พล นิกร กิมหงวน 211 : นุ่งลม-ห่มฟ้า

อีกครั้งหนึ่งที่คณะพรรค ๔ สหายได้ประชุมพร้อมหน้ากัน เราหมายถึงท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ ลุงเชยและเจ้าสัวกิมไซด้วย

ดร.ดิเรกเป็นตัวตั้งตัวตีในการประชุมครั้งนี้ นายแพทย์หนุ่มได้มีจดหมายเวียนส่งไปยัง นายเชย พัชราภรณ์ ที่ปากน้ำโพ ขอเชิญมาประชุมเพื่อปรึกษาหารือกัน ในอันที่จะสร้างพลานามัยให้เข้มแข็งช่วยให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ไม่รู้จักแก่ ไม่รู้จักเจ็บไข้ได้ป่วย ลุงเชยได้รับจดหมายของนายแพทย์ก็รีบเดินทางลงมากรุงเทพฯ ทันทีซึ่งบังเอิญแกอยู่ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร เพราะระหว่างนี้เป็นฤดูแล้ง เรือกลไฟยังเดินขึ้นล่องไม่ได้ การทำฟืนของลุงเชยจำต้องยุติลงชั่วคราว จนกว่าจะถึงปลายเดือนสิงหาคม

ภายในห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์"

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, นันทา, ประภา, ประไพ, นวลลออ, เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด, เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เจ้าคุณวิจิตรฯ ลุงเชยและเจ้าสัวกิมไซนั่งอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวกลางห้อง มีเจ้าแห้วยืนคอยรับใช้อยู่ข้างหลัง บนโต๊ะมีแก้ววิสกี้โซดาตั้งอยู่ข้างหน้าทุกๆ คน

มันเป็นเวลา ๑๖.๓๐ น.

คณะพรรคสี่สหายกำลังสนทนากันอย่างครื้นเครงเสียงจ้อกแจ้กจอแจราวกับตลาดขายผ้าโบ๊เบ๊ ลุงเชยปรารภกับเจ้าคุณวิจิตรฯ และเจ้าสัวกิมไซว่า การค้าฟืนปีที่แล้วมามีกำไรไม่ถึงสองแสน นับว่าฝืดเคืองมาก เจ้าคุณวิจิตรฯ ว่าท่านเองมีรายได้น้อยลงไปเพราะถูกนิกรยักยอกเงินผลประโยชน์ของท่าน เอาไปใช้ส่วนตัวร่วมแสนบาท

เจ้าสัวกิมไซพยายามชวนคุยถึงเรื่องสงครามเกาหลี เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ บ่นถึงความร้อนอบอ้าวของอากาศในเดือนเมษายน คุณหญิงวาดสนับสนุนว่าเป็นความจริงบางทีอากาศร้อนอบอ้าว จนกระทั่งท่านต้องนอนเปลือยกาย

ใครต่อใครคุยกันจ้อ เว้นแต่นิกรคนเดียวซึ่งนั่งยกศอกใช้มือยันคาง ฟังคนโน้นคนนี้เขาคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ในที่สุดนิกรก็เอ็ดตะโรขึ้นดังๆ

"ว่าไงโว้ยหมอ นัดประชุม ๑๖.๓๐ น. ตรงเกินเวลามาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว จะประชุมกันยังไงก็เอาซีมัวแต่สวดกันไปสวดกันมานั่นแหละหรือจะไม่ประชุมก็บอกมากันจะได้ขึ้นไปนอนเอาแรงสักงีบหนึ่ง"

สายตาทั้งหมดจ้องมองดูหน้านิกรเป็นตาเดียว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จุ๊ปากจึ๊กจั๊ก

"โธ่-อ้ายเปรต แกจะนอนไปถึงไหนวะ เอาแต่ง่วงเหงาหาวนอนตลอดศก ฉันอยากจะรู้นัก เมื่อคืนนี้แกไปทำอะไรมาวะ"

นิกรหัวเราะ

"ประไพกวนผมครับคุณพ่อ เลยนอนไม่หลับ"

"อุ๊ยตาย" ประไพอุทานลั่น "ดูพูดเข้าซี คนบ้าอะไรก็ไม่รู้ ไพกวนอะไรกรหา"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้น นายจอมทะเล้นยักคิ้วให้เมียของเขา

"ตัวนอนหลับจะไปรู้อะไรล่ะ นอนดิ้นยังกะอะไรดี พอเราจะม่อยหลับเอาเท้าพาดขึ้นมาบนหน้า ตกใจตื่นเลย"

"หน็อย" ประไพเอ็ดตะโร "ก็ใครเขาใช้ให้กรนอนกลับหัวกลับหางยังงั้นเล่า มีอย่างรึ ลงไปนอนทางปลายเท้า"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไหว นอนร้ายเหลือเกิน บางทีพอเราตกใจตื่น อื้อฮือ ก้นลอยอยู่ที่หน้า"

นันทายกฝ่ามือตีกบาลนิกรดังป๊าบ

"นี่แน่ พูดอะไรก็ไม่รู้ เรื่องในห้องนอนไม่มีใครเขาเอามาพูดกันหรอก แกนี่หมู่นี้ชักจะหมื่นใหญ่แล้ว"

นิกรจ้องมองดูหน้าพี่สาวของเขา แล้วเอียงหน้าเข้ามาจูบแก้มนันทาดังฟอด

"นี่แน่ะ พูดดีนักจูบเสียเลย"

นันทาเงื้อกำปั้นฟาดลงกลางกบาลน้องชายของหล่อนดังตุ้บ

"อ้ายบ้า-อ้ายผีป่า เสือกมาจูบเขา เหม็นขี้ฟันออก"

"เหม็นขี้ฟัน" นิกรพูดลากก้ามเสียงยานคางกวนโทโส "ทีอ้ายพลมันจูบละก้อป่องแก้มพองลมให้มันดีๆ เชียว สำคัญนักนะพี่นัน เดี๋ยวหยิกเสียนี่"

นันทาอดหัวเราะไม่ได้ หันหน้ามาทางลุงเชย

"ดูเถอะค่ะ คุณลุง หนูมีน้องชายกับเขาคนก็เหมือนกับอ้ายลิงแสม"

นิกรหัวเราะคิ๊ก พูดเสริมขึ้น

"ก็ฉันเป็นลูกลิงแสมนี่จ๊ะไม่รู้รึ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ทำคอย่น

"เฮ้ย อ้ายกร หน็อย-นี่หมายความว่าข้าเป็นลิงแสมยังงั้นหรือ"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "คุณพ่อหาเรื่องจะเตะผมอีกแล้ว ผมว่าผมน่ะเป็นลูกลิงแสม ผมไม่ได้ว่าคุณพ่อเป็นลิงแสม เข้าใจไหมครับ"

เจ้าสัวกิมไซหัวเราะคิ๊ก

"ว้า-พู่กยังงี้มันก็หมวงกัง อากรเอ๊ย เจ้าคุงอีเป็งอะไรกะลื้อล่ะ"

นิกรนิ่งคิด

"เป็นพ่อผมครับ"

"ฮ้อ เลี้ยวลื้อเปงลูกลิงซูแหม เจ้าคุงก็เปงลิงซูแหมน่ะซิ ขาก "

กิมหงวนสะดุ้งโหยง ยกมือห้ามลุงของเขา

"อย่า อาแป๊ะ แล้วกัน ห้ามตั้งกี่ร้อยกี่พันครั้งแล้วว่าอย่าขากเศลษม์ไม่รู้จักจดจำสักที นี่มันบ้านคนไม่ใช่ถนนเยาวราช"

เจ้าสัวค้อนควับ พูดเสียงอ่อย

"ไม่ให้ขากกูกึงเข้าไปก็ล่ายวะ จองหองเสียใหญ่เลย เก๋าเจ๊ง"

ลุงเชยตบมือหัวเราะลั่น

"แน่ไปเลยเจ้าสัว ดันแดกเศลษม์เข้าไปได้ ฮิ ฮิ ทีหลังอย่าขากซี ขายหน้าเขา พวกเจ๊กผู้ดีน่าเขาไม่ขากเศลษม์กันหร็อก เจ้าสัว"

เจ้าสัวยิ้มแห้งๆ

"มังคังคอ ความจริงอั๊วไม่อยากขากเลย คังคอหอยยิบเยียะไม่ขากก็ไม่หายคังน่อ พี่เชย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดิเรกชูมือขึ้นเป็นสัญญาณเปิดการประชุม แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนวางท่าอย่างสง่าผ่าเผย นายแพทย์หนุ่มก้มศีรษะโค้งคำนับเล็กน้อย กระแอมเสียก่อน ๓ ครั้งจึงเอ่ยขึ้น

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอเปิดรายการประชุมด้วยคติพจน์ของท่านมหาราชาจินตกวีจันทรภาสที่กล่าวไว้ว่า ทะราวะกินหนา ตันตานาฮู่น่า ภควดี"

"เฮ้ยๆๆ " ลุงเชยร้องลั่น "อ้ายห่าเฮ๊ย ดันพูดภาษาแขกใครจะไปฟังของมึงออก พูดไทยเถอะเว้ยแล้วก็อย่าใช้คำหลวงให้มันมาก เอาอ้ายอย่างที่พูดให้ตาสีตาสาฟัง"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"คติพจน์ของท่านมหาราชาแปลว่า ชีวิตจะยืนนานก็ด้วยพลานามัย"

ลุงเชยทำหน้าเบ้ หันมาถามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"อะไรวะเจ้าคุณ พลานามัย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักฉิว

"เถอะน่า นั่งฟังเฉยๆ ก็แล้วกัน"

ดร.ดิเรกกล่าวต่อไป

"ท่านทั้งหลาย พลโลกทุกวันนี้ไม่ใคร่จะคำนึงถึงเรื่องสุขภาพของตนเลย มนุษย์ตั้งหน้าแต่จะกอบโกยเงินเข้ากระเป๋า ใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ให้หมดไปกับการหาเงินทั้งนี้เป็นเหตุให้อายุของคนในยุคปรมาณูนี้สั้นเกินควร จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศอังกฤษเมื่อปีก่อนนี้ปรากฏว่าพลเมืองที่ถึงแก่กรรมนั้น คือเฉลี่ยอายุไม่เกิน ๔๐ ปี และส่วนมากตายโดยวัณโรค, ความดันโลหิตสูง, หัวใจพิการ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ลงความเห็นว่าเท่าที่มนุษย์มีอายุสั้นเกินควรก็เนื่องจากไม่ได้บริหารตัวเองด้วยการเล่นกีฬา ด้วยการออกกำลังต่างๆ จะไปไหนหน่อยก็ขึ้นรถ อาหารการกินก็มักจะกินแต่พอหนักท้อง ไม่ได้คำนึงถึงคุณประโยชน์ของอาหาร เมื่อร่างกายเคร่งเครียดอยู่กับการหาเงิน มันก็ทรุดโทรมลงทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ"

นิกรพูดขัดขึ้นทันที

"ยาวมากเกินไปแล้วโว้ยหมอ สรุปความเสียทีเถอะ ที่เรามาประชุมกันนี่น่ะจะเอายังไงกันก็ว่ามา"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ทุกท่านคงทราบดีแล้ว ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ"

"ฮ้อ" เจ้าสัวกิมไซร้องขึ้นดังๆ "พะทั่งว่าไว้ อาโรคียา ปะรูมา ลาภา"

"ปูโธ่" อาเสี่ยคราง มองดูท่านเจ้าสัวอย่างขบขัน "ลำบากนักก็อย่าพูดเลยอาแป๊ะ อาโรคิยา ปะรูมา ลาภา อนิจจัง ทุกขังเอ๊ย"

เจ้าสัวกิมไซทำตาปริบๆ

"ก็มันพู่กไม่ซักนี่หว่า เก๋าเจ๊ง พู่กอะไรมังก็ม่ายล่าย"

ลุงเชยยกกำปั่นทุบโต๊ะปังแล้วลุกขึ้นยืน

"ท่านทั้งหลายโว้ย เมื่อจะประชุมกันก็ขอให้เป็นไปตามกิจจะลักษณะ คนโน้นพูดนิด คนนี้พูดหน่อยเมื่อไรมันจะรู้เรื่องโว้ย"

เสียงเอะอะเอ็ดตะโรของลุงเชยได้ผลเกินคาด ทุกคนเงียบกริบ ชายชราอมยิ้ม ทำคอย่นแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย ดีใจที่แกทำให้ที่ประชุมเงียบเสียงลงได้ แกพยักหน้าให้ ดร.ดิเรก พูดต่อไป

ดร.ดิเรกแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก เขากล่าวถ้อยคำแถลงต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านคงทราบดีแล้วว่ามนุษย์จะมีอายุยืนก็ด้วยพลานามัยอันสมบูรณ์และการอยู่ดีกินดี เท่าที่ข้าพเจ้าเชิญท่านมาก็เพื่อหวังจะปรึกษาหารือกับพวกท่าน ในอันที่จะจัดสร้างองค์การพลานามัยของเราขึ้น ท่านจะมีความเห็นประการใดบ้าง"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ท่านผู้มีอาวุโสสูงสุดในคณะพรรคสามเกลอหัวเราะหึๆ

"นั่ง-นั่งลงเถอะดิเรก เรามาพูดกันอย่างที่เรียกว่าคุยกันดีกว่าวะ อ้ายหลานชาย ถ้าแกจะพูดแบบแสดงสุนทรพจน์หรือปาฐกถาละก้อ ลุงว่าอีก ๕ วันก็ประชุมกันไม่เสร็จ การที่เรามาพบกันวันนี้ อย่าเรียกว่าประชุมเลย เราคุยกันในฐานะญาติมิตรก็แล้วกัน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"นั่นนะซีครับ ผมก็ว่ายังงี้ รู้สึกตัวเหมือนกันแหละครับว่า ผมเก๊กมากไปหน่อย" แล้วดิเรกก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หัวโต๊ะ หันมายิ้มกับคุณหญิงวาด "สุภาษิตอินเดียคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า "

"เฮ้ยๆๆ " คุณหญิงขัดขึ้น "เรื่องที่เกี่ยวกับอินเดียของแกน่ะพอทีเถอะ อย่าให้มันโอเวอร์นัก"

สาวใช้คนหนึ่งยกถาดใส่ขวดโคคาโคล่าเดินมาตั้งบนโต๊ะ แล้วเสิร์ฟให้คณะพรรค ๔ สหายโดยทั่วหน้า ทุกๆ ขวดมีหลอดกระดาษสำหรับดูดพร้อม ลุงเชยมองดูขวดโคคาโคล่าอย่างสนใจ แล้วหันมาถามเจ้าแห้ว ซึ่งยืนอยู่ข้างหลัง

"น้ำส้มหรืออะไรวะ อ้ายหมาแห้ว ทำไมสีมันช้ำเลือดช้ำหนองอย่างนี้"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานโคคาโคล่าครับ คุณลุง"

ชายชราขมวดคิ้วย่น

"กะโหลกกะลา ฮิ ฮิ ชื่อชอบกลโว้ย"

คุณหญิงวาดเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"เขาเรียกน้ำอริลล่า ไมใช่กะโหลกกะลาหร็อกพี่เชย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เป็นไงครับ เจ้าคุณ พี่เชยแกเรียกไม่ถูกเพราะแกเป็นคนบ้านนอกคอกนา คุณหญิงอยู่ในกรุงแท้ๆ กลายเป็นไก่นาไปด้วย"

นิกรหัวเราะหึๆ

"คุณลุงกับคุณหญิงเรียกผิดทั้ง ๒ คน เขาเรียกว่า น้ำกะเร่อกะร่าครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ขมวดคิ้วย่น

"พ่อมึงน่ะซี"

นิกรหัวเราะ

"ก็พ่อผมน่ะซีครับ"

เจ้าสัวกิมไซมีท่ากระสับกระส่าย แสดงความอึดอัดใจที่การประชุมโอ้เอ้ล่าช้า เขาพูดเสริมขึ้นทันที

"เอาเรื่องม่ายเป็งเรื่องมาเถียงกังเสียเวลาตายโหง ปูเหลียวได้เวลาสูบฝิ่งเลี้ยว ถ้าไม่ประชุมผมจิไล่ไปเจี๊ยะอาเพี่ยน"

ดร.ดิเรก กล่าวคำขอโทษเจ้าสัวกิมไซ แล้วกล่าวเปิดประชุมต่อไป

"ผมตั้งใจจะเปิดนิคมพลานามัยขึ้นครับ พูดง่ายๆ ก็คือว่าตั้งสโมสรอาบแดดนั่นเองและหมายความว่าสมาชิกทุกคนจะต้องเปลือยกายนุ่งลมห่มฟ้า"

ที่ประชุมหัวเราะครืน ลุงเชยทำหน้าเหมือนกินยาถ่าย

"เรื่องนี้น่ะเรอะ อ้ายหมา ที่เอ็งมีหนังสือไปเชิญข้ามาประชุม"

"ครับ ถูกแล้ว"

ชายชรากลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"รู้งี้ข้าไม่ยักมาให้เสียค่ารถไฟ โอย แย่ละวะ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีมาชวนข้าให้แก้ผ้า หมามันจะได้ฟัดตายโหง"

เจ้าสัวกิมไซหัวเราะเสียงแหบๆ

"หมาฟัดเยี๊ยะไม่เป็งไร สำคัญใครเห็นเข้าก็ต้องนึกว่าเราเป็งเปรต ว้า แก้ผ้าโทงๆ เหมือนกับพวกฟ้าหรั่งในหนัง จั๊กกะจี้แย่ ลมมังพักเย็งไปหมกเลย อั๊วไม่เอาเลี้ยว"

ท่านเจ้าสัวผลุดลุกขึ้นทันที

"อ้าว" พลอุทานขึ้น "จะไปไหนเล่าครับ อาแป๊ะ"

"กับบ้างโว้ย เสียเวลา จะมาให้ข้าแก้ผ้า ข้าไม่เอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้าแขนเจ้าสัวไว้

"นั่งก่อน เจ้าสัว ฟังคารมและโครงการของดิเรกมันก่อน ดิเรกมันเป็นนักปราชญ์มีวิชาความรู้สูง มันคงไม่ทำอะไรโดยไร้เหตุผล"

เจ้าสัวกิมไซนั่งลงตามเดิม ด้วยความเกรงใจเจ้าคุณวิจิตรฯ

"ม่ายไหวเลี้ยว อยู่ลีๆ จะให้ผมเป็งชีเปลือย เช็ฟผมมันไม่งามครับเจ้าคุณ ส่วนเว้า ส่วนโค้ง มองลูทั้งวังหาไม่ล่ายเลย"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง กิมหงวนว่า

"อย่างอาแป๊ะเขาเรียกว่าทรงกระบอกไม้ รับรองว่า ถ้าไม่อดฝิ่น ปีหน้าอาแป๊ะจะต้องเอวคอดเหมือนมดตะนอย"

ดร.ดิเรกโบกมือให้ทุกคนสงบเงียบ

"ในแนวความคิดของผมนี้ ผมรู้ดีว่า พวกเราทั้งหมดคงไม่มีใครเห็นชอบ เมื่อคิดเพียงผิวเผินในด้านอกุศลจิต"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมชอบครับ คุณหมอ"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที

"โธ่ อ้ายจ๊ำจ๊วก เอ็งน่ะไม่ได้มีส่วนเข้าประชุมกับเขาเลย มีหน้าที่แต่คอยรับใช้เท่านั้น เสือกพูดออกความเห็นทำไม"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย ยืนก้มหน้านิ่งเฉย คณะพรรค ๔ สหายพูดกันจ้อกแจ้กจอแจวิพากษ์วิจารณ์กันถึงแนวความคิดของดร.ดิเรก

"ดิเรกโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลางหัวเราะพลาง "พ่อเข้าใจวัตถุประสงค์ของแกดีแล้ว สำหรับพ่อขอถอนตัวอย่างเด็ดขาด"

คุณหญิงวาดพูดขึ้นบ้าง

"อาก็ต้องโน.เค.ในเรื่องนี้ ไม่ไหวแน่ อุจาดตาเหลือเกิน ขืนให้แต่งชุดแรกเกิด ถ้าหากว่าเป็นเด็กแดงๆ อายุสักขวบสองขวบก็พอทำเนาอยู่ แก่จนป่านนี้แล้วใครจะแก้ผ้าได้ ว้า-จั๊กกะจี๋ตายโหง"

นันทาว่า "ดิฉัน ๔ คนก็ไม่รับประทานละค่ะคุณหมอ จ้างให้แสนบาทก็ไม่ยอมแก้ผ้า"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"กันเอาโว้ยหมอ ดีเหมือนกัน อาบแดดเสียบ้างร่างกายจะได้แข็งแรง เพราะแสงแดดช่วยให้ร่างกายสดชื่นตามหลักการแพทย์"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ยูเข้าใจถูกต้องแล้ว ยูคนเดียวที่รู้ว่าแสงแดดเป็นของจำเป็นยิ่งที่ร่างกายของเราต้องการ โปรดฟังทางนี้ทุกคน ข้าพเจ้ายินดีที่จะเรียนให้ทราบว่าการอาบแดดไม่ใช่ของลามกอนาจารหรือหยาบคายอะไร ขณะนี้ทั่วโลกกำลังนิยมการอาบแดด ในประเทศอิตาลีสมาชิกอาบแดดล้วนแต่เป็นคนสำคัญของประเทศทั้งสิ้น พวกผู้หญิงก็เป็นสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ ในอเมริกามีสมาคมอาบแดดที่จดทะเบียนแล้วถึง ๒๑ สมาคม ในประเทศอินเดียนิยมอาบแดด ในกรุงเดลฮีที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อปีกลายมีสมาชิกถึง ๕, ๐๐๐ คนแล้ว ทั่วยุโรปเขามีนิคมอาบแดด ส่วนทางภาคอาเซียของเราก็มีในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโดยมากไม่ได้จดทะเบียนเป็นสมาคม เขาอาบแดดกันในระหว่างครอบครัว ข้าพเจ้ากล้ารับรองว่า ผู้ที่อาบแดดอยู่เสมอร่างกายของเขาจะเข้มแข็งสมบูรณ์ ปราศจากโรคพยาธิเบียดเบียน เขาสามารถที่มีอายุยืนนานไม่ต่ำกว่า ๘๐ ปี ผมอยากจะให้วงศาคณาญาติของเรามีอายุยืน ไม่มีโรคร้ายรบกวน จึงคิดที่จะตั้งสมาคมอาบแดดขึ้นและให้ชื่อว่า "สมาคมนุ่งลมห่มฟ้า" ซึ่งสมาชิกก็คือพวกเราและท่านผู้ดีมีเกียรติทั้งหลาย"

ลุงเชยถอนหายใจหนัก

"อ้ายหมา นี่หมายความว่าสมาชิกทุกคนน่ะต้องแก้ผ้าล่อนจ้อนยังงั้นหรือ"

"ถูกแล้วครับ คุณลุง เมื่อเข้ามาในเขตของสมาคม สมาชิกก็จะต้องเปลื้องเสื้อผ้าออก อยู่ในสภาพเปลือยกายเหมือนกันหมด"

"ว้า " ชายชราคราง "ขอนุ่งผ้าขาวม้าปิดหน่อยได้ไหม"

"ไม่ได้ครับ คำว่าอาบแดดก็คือแก้ผ้า ม่ายเราจะอาบมันหาหอกอะไรกัน คุณลุงไม่เห็นจะต้องอับอายอะไรเพราะทุกคนอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งสิ้น"

นิกรกล่าวถามเบาๆ

"แล้วเวลาออกไปจากเขตของสมาคม เราต้องแก้ผ้าด้วยไหม"

"โน" ดร.ดิเรกร้องลั่น "ขืนแก้โปลิศจะได้ลากคอแกไป เราแก้ในอาณาจักรของเราเท่านั้น โดยจะไม่ยอมให้บุคคลภายนอก แม้กระทั่งผู้แทนหนังสือพิมพ์เข้ามาปะปนกับพวกเราเป็นอันขาด ถ้าหากว่าเขาเข้ามาในเขตของเราก็จะต้องเปลือยกายเสียก่อน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย โครงการของผมใหญ่ยิ่งมาก ผมจะเชิญรัฐมนตรีและผู้แทนราษฎรมาเข้าเป็นสมาชิกอาบแดดของเรา เพื่อพลานามัยอันสมบูรณ์ เราจะเลือกรับสมาชิกแต่บุคคลที่มีเกียรติทั้งสิ้น ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งนี้เพื่อป้องกันคนเลวๆ เข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อหวังประโยชน์ในด้านกามารมณ์หรือหวังจะค้ากำไรจากการจ้องมองส่วนที่สงวนของสมาชิกผู้หญิง"

แม่งามทั้งสี่หัวเราะคิกไปตามกัน

"ภาไม่เอาเด็ดขาด" ประภาพูดกับสามีของหล่อน "อุ๊ย....ไม่ไหวแล้ว เดินแก้ผ้าโทงๆ เหมือนกับเปรตเที่ยวเร่ขอส่วนบุญ"

ดร.ดิเรกชักฉิว

"ไอช่วยอะไรไม่ได้ มันเกี่ยวกับความสมัครใจของแต่ละบุคคล ใครต้องการมีอายุยืนนานมีร่างกายเข้มแข็งก็เชิญมาเป็นสมาชิก ใครขี้อายหรือกลัวจะตื้นเต้นจนระงับไว้ไม่อยู่ก็ไม่ต้องมาเป็นสมาชิก เท่าที่ไอเชิญพวกเรามาประชุมพร้อมหน้ากันก็เพื่อที่จะปรึกษาหารือในเรื่องนี้และขอเชิญเข้าเป็นสมาชิก ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอถามท่านว่า ใครจะเข้าเป็นสมาชิกของ "สมาคมนุ่งลมห่มฟ้า" ขอได้โปรดยกมือขึ้น"

"เดี๋ยวๆๆ " คุณหญิงวาดขัดขึ้น "บอกค่าบำรุงสมาชิกให้ทราบก่อนซี"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำคอย่น มองดูคุณหญิงอย่างตื่นๆ

"หมายความว่า คุณหญิงจะเอากับเขาด้วยเหมือนกันหรือนี่"

คุณหญิงวาดพยักหน้า

"ถ้าค่าธรรมเนียมไม่แพงก็อยากจะลองดูเหมือนกันค่ะ นุ่งผ้ามาตั้ง ๖๐ ปีแล้ว ลองแก้ผ้าตากลมเล่นบ้าง ท่ามันครึ้มดีเหมือนกัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"อนิจจังทุกขังเอ๊ย ไม่อายเขาหรือคุณหญิง"

"จะอายทำไมค่ะ เพราะสมาชิกต่างก็ชีเปลือยด้วยกันทั้งนั้น อ้ายเรื่องความอายน่ะหรือ ทีแรกก็คงเป็นบ้าง แต่แล้วก็จะเป็นธรรมดา"

"ออไร๋น์" ดร.ดิเรกรับรอง "ค่าบำรุงสำหรับสมาชิกตลอดชีพคิด ๒, ๐๐๐ บาทครับ สมาชิกสามัญคิดเดือนละ ๒๕ บาท สมาคมของเราจะมีกีฬากลางแจ้งเช่น เท็นนิส, แบ็ดมินตัน, บาสเก็ตบอล ไว้ต้อนรับสมาชิกทั้งหลาย ส่วนกีฬาในร่มก็จะมีบิลเลียด, ปิงปอง, ไพ่ต่างๆ นอกจากนี้เราจะมีบาร์จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในราคาย่อมเยาว์ที่สุดไว้รับรองมวลสมาชิก มีสระอาบน้ำ, มีสวนดอกไม้ มีเครื่องบำรุงความสุขอีกมากมาย"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"เอา ตกลง อาเป็นสมาชิกสามัญด้วยคนหนึ่ง"

เจ้าสัวกิมไซพูดโพล่งขึ้น

"ผมล่วยคง คุงหญิง เราจะไล่เห็งกังชักๆ คราวนี้แหละ คงไหนมีไฝ มีขี้แมงวังตงไหนเห็งหมกเลย ฮ่ะ ฮ่ะ ลีโว้ย สนุกแน่"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะลั่น ดร.ดิเรกกล่าวกับทุกๆ คน

"ท่านผู้ใดจะเข้าเป็นสมาชิกโปรดยกมือขึ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลุงเชย, เจ้าสัวกิมไซ, พล, นิกร, คุณหญิงวาด ต่างชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ แม่งามทั้ง ๔ กับอาเสี่ยกิมหงวนนั่งอมยิ้มนิ่งเฉยรวมทั้งเจ้าคุณวิจิตรฯ ด้วย

ดร.ดิเรกนับสมาชิกดังๆ

"หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด....แปดทั่งผม"

เสียงเจ้าแห้วพูดอ้อมแอ้มอยู่ข้างหลัง

"รับประทานผมด้วยคนครับ รับประทานรวมเป็น ๙ คน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"ข้าพเจ้ายินดีต้อนรับท่านสมาชิกผู้มีเกียรติเหล่านี้ไว้ด้วยความเต็มใจยิ่ง ง่า....อ้ายหงวนว่ายังไงโว้ย"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"ไม่ไหวโว้ย ทีแรกก็คิดจะเป็นสมาชิกเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมานึกอดสูใจ แกคิดดูเถอะวะ รูปร่างกันสูงเหมือนกับเปรตอยู่แล้ว ถ้าหากว่ากันเปลือยกายโทงๆ มันก็ต้องกลายสภาพเป็นเปรตเลย ขอตัวทีวะ อย่าให้กันยุ่งกับแกเลยในเรื่องนี้"

ดิเรกหัวเราะ

"กันมีสมาชิกสาวๆ ซึ่งเป็นดาวสังคมและสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ไว้เกือบ ๑๐๐ คน ตละคนสวยหยดย้อย หล่อนกล้าเข้ามาเป็นสมาชิก ยอมเปลือยกายล่อนจ้อนก็เพื่อจะให้ร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แกเป็นผู้ชายแท้ๆ ไม่น่าจะอายเลย คุณเฉิดเฉลา, คุณนภา, คุณถนอมศรี ประกายพรึกแห่งฟ้าบางกอกบอกกับฉันว่าเธอยินดีเข้าเป็นสมาชิกด้วย สาวสังคมเหล่านี้ตละคนล้วนแต่มีส่วนเว้า, ส่วนนูนและส่วนโค้งยั่วยวนตาเป็นที่สุด แกไม่อยากเห็นเรือนร่างอันขาวผ่องของเจ้าแม่วีนัสที่เปลือยกายล่อนจ้อนดอกหรือ"

อาเสี่ยแววตาแจ่มใสทันที ทำท่าเหมือนกับน้ำลายจะหก

"ง่า...แต่...แต่กันเป็นริดสีดวงนี่หว่า"

คราวนี้เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว

"เอาเถอะน่า กันจะจัดการฉีดยาให้" ดร.ดิเรกพูดปลอบใจ "ตกลงนะ ถ้าแกเข้าเป็นสมาชิก แกอาจจะได้เป็นนายกของสมาคมนุ่งลมห่มฟ้าก็ได้"

อาเสี่ยยิ้มหวานจ๋อย

"เอา ตกลงโว้ย กันคงจะมีความสุขมาก ถ้าได้เห็นเรือนร่างอันล่อนจ้อนของคุณหญิงคุณนายและแม่สาวสังคมทั้งหลายที่ไม่มีเสื้อผ้าปกปิด กันจะเล่นเท็นนิสกับหล่อนและเล่นแบ็ดมินตันและว่ายน้ำ"

นิกรหัวเราะ

"ระวังนะ เวลาแกวิ่งจะเกิดเสียงดังโอ้บๆ เหมือนม้ารำคาญคนอื่นเขา"

"อือ ไม่ถึงกับยังงั้นหรอกน่า" กิมหงวนเถียง

ดร.ดิเรกเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณวิจิตรฯ

"คุณลุงทำไมถึงไม่ยอมเป็นสมาชิกล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ลุงแก่แล้วดิเรก อายุเกือบ ๗๐ แล้ว ขืนเข้าเป็นสมาชิกสมาคมนุ่งลมห่มฟ้า ถ้ามันเกิดฟิตขึ้นมาลุงจะช็อคตายเสียเปล่าๆ ขอให้ลุงเข้าวัดเข้าวาไปตามประสาคนแก่เถอะวะ ทุกวันนี้ลุงมีความสุขแล้ว ใช้เวลาว่างหาความรู้ในทางธรรม ไปคุยกับพระที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง"

ลุงเชยว่า "อย่าเพิ่งยอมแก่เลยน่าเจ้าคุณความจริงผมก็แก่พอๆ กับเจ้าคุณนั่นแหละ แต่ใจมันยังไม่ยอมแก่ก็เลยตัดสินใจเป็นสมาชิกแก้ผ้ากับเขา นึกว่าลองเป็นเปรตดูสักที"

เจ้าคุณวิจิตรฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ฉันขอตัวสักคนนะ พ่อเชย เออ....แต่พ่อเชยเป็นสมาชิกนิคมนุ่งลมห่มฟ้า พ่อเชยก็ต้องพักอยู่ในกรุงเทพฯ น่ะซี"

"ครับ ถูกแล้ว ตอนนี้ยังแล้งอยู่ น้ำเหนือยังไม่มี ผมมีเวลาหลายเดือนครับเจ้าคุณ เอาน่าเจ้าคุณ เราแก่ๆ ด้วยกันมาแก้ผ้าเล่นเถอะครับ ผมเองได้ยินเขาพูดกันมานานแล้ว คนที่อยู่กับแสงแดดมักจะอายุยืน"

เจ้าคุณวิจิตรฯ สั่นศีรษะ

"พ่อเชยสนุกกับคนอื่นๆ เถอะ ๒ เจ้าคุณนี่กับเจ้าสัวกิมไซก็เป็นสมาชิกแล้ว"

ดร.ดิเรกมองดูแม่งามทั้ง ๔ แล้วพูดเปรยๆ

"คุณ ๔ คนจะไม่เป็นสมาชิกหรือ"

นันทายิ้มอายๆ

"ไม่ไหวละค่ะ ดิฉันอายบอกตามตรง"

นวลลออพูดพลางหัวเราะพลาง

"ดิฉันทุเรศตัวเองค่ะ แก้ผ้าอาบน้ำอยู่ในห้องตามลำพังยังนึกบัดสีใจ นี่อยู่ในสมาคมใครๆ เขาก็มองเห็นเราตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ไม่มีอะไรปิดแม้แต่ชิ้นเดียว"

ประภาพูดขึ้นบ้าง

"ภาก็เหมือนกันค่ะ ดิเรกถึงแม้ภาทราบดีว่าแสงแดดเป็นยาอายุวัฒนะ ภาก็ไม่กล้าพอที่จะเข้าเป็นสมาชิกสมาคมนุ่งลมห่มฟ้า อี๊ย์....มันยังไงชอบกล อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีไปเที่ยวเดินแก้ผ้าโชว์เขา"

ประไพหัวเราะ

"ก็นึกว่าพี่ภาเล่นจ้ำบ๊ะซีคะ เอ ไพชักฟิตขึ้นมาบ้างแล้วล่ะค่ะพี่ภา ไพเข้าเป็นสมาชิกดีกว่า"

ดร.ดิเรกอมยิ้ม

"นั่น ต้องยังงั้น การอาบแดดไม่ใช่พฤติการณ์ที่เลวทรามต่ำช้าอะไร เราเปลือยกายในเขตของสมาคมอันเป็นที่รโหฐานโดยเฉพาะสมาชิก ถึงสมาชิกเห็นเราแก้ผ้าตัวล่อนจ้อน เราก็ได้เห็นเขาเปลือยกายเช่นเดียวกัน เข้าทำนองไก่เห็นตีนงู งูเห็นหัวนมไก่" แล้ว ดร.ดิเรกก็พูดเสียงลั่น "ท่านทั้งหลายจงฟัง ประเทศที่เจริญรุ่งเรือง ก็เพราะพลเมืองยอมแก้ผ้าอาบแดด"

เสียงตบมือดังขึ้นทันที ประไพร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ตกลงคุณหมอ ข้าพเจ้านางสาวประไพ ขอสมัครเป็นสมาชิกนุ่งลม...ห่มฟ้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก มองดูหน้าลูกสาวคนเล็กของท่าน

"นางโว้ยไม่ใช่นางสาว หนอย อยากจะเป็นสาวอีก"

ประไพพยักหน้า

"ยังได้นะคะ คุณพ่อ เลิกกับนิกรวันนี้พรุ่งนี้หาควงได้ใหม่เลย" แล้วหล่อนก็หันมาทางนวลลออ "คุณนวลคะ เข้าเป็นสมาชิกเถอะค่ะ จะได้เป็นเพื่อนไพ ผัวๆ ของเราเขาคงจะไปทำเจ้าชู้เที่ยวมองผู้หญิงในสมาคมอาบแดด ถ้าหากว่าเราเข้าเป็นสมาชิกก็จะได้คอยกีดกันไว้ใครขืนทำตาหวานกับผัวเรา บุกแหลกเลย"

นวลลออนิ่งคิด แล้วหล่อนก็เห็นจริงตามที่ประไพพูด ถ้าอาเสี่ยกิมหงวนได้พบสาวๆ เปลือยร่างอ้วนเช็ฟเขาก็เกิดพิศวาสขึ้น ดังนั้นหล่อนจึงตัดสินใจเด็ดขาดยอมเข้าเป็นสมาชิกสมาคมเปลือยซึ่ง ดร.ดิเรกเป็นผู้ก่อการนี้

"เอา....ตกลงค่ะ คุณไพ ดิฉันเข้าเป็นสมาชิกด้วยคน"

"เฮ้ย อ้ายกร แกต้องสัญญากับกันก่อนว่าแกจะไม่จ้องมองดูเมียกันอย่างเจตนา"

นิกรโบกมือ

"ขอให้เชื่อในเกียรติยศ ถ้าไม่จำเป็นแล้วกันจะไม่มองดูคุณนวลเป็นอันขาด คงจะไม่มีอะไรแตกต่างกว่าประไพหรอกน่า เราเป็นสมาชิกสมาคมอาบแดด เราต้องทำจิตใจให้สูงพอ ถ้าขืนนึกคิดในทางกามารมณ์ก็ต้องวุ่นวายแน่"

ประภานึกคึกขึ้นมาก็พูดขึ้น

"ภาด้วยค่ะ ดิเรก เพื่อนเข้าเป็นสมาชิกภาก็ต้องเป็นสมาชิกเช่นเดียวกัน คนอื่นเขาแก้ผ้าได้ภาก็แก้ได้" แล้วหล่อนก็หันมายิ้มกับนันทา "ว่าไงคะคุณนัน"

นันทาหน้าแดงระเรื่อ

"เอาก็เอา" พูดเสียงอ่อนแล้วก็หัวเราะ

ใครต่อใครพากันหัวเราะอย่างขบขัน เป็นอันว่าคณะพรรคสามเกลอของเราทุกคน เว้นแต่เจ้าคุณวิจิตรฯ ต่างยอมเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม "นุ่งลมห่มฟ้า" แล้วต่อจากนั้น ดร.ดิเรกก็แถลงให้ที่ประชุมทราบถึงกิจการของสมาคม ซึ่งจะได้ทำขึ้นในไม่ช้านี้ โดยใช้บ้าน "ณรงค์ฤทธิ์" ของนายแพทย์หนุ่มที่บางกะปิสร้างเป็นสมาคมขึ้น แต่จะไม่มีการจดทะเบียน เพราะจะทำเป็นการภายในยังไม่ควรจะเปิดเผย เนื่องจากคนไทยเราส่วนมากยังเห็นว่าการแก้ผ้าอาบแดดนั้น เป็นของอุจาดไม่สมควร

สมาคมนุ่งลมห่มฟ้าได้เปิดขึ้นแล้ว

ในวงสังคมต่างวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ พวกหนังสือพิมพ์ต่างส่งผู้แทนมาพบกับ ดร.ดิเรก แต่นายแพทย์หนุ่มไม่ยอมให้ความสว่างแก่หนังสือพิมพ์เลย เขาให้สัมภาษณ์แต่เพียงสั้นๆ ว่า สมาคมของเขาได้จัดทำขึ้นในหมู่วงศาคณาญาติเท่านั้น ส่วนความจริง ดร.ดิเรกมีสมาชิกเกือบ ๑๐๐ คน มีนายแพทย์, นางพยาบาล, ข้าราชการ, พ่อค้าคหบดีอีกมากมาย รวมทั้งสาวสังคมที่เฉิดฉายอยู่ตามฟลอร์ลีลาศต่างๆ แต่ละคนแฉล้มแช่มช้อย

ต่อไปนี้เป็นหนังสือสำคัญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมนุ่งลมห่มฟ้า

ใบสมัคร

ข้าพเจ้า อายุ ปี อาชีพ ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านเลขที่ ถนน จังหวัด ขอยื่นใบสมัครฉบับนี้เข้าเป็นสมาชิก ของสมาคมนุ่งลมห่มฟ้านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอให้คำมั่นสัญญาว่า

๑. ข้าพเจ้าจะต้องเปลือยกายทั้งหมด โดยไม่มีสิ่งใดปิดบังอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเลย นับแต่ข้าพเจ้าได้เข้าไปในเขตของสมาคมนี้

๒. ข้าพเจ้าจะไม่พูดเสียดสีก้าวร้าวหรือวิจารณ์วิพากษ์ส่วนหนึ่งส่วนใดของสมาชิกทั้งหลายและจะไม่เพ็งมองดูจนเสียมารยาท

๓. ข้าพเจ้าจะไม่นำกล้องถ่ายรูปเข้าไปในสมาคม

๔. ข้าพเจ้าจะรักษาความลับของสมาชิกทั้งหลายโดยเคร่งครัด

๕. ข้าพเจ้าจะไม่ล่วงเกินแต๊ะอั๋งสมาชิกหญิงหรือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควร (ข้อนี้สำหรับสมาชิกชายโดยเฉพาะ)

๖. ถ้าข้าพเจ้าละเมิดคำสัญญาดังกล่าวนี้ ข้าพเจ้ายอมให้สมาคมไล่ข้าพเจ้าออกจากสมาชิกภาพทันที ข้าพเจ้าได้เสียเงินค่าบำรุง บาท สำหรับค่าบำรุงประจำเดือน พ.ศ.๒๔๘๔ นี้ถูกต้องแล้ว

๗. ข้าพเจ้าจะชำระเงินบำรุงสมาชิกทุกวันที่สามของเดือนใหม่โดยไม่ต้องให้ทวงถาม ตลอดจนค่าเครื่องดื่ม ค่าอาหาร ค่าบำรุงกีฬาต่างๆ ด้วย

๘. ข้าพเจ้าจะเคารพต่อระเบียบแบบแผนกฎข้อบังคับของสมาคมนี้ทุกประการ

ลงนาม

ข้าพเจ้าขอรับรองว่า สมควรเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมนุ่งลมห่มฟ้าได้

ลงนาม

กรรมการสมาคม

ผู้ก่อการจัดตั้งสมาคมนี้ได้ประชุมปรึกษากันและพร้อมใจกันแต่งตั้งให้ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นนายกสมาคม พระยาปัจจนึกพินาศเป็นประธานกรรมการ พระยาประสิทธิ์นิติศาสตร์, คุณหญิงวาดนิติศาสตร์, พระยาปัจจนึกพินาศ, นายกิมหงวน ไทยแท้, นายกิมไซ ไทยแท้ เป็นกรรมการ นายพล พัชราภรณ์เป็นเลขานุการกรรมการ นายนิกร การุณวงศ์เป็นปฏิคม นางนันทา พัชราภรณ์เป็นเหรัญญิก นายแห้ว โหระพากุลเป็นหัวหน้าบาร์

สมาคมนี้ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ดังนั้นจึงนับว่าเป็นสมาคมเถื่อนที่จัดตั้งขึ้นโดยพลการ อย่างไรก็ตามสมาคมนี้ได้จัดตั้งขึ้น ในระหว่างญาติมิตรสนิทสนมกันทั้งสิ้น ไม่มีบุคคลภายนอกเข้ามาปะปนเลย

วันนี้ เวลา ๑๗.๐๐ น. ตรง จะได้มีการเปิดสมาคมต้อนรับสมาชิกทั้งหลาย ท่านเจ้าพระยามหาฤทธิมหิทธิศักดิ์ อดีตจอมพลผู้เฒ่าจะเป็นผู้เปิดสมาคมตามคำเชิญของคณะกรรมการของสมาคมนี้

เราจะได้บรรยายให้ท่านทราบถึงบริเวณอันกว้างขว้างของสมาคมก่อน สมาคมนี้ตั้งอยู่ในซอยๆ หนึ่งของถนนสายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ ตัวตึกของสมาคมใหญ่โตมากอยู่ลึกจากรั้วบ้านเข้าไปประมาณ ๑๐๐ เมตร ดร.ดิเรกได้สร้างรั้วสังกะสีชั้นในขึ้นชั้นหนึ่งและสร้างบังตาขนาดใหญ่ไว้ห่างจากประตูชั้นนอก ป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกแลเห็น

ที่ประตูชั้นนอก มีแขกยามเฝ้าตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืนในบังคับบัญชาของนายภควานจันทร์แขกยามเก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง แขกยามแต่งกายในเครื่องแบบเรียบร้อย คนที่เฝ้าตอนกลางวันมี ๑ บั้ง คนเฝ้ากลางคืนมี ๒ บั้ง นายภควานจันทร์หัวหน้ายามติด ๖ บั้ง โก้ไปเลย แขกยามทั้ง ๒ คน เป็นญาติห่างๆ ของนายภควานจันทร์ คนหนึ่งชื่อนายรูตีศรีสมยศ อีกคนหนึ่งชื่อนายปานเดสุริยา ทั้งสองคนเสียค่านายหน้าให้นายภควานจันทร์คนละ ๕๐๐ บาท

ที่ประตูชั้นในมีเรือนพักหลังย่อมๆ เป็นเรือนกระจกสำหรับให้สมาชิกของสมาคมนี้ได้ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว เมื่อสมาชิกคนใดมาถึงสมาคมจะต้องเปลื้องผ้าออกทั้งหมดที่เรือนหลังนี้ มีเจ้าหน้าที่รับฝากเสื้อผ้าข้าวของเงินทองเป็นระเบียบเรียบร้อยและเมื่อผ่านประตูรั้วเข้าไปก็จะเห็นตึกแลตระหง่านแบบทันสมัย มีบริเวณกว้างขวาง สิ่งปลูกสร้างโดยรอบงดงาม มีสระน้ำสำหรับพายเรือเล่น มีสวนดอกไม้น้ำพุคล้ายกับสวนอัมพร มีสนามเท็นนิส สนามแบ็ดมินตัน บาสเก็ตบอลล์พร้อม อาณาเขตโดยรอบของสมาคมเป็นเนื้อที่ราว ๘ ไร่ ด้านหลังติดต่อกับทุ่งนาอันเวิ้งว้าง ทุกด้านมีสังกะสีล้อมรอบ ดร.ดิเรกได้ใช้จ่ายเงินในการนี้เกือบ ๖๐๐, ๐๐๐ บาท เขาจัดทำบ้าน "ณรงค์ฤทธิ์" ของเขาให้สวยงามที่สุด เพื่อความสุขสบายของสมาชิกชายหญิงทั้งหลาย

ก่อนเวลา ๑๗.๐๐ น. เล็กน้อย ที่ถนนซอยหน้าสมาคมมีรถยนต์เก๋งแบบใหม่จอดอยู่เรียงรายหลายสิบคัน สมาชิกชายหญิงต่างย่อยๆ กันมา แล้วทุกคนก็ผ่านประตูชั้นนอกเข้าไปข้างใน หลังจากเปลื้องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายออกที่เรือนกระจกหน้าประตูชั้นใน แล้วสมาชิกก็แก้ผ้าโทงๆ เดินเข้าไปในสมาคมท่ามกลางเสียงสรวลเสเฮฮา ทักทายกันในฐานมิตรสหาย

สมาชิกผู้หญิงทั้งแก่และทั้งสาวกระมิดกระเมี้ยนอยู่นานกว่าจะตัดใจแก้ผ้าได้ ส่วนสมาชิกผู้ชายโดยมากหน้าด้านเห็นเพื่อนแก้ผ้าโทงๆ ก็สนุกจัดแจงแก้ผ้าวิ่งตื่อเข้าไปในสมาคมอย่างสนุกสนาน

ที่ประตูชั้นนอก ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์กับเจ้าคุณปัจจนึกพินาศแต่งกายแบบสากลยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยคนละด้านประตู ทั้งสองคอยต้อนรับท่านเจ้าพระยาฤทธิมหิทธิศักดิ์ จอมพลผู้เฒ่าซึ่งจะมาเปิดสมาคมวันนี้

ในถนนซอยมีประชาชนยืนจับกลุ่มกันมากมายคอยมองดูแขกผู้มีเกียรติ ไม่มีใครรู้ว่าที่นี่เป็นนิคมอาบแดด คงเข้าใจกันว่ามีงานขึ้นบ้านใหม่หรือแต่งงานกัน

"กี่โมงแล้วโว้ยดิเรก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามลูกเขยของท่าน

นายแพทย์หนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา

"อีก ๕ นาที ๑๗.๐๐ น. ครับ"

"เออ ยังงั้นเดี๋ยวท่านก็คงมา ง่า-น่าปลื้มใจเหลือเกินที่พวกเราพร้อมใจกันแก้ผ้าโดยทั่วหน้า ถึงแม้สมาชิกหญิงจะมีความกระดากอายไม่ใคร่จะสู้หน้าพวกเรา ไม่ช้าก็คงจะเห็นเป็นของธรรมดาเข้ากันได้"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"ถ้าเราปลงตก ความรู้สึกในเรื่องเซ็กส์ก็คงไม่มีหรอกครับ คนเราทุกคนก็ต้องมีอวัยวะต่างๆ เหมือนกันทั้งนั้น มนุษย์ในสมัยหินเคยแก้ผ้าโทงๆ ไล่จับสัตว์ป่ามาแล้ว ทุกวันนี้ที่เรามีผ้านุ่งก็เพราะความเจริญทางด้านมันสมองของมนุษย์ซึ่งดีกว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย อย่างไรก็ตามมนุษย์คือสัตว์โลกนั่นเอง"

เสียงแตรไฟฟ้าของรถยนต์คันหนึ่ง ดังกังวานขึ้น ดร.ดิเรกจำเสียงแตรรถบูอิคเก๋งของเขาได้ จึงชะโงกหน้ามองไปทางปากตรอกถนนซอยแล้วพูดกับพ่อตาของเขา

"ท่านเจ้าคุณมหาฤทธิ์ฯ มาแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดึงเสื้อสากลของท่านให้เรียบร้อยกวักมือเรียกเจ้าภควานจันทร์ซึ่งแต่งกายหรูหราติดบั้งที่แขนซ้ายตั้ง ๖ บั้ง ให้เข้ามาหา เตรียมตัวต้อนรับท่านจอมพลผู้เฒ่า

บูอิคเก๋งซึ่งมีเจ้าแห้วเป็นคนขับคลานเข้ามาในตรอกอย่างแช่มช้า สุภาพบุรุษผู้สูงอายุผมขาวเหมือนปุยฝ้ายนั่งวางอารมณ์อยู่ตอนหลังรถอย่างสง่าผ่าเผยคืออดีตแม่ทัพไทย จอมพลเจ้าพระยามหาฤทธิ์มหิทธิศักดิ์รณฤทธิ์ราชเสนี ท่านเจ้าพระยาแต่งกายแบบไทยเดิม นุ่งผ้าม่วงสีเลือดหมู เสื้อชั้นนอกแพรสีนวลกลัดกระดุม ๕ เม็ดเรียบร้อย สวมหมวกหางนกยูง

เจ้าแห้วแต่งสากลช๊ากสกินสีขาวทั้งชุด ผูกเน็คไทหูกระต่าย มองดูผาดๆ เหมือนลูกเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เขากดแตรไฟฟ้าเสียงลั่น บังคับบูอิคเก๋งคันงามเข้ามาในเขตของสมาคมนุ่งลมห่มฟ้า

นายภควานจันทร์เอื้อมมือเขี่ยแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวถามอย่างสงสัย

"อีนี้ต้องซาลามไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าแทนคำตอบ เจ้าบาบูรีบชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร.ดิเรกก้มศีรษะโค้งคำนับ เจ้าพระยาชื่อยาวเฟื้อยถอดหมวกหางนกยูงรับความเคารพด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

บูอิคเก๋งอ้อมบังตายักษ์เข้าไปหยุดห่างจากประตูชั้นในเพียงเล็กน้อย เลยประตูชั้นในเข้าไปมีบังตาไม้ขนาดใหญ่กั้นอีก เจ้าแห้วรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังรถให้เจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ และเก๊กหน้าให้สง่าผ่าเผย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร.ดิเรกวิ่งเหยาะๆ เข้ามาที่รถ จอมพลผู้เฒ่าค่อยๆ พาตัวก้าวลงมาจารถอย่างสงบเงียบ แล้วยื่นมือให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ สัมผัส

"เชิญใต้เท้าขอรับ กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ใต้เท้าได้กรุณามาเปิดสมาคมของเรา"

ท่านเจ้าพระยาหัวเราะแลเห็นเหงือกสีคล้ำๆ แล้วพูดเสียงสั่นๆ ตามธรรมดาของคนแก่ที่มีหวังจะเข้าโลงเต็มทน

"ผมมาตรงเวลาพอดี สมาชิกมากันพร้อมแล้วไม่ใช่หรือ"

"ครับผม พร้อมแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตอบยิ้มๆ

จอมพลผู้เฒ่าหันมายกมือขวาตบบ่า ดร.ดิเรก

"ความคิดของเธอแยบคายดีมาก ดิเรก การอาบแดดจะช่วยให้สุขภาพของเราสมบูรณ์ดี ฉันขอชมเชยและสนับสนุนความคิดนี้ ง่า-ที่นี่กว้างขวางดีนะ อากาศโปร่งร่มเย็น ตอนบ่ายแสงแดดส่องตลอดเวลาเหมาะแก่การอาบแดดมาก บ้านอีหนูของฉันก็อยู่เลยซอยนี้ไปหน่อยเดียว วันหลังฉันจะลองชวนอีหนูให้มาเข้าเป็นสมาชิกอาบแดดบ้าง"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"เกล้ากระผมยินดีต้อนรับขอรับ"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประธานกรรมการของสมาคมนุ่งลมห่มฟ้าก็เดินนำหน้าพาท่านเจ้าพระยากับ ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วตรงมาที่เรือนกระจกซึ่งอยู่ใกล้กับประตูชั้นใน

"ใต้เท้าขอรับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดนอบน้อม "เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกติกาของเรา ก่อนที่จะผ่านประตูชั้นในเข้าไป กระผมขอเชิญใต้เท้าได้โปรดแก้เสื้อผ้าออกเสียก่อน ซึ่งกระผมก็จะต้องแก้ผ้าเปลือยกายเช่นเดียวกัน"

เจ้าคุณมหาฤทธิ์ฯ อ้าปากหวอ เย็นวาบไปหมดทั่งตัว

"ว่ายังไงนะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดใหม่ซิ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"กระผมขอร้องให้ใต้เท้ากรุณาแก้ผ้าเสียก่อนที่จะเข้าไปในสมาคมของเราครับ"

"ตายห่า" ท่านจอมพลผู้เฒ่าร้องเสียงลั่นนัยน์ตาเหลือกลาน "นี่เจ้าคุณจะให้ผมเป็นอ้ายชีเปลือยยังงั้นรึ"

"มิได้ขอรับ ในเมื่อพวกเราทั้งหญิงชายซึ่งล้วนแต่ผู้ดีมีเกียรติทั้งนั้น ต่างแก้ผ้าเปลือยกายจนหมดสิ้น ใต้เท้าจำเป็นต้องแก้ผ้าเช่นเดียวกัน"

ท่านเจ้าพระยากลืนน้ำลายเอื๊อก

"ทำไมไม่บอกผมทีแรกว่าผมจะต้องแก้ผ้าด้วย"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ถ้าบอกพระเดชพระคุณก็คงไม่ยอมมาเปิดสมาคมน่ะซีครับ"

"โอ๊ย ตายแน่ ถ้ายังงั้นผมกลับละเจ้าคุณ อยู่ดีๆ จะมาให้ผมกลายเป็นเปรตแล้ว ว้า...เกิดจากท้องพ่อท้องแม่อายุตั้ง ๘๐ แล้วไม่เคยแก้ผ้าโทงๆ ให้ใครแลเห็นเลยอุจาดแย่ แล้วข้อสำคัญเนื้อหนังของผมมันเหี่ยวย่นตกกระหมดแล้ว บางแห่งก็เหมือนกับเผือก รู้จักเผือกไหมล่ะมันเผือกน่ะ วู้...ยังงี้แย่เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลั้นหัวเราะแทบแย่

"กระผมขอความกรุณาใต้เท้าได้โปรดแก้ผ้าเถอะครับ สมาชิกของเราที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพานทองก็มีอยู่หลายคน คุณหญิงคุณนายอาเสี่ยใหญ่ๆ นักธุรกิจชั้นสูง ข้าราชการชั้นเอกลงมา ล้วนแต่ท่านผู้มีเกียรติทั้งสิ้น ถ้าใต้เท้ากรุณาไม่ยอมแก้ผ้า สมาชิกก็คงจะนึกตำหนิใต้เท้าได้"

ท่านเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ นิ่งคิด

"เออ จริงๆ เจ้าคุณพูดน่าฟัง เข้าเมืองตาหลิ่วเราก็ต้องหลิ่วตาตาม เหมือนอย่างในสภาฯ เหมือนกัน เอะอะยกมือไว้เป็นปลอดภัยและมีเงินใช้ เอาแก้ก็แก้ แต่ว่าไม่มีการถ่ายรูปนะเจ้าคุณ"

ดร.ดิเรกตอบแทนพ่อตาของเขา

"เกล้ากระผมรับรองครับ เราไม่ยอมให้ใครนำกล้องถ่ายรูปเข้ามาในนี้เลย แม้แต่กระทั่งพวกหนังสือพิมพ์เราก็ไม่ได้บอกให้รู้ เชิญพระเดชพระคุณเข้าไปเปลื้องเสื้อผ้าในเรือนกระจกเถอะครับ ข้าวของทุกชิ้นของใต้เท้ามีเจ้าหน้าที่ของเราเก็บรักษาอย่างมีระเบียบเรียบร้อย"

เจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ทำตาปริบๆ เม้มปากแน่น

"พับผ่า นี่ถ้าผมไม่เห็นแก่เจ้าคุณและไม่กลัวชื่อเสียงของผมจะเสียแล้ว จ้างผมก็ไม่ยอมแก้ผ้า" ท่านเจ้าพระยาพูดพลางหัวเราะพลาง "ว่าแต่ว่า ข้างในน่ะ เขาแก้ผ้ากันหมดทุกคนแล้วนะ ประเดี๋ยวผมโผล่เข้าไปเขายังนุ่งผ้ากันอยู่มีผมเป็นเปรตอยู่คนเดียว ผมก็อายเขาแย่เป็นถึงเจ้าพระยาแก้ผ้าเห็นหนังเหี่ยวตัวล่อนจ้อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"จะผ่านประตูนี้เข้าไปต้องแก้ผ้าเดินเข้าไปทั้งนั้น"

ท่านเจ้าคุณพระยาถอนหายใจหนักๆ นิ่งคิดอยู่สักครู่ก็เอียงหน้าเข้ามากระซิบถาม ดร.ดิเรก

"พวกสาวๆ แก้ผ้ามีไหม ขนาดขบเผาะน่ะ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม ก้มศีรษะเล็กน้อย

"มีครับผม พระเดชพระคุณเห็นเช็ฟ ส่วนเว้า ส่วนนูนและส่วนคอดแล้ว เกล้ากระผมคิดว่าใต้เท้ากรุณาจะต้องเป็นหนุ่มอีกหลายสิบขวบ"

"อือ เห็นชัดไหมคุณ"

"แจ๋วไปเลยครับ ง่า-ใต้เท้ากรุณาเคยดูระบำจ้ำบ๊ะหรือเปล่าครับ"

"อ๋อ เคยดู"

"เป็นยังไงครับ" ดิเรกถาม

"ก็เห็นว๊อบๆ แว็มๆ ไม่สู้จะแจ่มแจ้งดีนัก พอจะสังเกตได้ว่าตำแหน่งไหนควรจะอยู่ตรงไหน"

ดิเรกหัวเราะก้าก

"สมาชิกของกระผม เห็นแจ๋วแหว๋วไปเลยครับใต้เท้ากรุณาจะเลือกชมชนิดไหนได้ทั้งนั้น ตั้งแต่อายุ ๖๐ ปี ลงมาจนถึง๑๘ ปี"

จอมพลผู้เฒ่ายกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก ท่านชอบตัวอ่อนๆ เช่นเดียวกับท่านผู้ดีมีเงินทั้งหลาย ตามปกติมีอีหนูอยู่ถึง ๑๘ คน ท่านเจ้าพระยาหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เอาละเจ้าคุณ ผมพร้อมแล้วที่จะนุ่งลมห่มฟ้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่พูดว่ากระไร เดินนำหน้าท่านเจ้าพระยาและดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วเข้าไปในเรือนกระจกเพื่อถอดเครื่องแต่งกายออก

ในที่สุด ท่านเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ก็ยอมเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ในชุดแรกเกิด ท่านเจ้าพระยายืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่ในห้องแคบๆ เกือบ ๑๐ นาที เจ้าหน้าที่ของสมาคมคนหนึ่งซึ่งเป็นคนของกิมหงวนและมีหน้าที่รักษาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของมวลสมาชิกได้พยายามพูดปลอบใจท่านเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ให้มีกำลังใจเข้มแข็ง โดยข่มความอายเสีย

"พระเดชพระคุณอย่าไปนึกอะไรเลยครับ เราอยู่ในสถานที่อาบแดดก็ต้องแก้ผ้า เกล้ากระผมเองยืนแก้ผ้าอยู่ในห้องนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว"

จอมพลผู้เฒ่าก้มลงมองดูตัวเองแล้วยิ้มแห้งๆ

"เฮ้อ-แข้งขาฉันทำไมมันลายพร้อยอย่างนี้ก็ไม่รู้"

ชายหนุ่มหัวเราะ

"รับประทานใต้เท้ากรุณาเมื่อหนุ่มๆ คงจะซนไม่ใช่เล่น"

"อ๋อ-ก็เอาเรื่องเหมือนกัน สมัยฉันยังหนุ่มๆ เราอาศัยยากลางบ้านคือยาไทย ต้มกินเป็นปี๊บๆ แก้โรคอ้ายพันอย่างว่า ยาฝรั่งสมัยนั้นเช่นพวกนีโอซัลวาซานไม่มีใครเคยพบเห็น แม้แต่ได้ยินชื่อของมัน"

เจ้าหน้าที่รักษาเครื่องแต่งกายอมยิ้ม

"ยาไทยใช้ได้ดีหรือขอรับพระเดชพระคุณ"

"มันก็ดีเหมือนกัน แต่เวลากินน่ะซีแกเอ๋ย ทั้งขม ทั้งขื่นทีเดียว เขาเข้าใบมะกา, คำฝอย, แกแล, ข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้, กาดำ, ดีปลี, กระดูกควายเผือก, เจตมูลเพลิง แล้วอะไรอีกสองสามอย่างจำไม่ได้ แต่ถ้าแกอยากได้ยาขนานนี้ไปจดเอาได้ในวัดโพธิ์"

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น

"ใต้เท้าครับ ใต้เท้าครับ"

ท่านจอมพลจำเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ก็ถอนใจเฮือกใหญ่ พูดกับพนักงานรักษาเครื่องแต่งกาย

"บ๊า....แย่ละโว้ย อ้ายหลานชาย ฉันจะต้องเข้าไปทำพิธีเปิดสมาคมแล้ว พยายามหักห้ามความอายอย่างไร มันก็ยังกระดากอายอยู่นั่นเอง"

"ใต้เท้าควรจะนึกว่า ใต้เท้ากำลังจะไปชม ส่วนเว้าส่วนโค้งของสมาชิกผู้หญิงซีครับ"

"เออ....คำแนะนำของแกเข้าทีเหมือนกัน เอาละวะ ลองหน้าด้านดูสักทีน่า คนอื่นเขาก็แก้ผ้าเหมือนกัน" พูดจบท่านจอมพลผู้เฒ่าก็ถือม้วนกระดาษสุนทรพจน์กล่าวเปิดสมาคมนุ่งลมห่มฟ้าเดินมาที่ประตูห้องหมุนลูกบิดเปิดประตูออก

คราวนี้ท่านได้เผชิญหน้ากับชีเปลือยทั้งสามคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่หน้าห้อง

ท่านเจ้าพระยาจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วท่านก็ทำท่าจะวิ่งหนีกลับเข้าห้อง แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบพูดขึ้น

"ไม่ต้องอายครับใต้เท้า แฮ่ะ แฮ่ะ ดูกระผมซีครับ ยืนให้ลมโกรกอย่างสบายไปเลย เชิญเถอะครับได้เวลาแล้ว"

เจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ฝืนหัวเราะ

"อือ....เจ้าคุณปัจจนึกฯ นี่แน่มาก สมกับที่เป็นประธานของสมาคม ด๊อกเตอร์ดิเรกก็ไม่ใช่เล่น แล้วก็เจ้าหนุ่มคนนี้...."

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานเกล้ากระผมชื่อแห้วครับผม"

"อือ แก้ผ้าโทงๆ อย่างนี้ แกรู้สึกยังไงบ้างวะ"

เจ้าแห้วทำตาปรือ

"รับประทานเรื่อยๆ ขอรับ รู้สึกว่าเย็นสบายดีกว่านุ่งผ้าครับผม"

ท่านจอมพลผู้เฒ่าหัวเราะก้าก

"โคนขาของแกมีแผลเป็นเบ้อเริ่มทั้งสองข้าง"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วอุทาน รีบยกฝ่ามือทั้งสองปิดหน้าขา "รับประทาน คุณหมอดิเรกท่านผ่าให้กระผมมาหลายปีแล้วขอรับ ดูเหมือนรับประทานตั้งแต่ก่อนสงคราม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"เชิญใต้เท้ากรุณาเข้าไปข้างในเถอะครับ"

"เอา....เอายังไงก็เอากัน ผิดนักผมจะเข้าเป็นสมาชิกด้วย ถ้าหากว่าผมได้เห็นอาหารตาแปลกๆ "

เจ้าคุณประธานกรรมการเดินนำหน้าพาท่านเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ลงจากเรือนกระจก เลยเข้าไปในสมาคมนุ่งลมห่มฟ้า ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วติดตามมาในระยะใกล้ชิด พอผ่านประตูและบังตาชั้นในเข้ามา เจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ก็ตื้นเต้นเหลือที่จะกล่าว ท่านบอกตัวเองว่า ท่านกำลังตกเข้ามาในดินแดนของพวกชีเปลือยทั้งหลาย

สมาชิกชายหญิงทั้งหนุ่มสาวเฒ่าชรายืนอยู่เป็นแถวหน้ากระดานเรียงสองตามลำดับไหล่อย่างมีระเบียบเรียบร้อย ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า ๙๐ คน ทุกๆ คนแก้ผ้าล่อนจ้อนหันหน้าไปทางหน้าตึก สมาชิกผู้หญิงอยู่แถวหน้า สมาชิกชายอยู่แถวหลัง หน้าแถวมียกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตรสำหรับแสดงสุนทรพจน์เปิดสมาคมและคณะพรรค ๔ สหายซึ่งเป็นผู้ริเริ่มตั้งสมาคมได้ยืนแถวอยู่ต่างหาก คือยืนอยู่ใกล้ยกพื้นสำหรับพูด มีเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลุงเชย เจ้าสัวกิมไซ พล นิกร เสี่ยหงวน คุณหญิงวาด ประไพ ประภา นันทา นวลลออครบชุด

แสงแดดอ่อนๆ ในตอนเย็นกราดไปทั่วบริเวณ ภายในสมาคมเงียบกริบ แสดงให้เห็นความมีระเบียบวินัยของสมาชิกทั้งหลาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาท่านจอมพลผู้เฒ่าอ้อมมาทางหน้าแถวชีเปลือย ดร.ดิเรกพาเจ้าแห้วเข้ามารวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา บรรดาสมาชิกสมาคมต่างพากันจ้องมองดูเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ เป็นตาเดียว

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แนะนำให้เจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ รู้จักกับคณะพรรคของเขาเป็นรายตัว จอมพลผู้เฒ่ายื่นมือให้สัมผัสทีละคน แต่พอถึงนิกร ท่านเจ้าพระยาก็สะดุ้งเฮือก มองดูโบว์กรรมการสีเหลืองที่หน้าอกนายจอมทะเล้นด้วยความแปลกใจยิ่ง

"นี่คือนายนิกร การุณวงศ์ ปฏิคมของสมาคมครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ แนะนำเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ให้รู้จักกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"เดี๋ยวๆๆ ครับ เจ้าคุณ ผมสงสัยเหลือเกินนายคนนี้แกอยู่ในสภาพเปลือยกายเช่นเดียวกับเรา ทำไมถึงเอาโบว์ติดหน้าอกได้"

นิกรหัวเราะ

"กระผมมีขนเพชรอยู่เส้นหนึ่งขอรับ ยาวประมาณ ๒ นิ้วฟุตอยู่ข้างหัวนมของกระผม กระผมผูกขนไว้ติดกับเข็มกลัดซ่อนปลายที่โบว์นี้"

ท่านพระยาหัวเราะ

"ฮือ สำคัญมาก ขนเส้นนี้ระมัดระวังให้ดีนะคุณ"

"ครับผม มีคนมาซื้อตั้ง ๑, ๐๐๐ บาท กระผมยังไม่ยอมเด็ดขายให้เพราะเสียดายมัน แต่ถ้าพระเดชพระคุณต้องการกระผมยินดีสละให้ขอรับ"

จอมพลเฒ่าสั่นศีรษะ

"ไม่ต้องคุณ ขอบใจมาก ขนเส้นเดียวฉันจะเอาไปทำอะไรได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แนะนำให้รู้จักกับคนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งคุณหญิงวาดเป็นคนสุดท้ายเพื่อน

"นี่คุณหญิงนิติศาสตร์ขอรับ เป็นกรรมการคนหนึ่งของสมาคมนี้"

"ยินดีมากครับ ที่ได้รู้จักคุณหญิง"

คุณหญิงวาดกระมิดกระเมี้ยนสะเทินอาย ทำตัวกระดุกกระดิกเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า

เจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ยื่นมือให้จับ

"เป็นเกียรติยศอย่างมหาศาลเชียวเจ้าค่ะ อุ๊ย อย่าจ้องมองดูเช็ฟของดิฉันอย่างนี้ซิเจ้าคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าลุงเชยหันมาค้อนคุณหญิงของท่าน แล้วพูดพึมพัมในลำคอ

"แหม แก่แล้วยังดัดจริตอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอยหลังออกมายืนหน้าแถวร้องประกาศขึ้นดังๆ เพื่อให้สมาชิกชายหญิงได้ยินโดยทั่วหน้ากัน

"ท่านสมาชิกชีเปลือยผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้เราจะได้เริ่มพิธีเปิดสมาคมนุ่งลมห่มฟ้าของเราแล้ว ในอันดับแรกข้าพเจ้าจะได้อ่านรายงานเสนอท่านเจ้าพระยามหาฤทธิศักดิ์ถึงวัตถุประสงค์ของสมาคมเรา"

เงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรเลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ คลี่ม้วนกระดาษออก แล้วอ่านข้อความที่ท่านโน๊ตมาจากบ้านด้วยเสียงกังวาน

"กราบเรียน ท่านผู้เป็นประธานเปิดสมาคม

ข้าพเจ้าในนามของประธาน กรรมการสมาคมนุ่งลมห่มฟ้าและในนามของมวลสมาชิกชายหญิงทั้งหลาย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ท่านได้กรุณามาเปิดสมาคมของเรา ณ โอกาสนี้

ก่อนอื่น ขอกราบเรียนให้ทราบว่า สมาคมนุ่งลมห่มฟ้าได้ตั้งขึ้นเพื่อหวังจะให้สมาชิกได้มาชุมนุมกันอาบแดดในที่รโหฐาน ช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรง มีอายุยืนยาว ปราศจากโรคาพยาธิ ซึ่งคุณประโยชน์ของแสงแดดนี้ ทั่วโลกต่างยอมรับว่าเป็นความจริง ดังจะเห็นได้จากนิคมอาบแดดของนานาชาติ ในภาคพื้นยุโรปและอเมริกา

ข้าพเจ้าขอเชิญท่านกล่าวสุนทรพจน์และเปิดผ้าคลุมป้าย ณ บัดนี้"

ท่านเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ทำหน้าชอบกล เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประคองร่างอันชราภาพขึ้นบันไดไปยืนเด่นหน้าไมโครโฟนบนยกพื้น นิกรกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"เฮ้ย อีตาเจ้าพระยานี่หนังตกกระน่าเกลียดเหลือเกิน"

กิมหงวนพูดขึ้นดังๆ

"ก็คนแก่จนป่านนี้แล้ว เนื้อหนังก็ตกกระซีวะ"

นิกรแยกเขี้ยว ยกมือขวาเขกกบาลอาเสี่ยดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ดันแหกปากออกมาได้"

กิมหงวนหัวเราะ หันไปร้องบอกจอมพลผู้เฒ่า

"ใต้เท้าครับ อ้ายกรมันว่าใต้เท้าหนังตกกระ"

บรรดาสมาชิกหญิงชายต่างหัวเราะกันคิกคัก เจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ นึกอยากเตะนิกรเป็นกำลัง ท่านทำปากหมุบหมิบให้พรนายจอมทะเล้น แล้วคลี่กระดาษโน๊ตออกอ่านหน้าไมโครโฟน

"ท่านประธานฯ และท่านสมาชิก

ข้าพเจ้าขอน้อมรับเกียรติอันสูงสุดเท่าที่ข้าพเจ้าได้รับเชิญมาเปิด สมาคมชีเปลือยแห่งนี้ การอาบแดดไม่ใช่ของลามกอนาจารดังที่ผู้มีจิตใจต่ำนึกคิด แสงแดดย่อมเป็นยาอายุวัฒนะช่วยให้พลานามัยสมบูรณ์ ข้าพเจ้าหวังอย่างยิ่งว่า สมาคมนี้คงจะเจริญรุ่งเรืองยิ่ง เพิ่มจำนวนคนชีเปลือยขึ้นตามลำดับ ข้าพเจ้าขออวยพรให้สมาคมนุ่งลมห่มฟ้าของท่าน จงเจริญวัฒนาถาวรสืบไป"

เสียงตบมือของพวกสมาชิกดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือริบบิ้นแพรเข้ามาส่งให้พระยามหาฤทธิ์ฯ อย่างนอบน้อมปลายริบบิ้นแพรสีแดงเข้มสายนี้ผูกติดกับผ้าแพรที่คลุมป้ายไว้

"ใต้เท้ากรุณาค่อยๆ ดึงริบบิ้นเถอะครับ"

"ขอบคุณมากเจ้าคุณ ดึงยังไง สาวเข้ามาหาตัวใช่ไหม"

"ครับผม ทำเหมือนชักว่าวแหละครับ"

จอมพลผู้เฒ่าสะดุ้งเฮือก

"ผมสาบานได้ อ้ายเรื่องชักว่าวผมไม่เคยเลย แม้ว่าจะชักว่าวก็ไม่กล้าคิด ผมแก่แล้ว ขืนชักว่าวเป็นเสร็จแน่"

แล้วท่านเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ก็ค่อยๆ ดึงสายริบบิ้น ผ้าแพรที่คลุมป้ายค่อยๆ รูดออกจากกันทันที ดนตรีสากลซึ่งคนบรรเลงทุกคนแก้ผ้า เริ่มบรรเลงเพลงมหาฤกษ์มหาชัย พวกสมาชิกชายหญิงต่างไชโยโห่ร้องกันอย่างครื้นเครง ภายในสมาคมมีชีวิตชีวาขึ้นมาแล้ว

เสี่ยหงวนเดินขึ้นมาหาท่านเจ้าพระยาผู้เฒ่าบนยกพื้น

"กระผมขอเชิญพระเดชพระคุณ ขึ้นไปบนตึกเถอะครับ กระผมจะเลี้ยงต้อนรับท่านที่บาร์ของเรา ซึ่งมีอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ไปโว้ย พวกเรา"

อาเสี่ยโบกมือ

"เปล่า เปล่า" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น "ฉันไม่ได้เชิญแกเลย ฉันเชิญท่านเจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ ต่างหาก" พูดจบก็ประคองท่านผู้เฒ่าลงมาจากยกพื้นพาเดินขึ้นไปบนตึกของสมาคม

พิธีเปิดสมาคมสิ้นสุดลงแล้ว พวกสมาชิกหญิงชายต่างแยกย้ายกันออกจากแถว กระจายไปทั่วบริเวณ บ้างก็เล่นกีฬากลางแจ้ง บ้างก็นั่งคุยกัน สมาชิกสาวๆ ส่วนมากนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนสนามหญ้า เมื่อถูกสมาชิกชายจ้องมองดูส่วนเว้าส่วนโค้ง หล่อนก็ค้อนปะหลับปะเหลือกทำปากหมุบหมิบ

ลุงเชยกับเจ้าสัวกิมไซ เลี่ยงไปยืนปรึกษาหารือกันทางเรือนต้นไม้และหัวเราะต่อกระซิกกันตลอดเวลา

"เป็นยังไงพี่เชย" เจ้าสัวถามเบาๆ

ชายชรายิ้มอายๆ

"แย่"

"ทำไมถึงแย่"

"พูดไม่ถูก เจ้าสัว แฮ่ะ แฮ่ะ ลมมันโกรกอย่างนี้หนาวเหลือเกินเจ้าสัว อ๊ะ....นั่น ดูแม่คนนั้น...."

เจ้าสัวกิมไซ จ้องตาเขม็งมองดูสุภาพสตรีกลางคนคนหนึ่ง รูปร่างอ้วนเหมือนหมูตอน ดัดผมทาปากเขียนคิ้ว ผิวเนื้อขาวผ่อง หน้าอกตละข้างขนาดแตงร้าน ท้องพลุ้ยยื่นและโอ่โถงยิ่งนัก

"ไอ๊ย่า" เจ้าสัวครางกระซิบ "เหมือนกิปุตังไฉ่โว้ย พี่เชย อื้อฮือ จ้ำบ๊ะเหลือเกิน จุ๊ย์ๆๆๆ อั๊วไปไม่ไหวเลี้ยว นั่งคุยกันตรงนี้ดีกว่า" แล้วเจ้าสัวกิมไซก็รีบทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนถนนโรยกรวด

ลุงเชยถอนหายใจหนักๆ มองตามแม่โอ่งสามโคกด้วยความพอใจในความใหญ่โตมโหฬารของหล่อน

"เจ้าสัว "

"หือ"

"ลื้อรออยู่นี่นะ อั๊วจะตามไปจีบแม่อ้วนคนนี้ ถ้ายังไงละก้อ อั๊วพาไปอยู่นครสวรรค์เลย"

เจ้าสัวกิมไซเงยหน้าขึ้นดูลุงเชย แล้วยิ้มกะเรี่ยกะราด

"ลื้อชอบอ้วนๆ เรอะ พี่เชย"

"อือ....อย่างนี้ไม่ต้องนอนฟูกละเจ้าสัว เอาละวะ วันนี้ปล่อยแก่เสียที ข้อบังคับของสมาคมเขาไม่ได้ห้ามสมาชิกผู้ชายเกี้ยวสมาชิกผู้หญิง เขาห้ามแต๊ะอั๋งและห้ามมองจริงๆ จังๆ เท่านั้น วู้...ดูซีเจ้าสัว เดินก้นกระเพื่อมๆ สะวิงเช็ฟซะด้วย"

ลุงเชยตามแม่โอ่งสามโคกไปทันที ปล่อยให้เจ้าสัวกิมไซนั่งพับเพียบตีหน้าเซ่อๆ อยู่ตามลำพัง ชายชราเดินกระชั้นชิดเข้ามาจนใกล้หล่อน หล่อนคือสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ ภรรยาของนักธุรกิจคนสำคัญคนหนึ่ง

"คุณนาย คุณนายขอรับ" ลุงเชยร้องเรียก หล่อนหยุดชะงักหันควับมาทางลุงเชย

"เรียกดิฉันทำไมคะ"

ลุงเชยทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ย แกว่งแขนทั้งสองข้างไปมา

"ง่า-คุณนายคงไม่รังเกียจที่จะรู้จักกับผม"

"อ๋อ ยินดีค่ะ ดิฉันจะรังเกียจยังไงคะ ในเมื่อเราต่างก็เป็นสมาชิกเช่นเดียวกัน" แล้วหล่อนก็สะดุ้ง รีบยกมือขึ้นปิดสิ่งที่หวงนักหวงหนา "อุ๊ยตาย ทำไมมาจ้องมองดิฉันอย่างนี้เล่า ผิดกฎข้อบังคับรู้ไหมคะ"

ชายชราหูอื้อ นัยน์ตาพร่าพราว รู้สึกตัวเหมือนกับว่าขณะนี้แกมีอายุในราว ๑๘ ขวบเท่านั้นเอง

"ประทานโทษให้ผมเถอะครับ ที่ผมจ้องมองก็เพราะเห็นว่าคุณนายเช็ฟงามมาก อื้อฮือ....คุณนายไม่ใช่เล่นเลย"

หล่อนทำตาเขียวกับลุงเชย

"บ้า คนไม่มีมารยาท ฉันไม่อยากจะพูดกับคุณ"

นายเชยฝืนหัวเราะ

"เห็นถนัดๆ ยังนี้แล้วใครบ้างจะอดดูได้ คุณนายจะชมส่วนสัดในตัวผมบ้างก็เอาซีครับ ผมอนุญาติเต็มที่"

"โอ๊ย ฉันไม่อยากดูให้เสียสายตา" พูดจบหล่อนก็เดินตุปัดตุป่องไปจากที่นั่น

ลุงเชยเกิดฟิตจัดขึ้นมา ก็วิ่งจรดปลายเท้าเข้าไปหาหล่อน ยกมือขวาขึ้นตีก้นดังเพียะ

"นี่แน่ จ้ำม่ำดีนัก ขอตีซะทีเถอะ"

หล่อนหันควับมาทางชายชราด้วยความโกรธ แต่ลุงเชยรีบวิ่งโทงๆ กลับมาหาเจ้าสัวกิมไซซึ่งกำลังนั่งหัวเราะงอหาย

เสียงดนตรีลีลาศในห้องโถงบนตึกขึ้นเพลงแล้วในจังหวะบีกิน พวกสมาชิกผู้ชายโห่ร้องเกรียวกราวขอให้เปลี่ยนเพลงใหม่เป็นจังหวะแทงโก้ นายวงดนตรียืนแก้ผ้าให้จังหวะอย่างสง่าผ่าเผยแบบชายชาติทหาร เขายอมปฏิบัติตามคำขอร้องของสมาชิก เปลี่ยนเพลงเป็นเพลงเขมรไทรโยคในจังหวะแทงโก้ พวกผู้หญิงส่วนมากรีบหนีออกไปทางหลังตึกไม่ยอมผลีผลามจังหวะนี้ ส่วนพวกคุณหญิงคุณนายรีบจับคู่กับหนุ่มๆ คราวลูกหลานเต้นแทงโก้กันอย่างดูดดื่มซาบซึ้งใจ ลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลก

ภายในสวนดอกไม้หลังตึกใหญ่ คุณหญิงวาดพาประไพ ประภา นันทา นวลลออเลี่ยงมาคุยกันที่นี่ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงเพลิดเพลินกับบิลเลียดอยู่บนตึก

ขณะที่ ๔ นางกับคุณหญิงวาด นั่งสนทนากันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ๔ สหายและเจ้าแห้วก็พากันเดินเข้ามา

"อุ๊ยตาย" ประไพอุทานขึ้น "เขามากันแล้วนั่งพับเพียบให้หมดพวกเรา คุณนวลคะ อย่านั่งยองๆ นั่งพับเพียบซีคะ"

คุณหญิงวาดว่า "นั่งยังไงก็ได้น่า แม่ไพ เราต่างก็เป็นชีเปลือยด้วยกันทั้งนั้น อุ๊ย-ดูพ่อหงวนซี เหมือนเปรตอสุรกายไม่มีผิด"

๔ สหายและเจ้าแห้ว เดินคุยกันมาอย่างไม่สะทกสะท้านแล้วก็นั่งล้อมเมียๆ ของเขา

นันทายกมือตบหน้านิกรดังฉาด

"นี่แน่ะ จ้องอะไรหา แกมองฉันอย่างนี้เรอะ"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"มองดูไฝข้างสะดือนิดเดียวเท่านั้นแหละโมโห พี่นันจ้องฉันบ้างซีมองตรงไหนได้ทั้งนั้น ฉันอนุญาติเต็มที่"

อาเสี่ยถามคุณหญิงวาด

"ทำไมไม่ออกไปคุยกับพวกสมาชิก ทางหน้าตึกล่ะครับ"

คุณหญิงสั่นศีรษะ

"ไม่เอาแล้ว พวกสมาชิกผู้ชายน่ะเต็มทีมากนะ แม่ ๔ คนย่างกรายไปทางไหน พากันมองตาเป็นมันทีเดียว โดยเฉพาะยายนันกับยายนวลถูกมองนานกว่าเพื่อน"

พลอมยิ้ม

"ช่างมันเถอะครับคุณแม่ ใครมันมองก็ตาเป็นกุ้งยิงเท่านั้น วันแรกๆ เป็นธรรมดาอยู่เองที่พวกผู้ชายอดมองไม่ได้ ต่อไปก็ปลงตกเห็นเป็นของธรรมดา ไม่มีใครอยากมอง"

คุณหญิงวาดถามว่า "คุณพ่อแกไปไหนล่ะพล"

"คุณพ่อกับคุณอาเล่นบิลเลียดกันอยู่บนตึกครับ"

"อ้อ แล้วพี่เชยกับเจ้าสัวล่ะ"

กิมหงวนหัวเราะก้ากใหญ่

"คุณลุงกับอาแป๊ะ นั่งพับเพียบเรียบร้อยคุยกันที่หน้าเรือนต้นไม้หน้าตึกใหญ่ครับ อาแป๊ะแกบอกว่าเมื่อย ลุกเดินไปไหนไม่ไหวต้องนั่งพักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อน"

ดร.ดิเรกมองดูภรรยาของเขา แล้วยิ้มเล็กน้อย

"เป็นยังไงบ้างดาลิ่ง แก้ผ้าล่อนจ้อนยังงี้รู้สึกสบายกว่าสวมเสื้อกระโปรงไม่ใช่หรือ ขณะนี้เรากำลังได้รับแสงแดดอันอบอุ่นในตอนเย็น การอาบแดดเป็นยาอายุวัฒนะอันมีค่ายิ่ง โดยไม่ต้องลงทุนซื้อยา"

ประภาฝืนหัวเราะ

"น่ากลัวจะต้องลาออกค่ะ ดิเรก มันจั๊กกะจี๋ใจยังไงไม่รู้ เคยนุ่งผ้าสวมมิดชิด นี่ปล่อยล่อนจ้อนไม่มีอะไรปิดเลย ตรงไหนขาวตรงไหนดำก็มองเห็นถนัดทั่วตัว"

คุณหญิงวาดยกมือตีแขนประภาดังเพียะ

"พูดอะไรก็ไม่รู้ อาน่ะไม่อยากจะลุกขยับเขยื้อนไปไหนเลย กลัวอ้ายพวกหนุ่มๆ มันจะมองเช็ฟอาน้ำลายสอไปตามกัน"

๔ สหายหัวเราะงอหาย กิมหงวนถึงกับยกมือกุมท้อง

"คุณอาแก่แล้วครับ ไม่มีใครเขามองหร็อกครับ"

"หน็อย แก่ก็เช็ฟงามนะ" พูดจบคุณหญิงวาดก็ลุกขึ้นยืนโชว์ร่างอวดกิมหงวนหมุนตัวไปรอบๆ "เป็นยังไง"

นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"นั่งเถอะครับ เดี๋ยวพวกผมเป็นกุ้งยิง ว้า....อยู่เหนือลมแล้วลุกขึ้นยืนทำไมก็ไม่รู้"

คุณหญิงวาดคว้ากิ่งไม้แห้งอันหนึ่งเงื้อขึ้นฟาดกบาลนิกรหลายโป๊ก นายจอมทะเล้นยกมือขึ้นป้องปิดหัวเราะลั่น ในเวลาเดียวกันนี้เอง สาวสังคมเอวบางร่างน้อยตัวล่อนจ้อน ๒ คน พากันเดินผ่านมาทางคณะพรรค ๔ สหายในระยะใกล้ชิด พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วต่างจ้องตาเขม็งมองดู ๒ ใบเถา ประกายพรึกแห่งฟ้าบางกอกซึ่งอยู่ในชุดแรกเกิด มองแลเห็นทุกสิ่งทุกสัดส่วนอล่างฉ่างเต็มตา ๔ สหายและเจ้าแห้วอ้าปากหวอไปตามกัน ใครอยากมองหน้ามอง ใครอยากมองอกมอง ใครอยากมองสะดือมอง ใครอยากมองอย่างว่ามอง มองจนไม่กระพริบตา เจ้าแห้วขบฟันกรอดๆ ถอนหายใจลึกๆ พยายามคิดว่าสังขารเป็นของไม่เที่ยงแท้ ย่อมร่วงโรยไปตามวัยแห่งกาลเวลา อีกไม่กี่ปีความเต่งตึงแห่งเรือนร่างก็จะเหี่ยวย่นยานท่อกแท่ก เนื้อหนังตกกระน่าเกลียด ฟันฟางหักตามธรรมดาของทุกสิ่ง เมื่อเจริญถึงขีดสุดมันก็จะเสื่อมทรามลง

ในฐานะที่ ๔ สหายเป็นกรรมการและผู้ก่อตั้งสมาคมนุ่งลมห่มฟ้า ทุกคนจึงยิ้มให้

"สวัสดีคร๊าบ" ดร.ดิเรกพูดยานคาง

เจ้าของร่างอวบอัด ผู้เป็นพี่โบกมือให้นายแพทย์หนุ่ม

"สวัสดีค่ะ การเซอร์วิสบนบาร์ยังใช้ไม่ได้นะคะ" หล่อนฟ้อง ดร.ดิเรก "กว่าจะสั่งอะไรได้สักอย่างต้องนั่งรอคอยตั้งปี หัวหน้าบาร์ไม่มาหรือคะ"

ดร.ดิเรกหันมาแยกเขี้ยวกับเจ้าแห้ว

"ไป-ขึ้นไปบนตึกเดี๋ยวนี้อ้ายเวร ตั้งให้เป็นหัวหน้าบาร์แล้วเสือกมานั่งอยู่นี่ ไปซี ไปดูงานของแกให้เรียบร้อย"

เจ้าแห้วยิ้มสุดฝืน

"เดี๋ยวครับ"

"ยังจะเดี๋ยวอีก ไปเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานลุกไม่ไหวครับ ให้คุณสองคนนี่ไปก่อน รับประทานเหน็บมันรับประทานเท้าผม"

ดร.ดิเรกเงยหน้าพูดกับแม่สาวทั้ง ๒

"งานใหม่ก็ต้องมีขลุกขลักมาก ขอโทษนะครับ ต่อไปผมรับรองว่าบริการของเราจะเป็นที่เรียบร้อยทุกอย่าง"

หล่อนทั้ง ๒ ยิ้มให้คณะพรรค ๔ สหายทุกคนแล้วพากันเดินไปจากที่นั้น เจ้าแห้วถอนใจเฮือกใหญ่เปลี่ยนท่านั่งเป็นหันหลังให้คณะพรรค ๔ สหาย แล้วพรวดพราดลุกขึ้น วิ่งโทงเทงตรงไปยังตัวตึกของสมาคม

นันทากล่าวกับนายพัชราภรณ์

"กลับบ้านกันเสียทีเถอะคะพล"

พลว่า "พี่เป็นกรรมการจะทิ้งสมาชิกกลับบ้านก่อนอย่างไรจ๊ะนัน วันนี้เป็นวันเปิดสมาคม อย่างช้าควรจะกลับบ้านในราว ๒๒.๐๐ น."

นิกรพูดเสริมขึ้น

"จะรีบร้อนกลับไปไหนล่ะ พี่นัน ขึ้นไปเต้นแทงโก้กับฉันซักเพลงไหมล่ะ"

นันทาค้อนควับ

"บ้า ใครจะไปเต้นกับแก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ยังงั้นเต้นกับผม จิตเตอร์บัคยังได้นะครับ"

นันทาหัวเราะ

"ม่ายละค่ะ ใครจะไปเต้นได้ น่าเกลียดจะตายไป มองคล้ายๆ ฝูงเปรตที่เมืองนรก"

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาจอมพลผู้เฒ่า เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สมาชิกผู้มีเกียรติอีกหลายคนทั้งหญิงชายเดินตรงมายังคณะพรรค ๔ สหาย

ทุกคนรีบลุกขึ้นยืนต้อนรับ ท่านผู้มาเป็นประธานในการเปิดสมาคม เจ้าพระยามหาฤทธิ์ฯ เคยชินกับแก้ผ้าแล้ว เดินคุยจ้อหน้าตาเฉย จิตใจของท่านกระชุ่มกระชวยเป็นหนุ่มขึ้น

"ผมจะกลับละครับ คุณหญิง" ท่านเจ้าพระยาพูดกับคุณหญิงวาด

"ทำไมถึงรีบกลับล่ะเจ้าคะ"

"ใจไม่ดีครับ อยู่นานไม่ได้ ขึ้นไปดูคุณเฉิดฉลวย แกเต้นฮาไวโชว์ผมเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ผมแทบจะช๊อคตาย ง่า-ผมจะเข้าเป็นสมาชิกตลอดชีพในวันสองวันนี้ พูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาไว้แล้ว"

อดีตแม่ทัพไทยสนทนากับคณะพรรค ๔ สหายอีกสักครู่ก็ลากลับ ทุกคนติดตามออกมาส่งท่านที่ประตูชั้นในแล้วพากันกลับขึ้นไปบนตึก ลุงเชยกับเจ้าสัวกิมไซจูงมือกันออกมาจากข้างเรือนต้นไม้ วิ่งตื่อเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย

ค่ำแล้ว

แสงไฟฟ้าที่สมาคมนุ่งลมห่มฟ้าส่องสว่างจ้า มวลสมาชิกกำลังดื่มเหล้ารับประทานอาหาร สนทนากันอย่างครื้นเครง ภายในห้องอันกว้างไม่มีโต๊ะอาหารว่างเลย เหล้าและเบียร์ขายดีที่สุด ทุกคนต้องดื่มเหล้าเพื่อระงับความอาย เมื่อเหล้าเข้าปากต่างก็ไม่ได้สนใจกับตัวเองว่า อยู่ในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อน

สมาชิกผู้หญิงไม่มีใครอายอีกแล้ว เพราะต่างคนก็ดื่มเหล้าเข้าไปจนหงำ ประไพเป็นหัวหน้าหน่วยจัดตั้งรำวงขึ้น ทำให้เกิดความครึกครื้นที่สุด สมาชิกชายหญิงต่างจับคู่รำวงกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางเสียงดนตรีและเสียงร้องเพลงรำวงแจ๋วๆ ของประไพซึ่งจ้ำบ๊ะอยู่หน้าไมโครโฟน

สมาชิกผู้ชายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่าบำรุงเดือนละ ๒๕ บาท ไม่แพงเลย ต่อให้เก็บเดือนละ ๑, ๐๐๐ บาทก็ยอมเสีย

ขณะที่สมาชิกทั้งหลาย กำลังรื่นเริงกันอย่างสุดเหวี่ยง เสียงแตรไซเร็นก็ดังครวญครางขึ้นและใกล้เข้ามาทุกที คณะพรรค ๔ สหายยืนจับกลุ่มอยู่ข้างประตูตึก กำลังเพลินรำวง เมื่อได้ยินเสียงไซเร็น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็มองออกไปนอกตึก แล้วกล่าวกับนายเชยพี่ชายของท่าน

"เอ-ไฟไหม้ที่ไหน เสียงไซเร็นรถดับเพลิง"

ลุงเชยโบกมือ

"ช่างมันเถอะน่า อย่าไปสนใจกับโลกภายนอกเลยเจ้าคุณ อื้อฮือ....แม่คนนั้น หน้าอกขาวจั๊วะงอนเช้งแน่ไปเลยฮิเจ้าคุณ เฮ้อ-กรุงเทพฯ มันสวิ๊ทสว๊าทสวิงเตอร์ยังงี้นี่เล่า พลเมืองมันถึงได้ดกนัก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จุ๊ย์ปาก

"อย่าไปจ้องเขาอย่างนั้นซีพี่เชย ผิดระเบียบข้อบังคับ"

ลุงเชยพูดเสียงลั่น

"โฮ้ย ผิดก็ผิดเถอะวะ มายืนแก้ผ้าให้ฉันเห็นอย่างนี้ใครมันจะอดดูได้ อีหนู ๔ คน หลานของข้ายังดูนี่หว่า ฮิ ฮิ สนุกจังโว้ย ฉันไม่กลับนครสวรรค์แล้ว ต้องขอเป็นสมาชิกชีเปลือยตลอดกาลเลย ฉันอยากจะเรียกที่นี่ว่า "นิคมจ้ำบ๊ะ" มากกว่าสมาคมนุ่งลมห่มฟ้า ผ่าเถอะ ดูแล้วสบายตาฉิบหายเลย โน่นยายคุณนายคนโน้นก็ไม่เลวนา จ้ำบ๊ะเหลือเกิน ให้ดิ้นตาย"

กิมหงวนเดินเข้ามายกมือเท้าสะเอว มองดูหน้าลุงเชย แล้วพูดขึงขัง

"อย่าฟิตจัดนักคุณลุง ประเดี๋ยวผมไล่ออกจากสมาคมนะคุณลุง"

"หน็อยแน่ ไล่ออกซีจะได้โดนเตะ เสียค่าพรีเมี่ยมไปแล้วนี่หว่า ไม่ใช่เข้ามาเฉยๆ "

ก่อนที่เสี่ยหงวนจะพูดว่ากระไร ทุกคนก็ได้ยินเสียงนกหวีดตำรวจเป่าติดๆ กันหลายครั้งและมีเสียงฝีเท้าวิ่งคึ่กคั่กทั่วบ้าน

เจ้าพนักงานตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ ๕๐ คน ได้กระจัดกระจายกำลังกันเข้ามาในสมาคมนุ่งลมห่มฟ้าอย่างรวดเร็วฉับพลัน แต่ตำรวจปราศจากอาวุธปืน มีแต่กระบองคาดเอวคนละอัน ทำให้น่าเคารพนับถือยิ่งขึ้น

เจ้าพนักงานตำรวจบุกขึ้นมาทางด้านหน้าและด้านหลังของตัวตึก บรรดาสมาชิกชีเปลือยทั้งชายหญิงตระหนกตกใจไปตามกัน ร้องวี๊ดว๊ายกะตู้วู้วิ่งหนีเอาตัวรอด ตำรวจไล่ตะครุบแต่สมาชิกผู้หญิง มีการกอดปล้ำกันบ้างตามธรรมดาของผู้จับกุม นายตำรวจคนหนึ่งกระโดดกอดนวลลออไว้

"อย่าหนีนะครับ"

"ว้าย ปล่อยดิฉันซีคะ อุ๊ย-จับเฉยๆ ซีคุณ"

อัศวินหนุ่มหัวเราะ คลายมือที่กอดนวลลอออก แล้วกระซิบบอกหล่อน

"รีบหนีไปเถอะครับ ผมไม่จับคุณหร็อก"

ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นแล้ว ต่างคนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด คุณหญิงวาดมุดเข้าไปซ่อนใต้โต๊ะถูกตำรวจคนหนึ่งลากขาออกมา คุณหญิงยกมือทั้งสองจี้สะเอวตำรวจ พลตำรวจคนนี้ขี้จั๊กกะจี้ก็หัวเราะงอหาย ปล่อยให้คุณหญิงวาดหลบหนีไปได้

ลุงเชยกับเจ้าสัวกิมไซวิ่งเข้าไปในห้องทางขวามือ ต่างคนต่างกลัวตำรวจจนแทบจะเป็นลม ห้องนี้เป็นห้องสมุดมีรูปปั้นและหุ่นเหล็กขนาดคนจริงๆ ตั้งอยู่หลายรูป แสงไฟฟ้าในห้องส่องสว่างสลัวๆ

"ทำยังไงลี พี่เชย อั๊วแย่เลี้ยว เยียะโปลิกต้องฟ้องอั๊วหาว่าอนาจาน อนาชาม เลี้ยวอั๊วต้องถูกเนรเทกแน่ๆ อาพี่เชยโอ๊ย"

ชายชราตัวสั่นงันงก

"มังลีไม่ไหวพี่เชย ใจอั๊วมังหยุกเลี้ยว พอเห็นโปลิกเต้นไม่ออก คีเหย่าก็ไม่เต้ง เค้าเป๋อ้า"

เสียงตึงตังโครมครามของตำรวจและสมาชิกชีเปลือยดังอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายหนึ่งหนีการจับกุม อีกฝ่ายหนึ่งไล่ตะครุบ เหมือนโปลิศจับขโมยไม่มีผิด พวกตำรวจไม่ได้ตั้งใจจับเท่าใดนัก นายใช้ให้มาจับก็ต้องมาตามคำสั่ง บุคคลเหล่านี้กระทำความผิดในฐานะเป็นสมาชิกของสมาคมเถื่อนและเปลือยกายล่อนจ้อน ไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงอะไร สมาชิกสาวๆ วิ่งหนีตำรวจจนมุมก็ยกมือไหว้ขอให้ปล่อย ตำรวจตะครุบมับแล้วปล่อยหนีไป ส่วนสมาชิกผู้ชายตำรวจจับได้เกือบหมดโดยไม่ไว้หน้า นอกจากนายตำรวจชั้นอัศวินคนหนึ่งซึ่งเข้ามาเป็นสายลับและยอมแก้ผ้าโทงๆ เช่นสมาชิกทั้งหลาย

นายตำรวจคนหนึ่งพาลูกน้อง ๔ คน บุกเข้ามาในห้องสมุด ลุงเชยกับเจ้าสัวกิมไซยืนนิ่งเฉยทำท่าเหมือนรูปปั้นนักกีฬาชาวกรีกในสมัยโบราณ

"ไม่มีครับหมวด" พลตำรวจผู้หนึ่งพูดกับรองสารวัตร "ไปห้องอื่นเถอะครับ"

อัศวินหนุ่มโบกมือ

"เดี๋ยวๆ อั๊วชอบรูปปั้น ๒ ตัวนี่เหลือเกินโว้ย ปั้นเหมือนกับคนจริงๆ แกดูซิ แม้แต่ขนจั๊กกระแร้ เวลาถูกลมพัดยังพะเยิบพะยาบได้"

ลุงเชยอมยิ้มแต่แล้วรีบหยุดยิ้มทันที นายตำรวจหนุ่มซึ่งมีนิสัยตลกคนองรู้แล้วว่าลุงเชยกับเจ้าสัวกิมไซเป็นหุ่นปลอม เขาเดินยิ้มกริ่มเข้ามายืนเบื้องหน้าชายชราทั้งสอง ยกมือเขี่ยสะดือลุงเชยเบาๆ

"อือ เขาปั้นได้ดีมากโว้ย" พูดจบก็ล่วงกระเป๋าหยิบไม้ขีดไฟออกมา แล้วหันมาพูดกับตำรวจของเขา "ลองเอาไฟเผาหนวดดูซิว่า หนวดนี้จะไหม้ไฟไหม"

ลุงเชยใจหายวาบ พูดขึ้นทันที

"ไหม้ครับ ไม่ต้องเผา แฮ่ะ แฮ่ะ ผมยอมให้จับแล้ว ง่า-นี่ก็หุ่นปลอมเหมือนกันครับ"

เจ้าสัวกิมไซสะดุ้งเฮือก

"ฮี้ อาพี่เชยนี่ไม่ไหวโว้ย โปลิกที่จะไม่รู้เสือกปายบอกเขา เก๋าเจ๊ง เล่นซักกังยังงี้คบไม่ล่าย"

ลุงเชยหัวเราะก้าก

"ถูกจับก็ต้องถูกจับด้วยกันซีเจ้าสัว" แล้วลุงเชยก็ยื่นมือทั้งสองให้นายตำรวจ "เชิญครับ เชิญใส่กุญแจมือตามสบาย"

อัศวินหนุ่มยิ้ม

"ไม่จำเป็นต้องใส่หร็อกครับคุณลุง ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร อย่างมากก็ถูกปรับ นายเขาให้ผมมาจับผมก็ต้องจับ ความจริงผมไม่อยากจับเลยเพราะเมียผมทั้ง ๓ คน ก็มาเป็นสมาชิกอาบแดดที่นี่ แม่ยายผมก็กำลังดำริจะมาเป็นสมาชิกเหมือนกัน ออกไปข้างนอกเถอะครับ"

ภายในห้องโถงอันกว้างขวาง สมาชิกชายไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ถูกเจ้าพนักงานควบคุมตัวอยู่ รวมทั้งคณะพรรค ๔ สหายด้วย ส่วนคุณหญิงวาดและแม่งามทั้ง ๔ ขณะนี้ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในสวนดอกไม้ พร้อมด้วยสมาชิกหญิงเป็นส่วนมากซึ่งตำรวจทำเป็นไม่เห็นและไม่พยายามค้นหาให้ทั่วบ้าน

ร.ต.อ. ร่างสูงใหญ่สารวัตรเจ้าของท้องที่รู้สึกขบขันอย่างยิ่งที่เขาได้มาเห็นคนหลายๆ คนเปลือยกายล่อนจ้อนไม่สะทกสะท้านเช่นนี้ เมื่อรองสารวัตรพาลุงเชยกับเจ้าสัวกิมไซเข้ามา ท่านสารวัตรก็อดหัวเราะไม่ได้

"ได้ตัวมาจากไหนล่ะคุณ"

"ในห้องสมุดครับ" รองสารวัตรพูดพลางหัวเราะพลาง "แกแกล้งยืนเป็นตุ๊กตาปั้น แต่ผมเห็นแว่บเดียวก็รู้"

สารวัตรรู้สึกขบขัน ในรูปร่างท่าทางของลุงเชยมาก ร.ต.อ. อรรถ อรรถรัตน์ เดินเข้ามาหยุดยืนข้างหน้าลุงเชย

"คุณลุงครับ ผมจะกันคุณลุงไว้เป็นพยาน ถ้าหากว่าคุณลุงให้ความสว่างแก่ผม"

ลุงเชยค้อนควับ

"อ๋อ ถ้าคุณอยากได้ความสว่างก็จุดตะเกียงเจ้าพายุเข้าซี" แล้วลุงเชยก็หันมายักคิ้วกับเจ้าสัวกิมไซ "ยังไง คำคมซะด้วยนิ"

แทนที่จะโกรธ สารวัตรกลับหัวเราะ

"ถ้าคุณลุงบอกผมว่า ใครเป็นหัวหน้าสมาคมนี้ละก้อ ผมจะปล่อยคุณลุงเป็นอิสระ คือจะกันตัวไว้เป็นพยานเท่านั้น"

ลุงเชยยิ้มแป้น

"ได้ครับ ผมจะบอกให้ โน่น-อ้ายหมอด๊อกเตอร์ดิเรก หลานชายผมเป็นนายกสมาคมนี้ ตาแก่หัวล้านชื่อพระยาปัจจนึกคนนั้นเป็นประธานกรรมการ เจ๊กแก่ขี้ยายืนอยู่ข้างผมนี่ชื่อเจ้าสัวกิมไซ แล้วตาแก่หัวล้านคนนั้นพระยาประสิทธิ์ฯ น้องชายผมเป็นกรรมการครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าลุงเชย

"ดีละพี่เชย ฝากเอาไว้ก่อน เจ็บตัวนะจะบอกให้"

"คุณ" นายเชยเขย่าแขนสารวัตร "เป็นพยานผมนะครับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวอาฆาตผม"

นายตำรวจหัวเราะ กล่าวกับทุกๆ คน

"ไม่มีเรื่องใหญ่โตอะไรหร็อกครับ ผมทราบดีว่า พวกท่านมีเจตนาที่จะอาบแดดเท่านั้น แต่สมาคมนี้เป็นสมาคมเถื่อน ผมต้องจับ เชิญไปโรงพักเถอะครับ เสื้อผ้าอยู่ที่ไหนโปรดนุ่งเสียให้เรียบร้อยก่อน

ในสิบนาทีนั้นเอง สมาชิกชีเปลือยทั้งหลายก็ถูกควบคุมตัวไปสถานีตำรวจ ทุกคนแต่งกายเรียบร้อยนั่งหัวเราะกันมาในรถ ๒ แถว คันใหญ่ตลอดเวลา

จบบริบูรณ์