พล นิกร กิมหงวน 148 : ตลกล้ำยุค (แซมซั่นหงวน)

อาจจะเป็นประวัติการณ์ของโรงภาพยนตร์ "แค๊ปปิตอล" ที่สามารถเรียกร้องคนดูได้แน่นขนัดด้วยภาพยนตร์พิเศษของบริษัทพาราเม้าท์เรื่อง "แซมซั่นเดลิลาฮ์" ถึงแม้ว่าทางโรงจะเพิ่มค่าดูขึ้นและถึงแม้ศรีเยาวราช และศรีราชวงศ์จัดโปรแกรมพิเศษ "สมบัติพระศุลี" ฉายพร้อมกันทั้งสองโรง โรงภาพยนตร์ "แค๊ปปิตอล" ก็สามารถเรียกร้องคนดูได้แน่นขนัดทุกรอบ

มันเป็นเวลา ๑๖.๐๐ น เศษ ภาพยนตร์รอบ ๑๔.๐๐ น สิ้นสุดลงแล้ว ประชาชนจำนวนพันหลั่งไหลออกจากโรงภาพยนตร์ "แค๊ปปิตอล" ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ส่วนประชาชนที่จะเข้าดูรอบเย็นก็ยืน เบียดเสียดเยียดยัดกันแน่นขนัด เป็นที่สบอารมณ์ของพวกนักแซ้งก์ยิ่งนัก

๔ สหายพากันเดินลงบันไดมาข้างล่าง พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ต่างรู้สึกอบอ้าวจนเหงื่อไหลชุ่มโชกเสื้อผ้าไปตามกัน และกว่าจะแหวกลุ่มประชาชนพ้นออกมานอกถนนได้ ก็กินเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๕ นาที

๔ สหาย เดินข้ามฟากถนนตรงไปยังฝั่งตรงข้ามด้านในของทางรถราง มีรถยนต์เก๋งจอดอยู่เป็นแถวยาวเหยียด บูอิคเก๋งสีฟ้าของ ดร. ดิเรก จอดอยู่ทางหน้าภัตตาคารไล้กี่ เจ้าแห้วนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับหนึ่งอย่างเพลิดเพลิน

"เฮ้ย อ้ายแห้ว" พลร้องเรียกคนใช้เก่าแก่จอมแก่นของเขา

เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้านาย รีบปิดหนังสือพิมพ์เตรียมตัวทำหน้าที่ขับรถ พล พัชราภรณ์ขึ้นมานั่งตอนหน้ารถ นิกร, กิมหงวนกับนายแพทย์หนุ่มนั่งข้างหลัง

"รับประทานไปไหนครับ"

กิมหงวนพูดขึ้นเหมือนกับคนใจลอย

"ไปกรุงฟิลิสติน"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก ๓ สหายต่างพากันมองดูกิมหงวนเป็นตาเดียว แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะหึๆ

"รับประทานอาเสี่ยถ้าจะเมาหนัง รับประทานไปไหนแน่ครับ"

กิมหงวนรู้สึกตัวก็ยิ้มแหยๆ

"ตรงไปทางนี้โว้ย ขับเรื่อยๆ ไปก็แล้วกัน"

บูอิคเก๋งถูกสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์คลานออกจากที่จอดอย่างสง่าผ่าเผย พล, นิกร กับ ดร. ดิเรกต่าง วิพากย์วิจารณ์กันถึงเรื่องความสนุกสนานของภาพยนตร์เรื่องแซมซั่นเดลิลาฮ์ ดร. ดิเรกชอบบทบาทของ เฮดี้ลามามากกว่าพระเอก ส่วนนิกรชอบบทบาทของคนแคระ

สามสหายคุยกันจ้อ ซึ่งเจ้าแห้วก็คอยผสมโรงกับเจ้านายด้วย เพราะเจ้าแห้วแอบมาดูหนังเรื่องนี้แล้วเมื่อคืนวาน

รถผ่านสี่แยก เอส. เอ. บี. ตรงไปทางศาลาเฉลิมกรุง ตอนเวลาที่นั่งอยู่ในรถ อาเสี่ยกิมหงวนมีสีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติและไม่ยอมพูดอะไรกับใครเลยกระทั่งนิกรแปลกใจก็หันมากล่าวถาม

"เฮ้ย ไม่เห็นคุยอะไรเลยโว้ย นั่งเงียบเป็นไม้ตีพริกเชียว"

อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ ยืดหน้าอกขึ้นวางท่าให้สง่าผ่าเผย

"กันกำลังนึกถึงอิสรภาพของพวกเรา ฮึ่ม-อ้ายพวกฟิลิสตินเหี้ยมโหดทารุณมาก แม้แต่คนแก่คนเฒ่ามันยังรุมกันซ้อม นี่แหละนะ ชาติใดที่ไร้เอกราชก็ต้องน้ำตาตกอย่างพวกเราในเวลานี้"

สามสหายสะดุ้งโหยง เจ้าแห้วเหยียบห้ามล้อพรืด หันมามองดูกิมหงวนด้วยความประหลาดใจยิ่ง

"อาเสี่ยครับ" เจ้าแห้วร้องเรียก "อากาศในโรงหนังร้อนมากเชียวหรือครับ"

ดร. ดิเรกทำหน้าชอบกล

"เฮ้...ยูเป็นอะไรไป หรือไม่สบายไอจะได้ให้อ้ายแห้วเลยไปฝั่งโน้น"

กิมหงวนตื่นจากภวังค์ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วยิ้มกับเพื่อนเกลอของเขา

"แหม-หนังเรื่องนี้มันแน่เหลือเกินโว้ย กันชอบแซมซั่นมากเรี่ยวแรงมันยังกะช้างสาร ทำยังไงกันถึงจะแข็งแรงอย่างนั้นบ้างนะ จะได้พังภูเขาทองเล่นแก้กลุ้ม พรุ่งนี้ต้องมาดูใหม่โว้ย"

พลหัวเราะหึๆ

"แกเป็นคนมีอารมณ์แรงมากอ้ายเสี่ย ดูหนังเรื่องสมบัติพระศุลีแกอยากเป็นอัลแลนควอเตอร์แมน กลับไปถึงบ้านคว้าปืนลูกซองออกมายิงอะไรต่ออะไรเล่นจนกระทั่งถูกตำรวจจับไปโรงพักปรับเงินเสีย ๒๐ บาท"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"จริงโว้ย ไม่มีอะไรในโลกนี้ ถ้าลงกันรักกันชอบแล้วเป็นต้องรักอย่างฝังจิตฝังใจทีเดียว แต่ถ้ากันเกลียดก็เกลียดอย่างเข้ากระดูดำ"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บังคับบูอิคเก๋งคันงามออกเล่นต่อไป อาเสี่ยกิมหงวนนั่งเหม่อมองนัยน์ตาลอย มองออกไปนอกรถ บางทีเขาก็ทำหน้าบึ้งนัยน์ตาขวาง บางทียิ้มน้อยยิ้มใหญ่

นิกรกระซิบกระซาบกับดิเรก

"หมอโว้ย คนเราเวลาที่มันจะเป็นบ้ามันเป็นไปได้ง่ายๆ ไม่ใช่หรือ มีอากัปกิริยาอย่างใดปรากฏให้เห็นก่อนหรือเปล่า"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า ดึงกล้องยาเส้นออกจากปาก

"ไอจะอธิบายให้ฟัง คนเราเมื่อระบบประสาทชำรุด การควบคุมบังคับบัญชาจิตใจของตนเองก็เสียไป เมื่อนั้นคนเราก็เป็นบ้า แต่แพทย์เรียกว่าโรคจิต คือเป็นโรคเกี่ยวกับจิต ง่า-กันจะเล่าให้ฟัง"

นิกรหัวเราะ

"ท่านมหาราชองค์หนึ่ง...."

"ออไร๋น์ ท่านมหาราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่าจันทรกุมารรามซิงก์ พระองค์เป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในการศึกษามาก ถึงแม้จะมีพระชนม์ตั้ง ๗๐ พรรษาแล้วก็ยังเล่าเรียนศิลปวิทยาการต่างๆ ด้วยทรงคิดว่าไม่มีผู้ใดแก่เกินเรียน กันเคยสอนวิชาเคมีให้พระองค์ วันหนึ่งกันกำลังสนทนากับพระองค์ตามลำพัง ท่านมหาราชาได้ลุกขึ้น ทรงแหกปากร้องตะโกนโหวกๆ แล้วก็ทรงพระแก้ผ้าโทงๆ เดินไปมาบนตำหนัก กันกับมหาดเล็กเห็นท่าพระองค์ไม่สบายแน่ก็ช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลโรคจิตของอินเดีย รักษาอยู่เดือนเศษจึงหาย ต่อจากนั้นพระองค์ไม่กล้าเรียนอะไรให้มากนัก เพราะกันได้ทูลพระองค์ไม่ให้ใช้ความคิดมากเกินไป"

พลหัวเราะหึๆ หันมาพูดกับดิเรก

"ขอให้กันขัดคอแกหน่อยได้ไหมวะดิเรก"

"ออไร๋น์ ขัดคอยังไง"

พลว่า "กันถามแกจริงๆ เถอะ ตอนที่แกสำเร็จจากการศึกษาที่ประเทศอังกฤษเดินทางกลับประเทศไทยและแวะเที่ยวประเทศอินเดียน่ะ แกพักอยู่ที่อินเดียนานสักเท่าใด"

ดร. ดิเรกนิ่งคิด

"ในราว ๑ เดือน"

คราวนี้นายพัชราภรณ์หัวเราะก้าก

"๑ เดือนเท่านั้นเอง แต่ทำไมเรื่องนาวที่เกี่ยวกับท่านมหาราชาของแกถึงได้มีเล่าให้พวกเราฟังไม่รู้จักหมดสิ้น"

"นั่นน่ะซิ กันก็แปลกใจอยู่เหมือกัน ไม่มีอะไรหรอกเพื่อน นอกจากกันชอบประเทศอินเดียและชาวอินเดียเท่านั้นเอง"

รถผ่านศาลาเฉลิมกรุงแล้ว ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เสี่ยหงวนแสดงกิริยาดิ้นรนเหมือนกับถูกมัด เขาหลับตาพริ้มทั้งสองข้าง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ แล้วเอ็ดตะโรลั่นรถ

"พระเป็นเจ้าโปรดช่วยข้าเกิด ข้าพระองค์ได้รับความทารุณแสนสาหัส ถูกโม่แป้งยืนกลางแดดกลางฝนตลอดฤดูเกี่ยวข้าว มิหนำซ้ำ ข้าหลวงทหารยังเอาเหล็กแดงเผาไฟจี้นัยน์ตาข้าจนบอด ข้าพระองค์นับถือพระเป็นเจ้าองค์เดียว เจ้าพวกศัตรูกำลังบังคับให้ข้าคุกเข่าคำนับเทวรูปดากอน ขอพระองค์ได้โปรดประทานกำลังอันมหาศาลให้ข้าน้อยอีกสักครั้งเถิด ข้าพเจ้าจะทำลายเทวรูปดากอนนี้ให้พินาศสิ้น เพื่อแก้แค้นศัตรูแห่งข้า"

อาเสี่ยกิมหงวนถอนหายใจถี่เร็ว เขายกมือทั้งสองดันประตูรถเต็มแรง ดร. ดิเรกใจหายวาบ เอื้อมมือตบบ่ากิมหงวนเพื่อนเกลอของเขา

"อ้ายเสี่ย"

กิมหงวนลืมตาโพลง สติสัมปชัญญะกลับคืนมาอีก เขามองดูหน้าเพื่อนทั้ง ๓ อย่างแปลกใจ เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย

"เอ๊ะ กันเป็นอะไรไปโว้ย"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อย่าคิดอะไรให้มากเลยน่า หนังน่ะมันเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น มีมนุษย์คนไหนในโลกนี้บ้างวะที่จะมีพลังกำลังเหมือนอย่างแซมซั่น"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล ชะโงกหน้ามาที่พนักพิงข้างหน้า แล้วยกมือขวากอดคอเจ้าแห้ว

"เดลิลาฮ์ " กิมหงวนพูดเสียงแหบเครือ "เพราะฉันหลงกลเธอฉันจึงต้องเป็นเช่นนี้ เดลิลาฮ์เอ๋ย ฉันไม่เคยรักเธอเลย"

"อุ๊ยๆๆ " เจ้าแห้วร้องลั่น

นิกรยกมือเขกกระบาลเสี่ยหงวนดังโป๊ก

"นี่แน่ะ อ้ายแซมซั่น หมั่นไส้มาตั้งขึ้นรถแล้ว ดูมันช่างอยากเป็นอ้ายยักษ์ใหญ่นั่นเสียจริงๆ "

เสี่ยหงวนยกมือคลำศีรษะป้อยๆ ยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"ดูหนังเรื่องนี้แล้วติดใจเหลือเกินโว้ยพับผ่า กันจะต้องพยายามติดต่อกับบริษัทพาราเม้าท์ ขอซื้อไว้สักหนึ่งคอปปี้ เอาไว้ฉายดูเล่นที่บ้าน ทำยังไงนะกันถึงจะแข็งแรงเหมือนอย่างแซมซั่น กันชอบเหลือเกินอีตอนสู้กับสิงห์โต"

ดร. ดิเรกกล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยความหวังดี

"อ้ายหงวน อย่าฟุ้งซ่านให้มันมากนักเลยวะ อากาศมันร้อนอบอ้าวอย่างนี้ ไปง่ายๆ นะจะบอกให้"

กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ทองคำออกมาเปิดออก แจกจ่ายให้เพื่อนเกลอของเขาคนละมวนแล้วขีดไม้ขีดเบ็นซินส่งให้ พลสั่งให้เจ้าแห้วนำรถเลี้ยวขวามือไปทางถนนราชินี

อาเสี่ยมีใจผูกพันถึงแซมซั่นอย่างยิ่ง เขาปรารถนาที่จะมีความแข็งแรงอย่างนั้นบ้าง ในที่สุดกิมหงวนก็กล่าวกับ ดร. ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"หมอโว้ย แกช่วยกันหน่อยเถอะวะ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"ช่วยยังไง"

"ช่วยให้กันแข็งแรงอย่างแซมซั่นได้ไหม ด้วยวิชาการแพทย์ของแก"

ดร. ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"ทำไม่ได้หรอก เพราะแซมซั่นในหนังน่ะมันมีกำลังยิ่งกว่าช้างสารหลายเท่า ถ้าหากว่าทำให้แก แข็งแรงขึ้นอีกสัก ๒ เท่าละก้อกันพอจะทำได้ ด้วยการฉีดยาบำรุงกำลังพิเศษให้แก"

กิมหงวนหน้าจ๋อย

"ชะ ชะ ด๊อกเตอร์ดิเรกหมดภูมิเสียแล้ว กันเพิ่งได้ยินแกปฏิเสธครั้งนี้แหละ แต่ไหนแต่ไรมาแก ไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ นี่น่ะเรอะนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์เรืองนามแห่งประเทศอังกฤษ ถุย ถุย ๒๐ หน"

คราวนี้ ดร. ดิเรกเดือดดาลขึ้นมาทันที เขาไม่เคยยอมให้ใครดูหมิ่นวิชาความรู้ของเขา ดิเรกจ้องมองดูเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ

"ยูนึกหรือว่า นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างกันจะทำให้แกกลายเป็นแซมซั่นไม่ได้ ฮ่ะฮ้า กันเคยทำมาแล้ว กันจะเล่าให้แก่ฟัง"

พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าแห้วพูดขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"ท่านมหาราชาองค์หนึ่ง...."

ดร. ดิเรกยิ้มอายๆ

"อ้ายหอก เล่นนัดกันขัดคอยังงี้ใช้ได้เรอะ"

"ก็จริงหรือเปล่าล่ะ" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "แกคุยถึงเรื่องท่านมหาราชาจนกระทั่งเจ้าแห้วมันรู้ใจแก ถ้ามันอยากได้สตางค์ใช้เมื่อไรมันมักจะไปคุยกับแก ซักถามเรื่องราวต่างๆ ของประเทศอินเดีย แกก็คุยเรื่องมหาราชาน้ำลายแตกคอ แล้วก็จ่ายทรัพย์ให้อ้ายแห้วอย่างคล่องๆ "

ดิเรกหัวเราะ

"ยังงั้นไม่ต้องเล่าละโว้ย" แล้วเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน ยกมือตบบ่าอาเสี่ยเบาๆ "อ้ายหงวน ทำไมกันจะช่วยให้แกแข็งแรงอย่างแซมซั่นไม่ได้ แต่การกระทำเช่นนี้มันจะต้องลงทุนนับแสน เพื่อซื้อตัวยาฉีดที่มีราคาแพงยิ่งกว่าทองคำตั้งหลายสิบชนิด ถ้าหากว่าแกใจป้ำพอที่จะลงทุนให้กัน รับรองว่า แกจะมีพลังกำลังมากกว่าแซมซั่นในหนังเสียอีก ให้ดิ้นตายซีเอ้า กันน่ะไม่ชอบสบถสาบานหรอกให้รากเลือดซี"

กิมหงวนเริ่มสนใจในเรื่องนี้ทันที

"เท่าไรวะ บอกกันซิว่าแกต้องการเงินสักเท่าใด รวมทั้งค่าป่วยการของแกด้วย"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"เราเป็นเพื่อนกันโว้ย ค่าป่วยการจากแกกันไม่ต้องการ แกเป็นหมอที่มีชื่อเสียง กันเพียงแต่ไปเยี่ยมไข้เท่านั้นกันก็ได้ค่าพาหนะและค่าเยี่ยมครั้งละ ๕๐ บาท ส่วนค่ารักษาไม่ต้องพูดถึง กันช๊าทรายหนึ่งตั้งพันขึ้นไป คนเราน่ะยิ่งมีเงินมันก็ยิ่งกลัวตาย และถ้าป่วยไข้ขึ้นแม้แต่เล็กน้อยก็วิ่งหาหมอที่มีชื่อเสียงมารักษา เป็นต้นว่า ยายคุณหญิงฉลวยแกเป็นหวัดไปหน่อยเดียว ให้หลานชายมาตามกัน เลยช๊าทเสีย ๑,๕๐๐ บาท จ่ายให้ดีๆ ไม่พูดอะไรเลย"

นิกรว่า "แกเป็นหมอหน้าโลหิต"

"โน-ไม่ใช่หน้าเลือด คนจนกันรักษาให้ฟรีมิหนำซ้ำยังแถมสตางค์ให้อีก ดูแต่ยายซิ้มข้างบ้านเราปะไร ผัวขายเต้าฮวยเมียหาบน้ำประปาขาย แกเจ็บท้องออกลูก ตาผัวมาตามกันไปทำคลอด กันทำให้เรียบร้อยแถมเงินให้อีก ๑๐๐ บาทในฐานที่แกต้องนอนพักผ่อน ไปหาบน้ำประปาขายไม่ได้ ตาผัวเลยให้พวกเรากินเต้าฮวยฟรีใช่ไหมล่ะ แกแดกเต้าฮวยฟรีทุกวันนึกหรือเปล่าว่า กันทำให้แกได้กินฟรี"

กิมหงวนจุ๊ย์ปากแล้วโบกมือ

"อย่าพูดนอกประเด็นโว้ย อ้ายกร อย่าเพิ่งพูดอะไร ให้ข้าพูดกับดิเรกก่อน เฮ้ยหมอ กันตัดสินใจเด็ดขาด ยินดีออกเงินให้แกซื้อยาวิเศษมาฉีดให้กันเพื่อให้กันแข็งแรงอย่างแซมซั่น ใครๆ จะได้เรียกกันว่าแซมซั่นหงวน แกต้องการงบประมาณสักเท่าใดว่ามา"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิดอยู่นาน และชะโงกหน้าถามเจ้าแห้ว

"เอาเท่าไหร่ดีวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วตอบอย่างคล่องแคล่ว

"รับประทานแสนห้าหมื่นเป็นอย่างไงครับ รับประทานเรากันเองอย่าเรียกให้แพงนัก"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ แล้วดิแรกก็เปลี่ยนสายตามาที่อาเสี่ยกิมหกวน "แสนห้าหมื่นบาทอ้ายเสี่ย เดี๋ยวนี้เครื่องยามันแพงมาก ไอจะต้องสั่งซื้อโดยทางโทรเลขด่วนจากประเทศอังกฤษ และต้องส่งมาโดยทางอากาศ ตัวยาบางชนิดนิดเดียวราคาตั้งสองหมื่นกว่าแล้ว"

แทนที่อาเสี่ยจะต่อว่าแพง เขากลับตกลงอย่างง่ายดาย กิมหงวนยื่นมือให้ ดร. ดิเรกจับ

"ตกลงโว้ย พรุ่งนี้กันจะไปขนเงินที่ธนาคารมาให้แก เงินสองแสนขนหน้าแข้งกันไม่รวงหรอก เสียมากกว่านี้ยังได้ ขอให้กันมีกำลังแข็งแรงอย่างแซมซั่นก็แล้วกัน"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"แน่นอน แกต้องแข็งแรงแน่ะๆ กำลังของแกเห็นจะเปรียบได้กับหณุมานนั่นแหละ"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นึกปลื้มใจที่เขาจะได้เป็นแซมซั่นหงวน อาเสี่ยยกมือตบบ่าเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"อ้ายแห้ว ไปชายทะเลโว้ย วันนี้แซมซั่นหงวนจะเลี้ยงไก่ย่างเพื่อนเกลอของข้า"

เจ้าแห้วหันมายิ้ม

"รับประทานผมด้วยหรือเปล่าครับ"

กิมหงวนหัวเราะอย่างสบายใจ

"สำหรับเองข้าให้คาลสเบิก ๑ ขวด ไก่ย่าง ๑ ตัว"

"รับประทาน โอ. เค. ซิกาแร๊ตครับ"

แล้วบูอิคเก๋งก็ทวีความเร็วขึ้นอีก พล, นิกร, ดร. ดิเรกมองดูหน้ากันแล้วก็ยิ้มให้กัน

เป็นเวลา ๒ สัปดาห์เต็มๆ ที่ ดร. ดิเรก นักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมคนหนึ่งของโลกได้ยอมทุ่มเทเวลาและความเหนื่อยยากของเขาในการค้นคว้า ทดลองตัวยาฉีดเพื่อสร้างพลังกำลังอันมหาศาลให้อาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนเกลอของเขา ทั้งนี้มันหมายถึงชื่อเสียงเกียรติคุณของ ดร. ดิเรกด้วย เขารู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่เสี่ยหงวนยอมจ่ายทุนทรัพย์ให้เขาทดลองยาวิเศษซึ่งตัวยาทั้งหมดตามสูตรของเขาเป็นตัวยาที่หาได้ยากในประเทศไทยและล้วนแต่มีราคาแพงมาก ต้องสั่งซื้อจากประเทศอังกฤษและอเมริกาโดยโทรเลขด่วนและส่งมาประเทศไทยโดยทางเมล์อากาศ

ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ อาเสี่ยกิมหงวนแทบจะไม่ได้ย่างกรายออกจากบ้านไปเที่ยวไหนเลย แซมซั่นหงวนขลุกแต่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่ม เฝ้าดูการทดลองของดิเรกทั้งๆ ที่อาเสี่ยดูไม่รู้เรื่องเพราะดร. ดิเรกพยายามทำงานที่ง่ายๆ ให้รู้สึกว่ามันยากเย็นเสียเต็มประดา ดิเรกได้เจ้าแห้วเป็นผู้ช่วยของเขาอย่างใกล้ชิด เจ้าแห้วมีรายได้พิเศษจากนายแพทย์หนุ่มวันละ ๒๐ บาท

ทั้งทดลองทั้งค้นทั้งคว้า ทั้งลูบ ทั้งคลำ อยู่ ๒ อาทิตย์ ยามหากำลังของนายแพทย์หนุ่มก็เขาคั่นสำเร็จยังอยู่แต่การทดลองฉีดเข้าสู่ร่างกายเท่านั้น อย่างไรก็ตามตัวยาขนาดนี้แรงมาก การฉีดเข้าสู่ร่างกายอาจทำให้เป็นอันตรายได้ ดร. ดิเรก จึงใช้ให้เจ้าแห้วไปซื้อลิงมาตัวหนึ่งในราคา ๑๕๐ บาท ซึ่งลิงตัวนี้มีอดีตเป็นพระเอกละครลิงมาแล้ว แต่ทรยศต่อเจ้าของคือกัดภรรยาของเจ้าของ จึงขายให้เจ๊กขี้ยาคนหนึ่งไป เจ๊กเอาไปเล่นปาหี่ที่สนามหลวง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแลเห็นเจ๊กขายยาไม่มีใบอนุญาตก็จับมาขังไว้ที่โรงพัก ตาแก่คนหนึ่งสงสารลิงเลยเอาไปเลี้ยงไว้ข้างก๊วนกัญชาบางลำพู เจ้าแห้วมาสูบกัญชาที่ก๊วน เมื่อ ดร. ดิเรกใช้ให้มาเที่ยวหาซื้อลิงก็เลยเป็นโอกาสเหมาะขอซื้ออ้ายจ๋อจากตาลุงคนนั้น ได้นำไปให้ดิเรกกักขังไว้เพื่อการทดลองฉีดยาวิเศษ

แล้วอ้ายจ๋อตัวนี้เอง ได้ทำความโกลาหลอลหม่านทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" เมื่อโซ่ที่ผูกคอมันขาดออกเพราะโซ่เล็กเกินไป

เจ้าฮ่อกบุกเข้าไปให้ห้องคุณหญิงวาด ขณะที่คุณหญิงกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ อ้ายฮ่อกปีนเข้าทางหน้าต่าง ห้อยโหนโจนทะยานเหมือนอย่างทาร์ซานเข้าไปในห้องน้ำ พอดีคุณหญิงวาดแลเห็นเข้าก็ร้องสุดเสียง อารามตกใจคุณหญิงวาดก็วิ่งออกมาจากห้องน้ำทั้งๆ ที่ท่านอยู่ในชุดแรกเกิด แล้วคุณหญิงก็วิ่งผ่านเฉลียงหลังตึกลงบันไดมาข้างล่าง ด้วยความเกลียดกลัวอ้ายจ๋อที่เข้าไปแหกหูแหกตาหลอกท่านในห้องน้ำ

"ช่วยด้วย ช่วยด้วย" คุณหญิงวาดร้องเอ็ดตะโร

พล, นิกร กับแม่เสือทั้ง ๔ พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กำลังนั่งพักผ่อนสนทนาก้น พอได้ยินเสียงฝีเท้าของคุณหญิงวาดวิ่งตึงตังโครมครามลงบันดไมา ทุกคนก็เงยหน้ามองดูร่างอันเปลือยเปล่าปราศจากส่วนเว้าส่วนโค้งของคุณหญิงวาด ทุกคนตกใจผุดลุกขึ้นยืน

"ตายห่า " เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อุทานออกมาดังๆ "ผ้าผ่อนก็ไม่นุ่งวิ่งลงมาทำไมกัน ว้า....อ้ายพลหาอะไรให้แม่แกนุ่งที"

นิกรกระชากม่านประตูห้องสมุดออก เสียงดังแคว่ก แล้วเขาก็โยนไปให้คุณหญิงวาด

"นุ่งอ้ายนี่ไปก่อนครับ คุณอา"

คุณหญิงวาดตะครุบผ้าม่านลายดอกไม้ไว้ทัน รีบพันกายท่อนล่างของท่านทันที คราวนี้สภาพของท่านก็คล้ายกับยายแก่คนหนึ่งตามเกาะทะเลใต้ ท่าทางของคุณหญิงวาดเต็มไปด้วยความตระหนก ตกใจ

"ลิงของใครก็ไม่รู้หลุดออกเข้ามาในบ้านเรา" ท่านพูดระล่ำระลัก "ดิฉันกำลับอาบน้ำอยู่ค่ะ มันปีนเข้าไปในหน้าต่างห้อง โอ๊ย-เคราะห์ดีเหลือเกินที่ดิฉันรีบวิ่งหนีออกมาได้ก่อนที่มันจะกัดดิฉัน"

ทุกคนไม่มีใครรู้ว่าเป็นลิงที่ ดร. ดิเรกใช้ให้เจ้าแห้วไปซื้อมา เพราะเจ้าแห้วนำลิงตัวนี้เข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างปิดบัง เนื่องจากเขาทราบดีว่าคุณหญิงวาดและนายสาวทั้ง ๔ ของเขาเกลียดลิงมาก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ หันมาทางนิกร

"อ้ายกร ขึ้นไปปราบลิงตัวนี้ให้ทีเถอะวะ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ฮ้า ผมขึ้นไปปราบ มันก๊อปราบผมเสียเท่านั้นเอง"

ทันใดนั้นเอง ดร. ดิเรกกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบมาในห้องโถง ทั้ง ๓ คนถือตะพดคนละอัน

"ใครเห็นลิงของผมบ้างครับ" ดร. ดิเรกร้องถาม

คุณหญิงวาดเล่นงานดิเรกทันที

"อ้อ-ลิงของแกเรอะ อ้ายเวร ไปเอามาจากไหน สัตว์ระยำพันนี้ใครเขาจะเลี้ยงกันบ้าง แลบลิ้นปลิ้นตาทำสับปะโดกสับปะดน ขึ้นไปจับมันซี มันอยู่ในห้องฉันข้างบน"

เสี่ยหงวนมองดูคุณหญิงวาดอย่างงงๆ

"โอย-อกอีแป้นแตกแน่ ฮ่ะ ฮ่ะ คุณอาครับ คุณอาซ้อมระบำจ้ำบ๊ะหรือไง ว้า-เสื้อแสงก็ไม่ใส่แลเห็นกล้วยปิ้งท่อกแท่กๆ แล้วเอาโสร่งฮาไวที่ไหนมานุ่งครับ"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"ประเดี๋ยวแม่ด่าแหลกเลย กำลังโมโหอย่ามายั่วนะโว้ย-ดิเรก ขึ้นไปจับลิงของแกซี"

ดร. ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ต้องตกใจครับ ลิงตัวนี้มันไม่กัดใคร เชื่องและรู้ภาษาคนดีมาก ผมซื้อมาเพื่อใช้ทดลองยาฉีดของผม" แล้ว ดร. ดิเรกก็หันมาทางพล, นิกรเพื่อนเกลอทั้ง ๒ "เฮ้ย ขึ้นไปช่วยจับอ้ายจ๋อหน่อยเถอะวะ"

นิกรบ่นพึมพัม

"ยุ่งชิบหายเลย บ้านนี้ทำไมถึงมีแต่เรื่องยุ่งยากตลอดศกฮิ วันหนึ่งๆ เป็นต้องมีเรื่องเอะอะโกลาหลจนกระทั่งเพื่อนบ้านใกล้เคียงย้ายไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว เพราะทนความรำคาญไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลูกเขยของท่าน

"อ้ายคนพูดนั่นแหละตัวดีละ ดึกดื่นเที่ยงคืนแหกปากเอ็ดตะโรลั่น ไม่รู้จักเกรงใจชาวบ้านเขาบ้าง บางทีก็ตั้งตี ๒ แล้วเสือกตะโกนร้องยี่เกขึ้นมาไม่มีเหตุผล"

นิกรหัวเราะ ครั้งแล้ว ๔ สหายกับเจ้าแห้วก็พากันขึ้นบันไดไปชั้นบน คุณหญิงวาดตามมาห่างๆ ๔ นาง ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักในความรุ่มร่ามของคุณหญิงวาด แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะดัง เพราะเกรงว่าท่านได้ยินเข้าจะหวนกลับลงมาด่าอย่างแหลก

เสียงข้าวของแตกดังโครมครามลั่นห้องนอนดร. ดิเรก อ้ายจ๋อกำลังแผลงฤทธิ์อย่างสนุกสนาน

"มายก๊อด แย่มันโว้ย"

นิกรว่า "ยิงมันทิ้งเสียก็แล้วกันวะ อ้ายแห้วเข้าไปเอาปืนพกในห้องข้ามาให้ที อยู่ใต้หมอน"

นายแพทย์หนุ่มรีบกล่าวห้าม

"ยิงไม่ได้โว้ย กันต้องการทดลองยามหากำลังของเรา ช่วยกันจับเป็นเถอะวะ ไม่ยากลำบากอะไรหรอกน่า"

ทุกคนบุกเข้ามาในห้องนอนของนายแพทย์หนุ่ม อ้ายฮ่อกนั่งขัดสมาธิ์อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ เบื้องหน้าของมันมีหีบเครื่องสำอางของประภาเมียรักของ ดร. ดิเรก จอมอ้ายจ๋อกำลังผัดหน้าขาวว่อก ใต้โต๊ะมีข้าวของหลายอย่างเกลื่อนกลาด"

"เฮ้ มานี่" ดิเรกร้องเรียกเบาๆ

อ้ายจ๋อสะดุ้งโหยง เผ่นแผล็วลงจากโต๊ะวิ่งออกไปจากห้อง คุณหญิงวาดกำลังเดินเข้าห้องของท่าน พอแลเห็นอ้ายฮ่อกท่านก็ร้องวี๊ด รีบเข้าห้องปิดประตูใส่กลอน ๔ สหายกับเจ้าแห้วตามออกมาและกระจายกำลังเข้าล้อมจับ

นิกรนึกสนุกขึ้นมา ก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"กันแสดงเอง ท่าทางของอ้ายจ๋อตัวนี้ดูเหมือนมันเคยเล่นละครลิงมาแล้วนี่หว่า"

เจ้าแห้วพูดขึ้นทันที

"รับประทานเคยเป็นพระเอกมาแล้วครับ คณะจันทวานรละครอยู่ไม่สุข รับประทานเจ้าของเขาบอกว่ามันแสดงละครได้ดีมาก ถ้าเป็นหนังรับประทานคงได้ตุ๊กตาทองไปนานแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"พวกเรายืนเฉยๆ กันจับมันเอง จับโดยสันติวิธี อ้ายเสี่ยโว้ย แกร้องละครลิงได้ไหม"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่เป็นหรอก เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยดูละครลิงเลย"

"ว้า-บัดซบจริง ถ้ายังงั้นแกทำกิริยาท่าทางให้เหมือนลิงหน่อยได้ไหม"

กิมหงวนนิ่งนึก

"พอทำได้"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ยังงั้นขอแรงช่วยแสดงบทบาทเป็นลิงหน่อยเถอะวะ อ้ายหอกนั่นมันจะได้ยอมให้กันจับ ม่ายยังงั้นไม่มีทางที่จะจับมันได้"

กิมหงวนยกมือเกาศีรษะอย่างงงๆ

"อธิบายให้กันเข้าใจหน่อยเถอะวะ"

นิกรจุ๊ย์ปาก แล้วพูดอย่างดุๆ

"เถอะน่า บอกให้ทำเป็นลิงแกทำท่าให้เหมือนลิงก็แล้วกัน กันเป็นคนพากย์เอง เฮ้ย-ลิงตัวนี้มันชื่ออะไรวะหมอ"

ดร. ดิเรกตอบทันที

"ชื่อฮ่อก ความจริงหน้าตามันคล้ายแกมากทีเดียว"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"มีอย่างที่ไหนวะ หน้าตาของลิงจะเหมือนหน้าคน" พูดจบก็ยกมือตบบ่าเสี่ยหงวน "เอาโว้ย เริ่มแสดงละครลิงได้"

พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วต่างไม่เข้าใจเลยว่า นิกรจะจับอ้ายฮ่อกได้อย่างไร นายจอมทะเล้นร้องละครขึ้นทันที

แม่เจ้าเอ๋ยเมรี

กินเหล้าเท่านี้ไม่ควรเมา

สองจอกสามจอกมากรอกเข้า

เมรีขี้เมานอนหลับไป

อาเสี่ยกิมหงวนของเรา แสดงบทบาทละครลิงได้ดีเกินคาด อ้ายฮ่อกตอนแรกทำท่าจะหนีอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงนิกรร้องเพลงละครลิง มันก็ทำบทบาทยกแข้งยกขาตามประสาลิง เดินเข้ามาหานายจอมทะเล้นทันที นิกรบุ้ยใบ้ให้กิมหงวนออกมาห่างๆ แล้วเขาก็เตรียมที่จะตะครุบสายโซ่ที่ติดอยู่กับห่วงคล้องคอโซ่ยาวประมาณ ๒ ฟุต นิกรพากย์บทละครลิงต่อไป

"ชุดนี้ เราจะแสดงเป็นทหารใหม่ให้ท่านชมเป็นขวัญตา เอ้า-ระวังตัวพลทหารฮ่อก แถว...ตรง วันทยหัตถ์....ลดมือลง, แถว...ขวาหัน"

เจ้าฮ่อกทำหน้าเซ่อๆ นัยน์ตาปรือ ปากปลิ้นยืนงงอยู่สักครู่แล้วหันไปทางซ้าย

นิกรยกเท้าเตะพลั่กเข้าให้ ถูกเจ้าฮ่อกดังป้าบ ร้องเจี๊ยก ยืนตัวสั่นงันงกเพราะความกลัว

"ใครบอกให้พ่อมึงหันไปทางนั้นเล่า มือขวาอยู่ทางไหนวะ อ้ายฮ่อก"

อ้ายฮ่อกทำปากจู๋ ชูมือขวาขึ้น แล้วพูดกับนิกรเป็นระหัสลับ

"เจี๊ยก เจี๊ยกคร่อก"

นิกรพยักหน้า

"มานี่-มานี่ เข้ามาใกล้ๆ ซิ"

เหมือนกับถูกสกดจิต อ้ายฮ่อกเดินเข้ามาหานายการุณวงศ์ทันที นิกรก้มลงคว้าปลายโซ่ได้ คราวนี้อ้ายฮ่อกก็รู้ว่ามันเสียรู้นิกรและถูกจับเป็นเชลยอีก เจ้าฮ่อกทำท่าจะหนี ดิ้นรนแยกเขี้ยวยิงฟัน นิกรส่งปลายโซ่ให้เจ้าแห้วแล้วยกเท้าเตะเจ้าฮ่อกอีกหนึ่งป้าบ คราวนี้เจ้าฮ่อกยืนก้มหน้านิ่งเฉย

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้นิกร

"เว้ล-เวล-เหว่ล ยูเก่งมากที่จับลิงได้โดยละม่อมเช่นนี้"

นิกรยักคิ้วและพูดอย่างภาคภูมิ

"ไม่ยากอะไรหรอกวะหมอ สัตว์เดรัจฉานน่ะให้มันเฉลียวฉลาดสักเพียงใด มันก็ต้องโง่กว่ามนุษย์ วันยังค่ำ แกซื้อลิงตัวนี้มาทำตะหวักตะบวยอะไรวะ"

ดร. ดิเรกอธิบายให้ทราบ

"ยาฉีดมหากำลัง ที่กันจะฉีดให้อ้ายหงวนกันทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนจะฉีดให้นั้น กันต้องทดลองฉีดให้สัตว์ก่อน ม่านงั้นอ้ายเสี่ยเกิดตายขึ้น กันก็จะย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุก อ้ายแห้วโว้ย เอาอ้าย ฮ่อกลงไปในห้องวิทยาศาสตร์ พวกเราใครอยากดูการทดลองของกัน เชิญลงไปดูได้ กันจะทดลองยามหากำลังเดี๋ยวนี้ ถ้าอ้ายฮ่อกมีกำลังเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่า ยาฉีดมหากำลังของกันก็ได้ผล"

พลพยักหน้าช้าๆ

"ดีแล้ว ขอให้กันชมการทดลองของแกหน่อย"

เจ้าแห้วจูงลงเดินผ่านเฉลียงหลังตึก ลงบันไดไปชั้นล่าง พรรค ๔ สหายตามมาด้วย

ภายในห้องวิทยาศาสตร์ของ ดร. ณรงค์ฤทธิ์ พล, นิกร, กิมหงวนกำลังยืนมองดูนายแพทย์หนุ่มบรรจุยาน้ำสีเหลืองเข้าหลอดสำหรับฉีดยา ด้วยการใช้เข็มดูดจากหลอดแก้วบรรจุน้ำยาวิเศษ

ดร. ดิเรกอธิบายให้ทราบ

"ส่วนผสมของยานี้อ่อนมาก เหมาะสำหรับฉีดให้สัตว์ขนาดลิง ถ้าหากว่าฉีดให้คนแล้ว ยานี้จะประสิทธิ์ผลให้เพียงเล็กน้อย"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อย่าทดลองกับลิงเลยวะ ฉีดให้กันเสียเลยดีกว่า กันอยากเป็นแซมซั่นหงวนเต็มทนแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"โนฉีดให้ยูยังไม่ได้ ถ้าหากว่าแกม่องเท่งเพราะฤทธิ์ยาไอจะเดือดร้อน อดใจหน่อยเถอะวะ แก่อยากเป็นแซมซั่นให้มากมาย มันจะโอเว่อร์ไปหน่อย" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "อุ้มอ้ายฮ่อกขึ้นมาบนโต๊ะนี่"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานกลัวมันกัดครับ"

นิกรเดินมาที่อ้ายจ๋อซึ่งเจ้าแห้วผูกปลายโซ่ไว้กับขาโต๊ะตัวหนึ่ง อ้ายฮ่อกแยกเขี้ยวยิงฟันทำท่าเหมือนจะกัดนิกร นายจอมทะเล้นยกเท้าเตะ ๒ ทีซ้อน และเตะเต็มเหนี่ยว อ้ายฮ่อกร้องเจี๊ยกลั่นบ้าน ขี้เยี่ยวแตกเพราะความกลัวนิกร เขาก้มลงแก้โซ่ออก หิ้วตัวอ้ายฮ่อกขึ้นมาเดินที่โต๊ะ วางอ้ายฮ่อกลง

ผู้พิชิตอ้ายจ๋อกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ลิงน่ะมันกลัวคนที่จริงจังกับมัน ถ้ามันเห็นท่าทีของเราว่าเรากลัวมันแล้วมันก็หลอกล้อเรา แลบลิ้นปลิ้นตาหรือทำสับประดนตามประสาลิง เรื่องมันต้องซ้อมอย่างกัน ทีหลังเข็ดตายห่าเลย รับรองว่าอ้ายฮ่อกจะต้องกลัวอย่างที่เรียกว่ากลัวลาน" นิกรมองดูเจ้าฮ่อก "หน็อย ทำปากหมุบหมิบด่าแม่กูเรอะ" แล้วนิกรก็ตบฉาดเข้าให้

"เจี๊ยกๆๆๆ คร่อก เจี๊ยก"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ดีแล้ว แกช่วยจับมันไว้ประเดี๋ยวนะอ้ายกรกันจะฉีดยาให้มันเดี๋ยวนี้"

ก่อนที่นายแพทย์หนุ่มจะฉีดยาให้อ้ายจ๋อ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร. ดิเรก ท่านเจ้าคุณรู้เรื่องแล้วดิเรกคิดค้นตัวฉีดยาสำหรับฉีดให้อาเสี่ยกิมหงวนกลายเป็นคนแข็งแรงที่สุดของโลก แต่ท่านไม่เชื่อและคิดว่าเป็นไปได้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และเมียๆ ของ ๔ สหายก็มีความรู้สึกเช่นนี้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ยังไง กำลังจะทดลองกับลิงยังงั้นรึ"

ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋น์ นั่งซีครับคุณพ่อ ภายใน ๕ นาทีนี้ อ้ายลิงตัวนี้จะมีกำลังอย่างมหาศาลพอๆ กับคิงคองทีเดียว คุณพ่อรู้จักคิงคองไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ไม่รู้จัก"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"รูปร่างคล้ายๆ นกตะกรุมยังไงล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันขวับมาทางอาเสี่ย

"อย่าให้ถึงกับถีบกันเลยวะ เครื่องใช้ไม้สอยในการทดลองวิทยาศาสตร์มันจะแตกหักเสียหาย มึงจะไม่ล้อกูสักวันไม่ได้หรือวะ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับ คุณอาหายหัวล้านเมื่อไหร่ผมก็เลิกล้อเมื่อนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"มันหายได้เรอะ ล้อเวลาข้าอารมณ์ดีข้าก็พอจะอดใจได้ ถ้าล้อเวลาหัวเสียละก้อดีไม่ดีถึงตาย เชียวนา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ความจริงถ้าคุณพ่อทำเป็นไม่โกรธเมื่อถูกล้อเรื่องหัวล้าน ต่อไปมันก็ไม่มีใครล้อครับ ดูอย่างผมสิครับ ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน ไม่มีใครล้อผมเลยครับ ล้อชื่อพ่อผมก็ไม่โกรธ มิหนำซ้ำผมยังบอกชื่อปู่ทวดของผมให้มันล้ออีกด้วย"

"อ๋อ แกมันคนหน้าด้านนี่หว่า"

"หน้าด้านก็ยังหวีผมแปร้ละครับ"

"อ้าว เดี๋ยวก็จะเตะให้เท่านั้นเอง นี่อ้ายหงวนเมียแกเขาบ่นแน่ะ เขาว่าแกมีสติวิปลาศไปแล้ว อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีอยากแข็งแรงเหมือนอย่างแซมซั่นยอมลงทุนให้ดิเรกตั้งแสนห้าหมื่น"

"ช่างผม ว่าให้ผมได้ยินละก้อ ผมเตะคอขาดเลย"

"ดีแล้ว ฉันจะบอกยายนวลเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยคว้าแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้

"อย่าน่า คุณอา ถ้าจะบอกก็ต้องให้ผมฉีดยาเสียก่อน ยังไงผมจะได้จับนวลลออขว้างออกไปนอกบ้าน"

แล้วความเงียบก็เกิดขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผลักเจ้าแห้วให้ออกมายืนห่างท่านเพราะเจ้าแห้วยืนบังหน้าท่านอยู่ ดร. ดิเรก จัดแจงฉีดยาให้อ้ายฮ่อกด้วยความระมัดระวัง พอแทงเข็มจี๊ดอ้ายฮ่อกก็แยกเขี้ยวทำตาปริบๆ น่าสงสาร นายแพทย์หนุ่มค่อยๆ เดินยาเข้าสู่ร่ายกายของอ้ายจ๋อทีละน้อยจนหมดหลอด แล้วดึงเข็มออกมา

"อ้ายแห้วช่วยเอาอ้ายฮ่อกไปผูกไว้ที่ต้นมะม่วงหน้าตึกทีเถอะวะ อีกสักครู่อ้ายฮ่อกจะมีกำลังมหาศาลขนาดน้องๆ คิงคอง เราจะได้รู้ผลของยาวิเศษนี้แล้วกันจะได้ฉีดให้เสี่ยต่อไป"

เจ้าแห้วรับลิงมาจากนิกร พามันออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามออกมาด้วย

ที่หน้าตึกใหญ่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังยืนจับกลุ่มมองดู อ้ายฮ่อกซึ่งเจ้าแห้วผูกไว้กับต้นมะม่วง และมีทีท่ามึนงงเหมือนกับถูกยาเบื่อเมา

๔ นางกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ติดตามออกมาด้วย นวลละออเห็นหน้าเสี่ยหงวนก็บังเกิดความหมั่นไส้ขึ้นทันที

"ยังไงพ่อแซมซั่นหงวน เมื่อไรจะมีกำลังเท่าช้างสารเสียที"

กิมหงวนค้อนควับ

"มือไม่พายอย่าเอาตีนราน้ำหน่อยเลยน่า ความสุขของคนเราน่ะมันอยู่ที่ความพอใจ พูดมากเดี๋ยวก็จะเจ็บตัวเท่านั้นเอง"

แม่เสือนวลลออลืมตาโพลง

"ใครเจ็บ"

"ก็เฮียน่ะซี" กิมหงวนพูดเสียงอ่อย เดินเลี่ยงเข้าไปยืนทางกลุ่มของเขา

ท่านผู้ใหญ่คือเจ้าคุณทั้ง ๒ กับเมียๆ ของ ๔ สหาย ต่างมองดูลิงและยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ดร. ดิเรกอธิบายให้ทราบว่าเขาได้ฉีดยามหากำลังให้อ้ายฮ่อกแล้ว ภายใน ๕ นาทีนี้เมื่อยาซึมไปทั่วร่างอ้ายจ๋อจะมีกำลังราวกับลิงยักษ์ในป่าอาฟริกา หรือขนาดคิงคองก็ได้

นอกจากกิมหงวนและเจ้าแห้ว ไม่มีใครยอมเชื่อว่า ดร. ดิเรกจะสามารถคิดยาฉีดสร้างกำลังอันมหาศาลแบบแซมซั่นได้ แต่เสี่ยหงวนและเจ้าแห้วเชื่อว่าต้องเป็นไปได้ เพราะ ดร. ดิเรกไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ที่มีความรู้อย่างยอดเยี่ยม

อ้ายฮ่อกนั่งนัยน์ตาปรืออยู่โคนต้นมะม่วง ฤทธิ์ยาฉีดซึมซาบไปทั่วร่างกายของมันแล้ว เจ้าฮ่อก ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก และลุกขึ้นยืนในท่าเบ่ง คือยืดน่าอกขึ้นสูดลมเข้าปอดเต็มแรง ยกแขนทั้งสองขึ้นมองดูกล้ามเนื้อของมัน

"เฮ้ " ดร. ดิเรกร้องลั่น "สำเร็จแล้ว สำเร็จแน่"

กิริยาของอ้ายฮ่อกทำให้คณะพรรค ๔ สหายแปลกใจไปตามกัน พลกระซิบกับเจ้าแห้ว

"ขึ้นไปบนตึก เอาปืนลูกกรดมาให้ข้า กระสุนบรรจุไว้แล้ว ถ้าอ้ายฮ่อกอาละวาดจนเกินควร ข้าก็ต้องยิงมันทิ้งเสีย ก่อนที่มันจะจุดไฟเผาบ้านเรา"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง เดินเข้าไปในห้องโถง สวนทางกับคุณหญิงวาดซึ่งเดินออกมาหน้าตึกเพื่อมาสังเกตการเคลื่อนไหวของอ้ายฮ่อก

ณ บัดนี้ อ้ายฮ่อกเปิดฉากอาละวาดแล้ว

มันดึงโซ่ที่ผูกคอออกทิ้งอย่างง่ายดาย อ้ายฮ่อกแสดงกิริยาไม่ผิดอะไรกับคิงคองในหนังตอนที่มันโกรธคือแยกเขี้ยวยิงฟันยกกำปั้นทุบหน้าอกตัวเอง แล้วมันก็ยกมือขวาดันต้นมะม่วงอกร่องเต็มแรง

คณะพรรค ๔ สหายนัยน์ตาเหลือกลาน ยืนตลึงพรึงเพริดไปตามกัน ต้นมะม่วงถอนรากอ๊อดๆ กิ่งและลำต้นสั่นสะเทือนไปหมด ลำต้นของมันวัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ ฟุต และสูงประมาณ ๗ เมตร อ้ายฮ่อกใช่กำลังผลักต้นมะม่วงค่อยๆ ล้มครืนลงมา

คราวนี้ทุกคนก็รู้ว่ายาฉีดของ ดร. ดิเรก ประสิทธิ์ผลและต่างก็นึกเกรงกลัวอ้ายฮ่อกทันที

อ้ายฮ่อกเดินเบ่งเข้าไปกลางสนาม ตรงเข้าไปหาลูกกลิ้งทับสนามหญ้า ซึ่งทำด้วยซิเมนต์มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า ๒๐๐ กิโลกรัม ตามธรรมดาต้องใช้คน ๒ คนช่วยกันลาก

ท่ามกลางความฉงนสนเท่ห์ใจ อ้ายฮ่อกจับคันลากลูกกลิ้งแล้วเหวี่ยงลูกกลิ้งลอยละลิ่วไปไกลจากตัวมันเกือบ ๒๐ เมตร

"ตายแล้ว" คุณหญิงวาดร้องลั่น "หนีโว้ยพวกเรา อ้ายลิงตัวนี้มันต้องเล่นงานพวกเราแน่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็นพ้องด้วย

"เร็ว-วิ่งเข้าตึกปิดประตูหน้าต่างเสียให้หมด ขึ้นไปแอบดูมันข้างบน"

คณะพรรค ๔ สหายต่างวิ่งเข้ามาในตึกทันที อ้ายฮ่อกยืนเซ่อยู่กลางสนาม ท่าทางของมันงงๆ อย่างไรชอบกล บางทีก็เดินโซเซหกล้มก้นกระแทก เสียงปะตูหน้าต่างตึกปิดโครมคราม และเสียงกู่ตะโกนบอกคนในบ้านให้หลบภัยดังแซ่ดไปหมด คนใช้ชายหญิงวิ่งพล่าน ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นแก่บ้าน "พัชราภรณ์" อีกแล้ว

ที่หน้ามุขชั้นบนของตัวตึก คณะพรรค ๔ สหายยืนเบียดเสียดเยียดยัดกัน มองดูเจ้าวานรน้อย ซึ่งกำลังโยกต้นสนริมสนามด้วยกำลังอันมหาศาลของมัน

"อุ๊ยตาย ล้มแล้ว" ประไพร้องขึ้นดังๆ

ต้นสนอันสูงชลูดค่อยๆ ถอนรากถอนโคนล้มลงขวางถนนโรยกรวดดังโครม ดร. ดิเรกตบมือหัวเราะชอบใจ เขามองดูอ้ายฮ่อกอย่างชื่นชมนึกภาคภูมิใจในความสำเร็จผลของเขา

อ้ายจ๋อเดินโซซัดโซเซตรงไปทางโรงรถยนต์ พล พัชราภรณ์เห็นท่าไม่เป็นการ ก็เขยิบตัวออกมายืนเด่น ยกปืนลูกกรดขึ้นประทับ เล็งศูนย์ปืนไปยังอ้ายฮ่อก ดร. ดิเรกรีบปัดปากกระบอกปืนทันที

"เฮ้-อย่ายิง"

พลหันมามองดูนายแพทย์หนุ่มทันที

"ไม่ยิงรถยนต์ของเราตั้ง ๔ คันชิบหายหมดนะ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานยิงเถอะครับ ราคาลิงกับรถเก๋งรับประทานมันต่างกันมากมายนัก รับประทานมันจะเข้าไปในโรงรถแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าพล

"ยิงเถอะโว้ยพล ถ้าหากว่ามันหลุดเข้าไปในบ้าน คุณพระเราจะเดือดร้อนมาก การทดลองก็เห็นผลแล้ว จำเป็นเหลือเกินที่ต้องยิงมันทิ้งเสีย" แล้วท่านก็หันมาทาง ดร. ดิเรก "อย่าเสียดายเลยวะ ถ้าแกอยากได้ลิงมาทดลองอีกพ่อจะหาให้สัก ๒-๓ ตัว"

นายแพทย์หนุ่มหน้าจ๋อย

"ไม่ใช่เสียดายครับ แต่ผมอยากจะรู้ว่าฤทธิ์ยาฉีดจะไปได้แค่ไหน"

อ้ายจ๋อบุกเข้าไปในโรงรถยนต์แล้ว สักครู่หนึ่งมันก็ลากรถบูอิคเก๋งออกมา เพียงแต่ใช้มือซ้ายของมันข้างเดียว

ดิเรกใจหายวาบ รีบพูดกับพลทันที

"เฮ้ย ยิงโว้ย ถ้าหากว่ามันขึ้นไปบนหลังคาเก๋ง กระโดด ๒-๓ ทีเท่านั้น บูอิคของกันก็พังแน่ ยิงซี"

พลยกปืนลูกกรดขึ้นประทับ กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง"

เสียงกระสุนปืนลูกกรดดังขึ้นแต่ไม่หนักแน่นเหมือนกระสุนปืนเล็กยาวหรือลูกซอง อ้ายฮ่อกถูกกระสุนปืนทะลุอก มันฟุบลงสิ้นใจตายทันที ขณะที่มันจะปีนขึ้นไปบนรถบูอิคเก๋งของนายแพทย์หนุ่ม

หลายต่อหลายคนถอนหายใจขึ้นพร้อมกันๆ แล้วอาเสี่ยกิมหงวนก็หัวเราะลั่น ดีอกดีใจในผลการทดลองอาฉีดมหากำลังของ ดร. ดิเรก เสี่ยหงวนหันมายักคิ้วกับเมียรักของเขา

"นวลจ๋า ในไม่ช้านี้เฮียจะได้เป็นแซมซั่นหงวนแล้ว"

แม่เสือนวลลออค้อนสามีของหล่อน

"เชิญเถอะย่ะ เฮียจะเป็นแซมซั่นหรือจะเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลโรคจิตก็เชิญ ไม่มีใครเขาว่าอะไรหรอก"

เสี่ยหงวนหยุดยิ้มทันที หันมาทาง ดร. ดิเรก

"เฮ้ย-หมอ บัดนี้ยาของแกประสิทธิ์ผลแล้ว เมื่อไรแกจะฉีดให้กันล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มยกมือตบบ่ากิมหงวน

"พรุ่งนี้กันจะฉีดให้แน่นอน รับรองว่าแกจะมีพลังกำลังยิ่งกว่าแซมซั่นมากมายนัก เพราะเท่าที่กันฉีดให้ลิง กันผสมตัวยาเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

คุณหญิงวาดเดินเข้ามาหา ดร. ดิเรก แล้วพูดเสริมขึ้น

"ฉีดให้อาด้วยได้ไหม พ่อดิเรก"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"คุณอาหญิงจะฉีดทำไมครับ แก่แล้วแพ้แรงเปล่าๆ เวลาฤทธิ์ยาเสื่อมคุณภาพเพลียมากนะครับ จะต้องนอนซมหลายวัน"

"เอาเถอะน่า อาอยากฉีด จะได้บู๊กับท่านเจ้าคุณบ้าง อวดดีนักจับฉีกขาฉีกแขนเสียเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดสัพยอกคุณหญิงวาด

"คุณหญิงน่ะไม่ต้องฉีดยามหากำลังหรอกครับ มีกำลังเท่านี้เจ้าคุณท่านก็สู้ไม่ได้แล้ว"

เสียงหัวเราะของขณะพรรค ๔ สหายดังขึ้นพร้อมกัน แล้วทุกคนก็กล่าวขวัญชมเชยถึงความสามารถของ ดร. ดิเรก

เย็นวันต่อมา

ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่ม อาเสี่ยกิมหงวนนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดกลางห้อง พล, นิกร ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วยืนอยู่ข้างๆ ดิเรกกำลังบรรจุยาฉีดเข้าหลอดฉีดด้วยความระมัดระวัง

บรรยากาศในห้องเย็นเยียบอย่างไรชอบกล เสี่ยหงวนสวมกางเกงอาบน้ำแนบเนื้อสวมเสื้อยืดคอกลมแขนยาวแบบซุปเปอรแมน เขานอนทำตาปริบๆ รอรับการฉีดยาจาก ดร. ณรงค์ฤทธิ์

"เฮ้-ฉีดได้หรือยังโว้ยหมอ งุ่มง่ามอยู่นั่นแหละ"

ดร. ดิเรกจุ๊ย์ปาก

"เดี๋ยวโว้ย แกควรจะรู้บ้างว่า ถ้ากันทำงานสะเพร่านิดเดียว แกอาจจะต้องเสียชีวิตได้ไม่ต้องกลัวน่า แกจะได้เป็นแซมซั่นหงวนใน ๕ นาทีนี้ อ้ายแห้วหยิบหีบนิกเกิลนั่นให้ที เอาสำลีชุบแอลกฮอล์ทาโคนแขนซ้ายอ้ายหงวนได้แล้ว"

เจ้าแห้วรีบปฏิบัติตามคำสั่ง ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าก็ดังขึ้น พลเดินไปถอดกลอนเปิดประตูออก ๒ เจ้าคุณกับ ๑ คุณหญิงพากันเดินเข้ามา พอแลเห็นกิมหงวนนอนอมยิ้มนิ่งเฉยอยู่บนเตียง คุณหญิงวาดก็พูดขึ้นดังๆ

"แสดงความแข็งแรงของแกให้อาดูได้หรือยังพ่อหงวน"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"เดี๋ยวครับ ให้ผมฉีดยาเสียก่อน แล้วผมจะพังตึกหลังนี้ให้คุณอาหญิงชมเป็นขวัญตา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งโหยง

"นี่บ้านอาโว้ย อ้ายหงวน ถ้าจะอาละวาดละก้อออกไปพังถังประปาที่สะพานแม้นศรีดีกว่า หรือม่ายจะไปพังภูเขาทองเล่นก็ตามใจ"

เจ้าแห้วทำหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์อย่างแข็งแรง เขาถือหีบนิกเกิลมาวางลงบนโต๊ะเล็ก เปิดฝาหีบออกหยิบขวดแอลกฮอล์และสำลีที่นึ่งแล้วออกมาเปิดจุกขวดแอลกอฮอล์ ใช้สำลีชิ้นหนึ่งจุ้มจนเปียกโชก แล้วทาโคนแขนซ้ายของกิมหงวน

"เฮ้ยๆๆ " อาเสี่ยพูดเร็วปรื๋อ "ทาแต่โคนแขนโว้ย เสือกทาจนถึงจั๊กกะแร้ เย็นตายโหง"

เจ้าแห้วหัวเราะ เงยหน้ารายงานให้นายแพทย์หนุ่มทราบ

"รับประทานเสร็จแล้วครับ"

ดร. ดิเรกยกเข็มฉีดยาขึ้นมองดู แล้วอธิบายให้ท่านเจ้าคุณและคุณหญิงประสิทธิ์ฯ ทราบ

"ยามหากำลังของผม จะทำให้เซ็ลต่างๆ ในร่างกายของอ้ายหงวน มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นอีกหลายพันเท่า ภายในเวลา ๕ นาที เมื่อยานี้ซึมซาบไปทั่วร่างกาย"

คุณหญิงวาดพยักหน้าหงึกๆ

"ดีแล้ว อาจะได้วานพ่อหงวนโค่นต้นนกยูงใหญ่หลังบ้านเสียที กิ่งใบของมันปกคลุมแสงอาทิตย์หมด ทำให้ต้นไม้ดอกที่อยู่ในบริเวณใต้ต้นนกยูงไม่งาม"

อาเสี่ยว่า

"ส่วนตึกหลังนี้ไม่อนุญาตให้พังนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"ถ้าแกพังเราจะไปอยู่ที่ไหนกันวะ"

"ก็วัดหัวลำโพงยังไงล่ะครับ กว้างขวางมีที่อยู่ถมเถไป อาศัยพระท่านอยู่สบายดี ข้าวปลาอาหารถึงเวลาก็ได้กิน"

ดร. ดิเรก จ่อปลายเข็มลงที่โคนแขนซ้ายกิมหงวน แล้วแทงจึ๊ก

"เป๊าะ" เข็มฉีดยาหักสะบั้น

"แล้วกันโว้ย" นายแพทย์หนุ่มพูดอย่างหัวเสีย "เอาออกมาจากกล่องใหม่เอี่ยมแท้ๆ ไม่น่าจะหักเลย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ จัดแจงเปลี่ยนเข็มใหม่ใช่แอลกอฮอล์ทาปลายเข็มป้องกันเชื้อโรค เขาบอกให้เจ้าแห้วจับกิมหงวนไว้ แล้วแทงเข็มลงที่ต้นแขนกิมหงวนอีกครั้งหนึ่ง

"เป๊าะ" เข็มฉีดยาหักอีก

คราวนี้ ดร. ดิเรกโกรธตัวเองหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"ว้า-มันยังไงกันโว้ย อ้ายหงวน แกกินว่านหรือมีของดีหรือคาถาอาคมอยู่หรือเปล่า"

อาเสี่ยกิมหงวนหัวเราะหึๆ พูดกับนายพัชราภรณ์

"พลโว้ย สร้อยคอเส้นนี้ที่สวมคอกันอยู่ ช่วยปลดเอาออกทีเถอะวะ กับมีพระสมเด็จวัดระฆังและขุนแผนอย่างละองค์ หลวงพ่อ ๒ องค์นี่แหละที่ช่วยกันให้รอดพ้นจากภยันตรายมาหลายต่อหลายครั้ง มีดหรือปืนทำไมไม่ได้"

นายพัชราภรณ์เอื้อมมือปลดสร้อยคล้องคอออกตามความประสงค์ ดร. ดิเรกบ่นพึมพำ แล้วพูดกับอาเสี่ย

"ได้ฤกษ์แล้วโว้ย หงวน กันจะฉีดยาให้แกเดี๋ยวนี้ แต่แกต้องสัญญากับกันก่อนว่าแกจะไม่ทำลายของอันมีค่าในบ้านนี้"

กิมหงวนพยักหน้า

"เถอะน่า ของของคุณอาก็เหมือนของกันนั่นแหละวะ กันจะทำลายมันได้อย่างไร เอา-ฉีดเถอะประเดี๋ยวกันจะไปปล้ำกับหลวงพ่อโตวันอินทร์ ลงซ้อมมวยกับท่านสัก ๕-๖ ยก"

ดร. ดิเรกแทงเข็มลงไปในเนื้อเสี่ยหงวน แล้วค่อยๆ เดินยาทีละนิดจนหมดหลอด มันเป็นการฉีดเข้ากล้ามไม่ใช่เข้าเส้นโลหิต พอดิเรกดึงเข็มออกมา บุรุษพยาบาลแห้วก็ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดรอยที่ถูกเข็มแทงให้เสี่ยหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นเจ้าแห้วทำหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์ได้อย่างดี ท่านก็กล่าวชมเบาๆ

"อือ อ้ายแห้วนี่ไม่เลวโว้ย ทำหน้าที่บุรุษพยาบาลได้ดีทีเดียว"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"รับประทานอยู่ใกล้ชิดหมอ ก็กลายเป็นหมอไปเองแหละครับ รับประทานผมออกฉีดยารักษาโรคมา ๓ เดือนแล้ว"

ดร. ดิเรกสะดุ้งเฮือก

"ฮ้า? "

"รับประทานจริงๆ ครับ ผมมีคนไข้ประจำอยู่หลายราย รับประทานผมบอกเขาว่า ผมเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของด๊อกเตอร์ดิเรก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะก้าก

"ระวังให้ดี พ่อหมอเถื่อน แกไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ เจ้าหน้าที่เขาจับได้แกจะต้องติดตะราง"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ ทันใดนั้นเสี่ยหงวนได้กล่าวกับ ดร. ดิเรกดังๆ

"หมอ-หมอจ๋า กันรู้สึกมึนงง คล้ายกับจะเป็นลมโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มอัดยาเส้นใส่กล้องพลางพูดพลาง

"เน็บเว่อรไม ฤทธิ์ยากำลังซาบซ่านไปทั่วร่างกายยู ยูจะกลายเป็นแซมซั่นหงวนในนาทีนี้แหละ อดใจนอนนิ่งๆ สักประเดี๋ยวเถอะ"

กิมหงวนหลับตาพริ้ม ทุกคนที่อยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ต่างมองดูเสี่ยหงวนเป็นตาเดียว ภายในห้องเงียบกริบ สักครู่อาเสี่ยก็ลืมตาขึ้นมองดูโลก แววตาของเขาแข็งกร้าวผิดปรกติ พอเขาหันมามองดูคุณหญิงวาดท่านก็ตกใจหน้าซีดเผือด ถอยหลังกรูดกล่าวถามดิเรกทันที

"ไม่ทำแน่นะ พ่อดิเรก"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"แล้วกัน เห็นผมเป็นหมาไปได้" กิมหงวนลุกขึ้นนั่ง ยกแขนบิดขี้เกียจ อ้าปากหาว นิกรยืนสัปปะหงก นัยน์ตาปรืออยู่ข้างเตียง กิมหงวนยกมือผลักหน้านิกรเบาๆ

"เฮ้ย! "

อำนาจยาวิเศษ ทำให้นายจอมทะเล้นซวนเซถอยหลังออกไปหลายก้าว ปะทะกับตู้เก็บเครื่องมือเคมีดังโครมแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้น คราวนี้ใครต่อใครก็เริ่มเกรงกลัวเสี่ยหงวน คุณหญิงวาดวิ่งปุเลงๆ ออกไปจากห้อง ร้องตะโกนบอกคนในบ้าน "พัชราภรณ์" ให้มาดูแซมซั่นหงวน

นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองดูเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ

"อ้ายเสี่ย....อื้อฮือโว้ย....นี่แกกลายเป็นแซมซั่นหงวนไปแล้วหรือนี่ กันคิดว่าถูกช้างถีบซะอีก"

กิมหงวนหัวเราะ ก้าวลงจากเตียงผ่าตัด ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วแหกปากตะโกนว่า

"ฮ่ะ ฮ้า พระเจ้าประทานกำลังให้ข้าแล้ว"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"กันเองโว้ย ไม่ใช่พระเจ้า"

อาเสี่ยเดินรี่เข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วรวบตัวท่านยกชูขึ้นเหมือศีรษะโดยไม่ต้องออกแรง คล้ายกับเขายกกระดาษแผ่นหนึ่ง ท่านเจ้าคุณดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร ร้องเสียงหลง

"เฮ้ย! อย่าเล่นอ้ายหวน"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"คุณอาครับ นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วไว้ให้ดี ผมจะพุ่งคุณอาออกไปทางหน้าต่างกระจกฝ้าบานนั้น ระวังนะครับ หนึ่ง-สอง"

อาเสี่ยสปริงมือให้ร่างอันอ้วนเตี้ยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลอยลิ่วขึ้นไปเกือบถึงเพดาน แล้วลอยลงมา กิมหงวนรับไว้ได้ มันเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจยิ่งนัก กิมหงวนสงสารเกรงว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะช็อคตายก็ค่อยๆ วางท่านเจ้าคุณลงบนพื้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้าแขนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้ก็พาวิ่งออกไปจากห้องทันที ด้วยความหวาดกลัวในกำลังอันมหาศาลของเสี่ยหงวน ๔ สหายหัวเราะลั่นห้อง กิมหงวนยกมือตบหลังของพลเบาๆ แต่มันดังเหมือนกลองเพลและนายพัชราภรณ์หัวคะมำไปข้างหน้า

"โอ๊ย" พลคราง "ไม่ไหวโว้ย มือแกหนักเหลือเกิน"

กิมหงวนปิติยินดีเหลือที่จะกล่าว ความหวังที่จะแข็งแรงอย่างแซมชั่นสมปรารถนาแล้ว เขามองดูเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าแห้ว นัยน์ตาของอาเสี่ยถมึงทึงน่ากลัว

"ใคร ใครวะจะสู้กู อ้ายแห้วเรอะ"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ผม ซาอูลครับ ผู้ช่วยของอาเสี่ย แล้วกันรับประทานพวกเดียวกันแท้ๆ จะเล่นผมเสียแล้ว"

กิมหงวนหัวเราะ หันมายักคิ้วกับนิกร

"หรือมึงจะเอาเรื่อง อ้ายกร"

นายจอมทะเล้น กระชากมีดพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา ถอยหลังออกห่างจากแซมซั่นหงวน กระชับมีดมั่นไว้ในมือในท่าเตรียมพร้อม

"ยังได้ อ้ายหงวน มา-เข้ามาซี"

อาเสี่ยสะดุ้ง เอียงคออมยิ้ม

"เล่นมีดไม่เอาโว้ย เสียวไส้"

๔ สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ดร. ดิเรกเดิมเข้ามายกมือจับแขนกิมหงวน

"เฮ้-ออกไปข้างนอกกันเถอะ กันอยากจะเห็นกำลังพลังอันมหาศาลของแก ไปพังต้นไม้ให้กันดูสักต้นเถอะวะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ได้ซิ ไปโว้ยพวกเรา แซมชั่นหงวนจะกอบกู้ชาติให้พ้นจากความเป็นทาษของฟิลิสตินในคราวนี้ หรือจะไปวัดแจ้งดี"

"ไปทำไมวะ" นิกรถาม

"ไปพังยักษ์เล่นต่างรูปเทวดากอน"

๔ สหายและเจ้าแห้วพากันเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พอออกมาพ้นประตูห้อง ก็แลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ และคุณหญิงวาดกับแม่งามทั้ง ๔ ยืนจับกลุ่มอยู่ที่เฉลียงหลังตึกพากันมองมาทางประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์

เมื่อร่างของแซมซั่นหงวน ปรากฏตัวขึ้นท่านผู้ใหญ่และ ๔ นาง ก็มีท่าทางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว อย่างไรก็ตาม นวลลออได้พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง หล่อนหยิบไม้ตะพดอันหนึ่งที่พิงอยู่ข้างกระถางตะโกดัดขึ้นมาถือ แล้วเดินปราดเข้ามาเผชิญหน้าเสี่ยหงวน

แซมซั่นหงวนหัวเราะก้าก ยกนิ้วชี้มือขวาขึ้นกระดิก

"มานี่นวลมาให้เฮียอุ้มหน่อย แซมซั่นหงวนของนวลขณะนี้เป็นมนุษย์ที่มีกำลังเข้มแข็งยิ่งกว่าซิยินกุ้ยมากมายหลายเท่านัก"

นวลลออถอยหลังกรูด

"อย่าเข้ามานะ แม่แพ่นด้วยตะพดจริงๆ "

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"ตะพดอันน้อยๆ นี้ สำหรับแซมซั่นแล้วมันไม่มีความหมายอะไรเลยยอดรัก มันไม่ผิดอะไรกับไม้จิ้มฟันหรอก ถ้าจะทำร้ายแซมซั่นหงวนมันต้องใช้ตีด้วยซุงทั้งต้นจึงจะได้ผล"

"บ้า" นวลลอออุทานขึ้นดังๆ "อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีอยากจะเป็นพระเอกหนัง อุตส่าห์ลงทุนเป็นแสนๆ "

เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เดินทื่อเข้ามาหานวลลออ ตั้งใจจะจับหล่อนโยนเล่น นวลลออถอยหลังไปจนชิดผนังตึกเมื่อกิมหงวนเข้ามาในระยะใกล้ชิด แม่เสือก็เงื้อตะพดขึ้นประเคนลงกลางศีรษะกิมหงวนดังโป๊ก

"นี่แน่ะ"

แซมซั่นหงวนสะดุ้งเฮือก ยืนงงเหมือนไก่ตาแตก ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น แล้วเขาก็ค่อยๆ ล้มลงก้นกระแทกพื้น

"แซมซั่นอยู่แล้วโว้ย" คุณหญิงวาดร้องลั่น "เอาตีซ้ำอีกซีแม่นวล ประเดี๋ยวมันลุกขึ้นมาฟัดเธอแย่นะ"

นวลลออเงื้อตะพดขึ้นอีก แซมซั่นหงวนร้องลั่น

"โอ๊ย กลัวแล้วจ้ะเมียจ๋า กลัวแล้ว"

นวลลออหัวเราะ

"อวดเก่งเป็นแซมซั่น โดนตะพดเข้าเบาะๆ เท่านั้นอยู่เลย"

เสี่ยหงวนสูดปากเบาๆ ยกมือคลำศีรษะป้อย โล่งใจเมื่อทราบว่ากระบานของเขายังเป็นปรกติดีอยู่ แล้วเสี่ยหงวนก็ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างมึนงง หันมาเอ็ดตะโร ดร. ดิเรก

"ยังไงกันไว้ยหมอ แซมซั่นหอกอะไรกันวะถูกตีโป๊กเดียวเจ๊งแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะงอหาย

"กันไม่ได้ทำให้แกอยู่ยงคงกระพัน ยาฉีดของกันทำให้แกมีกำลังเข้มแข็งผิดมนุษย์เท่านั้น อย่าเข้าใจว่าเมื่อแกมีกำลังเข้มแข็ง แกจะอยู่ยงคงกระพัน เพราะมันคนละเรื่อง"

คราวนี้แซมซั่นหงวนยิ้มแหยๆ

"แหมโว้ย กระบานแทบแบะ ไปโว้ยไปที่หน้าตึกกันเถอะ"

๔ สหายกับท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของเขาต่างพากันเดินผ่านห้องโถงออกมาทางหน้าตึก วิญญาณแซมซั่นเข้าสิงกิมหงวนแล้ว เขาวิ่งลงมาจากตึกกระโดดโลดเต้นหกคะเมนตีลังการ้องว๊ากแพ่งลั่นบ้าน

เจ้าแห้วตะโกนบอกเสี่ยหงวน

"รับประทานพังต้นไม้ให้ดูสักต้นได้ไหมครับ"

กิมหงวนพยักหน้า วิ่งเข้าไปที่ต้นมะขามใหญ่ข้างเรือนต้นไม้ มันเป็นต้นมะขามเก่าแก่วัดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ ๓ ฟุต แซมซั่นหงวนลองเอื้อมมือผลักดูต้นมะขามสั่นสะเทือนไปหมดทั้งต้น

"อย่าเฮ้ยอ้ายหงวน" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องห้าม

แต่เจ้าคุณกับคุณหญิงมีความคิดเห็นขัดแย้งกันตลอดกาล คุณหญิงวาดร้องตะโกนสนับสนุน กิมหงวน

"เอาพ่อหงวนพังมันเลย จะได้ให้อ้ายแห้วมันเลื่อยเขียงขายแจ๊ก เวลานี้เขียงแพงมาก อันหนึ่งตั้งหลายบาท โค่นเลยไม่ต้องเกรงใจใครพ่อหงวน"

แซมซั่นหงวนหัวเราะยืดหน้าอกขึ้น ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเกร็งกล้ามเนื้อแล้วก็ผลักโยกต้นไม้

ด้วยอำนาจยาวิเศษของนายแพทย์หนุ่ม กำลังวังชาอันมหาศาลของเสี่ยหงวนทำให้ต้นมะขามลั่นเอี๊ยดอ๊าด ในเวลาเดียวกันนี้เองคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ก็พากันออกมาจับกลุ่มยืนมองดูอภินิหารของเสี่ยหงวนด้วยความตื่นเต้นแปลกใจอย่างใหญ่หลวง

แล้วต้นมะขามเก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ก็ค่อยๆ ล้มครืนเสียงดังลั่นบ้าน คณะพรรค ๔ สหายตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว แซมซั่นหงวนชูมือทั้งสองข้างประสานกันเหนือศีรษะ

เจ้าบาบูภวานจันทร์แขกยามของบ้าน "พัชราภรณ์" กำลังนั่งทำโรตีอยู่ที่ห้องพักของเขา พอได้ยินเสียงต้นมะขามล้มและเสียงตบมือลั่นบ้าน บาบูก็วางมือจากการทำอาหาร ลุกขึ้นวิ่งออกมาจากเรือนพัก ตรงมาที่ตึกใหญ่

เจ้าแห้วเดินเข้ามาหาบาบู

"เฮ้ย อ้ายบัง มึงดูซิวะ อาเสี่ยนายของเราสามารถโค่นต้นมะขามได้ เพียงแต่ใช้มือผลักเท่านั้น"

บาบูหัวเราะเห็นฟันขาว

"โอ-ไม่จริงน่ะ โกหกข้าทำมะไร๋ อีนี้จั๋นว่าลมพายุพัดน่ะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"พายุพ่อมึงน่ะซี หน็อย-ไม่เชื่อเรอะ" แล้วเจ้าแห้วก็หันมาทางอาเสี่ยกิมหงวม "อาเสี่ยครับ รับประทานอ้ายบังมันท้าอาเสี่ยปล้ำ รับประทานมันไม่เชื่อครับว่าอาเสี่ยเป็นแซมซั่น"

กิมหงวนเดินรี่เข้ามาหาบาบูทันที

"อ้ายบัง ลองปล้ำกับข้าไหมล่ะ"

นายภควานจันทร์ยกมือสะลาม

"อีนี้ไม่สู้นะ เป็นนายสู้ไม่ได้คะร๊าบ"

"เอาเถอะ ข้าไม่ถือ ข้าอนุญาต เห็นเขาพูดกันว่าเอ็งไปปล้ำกับพวกแขกเลี้ยงวัวแถวสนามเป้าเสมอ ลองฟัดกับข้าสักหน่อยเถอะวะ ข้าอยากจะรู้นักว่าเอ็งจะแข็งแรงสักแค่ไหน"

บาบูภควานจันทร์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาเป็นนักมวยปล้ำสมัครเล่นคนหนึ่งที่พวกแขกยามทั้งหลายเกรงกลัวฝีมือของเขาและเป็นที่รู้จักภควานจันทร์ดี

"โอ-ได้คะร๊าบ อีนี่มวยปล้ำผมชอบคะร๊าบ"

เสี่ยจ้อกแจ้จอแจดังขึ้นในหมู่คณะพรรค ๔ สหายทันที นิกรวิ่งเข้ามาทำทีเป็นกรรมการ

"มาทางนี้ มาปล้ำกันกลางสนามนี่ เฮ้ย-ใครอยากดูมายืนรวมกลุ่มกันทางนี้โว้ย ใครจะเล่นพนันขันต่อกันก็เอา"

พวกคนใช้ชายหญิงในบ้าน "พัชราภรณ์" ไม่ต่ำกว่า ๒๐ คนต่างเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อมชมมวยปล้ำคู่พิเศษ ระหว่างแขกกับไทย คณะพรรค ๔ สหายยืนจับกลุ่มกันอยู่ริมสนาม เจ้าแห้ววิ่งตื๋อเข้าไปในเรือมต้นไม้ถือร่มกระดาษอันหนึ่งออกมา แล้วกางร่มให้คุณหญิงวาด

"รับประทานกระผมกางร่มให้ แดดร้อนขอรับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"เออ ยังงี้ซีวะ เอ็งจะเบิกเงินล่วงหน้าเอาไปใช้บ้างก็ไปเอาที่แม่นันซี"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"คร๊าบ รับประทานค่ำๆ รับประทานผมขอเบิกล่วงหน้าสัก ๑๐๐ บาทนะครับ"

นิกรบอกกับคู่ต่อสู้ทั้งสองว่า การปล้ำกันในครั้งนี้ให้ปล้ำกันแต่พอหอมปากหอมคอ อย่าให้ถึงกับกระทืบกันตาย ใครอ่อนกำลังสู้ไม่ได้ก็ควรจะยอมแพ้เสีย พวกคนใช้ต่อรองกันแซ่ดไปหมด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ข้าต่ออ้ายหงวน ๑๐ เอา ๑ โว้ย ใครจะรองเท่าไหร่มา"

นิกรขยิบตากับเจ้าหงวนแล้วเดินเข้าไปหาพ่อตาของเขา

"ว่ายังไงนะครับคุณพ่อ พูดเล่นหรือพูดจริงครับ ถ้าคุณพ่อต่ออ้ายเสี่ย ๑๐ เอา ๑ ผมรอง ๑,๐๐๐ บาท อ้ายบาบูน่ะมันเป็นครูมวยปล้ำนะครับ พวกแขกยามนับถือมันมาก ถึงแม้ว่าอ้ายหงวนจะมีกำลังมากกว่า ชั้นเชิงและลูกไม้มวยปล้ำก็สู้อ้ายบังไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"เอาเถอะน่า อ้ายหงวนมันเหวี่ยงเบาๆ อ้ายบังก็กระเด็นหวือไม่รู้ไปทางไหน ต้นมะขามเบ้อเริ่ม มันผลักค่อยๆ ยังโค่น แกรองจริงๆ เรอะอ้ายกร พ่อต่ออ้ายหงวน ๑๐ เอา ๑"

นิกรอมยิ้ม

"ผมรอง ๑,๐๐๐ บาท"

"รองเฉยๆ ไม่ได้ ต้องวางเงินเดิมพันด้วย ให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยึดไว้เป็นหลักฐาน"

"อ๋อ นี่หมายความว่าคุณพ่อไม่เชื่อใจผม"

"ไม่ใช่หมายความ ฉันไม่เชื่อถือแกเลย คนอย่างแกมันมะกอกสามตะกร้าพูดกลับกลอก เจรจาเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ถ้าแกจะเล่นพนันกับฉันต้องวางเงินกันจริงๆ "

นายจอมทะเล้นหัวเราะก้าก หันไปเอ็ดตะโรนักมวยปล้ำทั้งสองซึ่งกำลังแยกเขี้ยวยิงฟันจะเข้าปล้ำกัน

"ประเดี๋ยวโว้ย อ้ายหอก แหมดูอยากปล้ำเสียจริงๆ รอให้เขาวางเงินเดิมพันกันหน่อยเถิดโว้ย" แล้วนิกรก็เปลี่ยนสายตามาที่พ่อตาของเขา ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมา ดึงธนบัตรใบละร้อยออกมาปึกหนึ่งนับได้ ๑๐ ฉบับส่งให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถือไว้ หันมาพยักหน้ากับพ่อตาของเขา "ผมวางเงินแล้ว เพื่อความยุติธรรมคุณพ่อต้องวางเงินเดิมพันบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เกียรติยศของข้าย่อมเป็นประกัน"

"อ๊า-ไม่ได้ครับ เรื่องเงินทองเชื่อกันไม่ได้ โดยเฉพาะพ่อตาไม่ใช่พ่อตัว ผมจะไปเชื่อได้อย่างไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเท้าสะเอวมองดูนายการุณวงศ์อย่างเคืองๆ

"หน็อย ดันพูดออกมาได้ แกน่ะเอาเงินฉันไปใช้เท่าไรแล้ววะ ตั้งแต่เป็นพ่อตาลูกเขยกันมา"

นิกรสั่นศีรษะ

"นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องจดจำนี่ครับ ใครเป็นพ่อตาผมก็ต้องมีเงินให้ผมใช้ ขอไม่ให้ผมก็ขโมย ว่ายังไงครับ ถ้าจะพนันกับผมก็ต้องวางเงินเดิมพันกัน ม่ายยังงั้นผมก็ไม่เล่น"

เจ้าบาบูร้องตะโกนถามมา

"เห-อีนี้ปล้ำกันได้หรือยังคะร้าบ"

นิกรยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ

"ประเดี๋ยวโว้ย ให้ข้าตกลงเรื่องเงินทองกันเสียให้เรียบร้อยก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ฉันไม่โกงแกหรอกน่าเจ้ากร เงินสดตั้งหมื่นบาทฉันจะไปเอาที่ไหนมาวางเดิมพัน"

นิกรอมยิ้ม

"ใช้เช็คก็ได้ครับ ผมไม่รังเกียจ"

คุณหญิงวาดอยากดูมวยปล้ำเต็มทน ก็พูดสนับสนุนนิกร

"เจ้าคุณเซ็นเช็คฝากเราไว้เถอะค่ะ จะได้ดูมวยปล้ำ ดิฉันอยากดูเต็มฟัดแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น ลอบค้อนนิกรแล้วทำปากหมุบหมิบ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสมุดเช็คออกมา ดึงปากกาหมึกซึมมาจากกระเป๋าเสื้อพล วางสมุดเช็คลงบนม้าหินอ่อน เซ็นสั่งจ่ายเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วฉีกออกจากเล่มส่งให้นิกร

"เอ้า แหกตาดูซิ นี่เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ใช่ไหม"

นิกรอ่านดูแล้วก็ยิ้ม

"ลูกไม้ตื้นไปครับคุณพ่อ เซ็นจ่ายเงินแต่ไม่เซ็นชื่อ ขืนไปเบิกเงินแบ๊งก์เขาจะได้ถีบผมออกมาจากแบ๊งก์ไม่ทัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"อ้าว ลืมไปโว้ย ขอโทษที" พูดจบท่านก็รับเช็คมาจากนิกร จัดแจงลงนามในเช็คสั่งจ่ายเงินเรียบร้อย

นิกรรับมาดูอีก ตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน ส่งเช็คให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อาเขยของเขา

"คุณอาช่วยเก็บเงินเดิมพันของเราทั้งสองฝ่ายไว้ด้วยครับ" แล้วนิกรก็เดินเข้ามาหาคู่ต่อสู้ซึ่งกำลังกระหายที่จะปล้ำกัน นายจอมทะเล้นแอบกระซิบกับกิมหงวนด้วยคำพูดสั้นๆ แต่มีความหมายกว้าง "คนละครึ่งอ้ายหงวน"

อาเสี่ยพยักหน้าหงึกๆ

"โอ. เค."

นิกรแยกคู่ต่อสู้ออก แล้วบอกให้สู้กันได้ ภควานจันทร์ย่อตัวลงต่ำ กางแขนทั้งสองข้างทำท่าจะตะครุบเสี่ยหงวน อาเสี่ยตบมือเบาๆ ยักคิ้วหลิ่วตาหลอกล่อคู่ปรปักษ์ พวกคนใช้ชายหญิงและคณะพรรค ๔ สหายโห่ร้องกันเกรียวกราว ทุกคนต่างร้องหนุนกิมหงวนและเชื่อว่าชัยชนะอันเด็ดขาดจะต้องเป็นอาเสี่ย แน่นอน เนื่อจากอาเสี่ยมีกำลังมหาศาลผิดมนุษย์

แล้วบาบูกับกิมหงวนก็เข้ากอดปล้ำกัน ตามแบบของมวยปล้ำ กิมหงวนเหวี่ยงเจ้าบาบูเบาๆ โดยไม่ต้องออกแรง นายภควานจัทร์ลอยละลิ่วออกไปห่างจากอาเสี่ยเกือบ ๑๐ เมตร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระโดดตัวลอย

"อ้ายกร พันบาทหวานข้าแล้วโว้ย เห็นฤทธิ์อ้ายหงวนหรือยัง นี่แหละซิยินกุ้ยกลับชาติมาเกิดละ"

นิกรแกล้งหนุนบาบู

"ลุกขึ้น อ้ายบัง อันเดียย่อมเป็นของอินเดีย อินเดียจะไม่รู้จักกับคำว่ายอมแพ้ใคร เอามัน"

ภควานจันทร์แปลกใจยิ่งนัก เขาเล่นมวยปล้ำมาหลายปีแล้ว ไม่เคยเห็นมนุษย์คนใดมีกำลังวังชาอย่างนี้ เจ้าบาบูเสียขวัญแล้ว ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเสี่ยหงวนถึงแข็งแรงผิดมนุษย์ แต่อินเดียไม่รู้จักคำว่ายอมแพ้อย่างนิกรพูดให้กำลังใจ ภควานจันทร์ขัดยอกปวดร้าวไปหมดทั้งตัว เขาฝืนใจรวบรวมกำลังลุกขึ้น เดินปรี่เข้ามาหาเสี่ยหงวน

การต่อสู้เริ่มต้นต่อไปด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่หวาดเสียว บาบูสามารถจับอาเสี่ยทุ่มลงไปนอนวัดพื้นเพราะกิมหงวนออมแรงให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าจ๋อย เสียงตะโกนหนุนอาเสี่ยเงียบกริบ

"เอามัน อ้ายบัง กระทืบให้อยู่เลย" นิกรร้องหนุนคนเดียว

กิมหงวนผุดลุกขึ้นวิ่งเข้ามาจับบาบูยกชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วหมุนตัวไปรอบๆ ทุ่มเจ้าบาบูขึ้นไปบนพุ่มเข็มอันหนาทึบ นายภควานจันทร์ร้องเรียกพระนารายณ์ช่วยเสียงหลง

"พลั่ก"

บาบูเสียขวัญแล้ว แต่มานะแขกทำให้เขารวบรวมกำลังลุกขึ้นเดินย่างสามขุมมาหาอาเสี่ยอีกแล้วกระโจนเข้าฟาดด้วยท่อนแขนถูกคางกิมหงวน โดยไม่สู้ถนัดนัก

อาเสี่ยแกล้งทำผงะหงายล้มลงบิดตัวไปมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"อ้ายหงวน ลุกขึ้นซี โอ๊ย ลุกขึ้น"

อาเสี่ยมวยล้มแกล้งทำเป็นบิดตัวไปมาโก้งโค้งทำตดโด่ง แล้วนอนคว่ำหน้านิ่งเฉยเหมือนกับนักมวยที่ถูกน๊อคเอ็าท์ นิกรเดินเข้ามาจับมือนายภควานจนทร์ชูขึ้น ไม่มีใครตบมือไห้เจ้าบาบูเลย

นวลลออหน้าจ๋อย

"คุณหมอ คุณหมอคะ ช่วยเฮียหน่อยซีคะ"

ดูเหมือนนายแพทย์หนุ่มรู้ดีว่า เสี่ยหงวนล้มมวยเพื่อร่วมมือกับดิเรกต้มพ่อตาของเขา ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ กล่าวกับแม่เสือนวลลออ

"ไม่ต้องช่วยหรอกครับ ประเดี๋ยวมันก็ฟื้นเอง"

นายจอมทะเล้น เดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนหน้าซีดเผือกมีทีท่าเหมือนกับเป็นลม เพราะความเสียดายเงินหมื่นบาท

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ส่งเช็คและเงินสดอีก ๑๐,๐๐๐ บาทให้หลานภรรยาท่าน นิกรยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไม่ต้องเสียใจครับคุณพ่อ ตาดีก็ได้ ตาร้ายก็เสีย การพนันมันก็คือการเสี่ยงโชคแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนควับ

"เออ ไม่ต้องเยาะโว้ยประเดี๋ยวมีเรื่อง"

นิกรหัวเราะ เดินกลับมาหาเสี่ยหงวน ซึ่งอาเสี่ยกำลังโงเงลุกขึ้นนั่งในบทบาทที่แนบเนียน เจ้าภควานจันทร์เข้าใจว่าเขาได้ชนะกิมหงวนด้วยฝีไม้ลายมือของเขา ก็กระโดดโลดเต้นดีอกดีใจ นิกรประคองเสี่ยหงวนให้ลุกขึ้นยืน อาเสี่ยแกล้งพูดขึ้นดังๆ

"บ้ายบัง ขอรีเทินแม๊ชได้ไหมวะ ตะกี้นี้ข้าพลาดไป"

บาบูหัวเราะเห็นฟันขาว

"ได้คะร๊าบ แขกใจดีน่ะ แพ้แล้วให้แก้ตัวใหม่คะร๊าบ"

นิกรหันมาร้องตะโกนถามพ่อตาของเขา

"คุณพ่อครับ ผมต่ออ้ายหงวน ๑๐ เอา ๑ คุณพ่อรองไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"จริงเรอะ ข้ารอง ๑,๐๐๐ บาท"

นิกรหัวเราะ วิ่งเข้ามาหาท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓

"จ่ายสดนะครับ วางเดิมพันไว้ที่คุณอา"

"เออซีวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดอย่างเดือดดาล ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาทออกมาปึกหนึ่งนับได้ ๑๐ ฉบับ ส่งให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วพูดกับนิกร "พ่อรอง ๑,๐๐๐ บาท"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบเช็คหมื่นบาทมอบให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เป็นหลักฐาน

"เอ้าคุณอาเก็บไว้" แล้วนิกรก็วิ่งกลับมายังคู่ต่อสู้ พูดกับกิมหงวนเบาๆ "เอาให้อยู่เลย อ้ายหงวน คนละครึ่ง"

อาเสี่ยพยักหน้ารับรอง นิกรแยกคู่ต่อสู้ทั้งสองออกจากกันแล้วอนุญาตให้ปล้ำกันได้ บาบูย่ามใจเชื่อว่าตนมีฝีมือดีกว่าจึงปราดเข้าบุกกิมหงวนทันที กระโดดเข้าล๊อคคอ ทันใดนั้นแซมซั่นหงวนก็จับนายภควานจันทร์ชูขึ้นเหนือศีรษะเหมือนกับว่า เขายกสำลีก้อนหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายใจคว่ำ เหงื่อหัวล้านแตกด้วยความเสียดายเงิน

กิมหงวนขว้างเจ้าบาบูลอยละลิ่วไปจากเขา หล่นพลั่กลงบนพื้นสนาม นายภควานจันทร์หมอบกระแตนอนนิ่งไม่ไหวติง เขาแพ้กิมหงวนอย่างราบคาบชั่วเวลาการต่อสู้ไม่ถึง ๑๐ วินาที

คณะพรรค ๔ สหาย และคนใช้ชายหญิงต่างตบมือโห่ร้องให้อาเสี่ยกิมหงวน นิกรเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แบมือรับเช็คและเงินสด ซึ่งเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็มอบให้ทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งเหยียดเท้าคออ่อนคอพับด้วยความเสียดายเงินของท่าน ซึ่งท่านรู้ดีว่ากิมหงวนกับนิกรรู้กันช่วยกันต้มท่าน

ดร. ดิเรกกับพล ช่วยกันแก้ไขนายภควานจันทร์บาบูปวดร้าวไปหมดทั้งตัวลุกขึ้นนั่งครางหงิงๆ

"โอ....อีนี่แรงเหมือนช้างน่ะ"

กิมหงวนหัวเราะลั่น

"เฮ้ย อ้ายบัง พรุ่งนี้แกไปหาพรรคพวกของแกมาปล้ำกับฉันอีกซี่ฉันต่อให้ ๑๐ คน ฉันคนเดียวเท่านั้น ถ้าเอาชนะฉันได้ฉันจะแถมเงินให้คนละ ๑,๐๐๐ บาท"

บาบูสั่นศีรษะ

"โอ สู้ไม่ไหวคะร๊าบ อย่างนี้ต้องสู้กับช้าง"

พวกคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" หัวเราะลั่น ประไพร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"อาเสี่ยคะ แสดงให้พวกเราดูเป็นขวัญตาหน่อยเถอะค่ะ นั่น-รถบูอิคจอดอยู่หน้าโรงอาเสี่ยยกไหวไหมคะ"

กิมหงวนมองไปที่หน้าโรงเก็บรถ แล้วหันมายิ้มกับประไพ

"อย่าว่าแต่รถยนต์เลยครับ ผมคิดว่าเรือรบในแม่น้ำผมก็อาจจะยกขึ้นมาวางบนบกก็ได้ โปรดคอยชมการแสดงของแซมซั่นหงวนในอันดับต่อไป"

ท่ามกลางความตื่นตะลึงของใครต่อใคร อาเสี่ยกิมหงวนวิ่งเหยาะๆ ไปที่หน้ารถ ดร. ดิเรกกลัวว่า บูอิคของเขาจะพังก็ร้องตะโกนพูดกับแซมซั่นหงวน

"เฮ้-ระวังหน่อยโว้ย ราคาตั้งแสนนะโว้ย อย่าให้เกิดชำรุดเสียหายได้"

กิมหงวนหยุดยืนหน้ารถบูอิคเก๋ง ใช้มือซ้ายยกหน้ารถขึ้นโดยออกแรงเพียงเล็กน้อย บูอิคลอยติดมือขึ้นมาทันที แล้วอาเสี่ยก็ใช้กำลังแขนทั้งสองยกรถบูอิคคันเบ้อเริ่ม ชูขึ้นเหนือศีรษะเดินเข้ามาในสนาม คุณหญิงวาดแลเห็นเข้าก็นัยน์ตาเหลือก

"พ่อหงวน โอย นี่ซิยินกุ้ยมาเกิดหรือยังไงตายแม่นวลเอ๋ย อาสงสารเจ้าเสียแล้ว พ่อหงวนมันคงฟัดตายแน่ เรี่ยวแรงมันยิ่งกว่าช้างสารอีกเลย รถหนักตั้ง ๑ ตัน"

กิมหงวนแบกบูอิคเก๋งมาหน้าตึก เหมือนกับว่าเขาแบกกระบุงแกลบ ไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยอะไรเลย พอสบตากับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อาเสี่ยก็พูดขึ้น

"คอยรับนะครับคุณอา ผมจะโยนไปให้"

"เฮ้ย" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องสุดเสียง "อย่าเล่นนะโว้ยประเดี๋ยวคอหัก ไม่มีใครเขามีกำลังวังชาเท่าแกหรอก"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ หันมาทางเจ้าแห้ว

"ช่วยรับทีเถอะวะ อ้ายแห้ว หนักเต็มทนแล้ว"

เจ้าแห้วถอยหลังกรูด

"รับประทานมันก็ทับผมขี้แตกเท่านั้น รับประทานวางลงเถอะครับ ว้า-รับประทานเสียวไส้เหลือเกิน"

กิมหงวนถอยเข้ามายืนในสนาม ค่อยวางๆ บูอิคเก๋งสีฟ้าลงบนถนนโรยกรวด ทันใดนั้นเสียงตบมือก็ดังขึ้นอย่างสนันหวั่นไหว อาเสี่ยยืนโงนเงนหายใจถี่เร็วแล้วก็ล้มลงสิ้นสติท่ามกลางคณะพรรค ๔ สหาย

ดร. ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ฤทธิ์ยาที่ฉีดให้อ้ายหงวนเสื่อมแล้ว อ้ายเสี่ยจะต้องนอนแซ่วอีกหลายวัน เพราะร่างกายอ่อนเพลียมาก ช่วยกันหามมันขึ้นไปบนตึกหน่อยเถอะวะพวกเรา ต่อไปกันจะฉีดยาวิเศษให้พวกเราทุกคนมีพลังกำลังอันมหาศาลเช่นนี้"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น พล, นิกร กับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วต่างช่วยกันหามอาเสี่ยกิมหงวนขึ้นไปบนตึก คณะพรรค ๔ สหาย แปลกใจเหลือที่จะกล่าวต่างพูดสรรเสริญเยินยอนายแพทย์ดิเรกตลอดเวลา.

จบตอน