พล นิกร กิมหงวน 009 : เปรตวัดหงส์

เช้าวันนั้นอากาศหนาวจัด จนกระทั่งเสี่ยหงวนถ่มน้ำลายออกมา กลายเป็นก้อนน้ำแข็งเล็กๆ ตอนใกล้รุ่งสว่าง ปรอทลงถึง ๑๘ องศาเซ็นติเกรท คุณหญิงวาดทำท่าเหมือนกับจะหนาวตาย มีทั้งเครื่องป้องกันความหนาว เสวตเต้อรขนสัตว์ และสวมเสื้อนอนทับอีกตัวหนึ่ง

อาหารเช้าผ่านไปโดยไม่สู้จะมีความสุขเท่าใดนัก บนตึกใหญ่เยือกเย็นเหมือนอยู่ในตู้เย็น ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามกับสี่นาง และสี่สหายลงมานั่งอาบแดดอยู่ในสนามหญ้าหน้าตึก นันทา นวลละออ ประภา และประไพ สวมเสวตเต้อรสี่ต่างๆ กัน สี่สหายสวมแจ็กเก็ตชั้นดี โดยเฉพาะนิกรห่มผ้าสีแดงผืนใหญ่ และสวมหมวกไหมพรมคล้ายกับถุงคลุมหน้า แบบอ้ายโม่ง นั่งตัวสั่นเหมือนลูกนกตลอดเวลา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สวมเสื้อนอน

แสงอาทิตย์ในตอน ๘.๐๐ น. เศษช่วยให้ความอบอุ่นขึ้นบ้าง แต่ถึงกระนั้น คางของนิกรก็ยังสั่นกระทบกันดังกึกๆ ตลอดเวลา

คุณหญิงวาดบ่นพึมพำ

"เอ-ปีนี้ทำไมมันถึงหนาวเหลือเกิน พอเริ่มปีใหม่ก็หนาวอย่างกระทันหัน" แล้วท่านก็ถามนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ "ลมหนาวมันมาทางไหน พ่อดิเรก"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ตามธรรมดาลมหนาวมันมาจากไซบีเรียครับ แต่ลมหนาวในระยะนี้ มาจากเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย และธิเบต มันจะหนาวอยู่อย่างนี้สัปดาห์เดียว แล้วอากาศก็จะอบอุ่นขึ้น"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจหนักๆ

"หนุ่มๆ สาวๆ ก็ไม่เป็นไร แต่คนแก่แย่หน่อย คนหนุ่มๆ ที่ทนหนาวไม่ใคร่ไหว ก็เห็นจะมีอ้ายกรคนเดียว ดูซี ห่มผ้าผวยผืนเบ้อเริ่ม ทำท่าเหมือนจะตายอยู่แล้ว"

นันทาพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"นี่แหละค่ะตัวพระเพลิง"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ใครบอกล่ะ"

นันทาว่า "ก็แกห่มผ้าผวยสีแดง คลุมหน้าคลุมตาอย่างนี้ เมื่อคืนวันที่หนึ่งตอนตีสอง แกไปเยี่ยมซอยวรพงษ์มาใช่ไหมล่ะ บ้านช่องวอดวายไปหลายร้อยหลัง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรค้อนพี่สาวของเขา แล้วหันมาทาง ดร. ดิเรก

"กันแย่แล้วหมอ"

"ยูเป็นอะไร" ดิเรกถามยิ้มๆ

"เยี่ยวไม่ออกว่ะ เยี่ยวในกระเพาะปัสสาวะคงกลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว สองสามวันแล้วเยี่ยวไม่ออก"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้าเยี่ยวไม่ออก แกต้องเป็นโรคซุกซน ไม่ใช่เพราะความหนาว"

นายจอมทะเล้นค้อนเสี่ยหงวน

"พูดเป็นบ้า เดี๋ยวเมียไม่รู้ก็จะคิดว่าจริง"

ประไพแลเห็นหญิงในวัยกลางคน แต่งกายซอมซ่อคนหนึ่งเดินเข้ามาในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" หล่อนจำได้ว่า เป็นภรรยาของคนเฝ้าสวนคุณหญิงวาด ประไพรีบเรียนให้คุณหญิงทราบทันที

"คุณอาคะ แม่ชิดมาจากบ้านสวนค่ะ"

ทุกคนต่างมองไปทางหน้าบ้าน ผู้หญิงกลางคนซึ่งมีนามว่าชิด มีใบหน้าหม่นหมองผิดปรกติ หล่อนนุ่งผ้าถุงสีดำ สวมเสื้อสีขาวเก่าๆ สวมรองเท้าราคาถูกๆ มือขวาถือตะกร้าใส่ส้มโอสี่ห้าผล ชิดเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด หล่อนกับนายอั้นถูกส่งไปดูแลสวนต้นผลไม้ในอำเภอพระประแดง เป็นเวลานานมาแล้ว ทั้งนายอั้นและชิดมีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดอย่างยิ่ง ไม่เคยเบียดบังรายได้จากผลไม้ในสวนเลย ขายได้เท่าใดก็นำเงินมาส่งให้คุณหญิงวาด ซึ่งคุณหญิงวาดก็กรุณาแบ่งปันเงินรายได้ให้เสมอ อันนอกเหนือไปจากเงินเดือนของนายอั้น สองสามีภรรยาจึงได้รับความสุขสบายมาก เหมือนกับเป็นเจ้าของสวนเอง

คุณหญิงวาดแปลกใจเล็กน้อยที่ชิดมาหาท่าน เพราะนายอั้นกับชิดเพิ่งมาหาท่าน ก่อนวันสิ้นปีไม่กี่วัน ชิดเดินมายังกลุ่มเจ้านายของหล่อน วางตะกร้าส้มโอพันธุ์นครชัยศรีลง ทรุดตัวนั่งพับเพียบ ประนมมือไหว้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และทุกๆ คน แล้วก็นึกในใจว่าเจ้านายของหล่อน ช่างมีมากมายเหลือเกิน

"มีธุระอะไรหรือเปล่า" คุณหญิงวาดถามยิ้มๆ "หรือว่าแกมากรุงเทพฯ แล้วก็แวะเยี่ยมฉัน"

ชิดร้องไห้น้ำตาไหลริน

"ท่านเจ้าขา...." พูดได้เพียงเท่านี้ก็สะอื้นดังๆ

กิมหงวนกล่าวขึ้นทันที

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือแม่ประชิด พูดให้รู้เรื่องหน่อยซิ มาถึงก็หัวเราะร่วนอย่างนี้ใครจะไปรู้เรื่องล่ะ หรือถูกลอตเตอรี่ที่หนึ่ง"

ชิดสะอื้นดังๆ

"ดิฉันร้องไห้ค่ะ ไม่ใช่หัวเราะ" หล่อนพูดพลางร้องไห้พลาง แล้วเปลี่ยนสายตาไปที่ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน "ท่านเจ้าขา พี่อั้นไม่สบายมากค่ะ เขากำลังเจ็บหนัก"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"หา มันเป็นอะไรไปล่ะ ก็เมื่อวันอังคารเจ้าอั้นยังพาแกมาที่นี่"

ชิดยกหลังมือเช็ดน้ำตา แล้วพูดเสียงเครือ

"พี่ถูกผีที่วัดมันหลอกค่ะ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"ถูกผีหลอก" นิกรร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

ชิดหันมาทางนายจอมทะเล้น

"ค่ะ วันนั้นที่พาดิฉันมากราบเท้าท่าน พอกลับไปบ้านตอนกลางคืน พี่ไปดูโทรทัศน์บ้านทิดย้อยค่ะ กลับบ้านเกือบสองยามเดินผ่านวัด แล้วพี่ก็พบเปรตตัวหนึ่งยืนขวางหน้าอยู่ข้างโบสถ์วัดหงส์ พี่ตกใจวิ่งหนีย้อนกลับไปบ้านทิดย้อยค่ะ พรรคพวกทิดย้อยหลายคนพาพี่มาส่งบ้าน รุ่งขึ้นพี่อั้นก็ล้มเจ็บเป็นไข้ และเพ้อถึงผีสางตลอดวัน"

คณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่ ต่างมองดูหน้ากัน แล้ววิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ คุณหญิงวาดตื่นเต้นสนใจมาก ท่านได้ซักถามรายละเอียดจากภรรยานายอั้น ซึ่งชิดก็เรียนให้ท่านทราบตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในที่สุด คุณหญิงก็กล่าวกับทุกๆ คน ด้วยความประหวั่นพรั่นใจว่า

"วัดหงส์เป็นวัดร้าง และเป็นวัดเก่าแก่ที่น่ากลัวมาก เพราะเมื่อก่อนนี้เคยเป็นที่ตัดหัวนักโทษ พวกชาวสวนที่นั่นโจษกันมานานแล้วว่า ผีตายโหงที่วัดนั้นดุที่สุด เคยหลอกคนถึงตาย หรือจับไข้หัวโกร๋นมามากต่อมากแล้ว"

ประไพพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ถ้ายังงั้น คุณพ่อกับคุณอาก็คงเคยถูกผีที่วัดหงส์หลอกน่ะซีคะ"

สองเจ้าคุณทำปากจู๋พร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"เปล่าโว้ย กบาลพ่อมันไม่มีผมมาแต่อ้อนแต่ออก"

คุณหญิงวาดกลั้นหัวเราะแทบแย่ ท่านเล่าเรื่องวัดหงส์ให้สี่สหายและสี่นางฟังต่อไป

"เมื่ออาไปซื้อสวนที่นั่นไว้ วัดหงส์มีพระภิกษุสามเณรราว ๓๐ รูป แล้วก็ลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ เพราะอยู่กลางสวนลึก พระท่านลำบากในเรื่องการบิณฑบาต แล้วท่านก็ย้ายไปอยู่วัดอื่น ขณะนี้มีพระจำพรรษาอยู่ที่วัดหงส์เพียงห้าหกองค์ ซึ่งทุกองค์ล้วนแต่เล่าเรียนวิปัสสนาไม่เดือดร้อนในเรื่องขบฉัน มีก็กินไม่มีก็ไม่กิน แล้วผีสางท่านก็ไม่กลัว แต่ละองค์ล้วนแต่มีเวทย์มนต์คาถาพอตัว จึงอยู่ที่วัดหงส์ได้"

กิมหงวนยกมือไหว้คุณหญิงวาดแล้วพูดขัดขึ้น

"ขอโทษนะครับคุณอา ขอให้ผมได้สัมภาษณ์แม่ประชิดสักประเดี๋ยว ผมสนใจเรื่องเปรตมากเพราะไม่เคยเห็น เคยเห็นแต่ผีเท่านั้น" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางข้าเก่าของคุณหญิงวาด "ช่วยบอกฉันหน่อยเถอะแม่ประชิด เปรตน่ะรูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไร ได้ยินแต่เขาพูดกันว่าตัวมันสูงมาก"

ชิดสะอื้นเบาๆ

"ดิฉันชื่อชิดเฉยๆ อาเสี่ยเรียกดิฉันว่าประชิดมานานแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ฉันเห็นว่า ชื่อประชิดเพราะกว่าชิดเฉยๆ ก็เลยเรียกแกว่าประชิด เล่าให้ฉันฟังหน่อยซี เปรตที่ตาอั้นพบมันน่ะเป็นอย่างไร"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เปรตมันก็สูงโย่งโก๊ะ เหมือนกับแกนั่นแหละ"

กิมหงวนหันมาทำตาเขียวกับนายพัชราภรณ์ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

"เขาจะพูดเป็นงานเป็นการ ทะลึ่งไม่รู้จักกาลเทศะ เดี๋ยวก็ยันเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง" พูดจบอาเสี่ยก็เปลี่ยนสายตามาที่ภรรยาคนเฝ้าสวน "เล่าให้ฉันฟังหน่อยเถอะยายชิด"

ชิดว่า "ดิฉันก็ไม่เคยพบเห็นมันหรอกค่ะ เพียงแต่ทราบตามที่ชาวสวนเขาโจษกันว่า ที่วัดหงส์มีเปรตดำสองตัวผัวเมียปรากฏตัวในตอนดึกๆ รูปร่างของมันสูงเกือบเท่าหลังคาโบสถ์เชียวค่ะ เปลือยกายตัวล่อนจ้อน ร้องกรี๊ดๆ เที่ยวขอส่วนบุญ"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"สูงเกือบเท่าหลังคาโบสถ์ ก็คงไม่ต่ำกว่า ๖ วา"

"ค่ะ เขาว่ากันว่าสูงขนาด ๖ วา"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"๖ วา น่ะตัวเดียว หรือสองตัวผัวเมียต่อกัน"

"ตัวเดียวค่ะ ตัวผู้สูงกว่าตัวเมียนิดหน่อยค่ะ"

"แก้ผ้าทั้งสองตัว"

"ค่ะ"

"ว้า" เสี่ยหงวนคราง "มันไม่กลัวตำรวจจับหรือ แก้ผ้าเปลือยกายในวัดในวา มีความผิดฐานอนาจาร"

ภรรยาคนเฝ้าสวนยิ้มทั้งน้ำตา

"ตำรวจหรือคะ เมื่อเร็วๆ นี้ตำรวจกองตรวจสามคน เดินตรวจท้องที่ตามสวนผ่านไปทางวัดหงส์ ถูกเปรตสองตัวผัวเมียมันหลอก วิ่งไม่รู้ทางไปเชียวค่ะ ได้ข่าวว่าล้มเจ็บไปตามกัน"

นิกรถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เปรตมันทำยังไงตาอั้นบ้าง"

"เปล่าค่ะ พี่อั้นบอกว่าพอเห็นมันเข้าเขาก็วิ่งหนี แล้วพี่อั้นก็ล้มเจ็บมีอาการทรุดหนักอย่างรวดเร็ว ท่านพระครูที่วัดท่านมาช่วยรดน้ำมนต์ ปัดรังควานให้อาการของพี่อั้นก็ไม่ดีขึ้น สองสามวันมานี้พวกชาวสวนไม่มีใครกล้าออกจากบ้านในตอนกลางคืนหรอกค่ะ พอตะวันตกดินบ้านใครใครก็อยู่ แม้แต่พระที่วัดก็ยืนยันว่า ท่านถูกผีและเปรตหลอก หลอนเสมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นว่า

"ที่วัดหงส์เผาศพหรือเปล่า"

ชิดประนมมือไหว้ระหว่างอก มองดูท่านเจ้าคุณด้วยความเคารพยำเกรง

"เผาเจ้าค่ะ แต่นานๆ ถึงจะเผาสักคนหนึ่ง"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ที่นั่นมีศพเก็บไว้บ้างไหม"

"มีค่ะ มีอยู่หลายศพล้วนแต่ศพชาวสวน เจ็บตายก็มีค่ะ ที่ตายโหงก็มี หรือตายทั้งกลมก็มี"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ตายโหงน่ะเป็นยังไงยายชิด แล้วตายทั้งกลมเป็นยังไง"

"ตายโหงก็ตายด้วยอุบัติเหตุหรือถูกฆ่าตายน่ะซีค่ะ ตกต้นหมากต้นมะพร้าวตายก็เรียกว่าตายโหง ถูกยิงถูกฟันถูกแทงตายก็ตายโหง แต่ถ้าตายโดยที่ลูกยังอยู่ในท้องเขาเรียกว่าตายทั้งกลมค่ะ"

กิมหงวนถอนหายใจโล่งอก

"เป็นอันว่าฉันกับเพื่อนทั้งสามคน ไม่มีโอกาสที่จะตายทั้งกลม แล้วตายห่าล่ะเป็นยังไงยายชิด"

"ก็เป็นอหิวาต์น่ะซีคะ"

"อ้อ..." อาเสียพูดยานคาง "โรคนี้ทุกคนมีหวังเป็นด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่เผลอไปนิดเดียว กินของที่แมลงวันตอมก็ได้เรื่อง ถ้าไม่ได้ตายห่าก็นอนซมไปหลายวัน"

ชิดค่อยๆ หันมามองดูหน้าคุณหญิงวาด แล้วยกมือไหว้อย่างพินอบพิเทา

"คุณหญิงเจ้าขา อาการของพี่อั้นหนักมากเชียวค่ะ ดิฉันมาหาท่านก็เพื่อขอความกรุณาท่าน ขอได้โปรดให้คุณหมอดิเรก ช่วยไปรักษาพี่หน่อยนะคะ ที่สวนหมอสักคนเดียวก็ไม่มี ดิฉันจะเชิญหมอหลวงตามบ้านไปรักษา เขาก็คงจะเรียกเงินค่ายา ค่ารถ ค่าเรือ และค่าป่วยการแพงมาก"

คุณหญิงวาดมองดูสาวใช้เก่าแก่ของท่านอย่างเห็นใจ แล้วหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"พ่อดิเรก ไปช่วยเจ้าอั้นมันหน่อยซีนะ ทั้งเจ้าอั้นและนางชิดก็เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของอาเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอก็เคยไปเที่ยวสวนวัดหงส์ของอาตั้งหลายครั้ง"

ชิดยกมือไหว้ ดร. ดิเรกทันที

"นึกว่าช่วยชีวิตพี่อั้นไว้เอาบุญเถอะค่ะคุณหมอ ดิฉันเอาเรือสำปั้นมาจอดไว้ที่ปากคลองเข้าสวน แล้วลงเรือแท็กซี่มาขึ้นที่ท่าศุลกากร คุณกรุณาไปเดี๋ยวนี้ได้ไหมคะ ดิฉันจะได้พาคุณหมอลงเรือสำปั้นพายเข้าไปในคลอง เพื่อสะดวกแก่คุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยกนาฬิกาข้อมือดูเวลาแล้วกล่าวว่า

"แกกลับไปก่อนเถอะชิด ฉันรับรองว่าฉันจะไปถึงสวนก่อน ๕ โมงเช้า และเราจะเอาเรือยนต์ลำเล็กของเราไป แกรีบไปเถอะ คืนนี้ฉันกับเพื่อนๆ จะไปนอนค้างที่บ้านสวน เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องเปรตวัดหงส์สองผัวเมียนั้น ฉันคิดว่ามันเป็นคนแน่ๆ ไม่ใช่ผีสางอะไร คงมีมนุษย์อุตริวิตถาร ทำเป็นเปรตหรือผีหลอกผู้คนเล่นให้ตกอกตกใจ"

ชิดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่คนแกล้งทำนะคะคุณหมอ เคยมีพวกหนุ่มๆ ชาวสวนลองดีกับมันแล้วค่ะ แต่ปรากฏว่าถูกผีหรือเปรตหลอกเสียเป็นไข้ตาย เอาปืนยิงมันก็ไม่เข้า เอาไม้ตีมันก็ไม่ถูก"

ดร. ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ผีไม่ใช่สสาร ไม่มีตัวตน แกรีบกลับไปบ้านสวนเถอะชิด แล้วประเดี๋ยวพวกเราจะตามไป เตรียมที่พักไว้ให้พวกเราด้วย แต่อย่าแพร่ข่าวให้ใครรู้ว่า เราจะไปจับผีหรือเปรตที่วัดหงส์ สำหรับอาการป่วยของผัวแก คงไม่เกินความสามารถของฉัน คนตายไปแล้วฉันยังแก้ให้พื้นได้ ฉันคิดว่าเขาป่วยเป็นมาเลเรียอย่างร้ายแรงมากกว่า และฉันสามารถที่จะช่วยให้เขาหายป่วยเป็นปรกติในสองสามวันนี้"

"ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ถ้าเช่นนั้นดิฉันจะรีบกลับสวนเดี๋ยวนี้" พูดจบชิดก็หยิบส้มโอพันธุ์นครชัยศรีรวม ๕ ผล ออกมาจากตะกร้าแล้ววางลงบนพื้นสนาม หล่อนกล่าวกับสี่นางว่า "ขณะนี้ที่สวนของเรายังไม่มีอะไรค่ะ ดิฉันมีส้มโอที่ผึ่งไว้แล้วมาฝากพวกคุณๆ เพียงเท่านี้ ดิฉันกราบลาล่ะค่ะ กราบลาทุกๆ ท่าน"

ชิดกระพุ่มมือไหว้ทุกๆ คน แล้วถือตะกร้าเปล่าลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ดร. ดิเรกพยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขาแล้วกล่าวว่า

"เตรียมตัวไปเที่ยวสวนกันโว้ยพวกเรา เราต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้ในเรื่องเปรตวัดหงส์ คืนนี้ไปค้างที่โน่น ซื้ออาหารสดไปทำกินกัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เรื่องทำอาหารกินกันน่ะน่าฟังหน่อย แต่เรื่องผีหรือเปรตวัดหงส์ไม่ใช่เรื่องสนุก ผีหรือเปรตมันก็อยู่ตามประสาของมัน ถ้าเราไปยุ่งกับมัน มันก็ต้องโมโห เมื่อมันโมโหมันก็ต้องหลอกหลอนเรา"

พลมองดูหน้านิกรอย่างขบขัน

"แกมันขี้ขลาดตาขาวไม่เข้าเรื่อง ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าผีมันจะเก่งกว่าคน เราเอาปืนไปด้วย จะเป็นผีหรือคนก็ตาม ถ้ามันหลอกเราในรูปร่างของผีหรือเปรต เราก็ใส่มันด้วย ๙ ม.ม. กันมีความเชื่อมั่นเช่นเดียวกับดิเรก เปรตหรือผีวัดหงส์ อาจจะเป็นคนปลอมแปลงเป็นผี"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เราปราบมันได้ พวกชาวสวนจะได้นอนตาหลับ และเราสี่คนก็จะได้เป็นวีรบุรุษแห่งบางหว้า หรืออย่างน้อยก็ได้เป็นผู้พิชิตเปรต หรือปีศาจวัดหงส์"

นิกรทำหน้าละห้อย มองดูหน้าพ่อตาของเขาแล้วกล่าวว่า

"คุณพ่อต้องไปด้วยนะครับ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ไปซี เรื่องผีเรื่องเปรตไม่น่ากลัวอะไร ถ้าเรามีกำลังใจเข้มแข็ง ยืนดูมันแหกอก แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเราสักครู่ มันเห็นเราไม่กลัวมัน มันก็หายไปเอง ผีน่ะมันเป็นภาพเลือนลางทำอะไรเราไม่ได้หรอก ได้แต่หลอกหลอนเราเท่านั้น แต่ถ้าเราคุมสติไม่อยู่ พอเห็นมันเข้าวิ่งหนีมัน ก็มีหวังช๊อคตาย หรือม่ายก็จับไข้หัวโกร๋น"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"แต่นักวิทยาศาสตร์ย่อมเห็นว่า ผีเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ หลอกได้แต่คนโง่ คนเราตายไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็สูญสิ้นสิ้นไปหมด เรื่องของวิญญาณก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อ้า...เตรียมตัวไปกันเถอะโว้ย เอาอ้ายแห้วไปด้วย ไปเอาเรือยนต์อ้ายหงวนที่โรงเลื่อย จะได้ไม่ต้องเดินบุกสวนจากริมแม่น้ำเข้าไป ตั้งเกือบ ๓ กิโลเมตร"

พลมองดูสี่นางแล้วพูดยิ้มๆ

"ใครจะไปดูเปรตวัดหงส์กับพวกเราบ้าง ก็ไปซีครับ"

นวลละออรีบปฏิเสธทันที

"ไม่ละค่ะ ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกสักนิด พวกเราคอยฟังข่าวพวกคุณอยู่ทางบ้านดีกว่า จะไปนอนค้างบ้านสวนก็เอาผ้าห่มไปด้วยนะคะ อากาศกำลังหนาวจัด ยายชิดแกคงไม่มีผ้าห่มสำรองไว้ให้หรอกค่ะ"

พลยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"คุณพ่อไปเที่ยวสวนไหมล่ะครับ คืนนี้พวกผมจะช่วยกันจับเปรตวัดหงส์ให้ได้"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"เชิญพวกแกไปหัวหกก้นขวิดกันตามสบายเถอะ เรื่องผีหรือเปรตพ่อไม่ใคร่สนใจ คนเราตายไปแล้วก็เป็นผีด้วยกันทั้งนั้น มีบาปมากหน่อยก็กลายเป็นเปรตทนทุกข์เวทนา ไปจนกว่าจะหมดกรรมเวร"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"พวกแกก็อย่าคึกคะนองกันให้มากนัก และอย่าประมาท ถ้าคนมันปลอมตัวเป็นผีหรือเปรต มันก็อาจจะทำร้ายพวกแกได้ รีบไปกันเถอะอย่าร่ำไร ป่านนี้เจ้าอั้นเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นยืนพากันเดินผ่านสนามหญ้าตรงไปยังตึกใหญ่ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้วก็พาตัวเดินออกมาจากห้องโถง

ดร. ดิเรกกระดิกนิ้วเรียกเจ้าแห้วเข้ามาหา

"เฮ้...เตรียมตัวไปกับเราเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วทำตาตื่นๆ

"รับประทานไปไหนครับ"

"ไปจับเปรตที่วัดหงส์"

เจ้าแห้วสมาชิกบริษัทตาแหกสะดุ้งสุดตัว

"รับประทานคุณหมอพูดใหม่ซิครับ ไปจับเป็นหรือยังไง"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"เปรตโว้ย ไม่ใช่เป็ด"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปทั้งตัว

"รับประทานมันอยู่ที่วัดหงส์หรือครับ"

"เออ....เมื่อกี้นี้ยายชิดเมียนายอั้นมาที่นี่ บอกว่านายอั้นถูกเปรตหลอกหลายวันมาแล้ว ถึงกับล้มเจ็บและพูดเพ้อมีอาการหนัก ข้าจะไปรักษานายอั้นเดี๋ยวนี้ และคืนนี้พวกเราจะบุกวัดหงส์ เพื่อเฝ้าดักจับเปรตสองตัวผัวเมีย และผีที่วัดนั้น"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือด

"รับประทาน จะดีหรือครับเรื่องนี้ไม่สนุกสักนิด"

พลพูดตัดบทและทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"แกไม่มีหน้าที่ออกความเห็น หน้าที่ของแกคือคอยปฏิบัติตามคำสั่ง"

เจ้าแห้วชิดเท้าตรง แล้วพูดฉาดฉาน

"ครับผม"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เดี๋ยวถีบโครมเข้าให้เท่านั้นเอง ไปเอาคาดิลแล็คมาจอดหน้าตึก แล้วขึ้นไปขนผ้าห่มนวมมาใส่รถ ผ้าห่มและเครื่องกันหนาวของแกก็ต้องเอาไปด้วย เพราะคืนนี้พวกเราจะไปนอนที่บ้านสวน ถ้าแกไม่เอาเครื่องกันหนาวของแกไป แกอาจจะหนาวตายก็ได้"

ในราว ๙.๐๐ น. เศษ คาดิลแล็คเก๋งคันงามซึ่งขับโดยเจ้าแห้ว ก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" รถเก๋งคันนี้บรรทุกข้าวของสัมภาระมากมาย ผ้าห่มอย่างดีหลายผืน หมอนหนุนศีรษะ ปืนลูกกรดสำหรับยิงนก ปืนพกและกระสุน เสื้อคลุมซึ่งเป็นเสื้อนอน และของอื่นๆ อีกหลายอย่าง พลสั่งให้เจ้าแห้วมุ่งตรงไปตลาดบางรัก เพื่อจ่ายอาหารสดไปทำรับประทาน สำหรับมื้อกลางวันและมื้อเย็นวันนี้ นอกจากนี้ก็จะซื้อวิสกี้โซดาเครื่องกระป๋อง และผลไม้ไปบ้างตามสมควร

ก่อนเวลา ๑๑.๐๐ น. เล็กน้อย เรือยนต์ชั้นเดียวขนาดกลาง ซึ่งเป็นเรือยนต์ของโรงเลื่อย "กิมหงวน ๕" ได้พาคณะสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากฝั่งพระนครมาทางฝั่งอำเภอพระประแดง เรือยนต์ลำนี้อาเสี่ยกิมหงวนเป็นผู้ขับ ภายในเรือเต็มไปด้วยข้าวของสัมภาระ ราวกับว่าคณะพรรคสี่สหายจะมาพักผ่อนอยู่ที่สวนบางหว้า เป็นเวลาหลายวัน

เรือยนต์แล่นเข้าคลองเล็กๆ ในเวลา ๑๑.๕๐ น. คลองนี้ตัดผ่านเข้าไปในสวนบางหว้า ความยาวของคลองนี้ยาวประมาณ ๘ กิโลเมตร ในฤดูแล้งจะใช้เรือได้ก็เฉพาะเวลาน้ำขึ้น แต่ระหว่างนี้คลองบางหว้ามีน้ำตลอดวัน พ่อค้าเรือเร่ต่างนำขนมและอาหารเข้าไปขายในสวน บางทีก็เครื่องเค็ม ของแห้ง ตลอดจนเสื้อผ้าของใช้กระจุกกระจิก

เรือยนต์ "กิมหงวน ๕" ใช้ความเร็วพอประมาณ พวกชาวสวนเห็นเรือยนต์สวยๆ แบบทันสมัย ก็พากันมองดูทั้งสองฟากฝั่งคลอง หลายต่อหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า คณะพรรคสี่สหาย เป็นพนักงานฝ่ายปกครองมาตรวจท้องที่ บางคนอวดรู้ดีก็ทึกทักว่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นรัฐมนตรีคนหนึ่ง ของรัฐบาลชุดรัฐประหารนี้

เรือแล่นไปตามลำคลองอันคดเคี้ยว แต่รื่นรมย์ร่มเย็นเพราะทางมะพร้าวริมคลองช่วยกำบังแสงแดด สวนบางหว้าสงบเงียบได้ยินแต่เสียงนกกา ชีวิตของชาวสวนทั้งหลายนั้นย่อมเต็มไปด้วยความสงบสุข อยู่ดีกินดี ยึดมั่นในระเบียบประเพณีและวัฒนธรรมประจำชาติ ไม่ยอมต้อนรับอารยธรรมแผนใหม่ ที่ไม่เหมาะสมแก่คนไทย ดังนั้นชาวสวนจึงมีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างคนไทยแท้ ไม่ใช่ครึ่งไทยครึ่งเทศ

ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ ๓ กิโลเมตร ก็มาถึงเขตสวนของพระยาประสิทธิ์ฯ ซึ่งมีบริเวณกว้างใหญ่ และด้านหนึ่งติดต่อกับวัดหงส์ วัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางสวน มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่เพียงไม่กี่องค์

อาเสี่ยกิมหงวนหันมาถามนายพัชราภรณ์ ด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย...สะพานน้ำขวามือโน่นใช่ไหม"

พลพยักหน้ารับทราบ

"เออ ความจำของแกยังดีนี่หว่า กันแกล้งถามอ้ายกรว่าถึงสวนเราหรือยัง อ้ายกรมันว่าจำไม่ได้ เพราะภูมิประเทศสองฝั่งคลองเหมือนกันหมด"

เรือยนต์ "กิมหงวน ๕" ลดความเร็วลงทันที ชาวสวนปากเปราะคนหนึ่งแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าก็ร้องตะโกนบอกกล่าวขึ้น

"โว้ย มาดูโว้ยพวกเรา ขุนช้างมาเที่ยวสวนโว้ย"

สี่สหายหัวเราะครืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบกระเป๋าเอกสารที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาวางบนตักแล้วเปิดออก ดึงรีวอลเว่อร ๙ ม.ม. ออกมาอย่างรวดเร็ว ดร. ดิเรกรีบคว้าข้อมือพ่อตาของเขาไว้แล้วกล่าวห้าม

"โนๆๆๆ ป๋า อย่าครับ"

อาเสี่ยกิมหงวนดับเครื่องยนต์ ปล่อยให้เรือแล่นตามน้ำเอื่อยๆ ตรงไปยังสะพานท่าน้ำที่มองแลเห็นข้างหน้า พอใกล้จะถึงก็สต๊าตเครื่องยนต์ เดินเครื่องถอยหลังแล้วดับเครื่องยนต์ เขาเทียบเรือได้อย่างแนบเนียนราวกับนายท้ายอาชีพ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ชิดภรรยาของนายอั้นผู้ดูแลสวนต้นผลไม้ของคุณหญิงวาด ก็วิ่งเหยาะๆ ตรงมาที่ท่าน้ำ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันขึ้นจากเรือ มอบหน้าที่ให้เจ้าแห้วขนข้าวของสัมภาระตามไปทีหลัง ดร. ดิเรกถือกระเป๋าล่วมยามาด้วย

"ดิฉันดีใจเหลือเกินค่ะ ที่คุณหมอกับท่านเจ้าคุณและคุณๆ มาที่นี่" ชิดพูดเสียงสั่นเครือและยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร "ดิฉันก็เพิ่งมาถึงเมื่อตอน ๔ โมงกว่านี่เอง"

ดร. ดิเรกยิ้มให้ข้าเก่าของคุณหญิงวาด

"ผัวแกมีอาการอย่างไรบ้างล่ะชิด"

ชิดถอนหายใจหนักๆ

"พี่ยังนอนซมอยู่ค่ะ เพื่อนชาวสวนหลายคนเขามาเยี่ยม เขาลงความเห็นกันว่าพี่อั้นเป็นโรคดีฝ่อทั้งนั้น เพราะกลัวเปรตที่วัดหงส์จนเกินไป"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ดีฝ่อไม่มีในตำราแพทย์ มีแต่ดีซ่าน ทำใจให้สบายเถอะยายชิด ฉันรับรองว่าผัวแกจะมีอาการดีขึ้นเมื่อเขาได้รับการตรวจรักษาจากฉัน แกก็รู้ดีแล้วนี่นะว่าฉันเป็นหมอหัวนอกไม่ใช่หัวใน คนถูกรถไฟทับตัวขาดตั้งสามสี่ท่อน ฉันยังต่อได้"

"แล้วตายไหม" นิกรถาม

ดร. ดิเรกหันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"ก๊อตายน่ะซี ลงถูกรถไฟทับตัวขาดมันจะอยู่ได้อย่างไรวะ" พูดจบก็หันมาทางภรรยาคนเฝ้าสวน "พาฉันไปที่บ้านพักของแกซี"

ชิดพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินไปจากท่าน้ำ ตรงไปยังบ้านสวน ซึ่งเป็นเรือนชั้นเดียวสองหลังหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางเป็นนอกชานด้านขวาเป็นครัวไฟ เรือนสองหลังนี้เก่ามากแล้ว หลังคามุงจากตามสภาพของบ้านสวน ชิดพาเจ้านายของหล่อนบุกขึ้นไปบนเรือน สุนัขสองตัวเห่าขรม แต่พอชิดร้องตวาดมันก็หยุดเห่า

ขณะนั้น นายอั้นชาวสวนในวัยกลางคน อายุไม่เกิน ๔๕ ปี เจ้าของร่างล่ำสันสูงใหญ่ กำลังนอนซมอยู่บนที่นอนเก่าๆ ภายในห้องนอนของเขา นายอั้นเป็นลูกบางนี้ พอเป็นหนุ่มบิดาของเขาส่งไปเป็นคนใช้คุณหญิงวาด และได้อยู่ในร่มไม้ชายคาของบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นเวลาประมาณ ๑๕ ปี ครั้นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ซื้อสวนที่บางหว้า เพื่อหลบลูกระเบิดเครื่องบินพันธมิตรตอนสงคราม คุณหญิงวาดก็ส่งนายอั้นมาอยู่เฝ้าสวนของท่าน เพราะนายอั้นเป็นคนที่นี่ และมีความรู้ความชำนาญในการทำสวนมาแต่เล็กแต่น้อย นายอั้นได้ลูกชาวสวนบางหว้าด้วยกันเป็นภรรยา คือชิด อยู่ร่วมชีวิตกันมา ๑๒ ปีแล้ว แต่ไม่มีบุตร ต่างคนต่างโทษกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นหมัน อย่างไรก็ตามสองสามีภรรยาคู่นี้ ก็อยู่ร่วมรักกันมาด้วยความปรกติสุข นายอั้นได้รับเงินเดือนจากเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดือนละ ๓๐๐ บาท และได้เงินพิเศษอีกปีหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อย ซึ่งทำให้อั้นกับชิดซาบซึ้งในพระเดชพระคุณ ของท่านเจ้าคุณและคุณหญิงอยู่เสมอ

อั้นนอนครึ่งหลับครึ่งตื่น ร่างของเขาสั่นสะท้านเพราะพิษไข้ ดร. ดิเรกโบกมือให้ทุกคนสงบปากเสียง ชิดปราดเข้ามานั่งข้างผัวรักของหล่อน

"พี่ พี่จ๋า"

ชายกลางคนสะดุ้งเฮือกสุดตัว เขาลืมตาโพลงแสดงสีหน้าตื่นเต้นหวาดกลัว แล้วร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่นบ้าน

"โอย ฉันกลัวแล้ว....อย่ามาหลอกหลอนฉันเลย แล้วฉันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้"

สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกไปตามกัน นิกรอกสั่นขวัญแขวน รีบล่าถอยออกไปจากห้องปลอดภัยไว้ก่อน ชิดยกมือจับแขนสามีของหล่อน

"ไม่ใช่ผีสางที่ไหนหรอกพี่ เจ้านายของเราท่านมาจากกรุงเทพฯ "

นายอั้นทำท่าขนพองสยองเกล้า ถอยหลังกรูดแล้วยกมือชี้หน้าอาเสี่ยกิมหงวน

"นั่นยังไงเล่า เปรตมันยืนอยู่นั่น สูงออกปรี๊ดไม่เห็นหรือ โอ๊ย...มันจะมาเอาชีวิตฉัน ไปที่ชอบๆ เถิดพ่อมหาจำเริญ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก หันมาถามพลเบาๆ

"กันกลายเป็นเปรตไปแล้วหรือเพื่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้าไปทรุดตัวนั่งขัดสมาธิข้างที่นอน แล้วยิ้มให้คนไข้

"อั้นโว้ย ไม่ใช่ผีสางตวักตะบวยที่ไหนหรอก ฉันพาพวกเด็กๆ มาเยี่ยมแก"

นายอั้นจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเขาก็ดิ้นพราดๆ ยกมือปิดป้องวุ่นไปหมด แสดงความเกรงกลัวปีศาจ

"โอ๊ย ผีตาทองหัวล้าน ที่ถูกยิงตายเมื่อเดือนก่อน เล่นงานข้าแล้วชิด อ๋อย....อิติปิโสภควา.."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่นท่ามกลางเสียงหัวเราะ ของพล กิมหงวนและ ดร. ดิเรก แล้วเจ้าคุณก็ยกมือขวาเขกกบาลอั้นสุดแรงเกิด เสียงดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ผีหลอกกลางวันแสกๆ ยังงี้มีที่ไหนวะ แหกตาดูเสียให้ดีว่าข้าเป็นผีหรือเป็นคน แล้วบอกหน่อยซิว่าข้าเป็นใคร"

อั้นทำตาปริบๆ เขายกมือขึ้นขยี้ตามองดูท่านเจ้าคุณ จนแน่ใจแล้วยกมือไหว้ท่านอย่างนอบน้อม

"โอ ท่านหรอกหรือครับ ประทานโทษเถอะครับ ผมกำลังไม่สบายเลยตาฝาดเห็นใต้เท้า เป็นผีชาวสวนที่ถูกยิงตายเมื่อเร็วๆ นี้" พูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดูสามสหาย ในเวลาเดียวกันนิกรก็ก้าวเข้ามาในห้อง คราวนี้อั้นจำเจ้านายสี่คนได้ จึงกระพุ่มมือไหว้ทันที "สวัสดีขอรับ สวัสดีทุกๆ คน"

ชิดถอนใจอย่างโล่งอก หล่อนรีบวิ่งขึ้นไปหยิบเสื่อกกสีขาวผืนหนึ่ง มาปูลงข้างที่นอน แล้วเชิญให้สี่สหายนั่ง ทั้งสี่คนจึงนั่งลงบนเสื่อผืนใหญ่ผืนนั้น ดร. ดิเรกกล่าวกับภรรยาคนเฝ้าสวนทันที

"ในครัวติดไฟไว้หรือเปล่า"

"ติดไว้แล้วเจ้าค่ะ ดิฉันต้มน้ำร้อนทิ้งไว้"

"อ๋อไร๋ ไปเอาน้ำร้อนเดือดๆ มาให้ฉัน ชามอ่างเล็กๆ หรือจานสักใบ ฉันจะต้มเข็มและหลอดฉีดยา"

ชิดรับคำสั่งแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องนอน นายแพทย์หนุ่มเปิดกระเป๋าล่วมยาออกมา หยิบสายฟังออกมา

"นอนเฉยๆ อั้น แกไม่ได้เจ็บป่วยอะไรมากมายอะไรหรอก และไม่ต้องหวาดกลัวเรื่องผีปีศาจ อ้ายกรเป็นหมอผีที่เชี่ยวชาญที่สุด คืนนี้อ้ายกรจะแสดงการจับเปรตที่วัดหงส์"

นิกรสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง

"ใครบอกแกล่ะ"

ดร. ดิเรกขยิบตาเป็นความหมาย แล้วแกล้งพูดว่า

"อย่าปิดอั้นมันเลยวะ บอกมันเถอะว่าแกเป็นหมอผีชั้นดี และที่มาสวนบางหว้า ก็เพื่อมาจับเปรตวัดหงส์"

นายอั้นมองดูนิกรด้วยความตื่นเต้น

"คุณไปเรียนมาจากไหนครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เอาเถอะ อย่าเพิ่งถามเลย ให้ดิเรกเขาตรวจรักษาแกเสียก่อน แล้วค่อยคุยกัน เรื่องเปรตเป็นเรื่องเล็ก กันจับต้มข้าวต้มกินเสียบ่อยๆ "

คนไข้กลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"เปรตนะครับไม่ใช่เป็ด"

"เออ" นิกรตวาดแว๊ดแล้ววางท่าผึ่งผาย "แกอย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะอั้น คืนนี้เราจะปราบผีและเปรตวัดหงส์ ให้ราบเรียบเป็นหน้ากลองทีเดียว"

อั้นทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ทุกคนได้ยินเสียงเจ้าแห้วพูดกับภรรยานายอั้น ถามว่าจะให้เอาข้าวของไปเก็บไว้ที่ไหน ดร. ดิเรกเริ่มตรวจคนไข้ตามวิธีการของเขา ตรวจชีพจร ฟังหัวใจ แหกตาดู และให้แลบลิ้นให้ดู เอาปรอทให้อมเพื่อตรวจความร้อน สักครู่หนึ่งการตรวจก็เสร็จเรียบร้อย เขาไต่ถามอาการของอั้น ซึ่งอั้นก็บอกเขาว่า เมื่อเร็วๆ นี้เขาป่วยเป็นไข้อยู่สามสี่วัน กินยาต้มไปหนึ่งหม้ออาการก็หาย

ชิดนำน้ำร้อนใส่ชามอ่างเล็กๆ เข้ามาในห้อง หล่อนนั่งคุกเข่าวางชามอ่างลงข้างๆ นายแพทย์หนุ่ม

"คุณหมอตรวจดูอาการของพี่อั้นแล้วไม่ใช่หรือคะ"

"อ๋อไร๋ ฉันตรวจแล้ว อั้นป่วยเป็นไข้มาเลเรียหรือไข้จับสั่น ฉันจะฉีดยาให้เขา อีกสักรู่อาการไข้ก็จะหายไป ไม่มีอะไรที่แกจะต้องวิตกเลยชิด"

ภรรยาของอั้นยิ้มออกมาได้

"ดิฉันค่อยโล่งใจหน่อยค่ะ คุณหมอจะต้องการอะไรอีกไหมคะ"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"แกไปช่วยเจ้าแห้วเถอะ ขนของที่อยู่ในเรือเอาขึ้นมาบนบ้านเราให้หมด อาหารสดและเครื่องกระป๋องเอาไว้ในครัว ประเดี๋ยวพวกเราจะช่วยกันทำอาหารกลางวันกินกัน"

"โอ๊ย" ชิตร้องขึ้นดังๆ เหมือนกับถูกยิง "พวกคุณช่วยกันทำ จะรับประทานกันได้หรือคะ"

เสี่ยหงวนชักฉิว

"แล้วกัน แกนึกว่าพวกเราดีแต่กินยังงั้นหรือ ทำกับข้าวมันจะยากอะไร เราจะทำข้าวมันส้มตำและแกงไก่กินกันตอนกลางวันนี้ ตอนเย็นก็ตั้งใจจะทำอาหารหลายอย่าง ซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่มาเกือบ ๒๐๐ บาท เหล้าและเครื่องกระป๋องอีก ๑,๐๐๐ กว่า"

ชิดยิ้มแห้งๆ

"ประทานโทษเถอะนะคะ ถ้ามันลำบากนักให้ดิฉันทำให้รับประทานดีกว่าค่ะ อาเสี่ยกับพวกคุณช่วยกันทำ หากรับประทานไม่ได้เททิ้งไปก็น่าเสียดายมาก ดิฉันจะไปตามเพื่อนบ้านมาช่วยสักคนหนึ่ง พวกเจ้านายจะได้รับประทานกันเต็มที่"

พลเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกันชิด แกช่วยทำให้พวกเรากินเถอะ ถ้าเราช่วยกันทำสงสัยว่ากินเข้าไปแล้ว คงเป็นยาถ่ายอย่างแรง อ้ายกรเขารับอาสาแกงไก่ ฟังเครื่องแกงของมันแล้วรู้สึกยังไงชอบกล"

นิกรชักฉิว

"ก็เครื่องแกงอย่างที่ชาวบ้านเขากินกันนั่นแหละ แกงไก่มันจะยากเย็นอะไร ผักชี, ยี่หร่า, ดอกจันทร์, กระวาน, กระทือ, ดีปลี, ใบมะกา, คำฝอย, ข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้, แกแล, กระดูกควายเผือก, ชะมดเชียง, หอม, กระเทียม, พริกแห้ง, พริกไทย, แล้วก็กะปิ เกลือนิดหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหาย

"เครื่องแกงของแกแหวกแนวดีโว้ยอ้ายกร กินเป็นอาหารก็ได้ กินเป็นยาแก้โรคอย่างว่าก็ได้ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเคยได้ยินวันนี้ แกงไก่ใส่กระดูกควายเผือก ข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"กินแกงไก่อ้ายกรสัก ๓ วันติดๆ กันเห็นจะต้องง้อดิเรกให้มันฉีดยาให้ เป็นอันว่าให้ยายชิดทำให้เรากินดีกว่า"

นิกรหัวเราะหึๆ

"นึกว่าจะลองฝีมือกันก็ได้ กินแล้วเป็นยาถ่ายไปในตัว"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร. ดิเรกจัดแจงต้มเข็มและหลอดฉีดยาขนาด ๒ ซีซี. ใน ๕ นาทีนั่นเองเขาก็ฉีดยาแก้ไข้มาเลเรียให้นายอั้นหนึ่งเข็ม โดยพลทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ หลังจากนั้นนายแพทย์หนุ่มก็ขอน้ำเย็นจากชิด เพื่อเช็ดหน้าเช็ดตัวให้นายอั้นช่วยลดความร้อน

อาการของคนเฝ้าสวนดีขึ้นตามลำดับ ชิดออกไปจากห้องเตรียมหุงหาอาหารกลางวันให้เจ้านายรับประทาน และขอร้องให้เจ้าแห้วไปช่วยหล่อนในครัว ชิดรีบไปตามหญิงชราเพื่อนบ้านของหล่อนมาช่วยอีกคนหนึ่ง เก็บมะละกอดิบมาด้วย ๓ ผล สำหรับทำส้มตำ ส่วนมะพร้าวและเครื่องแกงมีอยู่ในครัวพร้อมแล้ว

พอสิ้นแสงตะวัน อากาศซึ่งเยือกเย็นอยู่แล้วก็ทวีความหนาวยิ่งขึ้น จากแสงตะเกียงลาน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งล้อมวงดื่มเหล้า และรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน ล้อมวงกันอยู่กลางนอกชานบนเรือนหลังนั้น อั้นกับชิดและเจ้าแห้วนั่งพับเพียบอยู่ห่างๆ นายอั้นหายจากไข้แล้วด้วยอำนาจยาฉีดของ ดร. ดิเรก แต่เขายังอ่อนเพลียอยู่บ้าง

การเปลี่ยนสถานที่ และเปลี่ยนฝีมือแม่ครัวทำให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจริญอาหารมาก โดยเฉพาะนิกรกินข้าวถึง ๕ จาน นายอั้นกับภรรยาของเขาได้ให้การต้อนรับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างดีที่สุด เตรียมที่หลับที่นอนไว้ให้พร้อม จัดที่ให้พักที่เรือนหลังหนึ่ง

เหล้าช่วยบรรเทาความหนาวให้หายไป นอกจากนี้ยังทำให้จิตใจคึกคักเข็มแข็ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ไปวัดหงส์มาแล้วเมื่อตอนเย็น และได้สำรวจรอบบริเวณวัด จากการสัมภาษณ์กับพระภิกษุชราองค์หนึ่ง ท่านยืนยันว่า ท่านเคยเผชิญปีศาจร้ายมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งมันมาหลอกหลอนท่าน แต่ท่านได้สวดมนต์ภาวนาทำใจให้แน่วแน่ปีศาจที่สำแดงร่างให้ท่านเห็นก็หายไป ส่วนอสูรกายหรือเปรตสองตัวผัวเมียนั้น ท่านพระครูว่าท่านไม่เคยเห็น แต่ท่านยืนยันว่ามีแน่ เพราะได้ยินเสียงมันร้องแทบทุกคืน ในตอน ๒๒.๐๐ น. ล่วงแล้ว พระภิกษุที่วัดองค์หนึ่งเคยเห็นเปรตจนตกใจถึงกับอาพาธ และย้ายไปจำพรรษาที่วัดอื่น เมื่อปีกลายนี้สามเณรองค์หนึ่ง ถูกเปรตสองตัวผัวเมียดักหน้าดักหลังถึงกับช็อคตาย นอกจากนี้ชาวสวนบางหว้าอีกหลายคนเคยถูกเปรตและผี ที่วัดหลอหหลอนมาแล้ว จนกระทั่งพวกชาวสวนมีความหวาดกลัว ไม่กล้าเดินผ่านวัดในตอนกลางคืน เว้นแต่จะมากันหลายๆ คน ส่วนพระที่วัด พอค่ำก็เข้ากุฏิปิดประตูหน้าต่างเงียบกริบ ท่านพระครูรับรองว่า ผีและเปรตที่วัดหงส์นั้น ไม่ใช่มนุษย์แกล้งทำเป็นผีหลอกคนอื่น ท่านกรุณาเล่าประวัติของวัดให้ฟังว่า เมื่อ ๗๐ ปีที่แล้วมา วัดหงส์เป็นที่ประหารชีวิตนักโทษ คนโทษในกรุงเทพฯ ถูกส่งไปประหารชีวิตที่นั่น การก่อสร้างเจดีย์หรือสถานที่เพิ่มเติม มักจะขุดพบหัวกะโหลกหรือกระดูกผีมากมาย ท่านพระครูว่าผีหรือเปรตเป็นของมีจริง ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล แต่ผู้ที่มีจิตใจเข็มแข็งไม่กลัวมัน ผีปีศาจก็ทำอะไรไม่ได้ ท่านอธิบายให้ฟังว่า เปรตเป็นสัตว์ในอบายภูมิ เมื่อเป็นมนุษย์ได้สร้างบาปกรรมไว้มากสิ้นชีวิตจึงต้องเป็นเปรต ทนทุกข์เวทนาแสนสาหัส ต้องเปลือยกายตัวล่อนจ้อนร้องขอส่วนบุญจากมนุษย์ มีความอดโซหิวโหยชั่วกัลป์จนกว่าจะสิ้นบาป ที่ปรากฏร่างให้เห็นก็เพื่อจะขอส่วนบุญเท่านั้น แต่รูปร่างของมันสูงตั้งห้าหกวา ผู้ที่เห็นมันเข้าก็ตกใจเสียขวัญ เมื่อคณะพรรคสี่สหายได้ไต่ถามท่านพระครูเรื่องผี ท่านก็บอกว่าเป็นธรรมดาอยู่เอง วัดใดเผาผีหรือเก็บศพฝังศพก็ต้องมีผี ใครเคราะห์ร้ายก็ถูกมันหลอกหลอน แล้วท่านพระครูก็ให้โอวาทคณะพรรคสี่สหายว่า ผีหลอกไม่น่ากลัวเหมือนคนหลอก

พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตั้งใจว่าคืนนี้ หลังจากรับประทานอาหารแล้ว จะพากันไปที่วัดหงส์เพื่อดูเปรตสองตัวผัวเมีย และผีปีศาจทั้งหลายที่วัดนั้น พลกับ ดร. ดิเรกได้ตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้าได้พบเปรตหรือผีเขาก็จะช่วยกันจับมันให้ได้ หรืออย่างน้อยก็เล่นงานมันด้วยปืนพก ทั้งนี้ก็เพราะสองสหายเชื่อว่า มีชาวสวนอุตริทำตนเป็นผีหรือเปรตหลอกคนเล่นสนุกๆ หรือเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามนิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วมั่นใจว่า มันเป็นเปรตหรือผีจริงๆ ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

การรับประทานอาหารสิ้นสุดลงในเวลา ๑๙.๓๐ น. เศษ พลเรียกเจ้าแห้วกับชิดให้มาช่วยกันเก็บถ้วยชามไปไว้ในครัว และสั่งให้เจ้าแห้วรีบกินข้าวเร็วๆ จะได้เคลื่อนพลไปวัดหงส์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นอั้นคลานเข้ามานั่งข้างๆ ท่านก็ยิ้มให้

"ไปกินข้าวเสียซีโว้ยอั้น มืดค่ำแล้ว"

คนเฝ้าสวนยกมือไหว้ มองดูท่านเจ้าคุณกับสี่สหายอย่างห่วงใย

"ผมรับประทานข้าวต้มเมื่อตอนพลบค่ำเรียบร้อยแล้วขอรับ อ้า-ใต้เท้ากับพวกเจ้านายจะไปวัดหงส์จริงๆ หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ก็ไปจริงๆ น่ะซี แกเป็นห่วงพวกเราหรือ"

อั้นยิ้มแห้งๆ

"ครับ ผมเป็นห่วงเหลือเกินครับ ถ้าได้ไปเห็นมันอย่างที่ผมเห็น พวกเจ้านายคนใดคนหนึ่งอาจจะตกใจถึงกับล้มเจ็บก็ได้"

นิกรชักใจไม่ดี

"แกอย่าพูดให้ใจเสียหน่อยเลยวะอั้น แกคอยดูก็แล้วกัน กันจะจับเปรตสองตัวผัวเมียเอามาให้ได้"

อั้นสะดุ้งเฮือก

"แฮ่ แฮ่ ถ้าจับได้ก็อย่าเอามาให้ผมเห็นเลยครับ คุณนิกร ผมไม่อยากเห็นมันเลยครับ ได้ยินแต่เสียงร้องก็ขนหัวลุกแล้ว"

นิกรใจหายวาบ

"มันร้องยังไง" เขาถามเสียงสั่น

"เสียงของมันหรือครับ แหลมเล็กชอบกลครับ เยือกเย็นวังเวงไปไกล ชาวสวนบางหว้าแทบทุกคนเคยได้ยินเสียงเปรตร้องครับ พอมันเริ่มร้องหมาก็หอนรับกันเป็นทอดๆ ใครได้ยินเสียงมันเข้าก็ต้องรีบคลุมโปง บ้างก็สวดมนต์ภาวนาไปตามเรื่อง"

นิกรหน้าเสีย เขาปลอบใจตัวเองด้วยการยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม แล้วถามอั้นว่า

"ตัวผู้กับตัวเมียมันร้องเสียงเหมือนกันหรือเปล่า"

อั้นนิ่งนึก

"ไม่เหมือนกันครับ ตัวผู้ร้องเสียงห้าวกว่าเล็กน้อย"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ รู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว คือปอดลอยนั่นเอง

"มันร้องกรี๊ดๆ ยังงั้นหรือตาอั้น"

"โอ๊ะ เปล่าครับ คนที่ไม่เคยได้ยินเสียงเปรตร้อง ก็มักเข้าใจเช่นนี้ มันไม่ได้ร้องกรี๊ดๆ เหมือนเสียงนกหวีดหรอกครับอาเสี่ย"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"แล้วมันร้องยังไง"

"มันร้องเหมือนคนที่ได้รับ ความบาดเจ็บอย่าสาหัสนั่นแหละครับ แต่เสียงแหลมเล็กโอดครวญเยือกเย็นโหยหวนมาก อ้า-ผม...ผมไม่อยากให้พวกเจ้านายเสี่ยงภัยไปที่วัดเลยครับ"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ไม่มีอะไรที่แกจะต้องวิตกตาอั้น เราสี่คนและคุณพ่อมีเครื่องมือสำหรับปราบเปรตและผีเรียบร้อยแล้ว"

นายอั้นขมวดคิ้วย่น

"เครื่องมือที่คุณหมอว่าน่ะอะไรครับ"

"ก็ปืนน่ะซี" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "ผีหรือเปรต มันจะเก่งกว่าปืนก็ให้มันรู้ไป"

คนเฝ้าสวนหน้าจ๋อย

"โธ่-คุณหมอครับ ปืนน่ะยิงมันไม่ถูกหรอกครับ ตำรวจกองตรวจเคยเอาปืนยิงเปรตที่วัดหงส์แล้ว ยิงมันตั้งหลายนัด แล้วตำรวจก็โกยอ้าวไปคนละทาง"

นิกรชักปอดลอยเมื่อได้ฟังเช่นนี้ เขากล่าวกับพลว่า

"กันสังเกตการอยู่ที่บ้านได้ไหม"

"ไม่ได้" พลพูดเสียงกร้าว มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน ไหนคุยว่าแกจะจับเปรตสองตัวผัวเมียมาทำข้าวต้มไงล่ะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เป็ดโว้ย ไม่ใช่เปรต"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราไปกันตั้ง ๖ คนไม่น่ากลัวอะไร เราต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้ในเรื่องนี้ ถ้ามันเป็นคนปลอมตัวเป็นผีหรือเปรตมันก็เสร็จเรา พระสงฆ์องค์เจ้าและพวกชาวสวนบางหว้า จะได้ร่มเย็นเป็นสุข"

นิกรลืมตาโพลง

"ก็ถ้ามันเป็นจริงๆ ล่ะครับ"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"โน....ผีไม่มี ผีหมายถึงศพของคนที่ตายไปแล้ว ไม่มีฤทธิ์เดชหรือปาฏิหาริย์อะไร นอกจากร่างนั้นจะเน่าเปื่อยไป"

นายอั้นพูดเสริมขึ้น

"ผมอยากจะติดตามเจ้านายไปด้วย ก็จนใจเหลือเกินที่ผมยังอ่อนเพลียอยู่ ขอให้เจ้านายทุกคนระวังตัวให้ดีนะครับ ชาวสวนบางหว้าไม่มีใครกล้าเดินผ่านวัดในตอนกลางคืนหรอกครับ คนที่ไม่เคยกลัวผี ได้เผชิญกับผีและเปรตวัดหงส์มาแล้ว บางคนถึงกับขายสวนไปอยู่ที่อื่น ผมไม่ได้กล่าวเท็จเลยครับสาบานให้ก็ได้ หมอผีคนหนึ่งมาจากปากน้ำ เมื่อสามสี่เดือนมานี้เอง เขาต้องการพิสูจน์ความจริงในเรื่องเปรต ลอบเข้าไปในวัดตอนดึกคืนวันหนึ่ง"

"แล้วยังไง" นิกรถามเสียงสั่นๆ

"แล้วก็เผ่นออกมาจากวัดน่ะซีครับ ร้องเอะอะโวยวายลั่นสวนล้มเจ็บทันที สองวันเท่านั้นก็ตาย"

นายจอมทะเล้นหน้าจ๋อย

"เขาพบเปรตสองตัวผัวเมียหรือ"

"ครับ ทั้งเปรตและผีรุมล้อมหน้าล้อมหลังหมอผีคนนั้น เขาบอกกับพวกชาวสวนว่า เขาเคยเผชิญผีปีศาจมามากต่อมากแล้ว ไม่มีที่ไหนจะดุร้ายไปกว่าผีวัดหงส์นี้ เพราะเสกคาถาไล่ไม่ไป"

นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"แกมีคาถากันผีบ้างหรือเปล่าตาอั้น"

"มีครับ แต่พอเห็นมันเข้านึกคาถาไม่ออก"

นายจอมทะเล้นฝืนหัวเราะ

"คาถาของแกว่ายังไง บอกกันหน่อยซิ"

"ไม่ยากหรอกครับคุณนิกร ลองว่าดูซีครับรับรองว่าคาถาบทนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ลองว่าตามผมนะครับ...โสปิติอิ ว่าสามครั้งครับ คืออิติปิโส นั่นเองแต่ว่าถอยหลัง"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ว่าไม่ยากนี่หว่า"

"ก็นั่นน่ะซีครับ มันไม่ยาก แต่พอเห็นผีหรือเปรตแล้วนึกไม่ออก คอยจะวิ่งหนีท่าเดียว ถ้าคุณว่าคาถาบทนี้ผีหรือเปรตจะหายวับไปทันที"

นิกรลองว่าคาถาเบาๆ

"โสปิติอิ โสปิติอิ โสปิติอิ"

นายอั้นหัวเราะ

"ครับ อย่านี้แหละครับ จำไว้ให้ดีนะครับ"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"สู้คาถาของกันไม่ได้ พอเห็นผีหรือเปรตยกปืนขึ้นเหนี่ยวไกยิงเลย ถ้าเป็นคนปลอมเป็นผีมันก็ตาย ถ้าเป็นผีจริงๆ มันก็วิ่งหนี"

พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา เกือบสองทุ่มแล้ว"

อาเสี่ยมองไปในครัว

"รออ้ายแห้วก่อนซี มันยังกินข้าวอยู่"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็เกิดออกจากครัวไฟ เขารับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าแห้วตรงเข้ามาหาเจ้านายของเขา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นยืนแล้วพลก็กล่าวกับเจ้าแห้ว

"ไปโว้ยแห้ว"

เจ้าแห้วหน้าตื่น

"รับประทานไปไหนครับ"

"อ้าว...ก็ไปดูเปรตที่วัดหงส์น่ะซี"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"โอ้โฮ รับประทานกำลังอิ่มข้าวยังงี้ผมวิ่งไม่ไหวหรอกครับ รับประทานอย่างน้อยขอเวลาให้ผมสักครึ่งชั่วโมง"

พลทำตาเขียวกับคนใช้แก่นแก้วของเขา

"โดยคำสั่งของข้าแกต้องติดตามพวกเราไปเดี๋ยวนี้ เร็ว...เข้าไปในห้องเอาดาบของนายอั้นติดมือไปด้วย อย่าแกล้งทำเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปหน่อยเลยวะ ฉันรู้ดีว่าแกเป็นคนกล้าในเรื่องผี"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานเรื่องที่เกี่ยวกับผี อย่าพยายามยอผมให้เสียเวลาเลยครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินบ่นพึมพำเข้าไปในเรือนพักของนายอั้น สักครู่ก็ถือดาบเล่มหนึ่งออกมา

นิกรยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"ได้ฤกษ์แล้ว สองทุ่มพอดี ก่อนจรเคลื่อนพลลงจากบ้านไปวัดหงส์ โห่เอาฤกษ์เอาชัยกันเสียหน่อยดีไหม"

"ไม่ต้องๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวห้าม "ไปเงียบๆ ดีกว่า"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็เดินรวมกลุ่มผ่านนอกชานลงบันไดเรือนไปจากบ้านพักของคนเฝ้าสวน บ่ายโฉมหน้าตรงไปยังวัดหงส์ ท่ามกลางแสงจันทร์อันสลัวลาง ในคืนข้างขึ้นอ่อนๆ

บริเวณบางหว้าสงบเงียบ สี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างถือไฟฉายขนาดเล็กไว้ในมือซ้าย มือขวาถือปืนพกคู่มือ ส่วนเจ้าแห้วถือดาบกระชับมั่น อากาศหนาวเยือกเย็นจับใจ ต้นหมากหลายต้นแลเห็นทะมึนราวกับอสูรกายยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า เสียงเขียดและคางคกร้องอยู่ในท้องร่องสวน ยามนี้พวกชาวสวนบางหว้าต่างพักผ่อนอยู่บนเรือนของตน ทุกคนไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่หรือคนชรามีแต่ความหวาดหวั่น เกรงกลัวเปรตวัดหงส์สองตัวผัวเมีย และผีปีศาจที่วัดนั้น ซึ่งหลังจากนายอั้นสามีของชิดถูกเปรตหลอหหลอนถึงกับล้มเจ็บ พวกชาวสวนบางหว้าก็ไม่ยอมผ่านวัดหงส์ ในเวลาวิกาลเป็นอันขาด ถึงแม้จะไปด้วยกันหลายคนก็ตาม พระภิกษุที่วัดหงส์พอพลบค่ำ ก็รีบปิดประตูหน้าต่างกุฏิ

พอพ้นเขตสวนเข้าเขตวัด เสียงสุนัขที่วัดตัวหนึ่งก็หอนขึ้นอย่างเยือกเย็น แล้วสุนัขอื่นหลายตัวก็หอนรับกันเป็นทอดๆ คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วหยุดชะงักทันที ต่างปอดลอยไปตามกัน แม้กระทั้ง ดร. ดิเรกก็ชักเสียว

อาเสี่ยกระซิบกับนิกรเบาๆ

"หมามันหอนเพราะมันเห็นอย่างว่าใช่ไหม"

นายจอมทะเล้นทำตาเขียวแล้วกระซิบดุ

"อย่าวิจารณ์เลยวะ เฉยๆ เถอะ"

ดร. ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาทันที

"เพียงแต่ได้ยินเสียงหมาหอน พวกเราก็หยุดเคลื่อนที่เสียแล้ว ทำใจให้เข็มแข็งหน่อยซีโว้ย ผีไม่ใช่สสารไม่มีตัวตน คืนนี้เราจะต้องจับเปรตและผีที่วัดหงส์ให้ได้ มันไม่ใช่เปรตหรือผี แต่มันเป็นมนุษย์ที่ปลอมแปลงเป็นผีปีศาจ เพื่อประโยชน์อะไรของมันสักอย่างหนึ่ง"

"ช่วยอธิบายหน่อยเถอะวะ ทำไมหมามันถึงหอน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"หมาหอนก็คือการแสดงออกแห่งอารมณ์เซ็กส์ของมัน พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าตัวเมียหอนมันก็ต้องการให้ตัวผู้มาหามัน และถ้าตัวผู้หอนก็หมายความว่า มันมีอารมณ์เปลี่ยวต้องการให้ตัวเมียมาหามัน"

"มาหาทำไม" อาเสี่ยถาม

"ก็มาพรอดรักกันน่ะซีโว้ย" ดร. ดิเรกตวาดลั่น

"แล้วยังไงอีก"

นายแพทย์หนุ่มยกฝ่ามือข้างหนึ่งผลักหน้าเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง ท่ามกลางเสียงหัวเราะหึๆ ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ทุกคนมองไปยังบริเวณวัดหงส์เบื้องหน้า แสงจันทร์ส่องต้องหลังคาโบสถ์เป็นประกายละเลื่อม ภายในวัดมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมมืดครึ้มน่ากลัว แลเห็นพระเจดีย์ขาวโพลนสามสี่องค์ ศาลาฟังเทศน์ และเป็นที่ทำบุญเลี้ยงพระวัดหงส์สร้างอยู่ท่ามกลางสวน ติดต่อกับสวนต้นผลไม้ทั้งสี่ด้าน กุฏิพระปลูกติดกันเป็นหลังๆ อยู่หลังโบสถ์ แลเห็นแสงไฟตะเกียงวอมแวม สวนบางหว้ายังไม่มีหวังที่จะมีไฟฟ้าใช้ แต่ชาวสวนบางคนก็มีโทรทัศน์ดู โดยใช้เครื่องทำไฟขนาดเล็ก และขอค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ดู เพียงคนละ ๕๐ สตางค์ หลายบ้านมีวิทยุฟัง ซึ่งเป็นวิทยุที่ใช้ถ่านไฟฉาย สวนบางหว้ามีอาณาเขตกว้างใหญ่และลึกมาก

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ยืนอยู่ทำไมวะพวกเรา ไปเถอะเสียเวลาเปล่าๆ กันนำหน้าเอง อ้ายกรกับอ้ายแห้วอย่าพยายามทำให้พวกเราเสียขวัญหน่อยเลยวะ"

เจ้าแห้วชักฉิวก็พูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมยังไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว"

"เออ...ถูกละ แกไม่ได้พูด แต่แกยืนตัวสั่นงันงกสวดคาถาพึมพำ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันมีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่หมามันหอนเท่านั้น"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานผีหรือเปรตผมไม่กลัวหรอกครับ ผมกลัวแต่เสียงหมาหอนเท่านั้น รับประทานผมจะแสดงการจับเปรตให้ดูยังได้ แต่เกรงว่าคุณนิกรจะหาว่าผมหักหน้าเท่านั้น"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่ต้องวิตกอ้ายแห้ว เรื่องนี้แสดงได้เต็มที่ กันยอมยกให้แกเป็นพระเอก"

พล พัชราภรณ์ เดินนำหน้าพาทุกคนออกไปจากสวนของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตรงเข้าไปในเขตวัดหงส์ เจ้าแห้วกับนิกรเดินเบียดเสียดกัน สำหรับกิมหงวนบางขณะก็นึกหวาดๆ แต่บางทีก็เกิดความกล้าขึ้นอย่างบ้าบิ่น และครั้งหนึ่งเมื่อจิตใจคึกคักเข้มแข็ง อาเสี่ยก็ร้องตะโกนขึ้นเสียงลั่นวัด

"เฮ้ย... เปรตหรือผีอยู่ไหนออกมาโว้ย นักเผชิญผีชั้นเยี่ยมมาปราบพวกมึงแล้ว"

ขบวนนักจับผีหยุดชะงักอีก ทุกคนต่างมองดู กิมหงวนเป็นตาเดียว

"แกจะบ้าหรือวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหัวเราะ

"ไม่บ้าหรอกครับ เราต้องข่มขวัญมันให้มันรู้ว่าเราแน่ไม่กลัวมัน เตี่ยผมเคยสอนผมว่า เรื่องผีถ้าเราไม่กลัวมัน มีจิตใจเข้มแข็งกว่ามัน มันก็ทำไมเราไม่ได้" พูดจบกิมหงวนก็ร้องตะโกนขึ้นอีก "ผีโว้ย หลบหน้าอยู่ทำไม ออกมาซีวะ"

มีเสียงห้าวๆ ร้องตะโกนมาจากโกดังเก็บศพ ซึ่งเป็นโกดังแบบเก่า

"ประเดี๋ยวโว้ย กำลังแต่งตัว"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน นิกรหน้าซีดเผือดมองดูพรรคพวกของเขา แล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"อ้ายเสี่ยเสือกไปท้ามันเข้า เจอดีเข้าแล้วไหมล่ะ"

กิมหงวนใจเต้นระทึก ความกล้าหายไปแล้ว เขารู้สึกขนพองสยองเกล้า ด้วยนึกไม่ถึงว่าปีศาจวัดหงส์จะดุร้ายถึงขนาดนี้

"หมอ" อาเสี่ยคราง "เสียงมันดังฟังชัดดีเหลือเกิน ล่าถอยตามระเบียบหรือพวกเรา"

ดร. ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ไอคิดว่ามันเป็นคนไม่ใช่ผี ลูกศิษย์วัดคนใดคนหนึ่งอาจจะแกล้งตะโกนเล่นสนุกๆ ก็ได้ ไป...เข้าไปดูให้รู้เท็จจริง ถ้าเป็นคนแกล้งทำเป็นผีมันจะต้องหลอกเรา เราก็ยิงมันทิ้งเสีย"

นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างปอดลอย

"ก็ถ้ามันเป็นผีจริงๆ ล่ะ"

"โน....เป็นไปไม่ได้ ผีไม่มี ถ้าผีมีจริงกันก็เลิกเป็นนักวิทยาศาสตร์"

เสียงสุนัขหอนขึ้นอีก ทำให้เยือกเย็นวังเวงใจอย่างยิ่ง พลกับ ดร. ดิเรกเดินนำหน้าพาพรรคพวกของเขาเคลื่อนที่ต่อไป ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน เมื่อได้ยินเสียงเหมือนคนสองคน ซึ่งคนหนึ่งเป็นผู้หญิงและคนหนึ่งเป็นผู้ชาย ร้องโอดครวญโหยหวนขึ้นพร้อมๆ กันเหมือนกับว่าได้รับ ความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส แต่เสียงที่ได้ยินนี้ดังเกินกว่าเสียงของมนุษย์ธรรมดา คณะพรรคสี่สหายต่างหยุดชะงักยืนรวมกลุ่มกัน เจ้าแห้วขาสั่นพั่บๆ นิกรขนลุกซู่เส้นผมตั้งชันทั้งศีรษะ

"โอ้ย โอ้ย "

ท่ามกลางแสงสลัวลางของดวงจันทร์ ซึ่งใกล้จะลับแนวยอดไม้ทางทิศตะวันตก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มองแลเห็นภาพที่น่าสะพึงกลัว และทำให้หัวใจของท่านแทบจะหยุดทำงาน ปรากฏอยู่ทางด้านซ้ายสุดของเขตวัด ท่านเจ้าคุณเย็นวาบไปหมดทั้งตัว กระซิบบอก ดร. ดิเรกเบาๆ

"เฮ้ย มันมาแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหันขวับมาทางพ่อตาของเขา

"ว๊อท"

"โน่น....ซ้ายมือโน่น"

ดร. ดิเรกมองไปทางซ้ายมือแล้วหัวเราะ

"ต้นหมากเห็นอยู่ทนโท่ คุณพ่อปอดไม่เข้าเรื่อง"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"อ๋อย ต้นหมากทำไมถึงเดินได้ โอ้ย...มันกำลังเดินเข้ามาหาเราเห็นไหมเล่า"

ทุกคนขนพองสยองเกล้า ต่างจ้องมองดูภาพนั้น ซึ่งกำลังร้องโอดครวญ และเคลื่อนที่เข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย ไม่มีปัญหาอะไรอีก มันคือเปรตอสุรกายตัวหนึ่ง รูปร่างของมันสูงประมาณ ๑๐ เมตร แต่ผอมมาก แสงจันทร์ส่องแลเห็นถนัด ผิวกายของมันดำสนิท แขนซึ่งมีแต่หนังหุ้มกระดูกยาวผิดปรกติ มือของมันเลยหัวเข่า เปรตนี้เป็นเปรตตัวผู้ เปลือยกายล่อนจ้อน มีแต่ความทุกข์เวทนา ร่างกายอันผอมบางมีแต่หนังติดกระดูก ศีรษะของมันใหญ่โตผิดธรรมดา ผมหยิกหยองนัยน์ตาโปนถลน มันก้าวเท้าเดินก้าวหนึ่งไปได้ไกลไม่น้อยกว่า ๓ เมตร ท่าทางของมันอ่อนระโหยโรยแรง แต่เสียงร้องของมันนั้นดังมาก

นิกรกับเจ้าแห้วแทบช๊อคตาย พลกับกิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเสียขวัญไปตามกัน ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่นจ้องตาเขม็งมองดูเปรตตัวผู้ ซึ่งกำลังเดินโย่งเย่งใกล้เข้ามาทุกขณะ

นิกรอยากจะวิ่งหนี แต่ความกลัวทำให้แข้งขาอ่อนเปียกหมดกำลัง เมื่อเปรตเดินใกล้เข้ามา นิกรกับเจ้าแห้วก็ตัวสั่นงันงก นายจอมทะเล้นกระซิบกระซาบถามเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ชะ...ช่วย บอกกันหน่อยเถอะวะ คาถากันผีว่ายังไง"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก ตอบเสียงสั่นเช่นเดียวกัน

"รับประทาน มะ....ไม่... รู้ครับ"

เปรตดำเข้ามาหยุดยืนตระหง่านข้างเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหาย ในระยะห่างประมาณ ๑๐ เมตร เป็นอย่างมาก ทุกคนได้กลิ่นเหม็นสางเหมือนซากศพแห้งๆ ขณะนี้สุนัขในวัดและตามบ้านสวน ต่างกำลังหอนเห่าตลอดเวลา ดร. ดิเรกบังคับจิตใจตนเองให้เข้มแข็ง ร้องบอกพรรคพวกของเขาด้วยเสียงอันดัง

"เปิดไฟ ฉายไฟไปที่หน้ามัน มันคือคนที่เอาไม้ไผ่ต่อขาปลอมตัวเป็นเปรต พวกเราช่วยกันปราบมันให้ได้"

ไฟฉายในมือสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกเปิดขึ้นทันที ทุกคนฉายไฟไปที่หน้าอสุรกาย แสงไฟฉายทั้ง ๕ ดวง ทำให้แลเห็นรูปร่างและใบหน้าของมันอย่างถนัด ไม่มีอะไรที่แสดงว่าเปรตดำอันสูงทะมึนนี้เกิดขึ้น จากการกระทำของมนุษย์ มันคืออสุรกาย หรือเปรตอย่างไม่มีปัญหา ขาของมันเรียวเล็กมีแต่หนังหุ้มกระดูก เชปของมันหาไม่ได้ตะโพกแฟบเอวคอดกิ่ว ซี่โครงพะเยิบพะยาบเพราะความหิวโซ คอของมันยาวผิดปรกติ ใบหน้าเหมือนหน้าลิง นัยน์ตาสองข้างโปนถลนออกมานอกเบ้า ริมฝีปากแบะหนา ผมยาวรุงรังประบ่า ท่าทางของมันเหมือนกับว่ามันกำลังจะสิ้นใจตายอยู่แล้ว เพราะความอ่อนระโหยโรยแรง มันหายใจถี่เร็วจนได้ยินเสียงลมหายใจของมัน อสุรกายมองดูสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วอย่างไม่กระพริบตา สักครู่มันก็ยื่นมือขวาเข้ามา คล้ายจะขออะไรสักอย่างหนึ่ง

เมื่อความรู้สึกบอกตัวเองว่า มันคือเปรตหรืออสุรกาย พลก็ร้องบอกคณะพรรคของเขา

"ยิง ยิงโว้ย"

ไม่มีใครกล้ายิงเว้นแต่พลคนเดียวเท่านั้น นายพัชราภรณ์ยกปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม. เล็งไปยังร่างของอสุรกาย แล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง ปล่อยกระสุนออกไปจากลำกล้องติดๆ กันสามนัดซ้อน

ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงปืนพกทั้ง ๓ นัดดังกึกก้องไปไกล ไฟฉายทั้ง ๕ ดวงยังฉายไปที่เปรตตัวนั้น แต่กระสุน ๙ มม. ไม่ได้ทำให้เปรตได้รับความเจ็บปวด หรือสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย และเสียงปืนนี่เอง เป็นเหตุให้อสุรกายอีกตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นทางหลังโบสถ์ มันคือเปรตตัวเมีย ซึ่งมีรูปร่างเล็กกว่าผัวของมันเพียงเล็กน้อย มันส่งเสียงร้องโอดครวญโหยหวนระคนกับเสียงหอนของสุนัข แล้วเดินตรงเข้ามาหาผัวของมัน

ดร. ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ ยอมเชื่อแล้วว่าปีศาจนั้นมีจริง นายแพทย์หนุ่มร้องตะโกนสุดเสียง

"เปิดโว้ยพวกเรา"

พอสิ้นเสียง ดร. ดิเรก การวิ่งเร็ว ๒๐๐ เมตร จากเขตวัดกลับไปยังสวนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็เริ่มต้นทันที นิกรนำหน้าเพื่อน ติดตามด้วยเจ้าแห้วและเสี่ยหงวน พล, ดร. ดิเรก ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่รั้งท้าย อย่างไรก็ตามทั้ง ๖ คน วิ่งรวมกลุ่มกันมาอย่างน่าชมเหมือนกับการแข่งขันวิ่งเร็วของกีฬาแหลมทองที่แล้วมา

อาเสี่ยกิมหงวนมีความรู้สึก เหมือนกับว่าเปรตสองตัวผัวเมียติดตามมา และดูเหมือนว่ามันกำลังยื่นมือเข้ามาจะคว้าคอเขา กิมหงวนเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ก็เร่งฝีเท้าเต็มที่ แซงขึ้นหน้าเจ้าแห้วและนิกรไปได้อย่างรวดเร็วทันใจ วิ่งได้เร็วกว่าสุทธิ บรรยากาศ แชมเปี้ยนแหลมทองผู้ทำลายสถิติตัวเองและเอเชี่ยนเกมส์

ในที่สุด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็มาถึงสวนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ระยะทาง ๒๐๐ เมตร กิมหงวนทำเวลาได้ ๒๐.๔ วินาที ทุกคนยืนหอบแฮ่กๆ อยู่ใต้ต้นส้มโอต้นหนึ่ง ความเหน็ดเหนื่อยนั้นมีไม่มากมายอะไรนัก แต่ความหวาดกลัวผีปีศาจมีมากกว่า ขณะนี้ดวงจันทร์ลับแนวยอดมะพร้าวแล้ว ทุกหนทุกแห่งปกคลุมด้วยความมืด อากาศเพิ่มความหนาวเย็นขึ้นอีก

กิมหงวนจ้องมองดูหน้า ดร. ดิเรกแล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"ผีไม่ใช่สสารไม่มีตัวตน หรือยังไงหมอ"

"อ๋อไร๋ มันไม่ใช่สสาร แต่มันมีตัวตนว่ะ โอย...ยอมรับว่ากันกลัวจนบอกไม่ถูก นึกไม่ออกว่ากันวิ่งมาได้อย่างไร ทำไมมันวิ่งได้เร็วนัก เปรตวัดหงส์สองตัวผัวเมียไม่ใช่เรื่องเหลวไหล หรือเปรตเทียมแบบดาวเทียม แต่มันเป็นเปรตจริงๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องครางเหมือนนกทืดทือ

"น่ากลัวมาก น่าขนพองสยองเกล้า เกิดมาเป็นตัวเป็นตน ก็เพิ่งได้เผชิญกับมันวันนี้แหละ ได้เห็นมันเต็มตาทีเดียว" พูดจบท่านก็หันมามองดูหน้าเสี่ยหงวน "แกวิ่งได้เร็วมาก วิ่งขนาดนี้เข้าแข่งขันเซียปเกมส์ก็คว้าเหรียญทองแล้ว"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"ถ้าวิ่งแข่งขันผมก็คงวิ่งไม่เร็วอย่างนี้ นี่มันวิ่งด้วยความกลัวนี่ครับ"

พอพลมองเห็นนิกรยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น ก็ยกมือจับแขนนายจอมทะเล้นเขย่าแล้วร้องเรียก สักครูหนึ่งนิกรก็ได้สติ เขาสะดุ้งเฮือกประนมมือว่าคาถาพึมพำ

"โสปิติอิ โสปิติอิ โสปิติอิ อ๋อย ไปที่ชอบๆ เถิด อย่ามาหลอกหลอนลูกเลย แล้วลูกจะทำบุญแผ่กุศลไปให้ บรื้อว์...อ้ายเสี่ยสูง ๖ ฟิต ๒ นิ้ว สูงเหมือนเปรต ยังตัวเตี้ยกว่ามันหลายเท่า"

เสียงสุนัขและเสียงเปรตร้องเงียบไปแล้ว บริเวณสวนสงบวังเวง ส้มโอลูกหนึ่งหล่นลงมาสู่พื้นดินเสียงดังสนั่น

"ตุ้บ! "

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วและ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างไม่ฟังอีร้าค่าอีรม โกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิตเพราะคิดว่าเปรตติดตามมา การแข่งขันวิ่งเร็วระยะทางสั้นๆ เพียง ๕๐ เมตรเป็นไปอย่างสุดเหวี่ยง เส้นชนะคือบริเวณลานกว้างหน้าเรือนพัก ของคนเฝ้าสวนนั่นเอง ทุกคนต่างวิ่งมาหยุดยืนรวมกลุ่มกัน และวิจารณ์กันแซ่ดไปหมด พลกล่าวถามกิมหงวนอย่างเคืองๆ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือ แกวิ่งมาทำไม"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก็อ้ายกรกับอ้ายแห้วมันพากันวิ่งมานี่ แล้วจะให้กันอยู่หาหอกอะไรล่ะ"

พลฝืนหัวเราะ

"ไม่ได้ความโว้ย อ้ายกรกับอ้ายแห้วทำให้พวกเราเสียขวัญ เสียงตุ้บที่เกิดขึ้น คงเป็นส้มโอหล่นลงมาเท่านั้น เรื่องผีน่ะ ถ้าใครคนหนึ่งวิ่งอีกหลายคนก็ต้องวิ่งด้วย"

นิกรว่า "กันเองไม่ได้ตั้งใจจะวิ่งหรอก ให้ดิ้นตายเถอะวะ แต่ขามันพาตัววิ่งมาเอง ขากันมันคอยจะวิ่งซะเรื่อย"

ดร. ดิเรกรู้สึกละอายใจอย่างยิ่งที่เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์แต่กลัวผี ถึงกับวิ่งตูดแป้นมาจากวัด นายแพทย์หนุ่มพยายามบังคับใจตนเองให้เข็มแข็ง แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"พวกเราขึ้นไปบนเรือนพักผ่อน หลับนอนกันเถอะ ไอจะย้อนไปที่วัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องเปรตสองตัวผัวเมียนี้ ถ้าไอไม่กลับมาก็หมายความว่ากันถูกผีหรือเปรตวัดหงส์ฆ่าตาย"

คราวนี้ทุกคนมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างห่วงใย

"แกจะไปคนเดียวอย่างไรกัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้น "ใครจะปล่อยให้แกไปตายตามลำพังได้ พ่อไปกับแกด้วย"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋..ออไร๋ ไปซีครับ สำหรับผมยอมตายเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ ผมจะพยายามจับเปรตสองตัวนี้ให้ได้"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"กันไปด้วยโว้ยหมอ กันรู้สึกอับอายขายหน้าตัวเองเหลือเกิน ที่กันวิ่งหนีเปรตอย่างไม่คิดชีวิต ลองเผชิญกับมันอีกครั้ง แต่ทว่าควรจะเอาไฟฉาย ๔ ท่อนไปด้วย หาเชือกไปสักขดหนึ่ง"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"เอาเชือกไปผูกเปรตหรือ"

"เปล่าครับ เอาไปผูกเอวเราให้ติดกัน เพื่อไม่ให้ใครวิ่งหนี"

กิมหงวนนึกสนุกขึ้นมาก็พูดโพล่งขึ้นทันที

"เข้าทีโว้ย ถ้าเอาเชือกผูกเอวติดกันละก้อ กันขอติดตามไปด้วย ส่วนอ้ายกรกับอ้ายแห้วมันขี้ขลาด ก็ให้มันอยู่เฝ้าบ้าน"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"อยู่ยังไงวะ บ้านพักมืดและเงียบอย่างนี้น่ากลัวออกจะตายไป ตาอั้นกับยายชิดอากาศหนาวๆ เช่นนี้ก็คงนอนคลุมโปง ห่มผ้าห่มผืนเดียวกันหลับไปแล้ว ทิ้งกันกับอ้ายแห้วไว้ เปรตมันย่องมาทางนี้กันกับอ้ายแห้วจะทำยังไง"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทาน ผมกับคุณนิกรขอตามไปด้วยครับ"

ดร. ดิเรกยกมือตบศีรษะเจ้าแห้ว

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นแกขึ้นไปบนเรือน ไปเอาไฟฉาย ๔ ท่านมาให้กัน และหาเชือกมาขดหนึ่ง ยาวสักห้าหกเมตร เร็ว-กันจะรีบไปที่วัด"

เจ้าแห้วพาตัวเดินไปที่เรือนพักของคนเฝ้าสวน ตามเวลาที่กล่าวนี้ นายอั้นกับชิดกำลังนอนสนทนากันเงียบๆ อยู่ในห้อง จุดตะเกียงลานทิ้งไว้แต่หรี่แสงไว้เพียงนิดเดียว

"อั้น-อั้นโว้ย" เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ

"หา-อ้ายแห้วเรอะ เจ้านายกลับมาแล้วเรอะ"

"เออ แกกำลังทำอะไรวะ"

"เปล่า นอนคุยกันเฉยๆ "

"แฮะแอ้ ให้รากเลือดลงแดงตาย"

ประตูห้องนอนของอั้นถูกเปิดออก อั้นถือตะเกียงลานเดินออกมาจากห้อง และไขไส้ตะเกียงให้สว่างช่วยให้มองเห็นหน้าเจ้าแห้วถนัด

"ว่าไงอ้ายแห้ว เพิ่งกลับมาจากวัดหงส์เรอะ"

เจ้าแห้วพยักหน้าแล้วยิ้มเป็นนัย

"แกเพิ่งหายไข้ อย่าเพิ่งอุตริกินของแสลงล่ะ แล้วจะว่าข้าไม่บอก หาเชือกให้เจ้านายสักขดเถอะวะ"

"เอาไปทำอะไร"

"เอาไปผูกมัดเอวให้ติดกันน่ะซี จะได้ไม่มีใครวิ่งหนี เมื่อกี้ห้อกันเต็มเหยียดจากวัดมานี่"

นายอั้นหน้าตื่น

"พบเปรตเรอะ"

"เออ เห็นทังสองตัวผัวเมีย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ข้าก็เพิ่งเคยเห็นเปรตวันนี้แหละ วิ่งเสียลิ้นห้อย พวกเจ้านายก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต คุณหมอชวนเจ้านายไปอีก ใช้ให้ข้าขึ้นมาเอาไฟฉาย ๔ ท่อนและเชือก"

นายอั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยคณะพรรคสี่สหาย

"เอ-ข้าไม่อยากให้ท่านไปเลยโว้ย ดีไม่ดีจับไข้หัวโกร๋นเชียวนะอ้ายแห้ว เปรตสองตัวผัวเมียมันต้องเล่นงานเจ้านายเราแน่ๆ "

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ทำไงได้ เราเป็นขี้ข้า เสือกไปห้ามปรามท่านก็มีหวังถูกเตะเท่านั้น หาเชือกให้หน่อยเถอะวะ ข้าจะเข้าไปเอาไฟฉายในห้อง"

หลังจากนั้นสักครู่ เจ้าแห้วก็ลงไปจากเรือนพักหลังนั้น พร้อมด้วยเชือกมนิลาขนาดย่อมหนึ่งขด ไฟฉาย ๔ ท่อนหนึ่งดวง เข้าเดินเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่บนลานกว้าง และกำลังปรึกษาหารือกัน ดร.ดิเรกเอื้อมมือรับขดเชือกและไฟฉายจากเจ้าแห้ว

"ไปโว้ยพวกเรา คราวนี้เราจะไม่มีการล่าถอยอีกแล้ว ถึงเปรตหรือผีมันหลอกหลอน มันปรากฏตัวให้เราเห็น มันก็เป็นภาพที่เราสัมผัสมันไม่ได้ และมันก็สัมผัสเราไม่ได้เช่นเดียวกัน ขอให้ทุกคนเข้าใจตามนี้ ผีมีแต่วิญญาณเท่านั้น ภาพที่เรามองเห็นมันก็เหมือนกับภาพลวงตา"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ต่อให้แกอธิบายอีก ๓ วัน ๓ คืน กันก็ยังกลัวผีอยู่นั่นเอง บอกไม่ถูกโว้ยว่าทำไมถึงกลัวมัน พอหมาเริ่มหอนกันก็ชักปอดแล้ว เอาเชือกผูกบั่นเอวกันหรือยังล่ะ"

"โน-ไปถึงเขตวัดเสียก่อน ผูกไปจากที่นี่รุ่มร่ามเต็มทน เราต้องเดินข้ามท้องร่องสวนหลายแห่ง"

ครั้นแล้วนักเผชิญเปรตทั้ง ๖ คน ก็หากันออกเดินทางมุ่งตรงไปยังวัดหงส์ ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวลับฟ้าแล้ว ท้องฟ้าประดับดาวระยิบระยับ อาเสี่ยกิมหงวนเพิ่งนึกได้เดี๋ยวนี้เองว่าเขามีวิสกี้ขวดเล็กติดตัวมาขวดหนึ่ง กิมหงวนจุ๊ปากจึ๊กจั๊ก ยกมือเขกกบาลตัวเองด้วยความโมโห แล้วล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบขวดตราขาวขวดเล็กออกมา เปิดฝาจุกออกยกขึ้นดื่มอั้กๆ รวดเดียวหมดขวดปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แล้วก็โยนขวดทิ้งลงไปในท้องร่องสวน

พอพ้นเขตสวนเข้าเขตวัดหงส์ การสนทนาก็เงียบกริบลงทันที ทุกคนหยุดยืนรวมกลุ่มกันกิมหงวนดื่มเหล้าเข้าไปก็มีจิตใจคึกคักเข้มแข็งผิดปรกติ อาเสี่ยยืนเท้าเอวมองฝ่าความมืดไปข้างหน้า แลเห็นโบสถ์เป็นเงาดำตะคุ่มๆ บริเวณวัดมืดครึ้มวังเวง เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะในลำคอ หันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"เอายังงี้เถอะ พวกเรายืนอยู่ที่นี่แหละ กันจะบุกออกไปท้าผีหรือเปรตในวัดนี้ ออกมาสู้กับกัน"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"เอาเชือกผูกเอวเถอะ เราเข้าไปด้วยกันทั้งหมดนี่ดีกว่า มีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยกัน อย่าลืมว่าเปรตมันสูงกว่าแกหลายเท่า ถึงแกกล้าหาญอย่างไรก็สู้มันไม่ได้"

ต่อจากนั้น นายแพทย์หนุ่มก็คลี่เชือกออกผูกเอวเขาเป็นคนแรก หลังจากนั้นทุกคนก็ใช้เชือกมนิลาเส้นนั้นผูกเอวติดกัน โดยเว้นระยะห่างพอสมควร วิธีการเช่นนี้ ช่วยให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมีขวัญและกำลังใจยิ่งขึ้น เพราะอย่างไรก็จะต้องร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน เมื่อทุกคนผูกบั้นเอวเสร็จเรียบร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับกิมหงวนว่า

"อ้ายหงวน แกลองตะโกนท้ามันดูซิ"

อำนาจแอลกอฮอล์ทำให้อาเสี่ยแหกปากขึ้นลั่นวัด

"เปรตโว้ย อยู่ที่ไหนออกมาโว้ย ผีดุๆ ที่วัดนี้หายหัวไปไหนหมดวะ กล้าดีออกมาซี"

เงียบกริบ แต่แล้วก็มีเสียงห้าวๆ ร้องตะโกนขึ้น ดังมาจากโกดังเก็บศพ

"เอามันโว้ยพวกเรา เอ้า....เฮ..."

เสียงเฮอาของภูตผีปีศาจดังลั่นวัด เจ้าแห้วเผ่นพรวดออกวิ่งทันที ลากสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปด้วย จึงวิ่งต่อไปไม่ไหว นิกรวิ่งไปทางหนึ่งแต่ก็วิ่งไปไม่ได้เช่นเดียวกัน นักเผชิญผีเกิดรวนกันขึ้นตั้งหลายนาที กว่าจะสงบลงได้ นิกรดุกิมหงวนด้วยเสียงสั่นเครือ

"อ้ายระยำ เสือกไปท้ามันทำไมวะ"

ดร. ดิเรกโบกมือห้าม

"โน อย่าทะเลาะกัน เราต้องสามัคคีกัน ถึงผีวัดนี้จะดุร้ายอย่างไรมันก็ทำไมเราไม่ได้ ไป-เดินไปที่โบสถ์และอย่าพยายามวิ่งหนีเป็นอันขาด ถ้าพบผีหรือเปรตเราก็หยุดดูมัน ปล่อยให้มันแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเราสักพัก เมื่อเราไม่กลัวมัน มันก็ขายหน้าเราเลิกหลอกเราไปเอง ผีที่อินเดียน่ะดุกว่านี้กันยังไม่กลัว สำคัญที่กำลังใจของเราเท่านั้น"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเงียบกริบ ดร. ดิเรกถือไฟฉาย ๔ ท่อนไว้ในมือซ้าย มือขวาถือปืนพก ๙ มม. จิตใจของนายแพทย์หนุ่มเข้มแข็งอย่างน่าประหลาด ทุกคนเดินอ้อมไปทางด้านซ้ายของพระอุโบสถ ผ่านหอกลองและหมู่ต้นไม้ใหญ่หลายต้น

เสียงสุนัขทางกุฏิพระตัวหนึ่งหอนขึ้นอย่างเยือกเย็น เจ้าแห้วขยับจะวิ่งอีก แต่พอรู้ว่ามีเชือกผูกติดบั้นเอว เจ้าแห้วก็ดิ้นรนอย่างน่าสงสาร พยายามจะแก้เชือกออก ซึ่งไม่มีทางจะแก้ออกได้ เพราะจะต้องแก้ออกทีละคนจากปลายเชือกเรื่อยมา

ดร. ดิเรก จุ๊ปากดุเจ้าแห้ว

"เฮ้ย อย่าปอดลอยหน่อยเลยวะ"

เจ้าแห้วร้องขึ้นเป็นภาษาฝรั่ง

"เล็ท มี โก...เล็ท มี โก"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"มึงไปได้ยังไงก็เอาซี ถ้าแกเอาดาบตัดเชือกฉันจะยิงแก"

เจ้าแห้วเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทันใดนั้นเอง เสียงกลองบนหอกลอง ก็ดังระรัวขึ้นแบบกลองเพล คือตีจากจังหวะช้าไปหาเร็ว คณะพรรคสี่สหายหยุดชะงัก ต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปบนหอกลองนั้น

ดร. ดิเรกเปิดไฟฉาย ๔ ท่อน ฉายขึ้นไปบนหอกลองทันที จากแสงไฟฉายนั้นเองทำให้ทุกคนอกสั่นขวัญแขวน ภาพที่แลเห็นนั้นเป็นภาพที่น่าสะพึงกลัวอย่างยิ่ง

นักตีกลองสมัครเล่นมีรูปร่างล่ำสัน ใหญ่โตกว่ามนุษย์ธรรมดาสักสองเท่า ร่างของมันนั้นนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเล็กๆ ศีรษะโตเท่าโอ่งน้ำ คือโตผิดส่วน ใบหน้าของมันแสยะน่าเกลียดน่ากลัว ผมหยิกนัยน์ตาพองโต ไม่มีปัญหาอะไรอีก มันคือปีศาจร้ายแน่นอน

มันเริ่มต้นด้วยการตีแบบสัญญาณกลองเพล แล้วก็เปลี่ยนเป็นจังหวะแซมบ้า, แมมโบ้, กัวราช่า ฝีมือตีกลองของมันยอดเยี่ยม ท่าทางของมันทะมัดทะแมง มันตีกลองอยู่ได้สักครู่ ก็ก้มหน้ามองดูคณะพรรคสี่สหาย แล้วมันก็แสยะยิ้มพลางกวักมือเรียก

"โอ๊ย" นิกรร้องเสียงหลง แล้วกอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ แน่น "ว่าคาถาไล่ผีหน่อยซีครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณตัวสั่นงันงก

"นะ...นึก...มะ...ไม่ออก"

กิมหงวนขบกรามกรอดเขากล่าวขึ้นอย่างบ้าบิ่น

"ขึ้นไปบนหอกลองโว้ยพวกเรา กันต้องการรู้เท็จจริงว่ามันเป็นผีหรือเป็นคนแน่ กันนำหน้าเอง"

แล้วอาเสี่ยก็เหนี่ยวรั้งพรรคพวกของเขา พาไปที่หอกลอง นิกรกับเจ้าแห้วไม่ยอมไปดึงเชือกไว้ จึงเกิดชักเย่อกันขึ้น แต่แล้วนิกรกับเจ้าแห้วก็ถูกลากถูลู่ถูกังตรงไปยังหอกลอง

ปีศาจร้ายปีนออกมานอกหอกลองอย่างว่องไว มันส่งเสียงหัวเราะกังวาลลั่น ก่อนที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจะบุกขึ้นไปบนหอกลอง ปีศาจผีตายโหงก็กระโจนออกจากหอกลอง ไปเกาะกิ่งจันต้นใหญ่ แล้วแสดงท่าทางห้อยโหนอย่างคล่องแคล่ว ยิ่งทำให้ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน

ดร. ดิเรกยกไฟฉายส่องร่างปีศาจตลอดเวลา เมื่อได้โอกาสเขาก็ยกปืนพกคู่มือขึ้นเล็งศูนย์ปืนหมายไปยังร่างของปีศาจนั้น แล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทันที ประกายไฟวาบออกจากกระบอกปืนพร้อมกับเสียงระเบิดของกระสุน ๙ มม. ดังกึกก้องทำลายความเงียบขึ้น

"ปัง"

ร่างอันสูงใหญ่ของปีศาจหัวโตลอยละลิ่วหล่นมาจากต้นจันนั้น ในท่าต่างๆ และฟาดกับพื้นแผ่นดินเต็มแรง แต่เงียบกริบไม่มีเสียงดังแม้แต่น้อย เหมือนกับว่าร่างของมันไม่มีน้ำหนัก

นักเผชิญผีแทบจะดีฝ่อไปตามกัน ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้น เมื่อปีศาจผีตายโหงผุดลุกขึ้นยืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งไปทางทิศเหนือ นิกรวิ่งไปทางใต้ อาเสี่ยกิมหงวนวิ่งไปทางทิศตะวันออก เจ้าแห้ววิ่งไปทางทิศตะวันตก เลยเกิดชักเย่อกันขึ้น เพราะต่างก็มีเชือกผูกบั้นเอว พลกับ ดร. ดิเรกถูกรั้งตัวโงนเงนไปมา

ปีศาจร้ายเดินย่างสามขุมเข้ามาหา เจ้าแห้วหลับหูหลับตาส่งเสียงร้องวีดว้ายเหมือนผู้หญิง ส่วนนิกรมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม สวดคาถากันผีจับต้นชนปลายไม่ถูก พลกับ ดร.ดิเรกมีขวัญดีกว่าเพื่อน สองสหายยกปืนพกยิงไปที่ร่างของปีศาจอีกคนละนัด แล้วมันก็หายวับไป

มีเสียงหัวเราะของพวกภูตผีปีศาจ ดังขึ้นเกรียวกราวทั่ววัด ฝูงปีศาจสนุกสนานกันเต็มที่ ต้นไม้ใหญ่หลายต้นไหวกราว ตามหลังคาโกดังศพ ตามกำแพงโบสถ์ และตามต้นไม้ พวกปีศาจไต่กันยั้วเยี้ยมองเห็นดำตะคุ่มๆ เกลื่อนกลาดไปทั่ว

ดร. ดิเรกกับพล ช่วยกันเหนี่ยวรั้งเชือกมนิลาไว้ แล้วพลก็กล่าวปลอบโยนคณะพรรคของเขา

"ใจดีๆ โว้ยพวกเรา ผีมันทำอะไรเราไม่ได้อย่างดิเรกมันว่า ถ้าเราเสียขวัญเราอาจจะช็อคตายหรือจับไข้หัวโกร๋น อ้ายแห้วกับอ้ายกรอย่าพยายามหนี ถึงอย่างไรก็ไม่พ้นเพราะเราเอาเชือกผูกเอวติดกัน"

สิ้นเสียงพล ทุกสิ่งทุกอย่างก็สงบเงียบ แม้แต่เข็มเล่มหนึ่งตกลงมาบนพื้นดินก็คงได้ยินถนัด นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก แล้วกล่าวกับพลด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

"กันคิดว่ากันดีฝ่อตายเสียแล้ว โอ้โฮ มันดุอะไรอย่างนี้"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทาน เอาเชือกมัดเอวติดกันอย่างนี้ อึดอัดเหลือเกินครับ รับประทานแก้เชือกออกไม่ดีหรือครับ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"แก้ไม่ได้ ขืนแก้เชือกออก ใครคนหนึ่งวิ่งหนี คนอื่นๆ ก็เสียขวัญวิ่งตาม ผูกติดกันไว้อย่างนี้แหละดีแล้ว" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ยกมือตบหลังเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง "เป็นยังไงอ้ายหงวน"

อาเสี่ยเป่าปาก แล้วหายใจหนักๆ

"ชักเมาเสียแล้วโว้ย อยากนอนเต็มทน"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"อยากนอนก็ไปนอนที่โกดังผีโน่น คืนนี้เราจะต้องปะทะกับพวกผีและเปรตในวัดนี้ให้เต็มที่ เราจะต้องเอาชนะมันให้ได้ เคลื่อนที่ต่อไปโว้ยพวกเรา ที่หมายโกดังเก็บศพหลังโบสถ์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นเป็นการเป็นงาน

"ดิเรก แกแน่ใจหรือว่า ผีมันหักคอเราหรือถูกเนื้อต้องตัวเราไม่ได้"

"ออไร๋ ถ้ามันเล่นงานเราได้ อ้ายผีหัวโตที่กระโดดลงมาจากหอกลอง มันก็คงหักคอพวกเราคนใดคนหนึ่งเสียแล้ว"

ท่านเจ้าคุณยิ้มออกมาได้

"เออ-จริงของแกดิเรก ถ้ายังงั้นเอาโว้ย เอายังไงก็เอากันพ่อไม่กลัวแล้ว มันจะเป็นผีหรือเปรตก็ตาม"

ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบกระสุนปืนพกออกมาขยุ้มหนึ่งแล้วแบ่งให้พลบ้าง สองสหายจัดแจงบรรจุกระสุนเพิ่มเติม จนเต็มลูกโม่คือ ๖ นัด ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็เคลื่อนที่ต่อไปอย่างระมัดระวัง ทุกคนเปิดไฟฉายกราดไปทั่วบริเวณ แม้กระทั้งตามหลังคาโบสถ์ ฝูงปีศาจสงบเงียบไปแล้ว

ในที่สุดนักเผชิญผีก็มาถึงหน้าโกดังเก็บศพ มันเป็นเรือนโรงชั้นเดียว หลังคามุงสังกะสีเก่าคร่ำคร่าและไม่มีฝา แสงไฟฉายช่วยให้แลเห็นหีบศพประมาณ ๑๐ หีบ วางกองรองซ้อนกันอยู่โดยไม่มีระเบียบเรียบร้อยอะไรนัก

ดร. ดิเรกหันมาทางเสี่ยหงวน

"ท้ามันอ้ายหงวน ท้าพวกผีในโกดังให้ออกมาตีกับเรา"

อาเสี่ยยืนนัยน์ตาปรือ ตราขาวขวดเล็กที่ดื่มเข้าไปจนหมดขวด ทำให้เขามึนเมามาก แต่ก็ยังพอมีสติอยู่บ้าง เพราะเสี่ยหงวนเป็นนักดื่มคอทองแดงหรือคอเหล็ก กิมหงวนมองเข้าไปในโกดังเก็บศพ แล้วตะโกนขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้แบบลิ้นไก่พันกัน

"ผี....ผีจ๋า....อ้อ ยังงี้สุภาพไปหน่อย ใช้ไม่ได้โว้ย" แล้วกิมหงวนก็ทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก ยืนสะลึมสะลืออยู่สักครู่จึงร้องท้าทายผีอย่างทรนง "เฮ้ย มึงแน่จริงออกมาตีกันซีวะ กูนี่แหละโว้ยผู้พิชิตผี มา-ออกมาอ้ายน้องชาย"

พอกิมหงวนพูดจบ เสียงห้าวๆ ก็ดังขึ้นในโกดังเก็บศพ

"ให้มันแน่สักรายเถอะวะ"

เจ้าแห้วกับนิกรทำท่าจะเผ่นหนีเอาตัวรอด พลกับ ดร. ดิเรกช่วยกันรั้งไว้ ต่างคนต่างฉายไฟเข้าไปในโกดังเก็บศพ และจากแสงไฟฉายนี้เอง ทุกคนแลเห็นฝาโลงใบหนึ่งถูกผีที่อยู่ในโลง ผลักมันขึ้นเผยอออกทีละน้อย เจ้าแห้วขนลุกซู่ หน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ นิกรยืนขาสั่นกระทบกันดังพั่บๆ ฝาหีบศพนั้นถูกผลักกระเด็นหลุดไปจากโลงเสียงดังโครม

พลกล่าวห้ามพรรคพวกของเขา

"อย่าหนีนะ ใครหนีเป็นตายเด็ด ช่วยกันฉายไฟไว้ไม่ต้องกลัวมัน"

มือหนึ่งค่อยๆ ยื่นออกมาพ้นขอบโลง มือนั้นบวมฉุกำลังขึ้นอืดทึ่ด มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้ว และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนเบียดเสียดกัน ต่างคนต่างอกสั่นขวัญแขวน

สักครู่หนึ่งร่างที่อยู่ในโลงก็ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างแช่มช้า หันหน้ามาทางนักเผชิญผี มือของทุกคนที่ถือไฟฉายสั่นเล็กน้อย และปืนที่ถืออยู่ในมือก็สั่นเช่นเดียวกัน จากแสงสว่างของไฟฉายที่ส่องรวมไปยังจุดเดียวกัน ทำให้ทุกคนแลเห็นปีศาจนั้นอย่างถนัดตา

มันเป็นผีผู้หญิงตายทั้งกลมอายุในวัยกลางคน และเพิ่งตายมาได้ราว ๗ วัน กำลังขึ้นเต็มที่ หน้าตาบวมฉุน่าเกลียดน่ากลัว ลิ้นออกมาจุกปาก นัยน์ตาทั้งสองข้างโปนถลน ผมเผ้ารุงรัง หล่อนเป็นภรรยาชาวสวนที่มีฐานะมีอันจะกินคนหนึ่ง ต้องเสียชีวิตเนื่องในการคลอดบุตร เพราะทารกในครรภ์อยู่ในท่าผิดธรรมดาไม่ยอมคลอด กว่าจะไปรับนายแพทย์หรือนางผดุงครรภ์ที่ปากลัด มาถึงบ้านสวนหล่อนก็สิ้นใจตายเสียแล้ว สามีของหล่อน เห็นว่าหล่อนตายทั้งกลมก็รีบนำศพมาไว้ที่วัดนี้ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลเพียงคืนเดียวก็เก็บศพไว้ในโกดังรอเผาเมื่อเก็บไว้ครบ ๑๐๐ วันแล้ว

ปีศาจนางสร้อยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนในโลง ร่างนั้นอ้วนใหญ่เพราะกำลังขึ้นอืด เนื้อหนังบางแห่งปริไปบ้างแล้ว

"อ๋อย" นิกรคราง "เปิดเถอะโว้ย อีนาคพระโขนงเล่นงานเราแล้ว โอ๊ะ...มันก้าวออกมาจากโลงแล้วโว้ย"

ดร. ดิเรกร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ยิงมันพวกเรา"

เสียปืนพกดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว แต่นางปีศาจไม่สนใจหรือหวั่นกลัวกระสุนปืน มันก้าวข้ามหีบศพออกมา เดินรี่ออกมาจากโกดังเก็บศพนั้น อาเสี่ยกิมหงวนตกใจจนหายเมา เขาร้องขึ้นสุดเสียง

"ถอยโว้ยพวกเรา"

เท่านี้เอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็พากันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่เชือกมนิลาที่ผูกมัดบั้นเอวอยู่ ทำให้ล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน เสียงตบมือโห่ร้องของพวกปีศาจดังเกียวกราวไปทั่ววัด ระคนกับเสียงสุนัขหอน และเสียงกลองตีรัวกระหน่ำ เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ หกล้ม ทุกคนก็พลอยหยุดชะงักเสียหลักล้มลงกองสุมกัน กว่าจะลุกขึ้นมาได้ก็ต้องช่วยกันประคองกันเสียเวลาไม่ใช่น้อย

นักเผชิญผีหนีปีศาจนางสร้อย ผีตายทั้งกลมออกมาทางหน้าพระอุโบสถ ต่างคนต่างแข้งขาถลอกปอกเปิกไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ ดร. ดิเรกอย่างระล่ำระลัก

"แก้เชือกออกดีกว่าโว้ยดิเรก ผูกเชือกติดกันเป็นพวงอย่างนี้ดูมันรุ่มร่ามเหลือเกิน แก้ออกเถอะโว้ย ให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองดีกว่า"

ดร. ดิเรกอกใจเต้นระทึกเพราะความกลัว

"ออไร๋ แก้ก็แก้ ผมเองจะช็อคตายอยู่แล้ว โอ....ผีวัดนี้ดุที่สุด ที่เราเห็นคงเป็นผีตายทั้งกลมแน่ๆ โชคดีเหลือเกินที่มันไม่ไล่ตามเรามา"

ครั้นแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างแก้เชือกมนิลาที่ผูกบั้นเอวออก เชือกมนิลาขดนั้นถูกเหวี่ยงทิ้งไปโดยไม่มีใครเอาใจใส่ เจ้าแห้วกับนิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง นายจอมทะเล้นมองไปทางโบสถ์อย่างขวัญหนีดีฝ่อ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือว่า

"กลับบ้านกันเสียทีหรือพวกเรา เราได้พิสูจน์ความจริงและได้เห็นด้วยตาของเราเองแล้วว่า เปรตและผีที่วัดหงส์นี้มีจริงๆ ถ้าหากว่าเราป้วนเปี้ยนอยู่ในวัด เราก็มีหวังถูกผีหรือเปรตหลอกตายห่า"

พล พัชราภรณ์ มีจิตใจเข้มแข็งอย่างน่าประหลาด เพราะเขารู้สึกละอายใจนั่นเอง เท่าที่เขาพลอยเสียขวัญวิ่งเตลิดเปิดเปิงมาด้วย เขาพยักหน้ากับนิกร แล้วพูดกับเพื่อเกลอของเขาด้วยเสียงหนักๆ

"ถ้าแกขี้ขลาดแกกลับไปบ้านก่อน และหมายถึงทุกๆ คนด้วย กันจะอยู่ที่วัดนี้คนเดียว กันจะสู้กับผีหรือเปรตให้ถึงที่สุด ให้มันรู้ไปทีเถอะว่ากันจะต้องตายเพราะผีหรือเปรตวัดหงส์ ไป-อ้ายกร ไม่ต้องเป็นห่วงกันหรอก"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ดีแล้ว ขอให้แกเป็นวีรบุรุษแห่งวัดหงส์เถอะ กันลาก่อนนะ ไปละโว้ย หมามันเริ่มทำแบ็คกราวน์อีกแล้ว เยือกเย็นเหลือเกิน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทาน ผมไปด้วยคนครับ"

นิกรกับเจ้าแห้วพากันเดินไปจากที่นั้นทันที ดร. ดิเรกกล่าวกับพลอย่างอาจหาญว่า

"เราไม่ควรวิ่งหนีผีผู้หญิงคนนั้นเลย เสียเกียรติและศักดิ์ศรีของเรามาก ที่ถูกเราควรจะยืนดูมันให้ถึงที่สุด ไป-อ้ายพล ไปที่โกดังเก็บศพอีก เราต้องปราบผีวัดนี้ให้ราบคาบ"

กิมหงวนยกมือตบหลังพล แล้วกล่าวขึ้นอย่างปอดลอย

"กันปวดท้องเสียแล้วโว้ย สงสัยว่าท้องเสีย ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัวแล้ว กันกลับไปบ้านก่อนนะ พรุ่งนี้เช้ากันจะชวนอ้ายกรมาหาแกที่นี่" พูดจบเสี่ยหงวนก็วิ่งตามนิกรกับเจ้าแห้วไปทันที แล้วร้องตะโกนลั่น "รอด้วยโว้ยอ้ายกร"

พลกับนายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนยิ้มแห้งๆ ทั้งๆ ที่ท่านกลัวเปรตและผีจนบอกไม่ถูก แต่ท่านไม่กล้าทิ้งพลกับ ดร. ดิเรกไว้เพราะความละอายใจนั่นเอง ดร. ดิเรกหันมามองดูหน้าพ่อตาของเขา

"คุณพ่อจะกลับก็เชิญซีครับ ผมกับพลจะสู้กับผีและเปรตเอง"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"พ่อไม่กลับ พ่อเป็นห่วงแกกับเจ้าพล เป็นไงก็เป็นกัน"

ดร. ดิเรกยื่นมือให้พ่อตาของเขาจับ

"ออไร๋ ออไร๋ คุณพ่อแก่แล้วยังมีใจเข้มแข็งและกล้าหาญกว่าอ้ายหงวนและอ้ายกร เป็นอันว่าเราสามคน จะต่อสู้กับผีที่วัดนี้ให้ถึงที่สุด"

พลกับนายแพทย์หนุ่มและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเดินย้อนกลับไปทางโบสถ์ และอ้อมไปทางโกดังผีอีก เสียงสุนัขหอนเยือกเย็น ไฟฉายทั้ง ๓ ดวงฉายกราดไปมา ไฟฉายของพลมีขนาด ๔ ท่อน จึงมีแสงสว่างพุ่งไปไกล เขาฉายไปทั่วบริเวณวัด ทั้งที่ต่ำและที่สูง แต่ไม่ปรากฏผีหรือเปรต จนกระทั่งสองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันมาหยุดยืนหน้าโกดังเก็บศพ และช่วยกันส่งไฟฉายเข้าไปในโกดังนั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างสงบเงียบ แต่ที่น่าประหลาดมหัศจรรย์ใจก็คือ หีบศพของนางสร้อยผีตายทั้งกลม ได้ปิดฝาเรียบร้อย

"มันเป็นแปลก" ดร. ดิเรกคราง "ก่อนที่เราจะวิ่งหนี ผีผู้หญิงในโลงนั้นดันฝาโลงหลุดตกลงมาข้างล่าง แล้วลุกขึ้นก้าวออกมาจากโลงทำไมถึงปิดได้"

พลพยักหน้ารับทราบ

"คงเป็นด้วยอิทธิฤทธ์ของปีศาจ แต่ว่า...กำลังใจของกันเข้มแข็งแล้ว กันอยากเห็นผีหรือเปรต มาเถอะ..ไม่ได้นึกกลัวเลย"

"ออไร๋ ไอก็ไม่กลัว" แล้ว ดร. ดิเรกก็ร้องตะโกนลั่น "เฮ้-ออกมาสู้กันโว้ยผี นอนเงียบอยู่ทำไมวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักใจไม่ดีก็เสขึ้นว่า

"เดินไปเรื่อยๆ อ้อมไปรอบๆ โบสถ์ดีกว่า พ่ออยากพบเปรตมากกว่าผี ถ้าพบเปรตพ่อจะพุ่งตัวเข้ารวบขามันเลย"

พลแกล้งชี้มือไปข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"โน่น เปรตมาโน่นแล้วครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณใจหายวาบ โกยอ้าวไปจากที่นั้นทันที แต่แล้วท่านก็ห้ามล้อพรืดหยุดชะงัก หมุนตัวกลับหันมาทางสองสหาย พอรู้ว่าพลแกล้งสัพยอกท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ทำเป็นหัวเราะอย่างขบขัน แล้วเดินเข้ามาหาสองสหาย

"อารู้ว่าแกแกล้งหลอกอา อาก็แกล้งวิ่งหนี ฮ่ะ ฮ่ะ ให้มันมาจริงๆ เถอะวะ อาจะสู้กับมันเอง"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

พลกับ ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเดินวนเวียนไปทั่วบริเวณวัดหงส์ แต่ไม่ปรากฏว่าได้พบเปรตหรือผีอีก ในที่สุดทั้งสามคนก็นั่งพักผ่อนสนทนากันบนศาลาเล็กๆ หลังหนึ่งทางด้านหลังพระอุโบสถ ต่างสูบบุหรี่พ่นควันอย่างสบายใจ ความรู้สึกเกรงกลัวผีปีศาจหายไปหมดแล้ว ดร. ดิเรกอธิบายว่าเขาเชื่อว่าผีหรือเปรตนั้นเป็นภาพลวงตา ที่มองเห็นมันก็เกิดจากอุปทานและพลังจิต ทำให้เห็นไปอย่างนั้น

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว ท่านจ้องตาเขม็งไปข้างหน้า ถึงแม้ว่าความมือปกคลุมไปทั่ว แต่แสงดาวระยิบระยับก็ช่วยให้ท่านเจ้าคุณแลเห็นร่างอันดำตะคุ่ม ของอสุรกายตนหนึ่ง กำลังเดินโย่งเย่งออกมาระหว่างพระเจดีย์สององค์ ทางด้านซ้ายของโบสถ์

"เฮ้ย-เปรตโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นด้วยความตกใจ

พลกับ ดร. ดิเรก ต่างมองไปทางหมู่พระเจดีย์นั้น แล้วพลก็ยกไฟฉาย ๔ ท่อนฉายไปทันที สองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน จากแสงไฟฉายในมือซ้ายของพล ทำให้พลกับนายแพทย์หนุ่มและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นภาพที่สั่นสะเทือนขวัญไม่น้อย เปรตตัวหนึ่งสีขาวโพลนสูงประมาณ ๑๒ ฟิตเศษกำลังหยุดยืนจ้องมองมาที่พล ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ และปีศาจโครงกระดูกอีกตัวหนึ่งสูงประมาณ ๕ ฟิตเศษยืนอยู่ใกล้ๆ เปรตขาวตัวนั้น

เปรตขาวยกมือชี้มาที่สองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"อย่ายิงนะโว้ย นี่เปรตเทียมไม่ใช่เปรตจริง"

ทั้งสามคนจำเสียงนิกรได้ ก็ถอนใจโล่งอกไปตามกัน ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ปีศาจโครงกระดูกก็ร้องบอกกล่าว

"รับประทานผมเองครับ ผีเทียมมากับเปรตเทียม"

แล้วเปรตขาวก็ยกมือรำป้อ ทำท่าเหมือนหัวโตงานบวชนาค เดินนำหน้าพาปีศาจโครงกระดูกเข้ามาหาสองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลิ่นเหล้าจากเปตรและผีคลุ้งไปหมด เปรตเทียมตัวนี้ท่อนล่างคืออาเสี่ยหงวนและท่อนบนคือนิกร ซึ่งยืนอยู่บนบ่าอาเสี่ย ใช้ผ้าปูที่นอนสองผืนต่อกันคลุมร่าง ใบหน้าของนิกรทาเขม่าไฟ ส่วนปรศาจโครงกระดูกสวมกางเกงสีดำ เสื้อยืดแขนยาวสีดำ ถุงคลุมหน้าสีดำ ใช้ดินสอพองละลายน้ำเขียนหน้าเป็นหัวกะโหลก และเขียนส่วนกระดูกต่างๆ ของร่างกาย

"ถ้าแกไม่ร้องห้าม กันยิงแกตายแล้ว" พลพูดเสียงหัวเราะ "นึกขลังยังไงขึ้นมาวะ ถึงปลอมตัวเป็นเปรตและผี"

อาเสี่ยแหวกผ้าปูที่นอนตอนรอยต่อ โผล่หน้าออกมาแล้วพูดยิ้มๆ

"เราเป็นห่วงแกสองคนกับคุณอาน่ะซี กลับไปถึงบ้านพักก็ปลอมตัวเป็นเปรตและผี แล้วดื่มเหล้ากันให้ใจป้ำรีบมาที่วัด กันกับอ้ายกรและอ้ายแห้วจะช่วยกันหลอกผีและเปรตวัดนี้ให้เข็ดเลย เราใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง"

นิกรว่า "อยู่ในสภาพเปรตอย่างนี้ครึกครื้นดีว่ะ"

พลกับ ดร. ดิเรกต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"เข้าทีมาก มองดูไกลๆ ข้านึกว่าเอ็งเป็นผีจริงๆ เสียอีก"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทาน ผมปลอมตัวเสร็จ ส่องกระจกมองดูตัวเองยังตกใจเลยครับ"

ทันใดนั้นเอง ดร. ดิเรกก็ชี้มือไปทางซ้ายมือของเขา แล้วร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้-เปรตสองตัวผัวเมียมาโน่น"

นิกรยกเท้าขวากระทืบบ่ากิมหงวนเบาๆ

"เอาเลยอ้ายหงวน ตะลุมบอนเลย"

เสี่ยหงวนหมุนตัวกลับ นิกรยืนโงนเงนเกือบร่วงลงจากบ่าอาสี่ย ครั้นแล้วเปรตเทียมกับผีเทียมก็เดินดุ่มๆ เข้าไปหาเปรตจริงสองตัวผัวเมีย พลกับ ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามไปด้วย เปรตจริงกับเปรตเทียมหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะใกล้ชิด แต่เปรตจริงสองตัวผัวเมียสูงกว่าเปรตเทียมมาก

ปีศาจเจ้าแห้วร้องตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ยมบาลท่านใช้ให้กูพาเปรตขาว มาจับมึงทั้งสองผัวเมีย อย่าสู้นา วัดนี้ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของมึง"

เปรตสองตัวผัวเมียหันมามองดูหน้ากัน แล้วเปรตตัวผู้ก็คว้าข้อมือเมียของมัน พากันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต นิกรตบมือร้องตะโกนลั่น

"จับ-จับมัน ช่วยกันจับให้ได้"

เสี่ยหงวนพานิกรวิ่งไล่ตามเปรตดำสองตัวผัวเมีย เจ้าแห้ววิ่งตามไปด้วย เปรตดำวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต กระโจนข้ามกำแพงโบสถ์โกยอ้าวออกไปจากเขตวัด และแน่นอนละ มันคงจะเตลิดเปิดเปิงไปไกลลิบลับโดยไม่ยอมเยียบย่างกลับมาวัดหงส์อีก เพราะกลัวนายผีกับเปรตขาวจะจับมันส่งยมบาล

เปรตเทียมกับผีปลอมยืนหอบแฮ่กๆ อยู่ข้างพระเจดีย์ พลกับ ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างชมเชยนิกร กิมหงวน และเจ้าแห้ว ซึ่งมีแผนการอันแยบคายเช่นนี้ ต่อจากนั้น เสี่ยหงวนก็ชวนคณะพรรคของเขาไปที่โกดังเก็บศพ เพื่อปราบปรามพวกปีศาจในโกดังให้ราบคาบ

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว หายกลัวผีแล้ว ทุกคนสนุกสนานร่าเริงไปตามกัน เมื่อมาถึงหน้าโกดังเก็บศพ ทุกคนยืนรวมกลุ่มกันปรึกษาหารือกัน พอเปิดไฟฉาย ๔ ท่อนฉายกราดเข้าไปในโกดัง ทุกคนสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อแลเห็นปีศาจหญิงชายกลุ่มหนึ่งราว ๑๐ คน กำลังยืนประชุมกันอยู่ในโกดังนั้น แต่ละปีศาจมีรูปร่างหน้าตา น่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง

เจ้าแห้วผีเทียมบุกเข้าไปในโกดังนั้น แล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายพวกนี้เที่ยวหลอกหลอนชาวบ้านและพระเจ้า ทำให้เดือดร้อนไปทั่วสวน ยมบาลท่านใช้ให้กูมาจับพวกมึง"

ฝูงปีศาจตกใจ ก็พากันวิ่งหนีออกไปทางหลังโกดังเก็บศพ เจ้าแห้วไล่กวดติดๆ ไป แต่พอนึกกลัวผีก็รีบกลับมา เสียงสุนัขหอนเห่าเยือกเย็นไปทั่ววัด บรรดาผีทั้งหลายกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพลและ ดร. ดิเรก

"วิธีนี้วิเศษมาก เราสามคนรีบกลับไปบ้านเถอะวะ ไปปลอมตัวเป็นผีแล้วมาที่วัดล่าผีกันให้สนุก"

นิกรก้มหน้าลงพูดกับพ่อตาของเขา

"ไม่ต้องไปหรอกครับ คุณพ่อหาถ่านทาหน้านิดเดียว ก็จะกลายเป็นผีตกน้ำตายที่กำลังขึ้นอึ่ดทึด"

เสียหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง กิมหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูนิกร แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"กระโดดลงมาก่อนโว้ยอ้ายกร หนักบ่าจะตายโหงอยู่แล้ว"

นายจอมทะเล้นแก้ชายผ้าปูที่นอนที่คล้องคอออก แล้วกระโจนลงมาจากบ่ากิมหงวน ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง ที่สามารถเอาชนะเปรตและผีได้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ตกลงกันว่าคืนนี้จะช่วยกันปราบปรามกวาดล้างผี จนกว่าจะรุ่งอรุณของวันใหม่

อย่างไรก็ตาม เปรตและผีวัดหงส์ได้หลบหนีเตลิดเปิดเปิงไปหมดแล้ว พวกชาวสวนบางหว้าและพระภิกษุที่วัดหงส์คงจะไม่มีใครถูกเปรต หรือปีศาจหลอกหลอนอีกเป็นแน่.

จบบริบูรณ์