พล นิกร กิมหงวน 111 : พ่อตารำขวาน

บ้าน "พัชราภรณ์" มักจะมีเรื่องเอะอะโกลาหลอยู่เสมอ นอกจากนี้มักจะมีเรื่องเกี่ยวกับความยุ่งยากเดือดร้อนรำคาญบ่อยๆ เป็นต้นว่าผัวเมียตีกันทะเลาะกันบางที ก็มีเสียงปืนดังขึ้น เสียงไชโยโห่ร้องคล้ายกับมีการปฏิวัติหรือรัฐประหาร บางทีดึกดื่นเที่ยงคืนมีคนเมาแหกปากร้องยี่เก สุนัขหอนเห่ารับเกรียวกราว บางทีมีเสียงร้องเลียะพะโดยไม่มีเหตุผลสมควร บางทีก็มีเสียงตะโกนว่าไฟไหม้หรือถูกปล้น รวมความแล้ว คนในบ้าน "พัชราภรณ์" ทำให้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นโรคปวดกะบาลไปตามกัน

ตอนดึกสงัดคืนวันนั้น เสียงเอะอะเอ็ดตะโร ของผู้หญิงสี่คน ดังขึ้นอีกเหมือนกับเกิดฆ่ากันตาย ความไม่ได้มีเรื่องสลักสำคัญอะไรนอกจากสี่สหายไปเที่ยวกลับมาดึกดื่น เลยเกิดปะทะกับเมียของเขา

หลังจากแม่เสือทั้งสี่ ได้หยิบข่วนทุบถองตบตีผัวๆ ของหล่อนจนหนำใจแล้ว หล่อนก็ปิดประตูห้องนอนปล่อยให้พ่อเทวดาทั้งสี่คน นั่งทำตาปริบๆ อยู่บนพื้นห้องที่เฉลียงหลังตึกชั้นบน

ความเงียบเกิดขึ้นได้เพียงนาทีเดียว แม่เสือแก่ก็เปิดห้องนอนของท่าน เดินเข้ามาหยุดยืนเท้าสะเอวมองดูสี่สหายอย่างเดือดดาล

พล พัชราภรณ์กระซิบบอกนิกรเบาๆ

"เฮ้ย-คุณแม่มา"

นายจอมทะเล้นกำลังนั่งกอดเข่าสัปหงกหงึกๆ เข้าใจว่าพลแกล้งพูดหลอกเขา ก็หัวเราะหึๆ หลับหูหลับตาพูดกับพลด้วยเสียงอันดัง

"มาก็ไม่กลัววะ ขืนมาทำสะเงะสะแงะ พ่อจะได้จับแช่น้ำปลาเสียปะไร"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือก โมโหจนตัวสั่นจนกระทั่งแลเห็นนิกรเป็นลูกฟุตบอลล์วางอยู่บนเส้นแบ็ค และท่านเป็นแบ็ค คุณหญิงวาดปราดเข้ามายกเท้าเตะ นายจอมทะเล้นเต็มเหนี่ยว

"นี่แนะ จับแช่น้ำปลา"

นิกรลืมตาโพลง ใจหายวาบเมื่อเงยหน้าขึ้นมองดูคุณหญิงวาด เขาถอยหลังกูดและยกมือไหว้ปะหลกๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ สวัสดีครับ อ้ายพลมันกระซิบบอกผมว่าคุณอาว์มา ผมนึกว่ามันหลอกผมเสียอีก นอนเสียซิครับดึกดื่นแล้ว"

"อ๋อ นั่นมันเรื่องของฉันย่ะ ฉันจะนอนหรือจะนั่งไม่ได้หนักกะบาลแกเลย"

นิกรอมยิ้ม

"นั่นน่ะซีครับ ผมมีปากก็สวดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง คุณอามีธุรอะไรที่จะใช้ผมหรือครับ"

"เปล่าย่ะ ไม่มีอะไรที่จะใช้แกหร็อก แต่ฉันจะออกมาด่าพวกแก"

กิมหงวนทำคอย่น รีบยกนิ้วชี้ทั้งสองข้างยัดเข้าไปในรูหูแล้วผิวปากเพลงจีนกลบเกลื่อน คุณหญิงวาดตวาดลั่น

"ไม่ต้องอุดหูโว้ย"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก เงยหน้าขึ้นมองดูคุณหญิงวาดอย่างเกรงกลัว

"ไม่ได้อุดนี่ครับ ผมเตรียมฟังคุณอาด่าอยู่แล้ว"

คุณหญิงวาดตะโกนลั่นบ้าน "ฉันว่าอ้ายหงวนไม่ได้ว่าแก" แล้วท่านก็เล่นงานสี่สหายด้วยเสียงอันดัง โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจใคร "เที่ยวยังไงกันวะหา กลับตั้งป่านนี้ ที่เที่ยวมันมีอยู่ที่ไหนดึกดื่นจนป่านนี้แล้ว"

สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน นิกรเอนตัวลงนอนตะแคง เอาศีรษะหนุนตักพล และประสานมือทั้งสองไว้ใต้ขา คุณหญิงยกเท้าเตะก้นหลานชายของท่านดังพลั่ก

"ลุกขึ้น อ้ายอั้งเบ๊"

นายจอมทะเล้นบ่นพึมพำและลุกขึ้นนั่งตามเดิม

"เอาไว้ด่าพวกผมพรุ่งนี้ไม่ดีหรือครับ"

"ไม่ได้ ต้องด่าคืนนี้" คุณหญิงตวาดแว๊ด "ฉันอยากจะรู้นักว่า อ้ายหมาตัวไหนที่เป็นต้นคิดชวนกันไปเที่ยวตั้งตีสองตีสาม"

ใครคนหนึ่งรูปร่างอ้วนเตี้ยศีรษะล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บ ค่อยๆ คลานออกมาจากใต้โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง

"ว๊าย ตาเถร! " คุณหญิงวาดอุทานออกมาด้วยความตกใจ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"ไม่ใช่ตาเถรหร็อกครับ ผมเองคุณหญิง"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล จ้องตาเขม็งมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ต๊าย ตาย ทำไมเข้าไปมุดอยู่ใต้โต๊ะล่ะคะ" พูดพลางหัวเราะพลาง

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มอายๆ

"ผมกลัวจะเสียผู้ใหญ่ก็เลยแอบอยู่ใต้โต๊ะ แต่ทนฟังไม่ไหวครับ คุณหญิงว่าอ้ายหมาตัวไหนที่เป็นต้นคิดชวนกันไปเที่ยว ไม่ใช่หมาหร็อกครับ ผมเองคุณหญิง วันนี้ผมไปรับเบี้ยบำนาญที่กลาโหมอ้ายพวกนี้มันตามไปด้วย ขอร้องให้ผมเลี้ยงดูปูเสื่อ ผมก็พามันไปเที่ยว"

คุณหญิงวาดยกมือทาบอก

"ตายจริง ถ้ายังงั้นดิฉันขอประทานโทษเถอะค่ะ นึกว่าอ้าย 4 คนนี่มันไปเที่ยวกันตามลำพัง ถ้าทราบว่าเจ้าคุณพาไป ดิฉันจะไปว่ากระไรล่ะคะ"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจโล่งอก

"ผมไม่ได้พาไปเที่ยวสำมะเลเทเมาหร็อกครับ"

ก่อนที่คุณหญิงจะพูดอะไรอีกในเรื่องนี้ นัยน์ตาของท่านก็เหลือลานคล้ายกับว่าท่านพบเห็นอะไรเข้า

"ว๊าย" คุณหญิงวาดร้องสุดเสียงตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือดเพราะความกลัว กระโดดเข้ามายืนระหว่าง 4 สหาย ยกมือชี้ไปที่ใต้ม้ายา; "นั่น..ดูนั่น..ตะ..ตะ..ตีนใครโผล่ออกมาใต้ม้ายาว"

นายพัชราภรณ์มองตามสายตาท่านแล้วหัวเราะหึๆ

"เท้าอ้ายแห้วครับ"

"หา.. ตีนอ้ายแห้วทำไมมันถึงสั่นกระด๊กๆ อย่างนั้น" ท่านพูดระล่ำระลัก

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ก็อ้ายแห้วมันกลัวคุณอาน่ะซีครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้ ยกมือตบหน้าอกแล้วปลอบขวัญตัวเองเบาๆ

"ขวัญเอ๊ย ขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัวนะขวัญนะ โอย ใจคอหายหมด นึกว่าผีมันยื่นตีนออกมาหลอกเสียอีก" ท่านเดินข้ามขา ดร.ดิเรก ตรงมาที่ม้ายาว "มา-ออกมาดีๆ อ้ายห้าร้อยละลาย"

เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน ค่อยๆ คลายออกมาจากใต้ม้ายาวตัวนั้น นั่งพับเพียบพนมมือแต้

"เอ็งไปกะเขาด้วยหรืออ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วปากคอสั่นเพราะความกลัว คุณหญิงวาดตวาดแว๊ด

"ทำไมไม่พูด หา.."

"รับประทานพูดไม่ออกครับ"

"อ้อ-กลัวมากถึงกับพูดไม่ออก โธ่-เดี๋ยวแม่เตะยกล้อเลย ไม่ว่าเขาจะไปไหนกัน เอ็งจะต้องติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ" แล้วท่านก็หันมามองดูสามสหาย "หลับนอนกันเสียทีซี เกือบตี 3 แล้ว"

นิกรว่า "นอนยังไงล่ะครับ เมียเขาสะไตร๊คปิดห้องใส่กลอนข้างในเสียแล้ว"

คุณหญิงพยักหน้าช้าๆ

"ยังงั้นฉันก็ช่วยอะไรแกไม่ได้ ไปนอนกับเจ้าคุณท่านซี แบ่งไปนอนกับเจ้าแห้วบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดขึ้นทันที

"นอนยังไงครับ เตียงผมกว้าง 3 ฟุตครึ่งเท่านั้น"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานห้องผมเหมือนรังหนู ขี้ฝุ่นหนาราว 5 ศอก รับประทานใครนอนได้ก็เชิญครับ"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้ หมุนตัวกลับเดินไปยังห้องนอนของท่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯลุกขึ้นบ้างกล่าวกับ 4 สหาย

"ข้าไปนอนละโว้ยดึกแล้ว พวกแกลงไปนอนในห้องโถงก็แล้วกัน ถ้าหนาวก็ถลกพรมเอามาห่มเถอะหรือม่ายนอนสุมกันแบบลูกหมาไม่ต้องใช้ผ้าห่มก็ได้"

กิมหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก

"คุณอาว์ถ้าจะเคย"

ท่านเจ้าคุณไม่พูดอะไรเลยเดินกลับไปห้องนอนของท่าน 4 สหายต่างเอนตัวลงนอนบนพื้นเฉลียงหลังตึกนั่นเอง ใช้แขนหนุนต่างหมอน ต่างตบยุงเปาะแปะตลอดเวลา เวลาผ่านพ้นไปยุงก็ยิ่งมากขึ้นส่งเสียงร้องอย่างน่ารำคาญ พล กิมหงวน กับ ดร.ดิเรก บ่นพึมพัม ส่วนนิกรเพียงครู่เดียวก็กรนเสียงสนั่นหวั่นไหว

ยุงกัดหนักเข้าอาเสี่ยก็โมโห เขาพรวดพราดลุกขึ้นเดินเปะปะมาที่ห้องนอนของเขา ยกมือเขย่าลูกบิดประตูโครมๆ

"เมีย..เมียโว้ย..เปิดประตูหน่อย"

มีเสียงตะโกนออกมาจากในห้อง

"ไม่เปิด อยากเที่ยวก็เชิญนอกห้อง"

กิมหงวนขบกรมกรอด เขย่าประตูอีก

"ไม่เปิดจริงเรอะ"

"ไม่เปิด"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"เออ-ไม่เปิดก็ไม่ง้อ พรุ่งมีเมียใหม่โว้ย เมียพันยังงี้ปลดเกษียณอายุเสียที อะไร้..ใจดำอำมหิตยิ่งกว่าคนเป็นหิด ปล่อยให้ผัวนอนตากยุ่งมีอย่างที่ไหน.."

แล้วเสี่ยหงวนก็เดินกับมาหาคณะพรรคของเขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ ล้วงกระเป๋าหยิบซองบุหรี่รอนสันออกมาเปิดจุดสูบ แจกให้เพื่อนคนละมวน สามสหายนั่งสูบบุหรี่พ่นควันอย่างกระสับกระส่าย

"กี่ทุ่มวะ พล" อาเสี่ยถาม

พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"เกือบตี 3 แล้ว"

"เออ-ค่อยยังชั่วหน่อย ทนให้ยุงมันกินอีก 3 ชั่วโมง พับผ่าเถอะวะ เมียเรานี่ดูๆ รู้สึกว่าหล่อนพยายามทำตัวเป็นแม่เราเสียจริงๆ " พูดจบกระชากแขนนิกรให้ลุกขึ้นนั่ง "เฮ้ย-ปู้โธ่โว้ย ยังไม่ทันไรหลับแล้ว"

นิกรเคี้ยวปากจั๊บๆ นั่งหลับตากรนเสียงสูงต่ำต่อไป

ดร.ดิเรก มองดูนิกรอย่างขบขัน แกล้งพูดขึ้นเบาๆ

"โน-ไอกลัวท้องเสียกินผิดเวลา ให้อ้ายกรมันกินเถอะ เอ็งซื้อมาจากไหนวะอ้ายแห้ว เจ้านี้รู้สึกว่าทำน่ากินมาก"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลงหายง่วงทันที

"ไหน-หอยทอดหรือข้าวหน้าไก่"

กิมหงวนหัวเราะคิ๊ก

"แดกมะเหงกนี่ไปพลางๆ ก่อนซี หน็อยแน่ พอพูดถึงเรื่องกินเท่านั้นลืมตาโพลงเชียว"

นิกรยิ้มอายๆ

"ไม่รู้นี่หว่า นึกว่าใช้ให้อ้ายแห้วไปซื้ออะไรมากินกัน ไหน-ขอยาตัวซิ สูบบุหรี่แก้กลุ้มดีกว่า"

อาเสี่ยส่งซองบุหรี่ของเขาให้นิกร นายจอมทะเล้นรีบจุดสูบทันที แต่พอทำท่าจะล้มตัวลงนอนเสี่ยหงวนก็คว้าคอไว้

"เดี๋ยวโว้ยอย่าเพิ่งนอน ปรึกษากันก่อนเถอะวะ"

นิกรพยักหน้า

"เรื่องตะหวักตะบวย แต่เรื่องเมียๆ ของพวกเรา" นายจอมทะเล้นโบกมือ "อย่าไปยุ่งกับเขาเลยวะ เขาจะเอายังไงก็ช่างเขา"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ช่างได้เรอะ หล่อนพยายามทำตัวเป็นแม่เราอย่างนี้ เราจะมีความสุขได้อย่างไรกัน ไปเที่ยวก็ห้าม น่าจะคิดบ้างว่า ซ่องผู้หญิงน่ะเขามีไว้สำหรับให้ผู้ชายไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ"

พลพูดเสริมขึ้น

"อย่าบ่นเลยวะรำคาญ สันดานของพวกเรามันไม่ดีเสือกกลัวเมียเสียแต่แรก เขาก็เลยข่มขู่เราเรื่อยมา อย่าไปคิดแก้ไขเลย เสียเวลาเปล่าๆ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะเบาๆ

"ไม่คิดไม่ได้ ต้องคิดซีวะ กันจะวิ่งเต้นหาเช่าบ้านสักหลังหนึ่ง เพื่อให้เป็นสโมสรหย่อนใจ สำหรับพวกเราโดยเฉพาะหาที่หลับที่นอนเครื่องใช้ไม้สอยไว้ให้ครบ วันไหนเราไปเที่ยวกลางคืนเราก็นอนเสียที่นั่น"

คราวนี้ 3 สหายเห็นพ้องด้วยทันที

"เออ-เข้าทีโว้ย ถ้าหากว่าแกเป็นคนออกเงินค่าเช่าบ้านและค่าเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ กันลงมติเห็นพ้องด้วยเลย"

เสี่ยหงวนยกฝ่ามือผลักหน้า นายจอมทะเล้นเต็มแรงแล้วหันมาทาง ดร.ณรงค์ฤทธิ์

"ว่าไงหมอ"

"อ๋อไรน์ อ๋อไรน์ เข้าทีดีเหมือนกัน อะไรที่มันเป็นความสุขของเรา เราก็ควรหาใส่ตัวของเรา ท่านอาหะเหม็ด เลขานุการของท่านมหาราชาจันทรกุมาร "

"เฮ้ย" นิกรตวาดลั่นทำให้ ดร.ดิเรกต้องหยุดพูดกลางคัน "มหาราชามาอีกแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้มเสี่ยหงวนกล่าวกับคณะพรรคของเขาต่อไป

"เมียเรานี่มันเฮงซวยเหลือเกินว่ะ พับผ่า ไม่รู้ว่าจะข่มขู่กันไปถึงไหน อ้ายเราจะเตะสักทีก็กลัวแม่จะฮึดสู้ขึ้นมา"

พลหัวเราะหึๆ

"อย่าพูดเลยวะอ้ายหงวน อย่าว่าแต่จะเตะเลยเพียงแต่มองหน้าคุณนวลแกก็ไม่กล้าเสียแล้ว"

"ก็นั่นน่ะซี" กิมหงวนพูดเสียหนักแน่น "ครั้งหนึ่งกันหนีไปอยู่ป่าเป็นทาร์ซานอยู่พักหนึ่ง ก็เพราะความรำคาญเมียนี่แหละ เมียคนอื่นมองดูแล้วชื่นใจเหลือเกินพูดจากับผัวแสนจะอ่อนหวาน คอยปรนนิบัติเอาอกเอาใจผัว เมียของพวกเราทั้ง 4 คน ไม่ได้ความสักคน แต่ละคนดุฉิบหายเลย"

นิกรพูดขึ้นเบาๆ

"ทิ้งเสียรึ หาเมียใหม่คนละคน ขนาดรองนางสาวไทยหรือเคยผ่านรอบประกวดนางสาวไทยมาแล้วยังมีว่างอีกเยอะแยะไป"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ทิ้งไม่ลง ยายนวลของกันน่ะนางสาวไทยทุก พ.ศ.มารวมกันเข้ายังสวยสู้นวลของกันไม่ได้ อายุ 30 กว่าเชฟก็ยังเต่งตึงผู้ชายเห็นมองจนเหลียวหลัง บางคนถึงกับขับรถตามนวลมาจนถึงบ้าน"

"แล้วจะมาบ่นหาหอกอะไรล่ะ" พลพูดเสียงดุๆ "หลับนอนกันเสียทีเถอะวะ เกือบสว่างแล้ว นอนกันที่นี่แหละ นอนสุมกันแบบลูกหมาอย่างที่คุณอาท่านแนะนำ ให้อ้ายแห้วมันคอยพัดยุงให้"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานผมก็เต็มฟัดเหมือนกันครับ"

สี่สหายเอนกายลงนอนสุมกันแบบลูกหมา เสี่ยหงวนยักคิ้วให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"100 บาทอ้ายแห้ว ข้าจะให้รางวัลเอ็ง 100 บาท ไปหาพัดขนนกที่ห้องโถงข้างล่างขึ้นมาปัดยุงให้พวกเรา รุ่งเช้าจ่ายเงินให้เลย"

เจ้าแห้วลืมตาโพลงหายง่วงทันที

"รับประทาน จ่ายล่วงหน้าให้ครึ่งหนึ่งก่อนไม่ได้หรือครับ"

นายพัชราภรณ์ขยับเท้าจะถีบเจ้าแห้ว เจ้าแห้วรีบพรวดพราดลุกขึ้นเดิน หัวเราะคิกคักผ่านเฉลียงหลังตึกลงบันไดไปข้างล่าง สักครู่ก็กลับขึ้นมาพร้อมด้วยพัดขนนกอันใหญ่

อากาศตอนใกล้รุ่งค่อนข้างเยือกเย็น เพราะเมื่อตอนหัวค่ำฝนตกมาก 4 สหายนอนหลับแล้ว เสียงกรนสูงต่ำฟังราวกับดนตรีอันไพเราะ

"โคร่ก.. ฟี๊ด...ฮี๊ด..พรื่อ " สี่เสียงสลับกันไป เจ้าแห้วนั่งหัวเราะหึๆ โบกพัดขนนกกระพือลมไล่ยุงให้นายของเขา

เงินจำนวนพันหรือหมื่นแม้กระทั่งเงินแสน ย่อมไม่มีความหมายอะไรสำหรับอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย กิมหงวนใช้เวลาวิ่งเต้นเพียง 2 วันเท่านั้น เขาก็หาเช่าบ้านได้หลังหนึ่งทางบางกะปิ เป็นเรือนบังกะโลขนาดใหญ่ใหม่เอี่ยม เจ้าของบ้านเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งปลูกให้เมียน้อยอยู่ ต่อมาเมียหลวงทราบเข้าก็ตามมาอาละวาดไล่ตบเมียน้อยวิ่งล้มลุกคลุกคลาน พังข้าวของในบ้านแตกหักเสียหายหมด แล้วคุณหญิงศรี... ความจริงคือนางศรี แต่เมียผู้ยิ่งใหญ่สมัยนี้เขามักจะเรียกกันว่าคุณหญิง ก็บอกให้เช่าเรือนหลังนี้

กิมหงวนตกลงเซ็นสัญญาเช่าหนึ่งปี แป๊ะเจี๊ยะหมื่นบาท ค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท บ้านนี้ปิดประกาศให้เช่ามานานแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าเช่า เพราะราคาค่าเช่าแพงเกินไป

อาเสี่ยสั่งซื้อเครื่องเรือนเครื่องเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ จากบริษัทแห่งหนึ่งหมดเงินไปอีก 40,000 บาท เขาต้องการให้บ้านหลังนี้เป็นสวรรค์ของเขา หลังจากติดไฟฟ้าน้ำประปาเรียบร้อย บ้านนี้ก็เป็นบ้านที่ให้ความสุขอย่างดี เพราะมีเครื่องสุขภัณฑ์ต่างๆ ครบครัน เป็นต้นว่าเปียนโน วิทยุ ตู้เย็น เสี่ยหงวนส่งคนของเขาคนหนึ่งมาเฝ้าบ้านนี้ แล้วเขาก็นำข่าวไปบอกกับเพื่อนเกลอทั้งสาม และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่บ้าน "พัชราภรณ์"

เมื่อคณะพรรคทราบว่ากิมหงวนหาเช่าบ้านได้ ต่างก็พากันตื่นเต้นดีใจไปตามกัน ต่างพากันซักถามรายละเอียดจากอาเสี่ย

"หน้าบ้านของเรามีเนื้อที่ว่างเป็นสนามหญ้าโตกว่าสนามแบ็ดมินตันเล็กน้อย" เสี่ยหงวนอธิบายให้ทราบ "รั้วบ้านเป็นรั้วลดหนาม หลังบ้านเราเป็นทุ่งนามองเห็นเตียนโล่งสุดสายตา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าที่สวมรองเท้าเตะหน้าแข้งกิมหงวนดังโป๊ก

"มองเห็นเวิ้งว้าง ไม่ใช่เตียนโล่ง" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงหนักๆ

อาเสี่ยหัวเราะ

"ครับ ถูกแล้วมองเห็นเวิ้งว้างชะเวิกชะวากแดงแจ๋เป็นลูกมะอึกเลย"

ท่านเจ้าคุณเอื้อมมือคว้าผมกินหงวนกระชากเต็มแรงยกมือขวาตบหน้าอาเสี่ยติดๆ กันสองสามฉาด สามสหายหัวเราะลั่น

"มึง-ทลึ่งมาก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดอย่างเดือดดาล "ฉันอุตส่าห์ตั้งรางวัลไว้ให้แกกับอ้ายกรแล้ว ถ้าวันไหนแกไม่พูดพาดพิงถึงกะบาลฉันเลย ฉันจะให้เงินแกหรืออ้ายกรคนละพันบาท แต่แล้วแกก็อดพูดให้ฉันโมโหไม่ได้"

นายจอมทะเล้นหัวเราะคิกๆ

"ก็คุณพ่อทำเฉยๆ เสียซีครับ อย่างผมยังงี้ถ้าผมหัวล้านเหมือนคุณพ่อ ต่อให้ใครมานั่งล้อผม 5 วัน 5 คืน ผมก็ไม่โกรธ อยากล้อล้อไปเมื่อยปากเข้ามันก็หยุดไปเอง"

เจ้าคุณตวาดลั่น

"มันเฉยไม่ได้นี่โว้ย"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปาก

"อย่าทะเลาะกัน ฟังทางนี้พวกเรา กันมีข่าวดีที่จะบอกว่า ติดกับบ้านเรามีเทพธิดาอยู่คนหนึ่ง หล่อนสวยราวกับหยาดฟ้ามาดินทีเดียว"

นายพัชราภรณ์อมยิ้ม

"คนดีเรอะ"

เสี่ยหงวนสะดุ้ง

"คนดีซีวะ แล้วกัน รับรองว่าอย่างแกได้เห็นหล่อนเป็นต้องน้ำลายไหลยืด กันเองยืนตลึงไปนานหัวใจแทบหยุดเต้น สวยอะไรอย่างนั้น รูปร่างขาวท้วมใบหน้าผุดผ่อง แต่งตัวยังงี้เฟี้ยวไปเลย บ้านของหล่อนราวกับวังเจ้า ตึกใหญ่อยู่ติดกับบ้านเราเพียงแต่มีรั้วกั้นเท่านั้น"

"สาวสังคมหรือ" นิกรถามโดยไม่มีความหมายอะไรนัก

"ยังไงก็ไม่รู้ หล่อนเป็นลูกสาวพม่าโว้ย แม่เป็นคนไทย ตาพ่อหวงชะมัดญาติ หล่อนโผล่หน้าต่างตึกชั้นบนมองดูกัน ตาพ่อหนวดเฟิ้มรูปร่างเตี้ยและอ้วนเหมือนกะปุกตังไฉ่ ส่งเสียงล้งเล้งฉุดลูกสาวลับไปจากหน้าต่าง"

ดร.ดิเรก พยักหน้าหงึกๆ

"ออไร๋น์ กันรู้จักแล้ว กันเคยไปรักษาคนไข้คนหนึ่งเมียน้อยท่านรัฐมนตรี อยู่ที่บางกะปิตรอกเดียวกับหม่องทิน แหว่ง เศรษฐีใหญ่ชาวพม่า เจ้าของบริษัทน้ำมันหม่องที่จำหน่ายขายดี พอฟัดพอเหวี่ยงกับขี้ผึ้งตราเสือของนายโอว บุ้นโฮ้ว มีสาขาน้ำมันหม่องทั่วโลก คนไข้ของกันเล่าให้ฟังว่า หม่องทินแหว่งมีลูกสาวสวยที่สุด เห็นจะเป็นรายนี้แน่นอน"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เดี๋ยว-เดี๋ยวหมอ อีตาพม่าคนนี้ทำไมถึงชื่อยังงั้นล่ะ หม่องตีนแหว่งมีอย่างที่ไหนวะ"

ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก "ทินแหว่งโว้ย ไม่ใช่ตีนแหว่ง"

นายจอมทะเล้นหัวเราะงอหาย "ปู้โธ่-ฟังถนัดนึกว่าชื่อหม่องตีนแหว่งเสียอีก"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ "กันก็ได้ยินอย่างแกเหมือนกัน" เขาพูดกับนิกร "นึกว่าตอนเด็กถูกรถรางทับตีนแหว่ง เลยชื่อหม่องตีนแหว่ง"

พลกล่าวถามเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ "สวยมากเรอะ"

"อือ เด็ดขาดเลยให้ดิ้นตายเถอะวะ นักเลงเสียด้วยซี"

"นักเลงยังไงวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"สวมเสื้อยกทรงตัวเดียวเท่านั้นแหละครับ ด้านหลังมีเท๊บเล็กๆ ผูก ด้านหน้าเนื้อปลิ้นขาวผ่องอล่างฉ่างแน่ไปเลย หล่อนทั้งโป๊ทั้งยัวะเชียวครับ คุณอาเห็นหล่อนเข้าผมรับรองว่าต้องกินเอ็นกวางตุ๋นแน่ๆ "

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"อาไรของแกว๊ะเอ็นกวางตุ๋น"

"แล้วกัน ยาบำรุงกำลังน่ะซีครับ หม้อหนึ่งตั้งสามสี่ร้อยบาท พวกเจ้าคุณแก่ๆ ขอบกินเอ็นกวางตุ๋นนัก กินเข้าไปแล้วมีกำลังเท่าแซมซั่น ยกรถบดถนนได้อย่างสบายเลย รถจักรทั้งคันยังยกขึ้น"

"ใครยกวะ" เจ้าคุณถาม

"ก็แม่แรงสำหรับยกรถจักรน่ะซีครับ"

ท่านเจ้าคุณยกฝ่ามือผลักหน้าเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"พูดกับแกนอกลู่นอกทางเสมอ"

"ก็ผมเป็นคนนอกครูนี่ครับ" กิมหงวนพูดหน้าตาเฉยแล้วพรวดพราดลุกขึ้นวิ่งจู๊ดออกไปจากเรือนต้นไม้ เมื่อเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกออกมา

เย็นวันนั้นเอง คณะสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าแห้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันมาที่บ้านบางกะปิ ซึ่ง

กิมหงวนเช่าไว้และให้นายชมเป็นผู้เฝ้าบ้านดูแลรักษาทำความสะอาด

เมื่อเสียแตรรถยนต์ดังขึ้น นายชม ชายชราก็รีบวิ่งออกไปเปิดประตูใหญ่ รับเจ้านายของเขา "แพ็คกร์าด" เก๋งคลานเข้ามาในบ้านอย่างแช่มช้า พล นิกร ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างมองดูบังกะโลหลังใหญ่นี้ด้วยความพอใจ

"เว้ล-เวล-เหว่ล" ดร.ดิเรกร้องลั่น "รื่นรมย์ดีมาก มองไม่ผิดอะไรกับบ้านพักชายทะเลของท่านมหาราชาจันทรกุมารเลย"

นิกรหัวเราะ "มหาราชาตามมาอีกแล้ว"

รถเก๋งคันใหญ่หยุดใต้ต้นมะม่วง บ้านนี้ไม่มีโรงเก็บรถเพราะเนื้อที่ดินมีประมาณ 200 ตารางวาเท่านั้น ด้านหลังบ้านเป็นครัวและที่พักคนใช้ คณะพรรคสี่สหายพากันก้าวลงจากรถ นิกรมองไปที่ตึกใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากบังกะโลหลังนี้ไม่ถึง 10 เมตร แล้วนายจอมทะเล้นก็ส่งเสียงขึ้นดังๆ

"ไหนวะลูกสาวพม่า"

"ดันแหกปากออกมาได้อ้ายเวร บกแล้วว่าตาพ่อหวง"

นิกรยิ่งส่งเสียงดังขึ้นกว่าเก่า

"หวงก็หวงซีวะ กันไม่ได้ไปทำอะไรนี่หว่า" แล้วนิกรก็แลเห็นชายชราคนหนึ่ง กำลังดายหญ้าอยู่ข้างตึกในบ้านหม่องทินแหว่ง นิกรเดินมาหยุดยืนข้างรั้วลวดหนาม จุ๊ย์ปากเรียกชายชรา "ลุง-ลุงจ๋า"

คนทำสวนเงยหน้าขึ้นมองดูเขาอย่างตื่นๆ วางมีดดายหญ้าลุกขึ้นเดินเข้ามาหานายการุณวงศ์

"ลุงจ๊ะ" นิกรกระซิบถาม "ลูกสาวของนายลุงชื่ออะไร"

ชายชรายิ้มแห้งๆ

"ชื่อไทยหรือชื่อพม่าครับ"

"ทั้งสองอย่างแหละลุง ฉันมาอยู่ใหม่อยากจะรู้จักบ้าง"

"เห็นจะลำบากหน่อยครับ นายท่านหวงเหลือเกินผู้ชายหลายต่อหลายคนที่ทำเป็นไก๋มาขอซื้อน้ำมันหม่องที่นี่ ถูกนายเอาขวานฟันวิ่งไม่รู้ทางไป ลูกสาวนายชื่อพม่าว่า มะเมี้ยเส่งครับ"

นิกรทำหน้าเบ้

"แหม..ฟังลำบากหน่อย มะเมี้ยเส่ง แล้วชื่อไทยล่ะ"

"ชื่อไทยชื่อกานดาครับ เพิ่งสำเร็จจากโรงเรียนฝรั่งแห่งหนึ่งเมื่อปีกลายนี้เอง ถ้าคุณเห็นคุณต้องจุ๊ย์ปาก"

นายจอมทะเล้นหันมา พยักหน้า เรียกคณะพรรคของเขาทุกคนเดินเข้ามาหานิกร และพากันมองดูคนทำสวนของเศรษฐีพม่า นักรำขวานบรรดาศักดิ์ที่ชอบควงขวานไล่ฟันพวกหนุ่มๆ ที่มาติดพันลูกสาวของเขา

"ได้เรื่องแล้วโว้ย" นิกรกระซิบกระซาบบอกเพื่อนๆ "ลูกสาวหม่องตีนโผล่ชื่อมะเมี้ยเส่ง"

คนทำสวนหัวเราะคิ๊ก

"คุณเรียกเสียให้ถูกซีครับ นายของผมชื่อหม่องทินแหว่ง ไม่ใช่หม่องตีนโผล่"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ตายห่า เรียกผิดไปแล้ว ลูกละ หม่องทินแหว่ง" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับพรรคพวกของเขา "ลูกสาวหม่องทินแหว่ง ชื่อไทยว่ากานดา ชื่อพม่าว่า มะเมี้ยเส่ง"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แหม..คล้องกับฉัน เปี๊ยบเลย.. กิมหงวน-กานดา-กานดา-กิมหงวน" แล้วอาเสี่ยก็ชะโงกหน้าถามชายชราซึ่งเป็นคนทำสวน "ลุงจ๋า ทำยังไงฉันถึงจะได้รู้จักกับคุณกานดาบ้างล่ะ ลุงช่วยเป็นสื่อให้หน่อยได้ไหมลุง แล้วฉันจะสมนาคุณให้สมทีเดียว"

คนทำสวนอ้าปากหวอ

"โอ้ย ไม่ได้หร็อกครับ นายรู้เข้าก็ไล่ผมออกจากงานเท่านั้น"

"ไล่ยังไงกัน ไล่เราก็อย่าออก หรือม่ายก็พาลูกสาวนายหนีไปเลย เอาไปให้ฉันที่บ้าน "พัชราภรณ์" ถนนพญาไท ยังได้"

ชายชราคนทำสวนหัวเราะเบาๆ

"ผมขืนคุยกับพวกคุณ ต่อไปคงมีหวังเป็นกรรมกรว่างงานแน่นอน ผมไปทำงานละครับ" พูดจบชายชราก็เดินกลับไปดายหญ้าของแกต่อไป

คณะพรรคสี่สหายพากันไปเรือนบังกาโล นายชมพาพวกเจ้านายของเขาขึ้นมาบนเรือน ต่างแยกย้ายกันเที่ยวห้องหับต่างๆ แล้วก็ชมเชยความสามารถของเสี่ยหงวนที่เลือกเช่าบ้านได้เหมาะเจาะ การจัดบ้านก็ทำได้ดีมาก อาเสี่ยหน้าบานเป็นใบบัว คุยโขมงโฉงเฉงว่า เขาจะทำบ้านนี้ให้เป็นสวรรค์ สำหรับคณะพรรคสี่สหายแอบมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกัน

แล้วกิมหงวนก็ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาขยุ้มหนึ่ง ที่เรียกว่าขยุ้มก็เพราะธนบัตรใบละร้อยเหล่านี้ ไม่ได้พับไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย อาเสี่ยนับเงินส่งให้นายชม 500 บาท

"ตาชม แกกับอ้ายแห้วออกไปที่ร้านเจ๊กปากตรอกสั่งตราขาวมาหนึ่งขวด โซดาแช่เย็นครึ่งโหล กับข้าวเลือกเอาดีๆ สักห้าหกจานแล้วช่วยกันลำเลียงเอามาบ้านเรา เงินเหลือเป็นของแกกับอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วเอื้อมมือแย่งธนบัตร มาจากชายชราคนเฝ้าบ้าน

"ลุงไม่เป็นประสีประสาอะไรหร็อก เอามาให้ฉันเถอะ"

ชายชรายิ้มแห้งๆ

"เอ็งกับข้านี่ถ้ามันจะไม่ถูกกันตลอดชาตินะ อ้ายแห้วเอ็งคอยเป็นมารขัดลาภข้าเสมอ นานๆ พบกันทีนึกว่าเอ็งเลิกนิสัยเดิมแล้วไม่ยักเลิก"

"อย่าพูดมากน่าลุง ไป-รีบออกไปเถอะ ได้เวลาเจ้านายท่านกินเหล้าแล้ว มัวชักช้าเดี๋ยวก็ได้แดงไปตามกัน"

กิมหงวนทำตาปริบๆ มองดูเจ้าแห้ว พอขยับเท้าจะเตะเจ้าแห้ว ก็วิ่งจู๊ดลงบันไดไป สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตรวจดูห้องหับต่างๆ ตลอดจนหน้าบ้านหลังบ้านโดยทั่ว

ในชั่วโมงนั้นเอง คณะสี่สหายก็ตั้งวงดื่มสุรากันที่สนามหญ้า หน้าเรือนบังกะโลบนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่มีกับแกล้มอยู่หลายจาน หมี่กรอบ เนื้อสันสลัดผัก ไก่ตอน เนื้อยำ เป็ดย่างและก้ามปูทะเลทอดกรอบ

ตราขาวหนึ่งขวดเกลี้ยงไปแล้ว ดร.ดิเรกให้เงินตาชมวิ่งไปซื้อมาให้อีกหนึ่งขวด และเจ็กร้านขายอาหารใจดีแถมหมี่กรอบให้อีกหนึ่งจาน หวังเอาใจให้เป็นลูกค้าของเขาในโอกาสต่อไป

เมื่อเหล้าเข้าปาก ทุกคนก็ส่งเสียงเอะอะเฮฮากันตามประสาคนเมา คุยกันเสียงเอ็ดตะโร บางทีต่างคนต่างคุยกันคนละเรื่อย โดยไม่มีใครฟัง นิกรมึนเมาแทบจะครองสติไม่ได้ ทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วกบ่อยๆ แต่ไม่กล้าอ้วก เพราะความเสียดายอาหารดีๆ ที่อยู่ในกระเพาะของเขา

ที่หน้าต่างหลังตึกชั้นบนของบ้านเศรษฐีพม่า หญิงสาวคนหนึ่งโผล่หน้าต่างออกมา ทอดสายตามองดู คณะพรรคสี่สหายอย่างตื่นๆ ดร.ดิเรกถึงแม้จะสายตาสั้นก็ตาไวกว่าคนอื่นและเห็นหล่อนก่อนเพื่อน เขากระซิบกระซาบบอกนิกรทันที

"เฮ้ย โผล่ออกมาแล้ว"

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ

"อะไรโผล่"

"ลูกสาวพม่า โน่น-เงยหน้าขึ้นดูซี สวยยังกะหยาดฟ้ามาดินทีเดียว"

นิกรค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูหล่อนแล้วเขาก็สดุ้งเฮือก ทุกคนต่างมองตามสายตานายจอมทะเล้น กานดาเป็นหญิงสาวที่มีอายุในวัยแรกรุ่น เพิ่งผ่านวสันตฤดูมาเพียง 19 ครั้ง แต่ยังไม่เคยผ่านผู้ชายแม้แต่ครั้งเดียว หล่อนเป็นสาวอวบอัด ผิวเนื้อขาวผ่อง ใบหน้างามแฉล่มแช่มช้อย นัยน์ตากลมโต คิ้วดกเป็นมันขลับ รับกับพวงแก้มที่อิ่มเอิบและริมฝีฝากอันจิ้มลิ้ม หล่อนเกล้าผมมวยด้วยการรวบผมขึ้นไปไว้บนศีรษะและทำมวยไว้น่ารัก

"โอ๊ย" นิกรร้องสุดเสียง ยกมือขวาทาบหน้าอก

"อะไรวะ อ้ายกร" พลถาม

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"โดนศรกามเทพเข้าแล้วโว้ย"

กิมหงวนลุกขึ้นยืนตุปัดตุเป๋ ก้มศีรษะคำนับหล่อน

"สวัสดีครับคุณกานดา"

หล่อนยิ้มอายๆ แต่ไม่กล้าพูดอะไรกับเขา หญิงสาวจ้องมองดูคณะพรรคสี่สหายทีละคน และสายตาของหล่อนก็สิ้นสุดลงที่ใบหน้า ดร.ดิเรกด้วยความพอใจ บุคลิกลักษณะของนายแพทย์หนุ่มบอกว่าเป็นผู้ดีมีสกุลและมีความรู้สูง มะเมี้ยเส่งไม่ชอบผู้ชายหล่ออย่างนายพัชราภรณ์ หล่อนชอบผู้ชายแบบดิเรก เอวบางร่างน้อย สงบเสงี่ยมเหมือนผู้หญิง และดร.ดิเรกคนเดียวเท่านั้นที่นั่งพับเพียบเรียบร้อย

ทันใดนั้นเองพม่าแก่คนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น หม่องทินแหว่งนั่นเอง รูปร่างอ้วนเตี้ยเหมือนเจ้าคุณปัจจนึกฯ สวมเสื้อกุยเฮงแพรสีนวล มีผ้าโพกศีรษะ สูบบุหรี่มวนโตเกือบเท่าดุ้นแสม เขาปราดเข้ามายืนที่หน้าต่างเคียงข้างลูกสาวของเขาแล้วส่งภาษาพม่าดุลูกสาวของเขา

"ชี้เหล่เฮ้ คี้หม่าบ๊า ทุ่งย้ามาเหล่"

หล่อนยิ้มให้บิดาของหล่อนแล้วพูดพม่าเสียงแจ๋ว

"น้าบ่าทุงยาเหล่"

คราวนี้พี่หม่องเล่นงานลูกสาวด้วยภาษาไทย

"ตั๊วเป่นพู้หยิง มาดุเขาหยั่งงี้ได๊เหร่อ"

มะเมี้ยเส่งหรือกานดาทำหน้ากะเง้ากะงอด หลบเข้าไปในหน้าต่าง หม่องทินแหว่งจ้องมองดูคณะพรรคสี่สหายด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเป็นมิตรด้วย คล้ายกับจะรู้ว่าคณะพรรคสี่สหายมาเช่าบ้านหลังนี้อยู่ก็เพราะชอบลูกสาวของเขา

นิกรร้องเพลงขึ้นทันที

"พม่ากับไทย หมีใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ต้องซาหงวนความรัก ต้องซาหมักใจกัน "

หม่องทินแหว่งร้องตะโกนลงมา

"ชี้หม่าเล้ ทุงยาเล้เหล่"

นิกรยักคิ้วแล้วพูดภาษาพม่าโต้ตอบ

"ทุงยาหมาเหว่ ขี้หมาบ้าทาหน้า สวัสดีครับคุณพ่อ ลงมากินเหล้ากับพวกผมยังได้นะครับ"

หม่องทินแหว่งโกรธจนหนวดสั่นกระดุก กระดิกเขาหายลับเข้าไปสักครู่ก็โผล่ออกมาอีก ในมือของเขาถือขวานเล่มเบ้อเร่อ พี่หม่องมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างเดือดดาลและโมโหนิกรจนสุดเหวี่ยงที่ทะลึ่งเรียกเขาว่าคุณพ่อ เป็นธรรมดาของผู้ชายทุกคนที่มีลูกสาวสวย ถ้าใครเรียกคุณพ่อเป็นต้องโมโหโกรธา หม่องทินแหว่งก็เช่นเดียวกัน

"เฮ้ยๆ " เสี่ยหงวนบอกนิกร "เจอพม่ารำขวานแล้วละโว้ย อย่าไปกะเซ้าแกเลยวะ ดีไม่ดีเดี๋ยวพ่อขว้างขวานลงมาหน้าตาแหกไปตามกัน กินเหล้ากันดีกว่า"

นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นยืมมองดูคหบดีชาวพม่าแล้วนิกรก็รำป้อร้องเพลง "พม่ารำขวาน" เสียงแจ๋ว สามสหายช่วยกันตบมือให้จังหวัดและรู้สึกพอใจในเนื้อร้องที่นิกรประดิษฐ์คิดขึ้นด้วยปฏิภาณอันเฉียบแหลมของเขาตามประสาคนเมา

พม่ารำขวานจะเฉาะกะบาลคนไทย

พม่ารำขวานเพราะเดือดดาลคนไทย

คนไทยก็ขี้ไก่เสียเมื่อไร (ซ้ำ)

ไม่เกรงกลัวใครเอายังไงก็เอากัน

พม่าเอาจริง เราก็วิ่งหนีทัน

ในเรื่องยิงฟัน เราไม่กลัวใครเอย.

แล้วนิกรก็ร้องกลับต้นอีก สามสหายช่วยกันร้องไปเวียนมาหลายเที่ยว หม่องทินแหว่งยิ้มออกมาได้ นึกพอใจในลวดลายการฟ้อนรำของนิกร มะเมี้ยเส่งค่อยๆ โผล่หน้าต่างออกมายืนข้างบิดาของหล่อน มองดูนิกรโย้เอวลอยหน้าไปมาในทำนองเพลง "พม่ารำขวาน" ใช้ปากทำเพลงต่างดนตรี นิกรโย้พลางยักคิ้วให้เจ้าของบริษัทน้ำมันหม่อง กานดาหรือมะเมี้ยเส่งชอบใจหัวเราะคิ๊ก ท่านพ่อสดุ้งเฮือกหันควับมาทางลูกสาว

"ทุ้งย้าเหล่ออกมาอีกแล้ว"

กานดายิ้มอย่างประจบ

"ก็หนูอยากดูมั่งนี่คะ"

"ดูไม้ด่าย เจ้าเป็นพู้หญิงสาว"

"แหม-ก็คุณพ่อทำไมถึงดูเขาล่ะคะ"

พี่หม่องหัวเราะ

"พ่อเป็นพู้ชาย ทุ้งย้าเหล่หลบเข้าไปซีโว้ย บอกว่าดู๋ไม้ด่าย"

มะเมี้ยเส่งชักฉิว

"คุณพ่อนี่แหละ หวงไม่เข้าเรื่องเลยเชียว เห็นหนูเป็นปลากัดไปได้ ไม่ถึงกับยังงั้นหร็อกค่ะ ขืนหวงยังงี้อีกหน่อยหนูหนีตามผู้ชายไปนะจะบอกให้"

หม่องทินแหว่งเงื้อขวานขึ้น ทำท่าเหมือนกับจะฟันลูกสาวของเขา กิมหงวนใจหายวาบร้องตะโกนห้ามเสียงลั่น

"คุณพ่อ อย่าครับขอที"

พม่าได้ยินเสียงเรียกคุณพ่อ ก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ เขาผลักมะเมี้ยเส่งเซถลาออกไปจากหน้าตางแล้วเขาก็ปิดหน้าต่างโครมใส่กลอนเสียกร็อกแกร๊ก คณะพรรคสี่สหายหัวเราะครืน

แล้ว พล พัชราภรณ์ อ้ายเสือรูปหล่อก็ถอนใจเฮือกใหญ่

"ไม่เลวโว้ย พม่านี่สวยกว่าคนไทยเป็นไหนๆ จ้ำม่ำดีเหลือเกิน กันชักชอบหล่อนเสียแล้ว"

ดร.ดิเรก เค้นหัวเราะ

"ถ้าเช่นนั้นยูกับไออยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แน่ ยูสังเกตหรือเปล่า คุณกานดามองดูกันตลอดเวลา กันว่าหล่อนต้องมียังไงๆ กับกันเป็นแน่"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แกพูดยังงี้ก็ไม่ถูกหมอ ทั้งหมอและอ้ายพลหามศพกันไปทิ้งเสียก่อนเถอะวะ มะเมี้ยเส่งต้องเป็นของกันแน่ๆ พรุ่งนี้กันจะไปหาหม่องทินแหว่งเป็นทางการ พูดสู่ขอเลย จะเรียกสินสอดสักล้านบาทและทองหมั้นอีกห้าหกตันก็เอา"

นิกรหยิบช้อนตักหมี่กรอบใส่ปาก

"ใครจะเอาก็เชิญ ผู้หญิงไม่มีความหมายอะไรสำหรับกันหรอก สู้กินไม่ได้ อยู่ดีๆ หาเรื่องเดือดร้อน ผู้ชายทำไมถึงเป็นยังงี้ฮิ ให้ดิ้นตาย มีอยู่แล้วไม่รู้จักแล้วร้อยชู้หรือจะสู้เนื้อเมียตน เมียร้อยคนหรือจะสู้พระแม่ได้ ความสุขจากผู้หญิงไม่จริงอะไร เกิดเป็นไทยต้องเป็นทาสอนาถเอย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะหึๆ

"อ้ายกร"

"ครับ"

"อ้อ ยังขานรับได้นึกว่าไปเสียแล้ว แกน่ะพอเมาเหล้าก็ชักจะบ้าน้ำลาย"

นิกรหัวเราะแล้วก็มองดูเจ้าแห้ว ซึ่งเข้ามานวดแข้งนวดขาให้เขา นายจอมทะเล้นรู้ใจเจ้าแห้วก็ส่งแก้วน้ำสีเหลืองให้ทันที

"พอๆๆ ไม่ต้องนวด เอ้า-ยัดเสีย"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ปะหลกๆ รับแก้วตราขาวผสมโซดายกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ชำเลืองมองดูจานกับแกล้มอย่างน้ำลายสอ นิกรส่งก้ามปูทะเลทอดกรอบให้ชิ้นหนึ่ง แล้วโบกมือให้เจ้าแห้วออกไปนั่งนอกวง

พอตกเย็นคณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็พากันมาหาความสุขสำราญที่บังกะโลหลังนี้ และในราว 23.00 น. จึงพากันกลับบ้าน เจ๊กเจ้าของร้านขายเหล้าและอาหารที่ปากตรอกได้เอาอกเอาใจเป็นพิเศษ จะสั่งกับข้าวหรือเหล้าเป็นต้องรีบเอามาให้โดยเร็ว

บัดนี้ สี่สหายกำลังสนใจกับกานดาแม่สาวพม่าลูกสาวของนายหม่องทินแหว่งอย่างยิ่ง แม้กระทั่งนิกรซึ่งในตอนแรกรู้สึกเฉยๆ แต่พอได้เห็นยิ้มหวานๆ ของหล่อนเข้าบ่อยๆ นายจอมทะเล้นก็มีความรักขึ้นตะหงิดๆ ในหัวใจของเขา

มะเมี้ยเส่ง หรือกานดาเป็นหญิงสาวที่สดชื่นร่าเริงไม่ถือเนื้อถือตัว หล่อนแอบลงมาเดินเล่นริมรั้วบ้านบ่อยๆ เมื่อพ่อของหล่อนเผลอ ในที่สุดก็ได้รู้จักคุ้นเคยกับสี่สหายโดยทั่วหน้า อย่างไรก็ตาม หม่องทินแหว่งคอยกีดกันระมัดระวังลูกสาวของเขาอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งเคยไล่เฆี่ยนมะเมี้ยเส่งด้วยกิ่งชะบา ขณะที่หล่อนกำลังยืนสนทนากับ ดร.ดิเรก ระหว่างรั้วลวดหนามกั้นเขตบ้าน นอกจากนี้หม่องทินแหว่งยังกล่าวคำอาฆาตมาดร้ายกับนายแพทย์หนุ่มอีก

"ทุ้งย้ามาเหว่..ระวังให้ดี หัวแกจะแตก"

กานดาบอกสี่สหายว่า ถ้าหากจะพูดคุยกับหล่อนนานๆ ก็ขอให้มาหาหล่อนที่บ้านในตอนกลางวัน เพราะเวลา 12.00 น.ถึง 15.00 น. บิดาของหล่อนไปตรวจการผลิตน้ำมัน หม่องที่บริษัทหรือไปธุระอื่นๆ นอกบ้าน

ดังนั้น ในตอนกลางวันวันพุธ สี่สหายก็มาปรากฏตัวขึ้นที่บ้านบังกะโลของเขา พล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกพากันก้าวลงจากรถ แล้วอ้อมไปทางหน้าบ้านหม่องทินแหว่ง สี่สหายบุกเข้าไปในบ้านเศรษฐีพม่า พอได้ยินสุนัขเห่า ต่างก็ถอยกรูดมายืนรวมกลุ่มกัน จนกระทั่งคนใช้คนหนึ่งออกมาไล่ตะเพิดสุนัขตัวนั้นไปทางหลังบ้าน

"คุณกานดาอยู่ไหม น้องชาย" พลถามยิ้มๆ

คนใช้รุ่นหนุ่มของหม่องทินแหว่งจำสี่สหายได้ก็ยิ้มให้เขา

"อยู่ครับ เชิญบนตึกซีครับ"

กิมหงวนโบกมือห้ามเพื่อนเกลอของเขา

"เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งขึ้นไปจะเจ็บตัว" แล้วเขาก็หันมาถามคนใช้ของหม่องทินแหว่ง "นายหม่องอยู่หรือเปล่า"

"ไม่อยู่หร็อกครับ เพิ่งออกไปจากบ้านเมื่อสักครู่นี้เอง"

อาเสี่ยมองไปที่โรงรถแล้วกล่าวกับคนใช้

"ก็รถอยู่นี่นา"

คนใช้หัวเราะคิ๊ก

"ผมไม่เคยหลอกใครให้กระบาลแบะเลยครับ รถคันนี้ของคุณมะเมี้ยเส่ง นายใช้รถแน็ชครับ ที่นี่มีรถ 2 คัน"

ทันใดนั้นเอง กานดาก็เดินนวยนาดออกมา หล่อนนุ่งกางเกงขาสั้นขากว้างชะเวิกชะวาก และดูเหมือนจะไม่ได้นุ่งกางเกงใน หล่อนสวมเสื้อชั้นนอกแพรคอกว้างหลวมๆ แต่งตัวอย่างอยู่กับบ้าน ปล่อยผมสยายยาวลงมาคลุมบ่า สี่สหายยืนตลึงพรึงเพริดไปตามกัน กานดายิ้มอ่อนหวาน

"สวัสดีค่ะ เชิญซีคะ กำลังไฟเขียวไม่ต้องกลัวค่ะ คุณพ่อไม่อยู่"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"ขอบคุณครับ ถ้าเกิดไฟแดงขึ้นเมื่อไรละก้อพวกผมแย่ไปตามกันเชียวนะครับ"

มะเมี้ยเส่งหัวเราะคิ๊ก

"คุณพ่อยังไม่กลับง่ายๆ หร็อกค่ะ วันนี้ท่านจะเลยไปธุระที่สถานทูตพม่าด้วย กว่าจะกลับก็คงเย็น เชิญซีคะ ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พวกคุณมาเยี่ยมดิฉันจนถึงบ้าน คุณลุงหัวล้านไม่มาหร็อกหรือคะ"

นิกรหัวเราะก้าก

"ไม่มาหร็อกครับ ไม่ใช่เรื่องของคนแก่"

สี่สหายเดินขึ้นมาบนตึก มะเมี้ยเส่งนำเข้าไปในห้องโถง เลี้ยวขวามือเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องสำราญของหล่อน มีสภาพคล้ายกับห้องรับแขก แต่มีเปียนโนและโต๊ะเขียนหนังสือตู้ใส่หนังสือ

ต่างๆ มีเครื่องรับวิทยุอย่างดีหนึ่งเครื่อง

"เราคุยกันที่ห้องนี้ ปลอดภัยดีกว่าห้องรับแขกนะคะ เพราะถ้าหากว่าคุณพ่อเกิดมีความจำเป็น กลับมาบ้านอย่างกระทันหัน พวกคุณก็มีเวลาหลบหนีซ่อนตัวได้ ถ้าอยู่ในห้องรับแขกหน้าตึกรถเลี้ยวเข้ามาท่านก็จะแลเห็นพวกคุณ"

นิกรเอื้อมมือเขี่ยแขนอาเสี่ย

"กันกลับไปรอที่บ้านดีไหม รู้สึกเขม่นตาตุ๊บๆ ชอบกลโว้ย ดีไม่ดีแม่ทัพพม่าเกิดปวดท้องขี้ หวนกลับมาบ้านละก้อแย่เชียวนา"

มะเมี้ยเส่งหัวเราะคิ๊ก

"คุณพ่อไม่เคยรุ่มร่ามาอย่างที่คุณว่าหร็อกค่ะ ก่อนจะออกจากบ้าน ท่านได้ทำอะไรๆ ทุกอย่างสำหรับตัวท่านเรียบร้อยแล้ว นั่งซีคะ รอประเดี๋ยวนะคะ" แล้วหล่อนก็เดินออกไปจากห้อง

สี่สหายนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว แต่แล้ว ดร.ดิเรกก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งที่เก้าอี้หน้าเปียนโน เปิดฝาเปียนโนออกยกมือดีดลองเสียงเล่น แล้วดิเรกก็หอนเพลงฝรั่งเสียงลั่นเนื้อร้องแปลเป็นไทยว่า

บนทางรัก ดวงใจของฉันสุขยิ่ง

นัยน์ตาของเธอแจ่มใสเหมือนดวงดาว

ฉันเกลียดทุกคนที่เธอมอง

จงมองฉันคนเดียวเถิด ที่รัก

ฉันไม่กลัวความมืด

ฉันไม่กลัวฟ้าร้องและเสียงฝน

เมื่อฉันมีเธอแนบข้างอย่างนี้

ฉันไม่กลัวแม้แต่มฤตยู

ร้องจบนายแพทย์หนุ่ม ก็หันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสาม

"ว้า-ไม่เห็นตบมือให้เลยโว้ย"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"ตบอะไรไหว เสียแกอย่างกะวัวเป็นหวัด ลำบากนักก็อย่าร้องเลยวะ"

ทันใดนั้นเองกานดาก็เดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หล่อนหยุดชะงักจ้องมองดูดร.ดิเรก แล้วหล่อนก็ทำตาหวานให้เขา

"คุณหมอร้องเพลงใช่ไหมคะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอายๆ ใบหน้าแดงระเรื่อ

"ออไร๋น์"

"อู้ฮู เสียงเพราะเหลือเกินค่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมกินน้ำค้างทุกวันแหละครับ ถ้าคุณอยากฟังอีก ผมยินดีจะเสนอเพลงใหม่ที่เพราะกว่านั้นให้คุณฟัง บางทีเสียงเพลงอาจจะทำให้คุณเห็นใจใครคนหนึ่ง ที่พบหน้าใครคนหนึ่งที่หน้าต่างบานหนึ่ง"

นิกรจุ๊ย์ปากลั่น

"แม่โว๊ย วันนี้แหละเพิ่งเห็นลวดลายหมอ"

ดร.ดิเรกกลับมานั่งบนโซฟาร์ มะเมี้ยเส่งตามมานั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกับเขา ทำให้ดิเรกภาคภูมิใจอย่างยิ่งและนึกว่าเขาคงมีโชคดี มากกว่าเพื่อน กานดาได้โอกาสปราศรัยกับสี่สหายอย่างกันเอง หล่อนเล่าให้ฟังตามตรงว่า หม่องทินแหว่ง บิดาของหล่อนหวงหล่อนมาก ก็เพราะหล่อนเป็นลูกคนเดียว และกำพร้าแม่มาแต่เล็กแต่น้อย หล่อนถูกกักขังไม่ยอมให้ไปเที่ยวไหนตามลำพัง เพื่อนผู้ชายคุณพ่อก็ไม่ยอมให้คบ ไปไหนก็ต้องมีสาวใช้เป็นองครักษ์ไปด้วย

กิมหงวนถามว่า

"ติ๋งต่างว่าคุณพ่อคุณพรวดพราดเข้ามาเห็นพวกผมนั่งคุยกับคุณ เช่นนี้ท่านจะว่าอย่างไรครับ"

มะเมี้ยเส่งหัวเราะเห็นฟันขาวเป็นระเบียบราวกับไข่มุกต์

"คุณพ่อหรือคะ ท่านคงไม่ว่าอะไรหร็อกค่ะ นอกจากจะควักปืนออกมายิงพวกคุณเท่านั้น"

นิกรสดุ้งเฮือก พบสายตากับกานดาเขาก็ยกมือไหว้หล่อนทันที

"ผมกราบละครับ เอาไว้คุณพ่อคุณมีธุระไปเมืองพม่าเมื่อไร ผมจะมาเยี่ยมคุณใหม่ ลานะครับ" แล้วนิกรก็ลุกขึ้น

ดร.ดิเรกจุ๊ย์ปากดุนิกร

"เฮ้ นั่งลง ยูอย่าขี้ขลาดนักเลยน่า"

นายจอมทะเล้นทรุดตัวนั่งอย่างหวาดๆ ต่อจากนั้นสี่สหายก็สนทนากับมะเมี้ยเส่งอย่างกันเอง

สาวใช้ 2 คนถือถาดเงินใส่เครื่องดื่มและบุหรี่เดินเข้ามาวางลงบนโต๊ะแล้วออกไปจากห้อง กานดาเชิญให้สี่สหายสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่จัดมาให้ ความสุภาพอ่อนหวานของหล่อน ทำให้สี่สหายต้องสังวรในกิริยามารยาทของตน กานดาเป็นคนคุยสนุก และมีจิตวิทยาอย่างสูง หล่อนทราบจากเสี่ยหงวนว่า เขาเป็นพ่อค้าหล่อนก็คุยกับอาเสี่ยถึงเรื่องเกี่ยวกับกิจการค้า หล่อนคุยกับ ดร.ดิเรกเรื่องการแพทย์และวิทยาศาสตร์ คุยกับพล พัชราภรณ์ เรื่องการค้าเช่นเดียวกับเสี่ยหงวน และคุยกับนิกรถึงเรื่องการกินและการนอน จึงเป็นที่ถูกอัธยาศัยแก่สี่สหายของเรายิ่งนัก

แล้วหล่อนก็พูดถึงบิดาของหล่อน มะเมี้ยเส่งว่า หม่องทินแหว่งไม่ชอบสังคม โดยเฉพาะลีลาศเกลียดที่สุด เนื่องจากเขานุ่งสะโหร่งไม่เหมาะกับลีลาศ และด้วยเหตุผลอื่นๆ อีกอย่างไรก็ตาม มะเมี้ยเส่งรับรองว่าบิดาของหล่อนเป็นคนปากร้ายใจดี ถ้าใครจับเส้นถูก เท่าไรเท่ากันทีเดียว

ดร.ดิเรกกล่าวถามหล่อนอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณพ่อคุณ ท่านชอบอะไรบ้างครับ ผมจะได้หามาให้ท่าน"

กานดานิ่งคิด

"ชอบเงินค่ะ คุณพ่อชอบเงินมากที่สุด"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"มิได้รับ ผมหมายถึงงานอดิเรกของท่าน เป็นต้นว่าสะสมแสตมป์ เล่นกล้วยไม้ หรือเครื่องลายครามของเก่า"

กานดายิ้มอ่อนหวาน

"อ๋อ งานอดิเรกหรือคะ คุณพ่อชอบสะสมรูปหุ่นต่างๆ ค่ะ เช่น หุ่นจีนแบบงิ้ว หุ่นทหารนักรบโรมันสวมเสื้อเกราะ หุ่นผู้หญิงแบบหุ่นเสื้อท่านก็ชอบค่ะ ในห้องติดกับห้องสำราญของดิฉันมีรูปหุ่นไม่ต่ำกว่า 20 ตัว เชิญไปชมเล่นบ้างก็ได้ค่ะ"

ดร.ดิเรก อยากอยู่กับหล่อนสองต่อสองก็ทำเป็นสนใจ

"ดีทีเดียวครับ เรื่องของเก่าของโบราณวัตถุผมสนใจมาก"

กานดาลุกขึ้นยืน

"เชิญสิคะ ดิฉันจะพาไปดู"

พอ ดร.ดิเรก ลุกขึ้น พล นิกร กิมหงวนก็ลุกขึ้นบ้าง

"ผมสนใจในเรื่องหุนและรูปปั้นมานานแล้ว" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ

พลว่า "ผมก็ชอบครับ ชอบตั้งแต่เด็กๆ แล้ว"

นิกรพูดขึ้นบ้าง

"ผมมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องนี้ ถ้ายังไงผมจะขโมยหุ่นคุณอาผมมาให้คุณพ่อคุณ ที่บ้านมีอยู่หลายตัวครับ คุณพ่อคุณต้องชอบแน่ๆ "

ดร.ดิเรก เดือดดาลเหลือที่จะกล่าวที่ถูกเพื่อนขัดคอ เขามองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างเคืองๆ แล้วพูดโพล่งออกมา

"เชิญ-เชิญพระเดชพระคุณทั้งสามไปดูกันเถอะครับ ผมไม่อยากดูแล้ว ดีดเปียนโนเล่นดีกว่า" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็เดินไปนั่งที่โต๊ะเปียนโน

พล นิกร กิมหงวน ต่างนั่งลงตามเดิม สามสหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กันด้วยความหมาย ต่างรู้ดีว่ามะเมี้ยเส่งมีความพอใจ ดร.ดิเรกมากกว่าเพื่อน จึงแกล้งขัดคอดิเรกเล่น

กานดากล่าวถามสามสหาย

"ไปดูหุ่นซิคะ ดิฉันจะให้คนใช้พาพวกคุณไปดู"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ดูละครับ ฟังดิเรกมันดีดเปียนโนดีกว่า"

มะเมี้ยเส่งเดินเข้าไปหานายแพทย์หนุ่ม แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เขา ดิเรกดีดลองเสียงเล่นเบาๆ

"ดีดเพลงพม่าให้ดิฉันฟังสักเพลงได้ไหมคะ"

ดร.ดิเรกอมยิ้ม

"ถ้าคุณร้องคลอเสียงและรำให้ผมดูละก้อ ผมยินดีจะดีดให้คุณฟัง"

พล นิกร กิมหงวน ลุกขึ้นวิ่งแข่งกันเข้ามาหาหล่อน แล้วพลก็ยกมือไหว้หล่อนอย่างนอบน้อม

"ผมกราบละครับ อยากเห็นรำแบบพม่าเหลือเกินไม่ต้องร้องละครับ รำอย่างเดียวก็เป็นขวัญตาของผมแล้ว"

มะเมี้ยเส่งยิ้มอายๆ

"ดิฉันรำไม่เก่งนี่คะ รำได้อย่างงูๆปลาๆเท่านั้น"

เสี่ยหงวนทรุดตัวนั่งคุกเข่าแล้วกราบหล่อน

"ผมกราบละ คุณกานดา รำให้ดูหน่อยเถอะครับ"

ใบหน้าของหล่อนแดงระเรื่อ

"ถ้าดิฉันรำไม่สวยอย่าติดิฉันนะคะ ได้ออกตัวกับพวกคุณแล้วว่าดิฉันรำไม่เก่ง เมื่ออยู่โรงเรียนมาแตร์ดิฉันเคยหัดจากครูนาฎศิลป์เพียงนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง"

นิกรพูดสนับสนุน

"ไม่เป็นไรครับ คุณเป็นคนสวยอยู่แล้ว จะรำอย่างไรก็สวยอยู่นั่นเอง รำหน่อยนะครับ คนดี๊-คนดี พวกผมมีความสุขและปลื้มใจเหลือเกิน เท่าที่คุณกรุณาให้ความสนิทสนมเป็นกันเองกับเราอย่างนี้ แล้วผมรำยี่เกให้คุณดู"

กานดาหัวเราะเสียงใส หล่อนร่าเริงเหมือนเด็กๆ หล่อนพอใจสี่สหายของเรามาก เพราะหล่อนไม่เคยมีเพื่อนชายนั่นเอง

"คุณรำยี่เกให้ดิฉันดูก่อนซิคะ"

นิกรอมยิ้ม

"แล้วหนูต้องรำพม่าให้อาดูนะ"

กิมหงวนแยกเขี้ยวยกมือเขกกะบาลนายจอมทะเล้นดังโป๊ก

"นี่แน่ะหนู คุณกานดาให้ความสนิทสนมด้วยชักทะลึ่ง"

กานดาหัวเราะชอบใจ

"ไม่เป็นไรหร็อกค่ะ ดิฉันไม่ถือ เราเพื่อนกันก็ต้องสัพยอกหยอกล้อกันบ้าง ง่า-คุณนิกรต้องรำยี่เกให้ดิฉันดุก่อนแล้วก็ต้องร้องด้วย ประเดี๋ยวดิฉันจะรำพม่ารำขวานอวดพวกคุณ"

สี่สหายตบมือลั่น ทำราวกับว่าที่นี่เป็นบ้าน "พัชราภรณ์" แล้วนิกรก็ซัดแขนกรายกรรำป้อแบบพระเอกยี่เก

บุญเอ๋ยบุญของข้า ได้มาพบเทพธิดามาจากสรวงสวรรค์

งามกระไรเช่นนี้เหมือนเทพีวีนัส งามทุกส่วนทุกสัดราวกับเสกสรร

แขนอ่อนเอวกลมดู...ผมก็สลวย สยายฟูชูช่วยให้ความสวยสัมพันธ์

คิ้วโก่งเหมือนคันศรพระราเมศร์ แวววาบคมเนตรบาดใจให้กระสันต์

อันพม่ากับไทยมิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน....

ดร.ดิเรก ดีดเปียนโนรับต่างพิณพาทย์ นิกรรำได้ดีเกินคาด พอดิเรกรับจบ นายจอมทะเล้นก็ยิ้มให้หล่อน

มะเมี้ยเส่งแกล้งถอนหายใจดังๆ

"ต๊าย ตาย คุณนิกรนี่ยังกะพระเอกยี่เกจริงๆ ทำไมถึงร้องและรำยี่เกได้ดีอย่างนี้ละคะ"

นิกรอมยิ้มพูดเสียงอ่อนเสียงหวานยานคางแบบยี่เก

"อันตัวของเกล้ากระผมเอง จำเดิมตั้งแต่เป็นเด็กกระผมช๊อบดูยี่เกคะร๊าบ ดุแล้วก็จดจำเอามาร้องเล่น"

"เฮ้ยๆๆ " กิมหงวนเอ็ดตะโร "พูดตามธรรมดาเถอะวะ ที่นี่บ้านคุณมะเมี้ยเส่งไม่ช่วิกตลาดทุเรียน"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ กล่าวกับแม่สาวงามนัยน์ตาหวาน

"ผมร้องยี่เกให้คุณฟังแล้ว ตานี้คุณต้องรำพม่าให้พวกผมดู อย่าโกงนะครับ ถ้าโกงผมไม่ยอมจริงด้วย"

กานดายิ้มอายๆ

"ยินดีค่ะ เพื่อมิตรภาพของเราดิฉันจะรำให้พวกคุณดู"แล้วหล่อนก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "คุณหมอขา ช่วยทำเพลงพม่ารำขวานหน่อยสิคะ"

ดิเรกทำตาปริบๆ เงยหน้าขึ้นมองดูนิกร "ขึ้นต้นยังไงวะ ลืมไปแล้ว"

นิกรยักคิ้วแผล็บ

"ตะเร็งเต็งเตร็ง ตุเร็งเต็งเตรง"

"โอ-เยส ออไร๋น์" แล้ว ดร.ดิเรก ก็ดีดเพลงพม่ารำขวานในจังหวะแทงโกทันที เสียงเปียนโนครางกระหึ่มหั่นลั่นห้อง สามสหายช่วยกันตบมือเป็นจังหวะ

มะเมี้ยเส่งเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ดึดลิ้นชักโต๊ะข้างขวาออก หยิบขวานขึ้น กรายกรขึ้นรำขวานขยับเท้าไปตามจังหวะเพลง

ร่างของหล่อนอ่อนช้อย สั่นไหวเหมือนดอกไม้ต้องลม มันเป็นภาพที่ประทับใจสี่สหายเหลือที่จะกล่าว เสียงตบมือให้จังหวัดเงียบกริบได้ยินแต่เสียงเปียนโน พล นิกร กิมหงวน ยืนตลึงพรึงเพริด ทุกคนหลงใหลในท่าทางที่ฟ้อนรำของหล่อน จนแทบจะเป็นบ้า กานดารำได้สองจบหล่อนก็ร้องคลอเปียนโนและรำไปด้วย

ทั้งรักทั้งแค้นแน่ในฤดี ทั้งชอกทั้งช้ำระกำสุดที่

เงื้อขวานจะสังหารชีวี รำขวานหวังจะผลาญชีพพี่

แต่ใจน้องนี้ฆ่าพี่ไม่ลง ยังรักอาลัยจิตใจพะวง

พี่จะลืมน้องลงเชียวหรือเอย...

ดร.ดิเรกดีดเปียนโนดังลั่นห้อง พล นิกร กิมหงวน กลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมๆ กัน อาเสี่ยทำท่าจะโผเข้ากอดมะเมี้ยเส่งตั้งหลายครั้ง แต่พลคอยเหนี่ยวรั้งไว้ พอจบเพลงรวม 10 เที่ยว สี่สหายก็ตบมือกราว กานดาเหงื่อโทรมแสดงท่าทีว่าเหน็ดเหนื่อย แต่ใบหน้าของหล่อนยิ้มหวานตลอดเวลา

สี่สหายต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า หล่อนเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์อย่างน่างประหลาด ทั้งน่ารักน่าเอ็นดู

"ดิฉันรำพอไปได้ไหมคะ"

พลยิ้มให้หล่อน

"อะไรได้ครับ คุณรำได้ดีกว่าพวกศิลปากรเป็นไหนๆ "

"อุ้ยตาย เอาดิฉันไปเปรียบถึงอย่างนั้นเชียวหรือคะ"

ดร.ดิเรกลุกขึ้นจากเก้าอี้เปียนโน เดินเข้ามายืนกลางกลุ่ม

"ถ้าคุณรำให้ผมดูอย่างนี้วันละนิด ผมคงอายุยืนตั้งหมื่นปี คุณเก่งมากทีเดียวครับ นางระบำของท่านมหาราชาจันทรกุมาร ลือกันทั่วโลกว่า รำได้สวยยังแพ้คุณหลุดลุ่ย"

มะเมี้ยเส่งยิ้มอายๆ

"อย่ายอดิฉันนักเลยค่ะ ประเดี๋ยวดิฉันจะลอยออกนอกหน้าต่างไปเสียหร็อก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ไม่เป็นไรครับ ผมเหาะตามคุณไปได้"

กานดายิ้มให้สี่สหาย

"วันนี้ดิฉันมีความสุขมาก ดิฉันหวังเหลือเกินว่าคุณทั้งสี่คนนี้จะเป็นเพื่อนที่ดีของฉันตลอดไป และดิฉันเชื่อว่าคุณเป็นสุภาพบุรุษที่น่าเคารพยิ่ง ง่า...ไปชมหุ่นต่างๆ ในห้องหุ่นของคุณพ่อบ้างซีคะ คุณพ่อได้จ้างช่างปั้นหุ่นดิฉันขึ้นเหมือนดิฉันมากเชียวค่ะ ขนาดเท่าตัวจริงของดิฉันทีเดียว"

ดร.ดิเรกรีบพูดขึ้นทันที

"หรือครับ ผมอยากชมมาก แต่ว่ารอยยิ้มของหุ่นคงไม่หวานชื่นเท่ากับรอยยิ้มของคุณนะครับ"

ใบหน้าของสาวน้อยแดงระเรื่อ

"คุณหมอนี่แหละปากหวานนัก"

"ครับ ปากหวานแล้วก็ใจดี"

มะเมี้ยเส่ง พาสี่สหายออกไปทางเฉลียงข้างตึก แล้วเข้าไปในห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ด้านหน้าของห้องนี้เป็นกระจกสีฟ้าอ่อนล้วนๆ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องกลายเป็นสีฟ้าไปด้วย

หุ่นแบบต่างๆ 20 ตัว ยืนและนั่งเรียงรายอยู่ในห้องเป็นระเบียบเรียบร้อย ตามผนังห้องประดับอาวุธโบราณ ง้าว โล่ หอก ดาบ นอกจากนี้ภายในตู้ยืนใบใหญ่ยังมีสรรพวัตถุโบราณอันมีค่ามากมาย แสดงว่าท่านหม่องทินแหว่งเป็นนักสะสมโบราณวัตถุคนหนึ่ง

สี่สหายสนใจกับรูปปั้นของกานดา ช่างปั้นด้วยปูนปลาสเตอร์ ฝีมือประณีตงดงามมากขนาดเท่าตัวจริงของกานดา สวมเสื้อกระโปรงเหมือนกับคนจริงๆ

ดร.ดิเรกจับมือขวาของหุ่นกุมไว้แล้วก้มลงจูบ

"มะเมี้ยเส่ง คุณสวยและอ่อนหวานอะไรอย่างนี้"

กานดาอายม้วนต้วน เพราะถูกเขาเกี้ยวอย่างเปิดอก หล่อนทำเป็นไก๋ อธิบายรูปหุ่นต่างๆ ให้สี่สหายฟัง

ทันใดนั้นเอง เสียงรถยนต์คันหนึ่งได้แล่นมาหยุดที่หน้าตึก สี่สหายสดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน และเย็นวาบไปตามกัน

"อุ๊ยตาย ดูเหมือนคุณพ่อมาค่ะ" กานดาพูดระล่ำระลัก

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก สาวใช้ของกานดาคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง

"คุณขา ท่านมาค่ะ พาเพื่อนคนไทยมาด้วยคนหนึ่ง"

มะเมี้ยเส่งหน้าซีดเผือด รีบบอกสี่สหายทันที

"เร็ว หาที่ซ่อนในห้องนี้แหละค่ะ"

พลคว้ามือนิกรวิ่งเข้าไปแอบหลังตู้ยืนโดยเร็ว ดร.ดิเรกยืนหันรีหันขวาง ในที่สุดก็วิ่งตื๋อเข้าไปแอบซ่อนตัวอยู่หลังม่าน มะเมี้ยเส่งรีบพาสาวใช้ของหล่อนออกไปจากห้อง

อาเสี่ยตัวสั่นงันงก วิ่งเข้าไปหลังตู้ก็ถูกพลกับนิกรไล่ตะเพิด

"เฮ้ย ไปซ่อนที่อื่น"

กิมหงวนวิ่งจู๊ดไป ไปที่ม่านกำมะหยี่ผืนใหญ่ ดร.ดิเรกโบกมือไล่

"ไป อย่ามาซ่อนที่เดียวกันซีโว้ย"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไอ้ย๊า..แล้วกันจะไปซ่อนที่ไหนกันล่ะโว้ย"

กิมหงวนวิ่งมายังพวกหุ่นต่างๆ ปฏิภาณอันเฉียบแหลมเกิดขึ้นทันที หุ่นนักรบโรมันตัวหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม หุ่นนี้มีแต่เสื้อเกราะล้วนๆ ตั้งแต่ศีรษะกระทั่งรองเท้า อาเสี่ยรีบยกหุ่นขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น แล้วเขาก็เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเสื้อเกราะนี้ ทรุดตัวลงนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้นวม มือขวาถือหอกซึ่งโคนหอกเป็นรูปขวานสองหน้า

ภายในห้องพิพิธภัณฑ์เงียบกริบ

เสียงคนสองคนคุยกันเอะอะดังเข้ามา คนหนึ่งพูดภาษาไทยชัดเจน อีกคนหนึ่ง พูดไทยแบบพม่าพูดไทย สี่สหายอกสั่นขวัญแขวน คนที่พูดไทยไม่ชัด นี่แหละคือหม่องทินแหว่ง เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้

เศรษฐีพม่าพาแขกผู้มีเกียรติ ของเขาเข้ามาในห้องพิพิธภัณฑ์ แขกของเขาคือพระสมบูรณ์ธนบัตร เศรษฐีใหญ่คนหนึ่งแห่งไทยแลนด์ เป็นนักสะสมโบราณวัตถุสมัครเล่นคนหนึ่ง คุณพระเป็นเพื่อนกับหม่องทินแหว่งคบกันมา 10 กว่าปีแล้วสนิทสนมกันมาก ซึ่งคุณพระสมบูรณ์ฯ ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ลูกชายของท่านแต่งงานกับมะเมี้ยเส่งหรือกานดา

พระสมบูรณ์ฯ รูปร่างสูงใหญ่ แต่งสากลชุดสีเทาปากคาบซิการ์มวนใหญ่ สวมแว่นตากรอบทอง

"ไหนล่ะ หม่อง หุ่นนักรบโรมันที่บอกกับฉันว่าหม่องเลหลังมาจากบริษัทหลวงรักษา"

หม่องทินแหว่งผายมือมาที่เสี่ยหงวน

"นั่นยังไง คุณพระ ผ่มเล้หลังมาเพียงพันห่าร้อยบาทเท่านั้น"

พระสมบูรณ์ ปราดเข้ามาหาเสี่ยหงวนทันที

"ชะ ชะ หุ่นตัวนี้นั่งไขว่ห้างเสียด้วย"

หม่องทินแหว่งสะดุ้งโหยง เดินเข้ามาดู แล้วร้องเอ็ดตะโร

"ทุ้งย้าเหล่..ผมไม่เคยให้มันนั่งไขว่ห้างนี่นา"

กิมหงวนรีบยกขาขวาที่พาดขาซ้ายลง พระสมบูรณ์แลเห็นเข้าก็สดุ้งเฮือก ถอยหลังกรูด

"เอ้-หม่อง หุ่นตัวนี้ทำไมมันดุกดิกได้ล่ะ ผีหลอกกระมัง"

หม่องทินแหว่งหัวเราะก้าก

"ไม้ใฉ่ผี ลมมันพัดแรง หุ่นมันก็ดุ๊กดิก"

"เออ เห็นจะจริง ห้องนี้ตรงกับทางลมเสียด้วย"

คุณพระมองดูหุ่นนักรบโบราณของโรมันอย่างพิจารณาแล้วท่านก็พอใจในความสวยงามของเสื้อเกราะยิ่งมองก็ยิ่งงาม

"สวยมากทีเดียวหม่อง อย่าหาว่าฉันดูถูกเลยนะขายให้ฉันก็แล้วกัน หม่องเลหลังมาพันห้าร้อยฉันให้สองพัน"

เศรษฐีพม่ายกมือตบบ่าเพื่อนของเขา

"คุณพระอยากได้จริ๊งๆ เหร่อ"

"โธ่ ก็อยากได้น่ะซีหม่องนะ ขายให้ฉันเถอะ"

พี่หม่องหัวเราะ

"อยากได้ไม้ตองสื่อ ผมไฮ้เปล่าๆ เราเพื่อนกันไม่ใช้คนอื่น"

พระสมบูรณ์ฯ ยื่นมือให้หม่องทินแหว่งจับทันที

"ขอบใจมากหม่อง ดีแล้วฉันจะเอาใส่รถยนต์ไปบ้านเลย"

หุ่นสดุ้งเฮือก แต่พี่หม่องกับคุณพระไม่ทันเห็น พระสมบูรณ์ฯ เลี่ยงไปชมหุ่นตัวอื่นๆ อีกต่อไป ซึ่งเป็นการชม ซ้ำๆ ซากๆ มาทีไรก็แวะเข้ามาดู

พลกับนิกรยืนเฉยไม่กระดุกกระดิก นายจอมทะเล้นรู้สึกคันจมูกยิบๆ ก็เผลอตัวจามออกมาดังๆ "อ๊าด ชะเอ๊ย..."

คุณพระสมบูรณ์ฯ สดุ้งโหยง ความรู้สึกบอกตัวเองว่าท่านได้ยินเสียงจามดังมาจากหลังตู้ และหลังจากนั้นท่านก็ได้ยินเสียงคล้ายกับว่า ใครคนหนึ่งเขกกะบาลใครคนหนึ่งดังโป๊ก

หม่องทินแหว่งเข้าใจว่าคุณพระจาม ก็หันมองดูแล้วพูดขึ้นเปรยๆ

"เป็นหวัด "

พระสมบูรณ์เลยเข้าใจผิดคิดว่าหม่องทินแหว่งจาม และบอกท่านท่าจะเป็นหวัด เสียงจามที่ท่านมั่นใจว่าดังมาจากหลังตู้คงเป็นเพราะห้องมันก้องกังวาล เศรษฐีพม่าเดินเข้ามาหาเพื่อนของเขา สนทนากันสักครู่ คนใช้ของท่านหม่องก็ถือถาดใส่ขวดน้ำอัดลมแช่เย็นชนิดหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง พอวางถาดลงบนโต๊ะเรียบร้อย หม่องทินแหว่งก็กล่าวกับคนใช้ของเขา

"เฮ้ย แสวง ไป๊เรียกน๊ายบุญส่งมาฉ่วยกันยกหุ่นตัวหนั่น เอาไปขึ้นรถคุณพระท่าน ท่านจะเอาไปบ้านท่าน ทุดยาม้าเหว่...เร็วๆ โว้ย"

คนใช้รับคำสั่งแล้วรีบออกไปจาห้องพิพิธภัณฑ์สักครู่ก็พาชายหนุ่มร่างใหญ่อีกคนหนึ่งเข้ามาในห้อง พี่หม่องบงการให้คนใช้ของเขาช่วยกันยกหุ่นนักรบโรมัน ออกไปทันที เสี่ยหงวนนั่งตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้คนใช้สองคนช่วยกันหามเขาไป

พระสมบูรณ์ฯ ยิ้มให้หม่องทินแหว่ง

"ขอบใจมากหม่อง ฉันเห็นจะต้องลากลับละ"

ต่างคนต่างยกมือไหว้กัน พี่หม่องเดินเคียงคู่กับคุณพระออกไปจากห้อง พล นิกร และ ดร.ดิเรก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่แล้วสามสหายก็เป็นห่วงเสี่ยหงวนไปตามกัน

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คนใช้ทั้งสองคนได้ช่วยกันหามเสี่ยหงวนออกมาหน้าตึกแล้ว สาวใช้อีกคนหนึ่งรีบเข้ามาช่วยพาอาเสี่ยลงบันไดไปที่รถพลีมัธเก๋ง ซึ่งจอดอยู่หลังรถแน๊ชะลอยลมของพี่หม่อง คนใช้กับสาวใช้ช่วยกันนำเสี่ยหงวนขึ้นไปตอนหลังรถด้วยความลำบากยากเย็น

คุณพระสนทนากับพี่หม่องอยู่ที่หน้าตึกอีกสักครู่ก็ลงบันไดเดินมาที่รถของท่าน มองดูหุ่นนักรบโบราณอย่างชื่นชม แล้วเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งตอนหน้ารถประจำที่คนขับ

พระสมบูรณ์ฯ เปิดสวิทไฟสต๊าทเครื่อง เข้าเกียร์มือ บังคับให้รถเก๋งคันงามของท่านแล่นออกไปจากบ้านพี่หม่องอย่างแช่มช้า พอพ้นประตูบ้านเลี้ยวขวามือ หุ่นนักรบโรมันก็ชะโงกหน้าเข้ามาหาคุณพระ

"หยุดเดี๋ยวครับใต้เท้า"

คุณพระใจหายวาบแทบเป็นลม ท่านตกใจเหลือที่จะกล่าวที่หุ่นพูดได้ พระสมบูรณ์ฯ เหยียบเบรกโดยแรง พลีมัธเก๋ง หยุดหน้าประตูบ้านของเสี่ยหงวนพอดี

ท่ามกลางความตกตลึงพรึงเพริดของพระสมบูรณ์ฯ ซึ่งกำลังจ้องมองดูหุ่นนักรบโรมันอย่างแปลกใจ เสี่ยหงวนได้ยกมือขึ้นไหว้คุณพระอย่างนอบน้อม

"ลาละครับใต้เท้า ขอบคุณเหลือเกินที่ช่วยพาผมออกมาจากห้องพิพิธภัณฑ์นั้นได้"

คุณพระเย็นวาบไปหมดทั้งตัว อ้าปากหวอหน้าซีดเผือดเหมือนกับจะเป็นลม กิมหงวนเปิดประตูรถพาตัวลงจากรถเดินเข้าไปในบ้านของเขาอย่างสง่าผ่าเผย

"ผีหลอกโว้ย" คุณพระร้องสุดเสียง รีบเข้าเกียร์นำรถของท่านออกแล่นไปจากที่นั้นโดยเร็วที่สุด ราวกับรถแข่ง

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง พล นิกร กับ ดร.ดิเรกก็หลบหนีมาได้ด้วยการช่วยเหลือของมะเมี้ยเส่ง

การต่อสู้ในเกมของความรัก เพื่อชิงสาวพม่า นัยน์ตาหวานปรากฏว่า ดร.ดิเรกได้รับชัยชนะอย่างงดงาม

เขาเป็นผู้ที่กานดาสนใจมากกว่าเพื่อน กานดามักจะแอบลงมาจากตึกมายืนคุยกับนายแพทย์หนุ่มที่ริมรั้วแทบทุกเวลาเย็น บางทีก็แถมตอนหัวค่ำ พล นิกร กิมหงวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ช่วยกันสนับสนุน ดร.ดิเรกเต็มที่ แต่แล้วท่านเจ้าคุณก็คิดได้ว่า ดร.ดิเรก นั้นเป็นลูกเขยของท่านนั่นเองมิใช่ใครอื่น ถ้าหากว่าเขาได้แม่สาวพม่าเป็นเมีย อย่างไรเสียประภาธิดาคนโตของท่านก็คงจะหมดความสุข เพราะมะเมี้ยเส่งสวยกว่าประภามาก ทั้งสวยทั้งอ่อนหวาน ความรักหลงอาจจะทำให้ ดร.ดิเรก ทิ้งประภาก็ได้ ดังนั้นท่านเจ้าคุณก็เริ่มขัดขวางทางรักของนายแพทย์หนุ่มทันที

"เฮ้ย แกจะเอาจริงหรือดิเรก"

ดร.ดิเรก พยักหน้า

"ออไร๋น์"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วประภาแกจะว่าอย่างไร"

"ผมน่ะไม่ว่าอะไรหร็อกครับ มีแต่ประภาจะว่าผม"

"ไม่ใช่อย่างนั้น" เจ้าคุณพูดอย่างหัวเสีย "ฉันหมายถึงความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวแกและประภา"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้มแล้วสั่นศีรษะ

"โนยุ่ง"

"อะไรของแกวะ โนยุ่ง"

"ก็ไม่เห็นจะยุ่งอะไรนี่ครับ ผู้ชายมีเมียน้อยไม่ผิดวัฒนธรรม ใครๆ เขาก็มีกันทั้งนั้น บางคนมีตั้งห้าหกคนยังได้"

พล อดหัวเราะไม่ได้ เขายกมือตบบ่านายแพทย์หนุ่ม แล้วพูดขึ้นอย่างแปลกใจ

"ความจริงแกไม่ใช่คนเจ้าชู้เลยนะหมอ ตั้งแต่คบกันมากันก็เพิ่งเห็นแกนอกใจคุณภาครั้งนี้แหละ แกรักกานดาจริงๆ หรือ"

ดิเรกทำตาละห้อย

"ออไร๋น์ หล่อนรำขวานถูกใจกันมากทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"ถ้าจะไม่ได้เรื่องเสียแล้วโว้ย กลับไปนี่ต้องหาซื้อขวานให้ประภาสักเล่ม ดิเรกเห็นยายภารำขวานก็คงจะลืมมะเมี้ยเส่ง"

ดร.ดิเรกหัวเราะคิ๊ก

"ไม่ไหวครับ อายุตั้งสามสิบกว่าแล้วถึงรำก็ไม่น่าดู ประภาน่ะถ้าเป็นรถยนต์ก็ควรจะส่งขายเซียงกงได้แล้ว เพลาก็คดลูกสูบก็ไม่ดี แบ๊ตตารี่รั่วไม่เก็บไฟ แหนบอ่อน แตรก็เสียงบีบไม่ดัง อะไรๆ ไม่ไหวทั้งนั้น ส่วนมะเมี้ยเส่งราวกับรถเพรียวลมแบบใหม่ตั้งโชว์อยู่ในตู้"

สามสหายหัวเราะลั่น กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แต่นวลลออของกันถึงแม้จะเป็นรถเก่าก็เป็นรถโรลส์รอยชั้นเยี่ยมของอังกฤษ ใครเห็นก็อยากนั่ง"

นิกรเอื้อมมือเขี่ยแขนเสี่ยหงวน

"ว่างๆ ขอยืมกันนั่งสักวันไม่ได้หรือ ไปแค่บางปูเท่านั้น"

"ไม่ได้โว้ย" อาเสี่ยตวาดแว็ด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นท่า ดร.ดิเรกจริงจังกับแม่สาวตาหวานท่านก็พูดเป็นเชิงขู่บังคับ

"พ่อขอร้องให้เธอเลิกติดต่อกับยายกานดา นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าแกไม่เชื่อ พ่อก็จะจัดการกับแกต่อไปในขั้นรุนแรง"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างสง่า

"ไอด๊อนน์ แคร์ ถ้าผมไม่ได้มะเมี้ยเส่งเป็นเมียผมจะฆ่าตัวตาย และก่อนที่ผมจะตาย ผมจะยิงคุณพ่อก่อนในฐานที่ขัดขวางทางรักของผม"

กิมหงวนสดุ้ง

"เอ๊ะ เอายังงั้นเชียวหรือ"

"ออไร๋น์ กันกับกานดาได้จับมือถือแขนกันแล้วคืนนี้กันจะเสี่ยงภัยบุกขึ้นไปบนตึก เพื่อเข้าไปหาหล่อนในห้องนอน กันนัดกับมะเมี้ยเส่งไว้แล้วคืนนี้ 1.00 น.ตรง"

ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เข้าใจว่า ดร.ดิเรกพูดเล่น แต่ว่ามันเป็นความจริง เขากำลังเร่งเวลาที่จะให้มืดค่ำเสียเร็วๆ

คืนวันนั้น ดร.ดิเรกบอกให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และพล นิกร กิมหงวน กลับไปก่อน เขาจะนอนค้างที่บังกะโลหลังนี้ ท่านเจ้าคุณเดือดดาลมาก กล่าวคำอาฆาตมาดร้ายนายแพทย์หนุ่มอยู่นาน จึงพาสามสหายกลับไปบ้าน

ดร.ดิเรก กับเจ้าแห้วนั่งคุยกันอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน เจ้าแห้วทำหน้าที่ปรึกษาให้ ดร.ดิเรก ซึ่งนายแพทย์หนุ่มของเราไม่สู้จะมีความเข้าอกเข้าใจอะไรนักในเรื่องผู้หญิง

"ติ๋งต่างว่า ข้าบุกเข้าไปในห้องนอนของมะเมี้ยเส่งได้แล้ว ข้าจะทำอย่างไรดีวะอ้ายแห้ว ชักปอดปอดลอยเสียแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานลงเข้าไปในห้องนอนได้ หล่อนก็โอเค.ซิกาเร็ตอย่างไม่มีปัญหาละครับ รับประทานคุณหมอไม่ต้องกลัวผู้หญิง นัดให้ไปหาในห้องนอนก็หมายความว่าหล่อนจะรับประทานคุณหมอ"

ดิเรกลุกขึ้นยืน ยกมือซ้ายกอดอกมือขวาลูบคลำคางของเขาทั้งๆ ที่ไม่เครา นายแพทย์หนุ่มใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

"ใช้วิธีเจ้าชู้ยักษ์ดีไหมวะ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"ปู้โธ่ เจ้าชู้ยักษ์น่ะเขาทำสำหรับผู้หญิงที่ไม่ยินยอมพร้อมใจหร็อกครับ แหม..รับประทานคุณหมอนี่ช่างไม่เป็นภาษาเสียเลย รับประทานอย่างนี้ต้องใช้ไม้นวมซีครับ ปลุกหล่อนให้รู้สึกตัวตื่นเสียก่อน แล้วก็พร่ำพรอดออดฉะอ้อนกอดจูบเล้าโลมไปตามอัธยาศัย เท่านี้รับประทานทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียบร้อย"

ดิเรกผิวปากหวือ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา อีก 4 นาทีก็จะถึง 1.00 น.

"เอาละวะ ข้ายอมตาย ถ้าไม่ได้มะเมี้ยเส่งเป็นเมียพรุ่งนี้เช้าเอ็งขึ้นไปรับศพข้า บนบ้านของหล่อน"

"ครับ ตกลงครับ รับประทานไปเถอะครับ เกือบตีหนึ่งแล้ว รับประทานผมจะเอาใจช่วยคุณหมอ ขึ้นไปบนตึกระวังลูกตะกั่วหน่อยนะครับ"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสีทันที

"อย่าพูดทำลายขวัญหน่อยเลยวะอ้ายแห้วเรายิ่งใจไม่ดีอยู่"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก ดร.ดิเรก เดินวนเวียนไปมารอบห้องกลาง แล้วก็ตัดสินใจพาตัวออกไปจากห้อง

ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน คนในบ้านหม่องทินแหว่งหลับนอนกันหมดแล้ว ดร.ดิเรก มุดรั้วลวดหนามเข้ามาในบ้านแม่สาวพม่านัยน์ตาหวาน ลวดหนามเกี่ยวหลังถลอกไปหลายแห่ง เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ดิเรกลอบเข้าหาสาวรัก

เขายืนอยู่ข้างตึกเป็นเวลาประมาณ 10 นาที ในที่สุดก็เดินอ้อมไปทางหน้าตึก แล้วดิเรกก็ปีนป่ายขึ้นไปตามตารางต้นไม้เลื้อย กิ่งไม้อันหนึ่งเกี่ยวแว่นตาเขาหลุดออก แว่นสายตาสั้นราคาร่วมพันลอยละลิ่วลงมากระทบพื้นถนนแตกกระจาย นายแพทย์หนุ่มใจหายวาบ เมื่อไม่มีแว่นตาเขาก็มีสภาพไม่ผิดอะไรกับคนตาบอด แกเห็นสิ่งต่างๆ เลือนรางเต็มทน เนื่องจากสายตาของเขาสั้นมากผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม ดร.ดิเรก ก็ปีนขึ้นมายังชั้นบนของตัวตึกจนได้ เขาพบตัวเองอยู่ในห้องสมุดของหม่องทินแหว่ง แสงไฟฟ้าที่เฉลียงหลังตึกส่องเข้ามาเพียงสลัวลาง นายแพทย์หนุ่มเดินมาทางประตูห้อง แต่แล้วเขาก็หยุดสะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อเขาแลเห็นรูปปั้นครึ่งตัวของหม่องทินแหว่งตั้งอยู่บนแท่นข้างประตู

ดิเรกชูมือทั้งสองข้างยอมจำนน ตัวสั่นงันงกเห็นเป็นว่าหม่องทินแหว่งกำลังจ้องปืนพกมาที่ร่างของเขา แต่แล้วเมื่อใช้เพ่งมองดู ดร.ดิเรก ก็ลดมือลงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือเขกกะบาลรูปปั้นดังโป๊ก

"นึกว่าตาพ่อเสียอีก แหม-ใจหายหมดเลย" นายแพทย์หนุ่มพูดกับตัวเอง แล้วเดินออกไปจากห้องสมุดเลี้ยวซ้ายมือผ่านเฉลียงด้านหลังตรงมายังห้องนอนของมะเมี้ยเส่งสาวรักของเขา

เพราะดิเรกไม่มีแว่นตา จึงทำให้เขาลำบากใจอย่างยิ่งในการค้นหาห้องนอนของหล่อน นายแพทย์หนุ่มสำคัญผิดบุกเข้าไปในห้องนอนของเศรษฐีพม่า ภายในห้องล้วนแต่เครื่องเฟอร์นิเจอร์อันมีราคาแพงลิบซึ่งคนจนไม่อาจจะมีได้ แสงไฟฟ้าสีเขียวอ่อนส่องสลัวลาง ดิเรกปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็งเดินตรงมาที่เตียงนอนของหม่องทินแหว่ง

เขาแหวกประตูมุ้งเตียงออกเอาขอเกี่ยวไว้ แล้วดิเรกก็ทรุดตัวนั่งข้างพี่หม่องซึ่งนอนลืมตามองดูเขา ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เข้าใจว่าพี่หม่องคือกานดาหรือมะเมี้ยเส่ง

"ยอดรัก ผมมาแล้ว"

เศรษฐีพม่าทำตาปริบๆ ครั้นแล้วเขาก็ตกใจเมื่อ ดร.ดิเรก ก้มลงจูบริมฝีปากเขาเบาๆ หม่องทินแหว่งทำหนวดกระดุกกระดิกเอ็ดตะโรลั่น

"ทุงยาหมาเหว่ ไม่ใช่ห้องนี้โว้ย เมี้ยเส่งอยู่ห้องติดๆ กับห้องนี้"

ดิเรกเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบลุกขึ้นยืนถอยหลังกรูด แล้วยกมือไหว้เศรษฐีพม่า

"แฮะ แฮ่ะ สวัสดีครับ"

หม่องทินแหว่งหัวเราะหึๆ เขารู้แล้วว่าดิเรกสายตาสั้น เมื่อไม่มีแว่นจึงทำให้เข้าห้องผิด เศรษฐีพม่าลุกขึ้นจากเตียงนอน ร่างของเขาที่สวมเสื้อนอนสีชมภู มองดูคล้ายกับอึ่งอ่างเล่นน้ำฝน ท้องพลุ้ยยื่นออกมาจนน่าเกลียด

"ชี้ม่าเล่...ม้าห่าใคร๊"

ดิเรกตัวสั่นงันงก

"มาหามะเมี้ยเส่งครับ"

พม่าอดหัวเราะไม่ได้

"เมี้ยเส่งไม่ได๊ยูห้องหนี่ ยูฮองโน่น"

จากเสียงพูดอันแผ่วเบาของหม่องทินแหว่งทำให้ ดร.ดิเรก มั่นใจว่าเศรษฐีพม่าคงยินยอมพร้อมใจที่จะให้เขาเป็นบุคคลคนเดียวกับกานดาอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มก็สดชื่นขึ้นทันที เขาเดินเข้ามากราบลงบนบ่าของหม่องทินแหว่ง

"ผมทำแว่นตาแตกเสียแล้วครับคุณพ่อ กรุณาพาผมไปส่งห้องมะเมี้ยเส่งหน่อยได้ไหมครับ ผมกราบละครับแล้วผมจะสร้างโรงงานผลิตตลับน้ำมันหม่องให้คุณพ่อ"

พม่าหัวเราะหึๆ

"ชี้หน้าเล้ เช้นาบ่อ" เขาพูดพึมพำอย่างขบขันแกมโมโห ยกมือจับแขนนายแพทย์หนุ่มพาเดินออกไปจากห้อง พอถึงหน้าห้องนอนของกานดา เขาก็ตบหลังดิเรกเบาๆ แล้วพูดเสียงกระซิบ "เข้าไปได้ ย้าบอกอีหนูว่าฉันรู่เห่นเป็นใจด่วย"

"ครับ ครับ ไม่บอกละครับ แหม..คุณพ่อใจดีอะไรอย่างนี้"

หม่องทินแหว่งเดินกลับไปยังห้องนอนของเขา ดร.ดิเรกยกมือขวาทาบหน้าอกเบาๆ สดชื่นตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว โชคอันมหาศาลเป็นของเขาโดยไม่คาดหมาย หม่องพม่าเต็มใจยกลูกสาวให้เขาร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ก็คงจะสืบทราบมาว่าเขาเป็นและนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามนั่นเอง

ดิเรกประณมมือว่าคาถามหาเสน่ห์ที่เจ้าแห้วสอนเขามา จบสามครั้งก็เอื้อมมือหมุนลูกบิดประตูห้อง บานประตูบานซ้ายค่อยๆ เผยออก เพราะข้างในไม่ได้ใส่กลอน ดร.ดิเรกค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องเหมือนขุนแผนตอนเข้าห้องนางพิม

ภายในห้องนอนอันกว้างขวางมืดสนิทปราศจากแสงไฟฟ้า เขาได้ยินเสียงกรนเบาๆ ดิเรกค่อยๆ เดินตรงมาที่เตียงนอนทางขวามือของห้อง ใจเต้นระทึกผิดปรกติเขาได้กลิ่นน้ำหอม หอมตระหลบอบอวล

"เมี้ยเส่งจ๋าเมี้ยเส่งดวงใจของฉัน คงกำลังฝันหวาน ยู อาร์ มาย ฮ๊าท..ไอ เลิฟ ยู ดาลิ่ง"

นายแพทย์หนุ่มแหวกประตูมุ้งออกทั้งสองสับขอไว้ เขาแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของสาวรัก กำลังนอนอยู่ภายใต้ผ้าห่มนวลสีขาวผืนหนึ่ง ดิเรกทรุดตัวนั่งบนเตียงนอนเอื้อมมือเขย่าร่างหล่อนเบาๆ

"กานดา.. กานดาครับ" กระซิบเรียกหล่อน

เสียงกรนยุติลงทันที ร่างนั้นรีบผลุนผลันลุกขึ้นนั่งและกระซิบถาม

"ใคร"

นายแพทย์หนุ่มสวมกอดหล่อน

"ผมเองเมี้ยเส่ง ดิเรกดวงใจของคุณยังไรล่ะครับ"

หล่อนผลักไสสลัดปัดป้องเป็นที แล้วพูดกับเขาด้วยเสียงกระซิบ

"กลับไปเสียเถอะค่ะดิเรก ดิฉันเป็นของคุณไม่ได้คุณนิกรบอกดิฉันว่าคุณมีเมียแล้ว ดิฉันกลัวคุณประภาจะมาฉีกเนื้อดิฉัน"

ดร.ดิเรก สดุ้งโหยง

"ชะ ชะ เพื่อนเราเผาเรือนเสียแล้ว" เขารำพึงในใจแล้วกระซิบพูดกับหล่อน "ทูนหัว เรื่องเมียผมอย่าวิตกเลยครับ วันนี้ผมกลับไปบ้านแล้ว ผมจะไล่เตะประภาออกไปจากบ้านทันที" พูดจบเขาก็ยกมือเชยคางหล่อนขึ้นแล้วก้มลงจูบริมฝีปากหล่อนอย่างหนักหน่วง

หล่อนยกมือทั้งสองโอบรอบคอเขาแน่ กระซิบกระซาบกับเขา

"ดิเรกขา ยอดรักของดิฉัน"

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นเคี้ยวปากจั๊บๆ จำได้ว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นของประภาเมียรักของเขา ดิเรกชักเอะใจจ้องมองดูหน้าหล่อนและลองลูบคลำเนื้อตัวของหล่อน เมื่อได้สัมผัสบางสิ่งบางอย่างเขาก็สดุ้งเฮือก จำได้ว่าประภาเมียรักของเขาแน่นอน

"มายก๊อด " ดิเรกคราง

ทันใดนั้นเองไฟฟ้าตั้งบนโต๊ะก็ถูกเปิดสว่างขึ้น ดิเรกอกสั่นขวัญแขวน มะเมี้ยเส่งกลายเป็นประภาเมียรักของเขาไปแล้ว มันน่าจะเป็นความฝันมากกว่าความจริง ทำไมประภาถึงมานอนอยู่ในห้องนี้ได้

ใบหน้าของประภาที่จ้องมองดูผัวรักของหล่อนนั้นถมึงทึงกลัว เต็มไปด้วยความหึงหวงเหลือที่จะกล่าว ประภาหยิบดิ้วอันหนึ่งซึ่งวางอยู่ข้างๆ ตัวหล่อนยกขึ้นฟาดลงกลางกระบาล ดร.ดิเรกดังโป๊ก

"โอ๊ย" นายแพทย์หนุ่มร้องสุดเสียง

"ไม่ต้องร้อง" ประภาขบกรามแน่น "หน็อยสำคัญนักอ้ายบอดวัดสามปลื้ม อยู่กันมานานแล้วไม่เคยนอกใจเราเลย พอมาเห็นคุณกานดาเข้า ริอ่านนอกใจเรา"

ครั้นแล้วระบบซ้อมอย่างทารุณก็เริ่มต้น ประภาหยิกข่วนทุบถองดิเรกจนช่ำมือ เงื้อมือทั้งสองตบซ้ายป่ายขวาอุตลุด ดร.ดิเรก ร้องเสียงหลง ไฟฟ้าในบ้านของหม่องทินแหว่งถูกเปิดสว่างจ้าตามห้องต่างๆ ราวกับกลางวัน

หม่องทินแหว่งพากานดาเข้ามาในห้อง กานดาปราดเข้ามาห้ามประภาไว้

"พอแล้วค่ะคุณคะ โถ..ตีเสียหัวแตกเลย พอทีนะคะ เท่านี้ก็หลาบจำแล้ว"

ประภายกมือชี้หน้าผัวรักของหล่อน

"ทีหลังจะเจ้าชู้อีกไหมหา.."

ดิเรกยิ้มแห้งๆ ยกมือป้ายเลือดที่หน้าผาก

"โน..ฝรั่งเข็ดตายห่าเลย"

หม่องพม่าเดินเข้ามายกมือตบหลัง ดร.ดิเรก แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"นิทานเรื่องนี้ส่อนไฮ้รู้ว่า มีเมียแล้วย้าทำเจ่าชูอิ๊กหัวจะแตก"

ประภาเดินเข้ามายกมือกราบลงบนบ่าของหม่องทินแหว่ง

"ดิฉันขอขอบคุณท่านกับคุณมะเมี้ยเส่งเหลือเกินค่ะ ที่กรุณาให้ดิฉันหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้"

กานดากลั้นหัวเราะแทบแย่

"พาคุณหมอกลับไปเถอะค่ะ เลือดไหลใหญ่แล้ว" แล้วหล่อนก็หันมาทาง ดร.ดิเรก "คุณหมอขา ขอให้เราเป็นแต่เพียงเพื่อนกันเท่านั้นนะคะ คุณหมอไม่ใช่ตัวเปล่ามีบุตรภรรยาแล้ว ดิฉันรักคุณหมอไม่ได้หร็อกค่ะ"

ดร.ดิเรกร้องไห้ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"ความรักทำให้หัวแตก" เขาพูดเสียงหนักแน่น "บอกไอหน่อยซิประภา ยูรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร"

"อ๋อ ทำไมจะไม่รู้ ปากมีหูประตูมีช่อง จะบอกให้ก็ได้ ตอนหัวค่ำคุณกานดาโทรศัพท์ไปบอกภาว่า คืนนี้เธอจะเข้าหาคุณกานดา แล้วในราวสามทุ่ม คุณพ่อกับคุณพลและอาเสี่ยกับนิกรกลับไปบ้านก็เล่าให้ฟังอีก ภาก็เลยรีบมาหาท่านและคุณกานดาแสดงตัวให้ทราบว่าภาเป็นใคร ภากราบไหว้อ้อนวอนท่านและคุณกานดาขอนอนในห้องนี้ ซึ่งท่านก็กรุณาช่วยเหลือภา จนกระทั่งภาได้ตีกระบาลเธอด้วยดิ้วสมแค้นแล้ว"

ดร.ดิเรก ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"แบ๊ดลัค"

ประภาหันหน้ามายิ้มกับพี่หม่องและกานดา

"ดิฉันจะไม่ลืมพระคุณของท่านกับคุณกานดาเลยค่ะ ดิฉันกราบลานะคะ จะเอาตัวไปซ้อมกันที่บ้านอีก" พูดจบหล่อนก็กระพุ่มมือไหว้สองพ่อลูกอย่างอ่อนน้อม

หม่องทินแหว่งกับกานดารีบรับไหว้ประภาทันที ประภายกมือคว้าหูดิเรก

"โอ๊ยๆๆ เวท เอ มินิต ดาลิ่ง"

ประภาเค้นหัวเราะ

"ไม่ต้องร้อง ไป ไปบ้านเดี๋ยวนี้ พาภาไปที่บังกะโลก่อน"

ดิเรกยกมือไหว้สองพ่อลูก แล้วก็ถูกดึงหูออกไปจากห้อง หม่องทินแหว่งหัวเราะงอหาย ชอบอกชอบใจที่นายแพทย์หนุ่มถูกลงโทษ แล้วเขาก็จูงมือธิดาสุดสวาทของเขาตามมาส่งที่หน้าตึกชั้นล่าง

ดร.ดิเรกนำประภากลับมายังเรือนบังกาโลหลังนั้น แต่มาทางหน้าบ้าน พอเข้ามาในเขตบ้าน นายแพทย์หนุ่มก็ได้ยินเสียงตึงตังโครมครามกระจกตู้แตกโพล้งเพล้ง เขาแลเห็นบูอิคเก๋งกับแพ็คการดจอดอยู่เคียงกัน

ขณะนี้ บนเรือนบังกาโลกำลังเกิดมิคคสัญญี นวลลออ ใช้ไม้ตาพดอันเบ้อเริ้ม ฟาดข้าวขอบแตกหักเสียหาย ประไพกับนันทาช่วยกันทำลายของในบ้านอย่างสนุกสนาน วิมานแห่งความสุขของคณะพรรคสี่สหายถูกทำลายแล้ว ตาชมกับเจ้าแห้วพากันวิ่งหนีออกไปทางหลังบ้าน นับตั้งแต่นายสาวพากันมาถึงนี่เพื่อมารับประภากลับบ้าน

ที่หน้าเรือน พล นิกร กิมหงวน ซึ่งถูกบังคับให้มาด้วย นั่งเคร่งขรึมนิ่งเฉย ไม่มีใครพูดอะไรเลย จนกระทั่งประภาพานายแพทย์หนุ่มขึ้นบันไดมาบนเรือน

"อ้าว" อาเสี่ยคราง "กะบานแบะเชียวรึหมอ"

ดร.ดิเรกยักคิ้วให้เพื่อนเกลอของเขา

"เน็บเวอร์ไมน์ ท่านมหาราชาจันทรกุมารเคยถูกท่านมหารานีซ้อมยิ่งกว่า นี่ถึงกับหยอดน้ำข้าวต้ม ไปยังไงมายังไงกันวะพวกเรา"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เมียเขาบังคับให้พาเขามานี่น่ะซี วิมานของเราพังเสียแล้ว คุณนวลกำลังบ้าเลือด ทุบข้าวของฉิบหายหมด ยายไพกับพี่นันก็พลอยผสมโรงด้วย"

แม่เสือทั้งสามพากันเดินออกมา พอแลเห็น ดร.ดิเรกหัวแตก นวลลออก็หายโมโหยิ้มออกมาได้ นันทากล่าวถามขึ้นทันที

"เอากันถึงหัวร้างข้างแตกเชียวหรือคะคุณภา"

ประะภาพยักหน้า

"ค่ะ ต้องอย่างนี้ถึงจะหลาบจำ"

นวลลออปราดเข้ามายกมือชี้หน้าเสี่ยหงวน

"เฮียน่ะตัวดีนัก เจ้ากี้เจ้าการวิ่งเต้นหาบ้านเช่า แล้วมาออกลิงออกค่างกันที่นี่ พรุ่งนี้ต้องส่งคืนบ้านให้เจ้าของเขาให้เรียบร้อยนะจะบอกให้"

กิมหงวนยิ้มซีดๆ

"จ้ะ กลับบ้านกันหรือยังจ๊ะนวล หรือยังมีอะไรที่จะพังเล่นอีกก็เอา"

นวลลออค้อนควับ หันมาทางเพื่อนเกลอของหล่อน

"กลับบ้านกันเสียทีเถอะค่ะพวกเรา นี่อ้ายแห้วไม่รู้ว่าไปมุดหัวที่ไหน พอรถเลี้ยวเข้ามาในบ้าน เห็นหลังอ้ายแห้ววิ่งไปทางหลังบ้านกับตาชม"

คณะพรรคสี่สหายกับเมียๆ ของเขาต่างพากันเดินลงบันไดไปจากเรือนบังกาโล ดร.ดิเรกเดินล้าหลังไม่อยากจะไปเลย เขามองไปทางหน้าต่างห้องนอนชั้นบนตัวตึกบ้านหม่องทินแหว่ง เขาแลเห็นมะเมี้ยเส่งโผล่หน้าต่างมองดูเขา

ประภาปราดเข้ามาเท้าสะเอวมองดูผัวรักของหล่อน

"ยังจะอาลัยอาวรณ์อีกเรอะ เดี๋ยวแม่.."

นายแพทย์หนุ่มเค้นหัวเราะ

"แก่หึงนักระวังให้ดีนะ แล้วอย่าบ่นว่ามีลูกบ่อยๆ ก็แล้วกัน"

"บ้า" ประภาตวาด

"เออ ไอบ้า ฮึ่ม คอยดูบ้าง ทีนี้ละหัวปีท้ายปีเลย"

ประภาคว้าหูบิดบังคับ ดร.ดิเรก ให้เดินตามหล่อนไปขึ้นรถ ต่อจากนั้นรถเก๋งทั้งสองคันก็แล่นตามกันไป เจ้าแห้วกับตาชมโผล่ขึ้นมาจากกอหญ้าข้างเรือน แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่.

จบตอน