พล นิกร กิมหงวน 054 : จ้าวไพร

วันนั้นตรงกับวันเสาร์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวน พล ต. พล และนายพลดิเรกไปดูการขายเลหลังของบริษัทเลหลังแห่งหนึ่งทางถนนสุรวงศ์ คุณหญิงวาดพาสี่นางไปทำบุญที่วัดธาตุทอง และเจ้าแห้วได้ติดตามไปด้วย ส่วนลูกชายของสี่สหายออกจากบ้านตั้งแต่ ๙.๐๐ น. ขับรถจักรยานคู่ยากท่องเที่ยวไปตามประสาลูกคนมีเงิน

นิกรกับเสี่ยหงวนรู้สึกเงียบเหงาก็ลงจากตึกใหญ่ พากันไปที่ตึกเล็กอันเป็นที่อยู่ของหนุ่มหล่อทั้งสี่คน สองสหายเดินขึ้นบันไดหน้าตึก พอเข้ามาในห้องโถงก็แลเห็นแจ๋วแม่บ้านของตึกนี้กำลังทำความสะอาดตู้ไซด์บอร์ด ซึ่งภายในตู้เต็มไปด้วยของสวยงามอันมีค่า และโดยมากเป็นของที่ส่งมาจากสหรัฐอเมริกา

"ขยันจริงนะแจ๋ว" เสี่ยหงวนกล่าวทัก "เมื่อไรแกจะมีผัวเสียทีวะ"

สาวใช้สะดุ้งเล็กน้อย

"เรื่องนี้ทำให้อาเสี่ยหนักอกหนักใจมากเชียวหรือคะ"

นิกรพยักหน้าและยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เป็นยังไง เจอดีเข้าให้แล้วไหมล่ะ แจ๋วมันอยากจะพูดว่ามันจะมีผัวหรือไม่นั้น ไม่ได้หนักกบาลแกเลย"

"อุ้ยตาย" สาวใช้เก่าแก่ร้องลั่น "แจ๋วไม่บังอาจถึงอย่างนั้นหรอกค่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"แกขยันดีมากแจ๋ว ตึกหลังนี้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยก็เพราะแกเอาใจใส่และคอยควบคุมสาวใช้และคนใช้ที่ตึกนี้ ลูกๆ ของพวกเราไม่อยู่รู้สึกว่าเงียบเหงาไปหน่อยนะ"

" ค่ะ ถ้าอยู่ก็ได้ยินเพลงจากแผ่นเสียงตลอดวัน อาเสี่ยกับคุณนิกรมีธุระอะไรหรือคะ"

นิกรมองดูสาวใช้และยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เอ-วันนี้แกสวยดีนี่หว่าแจ๋ว"

สาวใช้อดหัวเราะไม่ได้

"อย่าชมแจ๋วเลยค่ะ คุณประไพได้ยินเข้าจะมาฉีกเนื้อแจ๋ว"

สองสหายเดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน ถึงแม้ว่าตึกหลังนี้มีขนาดเล็กกว่าตึกหลังใหญ่มาก แต่ก็เป็นตึกที่สวยงามทันสมัยที่สุด ผู้ออกแบบคือสถาปัตยมหาบัณฑิต ร.อ. นพ การุณวงศ์ ผู้สำเร็จวิชาสถาปัตย์กรรมจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งสหรัฐอเมริกา ชั้นล่างมีห้องรับแขกและห้องโถงอันหรูหรา ห้องรับประทานอาหารและห้องสมุด นอกจากนี้มีห้องทดลองวิทยาศาสตร์ซึ่งมีห้องใต้ดินด้วย มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองอย่างครบครัน เครื่องมือบางชิ้นดีกว่าห้องทดลองของนายพลดิเรกด้วยซ้ำไป ส่วนชั้นบนมีห้องสำราญของสี่สหายหนุ่ม ห้องทำงานและห้องนอนอันกว้างขวาง ซึ่งลูกๆ ของสี่สหายสมัครใจนอนในห้องเดียวกันโดยไม่ยอมแยกกันอย่างเด็ดขาด ต่างให้สัญญาสาบานกันไว้ว่าถึงแม้ว่าใครจะมีเมียก็ต้องอยู่ร่วมห้องกันอย่างนี้

นิกรกับเสี่ยหงวนพาตัวเดินเข้ามาในห้องนอนของสี่สหายหนุ่มโดยไม่มีจุดหมายอะไร ดูเหมือนว่าจะมาดูความสะอาดเรียบร้อยของห้องนอนมากกว่าอย่างอื่น ภายในห้องนี้มีเตียงนอนไม้สักและที่นอนยางฟองน้ำขนาดสามฟุตตั้งเป็นแถวเรียงเดี่ยวเว้นระยะห่างกันพอสมควร รวม ๔ เตียง ระหว่างเตียงมีโต๊ะไม้เล็กๆ บรรดาเครื่องเฟอร์นิเจอร์ประจำห้องทุกชิ้น ล้วนแต่สวยงามทันสมัยมีราคาแพงมาก แม้แต่เครื่องรับวิทยุก็มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงและเครื่องบันทึกเทปพร้อมเครื่องรับโทรทัศน์ขนาด ๒๔ นิ้ว สั่งพิเศษจากสหรัฐอเมริกาและศาสตราจารย์ดำรงค์ได้ดัดแปลงแก้ไขให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นบนโต๊ะระหว่างเตียงของ ร.อ. นพ และ ร.อ. สมนึก มีหนังสือการ์ตูนฝรั่งวางซ้อนกันอยู่หลายเล่ม นอกจากนี่ยังมีขนมหลายอย่างวางอยู่ นับแต่ผลไม้และบิสกิท

"ลูกๆ ของเรามันอยู่กันอย่างนี้สบายดีเหมือนกัน" นิกรพูดยิ้มๆ และนั่งลงบนเตียงของลูกชายของเขา หยิบการ์ตูนเล่มหนึ่งขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นเรื่องของมนุษย์วานรคือ "ทาร์ซาน" นั่นเอง ช่างเขียนชาวอเมริกันเขียนภาพเส้นได้สวยงามมาก เพียงแต่เห็นภาพหน้าปกนิกรก็ชักเลื่อมใสศรัทรา อาเสี่ยกิมหงวนหย่อนตัวลงนั่งลงบนเตียงของลูกชายของเขาและเอื้อมมือไปหยิบหนังสือการ์ตูนบนโต๊ะมาดูหน้าปก ปรากฏว่าเป็นเรื่อง "ทาร์ซาน" ตอนที่สองหรือเล่มที่สอง

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สองสหายต่างเอนตัวลงนอน และอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง "ทาร์ซาน" ด้วยความสนใจยิ่ง

"เฮ้ย" อาเสี่ยกล่าวกับนิกร "เอาเล่มต้นมาให้กันดูก่อนเถอะวะ"

นิกรจุ๊ปาก

"ไม่ได้โว้ย กำลังมัน เครื่องบินตกโดยสารในคองโก เบลเยี่ยม มีเจ้าหนูคนเดียวรอดชีวิตมาพ่อแม่ตายหมด พวกลิงทะโมนกำลังห้อมล้อมซากเครื่องบิน และแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงเด็กร้อง วุ้ย สนุกจังว่ะ"

อาเสี่ยว่า "เล่มนี้ทาร์ซานโตเป็นหนุ่มแล้ว ในความอุปการะของนางลิงตัวหนึ่ง กันอยากรู้ตอนต้น ให้กันอ่านก่อนเถอะวะ"

นิกรทำตาเขียว

"ชักยุ่งแล้วอ้ายหงวน กันหยิบขึ้นมาก่อนกันก็ต้องอ่านก่อน หนังสือการ์ตูนนี่มันสนุกอย่างนี้เอง อ้ายนพกับอ้ายตี๋เลิกเที่ยวไนท์คลับก็เพราะติดหนังสือการ์ตูน ซื้อมาอ่านคนละหอบใหญ่ๆ "

"ไหว้ละวะ ขอให้กันอ่านเล่มหนึ่งก่อนแกเถอะ กันอยากจะรู้ว่าทาร์ซานมันจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้ เขาส่งหนังสือเล่มแรกของเรื่อง "ทาร์ซาน" ให้เพื่อนเกลอของเขา

"เอ้า-เอาไป เอาเล่มนั้นส่งมาให้กันซี"

ต่อจากนั้นสองสหายก็เพลิดเพลินกับนิยายการ์ตูนเรื่อง "ทาร์ซาน" ซึ่งช่างเขียนได้เขียนภาพอย่างสวยงามเป็นพิเศษ นับตั้งแต่ฉากภูเขาไฟ ป่าดงพงไพร ฝูงสัตว์ป่าในทุ่งหญ้า อาเสี่ยทุ่มเทความรู้สึกที่มีอยู่ให้กับหนังสือการ์ตูนเล่มนี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งเกิดความสนุกและเกิดอารมณ์ทำให้เขาอยากจะมีชีวิตเป็นทาร์ซานหรือมนุษย์วานรบ้าง

พวกลิงได้พาเด็กชายที่มีอายุเพียง ๖ เดือน ออกซากเครื่องบินไว้ยังถิ่นที่อยู่ของมัน ซึ่งนางทะโมนตัวหนึ่งได้ให้การเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยเป็นอย่างดี

ในที่สุดเจ้าหนูน้อยคนนั้นก็กลายเป็นหนุ่มใหญ่รูปร่างใหญ่โตล่ำสัน เต็มไปด้วยความแข็งแรงและแข็งแกร่ง วิ่งเร็วเหมือนม้า และแข็งแกร่งกว่าสิงห์โต ว่ายน้ำเร็วกว่าจระเข้ และห้อยโหนโยนตัวไปตามต้นไม้ต่างๆ โดยอาศัยเส้นเถาวัลย์พาตัวไป

ด้วยมีดพกคู่มือของเขา ทาร์ซานสามารถสู้กับเสือหรือสิงห์โต และฆ่ามันได้อย่างง่ายดาย เขาเคยสู้กับจระเข้ขนาดยักษ์กลางบึงใหญ่ ช้างและลิงป่าคือมิตรที่ดีของเขา ส่วนศัตรูของทาร์ซานก็เห็นจะมีแต่เสือสิงห์โตและจระเข้เท่านั้น

นิกรเอื้อมมือมาแตะแขนเสี่ยหงวนเบาๆ

"เป็นยังไงวะ สนุกไหม"

เสี่ยหงวนเกิดอารมณ์ยัวะขึ้นมาทันที

"เดี๋ยวกูถีบตกเตียงเลย กำลังมันๆ อย่างยุ่งหน่อยเลยวะ ตอนนี้ทาร์ซานเจอแรดเข้าแล้ว แกอยู่เฉยๆ อ้ายกร"

สองสหายคงเพลิดเพลินกับหนังสือการ์ตูนเรื่อง "ทาร์ซาน" ทั้งกิมหงวนและนิกรอ่านข้อความในการ์ตูนอย่างละเอียด นิกรกำลังมองดูภาพพวกคนป่าปะทะกับทาร์ซานอย่างดุเดือด ทาร์ซานหนีขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ และโห่เรียกช้างป่ากับลิงมาช่วย

เมื่อพลิกหน้าต่อไปเป็นภาพกองทัพช้าง และกองทัพลิงยกมาช่วย นิกรก็ดีอกดีใจถึงกับยกเท้าทั้งสองถีบอากาศเร็วยิกและใช้ปากบรรเลงเพลงเชิด

"ตี้ตาต่าตี้ตา สนุกฉิบหายเลย"

""เฮ้ย" อาเสี่ยตวาดลั่น "กันต้องการสมาธิดูการ์ตูนเรื่องนี้ อย่างเอะอะเอ็ดตะโรไปเลยวะ ยิ่งอ่านยิ่งมันว่ะ นอกจากรูปสวยแล้ว มันยังให้คำสนุกตื่นเต้นเร้าใจอีก"

คราวนี้สองสหายเงียบกริบ ต่างสนใจกับหนังสือเรื่อง "ทาร์ซาน" ด้วยความสนุกสนาน แจ๋วแม่บ้านของตึกใหม่ก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องนอนของสี่สหายหนุ่ม

"อาเสี่ยคะ อาหารกลางวันตั้งโต๊ะที่ห้องรับประทานอาหารชั้นล่างของตึกหลังนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ สำหรับอาเสี่ยกับคุณนิกรสองคนเท่านั้น"

เสี่ยหงวนโบกมือ

"ฉันเสียดายเวลาที่จะต้องลงไปกินข้าวกลางวัน เพราะการ์ตูนกำลังสนุกมาก"

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นนั่งแล้วยิ้มให้เสี่ยหงวน

"สนุกยังไงก็ต้องกินข้าวเสียก่อน เรื่องกินสำคัญที่สุดสำหรับกัน ชีวิตของเราอยู่ได้ก็เพราะกิน ใครไม่กินก็เท่งทึง"

สองสหายต่างเก็บหนังสือการ์ตูนวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงตามเดิม ต่อจากนั้นก็พากันเดินออกไปจากห้องนอนอันกว้างใหญ่

นิกรกับกิมหงวนกลับขึ้นมายังชั้นบนของตึกเล็กเวลา ๑๒.๓๐ น. และต่างคนต่างก็อิ่มแปล้ ซึ่งอาหารกลางวันมื้อนี้มีข้าวมันไก่ตอน แกงจืดเครื่องในไก่ ส่วนของหวานก็มีลอดช่องน้ำกะทิ ลำไยแช่เย็น

แทนที่จะเข้าไปในห้องนอนของลูกชาย สองสหายต่างนั่งพักผ่อนอยู่บนม้ายาวที่ระเบียงหลังตึก ทั้งนิกรและกิมหงวนมีใบหน้าเคร่งขรึม อาเสี่ยทอดสายตามองไปทางหลังบ้าน "พัชราภรณ์" โดยไม่มีจุดหมาย สักครู่หนึ่งเขาก็กล่าวขึ้นช้าๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ท่ามกลางขุนเขาแลทะมึน ท่ามกลางป่าดงพงไพรมวลหมู่แมกไม้อันสวยงามตามธรรมชาติ จระเข้ขนาดใหญ่นอนตากแดดอยู่ริมบึง ทางขวามือของเขาเป็นธรรมชาติที่สวยงามที่สุด สัตว์ป่าหลายตัวกำลังและเล็มใบไม้ ไม่มีความสงบที่ใดในโลกที่จะให้ความสุขที่จะให้ความสุขแก่เราเหมือนป่าดงพงเขา โอ-มันเป็นชีวิตที่แสนสุขจริงๆ เราจะมีลิงและช้างเป็นมิตรที่ดีของเรา เราจะสร้างบ้านบนยอดไม้เป็นกระท่อมเล็กๆ เราจะทำลิฟท์ขึ้นโดยให้ช้างช่วยฉุดลิฟท์นั้น เราจะสร้างประปาขึ้นใช้เองโดยใช้ไม่ไผ่ทำท่อต่อมาจากธารน้ำตก อาหารของเราคือผลไม้ป่าและเนื้อสัตว์" รำพันจบ เสี่ยหงวนก็ยกมือทั้งสองขึ้นป้องปากและโห่เสียงลั่น

"โห่.... โอโห้ โอ๋โห่ "

นิกรรีบลุกขึ้นป้องปากโห่บ้าง

"โห่ แอ้แฮ แอ๋แห่ "

แล้วนิกรก็ทรุดตัวลงนั่งหันมามองดูเสี่ยหงวน อาเสี่ยยิ้มแป้น

"แกได้อะไรบ้างจากการ์ตูนทาร์ซาน"

นิกรตอบแบบฝรั่ง

"ก็ได้ อย่างที่แกเห็นนั่นแหละ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"แกคิดอย่างที่กันคิดหรือเปล่า"

"ว้า" นิกรคราง "พูดอย่างที่คนไทยเขาพูดกันเถอะวะ ฉันจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าแกกำลังคิดอะไร"

อาเสี่ยถามว่า "ฉันอยากจะถามแกว่า ถ้าหากว่าฉันหนีบ้าน ทิ้งลูกทิ้งเมียไปอยู่ป่าไปบำเพ็ญชีวิตเหมือนอย่างทาร์ซาน นายจะไปกับฉันไหมล่ะ"

นิกรตอบทันที

"แน่นอนที่สุดอ้ายหงวน วิญญาณของทาร์ซานได้เข้าสิงกันซะแล้วถึงแกไม่ออกปากชวนกัน กันก็จะไปอยู่ป่าทางกาญจนบุรีหรือทางแม่สอดก็ได้ ชีวิตของทาร์ซานในหนังสือการ์ตูนนี้จะให้ความสุขแก่กันอย่างที่สุด อยู่ในป่าคอนกรีตมีแต่เรื่องยุงใจปวดกบาล เพราะต้องหาเงินและใช้เงิน ต้องสังคมกับมนุษย์ที่ตลบแตลง สวมหน้ากากเข้าหากัน แต่ถ้ากันไปอยู่ป่าบำเพ็ญชีวิตอย่างมนุษย์วานรหรือทาร์ซาน กันก็จะได้รับความสงบสุขที่แท้จริงโดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว"

อาเสี่ยยื่นมือขวาให้นิกรจับ

"ไปด้วยกันอ้ายกร กันเบื่อชีวิตที่หรูหราแบบนี้เต็มทนแล้ว มหาเศรษฐีอย่างกันต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานดึกดื่นเพื่อกอบโกยเงินเอาไว้ มีเท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งมีก็ยิ่งโลภ แต่ถ้าหากว่ากันได้ไปอยู่ป่าและใช้ชีวิตอย่างทาร์ซาน ทั้งร่างกายและจิตใจของกันจะเป็นสุข ตกลงนะอ้ายกร ใครเปลี่ยนความคิดขอให้เป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติ"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"แหมตั้ง ๕๐๐ ชาติ มันไม่มากไปหรือเพื่อน เอาแค่เพียงสองชาติก็แย่แล้ว"

"ไม่ได้" เสี่ยหงวนพูดเสียงดุๆ "ต้อง ๕๐๐ ชาติ ฉันกลัวว่านายจะเปลี่ยนความคิด"

นิกรยิ้มแสยะ

"แกนั่นแหละจะเปลี่ยนความคิด เพราะแกเป็นห่วงธุระกิจการค้าของแก"

"เปล่าเลยเพื่อน มันจะฉิบหายล่มจมอย่างไรก็ช่างหัวมัน นวลลออกับอ้ายนึกคงสามารถบริหารงานแทนกันได้ อ้ายเพื่อนยาก ไม่มีที่ใดแห่งใดในโลกนี้ที่จะทำให้เรามีความสุขเหมือนอยู่ในป่า มีชีวิตท่ามกลางธรรมชาติสิงสาราสัตว์ทั้งหลายจะเป็นมิตรแท้ของเรา"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แต่ถ้าเราเผลอมันก็แดกเราเหมือนกัน"

"อ้อ-นั่นเป็นเรื่องธรรมดาโว้ย อ้ายกร สัตว์ใหญ่ก็ต้องกินสัตว์เล็กเป็นอาหาร สัตว์ที่ไม่มีเขี้ยวเล็บหรือมีกำลังด้อยกว่าต้องถูกข่มเหงรังแก มนุษย์และสัตว์ก็เช่นเดียวกัน แต่สัตว์ไม่มีสวมหน้ากากเข้าหากัน จะเป็นมิตรหรือศัตรูก็แสดงออกด้วยกิริยาท่าทางของมัน ตกลงไปอยู่ป่าแน่นะอ้ายกร"

"แน่นอนที่สุด" นิกรพูดเสียงหนักแน่น "แต่ว่าแกกับกันเป็นบ้าหรือเปล่าวะ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ทำไมแกถามอย่างนี้"

"ก็เพราะเราอ่านนิทานการ์ตูนเรื่อง "ทาร์ซาน" แล้วเราก็อยากเป็นทาร์ซานกันน่ะซี กันกำลังสงสัยว่าแกกับกันเป็นโรคจิตว่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ก็อาจจะเป็นได้ คนเรามันก็บ้าเหมือนกันทั้งนั้น แต่ถึงเราเป็นบ้าเป็นคนไข้โรคจิต เราหนีจากป่าคอนกรีตไปอยู่ป่าธรรมชาติ ก็ไม่เห็นแปลกอะไร เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เราจะไปกันเมื่อไรล่ะอ้ายกร การไปอยู่ป่าบำเพ็ญชีวิตเป็นทาร์ซานในครั้งนี้ เราจะต้องหนีบ้านหนีลูกเมียเราไปซึ่งเราจะแพร่งพรายให้ใครรู้ไม่ได้"

นิกรนิ่งคิดสักตรู่

"ไปพรุ่งนี้เป็นยังไง จ้างรถแท็กซี่คันหนึ่งให้ไปส่งเราที่เมืองกาญจน์ แล้วเราก็เข้าป่าสูงไปเลือกหาถิ่นที่อยู่ตามความพอใจของเรา กันจะโห่ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ว่ายน้ำเล่นในบึงใหญ่ สู้กับจระเข้ยักษ์ แล้วขึ้นมาสู้กับสิงโต"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"ป่าในเมืองไทยไม่มีสิงโตโว้ย มีแต่เสือลายพาดกลอนเสือโคร่งหรือเสือดำ"

"ว้า" นิกรร้องขึ้นดังๆ "สู้กับเสือมันจะไปได้ความอะไร เตะซ้ายทีขวาทีก็ดิ้นพราดไปแล้ว ทาร์ซานอย่างเรามันต้องสู้กับสิงโตหรือแรด ฟัดกับสิงโตค่อยน่าดูหน่อย"

"ใช่" อาเสียเห็นพ้องด้วย "ตอนที่น่าดูที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่มันกินเรา"

สองสหายต่างมองดูหน้ากันและหัวเราะ ต่อจากนั้นนิกรกับเสี่ยหงวนก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องที่จะหนีบ้านหนีลูกเมียไปเป็นทาร์ซานอยู่ในป่ากาญจนบุรี ระหว่างเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นป่าดงพงไพรอันทุรกันดาร

ในที่สุดอาเสี่ยก็กล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการว่า "กันคิดว่าเราชวนอ้ายแห้วไปกับเราอีกคนไม่ดีหรือ"

นิกรหยุดยิ้มทันที

"ธรรมดาทาร์ซานน่ะมีคนเดียวเท่านั้น แต่นี่กันกับแกเป็นสองคนแล้ว แล้วยังจะเอาอ้ายแห้วไปอีกรวมเป็นสาม ปรึกษากันไปปรึกษากันมา แกก็คงจะชวนอ้ายพลอ้ายหมอกับคุณพ่อและลูกๆ ของเราไปเป็นทาร์ซานด้วย ผิดนักก็ชวนเมียไปอีก คราวนี้ทาร์ซานยั้วเยี้ยเต็มป่าไปหมด พวกสัตว์ป่าคงจะหลบลี้หนีหน้าเพราะกลัวทาร์ซาน"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ใช่อย่างนั้น แกกับกันเคยสุขสบายมาตลอดเวลา เกิดมาไม่เคยทำอะไรมีแต่คนคอยปรนนิบัติรับใช้ กันอยากจะชวนอ้ายแห้วไปด้วยก็เพื่อให้ไปรับใช้เรา เป็นต้นว่าซื้ออาหารหรือเครื่องดื่ม ซื้อโอเลี้ยงหรือก๋วยเตี๋ยวผัด ซื้อเบียร์หรือไก่ตอนมาให้เรากิน"

คราวนี้นิกรยิ้มแป้น

"เออ-จริงซีนะ อ้ายแห้วเป็นคนรับใช้ที่ซื่อสัตว์ต่อเรา ถ้าได้มันไปอยู่ป่าเราก็คงจะสะดวกสบายขึ้น"

ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นเป็นหน้าที่ของแกที่จะเจรจากับอ้ายแห้ว บอกเล่าเก้าสิบสิบเอ็ดสิบสองให้มันรู้เรื่อง แต่อย่าไปบังคับใจมัน ถ้ามันเต็มใจไปกับเราก็ไป ถ้ามันชอบความสุขสนุกสนานตลอดจนสีสรรค์และสิ่งเย้ายวน ต่างๆ ในป่าคอนกรีตก็ให้มันอยู่ต่อไป แต่อ้ายแห้วจะเปิดเผยความลับของเราไม่ได้ ถ้าหากว่ามีคนรู้เรื่องของเรา เราจะถูกขัดขวาง ไม่มีโอกาสได้ไปเป็นจ้าวไพรหรือทาร์ซานตามที่เราตั้งปณิธานไว้"

เจ้าแห้วปรากฏตัวขึ้นพอดี เขาโพล่พ้นขั้นบันไดเลี้ยวซ้ายมือตรงเข้ามาสองสหายและยิ้มให้แต่ไกล

"อ้อ" เสี่ยหงวนอุทาน "กลับมาจากวัดแล้วหรือ"

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งบนม้ากลมตัวหนึ่งใกล้ๆ กับราวลูกกรง

"รับประทานเพิ่งกลับมาเมื่อสักครู่นี้เองแหละครับ พระที่วัดฉันน้ำพริกปลาร้าและผักจิ้มกันอย่างเอร็ดอร่อย รับประทานแกงมัสมั่นไก่แทบไม่มีใครแตะต้อง"

"แล้วแกมาที่นี่ทำไม" นิกรถาม

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

รับประทานผมไม่ทราบว่าคุณนิกรกับอาเสี่ยอยู่บนนี้หรอกครับ ผมอยู่ว่างๆ ก็ย่องมาดูการ์ตูนเรื่อง "ทาร์ซาน" ของคุณนพ"

เสี่ยหงวนทำคอย่นแล้วหัวเราะก้าก

"มึงอ่านรู้เรื่องหรือ เขาให้คำเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ "

"รับประทานรู้เรื่องซีครับ บางตัวผมอ่านออกและแปลได้แล้วผมก็เดาข้อความเอา เรื่องมันก็เหมือนหนังเรื่อง "ทาร์ซาน" ที่ผมเคยดูมาแล้วนั่นแหละครับ รับประทานผมชอบภาพที่เขาวาดครับ ยิ่งมองก็เป็นภาพที่มีชีวิตจิตใจและทำให้ผมมีความรู้สึกฝังจิตฝังใจอยากเป็นทาร์ซานบ้าง"

เสี่ยหงวนพยักหน้าให้นิกร

"ได้เรื่องแล้วอ้ายกร เจรจากับอ้ายแห้วเถอะ พูดสั้นๆ ตรงไปตรงมาไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้า"

นิกรหันมาทางอ้ายแห้ว

"กันกับอ้ายหงวนก็กำลังบ้าเรื่อง "ทาร์ซาน" เหมือนอย่างแกนั่นแหละ เราสองคนจะเดินทางไปอยู่ป่ากาญจนบุรี ระหว่างพรมแดนไทยพม่าบำเพ็ญชีวิตเป็นทาร์ซานหรือจ้าวไพร แกจะไปกับเราด้วยไหมล่ะ"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"โอ้โฮ.... จริงๆ หรือครับนี่"

"เออ" นิกรพูดเสียงหนักๆ "ถ้าแกคิดว่าป่าธรรมชาติมีความร่มเย็นเป็นสุขกว่าเมืองสวรรค์หรือป่าคอนกรีตก็ไปกับเราได้"

เจ้าแห้วดีใจจนเนื้อเต้น

"รับประทานตกลงครับ ผมดูการ์ตูน "ทาร์ซาน" ของคุณนพ ผมก็คิดอยู่ทุกวันว่าผมอยากจะไปอยู่ป่าและเป็นทาร์ซานอยู่ในป่า"

นิกรพูดตัดบท

"ถ้าเช่นนั้นได้ไปแน่ พรุ่งนี้เราจะเดินทางตอนเที่ยงจำไว้นะ"

เสี่ยหงวนพูดขัดขึ้น

"ไหงไปตั้งเที่ยง ที่ถูกควรจะไปตอนเช้ามืด"

นิกรยิ้มให้อาเสี่ย

"ตอนเช้ามืดกันยังไม่ตื่นนี่โว้ย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานทาร์ซานต้องตื่นแต่เช้าซีครับ หาปลาตามลำธาร หรือม่ายก็ล่าสัตว์หาผลไม้ป่ามากิน ไปเช้าๆ เถอะครับคุณ ผมอยากไปอยู่ป่าเต็มทนแล้ว จะได้หกคะเมนตีลังกาไปตามสายเถาวัลย์แล้วโห่ให้สนุก"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"ตกลง พรุ่งนี้ย่ำรุ่งออกเดินทางได้ แต่งกายตามสะดวก ถ้าใครเห็นจะได้คิดว่าเราออกไปเดินเล่น"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาเคลิบเคลิ้มหลงไหลเรื่อง "ทาร์ซาน" เหมือนอย่างนิกรกับกิมหงวนนั่นเอง

"รับประทานไม่เอาเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ไปหรือครับ"

กิมหงวนกล่าวขึ้นทันที

"ไม่ต้องโว้ย หาผ้าเตี่ยวไปคนละสองสามชิ้นก็พอแล้ว หรือจะใช้หนังชามัวร์ผืนใหญ่ปกปิดร่างกายท่อนล่างของเราก็ได้ นอกจากนี้ก็หามีดพกขนาดใหญ่ไปคนละเล่มพร้อมทั้งปลอกมีดและเข็มขัดเส้นเล็กๆ "

นิกรตบมือหัวเราะชอบใจ

"สนุกดีโว้ย กันจะเอาปืนยิงเร็วและระเบิดมือไปด้วย"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำเอื้อก

"ถ้ายังนั้นไม่ใช่ทาร์ซานเสียแล้วละโว้ย ทาร์ซานมีปืนยิงเร็วและระเบิดมือ มีอย่างที่ไหนวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เอาเงินติดตัวไปบ้างไหมอ้ายหงวน"

อาเสี่ยนิ่งคิด

"กันคิดว่าจะเอาไปสักหมื่นบาทพอแล้ว ถึงแม้ว่าในป่าไม่ใช้เงิน แต่บางครั้งเราอาจจะต้องใช้เงินเหมือนกัน เพราะธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย อยู่ในป่าดงพงไพร หรืออยู่ในเกาะกลางทะเลก็ใช้ได้ทั้งนั้น" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้วและยกมือชี้หน้า "อย่าลืมว่าเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด แกอย่าแพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาดถ้าความลับเราล่วงรู้ไปถึงคนอื่น แกจะโดนเตะ"

เจ้าแห้วรับคำด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปเป็นทาร์ซาน

"รับประทานผมรับรองครับ เย็บปากแน่นเลย พรุ่งนี้ไปแน่นะครับ"

"เออ" นิกรพูดเสียงหนักๆ "คืนนี้เราปรึกษากันอีกครั้งหนึ่ง ประเดี๋ยวกันกับอ้ายหงวนจะออกไปหาซื้อมีดพกและซื้อเผื่อแกด้วย"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ปะหลกๆ

"รับประทานซื้อโสร่งฝากผมสักสองสามตัวนะครับ ผมจะเอาไว้นุ่งอยู่ในป่า"

นิกรทำตาปริบๆ มองดูเจ้าแห้วอย่างขบขับ

"ทาร์ซานตวักตะบวยอะไรวะนุ่งโสร่ง ทาร์ซานน่ะต้องนุ่งผ้าเตี่ยวชิ้นเล็กๆ แต่ว่ามีกางเกงในนุ่ง ม่ายยังงั้นเวลาสู้กับเสือรุ่มร่าม มัวแต่ห่วงหน้าห่วงหลังจึงต้องนุ่งกางเกงใน"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก แล้วกล่าวกับนิกรอย่างครึ้มใจ

"ไปที่ตึกใหญ่กันเถอะวะอ้ายกร อย่างน้อยเราก็จะได้พูดคุยกับเมียเราเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต"

นิกรทำสีหน้าฉงน

"หมายความว่าเราจะไปอยู่ป่าตลอดชีวิตยังงั้นหรือ"

"ใช่ ชีวิตบั้นปลายของเราก็คือทาร์ซานหรือจ้าวไพรนั่นแหละ"

"มันนานเกินไปโว้ยอ้ายเสี่ย เราไปอยู่สักพักหนึ่งแล้วค่อยกลับมาบ้านดีกว่า กันคิดว่าสามวันก็พอแล้ว"

เสี่ยหงวนค้อนขวับ

"ลำบากนักก็อย่าไปเลย ให้กันไปกับอ้ายแห้วสองคนดีกว่า"

"ไปๆๆๆ " นิกรร้องลั่น "ไปอยู่ตลอดชีวิตก็เอาใครกลับก่อนโดนเตะนะจะบอกให้"

"เออซีวะ"

สองสหายกับเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นพากันเดินผ่านระเบียงหลังตึกลงบันไดไปชั้นล่าง

ตอนรุ่งอรุณของวันใหม่

เสี่ยหงวนตื่นนอนในเวลา ๕.๓๐ น. โดยไม่มีใครปลุก เขาแปลกใจเล็กน้อยที่นวลลออหายออกไปจากห้องนอน แต่ก็เข้าใจว่าคงจะออกไปเตรียมหาของใส่บาตร แทนที่กิมหงวนจะรู้สึกอาลัยอาวรลูกเมียของเขาตลอดจนเพื่อนรักร่วมชีวิต เขากลับสดชื่นรื่นเริงผิดปรกติ อาเสี่ยจัดแจงอาบน้ำชำระร่างกายโดยไม่รีบร้อนอะไรนัก แล้วก็ออกจากห้องน้ำ แต่ตัวแบบสุภาพชน เตรียมเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อไปอยู่ป่าดงพงไพรใช้ชีวิตแบบเดียวกับทาร์ซานในหนังสือการ์ตูน

เมื่อถึงเวลา ๖.๒๐ น. นิกรก็พาตัวเข้ามาในห้องนอนของเสี่ยหงวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"เฮ้-สวัสดีโว้ยอ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"สวัสดีมากอ้ายกร คุณประไพตื่นหรือยัง"

"ตื่นแล้วว่ะ คงจะทำของใส่บาตรอยู่ที่ตึกครัวข้างล่าง หรือป่านนี้คงจะออกไปอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้านก็ได้"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรด้วยความพอใจ พ.อ. นิกรสวมกางเกงขายาวสีกรมท่าสวมเสื้อเชิ้ตฮาวายลวดลายทันสมัย มือขวาถือถุงกระดาษถุงหนึ่ง

"ในถุงมีอะไรบ้าง"

นิกรว่า "มีของจำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิตของเรา ไม้ขีดไฟหนึ่งห่อ มีดพกหนึ่งเล่ม มีดปังตอหนึ่งเล่ม มีดบางสำหรับหั่นผักหั่นปลาอีกหนึ่งเล่ม"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ดีแล้ว อย่าเอาอะไรไปมากกว่านี้ เมื่อเราเป็นทาร์ซาน เราก็ต้องประดิษฐ์คิดของใช้ขึ้นเอง"

แล้วอาเสี่ยก็ผายมือไปที่เตียงนอนของเขา "ในถุงกระดาษของกันนั่นมีบุหรี่สามห้าสองห่อร่วมยี่สิบซอง เครื่องขีดไฟแก๊สและแก๊ส นอกจากนี้ก็มีมีดพกขนาดใหญ่อีกหนึ่งเล่ม พร้อมด้วยซองมีดและเข็มขัด"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"กางเกงในและผ้าเตี่ยวล่ะ"

"ไปหาซื้อเอาที่ตลาดบ้านโป่งมีถมเถไป เราอาจจะต้องซื้อของใช้กระจุกกระจิดติดมือไปบ้าง"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าแห้วเดินหน้าตื่นเข้ามาในห้อง

"รับประทานยุ่งแล้วครับ"

"ยุ่งยังไงวะ" นิกรถาม

"รับประทานพวกเจ้านายรู้กันหมดแล้วครับ ว่าคุณกับอาเสี่ยและผมจะเดินทางไปอยู่ป่ากาญจนบุรี และใช้ชีวิตเป็นทาร์ซานที่นั่น พวกเจ้านายทุกคนคอยสัมภาษณ์และคอยส่งพวกเราที่หน้าตึกใหญ่ครับ รวมทั้งคุณพนัส คุณนพ คุณสมนึกและคุณดำรงค์ด้วย"

นิกรค่อยๆ หันหน้ามาทางกิมหงวน

"พรรค์พวกของเรารู้ได้ยังไงวะ"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"อ้ายแห้วเปิดโปงเรื่องนี้แน่ๆ "

เจ้าแห้วกล่าวขึ้นทันที

"รับประทานผมเปล่านะครับ เอาผมไปสาบานที่ไหนก็ได้"

นิกรคว้าคอเสื้อเจ้าแห้วแล้วเขย่า

"ถ้าแกไม่พูดมากปากพล่อย พวกเขาจะรู้ได้อย่างไร"

เจ้าแห้วมองดูนิกรอย่างหวาดๆ

"รับประทานกำแพงมีหูประตูมีช่องนะครับ คุณดำรงค์เป็นนักวิทยาศาสตร์ มีความรู้ความสามารถ พอๆ กับคุณหมอ คุณดำรงค์อาจสร้างเครื่องบันทึกเสียงไว้และซ่อนไมโครโฟนไว้ทั่วตึกเล็ก เทปบันทึกเสียงคุณและอาเสี่ยไว้เมื่อวานนี้"

นิกรปล่อยมือที่จับคอเสื้อเจ้าแห้วออก และกล่าวกับเสี่ยหงวน

"หรือดำรงค์มันใช้เทปบันทึกดักฟังเสียงเราปรึกษากัน"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"อาจจะเป็นไปได้ แต่ว่า เรามันชายชาติเสือไม่ใช่ชาติหมา เมื่อง้างนกแล้วต้องยิง ใครจะขัดขวางเราให้เลิกล้มความคิดที่จะเป็นทาร์ซานไม่ได้เป็นอันขาด"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานไม่มีใครคัดค้านหรอกครับ มีแต่สนับสนุนอาเสี่ยกับนิกร รับประทานออกเดินทางได้แล้วครับ ๖.๓๐ น. แล้ว"

นิกรมองดูเจ้าแห้วด้วยความพอใจ เจ้าแห้วสวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลและสวมเสื้อยืดแขนสั้นคอปกสีเนื้อมือขวาถือกระเป๋าเอกสารใบหนึ่ง

"แกมีอะไรติดตัวไปบ้าง" นิกรถามยิ้มๆ

"รับประทานมีของใช้เท่าที่จำเป็นน่ะซีครับ มีดพกเข็มด้าย ตะไกร นอกจากนี่ก็มีอีโต้หัวตัดเล่มหนึ่ง กางเกงในสองตัว ผ้าเตี่ยวอีกสองชุด"

สองสหายพากันเดินออกไปจากห้องนอน เจ้าแห้วติดตามออกไปด้วย เมื่อลงบันไดมาที่ห้องโถง เสี่ยหงวนกับนิกรก็แลเห็นสี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง พล.ต. พล กับ ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในห้องโถง วิพากย์วิจารณ์กันในเรื่องที่นิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วจะเดินทางไปอยู่ป่ากาญจนบุรี และบำเพ็ญชีวิตแบบทาร์ซานหรือจ้าวไพร

สองสหายกับเจ้าแห้วหยุดยืนที่เชิงบันไดและทำหน้ากะเรี่ยกะราดอย่างไรชอบกล จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้น

"ยังไง แกสองคนตกลงใจแน่แล้วหรือว่าแกจะไปอยู่ป่า"

เสี่ยหงวนพยักหน้าและยิ้มให้

"แน่นอนครับ ผมและอ้ายกรขอถือโอกาสนี้อำลาพวกเราทุกๆ คน ลาก่อนครับลาชั่วกัลปวสาน"

นายลพดิเรกหัวเราะลั่น

"ออไร ออไร๋ อย่าลาชั่วกัลปวสานเลยวะ ฉันคิดว่าอีกสามสี่วันแกก็ต้องเผ่นกลับมากรุงเทพฯ เพราะป่าน่ะมันเป็นที่อยู่ของสัตว์ไม่ใช่ที่อยู่ของมนุษย์ หน้าอย่างแกกับอ้ายกรและอ้ายแห้วจะอยู่ได้อย่างไร กาแฟไม่มีกิน ไข่ดาวหมูแฮมก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ขนมจีบซาลาเปาไม่มีโอกาสได้กินอีก แม้แต่น้ำอัดลม แกสองคนเคยมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย เมื่อไปมีชีวิตอยู่อย่างทาร์ซานแกจะทนได้อย่างไร"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นนะซี กันไม่ไปแล้วโว้ยอ้ายหงวน ในป่าโรงหนังก็ไม่มี ไนท์คลับก็ไม่มี อยากจะกินเนื้อโกเบจานละ ๘.๐๐ บาท ก็ไม่รู้ว่าจะไปหากินได้ที่ไหน วิทยุโทรทัศน์ก็ไม่มีทั้งนั้น แกไปกับอ้ายแห้วก็แล้วกัน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"อย่าลืมคำสาบานนะโว้ยอ้ายกร ถ้าแกเลิกล้มความคิดแกจะต้องเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติ"

นิกรฝืนหัวเราะ "เป็นก็เป็นวะ อยู่ป่าน่ะมันลำบาก ดีไม่ดีเสือแดก"

อาเสี่ยเปิดถุงกระดาษออกหยิบหนังสือการ์ตูนเรื่อง "ทาร์ซาน" เล่มหนึ่งออกมาส่งให้นิกรและกล่าวว่า

"แกพลิกดูการ์ตูนเล่มนี้เสียก่อน ถ้าแกปฏิบัติตัวได้อย่างทาร์ซาน คือ มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีพลกำลังแข็งแกร่งแกก็คือ จ้าวไพรหรือทาร์ซานมีฐานะเป็นเจ้าป่า และความสงบสุขอันแท้จริงก็จะบังเกิดขึ้นแก่แก"

นิกรเปิดดูหนังสือการ์ตูนเล่มนั้น เสี่ยหงวนหันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสองซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มสี่นางแล้วเขาก็กล่าวว่า

"ลาก่อนอ้ายพลและอ้ายหมอ ป่ากาญจนบุรีระหว่างเทือกเขาตะนาวศรีจะเป็นถิ่นที่อยู่อันสงบสุขของกัน ต่อไปนี้เราจะไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันอีกแล้ว ลาก่อนนะครับ คุณนัน คุณประภาและคุณประไพ ลาก่อนนวลลออ"

พล.ต พล ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"อย่าลาเลยวะอ้างหงวน อีกสามสี่วันแกก็คงกลับมาบ้าน"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"เป็นไปไม่ได้ ป่าคอนกรีตอย่างกรุงเทพฯ เช่นนี้ไม่มีอะไรที่จะให้ความสุขแก่กันได้เลย"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ความจริงเมื่อวานนี้พ่อหงวนกับอ้ายกรและเจ้าแห้วก็ยังยังดีๆ อยู่ พูดกันรู้เรื่อง แต่แล้วก็บ้าอยากเป็นทาร์ซานหรือจ้าวไพร อ้ายนั่นมันเรื่องเขาแต่งไม่ใช่หรือ ใครเป็นคนแต่งวะอ้ายกร"

นิกรไม่ตอบคำถามเพราะกำลังสนใจกับภาพในหนังสือการ์ตูน "ทาร์ซาน" เล่มนั้น อาเสี่ยจึงตอบแทนว่า

"คนแต่งชื่อ เอดการ์ โลห์ บุโรทั่ง ครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง นันทาสบตากับอาเสี่ยหล่อนก็กล่าวว่า

"เราจะไปเยี่ยมอาเสี่ยบ้างได้ไหมคะ"

"ป่าดงพงไพรไม่ใช่ของสนุกนะครับ แต่ถ้าคุณคิดถึงผมและอ้ายแห้วก็ไปเถอะครับ" พูดจบเขาก็หันมาทางนิกร "ว่ายังไงอ้ายกร แกจะไปหรือไม่ไป"

นิกรปิดหนังสือการ์ตูนเรื่อง "ทาร์ซาน" แล้วส่งให้หนังสือเล่มนั้นให้เสี่ยหงวน

"เห็นรูปทาร์ซานในการ์ตูนเล่มนี้แล้วทำให้จิตใจกันคึกคักเข้มแข็ง กันไปด้วยโว้ยอ้ายหงวน"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"แกนี่ใจโลเลไม่แน่นอน เหมือนกับไม้หลักปักอุจจาระกระบือ ถ้าจะไปก็เตรียมตัวเดินทางได้ ลาลูกเมียแกและคุณอาทั้งสองเสียก่อน"

ประไพกล่าวขึ้นทันที

"สำหรับไพไม่ต้องลานะคะ"

นิกรมองดูเมียรักของเขาอย่างเคืองๆ

"พูดราวกับว่าไม่ใช่ผัวเมียกันอย่างนั้นแหละ ลาก่อนไพ ฝากลูกไว้ด้วย จ่ายค่าขนมให้อ้ายนพวันละ ๖ สลึง พอแล้ว กิจการค้าของเราไพคงจะบริหารแทนกรได้ ขอให้ทุกคนเป็นสุขสวัสดี"

นายพลดิเรกหัวเราะลั่น

"ไอรอคอยวันที่แกกับอ้างหงวนและอ้ายแห้วกลับมาบ้าน และเราจะมีเลี้ยงฉลองแกสองคน"

เสี่ยหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา และหันไปทางเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน ซึ่งยืนอยู่ข้างห้องรับประทานอาหาร

"ลาก่อนลูกรักของพ่อ ลาก่อนหลานรักทั้งสามคน"

ร.อ. สมนึกพยักหน้าให้บิดาของเขา

"ไปเถอะครับเตี่ย ไปแล้วอย่ากลับมาให้ผมเห็นหน้าอีกเลยนะครับ ผมจะได้สบายเสียที ผมจะทำงานแทนเตี่ยและใช้เงินให้เปรมไปเลย"

อาเสี่ยหันมามองดูสี่นาง

"นี่แหละครับลูกกตัญญู"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นวลลออยิ้มให้เสี่ยหงวนและกล่าวว่า

"เฮียไปอยู่ป่าก็ดีเหมือนกันค่ะ นวลกับลูกจะได้สบายใจขึ้น ทุกวันนี้อยู่กับเฮียก็เหมือนอยู่กับคนบ้า บางทีเฮียก็เอะอะเอ็ดตะโรโดยไม่มีเหตุผล บางทีก็แก้ผ้าล่อนจ้อนมองดูเหมือนเปรต"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทาน "ไหงใส่ไฟกันอย่างนี้ เฮียสาบานได้ว่า เฮียไม่เคยคลุ้มคลั่งขนาดแก้ผ้าเปลือยกายเลย"

นวลลออพูดพลางหัวเราะพลาง

"ก็ตอนอาบน้ำอยู่ในห้องเฮียไม่ได้แก้ผ้าหรอกหรือคะ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"เอ้อ-จริง ข้อนี้เฮียไม่เถียง แม้แต่กระทั่งคุณอาหญิงเวลาอาบน้ำก็แก้ผ้าเหมือนกัน"

"ว้าย" คุณหญิงวาดร้องลั่น "แกรู้ได้ยังไงอ้ายเปรตว่าฉันแก้ผ้าอาบน้ำ ฉันนุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำโว้ย"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้และพูดพลางหัวเราะ

"ผมล้อเล่นสนุกๆ หรอกครับ" แล้วเขาก็หันมาทางสี่นาง "ลาละครับทุกๆ คน"

ประภายื่นมือให้อาเสี่ยจับ

"ขอให้อาเสี่ยและคุณนิกรโชคดีนะคะ แล้วก็จดหมายมาถึงพวกเราบ้าง"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้นดังๆ

"ส่งช้างมาให้ผมบ้างนะครับคุณลุง ถ้าไม่ได้งาเอางวงช้างก็ยังดี"

ร.อ. สมนึกกระซิบกระซาบกับ ร.อ. พนัส

"แกเชื่อไหมอ้ายนัส เตี่ยกับอากรและอ้ายแห้วมีหวังถูกเสือกิน สารรูปไม่ให้เป็นทาร์ซานหรือจ้าวป่าเลย อากรตัวเล็กนิดเดียว เตี่ยก็สูงชะลูดพุงป่องเหมือนเป็นตานขโมย โดยเฉพาะอ้ายแห้วก็ไม่มีท่า ทาร์ซานน่ะมันต้องล่ำสันกล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดๆ "

กิมหงวนมองดูลูกชายของเขาอย่างเคืองๆ

"นินทาอะไรกูวะ"

ร. อ. พนัสตอบแทนสมนึก

"อ้ายตี๋มันว่าอากิมหงวนกับอากรมีหวังตกเป็นเหยื่อเสือครับ"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"อย่างนั้นมันทาร์ซานชั้นเลว" พูดจบเขาก็เลื่อนตัวไปหาศาสตราจารย์ดำรง ยกมือขวาตบบ่าลูกชายของนายพลดิเรกเบาๆ "ลาก่อนอ้ายหลานชาย ในชาตินี้เราไม่มีหวังที่จะได้พบกันอีกแล้ว"

"พบซีครับ" ร.อ. ดำรงพูดยิ้มๆ "ผมกะว่าอย่างช้าภายใน ๕ วันนี้ ลุงกับอากรและอ้ายแห้วก็คงจะกลับมาบ้าน"

เสี่ยหงวนค้อนขวับแล้วหันมาทางนิกรกับเจ้าแห้ว

"ไปโว้ยพวกเรา วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดีที่เราจะไปอยู่ป่าดงพงไพร รีบไปกันเถอะอย่าร่ำไรเลย"

สองสหายกับเจ้าแห้วต่างพากันเดินออกไปจากห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย-อย่าเพิ่งไปทาร์ซาน"

ทั้งสามคนหยุดและหมุนตัวกลับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดต่อไป

"เราจะเอารถไปส่งที่เมืองกาญจน์โว้ย ฉันกับเจ้าพลและดิเรกตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปส่งแกจนถึงเมืองกาญจน์ เราเตรียมจี๊ปกลางไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้จอดอยู่หน้าตึกใหญ่"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนเกลอทั้งสองด้วยความแปลกใจ

"คุณอาทราบได้อย่างไรครับว่า ผมกับอ้ายกรและเจ้าแห้วจะไปอยู่ป่ากาญจบุรี ถึงกับทุกคนคอยส่งผมและคุณอากับอ้ายพลและอ้ายหมอจะไปส่งเราถึงเมืองกาญจน์"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"ความลับไม่มีในโลกนี้ ถึงแกกับอ้ายกรและอ้ายแห้วปกปิดเป็นความลับ แต่เราก็รู้จนได้ พวกเราทุกคนต่างดีใจไปตามกัน ที่แกสามคนจะไปเป็นทาร์ซาน"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"เป็นยังงั้นไป"

พล. ต. พล กับนายพลดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้านิกรกับกิมหงวนและเจ้าแห้วออกไปจากห้องโถง คุณหญิงวาดกับสี่นางและลูกชายของสี่สหายตามไปด้วย

จี๊ปกลางคนนั้นเดินทางมาถึงกาญจนบุรีก่อนเที่ยงวัน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพักแรมอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ตอนบ่ายวันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสี่สหายกับเจ้าแห้วเดินเที่ยวชมอาคารร้านค้าของกาญจนบุรีซึ่งเป็นจังหวัดที่สงบเงียบมีความเจริญด้อยกว่าอำเภอบ้านโป่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แนะนำให้นิกรกับกิมหงวนและเจ้าแห้วซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่ากระจกเล็กๆ มีดโกนหนวด สบู่ฟอกตัวและผงซักฟอก นอกจากนี้ก็ให้ซื้อเสื้อเสวตเตอร์และผ้าห่มกันหนาว ยารักษาโรคบางชนิด เช่นยาแก้โรคมาเลเลีย ซึ่งสำคัญที่สุด ยาแก้บิด ยาแก้ปวดท้องลงท้อง เชือกไนล่อน ขวานและเลื่อยสำหรับใช้ก่อสร้าง พร้อมด้วยตะปูขนาดต่างๆ สิ่วและค้อน

"แกสามคนไม่ใช่ทาร์ซานในหนังสือการ์ตูน" ท่านเจ้าคุณได้กล่าวเช่นนี้ "เมื่อเราเข้าไปอยู่ในป่า เราต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ติดตัวไปบ้าง เพื่อให้เราได้รับความสะดวกสบาย ฉันให้แกซื้อเสวตเตอร์และผ้าห่มนวม ก็เพราะในป่ามีภูเขาห้อมล้อม อากาศตอนดึกและตอนเช้าหนาวเย็นจับใจ ถ้าแกสามคนไม่มีเครื่องป้องกันความหนาว อาจจะเป็นโรคปอดบวมตายก็ได้"

เป็นอันว่า นิกรกับกิมหงวนและเจ้าแห้วได้ข้าวของเครื่องใช้มาอีกมากมายจนเต็มถุงผ้าใบขนาดใหญ่ ข้าวของแต่ละชิ้นล้วนแต่มีค่าและมีความหมายไม่น้อย

จี๊ปกลางคันนั้นออกเดินทางจากกาญจนบุรีในตอน ๘.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น บ่ายหน้าไปทางลาดหญ้า จนกระทั่งถึงวังใหญ่ แล่นเรียบแควน้อยไปเiเรื่อยๆ พอเที่ยงวันก็ถึงเขตป่าทึบและดงดิบ ซึ่งเต็มไปด้วยป่าเขาลำเนาไพรแลละลิ่วสุดสายตา การเดินทางของจี๊ปกลางอยู่ข้างจะลำบากสักหน่อย เพราะภูมิประเทศทุรกันดารมาก ทางที่รถวิ่งไปขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ บางตอนรถก็ตกหล่มต้องเสียเวลาช่วยกันเข็น แต่ภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาทำให้นิกรกิมหงวนและเจ้าแห้วตื่นเต้นดีใจไปตามกัน ที่จะได้ใช้ชีวิตเป็นทาร์ซานหรือจ้าวไพร

ในที่สุด พล.ต. พล ก็หยุดรถในที่จำกัดแห่งหนึ่ง ภูมิประเทศตอนนั้นคล้ายกับป่าโปร่งมองเห็นภูเขาเล็กๆ หลายลูกอยู่เบื้องหน้า

พลหันมามองดูสองสหายกับเจ้าแห้วและนายพลดิเรกที่นั่งอยู่ข้างในรถ

"เราส่งแกแค่นี้แหละอ้ายเพื่อนเกลอ ขณะนี้แกอยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ ๖๐ กิโลเมตรเห็นจะได้ ตามแผนที่ปรากฏว่าเราอยู่ในตำบลทุ่งนารอยข้างกับวังใหญ่ ทางซ้ายมือของเราคือเขาเราะแระ ใกล้ๆ กับขุนเขาตะนาวศรี ภูมิประเทศแถบนี้เหมาะกับที่แกสองคนกับอ้ายแห้วจะอาศัยอยู่ เพราะมีแม่น้ำแควน้อยและลำธารอีกหลายสายตัดผ่านกัน ภูมิประเทศทั่วไปเป็นป่าทึบและป่าโปร่งสลับกัน ตามต้นไม้ใหญ่มีเครือเขาหรือเถาวัลย์ที่เหนียวแน่นเหมาะสำหรับให้แกสองคนและอ้ายแห้วห้อยโหนตีลังกาไปในอากาศ จากต้นไม่ต้นหนึ่งไปสู่ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง สัตว์ป่าที่เป็นอาหารของมนุษย์ก็มีชุกชุม นับตั้งแต่ปลาในลำธาร เต่าตะพาบน้ำ กระต่ายป่า อีเก้ง ตลอดจนกวางและเนื้อสมัน"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบและกล่าวขึ้นว่า

"มีเสือและสิงโตพอที่จะให้กันหรืออ้ายกรสู้กับมันหรือเปล่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายของพลกล่าวขึ้นทันที

"สำหรับเสือมีแน่นอน แกจะได้พบเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ และเสือเหลืองในป่านี้ แต่สิงโตไม่มีเพราะประเทศไทยไม่ใช่อินเดียหรืออาฟริกา"

นิกรว่า "เอาละครับคุณพ่อ ส่งผมแค่นี้ก็เป็นพระคุณแล้ว เราจะแยกกันที่นี่แหละครับ ถ้าคุณพ่อและพวกเราคิดถึงผมก็ให้มาเยี่ยมเราที่จุดนี้ ซึ่งผมกับอ้ายหงวนจะอาศัยอยู่แถวๆ นี้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกรกับเสี่ยหงวนต่างทอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณป่า และแล้วสองสหายก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อได้ยิงเสียงพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งร้องคำรามมาแต่ไกล

"ฮึ้ม"

เสี่ยหงวนหน้าซีดเผือด เสียงของเสือในป่าใหญ่ยอมมีอำนาจประหลาด ที่ทำลายขวัญของสัตว์ป่าและมนุษย์ให้หวาดหวั่นเกรงกลัวมัน อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขาค่อยๆ หันไปมองดูหน้านิกร และพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"กลับบ้านกันเถอะโว้ยอ้ายกร กวางตัวนี้เสียงมันหน้ากลัวเหลือเกิน"

นิกรฝืนหัวเราะ

"เสือโว้ยไม่ใช้กวาง"

อาเสี่ยหัวเราะ

"รู้แล้ว อ้ายเราอุตส่าห์บอกว่ากวางแกยังเสือกบอกว่าเสือ"

"ก็มันเสือนี่หว่า นั่น-มันร้องอีกแล้ว รู้สึกว่ามันใกล้เข้ามา ทำใจให้เข้มแข็งเถอะเพื่อน เหมือเราตัดสินใจเป็นเจ้าป่า เราก็จะต้องมีฝีมือและฝีตีนเหนือสัตว์ป่าทั้งหลาย"

เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ ด้วยความตกใจ

"รับประทานเสือโคร่งครับ โน่น"

ทุกคนมองตามสายตาเจ้าแห้ว และแล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แลเห็นอ้ายลายพาดกลอนตัวใหญ่ราว ๘ ศอก ยืนเด่นอยู่หน้าพุ่มไม้ ห่างจากจี๊ปกลางประมาณ ๗๐ เมตร พลกับศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้าปืนยาวขนาดใหญ่สำหรับยิงสัตว์และลงไปจากรถทันที นิกรกิมหงวนและเจ้าแห้วลงไปจากรถบ้าง อ้ายลายพาดกลอนยืนอ้าปากร้องคำรามเบาๆ มันไม่กล้าวิ่งเข้ามาตะลุมบอนก็เพราะว่ามันเห็นพวกมนุษย์มีจำนวนถึง ๖ คน แต่มันก็ยืนตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะโจมตีอย่างดุเดือด ด้วยความหวังที่จะคาบเอาใครคนหนึ่งไปกิน

นิกรเกิดความกล้าขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่าเขาสวมวิญญาณของทาร์ซาน นิกรกระชากมีดพกเล่มใหญ่ซึ่งอยู่ในปลอกห้อยอยู่ข้างเอวซ้ายออกมา และกล่าวห้าม พล.ต. พล ทันที

"แกจะฆ่ามันหรืออ้ายกร"

"เอาเถอะ แกคอยดูก็แล้วกัน เสือโคร่งตัวนี้จะเป็นลูกแมวที่เชื่อง สำหรับกัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกยกปืนประทับบ่าในท่าเตรียมยิงและกล่าวขึ้นดังๆ

"ยิงซีโว้ย อ้ายพลมันเคลื่อนที่เข้ามาแล้ว เสือโคร่งตัวนี้ใหญ่เหลือเกิน ตัวขนาดม้าเทศเห็นจะได้"

พลว่า "ดูทีเด็ดของอ้ายกรมันก่อน ถ้ามันเพลี่ยงพล้ำเสียทีเราค่อยยิงเสือ"

นิกรถือมีดพกคู่มือซึ่งเป็นมีดที่มีความยาวประมาณ ๘ นิ้ว พาตัวเดินเข้าไปหาอ้ายลายพาดกลอนตัวนั้น โดยมิได้หวาดหวั่น ทำให้สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตื่นเต้นประหลาดใจตามกัน เจ้าแห้วร้องบอกนิกรด้วยเป็นห่วง

"รับประทานตายนะครับคุณนิกร

นิกรหยุดชะงักมองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"อย่าพูดทำลายขวัญซีโว้ย กูยิงปอดแหกอยู่"

แล้วนิกรก็บังคับใจของตนให้เข้มแข็ง เดินรี่เข้าไปหาอ้ายลายพาดกลอนตัวนั้น ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พล.ต. พล กับศาสตราจารย์ดิเรก ต่างเตรียมพร้อมที่จะกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนสังหารพยัคฆ์ร้าย หากว่านิกรเกิดเพลี่ยงพล้ำเสียทีมัน

ในที่สุดนิกรหยุดยืนเผชิญหน้าอ้ายลายพาดกลอนในระยะห่างไม่ถึง ๓ เมตร แต่พอได้กลิ่นสาบของมันเข้าและแลเห็นมันอ้าปากแยกเขี้ยว นิกรก็อกสั่นขวัญแขวนแทบช็อค อย่างไรก็ตามเขาบอกตัวเองว่า ถ้าเขาวิ่งหนีมันหรือหวาดกลัวมันจนเสียขวัญ เสือโคร่งตัวนี้ก็คงจะคาบเขาเอาไปกินเป็นอาหารมื้อกลางวันอย่างแน่นอน นิกรถือมีดพกในท่าเตรียมแทง เขาจ้องตาเขม็งมองดูเสือลายพาดกลอนแล้วก็ค่อยๆ เลื่อนตัวไปหามันทีละน้อย

"อูต้า อูต้า อุมปาป้า " นิกรร้องขึ้นด้วยเสียงอันหนักแน่น ซึ่งเขาเองก็ไม่ทราบว่าเป็นภาษาอะไร

เสือเป็นสัตว์ที่กลัวนัยน์ตาคน เมื่อนิกรจ้องตาเขม็ง มองดูมันโดยไม่ยอมกระพริบตา พยัคฆ์ร้ายก็ฝืนยิ้มและหลับตาทั้งสองข้าง นิกรร้องขึ้นอีก

"อูต้า อูต้า อุมปาป้า "

อ้ายลายพาดกลอนค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วหันหลังให้นิกร ใช่ตีนหลังของมันตะกุยพื้นดินให้เป็นฝุ่นละอองปลิวฟุ้ง นิกรหัวเราะชอบใจ

"อย่าๆๆ อ้ายน้องลูกไม้แบบนี้น่ะมันเก่าเกินไป มึงแน่จริงมึงกระโดดเข้าตะปบกูซี กูจะแทงมึงให้ไส้ทะลัก กูนี่แหละโว้ยคือจ้าวไพรหรือมนุษย์วานร"

เสือโคร่งหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้านิกร แล้วมันก็ร้องคำรามลั่น

"ฮึ้ม"

"อุ้ย" นิกรร้องขึ้น "เสียงมึงดังเหลือเกินอ้ายระยำ"

เสือกับนิกรต่างจ้องมองดูหน้ากัน พยัคฆ์ร้ายแลบลิ้นเลียริมฝีปากแพล็บ แสดงว่ามันอยากกินนิกรเต็มทน แต่แววตาของนิกรที่แข็งกร้าวนั้นมีอำนาจประหลาดยิ่ง เขาเริ่มใช้วิชาจิตศาสตร์ต่อสู้กับเสือโคร่งตัวนี้ นิกรใช้มือซ้ายชี้ลงบนพื้นดิน แล้วออกตำสั่ง

"มานี่ เดินมาดีๆ หรือม่ายก็คลานเข้ามา จงทำตามคำสั่งข้า ได้ยินไหมบอกให้คลานเข้ามา"

ในเวลาเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสามสหายกับเจ้าแห้วเดินเข้ามาหยุดยืนห่างจากนิกรกับเสือโคร่งไม่มากนัก พล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ตางตื่นเต้นและมหัศจรรย์ใจไปตามๆ กัน เมื่อทุกคนแลเห็นอ้ายลายพาดกลอนขนาด ๗ ศอก ค่อยๆ คลานเข้ามาหานิกรเหมือนกับว่ามันเป็นลูกแมวที่เชื่องๆ ตัวหนึ่ง นิกรยกมือซ้ายชี้หน้ามันและออกคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"หมุนตัวไปทางซ้าย ได้ยินไหม ให้หมุนตัวไปทางซ้ายสามรอบ"

เสือโคร่งหรืออ้ายลายพาดกลอนตัวใหญ่ปฏิบัติตามคำสั่งนิกรทันที เพราะมันตกอยู่ในอำนาจจิตของนิกรมนุษย์อภินิหารนั่นเอง มันหมุนตัวไปทางซ้ายจนครบสามรอบแล้วหมอบนิ่งเฉยทำตาปริบๆ นิกรออกคำสั่งต่อไป

"ลุกขึ้น "

เสือโคร่งปฏิบัติตามคำสั่งของนิกร คือลุกขึ้นยืน เสี่ยหงวนร้องบอกนิกรเบาๆ

"เฮ้ย-ให้มันร้องเพลง "ขอให้เหมือนเดิม" หน่อยเถอะวะ"

นิกรหันมามองดูเสี่ยหงวนและพูดพลางหัวเราะพลาง

"เสือร้องเพลงได้มีที่ไหนวะ มีแต่อ้ายเสือที่ฆ่าคนตาย" แล้วเขาก็หันไปมองดูพยัคฆ์ร้าย "ไป-ไปให้พ้น ตั้งแต่นี้ไปอย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก"

อ้ายลายพาดกลอนเดินคอตกไปจากที่นั่น กิริยาท่าทางของมันสิ้นสุดความดุร้ายแล้ว สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วปราดเข้ามาห้อมล้อมนิกร ทุกคนมองดูเขาด้วยความมหัศจรรย์ใจ

"แกใช้จิตศาสตร์บังคับเสือให้อยู่ในอำนาจแกใช่ไหม"

พล.ต. พล กล่าวถามทันที

"ใช่แล้ว ใช้จิตศาสตร์ปนกับไสยศาสตร์"

เสี่ยหงวนยืนมือของเขาให้เพื่อนเกลอของเขาจับ

"วิเศษมากอ้ายกร ความสามารถของแกจะทำให้เราอยู่ในป่านี้ได้อย่างสุขสบาย ซึ่งเราจะได้เป็นจ้าวไพรสมความปรารถนา"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แต่กันทำได้หนเดียวเท่านั้น"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"ฮ้า แกจะสะกดจิตเสืออีกไม่ได้ยังงั้นหรือ"

"เออ-ทำได้ทีเดียวและกันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำได้อย่างไร รู้สึกว่าที่ทำไปเพราะกลัวเสือแดกกันมากกว่า"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ถ้าอย่างนั้นแย่หน่อยเพื่อน สำหรับช้างป่าหรือสัตว์ปาที่ดุร้ายบางชนิด เช่น หมีควาย วัวกระทิง เราพอจะหลบหนีมันได้ แต่เสือมันว่องไวปราดเปรียวมาก มันแอบซ่อนอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ เผลอหน่อยเดียวมันก็จะตะครุบเอาเราไปแดกเสียเท่านั้น เราจะต้องหาวิธีปราบเสือให้ได้ เพราะเสือเป็นจ้าวป่า มีอำนาจเหนือสัตว์ป่าทั้งหลาย"

นิกรว่า "ก็ต้องใช้เวลาคิดหาวิธีปราบมันซีเพื่อน เป็นอันว่าเราสองคนจะยึดบริเวณป่าแถบนี้เป็นที่อยู่อาศัยของเราต่อไป"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แกสองคนกลับไปอยู่บ้านเถอะวะ ไม่มีที่ไหนหรือแห่งใดในโลกนี้จะให้ความสุขสะดวกสบายเหมือนกับบ้านของเรา"

เสี่ยหงวนโบกมือห้าม

"อย่าพยายามให้กันกับอ้ายกรเลิกล้มความคิดหน่อยเลยวะหมอ กันและอ้ายกรกับอ้ายแห้วจะพิสูจน์ตัวเองให้โลกรู้ว่า เราสามคนสามารถมีชีวิตอยู่ในป่าดงเช่นนี้อย่างสุขสบาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทอง ไม่ต้องอาศัยอารยธรรมหรือเครื่องบำรุงความสุขทั้งหลายแหล่ บางทีกันอาจจะตัดสินใจแต่งงานกับอ้ายกรก็ได้"

"เฮ้ย" นิกรร้องสุดเสียง "ตัวผู้ด้วยกันแต่งงานกันยังไงวะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พูดตัดบท

"กลับไปที่รถกันเถอะ เตรียมอาหารกลางวันกินกัน ซึ่งเราได้เตรียมมาจากเมืองกาญจน์เรียบร้อยแล้ว เราจะต้องรีบเดินทากลับเข้าเมืองในเวลา ๑๓.๐๐ น. นี้ ทิ้งให้อ้ายกรกับอ้ายหงวนและอ้ายแห้วอยู่ในป่านี้ต่อไป"

ทุกคนเดินรวมกลุ่มกลับไปยังรถจี๊ปกลาง

บริเวณปาอันกว้างใหญ่ไพศาล มีแต่ความสงบเงียบวังเวง

อากาศในตอนบ่ายร้อนระบมไปทั่วไพร เสียงนกป่าร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ นานๆ ก็มีฝูงนกกระสาหรือนกยางบินผ่านไปเป็นฝูงๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายพลดิเรก และ พล. ต. พล ดินทางกลับไปแล้ว นิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วเริ่มต้นใช้ชีวิตแบบเดียวกับทาร์ซาน

"งานสำคัญของเราคือ สร้างบ้านพักบนยอดไม้โว้ย" เสี่ยหงวนกล่าวกับนิกรและเจ้าแห้ว "เรามีเวลาในราว ๕ ชั่วโมงก็จะค่ำแล้ว ฉะนั้นเราต้องทำงานแข่งกับเวลา คือช่วยกันปลูกบ้านบนต้นไม้ใหญ่ต้นนี้"

นิกรว่า "จ้างเขาปลูกไม่ดีหรือ แถวนี้คงจะมีพวกชาวบ้านป่าอาศัยอยู่บ้างถ้าเราพบกับเขา ก็พอจะจ้างเขาปลูกบ้านได้"

เสียหงวนจุ๊ย์ปาก

"ทาร์ซานบ้าอะไรวะจ้างเขาสร้างบ้าน ไหนๆ เราก็เริ่มต้นชีวิตเป็นจ้าวไพรแล้ว เราก็ต้องสร้างบ้านของเราเองแบบบ้านทาร์ซานในหนังที่ จอห์นนี่ ไวท์ มึนเลอร์ แสดงเป็นทาร์ซาน และ มัวรีน โอ ซุลลิแวน แสดงเป็นหวานใจของทาร์ซาน"

นิกรเริ่มมีทีท่าเบื่อหน่าย

"เอาไม้ที่ไหนมาสร้างบ้านล่ะโว้ย โรงขายไม้กระดานแถวนี้ก็ไม่มี"

เสี่ยหงวนชักโมโหนิกรที่เริ่มต้นแสดงความขี้เกียจ

"จะยากเย็นอะไรวะ ไม้ไผ่ถมเถไป มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยกอไผ่ทั้งนั้น เครื่องมือก่อสร้างเราก็มีแล้ว ตัดไม้ไผ่มาสักสิบลำ และตัดเป็นท่อนยาวๆ ท่อนละ ๓ เมตร เอามีดโต้ผ่าออกลำละสองท่อนใช้ปูเป็นพื้น แล้วเอาหวายผูกมัดติดกับกิ่งไม้ สวนหลังคาก็ใช้ไม้ไผ่ทำเป็นโครง มุงด้วยใบไม้หรือแฝกก็ได้ ฝากระท่อมก็มุงด้วยใบไม้เช่นเดียวกัน"

นิกรลอบค้อนเสี่ยหงวน

"แล้วทำไมต้องสร้างบ้านอยู่บนต้นไม้ด้วยล่ะ"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"อยู่ข้างล่างอย่างนี้ช้างมันก็กระทืบแกตาย หรือม่ายเสือก็คาบเอาไปแดก"

นิกรสะดุ้งโหยง

"เออ-จริงโว้ย แกกับอ้ายแห้วไปตัดไม้ไผ่มาได้แล้ว ตัดหวายมาด้วย"

"แล้วแกล่ะ" กิมหงวนถาม

"กันจะขึ้นไปบนต้นไม้กะที่กะทางไว้ให้เรียบร้อย เพราะกระท่อมที่อยู่ของเราทั้งสาม ถึงสร้างด้วยไม้ไผ่ก็ต้องคงทนแข็งแรงที่สุด เพื่อให้เราได้อยู่อาศัยอย่างสบาย"

เสี่ยหงวนนิ่งคิดสักครู่

"ไปช่วยกันตัดไม้ไผ่ดีกว่า แกอย่าแสดงความขี้เกียจเอาเปรียบเราหน่อยเลยวะ ยอมเหนื่อยหน่อยอ้ายกร คืนนี้ถ้าฝนตกเราจะได้มีที่มุดหัวนอน"

สองสหายกับเจ้าแห้วต่างถือมีดพร้าคนละเล่ม เดินตรงไปยังกอไผป่าแห่งหนึ่ง แล้วช่วยกันตัดไม่ไผ่ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ลากกลับมาทีละสองสามลำ

ก่อนค่ำวันนั้นเอง กระท่อมของทาร์ซานก็สำเร็จเรียบร้อยพออาศัยอยู่ได้ แต่ยังไม่มีฝาและหลังคา เพราะไม่มีเวลาทำ การสร้างกระท่อมบนยอดไม้เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของเจ้าแห้วมากกว่าอาเสี่ยและนิกร ซึ่งสองสหายทำงานหนักไม่ไหว ตัดไม้ลากไม้เดี๋ยวเดียวก็หยุดพักสูบบุหรี่กัน มิหนำซ้ำยังขอร้องให้เจ้าแห้วไปซื้อโอเลี้ยงมาให้เขา แต่เจ้าแห้วก็จนปัญญา เพราะที่นี่เป็นป่าดงพงไพรไม่ใช่ในเมือง

คืนนั้นเอง สองสหายกับเจ้าแห้วก็นอนหลับเป็นตาย รู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่ออรุณเบิกฟ้าแล้ว ทาร์ซาน

กิมหงวนลืมตาขึ้นมองดูโลกและรู้สึกสดชื่นเป็นสุขใจไม่น้อย เมื่อเขาบอกตัวเองว่า เขาอยู่ในสภาพของมนุษย์วานรหรือจ้าวไพร อาเสี่ยนุ่งกางเกงในซึ่งเป็นกางเกงยืดแนบเนื้อสีขาว และนุ่งผ้าเตี่ยวชั้นนอกแบบทาร์ซาน ที่เอวมีเข็มขัดคาด และมีมีดพกขนาดใหญ่อยู่ในปลอกของมัน คืออาวุธคู่ใจของทาร์ซาน เขาได้ยินเสียงนกร้องระงมไปทั่วป่า และเมื่อมองลงไปจากต้นไม้ อาเสี่ยก็แลเห็นสัตว์ป่าหลายชนิดกำลังเดินผ่านไป บางตัวก็วิ่งกระจิดกระเจิงเพราะตกใจ ในป่าดงพงไพรนั้นมีแต่การเกิด การต่อสู้กันแล้วก็การเจ็บและการตาย

อาเสี่ยลุกขึ้นยืนทอดสายตามองไปรอบๆ และแล้วเขาก็ยกมือขึ้นป้องปากโห่เสียงลั่น

"โห่.... โอ้โฮ้.... โอ้โห่ โห่.... โอ้โฮ้.... โอ้โห่ "

เสียงของกิมหงวนดังก้องกังวานไปไกล และทำให้นิกรกับเจ้าแห้วตกใจตื่น ทาร์ซานนิกรยกเท้าขวาถีบขาทาร์ซานกิมหงวนค่อนข้างแรง

"โห่หาหอกอะไรวะ คนกำลังนอนสบาย"

เสี่ยหงวนขยับเท้าทำท่าจะเตะนิกร

"ตื่นเสียทีซีโว้ย ทาร์ซานห่าอะไรวะตื่นสาย"

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ก้มลงมองดูตัวเองซึ่งอยู่ในชุดทาร์ซาน แล้วเขาก็ยืนเคียงคู่กับเสี่ยหงวนโห่เสียงลั่น เจ้าแห้วงัวเงียลุกขึ้นยืนในท่าทางสะลึมสะลือ แล้วบ่นให้สองสหายฟัง

"รับประทานสร้างบ้านเมื่อวานนี้เหนื่อยเหลือเกินครับ อาเสี่ยกับคุณนิกรเกือบจะไม่ได้ทำอะไรเลย รับประทานผมเมื่อยขบไปทั้งตัว อากาศตอนเช้าหนาวแทบขาดใจ ถ้าไม่มีผ้านวมห่มคงตัวแข็งตายแน่"

อาเสี่ยยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เป็นของเราแล้วอ้ายแห้ว เราจะเริ่มต้นใช้ชีวิตแบบทาร์ซานตั้งแต่เช้าวันนี้เป็นต้นไป ซึ่งเราจะต้องทำงานหนัก สร้างบ้านให้มันคงแข็งแรงและสะสมเสบียงอาหารไว้กิน เป็นต้นว่าเนื้อย่าง มะพร้าวอ่อนและผลไม้ป่า ไปโว้ยพวกเรา ไปอาบน้ำที่ลำธารใหญ่โน่นและพยายามจับปลามากินกัน บางทีกันจะปล้ำกับเสือออกกำลังเล่นบ้าง"

"ปล้ำกับใครนะ" นิกรถาม

"ปล้ำกับเสือโว้ย"

"มันก็แดกแกน่ะซี" นิกรพูดเสียงหัวเราะ

"ใช่กันพูดเล่นโก้ๆ อย่างนั้นเอง แต่เราจะต้องเป็นจ้าวป่าให้ได้คือมีช้างและลิงเป็นเพื่อนที่ดีของเรา"

เสี่ยหงวนเอื้อมมือจับเถาวัลย์สายหนึ่ง เพื่อจะพาตัวลงไปสู่พื้นดินโดยเถาวัลย์เส้นนี้

เจ้าแห้วกล่าวขึ้นทันที

"รับประทานตีลังกาให้ผมดูหน่อยเถอะครับอาเสี่ย โหนไปและตีลังกากลับหลังคว้าเถาวัลย์อีกเส้นหนึ่งแล้วก็โห่ไปด้วยเหมือนทาร์ซาน จอห์นนี่ ไวท์ มึนเลอร์ แหละครับ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื้อก

"พึ่งมาอยู่ป่าวันแรกๆ อย่าให้กูคอหักตายเลยวะ จอห์นนี่ ไวท์ มึนเลอร์ น่ะมันยอดทาร์ซาน นี่มันจอห์นนี่หงวน เพียงแต่กูโหนเถาวัลย์ลงไปสู่พื้นดิน ถ้าเถาวัลย์ขาดอย่างน้อยก็ก้นกบหรือขาแข้งหัก" พูดจบเสี่ยหงวนก็ทำท่าจะโห่อีก"

นิกรรีบกล่าวห้ามทันที

"ลำบากนักก็อย่าโห่เลยวะ เสือหรือช้างมันได้ยินแกเข้า มันแห่กันมาที่นี่เราจะเดือดร้อน"

เสียหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก แล้วโหนเถาวัลย์ลงไปสู่ดินในท่าทางเก้งก้าง เจ้าแห้วเกาะเถาวัลย์อีกเส้นหนึ่งโหนตามไป ส่วนนิกรไม่กล้าโหนเถาวัลย์ที่ยังมีเหลืออีกสามสี่เส้นห้อยลงมาตามกิ่งไม้ เพราะเกรงว่าเส้นเถาวัลย์หรือเครือเถาอาจจะขาดออกจากกัน เนื่องจากเส้นเถาวัลย์ไม่ใหญ่โตอะไรนัก

นิกรปีนป่ายลงมาตามต้นไม้ เขาหารู้ไม่ว่าที่โคนต้นไม้นั้นมีช้างพลายงายาวตัวหนึ่งยืนอยู่ และยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น ศีรษะของมันเกลือกกับต้นไม้ไปมา ขาขวาข้างหลังยกสูงจากพื้นดินเล็กน้อย แสดงว่ามันได้รับความเจ็บปวดหรือเป็นแผลที่เท้า

กิมหงวนกับเจ้าแห้วมองดูด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียว เมื่อนิกรไต่ลงมาเกือบถึงตัวช้าง อาเสี่ยหน้าซีดเผือด ค่อยๆ หันมาบอกเจ้าแห้วด้วยเสียงสั่นเครือ

"กันร้องไม่ออก แกช่วยตะโกนบอกอ้ายกรหน่อยซีว่าช้างมันอยู่ข้างล่างให้กลับขึ้นไปบนต้นไม้เสียก่อน"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"รับประทาน ผะ ผมก็ร้องไม่ออกเหมือนกันครับ ตอนนี้รับประทานตื่นเต้นที่สุด ถ้าช้างมันเอางวงคว้าตัวคุณนิกรได้ คุณนิกรมีหวังถูกช้างกระทืบเท่งทึง รับประทานไปที่ลำธารเถอะครับอย่าดูเลย ปล่อยคุณนิกรไว้ตามบุญตามกรรมจะดีกว่า"

"อ้าว-เพื่อนกูนะโว้ย แกเอาปืนพกติดตัวมาด้วยหรือเปลา"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานทาร์ซานพกปืนมีที่ไหนครับ เรามีมีดคนละเล่มเท่านั้น"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"แกวิ่งเข้าไปช่วยอ้ายกรหน่อยซี ใช้มีดของแกฆ่าอ้ายช้างตัวนั้น"

"อ๋อย" เจ้าแห้วคราง "มีดขี้ปะติ๋วอย่างนี้นะหรือครับจะสู้กับช้าง"

ทันใดนั้นเองนิกรได้หย่อนตัวลงมายืนบนตะพองช้างเขาพูดเปรยๆ ว่า

"ขอบใจมากอ้ายแห้ว ที่แกเอาหลังช่วยรับตัวกัน"

แล้วนิกรก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวเมือก้มลงมองดู แลเห็นเขายืนอยู่บนศีรษะช้างพลายงายาวตัวนั้น "โอ้ย.... นี่กูฝันไปหรือยังไง"

ด้วยความตกใจและความรักตัวกลัวตายทำให้ทาร์ซานนิกรกระโจนลงมาจากคอช้าง ซึ่งมีความสูงเกือบสามเมตร เป็นช้างพลายที่ใหญ่โตมาก สูง ๕ ศอกคืบเป็นอย่างน้อย น้ำหนักตัวของมันเห็นจะไม่ต่ำกว่า ๒ ตันครึ่ง

นิกรยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ห่างจากเจ้าพลายงายางราวห้าหกเมตร เมื่อเขาพิจารณาดูเขาก็รู้สึกว่าช้างตัวนี้ได้รับบาดเจ็บที่ขาหลังข้างขวา ความเมตตาจิตหรือเมตตาธรรมที่เกิดขึ้นในใจของนิกร ทำให้เขาหมดความเกรงกลัวช้างตัวนี้ เขาเดินเข้าไปหามันและร้องบอกมัน

"อย่านะโว้ย ข้าคือมิตรที่ดีของแก ข้าจะช่วยตรวจดูบาดแผลและใส่ยาให้"

ในเวลาเดียวกัน เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วก็พากันเดินเข้ามา ความหวาดกลัวช้างป่าตัวนี้หายไปแล้ว ทั้งสามคนหยุดยืนรวมกลุ่มข้างขาหลังด้านขวาของช้าง ทาร์ซานนิกรปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แล้วทรุดตัวนั่ง

ยองๆ มองหารอยแผลที่ฝ่าตีนของมัน

"โอ้โอ" นิกรอุทานขึ้นดังๆ

"ถูกอะไรวะ" กิมหงวนถาม

"หนามอันเบ้อเริ่มฝังอยู่ในฝ่าตีนของมันจนจมมิด ทำให้มันเดินไม่ถนัดเพราะความเจ็บปวด แล้วก็เกิดเป็นแผลมีหนองเสียด้วยซี"

เสี่ยหงวนยกมือตบหลังเจ้าแห้วเบาๆ

"ปีนขึ้นไปบนบ้าน เอากระเป๋าเครื่องเวชภัณฑ์ลงมาเดี๋ยวนี้ เราสามคนต้องให้ความช่วยเหลือช้างตัวนี้เพื่อให้มันรอดตายหรือรอดพ้นจากความทุกข์ทรมาน"

เจ้าแห้วรับคำ แล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น นิกรลุกขึ้นเดินมาทางหัวช้าง ยกมือตบคอเจ้าพลายงายาวเบาๆ

"อ้ายเพื่อนเกลอ ถ้าแกนึกอยากจะกระทืบใครละก้ออดใจไว้ก่อนนะเพื่อนนะ เราสามคนจะช่วยแก ไปเหยียบหนามที่ไหนมาล่ะอ้ายน้องชาย"

"ทางป่าโน้น" มีเสียงตอบด้วยเสียงแหลมเล็ก

นิกรหันมาทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"กูถามช้างโว้ย ไม่ได้ถามมึง"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ช้างตัวนี้อาจเป็นเพื่อนที่ดีของเราก็ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาด และมีความกตัญญูต่อผู้มีบุญคุณต่อมัน"

"จริง" นิกรเห็นพ้องด้วย "แม่โว้ย ตัวมันใหญ่ยังกะช้าง หน้าตาหัวหูก็เหมือนช้างไม่มีผิด"

"ก็มันช้าง แล้วแกจะให้มันเหมือนอะไรล่ะ"

นิกรมองดูเจ้าพลายงายาวด้วยความสนใจและหวาดๆ

"ยังงี้กระทืบเราเบาๆ ก็คงจะเท่งทึง กันอยากจะเลี้ยงช้างตัวนี้ไว้เพื่อเราจะได้กินขี้ของมัน อย่างที่เขาว่าเลี้ยงช้างกินขี้ช้าง งาคู่นี้อย่างท้วมๆ ก็ขายได้ในราวสองหมื่น"

เจ้าแห้วปีนลงมาจากต้นไม้ต้นนั้น สะพายกระเป๋ายาและเครื่องเวชภัณฑ์มาด้วย กระเป๋าผ้าใบใบนั้นมียารักษาแผลสด ยาแก้ไข้มาเลเรียและยาแก้โรคอื่นๆ อีกหลายอย่าง มีเครื่องมือที่จำเป็นหลายชิ้น เจ้าแห้วกระโดดลงมายังพื้นดิน พาตัวเดินเข้ามาหานิกร แล้วส่งกระเป๋ายาให้เขา

นิกรกับอาเสี่ยช่วยกันรักษาพยาบาลช้างตัวนั้น ขั้นแรกก็คือใช้คีมคีบ และดึงเอาหนามออกมาจากฝ่าตีนหลังข้างขวาของมัน ความเจ็บปวดทำให้ขาช้างสั่น

"โอ้ยๆๆ เบาๆ หน่อยครับ"

อาเสี่ยหันไปมองดูหน้าเจ้าแห้ว

"ช้างร้องหรือมึงร้อง"

เจ้าแห้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"รับประทานผมร้องเองครับ ผมรู้สึกว่าช้างมันเจ็บจริงๆ "

ทาร์ซานนิกรค่อยๆ ดึงหนามออกมาทีละน้อย หนามอันนั้นยาวประมาณ ๓ นิ้วฟุตเห็นจะได้ เป็นหนามจำพวกเครือเขาหรือเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่เลื้อยอยู่ตามพื้นดิน และลำต้นของมันแข็งแกร่งมาก มีหนามอยู่ทั่วไป โคนหนามแต่ละอันวัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ เซนติเมตร นิกรใช้เวลาเกือบ ๕ นาทีจึงกระชากหนามออกมาจากฝ่าตีนข้างขวาด้านหลังของช้างได้เสียงดังหนึบ

เลือดและหนองไหลทะลักออกมาตามรอยแผล ทำให้เจ้าพลายงายาวสูดปากลั่นด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ต่อจากนั้นนิกรกับเสี่ยหงวนก็ช่วยกันทำความสะอาดบาดแผลอย่างดีที่สุด ใช้ผ้ากอสส์ชิ้นเล็กๆ จุ่มยาเหลืองจนชุ่มโชกและยัดเข้าไปในแผลที่ถูกหนามตำ เสร็จแล้วก็เอาปลาสเตอร์ปิดเป็นรูปกากบาท

สองทาร์ซานลุกขึ้นยืน อาเสี่ยสั่งให้เจ้าแห้วเก็บยาและเครื่องมือใส่กระเป๋าไว้ตามเดิม นิกรกล่าวกับช้างว่า

"เอ็งปลอดภัยแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะทำแผลให้ใหม่ ภายในห้าหกวันนี้ตีนของเจ้าก็จะหายเป็นปกติ เป็นยังไง.... หายเจ็บหรือยัง"

ถึงเจ้าพลายพูดไม่ได้แต่มันก็ฟังรู้ มันชูงวงขึ้นพยักหน้าช้าๆ และส่งเสียงร้องก้องกังวาน

"แต้.... แอ๋แอ แอ่.... "

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"อย่าร้องซีโว้ย อ้ายห่า ใจคอหายหมดนึกว่ามึงอาละวาด"

เสี่ยหงวนมองดูช้างป่าด้วยความพอใจ และหันมาถามนิกร

"ตั้งชื่อให้มันเถอะวะ เราจะได้เรียกมันได้ถูกต้อง แกช่วยคิดหน่อยซี"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"เอาอย่างนี้ดีไหม.... คเชน สุริวงศ์"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื้อก

"ชื่อเป็นยี่เก เอาชื่อง่ายๆ ดีกว่า"

"ชื่ออ้ายโตดีไหมล่ะ" นิกรพูดยิ้มๆ "ตัวมันใหญ่สมชื่อ"

"เออ-เข้าที ชื่ออ้ายโตดีแล้ว แต่ว่าเดี๋ยวๆๆ ให้กันดูก่อนว่ามันตัวผู้หรือตัวเมีย"

นิกรตวาดแว็ด

"ไม่ต้องดูโว้ย งาของมันยาวเฟื้อยก็บอกแล้วว่ามันเป็นตัวผู้ ช้างตัวเมียหรือช้างพัง งามันสั้นนิดเดียว"

พบนิกรก็ยกมือตบคอมันอีกแล้วกล่าวว่า "น้องชาย เอ็งอยู่กับข้าเอาไหมล่ะ"

อ้ายโตพยักหน้าช้าๆ แล้วยื่นงวงมาทางเจ้าแห้ว ถ่มน้ำลายลดหน้าเจ้าแห้วอย่างจัง

"โอ้ย" เจ้าแห้วร้องลั่น "เล่นกับกูอย่างนี้ กูเตะให้นะ"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"แกไปทำอะไรมันล่ะ มันถึงถมน้ำลายรดแก"

"รับประทานผมก้มลงมองดูใต้ท้องมันหน่อยเดียวเท่านั้น เพื่อให้มันรู้แน่ว่าตัวผู้หรือตัวเมีย อ้ายโตนี่ท่าจะโมโหร้าย รับประทานอย่างนี้ผมต้องใช้คาราเต้ปนยูยิดสู ใช้สันมือฟันคอต่อมัน แล้วขัดขาจับทุ่มให้ล้มลงไป"

"แล้วยังไง" นิกรถามด้วยเสียงหัวเราะ

"รับประทานแล้วมันก็เอางวงคว้าตัวผมโยนขึ้นไปในอากาศ พอหล่นลงมามันก็ดีดลูกไขว้ เท่านี้ผมก็เท่งทึง"

เสี่ยหงวนหันมาพูดกับเจ้าโตราวกับว่ามันเป็นมนุษย์

"เราสามคนจะไปอาบน้ำและหาอาหารมาสู่กันกิน แกคอยอยู่นี่นะ แถวนี้มีหญ้าและใบไม้อ่อนถมเถไป"

อ้ายโตพยักหน้ารับทราบ สองทาร์ซานพากันเดินไปจากที่นั้น เจ้าแห้วแขวนกระเป๋าร่วมยาไว้กับกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง แล้ววิ่งตามนิกรกับกิมหงวนลงไปยังลำธารใหญ่เบื้องหน้า ทาร์ซานทั้งสามต่างเปลือยกายลงอาบน้ำ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครแอบดู เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วก็เริ่มต้นหาอาหาร คือสัตว์ป่า กิมหงวนชักมีดออกไล่กวดกวางดาวตัวหนึ่ง แต่ฝีเท้าของกวางเหนือกว่าเขามาก ทำเวลา ๑๐๐ เมตร เพียง ๘ วินาทีเท่านั้น เร็วกว่านักวิ่งแชมเปี้ยนโลก อาเสี่ยจึงไล่ไม่ทัน นิกรไล่กวดวัวกระทิงตัวหนึ่งไปในระยะกระชั้นชิด ตอนแรกวัววิ่งหนี แต่แล้วเมื่อมันจนมุมมันก็หยุดชะงักหมุนตัวกลับ ทาร์ซานนิกรอกสั่นขวัญแขวนรีบวิ่งกลับมาหาเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วด้วยความรักตัวกลัวตาย เจ้าแห้วออกความเห็นว่า

"รับประทานคุณนิกรกับอาเสี่ยไม่มีทางจับสัตว์ป่าได้หรอกครับ เพราะมันวิ่งเร็วกว่า ผมคิดว่าเราควรจะทำกรงดักสัตว์ป่าทิ้งไว้แถวนี้ เราจะได้มีเนื้อสัตว์กินกัน รับประทานอาหารมื้อเช้าของเราวันนี้กินปลาในลำธารดีกว่าครับ"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"ก็ดีเหมือนกัน แกแสดงการจับปลาให้เราดูหน่อยซี กันกับอ้ายกรไม่มีปัญญาจับมันหรอก นอกจากจะใช้เบ็ดตกหรือใช้แหทอด"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานรู้ยังงี้ผมไม่ยักมากับคุณ อะไรๆ ก็ให้ผมทำทั้งนั้น สร้างบ้านตั้งครึ่งค่อนวันเมื่อวานนี้ก็ได้อาศัยคุณนิกรกับอาเสี่ยช่วยส่งไม้ให้ รับประทานผูกหวายหรือตอกตะปูก็ไม่เป็น"

อาเสี่ยชักฉิว

"ก็กูไม่ได้เป็นช่างไม้นี่โว้ย"

เจ้าแห้วเดินหัวเราะหึๆ ตรงไปยังกอไผ่กอหนึ่ง และหลังจากนั้นสักครู่ เขาก็กลับมาที่ลำธารพร้อมด้วยไม้ไผ่ลำเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วชี้รวม ๓ ลำ ลำหนึ่งยาวประมาณ ๒ เมตร ใช้มีดเหลาโคนไม้ให้แหลมเป็นปากฉลามหรือเหมือนหลาวนั่นเอง

เจ้าแห้วส่งไม้ไผ่ให้สองทาร์ซานคนละลำ และกล่าวว่า

"รับประทานเอาไม้นี่แหละครับคอยแทงปลาที่มันว่ายมา ปลาบางตัวใหญ่มาก ลักษณะคล้ายปลาสวาย เราแทงมันได้สองตัวก็กินกันอิ่มแล้ว เอามันไปทาเกลือพริกไทยและย่างกินตอนเช้า"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เปลี่ยนเป็นไข่ดาวหมูแฮมได้ไหมวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานเอาที่ไหนล่ะครับ นี่มันในป่านะครับไม่ใช่ในเมือง"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แล้วแกเอากาแฟผงนมข้นติดตัวมาบ้างหรือเปล่า"

เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ได้

"รับประทานไม่ได้เอามาหรอกครับ ทาร์ซานไม่มีเครื่องกระป๋องหรือเสบียงกรัง ทาร์ซานหาอาหารกินตามธรรมชาติ ช่วยกันหาปลาเถอะครับ"

ทั้งสามคนกระจายกำลังกันออกไป ยืนอยู่ริมตลิ่งข้างลำธารนั้น น้ำในลำธารลึกประมาณเมตรเศษมองเห็นก้อนหินก้อนกรวดใต้พื้นน้ำ บางตอนกลางลำธารเป็นโขดหินตามธรรมชาติ กระแสน้ำในลำธารถึงแม้จะไหลค่อนข้างแรงเพราะอยู่ในระหว่างฝนตกชุก แต่ก็มีปลาหลายชนิดว่ายทวนน้ำขึ้นไปทางเหนือของลำธาร

เจ้าแห้วแทงปลาได้สามตัวซึ่งเป็นปลาขนาดเขื่อง ชั่วเวลาสองสามนาทีเท่านั้น เสียหงวนแทงตั้งหลายสิบครั้ง แต่ไม่ปรากฏว่าถูกปลาเลย เพราะขาดความชำนาญนั่นเอง นิกรถือหอกไม้ไผ่ยืนจังก้าขยับจะแทงปลา จนแล้วจนรอดก็แทงไม่ได้ ในที่สุดเขาก็แทงสวบลงไปบนกระดองเต่าตัวหนึ่งแล้วเขาก็ร้องลัน

"อ้ายหงวน เต่าตัวนี้อยู่ยงคงกระพันว่ะ กันแทงถูกกระดองมันเต็มแรงไม่ยักเป็นไร"

อาเสี่ยเดินเข้ามาหานิกร

"หอกของเราทำด้วยไม้ไผ่เว้ย กระดองเต่ามันแข็ง แต่ถ้ามันเป็นหอกหรือฉมวกจริงๆ ก็คงแทงเข้าแน่ๆ อย่าพยายามกินเต่าเลยวะ กันสงสารมันเตี่ยกันเคยเล่าให้ฟังว่า แกเคยเห็นคนที่ฆ่าเต่าจับเต่านอนหงายเผาไฟ เต่ามันร้องไห้น้ำตาไหลพราก แล้วก็พูดวิงวอนอย่างน่าสงสาร ท่านครับ.. กรุณาอย่าฆ่าผมเลยครับ ผมมีลูกอ่อนหลายตัวที่ผมจะต้องหาเลี้ยงมัน รวมทั้งเมียและแม่ยายของผมด้วย"

นิกรทำตาปริบๆ

"เต่าพูดหรือแกพูดวะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"นั่นนะซี สงสัยว่ากันพูดมากว่า"

นิกรเห็นคางคกตัวหนึ่งว่ายอยู่ริมตลิ่ง เขาก็ยกไม้ไผ่เงื้อขึ้นสุดแขน

"ได้กินกบละวะ ถึงแม้ตัวมันเล็กหน่อยก็ยังดี"

กิมหงวนยกมือตบหลังนิกร

"ดูเสียให้ดี คางคกหรือกบ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อ้อ-คางคกโว้ย"

เจ้าแห้วหิ้วพวงปลารวม ๕ ตัว เดินเข้ามาหาสองสหายและถามว่า

"รับประทานอาเสี่ยกับคุณนิกรได้ปลาคนละกี่ตัวครับ ถ้าได้มากผมจะได้ตากแห้งเอาไว้เป็นเสบียงกรังของเรา รับประทานผมมีเกลือป่นมาหนึ่งถุง ราวสามกิโลเห็นจะได้ครับ พออาศัยกินได้ในราวห้าหกเดือน แต่เราต้องใช้เกลือสินเธาว์บ้างเพราะเราไม่มีน้ำปลา อาหารทุกมื้อจะต้องใช้เกลือแทนน้ำปลา อ้อ ผมนึกได้แล้วครับคุณนิกร ผมมีกาแฟผงขวดใหญ่มาหนึ่งขวด นมข้นสามกระป๋องและหมูแฮมอีกหนึ่งกระป๋อง"

นิกรลืมตาโพลง เขามองดูเจ้าแห้วด้วยวามตื่นเต้น

"จริงๆ หรืออ้ายแห้ว มึงอย่าแกล้งพูดให้กูน้ำลายไหลนะจะบอกให้"

เจ้าแห้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"รับประทานจริงๆ ครับ กาต้มน้ำขนาดเล็กของเราก็มีอยู่แล้ว มีถ้วยกินกาแฟสองใบ ผมหยิบมาจากหลังตู้เย็นเมื่อเช้ามืดวานนี้ครับ หมูแฮมบรรจุไว้ในกระป๋องขนาดใหญ่ แต่กินไม่หมดก็คงบูดเน่าเพราะไม่มีตู้เย็นแช่"

นิกรว่า "กันจะพยายามกินให้หมดกระป๋อง น่าเสียดายเหลือเกินที่เราควรจะมีตู้เย็นน้ำมันก๊าดขนาดหกคิวมาสักตู้"

การสนทนาสิ้นสุดเพียงเท่านี้ สองทาร์ซานเนนำหน้าเจ้าแห้วกลับไปยังที่พักซึ่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ กระท่อมที่พักของทาร์ซานทั้งสามมีสภาพมันคงแข็งแรงยิ่งกว่ากระท่อมบนพื้นเสียอีก ด้วยความสามารถของเจ้าแห้วนั่นเอง หลังคากระท่อมปูด้วยใบมะพร้าวทำเป็นตับจาก ปูซ้อนกันหนาแน่นเพื่อป้องกันฝน ฝากระท่อมใช้ไม้ไผ่สานแบบขัดแตะ กระท่อมนี้มีประตูหน้าต่าง และด้านหลังเป็นที่ทำครัวประกอบอาหารให้ความสุขสบายมาก มีลิฟท์ที่สร้างขึ้นจากไม้ไผ่สำหรับขึ้นมาสู่กระท่อมและลงไปข้างล่าง โดยให้เจ้าโตเป็นผู้ดึงสายเถาวัลย์ที่ผูกติดกับลิฟท์ ขณะนี้เจ้าโตหายเป็นปกติแล้วแผลที่ฝ่าเท้าขวาข้างหลังหายสนิท เจ้าโตสามารถเดินและวิ่งได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ซึ่งเมื่อวานนี้เจ้าโตได้ช่วยชีวิตนิกรไว้ขณะที่นิกรไปซุมดักยิงไก่ป่าด้วยลูกธนู เสือดาวขนาด ๖ ศอกตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ทำให้ทาร์ซานนิกรวิ่งหนีตูดแป้น เจ้าโตแลเห็นเข้าก็วิ่งไปช่วยด้วยความกตัญญูของมัน เสือกับช้างต่อสู้กันอย่างดุเดือด เสือดาวโดดตะปบตะพองช้างไว้ได้ก็ไม่ยอมปล่อย แต่อ้ายโตเป็นช้างที่เฉลียวฉลาด มันพาเสือดาววิ่งวิ่งเข้าไปชนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แรงอัดก๊อปปี้ทำให้เสือดาวเจ็บปวดไม่น้อย จึงปล่อยตัวล่วงจากตะพองช้าง เท่านี้เองเสือป่าก็เสียท่า ถูกอ้ายโตกระทืบซีกโครงหักไปทั้งแถบและตายคาที่

บ่ายวันนี้อากาศร้อนระงม สองสหายกับเจ้าแห้วได้ลงมาจากบ้านพัก และแยกย้ายกันหาอาหารเท่าที่จะหาได้ ทั้งนิกรและกิมหงวนกับเจ้าแห้วมีความเคยชินกับชีวิตในป่าดงพงไพรแล้ว ต่างคนต่างมีจิตใจเบิกบานในการบำเพ็ญตนเป็นจ้าวไพรเช่นนี้

นิกรนั่งซุ่มอยู่ในเขตป่าโป่รงแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอีเก้งและกวางดาวชุกชุม เขาตั้งใจว่า เขาจะต้องไล่กวดและจับกวางดาวหรืออีเก้งตัวใดตัวหนึ่งให้ได้ เพื่อจะได้กินมันเป็นอาหารมื้อเย็น และเอาเนื้อที่เหลือตากแห้งไว้กินวันหลัง

นิกรจ้องตาเขม็งมองดูอีเก้งตัวหนึ่งซึ่งเดินออกมาจากพุ่มไม้ แต่แล้วเมื่อมันได้กลิ่นตัวนิกรมันก็เผ่นแผล็ววิ่งหนีไปทันที นิกรลุกขึ้นยืนและจุ๊ปากจึ๊กจั๊กเสียดายโอกาส ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงกิมหงวนร้องเรียกเขา อาเสี่ยวิ่งเหยาะๆ มาหา

"แกมาทำไมล่ะอ้ายหงวน ทำไมไม่ซุ่มจับไก่ปาด้วยแร้วของเรา"

อาเสี่ยยิ้มให้

"จับไก่ป่ากะผีอะไรล่ะ อ้ายลายพาดกลอนตัวหนึ่งมันขัดจังหวะกัน เดินงุ่มง่ามออกมาจากต้นไม้ เลยฟัดกับกันตัวต่อตัว กันเตะสองทีหมอบกระแตอยู่ข้างกอไผ่ ไปดูซีกันสามารถฆ่าอ้ายลายพาดกลอนอย่างง่ายดาย เพราะกันต้องทำตัวให้สมกับที่กันเป็นจ้าวไพรจริงๆ "

นิกรขมวดคิ้วย่น

"แกน่ะหรือเตะอ้ายลายพาดกลอนหมอบ แกโกหกหรือเปล่า"

"ปู้โธ่ ให้ดิ้นตายซีวะ ไปดูอ้ายลายพาดกลอนเดี๋ยวนี้อ้ายกร แล้วแกจะตื่นเต้นมหัศจรรย์ในความสามารถของกัน"

"ไป-ไปดูให้เห็นเท็จจริงหน่อยอ้ายหงวน ถ้าหากแกบอกกันว่าแกเอามีดแทงมันตาย กันก็พอจะเชื่อบ้าง"

สองสหายพากันเดินไปจากที่นั้น สักครู่ก็มาถึงกอไผ่ป่าที่เรียงรายกันอยู่ไม่น้อยกว่า ๓๐ กอ เสี่ยชี้ให้นิกรมองดูเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งซึ่งนอนตายอยู่บนพื้นดิน มีเลือดไหลออกทางจมูกและปาก

"นั่นไงอ้ายกร"

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก

"นี่มันลูกเสืออายุไม่ถึงเดือน"

"ก็นั่นนะซี" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ "ถ้าพ่อเสือหรือแม่เสือมามันก็แดกกันแล้ว เพียงแต่ลูกมันตัวโตเท่าแมว มันยังข่วนหน้าแข้งกันถลอกไปสองสามแห่ง กันเตะสองทีดิ้นพราด"

"ถุย ทาร์ซานปราบลูกเสือ" นิกรพูดอย่างเศร้าใจ "บาปกรรมฉิบหายเลย ลูกเสือโคร่งตัวนิดเดียวแกเตะมันตาย ชาติหน้าแกต้องเกิดมาเป็นลูกเสือตัวนั้นบ้าง และลูกเสือมันก็จะเกิดมาเป็นแก เตะแกตายเช่นเดียวกัน เรียกว่ากงกรรมกงเกวียน หรือกรรมสนองกรรม"

ทันใดนั้นเอง นิกรก็แลเห็นลิงทโมนตัวหนึ่ง ปรากฏอยู่บนต้นไม้ทางซ้ายมือของเขา

"เฮ้ย-นั่นลิงใช่ไหม"

อาเสี่ยมองตามสายตาของเพื่อนเกลอของเขา

"ใช่-ใช่แล้ว อาจจะเป็นโชคของเราที่ได้ลิงตัวนี้เป็นเพื่อน"

นิกรเดินตรงไปที่กล้วยป่าต้นหนึ่งที่กำลังออกเครือและเริ่มสุกเหลืออร่าม เขาเอื้อมมือปลิดกล้วยลงมาสองลูกและชวนอาเสี่ยเดินไปหาเจ้าทโมนตัวนั้น นิกรชูกล้วยใบหนึ่งให้มันดูและพูดกับมันอย่างอ่อนหวาน

"มา-ลงมากินกล้วยเถอะ"

อ้ายจ๋อหรือนางจ๋อส่ายหน้าและพูดเสียงแหลมเล็ก

"หนูชอบมะพร้าว"

ความจริงเจ้าแห้วเป็นคนพูด ไม่ใช่ลิง เจ้าแห้วยืนแอบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มือขวาถือหอกไม้ไผ่และมือซ้ายถือกระต่ายสามตัว เสี่ยหงวนยกมือชี้ไปที่เจ้าแห้วและกล่าวว่า

"มานี่ เดี๋ยวโดนกระทืบหรอก เป็นคนไม่ชอบอยากเป็นลิงยังงั้นเรอะ"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาหา แล้วชูกระต่ายสามตัวที่ใช้เถาวัลย์เส้นเล็กๆ ผูกมัดรวมกันให้สองสหายดู

"รับประทาน เย็นนี้เราได้กินกระต่ายย่างกันแล้วครับ ประเดี๋ยวผมจะหาปลาอีกสักห้าหกตัวก็เหลือกิน ต่อไปนี้เราต้องกินผักกันบ้าง ผมพบผักที่กินได้หลายอย่าง ทั้งผักที่ขึ้นอยู่ในน้ำและบนบก"

นิกรไม่สนใจกับเจ้าแห้ว เพราะเขากำลังสนใจกับลิงทโมนตัวนั้นซึ่งเป็นลิงตัวเมีย และมีอาวุโสในหมู่ลิงทั้งหลาย นิกรเข้าไปยืนใต้ต้นไม้ ชูกล้วยให้มันแต่แล้วเขาก็กินกล้วยใบนั้นอย่างเอร็ดอร่อย

นางลิงทโมนทำท่าหลอกนิกรตามประสาลิง คล้ายกับมันจะพูดว่า จะให้มันกินแต่แล้วทำไมกินเสียเอง นิกรปลอกกล้วยอีกใบหนึ่งชูให้มันดู คราวนี้นางลิงทโมนค่อยๆ ไต่ลงมาตามต้นไม้และโผเข้ากอดนิกรทันที นิกรส่งกล้วยให้และอุ้มมันเข้าสะเอว พามันเดินมาหากิมหงวนกับเจ้าแห้ว

"เห็นไหมอ้ายหงวน นางลิงทโมนตัวนี้เป็นมิตรที่ดีของกันแล้ว มันเชื่องและน่ารักมาก เหมือนกับลิงที่เขาเลี้ยงไว้"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงโว้ย น่ารักจริงๆ สัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ถ้าเราให้ความเมตตากรุณามันมันก็รักเรา แต่ถ้าเราเป็นศัตรูของมัน ทำร้ายมัน มันก็เกลียดชังเรา และหาโอกาสทำร้ายเรา ไป พามันไปที่พักเราเถอะ จะได้ให้มันรู้จักกับอ้ายโต"

เสี่ยหงวนเอื้อมมือรับนางทโมนมาอุ้มและเดินนำหน้านิกรกลับไปยังที่พัก เจ้าแห้วหิ้วกระต่ายสามสี่ตัวติดตามไป

บัดนี้นิกรกิมหงวนและเจ้าแห้ว มีความเคยชินในป่าพงไพรดียิ่งขึ้น ต่างรู้จักล่าสัตว์มากิน แม้กระทั่งกวางหรือสมัน นางลิงทโมนตัวนั้น เสี่ยหงวนตั้งชื่อมันว่า "ซีต้า" ซึ่งมันได้กระทำตนเป็นเพื่อนที่ดีของนิกรกับ

กิมหงวน แต่ไม่ใคร่จะลงรอยกับเจ้าแห้วสักเท่าใดนัก เพราะเจ้าแห้วชอบรังแกมัน เขกกบาลมันบ้างหรือเตะมันบ้าง นางซีต้าก็ไม่ใช่เล่น ชอบแกล้งเจ้าแห้วต่างๆ นาๆ ขณะนี้ต้นไม้ใหญ่หลายต้นในบริเวณที่พักของทาร์ซาน มีลิงทโมนมาอาศัยอยู่เกือบ ๕๐ ตัว พวกลิงทั้งหลายดูเหมือนจะเป็นบริวารของนางซีต้านั่นเอง นางซีต้ากับเจ้าโตสนิทสนมคุ้นเคยกันมากไม่ผิดอะไรกับช้างและลิงเรื่อง "ทาร์ซาน" ในภาพยนตร์ที่ จอห์นนี่ ไวท์ มึนเลอร์ แสดงนำ

ตอนเช้าวันหนึ่ง

สองทาร์ซานได้ไปล่าสัตว์ที่เชิงเขาลูกหนึ่ง ห่างจากที่พักประมาณ ๓๐๐ เมตร และบริเวณนั้นเป็นป่าโปร่ง มีบึงใหญ่เต็มไปด้วยฝูงปลาใหญ่น้อยและพืชผักต่างๆ นับตั้งแต่สายบัว ผักกะเฉด ผักแว่นหรือผักพังพวย ตลอดจนสันตะวาและกระจับ พืชเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรก็ยากจะอธิบายได้ นิกรกับกิมหงวนใช้วิธีล่าสัตว์ด้วยธนูขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้ไผ่ และใช้เอ็นเส้นเล็กเป็นสายของคันธนู ส่วนลูกธนูก็ทำจากไม้ไผ่นั่นเอง ส่วนท้ายของลูกธนูเสียบด้วยขนนกเพื่อให้มันวิ่งไปตามทิศทาง การล่าสัตว์ด้วยธนูทำให้นิกรและกิมหงวนมีเนื้อสัตว์สดๆ กินทุกวัน นับตั้งแต่กวาง อีเก้ง หรือกระต่ายป่า เสี่ยหงวนของเรายิงธนูได้แม่นยำมาก เพราะพยายามฝึกยิงตลอดวัน

ขณะที่สองสหายกำลังซุ่มยิงสัตว์ป่าริมหนองน้ำ นิกรกับกิมหงวนก็ได้ยินเสียงปืนเล็กยาวังกังวานขึ้นสองนัดติดๆ กัน

"ปัง ปัง"

"ว็อทเซ้ด" นิกรหันมาถามเสี่ยหงวน

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"พูดไทยดีกว่า"

นิกรว่า "มีนักล่าสัตว์บุกเข้ามาในถิ่นนี้"

ก่อนที่กิมหงวนจะพูดว่ากระไร เสียงช้างป่าหลายตัวก็ร้องแปรแปร๋นขึ้นด้วยความตื่นเต้นตกใจ อาเสี่ยกล่าวขึ้นทันที

"ต้องมีนักล่าสัตว์มาล้มช้างเพื่อเอางวงไปขาย"

นิกรทำหน้าฉงน

"งาโว้ยไม่ใช่งวง งวงช้างเอาไปทำหอกอะไร"

"เออ-ถูกแล้ว เราต้องช่วยกันขัดขวางป้องกันชีวิตช้างป่าไว้" พูดจบเสี่ยหงวนก็ยกมือป้องปากแล้วโห่เรียกเจ้าโตเสียงลัน

"โห่.... โอ้โฮ้.... โอ้โห่ โห่.... โอ้โฮ้.... โอ้โห่ "

เจ้าโตร้องลั่น ต่อจากนั้นสักครู่หนึ่ง เสียงลิงทโมนหลายสิบตัวก็ดังขึ้น และแล้วไม่ถึง ๑๐ นาที เจ้าโตก็วิ่งเหยาะๆ มาหาสองสหาย โดยมีเจ้าแห้วนั่งอยู่บนคอของมัน นางซีต้ากับฝูงลิงทโมนห้อยโหนโยนตัวมาตามต้นไม้ และพร้อมที่จะช่วยเหลือทาร์ซานเจ้านายของมัน

เจ้าโตพาเจ้าแห้ววิ่งมาที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง กิ่งไม้กิ่งหนึ่งปะทะกับอกเจ้าแห้วอย่างจัง ทำให้เจ้าแห้วผงะหงายร่วงลงมาจากคอเจ้าโต อาเสี่ยไม่ได้สนใจกับเจ้าแห้วเลย เขาตะโกนบอกเจ้าโตทันที

"ฮูน่า เอาน่า มีคนยิงช้างโว้ย พวกเราไปช่วยกัน"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เลิกพูดภาษาอาฟริกันเสียทีเถอะวะ พูดภาษาไทยเราดีกว่า ไม่มีภาษาอะไรในโลกนี้ที่จะไพเราะเพราะพริ้งยิ่งกว่าภาษาของเรา"

"ใช่แต่คนที่มีการศึกษาสูงโดยมากเขานิยมพูดภาษาไทยปนฝรั่ง หรือมายก็พูดภาษาฝรั่งล้วนๆ เขาบอกว่าภาษาไทยพูดลำบากเพราะลิ้นมันแข็ง พูดฝรั่งง่ายดีไม่ต้องคิด"

นิกรว่า "ก็แล้วทำไมเขาไม่โอนชาติเป็นฝรั่ง แล้วไปหาแดกที่เมืองฝรั่งเลยล่ะ" พูดจบนิกรก็พยักเพยิดกับเจ้าโต "นั่งลง นั่งลงโว้ยอ้ายโต"

เจ้าโตพูดไม่ได้แต่ก็ฟังภาษาคนรู้เรื่องดี มันรีบทรุดตัวลงนั่งและม้วนงวงขึ้นมาเล็กน้อย นิกรปีนขึ้นไปนั่งบนคอของมัน พอเจ้าโตลุกขึ้นยืนเจ้าแห้วก็เดินตุปัดตุเป๋มาหา

"รับประทานผมแย่แล้วครับ ก้นกบข้างขวาคงหักแน่"

อาเสี่ยมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"ก้นกบหักก็กลับไปอยู่ที่พัก เราสองคนจะไปขัดขวางนักล่าสัตว์ไม่ให้ยิงช้าง เพราะเราถือเสียว่าช้างในป่านี้เป็นมิตรของเรา ซึ่งหมายถึงลิงทโมนด้วย" พูดจบกิมหงวนก็ปีนขึ้นไปบนหลังเจ้าโต

เจ้าโตพาสองทาร์ซานเดินดุ่มๆ ไปข้างหน้า ฝูงลิงทโมนติดตามไปด้วย ซึ่งมันห้อยโหนมาตามต้นไม้ สักครู่หนึ่งนิกรกับกิมหงวนก็มองเห็นนักล่าสัตว์ชาวพระนครสองคน กับพรานผู้นำทางและลูกหาบอีก ๕ คนปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า ทุกคนกำลังติดตามช้างพังตัวหนึ่งซึ่งถูยิงบาดเจ็บสาหัส และอย่างไรมันก็คงไม่รอด มันเดินโซซัดโซเซร้องโอกอ้ากด้วยกำลังใจอันเข้มแข็งของมัน นางช้างตัวนี้จะไปตายที่สุสานช้างภายในถ้ำใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง อันเป็นที่เล้นลับ และสุสานนั้นย่อมเต็มไปด้วยซากศพของช้างนับร้อยศพ นักล่าสัตว์ชาวพระนครทั้งสองพร้อมด้วยลูกหาบ และนายพรานต่างติดตามช้างพังตัวนั้นไปในระยะห่างไม่เกิน ๓๐ เมตร บางครั้งนางช้างก็หยุดเดินเพราะหมดเรี่ยวแรงที่จะเดิน แต่แล้วมันก็แข็งใจเดินโซซัดโซเซมุ่งตรงไปยังสุสานช้าง

กิมหงวนกล่าวกับนิกรว่า

"ลงจากคออ้ายโตโว้ยอ้ายกร เราสองคนเป็นทาร์ซานจะต้องเดินทางไปตามต้นไม้ โดยอาศัยเส้นเถาวัลย์พาตัวไป ส่วนอ้ายโตให้มันติดตามเราไป"

สองสหายต่างลงจากหลังเจ้าโต แล้วพากันวิ่งเหยาะๆ ไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง คว้าต้นเถาวัลย์คนละเส้นไต่ขึ้นไปบนต้นไม้ ต่อจากนั้นนิกรกับกิมหงวนก็พาตัวลอยละลิ่วไปข้างหน้าพร้อมเสียงโห่ลั่นป่า เสียงโห่ของเสี่ยหงวนค่อนข้างห้าว แต่เสียงโห่ของนิกรแหลมเล็ก และตอนท้ายสันเครือเล็กน้อย

"โห่.... โอ้โฮ้.... โอ้โห่ โห่.... โอ้โฮ้.... โอ้โห่ "

นักล่าช้างสองคนพี่น้องกับนายพรานและลูกหาบ ๕ คน หยุดชะงักหมุนตัวกลับ เมื่อได้ยินเสียงโห่ของทาร์ซานและเสียงช้างป่าร้องอื้ออึงไปทั่วไพร เจ้าหนุ่มสองพี่น้องมีเจตนามาล่าช้างเอางาและส่งงาช้างปะปนกับแพไม้ไผ่ไปทางแม่น้ำ คนพี่คือนายพิเชษฐ์อายุในราว ๓๕ ปี คนน้องขื่อพิชิตอายุราว ๓๒ ปี ทั้งสองมีอาชีพขายงาช้างคือส่งออกไปขายนอกประเทศโดยวิธีการอย่างแนบเนียน ซึ่งทำให้พิเชษฐ์และพิชิตมีรายได้ปีหนึ่งหลายแสนจากการลักลอบฆ่าช้างและขายงาช้าง แต่การล่าช้างครั้งนี้ พรานผู้นำทางเป็นพรานที่มีความสามารถยอดเยี่ยม เขารู้ว่าช้างนั้นมีสุสาน เมื่อมันได้รับบาดเจ็บหรือเป็นโรคร้ายแรงใกล้จะตาย มันจะต้องไปตายที่สุสานของมัน เมื่อได้รับคำบอกเล่าจากนายพรานเช่นนี้ สองพี่น้องจึงสะกดติดตามมันไป

ทุกคนแลเห็นสองทาร์ซานยืนเด่นอยู่บนกิ่งไม้เบื้องหน้า ลูกหาบทั้ง ๕ คนและนายพรานอกสันขวัญแขวนไปตามกัน

"มนุษย์วานร " นายพรานร้องขึ้นดังๆ ด้วยความหวากลัวถึงขีดสุด "มนุษย์วานรหรือจ้าวไพร" แล้วเขาก็หันมาทางสองพี่น้อง "เจ้านายครับ จ้าวไพรหรือมนุษย์วานรนี้คือลางมรณะของผู้พบเห็น ผมและลูกหาบไม่สามารถจะรับใช้เจ้านายได้อีกแล้วครับ เราต้องรีบกลับเข้าเมืองเดี๋ยวนี้ ก่อนที่พวกเราจะต้องเสียชีวิตด้วยสัตว์ร้ายหรือด้วยเหตุอื่นๆ "

พิเชษฐ์จ้องตาเขม็งมองดูสองทาร์ซาน แล้วเขาก็กล่าวกับพรานผู้นำทางของเขาซึ่งเป็นพรานช้างที่มีชื่อเสียง

"มนุษย์วานรสองคนนั่น เป็นมนุษย์อย่างพวกเราใช่ไหม พรานแสง"

"ไม่ใช่หรอกขอรับ จ้าวไพรครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจและเป็นคนของจ้าวป่าจ้าวไพรสองคนนี่เพิ่งปรากฎตัวในป่าได้ไม่ถึง ๑๐ วัน พวกพรานยืนยันว่ามาจากแดนพม่าครับ ผมกับพวกลูกหาบต้องลาเจ้านายทั้งสองละครับ ขืนอยู่เป็นตายแน่"

พิชิตน้องชายของพิเชษฐ์ยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง แล้วเขาก็กล่าวกับพรานแสงว่า

"ไม่ต้องเสียขวัญพรานแสง ฉันเชื่อว่าจ้าวไพรสองคนนั่นเป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างเรานั่นแหละ ไม่ใช่เป็นมนุษย์ครึ่งผีอย่างที่แกว่า แกคอยดูนะฉันจะยิงมันให้ล่วงลงมาจากคบไม้ทีละคน"

นายพรานลืมตาโพลง

"อย่าครับเจ้านาย เพื่อเห็นแก่ความปลอดภัยของชีวิตเจ้านาย โปรดอย่ายิงเขาเลยครับ จ้าวไพรเป็นมนุษย์และปีศาจ หรือม่ายก็เป็นมนุษย์อภินิหาร"

พิชิตไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านของนายพราน เขาเล็งศูนย์ปืนมายังร่างของเสี่ยหงวน ซึ่งอยู่ห่างจากเขาประมาณ ๓๐ เมตร แล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"ปัง"

กระสุนปืนสำหรับล่าสัตว์นัดนั้น คงจะผิดพลาดเป้าหมายหรืออาจถูกกิมหงวนแต่ไม่เขาก็ได้ เพราะอาเสี่ยมีพระเครื่องรางชั้นดีคล้องคออยู่ห้าหกองค์ อาเสี่ยกิมหงวนหัวเราะลั่น

"มึงพยายามฆ่ากู ฉะนั้นมึงต้องตาย"

แล้วสองสหายก็คว้าเส้นเถาวัลย์โหนตัวเข้าไปหา นิกรแสดงการตีลังกาในอากาศ และหวุดหวิดจะตกลงมาคอหักตาย สองทาร์ซานทิ้งตัวลงบนพื้นดินและวิ่งเข้าไปหาสองพี่น้องซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง พรานแสงกับลูกหาบทั้ง ๕ คนต่างทิ้งข้าวของสัมภาระวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศละทางด้วยความรักตัวกลัวจ้าวไพร

พิเชษฐ์ยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับจะยิงนิกร แต่นิกรบุกเข้าถึงตัวก่อน จึงแทงด้วยมีดพกถูกคอหอยนายพิเชษฐ์ทะลุเลือดไหลโกรก ในเวลาเดียวกันนั้นเอง กิมหงวนกับพิชิตก็กอดปล้ำกันอย่างดุเดือด แต่แล้วอาเสี่ยก็จ้วงแทงถูกนายพิชิตที่หน้าอกสองทีติดๆ กัน

พิชิตยืนโงนเงนและร้องขึ้นดังๆ

"โอ้ย กูตายแน่"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"ก็ตายน่ะซี แกน่ะใจบาปหยาบช้าบุกบั่นมาฆ่าช้างและจะฆ่าเรา ในที่สุดแกสองคนก็ถูกเราฆ่าตาย"

พิชิตยืนปากเบี้ยวปากบูดอยู่สักครู่ก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวสิ้นใจตาย กิมหงวนกับนิกรปราบศัตรูได้ต่างก็ดีอกดีใจโห่ขึ้นพร้อมๆ กันเสียงลันป่า

นิกรกับเสี่ยหงวนพากันเดินเข้าไปหานางช้างซึ่งนั่งหมอบอยู่ริมทางและหายใจถี่เร็วแสดงความเจ็บปวดจากพิษกระสุนปืน มันถูกยิงที่โคนขาหลังข้างซ้ายกระสุนฝังใน มีเลือดไหลทะลักออกมตามรูกระสุนปืนซึ่งเป็นกระสุนสำหรับยิงช้างหรือสัตว์ใหญ่ สองทาร์ซานต่างพิจารณาดูรอยแผล แล้วเสี่ยหงวนก็กล่าวอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เราจะต้องช่วยชีวิตมัน คือทำการผ่าตัดเอากระสุนออก เครื่องมือผ่าตัดของเราพอมีบ้างไม่ใช่หรือ"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"มีอยู่เพียงสองสามชิ้นเท่านั้น แต่ก็พอจะทำได้ ใช้มีดพกของเราจุ่มน้ำเดือดฆ่าเชื้อโรคแล้วกรีดแผลตรงรูกระสุนปืน ต่อจากนั้นก็เอาคีมยาวคีบกระสุนออกมา เรามีทิงเจอร์ไอโอดีนและยาแผลสดหลายอย่าง อย่างไรเสียนางช้างตัวนี้คงจะรอดชีวิตได้เพราะเราให้ความช่วยเหลือมัน"

อาเสี่ยมองดูช้างพังด้วยความสงสาร รูปร่างของมันเล็กกว่าเจ้าโตเพียงเล็กน้อย เขาพยักหน้าให้มันและกล่าวว่า

"ลุกขึ้นเถอะวะแล้วแข็งใจเดินไปที่พักของเรา เราจะช่วยชีวิตแกไว้ อดทนหน่อยเถอะวะ ที่กรุงเทพฯ เขาโดดมาจากยอดภูเขาทองเขายังไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ก็มันตายแล้วมันจะพูดอะไรได้ล่ะ"

นางช้างค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนด้วยความลำบากยากเย็น ต่อจากนั้นมันก็เดินตามสองสหายไปยังที่พักเบื้องหน้า

ในชั่วโมงนั้นเอง นิกรกับกิมหงวนและเจ้าแห้วก็ได้ช่วยกันทำการผ่าตัดเอาหัวกระสุนปืนออกจากโคนขาซ้ายของนางช้างตัวนั้น เพราะไม่มียาชาหรือยาสลบ นางช้างจึงได้รับความเจ็บปวดถึงกับร้องโอ้กอ้ากลั่นป่า เจ้าโตมองดูเพื่อนของมันด้วยความสงสาร อย่างไรก็ตามนิกรสามารถคีบเอาลูกปืนออกมาได้ และใส่ยารักษาแผลสดให้เรียบร้อย

เสียงโห่ของทาร์ซานทั้งสามดังวิเวกวังเวงไกลตั้งแต่เช้าจนกระทั่งพลบค่ำ และเมื่อเสียงทาร์ซานดังขึ้นฝูงช้างป่าก็ส่งเสียงร้องแปร่แปร๋นร้องรับเสียงทาร์ซานและพากันวิ่งมาหาทาร์ซานทั้งสามคือนิกรกิมหงวนและเจ้าแห้ว ที่โห่เรียกมัน ส่วนฝูงลิงป่าก็เช่นเดียวกัน สามทาร์ซานมีช้างอยู่รับใช้ใกล้ชิดอยู่สองตัวคือเจ้าโตและนางพี ซึ่งนิกรและกิมหงวนได้ให้ความช่วยเหลือมันให้รอดชีวิตจากกระสุนปืนของนักล่าสัตว์สองพี่น้อง ซึ่งปรากฏว่านางพีรอดชีวิตอย่างหวุดหวิดด้วยความช่วยเหลือของทาร์ซาน ส่วนนักล่าสัตว์ทั้งสองถูกทาร์ซานนิกรและทาร์ซานกิมหงวนฆ่าตาย

ชีวิตและความเป็นอยู่ของทาร์ซานทั้งสามถึงแม้จะเคยชินกับธรรมชาติป่าดงพงไพร แต่กิมหงวนนิกรและเจ้าแห้วก็อดที่จะว้าเหว่ใจไม่ได้ เพราะในป่าไม่มีมนุษย์ มีแต่สัตว์ป่าที่ดุร้ายและสัตว์ป่าที่อ่อนแอยังชีวิตอยู่เพื่อเป็นเหยื่อของสัตว์ร้าย

เสบียงอาหารบางอย่างที่ติดตัวมาเป็นต้นว่ากาแฟผง นมข้น นมสดและเครื่องกระป๋องอีกเล็กน้อยได้หมดไปแล้ว คราวนี้สามทาร์ซานได้มีชีวิตอยู่อย่างทาร์ซานจริงๆ คือกินเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ที่นำมาย่างหรือปิ้งเสียก่อน ใช้เกลือป่นและพริกไทยโรย ซึ่งพริกไทยก็จวนหมดแล้ว สำหรับเกลือป่นนั้น ถ้าเกลือที่นำมาหมดก็จะไปใช้เกลือสินเธาว์แทน เพราะตามป่าแถบนี้มีเกลือสินเธาว์ชุกชุมมากมาย

ตอนใกล้สว่างเมื่อคืนนี้ สามทาร์ซานได้ยินเสียงช้างป่าร้องแปรแปร๋น แสดงว่ามันแตกตื่น เพราะมีภัยอันตรายเกิดขึ้น ต่อจากนั้นก็มีเสียงลิงป่าร้องรับกับเสียงช้างดังก้องกังวานทั่วดง

พอแสงทองสองฟ้า นิกรกับกิมหงวนก็ห้อยโหนเส้นเถาวัลย์พาตัวไปตามทาง และปล่อยตัวลงในที่ราบแห่งหนึ่ง สองทาร์ซานต่างแปลกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นช้างป่ารวม ๖ ตัว หรือ ๖ เชือก นอนตายอยู่บนพื้นดิน ช้างพลายและช้างพังเหล่านี้ถูกหอกใบข้าวและปลายหอกอาจจะทายาพิษอยางร้ายแรงก็ได้ ไกลออกไปจากศพช้างมีศพลิงทโมนประมาณ ๑๐ ตัว นอนตายอยู่เรียงราย ลิงทโมนเหล่านี้ถูกพุ่งด้วยหอกเช่นเดียวกัน

นิกรเงยหน้าขึ้นมองดูเสี่ยหงวนและกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"สงสัยเสียแล้วโว้ย"

"สงสัยยังไง" อาเสี่ยถาม

"สงสัยว่าพวกคนป่าอาฟริกัน เดินทางข้ามประเทศอินเดียและพม่าบุกเข้ามาหากินในประเทศของเรานะซี มนุษย์ที่ใช้หอกเป็นอาวุธเห็นจะมีแต่พวกคนป่าเท่านั้น"

ทาร์ซานกิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"ใครบอกแกละว่าคนป่าเท่านั้นที่รู้จักใช้หอก ผู้คนตามบ้านนอกคอกนาของเรายังนิยมใช้หอกแบบนี้กันอยู่ พวกชาวบ้านป่าก็เช่นเดียวกัน เพราะมันเป็นอาวุธที่ใช้ได้ทั้งรุกและรับ ถ้าสู้กันในระยะใกล้แล้วอาจจะใช้การได้ดีกว่าปืนเสียอีก"

นิกรกวาดสายตามองไปรอบๆ

"ถ้าอย่างนั้นเราสามคนอยู่ในฐานะที่ไม่ปลอดภัยเสียแล้วละเพื่อน คนที่ฆ่าช้างและลิงตายจะเป็นใครก็ช่างแต่เขาต้องเป็นศัตรูของเราแน่"

"ใช่" เสี่ยหงวนพูดเสียงกร้าว "ลักษณะของหอกที่ติดอยู่ตามตัวช้าง เป็นแบบเดียวกันทั้งสิ้น อ้ายพวกนี้อาจจะเป็นพวกคนป่าแบบ "ผีตองเหลือง" ก็ได้"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"ผีตองเหลืองเป็นไงวะ"

"หมายถึงคนป่าเผ่าไทยชนิดหนึ่ง แต่อาศัยอยู่ตามป่าลึก ไม่ได้อาศัยอยู่บนดอยเหมือนพวกแม้วหรือพวกชาวเขาทั้งหลาย"

นิกรนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วทำไมเรียกมันว่าผีตองเหลือง "

"ก็หมายความว่าพวกนี้เป็นพวกที่เกียจคร้าน อพยพโยกย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ เมื่ออยู่ที่ไหนก็ปลูกต้นกล้วยไว้กินแล้วก็ล่าสัตว์กิน พอกล้วยออกเครือกินกล้วยหมด ใบตองกล้วยก็เหลือง พวกนี้ก็ย้ายถิ่นฐานใหม่ ไปหาบริเวณป่าที่มีสัตว์ปาชุกชุม ความจริงผีตองเหลืองก็คือคนไทยนั่นแหละ แต่โดยมากมีอยู่ทางภาคอีสาน อย่างไรก็ตามดินแดนของประเทศไทยเรานั้นสามารถเดินทางได้ทั่วถึงกันหมด ช้างป่าและลิงทโมนของเราอาจจะถูกพวกผีตองเหลืองฆ่าตายก็ได้"

มีเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งพูดขึ้นข้างหลังทาร์ซานดังได้ยินถนัด

"ผีตองแห้งโว้ยไม่ใช่ผีตองเหลือง"

นิกรกับกิมหงวนหมุนตัวขวับไปข้างหลัง สองทาร์ซานยืนตะลึงเมื่อแลเห็นชายหนุ่มร่างผอมกะหร่องคนหนึ่ง มีผ้าเตี่ยวพันกายผืนเล็กๆ เงื้อหอกขึ้นในท่าเตรียมพุ่งหรือเตรียมแทง เบื้องหลังชายหนุ่มผู้นั้นมีสมุนอีกในราว ๒๐ คน ยืนเรียงรายและมีหอกเป็นอาวุธประจำตัว ซึ่งต่างก็กำลังเงื้อหอก

นิกรกระชากมีดพกออกมาจากหอก

"อย่าๆ " หัวหน้าผีตองแห้งคำรามลั่น "แกไม่ทันได้แทงกันหรอก ลูกน้องของกันจะพุ่งหอกใส่แกและส่งแกไปนรกเสียก่อน"

นิกรทำตาเขียวกับหัวหน้าผีตองแห้ง

"ใครบอกว่ากันจะแทงแกล่ะ"

"แล้วเสือกดึงมีดออกมาทำไม"

ทาร์ซานนิกรฝืนหัวเราะ

"โกนหนวดโว้ย ลืมไปว่าเมื่อเช้านี้ไม่ได้โกนหนวด"

หัวหน้าผีตองแห้งยิ้มแสยะ

"เก็บมีดเสียก่อน อยากจะโกนหนวดก็กลับไปโกนที่ที่พักของแก พวกเรามาดีไม่ใช่มาร้าย แต่ถ้าแกสองคนจะต้อนรับเราในฐานะศัตรู เราก็จำเป็นจะต้องสังหารแกเสียก่อน กันคือหัวหน้าผีตองแห้งผู้เป็นใหญ่ในปานี้ กันมีบริวารอยู่ประมาณ ๕๐๐ คน พวกเราเดินทางขึ้นล่องในระหว่างเชิงเขาตะนาวศรี ปีหนึ่งเราผ่านมาทางนี้ครั้งหนึ่งแล้วเราก็ตั้งค่ายพักแรมล่าสัตว์หาอาหารสู่กันกิน ต่อจากนั้นเราก็เคลื่อนย้ายต่อไป เรามาถึงตอนดึกเมื่อคืนนี้ถูกช้างป่าบุกรุกรานเรา เราก็จำเป็นต้องฆ่ามันเสียบ้าง นอกนั้นมันแตกหนีไปหมดแล้ว ฝูงลิงทโมนก็เช่นเดียวกัน เราแลเห็นบ้านพักบนยอดไม้ของพวกท่านแล้วก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เราตั้งใจจะพบกับท่านเพื่อเจรจากันด้วยสันติวิธี และนับว่าเป็นโชคดีที่เราได้พบกันโดยบังเอิญเช่นนี้"

เสี่ยหงวนทำตาโตและเก๊กหน้าให้ดุๆ เพื่อให้หัวหน้าผีตองแห้งเกรงกลัวเขา เขากันนิกรออกห่างและกล่าวถามหัวหน้าผีตองแห้งว่า

"ท่านชื่ออะไร"

"เรียกข้าว่าส่วยก็ได้"

ทาร์ซานกิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"ส่วยหรือซวย"

"ส่วยโว้ย" หัวหน้าผีตองแห้งตอบหนักๆ "คนชื่อซวยมีอย่างที่ไหน ข้ามีเชื้อชาติพม่าและสัญชาติไทย อย่าคิดว่าข้าเป็นคนเกียจคร้านแบบผีตองเหลืองทางภาคอีสาน พวกเรารักเสรีภาพ ต้องการใช้ชีวิตในป่าดงพงไพรเช่นนี้และไม่สามารถจะบอกให้ท่านรู้ความจริงได้ว่า พวกเรามีจุดประสงค์อะไรที่เดินทางไปมาอยู่ในป่าแถบนี้"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"ท่านต้องการเจรจาอะไรกับเราก็ว่ามา"

หัวหน้าผีตองแห้งเลื่อนตัวเข้ามาหาเสี่ยหงวนและหยุดยืนในระยะประชิดตัวกัน

"ท่านมาอยู่ป่านี้กี่วันแล้ว"

"เก้าวันทั้งวันนี้ ถามทำไม"

ส่วยหัวเราะแลเห็นฟันขาว

"ก็ป่านี้เป็นดินแดนของข้า ข้าถามเท่านี้จะเป็นอะไรไปล่ะ ข้าจะไม่ยอมให้มนุษย์คนใดมาอาศัยอยู่ในป่าแถบนี้หรือแม้แต่เพียงมาล่าสัตว์อย่างเด็ดขาด สัตว์ป่าทุกชนิดจะเป็นอาหารของผีตองแห้งเท่านั้น ถ้าหากว่าท่านสามคนรักตัวกลัวตาย และเห็นแก่สันติภาพก็ขอได้โปรดอพยพออกไปจากป่านี้โดยเร็วที่สุด ข้าให้เวลา ๒๔ ชั่วโมง ข้า..กองส่วย หัวหน้าผีตองแห้ง ให้เวลาท่านกับพรรคพวกเพียง ๒๔ ชั่วโมง ในการเคลื่อนย้ายไปจากป่านี้"

พ. อ. นิกร ปราดเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ากองส่วยในท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัว

"ถ้าอั้วไม่ทำตามคำขอร้องลื้อ จะมีอะไรเกิดขึ้นบอกหน่อยซิ"

หัวหน้าผีตองแห้ง เปลี่ยนสายตามาที่นิกรและหัวเราะใส่หน้าเขา

"สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือความตายของพวกแก เมื่อครบกำหนดที่กันให้ไว้ และพวกแกยังไม่ออกไปจากป่าบริเวณนี้ กันก็จะสั่งให้บริวารของกันล่าพวกแก เหมือนอย่าที่เราล่าช้างและลิงทโมน แกทั้งสามคนจะต้องเสียชีวิตด้วยคมหอกของพวกเรา หรือถ้าบังเอิญเราจับเป็นได้ เราก็จะทำพิธีบูชายัญพวกแก คือเผาไฟทั้งเป็น แล้วก็กินเนื้อพวกแกเสีย มีอะไรที่จะพูดขอร้องเราอีกไหม"

"มี" นิกรพูดเสียงหนักแน่น "ที่ให้เวลาเรา ๒๔ ชั่วโมงน่ะมันน้อยไป"

"สักเท่าไรจึงจะพอ"

นิกรนิ่งคิดสักครู่ก็ยิ้มให้หัวหน้าผีตองแห้ง

"สัก ๒๔ ปี เป็นยังไงหัวหน้า"

กองส่วยสะดุ้งเฮือก

"๒๔ ปีก็พอดีกันตายแล้ว หรือไม่แกก็ตายไปแล้ว หรือมิฉะนั้นป่านี้ก็กลายเป็นเมืองเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง เป็นป่าคอนกรีตที่ทันสมัย กันเสียใจที่มีเวลาให้กับแกและพรรคพวกเพียง ๒๔ ชั่วโมงเท่านั้น พวกแกจะต้องไปให้พ้นจากป่านี้ก่อนที่จะเห็นดวงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้เช้า"

"ว่ายังไงอ้ายหงวน"

"ว่ายังไงล่ะ.. เรามีกำลังเพียงสามคนเท่านั้น น้ำน้อยมันต้องแพ้ไฟเป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อเขาบังคับขู่เข็ญเราอย่างนี้ เราก็ต้องทำตามคำสั่งของเขา รู้รักษาตัวรอดไว้ก่อนแล้วค่อยคิดหาช่องทางใหม่ เราอาจจะไปอยู่ป่าทางดงพญาเย็นก็ได้ ป่าทางเชียงราย ป่าทางเชียงใหม่ก็ได้มีอยู่ถมไป ทาร์ซานชั้นดีอย่างเราย่อมอยู่ได้ทั้งนั้น"

หัวหน้าผีตองแห้งหันไปบอกบริวารของเขาด้วยภาษาของเขาซึ่งสองสหายฟังไม่รู้เรื่อง

"ส่วยบ่ทิน ตะบิ่นเว้

พวกผีตองแห้งกลุ่มนั้น ต่างพากันเดินตามหัวหน้าเผ่าของเขาไปจากที่นั่นทันที กิมหงวนกับนิกรมองตามจนลับตา ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เจ้าแห้วก็โหนตัวลงมาจากต้นไม้ มือขวาถือมีดพกกระชับมั่น

"รับประทานอ้ายพวกนี้คือศัตรูของเราใช่ไหมครับ ผมแอบมองดูมันอยู่บนต้นไม้ ทีแรกตั้งใจว่าจะมาช่วยคุณทั้งสอง แต่เห็นว่าพวกมันมีกำลังมากกว่า รับประทานก็เลยยึดหัวหาดไว้ก่อน"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"แกก็เหมือนกับเรานั่นแหละ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี อ้ายพวกนี้คือพวกผีตองแห้ง มันเคลื่อนพลผ่านมาเมื่อตอนใกล้รุ่ง ฆ่าช้างและลิงทโมนตาย ทำให้ลิงและช้างหลบหนีไปหมด เรามีอ้ายโตและนางพีเป็นเพื่อนเราอีกสองตัวเท่านั้น ส่วนลิงก็คือนางซีต้า ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีกองทัพลิงและช้างมาช่วยเราอีก"

เจ้าแห้วนิ่งฟัง

"อาเสี่ยกับคุณนิกรเจรจากับมันว่าอย่างไรครับ"

นิกรสบตากับเจ้าแห้วเขากล่าวว่า

"หัวหน้ามนุษย์ผีตองแห้งซึ่งมีนามว่ากองส่วย ได้ยื่นคำขาดขับไล่เราสามคนออกไปจากป่านี้ โดยให้เวลาเพียง ๒๔ ชั่วโมง หากเราไม่อพยพไปมันก็จะให้สมุนของมันซึ่งมีจำนวนราว ๕๐๐ คนฆ่าเราเสีย"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"รับประทานเอาอย่างนี้ดีกว่าครับ"

"เอายังไงวะ" อาเสี่ยถาม

"คือว่า เมื่อเจ้านายทั้งสองไม่สู้ รับประทานผมก็เลิกล้มความคิดที่จะสู้กับมัน เห็นช้างถูกหอกนอนตายแหงแก๋อยู่นั่น รับประทานผมชักเสียวสะดือขึ้นมาทันที รับประทานหอกใบข้าวแบบนี้มันไม่เข้าใครออกใครเสียด้วย อ้ายพวกนี้ไม่ใช่คนป่าอาฟริกันแน่นะครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก ก่อนที่เขาจะพูดอะไร อาเสี่ยกับนิกรและเจ้าแห้วก็ได้ยินเจ้าโตและนางพีส่งเสียงร้องลั่นป่า นิกรกล่าวขึ้นดังๆ

"ช้างของเราได้รับอันตรายแน่ๆ เสียงที่มันร้องบอกให้เรารู้ว่ามันได้รับอันตรายหรือได้รับบาดเจ็บ รีบไปดูมันเถอะเพื่อน"

"ครั้นแล้วสามทาร์ซานก็พากันวิ่งลัดตัดตรงไปยังที่พักของเขา บางตอนก็โหนเส้นเถาวัลย์พาตัวไปตามต้นไม้ สักครู่หนึ่งก็มาถึงที่พักคือกระท่อมเล็กๆ ซึ่งอยู่บนยอดไม้ใหญ่และเป็นกระท่อมที่มั่นคงแข็งแรง ทนลมทนพายุได้ดี ที่โคนต้นไม้ใหญ่นั่นเอง สองสหายต่างแลเห็นเจ้าโตและนางพีนอนตายอยู่ใกล้กัน ร่างของช้างสองตัวมีหอกใบข้าวปักอยู่ตัวละหลายเล่ม อันเป็นฝีมือของพวกผีตองแห้งคือคนป่าเลือดผสมเผ่าหนึ่ง หมายถึงพม่ากับไทยนั่นเอง นิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วต่างเศร้าสลดใจไปตามกันเมื่อแลเห็นเพื่อนยากต้องจบชีวิตอย่างน่าเอน็จอนาจเช่นนี้ ความกล้าหาญอย่างบ้าบิ่นมุทะลุบังเกิดแก่เสี่ยหงวนทันที เขาขบกรามกรอดและกล่าวกับนิกรว่า

"กันไม่ยอมอพยพออกไปจากป่านี้เป็นอันขาด และนั่นหมายความว่า กันพร้อมที่จะเป็นศัตรูกับพวกอ้ายผีตองแห้ง กันจะสู้กับมันด้วยลูกธนูและมีดพกของกัน มันฆ่าช้างของเราอย่างโหดเหี้ยม กันก็จะต้องฆ่าพวกมันบ้าง"

ทาร์ซานนิกรเห็นพ้องด้วย

"ตกลงอ้ายหงวน กันจะขอยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่แกสู้รบกับอ้ายพวกตองเขียวเหล่านี้"

อาเสี่ยเข็กกบาลนิกรดังโป๊ก

"ตองแห้งโว้ยไม่ใช่ตองเขียว"

"อ้าวทีแรกมันก็เขียวก่อนซีโว้ย แล้วหนักเข้าใบตองสีเขียวมันก็กลายเป็นใบตองแห้ง" พูดจบเขาก็หันมายักคิ้วให้เจ้าแห้ว "สู้ตายนะอ้ายแห้ว"

"รับประทานเอาซีครับ เจ้านายสู้ผมก็สู้ เจ้านายหนีผมก็หนี สำหรับผมสำคัญที่ผู้นำครับ ผมจะรีบเร่งทำลูกธนูเอาไว้ให้เพียงพอที่จะสู้รบกับมัน"

"แกทำหอกเป็นไหมล่ะ" กิมหงวนถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"รับประทานทำได้แต่หอกไม้ไผ่ครับ น้ำหนักของมันเบามากและการพุ่งก็ไม่แม่นยำ แต่ถ้าพุ่งถูกเข้า รับประทานก็เท่งทึงเหมือนกัน"

"เอาเถอะ อย่างนี้ก็ใช้ได้ แกทำหอกไม้ไผ่ให้เราสัก ๒๐ ลำเถอะนะ เอาไว้สู้กับพวกผีตองแห้ง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เป็นความคิดที่ดีมากอ้ายหงวน เราเอาหอกกำมะลอคือหอกไม้ไผ่พุ่งไป อ้ายพวกผีท้องแห้งก็จะเอาหอกใบข้าวพุ่งมาที่เรา เราจะได้ยึดหอกของมันไว้ต่อสู้กับมัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"แกเรียกอ้ายพวกนั้นให้ถูกหน่อยเถอะวะ ชื่อของมันผีตองแห้งไม่ใช่ผีตองเขียวหรือผีท้องแห้งอย่างที่แกว่า อ้ายพวกนี้กับผีตองเหลือทางอีสานต่างกัน ชั้นแรกพวกนี้เฉลียวฉลาดกว่า ท่าทางแข็งแรงปราดเปรียวกว่าส่วนผีตองเหลืองผอมกระหร่องท้องป่องพุงโรเหมือนเป็นโรคตานขโมย เป็นอันว่าเราสู้ตายนะโว้ยอ้ายกร"

"ก็เอาซี เรื่องตายเรื่องเล็ก เรื่องเช็คเรื่องใหญ่ เจอเอาเช็คเด้งเดือนละฉบับก็ปวดกบาล อยากจะตายเสียให้พ้นทุกข์พ้นร้อน ให้ดิ้นตายเถอะวะสมัยนี้มันเชื่อถือกันไม่ได้เสียแล้ว อวดอ้างว่าเป็นเศรษฐีหรือนักธุรกิจชั้นนำ แต่เช็คติดสปริงเตรียมพร้อมที่จะเด้งออกจากธนาคาร ดูเหมือนเช็คของแกคนเดียวเท่านั้นไม่มีการเด้งหรือสปริง อ้อเช็คของพวกนักการเมืองด้วย"

อาเสี่ยหันมาทางเจ้าแห้วซึ่งขณะนี้เป็นเพื่อนร่วมชีวิตของเขา

"อาหารเช้าของเราวันนี้มีอะไรบ้าง"

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"รับประทานมีปลาสดย่างเกลือกับพริกไทยครับ เนื้ออีเก้งย่างแล้วก็มะพร้าวอ่อน เท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ"

"ดีมากอ้ายแห้ว แกทำให้ฉันและอ้ายกรเบาใจในเรื่องอาหารการกินไม่เดือดร้อน แกเป็นพ่อครัวชั้นดีคนหนึ่งในหมู่พ่อครัวชั้นเลวทั้งหลาย ตอนสายวันนี้พวกเราเตรียมรบได้ กันกับอ้ายกรจะใช้ยุทธวิธีที่ดีเยี่ยมต่อสู้กับพวกผีตองแห้งในครั้งนี้ บริเวณป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ พวกเราจะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่พวกผีตองแห้ง ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องต่อสู้กับมัน"

เจ้าแห้วชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"ข้าขอสาบาน"

อาเสี่ยหันมามองดูหน้านิกรและถามว่า

"เจ้าแห้วมันทำอะไร"

นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"ปล่อยมันไปตามเรื่องเถอะวะ"

หลังจากอาหารเช้าผ่านพ้นไปแล้ว สามทาร์ซานก็ช่วยกันทำลูกธนู และสร้างหอกไม้ไผ่เตรียมพร้อมไว้ปะทะกับพวกผีตองแห้งตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ความจำเป็นในด้านยุทธวิธีทำให้ทาร์ซานทั้งสามต้องอพยพลงมาอยู่บนพื้นดิน ไม่ใช่อยู่บนยอดไม้ และเลือกหาที่อยู่ใหม่อันเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม มีหมู่ก้อนหินน้อยใหญ่ห้อมล้อมเป็นปราการ และมีลำธารสายหนึ่งไหลผ่านมาเพื่อได้อาศัยน้ำในลำธารนั้นอาบกินในระหว่างทำศึกกับพวกผีตองแห้ง ยุทธภูมิที่กล่าวนี้บังเอิญมีกอไผ่อยู่ห้าหกกอ เจ้าแห้วจึงเลือกไม้ไผ่มาตัดทำหอกและลูกธนูได้มากมาย ส่วนคันธนูนั้นได้ทำเพิ่มเติมอีกบ้าง

ตอนบ่ายวันนั้นเองสามทาร์ซานได้จับลูกวัวกระทิงกำลังรุ่นหนุ่มได้ตัวหนึ่ง ด้วยการใช้บ่วงบาศดักมัน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันเป็นลูกวัวที่เพิ่งมีเขาโผลขึ้นมาเพียงเล็กน้อย แต่มันก็มีกำลังวังชาแข็งแรงมาก กว่านิกรกิมหงวนและเจ้าแห้วจะจับมันมัดได้ ก็เล่นเอาหอบซี่โครงบานไปตามกัน

"แกจะฆ่าลูกวัวตัวนี้เป็นอาหารเย็นใช่ไหม" นิกรถามอาเสี่ย

"ไม่ ไม่โว้ย อาหารเรามีเหลือเฟือแล้วสำหรับเย็นวันนี้เราจะกินแกงต้มยำเต่า และไก่ย่างซึ่งอ้ายแห้วดักมาได้ถึง ๔ ตัว"

"แล้วลูกวัวกระทิงตัวนี้" นิกรถามด้วยความสนใจ

"กันจะใช้มันเป็นอาวุธ วี. ๑ ทำลายข้าศึกให้ย่อยยับ เหมือนอย่างที่เยอรมันโจมตีมหานครลอนดอน เมื่อสงครามโลกครั้งที่แล้วมา"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถ้าเช่นนั้นกันจะไม่สนใจกับอาวุธ วี. ๑ ของแก แต่แกคอยดูศรพรหมาสตร์ของกันบ้าง รับรองว่า ๑๖.๓๐ น. คันศรมโหฬารของกันก็จะเข้าที่ตั้งยิงเสร็จเรียบร้อย เป็นอันว่าทั้งแกและกันต่างมีอาวุธวิเศษไว้สู้รบกับข้าศึก"

เมื่อไม่มีลิงไม่มีช้าง ทาร์ซานทั้งสามก็ต้องช่วยตัวเอง

เพราะความเป็นห่วงชีวิตตนและหวันเกรงว่าการสู้รบนั้นจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีข้าศึกคือพวกผีตองแห้ง ทำให้กิมหงวนกับนิกรนอนไม่หลับตลอดคืน

สามทาร์ซานตื่นนอนในเวลา ๕.๐๐ น. เศษ เมื่อได้อาบน้ำล้างหน้าเรียบร้อยแล้ว เจ้าแห้วก็จัดให้เจ้านายทั้งสองรับประทานอาหารเช้า ซึ่งมีไข่ไก่ต้มกับเนื้ออีเก้งย่าง และน้ำผึ้งบริสุทธิ์

พอแสงเงินแสงทองปรากฏเหนือยอดเขาเล็กๆ ลูกนั้น เจ้าแห้วก็ทำหน้าที่ลาดตะเวนทันที เขาขึ้นไปยืนบนเนินเขาแห่งหนึ่งและแอบแฝงตัวอยู่ในหมู่ก้อนหิน สอดส่ายสายตามองหาพวกข้าศึกคือพวกผีตองแห้งที่รุกล้ำเข้ามา ส่วนนิกรกับเสี่ยหงวนเตรียมอาวุธร้าย หรืออาวุธวิเศษไว้ต่อสู้กับศัตรู

ธนูยักษ์ของนิกรเข้าที่ตั้งยิงเรียบร้อยแล้ว คันธนูทำด้วยไม้ไผ่ผ่าซีกยาวประมาณ ๔ เมตรเศษ ผูกติดกับเสาหลักต้นหนึ่งคือเสาไม้ไผ่นั่นเอง สายธนูใช้เชือกเอ็นขนาดใหญ่ ส่วนลูกธนูยาวเกือบ ๓ เมตรวางอยู่ข้างคันธนูรวมสามลูกด้วยกัน

"นี่น่ะหรือ ศรพรมหาศาสตร์" อาเสี่ยถามนิกร

"เออ-ยิงไปถูกข้าศึกคนใด ถึงยิงไม่เข้ามันก็เท่งทึงเพราะความแรงเหมือนกระทุ้งด้วยสากตำข้าว เมือพวกผีตองแห้งคนใดคนหนึ่งถูกธนูยักษ์ล้มตายไป ก็จะทำให้พรรคพวกของมันเสียขวัญแตกตื่นล่าถอย นอกจากนี้กันยังตั้งศูนย์ไว้สำหรับเล็งยิงรังผึ้งใหญ่ที่ต้นยางต้นโน้น แกเห็นไหมล่ะศรพรหมาสตร์ของกันสามารถจะยิงรังผึ้งให้ขาดกระจุย ทำให้ผึ้งนับหมื่นตัวโมโหโกรธา ออกมาไล่ต่อยพวกผีตองแห้งวิ่งตูดแป้นไปตามกัน

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"แต่เราจะปล่อยอาวุธ วี ๑ ก่อน คือลูกวัวกระทิงตัวนี้ เมื่อเราแก้มัดมันออกให้ได้รับอิสระภาพและเอาใบมะอึกแปะไว้ที่ก้นมันสักใบหนึ่ง มันจะกลายเป็นวัวที่ดุร้ายที่สุดในโลก แม้แต่เสือหรือสิงห์โตมันก็ไม่กลัว ทั้งนี้ก็เพราะมันโง่นั่นเอง เนื้อบริเวณก้นของมันนั้นเป็นเนื้ออ่อน เมื่อถูกหนามใบมะอึกมันจะกดหางลงไปแน่น แทนที่จะยกหางขึ้นเพื่อให้ใบมะอึกหลุด เมื่อกดหางลงไปมันก็ได้รับความเจ็บปวดมากขึ้น และความเจ็บปวดนั่นเองที่ทำให้มันดุร้ายเหมือนกับวัวบ้า"

สามทาร์ซานพร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับศัตรู หรือพวกผีตองแห้ง จนกระทั่งดวงอาทิตย์โผล่พ้นยอดเขาเป็นเวลา ๗.๐๐ น. เศษ เสียงเจ้าแห้วตะโกนลงมาโดยใช้ปากแทนแตรเดี่ยว

"แต่ แต่เตแต๊ รับประทานเตรียมตัวครับ ข้าศึกมาแล้ว รับประทานกองระวังหน้าข้าศึกประมาณ ๕๐ คนอยู่ห่างจากที่มั่นของเราประมาณ ๑๒๐ เมตร ครับ"

เสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าแห้วและยิ้มให้

"ปล่อย วี ๑ ได้หรือยัง"

"กำลังเหมาะเชียวครับ รับประทานข้าศึกกำลังรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่ละคนมีหอกเป็นอาวุธ รับประทานเอาเลยครับ"

กิมหงวนเปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"ช่วยกันอ้ายกร ช่วยกันแก้ลูกวัวตัวนี้และปล่อยมันไปเลยงานพวกผีตองแห้ง เข้าใจว่าอาวุธร้ายของกันคงจะได้ผลบ้าง"

เมื่อถึงคราวเป็นงาน สองสหายก็ช่วยกันทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไว เจ้าวัวหนุ่มตัวนั้นถูกแก้มัดเท้าออกทั้งขาหน้าและขาหลัง หลังจากที่อาเสี่ยเอาใบมะอึกติดก้นของมันไว้ เมื่อมันได้รับอิสระภาพมันก็รีบลุกขึ้นและหายใจถี่เร็วเสียงดังฟืดฟาด เสี่ยหงวนชี้มือไปข้างหน้าและบอกมันด้วยเสียงอันดัง

"โน่น ไปทางโน้นโว้ย"

เจ้าวัวหนุ่มรู้สึกเสียวปราบที่ก้นของมันตอนนี้เองมันสะดุ้งเล็กน้อยและขมวดคิ้วย่น แล้วมันก็กดโคนหางลงไปทำให้ใบมะอึกแนบแน่นกับก้นมันเข้าไปอีก

"อุ้ย" เจ้าวัวหนุ่มร้องอุทานเบาๆ

นิกรใจหายวาบเมื่อเห็นกระทิงจ้องมองดูเขา เขาชี้มือออกไปนอกที่มั่นและกล่าวว่า

"โน่นโว้ย ข้าสองคนไม่เกี่ยว เอ็งจะขวิดใครหรือเล่นงานใครก็แล้วแต่เอ็งเถอะอ้ายหนู สวัสดีพรรคพวก ขอให้โชคดีจงเป็นของเอ็ง"

กระทิงวัยรุ่นถอนหายใจฮึดฮัด แสดงว่ามันเจ็บที่ก้นมันอย่างยิ่ง เพราะถูกหนามมะอึกตำนั่นเอง มันเผ่นแผล็วข้ามก้อนหินสองสามก้อนและวิ่งไปข้างหน้าซึ่งตรงกับทิศทางของพวกผีตองแห้งนั่งซ่อนตัวอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ พลรบผีตองแห้งคนหนึ่งยกหอกใบข้าวพุ่งใส่มันทันที แต่กระทิงวัยรุ่นหลบคมหอกได้อย่างหวุดหวิด แล้วกระโจนเข้าใส่ผีตองแห้งคนนั้น ซึ่งคราวนี้กระทิงวัยรุ่นก็กลายเป็นกระทิงโทนที่ดุร้าย มีพลกำลังมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ผิดอะไรกับคนที่ถูกยั่วเย้าจนเกิดโทสะอย่างแรงกล้า กระทิงวัยรุ่นขวิดผีตองแห้งที่ใช้หอกพุ่งมัน ถึงเขาของมันไม่แหลมคมแต่แรงกระแทกก็มีมากพอ ที่จะทำให้ซี่โครงของผีตองแห้งพังยุบไปทั้งแถบเสียงดังกร๊อบ เจ้าหมอนั่นล้มลงชักดิ้นชักงอ แล้วก็ถูกกระทิงขวิดกระเจิงแตกพ่ายไปคนละทิศละทาง

อาวุธ วี ๑ ของเสี่ยหงวนทำให้นิกรกับอาเสี่ยและเจ้าแห้วหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน กระทิงวัยรุ่นไล่ขวิดพวกผีตองแห้งโดยไม่ลดละ พวกผีตองแห้งไม่โง่พอที่จะตกเป็นฝ่ารับฝ่ายเดียวจึงตีวงล้อมโอบเจ้าวัวหนุ่ม และช่วยกันสังหารมันจนได้ด้วยหอกใบข้าวอันคมกริบ

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วเสียงกลองก็ดังกระหึ่มมาแต่ไกล บรรยากาศไม่ผิดอะไรกับป่าอาฟริกาในคองโกเบลเยี่ยมตอนที่ชาวอาฟริกันที่ดุร้ายกำลังล่ามนุษย์ หรือล่าสัตว์ต่างๆ เสียงกลองดังใกล้เข้ามาทีละน้อย เจ้าแห้ววิ่งลงมาจากเนินเขาตรงเข้ามาหาสองสหาย

"รับประทานยุ่งกันใหญ่แล้วครับ คงจะมีคนป่าพวกอาฟริกันเข้ามาร่วมงานกับพวกผีตองแห้งแน่ๆ "

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"อย่าปอดลอยหน่อยเลยวะอ้ายแห้ว อ้ายพวกผีตองแห้งมันคงเคยดูหนังเรื่องอาฟริกา มันก็น่าเอาวิธีการของคนป่าในหนังมาใช้ เสียงกลองที่เราได้ยินนอกจากเป็นสัญญาณของพวกมันแล้ว ยังเป็นการทำลายขวัญฝ่ายศัตรูคือพวกเราอีก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

เมื่อเราสามคนพร้อมแล้วที่จะสู้ตายก็ไม่มีอะไรที่จะน่ากลัว คราวนี้กันจะลองปล่อยพรหมาสตร์ต่อสู้กับศัตรูของเรา รับรองได้ว่าลูกศรลูกแรกจะทำให้ผีตองแห้งล่าถอยหรือหยุดเคลื่อนทัพทันที แกคอยดูข้าศึกเอาไว้ ฉันกับอ้ายหงวนจะช่วยกันยิงพรหมาสตร์"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานต้องช่วยกันยิงตั้งสองคนเชียวหรือครับ"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"แกมองดูซิว่า คันธนูมันยาวแค่ไหน อย่างน้อยก็ยาว ๔ เมตร ลูกศรแต่ละลูกยาวไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร เวลายิงก็ต้องออกแรงเต็มที่ ใช้กำลังคนสองคนเป็นอย่างน้อย"

เจ้าแห้วทำหน้าที่ตรวจหาข้าศึก เขาโผล่หน้าออกไปตามช่องหิน แล้วเขาก็รายงานให้สองสหายทราบ

"รับประทานมันมากันแล้วครับ พวกผีตอแห้งเกือบ ๑๐๐ คนเคลื่อนที่เข้ามาเป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง"

นิกรกับกิมหงวนจัดแจงบรรจุลูกศรลงบนคันธนู และช่วยกันเหนี่ยวน้าวศรอันใหญ่โตคันนั้น เมื่อแน่ใจว่าลูกศรของตนจะพุ่งเข้าหาข้าศึก สองสหายก็ปล่อยลูกศรออกจากแหล่งทันที

"พั่บ"

ศรพรหมาสตร์ อันมหึมาเล่มนั้นถูกหน้าอกผีตองแห้งคนหนึ่งเข้าอย่างจัง ถึงแม้ไม่เข้าความแรงของลูกศรก็ทำให้มันล้มลงก้นจ้ำเบ้า พวกเพื่อนๆ ของมันเข้ามาช่วยกันประคอง เจ้าหมอนั่นทำหน้าเหยเกอย่างบอกไม่ถูก

"พวกทาร์ซานมันเอาไม้ไผ่พุ่งกัน หรือว่ามันยิงกันด้วยลูกธนูโว้ย"

"ลูกธนูว่ะ ตกอยู่ข้างๆ ตัวแกนี่อย่างไร ยาวไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร อย่างนี้อย่าว่าแต่ยิงคนเลย ยิงเสือหรือช้างก็เท่งทึง"

"ถ้าอย่างนั้น ทาร์ซานก็คงมีเรี่ยวแรงราวกับยักษ์มาร ถอยเถอะโว้ยพวกเรารีบกลับไปบอกให้หัวหน้าเขารู้ ทาร์ซานอาจจะเป็นปีศาจร้าย ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเหมือนอย่างเรา"

กองหน้าของผีตองแห้งต่างล่าถอยทันที เสียงกลองห่างออกไปตามลำดับ แต่แล้วอีกสักครู่หนึ่งเสียงกลองก็ดังขึ้น ดังใกล้เข้ามาทั้งสี่ทิศ

"ตุม ตุม ตุม ตุม ตุม ตุม ตุม ตุม"

ณ บัดนี้พวกผีตองแห้งประมาณ ๕๐๐ คน ได้ทำการโอบล้อมสามทาร์ซานไว้แล้ว โดยไม่มีทางที่จะหนีรอดไปได้ กองส่วยหัวหน้าเผ่าสั่งพลพรรคเข้าโจมตีทีละ ๒๕ คน

"ฆ่ามันให้ได้ด้วยอาวุธหอกของพวกเจ้า หรือถ้าจับเป็นได้ข้าจะให้รางวัลแก่ผู้จับคนละ ๑,๐๐๐ รูปี อยากจะรู้นักว่าอ้ายทาร์ซานสามคนนี้มันจะเก่งกาจสักเพียงไหน"

พวกผีตองแห้งต่างโห่ร้องบุกกันเข้ามาทั้งสี่ด้าน ด้านละ ๒๕ คน ตามคำสั่งของกองส่วย เจ้าแห้วใช้ธนูระดมยิงถูกผีตองแห้งล้มตายไปหลายคน นอกจากนี้หอกไม้ไผ่ของเจ้าแห้วยังสังหารชีวิตพวกผีตองแห้งได้สามสี่คน ผีตองแห้งใช้หอกพุ่งเข้ามาที่มั่นของทาร์ซาน แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะก้อนหินใหญ่น้อยช่วยเป็นโล่กำบัง

การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ไม่สู้จะตื่นเต้นอย่างเท่าใดนัก เพราะต่างฝ่ายต่างรบกันห่างๆ

ในที่สุดนิกรก็ใช้ศรพรหมาสตร์ต่อสู้กับข้าศึกอีกครั้ง เขากับอาเสี่ยช่วยกันบรรจุลูกศรและเหนี่ยวด้วยการออกแรงดึงเต็มที่ นิกรเล็งศูนย์ไปยังรังผึ้งใหญ่รังหนึ่ง ที่ห้อยระย้าอยู่บนต้นยางแลเห็นถนัด เมื่อพวกผีตองแห้งโห่ร้องเกรียวกราวทำท่าจะบุกเข้ามา นิกรก็ร้องออกคำสั่งกับเพื่อนเกลอของเขา

"ระวัง... ยิง"

ลูกศรยักษ์ พุ่งออกไปเต็มแรงเหมือนบ้องไฟทางภาคอีสานถูกลางรังผึ้งอย่างจัง ทำให้รังผึ้งนั้นขาดตกลงมาหมดทั้งรัง คราวนี้ฝูงผึ้งหลายพันตัวต่างก็มีความโกรธแค้นที่มีผู้ทำลายบ้านเมืองของมัน หัวหน้าผึ้งได้ประกาศกึกก้อง

"ฆ่ามันพวกเรา ใครรุกรานเราฆ่ามันให้หมด มันข่มเหงรังแกเราก่อน เราต้องตอบแทนมันให้สาสม"

เท่านี้เองฝูงผึ้ง ก็บินฮือออกจากรังแล้วไล่ต่อยพวกผีตองแห้งแบบตะลุมบอน ซึ่งความกล้าหาญของผึ้งนั้นย่อมกล้าหาญเหนือมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย เพราะผึ้งทุกตัวมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเหล็กในของมัน เมื่อผึ้งสัตว์หรือมนุษย์เหล็กในหลุดออกจากก้น มันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมงเท่านั้นแล้วมันก็ต้องตาย ทั้งๆ ที่รู้ตัวเช่นนี้ ผึ้งก็จะต่อยศัตรูผู้รุกรานโดยยอมสละชีวิตของมัน

พวกผีตองแห้งแตกพ่ายยับเยินและหมดทางที่จะต่อสู้ป้องกันตัวได้เพราะผึ้งเป็นสัตว์แมลงที่บินได้เร็ว หนีไปทางไหนมันก็ตามทัน ในที่สุดหัวหน้าเผ่าคือกองส่วยผู้เฉลียวฉลาดก็สั่งให้สมุนของเขาเผาป่า อาศัยควันไฟเป็นม่านกั้นฝูงผึ้งไว้ได้ พวกผึ้งล่าถอยกลับไปยังรังมันและบุกเข้าโจมตีสามทาร์ซานอย่างดุเดือด

เจ้าแห้วโดนเข้าก่อนเป็นคนแรกถึงกับร้องเสียงหลง

"โอ้ย รับประทานผึ้งเล่นงานเราแล้วครับ เปิดเถอะครับอาเสี่ย คุณนิกร ว้าย ตายแล้วผมไปก่อนละครับ"

เท่านี้เอง สามทาร์ซานก็วิ่งแข่งกันออกจากที่พักและมีหอกใบข้าวติดมือมาคนละเล่มเท่านั้นเอง ฝูงผึ้งไล่ติดตามโจมตีโดยไม่ลดละ ในที่สุด นิกร กิมหงวนและเจ้าแห้วก็ต้องใช้วิธีเดียวกับพวกผีตองแห้งคือจุดไฟเผาป่า กิ่งไม่และใบไม้แห้งช่วยให้เกิดไฟลุกลามอย่างรวดเร็วฝูงผึ้งถูกไฟคลอกตายหลายพันตัว นอกนั้นหลบหนีไปได้

พอไฟโทรม พวกผีตองแห้งก็โห่ร้องวิ่งกรูกันเข้ามาห้อมล้อมทาร์ซานทั้งสาม เสี่ยหงวนพยักหน้ากับนิกรและพูดเสียงหนักแน่น

"กันนึกอะไรไม่มีผิด ศัตรูของเราคืออ้ายผีตองแห้งไม่ใช่ผึ้ง"

หอกหลายเล่มถูกเงื้อในท่าเตรียมพุ่ง และพวกผีตองแห้งหลายคนกำลังกระโดดโลดเต้นไปมา มิหนำซ้ำยังร้องเพลงที่ฟังไม่รู้เรื่อง กองส่วยถือดาบใหญ่เดินเข้ามาหยุดยืนห่างสามทาร์ซานเพียงเล็กน้อย ในเวลาเดียวกัน นิกรกิมหงวนและเจ้าแห้ว ก็ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้าหัวหน้าผีตองแห้ง เมื่อนิกรเอื้อมมือขวาคว้าด้ามมีดพก ทาร์ซานหงวนก็กล่าวห้ามเพื่อนเกลอของเขา

"อย่า อ้ายกรเราเป็นนักกีฬาต้องรู้แพ้รู้ชนะ ถ้าแกต่อสู้แกก็ไม่มีทางรอด และกันกับอ้ายแห้วก็พลอยถูกฆ่าตายด้วย"

นิกรหันมาทำตาเขียว

"ใครบอกแกว่ากันจะสู้"

"แล้วแกกุมด้ามมีดทำไม"

"กุมเต๊ะท่าเล่นโก้ๆ เป็นอะไรไปวะ ไม่ต้องเตือนกันหรอกน่า กันรู้ดีว่าสถานการณ์ของพวกเราเป็นรองตั้ง ๒๐ เอา ๑ ขืนชักมีดออกมาพวกเราก็ถูกพุ่งด้วยหอกเท่งทึงไปตามกัน"

กองส่วยกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างสุภาพ

"ข้าพเจ้าได้เตือนพวกท่านแล้วว่าให้อพยพไปจากป่านี้โดยให้เวลา ๒๔ ชั่วโมง แต่ข้าพเจ้าได้ให้เวลาถึง ๒๕ ชั่วโมงครึ่ง ท่านกับพรรคพวกของท่านไม่ยอมอพยพไป มิหนำซ้ำยังได้ทำการต่อสู้ฆ่าคนของข้าพเจ้าตายไปหลายคน ความผิดของพวกท่านนั้นถึงตายรู้ไหม"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ แต่เสียงหนักแน่น

"รับประทานตอบเขาแบบชายชาติทหารครับ อย่าให้เสียเกียรติลูกผู้ชาย รับประทานเราสามคนตกลงกันไว้แล้วว่าตายเรื่องเล็ก เช็คเรื่องใหญ่"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับคำเจ้าแห้วเปลี่ยนสายตามาที่หัวหน้าผีตองแห้ง

"ท่านส่วยกองที่รัก"

กองส่วยสะดุ้งเล็กน้อย

"ข้าพเจ้าชื่อกองส่วย ไม่ใช่ส่วยกอง และโปรอย่าถามข้าพเจ้าเลยว่าแปลว่ากระไร ซึ่งจะทำให้การเจรจายืดเยื้อเสียเวลาโดยไม่จำเป็น"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะและพูดตัดบท

"ถ้าเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกัน ท่านจะจัดการกับพวกเราทั้งสามคนนี่อย่างไรก็แล้วแต่ท่าน แต่อย่าลืมว่า ที่นี่เป็นอาณาจักรของแผ่นดินไทย คนไทยทุกคนย่อมมีสิทธิ์ที่จะไปมาอาศัยอยู่ได้โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ตัวท่านนั้นหามีอำนาจที่จะขับไล่หรือลงโทษพวกเราไม่ อันบ้านเมืองของเรานั้นยังมีขื่อมีแปอยู่มิใช่หรือ ถ้าขื่อแปไม่มีข้าพเจ้าก็ยังมีลูกแปสำหรับเตะก้นท่าน"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"แก่เรื่องจีนไปหน่อยแล้วโว้ย เอาติดมาจากกรุงเทพฯ ห้าหกเล่มไว้อ่านแก้เหงา แกอ่านและจำเสียขึ้นสมอง ทาร์ซานกับพระเอกจีนมันคนละเรื่อง ทาร์ซานคือมนุษย์วานรหรือจ้าวไพร ส่วนนักบู้ในเรื่องจีนเป็นผู้ทีมีกำลังภายในอย่างยอดเยี่ยม"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น มองดูนิกรด้วยความสนใจ

"เอ-ถ้าอย่างนั้นเราเลิกเป็นทาร์ซาน เป็นพระเอกบู้ตึ้งใช้กำลังภายในต่อสู้กับศัตรูดีกว่า แม้แต่ต้นไม้ใหญ่ๆ ใช้มือฟันเฉียดๆ ลมที่ออกจากปลายนิ้วมือก็ทำให้ต้นไม้หักโคนได้"

นิกรพูดตัดบท

"เป็นทาร์ซานเพียง ๗ วันเบื่อแล้วหรืออ้ายหงวน"

"อื้อ ก็เหมือนกันกับแกแหละโว้ย ทำอะไรเหมาะสำหรับผู้ริเริ่ม เกิดการเบื่อหน่ายง่ายๆ แกช่วยเจรจาตกลงกับนายกองส่วยเขาหน่อยซีว่า เราเลิกเป็นทาร์ซานแล้ว เราสามคนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ และไม่มายุ่งเกี่ยวกับเขาอีกเพราะเราจะไปฝึกกำลังภายในกันที่บ้าน ซื้อเรื่องจีนที่เขาแปลเป็นไทยมาอ่าน หัดทำตามพระเอกเมื่อมีความชำนาญดีแล้วเราก็ปราบศัตรูที่มันคิดร้ายต่อประเทศชาติของเรา เราอาจกระโดดได้สูงถึง ๓๐ วา โดยอาศัยกำลังภายใน"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"๓๐ วาน่ะมัน ๖๐ เมตรนะโว้ย ยอดภูเขาทองสูงเพียง ๘๐ เมตรนะโว้ย"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจแล้วหันมายกมือไหว้กองส่วย

"ผมลาละครับหัวหน้า ขอให้หัวหน้าและลูกน้องโชคดีนะครับ เราสามคนจะกลับกรุงเทพฯ ตอนเช้าวันนี้แหละ พอพลบค่ำก็คงจะเข้าเขตตัวเมืองกาญจนบุรี คืนนี้ไปนอนโรงแรมเมืองกาญจน์ พรุ่งนี้เหมาะรถแท๊กซี่กลับบ้านแล้วว่างๆ เราจะมาเยี่ยมหัวหน้านะครับ"

"คุณทั้งสามไปไม่ได้ เพราะตกเป็นเชลยของเราแล้ว เราจะทำการบูชายัญพวกคุณที่นี่ตามที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับสมุนของผม เมื่อคุณฆ่าพวกเราตาย คุณก็ต้องตายตามคนของผม"

นิกรหน้าเสีย แต่ฝืนใจดีสู้เสือ

"ตามที่ท่านกองส่วย เจรจาเช่นนี้ฟังดูก็น่ายุติธรรมดีสมกับที่ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เหมือนไม้หลักปักขี้ควาย หรือผู้ใหญ่ชนิดที่พูดกลับกลอกไม่เอาไหน แต่ว่า ถ้าท่านไว้ชีวิตพวกเราเพื่อเอาบุญแล้วก็จะเป็นบุญกุศลแก่ท่านอย่างยิ่ง วันนี้ก็เป็นวันอุโบสถคือเป็นวันพระ ท่านทำบุญในวันนี้อานิสงส์แห่งบุญจะบังเกิดขึ้นแก่ท่านมิใช่น้อย ขอให้ทานไต้อ๋องโปรดตริตรองดูเถิด หรือท่านไต้อ๋องจะพาข้าพเจ้าไปปรึกษาที่ใต้ถุนก็ได้"

กองส่วยยิ้มเล็กน้อย เขากล่าวกับสองทาร์ซานว่า

"ข้าพเจ้ากำลังสงสัยว่าข้าพเจ้ากำลังพูดกับคนบ้า"

"เปล่า" นิกรปฏิเสธ "เราเป็นแต่เพียงคนไข้โรคประสาทเท่านั้น แต่ข้าพเจ้าและท่านตั๊วเก๊าเพื่อนของข้าพเจ้าก็เคยไปอยู่โรงพยาบาลโรคจิตมาแล้ว"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างโมโห

"แกพูดภาษาจีนไม่เป็นอย่าพูดหน่อยเลยวะ ตั๊วเก๊าน่ะเขาแปลว่าอะไร

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เขาแปลว่าเสือโคร่งหรือเสือใหญ่ จำพวกเสือลายพาดกลอนนั่นแหละ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"ตรงกันข้ามโว้ย ตั๊วเก๊าแปลว่าหมาตัวโตๆ ขนาดอัลเซเชียน"

กองส่วยพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"วิธีการพูดของท่านทั้งสอง ทำเพื่อทำให้เราเสียเวลานั้นข้าพเจ้าทราบดี ข้าพเจ้าไม่มีเวลาให้ท่านอีกแล้ว ข้าพเจ้าเสียใจที่จะต้องทำตามคำสั่งของข้าพเจ้า คือบูชายัญท่านทั้งสามคน" แล้วหัวหน้าผีตองแห้งก็หันไปร้องบอกบริวารของเขา "เจ๊ะส่วยมะลองจาโป จับทาร์ซานทั้งสามคนนี้ไปมัดกับต้นไม้คนละต้นและเตรียมบูชายัญ ถ้าดิ้นรนต่อสู้ขัดขืนก็ให้เอาหอกเสียบคอหอยเสีย"

นิกร กิมหงวนและเจ้าแห้วยืนตะลึงไปตามกันเมื่อพวกผีตองแห้งหลายสิบคนเฮโลเข้ามาห้อมล้อมและจับตนผูกมัดด้วยเชือกหนัง สามทาร์ซานถูกกระชากลากตัวไปมัดติดกับตนไม้คนละต้นห่างจากกันต้นละสามเมตร ต่อจากนั้นพวกผีตองแห้งก็ช่วยกันขนกิ่งไม้ใบไม้แห้งมาสุมใส่เชลยทั้งสามเตรียมการบูชายัญ คือเผาทั้งเป็นบูชาเทพเจ้าอันเป็นวิธีการที่ปาเถื่อน

ก่อนที่พิธีบูชายัญจะเริ่มต้นด้วยการเผาทั้งเป็น พวกผีตองแห้งได้ยืนเข้าแถวเรียงราย ห้อมล้อมทาร์ซานทั้งสาม ทุกคนสวดมนต์กันพึมพำด้วยเสียงแหลมเล็ก ดังคล้ายๆ เสียงกบหรือเสียงเขียด และแล้วเสียงร้องเพลงหมู่จากพวกผีตองแห้งก็ดังขึ้นในทำนองเพลงคล้ายๆ กับเพลงอาฟริกันปนกับเพลงชาวเกาะ

"โย้โย มากาปีกอ... อากาปีกอ.... ปุเรามากัน บันไซ"

ทาร์ซานกิมหงวนมองดูพวกผีตองแห้ง และร้องขึ้นดังๆ

"ขอเพลงที่มันฮิตๆ หน่อยเถอะวะ เพลงสาวบ้านแต้ หรือ เพลงขอให้เหมือนเดิม ก็ยังดี"

พวกผีตองแห้งไม่ฟังเสียง ตางกระโดดโลดเต้นตามภาษาของเขาและร้องรำทำเพลง ซึงทาร์ซานทั้งสามแปลไม่ออก แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น นิกรก็ร้องตามได้ด้วยความเฉลียวฉลาด

"ซุม-ซุม-ฮัดเล้วังกา ฮาเล้วังกา เข้าทีโว้ยถ้าจังหวะเร็วกว่านี้สักนิด"

กองส่วยหัวหน้าผีตองแห้งร้องออกคำสั่งด้วยเสียงอันดัง

"บูชายัญ เอาไฟจุดเผาทาร์ซานทั้งสามคนเดี๋ยวนี้"

"เดี๋ยวก่อนท่านหัวหน้า" นิกรร้องขอความกรุณา "ไหนๆ เราก็จะตายแล้ว เพลงหมู่ของพวกท่านทำให้ข้าพเจ้าครึกครื้นสนุกสนานมาก ขอเวลาให้ข้าพเจ้าฟังอีกสัก ๑๐ ชั่วโมงได้ไหม"

กองส่วยตวาดแว็ด

"อีก ๑๐ ชั่วโมงก็พอดีค่ำกันเท่านั้น ข้าพเจ้าให้ เวลาท่านไม่ได้ ข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องฆ่าท่านทั้งสามคนโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะมีใครมาช่วยเหลือหรือขัดขวางการกระทำของเรา"

พวกผีตองแห้งต่างวิ่งวุ่น ในนาทีนั้นเองกองฟืนก็ถูกจุดขึ้น แต่แล้วก็มีเหตุการณ์สุดวิสัยเกิดขึ้นช่วยให้สามทาร์ซานรอดชีวิตเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

เสียงปืนยิงเร็วห้าหกกระบอกดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว กระสุนปืนถูกผีตองแห้งล้มตายเกลื่อนกลาด พวกที่รอดตายไม่มีใครคิดที่จะสู้ เพราะอาวุธปืนยิงเร็วนั้น เมื่อระดมยิงในระยะใกล้ชิดเช่นนี้ย่อมมีอำนาจในการยิงอย่างร้ายกาจ กองส่วยกับสมุนที่รอดตายต่างพากันหลบหนีเอาตัวรอด ทิ้งศพพวกตนเกือบร้อยคนไว้เบื้องหลัง สามทาร์ซานแลเห็นเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน วิ่งไล่ตามพวกผีตองแห้งไปและช่วยกันยิงกราดอย่างไม่ลดละ นอกจากนี้สามทาร์ซานยังแลเห็นทหารไทยในเครื่องแบบอีกมากมายไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมวด พร้อมด้วยนายพลดิเรก พล.ต. พล และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งทุกคนแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน และมีปืนยิงเร็วเป็นอาวุธคู่มือ ส่วนนายสิบและพลทหารม้าที่ติดตามมาด้วยปืนเล็กสั้นสำหรับยิงบนหลังม้า แต่ทหารม้าเหล่านี้ไม่ได้ทำการบนหลังม้า เพราะภูมิประเทศโดยมากเป็นป่าทึบ ม้าไม่สามารถปฏิบัติการได้

ทหารหมู่หนึ่ง วิ่งเข้ามาหาสามทาร์ซานและช่วยกันดับไฟที่กำลังติด ทุกคนรู้ว่าทาร์ซานรูปร่างสูงชะลูดคือ พ.อ. กิมหงวน อีกคนหนึ่งคือ พ.อ. นิกร การุณวงศ์ และคนทางขวาสุด จสอ. แห้ว โหรพากุล

สามทาร์ซาน ได้รับอิสระภาพอีกครั้งหนึ่งเมื่อทหารม้าช่วยกันตัดเชือกที่มัดมือไขว้หลังออก ส.ท. ร่างใหญ่ได้ชิดเท้าตรงและกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"ผมดีใจมากครับ ที่พวกเรามาช่วยผู้การได้ทันเวลา ท่านนายพลดิเรกเป็นหัวหน้าคณะพาพวกเรามาที่นี่ครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ เต็มไปด้วยความอับอายขายหน้าพวกทหารม้า

"ขอบใจมากน้องชาย ถ้าพวกเรามาช้ากว่านี้สักสิบนาที เราสามคนก็คงจะถูกย่างสดไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าศาสตราจารย์ดิเรกและ พล.ต. พล ตรงเข้ามาหาทาร์ซานทั้งสาม และแล้วต่างหัวเราะงอหายไปตามกัน เมื่อและเห็นทาร์ซานอยู่ในสารรูปเช่นนี้

"หัวเราะอะไรวะ" นิกรตวาดแว็ด "พวกท่าไม่เคยเห็นทาร์ซานหรืออย่างไรเราสามคนคือจ้าวไพร หรือเจ้าถิ่นนี้ พวกท่านเป็นใครมาจากไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอดหมวกแก๊ปออกแล้วคลี่ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อหัวล้านที่ศีรษะของท่าน เมื่อท่านสบตากับเสี่ยหงวนทานก็หัวเราะอีก

"ลักษณะของแกกับอ้ายกรอย่างนี้มันไม่เหมาะจะเป็นทาร์ซานหรอกโว้ย ทาร์ซานน่ะต้องมีกล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดๆ ทั้งที่แขนและขา ทาร์ซานแบบแกสามคนเขาเรียกว่าทาร์ซานตานขโมย"

นิกรกระชากมีดพกคู่มือออกมาถือกระชับมั่น ทำท่าเหมือนกับจะแทงท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ฆ่าตาแก่หัวล้านคนนี้เสียดีไหมวะ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"รับประทานไม่ดีหรอกครับ ขั้นแรกท่านเป็นพ่อตาของคุณ ขั้นหลังท่านเป็นนายพลของกองทัพบก"

ทาร์ซานนิกนขบกรามกรอดๆ

"จนใจว่าท่านถือปืนยิงเร็วอยู่ในมือ ม่ายงั้นกูกระโจนเข้าแทงหัวล้านแตกแล้ว"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้าช้าๆ

"เข้ามาซีโว้ยอ้ายกร กูไม่ยิงมึงให้ไส้แตกก็อย่านับถือ"

พล. ต. พล พูดตัดบทกับทาร์ซานทั้งสาม

"เลิกบ้าเสียทีเถอะโว้ย แกจากบ้านมาอยู่ป่าเก้าวันแล้ว ขณะนี้มีราชการด่วนมากให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์เดินทางไปอุดรธานี อันเนื่องจากสนามบินที่นั่นถูกก่อวินาศกรรม และเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องไปสอบสวนวัตถุระเบิด ตลอดจนวางแผนป้องกันสนามบินให้รอบคอบขึ้น"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เตรียมตัวกลับเข้าไปในเมืองเดี๋ยวนี้ เฮลิคอปเตอร์ของเราจอดอยู่ในค่ายทหารม้าที่เมืองกาญจน์ และรถจี๊ปสนามสองคันจะรับพวกเราออกจากป่าเข้าไปในจังหวัด เราต้องการให้แกเข้าไปในสภาพทาร์ซานอย่างนี้แหละ"

นิกรขมวดคิ้วเข้าหากัน

"จำเป็นอย่างไรที่เราต้องแต่งทาร์ซาน เลิกเป็นทาร์ซานก็ต้องแต่งทหารซีโว้ย"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กยิ้มน้อย

"เรื่องมันก็มีอยู่ว่า พวกก่อการร้ายหรืออ้ายพวกคอมมิวนิสต์ทางอีสานมีความเชื่อกันว่า หัวหน้าใหญ่ของมันคือมนุษย์วานรหรือจ้าวไพร ซึ่งนานๆ จะมาปรากฏตัวให้เห็นสักครั้ง พวกพรานทางเมืองอุดรฯ และขอนแก่นหรือทางสกลนครเคยเห็นจ้าวไพรบ่อยๆ สืบสวนดูแล้วมันคือมนุษย์วานรนั่นเอง ฝ่ายเราจะใช้แผนซ้อนแผนเข้าใจไหม"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"เข้าใจน่ะเข้าใจ แต่ไม่รู้เรื่อง"

"แล้วเสือกบอกว่าเข้าใจ" นายพลดิเรกพูดอย่างโมโห

พล.ต. พล อธิบายให้ฟังว่า

"เรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้ ฝ่ายเราจะให้แกกับอ้ายหงวนและอ้ายแห้วลงสู่ป่าท้ายเมืองอุดรฯ สมมุติตัวเป็นเทพเจ้าของอ้ายพวกนั้น อ้า-จะเป็นเทพเจ้าหรือผีบุญก็แล้วแต่มันเถอะ แต่พวกมันมีศรัทธาเชื่อมั่นว่าพวกก่อการร้ายมีจ้าวไพรคอยสนับสนุนช่วยเหลือและป้องกันพวกมัน ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงวางแผนซ้อนแผนให้ทาร์ซานของเราทั้งสามตัวหลอกลวงพวกก่อการร้ายมาให้ทหารของเรายิง ที่อธิบายให้ฟังนี่เข้าใจหรือยัง

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก่อนจะตอบว่าเข้าใจก็ควรจะหาอาหารดีๆ มาให้พวกเรากินก่อน มีอะไรติดมือติดตีนมาบ้างล่ะ เป็นต้นว่ากาแฟผง เครื่องกระป๋อง หมูแฮมไส้กรอกอะไรเหล่านั้น อยู่ป่ายัดแต่เนื้อย่าง ปลาย่าง กินจนเบื่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"หน้าอย่างแกกับอ้ายหงวนจะอยู่ป่าได้สักกี่มื้อ เพราะชอบใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ อยากจะกินอาหารดีๆ ก็ไปที่รถของเราซี จี๊ปใหญ่สองคันที่พาเรามานี่มีอาหารการกินพร้อม"

ก่อนที่ทาร์ซานจะพูดว่ากระไร สี่สหายหนุ่มก็พากันเดินเข้ามาหา ร.อ. สมนึกร้องตะโกนเรียกเสี่ยหงวนเสียงลั่น

" เตี่ย.... เตี่ยครับ นึกว่าตายไม่ยักตาย"

สี่สหายหนุ่มมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน ทั้งสี่คนเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าทาร์ซานทั้งสามคน ร.อ. ดำรงยกมือวันทยาหัตถ์เสี่ยหงวนและนิกรแล้วกล่าวทัก

"สวัสดีครับ ลุงกิมหงวนและอานิกร พวกเรามาถึงนี่และเห็นพวกผีตองแห้งมันกำลังจะบูชายัญ ลุงกิมหงวนน้ากรและเจ้าแห้ว เราก็ลงจากรถไล่ยิงอ้ายพวกนั้นแตกพ่ายไป"

ร.อ. พนัส พูดขึ้นบ้าง

"เตรียมตัวเดินทางไปอุดรฯ เถอะครับ จากเมืองกาญจน์ตรงไปอุดรฯ เลยทีเดียวโดยไม่ต้องหยุดพักที่ไหน เพราะเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองเครื่องนี้ เป็นเฮลิคอปเตอร์แบบใหม่ บินไกลถึง ๑๒,๐๐๐ ไมล์ และเพดานบินก็สูงมาก ความเร็วถึง ๑๘๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ตามที่เราได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้"

"มีกี่ปีกวะ" นิกรถาม

"ปีกไม่มีครับ" ร.อ. พนัสตอบยิ้มๆ

"ไม่มีปีกมันจะบินได้อย่างไร"

"โอ้โฮ" ร.อ. นพ ร้องขึ้นดังๆ "พ่ออั๊วนี่เชยบัดซบเลยพับผ่า เครื่องบิน ฮ. มันมีปีกที่ไหนกัน มันมีแต่ใบพัดเล็กและใบพัดใหญ่เท่านั้น แล้วก็มีลำตัวของมัน"

นิกรหัวเราะก้าก มองดูลูกชายของเขาอย่างขบขัน

"กูแกล้งทำเป็นโง่หรอกโว้ยอ้ายนพ คนอย่างกูเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไม่รู้จักเครื่องบิน ฮ. มีอย่างที่ไหนวะ มึงมันเด็กเมื่อวานซืนนี้ เคยเห็นเครื่องบิน ๔ ปีกแบบเก่าบ้างหรือเปล่าล่ะ"

ร.อ. นพ หันมาถาม ร.อ. สมนึกเบาๆ

"เครื่องบินสี่ปีกเป็นยังไงวะ"

ลูกชายของเสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอก มีแต่แมลงปอ"

ร.อ. นพ เปลี่ยนสายตามาที่บิดาของเขาและพูดพลางหัวเราะพลาง

"สี่ปีกน่ะแมลงปอใช่ไหมล่ะพ่อ"

"เออ-ค่อยฉลาดขึ้นหน่อย ความจริงเครื่องบินสี่ปีกก็เคยมีมาเหมือนกัน ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ ค่อนข้างจะรุ่มร่ามและเกะกะมาก ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ จึงใช้เครื่องบินสองปีกรบ ตอนแรกนักบินใช้ปืนลูกซองยิงกัน ต่อมาใช้ปืนกลยิงลอดใบพัด หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประเทศมหาอำนาจก็รีบเร่งพัฒนากองทัพอากาศของตนให้ดีขึ้น เครื่องบินสองปีกเหลือปีกเดียว บางทีก็ปีกหดลู่มองดูคล้ายๆ ไม้ตีพริกเหาะได้ แต่ก็คงใช้เครื่องบินใบพัดที่มีแรงม้าสูง เป็นต้นว่าเครื่องบินขับไล่ "มัสแตง" ของอเมริกา หรือ "แบร์แคท" ที่อเมริกาโล๊ะมาให้เราใช้ ฝ่ายอังกฤษก็มีเครื่อง "สปีดไฟน์" เป็นต้น อ้าว อธิบายให้ฟังเสือกยืนหลับเสียแล้วอ้ายนพ"

ร.อ. นพ อ้าปากหาวดังๆ

"เครื่องบินที่พ่อเล่าให้ฟังน่ะมันล้าสมัยแล้วครับเดียวนี้มันมีแต่เครื่องบินไอพ่น อย่างกองทัพอากาศของเราก็ใช้ เอฟ. ๘๖ เอฟ. หรือ เอฟ. ๑๐๐ ซูปเปอร์เซเบอร์ พวกผมกำลังฝึก เอฟ. ๑๐๕ อันเป็นแบบล้ำยุคของเครื่องบินประจัญบาน รับรองว่าพ่อขึ้นไปนั่งเดี๋ยวเดียวขี้แตกแน่ๆ ม่ายก็ลมจับอันเนื่องจากความเร็วของมัน อย่างพ่อกับอาและลุงขนาด เอฟ. ๘๔ ก็เห็นจะแย่แล้วมีข่าวว่าพวกผมจะต้องเป็นครูสอนวิชาการบินแก่พวกนักเรียนนายเรืออากาศในไม่ช้านี้ เมื่อเรามีเครื่องบิน เอฟ. ๑๐๐ และ เอฟ. ๑๐๕ เพียงพอ"

นายพลดิเรกพูดตัดบท เมื่อเขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา เขากล่าวกับทาร์ซานทั้งสามว่า

"รีบเดินทางเข้าไปในเมืองเถอะโว้ย พวกเราจะต้องทำงานแข่งกับเวลา โดยเฉพาะอ้ายหงวนกับอ้ายกรจะไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะเมื่อเราบินไปถึงอุดรฯ จะต้องลงมือปฏิบัติหน้าที่เป็นทาร์ซานหลอกลวงอ้ายพวกก่อการร้ายมาให้ทหารและตำรวจของเรายิงมันตามที่เราได้วางแผนไว้ ส่วนเจ้าแห้วไม่จำเป็น ทาร์ซานมีสองคนดีแล้ว ตามข่าวกรองที่เราทราบมา อ้ายพวกคอมมิวนิสต์เชื่อกันว่า ในป่าสูงมีมนุษย์วานรซึ่งเป็นเทพเจ้าของมันอยู่สองคน ไปเถอะพวกเรา"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ทาร์ซานทั้งสามคนพร้อมด้วยศาสตราจารย์ดิเรก กับคณะของเขาและทหารม้าอีกประมาณหนึ่งหมวดได้พากันเดินรวมกลุ่มไปจากที่นั้น มุงตรงไปยังรถจี๊ปที่จอดอยู่ทางใต้

สงครามปัจจุบันนี้ เครื่องบิน ฮ. หรือเฮลิคอปเตอร์ยอมมีบทบาทมากมาย ในการลำเลียงทหาร ลำเลียงยุทธสัมภาระ ทำลายข้าศึกตามป่าดงพงไพร และประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายเหลือที่จะกล่าวได้ เครื่องบิน ฮ. ขนาดใหญ่ที่บรรทุกผู้โดยสารได้ถึง ๒๐ คน บินได้ไกลถึง ๑,๒๐๐ ไมล์ โดยไม่ต้องแวะเติมเชื้อเพลิง

จากกองพันทหารม้ากาญจนบุรีก่อนเที่ยงวันนั้น นิกรกับกิมหวนในสภาพของทาร์ซานพร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ก็ได้เดินทางจากกาญจนบุรีมุ่งตรงไปยังอุดรธานีทางภาคอีสาน

สองทาร์ซานลงต่อเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กอีกเครื่องหนึ่งที่สนามบินอุดรธานี ซึ่งคราวนี้นายพลดิเรกทำหน้าที่เป็นนักบิน โดยพลเป็นผู้ช่วย ส่วนผู้โดยสารก็มีเพียง ทาร์ซานกิมหงวนและทาร์ซานนิกร กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เท่านั้น ลูกชายของสี่สหายได้รุดหน้าเข้าพบทหารผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายไทยและอเมริกันที่สนามบินอุดรธานีแล้ว ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ การอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย

เครื่องบิน ฮ ของกองทัพอากาศหมายเลข ๓๓๓ ได้บินวนบริเวณป่าโป่รง และหุบเขาแห่งหนึ่งเรื่อยไปจนกระทั่งป่าทึบซึ่งตอนนี้เอง พล.ต. พล ได้ถ่ายภาพยนตร์ภูมิประเทศเบื้องล่างไว้หลายแห่ง โดยมากตามยอดเขาเล็กๆ อันเป็นที่อยู่อาศัยของพวกก่อการร้าย ซึ่งส่วนมากโง่เขลาเบาปัญญาถูกชักจูงให้มาร่วมงานด้วยความสำคัญผิด รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต้องการเงินสินจ้างแต่อย่างเดียว ไม่ได้สำนึกถึงความปลอดภัยของประเทศชาติ แต่มีพวกก่อการร้ายไม่น้อยที่หลบหนีมามอบตัวให้รัฐบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารของเราก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ไม่ได้ถือว่าเป็นข้าศึกหรือทรยศต่อประเทศชาติ เพราะคำสารภาพของคนเหล่านั้นก็บอกอยู่ชัดๆ ว่า หลงเข้าใจผิด

ครั้งหนึ่งเครื่องบิน ฮ หมายเลข ๓๓๓ ได้บินลงต่ำมากจนกระทั่งถูกฝ่ายศัตรูใช้ปืนกลหนักกระบอกหนึ่งระดมยิง แต่เป็นการยิงที่ไร้ผล นายพลดิเรกหันมาพูดกับสองทาร์ซานที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เฮ้ย-เตรียมตัวลงจากเครื่องบินโว้ย แกสองคนจะต้องลงจากเครื่องบินใน ๕ นาทีนี้"

เสี่ยหงวนยักคิ้วให้และล้อศาสตราจารย์ดิเรก

"ออไร๋ ออไร๋ มีอะไรที่แกจะเตือนเราบ้างไหม"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"คนฉลาดอย่างแกกับอ้ายกรอธิบายให้ฟังหนเดียวก็คงเข้าใจดี ถ้าจะเตือนแกกับอ้ายกรก็คือเรื่องมีดพกประจำตัวที่กันเปลี่ยนให้แกใหม่ อย่าลืมว่ามันไม่ใช่มีดพกธรรมดา มีเครื่องรับส่งวิทยุซ่อนอยู่ในด้ามมีดพร้อมด้วยปืนพกอีกกระบอกหนึ่ง ถ้าไม่สังเกตจริงๆ ก็ไม่เห็น มีพกของแกและอ้ายกรมีค่าและมีความหมายอย่างยิ่ง แกสองคนจะต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี"

ในที่สุดเครื่องบิน ฮ หมายเลข ๓๓๓ ก็ร่อนลงจอดบนพื้นที่แคบๆ แห่งหนึ่งใกล้กับภูเขาลูกนั้น นิกรกับกิมหงวนซึ่งอยูในบทบาทของทาร์ซานรีบกระโดดลงจากเครื่องบินทันที ต่อจากนั้นเฮลิคอปเตอร์ก็บินขึ้นสู่อากาศบ่ายโฉมหน้ากลับไปยังสนามบินอุดรธานี

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๐๐ น. เศษ ในป่ากับในเมืองไม่เหมือนกัน ในป่าย่อมค่ำเร็วและสว่างช้ากว่าในเมืองเพราะมีต้นไม้ใหญ่และภูเขากำบังดวงอาทิตย์ สองทาร์ซานเริ่มรู้สึกว่าอากาศขมุกขมัวลงแล้ว แต่แผนการที่ได้รับมอบหมายนั้นให้แสดงตัวให้พวกก่อการร้ายเห็นในเช้าวันรุ่งขึ้น

"เอายังไงดีอ้ายกร เรามีอาหารเย็นติดตัวมาพอกินแล้ว พร้อมด้วยน้ำจืดอีกคนละกระติก"

นิกรว่า "เรื่องอื่นไม่เป็นปัญหา เราหาที่เหมาะๆ กินอาหารกันเสียก่อนก็แล้วกัน ถึงแม้เป็นเครื่องกระป๋องก็ล้วนแต่เป็นของอเมริกัน เป็นต้นว่า หมูแฮมกระป๋อง ไข่ปลาคาร์เวียร์ นอกจากนี้เรายังมีไส้กรอกแบบไส้กรอกเยอรมันมาอีกหนึ่งดุ้นยาวตั้งฟุต ขนมปังอีกสองแถว กาแฟผงหนึ่งขวด นมข้นหนึ่งกระป๋อง และกาเล็กๆ สำหรับต้มกาแฟ พูดแล้วอยากกินโว้ย"

ทาร์ซานกิมหงวนมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างหมั่นไส้

"รู้สึกว่าเรื่องกินเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับแก"

"ก็ยังงั้นนะซี นโปเลียนรับสั่งไว้ว่า กองทัพเดินด้วยท้อง ก่อนเข้ารบทหารก็ต้องกินให้อิ่มนอนให้หลับ เราก็เหมือนกัน การทำงานจะได้ผลก็ต่อเมื่อท้องมันอิ่ม"

"แต่แกมันกินไม่ใคร่อิ่มนี่หว่า

"ใช่ เครื่องย่อยอาหารของกันมันย่อยเร็ว"

สองสหายต่างพากันหอบหิ้วสัมภาระที่นำติดตัวมาเดินตรงไปยังหมู่ก้อนหินเบื้องหน้าใกล้ๆ กับภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง ต่อจากนั้นนิกรกับกิมหงวนก็ช่วยกันเปิดเครื่องกระป๋องทำอาหารเย็นกินกัน

สภาพของป่าดงพงไพรนั้น ก็คงจะไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก

ป่าทุกแห่งย่อมมีภูเขา ห้วยหนอง ลำธาร มีสัตว์ป่าต่างๆ อาศัยอยู่ ความเงียบสงัดจะเกิดขึ้นในตอนกลางคืนเท่านั้น พอรุ่งอรุณของวันใหม่ ป่าก็จะมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยเสียงนกร้องก้องไพร

ทาร์ซานกิมหงวน กับทาร์ซานนิกร ตื่นนอนในเวลา ๕.๐๐ น. เศษ ใช้เครื่องรับส่งวิทยุที่มีดพกคู่มือพูดติดต่อกับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ทหารราบสองกองร้อยและตำรวจภูธรชายแดนอีกหนึ่งกองร้อยกำลังเคลื่อนที่ตรงเข้ามายังที่อยู่ของทาร์ซาน การติดต่อทางวิทยุได้ผลดีมาก ไม่มีเสียงคลื่นรบกวนเลย ทั้งนี้ก็ด้วยความสามารถของนายพลดิเรกกับ ร.อ. ดำรงลูกชายของเขานั่นเอง

จนกระทั่ง ๗.๐๐ น.

สองทาร์ซานยืนเด่นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ตางคนต่างถือเส้นเถาวัลย์ไว้และจ้องตาเขม็งมองดูพวกก่อการร้ายหรือพวกคอมมิวนิสต์ประมาณ ๒๐๐ คน ที่กำลังหุงข้าวรีบเร่งประกอบอาหารเช้าในบริเวณป่าแห่งนั้น

"โห่หรือยัง" นิกรกรซิบถาม "กันอยากโห่เต็มฟัดแล้ว"

"เอ้า-โห่ก็โห่ ดูท่าทางแกกระสับกระส่ายเหลือเกิน หนึ่ง.... สอง.... สาม"

เสียงโห่ของทาร์ซานทั้งสองดังขึ้นทันที และแล้วนิกรกับกิมหงวนก็พาตัวไปตามเถาวัลย์คนละเส้น พวกก่อการร้ายที่กำลังทำอาหารต่างมองดูทาร์ซานด้วยความตื่นเต้นตกใจ พวกมันกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องมนุษย์วานรอยู่แล้ว เมื่อมันได้เห็นเสี่ยหงวนกับนิกรมันก็เชื่อว่า ทั้งสองเป็นผู้วิเศษหรือผีบุญอันควรค่าแก่การเคารพบูชา และพวกมันเชื่อว่าจ้าวไพร หรือมนุษย์วานรสองพี่น้องได้เอาใจช่วยพวกมันยึดครองประเทศไทย ทุกคืนก่อนนอนเจ้าพวกโง่ๆ ได้จุดธูปเทียนกราบไหว้มนุษย์วานรเสมอ ทำให้ลิงในป่าพลอยสุขสบายไปทั่วป่า เพราะหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ฆ่าลิงหรือทำร้ายลิงอย่างเด็ดขาด ถือเสียว่าลิงเป็นสาวกของผีบุญจ้าวไพรทั้งสอง

บรรดาผู้ก่อการร้ายซึ่งเป็นเวรหุงอาหารประมาณ ๑๐๐ คน ได้ตะโกนร้องบอกกันด้วยความตื่นเต้นดีใจและตกใจ

"ผีบุญ.... ผีบุญจ้าวไพรมาโปรดเราแล้ว ท่านมาให้เราเห็นตัว"

เท่านี้เองขบวนการร้ายก็ตรูกันออกมาจากป่าและวิ่งตรงเข้ามา ทั้งนายไพร่ทรุดตัวลงนั่งหมอบกราบตัวสั่นงันงกไปตามกัน สองทาร์ซานยืนคู่กันอย่างสง่างามแล้วเสี่ยหงวนก็กล่าวกับนิกรเป็นเสียงกระซิบว่า

"แกพูดกับมันตามแผนของเราซี แกมีวาทศิลป์ในการพูดดีกว่ากันมาก กันจะเป็นผู้สนับสนุนแก อย่าลืมว่าเวลา ๙.๐๐ น. เราจะต้องหลอกอ้ายพวกนี้ไปที่จุดหมายของเราตามที่นัดกันไว้ เพื่อให้พวกเราส่งมันไปนรก"

นิกรพยักหน้ารับทราบ แล้วเขาก็กระแอมกระไอขึ้นดังๆ

"ดูราพวกก่อการร้ายทั้งหลาย ข้าทั้งสองคนพี้น้องจะต้องไปเฝ้าพระอิศวรบ่ายวันนี้ เรื่องมันก็มีอยู่ว่าเหตุการณ์บนเมืองสวรรค์ยุ่งยากมาก ฉะนั้นข้ากับพี่ชายของข้ายังกำหนดไม่ได้ว่า เมื่อไรข้าจะได้ลงมายังเมืองมนุษย์โลกเพื่อช่วยเหลือพวกเจ้าอีก บัดนี้เป็นโอกาสอันดีงามของพวกเจ้าแล้ว ขอให้เร่งระดมพลให้เสร็จสิ้นภายในชั่วโมงนี้ เราสองคนพี่น้องจะนำทัพพาพวกเจ้าบุกเข้ายึดเมืองอุดรฯ "

อาเสี่ยกิมหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"เวทย์มนต์คาถาของเราจะคุ้มครองให้เจ้าอยู่ยงคงกระพัน แม้กระทั่งปืนใหญ่ก็ยิงไม่เข้า พวกทหารไทยและทหารอเมริกันจะถูกฝ่ายเราฆ่าตายย่อยยับ เราจ้าวไพรสองพี่น้องปรากฏให้พวกเจ้าได้เห็นเพราะรู้ดีว่า พวกเจ้าเคารพนับถือเรามาก จงเคารพนับถือเราต่อไปเถอะ ความเจริญรุ่งเรืองจะเป็นของเจ้า"

บรรดาพวกก่อการร้ายต่างโห่ร้องกันกึกก้อง หัวหน้าใหญ่มันประกาศว่า

"ไม่ต้องกินข้าวโว้ยพวกเรา ไปกินข้าวที่เมืองอุดรฯ เมื่อผีบุญสองพี่น้องท่านเมตตาเราอย่างนี้เมืองอุดรฯ ก็จะต้องตกอยู่ในความยึดครองของเราแน่ๆ เราจะระเบิดเครื่องบินให้หมดทั้งสนามเพื่อตัดกำลังข้าศึก ฮะ ฮ้า ไม่ช้าคอมมิวนิสต์ก็จะเป็นเจ้าโลก"

หม้อข้าวหม้อแกง ถูกทุบทิ้งด้วยความศรัทธาของพวกก่อการร้ายที่เชื่อว่านิกรกับกิมหงวนเป็นผีบุญหรือผู้วิเศษคือจ้าวไพรที่คอยช่วยเหลือพวกมันมานานแล้ว นายหมวดนายหมู่เรียกระดมพลอย่างรวดเร็วฉับพลัน บรรดาพลพรรคล้วนแต่มีร่างกายผอมโซเพราะอดอยาก บุคลิกลักษณะบอกให้รู้วาเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา อาวุธประจำตัวถึงแม้เป็นแบบทันสมัย แต่เมื่อผู้ใช้ขาดความรู้ความชำนาญก็ไม่สู้จะมีประโยชน์อะไรนัก นอกจากจะใช้วิธียิงกราดเข้าไปยังเป้าหมาย ปืนยิงเร็วเหล่านี้ล้วนทำจากจีนแดงทั้งสิ้นพวกขบวนการคอมมิวนิสต์ ได้ซื้อมาในราคาถูกแสนถูกหรือมิฉะนั้นก็แลกเปลี่ยนกับอาหาร

"กันคอแห้งเต็มทนแล้วโว้ย" นิกรกระซิบบอกเสี่ยหงวน "ดัดเสียงพูดห้าวๆ อย่างนี้เหมือนลูกกระเดือกมันจะหลุดออกมา แกพูดบ้างซีอ้ายหงวน"

อาเสี่ยมองดูพลพรรคของพวกก่อการร้าย ซึ่งมีไม่ถึงกองพัน และการจัดแถวก็ไม่มีระเบียบเรียบร้อยอะไร เสี่ยหงวนป้องปากโห่เสียงทาร์ซานทันทีเพื่อสร้างอภินิหารให้ตนเอง

"โห่ โอ้โฮ้ โอ๋โห่"

แล้วเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"พวกท่านจงฟังเรา จ้าวไพรทั้งสองจะนำกองทัพของพวกเราไปยึดเมืองอุดรฯ เดี๋ยวนี้ แต่เราสองคนพี่น้องจะเดินทางไปตามยอดไม้ พวกท่านพยายามติดตามเราไปให้ถูกต้องอย่าให้หลงกันได้ และไม่จำเป็นต้องส่งกองระวังหน้าไปก่อน เพราะเราสองคนมีหูทิพย์ตาทิพย์มองเห็นข้าศึกที่เคลื่อนที่เข้ามา"

พวกก่อการร้ายโห่ร้องกันลั่น ทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นมาก เมื่อผีบุญผีบ้าทั้งสองมาปรากฏตัวให้เห็น แลทำหน้าที่เป็นผู้นำทัพ เจ้าพวกโง่เหล่านี้ล้วนแต่เชื่อว่าพวกตัวเองอยู่ยงคงกระพันแคล้วคลาดจากอาวุธทุกชนิด

ทาร์ซานทั้งสองยืนเรียงคู่กันอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่สูงจากพื้นดินราว ๕ เมตร และพูดวิทยุติดต่อกับศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งนิกรเป็นผู้พูด เมื่อได้นัดหมายกันจนเป็นที่เข้าใจดีแล้วสองทาร์ซานก็ห้อยโหนไปตามเส้นเถาวัลย์ และหันไปกวักมือเรียกพวกก่อการร้ายให้ตามมา จนกระทั่งพวกก่อการร้ายตกอยู่ในวงล้อม

เสียงปืนพกในมือศาสตราจารย์ดิเรกดังขึ้นหนึ่งนัด ทันใดนั้นเองปืนยิงเร็วปืนกลเบา และปืนเล็กยาวของทหารและตำรวจก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งป่า พวกก่อการร้ายถูกระดมยิงทุกด้านก็ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ทาร์ซานนั่งดูอยู่บนต้นไม้ใหญ่และโบกมือให้พวกทหารและตำรวจ พวกก่อการร้ายไม่มีใครเฉลียวใจว่าตนได้เสียรู้จ้าวไพรทั้งสองแล้ว ทุกคนที่รอดตายได้พยายามหาทางตีฝ่าวงล้อมออกไป แต่แล้วก็ปรากฏว่า พวกก่อการร้ายถูกกระสุนปืนของตำรวจและทหารล้มคว่ำไปตามกัน

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นายพลดิเรกกับพล.ต. พล และเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและจสอ. แห้ว ต่างช่วยกันยิงกราดข้าศึก ทุกคนอยู่บนเนินเขาในที่อับกระสุนแห่งหนึ่ง

ชั่วเวลาไม่ถึง ๑๐ นาที พวกก่อการร้ายประมาณสองกองร้อยก็ถูกยิงตายหมดไม่มีเหลือ นับว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้สูญเสียรี้พลอย่างมากมาย ขบวนการก่อการร้ายทางภาคอีสาน โดยเฉพาะทางจังหวัดอุดรธานีจะมีเหลือรอดชีวิตอยู่อีกก็เพียงไม่กี่คนคือพวกที่อยู่เฝ้าค่ายไม่ได้มารบ

เสียงโห่ของจ้าวไพรทั้งสองดังขึ้นพร้อมๆ กัน

"โห่ โอ้โฮ้ โอ๋โห่"

นิกรกับกิมหงวนโหนตัวลงมาตามเส้นเถาวัลย์ แต่แล้วเส้นเถาวัลย์ที่อาเสี่ยเกาะอยู่ก็ขาดออกเป็นสองท่อน ทาร์ซานกิมหงวนร้องเอะอะเอ็ดตะโร ร่างอันสูงชะลูดของเสี่ยหงวนลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินอย่างไม่เป็นท่า ส่วนทาร์ซานนิกรสามารถพาตัวลงมาหาคณะพรรคของเขาโดยปลอดภัย พวกนายทหารและนายตำรวจหลายคนได้วิ่งเข้ามาห้อมล้อมเพื่อดูหน้าทาร์ซานให้เห็นเต็มตา แต่สองทาร์ซานก็คือ พ.อ. กิมหงวน และ พ.อ. นิกรของเรานั่นเอง

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คน กับเจ้าแห้วต่างเดินเข้าไปหาเสี่ยหงวนซึ่งนอนจมอยู่ในแอ่งดินตื้นๆ เมื่อแลเห็นอาเสี่ยนอนคว่ำหน้า ร.อ. สมนึกก็ถอนใจเฮือกใหญ่และล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมานับ ส่งให้ ร.อ. นพ ๕ ฉบับ

"เอ้า-เอาไป ฉันนึกว่าออกหัวที่แท้ออกก้อย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เป็นอันว่าสองทาร์ซานได้ปฏิบัติราชการสำคัญของเราสิ้นสุดลงแล้ว คือหลอกพวกก่อการร้ายมาให้ตำรวจและทหารยิงทิ้งครึ่งกองพัน.

จบบริบูรณ์