พล นิกร กิมหงวน 011 : หมาแสนรู้

เย็นวันนั้น

คาดิลแล็คเก๋งคันงาม ได้คลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างสง่าผ่าเผย ในเวลาเดียวกับที่คณะพรรค ๔ สหาย พร้อมด้วยสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม นั่งรวมกลุ่มสนทนากันอยู่บนสนามหญ้าหน้าตึกใหญ่

นิกร การุณวงศ์ เจ้าหนุ่มจอมกะล่อนนั่งประจำที่คนขับตามลำพัง แต่มีสุนัขตัวหนึ่งนั่งชะเง้อคออยู่ข้างๆ เขา

หมาตัวนี้ไม่ใช่ อัลเซเชียน, เกรฮาว หรือบูลด๊อก อะไรเหล่านี้ แต่มันเป็นหมาพันธุ์ไทยเราดีๆ นี่เอง ซึ่งอาจจะเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกของประเทศไทย ที่หมาไทยตัวนี้ได้มีโอกาสนั่งชูคอในรถเก๋งอันมีค่า เพราะตามปรกติเราท่านก็ได้เห็นกันแล้วว่า หมาที่ได้รับเกียรติให้นั่งชูคอไปกับรถยนต์เก๋งนั้นจะต้องเป็นหมาฝรั่ง หรือย่างเลวๆ ก็ต้องเป็นหมาญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่หมาไทย

สัญลักษณ์แห่งความอาภัพอัปภาคย์ ของหมาไทยคงจะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเจ้าหมาตัวนี้ถูกนิกรพาขึ้นรถคาดิลแล็คเก๋งเคียงคู่กับเขา นิกรของเราไม่ได้สนใจกับประชาชนคนเดินถนน ที่พากันหัวเราะเยาะเขาอย่างขบขัน ในการที่เขานำหมาไทยขึ้นนั่งรถเก๋งคันงามคันนี้

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของคณะพรรค ๔ สหายสิ้นสุดลงทันที ทุกคนต่างพากันมองดูนายจอมทะเล้น ซึ่งขับรถแล่นมาจอดริมขอบสนาม

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานเสียงแหลม แล้วตะโกนขึ้นโดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจใครว่า "อะไรกันวะเจ้ากร แกเอาหมาโกโรโกโสตัวนี้มาจากไหน ตายแล้วมีอย่างที่ไหนวะ เอาหมาไทยขึ้นรถยนต์ ทำให้รถเสียศักดิ์ศรี"

นิกร เปิดประตูก้าวลงจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส วันนี้นิกรของเราฟิตจัดเป็นหนุ่มเต็มตัว ตัดผมเกรียนติดหนังหัว สวมกางเกงสีน้ำตาลไหม้ทรงจิ้งเหลน ขากางเกงทั้งสองข้างสูงจากตาตุ่มราวหนึ่งคืบ มองแลเห็นถุงเท้าตาหมากรุกสีแดงสลับดำอย่างถนัด เขาสวมเสื้อฮาวายลายดอกไม้หลายๆ สี ท่าทางกระชุ่มกระชวยผิดปรกติ แล้วนิกรก็หันไปทางรถคาดิลแล็คเก๋ง ผิวปากเสียงสั้นๆ ครั้งหนึ่ง

เจ้าหมาไทยสีน้ำตาล หูตั้ง ปากมอม และหางโค้งเหมือนเครื่องหมายคำถาม เผ่นแผลวลงมาจากคาดิลแล็คเก๋งคันนั้นทันที แล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย ด้วยกิริยาสงบเสงี่ยมเจียมตัว

นิกรกระเดาะปากเบาๆ เดินนำหน้าพาเจ้าหมาตัวนั้นตรงเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย เขาทรุดตัวลงนั่งด้วยความลำบากยากเย็น เพราะเป้ากางเกงตึงมากเกินไป แล้วนิกรก็ยักคิ้วให้คุณหญิงวาด

"อย่าแปลกใจเลยครับคุณอา สุนัขตัวนี้มีนามว่า "อ้ายตูบ" มันคือสุดที่รักของผม และเป็นดวงตาดวงใจของผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พัวเราะงอหาย ท่านพูดเสริมขึ้นทันที

"แกไปเอามาจากไหนวะอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"ผมซื้อมาจากสนามหลวงครับ ผมไปฟังไฮด์ปาร์คที่นั่น นักไฮด์ปาร์คเขากำลังวิพากย์วิจารณ์หนังเรื่องคิงแอนด็ไอ ฟังไฮด์ปาร์คเสร็จก็ขับรถวนรอบสนามหลวง ผมพบหมาตัวนี้กำลังเล่นกล เจ้าของเขาให้มันแสดงอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง แล้วก็ขอเงินจากผู้ดู ผมเห็นว่าอ้ายตูบมันเฉลียวฉลาดอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ รู้ภาษาคนสารพัด หกคะเมนตีลังกาได้ สั่งให้มันทำอะไรมันก็ทำตามคำสั่ง เฉลียวฉลาดกว่าอ้ายแห้วตั้งหลายเท่า ผมก็เลยขอซื้อเจ้าของเขา เพื่อเอามาเลี้ยงไว้ดูเล่น"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที เจ้าแห้วมองดูอ้ายตูบอย่างอิจฉาริษยา แล้วกล่าวขึ้นอย่างเคืองๆ ว่า

"รับประทานอ้ายเปรตนี่น่ะหรือครับ ฉลาดยิ่งกว่าผม"

นายจอมทะเล้นหันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"แน่นอน ถ้าแกคิดว่าแกฉลาดกว่าหมาตัวนี้ ก็นับว่าแกโง่บัดซบ อย่างที่ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว" แล้วนิกรก็พยักหน้ากับเสี่ยหงวนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เขา "แกคงไม่เชื่อว่าหมาตัวนี้ฉลาดกว่าอ้ายแห้วใช่ไหมล่ะ"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล

"อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรวะ ที่หมาฉลาดกว่าคน และโดยเฉพาะหมาไทยอย่างนี้ ถ้าหากว่ามันฉลาดกว่าหมาฝรั่งก็เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"กันซื้อหมาตัวนี้มาห้าพันบาทนะโว้ยอ้ายเสี่ย"

"ว้าย" ประไพร้องสุดเสียง "อะไรกันคะกร หมาไทยสีน้ำตาล ปากมอม หางตั้งเด่อย่างนี้น่ะหรือคะ ตัวละห้าพันบาท"

นิกรลืมตาโพลง

"พวกเราละก้อมันเป็นเสียงอย่างนี้แหละ ดูถูกของคนไทยด้วยกัน แล้วประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไร ที่ถูกเราเป็นคนไทยเราก็ต้องเลี้ยงหมาไทย อุดหนุนหมาไทย และให้ความเอื้อเฟื้อหมาไทยทั้งหลาย หมาไทยน่ะดีกว่าหมาฝรั่งด้วยประการทั้งปวง กินง่ายนอนง่ายข้าวคลุกหัวปลาทูยังได้ หรือสิ่งที่ไม่มีใครเขากินกันมันก็กินได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปให้หมอตรวจ ไม่ต้องเสียค่ายา ไม่ต้องทำกรงให้มันนอน โดยเฉพาะขี้ก็ก็เหม็นน้อยกว่าหมาฝรั่ง อยากได้เอามาเลี้ยงก็ไม่ต้องซื้อเป็นพันๆ อย่างหมาฝรั่ง หมาบ้านไหนออกลูกเราไปขอเขา เขาก็ให้ ขอหนึ่งตัวเขาแถมให้สองตัว บางทีแถมให้ทั้งครอก คือให้แม่มันมาด้วย ส่วนหมาฝรั่งเกิดมาได้สองอาทิตย์ราคาพันกว่าบาทแล้ว บางชนิดราคานับหมื่น"

ประไพพูดโพล่งขึ้นทันที

"อย่าเพิ่งอธิบายอะไรเลยค่ะ ไพอยากจะรูว่าหมาตัวนี้ราคาห้าพันบาทจริงๆ หรือ"

"จริงๆ " นิกรพูดเสียงแหลม "ให้ตายซีเอ้า"

"โอย...ตายแล้ว" ประไพทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม แล้วกล่าวกับนันทาพี่ผัวของหล่อน

"ดูซีคะพี่นัน เจ้าของหมามันหลอกต้มขายหมาตัวนี้ให้กร เห็นจะไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้ว ที่จะโง่บัดซบเหมือนอย่างกร"

นวลลออพูดขึ้นว่า

"อย่าเพิ่งเอะอะไปเลยค่ะคุณไพ ดิฉันสังเกตดูรู้สึกว่าหมาตัวนี้ท่าทางมันฉลาดพอตัวนะคะ คนอย่างคุณนิกรน่ะดิฉันรู้จักดี แกไม่ยอมเสียทีใครง่ายๆ หร็อก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็นพ้องด้วย

"เออ...ยายนวลพูดน่าฟัง ถ้าหมาตัวนี้ไม่เฉลียวฉลาดจริงแล้ว ที่ไหนเจ้ากรมันจะยอมเสียเงินตั้งห้าพันบาท พวกเราก็รู้ดีแล้วว่า อ้ายกรน่ะมันกระดูกขัดมัน"

ดร. ดิเรก เอื้อมมือตบศีรษะเจ้าตูบด้วยความปราณี แล้วกล่าวกับนิกรว่า

"เฮ้..ยู ให้อ้ายตูบมันแสดงความสามารถของมันให้ไอดูหน่อยซิ บางทีมันอาจจะฉลาดพอๆ กับเจ้าอาบูหมาของท่านมหาราชาจันทรกุมารก็ได้"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"มหาราชามาอีกแล้ว"

ดร. ดิเรก พยักหน้า

"ออไร๋น์ ไอหาจังหวะพูดถึงมหาราชามานานแล้ว ไม่มีโอกาสพูดถึงท่าน เปรี้ยวปากเต็มทน"

นันทากล่าวกับน้องชายจอมทะเล้นของหล่อน

"ไหน แกลองให้หมาตัวนี้แสดงอะไรให้พี่ดูหน่อยซิ"

นิกรยิ้มแป้น

"ได้ซีพี่นัน ฉันรับรองว่าพวกเราทุกคนจะต้องตื่นเต้น มหัศจรรย์ใจไปตามกัน อ้า...รายการแรก พี่นันลองให้อ้ายตูบคิดเลขดูก็ได้ แต่ต้องเป็นเลขในใจนะ เพราะอ้ายตูบมันเขียนหนังสือไม่เป็น"

นันทาหัวเราะคิ๊ก

"แกมันมะกอกสามตะกร้า มีอย่างที่ไหนหมาคิดเลขได้"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโร "อ้ายตูบนี่แหละคิดได้พี่นันลองตั้งโจทย์เลขคณิตคิดในใจให้อ้ายตูบทำซี รับรองว่าบวกลบคูณหาร อ้ายตูบให้คำตอบอย่างคล่องแคล่วทีเดียว"

ประภาเมียรักของนายแพทย์หนุ่ม รู้สึกสนใจอย่างยิ่ง หล่อนกล่าวกับนิกรว่า

"ดิฉันจะทดลองความรู้มันเดี๋ยวนี้ ดิฉันจะตั้งโจทย์เลขให้มันทำ"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน อ้ายตูบหมอบนิ่งเฉยอยู่ข้างนิกรและ ดร. ดิเรก ลักษณะของมันบอกว่าชอบฟังมากกว่าพูด ประภากล่าวกับอ้ายตูบด้วยเสียงอ่อนหวานน่าฟัง

"เจ้าตูบ...คอยฟังนะ มีเงินอยู่สิบบาท ซื้อขนมไปห้าบาทเหลือเงินอีกเท่าใด"

ทุกคนเงียบกริบ เจ้าตูบชูคอขึ้นมองดูประภา แล้วอ้าปากแลบลิ้นออกมาแฮ่กๆ สักครู่มันก็ส่งเสียงออกมาดังๆ ว่า

"ฮ่า..."

ทุกคนฮาครืน ต่างแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เท่าที่อ้ายตูบคิดเลขได้ถูกต้อง และสามารถเปล่งเสียงตอบออกมาได้ คุณหญิงวาดเริ่มสนใจและรักใคร่อ้ายตูบทันที

"โอ...มันเก่งอะไรอย่างนี้" คุณหญิงวาดพูดพลางหัวเราะพลาง "แหม...คิดเลขในใจได้ดีกว่าข้าเสียอีก เมื่อแม่ภาเขตั้งโจทย์บอกเอ็ง ข้าก็ลองคิดดูเหมือนกัน ข้ามัวแต่นับนิ้วมือ เอ็งก็ตอบเขาเสียก่อน ฮิ..ฮิ น่ารักจริงโว้ย ถ้าอย่างนี้ละก้อ ห้าพันบาทไม่แพงเลย"

นิกรดึงอ้ายตูบเข้ามากอด แล้วกล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงหัวเราะว่า

"มันฉลาดอย่างนี้แหละครับ ผมถึงได้ยอมเสียเงินห้าพันบาทซื้อมันมา ไม่เชื่อลองให้มันคิดเลขดูอีกก็ได้"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นทันที

"มา...กันเอง รู้สึกว่าเมื่อกี้นี้อ้ายตูบมันบังเอิญส่งเสียงคำรามออกมา พวกเราก็ทึกทักว่ามันตอบว่าห้า" แล้วเสี่ยหงวนก็พยักหน้ากับเจ้าตูบ "เฮ้ย...ฟังทางนี้โว้ย ฟังให้ดีนะ ที่หนองน้ำแห่งหนึ่งมีนกตะกรุมยืนจ้องหาปลาอยู่สามตัว..."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก ส่วนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอื้อมมือเขกกระบาลอาเสี่ยดังโป๊ก

"เปลี่ยนโจทย์เสียใหม่โว้ย"

เสี่ยหงวนยกมือลูบคลำศีรษะ เขาพูดกับเจ้าตูบต่อไป แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"เอาใหม่อ้ายตูบ สี่บวกสองเป็นเท่าไร"

เจ้าตูบอมยิ้ม ทำท่าเอียงอายแล้วส่งเสียงออกมาดังๆ

"หก"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที คุณหญิงวาดว่าเสียงอหาย ชอบอกชอบใจเจ้าตูบอย่างยิ่ง ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงสุนัขฝรั่งสองสามตัวก็เห่ากระโชกขึ้น อัลเซเชี่ยนของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รวมสามตัว วิ่งแข่งกันลงมาจากตึกใหญ่ แล้วตรงเข้ามาเพื่อจะกัดฟัดอ้ายตูบให้สาสม ซึ่งสันดานหมาฝรั่งทั้งหลายนั้นชอบข่มเหงรังแกหมาไทย อาจเป็นเพราะหมาฝรั่งเข้าใจผิด คิดว่าเมืองไทยเป็นเมืองขึ้นของพวกมันก็ได้

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นทันที เขายกเท้าเตะเจ้าอัลเซเชี่ยนตัวหนึ่ง ถูกสีข้างดังป้าบ แล้วเจ้าหมาฝรั่งสามตัวนั้นก็วิ่งหนีกลับขึ้นไปบนตึก เพราะกลัวแข้งนิกร ซึ่งนิกรนั้นก็เหมือนกับเจ้านายของมันคนหนึ่ง

เจ้าตูบผุดลุกขึ้นยืน มองดูหมาฝรั่งทั้งสามตัว แล้วมันก็ส่งเสียงหัวเราะลั่น

"ฮ่าๆ ฮ่าๆ "

เสียงหัวเราะของเจ้าตูบทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ต่างรู้สึกรักใคร่ พอใจในความสามารถของเจ้าตูบไปตามกัน พลยิ้มให้นิกรแล้วกล่าวว่า

"เข้าทีโว้ยกร กันรู้สึกว่าอ้ายตูบนี่น่ะมันฉลาดกว่าแกเสียอีก"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ไหงยังงั้นล่ะ คอยดูนะกันจะให้อ้ายตูบแสดงความสามารถต่อไป อันดับต่อไปนี้อ้ายตูบจะร้องเพลง "ใครขะโมยกางเกง" แล้วนิกรก็ยักคิ้วให้อ้ายตูบ "เอาโว้ยร้องหน่อยอ้ายน้องชาย"

เจ้าตูบทำตาละห้อยแล้วสั่นศีรษะ คุณหญิงวาดหัวเราะลั่นลงลูกคอเอิ๊กๆ

"โถ... มันร้องไม่ได้ยังอุตส่าห์สั่นศีรษะบอก มันเกินความสามารถไปแล้วละโว้ยเจ้ากร หมามันพูดไม่ได้แกจะให้มันร้องเพลงได้อย่างไรกัน"

นิกรอมยิ้ม

"ถ้ายังงั้นผมร้องแทนอ้ายตูบนะครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ลำบากนักก็อย่าร้องดีกว่า อ้ายตูบมันแสดงอะไรได้อีก ขอให้กันชมหน่อยเถอะวะ"

นิกรยกมือตบศีรษะเจ้าตูบเบาๆ

"เฮ้ย...เห่าซิ"

เจ้าตูบเห่าเสียงขรมลั่นบ้าน อัลเซเชี่ยนของคุณหญิงวาดสามตัวยืนจ๋องอยู่ที่หน้าตึก และซุบซิบกันว่า พวกมันคงจะหมดวาสนาในคราวนี้

นิกรออกคำสั่งต่อไปให้เจ้าตูบหอน ซึ่งเจ้าตูบก็ปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าตูบแสดงการยืนด้วยขาหลังทั้งสองข้าง และแสดงการเดินด้วยเท้าหน้าทั้งสองข้างเหมือนกับนักกายกรรม มันเป็นหมาที่เฉลียวฉลาดจริงๆ นิกรสั่งให้มันนอน, นั่ง, ยืนหรือกระโดด มันก็ปฏิบัติตามคำสั่งทุกครั้ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อมใสเจ้าตูบอย่างยิ่ง ท่านกล่าวกับนิกรว่า

"พ่อไม่เคยเห็นหมาของใครที่จะเฉลียวฉลาดกว่าเจ้าตูบของแกเลย พยายามเลี้ยงไว้ให้ดีๆ นะ"

นิกรหัวเราะชอบใจ เขากล่าวกับเจ้าตูบคล้ายกับว่าเจ้าตูบเป็นมนุษย์ไม่ใช่หมา

"อ้ายเพื่อนเกลอ เอ็งไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ ที่เอ็งเกิดมาเป็นหมาไทยรูปร่างไม่สวย อยู่กับข้า ข้าจะให้เอ็งมีความสุขอย่างที่สุด อ้ายหมาเปรตสามตัวนั่นเอ็งไม่ต้องกลัวมัน ถ้ามันกัดเอ็งข้าจะเตะมันเอง แล้วก้อ...ความจริงเอ็งก็ชายชาติหมาตัวหนึ่ง ถึงอ้ายอัลเซเชี่ยนนั่นมันใหญ่กว่าเอ็ง เอ็งก็เลือดหมาไทย เล็กน้ำพริกกัดกับมันซีวะ แล้วข้าจะให้เอ็งสู้กับมันตัวต่อตัว เอ็งก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่า หมาฝรั่งน่ะมันใจเสาะ สู้หมาไทยเราไม่ได้หร็อก ต่อไปนี้ข้าจะเอาเอ็งนั่งรถเก๋งไปกับข้าด้วย รู้จักกับพรรคพวกของข้าหน่อยซี ข้าจะแนะนำให้"

ครั้นแล้วนิกรก็แนะนำให้อ้ายตูบ ได้รู้จักกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสามกับคณะพรรคของเขา เจ้าตูบนั่งยองๆ ยกมือไหว้น่าสงสาร พอนิกรแนะนำคนหนึ่ง เจ้าตูบก็มองดูแล้วยกมือไหว้ครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อถูกแนะนำให้รู้จักกับเจ้าแห้ว เจ้าตูบก็ไม่ยอมไหว้ มิหนำซ้ำยังแยกเขี้ยวหลอก ล้อเจ้าแห้วเสียด้วย ทำให้เจ้าแห้วเดือดดาลมาก

"หนอย...มึงจะไหว้กูหน่อยกลัวจะเสียศักดิ์ศรีหมาหรือยังไงวะ"

เจ้าตูบหัวเราะหึๆ ในลำคอ แล้วเดินเข้าไปทรุดตัวหมอบลงข้างๆ คุณหญิงวาด วางหัวของมันลงบนตักของท่านอย่างประจบประแจง

"อุ๊ยตาย " คุณหญิงวาดอุทานด้วยเสียงหัวเราะ "แหมมันน่ารักอะไรอย่างนี้ อ้ายดิ๊กกี้นังมารี่ และอ้ายปอลของเราไม่เคยประจบประแจงดิฉันอย่างนี้เลยนะคะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็นพ้องด้วย

"ฉันคิดว่าอ้ายตูบน่ะพันธุ์มันดี มันถึงฉลาดอย่างนี้"

"นั่นน่ะซีคะ มันคงเป็นผู้ดีตกยากแน่นอน พ่อมันอาจจะเป็นหมาพระยาเลี้ยงก็ได้"

นิกรพูดขึ้นทันที

"เปล่าครับคุณอา เจ้าของเขาเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อก่อนนี้เขาเคยขายลูกโป่งแล้วทำว่าวขายเด็กๆ วันหนึ่งเขาไปขายลูกโป่งที่สวนลุมพินี มีลูกหมาตัวเล็กๆ อายุไม่ถึงหนึ่งเดือนเดินเก้กังอยู่แถวนั้น เขาก็เลยเอามาเลี้ยงอ้ายตูบนี่แหละครับ พ่อแม่ของมันคงเป็นหมาจรจัดอาศัยอยู่ในบริเวณสวนลุมพินีนั่นเอง" พูดจบนิกรกล่าวกับสุนัขแสนรู้ของเขา "เฮ้ย...เห่าและกระโจนกัดอ้ายหงวนเดี๋ยวนี้"

เจ้าตูบลุกขึ้นยืนทันที ทำตาเขียวจ้องมองดูเสี่ยหงวน มันเห่าเสียงลั่นแล้วกระโจนเข้าใส่ อาเสี่ยยกมือป้องปัดร้องเอะอะเอ็ดตะโร พอนิกรผิวปากสั้นๆ สองสามครั้ง อ้ายตูบก็หยุดอาละวาด หมุนตัวกลับเดินเข้ามาหานิกร ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะพรรค ๔ สหาย

เสี่ยหงวนพรวดพราดลุกขึ้นยืน ปรี่เข้ามาหาอ้ายตูบ และยกเท้าขวาเตะถูกสีข้างอ้ายตูบดังพลั่ก

"เฮ้ย " คุณหญิงวาดดุเสียงหัวเราะ "ไปทำมันทำไมพ่อหงวน"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับคุณหญิงวาด

"ก็มันกัดผมนี่ครับ"

พล พัชราภรณ์ ดึงขากิมหงวนให้นั่งลงแล้วกล่าวว่า

"หมาตัวนี้ฉลาดมาก มันรู้จักฟังคำสั่งของเจ้ากร กันเพิ่งเคยเห็นหมาไทยที่เฉลียวฉลาดกว่าหมาฝรั่งเป็นตัวแรก อ้ายตูบน่ารักมากที่เดียว"

นิกรเรียกอ้ายตูบเข้ามาหา แล้วสวมกอดมันด้วยความรัก

"อ้ายเพื่อนเกลอ อยู่กับข้าเถอะนะ แล้วอีกสองสามวันข้าจะหาเมียให้เอ็งตัวหนึ่ง อย่าไปเที่ยวซุกซนอย่างพวกข้าไม่ได้เชียวนะ เป็นยังไงวะ บ้านช่องของข้ากว้างขวางดีไหม"

มีเสียงตอบเบาๆ

"ดีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก มองดูอ้ายตูบอย่างประหลาดใจ แล้วท่านก็กล่าวถามนิกรด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายกร...อ้ายตูบมันพูดได้จริงๆ หรือวะนี่"

นิกรหัวเราะ

"เปล่าครับ ผมถามเองแล้วก็ตอบเอง แต่ดัดเสียงพูดให้แหลมเล็ก ก็เลยเหมือนเสียงอ้ายตูบพูด"

คณะพรรค ๔ สหายกับเมียๆ ของเขาและท่านผู้ใหญ่ ต่างมีความสนใจรักใคร่อ้ายตูบโดยทั่วหน้า คุณหญิงวาดขอร้องให้นิกรสั่งอ้ายตูบให้แสดงความสามารถอีก คราวนี้อ้ายตูบได้แสดงรำวงคู่กับนิกร เรียกเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงตลอดเวลา

เช้าวันรุ่งขึ้น

ปรากฏว่าอ้ายตูบหายไปเสียแล้ว คณะพรรค ๔ สหายต่างช่วยกันค้นหาอ้ายตูบทั่วบ้าน นิกรหัวเสียเดือดดาลมากเขาคว้าปืนเล็กยาววิ่งลงมาจากหลังตึก เพื่อจะยิงเจ้าอัลเซเชี่ยนทั้งสามตัว แต่ ดร. ดิเรกกับพลและกิมหงวนช่วยกันห้ามไว้

"ห้ามกันทำไมวะ " นิกรเอ็ดตะโร "อ้ายหมาฝรั่งสามตัวนี่แหละเป็นต้นเหตุ ให้อ้ายตูบอยู่กับเราไม่ได้ กันรู้ดีว่าอ้ายตูบจากเราไปด้วยความรันทดใจแสนสาหัส ไปอย่างปวดร้าวชอกช้ำ"

"ปู้โธ่ " อาเสี่ยคราง "หมาอัปรีย์อะไรกันวะรู้จักรันทดใจปวดร้าวหัวใจ นั่นมันคนโว้ยไม่ใช่หมา"

นิกรหัวเราะ

"อ้ายสามตัวนี่มันอิจฉาอ้ายตูบรู้ไหม ถ้าอ้ายตูบไม่หนีไป การกัดกันครั้งใหญ่ระหว่าหนึ่งต่อสามก็จะเกิดขึ้นภายในวันนี้ แล้วก็คิดดูวีวะ อ้ายตูบมันจะสู้ได้อย่างไร เมื่อคืนกันได้ยินอ้ายปอลปรึกษากับพรรคพวกของมัน"

ดร. ดิเรก หัวเราะก้าก

"ยูเป็นหมาหรืออย่างไร ถึงได้ฟังภาษาหมารู้เรื่อง"

นายจอมทะเล้นทำคอย่น ก่อนที่เขาจะพูดว่ากระไร เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินลงบันไดหลังตึก ตรงเข้ามารวมกลุ่ม

"ว่ายังไงโว้ยกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับลูกเขยของท่าน "น่ากลัวว่าอ้ายตูบคงออกไปนอกบ้านและถูกรถยนต์ทับตายแล้ว"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"นั่นนะซีครับ ประเดี๋ยวผมจะเอารถออกตาม ถ้าไม่พบก็จะลงประกาศหนังสือพิมพ์ ให้รางวัลแก่ผู้ที่นำอ้ายตูบมาคืนผม จะเอามาส่งเองหรือจะส่งมาทางไปรษณีย์วัตถุก็ได้"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"น่าเสียดายเหลือเกิน แม่ไพว่าเมื่อคืนอ้ายตูบนอนอยู่ข้างเตียงนอนของแกตลอดเวลา"

"ถูกแล้วครับ ตอนดึกผมลุกขึ้นมาเยี่ยวอ้ายตูบหายไปแล้ว ผมเข้าใจว่ามันลงไปส้วมข้างล่างก็ไม่ได้สนใจ แต่ผมสั่งมันไว้แล้วว่า ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ส้วมก็ไม่ต้องลงไปข้างล่าง เพราะมีห้องส้วมห้องน้ำติดกับห้องนอนแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "แกหาดูทั่วห้องแล้วหรือ"

"ทั่วแล้วครับคุณอา ผมค้นกระทั่งตามลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง ตามตู้เสื้อผ้า"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"ค้นหาอ้ายตูบน่ะหรือ"

"ค้นหาปากกาหมึกซึมของผมครับ หายไปหลายวันแล้ว ไม่รู้ไปวางไว้ที่ไหน"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ แล้วท่านก็พาทุกๆ คน เดินเข้าไปในสวนดอกไม้หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ทำการค้นหาอ้ายตูบโดยละเอียดถี่ถ้วน แต่ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของอ้ายตูบ

ตอนสายวันนั้นเอง

คณะพรรค ๔ สหายได้พากันไปหาหมอดู มีชื่อเสียงคนหนึ่งทางสีลม ซึ่งเป็นชาวไทยอิสลาม และ ดร. ดิเรกยกย่องนับถือมาก รับรองกับนิกรว่าชายชราผู้นี้ดูแม่นราวกับตาเห็นโดยเฉพาะของหาย

"อ๋อ....มันไม่ไปไหนหรอกครับคุณ" หมอดูได้บอกกับนิกรเช่นนี้ "มันมาจากที่ใด มันก็กลับไปอยู่ที่นั้นแหละครับ รีบตามไปเถอะครับ ถ้าไม่พบกลับมาเตะผมได้เลย"

เมื่อได้ทราบจากหมอดูเช่นนี้ เจ้าแห้วก็พา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกจากบ้านหมอดูมุ่งตรงไปยังท้องสนามหลวง "คาดิลแล็ค" เก๋งคันงามมาถึงสนามหลวง ด้านตรงข้ามกับกำแพงพระราชวังในเวลา ๑๐.๓๐ น. เจ้าแห้วนำรถแล่นเข้าไปจอดชิดขอบสนาม นิกรยกมือชี้ไปที่กลุ่มประชาชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งยืนล้อมวงมองดูอะไรอยู่

"อ้ายตูบอยู่นั่น" นายจอมทะเล้นพูดด้วยความดีใจ "ไปโว้ยพวกเรา มันคงกลับมาหาเจ้านายของมันอย่างแน่นอน เมื่อมันไม่สมัครใจอยู่กับเรา กันก็จะเอาเงินคืน ถ้าไม่ยอมคืนก็จะให้ตำรวจจัดการกับเจ้าของอ้ายตูบต่อไป"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันลงจาก "คาดิลแล็ค" เก๋ง เดินเข้าไปในบริเวณสนามหลวง และแหวกกลุ่มประชาชนเข้าไป

ในที่สุด คณะพรรค ๔ สหายก็แลเห็นอ้ายตูบกำลังแสดงความสามารถของมัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินจากผู้ดู ซึ่งขณะนี้เจ้าตูบกำลังคาบตะกร้าเดินวนเวียนไปมารอบๆ ขอทานสตางค์เขา

นิกรร้องเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ

"เฮ้...อ้ายตูบ มานี่"

อ้ายตูบเงยหน้าขึ้นมองดูนิกร แล้วมันก็ตกใจทำคอย่นแล้ววิ่งเข้าไปหาเจ้าของมันทันที นิกรพาพวกของเขาเดินเข้าไปกลางวง หยุดยืนเผชิญหน้ากับชายกลางคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของอ้ายตูบ ชายผู้นั้นรีบยกมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อม

"ได้โปรดเถอะครับ อ้ายตูบเป็นหมาที่ซื่อสัตย์กตัญญูต่อผมอย่างยิ่ง ผมขายให้คุณไปแล้ว และคุณก็พามันนั่งรถยนต์ไปบ้านของคุณ บ้านคุณอยู่ไหนผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่ตอนเช้าวันนี้เอง อ้ายตูบมันก็มาหาผมที่นี่ มันดีอกดีใจมากที่ได้พบผม ผมก็เลยให้มันแสดงละครหมาเก็บเงินรายได้บำรุงกระเป๋าผมเอง แฮ่ะ แฮ่ะ อ้ายตูบเป็นสิทธิ์ของคุณแล้ว คุณเอามันไปเถอะครับ"

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันมองดูอ้ายตูบด้วยความพอใจ อ้ายตูบหมอบอยู่ข้างเจ้าของของมัน หยาดน้ำตาไหลพรากลงมาเป็นทาง สายตาของมันที่มองดูนิกรนั้นเหมือนกับจะบอกนิกรว่า มันไม่สามารถจะปลีกตัวไปหาความสุขตามลำพัง เพราะมันห่วงใยเจ้าของของมัน และต้องการตอบแทนบุญคุณชายกลางคนผู้นี้ ด้วยการแสดงศิลปะของมัน

ทุกคนใจแป้วไปตามกัน

"ว้า "เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "อย่าเอามันไปเลยวะอ้ายกร ดูซิวะ มันร้องไห้น่าสงสาร มันสมัครใจอยู่กับเจ้าของของมันมากกว่าเรา"

ชายกลางคนยกมือไหว้นิกร แล้วกล่าวว่า

"ผมจะคืนเงินห้าพันบาท ให้คุณเดี๋ยวนี้แหละครับ"

นิกรยอมรับว่าเขาสงสารเจ้าตูบแทบขาดใจ เขาโบกมือแล้วกล่าวว่า

"ไม่ต้องหรอกพี่ชาย เงินห้าพันบาทฉันให้อ้ายตูบเป็นรางวัลแห่งความซื่อสัตย์กตัญญูของมัน ขอให้แกเลี้ยงรักษามันให้ดีเถอะนะ หมาเป็นสัตว์ที่กตัญญูรู้คุณน่ารักมาก ถ้าหากว่าอ้ายตูบเป็นคน เมื่อมันได้ดีมีความสุข ได้อยู่ตึกใหญ่บันไดสูง จ้างมันก็ไม่กลับมาหาแก ฉันพอจะเข้าใจแล้ว มันกลับมาหาแกก็ด้วยความกตัญญูรู้คุณ อ้า...มันมาอย่างไรพี่ชาย มารถประจำทางหรือมารถแท็กซี่"

ชายผู้นั้นหัวเราะ

"มันเดินมาครับ เดินมาทางสะพานผ่านพิภพแหละครับ พอเห็นผมเข้าก็วิ่งจู๊ดเข้ามา เลียหน้าเลียตาผมแสดงความดีใจ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ เขาก้มลงตบศีรษะเจ้าตูบเบาๆ แล้วกล่าวว่า

"อ้ายเพื่อนเกลอ แกเป็นหมาไทย แก้ต้องใช้ชีวิตอย่างหมาไทยทั้งหลาย กันยอมสละแกแล้วทั้งๆ ที่กันมีสิทธิ์ที่จะเอาแกไปเลี้ยง ลาก่อนอ้ายตูบถ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรละก้อ ไปหาข้านะโว้ยเข้าใจไหมล่ะ"

"เข้าใจครับ โฮ้ง โฮ้ง"

คณะพรรค ๔ สหายหันมามองดูหน้ากัน แล้วกลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมๆ กัน เป็นครั้งแรกที่นิกรได้แสดงน้ำใจอันกว้างขวาง คือยอมเสียเงิน ๕,๐๐๐ บาท เพื่อตอบแทนความซื่อสัตย์กตัญญูของอ้ายตูบ นิกรกล่าวกับพรรคพวกของเขาว่า

"ไปเถอะโว้ย พวกเรา รู้สึกว่าอ้ายตูบมันอึดอัดใจมากเท่าที่อ้ายตูบมันต้องเผชิญหน้ากัน"

ครั้นแล้ว นายจอมทะเล้นก็พาเพื่อนเกลอเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปจากกลุ่มประชาชนเหล่านั้น.

จบบริบูรณ์