พล นิกร กิมหงวน 119 : ล่าพรายทะเล

ร.ล. นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเรือสลุตแห่งราชนาวี ได้รับคำสั่งให้ออกเดินทางจากฐานทัพเรือที่สัตหีบในเวลา ๑๙.๐๐ น. ของวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๐๓ เพื่อทำการลาดตระเวนอ่าวไทยโดยเปลี่ยนเวรกับ ร.ล. ปิ่นเกล้า

ทุกชั่วโมง ร.ล. นครศรีธรรมราชจะต้องรายงานทางวิทยุให้กองเรือยุทธการทราบ ซึ่งก็ไม่มีอะไร นอกจากบอกตำแหน่งเรือ เหตุการณ์ปกติ

ครั้นเวลา ๑๓.๐๐ น. ของวันเสาร์ที่ ๑๔ กองเรือยุทธการก็ไม่ได้รับข่าวจาก ร.ล. นครศรีธรรมราช จนกระทั่ง ๑๔.๐๐ น. ทางกองเรือยุทธการพยายามวิทยุติดต่อก็ไม่สำเร็จ จึงเข้าใจว่าเครื่องรับส่งวิทยุของ ร.ล. นครศรีธรรมราชคงจะขัดข้อง

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการก็มิได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ดังนั้นพอฟ้าสาง เครื่องบินไอพ่นประจัญบานของฝูงบินนาวีรวม ๓ เครื่อง ก็ออกเดินทางไปค้นหา ร.ล. นครศรีธรรมราชทันที ซึ่งข่าวสุดท้ายของเรือสลุตลำนี้ที่กองเรือยุทธการได้รับทางวิทยุโทรเลขในเวลา ๐๒.๐๐ น. แจ้งว่า ร.ล. นครศรีธรรมราชกำลังผ่านจังหวัดจันทบุรี เหตุการณ์ปกติ

ครั้นเวลา ๘.๐๐ น. กองทัพเรือก็ได้รับโทรเลขด่วนจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ปรากฏข้อความดังต่อไปนี้

เรียน ผู้บัญชาการทหารเรือ

เรือยนต์ของชาวประมงจังหวัดตราดลำหนึ่งได้ช่วยทหารเรือรวม ๒๒ คนที่ลอยคออยู่ในทะเลไว้ได้เมื่อเวลา ๔ น. เศษวันนี้ ทหารเรือเหล่านี้เป็นทหารประจำ ร.ล. นครศรีธรรมราช และแจ้งว่าเรือถูกตอร์ปิโดจมอย่างกะทันหัน กระผมและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความช่วยเหลือทหารเรือทุกคนเป็นอย่างดี จะส่งรายงานละเอียดเรียนมาให้ทราบโดยเร็วที่สุด.

ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด

ไม่มีปัญหาอะไรอีก ร.ล. นครศรีธรรมราชถูกเรือดำน้ำของฝ่ายแดงลอบโจมตีด้วยตอร์ปิโดแน่นอน กรมสืบราชการลับของกระทรวงกลาโหมได้รับรายงานจากหน่วยจารกรรมนอกประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมานี้เอง แจ้งว่าฝ่ายศัตรูได้พยายามทุกประการที่จะให้คนไทยเชื่อว่า แสนยานุภาพของซีโตนั้นไม่มีความหมายอะไร กำลังรบอันมหาศาลของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ทั้งทางบก, เรือ, และอากาศ ย่อมเหนือกว่า หน่วยจารกรรมของเรายืนยันว่า กองเรือรบคอมมิวนิสต์จำนวนหนึ่งซึ่งประกอบด้วยเรือลาดตระเวนหนักลำหนึ่ง เรือพิฆาต ๓ ลำ และเรือดำน้ำแบบใหม่ใช้พลังงานปรมาณู มีฐานยิงจรวดใต้น้ำอีกลำหนึ่ง กำลังเดินทางจากทะเลจีนบ่ายโฉมหน้ามายังอ่าวไทย เพื่อขัดขวางการประลองยุทธทางเรือครั้งใหญ่ของกลุ่มประเทศภาคีซีโต้ในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ด้วยแผนการณ์อันลี้ลับลึกซึ้ง ซึ่งจะทำให้การประลองยุทธต้องเลิกล้มไปหรือเลื่อนเวลาออกไปโดยไม่มีกำหนด

เมื่อได้รับโทรเลขด่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ท่านแม่ทัพเรือก็รุดเข้าพบท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดทันที

ตอนสายวันนั้นเอง หมวดเรือตอร์ปิโดและหมู่เรือปราบเรือดำน้ำก็ได้รับคำสั่งด่วนให้ออกเดินทางจากฐานทัพสัตหีบ ทำการล่าเรือดำน้ำของฝ่ายแดงทันที ทางราชการทหารไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องปิดข่าวร.ล. นครศรีธรรมราชถูกเรือดำน้ำคอมมิวนิสต์ลอบยิงด้วยตอร์ปิโดถึงกับจมลงภายในเวลาไม่ถึง ๕ นาที กองบัญชาการทหารสูงสุดจึงออกคำแถลงการณ์แจกจ่ายไปยังวิทยุและโทรทัศน์ทุกแห่ง นอกจากนี้ยังเชิญผู้แทนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับมาพบ เพื่อแจ้งข่าวร้ายของ ร.ล. นครศรีธรรมราชให้ทราบ

วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม เวลา ๑๓.๐๐ น. เศษ เรือสินค้าสัญชาติอังกฤษลำหนึ่งซึ่งเดินทางมาจากฮ่องกงได้ถูกเรือดำน้ำของฝ่ายแดงโจมตีด้วยตอร์ปิโดในทะเลหลวงนอกน่านน้ำไทยทางแหลมเขมร เรือสินค้าลำนี้ชื่อ "ดัมพรีส" ระวาง ๕,๐๐๐ ตัน บรรทุกสินค้าต่างๆ จากฮ่องกงมากรุงเทพฯ เมื่อถูกตอร์ปิโดกัปตันได้ส่งวิทยุ เอส.โอ.เอส. ขอความช่วยเหลือ ร.ล. ท่าจีนซึ่งลาดตระเวนอยู่ระหว่างด้านนอกของเขตน่านน้ำไทยได้รีบรุดไปช่วยเหลือตามตำแหน่งที่ได้รับทราบทางวิทยุ แต่เมื่อไปถึง เรือ "ดัมพรีส" ได้จมลงสู่ก้นทะเลแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับการ ร.ล. ท่าจีนกับทหารประจำเรือก็ได้ช่วยลูกเรือและผู้โดยสารไว้เกือบ ๕๐ คน บ้างก็อยู่ในเรือบต บ้างก็อยู่ในเรือยาง

ต่อมาวันอังคารที่ ๑๘ พฤษภาคม เวลา ๑๖.๐๐ น. เรือปราบเรือดำน้ำของราชนาวีชื่อ ร.ล. หนุมานได้พบเรือดำน้ำปรมาณูขนาดยักษ์ของข้าศึกโผล่ออกมาจากหลังเกาะช้างในเขตจังหวัดตราด ซึ่งเป็นเกาะสำคัญที่กองทัพเรือได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของราชนาวีไทย อันเนื่องมาจากเรือลาดตระเวนลาม็อตปิเก้ของกองทัพเรือฝรั่งเศสได้ปะทะกับ ร.ล. ธนบุรีของเราที่หน้าเกาะช้างนี้ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีน

เรือปราบเรือดำน้ำของเราอยู่ห่างจากเรือดำน้ำข้าศึกประมาณ ๓ ไมล์ จึงได้ใช้ปืนใหญ่ระดมยิงเรือดำน้ำ และวิทยุติดต่อกับฝูงบินน้อยที่จังหวัดจันทบุรีให้ส่งเครื่องบินมาช่วย

กระสุนปืนใหญ่ตกใกล้เคียงกับเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกหลายนัด แต่เรือดำน้ำปรมาณูได้ดำน้ำหลบหนีไปได้ เรือปราบเรือดำน้ำแห่งราชนาวีพยายามค้นหาตำแหน่งเรือดำน้ำจากเครื่องฟังเสียงก็ไม่พบ หลังจากนั้นไอพ่นประจัญบานจากฝูงบินจันทบุรีก็เดินทางมาถึงเกาะช้าง เข้าร่วมมือกับเรือรบทั้งสองลำค้นหาเรือดำน้ำข้าศึกเกือบชั่วโมงจึงกลับไป

วิทยุและหนังสือพิมพ์ทั่วโลกต่างกระจายข่าวสำคัญนี้ เรือรบแห่งราชนาวีไทยได้เคลื่อนที่ออกจากฐานทัพกระจายกำลังกันไปทั่วอ่าวไทยทั่งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ฝูงบินแห่งกองบินน้อยประจวบคีรีขันธ์และจันทบุรีเข้าร่วมปฏิบัติงานกับกองทัพเรือด้วย เพื่อขับไล่เรือรบข้าศึกและล่าเรือดำน้ำลึกลับลำนั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีเรือรบข้าศึกล่วงล้ำเข้ามาในน่านน้ำไทยเลย นักบินได้พบหมู่เรือรบข้าศึกในทะเลหลวงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดนราธิวาส ซึ่งทะเลหลวงนั้นคือน่านน้ำที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของครอบครอง และทุกชาติย่อมมีสิทธิ์ที่จะใช้ทะเลหลวงได้ ส่วนอ่าวไทยหรือน่านน้ำของไทยนั้นมีเขตลากเส้นตรงจากนราธิวาสถึงจังหวัดตราดตามแผนที่ แต่ถึงกระนั้นก็มีเนื้อที่ใหญ่โตกว้างขวางมาก เรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกจึงลอบเข้ามาทำงานได้โดยมีเรือรบที่อยู่นอกเขตน่านน้ำไทยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง.

บ่ายวันนั้น...

ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ เรือยนต์ประจำ ร.ล. หนุมานซึ่งเป็นเรือปราบเรือดำน้ำ กำลังแล่นออกจากชายฝั่งมุ่งตรงไปยังหมู่เรือปราบเรือดำน้ำสามสี่ลำ ซึ่งจอดอยู่ในอ่าวบริเวณฐานทัพเรืออันกว้างใหญ่ แวดล้อมด้วยเกาะเล็กเกาะน้อย อันเป็นธรรมชาติที่สวยสดงดงามตายิ่ง

เรือยนต์ลำนี้ขับโดยจ่าเอกคนหนึ่ง มีพลทหารเรือสองคน มีผู้โดยสาร ๕ คนคือ พล, นิกร, กิมหงวน ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งทั้ง ๕ คนนี้แต่งเครื่องแบบชุดสีดำ สวมหมวกบาเร่ต์ ติดตราเครื่องหมาย ๓ ทัพ แต่ไม่ได้ติดเครื่องหมายยศ

คณะพรรคสี่สหายเดินทางมาประจำ ร.ล. หนุมานในฐานะผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธและนักวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทย ทั้งนี้ตามคำสั่งของกองบัญชาการทหารสูงสุดเกี่ยวกับการปราบเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกซึ่งขณะนี้ยังป้วนเปี้ยนอยู่ในอ่าวไทย ปรากฏว่าเรือหาปลาหลายลำได้พบเห็นเรือดำน้ำมหึมาลำนี้ ซึ่งชาวเรือให้สมญามันว่า "พรายทะเล" และขณะนี้กองทัพเรือของเรากำลังติดตามค้นหาทั่วบริเวณอ่าวไทย เพื่อทำลายมันให้ได้

เมื่อเรือยนต์ลำนั้นแล่นเข้ามาใกล้หมู่เรือปราบเรือดำน้ำ ความเร็วของเรือก็ลดลงตามลำดับ จ่าเอกซึ่งทำหน้าที่บังคับเรือยนต์ลำนี้ได้นำเรือตรงเข้าไปยัง ร.ล. หนุมาน ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง พล ร.ต. วิชาญ ชัยประสิทธิ์ ร.น. ผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำและ น.ท. หยด เฉลิมเกียรติ ร.น. ผู้บังคับการ ร.ล. หนุมาน ได้เตรียมการต้อนรับ ด.ร. ดิเรกกับคณะอย่างแข็งแรง นายทหารประจำเรือหลายคนยืนรวมกลุ่มอยู่เบื้องหลังผู้บังคับการและผู้บังคับหมู่ของเขา

เรือยนต์ลำนั้นแล่นมาเทียบกราบขวา ร.ล. หนุมานอย่างแช่มช้า พลทหารเรือสองคนช่วยกันยึดเรือไว้ ดร. ดิเรกพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินขึ้นบันได ร.ล. หนุมานในท่าทางกระฉับกระเฉง ทันใดนั้นเอง พล ร.ต. วิชาญก็พาผู้บังคับการเรือเข้ามาต้อนรับ ซึ่งท่านนายพลเรือได้รู้จักคุ้นเคยกับ ดร. ดิเรกมาเป็นอย่างดี เพราะนายแพทย์หนุ่มเป็นผู้สร้างเครื่องฟังเสียงแบบใหม่ "ดิเรกไฮโดรโฟนิค" ให้แก่กองทัพเรือและเขาเป็นผู้ฝึกสอนวิธีใช้แก่พวกทหารเรือทั้งหลาย นอกจากนี้ ดร. ดิเรกยังได้มีการติดต่อกับกองทัพเรืออยู่เสมอ

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และท่านนายพลเรือต่างยกมือวันทยาหัตถ์พร้อมๆ กัน ดร. ดิเรกยื่นมือให้พล ร.ต. วิชาญจับด้วยสันถวไมตรีอันสนิทสนม

"สบายดีหรือครับ อาจารย์"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"ไม่สบายหรอกครับท่าน กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว เกี่ยวกับเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึก ผมไม่เข้าใจเลยที่เครื่องไฮโดรโฟนิคใช้ทำงานไม่ได้ผล"

ท่านนายพลเรือยิ้มเล็กน้อย และแนะนำ นท. หยด เฉลิมเกียรติ ร.น. ให้รู้จักกับ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งนายทหารแห่งราชนาวีผู้นี้ได้เรียนเพิ่มเติมที่ประเทศอังกฤษ ๓ ปี เพิ่งกลับมาเมืองไทยเมื่อเร็วๆ นี้จึงไม่รู้จักกับนายแพทย์หนุ่ม แต่ก็ได้ยินชื่อเสียงของ ดร. ดิเรกมานานแล้ว ในฐานที่เป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยอดเยี่ยมของโลกคนหนึ่ง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยกย่องชมเชยเขามาก

ดร. ดิเรกกับผู้บังคับการ ร.ล. หนุมานได้ทักทายกันเป็นอย่างดี แล้วนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทางคณะของเขาแนะนำให้รู้จักกับ พล ร.ต. วิชาญและ น.ท. หยด

นิกรมีความข้องใจอย่างยิ่งเมื่อ ดร. ดิเรกบอกเขาว่า ท่านนายพลเรือผู้นี้เป็นผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำ ทั้งสองฝ่ายสนทนากันสักครู่ นิกรก็ถือโอกาสถามท่านนายพลเรือ

"ท่านครับ ประทานโทษเถอะครับ ผมอยากจะเรียนถามอะไรสักหน่อย ท่านมียศเป็นพลเรือตรี ไหงมีตำแหน่งเล็กนิดเดียว เป็นแต่ผู้หมู่เท่านั้น อย่างน้อยก็ควรจะเป็นผู้บัญชาการซีครับ"

พล ร.ต. วิชาญยิ้มให้นิกร

"ตำแหน่งของราชนาวีไม่เหมือนกับทหารบกครับคุณนิกร ทหารบกเป็นสิบตรี สิบโทหรือสิบเอก ก็มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่ แต่ว่าอำนาจหน้าที่ของเขาก็คือปกครองบังคับบัญชาทหารในหมู่ของเขาเพียงหมู่เดียวซึ่งมีไม่กี่คน"

"แล้วทหารเรือล่ะครับ" นิกรถามอย่างสนใจ

"ทหารเรือหรือครับ คำว่าผู้บังคับหมู่ก็หมายความว่า เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบเรือรบหมู่หนึ่ง อย่างผมอย่างงี้ ผมเป็นผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำ ผมต้องควบคุมบังคับบัญชาเรือปราบเรือดำน้ำถึง ๔ ลำ"

"โอ้โฮ" นิกรร้องขึ้นดังๆ "ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งเล็กๆ นี่ครับ แล้วผู้บังคับหมวดล่ะครับ"

"ผู้บังคับหมวดก็คือเจ้านายของผม พลเรือโทประมาณ สุรพลครับ กำลังเรือรบสองหมู่เป็นหนึ่งหมวด ฉะนั้นสำหรับตำแหน่งของทางทหารเรือแล้ว ผู้ที่เป็นผู้บังคับหมวดเรือต่างๆ ก็ต้องเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่และเป็นคนสำคัญในราชนาวี"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นผู้บังคับการก็เป็นลูกน้องผู้บังคับหมู่น่ะซีครับ"

น.ท. หยดยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ถูกแล้วครับ ผู้บังคับการเรือต้องอยู่ในบังคับบัญชาของผู้บังคับหมู่"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "ตรงกันข้ามกับทหารบกนี่ครับ ทหารบกถ้าเป็นผู้บังคับการก็สั่งขังผู้บังคับหมวดหรือผู้บังคับหมู่อย่างสบาย"

ผู้บังคับการ ร.ล. หนุมานหันไปพยักหน้าเรียกนายทหารประจำเรือกลุ่มนั้นให้เข้ามาหา แล้วเขาก็แนะนำให้รู้จักกับคณะพรรคสี่สหายทีละคน คือ น.ต. สุภาพ ฤทธิไกร ร.น. ต้นเรือ ร.อ. สมยศ วงสุวรรณ ร.น. ต้นปืน ร.อ. ชาติ บุญประดับ ร.น. ด้นกล และ ร.อ. อนันต์ ราชวัลลภ ร.น. ต้นหน นอกจากนี้ก็มีนายแพทย์ประจำเรือ นายทหารพลาธิการ และนายทหารประจำหน้าที่อื่นอีกหลายคน

ทุกคนได้แสดงความยินดีต่อ ดร. ดิเรกกับคณะซึ่งถูกส่งมาประจำเรือปราบเรือดำน้ำลำนี้ เพื่อร่วมมือกันล่าพรายทะเลหรือเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึก

ในที่สุดท่านนายพลผู้บังคับหมู่เรือได้กล่าวว่า

"ผมสั่งให้ผู้บังคับการเขาจัดห้องพักไว้ให้อาจารย์กับคณะแล้วครับ และสั่งให้เขาเอาใจใส่เป็นพิเศษ ตามคำสั่งของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด"

ดร. ดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณครับ เสื้อผ้าของพวกเราและเครื่องมือวิทยาศาสตร์ของผมจะมาถึงสนามบินสัตหีบในราว ๑๖.๐๐ น. วันนี้ พร้อมด้วยคนของผมอีกหนึ่งคน เมื่อเครื่องมือของผมมาถึงเรียบร้อย ผมจะทำการตรวจสอบเรด้าใต้น้ำและเครื่องไฮโดรโฟนิคประจำเรือลำนี้ทันที ผมไม่เข้าใจเลยที่เครื่องมือของผมค้นหาตำแหน่งเรือดำน้ำของข้าศึกไม่พบ รายงานของท่านที่ผมได้อ่านรายละเอียดจากกองบัญชาการทหารสูงสุดทำให้ผมกลุ้มใจมาก ผมไม่เชื่อว่าเครื่องมือของผมไร้สมรรถภาพ แต่ผมคิดว่าเรือดำน้ำปรมาณูลำนี้อาจจะมีเครื่องมือพิเศษบางอย่างที่บังคับเรด้าใต้น้ำและเครื่องฟังเสียงเรือดำน้ำของผมให้ทำงานไม่ได้ผล"

พล ร.ต. วิชาญยิ้มเล็กน้อย

"ทางกองทัพเรือก็เข้าใจอย่างนี้ครับ ท่านผู้บัญชาการทหารเรือถึงได้รายงานไปทางกองบัญชาการทหารสูงสุดขอให้อาจารย์กับคณะมาร่วมงานล่าพรายทะเล เพราะถ้าอาจารย์ได้คุมเรด้าใต้น้ำและเครื่องไฮโดรโฟนิคของอาจารย์ด้วยตนเองแล้ว ถ้าเรือ "หนุมาน" พบเรือดำน้ำปรมาณูเมื่อไรมันก็ต้องตกเป็นเหยื่อทุ่นระเบิดน้ำลึกของเราทันที"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ออไร้ ผมจะต้องล่าพรายทะเลให้ได้ด้วยเครื่องมือพิเศษของผมที่กำลังเดินทางมา ไฮโดรโฟนิคแบบใหม่ของผมวิเศษจริงๆ แม้แต่เสียงปลาขยับเหงือกหรือทำปากขมุบขมิบใต้น้ำเราก็ได้ยินถนัด มันไม่มีทางที่จะหนีเราไปได้ นอกจากนี้ผมยังนำระเบิดปรมาณูขนาดจิ๋วมาด้วยซึ่งเป็นระเบิดเวลา ถ้าเรือดำน้ำข้าศึกดำกบดานนิ่งเฉยอยู่ที่ใด และเรด้าใต้น้ำจับตำแหน่งได้ เราก็จะส่งมนุษย์กบหรือประดาน้ำเอาระเบิดไปเกาะติดเรือมัน รับรองว่าตูมเดียวกลายเป็นเศษเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อย"

พวกนายทหารเรือทำหน้าเลิ่กลั่กไปตามกัน ผู้บังคับการถาม ดร. ดิเรกว่า

"ระเบิดปรมาณูขนาดจิ๋วของอาจารย์จะเกิดการระเบิดขึ้นเองเพราะถูกความร้อนหรือเหตุอื่นๆ ได้ไหมครับ"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"โน-มือชั้นผมทำอะไรต้องรอบคอบ มันจะระเบิดก็ต่อเมื่อเราติดหัวชนวนระเบิดและตั้งเวลาให้มันระเบิด ตามธรรมดาเอาฆ้อนหรือขวานทุบก็ไม่ระเบิด"

น.ท. หยดยิ้มแห้งๆ

"ถึงเช่นนั้นก็ไม่น่าทดลองเล่นนะครับ เรือ "หนุมาน" มีระวางเพียง ๑,๒๐๐ ตันเท่านั้น ระเบิดตูมเดียวก็คงไม่มีอะไรเหลือ"

ท่านนายพลผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำพูดตัดบท

"เชิญอาจารย์กับคณะไปที่ห้องพักเถอะครับ ประเดี๋ยวจะได้รับประทานน้ำชาเวลาบ่าย เรื่องเสื้อผ้าและเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่กำลังเดินทางมาโดยเครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศ ไม่จำเป็นจะต้องห่วงครับ ผมจะส่งทหารไปรับที่สนามบินให้เรียบร้อย"

ครั้นแล้ว พล ร.ต. วิชาญก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินลงบันไดไปใต้ท้องเรือ ผู้บังคับการกับคณะนายทหารประจำเรือติดตามไปด้วย

ก่อนค่ำวันนั้นเอง กระเป๋าเสื้อผ้าของสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยลังไม้ฉำฉาขนาดใหญ่สี่ลังซึ่งบรรจุเครื่องมือวิทยาศาสตร์อันมีค่ายิ่ง ก็ถูกส่งมายัง ร.ล. หนุมาน โดยเจ้าแห้วติดตามมาด้วย ซึ่งเจ้าแห้วเป็นผู้ควบคุมสิ่งของเหล่านี้มาจากสนามบินดอนเมือง และกองทัพอากาศกับกองทัพเรือได้มีการติดต่อกันโดยทางวิทยุตลอดเวลา

หลังจากอาหารค่ำผ่านพ้นไปแล้ว ดร. ดิเรกได้ขลุกอยู่ในห้องสัญญาณตลอดเวลา น.ท. หยด เฉลิมเกียรติ ร.น. ผู้บังคับการเรือ และนายทหารหนุ่มซึ่งมียศเป็นเรือตรีร่วมปฏิบัติงานทดสอบสมรรถภาพเครื่องเรด้าใต้น้ำและเครื่องไฮโดรโฟนิคสำหรับฟังเสียงเรือดำน้ำอย่างใกล้ชิด ส่วนพล, นิกร, กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพักผ่อนอยู่ในห้องพักซึ่งเป็นห้องแคบๆ มีเตียงนอนซ้อนกันสองแถว แถวละ ๓ เตียง และมีโต๊ะเก้าอี้อยู่ทางด้านริมช่องกระจก

ถึงแม้เรือจอด ร.ล. หนุมานก็ติดไฟมีสตีมพอที่จะออกเรือได้ ภายในเรือมีไฟฟ้าสว่างไสว ได้ยินเสียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าครางกระหึ่มตลอดเวลา เรือรบทุกลำในฐานทัพเรือสัตหีบอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม มีนายทหารและทหารประจำเรือครบถ้วน

ดร. ดิเรกได้สอบถามรายละเอียดจากผู้บังคับการเรือและเรือตรีหนุ่มเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องฟังเสียงเรือดำน้ำอันเป็นประดิษฐกรรมของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นับตั้งแต่ ร.ล. หนุมานได้พบเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกลำนั้นซึ่งโผล่ออกมาจากหลังเกาะช้าง เป็นการซักยิ่งกว่าทนายความซักพยานเสียอีก น.ท. หยดและ ร.ต. พจน์ได้เล่าให้นายแพทย์หนุ่มฟังตามตรง

ดร. ดิเรกใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ ในที่สุดสีหน้าอันเคร่งเครียดของเขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส นายแพทย์หนุ่มกล่าวขึ้นอย่างมั่นใจว่า

"เครื่องฟังเสียงเรือดำน้ำและเรด้าของผมไม่ได้เสื่อมคุณภาพเลย ผมพอจะรู้แล้วว่าเรือดำน้ำปรมาณูของพวกแดงมีวิธีหลบซ่อนตัวอย่างไร เครื่องมือของผมจึงค้นหามันไม่ได้ อ้า-ท่านผู้บังคับหมู่ ท่านอยู่ประจำเรืออะไรนะ ผู้การ"

"ท่านอยู่ประจำเรือพาลีครับ"

"ผมจะไปพบท่านเดี๋ยวนี้ เพื่อเจรจากับท่านในเรื่องนี้ ผมต้องการมนุษย์กบที่มีความสามารถพิเศษสักสี่ห้าคนและอยากจะได้โดยเร็วที่สุด ท่านนายพลผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำคงจะหาให้ผมได้ไม่ใช่หรือครับ"

"ได้ซิครับอาจารย์ ที่ฐานทัพเรือนี้มีมนุษย์กบที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีเลิศมาแล้วมากมายทีเดียว อาจารย์จะไปพบผู้บังคับหมู่เดี๋ยวนี้หรือครับ"

"ออไร้ ผมอยากไปพบท่านเร็วที่สุด บางทีพรุ่งนี้ผู้การจะต้องนำเรือนี้เดินทางไปเกาะช้างเพื่อให้ผมได้ไปสำรวจตำแหน่งที่เรือดำน้ำดำลงไป ผมกล้าเอาหัวผมเป็นประกัน ถ้าอ้ายพรายทะเลลำนี้ยังป้วนเปี้ยนอยู่ในอ่าวไทยละก้อ ผมจะต้องทำลายมันให้ได้ กัปตันและพวกลูกเรือจะต้องเป็นผีเฝ้าอ่าวไทยแน่ๆ "

ร.ต. พจน์ยิ้มให้ ดร. ดิเรกแล้วพูดเบาๆ

"ผมเชื่อมืออาจารย์ครับ"

น.ท. หยดยกนาฬิกาข้อมือดูเวลาแล้วกล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"อาจารย์จะไปพบกับผู้บังคับหมู่ก็เชิญซิครับ ผมจะพาไป แต่จะต้องส่งสัญญาณไฟไปเรียนถามท่านเสียก่อน ขึ้นไปบนดาดฟ้าเถอะครับ"

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง ดร. ดิเรกกับ น.ท. หยดก็ลงเรือยนต์ประจำ ร.ล. หนุมานมุ่งตรงไปยัง ร.ล. พาลี เรือปราบเรือดำน้ำอีกลำหนึ่งซึ่ง พล ร.ต. วิชาญ ชัยประสิทธิ์ประจำอยู่ที่เรือลำนั้น

เมื่อได้พบกับท่านนายพลเรือ ดร. ดิเรกก็ได้ให้ความคิดเห็นอันเป็นสาระประโยชน์ยิ่ง ในที่สุดเขาก็ขอมนุษย์กบจำนวนหนึ่งสำหรับทำงานปราบเรือดำน้ำปรมาณูลำนี้ และขออนุมัติให้ น.ท. หยดนำเรือ "หนุมาน" เดินทางไปเกาะช้าง ซึ่งท่านผู้บังคับหมู่ก็ไม่ขัดข้อง

"ตกลงครับอาจารย์ พรุ่งนี้ตอนสายผมจะส่งมนุษย์กบสี่คนไปที่เรือ "หนุมาน" ส่วนการออกเรือผมจะสั่งทีหลัง"

"ขอบคุณมากครับ สำหรับมนุษย์กบต้องการทหารเรือที่มีร่างกายแข็งแรงจริงๆ นะครับ ควรจะเลือกคนล่ำสันหน้าอกใหญ่"

"ได้ครับ ผมมีอยู่หลายคนหน้าอกเบ้อเริ่มๆ ทั้งนั้น อาจารย์เห็นต้องชอบแน่ สามารถปฏิบัติงานได้ดี ว่ายน้ำคล่องเหมือนปลา แต่ละคนเฉลียวฉลาดและกล้าหาญ ผ่านการฝึกมามากต่อมากแล้ว มีความทรหดอดทนที่สุด"

"ออไร้ ออไร้ ผมจะใช้มนุษย์กบลงสำรวจใต้ทะเลบางแห่ง โดยร่วมงานกับผู้ช่วยของผม ถ้าหากว่าเราพบเรือดำน้ำปรมาณูลำนั้นกบดานอยู่ที่ใด ผมก็จะทำลายมันเสียด้วยระเบิดปรมาณูขนาดจิ๋วของผม"

ดร. ดิเรกได้สนทนากับท่านนายพลเรือเป็นเวลาชั่วโมงเศษ จึงชวน น.ท. หยดลาท่านผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำกลับ ร.ล. หนุมาน

ตอนสายวันรุ่งขึ้น...

ขณะที่สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องพัก เจ้าแห้วก็กระหืดกระหอบเข้ามาในท่าทางตื่นเต้นผิดปกติ

"รับประทาน...โอ้ย...รับประทานมาแล้วครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูเจ้าแห้วอย่างเคืองๆ

"ใครมาวะ" ท่านเจ้าคุณถาม

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"รับประทาน มนุษย์กบน่ะซีครับ ผู้การใช้ให้ผมลงมาเชิญทุกคนขึ้นไปบนดาดฟ้าครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"แกจะบ้าหรือวะอ้ายแห้ว แกตื่นเต้นเสียราวกับว่ามนุษย์กบเป็นมนุษย์อภินิหารหรือผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น พูดเสียจนหายใจหายคอไม่ทัน ทั้งๆ ที่มนุษย์กบก็คือทหารเรือเราดีๆ นี่เอง"

เจ้าแห้วมีสีหน้าชุ่มชื่นผิดปกติ

"รับประทาน ทหารเรือถูกแล้วครับ แต่ว่าเป็นทหารเรือผู้หญิง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน

"ทหารเรือผู้หญิง" กิมหงวนร้องตะโกนสุดเสียง

"ครับ แล้วก็สวยเสียด้วยครับ รับประทานแต่ละคนจ้ำม่ำทรวดทรงขนาดเจน รัสเซลหรือมารีลิน มอนโรทั้งนั้นแหละครับ"

"กี่คนอ้ายแห้ว" นิกรถามเร็วปรื๊อ

เจ้าแห้วยกมือขวาขึ้น โดยหดนิ้วหัวแม่มือเสีย

"รับประทานสี่คนครับ"

นิกรยิ้มแป้น

"บึบบับเหมือนกันทุกคนหรือ"

"ครับ แต่ละคนส่วนเว้าส่วนโค้งแน่ไปเลย รับประทานรีบขึ้นไปบนดาดฟ้าเถอะครับ ผมรับรองว่าพวกคุณเห็นแล้วต้องน้ำลายหก"

พลมองดู ดร. ดิเรกอย่างขบขัน

"แกนึกยังไงขึ้นมาวะหมอ แกถึงขอมนุษย์กบผู้หญิงมาทำงาน"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"โน-กันไม่ได้ระบุเพศ กันเพียงแต่บอกพลเรือตรีวิชาญว่ากันต้องการมนุษย์กบสักสี่ห้าคน ท่านรับรองว่าจะส่งมาให้เช้าวันนี้ แล้วท่านก็ส่งกบตัวเมียมาให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ท่ามันชักจะยุ่งละโว้ยดิเรก เป็นผู้หญิงยิงเรือจะมาอยู่ร่วมกับพวกทหารเรือลำนี้ได้อย่างไร ประเดี๋ยวเกิดอ้ายตาลยอดด้วนขึ้นจะเดือดร้อน"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"คงไม่เป็นไรครับ เพราะทหารมีวินัยเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา"

นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"สนุกกันละวะพวกเรา อย่างน้อยก็คงจะทำให้ทหารเรือทั้งลำวุ่นวายไปตามกัน เพราะทหารเรือล้วนแต่กำลังแตกเนื้อหนุ่ม ไปโว้ยพวกเรา ขึ้นไปบนดาดฟ้าเถอะ อยากดูหน้ามนุษย์กบตัวเมียเต็มทนแล้ว เคยเห็นแต่มนุษย์กบตัวผู้ นุ่งกางเกงยืดลงน้ำมองดูหาส่วนที่เจริญตาไม่ได้เลย กล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดๆ ขนจั๊กแร้ยาวเฟื้อย บางคนไว้หนวดซะด้วย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันออกไปจากห้องพัก

บนดาดฟ้าตอนหัวเรือ ร.ล. หนุมาน น.ท. หยดผู้บังคับการเรือพร้อมด้วยนายทหารประจำเรือที่มีตำแหน่งสำคัญอีก ๔ คน คือต้นเรือ ต้นหน ต้นปืน และต้นกล กำลังยืนจับกลุ่มสนทนากับหญิงสาวร่างอวบอัดทั้ง ๔ คน ซึ่งเป็นมนุษย์กบชั้นดีแห่งกองพันมนุษย์กบของราชนาวี ซึ่งสาวสวยทั้ง ๔ คนนี้อยู่ในชุดอาบน้ำสีกรมท่าแนบแน่นสนิทเนื้อ แลเห็นส่วนโค้งส่วนเว้าและส่วนนูนยั่วยวนตาน่าพิสมัย บนพื้นดาดฟ้าเรือมีกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดใหญ่รวม ๔ กระเป๋า รองเท้ายางแบบเท้ากบ ๔ คู่ หมวกยางสวมศีรษะ ๔ ใบ แว่นตากันน้ำ ๔ คู่ ท่ออ๊อกซิเจนท่อคู่ขนาดเล็กอีก ๔ เส้น ของเหล่านี้ทหารประจำเรือยนต์ของกองเรือยุทธการได้ช่วยขนจากเรือยนต์ขึ้นมาบนเรือปราบเรือดำน้ำลำนี้

เมื่อ ดร. ดิเรกพาคณะพรรคของเขา พร้อมด้วยเจ้าแห้วเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มกับพวกทหารเรือ น.ท. หยด เฉลิมเกียรติ ร.น. ผู้บังคับการ ร.ล. หนุมานก็แนะนำให้มนุษย์กบหรือกบสาวๆ ทั้ง ๔ ตัวให้รู้จักกับคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน สี่สาวต่างชิดเท้าตรงกับศีรษะกระทำความเคารพ ซึ่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กระทำความเคารพตอบแบบเดียวกัน

ผู้บังคับการเรือได้ระบุชื่อมนุษย์กบให้สี่สหายทราบเป็นคนๆ ไป

"คุณคนนี้ เรือตรีหญิงบุปผา บุนนาคครับ ถัดไปเรือตรีหญิงไฉไล วีรเดช แล้วก็เรือตรีหญิงวันทนีย์ เมษาคม ทางขวานั่นเรือตรีหญิงระริน ชูประยูรครับ"

ดร. ดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อย เขารู้สึกพอใจ ร.ต. หญิงระริน ชูประยูร ร.น. มากกว่าคนอื่น เขากล่าวกับหล่อนว่า

"ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทางราชการส่งพวกคุณมาร่วมงานสำคัญกับพวกเราในเรือลำนี้"

ระรินยิ้มอ่อนหวาน

"ขอบคุณค่ะอาจารย์ หนูกับเพื่อนๆ จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับท่านผู้บังคับกองพันมนุษย์กบไว้แล้ว"

อาเสี่ยทำท่าเจ้าชู้ประตูดิน กล่าวถามนายเรือสาวผู้มีนามว่าวันทนีย์ว่า

"กองพันนี้มีแต่กบตัวเมียทั้งนั้นหรือครับ"

วันทนีย์หัวเราะคิก

"กบตัวผู้ก็มีเหมือนกันค่ะ"

เสียงผู้บังคับการเรือร้องตวาดทหารประจำ ร.ล. หนุมานด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย-อยากติดตะรางหรือยังไงวะ บอกว่าไม่ให้แอบดูยังจะแอบดูอีก ประเดี๋ยวพ่อเอาขึ้นศาลทหารเสียเลยในฐานขัดคำสั่ง รู้ไหมว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างกฎอัยการศึก"

พวกทหารเรือซึ่งแอบดูมนุษย์กบสาวต่างแตกฮือวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง น.ท. หยดซ่อนยิ้มไว้ในหน้า เขายกซองคำสั่งราชการชูให้คณะพรรคสี่สหายดู แล้วกล่าวกลับนายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม

"ท่านผู้บัญชาการกองเรือยุทธการได้มีหนังสือนำส่งตัวนายทหารเรือหญิงทั้ง ๔ คนมาถึงผมครับ และสั่งมาว่า เท่าที่ให้มนุษย์กบแต่งชุดอาบน้ำนำคำสั่งมารายงานตัวเช่นนี้ ก็เพราะต้องการให้อาจารย์ได้ทดสอบความสามารถของกบสาวทั้ง ๔ คนนี้ ซึ่งทุกคนพร้อมแล้วที่จะแสดงการดำน้ำและปฏิบัติการใต้น้ำให้ดู เชิญสิครับ เชิญอาจารย์ทดลองได้ หากไม่พอใจก็ส่งตัวคืนไป กองทัพเรือจะส่งมาให้คัดเลือกอีก ทั้งนี้ก็เพราะว่างานปราบเรือดำน้ำปรมาณูนี้เป็นงานสำคัญยิ่ง"

กิมหงวนกระซิบกระซาบบอกผู้บังคับการทันที

"ผู้การครับ มีทหารเรือคนหนึ่งโผล่หัวออกมาจากปล่องช่องลมครับ"

น.ท. หยดหันขวับไปทางซ้ายมือ เขาแลเห็นลูกน้องของเขาคนหนึ่งโผล่ศีรษะออกมาจากช่องลมนั้นและอ้าปากหวอมองดูนายทหารหญิงทั้งสี่ ซึ่งอยู่ในชุดอาบน้ำแนบสนิทเนื้อยั่วยวนตา

"เฮ้ย" ผู้บังคับการตะโกนสุดเสียง

พลทหารหนุ่มสะดุ้งเฮือกสุดตัว รีบหลบหน้าลงไปในปล่องนั้น ร.ต. หญิงระรินกล่าวกับ น.ท. หยดด้วยความหนักใจ

"ผู้การต้องคุ้มครองหนูนะคะ รู้สึกว่าทหารเรือลำนี้เป็นนักถ้ำมองไม่ใคร่จะมีวินัยเลย"

น.ท. หยดยิ้มแห้งๆ

"ผมรับรอง คุณระริน ถ้าใครขืนทำรุ่มร่ามกับพวกคุณ ผมจะส่งไปสมอแดงทันที ถ้าหากว่าอาจารย์ดิเรกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้วุ่นวายกับพวกคุณ" พูดจบเขาก็หันมาทาง ดร. ดิเรก "อาจารย์จะทดสอบความสามารถของมนุษย์กบทั้ง ๔ คนนี้ก็เชิญครับ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับทราบ

"เอายังไงดีอ้ายกร ให้เรือตรีหญิงทั้ง ๔ ลงไปทำงานในน้ำให้เราดูความสามารถของเธอสักหน่อยนะ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ก้อดีเหมือนกัน ถ้าเธอว่ายน้ำและดำน้ำได้ดี เราก็ควรรับเธอไว้ให้ร่วมงานกับเรา"

พลมองดู ร.ต. หญิงบุปผาตลอดเวลา แล้วพูดเสริมขึ้น

"ราชนาวีของเราน่าจะภาคภูมิใจไม่น้อยเท่าที่มีมนุษย์กบหญิงที่สวยๆ และน่ารักอย่างนี้ ยังไม่เคยปรากฏว่ากองทัพเรือของชาติใดมีมนุษย์กบผู้หญิงไม่ใช่หรือครับ คุณบุปผา"

หล่อนยิ้มน่ารัก

"ค่ะ พวกเรามนุษย์กบหญิงรุ่นแรกมี ๕๐ คนด้วยกัน ใช้เวลาฝึกมาสองปีแล้วค่ะ พอสำเร็จหลักสูตรโรงเรียนมนุษย์กบก็ได้รับยศเป็นเรือตรีหญิง"

ดร. ดิเรกกล่าวกับสี่สาวอย่างเป็นงานเป็นการ

"โปรดเตรียมตัวลงทะเลครับ แต่งเครื่องมนุษย์กบให้พร้อม ผมจะให้ผู้ช่วยของผมคนใดคนหนึ่งลงทะเลด้วย เพื่อสังเกตการทำงานของพวกคุณอย่างใกล้ชิด"

เรือตรีหญิงทั้ง ๔ คนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ต่างลงมือแต่งเครื่องมนุษย์กบทันที คือสวมหมวกยางครอบศีรษะ สวมแว่นเป็นแผ่นยาวปิดนัยน์ตาทั้งสองข้าง สวมรองเท้าที่มีรูปลักษณะคล้ายเท้ากบ ต่อจากนั้นก็คาดเข็มขัดรัดเอวซึ่งมีมีดพกขนาดยาวอยู่ในซองของมันหนึ่งเล่ม แล้วก็สวมท่ออ๊อกซิเจนขนาดเล็กซึ่งเป็นท่อคู่ติดไว้ข้างหลัง สี่สหายถือโอกาสช่วยกันผูกท่ออ๊อกซิเจนให้มนุษย์กบสาวคนละคน

ในที่สุดเรือตรีหญิงทั้ง ๔ คนก็กลายเป็นมนุษย์กบที่น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง ขนาดมนุษย์กบของข้าศึกเห็นแล้วต้องน้ำลายไหลไปตามกัน หล่อนถือฉมวกคนละเล่มสำหรับต่อสู้กับสัตว์ร้ายและข้าศึก

ดร. ดิเรกหันมาพูดกับกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกลงทะเลหน่อยซีนะอ้ายหงวน กันต้องการให้แกดูคุณๆ เหล่านี้ปฏิบัติงานใต้ทะเล"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ได้ซี แต่ว่ากันไม่มีเครื่องมนุษย์กบ"

น.ท. หยดพูดเสริมขึ้นทันที

"ที่เรือเรามีอยู่หลายชุดครับ" พูดจบเขาก็หันมาทาง น.ท. สุภาพ ฤทธิไกร ร.น. ซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขา คือเป็นต้นเรือ ร.ล. หนุมานลำนี้ "คุณช่วยไปบอกให้ทหารนำเครื่องมนุษย์กบมาให้อาเสี่ยสักชุดเถอะครับ อ้า...เอายังงี้ดีกว่า พาอาเสี่ยไปแต่งเครื่องมนุษย์กบมาเลย"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

รูปร่างของผมมันเหมือนเขียดนี่ครับผู้การ แต่งเครื่องมนุษย์กบผมคงจะกลายเป็นมนุษย์เขียดไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบหลังอาเสี่ยค่อนข้างแรง

"ไม่ใช่เวลาพูดเล่นน่า รีบไปแต่งเครื่องมนุษย์กบเถอะ อาอยากจะดูความสามารถของพวกคุณๆ เหล่านี้"

ต้นเรือพาอาเสี่ยกิมหงวนเดินไปจากที่นั้น นิกรทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยกับ ร.ต. หญิงไฉไล เจ้าของอกเขาพระวิหารอันโอ่โถงยิ่ง แล้วนิกรก็สัมภาษณ์หล่อน

"พวกคุณเคยทำงานใต้น้ำที่เรียกว่าเป็นงานสำคัญอะไรมาบ้างครับ"

ร.ต. หญิงไฉไลทำตาหวานให้นิกร

"ที่ได้ปฏิบัติมาก็ล้วนเป็นงานสำคัญทั้งนั้นแหละค่ะ ค้นหาทุ่นระเบิดแม่เหล็กที่เรือรบของคอมมิวนิสต์นำมาโปรยไว้ในอ่าวเราเมื่อต้นปีนี้ได้หลายลูก ค้นตอร์ปิโดของเราที่จมลงก้นทะเลในการฝึกยิง นอกจากนี้ก็ฝึกวางระเบิดเรือรบที่จอดอยู่ในอ่าว โดยสมมุติว่าเป็นเรือรบข้าศึก ฝึกว่ายน้ำระยะไกลจากเรือไปขึ้นฝั่ง ทำหน้าที่ลาดตระเวนชายฝั่งก่อนยกพลขึ้นบก"

ดร. ดิเรกกล่าวถาม ร.ต. หญิงระรินอย่างยิ้มแย้ม

"คุณเคยพบปลาหมึกยักษ์หรือเปล่า"

ระรินหัวเราะคิก

"ปลาหมึกยักษ์ในอ่าวไทยไม่มีหรอกค่ะ มีแต่ปลาหมึกตัวเล็กๆ หนูเคยจับมันมากินบ่อยๆ ค่ะอาจารย์"

พลตื่นตะลึงในความงามของบุปผาอย่างยิ่ง ใบหน้าของหล่อนเหมือนจีนส์ ซิมมอน เต็มไปด้วยความน่ารักน่าเอ็นดู หน้าอกของหล่อนค่อนข้างใหญ่อย่างที่เรียกว่าปทุมทิพย์

"คุณไม่กลัวปลาฉลามหรือครับ" พลถามเมื่อสบตากับหล่อน

"ไม่ค่ะ เราเคยศึกษาเรื่องปลาฉลามมาแล้วค่ะ ปลาฉลามดุร้ายจนกระทั่งเรียกกันว่าเสือทะเลก็จริง แต่คนเราย่อมฉลาดกว่าที่สามารถเรียนรู้จิตใจของมันได้" หล่อนพูดเสียงแจ๋วๆ น่าฟังและยิ้มระรื่นตลอดเวลา

"เคยสู้กับมันหรือเปล่าครับ"

"เคยค่ะ อาจารย์"

พลสะดุ้งโหยง

"อย่าเรียกผมว่าอาจารย์เลยครับ ผมเป็นแต่เพียงผู้ช่วยของอาจารย์ดิเรก เรียกชื่อผมเถอะครับ"

หล่อนยิ้มอายๆ

"ครั้งหนึ่งที่หน้าเมืองระยอง หนูกับเพื่อนสามคนนี้ได้รับคำสั่งให้ลงทะเลเพื่อค้นหาทุ่นระเบิดแม่เหล็กที่พวกคอมมิวนิสต์นำมาทิ้งไว้ เราได้เผชิญกับฉลามขนาดใหญ่ตัวหนึ่งค่ะ ตัวยาวไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร เราได้ต่อสู้กับมันตามทฤษฎีที่เราเรียนมา คือลอยคอเป็นเส้นตั้งฉากในน้ำ ฉลามปราดเข้ามาหาเรา แต่วิธีการโจมตีของมันจะต้องว่ายเลยไปก่อนแล้วเลี้ยวกลับมา เราสี่คนยืนเป็นแถวเรียงเดี่ยว ถือฉมวกเตรียมพร้อม พอมันว่ายเข้ามาก็แทงมันพร้อมๆ กัน เท่านี้เองฉลามก็สิ้นฤทธิ์ถูกเราฆ่าตายค่ะ"

พลมองดูหล่อนอย่างชื่นชม

"คุณและพวกคุณเก่งมากเชียวครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลี่ยงไปคุยกับผู้บังคับการ ร.ล. หนุมาน ท่านได้ซักถามกิจการมนุษย์กบแห่งราชนาวี น.ท. หยดก็เรียนให้ทราบว่า ขณะนี้หน่วยมนุษย์กบของกองทัพเรือมีอยู่หนึ่งกองพันแล้ว และเป็นมนุษย์กบผู้หญิงประมาณ ๕๐ คน ทางราชการได้เปิดรับสมัครมนุษย์กบหนุ่มสาวปีละ ๒ ครั้ง ผู้สมัครต้องมีพื้นการศึกษาสำเร็จเตรียมวิทยาศาสตร์อย่างน้อย

ขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังสนทนากับผู้บังคับการและนายทหารประจำเรือ อาเสี่ยกิมหงวนก็พาตัวเดินขึ้นบันไดมาจากท้องเรือ น.ต. สุภาพต้นเรือ ร.ล. หนุมานเดินตามมาด้วย

กิมหงวนของเราแต่งเครื่องมนุษย์กบครบครัน สวมรองเท้ากบ สวมท่ออ๊อกซิเจน สวมกางเกงอาบน้ำสีดำแกมขาว ซึ่งเป็นกางเกงแนบเนื้อ คาดเข็มขัดพกมีด สวมแว่นตาแต่ไม่ได้สวมหมวก ท่าทางของอาเสี่ยเก้งก้างเหมือนมนุษย์เขียดมากกว่ามนุษย์กบ มือขวาถือฉมวกอันหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มแล้วยกมือเท้าเอววางท่าให้สมกับเป็นมนุษย์กบชั้นดี

นิกรรีบกระซิบกระซาบบอกกิมหงวน

"อย่าเท้าเอวเลยวะ ไม่น่าดูเลย"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่นแล้วกระซิบถาม

"ทำไมล่ะ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ขนจั๊กแร้แกยาวตั้งคืบ ลมพัดพะเยิบพะยาบน่าเกลียดเหลือเกิน"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง รีบปล่อยมือที่เท้าเอวลงทันที ดร. ดิเรกช่วยตรวจดูท่ออ๊อกซิเจนของอาเสี่ยแล้วเขาก็หันมาทางกบสาวทั้ง ๔ ตัว

"อย่ารังเกียจหรือโกรธเคืองผมเลย ที่ผมจะต้องทดสอบความสามารถของพวกคุณ" พูดพลางนายแพทย์หนุ่มก็ถอดนาฬิกาข้อมือเรือนทองราคาเกือบ ๓,๐๐๐ บาทออกมาจากข้อมือของเขาแล้วโยนมันลงไปในทะเล "เชิญพวกคุณลงน้ำได้แล้วช่วยกันงมนาฬิกาให้ผม"

ระรินยิ้มแห้งๆ

"โอ-ของเล็กๆ อย่างนี้งมไม่ได้หรอกค่ะ"

ดร. ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"มายก๊อด...งมไม่ได้"

"ค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"พวกคุณเป็นมนุษย์กบก็ควรจะงมได้ซีครับ"

วันทนีย์หัวเราะเบาๆ

"ถูกแล้วค่ะ พวกเราเป็นมนุษย์กบ แต่เราไม่เชี่ยวชาญในการงมของตกน้ำเหมือนพวกร่อนหาของตามลำคลองในกรุงเทพฯ นี่คะ"

ดร. ดิเรกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ถ้าเช่นนั้นนาฬิกาของผมราคา ๒,๘๐๐ บาทก็สูญไปแล้ว ผมชักฉิวพวกคุณแล้วนะจะบอกให้ เร็ว...ทุกคนไปที่บันไดกราบขวาแล้วลงทะเลตามคำสั่งของผม แสดงการว่ายน้ำและดำน้ำให้หมด พวกคุณทั้ง ๔ คนต้องดำลงไปที่ก้นทะเล หาอะไรมาให้ผมคนละชิ้น หอยสักตัวหรือกะละปังหาคนละกิ่ง หรือถ้าพวกคุณใจป้ำพอจะจับปลาฉลามเอามาให้ผมคนละตัวก็ได้" พอจบเขาก็หันมาทางอาเสี่ย "แกติดตามไปสังเกตการณ์ในทะเล ดูให้ดีว่าคนไหนมีความสามารถและคนไหนไร้ความสามารถ"

นายเรือหญิงทั้ง ๔ คนพากันเดินไปทางกราบขวาของ ร.ล. หนุมาน กิมหงวนติดตามไปด้วย ต่อจากนั้นมนุษย์กบสาวแห่งราชนาวีทั้ง ๔ คนและอาเสี่ยกิมหงวนก็หย่อนตัวลงไปในทะเลท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรงในตอนสาย แต่ทะเลกำลังสงบ มีละลอกคลื่นเพียงเล็กน้อย

เมื่อ ๔ นางแสดงการว่ายน้ำแบบมนุษย์กบให้ดูสักครู่ก็พากันดำน้ำหายไป กิมหงวนรีบดำตามทันที น.ท. หยดกล่าวกับ ดร. ดิเรกอย่างยิ้มแย้ม

"เป็นยังไงครับอาจารย์"

"ออไร้ ว่ายน้ำกันได้คล่องแคล่วดีมากครับผู้การ โดยเฉพาะเรือตรีหญิงระรินวิเศษที่สุด"

"ว่ายน้ำเก่งหรือครับ"

"โน-ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง แต่เธอสวยและน่ารักถูกใจผมมาก ยังไงผมก็ต้องเอาไว้ ถึงว่ายน้ำไม่เก่ง ต่อไปหัดว่ายบ่อยๆ ก็เก่งเอง"

พวกนายทหารเรืออมยิ้มไปตามกัน กบสาวทั้ง ๔ ตัวและอาเสี่ยกิมหงวนผู้สังเกตการณ์หายไปในทะเลประมาณ ๕ นาที และแล้ว ร.ต. หญิงวันทนีย์ก็โผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำอย่างร้อนรน หล่อนรีบว่ายน้ำเข้ามาเกาะบันไดเรือรบ แล้วปีนขึ้นมาบนบันไดนั้น ใบหน้าของหล่อนบึ้งตึง สาวสวยมองดู ดร. ดิเรกแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่ไหวละค่ะอาจารย์คะ คนของอาจารย์เล่นบ้าๆ อะไรก็ไม่รู้ เล่นกับหนูยังงี้ได้หรือ คือว่าอยู่ใต้น้ำไม่มีใครเห็น บ๊า-บ้า คนผีทะเลอะไรก็ไม่รู้"

ดร. ดิเรกทำตาปริบๆ เขายืนนิ่งเฉยจนกระทั่งวันทนีย์ขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ

"เขาทำอะไรคุณครับ"

"อ้า-ตะปบหนูน่ะซีคะ"

นายแพทย์หนุ่มแยกเขี้ยว พอดีกิมหงวนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงและเสียงไชโยโห่ร้องของพวกทหารเรือ ซึ่งล้วนแต่คึกคะนองช่วยกันเชียร์เสี่ยหงวน ดร. ดิเรกโกรธจนตัวสั่น เขายกมือชี้หน้าอาเสี่ยแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายหงวน ทำไมแกเล่นบ้าๆ ยังงั้น"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล

"เล่นยังไงวะที่ว่าบ้าๆ "

"แกตะปบคุณวันทนีย์"

เสี่ยหงวนชักฉิว

"อ้าว-นี่แหละไหมล่ะ เขาว่าทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป" กิมหงวนพูดเอ็ดตะโร "แมงกะพรุนไฟมันอยู่บนหัวคุณวันทนีย์ กันแลเห็นเข้าก็รีบผลักเธอออกห่างมัน และเอาฉมวกแทงมันตาย กันจะอธิบายให้ฟังก็พูดกันไม่ได้เพราะอยู่ในน้ำ คุณวันทนีย์ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบโผล่ขึ้นมาฟ้องแกใช่ไหมล่ะ ถ้ากันไม่ทำอย่างนั้นคุณวันทนีย์โดนแมงกะพรุนไฟเข้าเนื้อหนังก็จะไหม้เป็นแถบๆ ปวดแสบปวดร้อนร้องครางไปหลายวัน ถ้าโดนใบหน้าก็จะทำให้เสียโฉม"

วันทนีย์หน้าจ๋อย หายโกรธกิมหงวนแล้ว

"ต๊าย-ตาย หนูเข้าใจผิดจริงๆ ค่ะ อาเสี่ยคะ หนูกราบประทานโทษนะคะ หนูคิดว่าอาเสี่ยคิดค้ากำไรเกินควรกับหนู"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้ แล้วกวักมือเรียกหล่อน

"ลงมาซีครับ"

สาวสวยสั่นศีรษะ

"ม่ายละค่ะ หนูกลัวแมงกะพรุนไฟ เพียงแมงกะพรุนไฟอาเสี่ยยังตะปบหนูอย่างนั้น ถ้าเป็นปลาฉลามหรือปลาหมึกยักษ์หนูคงแย่ทีเดียว"

กิมหงวนหัวเราะลั่น แล้วดำลงไปในทะเลอีก ต่อจากนั้นบุปผาก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ มือขวาของหล่อนถือกะละปังหากิ่งหนึ่งอันเป็นเครื่องแสดงความสามารถของหล่อนที่ดำลงไปถึงก้นทะเล พลรีบวิ่งลงบันไดไปรับหล่อน

"ขึ้นมาเถอะครับ ทดสอบกันเท่านี้พอแล้ว"

บุปผาว่ายมาที่บันได พลช่วยประคองหล่อนแล้วพาขึ้นไปบนดาดฟ้า ต่อจากนั้น ร.ต. หญิงไฉไลก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ หล่อนชูนาฬิกาข้อมือเรือนทองอวด ด.ร. ดิเรก แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"อาจารย์คะ หนูงมนาฬิกาของอาจารย์ได้ค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"โอ-เวรี่กู๊ด แล้วสายนาฬิกาหายไปไหน คุณไฉไล"

หล่อนว่ายเข้ามาเกาะบันไดเรือรบ

"สายมันหรือคะ หนูแกะออกทิ้งไปค่ะ ขณะนี้ระรินกำลังแสดงความสามารถงมสายนาฬิกาให้อาจารย์ค่ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรรีบวิ่งลงบันไดไปรับแฟนของเขา และกล่าวชมหล่อนขณะที่เขาประคองหล่อนขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ

"คุณเก่งมากครับ นาฬิกาข้อมือเรือนเล็กนิดเดียว ไม่น่าจะงมได้เลย"

หล่อนยิ้มให้เขาและรู้สึกพอใจนิกรเช่นเดียวกัน

"น้ำในอ่าวสัตหีบไม่ลึกนักหรอกค่ะ พื้นล่างเป็นทรายไม่ใช่โคลน แดดจัดอย่างนี้มองเห็นทะเลอย่างชัดเจนค่ะ"

"อ้อ-แล้วเห็นสะดือทะเลไหมครับ"

หล่อนทำหน้าชอบกล

"อ๋อ-ส่วนที่ลึกที่สุดใช่ไหมคะ"

"เห็นจะเป็นยังงั้นแหละครับ ผมเองก็ได้ยินแต่เขาพูดกันว่าสะดือทะเล แต่ไม่ทราบว่าสะดือทะเลมันอยู่ที่ไหน คุณเป็นนายทหารเรือคงจะทราบดี"

ร.ต. หญิงไฉไลยิ้มให้เขา

"ทะเลที่มีความลึกที่สุดในโลกอยู่นอกฝั่งเกาะกวมค่ะ ที่นั่นคือสะดือทะเลตามที่คุณว่า"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ลึกสัก ๕ ฟิตได้ไหมครับ"

ไฉไลหัวเราะคิก

"๕ ฟิตน่ะขนาดท้องร่องสวนค่ะ ทะเลนอกฝั่งเกาะกวมมีความลึกตั้งสามสี่กิโลเมตร หรืออาจจะกว่านั้น ซึ่งหนูก็จำไม่ได้เสียแล้ว" พูดจบหล่อนก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่มและส่งนาฬิกาข้อมือคืนให้ "อาจารย์ทราบไหมคะ ส่วนลึกที่สุดของทะเลลึกเท่าใด"

ดร. ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"เยส ไอโน ส่วนลึกที่สุดของทะเลที่อ้ายกรเรียกว่าสะดือทะเลนั้นอยู่นอกฝั่งเกาะกวมถูกแล้ว นักวิทยาศาสตร์ ๒ คนของกองทัพเรืออเมริกันได้ลงไปในถังเหล็กและถูกหย่อนลงไปในก้นทะเลแห่งมหาสมุทรแปซิฟิคเมื่อเร็วๆ นี้ หย่อนลงไปจนถึงส่วนลึกที่สุด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถึงสะดือทะเล"

"เออ" ดร. ดิเรกตวาดแว้ด "ส่วนลึกที่สุดวัดได้ ๑๘,๖๐๐ ฟิต หรือ ๕ จุด ๖ กิโลเมตร"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แล้วนักวิทยาศาสตร์ของกองทัพเรืออเมริกันเขาแถลงหรือเปล่าว่าสะดือทะเลน่ะมีรูปลักษณะอย่างไร จุ่นหรือเปล่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขวาเหวี่ยงก้นลูกเขยของท่านดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ทะเล้นนัก สะดือทะเลมันมีที่ไหนกันล่ะ"

นิกรลืมตาโพลง

"อ้าว-ทีคุณพ่อทำไมถึงมีสะดือล่ะ"

เจ้าแห้วพูดสอดขึ้นทันที

"รับประทาน มนุษย์กบโผล่ขึ้นมาอีกแล้วครับ"

การสนทนาเกี่ยวกับเรื่องสะดือทะเลสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ระรินแฟนของ ดร. ดิเรกโผล่ขึ้นมาจากพื้นน้ำและว่ายเข้ามาหาเรือรบ ดร. ดิเรกรีบวิ่งลงบันไดไปรับหล่อนด้วยความตื่นเต้นดีใจ เขาช่วยประคองหล่อนขึ้นมาบนขั้นพักบันไดนั้น

"ขอบคุณค่ะอาจารย์ นี่ค่ะ สายนาฬิกาของอาจารย์ หนูดำหาแทบแย่"

ดร. ดิเรกจุ๊ปาก

"ไม่ควรเสียเวลาค้นหามันเลย เส้นหนึ่ง ๑๐ บาทเท่านั้น คุณเป็นมนุษย์กบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสายตาของผม ว่ายน้ำก็น่ารัก ดำน้ำก็น่ารัก นอกจากนี้เสียงคุณยังไพเราะเหมือนกับเสียงนกไนติงเกล ไปบนดาดฟ้าเรือเถอะครับ การทดสอบได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นอันว่าผมรับคุณทั้ง ๔ คนไว้เป็นมนุษย์กบประจำเรือนี้เพื่อร่วมงานสำคัญกับพวกเรา คือล่าพรายทะเล"

นายแพทย์หนุ่มพาแฟนของเขาขึ้นมาบนดาดฟ้า เจ้าแห้วปราดเข้ามาหา ดร. ดิเรกแล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทาน อาเสี่ยยังไม่โผล่ขึ้นมาเลยครับ"

ดร. ดิเรกสะดุ้งเล็กน้อย

"ออไร้ กันลืมอ้ายหงวนเสียสนิท" พูดพลางมองลงไปในทะเล "มายก๊อด...ขัดใต้ท้องเรือตายเสียแล้วก็ไม่รู้"

ทุกคนต่างแสดงท่าทีห่วงใยกิมหงวนและช่วยกันค้นหา ร.ต. หญิงไฉไลกล่าวกับนิกรว่า

"หนูจะลงไปตามอาเสี่ยนะคะ บางทีอาจจะเป็นตะคริวว่ายน้ำไม่ไหวนั่งอยู่ก้นทะเลก็ได้ แต่อ๊อกซิเจนใช้หายใจได้สองชั่วโมงค่ะ"

นิกรยิ้มให้หล่อน

"อย่าลงไปเลยครับ อ้ายหงวนตายดีกว่าคุณตาย มันคงพยายามช่วยตัวเองได้"

สักครู่หนึ่งอาเสี่ยก็โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ ใครต่อใครต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน กิมหงวนร้องตะโกนขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น

"คุณระรินหายไปไหนก็ไม่รู้ หาไม่พบโว้ย"

ดร. ดิเรกชี้มือไปที่แฟนของเขา

"อยู่นี่โว้ย"

อาเสี่ยถอนหายใจโล่งอก ว่ายน้ำเข้ามาหาเรือรบ เจ้าแห้วรีบลงบันไดไปช่วยเหลือ พาเสี่ยหงวนขึ้นมาบนดาดฟ้า ทุกคนหัวเราะคิกคักไปตามกัน

เป็นอันว่า ดร. ดิเรกตกลงรับนายทหารหญิงทั้ง ๔ คนเป็นมนุษย์กบประจำ ร.ล. หนุมานแล้ว น.ท. หยด เฉลิมเกียรติ ร.น. สั่งให้ทัพเรือทำรายงานด่วนเสนอท่านผู้บัญชาการกองเรือยุทธการทันที

มนุษย์กบ ๔ สาวได้พักอยู่ห้องติดๆ กับคณะพรรคสี่สหายของเรานั่นเอง ซึ่งก่อนเที่ยงวันนั้น ผู้บังคับการเรือปราบเรือดำน้ำ "หนุมาน" ได้เรียกประชุมทหารเรือทุกคนบนดาดฟ้าแล้วแจ้งให้ทราบว่า เพื่อให้การปราบเรือดำน้ำปรมาณูของคอมมิวนิสต์เป็นไปอย่างรวดเร็ว กองทัพเรือจึงส่งมนุษย์กบนายทหารหญิงทั้ง ๔ คนมาประจำเรือลำนี้

ในที่สุดผู้บังคับการก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นว่า

"ทหารทุกคนต้องอยู่ในระเบียบวินัยอันดีงาม อย่ารุ่มร่ามหรือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นการแสดงออกของอารมณ์ทางเพศต่อนายทหารหญิงทั้ง ๔ คนนี้เป็นอันขาด ข้าพเจ้าขอกำหนดโทษไว้ดังนี้คือ พูดเกาะแกะหรือพูดเกี้ยวติดตะราง ๑๐ วัน ไม่แสดงความเคารพหรือขาดความเคารพ ๑๐ วัน แอบมองตามห้องน้ำหนึ่งเดือน จับมือถือแขนสองเดือน เข้าหาหรือใช้กำลังกายปลุกปล้ำยิงเป้า พวกท่านเป็นทหารต้องทำใจให้หนักแน่นอดทน อย่าคิดอะไรให้ฟุ้งซ่าน อย่าลืมว่าผู้หญิงสาวทั้ง ๔ คนที่มาอยู่เรือลำเดียวกับเรานั้น มีหน้าที่รายการสำคัญ และทุกคนเป็นนายทหารสัญญาบัตร

"อนึ่ง ห้ามมิให้ทหารคนใดเข้าไปในห้องนายทหารหญิงเป็นอันขาดไม่ว่ากรณีใดๆ ข้าพเจ้าขอร้องให้ทุกคนยึดมั่นในวินัยทหาร และขอเลิกการประชุมแต่เพียงเท่านี้"

ท่ามกลางท้องทะเลอ่าวไทย ซึ่งมองแลเห็นผืนแผ่นดินใหญ่เป็นแนวยอดไม้และภูเขาอยู่ทางซ้ายมือร.ล. หนุมานกำลังแล่นบ่ายโฉมหน้ามุ่งตรงไปยังเกาะช้างปลายอาณาเขตตะวันออกของประเทศไทยตามคำสั่งของผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เพื่อให้ ดร. ดิเรกกับคณะสำรวจสถานที่ที่เรือ "หนุมาน" พบกับเรือดำน้ำปรมาณูของคอมมิวนิสต์

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๐๐ น. ร.ล. หนุมานจะถึงเกาะช้างในราว ๑๙.๐๐ น. เศษ ทรรศนวิสัยโปร่งตา ท้องฟ้าแจ่มใส ทะเลเรียบ ลมพัดเย็นสบายมีละลอกคลื่นเพียงเล็กน้อย ร.ล. หนุมานใช้ความเร็ว ๑๒ น็อต ทหารเรือต่างประจำทำงานตามหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด ยามบนยอดเสาส่องกล้องมองไปรอบๆ พนักงานเรด้าคอยค้นหาเครื่องบิน เรือบนผิวน้ำ และเรือใต้น้ำ

ตามเวลาที่กล่าวนี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้นั่งดื่มเหล้าและสนทนากันอยู่ในห้องพัก สี่สหายชวนเจ้าแห้วร่วมโต๊ะด้วยก็เพราะเห็นว่า ขณะนี้เจ้าแห้วได้ร่วมเป็นร่วมตายด้วย ทำให้เจ้าแห้วปลาบปลื้มใจเหลือที่จะกล่าว

ขณะที่กำลังสนทนากัน กิมหงวนก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน พลกล่าวถามทันที

"เฮ้ย ไปไหนล่ะ"

"ไปหาพลาธิการเดี๋ยว ขอตราขาวสักขวด เหล้าอย่างนี้กินไม่ไหวโว้ย บาดคอเหลือเกิน"

ดร. ดิเรกจุ๊ปากแล้วโบกมือห้าม

"ที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา ยูอย่าวุ่นวายนักเลยน่ะ ผู้การให้การต้อนรับเราเป็นพิเศษอย่างนี้ก็ดีแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"กันกับพลาธิการเรือลำนี้ถูกเส้นกันว่ะ เมื่อตอนเที่ยงกันให้พระสมเด็จเขาไปหนึ่งองค์ แกชอบอกชอบใจใหญ่ บอกว่าต้องการอาหารหรือเหล้าให้บอก" พูดจบกิมหงวนก็เดินออกไปจากห้องพัก

แทนที่จะไปหาพลาธิการทางท้ายเรือ กิมหงวนกลับเดินย่องมาทางห้องพักของมนุษย์กบสาวทั้ง ๔ คน อยู่ติดๆ กับห้องเขา และด้านซ้ายของห้องนั้นมีห้องน้ำเล็กๆ ซึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน อาเสี่ยรู้ดีว่าขณะนี้นายเรือหญิงทั้ง ๔ คนคงจะอาบน้ำ และเขาคาดการณ์เอาว่าข้างหน้าห้องน้ำคงจะมีทหารเรือป้วนเปี้ยนอยู่ตามวิสัยของนักดูถ้ำมอง

กิมหงวนเลี้ยวขวามือผ่านซอกเล็กๆ เข้าไปทางหลังห้องน้ำ ทันใดนั้นเองเขาก็หยุดชะงัก เมื่อแลเห็นจ่าและพลทหารกลุ่มหนึ่งกำลังยืนโก้งโค้งดูถ้ำมองชุดแก้วลอยฟ้าจากรูเล็กๆ ที่ช่วยกันเจาะไว้

"เฮ้" เสี่ยหงวนอุทานขึ้นดังๆ

นักดูถ้ำมองสะดุ้งเฮือกไปตามกัน ต่างเงยหน้าขึ้นมองดูอาเสี่ยด้วยความเกรงกลัว และในฐานที่กิมหงวนเป็นนาวาตรีพิเศษแห่งราชนาวี จ่าโทกับพลทหารเรือทั้ง ๔ คนจึงชิดเท้าตรง รีบกระทำความเคารพอย่างแข็งแรง ภายในห้องน้ำมีเสียงน้ำก๊อกไหล ระคนกับเสียงเพลงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงของเราแห่งหนึ่งซึ่งสี่สาวเปิดเสียลั่นห้อง

กิมหงวนแกล้งทำหน้าตาขึงขัง กล่าวถามจ่าโทเจ้าของร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่ง

"ดูอะไร"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ดูจ้ำบ๊ะครับ"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว

"อย่าพูดเล่น ตอบให้ตรงคำถาม ลื้อดูอะไร"

จ.ท. เฉื่อยนักดุถ้ำมองชั้นเซียนซึ่งชอบดูแม้กระทั่งผู้ชายด้วยกันหน้าจ๋อย เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวติดตะราง

"อ้า-ดูนายทหารหญิงแก้ผ้าอาบน้ำครับ"

"แล้วเห็นไหม"

"เห็นคนเดียวครับ เรือตรีหญิงวันทนีย์"

กิมหงวนทำคอย่น

"แฟนอั๊วเอง เห็นแล้วเป็นยังไง"

จ.ท. เฉื่อยฝืนหัวเราะ

"ก็ปลุกใจเสือป่าให้คึกคักเข้มแข็งน่ะซีครับ"

"อือ-ลื้อกับทหาร ๔ คนนี่เหลวไหลมาก อย่าทำอย่างนี้อีก มันเสียมรรยาทรู้ไหม ลื้อไม่ใช่เจ้าของเขา ลื้อไปดูเขาได้เรอะ ไป-ไปให้พ้น ถ้าอั๊วจับได้อีกครั้งเดียว พวกลื้อเป็นติดตะรางเด็ดขาด อะไร้ ช่างไม่กลัวนัยน์ตาเป็นกุ้งยิงบ้างเลย ถ้าอยากดูไปดูทางห้องอั๊ว ประเดี๋ยวพวกอั๊วจะอาบน้ำกันแล้ว"

พลทหารเรือคนหนึ่งหัวเราะก้ากแล้วพูดเสริมขึ้น

"เห็นจะดูไม่ลงละครับ มองดูคล้ายๆ ปลาหมึกเต้นร็อค"

"ไปให้พ้น" เสี่ยหงวนตวาดแว้ด

จ.ท. เฉื่อยพานักดูถ้ำมองเดินไปจากที่นั้นด้วยความเสียดาย แต่ก็ดีใจที่ผู้มาพบเป็นกิมหงวนไม่ใช่ผู้บังคับการ อาเสี่ยยิ้มออกมาได้ เขามองซ้ายมองขวาแล้วก็ก้มลงมองดูตามรูเล็กๆ ที่ฝาห้อง แล้วกิมหงวนก็กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง เมื่อเห็นวันทนีย์กำลังอาบน้ำท่ามกลางแสงไฟฟ้าอันสว่างจ้า หล่อนอยู่ในชุดแรกเกิด อาเสี่ยพยายามมองดูในแง่ศิลป คือมองดูส่วนสัดอันงดงามของหล่อน ซึ่งเหมือนกับรูปปั้นของเทพธิดาวีนัส

"โอ้โฮ" กิมหงวนคราง "อื้อฮือ...ไอ๊ย่า...โอ๊ยโย่..."

มีมือของใครคนหนึ่งยื่นเข้ามาตบบ่าอาเสี่ยเบาๆ กิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขาเงยหน้าขึ้นมองดูทันที เจ้าของมือคือ น.ท. หยดผู้บังคับการเรือลำนี้ อาเสี่ยตกใจแทบช็อค

"แฮ่ะ แฮ่ะ สวัสดีครับผู้การ"

น.ท. หยดหัวเราะหึๆ

"ทำอะไรครับเสี่ย"

กิมหงวนยิ้มเอียงอาย เหมือนกับสาวทีนเอจที่ถูกผู้ชายเกี้ยว

"ดูอะไรเล่นนิดหน่อยครับ"

น.ท. หยดกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ดูนายเรือหญิงอาบน้ำใช่ไหมครับ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ดูเหมือนยังงั้นแหละครับ ความจริงผมไม่เจตนาดูเลย ผมอยู่ว่างๆ เดินเที่ยวชมเรือลำนี้ เพื่อจะได้จดจำไว้ว่าห้องไหนมันอยู่ทางไหน ผ่านมาทางนี้ผมได้ยินเสียงน้ำไหลจ๊อกๆๆๆ ก็นึกว่าเรือรั่ว เลยแอบมองดู พอดีเห็นกบตัวเบ้อเริ่มกำลังอาบน้ำ ผู้การลองชมดูนิดซีครับ ปลุกใจเสือป่าดีพิลึก ดูแล้วใจเต้นชอบกล ลองซีครับ ช่องนี้เห็นถนัดเหมือนดูหนังใส่แว่นสามมิติ"

ผู้บังคับการสั่นศีรษะ

"เสี่ยจะยุให้ผมเสียคนแล้วไหมล่ะ อ้า-เชิญกลับไปห้องเถอะครับ อย่าอยู่แถวนี้เลย ทหารมาเห็นเข้าอาเสี่ยก็จะเสียหาย ทีหลังขอเสียทีเถอะครับ อาเสี่ยเป็นนายทหารผู้ใหญ่แล้วไม่ควรทำอย่างนี้ แล้วก็ถ้านายทหารหญิงแกรู้ว่าอาเสี่ยแอบมองดูแกอาบน้ำ แกคงโกรธตาย"

เสี่ยหงวนทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยชอบกล

"ผู้การกำลังจะไปไหนครับ ถึงผ่านมาทางนี้"

"ผมตั้งใจมาที่นี่ครับ เพราะรู้สึกสังหรณ์ใจว่าคงจะมีทหารมาแอบดูนายเรือหญิงอาบน้ำ"

อาเสี่ยไม่พูดอะไรอีก เขาพาตัวเดินไปจากที่นั้นด้วยความอับอายขายหน้า นึกเกลียดชังตัวเองที่ไม่ควรแอบดูถ้ำมอง น.ท. หยดผู้บังคับการเรือลำนี้คงจะนึกดูถูกดูหมิ่นเขา

พอร่างของกิมหงวนเลี้ยวลับไป ผู้บังคับการ ร.ล. หนุมานก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วถอดหมวกแก๊ปทรงหม้อตาลออกมาหนีบรักแร้ไว้ ก้มลงมองดูตามรูเล็กๆ รูหนึ่ง ซึ่งเขากระทำไปด้วยอารมณ์เปลี่ยว หวังปลุกใจเสือป่าให้ครึกครื้นเพียงชั่วขณะ

น.ท. ใจเต้นเป็นตีกลอง เมื่อแลเห็นวันทนีย์กับบุปผากำลังอาบน้ำร่วมห้องกัน และสนทนากันหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน ทั้งสองสาวนุ่งลมห่มฟ้าเผยให้เห็นส่วนสัดอันงดงาม ซึ่งทำให้ท่านผู้บังคับการตื่นตะลึง แล้วก็เศร้าใจที่ภรรยาคู่ชีวิตของเขาไม่มีเชฟอันน่าพิสมัยเช่นนี้ หล่อนมีน้ำหนักถึง ๘๒ กิโลกรัม มีแต่ส่วนพลุ้ยและส่วนยานคล้ายผีเสื้อสมุทร

ยิ่งมอง ผู้บังคับการเรือก็ยิ่งกระสันต์ปั่นป่วนใจถึงกับพึมพำออกมาอย่างลืมตัว

"ให้ดิ้นตายเถอะวะ ยังงี้เป็นเมียน้อยอั๊วละก็ ยายผีเสื้อสมุทรมารศรีคงเต้นบ้านพังไปเลย"

มีเสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นข้างๆ

"เอาซีครับผู้การ ผมเป็นสื่อให้"

น.ท. หยดสะดุ้งเฮือกสุดตัว ผู้พูดคือ จ.ท. เฉื่อยนักถ้ำมองชั้นเยี่ยมของกองทัพเรือ ผู้บังคับการยกมือเท้าสะเอวมองดูลูกน้องของเขาอย่างเดือดดาล

"แกขัดคำสั่งฉัน ฉันสั่งแล้วไม่ใช่หรือว่า ไม่ให้ทหารคนใดเข้ามาหลังห้องน้ำนายเรือหญิง"

จ.ท. เฉื่อยยกมือวันทยาหัตถ์ แล้วส่งเอกสารชิ้นหนึ่งให้

"มีวิทยุมาถึงผู้การครับ ต้นเรือใช้ให้ผมนำข้อความจากวิทยุมาให้"

น.ท. หยดรับเอกสารชิ้นนั้นมาถือไว้

"แล้วทำไมแกรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่"

จ.ท. เฉื่อยอมยิ้ม

"ผมไปตามผู้การที่ห้องท่านอาจารย์ครับ ผู้การกิมหงวนท่านบอกว่าผู้การกำลังดูถ้ำมองอยู่หลังห้องน้ำนี้"

น.ท. หยดทำคอย่น และเพื่อรักษาเหลี่ยมจึงรีบแก้ตัว

"ไม่ได้ดูโว้ย ฉันมาคอยดักจับพวกแกต่างหาก เห็นไหมล่ะ พวกแกเจาะรูไว้เต็มหมด เจาะเป็นชื่อเรือ "หนุมาน" เสียด้วย สำคัญนัก รวมทั้งหมดตั้งเกือบร้อยรู ฉันทดลองมองดูนิดเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก มีแต่ห้องน้ำว่างเปล่า"

จ.ท. เฉื่อยยิ้มแป้น

"เสียงน้ำก๊อกกำลังไหลนี่ครับ แน่...เสียงนายเรือหญิงหัวเราะ" พูดจบเขาก็ยกมือไหว้ผู้บังคับการของเขา "ขอผมดูนิดนะครับ"

"อยากติดตะรางเรอะ"

"ครับ ติดก็ติด เมื่อกี้นี้ผมแอบดูทีหนึ่งแล้ว อุ๊ย-เหลือเกินละครับ ดูแล้วผมกลับเป็นหนุ่มขึ้นอีกหลายปี" แล้วเขาก็ยกมือไหว้ น.ท. หยดอีก "กรุณาให้ผมดูนะครับ"

ผู้บังคับการหัวเราะคิก

"แต่งเครื่องแบบเสือกยกมือไหว้เดี๋ยวถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง อ้า-อยากดูก็ดู ฉันให้แกดู ๕ นาที พอครบกำหนดไปรายงานตัวเองที่สะพานเดินเรือ เกิน ๕ นาทีฉันจะขังแก แล้วห้ามเล่าให้ใครฟัง นอกจากนี้ถ้าตาแกเป็นกุ้งยิง แกจะขอทุเลาป่วยไม่ได้"

จ.ท. เฉื่อยชิดเท้าตรง วันทยาหัตถ์เป๊ะ

"ขอบคุณครับ ผมได้ดูแล้วถึงติดตะรางผมก็ไม่ว่า ผู้การก็ทราบแล้วนี่ครับว่าผมชอบดูถ้ำมอง อยู่บ้านผมดูเมียผมอาบน้ำทุกวัน บางทีก็ดูแม่ยาย ผมดูแบบศิลปนะครับ ดูด้วยจิตใจที่รักศิลปจริงๆ "

ผู้บังคับการอดหัวเราะไม่ได้ เขาพาตัวเดินไปจากที่นั้นทันที ปล่อยให้ จ.ท. เฉื่อยชมถ้ำมองอย่างครึกครื้น หลังจากนั้นสักครู่ลูกนาวีแห่ง ร.ล. หนุมานกลุ่มหนึ่งก็บุกเข้ามาทางหลังห้องน้ำไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ซึ่งทุกคนได้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่า เขายอมติดตะราง แต่ขอให้ได้ดูนายทหารหญิงแต่งชุดวันเกิดอาบน้ำ เพราะมันเป็นอาหารตาที่หาดูได้ยากในทะเล

ร.ล. หนุมานเดินทางมาถึงเกาะช้างในเวลา ๑๙.๔๐ น. และจอดทอดสมออยู่ห่างจากเกาะราว ๕๐๐ เมตร ผู้บังคับการสั่งให้ดับไฟฟ้าหมด เว้นแต่ไฟที่ห้องเครื่องยนต์ และห้องที่อยู่ลึกต่ำกว่าระดับน้ำ ที่สั่งให้ดับไฟก็เพราะเกรงว่าจะถูกเรือดำน้ำปรมาณูโจมตีนั่นเอง พวกทหารเรือจึงอยู่กันมืดๆ น.ท. หยดได้วางยามคู่ไว้หน้าห้องพักนายทหารหญิงทั้ง ๔ คนตลอดคืน และสั่งนายทหารหญิงให้ใส่กลอนประตูให้แน่นหนา ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้โทรศัพท์เรียกเขา

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ ร.ล. หนุมานจอดทอดสมอ กลุ่มควันสีดำก็พวยพลุ่งออกจากปล่องของมันตลอดเวลา เรือมีสตีมพอที่จะเดินเครื่องออกเรือได้ทุกขณะ การจอดเรือเงียบๆ ในทะเลใกล้จะสุดเขตน่านน้ำของเราเช่นนี้ ต้นเรือได้จัดยามเพิ่มขึ้นอีกเป็น ๓ เท่า ร.ล. หนุมานงดการติดต่อทางวิทยุชั่วคราว เพราะกลัวว่าข้าศึกจะจับตำแหน่งเรือได้ ถ้าหากว่าเรือดำน้ำปรมาณูของคอมมิวนิสต์โผล่ขึ้นมาพบเข้าและโจมตีด้วยตอร์ปิโด ร.ล. หนุมานก็จะต้องจมลงทันทีโดยไม่ทันได้ต่อสู้ เพราะเรือที่จอดอยู่นั้นย่อมเป็นเป้านิ่ง ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยประการทั้งปวง

ตลอดคืนวันนั้นเหตุการณ์ปกติ พนักงานเรด้าบนผิวน้ำและใต้น้ำต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาเพื่อค้นหาเรือข้าศึก มีเรือบนผิวน้ำถูกเรด้าจับได้หลายลำ แต่เป็นเรือหาปลาทั้งสิ้น

ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ผู้บังคับการได้รับรายงานจากนายยามว่าในเวลา ๐๑.๐๐ น. เศษ อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรได้เมาสุราอาละวาดจนถึงขีดสุด พยายามจะพังประตูห้องนอนนายทหารหญิงทั้ง ๔ คนด้วยขวานดับเพลิง แต่ทหารยามสองคนช่วยกันขัดขวางได้โดยขู่ว่า ถ้าห้ามไม่เชื่อจะฟ้องผู้บังคับการให้รายงานไปทางกองบัญชาการทหารสูงสุด และตอน ๐๒.๓๐ น. มีทหารเรือกลุ่มหนึ่งรวม ๖ คน แต่งเป็นอ้ายโม่งดำมาทางหน้าห้องนายทหารหญิง ทหารยามได้ใช้ปืนขู่ พวกอ้ายโม่งจึงล่าถอยไป

ตอนสายวันนั้นเอง ร.ล. หนุมานก็ถอนสมอเตรียมเดินทางสำรวจทะเลตอนนั้นตามความประสงค์ของ ดร. ดิเรก ขณะที่สมอเหล็กตัวมหึมาถูกหะเบตขึ้นมายังไม่ทันเข้าที่เรียบร้อย ยามบนยอดเสาก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เรือดำน้ำข้าศึกลำหนึ่งโผล่ออกมาทางซ้ายเกาะช้าง"

แล้วก็มีเสียงตะโกนทวนรายงานของยาม

"เรือดำน้ำข้าศึกลำหนึ่งโผล่ออกมาทางซ้ายเกาะช้าง...ทราบแล้ว"

ในนาทีเดียวกันนั้นเอง ผู้บังคับการก็ได้รับรายงานจากต้นเรือ น.ท. หยดยืนอยู่บนสะพานเดินเรือเพราะกำลังเตรียมออกเรืออยู่แล้ว เขายกกล้องส่องทางไกล มองไปทางท้ายเกาะช้าง ท่านผู้บังคับการแลเห็นส่วนบนของสะพานเดินเรือเรือดำน้ำปรมาณูลำนั้นสูงขึ้นมาจากระดับน้ำราว ๓ เมตร และกำลังจมหายไปในทะเลทีละน้อย แสดงว่าเรือดำน้ำกำลังดำอย่างรีบร้อน ซึ่งอย่างไรเสียมันก็คงแลเห็น ร.ล. หนุมาน เพราะเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกอยู่ห่างจาก ร.ล. หนุมานไม่เกินสองไมล์

ผู้บังคับการออกคำสั่งทันที เป็นคำสั่งติดต่อกัน ทำให้ทหารเรือวิ่งพล่านทั้งลำเรือเมื่อเสียงแตรสัญญาณดังขึ้น คำสั่งแรกคือประจำสถานีรบ และต่อมาคือสั่งให้ปืนใหญ่เตรียมยิงเรือดำน้ำ ต่อมาเป็นสัญญาณสั่งต้นกลเดินเครื่องจักรไอน้ำ

ร.ล. หนุมานเคลื่อนออกจากที่ติดตามเรือดำน้ำปรมาณูทันที ในเวลาเดียวกันนี้เองคณะพรรคสี่สหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว กับนายเรือ ๔ คนได้พากันขึ้นมาบนสะพานเดินเรืออย่างรีบร้อน และยืนเบียดเสียดจับกลุ่มกันมองดูผู้บังคับการอย่างชื่นชม น.ท. หยดสั่งงานอย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่เรือดำน้ำปรมาณูจะดำหายลงไปในทะเลหมดทุกส่วน ผู้บังคับการก็สั่งยิงด้วยปืนหัวเรือทั้งสองกระบอกโดยไม่ต้องมีการยิงสอบระยะ

เมื่อเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น เรือตรีหญิงทั้งสี่คนก็ร้องหวีดว้ายไปตามกัน ทำให้ผู้บังคับการอดหัวเราะไม่ได้ โดยเฉพาะ จ.ท. เฉื่อยซึ่งทำหน้าที่ถือพังงาเรือถึงกับหัวเราะคิก

กระสุนปืนใหญ่ทั้งสองนัดตกคร่อมเป้าในระยะใกล้ชิด มองแลเห็นน้ำทะเลพุ่งฉูดขึ้นสูง น.ท. หยดพูดกับต้นปืนทางเครื่องขยายเสียง ซึ่งมีลำโพงติดอยู่ตามห้องต่างๆ ทั้งลำเรือ เขาสั่งแก้มุมยิงอีกเล็กน้อยแล้วก็สั่งยิงอีก

ท้องทะเลดังสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยเสียงปืนใหญ่ กระสุน ๓ นิ้วทั้ง ๒ นัดตกลงในที่ที่เรือดำน้ำเพิ่งดำลงไป ผู้บังคับการสั่งหยุดยิง และสั่งเตรียมระเบิดน้ำลึก ในที่สุดเขาก็เดินเข้ามาถือพังงาเรือด้วยตนเอง ขณะนี้ ร.ล. หนุมานเดินเครื่องเต็มที่แล้ว

น.ต. สุภาพ ฤทธิไกร ร.น. ซึ่งเป็นต้นเรือลำนี้ได้วิ่งเข้ามาในสะพานเดินเรือ แล้วปราดเข้ามาหาผู้บังคับการ เขาเชิดหน้าตรง ยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

"ผมสั่งให้หัวหน้าห้องสัญญาณส่งวิทยุติดต่อกับฝูงบินที่จันทบุรีแล้วครับ เครื่องบินประจัญบานของเราหนึ่งหมู่กำลังจะออกเดินทางมานี่แล้ว ขณะนี้พนักงานวิทยุกำลังติดต่อกับผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำ ประเดี๋ยวคงมีคำสั่งมา"

น.ท. หยดวันยาหัตถ์รับความเคารพ แล้วหันมายิ้มกับคณะพรรคสี่สหาย ซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่กับนายทหารหญิง พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว

"เรากำลังติดตามล่ามันครับ อีกสักครู่ก็ตามทัน และเราจะโจมตีมันด้วยระเบิดน้ำลึกทันที อาจารย์ไปอยู่ที่ห้องสัญญาณไม่ดีหรือครับ ถ้าเรด้าใต้น้ำหรือเครื่องไฮโดรโฟนิคขัดข้อง อาจารย์จะได้ช่วยแก้ไข"

ดร. ดิเรกพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ออไร้ ผมจะลงไปที่ห้องสัญญาณเดี๋ยวนี้"

ร.ล. หนุมานติดตามเรือดำน้ำปรมาณูของคอมมิวนิสต์อย่างไม่ลดละ ทหารเรือทุกคนตื่นเต้นไปตามกัน ผู้บังคับหมู่เรือปราบเรือดำน้ำข้าศึก คือ พล ร.ต. วิชาญ ชัยประสิทธิ์ ได้วิทยุมาแล้ว สั่งผู้บังคับการ ร.ล. หนุมานให้พยายามทำลายเรือดำน้ำข้าศึกให้จงได้

ในที่สุด ร.ล. หนุมานก็แล่นอยู่เหนือเรือดำน้ำปรมาณูขนาดยักษ์ลำนั้น ซึ่งทราบได้จากเรด้าและเครื่องฟังเสียงเรือดำน้ำ ผู้บังคับการสั่งยิงระเบิดน้ำลึกทันที ลูกระเบิดน้ำลึกซึ่งมีรูปลักษณะกลมเหมือนถังน้ำมัน ลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศทั้งสองข้างกราบเรือ แล้วตกลงไปในทะเลจมหายไปในน้ำ สักครู่ก็ระเบิดเสียงสนั่นหวั่นไหว น้ำทะเลพุ่งขึ้นสูงเป็นลำตาล

เรือดำน้ำปรมาณูเปลี่ยนทิศทางเลี้ยวขวาเป็นวงกว้าง แล่นย้อนกลับไปทางเกาะช้าง ดร. ดิเรกควบคุมเครื่องเรด้าใต้น้ำและเครื่องฟังเสียงเรือดำน้ำด้วยตนเอง หัวหน้าห้องสัญญาณและจ่าอีกสามสี่คนได้ร่วมมือกับนายแพทย์หนุ่มเป็นอย่างดี

เสียงทุ่นระเบิดน้ำลึกยังคงดังกึกก้อง แต่ลูกระเบิดได้ระเบิดสูงหรือต่ำจากเป้าหมายมากเกินไป เรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกจึงยังไม่เป็นอันตราย และพยายามหนีต่อไปจนกระทั่งเข้ามาใกล้เกาะช้าง

เครื่องไฮโดรโฟนิคประจำห้องสัญญาณ ซึ่ง ดร. ดิเรกยืนคุมอยู่หยุดทำงานแล้ว ร.ต. พจน์ เบญจมาภรณ์ พนักงานคุมเครื่องหันมามองดูนายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"มันหยุดเครื่องแล้วครับอาจารย์"

ดร. ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋ มันหยุดเครื่องแน่ๆ แต่เรด้าใต้น้ำของเรายังจับมันไม่ได้" พูดจบ ดร. ดิเรกก็พูดโทรศัพท์ติดต่อกับผู้บังคับการ บอกตำแหน่งและความเร็วของเรือดำน้ำปรมาณู ซึ่งกำลังแล่นช้าๆ ประมาณ ๘ น็อต ทำท่าเหมือนกับจะเข้าชนเกาะช้าง

น.ท. หยดสั่งโจมตีด้วยทุ่นระเบิดน้ำลึกเรื่อยไป ขณะนั้นยามบนยอดเสาได้ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"พบเครื่องบินของเรา ๓ เครื่องทางซ้าย"

เอฟ. ๘๔ ไอพ่นประจัญบานของฝูงบินจันทบุรีรวม ๓ เครื่องได้บินเกาะกันมาในระยะต่ำมาก เสียงเครื่องยนต์ไอพ่นดังกึกก้องจนแสบหูขณะที่บินผ่าน ร.ล. หนุมานไป นักบินพูดวิทยุติดต่อกับ ร.ล. หนุมานได้แล้ว เครื่องบินประจัญบานทั้ง ๓ เครื่องฉวัดเฉวียนไปมาเตรียมทำลายเรือดำน้ำด้วยปืนจรวด และลูกระเบิดขนาดเล็กที่ติดอยู่ใต้ปีกข้างละสองลูก แต่นักบินจะโจมตีก็ต่อเมื่อได้เห็นเป้าหมาย คือเรือดำน้ำลำนั้น

ในที่สุดเรด้าก็จับเรือดำน้ำปรมาณูไม่ได้ ภาพที่เป็นเส้นและเป็นจุดในจอเรด้าหายไปเฉยๆ ดร. ดิเรกปราดเข้าไปที่พนักงานเรด้าซึ่งมียศเป็นเรือตรีทันที

"ว่าไง คุณวีระ เครื่องเรด้าขัดข้องหรืออย่างไร"

นายทหารหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ

"มิได้ครับอาจารย์ ไม่มีอะไรชำรุดเลยครับ"

"แล้วทำไมจับไม่ติด"

ร.ต. วีระตอบ หายใจหนักๆ

"นี่แหละครับ ผมงงไปหมดแล้ว คราวก่อนที่พบมันก็เป็นอย่างนี้ ตามที่ผมเคยเล่ารายละเอียดให้อาจารย์ฟัง"

ดร. ดิเรกเริ่มสำรวจเครื่องเรด้าใต้น้ำอันเป็นประดิษฐกรรมของเขา แต่ไม่ปรากฏว่ามีอะไรชำรุดเสียหาย นายแพทย์หนุ่มแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

"ผมงงไปหมดแล้ว เครื่องมือของผมยังดีอยู่ แต่เรือดำน้ำอาจจะมีอะไรบางอย่างบังคับเรด้าของเราให้จับมันไม่ได้ มันเหมือนกับเรือดำน้ำปีศาจ ผมจะไปปรึกษากับผู้บังคับการเดี๋ยวนี้"

ดร. ดิเรกออกไปจากห้องสัญญาณอย่างร้อนรน รีบขึ้นไปพบ น.ท. หยดบนสะพานเดินเรือ

ร.ล. หนุมานได้รับคำสั่งให้จอดทอดสมอหน้าเกาะช้างตามความเห็นของ ดร. ดิเรก แต่ทหารเรือทุกคนยังประจำสถานีรบ ปืนใหญ่หัวและท้ายเรือและ ปตอ. อีกหลายกระบอกเตรียมพร้อมด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้อยู่กันพร้อมหน้าภายในหอบังคับการ น.ท. หยดมีสีหน้าไม่สบายนัก เกรงว่าการที่เขาปล่อยให้เรือดำน้ำปรมาณูหนีเล็ดลอดไปได้นั้น เขาอาจจะมีความผิดหรืออย่างน้อยก็ถูกตำหนิ

"ผมกลุ้มใจเสียแล้วครับอาจารย์ ผมไม่เข้าใจเลยที่เรด้าใต้น้ำของอาจารย์จับมันไม่ได้ตลอด"

ดร. ดิเรกยิ้มอย่างใจเย็น

"ด๊อนท์ วอรี่ กัปตัน คนฉลาดอย่างผมจะคิดอะไรไม่ออกก็ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น บัดนี้ผมเข้าใจกลยุทธของข้าศึกดีแล้ว ผมกล้ายืนยันว่า เรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกไม่ได้หนีไปไหน มันนอนกบดานนิ่งเฉยอยู่แถวนี้เอง"

ผู้บังคับการ ร.ล. หนุมานอ้าปากหวอเหมือนหนุมาน

"แล้วทำไมเรด้าใต้น้ำของเราจับมันไม่ได้ล่ะครับ"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น

"ผมเข้าใจเอาเอง และเป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากหลักวิชาเรด้า ฟังนะครับผู้การ ตามปกติถึงเรือดำน้ำจะดับเครื่องนอนกบดานอยู่ก้นทะเลหรือจะเคลื่อนที่ไปทางไหนในรัศมีของเรด้า เรด้าของเราก็ต้องจับมันได้ แต่ที่มันหายไปจากจอเรด้าก็หมายความว่าใต้เกาะช้างนี้จะต้องมีอุโมงค์ใหญ่และลึกพอที่เรือดำน้ำปรมาณูจะเข้าไปหลบซ่อนได้อย่างสบาย เมื่อมันเข้าไปซ่อนใต้เกาะ เรด้าก็จับมันไม่ได้ ผมมั่นใจเหลือเกินว่ารูปการณ์จะต้องเป็นไปเช่นนี้"

น.ท. หยดขมวดคิ้วเข้าหากัน เขารู้สึกเห็นพ้องด้วยตามเหตุผลของ ดร. ดิเรก

"โอ-อาจจะเป็นเช่นนี้จริงๆ ครับอาจารย์ แต่ว่าอุโมงค์ยักษ์ใต้เกาะนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการกระทำของพวกคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ"

"ออไร้ การระเบิดอุโมงค์ใต้น้ำในสมัยนี้เป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคอาจจะเดินทางมาโดยเรือดำน้ำก็ได้ ผู้การก็ทราบดีแล้วว่า เรือดำน้ำที่ใช้พลังงานปรมาณูจะดำอยู่ในน้ำได้เป็นเวลาตั้งเดือน ผมได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เรด้าจับไม่ได้ก็เพราะมันแล่นเข้าไปจอดหลบซ่อนตัวอยู่ใต้เกาะภายในอุโมงค์ยักษ์ ซึ่งอุโมงค์นี้อาจจะเจาะทะลุเกาะก็ได้"

น.ท. หยดมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น

"แล้วอาจารย์จะจัดการอย่างไรต่อไปล่ะครับ"

ดร. ดิเรกนิ่งคิดสักครู่

"ผมกับเพื่อนๆ จะลงสำรวจพื้นที่ใต้เกาะช้างเดี๋ยวนี้ ถ้าพบเรือดำน้ำปรมาณูจอดกบดานอยู่ในอุโมงค์ใต้เกาะก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมจะใช้ระเบิดเวลาของผมทำลายมันเสีย"

ท่านผู้บังคับการยิ้มออกมาได้

"ดีทีเดียวครับ ผมจะสั่งให้ทหารเตรียมเครื่องมนุษย์กบไว้ให้เดี๋ยวนี้"

"ครับ-ขอบคุณมาก" แล้ว ดร. ดิเรกก็เดินเข้าไปหาพรรคพวกของเขา กับมนุษย์กบสาวทั้ง ๔ คน "เตรียมลงทะเลได้พวกเรา"

ระรินยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"พวกหนูต้องลงด้วยไหมคะ"

"ออไร้ ต้องลงด้วยซีครับ ผมสี่คนและพวกคุณอีกสี่คน เราจะสำรวจรังเรือดำน้ำของข้าศึกใต้เกาะช้างนี้ พวกคุณไม่ต้องทำอะไรนอกจากติดตามไป เพื่อให้กำลังใจพวกเราเท่านั้น ถ้าพบเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกซ่อนอยู่ใต้เกาะ ผมจะเป็นผู้วางระเบิดเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"พ่ออยากลงทะเลกับพวกแกด้วย"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"คุณพ่อแก่แล้ว อย่าลงไปเลยครับ ดีไม่ดีจมน้ำตายเปล่าๆ อยู่ไปอีกสักปีสองปีค่อยตายเถอะครับ"

น.ท. หยดเดินเข้ามาแล้วกล่าวกับทุกคน

"ลงไปข้างล่างเถอะครับพวกเรา ผมรู้สึกตื่นเต้นเสียแล้ว ถ้าเราทำลายเรือดำน้ำปรมาณูลำนี้ได้ ผมคงได้เป็นนาวาเอกแน่ๆ เหตุผลของอาจารย์เป็นเหตุผลที่น่าฟังมากเชียวครับ"

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง พล, นิกร, กิมหงวน ดร. ดิเรก และนายทหารหญิงแห่งราชนาวีทั้ง ๔ คนก็อยู่ในเครื่องแบบมนุษย์กบอย่างครบครัน ทุกคนยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทางกราบขวา ผู้บังคับการกับทหารเรือห้าหกคนยืนอยู่ด้วย ส่วนทหารประจำเรือต่างประจำสถานีรบเตรียมปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา มนุษย์กบสาวทั้ง ๔ นางเต็มไปด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง ต่างถือฉมวกเป็นอาวุธคู่มือ

ดร. ดิเรกสะพายย่ามใบหนึ่ง ในย่ามนั้นคือระเบิดเวลาอันเป็นประดิษฐกรรมของเขา อำนาจระเบิดของมันนั้นเท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ๕ ตัน นายแพทย์หนุ่มได้ตรวจดูท่ออ๊อกซิเจนของมนุษย์กบหญิงชายทีละคนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ต่อจากนั้นก็มีการฝึกซ้อมการให้สัญญาณใต้น้ำโดยใช้มือทั้งสองข้าง จนกระทั่งทุกคนเข้าใจดี

ก่อนจะลงทะเล ดร. ดิเรกได้กล่าวว่า

"อย่าลืมว่า ถ้าเราได้พบเรือดำน้ำปรมาณูของคิมมิวนิสต์หลบซ่อนอยู่ในอุโมงค์ใต้เกาะจริงๆ แล้ว เราอาจจะต้องปะทะกับมนุษย์กบของข้าศึกก็ได้ เพราะเรด้าของมันจะเห็นการเคลื่อนไหวของพวกเรา ผู้บังคับการเรือดำน้ำจะส่งมนุษย์กบออกมาจากเรือเพื่อต่อสู้ขัดขวางเราก็ได้ ฉะนั้นถ้าเราพบข้าศึกใต้ทะเล เราต้องพยายามฆ่ามันให้ได้"

กบสาวทั้ง ๔ ตัวหน้าจ๋อยไปตามกัน นิกรยิ้มแห้งๆ พูดขึ้นเบาๆ ว่า

"เอ...กันชักปวดท้องเสียแล้วละโว้ย ให้อ้ายแห้วลงทำงานแทนกันได้ไหม"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทาน ผมลงทะเลไม่ได้หรอกครับ ผมเป็นโรคกลัวน้ำ"

ดร. ดิเรกมองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"อย่าแกล้งทำเป็นคนขี้ขลาดหน่อยเลยวะ พวกเรารู้ดีว่าแกเป็นคนกล้าหาญที่สุด อ้า...ใครมีข้อสงสัยอะไรก็ถามมา"

อาเสี่ยพูดตัดบท

"ไม่มีอะไรสงสัย ลงทะเลเถอะหมอ กันอยากสู้กับมนุษย์กบของข้าศึกเต็มทนแล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงกันจะปล้ำให้อยู่เลย"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ออไร้ ทุกคนลาผู้การเสียก่อนแล้วลงทะเลได้"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไหงต้องลาด้วยล่ะ อย่างช้าอีกหนึ่งชั่วโมงเราก็จะกลับขึ้นมาบนเรือลำนี้"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"ไม่แน่ เราอาจจะไม่ได้กลับมาก็ได้"

"ว้า" นิกรคราง "พูดเป็นลางยังงี้อีกแล้ว ที่ถูกมันต้องพูดให้กำลังใจกันซีโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"ยังงั้นร้องเพลงปลุกใจดีไหม"

นิกรยิ้มแป้น

"เออ-เข้าทีว่ะ" แล้วเขาก็หันมาทางมนุษย์กบสาวทั้ง ๔ คน "ร้องเพลงหมู่กันหน่อยนะครับ เอาเพลงมาร์ชสยามมานุสติ"

ไฉไลยิ้มให้เขา

"ตกลงค่ะ คุณขึ้นต้นซีคะ"

นิกรยืดหน้าอกขึ้นแล้วกระแอมเสียงลั่น ทำหน้าที่เป็นต้นเสียงทันที มนุษย์กบทั้ง ๘ คนต่างร้องเพลงสยามมานุสติพร้อมๆ กันดังกังวานไปทั่ว ร.ล. หนุมาน

หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤา

เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้นสกุลไทย

ใครรานใครรุกด้าว แดนไทย

ไทยรบจนสุดใจ ขาดดิ้น

เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล ยอมสละ สิ้นแล

เสียชีพไป่เสียสิ้น ชื่อก้องเกียรติงาม

แล้วนิกรก็โห่ลั่น

"โห่...ฮี้โห่ๆๆๆๆ... โฮ..."

"ฮิ้ว" ทุกคนร้องขึ้นพร้อมกัน

เมื่อโห่ครบสามครั้ง สี่สหายก็พานายทหารหญิงทั้ง ๔ คนเข้าไปลาผู้บังคับการ น.ท. หยดมีอารมณ์ครึกครื้นผิดปกติ แกล้งถามนิกรว่า

"พวกคุณกำลังจะลงทะเลหรือจะพานาคเข้าโบสถ์ครับ คุณโห่ได้เพราะมากทีเดียว"

นิกรยิ้มอายๆ

"อาศัยที่ผมเป็นคนทะลึ่งหน่อยครับ เลยโห่ได้ดี ว้า-ลาละครับผู้การ แล้วผมจะจับเงือกสาวๆ มาฝากผู้การสักตัวนะครับ"

น.ท. หยดมองดูสี่สหายกับนายทหารหญิงทั้งสี่คนอย่างห่วงใย

"ผมขออวยพรให้ทุกคนประสบโชคและปลอดภัยนะครับ"

กิมหงวนชิดเท้าตรง ก้มศีรษะคำนับรับพร

"ขอบคุณครับ" แล้วเขาก็เขยิบตัวเข้าไปชิดผู้บังคับการ กระซิบกระซาบกับ น.ท. หยดว่า "ผู้การครับ กุ้งยิงขึ้นที่นัยน์ตาข้างขวาเม็ดเบ้อเริ่มเชียว"

"ผมรู้แล้ว เมื่อเย็นวานผมดูนายทหารหญิงแก้ผ้าอาบน้ำ พอตื่นนอนกุ้งยิงขึ้นตาเลย"

ต่อจากนั้นมนุษย์กบทั้ง ๘ คนก็ถือฉมวกคู่มือพากันเดินไปที่บันไดกราบขวาลงทะเลไปทีละคน ซึ่ง ดร. ดิเรกได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ามนุษย์กบหน่วยนี้

เพราะมีอ๊อกซิเจนหายใจ มนุษย์กบจึงดำน้ำว่ายไปใต้ทะเลลึกอย่างสบายโดยไม่จำเป็นต้องโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ ทีแรกก็ว่ายรวมกลุ่มกันไป พอใกล้จะถึงเกาะก็ว่ายจับคู่กันเป็นคู่ๆ พลกับบุปผา, นิกรกับไฉไล,กิมหงวนกับวันทนีย์ และ ดร. ดิเรกกับระริน มีการประคองกันบ้างจับมือถือแขนกันบ้าง ซึ่งจนสาวๆ ก็แสดงท่าทีสดชื่นเป็นสุขใจไม่น้อย ถึงพูดอะไรกันไม่ได้ แต่ก็แสดงกิริยาบุ้ยใบ้ต่อกันได้

เวลาผ่านพ้นไปประมาณชั่วโมงเศษ อ๊อกซิเจนยังใช้ได้อีกในราว ๕๐ นาที มนุษย์กบทั้ง ๘ คนช่วยกันค้นหาอุโมงค์ใต้น้ำใต้เกาะช้างตามความคาดคะเนของ ดร. ดิเรก

ในที่สุด ทุกคนก็ได้พบอุโมงค์ใหญ่นั้น มันเป็นอุโมงค์ขนาดมหึมา เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์อย่างไม่มีปัญหา ปากอุโมงค์มีรูปลักษณะครึ่งวงกลมคล้ายสถานีรถไฟกรุงเทพฯ แต่คงจะมีส่วนยาวมาก คือยาวกว่าความยาวของเรือดำน้ำปรมาณูอย่างน้อยหนึ่งเท่า

ทุกคนตื่นเต้นไปตามกัน ต่างหยุดยืนรวมกลุ่มที่ปากถ้ำหรืออุโมงค์ใหญ่นั้น ดร. ดิเรกให้สัญญาณกับพล บอกให้พลพาเสี่ยหงวนบุกเข้าไปก่อนและให้ระมัดระวังตัว

หน่วยมนุษย์กบค่อยๆ ผ่านอุโมงค์ยักษ์เข้าไปโดยมีพลกับเสี่ยหงวนนำหน้า ถัดมานิกรและ ดร. ดิเรก มนุษย์กบหญิงทั้งสี่คนทำหน้าที่เป็นกองระวังหลัง นิกรถือฉมวกรำป้อเหมือนพวกหัวโตในงานบวชนาค นายทหารหญิงต่างขบขันไปตามกัน

ลึกเข้าไปในอุโมงค์ราว ๒๐ เมตร ทุกคนก็มองแลเห็นส่วนท้ายของเรือดำน้ำปรมาณูขนาดยักษ์ของข้าศึกจอดกบดานนิ่งเฉยอย่างสงบเงียบ แลเห็นใบจักรและหางเสือของมันอย่างถนัด ดร. ดิเรกปีติยินดีเหลือที่จะกล่าว เขาบอกพรรคพวกด้วยสัญญาณมือให้รีบว่ายน้ำเข้าไปหาทันที แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ส่งฉมวกของเขาให้นิกรถือไว้ บุ้ยใบ้ให้ทุกคนช่วยคุ้มกันเขาซึ่งเขาจะวางระเบิดเรือลำนี้โดยเร็วที่สุด

ภายในอุโมงค์มืดสลัวแทบจะมองไม่เห็นอะไร ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋าย่ามหยิบไฟฟ้าเดินทางแบบวอเตอร์ปรู๊ฟของเขาออกมาพร้อมด้วยวัตถุชิ้นสี่เหลี่ยมชิ้นหนึ่ง ซึ่งส่วนหนึ่งของมันคล้ายนาฬิกาปลุก นายแพทย์หนุ่มไม่ยอมให้เวลาผ่านพ้นไปแม้แต่น้อย เขายกไฟฉายขึ้นส่องลูกระเบิดเวลา และเริ่มต้นติดชนวนตั้งเวลาระเบิดในหนึ่งชั่วโมง ดร. ดิเรกทำงานอย่างแคล่วคล่องว่องไว เขาดำน้ำลงไปจนถึงส่วนท้องของเรือดำน้ำลำนั้นแล้ววางระเบิดเวลา ซึ่งเป็นระเบิดแม่เหล็กติดกับท้องเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึก เสร็จแล้วก็ว่ายน้ำกลับมาหากบสาวทั้ง ๔ ตัว

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ทุกคนก็แลเห็นดวงไฟ ๔ ดวงปรากฏอยู่เบื้องหน้า และดวงไฟนั้นเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาทุกที นายแพทย์หนุ่มรู้ทันทีว่า ผู้บังคับการเรือได้ส่งมนุษย์กบ ๔ คนนี้ออกจากเรือดำน้ำของมัน ดร. ดิเรกหันมาทางทหารหญิงทั้ง ๔ คน แล้วโบกมือไล่ให้กลับไป ร.ล. หนุมานแต่นายเรือหญิงต่างสั่นศีรษะปฏิเสธ เรือตรีหญิงระรินบุ้ยใบ้บอกเขาว่า หล่อนและเพื่อนๆ ยอมตายด้วย ทำให้นายแพทย์หนุ่มรู้สึกชื่นใจไม่น้อย

พล, กิมหงวน และนิกรล่าถอยมาหา ดร. ดิเรก นิกรส่งฉมวกคืนให้นายแพทย์หนุ่ม ดร. ดิเรกสั่งให้ทุกคนล่าถอยออกไปทางปากถ้ำ เพื่อจะได้มองเห็นตัวมนุษย์กบข้าศึกอย่างถนัด และบุ้ยใบ้บอกว่าให้พยายามสังหารมนุษย์กบของข้าศึกให้จงได้

มนุษย์กบของคอมมิวนิสต์สี่คนว่ายน้ำติดตามมาอย่างรวดเร็ว แต่ละคนรูปร่างสูงใหญ่ มีฉมวกเป็นอาวุธมือ และบนศีรษะมีไฟฉายแบบนักล่าสัตว์ แต่เป็นไฟฉายแบบพิเศษกันน้ำได้ ผู้บังคับการเรือดำน้ำปรมาณูส่งมนุษย์กบออกมาก็เพราะเรด้าจับมนุษย์กบของฝ่ายเราได้ แต่ที่ส่งออกมาเพียง ๔ คนก็เพราะสงสัยอาจจะเป็นฝูงปลาขนาดใหญ่มากกว่า เพราะหลายครั้งแล้วที่พวกมนุษย์กบออกมาจากเรือและพบกับปลาใหญ่ แต่คราวนี้กลายเป็นคนไม่ใช่ปลา

ขณะนี้มนุษย์กบของราชนาวีไทยถอยออกมาที่ปากอุโมงค์ใหญ่แล้ว พล, นิกร, กิมหงวนและ ดร. ดิเรกต่างเตรียมพร้อมที่จะดวลฉมวกกับมนุษย์กบคอมมิวนิสต์ ดังนั้นเมื่อข้าศึกทั้ง ๔ คนว่ายน้ำเข้ามา คณะพรรคสี่สหายก็ปราดเข้าตะลุมบอนทันที นายทหารหญิงทั้ง ๔ คนยืนรวมกลุ่มกันเตรียมช่วยเหลือ ถ้าสี่สหายเพลี่ยงพล้ำเสียทีข้าศึก

การต่อสู้ระหว่างกบตัวผู้ ๔ คู่ภายใต้ท้องทะเลได้เป็นไปอย่างดุเดือด พลสามารถสังหารคู่ต่อสู้ได้ก่อนเพื่อน หลังจากได้สู้กันไม่ถึงสองนาที เขาแทงถูกท้องมนุษย์กบคู่ต่อสู้ของเขาจนทะลุออกข้างหลัง พอกระชากฉมวกออกมาเจ้าหมอนั่นก็สิ้นสุดการเคลื่อนไหว จมลงสู่พื้นดินปนทรายก้นทะเลนั้น

ในเวลาไล่ๆ กัน กิมหงวนก็แทงถูกหน้าอกคู่ต่อสู้เข้าเต็มรัก มนุษย์กบคอมมิวนิสต์ก็ปล่อยฉมวกหลุดจากมือและดิ้นรนไปมาน่าสงสาร อาเสี่ยกระชากฉมวกออก มนุษย์กบข้าศึกค่อยๆ ลอยไปตามสายน้ำในท่าต่างๆ กัน

คงเหลือ ดร. ดิเรกกับนิกร ซึ่งกำลังตะลุมบอนกับข้าศึกตัวต่อตัว นายแพทย์หนุ่มกำลังกอดปล้ำกับคู่ต่อสู้ของเขาซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่กว่า ดร. ดิเรกมาก ต่างคนต่างทำฉมวกหลุดมือไปแล้ว ดร. ดิเรกพยายามกระชากมีดพกออกมาจ้วงแทงถูกลิ้นปี่คู่ต่อสู้ของเขาจนมิดมีดแล้วปล่อยมีดผละออกจากคู่ต่อสู้ มนุษย์กบคอมมิวนิสต์ทำตัวงอลอยต่ำลงไปจนถึงพื้นดินก้นทะเล จบชีวิตไปอีกคนหนึ่ง

นิกรชักใจไม่ดีเมื่อเห็นเพื่อนเอาชนะคู่ต่อสู้ได้หมด ส่วนเขายังปะทะกับคู่ต่อสู้อย่างดุเดือด นายจอมทะเล้นสู้พลางถอยพลาง พอได้โอกาสก็แทงคู่ต่อสู้ของเขาเต็มเหนี่ยว ถูกคอมนุษย์กบฝ่ายแดงอย่างบังเอิญ เจ้าหมอนั่นปล่อยฉมวกหลุดจากมือ แสดงความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส นิกรกระชากฉมวกออกและแทงหน้าอกมันอีกทีหนึ่ง เท่านี้เองมนุษย์กบคู่ต่อสู้ของนิกรก็ม่องเท่ง ค่อยๆ ลอยไปตามสายน้ำ

ดร. ดิเรกให้สัญญาณมือบอกให้ทุกคนรีบกลับเรือ เพราะจะต้องรายงานให้ผู้บังคับการ ร.ล. หนุมานทราบ เพื่อจะได้รีบนำเรือแล่นไปให้พ้นเกาะช้าง มิฉะนั้นอำนาจระเบิดของลูกระเบิดพิเศษจะทำให้ ร.ล. หนุมานได้รับอันตรายหรือชำรุดเสียหายได้

เมื่อมนุษย์กบทั้ง ๘ คนโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำห่างจาก ร.ล. หนุมานราว ๑๐๐ เมตร ทหารประจำเรือก็ตื่นเต้นยินดีไปตามๆ กัน ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์กบหมู่นี้ได้หายไปในทะเลเป็นเวลาชั่วโมงเศษแล้ว ผู้บังคับการรีบออกจากสะพานเดินเรือลงมาที่ดาดฟ้าเรือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น พากันวิ่งไปที่บันไดกราบขวา

กบตัวเมียว่ายน้ำนำหน้าพากบตัวผู้ตรงมาที่เรือรบ ดร. ดิเรกตะโกนบอกผู้บังคับการด้วยเสียงอันดัง

"เตรียมออกเรือครับ เตรียมออกเรือโดยเร็ว ผมวางระเบิดเรือดำน้ำปรมาณูของข้าศึกได้แล้ว เรือเราต้องหนีไปให้พ้นรัศมีระเบิด"

ไม่ต้องสงสัยว่า น.ท. หยดจะปีติยินดีสักเพียงใด นายทหารและทหารทุกคนก็เช่นเดียวกัน ผู้บังคับการเงยหน้ามองขึ้นไปบนสะพานเดินเรือ แล้วตะโกนบอกต้นเรือให้เตรียมออกเรือเป็นการด่วน

ในที่สุด มนุษย์กบทั้ง ๘ คนก็ขึ้นมาบน ร.ล. หนุมานจนครบจำนวน ขณะนี้สมอเรือหะเบตขึ้นแล้ว มนุษย์กบยืนจับกลุ่มกันอยู่บนดาดฟ้าตอนหัวเรือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วได้ช่วยกันถอดท่ออ๊อกซิเจนให้สี่สหาย และสี่สหายต่างช่วยกันถอดท่ออ๊อกซิเจนให้แฟนของเขา ทุกคนต่างถอดรองเท้ากบออก

ต้นเรือได้นำ ร.ล. หนุมานถอยหลังออกจากที่จอดเรือห่างจากเกาะช้างทุกขณะ แล้วก็เลี้ยวซ้ายเป็นวงกว้าง ขณะนั้นเอง ร.ต. วีระพนักงานเรด้าก็วิ่งเข้ามาหาผู้บังคับการและรายงานให้ทราบ

"ผู้การครับ เรด้าของเราจับเรือดำน้ำได้แล้ว และไฮโดรโฟนิคก็จับเสียงได้"

ดร. ดิเรกดีใจกระโดดตัวลอยแล้วร้องไชโยลั่น

"มันแล่นออกจากอุโมงค์ใหญ่ใต้เกาะช้างแล้วครับผู้การ" นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับ น.ท. หยด "มันคงถอยหลังออกมา และเดินหน้าออกทะเลลึก ตามมันไปครับ ทิ้งระยะห่างอย่างน้อยสองไมล์ ลูกระเบิดเวลาของผมเกาะแน่นอยู่ตอนท้ายเรือ รับรองว่าไม่มีวันหลุดเพราะมันเป็นแม่เหล็ก" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา อีก ๓๗ นาที เรือดำน้ำปรมาณูของมันจะระเบิด และผมจะถ่ายรูปการระเบิดไว้โดยใช้เลนซ์เทเลโฟโต้ เพื่อจะได้เป็นหลักฐานประกอบรายงาน ผู้การต้องได้นาวาเอกแน่ๆ "

น.ท. หยดตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง เขาวิ่งขึ้นไปบนสะพานเดินเรือทันที ส่วนมนุษย์กบทั้ง ๘ คนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยังคงยืนจับกลุ่มกันอยู่ ณ ที่นั้น

ดร. ดิเรกกล่าวกับพวกมนุษย์กบอย่างยิ้มแย้ม

"ไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกันเถอะพวกเรา มีเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่า ทันถมไป รับรองว่าพวกเราจะได้เห็นเรือดำน้ำปรมาณูระเบิดแน่นอน" แล้วเขาก็ยิ้มให้แฟนของเขา "พาพวกคุณไปห้องพักสิครับ จะได้อาบน้ำ"

เรือตรีหญิงระรินสั่นศีรษะ

"ไม่ละค่ะ ห้องน้ำของเราถูกเจาะเมื่อเช้านี้ตั้งหลายร้อยรู บางรูโตขนาดนิ้วมือลอดได้"

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ

"ยังงั้นแลกห้องน้ำกัน พวกผมจะไปอาบที่ห้องคุณ และพวกคุณใช้ห้องน้ำของผม ฝาห้องน้ำของเราเป็นเหล็กครับ ถ้าเจาะต้องใช้สว่านไฟฟ้า เป็นเรื่องโกลาหลทีเดียว"

โดยอาศัยเรด้าใต้น้ำ ร.ล. หนุมานได้ติดตามเรือดำน้ำปรมาณูไปในระยะห่างประมาณ ๒ ไมล์ ครั้นเวลา ๑๑.๐๕ น. ทหารเรือทุกคนก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่นท้องทะเล เรือดำน้ำปรมาณูของฝ่ายแดงแหลกละเอียดไปแล้ว บริเวณทะเลตอนนั้นมีน้ำพุ่งขึ้นสูงและมีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก ดร. ดิเรกสามารถถ่ายภาพไว้ได้จากกล้องถ่ายรูปชั้นดีของเขา โดยอาศัยเลนซ์พิเศษย่นระยะให้ใกล้เข้ามา บรรดาทหารเรือต่างกระโดดโลดเต้นไชโยโห่ร้องลั่น

ผู้บังคับการกองเรือยุทธการได้วิทยุแสดงความยินดีต่อคณะพรรคสี่สหาย ผู้บังคับการเรือ และพลประจำเรือทุกคน และสั่งให้ ร.ล. หนุมานเดินทางกลับฐานทัพโดยด่วน.