พล นิกร กิมหงวน 050 : หงส์ยนตร์

คนในบ้าน "พัชราภรณ์" ก็มีเจ้าแห้วคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า พ.อ.นิกรกำลังทำงานสำคัญของเขาอย่างหนึ่ง ซึ่งเจ้าแห้วได้ร่วมงานด้วย และได้รับคำสั่งให้ปกปิดเป็นความลับไม่ให้ปริปากพูดให้ใครรู้ นิกรใช้กระท่อมใหญ่ในสวนหลังบ้านเป็นที่ทำงานของเขาอย่างเงียบเชียบ โดยเฉพาะเขาทำงานในตอนกลางวันซึ่ง พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกจากบ้านไปตรวจกิจการค้าตามบริษัทห้างร้านต่างๆ บางทีก็ไปตรวจงานที่ธนาคารหรือที่โรงแรมสี่สหาย

นิกรเคร่งเครียดกับงานของเขาจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน เจ้าแห้วได้แต่เพียงช่วยเหลือเขาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น งานของนิกรเป็นงานประณีตศิลป และเกี่ยวกับเวทยมนต์คาถาซึ่งนายจอมทะเล้นของเราคนนี้เป็นผู้สนใจในเรื่องไสยาศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นอกจากนี้ยังเล่าเรียนวิปัสสนาด้วยตนเองมีความรู้ขนาดอาจารย์ไสยาศาสตร์ชั้นเลวคนหนึ่ง สามารถเลี้ยงภูตผีโหงพรายไว้ใช้ เสกหญ้าให้เป็นหญ้า เสกตัวต่อให้เป็นตัวต่อ ทำคุณไสยเสกหนังวัวหนังควาย เสกครกตำน้ำพริกหรือโอ่งน้ำทั้งใบเข้าท้องคน นิกรก็สามารถที่จะทำได้กระท่อมที่กล่าวนี้แต่เดิมเป็นที่พักของลุงม้วนชายชราหัวหน้าคนสวน ต่อมาคุณหญิงวาดสร้างเรือนแถวให้เฉพาะพวกคนสวน ขึ้นบริเวณหลังบ้าน ลุงม้วนก็ได้ไปอยู่ กับพวกเด็กคนสวนที่เรือนพักคนสวน กระท่อมหลังนี้ถูกทิ้งไว้ว่างเปล่า นิกรจึงยึดเป็นโรงงานของเขาสร้างสิ่งที่ไม่ควรจะสร้างขึ้น สิ่งนั้นคือยานฟ้าแบบโบราณที่ปรากฏในเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ และเรียกกันว่าครรไลหงส์นั่นเอง

ยานฟ้านี้ไม่ได้ใช้เครื่องยนตร์แบบใบพัดหรือไอพ่นแต่บังคับให้มันบินไปด้วยเวทมนต์คาถา ลำตัวของมันซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับหงส์ตามเสาหงส์ในวัด แต่อ้วนและสั้นผิดขนาดสร้างด้วยหวายและไม้ฉำฉา วัดจากหัวถึงปลายหางหงส์ยาวประมาณ ๔ เมตร กลางตัวหงส์มีที่นั่งคู่ ๓ ที่นั่ง และที่นั่งเดี่ยวที่อยู่ใกล้คอหงส์หรือที่นั่งของนักบินผู้ขับขี่ คือตัวของนิกรเองอีกหนึ่งที่ หงส์ตัวนี้บรรทุกผู้โดยสารได้รวม ๗ คน แต่ต้องนั่งเบียดเสียดกันคือนั่งชันเข่าในเนื้อที่อันจำกัด ที่นั่งใช้ประกอบด้วยลังสบู่นั่นเอง

เจ้าแห้วไม่ยอมเชื่อว่าครรไลหงส์หรือหงส์ยนตร์ตัวนี้จะเหาะไปได้ รูปร่างของมันอ้วนจ้ำม่ำมองดูคล้ายหมูตกน้ำตายมากกว่าหงส์ หางสั้นจู๋เพราะนิกรต้องสร้างในกระท่อมที่มีเนื้อที่จำกัด ส่วนของหงส์จึงผิดไปหมดแม้กระทั่งคอหงส์ก็สั้นนิดเดียว หงส์ตัวนี้ท้องแบนคล้ายลำตัวเครื่องบิน ไม่มีเท้าหรือลูกล้อ เจ้าแห้วยอมเป็นลูกมือของนิกรและไม่กล้าขัดคอก็เพราะนิกรได้จ่ายเงินให้เจ้าแห้ว ๓๐๐ บาท และสัญญาว่าถ้าหงส์ตัวนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยเขาก็จะจ่ายเงินให้เจ้าแห้วอีก ๗๐๐ บาท

นิกรใช้เวลา ๑๐ วัน ซุ่มสร้างหงส์ทองตัวนี้ลงทุนค่าหวายค่าไม้ค่าตะปูราว ๒๕๐ บาท

บ่ายวันนั้นเอง นิกรก็เตรียมพ่นสีครรไลหงส์ของเขาด้วยความภาคภูมิใจที่เขาสามารถสร้างหงส์ยนตร์ตัวนี้ได้สำเร็จ นิกรใช้ให้เจ้าแห้วไปยกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งใช้สำหรับเครื่องพ่นสีพร้อมด้วยอุปกรณ์ในการพ่นสีมาจากห้องเก็บของที่ตึกโรงครัว เครื่องพ่นสีนี้ใช้สะดวกสบายเพราะเพียงแต่เสียบปลั๊กของมันเข้ากับกระจุบโคมไฟฟ้าในกระท่อม เครื่องยนตร์ขนาดเล็กก็จะทำงานมีกำลังพอที่จะสูบลมล้อรถยนตร์หรือพ่นสีได้

"แกออกไปดูต้นทางที่หน้ากระท่อม" นิกรสั่งเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ "วันนี้วันอาทิตย์อ้ายเปรตสามคนนั่นและคุณพ่อไม่ได้ไปไหน ถ้ามีใครมาที่นี่แกต้องรีบเข้ามาบอกฉันทันที"

เจ้าแห้วยิ้มให้ พ.อ.นิกร

"รับประทานใช้ให้กุมารทองออกไปดูไม่ดีกว่าหรือครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"กุมารทองที่ไหนล่ะ"

"อ้าว รับประทานคุณบอกว่าคุณเลี้ยงโหงพรายและกุมารทองไว้หลายตัว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อ๋อ ปล่อยมันไปหมดแล้ว ปล่อยเมื่อวันออกพรรษานี่เอง อาจารย์ท่านสั่งให้ปล่อย มันจะได้ไปผุดไปเกิดหรือท่องเที่ยวไปโดยอิสระเสรีไม่มีนายบังคับ"

เจ้าแห้วมองดูหงส์ยนตร์ของนิกรอย่างขบขัน

"รับประทานพ่นสีอะไรครับ

"กันจะเลือกดูก่อน สีที่แกเอามามีตั้งหลายสี ต้องเลือกสีให้เหมาะและให้มันตัดกัน"

เจ้าแห้วถอนหายใจเบาๆ

"รับประทานมันจะบินไหวหรือครับ รูปร่างอันอ้วนตุ๊ต๊ะเต็มทน"

นิกรชักฉิว

"บินไม่ได้ฉันจะสร้างหาตวักตะบวยอะไรวะ ยานหงส์นี่แหละมันจะพาฉันกับแกไปเที่ยวป่าหิมพานต์"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานผมไม่ไปได้ไหมครับ"

"ตามใจมึง" นิกรตวาดลั่น "มึงไม่ไปกูไปคนเดียวก็ได้"

เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ เมื่อแลเห็นปีกหงส์สั้นจุ๊นจู๋ และถ้ามันกระพือลมปีกก็คงหลุด เขาเดินยิ้มกริ่มออกไปจากกระท่อมหลังนั้นแล้วดึงบานประตูปิดไว้ ปล่อยให้ พ.อ.นิกรทำงานของเขาตามลำพัง

เวลาผ่านพ้นไปสักครู่ เสียงเครื่องยนตร์กำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กก็ดังขึ้น แล้วเจ้าแห้วก็ได้ยินเสียงสีที่ผ่านหม้อบรรจุสีออกมาด้วยกำลังอัดดันของลม กลิ่นทินเน่อรที่ใช้ผสมสีกระจายคลุ้งไปหมด นิกรพ่นสีพลางแล้วร้องเพลง "ซูกียากี้" ไปด้วย เขาพ่นสีอย่างลวกๆ เพื่อทับสีของเนื้อหวายไม่ให้มองเห็นน่าเกลียดเท่านั้น เจ้าแห้วนั่งอยู่บนแคร่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. เจ้าแห้วอดสงสัยใจไม่ได้ว่านิกรเจ้านายของเขาอาจจะไม่สบาย หรือท้องผูกมาหลายวันแล้ว เท่าที่เขายอมเสียเวลาสร้างหงส์ยนตร์ขึ้นและมั่นใจเอาจริงๆ จังๆ ว่าครรไลหงส์จะพาเขาเหินฟ้าท่องเที่ยวไปยังดินแดนหิมพานต์อันแสนไกล นิกรบอกเขาว่า ที่นั่นเป็นที่อยู่ของราชสีห์, กินนร, พญานาค, นกการเวกซึ่งเสียงของมันไพเราะกว่านกทุกชนิดในโลกนี้ มีอยู่ในป่าหิมพานต์แห่งเดียว แดนอันเร้นลับมหัศจรรย์ยิ่ง หน่อไม้ที่โผล่ขึ้นมาใต้ซุ้มไผ่ล้วนเป็นทองเหลืองอร่าม

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนิกรก็พ่นสีเสร็จเรียบร้อย เสียงเครื่องยนตร์ที่ดังตึ้กๆ สงบลงแล้ว ในเวลาเดียวกันนั้นเองเจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา พล, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรกตรงมายังกระท่อมหลังนี้

เจ้าแห่วเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน วิ่งมาที่กระท่อมแล้วผลักบานประตูออกพาตัวเข้าไปในกระท่อมอย่างร้อนรน

"รับประทานท่านเจ้าคุณพาพวกเจ้านายทั้งสามคนมาที่นี่ครับ"

นิกรใจหายวาบ เขากำลังเช็ดมือของเขาที่เปรอะเปื้อนสีด้วยผ้าสำลีสีเหลืองชุบทินเน่อร

"ตายละวะ แกออกไปปิดประตูใส่กุญแจเดี๋ยวนี้"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "ถ้าคุณพลหรืออาเสี่ยถามถึงคุณล่ะครับ"

นิกรจุ๊ปาก

"ก็โกหกเขาว่าฉันไม่ได้อยู่ที่นี่น่ะซีวะ หรือแกจะบอกเขาว่าฉันเป็นอหิวาต์เท่งทึงไปแล้วก็ได้ เร็ว-ออกไป ลูกกุญแจคล้องไว้ที่สายยูเรียบร้อยแล้ว"

เจ้าแห้วรีบผลุนผลันออกไปจากกระท่อม ดึงบานประตูเข้ามาปิดให้สนิท แล้วดึงกุญแจออกมาคล้องลั่นกุญแจโดยเร็ว เจ้าแห้วทำหน้าตายก้าวลงมาจากกระท่อมหลังนั้น แล้วทำเป็นว่าเพิ่งแลเห็น พล, กิมหงวน, นายพลดิเรกและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เฮ้-อ้ายกรอยู่ในกระท่อมใช่ไหม" พลถามเสียงดุๆ

เจ้าแห้วไม่เคยกลัวใครแต่กับ พล พัชราภรณ์ ตั้งใจจะโกหก พอสบตาพลก็ไม่กล้ากล่าวเท็จ

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานคุณต้องการใช้อะไรผมหรือครับ"

พลเดินรี่เข้ามาหาเจ้าแห้ว

"ตอบให้ตรงคำถาม ฉันถามแกว่าอ้ายกรอยู่ในกระท่อมใช่ไหม"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื้อก

"รับประทานยังไงก็ไม่ทราบครับ ผมไม่ทันสังเกต"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากแล้วพูดเสริมขึ้น

"คนน่ะไม่ใช่ลูกหมานะโว้ย อ้ายกรตัวโตออกเบ้อเริ่มดันบอกได้ว่าไม่ทันสังเกต เปิดประตูกระท่อมเดี๋ยวนี้ พวกเราอยากจะรู้ความจริงว่าอ้ายกรมันทำอะไรถึงได้มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่กระท่อมนี้เกือบสองอาทิตย์แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้หน้าเจ้าแห้วแล้วพูดเสริมขึ้น

"อย่าทำเป็นตลกหน้าตายอ้ายแห้ว ฉันรู้ดีว่าอ้ายกรหลบซ่อนอยู่ในกระท่อม อาจจะมาแอบสูบกัญชาหรือเฮโรอีนกับแกก็ได้ ถ้าแกเป็นคนครอบให้อ้ายกรกระโจนลงนรกอย่างนี้ละก้อบ้าน "พัชราภรณ์" จะไม่มีที่ให้แกอยู่ แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไร ไขกุญแจเปิดประตูกระท่อมออกก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"รับประทานลูกกุญแจอยู่ที่คุณนิกรครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

กิมหงวนเดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและศาสตราจารย์ดิเรกผ่านหน้าเจ้าแห้ว ก้าวขึ้นไปบนระเบียงหน้ากระท่อม อาเสี่ยยกมือเคาะประตูเบาๆ

"อ้ายกร ทำอะไรวะ"

เงียบกริบ แต่แล้วสักครู่หนึ่งก็มีเสียงพูดขึ้นอย่างดุเดือด

"อ้ายกรไม่ได้อยู่ในกระท่อมนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"แล้วหมาที่ไหนมันพูด"

"อย่ามายุ่งกับผมเลยน่าคุณพ่อ ผมกำลังจะสร้างอะไรอย่างหนึ่ง แต่ไม่ต้องการเปิดเผยให้ใครรู้ ผมสาบานให้ก็ได้ว่าไม่ได้มาสูบกัญชาหรือเฮโรอีน"

พลยกมือจับเหล็กสำหรับดึงบานประตูแล้วเขย่าประตูโครมคราม

"เฮ้ย-ส่งลูกกุญแจออกมาอ้ายกร"

เสียงนิกรหัวเราะหึๆ

"ลูกกุญแจอยู่ที่ตาม้วน ความจริงกันก็ไม่ใช่พ่อแก อย่าสนใจกับกันเลยวะ"

เสี่ยหงวนผลักพลให้ออกห่างจากประตูแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบปืนพกคู่มือของเขาออกมา เขายกมือจับกุญแจดอกใหญ่ให้ตั้งขึ้น ยกปากกระบอกปืนพกจ่อกุญแจดอกนั้นแล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"ปัง" กระสุน ๙ มม.ระเบิดลั่น

"เฮ้ย" นิกรร้องสุดเสียง "อย่าเล่นบ้าๆ นะโว้ย"

กุญแจดอกนั้นหลุดออกแล้ว อาเสี่ยเก็บปืนพกไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม ปลดกุญแจออกจากสายยูโยนทิ้งไป ยกเท้าขวาถีบบานประตูออก พาเพื่อนเกลอทั้งสองกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเข้าไปในห้องซึ่งเจ้าแห้วติดตามเข้ามาด้วย ทุกคนแลเห็นวิศวกรชั้นเลวยืนอยู่ข้างโต๊ะเล็กๆ ริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีเครื่องพ่นสีวางอยู่พร้อมด้วยสีสำหรับพ่นอีกลังหนึ่ง

ความสนใจของ พล, กิมหงวน, นายพลดิเรกและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ที่ครรไลหงส์ หรือยานวิเศษของนิกร ทุกคนต่างรู้ความจริงว่า นิกรมาขลุกอยู่ที่กระท่อมใหญ่หลังนี้ก็เพื่อสร้างหงส์ตัวนี้ นิกรพ่นตัวหงส์ด้วยสีดำตลอด แต่ศีรษะของมันพ่นสีแดงสด

พล.ต.ศาสตราจารย์ดิเรกตื่นเต้นแปลกใจในความสามารถของนิกรมาก ถึงแม้หงส์ตัวนี้ไม่ถูกส่วน แต่นิกรก็ไม่น่าจะสร้างมันได้ นายพลดิเรกพิจารณาดูครรไลหงส์ด้วยความสนใจ ขณะที่พลกับกิมหงวนหัวเราะงอไปงอมา แล้วนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทาง พ.อ.นิกรซึ่งยืนตีหน้าปุเลี่ยนๆ อยู่ข้างโต๊ะตัวนั้น

"แกสร้างอีแร้งตัวนี้ได้ดีทีเดียว"

นิกรนัยน์ตาเหลือก เขาร้องขึ้นดังๆ

"หงส์โว้ย ไม่ใช่อีแร้ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกหยุดยิ้มทันที

"อิส อิท สะวอน?"

"เออ"

พล มองดูวิศวกรจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"หงส์ ทำไมถึงสีดำหัวแดง"

นิกรค้อนขวับ

"นี่แหละพญาหงส์"

อาเสี่ยว่าเสียงอหาย

"พญาหงส์หรือพญาแร้งวะอ้ายกร ฮ่ะ ฮ่ะ แกจะหากินในทางกงเต๊กหรือเพื่อน หงส์ตัวนี้ตายแล้วนี่หว่า กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดทีเดียว หางก็สั้นนิดเดียว คอก็สั้นปากคล้ายตะเข้โว้ย ทำไมตัวมันอ้วนและสั้นอย่างนี้"

พ.อ.นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"เนื้อที่ในกระท่อมมันจำกัดโว้ย ก็เลยต้องสร้างแบบนี้ อย่างไรก็ตามมันสามารถที่จะพาผู้โดยสารหกคนเหินฟ้าล่องลมไปได้อย่างสบาย"

คราวนี้กิมหงวนหัวเราะแทบขาดใจตาย เขาชี้มือไปที่ยานวิเศษของนิกรแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"อีแร้งตัวนี้น่ะเรอะเหาะได้"

นิกรโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง เขาฝืนหัวเราะปลอบใจตัวเอง มองดูอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"นี่แหละ กันถึงสร้างครรไลหงส์ของกันอย่างปิดบังไม่ให้พวกเรารู้ เพราะกลัวว่าจะมาหัวเราะกัน กันโกรธแกจริงๆ นะโว้ย หยุดหัวเราะเสียทีเถอะ ประเดี๋ยวก็จะเกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาตบหลังกิมหงวนค่อนข้างแรง

"เฮ้ยๆ เลิกหัวเราะที เจ้าของอีแร้งมันโกรธแล้ว"

อาเสี่ยพยายามหยุดหัวเราะด้วยความลำบากยากเย็น เมื่อแลเห็นนิกรโกรธจนหน้าเขียว พ.อ.กิมหงวนก็ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอโทษทีโว้ยกร กันหัวเราะเพราะกันขันที่หงส์ของแกหัวมันแดงแจ๋มองดูคล้ายๆ กับลูกมะอึกสุกๆ "

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณอุทาน "ยังงี้แกกับฉันก็ไม่ถูกกันเท่านั้นแหละ"

พล พัชราภรณ์ เดินเข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้านิกรเพื่อนเกลอของเขาในระยะใกล้ชิด แล้วพูดกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายกร นี่หมายความว่าหงส์ตัวนี้คือครรไลหงส์ที่จะพาใครๆ เหาะไปได้ด้วยเวทมนต์คาถาใช่ไหมเพื่อน"

นิกรพยักหน้าอย่างภาคภูมิ

"ถูกแล้ว กันนี่แหละจะทำให้มันเป็นของกายสิทธิ์คือเหาะได้รวดเร็วราวกับเครื่องบินไอพ่น ทั้งๆ ที่มันไม่มีเครื่องยนตร์มีแต่โครงร่างของมันเท่านั้น"

นายพลดิเรกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ พอสบตากับนิกรเขาก็กล่าวถามเบาๆ

"อาร์ ยู ออไร๋?"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วเข้าหากัน

"สคิสัมปชัญญะของกันปรกติดีเสมอ แกน่าจะรู้ดีแล้วว่ากันมีความรู้ในทางไสยาศาสตร์เวทมนต์คาถา กันสร้างครรไลหงส์หรือยานหงส์ขึ้นก็ตั้งใจจะพาพวกเราไปเที่ยวป่าหิมพานต์"

"ไปป่าหิมพานต์" อาเสี่ยร้องขึ้นดังๆ "ไปได้จริงๆ หรือวะกร"

"แน่นอนอ้ายหงวน ไสยาศาสตร์และเวทมนต์คาถาน่ะย่อมดลบันดาลให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เสมอ ใครจะพนันกับกันก็เอา ถ้ากันพาเหาะไปเที่ยวป่าหิมพานต์ได้กันขอค่าโดยสารหงส์ยนตร์คนละพันบาทเท่านั้น ถ้าหงส์ตัวนี้พาเหาะไปไม่ได้กันจะจ่ายเงินให้คนละพันบาทเช่นเดียวกัน"

"ตกลงอ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "หากหงส์ตัวนี้เหาะได้ พ่อยินดีจ่ายเงินให้แกพันบาท"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ผมเอาด้วยคนครับ รูปร่างเทอะทะอย่างนี้และเครื่องยนตร์ก็ไม่มี มันจะเหาะไปได้อย่างไรกัน"

นิกรยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ถ้ายังงั้นคืนนี้ สามทุ่มตรงมาพร้อมกันที่นี่ อ้ายพลกับอ้ายหงวนไปด้วยหรือเปล่า"

กิมหงวนหัวเราะ

"ไปซีโว้ย กันอยากเห็นความประหลาดมหัศจรรย์ ถ้าหงส์ของแกตัวนี้เหาะได้ ต่อไปกองทัพอากาศของเราก็คงจะขอให้แกสร้างหงส์ยนตร์ไว้ใช้แทนเครื่องบินเพราะถูกกว่า มากกว่า และปลอดภัยกว่า การบังคับให้มันเหาะด้วยเวทมนต์คงปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์"

นิกรพยักหน้า แล้วกล่าวถาม พ.อ.พล

"แกก็ไปใช่ไหม"

"เออ" พลตอบเสียงหนักๆ "ถ้ามันเหาะไปได้จริงๆ กันจะจ่ายเงินให้แกพันบาท และไม่ต้องกลัวว่ากันจะบิดพริ้ว"

พ.อ.นิกรยิ้มแป้น

"ดีแล้ว สามทุ่มตรงมาพบกันที่นี่" พูดจบนิกรก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แกจะไปกับพวกเราด้วยไหมล่ะ"

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"รับประทานไปถึงไหนล่ะครับ"

"ก็ป่าหิมพานต์น่ะซี ผิดนักเราจะได้ไปหาเมียนางกินนรคนละคน" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่ ดร.ดิเรก "กันรู้ดีว่าแกกำลังว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้"

ศาสตราจารย์ดิเรกยอมรับว่าเป็นความจริง

"ออไร๋ แต่กันจะไม่หัวเราะเยาะแก กันอยากพิสูจน์ความจริงเท่านั้น อย่างไรก็ตามแกเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษผิดมนุษย์เสมอ ถ้ายานหงส์นี้เหาะได้พาพวกเราเดินทางไปได้เหมือนกับเครื่องบิน กันก็จะเลิกเป็นนักวิทยาศาสตร์เริ่มต้นเรียนไสยาศาสตร์ทันที"

นิกรเดินไปที่หน้าต่างข้างกระท่อม เอื้อมมือออกไปเด็ดใบไม้มาใบหนึ่ง คือใบแคฝรั่งซึ่งกิ่งของมันกิ่งหนึ่งยื่นเข้ามาเกือบถึงหน้าต่าง เขาหมุนตัวกลับถือใบไม้เดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่ม ชูใบไม้ให้ดูแล้วพูด ยิ้มๆ

"นี่คือใบไม้ แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ แกสามารถทำใบไม้ให้เป็นสัตว์ที่มีชีวิตได้ไหมหมอ"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"โน-ไอทำไม่ได้"

"แต่กันทำได้" นิกรพูดเสียงหนักแน่น "ทำได้ด้วยเวทมนต์ของกัน แกอยากดูไหมล่ะ กันจะแสดงให้ดู"

ดร.ดิเรกยิ้มเจื่อนๆ

"ออไร๋ กันเคยได้ยินผู้ใหญ่ผู้เฒ่าท่านเล่าให้ฟัง คนดีมีวิชาเสกหญ้าเป็นยักษ์เป็นหุ่นยนตร์ได้ เสกใบไม้ให้เป็นตัวต่อหรือตัวแมลงภู่ก็ได้"

นิกรวางใบไม้ลงบนฝ่ามือข้างซ้ายของเขา แล้วยื่นมือให้เพื่อนๆ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดู ต่อจากนั้นเขาก็ค่อยๆ กำมือซ้ายไว้พลางร่ายเวทวิทยาพึมพำเบาๆ ในราวหนึ่งนาทีนิกรก็แบมือออก แมลงภู่ตัวหนึ่งนอนดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในมือของเขา ท่ามกลางความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของ พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก. เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เมื่อนิกรโยนแมลงภู่ขึ้นไป แมลงภู่ก็บินว่อนรอบๆ ห้อง และทำท่าเหมือนจะเกาะศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำให้ท่านเจ้าคุณยกมือปิดป้องวุ่นไปหมด จนกระทั่งแมลงภู่บินออกไปนอกหน้าต่าง

เสี่ยหงวนร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"อ้ายกร แกแน่โว้ย แกตั้งตัวเป็นอาจารย์ไสยาศาสตร์ได้แล้ว" พูดจบอาเสี่ยก็หันมาพูดกับ ดร.ดิเรก "ว่าไงหมอ แกเชื่อหรือยังว่าอำนาจไสยาศาสตร์ทำให้ใบไม้กลายเป็นแมลงภู่ได้"

นายพลดิเรกฝืนหัวเราะ

"อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าอ้ายกรเป็นมายากรสมัครเล่นที่เชี่ยวชาญในการแสดงกลคนหนึ่ง"

นิกรมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างเคืองๆ

"แกเข้าใจว่า กันเล่นกลให้คุณพ่อและพวกเราดูยังงั้นหรือ"

"ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ใบไม้กลายเป็นแมลงภู่ อิมพอสิเบิลโว้ย หากแกทำได้จริงด้วยวิชาไสยาศาสตร์ชั้นสูงของแก ลองแสดงให้ดูอีกหน่อยได้ไหมล่ะ เสกให้เป็นสัตว์ตัวโตๆ หน่อย เป็นต้นว่า หมูหรือหมาก็ได้"

พ.อ.นิกรหัวเราะในลำคอ

"ตกลง แกอยากจะเห็นสัตว์อะไร เขียนชื่อสัตว์ชนิดนั้นใส่เศษกระดาษแล้วส่งมาให้กัน แต่ต้องเป็นสัตว์ที่มีอยู่ในเมืองไทยนะ"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ เสือได้ไหม"

"เสือช้างได้ทั้งนั้นตามใจแก"

นายแพทย์หนุ่มดึงปากกาและสมุดโน๊ตเล่มเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ทฮาไวของเขา เขียนข้อความสั้นๆ เพียงพยางค์เดียว แล้วฉีกออกจากเล่มส่งให้นิกร ซึ่งขณะนี้กำลังทำตัวเป็นผู้วิเศษ

"กันเขียนช้างลงไปเพราะมันเป็นสัตว์ใหญ่ และกันไม่เชื่อว่าแกจะทำให้ช้างปรากฏตัวขึ้นที่นี่ได้ ในกรุงเทพฯ ก็คงมีช้างที่เขาดินเท่านั้น ถึงแกจะเรียกมันด้วยวิชาจิตศาสตร์ กว่าช้างจะเดินมาจากเขาดินถึงบ้านเราก็ร่วมชั่วโมง"

นิกรมองดูข้อความที่ ดร.ดิเรกเขียนว่า "ช้าง" ในเศษกระดาษ แล้วเขาก็กำกระดาษไว้ในมือขวา เขากล่าวกับทุกๆ คนว่า

"อย่าตกใจนะ ถ้าเห็นช้าง"

ใครต่อใครต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ไม่มีใครเชื่อว่านิกรจะเสกช้างให้ปรากฎตัวขึ้นมาได้

"เอาเลยอ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหัวเราะ "พ่ออยากเห็นความสามารถของแก"

นิกรยกมือทั้งสองข้างขึ้นประณม เศษกระดาษชิ้นนั้นอยู่ในมือของเขาก่อนที่เขาจะร่ายเวทวิทยา เขาได้ถามนายแพทย์หนุ่มว่า

"แกอยากดูตัวผู้หรือตัวเมีย"

"เถอะน่า ตัวผู้หรือตัวเมียก็ได้ แต่ช้างเป็นๆ นะโว้ย ไม่ใช่ช้างไม้ที่เชียงใหม่หรือช้างพระภูมิ"

จอมขมังเวทว่าคาถาพึมพำแล้วเดินไปที่หน้าต่างกระท่อม ทุกคนพากันมองดูนิกรอย่างขบขัน สักครู่นิกรก็ขว้างเศษกระดาษซึ่งขยุ้มไว้เป็นก้อนเล็กๆ ออกไปนอกหน้าต่างบานนั้น เสร็จแล้วก็หมุนตัวกลับยักคิ้วให้คณะพรรคของเขาพลางถูมือไปมา

"เรียบร้อยแล้ว" นิกรพูดเสียงหัวเราะ

ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"ไหนล่ะช้าง"

"ประเดี๋ยวซีโว้ย" นิกรตวามทแว๊ด "มาแน่ไม่ต้องกลัว เป็นช้างพลายหรือช้างตัวผู้ขนาดใหญ่น่าดูมาก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลางหัวเราะพลาง

"แกเสกใบไม้ให้เป็นแมลงภู่น่ะแกพอจะทำได้ แต่เสกกระดาษให้เป็นช้างน่ะ ถ้าเป็นไปได้พ่อจะยอมเอาหัวเดินต่างตีน"

ทันใดนั้นเอง พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโรอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ช้างพลายตัวหนึ่งยื่นงวงเข้ามาในหน้าต่างกระท่อมและแล้วมันก็เอางวงจับขอบหน้าต่างกระชากเบาๆ ทำให้หน้าต่างและฝากระท่อมด้านนั้นหลุดไปทั้งแถบ

"เปิดโว้ย" ท่านเจ้าคุณร้องสุดเสียงแล้วห้อแน่บออกไปจากกระท่อมเป็นคนแรก

อาเสี่ยกิมหงวนติดตามไปทันที พลคว้ามือนายพลดิเรกลากถูลู่ถูกังตามเสี่ยหงวนไปในระยะกระชั้นชิด เหลือเจ้าแห้วคนเดียวไปไม่ไหว เพราะกลัวช้างจนออกไปจนหมดเรี่ยวแรงอ่อนเปียกไปหมดทั้งตัว แต่พอช้างร้องฮู่ม เจ้าแห้วก็วิ่งออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนู ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของนายจอมทะเล้น

พอได้เวลา ๒๑.๐๐ น. คืนวันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาพลกับกิมหงวนและศาสตราจารย์ดิเรกลงจากตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" มาที่กระท่อมท้ายสวนเพื่อพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของครรไลหงส์ ซึ่งนิกรสร้างมันขึ้นเป็นยานฟ้ากายสิทธิ์คือเหาะไปได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนตร์

ครรไลหงส์ถูกเข็นออกมาจอดในลานกว้างหลังกระท่อมแล้ว การที่ช้างพลายงายาวตัวนั้นพังฝากระท่อมออก ช่วยให้นิกรกับเจ้าแห้วนำหงส์ยนตร์ออกจากกระท่อมได้โดยสะดวก คือใช้เชือกดึงแล้วลากออกมา

ท่านเจ้าคุณพาสามสหายเข้ามาหยุดยืนข้างครรไลหงส์ แสงไฟร้อยแรงเทียนซึ่งแขวนอยู่ที่ชายคากระท่อมส่องสว่างจ้า ทุกคนแม้กระทั่งนิกรและเจ้าแห้วต่างแต่งกายคล้ายแบบทหาร สวมเสื้อเชิ้ทแขนสั้นแบบตรวจการ กางเกงขายาว สีกากีแถบเขียว รองเท้าครึ่งน่องยัดขากางเกงไว้ในรองเท้า คาดเข็มขัดกระสุนปืนพกมีประจำตัวคนละสองกระบอก โดยเฉพาะนายพลดิเรกมีกล้องถ่ายภาพยนตร์ ๑๖ มิลลิเมตรติดตัวมาด้วย

นิกรกับเจ้าแห้วกำลังทำงานอยู่ที่หงส์ยนตร์ มือขวาของนิกรถือกาน้ำมันเครื่อง พ.อ.นิกรนั่งยองๆ อยู่ข้างลำยานฟ้า ส่วนเจ้าแห้วกำลังเอาเบาะยางฟองน้ำวางตามที่นั่งผู้โดยสารและที่นักบิน

นิกรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูคณะพรรคของเขาแล้วยิ้มให้

"มาตรงเวลาดีมาก เดี๋ยวนะ ขอเวลาให้กันสักสองนาที"

"ทำอะไรวะ" พลถามยิ้มๆ

"หยอดน้ำมันเครื่อง"

"อุ๊ย" ดร.ดิเรกคราง "ไม่ต้องหยอดหรอกโว้ย เครื่องไม่มีสักชิ้นยังจะหยอดน้ำมันให้มันเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเปล่าๆ "

นิกรเหวี่ยงกาน้ำมันเครื่องทิ้งไปแล้วลุกขึ้นยืน เจ้าแห้วรายงานให้เขาทราบว่า จัดเบาะที่นั่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว นิกรพยักหน้ารับทราบ แล้วกล่าวกับทุกคนว่า

"ขึ้นนั่งประจำที่เถอะพวกเรา ครรไลหงส์ของกันบรรทุกผู้โดยสารได้ ๖ คน นักบินอีกคนหนึ่งรวมเป็น ๗ คน แต่เราไปกันเพียง ๖ คนเท่านั้น อ้ายพลกับอ้ายหงวนนั่งข้างหลังกัน ต่อไปหมอกับอ้ายแห้ว เก้าอี้คู่ตัวที่สามให้คุณพ่อนั่งคนเดียว เพราะตัวท่านเกือบเท่าคิงคองนั่งสองคนอึดอัดแย่"

อาเสี่ยกล่าวถามนิกรเบาๆ

"บินได้แน่นะ"

"แล้วกัน" นิกรพูดเสียกร้าว "เชื่อมือกันเถอะน่า อย่างช้าสามชั่วโมงเราจะเดินทางไปถึงแดนหิมพานต์ ทุกคนอย่าลืมสัญญานะ ถ้าครรไลหงส์เหาะได้จะต้องจ่ายเงินให้กันคนละพันบาท ถ้าเหาะไม่ได้กันจะยอมให้ปรับคนละพันบาทเช่นเดียวกัน"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"มีแอร์โฮสเตสหรือเปล่า"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"นี่มันยานหงส์โว้ยหมอ ไม่ใช่เครื่องบินโดยสาร ขืนมีแอร์โฮสเตสจะได้ตกลงมาม่องเท่ง เตรียมตัวออกเดินทางได้แล้วพวกเรา"

ทุกคนเดินเข้าไปที่ยานหงส์ นิกรขึ้นนั่งตอนใกล้คอหงส์ซึ่งเป็นที่นั่งเดี่ยว พลกับอาเสี่ยนั่งคู่กันข้างนิกร นายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้วปีนขึ้นไปนั่งคู่กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนลังเลอยู่ข้างล่างจนกระทั่งนายพลดิเรกร้องเตือน

"ขึ้นมาซีครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ขึ้นยังไงล่ะ มันสูงออก"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"เอามือเกาะลำตัวมันไว้ซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือคว้าขอบที่นั่งยึดไว้แน่นแล้วปีนป่ายขึ้นมา แต่น้ำหนักตัวของท่านเกือบ ๘๐ กิโลกรัม ยานหงส์ซึ่งทำด้วยหวายมีน้ำหนักไม่มากนัก จึงพลิกคว่ำทันที

"โครม"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้ว หลุดออกจากที่นั่งกระเด็นไปคนละทางสองทาง แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ นิกรโมโหพ่อตาของเขาอย่างยิ่ง พอลุกขึ้นมาได้เขาก็เอ็ดตะโรลั่น

"หมด พังหมดแล้ว ปีกหางหลุดหมดแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแหยๆ

"พ่อไม่ได้แกล้งโว้ย พอเท้าของพ่อพ้นดิน อีแร้งของแกมันก็คว่ำ"

นิกรทำตาโต

"เรียกอีแร้งประเดี๋ยวผมเรียกช้างมาอีกนะ อ้า-ช่วยก้นยกครรไลหงส์ขึ้นหน่อยโว้ย ต้องเสียเวลาซ่อมอีกในราวครึ่งชั่วโมง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างช่วยกันยกหงส์ยนตร์ตั้งขึ้นตามเดิม ต่อจากนั้นวิศวกรนิกรกับเจ้าแห้วก็เร่งมือซ่อมปีกซ่อมหางที่ชำรุดเสียหายไปเพียงเล็กน้อย

อีกครั้งหนึ่งที่ทุกคนขึ้นไปนั่งประจำที่ ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกรประณมมือร่ายเวทย์วิทยาอันศักดิ์สิทธิ์ พอครบสามคาบ ครรไลหงส์ก็เคลื่อนไหวอย่างน่าประหลาด มันเต้นพั่บๆ และยกหน้าหกหลัง

"เฮ้ยๆๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "นี่ม้าหรือหงส์แน่โว้ยอ้ายกร"

นิกรไม่ยอมพูดอะไร เขาร่ายคาถาอีกบทหนึ่งแล้วเป่าลงที่ลำตัวหงส์ยนตร์ ทันใดนั้นเองครรไลหงส์ก็ลอยขึ้นจากพื้นดินแบบเดียวกับเฮลิค็อปเตอร์ ทำให้เสี่ยหงวนกับพล, ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว เพราะมันไม่น่าจะเป็นไปได้

ครรไลหงส์ขึ้นไปสูงราว ๓๐๐ ฟุต ก็ลอยลำนิ่งเฉยท่ามกลางความมืดและความสงบเงียบในท้องเวหา แต่สามารถมองเห็นพระนครยามราตรีสวยงามมาก ไฟฟ้าและนีออนปรากฎอยู่ทั่งทุกแห่ง อาคารที่สูงๆ แลเห็นถนัดทั่วพระนคร ถนนสุขุมวิทหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" มีรถยนตร์แล่นผ่านไปมาและตามกันเป็นทิวแถว

นายพลดิเรกร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ไม่น่าเชื่อโว้ย"

นิกรหัวเราะชอบใจ หันมามองดูหน้านายแพทย์หนุ่ม

"แกเชื่อหรือยัง ไสยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เร้นลับและมหัศจรรย์ยิ่ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้าเห็นพ้องด้วย ยกมือลูบคลำครรไลหงส์ด้วยความพอใจ แล้วเขาก็กล่าวกับ พ.อ.พล

"ยู ก็คงจะตื่นเต้นไม่น้อยใช่ไหมพล"

"ใช่ ตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าอ้ายกรจะเก่งกล้าสามารถถึงเช่นนี้ อ้ายกรอาจจะเป็นพ่อมดก็ได้"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่ใช่ดว้ย ถ้ากันเป็นพ่อมดคงไม่มีใครเขาคบกันแน่นอน เท่าที่กันสร้างครรไลหงส์ได้สำเร็จก็เพราะกันได้เล่าเรียนไสยาศาสตร์เวทมนตร์คาถามานานแล้ว"

พล พัชราภรณ์ มองดูนิกรอย่างชื่นชม แล้วยกมือขวาตบศีรษะนายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขา เบาๆ

"แกอาจจะเป็นขุนแผนกลับชาติมาเกิดก็ได้ ขุนแผนสร้างจากเรื่องจริงอิงนิยายหลักฐานต่างๆ ก็ยัง ปรากฎอยู่ในเมืองสุพรรณและเมืองกาญจน์ในทุกวันนี้ ขุนแผนล่องหนหายตัวได้เลี้ยงภูตผีและโหงพรายไว้ใช้ เสกหญ้าให้เป็นยักษ์เป็นหุ่นยนตร์ได้ทั้งนั้น แกแน่จริงๆ โว้ยอ้ายกร"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"กันฝากตัวเป็นศิษย์แกสักคนเถอวะ"

นิกรหัวเราะก้าก

"เอายังงั้นเชียวเรอะ แกเป็นยอดนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมืองไทย ไหงมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์กัน"

"ก็กันอยากเรียนไสยาศาสตร์นี่หว่า กันตื่นเต้นสนใจมากทีเดียว นักวิทยาศาสตร์ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ก็ต้องอาศัยหลักวิชาและกฏธรรมชาติของโลก สร้างไฟฟ้าขึ้นใช้ได้ก็เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์รู้ว่าในอากาศเต็มไปด้วยไฟฟ้าและรังสีต่างๆ สร้างพลังงานนิวเคลียร์ก็อาศัยธรรมชาติอีกนั่นแหละ แต่ว่าไสยาศาสตร์สร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ด้วยเวทมนตร์คาถา อย่างจะทำให้หายตัวก็เสกคาถาเดี๋ยวเดียวหายตัวได้ แต่นักวิทยาศาสตร์จะต้องลงทุนมากมายในการค้นคว้าทดลอง ตกลงรับกันเป็นลูกศิษย์ของแกนะอ้ายกร"

"เอา-วันพฤหัสนี้ค่อยทำพิธีมอบตัว ค่ายกครูหกสลึง ดอกไม้ธูปเทียนนิดหน่อยตามธรรมเนียม ผ้าขาวหนึ่งพับ กันจะตั้งอกตั้งใจถ่ายวิชาให้แกเป็นพิเศษ สอนกันแบบโตแล้วเรียนลัดสักครึ่งเดือนแกจะสร้างครรไลหงส์ได้"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มแป้น

"สอนเสกใบไม้เสกต้นหญ้าให้กันด้วยนะ"

"เออ ก็ต้องสอนเป็นคอร์ดๆ ไป ในที่สุดแกก็สามารถเสกหญ้าให้เป็นหญ้า และเสกใบไม้ให้เป็นใบไม้ได้อย่างแน่นอน"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะยานฟ้าหรือหงส์ยนตร์ใช้ความเร็วประมาณ ๑,๐๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมงคือเร็วกว่าเสียงหรือเร็วกว่าไอพ่นประจัญบาน เอฟ.๑๐๐ แต่เพราะมันไม่มีเครื่องยนตร์จึงเงียบกริบ ภูมิประเทศเบื้องล่างมีแต่ความมืด ท้องฟ้ามีดวงดาวระยิบระยับ ทุกคนเว้นแต่นิกรรู้สึกตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจตลอดเวลา

"กรโว้ย" เสี่ยหงวนถามเบาๆ "แกกำลังพาพวกเราไปเที่ยวป่าหิมพานต์ใช่ไหม"

"เออ ก็ยังงั้นน่ะซี"

เสี่หงวนยิ้มแห้งๆ

"ป่าหิมพานต์อยู่ที่ภูเขาหิมาลัยในประเทศอินเดียหรือเนปาลตอนใดตอนหนึ่งใช่ไหมวะ"

"ใครบอกแกล่ะ ทุกคนอย่าเข้าใจผิดคิดว่าป่าหิมพานต์อยู่ที่เขาหิมาลัย ไม่ใช่ที่นั่นหรอกโว้ย ป่าหิมพานต์เป็นแดนสนธยา เป็นอาณาจักรที่มีความเร้นลับมหัศจรรย์ มีแสงสว่างสลัวลางคล้ายกับตอนใกล้จะพลบค่ำ ระหว่างวันต่อคืนที่นั่นมีแต่ความเยือกเย็นเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง สำหรับคนหนุ่มสาวที่ชอบความเอะอะเอิกเกริก แต่ว่า..หิมพานต์มีสิ่งประหลาดทั้งธรรมชาติและสัตว์ป่าซึ่งแกไม่เคยเห็น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องถามนิกรด้วยความสนใจ

"แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ"

นายจอมทะเล้นหันไปมองดูพ่อตาของเขา

"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่ามันอยู่ที่ไหน"

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณอุทานเสียงลั่น "นี่แกพาพวกเราเดินทางมาอย่างเดาสุ่มหรืออย่างไร"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ไม่ใช่เดาสุ่มครับ แต่หงส์มันรู้ทิศทางดีมันกำลังพาเราไปป่าหิมพานต์ ไปดูดินแดนมหัศจรรย์เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด"

ดร.ดิเรกมองข้ามบ่าพลแล้วกล่าวถามทันที

"ยูเคยไปมาแล้วหรือ"

"ใช่ กันเคยไปกับอาจารย์ของกันที่ท่านสอนให้กันทำหงส์ยนตร์มาสองครั้งแล้ว หงส์ยนตร์เป็นยานวิเศษเป็นของกายสิทธิ์ จะให้มันไปยุโรปหรืออเมริกามันไปไม่ได้ มันไปได้แห่งเดียวเท่านั้นคือหิมพานต์" พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นยงโย่ยงหยกหมุนตัวกลับหันมาทางส่วนท้ายของครรไลหงส์ แล้วทรุดตัวนั่ง "หันหน้ามาทางนี้ดีกว่าจะได้คุยกันถนัดๆ "

เจ้าแห้วกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"รับประทานมีราชสีห์จริงๆ หรือครับคุณนิกร"

"เออ ก็มีน่ะซี เหมือนอย่างภาพเขียนที่แกเคยเห็นนั่นแหละ ช่างเขียนคนแรกที่เขาเขียนรูปราชสีห์เขาก็เคยไปเที่ยวป่าหิมพานต์มา นอกจากราชสีห์แกยังจะได้พบพระฤษีบำเพ็ญพรตอยู่ตามพระอาศรมต่างๆ บนไหล่เขา บางองค์ก็เหาะไปมา อย่าให้กันเล่าเลยวะ เล่าให้ฟังแล้วมันจือชืดเสียหมด ไปเห็นด้วยตาตนเองดีกว่า พวกเราดูนาฬิกาไว้นะขณะนี้สี่ทุ่มกว่าๆ เมื่อเราเข้าเขตอาณาจักรของป่าหิมพานต์เราจะมองเห็นที่นั่นมีแสงสว่างคล้ายกับตอนใกล้ค่ำ หิมพานต์เป็นแดนสนธยาไม่มีกลางวันหรือกลางคืน"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"แต่คงไม่ใช่เรื่องโกหก เหมือนแดนสนธยาในหนังทีวี.นะ"

"ไม่ใช่อย่างนั้น" นิกรพูดยานคาง "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับวิญญาณหรือผีสางอะไรเลย แต่ว่าหิมพานต์อาจจะเป็นดินแดนที่เหมือนกับภาพซ้อนอยู่ในโลกของเรา กันบอกไม่ถูกว่าสภาพของดินแดนที่กล่าวนี้เป็นอย่างไรแน่ ครึ่งมนุษย์ครึ่งสวรรค์ว่ะ มีเทวดามีนางฟ้ามีกินนรแล้วก็มียักษ์"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานมียักษ์ด้วยหรือเปล่าครับ"

"เออ ตัวใหญ่ขนาดยักษ์วัดพระแก้ว เท่าหลวงพ่อโตวัดอินทร์ก็มีแต่มันไม่ดุร้าย มันเชื่อว่ามนุษย์ที่ไปถึงดินแดนหิมพานต์เป็นผู้วิเศษไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา พวกยักษ์ พวกคนธรรพ์ เทวดา และฤษีจะให้การต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต"

"อือ" นายพลดิเรกคราง "เวอรี่ เวอรี่ วันเด้อรฟุล แต่กันจะถ่ายหนังได้หรืออ้ายกรเพราะที่นั่นมีแสงสว่างเหมือนตอนพลบค่ำ"

นิกรขมวดคิ้วเข้าหากัน

"เออ จริงโว้ย กันลืมบอกแกตั้งแต่แรก แสงไม่พอถ่ายรูปหรือถ่ายหนังแน่นอน ถึงแม้แกจะเปิดหน้ากล้องห้าหกก็ถ่ายไม่ติด อาจารย์ของกันเคยเอากล้องไปถ่ายแล้ว ใช้ถ่ายด้วยแฟล็ช ถ่ายฤษีกำลังเข้าฌาณหน้ากองกูณฑ์ แต่พอกลับมาล้างฟิลม์ดูปรากฏว่าติดแต่กองไฟเท่านั้น"

เพียงแต่ฟังนิกรเล่าให้ฟัง ทุกคนก็ตื่นเต้นสนใจและมีท่าทีกระสับกระส่ายไปตามกัน อยากจะไปให้ถึงแดนหิมพานต์เสียเร็วๆ ขณะนี้มีลมพายุฝนพัดผ่านมาบ้าง แต่นิกรรับรองว่าครรไลหงส์ของเขาเป็นยานวิเศษ ถึงจะถูกฝนถูกไต้ฝุ่นถูกดีเปรสชั่นก็ไม่เป็นไร ดีกว่าโกล๊บมาสเต้อรเครื่องบินยักษ์ของสหรัฐอเมริกาเป็นไหนๆ ความเร็วของมันก็สม่ำเสมอกัน บินไปได้เองโดยไม่ต้องบังคับ ไม่มีแผนที่ไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการเดินทาง

ในที่สุดเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้นลั่นหงส์ยนตร์เมื่อทุกคนแลเห็นแสงสว่างเรืองรองปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตก เบื้องหน้าโน้นมีปริมณฑลกว้างใหญ่ไพศาลเหลือที่จะคณนา มันคล้ายกับมหานครแห่งหนึ่งที่เปิดไฟฟ้าสีเขียวอ่อนสว่างจ้าไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่งสูงทะมึนยอดของมันเสียดฟ้าและเทือกของมันแผ่ไปทั่งดินแดนนั้น จากทิศเหนือไปทางทิศใต้

"ป่าหิมพานต์" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ

นิกรลุกขึ้นยืนหมุนตัวกลับหันหน้าไปทางหัวหงส์ แล้วยกมือป้องหน้าผากมองดู สักครู่ก็กล่าวขึ้นด้วยความดีใจ

"เราเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางของเราแล้ว แสงสีเขียวอ่อนที่ปกคลุมไปทั่งพิภพ นั่นแหละคืออาณาเขตของป่าหิมพานต์"

"แล้วภูเขาใหญ่นั่นล่ะ" พลถาม

"พระฤษีองค์หนึ่งบอกกันว่านั่นคือเขาไกรลาส ซึ่งเชื่อกันว่าพระศิวะหรือพระอิศวรประทับอยู่บนยอดเขาลูกนั้น"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ถ้ายังงั้นแกบังคับหงส์ยนตร์ให้เหาะลงยอดเขาไกรลาสซีวะ เราจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระอิศวรขอพรท่านให้พวกเรากลายเป็นหนุ่มวัยรุ่น กันอยากจะได้พรนี้เท่านั้นพวกเด็กสาวๆ เรียกกันว่าคุณน้าหรือคุณอากันเจ็บใจเหลือเกิน"

นิกรทรุดตัวลงนั่งแล้วกล่าวว่า

"ไม่มีทางที่เราจะขึ้นไปถึงยอดเขาได้ พระฤษีบอกว่าเขาไกรลาสสูงตั้งแปดหมื่นฟิต คือสูงกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ของภูเขาหิมาลัยอีกเท่าหนึ่ง แกดูซี ตอนบนของเขาไกรลาสปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน คำว่าไกรลาสจึงแปลว่าสีขาวเหมือนสีเงินยวงดังที่เรามองเห็น"

ศาสตราจารย์ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"ไออยากเป็นบ้าโว้ย ประสบการณ์ทีเกิดขึ้นนี้เต็มไปด้วยความประหลาดมหัศจรรย์ทั้งนั้น หรือกันฝันไป"

พล พัชราภรณ์หันไปยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ไม่ใช่ความฝันหรอกหมอ มันเป็นความจริง พวกเราขี่หงส์ยนตร์เดินทางมาถึงป่าหิมพานต์ก็ด้วยวิชาไสยาศาสตร์เวทมนตร์คาถาของอ้ายกร" แล้วพลก็กล่าวถามท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เป็นยังไงครับคุณอาถึงนั่งเฉยไป"

ท่านเจ้าคุณยอมรับสารภาพตามตรง

"อามีความรู้สึกเหมือนดิเรกนั่นแหล่ะ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร รวมความแล้วตื่นเต้นประหลาดใจมาก"

ครรไลหงส์บินเข้าเขตป่าหิมพานต์แล้ว แสงสว่างสีเขียวอ่อนจับต้องยานฟ้าและคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หงส์ยนตร์ลดความเร็วลงโดยที่นิกรไม่ต้องบังคับมัน มันบินต่ำลงทีละน้อยจนกระทั่งทุกคนแลเห็นภูมิประเทศเบื้องล่างอย่างถนัด ป่าไม้และขุนเขาใหญ่น้อยสวยสดงดงามยากที่จะพรรณนาได้ บางแห่งก็เป็นทุ่งหญ้า เป็นห้วยละหานธารน้ำไหลหรือบึงบาง หงส์ยนตร์บินตรงไปยังเขาไกรลาส ความเร็วจาก ๑,๐๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมงเหลือเพียง ๒๐ ไมล์เท่านั้น

ทันใดนั้นเองนกประหลาดขนาดใหญ่ตัวหนึ่งก็บินเข้ามาขนานกับหงส์ยนตร์ของนิกร เจ้าแห้วเห็นเข้าก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"รับประทานคนเหาะครับ"

นิกรหันไปบอกเจ้าแห้ว

"ไม่ใช่คนโว้ย นี่แหละครุฑที่เราเห็นในธนบัตรละรูปร่างเป็นคนหน้าเหมือนนกแล้วก็มีปีก อยู่ในกระเป๋าใครคนนั้นสบาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าแห้วต่างจ้องตาเขม็งมองดูพญาครุฑรูปร่างล่ำสันใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาสักสองเท่า นุ่งผ้าโจงกระเบนแต่ไม่ได้สวมเสื้อ ศีรษะมีเครื่องสวมศีรษะลักษณะคล้ายชฎาแต่ยอดสั้น พญาครุฑบินในท่านั่งขัดสมาธินานๆ จึงจะขยับปีกทีหนึ่งเสียงดังพึ่บพั่บ ท่าทางของครุฑก็คงจะแปลกใจเมื่อแลเห็นมนุษย์คณะนี้บุกบั่นมาในแดนหิมพานต์

ด้วยมารยาท นิกรได้โบกมือให้และกล่าวทักครุฑผู้เปรียบเมือนเจ้าของบ้านหรือเจ้าถิ่น

"สวัสดีครับพี่ครุฑ"

พญาครุฑบินเข้ามาใกล้จนปีกของครุฑเกือบปะทะกับปีกขวาของหงส์ เขายิ้มให้นิกรแล้วกล่าวทักนิกรเช่นเดียวกันแต่เขาพูดไม่ได้ชัด

"สวัสดีน้องชาย ชาวหิมพานต์ขอต้อนรับในฐานมิตร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"พี่ครุฑเป็นหวัดหรืออย่างไร ทำไมถึงพูดเสียงห้อแฮ่ฟังไม่ใคร่ชัด"

"เปล่า ไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่ปากอั๊วมันปลิ้นที่เขาเรียกว่าปากครุฑ จะให้พูดชัดยังไงเล่า มาทัศนาจรหรือ"

"ครับ ผมพาเพื่อนๆ และญาติผู้ใหญ่ของผมมาเที่ยวหิมพานต์ พี่ไปไหนมาล่ะ"

"หานาคกินว่ะ วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้ล่ออะไร จะกินงูก็เสียศักดิ์ครุฑ ลานะน้องชาย ถ้ามีเวลาไปเยี่ยมกันบ้างซี กันกับเมียและลูกๆ อยู่ที่วิมานฉิมพลีทางโน้น"

"วิมานฉิมพลี" นิกรทวนคำ

"เออ ก็ต้นงิ้วใหญ่นั่นแหละ เรียกให้โก้ว่าฉิมพลีแปลว่าต้นงิ้วตรงตัว อั๊วสร้างรังอยู่บนยอดงิ้ว พวกลื้อมาเที่ยวอย่ายุ่งกับนางกินนรนะโว้ย นางกินนรที่หิมพานต์ไม่ใคร่จะพบเห็นผู้ชายหรอก พูดเพราะๆ ยกยอปอปั้นหน่อยเดียวก็คงจะ โอ.เค.ซิกาแร๊ตกับพวกลื้ออย่างง่ายๆ "

พญาครุฑส่งเสียงหัวเราะลั่นฟ้าแล้วบินผละไปท่ามกลางความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของ พล, กิมหงวน. ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว นายแพทย์หนุ่มจ้องมองดูครุฑจนลับตา

"โอ-มันเป็นแปลกที่สุด ที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์แน่นอน มันเป็นอาณาจักรแห่งหนึ่งที่ซ้อนอยู่ในโลกเราอย่างไม่มีปัญหา ทีแรกไอคิดว่าครุฑเป็นสัตว์สมมุติขึ้นแต่ที่แท้มีตัวคนจริงๆ พูดภาษาไทยได้ดีเสียด้วย"

นิกรหันมาพูดกับนายพลดิเรก

"แกและพวกเรายังจะได้พบสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจอีกมาก แต่ว่าพวกเราจะไม่ได้รับภัยอันตรายใดๆ ในดินแดนนี้เลย แม้แต่ราชสีห์เห็นเราเข้าก็จะเดินอมยิ้มเข้ามาหาเราและกระดิกหางให้เรา ประเดี๋ยวเถอะเราจะได้เห็นทองคำและเพชรนิลจินดามากมาย ก้อนหินตามเนินเขาไกรลาสก็คือเพชรที่ยังไม่ได้เจียระนัยนั่นเอง ตามลำธารบนเขาเต็มไปด้วยก้อนทองคำเหลืองอร่าม ที่ยังอ่อนอยู่ก็มี ที่แข็งตัวได้ที่แล้วก็มี ใครอยากได้ก็เชิญเก็บเอาไป นิลหรือมรกต ทับทิมมีเยอะแยะ ผลไม้ป่าตามอาศรมพระฤษีมีมากมายเหลือเฟือ พระฤษีท่านปลูกไว้และท่านไม่หวงไม่ห้าม ท่านมีความรู้ในทางเกษตรศาสตร์ดีกว่าเกษตรกรที่สำเร็จมาจากต่างประเทศมากมายนัก ส้มเขียวหวานของฤษีลูกโตเท่าฟุตบอล หวานจ๋อยเหมือนน้ำตาลกินลูกเดียวอิ่มไปห้าหกวัน"

ดร.ดิเรกนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง

"ส้มเขียวหวานลูกเท่าฟุตบอล ถ้ายังงั้น ทุเรียน "

"ทุเรียนก็โตกว่าโอ่งน้ำขนาดใหญ่ อร่อยกว่าก้านยาวในเมืองเราเป็นไหนๆ ลูกเดียวกินได้หกคน"

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อครรไลหงส์ถลาลงบนเนินเขาไกรลาสตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่และแทบจะไม่รู้สึกว่าที่ราบนี้อยู่บนเนินสูงจากพื้นดินราว ๒๐๐ ฟุต หงส์ยนตร์ลงสนามได้แนบเนียนมาก ไม่มีโคลงเครงเลย พล, กิมหงวน. ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งนิ่งเฉยเหมือนกับตกใจอยู่ในความฝัน ทุกคนได้แลเห็นธรรมชาติอันสวยงามยากที่จะหาป่าดงพงไพรแห่งใดมาเทียบเปรียบได้ นกต่างๆ สีสวยงามจับอยู่ตามกิ่งไม้ร้องเพลงไพเราะ

พญานาคตัวหนึ่งเลื้อยช้าๆ ผ่านหน้ายานวิเศษไป ทำให้ทุกคนนอกจากนิกรนั่งตัวแข็ง แต่นิกรไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวเลย เขาลุกขึ้นก้าวออกมาจากหงส์ยนตร์แล้วกระโดดลงมาบนพื้นดิน

"เฮ้-ลงมาซีโว้ยพวกเรา ลงมาเถอะกันจะพาไปหาพระฤษี คราวก่อนกันมากับอาจารย์ของกันหงส์ยนตร์ก็พาเรามาลงที่นี่ กันจำหน้าผาใหญ่โน้นได้ ลักษณะของมันคล้ายกับคนชะโงกหน้าออกมา"

เหมือนกับต้องมนต์สะกด ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นปีนป่ายลงมาจากครรไลหงส์อย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย อาเสี่ยรู้สึกวังเวงใจอย่างไรชอบกลก็แหกปากร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"โว้ย"

เสียงของกิมหงวนดังลั่นผิดปรกติ กระทบขุนเขาใหญ่สะท้อนกลับติดต่อกันอย่างน่าประหลาด

"โว้ย โว้ย โว้ย โว้ย โว้ย"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย เขาร้องตะโกนอีก

"สวัสดีชาวหิมพานต์ทั้งหลาย"

คราวนี้เสียงสะท้อนกลับไม่ยักใช่เสียงของกิมหงวน แต่กลายเป็นเสียงห้าวของใครคนหนึ่ง

"สวัสดีชาวโลกมนุษย์"

กิมหงวนทำคอย่นรีบเดินเข้ามาหานิกรแล้วกระซิบถาม

"เสียงใครอ้ายกร"

"ไม่รู้ว่ะ อาจจะเป็นเสียงพระฤษี, เสียงคนธรรพ์, เสียงกินนรตัวผู้, เสียงยักษ์หรือรุกขเทวดาก็ได้"

เจ้าแห้วชักปอดลอยขนลุกซู่ก็กล่าวกับนิกรเบาๆ

"รับประทานไปหาฤษีก็ไปเถอะครับ แถวนี้รับประทานรู้สึกว่ามันเวิ้งว้างเปล่าเปลี่ยวอย่างไรชอบกล"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะอ้ายแห้ว หิมพานต์ย่อมปลอดภัยสำหรับเสมอ" พูดจบเขาก็ยกมือลูบคลำหงส์ยนตร์ของเขาแล้วกล่าวว่า "เพื่อนยาก รอพวกเราอยู่ที่นี่นะ แล้วอย่างกลับเสียก่อนล่ะ"

ครั้นแล้วจอมขมังเวทย์นิกรก็พาทุกคนเดินไปจากยานฟ้าของเขา มุ่งตรงไปยังอาศรมเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไปราว ๒๐๐ เมตร ทุกคนแทบจะไม่มีใครพูดอะไรเพราะมัวแต่เพลินมองดูธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรอันสวยงาม เหมือนนายจิตรกรชั้นเยี่ยมของโลกประจงวาดมันขึ้นสอดสีสลับต่างๆ

จนกระทั่งผ่านต้นพุทรายักษ์ต้นหนึ่ง ลูกพุทราผลหนึ่งถูกลมพัดแกว่งไกวก็หล่นลงมากระทบกลางศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอดี

ท่านเจ้าคุณหยุดชะงักยืนเซ่อเหมือนไก่ตาเหล่ พุทราผลนั้นมีขนาดเท่าผลทุเรียนกลิ้งขลุกๆ ไปตามพื้นดิน

"ลูกอะไรวะอ้ายกร" เจ้าคุณถามเสียงเครือ

"พุทราครับ" นิกรตอบยิ้มๆ

"โอ้โฮ พุทราพม่ารามัญอะไรกันวะลูกถึงโตขนาดนี้ ขนไปขายตลาดนัดสนามหลวงคงรวยแน่ แหม-โดนกลางกบาลพอดี มึนเลยโว้ย แกพยายามหาทางขนส่งสินค้าป่าที่นี่ไปขายกรุงเทพฯ เถอะวะ"

พ.อ.นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่มีทางครับ ต่อไปเราอาจจะไม่ได้มาเที่ยวหิมพานต์อีก หงส์ยนตร์มันอาจจะพาเราไปเที่ยวเมืองสวรรค์หรือเมืองบาดาลก็ได้สุดแล้วแต่มันจะพาเราไป ไปเถอะครับ ก่อนอื่นพวกเราต้องไปนมัสการพระฤษีเสียก่อน"

"ท่านชื่ออะไร" เสี่ยหงวนถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"พระฤษีตาแฉะ" นิกรตอบหน้าตาย

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"มีที่ไหนวะฤษีตาแฉะ มีแต่ฤษีตาไฟ"

นิกรว่า "ก็ตาท่านแฉะทั้งสองข้างนี่หว่า ท่านบอกกันว่าท่านชื่อฤษีตาแฉะ ท่านสำเร็จปรอทเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เกือบ ๒๐๐ ปีแล้ว มาบำเพ็ญพรตจำศีลภาวนาอยู่ที่นี่"

"แล้วท่านมาได้อย่างไร" พลถามยิ้มๆ

"ก็บอกแล้วว่าท่านสำเร็จปรอท ท่านเล่นแร่แปรธาตุหุงปรอทตามกรรมวิธีของคนโบราณ ผสมด้วยกระเพราแดงและเครื่องยาอีกหลายอย่าง พอทำสำเร็จคว้าใส่ปากท่านก็ล่องหนหายตัวได้"

ดร.ดิรกเลื่อมใสศรัทธามาก

"ออไร๋ เป็นเรื่องประหลาดอีกเรื่องหนึ่งที่ไอจะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีเล่นแร่แปรธาตุของคนโบราณ"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ร้องเอะอะขึ้น

"โอ๊ย ยักษ์มาครับ โน่น"

ทุกคนมองตามสายตาเจ้าแห้ว กุมกัณฑ์หรืออสูรสองผัวเมียรูปร่างสูงใหญ่พอๆ กับยักษ์ที่วัดพระแก้วเดินตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ถึงยิ้มก็น่ากลัวอยู่นั่นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าแห้วต่างล่าถอยไปตามกัน

สองยักษ์ซึ่งเป็นผัวหนุ่มเมียสาวแต่งกายซอมซ่อแสดงว่าเป็นยักษ์ที่ยากจน ไม่ได้แต่งหรูหราเหมือนยักษ์พวกทศกรรฐ์ ยักษ์ตัวผู้เขี้ยวโง้งใบหน้าเขียวปากซีดเหมือนกับอดเฮโรอีนมาหลายวัน เขี้ยวโง้งออกมานอกปากผมเผ้ารุงรังเป็นกระเซิงถือกระบองเหล็กขนาดต้นหมากยาวประมาณ ๔ เมตรเป็นอาวุธ นุ่งผ้าขาวม้าเก่าๆ ขาดรุ่งริ่งผืนเดียว ไม่ได้สวมเสื้อมองแลเห็นขนรักแร้ถูกลมพัดพะเยิบพะยาบ ส่วนยักษ์ตัวเมียรูปร่างอ้วนใหญ่มองดูตั้งแต่เช้าจนค่ำหาสวยไม่ได้ ถึงแม้จะไม่มีเขี้ยวงอกออกมานอกปากก็ตาม หล่อนปล่อยผมยาวประบ่า เส้นผมแข็งกระด้างเหมือนเส้นเชือก นางยักษ์นุ่งผ้าเตี่ยวเก่าๆ ท่อนบนสวมเสื้อยกทรงห่อลูกฟักไว้

นิกรยกมือขวาขึ้นโบกทักทาย

"เฮ้-ไปไหนกันมาพรรคพวก"

นางยักษ์ตัวเมียยึดแขนเจ้ายักษ์หนุ่มวัยรุ่นผู้เป็นผัวของหล่อนไว้

"อย่านะพี่ ถึงหิวโหยอย่างไรก็อย่ากินเขา ท่านเหล่านี้เป็นผู้วิเศษถึงบุกบั่นมาจนถึงแดนหิมพานต์ มนุษย์ธรรมดาไม่มีใครมาถึงหรอก"

ยักษ์ผัวเอาศอกกระทุ้งถูกหน้าอกเมียมันดังพลั่ก

"พูดเป็นบ้า ยักษ์ที่กินคนน่ะมันยักษ์ชั้นเลวโว้ย"

คณะพรรคสี่สหายได้ยินเช่นนี้ก็ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน แต่เจ้าแห้วมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติเมื่อสองยักษ์เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้า

"ท่านผู้วิเศษ พวกท่านมาจากไหน"

นิกรทำใจดีสู้เสือ

"มาจากโลกมนุษย์"

ยักษ์หนุ่มยิ้มแค่นๆ อยากกินคนจนน้ำลายไหลยืด

"ท่านมีฤทธิ์หรืออภินิหารผิดธรรมดามนุษย์ ขอท่านได้โปรดแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เราดูสักหน่อยเถิด ข้ากับเมียของข้าจะได้กราบแสดงความเคารพท่านและเลิกล้มความคิดที่จะกินท่าน"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองหน้ากันเหมือนกับจะถามกันว่าจะทำอย่างไรดี นายพลดิเรกกระซิบกระซาบกับพ่อตาของเขาเบาๆ

"ถอดฟันปลอมของคุณพ่อให้มันดูซิครับ อ้ายยักษ์ตัวนี้รู้สึกว่ามันกำลังหิวโซ มันอาจจะจับเอาพวกเราคนใดคนหนึ่งไปกินเสียก็ได้ ถึงแม้มีปืนพกแต่ตัวมันใหญ่ยังกับภูเขาเคลื่อนที่เช่นนี้ลูกปืนของเราทำไมมันไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เงยหน้าขึ้นมองดูกุมภัณฑ์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"ข้าจะแสดงอิทธิฤทธ์ของข้าให้เจ้าดูอ้ายยักษ์ ข้าคือผู้วิเศษโว้ย"

อสูรหัวเราะเบาๆ

"ผู้วิเศษทำไมหัวล้านล่ะท่าน"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหาย แล้วท่านก็อ้าปากออกดึงฟันปลอมข้างบนในปากของท่านออกมาชูอวดยักษ์

"เอ็งเคยเห็นไหมอ้ายยักษ์ คนถอดฟันทั้งแผงออกมาจากปากได้"

นางยักษ์ตัวเมียแลเห็นอภินิหารของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เช่นนี้มันก็รู้สึกเกรงกลัวท่านเจ้าคุณอย่างยิ่ง

"พี่โว้ย ท่านคือผู้วิเศษจริงๆ ลงนั่งกราบท่านเถอะ ถ้าแกอยากกินคนไปจับพวกกินนรกินดีกว่า เนื้อหนังมันก็เนื้อมนุษย์เราดีๆ นี่เอง"

อสูรหนุ่มหันมายิ้มให้เมียของมัน

"แกมันโง่ พระอาจารย์เคยบอกข้าว่าพวกมนุษย์มันเฉลียวฉลาด ฟันหักหมดปากแล้วยังทำฟันปลอมใส่เข้าไปใหม่ใช้ขบเคี้ยวได้ ที่ตาลุงหัวล้านคนนี้ถอดฟันมาให้เราดูก็คือฟันปลอมรู้ไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเบ้ ค่อยๆ หันหน้ามาทางนายจอมทะเล้นแล้วกระซิบกระซาบบอก

"แกต้องคิดอ่านแก้ไขแสดงตัวให้ยักษ์มันเชื่อว่าเราเป็นผู้วิเศษ รู้สึกว่าอ้ายยักษ์ตัวผู้มันกำลังอยากกินเราโว้ย"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"เอาฟันปลอมใส่ปากเสียเถอะครับ ผมจะใช้เวทมนตร์ของผมจัดการกับมันเอง รับรองว่ามันจะต้องวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปด้วยอำนาจเวทมนตร์ของผม"

ขุนยักษ์มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความหิวกระหาย

"คุณลุงแก่แล้วก็จริง แต่มีเนื้อหนังมากกว่าคนอื่น สมมุติว่าผมจะอุ้มคุณลุงเอาไปถ้ำของเราคุณลุงจะว่ายังไงครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจเต้นระทึก

"อุ้มเอาไปทำไมวะ"

อสูรหัวเราะก้าก

"ก็ยักษ์น่ะมันจับคนไปทำอะไรล่ะครับ สำหรับผม ผมอาจจะเอาคุณลุงไปทำคนหันเหมือนอย่างหมูหันก็ได้ ผ่าท้องควักเอาเครื่องในออกมาต้มหรือทำลาบ ตัวของคุณลุงเอาเหล็กแทงก้นให้ทะลุออกทางปากแล้วย่างไฟคอยหันไปรอบๆ ให้หนังกรอบ ความจริงผมน่ะไม่ชอบกินคนหรอกครับแต่ผมอดอาหารมาหลายวันแล้ว จับช้างม้ากินพระฤษีท่านก็ห้ามผมไม่ให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จำกินอาหารอย่างอื่นเช่นก๋วยเตี๋ยวผัด ข้าวผัดแซนวิชฮ็อทด็อกในป่านี้ก็ไม่มีขาย"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"เฮ้ย อ้ายยักษ์ อย่ามากีดขวางทางพวกเรา แกจะพาเมียแกไปทางไหนก็ไป"

"อ้าว ไหงไล่ผมล่ะ ประเดี๋ยวผมก็จะจับคุณไปกินเสียเท่านั้น"

แทนที่จะเกรงกลัวนิกรกลับหัวเราะชอบใจ เขานึกร่ายเวทวิทยาในใจแล้วยกมือชี้ไปที่ส่วนท้องของนางยักษ์ตัวเมียซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ผัวของมัน

"ด้วยเดชะเวทวิเศษของข้า ขอให้ผ้าเตี่ยวพันกายของเมียเจ้าจงหายไปเดี๋ยวนี้"

ทุกคนตื่นตะลึงไปตามกันเมื่อแลเห็นเปลวเพลิงเกิดขึ้นที่ผ้าเตี่ยวนางยักษ์ และลุกลามไหม้ผ้าที่พันกายจนหมดสิ้นไปชั่วเวลาเพียงวินาทีเดียวเท่านั้น นางยักษ์ใจหายวาบเต็มไปด้วยความอับอายขายหน้า เมื่อร่างกายท่อนล่างของมันอยู่ในชุดแรกเกิด นางอสูรก้มลงมองดูตัวเองแล้วแยกเขี้ยวหมุนตัวกลับวิ่งไปจากที่นั้นไม่คิดชีวิต

นิกรพยักหน้าให้กับกุมภัณฑ์หนุ่ม

"เห็นฤทธิ์ข้าหรือยังอ้ายหนู หรือเจ้าอยากจะแก้ผ้าเปลือยกายเย้ยฟ้าท้าดินดูบ้างก็ได้"

เจ้ายักษ์หนุ่มพยักหน้า

"เอาซีครับ ผมไม่ขายหน้าพวกคุณเหมือนนังเมียของผมที่ทำดัดจริตวิ่งหนีไปหรอก พวกเราเป็นยักษ์ไม่ใช่มนุษย์ ตามธรรมดาเราก็ไม่ชอบนุ่งผ้าเท่าใดนัก"

นิกรชักโมโห

"หมายความว่าแกจะลองดีฉันยังงั้นหรือ" พูดจบนิกรก็ยกมือชี้หน้ายักษ์ "ขอให้ไฟไหม้ผ้าขาวม้าของเจ้าเดี๋ยวนี้"

สิ้นคำพูดของนิกรไฟก็ลุกไหม้ผ้าขาวม้าเก่าๆ ผืนมหึมาผืนนั้นอย่างรวดเร็ว เมื่อยักษ์ใหญ่ก้มลงมองดูผ้าขาวม้าก็ถูกไฟไหม้หมดผืนแล้ว แล้วนิกรก็โอมอ่านคาถาเป่าพรวดไปที่ร่างของกุมภัณฑ์ ทำให้ไฟไหม้ติดร่างกายของขุนยักษ์ทันที ความร้อนของไฟทำให้มันดิ้นรนทุรนทุรายร้องครางลั่น เจ้ายักษ์หนุ่มปล่อยตะบองเหล็กหลุดจากมือ แล้วล้มตัวลงนอนบนพื้นดินกลิ้งตัวไปมาเพื่อให้ไฟดับ แต่ไฟที่เกิดจากคาถาอาคม-หาดับไม่ ขุนยักษ์ปวดแสบปวดร้อนอย่างยิ่ง

"โอ๊ย ผมกลัวแล้วครับ ผมเชื่อแล้วครับว่าท่านเป็นผู้วิเศษเดินทางมาจากโลกมนุษย์" ยักษ์ร้องอุทธรณ์น่าสงสาร

นิกรยกมือขวาโบกวนเวียนไปมา ทำปากหมุบหมิบร่ายเวทวิทยาต่อไป ด้วยอำนาจพระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ ไฟที่กำลังไหม้ลุกลามทั่วตัวยักษ์ได้ดับลงทันที แต่แล้วร่างของอสูรกุมภัณฑ์ก็ค่อยๆ เหยียดยาวออกเหมือนกับถูกรีด มันยาวออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนสูงของยักษ์ตนนี้ราว ๖ เมตร แต่เหยียดออกไปเป็น ๑๐ เมตร ๒๐ เมตร และ ๓๐ เมตร ยิ่งเหยียดออกตัวของมันก็เรียวเล็กลง จนกระทั่งร่างของมันเท่าต้นมะพร้าวและเล็กลงไปตามลำดับ

"อ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "แกทำยังไงวะยักษ์กลายเป็นงูไปแล้ว"

นิกรหัวเราะในลำคอบริกรรมคาถาเรื่อยไป ในที่สุดลำตัวของยักษ์ใหญ่ก็ยาวไม่ต่ำกว่า ๕๐ เมตร คล้ายกับงูหลามมหึมาแต่มีมือและศีรษะเป็นยักษ์ จอมขมังเวทล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบขวดปากกว้างใบหนึ่งออกมา ซึ่งเป็นขวดขนาดย่อมฝาจุกเป็นเกลียว นิกรหมุนฝาจุกออกแล้ววางขวดลงบนพื้น ในเวลาเดียวกันขุนยักษ์ก็ยังยืดตัวออกไปเรื่อยๆ เป็นภาพที่น่าตื่นเต้นแปลกใจที่สุด

นิกรกล่าวถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"แกเคยอ่านหนังสือหรือดูหนังเรื่อง 'โจรในแบกแดด' หรือเปล่า"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม

"เคยดูหนัง"

"ถ้ายังงั้นแกก็คงจำได้ว่ายักษ์ใหญ่ตัวเท่าภูเขามันลงไปอยู่ในขวดได้ด้วยอำนาจเวทมนตร์คาถา"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"หมายความว่าแกจะจับยักษ์ตัวนี้ลงไปในขวดใบนี้ยังงั้นหรือ"

"ใช่ ให้มันอยู่ในขวดแล้วเอาขวดเหวี่ยงทิ้งลงไปก้นเหว บางทีอีกแสนปีหรือมากกว่านั้นกว่าจะมีใครมาพบขวดและเปิดขวดออกให้มันได้รับอิสรภาพ"

นายพลดิเรกจุ๊ปากลั่น

"ทำไมแกเก่งอย่างนี้วะกร แกไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเสียแล้วโว้ย แกทำให้กันตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจตลอดเวลา"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขามองดูกุมภัณฑ์ซึ่งบัดนี้ศีรษะของมันเท่ากับศีรษะของลิงเท่านั้น และตัวของมันยาวไม่ต่ำกว่า ๕๐ เมตร นิกรเป่ามนต์ลงไปที่ร่างของมันแล้วกล่าวบังคับ

"เฮ้-ลงไปในขวดเดี๋ยวนี้"

อสูรหน้าซีดเผือดมองดูนิกรด้วยความเกรงกลัว

"ลงไปยังไงไหวครับขวดใบเล็กนิดเดียวเท่านั้น"

"เอาเถอะ ฉันจะทำให้แกเลื้อยลงไปในขวดได้อย่างสบาย เร็ว-ทำตามคำสั่งฉัน ไม่ฉันจะฆ่าแก"

ยักษ์ใหญ่เงยตัวของมันขึ้นคล้ายกับงูแผ่แม่เบี้ย มันก้มหน้าลงไปที่ปากขวดใบนั้น อำนาจเวทมนตร์ของนิกรทำให้มันเลื้อยลงไปในขวดได้ พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมองดูด้วยความตื่นเต้น ร่างอันยาวเฟื้อยของกุมภัณฑ์ค่อยๆ เลื้อยหายลงไปในขวดทีละน้อย แต่ส่วนเท้าของมันทั้งสองข้างติดอยู่ที่ปากขวด ดิ้นกระแด่วๆ อยู่สักครู่จึงหลุดหายเข้าไป ทันใดนั้นเองกลุ่มควันสีดำก็พลุ่งออกมาจากขวด นิกรรีบก้มตัวลงปิดฝาจุกเกลียวให้เรียบร้อย พอควันจางเขาก็ชูขวดอวดเพื่อนๆ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทุกคนอ้าปากหวอไปตามกันเมื่อแลเห็นกุมภัณฑ์นั่งเปลือยกายในท่าชันเข่าอยู่ในขวด ตัวของมันคล้ายตุ๊กตาตะกั่วขนาดจิ๋วแต่กะดุกกะดิกเคลื่อนไหวได้ กุมภัณฑ์นั่งคอตกและดูเหมือนว่ามันกำลังร้องไห้ที่อิสรภาพของมันต้องสูญสิ้นไป เมื่อนิกรเอียงขวดร่างของขุนยักษ์ก็กลิ้งมาตามความลาดเทของขวดใบนี้ เป็นที่น่าประหลาดมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว

"ไอ๊ย่า" เสี่ยหงวนครางเบาๆ ด้วยภาษาบรรพบุรุษของเขา "แกไม่ใช่คนเสียแล้วโว้ย แกเต็มไปด้วยเวทมนตร์คาถายิ่งกว่าพวกพ่อมด แม่มด หรืออาจารย์ไสยาศาสตร์ชั้นดีทั้งหลาย อ้า-ไหนแกลองเสกคุณอาให้เข้าไปอยู่ในขวดกับอ้ายยักษ์อีกสักคนได้ไหม"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"แล้วมันเรื่องอะไรล่ะ"

พลยิ้มให้นิกรแล้วถามว่า

"แกจะเอาขวดใบนี้ไปทิ้งใช่ไหม"

จอมขมังเวทพยักหน้า

"ใช่-ไปเถอะพวกเรา ไปคุยกับพระฤษีดีกว่าเราจะได้เห็นกินนรป้วนเปี้ยนอยู่แถวอาศรมพระฤษีตาแฉะหลายตัว"

"รับประทานนับเป็นตัวหรือครับ" เจ้าแห้วถามด้วยความสนใจ

"เออ กินนรอยู่ในจำพวกสัตว์ครึ่งคนครึ่งมนุษย์ แกเห็นกินนรสาวๆ แล้วแกคงไม่อยากกลับกรุงเทพฯ แข้งขาของหล่อนเป็นนกมีปีกมีหาง แต่ท่อนเอวถึงศีรษะเป็นมนุษย์ผู้หญิงเปลือยอกล่อนจ้อน ล้วนแต่ขนาด มารีลิน มอนโลว์, เจน แมนฟิล, โซเฟีย ลอเรน หรือ เจน รัสเซล ทั้งนั้น"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก

"รับประทานพูดภาษาคนได้ไหมครับ"

"ได้ มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง พระฤษีเล่าให้กันฟังว่า พวกกินนรเมื่อชาติก่อนเป็นมนุษย์แต่มีนิสัยชอบโกหกผัว หนีไปเล่นไพ่ทั้งวันหลอกผัวว่าไปเยี่ยมญาติ บางทีเอาของไปจำนำ พอผัวถามก็โกหกว่าพี่น้องขอยืมเอาไปใช้ ชาตินี้เลยมาเกิดเป็นกินนร"

ทุกคนล้วนแต่อยากเห็นกินนรที่นิกรเล่าให้ฟัง นิกรพาคณะพรรคของเขาเดินไปจากครรไลหงส์ บ่ายหน้าตรงไปยังอาศรมพระฤษีซึ่งปลูกอยู่ในที่อันรื่นรมย์ร่มเย็น เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวแบบกุฏิพระ ถึงแม้ฝีมือสร้างหยาบๆ แต่ก็น่าอยู่มากเหมาะแก่การจำศีลภาวนา

เมื่อเดินผ่านเหวลึกแห่งหนึ่ง นิกรก็โยนขวดใบนั้นลงไปยังก้นเหวทันที อสูรกุมภัณฑ์จะต้องทนทุกข์ทรมาณอยู่ในขวดใบนี้ชั่วกาลนานคล้ายกับขุนยักษ์ในเรื่อง 'โจรในแบกแดด' ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, กิมหงวนและนายพลดิเรกต่างสดุดียกย่องนิกรไม่ขาดปาก

จนกระทั่งมาถึงบริเวณลานกว้างหน้าอาศรม ทุกคนตื่นเต้นแปลกใจอีกเมื่อแลเห็นกินนรีคือกินนรผู้หญิงวัยทีนเอจ ๒ ตัวยืนสนทนากันอยู่ใต้ต้นหว้าใหญ่ต้นหนึ่ง แต่ละตัวงามหยาดเยิ้มและหยดย้อย เปลือยอกอวดปทุมทิพย์โดยไม่อายใครเพราะเป็นธรรมดาธรรมชาติของกินนร แต่ท่อนล่างมีขนสวยงามปกคลุมคล้ายขนไก่ฟ้า กินนรีทั้งสองมีหางยาวสวยงามมาก

"ฮัลโหล เบบี๋" ดร.ดิเรกเผลอตัวร้องทักด้วยความดีใจ

สองกินนรีแทนที่จะเกรงกลัวมนุษย์กับยิ้มให้ กินนรีผู้พี่เดินกระต้วมกระเตี้ยมเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหาย ผิวพรรณของหล่อนผุดผ่องเกลี้ยงเกลาหอมกรุ่นด้วยประทิ่นกลิ่นกระแจะจันทน์ หล่อนทาปากสีแดง ผัดหน้าพองามและเขียนคิ้วโก่ง ทำผมทรงปารีเซียนทันสมัยคือทรงกระถางต้นไม้

กิมหงวนทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ย

"หนู พระอาจารย์อยู่ในอาศรมหรือเปล่า พวกเรามาหาท่าน"

กินนรียิ้มน่ารัก ไม่มีจริตจะก้านหรือมารยาหญิง

"อยู่ค่ะ แต่ท่านไม่รับแขกนี่คะ ท่านกำลังใช้ให้พี่กุสุมาพี่สาวของหนูนวดให้ท่านค่ะ"

อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือก ค่อยๆ หันหน้ามากระซิบกระซาบกับนิกร

"ฤษีให้ผู้หญิงถูกตัวไม่อาบัติหรือ"

"นั่นน่ะซี พระอาจารย์อาจจะคิดว่ากินนรีเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งไม่ใช่สตรีเพศหรือมนุษย์ผู้หญิงก็ได้"

"ว้า อะไรๆ ก็เหมือนผู้หญิงทั้งนั้นเว้นแต่ท่อนล่างที่เป็นนก อย่างหนูคนนี้ไปอยู่กรุงเทพฯ กับกันก็ได้ ไปให้หมอสมานตัดท่อนล่างออกแล้วซื้อศพผู้หญิงมาตัดท่อนล่างใส่เข้าเย็บติดกัน หล่อนก็จะกลายเป็นสาวสวยที่น่ารักคนหนึ่ง หน้าตาอย่างนี้นางสาวไทยหรือเทพีทำไมไม่ได้นะโว้ยกร กิริยามารยาทก็อ่อนช้อยน่ารัก"

นายพลดิเรกกล่าวกับกินนรีสาวอย่างยิ้มแย้ม

"หนูชื่ออะไรจ๊ะ"

"กรรณิการ์ค่ะ"

"ออไร๋ ชื่อเพราะเสียด้วย แต่โน้น เพื่อนหนูคนนั้นล่ะ"

หล่อนหัวเราะเบาๆ

"น้องสาวของหนูเองค่ะไม่ใช่เพื่อน แกชื่อกัลยาค่ะ"

ทันใดนั้นเอง ราชสีห์ตัวหนึ่งก็เดินออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ทางด้านเหนือของอาศรม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างจ้องตาเขม็งมองดูมัน รูปร่างของมันขนาดเดียวกับสิงโตขนาดใหญ่แต่ท่วงทีสง่างามกว่ามาก บุคคลิกลักษณะบอกให้รู้ว่าเป็นพญาสัตว์ป่า

ท่านเจ้าคุณกระซิบถามนิกรเบาๆ

"ราชสีห์ใช่ไหม"

"ใช่ครับ"

"โอ้โฮ สง่าจังโว้ย ตัวผู้หรือตัวเมีย"

"ตัวผู้ครับ ตัวเมียไม่มีแผงคอแบบเดียวกับสิงโต คุณพ่อเชื่อไหมครับราชสีห์มีกำลังเท่ากับช้าง ๑๐ ตัว ไม่ดุหรอกครับมันฟังภาษาคนรู้แต่มันพูดไม่ได้ ผมจะเรียกมันมาหาเรานะครับ"

"ไม่ทำแน่นะ"

"น่า ผมรับรอง สัตว์หรือมนุษย์ที่เข้ามาอยู่ในเขตอาศรมไม่มีภัยอันตรายหรอกครับ แม้แต่สิงโตก็ไม่กล้ากินลูกกวางเพราะเกรงใจพระฤษี"

นิกรผิวปากหวือ แล้วกวักมือเรียกพญาราชสีห์ตัวนั้น มันเดินดุ่มๆ เข้ามาหา ถึงแม้ท่าทางจะเชื่องช้าแต่ก็สง่าและองอาจไม่น้อย มันหยุดยืนมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างตื่นๆ เจ้าแห้วถอยหลังกรูด แต่พอเห็นราชสีห์ยิ้มเจ้าแห้วก็โล่งใจ นิกรเอื้อมมือขวาตบศีรษะมันเบาๆ

"สวัสดีเพื่อนยาก พวกเราดีใจมากที่ได้เห็นจ้าวแห่งสิงห์สาราสัตว์"

ราชสีห์ได้แต่ยิ้มแล้วกระดิกหางให้แสดงว่ามันฟังรู้ แต่แล้วเมื่อมันได้ยินเสียงสิงโตตัวหนึ่งคำรามดังแว่วมาแต่ไกล มันก็แสดงท่าทีดุร้ายไม่พอใจสิงโตตัวนั้นที่บังอาจส่งเสียง เหมือนกับจะประกาศความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ราชสีห์หนุ่มผละจากคณะพรรคสี่สหายวิ่งผ่านลานกว้างไปจากหน้าอาศรมทันที

นิกรพาพลกับกิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ, ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วเดินไปหยุดยืนข้างบันไดหน้าอาศรม เมื่อเห็นประตูด้านหน้าปิดเขาก็กระซิบกับคณะพรรคของเขาว่า

"พระฤษีน่ากลัวจะศีลขาดโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปากดุนิกร

"อย่าพูดพล่อยๆ น่า ท่านอาจจะไม่มีเจตนาอะไรนอกจากเห็นว่ากินนรีเป็นสัตว์จำพวกนกที่ท่านเลี้ยงไว้ ท่านก็ใช้ให้นวดเฟ้นให้ท่าน เราอ้อมไปทางหลังกุฎิเถอะ"

ทั้ง ๖ คนต่างเดินอ้อมไปทางด้านหลัง บริเวณอาศรมร่มเย็นน่าสบายมาก ลมพัดรวยรื่นตลอดเวลา ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง ทางหลังอาศรมมีผลไม้มากมายไม่ต่ำกว่า ๑๐ ไร่ซึ่งปลูกอยู่บนเนินเขาและห่างจากอาศรมเล็กน้อย มีต้นตะแบกขนาดใหญ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสองฟุตต้นหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองขึ้นไปบนต้นตะแบกก็สะดุ้งเฮือกแล้วหยุดชะงักทำให้ทุกคนต้องหยุดด้วย สี่สหายกับท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วต่างแลเห็นชายชราในวัย ๗๐ เศษคนหนึ่งนอนเอกเขนกไขว่ห้างดูหนังสือการ์ตูนอยู่บนคบไม้อย่างสบายใจ ชายชราผู้นี้นุ่งผ้าโจงกระเบนแบบหางหงส์ สวมเสื้อครุยยาวคล้ายกับเสื้อปริญญา สวมลอมพอกคือเครื่องสวมศีรษะรูปยาวแหลมคล้ายชฏาสีขาว

"เฮ้" ดร.ดิเรกเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ พอชายชราลุกขึ้นนั่งทอดสายตาลอดแว่นคนแก่มองลงมาข้างล่าง นายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มให้แล้วกล่าวต่อไป "ขึ้นไปทำไมน่ะลุง แก่แล้วเดี๋ยวก็พลาดพลั้งตกลงมาคอย่นรวมกับตาตุ่มเท่านั้นเอง"

ชายชราหัวเราะหึๆ

"ทำไมตูข้าจะตกต้นไม้ ในเมื่อตูข้าเป็นรุกขเทวดาสิงสถิตอยู่ที่ต้นตะแบกต้นนี้มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่"

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ

"คุณลุงเป็นรุกขเทวดาหรือครับ"

"เออ หรือเรียกว่าเทพารักษ์ก็ได้ ตูข้ามีหน้าที่ควบคุมดูแลพวกผีไพรนางไม้ในถิ่นนี้" พูดจบรุกขเทวดาชราก็กระโดดลงมาหาคณะพรรคสี่สหาย

ร่างของรุกขเทวดาค่อยๆ ลอยลงมาจนถึงพื้นดิน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยกมือไหว้รุกขเทวดาด้วยความเคารพนับถือและรู้สึกตื่นเต้นไปตามกันที่ได้เห็นเทวดาเป็นครั้งแรก

เสี่ยหงวนยิ้มให้และกล่าวว่า

"พวกเราพูดคุยกับเทวดาไม่เป็นหรอกครับ อนุญาตให้ผมเรียกท่านว่าคุณลุงเถอะนะครับ"

"ได้ ตูข้าไม่ถือสาหรอก คนชั้นเทวดาแล้วย่อมอภัยให้มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย สูเจ้ากับเพื่อนๆ มาเที่ยวป่าหิมพานต์หรือ"

"ครับ" กิมหงวนพูดยิ้มๆ แล้วมองดูหนังสือการ์ตูนในมือเทวดา "คุณลุงติดหนังสือการ์ตูนเหมือนกันหรือครับ"

เทวดาหัวเราะแลเห็นแต่เหงือก

"อยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยขอยืมหนังสือการ์ตูนของฤษีมาดูเล่น มีอะไรที่จะให้ตูข้าช่วยบ้างล่ะ บอกมาเถอะ ตูข้ายินดีให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานท่านช่วยผมหน่อยซีครับ"

เทวดาหันมาทางเจ้าแห้ว

"จะให้ช่วยยังไงสูเจ้าว่ามาซิ"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ มองลงไปที่ลำธารซึ่งอยู่ห่างจากต้นตะแบกเพียงเล็กน้อย

"เมื่อกี้ผมทำขวานตกลงไปในลำธารนั่นครับ น้ำมันลึกและผมว่ายน้ำไม่เป็น ท่านกรุณาช่วยงมให้ผมหน่อยซีครับ"

เทวดาชราพยักหน้า

"ได้ ข้าจะงมให้" รับสั่งจบพระองค์ก็เสด็จลงไปในลำธาร แต่เสื้อผ้าและร่างกายของพระองค์หาเปียกน้ำไม่ เทวดาก้มลงควานหาขวานใต้ท้องธาร สักครู่ก็หยิบขวานทองคำเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วเสด็จขึ้นมาบนตลิ่ง

"นี่ใช่ไหมขวานของเจ้า"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"ใช่ครับ รับประทานใช่แหงๆ ผมจำขวานของผมได้"

"ปู้โธ่" เทวดาคราง "เดี๋ยวกูถีบตกน้ำเลย เคยอ่านนิทานอีสปเรื่องเทวดากับคนตัดฟืนหรือเปล่าวะ มึงนี่มีแต่ความโลภอยากจะได้แต่ของคนอื่น"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"ก็ไหนๆ ท่านงมขวานทองขึ้นมาได้แล้ว ให้ผมไม่ได้หรือครับ"

"ชะ ชะ ทองหนักตั้ง ๕๐ บาท ให้สูเจ้า รู้หรือเปล่าตูข้าทิ้งไว้ในลำธารหลายปีแล้ว เงินขาดมือเมื่อไรก็จะได้เอาขวานทองไปไขว้เขว" รับสั่งจบเทวดาชราก็ทำขาแยงแย่แล้วหลับตาเป่าลมออกจากปากส่ายหน้าไปมา

"คุณลุงทำอะไรน่ะครับ" นิกรถามเสียงหัวเราะ

"หา ข้าจะหายตัวของข้าน่ะซี" แล้วเทวดาก็หลับตาเป่าปากเสียงปู้ดๆ สักครู่ร่างของท่านก็หายวับไป

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหัวเราะขึ้นอย่างครื้นเครง พลพูดพลางหัวเราะพลาง

"เทวดาองค์นี้แก่มากแล้วยังต้องถูกส่งมาเฝ้าต้นไม้ เที่ยวหิมพานต์สนุกจังโว้ย ได้พบเห็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาแต่ก่อนทั้งนั้น"

นิกรพาคณะพรรคของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นบันไดหลังอาศรมผ่านระเบียงตรงเข้าไปหยุดยืนที่ประตูแบบโบราณ ไม้ประกอบเป็นบานประตูหนามากและใช้ลั่นดานข้างใน นิกรแลเห็นประตูปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อยก็ผลักบานประตูออกทั้งสองบาน

ทุกคนตกตะลึงไปตามกัน เมื่อแลเห็นภาพโรมานซ์ระหว่างพระฤษีตาแฉะ กับนางกินนรีสาวเจ้าของร่างอวบอัด ซึ่งพระฤษีกำลังบรรจงจูบหล่อนด้วยความรัก ฤษีองค์นี้อายุได้ ๔๐ เศษเท่านั้น เดินทางจากกรุงเทพฯ มาบวชเป็นฤษีอยู่ที่ป่าหิมพานต์ได้ประมาณ ๑๐ ปีการได้อยู่ใกล้ชิดกับพวกกินนรีทำให้ฤษีซึ่งเป็นอดีตตัวโกงของนาฏดนตรีคณะหนึ่งตัดกิเลสไม่ได้ จึงมีความสัมพันธ์กับกินนรีกุสุมาในฐานชู้สาว นอกจากนี้ยังเคยได้นางไม้คนหนึ่งเป็นเมียมาแล้ว ที่หนีมาเป็นฤษีก็เพราะนาฏดนตรีเสื่อมความนิยม-หากินไม่คล่องเหมือนเมื่อก่อน นามจริงของฤษีองค์นี้ชื่อยงหรือเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักแสดงยี่เกว่า "ยงตัวโกง" คือโกงทั้งในเรื่องและนอกเรื่อง

พอประตูเปิด ฤษียงก็คลายมือที่กอดรัดกินนรีสาวสวยออกด้วยความตกใจเพราะเข้าใจว่ารุกขเทวดาหรือเจ้าป่าองค์ใดองค์หนึ่งมาจับความชั่วของเขา กินนรีกุสุมาอายม้วนต้วน นึกไม่ถึงว่าจะมีมนุษย์มาเห็นพฤติการณ์ที่ไม่สมควรของหล่อน

"โอ๊ย " นิกรคราง ขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วถอยไปแล้ววิ่งหนีลงจากอาศรม

"ผมขอประทานโทษครับท่านอาจารย์ ผมนึกว่าอาจารย์นอนหลับไม่รู้ว่าอาจารย์กำลังเล่นจูงนางเข้าห้อง"

ฤษีกำมะลอหรือฤษีตาแฉะจ้องตาเขม็งมองดูนิกรด้วยความโกรธ ในชีวิตของนายยงเขาไม่เคยโกรธใครเหมือนครั้งนี้ การกระทำของนิกรเป็นการถือวิสาสะละลาบละล้วงผลักประตูอาศรมเข้ามา นิกรกับเพื่อนๆ จึงได้เห็นความชั่วของเขา ฤษียงนั่งขบกรามกรอด จนกระทั่งนิกรเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบประณมมือไหว้

"ยกโทษให้ผมสักครั้งเถอะครับ ผมรับรองว่าผมจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังแน่นอน"

ดาบส-หายใจถี่เร็ว เขาโกรธจนปากซีดหน้าเขียวด้วยวิญญาณของนาฏดนตรี ทำให้เขายกมือชี้หน้านิกรแล้วร้องเป็นเพลง "สุโขทัย" ขึ้นทันทีซึ่งเป็นเพลงที่ดุเดือดกระแทกกระทั้น

อ้ายชาติชั่ว มึงเข้ามา คราคับขัน

ตัวกูนั้น จะเอาหน้า ไปไว้ที่ไหน

ต้องเสียขื่อ ลือทั่ว ทั้งแดนไพร

เป็นฤษี ชีไพร แต่ชีกอ

นิกรก็เป็นนักยี่เกชั้นดีคนหนึ่ง เมื่อพระฤษีแสดงยี่เกกับเขา เขาก็แสดงบทบาทยี่เกด้วยคือก้มลงกราบพระอาจารย์แล้วขับเป็นเสภากลอนสดที่เขาคิดขึ้น

ประทานโทษ โปรดการุณย์ ผมสักครั้ง

ที่พลาดพลั้ง เห็นภาพ ใจวาบหาย

พระอาจารย์ ปล่อยทีเด็ด สมเชื้อชาย

ไม่ควรอาย ขุ่นข้อง ของธรรมดา

เป็นฤษี มีแฟนสาว เหลือจะฝืน

อารมณ์เปลี่ยว เกิดขึ้น ก็อย่างว่า

ถึงศีลขาด ต่อใหม่ ได้ทุกครา

กุสุมา กินนรี นี้น่าชม

ฤษียงร้องต่อนิกรทันที

พระฤษีได้ฟังยังโกรธา

อับอายขายหน้าอย่างสิ้นดี

จำจะต้องสาปมันให้เป็นลิง

ปกปิดความจริงในเรื่องนี้

เมื่อมันพูดไม่ได้ใครก็ไม่รู้

กินนรีกับกูก็จะสุขขี

คิดแล้วร่ายเวทเรืองฤทธี

ขณะนี้ พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วได้ยืนรวมกลุ่มคอยนิกรอยู่ใต้ต้นตะแบกใหญ่หลังอาศรมอย่างกระสับกระส่ายเร่าร้อนใจ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของพระฤษีตาแฉะทำให้ทุกคนได้ยินเสียงปี่พาทย์บรรเลงเพลงรัวลั่นอาศรม พอเพลงจบทุกคนก็ได้ยินเสียงฤษีตาแฉะหัวเราะลั่น

นิกรเดินร้องไห้ผ่านประตูหลังอาศรมออกมา แต่ร่างของเขากลายเป็นลิงทโมนขนาดใหญ่ไปแล้ว เป็นลิงสีเทาเปลือยกายล่อนจ้อนอันเกิดจากเวทมนตร์ของฤษีชีกอองค์นี้ ถึงแม้ฤษียงยังตัดกิเลสไม่ได้แต่การมาอยู่หิมพานต์ช่วยให้เขามีเวทมนตร์อันศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับพวกนักพรตทั้งหลาย

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ความรู้สึกบอกตัวเองว่านิกรถูกฤษีสาปให้กลายเป็นอ้ายจ๋อไปแล้ว จอมขมังเวทผู้ปราชัยฤษียงเดินลงบันไดอาศรมตรงเข้ามาหาคณะพรรคของเขาในท่าทางเศร้าโศก หยุดยืนเบื้องหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาจับมือซ้ายของท่านเขย่าแล้วพูดเป็นเสียงลิงซึ่งไม่มีใครฟังรู้เรื่อง แต่ก็พอจะเดาได้ว่านิกรบอกว่าเขาถูกสาปให้เป็นลิงดังที่เห็นอยู่นี้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"โธ่-อ้ายกร ถ้าฤษีไม่ยอมคืนคำสาปลูกสาวฉันก็ต้องเป็นเมียลิงทโมนเท่านั้นเอง แกเคราะห์ร้ายจริงๆ "

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานเป็นยังไงบ้างครับเจ้านาย"

นิกรทำปากจู๋ ยักคิ้วให้เจ้าแห้วแต่เขาพูดอะไรไม่ได้ถึงแม้จิตใจของเขายังเป็นมนุษย์

อาเสี่ยยกมือตบศีรษะทโมนนิกรเบาๆ

"อย่าเสียใจอ้ายกร แกควรจะภาคภูมิใจที่แกมีโอกาสได้กลายเป็นสัตว์เดรัจฉานในครั้งนี้"

ลิงทโมนทำปากหมุบหมิบด่ากิมหงวนแล้วเดินเข้ามาหาพล พัชราภรณ์ แสดงกิริยาบุ้ยใบ้ขอให้พลพาพรรคพวกขึ้นไปอ้อนวอนฤษี ดังนั้นพลจึงปรึกษากับคณะพรรคของเขา

"เอายังไงดีอ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"ก็มีอยู่ทางเดียวคือขึ้นไปพูดกับฤษีให้ช่วยถอนคำสาป"

"ถ้าท่านไม่ยอมล่ะ"

"ไม่ยอมได้หรือวะ" อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นทันที "ถ้าไม่ยอมก็ถวายลูกปืนให้พระฤษีสักนัดหนึ่ง กันยิงเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ฆ่าฤษีไม่ใช่ทำง่ายๆ นะโว้ย แกอาจจะถูกสาปให้เป็นหมาไปอีกคนหนึ่งก็ได้"

กิมหงวนว่า "พูดกันดีๆ ไม่ตกลงก็ต้องยิงทิ้งเท่านั้นแหละครับ ผมจะปล่อยให้เพื่อนผมเป็นอ้ายจ๋ออยู่อย่างนี้ได้อย่างไร หน้าตาดูได้เรอะ ผ้าผ่อนก็ไม่นุ่ง ฤษีองค์นี้ผมว่าเป็นฤษีเฮงซวยแน่ๆ มีอย่างที่ไหนเป็นผู้ทรงศีลแต่ปิดประตูกุฏิโลมผู้หญิง นางกินนรีก็คือผู้หญิงเหมือนกัน เพราะเป็นผู้หญิงพูดภาษาคนได้ มีหูมีตามีปากมีจมูกมีอะไรๆ เหมือนผู้หญิงผิดกันก็ท่อนล่างเป็นนกเท่านั้น"

เจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นแกขึ้นไปหาพระฤษีหน่อยซี พูดกับท่านดีๆ นะ อ้างถึงความเสียหายให้ท่านฟัง ถ้าอ้ายกรจะอยู่ในสภาพอ้ายจ๋ออย่างนี้"

อาเสี่ยรับคำแล้วเดินขึ้นไปทางด้านหลังอาศรม เมื่อเขาเข้ามาในกุฎิเขาก็แลเห็นฤษียงกำลังเตรียมกองไฟเพื่อการบูชา กินนรีกุสุมาออกไปทางประตูหน้าอาศรมแล้ว เสี่ยหงวนเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งพับเพียบแล้วยกมือไหว้ฤษีชีกอ

"สวัสดีครับอาจารย์"

"อ้อ สวัสดี คุณมาซื้อของเก่าจากพวกฤษีหรืออย่างไร"

กิมหงวนคอย่น

"เปล่าครับ เรามาทัศนาจรแดนหิมพานต์ อ้า-อาจารย์สาปเพื่อนของผมให้กลายเป็นลิงทโมนไปแล้ว กรุณาถอนคำสาปเถอะครับ ที่เขาผิดพลั้งอุกอาจเข้ามาในกระท่อมก็เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเขาถือวิสาสะที่เขาเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์คนหนึ่ง"

ฤษีสั่นศีรษะ

"ตูข้ายกโทษให้ไม่ได้ เพื่อนของสูเจ้าจะต้องเป็นลิงตลอดชีวิตของมัน"

"อ้าว พูดยังงี้ผมก็ยิงอาจารย์ทิ้งเสียเท่านั้น"

เมื่อฤษีเงยหน้าขึ้นก็แลเห็นเสี่ยหงวนกำลังควงปืนพกในมือขวาของเขา ฤษีกสั่นขวัญแขวนด้วยความรักตัวกลัวตายแต่แล้วก็ฝืนหัวเราะ

"ตูข้าเป็นผู้ทรงศีล ฤษีก็คือพระภิกษุสงฆ์นั่นเองแต่มีวิธีการจำศีลภาวนาด้วยการทรมาณตน สูเจ้าฆ่าตูข้าได้ลงคอหรือ"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืนแล้วยกปืนพกรีวอลเล่อร ๙ มม.จ้องหมายระดับหน้าอกฤษี

"แกเป็นฤษีเฮงซวย แกปาราชุดกับผู้หญิง เร็วพูดมาเดี๋ยวนี้ว่าแกจะถอนคำสาปหรือไม่"

"ไม่ถอน" ฤษียงพูดเสียงหนักแน่น

"ถ้ายังงั้นแกตาย"

เสียงกระสุนปืนพก ๙ มม.ระเบิดขึ้นหนึ่งนัดดังกึกก้องกุฏิ อาเสี่ยยิงฤษีถูกหน้าอกทะลุออกทางเบื้องหลัง ฤษียงล้มลงดิ้นพลาดๆ พลัดตกลงจากเตียงสิ้นใจตาย อาเสี่ยพาตัวเดินออกไปจากอาศรมทางประตูด้านหลัง ทันใดนั้นเองเขาก็ตื่นเต้นประหลาดใจและดีใจอย่างล้นพ้น ลิงทโมนที่ถูกสาปกลายร่างเป็นนิกรตามเดิมแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วกำลังชื่นชมยินดีไปตามกัน

"อ้ายกร" กิมหงวนร้องเสียงลั่นแล้วร้องกระโจนลงจากบันไดอาศรม วิ่งเข้ามากอดนิกรด้วยความรัก "ฮ่ะ ฮ่ะ เสียใจจังโว้ยที่แกกลับเป็นมนุษย์ตามเดิม"

"อ้าว" นิกรอุทาน "แกไม่ดีใจหรอกหรือ"

"ดีใจกะผีอะไรเล่า เดือนหน้าก็ถึงงานภูเขาทองแล้ว ถ้าแกเป็นลิงกันนำแกออกแสดงละครลิงคงจะเก็บเงินได้เป็นแสนทีเดียว เพราะแกมีจิตใจเป็นคน เฉลียวฉลาดกว่าลิงทั้งหลายที่เล่นละครลิง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พล พัชราภรณ์กล่าวถามอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกยิงฤษีเฮงซวยตายคาที่หรือ"

"ไม่คาที่หรอก มีการชักดิ้นชักงอตามระเบียบ คนถูกปืนนี่มันดิ้นน่าดูว่ะ ชักกะตุกมือเกร็งทำปากเบี้ยวปากบูด นัยน์ตาเหล่ไปเหล่มา ตายเสียก็ดีฤษีตาแฉะหน้าตาไม่น่านับถือเลย"

นิกรยิ้มให้คณะพรรคของเขาโดยทั่วหน้ากัน

"ท่องเที่ยวกันต่อไปเถอะพวกเรา ไปหาฤษีจริงๆ สักองค์หนึ่งขอเครื่องรางของขลังจากท่านและชมธรรมชาติสัตว์ประหลาดต่างๆ ในดินแดนมหัศจรรย์นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่น่าดูน่าชมทั้งนั้น"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันออกเดินต่อไป เข็มนาฬิกาที่ข้อมือ ดร.ดิเรกบอกเวลา ๒๓.๓๐ น.แต่ป่าหิมพานต์ไม่มีกลางคืนและกลางวัน มีแต่เวลาใกล้พลบหรือเรียกว่า สนธยากาล แสงสว่างทีปรากฎอยู่รอบๆ ป่าใหญ่และขุนเขามีสีเขียวอ่อนสวยงามมาก

พญาครุฑตัวหนึ่งบินถลาลงมาเกาะบนชะง่อนหินเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหาย ทุกคนจำได้ว่าครุฑตัวนี้ได้บินตามหงส์ยนตร์และทักทายกับนิกรด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต นิกรโบกมือให้แล้วเดินเข้าไปหา

"ไปไหนมาครับพี่ชาย"

"ก็มาตามหาพวกแกน่ะซี" ครุฑพูดเสียงดังแต่ไม่ใคร่ชัด "พวกแกฆ่ายักษ์ตายไปตัวหนึ่งใช่ไหม"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ไม่ได้ฆ่าหรอกพี่ครุฑ ผมเพียงแต่ใช้เวทมนตร์คาถาจับมันใส่ขวดแล้วโยนทิ้งลงไปในเหวเท่านั้น"

"นั่นแหละ เกิดเรื่องใหญ่แล้วรู้ไหม อ้ายยักษ์ตัวนั้นเป็นคนของท่านมหาโยคีจอมนักพรตผู้มีอิทธิฤทธิ์ที่สุดในแดนหิมพานต์ นางเมียมันได้ไปเฝ้าพระองค์และทูลว่าพวกแกฆ่าผัวมันตาย"

"แล้วยังไงพี่ครุฑ" นิกรถามโดยเร็ว

"จอมนักพรตผู้ทรงมีพระนามว่า สุริยัน จะเล่นงานพวกแกน่ะซี พระองค์กำลังเรียกระดมพวกยักษ์ทั้งหลายเพื่อยกกำลังมาฆ่าพวกแก"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ตายแน่ แล้วผมจะทำอย่างไรดีพี่ครุฑ"

"ก็รีบหนีไปซีโว้ย กันมาบอกข่าวก็เพราะรักและสงสารพวกแก รีบขี่หงส์ยนตร์ของแกไปเถอะ ขืนชักช้าเป็นตายแน่ พระฤษีสุริยันมีอิทธิฤทธ์มาก ใครมีวิชาอาคาเวทมนตร์คาถาเก่งกาจสักเพียงไหนก็สู้ท่านไม่ได้ กันไปละโว้ยน้องชาย" พูดจบพญาครุฑก็บินพึ่บพั่บไป

เมื่อภัยอันตรายมาถึงตัว คณะพรรคสี่สหายก็พากันวิ่งหน้าตั้งย้อนกลับไปยังครรไลหงส์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ล้าหลัง ทุกคนได้ยินเสียงโห่ร้องดังแว่วมาตามสายลม แสดงว่ากองทัพยักษ์เคลื่อนพลมาแล้ว

หงส์ยนตร์ยังจอดอยู่ที่เดิม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ววิ่งตามกันมา รีบปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนยานฟ้าอย่างรีบร้อน ในเวลาเดียวกันนั้นเอง อสูรกุมภัณฑ์นับร้อยก็ปรากฏขึ้น มันถืออาวุธต่างๆ วิ่งประดาหน้ากันเข้ามา ร้องตะโกนเอะอะเอ็ดตะโร

"เร็วๆ อ้ายกร" อาเสี่ยพูดละล่ำละลัก "หนีซีโว้ย"

นิกรตัวสั่นงันงก

"เดี๋ยวโว้ย นึกคาถาบังคับยานหงส์ไม่ออก"

พวกยักษ์ใกล้เข้ามาทุกที คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างอกสั่นขวัญแขวน ครรไลหงส์ยังไม่ยอมขึ้นสู่อากาศ จนกระทั่งพวกยักษ์เข้ามารุมล้อมยกตะบองเหล็กและอาวุธต่างๆ ทุบตีทุกคนอย่างดุเดือด นิกรยกมือปิดป้องวุ่นวายและร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด

"โอ๊ย! โอ๊ย! "

นิกร การุณวงศ์ พบตัวเองนอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบในกระท่อมใหญ่ เสียงร้องของเขาได้ปลุกตัวเองให้ตกใจตื่น เมื่อรู้ว่าเป็นความฝันเขาก็ถอนใจโล่งอก และนอนหลับต่อไป

ข้างๆ ตัวเขา คือหงส์ยนตร์ ที่นิกรกับเจ้าแห้วช่วยกันสร้างขึ้น สำหรับการบำเพ็ญกุศลคือทอดผ้าป่าที่วัดวัดหนึ่งในเร็วๆ นี้ พ.อ.นิกรนอนหลับหัวเราะหึๆ เมื่อนึกถึงความฝัน จนกระทั่งเจ้าแห้ววิ่งพรวดพราดเข้ามา

"รับประทานร้องเอะอะอะไรครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เปล่าโว้ย กันละเมอน่ะ ฝันว่าพวกเราขี่หงส์ยนตร์ตัวนี้ไปเที่ยวป่าหิมพานต์และถูกยักษ์มันกลุ้มรุมเล่นงานเรา"

เจ้าแห้วทำหน้าเบ้ พาตัวออกไปจากกระท่อม เพื่อผ่าหวายมาประกอบหงส์จำลองตัวนี้ต่อไป.

อวสาน