พล นิกร กิมหงวน 144 : ล่องหนติดกับ

มันเป็นเวลาดึกสงัดประมาณ ๒ น. เศษ ขณะที่ประชาชนชาวจังหวัดพระนครและธนบุรีกำลังหลับนอนอย่างสบายในเคหะสถานของตน เสียงเครื่องบินเครื่องหนึ่งก็ครางกระหึ่มเหนือน่านฟ้านครหลวง และดังใกล้เข้ามาตามลำดับ

มันคือเครื่องบินทิ้งระเบิดเดินทางไกล ใช้เครื่องยนต์ใบพัด ๔ เครื่องยนต์ แต่รูปลักษณะของมันไม่ใช่เครื่องบินของกองทัพอากาศอเมริกาอย่างแน่นอน ภายในเครื่องบินมีแสงไฟฟ้าสว่างจ้า

เครื่องบินลึกลับเครื่องนี้ผ่านจังหวัดสมุทรปราการมุ่งตรงเข้ากรุงเทพฯ ขณะนี้พระนครยังอยู่ในระหว่างใช้กฎอัยการศึก เนื่องจากการกบฏเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ดังนั้น ทางราชการทหารจึงจัดวางกำลังทหารไว้ตามจุดสำคัญต่างๆ รวมทั้งยานอากาศด้วย

ยานอากาศประจำด้านสมุทรปราการได้พูดวิทยุติดต่อกับทางสนามบินดอนเมือง เพราะสงสัยว่าเครื่องบินเครื่องนี้ไม่ใช่เครื่องบินเมล์ เพราะบินผ่านจุดยุทธศาสตร์ในระยะต่ำ ซึ่งไม่ใช่เส้นทางของเครื่องบินเมล์ ประกอบทั้งเป็นเวลาดึกมากและเสียงของเครื่องยนต์ก็แปลกหู นอกจากนี้ยังมีการเปิด สปอรทไลท์สั้นยาวเป็นระหัสลับอีกด้วย

ทางสนามบินดอนเมือง ตอบยานอากาศทางวิทยุโทรศัพท์ว่า เครื่องบิน ๔ เครื่องยนต์ที่ยานอากาศได้ยินเสียงบินข้ามหัวไปนั้น ไม่ใช่เครื่องบินเมล์แน่ๆ มันจะต้องเป็นเครื่องบินของประเทศมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งที่ล่วงระเมิดอธิปไตยของไทยบินเข้ามาด้วยเจตนาร้าย

ดังนั้น หน่วยทหาร ปตอ. ก็ได้รับคำสั่งเตรียมพร้อมโดยด่วน ส่วนทางกองทัพอากาศก็รีบจัดเครื่องบินประจัญบานกลางคืนไว้สามเครื่องเตรียมพร้อมที่จะทำการขับไล่เครื่องบินลึกลับเครื่องนี้

เสียงเครื่องยนตร์คำรามลั่นดังผิดปรกติ เครื่องบินลึกลับบินวงกว้างเหนือเขตทหารทางบางซื่อ และเริ่มทำการถ่ายภาพกลางคืนด้วยแฟลชไล้ท์ ซึ่งมีแสงสว่างจ้าเป็นประกายวาบราวกับสายฟ้า

แน่นอนละ เครื่องบินเครื่องนี้จะต้องเป็นเครื่องบินข้าศึกที่ไม่ปรากฏชาติ ไฟฉายของกองพันฉายกราดแสงพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที ไฟฉายทั้ง ๓ ดวงประสานกันที่เครื่องบินลึกลับนี้

ทันใดนั้นเอง นักบินก็ใช้ปืนใหญ่กลประจำเครื่องบินยิงกราดลงมาที่ไฟฉายทันที มันเป็นการยิงขู่มากกว่า ปตอ. ของเรา เริ่มแผดเสียงคำรามลั่น ปลุกประชาชนให้ตกใจตื่น

สงครามเกิดขึ้นแล้วหรือนี่ หรือเกิดจลาจลอีก คอมมิวนิสต์เปิดฉากบุกประเทศไทยกระมัง ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ทหาร ประชาชนต่างแหงนมองดูเครื่องบินลึกลับลำนี้ ซึ่งบินประทักษิณพระนครหลวงในระยะสูงประมาณ ๒,๐๐๐ เมตร

กระสุน ปตอ. หลายนัดต่อหลายนัดแตกระเบิดรอบๆ เครื่องบินลำนี้นานๆ ก็มีกระสุนส่องวิถียิงขึ้นไปหนึ่งนัด มองแลเห็นลูกปืนแดงวูบเป็นทางขึ้นไป แต่เครื่องบินมีความเร็วสูงมาก การยิงของหน่วย ปตอ. จึงไม่เกิดผล

เครื่องบินลึกลับบินไปทางฝั่งธนบุรี จนพ้นรัศมีแสงไฟฉาย เสียงเครื่องยนต์ห่างไกลไปทุกขณะ แต่แล้วมันก็บินวกกลับมาทางด้านพระนครหลวงอีก และบินต่ำลงมา

บริเวณทุ่งบางเขนถูกความมืดปกคลุมไปทั่ว นักบินทิ้งแฟลว์หรือพลุส่งแสงลงมาทำให้เกิดแสงสว่างมองแลเห็นภูมิประเทศเบื้องร่างราวกับกลางวัน เพราะความสว่างของแฟลว์ไม่ต่ำกว่า ๒ แสนแรงเทียน

ข้าศึกส่งแนว ๕ ลงมาปฏิบัติการแล้ว

ร่มชูชีพ ๒ ร่มกางพรึบขาวโพลงแลเห็นถนัดแกว่งโตงเตงไปมาตามกระแสลม และต่ำลงมาทุกที เครื่องบินลึกลับไม่ได้กังวลกับพลร่มทั้งสอง นักบินบังคับเครื่องแล่นไปทางทิศตะวันออกด้วยความเร็วสูงสุด

พลร่มทั้งสองถึงพื้นโดยสวัสดิภาพ พลร่มทั้งสองต่างปลดร่มชูชีพออกจากตัวของเขา แล้วพากันวิ่งบุกทุ่งนาไปทางหมู่กอไผ่ที่แลเห็นอยู่เบื้องหน้าลิบๆ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง รถจิ๊ปของตำรวจนครบาลรวม ๓ คันก็แล่นมาหยุดริมถนนประชาธิปัตย์ เจ้าพนักงานในเครื่องแบบต่างเผ่นแผล๋วลงจากรถ วิ่งข้ามสะพานไม้บุกเข้าไปในทุ่งนา

จากแสงสว่างของแฟลว์ซึ่งผูกติดกับร่มขนาดกลางลอยอยู่ในอากาศ ทำให้พนักงานตำรวจหน่วยนี้สามารถมองแลเห็นจาระบุรุษทั้งสองอย่างถนัด ตำรวจไล่ติดตามสองจาระบุรุษอย่างฉับพลัน

แต่แล้วแฟลว์ก็ดับวูบ ทำให้ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน มีแสงสว่างสลัวลางก็เพียงแต่ดาวเท่านั้น เจ้าพนักงานต่างกระจายกำลังกันเข้าล้อมกอไผ่อันหนาทึบ

เสียงรองเท้ากระทบพื้นดิน เสียงนายตำรวจออกคำสั่งได้ยินถนัด ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเคลื่อนกำลังเข้ามาใกล้จะถึงกอไผ่ เสียงปืนกลมือทางฝ่ายจาระบุรุษก็แผดคำรามขึ้น แลเห็นประกายไฟวูบวาบออกมาจากกระบอกของมัน

กระสุนปืนกลมือถูกเจ้าพนักงานสองคนล้มลงตายคาที่ แล้วตำรวจก็รีบหมอบราบลงกับพื้นทำการระดมยิงโต้ตอบทันที เจ้าพนักงานรวมทั้งหมดประมาณ ๑๕ คน พยายามคลานคืบเข้าไป และล้อมกอไผ่อันเป็นที่มั่นของจาระบุรุษทั้งสองไว้ได้ ต่างฝ่ายต่างยิงโต้ตอบกันไม่ลดละ นายร้อยตำรวจเอกผู้ควบคุมสั่งให้นายสิบตำรวจคนหนึ่งวิ่งกลับไปที่รถเพื่อส่งวิทยุแจ้งตำแหน่งการล้อมจับพลร่มและขอกำลังตำรวจมาเพิ่มเติม

มันเป็นการต่อสู้โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่เห็นตัวกัน แลเห็นแต่ประกายไฟที่แลบออกมาจากกระบอกปืนกลมือของแต่ละฝ่ายเท่านั้น

ในราว ๕ นาทีให้หลัง เสียงปืนฝ่ายจาระบุรุษทั้งสองก็สงบเงียบ ตำรวจหลายคนต่างเปิดไฟฟ้าเดินทางฉายกราดไปที่กอไผ่ แล้วนายตำรวจผู้ควบคุบก็พาตำรวจวิ่งเข้ามายังกอไผ่กอนี้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

เสียงปืนยุติลงแล้ว และจาระบุรุษทั้งสองหายไปอย่างน่าประหลาด หลบหนีไปได้ทั้งๆ ที่เจ้าพนักงานล้อมไว้อย่างหนาแน่น

ปืนกลมือสองกระบอกวางอยู่บนพื้นพร้อมกับเสื้อ กางเกง หมวกหนัง กระเป๋าย่าม เข็มขัดกระสุนปืนพก รองเท้า เสื้อเจ๊กเก็ต เสื้อเชิ้ต แว่นตา กางเกงใน อย่างละ ๒ ชุดกองอยู่เกลื่อนกลาดตามพื้นดิน

ร.ต.อ, วัลลภ เปิดไฟฟ้าเดินทางส่องดูเครื่องแต่งกายเหล่านี้ด้วยความแปลกใจยิ่ง

"คุณเชิด...." เขาอุทานขึ้นดังๆ "ผมอยากเข้าใจว่าอ้ายสองคนนี่ล่องหนไปเสียแล้ว ผ่านวงล้อมของเราออกไปอย่างลอยนวลทีเดียว

ร.ต.ท. เชิด ก้มลงหยิบเจ๊กเก็ตสีดำทั้งสองตัวขึ้นมาพิจารณาดู

"เอ น่าแปลกใจเหลือเกินครับผู้กอง ถ้ามันหนีไปได้ ก็หมายความว่า เจ้าสองคนนี่หายตัวได้เหมือนอินวิสิเบิลแมนในหนังสือบทประพันธ์ของฝรั่ง หรือเหมือนอย่างที่เราเคยพบเห็นในหนัง แต่มันจะเป็นไปได้หรือครับผู้กอง"

ร.ต.อ. วัลลภ กราดสายตามองไปรอบๆ บริเวณร้องสั่งให้ตำรวจทุกคนระมัดระวังตัวให้อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะใช้ได้ทุกขณะ แล้วเขาก็หันมาทางผู้ช่วยของเขา

"มันต้องเป็นไปได้แน่ๆ คุณโชติ"

ร.ต.ท. เชิด สะดุ้งเล็กน้อย ฝืนหัวเราะเบาๆ

"ทันโทษครับผู้กองโชติน่ะพ่อผม ผมชื่อเชิดครับ"

"อุ๊ยตาย " ผู้บังคับกองร้องลั่น "ขอโทษเถอะครับผมเผลอไป เมื่อเรายังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกัน เราล้อชื่อพ่อกันเสียจนติดปาก"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ถูกแล้วครับ ผมยังจำได้ดี คุณพ่อของผู้บังคับกองชื่อเอี้ยง ผู้กองเคยชกกับร้อยตำรวจเอกประมวญที่สนามฟุตบอลหน้ากรมยุทธศึกษา เพราะคุณประมวญร้องตะโกนดังๆ ว่า อ้ายเอี้ยง"

พวกนายสิบและพลตำรวจหัวเราะคิกคักไปตามกัน ต่างดีใจที่ได้รู้จักชื่อพ่อของท่านผู้บังคับกอง จะได้จำไว้ล้อเล่นในใจ

ร.ต.อ. วัลลภ พูดตัดบท

"เอาละคุณ พ่อคุณหรือพ่อผมต่างก็ม่องเท่งไปนานแล้ว เรามาปรึกษากันดีกว่า อ้ายจาระบุรุษทั้ง ๒ คนนี่น่ะ ผมเชื่อเหลือเกินว่ามันต้องหายตัวได้เด็ดขาด ดูซีคุณโชติ '

"อ้า-" ร.ต.ท. เชิดคราง "ก็ไหนผู้กองเอี้ยงบอกว่าเลิกล้อชื่อพ่อกันยังไงล่ะครับ หรือจะล้อกันอีกสักพักก็เอา ผมยังไม่ลืมว่าปู่ผู้กองชื่อจ๋อง เคยแจวเรือจ้างอยู่ที่ท่าช้างวังหลวง"

ร.ต.อ. วัลลภ จุ๊ปาก

"พอ-พอแล้วคุณ" แล้วเขาก็กระซิบข้างหูเพื่อนรักของเขา ซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา "อ้ายหอก ล้อต่อหน้าพลตำรวจกูก๊อเสียเหลี่ยมหมดซีโว้ย"

ร.ต.ท. เชิด กระซิบกระซาบบ้าง

"ก็มึงล้อกูก่อนนี่หว่า"

วัลลภหัวเราะ กล่าวกับผู้ช่วยของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"เครื่องแต่งกายเหล่านี้ มีทุกสิ่งทุกอย่างครบถ้วน แม้กระทั่งถุงเท้าอย่างละ ๒ ชุดด้วยกัน แสดงว่าจาระบุรุษลอกคราบทิ้งไว้แล้วล่องหนหนีไป"

"อ้าว" ร.ต.ท. เชิดอุทาน "ก็หมายความว่ามันแก้ผ้าน่ะซีครับผู้กอง"

"เออหว่า เอ๊ย ครับ ถูกแล้ว ล่องหนก็ต้องแก้ผ้า ผ้านุ่งผ้าก็จะเห็นเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าตัวของมันเท่านั้นที่กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงมองไม่เห็น ตำรวจโว้ยช่วยกันลำเลียงข้าวของเหล่านี้ไปขึ้นรถ อย่าให้มีอะไรตกหล่นสูญหายไปได้ เพราะจะต้องนำของกลางเหล่านี้เสนอเจ้านายเป็นการด่วน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เมื่อจารบุรุษทั้งสองสามารถล่องหนหายตัวได้ ก็หมายความว่ามันอาจจะก่อวินาศกรรมขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ และมันอาจจะทำร้ายผู้ใหญ่หรือบุคคลสำคัญในประเทศเราก็ได้" พูดจบเขาก็ยกมือตบบ่าผู้ช่วยของเขา "ไป....คุณโชติกลับเถอะ"

ร.ต.ท. เชิด ทำตาเขียวกับผู้บังคับกอง

"วันนี้แกล้อชื่อพ่อกัน ๒๐๐ กว่าครั้งแล้วนะโว้ย เดี๋ยวก็ได้เตะปากกันเท่านั้นเอง"

"หา? แกจะทำร้ายผู้บังคับบัญชาของแกเรอะ ตรางนา"

เชิดหัวเราะ

"ไม่เป็นไร กันติดตรางให้ตาเอี้ยงส่งข้าว"

ลูกชายนายเอี้ยงขยับเท้าจะเตะ แต่แล้วก็ไม่กล้าเตะ เพราะอยู่ต่อหน้านายสิบและพลตำรวจในบังคับบัญชาหลายคน เขากับเชิดรักใคร่กันมาก คบกันมาตั้งแต่เด็กๆ ออกเป็นนายตำรวจรุ่นเดียวกัน แต่วัลลภโชคดีกว่า จึงได้เลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจเอกก่อน ส่วน ร.ต.ท. เชิด มีความผิด หนีเวรตรวจไปนอนอยู่ที่ซ่องบางกะปิ บังเอิญเจ้านายไปพบเข้า เลยไม่ได้เลื่อนยศและเงินเดือน ๒ ปีแล้ว

คืนวันนั้นเอง

ประมาณ ๓ น. เศษ มนุษย์ล่องหนทั้งสองซึ่งเป็นจารบุรุษของพวกคอมมิวนิสต์ ก็เริ่มต้นก่อวินาศกรรมทันที

ที่มุมถนนสุริวงศ์ คนขับรถแท๊กซี่คันหนึ่งถูกลากตัวลงมาจากรถและถูกซ้อมอย่างสบักสบอม ในที่สุดนักขับแท๊กซี่หนุ่มก็เป็นลมสิ้นสติ เมื่อถูกมนุษย์ล่องหนคนหนึ่งบีบคอ

เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจและประชาชนอีกไม่ใช่น้อย ต่างแลเห็นไคร๊สเล่อร์เก๋งแล่นไปมาตามถนนสายต่างอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีคนขับและผู้โดยสาร ตำรวจวิทยุซึ่งประจำอยู่บนรถจิ๊ปตามจุด ต่างๆ แลเห็นรถเก๋งประหลาดคันนี้เข้า ก็พิศวงงงงวยไปตามกัน

ในราว ๔ น. เศษ ย่านชุมนุมชนและย่านการค้าสำคัญกลางเมืองหลวง เกิดเพลงไหม้ขึ้น ๒ แห่งในเวลาไล่ๆ กัน มีผู้แลเห็นเก๋งดำคันนั้นแล่นผ่านไปยังที่เกิดต้นเพลิง แล้วเสียงระเบิดก็ดังขึ้น ต่อจากนั้นก็เกิดเพลงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว

ทางตำรวจเชื่อแล้วว่า พลร่มสองคนที่ถูกส่งลงมาปฏิบัติการสามารถล่องหนหายตัวได้ และแน่นอนทีเดียวมนุษย์ล่องหนทั้งสองจะต้องเป็นชาติมหาอำนาจที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์

เมื่อล่องหนอาละวาด ก่อวินาศกรรมเพื่อหวังจะให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอันเป็นชะนวนเหตุให้เกิดการจลาจล ทางการตำรวจทุกหน่วย ทุกสถานีก็ออกตระเวนล่าล่องหนกันเป็นงานใหญ่

แสงเพลิงแดงฉานจับท้องฟ้า เสียงไซเร็นท์รถดับเพลิงและรถตำรวจครวญครางลั่น หน่วยตำรวจวิทยุได้รับคำสั่งด่วนให้สะกัดจับรถยนต์ของมนุษย์ล่องหน และสั่งให้ใช้ปืนกลระดมยิงเข้าไปในรถ ถ้าหากว่าไคร๊สเล่อร์เก๋งที่ไม่มีคนขับแล่นผ่านหน้าไป

มหาอัคคีภัยเผาผลาญร้านค้า บ้านเรือนราษฎรไปหลายร้อยหลังคาเรือน แล้วพระเพลิงก็เกิดขึ้นอีกทางย่านบางรักเป็นรายที่ ๓ ในชั่วโมงเดียวกันนั่นเอง ประชาชนที่ประสพภัยจากเพลิงไหม้ต่างขนของอพยพหลบหนีไฟสับสนอลหม่าน มนุษย์ล่องหนทั้งสองซึ่งเป็นชนต่างชาติยืนมองดูเพลิงไหม้อย่างสนุกสนาน ไม่ต้องกลัวใครจะแลเห็นเขา

เช้าวันรุ่งขึ้น

ประชาชนทุกมุมเมืองต่างโจษขานกันเซ็งแซ่ด้วยความประหวั่นพรั่นใจ คอมมิวนิสต์ส่งพลร่มสองคนลงที่ทุ่งนาบางเขน ในตอนดึกเกิดยิงต่อสู้กับเจ้าพนักงานตำรวจในระยะเผาขน ในที่สุดจารชนทั้งสองก็หลบหนีวงล้อมของตำรวจไปได้ด้วยการล่องหนหายตัวไป ทิ้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและอาวุธปืนไว้ พร้อมด้วยกล้องถ่ายรูป ล่องหนได้หลบหนีเข้ามาก่อวินาศกรรมกลางพระนคร กระชากคนขับรถยนต์ แท๊กซี่ลงมาซ้อมเสียสะบักสบอมแล้วแย่งชิงรถไป ขับรถยนต์แล่นไปตามถนนสายต่างๆ วางเพลิงเผาผลาญบ้านเรือนเคหะสถานและร้านค้าในย่านชุมนุมชน

แน่นอนทีเดียว มนุษย์ล่องหนทั้งสองจะต้องเป็นชาวต่างชาติของประเทศที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ลัทธิที่ประชาชนคนไทยไม่ปรารถนา ตำรวจออกก้าวสะกัดจับล่องหนเป็นการใหญ่ ประชาชนตื่นตระหนกตกใจไปตามกัน ทำให้ตลาดการค้าปั่นป่วนเนื่องจากร้านค้าใหญ่ๆ เป็นส่วนมากไม่ยอมเปิดร้านทำการค้าขาย เพราะหวาดเกรงภัยจากล่องหน

ตอนสายวันนั้นเอง

บ้าน "พัชราภรณ์" เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน คุณหญิงวาดสั่งคนใช้ของท่านเตรียมบรรจุข้าวของลงหีบ และสั่งปิดประตูช่องเล็กที่หน้าบ้าน

"อยู่ไม่ได้แล้วเจ้าคุณขา" ท่านพูดกับสามีของท่านหลังจากคุณหญิงได้ทราบข่าวจากวิทยุภาคเช้าแถลงเรื่องข้าศึกส่งพลร่มสองคนลงมาปฏิบัติการวินาศกรรมในกรุงเทพฯ และทางตำรวจยืนยันว่า จาระชนทั้งสองนี้ล่องหนหายตัวได้ "ดิฉันต้องอพยพไปนครสวรรค์ไปอาศัยอยู่กับพี่ชายที่นั่นจนกว่าเหตุการณ์จะสงบเรียบร้อย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ไม่ยากขัดใจเมียของท่านก็เลยเห็นพ้องด้วย

"เอา ว่าอะไรว่าตามกัน อพยพโว้ย เปิดเลย เราคนมีเงิน เอะอะต้องเอาแต่ตัวรอดก่อน"

อย่างไรก็ตามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้ตื่นเต้นหวาดเสียวกลัวภัยจากล่องหนเลย โดยเฉพาะ ดร. ดิเรก เขาไม่ยอมเชื่อว่าข้าศึกของเราทั้งสองคนนั้นจะล่องหนหายตัวได้

"อิมพอสิเบิล....เป็นไปไม่ได้" นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ย่อมมีไม่พอที่จะทำให้คนกลายร่างเป็นล่องหน หรือวัตถุโปร่งแสงได้ เว้นแต่ว่านักวิทยาศาสตร์คนนั้นจะเป็นนายแพทย์ผู้ทรงวุฒิอย่างสูงเช่นกัน ฮ่ะ ฮ่ะ ตำรวจคงกลัวจะถูกผู้ใหญ่ตำหนิโทษที่ล้อมไว้แล้ว แต่ปล่อยให้มันหลบหนีไปได้ จึงช่วยกันกุว่าจาระบุรุษทั้งสองล่องหนได้ '

เจ้าแห้วกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"รับประทานจาระบุรุษน่ะ มันอะไรกันครับคุณหมอ"

ดิเรกหัวเราะ

"อ้ายเซ่อ จาระบุรุษก็คือสะปายไงล่ะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานแล้วสะปายน่ะมันเป็นยังไงครับ"

นายแพทย์หนุ่มทำตาปริบๆ หันมาทางนายจอมทะเล้น

"ช่วยอธิบายให้อ้ายแห้วมันฟังหน่อยเถอะวะมันโง่เหลือเกิน จาระบุรุษก็ไม่รู้จัก"

นิกรหัวเราะ

"อย่าเซ่อนักเลยวะอ้ายแห้ว ฉันจะอธิบายให้แกฟัง จาระบุรุษก็คือผู้ชายที่เพิ่งหายป่วยจากโรคบุรุษ"

"เอาเข้าให้นั่น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป เสียงรถยนต์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" พลพยักหน้ากับเจ้าแห้วคนใช้แก่นแก้วของเขา

"ออกไปดูซิอ้ายแห้ว ใครมา"

เจ้าแห้วรีบเดินออกไปจากห้องโถง ในเวลาเดียวกันรถยนต์เก๋งใหม่เอี่ยมคันหนึ่ง ก็คลานเข้ามาจอดหน้าตัวตึก ผู้ที่นั่งอยู่ตอนหลังรถแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย เป็นสุภาพบุรุษค่อนข้างสูงอายุแล้ว แต่ยังกะปรี้กะเปร่าแข็งแรง หน้าตาบอกว่าเป็นนายโปลิศทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งนี้ก็เพราะคนขับแต่งเครื่องสิบตำรวจโท

พ.ต.อ. หลวงปราบพาลชน ผู้บังคับการกองปราบพิเศษ พาร่างอันสูงโปร่งก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ท่านผู้นี้มีความเคารพนับถือ ดร. ดิเรกมาก เคยขอร้องให้ดิเรกช่วยเหลือในราชการตำรวจมามากต่อมาก เป็นต้นช่วยพิสูจน์หลักฐาน ช่วยแยกธาตุ และงานอื่นๆ ที่ต้องใช้วิชาวิทยาศาสตร์ชั้นสูง ซึ่งกองสอบสวนกลางหรือกองพิสูจน์หลักฐานทำไม่ได้ หลวงปราบฯ เคยมาเยี่ยมดิเรกบ่อยๆ จนกระทั่งคุ้นเคยกับคณะพรรคสี่สหายเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสำหรับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หลวงปราบฯ เคยแลกเปลี่ยนกล้วยไม้กับท่านเสมอ

เจ้าแห้วเห็นเข้าก็ยกมือไหว้

"รับประทานสวัสดีขอรับ"

ท่านผู้บังคับการก้มศีรษะให้เจ้าแห้ว

"คุณหมออยู่ไหม"

"อยู่ครับ รับประทานท่านมาจับคุณหมอเรื่องอะไรครับ"

หลวงปราบฯ สะดุ้ง

"เปล่าๆๆ ไม่ได้มาจับ มาเยี่ยมโว้ย ช่วยไปเรียนคุณหมอทีซีว่าฉันมาหา มีราชการสำคัญยิ่ง อยากจะมาขอความช่วยเหลือ"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินออกมาจากห้องโถง หลวงปราบฯ รีบยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก่อนอื่น แล้วต่างฝ่ายต่างก็ไหว้กันยุ่งไปหมด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้ามายื่นมือให้คุณหลวงสัมผัส

"ไง-คุณหลวง สบายดีหรือครับ ผมมีราชการด่วนมากที่จะต้องมาขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์" เขาหมายความถึง ดร. ดิเรก ซึ่งคุณหลวงมักจะเรียกติดปากท่านอาจารย์เสมอ

"เชิญครับเชิญในห้องโถงดีกว่า ผมพอจะรู้แล้วว่าคุณหลวงมาด้วยเรื่องอะไร เกี่ยวกับจาระบุรุษที่กระโดดร่มลงมาเมื่อตอนดึกเมื่อคืนนี้ใช่ไหมล่ะครับ"

"ครับ ถูกแล้ว ประเทศชาติของเรากำลังได้รับภัยพิบัติจากพวกคอมมิวนิสต์ เพียงแต่จาระบุรุษสองคนที่โดดร่มลงมาปฏิบัติการ ก็ทำให้เกิดความเสียหายจากอัคคีภัยหลายสิบล้านจากเพลงไหม้เมื่อใกล้รุ่งสว่างนี้"

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามเบาๆ

"หลายล้านครับ อาเสี่ย"

"อื้อฮือ ผมนึกว่าอย่างมากก็ล้านเดียว เสียหายตั้งหลายล้านอย่างนี้คงจะเหม็นเขียวแย่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก เอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบข้างหูกิมหงวน กล่าวถึงบรรพบุรุษอาเสี่ยเบาๆ แล้วท่านก็หัวเราะเมื่อแลเห็นกิมหงวนทำหน้าแหยๆ ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาหลวงปราบฯ เข้าไปในห้องโถง

ในฐานที่พล พัชราภรณ์ เป็นเจ้าของบ้านเขาจึงทำการต้อนรับท่านผู้บังคับกองปราบฯ เป็นอย่างดี สั่งเจ้าแห้วให้นำเครื่องดื่ม และบุหรี่มารับรองโดยเร็ว หลวงปราบฯ ถามถึงเมียๆ ของสี่สหาย และประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน ดร. ดิเรกบอกว่ากำลังเตรียมจัดเข้าของอยู่ข้างบนเพื่อจะอพยพไปอยู่ต่างจังหวัด

หลวงปราบฯ ถอนหายใจหนักๆ ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด เมื่อคืนนี้คุณหลวงไม่ได้หลับนอนเลย นำตำรวจชั้นดีออกสะกัดจับล่องหนจนรุ่งสว่าง

"เล่าเรื่องจาระบุรุษให้ผมฟังหน่อยซีครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "มันยังไงกันแน่อ้ายฝรั่งสองคนนั่นมันหายตัวได้จริงๆ หรือ"

ผู้บังคับกองปราบฯ ลืมตาโพลง

"เป็นความจริงครับ มันหายตัวได้ หลังจากมันกระโดดร่มลงมา พอถึงพื้นดินตำรวจก็บุกเข้าล้อม มองแลเห็นตัวมันสองคนอย่างถนัด เพราะแฟลว์ที่มันทิ้งลงมายังลอยอยู่ในอากาศ มันหนีเข้ายึดกอไผ่เป็นที่มั่นหลังจากปลดร่มชูชีพออกแล้วตำรวจเข้าล้อมไว้ทุกด้าน ยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือดในที่สุดมันก็ล่องหนหายตัวไป แหวกวงล้อมของตำรวจไปได้อย่างง่ายดาย พวกอัศวินอัศเพลสงงงวยไปตามกันเมื่อได้พบเสื้อกางเกงแว่นตาถุงเท้ารองเท้าปืนพกปืนกลมือ แม้กระทั่งกางเกงในอย่างละ ๒ ชุด ถอดกองไว้บนพื้นดิน แสดงว่ามันเปลือยกายล่อนจ้อนหลบหนีไปแล้ว"

ดร. เรก พยักหน้าช้าๆ เขาฟังคุณหลวงปราบฯ เล่าด้วยความสนใจยิ่ง

"คุณหลวงมีหลักฐานอะไรอีกไหมครับ ที่จะให้ผมเชื่อถือได้ว่า จาระบุรุษทั้งสองนี้สามารถล่องหนหายตัวได้"

"อ๋อ มีซีครับคุณหมอ นายแสวงคนขับรถแท๊กซี่ซึ่งเช่ารถไคร๊สเลอร์เก๋งของผู้มีชื่อคนหนึ่งไปทำแท๊กซี่ ได้ให้การว่า ขณะที่เขานอนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ในรถหน้าโรงแรมโทรกาเดโลมุมถนนสุริวงศ์ เขาถูกชุดกระชากลงจากรถ แต่เขาไม่เห็นตัวผู้ฉุดเขา นายแสวงถูกซ้อมยับเยิน เจ้าตัวตกใจนึกว่าถูกผีหลอก เลยเป็นลมพับอยู่ที่นั่นเอง ล่องหนก็ขโมยเอารถเก๋งคันนั้นเอาไปใช้ วิ่งไปตามถนนสาย ต่างๆ และเริ่มก่อวินาศกรรมด้วยการวางเพลง ตำรวจและประชาชนเป็นจำนวนไม่น้อยที่แลเห็นรถเก๋งของล่องหนแล่นผ่านไปโดยไม่มีคนขับหรือผู้โดยสาร ทั้งนี้ก็เพราะล่องหนทั้งสองคนกลายสภาพเป็นวัตถุโปร่งแสงไปนั่นเอง ผมรีบมาหาคุณหมอ ก็เพื่อจะมาขอความร่วมมือจากคุณหมอในการจับกุมปราบปรามล่องหนทั้งสองคนนี้"

ภายในห้องโถงเงียบกริบ เจ้าแห้วถือถาดใส่ขวดน้ำอัดลมแช่เย็นชนิดหนึ่งมาตั้งบนโต๊ะ พร้อมด้วยหีบบุหรี่ทองคำฝังเพชรลูกของกิมหงวน และเครื่องขีดไฟเบ็นซินทองคำแบบตั้งโต๊ะ

ดร ดิเรก ยิ้มให้ผู้บังคับกองปราบพิเศษ

"มันจะเป็นไปได้หรือครับคุณหลวง ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า เจ้าจาระชนทั้งสองนี้จะล่องหนหายตัวได้"

"ผมรับรองและยืนยันว่าเป็นความจริงครับ"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ถ้าเช่นนั้นประเทศชาติของเราไม่ปลอดภัยเสียแล้ว เชิญสูบบุหรี่ซีครับ คุณหลวง"

"ครับ ขอบคุณมาก ง่า-ขณะนี้กรุงเทพฯ และธนบุรีอาจจะถูกก่อวินาศกรรมอีกด้วยน้ำมือของเจ้าล่องหนสองคนนี้ พวกคอมมิวนิสต์ที่อยู่ตามใต้ดินก็ถือโอกาสโผล่ขึ้นมาร่วมงานด้วย ผมมาหาคุณหมอก็เพื่อจะขอคำแนะนำในเรื่องจับกุมล่องหน เราจะจับมันได้โดยวิธีใดครับ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายคนมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าคุณหมอเท่านั้นที่จะจับล่องหนรายนี้ได"

คราวนี้นายแพทย์หนุ่มยิ้มแก้มแทบแตก เขายืดตัวขึ้นในท่าเบ่ง แววตาแจ่มใส แอ๊คท่าทางให้สมกับที่เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก

"เอาละครับ เมื่อคุณหลวงยืนยันอย่างนี้ผมก็จะเชื่อว่า จาระบุรุษทั้งสองคนนี้สามารถล่องหนหายตัวได้เช่นเดียวกับล่องหนในภาพยนตร์ การจับกุมล่องหนเป็นงานที่อยากเย็นมากนะครับคุณหลวง ไม่ผิดอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทรปาซิฟิค เพราะมันจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรเราก็มองเห็นตัวมันไม่ได้ เว้นแต่ว่าถ้าเราได้ยินเสียงมันหรือรู้แน่นอนว่ามันพักอยู่ในบ้านไหนห้องใน ก็พอที่จะจับกุมตัวได้"

หลวงปราบฯ สนใจอย่างยิ่ง

"จับยังไงครับ คุณหมอ"

"ก็จับใส่กุญแจมือน่ะซีครับ"

ท่านผู้บังคับการกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ผมหมายถึงการเข้าไปจับมัน"

ดร. ดิเรก หัวเราะก้าก

"ผมจะบอกให้คุณหลวงสั่งให้ตำรวจทุกคนเตรียมแป้งมันสำปะหลังคนละห่อ ถ้าหากว่ารู้แน่ว่าล่องหนอยู่ที่ใดก็ให้ตำรวจล้อมจับโดยเอาแป้งมันสำปะหลังโปรยขึ้นไปในอากาศ ถึงแม้ว่าร่างกายของมันเป็นวัตถุโปร่งแสง มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอันเกิดจากอำนาจแสงอินฟราสะเป๊กตรั่ม เมื่อแป้งมันสำปะหลังปลิวไปติดร่างกายของมัน ก็จะทำให้เราแลเห็นร่างของมันทันที ตานี้คุณหลวงจะยิงทิ้งหรือจะจับเป็นแล้วแต่ หรือจะจับอย่างละมุนละม่อมแล้วค่อยหาโอกาสย้ายที่คุมขังไปไว้บางเขนในตอนดึกๆ ยังได้"

หลวงปราบฯ นึกเลื่อมใสในวิธีการจับล่องหนของนายแพทย์หนุ่มอย่างยิ่ง

"ดีทีเดียวครับ คำแนะนำของคุณหมอมีประโยชน์มาก ประเดี๋ยวผมกลับไปจะรีบรายงานด่วนให้ท่านผู้ใหญ่ทราบ เพื่อขอเบิกแป้งมันสำปะหลังสัก ๑๐ ตัน แจกตำรวจทุกสถานีคนละห่อ ถ้านายร้อยให้ ๒ ห่อ"

นิกรว่า "ระวังนะครับคุณหลวง ตำรวจเกิดเอาไปให้เมียชงแป้งลงเสื้อเสียหมดละก้อแย่ทีเดียว แป้งอย่างนี้ทำเต้าทึงกินก็ดี"

หลวงปราบฯ ยิ้มแห้งๆ เอื้อมมือเปิดกล่องบุหรี่ทองคำ แล้วยกหีบบุหรี่ขึ้นมาพิจารณาดูอย่างแปลกใจ

"อือ "

อาเสี่ยหัวเราะ

"อย่างสงสัยเลยครับ ทองคำจริงๆ และฝังเพชรจริงๆ ราคา ๒ แสนบาทเท่านั้น เชิญสูบเถอะครับ"

หลวงปราบฯ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"แล้วบุหรี่ในกล่องนี่น่ะ ฝังเพชรบ้างหรือเปล่าครับ อาเสี่ย"

กิมหงวนทำหน้าเบ้

"ฝังเข้าไปแล้ว คุณหลวงจะสูบยังไง จะได้ติดคอตายห่า"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้อง หลวงปราบฯ กับสี่สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ โอภาปราศรัยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งบางวันคุณหลวงก็เคยมาเล่นไพ่มากินเหล้าที่นี่

"คุณหมอมีวิธีอะไรที่จะแนะนำผมอีกบ้างไหมในการจับกุมล่องหนรายนี้ นอกจากใช้แป้งมันสำปะหลังโปรยขึ้นไปบนอากาศ"

ดร. ดิเรก นิ่งคิด

"วิธีจะจับมันหรือครับ ยังมีอีกถมไป แต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนน่ะซี ใช้ตาข่ายเหวี่ยงแหคลุมตัวมันก็ได้ หรือม่ายก็ดักด้วยกระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตามการจับเป็นจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายเรามากเชียวนะครับ เราจะได้ล่วงรู้แผนการณ์ของมันที่มันถูกใช้ให้เข้ามาก่อการร้ายในประเทศไทยเรา"

หลวงปราบฯ พยักหน้า

"ผมเองก็อยากจะจับเป็น เอาละครับ ผมจะขอเบิกแหขนาดใหญ่ไว้ให้ตำรวจท้องที่ โรงพักละ ๒๐ แหก็คงจะพอ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"วิธีนี้ดีแน่คุณหลวง พวกพลตำรวจน่ะเงินเดือนไม่ใคร่พอใช้ ถ้าเบิกแหไว้ประจำโรงพักเวลาเขาออกยามเขาจะได้ขอยืมแหหลวงไปทอดปลาตามท้องคลองเป็นการช่วยประหยัดเงินค่าครองชีพ ได้ปลามามากขายไปบ้างก็ได้ หรือม่ายก็ทำปลาร้า ปลาเจ่า ตากแห้ง"

ทันใดนั้นเอง มีเสียงแจ๋วๆ ของพวกสาวใช้ในบ้าน "พัชราภรณ์" ร้องบอกกันว่าไฟไหม้ เจ้าแห้ววิ่งตื๋อออกไปหน้าตึก สักครู่ก็กลับเข้ามา

"รับประทานไฟไหม้อีกแล้วครับ ควันพุ่งดำมองเห็นใกล้ๆ รับประทานน่ากลัวจะแถวหัวลำโพงนี่เอง"

หลวงปราบฯ ผุดลุกขึ้นยืน

"แย่มัน อ้ายล่องหนก่อวินาศกรรมอีกแล้ว ถ้าหากว่าเราจับกุมตัวมันไม่ได้ภายใน๒-๓วันนี้ ประเทศชาติของเราจะต้องได้รับภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวง ผมเห็นจะต้องลาละครับ ลาก่อนครับทุกๆคน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "คุณหลวงเอาฟ้ามุ่ยติดมือไปบ้างซีครับ"

หลวงปราบฯ ทำคอย่น

"เรื่องกล้วยไม้เอาไว้คุยกันวันหลังเถอะครับใต้เท้า ให้ผมปราบอ้ายล่องหนให้ได้เสียก่อน ลาละครับ"

แล้วท่านผู้บังคับการกองปราบพิเศษ ก็พาตัวเดินออกไปจากห้องโถงอย่างร้อนรน ดร. ดิเรกตามออกมาส่งหลวงปราบฯ ที่หน้าตึก ยืนมองดูอยู่จนกระทั่งหลวงปราบฯ นั่งรถออกไปพ้นเขตบ้าน "พัชราภรณ์" นายแพทย์หนุ่มจึงกลับเข้ามาในห้องโถง

ใบหน้าของดิเรกเคร่งขรึม แสดงว่าเขากำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เช่นเดียวกัน ท่านเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าเป็นนายทหารนอกราชการ เลือดของท่านจิตใจของท่านก็ยังเป็นทหาร มีความรักประเทศชาติอย่างแรงกล้า

"เฮ้ ดิเรก มานั่งนี่"

นายแพทย์หนุ่มเดินเข้ามานั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกับพ่อตาของเขา และหันมาจะหยิบบุหรี่สูบแต่กล่องบุหรี่ทองคำฝังเพชรอันตรธานไปเสียแล้ว ดิเรกมองดูหน้านิกรแล้วหัวเราะหึๆ

"เอากล่องบุหรี่มา"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"อ้ายกร อย่านะโว้ย ไม่ใช่ราคาถูกๆ "

นิกรอมยิ้ม ก้มตัวล้วงมือลงไปใต้เก้าอี้นวมหยิบกล่องบุหรี่ขึ้นมาวางบนโต๊ะตามเดิม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับลูกเขยท่านอย่างเป็นงานเป็นการ

"ดิเรกโว้ย เรื่องจาระชนรายนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย ประเทศชาติของจะต้องล่มจมอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าหากตำรวจไม่สามารถจะจับล่องหนได้ เพราะมันจะต้องก่อวินาศกรรมเรื่อยๆ เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อน ถึงที่สุดการจลาจลก็จะเกิดขึ้นทันที แล้วต่างประเทศก็จะถือโอกาสเข้าแทรกแซง"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ผมกำลังคิดอยู่เดี๋ยวนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า อย่างไรเสียตำรวจก็คงจับมันไม่ได้ เพราะไม่มีใครสามารถมองเห็นตัวของมัน แต่อ้ายหน ๒ คนนี้ คงไม่ฉลาดเกินไปกว่าผม"

นิกรแกล้งยอดิเรก

"จริงโว้ย กันเชื่อ ให้ดิ้นตายเถอะวะ กันยังไม่เคยเห็นนักวิทยาศสตร์คนใดที่มีวิชาความรู้เกินหน้าแกไปได้เลย ธนบัตรใบละ๒๐ บาทเก๊อย่างแง๋ๆ แกเอามาตกแต่งเดี๋ยวเดียวเท่านั้นใช้ได้สบาย กันเคยอวดเพื่อนกันเสมอๆ ว่า ด๊อกเตอร์ดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ทีเชียวที่สุดในโลกนี้ ตลอดจนกระทั่งโลกพระอังคาร โลกพระพุธก็คงจะหาคนสู้แกไม่ได้"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ง่า-ประเดี๋ยวไปกินขนมจีบซาลาเปากันเถอะวะกร กันเป็นเจ้ามือเอง จะได้ออกสังเกตผลแห่งวินาศกรรมของอ้ายล่องหนทั้ง ๒ ด้วย"

นิกรหันมายักคิ้วกับกิมหงวน

"ยอเสียหน่อยเดียว ได้เลี้ยงข้าวกลางวันแล้วไหมล่ะ นี่แหละเขาว่าพูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอดแดก"

พลกล่าวถาม ดร. ดิเรกถึงเรื่องล่องหน

"แกมีความคิดที่จะจับกุมจาระชนทั้ง ๒ คนนี้ใช่ไหม ดิเรก"

"ออไร๋น์ กันจะจับมันเอง แต่พวกเราจะต้องร่วมมือกับเราด้วย"

นายพัชราภรณ์ยิ้มเล็กน้อย

"กันยินดีหมอ เพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติที่รักของเรา และสวัสดิภาพของประชาชน กันยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อร่วมมือกับแกปราบล่องหนทั้ง ๒ คนนี้"

กิมหงวนแหกปากตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ชาติย่อมเหมือนสิ่งอื่น ใครคิดร้ายต่อชาติไทย เราต้องพิฆาตฟาดฟันมัน ไชโยๆ อ้าว-ไม่มีใครไชโยเลยโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูเสี่ยหงวน

"มึงจะบ้าหรือวะอ้ายหงวน ดันแหกปากขึ้นมาได้"

อาเสี่ยหัวเราะ หันมาถามดิเรก

"พวกเราทุกคนยินดีร่วมมือกับแก ว่าแต่แกมีโครงการณ์ที่จะจับล่องหนโดยวิธีใดล่ะ เล่าให้ฟังบ้างซี"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"กันของสงวนไว้เป็นความลับก่อน เอาเถอะเย็นนี้กันจะบอกให้รู้ และกันรับรองว่า กันจะจับล่องหนให้ได้อย่างละมุนละม่อมในคืนวันนี้ ถ้าจับไม่ได้กันยอมให้แกเตะ"

นิกรพึมพำขึ้นเบาๆ

"แกจะจับมันได้ยังไงว้า แกรู้หรือเปล่าว่ามันอยู่ที่ไหน"

ดิเรกหัวเราะ

"ก็พอจะเดาได้ ถึงแกเองก็ควรจะรู้ดีว่าล่องหนทั้ง ๒ คนนี้เป็นชนชาติอะไร อย่างน้อยล่องหนมันจะต้องมีการติดต่อกับทูตของมันที่ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ หรือมิฉะนั้นมันก็ต้องมีการติดต่อส่งข่าวสารทางวิทยุไปทางประเทศของมัน เพื่อรายงานการเคลื่อนไหวของมันให้ทางโน้นทราบทุกระยะ ไว้ใจกันเถอะน่า กันต้องจับมันได้อย่างแน่นอน" แล้วเขาก็จะพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง "ไม่เคยมีอะไรที่ด๊อกเตอร์ ดิเรกทำไม่สำเร็จ ฮะ ฮ้า ท่านมหาราชารามซิงก์ยังเคยรับสั่งว่า กันเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลกเรานี้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานคุณหมอให้ผมร่วมงานด้วยสักคนนะครับ ผมจะได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติของเราบ้าง"

ดิเรกหัวเราะ

"แกจะร่วมมือกับกันจับจาระบุรุษยังงั้นหรือ"

"ครับ"

"แต่แกเป็นโรคบุรุษนี่หว่า แกมีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อสู้กับมันหรือ"

เจ้าแห้วค้อนควับ

"รับประทานหายนานแล้ว แหม-พูดซะเรื่อย เป็นตั้งแต่ปีกลาย"

ดร. ดิเรกหัวเราะลั่นแล้วกล่าวกับพ่อตาและเพื่อนเกลอของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา เอารถออกสังเกตการณ์ดีกว่า ตรวจดูตามสถานที่ที่เกิดเพลิงไหม้ แล้วก็เลยไปหาข้าวกลางวันตามประสาคนมีเงิน กลับมาตอนบ่ายค่อยวางแผนการณ์จับล่องหนรายนี้"

ครั้นแล้วสี่สหายกับเจ้าแห้วก็พากันออกไปจากห้องโถงซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด และแม่เสือทั้ง ๔ กำลังตระเตรียมเข้าของเสื้อผ้ากันเป็นการใหญ่ เตรียมอพยพออกไปจากพระนครหลวง ถ้าหากว่าเกิดศึกเสือเหนือใต้หรือการจลาจลอย่างรุนแรง ซึ่งคุณหญิงวาดกลัวนักกลัวหนา

บ่ายวันนั้นเอง

หลังจากสี่สหายออกตระเวนดูสถานที่เกิดเพลิงไหมทั้ง ๔ แห่ง และรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้วต่างก็พากันกลับมาบ้าน

ดร. ดิเรกเริ่มต้นดำเนินงานจับล่องหนทันที เขาหมกตัวอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ตลอดวัน ปรับปรุงเครื่องดักกระแสคลื่นวิทยุอันประกอบด้วยเรดาห์ขนาดเล็กซึ่งประดิษฐกรรมของนายแพทย์หนุ่มชิ้นนี้สามารถที่จะทราบได้ว่าสถานที่ตั้งของเครื่องรับส่งวิทยุอยู่ ณ ที่ใดบ้าง ซึ่งเครื่อง เรดาห์จะชี้ตำแหน่งให้ทราบอย่างชัดเจน ดร. ดิเรก เชื่อว่าอย่างไรเสียล่องหนคงจะต้องรับส่งวิทยุติดต่อกับผู้บังคับบัญชาทางประเทศของมันอย่างไม่ต้องสงสัย

พอใกล้จะพลบค่ำ แผนการจับล่องหนของ ดร. ดิเรก ก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย ขณะที่เขานั่งพักผ่อนอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ตามลำพัง เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังกังวาน ขึ้น โทรศัพท์เครื่องนี้เป็นเครื่องลีเลย์ต่อมาจากเครื่องในบ้าน "พัชราภรณ์" อีกทีหนึ่ง

นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นเดินมาที่เครื่องโทรศัพท์ ยกหูขึ้นพูด

"ฮัลโล ที่ไหนครับ"

"กองปราบพิเศษครับ คุณหมอพูดใช่ไหมผมหลวงปราบฯ "

ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋น์ ผม-ดิเรกครับ ข่าวคืบหน้าของเรามียังไงบ้างครับเห็นเขาโจทย์กันว่า ตำรวจไล่ยิงล่องหนทางช่องนนทรีย์เป็นความจริงหรือเปล่า"

หลวงปราบฯ หัวเราะเลียงแปร่งๆ

"ถูกแล้วครับ หน่วยตรวจกองปราบของผมพบรถยนต์ของล่องหนแล่นไปทางถนนท่าเรือคลองเตย ตำรวจก็ติดตามไล่สะกัดจับ เกิดยิงต่อสู้กันขึ้น พวกเราล้อมรถคันนั้นไว้ ใช้แป้งมันสำปะหลังสาดขึ้นไปบนอากาศ"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"แล้วยังไงครับ คุณหลวง"

"ไม่ได้ผลเลยครับ ลมพัดแรงมาก แป้งลอยไปหมด และมิหนำซ้ำตำรวจส่วนมากยังเอาแป้งไปให้เมียและแม่ยายใช้ลงเสื้อเสียหมด เพราะไม่ทราบความประสงค์ เท่าที่ผมโทรศัพท์มาก็เพื่อจะถามคุณหมอว่า ถ้าหากเราพบล่องหนกลางแจ้งในที่มีลมพัดจัด เราทำยังไงดี"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่นในท่าตรึกตรอง

"ก็ทำไมไม่ใช้แหเหวี่วยงตามที่ผมแนะนำล่ะครับ '

มีเสียงหัวเราะมาตามสาย

"เรื่องแหเป็นปัญหายุ่งยากมากครับ ผมจ่ายแหให้หน่วยตำรวจวิทยุกองปราบไปแล้วคนละ๒แห และสั่งให้ไปซุ่มดักจับล่องหนตามจุดต่างๆ แต่ตำรวจพ่อกลับเอาแหไปทอดปลาเล่นอย่างสนุกสนาน ผมเลยเรียกแหคืนหมด"

ดร. ดิเรกครางออกมาเบาๆ

"มายก๊อต...ล่องหนหนีไปได้อีกตามเคย คุณหลวงเข้าใจว่ายังไงครับ ที่ล่องหนหายไปทางท่าเรือคลองเตย"

หลวงปราบฯ ว่า "ผมไม่อาจจะให้คำตอบได้ครับ แต่คิดว่ามันคงจะไปก่อวินาศกรรมขึ้นที่นั่น"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เอาละครับ ถ้าผมมีความคิดอะไรที่แยบคายในการดักจับล่องหน ผมจะโทรศัพท์เรียนให้ทราบ"

"หรือครับ ดีทีเดียว ขอบคุณคุณหมอมาก ผมจะพยายามทุกวิถีทางที่จะปราบปรามจับกุมตัวมนุษย์ล่องหนให้ได้โดยเร็วที่สุด ท่านผู้ใหญ่สั่งมาว่าให้จับตาย"

ดร. ดิเรก ว่า "ถ้ายังงั้นก็ควรใช้ลูกระเบิดขว้างเมื่อแลเห็นรถยนต์ของล่องหนผ่านมา"

"ผมคิดแล้วครับในเรื่องนี้ แต่จะทำได้ยากที่สุด เพราะจะไปถูกเอาประชาชนคนเดินถนนเข้า เลิกกันนะครับคุณหมอ ผมจะรอคอยฟังคำแนะนำของคุณหมอต่อไป"

"ครับ สวัสดีครับ ขอให้โชคดีจงเป็นของคุณหลวง"

นายแพทย์หนุ่มวางหูโทรศัพท์ไว้ตามเดิม ในเวลาเดียวกันนี้เอง เสียงประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็ถูกเคาะขึ้น

"คัมอิน" ดิเรกร้องอนุญาติด้วยเสียงหนักๆ

ประตูกระจกฝ้าค่อยๆ เปิดออก เจ้าแห้วพาตัวเดินเข้ามา มือขวาถือถาดใส่น้ำผลส้มแช่เย็น

"รับประทานคุณภาให้ผมเอาน้ำส้มมาให้ครับ"

"แท๊งคิว ออไร๋น์ นั่งลงอ้ายแห้ว ข้าอยากจะถามอะไรเอ็งสักหน่อย"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง วางถาดใส่แก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะ

"รับประทานคุณหมอจะให้ผมเป็นที่ปรึกษาหรือครับ"

ดิเรกทำคอย่น "โธ่-ประเดี๋ยวพ่อถีบหงายท้องเลย ทะลึ่ง....มีอย่างหรือวะ คนอย่างฉันจะเอาแกเป็นที่ปรึกษา"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ "รับประทาน ถ้ายังงั้นคุณหมอจะถามอะไรผมหรือครับ"

ดร, ดิเรกนิ่งอึ้งไปสักครู่ แล้วถามยิ้มๆ

"เอ็งอยากหายตัวไหมวะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"หายตัว รับประทานหายโดยทางเวทย์มนต์คาถา หรือโดยทางวิทยาศาสตร์ครับ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักไสยศาสตร์"

"อ๋อ รับประทานหมายความว่า คุณหมอจะทำให้ผมเป็นอินวิสสิเบิลแมนยังงั้นหรือครับ"

"ออไร๋น์-ออไร๋น์ ฉันจะทำให้แกกลายสภาพเป็นวัตถุโปร่งแสงเท่ากับหายตัวได้ เพราะไม่มีใครสามารถจะมองเห็นตัวแก ทั้งๆ ที่ตัวแกไม่ได้หายไปไหน"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานตกลงครับ"

"อือ-ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นแกไปเชิญพ่อตาของฉันและอ้ายลิง ๓ ตัวนั่นมาพบกับฉันที่นี่เดี๋ยวนี้ เราจะได้ปรึกษาหารือกันตามแผนการณ์ของข้า ที่จะปราบมนุษย์ล่องหนจาระบุรุษต่างชาติ ๒ คนนั่นที่กำลังก่อภัยพิบัติให้แก่ประเทศชาติของเรา"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ ยกมือขวาทุบหน้าอกตนเอง แล้วพูดขึ้นดังๆ

"รับประทานผมพร้อมแล้วครับ เราจะต้องพิฆาตฟาดฟันศัตรูผู้มารุกราน เราต้องปราบมันให้ราบ เราต้องสู้ไม่หวาดหวั่นย่อท้อ ไชโย ประเทศไทยจงเจริญชั่วฟ้าดินสลาย"

ดร. ดิเรกโบกมือห้าม

"พอ-พอ มากไปโว้ย ถ้าแกขืนพูดพล่ามอย่างนี้บ่อยๆ ฉันอาจจะส่งตัวแกไปสงบอารมณ์ที่โรงพยาบาลโรคจิตก็ได้"

เจ้าแห้วหัวเราะ พาตัวเดินออกไปจากห้องโถง ดิเรกเริ่มเตรียมงานของเขา หยิบข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างมาวางไว้บนโต๊ะ จัดสถานที่ให้เรียบร้อย โคมไฟขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนแท่นของมันคือ แสงชนิดหนึ่งสำหรับฉายอาบร่างกายและหลังจากนั้น เขาก็จะฉีดยาเข้าสู่ร่างกายพรรคพวกของเขา เพื่อให้เซ็ลต่างๆ ในร่างกายกลายเป็นวัตถุโปร่งแสง ไม่มีใครมองเห็น

อีกสักครู่หนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพาพล, นิกร, กิมหงวน กับเจ้าแห้วเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เจ้าแห้วจัดแจงปิดประตูกระจกฝ้าใส่กลอนเรียบร้อย

"มา-พวกเรา" นายแพทย์หนุ่มร้องทัก "นั่งโว้ยเราจะเริ่มต้นปราบมนุษย์ล่องหน ทั้ง ๒ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

ทุกคนนั่งลงบนเก้าอี้และม้ายาว

"แกจะว่ายังไงว่ามาซิ" ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

ดร. ณรงฤทธิ์อธิบายแผนการณ์ให้ทราบ

"ผมคิดว่า พวกเราคงพอจะทราบได้ว่าจาระชนมนุษย์ล่องหน ๒ คนนี้เป็นชนชาติอะไร ผมจะใช้วิธีหนามหยอกเอาหนามบ่ง"

นิกรอมยิ้ม

"นั่นน่ะซี ที่เรียกว่าหนามยอกเอาหนามบ่งน่ะ ทำยังไงล่ะ"

ดิเรกว่า "ก็คือทำให้พวกเราทั้ง ๖ คนนี่กลายสภาพเป็นล่องหนไปน่ะซี แล้วเราก็บุกเข้าไปในสถานทูตทุกแห่งนั้น เท่านี้เราก็จะจับอ้ายล่องหน ๒ คนนั่นได้"

นายพัชราภรณ์เห็นพ้องด้วยตามแนวความคิดของ ดร. ดิเรก

"อือ เข้าทีมากหมอ ถ้าพวกเราเข้าไปสืบสวนในสถานทูตนั้นได้ เราก็จะได้รับความสำเร็จผลในการปราบจาระชนอย่างแน่นอน อย่างไรเสียอ้าย ๒ คนคงพักอาศัยอยู่ที่นั่น"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แล้วเราจะเริ่มหายตัวกันเมื่อไรล่ะ"

"เดี๋ยวนี้แหละ ทุกสิ่งทุกอย่างกันได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว"

๓ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเห็นพ้องด้วย ดร. ดิเรกลุกขึ้นเตรียมงานทันที เขาบอกให้เพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วลุกไปนั่งบนม้ายาวทั้ง ๕ คน ต่อจากนั้นนายแพทย์หนุ่มก็จัดแจงเปิดแสงอินฟราสะเป็กตรั่ม แล้วเขาก็รีบไปนั่งที่ม้ายาวนั้นด้วย

เสียงไดนาโมครางกระหึ่มลั่นห้อง ทั้ง ๖ คนนั่งนิ่งเฉยอาบแสงวิทยาศาสตร์อยู่ไม่ต่ำกว่า ๑๐ นาที ดิเรกจึงลุกขึ้นปิดสวิทไฟ

"เป็นไงบ้าง พล"

พลตอบว่า "รู้สึกคลื่นไส้และเวียนหัวนิดหน่อย"

นายแพทร์หนุ่มพยักหน้า

"ออไร๋น์ ยูไม่ต้อยวิตกอะไร ประเดี๋ยวก็หาย ที่คลื่นไส้และเวียนศีรษะก็เพราะแสงอินฟราสะเป็ก ตรั่มของกันได้ซึมซาบไปทั่วร่างกายของแก เอาละนะในไม่ช้านี้ พวกเราจะกลายเป็นล่องหนไปหมด และเราจะหายตัวได้ถึงสามชั่วโมงเต็มๆ "

ดร. ดิเรกเดินมาที่โต๊ะริมห้อง จัดแจงต้มเข็มฉีดยาและหลอดบรรจุยาฉีดด้วยเครื่องต้มไฟฟ้า

"อ้ายเสี่ย"

กิมหงวนลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ดร. ดิเรก ชี้ให้นั่งบนเตียงผ่าตัด

"แกจะฉีดยาให้กันหรือ? "

"ออไร๋น์ ฉีดเข้ากล้ามไม่เจ็บปวดอะไรหร็อก"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เอาซี เรื่องฉีดยาน่ะมันเป็นของธรรมดาสำหรับกันเสียแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มจัดแจงบรรจุยาฉีดเข้าหลอดแล้วเขาก็ฉีดยาให้กิมหงวน แต่พอแทงเข็มลงไป เข็มฉีดยาก็หักออกเป็น ๒ ท่อน

"เป๊าะ! "

ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เฮ้-ถอดพระเครื่องลางออกเสียก่อนซีโว้ย แล้วกัน เข็มหักไปแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"ขอโทษทีหมอ กันลืมไป เมื่อเช้าทีหนึ่งแล้ว ไปตัดผมที่สามแยก ช่างตัดผมเอาตะไกรปัตตาเลี่ยนไฟฟ้าไถตีนผม เสียงดังแกร๊ก ฟันตะไกรบิ่นหมดเลย กันต้องถอดเอาพระเครื่องลางออก ช่างจึงจะตัดผมกันได้" พูดจบกิมหงวนก็ถอดสร้อยคอเส้นเบ้อเร่อออกจากศีรษะวางลงบนโต๊ะ สร้อยคอทองคำเส้นนี้มีพระเครื่องรางเลี่ยมทองอยู่ ๓--๔ องค์ ล้วนแต่เป็นพระชั้นเยี่ยมทั้งนั้น

นิกรมองดูสร้อยคอของกิมหงวนอย่างสังเวชใจ

"เฮ้ย-นั่นสร้อยคอหรือโซ่ล่ามช้างวะ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ก็สร้อยคอน่ะซี หนัก ๑๕ บาท"

เจ้าแห้วถามขึ้นเบาๆ

"รับประทาน จ้างร้านไหนชุบครับ รับประทานมองดูราวกับทองจริงๆ "

กิมหงวนทำคอย่น หันมาถลึงตามองดูเจ้าแห้ว

"ชะ ช้า อ้ายแห้ว เอ็งคิดว่ามหาเศรษฐีอย่างข้าใช้ของเก๊ยังงั้นรึ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานทำไมฝีมือจึงหยาบยังงี้ล่ะครับ"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"สร้อยคอน่ะ ถ้ามีน้ำหนักมากๆ เขาก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น"

นิกรเดินเข้ามาหาเจ้าแห้ว แบะอกเสื้อออกดึงโซ่เหล็กขนาดเล็กเส้นหนึ่งที่คล้องรอบคอเขาให้เจ้าแห้วดู

"นี่-ของข้าซีวะถึงจะแน่ แขวนพระมันต้องใช้โซ่เหล็กแล้วก็ปลอดภัยไม่ต้องกังวลว่าใครจะดักจี้"

ดร. ดิเรกยกมือผลักนิกรให้ออกห่างจากเขา

"หลีกไปๆ อย่าเกะกะ ไอจะฉีดยาให้อ้ายหงวน"

อาเสี่ยก้มลงมองดูบนโต๊ะ สายสร้อยทองคำเส้นมหึมาของเขาอันตรธานไปแล้ว กิมหงวนจึงเงยหน้าขึ้นมองดูอ้ายเสือมือกาว

"อย่าล้อเล่นนะโว้ย เส้นหนึ่งตั้งเกือบหมื่น"

นิกรยิ้มอายๆ

"กันเก็บไว้ให้ วางไว้นั่นเดี๋ยวดิเรกมันหยิบเอาไป"

ดิเรกหัวเราะอย่างขบขัน พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คนอย่างดิเรกน่ะ ให้แกเอาเงินมากองไว้เต็มห้องนี่มันก็ไม่เอา '

นิกรหันมาพูดกับพล

"อ๋อ ก็มันเซ่อนี่หว่า ลองกันซีวะ บาทเดียว กันก็เอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนิกรดังป้าบ

"นั่ง นั่งเถอะ พ่อมหาจำเริญ พ่นมากเกินไปเสียแล้ว"

นิกรบ่นพึมพำ ทรุดตัวนั่งบนม้ายาวตามเดิม ต่อจากนั้น ดร. ดิเรกก็ฉีดยาให้เพื่อนเกลอทั้ง ๓ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วคนละเข็ม ส่วนตัวเขาเอง พลเป็นผู้ฉีดให้ หลังจากฉีดยาแล้ว คณะพรรค ๔ สหายก็นั่งปรึกษาหารือกันในเรื่องที่จะปราบปรามจาระชนล่องหนทั้ง ๒

อำนาจแสงวิเศษ และยาฉีดทำให้มึนงงไปตามกัน เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ฤทธิ์ยาค่อยๆ ซึมซาบไปทั่วสรรพางค์กาย ทำให้เซ็ลต่างๆ กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงคือเป็นสีเดียวกับอากาศ ความมึนงงค่อยๆ หายไป

"โอ-เค" ดิเรกร้องขึ้นดังๆ

นิกรผลุดลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อเชิ๊ต, กางเกงขายาว ปาล์มบิชสีน้ำตาล และแก้กางเกงในออก ร่างของเขาเปลือยเปล่าล้อนจ้อน นายจอมทะเล้นยกมือไขว่หลังเดินโทงเทงไปมารอบๆ ห้อง

"เฮ้ย" ดิเรกร้องลั่นและหัวเราะงอ "ยังไม่ทันจะหายตัวเลยโว้ย เสือกแก้ผ้าแล้ว"

"อ้าว" นิกรอุทาน ก้มลงมองตัวเอง "อ้ายผี แล้วก็ไม่บอกด้วยนึกว่าหายตัวแล้วน่ะซี" พูดจบก็วิ่งเข้าไปแอบข้างหลังตู้เครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

ณ บัดนี้ คณะพรรคสี่สหายกลายร่างเป็นล่องหนแล้ว

ต่างคนต่างมองดูกันด้วยความตื่นเต้น อวัยวะที่โผล่พ้นนอกเสื้อผ้า คือศีรษะ คอ แขน มือ จางหายไปแล้ว ดร. ดิเรกดีดมือแป๊ะ

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ แก้ผ้าได้แล้วโว้ย"

ทุกคนลุกขึ้นยืนจัดแจงเปลื้องเสื้อผ้า รองเท้า ตลอดจนแหวนทองนาฬิกาข้อมือและสร้อยคอออกอำนาจยาวิเศษของนายแพทย์หนุ่ม สามารถทำให้ล่องหนด้วยกัน มองเห็นตัวกัน และสามารถมองเห็นล่องหนอื่นๆด้วย ดังนั้น การหัวเราะอย่างมโหฬารก็เกิดขึ้นอีก เมื่อหกล่องหนมองดูกันซึ่งอยู่ในชุดแรกเกิด

"อื้อฮือ" นิกรกระเซ้าพ่อตาของเขา คุณพ่อนะจ้ำม่ำดีเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอายๆ

"อย่ามองซีโว้ย ฮื้อ-อ้ายนี่ เดี๋ยวตาเป็นกุ้งยิงไม่รู้นะ"

นิกรหัวเราะงอหาย หันมายิ้มกับอาเสี่ยหงวน

"เป็นยังไงบ้าง อ้ายหงวน"

อาเสี่ยพยักหน้า

"สบายดีกว่านุ้งผ้า เพราะลมโกรกได้รอบตัว" แล้วเขาก็ยกมือเขกกระบานล่องหนแห้วดังโป๊ก "หัวเราะอะไรวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วกุมศีรษะพลางหัวเราะพลาง

"รับประทานผมขันตัวเองครับ แฮ่ะ แฮ่ะ จั๊กกระจี้จั๊กกระเดียมชอบก๊ล วุ๊ย-รับประทานขนลุกไปหมดเลย"

ดร. ดิเรกกล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปเถอะ พวกเรา ไม่จำเป็นต้องบอกให้เมียๆ ของเรารู้ เพราะเราจะต้องทำงานเป็นความลับ เราจะต้องรีบสังหารอ้ายล่องหนต่างชาติสองคนนั่นให้ได้โดยเร็วที่สุด ไปเถอะโว้ย พวกเรา"

พลกล่าวถามขึ้น

"แล้วอ้ายสองคนนั่น มันจะมองเห็นตัวพวกเราไหม? "

"โน-พวกเราต่างหากที่สามารถเห็นตัวมันทั้งๆ ที่มันอยู่ในสภาพล่องหน ทั้งนี้ก็เพราะยาฉีดของกันช่วยให้ม่านตาของพวกเราเป็นตาทิพย์ ซึ่งกันได้ใช้เวลาค้นคว้าอยู่นาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามว่า

"แกจะพาพวกเราไปไหนล่ะ"

"ก็ไปสถานทูตนั้นน่ะซีครับ"

"ขึ้นรถไปเรอะ" นิกรถาม

"เปล่า-เราต้องเดินไป ถ้าขึ้นรถตำรวจเห็นรถยนต์แล่นได้โดยไม่มีคนขับ อาจจะคิดว่าเราเป็นมนุษย์ล่องหนสองคนนั่น เอาปืนกลมือกรอกเข้ามาในรถ เราก็ม่องเท่งเท่านั้นเอง เดินไปดีกว่า นึกว่าเราเดินเที่ยวเล่นกัน เห็นสาวๆ ผ่านมาเราจะจูบฟรีเล่นบ้างก็ยังได้"

คราวนี้พวกล่องหนหัวเราะคิกคักไปตามกัน ดร. ดิเรกพาคณะพรรคของเขาออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ลงบันไดหลังตึกออกมาทางหน้าบ้าน

ละม่อม สาวใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" เดินสวนมาทางนั้น เจ้าแห้วรีบปราดเข้าไปหาละม่อม ยกมือตะครุบละม่อมทันทีแล้วถอยออกห่าง

สาวใช้หยุดชะงักถอยหลังกรูด มีความรู้สึกเหมือนกับถูกใครขยำเนื้อหล่อนค่อนข้างแรง แต่มองไม่เห็นตัว เจ้าแห้วย่องเข้าข้างหลังยกมือขวาตีก้นละม่อมเต็มแรง

"ว้าย!" ละม่อมร้องสุดเสียงแล้ววิ่งหนี "ผีหลอกกลางวันโว้ย ผีฉิบหายอย่าได้ไปผุดไปเกินเลยมึง"

เจ้าแห้วยกมือขวาปิดปากแล้วหัวเราะชอบใจ วิ่งตามเจ้านายของเขาไปทางประตูใหญ่นอกถนน หกล่องหนเดินมาหยุดหน้าเรือนพักแขกยาม มองดูนายภควานจันทร์ คนยามเก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งกำลังนั่งทอดโลตีอยู่ข้างเรือน

นิกรย่องเข้ามายกมือกระตุกหางหนูเบาๆ

"เฮ้น่ะ" อ้ายบังสะดุ้งโหยงร้องลั่น หันไปมองดูรอบๆ ตัว เมื่อไม่เห็นใครก็ตกใจลุกขึ้นยืน "อื๋อ-อีนี้ผีหลอกจั๋นน่ะ"

นิกรแกล้งพูดยานคางเสียงห้าวๆ

"อ้ายบังโว้ย กูจะมาเอาชีวิตมึง"

บาบูหน้าซีดเผือด แข้งขาสั่นพั่บๆ นายจอมทะเล้นก้มลงหยิบโลตีที่ทอดไว้แล้ว รวม ๖ แผ่นขึ้นมาแจกจ่ายพรรคพวกของเขาคนละอัน เจ้าบังนัยน์ตาเหลือก อกสั่นขวัญแขวนเมื่อเห็นโลตีลอยได้

"โอ๊ย-อีนี้ผีหลอกแน่ๆ "

"แล้วนายภควานจันทร์ก็หงายหลังตึง เป็นลมสิ้นสติสมประดี เพราะความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด หกล่องหนหัวเราะลั่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดูลูกเขยของท่าน

"ไม่ควรไปกระเซ้ามันเลย ช๊อคตายเสียแล้วก็ไม่รู้" แล้วท่านก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ช่วยดูอ้ายบังมันหน่อยซิ ดิเรก"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"ไม่ต้องดูมันหร็อกครับ" ประเดี๋ยวมันก็ฟื้นเอง อ้ายบังมันออกเงินให้เขากู้ตั้งเยอะแยะ ไม่ตายง่ายๆ หร็อกครับ"

คณะล่องหน พากันเดินรวมกลุ่มออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างรู้สึกครึกครื้นรื่นเริงในการที่ตนหายตัวได้ ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถจะมองเห็นได้ รถจักรยานสามล้อคันหนึ่งแล่นผ่านมาโดยไม่มีคนโดยสาร คนขับขี่เอื่อยๆ สอดส่ายตามองหาผู้โดยสาร ล่องหนกิมหงวนกระโจนพรวดขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนรถอย่างสบายใจ

นักขับสามล้อรู้สึกหนักผิดสังเกตก็หันมามองดู

"อื๋อ"

อาเสี่ยอมยิ้ม พูดกับคนขับสามล้อ

"ขับเรื่อยๆ ไปโว้ย อ้ายน้องชาย"

คนขับสามล้อสะดุ้งเฮือก เหยียบห้ามล้อพรืดกระโจนลงจากรถ วิ่งตื๋อเข้าไปในตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งด้วยความเชื่อมั่นว่าเขาถูกผีหลอก

อาเสี่ยก้าวลงจากรถอย่างสนุกสนาน ยืนรอคอยคณะพรรคของเขาแล้วก็เดินรวมกลุ่มกันไป ขณะนี้เป็นเวลาเลิกทำงานแล้ว ประชาชนหญิงชายเดินสวนทางไปมาไม่ขาดสาย

สุภาพสตรี ๒ คน เดินคุยกันกระหนุงกระหนิงผ่านมาเดินสวนทางกับพวกล่องหน นิกรก็เอื้อมมือกระชากกระเป๋าเงินของหล่อนมาถือไว้ แล้วยกสายกระเป๋าคล้องบ่าสุภาพบุรุษคนหนึ่ง ซึ่งเดินตามหลังหล่อนมาโดยไม่มีเจตนาอะไร

เจ้าของกระเป๋ากระโดดเข้าแย่งกระเป๋าของหล่อนกลับคืนมาทันที มิหนำซ้ำยกมือซ้ายตบหน้าเจ้าหน้ามลคนนั้นดังฉาด

"นี่แน่ะ หน้าตาดีๆ ขโมยกระเป๋า เดี๋ยวฉันบอกให้ตำรวจจับเสียหร็อก"

เจ้าหนุ่มผู้นั้นโมโหจนตัวสั่น แต่แล้วก็พูดกับตัวเองเบาๆ

"อื๋อ-กูนี่ซวยฉิบหายเลยโว้ย เดินมาดีๆ กระเป๋าลอยมาคล้องบ่าเหมือนกับมีคนมาจับวาง เอ-พรุ่งนี้ต้องรดน้ำมนต์แก่ซวยเสียทีโว้ย"

หกล่องหนยิ้มไปตามกัน แล้วพากันเดินต่อไปอีก พอผ่านสี่แยกสระประทุม นิกรก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามายืนที่ป้อมจราจรกลางถนน พลตำรวจจราจรรูปหล่อกำลังรำละครหมุนป้ายเปิดปิดทางรถ นิกรเอื้อมมือหมุนป้ายเล่น รถที่อยู่ทางป้ายเขียวก็แล่นผ่านไปมา

"วะ" พลตำรวจหนุ่มพูดกับตัวเอง "ป้ายนี่ถ้าจะหลวม"

เขายกมือห้ามรถแล้วหมุนป้าย นายจอมทะเล้นกลั้นหัวเราะแทบแย่ กระตุกป้ายหมุนกลับไปและหมุนไปมาอย่างสนุกสนาน

ใครคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมานอกรถเก๋ง ร้องตะโกนเอะอะ

"เฮ้-ยังไงกันคุณจราจร หมุนป้ายยังงี้จะให้ผมหยุดหรือไปแน่"

ตำรวจจราจรกลืนน้ำลายแอื๊อก ตะครุบป้ายให้หยุดหมุน แต่นิกรหมุนมันต่อไปอีก ยานพาหนะทั้ง ๔ ทางสับสนอลหม่าน พลตำรวจผู้นั้นถอดหมวกแก๊ปออกขว้างลงบนพื้นดิน

"อ้ายป้ายทรยศ" เขาเอ็ดตะโรลั่น "เอาๆๆ หมุนเข้า หน็อย-ยังกะคนจับหมุน"

นิกรย่องเข้ามากระซิบข้างหูจราจร

"อั๊วหมุนเอง น้องชาย"

พลจราจรสะดุ้งเฮือก

"อื๋อ-หูเราแว่วไปหรือยังไงหว่า"

นิกรหัวเราะก้าก

"แว่วอะไรล่ะ อั๊วยืนพูดกับลื้ออยู่แค่นี้ ไงพรรคพวกเหนื่อยไหม ไปเที่ยวเมืองผีกันดีกว่าน่า ป่วยการเป็นจราจร"

พลตำรวจผู้น่าสงสาร หัวใจหยุดเต้นทันที ร่างของเขาล้มฟาดลงกลางถนน เพราะความตกใจกลัวผีปีศาจ

ในชั่วโมงนั้นเอง ล่องหนหกคนก็มาถึงหน้าสถานทูตของประเทศนั้น ดร. ดิเรกเดินนำหน้าพาพรรคพวกของเขาเข้าไป ทั้งๆ ที่ตำรวจและแขกยามหน้าสถานทูตยืนรักษาการอยู่

พลชี้มือไปที่เสาธง แล้วบอกเจ้าแห้ว

"อ้ายแห้วไปเอาธงผืนนั้นลงเสียทีเถอะวะไม่น่าจะมาโบกสะบัดพริ้วอยู่ในเมืองไทยเลย"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง เดินไปที่เสาธงใหญ่ จัดแจงแก้เชือกออก หย่อนธงลงมา พนักงานสถานทูตคนหนึ่งแลเห็นก็เข้าใจว่าเชือกหลุด รีบตะโกนเรียกบ๋อยให้ไปชักธงขึ้นใหม่

คณะล่องหนบุกขึ้นไปบนตึกชั้นล่าง ภายในห้องโถงเงียบกริบ พวกบ๋อยและผู้หญิงรับใช้กำลังทำงานตามหน้าที่ของตน ดร. ดิเรกพาคณะพรรคของเขาขึ้นบันไดไปชั้นบน บุกเข้าไปในห้องๆ ห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องนอนกว้างขวางมาก

ด้านซ้ายของห้อง มีเครื่องรับส่งวิทยุตั้งอยู่บนโต๊ะ มันเป็นเครื่องแบบทันสมัย สามารถส่งวิทยุจากประเทศไทยไปถึงประเทศนั้นได้ด้วยโทรเลขอย่างชัดเจน บนโต๊ะข้างวิทยุเต็มไปด้วยเอกสาร ต่างๆ หกล่องหนช่วยกันตรวจดูเอกสารเหล่านี้ แต่ไม่มีใครสามารถอ่านหรือแปลได้

ขณะนั้นมีเสียงร้องเท้ากระทบพื้นดังขึ้น นิกรรีบวิ่งไปแอบข้างตู้ทันที ดร. ดิเรกพยักหน้าเรียกนายจอมทะเล้นแล้วพูดเบาๆ

"ออกมา อ้ายกร มันไม่เห็นตัวเราหร็อกแอบมันทำไมวะ"

นิกรนึกขึ้นได้ว่าตนเป็นล่องหน ก็เดินโทงเทงออกมา ชาวต่างชาติสองคนผัวเมียพากันเดินเข้ามาในห้อง ฝ่ายชายคือตัวอัครราชทูต ฝ่ายหญิงคือภรรยาของเขา ทั้งสองพูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษทำให้คณะพรรคสี่สหาย เว้นแต่เจ้าแห้วฟังออกและเข้าใจดี

"วิสกี้ กับ แบรนดี้ น่าจะกลับมาถึงนี่นานแล้ว" อัครราชทูตกล่าวกับภรรยาสาวสวยของเขา ซึ่งมีอายุไม่เกิน ๒๕ ปี "ฉันสงสัยว่าเขาอาจจะได้รับอุบัติเหตุเป็นแน่"

หล่อนปลอบใจสามี

"ใจเย็นๆ เถอะที่รัก ฉันเชื่อว่าเขาต้องกลับมาภายในครึ่งชั่วโมง เพราะเวลา ๑๗.๐๐ น. ตรง วิสกี้จะต้องรายงานผลแห่งการปฏิบัติงานไปให้กรมสืบราชการลับในประเทศเรา"

อัครราชทูตทำจมูกฟุดฟิด

"ที่รัก เธอได้กลิ่นอะไรหรือเปล่า"

"เปล่าเลย ฉันได้แต่กลิ่นน้ำมันใส่ผมที่ศีรษะเธอเท่านั้น"

ท่านอัครราชทูต เดินสูดหากลิ่นเหม็นรอบๆ ห้อง ล่องหนทั้งหกคนหลบมายืนอยู่ข้างผนังตึก กิมหงวนกระซิบกับนิกร

"คงเป็นกลิ่นศีรษะหรือจั๊กกะแร้คุณอากระมั่ง"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"เปล่า กันปล่อยแก๊สเสียออกมาเอง"

แล้วความเงียบก็เกิดขึ้นชั่วขณะ ท่านอัครราชทูตยกมือตบบ่าภรรยาของเขา

"เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอาบน้ำเสียเถอะที่รัก ฉันจะลงไปนั่งคอยล่องหนของเราที่ห้องโถงข้างล่าง"

"ค่ะ ขอบคุณ ประเดี๋ยวฉันจะตามลงไป"

อัครราชทูตพาตัวออกไปจากห้อง และช่วยปิดประตูห้องให้เมียของเขาด้วย หญิงสาวอัมเพลงเบาๆ จุดบุหรี่สูบมวนหนึ่ง แล้วหล่อนก็ถอดรองเท้า ถอดเสื้อกระโปรงออก

ล่องหนทั้งหกจ้องตาเขม็งดูส่วนเว้า และส่วนนูนจากเรือนร่างของหล่อน หล่อนเป็นหญิงที่มีเชฟงามมาก ณ บัดนี้หล่อนสมเสื้อยกทรงแพรบางๆ และกางเกงยืดชั้นในแนบเนื้อตัวเดียวเท่านั้น หล่อนหยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นคลุมบ่า เดินร้องเพลงหงิงๆ เข้าไปในห้องน้ำ

นิกรถอนหายใจยาว กระซิบถามกิมหงวน

"เป็นไง อ้ายเสี่ย"

เสี่ยหงวนพยักหน้าช้าๆ

"ไม่ใช่เล่นโว้ย ตามไปดูในห้องน้ำเถอะวะ"

แล้วอาเสี่ยกับนิกรก็พากันเดินมาที่ห้องน้ำ หล่อนเชื่อว่าหล่อนอยู่ในห้องนอนตามลำพัง จึงไม่ได้ปิดประตูห้องน้ำ สองล่องหนจอมทะลึ่งเดินเข้ามายืนในห้องน้ำอันกว้างขวาง ยายแหม่มถอดเสื้อยกทรงและแก้กางเกงในออกเอื้อมมือเปิดก๊อกน้ำ ทันใดนั้น น้ำก็ไหลลงมาจากฝักบัวเหนือศีรษะ

สองสหายได้ดูนางเปลือยในระยะใกล้ นิกรถึงกับน้ำลายไหลยืด และเกิดอาการสปัสซั่มขึ้นอย่างรุนแรง ยายแหม่มขัดสีฉวีวรรณ พลางร้องเพลงไปด้วย อาเสี่ยยิ้มแหยๆ เขาได้มีโอกาสพิจารณาหล่อนอย่างเต็มตาจากศีรษะตลอดปลายเท้า ภรรยาอัครราชทูตจัดแจงฟอกสะบู่ชำระล้างร่างกายของหล่อนอย่างละเอียดละออ ตามตรอกตามซอกตามมุมฟอกสบู่หมด

"ไอ๊ย่า" ล่องหนกิมหงวนคราง กระซิบนิกร "ไม่ไหวโว้ย เดี๋ยวนัยน์ตาเป็นกุ้งยิง กันออกไปข้างนอกละ"

นิกรพยักหน้า กระซิบตอบ

"เออ-ไปเถอะ กันต้องขอดูให้หมดมวนเสียก่อน"

เสี่ยหงวนเดินออกไปจากห้อง นิกรจ้องมองดูแหม่มเปลือยต่อไป พอหล่อนใช้สบู่ฟอกใบหน้าของหล่อน นายจอมทะเล้นก็ถือโอกาสที่หล่อนหลับตา หยิบผ้าเช็ดตัวกางเกงในกับเสื้อยกทรงถือเดินอมยิ้มออกมาจากห้องน้ำ

ล่องหนทั้งหกคนรวมกำลังอยู่ในห้องส่วนตัวของท่านอัครราชทูต เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปากดุนิกร

"เฮ้ย-ไปเอาเสื้อผ้าของยายแหม่มนั่นออกมาทำไม"

ล่องหนนิกรหัวเราะ

"ล้อแกเล่นสนุกๆ ครับ" แล้วเขาก็โยนกางเกงยืดผ้าเช็ดตัวกับเสื้อยกทรงมาทางเสี่ยหงวน คลุมศีรษะกิมหงวนพอดี

อาเสี่ยรีบดึงทิ้ง

"โธ่โว้ย อ้ายเปรตนี่ เล่นยังงี้ได้เรอะ ซวยตายห่า"

ทันใดนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงยายแหม่มร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่น หล่อนวิ่งกะเร่อกะร่าออกมาจากห้องน้ำ

"วิสกี้ ทำไมเล่นกับฉันอย่างนี้ ท่านถือว่าท่านหายตัวได้ ท่านไม่มีมารยาท เข้าไปดูฉันแก้ผ้าอาบน้ำแล้วยังขโมยเสื้อผ้าฉันติดมือออกมาอีก" หล่อนพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง วิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าเปิดตู้ออกหยิบเสื้อผ้าออกมาสวมทันที

ล่องหนทั้ง ๖ คน กลั้นหัวเราะแทบแย่ ดร. ดิเรกกระซิบกับพลแผ่วเบา

"ได้เรื่องแล้วพล นางแหม่มเข้าใจผิดคิดว่าอ้ายกรเป็นล่องหน ๒ คนนั่น ประเดี๋ยวหล่อนคงจะฟ้องผัวของหล่อนเป็นแน่"

พลพยักหน้าเห็นฟ้องด้วย เดินเข้ามากระซิบบอกนิกร

"อ้ายกร"

"หา? "

"ปล้ำจูบยายแหม่มคนนี้ทีเถอะวะ หล่อนจะได้เข้าใจว่าแกเป็นเจ้าล่องหน ๒ คนนั่น"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่เอาโว้ย เหม็นขี้ฟัน"

พลชักฉิว

"เพื่องานของเรา อ้ายกร เร็ว-เข้าไปปล้ำจูบเดี๋ยวนี้"

นิกรอมยิ้ม เดินเข้ามาหาเมียอัครราชทูต แล้วนายจอมทะเล้นก็ดึงหล่อนเข้ามากอด ก้มลงจูบริมฝีปากเต็มแรง จูบและไซ้อย่างเป็ด ยายแหม่มตกใจดิ้นรนพลางสลัดปัดป้อง

"ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! " หล่อนร้องสุดเสียง

นิกรยิ่งจูบก็ยิ่งมันเขี้ยว เลยจูบเสียใหญ่ มิหนำซ้ำยังคว้าโน่นจับนั่นยุ่งไปหมด ยายแหม่มดิ้นรนจนหลุดจากวงแขนนิกร วิ่งปราดมาทางมุมห้อง คว้าไม้กวาดดอกหญ้ายกขึ้นหลับหูหลับตาเหวี่ยง

"วิสกี้และแบรนดี้ ท่านเลวมาก ข่มเหงรังแกฉัน"

๖ ล่องหนหัวเราะหึๆ ไปตามกัน ทันใดนั้นท่านอัครราชทูตได้วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้อง และห้ามล้อพรืด จ้องมองดูเมียรักของเขาซึ่งกำลังยกไม้กวาดหวดอากาศไปมา

"ที่รัก มีอะไรเกิดขึ้นหรือ" เขาถามโดยเร็ว

ยายแหม่มโยนไม้กวาดทิ้ง วิ่งเข้ามากอดผัวรักของหล่อนแล้วร้องไห้

"เธอขา วิสกี้กับแบรนดี้ ทำฉันป่นปี้หมดแล้ว เขาอยู่ในห้องนี้แหละ"

อัครราชทูตหน้าตื่น

"เฮ้ วิสกี้....แบรนดี้ ในนามแห่งผู้บังคับบัญชาของท่าน โปรดอย่าล่วงละเมิดเมียฉันอีก ท่านอยู่ที่ไหน? "

ภายในห้องเงียบกริบ ท่านราชทูตขบกรามกรอด

"เขาทำอะไรเธอ ที่รัก"

ภรรยาของเขาร้องไห้สะอึกสะอื้น หล่อนพูดพลางร้องไห้พลาง

"เขาแอบเข้าไปในห้องน้ำ ขณะที่ฉันแก้ผ้าอาบน้ำอยู่"

"โอ-มายก๊อด ถ้ายังงั้นทั้งวิสกี้และแบรนดี้ ก็คงจะเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอหมดแล้ว"

"จ้ะ-ถูกแล้ว เขาแกล้งขโมยเสื้อผ้าฉันออกมาจากห้องน้ำ พอฉันตามออกมา วิสกี้หรือแบรนดี้คนใดคนหนึ่งก็เข้ามาปล้ำจูบฉัน"

"ฮึ่ม! " ท่านอัครราชทูตอุทานเสียงหนักๆ

"แล้วมันจูบได้ไหม? "

"ได้จ้ะ จูบไม่จูบเปล่า ยังทึ้งฉันเสียจนระบมไปไปหมด เขาทำกับฉันไม่ละมุนละม่อมเหมือนอย่างเธอเลย"

ท่านราชทูตพยักหน้าหงึกๆ แปลกใจอย่างยิ่งที่นายทหารเสนาธิการทั้ง ๒ คน กระทำกับเมียของเขา

"เอ-เป็นเรื่องแปลกมาก ทั้ง ๒ คนเป็นนายทหารชั้นนายพัน ได้รับการอบรมศึกษาอย่างดีมาแล้ว ไม่น่าจะลวนลามกับเธอเลย เขาคงจะกระทำไปด้วยความหน้ามืดลืมตัว เนื่องจากเขาเห็นเธอเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ในห้องน้ำ ก็เกิดการสปัสซั่มขึ้นชั่วขณะ"

หล่อนสะอื้นดังๆ

"เธอต้องจัดการเรื่องนี้ให้ฉัน เขาดูหมิ่นฉันมาก"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ นิ่งเสียเถิดที่รัก ถูกจูบนิดหน่อย ไม่เป็นไรน่า เธอรู้สึกยังไงบ้าง เมื่อเขาจูบเธอ"

"เสียวค่ะ ใจคอหายหมดเลย เขาจูบและเขาร้องย่ำๆๆๆ ข้างหูฉัน โอย-ฉันแทบจะเป็นลม เขาจูบเก่งกว่าเธอมาก"

ท่านอัครราชทูตหน้างอเหมือนม้าหมากรุก คลายมือที่กอดเมียเขาออก

"เรื่องนี้ ฉันต้องรายงานกล่าวโทษมนุษย์ล่องหนทั้ง ๒ ไปทางรัฐบาลของเรา เลวมาก วิสกี้กับ แบรนดี้ คบไม่ได้"

เสียงแตรไฟฟ้าของรถยนต์คันหนึ่งดังกังวานขึ้นที่หน้าตึก ท่านอัครราชทูตวิ่งมาที่หน้าต่าง แลเห็นรถเก๋งของเขาแล่นมาหยุดหน้าตึก คนขับรถรีบลงไปเปิดประตูตอนหลังให้ สุภาพบุรุษชาวต่างชาติ ๒ คนพากันเดินลงมาจากตอนหลังรถ ทั้ง ๒ แต่งกายแบบสากลชุดสีเทาสวมหมวกสักหลาดปีกใหญ่ สวมถุงมือขาวทั้ง ๒ คน

"เอ๊ะ" ท่านอัครราชทูตคราง หันขวับมาทางเมียของเขา "ดาลิ่ง ยังไงกันเสียแล้ว มาดูนี่เร็ว"

ภรรยาราชทูตวิ่งเหยาะๆ เข้ามาเกาะบ่าสามี

"ใครมาคะ"

"ก็วิสกี้กับแบรนดี้น่ะซี นั่น-เห็นไหม เขาเพิ่งกลับมาจากธุระสำคัญของเรา แล้วทำไมเธอถึงปรักปรำว่าเขาปลุกปล้ำลวนลามเธอ"

ยายแหม่มยืนตะลึง ลืมตาโพลง

"ฉันสาบานได้ ที่รัก ฉันถูกปล้ำจูบจริงๆ "

ฝ่ายสามีหัวเราะอย่างขบขัน

"อุปทานเสียแล้วละเธอ มันเป็นไปไม่ได้ เขาเพิ่งกลับมาเดี๋ยวนี้เอง เธอเหลวไหล"

"อ้าว-นี่หาว่าฉันโกหกหรือนี่"

"เปล่า ฉันหมายความว่า เธอตระหนกตกใจไปเองต่างหาก ถ่ายยาเสียบ้างที่รัก ปล่อยให้ท้องผูกมากจะไม่สบาย" พูดจบเขาก็หัวเราะงอหาย

นิกรย่องเข้ามาจับข้อมือของหล่อนยกขึ้น แล้วตบหน้าท่านราชทูตดังฉาด ยายแหม่มใจหายวาบ ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมมือของหล่อนจึงยกขึ้นได้ ท่านราชทูตค่อยๆ ยกมือลูบคลำแก้ม และมองดูเมียของเขาอย่างเดือดดาล

"ทำไมเธอทำกับฉันอย่างนี้ ฉันเป็นราชทูตรู้ไหม?"

หล่อนยิ้มแห้งๆ

"ประทานโทษ ง่า ฉัน ฉันไม่ได้ตั้งใจตบหน้าเธอเลย"

ท่านอัครราชทูตเอ็ดตะไรลั่น

"ไม่ตั้งใจ ทำไมถึงตบถูก"

ยายแหม่มร้องไห้โฮ ยกฝ่ามือทั้งสองปิดหน้าและหันหลังให้สามีของหล่อน กิมหงวนย่องเข้ามาตีต้นหล่อนดังเพียะ ยายแหม่มสะดุ้งเฮือกหมุนตัวกลับ กำหมัดชกหน้าท่านราชทูตทันที

"นี่แน่ อวดดียังไงมาตีฉัน"

ท่านราชทูตอ้าปากหวอ

"เฮ้-ทำไมยูชกหน้าไอ"

"ชกซีวะ ก็ยูเสือกมาตีตูดไอทำไมล่ะ"

ท่านราชทูตโมโหจนปากคอสั่นไปหมด พอดีจาระชนมนุษย์ล่องหนทั้ง ๒ พาตัวเดินเข้ามาในห้อง ผัวเมียซึ่งกำลังจะปะทะกันก็ต้องฝืนยิ้มแย้มแจ่มใสเพื่อมารยาทของตน

มนุษย์ล่องหนทั้ง ๒ ถอดหมวกแว่นตาและผ้าเช็ดหน้าที่ปิดหน้าออกวางบนโต๊ะ ส่วนใบหน้าของเขาจึงเป็นวัตถุโปร่งแสงสีเดียวกับอากาศ แต่ล่องหนทั้ง ๖ คนของเราสามารถมองเห็นได้ ชายร่างใหญ่ไว้หนวดเส้นเล็กๆ คือ พ.ท. วิสกี้ นายทหารเสนาธิการของประเทศนั้น ส่วนเพื่อนร่วมใจของเขาคือ พ.ต. แบรนดี้ สังกัดกรมเสนาธิการเช่นเดียวกัน บุรุษทั้ง ๒ นายนี้แหละที่กระโดดร่มลงมาปฏิบัติการวินาศกรรมในกรุงเทพฯ และมียาฉีดสามารถทำให้ล่องหนหายตัวได้ แต่ต้องฉีดทุก ๑๒ ชั่วโมง

พ.ท. วิสกี้ เดินเข้ามาจับมือกับราชทูต

"เรียบร้อยแล้ว ท่านราชทูต คืนนี้ ๒๔.๐๐ น. ตรง หน่วยคอมมิวนิสต์ใต้ดินทุกแห่งจะลุกฮือขึ้นก่อวินาศกรรมพร้อมๆ กัน ข้าพเจ้าได้นัดหมายกับหัวหน้าหน่วยพร้อมแล้ว"

ล่องหนไทยทั้ง ๖ คน นิ่งฟังอย่างสนใจ

"ดีมาก ที่ท่านทำงานได้ผลตามความมุ่งหมายของเรา" ท่านราชทูตชมเชย "นั่งซีท่าน นั่งคุยกันเถอะ" แล้วเขาก็หันมาทางภรรยาของเขา "ที่รักเธอไปพักผ่อนได้แล้ว ฉันมีงานสำคัญจะต้องปรึกษากับนายทหารทั้ง ๒ คนนี้"

นายแหม่มค้อนสามีของหล่อน เดินลงซ่นปังๆ ออกไปจากห้อง ท่านราชทูตปรึกษาหารือกับล่องหนถึงแผนการต่างๆ ที่รัฐบาลของเขามอบหมายมา ล่องหนไทยทั้ง ๖ คนยืนฟังอยู่ในระยะใกล้ๆ ในที่สุดก็ทราบว่าพวกคอมมิวนิสต์จะทำการเผากรุงเทพฯ ในตอนดึกสงัดคืนวันนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับภัยพิบัติ อันเป็นเหตุให้เกิดการจลาจลคั่นนองเลือด

ดร. ดิเรก บุ้ยใบ้ให้คณะพรรคของเขาออกไปนอกห้อง

"เราต้องเล่นงานมันเดี๋ยวนี้" นายแพทย์หนุ่มออกความเห็น จับอ้ายล่องหน ๒ คนนี่ไว้ก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามอย่างเป็นงาน

"เอายังไงดีล่ะ"

ดิเรกว่า "รอให้มันกลับไปห้องของมันก่อนซีครับ แล้วช่วยกันสกรัมคนละที ๒ ที ก็ง่อยกะรอก ต่อจากนั้นก็เอาตัวมันขึ้นรถไปเลย"

พลออกความเห็นอย่างสุขุม

"แต่เราควรจะยึดบัญชีสมาชิกหัวหน้าหน่วยคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยเอาไปให้ตำรวจด้วย ถ้ายังงั้นเราก็ไม่มีหลักฐานอะไร"

นิกรพยักหน้า

"จริง แต่อะไรก็ตามเถอะ กันชักหิวตะหงิดๆ แล้วละ"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปาก

"ทนเอาหน่อยเถอะวะ ยังไม่ทันค่ำเลย หิวแล้ว งานของเราสำคัญกว่าการกิน"

"โธ่" นิกรคราง "กินซีครับสำคัญกว่า ต้องกินให้มีเรี่ยวมีแรงเสียก่อนจึงจะทำงานได้ดี"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ล่องหนต่างด้าวทั้ง ๒ คนเดินออกมาจากห้อง ร้องเพลง "มาร์ช คอมมิวนิสต์" เสียงเอ็ดตะโร ดร. ดิเรกกล่าวกับ พล พัชราภรณ์

"แกพาอ้ายหงวนกับอ้ายกรไปที่ห้องมันและจัดการเก็บมันเสียก่อน กันกับคุณพ่อและอ้าย แห้วจะสังเกตการณ์อยู่ในห้องราชทูตนี่แหละ ถ้ายังไงก็จะได้บ้อมมันเสียแล้วก็ค้นหาเอกสารสำคัญ"

คณะพรรคสี่สหายแบ่งออกเป็น ๒ พวก พลพาเพื่อนเกลอทั้ง ๒ ติดตามล่องหนคอมมิวนิสต์ไปทันที วิสกี้กับแบรนดี้เข้ามาในห้องนอนของเขาซึ่งเป็นห้องกว้างขวาง ประดับประดาด้วยเครื่องเฟอร์นิเจอร์อันงดงาม

๓ เกลอติดตามเข้ามาอย่างเงียบๆ

"อากาศเมืองไทยร้อนมาก" วิสกี้ปรารภกับเพื่อนของเขา "กันเบื่อเมืองไทยเต็มทนแล้ว เราต้องฉีดยาให้ร่างของเราเป็นล่องหนอยู่ตลอดไป น่าเบื่อแท้ๆ "

แบรนดี้ถอดเสื้อผ้าออก

"กันต้องขอตัวอาบน้ำละ ประเดี๋ยวค่อยคุยกันใหม่"

วิสกี้ว่า "อาบพร้อมกันเถอะวะ กันก็ตั้งใจจะอาบเหมือนกัน" พูดจบเขาก็ถอดเสื้อกางเกงออก

สองล่องหนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า พล, นิกร, กิมหงวนมองดูหน้ากัน และพยักหน้าให้กันเป็นความหมาย นิกรคว้าขวดเหล้าขวดหนึ่งย่องเข้ามายืนข้างหลัง พ.ต. แบรนดี้ นายจอมทะเล้นยกมือซ้ายตบบ่าเบาๆ มือขวาเงื้อขวดเหล้าขึ้นเตรียมพร้อม พอล่องหนแบรนดี้หันหน้ามามองดู นิกรก็ประเคนขวดเหล้าลงกลางกระบานจาระบุรุษเต็มแรง

"โพล๊ะ! "

แบรนดี้สะดุ้งเฮือก ยืนอมยิ้มนัยน์ตาเหล่แล้วล้มลงกลางห้องสิ้นสติสมประดี ในเวลาเดียวกัน กิมหงวนก็ยกเท้าเตะคาง พ.ต. วิสกี้ดังพล๊อก

"โอ้ย! " จาระบุรุษร้องสุดเสียง ล้มลงนอนข้างเพื่อนของเขา

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ดีมากอ้ายสองคนนี่เสร็จเราแล้ว ต้องเอาตัวไปบ้านเราก่อน กันจะฉีดยาให้มันคืนร่าง แล้วพาไปมอบตัวให้คุณหลวงปราบฯ "

เสียงตึงตังโครมครามดังขึ้นที่ห้องราชทูต สามสหายไม่ได้สนใจอะไร ต่างช่วยกันรื้อค้นข้าวของต่างๆ ในห้องเพื่อหาหลักฐาน สักครู่หนึ่ง ดร. ดิเรกก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเข้ามาในห้อง

"เฮ้-กันได้บันทึกลับแล้ว" นายแพทย์หนุ่มพูดขึ้นดังๆ ชูสมุดพกเล่มหนึ่งให้เพื่อนเกลอของเขาดู "นี่ยังไงล่ะ อยู่ในกระเป๋าเจ้าราชทูตนั่นเอง อ้ายแห้วตีกระบานโป้งเดียวหมอบไปแล้ว"

กิมหงวนชี้ให้ดูสองล่องหน

"อ้ายสองคนนี่ก็ถูกเราช่วยกันซ้อมอยู่หมัดแล้ว จะเอาตัวมันไปกับเราเดี๋ยวนี้หรือ? "

"ออไรน์ ช่วยกันหามมันไปก็แล้วกัน เฮ้หงวนโว้ย แกเอาเครื่องแต่งกายสากลของอ้ายล่องหนนี่แต่งหน่อยเถอะวะ รูปร่างของแกเท่ากับมันพอดี"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"แต่งทำไมล่ะ"

"กันจะให้แกเป็นคนขับรถไป พาพวกเราไปจากที่นี่ ถ้าหากว่าแกแต่งกายเรียบร้อย ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดหน้า สวมแว่นตาและหมวก ตำรวจเห็นเข้าก็จะไม่ติดใจสงสัยอะไร ถ้าแกอยู่ในสภาพล่องหนขับรถไป ตำรวจก็จะเห็นแต่รถยนต์แล่นได้โดยไม่มีคนขับ และตำรวจจะต้องใช้ปืนกลมือยิงกราดเข้ามาในรถ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นอ้ายล่องหนสองคนนั้น"

"เออ-จริงโว้ย แกนี่รอบคอบดีมาก"

กิมหงวนเริ่มลงมือแต่งกายแบบสากล เสื้อกางเกงของ พ.ต. วิสกี้ พอเหมาะพอเจาะกับอาเสี่ยพอดี แล้วอาเสี่ยก็สวมแว่นตาดำขนาดใหญ่ สวมหมวกสักหลาด ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งปิดหน้าเหมือนอ้ายโม่ง หรือตัวลึกลับในภาพยนตร์ สวมถุงมือสีขาวทั้งสองข้าง

ต่อจากนั้น คณะพรรคสี่สหายก็ช่วยกันอุ้มจาระชนทั้งสองออกไปจากห้องพัก นำลงมาข้างล่าง

ที่กองปราบพิเศษแห่งตำรวจนครบาล

ท่านผู้บังคับกองกับนายตำรวจและตำรวจทุกคนตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว เมื่อได้ทราบข่าวทางโทรศัพท์จาก ดร. ดิเรกแจ้งมาว่า เขากับพรรคพวกของเขาจับล่องหนจาระชนต่างด้าวได้แล้วอย่าง ลมุนละม่อม และกำลังนำตัวมาที่กองปราบพิเศษ

เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว

บูอิคเก๋งคันหนึ่ง แล่นมาหยุดหน้าสถานีตำรวจกองปราบพิเศษ โดยมีเจ้าแห้วเป็นคนขับรถซึ่ง ดร. ดิเรกได้ฉีดยาให้เจ้าแห้วคืนร่างแล้ว และ พ.ท. วิสกี้กับ พ.ต. แบรนดี้ ก็ถูกฉีดยาให้คืนร่างเช่นเดียวกัน แต่สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังคงอยู่สภาพล่องหน ควบคุมตัวจาระชนทั้ง ๒ อย่างแข็งแรง

วิสกี้กับแบรนดี้แต่งกายเรียบๆ ด้วยเสื้อผ้าของเสี่ยหงวน ถูกใส่กุญแจมือติดกัน จาระชนทั้ง ๒ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า นักวิทยาศาสตร์ไทยจะมีความสามารถอาจหาญถึงเพียงนี้ ทำให้เขาต้องติดกับและยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นำผู้ต้องหาทั้ง ๒ ลงมาจากรถ ในเวลาเดียวกันหลวงปราบฯ พาลชนท่านผู้บังคับการกอบปราบฯ ก็วิ่งลงบันไดมา มีนายตำรวจและพลตำรวจ ๓-๔ คนตามมาด้วย

"สวัสดีครับคุณหลวง ผมพาอ้าย ๒ คนนี่มาส่ง นี่แหละครับตัวล่องหนละ แต่ผมฉีดยาทำให้คืนร่างแล้ว"

หลวงปราบฯ อ้าปากหวอ เขาได้ยินแต่เสียงของนายแพทย์หนุ่ม แต่เขาไม่อาจจะมองเห็นตัวได้

"คุณหมอ " คุณหลวงอุทานขึ้นดังๆ

"ครับ ผมอยู่นี่"

หลวงปราบฯ กับตำรวจที่ติดตามมาทำหน้าตื่นไปตามกัน เจ้าแห้วหัวเราะก๊ากเมื่อหลวงปราบฯ ชะโงกหน้ามองดูในรถ

"รับประทานอย่าหาเลยครับ เสียเวลาเปล่าๆ รับประทานคุณหมอกับเจ้าคุณ คุณพลคุณนิกร และอาเสี่ยอยู่ในสภาพล่องหนครับ"

ผู้บังคับกองปราบฯ นัยน์ตาเหลือก

"ล่องหน! "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ เดินเข้ามายกมือตบบ่าหลวงปราบฯ

"เห็นผมไหมคุณหลวง"

หลวงปราบฯ อกสั่นขวัญหาย พวกตำรวจถอยหลังกรูด

"ใต้เท้า นี่ใต้เท้าเป็นล่องหนหรือครับนี่ คุณพล, คุณนิกร, อาเสี่ยที่รัก โอ๊ะ....ยืนอยู่ตรงไหนกันบ้างครับ"

"ผมอยู่นี่" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "อย่าตื่นเต้นแปลกใจอะไรเลยครับ พวกเราหายตัวได้ก็เพราะวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นสูงของดิเรก"

พวกนายตำรวจพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ หลวงปราบฯ สะดุ้งสุดตัว เมื่อ ดร.ดิเรกยกมือเกาะแขนเขา

"ผมจับจาระบุรุษ ๒ คนนี้ได้ ก็เพราะผมกับพรรคพวกใช้วิธีล่องหนเช่นเดียวกัน มันพักอยู่ในสถานทูตครับ หลักฐานต่างๆ เราได้มาพร้อมแล้ว"

ท่านผู้บังคับการ ยกมือลูบคลำตัวดิเรกโดยที่มองไม่เห็นตัว

"เก่งมาก คุณหมอ ผมเชื่อแล้วว่า คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกนี้ ในที่สุด คุณหมอกับพรรคพวกของคุณหมอก็ช่วยให้ประเทศชาติของเรารอดพ้นจากความพินาศล่มจม พูดจบหลวงปราบฯ ก็มองดูหน้าผู้ต้องหาทั้ง ๒ "อือ....หน้าตาเป็นอย่างนี้"

พ.ต.ท. คนหนึ่งเดินเข้ามายกมือวันทยาหัตถ์ผู้บังคับกองอย่างแข็งแรง

"ผมขออนุญาตซ้อมใหญ่อ้าย ๒ คนนี่หน่อยนะครับ"

"เฮ้ยๆๆ " คุณหลวงดุ "เดี๋ยวนี้ระบบการซ้อมไม่มีในกรมตำรวจแล้ว บัดซบจริงโว้ย แกจะซ้อมทำไมถึงมาบอกฉันล่ะ แล้วกัน อะไรควรขออนุญาต อะไรควรจัดทำได้เอง มันน่าจะรู้ดี เป็นถึงพันตำรวจโทแล้ว เอาตัวผู้ต้องหาไปขังไว้ก่อน

"ง่า พวกล่องหนอยู่ไหนกันบ้างครับ"

นิกรพูดเสียงแหลมเล็กเหมือนผู้หญิง

"อยู่นี่ครับ"

หลวงปราบฯ หัวเราะ

"เชิญข้างบนเถอะครับ ว้า ผมมองไม่เห็นตัวพวกคุณเสียด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"พวกเราอยู่นี่พร้อมกันแล้ว มีเหล้าเลี้ยงไหมล่ะ คุณหลวง"

"อ๋า ได้ซีครับใต้เท้า เฮ้-ตำรวจคนนั้นน่ะมานี่ ไปที่ร้านเจ๊กเต็งให้มันเอาเหล้าและกับแกล้มชั้นดีมาให้โดยเร็วบอกว่าของฉันนะมันจะได้รีบทำ ง่า-เชิญครับผมขอเชิญล่องหนทุกๆ ท่านขึ้นไปบนโรงพัก"

พวกตำรวจที่ยืนอยู่ข้างล่างท่านผู้บังคับการต่างตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน หลวงปราบฯ พาคณะพรรคล่องหนขึ้นไปบนสถานีตำรวจกองปราบพิเศษ และนำเข้าไปในห้องรับแขก ส่วน พ.ท. วิสกี้ กับ พ.ต. แบรนดี้ ตำรวจเอาตัวไปเก็บไว้ในกรงขังเรียบร้อยแล้ว

"เชิญนั่งครับ เชิญตามสบาย" คุณหลวงพูดกับล่องหน

ตำรวจยามหน้าห้องนัยน์ตาเหลือก เข้าใจว่าผู้บังคับการเมาหรือไม่สบาย จึงพูดกับตัวเอง ทั้งนี้ก็เพราะตำรวจยามมองไม่เห็นล่องหนทั้ง ๒ คนนั่นเอง

"เราจับจาระบุรุษทั้ง ๒ คนได้อย่างง่ายดายเหลือเกินคุณหลวง" ล่องหนดิเรกพูดขึ้นดังๆ

ตำรวจยามอ้าปากหวอ เขาได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นตัว ในเวลาเดียวกันนี้เอง บรรดานายตำรวจนายสิบและพลตำรวจไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน ก็พากันมายืนอออยู่หน้าประตูห้องรับแขก ต่างวิพากย์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด

ท่านผู้บังคับการได้สนทนาปราศรัยกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นอย่างดี สักครู่หนึ่ง จีนหนุ่มสองคนก็นำวิสกี้โซดาและกับแกล้มยกมาตั้งบนโต๊ะ อาเสี่ยแกล้งยกเท้าเตะก้นจีนหนุ่มคนหนึ่งเบาๆ เจ้าตี๋ยิ้มแห้งๆ มองดูหน้าหลวงปราบฯ อย่างประจบ

"แฮ่ะ แฮ่ะ วันนี้คุณหลวงหยอกผมด้วยมือฟ้าหรั่ง ฮิ ฮิ สนุกดีครับ"

หลวงปราบฯ หัวเราะก้าก

"เปล่านะ ข้าไม่ได้ทำไมเอ็งนะอ้ายตี๋"

"ม่ายเป็นไรคับ เตะอีกยังล่าย"

แล้วจีนหนุ่มทั้งสองก็พากันเดินออกไปจากห้อง ท่านผู้บังคับการจัดแจงผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายพวกล่องหนทั้ง ๕ คน คราวนี้พวกตำรวจที่ยืนดูอยู่หน้าห้องต่างก็แลเห็นขวดวิสกี้ลอยได้

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งเสียงฆ้องหน้าสถานีตำรวจตีกังวาน ๒๐ ครั้ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มึนเมาไปตามกัน ณ บัดนี้ ฤทธิ์ยาฉีดและแสงอินฟราสะเป็กตรั่มได้เสื่อมคุณภาพแล้ว

ร่างของล่องหนทั้ง ๔ คน ค่อยๆ มองเห็นเลือนลางและชัดขึ้นทีละน้อย หลวงปราบฯ ตกใจเอ็ดตะโรลั่น

"โอ๊ย คืนร่างแล้วครับ"

พวกล่องหนต่างก้มลงมองดูตนเอง ซึ่งอยู่ในสภาพชีเปลือย บรรดาตำรวจที่ยืนอยู่หน้าห้องหัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลุกขึ้นยืน

"ตายห่า ทำไงดีโว้ยพวกเรา เร็ว-ไปที่รถเราเถอะ"

สี่สหายผลุดขึ้นยืน พวกตำรวจหัวเราะงอหาย ท่านผู้บังคับการเองก็อดหัวเราะไม่ได้ พวกล่องหนต่างวิ่งโทงๆ ออกไปจากห้องรับแขก พลตำรวจล้มคลุกคลานไปตามกัน พลตำรวจคนหนึ่งแกล้งร้องตะโกนขึ้น

"โว้ย! ชีเปลือยหลุดมาโว้ย จับโว้ยพวกเรา"

ล่องหนทั้ง ๕ วิ่งลงบันไดตรงมาที่รถบูอิคเก๋ง เจ้าแห้วหัวเราะคิ๊ก รีบเปิดประตูตอนหลังรถให้นายของเขา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เผ่นขึ้นมานั่งตอนหลังรถ

"ไป-อ้ายแห้ว" พลออกคำสั่ง "รีบไปจากนี่โดยเร็วที่สุด"

เจ้าแห้วจัดแจงเปิดสวิทไฟ สต๊าทเครื่องเข้าเกียร์ นำบูอิคเก๋งแล่นไปจากที่นั้น หลวงปราบฯ กับตำรวจหลายสิบคนที่ยืนอยู่หน้าโรงพักต่างโห่ร้องกันเกรียวกราว จนกระทั่งบูอิคเก๋งแล่นลับสายตาไป

แน่นอนละ คณะพรรคสี่สหายจะต้องกลับไปบ้านในสภาพของเปรต หรือพวกชีเปลือย

จบตอน