พล นิกร กิมหงวน 140 : ขุนเขามฤตยู (เล่ม๓)

พลว่า "ถ้ายังงั้นเราก็ช่วยกันลำเลียงคนเจ็บเอาไปด้วย ประเดี๋ยวกันจะสั่งให้เขาหาไม้ไผ่มาทำเปลสนามอย่างคร่าวๆ ขึ้น แล้วเอาคนเจ็บของแกใส่เปลไป"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มออกมาได้

"ออไร๋ มันต้องอย่างนี้ กันจะไม่ยอมทิ้งคนไข้ของกันเป็นอันขาด"

อาเสี่ยยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"แกเป็นหมอที่มีคุณธรรมสูงมาก ไม่เหมือนกับอีตาคุณหลวงแก่ๆ ข้างบ้านเราเลย คุณหลวงนั่นเป็นหมอที่บูชาเงินเป็นพระเจ้า ใครมาตามต้องแอบดูเสียก่อนว่ามีรถเก๋งมาหรือเปล่า ถ้ามารถสามล้อหรือแท็กซี่ก็ให้คนใช้บอกว่าไม่อยู่"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"หมอก็เป็นปุถุชนคนหนึ่ง ที่ดีก็มีที่เลวก็มี แต่กันไม่เคยทอดทิ้งคนไข้ของกันเลย จะรวยหรือจนกันก็ให้การรักษาเท่าๆ กัน" พูดจบเขาก็หันขวับไปทางนิกร "อ้าว ไปไหนล่ะเว้ย"

นิกรหยุดชะงักแล้วหันมายิ้มให้ดร.ดิเรก

"กันจะรีบไปจัดหน่วยพิเศษของกัน"

ทุกคนมองดูนิกรเป็นตาเดียว พลหัวเราะหึๆ แล้วถามว่า

"หน่วยอะไรวะ หน่วยกล้าตายเรอะ"

"เปล่า ไม่ใช่หน่วยกล้าตายหรอก หน่วยกลัวตายน่ะ"

กอบแก้วหัวเราะคิ๊ก

"ตั้งขึ้นทำไมคะ"

"อ้าว คุณไม่รู้อะไร หน่วยกลัวตายก็คือหน่วยลาดตระเวณนั่นเอง ส่งออกไปดูลาดเลาข้าศึกพอเห็นข้าศึกก็โกยอ้าวกลับมาบอกพวกเรายังไงล่ะครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนพากันออกไปจากกระท่อมใหญ่หลังนั้นซึ่งเป็นกองบัญชาการรบของพวกแม้ว

ท่ามกลางความหนาวเย็นของอากาศตอนใกล้จะรุ่งอรุณของวันใหม่ พลรบแม้วได้ตื่นนอนในเวลา ๔.๓๐ น. แล้วก็รีบรับประทานอาหารซึ่งมีข้าวต้มกับเครื่องเค็มอย่างสงบเงียบตามคำสั่งของขุนศึก เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยก็รวบรวมกำลังกันเป็นหมวดหมู่ แต่ยังไม่ได้ถอนแนวต้านทานตามรังปืนต่างๆ และขณะนี้หน่วยลาดตระเวณของแม้วก็ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่

คณะพรรคสี่สหายและหัวหน้าแม้วนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่หน้าบ้านแห่งหนึ่งซึ่งรอดพ้นจากอัคคีภัย ขณะนี้ทุกคนกำลังรอคอยดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์อีกคนเดียวซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้ให้เจ้าแห้วไปตามแล้ว

ระหว่างที่หัวหน้าแม้วและคณะพรรคสี่สหายนั่งจับกลุ่มสนทนากันนายแพทย์หนุ่มก็วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาโดยมีเจ้าแห้วติดตามมาด้วย ทั้งสองทรุดตัวนั่งร่วมวงแล้วดร.ดิเรกก็กล่าวขึ้นด้วยความดีใจ

"ไม่ต้องตีฝ่าวงล้อมออกไปหรอกพล ตั้งรับมั่นอยู่ที่นี่แหละ ในราวสองโมงเช้าพวกโจรฮ่อจะถูกกวาดล้างตายราบไม่มีเหลือ"

ทุกคนมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างแปลกใจ

"แกหมายความว่ากระไรหมอ" ขุนศึกถามเสียงหนักๆ

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"เครื่องรับส่งวิทยุของกันใช้ได้แล้ว กันซ่อมเสร็จใช้การได้เมื่อตีสองกว่าๆ แล้วก็ส่งข่าวติดต่อไปที่ค่าย "ดารารัศมี" รายงานการเดินทางของเราและสถานการณ์อันคับขันที่เกิดขึ้นแก่เราในเวลานี้ ที่ค่ายทหารเชียงใหม่ได้ถ่ายทอดวิทยุโทรเลขของเราไปที่ฐานทัพอากาศของเราที่ดอนเมืองตามคำขอร้องของกัน ในราว ๘.๓๐ น. ฝูงเครื่องบินประจัญบานและเครื่องบินลำเลียงพลร่มจะมาถึงที่นี่เพื่อโจมตีพวกโจรฮ่อ และจะทิ้งเสบียงอาหาร อาวุธ ยาและเครื่องเวชภัณฑ์ลงมาให้พวกเราด้วย ขณะนี้เครื่องบินลำเลียงพลร่มได้ออกเดินทางมาแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายและหัวหน้าแม้วต่างตื่นเต้นดีใจไปตามกัน ทุกคนมีหวังรอดตายแล้ว

"แล้วยังไงอีกดิเรก" ท่านเจ้าคุณเสนาธิการถามอย่างร้อนรน

"ไม่มีอะไรครับ ทางค่าย "ดารารัศมี" สั่งให้พวกเราพยายามต่อสู้ต้านทานพวกโจรไว้จนกว่าพลร่มและเครื่องบินจะมาช่วยเรา และทางกองทัพอากาศมีการติดต่อนัดหมายกับผมในเรื่องกระแสคลื่นวิทยุที่จะใช้ติดต่อกับนักบินทางวิทยุโทรศัพท์เพื่อช่วยนักบินทำลายพวกโจรฮ่อได้สะดวกและไม่หลงยิงเอาพวกเราเข้า"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"เอาละมึง" อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะ "มีหวังแดกระเบิดนาปาล์มแน่ ไหม้ตัวดำเป็นตอตะโกไปตามกัน แกเก่งมากโว้ยหมอเท่าที่แกสามารถซ่อมแซมเครื่องรับส่งวิทยุได้สำเร็จ อะไรมันเสียล่ะ"

ดิเรกยิ้มแป้น

"หลอดมันเสียว่ะ กันเอาหลอดไม้ไผ่ใส่แทนเลยใช้ได้ เป็นอันว่าพวกเรารอดพ้นภัยจากพวกโจรแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "อย่าเพิ่งมั่นใจนักว่าเราจะปลอดภัย ถ้าพวกโจรเข้าตีเราตอนรุ่งเช้าและเราตั้งรับไม่อยู่พวกเราก็คงจะถูกมันฆ่าตายไปตามกัน"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"ปู้โธ่ ทำไมจะรับไม่อยู่ครับ พลรบของเรามีตั้งล้าน"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยวยกมือซ้ายรวบผมกิมหงวนกระชากศีรษะลงมาแล้วเงื้อมือขวาตบหน้าอาเสี่ยเต็มแรง

"นี่แน่ะ ทะลึ่งดีนัก"

พวกหัวหน้าแม้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ ทุกคนต่างลุกขึ้นแยกย้ายกันไป และในครึ่งชั่วโมงนั้นเองกำลังรบของแม้วซึ่งรวมทั้งกำลังหนุนต่างก็เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับพวกโจรฮ่อ แม้วทุกคนตื่นเต้นดีใจไปตามกันเมื่อได้ทราบว่าดร.ดิเรกสามารถใช้วิทยุติดต่อกับกองทัพอากาศและทางกองทัพอากาศจะส่งเครื่องบินรบ และเครื่องบินลำเลียงพลร่มมาช่วยกวาดล้างบดขยี้พวกโจร

๗.๐๐ น. เสียงแตรเดี่ยวทางพวกโจรก็ดังแว่วกังวานมาแต่ไกล สมุนโจรของเหลียงฟูมีการเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติกำลังทั้งหมดเคลื่อนที่เข้ามาโอบล้อมหมู่บ้านแม้วมองแลเห็นพวกโจรหมอบเรียงรายอยู่ตามก้อนหินอย่างถนัด แสงอาทิตย์ขับไล่หมอกอันหนาทึบบนยอดดอยให้จางไปบ้าง

พล พัชราภรณ์ยืนสังเกตการณ์อยู่ในระหว่างหมู่ก้อนหินแห่งหนึ่งตามลำพัง ขณะนั้นเลาเต๋าหรือนายเต๋าเจ้าหนุ่มจอมกะล่อนได้ถือปืนแก๊ปคู่มือวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาพลในท่าทีร้อนรน

"ขุนศึก ขุนศึกครับ"

พลหันมายิ้มให้นายเต๋าซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ติดต่อทั่วไป

"ว่าไงเต๋า"

"หัวหน้าของผมนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ในรังปืนระหว่างต้นสักข้างหน้าโน่นแหละครับ"

"งั้นเรอะ แก้วอยู่กับใคร"

"อยู่คนเดียวครับ ขุนศึกไปปลอบเสียหน่อยซีครับ"

พลถอนหายใจเบาๆ เขายกทอมสันซึ่งมีกระสุนอยู่อีกเพียงแม็กกาซีนเดียวขึ้นสะพายบ่าแล้วเดินตรงไปยังหมู่ต้นสักขนาดใหญ่ห้าหกต้นซึ่งที่นั่นมีรังปืนอยู่แห่งหนึ่งสร้างขึ้นในระหว่างหมู่ก้อนหินอันมิดชิดมั่นคงแข็งแรงมากและสามารถมองแลเห็นที่หมายเบื้องล่างในระยะไกลตา เมื่อพลมาถึงรังปืนกลแห่งนี้เขาก็แลเห็นนางไพรนั่งหงอยเหงาอยู่ในรังปืนนั้นตามลำพัง มีปืนกลมือแบบทอมสันวางอยู่ข้างๆ หนึ่งกระบอกซึ่งเป็นปืนของดร.ดิเรกมอบให้หล่อน ขณะนี้นายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้วได้ง่วนอยู่กับเครื่องรับส่งวิทยุอยู่ในที่อับกระสุนแห่งหนึ่งเตรียมพร้อมที่จะติดต่อกับนักบินโดยทางวิทยุโทรศัพท์

ขุนศึกก้าวลงมาในรังปืนกลนั้นพอดีกอบแก้วหันมาทางเขา

"แก้ว" พลร้องเรียกหล่อนเสียงหนักๆ และนั่งลงยกมือซ้ายประคองกอดหลังหล่อน "แก้วร้องไห้ทำไม"

นางพญาแม้วสะอื้นเบาๆ

"แก้วกำลังคิดว่าพี่คงจะต้องจากดอยหลวงและแก้วไปในวันนี้ค่ะ"

พลยิ้มเจื่อนๆ

"แก้วรู้ได้อย่างไร"

นางไพรค่อยๆ เงยหน้ามองดูเขา

"จากรูปการที่มันควรจะเป็นไปอย่างนั้นน่ะสิคะ เมื่อพลร่มมาลงที่นี่เฮลิคอปเตอร์ก็จะต้องมารับพวกพลร่มกลับไปและรับพวกพี่กลับไปด้วย คุณหมอบอกแก้วเมื่อกี้นี้เองว่าเห็นจะต้องจากแก้วและพวกเรากลับเชียงใหม่ในวันนี้"

ขุนศึกกระชับมือที่กอดหล่อนให้แน่นเข้า

"นิ่งเสียเถอะแก้วจ๋า ประเดี๋ยวพี่จะไปตกลงกับพรรคพวกของพี่ถึงแม้เฮลิคอปเตอร์จะมารับเรากลับเราก็ยังไม่กลับ เราจะอยู่บนดอยนี้ต่อไปและนัดให้นักบินมารับวันหลัง"

นางพญาแม้วยิ้มทั้งน้ำตา

"จริงๆ นะคะ"

พลพยักหน้าแทนคำตอบ เขายกมือขวาเชยคางหล่อนขึ้นแล้วขุนศึกก็ก้มลงจูบริมฝีปากหล่อนอย่างหนักหน่วง กอบแก้วยกมือทั้งสองโอบรอบคอเขา ร่างของหล่อนอ่อนระทวยอยู่ในวงแขนของขุนศึก นัยน์ตาหลับพริ้ม ทั้งพิศวาสทั้งอาลัยพลเหลือที่จะกล่าว

"พี่ขา เวรกรรมของแก้วแท้ๆ ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้พี่เดินทางมาดอยหลวงจนกระทั่งเราได้พบกันและรักกัน แต่ความรักของแก้วรังแต่จะก่อความทุกข์ทรมานให้แก้วไปชั่วชีวิตดับ พี่จากแก้วไปแล้วพี่ก็คงลืมแก้ว เหมือนกับกระแสน้ำยอดดอยที่ไหลผ่านไป ไม่มีวันที่จะไหลย้อนกลับมาอีก"

พลจูบหล่อนอีกครั้งหนึ่ง

"พี่จะพาแก้วไปกรุงเทพฯ กับพี่ด้วย"

"โอ-ไม่ค่ะ เป็นตายอย่างไรแก้วก็ไม่ไปกับพี่ แก้วจะตายอยู่ที่ดอยหลวงนี่แหละค่ะ ถึงแม้พี่จากไปแล้วและแก้วหมดหวังที่จะได้พบกับพี่อีกแก้วก็จะรอคอยพี่จนวันตาย" พูดจบหล่อนก็ซบหน้าลงเกลือกกลิ้งกับหน้าอกขุนศึก

เสียงปืนฝ่ายโจรดังขึ้นอีก บริวารของเหลียงฟูเริ่มเปิดฉากโจมตีแล้วและเข้าโจมตีพร้อมกันทุกๆ ด้าน ท่ามกลางห่ากระสุนปืนกลหนักเบาและปืนกลมือปืนเล็กยาวของพวกโจร ลูกระเบิดจากปืนครกถูกยิงมาอีกสามสี่ลูกแตกระเบิดสนั่นหวั่นไหว พลพรรคแม้วยิงโต้ตอบอย่างดุเดือด หน่วยกล้าตายของกิมหงวนรบแบบยอมตายถวายชีวิต แต่หน่วยกลัวตายของนิกรซึ่งมีจำนวน ๑๐ คนแอบอยู่ในที่กำบังอันมิดชิด นานๆ จึงจะโผล่หัวออกมายิงข้าศึกสักครั้งหนึ่ง

พวกโจรหนึ่งกองร้อยทางด้านตะวันออกรุกคืบหน้าเขามาทุกที เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบส่งกำลังหนุนไปช่วยและสามารถตรึงพวกโจรไว้ได้ ในเวลาเดียวกันนี้เองพลกับนางพญาแม้วก็ยกทอมสันขึ้นยิงกราดพวกโจรกลุ่มหนึ่งซึ่งพยายามรุกเข้ามาล้มกลิ้งไปตามกัน

พลรบตามรังปืนและที่มั่นทุกแห่งต้องทำงานอย่างหนักที่สุด ชาวแม้วสามารถสังหารพวกโจรด้วยหน้าไม้ในระยะใกล้ได้หลายคน แต่แล้วรังปืนของพวกแม้วสองแห่งก็ถูกระเบิดมือของพวกโจรพังทลาย แม้วหนุ่มประจำรังปืนเสียชีวิตหมดรวม ๗ คนด้วยกัน

เหลียงฟูถือปืนกลมือยืนบัญชาการรบอยู่ในแนวหลังมีคนสนิทและพลแตรเดี่ยวยืนอยู่ด้วย จอมโจรหนวดแดงสั่งให้สมุนโจรกองร้อยที่ ๒ ทางด้านตะวันออกบุกเข้าหมู่บ้านให้ได้ และในเวลาเดียวกันนี้เองเขาก็สั่งให้พวกโจรประมาณ ๓๐ คน ปีนขึ้นทางหน้าผาสูงแล้วตีอ้อมลงมาทางหมู่บ้านเพื่อให้พวกแม้วเกิดการระส่ำระสาย

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับรายงานว่าพวกโจรประมาณหนึ่งหมวดกำลังปีนเขาขึ้นมาทางด้านใต้ท่านก็เรียกนิกรมาพบโดยด่วน

"อ้ายกร แกกับหน่วยกลัวตายของแกจัดการทำลายข้าศึกให้ได้ พวกโจรประมาณ ๓๐ คน กำลังปีนขึ้นมาทางหน้าผาลาดชันโน่น"

นิกรชิดเท้าตรง

"ทราบแล้วครับ ขออนุญาติไปถ่ายอุจจาระก่อนสัก ๑๐ นาที ได้ไหมครับ"

"ไม่ได้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด "ถ้าปวดเต็มทนจนทนไม่ไหวก็ถ่ายรดหัวอ้ายพวกนั้นซึ่งกำลังปีนเขาขึ้นมาหาเรา"

"ครับผม"

ในสองสามนาทีนั้นเองนิกรก็นำหน่วยกลัวตายของเขารวม ๑๐ คนยกมาที่หน้าผานั้น พลพรรคของนิกรแบกหม้อน้ำบรรจุรังผึ้งมาด้วยซึ่งมีอยู่ด้วยกันรวมทั้งหมด ๖ ใบ ใช้ทำลายข้าศึกไปแล้ว ๔ ใบ นอกจากหมอน้ำบรรจุรังผึ้งพลพรรคบางคนยังหิ้วกาน้ำขนาดใหญ่มาด้วยคนละกาสองกา ภายในกามีน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่าน

นิกรชะโงกหน้ามองดูพวกโจรที่กำลังปีนป่ายขึ้นมาอย่างระมัดระวังตัว เขาสั่งให้หน่วยกลัวตายของเขาทุ่มระเบิดไฮโดรเยนลงไปทีละหม้อ หม้อน้ำบรรจุรังผึ้งลอยละลิ่วลงไปสู่เบื้องล่างกระทบโขดหินแตกกระจายเสียงดังโพละเพละ ผึ้งป่าฮือกันออกมาจากรังต่อยพวกโจรร้องเอะอะเอ็ดตะโรล่าถอยลงจากหน้าผาเป็นพัลวัน นิกรยกกาน้ำร้อนใบใหญ่ชูขึ้นแล้วร้องตะโกนบอกพวกโจร

"เฮ้ย-กินน้ำร้อนเสียหน่อยนะพรรคพวก"

แล้วนิกรก็รินน้ำร้อนแจกจ่ายสมุนโจรข้างล่าง คราวนี้พวกโจรหลายคนลอยละลิ่วพลัดตกจากหน้าผาเป็นทิวแถว บ้างก็หลบซ่อนตัวตามชะง่อนหิน หน่วยกลัวตายช่วยกันราดน้ำร้อนเดือดๆ ลงไป แล้วเอาก้อนหินทุ่มพวกโจรอย่างสนุกสนาน บางคนก็ใช้ปืนแก๊ปยิง พวกโจรแตกพ่ายยับเยินทำให้เหลียงฟูเดือดดาลมากที่เขาได้รับความผิดพลาดหวังอีกครั้งหนึ่งในการโจมตีหมู่บ้านแม้ว

เสียงแตรเดี่ยวทางฝ่ายโจรดังขึ้น สมุนของเหลียงฟูค่อยๆ ล่าถอยกลับไปรวมกำลังกัน เหลียงฟูระดมกำลังทั้งหมดให้เข้าตีทางด้านใต้เพียงด้านเดียวและขยายแนวรบออกไปเป็นรูปครึ่งวงกลม พวกโจรปฏิบัติการอย่างรวดเร็วฉับพลันคล้ายกับทหาร

แต่ก่อนที่เหลียงฟูจะเปิดฉากโจมตีแบบแตกหักเครื่องบินประจัญบานแบบซุปเปอร์เซเบอร์รวม ๙ เครื่องก็บินผ่านยอดเขาลูกหนึ่งตรงเข้ามาเป็นแถวเรียงเดี่ยวในระยะต่ำด้วยความเร็วสูง ดร.ดิเรกได้พูดวิทยุติดต่อกับผู้บังคับฝูงตลอดเวลา

เสียงไชโยโห่ร้องของพลพรรคแม้วดังลั่นไปหมดระคนกับเสียงเครื่องยนตร์ไอพ่น ซุปเปอร์เซเบอร์บินผ่านแนวรบของพวกโจรข้ามเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งทางทิศใต้สักครู่มันก็กลับมา

นักบินเริ่มเปิดฉากโจมตีพวกโจรฮ่อด้วยปืนกลอากาศแล้ว เครื่องบินประจัญบานไอพ่นแบบทันสมัยซึ่งมีความเร็วกว่าเสียงดำดิ่งลงมาทีละเครื่องและสาดกระสุนปืนกลลงมาราวกับห่าฝนถูกพวกโจรล้มระเนระนาด เหลียงฟูสั่งปืนกลหนัก ๑๔ มม. ยิงต่อสู้เครื่องบินทันที ซุปเปอร์เซเบอร์ทั้ง ๙ เครื่องกราดปืนกลแจกจ่ายพวกโจรแล้วบินเลยไปเชิดหัวขึ้นเป็นเส้นตั้งฉากในท่าผาดแผลงสวยงามมาก เสียงเครื่องยนตร์ดังกึกก้องขุนเขาจนแสบแก้วหูและสั่นสะเทือนขวัญพวกโจรไปตามกัน

ไอพ่นประจัญบานหวนกลับมาอีก คราวนี้บินลงระยะต่ำมากและด้วยความเร็วสูงสุด วัตถุก้อนหนึ่งที่ถูกทิ้งลงมาจากใต้เครื่องบินนั้นหมุนไปมา พอถึงพื้นดินก็แตกระเบิดเป็นเพลิงและกลุ่มควันสีดำน่าหวาดเสียว โจรฮ่อถูกระเบิดนาปาล์มล้มตายเกลื่อนกลาด นักบินขับไล่ได้ทิ้งระเบิดนาปาล์มสังหารพวกโจรตามที่ต่างๆ ตายยับ ที่เหลือตายแตกพ่ายกระจัดกระจายไปควบคุมกันไม่ติด เมื่อซุปเปอร์เซเบอร์ย้อนกลับมาอีกนักบินก็กราดปืนกลลงมาเสียงสนั่นหวั่นไหว เหลียงฟูสั่งสมุนโจรล่าถอยเป็นพัลวัน พลประจำปืนกลหนักที่ยิงต่อสู้เครื่องบินนั้นถูกปืนกลอากาศจากไอพ่นเครื่องหนึ่งตายคาที่ทั้งสามคน

การรบภาคพื้นดินสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อฝูงบินไอพ่นบินผ่านยอดดอยพลพรรคแม้วก็ลุกขึ้นโบกมือไชโยโห่ร้องให้นักบิน ทุกคนตื่นเต้นในอานุภาพของกองทัพอากาศไทยมาก การโจมตีของฝูงเครื่องบินไอพ่นประจัญบานดุเดือดน่ากลัวน่าสยดสยองที่สุด

ฝูงบินประจัญบานหายลับไปสักครู่ก็บินเกาะหมู่กลับมาในระยะสูงมาก ซุปเปอร์เซเบอร์ทั้ง ๙ เครื่องเดินทางกลับฐานทัพอากาศที่ดอนเมืองแล้ว ผู้บังคับฝูงได้พูดวิทยุกับดร.ดิเรกแจ้งว่าพวกโจรฮ่อถูกสังหารไปครึ่งหนึ่งแล้วที่กำลังแตกพ่ายหลบหนีเข้าป่าเป็นหน้าที่ของพลร่มจะจัดการกวาดล้างต่อไป ซึ่งขณะนี้เครื่องบินลำเลียงพลร่มได้เดินทางมาถึงดอยหลวงแล้ว ผู้บังคับฝูงได้กล่าวแสดงความยินดีที่ดร.ดิเรกกับคณะปลอดภัย ซึ่งนายแพทย์หนุ่มก็ได้ขอบคุณเสืออากาศทั้งหลายโดยทั่วหน้ากัน

เครื่องบินใบพัดครางกระหึ่มมาแต่ไกล พลพรรคแม้วต่างออกมายืนรวมกลุ่มอยู่ในที่แจ้งแหงนหน้ามองไปทางขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ เครื่องบินลำเลียงสองเครื่องยนตร์รวม ๕ เครื่อง บินเกาะหมู่ตรงเข้ามาอย่างเอื่อยๆ ความจริงฝูงเครื่องบินลำเลียงได้ออกเดินทางจากฐานทัพอากาศตั้งแต่ ๔.๐๐ น.เศษ ส่วนฝูงบินประจัญบานมาจากดอนเมืองตอน ๗.๐๐ น.

ดร.ดิเรกได้พูดวิทยุติดต่อกับนักบินได้แล้ว เขาสั่งให้กิมหงวนกับเจ้าแห้วนำผ้าสีขาวพับหนึ่งออกไปปูในที่ราบสูงเป็นรูปตัวที ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓๐๐ เมตร บริเวณนั้นเป็นที่ราบกว้างขวางมากเหมาะที่พลร่มจะกระโดดลงมาปฏิบัติการ

พอกิมหงวนกับเจ้าแห้วปูผ้าเสร็จเรียบร้อยเครื่องบินลำเลียงก็บินมาถึงและบินเป็นวงกลมกว้าง นักบินได้ทิ้งร่มชูชีพติดกระสอบทรายลงมาเพื่อทดสอบทางลมแต่ขณะนี้ลมสงบเงียบ ดร.ดิเรกติดต่อกับนักบินจนเข้าใจดีแล้วเขาก็เลิกพูดวิทยุชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล,นิกร, เจ้าแห้วและกอบแก้วเดินเข้าไปในบริเวณลานกว้างนั้นเพื่อคอยช่วยเหลือพลร่มถ้าหากว่ามีใครได้รับอุบัติเหตุ พลร่มเหล่านี้มาจากค่ายป่าหวายลพบุรีเครื่องบินที่ดอนเมืองไปรับที่สนามบินโคกกระเทียมเดินทางมานี่ ทุกคนเป็นพลร่มที่กล้าหาญบึกบึนได้รับการฝึกมาแล้วอย่างชำนิชำนาญ

เมื่อฝูงเครื่องบินลำเลียงบินกลับมาอีก มันก็บินเป็นแถวเรียงเดี่ยวในระยะห่างจากกัน ลำแรกทิ้งข้าวของสัมภาระลงมารวม ๕ ร่ม มีเสบียงอาหาร ยาและเครื่องเวชภัณฑ์ กระสุนปืนกลทอมสัน กระสุนปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ มม. บุหรี่และของใช้อื่นๆ อีกหลายอย่างซึ่งทางราชการทหารได้เอื้อเฟื้อส่งมาให้ดร.ดิเรกกับคณะ เครื่องบินลำที่ ๒-๓-๔ และลำสุดท้าย ปล่อยพลร่มลงมาลำละ ๕ คน บรรดาพลพรรคแม้วต่างตื่นเต้นสนใจไปตามกันเมื่อได้เห็นพลร่มลงปฏิบัติการเป็นครั้งแรก ทหารพลร่มแต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กครบครัน มีปืนกลมือแบบทอมสันเป็นอาวุธ บางคนก็มีวิทยุสนาม พลร่มลงสู่พื้นดินโดยสวัสดิภาพ เครื่องบินทั้ง ๕ เครื่อง ได้บินย้อนกลับมาทิ้งของและพลร่มลงมาอีก

เกือบครึ่งชั่วโมงพลร่มหนึ่งกองร้อยในบังคับบัญชาของ ร.อ.ชาติ พิชิตพงศ์ รวม ๑๒๐ คน ก็ลงสู่พื้นดินโดยเรียบร้อย ทุกคนปลอดภัยไม่มีใครได้รับอันตรายเลย มีเพียงแค่สิบตรีผู้บังคับหมู่คนหนึ่งขาแพลงไปเล็กน้อย ระหว่างที่พลร่มกำลังเก็บพับร่มดร.ดิเรกได้พาคณะพรรคของเขากับกอบแก้วเข้าไปหา เมื่อนายแพทย์หนุ่มได้แนะนำตัวเองให้รู้จัก ผู้บังคับกองร้อยพลร่มก็ได้สนทนาปราศรัยกับดร.ดิเรกอย่างนอบน้อม แล้วดิเรกก็แนะนำให้ร.อ.ชาติรู้จักกับเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนางพญาแม้ว ทำให้ร.อ.ชาติแปลกใจมากเมื่อทราบว่าหัวหน้าแม้วเป็นหญิงสาวสวยและมีการศึกษาเป็นอย่างดี มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนหวานน่ารัก

"ผมกับพลร่มในกองร้อยของผมได้รับคำสั่งด่วนให้มาช่วยอาจารย์กับคณะครับ" ร.อ.ชาติพูดกับดร.ดิเรกอย่างยิ้มแย้ม เขาเรียกนายแพทย์หนุ่มว่าอาจารย์ก็เพราะเขารู้ดีว่าดร.ดิเรกเป็นจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งใครๆ ก็ยกย่องเรียกนายแพทย์หนุ่มว่าอาจารย์โดยมาก "ผมดีใจมากที่พวกเราได้มาช่วยทันก่อนที่อาจารย์กับคณะจะได้รับอันตรายจากพวกโจรฮ่อ นักบินผู้ช่วยเล่าให้พวกเราฟังแล้วครับว่าพวกโจรแตกพ่ายไปหมดแล้วหลังจากถูกเครื่องบินประจัญบานโจมตีเพียง ๑๕ นาทีดร.ดิเรกยื่นมือให้นายทหารหนุ่มจับอีกครั้งหนึ่งและบีบมือแน่น"

"ขอบคุณมากผู้กอง ขอบคุณพวกนักบินและพลร่มทุกๆ คนที่ได้กรุณามาช่วยเหลือพวกเรา ขณะนี้พวกโจรฮ่อแตกพ่ายหนีเข้าป่าไปหมดแล้ว มันคงจะลงไปจากเขาลูกนี้เพื่อล่าถอยไปทางแม่ฮ่องสอน ผู้กองจะจัดการกับพวกโจรฮ่ออย่างไรต่อไปครับ"

ร.อ.ชาติมองดูฝูงเครื่องบินซึ่งกำลังบินเกาะหมู่เดินทางกลับฐานทัพในระยะสูงแล้วเขาก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม

"เจ้านายสั่งให้ผมนำพลร่มติดตามกวาดล้างพวกโจรฮ่อในป่านี้ต่อไปครับ โดยมีกำหนดเดินป่าสองสัปดาห์ซึ่งเท่ากับเป็นการฝึกหัดรบด้วยกระสุนจริงในป่าทึบและบนเขา ผมจะพาพลร่มเดินทางเรื่อยไปจนถึงแม่ฮ่องสอนตามแผนกวาดล้างโจรฮ่อที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายมา และที่แม่ฮ่องสอนจะมีเครื่องบินไปรับพวกเรากลับตามกำหนด"

"อ้าว" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "แล้วพวกผมล่ะผู้กอง ไม่มีเฮลิคอบเตอร์มารับพวกเราหรือครับ"

ร.อ.ชาติหันมาทางเสี่ยหงวน

"เรื่องนี้ผมไม่ทราบหรอกครับ ลองวิทยุติดต่อกับกองทัพอากาศสิครับ"

"ว้า" เสี่ยหงวนคราง "พวกผมตกค้างอยู่ในป่านี้นานแล้วคิดถึงบ้านเต็มทน ถ้าไม่มีเฮลิคอบเตอร์มารับเราจะกลับกันอย่างไร ขืนบุกป่ากลับไปคงถูกเสือกินหมด ลูกหาบที่มากับเราหนีไปหมดแล้วก่อนที่เราจะขึ้นมาบนดอยนี้ พรานผู้นำทางก็ต้องเสียชีวิตจากแมงมุมยักษ์"

ร.อ.ชาติทำหน้าตื่น

"แมงมุมยักษ์ "

"ครับ ถูกแล้ว" อาเสี่ยพูดเสียงหนักแน่น "ผู้กองกับทหารพลร่มต้องระวังหน่อยนะครับ บนดอยนี้ตอนสูงจากพื้นดินราว ๑,๕๐๐ ฟิต มีแมงมุมยักษ์อยู่ฝูงหนึ่ง ตัวโตขนาดกะลามะพร้าวเชียวครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แต่พลร่มมีเครื่องพ่นไฟมาด้วยคงจะไม่เป็นไรหรอก อย่างไรก็ตามต้องระวังตัวไว้บ้างนะคุณ"

ร.อ.ชาติยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ขอบคุณครับใต้เท้าที่กรุณาเตือนผม อ้า-เชิญไปสำรวจสิ่งของที่เรานำมามอบให้เถอะครับ ทหารของผมรวบรวมไว้โน่นแล้ว"

"ทำไมถึงมากมายนักล่ะครับผู้กอง" พลถามยิ้มๆ

"อาวุธและเสบียงของพลร่มด้วยครับ สำหรับของที่ผมนำมาให้พวกคุณมีเพียงสี่ลังเท่านั้น นอกนั้นเป็นหีบปืนกลหนัก, กระสุนปืน, ลูกระเบิด ไปรับมอบสิ่งของจากผมเถอะครับ ผมไม่มีเวลาอีกแล้วจะรีบนำพลร่มออกติดตามกวาดล้างพวกโจรต่อไป แต่ผมจะฝากร่มไว้ที่หมู่บ้านนี้" แล้วเขาก็หันมาทางกอบแก้ว "หวังว่าคุณคงจะไม่รังเกียจที่จะช่วยรับฝากร่มชูชีพของเรา"

นางพญาแม้วยิ้มน่ารัก

"ไม่รังเกียจเลยค่ะ พวกเรายินดีช่วยเหลือทางราชการทหารเสมอ"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับร.อ.ชาติ

"ผู้กองครับ"

ผู้บังคับกองร้อยหนุ่มหันมาทางอาเสี่ย

"ว่าไงครับ"

"อ้า ประทานโทษนะครับ ผู้กองนึกเสียวบ้างไหมครับขณะที่โดดลงมาจากเครื่องบิน"

ร.อ.ชาติหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

"ก็เป็นบ้างครับ โดดมากี่ครั้งๆ ก็อดนึกเสียวไม่ได้ ตอนที่ลอยลงมาจากประตูเครื่องบินก่อนที่ร่มมันจะกาง แต่พอร่มกางออกแล้วก็สบายใจ"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ติ๋งต่างว่ามันไม่กางล่ะครับ"

ร.อ.ชาติกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก็เน่าน่ะซีครับ อย่างน้อยก็จมหายลงไปในดินราวสี่เมตร"

นิกรทำคอย่น

"พวกพลร่มกล้าหาญเหลือเกินครับ ถ้าเป็นผมถึงร่มกางก็เยี่ยวราดเป็นลมคอพับคออ่อนจนกว่าจะถึงดิน อ้า ผู้กองครับ ติ๋งต่างว่าผู้กองกระโดดลงมาแล้วบังเอิญนึกขึ้นได้ว่าลืมร่มไว้ล่ะครับ"

คราวนี้ร.อ.ชาติหัวเราะลั่น เขาเป็นนายทหารหนุ่มที่มีอารมณ์ขันเช่นเดียวกับนิกรเหมือนกัน

"มีครั้งหนึ่งครับผมเคยกระโดดร่มในการฝึกที่โคกกระเทียม วันนั้นผมมีเรื่องทะเลาะกับแม่ยายจิตใจเลยขุ่นมัว เมื่อนักบินเขาเปิดสัญญาณไฟเตรียมพร้อมผมก็สั่งทหารลุกขึ้นเอาสายร่มเกี่ยวติดตัว ส่วนผมลืมเกี่ยวร่มเพราะมัวแต่นึกถึงแม่ยายปากปลาร้าของผม ซึ่งบังอาจด่าผมว่าอ้ายพลร่มกระดาษ"

กิมหงวนจุ๊ปาก

"ด่าเจ็บเสียด้วย"

ผู้บังคับกองพยักหน้า

"นั่นน่ะซีครับ นอกจากนี้ยังแช่งผมด้วย อ้ายสันดาน มึงเตะลูกกูขอให้มึงร่มไม่กางให้มึงกระดูกออกนอกเนื้อ ดูเถอะครับ แกช่างไม่นึกบ้างเลยว่าถ้าผมตายหลานของแกตั้ง ๓ คน จะต้องเป็นกำพร้า ผมหัวเสียมากเกินไปเลยลืมเอาสายร่มติดตัวผม พอนักบินให้สัญญาณกระโดดผมก็กระโดดเป็นคนแรกในฐานที่ผมเป็นผู้บังคับกอง"

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโร "เรื่องนี้หวาดเสียวจังเลยครับ แล้วผู้กองก็เลยโหม่งโลกตายไปเลย"

"อ้าว" ร.อ.ชาติอุทานแล้วหัวเราะ "ผมตายแล้วผมจะมายืนคุยกับพวกคุณได้อย่างไร มือชั้นผมไม่ยอมตายง่ายๆ หรอกครับ เมื่อผมลอยละลิ่วลงไปจากเครื่องบินผมก็ใจหายรู้ทันทีว่าผมไม่มีร่มเพราะลืมร่มแต่สติยังดีอยู่ผมรีบแก้ท็อบบู๊ตออกอย่างรวดเร็วทำงานแข่งกับเวลาและความตาย ผมผูกปลายขากางเกงทั้งสองข้างให้เป็นปม ลมมันก็เข้าไปในกางเกงช่วยให้ผมประคองตัวอยู่ในอากาศได้ พอดีพลร่มของผมคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุร่มไม่กางลอยลิ่วลงมาใกล้ๆ ผมแล้วร่มชูชีพก็กางพรึ่บ ผมคว้าสายร่มเส้นหนึ่งไว้ได้ครับ ผมกับทหารคนนั้นจึงลอยลงสู่พื้นสนามบินรอดตายเหมือนกับมีปาฏิหาริย์ นี่แหละครับชีวิตของพลร่มเป็นอย่างนี้ พลาดพลั้งนิดเดียวก็มีหวังไปป่าช้าลูกเมียร้องไห้ขี้มูกโป่งไปตามกัน"

สี่สหายมองดูหน้ากันและทำหน้าเหยเกไปตามกัน กอบแก้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ ดร.ดิเรกเลื่อนตัวเข้ามาชิดผู้บังคับกองพลร่มแล้วกล่าวเบาๆ

"อ้าปากซิผู้กอง"

ร.อ.ชาติอ้าปากกว้างจนเห็นลิ้นไก่ นายแพทย์หนุ่มสูดดมกลิ่นใกล้ๆ ปากของผู้บังคับกองพลร่มแล้วหัวเราะชอบใจยกมือตบบ่าร.อ.ชาติอย่างสนิทสนม

"ผมรู้แล้วผู้กอง ก่อนที่ผู้กองจะกระโดดลงมาจากเครื่องบินผู้กองต้องดื่มเหล้าแน่ๆ จริงไหมล่ะครับ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ จริงครับอาจารย์ ผมต้องดื่มเหล้าเพียวๆ ประมาณหนึ่งกั๊กก่อนกระโดดร่มราว ๕ นาที"

"นั่นน่ะซี" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "ตอนที่ผู้กองคุยกับพวกเราเมื่อกี้นี้แอลกอฮอร์ยังไม่ออกฤทธิ์ก็เป็นเรื่องเป็นราวดี พอแอลกอฮอร์แผลงฤทธิ์ผู้กองก็เล่าเรื่องกระโดดร่มและลืมร่มไว้บนเครื่องบิน ฮ่ะ ฮ่ะ ผู้กองคงคอเหล้าเหมือนกับพวกผม"

ร.อ.ชาติยิ้มอายๆ

"ก็ไม่เก่งนักหรอกครับ ผมทานวันละสองสามขวดเท่านั้น"

กิมหงวนยื่นมือให้ผู้บังคับกองจับ

"ผมนึกรักผู้กองเสียแล้วละซี อย่าไปปราบพวกโจรฮ่อเลยครับพักกับพวกเราที่หมู่บ้านนี้ดีกว่า ผมจะจัดอาหารดีๆ เลี้ยงผู้กองให้เต็มที่ เหล้าแม้วยิ้มและเหล้าเผ่น รับรองว่าผู้กองกินแล้วต้องติดใจ ขนาดจุดไฟพรึ่บเลยครับปล่อยให้ผู้หมวดนำพลร่มบุกป่าติดตามพวกโจรไปก็แล้วกัน"

ร.อ.ชาติหัวเราะ

"ไม่ได้หรอกครับ ละทิ้งหน้าที่ในเวลาประกาศกฎอัยการศึกเช่นนี้ติดคุกแน่ ขึ้นศาลทหารเด็ดขาด เอาไว้เราไปพบกันที่กรุงเทพฯ ดีกว่านะครับผมเคยได้ยินชื่ออาเสี่ยมานานแล้ว ดีใจมากเชียวครับที่ได้เห็นตัวจริงวันนี้ แม่ยายผมแกไม่เชื่อหรอกครับตามข่าวที่เขาลือกันว่าอาเสี่ยเป็นมหาเศรษฐีที่กล้าฉีกแบงค์เล่นทีละพันสองพัน แกว่าให้ร่ำรวยยังไง ๒๐ บาทก็ไม่กล้าฉีก"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวาแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมออกมาปึกหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ บาท

"ผมจะฉีกให้ผู้กองดูเล่นเป็นขวัญตาจะได้ไปเล่าให้แม่ยายของผู้กองฟังว่าอาเสี่ยกิมหงวนสามารถฉีกเงินทิ้งเล่นอย่างหน้าตาเฉย" พูดจบกิมหงวนก็ฉีกธนบัตรใบละร้อยบาทปึกนั้นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ร.อ.ชาติลืมตาโพลง เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว

"โอ้โฮ อาเสี่ยแน่จริงๆ ครับ" เขาร้องเสียงลั่นแล้วก้มลงเก็บเศษธนบัตรเหล่านั้นขึ้นมายัดใส่กระเป๋ากางเกง "ผมจะเอาไปอวดแม่ยายแกเพื่อเป็นหลักฐานและจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ความจริงแม่ยายผมแกปากร้ายมากครับ แต่สวยและน่าพิสมัยที่สุด เมียผมยังงี้แพ้หลุดลุ่ย"

ดร.ดิเรกอ้าปากหวอ

"ผู้กอง ผมสงสัยเสียแล้ว น่ากลัวคุณจะเป็นพระยาเทครัวเป็นแน่"

ผู้บังคับกองยิ้มอายๆ

"เห็นจะใช่ครับ หล่อนเป็นแม่ยายผมด้วยและเป็นเมียน้อยผมด้วยครับ แม่ยายผมอายุ ๔๕ ครับแต่ยังสาวและสวยมาก เมียผม ๒๖ ปี"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าร.อ.ชาติแล้วพูดสัพยอกอย่างลูกหลาน

"ระวังให้ดี คุณจะถูกแม่ยายคุณยิง โจรฮ่อน่ะไม่ต้องไปกลัวมันหรอก มีแต่คุณจะฆ่ามัน แต่แม่ยายของคุณระวังให้มากหลานชาย"

ผู้บังคับกองร้อยพลร่มหน้าจ๋อย

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็ชักหวาดๆ เหมือนกัน หมู่นี้แกปะทะกับผมบ่อยๆ เสียด้วย เอ-ไปที่กองสิ่งของเถอะครับ ผู้หมวดกับทหารเขารอคอยผมอยู่ ผมน่ะถ้าลงดื่มเหล้าเข้าไปแล้วก็ไม่อยากจะหยุดคุยเลย"

อาเสี่ยว่า "อย่าไปรบกับพวกโจรเลยน่าผู้กอง อยู่กับพวกเราที่นี่ดีกว่า"

ครั้นแล้วร.อ.ชาติก็เดินนำหน้าพาทุกๆ คนตรงไปยังหีบห่อสัมภาระที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบิน บรรดาทหารพลร่มทั้งกองร้อยได้เข้าแถวหน้ากระดานเรียงสองรอคอยเคลื่อนพลอยู่แล้ว ผู้บังคับหมวด ๓ คน กับทหารและนายสิบอีกสามสี่คนยืนอยู่ข้างหีบห่อเหล่านั้น เมื่อร.อ.ชาติเดินเข้ามานายทหารคนหนึ่งก็บอกกองร้อยพลร่มกระทำความเคารพและวิ่งเข้ามารายงานจำนวนทหาร นายทหารและนายสิบให้ทราบตามระเบียบ

หลังจากร.อ.ชาติได้มอบสิ่งของต่างๆ ให้ดร.ดิเรกกับคณะและมีการเซ็นรับกันเรียบร้อยแล้ว ผู้บังคับกองหนุ่มก็อำลาคณะพรรคสี่สหายกับกอบแก้วพาทหารพลร่มเคลื่อนที่ต่อไปตามแผนการเพื่อกวาดล้างโจรฮ่อตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาจากผู้บังคับบัญชา

ดร.ดิเรกกับคณะได้ผ้าห่มนอนใหม่เอี่ยม ๑๐ ผืน ปืนลูกซองสำหรับล่าสัตว์ ๔ กระบอก พร้อมด้วยกระสุนขนาดต่างๆ อีก ๑๐๐ นัด เครื่องกระป๋องมากมายเหลือเฟือ วิสกี้ไทย ๒ โหล บุหรี่ ๒๐ ห่อ ยาและเครื่องเวชภัณฑ์หนึ่งหีบ กระสุนปืนกลทอมสัน กระสุนปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ มม. ลูกระเบิดมือและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นอีกหลายอย่าง

สันติภาพกลับคืนมาแล้ว บรรดาพวกแม้วที่เป็นผู้หญิง, เด็กและคนชราที่หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบต่างกลับมายังหมู่บ้านด้วยความดีใจ ดร.ดิเรกได้วิทยุติดต่อไปทางค่าย "ดารารัศมี" ให้ถ่ายทอดวิทยุโทรเลขของเขาไปยังกองทัพอากาศที่ดอนเมืองเพื่อขอให้ทางกองทัพอากาศส่งเครื่องบินเฮลิคอบเตอร์มารับ นายแพทย์หนุ่มใช้เวลาส่งวิทยุโทรเลขประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วเขาก็ออกมาจากห้องรับส่งวิทยุภายในเรือนพักของขุนศึก

ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงพอดี พวกแม้วได้นั่งล้อมวงรับประทานข้าวต้มตามใต้ร่มไม้หรือหน้ากระท่อมเป็นกลุ่มๆ หมู่บ้านสามในสี่ส่วนตกเป็นเหยื่อพระเพลิงไปแล้ว แต่บ้านพักของกอบแก้วและบ้านพักตำแหน่งขุนศึกรอดพ้นจากไฟไหม้เพราะปลูกอยู่ห่างจากพวกลูกบ้าน

ที่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่หน้าเรือนพักของกอบแก้วสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนางพญาแม้วกำลังนั่งรับประทานข้าวต้มกันอยู่บนแคร่ไม้ไผ่อันกว้างใหญ่และมั่นคงแข็งแรง พลแลเห็นดร.ดิเรกออกมายืนหน้าระเบียงเรือนเขาก็ร้องเรียก

"เฮ้ย-หมอมากินข้าวโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มก้าวลงมาจากเรือนขุนศึกเดินหน้าม่อยเข้ามาหาคณะพรรคของเขา เขาก้าวขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนแคร่ กอบแก้วรีบตักข้าวต้มใส่จานส่งให้ดร.ดิเรก

"ทานเถอะค่ะคุณหมอ ข้าวต้มกำลังร้อนเชียวค่ะ"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ทานไม่ลงคุณแก้ว พวกผมหมดหวังที่จะกลับบ้านโดยเฮลิคอบเตอร์แล้ว"

ทุกคนมองดูนายแพทย์หนุ่มเป็นตาเดียว

"ทำไมล่ะ" เสี่ยหงวนถามอย่างร้อนรน "กันคิดถึงเมียกันใจจะขาดแล้วนะโว้ย แกติดต่อทางวิทยุได้ความว่ายังไง"

ดร.ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือ

"กองทัพอากาศเขาบอกว่า ภูมิประเทศบนดอยนี้หรือในบริเวณป่าเหล่านี้เฮลิคอบเตอร์ลงไม่ได้ นักบินไอพ่นกลับไปรายงานว่าบนยอดดอยมีหมอกปกคลุมและพื้นที่ไม่เหมาะที่จะนำเฮลิคอบเตอร์ลง"

"แล้วกัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "ถ้ายังงั้นเรามิต้องบุกป่าฝ่าดงเดินทางกลับบ้านยังงั้นหรือ"

"ออไร๋ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละครับ ท่านรองได้แสดงความเสียใจที่ทำให้เราผิดพลาดหวังเพราะสัญญาไว้แล้วว่าจะส่งเฮลิคอบเตอร์มารับเรากลับ ท่านแนะนำให้เราบุกไปแม่ฮ่องสอนซึ่งระยะทางใกล้กว่าเชียงใหม่มาก เมื่อไปถึงแม่ฮ่องสอนข้าราชการที่นั่นก็จะให้ความช่วยเหลือเราเป็นอย่างดีทางกองทัพอากาศจะคอยรับโทรเลขจากเรา ถ้าได้รับโทรเลขเมื่อไรก็จะส่งเครื่องบินพิเศษไปรับเราที่แม่ฮ่องสอนทันที"

นิกรพุ้ยข้าวต้มอย่างรวดเร็ว เอาตะเกียบหยิบกับใส่ปากและเคี้ยวเสียงลั่น เขาไม่ยอมกินข้าวด้วยช้อนเหมือนเพื่อนๆ

"เอายังไงดีโว้ยพวกเรา" นิกรถามเสียงคับปากเพราะหมูพะโล้ชิ้นเบ้อเริ่มอยู่ในปากของเขา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามกอบแก้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"หลานสาว แก้วพอจะบอกลุงได้ไหมว่าระยะทางจากดอยหลวงไปแม่ฮ่องสอนใกล้ไกลแค่ไหน"

นางไพรหน้าเศร้าทันที

"แก้วเรียนให้คุณลุงทราบไม่ถูกหรอกค่ะว่าใกล้หรือไกล ทราบแต่ว่าพวกแม้วคนของแก้วเคยเอาของป่าบรรทุกล่อม้าไปขายที่แม่ฮ่องสอนใช้เวลาเดินทางสามวันค่ะ เดินป่าข้ามเขาเฉพาะตอนกลางวัน กลางคืนหยุดพักนอน"

เจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ก็โขอยู่เหมือนกัน พวกแม้วเป็นชาวป่าชาวเขาเดินทางได้เร็วกว่าพวกลุงมาก แก้วพอจะหาคนนำทางและลูกหาบให้ลุงสักห้าหกคนได้ไหมเพื่อพาพวกเราไปส่งแม่ฮ่องสอน ลุงจะจ่ายค่าจ้างให้เขาให้สมกับค่าเหนื่อยของเขาทีเดียว"

กอบแก้วตอบโดยไม่ต้องคิด

"ได้ค่ะคุณลุง แก้วยินดีจะหาคนนำทางและลูกหาบให้ แก้วจะร่วมทางไปส่งด้วยค่ะ คนของแก้วยินดีจะช่วยเหลือโดยไม่ต้องการเงินหรือสิ่งตอบแทนใดๆ เลย พวกแม้วบนดอยนี้ต่างสำนึกในบุญคุณของคุณลุงกับลูกหลานของคุณลุงอย่างไม่มีวันที่จะลืมได้เท่าที่ทุกคนได้เป็นกำลังสำคัญเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับพวกโจรฮ่อในครั้งนี้ เมื่อมีโอกาสที่จะตอบแทนบุญคุณแก้วกับคนของแก้วก็ยินดีค่ะ การนำทางไปแม่ฮ่องสอนไม่ใช่งานที่ยากลำบากจนเกินไปนัก"

ท่านเจ้าคุณมองดูนางไพรอย่างชื่นชม

"ขอบใจมากหลานสาว ความจริงเราอยากจะพักอยู่บนดอยนี้นานๆ ด้วยซ้ำไป เพราะมันสุขสบายเหมือนกับอยู่บ้านของเราเอง แต่ดิเรกมีงานสำคัญยิ่งที่จะต้องรีบกลับไปทำเพื่อประเทศชาติ สิ่งนั้นก็คือสร้างอาวุธปรมาณูให้แก่กองทัพไทยซึ่งเราก็ได้เล่าให้แก้วฟังแล้ว"

กอบแก้วยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร หล่อนค่อยๆ หันมามองดูขุนศึกแล้วกล่าวว่า

"พี่คงคิดถึงบ้านใจแทบขาด"

พลฝืนหัวเราะ

"เปล่าเลยแก้ว"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ให้แกรากเลือดลงแดงตาย"

"เออ"

กอบแก้วค้อนขุนศึก

"อย่างน้อยพี่ก็ต้องเป็นห่วงพี่นันทาบ้าง"

พลเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ใครบอกแก้ว" เขาถามอ้อมแอ้ม

"ก็น้องชายพี่นันน่ะซีคะบอกแก้ว"

ขุนศึกหันขวับมาทางนายจอมทะเล้น นิกรทำหน้าตายก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวต้มและคีบกับใส่ปาก

"อ้ายกร ทำไมถึงริอ่านเป็นคนปากบอนวะ เรื่องของฉันไม่ได้หนักกบาลแกเลย"

นิกรมองดูพลอย่างเคืองๆ

"จริง มันคงไม่หนักกบาลข้าถ้าหากว่าพี่นันไม่ใช่พี่สาวของข้า แกกำลังจะหลอกเด็กหลอกเล็กพาคุณแก้วไปกรุงเทพฯ ขืนไปพี่นันก็ยิงแกทิ้งเท่านั้น หรือม่ายก็เกิดตบกันอย่างอุตลุดยุ่งตายห่าหนังสือพิมพ์ลงขายหน้าเขา"

กอบแก้วพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"แก้วไม่ไปหรอกค่ะคุณนิกรคะ แก้วยอมช้ำใจตายอยู่ที่นี่ แก้วผิดพลาดหลงรักพี่พลแล้วแก้วก็จะก้มหน้ารับกรรมไป ทำอย่างไรได้คะ ไม่มีใครที่จะหนีกรรมเก่าพ้น"

เสี่ยหงวนทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้ เขามองดูพลอย่างเดือดดาล แล้วยกมือขวาเขกกบาลขุนศึกดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ยุ่งนักอ้ายเปรต ไปที่ไหนต้องมีเรื่องโรมานซ์ที่นั่น"

พลยิ้มแห้งๆ

"เออ ด่ากันเถอะเพื่อน เรื่องของความรักมันห้ามไม่ได้และรู้ไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นแก่เราเมื่อไร ถึงอย่างไรกันก็จะรักแก้วและนึกถึงแก้วไปชั่วนิรันดร์"

กอบแก้วประนมมือไหว้พลอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณค่ะพี่ แก้วก็เช่นเดียวกัน ชาติหน้ามีจริงแก้วคงจะได้พบพี่อีก และรักของแก้วคงจะราบรื่นไม่มีอุปสรรคอะไร"

นิกรวางชามข้าวต้มดังโครม

"เศร้าโว้ย กินไม่ลง"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ชามที่ ๖ แล้วนี่มันจะลงได้อย่างไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้ามทุกคนให้สงบเงียบ แล้วท่านก็กล่าวกับนางพญาแม้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"พวกเราจะพักอยู่ที่นี่อีกสักสองสามวันจึงจะเดินทางไปแม่ฮ่องสอน ตกลงอย่างนี้นะแก้ว"

กอบแก้วมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันที

"ค่ะ ดีแล้วค่ะ แก้วอยากจะขอร้องให้คุณลุงเป็นแม่กองช่วยสร้างบ้านให้พวกเราค่ะ แม้วทั้งสามตำบลจะอยู่รวมกับพรรคพวกของแก้วที่นี่เพื่อรวมกำลังกันให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง หัวหน้าแม้วได้ปรึกษากับแก้วแล้วค่ะ พวกลูกบ้านของเขาต่างเต็มใจที่จะสร้างบ้านเรือนอยู่ที่นี่เพราะชัยภูมิดี ที่ดินสำหรับปลูกพืชก็มีมาก พรุ่งนี้แม้วทุกคนจะระดมกำลังกันสร้างบ้านเรือนขึ้นค่ะ ภายในสามวันก็จะสร้างเสร็จเรียบร้อยด้วยความสามัคคีของพวกเรา หมู่บ้านที่นี่จะเป็นหมู่บ้านที่หนาแน่นมีชาวแม้วนับพัน พวกโจรต่างถิ่นมาเห็นเข้าก็ไม่กล้าปล้น เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้วคุณลุงก็จะต้องเป็นประธานในการคัดเลือกขุนศึกอีกด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"หมายความว่าชายฉกรรจ์ผู้มีฝีมือดีจะสมัครเข้าเป็นขุนศึกและประลองฝีมือกันยังงั้นหรือแก้ว"

"ค่ะ ก็ต้องเป็นไปตามประเพณีของเราค่ะ ขุนศึกที่มีอยู่เดิม เราจะประกาศยกเลิกเพราะเรารวมกันเป็นตำบลเดียวกันแล้ว ขุนศึกจะมีได้คนเดียวคือผู้มีฝีมือเลิศ"

ดร.ดิเรกถามขึ้นทันที

"แล้วหัวหน้าแม้วล่ะครับ ใครจะเป็น"

กอบแก้วยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"แก้วปรึกษากับหัวหน้าทั้งสามคนแล้วค่ะ เราจะใช้วิธีโหวตค่ะ ถ้าคะแนนเสียงของหัวหน้าแม้วคนใดในสี่คนมากกว่าเพื่อนคนนั้นก็จะได้เป็นหัวหน้า นอกนั้นเป็นผู้ช่วยหรือรองหัวหน้าค่ะ ช่วยกันปกครองดูแลชาวแม้วให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข"

อาเสี่ยว่า "โหวตกันคุณแก้วก็ได้เป็นหัวหน้าแหงๆ เพราะแม้วที่นี่มีจำนวนมากกว่า"

"ไม่แน่หรอกค่ะอาเสี่ย เลาเห้งหัวหน้าแม้วมีคนเคารพนับถือเขามากนะคะ เขาเป็นคนดีมีศีลธรรมจริงๆ แม้วที่นี่ก็รักใคร่เขาค่ะ"

กิมหงวนยิ้มแค่นๆ

"ถ้ายังงั้นผมจัดการเก็บเลาเห้งเสียดีไหมครับ ยิงทิ้งเสียเลยคุณแก้วจะได้เป็นหัวหน้า"

พลยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้าอาเสี่ยค่อนข้างแรง

"ดุมากไปแล้ว ตั้งแต่เป็นหัวหน้าหน่วยกล้าตายรู้สึกว่าแกอยากฆ่าคนตลอดวัน อย่าดุนักเลยวะ"

"จริงโว้ย" อาเสี่ยยอมรับ "บางทีไม่รู้จะฆ่าใครยังนึกอยากฆ่าตัวเองเต็มทน"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ปะทะกับพวกโจรคราวนี้พวกเราบาดเจ็บล้มตายไปไม่ใช่น้อย ทรัพย์สมบัติบ้านช่องฉิบหายหมด คิดแล้วเจ็บใจอ้ายเหลียงฟู กินข้าวดีกว่า" แล้วนิกรก็ยกชามข้าวต้มขึ้นพุ้ยต่อไป

ด้วยสามัคคีธรรมอันดีงามของพวกแม้ว บ้านเล็กเรือนน้อยไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ หลังคาเรือนก็ถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยชั่วเวลาเพียง ๔ วันเท่านั้น ไม้ไผ่ป่าหลายสิบกอถูกโค่นมาสร้างบ้านราบไป บ้านส่วนมากมีสภาพคล้ายกับกระท่อมแต่กว้างขวางสะดวกสบายกว่ากระท่อม หลังคามุงแฝก ส่วนประกอบโดยมากใช้ไม้ไผ่ ชาวแม้วช่วยกันสร้างบ้าน สร้างคอกสัตว์พาหนะ ทั้งหญิง, ชาย, คนชราและเด็กต่างทำงานตัวเป็นเกลียว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ร่วมมือกับพวกแม้วช่วยสร้างบ้านเรือนให้ด้วย แนะนำให้ทุกๆ บ้านทำหน้าต่างหลายๆ บานรับแสงสว่างถ่ายเทอากาศ ดร.ดิเรกได้ใช้เวลาทั้งหมดอบรมพวกแม้วให้รู้จักรักษาความสะอาด มีอนามัยดี เขาอธิบายให้พวกสาวๆ ชาวแม้วฟังว่าการอาบน้ำบ่อยๆ ย่อมช่วยให้เนื้อตัวสะอาดหมดจด ผู้หญิงควรกำจัดตัวเหาและไข่เหาบนศีรษะให้หมดไป สาวสวยหาแฟนไม่ได้ก็เนื่องจากผู้ชายกลัวเหากระโดดเกาะหัว และรังเกียจกลิ่นตามใต้รักแร้ จึงควรจะอาบน้ำสระผมทำลายเหาให้สูญสิ้นไป พวกผู้หญิงแม้วถือว่าสี่สหายเป็นวีรบุรุษเมื่อพูดอะไรชี้แจงอะไรจึงเชื่อถือ ดังนั้นเหาและไข่เหาจึงถูกปราบด้วยสมุนไพรชนิดหนึ่งของพวกแม้ว นำมันมาต้มแล้วเอาน้ำมันสระผมทำให้เหาเมาตายหมด ส่วนไข่เหาก็ฝ่อไป พวกสาวๆ แม้วสวมเสื้อผ้าสะอาดขึ้น สวยและน่ารักขึ้น ตลอดเวลา ๔ คืนที่ผ่านมานี้นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วต่างเพลิดเพลินกับสาวแม้วซึ่งทุกคนมีอิสระเสรีในเรื่องความรักอย่างเต็มที่ เมื่อหล่อนรักใคร่ใครหล่อนก็เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างในตัวของหล่อนให้อย่างง่ายดาย และผู้หญิงแม้วถือว่าถ้าหล่อนเสียตัวให้กับใครและชายผู้นั้นไม่จัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอแต่งงานกับหล่อนแล้วหล่อนก็มีสิทธิที่จะเสียตัวให้ใครๆ ได้อีกเท่าที่หล่อนพอใจจะเสีย แต่ถ้าหล่อนตั้งครรภ์ขึ้นมาเมื่อไรบิดามารดาหรือผู้ปกครองของหล่อนก็จะให้หล่อนพาไปชี้ตัวผู้ชายซึ่งหล่อนมั่นใจว่าเขาเป็นผู้ให้กำเนิดทารก ผู้ที่ถูกระบุตัวว่าเป็นพ่อทารกในครรภ์จะปฏิเสธไม่ได้ เขาจะต้องแต่งงานกับหญิงสาวผู้นั้นตามประเพณีของแม้ว

วันนั้น หัวหน้าแม้วทั้งสี่คนได้ประกาศให้พวกแม้วทราบทั่วกันว่าในตอนเย็นจะมีการเลือกหัวหน้าและขุนศึกประจำท้องถิ่น เมื่อได้ยินเสียงกลองสัญญาณให้แม้วทุกคนไปชุมนุมกันที่บริเวณลานกว้างกลางหมู่บ้าน ขอให้ชายฉกรรจ์ที่จะสมัครเข้าประลองฝีมือชิงตำแหน่งขุนศึกเตรียมตัวไว้ให้พร้อม ในการเลือกตั้งหัวหน้าแม้วและขุนศึกนี้พระยาปัจจนึกพินาศจะเป็นประธานชี้ขาด ข่าวนี้ทำให้แม้วทั้งหมู่บ้านตื่นเต้นยินดีไปตามกัน แต่ข่าวที่คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะจากดอยหลวงไปในวันสองวันนี้ทำให้พวกแม้วมีความอาลัยรักอย่างยิ่ง

พอตะวันคล้อยในราว ๑๖.๐๐ น. เสียงกลองก็กังวานไปทั่วหมู่บ้าน พวกแม้วต่างวางมือจากการงานออกจากบ้านเรือนของตนมาชุมนุมกันที่บริเวณลานดินอันกว้างใหญ่ หลังจากนั้นสักครู่คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากอบแก้วกับหัวหน้าแม้วทั้งสามคนผ่านกลุ่มประชาชนเข้ามาท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับวีรบุรุษทั้งสี่

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกให้กอบแก้วและหัวหน้าแม้วอีก ๓ คนนั่งรวมกันบนแท่งหินใหญ่ แล้วให้หัวหน้าแม้วลุกขึ้นแถลงนโยบายทีละคน เลาเฉียกล่าวปราศรัยเป็นคนแรก เขาว่าถ้าชาวแม้วเลือกเขาเป็นหัวหน้าเขาจะพยายามเอาใจใส่ดูแลในทุกข์สุขของลูกบ้านอย่างดีที่สุด ต่อจากนั้นเลาจุงก็ลุกขึ้นพูดเป็นคนที่สอง เลาจุงว่าหัวหน้านั้นจะเป็นหญิงหรือชายไม่สำคัญ แต่ขอให้เป็นคนเฉลียวฉลาด มีความเมตตากรุณาต่อลูกบ้านเหมือนอย่างกอบแก้ว เขายอมรับว่ากอบแก้วมีความรู้ความสามารถในการปกครองคนดีกว่าเขาจึงขอร้องให้แม้วทุกคนเลือกกอบแก้วเป็นหัวหน้าต่อไป เมื่อจบคำปราศรัยของเลาจุงเสียงตบมือโห่ร้องก็ดังขึ้นทั่วบริเวณลานกว้างนั้น ต่อจากนั้นเลาเห้งก็กล่าวแถลงนโยบายบ้างโดยมีสาระสำคัญว่า ถ้าประชาชนต้องการให้เขาเป็นหัวหน้าเขาก็ยินดีรับตำแหน่งนี้ เขาจะสนับสนุนการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ของชาวแม้ว เขาจะเอาใจใส่ในทุกข์สุขของประชาชนชาวแม้วเป็นอย่างดี

กอบแก้วลุกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์หรือแถลงนโยบายเป็นคนสุดท้าย หล่อนพูดภาษาแม้วอย่างคล่องแคล่ว

"พี่น้องทั้งหลาย โปรดอย่าเลือกข้าพเจ้าถ้าท่านคิดว่าข้าพเจ้าจะช่วยอะไรท่านไม่ได้หรือไม่มีประโยชน์สำหรับท่าน แต่ถ้าท่านเห็นว่าข้าพเจ้าอาจจะทำคุณประโยชน์ให้แก่ท่านและเป็นหัวหน้าที่ดีของท่านและถ้าท่านเลือกข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าของท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะพยายามหาทางติดต่อกับรัฐบาลเพื่อให้สร้างถนนมายังดอยหลวง พวกเราจะได้มีโอกาสส่งสินค้าพืชต่างๆ และของป่าเข้าไปขายในเมือง นอกจากนี้ยังจะได้รับความเจริญมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น ข้าพเจ้าจะส่งเสริมการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ให้ถูกต้องเป็นไปตามหลักวิชาและประการสำคัญที่สุดก็คือ ข้าพเจ้าจะให้การศึกษาแก่พวกท่านในการอ่านเขียนหนังสือไทย คือจัดตั้งโรงเรียนขึ้นอย่างน้อยก็ต้องให้พวกเราอ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือได้ เพื่อเราจะได้หาวิชาความรู้จากตำหรับตำราทั้งหลาย"

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นทันที บรรดาแม้วทั้งหลายต่างร้องตะโกนขึ้นเป็นเสียงเดียวกันคือยกย่องกอบแก้วให้เป็นหัวหน้าของเขา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเขี่ยแขนเสี่ยหงวนแล้วพูดเบาๆ

"เขาโห่ร้องเสียงเอะอะว่ากระไรแกช่วยแปลให้อาฟังหน่อยเถอะวะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ปู้โธ่ คุณอากับผมก็เพิ่งมาถึงดอยหลวงพร้อมๆ กัน ถามอ้ายกรมันซีครับ"

นิกรหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"ประชาชนเขาเชียร์คุณแก้วครับ ถึงฟังไม่ออกดูกิริยาก็พอรู้ ผมคิดว่าคุณแก้วได้เป็นหัวหน้าแน่ๆ "

กอบแก้วชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อเสียงโห่ร้องเสียงจ้อกแจ้กจอแจสงบเงียบลงนางพญาแม้วก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

"พี่น้องทั้งหลาย ใครต้องการให้ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าของท่านโปรดยืนขึ้น"

เท่านี้เองพวกแม้วเกือบทุกคนก็ลุกขึ้นยืน หัวหน้าแม้วทั้งสามรีบลุกขึ้นจากแท่นหินก้มศีรษะให้กอบแก้วแสดงความเคารพหล่อน แล้วเลาเห้งก็กล่าวกับกอบแก้วด้วยภาษาไทย

"ผมสามคนเห็นพ้องกับลูกบ้านครับคุณแก้ว คุณเท่านั้นที่ควรเป็นหัวหน้าของเรา ไม่จำเป็นต้องมีการโหวตอีก เท่าที่ลูกบ้านเกือบทั้งหมดลุกขึ้นยืนก็เป็นคะแนนนิยมในตัวคุณอยู่แล้ว ผมขอแสดงความยินดีด้วยใจจริง"

กอบแก้วยิ้มน่ารัก

"ขอบคุณค่ะพี่ แก้วจะเป็นหัวหน้าที่ดีของพวกเราตลอดไป และแก้วหวังว่าพี่ทั้งสามคนจะกรุณาช่วยเหลือแก้วปกครองลูกบ้านของเราด้วยนะคะ"

เลาจุงยิ้มให้หล่อน

"แน่นอนครับคุณแก้ว พวกเราจะต้องทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าตามที่เราตกลงกันไว้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหากอบแก้ว

"ลุงและพวกเรายินดีมากที่แก้วได้รับความยินยอมจากหัวหน้าทั้งสามคนให้แก้วเป็นหัวหน้า แก้วประกาศให้ลูกบ้านทราบเถอะว่าแก้วได้เป็นหัวหน้าแล้ว"

นางพญาแม้วร้องประกาศให้พวกแม้วทราบทันที เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นอีก เมื่อกอบแก้วทรุดตัวนั่งบนแท่นหินแม้วทั้งหลายก็พากันนั่งลงรอบบริเวณลานกว้างมองดูเนืองแน่นไปหมด เลาเห้ง, เลาเฉียและเลาจุงเลี่ยงไปยืนข้างหลังหล่อน คณะพรรคสี่สหายชื่นชมยินดีไปตามกันที่กอบแก้วได้ดำรงตำแหน่งนางพญาแม้วเหมือนเช่นเดิม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือกอดคอเลาเห้งแล้วพูดยิ้มๆ

"ช่วยประกาศหน่อยซีเลาเห้ง ถึงเวลาแล้วที่เราจะคัดเลือกขุนศึก มีพิธีรีตองอะไรกันบ้างไหมล่ะ"

"ไม่มีครับเจ้าคุณ ผู้สมัครเข้าประลองฝีมือได้นั่งปะปนอยู่ในกลุ่มคนดูแล้วและเตรียมอาวุธของเขามาเรียบร้อยแล้ว"

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นประกาศให้ออกมาต่อสู้กันได้เลย"

เลาเห้งออกมายืนข้างแท่นหินแล้วร้องตะโกนขึ้นเป็นภาษาแม้วด้วยเสียงอันดัง เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นอีก เจ้าหนุ่มแม้วร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินบุกออกมาจากกลุ่มคนดูและตรงเข้ามาหาเลาเห้ง เขาแต่งกายอย่างรัดกุมมือถือง้าวยาวสองเมตรเศษ ง้าวก็คือมีดใหญ่ขาวคมต้องแสงแดดเป็นประกายวูบวาบมีด้ามยาวทำด้วยไม้ เจ้าหนุ่มแม้วผู้นี้คือขุนศึกของเลาจุงนั่นเอง เขามีนามว่าเลาโปอายุในวัย ๓๐ ปี เลาโปเข้ามาหยุดยืนคำนับกอบแก้วตามธรรมเนียม เลาเห้งถึงแม้รู้จักเลาโปดีแล้วก็ต้องไต่ถามชื่อเสียงตามระเบียบ แล้วเลาเห้งก็ประกาศให้คนดูทราบ

"ท่านทั้งหลาย ท่านผู้นี้คือเลาโปผู้มีฝีมือดีคนหนึ่ง ผู้อาสาสมัครคนใดจะต่อสู้กับเลาโปก็ขอเชิญออกมาประลองฝีมือกัน"

ชายหนุ่มรูปร่างค่อนข้างเตี้ยแบบมะขามข้อเดียวคนหนึ่งถือทวนพู่ขาวซึ่งมีความยาวเกือบเท่าง้าววิ่งเหยาะๆ เข้ามาในสนามต่อสู้ ชายผู้นี้เป็นขุนศึกของเลาเฉียชื่อเลาเต๋าชื่อเดียวกับเจ้าหนุ่มแม้วจอมกะล่อน แต่เป็นคนดีมีฝีมือพูดจาเชื่อถือได้ เลาเต๋าวิ่งเข้ามาคำนับนางพญาแม้วแล้วแนะนำตัวเองด้วยเสียงฉาดฉาน เลาเห้งเดินออกไปในสนามเรียกคู่ประลองมาพบกันชี้แจงให้ทราบถึงระเบียบกติกาและขอให้อภัยให้แก่กันถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำถูกฆ่าตายจากการประลองฝีมือนี้ เลาโปกับเลาเต๋าต่างก้มศีรษะคำนับกันด้วยน้ำใจนักสู้แล้วถอยหลังออกห่างจากกันยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างประมาณ ๒๐ ก้าว

เลาเห้งรีบออกจากสนามเข้าไปยืนรวมกลุ่มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อเขาร้องบอกให้คู่ประลองต่อสู้กันได้เลาโปกับเลาเต๋าก็ปรี่หากันทันทีท่ามกลางความตื่นเต้นของประชาชนคนดู

ในระหว่างง้าวกันทวนใครพลาดก็ต้องเป็นศพ การประลองฝีมือจะไม่มีวันเสมอกันเป็นอันขาด ผู้ชนะจะต้องต่อสู้กับอาสาสมัครเรื่อยๆ ไป จนกว่าจะปราชัยหรือจนกว่าจะไม่มีใครสู้อันเป็นประเพณีเลือกขุนศึกของแม้ว ซึ่งทุกครั้งจะต้องมีการเสียชีวิตอย่างน้อยสองสามศพจากการประลองฝีมือกัน

เลาเต๋ากรายทวนแทงเบาะๆ ลองดูชั้นเชิงเลาโป แต่เลาโปยกด้ามง้าวปิดป้องไว้ได้ เมื่อเลาเต๋าขยับทวนจะฟันอีกเลาโปก็เหวี่ยงง้าวไปเต็มเหนี่ยวแบบเสือลากหาง เลาเต๋ากระโดดหนีออกไปถ้าหากว่าหลบไม่ทันร่างของเขาก็คงจะขาดออกเป็นสองท่อนอย่างไม่ต้องสงสัย

ทั้งสองต่างมีชั้นเชิงพอๆ กัน ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ ทวนกับง้าวกระทบกันได้ยินถนัด กิมหงวนกับนิกรยืนอ้าปากหวอมองดูอย่างตื่นเต้นหวาดเสียวสองสหายต่างวิตกเป็นทุกข์กลัวว่าเลาเต๋าจะถูกง้าวฟันคอขาด

การต่อสู้ผ่านพ้นไปในราว ๑๐ นาที เลาเต๋าก็เหน็ดเหนื่อยอ่อนแรงตกเป็นฝ่ายรับและล่าถอย เลาโปบุกทะลวงรุกไล่ทันที ขยับง้าวคู่มือหลอกล่อฟันซ้ายขวา บางทีก็แทงเข้าไปตรงๆ เลาเต๋าป้องปิดอุตลุดบังเอิญถอยเท้าก้าวลงไปในแอ่งดินตื้นๆ จึงทำให้เลาเต๋าเสียหลักล้มลง ทันใดนั้นเองเลาโปก็เหวี่ยงง้าวฟันฉับเข้าให้เต็มเหนี่ยว ง้าวตัดแขนซ้ายของเลาเต๋าขาดกระเด็นหวือ ขุนทวนยกมือขวาโบกยอมแพ้และร้องโอดครวญน่าสงสาร บรรดาแม้วที่เชียร์เลาโปต่างตบมือโห่ร้องลั่นพลเปลสองคนรีบนำเปลเข้าไปในสนาม หลังจากนั้นเลาเต๋าก็ถูกหามออกมา เขาถูกฟันแขนขาดแค่ข้อศอกดร.ดิเรกรีบเข้าไปช่วยเหลือคนเจ็บทันที

เลาโปได้ชัยชนะก็ฮึกเหิมแสดงการรำง้าวอวดลวดลายและเหมือนกับประกาศท้าทายให้คนดีมีฝีมือออกไปสู้กับเขา ทันใดนั้นเองแม้วหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ขนาดน้องๆ ยักษ์วัดแจ้งคนหนึ่งก็เดินย่างสามขุมเข้ามาในสนามต่อสู้ มือทั้งสองถือลูกตุ้มเหล็ก ประชาชนคนดูพึมพำกันทั่วสนาม ชายหนุ่มร่างยักษ์ผู้นี้ไม่เคยเป็นขุนศึกมาแต่ก่อน แต่เขาเป็นผู้ทรงพลัง ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นคนแข็งแรงผิดมนุษย์และกินจุมาก เจ้าหนุ่มร่างใหญ่มีใบหน้าเหี้ยม ไว้หนวดเครารุงรัง คิ้วดกนัยน์ตาโปน ริมฝีปากแบะ เขาเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านางพญาแม้วแล้วก้มศีรษะคำนับหล่อน

"ข้าแต่ท่านหัวหน้า ข้าพเจ้าคือเลากุน ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะประลองฝีมือกับเลาโปด้วยอาวุธคู่มือของข้าพเจ้า"

กอบแก้วหันมามองดูเลาเห้ง พยักหน้าบอกให้เลาเห้งประกาศชื่อให้คนดูทราบ เลาเห้งได้ประกาศชื่อเลากุนตามคำสั่งของหล่อนแล้วพาเลากุนเข้าไปพบกับเลาโปแนะนำให้รู้จักกันตามธรรมเนียม

นิกรกล่าวกับกิมหงวนเบาๆ

"เจอเอาหลีง่วนป่าเข้าแล้วโว้ย ประเดี๋ยวอ้ายคนถือง้าวคงถูกลูกตุ้มกบาลแบะแน่"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"แต่กันเสมอข้างง้าวว่ะ ลูกตุ้มมันหนักมากกว่าจะยกขึ้นตีง้าวมันฟันคอขาด ไม่เชื่อคอยดู"

พลพูดเสริมขึ้น

"คู่นี้เข้าใจว่าคงถึงตายกันข้างหนึ่ง อ้ายลูกตุ้มเหล็กหน้าตามันโหดร้ายเหลือเกิน เอาละโว้ยลงมือแล้ว คู่นี้คงตื่นเต้นกว่าคู่แรก ถ้าใครชนะต้องส่งอ้ายกรออกไปสู้กับมัน"

นิกรสะดุ้ง

"เห็นจะไม่สำเร็จ สู้ด้วยทอมสันละก้อเอา"

เลาโปกับเลากุนเริ่มปะทะกันแล้ว เลาโปยกมือทั้งสองจับด้ามง้าวขยับหลอกล่อไปมา เลากุนถือลูกตุ้มเหล็กกระชับมั่น สักครู่เลากุนก็โผเข้าฟาดคู่ประลองด้วยลูกตุ้มในมือซ้ายเต็มเหนี่ยว เลาโปยกง้าวขึ้นรับ แรงเหวี่ยงของลูกตุ้มทำให้ด้ามง้าวซึ่งทำด้วยไม้แก่นหักสะบั้นเหลือด้ามติดกับง้าวยาวเพียง ๕๐ เซนติเมตร

เลาโปเสียขวัญล่าถอยไม่เป็นขบวน เลากุนแสยะยิ้มติดตามสังหารคู่ประลองของเขายกลูกตุ้มในมือขวาหวดไปทีหนึ่ง เลาโปก้มศีรษะหลบได้อย่างหวุดหวิดแล้ววิ่งหนีเอาดื้อๆ เลากุนหัวเราะลั่น

"สหายเอ๋ย ท่านไม่มีทางที่จะสู้เราหรอก จงทิ้งอาวุธยอมแพ้เราเสียเถิด ขืนสู้กับเราต่อไปท่านก็ต้องตายแน่นอน"

ความรักตัวกลัวตายทำให้เลาโปหมดศักดิ์ศรี เขารู้ดีว่าถ้าเขาขืนสู้รบกับเลากุนต่อไปชีวิตของเขาก็จะต้องพบจุดจบแน่นอน เขานึกไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้ของเขาจะเป็นผู้ทรงพลังเช่นนี้ เลาโปโยนง้าวทิ้งทันที คนดูตบมือโห่ร้องเกรียวกราว เลากุนเดินเข้าไปหาเลาโปอย่างองอาจแล้วหยุดยืนเผชิญหน้าคู่ประลองของเขาในระยะใกล้ชิดก้มศีรษะเล็กน้อย

"อย่าเสียใจสหายรักที่ท่านสู้ข้าไม่ได้ ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าข้าจะมีฝีมือยอดเยี่ยมกว่าพวกแม้วทั้งหมดนี้ เพราะคนดีมีฝีมือนั้นย่อมมีอยู่เสมอ ข้าอาจจะปราชัยแก่คนอื่นเช่นเดียวกัน" พูดจบเลากุนก็แผดเสียงร้องเหมือนงิ้วตอนสู้รบกันแล้วกระโดดโลดเต้นอย่างคล่องแคล่วควงลูกตุ้มไปมา

หนุ่มแม้วร่างใหญ่คนหนึ่งถือขวานหน้าใหญ่เป็นอาวุธคู่มือเดินออกมากลางสนามต่อสู้อย่างองอาจ กอบแก้วจ้องตาเขม็งมองดูชายหนุ่มผู้นี้อย่างตื่นๆ แล้วหันมาทางคณะพรรคสี่สหายซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างหลังหล่อน

"เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นญาติกับเลาอูค่ะ นิสัยกักขฬะหยาบคายชอบข่มเหงรังแกใครต่อใคร แต่เป็นคนมีฝีมือดีมาก ถ้าเขาได้เป็นขุนศึกแก้วคงจะยุ่งยากลำบากใจไม่น้อย"

พลยิ้มให้หล่อน

"คงไม่มีหวังหรอกแก้ว สู้กับเลากุนได้อย่างมากสองสามเพลงถ้าไม่ยอมแพ้ก็คงถูกเลากุนฆ่าตาย พี่ยังไม่เคยเห็นใครมีกำลังเข้มแข็งยิ่งไปกว่าเลากุนเลย"

เจ้าหนุ่มลูกผู้น้องซึ่งเป็นญาติห่างๆ กับเลาอูถือขวานเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านางพญาแม้วแล้วก้มศีรษะกระทำความเคารพหล่อน

"ข้าพเจ้าเลาเอี่ยมขอสมัครชิงตำแหน่งขุนศึกคนหนึ่ง ขอท่านหัวหน้าได้โปรดให้ข้าประลองฝีมือกับเลากุนเถิด"

กอบแก้วหันไปทางเลาเห้ง สุภาพบุรุษแม้วพยักหน้ารับทราบแล้วร้องประกาศชื่อเลาเอี่ยมให้ประชาชนทราบ เลาเห้งพาเลาเอี่ยมเข้าไปในสนามเรียกตัวเลากุนเข้ามาพบแนะนำให้รู้จักกันตามระเบียบ คู่ประลองต่างทักทายกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส และอโหสิให้แก่กันไม่ถือเป็นการผูกเวรจองกรรมถ้าผู้ใดต้องเพลี่ยงพล้ำต้องเสียชีวิต ต้องบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ ต่อจากนั้นเลาเห้งก็ให้คู่ประลองแยกออกจากกันและอนุญาติให้ต่อสู้กันได้

ชาวแม้วเกือบพันคนต่างตื่นเต้นที่สุด พรรคพวกของเลาเอี่ยมประมาณร้อยคนต่างร้องตะโกนหนุนเขาด้วยเสียงอันดัง เลาเอี่ยมถือขวานหน้าใหญ่ซึ่งด้ามของมันยาวเกือบเมตรครึ่งเตรียมพร้อมที่จะสังหารเลากุนเจ้าของลูกตุ้มเหล็ก เลากุนขยับลูกตุ้มคู่มือไปมา พรรคพวกของเลากุนต่างร้องตะโกนโหวกๆ เอาใจช่วยบุรุษผู้ทรงพลัง

เลากุนร้องตวาดราวกับเสียงฟ้าร้องแล้วกระโจนเข้าตีคู่ต่อสู้ด้วยลูกตุ้มในมือขวาของเขาเต็มแรง แทนที่เลาเอี่ยมจะยกขวานรับลูกตุ้มกลับกระโจนถอยหลังออกห่าง ลูกตุ้มเหล็กแหวกอากาศดังวื๊ดเลากุนเสียหลักซวนเซไปหลายก้าวแต่เลาเอี่ยมไม่กล้าถือโอกาสเข้าจ้วงฟันด้วยขวานคู่มือเพราะเกรงว่าจะเป็นลูกไม้ชั้นเชิงของคู่ต่อสู้ เลาเอี่ยมบอกตัวเองว่า สติปัญญาของเขาเท่านั้นที่จะช่วยให้เขาได้ชัยชนะนักรบผู้มีกำลังราวกับช้างสารคนนี้

ต่างคนต่างเดินเข้าหากัน คนดูใจเต้นระทึกไปตามกัน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วล้วนแต่เอาใจช่วยเลากุนไม่อยากให้เลาเอี่ยมได้ชัยชนะ อาเสี่ยแหกปากร้องตะโกนสุดเสียง

"เอาเลยโว้ยอ้ายกุน กระโดดเหยียบสะดือเอาลูกตุ้มฟาดมันเลย"

นิกรร้องขึ้นบ้าง

"ตีบนตีล่างพร้อมๆ กันโว้ย หวดหน้าแข้งมันสักโป๊กก็ได้ เอาซีโว้ย บุกเลย"

เลากุนกระโจนเข้าใส่คู่ต่อสู้แล้วแผดเสียงลั่น

"ว๊าก "

เขาฟาดลูกตุ้มเหล็กทั้งสองข้างไปเต็มเหนี่ยว เลาเอี่ยมว่องไวผิดมนุษย์ก้มศีรษะหลบได้อย่างหวุดหวิดแล้วเงื้อขวานจ้วงฟันหมายก้านคอผู้ทรงพลัง เลากุนยกลูกตุ้มอันขวาขึ้นรับ ขวานกระทบก้านลูกตุ้มดังสนั่น เลากุนไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาส่งเสียงร้องทำลายขวัญคู่ต่อสู้แล้วยกลูกตุ้มหวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด เลาเอี่ยมล่าถอยอย่างไม่เป็นกระบวน ถึงแม้รับลูกตุ้มไว้ได้ง่ามมือทั้งสองข้างก็ฉีกเป็นแผลเล็กน้อย

เลาเอี่ยมถอยออกไปตั้งตัวใหม่ แล้วพยักหน้าท้าทายยั่วโทสะคู่ต่อสู้ของเขา

"เข้ามาเลากุน วันนี้แหละคอของท่านจะต้องตกเป็นเหยื่อคมขวานของเรา"

เลากุนโกรธจนหน้าเขียว

"ว๊าก" เขาร้องตะโกนจนแสบคอหอย วิ่งเข้าประจัญบานคู่ต่อสู้ทันทีด้วยความหวังที่จะเผด็จศึก เขายกลูกตุ้มข้างซ้ายเหวี่ยงไปสุดแรงแล้วซ้ำด้วยลูกตุ้มข้างขวา

เลาเอี่ยมยกด้ามขวานรับไว้และล่าถอยหลอกให้เลากุนบุกรุกไล่ ผู้ทรงพลังติดตามเลาเอี่ยมไม่ลดละแล้วกระโดดเข้าตีด้วยลูกตุ้มข้างขวาอีกทีหนึ่ง เลาเอี่ยมระวังตัวอยู่แล้วก็ผงะหน้าเอนหลังออกไปหลบลูกตุ้มอย่างหวุดหวิด เลากุนเหวี่ยงอากาศเต็มแรงก็เสียหลักวิ่งหัวคะมำผ่านหน้าเลาเอี่ยมไป ทันใดนั้นเองนาทีทองก็เป็นของน้องชายเลาอูอดีตขุนศึก เลาเอี่ยมเงื้อขวานขึ้นฟันฉับลงไปกลางหลังเลากุนเสียงดังเหมือนฟันต้นกล้วย คมขวานหน้าใหญ่เหมือนพระจันทร์ครึ่งซีกจมหายลงไปในหลังของเลากุนเกือบมิด เมื่อเลาเอี่ยมกระชากขวานออกเลากุนก็ปล่อยลูกตุ้มทั้งสองหลุดจากมือล้มลงคว่ำหน้าสิ้นใจตาย โลหิตสีแดงเข้มจากบาดแผลอันเหวอะหวะไหลทะลัก

พรรคพวกของเลาเอี่ยมโห่ร้องลั่น ส่วนคนดูต่างตบมือให้เกียรติผู้ชนะ เลาเอี่ยมตื่นเต้นดีใจในชัยชนะของเขาอย่างที่สุด เขาชูขวานขึ้นเหนือศีรษะแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปรอบๆ สนาม บางทีก็หยุดรำขวานโอ้อวดคนดูและเป็นการท้าทายไปในตัว เจ้าหน้าที่ได้นำเปลออกมารับศพเลากุนออกไปจากสนามแล้วเก็บลูกตุ้มเหล็กเอาไปด้วย ชาวแม้วยอมรับนับถือว่าเลาเอี่ยมเป็นผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยม ชายฉกรรจ์หลายคนที่ตั้งใจจะเข้าประลองฝีมือชิงตำแหน่งขุนศึกต่างรักตัวกลัวตายไม่กล้าสู้กับเลาเอี่ยมผู้พิชิตผุ้ทรงพลังแห่งดอยหลวง กอบแก้วมองดูแม้วหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนของหล่อนและนั่งอยู่ข้างๆ หล่อนพร้อมด้วยดาบใหญ่คู่มือ

"เลาเพ่ง ออกไปสู้กับเขาสิ พวกเราจะเอาใจช่วยท่าน"

เลาเพ่งเจ้าหนุ่มรูปหล่อยิ้มเจื่อนๆ แต่ไม่พูดว่ากระไร ทันใดนั้นเองเลาเอี่ยมก็ถือขวานวิ่งเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านางพญาแม้วแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ข้าแต่ท่านหัวหน้า ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่มีใครกล้าประลองฝีมือกับข้าพเจ้าอีกแล้ว ฉะนั้น โปรดประกาศให้ชาวแม้วได้ทราบทั่วกันเถิดว่าข้าพเจ้าคือขุนศึกของหมู่บ้านนี้"

พล พัชราภรณ์เดินออกมาเผชิญหน้าเจ้าหนุ่มแม้วผู้เป็นน้องชายของอดีตขุนศึกทันที แล้วพลก็กล่าวกับกอบแก้วอย่างองอาจ

"แก้ว พี่จะขอต่อสู้กับชายหนุ่มผู้นี้เพื่อชิงตำแหน่งขุนศึก"

เลาเอี่ยมพูดภาษาไทยได้ดี เมื่อได้ยินพลพูดกับนางพญาแม้วเช่นนี้เขาก็กล่าวกับพลด้วยเสียงอันดัง

"สหายเอ๋ย ท่านให้เกียรติข้าพเจ้ามากมายถึงอย่างนี้เชียวหรือท่านคิดจะตั้งถิ่นฐานอยู่กับพวกเราที่นี่ต่อไปหรืออย่างไรจึงต้องการตำแหน่งขุนศึก"

พลยิ้มให้เลาเอี่ยม

"ถูกแล้วเลาเอี่ยม ข้าพเจ้าจะอยู่ที่นี่ถ้าข้าพเจ้าได้เป็นขุนศึกซึ่งพวกแม้วก็คงจะไม่รังเกียจข้าพเจ้า"

เลาเอี่ยมหัวเราะชอบใจ

"ท่านผู้กล้าหาญ ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะให้ท่านพิสูจน์ฝีมือตามประเพณีการคัดเลือกขุนศึกของเรา"

เลาเห้งปราดเข้ามายกมือทั้งสองจับแขนพล

"คุณครับ คุณจะสู้กับเลาเอี่ยมจริงๆ หรือครับนี่"

"ถูกแล้วเลาเห้ง ฉันเห็นว่าเลาเอี่ยมไม่เหมาะสมหรือไม่สมควรที่จะรับตำแหน่งขุนศึก ฉันจะขอประลองฝีมือกับเขาและจะพยายามเอาชนะเขาให้ได้ ช่วยหาขวานใหญ่ๆ ให้ฉันสักเล่มเถิดเลาเห้ง เมื่อเขาใช้ขวานเป็นอาวุธฉันก็จะใช้ขวานเป็นอาวุธเช่นเดียวกัน"

เลาเห้งหันมาทางเลาเฉียแล้วกล่าวว่า

"ท่านช่วยประกาศแทนฉันหน่อย ประกาศให้คนดูทราบว่าคุณพลวีรบุรุษของเราจะประลองฝีมือกับเลาเอี่ยมเพื่อชิงตำแหน่งขุนศึก ฉันจะไปหาขวานมาให้คุณพล" พูดจบเลาเห้งก็รีบเดินไปจากที่นั้น

นิกรกล่าวกับพลทันที "นึกขลังยังไงขึ้นมาวะพล อ้ายเอี่ยมน่ะไม่ใช่ย่อยนะโว้ย อ้ายหลีง่วนป่ายังถูกอ้ายเอี่ยมฟันตาย แกจะให้พวกเราเอากระดูกแกกลับกรุงเทพฯ หรืออย่างไร เจอขวานมันเข้าคอแกก็ขาดกระเด็น"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ยูอย่าหวังว่าไอจะช่วยยูได้ ลงคอขาดไอก็หมดความสามารถที่จะเย็บหัวให้ติดกับคอตามเดิม"

เสี่ยหงวนว่า "มันจะมากไปอ้ายพล ถอนตัวเสียเถอะวะ พระเอกในหนังน่ะมันเก่งได้เพราะเขาแต่งเรื่องให้มันเก่ง ผู้กำกับเขาสั่งให้ผู้ร้ายแพ้หรือถูกฆ่าตายผู้ร้ายมันก็ต้องเล่นตามคำสั่ง นี่มันไม่ใช่หนังหรือเรื่องอ่านเล่นโว้ย อ้ายเอี่ยมมันเป็นน้องชายอ้ายอู มันต้องพยายามฆ่าแกแน่ๆ เพราะพวกเราฆ่าพี่ชายมัน"

พลยิ้มอย่างใจเย็นแล้วกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมจะช่วยให้เลาเพ่งคนของแก้วได้เป็นขุนศึกครับคุณอา ผมจะยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับอ้ายเอี่ยม ถ้าผมเอาชนะอ้ายเอี่ยมได้คุณอาให้เลาเพ่งออกไปสู้กับผม แล้วผมจะล้มให้เลาเพ่ง เท่านี้เลาเพ่งก็จะได้เป็นขุนศึกทำให้กอบแก้วสบายใจเพราะเลาเพ่งมีความเคารพนับถือและซื่อสัตย์ต่อแก้วมานานแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"เอา ความคิดของแกเข้าทีดีนี่หว่า แต่ก็เป็นการเสี่ยงชีวิตมาก"

ขณะนี้เลาเฉียได้ประกาศให้ประชาชนคนดูทราบแล้ว พวกแม้วต่างโห่ร้องด้วยความพอใจที่จะได้ชมฝีมืออาวุธสั้นของพลอีกครั้งหนึ่ง เจ้าแห้วมองดูพลด้วยความห่วงใยแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือว่า

"รับประทานคุณไม่ใช่พม่าคุณรำขวานเป็นหรือครับ"

พลหัวเราะก้าก

"ใครบอกแกล่ะว่าพม่าเท่านั้นที่รำขวานเป็น"

"รับประทานเห็นมีแต่เพลงพม่ารำขวานนี่ครับ รับประทานแขกรำขวาน ลาวรำขวานหรือไทยรำขวานไม่เคยปรากฏ"

"เอาเถอะ ประเดี๋ยวฉันจะรำขวานให้แกดู"

เจ้าแห้วถอนหายใจลึกๆ

"รับประทานพยายามตัดคออ้ายเอี่ยมให้ได้ก่อนที่มันจะตัดคอคุณนะครับ โอ๊ยโย่ เลาเห้งเอาขวานมาแล้ว เล่มเบ้อเริ่มเชียวครับ"

เลาเห้งถือขวานหน้าใหญ่แบบเดียวกับขวานของเลาเอี่ยมเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายแล้วส่งขวานให้นายพัชราภรณ์อย่างนอบน้อม

"ขวานเล่มนี้คมกริบผมพยายามเลือกอย่างดีที่สุดมาให้คุณ ตั้งใจให้ดีนะครับ ผมและพวกเราจะเอาใจช่วย"

อาเสี่ยรีบถอดสร้อยคอทองคำซึ่งมีพระเครื่องลางออกจากคอของเขาทันที แล้วสวมคอพลด้วยความรักและเป็นห่วง

"เอาหลวงพ่อไว้อ้ายพล แต่ตอนเย็นๆ อย่างนี้หลวงพ่อท่านมักจะชอบจำวัดเสียด้วย ก่อนจะสู้กับมันเขย่าหลวงพ่อเสียก่อน ถ้าท่านจำวัดท่านจะได้ตกใจตื่น"

พลยิ้มให้คณะพรรคของเขาแล้วเดินออกไปยืนหน้าแท่นหินซึ่งนางพญาแม้วนั่งอยู่ตามลำพังและกำลังรู้สึกเป็นห่วงพลเหลือที่จะกล่าว ขณะนี้พลกับหล่อนต่างเป็นของกันและกันแล้ว กอบแก้วได้หลงรักเขามากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ แต่หล่อนไม่กล้าเปิดเผยความจริงให้ใครรู้ว่าหล่อนได้เสียเป็นเมียพลแล้ว และพลก็ไม่ยอมปริปากพูดเรื่องนี้กับเพื่อนๆ ของเขา เมื่อพลก้มศีรษะคำนับหล่อนกอบแก้วก็เกือบจะลุกขึ้นโผเข้ากอดเขา หล่อนพยายามบังคับจิตใจให้เข้มแข็งเมื่อนึกว่าหล่อนเป็นประมุขของคนเหล่านี้ นางพญาแม้วกล่าวกับพลด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"แก้วทราบเจตนาของพี่ดีแล้วค่ะ แต่พี่เสี่ยงภัยมากเกินไป ตั้งใจต่อสู้ให้ดีนะคะและอย่าประมาทเขา แก้วจะเอากำลังใจช่วยพี่ตลอดเวลา"

พลยิ้มให้หล่อน

"ขอบใจมากแก้ว พี่จะพยายามเอาชนะให้ได้"

แล้วพลก็เดินเข้าไปหาคู่ต่อสู้ของเขา เลาเห้งติดตามเข้ามาแนะนำระเบียบกติกาอย่างซ้ำๆ ซากๆ ตามธรรมเนียม พลยื่นมือให้เลาเอี่ยมสัมผัสท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของประชาชนคนดูซึ่งส่วนมากล้วนแต่เอาใจช่วยพลทั้งนั้น เมื่อคู่ประลองได้สนทนาปราศรัยกันเล็กน้อยแล้วเลาเห้งผู้เป็นกรรมการก็สั่งให้แยกออกจากกันแล้วให้เริ่มต่อสู้กันได้

คราวนี้คณะพรรคสี่สหายส่งเสียงเอะอะร้องตะโกนหนุนตลอดเวลา เสี่ยหงวนกวักมือเรียกเลาเพ่งเจ้าหนุ่มรูปหล่อซึ่งเป็นคนของกอบแก้วให้มาหาเขา แล้วบอกให้ทราบ

"เตรียมตัวไว้อ้ายน้องชาย ถ้าเพื่อนของกันฆ่าอ้ายเอี่ยมตาย หรืออ้ายเอี่ยมยอมแพ้แกต้องเข้าไปในสนามขอต่อสู้กับอ้ายพลทันทีเข้าใจไหมล่ะ"

เลาเพ่งยิ้มแห้งๆ

"ผมจะสู้ท่านขุนศึกได้อย่างไรครับ"

กิมหงวนจุ๊ปาก

"เอาเถอะน่า อ้ายพลมันจะล้มให้แก แกล้งทำเป็นแพ้แก แต่แกอย่าเอามันจริงๆ ล่ะ สู้กันพอหอมปากหอมคอเท่านั้น แล้วแกจะได้ครองตำแหน่งขุนศึก"

เลาเพ่งดีใจอย่างยิ่ง

"โอ ผมเข้าใจแล้วครับ ขุนศึกกรุณาผมมากทีเดียว ยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตออกไปสู้กับอ้ายเลาเอี่ยมก็เพื่อจะช่วยให้ผมได้เป็นขุนศึก"

การประลองฝีมือหรือการต่อสู้ระหว่างพลกับเลาเอี่ยมเป็นไปอย่างตื่นเต้นดุเดือด ต่างฝ่ายต่างใช้ขวานหน้าใหญ่เป็นอาวุธคู่มือ เลาเอี่ยมรู้ดีว่าพลเป็นผู้มีฝีมือและเคยชิงตำแหน่งขุนศึกไปจากเลาอูพี่ชายของเขาจากการประลองฝีมือกัน ซึ่งเลาอูปราชัยย่อยยับ เลาเอี่ยมสู้รบกับพลอย่างระมัดระวังตัว มือทั้งสองจับด้ามขวานกระชับมั่นเต้นเท้าหลอกล่อไปมา พลยืนนิ่งเฉยพร้อมที่จะรับและรุกในท่าทางองอาจ เมื่อเลาเอี่ยมโถมตัวเข้ามาฟันเขาพลก็ยกขวานขึ้นปิดป้อง ขวานต่อขวานกระทบกันดังลั่น ทั้งสองผละออกจากกันแล้วพยักหน้าท้าทายกัน

"รับประทานตัดคอมันซีครับ" เจ้าแห้วตะโกนสุดเสียง "เอาเลยครับฆ่ามันให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาดุเจ้าแห้ว

"เบาๆ หน่อยโว้ย เสียงมึงแสบแก้วหูเหลือเกิน"

พลเป็นฝ่ายเข้าฟันบ้าง เขาฟันซ้ายขวาสองทีติดๆ กัน เลาเอี่ยมยกขวานขึ้นปิดและถอยกรูด พลถือโอกาสรุกไล่ เขาถือขวานด้วยมือขวาข้างเดียว เชือกหนังปลายด้ามขวานรัดข้อมือพลแน่น เลาเอี่ยมสู้พลางถอยพลางแล้วก็ยืนปักหลักมั่นมานะกัดฟันเงื้อขวานฟาดฟันพลอย่างคล่องแคล่ว

คนดูตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว การต่อสู้ของคู่ประลองคู่นี้เป็นไปอย่างแคล่วคล่องว่องไว ถึงแม้เลาเอี่ยมมีกำลังหรือแรงปะทะดีกว่าพล แต่ชั้นเชิงของพลเหนือกว่า พลใช้สมองต่อสู้หลบหลีกปิดป้องคมขวานไว้ได้ ทั้งสองฟาดฟันกันโดยไม่มีใครยอมล่าถอย

แต่แล้วพลก็แกล้งทำเป็นอ่อนแรงยอมล่าถอยปล่อยให้เลาเอี่ยมบุกตะลุยรุกไล่เขา ครั้งหนึ่งเมื่อพลเปิดช่องว่างให้เลาเอี่ยมก็ลืมตาโพลงยกมือทั้งสองเหวี่ยงขวานจากซ้ายไปขวาหมายตัดคอพลเต็มแรงเกิด พลถอยออกไปเพียงก้าวเดียวขวานของเลาเอี่ยมก็ผิดพลาดเป้าหมายแหวกอากาศดังวือเป็นเหตุให้เลาเอี่ยมเสียหลักก้มตัวลงมา ทันใดนั้นเองพลก็เหวี่ยงขวานคู่มือลงไปที่ก้านคอของน้องชายเลาอูดังฉับ

พวกผู้หญิงร้องหวีดว้ายด้วยความหวาดเสียว ศีรษะของเลาเอี่ยมขาดกระเด็นหวือหลุดจากบ่า ร่างอันสูงใหญ่ของเลาเอี่ยมล้มลงคว่ำหน้าสิ้นใจตาย โลหิตที่ช่องคอไหลทะลักนองพื้นดินแดงฉานไปทั่วบริเวณนั้น

พลหายใจถี่เร็วแสดงความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเสียกำลังไปมากมายในการต่อสู้กับเลาเอี่ยม แต่เมื่อเขาชูขวานขึ้นเสียงตบมือโห่ร้องก็ดังขึ้นทั่วสนามต่อสู้ กอบแก้วยิ้มแป้น หล่อนตบมือจนแสบฝ่ามือ คณะพรรคสี่สหายต่างกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน พรรคพวกของเลาเอี่ยมหน้าซีดเผือดและนั่งเงียบกริบไปตามกัน ชัยชนะของพลเป็นชัยชนะที่ขาวสะอาด และชนะด้วยฝีมือจริงๆ ชาวแม้วต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมดเห็นสมควรอย่างยิ่งที่พลจะได้เป็นขุนศึกของพวกเขา

พลเปลรีบนำเปลเข้าไปในสนามช่วยกันหามศพเลาเอี่ยมใส่เปลพร้อมด้วยศีรษะของเขาแล้วนำศพออกมาจากสนามโดยเร็ว ทันใดนั้นเองกิมหงวนก็เดินเข้าไปในสนามต่อสู้อย่างองอาจ เขาตรงเข้าไปคว้าขวานของเลาเอี่ยมซึ่งตกอยู่บนดินขึ้นมาชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องตะโกนลั่น

"ว๊าก ข้าพเจ้าชื่อกิมหงวน แซ่หลี ข้าพเจ้าขอพิสูจน์ฝีมือกับอ้ายหนุ่มคนนี้ เพราะตำแหน่งขุนศึกควรเป็นของข้าพเจ้ามากกว่า ว๊าก เก๋าเจ๊ง เข้ามาอ้ายพล วันนี้เป็นวันตายของมึงแล้ว"

พลหัวเราะหึๆ

"ได้ซีอ้ายหงวน ในสนามต่อสู้อย่างนี้ถึงแม้เราเป็นเพื่อนกันเราก็ต้องฆ่ากัน"

กิมหงวนรำขวานเข้าใส่พลทันที พวกแม้วโห่ร้องกันเกรียวกราว กอบแก้วหน้าซีดเผือด หันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณลุงขา อาเสี่ยนึกยังไงขึ้นมาล่ะคะถึงออกไปสู้กับพี่พล"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้หล่อน

"ปล่อยมันตามเรื่องเถอะแก้วมันไม่เอากันจริงหรอก"

กิมหงวนปล่อยลวดลายขุนขวานกระโจนเข้าฟันพลติดๆ กันสามสี่ครั้งแต่พลป้องปิดไว้ได้แล้วฟันตอบ อาเสี่ยหลับหูหลับตายกขวานขึ้นปิดพลางล่าถอยกรูด พลรุกประชิดติดพัน กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ยๆๆ ฟันช้าๆ ซีโว้ย ฟันหายใจหายคอไม่ทันอย่างนี้กันก็มัวแต่ปิดป้องไม่ต้องได้ฟันแกสักที"

พลหยุดยืนมองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขาอย่างขบขัน

"เข้ามาอ้ายหงวน"

อาเสี่ยยกขวานชี้หน้าพลแล้วยกมือซ้ายถลกชายเสื้อขึ้นดึงขอบกางเกงลงไปจนแลเห็นสะดือ เขายืนแอ่นพุงมองดูพลด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ทำให้พลอดหัวเราะไม่ได้

"ทำอะไรวะ"

"ปล่อยของวิเศษ"

"ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า"

"นั่นน่ะซี ทุกทีเคยมีแสงออกมาทางสะดือ" แล้วกิมหงวนก็ดึงขอบกางเกงขึ้นปิดสะดือของเขาควงขวานเดินรี่เข้าหาพล "มึงต้องตายอ้ายพล ถ้ารักตัวกลัวตายก็ทิ้งขวานนั่งคุกเข่าคำนับเราเสียโดยดี รู้ไหมว่าฟ้าให้ข้ามาเกิดเพื่อปราบเจ้า"

"ปู้โธ่-มึงจะบ้าหรือวะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยแยกเขี้ยวแล้วร้องตวาดแบบงิ้ว กระโดดเข้าฟันพลเต็มเหนี่ยว พลก้มศีรษะหลบคมขวานของเสี่ยหงวนอย่างแคล่วคล่องว่องไว เมื่อฟันถูกอากาศกิมหงวนก็เสียหลักวิ่งหัวซุนไปทางซ้ายของพล พลยกส่วนแบนของหน้าขวานตีกลางหลังเสี่ยหงวนดังพลั่ก อาเสี่ยปล่อยขวานหลุดจากมือแล้วเดินหลังแอ่นกระโผลกกระเผลกออกไปจากสนามท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของพวกแม้ว

"เฮ้ย-ไปไหนล่ะอ้ายเสี่ย ไม่สู้เรอะ" พลตะโกนเรียก

เสี่ยหงวนหยุดชะงักแล้วหมุนตัวกลับ

"สู้อะไรเล่า กระดูกสันหลังยุบไปหมดแล้ว" แล้วอาเสี่ยก็เดินครางหงิงๆ ออกไปหาพรรคพวกของเขา

พลยืนเด่นอยู่กลางสนามต่อสู้ นางพญาแม้วผุดลุกขึ้นยืนชูมือทั้งสองขึ้นขอให้พวกแม้วสงบเงียบ ความเงียบเกิดขึ้นทันที สายตาทั้งหมดจ้องมองมาที่หล่อน กอบแก้วได้กล่าวขึ้นเป็นภาษาแม้วด้วยเสียงหวานฉ่ำน่าฟัง

"พี่น้องที่รักทั้งหลาย บัดนี้วีรบุรุษของเราผู้มีนามว่าพลได้สังหารเลาเอี่ยมไปแล้ว ท่านผู้ใดที่คิดว่ามีฝีมือดีพอที่จะต่อสู้กับพลได้ก็ขอเชิญออกมาประลองฝีมือโดยเร็ว อย่าให้เสียเวลาเลยเพราะตะวันใกล้จะลับเขาแล้ว ถ้าใน ๕ นาทีนี้ไม่มีใครกล้าประลองฝีมือกับพล ข้าพเจ้าก็จะแต่งตั้งให้พลเป็นขุนศึกประจำถิ่นของเราต่อไป"

เลาเพ่งซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มคณะพรรคสี่สหายถือดาบใหญ่เดินออกไปในสนามต่อสู้ทันที พวกแม้วพากันมองดูเลาเพ่งอย่างแปลกใจที่เขาหาญสู้กับพล เจ้าหนุ่มร่างใหญ่รูปหล่อหยุดยืนหน้าแท่นหินแล้วก้มศีรษะคำนับนางพญาแม้ว

"ข้าพเจ้าเลาเพ่งมีความยินดีที่จะขอต่อสู้กับท่านขุนศึกพลเพื่อชิงตำแหน่งขุนศึกอันมีเกียรติ ขอท่านได้โปรดอนุญาติให้ข้าพเจ้าได้ประลองฝีมือกับท่านขุนศึกพลเถิด"

นางพญาแม้วยิ้มให้เขาอย่างรู้กัน

"ดีแล้วเลาเพ่ง ข้าขออวยพรให้โชคชัยจงเป็นของท่าน"

เลาเห้งพาเลาเพ่งออกไปกลางสนามแล้วประกาศชื่อของเลาเพ่งให้คนดูทราบ เสียงตบมือดังขึ้นบ้างแต่ไม่มากนัก ไม่มีใครเชื่อว่าเลาเพ่งจะเอาชนะพลได้ ลูกเมียและญาติพี่น้องของเลาเพ่งต่างประหวั่นพรั่นใจไปตามกัน เกรงว่าเลาเพ่งจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีถึงแก่ชีวิตในการประลองฝีมือกันเพราะพลเป็นนักรบที่มีฝีมือยอดเยี่ยม

กรรมการได้แนะนำให้คู่ประลองรู้จักกัน ต่างฝ่ายต่างคำนับกันและทักทายกันตามสมควร ต่อจากนั้นกรรมการก็สั่งให้แยกออกจากกันเตรียมตัวสู้รบกันได้ เลาเห้งรีบออกมานอกสนามแล้วตะโกนบอกให้พลกับเลาเพ่งต่อสู้กันได้

ทั้งสองเข้ามาหากันและถืออาวุธกระชับมั่น ในระหว่างขวานกับดาบใหญ่พวกแม้วต่างเชื่อว่าฝ่ายที่มีดาบจะต้องปราชัยยับเยิน พลถือขวานด้วยมือขวา ขยับขวานหลอกล่อคู่ต่อสู้แล้วโผนเข้าฟันหนึ่งที เลาเพ่งยกดาบขึ้นรับแล้วฟันตอบพลเอี้ยวตัวหลบและใช้ขวานปัดดาบเฉไป

"ฟันซี" พลกระซิบบอกเลาเพ่ง "ฟันบนสามทีและฟันล่างสามทีกันจะรับดาบไว้และทำเป็นล่าถอย"

เลาเพ่งรู้ว่าพลสมยอมให้เขาก็สบายใจเพราะแน่ใจว่าการประลองครั้งนี้เขาจะต้องได้ชัยชนะโดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย หนุ่มแม้วปราดเข้าฟันพลตามที่สั่งฟันข้างบนสามครั้งและฟันข้างล่างสามครั้ง พลยกขวานขึ้นปิดป้องพลางล่าถอยแล้วเขาก็กระซิบบอกคู่ประลองของเขาอีก

"แกทำเป็นถอยบ้างและแกล้งทำเป็นหกล้ม กันจะฟันไหล่ขวาแกคอยหลบไปทางซ้ายเพื่อให้หน้าขวานของกันฟันพื้นดินแล้วแกต้องยกเท้าถีบหน้าอกกัน ต้มคนดูให้สนิทหน่อยโว้ยอย่าให้เหมือนมวยที่เวทีราชดำเนิน"

"ไม่เป็นไรครับ พวกแม้วตาไม่ถึงหรอกครับ"

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด แต่คณะพรรคสี่สหายไม่รู้สึกตื่นเต้นหวาดเสียวแม้แต่น้อยเพราะรู้ว่าเป็นมวยล้ม พลบุกทะลวงรุกไล่เลาเพ่งยกขวานฟันซ้ายขวาติดๆ กัน ครั้งหนึ่งเลาเพ่งแกล้งกระโดดถอยหลังหนีออกไปและทำเป็นเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นดาบในมือหลุดกระเด็น พลปรี่เข้ามายกขวานขึ้นฟันหมายไหล่ขวาของเลาเพ่งเต็มเหนี่ยว เลาเพ่งเอี้ยวตัวหลบขวานของพลจึงผิดที่หมายฟันฉับลงไปบนพื้นดิน เลาเพ่งถือโอกาสยกเท้าขวาถีบหน้าอกพลเต็มแรง พลกับขวานคู่มือเซแซ่ดๆ ออกไปหลายก้าวแต่ไม่ถึงกับหกล้ม เจ้าหนุ่มแม้วคว้าดาบใหญ่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน

คนดูซึ่งตาไม่ถึงต่างตื่นเต้นออกรสแล้ว เขาแปลกใจอย่างยิ่งที่เลาเพ่งมีฝีมือทัดเทียมกับพล ทั้งสองเต้นเท้าเข้าหากันแสดงท่าทางเหมือนกับจะมุ่งสังหารอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ ต่อสู้กันประมาณ ๑๐ นาที พลก็แกล้งทำเป็นอ่อนแรงและตกเป็นฝ่ายล่าถอยใช้วิธีสู้พลางถอยพลางหรือถอยฉาก พลแกล้งถอยไปกลางสนามเพื่อหาโอกาสพูดกับเลาเพ่งนัดแนะกันว่าควรจะสู้กันอย่างไร เสียงโห่ดังขึ้นตลอดเวลา มีผู้เอาใจช่วยเลาเพ่งมากขึ้นตามลำดับเมื่อเห็นเลาเพ่งมีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพล แต่คนดูหารู้ไม่ว่าพลกับเลาเพ่งได้นัดแนะตกลงกันเรียบร้อยแล้ว

การต่อสู้ดุเดือดเผ็ดร้อนขึ้นอีก พลกลับเป็นฝ่ายรุกบ้าง เลาเพ่งถอยออกมาทางหน้ากอบแก้วและยืนปักหลักต่อสู้กับพลเบื้องหน้ากอบแก้วห่างจากหล่อนประมาณ ๕ เมตร ทั้งสองสู้รบกันคล้ายกับยี่เกในทำนองถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนนิกรหมั่นไส้ทนดูไม่ไหวก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"พอเถอะโว้ยพล มันสุกจนเปื่อยหมดแล้ว เปลืองถ่านเปลืองฟืนเปล่าๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังนิกรรีบยกมืออุดปากลูกเขยจอมทะเล้นของท่านทันที

"อย่าทำเป็นคนปากเสียหน่อยเลยวะอ้ายกร ประเดี๋ยวพวกแม้วมันก็เกิดสงสัยว่าเป็นมวยล้มเท่านั้น แกดูซี พลกับเลาเพ่งมันแสดงบทบาทได้ดีราวกับสู้กันจริงๆ "

กิมหงวนกล่าวขึ้นเบาๆ

"อย่างนี้ควรให้ตุ๊กตาทองมันนะครับ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ให้ตุ๊กตาเขกกบาลดีกว่า โอ๊ยๆๆ อ้ายพลแย่แล้ว ถ้าจะแพ้กันตอนนี้แหละ"

พลถูกเลาเพ่งฟันซ้ายขวาติดๆ กันหลายต่อหลายครั้ง เขาแกล้งทำเป็นล่าถอยและแสดงท่าทีให้คนดูเห็นว่าเขาหมดแรงแล้วเลาเพ่งบุกรุกไล่ และครั้งหนึ่งเมื่อเลาเพ่งจ้วงฟันเต็มเหนี่ยวพลก็ยกขวานขึ้นรับ แต่แล้วเขาก็ล้มลงนั่งพับเพียบบนพื้นดินท่ามกลางความตื่นตะลึงของพวกแม้ว ซึ่งไม่มีใครคิดว่าพลจะหมดแรงเอาง่ายๆ

เลาเพ่งแสดงน้ำใจลูกผู้ชายไม่ฆ่าพล เขายืนถือดาบกระชับมั่น แล้วยกมือซ้ายกวักขึ้นเรียกนายพัชราภรณ์

"ลุกขึ้นมาท่านขุนศึก อย่าเพิ่งยอมแพ้ข้าพเจ้าง่ายๆ "

"ถุย" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "กูอยากเตะปากอ้ายพลเหลือเกิน ดูบทบาทมันซีวะ เหน็ดเหนื่อยเหมือนจะขาดใจตาย"

พลยกมือซ้ายขึ้นโบกแล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"ข้าพเจ้าสู้รบกับเลาเอี่ยมกว่าจะฆ่าเลาเอี่ยมได้ก็เหน็ดเหนื่อยพออยู่แล้ว เมื่อมาสู้รบกับท่านผู้มีฝีมือเข้มแข็ง ข้าพเจ้าสู้แรงปะทะของท่านไม่ได้จึงหมดแรง ข้าพเจ้าขอยอมแพ้ท่าน" พูดจบพลก็ลุกขึ้นเดินโซเซออกไปจากสนามตรงเข้ามาหาพรรคพวกของเขา

เลาเพ่งชูดาบขึ้นเหนือศีรษะและหมุนตัวไปรอบๆ เขาร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

"พี่น้องชาวแม้วทั้งหลาย ท่านขุนศึกพลวีรบุรุษของเราสู้รบกับข้าพเจ้าจนหมดแรงจึงยอมแพ้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าสมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นขุนศึกของหมู่บ้านนี้ แต่ข้าพเจ้ายังเคารพนับถือท่านที่มีฝีมืออยู่ ฉะนั้น ถ้าท่านผู้ใดเชื่อว่าฝีมือของท่านดีกว่าข้าพเจ้าแล้วก็ขอเชิญออกมาต่อสู้กันตามประเพณีการเลือกขุนศึกของพวกเราเถิด"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ไม่มีใครกล้าแสดงตัวขอประลองฝีมือกับเลาเพ่ง แต่แล้วเจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มคนดูก็คว้าดาบคู่ซึ่งวางอยู่ข้างๆ ตัวขึ้นมาถือทำท่าจะลุกขึ้น ทันใดนั้นเองชายชราผู้เป็นบิดาของเขาก็ตวัดรัดคอไว้

"อย่า-ลูก เจ้าจะออกไปหาความตายหรือ ขุนศึกพลเป็นผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมยังสู้เลาเพ่งไม่ได้แล้วเจ้าจะสู้เขาได้อย่างไร"

เจ้าแม้วหนุ่มยิ้มแห้งๆ

"เปล่า พ่อ ข้าไม่ได้ลุกไปสู้กับเขาหรอก นั่งขัดสมาธินานๆ มันเมื่อยก็เลยเปลี่ยนท่านั่งยองๆ ที่เอาดาบมาถือก็เพราะกลัวดาบมันหาย แฮ่ะ แฮ่ะ พ่อน่ะพยายามคิดว่าข้าเก่งเสมอ"

เวลาผ่านพ้นไปในราว ๕ นาที ไม่มีใครหาญสู้เลาเพ่งแล้ว กอบแก้วผุดลุกขึ้นยืนจากแท่นหิน เมื่อเสียงจ้อกแจ้กจอแจสงบเงียบลง หล่อนก็กล่าวขึ้นเป็นภาษาแม้วด้วยเสียงอันดัง

"ท่านทั้งหลายเป็นอันแน่นอนว่าไม่มีใครกล้าประลองฝีมือกับเลาเพ่งอีก ฉะนั้นการประลองฝีมือจึงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ในฐานที่ข้าเป็นหัวหน้าของพวกท่านข้าขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า เลาเพ่งคือขุนศึกคนใหม่ของเรานับแต่บัดนี้เป็นต้นไป และข้ามั่นใจว่าขุนศึกคนใหม่คงจะปฏิบัติหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุด"

เลาเพ่งชูดาบขึ้นเหนือศีรษะในท่าทางสง่าผ่าเผย เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นรอบบริเวณลานกว้างนั้น ประชาชนคนดูต่างลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้ามาห้อมล้อมขุนศึกคนใหม่แสดงความยินดีต่อเลาเพ่ง แต่คณะพรรคสี่สหายและกอบแก้วกับรองหัวหน้าแม้วเท่านั้นที่รู้ความจริงว่าเลาเพ่งได้เป็นขุนศึกเพราะความช่วยเหลือของพล

เลาเพ่งปิติยินดีเหลือที่จะกล่าว เขาปราศรัยกับพวกชาวบ้านสักครู่เขาก็กลับมาหากอบแก้วซึ่งกำลังยืนสนทนาอยู่กับคณะพรรคสี่สหาย เลาเพ่งปราดเข้ามาสวมกอดพลด้วยความเคารพรัก

"ผมขอบคุณคุณอย่างยิ่งเชียวครับที่กรุณาสนับสนุนช่วยเหลือผม"

พลหัวเราะชอบใจ

"กันต้องการให้กอบแก้วสบายใจ ถ้าเลาเอี่ยมได้ตำแหน่งขุนศึก กอบแก้วก็จะมีแต่ความยุ่งยากเดือดร้อน กันขอแสดงความยินดีด้วยเลาเพ่ง"

เลาเพ่งว่า "ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลยครับ และผมจะปฏิบัติหน้าที่ของขุนศึกนี้อย่างดีที่สุด ผมขอสัญญาสาบานต่อเทพยเจ้าทั้งหลายว่าผมจะซื่อสัตย์กตัญญูต่อกอบแก้วตลอดไป"

พลยกมือขวาตบบ่าเลาเพ่งค่อนข้างแรง

"ดีแล้วเลาเพ่ง ในวันสองวันนี้พวกเราก็จะอำลาดอยหลวงไปแล้ว เมื่อแกได้เป็นขุนศึกกอบแก้วก็คงสบายใจมาก แกกับแก้วคงจะร่วมมือกันในการสร้างสรรความเจริญ และปกครองชาวแม้วเหล่านี้ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้ากัน"

คณะพรรคสี่สหายต่างแสดงความยินดีกับขุนศึกคนใหม่โดยทั่วหน้ากัน แล้วพาเลาเพ่งเข้าไปหานางพญาแม้ว

พิธีเลือกตั้งขุนศึกอันเป็นพิธีที่หมายถึงเลือดและชีวิตได้สิ้นสุดลงแล้ว ประชาชนชาวแม้วทั้งสี่ตำบลซึ่งบัดนี้ได้รวมกันเป็นตำบลเดียวกันต่างยอมรับนับถือว่าเลาเพ่งคือขุนศึกของเขา และเชื่อว่าเลาเพ่งเป็นผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ

คณะพรรคสี่สหายพักอยู่ที่หมู่บ้านแม้วบนดอยหลวงอีกสามวันก็เตรียมตัวเดินทางไปแม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกอบแก้วมากมาย ลูกหาบ ๔ คนล้วนแต่เป็นชายหนุ่มที่แข็งแรง ส่วนผู้นำทางก็เป็นพรานป่าที่ชำนาญในการเดินป่าและล่าสัตว์เคยเดินทางไปมาระหว่างดอยหลวงกับแม่ฮ่องสอนบ่อยๆ พรานภูเขาคนนี้เป็นชายกลางคนชื่อเลาอิ้นพูดภาษาไทยได้ดี สุภาพเรียบร้อยดีมีความซื่อสัตย์ไว้ใจได้ เลาอิ้นรับรองว่าเขาจะพาคณะพรรคสี่สหายไปถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนภายในเวลาไม่เกิน ๖ วัน คือเดินทางในเวลากลางวันและกลางคืนหยุดพักแรม

ตอนพลบค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่คณะพรรคสี่สหายของเราจะจากดอยหลวง พวกแม้วได้จัดการเลี้ยงส่งที่บริเวณลานกว้างหน้าหมู่บ้านเป็นงานใหญ่ที่สุด แม้วทั้งหลายต่างยกย่องคณะพรรคสี่สหายของเราเป็นวีรบุรุษจากการสู้รบกับโจรฮ่อในคราวนี้ ชาวแม้วพากันอาลัยรักสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วโดยทั่วหน้ากัน บรรดานวลน้องทั้งหลายที่เป็นแฟนของคณะพรรคสี่สหายต่างพากันร่ำร้องไห้ โดยเฉพาะกอบแก้วนางไพรหล่อนไม่เคยได้รับความทุกข์ใจเหมือนครั้งนี้ หล่อนรู้ดีว่าพลจะไม่กลับมาดอยหลวงอีก การจากกันคราวนี้จะเป็นการจากกันชั่วนิรันดร

ดึกสงัดคืนวันนั้น

ท่ามกลางความหนาวเย็นและกลุ่มหมอกปกคลุมไปทั่วบริเวณยอดดอย สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมีโอกาสพร่ำพรอดล่ำลาแฟนของตนเป็นคืนสุดท้าย เจ้าแห้วบุกเข้าไปในกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งเป็นกระท่อมเล็กๆ อยู่หลังบ้านพักของกอบแก้ว เขาได้อยู่ร่วมห้องกับสาวสวยคนหนึ่งและได้ฝากรักกับหล่อนเป็นครั้งสุดท้ายอย่างอาลัยอาวรณ์

"พี่เอ๋ย พี่มาเป็นผัวข้าไม่ทันไรพี่ก็จะจากข้าไปเสียแล้ว" สาวน้อยรำพันด้วยเสียงสะอื้น "พี่เอาปืนในซองปืนของพี่ยิงข้าเสียเถิด อย่าปล่อยให้ข้าได้รับความทุกข์ทรมานเพราะคิดถึงพี่เลย"

เจ้าแห้วกอดหล่อนแน่น น้ำตาของเขาไหลพราก

"ดวงใจจ๋า นิ่งเสียเถิดคนดี พี่จากไปแต่ตัวเท่านั้นส่วนหัวใจพี่ขอฝากไว้กับน้อง ในไม่ช้าพี่จะกลับมาดอยหลวงอีก กลับมารับน้องไปอยู่กรุงเทพฯ กับพี่ เจ้านายท่านจะกลับพี่ก็จำเป็นต้องติดตามท่านไป ซาโยนาระ พี่ลาก่อนคนดี ดับตะเกียงเสียเถอะ แสงไฟทำให้พี่เคืองตาเหลือเกิน"

สาวแม้วเอื้อมมือหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นมาเป่าดับ ภายในห้องนั้นมืดสนิทราวกับอยู่ในถ้ำ

ที่กระท่อมอีกหลังหนึ่งในบริเวณหมู่บ้าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังซาโยนาระแฟนของท่านซึ่งมีอายุในวัย ๕๐ ขวบ รูปร่างอวบอัดและเป็นแม่ม่ายผัวตายมานานแล้ว ท่านเจ้าคุณแสดงบทบาทรักตามแบบคนแก่ มีการดมแก้มนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ยกมือตบศีรษะด้วยความสงสาร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมาส่งให้แม่สาวใหญ่ในวัยคุณป้าแล้วพูดยิ้มๆ

"เอาเงินนี่ไว้ใช้น้องสาว กลางปีหน้าฉันจะมาดอยหลวงอีก"

หล่อนสั่นศีรษะปฏิเสธ

"เงินไม่สำคัญสำหรับมิ่งหรอกค่ะ มิ่งไม่ต้องการเงินของท่านแม้แต่บาทเดียว มิ่งต้องการของที่ระลึกตามประเพณีของพวกแม้วเท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"ประเพณีของแม้วเวลาคนรักเขาจากกันเขาให้อะไรกันล่ะจ๊ะมิ่ง"

"ผู้หญิงให้เบี้ยจั่นแก่ผู้ชายหนึ่งพวงค่ะ เมื่อเห็นเบี้ยจั่นจะได้นึกถึงคนรัก มิ่งให้เบี้ยจั่นแก่ท่านแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเบี้ยจั่นสีขาวพวงเล็กๆ ซึ่งคล้องอยู่ที่ข้อมือซ้ายของท่านแล้วดึงสาวใหญ่ในวัยชราเข้ามากอด

"บอกฉันมิ่ง ประเพณีของชาวแม้วคนรักที่จากกันผู้ชายจะต้องให้อะไรผู้หญิงไว้เป็นที่ระลึก"

แม่ม่ายยิ้มทั้งน้ำตา

"ผู้ชายก็ต้องตัดผมสักปอยหนึ่งให้คนรักไว้ดูต่างหน้าน่ะซีคะ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยวพร้อมกับทำคอย่น

"ปู้โธ่-เธอก็เห็นอยู่แล้วว่ากบาลฉันเตียนโล่งหาผมทำยาสักเส้นเดียวก็ไม่ได้ ฉันจะเอาที่ไหนให้มิ่งล่ะจ๊ะ เอาขนจักกระแร้แทนได้ไหม"

สาวแม้วค้อนขวับ

"ไม่ได้หรอกค่ะ"

"ถ้ายังงั้นฉันก็จนปัญญา อ้า-ฉันง่วงนอนแล้วมิ่ง เธอช่วยบีบนวดให้ฉันหน่อยสินะ ฝีมือหมอนวดแม้ววิเศษเหลือเกิน นวดให้ฉันหน่อยเถอะแม่คุณ พรุ่งนี้เราก็จะจากกันแล้ว"

ท่านเจ้าคุณเอนตัวลงนอน แม่ม่ายในวัยใกล้ชราช่วยนวดเฟ้นให้ท่านด้วยความเต็มใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับความสุขอย่างยิ่งยวด ท่านบอกตัวเองว่าท่านเป็นหนุ่มกระชุ่มกระชวยขึ้นอีก ท่านสามารถเตะปี๊บได้ดัง และยังเป่าขี้เถ้าฟุ้ง ถึงแม้ว่าท่านมีอายุเข้าสู่วัยชราแล้วแต่จิตใจของท่านก็ยังไม่แก่ตามวัย

ในเวลาเดียวกันนี้เองอาเสี่ยกิมหงวนของเราก็กำลังพรอดรักอยู่กับสาวแม้วคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนของเขาอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่ง แม้วสาวผู้มีนามว่าโสมอายุในราว ๒๐ ปี รูปร่างอวบขาวผ่อง เป็นสาวแม้วที่สวยสะคราญตาคนหนึ่ง เสียอย่างเดียวที่หล่อนเลี้ยงเหาไว้มากมายหลายหมื่นตัว ไม่ยอมทำลายเหาตามคำแนะนำของดร.ดิเรก ดังนั้นการพรอดรักกับหล่อนกิมหงวนจึงต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าโพกศีรษะของเขาเพื่อป้องกันไม่ให้เหาบนศีรษะหล่อนย้ายสำมะโนครัวมาอยู่บนศีรษะเขา อย่างไรก็ตามสาวน้อยผู้นี้ได้ให้ความสุขความสดชื่นแก่อาเสี่ยของเราอย่างล้นเหลือ เพราะหล่อนเป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง เปรียบเหมือนรถยนตร์ที่นำออกจากอู่ใหม่ๆ สีสวยเบาะนิ่มพวงมาลัยอ่อน แตรดังฟังชัดแล่นเรียบแหนบไม่ดัง ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ถอดด้ามทั้งนั้น

สาวน้อยกอดเสี่ยหงวนแน่นแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อกิมหงวนบอกว่าถ้าหล่อนมีลูกกับเขาก็ให้ส่งลูกไปให้เขาทางไปรษณีย์วัตถุ หรือส่งทาง พ.ก.ง.ก็ได้

"อ้าว-แนะนำให้อย่างเป็นงานเป็นการทำไมถึงหัวเราะล่ะจ๊ะโสม ขบขันอะไรหรือ"

หญิงสาวสะอื้นดังๆ

"หัวเราะเมื่อไรล่ะคะโสมร้องไห้ต่างหาก"

เสี่ยหงวนดึงหล่อนเข้ามากอด

"นิ่งเสียเถิดทูนหัว ร้องไห้ทำไมคนดี แล้วเฮียจะกลับมาหาโสมอีก"

"อย่ามาพูดเลย เฮียจากไปแล้วที่ไหนเฮียจะกลับมา เขาว่ากรุงเทพฯ น่ะเป็นเมืองสวรรค์ แล้วก็เมียของเฮียที่กรุงเทพฯ คงจะสวยกว่าโสมมากมายนัก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"สวยน่ะสวยจริงแต่ว่าเหลาเหย่แล้ว ถ้าเป็นม้าก็ต้องเรียกว่าเล่าเบ๊ สู้โสมไม่ได้ อย่าลืมคำที่เฮียสั่งนะโสมนะ ถ้าเกิดท้องไส้ขึ้นจริงๆ โสมออกลูกเมื่อไรโสมจะต้องส่งลูกไปให้เฮียที่กรุงเทพฯ ทางไปรษณีย์วัตถุ"

สาวแม้วร้องไห้โฮ

"ไปรษณีย์ที่นี่มันมีเมื่อไรล่ะคะ"

"ก็ฝากพรรคพวกเขาไปทิ้งวัตถุที่แม่ฮ่องสอนสิจ๊ะหรือที่เชียงใหม่ก็ได้ เอากระดาษห่อให้เรียบร้อย ผูกเชือกตีตราครั่งติดแสตมป์ส่งไป ถ้าลูกของเฮียเป็นกระเทยไม่ต้องส่ง ลูกผู้หญิงหรือผู้ชายค่อยส่งไป ถ้าลูกแฝดโสมเอาไว้คนหนึ่งส่งไปคนหนึ่ง นิ่งเสียน่าร้องไห้ทำไมนะ เฮียก็ได้ให้คำมั่นสัญญาแล้วว่าอีกครึ่งปีเฮียจะกลับมาดอยหลวงอีก นอนเถอะดึกแล้ว พรุ่งนี้เฮียจะต้องตื่นนอนแต่เช้าเตรียมตัวออกเดินทาง"

ตะเกียงที่ฝาห้องถูกดับสิ้นแสงลงทันที ความเงียบปกคลุมไปทั่วกระท่อมหลังนั้น ได้ยินแต่เสียงสาวแม้วร้องไห้กระซิกๆ

ชาวแม้วทั้งหมู่บ้านกำลังหลับสนิท แต่นิกรกับแฟนของเขายังพรอดรักกันอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่ง แฟนของนิกรมีอายุในวัย ๔๐ ขวบ รูปร่างอ้วนใหญ่ น้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า ๙๐ กิโลกรัม นิกรไม่ได้รักใคร่หล่อนเท่าใดนัก แต่หล่อนผู้มีนามว่าไหมรักและหลงนิกรมาก ได้ปรนนิบัติพัดวีนวดเฟ้นจับเส้นจับสายให้นิกรตลอดเวลา ไหมเคยมีสามีมาแล้ว หล่อนเป็นสาวแก่ที่มีรูปร่างเหมือนไหกระเทียมต่อขา ผิวเนื้อขาวผ่องคอสั้นใบหน้าใหญ่เสียงดัง ที่นิกรเลือกเป็นแฟนเขาก็เพราะหล่อนสะอาด บนศีรษะไม่มีเหา ผิวหมดจด เสื้อผ้าสะอาด

ขณะนี้ไหมกำลังออดออเซาะจะขอติดตามนิกรไปกรุงเทพฯ ด้วย

"พี่จ๋า กรุณาให้ไหมตามพี่ไปกรุงเทพฯ เถอะนะจ๊ะ ทิ้งไหมไว้ที่นี่ไหมคงตรอมใจตายเพราะคิดถึงพี่แน่นอน"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาพยายามกอดหล่อนให้รอบหลังแต่ก็ไม่รอบ เพราะแฟนของเขามีรูปร่างอ้วนใหญ่จนเกินไป

"จะไปกับพี่อย่างไรไหมจ๋า ไหมน่ะจะลุกจะนั่งทั้งทีก็ต้องร้องอี๊ด แทบจะต้องใช้ปั้นจั่นฉุดอยู่แล้ว การบุกป่าฝ่าดงและข้ามเขาไม่ใช่ของสนุก ไหมจะเดินป่าไหวหรือ"

ไหมยิ้มให้เขา

"ไหวซีคะ ถ้าไม่ไหวไหมก็จะขี่หลังพี่ไป"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โอ๊ย-พี่จะลากน้องไปได้อย่างไรกันทูนหัว น้ำหนักตัวของไหมน่ะอย่างย่อมๆ ก็ไม่ต่ำกว้าห้าหกตันแล้ว ขืนขี่หลังพี่ไปพี่ก็แบนแต๋เท่านั้นเองอดใจรอพี่อยู่สักครึ่งปีเถอะน่า แล้วพี่จะเช่าป้อมบินมารับไหมไปกรุงเทพฯ จะเอาเฮลิคอบเตอร์มารับก็เห็นจะบินไม่ขึ้น ต้องใช้ป้อมบินยักษ์หรือเครื่องบินลำเลียงแบบโกล๊บมาสเตอร์ อ้า ดับไฟคุยกันเถอะไหมจุดตะเกียงทิ้งไว้เปลืองน้ำมันเปล่าๆ "

แล้วความเงียบและความมืดก็ปกคลุมไปทั่ว ตามเวลาที่กล่าวนี้ดร.ดิเรกกำลังนั่งพรอดรักกับแฟนสาวของเขาอยู่บนแคร่เล็กๆ หลังกระท่อมหลังหนึ่ง นายแพทย์หนุ่มได้เสียกับแฟนสาวของเขาแล้ว ขณะนี้เขากำลังล่ำลาหล่อนและปลอบโยนหล่อนให้คลายความอาลัยอาวรณ์เขา

"อย่าร้องไห้ดาลิ่งรักแท้ย่อมมีอุปสรรค ไอจะกลับมาหายูในไม่ช้านี้อย่างแน่นอนและจะรับยูไปอยู่กรุงเทพฯ กับไอ"

สาวน้อยสะอื้นเบาๆ

"จริงๆ นะคะพี่"

"ออไร๋ ไอย่อมรักษาวาจาสัจเช่นเดียวกับท่านนายพลแมคอาร์เธอร์กล่าวไว้ว่าท่านจะกลับมาฟิลิปปินส์แล้วท่านก็กลับมาจริงๆ ไอก็เหมือนกัน เมื่อไอกลับไปทำงานให้ประเทศชาติเสร็จเรียบร้อยแล้วไอจะเดินทางมาดอยหลวงโดยเครื่องบินเฮลิคอบเตอร์เพื่อรับยูไปอยู่กับไอที่กรุงเทพฯ ระวังรักษาตัวและสุขภาพให้ดี ไม่ควรมีผัวใหม่ก็อย่ามี ถ้าสมควรจะมีก็มีไป แล้วก็อย่าปล่อยให้เหาขึ้นหัวเป็นอันขาด มนุษย์ที่เจริญแล้วย่อมไม่เป็นเหา ไปนอนคุยกันในกระท่อมเถอะที่รัก นั่งคุยกันข้างนอกน้ำค้างแรงและอากาศหนาวมากยูจะไม่สบาย"

นายแพทย์หนุ่มประคองสาวรักของเขาลุกขึ้นแล้วพาเดินเข้าไปในกระท่อมหลังนั้น บิดามารดาของหล่อนกำลังหลับสนิทเปิดโอกาสให้ดร.ดิเรกล่ำลาลูกสาวของเขาอย่างเต็มที่

ขณะนี้เป็นเวลา ๒.๐๐ น.แล้ว

พล พัชราภรณ์ยังนั่งประคองกอดกอบแก้วอย่างไม่วางมือบนเตียงนอนภายในห้องนอนของหล่อน นางพญาแม้วแสดงความอาลัยรักพลเหลือที่จะกล่าว ถึงแม้หล่อนจะติดตามไปส่งเขาจนถึงแม่ฮ่องสอน แต่กอบแก้วก็รู้ดีว่าหล่อนกับเขาจะได้ร่วมรักกันในคืนนี้เป็นคืนสุดท้าย

"อย่าบอกแก้วให้กระเทือนใจเลยนะคะว่าพี่จะกลับมาดอยหลวงอีก" หล่อนพูดเสียงเครือเล็กน้อยหยาดน้ำตาคลอหน่วย

พลกระชับมือที่กอดหล่อนให้แน่นเข้า

"กลัวว่าพี่จะพูดไม่จริงหรือจ๊ะแก้ว"

"ค่ะ อย่าให้แก้วนึกหวังในตัวพี่อีกเลยค่ะ แก้วจะคิดว่าเท่าที่เรารักกันและเป็นของกันนี้เป็นความฝันร้ายของแก้วที่เกิดขึ้นในเวลานอนหลับ แก้วจะพยายามหักใจลืมพี่และอดีตของเราเสีย ส่วนลูกของเรา ถ้ามันเป็นกรรมของแก้ว แก้วต้องให้กำเนิดทารกอันเป็นเลือดเนื้อของพี่ แก้วก็จะก้มหน้ารับกรรมเลี้ยงดูลูกของเราอย่างดีที่สุด"

เขาสงสารหล่อนใจเจียนขาด

"แก้วจ๋า พี่ต้องกลับมาหาแก้วของพี่แน่นอน พี่ต้องมาแน่ๆ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยานในคำมั่นสัญญาของพี่เถิด"

นางไพรสะอื้นเบาๆ ซบศีรษะลงแนบหน้าอกเขา

"แก้วขอร้องพี่แล้วไม่ให้พี่บอกแก้วพี่พูดทำไมค่ะ แก้วรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ สิ่งแวดล้อมที่กรุงเทพฯ ย่อมให้ความสุขแก่พี่ยิ่งกว่าดอยหลวงมากมายนัก เมียของพี่เองก็คงสวยและน่าพิสมัยกว่าแก้วเป็นไหนๆ พี่ขา พี่กลับไปนอนเถอะค่ะ แก้วจะได้นอนหลับพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางแต่เช้าแล้ว"

พลกอดหล่อนแน่น

"พี่ไม่ไปหรอกแก้วจ๋า พี่จะนอนกอดแก้วอยู่ในห้องนี้จนกว่าจะรุ่งสว่าง ขอให้พี่นอนกับแก้วอีกสักคืนนะแก้วนะ"

เขายกมือเชยคางหล่อนขึ้นแล้วเขาก็ก้มลงจูบริมฝีปากนางไพรอย่างดูดดื่มซาบซึ้งใจ น้ำตาของกอบแก้วไหลพราก หล่อนกอดคอพลแน่นแสดงความรักและอาลัยอย่างสุดแสน

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

ชาวแม้วเกือบพันคนต่างออกมายืนรวมกลุ่มอยู่ตามบริเวณหน้าบ้านของตนเพื่อคอยส่งคณะพรรคสี่สหายเดินทางไปจากดอยหลวง ทุกคนเงียบเหงาไปตามกัน ต่างคนต่างแสดงความอาลัยรักสี่สหายอย่างยิ่ง ชาวแม้วไม่ลืมเลยว่าครั้งหนึ่งคณะพรรคสี่สหายได้เป็นกำลังสำคัญยิ่งช่วยเหลือพวกเขาสู้รบกับพวกโจรฮ่อ ชาวแม้วได้ร่วมมือร่วมใจกันรักษาหมู่บ้านไว้ได้จนกระทั่งฝูงเครื่องบินไอพ่นประจัญบานและฝูงเครื่องบินลำเลียงได้นำพลร่มมาช่วยเหลือ

ขณะนี้เป็นเวลา ๘.๐๐ น.เศษ ขบวนเดินทางซึ่งมีพรานภูเขา ๑ คน ลูกหาบ ๔ คน ล่อ ๔ ตัวบรรทุกข้าวของสัมภาระต่างๆ และเสบียงกรัง ดร.ดิเรกได้แบ่งข้าวของที่เขาได้รับจากเครื่องบินให้พวกแม้วไปมากมาย ส่วนปืนและกระสุนปืนตลอดจนลูกระเบิดไม่สามารถจะแบ่งให้ใครได้เพราะเป็นของทางราชการทหาร

ตามเวลาที่กล่าวนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้นั่งรวมกันอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านพักของนางพญาแม้ว หมอผีรวม ๔ คนกำลังทำพิธีตามพิธีไสยศาสตร์ของเขาเพื่อให้คณะพรรคสี่สหายเดินทางไปด้วยความสวัสดี ๑ ใน ๔ ของหมอผีคือนายเต๋อหรือลุงเต๋อผู้ที่เคยช่วยชุบชีวิตอาเสี่ยของเราไว้

พิธีการของหมอผีเป็นไปอย่างแปลกๆ ลุงเต๋อกับหมอผีอีก ๓ คน ถือกะโหลกศีรษะลิงไว้ในมือซ้าย มือขวาถือไม้เล็กๆ พวกหมอผีวิ่งเหยาะๆ ไปรอบๆ แคร่ร่ายเวทวิทยาพึมพำ บางทีก็หยุดยืนนิ่งเฉยเอาไม้เคาะหัวกะโหลกลิงสองสามทีแล้ววิ่งต่อไปอีกจนหอบแฮ่กๆ ซี่โครงบานไปตามกัน

กอบแก้วยืนอยู่ในกลุ่มนายพรานและลูกหาบพร้อมด้วยล่อ ๔ ตัว กอบแก้วแต่งกายตามแบบสาวแม้ว หล่อนอยู่ในความสงบเงียบปล่อยให้หมอผีทั้ง ๔ คนทำพิธีปัดรังควานป้องกันผีปีศาจ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและศัตรูหมู่ร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่คณะพรรคสี่สหายระหว่างเดินทางไปแม่ฮ่องสอน

เสี่ยหงวนรู้สึกรำคาญเมื่อนั่งขัดสมาธิอยู่เกือบ ๑๕ นาที เมื่อลุงเต๋อยื่นหัวกะโหลกลิงเข้ามาข้างหน้าเขาและเอาไม้เคาะดังโป๊กอาเสี่ยก็สะดุ้งเล็กน้อยแล้วฝืนหัวเราะ

"เสร็จพิธีหรือยังลุงเมื่อยเต็มทนแล้ว"

ลุงเต๋อหัวหน้าหมอผีทำตาเขียวกับกิมหงวนแต่ไม่ยอมพูดอะไร เขาไม่พอใจอย่างยิ่งที่อาเสี่ยพูดทะลุกลางปล้องขึ้นกลางพิธีของเขา ลุงเต๋อกับหมอผีเต้นไปเรื่อยๆ อีกห้าหกรอบแล้วก็หยุดยืนจับกลุ่มกันกระซิบกระซาบกันเบาๆ ทำให้คณะพรรคสี่สหายชักหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน สักครู่ลุงเต๋อก็กวักมือเรียกนางพญาแม้วให้เข้าไปหา พวกหมอผีต่างกระซิบกับหล่อนและมองมาทางคณะพรรคสี่สหายอย่างห่วงใย ไม่มีใครรู้ว่าหมอผีพูดอะไรกับกอบแก้วจนกระทั่งนางไพรเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย

"ว่าไงจ๊ะแก้ว" พลถามยิ้มๆ

กอบแก้วมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างไรชอบกล

"ลุงเต๋อกับหมอผีว่า เมื่อกี้นี้ขณะที่ยังอยู่ในระหว่างพิธีอาเสี่ยได้พูดถามแกว่าพิธีเสร็จหรือยัง การที่พูดออกมาเช่นนี้หมอผีถือว่าโชคร้ายค่ะ การเดินทางจะไม่ราบรื่น อาจจะต้องเผชิญกับอันตรายอย่างร้ายแรง"

นิกรมองดูเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ

"ก่อนจะเข้าพิธีลุงเต๋อแกก็สั่งกำชับแล้วไม่ให้พวกเราปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียวจนกว่าจะเสร็จพิธี แล้วเสือกพูดออกมาหาหอกอะไรวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสริมขึ้นทันที

"อย่างนี้เขาเรียกว่าปากเสีย"

ดร.ดิเรกยิ้มให้นางพญาแม้วแล้วกล่าวว่า

"คุณลองถามลุงเต๋อแกให้ละเอียดซีครับ เราจะได้รับภัยอันตรายอะไรบ้าง"

กอบแก้วหันไปเรียกหัวหน้าหมอผีให้เข้ามาหาหล่อนและขอร้องให้ชายชราช่วยอธิบายให้คณะพรรคสี่สหายทราบ ชายชราพยักหน้ารับทราบ แกมองดูหน้าเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ แล้วกล่าวว่า

"ถ้าอาเสี่ยอดใจไว้อีกนิดเดียวไม่ปริปากพูดอะไรกับผม การเดินทางไปแม่ฮ่องสอนก็จะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง ตามพิธีของเราถือว่าการพูดระหว่างทำพิธีย่อมแสดงว่าผู้เดินทางกับคณะจะต้องได้รับภัยอันตรายอย่างร้ายแรง แต่ผมบอกไม่ได้ว่าภัยนั้นจะเกิดจากธรรมชาติ, สัตว์ร้ายหรือมนุษย์"

พลกล่าวถามหัวหน้าหมอผีทันที

"ถ้ายังงั้นคุณลุงพอจะบอกได้ไหมครับ ว่าพวกเราจะมีใครบาดเจ็บล้มตายบ้างไหม บอกตามตรงเถอะครับ"

ลุงเต๋อหลับตานิ่งเฉย เขาเอื้อมมือขวาตะครุบอากาศทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรแล้วแบออกดูสักครู่ก็ปล่อยมันไป แล้วหัวหน้าหมอผีก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"พวกคุณหรือลูกหาบที่ไปด้วยต้องมีการเสียชีวิตบ้างอย่างแน่นอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"นายเต๋อเป็นหมอผีชั้นดีมีวิทยาอาคมขลัง แกช่วยปัดเป่าให้สิ่งที่เลวร้ายกลายเป็นดีไม่ได้หรือ"

ลุงเต๋อสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับเจ้าคุณ ถ้าทำได้เจ้าคุณกับลูกหลานจะต้องเลื่อนกำหนดเวลาเดินทางออกไปอีกหนึ่งเดือนเต็มๆ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

"โน" ดร.ดิเรกร้องลั่น "เลื่อนไม่ได้ เรามีธุระสำคัญยิ่งจะต้องรีบกลับกรุงเทพฯ ถึงแม้จะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเราก็ต้องไป"

หัวหน้าหมอผียิ้มแค่นๆ

"ถ้ายังงั้นก็ต้องเสี่ยงเอาซีครับ เอาเถอะครับผมจะใช้ให้ผีของผมสองตัวติดตามไปคุ้มกันรักษา"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"หา ลุงว่ายังไงนะลุง"

ลุงเต๋อมองดูเจ้าแห้วแล้วหัวเราะ

"ข้าจะส่งผีที่ข้าเลี้ยงไว้สองตัวให้ร่วมเดินทางไปด้วยเพื่อป้องกันผีป่า"

เจ้าแห้วทำท่าขนพองสยองเกล้า

"ขอเสียทีลุง อย่าเลย ให้พวกเราไปกันตามลำพังคนล้วนๆ โดยไม่มีผีเกี่ยวข้องด้วยจะดีกว่า แฮ่ะ แฮ่ะ ผีน่ะลุงพูดกับมันรู้เรื่อง แต่ฉันพูดกับมันไม่รู้เรื่องนี่ลุง"

นิกรเห็นพ้องด้วยจึงสนับสนุนเจ้าแห้ว

"นั่นน่ะซี ผมก็ว่ายังงั้นแหละลุง"

หัวหน้าหมอผีอมยิ้ม

"ตามใจเถอะครับ เมื่อไม่ต้องการให้ผีของผมไปด้วยก็ตามใจ พิธีของเราเสร็จแล้วครับ ออกเดินทางกันได้แล้ว"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างก้าวลงมาจากแคร่ไม้ไผ่นั้น เท้าขวาของเสี่ยหงวนเป็นเหน็บ เมื่อลองก้าวเดินดูสองสามก้าวกิมหงวนก็หัวเราะอย่างขบขันเพราะรู้สึกจั๊กจี้ทำให้ใครๆ อดหัวเราะไม่ได้

หลังจากนั้นสักครู่หนึ่งขบวนเดินทางก็เคลื่อนที่จากหน้าบ้านพักของกอบแก้ว กอบแก้วกับพลเดินหน้าเคียงคู่กันติดตามด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าแห้ว ขบวนลูกหาบมีเลาอิ้นเป็นพรานและหัวหน้า ลูกหาบทั้งสี่คนจูงล่อคนละตัว ล่อก็คือม้านั่นเอง รูปร่างคล้ายๆ ม้าเทศมีความทรหดอดทนสามารถเดินทางในภูมิประเทศที่เป็นป่าและเขาได้ดี ชาวแม้วนิยมใช้ม้าและล่อบรรทุกสินค้าหรือสัมภาระของเขา

บรรดาแม้วทั้งหมู่บ้านต่างโบกมือให้วีรบุรุษของดอยหลวงและโห่ร้องลั่นไปหมด ผู้ช่วยหัวหน้าแม้วรวม ๓ คน ซึ่งได้รับมอบหมายจากกอบแก้วให้ดูแลลูกบ้านแทนหล่อนยืนมองดูคณะพรรคสี่สหายด้วยความอาลัยยิ่ง เลาเพ่งขุนศึกคนใหม่กับบุตรภรรยาของเขาได้นำดอกไม้ใส่ขันมาขว้างปาคณะพรรคสี่สหาย เสียงโห่ร้องของพวกแม้วดังก้องกังวานไปไกล

คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมออกไปพ้นหมู่บ้านแล้วและบ่ายหน้าลงไปสู่เชิงดอยเบื้องล่างโน้น ถึงแม้ว่ากอบแก้วจะทุกข์ระทมใจหล่อนก็อดชื่นใจไม่ได้ที่หล่อนได้อยู่ใกล้ชิดกับพลเช่นนี้

ด้วยวิสัยนักเลงกลอน เสี่ยหงวนกับนิกรได้ว่ากลอน ๘ กันคนละวรรค โดยกิมหงวนเป็นฝ่ายเริ่มต้นขึ้นก่อน

โอ้อาลัยดอยหลวงห่วงสวาท

เป็นเวรกรรมจำนิราศเสน่หา

เหมือนดอกรักดอยร้างห่างไกลตา

กลิ่นเอื้องป่าซาบซึ้งตรึงฤทัย

ถึงเลี้ยงเหาแต่แก้มหอมย้อมอารมณ์

พี่ชื่นชมรักฝังจิตพิสมัย

น้องฝากเหามาให้พี่น่าดีใจ

เกาทีไรนึกถึงน้อง ละอองนวล

สามวันในป่าสูง คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว ในระหว่างดอยหลวงกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน พรานอิ้นหรือเลาอิ้นรับรองว่าเขาได้พามาทางลัดที่สุด ฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องข้ามเขาลูกเล็กๆ หลายลูก ซึ่งเทือกของมันติดต่อกันเป็นแนวยาวนับร้อยไมล์ และพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเชียงใหม่ย่อมเต็มไปด้วยขุนเขาสลับซับซ้อน

อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่าขบวนเดินทางได้ประสบภัยอันตรายอะไรเลย นอกจากครั้งหนึ่งได้เผชิญกับโขลงช้างป่าในบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง แต่เมื่อพลใช้ปืนกลมือแบบทอมสันยิงขู่ไปสองสามชุดช้างป่าโขลงนั้นก็แตกตื่นวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไป

บ่ายวันนั้นคณะค้นหาแร่ยูเรเนียมยืนอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งซึ่งสูงจากระดับพื้นดินประมาณ ๖๐๐ ฟิต เขาลูกนี้มีเทือกเขาติดต่อกับเขาใหญ่แลตระหง่านเงื้อมเทียมเมฆ และเป็นแนวยาวไปไกล พรานอิ้นพยายามใช้สายตาของเขาให้เป็นประโยชน์ในการสำรวจภูมิประเทศและทิศทางรอบๆ ตัวเขา ซึ่งเขาได้รับสารภาพกับกอบแก้วและคณะพรรคสี่สหายว่าภูมิประเทศทางแถบนี้เขาไม่เคยผ่านมาเลย ที่นำทางมาก็เพราะเห็นเป็นทางลัดตัดตรงไปแม่ฮ่องสอนโดยอาศัยเขาใหญ่หลายลูกเป็นหลักการเดินทาง

"ว่าไงนายอิ้น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพรานภูเขาอย่างกันเอง "หลงหรืออย่างไร"

พรานอิ้นยิ้มอ่อนโยน

"ไม่หลงหรอกครับเจ้าคุณ เขาใหญ่ข้างหน้าเป็นหลักสำคัญของผม แต่ว่าทางนี้ผมไม่เคยมาเลยครับ เอาละครับ เราลงจากเขานี้แล้วมุ่งตรงไปยังเขาลูกเล็กๆ ซึ่งอยู่ข้างหน้าเราประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ไปพักแรมกันที่นั่นเย็นวันนี้"

"ดอยนั้นเขาเรียกเขาอะไรนายอิ้น"

"ดอยเล็กๆ อย่างนี้ไม่มีชื่อหรอกครับ แต่เขาหรือดอยที่ไม่มีต้นไม้ชาวป่าก็มักจะเรียกกันว่าเขาล้านหรือดอยล้าน ป่าเมืองไหนๆ ก็มีเขาล้านทั้งนั้นแหละครับเป็นชื่อซ้ำๆ กัน"

สี่สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน ท่านเจ้าคุณทำหน้าปูเลี่ยนๆ อย่างไรชอบกล แล้วเอียงหน้าเข้ามาพูดกับพรานภูเขา

"คำว่าล้านฉันขอซื้อเถอะนะนายอิ้น มันแสลงใจฉันเหลือเกินพับผ่า"

พรานอิ้นเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"โอ ประทานโทษเถอะครับเจ้าคุณ ผมไม่มีเจตนาล่วงเกินเจ้าคุณเลยครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากแล้วพูดเสริมขึ้น

"ทีหลังจะพูดอะไรต้องคิดเสียก่อนนะนายอิ้น คำว่าล้าน เลี่ยน เตียนโล่ง มันแผล็บ อะไรเหล่านี้พูดไม่ได้"

นิกรยิ้มให้นายพรานแล้วกล่าวว่า

"ลูกมะอึก นกตะกรุม ถลอก ลื่น ไถล พูดไม่ได้ทั้งนั้น ขุนแผนพูดได้แต่ขุนช้างห้ามพูด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแค่นๆ ปลดปืนกลมือลงมาจากบ่า ดร.ดิเรกกระโดดเข้าขัดขวางทันที

"โนๆๆๆ ป๋า เรามาด้วยกันอย่าฆ่ากันเลยครับ"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"ก็อ้ายสองคนมันทะลึ่งกับข้า"

"โน ป๋าเข้าใจผิด มันอธิบายให้พรานอิ้นเข้าใจต่างหาก อย่างนี้ไม่เรียกว่าทะลึ่ง เราเดินทางกันต่อไปเถอะครับ"

คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมต่างพากันลงไปจากเขาลูกนั้น พลกับกอบแก้วเดินคลอคู่กันตลอดเวลา กอบแก้วมีความอดทนเช่นเดียวกับชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ตลอดเวลา ๓ วันที่ผ่านมานี้หล่อนบุกป่าฝ่าดงมากับคณะพรรคสี่สหายโดยไม่ได้ปริปากบ่นว่าเหน็ดเหนื่อยหรือลำบากยากแค้นในการเดินป่าหรือข้ามเขาเลย นางไพรอบอุ่นเป็นสุขใจอย่างยิ่งที่ได้อยู่ใกล้ชิดพลและได้นอนห่มผ้าผืนเดียวกับเขาอยู่ในอ้อมกอดของเขาทุกๆ คืน

เมื่อลงมาถึงเชิงเขาภูมิประเทศก็เป็นป่าทึบและดงดิบ ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็มาถึงแควเล็กๆ สายหนึ่งกว้างประมาณ ๒๐ เมตร กระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยวแต่น้ำลึกไม่มากนักมองแลเห็นกรวดทรายและก้อนหินใต้น้ำ

พรานอิ้นกับคณะพรรคสี่สหายและพวกลูกหาบต่างยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมแควนั้นปล่อยให้ล่อทั้ง ๔ ตัวหาหญ้ากินกันตามสบาย ธรรมชาติของแควสวยงามมากดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง นกเล็กๆ ส่งเสียงร้องร่าเริงและกระโดดโลดเต้นอยู่ตามกิ่งไม้ เอื้องผึ้งสีเหลืองซึ่งเกี่ยวพันอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ทำให้ต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่มีชีวิตชีวาสวยงามขึ้นอีก

"เราต้องลุยข้ามแควนี้ครับคุณพล" นายพรานพูดยิ้มๆ "แต่น้ำตอนกลางแควอาจจะลึกมากก็ได้ ผมจะให้ลูกหาบคนใดคนหนึ่งลองข้ามไปก่อน ถ้าน้ำลึกมากเกินไปเราก็ต้องหาไม้ไผ่มาต่อแพข้ามไป ม่ายงั้นข้าวของก็เปียกน้ำเสียหายหมด และล่อว่ายน้ำไม่เป็นครับนอกจากว่าน้ำตื้นๆ และมันเดินลุยน้ำข้ามไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ฉันก็ว่ายไม่ไหวเหมือนกันนายอิ้น แก่แล้วขืนว่ายน้ำก็คงจมน้ำตาย"

พรานอิ้นกวักมือเรียกลูกหาบคนหนึ่งซึ่งเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ให้มาหาเขาชี้มือไปที่แควแล้วส่งภาษาแม้วสั่งให้ลูกหาบลองลุยน้ำข้ามไป เจ้าหนุ่มแม้วรับคำสั่งอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส หารู้ไม่ว่าเขากำลังจะลงไปพบกับมัจจุราชในแควนี้และชีวิตของเขาจะพบจุดจบในสองสามนาทีนี้แล้ว

หนุ่มแม้วก้าวลงไปในลำธารทันที น้ำริมตลิ่งลึกประมาณ ๓ ฟิตเศษ ห่างจากฝั่งราวห้าหกเมตรระดับน้ำยังเท่าเดิม ลูกหาบหันมาโบกมือให้เพื่อนลูกหาบของเขาและตะโกนบอกพรานอิ้นเป็นภาษาแม้วว่าน้ำในแควเย็นเฉียบจับใจ แต่แล้วลูกหาบหนุ่มก็หยุดชะงักและร้องสุดเสียงเป็นภาษาแม้ว

"โอ๊ย อะไรกัดฉัน"

เขาหมุนตัวกลับเดินลุยน้ำกลับมาหาฝั่งอย่างรีบร้อน กิริยาท่าทางของเขาแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส เขาล้มลงไปในน้ำและร้องอุทานด้วยเสียงแหลมเล็กออกมาอีกคำหนึ่ง ร่างของเขาถูกกระแสน้ำพัดไปปะทะหมู่ก้อนหินกลางน้ำ คณะพรรคสี่สหายกับนายพรานและลูกหาบยืนตะลึงไปตามกัน จนกระทั่งร่างของลูกหาบผู้เคราะห์ร้ายหลุดจากแก่งหินกลางน้ำลอยเปะปะกลับมาทางฝั่งคณะล่องป่า ร่างนั้นปะทะกับหมู่ก้อนหินที่ริมฝั่ง

พล, นิกร, ดร.ดิเรก, อาเสี่ยกิมหงวนและพรานอิ้นวิ่งไปช่วยลูกหาบทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ พากอบแก้วกับเจ้าแห้วและลูกหาบอีกสามคนติดตามไปโดยเร็ว

อีกครั้งหนึ่งที่คณะพรรคสี่สหายของเราได้ผจญกับเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวสยดสยองใจเหลือที่จะกล่าว เมื่อพลกับเสี่ยหงวนช่วยกันดึงร่างของลูกหาบผู้เคราะห์ร้ายขึ้นมาบนตลิ่ง

เสื้อกางเกงของลูกหาบขาดวิ่นออกจากร่างหายไปเกือบหมดแทบจะไม่มีเหลือพันกาย กอบแก้วหวีดร้องสุดเสียงโผเข้ากอดพลทันที หล่อนไม่อาจจะมองดูภาพอันน่าสะพรึงกลัวของลูกหาบได้ ใบหน้าของลูกหาบกลายเป็นหัวกะโหลกผี เนื้อหนังหายไปหมด ที่เหลือติดอยู่บ้างก็หลุดลุ่ย เนื้อที่แขนและที่ท้องหายไป แลเห็นซี่โครงเป็นรูปโครงกระดูก เนื้อส่วนหลังและตอนท้ายทอยยังมีอยู่ ขาซ้ายเหลือแต่โครงกระดูกขาขวามีเนื้ออยู่ครึ่งหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเขย่าแขนพรานอิ้นค่อนข้างแรงขณะที่ทุกคนกำลังอกสั่นขวัญแขวนจ้องมองดูศพของลูกหาบซึ่งถูกสัตว์ที่อยู่ในน้ำกัดกินเนื้อไปเกือบหมด

"พรานอิ้น แมงมุมยักษ์เล่นงานลูกหาบหรืออย่างไร"

นายพรานหน้าซีดเผือด

"ไม่ใช่แมงมุมหรอกครับเจ้าคุณ" เขาพูดตะกุกตะกัก "แมงมุมยักษ์มันอยู่บนเขาไม่ได้อยู่ในน้ำ ผมคิดว่าปลาน่ะครับ ปลาที่ปากของมันคมเหมือนปลาปักเป้าและอยู่กันเป็นฝูงๆ ในแควนี้"

"ไอ๊ย่า " อาเสี่ยร้องครางด้วยภาษาบรรพบุรุษของเขา "ปลาอะไรกันทำไมถึงดุร้ายอย่างนี้"

ดร.ดิเรกทรุดตัวลงนั่งชันสูตรศพด้วยความรู้ความชำนาญของเขา สักครู่เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า

"ออไร๋ ปลาแน่ๆ กันเคยอ่านพบในหนังสือจำพวกสัตววิทยาเล่มหนึ่งเกี่ยวกับปลาต่างๆ ในใจกลางลึกของอาฟริกามีปลาพันธุ์หนึ่งตัวเล็กๆ ยาวประมาณ ๓ นิ้วฟุตอาศัยอยู่ตามห้วยหนองหรือบึงใหญ่ๆ ปลาชนิดนี้ชื่ออะไรก็ลืมไปแล้ว มันกินสัตว์และคนเป็นอาหาร ปากแข็งเหมือนเหล็กและคมมาก ชาวอาฟริกันเรียกมันว่าปลาปีศาจ ในสมัยโบราณเมืองที่มีคูเมืองล้อมรอบเคยใช้ปลาพันธุ์นี้สังหารข้าศึก พอข้าศึกยกมาก็ปล่อยปลาลงไปในคูรอบเมือง ข้าศึกลุยคูข้ามมาก็ถูกปลากินไม่มีเหลือ ปลาชนิดนี้สองสามตัวสามารถกินคนให้เหลือแต่กระดูกชั่วเวลาไม่กี่นาที"

พลนิ่งฟังนายแพทย์หนุ่มอธิบายด้วยความสนใจ แล้วเขาก็กล่าวว่า

"เคราะห์กันยังดีอยู่ ถ้ากันกระโดดลงไปช่วยลูกหาบคนนี้ในตอนแรกที่เขาร้องขอความช่วยเหลือกันก็คงตายไปอีกคนหนึ่ง"

กอบแก้วน้ำตาคลอหน่วย มองดูคนของหล่อนด้วยความสงสาร

"โถ-ที่ตายของเลาเกลี้ยงอยู่ที่นี่เอง น่าสงสารเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น มองดูนางไพรแล้วกล่าวเบาๆ

"หลานสาว เขาชื่ออะไรน่ะ"

"ชื่อเลาเกลี้ยงค่ะ"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"ควรตายแล้ว ตายเสียก็ดี ชื่ออื่นถมเถไปไม่ชื่อ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"เกลี้ยงเป็นภาษาแม้วนะครับ ไม่ใช่ภาษาไทย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนขวับ

"ทะลึ่ง ฉันไม่ได้ถามแก"

การตายของเลาเกลี้ยงทำให้ทุกคนเศร้าใจไปตามกัน เจ้าแห้วมองดูศพแม้วหนุ่มแล้วหันไปมองดูแควน้ำใสด้วยความประหวั่นพรั่นใจ สักครู่เขาก็กล่าวถามดร.ดิเรก

"รับประทานพวกเราจะต้องข้ามแควนี้ไปหรือครับคุณหมอ"

"ออไร๋ เราจะต้องช่วยกันฝังศพลูกหาบเสียก่อน แล้วก็ตัดไม้ไผ่มาทำแพสักสองแพ สำหรับแกถ้าไม่สมัครใจนั่งแพจะลุยน้ำข้ามไปก็ได้นะฉันอนุญาติ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะ

"รับประทานจ้างผมล้านบาทให้ลุยข้ามไปผมก็ไม่เอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที

"เดี๋ยวก็โดนถีบหรอก พูดอะไรคิดเสียก่อนซีอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วใจหายวาบ แต่แล้วก็ยืนนิ่งเฉยไม่กล้าพูดแก้ตัว ต่อจากนั้นดร.ดิเรกก็สั่งให้พรานอิ้นกับพวกลูกหาบช่วยกันขุดหลุมฝังศพเลาเกลี้ยงแม้วหนุ่มผู้เสียชีวิตจากฝูงปลาปีศาจ

การฝังศพและต่อแพไม้ไผ่สองแพเสียเวลาไปเกือบสองชั่วโมง พิธีฝังศพแม้วหนุ่มได้กระทำอย่างเงียบๆ โดยมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นประมุข ศพของนายเกลี้ยงถูกฝังลงในหลุมตื้นๆ ใกล้กับแควนั้นเอง

เมื่อลูกหาบกับคณะพรรคสี่สหายช่วยกันสร้างแพเสร็จเรียบร้อยและเข็นแพลงน้ำแล้ว การเดินทางก็เริ่มต้นต่อไป แพหลังหนึ่งมีล่อ ๒ ตัว กับสี่สหายและกอบแก้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกหลังหนึ่งมีล่อ ๒ ตัว พรานอิ้น, เจ้าแห้วและลูกหาบ ๓ คน เสี่ยหงวนกับนิกรทำหน้าที่ถ่อแพหลังนั้น ส่วนแพที่ติดตามมาพรานอิ้นกับลูกหาบเป็นคนถ่อโดยใช้ไม้ไผ่ทำถ่อ

เมื่อแพมาถึงกลางแคว ดร.ดิเรกได้หยิบเนื้อกวางสดขาหนึ่งหย่อนลงในน้ำ ทันใดนั้นเองฝูงปลาสีดำมะเมื่อมตัวยาวไม่ถึงคืบได้ว่ายเข้ามารุมกันกัดกินเนื้อกวางขานั้นอย่างรวดเร็ว เนื้อกวางหลุดออกไปเป็นแถบๆ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกอบแก้วต่างมองดูปลาปีศาจด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ นิกรยกถ่อฟาดลงไปกลางฝูงปลาทีหนึ่งเสียงดังตูม แต่แล้วร่างของเขาก็โงนเงนทำท่าจะหงายหลังลงไปในน้ำ พลพุ่งตัวเข้าไปรวบขาเพื่อนเกลอของเขาไว้ได้ ดร.ดิเรกโผเข้ากอดพลอีกทีหนึ่ง แพไม้ไผ่โคลงเคลงไปมาเหมือนกับจะล่ม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเสียงหลง

"เฮ้ยๆ นั่งดีๆ โว้ย หล่นลงไปในน้ำตายหมดน่ะโว้ย"

แพไม้ไผ่ทั้งสองแพข้ามไปทางฝั่งตะวันตกได้แล้ว ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องปลาปีศาจในแควนี้ซึ่งดุร้ายน่ากลัวยิ่งเสียกว่าปลาฉลาม พรานอิ้นยอมรับว่าเขาเองก็เพิ่งได้พบเห็นปลาชนิดนี้ซึ่งเขาจะได้นำไปเล่าให้พรรคพวกของเขาฟังต่อไป

คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมพากันเดินทางต่อไป

ทุกคนนึกถึงคำพยากรณ์ของหมอผี ลุงเต๋อว่าคณะพรรคสี่สหายจะประสบภัยอันตรายซึ่งจะมีการเสียชีวิตบ้าง ลูกหาบได้เสียชีวิตไปหนึ่งคนแล้ว เขาอาจจะรับเคราะห์แทนทุกๆ คนก็ได้

เย็นวันนั้นเองดร.ดิเรกกับคณะของเขาก็ได้หยุดพักแรมที่ริมลำธารเล็กๆ ใกล้กับเชิงเขาลูกหนึ่ง หลังจากพรานอิ้นและพวกลูกหาบปลดข้าวของสัมภาระลงจากหลังล่อเรียบร้อยแล้ว นิกรก็กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างคึกคักเข้มแข็งอย่างน่าประหลาดว่า

"ออกไปเที่ยวล่าเสือเล่นแก้เหงากันสักสองสามตัวเถอะวะอ้ายเสี่ย การเดินทางวันนี้กันรู้สึกเงียบเหงาใจเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"ว่าไงนะอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ แล้วเปลี่ยนคำพูดทันที

"ไปยิงอีเก้งกัน"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"เมื่อกี้กันได้ยินแกชวนกันไปยิงเสือนี่หว่า"

"โธ่-ก็พูดโก้ๆ ไปยังงั้นแหละ แกก็รู้นิสัยกันดีแล้ว เพียงแค่เห็นรอยตีนเสือหรือขี้เสือกันก็ปอดลอยแล้ว เรื่องเสือน่ะถ้าไม่จำเป็นกันไม่อยากพบเห็นมันหรอก ถ้าจะให้กันล่าเสือกันก็ต้องอยู่ในรถถังเอ็ม ๒๔ หรือม่ายก็มีทหารติดตามกันไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งกองร้อย ไปโว้ย ไปหาอีเก้งหรือไก่ป่ามากินกัน"

พรานอิ้นมองดูนิกรกับเสี่ยหงวน แล้วกล่าวห้ามด้วยความหวังดี

"อย่าไปเลยครับคุณ ป่าแถบนี้มีเสือชุกชุมมาก เสือลายพาดกลอนอย่างเล็กก็ขนาด ๗ ศอก กินคนได้อย่างสบายเชียวครับ ครั้งหนึ่งผมไปแม่ฮ่องสอนกับพวกแม้วหลายคนด้วยกัน อ้ายลายพาดกลอนคาบเอาพวกเราคนหนึ่งไปกินกลางวันแสกๆ ถ้าคุณอยากจะกินไก่ป่าหรืออีเก้งให้ผมกับพวกลูกหาบไปหามาให้ดีกว่าครับ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ฉันก็ว่ายังงั้นแหละนายอิ้น" แล้วนายจอมทะเล้นก็หันมายิ้มให้เสี่ยหงวน "อย่าไปเลยโว้ย"

ทันใดนั้นเองเสียงร้องคำรามของพยัคฆ์ตัวหนึ่งก็ดังกังวานขึ้นห่างจากที่พักไม่เท่าใดนัก ทุกคนรีบปลดปืนเล็กยาวลงจากบ่าเลื่อนลูกขึ้นลำทันที พรานอิ้นกล่าวปลอบใจคณะพรรคสี่สหาย

"ไม่ต้องตกใจครับ ภูมิประเทศแถบนี้เป็นป่าโปร่ง ถ้ามันบุกเข้ามาเราก็จะเห็นตัวมันก่อน แล้วก็เชื่อมือผมเถอะครับ ผมไม่เคยยิงอะไรเป็นนัดที่สองเลยถึงแม้ว่าผมจะใช้ปืนแก๊ปก็ตาม"

ล่อทั้ง ๔ ตัวได้กลิ่นเสือก็แตกตื่นไปตามกัน พยายามดิ้นรนหาอิสรภาพ เสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งซึ่งเป็นเสือใหญ่เกือบ ๘ ศอก เผ่นแผล็วออกมาจากพุ่มไม้ด้วยความหิวโหย มันวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้าไปหาล่อ พรานอิ้นร้องห้ามคณะพรรคไม่ให้ยิงเสือ และแล้วเขาก็ยกปืนแก๊ปคู่มือของเขาขึ้นประทับบ่ากระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง"

อ้ายลายพาดกลอนดิ้นพราดแล้วกระโดดตัวลอยส่งเสียงร้องคำรามลั่น เจ้าแห้ววิ่งเข้าไปใกล้มันปล่อยกระสุนทอมสันออกไปสองชุด เท่านี้เองอ้ายลายพาดกลอนก็ถูกปืนทะลุปรุพรุนไปทั้งตัว

ทุกคนเดินเข้าไปมองดูศพอ้ายลายพาดกลอนตัวนั้น พรานอิ้นกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"แกไม่ควรเอาปืนกลยิงมันเลยเจ้าแห้ว เสียดายลูกปืนเปล่าๆ มันถูกกระสุนของข้านัดเดียวมันก็เสร็จแล้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"เสียลูกปืนดีกว่าที่ให้มันตะปบเอาพวกเราไปกิน ลงมีปืนกลมืออย่างนี้ล่ะก้อเสือช้างฉันเฉยๆ ว่ะ ถ้าได้ปืนใหญ่ยิ่งใจดีกว่านี้"

คณะพรรคสี่สหายและพวกลูกหาบต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ พลกล่าวถามกอบแก้วเบาๆ

"กลัวไหมจ๊ะแก้ว"

"ไม่ค่ะ อยู่ใกล้ๆ พี่อย่างนี้แก้วไม่นึกกลัวอะไรทั้งนั้น แต่ขากลับจากแม่ฮ่องสอนสิคะ แก้วจะต้องหวาดหวั่นตลอดทางกว่าจะถึงดอยหลวง เพราะไม่มีพี่มาด้วย"

พลยิ้มให้หล่อน

"ถ้ายังงั้นก็ไปกรุงเทพฯ กับพี่"

นางพญาแม้วสั่นศีรษะ

"แก้วไปไม่ได้หรอกค่ะ แก้วบอกพี่แล้ว แก้วจะตายอยู่บนดอยหลวงบ้านเกิดเมืองนอนของแก้ว และถึงแม้แก้วรู้ว่าพี่จะไม่กลับมาหาแก้วอีกแก้วก็จะรอคอยพี่ด้วยความหวัง เพราะคนเราที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ควรจะมีความหวังด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่หรือค่ะ"

เขายกมือตบหลังหล่อนเบาๆ

"จำคำของพี่ไว้แก้วจ๋า พี่ต้องกลับมาหาแก้วแน่นอน" แล้วพลก็จูงมือนางไพรพากลับไปยังที่พัก ส่วนสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับนายพรานและลูกหาบยังสนใจกับศพเจ้าลายพาดกลอนตัวนั้น

คืนนั้น อากาศหนาวเย็นเหมือนเช่นเคย ยิ่งดึกก็มีหมอกลงจัดทำให้ความหนาวทวีขึ้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกอบแก้วนอนรวมกันอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีกองไฟสี่ห้ากองกองไว้รอบๆ พวกลูกหาบกับพรานอิ้นนอนอยู่ใกล้ลำธาร สุมไฟไว้เพียงกองเดียว

นิกรกับกิมหงวนนอนคลุมโปงรวมกันโดยใช้ผ้าห่มขนสัตว์สองผืนคลุมศีรษะตลอดเท้า นิกรตกใจตื่นเมื่อเวลา ๓.๐๐ น.เศษ เขายกศอกขวากระทุ้งซี่โครงกิมหงวนสามสี่ทีติดๆ กัน

"เฮ้ย-อ้ายหงวน"

อาเสี่ยเป็นคนนอนไวพอนิกรเรียกเขาก็ตื่นขึ้น

"หือ เรียกกันเรอะ"

"เออ-นอนดีๆ ซีโว้ยเสือกเอาขามาก่ายกันทำไม"

กิมหงวนหน้าตื่น

"ใครไปก่ายแก กันนอนหงายเห็นไหม แล้วกันจะก่ายแกได้อย่างไร"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อยค่อยๆ เอื้อมมือคลำตัวกิมหงวน ความรู้สึกบอกตัวเองว่าอาเสี่ยนอนอยู่ในท่านอนหงายเช่นเดียวกับเขา แต่สิ่งที่เหมือนกับท่อนขาของคนและกำลังพาดอยู่บนหน้าอกเขานั้นคืออะไรเล่า นายจอมทะเล้นชักใจไม่ดีจึงค่อยๆ กระซิบกับอาเสี่ย

"อ้ายหงวน"

"หือ"

"ถ้ามันชักจะยุ่งเสียแล้วละโว้ย มีอะไรเหมือนกับขาคนพาดอยู่บนหน้าอกกันแต่อยู่นอกผ้าห่ม"

"กิ่งไม้มันหล่นลงมากระมัง" อาเสี่ยออกความเห็น

"กิ่งไม้ขนาดขาคน กันก็ซี่โครงหักม่องเท่งไปแล้ว เฮ้ยๆๆ มันดุกดิกได้ว่ะ แกช่วยโผล่หน้าออกไปดูให้รู้แน่ซิว่ามันคืออะไร หรืออ้ายพลมันแกล้งเอากิ่งไม้ใหญ่ๆ มาวางทับกัน"

เสี่ยหงวนค่อยๆ เปิดโปงตอนส่วนศีรษะออกทีละน้อย จากแสงสว่างของกองเพลิงที่จุดไว้ช่วยให้เสี่ยหงวนได้เห็นภาพที่ทำให้เขาแทบช๊อคเพราะความตกใจ งูเหลือมตัวหนึ่งขนาดโตเท่าเสาเรือนยาวไม่ต่ำกว่า ๖ เมตร ได้เลื้อยขึ้นมานอนนิ่งเฉยอยู่บนหน้าอกนายจอมทะเล้นแต่เลื้อยขึ้นมาเพียง ๒ ฟุตเท่านั้น อาเสี่ยค่อยๆ เลื่อนผ้าห่มขนสัตว์ปิดศีรษะของเขาตามเดิม อกใจเต้นระทึกเพราะความหวาดกลัว

"นอนเฉยๆ อ้ายกร" กิมหงวนกระซิบบอกเพื่อนเกลอของเขา

นิกรใจหายวาบ

"อะไรมันทับกันอยู่ล่ะ"

"บอกแล้วอย่าเอะอะไปนะ ถ้าขืนส่งเสียงหรือดิ้นรนแกเป็นตายแน่"

หัวใจของนิกรแทบจะหยุดทำงาน

"บอกกันเถอะ กันจะพยายามกุมสติไว้"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วกระซิบกระซาบบอกนิกร

"นอนเฉยๆ อ้ายกร อ้ายที่มันทับหน้าอกแกอยู่น่ะคืองูหลามหรืองูเหลือมขนาดใหญ่กินคนได้อย่างสบาย ถ้าแกกระดุกกระดิกให้มันรู้ว่าแกเป็นสิ่งที่มีชีวิตมันจะกัดและรัดแกทันที"

นิกรหลับตาปี๋ นึกถึงคุณพระคุณเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย สักครู่ก็กระซิบถามกิมหงวน

"คาถากันงูว่าไงแกรู้ไหม"

"ไม่รู้หรอก รู้แต่คาถาเรียกงูมากัดเรา นอนเฉยๆ อย่ากระซิบอะไรอีกเดี๋ยวงูมันได้ยินเข้า ควรหายใจเบาๆ หรือหยุดหายใจเสียก่อนจนกว่างูมันจะเลื้อยลงไปจากอกแก"

นิกรมีความรู้สึกทั้งขยะแขยงทั้งเกลียดทั้งกลัว

"อ้ายหงวน"

"หือ"

"แกเป็นวีรบุรุษหน่อยซีวะ ค่อยๆ กลิ้งออกไปนอกโปงแล้วลุกขึ้นกระชากหางงูดึงมันออกไปให้พ้นจากกัน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ไม่ไหวโว้ย" อาเสี่ยกระซิบเช่นเดียวกัน "งูตัวมันใหญ่เหลือเกินว่ะ ขืนไปกระตุกหางมันมันแว้งกัดกันเข้ากันก็ม่องเท่งเท่านั้นเอง นอนเฉยๆ เถอะ มันคิดว่าแกเป็นท่อนไม้รู้ไหม ประเดี๋ยวมันก็ไป"

นิกรหนาวๆ ร้อนๆ หายใจไม่ทั่วท้องเลย มีความรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขารู้ดีว่างูใหญ่ขนาดนี้กินได้กระทั่งกวาง และกินไม่เลือกว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ การถูกงูกินนั้นย่อมทารุณที่สุด เพราะมันจะอมศีรษะเข้าไปก่อน ในท้องงูคงมีแต่ความมืดและความอ้างว้าง ยิ่งคิดนิกรก็ยิ่งหวาดเสียวใจและนึกภาวนาขอให้งูเปรตตัวนั้นเลื้อยไปเสียเร็วๆ

เวลาผ่านพ้นไปในราว ๒๐ นาที งูเหลือมตัวนั้นค่อยๆ เลื้อยข้ามหน้าอกนิกรและเสี่ยหงวนไปอย่างแช่มช้า สองสหายนอนตัวแข็งทื่อและแทบจะไม่หายใจพอสุดส่วนหางของงูอาเสี่ยก็กดตัวนิกรไว้

"อย่าเพิ่งลุกอ้ายกร"

"ทำไมล่ะ"

"เอาเถอะเพื่อความปลอดภัยนอนเฉยๆ ก่อน อ้ายตัวที่เลื้อยผ่านเราไปคงเป็นตัวผู้ ประเดี๋ยวนังตัวเมียกับลูกๆ ของมันคงจะเลื้อยผ่านเราไปอีกก็ได้ เพราะตอนนี้เป็นเวลางูออกหากิน"

"วะ แล้วทำไมถึงต้องมาเดินพาเหรดบนตัวเราด้วยล่ะโว้ย"

กิมหงวนจุ๊ปาก

"นอนเฉยๆ เถอะน่า พยายามหลับเสียเถอะอย่าพูดอะไรเลย"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เรื่องป่าเข็ดจนตาย ต่อไปใครจะชวนกันมาเที่ยวป่าไม่รับประทานแล้ว จะกินจะนอนแม้กระทั่งส้วมเต็มไปด้วยภยันตรายทั้งนั้น"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ชีวิตของเราจะมีรสชาติมันก็ต้องมีการต่อสู้เผชิญภัยบ้าง การเที่ยวป่าครั้งนี้อย่างน้อยแกก็ได้เป็นวีรบุรุษคนหนึ่งของพวกแม้ว"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สักครู่ก็มีเสียงใครคนหนึ่งร้องโวยวายเหมือนกับละเมอ นิกรหลับไปแล้วแต่กิมหงวนยังไม่หลับ เขาพลิกตัวนอนตะแคงแล้วค่อยๆ เลิกโปงออกมองดูพลกับกอบแก้วซึ่งนอนกอดกันอยู่ในโปง แล้วอาเสี่ยก็หัวเราะเบาๆ นอนคลุมโปงตามเดิม

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ทุกคนก็ตื่นนอนในเวลาไล่ๆ กัน แต่ไม่มีการอาบน้ำเพราะอากาศหนาวจัดและน้ำในลำธารก็เหมือนน้ำแข็งจึงเพียงแต่ล้างหน้าแปรงฟันเท่านั้น ลูกหาบสามคนช่วยกันหุงหาอาหารมื้อเช้า ส่วนพรานอิ้นหายไปคงจะไปหาหน่อไม้หรือไปซุ่มยิงไก่ป่าเอามากินกัน

เจ้าแห้วชงกาแฟร้อนมาเสิร์ฟให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนางไพรคนละถ้วย กาแฟ นมและน้ำตาลก็คือเครื่องบริโภคที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบินลำเลียงนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีขนมปังอาหารแห้งและบุหรี่อีกมากมาย

คณะพรรคสี่สหายนั่งล้อมวงดื่มกาแฟและสนทนากันเงียบๆ ขณะนั้นลูกหาบคนหนึ่งถือปืนแก๊ปเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายและทรุดตัวลงนั่งข้างกอบแก้ว เขาเจรจากับนางพญาแม้วด้วยภาษาของเขา เมื่อได้โต้ตอบกันสักครู่กอบแก้วก็หันมาพูดกับพลอย่างร้อนรน

"พี่ค่ะ อาจจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นแก่พรานอิ้นเสียแล้วละค่ะ"

ทุกคนหน้าตื่นไปตามกัน

"ทำไมล่ะแก้ว ลูกหาบเขาว่าอย่างไร"

กอบแก้วมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ

"เขาบอกว่าเมื่อพวกเขาตื่นนอนก็ไม่มีใครเห็นพรานอิ้นค่ะ ตอนแรกเข้าใจว่าพรานอิ้นไปหาหน่อไม้หรือไปยิงไก่ป่า แต่พรานอิ้นไม่ได้เอาปืนแก๊ปและดาบไป ลูกหาบสงสัยว่าพรานอิ้นอาจจะถูกเสือคาบเอาไปกินก็ได้"

"ตายละว่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นด้วยความตกใจ "ลงไม่ได้เอาดาบและปืนไปตาอิ้นก็คงไม่ได้ไปหาหน่อไม้หรือไปยิงไก่ป่า"

ทุกคนผุดลุกขึ้นยืนเต็มไปด้วยความห่วงใยนายพรานชาวแม้ว พลเดินนำหน้าพากอบแก้วกับพรรคพวกของเขาตรงไปยังที่ที่นายพรานกับลูกหาบนอนเมื่อคืนนี้ ขณะนี้ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว

สี่สหายต่างซักไซ้ไล่เลียงลูกหาบทั้งสามคนกับเจ้าแห้วซึ่งนอนอยู่ใกล้ๆ พรานอิ้น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพอตื่นนอนตอนเช้าตรู่ก็ไม่เห็นนายพรานแล้ว ดร.ดิเรกเริ่มสำรวจร่องรอยต่างๆ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพบรอยเท้าเสือ นิกรดึงแขนกิมหงวนพาเดินออกไปให้ห่างจากพรรคพวกแล้วพูดกับอาเสี่ยด้วยเสียงสั่นเครือ

"อ้ายหงวน งูเหลือมตัวนั้นคงเขมือบตาอิ้นเสียแล้ว"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี กันกำลังนึกอยู่ทีเดียว หลังจากที่งูมันเลื้อยผ่านเราไปสัก ๑๐ นาที เห็นจะได้แกได้ยินเสียงคนร้องขึ้นเหมือนกับเสียงคนละเมอไหมล่ะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่รู้หรอก พองูมันไปกันก็หลับ"

"แต่กันไม่หลับเพราะตื่นเต้นเกินไป กันได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์เหมือนเสียงละเมอ ตาพรานคงถูกงูกัดและรัดแกตอนนั้นแน่ๆ "

สองสหายพากันกลับมาหาพรรคพวก นิกรกับกิมหงวนต่างเล่าเรื่องงูใหญ่ที่เลื้อยขึ้นไปบนหน้าอกเมื่อคืนนี้ให้ทุกคนฟัง คราวนี้ต่างคนต่างก็เริ่มสงสัยว่าพรานอิ้นคงจะถูกงูใหญ่ตัวนั้นเอาไปกินเป็นแน่

"แกไม่ได้โกหกกันหรอกนะกร" พลถามเพื่อให้แน่ใจเพราะตามธรรมดานิกรไม่ใคร่ชอบพูดความจริงเท่าใดนัก

นิกรชักฉิว

"ให้ดิ้นตายซีวะ"

พลหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ช่วยกันตรวจดูร่องรอยเถอะหมอ งูตัวมันใหญ่มาก ถ้ามันเลื้อยไปต้นหญ้าหรือต้นไม้เล็กๆ ก็คงจะเป็นทางราบไป"

"ออไร๋ ออไร๋ แต่กันไม่ใคร่จะเชื่ออ้ายกรกับอ้ายหงวนเลย"

ทุกคนต่างช่วยกันค้นหาร่องรอยตามพื้นดิน ในที่สุดลูกหาบคนหนึ่งก็ร้องบอกกล่าวขึ้นเมื่อเขาแลเห็นรอยหญ้าและต้นไม้เล็กๆ เป็นทางลู่ไป คณะพรรคสี่สหายกับกอบแก้วรีบเข้าไปดูแล้วกลับมาเอาปืนติดตามแกะรอยงูเหลือมตัวนั้นไปทันที ซึ่งลูกหาบทั้งสามคนมีความชำนาญในการแกะรอยสัตว์อยู่แล้ว

ไม่มีปัญหาอะไรอีก ทุกคนมั่นใจว่าพรานอิ้นคงตกเป็นเหยื่อของงูยักษ์ตัวนั้นแล้ว คำพยากรณ์ของหมอผีได้เป็นไปอย่างแม่นยำที่สุด การติดตามงูใหญ่ได้มาสิ้นสุดที่บริเวณป่าไผ่แห่งหนึ่ง ลูกหาบคนหนึ่งได้กล่าวกับนางไพรเป็นภาษาของเขา กอบแก้วจึงบอกให้คณะพรรคสี่สหายทราบ

"เลาปิงเขามั่นใจว่างูเหลือมตัวนั้นคงอาศัยอยู่ในกอไผ่เหล่านี้ เขาให้พวกเรารออยู่ข้างนอก เขาจะเข้าไปสังเกตการณ์ตามลำพัง"

พลพยักหน้ารับทราบ

"บอกเขาให้เข้าไปเถอะแก้ว สั่งให้เขาระวังตัวด้วย ถ้าเขาพบงูก็ให้ตะโกนเรียกเราทันที"

กอบแก้วหันไปพูดกับคนของหล่อน เจ้าแม้วหนุ่มชักดาบออกจากฝักเดินดุ่มๆ เข้าไปในกอไผ่อย่างอาจหาญ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยกอบแก้วกับลูกหาบอีกสองคนยืนจับกลุ่มอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สักครู่หนึ่งเจ้าหนุ่มแม้วก็ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง กอบแก้วกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายทันที

"รีบเข้าไปเถอะค่ะ เลาปิงพบงูใหญ่นอนอยู่ใต้ซุ้มไผ่ค่ะ และยืนยันว่ามันกินพรานอิ้นแน่นอน"

ทุกคนติดตามเข้าไปหาลูกหาบทันที ป่าไผ่มีอาณาเขตเวิ้งว้างกว้างขวางมาก คณะพรรคสี่สหายกับพวกลูกหาบแลเห็นเลาปิงยืนเต้นเร่าๆ อยู่หน้าซุ้มไผ่แห่งหนึ่ง เขาร้องตะโกนบอกเป็นภาษาแม้วว่างูใหญ่อยู่ตรงนั้น ทุกคนวิ่งเหยาะเข้าไปหาลูกหาบ

ภายใต้ซุ้มไผ่นั้นเองงูเหลือมตัวมหึมาตัวหนึ่งนอนเหยียดยาวนิ่งเฉยด้วยความอิ่มจนแทบจะเคลื่อนไหวไม่ได้ ท้องของมันใหญ่โตผิดปกติ นิกรทำหน้าเหยเกร้องขึ้นดังๆ

"อ๋อย พรานอิ้นอยู่ในท้องมันโว้ย ใช่แน่ๆ "

พลถือปืนเล็กยาวบุกเข้าไปหยุดยืนห่างจากงูเหลือมตัวนั้นเพียงสามสี่เมตร แล้วยกปืนขึ้นประทับเล็งศูนย์ปืนหมายศีรษะมัน งูใหญ่นอนลืมตานิ่งเฉยจนกระทั่งพลกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"ปัง"

กระสุนทะลุหัวมันพอดี งูเหลือมดิ้นรนทุรนทุรายบิดตัวไปมาทำให้ทุกคนล่าถอยออกห่าง แต่แล้วมันก็สิ้นใจตายด้วยกระสุนนัดนั้น พลหันมาร้องบอกแก้ว

"แก้วจ๋า บอกลูกหาบช่วยกันเอาดาบแหวะท้องงูหน่อยซีจ๊ะ"

นางไพรออกคำสั่งกับคนของหล่อน ลูกหาบ ๒ คนถือดาบอันคมกริบเดินเข้าไปหางูยักษ์ ต่างช่วยกันฟันคอจนขาดเลือดที่คอมันไหลแดงฉาน หลังจากนั้นลูกหาบทั้ง ๒ คนก็ช่วยกันเอาดาบกรีดท้องงูออก ทุกคนทั้งตื่นเต้นและเศร้าใจเมื่อแลเห็นพรานอิ้นอยู่ในท้องของงู นายพรานตายเสียแล้ว ร่างของเขาอ่อนเปียกเพราะถูกงูรัดจนกระดูกแหลกเหลว อย่างไรก็ตามหน้าตาของเขายังเหมือนกับคนนอนหลับและเสื้อผ้ายังอยู่ครบถ้วนรวมทั้งมีดสั้นซึ่งเหน็บเอวอยู่ตลอดเวลา

ดร.ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"มายก๊อด พวกเราต้องเสียชีวิตไปสองคนแล้ว ตามคำพยากรณ์ของหมอผี กว่าจะถึงแม่ฮ่องสอนยังจะมีใครตายอีกก็รู้ไม่ได้"

นิกรพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

"คราวนี้เห็นจะเป็นอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"แล้วกัน รับประทานทำไมถึงมาแช่งผมล่ะครับ ปู้โธ่ รับประทานยิ่งใจไม่ดีอยู่"

กอบแก้วร้องไห้กระซิกๆ ด้วยความสงสารพรานอิ้น หล่อนมองดูศพนายพรานแล้วรำพันเบาๆ

"เลาอิ้นเอ๋ย ขอให้ไปที่ชอบๆ เถิด เมื่อมีชีวิตอยู่เลาอิ้นเป็นแม้วคนหนึ่งที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพ่อของฉันตลอดจนตัวฉัน"

พลหันมามองดูนางไพรแล้วกล่าวว่า

"เรื่องของความตายเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น พรหมลิขิตกำหนดอายุของพรานอิ้นไว้เพียงเท่านี้ พรานอิ้นเป็นคนที่กล้าหาญและชำนาญในการเดินป่ามาก ถ้าหากว่าเขาได้เผชิญกับงูตัวนี้ขณะที่เขายังตื่นอยู่อย่างไรเสียเขาก็คงฆ่างูตัวนี้ได้ มันถึงคราวของเขาแก้วจ๋า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามกอบแก้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"หลานสาว เมื่อพรานอิ้นต้องเสียชีวิตไปเช่นนี้พวกลูกหาบทั้งสามจะสามารถนำทางแทนพรานอิ้นได้ไม่ใช่หรือ"

"ได้ค่ะคุณลุง คนของแก้วทุกคนล้วนแต่เคยเดินป่าทั้งนั้น แล้วก็นี่เราก็เข้าเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว อ้า-ขอให้พวกเราช่วยกันนำศพเลาอิ้นไปฝังใกล้ๆ กับที่พักของเราเถอะค่ะ แก้วสงสารเขาเหลือเกิน ภรรยาของเลาอิ้นทั้ง ๕ คนรู้ข่าวเข้าคงจะร้องไห้คร่ำครวญไปตามกัน ลูกของเขามีตั้ง ๑๑ คน"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก พูดเสริมขึ้นทันที

"ทำไมพรานอิ้นแกมีเมียแยะนักล่ะครับ"

กอบแก้วหันมามองดูเสี่ยหงวน

"ประเพณีของแม้วผู้ชายจะมีภรรยาสักกี่คนก็ได้ค่ะ และโดยมากภรรยาเป็นฝ่ายหาเลี้ยงสามี แต่แก้วจะพยายามลบล้างประเพณีเหล่านั้นเพื่อให้แม้วได้เป็นอารยชนในไม่ช้านี้"

ดร.ดิเรกกล่าวกับนางไพรเบาๆ

"คุณบอกลูกหาบให้ช่วยกันตัดหวายและไม้ไผ่มาทำเปลหามศพพรานอิ้นเอากลับไปที่พักของเราเถอะครับ เราจะได้ทำพิธีฝังให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่เราจะออกเดินทางต่อไป"

กอบแก้วรับคำนายแพทย์หนุ่มแล้วเดินเข้าไปหาพวกลูกหาบซึ่งกำลังยืนมองดูศพพรานอิ้นอย่างเศร้าใจ ในครึ่งชั่วโมงนั้นเองศพของนายพรานก็ถูกนำออกจากป่าไผ่กลับที่พัก ทุกคนเงียบเหงาเศร้าสลดใจไปตามกัน เจ้าแห้วนึกถึงคำพยากรณ์ของหมอผีตลอดเวลาและนึกกลัวว่าเขาจะเป็นคนที่ ๓ ที่ต้องเสียชีวิตในการเดินทางไปแม่ฮ่องสอนในครั้งนี้

ตอนสายวันนั้นเอง

หลังจากคณะพรรคสี่สหายได้ฝังศพพรานอิ้นและรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เลาปิงลูกหาบคนหนึ่งก็รับหน้าที่เป็นพรานไพรแทนพรานอิ้นพาคณะพรรคสี่สหายออกเดินทางต่อไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เลาปิงนำทางมุ่งตรงไปยังขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่งซึ่งมองแลเห็นลิบๆ อยู่เบื้องหลังเขาเล็กๆ หลายลูก เขารับรองว่าเขาใหญ่ลูกนั้นแหละคือที่ตั้งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งการเดินทางจะใช้เวลาอีกในราวสองวันครึ่ง คือจะถึงแม่ฮ่องสอนในตอนบ่ายของวันมะรืนนี้ แต่จะต้องข้ามเขาเล็กๆ อีก ๓ ลูก แต่การเดินทางในตอนนี้ก็ไม่ยากลำบากอะไรนัก

เลาปิงหนุ่มแม้วเป็นคนเคร่งขรึมพูดภาษาไทยไม่ได้กี่คำ รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ลักษณะบึกบึน เขามีความรู้ความชำนาญในการเดินป่าไม่ยิ่งหย่อนกว่าพรานอิ้นเท่าใดนัก แต่มีสัญชาติญาณพิเศษคือหูไวตาไวเหมือนสัตว์ป่า เขาได้กลิ่นน้ำในระยะไกลตั้ง ๓๐๐ เมตร และได้กลิ่นสัตว์ป่าก่อนที่จะเห็นตัวมันซึ่งเขาสามารถจะบอกได้ว่ามันเป็นสัตว์อะไร ทุกคนได้รู้ความจริงว่าเลาปิงผู้นี้เป็นคนอมภูมิคือมีความรู้ในเรื่องป่าดงพงไพรเป็นอย่างดีแต่ไม่ได้โอ้อวดหรือแสดงว่าเขามีความรู้เว้นแต่จะซักถามเขา

ครั้งหนึ่งงูเหลือมตัวหนึ่งห้อยหัวลงมาจากต้นไม้ใหญ่ใช้ท่อนหางพันกิ่งไม้เตรียมปล่อยตัวของมันลงมาเล่นงานมนุษย์หรือสัตว์ที่ผ่านไปมา แต่เลาปิงได้กลิ่นงูก่อนจึงสั่งให้ทุกคนหยุดเดิน แล้วเขาก็แลเห็นงูเหลือมตัวนั้น ดร.ดิเรกสังหารมันด้วยปืนเล็กยาวของเขา เมื่อหล่นลงมาจากต้นไม้ลูกหาบทั้งสองคนได้ช่วยกันเอาดาบฟันซ้ำ

และในตอน ๑๑.๐๐ น.เศษ เลาปิงได้กลิ่นกระทิงตัวหนึ่งจึงบอกให้ทุกคนรู้ตัว กระทิงเปลี่ยวตัวนั้นปราดออกมาจากซุ้มเถาวัลย์อันหนาทึบและวิ่งเข้ามาจะเล่นงานคณะพรรคสี่สหาย แต่แล้วมันก็ถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลยิงล้มคว่ำไป เลาปิงสั่งให้ลูกหาบเฉือนเนื้อวัวสองขาสำหรับเป็นอาหารกลางวันและมื้อเย็น

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายกับพวกลูกหาบกำลังเดินบุกมาตามป่าโปร่งแห่งหนึ่งเพื่อหาที่หยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน นิกรกับกิมหงวนถือปืนลูกซองเดินนำหน้า และแหงนหน้ามองหานกตามกิ่งไม้ตลอดเวลา สองสหายตั้งใจจะกินนกทาเกลือกระเทียมพริกไทยปิ้งเป็นอาหารมื้อกลางวันจึงไปเอาปืนยิงนกมาจากหลังล่อและเก็บปืนเล็กยาวกับปืนกลมือไว้เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องใช้ กิมหงวนได้นกเขา ๕ ตัวแล้ว นิกรหมดกระสุนไป ๑๐ นัด แต่ปรากฏว่านกป่าเหล่านั้นสมัครใจกลับไปตายรัง

ครั้นแล้วนิกรแลเห็นนกยูงตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นหว้าสูงจากพื้นดินราว ๖ เมตร นิกรเดินจดปลายเท้าย่องเข้าไปยังต้นหว้าต้นนั้น บริเวณโคนต้นหว้าเป็นที่เตียนและเรียบคล้ายกับลานนวดข้าว สามสหายกับกอบแก้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรอย่างขบขัน ต่างนึกทายว่านกยูงตัวนี้คงกลับไปตายรังแน่นอน

ทันใดนั้นเองเลาปิงเจ้าหนุ่มแม้วซึ่งกำลังปีนขึ้นไปบนต้นลำไยเล็กๆ ต้นหนึ่งเพื่อจะเก็บลำไยลงมาให้คณะพรรคสี่สหายได้รีบกระโดดลงมาจากต้นลำไยต้นนั้นแล้ววิ่งไปหานิกรอย่างรวดเร็ว

"คุณนิกร คุณนิกรครับ"

นิกรหยุดชะงักทันที เสียงของเลาปิงไม่เบาเลยทำให้นกยูงตัวนั้นตกใจบินหนีไป นิกรเงยหน้าขึ้นมองดูนกยูงแล้วมองดูเลาปิงอย่างหัวเสีย

"แล้วกันฉันกำลังจะยิงนกยูงแกมาเรียกฉันทำไม"

เลาปิงยิ้มแห้งๆ เขาฟังภาษาไทยรู้เรื่องดี แต่เขาพูดได้น้อยมาก เขาชี้มือไปที่ลานดินเบื้องหน้าต้นหว้าต้นนั้นแล้วพูดภาษาไทยกระท่อนกระแท่นว่า

"ตาย คุณต้องตาย"

นิกรขมวดคิ้วย่น มองตามสายตาเลาปิงแล้วก็มองดูหน้าแม้วหนุ่มอย่างแปลกใจ

"ทำไมฉันถึงจะตาย"

คราวนี้เขาอธิบายเป็นภาษาแม้วแต่พูดกันไม่รู้เรื่อง นิกรร้องเรียกกอบแก้วให้มาหาเขา สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกอบแก้วกับเจ้าแห้วจึงพากันเข้ามาหานิกรกับเลาปิงนายพรานคนใหม่

"คุณช่วยเป็นล่ามหน่อยเถอะครับ" นิกรพูดกับนางไพร "ผมกำลังจะยิงนกยูง นายปิงวิ่งเข้ามาหาผมและร้องเรียกผม เขาบอกว่าผมจะตาย"

กอบแก้วส่งภาษาแม้วเจรจากับเลาปิงทันที สักครู่หล่อนก็มองดูบริเวณลานดินใต้ต้นหว้าด้วยความหวาดกลัว แล้วกล่าวกับทุกๆ คน

"เพื่อความปลอดภัยถอยออกมาอีกเถอะค่ะ ลานดินนั้นคือรังต่อหลุมขนาดใหญ่ ตอนบนมันเอากิ่งไม้เล็กๆ ใบไม้แห้งและดินโรยพรางตาไว้ ถ้าสัตว์หรือคนตกลงไปในหลุมชั่วเวลาเพียงครู่เดียวก็จะถูกฝูงต่อหลุมนับพันรุมกันกินเนื้อจนเหลือแต่กระดูก"

ทุกคนสะดุ้งโหยงและรีบล่าถอยออกมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซักถามรายละเอียดในเรื่องต่อหลุมโดยให้กอบแก้วทำหน้าที่เป็นล่าม สี่สหายได้ความว่าป่าสูงทุกแห่งมักจะมีต่อหลุมอาศัยอยู่เสมอ นายปิงแนะนำให้สังเกตหน้าดินที่เรียบร้อยแต่เป็นขุยเล็กๆ คล้ายเม็ดทรายหยาบๆ ซึ่งนั่นคือรังของมัน

พลหยิบกิ่งไม้แห้งอันหนึ่งยาวประมาณ ๒ เมตร ถือมายืนใกล้ๆ กับบริเวณหลุมพรางของต่อหลุม เขาใช้ปลายไม้แยงลงบนหลุมนั้นทำให้เกิดเป็นช่องกว้าง ดินและกิ่งไม้ใบไม้เล็กๆ ร่วงพรูลงไป นายพัชราภรณ์หันมามองดูคณะพรรคของเขา แล้วโยนกิ่งไม้ทิ้ง ปลดลูกระเบิดมือที่หน้าอกออกมาหนึ่งลูก

"ถอยออกไปให้ห่างรัศมีระเบิดพวกเรา กันจะสังหารต่อหลุมนี้ด้วยลูกระเบิด มันคือศัตรูสำคัญของสัตว์ป่าและมนุษย์ที่เดินทางไปมาในป่านี้"

ทุกคนรีบล่าถอยออกไป พลกระชากสลักนิรภัยออกแล้วโยนระเบิดมือลงไปในหลุม เขารีบวิ่งไปจากหลุมนั้นโดยเร็วแอบกำบังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เสียงระเบิดมือดังสะเทือนเลือนลั่น บริเวณพื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นหลุมใหญ่ด้วยแรงระเบิด และเสียงระเบิดทำให้ต่อหลุมตายหมดไม่มีเหลือ พลพาพรรคพวกของเขากับพวกลูกหาบมาดูหลุมระเบิดนั้น ต่างคนต่างแลเห็นตัวต่อขนาดนิ้วก้อยนอนตายอยู่เกลื่อนกลาด มันเป็นสัตว์แมลงมีปีกแบบผึ้ง แต่อาศัยอยู่ตามหลุมที่มันช่วยกันขุดเช่นเดียวกับปลวก ช่วยกันทำรัง การพรางปากหลุมของมันนั้นทำได้ประณีตเรียบร้อยมาก

คณะพรรคสี่สหายพากันออกเดินทางต่อไป ตั้งใจว่าถ้าถึงลำธารหรือหนองน้ำก็จะหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันกัน เลาปิงบอกกอบแก้วว่าเขาได้กลิ่นน้ำแล้ว อยู่ไกลออกไปข้างหน้าไม่เกิน ๒๐๐ เมตร หลังจากนั้นสักครู่ทุกคนก็มาถึงลำธารสายเล็กๆ แห่งหนึ่ง กิมหงวนยอมรับนับถือว่าเลาปิงเป็นมนุษย์ที่มีประสาทหู, ตาและจมูกเป็นพิเศษ มนุษย์ธรรมดาย่อมไม่มีใครที่จะได้กลิ่นน้ำถึงแม้จะอยู่ในระยะใกล้ๆ ก็ตาม

ดร.ดิเรกสั่งให้หยุดพักหุงหาอาหารกลางวันรับประทานกัน ในครึ่งชั่วโมงนั้นเองทุกคนก็ได้ร่วมวงรับประทานอาหารกันสองวง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกอบแก้ววงหนึ่ง นายปิงกับเจ้าแห้วและลูกหาบอีกสองคนวงหนึ่ง ส่วนล่อก็ได้กินข้าวเปลือก กินหญ้าและน้ำอย่างอิ่มหนำสำราญ ล่อทั้ง ๔ ตัว แข็งแรงทรหดอดทนมาก มีตัวเมีย ๓ ตัว ตัวผู้ ๑ ตัว เจ้าตัวผู้ออกจะวุ่นวายหน่อยถูกนังตัวเมียเตะหลายครั้งก็ยังจุกจิกกวนใจนังตัวเมียอยู่นั่นเอง

ในราว ๑๓.๐๐ น. คณะพรรคสี่สหายก็ออกเดินทางต่อไป ขณะที่กำลังจะขึ้นเขาลูกหนึ่ง เลาปิงซึ่งเดินนำหน้าได้ยกมือขวาขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดการเคลื่อนที่ และหันมาทำบุ้ยใบ้ให้ทุกคนสงบปากเสียง กอบแก้วรีบเดินเข้าไปหาเลาปิงทันที หล่อนกระซิบกระซาบสนทนากับคนของหล่อน สักครู่ก็กลับมาหาคณะพรรคสี่สหาย

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือหลานสาว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามแผ่วเบา

"เลาปิงได้กลิ่นคนหลายคนในบริเวณนี้ค่ะ เราอาจจะถูกพวกโจรจู่โจมเราก็ได้เพราะในป่าตอนนี้มีพวกโจรอยู่หลายพวกคอยดักปล้นพวกพ่อค้าชาวป่าชาวเขาที่เดินทางไปแม่ฮ่องสอน เลาปิงสั่งให้พวกเราเตรียมพร้อมค่ะ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างกวักมือเรียกลูกหาบให้จูงล่อมาหาในสองสามนาทีนั้นเอง พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถือปืนกลมือแบบทอมสันคนละกระบอก มีกระสุนคนละหลายแม็กกกาซีนใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ดร.ดิเรกนำลูกระเบิดมือในรังออกมาแจกจ่ายคณะพรรคของเขา ลูกหาบและเลาปิงได้รับแจกปืนเล็กยาวคนละกระบอกพร้อมด้วยกระสุนอีกคนละ ๒๕ นัด ส่วนกอบแก้วมีปืนเล็กยาวเป็นอาวุธประจำตัวเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีปืนพกอยู่ในซองปืนคาดเอวไว้อีก ๒ กระบอก

เลาปิงปรึกษาหารือกับกอบแก้วสักครู่ก็ถือปืนเล็กยาวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง กอบแก้วกล่าวกับสี่สหายว่า

"เลาปิงสั่งให้พวกเราเข้าไปแอบอยู่เบื้องหลังหมู่ก้อนหินที่เชิงเขานั่นค่ะ เขาจะไปลาดตระเวณให้รู้แน่ว่าจะมีอะไรเกิดแก่เรา ถ้าหากว่าเป็นพวกชาวป่าเราก็คงปลอดภัย"

พลพาพรรคพวกล่าถอยเข้าไปยึดหมู่ก้อนหินเป็นที่มั่นทันที กอบแก้วไม่ได้แสดงท่าทีตระหนกตกใจเลย ส่วนลูกหาบสองคนก็มีท่าทางคึกคักเข้มแข็งพร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูด้วยความภาคภูมิใจในปืนเล็กยาวแบบทันสมัย ทุกคนอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม เจ้าแห้วถอดสร้อยเงินออกมาจากคอแล้วอาราธนาปลุกหลวงพ่อให้ตื่นจากจำวัด ในจำนวนพระเครื่องลางนั้น เจ้าแห้วมีพระขนาดใหญ่องค์หนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นเข้านึกสนใจเขยิบเข้ามายืนข้างเจ้าแห้ว

"โอ้โฮ มือชั้นแกมีหลวงพ่อทวาราวดีเชียวหรือวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานมีไว้นานแล้วครับ หลวงพ่อองค์นี้แน่มากเรื่องยิงฟันรับรองครับ ล่อกันจนเหงือกแห้งก็ไม่เป็นไร"

เจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"แกมีหลายองค์ระวังหลวงพ่อท่านจะเกี่ยงกันนะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งแล้วพูดปลอบใจตัวเอง

"ไม่เกี่ยงหรอกครับ หลวงพ่อของผมทั้ง ๖ องค์ ขยันทุกองค์ ไม่ใคร่จะจำวัดด้วยครับ" แล้วเจ้าแห้วก็ยกมือขึ้นประนมทำปากหมุบหมิบอาราธนาพระ เสร็จแล้วก็ยกสร้อยเงินเส้นนั้นขึ้นสวมคอ

นิกรกล่าวขึ้นเปรยๆ ว่า

"ลุงเต๋อแกพยากรณ์แม่นยำมาก แกว่าพวกเราจะต้องเสียชีวิตในการเดินทาง ลูกหาบและพรานของเราก็ตายไปแล้วสองคน ทีนี้ถึงตาพวกเราบ้างละ ถ้าโจรปล้นไม่ใครก็ใครต้องม่องเท่งไปบ้าง สงสัยว่าคุณพ่อว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"แกน่ะซีตาย ม่ายก็อ้ายหงวน"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วมันเรื่องอะไรคุณอามาแช่งผม ผมยังหนุ่มยังแน่นผมคงไม่ตายง่ายๆ หรอกครับ"

"หน็อยแน่ ลุกปืนมันเข้าใครออกใครวะ"

ดร.ดิเรกจุ๊ปากห้าม

"คิ๊ปไคว้ท์ เงียบๆ น่า จะได้ฟังเสียงอะไรต่ออะไรบ้าง พวกโจรหรือจะเป็นใครก็ตามขืนบุกเข้ามาก็ยิงกันแหลกไปเท่านั้น อาวุธของเราสามารถที่จะต่อสู้คน ๑๐๐ คน ได้ในเวลาครึ่งชั่วโมง"

ทันใดนั้นเองเสียงปืนเล็กยาวก็ดังขึ้นหนึ่งนัดในระยะห่างจากที่มั่นไม่เกิน ๒๐๐ เมตร และแล้วเสียงปืนกลมือก็ดังขึ้นเป็นชุดๆ ระคนกับเสียงปืนเล็กยาว ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน รีบทรุดตัวลงนั่งหรือหมอบลงตามหมู่ก้อนหินอันเป็นที่กำบังอย่างดี ปืนทุกกระบอกเตรียมพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้อง

เลาปิงเผ่นแผล็วออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้และวิ่งก้มตัวตรงเข้ามาที่มั่นอย่างรีบร้อน ทุกคนแลเห็นพวกโจรไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน ซึ่งแต่งเครื่องแบบคล้ายทหารติดตามมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งระดมยิงพวกโจรทันที

เสียงปืนกลมือและปืนเล็กยาวดังกึกก้อง โจรฮ่อของเหลียงฟูกลุ่มหนึ่งถูกกระสุนทอมสันล้มกลิ้งไปตามกันเปิดโอกาสให้เลาปิงหนีเข้ามาในที่มั่นได้อย่างปลอดภัย ทุกคนไม่มีเวลาซักถามหรือฟังเลาปิงเล่ารายละเอียด ต่างคนต่างช่วยกันยิงกราดพวกโจรไว้ สมุนโจรหมอบราบลงกับพื้นดินและยิงโต้ตอบไม่ลดละ ต่อจากนั้นพวกโจรก็ได้รับกำลังหนุนทั้งปีกซ้ายและปีกขวา แล้วกองโจรเหลียงฟูก็พยายามรุกคืบหน้าเข้ามา แต่เมื่อถูกยิงต้านทานอย่างเหนียวแน่นก็ล่าถอยกลับไป ในที่สุดพวกโจรก็ตั้งล้อมไว้ห่างๆ และหยุดยิง

กอบแก้วหมอบอยู่เคียงข้างพล หล่อนจำได้ว่าหล่อนใช้ปืนเล็กยาวยิงพวกโจรล้มคว่ำไปคนหนึ่ง นางไพรยกมือซ้ายจับแขนพลแล้วกล่าวว่า

"พี่ เราได้เผชิญกับพวกโจรของเหลียงฟูอีกแล้ว พวกโจรพวกนี้เป็นกองโจรของเหลียงฟูที่แตกพ่ายมาจากดอยหลวงอย่างแน่นอน แก้วจำเครื่องแบบของพวกมันได้ค่ะ"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ถ้าเช่นนั้นพวกเราตกอยู่ในความคับขันเสียแล้ว พลรบของมันยังมีอีกสี่ห้าร้อยคน ถ้ามันบุกเราอีกสามสี่ครั้งเราก็หมดกระสุน"

นิกรว่า "ถอยขึ้นเขาดีไหมพล มีทางเดียวเท่านั้นคือล่าถอยขึ้นเขาลูกนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"แกพูดโดยที่แกไม่มีความรู้ในวิชายุทธวิธี เขาลูกนี้เป็นเขาเล็กๆ มีต้นไม้ล้มลุกขึ้นเป็นบางแห่ง ส่วนมากเป็นที่โล่งมองเห็นเป้าหมายอย่างถนัด ถ้าถอยขึ้นไปบนเขาลูกนี้ เราก็ถูกยิงตายไม่มีเหลือ"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ แต่เราอาจจะถอยขึ้นไปบนเขาได้ในตอนกลางคืน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"๑๔.๓๐ น. อีก ๔ ชั่วโมงถึงจะค่ำ เหลียงฟูมันคงไม่โง่พอที่จะปล่อยเราไว้จนตะวันลับฟ้า ถ้ามันไม่โจมตีเรามันก็จะส่งไพร่พลของมันขึ้นไปบนเขาลูกนี้และโจมตีเราพร้อมๆ กับสมุนของมันที่ตั้งล้อมเราอยู่"

"ว้า" นิกรคราง "ถ้ายังงั้นก็ยกธงขาวเถอะครับ ยอมแพ้มันเสีย มันจะได้พาพวกเราไปส่งแม่ฮ่องสอน"

พลหัวเราะเบาๆ

"แกหวังว่าอ้ายเหลียงฟูจะใจดีถึงอย่างนั้นเชียวหรืออ้ายกร อย่านึกเลยว่ามันจะปรานีเรา มันย่อมรู้ดีว่าเราส่งวิทยุเรียกเครื่องบินและพลร่มมาช่วย ทำให้กองโจรของมันแตกยับไพร่พลล้มตายไปตั้งครึ่ง เราจะยอมแพ้หรือไม่ยอมแพ้มันก็ต้องฆ่าเราให้หมด"

กิมหงวนร้องตะโกนสุดเสียง

"ถ้ายังงั้นกูสู้ตาย ร้องเพลงปลุกใจเสือป่าโว้ยอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ร้องไม่ออกว่ะ ใจมันแป้วเหลือนิดเดียว"

กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวิสกี้ขวดเล็กออกมาเปิดออกยกขึ้นดื่มอั้กๆ รวดเดียวหมดขวด เป็นการดื่มที่น่ากลัวที่สุด

"อุ๊ยตาย" นางไพรอุทาน "อาเสี่ยดื่มเหล้าเหมือนกับดื่มน้ำ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"ผมกินเหล้าแล้วสู้ตายครับ พอเหล้าตกถึงท้องผมก็ใจกล้า" พูดจบอาเสี่ยก็คว้าปืนกลมือลุกขึ้นยืนมองไปทางพวกโจรแล้วตะโกนลั่น "เฮ้ย-บุกเข้ามาซีโว้ยอ้ายเหลียงฟู"

"อ้ายหงวน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุ "นั่งลงน่า โผล่ออกไปตั้งครึ่งตัวเจอลูกปืนเข้าเน่านะโว้ย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไม่เป็นไรครับ ผมจะยั่วเย้าพวกโจรให้มันบุกเรา กรโว้ย ร้องเพลงหนังตะลุงหน่อยเถอะวะ กันจะรำหนังตะลุงให้อ้ายพวกโจรมันดูสักหน่อย"

ด้วยอำนาจแอลกอฮอล์ทำให้กิมหงวนปีนขึ้นไปยืนบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง แล้วร่ายรำส่ายก้นทำท่าเหมือนหนังตะลุง นิกรนึกสนุกขึ้นมาก็ร้องเพลงเชิดหนังตะลุงเสียงลั่น

" ฝ่ายว่าบ้องตัน เสร็จฝันตื่นนอน พาเมียรีบจร เข้าดงพงป่า ถือหอกกำยำ ด้ามยาวสามวา บังร่มพฤกษา มองหาเนื้อทราย"

แล้วนิกรก็ใช้ปากต่างเครื่องบรรเลงหนังตะลุงทำให้กอบแก้วหัวเราะคิ๊ก กิมหงวนรำท่าหนังตะลุงได้แนบเนียนมาก เพราะอาเสี่ยตัวสูงชะลูดอยู่แล้ว

"น้งเน็งๆๆๆๆ เอ้อ เฮอ เฮย เสียงนกร้องบอก หัวถลอกเสือขบ บ้องตันแลพบ ร้องเรียกอียาย ออ ร้องเรียกอียาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวารวบผมนิกรกระชากจนหน้าหงาย

"พอแล้ว ไม่ต้องเล่น ขืนร้องยังงี้เดี๋ยวฉันก็จะยิงแกเท่านั้นเอง นกเปรตอะไรวะร้องหัวถลอกเสือขบ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง กิมหงวนกระโดดลงมาจากก้อนหินใหญ่ก้อนนั้นนั่งลงข้างๆ นิกร แล้วกล่าวกับท่านเจ้าคุณด้วยเสียงหัวเราะ

"เพลงนี้มันเพลงเก่าแก่ครับคุณอา ชื่อเพลงกราวตะลุงเนื้อร้องเขามีว่าอย่างนี้จริงๆ ผมเคยร้องเมื่อเด็กๆ ยังจำได้ร้องให้ฟังไหมล่ะครับ"

"ไม่ฟังโว้ย" ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

อาเสี่ยค้อนขวับ

"ไม่ฟังก็ไม่ฟังซีครับ ไง๋ต้องดุด้วย"

เสียงแตรเดี่ยวดังแว่วกังวานมาตามสายลมเป็นสัญญาณบุกของพวกโจรทำให้คณะพรรคสี่สหายและทุกคนรีบเข้าประจำที่ทันที เหลียงฟูสั่งให้ปีกซ้ายรุกขึ้นมาก่อน กำลังส่วนใหญ่หนึ่งกองร้อยยิงตรึงไว้ หลังจากนั้นปีกขวาของพวกโจรก็รุกคืบหน้าขึ้นมา

ฝ่ายตั้งรับยิงต่อสู้อย่างดุเดือด เมื่อพวกโจรประมาณ ๒๐ คน รุกคืบหน้าเข้ามาในระยะใกล้ กิมหงวนก็ขว้างลูกระเบิดมือไปกำนัลสมุนของเหลียงฟูหนึ่งลูก ชิ้นระเบิดทำให้สมุนโจร ๓ คน ตายคาที่ นอกนั้นล่าถอยออกไปและหมอบกำบังตามที่มั่นเท่าที่จะหาได้

กำลังรบของพวกโจรส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็นปีกขวาได้บุกขึ้นไปบนภูเขาและกระจายกำลังกันออกไปเป็นแนวยาว ในเวลาเดียวกันนี้เองพวกโจรก็ระดมยิงมาอย่างหนาแน่น

คณะพรรคสี่สหายต้องทำศึกกระหนาบแล้ว การยิงด้วยวิธีประหยัดกระสุนไม่อาจจะทำได้เพราะพวกโจรรุกคืบหน้าใกล้เข้ามาทุกที เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้นิกรกับกิมหงวนยิงกราดพวกโจรที่อยู่บนเขา สมุนโจรหลายคนถูกยิงล้มกลิ้งลงมาตามความลาดชันของภูเขาแลเห็นถนัด

การสู้รบผ่านพ้นไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฝ่ายตั้งรับก็ขาดกระสุนปืนกลมือ คงเหลือแต่กระสุนปืนเล็กยาวและปืนพกเท่านั้น ส่วนลูกระเบิดมือยังมีอยู่อีกหลายลูก พวกโจรที่อยู่บนเขาได้ใช้ปืนกลเบายิงกราดลงมาจนกระทั่งคณะพรรคสี่สหายโงหัวไม่ขึ้น กระสุนปืนถูกล่อ ๒ ตัว ล้มลงตาย และลูกหาบคนหนึ่งถูกกระสุนนัดหนึ่งถากข้อศอกซ้ายไป มีบาดแผลเพียงเล็กน้อย ดร.ดิเรกรีบช่วยเหลือปฐมพยาบาลทันที ทั้งๆ ที่พวกโจรระดมยิงมาราวกับห่าฝน

เมื่อสมุนของเหลียงฟูรุกเข้ามาอีกคณะพรรคสี่สหายก็ใช้ลูกระเบิดมือต่อสู้จนกระทั่งลูกระเบิดมือถูกใช้หมด คราวนี้สี่สหายกับลูกหาบใช้ปืนเล็กยาวต่อสู้เป็นครั้งสุดท้าย

พวกโจรหนึ่งหมวดถือปืนเล็กยาวสวมดาบพร้อมได้รับคำสั่งจากเหลียงฟูให้เข้าประจัญบานเมื่อเสียงปืนทางคณะพรรคสี่สหายห่างลง นายโจรคนหนึ่งร้องตะโกนออกคำสั่งตะลุมบอนแล้วถือปืนพกลุกขึ้นวิ่งนำหน้าพาสมุนโจรลูกแถวของเขาวิ่งเข้ามายังที่มั่นของคณะพรรคสี่สหาย ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง ดร.ดิเรกได้ซ่อนแร่ยูเรเนียมอันมีค่ายิ่งไว้ในโพรงหินเรียบร้อยแล้วโดยเอาก้อนหินปิดทับไว้

พวกโจรวิ่งโห่ร้องประดาหน้ากันเข้ามาอย่างดุเดือด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องบอกให้ทุกคนทิ้งอาวุธและยอมจำนน เพราะกำลังเพียงเท่านี้ขืนประจัญบานกับพวกโจรก็คงถูกฆ่าตายหมด

อย่างไรก็ตามก่อนที่พวกโจรจะเข้ามาถึงแนวที่มั่น เลาปิงได้โยนปืนเล็กยาวลงบนพื้นแล้วก้มลงหยิบดาบคู่มือของเขากระชากออกจากฝัก เขากระโจนข้ามก้อนหินถือดาบวิ่งเข้าใส่พวกโจรอย่างอาจหาญ แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักสะดุ้งสุดตัวปล่อยดาบหลุดจากมือล้มลงนอนคว่ำหน้าห่างจากที่มั่นราวห้าหกเมตร พวกโจรของเหลียงฟูถือปืนสวมดาบวิ่งกรูกันเข้ามา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยกอบแก้วกับลูกหาบอีกสองคนต่างยืนรวมกลุ่มกันชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะแสดงการยอมแพ้

พวกโจรรีบยึดอาวุธปืนก่อนอื่นตามคำสั่งของโจรชั้นผู้บังคับหมวดทุกคนถูกค้นตัวอย่างละเอียด เงินที่มีติดตัวและของมีค่าถูกยึดไป แต่เอกสารสำคัญประจำตัวดร.ดิเรกนั้น นายแพทย์หนุ่มซ่อนไว้ในหมวกพวกโจรไม่ได้ค้นในหมวกก็เพราะเชื่อว่าไม่มีอะไร นาฬิกาข้อมือ ปากกาปลอกทองและข้าวของอันมีค่าถูกยึดหมด บรรดาสัมภาระต่างๆ ที่อยู่บนหลังล่อทั้ง ๔ ตัว ก็ถูกนำลงมาจากหลังล่อและถูกยึดเช่นเดียวกัน พวกโจรเข้าใจว่าคณะพรรคสี่สหายเป็นพ่อค้าชาวแม้วนำสินค้าไปขายที่แม่ฮ่องสอน แต่พอได้เห็นการแต่งกายของคณะพรรคสี่สหายก็รู้ว่าเป็นคนไทย

ระหว่างที่พวกโจรยึดข้าวของและสำรวจสัมภาระต่างๆ เหลียงฟูนายโจรหนวดแดงก็ปรากฏตัวขึ้น

เขาแต่งเครื่องสนามแบบนายทหารถือปืนกลมือเป็นอาวุธและสวมหมวกเหล็ก เสื้อฟอร์มของจอมโจรไม่มีเครื่องหมายยศหรือหน่วยสังกัด เป็นเสื้อแบบตรวจการธรรมดาสีกากีแกมเขียว เหลียงฟูรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าเหี้ยม หนวดสีแดงของเขาตกลงมาข้างริมฝีปากทั้งสองข้าง วัยของเขาไม่ต่ำกว่า ๔๕ ปี ลักษณะท่าทางทรหดอดทนบึกบึนและเข้มแข็งเด็ดขาด นัยน์ตาคมเหมือนเหยี่ยว ที่เอวมีปืนหนึ่งกระบอก และที่คอมีกล้องส่องทางไกล

เหลียงฟูเดินนำหน้าพานายโจรชั้นผู้บังคับกองร้อยคนหนึ่งและชั้นผู้บังคับหมวดอีกสองคนบุกเข้ามายังที่มั่นของคณะพรรคสี่สหาย มีสมุนโจรถือปืนสวมดาบติดตามมาหนึ่งหมู่พร้อมด้วยพลแตรเดี่ยวหนึ่งคน

จอมโจรหยุดชะงักจ้องมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างตื่นๆ พอแลเห็นกอบแก้วยืนอยู่ข้างหลังพล ขุนโจรขมวดคิ้วย่นแล้วหัวเราะงอหาย เสียงหัวเราะของเขาดังราวกับฟ้าร้อง จนกระทั่งกิมหงวนหมั่นไส้เต็มทนจึงพูดโพล่งขึ้น

"แกจะหัวเราะหาตวักตะบวยอะไรวะ ไม่เห็นมีเรื่องอะไรที่น่าขันสักนิด"

เหลียงฟูลืมตาโพลงมองดูกิมหงวนอย่างยิ้มเยาะแล้วกล่าวกับอาเสี่ยด้วยภาษาไทยอย่างชัดเจน

"อ๋อ ไม่ขันหรือสหาย ประเดี๋ยวคงจะขันแน่ ตอนที่กันสั่งให้บริวารของกันตัดคอแก เมื่อคอแกขาดออกจากบ่ากันคงหัวเราะแทบขาดใจตายและแกก็คงจะได้มีโอกาสหัวเราะเป็นครั้งสุดท้ายขณะที่คนของกันเงื้อดาบขึ้นก่อนจะตัดคอแก"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา อำนาจวิสกี้ทำให้เขาหมดความเกรงกลัวภัยอันตรายทุกอย่างแม้กระทั่งความตาย

"ความตายเรื่องเล็กโว้ยอ้ายหนู แกคือเหลียงฟูใช่ไหมล่ะ"

"ถูกแล้วสหาย กันคือเหลียงฟูขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่แห่งขุนเขาเหล่านี้"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ทำไมวิ่งตูดแป้นล่ะโว้ย เจอปืนกลเครื่องบินและระเบิดนาปาล์มเท่านั้นแกกับสมุนของแกวิ่งเสียหางจุกตูดไปตามกัน"

เหลียงฟูขมวดคิ้วย่นจ้องมองดูกิมหงวนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขายกปืนกลของเขาราวกับจะยิงอาเสี่ย แต่แทนที่กิมหงวนจะตกใจเสียขวัญกลับยืดหน้าอกขึ้นพลางยักคิ้วให้จอมโจรอย่างองอาจ

"ยิงซีเพื่อน แต่ถ้ายิงไม่เข้าอย่าเสียใจนะโว้ย"

ขุนโจรหนวดแดงหัวเราะเบาๆ เขาลดปืนลงแล้วกล่าวว่า

"กันไม่อยากให้เกียรติแกด้วยกระสุนปืนกลมือของกันหรอก กันจะให้แกตายด้วยคมดาบเพชฌฆาตของเรา" พูดจบเขาก็เดินรี่เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านายพัชราภรณ์ แต่ความสนใจของเหลียงฟูอยู่ที่กอบแก้วซึ่งยืนอยู่ข้างหลังพล "น้องสาว เธอคือนางงูเห่าที่มีพิษร้าย เธอได้ระดมพวกแม้วทั้งสามตำบลรวมกำลังกันสู้รบกับพวกฉันอย่างเหนียวแน่น โดยมีเจ้าหนุ่มคนไทยห้าหกคนนี้เป็นกำลังสำคัญของเธอ พวกเราแตกพ่ายมาจากดอยหลวงก็เพราะเราถูกเครื่องบินโจมตีและเราไม่สามารถจะต่อต้านกับทหารพลร่มของรัฐบาลไทยได้ แต่แล้วในที่สุดโชคก็บันดาลให้ฉันได้พบกับเธอและพวกคนไทยเหล่านี้ ซึ่งฉันถือว่าเป็นศัตรูอันร้ายกาจของพวกเรา" พูดจบเหลียงฟูก็หัวเราะงอหาย เขาหัวเราะในชัยชนะของเขานั่นเอง

เสี่ยหงวนตวาดแว๊ด

"เฮ้ย หนวกหูโว้ย"

เหลียงฟูหยุดหัวเราะทันทีทันควัน เขาปรี่เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเสี่ยหงวนแล้วกล่าวถามด้วยเสียงขบกราม

"แกเป็นใครอ้ายหนุ่มไทย"

"อ๋อ ข้าคือกิมหงวน ไทยแท้ จำชื่อข้าไว้ให้ดีอ้ายหนุ่มฮ่อ"

เหลียงฟูยกมือซ้ายลูบหนวดและหันมามองดูคณะพรรคสี่สหาย พอสบตานิกรเขาก็กล่าวถามอย่างเกรี้ยวกราด

"บอกชื่อของแกซิ"

"กันชื่อเหลียงแฟ่บ" นิกรพูดเสียงหัวเราะ

เหลียงฟูโกรธจนหนวดสั่น เขาเดินเข้าไปยืนเบื้องหน้าพลแล้วยิ้มให้นางพญาแม้ว

"น้องสาว เธอช่วยบอกฉันหน่อยเถอะว่าพวกคนไทยคณะนี้มีใครบ้าง ฉันจะได้จดบันทึกไว้ถูกต้องเมื่อฉันสั่งประหารเขาแล้ว"

กอบแก้วไม่ยอมหลบสายตาขุนโจรหนวดแดง หล่อนมีขวัญและกำลังใจเข้มแข็งตลอดเวลา นางไพรได้บอกชื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วให้เหลียงฟูทราบเป็นรายตัวไปและบอกให้รู้ด้วยว่าคณะพรรคสี่สหายเป็นคนของรัฐบาลที่ส่งมาสำรวจแร่ธาตุบางชนิด ถ้าเหลียงฟูฆ่าคนไทยคณะนี้กองทหารหรือตำรวจชายแดนจะต้องติดตามปราบปรามเหลียงฟูให้ราบคาบอย่างไม่ต้องสงสัย

จอมโจรแหกปากหัวเราะอีก

"อย่าขู่ฉันเลยกอบแก้ว ในป่าเทือกเขาเหล่านี้ไม่มีกองทหารหรือตำรวจเดินทางมาหรอก และถ้าขืนติดตามมาก็รังแต่จะตกเป็นเหยื่อของพวกเรา การรบบนดอยหลวงถึงแม้ฉันจะต้องสูญเสียไพล่พลและอาวุธไปเกือบครึ่ง ในไม่ช้านี้ฉันก็จะได้กำลังคนและอาวุธเพิ่มเติมอีก กองโจรของฉันจะต้องครองความเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินแถบนี้"

กอบแก้วมองดูเหลียงฟูอย่างชิงชัง

"แล้วแกจะจัดการกับพวกเราอย่างไรต่อไป"

จอมโจรหัวเราะชอบใจ

"ก็พาไปรังของเราน่ะสิน้องสาว เราจะให้พวกเราที่อยู่เฝ้าค่ายของเราได้เห็นการประหารชีวิตคนไทยทั้ง ๖ คนนี้ด้วยการตัดคอ อ้ายแม้วลูกหาบสองคนนี้ก็ต้องถูกประหารชีวิตด้วยเพราะมันได้สู้รบกับพวกเรา ส่วนเธอนั้นฉันจะไว้ชีวิตเธอ แต่เธอจะต้องเป็นเมียคู่ชีวิตของฉัน"

กอบแก้วกล่าวกับจอมโจรทันที

"ฉันยอมตายเสียดีกว่าที่ฉันจะเป็นเมียแก ฉันมีผัวแล้ว สุภาพบุรุษที่ชื่อพลซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ฉันนี้คือผัวของฉัน"

"แล้วกัน" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "ไปบอกอ้ายหนวดแดงมันทำไมล่ะคุณขายหน้ามันเปล่าๆ "

เหลียงฟูเปลี่ยนสายตามาที่ใบหน้าของนายพัชราภรณ์ แล้วกล่าวกับพลด้วยเสียงคำรามในคอ

"แกเป็นผัวกอบแก้วเป็นความจริงหรือ"

พลพยักหน้าและยิ้มให้

"ถูกแล้วเหลียงฟู กันกับแก้วเป็นผัวเมียกัน กันกำลังจะพาแก้วไปแม่ฮ่องสอนเพื่อขึ้นเครื่องบินที่นั่นไปกรุงเทพฯ "

เหลียงฟูยิ้มแสยะ

"เสียใจเหลือเกินสหาย แกกับเพื่อนๆ ไม่มีโอกาสได้กลับกรุงเทพฯ เสียแล้ว จุดจบของพวกแกอยู่ที่ค่ายกัน"

ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล

"จะเอายังไงก็เอาเถอะวะเหลียงฟู ตายก็ตายพวกเราไม่แคร์"

นิกรยกมือชี้หน้าจอมโจรหนวดแดง

"ระวังตัวให้ดีเหลียงฟู ถ้ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นพวกเรากลับเป็นเบี้ยบน กันจะเอาน้ำมันราดหนวดแกและเผาหนวดแกเสีย ให้ดิ้นตายเถอะวะสาบานให้ก็ได้"

เหลียงฟูหัวเราะอย่างขบขัน เขาหันมาทางสมุนโจรหมู่หนึ่งที่ติดตามเขามาแล้วออกคำสั่งให้นำตัวสี่สหาย, เจ้าคุณปัจจนึกฯ, เจ้าแห้ว, กอบแก้วและลูกหาบทั้ง ๒ คนกลับไปซ่องโจรของเขาทันที และสั่งให้หัวหน้าโจรชั้นผู้บังคับหมวดเก็บกวาดข้าวของสัมภาระไปให้หมดเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อพวกโจรต่อไป

ตามปกตินิกรเป็นคนรักตัวกลัวตาย แต่คราวนี้เขากลับไม่กลัวตายเพราะปลงตกว่าความตายเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น นิกรกับเสี่ยหงวนครึกครื้นรื่นเริงตลอดเวลาทำให้คนอื่นๆ พลอยครึกครื้นไปด้วย แม้กระทั่งเจ้าแห้วก็คุยจ้อว่าเขาพอใจแล้วที่เขาจะได้ตายกับสี่สหายซึ่งเป็นนายที่ดีของเขา

คณะพรรคสี่สหายเดินรวมกลุ่มกันและพูดคุยกันเสียงเอะอะเฮฮา สมุนโจรหลายคนถือปืนสวมดาบในท่าเฉียงอาวุธควบคุมอย่างใกล้ชิด เหลียงฟูถือปืนกลมือควบคุมเชลยด้วยตนเอง เขาขู่ตลอดเวลาว่าถ้าใครหลบหนีเป็นถูกยิงทิ้ง

ครั้งหนึ่งอาเสี่ยหันมามองดูจอมโจรหนวดแดง แล้วกล่าวถามดังๆ

"เฮ้ย-เมื่อไรจะถึงซ่องของแกเสียทีโว้ย เมื่อยขาเต็มทนแล้ว"

เหลียงฟูเร่งฝีเท้าเข้ามาเดินคู่กับอาเสี่ย

"อีกในราวกิโลเมตรเดียวเท่านั้น แกไม่อดทนเสียเลย ความจริงเราเดินมาจากที่เราปะทะกันราว ๒ กิโลเท่านั้น ถามจริงๆ เถอะแกเคยเดินทางได้วันหนึ่งไกลเท่าไร"

"ไม่แน่ว่ะ" เสี่ยหงวนพูดหน้าตาย "ถ้าขี้เกียจก็เดินได้เพียงสองสามเมตรเท่านั้น ถ้าขยันบางวันเคยไปตั้ง ๒,๐๐๐ ไมล์ ก็มี"

จอมโจรหน้าตื่น

"วันละ ๒,๐๐๐ ไมล์ "

"เออ"

"เดินด้วยเท้าน่ะเรอะ"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "เป็นนายโจรทำไมถึงเซ่ออย่างนี้วะ ๒,๐๐๐ ไมล์ต่อวันน่ะไปเครื่องบินโว้ยไม่ใช่เดิน เดินน่ะวันละ ๒๕ ไมล์ก็ตับแลบออกมานอกซี่โครงแล้ว"

นิกรหยุดยืนรอกิมหงวนกับเหลียงฟู แล้วเขาก็เข้ากระหนาบข้างซ้ายของจอมโจรยกมือขวากอดเอวเหลียงฟูอย่างสนิทสนม

"อ้ายเพื่อนเกลอ อย่าฆ่ากันเลยวะ กันเห็นความเข้มแข็งของพวกแกแล้วอยากจะร่วมงานกับแกเหลือเกิน กันชอบชีวิตโจรมาก อยากเป็นโจรมานานแล้ว"

เหลียงฟูมองดูนายจอมทะเล้นแล้วยิ้มให้

"แกเป็นคนไทยพวกเราเป็นฮ่อจะอยู่รวมกันได้อย่างไร"

"เถอะน่า กันเป็นหัวหน้าโจรก็แล้วกัน แล้วแกเป็นรองหัวหน้า"

เหลียงฟูเม้มปากแน่น นิกรวิ่งเหยาะๆ ไปรวมกลุ่มกับพล, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ, กอบแก้วและเจ้าแห้วกับลูกหาบทั้งสอง เขากล่าวกับดร.ดิเรกว่า

"อ้ายเหลียงฟูมันใจแข็งโว้ย"

"ทำไมล่ะ"

"กันขอเป็นหัวหน้าโจรแทนมัน มันไม่ยอมว่ะ"

นายแพทย์หนุ่มยกมือผลักหน้านายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง กอบแก้วอดหัวเราะไม่ได้ หล่อนชมนิกรกับพลว่า

"คุณนิกรแกเยือกเย็นน่านับถือมากเชียวค่ะ แกไม่ได้แสดงท่าทีว่ากลัวตายสักนิด"

พลยิ้มให้หล่อน

"แล้วแก้วล่ะจ๊ะ"

"แก้วก็เช่นเดียวกันค่ะ แก้วจะตายกับพี่ แก้วจะขอร้องให้เหลียงฟูมันฆ่าแก้วเสียด้วย ชาติหน้าเราจะได้ไปเกิดด้วยกันและได้เป็นของกันอีก ถ้าเหลียงฟูมันไม่ฆ่าแก้ว แก้วก็จะฆ่าตัวตายตามพี่ไป"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ ต่อจากนั้นสักครู่คณะพรรคสี่สหายก็ถูกคุมตัวมาถึงรังโจรของเหลียงฟูซึ่งอยู่บนไหล่เขาลูกหนึ่ง มีบ้านหรือกระท่อมประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือน ภูมิประเทศบนไหล่เขาเป็นที่ราบ ความจริงซ่องโจรหรือรังโจรของเหลียงฟูได้สร้างขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เหลียงฟูกับบริวารของเขาไม่มีถิ่นฐานแน่นอน เส้นทางหากินของเขาก็คือแม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ ปล้นชาวป่าชาวเขาและกองคาราวานของพ่อค้าทั่วป่าดงพงไพร

ค่ายพักของพวกโจรฮ่ออยู่สูงจากพื้นดินราว ๓๐ เมตร บริเวณที่ราบบนไหล่เขาอันเป็นค่ายพักของพวกโจรนั้นกว้างขวางมาก เมื่อเหลียงฟูกับสมุนของเขาประมาณ ๓๐ คน พาพวกเชลยขึ้นมาที่ค่ายพัก บรรดาสมุนโจรที่อยู่เฝ้าค่ายเกือบ ๒๐๐ คน ก็พากันออกมาดูคณะพรรคสี่สหายหน้าสลอนไปหมด

เชลยทั้ง ๙ คน ถูกบังคับให้ยืนรวมกันที่หน้ากระท่อมใหญ่หลังหนึ่ง จอมโจรหันไปเจรจากับนายโจรชั้นผู้บังคับกองร้อยอยู่สักครู่จึงเปลี่ยนสายตามาที่คณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างยิ้มเยาะว่า

"สหายและพรรคพวกเพิ่งมาถึงยังเหน็ดเหนื่อยอยู่ เชิญเข้าไปพักผ่อนในกระท่อมหลังนี้เถิด อีกสักครู่เราจะจัดอาหารมื้อสุดท้ายมาต้อนรับพวกท่านด้วยไมตรีจิต และพวกท่านจะได้กินอาหารอย่างดีที่สุด"

กิมหงวนทำปากแบะยื่นเดินส่ายไหล่เข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าจอมโจรในระยะใกล้ชิดแล้วยกมือทั้งสองขึ้นกอดอกวางท่าให้ผึ่งผาย

"อ้ายหนวดแดง บอกกันอย่างลูกผู้ชายหน่อยได้ไหม แกจะฆ่าพวกเราจริงๆ เหรอวะ"

เหลียงฟูหัวเราะเบาๆ

"แน่นอนเหลือเกิน ทุกคนเว้นแต่กอบแก้วจะถูกประหารชีวิตด้วยการตัดคอด้วยมีดใหญ่ตามพิธีของพวกเรา"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"พูดเป็นบ้าน่า ตัดคอก็ตายน่ะซีโว้ย"

"ถูกแล้ว ความผิดของพวกแกก็คือประหารชีวิต"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ก็จะตายอยู่แล้วแกจะเอาข้าวมาให้กินหาหอกอะไรวะ ไม่ต้องหรอกเปลืองข้าวเปล่าๆ ใครจะยัดเข้าไปลง เอาพวกเราไปตัดหัวเสียเดี๋ยวนี้เถอะจะได้พ้นทุกข์พ้นร้อนกันเสียที"

เหลียงฟูยิ้มให้นิกร

"ใจเย็นๆ น่าสหาย ตายน่ะตายแน่ ขณะนี้สมุนของกันหลายสิบคนยังช่วยกันฝังศพพวกเราที่ถูกพวกแกยิงตายไปหลายคนจากการต่อสู้กัน จะต้องรอให้พวกนั้นกลับมาถึงค่ายก่อน เขาจะได้ดูการประหารชีวิตพวกแกโดยทั่วหน้ากัน อย่างไรก็ตามการประหารชีวิตจะต้องทำก่อนพระอาทิตย์ตกในวันนี้"

เหลียงฟูสั่งให้สมุนของเขาใช้ปืนบังคับให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ, เจ้าแห้ว, กอบแก้วและลูกหาบทั้งสองคนเข้าไปในกระท่อมหลังนั้น ต่อจากนั้นประตูกระท่อมก็ถูกปิดร้อยโซ่ใส่กุญแจ สมุนของเหลียงฟูหนึ่งหมู่ทำหน้าที่เป็นยามควบคุมเชลยทั้ง ๙ คน อย่างแข็งแรง จอมโจรหนวดแดงได้สั่งกำชับผู้บังคับหมู่ว่า ถ้านักโทษหลบหนีไปได้ สมุนโจรทั้ง ๑๐ คนนี้รวมทั้งผู้บังคับหมู่จะถูกตัดศีรษะแทนเชลย

ในราว ๑๗.๓๐ น. ประตูห้องคุมขังถูกเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง คนของเหลียงฟูแบกสำรับกับข้าวนำเข้ามาในกระท่อมหลังนั้นพร้อมด้วยน้ำสำหรับดื่มใส่ถังไม้เล็กๆ หนึ่งถัง

ตามเวลาที่กล่าวนี้ คณะพรรคสี่สหายและเชลยทุกคนต่างนั่งล้อมวงกันอยู่กลางห้อง อาเสี่ยกิมหงวนผุดลุกขึ้นยืนไล่ตะเพิดคนของจอมโจรหนวดแดงทันที

"เอาออกไป พวกกูไม่กินโว้ย"

สมุนโจรทั้งสองคนฟังภาษาไทยไม่ออก แต่ก็พอเดาได้ว่าเสี่ยหงวนกับพวกเชลยไม่ต้องการกินอาหารมื้อเย็นที่เหลียงฟูสั่งให้จัดมาให้ เขามองดูหน้ากันแล้วก็แบกสำรับกับข้าวเดินออกไปจากกระท่อมนั้น ประตูกระท่อมถูกปิดร้อยโซ่ใส่กุญแจทันที กิมหงวนทรุดตัวลงนั่งและยิ้มให้พรรคพวกของเขา

"ไหนๆ จะตายแล้วต้องรักศักดิ์ศรีของเรา อย่างน้อยเหลียงฟูมันจะได้รู้ว่าคนไทยล้วนใจเด็ด"

นิกรทำตาละห้อย

"โธ่-ที่จริงถ้าเราจะกินก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ในถาดขาหมูต้มเค็มน่ากินเหลือเกิน ปลานึ่งก็ตัวเบ้อเริ่ม ไก่ผัดพริกหอมเตะจมูก พูดแล้วชักหิว"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"จะตายโหงอยู่แล้วแกยังมีแก่ใจกินลงหรือวะอ้ายกร"

คราวนี้นิกรพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"กินลงไม่ลงก็พยายามกินมันเข้าไป ตายแล้วใครเขาจะใส่บาตรไปให้เรากินวะ"

ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ขบขันนิกรที่พูดเหมือนคนขี้ยา พลลุกขึ้นยืนเดินวนเวียนไปมารอบๆ กระท่อม แล้วหยุดยืนเกาะหน้าต่างลูกกรงไม้ขนาดใหญ่ ทอดสายตามองไปที่ลานกว้าง สักครู่เขาก็หันมาทางพรรคพวกของเขา

"เตรียมตัวตายได้แล้วโว้ยพวกเรา พวกโจรมันตั้งแถวกันแล้ว ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงสอง ทางด้านตะวันตกแถวหนึ่งและทางด้านตะวันออกแถวหนึ่ง จำนวนพวกโจรประมาณ ๔๐๐ คน"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ เอื้อมมือขวาเขี่ยแขนนิกร แล้วถามเสียงสั่นๆ ว่า

"รับประทานคนที่ถูกตัดคอเวลาคอขาดได้รับความเจ็บปวดไหมครับ"

นิกรหันมายิ้มให้เจ้าแห้ว

"เรื่องนี้ตอบยากโว้ย กันจำได้ว่าตั้งแต่กันเกิดมาเป็นตัวเป็นตนยังไม่เคยถูกใครตัดคอเลย"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ค่อยๆ หันหน้ามาทางนายแพทย์หนุ่ม

"คุณหมอกรุณาอธิบายให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ รับประทานถ้าเราถูกตัดคอเราจะได้รับความเจ็บปวดหรือได้รับความทุกข์ทรมานสักแค่ไหน"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ไม่ใช่เรื่องที่แกจะต้องเก็บเอามาคิดให้เปลืองสมองเลยอ้ายแห้ว พอคอขาดชีวิตแกก็ดับ ตายอย่างสบายที่สุดไม่มีการทรมานหรือรู้สึกเจ็บปวดเลย"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"ค่อยยังชั่วหน่อยครับ แล้วก็ รับประทานศีรษะของเราที่หลุดไปจากบ่ามันแลบลิ้นปลิ้นตาได้ไม่ใช่หรือครับ"

"แล้วกัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "อ้ายแห้วนี่ชักใบให้เรือเสียเสียแล้ว พูดอะไรไม่เข้าเรื่องเลย ใช้เวลาที่เหลืออยู่นึกถึงคุณพระคุณเจ้าเถอะวะไหนๆ เราก็หนีความตายไปไม่พ้นแล้ว เสือกถามโน่นถามนี่ให้หวาดเสียว เดี๋ยวถีบโครมเข้าให้เลย กูยิ่งใจไม่ดีอยู่"

พลเดินกลับมานั่งข้างกอบแก้วแล้วยกมือตบหลังหล่อน

"แก้วจ๋า พี่คิดว่าแก้วคงจะต้องตกเป็นเมียอ้ายเหลียงฟูแน่ๆ " พลพูดเสียงหนักแน่น "ยอมเป็นเมียมันเถอะแก้ว แล้วก็ฆ่ามันเสียขณะที่มันหลับหรือเผลอตัว แก้วฆ่ามันก็เท่ากับว่าแก้แค้นแทนพี่และพวกเรา"

นางไพรทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้ ก่อนที่หล่อนจะพูดอะไร ทุกคนก็ได้ยินเสียงกุญแจประตูหน้ากระท่อมถูกไขออกและมีเสียงดึงโซ่ บรรดาเชลยทั้ง ๙ คน ต่างมองไปที่ประตูกระท่อมหลังนั้น เมื่อประตูเปิดออกเหลียงฟูก็นำสมุนของเขาไม่ต่ำกว่า ๑๕ คน เข้ามาในกระท่อม

จอมโจรหนวดแดงยิ้มแสยะแล้วก้มศีรษะให้คณะพรรคสี่สหาย

"เสียใจมากสหายรัก ที่พวกท่านไม่ยอมกินอาหารที่เราจัดมาให้ บัดนี้ถึงวาระสุดท้ายของพวกท่านแล้ว"

เชลยทั้ง ๙ คน ต่างลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ พลกล่าวกับเหลียงฟูอย่างเยือกเย็นว่า

"เอาพวกเราไปฆ่าเถอะเหลียงฟู เราเหน็ดเหนื่อยและต้องการพักผ่อน ความตายก็คือการพักผ่อนตลอดไป"

"โอ-ท่านใจแข็งมากทีเดียว เชลยของเราทุกรายก่อนที่จะนำตัวไปฆ่าล้วนแต่วิงวอนขอชีวิตเราทุกราย"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"แต่พวกข้าจะไม่ปริปากร้องขอชีวิตจากมึงเป็นอันขาด เอาพวกเราฆ่าเสียเร็วๆ อ้ายไข่ฟู"

เหลียงฟูขมวดคิ้วย่น

"กันชื่อเหลียงฟูไม่ใช่ไข่ฟู"

"เออ" กิมหงวนเอ็ดตะโร "กูจะตายแล้วกูจะเรียกมึงว่าอ้ายไข่ฟูมึงจะทำไม"

นิกรยักคิ้วให้เหลียงฟูแล้วพูดเสริมขึ้น

"ระวังให้ดี กูเป็นผีกูจะมาถอนหนวดมึงเล่น หลอกให้ตายห่าเลย"

เหลียงฟูโกรธจนตัวสั่น เขาสั่งให้สมุนของเขาควบคุมเชลยทั้ง ๙ คน ออกไปจากห้องคุมขังทันที เมื่อเจ้าแห้วแสดงกิริยาฮึดฮัด สมุนโจรคนหนึ่งก็ใช้ซ่นปืนกระแทกหลังเจ้าแห้วดังอั้ก

พวกเชลยถูกนำไปรวมกันในคอกไม้เตี้ยๆ และถูกมัดมือไขว้หลังทุกคน พวกโจรยืนอยู่ในแถวอย่างสงบเงียบ กลางลานระหว่างแถวพวกโจรทั้งสองข้างมีเสาต้นหนึ่งรูปลักษณะคล้ายกับเสากางเขนปักอยู่ในดิน เสากางเขนนี้สูงจากพื้นดินไม่ถึงสองฟุต เจ้าหนุ่มฮ่อรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งสวมเสื้อกางเกงสีแดงยืนอยู่ข้างเสาต้นนั้น มือขวาถือมีดดาบหน้าใหญ่คล้ายๆ กับง้าวมองดูขาวคมน่ากลัว ตอนปลายของดาบใหญ่งอนขึ้นเล็กน้อย ใบมีดหนาเท่าๆ กับมีดหมูขนาดใหญ่ เฉพาะด้ามของมันยาวประมาณหนึ่งฟุต

เสียงแตรเดี่ยวดังกังวานขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มการประหารชีวิตพวกเชลย พอสิ้นเสียงแตรเดี่ยวเสียงกลองและล่อโก๊ก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ไพร่พลของเหลียงฟูโห่ร้องลั่น เพชฌฆาตร่างใหญ่รำดาบอย่างแคล่วคล่องว่องไว เหมือนกับมีเจตนาทำลายขวัญผู้ที่จะถูกนำตัวไปประหารชีวิต ในราว ๕ นาที เสียงล่อโก๊และเสียงกลองก็สิ้นสุดลง เพชฌฆาตหยุดรำดาบยืนเท้าเอวมองมาทางหมู่เชลยทั้ง ๙ คน ในท่าทีโหดเหี้ยมดุร้าย

เหลียงฟูยืนอยู่หน้าคอกกั้นเชลยของเขา จอมโจรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา พอสบตาเสี่ยหงวนเขาก็กล่าวถามอย่างเยาะเย้ย

"เป็นยังไงสหายรัก บรรยากาศที่นี่ท่านรู้สึกอย่างไร"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"สนุกดีโว้ย พวกแกแสดงงิ้วได้ดีนี่หว่า เริ่มตัดคอกันหรือยังล่ะกันอยากตายเต็มทนแล้ว"

จอมโจรมองดูกิมหงวนอย่างแปลกใจ และนึกชมในใจว่าอาเสี่ยมีจิตใจเข้มแข็งผิดมนุษย์ เขาพยักหน้าช้าๆ แล้วกล่าวว่า

"อย่าร้อนรนไปเลยสหาย ท่านต้องตายก่อนสิ้นแสงตะวันแน่นอน แต่ข้าพเจ้าจะฆ่าสุภาพบุรุษผู้นี้เป็นคนแรก" พูดจบเขาก็ยกมือชี้หน้านิกร "คนนี้"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"อย่าล้อเล่นน่า เอาคนอื่นก่อนเถอะวะ กันน่ะไม่กลัวตายหรอก แต่อยากจะเห็นคนที่ถูกตัดคอน่ะมีลักษณะอย่างไร เอาพ่อตากันก่อนก็แล้วกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"เสือกยุเขาทำไม แล้วแต่เขาซีโว้ย"

เหลียงฟูหันมาทางสมุนของเขาแล้วสั่งให้นำตัวนิกรออกไปจากคอกทันที เมื่อรู้ตัวว่าต้องตายแน่นิกรก็ยิ้มแป้น เขากล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างคึกคะนอง

"กันไปก่อนละโว้ย ไปพบกันที่เมืองนรก แล้วใครอย่าเสือกไปรอบนสวรรค์ล่ะ สำหรับกันไม่มีวันขึ้นสวรรค์เด็ดขาด บ๊าย-บาย"

ดร.ดิเรกร้องตะโกนตอบ

"ทำใจดีๆ อ้ายเพื่อนยาก ประเดี๋ยวกันจะตามแกไป"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮทำท่าจะวิ่งออกไปจากคอก แต่สมุนของเหลียงฟูเอาดาบปลายปืนแหย่ไว้ พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ, เจ้าแห้วและกอบแก้วกับลูกหาบทั้งสองต่างเฝ้ามองดูนิกรซึ่งกำลังถูกนำไปยังที่ประหาร สมุนของเหลียงฟูติดตามนิกรไป ๘ คน นิกรไม่มีทางต่อสู้ขัดขืนเพราะมือทั้งสองข้างถูกมัดไขว้หลัง

สมุนของเหลียงฟูช่วยกันจับนิกรให้นั่งเหยียดเท้าคร่อมเสาหลักประหาร โดยให้เสาหลักอยู่ระหว่างหน้าขาทั้งสอง พวกโจรช่วยกันมัดขานิกรให้ติดกัน และมัดแขนทั้งสองข้างติดกับกางเขน ปล่อยเสาอยู่ต่ำกว่าคอนิกรเล็กน้อย นิกรถูกมัดจนกระดุกกระดิกไม่ได้

"อ้ายกรตายแน่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงเครือ "แต่เราก็ต้องตายเช่นเดียวกัน"

เสียงกลองและเสียงล่อโก๊ดังขึ้นอีก เพชฌฆาตควงดาบรำป้ออยู่เบื้องหลังนิกร นายจอมทะเล้นผิวปากเพลงชาติเบาๆ ถึงตัวตายก็ยังหวังที่จะให้ประเทศชาติของเราเจริญรุ่งเรือง

แต่ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแล้ว

ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงดาบตัดคอนิกร เสียงปืนกลมือและเสียงไชโยก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เพชฌฆาตแลเห็นสมุนของเหลียงฟูถูกปืนล้มระเนระนาดก็ทิ้งดาบวิ่งหนีเอาตัวรอด กองร้อยพลร่มของเราในบังคับบัญชาของร.อ.ชาติ พิชิตพงศ์ ซึ่งมีเลาปิงเป็นผู้นำทางได้ยกเข้าบุกพวกโจรอย่างจู่โจมโดยไม่ให้รู้ตัว สมุนของเหลียงฟูถูกปืนกลมือล้มตายเกลื่อนกลาด ที่เหลือตายล่าถอยลงมาที่เชิงเขา แต่แล้วก็ถูกทหารพลร่ม ๒ หมวด ซึ่งซุ่มซ่อนอยู่โจมตีอย่างดุเดือด เหลียงฟูสั่งสมุนของเขาล่าถอยไปรวมกำลังกันที่หนองน้ำแห่งหนึ่ง แต่กองร้อยพลร่มติดตามกวาดล้างสังหารพวกโจรไม่ยอมให้รวมกำลังกันได้ กระท่อมที่พักของพวกโจรบนไหล่เขาถูกเครื่องพ่นไฟของพลร่มเผาผลาญตกเป็นเหยื่อพระเพลิงหลายหลัง กระท่อมหลังหนึ่งซึ่งเป็นที่เก็บกระสุนเมื่อถูกเพลิงไหม้ก็เกิดการระเบิดอย่างสนั่นหวั่นไหว

พลร่มรีบช่วยเหลือคณะพรรคสี่สหายกับลูกหาบทันที เชลยของเหลียงฟูทั้ง ๙ คน ดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ ทหารพลร่ม ๒ คน ช่วยกันแก้มัดนิกรออกจากเสาหลัก ประคองนายจอมทะเล้นให้ลุกขึ้น นิกรยืนเซ่อเหมือนกับคนที่ถูกสะกดจิต เขามองดูหน้าทหารพลร่มทั้งสองแล้วกล่าวถามเบาๆ

"คุณช่วยดูหน่อยซิครับศีรษะผมยังอยู่หรือเปล่าหรือว่าถูกฟันขาดไปแล้ว"

พลร่มทั้งสองหัวเราะลั่น แล้วพลร่มคนหนึ่งได้พูดกับนิกรด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณยังไม่ตายหรอกครับ ชาวแม้วที่ยืนอยู่กับพรรคพวกของคุณโน่น นำพวกเรามาช่วยพวกคุณไว้ได้"

นิกรวิ่งตื๋อเข้าไปหาคณะพรรคของเขาทันที เขากระโดดเข้ากอดเลาปิงด้วยความดีใจแล้วถามละล่ำละลัก

"แกไม่ตายหรอกหรือเลาปิง"

เลาปิงยิ้มให้เขา กอบแก้วอธิบายให้นิกรทราบตามที่เจ้าหนุ่มแม้วเล่าให้หล่อนฟัง

"ไม่ตายหรอกค่ะ เลาปิงแกล้งทำเป็นถูกปืนตาย หลังจากพวกเราถูกจับมา เลาปิงก็ติดตามมาเรื่อยๆ และหาทางช่วยเหลือพวกเรา พอดีพบกับทหารพลร่ม ทหารเขาได้ยินเสียงปืนที่พวกโจรยิงต่อสู้กับเราค่ะ เลาปิงพูดไทยได้บ้างนิดหน่อยก็บอกผู้บังคับกองว่าพวกเราถูกโจรจับมา นึกคำไทยไม่ออกก็พูดภาษาใบ้จนรู้เรื่อง แล้วก็นำทหารพลร่มมุ่งตรงมาที่รังโจรที่นี่พวกเราจึงรอดตายได้อย่างไม่น่าเชื่อ"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมเองนึกว่าผมม่องเท่งแล้ว นี่ถ้าพลร่มมาช้ากว่านี้เพียงครึ่งนาทีคอผมก็คงหลุดจากบ่าแน่ ว้า....เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เทพยดาอารักษ์ท่านคุ้มครองพวกเรา เจ้าประคุณเอ๋ย อ้ายเปรตนั่นมันกำลังจะลงดาบอยู่แล้ว"

เสียงปืนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณป่าและเชิงเขา กองร้อยพลร่มมีความชำนาญเป็นพิเศษในการรบในป่าจึงสังหารพวกโจรได้มากมาย แยกย้ายกระจายกำลังกันออกไปเป็นหมวดๆ ทุกหมวดมีอาวุธทันสมัยและติดต่อประสานงานกันด้วยวิทยุสนาม ทหารพลร่มทุกคนนอกจากมีวินัยดีแล้วยังเข้มแข็งกล้าหาญทำการรบได้แคล่วคล่องว่องไว ดังนั้นชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ปะทะกับพวกโจรก็ปรากฏว่าสมุนโจรของเหลียงฟูเสียชีวิตไปเกือบร้อยคน นอกนั้นแตกพ่ายหลบหนีไปตามยถากรรม ทิ้งอาวุธและยุทธสัมภาระไว้มากมาย พลร่มหมวดที่ ๒ สามารถจับเป็นจอมโจรหนวดแดงได้เมื่อพลร่มได้เข้าประจัญบานกับเหลียงฟูและสมุนของเหลียงฟูราว ๓๐ คน บริวารของเหลียงฟูถูกจับเป็นเชลยเกือบ ๕๐ คน และถูกควบคุมตัวอย่างแข็งแรง

ตอนใกล้จะพลบค่ำวันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายก็ได้พบกับร.อ.ชาติ พิชิตพงศ์ที่บริเวณค่ายโจร ท่านผู้บังคับกองร้อยพลร่มได้แสดงความยินดีต่อสี่สหายและทุกๆ คนที่รอดพ้นจากความตายได้อย่างหวุดหวิด และพล พัชราภรณ์ได้กล่าวขอบคุณทหารพลร่มในนามคณะของเขา

"ผมลืมบอกข่าวดีให้พวกคุณทราบว่า ทหารของผมได้จับเหลียงฟูหัวหน้าโจรได้โดยละม่อมหลังจากประจัญบานกันและอ้ายเหลียงฟูหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้รู้สึกว่ามันเป็นคนเฉลียวฉลาดพอดูเชียวครับ"

คณะพรรคสี่สหายตื่นเต้นไปตามกัน

"ผู้กองจับเหลียงฟูได้ " นิกรร้องขึ้นดังๆ "อ้ายเหลียงฟูอยู่ที่ไหนล่ะครับ ผมอยากดูหน้ามันเหลือเกิน"

ร.อ.ชาติชี้มือไปข้างหน้า

"อยู่กระท่อมหลังใหญ่ที่มันขังพวกคุณแหละครับ ไปซีครับผมจะพาไปดูหน้ามัน รีบหน่อยครับประเดี๋ยวจะค่ำเสีย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับกอบแก้วต่างเดินตามผู้บังคับกองรูปหล่อผ่านบริเวณลานกว้างหน้าค่ายโจรตรงไปยังกระท่อมหลังนั้น ส่วนเลาปิงและลูกหาบสองคนรับอาสาคณะพรรคสี่สหายค้นหาข้าวของสัมภาระที่พวกโจรยึดเอาไป และโจรคงจะเก็บไว้ตามกระท่อมใดกระท่อมหนึ่ง

ที่กระท่อมคุมขังนายโจรมีทหารพลร่มทำหน้าที่เป็นยามอยู่สองคน ด้านหน้ากระท่อมคนหนึ่งและด้านหลังกระท่อมคนหนึ่ง ยามหน้ากระท่อมแลเห็นผู้บังคับกองร้อยก็แสดงความเคารพอย่างแข็งแรง ร.อ.ชาติรับความเคารพและสั่งให้พลร่มหนุ่มไขกุญแจเปิดประตูห้องขังออก

ตามเวลาที่กล่าวนี้ เหลียงฟูจอมโจรหนวดแดงซึ่งหมดฤทธิ์หมดอำนาจได้นั่งคอตกอยู่บนแคร่ในกระท่อมหลังนี้ตามลำพัง ความเข้มแข็งแห่งจิตใจมิได้มีเหลืออยู่แม้แต่น้อย เขารู้ดีว่ากองโจรอันแข็งแกร่งของเขาได้ถูกทหารพลร่มบดขยี้ย่อยยับไปแล้ว เขาจะถูกส่งตัวไปขึ้นศาลทหารที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรืออาจจะถูกส่งตัวไปยิงเป้าที่กรุงเทพฯ ก็ได้ เพราะเขาเป็นนายโจรที่ปล้นและฆ่าคนมามากต่อมาก มีกำลังพลมีอาวุธยุทธภัณฑ์เหมือนกับกองพันหนึ่ง ความผิดของเขาก็คือกบฏในพระราชอาณาจักรนั่นเอง

เมื่อประตูกระท่อมถูกเปิดออกร.อ.ชาติก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กอบแก้วและเจ้าแห้วเข้ามาในกระท่อม เหลียงฟูใจเต้นระทึกนั่งก้มหน้านิ่งเฉย อาเสี่ยกิมหงวนแหกปากหัวเราะลั่นเหมือนกับว่าเขาได้รับความขบขันที่สุดในชีวิตของเขา เสียงหัวเราะของเขาทำให้เหลียงฟูเดือดดาลอย่างยิ่ง จอมโจรหนวดแดงเงยหน้าขึ้นมองดูอาเสี่ยแล้วตวาดแว๊ด

"หัวเราะอะไรวะ ไม่เห็นมีอะไรที่น่าขบขันสักนิด"

อาเสี่ยว่าเสียงอหายแล้วหยุดหัวเราะทันทีทันควัน

"ในที่สุดแกก็เอาคำพูดของกันมาใช้ ฮ่ะ ฮ่ะ เป็นยังไงอ้ายไข่ฟู เสือลายพาดกลอนกลายเป็นเสือกระบากไปแล้วสินะ เห็นฤทธิ์ทหารไทยหรือยัง ลูกน้องของแกถูกจับเป็นเกือบครึ่งร้อยและถูกยิงตายตั้งร้อยกว่าคน นอกนั้นวิ่งหางจุกตูดไปคนละทางสองทาง"

เหลียงฟูยิ้มแค่นๆ

"โชคของพวกแกยังดีอยู่ ถ้าทหารไทยมาช้ากว่านี้สักหน่อยพวกแกก็คอขาดหมดแล้ว"

นิกรยกมือชี้หน้าเหลียงฟูอย่างยิ้มเยาะแล้วกล่าวว่า

"แกจำได้ไหมเหลียงฟู เมื่อพวกเราตกเป็นเชลยของแกกันพูดว่าอย่างไร กันว่าถ้ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น ถ้าพวกเรากลับเป็นเบี้ยบนกันจะเอาน้ำมันราดหนวดแกและเอาไฟจุด บัดนี้โอกาสเป็นของกันแล้ว กันจะต้องทำตามคำมั่นสัญญาของกัน" พูดจบนิกรก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบขวดน้ำมันเบนซินสำหรับเครื่องขีดไฟออกมา แล้วหันมายิ้มกับผู้บังคับกองพลร่ม "ผู้กองครับ ผมขออนุญาติเผาหนวดอ้ายเหลียงฟูหน่อยครับ"

ร.อ.ชาติเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"อย่าเลยน่าคุณนิกร มันทารุณเกินไป ถ้าคุณทำอย่างนี้เหลียงฟูก็คงตายแน่ๆ เพราะอักเสบพิษไฟ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"โธ่ ยังงั้นผมก็ไม่ได้แก้แค้นอ้ายไข่ฟูน่ะซีครับ"

"ก็เอาแต่เพียงเบาะๆ พอหอมปากหอมคอซีคุณ"

นิกรเม้มปากแน่น สักครู่ก็ยิ้มออกมาได้

"ผู้กองมีมีดโกนไหมครับ ขอยืมผมเดี๋ยว"

ร.อ.ชาติทำหน้าตื่นๆ

"คุณจะเชือดคอเขาหรือ"

"เปล่าครับ แต่ผมจะโกนหนวดเหลียงฟูออกเพื่อลบรอยแค้นของพวกเรา ผมรู้ดีว่าอ้ายเหลียงฟูรักหนวดของมันยิ่งชีวิต อนุญาติให้ผมโกนหนวดมันเถอะนะครับผู้กอง ไม่เป็นการทารุณอะไร"

ผู้บังคับกองร้อยพลร่มอดหัวเราะไม่ได้ เขาล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบกล่องมีดโกนของเขาออกมาส่งให้นิกร

"เอาเลย ผมสนับสนุนเต็มที่เราจะได้เห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของจอมโจรคนนี้"

นิกรดึงกล่องออกดึงมีดโกนออกมา เขาส่งกล่องเปล่าให้ผู้บังคับกอง แล้วสลัดมีดโกนอันคมกริบออก นายจอมทะเล้นเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเหลียงฟูในระยะใกล้ชิดพลางขยับมีดเหมือนกับจะเชือดคอเหลียงฟู

"เงยหน้าขึ้นยอมให้กันโกนหนวดแกเสียดีๆ ถ้าขัดขืนกันจะเชือดลูกกระเดือกแก"

เหลียงฟูจำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนิกรด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจคือเงยหน้าขึ้นโดยดี นิกรกวาดสายตามองไปรอบๆ กระท่อมแล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ออกไปหาน้ำมาให้หน่อยเถอะวะ โกนหนวดโดยไม่มีน้ำอ้ายเหลียงฟูมันคงเจ็บแย่"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานเอาน้ำลายซีครับ แถวนี้น้ำหายากครับ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงว่ะ" แล้วนิกรก็บ้วนน้ำลายใส่มือซ้ายของเขายกขึ้นละเลงหนวดแดงของจอมโจร "เหลียงฟู นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วของแกให้ดีนะ"

เหลียงฟูสะดุ้งโหยง

"แกจะโกนหนวดกันหรือจะเชือดคอกันแน่"

นิกรอมยิ้ม

"โกนหนวดโกนเคราเสียให้เรียบร้อยก่อนแล้วก็เชือดคอแกทีหลัง"

เหลียงฟูใจหายวาบร้องอุทธรณ์ต่อผู้บังคับกองร้อยพลร่มทันที

"ผู้กองครับ เขาจะเชือดคอผม"

ร.อ.ชาติหัวเราะอย่างขบขัน

"กันรับรองว่าคุณนิกรไม่ฆ่าแกหรอก นอกจากจะโกนหนวดแกออกเท่านั้น"

นิกรยกมีดโกนขึ้นจดริมฝีปากบนข้างขวาของจอมโจรแล้วโกนหนวดทางขวาออกครึ่งเดียว ส่วนทางซ้ายปล่อยไว้ตามเดิม เสร็จแล้วเขาก็ล้วงกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมีดโกน แล้วพับมีดโกนยื่นให้ร.อ.ชาติ

"ขอบคุณครับผู้กองเรียบร้อยแล้วครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ใบหน้าของเหลียงฟูแปลกประหลาดมาก เพราะเขามีหนวดเพียงครึ่งเดียว เหลียงฟูค่อยๆ ยกมือขึ้นคลำริมฝีปากของเขาแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"หมายความว่ายังไงโว้ย ทำไมถึงเหลือหนวดกันไว้ข้างหนึ่ง โกนให้หมดซีโว้ย ปล่อยไว้ยังงี้ดูได้รึ"

เสี่ยหงวนหัวเราะลั่น

"โก้ขึ้นอีกโว้ยเหลียงฟู ดูๆ หน้าแกคล้ายกับจิงโจ้ว่ะ"

ร.อ.ชาติกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างกันเอง

"ไปข้างนอกเถอะครับ อย่ารบกวนเหลียงฟูเลยครับ แหม อย่างนี้แม่ยายผมเห็นเข้าหัวเราะขาดใจไปเลย แกเป็นคนเส้นตื้นเสียด้วย"

สี่สหายอ้าปากหวอไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าร.อ.ชาติแล้วสัพยอกอย่างลูกหลาน

"คุณคงคิดถึงแม่ยายของคุณมากกว่าเมียของคุณ"

ผู้บังคับกองยิ้มอายๆ

"จริงครับใต้เท้า แม่ยายผมมีอะไรๆ หลายอย่างที่ถูกใจผม ออเซาะก็เท่านั้นเอง แต่งตัวเก่งทันสมัย เชพยังงี้เมียผมแพ้หลุดลุ่ยครับ พูดแล้วผมอยากกลับบ้านเต็มทน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ขอโทษเถอะนะผู้กอง แล้วลูกของคุณที่เกิดจากแม่ยายของคุณล่ะจะเรียกแม่ยายของคุณว่าอย่างไร"

"ก๊อเรียกแม่ยายน่ะซีครับ เป็นการเรียกที่ถูกต้องที่สุดเพราะหล่อนเป็นทั้งแม่และยายของลูกผม"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก ร.อ.ชาติผู้บังคับกองรูปหล่อหรือพระยาเทครัวพาคณะพรรคสี่สหายออกไปจากกระท่อมหลังนั้น ขณะนี้ดวงอาทิตย์ลับยอดเขาลูกเล็กๆ ทางทิศตะวันตกไปแล้ว ทหารพลร่มในบังคับบัญชาของร.อ.ชาติกระจายกำลังกันไปทั่วบริเวณค่ายโจร สมุนของเหลียงฟู ๔๘ คน ถูกคุมขังรวมกันอยู่ในกระท่อมใหญ่ ๒ หลัง มีการควบคุมอย่างแข็งแรง บรรดาข้าวของสัมภาระของคณะพรรคสี่สหายซึ่งถูกพวกโจรยึดไว้นั้นได้คืนมาหมดแล้ว แต่เครื่องรับส่งวิทยุชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ เพราะถูกกระสุนปืนกลของพวกโจรสามสี่แห่ง ส่วนอาวุธปืนยังอยู่ครบถ้วน ร.อ.ชาติกับพวกนายทหารได้เลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะพรรคสี่สหายและทุกๆ คนด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต พล, นิกร, กิมหงวนและดร.ดิเรกรู้สึกรักใคร่เลาปิงหนุ่มแม้วอีกมาก

ตอนเช้าวันต่อมา

โดยคำสั่งของร.อ.ชาติ ทหารพลร่มได้พาคณะพรรคสี่สหายไปส่งยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน และกองร้อยของเขาก็รอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาอยู่ในจังหวัดนั้นด้วย เลาปิงแม้วหนุ่มรับอาสาเป็นผู้นำทาง เหลียงฟูและสมุนของเขาเกือบ ๕๐ คน ถูกควบคุมตัวอย่างแข็งแรงไม่มีโอกาสที่จะหลบหนีไปได้ สมุนโจรคนหนึ่งถูกยิงตายเพราะพยายามหลบหนีตอนข้ามลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง

ในที่สุดกองร้อยพลร่มกับคณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ, เจ้าแห้ว, กอบแก้ว, เลาปิงและลูกหาบทั้งสองก็มาถึงจุดหมายปลายทางแห่งการบุกป่าฝ่าดงคือจังหวัดแม่ฮ่องสอนในตอนเย็นวันหนึ่งประมาณ ๑๗.๐๐ น.

ทุกคนยืนอยู่บนไหล่เขาเล็กๆ ลูกหนึ่งและทอดสายตามองไปยังอาคารบ้านเรือนที่แลเห็นลิบๆ เบื้องหน้าโน้นนั่นคือที่ตั้งของตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจังหวัดเล็กๆ มีเส้นทางคมนาคมทางอากาศเพียงทางเดียว แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ทางหลวงจากนครเชียงใหม่ก็คงจะมาถึงแม่ฮ่องสอน มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกเมื่อการขนส่งและการคมนาคมเป็นไปโดยสะดวก

ร.อ.ชาติยืนอยู่ในกลุ่มสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกอบแก้ว ส่วนทหารนั่งพักผ่อนกันเป็นหมู่ๆ เหลียงฟูกับสมุนของเขาถูกต้อนให้มารวมกันใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทุกคนถูกมัดมือเพื่อป้องกันการหลบหนีและเพื่อให้สะดวกในการควบคุม

เวลาสองวันที่ร่วมทางบุกป่าฝ่าดงมาทำให้ร.อ.ชาติกับคณะพรรคสี่สหายของเราสนิทสนมกันยิ่งขึ้น ผู้บังคับกองรูปหล่อยกมือขวากอดเอวเสี่ยหงวนแล้วพูดยิ้มๆ ว่า

"อาเสี่ยลองกะดูซิครับว่า จากนี่เข้าไปในเมืองเป็นระยะทางสักเท่าใด"

เสี่ยหงวนว่า

"เห็นจะในราว ๔ กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย"

"หรือครับ ผมก็คิดว่าราวๆ นั้นแหละ เราหยุดพักผ่อนกันสักชั่วโมงนะครับ วันนี้เราเดินทางมาตลอดวันทหารของผมเหน็ดเหนื่อยมาก ผมเองก็แย่เหมือนกัน"

นิกรกล่าวถามร.อ.ชาติอย่างกันเอง

"เราจะไปกินข้าวกันในเมืองหรือผู้กอง"

"ครับ อย่างช้าทุ่มครึ่งเราคงเข้าไปในเมืองได้ เพียงแต่เดินผ่านละเมาะและที่ราบเชิงเขาลูกนี้ตัดตรงไปก็จะถึงเขตชุมนุมชนแล้ว ไปทานอาหารค่ำในเมืองดีกว่าครับ เราจะได้ทานอาหารให้อร่อยๆ จากเนื้อสัตว์และผักสด ผมเบื่อเครื่องกระป๋องเต็มทนแล้ว"

ร.อ.ชาติขอตัวแยกไปหากลุ่มนายทหารและนายสิบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาดร.ดิเรกไปนั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นิกรกับกิมหงวนตามไปด้วย พลกับกอบแก้วยืนเด่นเคียงคู่กัน ใบหน้าของนางไพรหม่นหมองเศร้าสร้อย หล่อนบอกตัวเองว่าหล่อนได้มาส่งพลถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว ต่อนี้ไปหล่อนกับเขาก็จะจากกันชั่วนิรันดร

"แก้วจ๋า ไปหาที่เงียบๆ นั่งคุยกับพี่เถอะที่รัก"

กอบแก้วฝืนยิ้มให้เขา

"เดี๋ยวค่ะ พี่ไปนั่งคอยแก้วอยู่ใต้ต้นตะแบกทางขวามือโน่นก่อนนะคะ แก้วจะไปหาเลาปิงและลูกหาบของแก้วก่อน วันนี้ตลอดวันแก้วไม่ได้เอาใจใส่กับคนของแก้วเลย"

พลมองไปทางละเมาะแห่งหนึ่ง เขาแลเห็นเลาปิงกับลูกหาบสองคนกำลังช่วยกันให้ข้าวให้น้ำและหญ้าแก่ล่อทั้งสองตัว บรรดาสัมภาระต่างๆ ที่บรรทุกอยู่บนหลังของมันถูกปลดลงมาแล้ว เจ้าแห้วถือปืนลูกซองด้อมๆ มองๆ อยู่แถวนั้นตั้งใจจะยิงนกด้วยฝีมือยิงปืนชั้นดีขนาดเลวของเขา

"ไปสิจ๊ะแก้ว พี่จะไปนั่งรอแก้วอยู่ใต้ต้นตะแบกต้นนั้น" พลพูดยิ้มๆ

นางไพรตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว หล่อนจะชวนคนของหล่อนหนีกลับดอยหลวงเพราะหมดหน้าที่ของหล่อนแล้ว

กอบแก้วหยุดยืนเบื้องหน้าหนุ่มแม้วทั้งสาม เลาปิงกับลูกหาบต่างยิ้มให้หล่อนและทักทายหล่อนด้วยภาษาแม้ว

"นายไม่สบายหรือครับ" ลูกหาบคนหนึ่งกล่าวถามหล่อน "ผมรู้สึกว่า หน้าตาของนายซูบซีดร่วงโรยมาก"

นางพญาแม้วฝืนยิ้ม

"เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก อ้า-เธอทั้งสามคนจงฟังฉัน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับบ้านของเรา แต่ถ้าฉันบอกพลเขาก็คงไม่ยอมให้ฉันกลับ อย่างไรเขาก็ต้องหน่วงเหนี่ยวฉันเข้าไปในเมืองและรอจนกว่าจะมีเครื่องบินมารับเขาไปกรุงเทพฯ เรากลับกันเถอะ ถือโอกาสหนีเขาไปเดี๋ยวนี้แหละ หมดหน้าที่ของเราแล้ว"

หนุ่มแม้วทั้งสามคนทำหน้าตื่นๆ ไปตามกัน

"นี่มันก็เกือบจะค่ำแล้วนี่ครับนาย" เลาปิงพูดกับหล่อนอย่างนอบน้อม

"ไม่แปลกอะไรเลาปิง เราหนีไปให้พ้นจากเขาลูกนี้ พอค่ำก็หยุดพักนอน ไปกันเถอะจูงล่อของเราไปด้วย ถ้าทหารเขาถามก็บอกเขาว่าเราพาล่อไปอาบน้ำ"

เมื่อเป็นคำสั่งของหัวหน้า หนุ่มแม้วทั้งสามคนก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหล่อนทันที กอบแก้วเดินนำหน้าพาคนของหล่อนทั้งสามคนไปจากที่นั้น ลูกหาบจูงล่อไปคนละตัว

พล พัชราภรณ์นั่งรอคอยนางไพรอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง เมื่อหล่อนหายเงียบไปพลก็ลุกขึ้นจากใต้ต้นตะแบกเดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อนๆ ซึ่งกำลังนั่งสนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกวาดสายตามองไปรอบๆ เหมือนกับจะค้นหากอบแก้ว

"หาอะไรวะพล" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"หาแก้วครับ"

"อ้าว" เจ้าคุณอุทาน "ไปไหนเสียล่ะ"

ทันใดนั้นเองร.อ.ชาติผู้บังคับกองร้อยพลร่มก็เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายอย่างรีบร้อน เขาหยุดยืนเบื้องหน้าพลแล้วกล่าวว่า

"คุณพลครับ คุณแก้วหนีคุณกลับไปดอยหลวงเสียแล้ว"

พลใจหายวาบ สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นยืนมองดูหน้าผู้บังคับกองอย่างตื่นๆ

"แก้วหนีกลับบ้าน" พลร้องขึ้นดังๆ

"ครับ ถูกแล้ว ทหารของผมหมู่หนึ่งลงไปเดินเล่นที่เชิงเขาหาไม้ตะพดและหากล้วยไม้ ทหารพบคุณกอบแก้วและแม้วสามคนพร้อมด้วยล่อสองตัวนั้น นายสิบคนหนึ่งได้ไต่ถามดูแกก็บอกตามตรงว่าแกหนีคุณกลับบ้านเพราะหมดหน้าที่แล้ว แล้วก็เขียนจดหมายสั้นๆ ถึงคุณฝากนายสิบมาให้ นี่ยังไงล่ะครับ" พูดจบร.อ.ชาติก็ส่งกระดาษสีขาวชิ้นเล็กๆ แผ่นหนึ่งให้นายพัชราภรณ์ ซึ่งกระดาษแผ่นนี้กอบแก้วได้ขอจากนายสิบทหารพลร่มผู้นั้น

พลคลี่ออกอ่านข้อความในนั้นทันที

กราบพี่สุดที่รัก

แก้วกับคนของแก้วหมดหน้าที่แล้ว ขอกราบเท้าลาพี่ด้วยความอาลัยยิ่ง และลาชั่วนิรันดร

กอบแก้ว

พลจบจดหมายของนางพญาแม้วด้วยความรันทดใจเหลือที่จะกล่าว เขาส่งกระดาษชิ้นนั้นให้นายแพทย์หนุ่มแล้วพลก็เดินก้มหน้าไปทางต้นตะแบกอันเป็นที่นัดพบครั้งสุดท้าย แต่หล่อนหลอกให้เขานั่งรอคอยหล่อน

กองร้อยพลร่มในบังคับบัญชาของร.อ.ชาติ พิชิตพงศ์ได้นำพวกโจรและคณะพรรคสี่สหายเข้าเมืองแม่ฮ่องสอนก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น. ในคืนวันนั้นเอง ข่าวกองโจรของเหลียงฟูถูกพลร่มโจมตีแตกยับและเหลียงฟูกับสมุนเกือบครึ่งร้อยถูกจับเป็นทำให้ชาวแม่ฮ่องสอนในเขตเทศบาลแตกตื่นไปตามกัน

ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ, ผู้บังคับกองตำรวจภูธรและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนต่างให้การต้อนรับทหารพลร่มและคณะพรรคสี่สหายของเราอย่างดีที่สุด เหลียงฟูกับสมุนโจรถูกส่งไปคุมขังที่เรือนจำในทันที ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้จัดบ้านหลังหนึ่งเป็นเรือนรับรองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว หลังจากนั้นดร.ดิเรกก็ส่งโทรเลขด่วนมาถึงฯ พณฯ นายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการทหารอากาศและประธานสภาป้องกันราชอาณาจักร

ตอนดึกคืนวันนั้นเองกองทัพอากาศได้โทรเลขมาว่าจะจัดเครื่องบินลำเลียงรวม ๓ เครื่อง เดินทางมาแม่ฮ่องสอนในวันพรุ่งนี้เพื่อรับทหารพลร่มและคณะพรรคสี่สหายกลับไป นอกจากนี้ดร.ดิเรกยังได้รับโทรเลขแสดงความยินดีจากคณะรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญในทางราชการอีกหลายท่าน

จบตอน