้วกล่าวว่า

"จิตโว้ย เอ็งไปพามือปืนสี่คนมาพบข้าที่นี่พามาเดี๋ยวนี้นะ"

ชายหนุ่มร่างใหญ่รับคำถือถาดไม้ ซึ่งมีน้ำอัดลมเหลืออยู่เพียงสองขวดเดินออกไปจากเรือนโรงนั้นเจ้าของฟาร์ม "สิงห์สุภาพ" เชิญให้แขกผู้มีเกียรติของเขาดื่มน้ำอัดลม พลสนใจในเรื่องมือปืนมาก จึงกล่าวถามสิงห์ว่า

"มือปืนของพี่สิงห์ทั้งสี่คนนั้น พิการในลักษณะไหนบ้างครับ"

สิงห์หันมายิ้มให้นายพัชราภรณ์

"คนหนึ่งนัยน์ตาบอดครับ คุณพล"

พลทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"บอดข้างซ้ายหรือข้างขวา"

"อ๋อ บอดทั้งสองข้างเลยครับ"

ดร.ดิเรกกำลังดื่มน้ำอัดลม พอได้ยินเช่นนี้ก็สำลักพรวด

"มายก๊อด" นายแพทย์หนุ่มคราง "บอดทั้งสองข้างจะไปยิงแมวที่ไหนกันล่ะครับ"

"อ้าว...คุณหมอก้อ...คนตาบอดน่ะมีประสาทและมีความรู้สึกดีกว่าคนตาดีครับ จมูกก็จำกลิ่นได้ดีและสามารถได้กลิ่นในระยะไกล คุณหมอเคยเห็นมาแล้วไม่ใช่หรือ คนตาบอดไปไหนคนเดียว ขึ้นรถเมล์หรือรถรางก็ได้ กลับบ้านถูกไม่มีหลง ทุกแห่งที่เคยไปเพียงครั้งเดียวก็ไปได้อีก"

ดร.ดิเรกนิ่งคิด

"ออไร๋ ผมเคยเห็นนักเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอดขึ้นรถเมล์ที่หน้าโรงเรียนของเขา และเคยเห็นคนตาบอดเดินข้ามถนนเยาวราชเหมือนกับคนตาดี"

"ก็นั่นน่ะซีครับ อ้ายบอดของผมคนนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นเด็กหนุ่มในวัยเบญจเพส ชื่อจวงครับทั้งๆ ที่มันตาบอดทั้งสองข้าง แต่รับจ้างยิงคนมาหลายศพแล้ว มันแน่จริงๆ ครับอย่างที่เขาว่าคนบอดสอดตาเห็น"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าเหมือนกินยาถ่าย

"ไม่ไหวพี่สิงห์ สำหรับนายคนนี้นัยน์ตาบอดผมไม่เลื่อมใส"

นิกรกล่าวขึ้นทันที

"กันเอาเองหมอ มือปืนตาบอดน่ะช่วยกันให้รอดพ้นจากเงื้อมือกฎหมาย เพราะศาลจะไม่เชื่อว่าคนตาบอดยิงคนตาดี กันอยากจะฆ่าใครกันก็ใช้ให้นายจวงไปยิงมันทิ้งเสีย"

สิงห์ยิ้มให้นิกร

"คุณคิดถูกทีเดียวครับ ผมขอสนับสนุนคุณเต็มที่ถ้าคุณตกลงจ้างอ้ายจวงเป็นมือปืนประจำตัวของคุณ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ผมเอาแน่ พี่สิงห์มีมือปืนตาบอกแหวกแนวดีเหมือนกัน ปกครองก็ง่าย เพราะคนตาบอดไม่ชวนเที่ยว และไม่มีพิษสงอะไร"

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับจอมอันธพาลต่อไป

"นอกจากนายจวง คนอื่นๆ เป็นยังไงบ้างพี่สิงห์"

"คนอื่นหรือครับ ก็มีเจ้ากลิ่นขาด้วน"

"ด้วนข้างเดียวหรือพี่" กิมหงวนถาม

"ด้วนข้างเดียวครับ ไปไหนต้องใช้ไม้ยันใต้รักแร้ แต่เดินได้แคล่วคล่องว่องไวเหมือนคนขาดี เจ้ากลิ่นมือแน่เหมือนกัน เคยยิงคนมาหลายคนแล้วครับตีกบาลคนก็เก่ง ที่ตำรวจไม่เก็บตัวส่งไปคุกลาดยาวก็เพราะตำรวจเห็นว่าอ้ายกลิ่นขาด้วนไม่เชื่อว่าเป็นอันธพาลหรือมือปืน"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ค่อยๆ หันมาทางพล

"แกเอาอ้ายด้วนไว้ก็แล้วกัน"

พลเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"ตกลง สนุกดีเหมือนกัน นึกว่าเลี้ยงคนพิการไว้เอาบุญ อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเราครึกครั้นขึ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามเจ้าของฟาร์มอดีตนักเลงใหญ่ด้วยเสียงหัวเราะ

"แล้วมือปืนอีกสองคนล่ะ นายสิงห์"

สิงห์ตอบท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"คนที่สามชื่อเทียมครับใต้เท้า"

"อ้อ...เขาพิการตรงไหน"

"หูหนวกขอรับ"

อาเสี่ยอมยิ้ม "หนวกหรือตึงพี่สิงห์"

สิงห์หันมาทางกิมหงวน

"หนวกครับ หนวกขนาดปืนใหญ่ยิงใกล้ๆ ยังไม่รู้เรื่อง แต่อ้ายเทียมมันแน่จริงๆ ครับ ใจเด็ดที่สุดยิงปืนแม่นขนาดมือปืน ชั้นเสือไม่กล้าดวลปืนกับอ้ายเทียมหมอนี่เป็นลูกชายของเพื่อนผมเอง ซื่อสัตย์และสุภาพเรียบร้อยไว้ใจได้"

ยังไม่ทันเห็นหน้า กิมหงวนก็รู้สึกพอใจ

"ถ้ายังงั้นผมจะรับนายเทียมไว้เป็นมือปืนประจำตัวของผม นิสัยของผมชอบพูดคุยกับคนหูหนวก คือพูดกันไม่รู้เรื่องไปไหนมาสามวาสองศอก ทำให้ผมมีอารมณ์ขัน และนั่นจะช่วยให้ผมมีอายุยืน คนเราลงหัวเราะบ่อยๆ และยิ้มเสมอ จิตใจก็ชื่นบาน ไม่รู้จักแก่เฒ่า ส่วนคนหน้าบึ้งหน้างอมีอารมณ์เคร่งเครียดจริงจังกับเหตุการณ์ของชีวิตมากเกินไปมักจะตายเร็ว"

"จริงครับอาเสี่ย" แล้วเขาก็หันมาทาง ดร.ดิเรก "เหลือคนสุดท้ายชื่อเริ่มก็เป็นของคุณหมอ"

"ออไร๋ นายเริ่มพิการตรงไหน แขนด้วนหรือคอขาด"

จอมอันธพาลหัวเราะ

"มิได้ครับ เขามีอวัยวะครบถ้วนครับ แต่แขนขวาของเขาคอก"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"เพียงแต่แขนคอกก็ไม่แปลกอะไร ผมเคยเห็นคนแขนคอกหรือมือแปทำงานได้ดีถมเถไป ผู้หญิงข้างบ้านผมคนหนึ่งยังสาวและสวยแต่มีผัวแล้ว แขนคอกทั้งสองข้าง แต่หล่อนสามารถมีลูกปีละคน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเขยใหญ่ของท่านอย่างขบขัน แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"แขนคอกมันเกี่ยวอะไรกับการมีลูกด้วยวะ"

ดร.ดิเรก นิ่งคิด

"นั่นน่ะซีครับ" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับนายสิงห์ "เป็นอันว่าผมรับนายเริ่มเป็นมือปืนของผม แต่ว่าถ้านายคนนี้พูดมากแบบจอมกะล่อนผมไม่เอานะครับ พูดพล่อยๆ ขนาดอ้ายแห้วผมก็ไม่เอาแล้ว"

"อ๋อ ผมรับรองครับคุณหมอ เริ่มมันชอบฟังมากกว่าพูด"

"ก็ดีน่ะซีพี่สิงห์ เขาเป็นคนสงบเสงี่ยมเคร่งขรึมยังงั้นหรือ"

"มิได้ครับ แต่อ้ายเริ่มมันเป็นใบ้มาแต่กำเนิด"

ดร.ดิเรก คำคอย่น

"เป็นใบ้...แล้วทำยังไงผมจะพูดกับเขารู้เรื่องล่ะ"

"พูดภาษาใบ้ซีครับคุณหมอ ภาษาใบ้เป็นภาษากลางของโลก คนเราถึงต่างชาติศาสนากันก็สามารถพูดกันรู้เรื่องโดยใช้ภาษาใบ้"

"ออไร๋ ออไร๋ จริงอย่างที่พี่สิงห์ว่า นายเริ่มคนนี้นอกจากแขนคอกแล้วยังเป็นใบ้อีกด้วย น่าสงสารเขามาก ผมจะรับเขาไว้เป็นมือปืนประจำตัวผม แต่ว่านายเริ่มเขายิงปืนเป็นหรือ"

"แล้วกัน" สิงห์อุทาน "เริ่มมันเป็นมือปืนมาหลายปีแล้ว ถ้ามันยิงปืนไม่เป็นจะเรียกว่ามือปืนได้อย่างไรครับ คุณหมอและพวกคุณๆ ให้ผมหามือปืนให้ ผมก็ต้องหามือปืนอาชีพให้ คือคนที่เคยรับจ้างยิงคนมาแล้ว อ้ายใบ้คนนี้ชักปืนได้เร็วที่สุดครับ คือชักได้เร็วกว่าเงาของมันในกระจก"

ดร.ดิเรก ทำหน้าแหย

"ไม่มากไปหรือ พี่สิงห์"

"ก็เขาว่ากันอย่างนั้น" สิงห์พูดยานคาง

การสนทนาสิ้นสุดลงทันที เมื่อคนของสิงห์พากระทาชาย ๔ คน ซึ่งแต่งกายแบบเคาบอยในภาพยนตร์และคาดเข็มขัดปืนพกแบบมือปืนหรือเสือปืนเร็ว เดินเข้ามาในเรือนโรงหลังนี้ แต่ละคนเป็นชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ ลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นอาชญากรชั้นดาวร้าย คนที่เดินหลังเพื่อนเดินช้าหน่อยทำตายิบๆ ทำปากหมุบหมิบบ่นพึมพำในลำคอ ทั้ง ๔ คนนี้ก็คือมือปืนที่สิงห์จัดหาไว้ให้คณะพรรคสี่สหาย ของเรานั่นเองคนเดินหน้าขาด้วนข้างหนึ่งคือขาขวาของเขา ตั้งแต่หัวเข่ากระทั่งถึงเท้าหายไป ต้องใช้ไม้ยังใต้รักแร้ทั้งสองข้าง

กลิ่น, เทียม และเริ่มเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหาย ส่วนจวงมือปืนตาบอดเดินไปทางที่ฟักไข่ เมื่อเจ้าเทียมยกนิ้วมือใส่ปากเป่าเปี๊ยวๆ อ้ายบอกก็หยุดชะงักหมุนตัวกลับรีบเดินเข้ามาหาเพื่อนๆ และเดินได้คล่องแคล่วเหมือนกับคนตาดี

เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ไหว ก็ปล่อยออกมาก้ากใหญ่แล้วกล่าวกับเจ้านายของเขา

"รับประทานไม่เลวครับ คนซ้ายสุดเหมือนโรเบิทมิตซั่มเรื่องนักเลงมือปืนพเนจร คนที่ยืนติดๆ กันคล้ายโรเบิทเทเล่อร์เรื่องจอมโจรอาละวาด คนตาบอดคล้ายเกลนฟอร์ดครับ แล้วก็รับประทานคนนั้นคล้ายเกรเกอรี่เป็ค ลงสี่ดาราคนละบริษัทมาพนันอย่างนี้ ผมว่ารับประทานเรื่องนี้ต้องยิงกันจนจอทะลุเป็นแน่"

พลทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ใครให้มึงวิจารณ์"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อยทันที

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมนั่งเปรี้ยวปากอยู่นานแล้วอดพูดไม่ได้ครับ"

มือปืนทั้ง ๔ คน ยืนสำรวมกิริยามารยาทให้เรียบร้อยด้วยความหวังที่จะได้งานทำ มีเงินเดือนแพงมีที่อยู่ที่กิน นายสิงห์ก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหามือปืนพิการอธิบายให้คณะพรรคสี่สหายทราบทีละคนว่าใครเป็นใคร

"อ้ายกลิ่นหรืออ้ายด้วนคนนี้ของคุณพลยังไงล่ะครับ คนนี้อ้ายบอดหรืออ้ายจวงของคุณนิกร คนนี้อ้ายหูหนวกหรืออ้ายเทียมของอาเสี่ย แล้วก็คนนี้อ้ายใบ้หรืออ้ายเริ่มของคุณหมอ"

กิมหงวนรู้สึกเอ็นดูสงสารมือปืนของเขา จึงร้องเรียกไอ้หนวก

"เทียม...ว่าไง แกเต็มใจไปอยู่กับฉันเป็นมือปืนประจำตัวฉันไหมล่ะ"

อ้ายหนวกยิ้มเศร้าๆ และยกมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างพินอบพิเทา

"ขอบคุณครับ ที่กรุณาให้เงินเดือนผมตั้ง ๕,๐๐๐"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ สิงห์ยกมะเหงกเขกศรีษะอ้ายหนวกทันที

"เขาไม่ได้พูดอย่างนั้น หูมึงหนวกพยายามฟังอะไรให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองเสมอ อาเสี่ยแกถามว่ามึงเต็มใจจะไปอยู่กับแกไหม"

นายหูหนวกยิ้มแห้งๆ และพยักหน้ารับทราบ

"เอาครับ สามพันก็สามพัน ดีกว่าผมอยู่ว่างๆ ไม่มีงานทำ เดี๋ยวนี้เงินทองมันก็หายาก พี่สิงห์บอกท่านเถอะครับว่าผมตกลง"

นายสิงห์กลืนน้ำลายเอื๊อก

"โธ่...ประเดี๋ยวกูกระทืบแบนเลย ปีนี้หูมึงหนวกกว่าปีกลายตั้งเป็นกอง"

สี่สหายต่างพากันลุกขึ้นเข้ามาหามือปืนทั้ง ๔ คน เพื่อจะโอภาปราศรัยด้วย นิกรยกมือตบบ่าอ้ายตาบอดด้วยความสงสาร แล้วกล่าวทักอย่างกันเอง"

"อ้ายน้องชาย แกตาบอดมาแต่กำเนิดหรือ"

อ้ายบอดยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"ข้างซ้ายบอดมาแต่กำเนิดครับ ข้างขวาบอดเมื่อตอนรุ่นหนุ่มเมื่อ ๘ ปีที่แล้วมานี้"

"ได้รับอุบัติเหตุใช่ไหม"

"ก็ไม่เชิงอุบัติเหตุครับ ผมถูกไม้ตำนัยน์ตาครับ"

"นั่นแหล่ะ เขาเรียกอุบัติเหตุ"

"ก็ผู้หญิงเขาเอาไม้พุ่งลูกนัยน์ตาผมนี่ครับ เขาเจตนาให้นัยน์ตาผมบอด ซึ่งก็สมความปรารถนาของเขา"

นิกรนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"เกิดเรื่องอะไรขึ้นล่ะ เขาถึงเอาไม้พุ่งนัยน์ตาแก"

"เปล่าครับ ไม่ได้มีเรื่องอะไรกันหรอกครับเพื่อนบ้านกันแท้ๆ อยู่ห้องติดกันเสียด้วย เขาหาว่าผมแอบดูเขาแก้ผ้าอาบน้ำครับ"

"ความจริงแกคงไม่เลวพอที่จะทำอย่างนั้น"

อ้ายบอดหัวเราะ

"ทำครับ หล่อนทั้งอวบทั้งอัดอย่างนั้นผมจะอดได้อย่างไร"

"พอ...พอแล้วไม่ต้องเล่า เป็นอันว่าร่างกายอันเปลือยเปล่าอวบอัดของสาวสวยคนหนึ่ง ทำให้แกต้องเสียตาไปอีกข้างหนึ่ง"

"ใช่ครับ" จวงพูดเสียงอ่อย "ความจริงผมไม่ควรจะเสียตาข้างนี้หรอกครับ แต่ผมโชคร้ายที่ไปรักษาหมอเฮงซวย"

"ทำไมล่ะ" นิกรถาม

"คือมันยังงี้ครับ" เจ้าจวงคุยจ้อ "พอผมถูกหล่อนเอาไม่รวกปลายแหลมลำเล็กๆ ขนาดนิ้วก้อยพุ่งลูกนัยน์ตาผม พ่อผมก็รีบพาผมไปหาหมอตาคนหนึ่ง"

นิกรหัวเราะหึๆ

"อย่างนี้เขาเรียกว่ารนหาที่ หรือหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเอง พ่อแกคงด่าแกจมไปเลย เท่าที่แกแอบดูผู้หญิงเขาแก้ผ้าอาบน้ำ"

"ครับ ด่าผมเอากระบุงโกยไม่ไหว เพราะพ่อแกเคยบอกผมตั้งหลายหนว่า รูที่พ่อเจาะไว้นั้นถึงเป็นรูเล็กๆ ก็มองเห็น ไม่ควรเจาะรูโต แต่ผมไม่เชื่อพ่อดันเจาะรูใหญ่รูเบ้อเริ่มเพื่อจะดูให้เต็มตา เลยเจอไม่รวก"

"แล้วหมอรักษาไม่หายยังงั้นหรือ" นายจอมทะเล้นถามอย่างสนใจ

"ครับ หมอมันเฮงซวยครับคุณ รักษาได้สองอาทิตย์แผลที่นัยน์ตาหาย แต่นัยน์ตาผมเหล่แทบไม่เห็นตาดำ ต้องให้เขารักษาใหม่ เขาลอกเยื่อตาผมออกอีก เอาผ้าปิดนัยน์ตาไว้เกือบเดือน พอเอาผ้าออกผมก็กลายเป็นตาถั่วไป หมอลอกเยื่อตาผมอีกครับ คราวนี้นัยน์ตาผมบอดเลย พ่อผมเลยจ่ายมีดให้หมอแทนเงิน ดูเหมือนว่าพ่อเชือดคอหอยหมอด้วยมีดโกนครับ ในสมัยนั้นเป็นยุคมีดโกนเฟื่อง พวกนักเลงพกมีดโกนกันให้เกร่อ"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"เอาละ ฉันสัมภาษณ์แกเท่านี้แหล่ะให้เพื่อนๆ ฉันสัมภาษณ์คนอื่นบ้าง"

"แต่ว่าคุณ โอ.เค. ซิกาแร็ตรับผมเป็นมือปืนของคุณแล้วนะครับ"

"ยังโว้ย" นิกรตวาดแว๊ด "ต้องทดสอบฝีมือของแกเสียก่อน"

เสียหัวเราะดังขึ้นมาพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้น พล พัชราภรณ์ ก็สัมภาษณ์มือปืนของเขา

"ขาแกด้วนมาแต่กำเนิดหรือกลิ่น"

กลิ่นยิ้มอย่างภาคภูมิ

"เปล่าครับ ด้วนเมื่อประมาณ ๖ ปีมานี่เองแหล่ะครับเจ้านาย ผมเสียขาก็เพราะวีรกรรมของผม"

พลพยักหน้าและยิ้มให้กลิ่น

"เล่าให้ฟังหน่อยซิ เอาแต่เนื้อล้วนๆ นะไม่ต้องฝอย"

"ครับ มือปืนอย่างผมไม่ชอบฝอยครับ ชอบพูดอะไรตรงไปตรงมา เรื่องของผมก็มีอยู่ว่า สมัยนั้นผมเป็นนักแซงค์ วันหนึ่งตอนบ่ายผมไปยืนเกร่อยู่หน้าโรงหนังเฉลิมบุรี คอยขึ้นรถรางหรือรถเมล์ที่มีคนโดยสารแน่นๆ ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนครับ"

"แล้วยังไง" พลถาม

"ยายแก่คนหนึ่งแกเดินข้าม ฟากถนน ตัดหน้า รถรางในระยะกระชั้นชิดครั้นผมแลเห็นเข้าก็วิ่งเข้าไปผลักคุณยายคนนั้นออกไปพ้นจากทางรถราง แต่ตัวผมเองล้มลงไปกลางรางรถรางพอดี"

"รถรางก็เลยทับขาขาด"

"ครับ ผมต้องไปนอนโรงพยาบาลถึง ๓ เดือน หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวชมเชยผม ทางบริษัทรถรางเขาให้เงินทำขวัญผม ๔,๐๐๐ บาทครับ และออกเงินค่าอยู่กินทางโรงพยาบาลให้ด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"น่าชมเชยแกมากทีเดียวนายกลิ่น เท่าที่แกเสียขาไปเพื่อช่วยชีวิตยาแก่คนนั้น"

กลิ่นฝืนหัวเราะ

"อย่าชมเชยเลยครับ คุณยายคนนั้นถูกผมผลักหกล้มไปนอนป่วยอยู่ที่บ้านได้เพียงสองวัน แกก็ตายแต่พวกญาติเขารู้ดีครับ ว่าผมมีเจตนาช่วยชีวิตแกไว้ และผมก็ถูกรางทับขาเป๋-เอ๊ย-ขาด้วน เรื่องของผมมีเท่านี้แหล่ะครับ"

พลยื่นมือให้กลิ่นจับ

"กันยินดีรับแกเป็นมือปืนของกัน แต่ต้องขอทดสอบฝีมือเสียก่อน"

"ได้ครับ ถ้าผมยิงไม่แม่นเจ้านายก็อย่าเลี้ยงผม"

พลหันมาพยักหน้ากับเสี่ยของตน

"เอาซี แกจะสัมภาษณ์อะไรนายเทียมก็เอา"

อาเสี่ยถอนหายใจเบาๆ เขายิ้มให้มือปืนหูหนวกแล้วถามว่า

"แกหูหนวกมาแต่กำเนิดหรือยังไงเทียม"

เทียมกระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนทันที

"สุดแล้วแต่จะกรุณาเถอะครับ แต่ถ้าได้เบิกล่วงหน้าสักหนึ่งเดือนก็ดีเหมือนกัน ผมจะเอาไปใช้หนี้เขาบ้าง"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"อือ-ฉันอยากเตะแกเหลือเกิน"

"ก็เอาซีครับ ขณะนี้เท่ากับว่าผมเป็นคนของอาเสี่ยแล้วจะเตะถีบหรือกระทืบผมอย่างไรผมยอมทั้งนั้น"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ แล้วกล่าวกับทุกๆ คน

"แน่ะ ทียังงี้มันได้ยินฟังรู้เรื่อง"

เทียมพูดเสริมขึ้น

"เป็นบางขณะครับ บางทีก็พอได้ยิน แต่โดยมากเหมือนกับมีอะไรเข้าไปอุดหู ผมไม่ได้ยินอะไรเลย ตอนนี้หูหนวกอีกแล้วครับ"

กิมหงวนมองดูมือปืนของเขาอย่างอนาถใจ

"เอาละ ถ้าแกทดสอบฝีมือให้ฉันเห็นว่าแกยิงปืนแม่นฉันก็จะตกลงจ้างแกเป็นมือปืนของฉัน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เมื่อ ดร.ดิเรก เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ากับเจ้าเริ่มใครต่อใครก็หัวเราะคิกคักไปตามกัน อ้ายใบ้ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยยืนกระมิดกระเมี้ยนสำรวมกิริยามารยาทให้เรียบร้อย

"ไง-อ้ายน้องชาย คุยกับกันบ้างซี"

เริ่มยิ้มเอียงอาย เขามองดูหน้านายแพทย์หนุ่มด้วยความเคารพยำเกรงแล้วส่งภาษาให้กับ ดร.ดิเรก

"แอ๊ะ แอ๊ะ แบแอ๊ะแอ ปังๆ วู้...แอแอ๊...ปังๆๆ "

นายแพทย์หนุ่มหันมาถามนิกร

"เริ่มมันว่ายังไงวะ"

"เขาบอกแกว่า เขาเต็มใจเป็นมือปืนของแกและเขาจะยิงคนทุกคนตามคำสั่งแก"

ดร.ดิเรก ขมวดคิ้วย่น

"แกไปเรียนภาษาใบ้มาจากไหนวะอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นสั่นศรีษะ

"ไม่ต้องเรียนหรอก ถ้าแกอยู่ใกล้ชิดคนใบ้ และได้พูดจาวิสาสะกับเขาเพียงสองสามชั่วโมง แกก็รู้ภาษาใบ้และสามารถพูดภาษาใบ้ได้ดี"

"ออไร๋ ออไร๋ กันเวทนานายเริ่มมาก เขาเป็นคนที่น่าสงสารที่เขาพูดไม่ได้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"นี่แหล่ะเขาว่ามีปากเหมือนมีก้น คนใบ้เมื่อชาติก่อนบีบคอพ่อแม่ ชาตินี้จึงต้องเป็นใบ้"

นิกรลืมตาโพลง "ฮ้า จริงๆ น่ะเหรอ"

"ยายกันเล่าให้ฟังอย่างนี้"

"ตายห่า" นิกรคราง "ชาติหน้ากันต้องเป็นใบ้แน่ๆ จำได้ว่าเมื่อครั้งคุณพ่อกันยังมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งกันเมาเหล้าจนหมดสติ เข้าใจว่าคุณพ่อเป็นคนรถกันบีบคอท่านเสียลูกระเดือกบุบ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นสิงห์ก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างเป็นงานเป็นการ

"เป็นอันว่าอาเสี่ย และคุณทั้งสามต่างพอใจเด็กของผมทั้ง ๔ คนนี้แล้วนะครับ ต่อไปนี้ผมจะให้เขาแสดงชั้นเชิงของมือปืน และให้เขายิงกันในโรงฟักไข่นี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามารวมกลุ่ม

"จะไม่เหมาะกระมังนายสิงห์ ขืนยิงกันก็ต้องมีการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งมันจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต"

สิงห์ยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ไม่เป็นไรหรอกครับใต้เท้า ปืนพกของมือปืนทั้ง ๔ คน ในซองปืนที่คาดเอวอยู่นั้นได้บรรจุกระสุนซ้อมยิงไว้กระบอกละ ๖ นัดครับ ส่วนกระสุนที่เข็มขัดเป็นกระสุนจริงๆ "

พลถามว่า "กระสุนซ้อมยิงเป็นอย่างไรครับพี่สิงห์"

สิงห์หันมามองดูพล

"ก็กระสุน ๙ มม. ธรรมดานี่แหล่ะครับ แต่แกะเอาหัวมันออกทิ้งไป เทดินปืนออกเสียครึ่งหนึ่ง เอาสำลียัดไว้ให้เต็มเวลายิงเสียงดังขนาดปืนพกลูกกรด และไม่มีอันตรายอะไร"

ดร.ดิเรก หัวเราะชอบใจ

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นแสดงให้พวกเราดูได้แล้วพี่สิงห์"

อดีตจอมอันธพาลมองดูมือปืนทั้งสี่คน แล้วออกคำสั่งอย่างผู้มีอำนาจเหนือ

"ยืนห่างๆ กันโว้ยแล้วแสดงท่าชักปืนทีละคนชักกระบอกซ้าย ชักกระบอกขวา และชักพร้อมกันทั้งสองกระบอกถ้าใครงุ่มง่ามล่าช้าเจ้านายท่านไม่จ้างเป็นมือปืนอย่าเสียใจก็แล้วกัน เอาเลย...อ้ายกลิ่นแสดงก่อน"

อ้ายด้วนยืนจังก้าถ่างขาทั้งสองข้าง ซึ่งขาข้างหนึ่งมีอยู่เพียงครึ่งขา แต่มีไม้ยังใต้รักแร้ช่วงประคองให้ยืนอยู่ได้ เขาทำมือขยุกขยิกแบบมือปืน ทำปากแบะยื่นกรอกนัยน์ตาไปมา"

เจ้าแห้วเผลอตัวร้องขึ้นดังๆ

"โอ้โฮ...โอ้โฮ น่ากลัวโว้ย"

กลิ่นกระชากปืนพกในซองปืนข้างซ้ายออกมา อย่างรวดเร็ว และควงปืนหมุนติ้วเหมือนกังหัน เก็บมันไว้ในซองปืนตามเดิม ยกมือขวากระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาควงเล่นอีก โยนปืนจากมือขวามายังมือซ้าย และโยนกลับมามือขวา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตบมือลั่น

"ไม่เลวโว้ยพล" กิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "มือปืนขาด้วนของแกควงปืนคล่องแคล่วเหมือน ดีน มาติน ในเรื่องสันติบาลจำเป็นที่เราไปดูเมื่อคืนนี้"

เจ้ากลิ่นเก็บปืนพกใส่ซองข้างขวา แล้วพาตัวเดินโขยกเขยกไปข้างหน้าสักครู่ก็หมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว ฉับพลันกระชากปืนพกออกมาจากซองปืนทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน

เสียงตบมือดังขึ้นอีก พลพยักหน้าให้เจ้าแห้ว

"ไงวะ มือปืนของกันแน่ไหม"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"เด็ดขาดเลยครับ รับประทานยังงี้พวกแมวมองฮอลลิวู้ดเห็นเข้าเอาสัญญาเล่นหนังมาให้เซ็นเลย"

อ้ายด้วนยิ้มแป้น กล่าวถามเจ้าแห้วอย่างภาคภูมิ

"เป็นพระเอกหรือผู้ร้าย"

"พระเอกซีเพื่อน บทบาทอย่างนี้มันบทบาทพระเอกเรื่อง "อ้ายด้วนแผลงฤทธิ์" ยังไงล่ะ พอเริ่มเรื่องก็ยิงกันตั้งแต่ต้นจนจบ"

เจ้ากลิ่นค้อนปะหลับปะเหลือก ต่อจากนั้นสิงห์ก็ให้มือปืนตาบอดแสดงการชักปืนแบบเสือปืนเร็ว จวงสามารถชักปืนได้เร็วพอๆ กับกลิ่น ทำให้คณะสี่สหายแปลกใจไปตามๆ กัน เพราะเจ้าจวงตาบอดแต่มีสมรรถภาพเหมือนคนตาดี

เจ้าเทียม หรือ อ้ายหนวกแสดงการชักปืนเป็นคนที่ ๓ และอ้ายใบ้เป็นคนสุดท้าย ซึ่งทั้งสองคนล้วนแต่เป็นเสือปืนเร็วทำให้สี่สหายพออกพอใจและขบขันในท่าทางของมือปืนพิการมาก

เมื่อนายสิงห์จะให้มือปืนดวลปืนกันด้วยกระสุดซ้อมยิงอาเสี่ยกิมหงวนก็กล่าวห้าม

"อย่างเลยครับพี่สิงห์ เสียลูกปืนเปล่าๆ ดีไม่มีอาจจะถูกตำรวจจับในฐานยิงปืนในเมือง ขณะนี้ยังไม่เลิกกฎอัยการศึกจะถูกฟ้องศาลทหารเดือดร้อนเปล่าๆ เป็นอันว่าผมกับเพื่อนๆ ตกลงรับคนพิการ ๔ คนนี้เป็นมือปืนประจำตัวของเรา และจะให้ที่พักอาศัยกินอยู่กับเรา ส่วนเงินเดือนก็จะให้คนละพันบาท"

อ้ายหูหนวกลืมตาโพลง กล่าวกันเสี่ยหงวนด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"พันบาทเชียวหรือครับอาเสี่ย"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"กันพูดเบาๆ แท้ๆ ทำไมแกถึงได้ยิน"

มือปืนหูหนวกยิ้มแห้งๆ

"มันชอบกลละครับอาเสี่ย ถ้าเกี่ยวกับผลประโยชน์รายได้ของผมผมได้ยินเสมอ แฮ่ะ แฮ่ะ เอาผมไว้ใช้เถอะนะครับ ผมจะซื่อสัตย์กตัญญูต่ออาเสี่ยตลอดไป อาเสี่ยจะให้ผมฆ่าใครบัญชามาคำเดียวผมยิงทิ้งเลย"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"ดีมาก เตรียมตัวไปอยู่กับเราได้"

"โอ้โฮ" อ้ายหนวกอุทาน "อาเสี่ยจะซื้อรถเก๋งให้ผมขี่ด้วยหรือครับ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"ใครบอกแกล่ะ"

"ก็ผมได้ยินอย่างนั้นนี่ครับ"

พวกมือปืนต่างปิติยินดีไปตามกัน ทุกคนได้มีงานทำและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแล้ว นิกรกล่าวกับอ้ายบอดอย่างกันเอง

"พวกเราจะคุยกับพี่สิงห์อยู่ที่นี่อีกสักชั่วโมง แกไปเตรียมเสื้อผ้าของแกไว้ซีนะ"

มือปืนตาบอกฝืนหัวเราะ

"เสื้อผ้าหรือครับ ไม่ต้องไปเตรียมให้เสียเวลาหรอกครับ ผมและเพื่อนๆ มีคนละชุดเท่าทีแต่งอยู่นี้ไม่ได้ซักมานานแล้ว"

สิงห์กล่าวกับมือปืนพิการทั้ง ๔ คน

"ไปนั่งพักผ่อนอยู่ที่บ้านข้าก่อน ข้าขอแสดงความยินดีด้วนที่พวกแกมีโชคดีได้เป็นมือปืนของคุณๆ เหล่านี้ ทุกท่านล้วนแต่เป็นเศรษฐีขนาดหนักทั้งนั้นไปๆ ไปอยู่ที่เรือนข้า ผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน"

มือปืนหูหนวกยิ้มให้สิงห์

"ขอบคุณครับที่พี่จะเลี้ยงน้ำชาพวกผม"

"ปู้โธ่" สิงห์คราง "เดี๋ยวก่อเตะหงายท้องเลย ไปโว้ย"

กลิ่นเทียมและเริ่มพากันเดินออกไปจากเรือนโรงหลังนั้นด้วยความตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว มือปืนตาบอดติดตามทีหลัง เจ้าจวงเดินช้าทำปากหมุบหมิบ และเลิกคิ้วตลอดเวลา อันเป็นกิริยาของคนตาบอดทั้งหลาย

ในที่สุดมือปืนผู้พิการไม่สมประกอบทั้ง ๔ คน ก็ได้มาอยู่ในร่มไม้ชายคาของบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งพลได้มอบบังกาโลหลังเล็กท้ายสวนหลังบ้านให้เป็นที่อยู่อาศัย จัดหาเครื่องนอนและเครื่องใช้ให้ตามสมควร นอกจากนี้ยังซื้อกางเกงสำเร็จรูปแจกพวกมือปืนคนละสามสี่ชุด

"อยู่กับเราต้องมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย" พลให้โอวาทมือปืนพิการทั้ง ๔ คน "อย่าลืมว่านี่เป็นบ้านคน ไม่ใช่ก๊วนกัญชา หรือสนามม้าสนามมวย พวกแกจะแหกปากเอะอะเอ็ดตะโรไม่ได้ แล้วก็คุณแม่ของกันน่ะท่านด่าเป็นไฟแลบชอบด่าแบบมาลัยวนเสียด้วย บางทีนั่งด่าอยู่ตั้ง ๓ วัน ๓ คืน แต่ท่านเป็นคนปากร้ายใจดี คุณแม่คุณชอบสุภาพเรียบร้อยจำไว้นะพวกแกเดือดร้อนหรือขัดข้องขลุกขลักอย่างไร ติดต่อกับอ้ายแห้วได้"

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ มือปืนทั้ง ๔ คนอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นเพราะอยู่ดีกินดี งานที่ทำก็ไม่มีอะไรนอกจากคอยคุ้มครองสี่สหายตามหน้าที่ของมือปืน และคอยรับคำสั่งจากเจ้านายเมื่อสั่งให้ไปฆ่าคน พล,นิกร,กิมหงวน และดร.ดิเรก แยกกันไม่ออกไปไหนก็ต้องนั่งรถไปด้วยกัน โดยมีรถตรวจการคันหนึ่งซึ่งขับโดยเจ้าแห้ว พามือปืนทั้งสี่ติดตามคณะพรรคสี่สหายไปในระยะกระชั้นชิด

อย่างไรก็ตามมือปืนพิการยังไม่เคยยิงใครเลยทั้ง ๔ คนสุขสบายมากมีอาหารกินวันละสามเวลา และล้วนแต่เป็นอาหารที่ดีๆ มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น

จนกระทั่งตอนหัวค่ำวันหนึ่งตรงกับวันเสาห์

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยมือปืนพิการทั้ง ๔ คน ได้ปรากฎตัวขึ้นภายในห้องโถงใหญ่ของ "จัสมิน บาร์" ในเวลา ๑๙.๓๐ น. ท่ามกลางแสงสีและเสียงสรวลเสเฮฮาของบรรดาผู้ที่มาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ นักดื่มเหล้ารับประทานอาหารกันตามโต๊ะอาหารต่างๆ รอบฟลอร์ลีลาศ

บาร์นี้เจ้าของเป็นเศรษฐีชาวภารตะ มีอาหารฝรั่งและอาหารแขกจากพ่อครัวฝีมือเยี่ยม ตกแต่งสถานที่คล้ายกับวังของมหาราชาอาค์หนึ่ง ธูปแขกและกำยานส่งกลิ่นหอมตระหลบอบอวลไปทั่วห้องโถง ดร.ดิเรกมีรสนิยมเหมือนชาวอินเดียคนหนึ่งเขาชอบวัฒนธรรมของอินเดียมาก อาหารของอินเดียเขาก็ชอบตั้งแต่ "จัสมิน บาร์" เปิดดำเนินกิจการมาได้ครึ่งปี ดร.ดิเรก ได้พาเพื่อนๆ มาเลี้ยงอาหารที่นี่เสมอ โดยเฉพาะไก่ย่างแบบอินเดียและกุรุหม่าแพะอร่อยที่สุด

"จัสมิน บาร์" อาหารดี ราคาถูก ดนตรีเพราะพ๊าทเน่อร์สวยและสุภาพนี่เองทำให้บาร์นี้มีลูกค้าประจำมาก นับตั้งแต่ข้าราชการ นักธุรกิจ คหบดี ตลอดจนกระทั่งผู้มีอาชีพในสาขาต่างๆ และนักเลงอันธพาลซึ่งยังหลงหูหลงตาตำรวจอีกมากมาย

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งรวมกันโต๊ะหนึ่ง เจ้าแห้วกับมือปืนทั้ง ๔ คน นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ดร.ดิเรก อนุญาตให้พวกมือปืนและเจ้าแห้วสั่งเหล้า และอาหารมากินกันตามสบาย บรรดามือปืนซึ่งอดอยากเหมือนกับผีนรกต่างช่วยกันสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ ครึกครื้นรื่นเริงกันเต็มที่ ทุกคนแต่งกายแบบสุภาพชนมีปืนพกอยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างละกระบอก

คืนนี้ "จัสมิน บาร์" มีผู้มาเที่ยวมากหน้าหลายตา เสียงดนตรีขับกล่อมอารมณ์ให้เคลิบเคลิ้ม หนุ่มสาวจับคู่ลีลาศกันอยู่กลางฟลอร์ และบางทีก็มีการสลับฉากด้วยระบำแขก ทำให้บรรยากาศของบาร์นี้เหมือนกับดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศอินเดียในยามราตรี

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งดื่มเหล้าและรับประทานอาหารแขกกันเงียบๆ เมื่อคนรับใช้นำวิสกี้ตราขาวมาเสิฟให้สองขวด อาเสี่ยกิมหงวนก็มองดูหน้าเจ้าบ๋อยหนุ่มอย่างเคืองๆ แล้วเขาก็ต่อว่าคนรับใช้ด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"กันสั่งสองโหลโว้ย ไม่ใช่สองขวด เหล้าหมดบาร์แล้วหรือยังไง"

ขณะนี้การลีลาศจบเพลงแล้ว เสียงเอะอะของกิมหงวนจึงทำให้ใครต่อใครพากันมาดู ดร.ดิเรกจุ๊ปากดุกิมหงวน

"อย่าเอะอะไปน่าอ้ายหงวนขายหน้าเขา"

กิมหงวนทำตาเขียวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"ขายหน้าทำไม เจ้าบ๋อยคนนี้มันดูถูกกันนี่หว่ากันสั่งตราขาวสองโหลเสือกเอามาให้สองขวด มันคิดว่าคนอย่างอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยไม่มีเงินให้หรือยังไง"

ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นนักเลงคุมบาร์จัสมินก็ปราดเข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะสี่สหายเขาสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อยืดคอกลมสีขาวริ้วน้ำเงินรูปร่างขนาดน้องๆ ยักษ์วัดแจ้ง กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ สักมังกรพันท่อนแขนทั้งสองใบหน้าเหี้ยมตัดผมเกรียน อายุประมาณ ๓๐ ปี

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับคุณ"

เสี่ยหงวนกำลังโมโหก็พูดโพล่งออกมา

"จะมีอะไรเกิดขึ้นมันก็เป็นเรื่องของผม ไม่ใช่เรื่องของคุณ และเรื่องนี้ไม่หนักศรีษะคุณเลย"

"อ้าว" นักเลงใหญ่อุทาน "ถ้าคุณพูดอย่างนี้คุณอาจจะเจ็บตัวก็ได้ ผมเป็นนักเลงคุมบาร์นี้ ถ้าพนักงานรับใช้บกพร่องอย่างไรก็บอกหัวหน้าบาร์ หรือผู้จัดการซีคุณ คุณส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรเช่นนี้ไม่ดีแน่"

พลขยับจะลุกขึ้นเพื่อกระแทกหน้าอันธพาลผยอง แต่นิกรคว้าแขนไว้แล้วกระซิบบอก

"ใจเย็นๆ ไว้พล ประเดี๋ยวอ้ายหนวกมือปืนของอ้ายเสี่ยจัดการเก็บอ้ายหมอนี่เอง"

ทันใดนั้นเอง เจ้าเทียมมือปืนประจำตัวของกิมหงวนก็ลุกขึ้นจากโต๊ะเดินส่ายอาดๆ ตรงเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้านักเลงใหญ่ เจ้าฟื้นดาวร้ายในย่านสุริวงศ์บางรักมองดูเจ้าเทียมแล้วยิ้มให้

"ว่าไง น้องชาย"

อ้ายหนวกเค้นหัวเราะ

"อ๋า ได้ซีเพื่อนอย่างมากก็แค่ตายเท่านั้น"

ฟื้นทำหน้าตื่นๆ

"แกจะเอาเรื่องกับกันหรือ"

อ้ายหนวกเม้มปากแน่น

"กันชื่อเทียม ออกไปนอกบาร์ซีเพื่อน เจ้านายของกันน่ะ ท่านไม่ยอมเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือหรอก"

ฟื้นพอจะรู้แล้วว่า เจ้าเทียมหูหนวกและเป็นองครักษ์ของเสี่ยหงวน เขาพยักหน้ากับเจ้าเทียมแล้วเดินนำหน้าพามือปืนหูหนวกออกไปจากห้องโถง

เจ้าบ๋อยหนุ่มก้มศรีษะคำนับอาเสี่ยแล้วยอมรับผิด

"ได้โปรดเถอะครับ ผมไม่ได้ดูถูกดูหมิ่นคุณเลย ผมได้ยินคุณสั่งวิสกี้ตราขาวสองโหล แต่ผมคิดว่าคุณพูดเผลอไปคุณคงหมายถึงสองขวด ผมก็นำมาให้เพียงสองขวด"

กิมหงวนหายโกรธแล้ว

"ทำไมถึงเข้าใจว่ากันพูดผิด"

คนรับใช้หน้าจ๋อย

"ก็ตามธรรมดา ใครๆ ก็สั่งเหล้ากันเพียงขวดเท่านั้นนี่ครับ สั่งตั้งสองโหลวพวกคุณคงทานไม่หมดแน่"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"อ้ายน้องชาย แกยังรู้จักกันน้อยเกินไป กันคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่กันสั่งวิสกี้มาสองโหลน่ะไม่ได้เอามากินอย่างเดียวกันจะเอามาล้างมือและบ้วนปาก ไป-ไปเอามาถ้าหัวหน้าบาร์เขากลัวว่ากันไม่มีเงินให้ก็ให้เขาทำบิลเงินสดมาเก็บเงินไปเลย อ้อ-เดี๋ยว" พูดจบกิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ดหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งเป็นเงินจำนวนพันบาทส่งให้เจ้าบ๋อยหนุ่ม "เอ้าอั๊วะให้ลื้อไว้กินกาแฟ หรือลื้อจะเอาไปผูกคอหมาเล่นก็ตามใจหรือจะแจกขอทานก็ได้"

คนรับใช้นัยน์ตาเหลือก

"โอ้โฮ...ท่านเพิ่งพิมพ์มาใหม่ๆ หรือครับ"

เสี่ยหงวนคำคอย่นแล้วตวาดแว๊ด

"แบ๊งค์ของรัฐบาลโว้ย ไม่ใช่แบ๊งค์เก๊ เอาไปซี อั๊วะรับรองว่าลื้อเป็นบ๋อยอีกสองปี ก็ไม่มีใครเขาใจดีที่ทิปลื้อมากๆ อย่างนี้"

เจ้าบ๋อยหนุ่มเกือบจะคิดว่าเขาฝันไป เขาตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าวเขายกมือไหว้อาเสี่ยกิมหงวนอย่างพินอบพิเทาที่สุดแล้วเอื้อมมือรับธนบัตรมาถือไว้

"เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวครับ ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเห็นเศรษฐีคนไหนใจสปอร์ทเหมือนอย่างคุณเลย"

เสี่ยหงวนโบกมือแล้วยิ้มแป้น

"อย่ายอโว้ย ประเดี๋ยวกันให้แกหมดกระเป๋าไม่มีเงินจ่ายค่าเหล้าค่าอาหาร"

ดร.ดิเรก พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ให้เขาไปเถอะ ค่าเหล้าค่าอาหารสองโต๊ะนี้กันเป็นคนจ่ายเอง"

อาเสี่ยยกมือจับข้อมือเจ้าบ๋อยหนุ่มแล้วกล่าวถาม

"อ้ายน้องชาย นักเลงคุมบาร์คนเมื่อกี้นี้น่ะเขาเป็นใครนะ"

"อ้อ-พี่ฟื้นครับ เป็นนักเลงใหญ่ในถิ่นนี้ขอรับ" เจ้าบ๋อยตอบนอบน้อมยำเกรง

"ฝีมือเขาแน่หรือ"

บ๋อยหนุ่มนิ่งคิด

"เรื่องนี้ผมไม่ทราบหรอกครับ เพราะผมเพิ่งมาทำงานได้อาทิตย์เดียวเท่านั้น แต่พวกบ๋อยและพ๊าทเน่อร์บอกผมว่าพี่ฟื้นฆ่าคนมาหลายคนแล้ว เป็นนักเลงที่มีอิทธิพลมาก กรุณาอย่างให้ผมเล่าอะไรให้คุณฟังไปกว่านี้เลยครับ ผมจะเดือดร้อน"

อาเสี่ยพยักหน้ารับ

"เอาละ ลื้อไปได้ ไปเอาตราขาวมาสองโหล อั๊วะจะเอาตราขาวล้างหน้าอากาศมันร้อนอ้าวเหลือเกิน ขอผ้าขนหนูผืนเล็กๆ สักห้าหกผืนนะ"

"ครับผม" บ๋อยหนุ่มรับคำอย่างเข้มแข็งแล้วพาตัวเดินไปจากที่นั้น

เสียงกระสุนปืนพกดังมาจากทางหลังตึกหนึ่งนัด แต่ผู้ที่อยู่ในห้องโถงของบาร์ไม่มีใครสนใจ เพราะดนตรีลีลาศเริ่มเพลงใหม่พอดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชะโงกหน้ากระซิบกระซาบบอกสี่สหายทันที

"เสร็จ-อ้ายฟื้นนักเลงคุมบาร์ ถูกอ้ายหนวกของอ้ายหงวนส่งไปนรกอย่างไม่มีปัญหา"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"อ้ายหนวกของผมมันแน่ พรุ่งนี้ผมจะจ่ายรางวัลพิเศษให้มันสัก ๕,๐๐๐ บาท ผมคิดว่าขณะนี้อ้ายหนวกคงหนีกลับบ้านแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ถูกละ มันคงไม่โง่พอที่จะกลับเข้ามาในบาร์นี้ อ้ายเทียมไม่เลวโว้ยอย่างนี้ซีถึงจะเรียกว่ามือปืน"

พนักงานรับใช้รวม ๓ คน ต่างนำวิสกี้ตราขาวใส่ถาดเดินตามกันมาเป็นแถว และตรงมาที่โต๊ะสี่สหายจัดวางขวดวิสกี้ลงบนโต๊ะว่างอีกโต๊ะหนึ่งรวมสองโหล พอดีพร้อมด้วยผ้าขนหนูขนาดเล็ก ๖ ผืนเสร็จแล้วก็พากันกลับไป

นิกรยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขาแล้วพูดเสียงอ้อแอ้ลิ้นไก่พันกัน

"มือปืนของเราคงจะใช้ได้ทุกๆ คน...อึ๊ก...แหม...เมาชิบหายเลย"

พลมองดูนิกรอย่างขบขัน

"แกยังไม่ได้ดื่มเหล้าแม้แต่จิบเดียว เสือกบอกได้ว่าเมาแล้ว"

นิกรทำตาปรือ

"ไม่ได้เมาเหล้าโว้ย กันเมากับว่ะ กินเสียถึงคอหอยแล้ว โอย-เมาเหลือเกิน ถ้าได้ด้ามไม่กวาดกระทุ้งคอเห็นจะค่อยยังชั่วหน่อย"

ทันใดนั้นเอง ดร.ดิเรก ก็สะดุ้งเฮือกลืมตาโพลงเขาแลเห็นเจ้าฟื้นนักเลงคุมบาร์ "จัสมิน" พาตัวเดินเข้ามาทางประตูหลังบาร์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"มายก๊อต..." นายแพทย์หนุ่มคราง "อ้ายฟื้นยังไม่ตายว่ะ"

พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหันไปมองดูนักเลงใหญ่เป็นตาเดียว อาเสี่ยหน้าซีดเผือด

"อ๋อย ถ้ายังงั้นอ้ายหนวกของกันเสร็จแน่"

ฟื้นหยุดยืนข้างเสาใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วโบกมือให้คณะพรรคสี่สหายในท่าทีเยาะเย้ย จอมอันธพาลเดินไปนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งทางด้านขวาของเคาเต้อร์ ล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ไม้ขีดไฟออกมาจุดสูบในท่าทางสบายใจ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูหน้ากัน

"ไม่มีปัญหาอะไร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายอย่างเป็นงานเป็นการ "อ้ายหนวกถูกอ้ายฟื้นเก็บเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"เอายังไงดีละครับ"

ท่านเจ้าคุณเปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"จัดการให้อ้ายบอดฆ่าอ้ายฟื้นเสีย"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้วครับ ผมจะไปพูดกับมือปืนของผมเดี๋ยวนี้"

แล้วนิกรก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหามือปืนทั้งสามและเจ้าแห้วซึ่งกำลังดื่มเหล้ารับประทานอาหาร และสนทนากันอย่างครื้นเครง เจ้ากลิ่นอ้ายขาด้วนและเห็นนิกรก็รีบบอกเพื่อนๆ

"เฮ้ย เจ้านายมา"

กลิ่น จวง เริ่มและเจ้าแห้วต่างเงียบกริบ ทั้งสี่คนต่างมองดูนิกรแล้วยิ้มให้ นิกรทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง

"รู้ไหม อ้ายเทียมถูกฆ่าตายแล้ว"

อ้ายตาบอดอ้าปากหวอ

"อ้ายเทียมตาย...นักเลงคุมบาร์ที่นี่ฆ่าอ้ายเทียมหรือครับ"

นิกรพยักหน้า

"ถูกแล้ว อ้ายเทียมกับอ้ายฟื้นนักเลงคุมบาร์พากันออกไป นอกบาร์สักครู่ก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ทีแรกกันเข้าใจว่าอ้ายเทียมยิงนักเลงคุมบาร์ แต่แล้วเจ้าฟื้นก็กลับเข้ามาในบาร์ นั่งไขว่ห้างอยู่โน่นไงล่ะ"

อ้ายตาบอดทำตายิบๆ

"ชะ ชะ นั่งสูบบุหรี่โก้ไปเลย"

นิกรทำหน้าชอบกล

"ทำไมแกเห็นล่ะ"

อ้ายตาบอดหัวเราะ

"ผมเดาเอาน่ะครับ อย่างที่เขาเรียกว่าตาบอดสอดตาเห็น"

นิกรแยกเขี้ยวแล้วหัวเราะ

"ถึงเวลาแกแล้วจวง ในฐานะที่แกเป็นมือปืนของฉัน ฉันขอออกคำสั่งให้แกยิงอ้ายฟื้นเดี๋ยวนี้ และอย่าปฏิเสธเป็นอันขาด"

เจ้าจวงอมยิ้ม

"มันจะยากอะไรครับ ผมอยากฟังคำสั่งเช่นนี้จากคุณมานานแล้ว แต่ว่าอ้ายฟื้นมันอยู่ที่ไหนล่ะครับ"

นิกรชี้มือไปทางด้านขวาของเคาเตอร์

"นั่นยังไงล่ะ"

อ้ายตาบอดถอนหายใจลึกๆ

"ผมมองเห็นเสียเมื่อไรล่ะครับ ให้ใครพาผมไปหน่อยซีครับ ผมจะเก็บอ้ายฟื้นเอง รับรองว่าถ้าผมอยู่ใกล้มันในระยะที่ผมได้กลิ่นของมัน กระสุนของผมจะไม่ผิดเป้าหมาย ถึงแม้ว่านัยน์ตาของผมจะมองไม่เห็นก็ตาม"

นิกรพยักหน้ารับทราบ แล้วหันมาทางอ้ายด้วน

"กลิ่น...แกช่วงพาจวงไปหาอ้ายฟื้นหน่อยซี"

อ้ายด้วนรีบรับคำสั่ง

"ได้ครับ ผมไปเป็นเพื่อนอ้ายบอดก็ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างไรจะได้ช่วยกันสังหารอ้ายฟื้นเสีย เราสองคนจะแก้แค้นแทนอ้ายเทียมเอง"

นิกรยิ้มให้เจ้ากลิ่นมือปืนของพล

"เอาซี จูงมือได้แล้ว"

อ้ายตาบอดกับอ้ายขาด้วนต่างลุกขึ้นยืน อ้ายตาบอดกล่าวถามเพื่อนคู่หูของเขาด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

อ้ายด้วนอดหัวเราะไม่ได้

"มึงตาบอดก็เฉยๆ เถอะว่าอย่าพูดอะไรเลยไปเกาะแขนกูไป ถ้าเราสองคนฆ่าอ้ายฟื้นไม่ได้ก็อย่าเป็นมือปืนเลย เป็นตีนปืนดีกว่า"

มือปืนพิการทั้งสองคนต่างพากันไปจากที่นั้นนิกรลุกขึ้นเดินกลับไปที่โต๊ะของเรา ขณะนี้การลีลาศยังเป็นไปอย่างสนุกสนาน พ๊าทเน่อร์สาวสวยไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน อยู่ในอ้อมกอดของหนุ่มๆ นักลีลาศ

อ้ายด้วนพาอ้ายบอดเดินไปที่ประตูด้านหลังแล้วกล่าวกับอ้ายบอดว่า

"รอกูอยู่นี่นะอ้ายจวง"

"อ้าว-มึงจะไปไหนล่ะ"

"ก็ไปท้าอ้ายฟื้นให้ลงไปดวลปืนกับมึงทางหลังตึกน่ะซี"

"อ้อ ดีแล้ว ไปเถอะอ้ายกลิ่น วันนี้กูต้องแสดงฝีมืออวดเจ้านายเสียหน่อย ถ้ากูฆ่าอ้ายฟื้นได้คุณนิกรก็คงจะเลี้ยงกูตลอดไป"

เจ้ากลิ่นมือปืนขาด้วนเดินกะโผลกกะเผลกเข้าไปหานักเลงคุมบาร์ "จัสมิน" และหยุดยืนเผชิญหน้าฟื้นในระยะใกล้ชิดเห็นฟื้นกำลังสนใจกับพ๊าทเนอร์สาวสวยคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกครึ่งและเพิ่งเข้ามาทำงานเมื่อสองสามวันนี้ เขาจุ๊ปากเมื่อเห็นกลิ่นเข้ามายืนขวางทางเขา แล้วก็ล้วงมือเข้าไปใน กระเป๋ากางเกงด้านหลังหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา ส่งธนบัตรราคา ๑๐ บาท หนึ่งฉบับให้อ้ายด้วน

"เอ้า-ไปๆๆ ไปให้พ้น ทีหลังอย่าเข้ามาขอในนี้นะโว้ยแขกเหรื่อเขาจะรำคาญ"

อ้ายด้วนทำคอย่อย่นแล้วขบกรามกรอด

"พี่ชายอย่าเข้าใจผิด กันเป็นมือปืนไม่ใช่ขอทานโว้ย ดูเสียก่อนกางเกงขาสั้นผ้าดิ้น เสื้อเชิ๊ตแม็คกรีเกอร์ ขอทานมีใช้หรือวะ"

เจ้าฟื้นมองดูกลิ่นอย่างขบขันแล้วหัวเราะจนหน้าหงาย

"แกน่ะเรอะมือปืน โอย...กูอยากหัวเราะให้ขาดใจตายไปเลย อ้ายหน้าโง่คนไหนวะที่มันจ้างคนขาด้วนเป็นมือปืน"

"หยุด" เจ้ากลิ่นตวาด "อย่างก้าวร้าวเจ้านายของกันโน่น-เพื่อนของกันยืนอยู่ที่ประตูนั่น เขาต้องการยิงกับแกตัวต่อตัว"

เจ้าฟื้นหันขวับไปทางประตูข้างตึก แล้วขมวดคิ้วย่น

"คนตาบอดคนนั้นน่ะหรือ"

"เออนั่นแหละ เขาคือมือปืนเร็วที่มือแม่นที่สุด"

คราวนี้เจ้าฟื้นทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เฮ้อ กันไม่อยากจะทำบาปฆ่าคนพิการหรอกโว้ย เมื่อกี้กันก็ยิงมือปืนหูหนวกคว่ำไปคนหนึ่งแล้ว ถ้าจะดวลปืนกับกันก็หาคนที่สมประกอบมาสู้กับกันเถอะวะ อ้ายบอดนี่น่ะอย่าว่าแต่ยิงกันเลย ยิงหมาก็ให้ถูกเถอะ"

อ้ายด้วนชักฉิว

"อย่าแกล้งพูดบ่ายเบี่ยง ถ้าแกแน่จริงออกไปหลังตึกเดี๋ยวนี้ เพื่อดวลปืนพกกับอ้ายบอดเพื่อนของกันตัวต่อตัว"

ฟื้นถอนหายใจอีกครั้งหนึ่งแล้วสั่นศรีษะช้าๆ

"เอา-เมื่อเขาอยากตายกันก็ช่วยอะไรไม่ได้ ลูกผู้ชายอย่างกันไม่เคยปฏิเสธคำท้าของใครหรอกเพื่อน ดีเหมือนกันกันจะช่วยส่งอ้ายบอดไปนรก ชาติหน้ามันจะได้มองเห็นโลกบ้าง"

นักเลงใหญ่ลุกขึ้นยืน เดินตามอ้ายด้วนเข้าไปหาอ้ายบอด ต่อจากนั้นทั้งสามคนก็พากันออกไปทางหลังบาร์ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างใจเต้นระทึกไปตามกันเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอ้ายบอดกับอ้ายด้วน

ใน ๕ นาทีนั้นเอง เสียงปืนพกดังแว่วเข้ามาในบาร์สามสี่นัด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรีบยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ผู้ที่อยู่ในบาร์บางคนได้ยินเสียงปืนก็เกิดความสนใจถึงกับเรียกบ๋อยมาถาม แต่บ๋อยชี้แจงให้ฟังว่าไม่ใช่เสียงปืนเป็นเสียงระเบิดของท่อไอเสียจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ต่อมาอีกในราว ๑๐ นาที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ตกตะลึงไปตามกัน เมื่อแลเห็นฟื้นเดินผิวปากเข้ามาในบาร์ในท่าทีสบายอกสบายใจ

"แย่มัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "อ้ายด้วนกับอ้ายบอดเสร็จไปอีกสองศพแล้ว"

พลยิ้มให้กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อย่าเพิ่งวิจารณ์อะไรเลยครับ ฟื้นมันกำลังเดินเข้ามาหาเรา"

นักเลงคุมบาร์ "จัสมิน" เดินเข้ามาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหาย เขาแสดงความเป็นอันธพาล ดึงเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งออกมาจากโต๊ะ แล้วทรุดตัวนั่งระหว่างอาเสี่ยกิมหงวนกับนิกร พลไม่พอใจก็ทำท่าจะปะทะกับฟื้น แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศรีษะห้ามไว้

ฟื้นมองดูหน้าสี่สหายทีละคนแล้วหัวเราะหึๆ

"ผมเสียใจเหลือเกินครับที่ผมได้ส่งมือปืนของพวกคุณไปนรกแล้วรวมสามคนด้วยกัน"

ดร.ดิเรก ยิ้มแห้งๆ

"ไม่ต้องมาแสดงความเสียใจกับเราหรอก เป็นที่รู้กันแล้วว่าชีวิตของมือปืนทุกคนนั้นเหมือนกับแขวนอยู่บนเส้นด้ายใครเพลี่ยงพล้ำนิดเดียวก็ต้องตาย"

ฟื้นหัวเราะอย่างขบขัน

"แต่มือปืนของคุณไม่ได้ตายเพราะคู่ต่อสู้หรอกนะครับ"

อาเสี่ยกิมหงวนชักแปลกใจ

"อธิบายให้กันฟังหน่อยซิ แกหมายความว่ากระไร"

เจ้าฟื้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เมื่อกี้นี้พวกคุณส่งมือปืนตาบอดไปท้ายิงกับผมโดยมีคนขาด้วนเป็นพี่เลี้ยง ความจริงผมไม่อยากฆ่าคนพิการเลย แต่เมื่อเขาท้าผม ผมก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งผมก็จำเป็นต้องรับคำท้าเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"แล้วยังไง"

จอมพันธพาลหันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมก็ต้องดวลปืนกับอ้ายบอดน่ะซีครับ และตกลงให้อ้ายด้วนเป็นทสกรรจ์ให้เรา ผมจึงพยายามชี้แจงให้นายตาบอดฟังว่า เขาเป็นคนพิการนัยน์ตามองไม่เห็นผมไม่อยากยิงกับเขาเลย เพราะเขาไม่มีทางเอาชนะผมได้นอกจากจะถูกผมยิงทิ้งแทนที่เขาจะรับฟัง เขากลับโมโหโทโสผม แสดงนิสัยเลือดร้อนหุนหันพลันแล่นชักปืนออกมายิงผม แต่แล้วกระสุดของเขาก็ถูกอ้ายด้วนล้มลง อ้ายด้วนถูกยิงก็ลืมนึกว่าเป็นเพื่อนกันควักปืนออกมายิงอ้ายบอด ถูกหน้าอกทะลุออกข้างหลัง อ้ายบอดยิงอ้ายด้วนอีกนัดแล้วล้มลง ต่างคนต่างสิ้นใจตายในเวลาไล่ๆ กัน โดยที่เขาฆ่ากันเอง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"อ้ายบอดกับอ้ายด้วนตายแล้ว" นิกรคราง

"ครับ-ตายแหงๆ สำหรับบอดก่อนที่เขาจะสิ้นใจผมได้ยินเขาร้องออกมาดังๆ ว่า ขอให้คุณนิกรจงเจริญ"

"โถ" นิกรอุทานแล้วมองดูเพื่อนเกลอของเขา "น่าสงสารจวงมาก เขามีความจงรักภักดีต่อกันเหมือนผู้บังคับการเรือประจัญบาน "มิสมารค" ที่มีต่อฮิตเล่อร์ ก่อนที่เขาจะจมไปกับเรือเขาได้ส่งโทรเลขไปถึงฮิตเล่อร์มีข้อความสั้นๆ ว่า ขอให้ท่านฟูแรจงเจริญ"

เจ้าฟื้นพยักหน้ากับนิกร

"คุณจะจัดการในเรื่องศพลูกน้องของคุณทั้งสามคนอย่างไรก็เอาซีครับ ผมรวมศพไว้ในสวน สำหรับมือปืนหูหนวกเขาได้ยิงต่อสู้กับผมอย่างลูกผู้ชาย แต่เขาเสียท่าผม เลยถูกผมยิงกรอกหูขวาคว่ำข้าวเม่าไปเลย"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"โธ่-น่าสงสาร นึกว่าจะเอาไว้คุยกันเล่นแก้เหงาตายเสียแล้ว" พูดจบกิมหงวนก็มองดูหน้าพี่เบิ้มแห่งบาร์ "จัสมิน" แล้วกล่าวต่อ "น้องชายเราไม่เสียใจหรอกที่เราต้องเสียมือปืนไปตั้ง ๓ คน เพราะตามธรรมดาพวกมือปืนทั้งหลายนั้นก็ล้วนแต่มีชีวิตอยู่เพื่อรอความตาย กันยอมรับนับถือในฝีมือของแกแต่อยากจะขอให้มือปืนคนสุดท้ายของฉันได้ทดสอบฝีมือกับแกอีกคนหนึ่ง"

จอมนักเลงยิ้มละไม

"ได้ซีครับ การต่อสู้กันแบบลูกผู้ชายตัวต่อตัวผมชอบมาก ใครดีใครอยู่ใครพลาดใครก็เน่า อ้า-ไหนล่ะครับมือปืนของคุณที่จะให้สู้กับผม"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"โน่น-เขานั่งอยู่โต๊ะโน้น" แล้วนิกรก็กวักมือเรียกอ้ายใบ้มือปืนคนสุดท้าย ซึ่งเป็นมือปืนประจำตัว ดร.ดิเรก

"เฮ้-มานี่โว้ยเริ่ม"

เจ้าแห้วส่งภาษาใบ้บอกเริ่มให้รู้ว่าเจ้านายเรียก อ้ายใบ้รีบลุกขึ้นยืน พาตัวเดิน เข้ามาหา คณะพรรคสี่สหาย เริ่มหยุดยืนวางท่าทางให้สง่าผ่าเผย ดร.ดิเรก กล่าวกับเจ้าฟื้นอย่างภาคภูมิ

"นี่แหล่ะมือปืนของฉัน"

นักเลงคุมบาร์พยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวกับอ้ายใบ้

"กันพร้อมแล้วน้องชาย"

อ้ายใบ้อมยิ้ม

"แอ๊แน๊ะแอ๊ะแอ๊ ปังๆ อู...แว๊ะๆ "

เจ้าฟื้นทำคอย่นหลับตาปี๋ และแล้วเขาก็มองดูเจ้าเริ่มอย่างปลงอนิจจัง เจ้าใบ้พยักหน้าหงึกๆ ชี้หน้าอกตัวเองทำกิริยาบอกใบ้ให้รู้ว่าเขาเป็นมือปืนชั้นดี นักเลงคุมบาร์ "จัสมิน" เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา เขากล่าวกับสี่สหายว่า

"จะให้ผมยิงกับคนใบ้หรือครับ"

"ออไร๋" ดร.ดิเรก พูดยิ้มๆ "อย่านึกว่าคนใบ้ยิงปืนไม่เป็น คนใบ้ก็มีหัวใจเหมือนกันนะน้องชาย"

ฟื้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ใช่ใบ้อย่างเดียวนี่ครับ แขนเขาคอกด้วย"

กิมหงวนพูดตัดบท

"เถอะน่า ลองดูหน่อยเถอะ อ้ายใบ้ของเราคนนี้ยิงคนตายมาหลายสิบคนแล้ว"

ฟื้นลุกขึ้นยืนแล้วยกมือขวาตบหลังเริ่มค่อนข้างแรง

"ไง-อ้ายเพื่อนเกลอ กันน่ะไม่อยากจะฆ่าแกหรอก แต่เมื่อเจ้านายของแกเชื่อว่าแกเป็นมือปืนชั้นดีก็ลองดู"

อ้ายใบ้ยิ้มแป้น

"อู-แอแอ๊ะแม๊ะแอ๊ะ แอะแอะแบ๊"

เจ้าฟื้นฟังภาษาใบ้ไม่ออกก็กลืนน้ำลายเอื๊อก เขายกมือจับแขนเริ่มพาเดินออกไปจากห้องโถง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรู้สึกตื่นเต้นอีก ถ้าอ้ายใบ้ถูกยิงตายไปอีกคนหนึ่งทุกคนก็จะต้องหามือปืนใหม่แทนมือปืนพิการชุดนี้

กิมหงวนกล่าวกับเพื่อนๆ ว่า

"มือปืนของเราไม่ได้ความเลยโว้ย คิดๆ ดูเหมือนกับว่าพี่สิงห์แกล้งเรา ไม่เคยมีใครในโลกที่เขาจะจ้างมือปืนพิการไว้เป็นมือปืนของเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"อาก็แปลกใจเหมือนกัน นายสิงห์คงจะมีเจตนาอะไรบางอย่างถึงได้จัดหามือปืนไม่สมประกอบมาให้พวกแกและ ๓ คนถูกเขายิงม่องเท่งไปแล้ว เหลืออ้ายใบ้อีกคนเดียว ประเดี๋ยวก็คงรู้ดีรู้ชั่ว"

ดร.ดิเรก ว่า "อ้ายใบ้ของผมอาจจะฆ่าเจ้าฟื้นเสียก็ได้"

พลหัวเราะหึๆ

"เป็นความหวังเพียงเปอร์เซ็นต์เดียวเท่านั้น"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันไปทางเจ้าแห้ว ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารอยู่ตามลำพัง

"อ้ายแห้ว อ้ายแห้วโว้ย"

เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นมองดูแล้วรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา

"รับประทานผมไม่สู้นะครับ เรื่องยิงกันผมไม่ชอบ"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื้อก

"ฉันไม่ได้เรียกแกมาเพื่อให้แกเตรียมดวลปืนพกกับนายฟื้นหรอก ฉันจะใช้แกให้โทรศัพท์ไปถึงนายสิงห์"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"รับประทานโทรไปว่ายังไงครับ"

"ก็เล่าให้เขาฟังน่ะซีว่า มือปืนขี้กะโล้โท้ของเขาทั้ง ๔ คนน่ะ ถูกนายฟื้นนักเลงคุมบาร์ที่นี่ยิงตายไป ๓ คนแล้ว เหลืออ้ายใบ้เป็นคนสุดท้ายอีกสักครู่ก็คงตายบอกเขาว่าพวกเราตกอยู่ในความคับขัน ขอให้นายสิงห์พาพรรคพวกมาช่วยเราโดยเร็ว"

นิกรยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ดีทีเดียวครับ ให้พี่สิงห์มาที่นี่พวกเราจะได้ปลอดภัย บางทีเราอาจจะได้ดูพี่สิงห์ดวลปืนกับเจ้าฟื้นก็ได้ ผมไปโทรเองดีกว่า จะได้พูดกันรู้เรื่อง" พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นเดินไปทางเคาเต้อร์

เจ้าแห้วรีบกลับไปนั่งโต๊ะของเขาตามเดิมจัดการกับอาหารและเหล้าอันมากมายเต็มโต๊ะ นิกรยืนพูดโทรศัพท์อยู่ที่เคาเตอร์ในราว ๕ นาที ก็เดินผ่านฟลอร์ลีลาศกลับมาที่โต๊ะ

"ว่าไงอ้ายกร" พลถาม "ได้พูดกับพี่สิงห์หรือเปล่า"

นิกรทรุดตัวลงนั่ง

"เรียบร้อย กันเรียกพี่สิงห์เป็นคนรับสายพอดี กันเล่าเรื่องให้เขาฟังโดยละเอียด นับตั้งแต่อ้ายหงวนเกิดปะทะคารมกับเจ้าฟื้น จนกระทั่งมือปืนของเราถูกยิงตายไป ๓ คน และอ้ายใบ้ก็กำลังจะจบชีวิตในสองสามนาทีนี้"

พลยิ้มเล็กน้อย

"แกต่อว่าเขารึเปล่า ที่เขาเอามือปืนสับปะรังเคมาให้เรา"

นิกรพยักหน้า

"ต่อว่าแล้ว พี่สิงห์เขายอมรับผิดและว่าเขาจะมาถึงบาร์ "จัสมิน" ภายในครึ่งชั่วโมงนี้"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าพี่สิงห์มานี่กันจะขอร้องให้พี่สิงห์ปราบอ้ายฟื้น พวกเราก็คงจะได้เห็นสิงห์เฒ่าขย้ำกระทิงหนุ่มเขาคงจะได้เห็นชั้นเชิงลวดลายของราชาอันธพาลในครั้งนี้"

เสียงปืนพกดังขึ้นติดๆ กันสามสี่นัด คราวนี้ผู้ที่อยู่ในบาร์ส่วนมากแสดงท่าทีตื่นเต้นไปตามกัน แต่พนักงานรับใช้ได้อธิบายให้ทราบว่า เสียงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงระเบิดจากท่อไอเสียของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้ากัน พลกล่าวถาม ดร.ดิเรก เบาๆ

"แกว่าเสียงปืนที่ได้ยินเป็นกระสุนขนาดไหน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"เข้าใจว่า ซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม. เพราะมันดังมาก"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"ถ้ายังงั้นอ้ายใบ้ของแกไปสู่ที่ชอบแล้วหมอ เพราะอ้ายใบ้ใช้ปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. โธ่-ตายเสียแล้ว เป็นอันว่ามือปืนชั้นตีนของเราถูกฆ่าตายหมดทั้ง ๔ คนไม่ได้ความสักคนเดียว"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"พวกเราลุกขึ้นยืนไว้อาลัยให้มือปืนของเราสักหนึ่งนาทีเถอะวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ต้องโว้ย มันตายเสียได้ก็ดีแล้วไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ละคนล้วนแต่พิการไม่สมประกอบ"

เสียงดนตรีลีลาศดังกระหึ่มขึ้นแล้วในจังหวะอันเร่าร้อนหนุ่มสาวต่างพากันออกลีลาศกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้อากาศต้นเดือนพฤษภาคาจะร้อนอบอ้าว หนุ่มสาวเหล่านี้ก็ไม่รู้สึกร้อนแม้แต่น้อย

ดร.ดิเรก ยกแก้วสีเหลืองขึ้นจิบ ใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มเศร้าหมองไปเล็กน้อย

"เสียใจมากหรือหมอ" พลถาม

"ออไร๋ ทั้งเสียใจทั้งสงสารอ้ายใบ้ เขาเป็นคนที่น่าสงสารมากทีเดียวต่อไปกันเห็นจะไม่จ้างมือปืนอีกแล้ว จ้างแขกยามประจำตัวดีกว่า"

ทันใดนั้นเอง อาเสี่ยกิมหงวนก็ร้องขึ้นดังๆ

"อ้ายใบ้ อ้ายใบ้ไม่ตาย มาโน่นแล้ว โอไชโยอ้ายใบ้ฆ่าอ้ายฟื้นเสียแล้ว"

ไม่ต้องสงสัยว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใด ทุกคนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งเข้าไปหาเริ่มหรืออ้ายใบ้ ดร.ดิเรก ปิติยินดีมากกว่าเพื่อน เพราะเจ้าเริ่มเป็นมือปืนประจำตัวเขา ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าแห้วก็วิ่งปุเลงๆ ตรงเข้ามาหยุดยืนข้างสี่สหาย

ดร.ดิเรก ยื่นมือให้อ้ายใบ้จับ

"แกเก่งมาเริ่ม อ้ายฟื้นถูกแกยิงตายแล้วใช่ไหม"

เจ้าใบ้สั่นศรีษะ

"แอ๊ะแบ๊ะแอแอ๊ะแอ๊ะ"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล หันมาทางนายจอมทะเล้น

"แกช่วยเจรจากับเจ้าเริ่มหน่อยเถอะวะ กันอยากรู้ว่ามันยิงเจ้าฟื้นตายแล้วใช่ไหม ช่วยถามมันให้ละเอียด"

นิกรพยักหน้ารับทราบแล้วเริ่มเจรจากับเจ้าใบ้ทันทีโดยใช้ภาษาใบ้พูดโต้ตอบกัน นิกรพูดภาษาใบ้ได้คล่องแคล่วมากนอกจากนี้ยังทำมือทำไม้ประกอบไปด้วย ซึ่งเจ้าใบ้พอใจสนทนากับนิกรมากที่สุด เพราะเข้าใจกันดี ทั้งสองสนทนากันในราว ๕ นาที นิกรกับเจ้าใบ้ต่างก็หัวเราะงอหายเหมือนกับว่ามีเรื่องขบขันที่สุด พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วยืนทำตาปริบๆ อ้ายใบ้กับนิกรต่างหัวเราะลงลูกคอเอิ๊กๆ ในที่สุดกิมหงวนก็ยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนิกรดังป้าบ แล้วยกมะเหงกเขกกบาลอ้ายใบ้ดังโป๊กทำให้การหัวเราะสิ้นสุดลงทันที

"หัวเราะหาหอกอะไรกันวะ" อาเสี่ยเอ็ดตะโร นิกรยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"มันขันนี่หว่า อ้ายใบ้มันเล่าให้ฟังว่ามันไล่ยิงเจ้าฟื้นรอบๆ สวนหลังตึกนี้"

ทุกคนนิ่งฟังอย่างสนใจ

"แล้วยังไง" พลถาม

"พอมันจะยิงเสียงเครื่องยนต์ทำไฟฟ้าก็ระเบิดปังๆ อ้ายใบ้นึกว่าเจ้าฟื้นยิงมันก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งไปวิ่งมาชนกันหกล้มเกิดชกกันอุตลุด"

ดร.ดิเรก ยิ้มออกมาได้

"เร็ว-เล่าต่อไปโว้ยกำลังสนุก อ้ายใบ้ชกเจ้าฟื้นหมอบไปแล้วยิงซ้ำใช่ไหมอ้ายกร"

นิกรหัวเราะ

"มันตรงกันข้ามน่ะซี อ้ายฟื้นชกคางอ้ายใบ้ทีเดียวเท่านั้นอ้ายใบ้ก็นั่งตาเหล่หมดเรี่ยวหมดแรง"

ดร.ดิเรก ค่อยๆ หันมาดูหน้าเจ้าเริ่มมือปืนของเขาแล้วพูดเสียงหนักๆ แสดงความไม่พอใจอ้ายใบ้

"เอ็กสคิ้วมี...ถุย เก๊ทเอ๊าท์...เก๊ทเอ๊าท์"

เจ้าเริ่มหน้าจ๋อย ยกมือไหว้ ดร.ดิเรก แล้วพาเจ้าแห้วกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหารตามเดิม นิกรแหกปากหัวเราะอีกเหมือนกับว่าเขาได้รับความขบขันที่สุดในชีวิตของเขา นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"กลับไปนั่งที่โต๊ะเถอะ กันจะเล่าความจริงให้ฟัง"

ทุกคนเดินตามนิกรกลับไปนั่งที่โต๊ะนั้น

"ความจริงอะไรวะอ้ายกร" กิมหงวนถาม

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"มือปืนของเราไม่มีใครตายหรอก อ้ายใบ้มันบอกว่าเจ้ากลิ่นกับเจ้าจวงและเจ้าเทียมยังมีชีวิต นั่งสะลึมสะลืออยู่ข้างโรงครัวถูกชกหน้าตาฟกช้ำดำเขียวไปตามกัน"

พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก และท่านเจ้าคุณ อ้าปากหวอไปตามกันก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป เจ้าฟื้นนักเลงคุมบาร์ก็เดินนำหน้าพามือปืนทั้ง ๓ เข้ามาในบาร์ กลิ่น, จวง และเทียมเดินตุปัดตุเป๋ แต่ละคนปากคอปลิ้นเหมือนครุฑนัยน์ตาเขียวปั้ด

มือปืนพิการทั้ง ๓ คนเต็มไปด้วยความอดสูละอายใจต่างเดินผ่านโต๊ะคณะพรรคสี่สหายตรงไปที่โต๊ะเจ้าแห้วซึ่งนั่งดื่มเหล้าอยู่กับอ้ายใบ้ อ้ายตาบอดเดินเร็วเกินไปถึงกับปะทะเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งเสียงดังโครม

เจ้าฟื้นเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ายิ้มให้ทุกๆ คนแล้วกล่าวว่า

"ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมกระเซ้าพวกคุณเล่นสนุกๆ น่ะ ผมเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งจะให้ผมข่มเหงรังแกคนพิการนั้นผมทำไม่ได้ แต่เมื่อเขาชักปืนออกมาจะยิงผม ผมก็ต้องเตะและชกเขาบ้างเพื่อป้องกันตัวให้รอดพ้นจากถูกยิงเท่านั้น ขอให้คุณกับผมอย่ามีอะไรกันเลยครับที่ผมล่วงเกินไปบ้างผมขอโทษอภัยให้ผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ ยื่นมือให้ฟื้นจับ

"ยินดีเป็นมิตรกับแกฟื้น กันคืออาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย นี่ พล พัชราภรณ์ เศรษฐีใหญ่เหมือนกัน คนนั้น นิกร การุณวงศ์ รวยน้อยหน่อยมีในราว ๒๐ ล้าน นั่นด๊อกเตอร์ดิเรกเป็นหมอและนักวิทยาศาสตร์ชั้นดี คนนั้นญาติผู้ใหญ่ของกันเอง ท่านคือพระยาปัจจนึกพินาศ แล้วแกอย่าแปลกใจศรีษะของท่านล้านจริงๆ ไม่ใช่เอาหัวล้านกระดาษมาใส่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทันใดนั้นเองพลก็ร้องขึ้นดังๆ

"พี่สิงห์มา"

การสนทนาสิ้นสุดเพียงเท่านี้ ยอดอันธพาลเดินผ่านประตูด้านหน้าตึกเข้ามาในบาร์อย่างอาจหาญ สิงห์แต่งกายแบบอาเสี่ยกระเป๋าหนัก สวมกางเกงขายาวปาล์มบิชสีเทา เสื้อเชิ้ตฮาวายยี่ห้อชั้นเยี่ยมเอวปล่อย มือขวาถือกระเป๋าเอกสารขนาดกะทัดรัด เขามาคนเดียวโดยไม่มีใครติดตาม

หลายต่อหลายคนต่างระบุชื่อเขา พี่สิงห์...พี่สิงห์...พี่สิงห์ พวกพ๊าทเน่อร์ นักดนตรี ตลอดจนผู้ที่มาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจโดยมากรู้จักเขา ถึงสิงห์เลิกเป็นนักเลง อิทธิพลของสิงห์ก็ยังมีอยู่เหนือพวกนักเลงทั้งหลาย คนแก่อายุตั้งแต่ ๘๐ ยังเรียกเขาว่าพี่สิงห์ เด็กอายุ ๓ ขวบก็เรียกพี่สิงห์

อาเสี่ยกิมหงวนโบกมือให้และร้องเรียก

"พวกเราอยู่นี่สิงห์"

สิงห์เดินเข้ามาหา พวกมือปืนทั้ง ๔ คนรีบลงจากเก้าอี้หมอบซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะทิ้งเจ้าแห้วไว้คนเดียว เจ้าฟื้นนักเลงคุมบาร์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนประนมมือไหว้สิงห์อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับพี่สิงห์"

เสือเฒ่าเค้นหัวเราะ

"อย่าสวัสดีข้าเลยไอ้ฟื้น เอ็งฆ่าเด็กของข้าตั้งสามสี่คนข้ามานี่ก็เพื่อจะส่งเอ็งไปนรก"

เจ้าฟื้นอกสั่นขวัญแขวน ใบหน้าซีดเผือดเพราะความเกรงกลัว

"โธ่...พี่ครับ ผมสาบานได้ว่าผมไม่ได้ฆ่าเด็กของพี่เลย โน่นครับทั้งสี่คนแอบอยู่ใต้โต๊ะนั่น"

สิงห์เผลอตัวหัวเราะก้าก ยกมือตบศรีษะเจ้าฟื้นเบาๆ

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลย ข้าล้อเอ็งเล่นน่ะ ข้าเห็นแล้วอ้ายพวกมือปืนพิการมันหลบหน้าข้า ไงวะอ้ายฟื้นได้คุมบาร์นี้เห็นจะร่ำรวยขึ้นซีนะ"

ฟื้นยิ้มแห้งๆ

"ก็ค่อยยังชั่วขึ้นครับ นั่งขีดวันที่"

"เออ...ขอบใจ เอ็งไปไหนก็ไปเถอะข้าจะคุยกับพรรคพวกของข้า"

เจ้าฟื้นยกมือไหว้สิงห์อีกครั้งหนึ่งแล้วเดินก้มต้วไปจากโต๊ะนั้นความใหญ่ยิ่งของเจ้าฟื้นไม่มีเหลืออยู่อีกเลย จอมอันธพาลทรุดตัวนั่งร่วมโต๊ะกับคณะพรรคสี่สหายแล้วต่อว่านิกรทันที

"คุณทำให้ผมตกอกตกใจ หลอกผมได้ว่าเด็กของผมถูกอ้ายฟื้นยิงตายหมด รีบมาเสียแทบแย่"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมไม่ได้โกหกพี่สิงห์หรอกครับ แต่ผมเข้าใจผิดคิดว่ามือปืนของเราถูกฆ่าตายจริงๆ " พูดจบนิกรก็หันไปดูพวกมือปืน "เฮ้ย ลุกขึ้นกินอะไรกันต่อไปเถอะโว้ย พี่สิงห์เขาเห็นแล้ว"

๔ มือปืนต่างค่อยๆ ลุกขึ้นจากโต๊ะทำหน้าเหยเกไปตามกัน สิงห์ได้ซักถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เล่าให้ฟังโดยละเอียด

สิงห์หัวเราะเสียงลั่นบาร์จัสมินโดยไม่เกรงกลัวใคร เขาหัวเราะอย่างขบขันที่สุด แล้วกล่าวกับสี่สหายว่า

"พวกคุณก็น่าจะรู้ว่าคนง่อยเปลี้ยเสียขาแขนด้วนหูหนวกตาบอดนั้น มันเหมาะที่จะเป็นขอทานมากกว่ามือปืน ฮ่ะ ฮ่ะ ผมน่ะไม่อยากให้พวกคุณติดคุกในคดีฆ่าคนตายรู้ไหมครับ ผมถึงจัดมือปืนพิการเหล่านี้ให้พวกคุณ ซึ่งไม่ช้าคุณก็คงจะเบื่อและส่งคืนผม เพราะอ้ายสี่คนนี่แม้แต่จะสู้กับหมาก็ไม่ไหวแล้ว ถ้าผมจัดหามือปืนจริงๆ ให้พวกคุณ มันเกิดไปยิงใครเขาตายเข้าพวกคุณก็ต้องเป็นจำเลยด้วย เชื่อผมเถอะครับอย่างพวกคุณไม่จำเป็นต้องมีมือปืนคุ้มกันหรอกครับ เดี๋ยวนี้นักเลงอันธพาลหรือมือปืนไปชุมนุมกันอยู่ที่คุกลาดยาวหมดแล้ว อย่าริอ่านหาความเดือดร้อนให้ตัวเองเลยครับ คนที่มีมือปืนคุ้มกันตัวย่อมแสดงว่าเขาเป็นคนเลว ถ้าเราเป็นคนดีเป็นสุภาพบุรุษ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องจ้างมือปืนมาคุ้มครองเรา ผมหวังว่าอาเสี่ยกับคุณๆ คงทราบเจตนาดีของผมแล้วนะครับ เป็นอันว่าผมจะรับอ้ายมือปืนขี้กะโล้โท้กลับไปบ้านในคืนวันนี้" พูดจบสิงห์ก็หัวเราะชอบใจ

สี่สหายทำหน้าเหยเกไปตามกัน

"ขอบคุณมากพี่สิงห์" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "ผมเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่า ทำไมพี่สิงห์ถึงส่งมือปืนพิการมาให้เรา อ้า-กินเหล้ากับพวกเรานะพี่สิงห์ คืนนี้สนุกกับพวกผมหน่อยเถอะครับ"

จอมอันธพาลเอื้อมมือรับแก้วเหล้า จากกิมหงวนอาเสี่ยร้องตะโกนเรียกบ่อยมาสั่งอาหารอีกหลายอย่าง สิงห์รู้สึกซาบซึ้งใจมากเท่าที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกย่องให้เกียรติเขา

จบบริบูรณ์