พล นิกร กิมหงวน 154 : ทาร์ซานสาว

โอลสโมมิลเก๋งคันนั้นแล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้าขณะที่ดวงอาทิตย์จวนจะสิ้นแสงแล้ว เจ้าแห้วทำหน้าที่ขับรถคันนี้นั่งเคียงคู่กับ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เมื่อรถแล่นมาใกล้จะถึงเรือนต้นไม้ นายแพทย์หนุ่มก็หันมาบอกเจ้าแห้วให้หยุดรถ รถเก๋งคันงามจึงหยุดหน้าเรือนต้นไม้พอดี

ดร. ดิเรกแลเห็น พล, นิกร, กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างครื้นเครง อาเสี่ยกิมหงวนกวักมือร้องตะโกนเรียกเสียงลั่น

"มาโว้ยหมอ"

ดร. ดิเรกพยักหน้าและยิ้มให้ เปิดประตูบานซ้ายก้าวลงจากตอนหน้ารถแล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว

"เอากระเป๋าล่วมยาไปเก็บให้ด้วย"

"ครับ" เจ้าแห้วรับคำเสียงหนักแน่น "รับประทานคุณหมอยังไม่ได้ทิปผมนะครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น ยืนทำตาปริบๆ สักครู่ก็ล้วงกระเป๋าในของเสื้อสากลชุดสีเทาหยิบซองธนบัตรออก ดึงธนบัตรใบละ ๒๐ บาท หนึ่งฉบับในซองนั้นออกมาส่งให้เจ้าแห้ว

"ความจริงฉันไม่จำเป็นจะต้องทิปแกเลย"

"ถูกแล้วครับ แต่คุณหมอเล่าให้ผมฟังหยกๆ ที่ยุโรปและอเมริกา ไม่ว่าจะทำอะไรรับประทานต้องมีการทิปเสมอ แม้กระทั่งนั่งแท็กซี่"

"ก็นี่มันเมืองไทยนี่หว่า" แล้วดิเรกก็หมุนตัวกลับพาตัวเดินเข้าไปในเรือนต้นไม้อันกว้างขวาง

สามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"นั่งโว้ยหมอ ไปรักษาไข้ที่ไหนวะ" นิกรถามยิ้มๆ

ดร. ดิเรกทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง ระหว่างอาเสี่ยกิมหงวนกับนิกร ในเวลาเดียวกัน พลก็จัดแจงผสมวิสกี้โซดาให้นายแพทย์หนุ่ม

"กันไปรักษานักนิยมไพรคนหนึ่ง ซึ่งเป็นมาเลเรียอย่างร้ายแรง" พูดจบก็กล่าวคำขอบใจพลและเอื้อมมือรับแก้วเหล้า "คุณประโยชน์ไปล่าสัตว์ที่ดงพญาเย็นเมื่อสัปดาห์ก่อน เมียเขาแพ้ท้องอยากกินไข่ดันกวางว่ะ คุณประโยชน์แกรักเมียมาก เลยพาพรรคพวกบุกดงพญาเย็นโดยรถจี๊ป พอไปถึงวันแรกก็ยิงกวางได้ถึง ๑๕ ตัว ตัดเอาแต่ไข่ดันมาได้ ๑๕ พะวง รีบให้คนใช้ขับรถจี๊ปนำไข่ดันกวางมาให้เมียของเขาส่วนคุณประโยชน์ตั้งค่ายพักแรมอยู่ในป่า เพื่อหาความสุขสำราญจากการเที่ยวป่าและล่าสัตว์ต่อไป หลังจากนั้นเขาก็ป่วยเป็นมาเลเรีย ต้องกลับกรุงเทพฯ กันไปรักษาเขา ๓ วันแล้ว"

กิมหงวนลืมตาโพลง ร้องขึ้นดังๆ

"ตายแล้วเรอะ"

ดร. ดิเรกสะดุ้งโหยง

"ใครบอกแกล่ะ หมออย่างกัน ถ้ารับรักษาไข้รายใด ไม่ปรากฏว่าคนไข้ของกันต้องเสียชีวิตเลย คุณประโยชน์หายแล้วโว้ย วันนี้กันไปเยี่ยมเขา เขาจ่ายเงินค่ายารักษาให้กันมา ๑,๐๐๐ บาท แถมรูปภาพวิวต่างๆ ในป่าขนาดโปสการ์ดอีกปึกหนึ่ง" พูดจบ ดร. ดิเรกก็จ้องตาเขม็งมองดูนิกรแล้วเอ็ดตะโรลั่น "เฮ้ ยู ไม่ได้ฟังฉันพูดหรือ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย ตั้งอกตั้งใจกินแต่กับแกล้มล่อแหนมเสียหมดจานแล้ว"

นิกรยิ้มเอียงอาย พูดเสียงคับปาก

"ปราชญ์ชอบฟังมากกว่าพูด"

"ออไร๋ แต่ปราชญ์เขาไม่ตะกละตะกลามอย่างแกหรอก" แล้ว ดร. ดิเรกก็ล้วงกระเป๋าเสื้อสากล หยิบซองสีน้ำตาลซองหนึ่งออกมา เขากล่าวกับคณะพรรคของเขาว่า "คุณประโยชน์บุกดงพญาเย็นคราวนี้แกได้เล่าเรื่องที่น่าประหลาดใจและไม่น่าจะเป็นไปได้ให้กันฟัง แต่ก็มีรูปถ่ายไว้อย่างชัดเจนเป็นหลักฐาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เรื่องอะไรดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มประมาณหนึ่งในสามของแก้ว แล้ววางแก้วลงบนโต๊ะ

"คุณประโยชน์แกพบทาร์ซานในป่าดงพญาเย็นครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก พลหัวเราะก้าก กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างขบขัน

"มันหลุดออกมานอกจอกระมัง ตอนปีใหม่เห็นฉายอยู่ที่คิงส์ เมียๆ ของเราเขายังไปดูกัน"

ดร. ดิเรกว่า "อย่างไรก็ตาม คุณประโยชน์แกสบถสาบานว่า แกได้พบทาร์ซานจริงๆ คนของแกหลายคนก็เห็น ยิ่งไปกว่านี้มนุษย์วานรหรือทาร์ซานนี้ ยังเป็นผู้หญิงสาวสวย แทนที่จะเป็นผู้ชายอกสามศอก"

อาเสี่ยกิมหงวนอ้าปากหวอ ร้องขึ้นดังๆ

"ทาร์ซานผู้หญิง"

"ออไร๋ หล่อนเป็นสาวสวยที่มีชีวิตอยู่โดดเดี่ยวในป่าดงพงไพร ห้อยโหนโจนทยานไปตามสายเถาวัลย์เหมือนทาร์ซานในหนัง นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเล็กๆ ท่อนบนเปลือยเปล่าอย่างธรรมชาติ คุณประโยชน์ว่าหล่อนมีอายุไม่เกิน ๒๒ ปี ผิวพรรณผุดผ่อง นัยน์ตาสวยงาม โดยเฉพาะหน้าอกของหล่อนคล้ายกับ เจน รัสเซล อ้า-กันจะให้ดูรูปทาร์ซานสาวสวยคนนี้ คุณประโยชน์ถ่ายได้ชัดเจนทีเดียว"

พล, นิกร, กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันอย่างตื่นๆ ดร.ดิเรกดึงรูปถ่ายทั้งหมดออกมาจากซอง เลือกรูปทีละรูป แล้วก็ส่งภาพถ่ายภาพหนึ่งให้พล พัชราภรณ์

"ดูซีพล มันเป็นเรื่องที่กันตื่นเต้นสนใจไม่น้อย แต่อย่าลืมว่าในยุคจรวดและดาวเทียม สิ่งที่เป็นไปไม่ได้มักจะเป็นไปได้เสมอ"

พลมองดูรูปถ่ายขนาดโปสการ์ดด้วยความสนใจยิ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชะโงกหน้ามามองดูด้วย แล้วพลก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า กลับมานั่งดูรูปทาร์ซานสาวต่อไป หล่อนยืนเด่นอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ในท่าทาง ตื่นๆ มือขวาถือมีดพกคู่มือ ใบหน้าของหล่อนสวยเก๋เหมือนหญิงสาวชาวพระนคร หรือหญิงสาวที่มีการศึกษาดี หล่อนนุ่งผ้าผืนเล็กๆ ขาดกะรุ่งกระริ่ง ท่อนบนเปลือยเปล่าแลเห็นปทุมทิพย์คู่งาม ผมของหล่อนยาวมาก ที่หูข้างซ้ายเสียบดอกไม้ป่าช่อเล็กๆ

นิกรเอื้อมมือกระชากรูปไปจากพล

"ดูช้าเหลือเกินขอดูบ้างซีโว้ย"

กิมหงวนลุกขึ้นยืน ก้มตัวเข้ามาแย่งรูปไปจากมือนิกร

"แกดูทีหลังก็แล้วกัน โอ้โฮ ทาร์ซานคนนี้โอ่โถงดีนี่หว่า ไม่เลวโว้ยหมอ ไม่อยากเชื่อเลยว่าหล่อนจะมีชีวิตอยู่ในป่าดงได้ตามลำพัง เพราะนอกจากจะได้รับอันตรายจากสัตว์ร้าย พวกชาวบ้านป่าหรือพวกพรานเห็นเข้าทาร์ซานก็คงจะยับเยิน"

ดร. ดิเรกว่า "คุณประโยชน์เล่าให้กันฟังว่า บ่ายวันหนึ่งแกได้ยินเสียงโห่ดังกังวานเยือกเย็นมาแต่ไกล หลังจากนั้นสักครู่ คนงานของแกคนหนึ่งก็ร้องเอะอะขึ้น เมื่อแลเห็นทาร์ซานสาวห้อยโหนตัวมาตามเส้นเถาวัลย์ หล่อนหยุดยืนอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ที่พัก คุณประโยชน์รีบถ่ายรูปหล่อนไว้ทันที แล้วพยายามเจรจากับหล่อน แต่พูดกันไม่รู้เรื่อง ในที่สุดทาร์ซานสาวก็ห้อยโหนเถาวัลย์หลบหนีไป คุณประโยชน์พาคนของแกติดตามค้นหาตัวและที่อยู่ของทาร์ซานก็ไม่พบ พอรุ่งขึ้นแกก็ป่วยเป็นมาเลเรียเสีย ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ "

อาเสี่ยกิมหงวนตื่นเต้นสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เขาได้ซักถามรายละเอียดในเรื่องทาร์ซานสาวจาก ดร. ดิเรกมากมาย แล้วกล่าวขึ้นว่า

"บุกดงพญาเย็นโว้ยพวกเรา เราต้องจับทาร์ซานสาวคนนี้ให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"จับเอามาทำไมวะ"

"ก็เพื่อประโยชน์ในทางมนุษย์วิทยาน่ะซีครับ อย่างน้อยที่สุดเอามาเป็นเมียน้อยผมก็ยังได้ เพียงแต่เห็นจากรูปถ่ายก็รู้สึกว่าหล่อนสวยมาก ไปเที่ยวป่ากับผมเถอะครับคุณอา รถจี๊ปใหญ่ของเราก็มีอยู่แล้ว"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ดีเหมือนกัน นึกว่าไปล่าสัตว์เล่น ขณะนี้ป่าก็กำลังแห้งแล้ง"

กิมหงวนหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ไปนะหมอ ไปพักผ่อนสักห้าหกวัน"

"ออไร๋"

อาเสี่ยว่า "กันจะออกค่าใช้จ่ายเอง ถ้าได้ตัวทาร์ซานสาวคงสนุกมาก เอามาออกงานภูเขาทองยังได้ กันสนใจในเรื่องนี้จริงๆ "แล้วเขาก็พยักหน้ากับพล "ว่าไงพล ไปด้วยกันนะ"

"โอ. เค." กันกำลังคิดอยู่เหมือนกันว่า ตอนนี้อยู่ในระยะต้นปี พวกเรากำลังว่างไม่มีงานอะไร ออกป่าล่าสัตว์ก็เข้าทีดีเหมือนกัน" แล้วเขาก็มองดูหน้านายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขา "แกไปไหมล่ะ"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่ต้องถามโว้ย เมื่อเพื่อนๆ ไปกันก็ต้องไปด้วย แต่เราจะต้องเตรียมเสบียงกรังไปให้เพียงพอ หาเสื้อกระโปรงรองเท้าสวยๆ และเครื่องประดับไปด้วย จะได้ล่อทาร์ซานสาวให้ตามเรามากรุงเทพฯ

กิมหงวนมีท่าทางกระสับกระส่ายเร่าร้อนใจ

"อยากรู้เหลือเกินว่าหล่อนเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีชีวิตอยู่ในป่าดงพงไพรได้อย่างไร หรือลิงทโมนเอาหล่อนไปเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็กๆ "

พลหัวเราะเบาๆ

"ก็อาจจะเป็นได้ เรื่องในนวนิยายอาจจะเป็นเรื่องจริงได้เสมอ เพราะนักเขียนก็พยายามสร้างเรื่องให้เหมือนกับความจริง กันคิดว่า ถ้าจะให้ดีแล้ว พรุ่งนี้ตอนสายเราให้ดิเรกพาพวกเราไปหาคุณประโยชน์เสียก่อน เพื่อถามรายละเอียดในเรื่องนี้ และให้แกช่วยทำแผนที่ให้เรา"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงซีนะพล เราจะได้รู้ตำแหน่งแน่นอนว่า คุณประโยชน์พบทาร์ซานสาวที่ไหน ถ้าค้นหาอย่างเดาสุ่มก็ไม่มีหวังที่จะได้พบ เพราะดงพญาเย็นเป็นป่าที่กว้างใหญ่ไพศาล มีภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย และส่วนมากก็เป็นป่าทึบ ติดต่อไปได้หลายจังหวัด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปากดุนิกร

"เฮ้ยๆ เป็ดย่างเต็มจานแกล่อเสียเกือบหมดแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ ต่อจากนั้นสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องบุกดงพญาเย็นอาเสี่ยกิมหงวนขอให้ออกเดินทางในวันมะรืนนี้ โดยจะพาเจ้าแห้วไปด้วย เพื่อให้ขับรถและรับใช้ทั่วไป ที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วย

นับว่าเป็นครั้งแรกที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกป่าโดยไม่มีลูกหาบ แต่ก็มีข้าวของสัมภาระในการเดินบุกป่าอย่างครบครัน โดยเฉพาะอาวุธปืน มีทั้งปืนพกปืนเล็กยาวสำหรับยิงสัตว์ใหญ่และปืนลูกซองสำหรับยิงนก นอกจากนี้ ดร. ดิเรกยังมีปืนกลมือติดตัวมาหนึ่งกระบอก การเข้าป่าดงพญาเย็นในเขตจังหวัดนครราชสีมาครั้งนี้มีกำหนดหนึ่งสัปดาห์ แต่เตรียมเสบียงกรังและเหล้าอย่างเหลือเฟือ

คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในตอนเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๐๓ โดยรถจี๊ปใหญ่ไปตามถนนพหลโยธิน แยกเข้าถนนมิตรภาพที่สระบุรี ตรงไปนครราชสีมา และตัดเข้าทางเกวียน บ่ายโฉมหน้าเข้าสู่ป่าลึก ตามแผนที่แนวทาง ซึ่งนายประโยชน์เขียนให้ มีภูเขา แควและลำธาร ห้วยหนองโดยละเอียด

ราว ๑๖.๐๐ น. วันเดียวกันนั้นเอง การเดินทางก็ถึงจุดหมายที่นายประโยชน์กับคนของเขาได้พบเห็นทาร์ซานสาวในบริเวณป่าตอนนั้น ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง และอยู่ใกล้ๆ กับขุนเขาใหญ่หลายลูก มีพืดติดต่อกันไปทั่วดงพญาเย็น

การล่องป่าเป็นของธรรมดาสำหรับคณะพรรคสี่สหายของเราแล้ว ทุกคนไม่ได้ตื่นเต้นสนใจอะไร จี๊ปใหญ่แล่นมาหยุดริมลำธารสายนั้น เมื่อทุกคนลงมาจากรถก็แลเห็นกระป๋องเครื่องกระป๋องหลายใบ และขวดเปล่าตกอยู่ตามพื้นดิน แสดงว่านายประโยชน์นักนิยมไพรผู้มีชื่อเสียงกับคนของเขาได้มาพักอยู่ที่นี่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมา

พลกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"เราเดินทางมาตามแผนที่ของคุณประโยชน์อย่างถูกต้อง แต่ทำเวลาช้าไปชั่วโมงครึ่ง เพราะเจ้าแห้วไม่ชำนาญทาง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"ปฏิบัติหน้าที่ของแกซีโว้ย ขนข้าวของสัมภาระลงจากรถ แล้วหาฟืนมาเตรียมหุงข้าว เตรียมไว้สำหรับใช้ตอนกลางคืนด้วย เพราะเราจะต้องจุดไฟไว้ตลอดคืน อาหารเย็นมื้อนี้ใช้อาหารสดที่เราซื้อมาจากตลาดปากช่อง"

นิกรว่า "ติดไฟต้มน้ำร้อนชงกาแฟกินก่อนเถอะวะอ้ายแห้ว แล้วก็ก่อนหุงข้าว กางเต้นท์และเก้าอี้ผ้าใบให้พวกเราเสียก่อน"

เจ้าแห้วยืนทำตาละห้อย

"รับประทานเป็นอันว่าผมรับเหมาคนเดียว เป็นทั้งคนขับรถ คนรับใช้ และลูกหาบพร้อม"

อาเสี่ยกิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"อย่าบ่นไปหน่อยเลยวะ ฉันจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แกวันละร้อยบาทนับแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าเราจะกลับกรุงเทพฯ เฮ้ย-ทำงานโว้ย เวลาไม่คอยท่า อย่าลืมว่าอยู่ในป่า พอห้าโมงครึ่งก็มืดแล้ว"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่เสร็จเรียบร้อย ทั้ง ๕ คนนั่งล้อมวงดื่มเหล้าสนทนากันเงียบๆ อยู่หน้ากระโจมที่พักหรือเต๊นท์เล็กๆ รอบ ๓ หลัง ซึ่งหลังหนึ่งนอนได้ ๒ คน เจ้าแห้วคนเดียวต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ขณะนี้เจ้าแห้วกำลังประกอบอาหารให้เจ้านายของเขา จากเนื้อไก่, เนื้อหมู, ไข่ และผักสดอีกหลายอย่าง

ขณะที่เจ้าแห้วกำลังหั่นเนื้อหมูเตรียมไว้ผัดกับผักกาน้า เสียงๆ หนึ่งที่สั่นสะเทือนขวัญเจ้าแห้วและ ทุกๆ คนก็ดังกังวาลขึ้น

"ฮึ้ม"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งหมดทั้งตัว เขาทิ้งมีดเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน วิ่งเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งทุกคนต่างคว้าปืนเล็กยาวลุกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะสังสังหารเจ้าป่า

"รับประทานเสือใช่ไหมครับ" เจ้าแห้วถามเสียงสั่น

นิกรพยักหน้า

"เสียงน่ะเสียงเสือแน่ๆ แต่ตัวมันจะใช่เสือหรือเปล่าก็ไม่รู้"

กิมหงวนค้อนนิกร

"อย่าพูดเล่นโว้ยอ้ายกร กันคิดว่าต้องเป็นเสือลายพาดกลอนแน่ๆ และตัวมันคงไม่ใช่เล็ก เพราะเสียงมันดังมาก"

พลพูดเสริมขึ้น

"เรามีปืนอยู่ในมืออย่างนี้ไม่เห็นจะต้องกลัวมันเลย"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานอ้ายกลัวน่ะไม่กลัวหรอกครับ แต่ไม่กล้า"

ทันใดนั้นเอง เจ้าลายพาดกลอนตัวหนึ่งก็เผ่นแผล็วออกมาจากพุ่มไม้อันหนาทึบ มันเป็นเสือขนาดใหญ่ประมาณ ๖ ศอก และการที่มันปรากฏตัวขึ้นในระยะใกล้ชิดทำให้ทุกคนตกตะลึงอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนเล็กยาวยืนนิ่งเฉย ไม่มีใครยกปืนขึ้นยิงเสือ ส่วนเจ้าแห้วหน้าซีดแข้งขาสั่นดังพั่บๆ

เจ้าป่ากำลังหิวโซเพราะอดอาหารมาหลายวันแล้ว มันอ้าปากแยกเขี้ยวร้องคำรามเบาๆ แล้วเอียงคอไปมา สักครู่ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย เจ้าแห้วย่อขาลงต่ำแล้วกระโดดตัวลอยวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

"ยืนเฉยๆ " ดร. ดิเรกร้องบอก "อย่ายกปืนขึ้นประทับเป็นอันขาด จ้องมองดูตามันไว้อย่ากระพริบตา"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยืนนิ่งเหมือนกับรูปหุ่น เจ้าลายพาดกลอนหยุดยืนห่างจากนักล่องป่าเพียง ๓ เมตรเท่านั้น ทั้งคนและเสือต่างจ้องมองดูตากัน สักครู่เสือลายพาดกลอนก็ทรุดตัวนั่ง แล้วขู่คำรามทำลายขวัญ นิกรร้องบอกพรรคพวกของเขา

"อย่ากระพริบตานะโว้ย ถ้าใครกระพริบตา เสือมันจะกระโจนเข้าตะปบทันที ลืมตากว้างๆ พวกเราทำหน้าแสยะนิดหน่อยเสือมันจะได้กลัว แยกเขี้ยวก็ได้ แต่อย่าแลบลิ้น ประเดี๋ยวเสือมันจะหมั่นไส้"

ความกลัวทำให้ทุกคนทำตามคำสั่งนิกรอย่างเคร่งครัด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบิกตากว้างทำหน้าแสยะเก๊กหน้าให้น่ากลัว แต่เจ้าลายพาดกลอนเป็นเสือจึงไม่กลัวมนุษย์ มันนั่งกระดิกหางไปมาและคิดว่า ถ้าใครกระพริบตามันจะกระโจนเข้าใส่ทันที เสือกับคนจ้องตากันอยู่นาน อ้ายลายพาดกลอนก็ลุกขึ้นยืนหมุนตัวกลับ ใช้ขาหลังทั้งสองข้างตะกุยฝุ่นและดิน แล้วรีบหันมามองดูสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างไรก็ตาม พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรกและท่านเจ้าคุณก็หายอมกระพริบตาไม่ จนกระทั่งเสือโคร่งค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งหมอบ ส่ายก้นไปมาในท่าคุกคาม

"เฮ้ยๆๆ " กิมหงวนร้องบอก "มันส่ายตูดแล้วโว้ย"

นิกรว่า "เฉยๆ ครับคุณพ่อ มันทำท่าขู่เราน่ะครับ เสือมันกลัวนัยน์ตาเรา ถ้าเราไม่ยอมกระพริบตา มันก็ทำไมเราไม่ได้"

พลถอนหายใจเบาๆ แล้วกระซิบบอกพวกนายจอมทะเล้น

"อ้ายกร"

"หือ"

"แสบตาจนทนไม่ไหว ทำยังไงดีล่ะ"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไม้จิ้มฟันออกมาขยุ้มหนึ่งแล้วแจกให้เพื่อนๆ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนละสองอัน

"หักออกเสียครึ่งหนึ่ง ค่อยๆ ยกขึ้นค้ำหนังตาบนกับหนังตาล่างไว้ อดทนหน่อยพวกเรา ประเดี๋ยวเสือมันก็ล่าถอยไปเอง"

ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งนายจอมทะเล้นโดยดี เจ้าลายพาดกลอนเปลี่ยนท่านั่งลุกขึ้นยืน แล้วทำท่าเหมือนกับจะกระโจนเข้าใส่ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างถอยกรูด นิกรปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เดินรี่เข้ามาหาเสืออย่างทรนง

"ไงเพื่อน หิวมากเรอะ"

เจ้าลายพาดกลอนขู่คำราม ยื่นมือขวาเข้ามาตบ เฉียดขานิกรไปนิดเดียว นิกรชักเสียขวัญก็ล่าถอย เสือกับคนยืนคุมเชิงกันอยู่นาน แล้วเสียงประหลาดก็ดังแว่วมาตามลม

"โห่ โอ๋โฮ โอ๋โห"

เจ้าลายพาดกลอนหน้าตื่น มันยืนหันรีหันขวาง แล้ววิ่งเตลิดเปิดเปิงไปอย่างไม่คิดชีวิต เสียงโห่นั้นดังติดๆ กันและใกล้เข้ามาทุกที

"ทาร์ซาน" สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"ทาร์ซานมาช่วยเราแน่ๆ " เสี่ยหงวนร้องเอะอะเอ็ดตะโรด้วยความดีใจ "ทาร์ซานสาว ทาร์ซานสาวมีจริงๆ "

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นแซ่ดไปหมด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว เสียงโห่อันหวานฉ่ำน่ารักเงียบไปแล้ว บริเวณป่าสูงมีแต่ความสงบเงียบ ในเวลาเดียวกันนั้นเองเจ้าแห้วก็ปีนป่ายลงมาจากต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วเดินเข้ามาหาเจ้านายของเขา

"แกไปซ่อนที่ไหนมาวะ" พลถามยิ้มๆ

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"ผมปีนขึ้นไปบนต้นไม้ครับ รับประทานพวกคุณมีปืนทำไมไม่ยิงมันล่ะครับ"

พลทำหน้าปูเลี่ยนๆ ชอบกล

"บอกไม่ถูกโว้ยว่าทำไมมันถึงไม่กล้ายกปืนขึ้นยิงเสือ ก่อนเห็นตัวมันก็คิดว่าคงยิงมันได้โดยไม่ยากนัก พอเห็นตัวมันเข้าจริงๆ แข้งขาอ่อนเปียกไปหมด เสือมันมีอำนาจเหลือเกิน"

"รับประทานถ้าทาร์ซานไม่มาช่วย พวกเราก็คงแย่นะครับ"

พลพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"อย่างน้อยก็ต้องมีใครคนหนึ่งถูกมันคาบเอาไปกิน"

ดร. ดิเรกกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณนั้นแล้วกล่าวว่า

"ติดตามหาตัวทาร์ซานเถอะพวกเรา คงจะหลบซ่อนอยู่ตามต้นไม้แถวนี้แหละ กันอยากจะขอบใจที่เขาจะช่วยโห่ไล่อ้ายลายพาดกลอนตัวนั้น และกันอยากจะเห็นตัวด้วย ไปเถอะ ทิ้งอ้ายแห้วให้อยู่เฝ้าที่พักของเรา"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานจะดีหรือครับ ทิ้งไว้ผมคนเดียว เสือมันย้อนกลับมามันก็คาบผมไปรับประทานเสียเท่านั้น"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเดินไปจากที่พัก เจ้าแห้วติดตามไปด้วย ทุกคนช่วยกันค้นหาทาร์ซานสาวตามต้นไม้และตามสุมทุมพุ่มไม้จนทั่ว แต่ก็ไม่มีใครพบตัวทาร์ซานสาว

อากาศเริ่มขมุกขมัวลงบ้างแล้ว

ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่ข้างเชิงเขาลูกหนึ่ง ทุกคนก็ได้ยินเสียงแตรรถจี๊ปใหญ่ดังกังวาลขึ้น นิกรกล่าวกับคณะพรรคของเขาทันที

"เร็ว-วิ่งไปที่พักของเราเดี๋ยวนี้ ทาร์ซานสาวคงขึ้นไปเล่นบนรถเราและกดแตรเล่น"

ทุกคนวิ่งเหยาะๆ บ่ายหน้ากลับมายังที่พัก เพียงครู่เดียวก็มาถึง เสียงแตรไฟฟ้ารถจี๊ปเงียบไปแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างแลเห็นมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตอนหน้ารถจี๊ป และกำลังบิดพวงมาลัยเล่นอย่างสนุกสนาน ถูกละ หล่อนคือทาร์ซานหรือมนุษย์วานร ท่อนบนของหล่อนเปลือยเปล่าไม่มีอะไรปกปิด ท่าทางของหล่อนสนุกสนานร่าเริง หล่อนเป็นหญิงสาวที่สวยสคราญตาคนหนึ่ง

คณะพรรคสี่สหายค่อยๆ เคลื่อนที่บุกเข้าทางท้ายรถและกระจายกำลังกันโอบล้อมหล่อน เมื่อทาร์ซานมองเห็น ดร. ดิเรกในกระจกมองหลัง หล่อนก็ตกใจและกระโดดลงมาจากตอนหน้ารถทันที หล่อนยืนนิ่งเฉยเมื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วประดาหน้ากันเข้ามา แล้วหล่อนก็ยกมือขวาจับด้ามมีดพกเล่มใหญ่ กระชากออกมาจากซองของมันถือกระชับมั่นในท่าเตรียมแทง ถึงแม้ใบหน้าของหล่อนบึ้งตึงเคร่งเครียด นัยน์ตาดุร้าย แต่ก็เต็มไปด้วยความน่ารักน่าเอ็นดู ซึ่งทาร์ซานที่สาวและสวยเช่นนี้ ไม่มีใครกลัวแน่นอน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างจ้องตาเขม็งมองดูหล่อนอย่างถนัดตา หล่อนนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเล็กๆ เก่าและขาดวิ่นปกปิดร่างกายท่อนล่าง ส่วนท่อนบนนั้นเปลือยเปล่าตามธรรมชาติ ผมของหล่อนดำขลับสยายยาวถึงหลัง รูปร่างของหล่อนสูงโปร่งและค่อนข้างขาว

พล, นิกร, กิมหงวน และดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนห้อมล้อมหล่อนเป็นวงกลม อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และสูดปากอย่างพอใจ เมื่อได้เห็นทรวดทรงส่วนเว้าส่วนโค้งของหล่อน

"หนู พวกเราเป็นมิตรที่ดีของหนูนะจ๊ะ" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "เก็บมีดเสียเถอะคนดี ถ้าอยากเล่นแตรรถยนต์อีกก็ขึ้นไปนั่งบนรถซีหนู กดเล่นให้สบายใจ ในป่าไม่มีตำรวจจราจรหรอก"

หล่อนยืนนิ่งเฉยทำหน้าตาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นเบาๆ

"หรือพูดภาษาคนไม่ได้"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ถ้าลิงเก็บมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็กๆ ก็คงจะรู้แต่ภาษาลิงเท่านั้น เช่นเดียวกับทาร์ซานในหนัง"

ดร. ดิเรกสบตากับหล่อน เขาก็กล่าวถาม

"ฮู อาร์ ยู"

ทาร์ซานสาวขบกรามกรอด ทำท่าเหมือนกับจะจ้วงแทง ดร. ดิเรกชักปอดลอยก็ถอยหลังกรูด แล้วพูดกับนายจอมทะเล้น

"แกพยายามเจรจากับเธอหน่อยเถอะวะ ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ลองใช้ภาษาใบ้ กันรู้สึกว่าเรื่องพรรณนี้แกเฉลียวฉลาดกว่าพวกเรามาก"

นิกรหัวเราะเบาๆ เดินเข้าหยุดยืนเผชิญหน้าสาว

"หนูไม่ต้องตื่นเต้นตกใจหรอกหนู พวกเราเป็นนักนิยมไพร และล้วนแต่เป็นสุภาพบุรุษทั้งนั้น หนูถอดเสื้อตัวล่อนจ้อนยังงี้ไม่หนาวหรือ พูดกับพวกพวกเราบ้างซีหนู"

ทาร์ซานสาวยิ้มแค่นๆ

"อุบป้ะ อุบปาป้ะ" หล่อนกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"พูดภาษาไทยซีจ้ะ เธอน่ะชื่ออะไร"

ทาร์ซานสาวขมวดคิ้วย่น ยืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็สั่นศีรษะช้าๆ

"เสียใจค่ะ ดิฉันพูดภาษามนุษย์ไม่เป็น"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ หันมาทางคณะพรรคของเขาแล้วพูดเสียงยานคางแบบยี่เกตอนเจรจา

"น่าเสียดายจริงๆ ที่หล่อนพูดภาษามนุษย์ไม่ได้ ดีร้ายลิงทโมนคงจะเลี้ยงหล่อนไว้ตั้งแต่เล็กๆ พับแผ่เถอะ ถึงแม้หล่อนเป็นนางกลางดง หล่อนก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งจำเริญตาน่าพิสมัย"

พลยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง แล้วเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าสาวสวยผู้เปลือยอกท้าลมหนาวอย่างทรนง

"พวกเราเป็นนักล่าสัตว์ และเป็นมิตรที่ดีของเธอ เก็บมีดเสียเถอะน้องสาว เราแปลกใจและสนใจมากเมื่อได้เห็นเธออยู่ในป่าดงพงไพรตามลำพังเช่นนี้"

หล่อนยิ้มน่ารัก แต่นัยน์ตาของหล่อนดุมาก

"ดิฉันไม่ต้องการรู้จักกับพวกคุณ นักล่าสัตว์น่ะล้วนแต่เป็นคนใจบาปหยาบช้า หาความสุขจากชีวิตและเลือดเนื้อของสัตว์ป่า ซึ่งมันก็มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกมีความเจ็บปวดเหมือนมนุษย์เช่นเดียวกัน พวกท่านเหี้ยมโหดทารุณและขี้ขลาดตาขาว ไม่ให้โอกาสแก่สัตว์ป่าบ้างเลย ถ้าเก่งจริงก็ควรจะล่าสัตว์ด้วยมือเปล่า หรือด้วยอาวุธสั้นเช่นมีดพกหรือดาบ สัตว์ป่ามันจะได้มีทางต่อสู้ป้องกันตัวบ้าง นี่พวกท่านใช้ปืนยิงมันในระยะไกล มันจะต่อสู้ได้อย่างไร"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน ดร. ดิเรก เดินเข้ามาหาทาร์ซานสาวแล้วกล่าวว่า

"น้องสาว เธอจะให้เราสู้กับเสือด้วยมีดพกยังงั้นหรือ"

"ค่ะ ควรจะเป็นอย่างนั้น เสือมันมีเล็บเป็นอาวุธ เมื่อคุณไม่มีเล็บก็ควรใช้มีดพกแทน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ขืนสู้เสือด้วยมีดพก เสือมันก็กินเราเท่านั้นเอง"

"ไม่จริงค่ะ ดิฉันฆ่าเสือด้วยมีดพกเล่มนี้มาหลายสิบตัวแล้ว เสือลายพาดกลอนขนาด ๙ ศอกยังสู้ดิฉันไม่ได้ ดิฉันเคยสู้กับหมีควายกระทิงและจระเข้มามากต่อมากแล้ว เพียงแต่เรามีมีดพก ถ้าเรามีขวัญดีและมีกำลังใจเข้มแข็ง สัตว์ป่าก็สู้เราไม่ได้ เพราะสมองของเราดีกว่ามัน

ทันใดนั้นเอง แรดตัวหนึ่งก็เดินทะเลิ่กทะลั่กออกมาจากพุ่มไม้ รูปร่างของมันขนาดควายที่อ้วนพีตัวหนึ่ง นอของมันยาวประมาณหนึ่งศอก หนังหนาเหมือนแผ่นเหล็กกล้า ลักษณะท่าทางดุร้าย มันอยู่ห่างจากคณะพรรคสี่สหายราว ๕๐ เมตร ทุกคนยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง เจ้าแห้วไม่มีปืนยืนขาสั่นพั่บๆ ด้วยความรักตัวกลัวตาย

ทาร์ซานสาวมองดูสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอย่างขบขัน หล่อนหัวเราะเสียงกังวานลั่น

"นี่หรือคะ การต่อสู้ของพวกคุณ ในระยะห่างเช่นนี้ ถ้าพวกคุณยิงมัน แรดมันก็ตายเปล่า ถ้าพวกคุณเป็นผู้ชายละก้อ สู้มันด้วยมีดพกซีคะ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างค่อยๆ ลดปืนลงด้วยละอายใจ เสี่ยหงวนพยักหน้ากับเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"เอา-อ้ายแห้ว ดึงมีดพกที่มือแกออกมา แสดงวีรกรรมให้พวกเราดูเป็นขวัญตาหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานจะให้ผมสู้กับแรดหรือครับอาเสี่ย"

กิมหงวนหัวเราะ

"เออ เอาเลยอ้ายแห้ว มันเดินรี่เข้ามาหาเราแล้ว"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"ไม่ไหวละครับ รับประทานรูปร่างหน้าตามันน่ากลัวเหลือเกิน รับประทานมีดแทงไม่เข้าหรอกครับ อุ๊ยๆ รับประทานมันวิ่งเข้ามาแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายงันงงตกใจไปตามกัน ต่างยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่าอีกครั้งหนึ่ง ทาร์ซานสาวร้องห้ามทันที

"อย่ายิง ดิฉันจะปราบแรดตัวนี้เอง"

แล้วหล่อนก็ออกไปยืนเด่น ถือมีดพกคู่มือกระชับมั่น จ้องมองดูเจ้าแรดหนุ่มซึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามา คณะพรรคสี่หายอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ทุกคนเต็มไปด้วยความเป็นห่วงทาร์ซานสาว เกรงว่าชีวิตของหล่อนจะเป็นเครื่องสังเวยแรดตัวนั้น เพราะถ้านอของมันแทงถูกท้องหล่อน ตับไตไส้พุงของหล่อนก็จะทะลักออกมา แรดเป็นสัตว์ที่มีกำลังอันมหาศาล ไม่มีสัตว์ชนิดใดกล้าต่อสู้กับมันเลย

แรดหยุดชะงักห่างจากทาร์ซานสาวราว ๑๐ เมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้และอันตรายมาก มันยกเท้าหน้าทั้งสองข้างตะกุยดินและจ้องตาเขม็งมองดูทาร์ซานสาว มันหายใจดังฟูดฟาด กิริยาท่าทางมันปราดเปรียวและดุร้าย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความห่วงใยหล่อนอย่างยิ่ง จึงร้องตะโกนบอก

"ระวังให้ดีหลานสาว อย่าให้มันขวิดถูกเป็นอันขาด"

แรดยืนคุมเชิงอยู่สักครู่ พอได้โอกาสมันก็เปิดฉากโจมตีทันที มันวิ่งเข้ามาหาทาร์ซานสาวอย่างรวดเร็ว ตามปกติแรดเคลื่อนไหวไม่รวดเร็วนัก แต่ขณะนี้มองดูมันปราดเปรียวคล้ายกระทิง พอใกล้จะถึงตัวหล่อนมันก็ก้มหัวลงแล้วขวิดเต็มเหนี่ยว ทาร์ซานสาวเอี้ยวตัวหลบไปทางซ้ายแบบหลบฉาก คณะพรรคสี่สหายใจหายใจคว่ำไปตามกัน แรดขวิดอากาศดังวืด และถลำตัวไปข้างหน้าวิ่งเลยไป

ทาร์ซานสาวยิ้มเล็กน้อย แรดหมุนตัวกลับวิ่งเข้าโจมตีหล่อนอีก ทาร์ซานสาวหลบนอแรดในรยะห่างเพียงเส้นยาแดงเดียว ทำให้นิกรตกใจส่งเสียงหวีดว้ายลั่น เมื่อแรดขวิดพลาดเป้าหมาย มันก็วิ่งไป ข้างหน้าอย่างรวดเร็วและขวิดต้นไม้ขนาดย่อมต้นหนึ่ง ถอนรากถอนโคนล้มลงทันทีด้วยกำลังอันมหาศาลของมัน

แรดหมุนตัวกลับมาอีก หายใจฟูดฟาดยกเท้าหน้าตะกุยคุ้ยดิน เสี่ยหงวนเกิดความกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น เขาส่งปืนเล็กยาวของเขาให้เจ้าแห้วถือไว้ แล้วกระชากมีดพกที่เหน็บเอวออกมา พลแลเห็นเข้าก็กล่าวถาม

"แกจะสู้แรดหรืออ้ายหงวน"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เออ กันละอายใจเหลือเกินที่สาวสวยคนนี้มีความกล้าหาญกว่าพวกเรา เมื่อหล่อนกล้าสู้กับแรดได้ กันเป็นผู้ชายอก ๒๐ ศอก วัดไปวัดมาหลายๆ ครั้ง ทำไมจะสู้แรดไม่ได้ แรดมันก็คือควายเราดีๆ นี่เอง ฤทธิ์เดชอาจจะน้อยกว่าควายเสียอีก เพราะควายมันมีสองเขา แรดมันมีเขาเดียว"

นิกรยกมือเขี่ยเอวกิมหงวนแล้วพูดเสริมขึ้น

"แรดกับควายน่ะขนาดมันไล่เลี่ยกันก็จริง แต่แรดมันมีกำลังพอๆ กับช้าง ควาย ๑๐ ตัวยังสู้แรด ตัวเดียวไม่ได้ เก็บมีดเสียเถอะวะ อย่าให้คุณนวลแกเป็นหม้ายเลย"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วตวาดแว๊ด

"มีแต่จะพูดให้กำลังใจ นี่กลับพูดทำลายขวัญ แกมันคนขี้ขาดตาขาว แรดมันจะวิเศษยังไงวะ ประเดี๋ยวกันจะหักนอแรดให้ดู"

แรดหนุ่มตัวนั้นเดินย่างสามขุมตรงเข้ามาหาทาร์ซานสาว กิมหงวนถือมีดพกวิ่งเข้าไปยืนข้างหล่อน

"หลีกไปน้องสาว ขอให้ฉันสู้กับมันเอง"

ทาร์ซานสาวมองดูกิมหงวนอย่างพอใจ แต่แล้วก็เป็นห่วงเขา กลัวว่าเขาจะต้องเสียชีวิตจากแรด ตัวนี้

"คุณสู้มันได้หรือ" หล่อนถามเสียงห้วนๆ อย่างเป็นงานเป็นการ

อาเสี่ยพยักหน้า

"เรื่องเล็ก ฉันล่องป่าทีไร เคยจับแรดไปขายห้างเทวกรรมบ่อยๆ "

หล่อนทำหน้าตื่นๆ

"หรือคะ ถ้ายังงั้นดิฉันก็อยากจะเห็นฝีมือของคุณบ้าง แสดงให้ดูหน่อยเถอะค่ะ โน่นมันวิ่งมาแล้ว"พูดจบทาร์ซานสาวก็เลี่ยงเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหาย ปล่อยให้กิมหงวนยืนเด่นอยู่ตามลำพัง

กิมหงวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันถือมีดพกเตรียมพร้อม แรดวิ่งใกล้เข้ามาทุกที มันโถมเข้าขวิดกิมหงวนเต็มเหนี่ยว อาเสี่ยเอี้ยวตัวหลบในท่าสวยงามแบบนักสู้วัวชาวเสปญ นอแรดขวิดเสื้อตรวจการของเสี่ย หงวนขาดดังแคว่ก เท่านี้เอง กิมหงวนก็เสียขวัญวิ่งหนีเอาดื้อๆ

แรดไล่กวดอาเสี่ยทันที ฝีตีนของแรดเร็วกว่าฝีเท้าของเสี่ยหงวน แรดจึงไล่ทัน และก้มคอลงขวิดเสี่ย หงวนปัง นอแรดงัดขาทั้งสองข้างของกิมหงวน ทำให้อาเสี่ยลอยละลิ่วสูงขึ้นไปจากพื้นดินเกือบ ๔ เมตร เสี่ย หงวนคว้ากิ่งไม้กิ่งหนึ่งไว้ได้ ส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรห้อยโตงเตงอยู่กลางอากาศ พล, นิกร, ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน แต่เสียงหัวเราะเงียบกริบลงทันที เมื่อเจ้าแรดหนุ่มวิ่งเข้ามารวดเร็วและดุเดือด

นิกรกล่าวกับทาร์ซานสาวอย่างระล่ำระลัก

"เร็ว-สู้มันซีเธอ อ๋อย...."

ทาร์ซานสาววิ่งปราดเข้าไปหาแรด หล่อนกล้าหาญเยือกเย็นผิดมนุษย์ แรดพุ่งตัวเข้าขวิดหล่อน สาวน้อยเจ้าของปทุมทิพย์คู่งามเอี้ยวตัวหลบฉาก แล้วยกมีดพกจ้วงแทงลงไปที่ซอกคอแรดเต็มเหนี่ยว ในเวลาไล่ๆ กัน หล่อนก็เผ่นแผล็วขึ้นไปนั่งบนหลังแรด กระชากมีดที่ฝังอยู่ในคอแรดออกมาจ้วงแทงแรดอีกหลายต่อหลายครั้ง แรดได้รับความเจ็บปวดก็พาหล่อนวิ่งไปโดยเร็วราวกับม้า แล้ววิ่งวกเวียนไปมา

พล, นิกร, ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วยืนตะลึงอ้าปากหวอไปตามกัน ส่วนกิมหงวนนั่งดูอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่นั้นด้วยความตื่นเต้น มันไม่น่าจะเป็นไปได้เท่าที่ทาร์ซานสาวกล้าหาญชาญชัยถึงเช่นนี้

แรดถูกแทงกระหน่ำเลือดไหลโซม เพียงครู่เดียวมันก็หยุดวิ่งยืนโงนเงนไปมาแล้วก็ล้มลงชักดิ้น ชักงอน้ำลายฟูมปากสิ้นใจตาย ทาร์ซานสาวกระโจนลงจากหลังแรดในเวลาเดียวกับที่มันล้มลง สาวน้อยเก็บมีดพกใส่ไว้ในซองมีดแล้วเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย

"น้องสาว เธอเก่งผิดมนุษย์" พลกล่าวชมหล่อนด้วยความจริงใจ "พวกเราตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกที่จะปราบแรดได้โดยใช้กำลังกายและมีดพกเล่มเดียว"

ดร.ดิเรกขอสับผัสมือกับหล่อน

"เมื่อฉันเป็นเด็ก ฉันชอบดูหนังจีนมาก" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "ฉันคิดว่า อูลี่จูเป็นผู้หญิงที่เก่งที่สุดในโลก แต่อูลี่จูแพ้เธอเสียแล้ว"

ทันใดนั้นเอง กิมหงวนได้กระโจนลงมาจากต้นไม้นั้นแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาคณะพรรคของเขา อาเสี่ยปราดเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าทาร์ซานสาว แล้วก้มลงกราบหล่อนถึง ๓ ครั้ง

"อุ๊ยตาย" หล่อนอุทานลั่น "คุณเป็นผู้ใหญ่กว่าดิฉันมาก คุณมากราบดิฉันทำไมคะ"

กิมหงวนลุกขึ้นยืน เขามองดูหล่อนอย่างชื่นชม

"ฉันนับถือในความเก่งกล้าสามารถของเธอน้องสาว มิน่าล่ะ เธอถึงมีชีวิตอยู่ในป่าดงพงพีนี้ได้โดยไม่ต้องกลัวสิงห์สาราสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เธอเป็นยอดหญิงทีเดียว"

ทาร์ซานสาวยิ้มแป้น

"ดิฉันก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหรอกค่ะ แต่เมื่ออยู่ในป่าก็ต้องทำตัวเป็นเจ้าป่าจึงจะอยู่ได้ สู้กับแรดง่ายกว่าสู้กับเสือค่ะ ดิฉันเคยสู้กับสัตว์ใหญ่ป่ามามากต่อมากแล้ว ที่ต้องเสี่ยงภัยมากที่สุดในการต่อสู้กับมันก็คืองูจงอาง"

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสดุดียกย่องหล่อนไปตามกัน ในที่สุดอาเสี่ยกิมหงวนก็กล่าวถามหล่อน

"ขอโทษเถอะน้องสาว บอกชื่อของเธอให้พวกเรารู้จักหน่อยซี"

ทาร์ซานสาวมีท่าทีเป็นมิตรกับสี่สหายของเราแล้ว

"ดิฉันชื่อไพรวัลย์ค่ะ"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ไพรวัลย์ โอ-ชื่อเธอเพราะมากน้องสาวคล้องกับฉันเปี๊ยบทีเดียว ฉันชื่อกิมหงวนจ้ะ กิมหงวน ไทยแท้"

ทาร์ซานสาวหัวเราะ

"ดิฉันไม่เห็นจะคล้องกันสักนิด"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"คล้องซีจ๊ะ เธอลองพูดดูก็ได้ ไพรวัลย์ กิมหงวน กิมหงวนไพรวัลย์ พูดเรื่อยๆ ไปมันคล้องกันไปเอง เธอเป็นผู้หญิงที่มีสมรรถภาพเหนือผู้หญิงทั้งหลาย และแม้กระทั่งผู้ชายอกสามสี่ศอกอย่างฉันก็สู้เธอไม่ได้ ติ๋งต่างว่าฉันบำเพ็ญชีวิตเป็นทาร์ซานเหมือนอย่างเธอ อยู่ในป่านี้ได้อย่างมากสองวัน เสือมันก็คงคาบเอาไปกินเท่านั้นเอง หรือไม่ก็เป็นบ้าตายเพราะความว้าเหว่เงียบเหงา"

ไพรวัลย์ยิ้มน่ารัก แต่แล้วก็หยุดยิ้มทำตาเขียวกับนิกร

"แหม-ทำไมถึงมองดิฉันอย่างนี้คะ จ้องเอาๆ เค้าอายไม่ใช่เหรอ"

นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ฉันยอมรับสารภาพตามตรงว่า ฉันอดมองดูเธอไม่ได้ ไพรวัลย์จ๋า ทำไมเธอไม่ใส่เสื้อ อากาศเย็นอย่างนี้ไม่กลัวเป็นหวัดหรือ"

"ดิฉันต้องการมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติค่ะ หวัดดิฉันไม่เป็นเพราะร่างกายเคยชินแล้ว"

พลว่า "ไปนั่งคุยกันทางหน้ากระโจมที่พักเราเถอะน้องสาว เท่าที่เราพบเธอในป่าดงพงไพรเช่นนี้ พวกเราตื่นเต้นแปลกใจมาก ฉันถือโอกาสนี้แนะนำเธอให้รู้จักพวกเราด้วย ฉันชื่อ พล พัชราภรณ์ อ้ายหมอนี่ที่ชอบจ้องมองดูเธออย่างเสียมารยาทชื่อ นิกร การุณวงศ์ คนนั้นสูงชะลูดเหมือนเปรตคือ กิมหงวน อ้อ-เขาแนะนำเธอแล้ว คนที่ยืนทางซ้ายนั่นเป็นหมอชื่อ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ สุภาพบุรุษผู้สูงอายุผู้นี้คือญาติผู้ใหญ่ของเรา ท่านมีราชทินนามว่า พระยาปัจจนึกพินาศ คนที่ยืนข้างหลัง หน้าตาคล้ายๆ เกี๊ยะญี่ปุ่น ชื่อเจ้าแห้วเป็นคนใช้ของเรา"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก แล้วลอบค้อนพล ต่อจากนั้นทุกคนก็ได้โอภาปราศรัยกับทาร์ซานสาวเป็นอย่างดี พาหล่อนไปนั่งรวมกลุ่มสนทนากันที่หน้ากระโจมที่พัก พลสั่งให้เจ้าแห้วรีบหุงอาหารต่อไป เพราะขณะนี้อากาศเริ่มมืดขมุกขมัวใกล้จะค่ำแล้ว

พล รื้อหีบห่อหีบหนึ่งออก นำเสื้อกระโปรงสองสามชุดพร้อมด้วยรองเท้า กางเกงใน เป็ตตีโค้ต และเครื่องสำอางอีกหนึ่งกล่องเอามาให้หล่อน เขาเล่าให้หล่อนฟังตามตรงว่า เขากับเพื่อนๆ บุกดงพญาเย็นคราวนี้ ก็เพราะได้ทราบจากนักนิยมไพรคนหนึ่งว่า มีมนุษย์วานรหรือทาร์ซานหญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณป่าตอนนี้ และมีชีวิตอยู่โดดเดี่ยวซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

ในที่สุดพลได้กล่าวกับหล่อนอย่างเป็นกันเองว่า

"เราเตรียมเสื้อกระโปรงและรองเท้า ตลอดจนของใช้ต่างๆ สำหรับผู้หญิงเอามาก็เพราะเราหวังว่าเราจะต้องพบเธอแน่นอน ในที่สุดก็เป็นจริงเช่นนั้น ไพรวัลย์จ๊ะ เอาเสื้อกระโปรงเข้าไปแต่งในเต๊นท์เถอะ พรุ่งนี้เราจะพาเธอกลับกรุงเทพฯ "

ไพรวัลย์มองดูคณะพรรคสี่บหายอย่างชื่นชม หล่อนประนมมือไหว้นายพัชราภรณ์แล้วกล่าวว่า

"ดิฉันขอบพระคุณมากเท่าที่คุณและพวกคุณมีความปรารถนาดีต่อดิฉันถึงเพียงนี้ แต่ว่า กรุงเทพฯ น่ะหรือคะ ดิฉันจะไม่ยอมกลับไปอย่างเด็ดขาด ดิฉันมาอยู่ดงพญาเย็นสองปีกว่าแล้ว ได้รับความสุขกายสบายใจอย่างที่สุด ดิฉันเคยชินกับชีวิตธรรมชาติแล้วค่ะ ดิฉันมีบ้านพักอยู่บนต้นไม้แบบทาร์ซานในนิยายหรือในหนัง มีลิงทะโมนเป็นเพื่อน ช้างในป่านี้เป็นมิตรของดิฉัน ดิฉันมีความเป็นอยู่อย่างผาสุข อารยธรรมไม่มีความหมายสำหรับดิฉันอีกแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามอย่างสนใจ

"ขอโทษเถอะหลานสาว หนูจะเล่าความเป็นมาของหนูให้พวกเราฟังบ้างได้ไหม ลุงอยากรู้เหลือเกิน ลุงคิดว่าหนูมีการศึกษาอย่างดีทีเดียว คำพูดและบุคคลิกลักษณะของหนูบอกเช่นนั้น ทีแรกเราเข้าใจผิดคิดว่าหนูเป็นคนป่าคนดอย ลิงเอามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กๆ "

ไพรวัลย์ยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"เรื่องของหนูไม่มีอะไรมากนักหรอกค่ะ หนูเป็นลูกคนเดียวของพ่อ ซึ่งเป็นนักธุรกิจอาวุโสคนหนึ่ง หนูชอบวิชาพลศึกษา โดยเฉพาะยิมนาสติคมาแต่เล็กแต่น้อย แทนที่หนูจะเป็นนายแพทย์หญิงหรือบัณฑิตหญิงตามความปรารถนาของคุณพ่อ หนูกลับเรียนพลศึกษา พอเรียนสำเร็จ คุณพ่อหนูก็ประสบเคราะห์กรรมค่ะ ท่านถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ทรัพย์สมบัติบ้านช่องถูกเขายึดไปหมด ฐานะของคุณพ่อเปลี่ยนเปลี่ยนสภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือ ท่านพาคุณแม่กับหนูไปเช่าบ้านเล็กๆ อยู่ ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงต่างหันหลังให้ท่านหมด หลังจากนั้นไม่กี่เดือน คุณพ่อก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจพิการ ศพคุณพ่อ หนูกับคุณแม่ทำได้ดีกว่าอนาถาเล็กน้อย คุณแม่ตัดสินใจบวชชีค่ะ ส่งหนูไปอาศัยอยู่กับเพื่อนของท่านคนหนึ่ง ชีวิตของหนูเคยรุ่งเรืองมาแล้ว เมื่อตกต่ำถึงอย่างนั้น ใครๆ ก็ดูหมิ่นเหยียดหยามหนู เพื่อนที่เคยรักกันปานชีวิตก็ไม่ยอมคบหาสมาคมกับหนูอีก ญาติพี่น้องทุกคนหันหลังให้เพราะกลัวว่าหนูจะเบียดเบียนเขา คุณลุงขา....มนุษย์เราเขาคบกันด้วยเงินทั้งนั้น หนูคิดเช่นนี้แล้วหนูก็เลยตัดใจมาอยู่ ดงพญาเย็นค่ะ แล้วหนูก็ได้ทราบว่า ชีวิตธรรมชาติอย่างนี้หนูมีความสงบสุขอย่างที่สุด หนูสามารถช่วยตัวเองได้ทุกอย่าง มีอาหารการกินอย่างเหลือเฟือ สัตว์ป่าทั้งหลายส่วนมากเป็นเพื่อนของหนู ที่เป็นศัตรูหนูก็สู้มันได้ เรื่องของหนูมีเพียงเท่านี้แหละค่ะ"

ไม่มีน้ำตาที่ดวงตาของหล่อน แสดงว่าจิตใจของไพรวัลย์เข้มแข็งมาก แต่นิกรกับกิมหงวนน้ำตาไหลพรากเพราะความสงสารหล่อน อาเสี่ยเขยิบเข้ามานั่งแนบชิดทาร์ซานสาว แล้วยกมือขวาโอบกอดหล่อน

"ฉันสงสารเธอเหลือเกินไพรวัลย์"

หล่อนทำตาเขียวกับอาเสี่ยทันที

"สงสารทำไมถึงถือโอกาสแตะอั๋งดิฉันล่ะคะ"

กิมหงวนสะดุ้ง ยิ้มแห้งๆ และคลายมือที่กอดหล่อนออกทันที

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่มีเจตนาอะไรหรอกจ้ะ" แล้วเขาก็ยกมือไหว้หล่อนอย่างนอบน้อม "อย่าถือโทษโกรธเคืองเลยแม่คุณ"

ไพรวัลย์ยิ้มออกมาได้ ต่อจากนั้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ผลัดกันสัมภาษณ์หล่อน ทาร์ซานสาวได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตในป่าดงของหล่อนอย่างน่าตื่นเต้นสนุกสนาน แต่เมื่อ ดร. ดิเรก ชวนให้หล่อนร่วมรับประทานอาหารค่ำ ไพรวัลย์ก็ปฏิเสธ

"ขอบคุณค่ะคุณหมอ ดิฉันมีพันธะบางอย่างเกี่ยวกับเพื่อนยากของกิฉันคือลิงทะโมหลายตัว แล้วก็ดิฉันเลิกรับประทานข้าวและอาหารแบบนี้มานานแล้ว ถ้าขืนรับประทานก็คงท้องเสียแน่ๆ "

ดร. ดิเรก ทำตาปริบๆ

"เธอรับประทานเนื้อสัตว์ดิบๆ หรือ"

"เปล่าค่ะ ดิฉันย่างมันให้สุกเสียก่อน โดยมากดิฉันรับประทานอาหารจำพวกผักสด, ผลไม้, ไข่เต่า, ไข่นกและปลา ซึ่งมีอยู่ชุกชุมตามลำธารต่างๆ ส่วนเนื้อสด นานๆ จึงจะรับประทานสักครั้ง"

นิกรมองดูหล่อนอย่างชื่นชม

"ฉันอาศัยอยู่กับเธอด้วยคนได้ไหมจ๊ะไพรวัลย์"

หล่อนสั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่ได้หรอกค่ะ"

"รังเกียจหรือจ๊ะ"

"ไม่ค่ะ ดิฉันยังรักที่จะเป็นโสดอย่างนี้ ถ้าคุณอยู่กับดิฉัน ดิฉันก็คงฝืนธรรมชาติหรือหนีกฎธรรมดาไปไม่พ้นหรือมิฉะนั้นดิฉันก็อาจจะฆ่าคุณเสียก็ได้ ถ้าหากว่าคุณล่วงละเมิดอธิปไตยของดิฉัน" แล้วหล่อนก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยทั่วหน้ากัน "ดิฉันเห็นจะต้องขอลาละค่ะ"

"เดี๋ยวก่อนไพรวัลย์" พลพูดขึ้นทันที "ทำอย่างไรพวกเราจะได้พบกับพวกเธออีก เราอยากเห็นบ้านที่อยู่ของเธอ ชีวิตและความเป็นอยู่ของเธอ"

ทาร์ซานสาวนิ่งคิด

"ถ้ายังงั้นพรุ่งนี้ราวสองโมงเช้า ดิฉันจะมารับพวกคุณไปบ้านดิฉันค่ะ ที่นั่นเป็นที่รื่นรมย์ร่มเย็น เหมาะที่พวกคุณจะไปตั้งค่ายพักแรม ผลไม้ป่าก็มีเหลือเฟือ ปลาใหญ่ๆ ในลำธารก็มีอยู่มาก"

"ออไร๋ ออไร๋" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ "พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะรอคอยเธอ และอยากจะให้เธอพาเราเที่ยวป่าด้วย"

หล่อนพยักหน้ารับทราบ

"ได้ค่ะดิฉันจะพาทุกคนไปชมสุสานช้าง ชมเถื่อนถ้ำอันสวยงาม และชมนครร้างแห่งหนึ่งอันเป็นที่เร้นลับ มันเป็นเมืองเก่าแก่หลายพันปีมาแล้ว ดิฉันลาละค่ะเกือบจะค่ำแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับไพรวัลย์โดยเร็ว

"เอาเสื้อกระโปรงรองเท้าเหล่านี้ไปด้วยซีหนู"

สาวสวยมองดูกองเสื้อผ้าแล้วยิ้มเศร้าๆ

"ขอบคุณค่ะ คุณลุงคะ เสื้อผ้านี้ไม่มีความจำเป็นและไม่มีความหมายแก่หนูแล้ว"

นิกรหยิบเสื้อยกทรงให้หล่อน

"แต่อย่างน้อยเธอก็ควรสวมเสื้อยกทรงสักชิ้นหนึ่งระหว่างที่เธอมีการติดต่อพบปะกับพวกเรา เธอเปลือยอกล่อนจ้อนอย่างนี้คุยกันไปไม่ใคร่สนิทเลย"

ทาร์ซานสาวฝืนหัวเราะ

"ถ้าคุณมีจิตใจบริสุทธิ์ ดิฉันคิดว่าคุณคงไม่นึกคิดอะไร แต่ถ้าคุณมีจิตใจต่ำช้า เฝ้ามองดูดิฉันในด้านกามารมณ์ ดิฉันก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โอ้โฮ ด่าซะเข้าไส้ อ้า-ตามใจเธอเถอะ เธอจะเปลือยอกหรือแก้ผ้าโทงๆ ก็เป็นเรื่องของเธอ ฉันน่ะปลงตกแล้ว จิตใจของฉันสูงพอ"

หล่อนฝืนหัวเราะ

"แต่คุณจ้องมองดิฉันตลอดเวลา"

"ถูกแล้ว ฉันมองดูเธอแล้วก็นึกปลงไปด้วย"

ไพรวัลย์ยิ้มให้ทุกๆ คน

"ดิฉันลาล่ะค่ะ พรุ่งนี้เช้าพบกันใหม่ สวัสดีนะคะ" พูดจบหล่อนก็ลุกขึ้นยืนวิ่งเหยาะๆ กระโดดขึ้นไปยืนเด่นบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ยืดหน้าอกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผยแล้วยกมือทั้งสองป้องปากโห่เสียงลั่น เสียงโห่ของหล่อนนั้นดังกังวานหวานฉ่ำน่าฟัง

"โห่-โอ่โห-โอ่โห"

ไพรวัลย์โห่อยู่สักครู่ คณะพรรคสี่สหายก็ได้ยินเสียงช้างตัวหนึ่งร้องแปร๋แปร้นดังมาแต่ไกลและใกล้เข้ามาทุกที สักครู่เจ้าพลายงายาวสูงประมาณ ๖ ศอกตัวหนึ่งก็เดินดุ่มๆ ออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ใบบัง เจ้าแห้วกำลังทำกับข้าว พอแลเห็นช้างก็เผ่นพลวดลุกขึ้นโกยอ้าวเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งทุกคนลุกขึ้นยืนจับกลุ่มมองดูช้างป่าอย่างหวั่นเกรง

ทาร์ซานสาวร้องตะโกนเรียกช้างของหล่อน

"มานี่โทน ข้าอยู่นี่"

เจ้าพลายงายาวเดินอมยิ้มเข้ามาหาหล่อน แล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ไพรวัลย์ปีนขึ้นไปนั่งบนคอของมัน เจ้าโทนลุกขึ้นพาหล่อนเดินไปจากที่นั่น ทาร์ซานสาวหันมาโบกมือให้คณะพรรคสี่สหาย ทุกคนโบกมือให้หล่อนเช่นเดียวกัน

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

หลังจากสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้รับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ไพรวัลย์ก็ขี่ช้างพลายเพื่อนยากของหล่อนมาหาคณะพรรคสี่สหายตามที่หล่อนนัดไว้ หล่อนแนะนำให้เจ้าโทนรู้จักกับ พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรกเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วโดยทั่วหน้ากัน เจ้าโทนยิ้มแย้มแจ่มใส ยื่นงวงให้จับแสดงกิริยาเป็นมิตรด้วย

"ลุงแปลกใจจริงๆ หลานสาว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับไพรวัลย์ "ทำไมหนูถึงเป็นมิตรกับช้างป่าตัวนี้ได้"

"หนูช่วยชีวิตมันไว้ค่ะคุณลุง เจ้าโทนเป็นช้างที่แตกโขลงมาหากินอยู่ตามลำพังค่ะ วันหนึ่งมันถูกเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งกระโดดเข้าตะปบกัดทางท้าย อ้ายโทนพยายามสบัดเสือให้หลุดก็ไม่เป็นผล มิหนำซ้ำเสือยังกัดบริเวณขาอ่อนที่ก้นของมัน ทำให้เกิดบาดแผลเหวอะหวะ อ้ายโทนร้องลั่นป่าอ่อนเพลียลงไปทุกที พอดีหนูเห็นมันเข้าจึงช่วยอ้ายโทนฆ่าเสือตัวนั้นตาย อ้ายโทนจึงสำนึกในบุญคุณของหนู ยอมตัวเป็นทาสผู้ภักดีต่อหนู ซึ่งเท่ากับว่ามันเป็นเพื่อนร่วมชีวิตของหนูด้วย"

ทุกคนนิ่งฟังเรื่องราวของไพวัลย์ด้วยความสนใจยิ่ง ต่างคนต่างเงยหน้ามองดูเจ้าโทนอย่างพอใจ

"ช้างมันเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่มันรู้จักกตัญญู" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ "ดีกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ทาร์ซานสาวก็ขี่ช้างนำหน้าพาคณะพรรคนั่งรถจี๊บใหญ่ติดตามไป เพราะภูมิประเทศเป็นป่าทึบหรือดงดิบ รถจี๊บจึงเล่นได้ช้ามาก บางแห่งรถก็ตกหล่มลึก ทาร์ซานสาวได้ให้เจ้าโทนของหล่อนช่วยฉุดหรือดันรถ มิตรภาพระหว่างสี่สหายกับไพรวัลย์ได้สนิทสนมกันยิ่งขึ้น ไพรวัลย์มั่นใจแล้วว่า คณะพรรคสี่สหายของเราเป็นสุภาพบุรุษ คงไม่เป็นภัยอันตรายแก่หล่อน

เมื่อเข้าเขตป่าโปร่งแห่งหนึ่ง คณะพรรคสี่สหายก็แลเห็นบ้านพักของทาร์ซานสาวปลูกเป็นกระท่อมเล็กๆ ปรากฏอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บนต้นไม้ต้นนั้นมีลิงทะโมนหลายตัวไต่ยั้วเยี้ยอยู่ตามกิ่งไม้ เมื่อไพรวัลย์โห่ร้องขึ้น ฝูงลิงทะโมนก็พากันกระโดดโลดเต้นและส่งเสียงร้องอื้ออึงแสดงกิริยาดีอกดีใจ

เจ้าแห้วบังคับจี๊บใหญ่คันนั้นหยุดริมลำธารใหญ่สายหนึ่งใกล้ๆ กับที่พักของทาร์ซานสาวนั่นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันลงจากรถ ซึ่งในเวลาไล่ๆ กันไพรวัลย์ก็ลงมาจากคอเจ้าโทนเพื่อนร่วมชีวิตของหล่อน ทาร์ซานสาวไล่เจ้าโทนไปพักผ่อน แล้วเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หล่อนชี้มือไปบนกระท่อมของหล่อนแล้วกล่าวว่า

"นี่แหละค่ะ คฤหาสน์ของดิฉัน"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"เข้าทีมากไพรวัลย์ กระท่อมของเธอกระจุ๋มกระจิ๋มน่าอยู่จริงๆ นับว่าเธอมีความสามารถมากในการสร้างบ้านบนยอดไม้"

ไพรวัลย์หัวเราะเบาๆ

"ดิฉันจำมาจากภาพยนตร์เรื่องทาร์ซานของเมโทรค่ะ แสดงโดย จอนนี่ ไวส์มิ่นเล่อร์และมัวรีน โอซุลลิแวน เคยดูมานานแล้ว และเป็นหนังรอบสอง ดิฉันดูทาร์ซานแล้วก็ใฝ่ฝันอยากจะมีชีวิตในป่าดงพงไพรตลอดมา"

ลิงทะโมนตัวเมียตัวหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาหล่อนและส่งเสียงร้องลั่น ไพรวัลย์ก้มลงอุ้มมันขึ้นมากอด นางลิงก็เหมือนกับลิงทั้งหลาย นอกจากซูกซนแล้วยังทะลึ่งตามประสาลิง มันจ้องมองดูศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขัน แล้วมันก็หัวเราะลั่น ยกมืออุดจมูกแสดงว่าเหม็นเขียว สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างพากันหัวเราะขึ้นอย่างครื้นเครง

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋ กล่าวกับทาร์ซานสาวอย่างเคืองๆ

"ลิงตัวนี้ขายให้ลุงได้ไหมหลานสาว ลุงให้พันบาท" ไพรวัลย์ยิ้มเล็กน้อย

"คุณลุงจะเอาไปเลี้ยงที่กรุงเทพฯ หรือคะ"

"เปล่า-ลุงอยากจะยิงมันทิ้ง"

ไพรวัลย์หัวเราะคี๊ก

"โอ-หนูขายให้คุณลุงไม่ได้หรอกค่ะ นังจิ๋วเป็นเพื่อนที่ดีของหนู หนูรักมันเท่าๆ กับหนูรักเจ้าโทน นังจิ๋วเป็นลิงที่เฉลียวฉลาดมากเชียวค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"แต่ลุงอยากฆ่ามันเหลือเกิน มันทะลึ่งมากไม่รู้จักเด็กผู้ใหญ่"

ทาร์ซานสาวยกมือลูบศีรษะนังจิ๋วด้วยความรักแล้วกล่าวกับทุกๆ คน

"เชิญขึ้นไปพักผ่อนบนกระท่อมของดิฉันก่อนซิคะ ดิฉันมีผลไม้ป่าไว้ต้อนรับมากมายเชียวค่ะ คุยกันสักครู่แล้วดิฉันจะพาไปเที่ยวสุสานช้าง ไปชมนครร้างในบริเวณหุบเขาแห่งหนึ่ง พวกคุณจะได้พบเห็นความประหลาดมหัศจรรย์ในป่าสูงมากมาย เชิญสิคะดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพวกคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองแลเห็นบันไดเชือกก็ทำหน้าเบ้

"พวกเราต้องปีนบันไดเชือกขึ้นไปหรือไพรวัลย์"

"ค่ะ มีทางเดียวเท่านั้นที่จะขึ้นไปบนกระท่อมของหนูได้ก็คือปีนบันไดเชือกขึ้นไป คุณลุงปีนไหวไหมคะ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"อ้ายไหวน่ะเห็นจะไหว แต่พลาดพลั้งตกลงมาก็คงกระดูกออกนอกเนื้อเป็นแน่ ลุงแก่แล้วกำลังวังชามันสู้คนหนุ่มๆ เขาไม่ได้ แล้วก็ลุงอ้วนจนพุงพลุ้ย ไม่ว่องไวปราดเปรียวเหมือนเขา"

ไพรวัลย์พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น หล่อนปล่อยนังจิ๋วให้เกาะบันไดเชือกและให้มันปีนขึ้นไปก่อน ต่อจากนั้นไพรวัลย์ก็พาสี่สหายปีนป่ายบันไดเชือกขึ้นไปยังกระท่อมที่อยู่ของหล่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปีนขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย

กระท่อมหรือบ้านของทาร์ซานสาวมีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดตา นอกจากนี้ยังมีเครื่องใช้ไม้สอยครบครัน เตียงนอนของหล่อนสร้างด้วยไม้ไผ่ มีโต๊ะเก้าอี้ชุดประดิษฐ์ด้วยไม้ไผ่ฝีมือหยาบๆ เช่นเดียวกัน ริมกระท่อมด้านหนึ่งมีม้ายาวสำหรับไพรวัลย์นั่งหรือนอนเล่น ไพรวัลย์เชิญให้แขกของหล่อนนั่งแล้วหล่อนก็นำผลไม้ป่าหลายชนิดมาเลี้ยงต้อนรับ ทำให้คณะพรรคสี่สหายอบอุ่นในไมตรีจิตของหล่อนอย่างยิ่ง หล่อนพูดคุยกับทุกๆ คนอย่างสนิทสนม

ระหว่างที่หล่อนกำลังบรรยายว่า ชีวิตสันโดษของหล่อนนั้นทำให้หล่อนได้รับความสงบสุขอันแท้จริง เสียงระเบิดของกระสุนปืนเล็กยาวนัดหนึ่งก็ดังขึ้น ห่างจากที่พักของหล่อนประมาณ ๓๐๐ เมตรเป็นอย่างมาก

"ปัง"

ไพรวัลย์สะดุ้งเล็กน้อย เปลี่ยนเรื่องพูดทันที

"มีนักล่าสัตว์จำนวนหนึ่งบุกเข้ามาตอนนี้ค่ะ"

พลว่า "อย่าไปสนใจกับเขาเลยไพรวัลย์ เราคุยกันต่อไปเถอะน้องสาว"

ทาร์ซานสาวยิ้มให้นายพัชราภรณ์

"ไม่สนใจไม่ได้ค่ะ สัตว์ป่าส่วนมากล้วนแต่เป็นพรรคพวกของดิฉัน ทุกครั้งที่มีคนมาล่าสัตว์แถบนี้ ดิฉันจะต้องขัดขวางเขาเสมอ" แล้วหล่อนก็ลืมตาโพลง "ตายแล้ว พวกคุณได้ยินเสียงช้างร้องไหมคะ"

นิกรตอบแทนเพื่อนเกลอของเขา

"ได้ยิน"

ไพรวัลย์เผ่นพรวจลุกขึ้นยืน

"อ้ายโทนของดิฉันถูกยิงแน่ๆ เชียวค่ะ ดิฉันจำเสียงของมันได้ดี เสียงที่มันร้องแสดงว่ามันได้รับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง ดิฉันคิดว่าอ้ายโทนคงถูกยิงเพราะผู้ยิงอยากได้งาของมัน"

ทาร์ซานสาววิ่งออกไปจากกระท่อมของหล่อน สาวสวยกระโจนเกาะสายเถาวัลย์เส้นหนึ่ง พาตัวลอยไปในอากาศแล้วโห่ร้องเสียงลั่น

"โห่-โอ๋โฮ โอโห่"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นออกไปยืนรวมกลุ่มกันที่หน้ากระท่อม ไพรวัลย์ห้อยโหยโจนทยานไปตามเส้นเถาวัลย์หายไปในป่าทึบ เสียงปืนเล็กยาวดังขึ้นอีกสองสามมัด แล้วก็มีเสียงช้างร้องอื้ออึงไปทั่วป่า

ความคาดคะเนของทาร์ซานสาวเป็นไปอย่างถูกต้อง เจ้าโทนของหล่อนถูกยิงขาลากไปข้างหนึ่ง ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ นักนิยมไพรชาวพระนคร ๓ คนกับลูกหาบอีก ๕ คนกำลังทำการล่าช้างป่าโขลงนี้เพื่อต้องการงาของมัน ซึ่งช้างป่าทั้งหลายล้วนแต่เป็นเพื่อนหรือเป็นบริวารของไพรวัลย์

เสียงปืนดังกึงก้องอีกหลายนัด ช้างพลายสองตัวตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนของนักล่าสัตว์แล้ว อีกตัวหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ไพรวัลย์โห่ร้องเรียกระดมโขลงช้างป่าทั้งหมดกระจายกำลังกันโอบอ้อมนักล่าสัตว์ หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว กองทัพช้างก็กระทืบลูกหาบตายไป ๓ คน

นักล่าสัตว์ ๓ คนกับลูกหาบ ๒ คน พากันล่าถอยมาทางกระท่อมที่พักของทาร์ซานสาว ซึ่งเป็นบริเวณลานอันกว้างใหญ่ แต่โขลงช้างป่าโอบล้อมเข้ามาทั้งสี่ด้าน และฝูงลิงทะโมนตามต้นไม้ก็พร้อมใจกันร่วมรบกับช้าง คณะนักล่าสัตว์หนีไปยึดหมู่ก้อนหินริมลำธารเป็นที่มั่น นักล่าสัตว์ทั้งสามคนใช้ปืนเล็กยาวระดมยิงช้างอย่างจนตรอก

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนสังเกตการณ์อยู่หน้ากระท่อมบนยอดไม้ด้วยความ ตื่นเต้น เสี่ยหงวนหันมาพูดกับนิกรเบาๆ

"แกเอาข้างไหนชนะ ช้างหรือคน"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"กันว่าช้างชนะว่ะ"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"กันก็ว่าอย่างนั้น นักล่าสัตว์คนหนึ่งหมดกระสุนแล้ว ยืนดูบนนี้เห็นชัดดีโว้ย โน่น...ไพรวัลย์ขี่ช้างนำช้างป่าหลายตัวบุกออกมาทางขวาโน่นเห็นไหม"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วหัวเราะชอบใจ

"วิเศษแท้ เป็นบุญตาของพวกเราโว้ย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก็พึ่งจะได้เห็นช้างกระทืบคนวันนี้แหละ ดีเหมือนกันนักล่าสัตว์ก็ควรจะเปิดโอกาสให้สัตว์มันล่าบ้าง"

ช้างป่าประมาณ ๕๐ เชือก และลิงทะโมนไม่ต่ำกว่า ๒๐ ตัว ต่างโอบอ้อมนักล่าสัตว์กับลูกหาบทั้ง ๕ คนไว้อย่างหนาแน่น เมื่อทาร์ซานสาวโห่ขึ้นเป็นสัญญาณ ช้างและลิงก็ส่งเสียงร้องอื้ออึงวิ่งประดาหน้ากันเข้าไปหานักล่าสัตว์ผู้เคราะห์ร้าย การตะลุมบอนอย่างดุเดือดเกิดขึ้นแล้ว

นักล่าสัตว์ทั้ง ๓ คน ช่วยกันระดมยิงช้างเป็นครั้งสุดท้าย คนหนึ่งใช้ปืนพกแทนปืนเล็กยาว ช้างตัวหนึ่งถูกยิงล้มกลิ้ง แต่แล้วกองทัพช้างและลิงทะโมนก็เข้ามาถึงตัวนักล่าสัตว์กับลูกหาบ

การล่ามนุษย์ได้เป็นไปอย่างอุตลุด ช้างช่วยกันแทงและกระทืบมนุษย์ทั้ง ๕ คน นักล่าสัตว์คนหนึ่งถูกช้างพลายตัวหนึ่งจับฟาดกับก้อนหินมันสมองแหลกเหลวซี่โครงยุบ ลูกหาบคนหนึ่งถูกช้างโยนขึ้นไปบนอากาศ พอหล่นลงมาช้างอีกตัวหนึ่งก็ดีดลูกส้นซ้ำ

ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที นักล่าสัตว์ทั้ง ๓ คนและลูกหาบ ๒ คนก็จบชีวิต เนื้อตัวเละเทะไปตามกัน บรรดาช้างป่าต่างส่งเสียงร้องแปร๋แปร้นลั่นไปหมด ทาร์ซานสาวกระโดดลงมาจากคอช้าง หล่อนวิ่งเข้าไปหาเจ้าโทนเพื่อนยากของหล่อนซึ่งนอนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ไพรวัลย์แลเห็นรูกระสุนปืนที่โคนขาหลังข้างขวาของมันสาหัสมาก เจ้าโทนหมดเรี่ยวแรง นอนหมอบนิ่งเฉยน้ำตาไหลพรากและสูดปากเบาๆ แสดงความเจ็บปวดรวดเร้า บรรดาโขลงช้างป่าและลิงทะโมนต่างแยกย้ายกันกลับไป คงทิ้งศพช้างพังไว้หนึ่งเชือก การปะทะกับนักล่าสัตว์ ช้างป่าถูกยิงตาย ๓ เชือก อีก ๒ เชือกบาดเจ็บสาหัส คือเจ้าโทนกับเพื่อนของมัน แต่เพื่อนของเจ้าโทนทนบาดเจ็บไม่ไหวก็สิ้นใจตายไปแล้ว

บริเวณลานกว้างสงบเงียบแล้ว ศพของนักล่าสัตว์ทั้ง ๓ คน และลูกหาบ ๒ คน นอนตายอยู่เกลื่อนกลาดตามริมลำธาร ไพรวัลย์ผละจากเจ้าโทน เงยหน้าขึ้นมองไปที่กระท่อมบนยอดไม้ของหล่อน

"ลงมาซีคะ" หล่อนตะโกนเรียกคณะพรรคสี่สหาย

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างปีนป่ายบันไดเชือกลงมาสู่พื้นดิน ทุกคนตรงเข้ามาหาทาร์ซานสาว

"คุณหมอ" ไพรวัลย์กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มด้วยความห่วงใยเจ้าโทนของหล่อน "ช่วยเจ้าโทนหน่อยซีคะ มันถูกยิงโคนขาขวาอาการสาหัสมาก"

ดร. ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ฉันไม่ใช่สัตวแพทย์ แต่ฉันก็จะพยายามช่วยเหลืออ้ายโทนจนสุดความสามารถ"

ทาร์ซานสาวยิ้มออกมาได้

"ขอบคุณค่ะ ถ้าอ้ายโทนตายดิฉันคงจะเสียใจมากทีเดียว"

ดร. ดิเรก เดินเข้ามาหยุดยืนข้างขาหลังข้างขวาของเจ้าพลายงายาว แล้วพิจารณาดูรูกระสุนปืน ซึ่งเป็นกระสุนขนาดใหญ่สำหรับยิงช้างโดยเฉพาะ ถึงแม้นายแพทย์หนุ่มไม่ได้ตรวจถี่ถ้วน อาการของเจ้าโทนก็บอกให้เขารู้ดีว่ามันได้รับบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากกระสุนถูกอวัยวะภายใน อันเป็นส่วนสำคัญของ ร่างกาย ดร. ดิเรก มีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปรกติ นิกรเดินเข้ามายืนเคียงข้างนายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวถามเบาๆ

"มีหวังไหมหมอ"

ดร. ดิเรกยิ้มเศร้าๆ

"ออไร๋ มีหวัง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์"

ไพรวัลย์พูดโพล่งขึ้นทันที

"มีหวังรอดตายน่ะหรือคะคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหันมามองดูหล่อน

"โน-มีหวังตายไม่ใช่มีหวังรอดตาย กระสุนปืนถูกอวัยวะภายในของมันแน่ๆ ฉันเสียใจจริงๆ ที่ไม่อาจจะให้ความช่วยเหลือมันได้"

ทาร์ซานสาวยืนนิ่งเฉย น้ำตาของหล่อนไหลคลอ หล่อนมองดูเจ้าโทนด้วยความรักและสงสาร เสี่ย หงวนกล่าวกับ ดร. ดิเรก ด้วยเสียงหนักๆ

"ดิเรก พยายามช่วยมันหน่อยซีวะ สมมุติว่าลูกปืนถูกตับหรือม้ามมันแตก แกก็ควรเปลี่ยนตับหรือม้ามให้มันใหม่ ช้างป่าถมเถไป ฆ่ามันสักตัวหนึ่ง เอาเครื่องในมาเปลี่ยนให้อ้ายโทน"

ดร. ดิเรก สั่นศีรษะ

"ถ้าจะทำผ่าตัดอย่างนี้ ก็ต้องมีเครื่องผ่าตัดใหญ่มาด้วย หรือไม่ก็ต้องช่วยกันเอาอ้ายโทนไปกรุงเทพฯ "

นิกรว่า "ก็เอาซี เราช่วยกันทำเปลหาม เอาอ้ายโทนใส่เปลช่วยกันหามมันไปกรุงเทพฯ หรือให้มันขี่คออ้ายหงวนไปก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับนิกร

"แกพูดอะไรเป็นเล่นเสมอ" แล้วท่านก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม "ไม่มีทางหรือดิเรก"

"ครับ มันคงสิ้นใจตายภายในครึ่งชั่วโมงนี้"

ไพรวัลย์ร้องไห้กระซิกๆ พลยกมือขวาโอบหลังหล่อนแล้วปลอบโยนหล่อน

"อย่าเสียใจให้มากนักน้องสาว สัตว์หรือมนุษย์ทั้งหลายเกิดมาแล้วก็ต้องตายเหมือนกันทั้งนั้น ถึงคราวของอ้ายโทนมันแล้ว"

ทาร์ซานสาวยกมือทั้งสองโอบรอบคอพล แล้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"คุณพลขา อ้ายโทนคือเพื่อนยากของดิฉัน"

พลยิ้มและยักคิ้วให้เพื่อนเกลอของเขา คล้ายกับจะอวดว่าไพรวัลย์กำลังกอดเขา เจ้าแห้วทำบุ้ยใบ้บอกให้พลจูบหล่อน แต่นายพัชราภรณ์สั่นศีรษะไม่กล้าพอที่จะทำเช่นนั้น กิมหงวนบ่นกับนิกรเบาๆ

"หน็อย ทีเราถูกตัวนิดเดียวว่าเรา ทีอ้ายพลไม่ยักว่า"

ต่างคนต่างพากันมองดูเจ้าโทนด้วยความเวทนาสงสารมัน เจ้าโทนร้องครางโอดโอยตลอดเวลา บางทีก็สูดปากขมวดคิ้วนิ่วหน้า ไพรวัลย์คลายมือที่กอดคอพลออก เดินเข้ามาหยุดยืนชิดตัวเจ้าโทน แล้วยกมือสวมกอดงวงมันแสดงความเศร้าเสียดายมันอย่างสุดซึ้ง

"โทนเอ๋ย เพื่อนยากของข้า จงแข็งใจเดินไปตายที่สุสานของเจ้าเถิด"

กิมหงวนกล่าวถามหล่อนอย่างเป็นงานเป็นการ

"สุสานช้างอยู่ไกลจากนี่ไหมเธอ"

"ในราวสองกิโลเมตรค่ะ"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"แย่เลย ฉันคิดว่าเป็นการทรมานมันมากเกินไป กว่ามันจะเดินไปถึงสุสาน ให้มันนอนตายที่นี่ไม่ดีหรือ"

ทาร์ซานสาวสะอื้นเบาๆ

"ถ้ามันตายที่นี่ ศพของมันก็จะตกเป็นเหงื่อแร้งกา น่าทุเรศมาก"

"ก็เราช่วยกันต่อโลงใส่ศพมันซีจ๊ะ แล้วช่วยกันเผาให้เรียบร้อย"

ไพรวัลย์ไม่เห็นด้วย หล่อนยกมือตบตะพองข้าง แล้วกล่าวกับช้างแสนรู้ของหล่อน

"ไปซีเจ้าโทน จงไปตายยังที่ของพวกเจ้า"

เจ้าโทนขบกรามกรอด รวบรวมกำลังลุกขึ้นด้วยความยากเย็น มันเดินโซซัดโซเซไปจากที่นั้น ทาร์ซานสาวพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามไป ทุกคนเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรเลย

ในที่สุด ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง เจ้าโทนก็มาถึงขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่ง มองแลเห็นธารน้ำตกอันเป็นภาพสวยงามมาก กระแสน้ำตกทำให้เกิดเป็นลำธารกว้างใหญ่คดเคี้ยวไปมา น้ำในลำธารเชี่ยวมาก อ้ายโทนเดินบุกเข้าไปข้างลำธารนั้น เดินเฉียดน้ำตกเข้าไปในถ้ำใหญ่ อันเป็นที่มิดชิดเร้นลับ รู้กันแต่ในหมู่ช้างป่าเท่านั้น ทุกคนติดตามเจ้าโทนเข้าไป

ทางเดินในถ้ำเป็นทางธรรมชาติสวยงามมาก ลึกเข้าไปจากปากถ้ำราว ๕๐ เมตร ก็ถึงบริเวณกว้างใหญ่และมีแสงสว่างส่องลงมาจากเบื้องบน ช่วยให้เห็นโครงกระดูกช้าง ซึ่งนอนตายอยู่เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ช้างพลายงายาวสามสี่ตัวทำหน้าที่เป็นยามเฝ้า เมื่อมันเห็นทาร์ซานสาวมันก็ส่งเสียงร้องอื้ออึง ทำให้คณะพรรคสี่สหายอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ไพรวัลย์บอกให้รู้ว่า

"ไม่ต้องกลัวค่ะ ช้างที่เป็นยามรักษาถ้ำก็คือบริวารของดิฉัน ถ้ำนี้มีช้างผลัดเปลี่ยนกันมาเป็นยามตลอดเวลา ถ้าคนอื่นบุกรุกเข้ามาในถ้ำนี้ จะถูกช้างทำร้ายทันที"

เจ้าโทนเดินโซเซเข้าไปกลางกลุ่มซากศพช้าง อาการของมันเพียบแปร้ถึงที่สุดแล้ว แต่ถึงกระนั้นอ้ายโทนก็ยังสามารถชูงวงขึ้นคำนับทาร์ซานสาวและคณะพรรคสี่สหายเหมือนกับว่ามันจะกล่าวคำอำลา แล้วเจ้าโทนก็ล้มฮวบลงนอนหงายชักดิ้นชักงออยู่สักครู่จึงขาดใจตายอย่างองอาจและสง่าสมศักดิ์ศรีของช้าง ไพรวัลย์ร้องไห้โฮ หล่อนพร่ำรำพันถึงเพื่อนยากของหล่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรก ต่างช่วยกันปลอบโยนทาร์ซานสาว

"หักห้ามใจเสียเถิดหลานสาว ถึงจะเศร้าโศกเสียใจอย่างไร อ้ายโทนก็ไม่ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับหล่อน

อาเสี่ยว่า "ถ้าเธอไม่รังเกียจ ฉันก็ปวารณาตัวอยู่เป็นเพื่อนเธอแทนอ้ายโทนนับแต่นี้เป็นต้นไป เธอจะขี่คอหรือขี่หลังฉันต่างอ้ายโทนฉันก็ไม่รังเกียจ ขอให้ฉันได้อยู่ใกล้ๆ เธอเท่านั้น

ไพรวัลย์สั่นศีรษะ

"ไม่ค่ะ ดิฉันเชื่อว่าอ้ายโทนมันซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อดิฉันยิ่งกว่าอาเสี่ย ขืนให้อาเสี่ยอยู่กับดิฉัน ไม่ช้าทาร์ซานน้อยก็คงจะเกิดขึ้น"

กิมหงวนยิ้มอายๆ

"ก็ดีสิจ๊ะ เธอจะได้ชื่นชมกับทาร์ซานตัวเปี๊ยกๆ สัก ๑๐ ปี เท่านั้น ทาร์ซานตัวเล็กๆ คงจะเจี๊ยวจ๊าวยั้วเยี้ยเต็มป่าไปหมด"

คณะพรรคสี่สหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงอ้ายโทนและความสวยสดงดงามของถ้ำใหญ่นี้ สักครู่ไพรวัลย์ก็กล่าวกับสี่สหาย

"ถ้าพวกคุณจะต้องการงาช้างในถ้ำนี้ละก้อ เชิญขนเอาไปเถอะค่ะ ดิฉันอนุญาต"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ทิ้งมันไว้ให้เป็นสมบัติของเธอเถอะ เธอกลับไปกรุงเทพฯ เมื่อไร เธอก็เป็นมหาเศรษฐีเมื่อนั้น เพราะงาช้างคู่หนึ่งเป็นเงินจำนวนหมื่น ไม่ใช่ถูกๆ "

ไพรวัลย์ว่า "ดิฉันไม่เคยคิดที่จะกลับกรุงเทพฯ หรอกค่ะ ที่ตายของดิฉันอยู่ที่นี่ ดิฉันเชื่อว่าสุขอื่นนอกจากความสงบนั้นไม่มี"

ทาร์ซานสาวพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเที่ยวชมถ้ำใหญ่โดยรอบ หลังจากนั้นทุกคนก็ออกไปจากถ้ำสุสานช้าง และย้อนกลับไปยังที่พัก

ในชั่วโมงต่อมา

รถจี๊ปใหญ่ได้พาคณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วและทาร์ซานสาวบุกป่าฝ่าดงมุ่งตรงไปยังบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใจกลางดงพญาเย็น พล พัชราภรณ์ ทำหน้าที่ขับรถคันนี้นั่งคู่กับทาร์ซานสาว นอกนั้นนั่งรวมกันอยู่ในรถ ภูมิประเทศบางแห่งเป็นป่าโปร่งและบางแห่งก็เป็นป่าทึบ แต่รถจี๊ปใหญ่ก็สามารถบุกเบิกไปได้ เมื่อรถจี๊ปพ้นเขตป่าทึบเข้าสู่ที่ราบสูงแห่งหนึ่ง อันเป็นทุ่งหญ้าเวิ้งว้างกว้างขวาง ทุกคนก็แลเห็นหมู่ขุนเขาหลายลูกแลสลับซับซ้อนปรากฏอยู่เบื้องหน้า ไพรวัลย์อธิบายให้พล ทราบว่า บริเวณหุบเขาแห่งหนึ่งนั้นเป็นที่ตั้งของนครเก่าแก่ซึ่งมีอายุนับพันปีมาแล้ว

ภายในทุ่งหญ้ามีสัตว์ป่านานาชนิด กวาง, ละมั่ง, อีเก้ง สัตว์เหล่านี้แลเห็นรถจี๊ปมันก็ตกใจวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง ไพรวัลย์ว่าสัตว์ป่าเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมิตรของหล่อน มิตรภาพระหว่างมนุษย์กับสัตว์จะเกิดขึ้นได้ ถ้ามนุษย์มีความรักใคร่เมตตาปรานีมัน แล้วหล่อนก็ประนามนักล่าสัตว์ทั้งหลายที่แสวงหาความสุขจากชีวิตและเลือดเนื้อของสัตว์ป่า ไพรวัลย์ว่าหล่อนพอใจมาก เมื่อแลเห็นนักล่าสัตว์ถูกเสือกัด ถูกช้างกระทืบตาย

ในที่สุด ด้วยการนำทางของทาร์ซานสาว จี๊ปใหญ่ก็แล่นผ่านช่องเขาแห่งหนึ่ง อันเป็นทางลดเลี้ยวไปมา ตัดออกบริเวณหุบเขาอันกว้างขวาง มีภูเขาล้อมรอบ และปกคลุมด้วยป่าไม้ ทาร์ซานสาวบอกให้พลหยุดรถใกล้บึงเล็กๆ แห่งหนึ่ง

"เราลงรถที่นี่แหละค่ะ เดินไปอีกไม่ถึงกิโลเมตรก็ถึงนครร้าง"

ทุกคนพากันลงจากรถ พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะพายปืนเล็กยาวคนละกระบอกส่วนเจ้าแห้วสะพายปืนกลมือแบบท็อมป์สัน คณะพรรคสี่สหายยืนจับกลุ่มสนทนากันสักครู่ ไพรวัลย์ก็พาทุกคนบุกเข้าป่ามุ่งตรงไปยังนครร้างซึ่งหล่อนเล่าให้ฟังว่า เป็นนครเก่าแก่จมอยู่ในพื้นดินเป็นส่วนมาก แต่ยังมีปราสาทพระราชวัง ซึ่งสร้างจากศิลาสวยงามกว่านครวัตหรือปราสาทหินพิมายปรากฏให้เห็นอยู่หลายแห่ง

บริเวณป่าในหุบเขาแห่งนี้เยือกเย็นผิดปกติ ได้ยินแต่เสียงลมพัดและเสียงนกร้อง เมื่อมาถึงบริเวณนครร้างทุกคนก็รู้สึกแปลกใจไปตามกัน ทรากปรักหักพังหลายแห่งจมอยู่ในดิน พอสังเกตเห็นได้ว่ามันคือปราสาทหิน บางแห่งก็ยังอยู่ในสภาพเรียบร้อย ลวดลายที่แกะสลักไว้ฝีมือประณีตงดงามมาก

ไพรวัลย์พาคณะพรรคสี่สหายมาหยุดยืนเบื้องหน้าปราสาทหินหลังหนึ่ง ซึ่งส่วนล่างของมันจมอยู่ใต้พื้นดิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาวางบนบ่าซ้ายของพลแล้วกล่าวว่า

"เมืองร้างนี้คงยังไม่มีใครพบเห็นเป็นแน่ กลับไปกรุงเทพฯ เราควรจะแจ้งให้กรมศิลปากรทราบ แกรู้สึกยังไงบ้างพล ฝีมือสร้างปราสาทหินนี้งดงามมากไม่ใช่หรือ"

"ครับ สวยมากทีเดียว แต่คงไม่ใช่ฝีมือขอม"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"โน่-นี่คือศิลปกรรมของชาวอินเดียแน่ๆ ขอมก็ได้วิชานี้มาจากอินเดียเหมือนกัน แต่มาดัดแปลงใหม่"

ไพรวัลย์ยิ้มให้สี่สหาย

"ดิฉันเคยมาเที่ยวชมเมืองร้างที่นี่หลายครั้งแล้วค่ะ รู้สึกว่าที่นี่ร่มเย็นสงบเงียบดีมาก แต่ไม่มีอาหารสำหรับดิฉันคือผลไม้ป่า ส่วนสัตว์ป่าซึ่งเป็นสัตว์เล็กๆ นั้นมีอยู่มาก เช่นกวาง, อีเก้ง"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เสือมีไหมจ๊ะไพรวัลย์"

ทาร์ซานสาวหันมาทางนายจอมทะเล้น

"เสือหรือคะ ดิฉันไม่เคยพบมันหรอกค่ะ แต่คิดว่าคงมีบริเวณป่าทุกแห่งที่อยู่ใกล้ภูเขาก็ต้องมีเสือทั้งนั้น"

นิกรยิ้มแห้งๆ มองซ้ายมองขวาแล้วกล่าวว่า

"ถ้ายังงั้นเพื่อความปลอดภัยของเรา เธอโห่เรียกช้างป่ามาสักโขลงไม่ดีหรือจ๊ะ จะได้มาคุ้มกันเรา"

ไพรวัลย์หัวเราะ

"แถวนี้ไม่มีช้างหรอกค่ะ แล้วก็ถ้าเราถูกเสือรุกราน ดิฉันจะสู้กับมันเอง เสือเป็นเจ้าป่ามีกำลังแข็งแรง มีเขี้ยวเล็บเป็นอาวุธก็จริง แต่มันไม่เก่งไปกว่าเราหรอกค่ะ เพียงแต่เรามีมีดพกเล่มเดียวเท่านั้น แต่เราจะต้องมีกำลังใจเข้มแข็งกว่ามัน"

นิกรทำหน้าเบ้

"เธอสามารถผิดมนุษย์ อย่างฉันยังงี้เพียงได้ยินเสียงมันร้องไกลๆ ก็ดีฝ่อแล้ว ที่เขาดินมันอยู่ในกรงฉันยังปอดลอย กลัวว่ามันจะพังกรงออกมา"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร. ดิเรกถ่ายภาพเมืองร้างไว้หลายภาพ และแอบถ่ายภาพทาร์ซานสาวไว้ด้วยโดยที่หล่อนไม่รู้สึกตัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"เราควรจะบุกเข้าไปในประสาทหลังนี้ เพื่อดูความสวยงามของมัน"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"ไปซีครับ ผมก็เป็นนักโบราณคดีเหมือนกัน พวกเราโชคดีมากที่ได้มาเห็นนครร้างที่นี่ บางทีเราอาจจะพบเจ้าหญิงและชาวเมืองที่ถูกสาบกลายเป็นหินอยู่ตามปราสาทเหล่านี้ก็ได้ เราจะได้ช่วยกันหาวิธีแก้ คำสาปช่วยให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง

"นั่นมันเรื่องนิทานโว้ย" พลพูดพลางหัวเราะ แล้วหันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว "นำหน้าอ้ายแห้ว พาพวกเราเข้าไปในปราสาทนี้"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทานอย่าให้ผมรับหน้าที่นี้เลยครับ แฮ่ะ แฮ่ะ รู้สึกเสียวๆ ยังไงชอบกล"

ไพรวัลย์กล่าวขึ้นทันที

"ไปสิคะ ตามดิฉันเข้าไป"

ทาร์ซานสาวเดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วผ่านประตูปราสาทเข้าไป บานประตูทั้งสองบานพังไปหมดแล้ว เพราะความแก่ชราของมัน ภายในปราสาทเป็นห้องโถงใหญ่ แบบพระที่นั่งในสมัยโบราณ ทุกคนแลเห็นแท่นหินตั้งอยู่กลางปราสาทนั้น คล้ายกับที่ประทับของกษัตริย์ในเวลาออกขุนนางปราสาทนี้ หลังคาและเครื่องบนไม่มีเพราะชำรุดผุพังไปหมด แสงแดดส่องลงมาทั่วปราสาท ภาพในปราสาทมีต้นเถาวัลย์และต้นไม้เล็กๆ ปกคลุมไปทั่ว สายเถาวัลย์เกาะพักกับผนังปราสาทเป็นที่อยู่อาศัยของนกเล็กๆ

นิกรปราดขึ้นไปนั่งบนแท่นหินนั้น วางท่าให้สง่าและเก๊กหน้าให้ดุๆ เขากระแอมลั่น แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"เฮ้ย-ขุนนางทั้งหลาย ใครมีข้อราชการอะไรก็ว่ามา"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ระวังเหาจะขึ้นกบาลแก"

นิกรสะดุ้งรีบเผ่นลงมาจากแท่นหินนั้นและยกมือเกาศีรษะ

"ชักคันแล้วโว้ย อ้า-อยากรู้เหลือเกินว่าเมืองนี้สร้างขึ้นเมื่อครั้งใด แต่อย่างน้อยก็คงไม่ต่ำกว่า ๑,๕๐๐ ปี"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"รับประทานงู"

ทุกคนสะดุ้งเฮือก จงอางยักษ์ตัวหนึ่งตัวยาวประมาณ ๓ เมตร เลื้อยออกมาจากแท่นหินนั้นแล้วชูคอของมันขึ้นแผ่แม่เบี้ยหราในท่าทางดุร้าย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วถอยหลังกรูด ส่วน ไพรวัลย์ทาร์ซานสาวยืนนิ่งเฉย จ้องตาเขม็งมองดูพญางูตัวนั้น

นิกรกระซิบถามพ่อตาของเขา

"งูงวงช้างใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"จงอางโว้ย"

"อุ๊ยตาย" นิกรครางแล้วร้องเรียกทาร์ซานสาว "ถอยมานี่ไพรวัลย์ นั่นคืองูจงอางไม่ใช่งูหลามหรืองูงวงช้าง"

ไพรวัลย์กระชากมีดพกคู่มือออกมาถือกระชับมั่น จงอางขู่ฟ่อแล้วลดตัวลงเลื้อยเข้ามาหาหล่อนอย่างรวดเร็ว มันชูคอขึ้นอีกพร้อมกับแผ่แม่เบี้ยเพื่อจะฉกหล่อน ทาร์ซานสาวยกมีดพกขึ้นฟันมันเต็มเหนี่ยว

"ฉัวะ"

คมมีดถูกคองูตอนที่ต่ำกว่าแม่เบี้ยเกือบขาดออกเป็นสองท่อน พญางูลดตัวลงดิ้นทุรนทุราย เลือดที่รอยมีดไหลทะลัก ไพรวัลย์ไม่ได้สนใจกับมันอีก เก็บมีดพกใส่ไว้ในซองแล้วหมุนตัวกลับเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"งูเห่าหรืองูจงอางในดงพญาเย็นมีชุกชุมมากเชียวค่ะ" หล่อนพูดยิ้มๆ "แต่ดิฉันไม่กลัวมันเลย"

ทุกคนมองดูหล่อนอย่างเลื่อมใส

"เธอเก่งมากทีเดียว" พลกล่าวชมหล่อนด้วยความจริงใจ "พวกเรามีปืนยังไม่กล้ายิงมัน เธอคงเคยฆ่างูจงอางด้วยวิธีนี้มามากแล้ว"

"เปล่าค่ะ ถ้าตัวขนาดเล็ก ดิฉันก็ใช้มือจับคอมันบีบจนกว่ามันจะขาดใจตาย แต่ตัวโตๆ อย่างนี้ต้องใช้มีดฟันหรือใช้ไม้ตีมันค่ะ งูเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายก็จริง แต่มันโง่กว่าคนเรามาก ดิฉันสามารถสู้งูจงอางได้เพียงแต่มีกิ่งไม้ยาวประมาณหนึ่งเมตรสักอันเดียวเท่านั้น"

อาเสี่ยมองดูหล่อนอย่างชื่นชม

"เธอดำรงชีวิตอยู่ในป่านี้ได้ก็เพราะเธอกล้าหาญ เธอเคยสู้กับหมีบ้างหรือเปล่าจ๊ะไพรวัลย์"

"หมีหรือคะ เคยสู้กับมันหลายตัวแล้ว"

"ปล้ำกับมัน" ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"เปล่าค่ะ ดิฉันใช้มีดพกขว้างหน้าอกมัน หรือมิฉะนั้นก็เอาไม้ไผ่ลำเล็กๆ ยาวสักสองวา เสี้ยมปลายให้แหลมยื่นเข้าไปให้หมี หมีมันโง่ค่ะ เมื่อเรายื่นไม้ไปให้มันแทนที่มันจะป้องปัด มันกลับจับไม้และสาวไม้เข้ามาหาตัวเรา ปลายไม้ก็แทงหน้าอกของมันเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ฉลาดมากหลานสาว อย่างนี้อยู่ป่าได้อย่างสบาย"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ทุกคนพากันออกไปจากปราสาทหลังนั้นและเดินชมโบราณวัตถุแห่งนครร้างต่อไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นเต้นสนใจมาก ท่านขอร้องให้ ดร. ดิเรก ถ่ายภาพไว้ให้มากที่สุด แล้วก็ถ่ายรูปหมู่รวมกันโดยให้เจ้าแห้วเป็นคนถ่าย

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็ได้พบปราสาทใหญ่อีกหลังหนึ่งซึ่งเป็นปราหินและจมอยู่ใต้พื้นดิน มีช่องทางแคบๆ เหมือนอุโมงลงสู่ใต้ดินนั้น ทุกคนหยุดยืนรวมกลุ่มปรึกษาหารือกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวนลงไปสำรวจปราสาทหลังนี้

"ลงไปเถอะวะ บางทีพวกเราอาจจะได้สมบัติอันมหาศาลของอดีตกษัตริย์แห่งนครนี้ก็ได้"

กิมหงวนฝืนหัวเราะ

"ผมกลัวจะพบจงอางหรืองูเห่าน่ะซีครับ"

ไพรวัลย์พูดเสริมขึ้น

"เอาเถอะค่ะ ถ้าพบมันดิฉันจะสู้กับมันเอง ดิฉันอยากจะลงไปสำรวจเหมือนกัน รู้สึกว่าใต้ปราสาทนี้คงจะกว้างขวางไม่น้อย ดิฉันแปลกใจจริงๆ ที่เมืองเก่าแก่เมืองนี้จมลงไปในดิน"

ดร. ดิเรกยิ้มให้หล่อน

"ก็ไม่เห็นจะน่าแปลกอะไร เมืองนี้อาจจะสร้างมาก่อนพุทธกาลก็ได้ ที่จมลงไปใต้ดินก็เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวอย่างร้ายแรง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เมืองไทยเราไม่มีภูเขาไฟ ทำไมถึงจะเกิดแผ่นดินไหวล่ะหมอ"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"แต่ประเทศใกล้เคียงเรามีภูเขาไฟนี่นา การระเบิดของภูเขาไฟอย่างรุนแรงก็ทำให้แผ่นดินไหวไปไกล"

สนทนากันอีกสักครู่ ทาร์ซานสาวก็พาคณะสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินผ่านประตูประสาทหินอันชำรุดหักพังลงสู่ใต้พื้นดิน ทุกคนเงียบกริบ และต่างก็ระวังตัวกลัวงูเห่าหรืองูจงอาง ภายในปราสาทซึ่งจมอยู่ใต้พื้นดินนั้นมีห้องหับหลายห้อง เบื้องบนมีโพรงหรือปล่องหลายแห่ง แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมา ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ

ไพรวัลย์พาทุกคนเขาไปในห้องๆ หนึ่ง จากแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ ทำให้ทุกคนแลเห็นรูป แกะสลักของฤาษีองค์หนึ่งนั่งขัดสมาธิหลับตาประนมมืออยู่ริมผนัง พระวรกายของฤาษีเต็มไปด้วยฝุ่นละออง เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องมองดูพระดาบสด้วยความสนใจยิ่ง

"วิเศษมาก" ท่านเจ้าคุณพึมพัมเบาๆ "ฝีมือแกะสลักนี้เป็นศิลปกรรมอันเลอเลิศ ซึ่งช่างสมัยนี้ทำไม่ได้แน่นอน ดูซี ทุกสัดทุกส่วนเหมือนกับมนุษย์จริงๆ คนโบราณเป็นช่างแกะสลักที่มีความอุสาหะมานะอย่างยิ่ง เพราะสมัยนั้นไม่มีเครื่องมือทันสมัย นอกจากเหล็กสกัดเท่านั้นเอง กว่าจะแกะฤาษีองค์นี้ได้ก็คงใช้เวลาแรมปี"

"ออไร๋ ออไร๋" ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย "โยคีองค์นี้แบบอินเดียแน่ๆ ขมวดผมมวยไว้กลางกระหม่อมและไว้หนวดเครารุงรัง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าแห้วและไพรวัลย์ต่างเข้ามายืนห้อมล้อมองค์ฤาษีในระยะใกล้ชิด กิมหงวนทรุดตัวลงนั่งยองๆ จ้องมองดูพระพักตร์พระมุนี แล้วอาเสี่ยก็เอื้อมมือขวาจับเคราพระฤาษีกระตุกเต็มแรง ซึ่งเขาทำไปด้วยความคะนองไม่มีเจตนาอะไร

แล้วอาเสี่ยก็ขมวดคิ้วย่น เงยหน้ามองดูพรรคพวกของเขา

"เคราพระฤาษีเหมือนเคราจริงๆ ว่ะ แข็งขนาดขนหางม้า"

นิกรหัวเราะหึๆ

"อ้ายเวร เขาแกะสลักด้วยหินมองเห็นอยู่ทนโท่"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ไม่ใช่หินแกลองจับดูซี"

นายจอมทะเล้นรีบทรุดตัวนั่งข้างอาเสี่ย แล้วเอื้อมมือจับเคราพระฤาษี พอรู้สึกว่าเครานั้นอ่อนนุ่ม นิกรก็ลองกระตุกเคราเล่น ทันใดนั้นเอง พระฤาษีก็ทำปากหมุบหมิบกล่าวขึ้นเบาๆ

"อ้ายหลานชาย การกระทำเช่นนี้เป็นความสุขของเจ้าหรือ"

นิกรกับกิมหงวนใจหายวาบ ต่างเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน ทุกคนอกสั่นขวัญแขวงรีบล่าถอยออกมา พลร้องขึ้นดังๆ

"ท่านเป็นมนุษย์ ไม่ใช่รูปแกะสลัก"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องนั้น ไพรวัลย์กล่าวกับพลด้วยสีหน้าตื่นเต้น

"ท่านเป็นมนุษย์จริงๆ แหละค่ะ ท่านคือผู้วิเศษหรือพระฤาษี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับสี่สหาย

"เข้าไปกราบท่านเถอะพวกเรา อย่างน้อยลอตเตอรี่งวดวันที่ ๒๐ นี้ พวกเราคงจะถูกกินรวบจมไปตามกัน"

ครั้นแล้วทุกคนก็เดินเข้าไปหาฤาษี ต่างคนต่างนั่งพับเพียบเรียบร้อย กิมหงวนเอื้อมมือเขี่ยแขนมุนีแล้วร้องเรียก

"คุณตา คุณตาครับ"

พระฤาษีค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก นัยน์ตาของท่านฝ้าฟางเป็นน้ำข้าวแล้ว แต่ถึงกระนั้นประกายนัยน์ตาก็แสดงความมีอำนาจหรืออิทธิฤทธิ์และแฝงไว้ซึ่งความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกทั้งหลาย ทุกคนต่างก้มลงกราบพระฤาษีแสดงความเคารพอย่างสูง

นิกรยิ้มให้ท่าน

"แฮ่ะ แฮ่ะ คุณตากรุณายกโทษให้หลานเถอะนะครับ เท่าที่หลานกระตุกหนวดคุณตาเล่นก็เพราะคิดว่าคุณตาไม่ใช่คน"

พระฤาษีสะดุ้งเล็กน้อย

"อ้าว ข้าไม่ใช่คนแล้วข้าจะเป็นอะไร"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ผมหมายถึงรูปแกะสลักครับ ขี้ฝุ่นมันเกาะคุณตาจนท่วมตัว ใครเห็นก็ต้องคิดว่ารูปปั้นหรือรูปแกะสลัก อ้า-คุณตาถ้าจะไม่ได้อาบน้ำมานานแล้ว"

พระมุนียิ้มเล็กน้อย

"ข้านั่งเข้าฌานอยู่ในห้องนี้มา ๓,๐๐๐ กว่าปีแล้วอ้ายหลานชาย ข้าหลับตาบริกรรมอยู่อย่างนี้ ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย"

"โอ้โฮ" อาเสี่ยร้องขึ้นดังๆ "ถ้าเช่นนั้นนครร้างนี้ก็มีอายุมากกว่า ๓,๐๐๐ ปีน่ะสิครับ"

"ถูกแล้ว อุตรนครมีอายุถึง ๓,๕๐๐ ปี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประนมมือไหว้ แล้วกล่าวถามอย่างนอบน้อม

"ท่านอาจารย์กรุณาเล่าให้เราฟังหน่อยได้ไหมครับว่า ทำไมอุตรนครจึงพังพินาศจมหายไปใต้ พื้นดินเช่นนี้"

พระฤาษียิ้มเล็กน้อย

"มันเป็นไปตามกฎธรรมดาน่ะสิเจ้า สิ่งทั้งหลายเมื่อมีอุบัติก็ต้องมีวิบัติ แม้แต่โลกเรานี้วันหนึ่งก็จะต้องพินาศ อุตรนครเป็นเมืองของพระเจ้าฟ้าลั่น กษัตริย์ผู้เหี้ยมโหดทารุณต่อไพร่ฟ้าประชากรของพระองค์ ปราสาทหินอันสวยงามเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของพระองค์ พลเมืองหญิงชายถูกเกณฑ์แรงให้มาสร้างปราสาท ทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตนับหมื่นกว่าปราสาทหินเหล่านี้จะสร้างเสร็จเรียบร้อย ผู้คนต่างสาปแช่งกษัตริย์ฟ้าลั่น ในที่สุด น้ำป่าก็ไหลหลากท่วมเมือง หลังจากฝนตกหนักติดต่อกันถึง ๑๐ วัน บ้านเมืองพังทลายหมด ปราสาทที่สร้างไว้ก็พังยุบลงไปในดิน ผู้คนและวัวควายล้มตายไปมาก หลังจากนั้นอุตรนครก็กลายเป็นเมืองร้าง"

ทุกคนนิ่งฟังเรื่องราวจากพระฤาษีด้วยความสนใจยิ่ง ต่างซักถามพระองค์มากมายเกี่ยวกับความเป็นมาของนครนี้ ในที่สุด ดร.ดิเรกก็กล่าวถามพระมุนีอย่างนอบน้อม

"พระเจ้าตามีอายุเท่าใดครับ และทรงพระนามว่ากระไร"

"ข้าชื่อสักกะมุนี อายุของข้าหรือหลานชาย ข้าจำไม่ได้ว่าอายุข้าประมาณสักเท่าใด จำได้แต่ว่าเมื่อข้าบวช บริเวณพื้นแผ่นดิน และป่าอันกว้างใหญ่เหล่านี้ยังเป็นทะเลอยู่ ต่อมาตื้นเขินเข้าจนกลายเป็นแผ่นดิน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหันมามองดูหน้ากัน เจ้าแห้วถือโอกาสนี้คลานเข้ามาหมอบกราบสักกะมุนีแล้วกล่าวว่า

"พระเจ้าตาขอรับ กรุณาให้เลขแน่ๆ ผมสัก ๓ ตัวเถอะครับ ขอให้ผมแก้จนทีเท่านั้น"

พระดาบสทรงพระสรวลเบาๆ

"เอ็งชอบเล่นกินรวบหรืออ้ายหนู"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"ชอบครับพระเจ้าตา กรุณาให้ผมตั้งตัวในงวดนี้สักครั้งเถอะครับ ขอแทงสัก ๑๐๐ บาทเท่านั้น"

พระฤาษีนิ่งคิดแล้วกล่าวว่า

"หกสองหกกระดกกลับหลังเก้า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง

"ว้า" เจ้าแห้งคราง "พระเจ้าตาบอกตรงๆ ไม่ได้หรือครับ บอกใบ้อย่างนี้ตีความหมายได้เยอะแยะ"

สักกะมุนีทรงพระสรวล

"บอกตรงๆ มึงแทงไม่ถูกมึงจะได้ด่ากูปะไร บอกใบ้อย่างนี้เอ็งแทงไม่ถูกเอ็งก็ต้องโทษตัวเองที่ตีใบ้ไม่ถูกอ้ายหลานชายเอ๋ย การพนันขันต่อนั้นไม่เคยให้คุณแก่ใครเลย ถ้าอยากร่ำรวยก็ต้องมานะพยายามทำมาหากิน ค่อยเก็บเล็กผสมน้อยไว้ เลขสามตัวน่ะข้ามองเห็นแต่ข้าไม่ให้ใครหรอก"

"แล้วกัน" เจ้าแห้วอุทาน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพระฤาษีอย่างยิ้มแย้ม

"ท่านอาจารย์ครับ ท่านอาจารย์นั่งเข้าฌานอยู่ที่นี่เพื่ออะไรครับ"

"ข้าน่ะหรือ ข้าบำเพ็ญตบะก็เพื่อความสงบสุขแห่งจิตใจของข้าน่ะซี"

พลกล่าวถามขึ้นบ้าง

"พระเจ้าตาจะนั่งเข้าฌานอยู่อย่างนี้เรื่อยไปหรือครับ"

"ถูกแล้ว นั่นคือความปรารถนาของข้า ข้าจะนั่งอยู่ที่นี่จนกว่าร่างกายของข้าจะกลายเป็นหินไป อย่างช้าก็อีกในราว ๒๐๐ ปีเท่านั้น"

อาเสี่ยชักเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง

"ผมขอบวชเป็นฤาษีอยู่กับพระเจ้าตาด้วยคนไหมครับ"

สักกะฤาษีหันมามองดูหน้าอาเสี่ยหงวนแล้วหัวเราะหึๆ

"คนอย่างเจ้าข้ามองดูหน้านิดเดียวก็รู้ว่าเจ้ามีกิเลสหนามาก การเป็นโยคีต้องสละแล้วซึ่งตัณหาและกิเลสทั้งปวง ถ้าเจ้าบวชเป็นฤาษี เจ้าก็คงถูกฤาเสือคาบเอาไปกินเท่านั้น"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น"

พระฤาษีหลับตาประนมมือนิ่งเฉย คณะพรรคสี่สหายพยายามพูดคุยกับท่านอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก ท่านนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น นิกรอยากจะได้ของดีอะไรสักอย่างก็เลื่อนตัวเข้ามายกมือบีบนวดแขนขาพระฤาษี แต่แล้วเขาก็แสดงท่าทีแปลกใจไม่น้อย นายจอมทะเล้นหันมามองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วกล่าวว่า

"เนื้อตัวท่านแข็งเหมือนหินว่ะ"

พลยิ้มเล็กน้อย

"อย่าไปรบกวนท่านเลยอ้ายกร เท่าที่ท่านลืมตาขึ้นมาพูดกับเราเมื่อกี้นี้ก็เป็นบุญของพวกเราแล้ว"

นิกรว่า "กันจะขออะไรจากท่านสักอย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็ต้องเป็นว่านหรือของดีป้องกันตัว นวดให้ท่านสักครู่ ท่านก็คงสงสารกัน"

คราวนี้เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ยอ้ายกร พระเจ้าตาท่านต้องมีของดีแน่ๆ ขอให้กันนวดท่านด้วยคนเถอะวะ" แล้วอาเสี่ยก็เขยิบเข้ามาช่วยนิกรนวดพระฤาษี สองสหายแปลกใจไปตามกัน เนื้อหนังของพระฤาษีก็คือหินนั่นเอง ทุกสัดทุกส่วนแข็งแกร่งเช่นเดียวกับหิน

"อือ-ชอบกลโว้ย" นิกรคราง "ตัวท่านทำด้วยหินนี่หว่า"

กิมหงวนเม้มปากแน่น จ้องตาเขม็งมองดูหน้าพระดาบส แล้วเอื้อมมือจับเคราเพื่อจะกระตุกเล่น แต่แล้วเขาก็อ้าปากหวอ ความรู้สึกบอกตัวเองว่าหนวดและเคราพระฤาษีนั้นคือหิน ไม่นุ่มนิ่มเหมือน ตอนแรก อาเสี่ยหน้าซีดเผือด กล่าวกับนิกรด้วยเสียงสั่นเครือ

"อ้ายกร ผะ-ผะ-อี๋หลอกเราแน่"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"หือ ทำไมล่ะ"

"แกลองจับหนวดและเคราพระเจ้าตาดูซี แข็งเป็นหินผิดกว่าตอนแรกที่เราจับ"

นิกรชักใจไม่ดี เขายกมือจับเคราพระฤาษี แล้วนิกรก็ปล่อยมือออกรีบถอยหลังออกห่าง อาเสี่ย ติดตามออกมา นิกรบอกให้ทุกคนทราบว่าหนวดและเคราตลอดจนร่างกายของพระฤาษีคือหินก้อนหนึ่งที่ช่างแกะสลักไว้ คราวนี้ทุกคนก็ผุดลุกขึ้นจ้องมองดูพระฤาษีอย่างตื่นๆ ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นแน่แท้ว่าพระฤาษี คือรูปหินแกะสลัก

เจ้าแห้วกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน

"ล่าถอยตามระเบียบหรือเรา"

กิมหงวนพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง

"เดี๋ยวก่อน ข้าจะต้องพิสูจน์ความจริงให้รู้แน่เสียก่อน ถ้ารูปพระฤาษีนี้เป็นรูปหินแกะสลัก เราก็ถูกผีป่าเล่นงานเราแน่ๆ "

นิกรกล่าวถามอาเสี่ยด้วยเสียงสั่นเครือ

"แกจะทำยังไง"

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนักๆ

"ลองเอาปืนยิงท่านสักนิด ถ้าร่างนี้เป็นหินปืนก็ยิงไม่เข้า ถ้าท่านเป็นคนจริงๆ ท่านก็ไม่ตายเพราะท่านเป็นฤาษีหรือผู้วิเศษ"

ไม่มีใครคัดค้านห้ามปราม ทุกคนค่อยๆ ถอยมายืนรวมกันที่ประตู กิมหงวนยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่าเล็งศูนย์ปืนหมายไปที่ขาขวาของพระฤาษี แล้วอาเสี่ยก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง"

กระสุนปืนเล็กยาวถูกขาขวาของพระฤาษี ทำให้เศษหินแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กๆ หลายชิ้น สักกะมุนียกมือลูบคลำรอยกระสุนปืน แล้วพูดขึ้นอย่างโมโห

"เล่นบ้าๆ อะไรวะ มันเจ็บไม่ใช่เรอะ"

เท่านี้เอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและไพรวัลย์ก็พากันวิ่งหนีออกไปจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีปัญหาอะไรอีก ทุกคนถูกผีหลอกกลางวัน พระฤาษีเป็นรูปแกะสลัก ไม่ใช่มนุษย์ ที่เคลื่อนได้พูดได้ก็ด้วยแรงปีศาจนั่นเอย

เมื่อออกมานอกห้องนั้น ทุกคนก็หยุดยืนจับกลุ่มกันในห้องโถงใหญ่ใกล้ทางออก ดร. ดิเรกนึกแปลกใจอย่างยิ่งที่เขาปอดลอยถึงเช่นนี้ นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับเพื่อนๆ ว่า

"ผีไม่มี พระฤาษีเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผี" แล้วเขาก็พยักหน้ากับพล "เข้าไปดูอีกทีเถอะวะพล"

ครั้นแล้ว ดร. ดิเรก ก็เดินนำหน้าพาพลบุกเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง ทาร์ซานสาววิ่งเหยาะๆ ตามไปด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นเช่นนั้นก็ชวนกิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วตามไปสังเกตการณ์บ้าง

อีกครั้งหนึ่งที่ทุกคนได้รับความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว ภายในห้องนั้นมีแต่ความว่างเปล่า สักกะมุนีหายไปแล้ว ห้องนี้ไม่มีทางไปทางอื่นได้

"ไอ้ย่า" อาเสี่ยครางเสียงสั่น "ผีป่าเล่นงานเราแล้ว เปิดเถอะเว้ยตัวใครตัวมัน"

พอขาดคำว่าตัวใครตัวมัน เจ้าแห้วก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าวออกไปเป็นคนแรก ติดตามด้วยนิกรและเสี่ย หงวน นอกนั้นวิ่งตามกันไปเป็นกลุ่ม สักครู่ทุกคนก็ขึ้นมาบนพื้นดินโดยสวัสดิภาพ ดร. ดิเรกบ่นพึมพำ เขาไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าพระฤาษีองค์นั้นหายไปไหน

"แปลกใจมากเชียวหรือหมอ" พลถามยิ้มๆ

"ออไร๋ เป็นแปลกมาก ผีไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระเสียแล้ว" พูดจบเขาก็หันมาถามทาร์ซานสาว "เธอเชื่อไหมในเรื่องภูตผีปีศาจ"

"เชื่อค่ะคุณหมอ ในป่าสูงเช่นนี้ย่อมเต็มไปด้วยความเร้นลับมหัศจรรย์ ดิฉันเคยถูกผีป่าหลอกหลอนบ่อยๆ "

"แล้วเธอทำยังไง" นิกรถามโดยเร็ว

"ดิฉันก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาเท่านั้น มันหลอกก็หลอกไปไม่เห็นมันทำไมนี่คะ"

ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด ต่อจากนั้นทาร์ซานสาวก็พาคณะพรรคสี่สหายเที่ยวชมนครร้างต่อไป

บ่ายวันนั้นเอง

ในราว ๑๔.๓๐ น. สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พาไพรวัลย์มาส่งที่บ้านพักของหล่อนแล้วทุกคนก็ลาหล่อนกลับกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ชวนหล่อนกลับกรุงเทพฯ ด้วย แต่ทาร์ซานสาวปฏิเสธอย่างแข็งแรง

"ดิฉันกราบขอบพระคุณค่ะ เท่าที่แสดงความปรารถนาดีต่อดิฉันเช่นนี้ ดิฉันได้เรียนให้ทราบแล้วว่า ไม่มีที่ใดแห่งใดที่จะให้ความสุขแก่ดิฉันยิ่งไปกว่าดงพญาเย็น"

จี๊ปใหญ่บุกดงพญาเย็นพาคณะพรรคสี่สหายกลับบ้าน ทุกคนเงียบเหงาเศร้าใจไปตามกัน เพราะ นึกเป็นห่วงและสงสารไพรวัลย์ สาวสวยผู้มีชีวิตเดียวดายอยู่ในป่าดงพงไพร.

จบตอน