พล นิกร กิมหงวน 040 : เปลี่ยนตับ

ตลอดเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ พล,นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างรู้สึกว่าอาเสี่ยกิมหงวนของเราดื่มเหล้าจัดผิดปรกติทั้งๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าว แม้กระทั้งนวลลออเองถึงกับออกปากว่า สามีของหล่อนตกเป็นทาสสุราอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว นวลลออเล่าให้สามนางฟังว่า ก่อนจะขึ้นเตียงนอนอาเสี่ยดื่มเหล้าเพียวๆ ค่อนแก้วซึ่งเป็นวิสกี้ตราขวาที่เขาดื่มประจำ ตอนดึกตื่นขึ้นมานั่งสูบบุหรี่อาเสี่ยก็ดื่มวีสกี้อีกค่อนแก้ว พอตื่นเช้าจะล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำต้องดื่มเหล้าก่อน อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วดื่มเหล้าอีก นวลลออว่าหล่อนไม่เคยเห็นใครกินเหล้ามากมายเหมือนอย่างสามีของหล่อนเลย

และความเป็นจริงก็เช่นนั้น เสี่ยหงวนดื่มเหล้าตลอดวัน ไปตรวจงานที่โรงเลื่อยโรงสี ร้านขายเพชรขายทองหรือบริษัทห้างร้านของเขาก็ต้องดื่มเหล้า ถึงจะเติมโซดาก็เพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะตอนเย็นกิมหงวนดื่มตราขาวหนึ่งขวด เมาจนคลานแต่ก็ไม่ถึงกับเสียสติ เขาไม่สนใจเรื่องข้าวปลาอาหาร เขาสนใจกับเหล้าอย่างเดียวเท่านั้น ใบหน้าของเสี่ยหงวนในนัยน์ตาแดงก่ำตลอดวัน กลิ่นเหล้าจากปากเขาระเหยไปไกลเหมือนกับอยู่ใกล้ๆ โรงต้มกลั่น

แน่ละ การดื่มเหล้าอย่างที่นักเลงเหล้าเรียกว่า ม.ต.ล.ว. หรือเมาตลอดวันทำให้ร่างกายและสุขภาพของกิมหงวนทรุดโทรมลงทันที เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่ายกับการประกอบกิจการงาน บางทีต้องนอนซมอยู่ในห้องตลอดวันไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน ตอนกลางคืนเมาเหล้าก็นอนอยู่บนโซฟาในห้องโถงชั้นล่างจนสว่าง แต่ยุงไม่กัดเขา เพราะเลือดในตัวอาเสี่ยมีแอลกอฮอล์ปนถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ยุงตัวไหนกัดกินเลือดเขาก็เมาแป๋ไปตามกัน พวกยุ่งก็ป่าวร้องบอกให้พรรคพวกของมันรู้ว่าเลือดของอาเสี่ยกิมหงวนเป็นภัยต่อพวกมัน

ในที่สุดเสี่ยหงวนก็ล้มเจ็บด้วยโรคตับแข็งและพิษสุราเรื้อรัง

ดร.ดิเรกได้ตรวจร่างกายของอาเสี่ยอย่างละเอียดถี่ถ้วนในตอนสายวันนั้นต่อหน้าคณะพรรคของเขา กับผู้ใหญ่ทั้งสองและสี่นาง เสี่ยหงวนนอนซมอยู่บนเตียงนอนภายในห้องส่วนตัว กลิ่นเหล้าคลุ้งไปหมด เมื่อ ดร. ดิเรกใช้เครื่องฟังจี้ที่สีข้างอาเสี่ยก็เผลอตัวหัวเราะกิ๊กแล้วดิ้นกระแดวๆ เหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า

"แฮ่ะ แฮ่ะ จั๊กกระจี้โว้ย"

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งออก

"เออ ยังหัวเราะได้เห็นจะไม่เป็นไรหรอก"

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคุณหญิงวาด

"แต่เสียงหัวเราะของอ้ายหงวนคือเสียงหัวเราะของคนใกล้จะตายนะครับ คุณอาสังเกตหรือเปล่า มันแหบแห้งและปร่าๆ ขาดความแจ่มใส"

"หมอตวักตะบวยอะไรกันวะถึงได้พูดอย่างนี้ มีแต่เขาพูดปลอบใจคนไข้ นี่กลับแช่งคนไข้ให้แท่งทึง"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ ยกมือขวาแหกตาข้างซ้ายของอาเสี่ยอย่างไม่ปรานี แล้วแหกตาข้างขวา ประไพถามขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ทำไมถึงต้องแหกตาอาเสี่ยด้วยล่ะคะหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกอมยิ้ม

"เป็นธรรมเนียมของหมอครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมต้องแหกตาคนไข้ แต่หมอคนอื่นเขาทำผมก็ทำตามเขาเลยติดเป็นนิสัย" แล้วเขาก็พยักหน้าให้คนไข้ "แลบลิ้นซิ"

อาเสี่ยแลบลิ้นออกมายาวเฟี้อย นิกรพูดเสริมขึ้นมาทันที

"โอ้โฮ ลิ้นขวาเป็นฝ้าขาว อย่างนี้ต้องกวาดยามหานิลแท่งทองสักครั้ง"

คนไข้สะดุ้งเล็กน้อย

"แกอย่ายุ่งกับฉันเลยอ้ายกร ถ้าฉันตายก็ขอให้ดิเรกมันรักษาฉันจนนาทีสุดท้ายเถอะ โอย....เหนื่อยว่ะ กูถ้าจะเท่งทึงคราวนี้"

นันทาพูดปลอบใจคนไข้

"อาเสี่ยเป็นคนมีกำลังใจเข้มแข็ง เจ็บป่วยแค่นี้ไม่มากมายอะไรหรอกค่ะ"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"อะไรไม่มากคุณนัน เท่าที่ผมตรวจดูตับอ้ายหงวนแข็งเป็นหินไปแล้ว กระเพาะอาหารก็ไหม้เกรียมเพราะถูกแอลกอฮอล์เผาตลอดวัน มีอย่างที่ไหนเอาวิสกี้เทลงไปในจานข้าวแล้วซดต่างข้าวต้ม กินลอดช่องน้ำกะทิก็เทวิสกี้ผสมลงไป เชื่อผมเถอะครับ อ้ายหงวนจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมากก็ในห้าหกวันนี้"

อาเสี่ยร้องไห้โฮ

"อย่าพูดทำลายขวัญซีโว้ย ฮือ....ฮือ....หมอฉิบหาย"

พลแลเห็นกิมหงวนร้องไห้ก็อดหัวเราะไม่ได้ เขายกมือตบศีรษะอาเสี่ยเบาๆ แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"แกไม่ตายง่ายๆ หรอกวะ หมอมันล้อแกเล่นสนุกๆ แกกลัวตายเหมือนกันหรืออ้ายเสี่ย"

"กลัวซีโว้ยทำไมจะไม่กลัว กันมีชีวิตอยู่ด้วยความสมบูรณ์พูนสุขนั่งอยู่บนกองเงินกองทอง พอตายไปเงินบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ นวลกับอ้ายนึกลูกของกันจะได้รับมรดกของกันก็จริง แต่อาจมีเมียเล็กๆ หรือเมียเก่าเมียก่อนมาปรากฏตัวขึ้นฟ้องร้องนวล ขอแบ่งสมบัติทำให้ยุ่งยากเดือดร้อน วิญญาณของกันจะหมดความสุข"

นวลลออกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"อยากจะรู้นักว่าหน้าไหนจะมาฟ้องนวลเราจดทะเบียนสมรสกันเป็นหลักฐานและเฮียก็ไม่เคยมีเมียมาแต่ก่อนเลย นอกจากเด็กสาวๆ ที่มีฐานะเป็นนางบำเรอเท่านั้น อ้า เฮียจะตายก็ตายเสียเถอะนะคะ นวลกับเพื่อนๆ ของเฮียจะทำศพให้หรูหราสมเกียรติทีเดียว สำหรับสมนึกมันก็เป็นหนุ่มใหญ่แล้ว ปีหน้าก็จะพาปริญญาพาณิชย์มาจากอเมริกาแล้วพร้อมด้วยพ่อนพ, พ่อพนัสและพ่อดำรง ปีนี้คนใหญ่คนโตและพวกเศรษฐีเขาตายกันโครมๆ ถึงเวลาแล้วที่เฮียควรจะตายกับเขาบ้าง"

คุณหญิงวาดหันมาทำตาเขียวกับนวลลออ แล้วท่านก็พูดหัวเราะ

"แหม-ฉันอยากจะตบแกเหลือเกินพับผ่า ผัวกำลังเจ็บ พูดอย่างนี้มีที่ไหน เออแน่ะ คนเดี๋ยวนี้เขาช่างไม่ถือสาอะไรเสียเลย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง อาเสี่ยนอนสะอื้นน่าสงสารยกหลังมือเช็ดน้ำตาด้วยความรักตัวกลัวตาย

"หมอ หมอจ๋า...."

ดร.ดิเรกแยกเขี้ยว

"เรียกหมอจ๋าเดี๋ยวเหยียบอกเลย"

อาเสี่ยหัวเราะทั้งน้ำตาแล้วยกมือไหว้นายแพทย์หนุ่ม

"แกช่วยรักษากันหน่อยนะหมอ นึกว่าช่วยชีวิตกันไว้เอาบุญเถอะเพื่อน กันรู้ตัวดีว่ากันเป็นโรคตับแข็ง และพิษสุราเรื้อรัง"

ศาสตราจารย์ดิเรกซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"กันจะรักษาแกก็ได้ แต่ต้องเรียกค่าป่วยการแสนบาท ค่ายาไม่คิด"

"ตกลงจ้ะคุณหมอ ยามป่วยไข้เห็นหมอก็เหมือนเห็นแก้ว แต่พอหายแล้ว เห็นแกก็เหมือนเห็นหมา"

"อ้าว เดี๋ยวแกล้งฉีดยาให้ตายเสียหรอก อ้า-อาการของแกเข้าขีดอันตรายแล้วรู้ไหมอ้ายหงวน กันพูดจริงๆ นะไม่ใช่พูดเล่น เมื่อยังรักมีชีวิตอยู่ต่อไป และแกจะให้กันรักษาก็ต้องเชื่อฟังอยู่ในคำสั่งของกัน"

"ถูกแล้ว ไม่เชื่อหมอแล้วจะไปเชื่อหมาที่ไหนล่ะ จริงไหมหมอจ๋า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ทั้งๆ ที่มันไม่สบายนอนซมอยู่อย่างนี้มันก็ยังทะลึ่ง"

ดร.ดิเรกตรวจร่างกายของกิมหงวนต่อไป วางมือซ้ายลงบนหน้าอกอาเสี่ยแล้วใช้นิ้วมือข้างขวาเคาะลงไป ทุกคนที่อยู่ในห้องนอนของอาเสี่ยต่างสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เมื่อได้ยินเสียงดังเหมือนกับเอาไม้ตีถังน้ำ

"แป๊งๆ แป๊งๆ "

"ได้ยินไหม" นายพลดิเรกพูดกับคนไข้อย่างเกรี้ยวกราด "ตับของแกแข็งโป๊กจนเคาะได้ยินเสียง"

เสี่ยหงวนหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย เขาเอื้อมมือตะครุบมือนิกรซึ่งกำลังหยิบองุ่นพวงหนึ่ง ที่วางอยู่ในจานผลไม้บนโต๊ะ

"ของคนไข้โว้ย คุณอาหญิงท่านซื้อมาให้กัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แหม-ขอกินสักพวงก็ไม่ได้"

นันทาทำตาเขียวกับน้องชายของหล่อน

"ถอยออกไปยืนให้ห่างโต๊ะหน่อย ตะกละตะกลามอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก ถอยไปยืนปลายเตียงแล้วบ่นพึมพำ

"อยากกินก็หาว่าตะกละ ชอบก๊ล"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร. ดิเรกตรวจเสี่ยหงวนต่อไป ใช้นิ้วมือดีดท้องดังปุ๊ๆ ต่อจากนั้นก็ตรวจชีพจรและหัวใจ

"แย่ แย่โว้ย" นายพลดิเรกบอกคนไข้ "หัวใจแกเต้นจังหวะตลุงแม็มโบ้ว่ะ กันจะต้องพยายามแก้ไขให้มันเต้นจังหวะสโลว์ตามเดิม"

กิมหงวนถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"ช่วยกันนะเพื่อนนะ กันรับรองว่ากันจะเชื่อฟังแกทุกอย่าง"

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นแกหายแน่ ก่อนอื่นแกต้องสัญญากับกันก่อนว่าแกจะไม่ดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด"

"อ๋อย เด็ดขาดเชียวหรอหมอ"

"ใช่ ร่างกายของแกกำลังชำรุด เพราะถูกแอลกอฮอล์เผาผลาญ หากแกกินเหล้าเข้าไปอีก แกก็เท่งทึง อย่างไม่มีปัญหา"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ขอให้กันดื่มสักนิดหน่อยไม่ได้หรือ อยู่ๆ เลิกดื่มทันควันมันลงแดงตายน่ะซี"

ดร. ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"แกขอดื่มนิดหน่อยน่ะสักแค่ไหนวะ"

เสี่ยหงวนนิ่งคิดแล้วพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"วันละขวดเท่านั้น"

คุณหญิงวาดหัวเราะก๊าก

"วันละขวดก็ให้ยายนวลไปซื้อโลงมาเตรียมไว้ได้แล้ว มีอย่างที่ไหนกินเหล้าจนตับแข็งถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ ยังจะกินอีก แกไม่รักชีวิตของแกหรืออย่างไรวะพ่อหงวน"

"ชีวิตน่ะรักครับ แต่เหล้าผมก็อยากกิน"

"โน" ดร. ดิเรกตวาดแว็ด "ถ้าแกไม่หยุดดื่มเหล้า แกได้มีวิธีได้เหล้ามากินในระหว่างที่กันรักษาแก กันจะเลิกรักษาแกทันที คนไข้ที่ไม่เชื่อหมอจะรักษากันได้อย่างไร แกเปลี่ยนเป็นดื่มอย่างอื่นชีวะ นมสดหรือเครื่องดื่มร้อนเย็นที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย"

"ปู้โธ่" เสี่ยหงวนคราง "นมสดหรือเครื่องดื่มมันมีรสชาติที่ไหน"

นายพลดิเรกลุกขึ้นจากเตียงคนไข้เก็บเครื่องตรวจหัวใจไว้ในกระเป๋าเสื้อหมอของเขา ซึ่งเป็นเสื้อที่ใช้ในการทดลองวิทยาศาสตร์ด้วย

"กันจะเริ่มรักษาแกตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป แกอาบน้ำขัดขี้ไคลฟอกสบู่ให้เรียบร้อย ฟันก็ควรแปรงเสียบ้าง ใต้จั๊กแร้ทั้งสองข้างน่ะถูนานๆ หน่อย"

พูดจบเขาก็หันไปทางเจ้าแห้วซึ่งยื่นอยู่ที่หน้าต่างด้านหน้าตึกตามลำพัง เขาพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วเข้ามาแล้วออกคำสั่ง

"ขนเหล้าบนโต๊ะสี่เหลี่ยมข้างประตูและในลังข้างห้องน้ำเอาลงไปข่างล่างให้หมด สำหรับแกจำไว้ด้วยว่าอย่าหาเหล้าหรือซื้อเหล้ามาให้อ้ายหงวนเป็นอันขาด ถ้าแกฝ่าฝืนคำสั่งของฉันแกจะต้องเดือดร้อน"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"แม่ตบหน้าหันที่เดียว ไม่เชื่อก็ลองดู แกก็รู้ดีแล้วว่าพ่อหงวนป่วยเป็นโรคตับแข็งและพิษสุราเรื้อรัง ขืนกินเหล้าเข้าไปอีกเป็นตายแน่"

นายพลดิเรกพาตัวเดินออกไปจากห้องนอนของเสี่ยหงวน เพราะเขามีงานต้องทำอีกมาก อย่างไรก็ตามเขามั่นใจในความรู้ความสามารถของเขา อาเสี่ยจะต้องหายป่วยรอดพ้นอันตรายในไม่ช้านี้

พอตกเย็นพยาธิเหล้าในท้องก็เริ่มรบกวนกิมหงวนเช่นเดียวกับนักเลงสุราทั้งหลาย ถึงแม้อาเสี่ยนอนซมอยู่บนเตียงนอน อยู่ในความเอาใจใส่ของประภาเมียรักของ ดร.ดิเรก ซึ่งทำหน้าที่เป็นพยาบาลพิเศษ และนวลลออได้เฝ้าดูแลอยู่ตลอดวัน อาเสี่ยก็มีอาการคลื่นเหี่ยนวิงเวียนเพราะอยากดื่มเหล้า แล้วอาเสี่ยก็ผุดลุกขึ้นนั่งร้องโอ้กอ้ากเสียงลั่นบ้านทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรออกมาจากท้อง

อาการลงแดงเพราะอยากดื่มเหล้าได้เพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ กิมหงวนร้องโอ้อ้ากจนน้ำหูน้ำตาไหลหมดเรี่ยวหมดแรงถึงกับหอบแฮ่กๆ

"คุณภา...."

เสี่ยหงวนพูดเสียงแหบแห้งน่าสงสาร แล้วยกมือไหว้เมียรักของนายพลดิเรกอย่างนอบน้อม "นึกว่าเวทนาลูกชายของคุณเถอะครับ"

ประภาทำหน้าชอบกล

"อาเสี่ยหมายถึงใครคะ"

"ก็ตัวผมเองนะซีครับ"

ประภาสะดุ้งโหยง

"อุ้ยตาย อาเสี่ยพูดอะไรก็ไม่รู้"

"ไม่เป็นไรครับ ผมนับถือคุณเหมือนกับแม่จริงๆ เอ็นดูผมเถอะครับ ขอเหล้าให้ผมกินสักกั๊กเดียวพอช่วยให้ผมรอดตายเท่านั้น"

ประภามองดูเสี่ยหงวนด้วยความสงสารแกมขบขัน

"ตรงกันข้ามค่ะ ถ้าอาเสี่ยทานเหล้าดิเรกก็หมดความสามารถที่จะช่วยชีวิตอาเสี่ยได้"

กิมหงวนขบกรามกรอดแล้วร้องเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"หมายความว่า ถ้าผมกินเหล้าผมจะต้องตายอย่างงั้นหรือครับคุณภา"

ประภาชักใจไม่ดี เพราะขณะนี้หล่อนอยู่กับเสี่ยหงวนตามลำพัง หล่อนกลัวว่าอาเสี่ยจะอาละวาดด้วยความอยากเหล้าและอาจบีบคอหล่อนตายก็ได้

"ค่ะ ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน"

เสี่ยหงวนจ้องดูประภาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"คุณเป็นผู้ที่มีการศึกษาดีสำเร็จวิชาพยาบาลและผดุงครรภ์มาจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มาแล้ว คุณไม่ใช่คนโง่"

อาเสี่ยแหกปากตะโกน ในเวลาเดียวกับที่นวลลออเดินเข้ามาในห้องนอนอย่างร้อนรน

"คุณน่าจะรู้ว่าคนน่ะกินเหล้าไม่ใช่เหล้ากินคนหรือฆ่าคน ถ้าเหล้าให้โทษกรมสรรพสามิตเขาจะให้ขายเหล้าทำไมกัน ผมกับคุณก็เหมือนญาติกัน ผมอยากเหล้าแทบจะขาดใจตายอยู่แล้วคุณเห็นใจผมบ้างซี"

นวลลออปราดเข้ามาหยุดยืนหน้าเตียงนอน

"กินไม่ได้เข้าใจไหมคะ"

อาเสี่ยมองเมียรักของเขาอย่างเดือดดาล

"ทำไมจะกินไม่ได้ กินเหล้าผิดกฎหมายอย่างงั้นหรือ"

"อ๋อ ไม่ผิดค่ะ แต่เฮียจะต้องตายด้วยโรคตับแข็งซึ่งขณะนี้เฮียมีอาการมาก"

"ฉันตายก็ตัวของฉันคนอื่นไม่เกี่ยว"

นวลลออทรุดตัวนั่งบนเตียงนอน แกล้งพูดกับเขาด้วยคำหวาน

"โถ-เฮียขา ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะค่ะ เฮียตายเมียจะอยู่กับใคร นวลจะต้องว้าเหว่ในเมื่อขาดเฮียซึ่งเหมือนกับร่มโพธิ์ทอง อย่าเพิ่งตัดช่องน้อยหนีนวลไปเลยนะคะ"

คำปลอบประโลมใจของนวลลออทำให้กิมหงวนหยุดอาละวาด ประภาลุกขึ้นเดินหัวเราะคิกคักออกไปจากห้อง นวลลออยกมือขวาของกิมหงวนวางบนศีรษะหล่อน

"เฮียขา เฮียน่ะเหมือนพ่อของเฮียนะคะ ยอมอดเหล้าสักพักเถอะค่ะ หมอดิเรกรักษาเฮียมาสองวันอาการของเฮียดีขึ้นเป็นกอง ถ้าเฮียดื่มเหล้าเฮียจะต้องเป็นอันตรายแน่นอน"

กิมหงวนนอนนิ่งเฉยสักครู่ก็ทำท่าผะอืดผะอม เพราะพยาธิเหล้ารบกวน ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๓๐ น. แล้ว ลมว่าวพัดเข้ามาในห้องเย็นสบาย ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นานๆ อาเสี่ยก็ร้องโอ้กอ้ากเพราะอยากกินเหล้า ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นจากเตียงนอนเดินเปะปะไปทางห้องน้ำ

"ไปไหนคะเฮีย"

"ปวดท้องเยี่ยว" เขาตอบหล่อนเบาๆ แล้วทำคอขย้อนน่าสงสาร

อาเสี่ยเดินเข้าไปในห้องน้ำอันสะอาด และกว้างขวางเพียงแต่ม่านและเครื่องสุขภัณฑ์ต่างๆ ในห้องน้ำก็ราคานับหมื่นแล้ว เขาหยุดยืนเบื้องหน้ากระจกบานใหญ่ซึ่งมีชั้นกระจกอันสวยงามอยู่ใต้กระจกเงา บนชั้นมีแช็มพูสระผม, ครีมล้างหน้า, กล่องใส่กระดาษเช็ดหน้า, แปรงสับหวีและหวี นอกจากนี้ยังมีโอดีโคโลนขนาดใหญ่อีกขวดหนึ่ง กิมหงวนเอื้อมมือขวาอันสั่นรัวหยิบขวดโอดีโคโลนลงมาจากชั้นกระจกแล้วเปิดจุกออกตั้งใจจะดื่มให้หมดขวด เพราะโอดีโคโลนทำมาจากแอลกอฮอลล์นั่นเอง พอยกขวดจะดื่มนวลลออก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"อย่านะเฮีย อย่าดื่มนะ นึกอะไรไม่มีผิด"

หล่อนวิ่งเข้ามาแย่งขวดโอดีโคโลนจากมือเขาแล้วโยนออกไปนอกหน้าต่างลอยละลิ่วลงสู่เบื้องล่างซึ่งมันคงจะแตกกระจาย เสี่ยหงวนร้องไห้กระซิกๆ

"เมียจ๋า เฮียอยากเหล้าจนบอกไม่ถูกแล้ว"

นวลลออประคองผัวรักของหล่อนพาออกไปจากห้องน้ำและพามานั่งที่เตียงนอนตามเดิม

"เฮียต้องอดทนสิคะ หมอก็บอกแล้วว่าเฮียจะหายในไม่ช้านี้"

"แต่มันอยากกินเหล้า" เขากระซิบบอกหล่อน

"ขอเฮียสักก๊งไม่ได้หรือ ๒๘ ดีกรีก็ยังได้"

นวลลออสั่นศีรษะ

"ถ้านวลตามใจเฮียก็เท่ากับว่านวลเป็นผู้ฆ่าเฮียเท่านั้น อ้า-นอนพักผ่อนเถอะค่ะ นวลลืมบอกไปว่าหมอห้ามไม่ให้ใครเยี่ยมเฮียอย่างเด็ดขาดนอกจากพวกเราเท่านั้น มีพวกหลงจู๊โรงเลื่อยโรงสี พวกธนาคาร และพวกโรงแรมหลายต่อหลายคนเขามาเยี่ยมเฮียค่ะ แต่หมอไม่ยอมให้เยี่ยมอย่างเด็ดขาดเขาฝากขอเยี่ยมไว้ ส่วนมากเป็นผลไม้, บิสกิตและบุหรี่กระป๋องค่ะ"

"มีใครเอาเหล้ามาเยี่ยมหรือเปล่า"

นวลลอออดหัวเราะไม่ได้

"ไม่มีหรอกค่ะ"

"เลวมาก แต่ละคนล้วนแต่ใจดำ อย่างน้อยมันควรมีเหล้าติดมือติดตีนมาบ้าง โอย...หิวเหล้าเหลือเกินเมียจ๋า ขอน้ำหอมในตู้สักขวดไม่ได้หรือ"

นวลลออสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอกค่ะ คุณนันเอาไปเก็บหมดแล้ว"

"ว้า-พวกนี้ ดูช่างวุ่นวายกับชีวิตคนอื่นเสียจริงๆ "

"อ้อ เฮียเป็นคนอื่นสำหรับคุณนันหรือคะ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อ พ.อ.นิกรพาตัวเดินเข้ามาในห้อง เขาสวมกางเกงสีเทาและเชิ้ทฮาไวสีแดงสดสะดุดตาอาเสี่ยแลเห็นเข้า ก็สะดุ้งเฮือกแล้วร้องโอ้กอ้ากเสียงลั่นโบกมือไล่นิกร

"ออกไป อ้ายกร ออกไป โอ้ก....อั๊ว...."

นิกรยืนเซ่อ มองดูกิมหงวนด้วยความแปลกใจ

"กันมาเยี่ยมแกด้วยความเป็นห่วงไหงไล่กันล่ะ"

อาเสี่ยอ้วกพลางพูดพลาง

"แล้วมึกเสือกใส่เสื้อแดงมาทำไม อ้วก..ไปเปลี่ยนเสื้อเสียก่อน"

นิกรนึกขึ้นได้ว่าสีแดงเป็นศัตรูอย่างร้ายกาจของนักเลงสุราทั้งหลาย เขารีบวิ่งออกไปจากห้องนอนของกิมหงวนทันทีเสี่ยหงวนยังคงโอ้กอ้ากอยู่อย่างนั้น นวลลออนั่งมองดูสามีขอหล่อนอย่างเศร้าสลดแล้วนึกปลงอนิจจังที่อาเสี่ยกำลังลงแดงเพราะไม่ได้ดื่มเหล้า

อีกสักครู่หนึ่งนิกรก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง คราวนี้เขาสวมเสื้อยืดแขนสั้นคอปกสีขาว แต่เสี่ยหงวนยังคงโอ้กอ้ากอยู่อย่างนั้นเอง นิกรเดินมาหยุดยืนที่เตียงนอนยกมือลูบหลังให้แทนที่เสี่ยหงวนจะหยุดอ้วก กลับส่งเสียงโอ้กอ้ากหนักขึ้นอีกแล้วเอ็ดตะโรนิกร

"ลูบลงซีโว้ย เสือกลูบย้อนขึ้นมีอย่างที่ไหน"

นวลลออหัวเราะคิ้ก หล่อนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับนิกรอย่างสนิทสนม

"คุยกับเฮียเถอะค่ะ ดิฉันจะลงไปดูอาหารของเฮียที่โรงครัวสักหน่อย"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ไม่ต้องอะไรหรอกนวลจ๋า ขอข้าวสวยสักถ้วยแล้วเทวิกกี้ใส่ลงไป ขอไข่เค็มลูกเดียวก็พอ"

นวลลออรีบเดินออกจากห้องของหล่อน นิกรพยักหน้าให้อาเสี่ยแล้วกล่าวทักทาย

"ตายแน่นะคราวนี้ อย่าไปคิดอะไรเลยวะ คนเราเกิดมาก็ต้องเท่งทึงด้วยกันทั้งนั้น"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"อ้อ-เวลาแกไปเยี่ยมคนไข้แกพูดกับคนไข้อย่างนี้น่ะรึ"

"เออ ถ้าอาการหนักก็พูดอย่างนี้แหละ คนมันจะตายแล้วเหมือนอย่างแกมีอาการเข้าขั้นตรีทูตแล้ว ถึงพูดปลอบใจก็ไม่มีประโยชน์ เราพูดความจริงกันดีกว่า กันคิดว่าแกคงตายในราววันพฤหัสฯ นี้ แต่ก็ดีแล้วจะได้ไม่ขลุกขลัก ตายวันศุกร์พอวันเสาร์อำเภอเขาหยุดทำงาน ถึงมีเวรรับแจ้งคนตายก็ขลุกขลัก"

อาเสี่ยร้องไห้สะอึกสะอึ้น

"เพื่อนเอ๋ย แกไม่น่าแช่งกันเลย น่าจะพูดให้กำลังใจกลับแช่งให้ตายแกเกลียดชังกันมากยังงั้นหรือ"

นิกรอมยิ้ม

"ใช่ ฉันเกลียดแกเพราะแกไม่เข้มแข็ง แกร้องจะยัดเหล้าตลอดเวลา ดิเรกมันก็บอกว่าถ้าแกกินเหล้าอีกแกต้องตาย แกควรทำใจให้เข้มแข็งซีโว้ย แกจะได้อยู่ดูโลกและเป็นโรคต่อไป"

อาเสี่ยสะอื้น ยกมือไหว้นิกรปะหลกๆ

"เพื่อนรัก หาเหล้ามาให้กันดื่มสักก๊งเถอะวะ เพียงก๊งเดียวกันคงไม่ตายหรอก ช่วยระงับความกระวนกระวายของกันเท่านั้น"

นิกรใจอ่อนทันที

เขาเองทั้งรักทั้งเป็นห่วงอาเสี่ยแต่พูดแช่งให้ตายไปอย่างนั้นเอง

"แกอยากมากหรือ" นิกรกระซิบถาม

แววตาของอาเสี่ยแจ่มใสขึ้นทันที

"โธ่-จะขาดใจตายอยู่แล้วเพื่อน ขอให้กันดื่มสักเป๊กเท่านั้นแหละ"

พ.อ.นิกรยกมือชี้หน้า

"เป๊กเดียวจริงๆ นะ"

"ฮื่อ ให้ตายโหงตายห่าซีเอ้า กันกราบเท้าแกละวะช่วยเพื่อนของแกให้หายลงแดงหน่อยเถอะ"

นิกรผุดลุกขึ้นยืน

"กันจะไปเอาเหล้ามาให้แกกินหนึ่งเป๊ก แต่นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่กันจะช่วยแก ถ้าแกอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแกต้องมีกำลังใจเข้มแข็งคืออดเหล้า"

กิมหงวนยกมือไหว้ท่วมหัว

"ขอบใจมากอ้ายกร กันจะไม่ลืมความอารีของแกในครั้งนี้เลย เร็วๆ โว้ยกันอยากเต็มทนแล้ว"

นิกรยกมือตบศีรษะกิมหงวน แล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องนอนของอาเสี่ย ในสองนาทีต่อมา พ.อ.นิกร ก็ถือแก้วน้ำสีเหลืองคือวิสกี้ตราขาวเพียวๆ ประมาณ ๒ เป๊ก กลับเข้ามาในห้อง อาเสี่ยแลเห็นเข้าก็เนื้อตัวสั่นดีใจเหมือนกับเห็นพระมาโปรด เขายื่นมาอันสั่นรัวรับแก้วเหล้าแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

ทันใดนั่นเอง นายพลดิเรกก็ปรากฎตัวอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนของอาเสี่ย ถึงแม้กิมหงวนดื่มเหล้าหมดแก้วแล้วสีหน้าและกิริยาของอาเสี่ยก็บอกให้รู้ว่ากิมหงวนดื่มเหล้าในแก้วที่ถืออยู่ในมือ กิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัวเมื่อแลเห็นนายแพทย์หนุ่ม เขารีบวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะข้างเตียงนอนทันทีแล้วกระซิบกระซาบบอกนิกรซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงนอน

"เฮ้ย-อ้ายหมอมันยืนตาเขียวอยู่หน้าประตู"

นิกรนั่งตัวแข็งทื่อเพราะความกลัว ดร.ดิเรก ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะนายพลดิเรกซึ่งสวมเสื้อหมอและมีสายฟังหัวใจอยู่ในกระเป๋าเสื้อก็เดินตรงเข้ามาที่เตียงนอนของคนไข้ ด้วยใบหน้าถมึงทึง เขาคว้าถ้วยแก้วใบนั้นขึ้นมาพิจารณาดู กลิ่นของมันฟ้อง ดร.ดิเรก อยู่แล้ว

"แกกินเหล้าหรืออ้ายหงวน"

คนไข้ยิ้มแห้งๆ วิสกี้ ๒ เป๊กทำให้เขากระปรี้กระเปร่าขึ้น

"เปล่าจ้ะหมอจ๋า ฉันกินน้ำน่ะ"

"ยังจะโกหกอีกเดี๋ยวตบดิ้น แกเอาเหล้าที่ไหนมากิน"

"แฮ่ะ แฮ่ะ อ้ายกรมันสงสารมันเอามาให้กินเพียงสองเป๊กเท่านั้น แหม-เท่านี้ก็ต้องดุด้วย หมอเบ็นใจดีออก"

"โน-กันไม่ใช่หมอเบ็น กันคือหมอดิเรก"

แล้วเขาก็หันมากระชากแขนนิกรให้ลุกขึ้นยืน

"ทำไมแกเอาเหล้ามาให้อ้ายหงวนแดก....เอ๊ย...กิน ขอโทษที กำลังโมโหเดือดพูดหยาบไปหน่อย"

นิกรรู้ตัวว่าเขาเป็นผู้ผิดก็ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"มันเกี่ยวกับความกรุณาปราณีและมิตรภาพว่ะ แต่กันรับรองว่า กันจะไม่ยอมให้เหล้าอ้ายหงวนกินอีกอย่างเด็ดขาด"

นายพลดิเรกโมโหจนตัวสั่น

"แกรู้หรือเปล่าว่าแกกำลังจะฆ่าเพื่อนของแก ผลของการรักษาสองวันที่ผ่านมาไร้ผลไปแล้วเพราะเหล้าแก้วนี้ กันต้องสั่งสอนแกเสียหน่อย แกจะได้รู้ว่าแกสงสารเพื่อนในทางที่ผิด"

หมัดขวาตรงของ ดร.ดิเรก กระแทกถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของนิกรอย่างถนัดใจ ร่างอันอ้อนแอ้นของนายจอมทะเล้นเซถลาไปปะทะผนังตึกแล้วล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย โลหิตไหลทะลักออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง

"แหมโว้ย" นิกรคราง "เห็นตัวเล็กๆ หมัดหนักยังกะช้างถีบกันยอมรับว่ากันผิดโว้ย"

ดร.ดิเรก ยกมือตีอกชกหัวตัวเองแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"กันต้องการช่วยชีวิตอ้ายหงวน แต่แกกลับจะทำให้อ้ายหงวนตาย คุณนวลเขาเป็นเมียเขายังใจแข็ง น้ำอบน้ำหอมมีอยู่เท่าไหร่เอาไปฝากคุณนันไว้หมดเพราะกลัวอ้ายหงวนจะแอบกิน อย่าซีโว้ยอย่าสงสารมันในทางที่ผิด อดเหล้าไม่ตายหรอกมันจะโอ้กอ้ากไปอีกห้าหกวันเท่านั้น"

นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วยกมือจับฟันในปากของเขาออกมาซี่หนึ่งชูให้ ดร.ดิเรกดู

"แกชกกันเสียฟันหัก"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"ฟันแกถอนและใส่ไว้ตั้งแต่ปีกลายนี้ ฉันเป็นคนพาแกไปหาหมอฟันเพื่อนฉันเอง"

นิกรยัดฟันใส่ปากตามเดิมแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเลือดกำเดา อาเสี่ยนั่งหัวเราะงอไปงอมาขบขันที่ ดร.ดิเรกชกหน้านิกรด้วยความโกรธ ศาสตราจารย์ดิเรกยื่นมือให้นิกรจับ ต่างฝ่ายต่างตบศีรษะกันและพากันมานั่งบนเก้าอี้เตียงคนไข้ ใบหน้าของ ดร.ดิเรก อยู่ข้างจะเคร่งขรึมแสดงความหนักใจในอาการป่วยของกิมหงวน

ในที่สุดเขาก็กล่าวกับคนไข้ว่า

"คนในบ้านเรามีมากด้วยกัน ไม่มีใครเข้มแข็งพอ เมื่อเห็นแกทุรนทุรายด้วยอาการลงแดงร้องโอ้กอ้ากเพราะอยากกินเหล้า ดูแต่อ้ายกรเป็นต้น ความสงสารทำให้รู้เท่าไม่ถึงการณ์เอาเหล้ามาให้แกกิน คนอื่นก็อาจจะทำเช่นนี้บ้าง ฉะนั้น กันคิดว่าการรักษาทางยาอาจจะไม่ได้ผล"

เสี่ยหงวนนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วแกจะทำอย่างไร"

"มีอยู่สองวิธี วิธีแรกไม่ต้องรักษาปล่อยให้แกตายไปเอง"

คนไข้สะดุ้งเฮือก

"วิธีนี้เห็นจะไม่เหมาะแน่ อย่าเพิ่งให้กันตายเลยวะขอให้กันได้มีชีวิตอยู่ ร่วมฉลองพระพุทธศักราช ๕,๐๐๐ เถอะกันจะสร้างวัดสักวัดหนึ่งและทำบุญอย่างมโหฬารทีเดียว"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แกอยู่ถึง พ.ศ. ๕,๐๐๐ แกต้องไปไถตามดินแล้วจะคลานก็คงคลานไม่ไหว ตอนนั้นหน้าตาแกคงเหมือนกับงูงวงช้าง"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันจะช่วยชีวิตแกได้ให้หายป่วยจากตับแข็งได้อย่างเด็ดขาด ก็คือด้วยวิธีศัลกรรมผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนตับเสียใหม่"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"เอาตับอะไรมาเปลี่ยน"

"ก็ตับมนุษย์ผู้ชายเรานี่แหละตับคนที่ตายใหม่ๆ เปลี่ยนให้แกแล้วแกจะกินเหล้าได้อีกจนกว่า ตับที่เปลี่ยนให้จะแข็งอีก"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"แล้วก็เปลี่ยนใหม่อีก"

"โน เปลี่ยนได้ครั้งเดียวเท่านั้น การเปลี่ยนอวัยวะภายในไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ก่อนอื่นกันจะต้องเตรียมหาเครื่องมือผ่าตัดใหญ่ไว้ให้พร้อม เพราะเท่าที่มีอยู่มีไม่ครบ แล้วก็กันจะต้องเรียกลูกศิษย์ ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ที่ชำนาญงานมาช่วยกันคนหนึ่ง พยาบาลประจำห้องผ่าตัดอีกคนหนึ่ง"

คนไข้ชักปอดลอย

"การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนตับจะทำให้กันเท่งทึงระหว่างผ่าตัดได้ไหมหมอ"

"อ๋อ ไม่มีปัญหาอะไร ผ่าตัดใหญ่ทุกรายคนไข้มีหวังรอดตาย ๕๐ เปอร์เซนต์และตาย ๕๐ เปอร์เซนต์ บางทีทำผ่าตัดเรียบร้อยต่อมาหมอลืมตะไกร หรือคีมจับเส้นโลหิตคนไข้ก็มี คนไข้ก็เลยตายเพราะความสะเพร่าของหมอ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"หมอน่าจะรอบคอบไม่น่าจะสะเพร่าถึงอย่างนั้น"

"แต่หมอไม่ใช่เทวดานะโว้ย หมอก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง บางวันก็ทำงานได้ดี บางวันหงุดหงิดก็ทำงานบกพร่องหลงๆ ลืมๆ เป็นต้นว่าทะเลาะกับเมียหรือแม่ยายมาจากบ้าน"

เสี่ยหงวนมองดู ดร.ดิเรกอย่างเกรงใจ

"หมอ อ้า-อย่าผ่าตับเปลี่ยนตับให้กันเลยวะ ขอให้แกรักษาทางยาเถอะ"

"รักษาทางยา...."

"เออ กันรับรองว่ากันจะจิตใจเข้มแข็ง ยอมทนทุกข์ทรมานเมื่อถึงเวลากินเหล้าหรือเมือรู้สึกอยากเหล้า"

นายพลดิเรกนิ่งคิดสักครู่

"ออไร๋ ยูรับรองได้เช่นนี้กันจะรักษายูด้วยยาฉีดและกินยาต่อไป อย่างช้าครึ่งเดือนยูก็หาย กันไม่อยากจะผ่าตัดเปลี่ยนตับให้แกเหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่และเสี่ยงภัยมาก สมมุติว่าแกเท่งทึงไปด็อกเต้อรดิเรกหมอชั้นยอดก็จะเสียชื่อ โอ.เค. กันจะช่วยแกด้วยยาของกัน แกจำไว้ว่าแกขโมยเหล้ากินอีกไม่ได้เป็นอันขาด"

"ไม่ละหมอ กันสาบานให้ก็ได้ แต่ว่า...วันนี้ขออีกสักสองเป๊กได้ไหม"

"ไม่ได้" ดร.ดิเรกตวาดแว็ด "นอนลง กันจะตรวจร่างกายและฉีดยาให้แก"

กิมหงวนเอนตัวลงนอนแล้วหัวเราะหึๆ

"เอาเหล้าฉีดแทนยาไม่ได้หรือหมอ ฉีดเข้าไปในปาก"

ดร.ดิเรกจุ๊ปาก

"ประเดี๋ยวฉันแกล้งฉีดยาแรงๆ เข้าเส้นแกทีเดียวแกก็เท่งทึงเท่านั้น อย่าให้กันรำคาญใจหน่อยเลยวะในเมื่อแกตกลงให้กันเป็นหมอรักษาแก หรือแกไม่ชอบใจแกจะเปลี่ยนหมอใหม่ก็ได้นะ"

อาเสี่ยยิ้มให้

"หมอที่ไหนวะจะเก่งกว่าแกมองไม่เห็น หมอชั้นดีที่ออก ทีวี. บ่อยๆ ก็มีสองสามคนเท่านั้น แต่กันไม่เชื่อมือใครนอกจากแก คนถูกรถไฟทับคอขาดแกยังต่อได้ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ได้ เด็กหนุ่มข้างบ้านเราเป็น อหิวาต์นัยน์ตาโบ๋แกฉีดยาให้เข็มเดียวลุกขึ้นเต้นทวิตส์ได้เลย"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

เขาดึงสายยางสำหรับตรวจการเต้นของหัวใจออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา แล้วสวมศีรษะยัดปลายทั้งสองข้างเข้าไปในหู หยิบตอนปลายของมันอีกทางหนึ่งจี้หน้าอกนิกร

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ ปล่อยให้ดิเรกตรวจหัวใจของเขา

"หัวใจของแกเป็นปรกติแล้ว แต่ตับของแกยังแข็งอยู่"

นิกรหัวเราะหึๆ

"คนละคนโว้ยหมอ อ้ายหงวนอยู่นั่น กันไม่ได้เป็นอะไรมาตรวจให้กันทำไม"

ดร.ดิเรก ยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษที เผลอไปว่ะ วันนี้งานยุ่งตลอดวันอดคิดโน่นคิดนี่ไม่ได้"

พูดจบเขาก็เลื่อนตัวจากเก้าอี้มานั่งบนเตียงคนไข้ แล้วเริ่มตรวจหัวใจและชีพจรของเสี่ยหงวนอย่างตั้งอกตั้งใจ อาเสี่ยได้รับการฉีดยารักษาตับโดยเฉพาะอีกเข็มหนึ่ง

โรคตับแข็งและพิษสุราเรื้อรังทำความทุกข์ทรมานให้แก่ พ.อ. กิมหงวนอย่างแสนสาหัส ตลอดเวลา ๓ วันที่ผ่านมา อาเสี่ยนอนซมอยู่บนเตียงในฐานะคนไข้ของ ดร.ดิเรก เขาอยากดื่มสุราเป็นพักๆ แต่อาเสี่ยก็พยายามอดทนต่อสู้กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพราะต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป อย่างไรก็ตามพอตกเย็นหลังจาก ๑๖.๐๐ น. ล่วงแล้วเสี่ยหงวนเคยกินเหล้าเป็นประจำแต่ไหนแต่ไรมา พยาธิเหล้าจึงก่อกวน ความไม่สงบสุขทำให้กิมหงวน คลื่นเหียน โอ้กอ้ากอาเจียนอยู่จนค่ำถึงกับหมดเรี่ยวแรงนอนหอบแฮ่กๆ

ดร.ดิเรก ขอร้องให้นวลละออไปนอนกับคุณหญิงวาดชั่วคราว ในตอนกลางวันนวลละออกับเพื่อนๆ ของหล่อนได้ผลัดเปลี่ยนกันพยาบาลกิมหงวน โดยเฉพาะประภาเหน็ดเหนื่อยมากแต่หล่อนก็เต็มใจช่วยเหลืออาเสี่ย ซึ่งเปรียบเหมือนกับญาติสนิทของหล่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด และ พล, นิกร ขึ้นมาเยี่ยมเสี่ยหงวนวันละหลายครั้ง ของเยี่ยมเกลื่อนกลาดเต็มโต๊ะ นับตั้งแต่กระเช้าดอกไม้สด บิสกิต, เครื่องกระป๋อง, เครื่องดื่มชั้นดี, นม, เนย, ขนมปัง, ไข่ไก่ นิกรมีของเยี่ยมแหวกแนวกว่าเพื่อน เป็นต้นว่ากล้วยแขกมันทอด, ขนมครก, ขนมสอดไส้, ปาท่องโก๋ทั้งชนิดแฝดและกลม, ขนมปลากริมไข่เต่า ส่วนผลไม้ก็มีแตงโมผลใหญ่ๆ

ในตอนกลางคืน ศาสตราจารย์ดิเรกและคนใช้อีก ๒ คนผัดเปลี่ยนกันเฝ้าพยาบาลเสี่ยหงวนคนละ ๔ ชั่วโมง เวรแรกคือเจ้าแห้วอยู่เวรตั้งแต่ ๑๘.๐๐ ถึง ๒๓.๐๐ น. นายพลดิเรกมาเยี่ยมคนไข้ของเขาคืนละสองสามครั้ง ให้ความเอาใจใส่ต่อกิมหงวนเป็นอย่างดี

เย็นวันนั้น นายแพทย์หนุ่มได้มาเยี่ยมกิมหงวนในเวลาก่อน ๑๘.๐๐ น. เล็กน้อย โดยมีพล, นิกร, และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามมาด้วย ซึ่งเวลาที่กล่าวนี้ประไพนั่งเฝ้าพยาบาลคนไข้อยู่ตามลำพัง อาเสี่ยนอนดิ้นทุรนทุรายเพราะอยากดื่มเหล้า เขาร้องโอ้กอ้ากมา ๒ ชั่วโมงแล้ว อาการเช่นนี้ก็คืออาการลงแดงของผู้ที่เสพติดนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นฝิ่น, เฮโรอีน, กัญชาหรือเหล้าก็ตามพอแลเห็นสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประไพก็ถอนหายใจโล่งอกหล่อนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า

"ไพจะเป็นบ้าแล้วละค่ะ เห็นจะต้องออกไปพักผ่อนเสียที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ลูกสาวคนเล็กของท่าน

"อ้ายหงวนอาละวาดหรือ"

"ค่ะ คุณพ่อดูซิคะ ฉีกผ้าห่มหมอนข้างอะไรต่อมิอะไรไปเกลื่อนห้อง ขอเหล้าไพกินไพเฉยๆ ก็ว่าไพอย่างรุนแรง"

นิกรตบหลังเมียรักของเขา

"อย่าไปถือสามันเลยที่รัก อ้ายหงวนมันกำลังลงแดงก็เหมือนกับคนบ้านั่นแหละ"

อาเสี่ยร้องตะโกนลั่น

"กูไม่บ้าโว้ย แต่กูอยากกินเหล้า"

ดร.ดิเรกบุ้ยใบ้ให้ประไพออกไปจากห้อง เขาเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมริมหน้าต่างหยิบกระเป๋าล่วมยาของเขา หิ้วเดินมาที่เตียงคนไข้ วางกระเป๋าลงบนโต๊ะข้างเตียงแล้วทรุดตัวนั่งลงบนเตียงนั้น พล, นิกร, กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งรวมกันบนโซพาริมผนังตึก

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้คนไข้ของเขา

"แกต้องอดทนอ้ายเสี่ย ทนอีกสัก ๕ วันแกจะเลิกลงแดงหรือเลิกโอ้กอ้ากไปเอง อาการป่วยของแกเริ่มดีขึ้นแล้วยาฉีดของกันช่วยรักษาตับของแกให้เป็นปรกติ"

เสี่ยหงวนร้องไห้โฮ

"แต่กันอยากกินเหล้า โอย...พลโว้ย หาเหล้ามาให้กันกินสักก๊งเถอะวะ"

พ.อ.พลมองดูเพื่อนเกลอของเขาด้วยความสงสาร

"แกกินไม่ได้อย่างเด็ดขาด แกต้องเอาชนะใจตัวเองซีวะ ไม่เคยมีใครตายเพราะไม่ได้กินเหล้า มีแต่ตายเพราะกินเหล้าทั้งนั้น ชีวิตแกไม่รักหรืออย่างไร พวกเราตอนนี้ก็หยุดกินเหล้ากันแล้ว เพราะกลัวจะเป็นโรคตับแข็งเหมือนอย่างแก"

อาเสี่ยสะอื้นอิ๊ดๆ น่าสงสาร เขาเปลี่ยนสายตาไปทีใบหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกิมหงวนก็ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอเหล้าผมกินสักแก้วไม่ได้หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากแบะน้ำตาไหลคลอ เพราะความสงสารกิมหงวน ท่านยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"อาให้แกกินก็เท่ากับว่าอาฆ่าแกเท่านั้น อาสงสารแกมากแต่ก็ช่วยอะไรแกไม่ได้ ดิเรกห้ามไม่ให้แกกินเหล้าแกก็ต้องเชื่อเขา ไม่เชื่อหมอแกจะไปเชื่อหมาที่ไหนเล่า"

ดร.ดิเรกลอบค้อนพ่อตาของเขาแล้วตรวจดูชีพจรคนไข้สักครู่ก็ปล่อยมือออก

"แกคงอ่อนเพลียมากใช่ไหม"

เสี่ยพยักหน้า

"กันหมดแรงแล้ว อ้วกตั้งแต่บ่างสี่โมง โอย...ถ้ากันได้ดื่มวิสกี้สักขวดกันคงจะกระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้นมากที่เดียว"

"ออไร แต่แล้วยูก็เท่งทึง" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ "เชื่อไอเถอะวะ ที่ไอห้ามไม่ให้ยูกินเหล้าก็เพราะไอเห็นแก่ชีวิตยูนั่นเอง"

อาเสี่ยค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

"แต่มันทรมานเหลือเกินหมอ"

"ใช่ คนไข้ทุกคนล้วนแต่ได้รับความทุกข์ทรมานทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ดิเรกมันพูดถูกแล้ว คนที่มีความสุขคือคนที่มีร่างกายแข็งแรง และอนามัยดีเหมือนอย่างที่พระท่านว่า.... อโรคยา ปรมา ลาภา"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ถูกแล้วครับ อโรคยา ปรมาลาภา.... ความไม่มีโรคย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ ซึ่งคล้ายกับบาลีอีกบทหนึ่งที่กล่าวว่า..สูคานิกะธรรมโอชะ"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"แปลว่า อะไรวะ"

"ก็แปลว่า สาคูน้ำกะทิกินอร่อยน่ะซีครับ สาคูนิกะรรมก็คือสาคูน้ำกระทิ โอชะก็คืออร่อยแปลตรงตัวอยู่แล้ว"

"บาลีเรอะ...."

"ผมก็ว่ายังงั้นแหละครับ แต่ใช่หรือไม่ใช่ผมไม่ทราบ"

ดร.ดิเรกหยิบกระเป๋าล่วมยาบนโต๊ะมาวางบนเตียงแล้วเปิดมันออก หยิบกล่องนิคเกิลสี่เหลี่ยมยาวออกมา ในกล่องคือเข็มและหลอดฉีดยาที่ทำความสะอาดไว้เรียบร้อยห่อผ้าก็อชไว้ ต่อจากนั้นเขาก็หยิบสายยางสั้นๆ ออกมาเส้นหนึ่งและกล่องบรรจุยาฉีดของเขา ซึ่งเป็นยารักษาตับซ่อมแซมตับโดยเฉพาะ

ไม่ถึง ๕ นาทีเขาก็ฉีดยาให้กิมหงวนเรียบร้อย มีพลเป็นผู้ช่วยเหลือใช้สายยางรัดท้องแขนให้ เพื่อให้ ดร.ดิเรกมองเห็นเส้นโลหิต ขณะที่แพทย์หนุ่มเก็บข้าวของลงกระเป๋าล่วมยา เจ้าแห้วก็พาตัวเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง พลกล่าวถามเจ้าแห้วเบาๆ

"มาทำไมวะ"

"รับประทานมาอยู่เวรเฝ้าอาเสี่ยยังไงล่ะครับ ย่ำค่ำถึงสี่ทุ่มรับประทานเวรของผม"

พ.อ.พลพยักหน้าและยิ้มให้

"ดีมาก แกรักษาหน้าที่ของแกดีโว้ย เอาใจใส่พยาบาลอ้ายหงวนหน่อยนะ เดือนหนึ่งๆ แกได้ทิปจากอ้ายหงวนร่วมพันบาท ถ้าอ้ายหงวนตายแกจะขาดรายได้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอาเสี่ยของผมยังไม่ลงโกศง่ายๆ หรอกครับ"

คนไข้ลืมตาโพลง

"โกศเชียวเรอะอ้ายแห้ว ขนาดโลงไม้สักมีหีบทองครอบก็โก้ถมไปแล้ว โกศน่ะต้องเจ้านายหรือเจ้าพระยาโว้ย"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานเราจ้างเขาต่อได้นี่ครับ รับประทานเมื่อตอนบ่ายผมลองแวะร้านทำโลงผีพูดไต่ถามราคาดูแล้ว รับประทานเถ้าแก่ร้านโลงผีเขาบอกว่า ถ้าทำเป็นโกศเขาคิด ๔,๐๐๐ บาทเท่านั้น อ้า-ผมบอกเขาว่าอีกสองสามวันผมจะไปตกลงกับเขาอย่างแน่นอน"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"อ้ายแห้ว นี่แกมั่นใจว่าฉันจะตายยังงั้นหรือ"

"มิได้ครับ รับประทานผมไปจ้างเขาทำโกศไว้ก็เพื่อความไม่ประมาท ถ้าอาเสี่ยตายรับประทานก็มีโกศใส่ ถ้าไม่ตายรับประทานก็ขายคืนร้านทำโลงผีไป ขาดทุนสัก ๕๐๐ ก็ไม่เป็นไรเพื่อความกตัญญูกตเวทีต่ออาเสี่ยผมยอมควักกระเป๋าครับ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้องนอนของกิมหงวน ขณะนี้อาการลงแดงได้เกิดขึ้นแก่อาเสี่ยอีกแล้ว มหาเศรษฐีหนุ่มล้มตัวลงนอนแล้วดิ้นรนทุรนทุรายส่งเสียงร้องโอ้กอ้ากอีก ดร.ดิเรกคว้ากระเป๋าล่วมยาลุกขึ้นหันไปพยักพเยิดกับเพื่อนเกลอทั้งสองและพ่อตาของเขา พล, นิกร และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นจากโซฟาพร้อมๆ กัน แล้วพากันเดินตามนายแพทย์หนุ่มออกไปจากห้องนอนของคนไข้ โดยไม่มีใครสนใจกับกิมหงวนซึ่งกำลังนอนดิ้นรนร้องโอ้กอ้าก

เจ้าแห้วเริ่มต้นทำหน้าที่เป็นบุรุษพยาบาล เขาเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงนอน แล้วมองดูเสี่ยหงวนอย่างเศร้าใจ

"อ้ายแห้ว....โอย....ข้าตายแน่ พยาธิเหล้าในท้องมันขึ้นมาไต่อยู่ที่คอหอย เอาตีนเกาคอหอยข้ายิกๆ ช่วยข้าหน่อยซีโว้ย ข้าหิวเหล้า"

"ว้า" เจ้าแห้งคราง "รับประทานมีแต่เขาร้องหิวข้าวนี่อาเสี่ยร้องหิวเหล้าไม่ได้ความเลย"

กิมหงวนทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"เดี๋ยวถีบตกเก้าอี้ มึงอย่ามาพูดยั่วกูนะจะบอกให้"

แล้วกิมหงวนก็ผลุนผลันลูกขึ้นนั่งทำคอขย้อนส่งเสียงโอ้กอ้ากลั่นห้อง เมื่อเจ้าแห้วรินน้ำใส่แก้วส่งให้อาเสี่ยก็ปัดมือเจ้าแห้วแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"คนอย่างกูกินน้ำมีอย่างหรือวะ กูต้องการเหล้าโว้ย ไม่ใช่น้ำ"

"รับประทานผมจะไปเอาเหล้าที่ไหนให้อาเสี่ยล่ะครับ"

เจ้าแห้วพูดเสียงหัวเราะ

"ก็เหล้าตราขาวของกูตั้งสองสามลังมึงขนเอาไปข้างล่างอยู่ที่ไหนล่ะ ลงไปเอามากินสักขวดซี"

"ไม่ได้หรอกครับ รับประทานคุณหมอกระทึบผมแบนแน่ คุณพลก็ต้องเตะผม แล้วยังคุณหญิงอีก"

เสี่ยหงวนร้องโอ้กอ้ากต่อไป ใบหน้าหน้าก่ำ เขาอ้วกติดต่อกันจนแทบจะขาดใจตายแต่ก็ไม่มีอะไรออกมาจากท้อง เกือบ 10 นาทีอาการลงแดงก็สิ้นสุดไปเอง แต่ความอยากกินเหล้ายังมีออยู่ เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องน้ำ สักครู่ก็นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆ มาให้เสียงหงวน

"รับประทานเช็ดหน้าเสียหน่อยนะครับอาเสี่ย หูตาจะได้สว่างขึ้นรับ ประทานล่อซิกาแร็ดผสมกัญหาสักมวนดีไหมครับ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ฉันไม่ใช่คอกัญชาอย่างแก" พูดจบเขาก็มองไปทางประตูห้องแล้วกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วว่า "เอ็งอยากได้เงินใช้ไหมวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานเรื่องเงินไม่มีใครรังเกียจหรอกครับ"

กิมหงวนถอนหายใจหนักๆ

"ไปหาเหล้ามาขายข้าอ้ายแห้ว ข้าให้เป็กละพันบาท"

"ฮ้า" เจ้าแห้วร้องลั่น "อาเสี่ยพูดเล่นหรือพูดจริงครับนี่"

"พูดจริงซีวะ จ่ายสดทันที"

"อาเสี่ยอย่าล้อเล่นน่า แฮ่ะ แฮ่ะ เป็กละพันบาทรับประทานผมก็ตั้งตัวได้น่ะซีครับ"

"ถูกละ เพราะแกต้องเสี่ยงภัยฉันถึงให้ราคาแพง" พูดจบอาเสี่ยก็เปิดตู้เล็กๆ ที่หัวเตียงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมาชูอวดเจ้าแห้ว "แกเห็นไหมนี่เงินสดหมื่นบาท แกพยายามหาเหล้ามาขายฉันฉันจะให้ราคาเป็กละพันบาท"

ใบหน้าของเจ้าแห้วสดชื่นตื่นเต้น แววตาแจ่มใสผิดปรกติ

"เป็กละพันบาท "

"เออ หรือขวดละสองหมื่นบาท แกไปเอามาทั้งขวดดีกว่า"

เจ้าแห้วยิ้มละไม แต่แล้วก็หยุดยิ้มทันทีทันควัน

"รับประทานทั้งขวดเห็นจะไม่ไหวแน่ครับ เจ้านายเดินกันยั้วเยี้ย เอาใส่กระเป๋ากางเกงมาก็ไม่ได้เพราะมองเห็นถนัด"

"ถ้าอย่างงั้นเอาเป็นเป็กซีวะ"

เจ้าแห้วผิวปากเบาๆ สมองของเขาต้องใช้ความคิดอย่างหนัก ในระหว่างความร่ำรวยกับความพินาศ หากเขานำเหล้ามาขายอาเสี่ยได้เขาจะมีเงินใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพียงวันละ ๒ เป็กเท่านั้น แต่ถ้าพลาดพลั้งถูกจับได้เขาก็จะถูกซ้อมสะบักสะบอมและกลายเป็นคนจรหมอนหมิ่น ไม่มีงานทำไม่มีที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตามเจ้าแห้ว หาคิดไม่ว่าเหล้าจะทำลายชีวิตอาเสี่ย

เจ้าแห้วกระซิบกับอาเสี่ยเบาๆ ส่วนนัยน์ตามองไปที่ประตูและหน้าต่างห้องนอน

"รับประทานผมสงสารและเห็นใจอาเสี่ยมากครับ ที่กำลังลงแดงเพราะอยากกินเหล้า อ้า-ตกลงครับ ผมจะลงไปเอาอาหารมาให้อาเสี่ย เพราะอาหารที่โรงครัวสำหรับอาเสี่ยเขาคงทำเสร็จแล้ว และนี่ก็ย่ำค่ำกว่าแล้วอาเสี่ยคงรับประทานได้แล้ว"

เสี่ยหงวนมีท่าทีกระปี้ กระเปร่า ขึ้นทันทีเมื่อรู้ตัวว่ามีหวังจะได้กินเหล้า

"แล้วแกจะไปเอาเหล้าที่ไหนมาให้ฉัน ขโมยในห้องกินข้าวหรือ"

"โอ๊ย รับประทานขืนขโมยเหล้าบนตึกนี่รับประทานก็ถูกจับได้เท่านั้น ขวดวิสกี้เปล่าๆ ที่ห้องผมมีอยู่เกือบ ๒๐ ขวดครับ ทุกขวดมีเหล้าเหลือติดก้นขวดไม่น้อยกว่าหนึ่งเป็ก รับประทานจะถ่ายใส่ขวดเล็กๆ เอามาขายให้อาเสี่ยวันละสองเป็กดีไหมครับ"

"ดีมากอ้ายแห้ว เร็ว-รีบไปเอามาเถอะ เป็กละพันบาทน่ะแพงยิ่งกว่าทองอีกนะโว้ย ไม่มีเหล้าที่ไหนในโลกที่จะมีผู้ขอซื้อเป็กละพันนอกจากฉันคนเดียว โอ๊ย-อ้วกอีกแล้วกู"

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องโถง อาเสี่ยร้องโอ้กอ้ากเสียงลั่นห้อง ในนาทีนั้นเองคุณหญิงวาดก็เดินเข้ามาในห้องด้วยความห่วงใยกิมหงวน ซึ่งเปรียบเหมือนกับหลานชายของท่าน

"เป็นยังไงบ้างพ่อหงวนเอ๊ย โถ-กำลังลงแดงทีเดียว"

อาเสี่ยกำลังหงุดหงิดใจก็โบกมือไล่

"โปรดอย่ายุ่งกับผม....อั๊วะ....อ๊วก....ขอให้ผมอยู่ตามลำพังเถอะครับ....อ๊วก...อั๊วะ...โอ๊ะ"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะช้าๆ

"อนิจจังทุกขัง ทรมานเหลือเกิน ยังงี้ตายเสียก็ดีจะได้พ้นกรรม พ่อหงวนเอ๊ย นึกถึงคุณพระคุณเจ้าบ้างซี"

อาเสี่ยน้ำตาไหลพราก

"ยิ่งนึกยิ่งอ้วกครับ แต่ถ้านึกถึงเหล้าค่อยยังชั่ว เรื่องนี้พระช่วยผมไม่ได้หรอกครับคุณอา เพราะพระท่านไม่กินเหล้า อั๊วะ....อ๊าก...."

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"แกร้องโอ๊กอ๊ากอย่างนี้ไม่เห็นมีอะไรออกมาเลย อาได้ยินแล้วก็พาลอ้วกบ้างไปละโว้ย" แล้วท่านก็หมุนตัวกลับรีบเดินออกไปจากห้องนอนของอาเสี่ย

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เสี่ยหงวนนั่งหายใจถี่เร็วเหมือนกับคนเหนื่อยหอบอยู่บนเตียงนอน เขารอคอยเจ้าแห้วด้วยความหวัง อาเสี่ยมองดูนาฬิกาปลุกบนโต๊ะข้างเตียงนอนตลอดเวลา เขารู้สึกว่าเข็มนาฬิกาเคลื่อนไปอย่างล่าช้าเหลือเกิน แม้กระทั่งเข็มวินาทีก็เดินช้า

พอเริ่มชิงพลบเจ้าแห้วก็ถือถาดไม้ใบหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง ในถาดมีอาหารของกิมหงวนซึ่งแม่ครัวทำให้เป็นพิเศษซุปไก่ ซี่โครงหมูอบ มักกะโรนีผัดกุ้ง ขนมปังเนยสด เครื่องร้อนหนึ่งแก้ว ส่วนของหวานมีมะพร้าวสังขยาหนึ่งผล

อาเสี่ยใจเต้นระทึกลืมตาโพลง เผลอตัวร้องถามดังๆ

"ได้ไหม อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยกนิ้วชี้มือซ้ายแตะริมฝีปาก

"อย่าเอ็ดไปครับ คุณผู้หญิงคุยกันอยู่ห้องข้างๆ " เจ้าแห้วพูดแผ่วเบา "รับประทานได้มาสามเป็กครับ"

"เออ ดีโว้ย ไชโย้ โลกนี้เป็นของกูแล้ว"

เจ้าแห้วยืนตะลึง

"เอาๆ รับประทานอาเสี่ยแหกปากเสียงลั่นบ้านประเดี๋ยวผมก็บัลลัยเท่านั้นเอง รับประทานเรื่องนี้มันคอขาดบาดตายสำหรับผมนะครับ แล้วกัน....ผมไม่อยากให้อาเสี่ยเสียแล้ว"

กิมหงวนยกฝ่ามือข้างขวาตบแก้มขวาตัวเองเสียงดังฉาด แล้วกระซิบกับเจ้าแห้ว

"ขอโทษทีวะ อารามดีใจเลยแหกปากร้องเอะอะขึ้นมา วางถาดลงเถอะเรื่องข้าวไม่สำคัญเหล้าสำคัญกว่า"

เจ้าแห้วหายใจไม่ทั่วท้องเลย เขาวางถาดไม้ลงบนโต๊ะแล้วหยิบของในถาดออกทีละสิ่ง เสร็จแล้วก็ถือถาดเปล่านำไปไว้บนโต๊ะข้างประตู ค่อยๆ โผล่หน้าออกไปมองดูที่เฉลียงหลังตึก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบขวดยาขวดหนึ่งออกมา ภายในขวดยาบรรจุวิสกี้ตราขาวประมาณ ๓ เป๊ก เต็มขวดพอดี

อาเสี่ยตัวสั่นงันงกน้ำลายไหลสอ

"เร็ว ส่งมาให้ข้าอ้ายแห้ว โอ้โฮ ยังงี้ฉันไม่รักแกฉันจะไปรักหมาที่ไหน"

เจ้าแห้วเอื้อมมือเปิดสวิทซ์ไฟช่อกลางเพดานห้อง แสงไฟฟ้าขับไล่ความมืดขมุกขมัวให้สิ้นไป แล้วเจ้าแห้วก็เดินเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"รับประทานสามเป๊กสามพันนะครับ"

อาเสี่ยรีบหยิบธนบัตร ใบละร้อยบาทปึกนั้น ออกมาจากช่องตู้เล็กบนหัวเตียงแล้วรีบนับให้เจ้าแห้วรวม ๓๐ ฉบับ เขาส่งเงิน ๓,๐๐๐ บาท ให้เจ้าแห้วโดยดีแล้วโยนเงินที่เหลือเข้าไปในตู้หัวเตียง เจ้าแห้วส่งขวดเหล้าให้แบบยื่นหมูยื่นแมว แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปดูต้นทางที่ประตู

กิมหงวนเปิดจุกขวดออกยกขวดขึ้นดื่มอั้กๆ เหมือนกับคนเดินทางในทะเลทรายที่กระหายน้ำและได้พบน้ำ เป็นการดื่มรวดเดียวหมดขวด เสร็จแล้วอาเสี่ยก็ยกหลังมือซ้ายขึ้นเช็ดปาก เจ้าแห้วเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงนอนด้วยความภาคภูมิใจที่เขามีเงินติดกระเป๋าตั้ง ๓,๐๐๐ บาท ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เขาจะไถ่สายสร้อยที่จำนำไว้ตั้งแต่กลางเดือนที่แล้วมา

"รับประทานเป็นยังไงบ้างครับ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"พอเหล้าตกถึงท้อง กันก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ว่ะ" พูดจบก็ส่งขวดเปล่าให้เจ้าแห้ว "ซื้ออีกสักสามเป๊กเถอะวะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"ไม่-ไม่รับประทานละครับ คุณพล, คุณนิกร, คุณหมอ และเจ้าคุณนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถง ตอนที่ผมเดินผ่านมาพวกเจ้านายมองดูผมเป็นตาเดียว เหมือนกับกลัวว่าผมจะซุกเหล้ามาให้อาเสี่ย แต่ผมทำหน้าตายแบกถาดเดินขึ้นบันไดมาเลยไม่มีใครตรวจค้นตัวผม รับประทานถ้าถูกค้นรับประทานผมถูกกระทืบแบนแล้ว"

เจ้าแห้วรีบเก็บขวดยาไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิมเพราะกลัวใครจะมาเห็นเข้า แล้วเจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบกล่องยาอมชนิดหนึ่งออกมายื่นให้กิมหงวน

"รับประทานอมยาเสียหน่อยครับจะได้ดับกลิ่นเหล้า ยาอมของผมรับประทานดับกลิ่นเหล้าได้วิเศษมาก เอาซีครับ"

คราวนี้เสี่ยหงวนกลายเป็นเด็กว่าง่ายสำหรับเจ้าแห้ว เขาหยิบยาอมเม็ดสี่เหลี่ยมแบนๆ สามสี่เม็ดใส่ปากแล้วมองดูอาหารบนโต๊ะสำหรับเขา

"ไม่ได้ความโว้ย ฉันไม่รู้สึกหิวโหยอะไรเลย เบื่ออาหารที่สุดอยากจะยัดแต่เหล้าอย่างเดียวเท่านั้น"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานแข็งใจรับประทานเสียนิดหน่อยซีครับ ไม่มีอาหารอยู่ในท้องเกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นรับประทานอาเสี่ยก็เท่งทึงเท่านั้น"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"ฉันอยากตายเหมือนกันถ้าหากว่าเมียฉันและเพื่อนๆ สัญญาว่าจะซื้อเหล้าใส่บาตรไปให้ฉันวันละขวด"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วอุทาน "แล้วพระท่านจะฉันได้หรือครับ"

"ก็เลือกใส่บาตรพระที่กินเหล้าเป็นซีวะ"

"ว้า รับประทานพระท่านกินเหล้าไม่ได้นะครับ ศีลขาดเป็นอาบัติ"

เสี่ยหงวนแลบลิ้นเลียริมฝีปาก

"พยายามเสี่ยงภัยลงไปเอาเหล้ามาขายกันอีกสักสองสามเป๊กเถอะวะ เท่าที่กินเข้าไปเมื่อกี้นี้มันไม่รู้สึกอะไรหรอก"

"ไม่ไหวครับ พลาดพลั้งผมก็เจ็บตัวและถูกไล่ออกไปจากบ้านนี้ แต่ว่า รับประทานวันละสามเป๊กผมพอจะซุกซ่อนมาขายอาเสี่ยได้"

"แหม-วันละสามเป๊กก็แย่หน่อย แต่ก็ยังดีกว่าลงแดงร้องโอ้กอ้ากไม่ได้กินเลย เฮ้อ-แย่โว้ยกู ฉันคิดถูกแล้ว ฉันยอมตายดีกว่าที่ฉันจะยอมอดเหล้า จำไว้ว่าแกจะต้องซ่อนเหล้ามาขายฉันวันละสามเป๊ก แต่ต้องให้ฉันได้กินตอนบ่ายสี่โมงเพราะตอนนั้นพยาธิเหล้ามันรบกวนมาก"

"ครับ รับประทานผมจะพยายามเอาขึ้นมาให้อาเสี่ยตามเวลานี้"

"ดีมาก ถ้าฉันรู้ตัวว่าฉันเท่งทึงจริงๆ ฉันจะทำพินัยกรรมแบ่งสมบัติให้แกบ้าง"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ประหลกๆ

"ขอบพระคุณครับ"

พูดจบเจ้าแห้วก็ลุกขึ้น จัดแจงเก็บกวาดข้าวของที่เกลื่อนกลาดไปทั่วห้อง เพราะอาเสี่ยอยากกินเหล้าอาละวาดขว้างปาฉีกผ้าห่มนอน

นาฬิกาปลุกบนโต๊ะเครื่องแป้งบอกเวลา ๑๙.๐๐ น. ตรง เหล้า ๓ เป๊กทำให้เสี่ยหงวนสดชื่นแข็งแรงผิดปรกติ เขาลุกขึ้นเดินไปอาบน้ำเหมือนกับว่าเขาไม่ได้ป่วยเป็นอะไรเลยแล้วก็แต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้านสวมกางเกงแพรสีเขียวลายหนุมานกำลังปล้ำนางเบญจกาย สวมเสื้อป่านคอกลมกว้างสีขาวมิหน่ำซ้ำประแป้งหน้าลายพร้อย เขานั่งสูบบุหรี่คุยกับเจ้าแห้วอยู่บนเตียงนอนท่าทางสบายใจและบอกตัวเองว่า เหล้าวันละ ๓ เป๊กอาจจะช่วยให้เขามีอายุยืนยาวต่อไปโดยไม่ต้องให้ ดร.ดิเรกช่วยรักษาให้เขา

มีเสียงใครต่อใครพูดคุยกันที่หน้าห้องทำให้เจ้าแห้วลุกขึ้นยืนทันที นายพลดิเรกเดินนำหน้าพาพล, นิกรเข้ามาในห้อง นายแพทย์หนุ่มอยากจะดูอาการของกิมหงวนอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะถึงเวลารับประทานอาหารค่ำคือ ๑๙.๓๐ น.

ทุกคนแปลกใจไปตามกันเมื่อนแลเเห็นอาเสี่ยสดชื่นแจ่มใสเป็นคนละคนถึงกับอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ นิกรกล่าวกับ ดร.ดิเรกทันที

"แกแน่โว้ยหมอ อ้ายหงวนค่อยยังชั่วมากแล้วนี่หว่า เมื่อตอนย่ำค่ำเรามาเยี่ยมมันยังโอ้กอ้ากลงแดงอย่างน่าสงสาร ยาฉีดของแกวิเศษจริงๆ "

นายพลดิเรกฝืนหัวเราะ เพราะเขาเป็นหมอเขาจึงรู้ดี ว่าอาการกระปรี้กระเปร่าของคนไข้เกิดขึ้นก็เพราะคนไข้ดื่มเหล้าเข้าไป และผู้ที่นำเหล้ามาให้เสี่ยหงวนดื่ม จะคนอื่นไม่ได้นอกจากเจ้าแห้ว ซึ่งเจ้าแห้วจะต้องรับสินจ้างอย่างงาม อำนาจเงินทำให้เจ้าแห้วยอมทำความผิด อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ดิเรก ทำเป็นโง่ไม่รู้เท่าทันเจ้าแห้ว และเสี่ยหงวนเขามองดูอาหารเย็นของคนไข้ที่วางอยู่บนโต๊ะ โดยไม่มีอะไรบกพร่องแล้วถามเจ้าแห้วว่า

"ทำไมไม่ให้อ้ายหงวนกินข้าว"

"รับประทานอาเสี่ยบอกว่าไม่หิวนี่ครับ"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับเจ้าแห้วต่อไป

"แกลงไปกินข้าวที่โรงครัวเถอะ ฉันกับเพื่อนๆ จะอยู่เฝ้าไข้แทนแกเอง แต่แกจะต้องขึ้นมาก่อนเวลากินข้าวของพวกเรา เวลาครึ่งชั่วโมงคงพอแล้วสำหรับกินข้าวและพักผ่อน"

"ครับ รับประทานผมลงไปรับประทานข้าวอย่างช้า ๑๕ นาทีเท่านั้น"

อาเสี่ยทำกิริยาบุ้ยใบ้ชูนิ้วมือขึ้น ๓ นิ้วเป็นสัญญาให้เจ้าแห้วซ่อนเหล้ามาขายเขาอีก ๓ เป๊ก นิกรแลเห็นเข้าก็กล่าวถามอาเสี่ยทันที

"แกชูมือทำไมวะอ้ายหงวน"

คนไข้ยิ้มแห้งๆ

"เปล่า นิ้วมันเหยียดไม่ใครออก นั่งซีโว้ย ขอบใจมากที่มาเยี่ยมกัน กันสบายขึ้นแล้ว"

พล กับ นิกรต่างทรุดลงนั่งบนโซฟา นายพลดิเรกตรงเข้ามานั่งบนเตียงคนไข้ แล้วเอื้อมมือขวาจับมือซ้ายของเสี่ยหงวนเพื่อตรวจดูชีพจร

"แกจะตรวจชีพจรหาตวักตะบวยอะไรวะ" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "แกเข้ามาหากันแกจะต้องตรวจชีพจรทุกที"

"ธรรมดาหมอก็ต้องการรู้ว่าชีพจรของคนไข้เป็นอย่างไร ตอนนี้รู้สึกว่าชีพจรของแกเต้นแรงผิดปรกติ เพราะร่างกายของแกได้รับแอลกอฮอล์ ทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นกินเข้าไปกี่แป๊กล่ะ"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"ปุ๊โธ่-อย่ามาซ้อมคางกันหน่อยเลยวะหมอ เอาพระมาตั้งให้กันสาบานเดี๋ยวนี้ยังได้กันไม่ได้กินเหล้าเลยแม้แต่หยดเลย ให้กันตายโหงตายห่า ตายไปอย่าพบพระพบเจ้า ให้ก้าวไปนี่ธรณีสูบ รากเลือดออกมาเป็น ปิ๊บๆ ให้ตายจากแกภายในสามวันเจ็ดวันซิเพื่อน แกเห็นอาการของกันดีขึ้นแกก็เลยทึกทักเอาว่ากันกินเหล้าเข้าไปยังงั้นละซี"

ดร. ดิเรกขบกรามกรอด

"แกสาบานพล่อยๆ ทั้งๆ ที่แกยัดเหล้าเข้าไปกันรู้ดีว่าอ้ายแห้วแอบเอาเหล้ามาให้แกกิน"

"เปล่าเลย ให้ดิ้นตาย ให้ชักแหง่กๆ นัยน์ตาเหล่น้ำลายไหลเหมือนหมาถูกยาเบื่อซิเอ้า กันไม่ได้กิน จริงๆ กันอยู่ในคำสั่งของแกเสมอ"

"โกหก แกต้องกินเหล้าอย่างไม่ต้องสงสัย ม่ายอาการของแกจะไม่ดีขึ้นอย่างนี้แต่แกไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้เช้าแกจะทรุดหนักทันทีเพราะเหล้าที่แกกินเข้าไป"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะแล้วมองดูหน้านิกร

"เฮะ ไม่ได้กินเหล้าเสียหน่อยหาเรื่องเฮะ"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าไปโกหกหมอมันเลยวะ หมอมันรู้ดีหว่าแกกินเหล้าหรือเปล่า"

"โธ่-ให้ฟ้าฝ่ารากเลือด ว้า....กันไม่เข้าใจเลยโว้ย ทำไมหมอถึงมั่นใจว่ากันยัดเหล้าเข้าไป อ้ายแห้วมันจะกล้าหาเหล้ามาให้กันกินเชียวหรือ"

นิกรว่า "เงินมันเป็นแก้วสารพัดนึกว่ะ ที่ไหนไม่สำเร็จหรือมีการขัดข้องเอาเงินทุ่มเข้าไปก็ได้ผลสมความมุ่งหมาย แกอาจจะติดสินบนให้อ้ายแห้วสักพันบาทเพื่อให้อ้ายแห้วแอบเอาเหล้ามาให้แกก็ได้"

พลยกมือชี้หน้าอาเสี่ยแล้วพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกต้องรักตัวรักชีวิตแกซีโว้ยอ้ายหงวน รู้หรือเปล่าถ้าแกอดเหล้าไม่ได้แกก็ต้องตาย"

ดร.ดิเรก หน้างอเหมือนม้าหมากรุก เขามองดูคนไข้ของเขาอย่างเดือดดาล

"อ้าปากซิ"

กิมหงวนอ้าปากกว้างจนเห็นลิ้นไก่และลูกกระเดือก ดร.ดิเรกยื่นหน้าเข้าไปดมปากเสี่ยหงวน แล้วทำหน้าเบ้ นิกรกล่าวถามด้วยเสียงหัวเราะ

"ได้กลิ่นอะไรบ้างหมอ"

"สามอย่าง กลิ่นยาอมชนิดหนึ่ง, กลิ่นเหล้า แล้วก็กลิ่นขี้ฟันอ้ายหงวน" พูดจบเขาก็หันมาคุกคามคนไข้ของเขา "รับสารภาพมาเดี่ยวนี้ว่าแกกินเหล้า"

"ปู้โธ่ ไม่ได้กิน แล้วกันโว้ย เหล้าที่แกได้กลิ่นนะมันตกค้างหมักหมมอยู่ในท้องกันนานมาแล้ว"

นายพลดิเรกเค้นหัวเราะ

"เมื่อแกไม่รับก็ดีแล้ว กันเสียใจที่จะบอกแกว่ากันขอถอนตัวเป็นหมอรักษาแกนับแต่นาทีนี้เป็นต้นไป"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"เอากันไปสาบานที่หน้าวัดพระแก้วเดี๋ยวนี้เอาไหมล่ะ แล้วก็เลยแวะกินเหล้าที่สนามว่าวป่านนี้ร้านคงยังไม่ปิดหรอก"

"ไม่ต้องไป" ดร. ดิเรกตวาดแว๊ด "ถึงแกจะปากแข็งและทนสาบานฉันก็รู้ว่าแกยัดเหล้าเข้าไปอย่างดีเกือบครึ่งแก้ว นัยน์ตาของแกมันก็บอกว่าแกกินเหล้า อย่าพยายามโกหกฉันเลยไม่มีประโยชน" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ผลุนผลันลุกขึ้นยืน หันมาหาเพื่อนเกลอทั้งสอง

"อย่าว่ากันใจดำเลยวะ กันไม่อาจจะรักษาอ้ายหงวนได้ต่อไป คนไข้ที่ไม่เชื่อฟังกันรักษาไม่ได้ สิ้นสุดกันทีสำหรับอ้ายหงวน ให้คุณนวลเขาตามหมอคนอื่นมารักษาเถอะ หมอชั้นดีที่ออก ที.วี. บ่อยๆ มีอยู่สามสี่คนเชิญใครมารักษาก็ได้"

"เฮ้ย" พลอุทานเมื่อเห็น ดร. ดิเรก เดินตุปัดตุป่องออกไปจากห้อง

สองสหายต่างมองดูอาเสี่ยด้วยความเป็นห่วง

"ดิเรกมันโกรธแกจริงๆ นะจะบอกให้" นิกรพูดห้วนๆ "แกพอใจหรือที่หมอมันถอนตัวไม่ยอมรักษาแก"

"พอใจหรือไม่พอใจกันจะไปบังคับใจมันได้เรอะ กันสาบานได้จริงๆ ว่ากันไม่ได้กินเหล้า แล้วมันจะให้กันรับสารภาพ"

พลว่า "รับเสียเถอะวะมันจะได้หายโกรธรักษาแกต่อไป หมออย่างดิเรกนะมันหมอเทวดานะโว้ย ถ้ามันรักษาใครคนไข้ก็ต้องหายวันหายคืน

เสี่ยหงวนต้องแกล้งทำเป็นโกรธ

"แล้วกัน จะให้กันรับยังไงในเมื่อกันไม่ได้กินเหล้าอ้ายแห้วจะซุกซ่อนเหล้าเอามาให้กันกินมันจะเป็นไปได้หรือวะ" แล้วอาเสี่ยก็ร้องไห้โฮ "ฮือ ฮือ ไม่ได้กินสักนิดก็หาว่ากินหมอฉิบหาย"

นิกรจุ๊ปากแล้วโบกมือห้าม

"ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ได้กินก็แล้วไป กันกับอ้ายพลจะไปพูดกับดิเรกเอง อ้อนวอนมันให้รักษาแกต่อไปในฐานะที่แกเป็นเพื่อนร่วมชีวิตของพวกเรา ขาดแกไปเสียคนหนึ่งพวกเราก็คงจะเหงาไม่น้อย อะไรก็ช่างเถอะ ถ้าแกเท่งทึงอย่างไรเสียแกก็คงมาหลอกกันแน่ๆ "

พูดจบนิกรก็ดึงตัวพลให้ลุกขึ้น แล้วพากันเดินออกไปจากห้องนอนของเสียหงวน นายพลดิเรกลงมานั่งดับโมโหอยู่ในห้องโถงชั้นล่างตามลำพัง สาวใช้คนหนึ่งได้นำน้ำอัดลมแช่เย็นมาให้เขาดื่มตามคำสั่ง เมื่อสองสหายเดินลงบันไดมานายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มให้ พล นิกร เดินตรงเข้านั่งบนโซฟาตัวเดียวกับศาสตราจารย์ดิเรก

"แกโกรธอ้ายหงวนจริงๆ หรือหมอ" พลถามยิ้มๆ

"โน เพื่อนทั้งคนใครจะทิ้งมันได้ แต่กันโมโหมันที่มันแอบกินเหล้าอีก"

นิกรว่า "มันอาจจะไม่ได้กินก็ได้นะหมอ ถ้ากินมันคงสารภาพกับกันและอ้ายพล พอแกออกมาจากห้องแล้วมันร้องไห้ว่ะ มันบ่นว่าแก่หาเรื่องมัน ไม่ได้กินสักนิดก็หาว่ากิน แล้วมันก็ว่าหมอฉิบหาย"

"แต่กันเชื่อว่าอ้ายหงวนแอบกินเหล้าถึง ๗๐ เปอรเซ็นต์ ชีพจรมันเต้นแรงผิดปรกติเพราะมันดื่มเหล้าเพียวๆ นัยน์ตาขาวก็ออกสีแดง แล้วกันยังได้กลิ่นเหล้าในปากถึงแม้ว่าอ้ายหงวน จะกินยาอมดับกลิ่นเหล้าแล้วก็ตาม"

พลกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ถ้าเช่นนั้นอ้ายแห้วก็ต้องเป็นผู้ช่วยเหลือให้อ้ายหงวนได้กินเหล้า"

"ออไร๋ ไอกำลังคิดอยู่ทีเดียว ประเดี๋ยวอ้ายแห้วขึ้นมาต้องสอบถามเอาความจริงให้ได้ถ้าไม่รับต้องซ้อม ถ้ารับก็ช่วยกันเตะให้น่วม"

สามสหายต่างพูดคุยกันถึงอาการป่วยของกิมหงวนซึ่ง ดร. ดิเรก ยืนยันว่า อาเสี่ยจะต้องตายอย่างไม่มีปัญหาหากยังแอบดื่มเหล้าอีกเพราะการรักษาทางยาย่อมไม่เป็นผล ฉะนั้นเขาต้องเลิกดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด แม้แต่หยดเดียวก็ดื่มไม่ได้ พลแสดงความเห็นใจกิมหงวน เพราะอาเสี่ยติดเหล้าจนเป็นทาสของมัน

นาฬิกาเรือนใหญ่ในห้องโถงบอกเวลา ๑๙.๓๕ น. เจ้าแห้วพาตัวเดินเข้ามาทางหลังตึก เขาได้รับประทานอาหารที่โรงครัวเสร็จเรียบร้อยแล้วคือข้าวราดแกงเผ็ดเนื้อ ๒ จาน ไข่ดาวอีก ๒ ฟอง เมื่อแลเห็นสามสหายนั่งอยู่ในห้องโถงและจ้องตาเขม็งมองดูเขาเช่นนี้ เจ้าแห้วก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว อย่างไรก็ตามเจ้าแห้วได้เอาเงิน ๓,๐๐๐ บาท และขวดไส่เหล้าซ่อนไว้ที่ห้องพักของเขาแล้วจึงไม่วิตกว่าเจ้านายจะค้นพบของกลาง

"มานี่ อ้ายแห้ว" นายดิเรกตวาดแว๊ด

เจ้าแห้วหยุดชะงักหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ แล้วเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบบนพรมปูพื้น

"ทำไมแกถึงระยำอย่างนี้ ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าห้ามไม่ให้นำเหล้าไปให้อ้ายหงวนแม่แต่หยดเดียว แล้วแกแอบเอาเหล้าไปให้มันทำไม แกรู้ไหมว่าแกกำลังจะฆ่าอ้ายหงวน"

เจ้าแห้วทำใจดีสู้เสือ

"โธ่-รับประทานผมเปล่านะครับ"

นายพลดิเรกเอ็ดตะโรลั่น

"ยังจะปฏิเสธอีกหรือในเมื่ออ้ายหงวนมันรับสารภาพแล้ว ว่าแกเอาเหล้าไปให้มันกิน"

เจ้าแห้วรู้ดีว่าเขาถูกซ้อมค้างแบบตำรวจสอบผู้ต้องหาหลายๆ คนแต่เจ้าแห้วนั้นก็คือปลาไหลนั้นเอง

"รับประทานอาเสียรับสารภาพว่าผมเอาเหล้าขึ้นไปให้ก็ตามใจเถอะครับ แต่เรื่องนี้ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ เมื่อเจ้านายเข้าใจอย่างนั้น จะลงโทษผมอย่างไรก็สุดแล้วแต่จะกรุณาเถอะครับ"

พลยกมือชี้หน้าเจ้าแห้วแล้วพูดโพล่งขึ้นทันที

"มึงนะถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขาก็ไม่ยอมรับ จริงนะมึงไม่ได้เอาเหล้าไปให้อ้ายหงวนกิน"

"จริงครับ รับประทานให้ผมจุดธูปจุดเทียนสาบานต่อหน้าพระเดี๋ยวนี้ยังได้"

พลผุดลุกขึ้นยืน

"สาบานนะไม่เกิดผลอะไรหรอก ไปที่ห้องทดลองดีกว่า ฉันจะเอาแกเข้าเครื่องจับเท็จ"

เจ้าแห้วจึงจำเป็นต้องทำเสียงแข็งเหมือนกับว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์และคิดว่าเขาเป็นคนโกหกเก่ง เครื่องจับเท็จอาจจะจับเขาไม่ได้ เท่านี้เขาก็รอดตัว

"เอาซิครับ รับประทานเข้าเครื่องจับเท็จก็ดีเหมือนกันผมจะได้เป็นผู้บริสุทธิ์ รับประทานผมจะกล้าซุกซ่อนเหล้าไปให้อาเสี่ยกินได้อย่างไรครับ เพราะอาเสี่ยท่านกำลังเจ็บเป็นโรคตับแข็งและพิษสุราเรื้อรัง ทำยังนั้นก็เท่ากับผมฆ่าอาเสี่ยของผม"

พลหัวเราะหึๆ

"เดี๋ยวกูเตะคางหักเลยพับผ่า แกนี่ตีหน้าตายได้สนิทนัก พอๆ กับอ้ายกรทีเดียว เมื่อสองสามวันอ้ายกรขโมยเงินในกระเป๋านันทาไปสองพัน สบถสาบานลั่นว่าไม่รู้ไม่เห็นทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าสาวใช้ขโมยเอาไป แต่แล้วคุณประภาก็แอบมากระซิบบอกนัน ว่าเห็นอ้ายกรเปิดกระเป๋าหยิบเงินเอาไปปึกหนึ่ง"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ก็อยากเผลอเที่ยววางกระเป๋าไว้ทำไมล่ะ น้องชายขโมยเงินพี่สาวมันเรื่องธรรมดาโว้ยคนอื่นไม่เกี่ยว"

นายดิเรกกับนิกรต่างลุกขึ้นยืน พลขยับมือเป็นความหมายให้เจ้าแห้วลุกขึ้นสามสหายต่างหาเจ้าแห้วออกไปทางหลังตึกตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พอเข้ามาในห้องเจ้าแห้วก็เริ่มเสียขวัญแต่ก็พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง

แสงไฟในห้องส่องสว่างโดยไม่เห็นหลอดไฟ เครื่องปรับอากาศช่วยให้เกิดความเย็นสบายอากาศบริสุทธิ์เหมือนอยู่ในโรงภาพยนต์ชั้นหนึ่ง ศาสตราจารย์ดิเรกออกคำสั่งให้เจ้าแห้วขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งคล้ายกับเก้าอี้ทำฟันเต็มไปด้วยกลไกไฟฟ้า มีมือเหล็กอันหนึ่งคล้ายกับมือคนอยู่เหนือเก้าอี้ มันคือมะแหงกอัตโนมัติ ถ้าหากว่าเจ้าแห้วพูดเท็จมะแหงกอัตโนมัติก็จะเขกกบาลเจ้าแห้วทันที เครื่องจับเท็จนี้สามารถพูดได้ด้วยที่ผนังตึกมีเครื่องกลไกของเครื่องจับเท็จอีกมากมาย

นายพลดิเรกใช้เวลาประมาณ 5 นาที เปิดและปรับเครื่องจับเท็จของเขาทดสอบมาตราต่างๆ ว่าเรียบร้อยหรือไม่ เจ้าแห้วนั่งทำหน้าปูเลี่ยนๆ อยู่บนเก้าอี้ซึ่งมีไปฉายดวงหนึ่งฉายลงมาที่ใบหน้าและร่างของเจ้าแห้ว ซึ่งเข็มขัดนี้มีเส้นทองแดงขนาดเล็กอยู่ข้างในเป็นสื่อไฟฟ้าอย่างดี เจ้าแห้วเริ่มรู้สึกว่าร่างของเขาถูกไฟฟ้าดูดเพียงเล็กน้อยพอทนได้

"เอาละเจ้าแห้ว" นายดิเรกพูดยิ้มๆ "แกตอบฉันเดี๋ยวนี้ว่าแกแอบเอาเหล้าขึ้นไปให้อ้ายหงวนหรือเปล่า"

"รับประทานเปล่าครับ"

ทันใดนั้นเองมือเหล็กหรือมะเหงกอัตโนมัติก็โขกลงกลางกบาลเจ้าแห้วเต็มแรงเสียงดังโป๊กทำให้เจ้าแห้วร้องลั่นห้องด้วยความเจ็บปวด

เข็มของเครื่องจับเท็จชี้ไปที่ตัวอักษรโกหก แล้วเครื่องจับเท็จก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวานชัดเจน

"โกหก ถ้าให้การเท็จอีกจะเขกให้กบาลแตกทีเดียว"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือกลานท่ามกลางเสียงหัวเราะของสามสหาย เจ้าแห้วนึกไม่ถึงว่าเครื่องจับเท็จของนายพลดิเรกจะวิเศษถึงเช่นนี้ ดร. ดิเรกสอบสวนเจ้าแห้วต่อไป

"ว่าไง แกเป็นคนเอาเหล้าขึ้นไปให้อ้ายหงวนกินใช่ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วค่อยๆ เหลือบดูมะเหงกอัตโนมัติ พอแลเห็นมันขยับทำท่าจะโขกกบาลเขาเจ้าแห้วก็ไม่กล้าโกหกจึงสารภาพตามตรง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ใช่ครับ"

หน้าปัดเครื่องจับเท็จชี้ไปที่ตัวอักษร "ถูกต้อง" แล้วเครื่องจับเท็จก็กล่าวขึ้น

"ถูกแล้วครับคุณหมด เขาพูดความจริง"

นายพลดิเรกเอื้อมมือตะครุบคอเจ้าแห้วบีบด้วยความโมโห นิกรรีบเข้าห้ามทันที

"อย่า-อย่า-หมอ อย่าเพิ่งฆ่ามัน เอาไว้ใช้ดีกว่าเชื่อกันเถอะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกปล่อยมือออกแล้วตบหน้าเจ้าแห้วด้วยหลังขวาดังฉาด

"ทำไมแกทำอย่างนี้ แกจะฆ่าเพื่อนฉันยังงั้นหรือ"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานกรุณาผมเถอะครับคุณหมอ อาเสี่ยหงวนขอซื้อเหล้าจากผม ให้ราคาถึงเป๊กละพันบาทเชียวครับ ผมเลยเอาซ่อนขึ้นไปขายเอาเสี่ยสามเป๊กเท่านั้นแหละครับ"

"ตอนไหน" นายพลดิเรกตะคอก

"รับประทานตอนที่ผมลงมาเอาข้าวขึ้นไปให้อาเสี่ยนั้นแหละครับ"

ดร. ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ฉันโกรธแกมากแต่ฉันก็เห็นใจเหมือนกัน เหล้าเป๊กละพันบาทเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งจะได้ยินวันนี้ ถ้าแกขายเหล้าให้อ้ายหงวนสักเดือนเดียวแกก็เป็นเศรษฐีคนหนึ่ง"

"รับประทานผมเข็ดแล้วครับ เข็ดจนตายทีเดียว เจ้านายจะลงโทษผมอย่างไรก็เอาเถอะครับ"

ดร. ดิเรกหายโมโหแล้ว

"อ้ายหงวนจ่ายเงินให้แกหรือยัง"

"รับประทานจ่ายแล้วครับ"

นายแพทย์หนุ่มหันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสอง

"ต้องบอกคุณนวลให้เก็บเงินสดให้หมด สมุดเช็คของอ้ายหงวนก็ต้องซ่อนข้าวของอันมีค่าก็ต้องป้องกันไม่ให้อ้ายเสี่ยขอแลกกับเหล้าหรือขอซื้อหล้า ต่อไปเห็นจะต้องจ้างบุรุษพยาบาลมาเฝ้าไข้ในตอนกลางคืน อ้ายแห้วหรือพวกคนไข้ของเราไม่ได้ความแน่"

พล พัชราภรณ์ ช่วยแก้เข็มขัดรัดแขนเจ้าแห้วออกทั้งสองข้าง แล้วดึงตัวเจ้าแห้วลงจากเก้าอี้

"ฉันมีธุระอยากจะปรึกษาหารือกับแกตัวต่อตัว ไปคุยกันที่ริมสระใหญ่ในสวนหลังบ้านหน่อยซีนะ"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานคุณจะซ้อมผม"

"เปล่าๆ ฉันจะพูดกับแกในธุระของฉันเท่านั้น ไปน่าไม่มีอะไรหรอก"

เจ้าแห้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"รับประทานผมไม่ไปล่ะครับ มีอะไรพูดกับผมต่อหน้าคุณหมอและคุณนิกรซิครับ"

พลดึงชายเสื้อเชิ้ตฮาไวขึ้น และดึงปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็ดขัดออกมาควงเล่น

"จะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไปฉันยิงแกทิ้งในห้องนี้ แล้วให้ดิเรกเอาศพแกใส่เตาไฟฟ้าเผาเป็นขี้เถ้าไปเลย ถ้าแกไปในสวนหลังบ้านกับฉัน แกก็จะอยู่ในบ้านนี้มีงานทำมีเงินเดือนกินมีชีวิตอยู่ต่อไป"

"แน่ะ คุณจะซ้อมผม"

"ก็ใช่นะซี แกทำอย่างนี้ปล่อยแกไว้ทำไม เมื่อผิดต้องลงมือลงตีนกันบ้างเถอะน่า ไม่ถือตายหรอกวะ อย่างมากก็แค่หยอดน้ำข้าวต้มเท่านั้น"

นายพลดิเรกชักสงสารเจ้าแห้วก็กล่าวกับพลว่า

"อย่าไปทำมันเลยวะพล ยกโทษให้มันสักครั้ง"

"ไม่ได้หมอ ปล่อยกันเถอะเพื่อน กันรู้สันดานอ้ายแห้วดี ปี ๒๕๐๗ ล่วงมาสามเดือนแล้วอ้ายยังไม่เคยถูกซ้อมเลยอ้ายแห้วมีแต่ความเลวร้ายหลบเลี่ยงการงาน ทะลึ่งก็เท่านั้น ขืนปล่อยก็เหลิง ซ้อมเสียครั้งหนึ่งดีไปหลายเดือนเป็นผู้เป็นคนขึ้นและเอางานเอาการขึ้น"

พูดจบพลก็คว้าข้อมือเจ้าแห้วพาเดินไปที่ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เจ้าแห้วร้องไห้สะอึกสะอื้น หันมามองดูสองสหาย

"รับประทานผมลาก่อนละครับคุณหมอคุณนิกร"

พลเปิดประตูออกลากตัวเจ้าแห้วออกไป เมื่อเจ้าแห้วยกมือซ้ายจับขอบประตู ก็เจอเข่าของพลกระแทกท้องดังพลั่ก เจ้าแห้วจึงต้องปล่อยมือเดินตามพลไปโดยดี

เพราะต้องการผลของการรักษาอย่างเด็ดขาด ดร. ดิเรก จึงตัดสินใจทำการผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนตับให้เสี่ยกิมหงวน

เขาใช้เวลาเตรียมงานถึง ๓ วัน ซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ในการผ่าตัดบางชิ้นและซักซ้อมกับศัลยแพทย์คนหนึ่งซึ่งเคยเป็นศิษย์ของเขา นอกจากนี้มีพยาบาลประจำห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ทำหน้าที่ส่งเครื่องมือให้ และสาวแก่วัย ๓๕ ปี ผู้นี้ก็เคยเป็นลูกศิษย์ของนายพลดิเรกมาแต่ก่อนเช่นเดียวกัน

ดร. ดิเรก ติดต่อขอซื้อตับจากศพของชายหนุ่มในวัย ๓๐ ปีคนหนึ่ง ซึ่งถูกคนร้ายลอบยิงที่ท้อง เขาถูกส่งจากกาญจนบุรีมาอยู่โรงพยาบาลได้วันเดียวก็ถึงแก่กรรม นายแพทย์ดิเรกได้ติดต่อกับบิดาของผู้ตายขอซื้อตับ โดยสบถสาบานว่าไม่ได้เอาไปต้มกิน จะเอาไปเปลี่ยนให้เพื่อนซึ่งป่วยเป็นโรคตับแข็ง และมีอาการทรุดหนักใกล้จะตายอยู่แล้ว บิดาของผู้ตายเป็นข้าราชการบำนาญที่ใจดี จึงตกลงขายตับลูกชายของเขาให้นายพลดิเรกคิดเป็นเงินเพียง ๑๐ บาทเท่านั้น นับว่าถูกเหมือนได้เปล่าศาสตราจารย์ดิเรกนำตับของศพนั้นมาแช่ไว้ในตู้เย็นและนิกรเกือบจะหยิบออกมาเฉือนกินเสียแล้วโดยเข้าใจว่าเป็นหมูเบคอน

การผ่าตัดใหญ่ได้เริ่มต้นในเวลา ๙.๐๐ น. ของวันอาทิตย์

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดได้นั่งดูอยู่บนที่สูงซึ่ง ดร.ดิเรกได้เรียกช่างไม้มาสร้างขึ้นชั่วคราว ตั้งเก้าอี้เหล็กสองแถวมีบันไดขึ้นลง คนดูถูกบังคับให้ใช้มาสต์ หรือผ้าปิดปากปิดหูเพื่อป้องกันเชื้อโรค โดยเฉพาะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกบังคับให้สวมหมวกบาเร่ต์ด้วยเพราะศีรษะของท่านเป็นมันเผล็บมากเกไป เกิดเป็นแสงสะท้อนทำให้นายพลดิเรกทำงานไม่สะดวก

หมอผ่าตัดสองคนพร้อมแล้ว หัวหน้าคือ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ผู้ช่วยคือ นายแพทย์สมัคร วราภรณ์ ศัลยแพทย์ชื่อดังคนหนึ่ง ส่วนพยาบาลประจำห้องผ่าตัดคือ นางสาวสุมิตรา บัวงาม

สองนายแพทย์สวมเสื้อยาวสีเขียว สวมหมวกบาเร่ต์สีขาว มีผ้าปิดใต้นัยน์ตาลงมาสวนพยาบาลสวมเสื้อกระโปรงสีขาว เสื้อคลุมกันเปื้อนสีขาว สวมหมวกและมีผ้าปิดหน้าเช่นเดียวกัน ทั้งสามคนได้ล้างมือเช็ดมือและใส่ถุงมือเรียบร้อยแล้ว

ตามเวลาที่กล่าวนี้คนใช้นอนลืมตาปริบๆ อยู่บนเตียงผ่าตัด และนายแพทย์ทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกันเบาๆ ใช้ภาษาอังกฤษพูดกันมากกว่าภาษาไทย ซึ่งมักจะมีภาษาละตินปนอยู่ด้วย หมอสมัครเป็นชายกลางคนรูปร่างค่อนข้างเตี้ยล่ำสันท่าทางทะมัดทะแมง แต่สวมแว่นตาสายตาสั้น เช่นเดียวกับนายพลดิเรกอาจารย์ของเขา ส่วนสุมิตรารูปร่างสูงโปร่งผิวเนื้อค่อนข้างคล้ำ ลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นคนเอางานเอาการ

สามสหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดนั่งกระสับกระสายอยู่บนเก้าอี้เหล็กคนละตัวอยู่สูงจากพื้นห้องทดลองราวเมตรครึ่ง ส่วนเจ้าแห้วแต่งกายแบบบุรุษพยาบาลยืนสงบเงียบอยู่ข้างหน้าต่าง

ครั้งหนึ่ง ดร. ดิเรก มองดูนาฬิกาที่ผนังห้อง แล้วเขาก็ร้องขึ้นดังๆ

"ลงมือผ่าตัดใหญ่ ขอให้หมอสมัครและคุณสุมิตราทำงานเต็มที่ พลาดพลั้งคนไข้ตายไม่เป็นไรผมรับรอง"

กิมหงวนทำหน้าเหยเกน่าสงสาร

"หมอ หมอโว้ย เอากันไว้ดูเล่นสักคนเถอะวะ"

นายพลดิเรกสั่นศีรษะ

"โน สำหรับแกไม่มีอะไรที่น่าดู" แล้วเขาก็หันมาทางพยาบาล "ให้ยาสลบได้คุณสุมิตรา ถ้าไม่สลบเอาค้อนฟาดกบาลมันสักที อย่าลืมว่าเราจะผ่าตัดคนไข้ที่ยังไม่สลบไม่ได้"

การให้ยาสลบเป็นไปตามวิธีรักษาของแพทย์ ซึ่งสุมิตราสามารถทำได้ด้วยความชำนาญเพราะอยู่ห้องผ่าตัดมาหลายปีแล้ว แม้กระทั่งการผ่าตัดย่อยหล่อนก็ทำได้ดี อำนาจยาสลบทำให้อาเสี่ยกิมหงวนสงบเงียบหมดความรู้สึกภายในนาทีนั้นเอง

สองหมอเข้าประจำที่ยืนทางด้านขวาของเตียงผ่าตัด นายพลดิเรก เปิดผ้าห่มแพรสีฟ้าที่คลุมร่างเสี่ย หงวนออกแล้วโยนไปให้เจ้าแห้ว ทุกคนแลเห็นอาเสี่ยหงวนสวมกางเกงชั้นในเพียงตัวเดียว

นิกรหัวเราะหึๆ กระซิบกระซาบกับพ่อตาของเขา

"ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายหงวนสะดือจุ่นด้วยครับ"

ท่านเจ้าคุณยกศอกกระทุ้งนิกรดังอั๊ก

"อย่าพูดมากนะ อยู่เฉยๆ เถอะโว้ยยิ่งใจไม่ดีอยู่"

สายตาทั้งหมดจ้องมองดูคนไข้เป็นตาเดียว นายพลดิเรกหยิบปากกาหมึกซึมออกมาแล้วเขียนลงที่ท้องเสี่ยหงวนเป็นรูปตับไตไส้พุง แต่ภาพที่เขียนขัดที่สุดก็คือตับ

"ตามที่เราตกลงกันไว้ ผมจะให้คุณเป็นคนผ่าท้องกิมหงวนแล้วผมจะเปลี่ยนตับเอง ต่อจากนั้นคุณก็เป็นคนเย็บท้องคนไข้ สำหรับคนไข้รายนี้ ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องใช้ชิปรูด หรือติดรังดุมที่ท้องของเขาเพราะเราจะไม่เปิดหน้าท้องเขาอีก เข้าใจ๋"

หมอสมัครก้มศีรษะเล็กน้อย

"เข้าใจครับอาจารย์ แต่ว่ารูปที่อาจารย์เขียนข้างตับนี่คืออะไรครับ"

"อ๋อ ๓๐ กลีบยังไงล่ะ อันบนคือขอบกระด้งกันดอกจอก ทางซ้ายคือผ้าขี้ริ้ว เอา-ลงมือเปิดหน้าท้องคนไข้ได้ อ้า-ออกแรงนิดหน่อยนะหมอ มีดของผมมันทื่อไม่ได้ลับ แต่ก็พอใช้ได้"

การผ่าตัดหน้าท้องเริ่มต้นแล้ว เมื่อหมอสมัครยื่นมือไปให้พยาบาลเขาก็ได้รับเครื่องมือผ่าตัดโดยถูกต้อง ทั้งนี้ก็ด้วยความชำนาญของพยาบาลนั่นเอง

สามสหายกับสี่นางตลอดจนคุณหญิงวาด และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหายใจไม่ทั่วท้องบางคนถึงกับเบือนหน้าหนี เมื่อได้เห็นตับไตไส้พุงในท้องกิมหงวน

ดร. ดิเรก ยกมือท้าวสะเอวมองดูหมอสมัครลูกศิษย์ของเขาด้วยความสนใจ

"อ๋อไร๋ ยูแคล่วคล่องว่องไวมากทีเดียว นั้นยูตัดอะไรออก"

"ลำไส้เล็กครับอาจารย์ ยาวเกินไปตัดออกเสียบ้าง"

นายพลดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"คีมใหญ่เล่มนั้นอย่าวางในท้องคนไข้เดี๋ยวลืม"

กลิ่นเหล้ากระจายไปทั่วห้องทดลองวิทยาศาสตร์ มันหมักหมมอยู่ในท้องอาเสี่ยมาหลายต่อหลายปีแล้ว เมื่อหมอสมัครเปิดหน้าท้องเรียบร้อยและรายงานให้ ดร. ดิเรก ทราบศาสตราจารย์ดิเรกก็เริ่มทำหน้าที่เปลี่ยนตับให้คนไข้ เขาทำงานผ่าตัดเหมือนกับทำเล่นๆ ใช้ตะไกรตัดตับเก่าออกชูให้ใครๆ ดู

"เห็นไหม แข็งเป็นหินเลย"

นายพลดิเรกโยนตับทิ้งลงไปในกระโถนปากแตร เสียงดังโป้ง ต่อจากนั้นเขาก็หยิบตับแช่เย็นที่อยู่ในถุงพลาสติกออกมายัดเข้าไปในท้องกิมหงวน เอาเข็มเย็บติดให้มันทำหน้าที่แทนตับเก่า

ดร. ดิเรกยื่นมือขวาไปให้พยาบาลแล้วพูดเสียงหนักๆ

"ค้อนกับตะปู"

พยาบาลรีบหยิบตะปูขนาดครึ่งนิ้วสองสามดอกส่งให้เขาพร้อมด้วยค้อนเหล็กตอกตะปูอันหนึ่ง หมอสมัครลืมตาโพลงยืนตะลึง เมื่อแลเห็นอาจารย์ของเขาใช้ตะปูตอกตับให้ติดกับขั้วของมัน เขายอมรับว่าไม่มีศัลยแพทย์คนใดที่จะทำได้อย่างนี้

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้อง ดร. ดิเรก ส่งค้อนให้พยาบาลและโยนตะปูที่เหลือลงกระโถนไป หมอสมัคร อดรนทนไม่ได้ก็ถามขึ้นทันที

"อาจารย์ครับ อาจารย์ใช้ศัลยกรรมแบบไหนครับ"

นายพลดิเรกหัวเราะ

"คุณแปลกใจหรือที่ผมใช้ตะปูตอกติดขั้วตับ แบบของผมเอง ตะปูที่ตอกไม่ใช่ตะปูเหล็กหรอกคุณ ผมทำขึ้นจากเอ็นชนิดหนึ่งและใช้น้ำยาเคมีบังคับให้มันมีความะแข็งแกร่ง แต่ในราวสามวันมันก็จะละลายหมด ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องวิตกการผ่าตัดใหญ่เป็นเรื่องเล็กสำหรับผม แต่หมอผ่าตัดมักจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ คุณได้รับความรู้เพิ่มเติมอีกมาไม่ใช่หรือเท่าที่คุณมาเป็นผู้ช่วยผมทำการผ่าตัดคนไข้รายนี้"

"ครับ ได้ทั้งความรู้และความตื่นเต้นประหลาดใจครับ"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

เขาเงยหน้าขึ้นมองดูคณะพรรคของเขาแล้วกล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิว่า

"อ้ายหงวนปลอดภัยแล้ว อีกสิบวันตัดไหมที่ท้องออกมันก็หายเป็นปกติแล้วมันจะกินเหล้าได้อีกเหมือนเดิม" พูดจบเขาก็หันมาพยักหน้ากับผู้ช่วยของเขา "ปิดหน้าท้องคนไข้และเย็บให้เรียบร้อย ตรวจดูให้รอบคอบหน่อยนะ ถุงมือข้างซ้ายของคุณหายไปข้างหนึ่งลืมไว้ในห้องคนไข้หรือเปล่า"

หมอสมัครสะดุ้งโหยงรีบมองดูในท้องคนไข้แล้วก็ดึงถุงมือยางออกมา ต่อจากนั้นเขาก็เย็บแผลที่หน้าท้องเสี่ยหงวนซึ่งกระทำอย่างว่องไวยิ่งแสดงความชำนาญของเขา

นายพลดิเรกให้พยาบาลช่วยเหลืออาเสี่ยต่อไป เจ้าแห้วเดินเข้ามาเก็บเครื่องมือผ่าตัดใส่ถาด กระโถนใบหนึ่งเต็มไปด้วยสำลีที่เปื้อนเลือดกิมหงวน เมื่อ ดร. ดิเรก แก้ผ้าปิดหน้าออกทุกคนที่อยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็แก้ออกเช่นเดียวกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดพาสี่นางกับสามสหายลงมาจากที่นั่งดูการผ่าตัด ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมนายแพทย์ทั้งสองคนและพยาบาล ต่างยกย่องชมเชยหมอสมัครและสุมิตราไปตามกัน

อาเสี่ยรู้สึกตัวฟื้นขึ้นแล้ว เมื่อเขาร้องครางเบาๆ ใครๆ ก็เฮโลเข้ามายืนมุงดูเขาที่เตียงผ่าตัด กิมหงวนค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยวิธีลืมนัยน์ตาข้างซ้ายก่อนถึงลืมนัยน์ตาข้างขวา

"เฮียค่ะ" นวลลออร้องขึ้นด้วยความดีใจ "เฮียปลอดภัยแล้วค่ะ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"นี่มันนรกหรือสวรรค์" เขาถามแผ่วเบา

"สวรรค์โว้ย" นิกรตอบพลางหัวเราะ

"สวรรค์....สวรรค์ไหงไม่มีเหล้ากินล่ะ ขอเหล้าให้กันกินสักเป๊กไม่ได้หรือ"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส่

"กันเปลี่ยนตับให้แกแล้วอ้ายเสี่ยต่อไปนี้แกจะกินเหล้าวันละกี่ขวดก็ได้กันไม่ห้ามแกหรอก เมื่อตับแข็งก็ซื้อตับตนตายมาเปลี่ยนให้แกใหม่"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ดีวะ กันไม่รู้เรื่องอะไรเลยเหมือนกับนอนหลับไป" แล้วกิมหงวนก็ยกมือไหว้หมอสมัครกับสุมิตรา "ขอบคุณมากครับหมอที่กรุณามาช่วยชีวิตผม แล้วก็คุณสุมิตราด้วย อ้า-ลืมอะไรไว้ในห้องผมหรือเปล่า ถ้าลืมก็เอาออกมาเสียตอนนี้"

หมอสมัครล้วงกระเป๋าหยิบของในกระเป๋าเสื้อออกมาดู

"เอ๊ะ ใบขับขี่รถยนต์ของผม"

นายพลดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"พูดเล่นหรือพูดจริงหมอสมัคร"

"จริงๆ ครับอาจารย์ ตอนที่ผมก้มตัวทำการผ่าตัดคงจะเลื่อนหลุดลงจากกระเป๋าบนหล่นลงไปในท้องอาเสี่ยเป็นแน่"

นายแพทย์หนุ่มผืนหัวเราะ

"ยังงั้นก็ตัดไหมออกเอาใบขับขี่ออกมาแล้วเย็บแผลที่หน้าท้องใหม่"

"ว้า" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "ยังงี้ผมก็แย่ซีครับ"

หมอสมัครยิ้มออกมาได้

"อ้อ ผมนึกได้แล้ว อยู่ในรถผมเองครับ ผมทิ้งไว้ในรถ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นก็มีการลำเลียงคนไข้ใส่เปลหามออกห้องทดลองไปไว้ที่ห้องนอนของอาเสี่ย พลกับคนสวนร่างใหญ่คนหนึ่งช่วยกันหามกิมหงวน

ใน ๑๐ วันต่อมา พ.อ. กิมหงวน ก็หายป่วยเป็นปกติ ระหว่างที่เขานอนอยู่นั้นมีคนมาเยี่ยมเขาตลอดวันจนกระทั่ง ดร. ดิเรก ต้องปิดประกาศให้เยี่ยมเฉพาะเวลาบ่ายเท่านั้น เมื่อตัดไหมที่หน้าท้องออกแล้วสุขภาพของเสี่ยหงวนก็แข็งแรงขึ้นตามลำดับ แต่ก็น่าประหลาดใจยิ่ง เขาไม่ยอมดื่มเหล้าอีกเลย เขาบอกเพื่อนๆ ว่ายังไม่ถึงเวลาที่เขาอยากจะดื่มเสี่ยหงวนหายเป็นปกติทุกคนก็ดีอกดีใจไปตามกัน

อาเสี่ยส่งเช็ค ๒๐,๐๐๐ บาทไปให้หมอ สมัคร วราภรณ์ เป็นการสมนาคุณซึ่งหมอสมัครยินดีช่วยเหลือ ดร. ดิเรก โดยไม่เรียกร้องเงินทอง ส่วนสุมิตราอาเสี่ยส่งเช็คไปให้ ๕,๐๐๐ บาท เสี่ยหงวนแปลกใจตัวเองอย่างยิ่งที่เขารอดตายอย่างไม่น่าเชื่ออาเสี่ยได้ดื่มเบียร์เย็นเจี๊ยบในตอนเย็นวันหนึ่ง ซึ่งเจ้าแห้วนำขึ้นมาให้ แลเห็นหน้าเจ้าแห้วเขาก็อดสัพยอกไม่ได้

"ต่อไปนี้กันกินเหล้าได้โดยเสรีแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อเหล้าเป๊กละพันบาทจากแกอีกแล้ว"

เจ้าแห้วลอบค้อน

"ครับ อาเสี่ยหายแล้ว แต่ว่ารับประทานปากผมยังปลิ้นเป็นครุฑอยู่ ผมถูกคุณพลซ้อมคราวนี้รับประทานกินน้ำพริกไม่ได้ร่วมเดือน ฟันฟางโยกหมด"

พูดจบเจ้าแห้วก็ถือถาดเปล่าเดินออกไปจากห้องนอนของเสี่ยหงวน.

อวสาน