พล นิกร กิมหงวน 019 : ช้างแสนรู้

ตลาดนัดของเทศบาลที่สนามหลวง ในตอนสายของวันที่ ๕ กรกฎาคม ได้ต้อนรับประชาชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งอีกครั้งหนึ่ง คุณหญิงวาดและสี่นางออกจากบ้านในราว ๗.๐๐ น. เศษ แวะรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนชื่อเป็นฝรั่งไปแล้ว ต่อจากนั้นคุณหญิงวาดก็พาสี่นางเดินชมร้านต้นไม้ริมคลองหลอด ชอบใจกล้วยไม้ชนิดใดก็ซื้อตามวิสัยของคนที่มีเงินเหลือใช้

ในราว ๑๐.๐๐ น. วันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายของเราพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นทางด้านเหนือของท้องสนามหลวง ซึ่งแต่ก่อนนี้เรียกว่าทุ่งพระเมรุ

พล, นิกร, กิมหงวน และดร. ดิเรกแต่งกายแบบสุภาพชนเหมือนๆ กัน สวมกางเกงขายาวและเชิ้ตฮาวายท่าทางภูมิฐาน บอกให้รู้ว่าเป็นคนมีเงิน และเป็นคนชั้นสูง ศาสตราจารย์ดิเรกชวนเพื่อนๆ มาเที่ยวตลาดนัดก็เพื่อจะซื้อหนูตะเพาหรือกระต่าย เอาไปใช้ในการทดลองในการแพทย์ของเขา ดร. ดิเรกมีร้านประจำอยู่ร้านหนึ่ง ซื้อกันมาสองสามปีแล้ว จนรู้จักชอบพอกัน

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วลงจากรถคาดิลแล็คเก๋ง ทางหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ แล้วข้ามถนนเข้ามาในบริเวณสนามหลวง ซึ่งตลาดนัดตอนนี้เป็นที่ขาย สุนัข, นกเขา นกต่างๆ และสัตว์อีกหลายชนิด ตลอดจนปลาเงินปลาทอง อาหารนก อาหารปลา อาหารหมา และอาหารคนก็มีขาย

เสี่ยหงวนเดินนำหน้า พาเพื่อนเกลอทั้งสาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เข้าไปในร้านขายหมาร้านหนึ่ง เจ้าของร้านรู้จักดีว่าอาเสี่ยเป็นใคร เพราะเพื่อนเคยบอกเขาที่ภัตตาคารกินรีนาวาว่า ชายหนุ่มร่างชะลูด สวมแว่นตาขอบกระ ใบหน้าเข้มและคมคายแบบลูกจีนผู้นี้แหละคือ พันเอกกิมหงวน หรืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่แห่งไทยแลนด์ เป็นมหาเศรษฐีที่กล้าฉีกธนบัตรเล่น ครั้งละหมื่นสองหมื่น บางทีก็เคยเอาเงินเผาไฟเล่นทีละแสนสองแสน ตามประสาเศรษฐีที่ไม่ใคร่เต็มเต็ง

เจ้าของร้านปราดเข้ามาต้อนรับและยกมือไหว้อาเสี่ย อย่างพินอบพิเทา

"สวัสดีครับเสี่ย"

กิมหงวนรับไหว้และยิ้มให้

"สวัสดีมากคุณทองแดง"

เจ้าของร้านสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับทำคอย่น

"ผมชื่อสมบัติขอรับ ไม่ได้ชื่อทองแดง"

"นั่นน่ะซี แต่ว่าผมเรียกคุณว่าทองแดงก็ไม่ได้ทำให้คุณเสียหายอะไรนี่นะ กลับทำให้คุณเข้มแข็งขึ้นอีก คุณทองแดงหรือเปล่าล่ะ"

นายสมบัติเจ้าของร้านขายหมาทำหน้าชอบกล

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ"

ผู้ที่ฟังเสี่ยหงวนสนทนากับนายสมบัติต่างหัวเราะครืน อาเสี่ยยกมือตบบ่านายสมบัติอย่างกันเอง

"ว่างๆ ก็ลองตรวจดูซีนะคุณสมบัติ คนเราอาจจะกลายเป็นทองแดงได้โดยไม่นึกฝัน อ้า-มีหมาอะไรขายบ้างล่ะ ผมอยากได้ลูกหมาสวยๆ สักตัวหนึ่งไปให้เมียเขา อีกสองสามวันจะถึงวันเกิดของเขาแล้ว"

"มีอยู่สองตัวครับเสี่ย" นายสมบัติตอบนอบน้อมที่สุด "เวลเทอเรียตัวหนึ่ง แล้วก็ปักกิ่งตัวหนึ่ง อายุราวสองเดือนกว่าๆ ครับ ของผมกล้ารับรองว่าแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"หมายความว่าเป็นหมาร้อยเปอร์เซ็นต์หรือครับคุณ"

นายสมบัติหัวเราะ

"ไม่ใช่อย่างนั้นครับ หมายความว่าลูกหมาเวลเทอเรีย ลูกหมาปักกิ่ง พ่อแม่มันก็เป็นหมาปักกิ่งเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เอาหมาพันธุ์อื่นมาผสม"

นิกรสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเจ้าอัลเซเชียนตัวใหญ่ที่อยู่ในกรงเห่าขึ้น เขาจ้องมองดูมัน แล้วถามนายสมบัติ

"กี่เดือนแล้วครับ"

"ขวบหนึ่งพอดีครับ"

"คุณผสมเองหรือครับ"

"เปล่าครับ ผมเพียงแต่เป็นเจ้าของเท่านั้น"

นายสมบัติพาสี่สหายกับเจ้าแห้วเดินตรงไปที่กรงลวดกรงหนึ่ง ซึ่งตอนบนของกรงไม่มีฝาปิด ลูกหมาห้าหกตัวถูกขังอยู่ในกรงนี้ และ ๒ ตัวคือลูกหมาเวลเทอเรียกับลูกหมาปักกิ่งน่ารักมาก เจ้าของหมาก้มตัวลงคว้าเจ้าปักกิ่งตัวน้อยขึ้นมาให้กิมหงวน

"หมาแบบนี้อาเสี่ยก็ทราบแล้วว่าเป็นหมาขนาดเล็ก ยิ่งโตยิ่งน่ารักมากครับ เอาวางไว้ท้ายรถคล้ายกับตุ๊ตาสุนัข หน้ามันหักมู่ฮู่แทนที่จะน่าเกลียดกลับน่าเอ็นดู"

เสี่ยหงวนลูบคลำกอดจูบมันด้วยความรัก แล้วเขาก็หันมามองดูหน้านิกร

"หน้ามันคล้ายแกว่ะ อ้ายกร"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วหัวเราะ

"ก็ไม่เห็นเสียหายอะไร หมาเป็นสัตว์ที่กตัญญูรู้คุณเจ้าของ ดีกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก ที่ขาดความกตัญญูกตเวที"

อาเสี่ยเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าของหมา

"เท่าไหร่"

"สองพันครับ"

"โอ้โฮ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "สองพันน่ะมันอัลเซเชียนขนาดใหญ่เชียวนะ ลูกหมาตัวเล็กนิดเดียวเท่านั้น เอาตั้งสองพันเชียวหรือคุณ"

พลมองดูพ่อค้าหมาอย่างไม่พอใจ

"หมาพันธุ์ปักกิ่งหายากหรืออย่างไร"

"หาไม่ยากหรอกครับ แต่มหาเศรษฐีที่จะมาซื้อหมาที่ร้านผมหายากมาก ผมก็ต้องเรียกแพงหน่อย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก เขาส่งลูกหมาพันธุ์ปักกิ่งไปให้เจ้าแห้วแล้วล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตฮาวายหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาหลายปึก นับส่งให้เจ้าของหมา ๒ ปึก นายสมบัติยกมือไหว้ประหลกๆ ก่อนที่จะรับเงินมาจากเสี่ยหงวน ใครต่อใครพากันมองดูเสี่ยหงวนอย่างเกรงกลัวในบุญวาสนา ภรรยานายสมบัติป่าวประกาศให้คนโน้นคนนี้รู้ว่า ผู้ที่ซื้อลูกหมาของหล่อนตัวละ ๒,๐๐๐ บาท โดยไม่ต่อราคาแม้แต่บาทเดียวคืออาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งประเทศไทย ซึ่งแม้แต่ฯ พณฯ จอมพลสฤษดิ์ ผู้ล่วงลับไปแล้วยังรวยสู้เสี่ยหงวนไม่ได้

ดร. ดิเรกบ่นพึมพำเมื่อคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณและเจ้าแห้ว ออกมาจากร้านขายสุนัข

"ยูซื้อแพงมาก ตัวละ ๖๐๐ บาทก็ดีถมไป"

เสี่ยหงวนโบกมือ

"น่า อย่าบ่นหน่อยเลยวะ เงินสองพันขนหน้าแข้งกันไม่ร่วงหรอก"

พลว่า "แกควรซื้อเครื่องสำอางอย่างดีให้คุณนวลสักชุดดีกว่า หรือไม่ก็ซื้อผ้าไหมไทยให้สักสองสามชุด เรื่องเพชรนิลจินดาน่ะไม่ต้องพูดถึงหรอก เครื่องเพชรของคุณนวลมีมากกว่า ร้านขายเพชรร้านเล็กๆ เสียอีก ซื้อมาทำไมวะหมา ดีไม่ดีหมาใหญ่ที่บ้านมันจะกัดเอา แกคอยดูซี คุณนวลจะต้องวุ่นวายกับหมาตัวนี้"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"มันน่ารักดีโว้ย กันคิดว่าหมาตัวนี้เหมาะที่จะเป็นของขวัญอย่างดีที่สุด หล่อนเห็นหมาหล่อนจะได้นึกถึงกัน" พูดจบเขาก็หันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาเตรียมของขวัญไว้ให้เมียผมหรือยังครับ"

"เปล่า ไม่ได้เตรียมหาซื้ออะไรหรอก ตั้งใจจะซื้อรถยนต์ให้ยายนวลสักคัน อยากได้ยี่ห้ออะไรก็ให้เขาเลือกเอา"

การสนทนาสิ้นสุดลงชั่วเพียงขณะ เพราะเมฆบังดวงอาทิตย์ ทำให้บริเวณตลาดนัดรื่นรมย์ร่มเย็น เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วเที่ยวชมร้านขายนก ขายปลา และขายสัตว์ต่างๆ นิกรหยุดซื้อถั่วปากอ้าคั่ว แล้ววิ่งเหยาะๆ ตามมา

ในที่สุด คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หยุดยืนหน้าร้านขายสัตว์แห่งหนึ่ง ซึ่งร้านนี้มีสัตว์ขายมากที่สุด นับตั้งแต่นกเขาและนกต่างๆ ไก่, ลิง, ชะนี, ชะมด, งูหลาม และที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ มีลูกช้างตัวหนึ่งขาย มันเป็นช้างพลายหรือช้างตัวผู้สูงเพียง ๔ ฟิตเท่านั้น แต่รูปร่างผอมโซเพราะอดอยาก ขี้หูขี้ตากรังไม่น่ารัก

นิกรบังเกิดความเอ็นดูเจ้าช้างน้อยตัวนี้ขึ้นมาทันที ตามปกตินั้นนิกรเป็นคนมีใจเมตตาสงสารไม่ว่าคนหรือสัตว์

"เฮ้ย-เข้าไปดูลูกช้างเถอะวะ" นายจอมทะเล้นกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา "ถ้าราคาพอสมควรกันจะซื้อมัน"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"แกจะซื้อไปเป็นของขวัญวันเกิดเมียกันใช่ไหม"

นิกรหัวเราะ

"ใครบอกแกล่ะ กันจะซื้อไปเลี้ยงเล่น"

"แล้วแกจะให้ใครเลี้ยง ช้างตัวหนึ่งน่ะเป็นภาระที่ยุ่งยากพอดูนะโว้ย"

นิกรอมยิ้ม

"ก็ให้อ้ายแห้วมันเลี้ยงน่ะซี"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"รับประทานดีครับ เลี้ยงช้างได้รับประทานขี้ช้างผมชอบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้านิกรอย่างขบขัน

"แกจะซื้อลูกช้างเอาไปทำไมวะอ้ายกร"

"ผมสงสารมันครับคุณพ่อ มันคงได้รับการเลี้ยงดูอย่างเลวมาก ถึงผอมโซหัวโตเช่นนี้ ผมอยากจะเลี้ยงไว้เอาบุญ หลังบ้านเรามีที่ว่างถมไป ปลูกโรงให้มันอยู่ ช้างเป็นสัตว์ที่น่ารักน่าสงสารมาก"

พลอดขัดคอนิกรไม่ได้

"แล้วถ้ามันโตขึ้นแกจะทำอย่างไร"

"อ๋อ โตขึ้นเราก็มอบให้สวนสัตว์เขาดินเขาน่ะซี เลี้ยงไว้ได้เรอะ เดี๋ยวมันกระทืบแบนติดดิน"

"โน" ดร. ดิเรกร้องขึ้นดังๆ "ช้างเป็นสัตว์ที่มีความกตัญญูดีกว่าหมาเสียอีก เว้นแต่เวลามันตกน้ำมันเท่านั้น ที่มันลืมตัวมันอาจจะฆ่าเจ้าของ หรือควาญได้"

นิกรพาเพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้าไปในร้านขายสัตว์เดรัจฉาน ชายชราคนหนึ่งปราดเข้ามาต้อนรับ

"ต้องการนกเชิญซีครับ เที่ยวนี้ผมมีนกตะกรุมมาตัวหนึ่ง โน่นยังไงล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าของร้านอย่างเดือดดาล

"ใครบอกแกล่ะว่าฉันมาซื้อนกตะกรุม กบาลฉันล้านเลี่ยนออกอย่างนี้ ยังจะให้ฉันซื้อนกตะกรุมไปเลี้ยงอีกยังงั้นเรอะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอโทษเถอะครับ ผมนึกว่าท่านใส่หัวล้านจำลอง ตอนนี้มีงานบวชนาคกันทุกวัน เข้าใจว่าท่านใส่หัวล้านจำลองเตรียมไปเล่นกระตั้วแทงเสือ"

นิกรยกมือจับแขนชายชราเจ้าของร้าน พาเดินไปที่เจ้าช้างน้อยตัวนั้น ซึ่งกำลังชูงวงไหว้นิกรคล้ายกับมันจะวิงวอนขอให้นิกรซื้อมันไปเลี้ยง ชีวิตมันจะได้สุขสบายขึ้น

"ช้างตัวนี้ขายหรือเปล่าลุง"

"ขายซีครับลุง ไม่ขายผมจะหอบมันมาทำไมให้เสียเวลา"

"ราคาเท่าไร"

ชายชรานิ่งนึก ในเวลาเดียวกัน พลก็พาเสี่ยหงวน, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินเข้ามา

"ผมคิด ๔,๐๐๐ บาทขาดตัวครับเจ้านาย"

"บาทเดียวก็ลดไม่ได้" นิกรพูดยิ้มๆ

"ครับ กว่าจะเอามาถึงกรุงเทพฯ ผมเสียค่ารถค่าเรือไปมากแล้ว ช้างตัวนี้อายุได้ ๘ เดือนครับ ตอนที่ได้มามันอายุ ๒ เดือนเท่านั้น แม่มันถูกเสือกิน"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"แม่ลุงหรือแม่ช้าง"

ชายชราทำหน้าชอบกล

"แม่ช้างตัวนี้แหละครับ แม่ผมเท่งทึงไปตั้ง ๔๐ ปีแล้ว มันเป็นช้างในป่าประจวบฯ ทางแดนพม่า พวกพรานช้างเขาได้มันมา แล้วมาขายให้ผม ๒,๕๐๐ บาท คุณซื้อเอาไป เผลอสักสองสามปี มันก็จะเป็นช้างใหญ่สวยงามมาก ลักษณะมันดีนะครับ"

นิกรพิจารณาดูลูกช้างอย่างตั้งอกตั้งใจ

"ไหงไม่มีงาล่ะลุง"

เจ้าของช้างลืมตาโพลง

"แล้วกัน ช้างอายุเพียง ๘ เดือน มันจะมีงาได้อย่างไรครับ ต้อง ๕ ปีงาถึงจะงอกออกมาครับ"

"มีงวงหรือเปล่า" นิกรถามเสียงหนักๆ

"ก็นี่ยังไงล่ะครับงวง"

"อ้อ-แล้วหางล่ะ"

"หางอยู่ทางโน้นครับ"

นิกรยกมือตบตระพองลูกช้างด้วยความเอ็นดูมัน

"มันชื่ออะไรลุง"

"ช้างครับ"

"รู้แล้ว" นิกรตวาดแว๊ด "ใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นช้าง แต่ฉันอยากรู้ว่าลุงตั้งชื่อลูกช้างตัวนี้ว่าอย่างไร"

"ก็ชื่อช้างน่ะซีครับ ผมเรียกมันว่าอ้ายช้างตลอดมา จะให้ผมตั้งชื่อเพราะๆ น่ะ ผมไม่มีปัญญาตั้งให้มันหรอกครับ"

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรลูบคลำเจ้าช้างน้อยด้วยความสงสาร

"ทำไมมันผอมโกโรโกโสอย่างนี้ รู้สึกว่าลุงให้การเลี้ยงดูมัน อย่างเลวเต็มทน"

"อะไรกันครับ ผมกินอะไรมันก็กินอย่างนั้น แม้แต่โอเลี้ยงผมก็แบ่งให้มันกินครึ่งแก้ว ไม่เชื่อคุณถามลูกช้างผมดูซีครับ ตอนเช้ากินข้าวราดแกงกันคนละจาน ตอนกลางวันกินข้าวต้ม ปลาเค็ม ไข่เค็ม ตอนเย็นก็กินข้าวกับผัดหรือแกงต่างๆ "

"เฮ้" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "ลุงไม่ได้ให้มันกินหญ้าหรอกหรือ"

ชายชราสั่นศีรษะ

"ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปหาหญ้าให้มันครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"มิน่าล่ะ ช้างของลุงจึงผอมโซ ขี้ตาแฉะอย่างนี้" แล้วเขาก็หันมาพูดกับนายจอมทะเล้น "ว่าไงโว้ยเสียเวลา จะเอาก็ต่อเขาซี"

นิกรยิ้มให้เจ้าของช้าง

"ต่อสักคำได้ไหมลุง"

"อ๋อ ของซื้อของขายทำไมจะต่อไม่ได้ล่ะครับ คนขายก็อยากขายแพง คนซื้อก็อยากซื้อได้ถูกเป็นธรรมดาอยู่เอง"

"สัก ๓,๐๐๐ เป็นยังไงลุง"

"ผมขายไม่ได้จริงๆ ครับ ผมบอกคุณแล้วว่าบาทเดียวผมก็ลดให้ไม่ได้ ช้างตัวนี้มันฉลาดและรู้มากนะครับ เฮ้ย-ยืนสองขาให้เจ้านายดูหน่อยซิ"

เจ้าช้างน้อยยืนสองขาทันที ท่าทางของมันน่ารักน่าเอ็นดูมาก นิกรหัวเราะชอบใจ

"แล้วทำอะไรได้อีก"

"คิดเลขก็ได้ครับ" พูดจบชายชราก็กล่าวกับช้างน้อย "ฟังให้ดีนะอ้ายช้าง ชายผู้หนึ่งมีเงินอยู่ ๘ บาท ใช้ไป ๕ บาท เหลือเงินอีกเท่าใด"

ช้างน้อยนิ่งคิด แล้วยกขาหน้าข้างขวาขึ้นกระทืบพื้นดินเบาๆ รวม ๓ ครั้งเป็นคำตอบ ทำให้คณะพรรคสี่สหายชอบอกชอบใจไปตามกัน ชายชราได้ทีก็อวดคุณภาพลูกช้างของเขา บอกให้มันยิ้มและหัวเราะ ลูกช้างหัวเราะลงลูกคอเอิ้กอ้าก และเมื่อบอกให้มันร้องไห้ มันก็ทำปากแบะ ยกงวงขึ้นเช็ดน้ำตา

"ตกลงลุง สี่พันก็สี่พัน ฉันรักและเอ็นดูมันมาก เป็นอันว่าฉันซื้อลูกช้างตัวนี้"

ชายชรายกมือไหว้

"ขอบพระคุณครับ นับว่าเป็นบุญวาสนาของอ้ายช้างอย่างยิ่ง ที่คุณจะเอามันไปอุปการะเลี้ยงดู ต่อไปนี้ผมก็คงสบายขึ้นเพราะไม่มีใครมาแย่งอาหารผมกิน อ้า-คุณจะอุ้มมันไปหรือยังไงครับ"

นิกรทำหน้าเบ้

"อุ้มยังไงไหว น้ำหนักตัวของมันคงไม่ต่ำกว่าร้อยกิโลกรัม ฉันจะต้องหาจ้างรถบรรทุกขนาดเล็กเอามารับมันไป" พูดจบนิกรก็เลิกชายเสื่อเชิ้ตฮาวายขึ้นแล้วแก้เข็มขัดออก ปลดกระดุมกางเกงออก

"เฮ้" ดร.ดิเรกเอ็ดตะโร "ยูทำอะไรน่ะ"

"เอาเงินให้เขาน่ะซี"

"เงินแกอยู่ที่ไหน"

"อยู่ในกระเป๋ากางเกงใน"

ทุกคนมองดูนิกรอย่างขบขัน นายจอมทะเล้นล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงใน หยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่มซึ่งมียางเล็กๆ คาดไว้เรียบร้อยออกมา เขาปลดยางออก นับธนบัตรรวม ๔ ปึกส่งให้ชายชราเจ้าของช้าง เหลือนอกนั้นเอายางรัดไว้ และเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงในตามเดิม แล้วนิกรก็กล่าวกับชายชราว่า

"นับเสียให้ดีลุง ใบสุดท้ายของปึกไม่ต้องนับ เผื่อมันซ้อนกันหนึ่งใบจะได้เป็นกำไรของลุง"

ชายชราหัวเราะก้าก

"ลงเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงในอย่างนี้ละก้อ ไม่มีวันที่จะเกินมาได้หรอกครับ มีแต่ขาด"

"นั่นน่ะซี" นิกรพูดยิ้มๆ "ฉันก็ว่าอย่างนั้น"

เสี่ยหงวนมองดูหน้าพลแล้วกล่าวว่า

"กันรู้มานานแล้วว่า อ้ายกรมันมีเงินซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงในเป็นหมื่นๆ แต่ในกระเป๋าสตางค์ของมันมีอย่างมากไม่เกิน ๑๐ บาท"

พลหัวเราะชอบใจ นิกรหันมาทางเพื่อเกลอของเขาแล้วกล่าวว่า

"กันมีเรื่องวุ่นวายกับช้างตัวนี้เสียแล้ว เพื่อเอามันไปบ้าน แกสามคนกับคุณพ่อจะไปซื้อหนูตะเภา ซื้อกระต่าย หรือซื้อตวักตะบวยอะไรกันที่ไหนก็ไปเถอะ ขอให้อ้ายแห้วอยู่กับกันก็แล้วกัน"

ท่านเจ้าคุณมองดูนิกรอย่างขบขัน

"นึกอย่างไรขึ้นมาวะ แกถึงได้เลี้ยงช้าง"

นิกรว่า "ผมเวทนามันครับคุณพ่อ พ่อแม่มันไม่มีน่าสงสารมาก เลี้ยงมันไว้เอาบุญ"

"เออดีเหมือนกัน แกกับอ้ายแห้วอยู่ที่นี่เถอะ พวกเราจะไปทางอื่น แล้วตอนเที่ยงพบกันที่บ้าน คุณหญิงท่านสั่งไว้แล้ว่าเที่ยงวันนี้ท่านจะเลี้ยง ข้าวมันแกงไก่ส้มตำมะละกอ"

ท่านเจ้าคุณพาพล, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกออกไปจากร้านขายสัตว์นั้น นิกรลูบคลำลูกช้างตัวนั้นตลอดเวลา เขาขอให้ชายชราเขียนใบเสร็จรับเงินให้เขาไว้เป็นหลักฐาน เพราะช้างเป็นสังหาริมทรัพย์ ชายชราผู้นี้อาจจะขโมยลูกช้างใครมาขายเขาก็ได้ จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานในการซื้อขาย

แล้วนิกรก็สั่งเจ้าแห้ว

"หารถบรรทุกขนาดเล็กสักคันเถอะวะ รอบๆ สนามหลวงต้องมีแน่นอน ตกลงจ้างเขาบรรทุกลูกช้างไปบ้านเรา เขาจะเอาเท่าไรก็เอา"

"รับประทานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่เทศบาลเขาจะยอมให้รถเข้ามาในนี้หรือครับ"

"ก็บอกเขาซีวะว่าเราซื้อช้าง เราจะบรรทุกช้างไปบ้าน"

เจ้าแห้วหันไปมองดูลูกช้างตัวนั้น

"รับประทานเราช่วยกันอุ้มไปบรรทุกรถ ด้านนอกสนามหลวงไม่ดีหรือครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"อุ้มยังไงวะตัวมันใหญ่ยังกะช้าง"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานใส่เอวไปซีครับ ผมอุ้มไปครึ่งทาง คุณอุ้มไปครึ่งทาง"

นิกรหัวเราะหึๆ

"เดี๋ยวถีบเปรี้ยงเข้าให้เลย มีอย่างที่ไหนวะคนอุ้มช้าง อย่าร่ำไรโว้ยรีบไปหารถบรรทุกมาเถอะ ไปถึงบ้านเรายังมีงานที่จะต้องทำอีกมาก ต้องระดมพลพวกคนใช้ช่วยกันสร้างโรงให้มัน"

ในชั่วโมงนั้นเอง รถบรรทุกขนาดกลางคันหนึ่ง ก็บรรทุกลูกช้างพร้อมด้วยนิกรกับเจ้าแห้วออกไปจากท้องสนามหลวงทางด้านเหนือ ประชาชนพากันมองดูลูกช้างด้วยความสนใจ รู้สึกว่ากิริยาท่าทางของมันกระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้นมาก เท่าที่มันหลุดพ้นมาจากร้านขายสัตว์ร้านนั้น ดูเหมือนว่าสัญชาติญาณของมันบอกให้มันรู้ดีว่านับแต่นี้ไป มันจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือได้อยู่ดีกินดีในความอุปการะของนิกร

คุณหญิงวาดกับสี่นางกลับมาถึงบ้านก่อนเที่ยงเล็กน้อย สาวใช้และคนใช้สามสี่คนรีบมาช่วยกันลำเลียงกล้วยไม้ลงจากรถ ซึ่งคุณหญิงวาดสั่งให้นำไปมอบให้ให้ลุงม้วนหัวหน้าคนสวน ต่างคนต่างซื้อกล้วยไม้มาคนละต้นสองต้น นอกจากนี้ก็มีทุเรียนและเงาะอีกมากมาย

คุณหญิงวาดกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งอย่างน้อยควรจะมีคนสวนสองสามคนทำงานอยู่ในสนามหน้าตึกหรือข้างตึก เพราะขณะนี้ยังอยู่อีก ๑๕ นาทีถึงจะเที่ยง หยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน คุณหญิงวาดกล่าวถามสาวใช้ของท่านคนหนึ่ง

"พวกทำสวนมันหายหัวกันไปไหนหมดวะเนียน หรือหยุดพักกินข้าวกันแล้ว ถ้าหยุดกินข้าวตั้งแต่ป่านนี้ฉันจะได้เปลี่ยนคนสวนใหม่ทั้งชุด"

สาวใช้ยิ้มให้ท่าน และตอบท่านอย่างนอบน้อม

"คุณนิกรเรียกลุงม้วน กับคนสวนทุกคนให้ไปช่วยทำงานทางหลังบ้านเจ้าค่ะ"

"หา อ้ายกรมันทำอะไร"

"สร้างโรงช้างเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ไหน แกพูดใหม่ซิเนียน หูฉันแว่วไปหรืออย่างไร ฉันได้ยินแกบอกฉันว่า อ้ายกรระดมพวกคนสวนสร้างโรงช้าง..."

"ถูกแล้วเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วหันมาทางสี่นาง ท่านกล่าวกับประไพด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"นี่หมายความว่าผัวเธอริอ่านเลี้ยงช้างกับเขาหรือแม่ไพ"

ประไพอมยิ้ม

"ยังไงก็ไม่ทราบนี่คะ กรไม่เคยปรารภหรือปรึกษาหารือกับไพในเรื่องนี้เลยค่ะคุณอา"

สาวใช้พูดเสริมขึ้นอย่างนอบน้อมยำเกรง

"คุณนิกรไปซื้อลูกช้างมาจากตลาดนัดสนามหลวง ตัวหนึ่งเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"เจ้ากรซื้อลูกช้างมาเลี้ยง ช้างที่มีงวงมีงาน่ะเรอะ"

"เจ้าค่ะ"

"ตายแล้วฉัน....เลี้ยงอะไรไม่เลี้ยง อุตริเลี้ยงช้าง อ้ายกรนี่มันมักจะทำอะไรวิตถารเสมอ ไปดูมันหน่อยเถอะ"

แทนที่จะขึ้นไปบนตึก คุณหญิงวาดกลับพาสี่นางเดินอ้อมถนนรอบตึกไปทางหลังตึก และเลยเข้าไปในบริเวณสวนดอกไม้หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ในที่สุดคุณหญิงวาดและสี่นางต่างก็แลเห็นนิกรกำลังยืนบงการให้ลุงม้วนกับพวกคนสวนอีกหลายคนช่วยกันสร้างโรงช้าง ซึ่งขณะนี้เพิ่งฝังเสาเสร็จเรียบร้อย กำลังจะทำเครื่องบนและมุงหลังคา ด้วยกระเบื้องกระดาษ ส่วนพื้นใช้พื้นดินปราบให้เรียบ

เจ้าช้างน้อยซึ่งบัดนี้เป็นสมบัติของนิกร ยืนกินหญ้าอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นอกจากหญ้ายังมีอ้อยอีกหลายท่อน และน้ำใส่ชามอ่างใบใหญ่ไว้ มันใช้งวงดูดน้ำพ่นตัวของมันอย่างสนุกสนาน เจ้าช้างน้อยได้รับการอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณสะอาดเรียบร้อย แต่ความไม่สมบูรณ์ของมันเพราะร่างกายของมันขาดอาหาร ทำให้ช้างตัวนี้ผอมโซน่าเกลียด ซี่โครงบานพะเยิบพะยาบ คุณหญิงวาดกับสี่นางเข้ามายืนจับกลุ่มมองดูมันอย่างเศร้าใจ ทุกคนไม่ได้เกลียดเจ้าช้างน้อยตัวนี้ แต่ไม่มีใครรักใครเอ็นดูมันเลย

"ต๊าย-ตาย" คุณหญิงวาดอุทาน "ผอมกะหร่องรูปร่างเหมือนช้างตามศาลพระภูมิ อ้ายกรยังซื้อมาเลี้ยง"

มีเสียงนิกรพูดขึ้นข้างหลังคุณหญิงวาดและสี่นาง

"ผมเอ็นดูมันครับคุณอา"

ทุกคนหันมามองดูนายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว นันทากล่าวกับน้องชายของหล่อนทันที

"เอาไปให้สวนสัตว์เขาดินเขา มีใครบ้างเขาเลี้ยงช้าง นอกจากว่าเขาทำป่าไม้ หรือเขาเลี้ยงไว้สำหรับต่อช้างป่า"

นิกรชักฉิว

"ฉันขอรับรองว่าช้างตัวนี้ จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนรำคาญใจเลยพี่นัน โรงหรือที่อยู่ของมันก็อยู่หลังบ้าน ห่างจากตึกใหญ่ตั้งร้อยเมตร ถ้าจะมอบให้สวนสัตว์เขาดินก็หมายความว่ามันเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว นี่มันอายุ ๘ เดือนเท่านั้น"

"โถ" คุณหญิงวาดคราง "พ่อแม่มันไม่มีรึ"

"ไม่มีหรอกครับ คนที่ขายช้างตัวนี้ให้ผมเขาเล่าให้ผมฟังว่า พ่อของมันเป็นช้างจิ๊กโก๋และเจ้าชู้ พอได้เสียกับแม่ของมัน จนท้องก็ทิ้งขว้างอย่างไม่มีเยื่อใย"

"อือ" คุณหญิงวาดคราง "เรื่องอย่างนี้นึกว่าจะเป็นแต่คน สัตว์ก็เป็นเหมือนกัน แล้วยังไง"

"นังแม่ก๊อลำบากซีครับ จะกลับเข้าโขลงก็อับอายเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ในที่สุดก็ท่องเที่ยวอยู่ในป่าตามลำพัง จนกระทั่งออกลูกคือเจ้าช้างน้อยตัวนี้"

คุณหญิงวาดนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วมันได้หมอตำแยที่ไหนทำคลอด"

"ก็ช้างแก่ๆ ที่หากินเป็นหมอตำแยน่ะซีครับ เมื่อเจ้าช้างน้อยตัวนี้มีอายุได้ ๒ เดือนกว่าๆ เสือโครงตัวหนึ่งจะกินมัน"

"ตายแล้ว..." คุณหญิงวาดอุทาน

"ไม่ตายหรอกครับ นังแม่มันเข้าขัดขวางช่วยเหลือลูกของมัน ต่อสู้กับเสือ ร้องตะโกนบอกลูกให้หนีไป สู้กันได้พักเดียวเสือก็ฆ่าแม่ของมันตายแล้วกินเสียด้วย เจ้าช้างน้อยหนีเตลิดเปิดเปิงจนกระทั่งพวกพรานช้างเขาพบเข้า เขาก็เอามาเลี้ยงแล้วขายมันมาเป็นทอดๆ ประวัติของมันน่าสงสารครับ ลุงของมันเป็นหัวหน้าโขลงนะครับ แต่ไว้ตัวรักศักดิ์ศรีมาก พอทราบว่าแม่ของมันท้องกับจิ๊กโก๋ช้าง ก็ตัดขาดไล่ไปจากโขลง"

สี่นางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน นวลลออเสริมขึ้นว่า

"เท่าที่คุณนิกรเล่าให้ฟังนี่น่ะ มีความจริงราว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ได้ไหมคะ"

นิกรนิ่งคิด

"ราว ๘ เปอร์เซ็นต์ครับ การคุยกันมีความจริง ๘ เปอร์เซ็นต์ก็นับว่ายอดแล้ว ถ้าคุณคุยกับนักการเมืองหรือนักการทูต จะมีความจริงราวเปอร์เซ็นต์เดียวเท่านั้นเอง"

ประภาสบตากับน้องเขยของหล่อน ก็กล่าวว่า

"คุณเลี้ยงมันไว้ก็เป็นพันธะยุ่งยากไม่น้อย ประการแรกคุณไม่มีความรู้ความชำนาญในการเลี้ยงช้าง แล้วก็ดิฉันไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรเลย"

"แล้วกัน เจ้านิมิตลูกชายของผมตัวนี้มันฉลาดมากนะครับคุณภา"

ประภาทำตาปริบๆ

"มันชื่อนิมิตหรือคะ"

"ครับ เป็นชื่อใหม่ของมันที่ผมตั้งให้เอง อยู่กับเจ้าของเดิมมันชื่อช้าง ผมเห็นว่าชื่อของมันไม่เป็นสับปะรด ผมก็ตั้งให้ใหม่ ให้มันชื่อว่านิมิตคล้ายๆ กับชื่อผม คุณเชื่อไหมครับว่าเจ้านิมิตเป็นช้างแสนรู้เฉลียวฉลาดมาก"

ประไพอดขัดคอไม่ได้

"ช้างอายุ ๘ เดือนเท่านั้น มันจะเฉลียวฉลาดได้อย่างไร"

นิกรมองดูเมียรักของเขาอย่างเดือดดาล

"ถ้ายังงั้นคอยดูนะไพ กรจะให้มันคิดเลขในใจง่ายๆ มันจะยกเท้ากระทืบพื้นบอกผลลัพธ์ของเลข"

ประไพว่า "ถ้ายังงั้นไพเป็นคนตั้งโจทย์เอง"

"ก็ได้ แต่ควรเป็นเลขในใจชั้น ป.๑ มันเป็นช้างมันคิดได้ก็ดีแล้ว กรจำได้ว่าเมื่อกรเรียน ป.๑ กรคิดเลขในใจไม่ได้สักข้อ ถูกครูตีมือทุกวัน"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่สี่นางกับคุณหญิงวาด แล้วประไพก็กล่าวกับนิมิตช้างน้อย

"อ้ายหนู ๖ กับ ๑ รวมกันเป็นเท่าไร"

ช้างน้อยยกขาหน้าข้างขวาขึ้นกระทืบพื้นเบาๆ รวม ๘ ครั้ง ทำให้สี่นางกับคุณหญิงวาดหัวเราะลั่น นิกรเดินเข้าไปหามัน ยกมือเขกกบาลช้างดังโป๊ก

"เกินไป เกินไปหนึ่งรู้ไหม เลขง่ายๆ เท่านี้คิดไม่ได้ เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง ไหน-หัวเราะให้ฟังซิ"

นิมิตยืนนิ่งเฉยไม่ยอมหัวเราะ เมื่อนิกรให้มันคิดเลขในใจมันก็ไม่ยอมคิด คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"แกมันอ้ายมะกอกสามตะกร้า ช้างตัวนี้ไม่เห็นมันรู้อะไรเลย แต่แกคุยโม้ว่ามันเป็นช้างแสนรู้เฉลียวฉลาดมาก เมื่อแกจะเลี้ยงมันไว้ก็ตามใจ แต่อาให้เวลาแกเพียง ๓ ปีเท่านั้น เมื่อครบกำหนดนี้แล้วแกต้องขายมันไป หรือมิฉะนั้นก็มอบให้สวนสัตว์เขาดิน ขืนเลี้ยงไว้มันไปฆ่าใครเขาเข้าแกจะเดือดร้อน"

นิกรหน้าจ๋อย มองดูช้างของเขาอย่างน้อยใจ

"เฮ้ย ยกขาหน้าขึ้นซิ"

เจ้าช้างน้อยนิมิตยืนนิ่งเฉย คุณหญิงวาดพาสี่นางเดินกลับไปยังตึกใหญ่ แล้วร้องบอกนิกรให้ขึ้นไปรับประทานอาหารในเวลา ๑๒.๐๐ น. ตรง

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ลุงม้วนกับพวกเด็กหนุ่มคนสวนกำลังเร่งมือสร้างโรงช้างอย่างขะมักเขม้น นิกรยกม้ากลมตัวหนึ่งมานั่งข้างเจ้าช้างน้อย แล้วเขาก็ยกมือขวากอดมัน

"ลูกรักของพ่อ ถึงแม้ใครๆ เขาเกลียดแก แต่พ่อก็รักแกเสมอ"

"จริงๆ หรือครับ" มีเสียงพูดออกมาจากปากช้างเบาๆ

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือก จ้องมองดูหน้าเจ้านิมิตด้วยความแปลกใจอย่างใหญ่หลวง

"แกพูดกับพ่อใช่ไหม"

ช้างน้อยพยักหน้า

"ใช่ครับ"

นิกรนัยน์ตาเหลือกลาน

"โอ๊ย แกพูดภาษาคนได้..."

ก็มันจะยากอะไรล่ะครับ หมอช้างบางคนยังพูดภาษาช้างได้ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเราหัดมัน เราก็ทำได้ทั้งนั้น"

นิกรค่อยๆ ผุดลุกขึ้นยืน ไม่ต้องสงสัยว่าเขาจะปีติยินดีสักเพียงใด เท่าที่ช้างของเขาพูดได้ เขาคว้าปลายเชือกมนิลาที่ผูกรอบคอช้างไว้ แล้วนำปลายเชือกไปผูกติดกับต้นนกยูงเพราะกลัวช้างจะหนี ครั้นแล้วนิกรก็วิ่งตื๋อโกยอ้าวตรงไปยังตึกใหญ่

เมื่อเขาเข้ามาในห้องโถงชั้นล่าง คุณหญิงวาดกับสี่นางเพิ่งทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้รอบๆ ห้อง พล, กิมหงวน,ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่ก่อนแล้ว คุณหญิงวาดแลเห็นนิกรท่านก็กล่าวถาม

"วิ่งกระหืดกระหอบมาทำไม หรือหิวข้าว"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"คุณอาคงจะตื่นเต้นแปลกใจไม่น้อย ถ้าผมจะเรียนให้ทราบว่าเจ้านิมิตของผม พูดภาษาคนได้ด้วยครับ"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง แล้วคุณหญิงก็กล่าวกับหลานชายของท่านว่า

"อากาศมันก็ไม่ร้อนนี่นะเจ้ากร ปรอทเพียง ๓๐ เซ็นติเกรดเท่านั้น เพราะครึ้มฟ้าครึ้มฝน อย่าพยายามคิดว่าลูกช้างแกพูดได้เลย"

นิกรชักฉิว

"โธ่-คุณอาเข้าใจว่าผมบ้าไปแล้ว ผมสาบานได้ครับว่าลูกช้างมันพูดกับผมจริงๆ ผมปรารภกับมันว่า ถึงใครๆ เขาเกลียดมัน แต่ผมก็รักมันเสมอ"

คุณหญิงวาดหัวเราะหึๆ

"แล้วยังไง"

"นิมิตมันพูดกับผมว่า...จริงๆ หรือครับ ทำให้ผมใจหายวาบรีบมองดูปากมันทันที แล้วมันก็พูดกับผมอีก"

ดร. ดิเรกผิวปากหวือ

"เฮ้ มานั่งนี่เถอะ ยูชักจะฟุ้งซ่านมากไปเสียแล้ว ช้างมันเป็นสัตว์มันจะพูดได้อย่างไรวะ"

นิกรหันขวับมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ก็นกแก้วนกขุนทองทำไมมันพูดได้ล่ะ"

"โน-มันพูดไปยังงั้นเอง แต่มันหารู้ไม่ว่าที่มันพูดออกมานั้น หมายความว่าอย่างไร เฉพาะช้างพูดไม่ได้อย่างเด็ดขาด อย่างดีได้แต่ยิ้มหรือหัวเราะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"ช้างที่ไหนวะหัวเราะได้"

นายพลดิเรกยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ที่อินเดียครับ ผมเคยได้ยินช้างพระที่นั่งของท่านมหาราชาจันทรกุมารหัวเราะลั่นวัง วันไหนคนเลี้ยงให้กินเหล้ามันจะหัวเราะร่วน"

เจ้าแห้วพาตัวเดินยิ้มกริ่มออกมาจากห้องรับประทานอาหาร แล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบ รายงานให้เจ้านายของเขาทราบโดยทั่วหน้ากัน

"รับประทานอาหารกลางวัน ตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ"

คุณหญิงวาดกล่าวกับทุกๆ คน

"ไป-กินข้าวกันเสียทีพวกเรา"

ทุกคนเว้นแต่นิกรต่างลุกขึ้นพากันเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร นิกรยืนคอตกนิ่งเฉย จนกระทั่งเจ้าแห้วลุกขึ้นเดินเข้ามากระซิบถามเบาๆ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจหนักๆ

"อ้ายแห้ว แกเชื่อไหมวะถ้าฉันบอกแกว่าเจ้านิมิตพูดภาษาคนได้"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานเชื่อก็ได้ครับ มันคุยกับคุณหรือครับ"

"เออ ความดีใจทำให้กันรีบวิ่งมาบนตึกเล่าให้คุณอาหญิงฟัง แต่ทุกคนกลับยิ้มเยาะและหาว่ากันเป็นบ้า ไม่มีใครเชื่อว่าช้างของกันพูดได้"

"รับประทานเรื่องนี้ จะให้เขาเชื่อยากหน่อยครับ เพราะธรรมดาช้างไม่เคยพูดคุยกับใคร และไม่ปรากฏว่าช้างปริปากพูด อย่างดีก็ได้แต่ร้องแปร๋แปร้น หรือร้องฮู่มเท่านั้น รับประทานคุณต้องให้มันพูดให้ใครๆ ฟังซีครับ ถ้าเป็นคำบอกเล่าก็เห็นจะเชื่อยากสักหน่อย รับประทานเข้าไปรับประทานอาหารกลางวันเถอะครับ แกงไก่คงจะอร่อยมาก นอกจากข้าวมันแกงไก่ รับประทานยังมีข้าวตังหน้าตั้งอีกครับ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"แกช่วยไปดูช้างของกันหน่อยเถอะวะ ซื้อโอเลี้ยงให้มันกินสักถัง กล้วยหอมสัก ๑๐ หวี" พูดจบนิกรก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรมาปึกหนึ่ง แล้วส่งธนบัตรใบละร้อยบาทให้เจ้าแห้วหนึ่งฉบับ "ซื้อบุหรี่ให้มันสูบด้วยนะ"

เย็นวันนั้นเองโรงช้างก็เสร็จเรียบร้อย ถึงแม้มีแต่หลังคาไม่มีฝาและพื้น ความกว้างใหญ่ของมันก็คุ้มกันแดดและฝนได้ พื้นดินถูกปราบเรียบด้วยลูกกลิ้งเหล็กบดทับถนน และด้วยแรงกระทุ้งของพวกคนสวน มีเสาตะลุงอยู่กลางโรง ๒ เสาสำหรับผูกช้าง

เจ้าหนูนิมิตถูกนำไปไว้ในโรงช้างแล้ว นิกรให้รางวัลลุงม้วน ๒๐ บาท และคนสวนอีกคนละ ๑๐ บาท ส่วนเจ้าแห้วเริ่มต้นเลี้ยงช้างก็กินขี้ช้างแล้ว ซื้อบุหรี่มาให้ช้างสูบ เมื่อช้างไม่สูบเขาก็สูบ ซื้อกล้วยหอมมาให้ช้าง เขาก็กินกับช้าง เงินเหลือก็ไม่ทอนให้นิกร เจ้าแห้วเอาใจใส่ดูแลลูกช้างของนิกรอย่างดีที่สุด

ในราว ๑๗.๐๐ น. วันนั้นเอง นิกร การุณวงศ์ได้มาที่โรงช้างอีกครั้งหนึ่ง เขาพอใจมากที่แลเห็นหญ้าช้างมีอยู่มากมาย กล้วยอ้อยมะพร้าวอ่อนมีพร้อม เจ้าแห้วกำลังเช็ดตัวให้ช้างหลังจากที่เขาอาบน้ำให้มัน

"อ้อ อาบน้ำเสร็จแล้วเรอะอ้ายแห้ว" นิกรถาม

"รับประทานผมยังครับ แต่ช้างอาบแล้ว"

แทนที่จะโกรธนิกรกลับหัวเราะ

"แกดีมากอ้ายแห้ว ทำงานหน้าที่ควาญช้างได้เรียบร้อย เงินที่ให้ไปซื้อของให้ช้างหมดหรือยัง"

"รับประทานหมดแล้วครับ"

"เอ้า-เอาไปอีก ๒๐๐"

"ดีครับ รับประทานเดี๋ยวผมจะไปประตูน้ำซื้อมุ้งให้มันสักหลัง ราคาในราว ๑๐๐ บาทแหละครับ"

นิกรทำหน้าชอบกล

"ต้องให้มันนอนในมุ้งด้วยหรือ"

"ครับ รับประทานมันยังเป็นเด็กอายุ ๘ เดือนเท่านั้น รับประทานถ้าถูกยุงกัดอาจจะเป็นไข้เลือดออกตายก็ได้"

นิกรลืมตาโพลง

"เออ จริงโว้ย กันนึกไม่ถึงจริงๆ ในเรื่องนี้ เห็นมันเป็นช้างตัวโตลืมนึกไปว่ามันเป็นเด็กทารกอายุ ๘ เดือนเท่านั้น รีบไปซื้อมุ้งมาเถอะโว้ย"

เจ้าแห้วซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"รับประทานเอามุ้งแบบมุ้งเตียงดีไหมครับ ผ้าโปร่งตาเม็ดพริกไทยสูงสัก ๘ ฟิต ขนาดกว่าง ๖ ฟิต ยาว ๗ ฟิต"

"ดี-ดีแน่"

"รับประทานคุณต้องให้เงินผมอีกสัก ๕๐๐ บาท มุ้งอย่างนี้แพงหน่อยครับ แต่ช้างตัวนี้ก็เท่ากับลูกของคุณ"

นิกรนับเงินส่งให้เจ้าแห้วอีก ๕๐๐ บาท

"เอ้า-เอาไป กูยอมล่มจมคราวนี้เพราะรักมัน อ้า-แกเลี้ยงช้างตัวนี้ ปีเดียวแกคงมีเงินปลูกตึกแถวให้เขาเช่าได้"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"รับประทานไม่ถึงกับยังงั้นหรอกครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมไปซื้อมุ้งนะครับ"

"เออ ไปเถอะ ถ้าไม่ใช่มุ้งเตียงขนาดใหญ่ และไม่ใช่ผ้าตาเม็ดพริกไทยละก้อ โดนเตะนะโว้ยจะบอกให้ แกจะกินขี้ช้างบ้างนิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไร เพราะเลี้ยงช้างก็ต้องกินขี้ช้าง แต่อย่าให้ถึงกับมีเงินฝากแบงค์"

เจ้าแห้วพาตัวเดินไปจากโรงช้างอย่างสบายใจ เมื่อเขามีหน้าที่เลี้ยงช้าง ก็หมายความว่าเขาไม่ต้องทำงานอื่น นิกรทรุดตัวลงนั่งบนม้ากลมตัวหนึ่ง เจ้าช้างน้อยเดินเข้ามาหานิกร เอาศีรษะดุนหน้าอกนายจอมทะเล้นเบาๆ แสดงการประจบเพื่อให้เขารักและเอ็นดูมัน

"คุณพ่อฮะ เมื่อกี้อ้ายแห้วมันเตะผม"

นิกรอ้าปากหวอ ใจเต้นแรงผิดปกติ เขาแลเห็นถนัดที่ลูกช้างมันอ้าปากพูดกับเขา เสียงของมันออกมาจากลำคอ

"อ้ายหนู...อ้ายแห้วมันเตะเจ้า"

"ครับ"

"เรื่องอะไรล่ะ"

"ผมถีบมันก่อนครับ ปั๋งเดียวอ้ายแห้วล้มลงก้นจ้ำเบ้า พอลุกขึ้นได้มันก็เตะผม แต่ผมไม่เจ็บหรอกฮะคุณพ่อ"

นิกรตื่นเต้นดีใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ช้างพูดกับเขาได้และพูดเหมือนเด็กเล็กๆ เขผลุนผลันลุกขึ้นยืน

"พ่อจะไปพาเพื่อนๆ ของพ่อมาที่นี่ เจ้าต้องพูดให้เขาฟังนะลูกนะ" พูดจบนิกรก็รีบวิ่งไปจากที่นั้น

ตามเวลาที่กล่าวนี้ พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งดื่มสุราและสนทนากันอยู่ที่เรือนต้นไม้ นิกรกระหืดกระหอบเข้ามา ในท่าทางตื่นเต้นดีใจ นายพลดิเรกกล่าวสัพยอกทันที

"ไง ช้างของแกคุยกับแกอีกหรือเปล่า"

นิกรลืมตาโพลง

"กันกำลังมาตามพวกเราไปฟังมันพูดคุยกับกันเดี๋ยวนี้แหละ ให้ดิ้นตายเถอะวะ เจ้านิมิตลูกชายของกันพูดภาษาคนได้จริงๆ มันคุยจ้อทีเดียว"

อาเสี่ยจุปากแล้วโบกมือห้ามนิกร

"แกอย่าไปสนใจกับช้างตัวนี้นักเลยวะอ้ายกร ถ้าแกได้ยินมันพูดได้ สติของแกก็คงวิปลาสไป นั่งลงกินเหล้ากันดีกว่า"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"แกไม่เชื่อจริงๆ เรอะว่าช้างของกันพูดภาษาคนได้"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ก็มันเป็นไปไม่ได้นี่หว่า"

นิกรเม้มปากแน่น เขามองดูเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วก็ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"กราบละวะ สละเวลาสัก ๕ นาที ไปที่โรงช้างริมสระหลังบ้านหน่อยเถอะ ถ้าช้างของกันพูดไม่ได้กันยอมให้กระทืบกันฟรีๆ คนละสามที"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"ระหว่างนี้ท้องแกผูกบ้างหรือเปล่า"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"คนอย่างกันเกิดมาไม่เคยท้องผูกกับใครเลย พอตื่นเช้าก็คลอดสะดวกทุกวัน ไม่เคยอ้อนวอนพิรี้พิไรหรือขมวดคิ้วนิ่วหน้า วันหนึ่งๆ กันส้วมอย่างน้อย ๕ ครั้ง ไปน่าหมอไปฟังลูกช้างของกันคุยกับกันหน่อยเถอะเพื่อน มันพูดได้จริงๆ ไม่ได้โกหกเลย" แล้วเขาก็หันมายกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ไปซีครับคุณพ่อ ถ้าใครได้ยินมันพูด ทุกคนจะต้องตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้พล, กิมหงวน และนายพลดิเรก

"ไปโว้ย ไปดูให้เห็นเท็จจริง ถ้าเราไม่ไปอ้ายกรมันจะเสียใจ ถ้าไปแล้วช้างพูดไม่ได้ เตะมันคนละทีค่าเสียเวลาก็แล้วกัน"

นิกรยิ้มแป้น

"ผมสัญญาแล้วนี่ครับว่าผมให้กระทืบคนละ ๓ ที รีบไปเถอะครับ แหม-มันคุยกับผมน่ารักเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วย พล, กิมหงวน และดร. ดิเรก ต่างลุกขึ้นจากเก้าอี้ นิกรพาออกไปจากเรือนต้นไม้อย่างร้อนรน เขาตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว เท่าที่ลูกช้างของเขาพูดภาษาคนได้เป็นอย่างดี

ที่โรงช้างสงบเงียบ แสงแดดอ่อนๆ ในตอนเย็นกระจายไปทั่วบริเวณ นิมิตลูกช้างที่น่ารักนั่งไขว่ห้างอยู่บนม้ากลมในโรงของมัน ท่าทางของมันบอกให้รู้ว่ามันมีความสุขมาก มันนั่งร้องเพลงเบาๆ เสียงของมันถึงไม่ไพเราะจนเกินไป แต่ก็น่าเอ็นดูมาก เหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งกำลังร้องเพลงไทยเดิมคือเพลง "พัดชา" อันเป็นเพลงช้าๆ เยือกเย็นและอ่อนหวานในลีลาของมัน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดชะงัก ทุกคนนัยน์ตาเหลือกอ้าปากหวอไปตามกัน เพราะเพียงมันนั่งไขว่ห้างบนม้ากลมก็เป็นการกระทำที่ยากแล้วสำหรับช้างทั้งหลาย นอกจากช้างละครสัตว์ที่ได้รับการฝึกมาช้านาน

ทุกคนแลเห็นช้างน้อยอ้าปากร้องเพลงอย่างสบายใจ ซึ่งเนื้อเพลงปรากฏว่า

อันสัตว์โลกทั่วไปในแหล่งหล้า

โชควาสนาไม่มีวันเหมือนกันได้

กรรมปางก่อนใครสร้างไว้อย่างไร

ในชาตินี้ต้องชดใช้ซึ่งกรรมนั้น

ก่อกุศลได้ผลตอบสนอง

ถ้าสร้างบาปก็ต้องรับกรรมนั่น

เหมือนกงเกวียนกำเกวียนเวียนตามกัน

เราเป็นช้างสุขสันต์เพราะบุญเอย

พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูนิกรเป็นตาเดียวแล้วร้องขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"อ้ายกรช้างแกพูดได้"

นายจอมทะเล้นยิ้มแก้มแทบแตก แล้วยักคิ้วให้เพื่อนเกลอของเขา

"คราวนี้เชื่อหรือยังล่ะว่าเจ้านิมิตลูกชายของกันเป็นช้างวิเศษ"

นายพลดิเรกจ้องตาเขม็ง มองดูเจ้าช้างน้อยไม่วางตา เพลง "พัดชา" จบลงด้วยความไพเราะ นิมิตฮัมเพลงเบาๆ และขยับงวงให้จังหวะไปด้วย กิริยาของมันน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง

"โอ-อิท อิส วันเด้อรฟุล" ดร. ดิเรกร้องลั่น "มันเป็นแปลกมาก เป็นไปได้หรือนี่ที่ช้างพูดได้"

นิกรว่า "ความจริงก็ไม่แปลกอะไรนัก ทีแกยังรู้จักพูด ช้างมันก็มีหัวใจ มันก็รู้จักพูดเช่นเดียวกัน แกเชื่อไหมว่าลูกช้างของกัน ที่ซื้อมาเพียง ๔,๐๐๐ บาท จะมีราคาถึงพันล้านเป็นอย่างน้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เกือบจะคิดว่าท่านฝันไป

"ขายให้พ่อเถอะวะนิกร"

"แน่ะ พอมันพูดได้ร้องเพลงได้ คุณพ่อก็เกิดอยากจะได้มันขึ้นมา คุณพ่อจะให้ผมเท่าไรล่ะครับ"

"ให้ล้านบาทเอ้า"

กิมหงวนกล่าวกับนิกรทันที

"อย่าขายอ้ายกร ประเดี๋ยวคุณอาเอาแบงค์ใบละบาทพันรอบหัวท่านมอบให้แกเวลาซื้อช้าง แกจะได้เพียงบาทเดียวเท่านั้น ฟ้องร้องก็แพ้ท่านเพราะท่านให้แกล้านบาทตามสัญญา"

ท่านเจ้าคุณยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นกิมหงวนดังพลั่ก

"นี่แนะ ทะลึ่งนัก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นนิกรก็พาคณะพรรคของเขา กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้าไปหาช้างที่โรงช้าง เจ้านิมิตช้างน้อยรีบลุกขึ้นยืนต้อนรับ แล้วม้วนงวงขึ้น เป็นการแสดงความเคารพตามแบบช้างทั้งหลาย

"สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ คน"

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน ทุกคนเข้ามายืนห้อมล้อมลูบหน้าลูบหลังมันด้วยความเอ็นดู เจ้าคุณกล่าวกับเขยเล็กของท่านว่า

"ลูกช้างตัวนี้จะทำให้แกเป็นมหาเศรษฐี เลี้ยงไว้ให้ดีเถอะนิกร บำรุงมันสักพักหนึ่งมันก็อ้วนท้วน ที่ผอมโซอย่างนี้ก็เพราะขาดอาหาร เมื่อมันสมบูรณ์ดีแล้วแกเปิดให้ประชาชนชมได้ที่บ้านของเรา เก็บค่าดูคนละ ๑๐ บาท ใครๆ ก็อยากฟังช้างพูดภาษามนุษย์"

เสี่ยหงวนตบตะพองช้างเบาๆ แล้วถามว่า

"อ้ายหนู เอ็งอยู่กับเจ้าของเดิมเอ็งเคยพูดกับเขาหรือเปล่า"

นิมิตส่ายหน้า

"ไม่ครับ ขืนพูดกับเขา เขาก็ไม่ขายผมให้กับคุณพ่อนิกรเท่านั้น"

ทุกคนนึกรักช้างน้อยตัวนี้ขึ้นอีก พลกล่าวถามมันว่า

"ทำไมแกถึงพูดภาษาคนได้"

"ก็ผมอยู่กับคนนี่ครับ ได้ยินได้ฟังคนเขาพูดกันทุกวันผมก็จดจำเอาไว้ ผมเป็นช้างปัญญาแก่ครับ ไม่ใช่ช้างปัญญาอ่อน ผมเข้าใจว่าผมเฉลียวฉลาดกว่าพวกช้างด้วยกัน ที่รู้จักฟังภาษาคน แต่พูดไม่ได้เพราะพูดไม่ออก"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ออไร๋ ออไร๋ เมื่อแกอยู่กับเจ้าของเดิมเขาเลี้ยงดูแกอย่างไร"

ช้างน้อยยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"พูดไปก็เหมือนนินทาเขาซึ่งมีพระคุณต่อผมครับ เขาไม่เคยให้ผมกินอ้อยกินกล้วยหรือมะพร้าวอ่อนเลย ให้แต่กินหญ้าอย่างเดียวเท่านั้น"

"โอ-น่าสงสารมาก ต่อไปนี้พวกเราจะช่วยกันเลี้ยงดูแกเอง แกจะได้กินอาหารดีๆ มีประโยชน์ทั้งนั้น" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ "ฉันจะควบคุมในเรื่องอาหารของแก อาหารเช้าควรจะเป็นไข่ดาว ๒๕ ฟอง หมูแฮมครึ่งปอนด์ นมอีก ๕ ลิตร หญ้า ๑๐ ฟ่อน ตามด้วยกล้วย ๒ หวี ตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลอีก ๕-๖ ลูก พวกเราแต่ละคนล้วนเป็นเศรษฐีทั้งนั้น แกไม่ต้องกลัวอด"

ช้างน้อยยกงวงขึ้นคำนับนายแพทย์หนุ่ม แสดงความเคารพอย่างสูง

"ขอบคุณครับ นึกว่าเลี้ยงสัตว์ผู้ยากไว้เอาบุญเถอะครับ ผมรับรองว่าเมื่อผมเติบโตขึ้น ผมจะไม่ทำให้พวกคุณเดือดร้อนเลย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"สาบานได้ไหมว่าแกจะไม่กระทืบเรา หรือเอางวงจับพวกเราโยนขึ้นไป เพื่ออยากจะดูว่าออกหัวหรือออกก้อย"

นิมิตหัวเราะชอบใจเห็นเหงือกแดง ฟันของมันเพิ่งมีสองสามซี่เท่านั้น เพราะมันยังเป็นลูกช้างมีอายุเพียง ๘ เดือน

"ผมยินดีสาบานให้ครับ เมื่อผมโตขึ้นผมจะเป็นสุภาพบุรุษช้าง ถึงแม้ผมจะตกน้ำมัน ผมก็จะไม่อาละวาด"

"ดีมาก" นิกรพูดยิ้มๆ แล้วยกมือตบหลังพลค่อนข้างแรง "ไงวะ แกตื่นเต้นมากเชียวหรือพล ที่ช้างของกันพูดได้"

พล พัชราภรณ์ ยอมรับว่าเป็นความจริง

"ใช่ มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ในไม่ช้าข่าวนี้จะแพร่ไปทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์และนักสัตวศาสตร์ หรือนักชีววิทยาจากทั่วโลก จะต้องหลั่งไหลกันมาดูเจ้านิมิตของแกเพื่อฟังมันพูด"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ กันจะสอนภาษาอังกฤษให้มันเอง สอนให้มันพูดง่ายๆ บทสนทนาที่ต้องใช้กันเป็นประจำวันหรือทักทายกันเมื่อพบกัน" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มให้เจ้าช้างน้อย "เฮ้-แกลองพูดภาษาอังกฤษซิ พูดประโยคสั้นๆ "

"พูดว่ายังไงล่ะครับ"

"เฮาว์ ดู ยู ดู"

ช้างน้อยอมยิ้ม

"เฮาว์ ดู ยู ดู ใช้ทักกันเมื่อมีใครแนะนำให้รู้จักกันใช่ไหมครับ"

สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะครืน ทุกคนรักและเอ็นดูเจ้าช้างน้อยอย่างยิ่ง ขณะนั้นชายชราคนหนึ่งถือมีดดายหญ้าเดินผ่านมา เสี่ยหงวนแลเห็นเข้าก็ร้องเรียก

"ลุงม้วน ลุงโว้ย มานี่แน่ะ"

หัวหน้าคนสวนซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของคุณหญิงวาดรีบเดินเข้ามาหา เสี่ยหงวนออกคำสั่งทันที

"มีงานให้ลุงทำหน่อย แล้วร้อยบาทจะเป็นของลุงโดยไม่ต้องส่งชิ้นส่วน หรือตอบปัญหาตวักตะบวยอะไรเลย"

ลุงม้วนหัวเราะเบาๆ

"เจ้านายจะใช้ให้ผมทำอะไร ก็บัญชามาเถอะครับ"

อาเสี่ยว่า "ไประดมลูกน้องของลุงสักสามสี่คน ยกเก้าอี้ริมสระน้ำโน่นเอามาที่โรงช้างนี่ แล้วก็ไปขนเหล้าและกับแกล้มที่เรือนต้นไม้หน้าตึกมานี่ด้วย พวกเราจะกินเหล้ากันที่นี่แหละ"

"ครับผม"

"อ้อ เดี๋ยวก่อนลุง ลุงเคยเห็นหรือได้ยินได้ฟังมาบ้างไหมว่าช้างพูดภาษาคนได้"

ลุงม้วนขมวดคิ้วย่น

"ก็เห็นมีแต่พญาฉัททันต์ตัวเดียวเท่านั้นแหละครับที่พูดและระลึกชาติได้ ถึงกับยอมให้พรานช้างเลื่อยงาของท่านออก เพื่อเอางาไปทำพระแท่นให้เจ้าหญิง ซึ่งเคยเป็นชายาของพระองค์มาในชาติก่อน ตอนเกิดเป็นนกกระจาบ"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"นั่นมันเรื่องชาดกนี่ลุง เอาเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ซี ลุงเคยเห็นบ้างไหมช้างพูดได้"

"ไม่เคยครับ และคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ครับ อาเสี่ย"

"แต่มันเป็นไปแล้ว ลูกช้างของอ้ายกรพูดได้และร้องเพลงได้" พูดจบอาเสี่ยก็ยิ้มให้ช้างน้อย "อ้ายหนู ทักลุงม้วนหน่อยซีวะ"

นิมิตชูงวงขึ้นแล้วพูดเสียงแจ๋วๆ

"สวัสดีจ้าลุง"

ชายชรานัยน์ตาเหลือก จ้องมองดูช้างน้อยอย่างแปลกใจ

"ช้างพูดได้" ลุงม้วนตะโกนลั่น

นิกรกล่าวกับหัวหน้าคนสวนด้วยเสียงหัวเราะ

"นึกแล้วว่าลุงจะต้องตื่นเต้นแปลกใจ ไปตามพวกคนสวนลำเลียงโต๊ะเก้าอี้และขนเหล้ามาให้พวกเราเถอะลุง แล้วไม่ต้องไปโพนทะนาให้ใครรู้นะว่า ช้างของฉันพูดได้ ประเดี๋ยวจะแห่กันมาแน่นโรงช้าง"

ลุงม้วนบอกตัวเองว่าลูกช้างตัวนี้เป็นช้างวิเศษแน่นอน แกเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งยองๆ ยกมือไหว้ช้างน้อยแล้วกล่าวว่า

"ช่วยบอกผมหน่อยเถอะครับ เลขท้ายสามตัวงวดที่จะถึงนี้เลขอะไร"

นิมิตยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"บอกตรงๆ ไม่ได้ลุง ต้องบอกเป็นปริศนาให้ลุงไปคิด"

"ยังงั้นก็ได้ครับ"

ช้างน้อยนิ่งคิดสักครู่ก็บอกชายชรา

"หกหันกลับสลับสอง"

ลุงม้วนยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง แล้วพาตัวเดินออกไปจากโรงช้างท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหาย

เย็นวันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ดื่มเหล้าและสนทนากันอยู่ในโรงช้าง ทุกคนได้พูดคุยกับเจ้าช้างน้อยอย่างสนิทสนม เจ้านิมิตรร่วมโต๊ะด้วย มันนั่งอยู่บนม้ากลมตัวหนึ่ง แต่มันไม่ยอมกินกับแกล้มที่ใครต่อใครป้อนให้มัน กิมหงวนให้เงินคนสวนคนหนึ่งไป ๕๐๐ บาท

"แกรีบขึ้นแท็กซี่ไปตลาดประตูน้ำ ซื้อมะพร้าวอ่อน กล้วยหอม และอ้อยมาให้มันกิน ซื้อมา ๔๐๐ บาท อีกร้อยบาทเป็นค่ารถและค่ากาแฟของแก อย่าอมนะโว้ยโดนเตะจริงๆ พวกเราจะรีบเร่งบำรุงมันให้อ้วนท้วน"

เงินคือแก้วสารพัดนึก

พอพลบค่ำ เจ้านิมิตก็มีอาหารกินเหลือเฟือ มีมะพร้าวอ่อนกินร่วม ๑๐๐ ผล กล้วยหอม ๕๐ หวี อ้อยที่ตัดเป็นท่อน ท่อนละครึ่งเมตรอีกประมาณ ๒๐๐ ท่อน ซึ่งในชีวิตของมัน มันไม่เคยได้กินอาหารดีๆ เช่นนี้

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับขึ้นมาบนตึกใหญ่ก่อนเวลา ๑๙.๓๐ น. เล็กน้อย ที่โรงช้างมีไฟฟ้าเปิดสว่างอยู่ดวงหนึ่ง เจ้าแห้วกำลังตอกตะปูเตรียมหาที่ผูกสายมุ้งให้เจ้าช้างน้อย ซึ่งคืนนี้มันจะได้นอนมุ้งผ้าโปร่งตาเม็ดพริกไทย

เมื่อสี่สหายกับท่านเจ้าคุณเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร สี่นางกับคุณหญิงวาดก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามยังเหลือเวลาอีก ๕ นาทีจึงจะถึงเวลาอาหารค่ำ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเข้านั่งประจำที่

"ตื่นเต้นลูกช้างไปตามกันเชียวนะ" คุณหญิงพูดยิ้มๆ "ถึงกับย้ายวงเหล้าไปกินที่โรงช้าง ที่จริงมันก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกัน ลูกสัตว์น่ะมักจะน่ารักน่าเอ็นดูทั้งนั้น แม่นวลก็เห่อลูกหมาที่พ่อหงวนซื้อมาให้จนไม่เป็นทำอะไร"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"ผมตั้งใจจะให้นวลในวันเกิด แต่นวลเห็นเข้าก็แย่งเอาไปเลย" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้เมียรักของเขา "หมาของนวลอยู่ไหนล่ะ"

"นอนหลับอยู่บนเตียงข้างบนค่ะ คืนนี้เฮียไปหาที่นอนที่อื่นนะคะ นวลจะนอนกับมัน"

"อ้าว แล้วเฮียจะไปนอนที่ไหน"

"นอนบนโซฟาก็ได้ค่ะ เอามุ้งกางครอบโซฟาเข้า"

"ว้า-มีเมียแต่ไม่ได้นอนกับเมีย แล้วจะมีเมียหาหอกอะไรล่ะ โธ่-ไม่ควรอุตริซื้อลูกหมามาให้เลย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร ประไพสบตากับนิกร หล่อนก็กล่าวกับนายจอมทะเล้นว่า

"กรก็เหมือนกัน คืนนี้ไปนอนที่โรงช้างเถอะอย่ามานอนกับไพเลย สนใจลูกช้างมาครึ่งค่อนวันแล้ว ถึงกับลงทุนให้อ้ายแห้วไปซื้อมุ้งมากางให้มันนอน มีอย่างที่ไหนช้างนอนกางมุ้ง"

นิกรยิ้มแป้น

"ไพรู้หรือเปล่า เจ้านิมิตของกรมีค่านับพันล้านทีเดียว ไม่เชื่อถามคุณพ่อดูก็ได้ มันเป็นช้างพิเศษไม่ใช่ช้างธรรมดา"

นันทาค้อนน้องชายของหล่อน แล้วพูดเสริมขึ้น

"มันจะวิเศษอย่างไร ซื้อมาได้ ลูกช้างผอมกะหร่องโกโรโกโรก ราคาตั้ง ๔,๐๐๐ บาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนันทาทันที

"แกไม่รู้อะไรยายนัน ช้างของนิกรมันรู้ภาษาคนและพูดภาษาคนได้นะ"

สี่นางและคุณหญิงวาดต่างพากันมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นตาเดียว คุณหญิงวาดกลั้นหัวเราะแทบแย่

"รู้ภาษาคนน่ะอาจเป็นได้ค่ะ เพราะช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาด แต่พูดภาษาคนได้ดิฉันไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด"

"อ้าว ยังงั้นคุณหญิงก็หาว่าผมฝอยน่ะซี"

"ค่ะ"

เจ้าคุณเม้มปากแน่น

"ตามใจ ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ แต่ช้างของอ้ายกรมันพูดได้จริงๆ "

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ เมื่อแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงสีหน้าไม่พอใจ ท่านหันมามองดูพลซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามกับท่าน แล้วถามลูกชายสุดสวาทของท่านเบาๆ

"ช้างอ้ายกรพูดได้จริงๆ หรือลูก"

พ.อ.พลยิ้มเล็กน้อย

"ครับ พูดได้จริงๆ "

"หา มันพูดอะไรได้บ้าง"

"พูดได้ทั้งนั้นแหละครับ ร้องเพลงให้ฟังก็ได้"

"อุ๊ยตาย" ประภาอุทานแล้วหัวเราะ "คุณพ่อกับพวกคุณๆ คงจะเตี๊ยมกันมาเรียบร้อย ช้างพูดได้ร้องเพลงได้มีที่ไหนกัน นอกจากคนชื่อช้าง"

นันทาบุ้ยใบ้ให้สาวใช้ตักข้าวได้ เพราะถึงเวลารับประทานอาหารแล้ว สาวใช้หน้าตาหมดจดแต่งกายสะอาดเรียบร้อย ๒ คน เข้ามาประจำหน้าที่ตักข้าวใส่จานให้เจ้านายของหล่อน การรับประทานอาหารเย็นซึ่งเป็นกับข้างแบบไทยเราได้เริ่มต้นแล้ว มีขนมจีนแกงเผ็ดไก่ ผัดปลาหมึกสด ทอดมันกุ้ง หมูย่าง ปลาช่อนแป๊ะซะ และยำใหญ่

ระหว่างที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารกัน เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาทางประตูหลังตึก แล้วพยัก เพยิดบุ้ยใบกับนิกรเป็นความหมาย นายจอมทะเล้นเป็นห่วงช้างของเขาก็รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเจ้าแห้ว

"กางมุ้งให้มันแล้วรึ"

"รับประทานกางแล้วครับ แต่นิมิตมันบอกผมว่ามันยังไม่ง่วง ขอร้องให้ผมตลบมุ้งขึ้นก่อน"

"แล้วยังไง"

"รับประทานมันยัดใหญ่ครับ ทำราวกับว่าตายอดตายอยากมาจากไหน ล่อมะพร้าวอ่อนกร้วมๆ ทีละใบสองใบ รับประทานทั้งเปลือก รับประทานขืนปล่อยให้มันกินยังงี้ท้องแตกตายนะครับ รับประทานผมขึ้นมาบอกคุณ ก็เพื่อจะขนกล้วยอ้อยและมะพร้าวออกไปไว้นอกโรง กินอยู่ไม่เป็นเวลาอย่างนี้รับประทานแย่นะครับ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ช่างมันเถอะวะอ้ายแห้ว ให้มันกินเถอะ มันไม่เคยได้กินอาหารดีๆ อย่างนี้จริงๆ สงสารมันโว้ย แกกินข้าวหรือยังล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานหมูสะเต๊ะ กับข้าวราดหน้าไก่มาจากตลาดประตูน้ำแล้วครับ"

"ยังงั้นก็ไปพักผ่อนเถอะ ลูกช้างปล่อยมันตามเรื่อง ประเดี๋ยวกินข้างแล้วข้าจะลงไปหามัน แกตื่นเต้นแปลกใจไหมวะที่มันพูดได้"

"เฉยๆ ครับ รับประทานม้าแข่งตัวหนึ่งในซอยข้างบ้านเรา รับประทานมันก็พูดได้เหมือนกัน รับประทานผมเคยคุยกับมันบ่อยๆ "

นิกรขมวดคิ้วย่น

"มันพูดว่าอย่างไรวะ"

"ก็พูดคุยกันแหละครับ แต่มันเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ใคร่พูดมาก มันชอบผมเพราะผมชอบหาหญ้าอ่อนๆ ไปให้มันกิน รับประทานถ้าผมเป็นนักเลงม้า ป่านนี้รวยจมไปแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"รวยจมหรือไม่มีกางเกงจะนุ่ง เรื่องม้าน่ะอย่าริเล่นเชียวนะอ้ายแห้ว ม้ามันสู้ เจ้าของเขาไม่สู้ มันก็กินเรา เจ้าของเขาสู้ ม้ามันไม่สู้ มันก็กินเราอีก เจ้าของสู้ ม้าสู้ คนขี่ดึงเอาไว้ มันก็แดกอีก สู้พร้อมกันทั้งเจ้าของทั้งม้าทั้งคนขี่ ม้าตัวอื่นเขาก็สู้ แพ้เขาแค่จมูกเราก็แย่"

เจ้าแห้วอมยิ้ม พาตัวเดินออกไปทางหลังตึก นิกรกลับมาที่โต๊ะรับประทานอาหาร ร่วมรับประทานอาหารกับคณะพรรคของเขาต่อไป

คืนนั้น นิกรเอาเตียงผ้าใบและมุ้งไปกางนอนที่โรงช้าง เขารักและเอ็นดูเจ้าช้างน้อยของเขาเป็นชีวิตจิตใจ เขาคุยกับมันจนดึกดื่นเที่ยงคืน เจ้านิมิตกินกล้วยอ้อยและมะพร้าวตุ้ยๆ ตลอดเวลา

พอ. นิกร การุณวงศ์ตื่นเช้าผิดปกติ

ในราว ๖.๐๐ น. เขาก็ตื่นและเปิดมุ้งลงมาจากเตียงผ้าใบ เขามองเข้าไปในมุ้งผ้าโปร่งตาเม็ดพริกไทยอย่างชื่นชม ช้างน้อยของเขานอนอยู่ในมุ้งในท่านอนตะแคง เหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่กำลังนอนหลับอย่างสบายยามรุ่งอรุณของวันใหม่ ข้างเตียงผ้าใบของนิกร มีโต๊ะเหล็กตั้งอยู่โต๊ะหนึ่ง เก้าอี้เหล็ก ๒ ตัว บนโต๊ะมีเหยือกน้ำ ผ้าเช็ดตัวแปรงสีฟันและยาสีฟัน มีจานพลาสติกขนาดใหญ่ใส่ผลไม้ คือเงาะ ลำไย มังคุด มีบุหรี่ต่างประเทศควันละเอียดหนึ่งกระป๋อง พร้อมด้วยเครื่องขีดไฟแก๊ส มีขันเงินขนาดกะทัดรัดใบหนึ่ง เขาตั้งใจจะลงมานอนเป็นเพื่อนช้างทุกคืน และเขาจะสร้างโรงช้างถาวรขึ้น คือสร้างเป็นตึกชั้นเดียว

นิกรยอมรับว่าเขาสนใจกับช้างของเขามากที่สุด เขาตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจมาก ที่มันพูดภาษาคนได้ดี และรู้ทุกอย่าง เมื่อคืนนี้มันเล่าชีวประวัติของมันให้เขาฟัง นับตั้งแต่มันซัดเซพเนจรอยู่แถบเทือกเขาตะนาวศรีหลังจากแม่ของมันถูกเสือกัดตาย มันเล่าพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าสงสาร มันเล่าว่าพวกพรานช้างพบมัน ก็จับมันมาเลี้ยงไว้ ขายกันไปหลายทอด ในที่สุดมันก็ตกมาเป็นลูกบุญธรรมของนิกร มันเรียกนิกรว่าป๋าอย่างเต็มปาก รู้จักพูดฝากเนื้อฝากตัวกับเขา ทำให้นิกรรักและสงสารมันขึ้นอีก

แต่มันค่อนข้างจะตะกละตะกลามมาก คือมักกินนั่นเอง มันกินจนท้องกางก็ยังไม่ยอมอิ่ม การกินก็รีบร้อนเหมือนกับกลัวว่าจะมีใครแย่งมันกิน ความอดอยากของเจ้าช้างน้อยตัวนี้ทำให้มันตะกละ นิกรคิดว่าไม่ช้านิสัยตะกละของมันก็จะหายไปเอง เมื่อมันรู้ว่ามันมีอาหารกินอย่างเหลือเฟือ

"ช้างน้อยเอ๊ย ตื่นหรือยังลูก" นิกรร้องเรียกมันเบาๆ "โถ-ยังหลับสนิท"

นิกรใช้เวลาประมาณ ๕ นาทีแปรงฟันล้างหน้า พอเสร็จเรียบร้อย เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาในโรงช้าง

"สวัสดีครับเจ้านาย นิมิตยังไม่ตื่นอีกหรือครับ"

นิกรยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ยังวะ"

เจ้าแห้วช่วยเก็บมุ้งและเตียงผ้าใบให้นิกร

"เมื่อคืนนี้คุยกันดึกหรือครับ"

"ก็ในราวตีหนึ่ง นิมิตมันเล่าความหลังของมันให้กันฟัง น่าสงสารมาก"

เจ้าแห้วมองแลเห็นกล้วยอ้อยและมะพร้าวอ่อนหายไปหมดก็สะดุ้งเฮือก

"โอ้โฮ นิมิตกินกล้วยอ้อยเกลี้ยงเชียวหรือครับนี่"

"อือ มันคุยไปแล้วก็กินไป ประเดี๋ยวแกไปซื้อมาอีกเถอะวะ ต่อไปนี้กันจะให้เบี้ยเลี้ยงค่าอาหารมันวันละ ๒๐๐ บาท"

"แม่โวย วันละ ๒๐๐ เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท รับประทานข้าราชการชั้นพิเศษเชียวนะครับ อ้ายนี่มีบุญหรือมีวาสนามากที่คุณซื้อมาเลี้ยง รับประทานผมอยากจะเกิดเป็นช้างเสียแล้วซี"

นิกรมองดูช้างแสนรู้ของเขาอย่างชื่นชม

"แก้มุ้งมันออกเถอะวะอ้ายแห้ว โถ-นอนกับพื้นดินน่าสงสารจัง ตอนสายๆ กันจะไปซื้อที่นอนมาให้มัน ซื้อหมอนและหมอนข้างให้พร้อม เวลานอนมันจะได้ก่ายหมอนข้าง"

เจ้าแห้วปลดสายมุ้งออกทั้งสี่สายแล้วพับมุ้งเก็บ นิกรยืนตะลึงพรึงเพริดจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าช้างน้อยของเขา ซึ่งนอนอยู่ในท่านอนตะแคงแต่อ้าปาก และขาหน้าข้างขวากางผิดปกติ นิมิตอ้าปากหวอลืมตาโพลง

"อ้ายแห้ว" นิกรร้องเสียงหลง "นิมิตหลับหรือเป็นอะไรไป"

เจ้าแห้ววางมุ้งผ้าโปร่งตาเม็ดพริกไทยลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วปราดเข้ามายืนดูเจ้าช้างน้อยในระยะใกล้ชิด แล้วเจ้าแห้วก็ใจหายวาบ ค่อยๆ หันหน้ามามองดูนิกร

"รับประทาน มันเท่งทึงแล้วนี่ครับ"

นิกรแทบลมจับ

"ตาย...นิมิตตายยังงั้นหรือ"

"ครับ รับประทานท้องขึ้นอืดเขียวปั้ดเชียวครับ รับประทานมันตายเพราะมันกินมากเกินไป"

นิกรร้องไห้โฮ เดินเข้ามาหาช้างน้อยของเขา

"นิมิต นิมิตลูกพ่อ โถ-เจ้าตายเพราะกินแท้ๆ พ่อเองวันหนึ่งก็คงจะเป็นอย่างเจ้า ฮือ..ฮือ"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

"รับประทานมันตายมาหลายชั่วโมงแล้วนี่ครับ อาหารคงล้นกระเพาะและเครื่องย่อยอาหารย่อยไม่ทัน ยัดมะพร้าวอ่อนเป็นทะลายๆ อย่างนี้ จะอยู่ได้อย่างไร กล้วยอ้อยอีกตั้งเยอะแยะ"

นิกรร้องไห้สะอึกสะอื้น ทรุดตัวลงนั่งยองๆ เอื้อมมือลูบคลำช้างน้อยของเขา

"โถ-อยู่กับพ่อได้วันเดียว เท่งทึงเสียแล้ว ถ้าพ่อสั่งให้อ้ายแห้วเอามะพร้าวกล้วยอ้อยไปซ่อนไว้ เจ้าก็คงยังไม่ตายหรอก" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ข้าอยากตายตามช้างของข้าเสียแล้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"ก็เอาซีครับ"

"ยังก่อน กันขออยู่ดูโลกอีกสักร้อยปีโว้ย แกระดมพวกคนสวนช่วยกันขุดหลุมฝังศพนิมิตหน่อยซี ขุดลึกๆ นะตื้นนักมันเหม็น คุณอาท่านจะด่ากัน

นิกรลุกขึ้นสั่งขี้มูกสลัดลงกลางหลังเจ้าแห้วพอดี แล้วก็เดินร้องไห้ออกไปจากโรงช้างด้วยความเศร้าเสียดายเจ้าช้างน้อยของเขา.

อวสาน