พล นิกร กิมหงวน 209 : หมอผีสมัครเล่น

ตอนหัวค่ำวันนั้น

จักรยานยนต์ขนาดใหญ่รวม 3 คันเลี้ยวเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า คันหน้าคือร.อ.พนัส ติดตามด้วย ร.อ. สมนึกและ ร.อ.ดำรง นายทหารหนุ่มทั้งสามแต่งกายเหมือนๆ กัน สวมกางเกงขาวยาวสีน้ำตาลไหม้ และเชิ้ตแขนสั้นคอปกสีน้ำตาลอ่อนมีลายพาดที่หน้า

อกสีฟ้าแบบทันสมัย รถจักรยานยนต์ทั้ง 3 คันแล่นผ่านหน้าโรงรถเลี้ยวขวามือ มาหยุดเทียบหน้าบันไดตึกใหญ่ พนัส สมนึกและศาสตราจารย์ดำรง ดับเครื่องยนต์เรียบร้อยก็ก้าวลงจากรถและตั้งแสตนด์ไว้

เสี่ยตี๋กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสองว่า "เห็นรถเก๋งชนจักรยานยนต์แหลกละเอียดและคนขี่จักรยานยนต์ตายคาที่ ชักปอดเสียแล้วว่ะ พวกเราขืนขี่จักรยานยนต์กันต่อไปไม่ช้าก็คงจะถูกรถยนต์ชนเท่งทึง พ่อแม่ปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาร้องไห้ขี้มูกโป่งไปตามกัน"

พนัสยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าแล้วกล่าวกับลูกชายของเสี่ยหงวน

"ถึงคราวตายไม่ต้องขี่จักรยานยนต์อยู่ไหนมันก็ตายทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิดให้เสียเวลา เรื่องตายไม่มีใครหนีพ้นและไม่รู้ว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่"

ศาสตราจารย์ดำรงเห็นพ้องด้วย

"ใช่ นอนอยู่ในเรือใต้สะพานรถยนต์ยังกระโจนลงไปทับตาย นั่นก็เพราะคนตายถึงกำหนดอายุขัย คนเราถ้ากลัวตายก็ไม่ต้องทำอะไรละ นอกจากนั่งๆ นอนๆ รอคอยความตาย"

เจ้าแห้วพาตัวเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่และลงบันไดมาข้างล่าง

"รับประทานไปเที่ยวไหนกันมาครับ" เจ้าแห้วถามยิ้มๆ

พนัสตอบแทนเพื่อนเกลอของเขา

"ไปแค่สวนลุมเท่านั้นเอง กินข้าวอิ่มเกินไปเราก็ขี่รถเที่ยวเล่น นึกจะซื้อมะพร้าวน้ำแข็งมาฝากแกแล้ว"

"อ้าว รับประทานทำไมไม่ซื้อมาล่ะครับ"

"เสียดายเงินโว้ย ให้แกกินซื้อให้หมากินดีกว่า บอกให้ทำความสะอาดรถให้เราแกก็ไม่ทำ ใช้อะไรก็แกล้งทำเป็นลืม "

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ เสี่ยตี๋ถามว่า

"ทำไมบ้านเราเงียบเชียบอย่างนี้"

เจ้าแห้วหันมาทางลูกชายของนายพลดิเรก

"คุณแม่ของพวกคุณและคุณหญิงกับท่านเจ้าคุณเล่นไพ่กันอยู่ข้างบนครับ คุณหมอกับคุณพลและอาเสี่ยอยู่ในห้องทดลอง"

เสี่ยตี๋ถามขึ้นบ้าง

"แล้วอ้ายนพกับอากรล่ะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานคุณนิกรกับคุณนพอยู่ที่กระท่อมท้ายสวนหลังบ้านครับ คุณนิกรกำลังสอนคุณนพเลี้ยงผีครับ"

"ว้า" ศาสตราจารย์ดำรงคราง "เลี้ยงมันไว้ทำไม เลี้ยงนกเลี้ยงแมวเลี้ยงหมายังจะดีกว่า เลี้ยงผีมันเกิดยัวะขึ้นมามันแหกหูแหกตาหลอกเราเราก็แย่เท่านั้นเอง ต้องไปดูมันเสียหน่อยอ้ายนพมันจะเรียนยังไง"

พนัสว่า "แกไปเถอะ ฉันกับอ้ายรงจะไปห้องแล็บไปประจบพ่อเสียหน่อย ตอนนี้รู้สึกว่าพวกคุณพ่อชักจะเขม่นพวกเราตั้งแต่เราเปิดบริษัท "บัณฑิตหนุ่ม" และเราสามารถหาเงินใช้ได้เองโดยไม่ต้องแบมือขอพ่อแม่"

พนัสพาศาสตราจารย์ดำรงขึ้นไปบนตึก เสี่ยตี๋พยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"พากันไปดูอ้ายนพเรียนวิชาปีศาจศาสตร์จากอากรหน่อยซี ถ้าเรียนไม่ยากลำบากจนเกินไปกันจะขอเรียนจากอากรบ้าง"

"ก็ดีนี่ครับ แต่ว่ารับประทานผมไม่เรียนแน่ เรื่องผีกับผมรับประทานไม่ถูกกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผีดิบหรือผีสุก หรือผีประเภทไหน"

ร.อ. สมนึกพาเจ้าแห้วเดินไปตามถนนข้างตึกและเลี้ยวซ้ายมือไปทางหลังตึกใหญ่ ซึ่งมีถนนคอนกรีตรอบบ้านแบ่งแยกออกเป็นหลายสาย

ตามเวลาที่กล่าวนี้นิกรกับลูกชายของเขาง่วนอยู่ในกระท่อมท้ายสวน ซึ่งเป็นกระท่อมว่างเปล่ามีขนาดกว้าง 3 เมตร และยาว 3 เมตร หลังกระท่อมมีห้องครัวด้านหน้ากระท่อมมีระเบียงยื่นออกไปเพียงเล็กน้อย

แสงไฟฟ้าในกระท่อมส่องสว่างพอสมควร สองพ่อลูกนุ่งขาวห่มขาวนั่งพับเพียบอยู่บนเสื่อจันทบุรีสีแดงผืนใหญ่ เบื้องหน้าของนิกรกับนพมีโต๊ะเตี้ยๆ วางเครื่องเซ่นคาวหวานซึ่งบรรจุอยู่ในกระทงเล็กๆ ในราว 10 กระทง นอกจากนี้ก็มีเหล้าโรง 28 ดีกรีหนึ่งขวด ถ้วยตะไล

เล็ก 5 ใบ กล้วยหอมจันทร์หนึ่งหวี กระถางธูปและเชิงเทียนปักธูปเทียน สองพ่อลูกหารู้ไม่ว่าสมนึกกับเจ้าแห้วได้แอบดูอยู่ที่หน้าต่างข้างกระท่อม

พ.อ. นิกรนั่งประนมมือสวดมนต์พึมพำแล้วเขาก็ทำจมูกฟุดฟิดมองดูหน้าลูกชายของเขา

"สงสัยเสียแล้วโว้ยอ้ายนพ"

"ทำไมครับ"

"พ่อพึ่งสวดมนต์บูชาคุณพระรัตนตรัยเท่านั้น ยังไม่ได้ว่าคาถาเรียกผีเลยแต่พ่อได้กลิ่นผีแล้ว"

ร.อ. นพสูดลมเข้าปอดเต็มแรงแล้วมองไปรอบๆ กระท่อม

"ดูเหมือนเกลิ่นตัวอ้ายแห้วปนกับกลิ่นจั๊กแร้อ้ายตี๋ครับพ่อ ผมจำกลิ่นได้"

"เออ-เห็นจะจริง เมื่อกี้พ่อได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์แล่นเข้ามาในบ้านเรา อ้ายนึกกลับมาจากขี่รถเล่น ตอนนี้ลมมันพัดจากตึกใหญ่มาทางเราคงเป็นกลิ่นตัวอ้ายแห้วและกลิ่นจั๊กแร้อ้ายตี๋แน่ๆ ไม่รู้จักหายาทาเสียบ้าง ของง่ายๆ สำหรับระงับกลิ่นจั๊กแร้ไม่ต้องลงทุน"

"อะไรครับพ่อ"

"ก็ใบฝรั่งสดๆ น่ะซี เอามาตำให้ละเอียดทาใต้จั๊กแร้ทั้งสองข้าง กลิ่นอันดุเดือดที่รักแร้จะหายไปทันที ซื้อยาฝรั่งมาทามันก็ทุเลาลงได้เพียงชั่วขณะ พอเหงื่อออกอุจจาระเต่าก็อาละวาดอีก แกมีเพื่อนฝูงก็ช่วยบอกเขาเอาบุญ ยาระงับกลิ่นตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือใบฝรั่งนี่แหละ

น่าสงสารอ้ายตี๋มาก รูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาดี ไหงยอมให้เต่าปีนขึ้นมาขี้รดจั๊กแร้ แล้วยังงี้ผู้หญิงที่ไหนเขาจะยอมแต่งงานด้วย"

สมนึกหัวเราะชอบใจ เสี่ยตี๋ดัดเสียงแหลมๆ พูดเสริมขึ้น

"ผู้หญิงเขาไม่ได้แต่งงานกับจั๊กแร้ของอ้ายตี๋หรอกนะครับ รักแท้ย่อมไม่มีอะไรกีดขวางกางกั้น"

สองพ่อลูกสะดุ้งโหยงเนื่องจากเสี่ยตี๋ดัดเสียงพูดคล้ายกับเสียงผู้หญิงนั่นเอง

"เปิดเถอะเว้ยอ้ายนึก ผีเรือนเล่นงานเราเข้าแล้ว"

"อ้าว" นพเอ็ดตะโร "พ่อกำลังสอนผมให้เลี้ยงผีและเรียกผีไม่ใช่หรือครับ ไหงปอดลอยอย่างนี้"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แต่เสียงผีที่มันพูดกับเรารู้สึกว่ามันดุมาก ไม่รู้ว่าผีอะไร"

เสี่ยตี๋พยักพเยิดให้เจ้าแห้วพูดบ้าง เจ้าแห้วดัดเสียงพูดห้าวๆ

"เราคือผีตายโหง"

"อุ๊ย" นิกรร้องเสียงแหลม "กลับไปบนตึกเถอะวะพรุ่งนี้ค่อยทำค่อยทำพิธีต่อ คืนนี้พ่อใจไม่ใคร่ดี ถึงมีคาถาอาคมกันผีก็รู้สึกหวาดๆ ยังไงชอบกล"

ร.อ.นพหัวเราะหึๆ

"พ่อเป็นหมอผีกลัวผีมีอย่างที่ไหน"

"ก็พ่อไม่ได้เป็นหมอผีอาชีพ พ่อเป็นหมอผีสมัครเล่นเท่านั้น"

"ร่ายมนต์ต่อไปเถอะครับ ผมอยากเห็นภูตผีที่พ่อเรียกมันมากินเครื่องเซ่น ผมน่ะบางทีก็กลัวผีจนแทบจะคุมสติไม่ได้ บางทีก็ไม่กลัวเหมือนอย่างตอนนี้ จิตใจผมมันลักปิดลักเปิดเอาแน่ไม่ได้ครับคล้ายๆ กับลุงกิมหงวนซึ่งใครไม่รู้นึกว่าแกขี้ขลาดตาขาว ซึ่งความจริงลุงกิม

หงวนกล้าอย่างบ้าบิ่น ลงยัวะขึ้นมาแม้แต่ผีก็ถูกลุงไล่เตะวิ่งไม่รู้ทางไป"

นิกรยกมือทั้งสองขึ้นประนมไว้ระหว่างอกแล้วหลับตาพริ้มว่าคาถาพึมพำ ซึ่งคาถาบทนี้เป็นมนต์อันศักดิ์สิทธิ์เรียกผีที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้มาพบ และกินเครื่องเซ่นสังเวย

ฝนขาดเม็ดแล้วแต่เสียงฟ้าผ่าใกล้ๆ เมื่อนิกรร่ายมนต์จบลงในเที่ยวแรก ซึ่งเขาจะต้องว่าอีก 2 จบ ลมพายุพัดผ่านมาอย่างรุนแรง ต้นไม้ใหญ่อ่อนลู่ไปตามลมเหมือนกับจะหักโค่นลงมา แล้วก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทั่วบริเวณสวนหลังบ้าน

เสี่ยตี๋ขนลุกซู่รู้สึกกลัวผีทันที เขากับเจ้าแห้วแอบอยู่ริมหน้าต่างนอกกระท่อม เมื่อมองไปรอบๆ สวนหลังบ้าน ร.อ.สมนึกก็แลเห็นนัยน์ตาสีเขียวเป็นคู่ๆ ปรากฏอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้และตามต้นไม้ใหญ่มากมาย นัยน์ตาเหล่านี้ไม่กะพริบส่องแสงวาวไปทั่ว

"แห้วโว้ย"

"หือ เอ๊ย ครับ รับประทานว่ายังไงครับ"

"เราถูกผีหลอกหรืออย่างไร แกเห็นลูกนัยน์ตาตามต้นไม้ไหม"

"โธ่-รับประทานอย่าพูดซีครับ ผมเห็นแล้วแต่ผมไม่กล้าพูด" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นเครือ

เสี่ยตี๋ทำท่าขนพองสยองเกล้า

"อากรเรียกผีมาแน่ๆ เข้าไปในกระท่อมเถอะโว้ย"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับรับประทานผมลงมติตามญัตติของคุณ"

ครั้นแล้วสมนึกก็พาเจ้าแห้วเดินไปทางหน้ากระท่อมและบุกเข้าไปในกระท่อมเพราะความหวาดกลัวผีปีศาจ

นิกรกำลังหลับตาร่ายเวทมนต์จึงไม่เห็นลูกชายเสี่ยหงวนกับเจ้าแห้ว แต่นพนั่งลืมตาอยู่พอแลเห็นเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าแห้ว ร.อ. นพ สมาชิกตาแหกแห่งสมาคมกลัวผีในประเทศไทยก็ใจหายวาบเผลอตัวร้องออกมาดังๆ

"ผีมา"

สมนึกจุปากแล้วโบกมือห้ามนพให้สงบเงียบ คราวนี้ลูกชายของนิกรยิ้มออกมาได้เมื่อเห็นถนัดว่าสองคนที่ผ่านประตูหน้ากระท่อมเข้ามาคือสมนึกกับเจ้าแห้ว

"ผีอะไรลูก" นิกรถามลูกชายของเขาและว่าคาถาต่อไปโดยไม่ยอมลืมตา

"สงสัยว่าผีที่เป็นอหิวาต์ตายครับพ่อ มันยืนอยู่ข้างหน้าเราสองตัวค่อนข้างเตี้ยล่ำสัน"

สมนึกกับเจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้านิกร หมอผีสมัครเล่น แล้วเสี่ยตี๋ก็ยื่นมือขวาตบขานิกรเบาๆ แกล้งพูดเสียงแหลมเล็กว่า

"สูเรียกตูมาทำไม"

นิกรยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ยอมลืมตา

"ลูกชายของตูอยากจะเลี้ยงสูไว้ใช้สอยน่ะซี สูมากี่ตัวล่ะ"

"มาสองตัว"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยการดัดเสียงพูดห้าวๆ

"รับประทานตูเป็นนายผีอยู่แถวนี้เอง"

นิกรชักสงสัยเมื่อได้ยินคำว่ารับประทาน เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นพอแลเห็นเสี่ยตี๋กับเจ้าแห้วนั่งอยู่ข้างหน้าเขา หมอผีสมัครเล่นก็หัวเราะ

"เดี๋ยวเตะดิ้นทั้งสองคน เป็นคนไม่ชอบอยากเป็นผีเรอะ เสือกดัดเสียงพูดทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าผีมาจริงๆ "

เสี่ยตี๋หัวเราะชอบใจ

"แต่ผีมันมาจริงๆ ครับอากร ผมเห็นนัยน์ตาวาววามปรากฏไปทั่วสวนเข้าใจว่าผีแน่ๆ "

"งั้นเรอะ แกสองคนเลื่อนไปนั่งข้างอ้ายนพเร็ว อาจะสวดมนต์ต่อไปเพื่อให้พวกผีทั้งหลายเข้ามาในกระท่อมนี้ และกินเครื่องเซ่นสังเวย อ้ายนพอยากได้ผีตัวไหนเลี้ยงไว้ก็จะได้เลือกเอา แกกับอ้ายแห้วอยากเลี้ยงผีกับเขาบ้างไหมล่ะ เลี้ยงไว้มีประโยชน์นะโว้ย ถึงแม้จะต้อง

เลี้ยงดูมันจัดเครื่องเซ่นให้มันกินวันละสามเวลา ผีที่เราเลี้ยงไว้มันจะคุ้มครองป้องกันเรา ใช้ให้หลอกหลอนใครก็ได้ ใช้ให้ไปซื้อข้าวซื้อของซักรีดเสื้อผ้าทำการบ้านหรือทำครัวได้ทั้งนั้น"

สมนึกสั่นศีรษะ

"ไม่ละครับอากร เลี้ยงผีมันเป็นเรื่องยุ่งเพราะต้องกังวลกับมัน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมก็ไม่เอาครับ มันไปกัดใครเข้าผมก็เดือดร้อน"

นิกรทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ผีนะโว้ยไม่ใช่หมา ผีกัดคนมีอย่างที่ไหนวะ มันได้แต่หลอกหลอนเท่านั้นด้วยการจำแลงแปลงกายต่างๆ หรือม่ายก็ควักไส้ควักพุงออกมาอวดเรา"

เจ้าแห้วทำท่าขนลุกขนพอง

"ไม่รับประทานละครับ ผีกับผมไม่มีวันที่จะเข้ากันได้"

นิกรยิ้มให้สมนึกกับนพและเจ้าแห้ว

"แกสามคนอยู่เฉยๆ นะ ถ้าผีมันเข้ามาในกระท่อมอยู่นิ่งๆ ก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วว่า

"รับประทานใจของผมน่ะมันสงบละครับคืออยู่นิ่งๆ แต่ว่ารับประทานเท้ามันไม่ยอมอยู่นิ่งๆ น่ะซีครับ มันอาจจะพาตัววิ่งไปโดยไม่รู้สึก"

นิกรว่า

"ถ้ายังงั้นแกก็มีหวังจับไข้หัวโกร๋น ขอให้แกดูพ่อตาของกันเป็นตัวอย่าง เมื่อตอนเป็นหนุ่มท่านถูกผีหลอกและวิ่งหนีผีเลยจับไข้หัวโกร๋น เส้นผมที่ร่วงไปไม่ยอมขึ้นอีก"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ไม่ใช่ผ้าอ้อมกัดท่าน เมื่อตอนที่ท่านเป็นเด็กทารกนอนเบาะหรือครับ"

นิกรหลับตาประนมมือว่าคาถาต่อไป ลมพายุที่เกิดขึ้นยังไม่สงบ บางครั้งก็พัดกระโชกรุนแรงน่ากลัว นพ สมนึกกับเจ้าแห้วนั่งนิ่งเฉยและพยายามนั่งเบียดเสียดกัน สักครู่หนึ่งสองสหายกับเจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อแลเห็นปีศาจกลุ่มหนึ่งรวม 5 ตนพากันเดินเข้ามาใน

รูปลักษณะต่างๆ กันล้วนแต่น่าเกลียดน่ากลัว ตัวหนึ่งตัวเตี้ยตะแหมะแขะ แต่คอยาวยืดเกือบ 2 เมตรแบบคอห่าน หน้าของมันเล็กนิดเดียว ตัวที่สองศีรษะใหญ่ผิดส่วนรูปร่างบอบบางเล็กนิดเดียวเหมือนเด็กอายุสามสี่ขวบ ตัวที่สามคือปีศาจผู้หญิงวัยกลางคนที่กำลังขึ้นอืดเหมือน

ตายมาได้ 7 วันส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบไปหมด เนื้อหนังบวมฉุหลุดเป็นชิ้นๆ แก้มข้างขวาหลุดหายไป ริมฝีปากใหญ่หนาแลเห็นฟันในปาก เพราะกำลังขึ้นเต็มที่ นัยน์ตาข้างซ้ายโปนถลน ส่วนนัยน์ตาข้างขวาห้อยร่องแร่ง นางปีศาจเปลือยกายล่อนจ้อนแต่มองดูเท่าใดก็ไม่โป๊ เพราะ

น่าเกลียดน่ากลัวมากกว่าโป๊นั่นเอง ตัวที่สี่เป็นปีศาจผีดิบ คือผีที่ยังไม่ได้เผาและยังไม่ขึ้นอืด รูปร่างทั้งสูงทั้งใหญ่หน้าตาคล้ายโบรีส คาลอฟ ดาราผีดิบของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ตัวที่ห้าเป็นผีเด็กผู้ชายอายุไม่เกิน 4 ขวบ ผูกเอี้ยมสีแดงไว้ผมจุกปักปิ่นเงินที่จุก รูปร่างหน้าตาเหมือนกับ

เด็กโบราณ

ปีศาจทั้ง 5 คน ต่างนั่งรวมกลุ่มกันเบื้องหน้านิกร เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยขานิกร แล้วบอกเขาด้วยเสียงสั่นเครือเพราะหวาดกลัวปีศาจทั้ง 5 ตนนี้

"รับประทานลืมตาขึ้นพูดคุยกับมันสิครับ"

นิกรสวดมนต์บทสุดท้ายจบพอดีเมื่อเขาลืมตาขึ้นแลเห็น ปีศาจนิกรสะดุ้งโหยง ทำท่าจะลุกขึ้นวิ่งหนีแต่เจ้าแห้วโผเข้ามาจับตัวนิกรไว้

"รับประทานอย่าหนีนะครับ คุณเป็นหมอผีคุณวิ่งหนีเอาตัวรอด รับประทานผมกับคุณนึกและคุณนพก๊อแย่ซีครับ"

นิกรพยายามปลอบใจตัวเองให้เข็มแข็ง เขาจ้องมองดูปีศาจทั้ง 5 ตัวอย่างหวาดหวั่น พวกปีศาจต่างประนมมือไหว้เขา แล้วปีศาจคอยาวก็ยื่นคอเข้ามาเกือบถึงหน้านิกร ทำให้นิกรถอยหลังกรูด สวนนพกับสมนึก และเจ้าแห้วตัวสั่นเทิ้ม เหมือนลูกนก นิกรยกมือผลักหน้า

ปีศาจคอยาวแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"หดคอเข้าไปหน่อยเถอะวะ น่าเกลียดจะตายห่า ยื่นเข้ามาได้"

ผีคอยาวยืดคอขึ้นเล็กน้อย แล้วยิ้มให้นิกร

"เจ้านายเรียกเรามาทำไมครับ"

"ก็มีธุระน่ะซี พวกแกกินเครื่องเซ่นนี่เสียก่อนแล้วค่อยคุยกัน"

ผีทั้ง 5 ตัวเป็นผีที่ซัดเซพเนจรไปตามยถากรรมล้วนแต่หิวโหยอดโซ เมื่อหมอผีสมัครเล่นเรียกให้กินเครื่องเซ่นมันก็คลานเข้ามานั่งห้อมล้อมโต๊ะสี่เหลี่ยม แล้วก็กินเหล้ากินเครื่องเซ่นกันอย่างมูมมาม เช่นเดียวกับผีไม่มีญาติทั้งหลายท่องเที่ยวไปและลักขโมยเขากิน ปีศาจ

หนูน้อยอยู่ข้างจะเสียเปรียบเพื่อนผีด้วยกัน เพราะกินไม่ทันผีผู้ใหญ่ จนกระทั่งนิกรร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ยๆๆ นึกถึงเด็กบ้างซีโว้ย แบ่งให้เด็กกินบ้าง"

ผีเด็กยกกำปั้นทุบผีผู้หญิงทีก่ำลังขึ้นอืดเสียงดังพลั่ก

"เขยิบออกไปหน่อยซีป้า เบียดหนูยังงี้หนูก็แย่ซี"

"อย่าพูดมากเดี๋ยวถูกหักคอเสียหรอก"

ปีศาจเจ้าหนูน้อยมองดูปีศาจผู้หญิงอย่างโมโห

"ชะ ชะ เป็นผีด้วยกันจะมาหักคอกัน จ้างข้าก็ไม่กลัวป้า ข้าน่ะตายมาก่อนป้าตั้งหลายสิบปีนะเว้ยจะบอกให้"

เพียงนาทีเดียวเครื่องเซ่น 10 กระทง และเหล้า 28 ดีกรีอีกหนึ่งขวดก็ราพณาสูร ปีศาจศีรษะโต ยกมือไหว้นิกรปลกๆ แล้วถามว่า

"มีอีกไหมครับเจ้านาย แค่นี้ไม่ทันจะรู้รสหมดเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"กินแต่พอหอมปากหอมคอเถอะเพื่อนแล้ววันหลังจะเรียกพวกแกมากินอีก"

พูดจบเขาก็หันมามองดูสองสหายหนุ่มกับเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิกทั้งสามคน ใจเต้นระทึกตลอดเวลาแต่ความหวาดกลัวผีปีศาจค่อยเลือนหายไปบ้าง

ปีศาจผีดิบอ้าปากหาวเสียงลั่น พร้อมกับยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ

"ปีกว่าแล้วนะครับเจ้านาย ที่ผมพึ่งได้กินอาหารวันนี้ ขอบคุณมากครับสำหรับเครื่องเซ่นที่เจ้านายจัดหาให้เรากิน"

นิกรยิ้มให้

"ลูกเมียของแกเขาไม่เคยใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้แกบ้างเชียวรึอ้ายน้องชาย"

ผีดิบเค้นหัวเราะ

"ไม่มีวันเสียละครับ ผมตายมา 5 ปีแล้วเขายังไม่คิดจะเผาผม ปล่อยให้ผมเป็นผีดิบอยู่อย่างนี้ จะไปผุดไปเกิดบ้างก็ไม่ได้ เพราะร่างของผมยังไม่ได้เผา ผมเท่งทึงได้ไม่กี่วัน เมียผมเขาก็มีผัวใหม่แล้ว ตอนที่ผมมีชีวิตอยู่เขาออเซาะฉอเลาะบอกกับผมทุกวันว่า เขารักผมราว

กับชีวิตของเขา ถ้าผมตายเขาจะตายตามผม พอผมถูกรถยนต์ชนตาย เอาศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัด เมียผมเริ่มยุ่งกับอ้ายหนุ่มรูปหล่อคราวลูกของหล่อนแล้ว ผมนึกไม่ถึงจริงๆ ครับ"

นิกรว่า "มันเป็นเรื่องธรรมดาอ้ายน้องชาย ผู้ชายแก่ๆ ก็พอใจเด็กสาวและผู้หญิงแก่ๆ ก็พอใจเด็กหนุ่มๆ อั๊วก็เหมือนกันโว้ยเห็นเด็กสาวๆ อั๊วก็นึกรัก พอเห็นหน้าเมียเบื่อเป็นยารุ มองตั้งแต่หัวตลอดตีนขึ้นสนิมหมด"

ร.อ. นพพูดขึ้นเปรยๆ

"จะฟ้องแม่"

นิกรสะดุ้งโหยง หันไปทำตาเขียวกับลูกชายของเขา

"เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง หรือไม่จริงล่ะ แม่แกน่ะควรจะรุขายเชียงกงไปนานแล้ว ขอบตาย่น แก้มตอบ จะจูบสักทีก็ต้องแข็งใจจูบ"

นางปีศาจที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดพูดเสริมขึ้น

"แล้วอะฮั้นล่ะฮะเจ้านาย รูปร่างยังพอไปได้ไหมฮะ"

นิกรยิ้มให้

"ได้ ถ้าหากว่าเขามีการประกวดนางงามประจำป่าช้า แกก็มีหวังได้ตำแหน่งยอดพธูเทผี ไม่ใช่เทพีนะโว้ย ดูได้หรือน่ะ ขึ้นอึ้ดทึ่ดเหมือนกับหมูตกน้ำตาย"

พวกปีศาจหัวเราะลั่น ผีกุมารซึ่งมีรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูกล่าวกับนิกรว่า

"เจ้านายเอาหนูไว้เลี้ยงสักตัวได้ไหมครับ หนูจะช่วยทำงานทุกอย่าง ตักน้ำตำข้าวกวาดบ้านถูเรือน งานหนักงานเบาหนูทำได้ทั้งนั้นแหละครับ"

พ.อ.นิกรหันมาทางลูกชายของเขา

"ว่าไงนพ แกจะเลี้ยงไว้ทั้งห้าตัวนี่หรือจะเลือกเลี้ยงเป็นบางตัว เอาอ้ายคอยาวนี่ไหมล่ะ"

นพสะดุ้งโหยง

"ไม่ไหวละครับ คอมันยาวน่าเกลียดเหลือเกิน"

ปีศาจคอยาวยื่นคอเข้าไปหานพ

"โถ-พี่ รูปธรรมนามธรรมนะครับ ผมน่ะอยากจะรูปหล่อเหมือนกัน แต่กรรมเวรทำให้ผมมีสภาพอย่างนี้ ความจริงคิดไปมันก็ดีเหมือนกันนะครับ ดูอะไรยืดคอหน่อยเดียวก็มองเห็น ไม่ต้องเขย่งหรือเอาม้านั่งมาต่อปีนดูบนม้า"

ร.อ.นพส่ายหน้า

"ฉันกลัวแกโว้ยบอกตามตรง รู้สึกว่าฉันอยากจะเลี้ยงอ้ายหนูผมจุกนี่มากกว่าเพราะเป็นเด็กมีความน่ารักน่าเอ็นดู ใช้สอยอะไรก็คงจะแคล่วคล่องว่องไว"

ปีศาจกุมารรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปนั่งตักนพทันที ลูกชายของนิกรอกสั่นขวัญแขวนเขาได้กลิ่นเหม็นสาบจากตัวเจ้าหนูน้อย ผีกุมารที่ตายมาแล้วเกือบ 100 ปี แต่ยังรับกรรมไม่หมดจึงยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด

"คุณน้าเลี้ยงหนูไว้เถอะครับ หนูจะเป็นเด็กดีไม่ดื้อไม่ซน หนูท่องเที่ยวไปอย่างนี้หนูลำบากเหลือเกินผีโตๆ มันก็ข่มเหงรังแกหนู ขอให้หนูได้มีที่อยู่ที่กินเถอะครับ แล้วหนูจะทำงานรับใช้คุณน้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต"

นพนั่งตัวแข็งทื่อเพราะความหวาดกลัว

"อ้าย....นะ...อู๋" นพพูดเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "ตัวเอ็ง..ยะ..เอ็น..มะ...เอื๋อนน้ำแข็ง ลงจากตักน้าเถอะโว้ย อย่าถูกตัวน้าเลยประเดี๋ยวน้าช็อกตายห่า"

ผีเด็กยิ้มน่ารัก

"ก็หนูเป็นผีนี่ฮะ ตัวของหนูมันก็เย็นเยียบอย่างนี้"

นพกลืนน้ำลายเอื๊อก

"บอกให้ลงจากตักยังไงล่ะ ถ้าเอ็งอยากนั่งตักก็ไปนั่งตักเพื่อนข้า"

เสี่ยตี๋สะดุ้งโหยงแล้วถอยหลังกรูด

"ธุระอะไรล่ะ แกชอบมันก็ให้มันนั่งตักแกซี"

ปีศาจกุมารเลื่อนตัวลงจากตักนพและลุกขึ้นเดินเข้าไปหานิกร

"ไปนั่งทางโน้น" นิกรเอ็ดตะโร "ไปนั่งรวมกลุ่มกับพวกเอ็ง เอ็งนี่กลิ่นเหม็นสาบเหม็นสางแรงเหลือเกิน ตั้งแต่ตายคงไม่เคยอาบน้ำ"

เจ้าหนูน้อยยิ้มเศร้าๆ

"ครับ ตอนหนูยังมีชีวิตอยู่หนูก็เหมือนคุณแหละครับ สองสามวันถึงจะอาบน้ำสักครั้ง"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ทำไมเอ็งรู้ล่ะว่าข้าไม่ใคร่ได้อาบน้ำ"

"โธ่-ก็หนูเป็นผีนี่ครับ ผีย่อมมีหูทิพย์จมูกทิพย์"

"เออ จริงของเอ็ง ไปนั่งโน่น"

ปีศาจกุมารเดินไปนั่งรวมกลุ่มกับพรรคพวกของมัน เจ้าแห้วได้ยินเสียงผีผู้หญิงที่ขึ้นอึ้ดทึ่ด ร้องเพลงไทยเดิมเพลงหนึ่ง เจ้าแห้วก็ตวาดแว้ด

"ลำบากนักก็อย่าร้องเลยโว้ย เสียงยังกะวัวถูกเชือดคอ"

นางปีศาจหันมามองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาลแล้วยกมือชี้หน้า

"อยากจะลองดีกับข้าเรอะ"

นิกรหยิบข้าวสารเสกที่อยู่ในถ้วยใบหนึ่งขึ้นมาหนึ่งกำแล้วเหวี่ยงไปทางนางปีศาจ ทำให้นางปีศาจผีตกน้ำตายร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด แล้วนิกรก็กล่าวขึ้น

"แกจะทำอะไรพรรคพวกของฉันไม่ได้เด็ดขาด จำไว้นะ"

"เจ้าค่ะ เดี๊ยนจะจำไว้"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ภาษาอะไรของแกวะ เดี๊ยน"

"ก็ดิฉันยังไงล่ะคะ พูดให้ทันสมัยก็ต้องพูดเดี๊ยนหรือดั๊น"

นิกรหันมาทางลูกชายของเขา" ว่ายังไงอ้ายกร.. เอ๊ย..อ้ายนพ ดันเรียกตัวเองเข้าแล้วไหมล่ะ พวกแกเล่นล้อชื่อพ่อกันจนเคยปากทำให้ฉันเรียกผิดๆ ถูกๆ นึกว่าแกชื่อนิกร อ้า-เป็นอันว่าแกจะเลี้ยงผีกุมารตัวนี้ยังงั้นเรอะ"

"ครับ เอาก็เอา ให้มันนอนกับผมแล้วผมจะจัดเครื่องเซ่นให้มัน ตอนกลางวันผมไปทำงานผมจะสั่งแจ๋วไว้ พอเที่ยงก็หาอาหารกลางวันให้มันกิน สำหรับตอนเช้าและตอนเย็นผมจะหาให้มันกินเอง"

หมอผีสมัครเล่นหันมาทางผีกุมาร

"ตกลงนะอ้ายหนู ลูกชายของข้าเขาจะเอาเอ็งไว้เลี้ยงเป็นลูก เอ็งจะว่ายังไง"

ผีกุมารยิ้มน่ารัก

"ตกลงครับเจ้านาย แต่ว่า...ใครจะเป็นลูกและใครจะเป็นพ่อล่ะครับ"

ร.อ.นพสะดุ้งโหยง

"ข้าเป็นพ่อเอ็งโว้ย ไม่ใช่เอ็งเป็นพ่อข้า"

เสี่ยตี๋กับเจ้าแห้วต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ส่วนปีศาจผีหัวโต ปีศาจผีดิบ ปีศาจคอยาวและปีศาจผีตกน้ำตายขึ้นอึ้ดทึ่ดต่างพากันร้องไห้ด้วยความเสียใจ เพราะผีกุมารมีโชคดีกว่าตนคือผู้อุปการะเลี้ยงดู ปีศาจหัวโตร้องไห้สะอึกสะอื้น

"เฮ้ย" นิกรอุทานขึ้นดังๆ และมองดูปีศาจหัวโตอย่างขบขัน "หัวเราะอะไรวะอ้ายน้องชาย"

อ้ายหัวโตพูดพลางสะอื้น

"เจ้านายรับอุปการะพวกผมไว้ทั้งหมดไม่ได้หรือครับ เราจะได้มีที่อยู่ที่กินเป็นหลักแหล่งไม่ต้องเป็นผีจรจัด ต้องอดอยากปากไหม้เหมือนอย่างทุกวันนี้"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ข้าวมันแพงโว้ย หมูและเนื้อวัวก็แพง"

นางปีศาจตกน้ำตายพูดเสริมขึ้น

"พวกเรากินตับไตไส้พุงของพวกเจ้านายก็ได้ค่ะ"

เจ้าแห้วชักใจไม่ดี

"พูดเป็นบ้า"

เจ้าผีดิบสบตากับสมนึกมันก็ยกมือไหว้เขา

"กรุณาเลี้ยงเราไว้เถอะครับ ผมขอสาบานว่า พวกเราจะซื่อสัตย์กตัญญูต่อเจ้านายไม่มีวันที่จะคิดคดทรยศเป็นอันขาด เราให้คำมั่นสัญญาโดยเอาเกียรติของผีเป็นประกันครับ" พูดจบผีดิบก็ร้องไห้

สมนึกชักใจอ่อนตามธรรมดาของคนที่มีเมตตาจิต เขาหันมายิ้มให้เจ้าแห้ว

"ชักสงสารมันว่ะ เลี้ยงไว้ทั้งหมดนี่ดีไหม นึกว่าเลี้ยงไว้ดูเล่น"

เจ้าแห้วส่ายหน้า

"เลี้ยงไว้ดูเล่นก็ไม่น่าดูครับ รับประทานถ้าคุณจะเลี้ยงผี ผมคิดว่าเลี้ยงหมียังจะดีกว่า เพราะหมีมันไม่หลอกเรา"

ลูกชายของเสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"แต่หมีมันอาจจะตะปบเราคอหักตายหรือมันอาจจะถลกหนังหัวเราก็ได้ ผีทั้งหมดนี่ดูๆ ก็ไม่น่ากลัวอะไรนี่โว้ย นอกจากรูปร่างหน้าตาของมันผิดกว่าเราเท่านั้น ตกลงเลี้ยงมันไว้นะ"

"รับประทานสุดแล้วแต่คุณเถอะครับ แต่ถ้ามันหลอกผม ผมจับใส่หม้อเอาไปถ่วงแม่น้ำนะครับ"

นิกรหัวเราะก๊าก

"แกทำได้หรือวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานได้หรือไม่ได้ก็ต้องพูดขู่ไว้ก่อนละครับ"

เสี่ยตี๋มองหน้าปีศาจทีละตัวด้วยความสมเพชเวทนาแล้วเขาก็หันมายิ้มให้ ร.อ.นพ

"เลี้ยงมันไว้ทั้งห้าตัวก็แล้วกันนะอ้ายนพ คงไม่หมดเปลืองอะไรหรอก เราช่วยกันเลี้ยงมันอบรมสั่งสอนมัน ไม่ช้ามันก็จะเป็นผีที่สุภาพเรียบร้อย เราไม่ชอบใจใครเราก็ใช้ให้ผีของเราไปหลอกหลอนมัน"

เจ้าผีคอยาวดีดมือแป๊ะยื่นหน้าเข้ามาพูดกับ ร.อ.สมนึก

"เรื่องหลอกคนผมเอาเต็มที่เลยครับพี่ ผมเคยหลอกคนตกใจตายมาหลายคนแล้ว บางทีเขานั่งคุยกันเป็นกลุ่มอยู่บนเรือน ผมโผล่หน้าต่างยื่นคอเข้าไปลอยหน้าลอยตาร้องเจี๊ยกคร่อกเท่านั้น เผ่นไปคนละทางสองทาง บางคนตกใจถึงกับชักพราดๆ เลี้ยงผมและพวกเราไว้

เถอะครับเจ้านาย อยากได้อะไรจากใครบอกผม ผมจะขโมยมาให้ ตั้งแต่รถยนต์คันโตๆ กระทั่งเครื่องเพชรและเงิน พวกผมเป็นผีหายตัวได้นะครับ ตำรวจก็ไม่กล้าจับผม ขืนจับผมก็จะหลอกให้จับไข้หัวโกร๋นไปตามกัน"

สมนึกกับนพหัวเราะลั่น ทั้งสองหายกลัวผีส่วนเจ้าแห้วนั่งนิ่งเฉย ผีคอยาวยืดคอไปที่เจ้าแห้ว

"ว่ายังไงครับพี่ชาย เส้นลึกมากนักเรอะถึงไม่หัวเราะ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่ามายุ่งกับกูโว้ย"

"ฮั่นแน่ ถือตัวซะด้วย คุณพี่ชื่ออะไรมิทราบ"

"ทะลึ่ง หดคอออกไปให้ห่างหน้ากูหน่อยเถอะโว้ย"

"หมายความว่ารังเกียจน้อง"

"เออ-หน้าตายังกะผีอย่างนี้กูจะชอบได้อย่างไร"

"อ้าว ก็ผมเป็นผีหน้าตามันก็เหมือนผีน่ะซี" พูดจบอ้ายผีคอยาวก็ยกมือทั้งสองดึงศีรษะของมันออกจากคอแล้วส่งให้เจ้าแห้ว "ฝากไว้เดี๋ยวนะพี่อากาศมันร้อนอบอ้าวเหลือเกิน"

เจ้าแห้วมองดูศีรษะปีศาจในมือของเขาและแล้วเจ้าแห้วก็ร้องโวยวายโยนผ่านประตูออกไปนอกกระท่อม พวกผีหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน นิกรกับนพและสมนึกจ้องมองดูผีคอยาวซึ่งปราศจากศีรษะด้วยความหวาดหวั่น แลเห็นแต่ก้านคอของมันยาวเฟื้อยและโอน

เอนไปมาเหมือนคอห่าน เจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

เจ้าหนูน้อยผีเด็กผลุนผลันลุกขึ้นวิ่งออกไปจากกระท่อม แล้วกลับเข้ามาพร้อมด้วยศีรษะของผีคอยาวที่ถืออยู่ในมือของหนูน้อย ปีศาจเด็กน้อยยกเท้าขวาเตะผีคอยาวดังพลั่กแล้วยื่นศีรษะส่งให้

"เอ้า-ติดกับคอเสียให้เรียบร้อย เล่นหลอกล้อเจ้านายอย่างนี้ใช้ได้หรือ ลุงก็โตแล้วและอายุมากแล้วมีความคิดเสียบ้างซี"

ผีคอยาวติดศีรษะของมันไว้กับก้านคอตามเดิมแล้วยกมือไหว้เจ้าแห้ว

"อย่ากลัวผมเลยครับพี่ผมล้อเล่นน่ะ"

เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก

"ทีหลังมึงอย่ามาเล่นกับกูยังงี้ไม่ได้นา เล่นบ้าๆ อะไรวะอยู่ดีๆ ก็ดึงหัวหลุดจากคอแล้วส่งมาให้กู"

นิกรจุ๊ปากแล้วโบกมือให้สงบเงียบ เขาถามเสี่ยตี๋อย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เป็นอันว่าแกกับอ้ายนพรับเลี้ยงผีทั้งหมดนี่นะ"

ร.อ.สมนึกยิ้มให้

"ครับบ้านเราคงจะครึกครื้นขึ้น"

"เอา-ตกลง" แล้วหมอผีสมัครเล่นก็หันมาทางปีศาจทั้ง 5 ตน "หลานชายและลูกชายของข้าเขารับเลี้ยงพวกเอ็งแล้ว อยู่กับเราเถอะอย่าซัดเซพเนจรไปแบบผีจรจัดเลย"

นางปีศาจที่ขึ้นอึ้ดทึ่ดยกมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อมเกรงกลัว

"ขอบพระคุณค่ะ เดี๊ยนกับพรรคพวกของเดี๊ยนขอมอบตัวเป็นทาสของเจ้านายนับแต่นี้เป็นต้นไป"

พวกปีศาจทั้ง 5 ตัวต่างก้มลงกราบนิกรกับนพและสมนึกแสดงความเคารพรักอย่างสูง นิกรร่ายคาถาแล้วเป่าปากพ่นลมไปทางพวกผี ทันใดนั้นเองพวกปีศาจก็หายวับไป เสี่ยตี๋กล่าวถามนิกรทันที

"มันหายไปไหนกันหมดล่ะครับอากร"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ไม่ได้หายไปไหนหรอก มันก็อยู่ที่นี่แหละ แต่เมื่อมันเป็นผีมันก็ต้องหายตัวและป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เรา เมื่อแกสองคนเลี้ยงก็ต้องมีมนต์กำกับผีหรือบังคับผี ฉันจะสอนให้แกเดี๋ยวนี้เป็นคาถาบทสั้นๆ จำได้ง่าย"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นายทหารหนุ่มทั้งสองคนก็ได้เรียนรู้เวทมนต์จากนิกรในการบังคับภูตผีและโหงพรายให้อยู่ในอำนาจ มนต์หรือคาถาแต่ละบทมีข้อความเพียงสั้นๆ ก็จริงแต่มีอำนาจทำให้ผีเกรงกลัวยอมเชื่อฟังคำสั่งยอมอยู่ในบังคับบัญชา

นพกับสมนึกชวนผีทั้ง 5 ตัวไปที่ตึกใหม่หรือตึกเล็ก ส่วนนิกรถือโอกาสนั่งเทียนหรือวิปัสสนาอยู่ที่กระท่อมท้ายสวนตามลำพัง เจ้าแห้วกลับไปที่ตึกใหญ่คอยรับใช้เจ้านายของเขา

เมื่อสองสหายหนุ่มขึ้นมาบนตึกใหม่และผ่านเข้าไปในห้องโถง ร.อ.นพ ก็จูงมือเสี่ยตี๋ไปนั่งสนทนากับเขาบนโซฟา ต่างคนต่างรู้สึกตื่นเต้นยินดีที่มีความรู้ความสามารถพิเศษขนาดเลี้ยงผีและบังคับผีให้เกรงกลัวได้ ปีศาจทั้ง 5 ตัววิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานแต่มองไม่เห็นตัว

มัน ผีตัวหนึ่งดีดเปียโนเล่นในทำนองเพลง "ถมไม่เต็ม" แต่ความจริงป่านนี้เจ้าของเพลงคงจะถมเต็มแล้ว

"เฮ้ย" เสี่ยตี๋ดุและมองไปทางเปียโนหลังนั้น "อย่าซนโว้ยจะเล่นหัวกันก็เงียบๆ หน่อย"

เสียงเปียโนเงียบสงบลงทันที นพยกมือขวาตบบ่าสมนึกแล้วกล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิว่า

"พ่อกันแน่จริงๆ ว่ะ เฉลียวฉลาดรอบรู้ไปทั้งนั้น เลี้ยงผีก็ได้ ทำเสน่ห์ยาแฝดหรือจะเสกโต๊ะเสกเก้าอี้ไปเข้าท้องใคร พ่อก็ทำได้"

"นั่นน่ะซี" สมนึกพูดยิ้มๆ "กันยอมรับนับถืออากรมานานแล้ว อากรคืออัจฉริยะบุคคลที่มีความสามารถพิเศษเหนือกว่า เก่งกว่า รอบรู้กว่าและอาจจะมีฟองมากกว่า ประหยัดกว่า"

"ใช่ เก็บไว้ได้ครบ 10 สี เป็นได้รถเก๋งหนึ่งโหลตามที่เขาประกาศ"

เสี่ยตี๋ขมวดคิ้วย่น

"เละแล้วอ้ายนพ อ้า-เรามาปรึกษาหารือกันให้เป็นงานเป็นการเถอะวะ หาเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นกันดีกว่า เราสี่คนสักสองแสนก็คงจะพอ ทิ้งงานไปเที่ยวสักหนึ่งอาทิตย์คงไม่เป็นไร เป็นการพักฤดูฝน"

นพหัวเราะหึๆ

"ก็เข้าทีดีเหมือนกัน แต่เราจะเอาเงินที่ไหนตั้งสองแสน ถึงแม้แกขอเตี่ยแกลุงกิมหงวนก็คงไม่ยอมจ่ายให้แก เพราะแกจะเอาไปเที่ยวไม่ใช่ลงทุนเกี่ยวกับกิจการค้า ถ้าเอาเงินรายได้ของบริษัท "บัณฑิตหนุ่ม" ไปใช้ บริษัทของเราก็อาจจะม้วนเสื่อไขก๊อกก็ได้..."

สมนึกมองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบบอกลูกชายนิกร

"ใช้ผีบุกขึ้นไปบนตึกใหญ่ขโมยเงินเตี่ยมาให้เราดีไหม เงินสดของเตี่ยเก็บไว้ในปี๊บอยู่ในห้องนอนตั้งหลายปี๊บ ปี๊บหนึ่งห้าแสนบาทบัดกรีฝาปี๊บไว้เรียบร้อย ให้ผีมันขโมยมาให้เราสักปี๊บเดียวเราก็มีเงินไปเอาดอกซากุระที่ญี่ปุ่นมาประดับตามตัวเราสะพรึบไปทั้งตัวเลย"

นพหัวเราะชอบใจ

"อย่าเลยวะอ้ายตี๋ ขโมยเงินพ่อแม่จะทำให้นิสัยเป็นความประพฤติที่ไม่ควรประพฤติ แต่ว่า..เอาก็เอาเราจะได้ไปเปิดหูเปิดตากันที่โตเกียว ผิดนักก็หาเมียญี่ปุ่นพามาบ้านคนละคน"

"ก๊อกบาลแบะน่ะซี พ่อกับแม่เราน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเราได้เมียต่างชาติคุณย่าคงเล่นงานเราอย่างไม่ต้องสงสัย" พูดจบเสี่ยตี๋ก็กล่าวขึ้นดังๆ "ผีโว้ย ปรากฏตัวให้เห็นหน่อยเถอะวะ ข้ามีงานจะใช้สอยพวกเอ็งแล้ว"

ปีศาจทั้ง 5 ตัว ปรากฏตัวขึ้นทันที คือผีหัวโต ผีคอยาว ผีดิบ ผีผู้หญิงตกน้ำตายที่กำลังขึ้นอืด และผีกุมารรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู

เจ้าผีคอห่านยืดคอเข้ามาหาสองสหายหนุ่มแล้วพูดเสียงแหบๆ

"มีอะไรใช้ว่ามาเลยครับพี่ อยู่เฉยๆ อย่างนี้รำคาญครับ อย่างน้อยก็ควรจะใช้ให้ผมไปหลอกใครเล่นแก้กลุ้มบ้าง"

เสี่ยตี๋อดหัวเราะไม่ได้

"สันดานของพวกแกมันจะเป็นเช่นนี้แหละชอบหลอกเขา"

"โธ่..พี่นึกก็..ผีหลอกน่ะไม่ร้ายแรงเท่าไหร่นักหรอกครับ อย่างมากก็จับไข้หัวโกร๋นเท่านั้น แต่คนหลอกซีครับ สิ้นเนื้อประดาตัวทีเดียวจนตายก็ไม่หายเจ็บใจ"

ร.อ.นพเห็นพ้องด้วย

"อือ จริงของแกโว้ย เพื่อนกันคนหนึ่งซื้อโทรทัศน์ที่ห้างของเราไปเครื่องหนึ่งสัญญาว่าต้นเดือนจะเอาเงินมาให้ เลยมาสองเดือนแล้วเงียบหาย เพื่อนฝูงกันแท้ๆ ไม่น่าจะแหกตาหลอกกันเลยเดี๋ยวนี้การแหกตามีอยู่ทั่วทุกแห่งหน ขืนเชื่อคนง่ายๆ เป็นเสร็จ โดยเฉพาะใน

เรื่องเช็คถ้าหากว่าเซ็นวันที่ล่วงหน้าแล้วเด้งอกมาจากแบงก์ทุกรายว่ะ"

เสี่ยตี๋กล่าวกับผีคอยาวว่า

"เอ็งกับผีดิบและนางผีตกน้ำตายนั่นขึ้นไปบนตึกใหญ่เดี๋ยวนี้ พยายามค้นหาห้องนอนของเตี่ยข้าให้พบ และขโมยเงินมาให้ข้าสักปี๊บเข้าใจไหม"

ผีคอห่านยิ้มแสยะ

"จะยากอะไรล่ะครับพี่เรื่องเล็กเหลือเกิน แต่ว่าพูดให้ผมเข้าใจกว่านี้หน่อยเถอะครับ จะให้ผมขึ้นไปขโมยเงินหรือตุ้งชางเปาะเปี๊ยะ"

สมนึกทำตาเขียว

"เงินโว้ย"

เจ้าผีคอยาวหัวเราะเบาๆ

"เงินไหงใส่ปี๊บล่ะครับ มีแต่ตุ้งชางเปาะเปี๊ยะหรือข้าวเกรียบสิงคโปร์ที่เขาเก็บไว้ในปี๊บ"

นพช่วยอธิบายแทนสมนึก

"เตี่ยอ้ายตี๋ซึ่งเป็นลุงข้า เขาเป็นมหาเศรษฐีโว้ย ขนาดเอาเงินเก็บใส่ปี๊บไว้ ฝากไว้ที่ธนาคารก็ไม่มีธนาคารไหนกล้ารับฝาก เพราะกลัวลุงกิมหงวนเกิดยัวะขึ้นมาถอนเงินทีเดียวหมดธนาคารก็เจ๊งเท่านั้น"

เสี่ยตี๋พูดตัดบท

"ไป..พาอ้ายผีดิบและนางผีตกน้ำตายไปที่ตึกใหญ่ได้แล้ว อย่าชักช้าเดี๋ยวตึกจะปิดเสียก่อน"

นางผีตกน้ำตายหัวเราะเสียงปร่า

"ดั๊นเป็นผีถึงประตูหน้าต่างปิด เราก็มุดเข้าไปตามรูกุญแจหรือช่องลมก็ได้ค่ะ ถ้าหากว่าพวกเราทำงานสำเร็จขโมยเงินมาให้เจ้านายได้ละก้อ พรุ่งนี้เราขอกินไก่ตอนกับหัวหมูนะคะเจ้านาย"

ร.อ.นพยิ้มให้

"ตกลงโว้ย"

ทันใดนั้นเอง ร.อ.พนัสกับศาสตราจารย์ดำรงได้พากันเดินลงบันไดมาจากชั้นบน พอแลเห็นเพื่อนเกลอทั้งสองอยู่ในกลุ่มปีศาจร้ายพนัสกับดำรงก็หยุดชะงักบนขั้นพักบันได และมองดูปีศาจเหล่านี้อย่างหวาดๆ นางปีศาจผีตกน้ำตายยกมือชี้หน้าพนัสแล้วกล่าวกับเพื่อนๆ

ของมันด้วยเสียงอันดัง

"แฟนกูลงมาแล้วโว้ย รูปหล่ออะไรอย่างนี้ทูนหัว"

พนัสทำคอย่นใบหน้าซีดเผือดเพราะความรักตัวกลัวผี ส่วนศาสตราจารย์ดำรงยืนตัวสั่นงันงก อ้ายคอยาวค่อยๆ ยืดคอไปหาสองสหายหนุ่ม คอของมันยืดได้และหดได้ตามความปรารถนาของมัน

"อุ๊ย" ลูกชายของนายพลดิเรกครางเบาๆ "ไปที่ชอบๆ เถอะ แล้วข้าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้"

นพยกเท้าเตะเจ้าผีคอยาวดังพลั่ก

"อย่าโว้ย อย่าล้อเพื่อนข้าอย่างนี้ประเดี๋ยวก็ช็อกตายไปตามกัน"

เจ้าผีคอยาวหดคอเข้ามา แต่ถึงกระนั้นคอของมันก็ยาวไม่ต่ำกว่าหนึ่งเมตร และโอนเอนไปมาไม่ผิดอะไรกับคอห่าน ร.อ.นพกวักมือเรียกเพื่อนเกลอทั้งสอง

"ลงมาเถอะโว้ย ผีห้าตัวนี่กันกับอ้ายตี๋เลี้ยงไว้ใช้"

ศาสตราจารย์ดำรงตัวสั่นงันงก

"ไม่ทำแน่นะ"

นพหัวเราะ

"เออ...แกถามมันเหมือนกับผีเป็นหมา ลงมาซีกันจะได้แนะนำให้เด็กของกันรู้จักแกกับอ้ายนัส ผีทั้งหมดนี่พ่อกันเรียกมันมาและมันสมัครใจอยู่กับเรา"

พนัสกับดำรงเดินลงบันไดมาอย่างหวาดๆ และเข้ามานั่งร่วมโซฟากับนพและสมนึก นพพยักพเยิดกับพวกผีแล้วกล่าวว่า

"สองคนนี่เป็นทั้งเพื่อนและญาติของข้ากับอ้ายนึก คนนี้คือร้อยเอกพนัสทางขวาถัดไปคือศาสตราจารย์ร้อยเอกดำรงนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่"

ปีศาจทั้ง 5 ตนต่างยกมือไหว้พนัสกับดำรงอย่างพินอบพิเทา ปีศาจผีดิบสบตากับลูกชายของนายพลดิเรกมันก็ถามว่า

"พี่เป็นนักวิทยาศาสตร์ไหงกลัวผีล่ะครับ เมื้อกี้ผลเห็นพี่ยืนตัวสั่นอยู่บนขั้นพักบันได"

ดำรงยิ้มแห้งๆ

"นักวิทยาศาสตร์ก็มีหัวใจเหมือนกันนะโว้ย ตามหลักวิชาวิทยาศาสตร์เขายืนยันว่าผีไม่มี แต่ฉันเชื่อว่าผีมีแน่ๆ เพราะฉันเคยถูกผีหลอกหลายครั้งแล้ว พ่อฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็กลัวผีเหมือนกัน"

"เป็นยังงั้นไป" ผีดิบพูดเบาๆ "พี่ทั้งสองอย่ากลัวเราเลยครับ พวกเราทุกคนจะไม่ทำอะไรคนในบ้านนี้เป็นอันขาด เพราะพี่สมนึกและพี่นิกรได้เลี้ยงดูเราแล้ว"

ร.อ.นพจุปาก ยกหมอนแพรขว้างหน้าเจ้าผีดิบทันที

"นิกรน่ะพ่อกู กูชื่อนพจำไว้ให้ดี"

ผีดิบยิ้มแห้งๆ

"พ่อของพี่ชื่อนพ แล้วพี่ชื่อนิกรยังงั้นหรือครับ"

"แหม มึงนี่ทำไมถึงโง่อย่างนี้วะ รู้สึกว่ามึงจะกินแต่ผักบุ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น"

ผีดิบชักฉิว

"แน่ะ พี่หาว่าผมเป็นเต่าน่ะ"

ร.อ.นพสะดุ้งเล็กน้อย

"ทียังงี้ละก้อรู้ พ่อข้าชื่อนิกรจำไว้ให้ดี ข้าชื่อนพ"

ผีดินแสยะยิ้ม

"เอาละครับ คราวนี้ผมจำได้แล้ว อ้า..ไปโว้ยพวกเรา"

ผีคอยาว ผีดิบ และผีตกน้ำตายคือผีผู้หญิงที่กำลังขึ้นอืดหายตัวไปทันที คงเหลือผีกุมารและผีหัวโตเพียง 2 ตัวเท่านั้น

"แกใช้ผีไปไหน" พนัสถาม

เสี่ยตี๋ยิ้มอายๆ

"ใช้ให้มันไปขโมยเงินเตี่ยมาให้กันสักปี๊บ กันจะพาพวกเราไปเที่ยวโตเกียวสัก 7 วันในเร็วๆ นี้"

พนัสไม่เห็นพ้องด้วย

"แล้วทำไมจะต้องขโมยเงินอาหงวน อยากได้ก็ขอเอาซีวะ"

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น พวกเราโตแล้วไม่ใช่เด็กวัยรุ่น เมื่อไม่มีเงินก็อย่าเที่ยว ขโมยเงินพ่อแม่บาปกรรมเปล่าๆ "

เสี่ยตี๋พูดโพล่งขึ้น

"ถ้าขโมยเงินพ่อแม่ใช้เป็นบาปกรรมก็ไม่ใช่บาปที่ร้ายแรงอะไร เพราะเป็นเงินของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเรา อ้ายที่มันฉ้อราษฎร์บังหลวงใช้ตำแหน่งหน้าที่กอบโกยเป็นล้านเป็นสิบล้านหรือร้อยล้าน จนกระทั่งปากมอมมือด่างนั่นแหละเป็นบาปกรรมอย่างที่สุด ตายไปตกนรก

ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด"

คราวนี้ลูกชายของพลเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงของแก"

ผีทั้งสามตนหายตัวขึ้นไปบนตึกใหญ่จึงไม่มีใครมองเห็นมัน

ขณะนี้อาเสี่ยกิมหงวนนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือภายในห้องนอนของเขาตามลำพัง ส่วนนวลลออยังเล่นไพ่อยู่ในห้องคุณหญิงวาดพร้อมด้วย ประไพ ประภา นันทาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ประตูห้องนอนปิดไว้โดยไม่ได้ลงกลอนเมื่อเสี่ยหงวนได้ยินเสียงประตูเปิดเขาก็หันไปมองดูเข้าใจว่านวลลออหรือเพื่อนเกลอของเขาเข้มาในห้องนี้ แต่แล้วก็มองไม่เห็นใคร แต่บานประตูเปิดออกครึ่งหนึ่ง อาเสี่ยคิดว่าประตูมันคงเปิดออกเอง จึงก้มหน้าทำงานต่อไป

ผีทั้งสามตนกระซิบกระซาบกันแต่ถึงกระนั้นความเงียบสงัดก็ช่วยให้อาเสี่ยได้ยินเสียงกระซิบ

"ใช่อาเสี่ยกิมหงวนแน่นะ"

"ใช่แน่ รูปร่างสูงชะลูดเหมือนเปรตคล้ายๆ กับพี่สมนึกนายเรา"

"หน้าตาชอบกลโว้ย ดูซิวะทำปากห้อยเหมือนลิงซิมแปนซีที่เขาดิน รูปร่างบุคลิกอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นเศรษฐีเลย"

อาเสี่ยชักใจไม่ดี เขาดึงลิ้นชักโต๊ะออกหยิบปืนพกออกมาถือแล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"เสียงใครกระซิบวะ"

"ผมเองครับ" เจ้าผีคอยาวพูดเสียงห้าวและกังวานลั่นห้องนอน

เสี่ยหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"ผมเองน่ะผีหรือคน"

"ผีก็ได้ครับ"

อาเสี่ยใจหายวาบ เขายกปืนขึ้นจ้องไปทางประตูห้องนอนทั้งๆ ที่เขาไม่เห็นเป้าหมาย ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเขาถูกผีหลอกแน่ๆ ถึงแม้ว่าอาเสี่ยไม่ได้กลัวผีขนาดหนัก แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงพูดโดยไม่เห็นตัวผู้พูด เขาก็ต้องนึกหวาดกลัวเป็นธรรมดาอยู่เอง ใบหน้าของกิม

หงวนถอดสีเส้นผมบนศีรษะค่อยๆ ตั้งขึ้น และนอนราบลงมาตามเดิม

อย่างไรก็ตามคนอย่างเสี่ยหงวนนั้น ถึงจะมีความกลัวได้ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อรู้สึกกลัวจนถึงที่สุด ก็เกิดบ้าบิ่นมุทะลุขึ้นมาทันที อาเสี่ยดึงแว่นตาขอบกระ ออกวางลงบนโต๊ะแล้วยิ้มแสยะ เมื่อเขาถอดแว่นตาออกต่อให้เสือช้างหรือพระอินทร์พระพรหมเขาก็ไม่กลัว

"มึงแน่ใจปรากฏตัวให้กูเห็นหน่อยเถอะวะ จะเป็นผีตายโหงหรือผีดิบผีสุกก็เรียงหน้าเข้ามา"

ผีดิบกระซิบกระซาบกับผีคอยาวซึ่งมีอาวุโสกว่ามัน และผ่านการหลอกมนุษย์มาอย่างโชกโชนแล้ว

"เอาเลยพี่ เสี่ยหงวนมันอยากลองดีแสดงให้มันดูหน่อยซิ"

ผีคอยาวลืมคิดไปว่า อาเสี่ยเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของสมนึก มันปรากฏร่างขึ้นในห้องนอนของอาเสี่ยในรูปลักษณะของปีศาจร้ายที่น่าขนพองสยองเกล้าแก่ผู้ที่พบเห็น คอของมันยาวยืดและค่อยๆ ก้มลงต่ำ ส่วนคอยาวออกทีละน้อยยื่นหน้าเข้ามาใกล้เสี่ยหงวนตามลำดับ

"ไอ๊ย่า" อาเสี่ยครางเบาๆ แล้วเป็นลมล้มลงสิ้นสติ เพราะเขาได้รับความตื่นเต้นหวาดกลัวมากเกินไป

ผีอีก 2ตัวคือนางปีศาจที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดและผีดิบต่างปรากฏตัวขึ้นบ้าง ผีคอยาวพาเพื่อนผีทั้งสองเดินเข้ามาหยุดยืนดูอาเสี่ย ต่างพากันหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน นางปีศาจผีตกน้ำตายพูดพลางหัวเราะพลาง

"นึกว่าจะเก่งแค่ไหน ถูกผีหลอกหน่อยเดียวลมใส่เลย"

อาเสี่ยลืมตาขึ้นมองดูผีแล้วพูดเบาๆ

"ก็กูกลัวนี่หว่า" พูดจบเขาก็หลับตาชักพราดๆ ด้วยความรักตัวกลัวผี

ปีศาจทั้งสามต่างช่วยกันค้นห้องอาเสี่ยโดยไม่ต้องหวาดกลัวใครหรือเกรงอกเกรงใจใคร ผีดิบยกปี๊บใบหนึ่งออกมาจากซอกตู้ยืนใบใหญ่ ปี๊บใบนี้บัดกรีฝาเรียบร้อย เจ้าผีคอยาวกล่าวกับผีดิบว่า

"แกช่วยเอาไปให้พี่สมนึกหน่อยซี อย่าให้ใครเห็นนะ พรุ่งนี้พวกเรามีหวังได้กินไก่ตอนและเครื่องเซ่นสังเวยแล้ว ไปเถอะเพื่อนพี่สมนึกและพี่นพจะได้ดีใจ"

"แล้วแกสองคนล่ะ" ผีดิบถาม

"กันกับน้องสาวจะหลอกพวกเจ้านายบนตึกนี่พอหอมปากหอมคอแล้วประเดี๋ยวจะตามไป"

ผีดิบหิ้วปี๊บใบนั้นเดินออกไปจากห้องนอนของเสี่ยหงวน ผีคอยาวกับนางปีศาจตกน้ำตายรื้อค้นข้าวของในห้องอย่างสบายใจ จนกระทั่งนวลลออเดินเข้ามาในห้องและหันไปปิดประตูใส่กลอน ซึ่งตอนนี้เองปีศาจทั้งสองต่างก็รีบหลบซ่อนตัวด้วยความว่องไวของมัน

วงไพ่บรรดาศักดิ์เลิกแล้ว ขาไพ่ต่างแยกย้ายกันกลับมายังห้องนอนของตน นวลลออใส่กลอนประตูเสร็จเรียบร้อยก็หมุนตัวกลับ หล่อนใจหายวาบเมื่อแลเห็นเสี่ยหงวนนอนหงายอยู่บนพื้นห้องข้างโต๊ะทำงานของเขา

"อุ๊ยตาย ถ้าจะหัวใจวายเท่งทึงเสียแล้ว"

"ยัง" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ

นวลลออเดินเข้ามาหาในท่าทีร้อนรน

"นึกยังไงขึ้นมาถึงลงไปนอนอยู่บนพื้นคะ เตียงนอนและเก้าอี้นอนก็มี เฮียนี่มักจะทำอะไรแผลงๆ เสมอ"

อาเสี่ยลุกขึ้นนั่งอย่างหวาดๆ แล้วยืนขึ้นดึงเมียของเขาเข้ามากอดกระซิบบอกนวลลออเบาๆ ว่า

"เมื่อกี้นี้ผีมันเข้ามาหลอกเฮียในห้อง คอมันยาวตั้งสามเมตรเห็นจะได้ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน"

นวลลออแกะมือเขาออก

"บ้าแล้ว ผีสางบ้าบอที่ไหนกัน อย่ามาแกล้งพูดทำลายขวัญนวลหน่อยเลยน่าคนอย่างนวลไม่กลัวผีหรอกค่ะ ผีมันมีแต่ร่างเลือนรางไม่มีชีวิตจิตใจและไม่มีวิญญาณ มันปรากฏร่างให้เราเห็นถ้าเราไม่กลัวมันมันก็แหยไปเอง"

อ้ายผีคอยาวซึ่งแอบอยู่ข้างม่านค่อยๆ ยืดคอออกมาก ส่วนคอของมันยาวออกตามลำดับ อาเสี่ยตกใจแทบช็อกยืนตะลึกอ้าปากหวอ สีหน้าของเสี่ยหงวนทำให้นวลลออหันไปมองดูทันที พอแลเห็นปีศาจคอยาวหล่อนก็ร้องสุดเสียง

"นะโมตัสสะ" และแล้วนวลลออก็เป็นลมลงนอนตะแคงบนพื้นห้อง ปีศาจคอยาวหัวเราะลั่นยื่นหน้าเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"ลาก่อนนะพี่ชาย ฮ่ะ ฮ่ะ"

ผีคอยาวหายวับไปกับตา มันพาผีตกน้ำตายออกไปจากห้องนอนของเสี่ยหงวนทางช่องลม ผีทั้งสองตนต่างหัวเราะคิกคักสนุกสนานกันเต็มที่แล้วพากันเข้าไปในห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณเปิดประตูห้องนอนทิ้งไว้และท่านกำลังเตรียมตัวจะเข้าห้องน้ำ ร่างของเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีแต่กางเกงชั้นในเพียงตัวเดียวท่อนบนของท่านเปลือยเปล่า ท่านเจ้าคุณเปิดกล่องซิการ์บนโต๊ะ หยิบซิการ์ออกมามวนหนึ่งอ้ายคอยาวก็เอื้อมมือแย่งซิการ์ไปจากมือท่าน

และโยนลงบนพื้นห้อง

"อึ้" ท่านเจ้าคุณอุทาน "เหมือนกับมีใครดึงซิการ์จากมือเรา"

แล้วท่านก็ก้มตัวลงหยิบซิการ์มวนนั้นขึ้นมาคาบไว้ในปากเอื้อมมือหยิบเครื่องขีดไฟที่ใช้แก๊สขึ้นมา แต่ยังไม่ทันจะจุดสูบนางปีศาจผีตกน้ำตายก็กระตุกบุหรี่ออกไปจากปากท่านเจ้าคุณและโยนไปทางประตูห้อง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ เมื่อท่านคิดว่าผีเล่นงาน ท่านแน่ๆ ท่านก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโรแล้ววิ่งออกไปจากห้องนอนของท่านทันที

"ช่วยด้วย..ช่วยด้วย.. ผีหลอกโว้ย ผีหลอก"

ท่านเจ้าคุณตะโกนลั่นบ้านแล้ววิ่งเข้าไปในห้องนอนของศาสตราจารย์ดิเรก พอแลเห็นนายพลดิเรกนั่งเคียงคู่อยู่กับประภาบนโซฟา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พูดละล่ำละลักเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

"ผะ..อี๋..มะ...อันหลอกพ่อ"

นายพลดิเรกกับประภาไม่ได้ตื่นเต้นตกใจอะไรเลย

"มันหลอกยังไงครับคุณพ่อ" ศาสตราจารย์ดิเรกถามยิ้มๆ

ประภาพูดเสริมขึ้น

"คุณพ่อแก่แล้วตาฝาดไปละกระมั้ง"

"ไม่ได้ตาฝาดโว้ย พ่อเปิดกล่องซิการ์หยิบซิการ์ออกมา ผีมันกระตุกไปจากมือทิ้งลงบนพื้นห้อง พอพ่อก้มตัวหยิบขึ้นมาจะจุดสูบมันก็กระตุกออกจากปากโยนไปทางประตูห้อง พ่อไม่เห็นตัวมันหรอกแต่ถ้ามันไม่ใช่ผีแล้วมันจะเป็นอะไร"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ไม่ใช่ผีหลอกครับ เส้นที่ปากคุณพ่ออาจจะกระตุกก็ได้"

"หา เส้นปากกระตุกเหวี่ยงบุหรี่ไปไกลตั้งห้าหกเมตรเชียวเรอะ" แล้วท่านก็ทรุดตัวนั่งบนโซฟาข้างลูกสาวคนโตของท่าน "พ่อไม่กล้ากลับไปนอนที่ห้องแล้วละประภา พ่อมั่นใจว่าผีมันแย่งซิการ์ในปากพ่อแน่ๆ "

"อิมพอสสิเบิล" นายพลดิเรกพูดเสียงหัวเรา "ผีไม่มีหรอกครับ ถ้ามีจริงก็ให้มันมาหลอกผม ผมจะได้จับส่งตำรวจให้เขาไปขังไว้ 30 วัน ในข้อหาอันธพาล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ตำรวจที่ไหนวะจะกล้าจับผี เอาปืนขู่มันมันก็ไม่กลัว เอากุญแจมือใส่ข้อมือมันก็ไม่ติด"

ทันใดนั้นเองประภาก็ตกใจหวีดร้องสุดเสียงและยกมือชี้ไปที่ประตูหน้าห้อง

"ดูโน่น ดิเรก"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันไปมองที่ประตูห้อง และแล้วเขาก็ตกตะลึงลืมตาโพลงเมื่อเขาแลเห็นส่วนคอและศีรษะของปีศาจคอยาวโผล่เข้ามาในช่องประตู คอของมันยืดเข้ามาในห้องอย่างแช่มช้า จนกระทั่งใบหน้าของมันอยู่ห่างจากนายพลดิเรกกับประภาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เพียงเมตรเดียวเท่านั้น ปีศาจคอยาวยักคิ้วหลิ่วตาให้ตามสันดานของผีชอบหลอกคน

"เฮ้ งูหลามหรือผีแน่" นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ

"ผะ..อี๋" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตอบและกอดประภาแน่น "งูหลามหน้าเป็นคนมีที่ไหนวะ"

ปีศาจคอยาวเลื่อนตัวออกมายืนระหว่างประตู คอของมันเคลื่อนไหวไปมาเช่นเดียวกับคอห่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับประภาได้รับความหวาดกลัว จนถึงที่สุดทั้งพ่อลูกต่างก็เป็นลมสิ้นสติคอพับคออ่อนนั่งกอดกันอยู่บนโซฟา

นายพลดิเรกอ้าปากหวอ เขายกมือขวาขยี้นัยน์ตาตัวเอง เพราะสงสัยว่าตาฝาดหรือเป็นภาพที่เกิดขึ้นจากอุปาทาน แต่อ้ายผีคอยาวคงแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเขา เมื่อแน่ใจว่ามันเป็นผีปีศาจ ศาสตราจารย์ดิเรกก็ร้องขึ้นดังๆ

"ชู้ว...ชู้ว...ไปโว้ย ไปให้พ้น อ๋อย..คอมึงยาวเหลือเกิน"

ปีศาจคอยาวแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย ศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์หายใจถี่เร็วแล้วก็ร้องออกมา

"โอ๊ย เป็นลมดีกว่า" พูดจบเขาก็ล้มตัวลงนอนบนโซฟาใหญ่ตัวนั้น

นางปีศาจผีตกน้ำตายเดินเข้ามาในห้องนอนของนายพลดิเรกอย่างรีบร้อนแล้วกล่าวกับผีคอยาวว่า

"ไปห้องโน้นเถอะพี่ หลอกยายแก่ดีกว่า มียายแก่นั่งคุยอยู่กับผู้หญิงสองคน"

"งั้นเรอะ ไปซี ตาลุงคนนี้กับลูกสาวและลูกเขยถูกข้าหลอกจนลมใส่ไปตามกัน วันนี้สนุกเหลือเกินวะพับผ่า คืนนี้ข้าจะหลอกคนในบ้านนี้จนสว่าง บอกไม่ถูกว่ามันสนุกเพียงไหนเหมือนกับมนุษย์ที่ชอบหลอกมนุษย์ด้วยกันนั่นแหละ"

สองปีศาจต่างหายตัวไปที่ห้องนอนของคุณหญิงวาด ขณะนี้ท่านกำลังสนทนากับนันทาและประไพเกี่ยวกับเล่นไพ่นั่นเอง ถึงแม้จะเล่นกันสนุกๆ ก็ช่วยให้คุณหญิงวาดได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินมาก ท่านบ่นพึมพำว่าท่านเสียไพ่คืนนี้แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวคือเสียไป

12 บาท เพราะท่านไปนั่งตรงกับทิศผีหลวงเข้า เลยไม่ได้กินแม้แต่ตาเดียว

ปีศาจคอยาวและผีตกน้ำตายต่างปรากฏร่างขึ้นที่หน้าห้องนอนคุณหญิงวาด และแอบมองดูริมหน้าต่าง

"เอ็งเข้าไปก่อนน้องสาว" ผีคอยาวกระซิบบอกนางปีศาจ "เดินเข้าไปในห้องและยืนเด่นกลางห้อง ข้าจะยืดคอเข้าไปในหน้าต่างนี้ เอาเลยอย่าร่ำไร"

นางปีศาจผีตกน้ำตายค่อยๆ พาตัวเข้าไปในห้องนอนของคุณหญิงวาด ในเวลาเดียวกันผีคอยาวก็ยื่นคอของมันเข้าไปในหน้าต่างและบังคับให้คอของมันยาวออกไปทุกที

คุณหญิงวาดหยุดพูดเมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่าจากศพที่กำลังขึ้นอืดเต็มที่ระคนกับกลิ่นเหม็นสางเหมือนศพแห้งๆ ท่านหันมาทางประตูห้องนอนของท่าน พอแลเห็นผีคอยาวและปีศาจผีตกน้ำตาย ท่านก็ร้องออกมาด้วยความตกใจจนถึงขีดสุด

"ว้าย คุณพระคุณเจ้าช่วยลูก โอ้ย" แล้วท่านก็เป็นลมสิ้นสติด้วยความกลัว

นันทากับประไพแลเห็นปีศาจทั้งสองต่างก็อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ประไพค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและแล้วก็ตัดสินใจวิ่งหนีออกไปจากห้องชนปีศาจผีตกน้ำตายเซถลาไปทางหนึ่ง นันทาประนมมือไหว้ปีศาจคอยาวแล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"ฉันกลัวแล้วจ้ะอย่ามาหลอกหลอนฉันเลย"

ผีคอยาวแกล้งขู่ตะคอกหล่อน

"เจี๊ยกครอก"

เท่านี้เองนันทาก็เป็นลมคอพับคออ่อนอยู่กับเก้าอี้นวมตัวนั้น ปีศาจคอยาวหัวเราะลั่น มันหดคอเข้ามาและหันไปมองดูเพื่อนผีของมัน

"ไปโว้ยไปห้องอื่น"

ดูเหมือนพล พัชราภรณ์ คนเดียวเท่านั้นที่เคราะห์ดีกว่าเพื่อน เพราะก่อนที่ปีศาจทั้งสองจะหลอกหลอนพล ร.อ.นพได้ร่ายมนต์บังคับให้ผีคอยาวและผีตกน้ำตายไปหาที่ตึกเล็ก ผีสองตนรีบกลับไปที่ตึกเล็กและตึกใหม่ทันที

สองปีศาจปรากฏร่างขึ้นที่ห้องโถงของตึกใหม่ แล้วมันก็แลเห็นผีดิบ ผีหัวโตและผีเด็กนั่งรวมกลุ่มกันอยู่บนพื้นห้อง สี่สหายหนุ่มนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน ปี๊บใบนั้นถูกเปิดออกวางอยู่หน้าโซฟาตัวนั้น

"แกสองคนขึ้นไปทำอะไรอยู่บนตึกวะ" ร.อ.นพกล่าวถามสองปีศาจ

ผีคอยาวยิ้มแห้งๆ

"หลอกคนเล่นแก้เหงาครับ"

พนัสลืมตาโพลง

"หลอกคนเล่น ตายห่า...คนบนตึกน่ะพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของพวกเราทั้งนั้น ใครเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า"

นางปีศาจผีตกน้ำตายตอบแทนเพื่อนของมัน

"ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่คะนอกจากเป็นลมไปเท่านั้น"

พนัสเผ่นพรวดลุกขึ้นจากโซฟาวิ่งออกไปจากห้องโถงด้วยความเป็นห่วงพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของเขา ศาสตราจารย์ดำรงลุกขึ้นวิ่งตามไปด้วย นพกับเสี่ยตี๋มองดูผีคอยาวและผีตกน้ำตายอย่างเดือดดาล

"ยังงี้เห็นจะเลี้ยงไม่ได้ละโว้ย หลอกพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ของเราจะใช้ได้หรือ"

ผีคอยาวยกมือไหว้นพและยิ้มแห้งๆ

"ผมผิดไปแล้วครับพี่ แต่ว่าผมเป็นผีนะครับ สันดานผีก็อดที่จะหลอกใครไม่ได้เหมือนกับมนุษย์ที่หลอกลวงเขาเหมือนกันตลอดชาติ มันก็ต้องหลอกลวงเขาเช่นนั้น ครั้งแรกก็ตะขิดตะขวงใจหรือรู้สึกละอายใจบ้าง ต่อไปก็เคยชินหลอกเก่งยิ่งกว่าพวกผมเสียอีก"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"แต่เงินที่พวกแกไปขโมยมาให้ฉันไม่ได้ความโว้ย"

"ทำไมล่ะครับ" ผีคอยาวถาม "ในปี๊บที่บัดกรีฝาไว้ไม่มีเงินหรือครับ"

สมนึกฝืนหัวเราะ

"มี มีอยู่เพียงแสนเดียวแล้วก็เป็นเงินกีบเสียด้วยไม่ใช่เงินบาท"

เจ้าผีคอยาวหัวเราะก้าก

"สี่พันกว่าบาทเท่านั้นเอง เตี่ยของพี่นึกคงจะรู้แกวว่าพี่นึกจะขโมยเงินเขากระมังครับ เลยเอาเงินกีบใส่ไว้"

"นั่นน่ะซี อาจจะเป็นเช่นนั้น เตี่ยกันชักฉลาดขึ้น"

"แต่ผมก็หลอกเสียเป็นลมไปแล้วครับคุณแม่ของพี่นึกด้วย"

สมนึกอ้าปากหวอ

"ยุ่งแล้วมึง ถ้าพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของกันช็อกตายแกจะว่ายังไงวะ"

"ก็ดีซีครับ จะได้มาเป็นผีร่วมคณะพรรคกับผม พวกเรามี 5 คนนี่ยังน้อยเกินไป"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นิกรกับเจ้าแห้วก็มาปรากฏตัวขึ้นที่ห้องโถงของตึกใหม่ นิกรหมอผีสมัครเล่นยังนุ่งขาวห่มขาวมีย่ามสะพายบ่า มือขวาถือหม้อดินค่อนข้างใหญ่และใหม่เอี่ยมใบหนึ่ง ใบหน้าของนิกรเคร่งเครียด พวกผีทั้ง 5 ตัวแลเห็นเข้าก็หวาดกลัวไปตามกัน นิกรตรงเข้า

มานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ส่วนเจ้าแห้วนั่งพับเพียบบนพรมปูพื้น

"แกสองคนใช้ให้ผีขึ้นไปบนตึกใหญ่หรือเปล่า" นิกรถามสองสหายหนุ่มซึ่งคนหนึ่งเป็นลูก และอีกคนหนึ่งเป็นหลานชายของเขา

สมนึกสารภาพตามตรง

"ใช้ครับ ผมใช้อ้ายคอยาวกับผีดิบและนังคนนั้นขึ้นไปขโมยเงินเตี่ย มาให้ผมอยู่ในปี๊บนี่ยังไงล่ะครับ แต่ว่ามันกลายเป็นเงินกีบไม่ใช่เงินบาท"

นิกรถอนหายใจลึกๆ เขามองดูปีศาจทั้งสามและกล่าวว่า

"แล้วทำไมถึงไปหลอกเพื่อนๆ ของฉันและเมียของพวกเราตลอดจนท่านผู้ใหญ่ของเรา"

"ผมเปล่าละครับ ผมสาบานได้ครับผมเป็นคนนำปี๊บใส่เงินมาจากตึกใหญ่ นังผีตกน้ำตายกับอ้ายคอห่านนี่แหละครับที่หลอกหลอนคนบนตึก"

"มึงด้วย" อ้ายคอยาวร้องลั่น "มึงช่วยกูกับนังผีตกน้ำตายหลอกอาเสี่ยกิมหงวน มึงยุกูให้หลอกเขาใช่ไหมล่ะ มึงไม่ได้หลอกคนอื่นน่ะ กูไม่เถียงเพราะมึงเอาปี๊บใส่เงินมาให้พี่สมนึก"

นิกรพูดตัดบท

"อย่าทะเลากัน ข้าขอบอกว่าข้าไม่สามารถจะเลี้ยงพวกเอ็งไว้ได้" พูดจบนิกรก็วางหม้อดินลงบนพื้นห้อง "พวกเอ็งมีนิสัยชอบหลอกคนจนเคยชินเสียแล้ว จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่หาย ฉะนั้น มาลงหม้อเดี๋ยวนี้ เร็ว-อย่าร่ำไร"

ร.อ.นพมองดูบิดาของเขาอย่างแปลกใจ..

"หมายความว่าพ่อจะไม่ให้ผมกับอ้ายตี๋เลี้ยงอ้ายพวกนี้หรือครับ"

"ใช่ ลงหลอกคนในบ้านก็ใช้ไม่ได้พ่อจะเอาอ้ายพวกนี้ไปถ่วง อ้ายพลมาตามพ่อที่กระท่อมเมื่อกี้นี้เองบอกว่า คุณตาแกคุณย่าแก ลุงหมอของแกกับป้าภาปัานันป้านวลกับลุงกิมหงวน และแม่แกถูกผีหลอกเป็นลมไปตามกัน แต่ลุงหมอและลุงกิมหงวนของแกฟื้นขึ้นมาแล้ว"

นิกรหยิบข้าวสารซัดสาดไปทางปีศาจทั้ง 5 ตนเพื่อไม่ให้หลบหนี ผีกุมารร้องไห้จ้า มองดูเพื่อนผีของมันอย่างเดือดดาล

"นี่แหละไหมล่ะ ปลาข้องเดียวกันเมื่อเน่าไปตัวหนึ่งตัวอื่นๆ ก็พลอยมีกลิ่นเหม็นเน่าไปด้วย"

นิกรตวาดแว้ด

"ไม่ต้องพูดมาก มาลงหม้อเดี๋ยวนี้ หรือจะให้กูเฆี่ยนด้วยหวายเสก"

สมนึกพูดขัดขึ้นทันที

"เดี๋ยวก่อนครับอากร หม้อใบเท่านี้ผีตั้งห้าตัวจะลงไปได้อย่างไร"

"ได้ซีวะ ผีมันย่อตัวหรือจำแลงแปลงตัวได้ อย่าว่าแต่ห้าตัวเลยสักสองสามพันตัวก็ลงไปได้"

"โอ้โฮ ยังกะลูกน้ำที่ให้ปลากิน จะเอายังไงก็เอาเถอะครับแล้วแต่อากร"

เจ้าแห้วมองดูพวกผีพเนจรได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ได้ยินไหม คุณหมอนิกรสั่งให้พวกเอ็งลงไปในหม้อ"

อ้ายคอยาวร้องไห้โฮ

"แล้วพี่แห้วลงไปด้วยนะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"กูไม่เกี่ยวโว้ย"

นิกรล้วงหวายเสกอันสั้นๆ ออกมาจากย่ามแล้วหวดอากาศเควี้ยวควับ

"ได้ยินไหมข้าสั่งให้พวกเอ็งลงหม้อ"

ปีศาจทั้ง 5 ตัว ต่างลุกขึ้นยืนแล้วจำแลงแปลงตัวให้เล็กลงพากันเดินร้องไห้มาที่หม้อดินใบนั้น อ้ายคอยาวก้าวลงไปก่อนและหายลงไปในหม้อตัวสุดท้ายคือผีดิบ นิกรจัดแจงเอาผ้ายันต์ผูกปากหม้อให้เรียบร้อยแล้วหิ้วหม้อดินใบนั้นลุกขึ้นยืนพาตัวออกไปจากห้องโถง เพื่อ

เอาไปเก็บไว้ที่กระท่อมและนำไปถ่วงแม่น้ำในวันพรุ่งนี้

เป็นอันว่านพกับสมนึกหมดหวังที่จะได้เลี้ยงผีแล้ว สองสหายหนุ่มรู้สึกเสียดายไปตามกัน.