พล นิกร กิมหงวน 150 : ทุ่งร้างทางเลอะ

สนทนากับท่านผู้อ่าน

ชื่อเรื่องนิยายชุดสามเกลอในตอนนี้ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะนึกตำหนิข้าพเจ้าว่าไง๋ดันตั้งชื่อพันยังงี้ ความจริงในยุคนี้ บทประพันธ์หรือภาพยนตร์ละครที่ตั้งชื่อเรื่องมีคำว่า "ทุ่ง" ปนอยู่ด้วยแล้ว มักจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หรือมีประชาชนไปชมอย่างล้นหลามตลอดโปรแกรม พวกนักเขียนก็เลยเอาอย่างกัน แต่งเรื่อง "ทุ่ง" แข่งขันกัน เป็นต้นว่า ทุ่งรัก ทุ่งร้าง, เสือล้างทุ่ง, เสือชอบทุ่ง, เสือไม่ล้างทุ่ง, และในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คงจะมีเรื่องเกี่ยวกับทุ่งอีกมากมายเป็นต้นว่าเสือเหยียบทุ่ง, เสือนั่งทุ่ง, หรือเสือทุ่งไม่ออกอะไรเหล่านี้

ข้าพเจ้าเป็นนักเขียนชั้นดีคนหนึ่ง (ยกตัวเองซะหน่อย) เมื่อเห็นใครๆ เขาแต่งเรื่องที่เกี่ยวกับทุ่ง ก็ลองเขียนเรื่องทุ่งดูบ้าง ซึ่งข้าพเจ้าถนัดในเรื่องทุ่งอยู่แล้ว เคยเหยียบทุ่งหรือล้างทุ่งมามากต่อมาก

ในตอนนี้ เป็นพฤติการณ์ตอนหนึ่งของ ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ซึ่งมีความเบื่อหน่ายความสับสนอลหม่านในนครหลวง จึงพากันไปพักที่ทุ่งนาแห่งหนึ่งทางคลองรังสิต เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีนาอยู่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ในตำบลที่กล่าวนี้ และให้พวกชาวนาเช่าทำนา โดยวิธีแบ่งข้าวที่ทำได้คนละครึ่ง ทำให้ท่านเจ้าคุณมีรายได้เฉพาะเนื้อที่นานี้ปีหนึ่งไม่ใช่น้อย

คณะพรรค ๔ สหาย มีกำหนดการพักผ่อนอยู่ที่ทุ่งรังสิต ๒ สัปดาห์ ต่างตกลงกันว่า ทุกคนจะใช้ชีวิตตามธรรมชาติแบบชาวนาทั้งหลาย คือกินง่ายนอนง่ายและทุ่งง่าย ครองชีวิตแบบกสิกรจริงๆ ในระหว่างคณะพรรค ๔ สหายมาพักอยู่ที่ทุ่งรังสิตนี้ ได้ก่อความยุ่งยากเดือดร้อนทำให้พวกชาวนารังสิตปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามกัน ดังท่านจะได้อ่านรายละเอียดในเรื่องทุ่งร้าง ทางเลอะ ต่อไป

ป. อินทรปาลิต.

สำนักพิมพ์บรรณาคาร พระนคร

ลมตกทุ่งแล้วเมื่อใกล้ค่ำ แสงแดดอ่อนจางหายไปทุกที แต่เสียงสรวลเสเฮฮาของไอ้หนุ่มแปลกหน้าแห่งทุ่งรังสิตทั้ง ๔ คนได้ดังขึ้นตามลำดับที่ข้างกองฟางริมลำประโดงนั้นมื้อนี้ ไอ้พล ไอ้หงวน ไอ้กรและ ไอ้ดิเรก มันล่อเหล้ากันจนหงำขวดเหล้าและจานกับแกล้มวางอยู่เกลื่อนกลาด

ไอ้กรมันทำตาปรือมองไปรอบๆ ตัวแล้วมันก็กล่าวขึ้น

"กูนี่เขลามานานแล้ว ไอ้หงวนเอ๋ย ชีวิตในบางกอกมันให้ความสุขเพียงผิวเผินเท่านั้น รังสิตนี่สิวะสงบเงียบให้ความสุขกูอย่างแท้จริง ฮ่ะ ฮ่ะ หรือมึงจะฟันกับกูตัวต่อตัวยังได้"

ไอ้หงวนมันอดขำไม่ได้ เมื่อเห็นเพื่อนมันกินเหล้าจนเมามายอย่างที่เรียกว่า กินเผื่อหมา

"ไอ้กร มึงเมาก็กุมสติไว้บ้าง"

"อ้าว มึงหาว่ากูเมาแล้วรวนมึงยังงั้นเรอะ มา-ไอ้หงวน ลองฝีมือดาบกับกูหน่อยเถอะวะ"

ไอ้หงวนมันสั่นศีรษะ และถอยหลังหนี เมื่อเห็นไอ้กรมันดึงดาบออกมา

"อย่าโว้ย ไอ้กร เราเพื่อนกันแท้ๆ "

"เพื่อนเพิ่นอะไรโว้ย กำลังเมายังงี้พ่อกูกูยังไล่ฟันนี่หว่า"

"อือ มึงจะหนักข้อไปละ ไอ้กรลงไล่ฟันพ่อมึง ก็ทรพีเท่านั้น"

ไอ้กรมันโบกมือพูดเสียงอ้อแอ้

"เฮ้ยย์ย์ ทรพีทรพาไม่เข้าใจ หรือใครจะเอาเรื่องกะกู ไอ้เกลอเอ๋ย ทุ่งรังสิตนี้เอ่ยชื่อกูแล้วสั่นหัวไปตามกันอึ๊ก สั่นหัวเพราะไม่มีใครรู้จัก"

"ถุย! " ไอ้ดิเรกมันร้องขึ้นดังๆ "หมั่นไส้โว้ย หมั่นไส้พอทีโว้ย อย่าดื่มให้มากนักเลย ประเดี๋ยวเส้นโลหิตจะแตกตาย"

ไอ้กรหัวเราะ

"พูดให้มันถูกเรื่องหน่อยเถอะวะ เดี๋ยวนี้เราเป็นคนบ้านนอกแล้วก็ต้องพูดกันอย่างที่คนบ้านนอกเขาพูดกัน อย่างที่ไม้เมืองเดิมเขาแต่งน่ะ แกไม่เคยอ่านหรือ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"ลำบากนักก็พูดกันอย่างที่เราเคยพูดกันดีกว่า ค่อยสะดวกหน่อย ไอ้ที่แกพูดน่ะ มันก็ไม่ใช่สำนวนของไม้เมืองเดิม"

"นั่นน่ะซี กันก็ว่ายังงั้นแหละ ดูมันพูดตะกุกตะกักเต็มทน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายแบบชาวนาเดินนำหน้าพาเจ้าแห้วลงมาจากเรือนตรงเข้ามาหา ๔ สหาย ท่านเจ้าคุณถือหม้อแกงเผ็ดไก่ซึ่งยังร้อนอยู่ วันนี้ท่านแสดงฝีมือแกงไก่เอง ส่วนลุงพันเจ้าของบ้านนี้กับเอื้อนลูกสาวของแกช่วยกันทำกับข้าวอื่นๆ อีกหลายอย่าง ๔ สหายจ่ายเงินให้ลุงพันวันละ ๑๐๐ บาทเป็นค่าอาหาร ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินมากมายพอดูอยู่

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประคองหม้อแกงไก่เดินเข้ามาหา ๔ สหายด้วยความระมัดระวัง แต่แล้วท่านก็สดุดเท้าตนเองเสียหลักหัวคะมำหกล้มป้าบ

"โครม! "

หม้อแกงหลุดจากมือ แกงหกเรี่ยราด

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "รับประทานขูดมะพร้าวตำน้ำพริกแทบแย่ ว้า....รับประทานใต้เท้าเดินยังไงครับ"

ท่านเจ้าคุณค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งทำหน้าแหย มองดูแกงไก่ด้วยความเสียดาย

"ซวยจริงโว้ย กู"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"พวกผมก็พลอยซวยไปด้วย" แล้วนิกรก็ขยับตัวเข้ามาเลือกหยิบชิ้นไก่เก็บใส่หม้อแกงทีละชิ้น ถือหม้อแกงมานั่งร่วมวงกับเพื่อนเกลอและพ่อตาของเขา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นกะปอดกะแปดเสียดายแกงไก่จนกระทั่งพลรำคาญ

"ช่างมันเถอะครับคุณอา กับข้าวของเรายังมีอีกหลายอย่าง คุณอาดื่มเสียหน่อยซีครับ"

คณะพรรค ๔ สหายดื่มเหล้าและสนทนากันต่อไป แล้วทุกคนก็แลเห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งจำนวน ๕ คน ควบขับม้าวิ่งเหยาะๆ ตรงมาที่นี่

"นั่นพวกไหนโว้ย" อาเสี่ยพูดขึ้นเปรยๆ "มาดีหรือมาร้ายก็ไม่รู้"

นิกรว่า "ไม่ต้องกลัวมัน ถ้ามันมาดีเราก็ต้อนรับเขา"

"ถ้ามันมาร้ายล่ะ" ดร.ดิเรกถาม

"อ๋อ มาร้ายก็วิ่งหนีมันซีวะ เรื่องนักเลงละก้อรับรองน่า กันรับมือกับมันเอง ๑๐ ต่อ ๑ ยังได้"

ดร. ดิเรกยกมือดีดจมูกนิกรดังแป๊ะ

"พอที อย่าคุยให้มากนัก ฝรั่งรำคาญ เข้าใจ๋" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็หัวเราะ หันมายิ้มกับพล "ไอ้กรนี่ยิ่งดูๆ ไปก็ยิ่งเหมือนกับมหาดเล็กคนหนึ่งของท่านมหาราชาจันทรกุมารรามซิงก์"

นายพัชราภรณ์อมยิ้ม

"ท่านมหาราชาอุตส่าห์ตามมาจนถึงคลองรังสิตเชียวหรือนี่"

นายแพทย์หนุ่มค้อนควับ ยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่ม ม้าทั้ง ๕ ตัวใกล้เข้ามาตามลำดับ จนกระทั่งมองแลเห็นถนัด เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ที่ขี่ม้านำหน้ามีท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัว เขากับเพื่อนของเขาต่างมีดาบสะพายบ่าคนละเล่ม

นักเลงใหญ่แห่งตำบลไผ่ทิว หมู่บ้านกลางทุ่งที่แลเห็นลิบๆ เบื้องหน้าโน้น คือเจ้าลอยเจ้าหนุ่มปากหนวดคนนี้เอง เจ้าลอยพาสมุนร่วมใจก้าวลงจากหลังม้า ต่างผูกม้าของตนไว้ที่ต้นมะขามเทศและต้นแค แล้วมองดูคณะพรรค ๔ สหายอย่างแปลกใจ ด้วยไม่เคยเห็นหน้า

"กูเอะใจเสียแล้วละโว้ย ไอ้จ้อย" ลอยมันกระซิบกระซาบกับสมุนคนสนิทของมัน "ลุงพันไปหานักเลงต่างถิ่นมาคุ้มหัวกระมัง หรือจะให้ไอ้พวกนี้คอยรับมือกู"

นิกรร้องเอะอะ

"เฮ้ย-ใครนินทากูโว้ย นักเลงไม่ต้องกระซิบซีวะ ถุย! ไอ้ลูกทุ่ง"

"อ้าว" ไอ้ลอยคราง "กูตั้งใจมาเยี่ยมลุงพันกับอีเอื้อน ไม่ตั้งใจมาเอาเรื่องกะใครเลย อย่างนี้มันลูบคมกันนี่หว่า หรือยังไงไอ้ปั้น"

เจ้าปั้นพูดแบบนักเลง

"ฟันกับมันเอาเหงื่อสักพักเป็นไง พี่ลอย"

สมุนทั้งหมดต่างสนับสนุนเขาให้ปะทะกับคณะพรรค ๔ สหาย เจ้าลอยเดินปราดตรงมาที่กองฟางทันที ก่อนที่จะถึงตัว นิกรก็ลุกขึ้นกระชากดาบที่สะพายอยู่บนบ่าออกจากฝักดังปริ๊ด

เจ้าลอยหัวเราะ

"มันไม่ดุมากไปหรือ พี่ชาย แก่ฟันเสียจริงนะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"นักเลงอย่างกันก็ต้องเบ่งนิดหน่อยตามธรรมเนียม แกไม่ต้องกลัว ถึงกันชักดาบออกมา กันก็ไม่กล้าฟันแก เพราะกลัวติดตะราง"

"อือ" ไอ้ลอยคราง "มึงเป็นใครวะ ไอ้พี่ชาย"

"ก็แล้วใครเป็นมึงล่ะ" นิกรย้อนถาม

เจ้าลอยลืมตาโพลง โทษะของเขาเกิดขึ้นทันที นักเลงใหญ่แห่งไผ่ทิวกระชากดาบออกจากฝัก ยกดาบชี้หน้านายจอมทะเล้น

"กำแหงมากไปแล้ว มึงรู้หรือไม่ว่ากูเป็นใคร"

"บ๊ะแล้ว" นิกรอุทาน "ก็มึงไม่ใช่ลูกกูนี่หว่า กูจะได้ไปตรัสรู้ว่ามึงเป็นใครหรือใครเป็นมึง"

เจ้าลอยหัวเราะก้าก

"พี่ชาย เสืออยู่ดีๆ แกเอาไม้มาแหย่เสือ"

นิกรยักคิ้ว

"กัน....ไคร๊ส บิตตี้ นักปราบเสือโว้ย แกจะเป็นเสือโคร่ง เสือลายพาดกลอน หรือเสือกระบากที่อยู่ในครัวก็ไม่มีความหมายสำหรับกันเลย หรือจะฟันกันเล่นแก้กลุ้มยังได้"

เจ้าลอยหัวเราะอย่างขบขัน

"แกกล้าท้าไอ้ลอยนักเลงใหญ่ไผ่ทิวเชียวหรือ? "

นิกรพยักหน้า

"เออซีวะ แก-ไอ้ลอยไผ่ทิว กัน-ไอ้กร " แล้วเขาก็หันมาถามกิมหงวน "ฉายากันว่ายังไงดีโว้ย"

อาเสี่ยพูดหน้าตาเฉย

"ไอ้ตาลยอดด้วนซีวะ"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือก

"ไอ้เวร เห็นกันเป็นพวกสะดือด่วนไปได้" แล้วนิกรก็ขยับดาบในท่าเตรียมพร้อม "มา-ไอ้ลอย กูจะล้างทุ่งให้เกลี้ยงไปเลย เข้ามา ไอ้น้องชาย"

เจ้าลอยยกมือเกาศีรษะ มองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"เอ-แกกับข้าก็ไม่เคยรู้จักมักจี่กัน เพิ่งเคยเห็นหน้ากันเดี๋ยวนี้เอง แล้วก็ไม่เคยผิดพ้องหมองใจกันด้วย ทำไมแกถึงรวนกันอย่างนี้วะ"

กิมหงวนผลุดลุกขึ้นยืน กดบ่านิกรให้นั่งลงตามเดิม แล้วยกเท้าเตะก้นนายจอมทะเล้นดังป้าบ

"โอเว่อะไปแล้วไอ้กร ไอ้ที่มันไล่ฟันกันตามทุ่งนาหรือข้างๆ กองฟางน่ะ มันหนังสืออ่านเล่นโว้ย หรือม่ายก็ในหนัง แกออกจะเก่งเกินไปแล้ว"

นิกรยักคิ้ว

"หรือแกจะเอาเรื่องกับกัน ยังได้นะไอ้หงวน"

เสี่ยหงวนหัวเราะ หันมาเจรจากับนักเลงไผ่ทิว

"น้องชาย เพื่อนเราคนนี้ไม่มีอะไรหรอก นอกจากทลึ่งไปตามเรื่อง พวกเราเป็นชาวกรุงเทพฯ มาเที่ยวพักผ่อนในยามว่าง และยินดีเป็นมิตรกับชาวทุ่งนี้ทุกๆ คน อย่าเข้าใจผิดว่าเราจะมาลบเหลี่ยมลบคมนักเลงถิ่นนี้ เราไม่มีเจตนาที่จะมาล้างทุ่งเลย"

เจ้าลอยเก็บดาบใส่ฝักแล้วหัวเราะ

"ถ้ายังงั้น กันขอโทษที่กันได้กล่าวคำพูดรุนแรงกับเพื่อนแกไปบ้าง ความจริงกันก็ไม่ใช่นักเลงเก่งกาจอะไร เพียงแต่ชอบฆ่าคนเท่านั้น ชื่อเสียงของกันชาวรังสิตรู้จักดี"

ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"ไอ้ลอย ไอ้ลอยโว้ย"

ลอยหันควับไปมองดู พอแลเห็นลุงพันกำลังเดินลงบันไดมา เจ้าลอยก็ปราดเข้าไปหา ทั้งสองพูดคุยกันที่ข้างบันไดบ้าน สักครู่ชายชราก็นำตัวนักเลงใหญ่ไผ่ทิวขึ้นไปบนเรือน ส่วนสมุนของลอยนั่งจับกลุ่มคุยกันข้างคอกควาย

คณะพรรค ๔ สหายสิ้นสุดความสนใจแต่เพียงเท่านี้ ดร. ดิเรกจัดแจงผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายเพื่อนๆ พล พัชราภรณ์กล่าวกับนิกรเพื่อนเกลอของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไอ้กร ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ เรากำลังอยู่ในท้องไร่ท้องนาโว้ย ที่ถูกเราควรจะปลูกมิตรไมตรีกับ ไอ้หนุ่มลูกทุ่งเหล่านี้ กันรู้สึกว่าแกชักจะเบ่งมากไปหน่อย มาพักอยู่ไม่กี่วันแกเที่ยวชกกับเขาฟันกับเขาตั้งหลายหนแล้ว ทำให้ใครๆ เขาพลอยเกลียดชังพวกเราไปด้วย"

นิกรหัวเราะ

"สวดเรื่อยเชียวไอ้หอก จริง-กันชกกับเขา ๓ ครั้ง ฟันกับเขา ๒ ครั้ง แต่ทุกครั้งกันวิ่งหนีตูดแป้นทุกที โธ่-แกก็รู้อยู่แล้วว่ากันน่ะปากกล้าตาขาว" พูดจบนิกรก็มองไปทางสมุนของเจ้าลอยนักเลงใหญ่ "เอาเหล้าไปให้พวกนั้นกินสักขวดเถอะวะเพื่อสร้างสัมพันธไมตรี"

แล้วนิกรก็คว้าขวดเหล้าขวดหนึ่งลุกขึ้นเดินตรงไปหาสมุนของลอย เขายื่นขวดเหล้าส่งให้เจ้าหนุ่มคนหนึ่ง

"เอ้า ไอ้น้องชาย เอาเหล้าไปกินกันซี"

เจ้าหมอนั่นสั่นศีรษะ

"แค้นนั้นยังไม่จางหายไปจากใจกู กูรู้ดีว่าพวกมึงคิดจะล้างทุ่งให้ราบ ชะ คนอย่างกูก็พันธุ์ลูกทุ่งคนหนึ่ง จะหักกูได้มันก็ต้องยับกันไปข้างหนึ่งละวะ ไอ้ผง"

นิกรยกเท้าเตะพลั่กเข้าให้

"ปู้โธ่ ไอ้เวร พูดอย่างคนธรรมดาเขาพูดกันเถอะวะ กันเอาเหล้ามาให้แกกินด้วยไมตรีจิต แกจะแดกหรือไม่แดกพูดมาสั้นๆ คำเดียว"

เจ้าหนุ่มลูกทุ่งหัวเราะ

"แดกซีโว้ย" พูดจบก็กระชากขวดเหล้ามาจากนายจอมทะเล้น "นั่งซีพี่ชาย"

นิกรหัวเราะ ทรุดตัวลงนั่งแล้วยกมือตบบ่าสมุนของเจ้าลอย

"น้องชาย กันเป็นคนบ้าๆ บอๆ อย่าถือเลยเพื่อน ไง-พรรคพวก บ้านช่องแกอยู่ไหนวะ กันจะได้ไปเที่ยวบ้างแล้วก็บอกชื่อแซ่ของพวกแกให้กันรู้จักบ้างซี"

เจ้าหนุ่มหน้าข้าวตังยิ้มให้นิกร

"โน่น-หมู่ต้นตาลลิบๆ ที่แลเห็นกลางทุ่งโน้นคือหมู่บ้านของพวกเรา ที่นั่นเขาเรียกว่าไผ่ทิว กันยินดีมากที่ได้รู้จักกับแก กันชื่อส่ง"

นิกรพยักหน้า

"ส่งเฉยๆ หรือบุญส่ง"

"ส่งเฉยๆ นี่-ไอ้นี่ชาย ๕ โบสถ์ชื่อ ไอ้รุ่ง คนนี้ดาวร้ายแห่งไผ่ทิวชื่อไอ้จ้อย ใครๆ รู้จักทั้งนั้นหมา ดุๆ แลเห็นไอ้จ้อยยังวิ่งหนีหางจุกตูด ไอ้นั่นชื่อไอ้เคลิ้ม เรา ๔ คนเป็นลูกน้องของพี่ลอย"

"อือ" นิกรคราง "ล้วนแต่นักเลงทั้งนั้น กันก็นักเลงเหมือนกัน คบกันไว้ไม่เสียหายอะไรหรอกเพื่อน"

เจ้ารุ่งกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"พี่ชายถ้าจะเอายี่เกมาเล่นกระมัง"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"ใครบอกแกล่ะ"

เจ้ารุ่งหัวเราะ

"ท่าทางของแกมันบอกว่าแกเป็นยี่เกน่ะซี อย่าปิดบังเลยน่าพรรคพวก เล่นที่งานวัดไหน พวกเราจะได้ตามไปดู ผู้หญิงทุ่งนี้ชอบยี่เกนาจะบอกให้ หน้าหล่อๆ แขนอ่อนๆ อย่างแกนี้พอออกรำสาวๆ แลเห็นเข้าก็ยืนบิดตัวไปตามกันแล้ว"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"เปล่า กันไม่ได้เป็นยี่เกหรอก กันเป็นนักนิยมทุ่ง"

เจ้าส่งทำหน้าชอบกล

"นักนิยมทุ่ง อือ-ไม่เคยได้ยินนี่หว่า เห็นมีแต่นักนิยมไพร"

"นักนิยมไพรน่ะพวกล่าสัตว์ตัดชีวิต บาปกรรมกันไม่ชอบ กันเป็นนักนิยมทุ่งและชอบทุ่งมาก"

เจ้าจ้อยหัวเราะ

"ถ้าจะกินเก่งถึงชอบทุ่ง"

นิกรทำคอย่น

"ไม่ใช่ทุ่งพันนั้นโว้ย ทุ่งนา แล้วกัน แปลซะผิดความหมายลิบลับเลย" พูดพลางมองไปที่เรือนลุงพัน "เจ้าลอยลูกพี่ของแกท่าทางบอกว่าเป็นนักเลงเต็มตัว ฝีไม้ลายมือเป็นยังไงบ้างไอ้น้องชาย"

เจ้าเคลิ้มรีบอธิบายให้ทราบ

"ฝีมือของพี่ลอยน่ะหนึ่งไม่มีสองเชียวนะพี่ชาย พี่ลอยเป็นเสือทุ่งมานานแล้ว"

"อ้อ ถ้าจะชอบพอกับลุงพันมาก"

เจ้าเคลิ้มสั่นศีรษะ

"ไม่ใคร่จะถูกเส้นกันหรอก เพราะลุงพันแกก็เสือเฒ่าคนหนึ่ง แกไม่เคยลงใคร แต่ว่าเจ้านายใช้ให้พี่ลอยมาหาลุงพัน พี่ลอยก็ต้องมาพบ เพื่อพูดทาบทามในเรื่องที่จะมาสู่ขอนังเอื้อนลูกสาวลุงพัน"

นิกรรู้สึกสนใจเรื่องนี้ทันที

"เจ้านายของแกน่ะใครวะ หมายความว่าเขาเป็นลูกพี่เจ้าลอยยังงั้นหรือ"

เจ้ารุ่งตอบแทนเจ้าเคลิ้ม

"ถูกแล้ว เจ้านายของเราคือทิดมากแห่งไผ่ทิว เป็นผู้ที่มีเงินร่ำรวยมาก มีนาถึง ๑,๐๐๐ ไร่ ชาวทุ่งรังสิตนี้ไม่มีใครมีเงินเกินหน้าทิดมากไปได้"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ

"นายมากรักแม่เอื้อนลูกสาวลุงพัน "

เจ้ารุ่งนิ่งคิด

"จะรักหรือไม่รักกันไม่รู้โว้ย รู้แต่ว่านายอยากได้นังเอื้อนเอาไปทำเมีย นายส่งคนมาพูดทาบทามหลายครั้งแล้ว บางทีก็มาเอง แต่ลุงพันแกไม่ชอบนาย แกบอกว่านายเป็นนักเลงกินเหล้าเมายา ถึงแม้จะมั่งมีอย่างไรแกก็ไม่ชอบ"

เจ้าจ้อยพูดโพล่งขึ้น

"แต่ว่าคราวนี้ถ้าลุงพันปฏิเสธอีกก็น่ากลัวจะต้องถึงกับฉุดนังเอื้อนกันละ"

นิกรลืมตาโพลง

"อ๊ะ พูดยังงี้ก็เท่ากับเหยียบจมูกกันน่ะซีเพื่อน ขืนฉุดกันก็บุกไผ่ทิวราบเป็นหน้ากลองไปเท่านั้นเอง ตราบใดที่พวกกันยังพักอยู่ในร่มไม้ชายคาของลุงพัน เราจะไม่ยอมให้ใครข่มเหงรังแกลุงพันเป็นอันขาด กันก็หนึ่งเหมือนกันโว้ย"

สมุนของเจ้าลอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน

"พี่ชาย" เจ้าส่งพูดอย่างขบขัน "ลักษณะท่าทางของแกมันไม่บอกว่าเป็นนักสู้เลยนี่หว่า ตัวโต กว่าลูกหมานิดเดียวเท่านั้น"

"หนอยแนะ" นิกรคราง "เสือน่ะตัวมันเล็กกว่าควายนะโว้ย"

"คำคมซะด้วย" เจ้าเคลิ้มพูดพลางหัวเราะพลาง "อย่างแกขืนบุกไผ่ทิวละก้อน่ากลัวหัว ๑๑ แผลตัวต่างหาก ได้ฟันกันเป็นหมูบะช่อไปเลย"

นิกรทำตาเขียว

"ก็ลองดู ถ้าพวกแกขืนใช้อำนาจเป็นธรรมกับลุงพันเมื่อไร เราก็ได้เห็นดีกัน ไผ่ทิวกระหยิบมือเดียวเท่านั้น สี่เสือจะเข้าบุกไผ่ทิวให้ราบพนาสูรไปเลย" แล้วนิกรก็ลุกขึ้นเดินไปมารอบๆ กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง ๔ ในท่าทางที่เป็นนักเลงเต็มตัว

เจ้าเคลิ้มยักคิ้วกับเพื่อน

"ทุ่งรังสิตมีเสือเกิดขึ้นใหม่แล้วโว้ยพวกเรา แต่น่ากลัวจะเป็นเสือปลามากกว่า"

เจ้าจ้อยจอมบู๊ผลุดลุกขึ้นยืน

"กูลองดีกับเสือต่างถิ่นหน่อยเถอะวะมา-ไอ้พี่ชาย ฟันกับกูตัวต่อตัว"

นิกรบ้วนน้ำลายปริ๊ด แล้วพูดอย่างฉาดฉาน

"ฝากไว้ก่อน วันนี้ยังไม่โมโห" แล้วเขาก็เดินกลับไปหาพรรคพวกของเขา สมุนของเจ้าลอยหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

เจ้าลอยเดินลงบันไดมาจากเรือนลุงพันในลักษณะท่าทางของคนหัวเสีย ใบหน้าบึ้งตึงแสดงความไม่พอใจ เขาเดินผ่านคณะพรรค ๔ สหายตรงเข้าไปหาพรรคพวกของเขา มีการซุบซิบกับสมุนของเขาสักครู่ แล้วเจ้าลอยก็ร้องตะโกนขึ้น

"คิดให้ดีนะลุง ทีหลังเดือดร้อนอย่าหาว่าข้าใจร้าย"

ลุงพันพาลูกสาวสวยของแกเดินออกมาหน้าเรือน ร้องตะโกนตอบอย่างฉาดฉาน

"ไม่ต้องคิดโว้ย ใครจะหักกูก็เอา ขออย่าให้ลอบกัดก็แล้วกัน กูอยู่รังสิตมา ๖๐ ปีแล้ว กูไม่เคยกลัวใครเลย ไปบอกไอ้มากมาเถอะ กูไม่ต้องการที่จะเป็นทองแผ่นเดียวกับมัน คนที่สร้างความมั่งมีจากเลือดเนื้อและความทุกข์ยากของคนจน ถึงมันจะร่ำรวยสักเพียงไหน กูก็ไม่นิยมนับถือ"

เจ้าลอยหัวเราะ พยักหน้ากับสมุนของมัน ต่างคนต่างแก้สายบังเหียนม้าออกแล้วก้าวขึ้นนั่งบนหลังม้า ควบขับม้ากลับไปยังไผ่ทิวเบื้องหน้าโน้น

ความมืดขมุกขมัวค่อยๆ กระจายไปทั่วผืนนาอันกว้างขวางเวิ้งว้างสุดสายตา ลุงพันพาเอื้อนแม่สาวงามตรงเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย แล้วชายชราก็หันมาทางลูกสาวของแก

"อีหมา ขึ้นไปยกกับข้าวลงมาที่นี่เถอะวะ ให้เจ้านายท่านกินกันที่นี่ก็แล้วกัน แล้วจุดตะเกียงรั้วลงมาสักดวงหนึ่งด้วย"

เอื้อนย้อนกลับขึ้นไปบนเรือน ลุงพันทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อย และประสานมือทั้งสองข้างวางลงบนขา แสดงกิริยาพินอบพิเทาคณะ ๔ สหาย โดยเฉพาะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าของนาที่ลุงพันได้อาศัยทำกินอยู่ทุกวันนี้

นิกรยักคิ้วให้ชายชรา

"ไงลุง ฉันรู้เรื่องของลุงจากสมุนของไอ้ลอยแล้วละ นายมากเศรษฐีไผ่ทิวเขาส่งไอ้ลอยมาขู่บังคับลุงให้ยกอีหมา....เอ๊ย แม่เอื้อนให้เขาใช่ไหม"

"ถูกแล้วขอรับ หลายต่อหลายครั้งแล้วที่เจ้ามากส่งคนมาทาบทามสู่ขออีหมา แต่ผมไม่ตกลง คุณคิดดูสิครับ เจ้ามากน่ะมีเงินก็จริง แต่มันเป็นนักเลงอันธพาล ชอบเล่นการพนัน หากินในทางทำนาบนหลังคน เลี้ยงพวกนักเลงไว้มากสำหรับข่มเหงรังแกคนอื่น ถ้าผมยกอีหมาให้มัน อีหมาก็ต้องไปลำบาก เพราะไอ้มากมีเมียตั้งเยอะแยะ ผู้หญิงสาวที่ไผ่ทิวโดยมากล้วนแต่ถูกไอ้มากเจาะมาแล้ว"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"มันเจาะยังไง ลุงจ๋า"

"ก็เป็นเมียมันน่ะซีครับ"

"อ๋อ นึกว่ามันเอาสิ่วหรือสว่านเจาะ"

ชายชรายิ้มแห้งๆ

"ไอ้ลอยมันขู่ว่า มันจะพาพวกมาฉุดอีหมาไปให้นายมันครับ"

พลพูดขึ้นทันที

"อย่าไปกลัวมันลุง พวกเรายินดีจะให้ความช่วยเหลือลุงเต็มที่ ถ้าบุกเข้ามาเมื่อไรสู้กันยับไปละ"

กิมหงวนแหกปากเอ็ดตะโรลั่น

"สี่เสือจะล้างทุ่งให้สะอาดไปเลย ลุงไม่ต้องกลัว เมื่อไอ้ลอยจะใช้อำนาจเป็นธรรมเราก็มี ๑๐ นิ้วเหมือนกันกลัวอะไรกับมัน เพียงแต่ไอ้แห้วคนเดียวเท่านั้น ไอ้ลอยกับพรรคพวกก็วิ่งไม่รู้ทางไป"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานเห็นจะเป็นไปไม่ได้ครับ รับประทานไอ้ลอยตัวมันใหญ่กว่าผมมาก"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"กลัวมันด้วยหรือ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ถ้าเสมอชกกันด้วยหมัดรุ่นๆ ละก้อรับประทานพอสู้ครับ แต่เล่นใช้ดาบหรือปืนรับประทานเสียวไส้หน่อย เรื่องบู๊รับประทานให้เป็นหน้าที่ของคุณนิกรดีกว่าครับ"

นิกรทำคอย่น ยกมือเขกกระบานเจ้าแห้วดังโป๊ก

"สู่รู้ดีนัก ไอ้เปรต ใครบอกแกล่ะว่าฉันบู๊เก่ง"

ลุงพันหัวเราะ

"อย่าถ่อมตัวหน่อยเลยครับ ท่าทางของคุณนิกรน่ะบอกว่าเป็นนักเลงชั้นเสือทีเดียว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่สำเร็จหรอกลุง ให้นั่งยกยอปอปั้นฉัน ๕ คืนฉันก็ไม่สู้ใคร เรื่องบู๊ต้องไอ้หงวนไม่ใช่ฉัน คนที่จะเป็นนักบู๊จะต้องมีรูปร่างสูงใหญ่อย่างนี้ ลุงดูซี ท่าทางองอาจยังกะราชสีห์ ลุงเคยอ่านเรื่อง "คิง โซโลมอนส์ ไมน์" หรือเปล่าล่ะ"

ลุงพันหัวเราะ

"ผมอ่านแต่แบบเรียนไวเท่านั้นแหละครับ"

"แล้วกัน ทีหลังลุงไปกรุงเทพฯ ซื้อมาอ่านเสียบ้างซี แล้วลุงจะได้รู้ว่า ไอ้หงวนน่ะคือเซอร์ เฮนรี่ นั่นเอง ฉันมีเพื่อนฝูงมามากแล้ว ไม่เคยมีเพื่อนคนไหนที่จะมีฝีไม้ลายมือยิ่งกว่าไอ้หงวนเลย จนกระทั่งใครๆ ให้ฉายาไอ้หงวนว่าเหี้ยโบราณ อันเป็นสัตว์ที่ใหญ่โตกว่าช้าง มีกำลังเกือบเท่าช้าง ๕๐ ตัว นี่แหละซิยินกุ้ยกลับชาติมาเกิด"

ทุกคนหันมามองดูกิมหงวนเป็นตาเดียว อาเสี่ยของเราเป็นโรคชอบยอเหมือนกับท่านที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย กิมหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง วางท่าทางให้ผึ่งผาย ดร. ดิเรกช่วยส่งผลยอให้กิมหงวนด้วยการพูดสนับสนุนนิกร

"จริงโว้ย เรื่องใจนักสู้ละก้อ ในพวกเราไม่มีใครสู้ไอ้เสี่ยได้เลย แปลกจริงๆ มนุษย์คนนี้ไม่รู้จักว่าความตายคืออะไร กล้าหาญอย่างบ้าบิ่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ที่ร้ายกาจที่สุดก็คือว่าสู้ไม่เลือกหน้า จะเป็นยักษ์เป็นมารที่ไหนไอ้หงวนไม่แคร์เลย ๓๐ ต่อ ๑ ยังได้นะนายพัน"

"โอ" ชายชราคราง "ท่าทางไม่น่าเก่งกาจเลยนะครับใต้เท้า"

พลว่า "นี่แหละคมในฝักละ พวกเราไปไหนถ้ามีไอ้หงวนไปด้วยก็เป็นอันว่าปลอดภัย ไม่ต้องกลัวใครรุกรานข่มเหง"

เจ้าแห้วอดรนทนไม่ได้ก็ยกขึ้นบ้าง

"ฝีมือดาบแน่ไปเลย ลุงพัน เออรอลฟลินยังเคยจดหมายมาติดต่อฝากตัวเป็นศิษย์อาเสี่ย ไม่เชื่อถามดูซีลุง"

กิมหงวนลุกขึ้นยืน ยกมือกอดอกเดินวนไปเวียนมาแล้วมองไปทางหมู่บ้านไผ่ทิวเบื้องหน้าโน้น สักครู่ก็หันมาทางลุงพัน

"ลุง ขอม้าให้ฉัน ๑ ตัว และดาบ ๑ เล่ม"

ลุงพันขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"อาเสี่ยจะไปไหนหรือครับ"

กิมหงวนตอบอย่างองอาจ

"ไปไผ่ทิว เอาหัวไอ้มากกับไอ้ลอยมาให้ดิเรกใส่ขวดโหลดองเล่น เร็วซีลุง ฉันอยากบู๊เต็มฟัดแล้วเล่นยอกันยังงี้ใครจะทนไหว"

พลลุกขึ้นเดินเข้ามาจับแขนเสี่ยหงวน

"มานั่งเถอะ ไอ้เสี่ย กินข้าวกันดีกว่า เอาไว้ให้ไอ้ลอยมันบุกลุงพันเสียก่อน แกค่อยรับมือกับมัน"

กิมหงวนแสดงกิริยาฮึดฮัด

"ฮึ่ม ให้กันไปเถอะวะ กันจะลองลูบคมไอ้ลอยเล่น อยากรู้นักว่าฝีมือของมันจะแค่ไหน"

"เฮ่ย เป็นบ้าไปได้ โอกาสของเรายังมีอีก เพราะเรายังจะพักอยู่ที่นี่อีกหลายวัน"

อาเสี่ยสะบัดมือพลออก

"อย่าห้ามโว้ย เลือดนักสู้ของกันเดือดปุ๊ดๆ แล้ว กันกำลังกระหายเลือด กันคนเดียวจะบุกไผ่ทิวล้างทุ่งให้เกลี้ยงไปเลย ฆ่ามันให้หมด ยายก่งยายแก่ไม่ต้องไว้ชีวิต เด็กทารกก็ต้องฆ่าล้างแค้น"

นายพัชราภรณ์หัวเราะหึๆ

"เอายังงี้เชียวหรือ"

"อือคนอย่างกันถ้าโมโหแล้วชิบหายเลย" แล้วเขาก็หันมาทางชายชรา "ลุงพัน ว่ายังไงลุง ขอม้ากับดาบคมๆ ให้ฉัน"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"หาให้มันหน่อยซีลุง ดีเหมือนกัน ไอ้หงวนมันจะได้ไปปราบไอ้พวกไผ่ทิวให้ราบคาบเสียที เราจะได้ไม่ต้องหวาดระแวงภัยจากพวกมัน"

ลุงพันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

"ถ้ายังงั้น ผมจะไปจัดหาม้าและดาบคู่มือมาให้อาเสี่ยเดี๋ยวนี้แหละครับ"

กิมหงวนยิ้มอายๆ เดินเข้ามาหาลุงพัน แล้วพูดเบาๆ

"เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่าลุง มันค่ำแล้ว อ้อ-แม่เอื้อนยกสำรับกับข้าวลงมาแล้ว กินข้าวกันดีกว่า เรื่องบู๊ละก้อลุงไว้ใจฉันเถอะ เรียงหน้าเข้ามาไอ้หงวนหนีแม้แต่ก้าวเดียวอย่าเรียกว่าลูกคน"

พลเดินตามมานั่งร่วมวงกับคณะพรรคของเขา แม่สาวงามวางถาดใส่กับข้าวลงบนเสื่อผืนใหญ่แล้วลุกขึ้นกลับไปบนเรือนอีก ๔ สหายกับลุงพันต่างดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกลุงพันว่า ถ้าหากว่าลุงพันถูกข่มเหงรังแกด้วยประการใดๆ แล้ว ท่านยินดีจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขอให้ลุงพันทำใจให้สบายไม่ต้องหวาดกลัวอะไร

อาเสี่ยจัดแจงรินเหล้าใส่แก้วส่งให้ใครต่อใครโดยทั่วหน้า นิกรไม่สนใจในเรื่องเหล้าเท่าใดนัก ความสนใจของเขาอยู่ที่กับแกล้มและอาหารค่ำ ซึ่งมีไก่ต้มข่า, ปลาช่อนแป๊ะซะตัวเบ้อเริ่ม ปลาร้าหลน ผักสด, ปลาตะเพียนแห้งทอด และไข่เจียว

คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างตกลงกันว่า เย็นวันนี้จะช่วยกันทำกับข้าว โดยเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะเป็นพ่อครัวและคนอื่นๆ เป็นผู้ช่วย ดังนั้นพอตะวันเที่ยง เจ้าแห้วกับเสี่ยหงวนและ ดร.ดิเรกก็ลงเรือยนต์ไปตลาดคลองรังสิต เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรไปยิงนกปากซ่อมในนาตั้งใจจะแกงเผ็ดนก พลลงเรือเล็กๆ ลำหนึ่งลอยไปตามลำคลองพร้อมด้วยแหสำหรับทอดปลา

ในราว ๑๓.๐๐ น. เศษ

บ้านของลุงพันเงียบสงัด เอื้อนผ่าฟืนอยู่ข้างเรือน ลุงพันนั่งซ่อมเชิงนางอยู่ที่ท่าน้ำ อากาศในตอนบ่ายร้อนอบอ้าว คณะพรรค ๔ สหายยังไม่มีใครกลับมาเลย เสียงปืนลูกซองดังแว่วมาตามลมหลายนัด เอื้อนคิดว่าเจ้าคุณท่านคงจะยิงนกปากช่อมได้หลายพวง เย็นนี้คงตำน้ำพริกเหนื่อยหน่อย

ขณะที่เอื้อนแม่สาวงามแห่งทุ่งรังสิตกำลังผ่าฟืนอยู่ หล่อนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวดังขึ้นและใกล้เข้ามาทุกที เอื้อนเงยหน้ามองไปทางหลังเรือนซึ่งเป็นสวนต้นผลไม้ติดต่อกับทุ่งนา ทันใดนั้นเอื้อนก็ตกใจเหวี่ยงขวานทิ้ง วิ่งตรงไปยังท่าน้ำหน้าบ้าน ปากก็ร้องตะโกนเรียกพ่อเสียงลั่น

"พ่อ! พ่อจ๋า"

ลุงพันมองดูลูกสาวของแกอย่างตื่นๆ

"อะไรโว้ย อีหมา เสือช้างที่ไหนมันไล่มึงมาหรือวะ"

เอื้อนหยุดยืนหายใจถี่เร็ว ใบหน้าของหล่อนซีดเผือด

"ถ้าเป็นเสือหรือช้างละก้อ ฉันไม่กลัวมันหรอกพ่อ พ่อจ๋า ไอ้ลอยมันพาพวกขี่ม้ามาตั้งเกือบ ๑๐ คน มีดาบและปืนสะพายหลังทั้งนั้น"

ชายชราลืมตาโพลง

"อ๊ะ จริงหรือวะ อีหมา"

ก่อนที่เอื้อนจะตอบคำพ่อ ลุงพันก็แลเห็นเจ้าลอยพาพวกบุกเข้ามาเกือบถึงเรือนของแกแล้ว หมู่ม้าทั้ง ๗ ตัวบุกต้นพริกมะเขือราบ ลุงพันก้มลงคว้ามีดหัวตัดขึ้นมาถือ

"อีหมา ไอ้ลอยฉุดมึงไปให้ไอ้มากแน่"

หญิงสาวตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือด

"มันจะฉุดฉันไปทำไม พ่อจ๋า"

"โธ่-อีเวร ก็เอาไปเป็นเมียน่ะซีวะ กูยอมตายอีหมา เล่นข่มเหงกันอย่างนี้เป็นอะไรก็เป็นกัน"

เจ้าลอยพาพรรคพวกลงจากหลังม้า เดินปรี่เข้ามาหาลุงพันกับลูกสาว แล้วเจ้าลอยก็ออกคำสั่งกับสมุนของมัน

"เฮ้ย-ฉุดอีเอื้อนเอาขึ้นหลังม้าไปเดี๋ยวนี้"

ลุงพันปราดเข้ารับหน้าทันที

"ไอ้ลอย มึงมีอำนาจอะไรวะ ที่จะมาฉุดคร่าห์ลูกกู"

นักเลงไผ่ทิวหัวเราะก้าก

"อำนาจหรือ ข้าไม่มีอำนาจหรอกลุง แต่ข้ามีกำลังคนและกำลังอาวุธ"

"ช้าก่อน ไอ้ลอย" ชายชรากล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล "อย่านึกว่ากูแก่แล้วจะเกรงกลัวมึง ถ้าจะฉุดเอาอีเอื้อนไปได้ก็หมายความว่ากูตายแล้ว"

เจ้าลอยกระชากดาบออกจากฝัก

"ข้าไม่อยากฆ่าคนแก่หรอกวะลุง แต่ขัดขวางก็ต้องฉะกัน"

เจ้าลอยพาสมุนตรงเข้ามาห้อมล้อมสองพ่อลูก ลุงพันกระโดดเข้าฟันอ้ายหนุ่มไผ่ทิวทันที ลอยยกดาบรับพร้อมกับยกเท้าขวาถีบอกชายชราเต็มรัก ลุงพันเซถลาออกไปหลายก้าวหล่นลงไปในคลองดังตูม

เอื้อนขยับจะวิ่งหนี แต่สมุนของเจ้าลอยช่วยกันยึดแขนไว้ได้ แม่สาวงามดิ้นรนร้องตะโกนด่า ตั้งแต่ปู่ทวดของไอ้ลอยลงมา นักเลงใหญ่แห่งไผ่ทิวยกฝ่ามือตบหน้าหล่อนดังฉาด

"นี่แน่ะ ปากมึงกล้านักอีเอื้อน"

"ไอ้ฉิบหาย ไอ้ห้าร้อยละลาย มึงตบหน้ากูทำไม"

เจ้าลอยขยับดาบทำท่าจะฟันหล่อน แล้วร้องบอกสมุนของเขา

"เอาตัวมันไปซีโว้ย โธ่-พ่อแม่กูป่นปี้หมดแล้ว"

สมุนของเจ้าลอยฉุดกระชากลากตัวเอื้อนไปโดยไม่ปรานี ในเวลาเดียวกันนี้เอง ลุงพันก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาบนบกได้ มีดหัวตัดคู่มือของแกจมน้ำไปแล้ว ชายชราก้มลงหยิบไม้ดุ้นหนึ่งขึ้นมาถือวิ่งมาทางพรรคพวกเจ้าลอย

"ไอ้ล้อม มึงข่มเหงกู"

เจ้าลอยหันควับมาทางลุงพัน

"อ้าว ทำไมถึงล้อชื่อพ่อข้าล่ะ แล้วกัน ข้ารู้นะว่าลุงน่ะเป็นลูกนายพร้อม กำนันที่นี่เมื่อครั้งก่อนโน้น ประเดี๋ยวข้าก็จะเรียกลุงพันว่า ลุงพร้อมเท่านั้นแหละ"

ชายชราโกรธจนตัวสั่น

"ไอ้จังไร มึงกับกูอย่าอยู่ร่วมโลกกันเลย"

ลุงพันปราดเข้ามายกไม้ประเคนลงหมายกระบานไอ้ลอย แต่ลอยมันยกดาบขึ้นปิดทัน แล้วฟาดสันดาบลงกลางศีรษะลุงพันดังโป๊ก ชายชราร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยกมือคลำศีรษะของแก เข้าใจผิดคิดว่าถูกฟันกระบานแบะแล้ว

สมุนของเจ้าลอยบังคับเอื้อนให้ขึ้นนั่งบนหลังม้าตัวหนึ่งซึ่งเตรียมมาสำหรับเอื้อน เจ้าลอยตะโกนบอกพรรคพวกของมัน

"เอาตัวไปโว้ย รีบเดินทางไปก่อนประเดี๋ยวกูจะตามไป"

พรรคพวกของเจ้าลอยต่างขึ้นนั่งบนหลังม้า พาแม่สาวงามบุกออกไปจากสวนเข้าสู่ทุ่งนาทันที ลุงพันผุดลุกขึ้นยืนขยับจะวิ่งตามลูกสาว แต่เจ้าลอยใช้ดาบเงื้อง่าขู่ไว้

"อย่าลุง อย่าพยายามติดตามเลย ไม่มีประโยชน์หรอก ทิดมากนายของข้าหวังที่จะเลี้ยงดูอีเอื้อนเป็นลูกเป็นเมียจริงๆ ได้เพียรสู่ขอลุงตั้งหลายครั้งแล้ว เมื่อไม่ให้ก็ต้องใช้กำลังฉุดคร่าห์กันอย่างนี้แหละ แล้วอีก ๒-๓ วัน ทิดมากเขาก็จะพานังเอื้อนมาขมาลุง"

"กูไม่ยอมรับขมา" ลุงพันตะโกนลั่น "กูแค้นใจนัก มึงเห็นว่ากูแก่แล้ว มึงยกพวกมาฉุดลูกสาวกู ฮึ่ม-ถ้าถอยหลังออกไปสัก ๒๐ ปี มึงก็ยับเพราะมือกูเท่านั้นเอง"

เจ้าลอยหัวเราะชอบใจ

"ก็แน่ละซีลุง ถอยหลังไป ๒๐ ปี ฉันอายุ ๓ ขวบเท่านั้น ลุงเตะเพียงเบาะๆ ฉันก็ตายห่า ข้าลาละนะลุง อย่าพยายามยกพวกไปที่ไผ่ทิวเป็นอันขาด ไอ้พวกชาวกรุง ๔-๕ คนที่มาพักอยู่ที่นี่น่ะ ไม่ครนามือพวกเราหรอก ไม่ต้องเสียใจน่าลุง ทิดมากเขาจะต้องตอบแทนชดใช้ค่าเสียหายให้ลุงแน่ๆ "

แล้วเจ้าลอยก็เดินไปที่ม้าคู่ขาของมัน ซึ่งยืนกินหญ้าอยู่ข้างต้นมะม่วง ไม่ต้องสงสัยว่า ลุงพันจะเดือดดาลสักเพียงใด น้ำตาของชายชราไหลคลอหน่วย แกขบกรามกรอดกำหมัดแน่น มองดูเจ้าลอยกระโดดขึ้นนั่งบนหลังและควบขับม้าติดตามพรรคพวกของมันไป

การฉุดสาวเป็นวีรกรรมของหนุ่มลูกทุ่ง หนุ่มนักเลงที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงชิงชังตน ก็มักจะพาพวกมาฉุดคร่าห์สาวรักเอาไปเป็นเมีย แทบทุกรายเรื่องมักจะจางหายไปเอง โดยฝ่ายผู้หญิง ไม่ได้นำความไปร้องเรียนเจ้าพนักงาน อย่างไรก็ตาม ถ้าฝ่ายผู้หญิงเป็นนักเลงพอตัว มันก็หมายถึงการนองเลือด หมายถึงการยกพวกปะทะกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อ

ลุงพันวิ่งขึ้นไปบนเรือนคว้าปืนลูกซองกลับลงมาด้วยอารมณ์ที่เดือดพล่าน แล้วชายชราก็วิ่งเหยาะๆ ผ่านสวนออกนอกทุ่ง

ขบวนฉุดสาวไปไกลลิบลับแล้ว ลุงพันแกโมโหจนตัวสั่น ทันใดนั้นเอง แกก็แลเห็นท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรพากันเดินออกมาจากกอไผ่อันหนาทึบ ทั้งพ่อตาและลูกเขยมีปืนลูกซองคนละกระบอก ลุงพันร้องตะโกนเรียกแล้วเดินเข้าไปหาทันที

ทั้งพ่อตากับลูกเขยหมดกระสุนปืนไปคนละไม่ต่ำกว่า ๒๐ นัด นิกรยิงนกได้นกกระจิบ ๑ ตัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ลูกอีกา ๑ ตัว ซึ่งยังบินไม่เป็นเกาะกิ่งไม้เป็นเป้านิ่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิงถึง ๕ นัดซ้อนๆ

"ท่านครับ ท่านเจ้าคุณครับ เกิดเรื่องแล้ว" ลุงพันพูดระล่ำระลัก แล้วชี้มือไปกลางทุ่ง "โน่น-ไอ้ลอยกับพรรคพวกของมันมาฉุดเอาอีหมาของผมไปแล้วครับ"

"ฮ้า? " เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานลั่น "ไอ้ลอยอุกอาจยังงี้เชียวหรือ? "

นิกรพูดขึ้นทันที

"เอามัน ลุง ยกพวกไปฟาดกับมันให้ยับ ฉันแสดงเอง ไอ้ลอยทำราวกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นๆ

"เฮ้ยๆๆ เป็นอะไรไปวะ ไอ้กร ตัวสั่นเป็นจ้าวเข้าเชียว"

นิกรพูดเสียงกร้าว

"โมโหครับ กลับบ้านเถอะคุณพ่อ เตรียมบุกไผ่ทิวดีกว่า ผมจะล้างทุ่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองทีเดียว สี่เสือจะช่วยกันล้างทุ่งชิงเอาแม่เอื้อนกลับมาแต่งงานกับผมให้จงได้"

ลุงพันสะดุ้งโหยง

"แต่งยังไงครับ คุณมีเมียแล้ว"

"ไม่เป็นไรลุง ฉันไม่รังเกียจ"

"ถูกแล้วครับ คุณไม่รังเกียจ แต่ผมรังเกียจ"

"อ้าว ถ้ายังงั้นไม่ต้องพูดกันอีก ไป-กลับบ้านเถอะ พรรคพวกของฉันกลับมาหรือยังลุง"

"ยังครับ ยังไม่มีใครกลับมาเลย ผมตำน้ำพริกเตรียมไว้ให้คุณแกงนกแล้วละครับ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ นกแถวรังสิตมันฉลาดเหลือเกินลุง พอยิงโป้งมันหลบแพล๊บ เสียลูกปืนไปตั้งเยอะแยะ ได้นกกระจิบมาตัวเดียวเท่านั้น ง่า-คุณพ่อได้ลูกอีกามา ๑ ตัว"

ลุงพันว่า "เมื่อมันลำบากนักละก้อ เอาไก่ที่บ้านแกงก็แล้วกันนะครับ ผมอยู่บ้านได้ยินเสียงปืนปังๆ นึกว่าป่านนี้คงจะได้นกไม่ต่ำกว่า ๕-๖ พวง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"นานๆ ยิงทีมือมันแกว่ง"

ครั้นแล้วลุงพันก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรกลับบ้าน เสียงเรือยนต์แท๊กซี่ในคลองหน้าบ้านดังตุ๊กๆ ใกล้เข้ามา พอลุงพันกับท่านเจ้าคุณและนายจอมทะเล้นมาถึงบ้าน ทั้ง ๓ คนก็แลเห็นเรือยนต์แท๊กซี่ลำหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าน้ำหน้าบ้านลุงพัน

เสี่ยหงวน ดร. ดิเรก กับเจ้าแห้วเผ่นแผล็วขึ้นมาบนตลิ่ง เจ้าแห้วกระเดียดกระจาดบรรจุอาหารสดพรุงพรัง หมู ไก่ ผักต่างๆ ซึ่งจ่ายมาเกือบร้อยบาท

"เฮ้ย! เร็วโว้ย เกิดเรื่องแล้ว" นิกรตะโกนบอก

ในเวลาไล่ๆ กัน เรือหมูลำหนึ่งก็พายมาเทียบท่า พล พัชราภรณ์ แบกแหก้าวขึ้นจากเรือ มือขวาถือปลาพวงเบ้อเริ่มซึ่งเขาทอดแหมาได้ พลร้องเรียกเพื่อนเกลอของเขาและเดินตามมาห่างๆ

เมื่อคณะพรรค ๔ สหายพร้อมหน้ากัน ลุงพันก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง พล เสี่ยหงวน และนายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้วต่างตกตะลึงเมื่อทราบว่าเจ้าลอยอุกอาจพาพรรคพวกมาฉุดคร่าห์ตัวเอื้อนไป

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นอย่างเดือดด

"ไอ้ลอยกำแหงเกินไปเสียแล้ว เอาโว้ยพวกเราบุกมันเลย เป็นอะไรเป็นกันซีวะ อย่างมากมันก็ฆ่าเราตายเท่านั้น"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไรน์ เราต้องติดตามเอาตัวแม่เอื้อนกลับมาให้ได้ สุภาษิตอินเดียบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า ทะราวะกินหนา ฮางมากระดุกกระดิก แปลว่า คมต่อคมพบกัน มันต้องบิ่นไปข้างหนึ่ง"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมเอาด้วยครับ เราต้องบุกไผ่ทิวให้ราบ"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"สู้ตายพวกเรา เราต้องช่วยกันล้างทุ่งให้หมด และอย่ายอมให้ใครทุ่งอีก"

"เฮ้ย พลดุ "ไอ้เวรนี่พูดอะไรเป็นเล่นเสมอ เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันเป็นงานเป็นการโว้ย ไปปรึกษากันบนบ้านเถอะ"

ชายชราพาคณะพรรค ๔ สหายขึ้นไปบนเรือนของแก เจ้าแห้วนำปลาและกับข้าวเข้าไปเก็บไว้ในครัวก่อน แล้วก็รีบออกมาร่วมประชุม ทุกคนนั่งรวมกลุ่มกันหน้าระเบียงเรือน

พลว่า "ตกลงบุกไผ่ทิวนะพวกเรา กันเป็นผู้นำเองและเราจะต้องเคลื่อนกำลังทางฝ่ายเราไป หมู่บ้านไผ่ทิวโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ขืนชักช้าแม่เอื้อนยับแน่ ยิ่งกว่าบนสะพานพุทธเมื่อวันลอยกระทงอีก"

กิมหงวนแยกเขี้ยว

"แหม-พูดถึงวันลอยกระทงยังเดือดไม่หาย กรุงเทพฯ สมัยนี้ไม่ผิดอะไรกับเมืองนรก ไอ้พวกกุ๊ยสาระเลวมากมายเหลือเกิน พับผ่า เมียๆ ของพวกเราถูกทึ้งถูกล้วงจนสบักสบอมไปตามกัน นับวัน ศีลธรรมเสื่อมลงไปทุกที สวัสดิภาพของคนเดินถนนหาไม่ได้แล้ว"

"อือ-จริงโว้ย" นิกรเห็นพ้องด้วย "ประไพของกันถูกมันขยำเสียจนระบม วันนั้นถ้ากันเอาปืนไปด้วยพ่อยิงแหลกไปเลย"

นายพัชราภรณ์กล่าวกับลุงพันอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลุงจ๊ะ เรามีกำลังเพียงเท่านี้พอจะสู้มันได้ไหม? "

ชายชราสั่นศีรษะช้าๆ

"สู้ไม่ได้หรอกครับ ทิดมากมีพรรคพวกล้วนแต่เป็นนักเลงอันธพาลไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน ธรรมดาน้ำน้อยก็คงสู้ไฟไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จริง แกพูดถูกแล้ว ตาพัน เอายังงี้ดีไหม แกช่วยป่าวประกาศขอความร่วมมือจากเพื่อนชาวนาแถวนี้ ซึ่งโดยมากเช่านาฉันทำกิน ฉันคิดว่าเขาคงจะช่วยเหลือเราแน่ เพราะไอ้ลอยใช้อำนาจเป็นธรรม ข่มเหงรังแกแก ฉุดเอาลูกสาวแกไป"

ลุงพันนิ่งนึก

"ดีทีเดียวครับ ถึงเขาไม่เห็นแก่ผมเขาก็ต้องเห็นแก่ท่านเจ้าคุณ ความจริงเพื่อนกสิกรแถวนี้เขารักใคร่ผมทั้งนั้น ทุกคนล้วนแต่เป็นคนดีตั้งหน้าทำมาหากิน ไม่เหมือนกับพวกไผ่ทิวซึ่งโดยมากเป็นนักเลงอันธพาล ไม่ชอบทำนา แต่ชอบขโมยข้าวตามนาของคนอื่น แล้วก็ชอบเล่นการพนัน กินเหล้าเมายา"

เจ้าคุณว่า "ถ้ายังงั้นอย่าช้าเลย ตาพัน แกรีบไปหาเพื่อนบ้านของแกเดี๋ยวนี้ ระดมกำลังพลกำลังอาวุธมาที่นี่ ใครมีม้าก็ให้เอามาด้วย เราจะยกไปทั้งพลม้าและพลเดินเท้า"

กิมหงวนอมยิ้ม พูดยานคางดัดเสียงเป็นยายแก่

"ศึกครั้งนี้ย่อมชี้โชคชะตาของฝ่ายเราและฝ่ายนายมาก เลือดจะไหลนองทุ่งรังสิต ศพของพลรบทั้งสองข้างจะนอนตายเกลื่อนกลาด อา ข้าได้กลิ่นคาวเลือดแล้ว ฮิ-ฮิ ข้ารู้ ข้าเห็น "

ดร. ดิเรกยกกำปั้นทุบหลังอาเสี่ยดังพลั่ก

"ฝรั่งหมั่นไส้โว้ย อยากเป็นแม่มดหรือ? "

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วลุงพันก็กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"เอาละครับ ขอเวลาให้ผมไปติดต่อกับเพื่อนบ้านของผมสักครึ่งชั่วโมง แล้วผมจะระดมกำลังเท่าที่หาได้รีบมาที่นี่วันนี้ ผมยอมตายละครับ ต้องปล่อยแก่อวดลวดลายไอ้พวกไผ่ทิวเสียที ผมแก่แล้ว ตายก็ไม่เสียดายชีวิต เล่นข่มเหงกันอย่างนี้ ถ้าแก้แค้นมันไม่ได้ก็ตายเสียดีกว่า"

แล้วลุงพันก็ลุกขึ้นเดินผ่านนอกชานลงบันไดเรือนไป คณะพรรค ๔ สหายต่างประชุมปรึกษาหารือกัน วางแผนการที่จะเคลื่อนพลเข้าบุกไผ่ทิวให้ราบ แน่นอนละมันจะต้องปะทะกันอย่างดุเดือดที่สุด

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ ลุงพันนำพรรคพวกมาแล้ว ชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่า ๓๐ คนมีมีดพร้าไม้พลองกระบองสั้นเป็นอาวุธ พากันเดินรวมกลุ่มตรงมาที่บ้านลุงพัน และมีลุงพันเดินนำหน้าในท่าเบ่งนิดหน่อย ภาคภูมิใจที่เพื่อนบ้านให้ความช่วยเหลือแก

คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้นยืนต้อนรับ แล้วพากันลงมาจากเรือน ผู้ที่เช่านาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเข้ามาห้อมล้อมท่านยกมือไหว้แสดงความเคารพนบนอบและเรียนให้ท่านทราบว่าเขายินดีช่วยเหลือลุงพันเต็มที่

ชายชราวิ่งขึ้นไปบนเรือน สักครู่ก็หอบเอาดาบหลายเล่มลงมาให้คณะพรรค ๔ สหายเลือกเอาคนละเล่ม

"เรามีม้าอยู่เพียง ๕ ตัวเท่านั้นแหละขอรับ" ลุงพันกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ใต้เท้ากับคุณ ๔ คนนี้ขี่ม้าไปก็แล้วกัน พวกผมเดินไปได้ ไผ่ทิวเดินชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง"

เจ้าแห้วกระซิบกับลุงพัน

"ขอม้าให้ฉันสักตัวไม่ได้หรือลุง"

ชายชราหันมายิ้มกับเจ้าแห้ว

"ม้าที่หมู่บ้านเรามีอยู่เพียง ๕ ตัวเท่านั้น มีที่บ้านทิดฟองอีกตัวหนึ่งก็เป็นลูกม้า"

"ลูกม้าก็ได้ลุง"

"เอ็งจะขี่มันยังไงวะ มันเพิ่งเกิดได้ ๓ วันเท่านั้น"

"อ้าว ยังงั้นก็ย่ำต๊อกไปดีกว่า"

ต่อจากนั้นก็มีการจัดขบวนและมอบหมายหน้าที่กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้มีอาวุโสสูงในที่นี้ เมื่อได้ปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้ว กองทัพย่อยๆ ก็เริ่มเคลื่อนพลทันที ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณขึ้นนั่งบนหลังม้าคนละตัว นิกรโห่เสียงลั่นเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

"โห่-ฮี้โห่ฮี้โห่ โฮ...ฮิ้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างขบขัน

"นี่จะไปรบหรือจะไปแห่บวชนาคกันแน่โว้ย"

นิกรหัวเราะ

"ก็ต้องโห่เอาชัยเสียนิดหน่อยซีครับ เอา-พวกเราโห่หน่อย โห่-ฮี้โห่ฮี้โห่-โฮ่"

"ฮิ้ว" พวกชาวบ้านร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

นิกรควงดาบรำป้ออยู่บนหลังม้า ร้องเพลงกราวนอกเสียงลั่น เป็นการปลุกปลอบขวัญพวกตัวเอง

ครั้นได้เวลาก็เคลื่อนทัพ

ผู้คนพร้อมสรรพล้วนแข็งขัน

พลช้างพลม้าสารพัน

ตัวนายสำคัญหัวล้านแดง

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น หันมาแยกเขี้ยวกับลูกเขยของท่าน

"โธ่ เดี๋ยวพ่อถีบตกม้าเลยไอ้นี่"

นิกรหัวเราะ

"ไปโว้ยพวกเรา เคลื่อนพลได้แล้ว ไผ่ทิวจะต้องราบเพราะพวกเราอย่างไม่ต้องสงสัย"

อาเสี่ยร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"เอามันพวกเรา เราต้องล้างทุ่งนี้ให้ราบเลี่ยนเตียนโล่ง ไชโย"

เจ้าคุณกระชากดาบออกจากฝัก ขับม้าเข้าหาอาเสี่ยกิมหงวนชักม้าหนียกมือไหว้ประหลกๆ

"กลัวแล้วครับ ยอมแพ้แล้ว"

เจ้าคุณยกดาบชี้หน้าอาเสี่ย

"อย่ากระเซ้านาโว้ย แดดยิ่งกำลังร้อนอยู่ เอา-ออกเดินทางได้พวกเรา"

ครั้นแล้ว กองทัพน้อยๆ ในบังคับบัญชาของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้ฤกษ์เคลื่อนพลทันที บรรดาเพื่อนบ้านของลุงพันต่างพร้อมที่จะสละชีวิตและเลือดเนื้อบุกกับพวกไผ่ทิวให้ย่อยยับ

ท่ามกลางท้องทุ่งนาอันเวิ้งว้างสุดสายตา พวกคลองรังสิตกำลังบ่ายโฉมหน้าตรงไปยังไผ่ทิวที่มองแลเห็นหมู่ไม้ลิบๆ เบื้องหน้าโน้น ลุงพันปลาบปลื้มใจยิ่งนักที่บรรดาเพื่อนบ้านของแกเต็มใจช่วยเหลือแกกระทำศึกกับพวกไผ่ทิว

มันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางท้องทุ่ง ที่นี่เรียกกันว่าไผ่ทิว มีหมู่บ้านประมาณ ๕๐ หลังคาเรือน ชาวบ้านตำบลนี้มีนิสัยสันดานเป็นพาลเกเรและปราศจากอาชีพที่เป็นหลักฐาน ชอบเล่นการพนัน ชอบลักเล็กขโมยน้อย จนกระทั่งลักใหญ่ขโมยใหญ่ เช่นปล้นวัวควายของพวกชาวนาเอามาขังไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ บางทีก็ขโมยช้างเอามาจากเมืองไกล ชาวบ้านไผ่ทิวปกครอง กันเองไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน นานๆ จึงจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมาดูแลครั้งหนึ่ง ไผ่ทิวจึงกลายเป็นซ่องโจร เป็นบ่อนการพนันที่เล่นกันหามรุ่งหามค่ำ

ทิดมากหรือนายมากเป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งที่สุดในตำบลนี้ บรรดาเจ้าหนุ่มนักเลงทั้งหลายล้วนแต่เป็นสมุนของเขา ความมั่งมีของทิดมากนั่นเองทำให้เขากลายเป็นนักเลงใหญ่ใช้อำนาจเป็นธรรม และมักมากในทางกามารมณ์ ชอบฉุดคร่าห์เอาลูกเมียของผู้อื่นมาอย่างว่าเสมอ ไม่ชอบใจใครเขาก็สั่งให้สมุนของเขายิงทิ้งหรือเก็บตัวเสีย

ณ บัดนี้ เอื้อนลูกสาวสวยของลุงพันถูกนำตัวมากักขังไว้ที่ห้องๆ หนึ่งในบ้านของทิดมากนั่นเอง มีการควบคุมตัวกันอย่างแข็งแรง ความหวังที่เอื้อนจะหนีกลับไปคลองรังสิตนั้นมองไม่เห็น นอกจากจะมีพรรคพวกยกกำลังมาช่วยเหลือ แต่ทิดมากก็สั่งสอนเจ้าลอยให้เตรียมรับมือพวกคลองรังสิตไว้แล้ว ถ้าขืนบุกเข้ามาก็ต้องยิงกันยับไปข้างหนึ่ง

มันเป็นห้องแคบๆ ที่มีเตียงและเครื่องใช้ไม้สอยครบครัน เอื้อนกำลังนอนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง นึกหวาดเกรงภัยอันตรายที่หล่อนจะได้รับจากทิดมาก ความสาวของหล่อนคงจะสูญสิ้นยับเยินในวันนี้ด้วยน้ำมือทิดมาก ชายหนุ่มที่กระทำตนเป็นไอ้ตาลยอดด้วนชอบฟัดอีหนูเสียจนเสียนิสัย

ที่หน้าห้องนอน สมุนของทิดมาก ๒ คนนั่งเฝ้าอยู่ตลอดเวลา หน้าต่างห้องก็มีลูกกรงไม้ขนาดใหญ่ไม่มีทางที่จะหลบหนีได้

ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง พาตัวเดินเข้ามาในห้องนอนของเอื้อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เขาคือทิดมากนั่นเอง จอมนักเลงเพิ่งกลับจากบ่อนการพนัน เพราะที่นั่นมีการปะทะกันเล็กน้อยระหว่างเจ้ามือกับลูกค้า เมื่อคนของทิดมากกระหืดกระหอบมารายงานเหตุให้ทราบ ทิดมากจึงต้องรีบไประงับเหตุด้วยการไกล่เกลี่ยคู่พิพาททั้ง ๒ ฝ่ายให้ปรองดองกันแล้วเขาก็รีบกลับมาบ้านเพื่อจะชื่นชมเอื้อน แม่สาวน้อย ลูกสาวสุดที่รักคนเดียวของลุงพัน

ทิดมากหันไปหรี่ตากับสมุนของเขา ซึ่งทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าหน้าห้อง แล้วเขาก็จัดแจงปิดประตูใส่กลอน ทันใดนั้นเอง เอื้อนก็ตกใจรีบลุกขึ้นนั่งมองดูจอมนักเลงแห่งไผ่ทิวด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

เจ้าหนุ่มผิวปากเบาๆ ในทำนองเพลง "บลูสกาย" เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างเอื้อน พอหญิงสาวลุกขึ้นเขาก็เอื้อมมือคว้าแขนหล่อนไว้ และกระชากเอื้อนให้นั่งลงตามเดิม แล้วเจ้ามากก็ยกมือขวาสรวมกอดหล่อน

"เอื้อนเอ๋ย จะต้องหวาดกลัวข้าทำไม เจ้าก็รู้อยู่เต็มอกแล้วว่าข้ารักเจ้ามานานหลาย เป็นเมียข้าเถอะวะเอื้อนแล้วข้าจะพาเอ็งไปเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญปีนี้ หรือเอ็งจะเข้าสมัครประกวดนางสาวไทยยังได้นา เงินค่าเครื่องแต่งตัวข้าจะออกให้ประกวดในนามคณะไผ่ทิว"

เอื้อนมันค้อนให้

"อย่ามาสวดกูหน่อยเลย ถึงมึงเอาเงินมากองเท่าภูเขา กูก็ไม่ยอมรักมึง"

"ปู้โธ่ อีเวรเอ๋ย เอ็งนี่มันโง่บัดซบสิ้นดีเชียวฮิ ผู้หญิงสมัยนี้เขารักแต่ผู้ชายที่มีเงินเท่านั้นแหละโว้ย เอ็งไม่อยากมีความสุขหรือ เป็นเมียข้าเอ็งจะเอาอะไรล่ะ นอกจากดาวกับเดือน งานเอ็งก็ไม่ต้องทำ นั่งกระแดะอยู่หน้ากระจกทั้งวันเขียนคิ้วบ้างทาปากบ้าง มิดีกว่าที่เอ็งจะต้องทำไร่ไถนาหรืออีเอื้อน"

"กูไม่ต้องการความสุขจากมึง ถ้ากูอยากมีผัวรวยๆ กูไปเที่ยวหาในบางกอกก็ได้ อย่างมึงถึงจะร่ำรวยสักเพียงใดก็ยังได้ชื่อว่าไอ้ไก่นาอยู่นั่นเอง"

"ช้า ช้า ดูถูกไก่ สมัยนี้ไก่เป็นสัตว์ประเสริฐโว้ย ใครๆ ก็กลัวไก่นับถือไก่ด้วยกันทั้งนั้น มา-ขอจูบทีเถอะ"

เอื้อนมันค้อนอีก

"แก้มกูไม่ใช่แก้มสาธารณะ"

"หนอยแน่ คำคมซะด้วย ไม่ยอมข้าปล้ำนะ"

"ก็ลองดูซี ข้าจะร้องให้ลั่นบ้านเชียว"

เจ้ามากหัวเราะอย่างขบขัน แล้วกอดรัดฟัดแม่สาวงาม ใช้กำลังกายปลุกปล้ำ เอื้อนดิ้นรนต่อสู้เต็มแรง เจ้ามากเป็นคนทันสมัย เขารู้ดีว่าการจูบแก้มปราศจากรสชาติ สู้จูบปากไม่ได้จึงพยายามจูบริมฝีปากแม่สาวน้อยจนได้ แต่แล้วก็ถูกเอื้อนตบหน้าดังฉาด

"ไอ้ฉิบหาย ไอ้หน้ารังแกผู้หญิง" หล่อนพูดพลางยกท่อนแขนขวาขึ้นเช็ดริมฝีปาก "มึงอย่ามายั่วกูให้เกิดสปัสซั่มหน่อยเลย บ้าอะไรยังงี้ก็ไม่รู้"

มากยิ้มแห้งๆ ยกมือไหว้เอื้อนประหลกๆ

"น่า ยอมเป็นเมียข้าเถอะวะอีเอื้อน แล้วข้าจะพาเอ็งไปขมาพ่อ อย่าทำดีดดิ้นไปหน่อยเลยวะ เอ็งเป็นสาวบริสุทธิ์ถูกข้าปล้ำประเดี๋ยวก็ใจแตก แต่ข้าไม่อยากใช้กำลังใจข่มเหงเอ็งหรอก"

เอื้อนมันสะบัดมือเจ้ามากออกลุกขึ้นวิ่งหนี เจ้ามากผิวปากหวืด ดึงปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาควงเล่น

"เฮ้ย-เห็นไหมวะนี่อะไร มานี่ ถ้าขัดคำสั่งข้าเอ็งก็ต้องตาย"

เอื้อนตัวสั่นงันงก อำนาจปืนทำให้หล่อนเกรงกลัว สาวน้อยจำใจต้องเดินเข้ามาหานักเลงใหญ่ เจ้ามากกระชากแขนหล่อนให้นั่งลงบนเตียงตามเดิม แล้วก็ดึงตัวหล่อนเข้ามากอด

"โธ่-ทิดมาก เอ็งก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง เอ็งไม่น่าจะทำกับข้าอย่างนี้เลย เอ็งควรจะมีมนุษยธรรมและศีลธรรมบ้าง"

เจ้ามากหัวเราะก้าก

"ศีลธรรม ถุย อีเอื้อนเอ๋ยข้าเป็นคนบ้านนอกขอกนาโว้ย คนในบางกอกเป็นคนเมืองหลวงแท้ๆ มันยังไม่มีมนุษยธรรมและศีลธรรม อย่างเอ็งยังงี้ลองไปกรุงเทพฯ ซี เอ็งอาจจะถูกใครปล้ำจูบตามถนนหนทางก็ได้ หรือม่ายเอ็งก็ถูกจี้ หรือถ้าเอ็งไปเที่ยวตามที่มีคนแน่นๆ เอ็งก็ต้องถูกขยำถูกทึ้ง ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ยอมเป็นเมียข้าเสียเถอะวะ แล้วข้าจะซื้อนาให้พ่อเอ็งสัก ๑๐ ไร่ แกจะได้ไม่ต้องเช่านาเขาทำ ต้องแบ่งครึ่งเขาเสียเปรียบเขามาก เพราะฝ่ายนายทุนเขาเป็นเสือนอนกิน เชื่อข้าเถอะน่า สมัยนี้ควรจะมีผัวได้ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่งอีก สัก ๒ ปีก็ไม่มีใครเขารับประทานเอ็งแล้ว"

"ช่างกู"

"อือ อีนี่ เดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียเลย"

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกเคาะติดๆ กันหลายครั้ง

"พี่มาก พี่มากโว้ย"

ทิดมากโมโหจนตัวสั่น ลุกขึ้นยืนเดินมาที่ประตูห้อง

"ใครวะ ไอ้ระยำ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเสือกเรียกหาหอกทำไม" พูดพลางก็ถอดกลอนเปิดประตูออก

ผู้ที่เรียกทิดมากคือไอ้ลอยสมุนแขนขวาของเขานั่นเอง

"มึงมาขัดคอกูทำไมไอ้ลอย"

เจ้าลอยจุ๊ย์ปาก

"พี่มาก ไอ้พวกคลองรังสิตไม่ต่ำกว่าสามสี่สิบคนกำลังยกโขยงมาเล่นงานเราแล้ว ออกไปดูซี เดินกันให้เต็มทุ่งเชียว ที่ขี่ม้ามาก็มี"

"ฮ้า เป็นความจริงหรือไอ้ลอย"

"แล้วกัน ข้าจะมาโกหกพี่ทำไม"

เอื้อนยิ้มออกมาได้

"เสร็จละมึง ไอ้มาก เจ้านายของข้าพาพวกมาช่วยข้าแล้ว"

เจ้ามากหันมาทำตาเขียวกับหล่อน

"อีเอื้อนเอ๋ย พวกมึงไม่ครนามือพวกกูหรอก ประเดี๋ยวเถอะกูจะบุกให้ราบไปเลย แล้วก็อย่านึกว่ามึงจะพ้นมือกูไปได้ อย่างไรเสียวันนี้กูต้องเอามึงเป็นเมียให้ได้"

เอื้อนยกเท้าขวาให้

"ซ่นตีนนี่แน่ะ"

เจ้ามากสะดุ้งและหัวเราะ

"ปีนหัวไอ้ลอยก็แล้วกัน"

"อ้าว ข้าไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยนาพี่มาก บ๊ะแล้ว จะว่ายังไงหรือจะสั่งให้ทำยังไงก็บัญชามาซี ขืนร่ำไรไอ้พวกรังสิตบุกเข้ามาถึงตัวเราก็ตายห่าไปตามกันเท่านั้น"

เจ้ามากยิ้มอย่างใจเย็น

"อย่าเสียขวัญหน่อยเลยวะ ไอ้ลอย มึงก็ชายชาติเสือคนหนึ่ง ไป-ออกไปดูกำลังทางฝ่ายอีเอื้อนมันหน่อยซิ มันคงไม่กล้าพรวดพราดบุกเข้ามาหรอก อย่างไรเสียก็ต้องส่งคนเข้ามาเจรจากับเราก่อน หรือมิฉะนั้นก็คงจะตั้งล้อมพวกเราไว้ห่างๆ "

แล้วเจ้ามากก็พาเจ้าลอยออกมาจากห้อง สั่งคนยามทั้งสองควบคุมตัวเอื้อนให้แข็งแรง กำชับว่าถ้าเอื้อนหลบหนีไปได้จะถูกยิงทิ้ง จอมนักเลงแห่งไผ่ทิวกับสมุนคนสนิทของเขาลงมาจากเรือนพัก เดินผ่านหมู่กอไผ่และลำประโดงออกมาที่ทุ่งนา แล้วเจ้ามากก็แลเห็นกองทัพน้อยๆ ของชาวรังสิตกำลังเคลื่อนพลใกล้เข้ามาทุกที อยู่ห่างจากไผ่ทิวในราว ๑๐ เส้นเท่านั้น โห่ร้องกันอย่างครื้นเครงได้ยินถนัด

มันเป็นความเฉลียวฉลาดของนิกร เขาพยายามคึกคนองร้องรำทำเพลงปลุกปลอบขวัญพรรคพวกของเขา ดังนั้นคนอื่นๆ ก็พลอยสนุกสนานไปด้วย

เจ้ามากขมวดคิ้วย่น เม้มปากแน่นในท่าตรึกตรอง ใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง

"อือ พวกมันไม่ใช่น้อยโว้ย ไอ้ลอย จัดการเรียกระดมพวกเราเดี๋ยวนี้ ตั้งรับมันอยู่ในหมู่บ้านของเรานี่แหละ กระจายกำลังกันออกไปให้ทั่วทุกบ้าน เมื่อมันบุกเข้ามาก็ยิงมันทิ้งเสีย"

เจ้าลอยรับคำสั่งจากลูกพี่แล้ววิ่งกลับไปที่หมู่บ้าน สักครู่หนึ่งเสียงเกราะสัญญาณอันตรายก็ดังระรัวขึ้นก้องกังวานไปไกล

"โป๊กๆๆๆๆๆๆ "

สัญญาณนี้หมายความว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่นี่หรือมิฉะนั้นก็มีนักเลงถิ่นอื่นยกพลมาบุกไผ่ทิว บรรดาสมุนของเจ้าลอยและพวกนักเลงการพนันทั้งหลายต่างตระหนกตกใจพากันวิ่งออกมาจากโรงบ่อนและเคหะสถานของตน ยังความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นทั่วละแวกบ้านไผ่ทิว

ฝ่ายพลพรรคของพวกคลองรังสิตซึ่งมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นหัวหน้าได้ยินเสียงตีเกราะก็รู้ว่าพวกข้าศึกเตรียมรับมืออย่างแข็งขัน ดังนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงสั่งให้กระจายกำลังเข้าโอบล้อมไผ่ทิวทันที

"ล้อมมันไว้ อย่าให้คนหนึ่งคนใดหนีออกมาได้และอย่าเพิ่งทำการสู้รบจนกว่าข้าพเจ้าจะสั่ง ทุกคนฟังคำสั่งข้าพเจ้าคนเดียว"

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นลั่นทุ่ง พลพรรคทางฝ่ายคลองรังสิตต่างกระจายกำลังกันห้อมล้อมหมู่บ้านไผ่ทิวไว้ ทุกคนหมอบกำบังตัวตามที่มั่นต่างๆ สุดแล้วแต่จะหาได้ ในเวลาเดียวกันนี้เองไพร่พลของ เจ้ามากก็เข้าประจำแนวต้านทานเตรียมรับการบุกของพวกทุ่งรังสิต

ท่านเจ้าคุณเรียก ๔ สหายและเจ้าแห้วกับลุงพันเข้ามาพบเพื่อปรึกษาหารือในอันที่จะเผด็จศึกอย่างรวดเร็ว

"เอายังไงดี ตาพัน"

ชายชราตอบท่านโดยไม่ต้องคิด

"บุกมันเลยสิครับใต้เท้า บุกมันให้ราบเป็นหน้ากลองเลย"

"โนๆๆๆๆ " ดร. ดิเรกค้านเสียงลั่นไม่ยอมเห็นด้วย "ลุงอย่าลืมว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน เมื่อไม่จำเป็นก็อย่าให้เสียชีวิตและเลือดเนื้อเลย แล้วก็พวกผู้หญิงคนแก่ของบ้านไผ่ทิวอาจจะต้องรับเคราะห์กรรมด้วย ถ้าหากว่าเราใช้กำลังเข้าโจมตีเพื่อผลแตกหัก สุภาษิตเก่าแก่ของอินเดียบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "

เสี่ยหงวนหัวเราะแล้วโบกมือ

"พอโว้ย ลำบากมากก็ไม่ต้องอ้างสุภาษิตหรอก ชักจะแก่สุภาษิตไปแล้ว จะเอายังไงก็ว่ามา กันน่ะอยากรบเต็มทนแล้วจะบอกให้ เสือหงวนมันจะบุกทุ่งนี้ให้ราบคาบ ดาบของมันจะฟาดฟันศัตรูให้ย่อยยับ เลือดไทยจะไหลหลั่งท่วมท้องช้าง"

"เฮ้ย" พลเอ็ดตะโร "แกห้ามดิเรกแต่แกนั่นแหละอดพล่ามไม่ได้ ปรึกษาหารือกันให้เป็นงานเป็นการเถอะวะ เราจะเอายังไงดี"

นิกรออกความเห็นว่า "ใช้ไอ้แห้วบุกเข้าไปคนเดียว ท้าไอ้มากฟันกับมันตัวต่อตัวไม่ดีหรือ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"ดีครับ แต่ว่ารับประทานผมไม่ยอมเข้าไปเด็ดขาด ปู้โธ่-ขืนบุกเข้าไปรับประทานผมก็หงิกแดกเท่านั้น"

ดร. ดิเรกโบกมือให้ทุกคนสงบปากเสียง

"ฟัง ฟังทางนี้ จงฟังความเห็นฝรั่ง เพื่อไม่ให้เสียชีวิตและเลือดเนื้อ กันเห็นว่าเราควรจะจัดส่งผู้แทนทางฝ่ายเราเข้าไปเจรจากับเจ้ามากหรือเจ้าลอยขอรับตัวแม่เอื้อนคืนมา พวกไผ่ทิวเห็นพวกเรายกมามากอาจจะยอมคืนให้โดยดีก็ได้"

ลุงพันเห็นชอบด้วย

"จริงครับ ผมเองก็ไม่อยากให้ถึงกับปะทะกัน เพราะนอกจากจะต้องเสียชีวิตเลือดเนื้อด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว ทางฝ่ายบ้านเมืองเขาจะต้องเล่นงานเรา หาว่าเราและพวกบ้านไผ่ทิวก่อการจลาจล พอที่จะเจรจากันได้ด้วยสันติวิธีก็เอาเถอะครับ คุณหมอพูดน่าฟังมาก เราเป็นคนไทยชาติเดียวกันเอะอะถึงกับฆ่าแกงกันไม่สมควรเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจหนักๆ

"เอาละ ถ้าเช่นนั้นเราจะส่งผู้แทนเข้าไปเจรจากับนายมากซึ่งเป็นหัวหน้าบ้านไผ่ทิวขอคืนแม่เอื้อนโดยดี หากไม่ให้ก็ต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง"

กิมหงวนว่า "นั่นน่ะซีครับ พวกเรายกมาตั้งล้านกลัวอะไร"

ท่านเจ้าคุณเอาเท้าถีบอาเสี่ยเต็มแรง

"นี่แน่ะ ประเดี๋ยวพ่อด่ายับไปเลยไอ้นี่ ทลึ่งไม่รู้จักกาละเทศะ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ง่า-ผมกับไอ้กรรับอาสาเป็นผู้แทนฝ่ายเราไปเจรจากับพวกบ้านไผ่ทิวเองครับ ถ้าพูดกันโดยดีไม่ตกลงผมฉะกับมันเอง เลือดละเลงเลือด ชีวิตต่อชีวิต ดาบต่อดาบ สู้มันให้ตายคาที่ ฝากชื่อไว้ในแผ่นดินไทย แล้วก็อย่าลืมทำอนุสาวรีย์รูปผมไว้ให้คนรุ่นหลังดูก็แล้วกัน"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ย์ปาก

"แกพูดเล่นหรือพูดจริงวะไอ้หงวน"

"พูดจริงซีครับ"

"ฉันรู้สึกว่าแกพูดเล่นมากกว่า เอา-เมื่อแกกับเจ้ากรรับอาสาเป็นผู้แทนไปเจรจากับพวกบ้านไผ่ทิวก็เอา"

นายจอมทะเล้นรำดาบป้อ ร้องยี่เกขึ้นทันที

กระดิ่งทองแสนจะดีใจ

ชวนเพื่อนรีบไปมิรอช้า

ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ

ตัวเราจะระเห็จหนีออกมา

ก้มเกล้าบังคมพระบิดา

แล้วนิกรก็คว้ามือเสี่ยหงวน ลากเอาตัวเดินตรงเข้าไปยังหมู่บ้านไผ่ทิวอย่างกล้าหาญระคนกับ ขี้ขลาด ๒ สหายเดินเข้ามาหยุดยืนข้างลำประโดง ไม่กล้าข้ามสะพานเข้าไปในหมู่บ้านเพราะกลัวถูกยิงทิ้ง

"เฮ้ย เห็นไหมวะกร พวกมันหมอบอยู่เรียงราย ทุกคนมีปืนลูกซองเตรียมพร้อมที่จะส่งเราไปเมืองนรก ทำยังไงดีล่ะ"

นิกรนิ่งคิด ทันใดนั้นก็มีเสียงใครคนหนึ่งทางฝ่ายไผ่ทิวร้องตะโกนถามมา

"มาดีหรือมาร้ายโว้ย ถ้ามาร้ายกูยิงนะ"

นายจอมทะเล้นร้องตะโกนตอบ

"ทูตโว้ย ทูตผู้มีอำนาจเต็มทางฝ่ายคลองรังสิต เราต้องการพบทิดมาก หรือไอ้ลอยคนใดคนหนึ่งก็ได้"

"เออ ถ้ายังงั้นเข้ามาได้"

นิกรหันมายิ้มกับกิมหงวน

"ไป ไอ้เสี่ย ไม่ต้องกลัวมัน แกเดินนำหน้า เราต้องวางมาตรฐานให้ภาคภูมิ พวกมันจะได้เกรงขามเราไปซี"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ถ้ามันรุมสะกรัมเราจะทำยังไงดี ชักปอดเสียแล้วละโว้ย ความจริงเราน่ะเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่งเสือกเอากระดูกแขวนคอ ดีไม่ดีเจอลูกซองเข้านั่งแกะลูกปืนกันย่ำแย่"

ครั้นแล้ว ๒ สหายก็พากันเดินข้ามสะพานลำประโดงเข้ามาในละแวกบ้านไผ่ทิว ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นสมุนของเจ้าลอยได้กรูกันเข้ามาห้อมล้อม นิกรจำได้ดีว่า เจ้าหนุ่ม ๓-๔ คนนี้ได้ไปที่บ้านลุงพันเมื่อตอนพลบค่ำวันนั้น และยังได้สนทนาปราศรัยกับเขา เจ้าพวกนี้ก็จำนิกรได้เช่นเดียวกัน

"ไงโว้ย ไอ้จ้อย" นายจอมทะเล้นกล่าวทัก

เจ้าจ้อยพยักหน้า

"เออ ว่าไงล่ะพี่ชาย แกยกพวกมาตั้งมากมายก่ายกอง แกหวังจะบุกไผ่ทิวให้ราบยังงั้นหรือ"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ก็ตั้งใจเหมือนกัน ไอ้น้องชาย แต่ว่าเราคนไทยด้วยกันโว้ย พอจะพูดกันได้ก็ควรจะเจรจากันด้วยดีก่อน ลูกพี่แกไปไหนล่ะ"

พอเสี่ยหงวนพูดขาดคำ เจ้าลอยก็ถือปืนลูกซองโผล่ออกมาจากซุ้มไผ่ตรงเข้ามาหาผู้แทนฝ่ายคลองรังสิต

"แกจะเอายังไงกับกัน พี่ชาย" นักเลงไผ่ทิวพูดกับ ๒ สหาย

นิกรว่า "เราต้องการเอื้อนกลับคืนไป"

เจ้าลอยหัวเราะก้าก

"อิมพอสิเบิล พี่ชาย"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื้อก

"โธ่-ไอ้ไก่นา พูดภาษาไทยเถอะวะ ดัดจริตพูดภาษาฝรั่ง แกรู้หรือว่าที่แกพูดน่ะมันแปลว่ากระไร"

เจ้าลอยตวาดลั่น

"จะไปรู้เรอะ กูไม่ใช่ฝรั่งนี่หว่า เห็นนายอำเภอเขาพูดยังงี้ก็จำมาพูดบ้าง"

กิมหงวนจุ๊ย์ปากและสั่นหน้า

"พูดจาให้มันรื่นหูหน่อยเถอะน่า ไอ้น้องชาย คำว่ากูมึงเอ็งข้าสมัยนี้เขาไม่พูดกันแล้ว"

"อ๋อ กูเป็นคนบ้านนอกโว้ย กูไม่เคยได้รับการศึกษาเหมือนอย่างพวกมึงนี่หว่า ง่า-เรื่องอีเอื้อนเป็นอันว่า ถ้าเราจะคืนให้ก็หมายความว่า อีเอื้อนเป็นเมียพี่มากลูกพี่ของข้าแล้ว"

นิกรขบกรามกรอด

"ไม่คืนแน่นะ"

"เออ"

นายจอมทะเล้นยกมือชี้หน้าแขนขวาของทิดมาก

"ดีแล้ว ไอ้ลอย เมื่อไม่คืนกันก็ต้องใช้กำลังบังคับ ไผ่ทิวต้องราบในชั่วโมงนี้ ๔ เสือจะล้างทุ่งไว้ชื่อ นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วของแกไว้ให้ดี"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"โดยเฉพาะ น่ากลัวต้องตายด้วยน้ำมือกัน อีกสักครู่คงจะได้เห็นดีกันอย่างแน่นอน ลาละโว้ย ไอ้ลอย ประเดี๋ยวพบกันตัวต่อตัว"

"ได้ซีเพื่อน" เจ้าลอยพูดเสียงหัวเราะ "แกจะเอายังไงล่ะ หมัด, มีด, ดาบและปืนได้ทั้งนั้น คนอย่างข้าไม่เคยปฏิเสธคำท้าทายของใคร"

กิมหงวนหันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"ไป-ไอ้กร กลับไปบอกพวกเราบุกไผ่ทิวเลย วันนี้แหละวะศพจะต้องเกลื่อนทุ่ง คาวเลือดจะเหม็นคลุ้งไปทั่ว แข็งต่อแข็งพบกันเข้ามันก็ต้องหักสบั้นไปข้างหนึ่ง"

นิกรยกมือกอดอกทำปากเบี้ยวเล็กน้อย มองดูเจ้าลอยด้วยสายตาคมกริบ

"ไอ้ลอยเพื่อนกู"

เจ้าลอยหัวเราะ

"ใครบอกมึงล่ะว่ากูเป็นเพื่อนมึง"

"บ๊ะแล้ว นักเลงเขาก็ต้องพูดกันยังงี้ซีโว้ย เขาเรียกว่าปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ไอ้เซ่อ คนใหญ่ๆ โตๆ น่ะ บางคนเป็นอริกัน คอยปัดแข้งปัดขากัน หรือคิดหักโค่นกัน เวลาเขาเห็นกันเข้าเขายังกอดจูบกันนี่หว่า ฟังนี่ เพื่อนกู ก่อนที่ข้าจะกลับไปข้าขอทิ้งปัญหาให้เอ็งขบคิดสักเล็กน้อย ถ้าเอ็งคิดได้ก็หมายความว่า การปะทะกันในครั้งนี้ฝ่ายไผ่ทิวอาจจะได้รับชัยชนะก็ได้"

เจ้าลอยขมวดคิ้วย่น

"เออ ว่ามาซิ"

นิกรพูดอย่างภาคภูมิ

"ชีโฉดหญิงโหดมารยา ช้างงารีชายทรชน"

คราวนี้เจ้าลอยหัวเราะก้าก

"ถุย เอาขี้ปากกุมภกรรฐ์มาพูด กูเคยเรียนมาแล้วโว้ยตั้งแต่อยู่ ม. ๓ ลำบากนักก็รีบกลับไปเสียเถอะ ขืนชักช้าจะถูกเตะ"

กิมหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเจ้าลอยนักเลงใหญ่

"ไอ้ลอย"

"ว่าไง"

"มึงอย่าเบ่งให้มากนัก สุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า จั้บตือเลียะพะเจ้กโฮ้ว เจ้กโฮ้วเจี๊ยะจั้บตือ ตือบะเจ้กกิโลยี่จั้บผวด"

เจ้าลอยอ้าปากหวอ ยิ้มแห้งๆ

"เออ ยังงี้เข้าทีหน่อยพอฟังได้ คงเป็นคติพจน์ของขงจื๊อเป็นแน่"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ถูกแล้ว แกแปลออกไหมล่ะ"

เจ้าลอยสั่นศีรษะ

"แปลไม่ออก แต่รู้สึกว่าเป็นคำพูดที่น่าฟังมากทีเดียว แกลองแปลให้กันฟังซิ"

อาเสี่ยว่า "คำพังเพยบทนี้เขาแปลว่า....หมู ๑๐ ตัว กลุ้มรุมเล่นงานเสือตัวหนึ่ง ผลของมันก็คือเสือกินหมู ๑๐ ตัวหมด ราคาเนื้อหมูตลาดมืดกิโลละ ๒๐ บาท"

เจ้าลอยทำหน้าชอบกล

"ไปๆๆๆ แก ๒ คนกลับไปได้"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ ยกมือดีดจมูกเจ้าลอยดังเพียะ แล้วพานิกรเดินข้ามลำประโดงกลับไปหาพรรคพวกของเขาเพื่อแจ้งผลเจรจาให้ทราบว่า ทางฝ่ายไผ่ทิวไม่ยอมคืนแม่สาวงามให้ เจ้าลอยยืนมองดู ๒ สหายอย่างเคืองๆ ทันใดนั้นเอง เจ้ามากผู้ยิ่งใหญ่แห่งไผ่ทิวก็ปรากฏตัวขึ้น

"ลอย ลอยโว้ย"

เจ้าลอยหันขวับมาทางลูกพี่ของมันแล้วเดินเข้าไปหา

"ทางคลองรังสิตส่งผู้แทนมาเจรจาขอให้เราส่งอีเอื้อนคืนไป"

เจ้ามากอมยิ้ม

"แล้วเอ็งว่ายังไง"

"ข้าตอบปฏิเสธไปแล้ว ข้าคิดว่าสักครู่ หมู่บ้านของเราคงถูกโจมตีแน่นอน"

เจ้ามากยกมือขวาตบบ่าสมุนคนโปรดของเขา

"สั่งถอนกำลังได้ ไอ้ลอย ถ้าหากว่าพวกคลองรังสิตบุกเข้ามา ห้ามไม่ให้พวกเราทำการต่อสู้เป็นอันขาด ใครทำการต่อสู้พวกคลองรังสิตจะต้องขัดใจกับกูอย่างร้ายแรงเข้าใจไหมล่ะ"

"อ้าว" เจ้าลอยอุทานเสียงลั่น "หมายความว่ายังไงกันโว้ย พี่มาก นี่จะยอมแพ้ไอ้พวกคลองรังสิตยังงั้นหรือ"

เจ้ามากโบกมือ

"เอ็งไม่ต้องมีปัญหาอะไร ไอ้ลอย ข้าสั่งให้ทำยังไงเอ็งทำตามคำสั่งข้าก็แล้วกัน ข้าจะบอกให้เอ็งรู้แต่เพียงว่า เดี๋ยวนี้ชัยชนะอันเด็ดขาดเป็นของข้าแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องรบกันให้เสียชีวิตและเลือดเนื้อ"

ก่อนที่เจ้าลอยจะพูดอะไรอีก เจ้ามากก็เดินกลับไปยังบ้านพักของเขา เจ้าลอยแปลกใจยกมือเกาศีรษะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกพี่ของตนจึงสั่งให้งดทำการต่อสู้ แต่คำสั่งของเจ้ามากเท่ากับคำสั่งของผู้เผด็จการซึ่งเจ้าลอยและทุกคนแห่รบ้านไผ่ทิวจะต้องปฏิบัติตาม

ณ บัดนี้ กองทัพน้อยๆ ฝ่ายคลองรังสิตเตรียมตัวเปิดการบุกทะลวงหมู่บ้านไผ่ทิวแล้ว พลรบทุกคนในสภาพเตรียมพร้อม พอได้ฤกษ์เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ แล้วไพร่พลทางฝ่ายคลองรังสิตก็ใช้ปืนระดมยิงเข้ามายังหมู่บ้านไผ่ทิวหลายต่อหลายนัด เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวระคนกับเสียงโห่ร้องดัง กึกก้องไปทั่ว แต่ทางฝ่ายไผ่ทิวไม่มีการยิงโต้ตอบทำความประหลาดใจให้แก่ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ่งนัก

"เอ๊ะ ยังไงกันโว้ย ทำไมมันไม่สู้เราล่ะหว่า"

กิมหงวนว่า "ไม่สู้ซีครับดี บุกเข้าไปเลือกยิงเอาทีละคนเลย"

เจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ทำยังงี้ไม่ได้มันผิดศีลธรรม"

"ไม่ผิดหรอกครับ ที่เขารบกันโครมๆ น่ะ ยกมือยอมแพ้แล้วเขายังยิงตายนี่ครับ ศีลธรรมสมัยนี้มันมีที่ไหนกัน เอา-บุกเลยโว้ยพวกเรา ฆ่ามันให้หมด คนแก่ผู้หญิงหรือเด็ก"

ไม่มีใครปฏิบัติตามคำสั่งของเสี่ยหงวนเลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเยาะ แล้วสั่งพลรบให้เคลื่อนเข้าไปในหมู่บ้านไผ่ทิวด้วยความระมัดระวัง พอเข้ามาในเขตหมู่บ้านก็แลเห็นพวกชาวบ้านไผ่ทิวเดินเตร่ไปมาหรือทำธุระกิจของตนตามปรกติ บรรดาเจ้าหนุ่มนักเลงทั้งหลายนั่งจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็เป่าขลุ่ยหรือร้องรำทำเพลงเล่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบกระซาบกับลุงพัน

"ตาพัน เราหลงกลขงเบ้งเสียแล้วกระมัง"

"นั่นน่ะซีครับ ผมแปลกใจเหลือเกินที่ไอ้พวกนี้ไม่คิดต่อสู้พวกเราเลย อ้อ-ไอ้ลอยเดินมาโน่นแล้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจ ดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์เมื่อเจ้าลอยเดินตรงเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย พลรบแห่งคลองรังสิตต่างร้องตะโกนด่าท้าทายเจ้าลอยอย่างหยาบคาบ เจ้าลอยจุ๊ย์ปากจิ๊กจั๊ก

"ไอ้ลอย ลูกกูอยู่ที่ไหน" ลุงพันร้องถาม

เจ้าลอยสั่นศีรษะช้าๆ แสดงความอิดหนาระอาใจ

"ยุ่งฉิบหายเลย พี่มากคนเดียวทำให้ข้าปวดกะบานเต็มทนแล้วนะลุง พี่มากให้ข้ามาเชิญลุงกับพวกเจ้านายของลุงไปพบที่บ้านเพื่อเจรจากันในเรื่องอีเอื้อนอย่างสันติวิธี"

ลุงพันเค้นหัวเราะ

"จะหลอกพวกกูไปตุ๋นยังงั้นรึ ไอ้ลอย"

"เปล่า ลุง ไม่มีอะไรหรอกน่า พี่มากไม่ต้องการปะทะกับลุงด้วยกำลังหรอก ไปหาเขาเถอะลุง ฉันรับรองว่าไม่มีกลอุบายอะไร"

ชายชราหันมาปรึกษากับคณะพรรค ๔ สหาย

"ว่ายังไงขอรับ เราควรจะไปพบกับมันที่นั่นดีไหม"

กิมหงวนพยักหน้ากับลุงพัน

"ตอบมันไปว่า เรื่องนี้เราขอสงวนท่าทีก่อน อีก ๒ วันถึงจะให้คำตอบ"

พลยกมือผลักกิมหงวนเซไปหลายก้าว แล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไป-พวกเรา อย่าให้เสียเวลาเลย เพื่อนบ้านของลุงพันเขาต้องเสียเวลาทำมาหากินมาช่วย ลุงพัน เมื่อมีทางที่จะเจรจาปรองดองกันได้ก็ดีแล้ว ไปเถอะครับคุณอา ถึงเจ้ามากจะใช้ลูกไม้เล่นเราก็ไม่น่ากลัวอะไร เพราะพวกเราเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย หันมาพูดกับ ดร. ดิเรก

"แกกับไอ้แห้วไม่ต้องไปหรอก ควบคุมพวกเราไว้ที่นี่ ถ้ายังไงละก้อบุกเลยนะดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้พ่อตาของเขา

"เอาไอ้พลไว้เป็นเพื่อนผมอีกสักคนก็แล้วกันครับ ผมกับไอ้แห้วฝีมือบู๊ไม่ใคร่มี ได้ไอ้พลไว้คนค่อยอุ่นใจหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ขัดข้อง ครั้นแล้วท่านเจ้าคุณกับลุงพันพร้อมด้วยนิกรกับเสี่ยหงวนก็พากันเดินตามเจ้าลอยตรงไปยังบ้านพักของเจ้ามาก เจ้าลอยพาเดินผ่านหมู่บ้านหลายหลังและแห่งหนึ่งเป็นบ่อนการพนัน พวกนักเลงต่างพากันมองดูแล้วใครคนหนึ่งก็แหกปากร้องตะโกนกระเซ้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"โอ้โฮ พระอาทิตย์ขึ้น ๒ ดวงแดงแจ๋เชียวโว้ย"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว ฟ้องเจ้าลอยทันที

"พวกแกปากเปราะเหมือนกับหมาเฝ้าสวน"

เจ้าลอยร้องตะโกนด่าชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น

"ถึงล้านก็ล้านพระยาโว้ย ไปว่าท่านได้เรอะ รู้อยู่แล้วว่าคนหัวล้านน่ะใจน้อย ขี้โมโห ไอ้พวกนี้เลวมาก ทีหลังใครพูดหัวล้านพ่อยิงทิ้งเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากหมุบหมิบด่าเจ้าลอย เจ้าลอยหันมาสบตาก็หัวเราะ สักครู่หนึ่งก็มาถึงบ้านพักของนายมากซึ่งเป็นเรือนไทยแบบโบราณชั้นเดียวใหญ่โตกว้างขวางมาก

เจ้ามากเดินออกมายืนข้างบันได ยกมือไหว้ลุงพันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"เชิญครับ คุณพ่อ"

ชายชราสะดุ้งโหยง ขบกรามกรอด

"ใครเป็นพ่อมึงไอ้มาก มึงเคยเรียกกูว่าลุงไม่ใช่หรือ"

เจ้ามากหัวเราะ

"ถูกแล้วครับ เดี๋ยวนี้ลุงเลื่อนฐานะเป็นพ่อผมแล้ว"

ลุงพันตวาดลั่น

"อย่ามาทำประจบกูหน่อยเลย หน้าอย่างมึงเป็นตายอย่างไรกูก็ไม่ยอมยกลูกสาวของกูให้มึง"

เจ้ามากอมยิ้ม

"เชิญมาพูดกันบนเรือนเถอะครับ"

ลุงพันพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและเสี่ยหงวนขึ้นไปบนเรือน ส่วนเจ้าลอยเดินแยกไปทางโรงบ่อน เจ้ามากได้ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี เชิญผู้ใหญ่ฝ่ายแม่สาวงามนั่งบนเสื่อผืนใหญ่หน้าระเบียงเรือน

"ลูกสาวข้าอยู่ไหน" ลุงพันถามเสียงกร้าว

"อยู่ครับ อยู่ในห้อง" แล้วเจ้ามากก็คลานเข้ามากราบลุงพัน "คุณพ่ออย่าถือโทษโกรธเคืองผมเลยครับเท่าที่ผมใช้ให้คนไปฉุดคร่าห์แม่เอื้อนมานี่ ผมรักแม่เอื้อนจริงๆ ครับ"

ลุงพันพูดเร็วปรื๋อ

"กูไม่ต้องการฟังเหตุผลของมึง กูต้องการเอาตัวอีเอื้อนกลับไปบ้านเท่านั้น ถ้าไม่ตกลงก็ต้องใช้กำลังเข้าบุกกัน กูรู้ดีว่า เท่าที่มึงทำเป็นญาติดีกับกูก็เพราะมึงเห็นว่ากำลังทางฝ่ายกูมีมากกว่า"

"โธ่-คุณพ่อ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ผมต้องการเป็นทองแผ่นเดียวกับคุณพ่อมากกว่า กรุณาให้ผมกับเอื้อนได้อยู่ร่วมชีวิตกันเถอะครับ"

กิมหงวนชักสงสารเจ้ามาก ก็ยกมือตบบ่าลุงพัน

"เมื่อเขาอ่อนมาเราก็ควรจะอ่อนตามเขา ความจริงอีหนูน่ะมันอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้แล้ว ให้มันมีลูกมีผัวไปเสียทีก็ดีเหมือนกัน ลุงจะได้หมดห่วง"

"บ๊ะ...." ชายชราดุเสี่ยหงวน "มันทำอย่างนี้ดูหมิ่นผมนี่ครับ"

เจ้ามากพูดเสริมขึ้น

"ก็ผมส่งคนไปขอคุณพ่อตั้งหลายครั้งแล้ว คุณพ่อไม่ให้ หาว่าผมเป็นนักเลงและมีเมียเยอะแยะ เดี๋ยวนี้เมียผมมีที่ไหน ผมเลิกหมดแล้ว ส่วนนักเลงน่ะผมยอมรับว่าผมเป็นเพราะมีชีวิตอยู่อย่างนี้ ถ้าเราไม่ทำตัวเป็นนักเลงก็อยู่ไม่ได้ สมัยนี้สมัยเบ่งคนที่ไม่รู้จักเบ่งก็รังแต่จะถูกเขารังแกข่มเหง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"นี่แน่ะ นายนาค "

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมชื่อมากครับ นาคน่ะพ่อผม แกตายไปนานแล้ว เคยเป็นกำนันที่นี่"

"อ้อ ขอโทษที นี่-นายมาก เอายังงี้ก็แล้วกัน ฉันขอพูดกับแกในฐานที่ฉันเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายแม่เอื้อน แกจะทำอะไรก็ต้องแสดงความเคารพต่อนายพันเขาบ้าง เพราะเขาเป็นพ่อแม่เอื้อน ทางที่ดีฉันเห็นว่าแกส่งตัวเอื้อนให้นายพันรับเอาไปบ้านก่อน แล้วแกค่อยส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอ ซึ่งฉันยินดีจะช่วยพูดสนับสนุนให้ วิธีการฉุดคร่าห์อย่างนี้มันเป็นการดูหมิ่นย่ำเหยียบกัน ถ้าแกมีลูกสาว ใครฉุดเอาไปแกก็คงโกรธ"

เจ้ามากนิ่งคิด แล้วร้องตะโกนเรียกลูกสาวของลุงพัน

"เอื้อน เอื้อนจ๋า"

"ขา" มีเสียงขานรับในห้อง ต่อจากนั้นเอื้อนก็เดินนวยนาดออกมาจากห้องนอนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ลุงพัน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและเสี่ยหงวนแปลกใจไปตามกัน แม่สาวงามทรุดตัวลงนั่งข้างเจ้ามาก อากัปกิริยาของหล่อนไม่ได้แสดงว่าหล่อนรังเกียจเจ้าหนุ่มลูกทุ่งคนนี้เลย

ลุงพันอ้าปากหวอ

"อีหมา"

"จ๋า"

"อือ-นี่มึง โอ.เค ซิกาแร็ตกับไอ้มากแล้วหรือนี่"

เอื้อนพยักหน้าและยิ้มอายๆ

"จ้ะ พ่อ ฉันได้เสียกับพี่มากแล้ว พ่ออย่าเกลียดพี่มากเลยนะพ่อนะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผัวฉันแล้ว ให้ฉันกับเขาได้อยู่ร่วมกันเถิดพ่อ"

ชายชราทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม ยกมือชี้หน้าเจ้ามากทันที

"ไอ้มาก นี่มึงปล้ำลูกสาวกูหรือนี่"

เจ้ามากหัวเราะ

"เปล่าครับ ผมไม่ได้ปล้ำ ให้รากเลือดลงแดงตายซีครับ แม่เอื้อนกับผมรักกันและเข้าใจกันดีแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล มองดูเอื้อนอย่างแปลกใจ

"อีหนู ทำไมเอ็งยอมเขาง่ายๆ อย่างนี้วะ หรือถูกมันโลมเข้าหน่อยเกิดสปัสซั่มเลยปล่อยให้เลยตามเลย"

ใบหน้าของเอื้อนแดงก่ำเพราะความกระดากอาย หล่อนยื่นมือซ้ายอวดผู้ใหญ่ฝ่ายหล่อน แล้วพูดยิ้มๆ

"พี่มากเขาให้แหวนเพชรหนูตั้ง ๒ วงนี่เห็นไหมคะ แล้วก็ให้เงินหนูอีกตั้งปึก ใบละร้อยทั้งนั้น ผู้ชายที่ใจดีอย่างนี้ถ้าหนูไม่รีบฉวยโอกาสเอาเขาเป็นผัว ผู้หญิงอื่นมันก็แย่งไปเสียเท่านั้นเอง พี่มากเขาสัญญาว่าเขาจะพาหนูไปเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญกับเขาค่ะ และจะไปพักที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เขาจะตัดเสื้อกระโปรงนิวลุกซ์วันพิสให้หนู เว้าหน้าเว้าหลังผู้ชายเห็นน้ำลายยืดไปเลย"

"โอย" ลุงพันร้องลั่น แล้วเป็นลมล้มฟุบลงข้างๆ เสี่ยหงวน

อาเสี่ยเอื้อมมือจี้สีข้างชายชรา

"อย่าเป็นลมเลยลุง เรื่องมันซูเอี๋ยกันแล้ว อุตส่าห์ยกพวกติดตามมานึกว่าอย่างไรก็คงปะทะกันนองเลือด ที่แท้เจ้ามากกับแม่เอื้อนกลายเป็นมวยล้มไปฉิบ" แล้วอาเสี่ยก็ประคองลุงพันลุกขึ้นนั่ง

ชายชราร้องไห้โฮ นิกรยกมือตบบ่าแล้วปลอบ

"ร้องทำไมลุง อีหนูมันได้ผัวดีมีหลักฐานอย่างนี้ลุงควรจะสบายใจ"

"ผมเจ็บใจลูกผมครับ" แกพูดพลางร้องไห้พลาง "มันช่างใจง่ายเหลือเกิน เพียงแต่ได้แหวนเพชรและได้เงินจากไอ้มากเท่านั้นแบเบอร์ให้ไอ้มากเลย มันได้ผัวแบบเฮงซวยอย่างนี้มันจะอยู่กันยืดได้อย่างไร"

อีหนูยิ้มแป้น

"ยืดซีจ๊ะพ่อ พี่มากเขาสัญญาสาบานกับฉันไว้แล้วว่า เขาจะรักใคร่เลี้ยงดูฉันให้ตลอดรอดฝั่งไป แล้วเขาจะซื้อนาให้พ่อสัก ๒๐ ไร่"

"ฮ้า จริงนะ ไม่จริงกูแช่งนะ"

เจ้ามากหัวเราะ

"จริงครับ ผมซื้อให้พ่อแน่ๆ "

ลุงพันยิ้มออกมาได้

"เออ ถ้ายังงั้นข้าจะไปว่าอะไรล่ะ เท่าที่ข้ายักท่าไม่ยอมยกอีเอื้อนให้เอ็งในตอนแรกก็เพราะผู้ใหญ่ฝ่ายเอ็งไม่ปริปากถามข้าจะเรียกร้องสินสอดทองหมั้นสักเท่าใด พูดกันให้มันรู้เรื่องซีวะ ใครบ้างไม่อยากได้ลูกเขยมีอัฐ เอาละ เมื่อเอ็ง โอ เค. กันแล้วข้าก็ยินดีต้อนรับเอ็งเป็นลูกเขยของข้า"

"ไชโย" เอื้อนเผลอตัวร้องลั่น แล้วโผเข้ากอดเจ้ามาก "พี่จ๋า อุปสรรคของเราไม่มีแล้ว ฉันน่ะคิดมาตั้งแต่ปีกลายว่า เมื่อไรพี่จะไปฉุดฉันเสียที"

"อีหมา" ลุงพันพูดเสียงยานคาง "อย่าให้มันฟิตจัดนักเลยโว้ย ซ่อนความรู้สึกไว้บ้าง โธ่-อีเวร ได้ผัวมีอัฐเข้าหน่อยคึกยังกะม้าแข่ง เป็นอันว่ากูเสียเวลาเปล่าๆ ที่พาพรรคพวกยกมา ง่า-ได้ทิด มึงจะจัดการอย่างไรในเรื่องนังเอื้อน ไหนว่ามาซิ"

ทิดมากอมยิ้ม

"ผมจะแต่งงานกับเอื้อน ให้หรูหราสมเกียรติเชียวครับ ผมจะให้เงินพ่อสัก ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นการตอบแทนที่คุณพ่อเลี้ยงเอื้อนมา"

ชายชราค้อนควับ

"มึงอย่าล้อเล่นนะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผลุดลุกขึ้นยืนกล่าวกับกิมหงวนและนิกร

"ไปโว้ยเรา นึกว่าเรื่องมันจะถึงกับล้างทุ่งกัน ที่แท้ทุ่งร้างทางเลอะไม่ได้ความ ทั้งพ่อทั้งลูกเห็นเงินนัยน์ตาโตเท่าไข่ห่าน"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"เป็นธรรมดาครับคุณอา เมื่อเป็นความสุขของเอื้อนเราก็ควรดีใจ ไชโย ขอให้อีหมาเอื้อนกับไอ้หมามากมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ไชโย"

เจ้ามากหัวเราะ

"เชิญนั่งก่อนซิครับ อย่าเพิ่งไปเลย ผมสั่งให้คนของผมทำอาหารกลางวันไว้เลี้ยงพวกท่านและพวกคลองรังสิตแล้ว เลี้ยงเพื่อประสานสามัคคีระหว่างพวกเราทั้งสอง"

"อ้าว" นิกรอุทานแล้วทรุดตัวนั่ง "บอกกันให้รู้ซีว่ามีการเลี้ยง แล้วกัน เฮ้ย-ไอ้หงวน นั่งก่อน คุณพ่อครับ จ๋อ"

เจ้ามากกับเอื้อนช่วยกันเชิญเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนไว้ แล้วเจ้ามากก็ตะโกนเรียกคนใช้ของเขาให้ไปเชิญ ดร. ดิเรกกับนายพัชราภรณ์และเจ้าแห้วมาที่นี่

ตอนเที่ยงวันนั้นเอง การเลี้ยงอย่างมโหฬารก็เริ่มต้น นายมากกับสมุนของเขาต่างทำอาหารอย่างดีเลี้ยงคณะพรรค ๔ สหายและพวกคลองรังสิต เหล้าเถื่อนถูกนำมาเลี้ยงอย่างไม่อั้น

ลุงพันหายเกลียดเจ้ามากแล้ว แกตื่นเต้นดีใจไม่น้อยที่ลูกสาวของแกได้เจ้ามากเป็นผัว เพราะแกรู้ดีว่าเจ้ามากเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งมีเงินหลายแสน

จบตอน