พล นิกร กิมหงวน 044 : จ้าวปฐพี

บทนำ

พล, นิกร, กิมหงวน ตอนนี้เป็นตอนใหญ่ยิ่งหรือตอนพิเศษ ผู้เขียนหรือประพันธกรหรือตัวผมเองก็ต้องเขียนคำนำนิดหน่อยตามธรรมเนียม คำนำนี้ก็ไม่มีอะไรมากนักนอกจากจะออกตัวหรือแก้ตัวแบบกินปูนร้อนท้องว่าสามเกลอตอนนี้ ผมไม่ได้ลอกหรือดัดแปลงมาจากเรื่องในภาพยนตร์ "จอมปฐพี" นะครับ ผมสาบานได้ว่า ผมไม่ได้ดูจริงๆ แต่ถ้ามีใครยืนยันว่าเห็นไปดูตั้งสองสามครั้งผมก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะอยากเห็นผมเอง แฮ่ะ แฮ่ะ อ้ายผมก็โกหกไม่สนิทปากด้วย ตกลงรับสารภาพกับท่านเสียดีกว่า ผมชอบเรื่อง "จอมปฐพี" อย่างฝังจิตฝังใจ เลยเอามาดัดแปลงเขียนเป็นนิยายชุดสามเกลอตอนนี้ แล้วความจริงผมก็ดัดแปลงจากเรื่องภาพยนตร์มานับไม่ถ้วนแล้วเชิญ ท่าน หาความสำราญจากเรื่อง "จ้าวปฐพี" ต่อไป

6 กรกฎาคม 2502

เพราะเจ้าแห้วหนีไปดูตำรวจเผากล้องยาฝิ่นและเครื่องอุปกรณ์ในการสูบฝิ่นที่ สนามหลวง เมื่อคืนที่แล้วมาและเถลไถลวนเวียนอยู่ในแพร่งสรรพศาสตร์ เนื่องจากฝนตกพรำๆ กลับมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" จนรุ่งสว่าง คุณหญิงวาดจึงเรียกมาเทศนาเกือบครึ่งชั่วโมง เจ้าแห้วถูกตบหน้า 3 ที ถูกตัดเงินเดือน 10 เปอร์เซ็นต์ 3 เดือน เป็นการลงโทษ ดังนั้นเจ้าแห้วจึงหงอยเหงาเศร้าใจตลอดวัน คิดจะฆ่าตัวตายตั้งหลายครั้งด้วยยานอนหลับหรือน้ำมันระกำ แต่เกรงว่ากินเข้าไปแล้วไม่มีใครรู้เห็นจะเกิดตายขึ้นจริงๆ เลยไม่กล้า

เย็นวันนั้น

เจ้าแห้วนั่งคอตกอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบหน้าโรงรถยนตร์ตามลำพัง เขารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ถูกคุณหญิงวาด ลงโทษอย่างรุนแรง เจ้าแห้วตั้งปณิธานไว้ว่าต่อไปนี้เขาจะไม่หนีเที่ยวอีกแล้ว

เสียงแตรรถยนตร์คันใหญ่ดังขึ้นที่หน้าประตูใหญ่นอกถนน คนทำสวนของบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ริมสนามรีบวิ่งไปเปิดประตูทันที จิ๊ปวิลลี่เก่าคร่ำคร่าหมายเลข น.ม. 9867 แล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตอนหน้ารถประจำคนขับตามลำพังนั้น แต่งกายแบบเคาบอยในภาพยนตร์ แต่ไม่มีเข็มขัดกระสุนปืนพก เจ้าแห้วจำได้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้ ชื่อชุบเป็นเพื่อนเก่าของเขา และเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คือเป็นเด็กในบ้านนี้ ชุบมีความก้าวหน้าและมีโชควาสนาดีกว่าเจ้าแห้ว เจ้านายจึงรักใคร่ไว้วางใจ ส่งชุบไปเป็นหัวหน้าพวกโคบาล อยู่ในที่ราบสูงแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของดงพญาเย็น และที่นั่นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้จับจองที่ดินไว้ 800 ไร่ ซึ่งบัดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่านแล้ว ท่านเจ้าคุณได้ตั้งคอกปศุสัตว์ เลี้ยงวัวไว้ประมาณ 2,000 ตัว ส่งเนื้อและนมของมันไปจำหน่ายในจังหวัดใกล้เคียงแม้กระทั่ง กรุงเทพฯ มอบหมายให้นายชุบเป็นหัวหน้าควบคุมดูแล พวกเคาบอยและกิจการงานของท่าน ซึ่งชุบก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเรียบร้อยและด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

ชุบแลเห็นเจ้าแห้วเกลอเก่าของเขาก็โบกมือให้ เจ้าแห้วยิ้มแป้นลืมความเศร้าโศกที่เจ้านาย ลงโทษ เขาเดินออกไปยืนขวางกลางถนนคอนกรีตและชูมือขวาขึ้นเป็นสัญญาณห้ามรถแบบจราจร หัวหน้าเคาบอยคอกปศุสัตว์ "ปัจจนึก" บังคับรถจิ๊ปวิลลี่ให้หยุดนิ่งชิดซ้ายขอบถนนแล้วก้าวลงมาจากรถอย่างแคล่วคล่องว่องไว รูปร่างของชุบสูงใหญ่ล่ำสันท่าทางบึกบึนและอดทน

"ฮัลโหล" เจ้าแห้ว สัพยอก "ไงวะ เกรกอรี่เป็ค หลุดออกมาจากจอกรุงเกษมเมื่อไร"

"ไม่ได้พบกันเกือบปีแล้วนึกว่าแกจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกลับทะลึ่งเหมือนเช่นเคย เจ้าคุณและพวกเจ้านายท่านอยู่หรือเปล่า กันมีเรื่องด่วนมาก บึ่งรถมาจากโคราชเมื่อตอนเที่ยงนี้เอง"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองดูเครื่องแต่งกายแบบเคาบอยของชุบอย่างขบขัน

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ คุณผู้ชายอยู่พร้อมหน้ากำลังถองเหล้ากันอยู่ในห้องโถง แต่ท่านกับคุณหญิงไปงานแต่งงานยังไม่กลับ"

"แล้ว คุณผู้หญิง...."

"คุณผู้หญิง ไปช่วยงานบวชนาคที่บ้านโป่งและคืนนี้จะไปค้างที่นั่น"

ชุบยกมือเท้าสะเอวมองดูเจ้าแห้วอย่างเคืองๆ

"แกเห็นข้าเป็นสัตว์ประหลาดหรือยังไงอ้ายแห้ว ไม่เห็นมีอะไรที่น่าขันสักนิด แกมองดูข้าอย่างขบขันตลอดเวลา"

เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย

"ขันที่แกแต่งเคาบอยว่ะ"

ชุบเค้นหัวเราะ

"กันมีหน้าที่ขี่ม้าและเลี้ยงวัวกันก็แต่งตัวอย่างนี้ คอกปศุสัตว์ของเราเป็นคอกปศุสัตว์ที่ทันสมัย ไม่ได้เลี้ยงส่งเดชแบบชาวบ้าน แกก็เคยไปเที่ยวมาแล้วและเห็นแล้วว่าพวกเราทุกคนแต่งตัวอย่างนี้ทั้งนั้น"

รู้ว่าเพื่อนไม่พอใจ เจ้าแห้วก็ยิ้มแห้งๆ

"ทำไมแกไม่คาดปืนพกด้วยล่ะ"

ชุบทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"คาดซี ตำรวจจะได้ลากคอไปเข้ากรง แต่อยู่ในโน่นกันคาดปืนตลอดเวลา เพราะนั่นมันในป่าไม่ใช่ในเมือง"

แล้วชุบก็เดินดุ่มๆ ตรงไปที่ตึกใหญ่ เจ้าแห้วติดตามมาด้วย กระเซ้าชุบว่าเหมือน เกรกอรี่เป็ค

"สำคัญโว้ย ท่าทางที่เดินสมาร์ทซะด้วยคล้ายกับมือปืนหรือเสือปืนเร็ว ฮั่นแน่....สำคัญนัก"

ชุบ หยุดชะงักหมุนตัวกลับมาทางเจ้าแห้ว ยกเท้าขวาซึ่งสวมท๊อบบู๊ตเตะเจ้าแห้วเต็มเหนี่ยว เจ้าแห้วยกแขนซ้ายขึ้นรับ แต่ถึงกระนั้นก็เซถลาไปไกล คราวนี้เจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทหยิบมีดโกนออกมา สลัดออก ทำหลังโกงยืนถ่างขาอ้าปากตลบลิ้นแบบออเหลนในภาพยนตร์

"อ้ายชุบ เพื่อนกันล้อเล่นนิดหน่อยมึงเอากูจริงๆ รึ กูปาดลูกกระเดือกมึงละ" แล้วเจ้าแห้วก็ขยับมีดโกน เดินย่างสามขุมเข้ามาหาเพื่อนเกลอของเขา

ชุบยืนนิ่งเฉยและพยักหน้า

"มา-เข้ามา อ้ายแห้ว"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาตัวเดินออกมาจากห้องโถง พอแลเห็นเจ้าแห้วกำลังจะเฉือนคอชุบ ท่านเจ้าคุณก็หยุดชะงักแล้วลืมตาโพลง

"เฮ้ย-หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วใจหายวาบรีบพับมีดโกนคู่มือเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ทตามเดิม เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลงบันไดตรงเข้ามาหาชุบ กับเจ้าแห้ว

"มึงจะบ้าหรือวะ อ้ายแห้ว เป็นเพื่อนกันมาแต่เล็กแต่น้อยมึงจะฆ่าอ้ายชุบได้ลงคอหรือ"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมทำท่าไปยังงั้นเองแหละครับ อ้ายชุบมันเตะผมก่อน รับประทานล้อว่าเป็น เกรกอรี่เป็ค หน่อยเดียวมันเตะผมโครมเลย รับประทานผมก็เอามีดโกนออกมาขู่ขวัญมันเล่น แฮ่ะ แฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สิ้นสุดความสนใจกับเจ้าแห้วแต่เพียงเท่านี้ ท่านหันมาทางหัวหน้าคอกปศุสัตว์ของท่าน ชุบรีบถอดหมวกออกแล้วยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ ท่าน"

"เออ ไปยังไงมายังไงวะ"

"มารถจิ๊ปครับ"

ท่านเจ้าคุณ ลืมตาโพลงแล้วตวาดแว๊ด

"รู้แล้วโว้ย แหม-แกตอบตรงเผงแบบศรีธนนไชยเชียวนะอ้ายเวร" แล้วเจ้าคุณก็หัวเราะเสียงกังวาน "มีเรื่องด่วนหรือยังไง"

"ครับ มีเรื่องด่วนมากครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"ไปคุยกันข้างบนซี อ้อ-จับมือกับอ้ายแห้วเสียก่อน เรื่องแตกสามัคคีกันข้าไม่ชอบโว้ย แกกับอ้ายแห้วก็กินข้าวหม้อเดียวกันมา หนักนิดเบาหน่อยอภัยให้กันเสียเถอะ"

เจ้าแห้วเดินเข้ามายื่นมือให้ชุบสัมผัส สองสหายบีบมือกันแน่นและยิ้มให้กัน ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำพา หัวหน้าเคาบอยของท่านและเจ้าแห้วย้อนกลับขึ้นไปบนตึก ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ สี่สหายกำลังนั่งดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างสนุกสนาน เมื่อแลเห็นนายชุบ การสนทนาก็สิ้นสุดลงทันที พล, นิกร, กิมหงวน และ นายแพทย์หนุ่มต่างทักทายชุบ ด้วยความดีใจ

ชุบกับเจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพรมปูพื้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง หัวหน้าเคาบอย ได้ยกมือไหว้สี่สหายแสดงความเคารพรักกตัญญูอย่างสูง แล้วก็ไต่ถามทุกข์สุขเจ้านายของเขา ถามถึงท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด ตลอดจนสี่นาง

ในที่สุดเจ้าคุณก็กล่าวถาม หัวหน้าคอกปศุสัตว์ของท่านอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกมาหาฉันทำไม ชุบ"

ชุบหันมามองดูท่านเจ้าคุณ แล้วกล่าวว่า

"ทางคอกปศุสัตว์กำลังมีเรื่องยุ่งยากเดือดร้อนครับ เจ้าคุณพิชิตฯ ท่านซื้อที่ดินของคุณประกอบ ได้แล้วและโอนโฉนดกันเรียบร้อยเมื่อสองสามวันนี้ ท่านได้สั่งลวดหนามไปจากกรุงเทพฯ มากมายเพื่อล้อมลำธารสายใหญ่ไม่ให้วัวของเรากินน้ำในลำธารนั้น เจ้าคุณพิชิตฯ กั้นรั้วเมื่อไรวัวของเราก็ตายหมด"

"เอ๊ะ" นิกร ร้องขึ้นดังๆ "อีตาเจ้าคุณพิชิตฯ นี่คงจะแอบมาดูหนังเรื่องจอมปฐพีเป็นแน่ แล้วก็จดจำแบบอย่างของอีตาแก่พ่อนางเอกเอาไปใช้บ้าง อย่างนี้มันก็ต้องฟาดกันเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือให้นิกรสงบปากเสียง ใบหน้าของท่านเคร่งเครียดผิดปกติ

"แกไปเจรจากับเจ้าคุณพิชิตฯ เขาหรือเปล่า"

"สมุหบัญชีเขาไปครับ ไปเจรจาขอร้องกับท่านอย่างดีที่สุด แต่เจ้าคุณพิชิตฯ บอกว่าลำธารสายนั้นเป็นเขตที่ดินของท่านตามโฉนด ท่านช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าหากว่าวัวของเราต้องล้มตายเพราะอดน้ำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะ หันมามองดูหน้าสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"เจ้าคุณพิชิตฯ เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอามานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งยังรับราชการเป็นนายทหารด้วยกัน ครั้งหนึ่งเขาเคยท้าอา ยิงกับเขาตัวต่อตัวต่อหน้านายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน พออาชักปืนพกออกพวกนายทหารก็ช่วยกันห้ามไว้ ต่อจากนั้นมาเราก็ไม่ลงรอยกันเรื่อยมา ออกจากราชการทำการค้าก็แข่งขันกัน อาไปจับจองที่ดินในดงพญาเย็น เขารู้เข้าเขาก็ไปจับจองบ้าง เขาเป็นคนอันธพาลมีนิสัยชั่ว ชอบใช้อำนาจเป็นธรรม ลูกหลานของเขาแต่ละคนก็เลวร้ายเหมือนกับเขา เคยขโมยวัวเราไปเชือดกินบ่อยๆ บางทีก็บุกรุกเข้ามาหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนงานของ อา เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าคุณพิชิตฯ ได้ติดต่อกับสมุหบัญชีของอา เพื่อขอซื้อที่ดินและกิจการปศุสัตว์ของเรา แต่สมุหบัญชีเขาปฏิเสธ เจ้าคุณพิชิตฯ ก็โกรธเคืองหาเหตุแกล้งเรา พยายามอ้อนวอนซื้อที่คุณประกอบ ซึ่งกั้นกลางระหว่างที่ดินของอากับเจ้าคุณพิชิตฯ บัดนี้ที่ดินของคุณประกอบเป็นของเจ้าคุณพิชิตฯ แล้ว หากเขาล้อมรั้วเสร็จเมื่อไรวัวของอา 2,000 กว่าตัวก็ตายหมดเพราะอดน้ำ"

กิมหงวน พูดเสริมขึ้น

"เอาละครับ ไม่ต้องเล่ารายละเอียดหรอกครับ เป็นอันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้คล้ายๆ กับเรื่อง จอมปฐพี ที่คนแก่สองคนพิพาทกันและฆ่ากันตายในที่สุด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"นั่นมันเรื่องหนังจะเหมือนกันได้อย่างไร มีส่วนคล้ายกันนิดหน่อยที่เกี่ยวกับที่ดินเท่านั้น"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ชุบก็เรียนท่านเจ้าคุณ ว่า

"ผมรีบมาหาท่าน ก็เพื่อกราบเรียนให้ทราบ ท่านจะจัดการอย่างไรต่อไปครับในเรื่องนี้ ผมกับสมุหบัญชี ต่างร้อนใจมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแค่นๆ

"มีอยู่ทางเดียว บุกมันอ้ายชุบ"

ชุบเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ บุกให้มันแหลกกันไปข้างหนึ่ง ใครดีก็อยู่ใครสู้ไม่ได้ก็เน่าไป"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"มันต้องยังงั้น" แล้วเขาก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ถึงเวลาแล้วหมอ ที่เราจะต้องแก้แค้นแทนพ่อตาของเรา กันจะยอมตายยอมสละโลหิตอุทิศชีวิตของกันเพื่อพ่อตาที่รัก เพราะปศุสัตว์แห่งนี้ถ้าคุณพ่อตาย ก็ตกเป็นสมบัติของกันกับประไพ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"เปล่า....ฉันไม่เคยคิดที่จะให้แกหรอก ฉันอาจจะให้เจ้าพลหรือเจ้าหงวนก็ได้"

อาเสี่ย สั่นศีรษะ

"ผมไม่เอาละครับ ผมเหม็นสาบวัวและเหม็นขี้วัว แขกมันต้อนวัวผ่านหน้าผมสัก 20 ตัว ผมยังทนแทบไม่ไหว"

สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวว่า

"พวกแกพูดอะไรเป็นเล่นเสมอ พูดกันเป็นงานเป็นการเถอะ พรุ่งนี้อาจะพาพวกแกและอ้ายแห้วไปโคราช จะพยายามติดต่อกับพระยาพิชิตฯ ด้วยสันติวิธีก่อน ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องบุกกันเท่านั้น"

พล ว่า "ผมไม่อยากให้เกิดการนองเลือดหรอกครับคุณอา ขืนปะทะกันก็จะเกิดอาฆาตพยาบาทกันเรื่อยไปไม่มีวันสิ้นสุด ผมจะรับอาสาเป็นทูตไปเจรจากับเจ้าคุณพิชิตฯ เองครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"แกพูดอย่างนี้ก็เพราะแกไม่เคยรู้จัก พระยาพิชิตฯ มาแต่ก่อน เจ้าคุณพิชิตฯ คนนี้สืบเชื้อสายมาจากยิวเป็นคนเห็นแก่ตัวที่สุด โหดเหี้ยมทารุณไม่มีความเมตตาปรานีต่อเพื่อนมนุษย์ ก่อกรรมทำเวรไว้มาก เมื่อตอนสงครามอาเซียบูรพา เขานำกองทัพในบังคับบัญชาของเขาเข้ายึดไทยใหญ่ เขายิงราษฎรชาวเงี้ยวตายไปหลายคน ยิงเพราะการใช้อำนาจเป็นธรรมของเขา ตอนนั้นเขาเป็นผู้บัญชาการกองพล และอาเป็น รองแม่ทัพ อ้า-เป็นอันว่าพรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางไปนครราชสีมาแต่เช้า เอารถตรวจการของเราไป ส่วนชุบก็ให้มันขับรถจิ๊ปตามเราไป เราต้องขนปืนและกระสุนปืนของเราไปด้วย ส่วนเสื้อผ้าเอาไปนิดหน่อยก็พอ อยู่ที่คอกปศุสัตว์เขาแต่งเคาบอยกันทั้งนั้น"

ชุบพูดเสริมขึ้น

"ผมคิดว่าผมกับเจ้าแห้วล่วงหน้าไปก่อนไม่ดีหรือครับ พอตื่นเช้าย่ำรุ่งก็รีบไปเลย จะได้ไปเตรียมจัดบ้านพักไว้ให้ท่านกับเจ้านาย ข้าวของอะไรที่ผมพอจะเอาไปด้วย ผมกับเจ้าแห้ว ก็จะลำเลียงเอาไปก่อน"

"เออดีเหมือนกัน ยังงี้ก็ได้ ถ้ายังงั้นแกกับอ้ายแห้วออกเดินทางย่ำรุ่ง แล้วสองโมงเช้าพวกเราจะตามไป ประเดี๋ยวเราจะออกไปซื้อพวกเครื่องกระป๋อง, เสบียงกรัง เหล้าและของใช้บางอย่างเพื่อเอาไปกินไปใช้ที่คอกปศุสัตว์ของเรา เอาละ-แกไปพักผ่อนเถอะ ไปอาบน้ำอาบท่าเสียให้สบายพักอยู่ที่ห้องเจ้าแห้วก็แล้วกัน เอาเสื้อผ้ามาหรือเปล่า"

"เอามาขอรับ ผมทิ้งกระเป๋าไว้ในรถ"

ชุบหันไปพยักหน้ากับเจ้าแห้ว ทั้งสองต่างลุกขึ้นยืนเดินก้มตัวออกไปทางหน้าตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายต่างปรึกษาหารือกันต่อไป ในเรื่องที่เกี่ยวกับคอกปศุสัตว์ ในที่ราบสูงแห่งดงพญาเย็นของจังหวัดนครราชสีมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชมว่า นายดำริสมุหบัญชีของท่านและชุบ หัวหน้าเคาบอยแห่งคอกปศุสัตว์ มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อท่านมาก ทุกเดือนสมุหบัญชี จะต้องเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อนำเงินรายได้มามอบให้ท่าน พร้อมด้วยบัญชีรายรับรายจ่าย เจ้าคุณว่าถ้าท่านไม่ได้ดำริกับชุบเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเลี้ยงวัว กิจการของท่านก็คงจะเลิกล้มไปนานแล้ว เพราะท่านไม่อาจจะไปควบคุมงานได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเหม็นสาบวัวและขี้วัวเช่นเดียวกับเสี่ยหงวน

ตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น เดอโซโต้แบบตรวจการคันหนึ่งได้พา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงคอกปศุสัตว์ "ปัจจนึก" ในเวลา 14.00 น. เศษ ซึ่งนายดำริสมุหบัญชีในวัยกลางคนกับชุบ และเจ้าแห้วกับพวกคนงานหรือพวกเคาบอยประมาณ 50 คน ได้ยืนเข้าแถวต้อนรับราวกับต้อนรับ รัฐมนตรีหรือท่านผู้ยิ่งใหญ่ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง

เดอโซโต้คันนี้ออกจาก กรุงเทพฯ 8.00 น. เศษ ซึ่งเจ้าแห้วกับชุบล่วงหน้าก่อนสองชั่วโมง เดอโซโต้แล่นไปตามถนนพหลโยธิน จนถึงสระบุรีก็แยกเข้าถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตกว้างใหญ่ใช้เป็นสนามบินได้ดี ภูมิประเทศสองข้างทางเป็นป่าเขาเป็นส่วนมาก เมื่อเข้าเขต จังหวัดนครราชสีมา ก็มีทางแยกตัดเข้าสู่ใจกลางดงพญาเย็น เดอโซโต้เลี้ยวซ้ายเข้าป่าทึบและดงดิบไปตามถนนแคบๆ ผ่านเชิงเขาเล็กๆ หลายลูก ไปตามทางอันขรุขระซึ่งเป็นทางเกวียนปราศจากการบำรุงรักษา ถ้าฝนชุกรถยนตร์ก็ไปไม่ได้ บางแห่งรถก็ผ่านทุ่งหญ้าหรือที่ราบ บางแห่งก็เป็นละเมาะหรือป่าโปร่ง ดงพญาเย็น ไม่มีความน่ากลัวอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว ผู้คนปลูกบ้านเรือนกระจายกันอยู่ทั่วป่า บรรดาสัตว์ป่าทั้งหลายระทมขมขื่นไปตามกัน เพราะมนุษย์คอยสังหารมันและแย่งที่อยู่ที่อาศัยของมันจนกระทั่งมันไม่รู้ว่าจะหอบลูกหอบเต้าไปอยู่ไหน นับวันต้นไม้ใหญ่ๆ ก็ถูกโค่นทำลายลงเรื่อยๆ ถ้าพวกสัตว์ป่ามีเงินอยู่บ้างมันก็คงจะขึ้นรถไฟไปพิษณุโลก แล้วขึ้นรถประจำทางไปจังหวัดตาก อพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในป่าเมืองตาก ซึ่งยังเป็นป่าใหญ่และมีอาณาเขตติดต่อสุดเขตเหนือและเขตใต้ของประเทศไทย พอจะปลอดภัยและมีความสุขบ้าง

บรรดาพวกเคาบอยทั้งหลาย ได้ให้การต้อนรับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายอย่างอบอุ่น กระท่อมใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นคล้ายๆ กับกระท่อมในภาพยนตร์เคาบอย ถูกจัดเป็นที่พักของท่านเจ้าคุณและ สี่สหาย พวกเคาบอย ช่วยกันลำเลียงข้าวของลงจากรถตรวจการคันนั้น ซึ่งมีกระเป๋าเสื้อผ้า 5 กระเป๋า ปืนเล็กยาว 5 กระบอก เข็มขัดกระสุนปืนพกพร้อมด้วยปืนพกสายละสองกระบอกรวม 5 เส้น นอกจากนี้ก็มีเสบียงกรัง, สัมภาระอีกมากมายซึ่งบรรทุกกันมาจนเต็มรถ คุณหญิงวาดให้น้ำพริกเผามาหนึ่งขวดโหล และเขียนคำขวัญติดไว้

ชักปืนเร็วชนะแน่ ชักปืนช้าตายแหง

วาด

พล พัชราภรณ์ ตั้งใจจะเป็นทูตสันติไปเจรจากับ พระยาพิชิตไพรี ท่านนายพลโทผู้เฒ่าในตอนเย็นวันนี้ แต่เมื่อใช้ให้เคาบอยอีสานคนหนึ่งไปสืบดูก็ได้ความว่า เจ้าคุณพิชิตฯ มีธุระเข้าไปในจังหวัดตั้งแต่ตอนเที่ยง จึงคิดว่าจะไปหาท่านเจ้าคุณในวันรุ่งขึ้น พลได้สัมภาษณ์นายดำริแล้วในเรื่องนิสัยใจคอของเจ้าคุณพิชิตฯ ได้ความว่า เจ้าคุณพิชิตฯ มีนิสัยไม่สู้ดีนัก หุนหันพลันแล่นเป็นทาสอารมณ์ นายดำริว่าคนเก่าแก่ของเจ้าคุณ ซึ่งรู้จักกับเขายืนยันว่าเมื่อก่อนนี้ เจ้าคุณพิชิตฯ เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือคนหนึ่ง แต่พอแก่ตัวเข้าจิตใจและอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งคนเก่าๆ ที่เคยพึ่งบุญบารมีท่านต้องหลบลี้หนีหน้าไปหมด ลูกชายคนเดียวของท่าน และหลานชายอีกสองคนเป็นผู้ควบคุมคอกปศุสัตว์ ซึ่งมีวัวเกือบ 3,000 ตัว และมีเคาบอยไม่ต่ำกว่า 70 คน นับว่าเป็นคอกปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา หรือตลอดภาคอีสาน

เย็นวันนั้นเอง ในราว 16.00 น. ดร.ดิเรก กับ เจ้าแห้วได้พากันขี่ม้ามุ่งตรงไปยังภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเขตคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ราวกิโลเมตรเศษ ทั้งสองคนแต่งกายแบบเคาบอยตะวันตกคาดเข็มขัดปืนพก แต่เครื่องแต่งกายค่อนข้างรุ่มร่ามไม่รัดกุม ดร. ดิเรก หลอกใครๆ ว่า เขาต้องการสำรวจพรรณพฤกษาชาติ อันเป็นสมุนไพรบางอย่างตามบริเวณเชิงเขาลูกนั้น เพื่อประโยชน์ในการแพทย์ของเขา แล้วเขาก็ชวนเจ้าแห้วขี่ม้ามากับเขา

เมื่อมาถึงเชิงเขาลูกนั้น ดร. ดิเรก ก็ชูมือขวาขึ้นเป็นอาณัติสัญญาณให้เจ้าแห้วหยุดม้า เจ้าแห้ว ดึงสายบังเหียนเต็มแรง ม้ารู้สึกเจ็บปากก็โมโหจนลืมตัวยกขาหลังขึ้นทันที เจ้าแห้วหลุดจากอานม้าหัวทิ่มลอยละลิ่วตีลังกากลับหลัง ลงไปนั่งเหยียดเท้าบนพื้นดิน และรอดพ้นจากคอหักตายอย่างหวุดหวิด นางม้าตัวนั้น หัวเราะลั่น

"ฮี้ๆๆๆๆๆ "

นายแพทย์หนุ่ม ค่อยๆ ก้าวลงจากหลังม้าและผูกสายบังเหียนไว้กับกิ่งไม้เล็กๆ กิ่งหนึ่ง เขามองเจ้าแห้วพลางหัวเราะเบาๆ

"ฉันนึกว่าจะออกหัวที่แท้ก็ออกก้อย ไหนแกคุยว่าม้าเชื่องๆ อย่างนี้แกไม่ขี่ แกชอบขี่ม้าพยศไม่ใช่หรือ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ ทำตาปริบๆ น่าสงสาร

"รับประทานคนเราก็ต้องพูดรักษาเหลี่ยมไว้ก่อนแหละครับ"

พูดจบก็พยุงกายลุกขึ้นพลางสูดปากเบาๆ เดินเข้าไปหาม้าของเขาแล้วยกมือชี้หน้า "ดีละมึง จำไว้นะ พ่อจะเอายาเบื่อให้กิน พยศดีนัก" แล้วเจ้าแห้วก็คว้าสายบังเหียนฉุดกระชากม้า พาไปที่ต้นไม้ผูกสายบังเหียนไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง

ดร. ดิเรก ดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาควงเล่น เดินเข้าไปหาเจ้าแห้ว

"ฉันจะบอกความจริงให้แกรู้ ฉันไม่ได้พาแกมาค้นหาสมุนไพรตะหวักตะบวยอะไรหรอก"

เจ้าแห้ว ทำหน้าตื่นๆ

"รับประทาน คุณหมอพาผมมาทำไมล่ะครับ ชักปืนออกอย่างนี้หมายความว่าจะยิงผมทิ้งหรืออย่างไร"

นายแพทย์หนุ่ม หัวเราะเบาๆ

"แกไม่ได้ทำอะไรให้ฉันเจ็บช้ำน้ำใจ ฉันจะยิงแกหรือ ฉันชวนแกมาซ้อมชักปืนและยิงปืนต่างหาก เมื่อเรามาอยู่ในถิ่นนี้ เราก็ต้องชักปืนไวและยิงปืนให้แม่น"

เจ้าแห้ว เห็นพ้องด้วย

"จริงครับ คุณหมอ รับประทานผมเองก็ไม่ใคร่จะได้ความนักในเรื่องปืนผาหน้าไม้ ผมเหมาะที่จะเป็นเสือปืนฝืดมากกว่า รับประทานเวลาเอาจริงเอาจังคาดปืนไว้ที่เอวอย่างนี้แล้ว แต่เอามือคลำมันไม่ใคร่พบเลย"

"เอ-อ้ายกันน่ะคลำพบว่ะแต่ชักปืนไม่ออก ซองปืนมันคับไปบ้าง บางทีโกร่งปืนก็พันกับซองปืนยุ่งไปหมด เกิดยิงกันขึ้นเขาก็ยิงกันตายเพราะกันชักปืนช้าเกินไป ซ้อมกันเถอะวะ อ้ายแห้ว ซ้อมที่คอกปศุสัตว์ขายหน้าเขา ซ้อมกันที่นี่ดีกว่าไม่มีใครเห็น"

"รับประทานเอายังไงดีล่ะครับ"

"ขั้นแรกอย่าเพิ่งยิงเพียงแต่หัดชักปืนเท่านั้น ลองดูอ้ายแห้ว ชักกระบอกซ้ายบ้างกระบอกขวาบ้าง เมื่อชำนาญดีแล้วค่อยซ้อมยิงเป้า"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ ต่อจากนั้นสองมือปืนก็เริ่มฝึกการชักปืนในท่าต่างๆ กัน เจ้าแห้วเก้งก้างมาก บางขณะก็ปล่อยปืนหล่นลงบนหลังเท้าร้องลั่น นายแพทย์หนุ่มเป็นคนฉลาด เขาฝึกชักปืนอยู่ครู่เดียว เขาก็ชักปืนได้คล่องแคล่วว่องไว ถึงกับเจ้าแห้วมองดูอย่างชื่นชม

"เอ้อเฮอ รับประทาน คุณหมอแน่ไปเลยครับ ไวยังกะเกรนฟอร์ด"

"แล้วกัน อย่ายอซีโว้ย การยอไม่ได้ทำให้มนุษย์ดีขึ้นเลย คนดีๆ เสียคนไปมากต่อมากก็เพราะถูกบริวารหรือลูกน้องยกยอปอปั้น กันชอบคนติเพื่อก่อว่ะ แกช่วยตั้งเป้าให้หน่อยเถอะวะ หาก้อนหินไปรวมกันแล้วเอาก้อนเล็กวางบนก้อนใหญ่ แกกับกันมาลองแข่งขันกันดูซิว่าใครจะแม่นกว่าใคร"

เจ้าแห้ว สั่นศีรษะ

"รับประทานผมไม่ได้ความหรอกครับ เวลาเหนี่ยวไกรับประทานผมหลับตาปี๋ทุกที รับประทานกลัวเสียงปืนครับเลยยิงไม่ถูก เว้นแต่จะให้ยิงกำแพง"

ดร. ดิเรก หัวเราะชอบใจ เจ้าแห้วพาตัวเดินไปที่เชิงเขาใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีตั้งเป้าให้ ดร. ดิเรกซ้อมปืนพกโดยใช้ก้อนหินวางซ้อนกันเป็นเป้า ยอดของเป้าเป็นหินก้อนเล็กที่สุด เสร็จแล้วเจ้าแห้วก็วิ่งเหยาะๆ กลับมาหานายแพทย์หนุ่ม ทั้งสองยืนเคียงคู่กันห่างจากเป้าราว 15 เมตร

นายแพทย์หนุ่มพยายามคิดว่าเขาเป็นเสือปืนเร็วคนหนึ่ง เขายืนถ่างขาเล็กน้อยทำมือขยุกขยิกทั้งสองข้าง และแล้วเขาก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมายิงก้อนหินก้อนนั้น

"ปัง"

เสียงกระสุนรีวอลเวอร์ 9 ม.ม. ระเบิดลั่น เจ้าแห้วตบมือให้เกียรติเจ้านายของเขา

"ไม่เลวครับ คุณหมอ รับประทานห่างเป้าเพียงวาเดียวเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่ม อ้าปากหวอ

"ทำไมแกรู้ล่ะว่าห่างเป้าเพียงวาเดียว"

เจ้าแห้ว หัวเราะหึๆ

"รับประทาน คุณหมอดูกิ่งไม้เหนือเป้าซีครับ สูงจากเป้าหนึ่งวาเป็นรอยกระสุนปืนแลเห็นถนัด รับประทานยิงอย่างนี้อีก 20 ปี ใช้ได้ครับ"

ดร. ดิเรก ทำหน้าชอบกล

"แกลองยิงดูบ้างซี"

"ไม่ล่ะครับ รับประทานผมต้องหัดชักปืนให้เก่งเสียก่อน ผมคิดว่าการหัดยิงปืนให้แม่นไม่ยาก แต่หัดชักปืนยากกว่า"

ทันใดนั้นเองเสียงปืนพกก็ดังกังวานขึ้นหนึ่งนัด ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก ก้อนหินที่เป็นเป้าถูกยิงแตกกระจาย แล้วเสียงหัวเราะของชายฉกรรจ์สองหรือสามคนก็ดังขึ้นในพุ่มไม้ทางซ้ายมือของ นายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้ว

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งพาพรรคพวกสองคน ซึ่งเป็นหนุ่มฉกรรจ์ในวัยเบญจเพศเดินออกมาจากพุ่มไม้อันหนาทึบนั้น คนหนึ่งคือลูกชายสุดสวาท คนเดียวของเจ้าคุณพิชิตฯ มีนามว่าพิชัย อีกสองคนเป็นหลานชายของท่านเจ้าคุณ และมีศักดิ์เป็นลูกผู้น้องของ พิชัย คนพี่ชื่อภาส คนน้องชื่อพงศ์ ลูกและหลานของ เจ้าคุณพิชิตฯ ถึงแม้ได้รับการศึกษาอย่างดีแล้วจาก กรุงเทพฯ แต่การศึกษาก็ไม่ได้ช่วยให้เขาเป็นคนดีได้ พิชัยกับภาสและพงศ์ มีนิสัยกักขฬะหยาบคาย ชอบข่มเหงรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าตน ชอบใช้อำนาจเป็นธรรมและหาความสุขจากความทุกข์หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ผู้หญิงชาวบ้านป่าตลอดจนลูกเมียคนงานของเขาเองถูกสามพี่น้อง ข่มเหงรังแกเสมอ เขาฆ่าคนตายมาหลายคนแล้ว ผู้เคราะห์ร้ายย่อมตายเปล่า พวกคนงานทุกคนในคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณพิชิตฯ ต่างกลัวลาน สามพี่น้อง ปกครองคนงานด้วยอำนาจ ด้วยกำปั้น ด้วยเท้าและบางทีก็ด้วยปืนคือยิงทิ้ง ถ้าเห็นว่าทะนงองอาจต่อเขา

พิชัยกับภาส และพงศ์เดินเข้ามาหา ดร. ดิเรกและเจ้าแห้ว ในท่าทางที่เป็นนักเลงเต็มตัว มือขวาของพิชัย ถือรีวอลเวอร์ 9 ม.ม. คู่มือของเขา เขายกปืนพกยิงเข้ามาข้างเท้า ดร. ดิเรกติดๆ กันสามนัดทำให้ นายแพทย์หนุ่ม ต้องกระโดดโลดเต้นตามสัญชาตญาณของมนุษย์ทั้งหลาย

"เฮ้" ดร. ดิเรก ร้องลั่น "ยูหมายความว่ากระไรกันนี่"

พิชัยเก็บปืนพกใส่ซองแล้วแหกปากหัวเราะก้าก หันมามองดูลูกผู้น้องทั้งสอง แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ถ้าจะหัวนอกว่ะ พูดยูๆ ไอๆ "

ภาสเดินปรี่เข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้า ดร. ดิเรก เขายกมือเท้าสะเอว มองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างทระนง

"ไง-ตีนปืน ผมทราบข่าวแล้วว่าคุณติดตามเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาจากกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมบุกพวกเรา ฝีมือยิงปืนของคุณน่ะมันใช้ไม่ได้นี่คุณ หรือจะลองดวลปืนกับผมตัวต่อตัว"

ดร. ดิเรก กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง ยืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็ค่อยๆ หันหน้ามามองทางเจ้าแห้ว

"สู้เขา อ้ายแห้ว สู้เขาแทนข้า"

เจ้าแห้ว ทำคอย่น

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานอยากจะสู้เหมือนกันครับแต่ใจมันไม่สู้"

ภาสเดินเข้าไปหาเจ้าแห้ว ยกมือทั้งสองจับปีกหมวกเจ้าแห้ว ดึงหมวกลงมาปิดหน้า พิชัย กับพงศ์ ต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน เจ้าแห้วถอดหมวกออกขว้างลงพื้นดิน แล้วมองดูภาส ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ภาสถอยหลังออกไปห่างจากเจ้าแห้ว ห้าหกก้าวแล้วยิ้มให้

"ชักปืนออกมาซี พี่ชาย เอาซี"

เจ้าแห้ว เค้นหัวเราะ

"มากไปโว้ย พรรคพวก เราสองคนไม่ได้มีอะไรกับแกเลย ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาด้วยซ้ำ เรื่องอะไรถึงมารวนกันอย่างนี้หรืออยากไปอยู่ คุกลาดยาวที่บางเขน ที่นั่นเป็นที่ขังพวกอันธพาลอย่างแก"

ภาส หัวเราะเสียงแหลมเล็ก

"ในป่านี้ไม่มีตำรวจ ใครชักปืนไวก็อยู่ได้ ใครชักปืนช้าก็ตาย ชักปืนออกมาซีพี่ชาย หรือคุณแว่นคนนี้ก็ยังได้"

ดร. ดิเรก โบกมือ

"โนๆๆ ไอไม่สู้ยู"

พิชัยหันมาทาง เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมที่ชื่อพงศ์

"จัดการให้มันสู้เราหน่อยซีพงศ์ ซัดมันสักสองสามฉาด มันเจ็บเข้ามันก็ชักปืนออกมายิงเราเองแล้วก็ยิงมันทิ้งเสีย อ้ายสองคนนี่คือมือปืนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เราต้องปราบมันเสียก่อน"

เจ้าพงศ์แสยะยิ้ม เดินรี่เข้าไปเอื้อมมือซ้ายดึงแว่นตา ดร. ดิเรกออกโยนทิ้ง ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามกันสิ้นดี เขาคว้าหน้าอกเสื้อนายแพทย์หนุ่ม กำไว้ดึงตัวเข้ามาแล้วตะคอกถาม

"จะสู้หรือไม่สู้"

"โน" ดร. ดิเรก ร้องลั่น

ทันใดนั้นเองพงศ์ก็ปล่อยหมัดขวากระแทกหน้า ดร. ดิเรก เต็มแรง นายแพทย์หนุ่มเซออกไปล้มลงก้นกระแทกพื้น เห็นดาวขึ้นกลางวัน ปากของเขาแตกปลิ้นมีโลหิตไหลออกมา

"ว่าไง ชักปืนออกมาซีฝรั่ง" เจ้าพงศ์พูดเสียงหัวเราะ

ดร. ดิเรก ฝืนหัวเราะ

"โน-ไอบอกแล้วว่าไอไม่สู้ยู การใช้กำลังกายหรือใช้อาวุธไม่ใช่วิสัยของผู้เจริญแล้ว"

พิชัยยกมือผลักหลังภาสเบาๆ ภาสเดินเข้าไปหานายแพทย์หนุ่ม ก้มลงคว้าหน้าอกเสื้อกระชากตัวให้ลุกขึ้นแล้วชกด้วยหมัดขวาเต็มเหนี่ยว ดร. ดิเรกเซไปปะทะพงศ์ ก็ถูกพงศ์ต่อยด้วยหมัดตรงขวาลงไปนอนโก้งโค้งหน้าตาแตกยับ เจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะชักปืนออกมา พิชัยยืนคุมเชิงอยู่แล้ว เขายิ้มให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"ชักออกมาซีพี่ชาย ชักออกมา กันให้โอกาสแกก่อน"

เจ้าแห้ว ขบกรามกรอด

"อยากจะชักเหมือนกันแต่กลัวว่าแกจะไวกว่ากัน ยิงกันได้ก่อน"

พิชัยยิ้มแสยะ เดินรี่เข้ามาและลั่นหมัดขวากระแทกหน้าเจ้าแห้วทันที ดร. ดิเรก รีบลุกขึ้นเดินตุปัดตุเป๋เข้าไปห้าม

"เฮ้-เวท อะ มินิท"

สามพี่น้องได้แสดงความเป็นอันธพาลอย่างหนัก ต่างช่วยกันเตะถีบชกต่อยขึ้นเข่าลงศอก ดร. ดิเรก กับเจ้าแห้วอย่างทารุณ ทั้งสองบอบช้ำไปตามกัน แต่อย่างไรก็ไม่ยอมดึงปืนพกออกมาสู้เพราะรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ ในที่สุด นายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้วก็ลงไปนั่งเหยียดเท้าอยู่ใกล้ๆ กัน ใบหน้าแตกยับแทบจะจำไม่ได้

พิชัยยกมือชี้หน้า ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้ว และกล่าวว่า

"จำไว้ในถิ่นนี้เราคือ เจ้าปฐพีผู้ยิ่งใหญ่ ช่วยไปบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยว่า พรุ่งนี้เราจะเริ่มกั้นรั้วลวดหนาม ถ้าไม่อยากให้วัวอดน้ำตายก็ขายที่ดิน ขายวัวและ กิจการปศุสัตว์ให้เราเสีย ซึ่งคุณพ่อของกันจะให้ราคาอย่างงาม"

ดร. ดิเรก พยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ ออไร๋ ยูสามคนโหดร้ายมาก ทำคนที่ไม่สู้" พูดจบ ดร. ดิเรก ก็คลานไปที่แว่นตาของเขาซึ่งตกอยู่ใกล้ๆ เท้าของเจ้าพงศ์น้องชายภาส

พอนายแพทย์หนุ่ม เอื้อมมือจะหยิบแว่นสายตาสั้นของเขา พงศ์ก็ยกรองเท้าข้างขวากระแทกแว่นตาดังกร๊อบ แว่นตาราคาเกือบ 500 บาท แหลกละเอียดไปแล้ว ดร. ดิเรก พรวดพราดลุกขึ้นยืน พงศ์ถอยหลังออกห่างนายแพทย์หนุ่ม แล้วยิ้มให้

"ถ้าคิดว่าสู้ได้ก็ชักปืนออกมา พี่ชาย"

ดร. ดิเรก ขบกรามกรอด น้ำตาคลอหน่วยด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจที่ถูกข่มเหงรังแกอย่างป่าเถื่อนเช่นนี้ พิชัยมองดูลูกผู้น้องทั้งสองคนแล้วกล่าวว่า

"ไปโว้ย พวกเรา กลับกันเถอะ ให้โอกาสเขาบ้างเผื่อเขาจะยิงเราข้างหลัง"

เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลูกชายและหลานชายของเจ้าคุณพิชิตฯ พากันเดินไปจากที่นั้นในท่าทีที่สบายใจ เจ้าแห้วเดินเข้ามายืนข้าง ดร. ดิเรก ทั้งสองคนพากันมองดูด้วยความอาฆาตพยาบาท สักครู่ก็หันมามองดูหน้ากัน เจ้าแห้วตกใจเมื่อแลเห็นใบหน้าของ นายแพทย์หนุ่มฟกช้ำดำเขียว ริมฝีปากบนยื่นออกมาผิดปกติ

"โอ๊ย-รับประทานหน้าคุณหมอ กลายเป็นครุฑไปแล้วล่ะครับ"

นายแพทย์หนุ่ม ฝืนหัวเราะ

"แกก็เหมือนกัน"

เจ้าแห้ว ถอนหายใจลึกๆ

"อ้ายสามคนนี่ ร้ายยิ่งกว่าผู้ร้ายในเรื่องจอมปฐพีอีกครับ ผมเกือบจะชักปืนออกมายิงกับมันแล้ว แต่ว่ารับประทานคิดได้ว่ามันคงยิงผมก่อนเลยไม่กล้า วันหนึ่งผมต้องได้แก้แค้นอ้ายสามคนนี่ กลับกันเถอะครับคุณหมอ"

ดร. ดิเรก ยิ้มแห้งๆ น่าสงสาร

"แว่นตากันถูกกระทืบแตกแล้ว กันกลายเป็นคนที่ไร้สมรรถภาพไปเลย แกยืนอยู่ใกล้กันแค่นี้กันยังเห็นหน้าแกพร่าไปหมด ช่วยไปแก้ม้ามาให้กันหน่อยซี เคราะห์ดีที่เอาแว่นสำรองมาด้วย ม่ายยังงั้นพรุ่งนี้ก็ต้องเผ่นกลับกรุงเทพฯ "

เจ้าแห้วยอมรับว่าเขาสงสาร ดร. ดิเรก อย่างยิ่ง เขารู้ดีว่าดิเรกไม่ใช่นักสู้ และไม่ชอบการต่อสู้เลย เพียงแต่ทะเลาะกับประภาก็ถูก ประภาผลักล้มลุกคลุกคลาน ความรู้ในทางแพทย์และวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่เขาเหนือคนอื่น เจ้าแห้วทำปากเบะร้องไห้เพราะสงสาร ดร. ดิเรก เขาเดินไปที่ม้าสีดำซึ่งเป็นม้าที่นายแพทย์หนุ่มขี่มาจากคอกปศุสัตว์ เจ้าแห้วแก้สายบังเหียนออกจูงม้าเข้ามาหา

ดร.ดิเรกเอื้อมมือจับอาน ยกเท้าซ้ายเหยียบโกลนแล้วขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ยื่นมือไขว่คว้าหาสายบังเหียน

"บังเหียนอยู่ไหน อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้ว หัวเราะงอหายแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"รับประทาน คุณหมอขี่ม้าแหวกแนวเสียแล้วละครับ รับประทานหันหน้าไปทางตูดม้า แล้ว จะบังคับม้าได้อย่างไรครับ"

นายแพทย์หนุ่ม อ้าปากหวอ

"มายก๊อด ไอมองไม่ถนัด ไม่รู้ว่าทางไหนทางหัวและทางไหนทางหาง" พูดจบ ดร. ดิเรก ก็พยายามกลับตัวบนอานม้าจนสำเร็จคือนั่งหันหน้ามาทางหน้าม้าได้ถูกต้อง เจ้าแห้วส่งสายบังเหียนให้

"รับประทาน คุณหมอขี่ไปเรื่อยๆ เถอะครับ อย่าให้เร็วนักโถ-รับประทานน่าสงสารเหลือเกิน คุณหมอไม่มีแว่นก็เหมือน อ้ายบอดวัดสามปลื้ม"

"เฮ้ย" ดิเรก ตวาดแว็ด "เปรียบเทียบให้มันดีกว่านั้นหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ ไปที่ม้าของเขา ดร. ดิเรก ขี่ม้าวิ่งสะบัดย่างไปจากที่นั้น อีกสักครู่ เจ้าแห้วก็ขี่ม้าติดตามมา

ที่คอกปศุสัตว์ "ปัจจนึก"

ขณะนี้แดดอ่อนจางแสงแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล นิกร และพวกเคาบอยประมาณ 20 คน ได้เรียงรายอยู่บนคอกม้าที่กั้นเป็นวงกลมกว้าง มีขนาดครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล ส่งเสียงเอะอะเฮฮากันอย่างสนุกสนาน มองดูเจ้าหนุ่มคนหนึ่งกำลังแสดงการขี่ม้าพยศ

อาเสี่ยกิมหงวน ยืนอยู่ในคอกนั้นเตรียมตัวแสดงความสามารถบังคับม้าเป็นคนต่อไป กิมหงวน แต่งกายแบบเคาบอยในชุดสีดำ สวมท็อบบู๊ตสั้น คาดเข็มขัดปืนพกปล่อยตกลงไปข้างหนึ่งแบบมือปืนทั้งหลายและมีหนังเส้นเล็กๆ รัดซองปืนติดอยู่กับขา ท่าทางของอาเสี่ยคล้ายๆ กับ แจ็ค พาเลนซ์ ในเรื่องเชน

ม้าสีกะเลียวตัวนั้นเป็นม้าลูกผสมสูงใหญ่เกือบเท่าม้าเทศ มันหกหน้าหกหลังพยายามสลัด เจ้าหนุ่มเคาบอย ที่อวดศักดาขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังมัน และแล้ว เจ้าหนุ่มผู้นั้นก็ลอยละลิ่วลงมาจากหลังของเจ้าลมปลิว อย่างไม่เป็นท่า

พวกเคาบอย ต่างตบมือและหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน ชายกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเลี้ยงม้า ได้วิ่งเข้าไปจับบังเหียนเจ้าลมปลิวไว้ มันพยศยกหน้าทำท่าเหมือนจะโขกสับด้วยขาหน้าของมัน แต่คนเลี้ยงสามารถยึดมันไว้ได้แล้วร้องเรียกเสี่ยหงวน ด้วยเสียงแปร่งๆ

"เชิญซีครับ เจ้านาย"

อาเสี่ย ยิ้มแป้น เขาเชื่อว่าเขาคงขี่ เจ้าลมปลิวได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก เสี่ยหงวนเดินเข้าไปหาและพยายามวางท่าให้โก้เก๋ พวกเคาบอยเงียบกริบ ทุกคนต่างเป็นห่วงอาเสี่ย แต่ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน

นิกรร้องตะโกนบอกกิมหงวน ด้วยเสียงอันดัง

"ระวังนะโว้ย แจ็ค พาเลนซ์"

กิมหงวนมองมาทางนิกร แล้วโบกมือให้ เขารับสายบังเหียนจากคนเลี้ยงม้า ยกเท้าซ้ายเหยียบโกลนก้าวขึ้นไปนั่งบนหลังมัน ทันใดนั้นเอง เจ้าลมปลิวก็เริ่มอาละวาดหกหน้าหก หลังพาอาเสี่ยวิ่งวนเวียนไปมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหาย แต่พวกเคาบอย ไม่มีใครกล้าหัวเราะนอกจากอมยิ้มไปตามกัน เจ้าลมปลิวพากิมหงวนวิ่งตรงเข้าไปที่รั้วด้านหนึ่งอย่างรวดเร็วเต็มฝีเท้าของมัน และใกล้เข้าไปตามลำดับ อาเสี่ยชักใจไม่ดีก็ร้องสุดเสียง

"เฮ้ยๆๆ "

เขาหมดความสามารถที่จะบังคับ ม้าลมปลิวได้แล้ว ดึงสายบังเหียนอย่างไรมันก็ไม่ยอมเลี้ยวกลับ มันวิ่งกลับมาเกือบจะชนรั้วมันก็เบรคพรืด เท่านี้เองอาเสี่ยก็หัวทิ่มไปข้างหน้าพุ่งหลาวลงไปยังพื้นดินอย่างไม่เป็นท่า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร ต่างหัวเราะงอไปงอมา พวกเคาบอยกลั้นหัวเราะไม่ไหวก็พากันหัวเราะอย่างครื้นเครง เจ้าลมปลิวหันมามองดูกิมหงวน อย่างขบขันทำจมูกบานพะเยิบพะยาบแล้วปลิ้นริมฝีปากส่งเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจ มิหนำซ้ำยังหันก้นมาจะเตะกิมหงวนด้วยขาหลัง อาเสี่ยรีบลุกขึ้นวิ่งหนีทันที คนเลี้ยงม้ารีบวิ่งเข้ามาคว้าสายบังเหียนเจ้าลมปลิวไว้

ไม่มีใครกล้าขี่มันอีกแล้ว ม้าตัวนี้ชุบคนเดียวเท่านั้นที่ขี่มันได้ เขาเป็นหัวหน้าเคาบอย ที่ขี่ม้าได้เชี่ยวชาญที่สุด กิมหงวนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเพื่อนเกลอทั้งสอง แล้วปีนขึ้นมาบนรั้ว

"เป็นไงวะ" พล ถามยิ้มๆ

อาเสี่ย ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ก้นแทบหัก อ้ายม้าเปรตตัวนี้พยศเหลือเกิน เห็นชุบมันขี่ได้ก็นึกว่ากันคงขี่ได้ โอย-แย่โว้ย ตะโพกครากไปแถบหนึ่งแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"อาบอกแล้วว่าม้าตัวนี้มันพยศมากแกไม่เชื่อ ถ้าแกจะขี่มันให้ได้แกจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน"

อาเสี่ยหันมาทางนายจอมทะเล้น

"แกลองดูบ้างไหมล่ะ"

นิกร สั่นศีรษะ

"ไม่เอาล่ะ กันชอบขี่ม้าข้าวต้มหรือม้าเนื้อสะเต๊ะมากกว่า ม้าจริงๆ มันมีชีวิต เราไม่รู้ว่ามันจะมีอารมย์ร้ายเมื่อไร ถ้าใจดีมันก็ยอมให้เราขี่ ถ้าใจคอมันไม่สบาย เป็นต้นว่ามันทะเลาะกับเมียมันหรือผัวมันหรือมีเรื่องขัดใจกับแฟนมัน มันก็สลัดเราตกจากหลังของมัน"

พลแลเห็น ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วควบขี่ม้าตรงเข้ามาในหมู่บ้านพักของคนงาน ก็บอกเพื่อนเกลอทั้งสอง

"หมอกับอ้ายแห้ว กลับมาแล้วโว้ย อ้ายสองคนคงแอบไปยิงปืนเล่นแน่นอน เมื่อกี้เราได้ยินเสียงปืนแว่วมาแต่ไกลสามสี่นัด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล, นิกร, กิมหงวน ต่างปีนลงมาจากคอกม้า ทั้งสี่คนเดินไปทางหมู่บ้านคนงานซึ่งปลูกเป็นกระท่อมเล็กๆ หลายหลัง มีถังน้ำขนาด 500 แกลลอนรวม 4 ถังอยู่บนหอสูงและมีโรงสูบน้ำอยู่ข้างล่างสูบน้ำบาดาลขึ้นไปบนถังเหล็กตลอดวัน ช่วยให้พวกคนงานมีน้ำอาบกินและใช้ซักผ้าหุงต้ม แต่ไม่พอสำหรับเลี้ยงวัวตั้ง 2,000 กว่าตัว เพราะน้ำบาดาลมีน้อย บางวัน คนงานก็ต้องใช้น้ำอย่างประหยัดเพราะน้ำบาดาลงวดแห้ง

นายแพทย์หนุ่ม ควบขี่ม้าวิ่งสะบัดย่างพา เจ้าแห้วตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสามสหาย ทั้งสองคนควบม้าหยุดนิ่งและก้าวลงจากหลังม้าในท่าทางสะบักสะบอม จากใบหน้าที่มีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวของ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้ว ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล, นิกร และอาเสี่ยกิมหงวน ยืนตะลึงไปตามกัน

"หมอ" พล อุทานขึ้นดังๆ "แกกับอ้ายแห้ว นัดไปชกกันตัวต่อตัวมาหรือนี่"

นิกร พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อย่าให้มันเหมือนหนังเรื่องจอมปฐพี นักเลยวะ"

นายแพทย์หนุ่ม ฝืนหัวเราะ

"แต่เรื่องมันคล้ายกันมาก อ้ายแห้วน่ะถึงอย่างไรมันก็ไม่กล้าสู้กันหรอก กันกับอ้ายแห้ว ไปที่ภูเขาลูกนั้นไปซ้อมยิงปืนพกกัน ลูกชายของเจ้าคุณพิชิตฯ กับอ้ายหนุ่มสองคน ดูเหมือนจะเป็นญาติกันได้โผล่ออกมาจากละเมาะแสดงศักดาเดชยิงเป้าที่เราตั้งไว้ แล้วยิงเฉียดขากันสองสามนัด ท้ากันกับอ้ายแห้วยิงกับมัน เราไม่สู้มันก็ช่วยกันซ้อมเตะถีบกระทืบเราให้สู้ อ้ายหนุ่มคนหนึ่ง กระทืบแว่นตากันแหลกไปเลย กันกับอ้ายแห้วถูกซ้อมสะบักสะบอมไปตามกัน แล้วอ้ายสามคนนั่นก็จากไป อ้ายหนุ่มที่เป็นลูกชายเจ้าคุณพิชิตฯ สั่งให้มาบอกคุณพ่อ ว่าพรุ่งนี้มันจะกั้นรั้วลวดหนามปิดลำธารไม่ให้วัวเราไปกินน้ำ ถ้ากลัววัวอดน้ำตายก็ให้ส่งคนไปพบเจ้าคุณ เพื่อเสนอขายที่ดินและกิจการปศุสัตว์ที่นี่ ซึ่งเจ้าคุณพิชิตฯ จะให้ราคาอย่างงาม" พูดจบ ดร. ดิเรก ก็ขบกรามแน่น "กันเจ็บใจมาก มันป่าเถื่อนและอันธพาล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง อาเสี่ยกิมหงวน ทำตาปริบๆ แล้วเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"อย่าเสียใจดิเรก กันจะฆ่ามันเอง"

นิกรโกรธแทน ดร. ดิเรก กับเจ้าแห้วจนหน้าเขียว เขายกมือตบหลังอาเสี่ย แล้วกล่าวว่า

"กันเอาด้วย พาพวกเราไปบุกมันเดี๋ยวนี้ การเจรจาด้วยสันติวิธีไม่มีประโยชน์และป่วยการ เพื่อนและคนของเราถูกข่มเหงอย่างป่าเถื่อน ดิเรกมันสายตาสั้นมันจะสู้ใครได้ อ้ายแห้วมันก็ไม่ได้มีเลือดนักสู้ เลือดมันมีแต่สี่บวกหรือบวกสี่ไม่มีทางจะสู้ใครได้เลย"

กิมหงวนขบกรามกร้วมๆ นัยน์ตาวาวโรจน์น่ากลัว เขากล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"แกจำหน้าอ้ายสามคนนั่นได้ไหม"

"รับประทานได้ซีครับ จากกันอีกห้าหกร้อยปีผมก็ไม่ลืม ลงซ้อมผมยับเยินอย่างนี้ผมลืมไม่ได้"

"ดีแล้ว" อาเสี่ยพูดอย่างเดือดดาล "แกกับดิเรกไปกับกันเดี๋ยวนี้ พาพวกเราไปบุกมันให้แหลก จับอ้ายสามคนนั่นมาแขวนคอหรือม่ายก็ยิงมันทิ้ง"

พลยิ้มให้เสี่ยหงวนและนิกร

"แกสองคนอย่าเพิ่งวู่วามโว้ย จะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบ ถ้ายกพวกเราไปบุกเขาก็ต้องล้มตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างมีปืนก็เหมือนกับสาดน้ำรดกัน"

นิกรทำตาเขียวกับพล

"แกไม่ร่วมมือด้วยก็ไม่ต้องคัดค้าน กันกับอ้ายหงวนจะพาพวกเราไปบุกมันเอง"

พลพยักหน้าและหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นก็ตามใจแกเถอะเพื่อน"

นิกรหันขวับมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"เร็ว-ไปเอาแว่นตามาใส่เดี๋ยวนี้ แกมีแว่นตาสำรองมาไม่ใช่หรือ ไปเอามาคอยกันที่นี่ กันกับอ้ายหงวนจะไปเรียกระดมพวกเรายกไปบุกมันให้ถึงรัง ในป่าดงอย่างนี้ต้องใช้อำนาจเป็นธรรม ใครมีอำนาจหรือมีเขี้ยวเล็บถึงจะอยู่ได้ ไปอ้ายเสี่ย วันนี้กันกับแกต้องเปิดฉากบู๊เต็มที่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลไม่คัดค้านปล่อยให้กิมหงวนกับนิกรวิ่งไปที่หมู่บ้านพักของพวกกรรมกร ดร. ดิเรกเดินไปที่เรือนพักเพื่อไปเอาแว่นตาสำรองของเขา เจ้าแห้วจูงม้าทั้งสองตัวตามดิเรกไป พลมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"ว่ายังไงครับคุณอา อ้ายกรกับอ้ายหงวนมันเอาแน่"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"ปล่อยมัน อาก็อยากรู้เหมือนกันว่าอ้ายหงวนกับอ้ายกรจะมีดีแค่ไหน ให้มันอาละวาดเสียทีก็ดี เจ้าคุณพิชิตฯ จะได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้พวกเราจะไม่ยอมให้พรรคพวกเจ้าคุณข่มเหงรังแกอีกต่อไปแล้ว อามาคอกปศุสัตว์คราวนี้ก็อยากจะฟาดกับเจ้าคุณพิชิตฯ เหมือนกัน คนเราลงไม่กินเส้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากันแล้วก็ป่วยการที่จะใช้สันติวิธี อ้ายกรมันพูดถูกแล้ว ในป่าดงเช่นนี้ต้องใช้อำนาจเป็นธรรม ใครดีใครอยู่ซีวะ ปล่อยมันไปอ้ายหลานชาย ถ้ามันย่อยยับกลับมาอาจะยกไปเอง"

ในเวลา 10 นาที นั้นเอง เสี่ยหงวนกับนิกรขี่ม้านำหน้าพวกเคาบอยประมาณ 20 คน ควบขี่ออกมาจากหมู่บ้านพักดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วรีบขี่ม้าเข้าไปสมทบกำลังทันที หมู่ม้าทั้งหมดผ่านบริเวณทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้างกว้างขวางซึ่งมีฝูงวัวนับพันปรากฏไปทั่วลัดตัดตรงไปยังคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณพิชิตฯ ระหว่างหุบเขาเบื้องหน้าโน่น บรรดาเคาบอยทั้งหลายที่ติดตามกิมหงวนกับนิกรและดร. ดิเรกมาต่างกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะปะทะกับพรรคพวกของพระยาพิชิตฯ มานานแล้ว ซึ่งคนงานทั้งสองฝ่ายมีความเกลียดชังกันอย่างยิ่งทั้งๆ ที่บางคนเป็นเครือญาติกันก็ตาม

ใกล้เข้าไปและใกล้เข้าไปตามลำดับ ในที่สุดพวกเคาบอยคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ล่วงล้ำเข้าไปในหุบเขาดินแดนของฝ่ายตรงกันข้าม หมู่ม้าเหล่านี้ลัดเลี้ยวไปตามทางธรรมชาติโดยมีเจ้าหนุ่มชาวพื้นเมืองคนหนึ่งแต่งกายแบบเคาบอยชั้นเลวขี่ม้านำหน้า กิมหงวนกับนิกรขี่ม้าเคียงคู่กันมาดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วและพวกเคาบอยตามมาข้างหลัง

เสี่ยหงวนกับนิกรเต็มไปด้วยความโกรธแค้นลูกชายกับหลานชายเจ้าคุณพิชิตฯ ทั้งสองมีใบหน้าเคร่งเครียด นิกรยกสายบังเหียนตีม้าทั้งสองข้างและร้องเตือนม้าตลอดเวลาจนกิมหงวน รำคาญ

"เยี๊ยก....เยี๊ยกคู....เยี๊ยกอ้า..."

อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

"แกจะร้องทำไมวะอ้ายกร"

หมู่ม้าเข้าสู่ที่ราบอันกว้างใหญ่แล้ว มองแลเห็นคอกวัวเรียงรายสุดสายตา ฝูงวัวยังเพ่นพ่านอยู่ในทุ่ง ตะวันใกล้ยอแสง หมู่บ้านพักของคนงานมีประมาณ 30 หลัง ปลูกแบบกระท่อมเป็นระเบียบเรียบร้อย มีโรงครัวใหญ่อยู่ด้านหลังบ้านพัก มีโรงเก็บม้าและบ่อน้ำเช่นเดียวกับในภาพยนตร์เคาบอย บ้านพักของเจ้าคุณพิชิตฯ เป็นกระท่อมหลังใหญ่มั่นคงแน่นหนามาก

ตามเวลาที่กล่าวนี้พวกเคาบอยของเจ้าคุณพิชิตฯ ครึ่งหนึ่งได้ออกไปเลี้ยงวัวกลางทุ่ง บางคนก็ไปตัดฟืนหาหน่อไม้ในป่า บ้างก็ไปหาปลาตามลำธารคงมีชายฉกรรจ์เหลืออยู่ที่คอกปศุสัตว์ประมาณ 10 คน เท่านั้น เมื่อนิกรกับกิมหงวนพาพรรคพวกควบขี่ม้าเข้าในบริเวณคอกปศุสัตว์สมุนของเจ้าคุณพิชิตฯ ก็แตกตื่นตกใจ เพราะถูกบุกโดยไม่คาดหมาย บางคนคิดจะต่อสู้แต่หัวหน้าเคาบอยห้ามปรามไว้ เพราะเห็นว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ

กิมหงวนดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาแล้วร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เอาเลยพวกเรา ยิงขู่ขวัญมัน ถ้ามันสู้ยิงทิ้งเลย แยกย้ายกันไปให้ทั่ว พวกเราบุกหาตัวลูกชายเจ้าคุณพิชิตฯ และอ้ายหนุ่มสองคนนั่นให้ได้"

เสียงโห่ร้องดังขึ้นเซ็งแซ่ พวกเคาบอยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างแยกย้ายกระจายกันออกไปตามคำสั่งของกิมหงวน เสียงปืนพกดังสนั่นหวั่นไหว แต่เป็นการยิงขู่ขวัญมากกว่า กระจกหน้าต่างบ้านพักคนงานหลายบานถูกยิงแตกกระจาย ถังน้ำขนาดใหญ่ถูกยิงทะลุเป็นรูหลายแห่ง เสี่ยหงวนกับนิกรและพวกเคาบอยต่างอาละวาดกันสุดฤทธิ์ ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วควงปืนควบม้ายิงกราดอย่างช่ำมือ

คนนำทางพานิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วตรงมาที่บ้านพักของพระยาพิชิตฯ เสียงปืนดังกึกก้องตลอดเวลา พลพรรคฝ่ายเจ้าคุณพิชิตฯ ต่างหลบซ่อนตัวไม่มีใครหาญสู้ ผู้หญิงและเด็กวิ่งหนีภัยสับสนอลหม่าน

สามสหายกับเจ้าแห้วและคนนำทางบังคับม้าให้หยุดนิ่งหน้าบ้านของเจ้าคุณพิชิตฯ พากันลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว พวกเคาบอยต่างย่อยๆ ติดตามมาคอยคุ้มกันสามสหาย เสียงปืนดังอยู่ในราว 5 นาที ก็สงบเงียบ

เสี่ยหงวนยืนกอดอกในบทบาทเสือร้ายผู้ยิ่งใหญ่ เขามองไปที่ประตูกระท่อมใหญ่หลังนั้นแล้วร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ข้าพเจ้าต้องการพบลูกชายพระยาพิชิตฯ โปรดออกมาพบข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ออกมาเราจะเอาไฟเผาบ้าน"

เงียบกริบ สายตาทั้งหมดจ้องมองไปที่ประตูกระท่อมใหญ่หรือบ้านพักของเจ้าคุณเฒ่า สักครู่หนึ่งบานประตูก็ค่อยๆ เปิดออก สุภาพบุรุษผู้สูงอายุรูปร่างค่อนข้างเล็กคนหนึ่งแต่งกายแบบเคาบอยสวมเสื้อกั๊กคาดเข็มขัดปืนพกได้พาตัวเดินออกมาจากกระท่อมใหญ่หลังนั้นอย่างองอาจ ท่านผู้นี้คือพระยาพิชิตไพรีนายพลผู้เฒ่านั่นเอง เจ้าคุณพิชิตฯ ก้าวลงมาจากบันไดหน้ากระท่อมใหญ่เดินเข้าไปหากิมหงวน ซึ่งในเวลาเดียวกันอาเสี่ยก็เดินเข้ามา ต่างฝ่ายต่างจ้องมองดูหน้ากันและคุมเชิงกัน พวกเคาบอยเงียบกริบ คาดว่าคงมีการดวลปืนกันอย่างไม่มีปัญหา

เจ้าคุณพิชิตฯ กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็หาไวไปกว่ากิมหงวนไม่ ต่างคนต่างจ้องปืนเข้าหากันในระยะห่างไม่เกิน 3 เมตร แล้วอาเสี่ยหัวเราะ

"คุณลุงชักปืนช้ากว่าผมในราวเศษหนึ่งส่วนสี่ของวินาที ถ้าผมยิงคุณลุงก็เสร็จผมแล้ว"

"ก็ยิงซี ทำไมเธอไม่ยิงฉันล่ะ"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวาและกลอกนัยน์ตาไปมา ทำหน้าดุๆ เพื่อให้สมกับที่เขาเป็นมือปืนหรือเสือร้าย

"คุณลุงไม่ใช่ศัตรูของผมและผมไม่ต้องการฆ่าคนแก่"

เจ้าคุณพิชิตฯ โกรธจนตัวสั่น

"ถ้าเช่นนั้นบอกความประสงค์ของเธอมาเดี๋ยวนี้ เธอยกพวกมาคุกคามเรา ยิงปืนขู่ขวัญพวกเรา ทำลายทรัพย์สินของเราเสียหายและบุกรุกเข้ามาในที่ดินของเรา เธอมีความประสงค์อะไร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้ให้เธอมาบุกฉันยังงั้นหรือพ่อหนุ่ม ถ้าจะบุกก็ถอยออกไปก่อนให้โอกาสฉันเตรียมตัวบ้าง อย่าใช้วิธีลอบจู่โจมกันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนี้"

นิกรเดินเข้ามาหยุดเผชิญหน้ากับเจ้าคุณพิชิตฯ แล้วกล่าวว่า

"ลูกชายของคุณลุงและหลานชายของคุณลุง ได้ใช้อำนาจเป็นธรรมข่มเหงรังแกเพื่อนของผม และคนใช้ของผม นั่นยืนอยู่เคียงกันสองคนนั่น คุณลุงดูซีครับ แต่ละคนหน้าตายับเยินเหมือนถูกหมาฟัด ลูกหลานของคุณลุงท้าเขาดวลปืน เพื่อนและคนใช้ของผมไม่สู้ ลูกชายและหลานชายของคุณลุงก็ช่วยกันซ้อมจนบอบช้ำไปตามกัน นี่แหละครับทำให้ผมต้องติดตามมาที่นี่"

เจ้าคุณพิชิตฯ มองดูนายแพทย์หนุ่มและเจ้าแห้วทันที แล้วท่านก็เดินเข้าไปหา กิมหงวนกับนิกรตามเข้าไปด้วย ท่านเจ้าคุณได้ซักถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งดร. ดิเรกก็เรียนให้ท่านทราบตามตรงแล้วสรุปว่า

"ผมเป็นหมอ เป็นนักวิทยาศาสตร์ คนอย่างผมถ้าสู้คนก็ตายไปนานแล้ว ลูกชายและหลานชายของคุณลุงป่าเถื่อนมาก"

กิมหงวนพุดเสริมขึ้น

"ยังงี้เขาเรียกว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน"

เจ้าคุณพิชิตฯ ทำคอย่น หันขวับมาทางอาเสี่ย

"สอนโว้ยแต่มันไม่จำ แล้วกัน....ฉันไม่เคยสั่งสอนลูกหลานฉันให้เป็นอันธพาลเลย การข่มเหงรังแกกันฉันไม่ชอบ เอาล่ะพ่อหนุ่ม เธอต้องการตอบแทนลูกหลานฉันด้วยวิธีใดโปรดบอกมา"

"แขวนคอซีครับคุณลุง" นิกรพูดยิ้ม "แขวนคอทั้งสามคนโดยวิธีแขวนเอาเท้าขึ้นเอาหัวห้อย ให้มันตายอย่างทรมานสักหน่อย"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะ

"ไม่รุนแรงไปหรือหลานชาย เจ้าพิชัยลูกของฉันและเจ้าภาสกับเจ้าพงศ์หลานของฉันมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายมีบาดเจ็บไม่สาหัส ถ้าว่ากันตามกฎหมายโทษของมันก็ติดคุกคนละ 6 เดือน เป็นอย่างมาก ถึงกับแขวนคอก็รุนแรงเกินไปหน่อย"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นผมต้องการชกกับลูกชายคุณลุงตัวต่อตัวเพื่อแก้แค้นแทนเพื่อนของผม ถ้าลูกชายของคุณลุงสู้ผมไม่ได้ ผมก็จะให้โอกาสหลานชายของคุณลุงฟาดกับผมด้วย"

นิกรพูดอย่างนักเลงใหญ่

"ดวลปืนกันดีกว่าครับคุณลุงบอกให้ลูกชายหรือหลานชายคุณลุงมาดวลปืนกับผม ใครดีใครอยู่ใครพลาดก็ตาย"

เจ้าคุณพิชิตฯ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทันที ท่านพอใจกิมหงวนกับนิกรมาก เท่าที่กล้าพาพรรคพวกมาบุกท่านจนถึงรัง เจ้าคุณเฒ่าเดินเข้ามาหานิกรและยกมือตบบ่านายจอมทะเล้น เบาๆ

"หลานชาย อย่าถึงกับฆ่ากันเลยนะ เอาเพียงแต่ชกปากกันพอหอมปากหอมคอเท่านั้น บอกฉันหน่อยเถอะพ่อคุณเธอทั้งสองเป็นใคร"

นิกรยืดอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ผมนิกร การุณวงศ์ลูกเขยคนเล็กของพระยาปัจจนึกฯ ครับ นี่อาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนของผมซึ่งเปรียบเหมือนหลานชายของท่าน นั่นด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์เขยใหญ่ของท่าน"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะชอบใจ

"ยินดีมากที่ฉันได้มีโอกาสรู้จักกับพวกเธอ" แล้วท่านก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน "ฉันจะให้พิชัยลูกชายของฉันชกกับเธอตัวต่อตัวเพื่อเธอจะได้แก้แค้นแทนคุณดิเรกและคนใช้ของเธอ แต่ว่าหลานชายของฉันสองคนไม่อยู่ ฉันใช้ให้ไปธุระที่หมู่บ้านหลังเขาถ้าเธอเอาชนะลูกชายฉันได้ วันหลังฉันจะให้หลานชายของฉันสู้กับเธอ เรื่องการต่อสู้กันซึ่งๆ หน้าและสู้กันตัวต่อตัวแบบลูกผู้ชายฉันชอบ แต่การลอบกัดลอบทำร้ายหรือข่มเหงรังแกผู้ที่ไม่สู้หรือไม่มีทางสู้ฉันเกลียดมาก เจ้าพิชัยหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านฉันนี่แหละ มันจะออกมายิงกับพวกเธอแล้วแต่ฉันห้ามไว้ ฉันจะไปตามพิชัยออกมาพบกับเธอเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ดีทีเดียวครับคุณลุง ผมชักรักคุณลุงเสียแล้วซี ผู้ใหญ่ถ้ามีความยุติธรรมประจำใจใครๆ ก็นับถือ"

เจ้าคุณพิชิตฯ หมุนตัวกลับเดินเข้าไปในบ้านพักหรือกระท่อมใหญ่หลังนั้น สักครู่ท่านก็พาลูกชายคนเดียวของท่านออกมา เจ้าหนุ่มพิชัยมีใบหน้าบึ้งตึง พอออกมาพ้นกระท่อมที่พักเขาก็กล่าวถามบิดาของเขา

"ไหนครับคุณพ่อ คนไหนครับที่ท้าผมชก"

เสี่ยหงวนตอบทันที

"ยืนอยู่นี่โว้ย"

พิชัยมองดูกิมหงวนแล้วหัวเราะอย่างขบขัน ถอดเข็มขัดปืนพกออกโยนไปทางบันไดหน้ากระท่อมแล้วเดินเข้าไปหาเสี่ยหงวน อาเสี่ยถอดเข็มขัดปืนพกออกบ้างโยนไปให้เจ้าแห้วเก็บไว้ให้เขา ทั้งสองหยุดยืนเผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างถอดหมวกออกเหวี่ยงทิ้งไป

และโดยไม่พูดพล่ามทำเพลงพิชัยปรี่เข้าชกกิมหงวนทันที เขารัวหมัดซ้ายขวาไปที่ใบหน้าอาเสี่ยหลายหมัด กิมหงวนถูกชกหน้าหงายเห็นถนัด แต่อาเสี่ยก็ทนทายาทบุกเข้าตะลุมบอนลูกชายเจ้าคุณพิชิตฯ อย่างดุเดือด พวกเคาบอยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างโห่ร้องตะโกนหนุนกิมหงวนเสียงลั่นไปหมด ขณะนี้พวกเคาบอยของเจ้าคุณพิชิตฯ ได้ออกจากที่ซ่อนและย่อยๆ กันมาดูการต่อสู้ด้วยความตื่นเต้น

เท้าขวาของกิมหงวนเหวี่ยงโครมถูกใบหน้าซีกซ้ายของพิชัยดังฉาด เจ้าหนุ่มอันธพาลเซไปปะทะต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ยังไม่ทันจะตั้งตัวกิมหงวนก็กระโจนเข้าใส่ด้วยเข่าลอย และซ้ำด้วยฮุคขวาถูกขาตะไกรข้างซ้ายของพิชัยอย่างจัง

จอมอันธพาลล้มลงอย่างไม่เป็นท่า พวกเคาบอยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างกระโดดโลดเต้นโห่ร้องเกรียวกราวดีอกดีใจ บางคนถึงกับถอดหมวกออกโยนขึ้นไปบนอากาศ บ้างก็เป่าปากตบมือกระทืบเท้า ลูกชายของเจ้าคุณพิชิตฯ เป็นเสือร้ายที่ยิงปืนแม่นและมีฝีมือในทางหมัดมวย เคยข่มเหงรังแกคนงานหรือพวกเคาบอยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่อย ใครฮึดสู้ก็ถูกพิชัยชกคว่ำและถ้าสู้เขาด้วยปืนก็ถูกพิชัยยิงเสียก่อน เพราะเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ใจทมิฬผู้นี้ชักปืนได้รวดเร็วที่สุด

กิมหงวนยกมือขวากระดิกนิ้วเรียกคู่ต่อสู้ของเขา

"มา-ลุกขึ้นมาอ้ายน้องชาย กันได้ข่าวว่าแกเป็นเสือร้าย วันนี้แหละกันจะขี่หลังเสือ"

ลูกชายเจ้าคุณพิชิตฯ นั่งสะลึมสะลืออย่างมึนงง หูของเขาอื้อ นัยน์ตาพร่าพราว ฮุคขวาของกิมหงวนเหมือนกระทุ้งด้วยสากตำข้าว ถ้าเขาขาดความทรหดอดทนเขาก็คงหมอบไปแล้ว

เจ้าคุณพิชิตฯ เห็นลูกชายนั่งสะบัดหน้าเร่าๆ อยู่เกือบครึ่งนาทีท่านก็เอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายพิชัย ถ้ามึงเป็นเสือก็ลุกขึ้นสู้เขาอีก ถ้ามึงเป็นหมาก็นั่งอยู่อย่างนั้น"

พิชัยขบกรามกรอด มานะกัดฟันรวบรวมกำลังลุกขึ้นพอดีหายมึนงง เขากระโจนเข้าใส่กิมหงวนทันที หมัดพายุของเขาที่พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วนั้นกิมหงวนป้องปิดไว้ได้ อาเสี่ยชกสกัดลำตัวและชายโครงได้หลายที อย่างไรก็ตาม เมื่อเสี่ยหงวนสปริงตัวออกห่าง สวิงขวาของพิชัยก็เหวี่ยงตูมถูกก้านคอของกิมหงวนอย่างจัง

อาเสี่ยเซถลาด้วยแรงเหวี่ยงของหมัดนั้น พิชัยติดตามและเตะด้วยเท้าขวาเต็มแรง กิมหงวนยกแขนซ้ายขึ้นปิดพร้อมกับสืบเท้าเข้าไปและฮุคขวาถูกขาตะไกรซ้ายของลูกชายเจ้าคุณพิชิตฯ อีกทีหนึ่งซึ่งเป็นการชกสวนเท้าตามชั้นเชิงของมวยไทย พิชัยเบนศีรษะหลบช่วยผ่อนหนักเป็นเบา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ล้มลงก้นจ้ำเบ้าด้วยแรงเหวี่ยงของน้ำหนักหมัดกิมหงวน

พิชัยรีบลุกขึ้นทันทีทันควัน เขากระชากมีดพกที่อยู่ในปลอกหนังและเหน็บไว้ใต้เข็มขัดคาดเอวออกมาโดยเร็ว ถือมีดกระชับมั่นใบหน้ายิ้มแสยะ ทำท่าจะโผนเข้าแทงกิมหงวน

แต่พอเขาเงื้อมีดขึ้นเหนือศีรษะ เจ้าคุณพิชิตฯ ก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาและยิงไปที่ลูกชายของท่านหนึ่งนัด

"ปัง"

ใบมีดพกถูกกระสุนรีวอลเวอร์ 9 ม.ม. แตกกระจายด้วยการยิงอันแม่นยำของเสือเฒ่า พิชัยตกใจปล่อยด้ามมีดหลุดจากมือและยืนตะลึงไปชั่วขณะ เสียงเจ้าคุณพิชิตฯ เอ็ดตะโรลั่น

"อย่าเอาเปรียบคู่ต่อสู้ และอย่าแสดงความขี้ขลาดอย่างนั้น"

พิชัยจ้องมองดูกิมหงวนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขากระโจนเข้าประชิดตัวอาเสี่ยเหมือนเสือร้ายเข้าตะปบเหยื่อของมัน ทั้งสองต่างยืนหยัดแลกหมัดกันจนหน้าตาแตกยับไปด้วยกัน กิมหงวนไม่ยอมถอยอีกแล้ว อาเสี่ยถูกศอกสั้นโหนกแก้มซ้ายบวมปริแทบแตก แต่แล้วศอกสั้นของกิมหงวนก็เปิดแผลที่เหนือคิ้วขวาของลูกชายเจ้าคุณพิชิตฯ เลือดทะลัก

แลกหมัดกันสักครู่พิชัยก็ล่าถอย กิมหงวนเตะด้วยเท้าขวาถูกใต้ขาพับข้างซ้ายของพิชัยดังฉาด ลูกชายเสือเฒ่าเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นอีก แต่ก็รีบลุกขึ้นมายกแขนขึ้นการ์ดเต้นเท้าเข้าไปหาอาเสี่ย พิชัยแย็ปซ้ายถูกหน้าเสี่ยหงวนอย่างจัง แล้วตามด้วยหมัดตรงขวาถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของกิมหงวนพอดี อาเสี่ยแยกเขี้ยวเข้าใส่อัปเปอร์คัทซ้ายถูกท้องพิชัยดังอั๊ก พิชัยจุกแน่นทำหลังโกงมือทั้งสองข้างตกลงไป อาเสี่ยฮุคขวาเต็มเหนี่ยวถูกปลายคางลูกชายเจ้าคุณพิชิตฯ ดังกร๊อบ ร่างอันสูงใหญ่ผงะหงายล้มลงไปกองอยู่บนพื้น

พวกเคาบอยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างไชโยโห่ร้องลั่น ดร. ดิเรกกับนิกรและเจ้าแห้วต่างตบมือเต้นแร้งเต้นกาไปตามกัน พิชัยนอนบิดตัวไปมา แล้วพลิกคว่ำทำโก้งโค้งตูดโด่ง กระเสือกกระสนลุกขึ้นนั่งอย่างเมาหมัด เรี่ยวแรงของเขาหมดไปแล้ว ธาตุแท้หรือวิญญาณของนักสู้ก็หมดไปด้วย

นิกรวิ่งเข้ามาหยุดยืนระหว่างอาเสี่ยกับพิชัย เขายิ้มให้เจ้าคุณพิชิตฯ แล้วกล่าวว่า

"ผมทนดูต่อไปไม่ได้แล้วครับ ขืนให้ชกกันต่อไปก็จะกลายเป็นฆาตกรรม ฝ่ายน้ำเงินไม่มีทางต่อสู้แล้ว ผมขอตัดสินให้ฝ่ายแดงชนะเทคนิเกิลน๊อคเอ้าท์" พูดจบนิกรก็จับมือขวาของเสี่ยหงวนชูขึ้นเหนือศีรษะท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของพวกเคาบอยฝ่ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนพวกเคาบอยของเจ้าคุณพิชิตฯ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนเงียบกริบ

เจ้าคุณเฒ่ารู้สึกอับอายขายหน้าสามสหายอย่างยิ่ง ที่ลูกชายของท่านปราชัยกิมหงวนอย่างยับเยิน ถึงกับถูกนิกรเยาะเย้ยถากถางเป็นเชิงหยิกแกมหยอก ท่านนายพลผู้สูงอายุเดินเข้าไปหาลูกชายของท่านและหยุดยืนข้างๆ พิชัย

"ไงพิชัย พ่อบอกแกหลายครั้งแล้ว ความเป็นพาลสันดานชั่วของแกที่ชอบข่มเหงรังแกใครๆ นั้น วันหนึ่งแกจะได้พบคนดีมีฝีมือเหนือกว่าแก และเมื่อนั้นแกจะถูกเขายิงตาย หรือถูกเขาต่อยแกสะบักสะบอมอย่างนี้ มันเป็นจริงตามที่พ่อพูดใช่ไหมล่ะ"

พิชัยทั้งเจ็บทั้งอาย เขาพยายามลุกขึ้นยืนด้วยความลำบากยากเย็น นิกรยิ้มให้ลูกชายเจ้าคุณพิชิตฯ ซึ่งหมดเรี่ยวหมดแรงแทบจะยืนไม่ไหว แล้วกล่าวว่า

"หรือแกจะขอแก้มือชกกับกันซึ่งเป็นมือรองกิมหงวนก็ได้นะเพื่อน"

พิชัยร้องตวาดลั่น

"กันกำลังบอบช้ำจะตายอยู่แล้วเสือกมาท้าได้"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ก็นั่นน่ะซี ตอนนี้แหละที่กันคิดว่ากันสู้แกได้แน่นอน ลดตีนให้สองข้างเอาไหมล่ะ กันชกแบบสากล แกชกแบบมวยไทย"

พิชัยหอบแฮ่กๆ แทบจะขาดใจตาย

"ไม่สู้โว้ย เอาไว้พบกันวันหลัง"

นายจอมทะเล้นยักคิ้วแผล่บ

"วันหลังแกแข็งแรงดีกันก็ไม่สู้แก ตัวแกทั้งสูงทั้งใหญ่กว่ากันใครจะไปสู้แกไหว อ้ายหงวนกว่าจะคว่ำแกได้ก็หน้าตายับเยินไปเหมือนกัน"

ดร. ดิเรกพาเจ้าแห้วเข้ามาหยุดยืนดูหน้าพิชัยใกล้ๆ แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มให้เขา

"ฮัลโหล พิชัย เสียใจมากที่ยูแพ้เพื่อนกัน"เจ้าหนุ่มอันธพาลยิ้มแค่นๆ

"ไม่ต้องเสียใจ วันพระไม่ได้มีวันเดียว เรายังจะพบกันอีกถ้าพวกแกไม่หนีกลับกรุงเทพฯ เสียก่อน"

เจ้าคุณพิชิตฯ เอ็ดตะโรลูกชายของท่านทันที

"ยังจะคุยโตอีก ไป-ไปให้พ้น ฉันสมน้ำหน้าแกมากที่แกแพ้เขา"

พิชัยเดินคอตกกลับไปที่กระท่อม ก้มลงเก็บเข็มขัดปืนพกถือเดินเข้าไปในกระท่อมใหญ่หลังนั้นด้วยจิตใจอาฆาตพยาบาท เจ้าคุณพิชิตฯ ได้แสดงน้ำใจนักเลงยื่นมือให้เสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"ยินดีมากที่เธอชนะลูกชายของฉัน และฉันขอร้องให้เธอทั้งสามคนลืมเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เสียเถอะ"

กิมหงวนยิ้มแป้น เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าคุณพิชิตฯ เลวร้ายปราศจากศีลธรรมดังที่เล่าลือกัน เขาเอื้อมมือรับเข็มขัดปืนพกจากเจ้าแห้วแล้วตอบว่า

"ครับ ผมจะพยายามลืมและดิเรกเพื่อนผมก็ไม่เคยอาฆาตพยาบาทใคร อ้าคุณลุงครับ ผมได้มาพบและรู้จักคุณลุงก็ดีแล้ว ผมอยากจะเรียนถามคุณลุงว่า คุณลุงจะกั้นรั้วปิดลำธารใหญ่เพื่อไม่ให้วัวของคุณอาผมได้กินน้ำในลำธารนั่นหรือครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ เปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงทันที

"เราคุยกันเรื่องอื่นดีกว่าหลานชาย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่ผมใคร่จะกราบเท้าขอความกรุณาคุณลุงให้เลิกล้มความคิดที่จะกั้นรั้วปิดลำธารเสียเถอะครับ ถ้าคุณลุงไม่กรุณาวัวของพ่อตาผมตั้งสองพันก็คงอดน้ำตายหมด"

เจ้าคุณพิชิตฯ เค้นหัวเราะ

"ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นหลานชาย ฉันอยากจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าคุณปัจจนึกฯ นับตั้งแต่ชีวิตของเขาและทรัพย์สมบัติของเขา"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม

"คุณลุงกับพ่อตาผมเป็นศัตรูคู่อริกันมานานแล้วหรือครับ"

ท่านนายพลขบกรามกรอด

"ถูกแล้วดิเรก พ่อตาของเธอกับฉันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน อ้า-ฉันจะเล่าเรื่องให้ฟังก็ได้ พวกเธอจะได้พิจารณาดูว่าใครผิดใครถูก ใครชั่วใครเลว ไปนั่งคุยกันที่ร้านใต้ต้นไม้ใหญ่นั่นเถอะ"

เจ้าคุณพิชิตฯ พาสามสหายกับเจ้าแห้วเดินไปทางด้านขวาของบ้านพัก ท่านร้องบอกคนของท่านให้นำน้ำเย็นและบุหรี่มาต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี เมื่อมาถึงใต้ต้นตะแบกใหญ่ เจ้าคุณพิชิตฯ ก็เชิญให้นั่งบนร้านหรือเตียงขนาดใหญ่สำหรับเป็นที่นั่งพักผ่อนหรือนอนเล่นในยามว่าง

"ฉันเชื่อว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงจะบอกพวกเธอว่าฉันเป็นคนเลวร้าย ด้วยประการทั้งปวงใช่ไหมล่ะ นั่นเป็นธรรมดาของคนที่เกลียดชังกัน พ่อหลานชายจงฟังฉัน อีตาเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวล้านกบาลเหน่งคนนี้เคยเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของฉันมาแต่ครั้งหนุ่มๆ "

นิกรกล่าวถามเบาๆ

"ตอนนั้นพ่อตาผมหัวล้านหรือยังครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะก้าก

"ล้านมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วคุณนิกร"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แบบเดียวกับขุนช้างใช่ไหมครับคุณลุง"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะลั่น

"เออ-ใช่ ว้า-คุยกับพวกเธอออกรสดีจริง อย่าเพิ่งกลับนะลุงจะเลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้าให้เต็มที่ บอกให้พวกโคบาลมันกลับไปก่อนเถอะหลานชาย"

นิกรหันไปมองดูพวกเคาบอยที่ติดตามมา แล้วกวักมือเรียกเจ้าหนุ่มคนหนึ่งให้มาหาเขา

"เฮ้-แกพาพวกเรากลับไปได้แล้ว ฉันกับเพื่อนๆ จะอยู่กินเหล้ากับคุณลุง บางทีจะนอนค้างที่นี่ตื่นเช้าช่วยคุณลุงกั้นรั้วลวดหนามปิดลำธารไม่ให้วัวทางโน้นมากินน้ำ"

เคาบอยหนุ่มมองดูนิกรอย่างแปลกใจ เสี่ยหงวนโบกมือไล่

"ไปซี ยืนเซ่ออยู่ทำไมล่ะ"

เจ้าหนุ่มชาวพื้นเมืองกลับไปหาพรรคพวกของเขา ต่อจากนั้นก็พากันขึ้นม้าควบขี่ม้าออกไปจากคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณพิชิตฯ ในเวลาเดียวกันนี้เอง คนใช้ของเจ้าคุณสองคนที่ช่วยกันถือถาดใส่แก้วน้ำฝน หีบบุหรี่, ไม้ขีดไฟและที่เขี่ยบุหรี่พร้อมด้วยกล้องและกระป๋องยาเส้นของเจ้าคุณตรงมาที่เตียงนั้น แล้ววางลงบนโต๊ะเจ้าคุณพิชิตฯ กล่าวกับเคาบอยหนุ่มคนหนึ่ง

"เฮ้ย ไปบอกโรงครัวระดมกำลังกันทำอาหารเลี้ยงหลานๆ ของข้าเร็วที่สุด บอกหัวหน้าจัดเหล้าและโซดามาก่อนและบอกแม่ครัวว่าข้าต้องการกับแกล้มเหล้าก่อนอื่น เอาไข่เจียวทอดฟูๆ และยำปลากระป๋องก็ได้"

นิกรกล่าวกับเจ้าหนุ่มคนนั้นทันที

"มะขามเปียกกับเกลือด้วยนะน้องชาย"

เคาบอยทั้งสองพากันเดินยิ้มกริ่มไปทางโรงครัว เจ้าคุณพิชิตฯ มีความเสน่หาเสี่ยหงวนกับนิกรและดร. ดิเรกอย่างยิ่ง ส่วนเจ้าแห้วท่านก็นึกรักใคร่เอ็นดูเหมือนกัน

"ฟังนี่หลานชาย ลุงจะเล่าความหลังให้พวกเธอฟัง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับอาเป็นนายทหารพร้อมๆ กันและรักใคร่สนิทสนมกันมากลุงจำได้ว่าเมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นร้อยเอกอู๊ด ศิริสวัสดิ์และอาเป็นร้อยเอกแฉ่ง กุลเสวก เราต่างติดผู้หญิงคนเดียวกันคือคุณประณีตแม่ของประภาและประไพนี่แหละ"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"ยังงั้นหรือครับ"

"ถูกแล้วดิเรก ประภาภรรยาเธอใช่ไหมล่ะ"

"ออไร๋ ภรรยาผมครับ ประไพเมียเจ้ากรเขา"

เจ้าคุณพิชิตฯ ยิ้มแค่นๆ

"คุณประณีตเขารักลุงและไม่ชอบหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้หญิงสาวย่อมไม่ชอบแฟนหัวล้าน แทนที่เจ้าคุณจะเปิดโอกาสให้ลุงกลับคิดชิงรักหักสวาทลุง หลอกคุณประณีตว่าลุงไปติดพันลูกสาวผู้บังคับกองพัน คุณประณีตแกขี้หึง เมื่อถูกตาเหน่งปั้นน้ำเป็นตัวก็เชื่อว่าเป็นจริง แต่ไม่กล้าต่อว่าลุง จนกระทั่งเป็นคราวซวยของลุงเองวันนั้นผู้บังคับกองพันชวนลุงไปดูหนังที่โรงพัฒนากรกับท่านและพาลินจงลูกสาวของท่านไปด้วย เรานั่งดูชั้นบ๊อกส์ 2 บาท เก้าอี้หวายคลุมผ้าขาวคุณลินจงนั่งกลาง บังเอิญเหลือเกินคืนนั้นคุณพระบริรักษ์ฯ คุณพ่อของคุณประณีตได้พาคุณประณีตไปดูหนังพัฒนากรเช่นเดียวกัน แต่ไปถึงหนังฉายแล้ว นั่งบ๊อกส์ติดๆ กับเรา"

นิกรขัดขึ้นทันที

"เดี๋ยวครับคุณลุง แม่ยายผมสวยไหมครับ"

"โอโฮ สวยมากทีเดียวนิกร ทั้งสวยทั้งมีเสน่ห์"

นิกรยิ้มแป้น

"น่าเสียดาย ผมไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าท่าน แล้วยังไงครับเรื่องนี้ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องรักรันทดใจของคุณลุง"

"แน่นอนหลานชาย ลุงไม่เคยลืมคุณประณีตเลย ถึงลุงมีเมียก็มีไปอย่างเฮงๆ ซวยๆ อ้า-เล่าเรื่องนั้นต่อไปก่อนสมัยนั้นหนังใบ้พูดไม่มีเสียง แต่มีตัวหนังสืออังกฤษบรรยายอย่างน่ารำคาญ เครื่องฉายมีเครื่องเดียว ดังพอๆ กับเครื่องเรือแท็กซี่ ฉายหมดม้วนเปิดไฟสว่างทั่วโรงราวหนึ่งนาที ดับไฟฉายม้วนใหม่ต่อไป"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ตอนไฟเปิดมีคนร้องขายของกินใช่ไหมครับ" แล้วกิมหงวนก็ร้องขึ้นดังๆ "พัดจ๊ะพัด....หมากยากาแร็ต....น้ำหวานน้ำมะเน็ตครับ"

"ใช่ๆ ถูกแล้ว ชั้นล่างมีของขายหลายอย่าง ถั่วมันๆ ข้าวโพดคั่ว, อ้อยควั่น, ไอศกรีม, ขนมปัง, พัดด้ามจิ๋ว, หมากพลูบุหรี่แล้วก็น้ำแข็งกดซึ่งตั้งหาบอยู่ทางชั้นละสลึง ชั้นบนมีแต่น้ำเลมอเนตหรือเรียกกันว่าน้ำมะเน็ต คนขายแต่งตัวเรียบร้อยไม่รุ่มร่ามและไม่แหกปากร้องหนวกหู ลุงจำได้ว่าคืนนั้นมีเครื่องสายไทยวงนายโนรีซึ่งเป็นเครื่องสายออร์แกนเพราะมาก ลินจงลูกสาวผู้บังคับกองพันก็หันมาคุยกับลุงซักถามถึงเรื่องหนัง หล่อนเป็นเด็กสาวในวัย 19 ปี ช่างพูดช่างคุยหัวเราะและยิ้มง่ายสุภาพอ่อนหวานไม่ถือตัว ลุงหารู้ไม่ว่าคุณประณีตนั่งอยู่ใกล้ๆ ลุงนั่นเอง จนกระทั่งหนังฉายหมดม้วนไฟเปิดอีกครั้งหนึ่ง ลุงก็หันไปเห็นคุณประณีตและคุณพระ"

นิกรอมยิ้ม

"คุณลุงก็ดีใจที่ได้เห็นหน้าคนรัก...."

"ดีใจกะผีอะไรเล่า ลุงตกใจแทบช็อค ฝืนใจไหว้คุณพ่อคุณประณีต คุณพระรับไหว้ลุงแต่แสดงสีหน้าไม่พอใจนัก ส่วนคุณประณีตนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาไม่ยอมมองดูหน้าลุงเลย ลุงดูหนังไม่รู้เรื่องจนหนังเลิก แต่คุณพระบริรักษ์ฯ กับคุณประณีตกลับก่อนหนังเลิกสักครู่ ต่อจากนั้นสองวันลุงก็ได้รับจดหมายจากคุณประณีตเป็นฉบับสุดท้าย ตัดสวาทขาดอาลัยกับลุง เธอว่าเธอทราบจากร้อยเอกอู๊ดมานานแล้วว่าลุงทรยศต่อเธอ ลุงหวังจะก้าวหน้าในทางราชการจึงรักลูกสาวผู้บังคับกองพัน"

นิกรยกมือขวาตีขาตัวเองดังฉาด

"เพื่อนทรยศ ยังงี้ต้องเรียกว่าเพื่อนทรยศ พับผ่า ผมเป็นคุณลุงผมยิงทิ้งเลย"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะชอบใจ

"ลุงคิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ก็หักใจได้ ลุงพยายามติดต่อกับคุณประณีตทุกวิถีทางก็ไม่เป็นผล คุณประณีตโกรธลุงมาก จึงรับรักเจ้าอู๊ดและแต่งงานกับเจ้าอู๊ดในปลายปีนั้น" พูดจบเจ้าคุณพิชิตฯ ก็หันมามองดูเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ "ร้องไห้ทำไมกิมหงวน"

อาเสี่ยสะอื้น ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"ผมสงสารคุณลุงครับ"

"อือ-ขอบใจเธอมาก ลุงยอมรับว่าถึงแม้คุณประณีตจะล้มหายตายจากไปนานแล้ว ความรักก็ยังฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจลุงอยู่เสมอ เมื่อวันคุณประณีตแต่งงานกับเจ้าอู๊ดลุงก็ไปอวยพรเขาและเอาของขวัญไปให้ หลังจากนั้นลุงก็ไปหาเจ้าอู๊ดที่บ้านถนนรองเมือง และมีความสัมพันธ์กับคุณประณีตเหมือนญาติ ในที่สุดคุณประณีต ก็ได้รู้ความจริงว่าลุงกับลินจงไม่ได้รักใคร่กันเลย"

"ทำไมถึงทราบล่ะครับ" ดร. ดิเรกถามเสียงเครือ

"ทราบเพราะลินจงแต่งงานกับนายตำรวจคนหนึ่ง เธอเห็นบัตรเชิญที่เจ้าอู๊ดได้รับ คุณประณีตได้มีโอกาสพบกับลุงตามลำพังที่บ้านของเธอในเย็นวันหนึ่ง เธอได้พูดเรื่องคุณลินจงกับลุงซึ่งลุงก็สารภาพตามตรงว่าลุงไม่ได้มีอะไรกับเขา คุณประณีตเสียใจมากและเธอบอกว่าเธอทราบว่าลุงเป็นคนดีในเมื่อสายเสียแล้ว"

กิมหงวนกับนิกรต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับนัดกันไว้ ดร. ดิเรกทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้วเขาก็ทำปากแบะยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เจ้าแห้วเห็นเจ้านายร้องไห้ก็ปล่อยโฮ เจ้าคุณพิชิตฯ รู้สึกรักใคร่สามสหายขึ้นอีกเท่าที่แสดงความเห็นอกเห็นใจท่าน

พวกเคาบอยของท่านเจ้าคุณสามสี่คนยกเหล้า, โซดาและกับแกล้มพร้อมด้วยถ้วยแก้วตรงเข้ามา เจ้าคุณพิชิตฯ ชี้มือบอกให้คนของท่านวางลงบนเตียงนั้นแล้วกล่าวกับเคาบอยหนุ่มคนหนึ่ง

"เอาเหล้าไปเปลี่ยน เหล้าเลวๆ อย่างนี้ไม่เหมาะสำหรับหลานชายที่รักของข้า ไปเอาตราขาวมา 3 ขวด แล้วบอกพวกโรงครัวให้เร่งมือทำกับข้าว เครื่องกระป๋องดีๆ เปิดมาบ้าง บุหรี่ควันละเอียดสามห้าหรือการิคเอามาโว้ย วันนี้ข้าจะเลี้ยงต้อนรับหลานชายของข้าให้เต็มที่"

เคาบอยหนุ่มรับคำสั่งคว้าขวดเหล้าคนละขวดแล้วพากันเดินกลับไป สามสหายกับเจ้าแห้วหยุดร้องไห้แล้ว ต่างพากันมองดูเจ้าคุณเฒ่าด้วยความสงสารและเห็นใจ

"คุณลุงเป็นสุภาพบุรุษที่น่าเคารพมากเชียวครับ" เสี่ยหงวนกล่าวชม "เล่าเรื่องของคุณลุงให้พวกเราฟังต่อไปเถอะครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ รู้สึกชื่นใจเงียบๆ เมื่อท่านนึกถึงสุดที่รักของท่านที่ล่วงลับไปนานแล้ว

"ลุงสบายใจมากที่ได้คุยถึงเรื่องความหลังของลุงกับพวกเธอและชื่นใจจริงๆ ที่พวกเธอแสดงความเห็นอกเห็นใจลุงถึงกับสะอึกสะอื้นราวกับพ่อแม่ตายพร้อมๆ กัน อ้า-ลุงกับคุณประณีตได้มีการติดต่อกันมาหลายปี จนกระทั่งเจ้าอู๊ดเป็นพันโทและลุงก็เป็นพันโทพร้อมๆ กัน อู๊ดเขาเป็นขุนรณฤทธิ์ณรงค์ลุงเป็นขุนศรีสมรภูมิแห่งกรมทหารราบ 11 รักษาพระองค์ เขาเป็นผู้บังคับกองพันที่หนึ่ง ลุงเป็นผู้บังคับกองพันที่สอง ตอนนั้นเจ้าอู๊ดมีลูกสาวสองคนแล้วคือประภากับประไพนั่นเอง ยายภาอายุได้ 6 ขวบ ประไพ 4 ขวบ ลุงไปเยี่ยมคุณประณีตทีไรก็ซื้อของเล่นไปฝากประภาและประไพเสมอ ประไพน่ารักน่าเอ็นดูและช่างพูดช่างประจบ หน้าตาเหมือนคุณประณีตราวกับพิมพ์เดียวทำให้ลุงรักมาก ส่วนเจ้าอู๊ดก็ยังสนิทสนมเป็นเพื่อนกับลุงอยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งงานเฉลิมพระชนม์พรรษาของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า นายทหารขั้นนายพันได้ไปร่วมรับประทานอาหารและดื่มถวายพระพรในหลวงที่กระทรวงกลาโหม ในคืนวันแรกของงานเจ้าอู๊ดดื่มเหล้าเข้าไปมากก็หาเรื่องรวนกับลุงดูหมิ่นลุงต่อหน้าเพื่อนนายทหารว่าลุงแอบไปตีท้ายครัวเขา ลุงโมโหจนลืมตัวก็ควักปืนออกมาท้าเจ้าอู๊ดยิง เจ้าอู๊ดควักปืนออกมาบ้างแต่เพื่อนๆ และผู้ใหญ่ช่วยกันห้ามไว้ หลังจากนั้นลุงก็เห็นแก่เกียรติของคุณประณีตไม่กล้าไปเยี่ยมคุณประณีตและลูกๆ อีก จนกระทั่งคุณประณีตป่วยเป็นนิวมอเนียถึงแก่กรรม เมื่อประภาอายุได้ 8 ขวบ และประไพอายุได้ 6 ขวบ ลุงได้ไปเยี่ยมเคารพศพคุณประณีตแต่เจ้าอู๊ดกับลุงไม่ได้พูดกันเลย ประภากับประไพจำลุงไม่ได้ชั่วเวลาเพียงสองปีที่ไม่ได้พบกัน ลุงเห็นลูกทั้งสองของคุณประณีตแล้วลุงสงสารแทบขาดใจที่ต้องกำพร้าแม่แต่ยังเล็ก เจ้าอู๊ดเก็บศพคุณประณีตไว้ร้อยวันก็เผาศพเธอที่วัดสระเกศ ในวันเผาลุงได้ไปเผาศพทั้งๆ ที่ไม่ได้รับบัตรเชิญ"

"แหม" นิกรคราง "พ่อตาผมนี่มันน่ายิงทิ้งเหลือเกินครับคุณลุง ไม่สปอร์ทเสียเลย แล้วยังไงครับ"

"ลุงจำได้ว่าลุงได้ยอมหน้าด้านทักทายกับเจ้าอู๊ดเขา ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นคุณหลวงในราชทินนามเดิมแล้ว และลุงก็ได้เป็นคุณหลวงในราชทินนามเดิมเช่นเดียวกัน ลุงขอร้องเจ้าอู๊ดเขาว่า ถ้าเขาจะมีเมียใหม่ก็ขอให้ประภากับประไพบรรลุนิติภาวะหรืออย่างน้อยก็ขอให้เรียนสำเร็จเสียก่อน เจ้าอู๊ดเขาว่ายังไงรู้ไหม เขาว่าเรื่องของคนหมาไม่ต้องเกี่ยว ฟังซีอ้ายหลานชายพระยาปัจจนึกฯ มันเลวร้ายต่อเพื่อนถึงอย่างนี้"

กิมหงวนขบกรามกรอด

"เอาเถอะครับผมจะจัดการให้เรียบร้อย คนอย่างนี้ต้องฆ่าถึงเป็นอาผม ผมก็ไม่เอาไว้ อ้า-แหม-เหล้ายังไม่มาอีกหรือครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ หันไปทางขวามือของท่าน พอแลเห็นเจ้าหนุ่มคนหนึ่งแบกถาดไม้บรรจุตราขาว 3 ขวดเดินอ้อยอิ่งมาท่านก็ตะโกนด่าเสียงลั่น เจ้าหนุ่มเคาบอยรีบสาวเท้าเดินนำวิสกี้ชั้นเยี่ยมมาเสิร์ฟให้ ท่านเจ้าคุณรีบผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายสามสหายกับเจ้าแห้วอย่างรวดเร็วฉับพลัน ในเวลาเดียวกันนี้เองชายหนุ่มอีกคนหนึ่งก็นำกับแกล้มมาเสิร์ฟเพิ่มเติม

"ดื่มเสียก่อนหลานชาย ล่อกันให้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ นึกว่าที่นี่เป็นบ้านของเธอ"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"คุณลุงเชิญลูกชายของคุณลุงมาดื่มกับพวกเราด้วยซีครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ ทำตาโต

"อ้ายพิชัยน่ะเรอะ ปล่อยมันตามเรื่องอย่าไปสนใจกับมันเลย คนโดยมากเข้าใจผิดคิดว่าลุงรักลูกเป็นชีวิตจิตใจ ความจริงเปล่าเลย แต่มันเกิดมาเป็นลูกถึงมันจะดีชั่วอย่างไรก็ต้องเมตตากรุณามัน ให้ความรักใคร่เอ็นดูมันตามสมควร พิชัยมันเลือดแม่ แม่มันอยู่กับลุงได้ 8 ปี หนีตามพระเอกยี่เกไป ตั้งแต่นั้นมาลุงไม่คิดที่จะมีเมียอีก มีลูกคนหนึ่งคือเจ้าพิชัยมันก็ไม่เอาถ่าน เกกมะเหรกเกเรชอบเป็นนักเลงอันธพาล เอาหลานมาเลี้ยงสองคนก็พลอยเหลวไปด้วย ลุงมันคนมีกรรม ลุงยังนึกถึงคุณประณีตอยู่เสมอ ลุงยอมรับว่าลุงเจ็บใจพระยาปัจจนึกฯ มาก เคยเผชิญหน้ากับเขาในกรุงเทพฯ หลายต่อหลายครั้ง ทักกันอย่างเสียไม่ได้ ครั้งหนึ่งเขาบอกลุงว่าประภาเรียนสำเร็จพยาบาลแล้ว ส่วนประไพก็จบชั้นมัธยมบริบูรณ์อยู่กับบ้านเฉยๆ ต่อมาลุงได้ทราบข่าวจากเพื่อนคนหนึ่ง ว่าประภากับประไพแต่งงานไปกับผู้ที่มีเกียรติและมีฐานะดี แล้วก็มีข่าวโจษกันว่าผัวของยายประไพเป็นคนไม่เต็มเต็งบ้าๆ บอๆ "

นิกรสะดุ้งเฮือก

"ปู้โธ่-ผมสบายดีตลอดเวลาครับคุณลุง"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะ

"นั่นน่ะซี ข่าวที่ลุงทราบเป็นข่าวเหลวไหล ลุงอยากเห็นหน้าประภาและประไพเหลือเกิน ลุงรู้เหมือนกันว่าอยู่ที่บ้าน "พัชราภรณ์" บางกะปิ แต่จะไปเยี่ยมก็กลัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะยิ้มเยาะ ลุงคิดว่าประไพคงจะเหมือนคุณประณีตมาก"

นิกรยงโย่ยงหยกล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบซองธนบัตรขนาดกระทัดรัดออกมาเปิดออก แล้วดึงรูปถ่ายสองนิ้วของประไพซึ่งบรรจุอยู่ใต้แผ่นเซลลูลอยด์ออกมาส่งให้เจ้าคุณพิชิตฯ

"นี่ยังไงล่ะครับรูปถ่ายของประไพซึ่งถ่ายเมื่อเร็วๆ นี้"

เจ้าคุณพิชิตฯ ใจเต้นระทึก ท่านมองดูรูปเมียรักของนิกรด้วยความสนใจยิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นว่าประไพละม้ายเหมือนมารดาของหล่อนราวกับพิมพ์เดียว ท่านนายพลผู้เฒ่ากำลังหวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมา สักครู่ท่านก็พลิกดูด้านหลังรูป แล้วท่านก็แลเห็นลายมือเล็กๆ หวัดแกมบรรจง ซึ่งเป็นลายมืออันสวยงามของประไพเขียนข้อความไว้ว่า

"ผัวเจ้าขาเมียรักกรชั่วชีวิตดับ"

ประไพ

ท่านเจ้าคุณคืนรูปนั้นให้นิกรและพูดเบาๆ ว่า

"เมียของเธอเหมือนแม่ของเขามาก เห็นรูปนี้แล้วทำให้ลุงคิดถึงคุณประณีตมากขึ้นอีก" แล้วท่านก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "เธอมีรูปประภาติดตัวมาบ้างหรือเปล่า"

"ไม่มีหรอกครับ ประภาไม่ใคร่เหมือนคุณไพหรอกครับ ผมรู้สึกว่าเมียผมมีใบหน้าคล้ายๆ กับพ่อตาของผม นัยน์ตากับจมูกคล้ายกันครับ แต่เมียผมหัวไม่ล้าน"

เจ้าคุณพิชิตฯ ฝืนหัวเราะ ท่านคะยั้นคะยอให้สามสหายและเจ้าแห้ว ให้ผสมเหล้าเอาเองตามความพอใจ ท่านแสดงความรักใคร่นิกร, กิมหงวนและดร. ดิเรกเหมือนลูกหลานท่านจริงๆ

ต่างดื่มเหล้ารับประทานกับแกล้มและสนทนากันเงียบๆ เจ้าคุณพิชิตฯ เล่าความหลังของท่านให้ฟังเป็นตอนๆ ไป ซึ่งเรื่องราวไม่ใคร่จะติดต่อกันนัก ท่านเจ็บใจมากที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทรยศหักหลังท่าน มิหนำซ้ำยังให้ร้ายป้ายสีหาว่าท่านพยายามจะเป็นชู้กับคุณประณีต ทำให้พวกนายทหารผู้ใหญ่หลายคนเข้าใจผิดเกลียดชังดูหมิ่นท่าน

"นี่แหละลุงถึงตั้งปณิธานไว้ว่า พระยาปัจจนึกฯ คือศัตรูหมายเลขหนึ่งของลุง ลุงได้ทำการค้าแข่งขันกับเขามานานแล้ว เขาตั้งโรงงานน้ำอัดลมลุงก็ไปซื้อที่ใกล้ๆ เปิดโรงงานน้ำอัดลมแข่งกับเขา จนโรงงานของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องเลิกล้มไปและดูเหมือนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขาดทุนไปร่วมล้าน เขาเปิดร้านขายสินค้าไทยและเครื่องลายครามของเก่า ลุงก็เปิดร้านอย่างเดียวกันใกล้ๆ กับเขาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เจ๊งไปอีก ในที่สุดเขามาจับจองที่ดินที่นี่เลี้ยงวัวลุงก็มาจับจองเลี้ยงวัวบ้าง ลุงบอกแล้วว่าลุงจะทำลายเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทุกอย่างนับตั้งแต่ชีวิตของเขาและทรัพย์สมบัติของเขา ความเจ็บช้ำน้ำใจของลุงนั้นมากมายนัก

ดร. ดิเรกกล่าวกับท่านนายพลผู้สูงอายุอย่างนอบน้อม

"ผมอยากจะให้คุณลุงกับคุณพ่อจับมือกันเสีย ไหนๆ คุณแม่ของประภาก็ตายไปแล้ว และเรื่องพิพาทระหว่างคุณลุงกับคุณพ่อก็เกิดขึ้นนานแล้ว คุณลุงจะลืมมันเสียไม่ได้หรือครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ เค้นหัวเราะ

"ไม่มีประโยชน์อะไรที่เธอจะพูดไกล่เกลี่ยให้ลุงกับพระยาปัจจนึกฯ ปรองดองกัน ชาตินี้เราไม่ต้องเผาผีกันแล้ว เมื่อลุงเล่าให้พวกเธอฟังเช่นนี้ก็หวังว่าเธอทั้งสามคนคงจะเห็นใจลุงบ้าง ฉะนั้นขออย่าได้กีดขวางลุงเป็นอันขาด ถ้าลุงจะทำลายเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามสิทธิของลุงที่ลุงมีอยู่ เป็นต้นว่ากั้นรั้วปิดลำธารใหญ่ไม่ให้วัวของเจ้าคุณปัจจนึกฯ มากินน้ำในลำธาร ลุงจะให้คนงานกั้นรั้วพรุ่งนี้แหละ ลุงมีสิทธิ์ที่จะทำได้ เพราะที่ดินของลุงเลยฝั่งลำธารตะวันตกออก ไปถึง 10 วา ตามแผนที่ในหน้าโฉนด ที่ลุงซื้อไว้จากเจ้าของที่เดิมเมื่อเร็วๆ นี้"

เสี่ยหงวนว่า "ผมสามคนเข้าใจคุณลุงดีแล้วครับ รับรองว่าเราจะไม่เกี่ยวข้องขัดขวางคุณลุงเลย แต่ถ้าคุณลุงกั้นรั้วลวดหนามการนองเลือดก็จะเกิดขึ้นทันที"

เสือเฒ่าหัวเราะลั่น

"ลุงอยากให้เป็นเช่นนั้น ลุงจะได้ฆ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียคนของลุงพร้อมแล้ว บุกเข้ามาเป็นยิงกันแหลก พวกเธอกลับไปก็บอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ เถอะว่าพรุ่งนี้เช้าคนงานของลุงจะเริ่มกั้นรั้วลวดหนามปิดลำธารใหญ่ ถ้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลัวว่าวัวของเขาจะอดน้ำตายก็ขายที่ดินกับกิจการให้ลุงเสีย ลุงต้องการเอาชนะเขาเท่านั้น เขาจะได้เสียเหลี่ยมและอับอายขายหน้าลุงและรู้จักแพ้ลุงบ้าง แต่ถ้าเขามีทิฐิมานะไม่ยอมขายที่ดินและกิจการปศุสัตว์ตลอดจนวัวของเขาให้ลุง วัวของเขาก็จะอดน้ำตายหมดภายในสองวันเป็นอย่างช้า ขืนบุกเข้ามาก็ได้ฟาดกันยับ คนของลุงมีมากกว่าอาวุธก็ดีกว่า"

เจ้าคุณพิชิตฯ หยิบฝาขวดโซดาอันหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดู แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศเหนือศีรษะท่าน เจ้าคุณกระชากปืนพกในซองปืนข้างซ้ายออกมาอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ ยกปืนยิงฝาขวดโซดาที่กำลังลอยลงมาทันที

"ปัง"

ฝาขวดโซดากระเด็นหวือลอยละลิ่วไปไกล ท่ามกลางความตกตะลึงของสามสหายกับเจ้าแห้ว นิกรอ้าปากหวอลืมตาโพลง

"โอ้โฮ คุณลุงยิงปืนแม่นอย่างนี้เชียวหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"สำหรับปืนพกไม่สู้แม่นนัก แต่ปืนเล็กยาวลุงยิงได้แม่นมาก ไปบอกพ่อตาของเธอเถอะว่า ในระหว่าง 300 เมตร ลุงรับรองว่าลุงไม่ผิด รูปร่างอ้วนใหญ่อย่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยแล้วลุงยิงให้พุงกะทิแตกเลย เมื่อจะบุกลุงก็เชิญ"

เจ้าแห้วนั่งเปรี้ยวปากอยู่นานแล้ว อดรนทนไม่ได้จึงกล่าวกับสามสหายเบาๆ ว่า

"รับประทานท่านเจ้าคุณของเราเห็นจะม่องเท่งแน่ครับ เจ้าคุณท่านยิงแม่นกว่าเกลนฟอร์ดเป็นไหนๆ "

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ เมื่อสบตากับเจ้าคุณพิชิตฯ เขากล่าวว่า"สำหรับผมสามคนจะตั้งตัวเป็นกลางครับ เพื่อนผมอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้มาด้วยก็คงจะเป็นกลางเช่นเดียวกัน บางทีพรุ่งนี้เราอาจจะกลับกรุงเทพฯ ก็ได้ เรื่องของผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่เราไม่ยุ่งหรอกครับ เท่าที่คุณลุงกรุณาเล่าให้ฟัง ผมก็เห็นแล้วว่าพ่อตาผมผิดแหงๆ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อท่านเป็นพ่อตาของผม"

นิกรเห็นพ้องด้วยพูดเสริมขึ้นทันที

"นั่นน่ะซีครับคุณลุง ถ้าท่านไม่ใช่พ่อตาของผมล่ะก้อ พวกเราก็จะช่วยคุณลุงรบด้วย ผมเชื่อว่าการนองเลือดต้องเกิดขึ้นแน่ๆ คุณพ่อว่าถ้าคุณลุงกั้นรั้วปิดลำธารเมื่อไรเป็นพาพวกบุกเมื่อนั้น"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะก้อง

"ให้มันจริงเถอะนิกร ลุงกล้าคุยได้ว่าลุงจะไม่ยอมให้คนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกรุกเข้ามาในที่ดินของลุงแม้แต่เพียงศอกเดียว ลุงจะใส่ด้วยวินเชสเตอร์ให้ดิ้นพราดๆ ไปตามกันและไม่มีปัญหาอะไร เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะต้องพบจุดจบในดงพญาเย็นนี้ เว้นแต่ว่าเขาจะเลิกล้มความคิดที่จะบุกลุง"

วิสกี้โซดาและกับแกล้มพร่องไปตามลำดับ เจ้าคุณพิชิตฯ พูดคุยกับสามสหายอย่างสนุกสนาน ท่านรับว่าเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่ท่านเพิ่งได้รับความชื่นบานในวันนี้ การพูดถึงความรักความหลังทำให้ท่านสบายใจถึงแม้จะมีความทุกข์รันทดใจแฝงอยู่บ้าง

นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วกลับมาถึงคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณปัจจนึก ในเวลา 20.00 น. เศษ ทั้ง 4 คนอิ่มแปร้ไปตามกันและค่อนข้างมึนเมาแต่ไม่ถึงเสียสติ

ม้าทั้ง 4 ตัว วิ่งรวมกลุ่มผ่านคอกวัวและบ้านพักคนงานเรื่อยมา และตรงมาหยุดหน้าบ้านพักซึ่งเป็นกระท่อมขนาดใหญ่และมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างทั้งหน้ากระท่อมและในกระท่อม เสียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กหนึ่งกิโลวัตซึ่งดร. ดิเรกนำมาจากกรุงเทพฯ ครางกระหึ่มเบาๆ

สามสหายกับเจ้าแห้วพากันก้าวลงจากหลังม้า เคาบอยกลุ่มหนึ่งรีบเข้ามารับม้าไปเก็บไว้ที่โรงของมัน นิกรเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้งสอง และเจ้าแห้วเข้าไปในกระท่อมใหญ่หลังนั้น

ต่างหยุดชะงักมองดูพล พัชราภรณ์ซึ่งกำลังฝึกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้ชักปืนแบบเสือปืนเร็ว

"ฮั่นแน่" นิกรร้องขึ้นดังๆ "พ่อตาเราไม่เลวโว้ยหมอฮั่นนั่นแน่...เหมือนเฮนรี่ ฟอนด้าว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืนตามเดิม สามสหายเดินมานั่งบนแคร่ไม้ไผ่ริมห้อง เจ้าแห้วเลี่ยงไปนั่งจ่องอยู่บนม้าเตี้ยๆ ตัวหนึ่งซึ่งทำด้วยไม้ไผ่

"ไงวะ" พลทักเพื่อนเกลอของเขา "พวกคนงานกลับมาตอนก่อนพลบบอกคุณอาว่าเจ้าคุณพิชิตฯ เลี้ยงดูปูเสื่อพวกแกยังงั้นหรือ"

นิกรยิ้มแป้น

"อือ-ใจดีจังว่ะ เลี้ยงตราขาวตั้งสามขวด กับแกล้มและอาหารเหลือเฟือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูสามสหายอย่างเคืองๆ

"อ้ายพวกแกมันโคเห็นแก่หญ้าขี้ข้าเห็นแก่กิน รู้ไหมว่าเจ้าแฉ่งหรือพระยาพิชิตฯ ได้วางแผนกลศึกอันลึกซึ้งแบบขงเบ้ง ทำหัวใจกว้างขวางหลอกให้แกสามคนหลงนิยมชมชื่นเขา ความจริงพระยาพิชิตฯ มันกระดูกอย่างหมาไม่กิน"

อาเสี่ยหัวเราะอย่างขบขัน

"ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ผมอยากจะหัวเราะให้ผมร่วงไปหมดทั้งหัวเลย เจ้าคุณพิชิตฯ น่ะหรือครับกระดูก เฮอะ เฮอะ เอิ๊ก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"เอ๊ะ นี่พวกแกกลายเป็นหลานเจ้าแฉ่งไปแล้วหรือ"

นิกรตวาดแว๊ด

"อย่าเรียกเจ้าแฉ่ง ท่านเป็นพระยาพานทอง ราชทินนามของท่านคือพระยาพิชิตไพรี ผมสามคนคือหลานชายที่น่าเอ็นดูของท่าน ซึ่งเราจะไม่ยอมให้ใครดูหมิ่นท่านเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อหรือมนุษย์หน้าไหน"

พลหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"อ้ายสามคนนี่กับอ้ายแห้วมันกินเหล้ากินข้าวของเขาเข้าไปมันก็ยกย่องสรรเสริญเขา เจ้าคุณพิชิตฯ แกฉลาดจริงๆ ครับคุณอา"

ดร. ดิเรกมองดูหน้าพลแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ยูอย่าเข้าใจผิด ถ้ายูได้ไปรู้จักคุณลุงและได้คุยกับท่านได้รู้ความหลังอันขมขื่นของท่าน ยูจะสงสารและเห็นใจท่านมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว หน้าถอดสีทันที ท่านเดินเข้ามาหยุดเบื้องหน้านิกร, กิมหงวนและดร. ดิเรก แล้วกล่าวถามเบาๆ

"เจ้าแฉ่งมันเล่าอะไรให้พวกแกฟัง ถ้าจะถวายพระเพลิงฉันล่ะซี อย่าฟังความข้างเดียวนะโว้ย เจ้าแฉ่งน่ะมันลิ้นการทูต เคยเป็นทูตทหารบกประจำประเทศฝรั่งเศสมาแล้ว"

นิกรทำหน้าแสยะมองดูพ่อตาของเขาอย่างชิงชัง

"คุณพ่อไม่สปอร์ท คุณพ่อทรยศหักหลังเพื่อน คุณพ่อชิงรักหักสวาทเพื่อนด้วยการให้ร้ายป้ายสี แม่ยายของผมรักใคร่กับคุณลุงอยู่ก่อน แต่คุณพ่อก็รักท่าน คุณพ่อพยายามปรักปรำให้ร้ายคุณลุง จนกระทั่งแม่ยายของผมโกรธคุณลุง หันมารักคุณพ่อและแต่งงานกับคุณพ่อจริงไหมล่ะครับ" พูดจบนิกรก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้วถอยหลังออกไปยืนจังก้ากลางห้อง "ชักปืนออกมาซีครับ ชักออกมา"

"อ้ายกร" พลเอ็ดตะโรแล้วลุกขึ้น "ชักจะมากไปแล้วอ้ายเปรต ถ้าจะยิงกับคุณอามายิงกับกัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ แต่ตอบเสียงเด็ดขาด

"ไม่สู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย นึกไม่ถึงว่าเจ้าคุณพิชิตฯ จะเล่าความหลังของท่านให้สามสหายฟังอย่างละเอียดละออเช่นนี้

"อ้ายกร พ่อยอมรับว่าเรื่องที่เจ้าแฉ่งเล่าให้พวกแกฟังนั้นเป็นความจริง แต่แกก็น่าจะรู้ดีว่าความรักก็เหมือนเกมกีฬาชนิดหนึ่ง คู่แข่งขันจะต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงเอาชนะกัน" กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที "เล่ห์เหลี่ยมก็ต้องเล่ห์ของนักกีฬาซีครับ นี่คุณอาใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบขุนช้างใช้ได้หรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋

"ประเดี๋ยวพ่อถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้น"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ผมพูดจริงๆ ครับไม่ได้ล้อคุณอา ขุนช้างใช้วิธีการอันสกปรกไม่มีน้ำใจนักกีฬา แอบเอาน้ำร้อนไปรดต้นโพธิ์อธิษฐาน แล้วไปเก็บกระดูกผีเอาใส่หม้อมาให้นางศรีประจันกับนางพิมดู หลอกว่าขุนแผนไปทัพถูกพวกลาวฆ่าตายทัพไทยแตกพ่าย นางพิมเชื่อว่าเป็นจริงก็เศร้าโศกไปพักหนึ่ง ในที่สุดก็ยอมโอ.เค. ซิกาแร็ตกับขุนช้างกบาลเหน่ง"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"เรียกขุนช้างเฉยๆ ก็พอแล้ว ไม่ต้องต่อสร้อยโว้ย"

สี่สหายและเจ้าแห้วต่างกลั้นหัวเราะแทบแย่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง แล้วก็หยุดยืนเผชิญหน้านิกร, กิมหงวน และนายแพทย์หนุ่มอีกครั้งหนึ่ง

"เจ้าแฉ่งเขาว่ายังไงในเรื่องที่เกี่ยวกับลำธารสายนั้น"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"คุณลุงบอกว่าท่านซื้อลวดหนามและไม้เสารั้วไว้พร้อมแล้วครับ พรุ่งนี้จะเริ่มทำรั้วกั้นลำธารทันที ท่านอ้างว่าท่านมีสิทธิที่จะทำได้ เพราะลำธารนั้นอยู่ในเขตที่ดินของท่านและมีที่เกินมาทางฝั่งตะวันตกของลำธารอีกตั้งหลายเมตร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นพ่อบุกอ้ายแฉ่งแน่ แกสี่คนและอ้ายแห้วเตรียมตัวไว้ให้พร้อม เราจะฟาดกับมันให้ยับ"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน่-ผมเป็นกลางครับ เรื่องนี้ผมไม่เกี่ยว ผมสัญญากับคุณลุงแล้วว่าผมจะตั้งตนเป็นกลาง"

ท่านเจ้าคุณจ้องตาเขม็งมองดูลูกเขยของท่าน

"ฮื่อ-ถ้าฉันรู้เสียแต่แรกว่าแกไม่มีความเจ็บร้อนแทนฉันจ้างฉันก็ไม่ยกประภาให้แก"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"ก็เอาคืนไปซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนสุดเสียง

"คืนยังไงวะชำรุดทรุดโทรมหมดแล้วฉันจะเอาคืนมาทำไม" แล้วท่านก็หันมายิ้มให้นิกรกับเสี่ยหงวน "แกสองคนคงช่วยพ่อและอาเต็มที่ พรุ่งนี้จะเป็นวันชี้โชคชะตาระหว่างเจ้าแฉ่งกับพ่อ ว่าไงเจ้ากร"

นิกรทำตาละห้อย

"ผมกับอ้ายหงวนก็เช่นเดียวกับดิเรกแหละครับ เราไม่ขอเกี่ยวข้องในเรื่องนองเลือดครั้งนี้ เราจะเป็นแต่เพียงผู้สังเกตการรบเท่านั้น บางทีก็อาจจะช่วยฝังศพผู้ที่เสียชีวิตในการต่อสู้กัน"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ผมคิดว่าถ้าปะทะกันก็ต้องแหลกลาญไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทางที่ดีคุณอาควรจะขายที่ดินขายวัวและกิจการปศุสัตว์ของคุณอาให้คุณลุงท่านเสีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น

"ให้ข้าพันล้านข้าก็ไม่ขาย" ท่านร้องขึ้นด้วยเสียงตะโกน "ถ้าฉันยอมขายให้เจ้าแฉ่งฉันก็เสียเหลี่ยมศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย เจ้าแฉ่งคือศัตรูหรือมารร้ายของฉัน ฉันยอมไม่ได้ แม้แต่ขี้วัวสักก้อนก็ไม่ยอมขายให้มัน"

นิกรว่า "เมื่อไม่ยอมวัวของคุณพ่อก็อดน้ำตายหมด มันตายพร้อมๆ กันคุณพ่อจะทำอย่างไรครับ เอาเครื่องในไปต้มขายก็ตั้งหลายพันชามอ่าง เนื้อของมันหนังและเขาของมันจะไปขายที่ไหนปล่อยทิ้งไว้ก็เหม็นเน่า"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น

"วัวของข้าจะต้องได้กินน้ำในลำธารนั้น รั้วลวดหนามจะถูกพังทลายราบ และข้าจะนำพวกเคาบอยของเราบุกพรรคพวกอ้ายแฉ่งให้ราบเป็นหน้ากลอง เผาบ้านพักและคอกวัวของมันให้หมด" พูดจบท่านก็หมุนตัวกลับเดินเข้าไปหานายพัชราภรณ์ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ตามลำพัง "อ้ายหลานชาย เท่าที่อ้ายสามคนปฏิเสธไม่ยอมร่วมมือกับอาก็ไม่ใช่อื่น นอกจากว่ามันขี้ขลาดกลัวตาย อาคิดว่าแกคงยินดีร่วมเป็นร่วมตายกับอาในครั้งนี้"

พลมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเกรงใจ แล้วเขาก็พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ผมต้องขอตัวครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณยืนนิ่งอึ้งเหมือนรูปหุ่น

"แกกลัวตายหรือพล"

"ไม่กลัวหรอกครับ แต่เพื่อนๆ เขาไม่เอาผมคนเดียวก็ไม่กล้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"ดีแล้ว ฉันเห็นใจแกทั้งสี่คนแล้ว เมื่อพวกแกปฏิเสธไม่ยอมช่วยฉัน ฉันก็จะยอมตายกับพวกคนงานของฉัน แล้วก็...ฉันคิดว่าเจ้าแห้วคงจะไม่ขี้ขลาดตาขาวเหมือนพวกแก"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยงเหมือนถูกเข็มแทง

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมขอสมัครอยู่แนวหลังตั้งใจช่วยครับ"

ท่านเจ้าคุณเค้นหัวเราะอย่างแค้นเคือง

"แกก็ไม่สู้เหมือนกัน"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานสู้น่ะสู้ครับ แต่ว่ารับประทานถึงกับยิงกันผมไม่สู้ ผมยังไม่อยากตายหรอกครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

"ใครจะอยู่ค้ำฟ้าวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงกร้าว "เอาล่ะ ฉันคนเดียวจะสู้ตาย พรุ่งนี้ฉันจะนำพลพรรคของเราบุกเจ้าแฉ่งอย่างไม่มีปัญหา เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กโว้ย"

อารมณ์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดือดพล่าน ท่านเดินไปนั่งที่โต๊ะรับประทานอาหารด้านขวาของห้อง พลลุกขึ้นเดินเข้ามานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนเกลอทั้งสาม แล้วกระซิบกระซาบถามกิมหงวนเบาๆ

"เจ้าคุณพิชิตฯ เป็นคนอย่างไรวะ"

"อ๋อ เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือมากทีเดียว แต่ลูกชายและหลานชายของท่านเลวมาก กันพาพวกเราบุกไปถึงคอกปศุสัตว์ของท่าน ท่านก็ออกมาเจรจากับพวกเราด้วยอัธยาศัยไมตรี ท่านให้นายพิชัยลูกชายของท่านชกกับกันตัวต่อตัว กันเหวี่ยงเสียหมอบไปเลยส่วนหลานชายของท่านสองคนบังเอิญไม่อยู่กันเลยไม่ได้แก้แค้นแทนดิเรก หลังจากนั้นท่านก็เลี้ยงเหล้าเลี้ยงข้าวพวกเราและเล่าถึงความหลังให้ฟัง คุณอาเราผิดว่ะทรยศหักหลังท่าน"

นิกรแกล้งเล่าให้พลฟังด้วยเสียงกระซิบ

"คุณลุงท่านยิงปืนแม่นราวกับจับวางเชียวโว้ยพล ให้ดิ้นตายเถอะวะ ท่านโยนฝาขวดโซดาขึ้นไปบนอากาศแล้วชักปืนยิงเปรี้ยงฝาขวดโซดากระเด็นหวือ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แมลงวันบินผ่านหน้าท่านกดโป้งเดียวร่วงเลย พูดแล้วเหมือนโกหกให้รากเลือดลงแดงซีเอ้า"

ดร. ดิเรกชำเลืองมองดูพ่อตาของเขาแล้วพูดสนับสนุน

"เป็นความจริงพล ท่านคือเสือเฒ่าที่ยังมีเขี้ยวเล็บแหลมคม ถ้าคุณพ่อพาพวกไปบุกท่านก็คงถูกยิงเด้งไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"พอที อย่าข่มขู่ขวัญข้าให้มากนัก คนอย่างข้าเคยออกสงครามมาแล้ว เคยผจญกระสุนปืนใหญ่, ปืนกลและลูกระเบิดมาแล้ว พวกแกยกย่องบูชาเจ้าแฉ่งก็เชิญไปอยู่กับมันซี"

นิกรทำตาเขียวกับพ่อตาของเขาแล้วค่อยๆ ยกมือขวาจับด้ามปืน กิมหงวนรีบคว้าข้อมือไว้แล้วกล่าวห้าม

"ขอทีอ้ายกร ท่านเป็นพ่อตาของแก"

นิกรจุ๊ปาก

"ปู้โธ่...จะแอ๊คเล่นสักหน่อยเท่านั้นเสือกห้ามได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"ไป-ออกไปจากกระท่อมนี้ให้หมด ไปนอนที่อื่น ข้าต้องการอยู่ที่นี่ตามลำพัง พรุ่งนี้อาจจะเป็นวันตายของข้า แต่อย่างไรข้าก็ต้องบุกอ้ายแฉ่งอย่างเด็ดขาด ออกไป....ฉันเกลียดหน้าแกทั้ง 4 คน อ้ายสัตว์แห้วด้วย"

สี่สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา ไปนอนบ้านสมุหบัญชีก็ได้ พรุ่งนี้เราคงจะได้ดูศึกนองเลือดแน่นอน ตื่นเช้าพวกแกพากันไปรู้จักคุณลุงเจ้าคุณพิชิตฯ หน่อยซีนะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนราวกับช้างร้อง

"มึงอย่ายั่วกูน่ะอ้ายพล บอกให้ออกไป"

คณะพรรคสี่สหายกั้นหัวเราะแทบแย่ ต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากกระท่อมหลังนั้น เจ้าแห้วนั่งทำตาปริบๆ อยู่คนเดียวพอเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเข้าท่านก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบลุกขึ้นใส่ตีนหมาโกยอ้าววิ่งตามสี่สหายออกไปอย่างไม่คิดชีวิต.

ติดตามตอนจบของจ้าวปฐพีใน... ศึกเสือเฒ่า