พล นิกร กิมหงวน 005 : ไกรทองสองเกลอ

สี่สหายนอนพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบคนละตัว ภายใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ขณะที่แดดอ่อนจางแสงแล้ว แต่ความร้อนอบอ้าวทำให้ พล นิ กร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกบ่นพึมพำไปตามๆ กัน โดยเฉพาะเสี่ยหงวนของเราสวมเสื้อกล้ามเห็นขนจั๊กกระแร้พะเยิบพะยาบ และนุ่งผ้าขาวม้าลายตาหมากรุกแดงขาว เพียงผืนเดียวเท่านั้น กางเกงในก็ไม่ได้นุ่ง

เก้าอี้ผ้าใบทั้งสี่ตัวหันที่วางเข้าหากันมีโต๊ะหินเตี้ยๆ ตัวหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง บนโต๊ะมีวิสกี้ติดก้นขวดเล็กน้อยเพียงขวดเดียว แล้วก็มีกับแกล้มเพียงมะม่วงดิบหั่นเป็นชิ้นบางๆ จิ้มเกลือเท่านั้น มีถ้วยแก้ววางอยู่ ๔ ใบ ส่วนขวดโซดาวางอยู่บนพื้นสนามหญ้า

อาเสี่ยแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า แลเห็นเมฆฝนตั้งเค้ามาทางทิศตะวันตก ก็กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"แกคิดว่าคืนนี้ฝนจะตกไหมหมอ"

ดร. ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไอไม่ใช่นักอุตุนิยมวิทยา ไอเป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นหมอ ไม่มีความรู้เรื่องดินฟ้าอากาศ"

กิมหงวนทำปากขมุบขมิบด่า ดร. ดิเรกอยู่ในใจ เขายกแก้วน้ำสีเหลืองที่เหลืออยู่อีกเพียงเล็กน้อยขึ้นดื่ม รวดเดียวหมดแก้ว แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ตั้งแต่มีการใช้ระเบิดปรมาณู แบะทดลองกัน บ่อยๆ รู้สึกว่าดินฟ้าอากาศของโลกเรามันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปหมด ฝนฟ้าตกต้องไม่ตรงตามฤดูกาล นี่ก็เข้ามาปลายเดือนมิถุนายนแล้ว ฝนเพิ่งตกไม่กี่ครั้ง ถ้าตกก็ตกหนัก อากาศร้อนก็เปลี่ยนเป็นเย็นจัด ผู้คนป่วยไข้ไม่สบายไปตามกัน"

พลเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี คุณพ่อป่วยเป็นนิวมอเนียเพราะถูกฝนวันเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ได้ดิเรกก็เห็นจะต้องเสียเวลารักษาตัวอีกหลายวัน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแก้มแทบแตก

"นิวมอเนียเป็นเรื่องเล็ก หนองมันอยู่ในปอดเรา ฉีดยาเข้าไปทำลายเชื้อหนองเสียปอดก็เป็นปกติ" พูดจบเขาก็หันมาทางนิกร ซึ่งกำลังตั้งอกตั้งใจกินมะม่วงดิบจิ้มเกลือ และกินเอาๆ อย่างเอร็ดอร่อย "เฮ้ย...คุยเสียบ้างซีโว้ยอ้ายกร มะม่วงเปรี้ยวจะตายโหงกินเข้าไปได้"

นิกรทำปากซี๊ดซ๊าด

"ดีวะ ใกล้จะมีประจำเดือนยังงี้ของเปรี้ยวๆ กันชอบนัก ซี๊ด...เปรี้ยวถึงใจดีเหลือเกิน"

กิมหงวนและเห็นสาวใช้เก่าแก่ หรือสาวแก่วัย ๔๐ ปี ซึ่งเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของคุณหญิงวาด ถือถาดเงินใบใหญ่ใส่จานอาหารเดินตรงเข้ามา และมีเจ้าแห้วถือถาดใส่วิสกี้โซดาตามมาด้วย เขาก็แปลกใจอย่างยิ่ง

"เฮ้ย... ยายม่อมยกกับแกล้มมาให้เราบานตะเกียงเลยโว้ย ใครใจดีจัดมาให้เราหว่า"

ทั้งสี่คนต่างมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว ละม่อมกับเจ้าแห้ว เดินตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย เจ้าแห้วกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"รับประทานลาภปากแล้วละครับวันนี้ ตราขาวตั้งสองขวด"

ละม่อมกับเจ้าแห้ว ต่างช่วยกันหยิบของในถาดวางลงบนโต๊ะหิน นิกรแลเห็นอาหารในจานก็ลืมตาโพลง เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี เขาร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"โอ้โฮ คงมีใครถูกล๊อตเตอรี่แน่เชียวโว้ย หมูหัน ไก่ย่าง อุ๊ยตาย... หมี่กรอบด้วย ทอดมันกุ้ง แล้วก็นกกระจาบทอด แกเลี้ยงพวกเราหรือวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานเอาเนื้อหมูไปปะเนื้อช้าง รับประทานเห็นจะไม่ไหว"

ละม่อมยิ้มให้สี่สหายแล้วกล่าวอย่างนอบน้อม

"คุณหญิงท่านเลี้ยงค่ะ ท่านใช้ให้ม่อมเอารถไปซื้อเหล้าและกับมาค่ะ"

"คุณอาหญิงเลี้ยงพวกเรา เนื่องในงานอะไร"

"ยังไงก็ไม่ทราบ อ้า... ท่านกับเจ้าคุณทั้งสอง ลงมาจากตึกแล้ว เรียนถามท่านดูซีคะ" พูดจบละม่อมก็ลุกขึ้นเดินก้มตัวผ่านสี่สหายกลับไปทางโรงครัว ส่วนเจ้าแห้วนั่งพับเพียบบนพื้นสนามหญ้า ช่วยเปิดวิสกี้และโซดาให้เจ้านายของเขา

นิกรยกแขนซ้ายของเขาขึ้นกัดเต็มแรง แล้วสะดุ้งเล็กน้อย

"อือ... นี่กันไม่ได้ฝันไปหรอกหรือวะ ไม่น่าเชื่อเลยโว้ยคุณอาหญิงซื้ออาหารชั้นหนึ่งมาเลี้ยงพวกเรา เพียงแต่ตราขาวสองขวดนี่ก็หลายร้อยแล้ว หรือวันนี้ท่านทำพิธีปล่อยผี"

ดร. ดิเรกกำลังยกซ่อมจะจิ้มไก่ย่าง ได้ยินนิกรพูดเช่นนี้ก็สะดุ้งสุดตัว มองดูหน้าเพื่อเกลอของเขาอย่างเคืองๆ แล้ววางซ่อมลงบนโต๊ะ

"แกพูดยังงี้ใครจะยัดเข้าไปลง กันไม่ใช่ผีนี่หว่า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คุณหญิงวาดเดินนำหน้าพาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตรงเข้ามาหยุดยืนข้างๆ สี่สหาย พล นิกร กิมหงวน และดิเรก ต่างลุกขึ้นยืนแสดงคารวะท่านผู้ใหญ่ คุณหญิงวาดร้องตะโกนเรียกคนทำสวนกับคนใช้คนหนึ่งซึ่งนั่งพักผ่อนอยู่ข้างตึก ให้นำเก้าอี้เหล็กมาให้ท่าน สามตัว แล้วท่านก็กล่าวกับสี่สหายอย่างยิ้มแย้ม

"นั่งเถอะ แล้วก็กินกันตามสบาย วันนี้อาเลี้ยงเต็มที่ ยายอิ่มกำลังทำกับแกล้มอีกสองสามอย่าง ประเดี๋ยวม่อมมันคงยกมาอีก อ้ายแห้วเอ็งคอยดูด้วยนะ โซดาและเหล้าในตู้เย็นยังมี"

นิกรมองดูคุณหญิงวาดด้วยความตื่นเต้น ประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว

"สงสัยเสียแล้วละครับคุณอา"

"สงสัยตะหวักตะบวยอะไรอีกล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ กับข้าวเหล่านี้ไม่ได้ใส่สลอดแแน่นะครับ"

คุณหญิงวาดเงื้อมือขวาขึ้นตบนิกรดังผัวะ

"ฉันไม่บ้ายังงั้นหรอก" ท่านพูดเสียงหัวเราะ "แก่จนหัวหงอกยังจะเล่นเป็นเด็กอีกหรือ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"คุณอาบอกพวกเราให้ชื่นใจหน่อยเถอะครับ คุณอาเลี้ยงพวกผมเนื่องในงานอะไร"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตอบแทนศรีภรรยาของท่าน

"อาจะบอกให้ คุณหญิงเขาเลี้ยงพวกแกก็เพราะ เขาดีใจที่อาหายป่วยจากปอดบวมในคราวนี้ แล้วก็เลี้ยงเพื่อต้องการให้พวกแกทั้งสี่คน ทำธุระอะไรให้เขาสักอย่างหนึ่งในวันพรุ่งนี้"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋ ออไร๋" พูดพลางยิ้มให้คุณหญิงวาด "คุณอาจะใช้ให้พวกเราทำอะไร บอกมาเถอะครับ สำหรับผมถึงจะเหนื่อยยากลำบากอย่างไร ก็ยินดีรับใช้สนองพระเดชพระคุณ คุณอาเสมอ"

คนสวนกับคนใช้รุ่นหนุ่มซึ่งเป็นชาวอีสานแบกเก้าอี้วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามา คนสวนแบกคนเดียวสองตัว ต่างวางเก้าอี้เหล็กลงข้างๆ คณะพรรคสี่สหายแล้วกลับไป ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามท่านทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็ก สี่สหายก็นั่งลงบนเก้าอี้ผ้าใบตามเดิม

พลผสมวิสกี้บางๆ ให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ หนึ่งแก้ว เขาไม่ให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ดื่มเหล้าก็เพราะท่านอยู่ในระหว่างพักฟื้น นิกรตะลุมบอนหมูหันของโปรดของเขาทันที คุณหญิงวาดถึงกับจุ๊ปากและยกมือขวาตบศีรษะนายจอมทะเล้นหลานชายของท่าน

"เฮ้ยๆๆ นึกถึงคนอื่นเขาบ้างโว้ย กินเหล้าเสียบ้างซี"

นิกรเงยหน้าขึ้นมองดูคุณหญิงวาดแล้วยิ้มแห้งๆ

"เหล้าผมไม่ชอบครับ ผมชอบกับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์หัวเราะหึๆ

"ตรงกันข้ามกับเจ้าหงวน ขอให้มีเหล้าเถอะกับไม่สำคัญ ร้อนๆ อย่างนี้พวกแกกินเหล้าไม่เมาหรืออย่างไร"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ท่านเจ้าคุณประสิทธิ์

"เมาซีครับ เหล้าไม่ใช่น้ำประปานี่ครับ แต่พวกผมถึงเมาก็เมาอย่างน่ารัก" แล้วอาเสี่ยก็หยิบซ่อมจิ้มทอดมันกุ้งส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "แกล้มเสียหน่อยซีครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณโบกมือ

"ไม่ต้อง อาดื่มนิดหน่อยเท่านั้น"

นิกรอ้าปากงับทอดมัน ที่ซ่อมจากมือกิมหงวนแล้วกลืนเอื๊อก ดิเรกหัวเราะชอบอกชอบใจ ยมมือชี้หน้านายจอมทะเล้น แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ยูกินทอดมันแบบนี้เหมือนหมาว่ะ กันเคยเห็นอ้ายดิ๊กมันกิน" นายแพทย์หนุ่มหมายถึง เจ้าแอลเซเชียลของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "มันงับแล้วกลืนเข้าไปในท้องโดยไม่ต้องเคี้ยวเหมือนแกไม่มีผิด"

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามหัวเราะลั่น นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย เจ้าแห้วนั่งหัวเราะงอไปงอมาอยู่ข้างหลังนิกร คุณหญิงวาดมองดูลูกหลานของท่านอย่างชื่นชม สักครู่หนึ่งท่านก็กล่าวกับสี่สหายว่า

"พรุ่งนี้วันอาทิตย์ อาจะวานพวกแกทั้งสี่คนไปแปดริ้ว"

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกต่างพากันมองดูคุณหญิงวาดเป็นตาเดียว เมื่อนิกรสบตากับคุณหญิงเขาก็กล่าวขึ้นว่า

"ไปทำไมครับ"

"ก็ไปทำธุระให้อาน่ะซี"

นิกรยิ้มแป้น

"ได้ครับ ขากลับผมจะได้แวะซื้อลูกหยี ข้าวเกรียบกุ้ง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาฝากประไพบ้าง"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แปดริ้วน่ะมันอยู่ที่ไหน"

"ก็สงขลายังไงล่ะครับ"

คุณหญิงวาดยกมือขวาตบอกแล้วปลงอนิจัง

"อ้ายเวรเอ้ย แปดริ้วตะหวักตะบวยอะไรกันวะผ่าไปอยู่สงขลา ไปกันคนละคุ้งคนละแคว"

นิกรหน้าตื่นหันมาถามพล

"ที่ไหนหว่า"

"ฉะเชิงเทราโว้ย"

"ปู้โธ่... ฉะเชิงเทราก็ฉะเชิงเทราทำไมคุณอาบอกว่าแปดริ้วล่ะ ฉะเชิงเทราไปมาตั้งร้อยหนแล้วกันรู้จักดี แต่แปดริ้วไม่รู้จัก"

พลว่า "ฉะเชิงเทรานั่นแหละเขาเรียกว่าแปดริ้ว มันมีสองชื่อ" แล้วเขาก็หันมาทางคุณหญิงวาด "คุณแม่จะใช้ให้พวกเราไปทำธุระอะไรให้คุณแม่ที่นั่นครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มให้ลูกชายของท่าน

"ไปแก้บนให้แม่ เมื่อคุณพ่อเจ้าล้มเจ็บคราวนี้ แม่ตกใจและเป็นห่วงท่านมาก แม่ได้จุดธูปเทียนบนหลวงพ่อโสธรที่แปดริ้วไว้ บนทองปิดท่านพันแผ่น ผ้าแพรห่มท่านหนึ่งผืน เงินทำบุญวัดอีกพันบาท แล้วก็ละครรำบรรดาศักดิ์อีกวงหนึ่ง แม่บนไว้ว่าถ้าคุณพ่อของเจ้าหายป่วยแม่จะให้เจ้าสี่คนไปแก้บนตามที่แม่บนไว้ และจะให้เจ้าทั้งสี่คนรำละครถวายท่านชุดหนึ่ง ซึ่งใช้เวลารำประมาณ ๑๐ นาที"

สี่สหายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน

"เฮ้" ดร. ดิเรกร้องลั่น "ทำไมคุณอาบนหลวงพ่อท่านแหวกแนวอย่างนี้ล่ะครับ"

"อ้าว ก็เพราะอาต้องการให้คุณอาผู้ชายของแกหายป่วยน่ะซี การบนถ้าจะให้ขลังก็ต้องบนให้ลูกหลานไปรำละครถวายท่าน"

พลหัวเราะก๊าก

"แย่ละครับคุณแม่ แล้วผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ที่วัดโสธรมีคนไปไหว้หลวงพ่อกันตลอดวัน ถ้าเขาเห็นพวกผมสี่คนรำเฉิบๆ อยู่หน้าโบสถ์ เขาจะคิดว่าอย่างไร"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เขาจะคิดว่าอย่างไร เขาก็ต้องคิดว่าเราสี่คนหนีมาจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา"

สองเจ้าคุณหัวเราะลั่น คุณหญิงวาดพยายามกลั้นหัวเราไว้

"เถอะน่า ใครเขาจะหาว่าพวกแกบ้าหรือเมาก็ช่างเขาปะไร คนที่นั่นไม่มีใครเขารู้จักแกหรอก ไปถึงก็ลงจากรถข้างๆ โบสถ์ แล้วรำละครถวายหลวงพ่อ เสร็จแล้วก็เข้าไปในโบสถ์เอาเงินไปทำบุญถวายวัดพันบาท เอาผ้าแพรไปห่มหลวงพ่อ แล้วแกสี่คนก็แบ่งทองกันช่วยปิดทองหลวงพ่อให้ครบพันแผ่น อาจะจัดดอกไม้ธูปเทียนและของที่จะนำไปถวายไว้ให้พร้อม นี่ก็ให้แม่นันไปซื้อแพรห่มองค์หลวงพ่อและทองคำสำหรับปิดท่านแล้ว พวกแกสี่คนต้องทำงานที่อามอบหมายนี้ให้ พรุ่งนี้เช้ากินข้าวกินปลาแล้วก็พากันไป ต้องรีบแก้บนท่านเสีย เมื่อคืนอาฝันว่าช่างไล่ เขาว่าบนไว้ไม่ได้แก้มักจะฝันเห็นช้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"อาจะไปกับพวกแกด้วย นานแล้วไม่ได้ไปไหว้หลวงพ่อ"

สี่สหายมองดูหน้ากัน แล้วทำหน้าผะอืดผะอมไปตามกัน พลกล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงหัวเราะ

"เรื่องละครที่จะแก้บนหลวงพ่อ ไปจ้างเขารำถวายไม่ได้หรือครับ ที่วัดโสธรพวกละครชาตรีเขาแต่ตัวไว้พร้อม จ้างเขาสัก ๑๐ บาทเขาก็รำถวายท่านเอง"

"ไม่ได้ๆๆ " คุณหญิงวาดพูดหน้าตาขึงขัง แม่ไม่ได้บนถวายละครพวกนั้น แม่บนว่าถ้าคุณพ่อแกหายป่วย แม่จะให้แกสี่คนไปรำถวายท่าน"

ดร. ดิเรกทำคอย่น

"แย่ละครับคุณอา ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนายแพทย์ชั้นเยี่ยมมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ในวงสังคมใครก็ยกย่องให้เกียรติผม ถ้าผมไปรำเฉิบๆ หน้าโบสถ์หลวงพ่อ บังเอิญมีใครรู้จักแลเห็นผมเข้าผมจะทำอย่างไร"

คุณหญิงวาดชักฉิว

"แกอย่าคิดมากไปหน่อยเลยวะ คนที่แปดริ้วไม่มีใครเขารู้จักพวกแกหรอก แล้วก็รำในราว ๑๐ นาทีเท่านั้น จ้างพวกพิณพาทย์ที่นั่นให้เขาบรรเลง การแต่งตัวก็ธรรมดา ไม่ต้องแต่งเครื่องอย่างละครชาตรี ชวยอาสักครั้งไม่ได้หรือ"

ถูกพ้อเช่นนี้นายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มแป้น

"ออไร๋ ออไร๋ ตกลงครับ เมื่อถึงคราวจำเป็นคนเราก็หน้าด้านได้เหมือนกัน" แล้วเขาก็หันมาพยักหน้ากับนายจอมทะเล้น "หรือไงอ้ายกร"

นิกรอมยิ้ม

"สำหรับกันไม่มีปัญหาอะไร และไม่รู้สึกยากลำบากอะไรในการที่กันจะรำถวายหลวงพ่อ อาศัยกันหน้าด้านจนเคยชินเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"เอาโว้ย สนุกดีเหมือนกัน" พูดจบเขาก็มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาต้องรำด้วยนะครับ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือก

"ข้าไม่เกี่ยว" ท่านพูดยิ้มๆ "คุณหญิงท่านไม่ได้บนหลวงพ่อให้อารำด้วยนี่หว่า คนแก่พุงพลุ้ยอย่างข้า ถึงรำหลวงพ่อท่านก็ไม่อยากดู"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เป็นอันว่าสี่สหายตกลงรับจะไปแก้บนให้คุณหญิงวาดตามความประสงค์ เมื่อพลรับปากกับท่านเป็นมั่นเหมาะคุณหญิงวาดก็ดีใจและโล่งใจ

"แม่เลี้ยงพวกแก ก็เท่ากับเลี้ยงล่วงหน้า ก่อนที่จะไปทำธุระให้แม่ บอกก่อนนะเหลวไม่ได้ เอาเถอะแม่จะให้เงินไปเที่ยวกันสองพัน กลับจากแปดริ้วจะเลยไปบางแสนหรือแวะเที่ยวบางปูกันก็ตามใจ"

"ครับ ขอบคุณครับ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางโมงเช้า" แล้วพลก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แกต้องไปด้วยอ้ายแห้ว ฉันจะให้แกขับรถ ประเดี๋ยวไปเตรียมคาดิลแล็คไว้ ตรวจน้ำมันเครื่องน้ำมันเบรคน้ำกลั่นให้เรียบร้อย หรือจะเอาไปให้อู่เขาอัดฉีดล้างเสียก่อนก็ดีเหมือนกัน"

"รับประทานไม่ต้องหรอกครับ เพิ่งอัดฉีดเมื่อวันอังคารนี่เอง กลับมาค่อยรับประทานอัดฉีดดีกว่าครับ"

"เออ ตามใจแก แต่ถ้ารถเสียตามทางจะถูกเตะ"

คุณหญิงวาดชวนเจ้าคุณทั้งสองกลับขึ้นไปบนตึก ปล่อยให้สี่สหายสนุกสนานกัน ดื่มเหล้าและสนทนากัน นิกรยังติดใจในเรื่องแปดริ้ว เขายืนยันว่าแปดริ้วเป็นตำบลเล็กๆ อยู่ในอำเภอสะเดาจังหวัดสงขลา

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

คาดิลแล็คเก๋งคันงามของอาเสี่ยกิมหงวน ได้พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงฉะเชิงเทราในเวลาประมาณ ๙.๓๐ น. ขณะที่รถผ่านหลังสถานีฉะเชิงเทรา นิกรได้ชะโงกหน้าไปข้างหน้ารถ แล้วกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"เฮ้ย-แวะกินอะไรกันที่ร้านหลังสถานีก่อนเถอะวะ"

"ไม่ต้องแวะ" พลดุเจ้าแห้ว "ก่อนจะออกจากบ้านก็กินไข่ดาวหมูแฮมกาแฟกันมาแล้ว มาถึงคลองด่านก็กินอีก แกจะกินไปถึงไหนวะอ้ายกร ประเดี๋ยวก็ถึงวัดแล้ว"

นิกรหันมาค้อนปะหลับปะเหลือก ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกล้วยหอมออกมาผลหนึ่ง ปอกเปลือกออกยกขึ้นใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ แปดริ้วหรือฉะเชิงเทราไม่มีอะไรใหม่ หรือแปลกตาสำหรับสี่สหายของเราเลย เพราะเคยมาเที่ยวกันบ่อยๆ นั่นเอง ความเปลี่ยนแปลงของฉะเชิงเทราที่มีหน้ามีตา ก็เห็นจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ท่าข้าม นอกนั้นฉะเชิงเทราก็ยังมีสภาพเหมือนแต่ก่อน อากาศร้อนอบอ้าวแดดยิบๆ แทบจะมองเห็นเป็นตัว แต่คาดิลแล็คเก๋งมีเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นอันทันสมัย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจึงนั่งอยู่ในรถอย่างสุขสบาย กระจกที่หมุนขึ้นทั้งสี่ด้านก็เป็นกระจกสีฟ้าอ่อนเย็นตา ราคาของรถคันนี้คนจนหาเงินตั้งแต่เกิดจนตายสะสมไว้โดยไม่ใช้แม้แต่สตางต์เดียวก็ยังซื้อไม่ได้

เลยสถานีไปเพียงครู่เดียวก็ถึงทางแยกไปวัดโสธร ซึ่งเป็นทางลัดไม่ต้องอ้อมเข้าไปในตัวจังหวัด เจ้าแห้วบังคับรถเลี้ยวขวามือผ่านทุ่งนาตรงไปตามถนนฝุ่นสีแดง พอใกล้จะถึงวัด ดร. ดิเรกก็เริ่มกลุ้มใจมีท่าทางกระสับกระส่าย เขายกมือขวาวางบนบ่าพลและทอดสายตามองดูโบสถ์วัดโสธรเบื้องหน้าของเขา

"พลโว้ย รายการรำถวายหลวงพ่อเราตัดออกได้ไหม บอกหลวงพ่อท่านว่าเราอายผู้คนเขาเราขอจ้างละครชาตรีอาชีพที่หน้าโบสถ์ให้เขารำแทน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งคู่อยู่กับเจ้าแห้วหันมามองดูเขยใหญ่ของท่าน แล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นการเป็นงานว่า

"ไม่ได้นะดิเรก คุณหญิงสั่งกำชับพ่อให้ควบคุมพวกแกรำถวายหลวงพ่อ อย่าขัดศรัทธาคุณหญิงท่านเลยวะ ตามปรกติพวกแกก็ไม่ใช่คนหน้าบางอะไรนัก"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ว้า-ฝรั่งขายหน้าเขาแย่ คุณพ่อดูซีครับ ทั้งรถประจำทางและรถสามล้อ วิ่งตามกันไปเป็นแถวราวกับว่าที่วัดกำลังมีงานปิดทองไหว้หลวงพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"นั่นนะซีพ่อกำลังนึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ตามธรรมดาถึงแม้จะเป็นวันอาทิตย์ ก็ไม่มีคนมามนัสการหลวงพ่อมากมายเช่นนี้ หรือทางวัดจะจัดงานอะไรเป็นพิเศษกระมัง"

พลหน้าเสีย หันมามองดู ดร. ดิเรกแล้วยิ้มแห้งๆ

"แต่คุณแม่ก็ให้รางวัลพวกเราถึงสองพันบาท ยอมอายเถอะวะหมอ รำกันส่งเดชเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"คนเขาจะหาว่าพวกเราไม่สบายน่ะซี"

พลฝืนหัวเราะ

"ช่างมันเถอะวะ ถ้าเราไม่ยอมรำคุณอาก็คงไปฟ้องคุณแม่ และเรื่องมันต้องถึงบ้านแตกสาแหรกขาด แกรู้นิสัยคุณแม่ดีแล้ว"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงสีเทาของเขา หยิบขวดวิสกี้ขนาดเล็กออกมาชูอวด ดร. ดิเรก แล้วกล่าวว่า

"ดื่มอ้ายนี่เสียคนละนิด แล้วเราก็จะหน้าด้านเอง"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"ออไร๋ ออไร๋"

อาเสี่ยเปิดจุกตราขาวออก แล้วยกขึ้นดื่มอั้กๆ ส่งขวดให้พล ต่อจากนั้นสี่สหายก็แบ่งกันดื่มวิสกี้เพียวๆ จนหมดขวด คือดื่มวนเวียนไปมา นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบห่อกุ้งแห้งออกมาแบ่งกับเพื่อนๆ เขาบอกว่าเขารู้ว่าอย่างไนเสีย เสี่ยหงวนก็ต้องมีเหล้าซุกซ่อนมา เขาจึงแอบขโมยกุ้งที่โรงครัวที่บ้านห่อมาด้วย สำหรับเป็นแกล้มกินกับเหล้า

พอคาดิลแล็คเก๋งเข้าเขตวัดโสธร วิสกี้ก็หมดขวด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อแลเห็นผู้คนในวัดมากมายนับพัน ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ส่วนมากไปยืนออกันอยู่ริมแม่น้ำ รถโดยสาร รถประจำทาง รถสามล้อ สองล้อจอดอยู่เรียงรายเต็มวัด แต่ในโบสถ์และบริเวณหน้าโบสถ์ไม่ใคร่มีคนเท่าใดนัก ผู้คนหลั่งไหลไปชุมนุมกันริมแม่น้ำคล้ายกับ จะดูการแข่งขันเรือ หรืองานทางน้ำอะไรสักอย่างหนึ่ง

เจ้าแห้วนำคาดิลแล็คเก๋งไปจอดทางด้านซ้ายของโบสถ์หลวงพ่อ คือด้านขวามือเมื่อเข้าไป แต่เกือบจะหาที่จอดไม่ได้ ทุกคนพากันลงมาจากรถ อำนาจแอลกอฮอล์ทำให้ ดร. ดิเรกคึกคักเข้มแข็งผิดปรกติ เขาเอื้อมมือตบหลังพล แล้วถามว่า

"รำหรือยังล่ะ กันอยากรำเต็มทนแล้ว"

พลมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างขบขัน ใบหน้าของดิเรกแดงกล่ำ

"อดใจสักประเดี๋ยวหมอ ได้รำแน่ เข้าไปไหว้หลวงพ่อก่อน เราต้องเอาเงินพันบาทไปทำบุญถวายวัด เอาผ้าไปห่มหลวงพ่อ เอาดอกไม้ธูปเทียนไปถวายท่าน แล้วก็ช่วยกันปิดทองให้หมดพันแผ่น

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"รำเสียก่อนไม่ดีเรอะ"

"ประเดี๋ยวโว้ย" พลตวาดแว๊ด "ทีแรกก็บ่นว่าขายหน้าเขา พอยัดเหล้าเข้าไปหน่อยเกิดหน้าด้านขึ้นมาแล้ว"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"เหล้ามันมีประโยชน์อย่างนี้แหละเพื่อน เหล้าสามารถทำให้คนหน้าบางกลายเป็นคนหน้าหนา ทำให้คนที่พูดน้อยกลายเป็นคนพูดมากอย่างน้ำไหลไฟดับ คนที่สงบเสงี่ยมไม่สู้ใคร กินเหล้าเข้าไปกลายเป็นนักบู๊ กลายเป็นขุนขวาน ขุนมีด หรือขุนไม้ตีพริกแล้วแต่จะคว้าอะไรได้เป็นอาวุธ"

เจ้าแห้วก้มตังเข้าไปในรถ ยกถาดไม้ใบหนึ่งออกมา ในถาดมีดอกไม้ธูปเทียนจัดไว้เป็นชุดๆ มีทองคำเปลวหนึ่งมัดผูกด้ายเส้นเล็กๆ มีผ้าแพรสีเหลืองพับไว้เรียบร้อยหนึ่งผืน และมีซองสีขาวหนึ่งซองในซองบรรจุเงินพันบาท ซึ่งคุณหญิงวาดจัดมาให้เรียบร้อย

หญิงชราอายุในวัย ๗๐ ปีคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ คณะพรรคสี่สหายในท่าทางพินอบพิเทาเกรงกลัวในบุญวาสนา พอสบตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หญิงชราก็กระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีเจ้าค่ะ ท่านจะกรุณาซื้อทองบ้างไหมเจ้าคะ"

เจ้าคุณยิ้มให้

"เสียใจเหลือเกินพี่สาว เราเตรียมทองของเรามาจากกรุงเทพฯ เสียแล้ว อ้า-ที่ริมแม่น้ำเขามีงานอะไรกันจ๊ะ ผู้คนถึงได้เบียดเสียดเยียดยัดกันอย่างนั้น"

หญิงชราเจ้าของร้านขายทองและดอกไม้ธูปเทียน มองไปทางฝั่งแม่น้ำทางซ้ายมือแล้วเรียนให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบ

"ไม่ได้มีงานอะไรหรอกเจ้าค่ะ เขาคอยดูตะเข้กันเจ้าค่ะ"

"ตะเข้" เสี่ยหงวนอุทานขึ้นดังๆ "มีตะเข้มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่หน้าวัดนี่หรือครับคุณป้า"

"เจ้าค่ะ ผู้คนหลั่งไหลกันมาทั่วแปดริ้วหลายวันแล้วเจ้าค่ะ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ รถยนต์รถสามล้อร่ำรวยไปตามกัน แต่ทองและดอกไม้ธูปเทียนขายไม่ใคร่ได้ คนส่วนมากมาดูตะเข้มากกว่ามาไหว้หลวงพ่อ"

เสียงแจ๋วๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งร้องตะโกนเรียกหญิงชราผู้นั้น

"ยาย ยายจ๋ามีคนมาซื้อทองที่ร้าน"

หญิงชราสิ้นสุดความสนใจ กับคณะพรรคสี่สหายทันที รีบกลับไปยังร้านของแกซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับประตูวัด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหาย

"เข้าไปในโบสถ์เถอะโว้ย"

นิกรว่า "ไปดูตะเข้เสียก่อนไม่ดีหรือครับ"

"ปู้โธ่" ท่าเจ้าคุณเอ็ดตะโร "แกไม่เคยเห็นตะเข้หรือวะ ที่สระวัดสามปลื้มก็มี ที่เขาดินก็มีไม่เห็นจะแปลกอะไร ตะเข้มันเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง ไปๆๆ เข้าไปในโบสถ์ อยากดูประเดี๋ยวเสร็จแล้วค่อยไปดู"

ครั้นแล้วท่านเจ้าคุณก็เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วตรงมาทางประตูหน้าโบสถ์ ผู้หญิงในวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหยุดยืนขวางหน้า แล้วกล่าวถามทันที

"หาละครไหมคะ"

นิกรยิ้มให้ตั้วโผละครแก้สินบน

"ไม่ต้องหรอก พวกฉันจะรำถวายหลวงพ่อเอง"

แม่คนนั้นทำหน้าตื่นๆ แต่เข้าใจว่านิกรพูดเล่นมากกว่า คณะพรรคสี่สหายพากันเข้าไปในโบสถ์หลวงพ่อ ทุกคนต่างรู้สึกร่มเย็นอย่างประหลาด กลิ่นดอกไม้ กลิ่นธูปและควันเทียนหอมตระหลบอบอวล พุทธบริษัททั้งหญิงชายในวัยต่างๆ ไม่ต่ำกว่า ๕๐ คนกำลังนมัสการหลวงพ่อ ด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา บ้างก็กำลังปิดทอง บ้างก็เขย่าติ้วเสี่ยงเซียมซีหรือขอเลขท้ายประจำงวด บางคนก็ยืนอยู่ที่โต๊ะรับเงินบริจาค ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้รับเงินบำรุงวัด องค์หลวงพ่อโสธรแลตระหง่านเหลืองอร่าม ด้วยทองคำทั้งองค์จริงและองค์จำลองซึ่งประดิษฐานอยู่ข้างหลัง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถอดรองเท้าไว้ที่ประตูโบสถ์ แล้วพากันเดินเข้ามา พลหยิบซองบรรจุเงินพันบาทออกมาจากถาดที่เจ้าแห้วถืออยู่ เขาเดินไปที่โต๊ะรับเงินบริจาคบำรุงวัด มอบเงินให้พระภิกษุสงฆ์ ในนามของคุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์ เป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท ทางวัดได้ออกใบเสร็จแสดงรายนามและจำนวนเงินผู้บริจาคเป็นหลักฐานนอก จากนี้ ยังแจกของชำรวยอีกหลายอย่าง หลวงพ่อจำลองขนาดเล็กลงยาสีสวยงามหลายองค์ พระภิกษุผู้รับเงินบริจาคตื่นเต้นสนใจมาก ที่พล บริจาค เงินในนามคุณแม่ของเขาถึงพันบาท เพราะนานๆ ถึงจะมีผู้บริจาคเงินจำนวนพันเช่นนี้

พลเดินเข้าไปหาพรรคพวกของเขา ซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้นกลางโบสถ์ ต่างคนต่างจุดธูปเทียนนมัสการหลวงพ่อ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อธิษฐานนานกว่าเพื่อน กราบไหว้วิงวอนพระขอให้ท่านเกิดชาติหน้ามีผมเต็มศีรษะเหมือนกับคนทั้งหลาย และให้มั่งมีศรีสุขเงินทองไหลมาเทมาเหมือนชาตินี้

แล้วทุกคนก็นำดอกไม้ธูปเทียนไปปักไว้ยังที่ที่ทางวัดจัดไว้ไห้ ส่วนดอกไม้คงกองไว้พะเนินเทินทึก ต่อจากนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ชวยสี่สหายกับเจ้าแห้วลุกขึ้นเดินไปที่องค์พระประธาน คือหลวงพ่อโสธรซึ่งนั่งขัดสมาธิสง่างามอยู่กลางโบสถ์ พลกับนิกรต่างปีนป่ายขึ้นไปบนฐานองค์พระ ช่วยกันห่มผ้าแพรสีเหลืองให้หลวงพ่อ จนสำเร็จเรียบร้อยแล้วก็ลงมา ต่างคนต่างช่วยกันปิดทอง ใช้เวลาปิดอยู่นานกว่าจะหมดพันแผ่น

อีกครั้งหนึ่งที่ทุกคนก้มลงกราบหลวงพ่อ แสดงความสักการะเคารพอย่างสูงแล้วลุกขึ้นเดินมาทางโต๊ะรับเงินบริจาค เสี่ยหงวนกล่าวกับเพื่อนๆ ของเขาว่า

"เรามาถึงหลวงพ่อแล้ว ควรจะถือโอกาสทำบุญบำรุงวัด พุทธศาสนาจะยั่งยืนอยู่ได้ก็ด้วยพุทธบริษัททั้งหลายช่วยกันบำรุง"

นิกรยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ

"สาธุ-ศาสนาย่อมค้ำจุนโลก วันนี้จิตใจกันผ่องแผ้วแจ่มใสมาก ขอทำบุญสัก ๕ บาทเถอะวะ"

ทุกคนต่างมองดูนายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว

"ห้าบาท" เสี่ยหงวนตะโกนลั่นโบสถ์จนกระทั่งใครต่อใครหันมาดูเขา "นายนิกร นักธุรกิจผู้มั่งคั่งมีเงินในธนาคารหลายล้าน ทำบุญเพียง ๕ บาท "

นิกรอมยิ้ม

"พูดยังไม่ทันจบเสือกขัดคอเสียแล้ว ๕ บาทน่ะใส่ตู้สำหรับซื้อน้ำมันเติมตะเกียงให้หลวงพ่อ ส่วนที่กันจะบำรุงวัดน่ะพันบาท"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหัวเราะ

"นึกว่าบำรุงวัด ๕ บาทก็เลิกคบกันได้" แล้วเขาก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา "บริจาคเงินบำรุงวัดคนละพันบาทเท่าๆ กันโว้ย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงละห้อยน่าสงสาร

"รับประทานกรุณาตัดผมออกเสียคนนะครับ รับประทานเงินเดือน ๓๐๐ เท่านั้น ถ้าผมบำรุงวัดพันบาทก็เห็นจะศรัทธาแก่กล้าเกินไป แทนที่จะได้บุญกลับเป็นบาป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"สำหรับแกแล้วแต่แก"

พระภิกษุผู้รับเงินบำรุงวัด มองดุคณะพรรคสี่สหายด้วยความตื่นเต้น พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมาให้พระภิกษุองค์นั้นคนละพันบาท เจ้าแห้วร้อยบาท หลวงพี่รีบเขียนใบเสร็จรับเงินให้ทันที เขียนรายชื่อและจำนวนเงินลงไปในใบรับเงินด้วย

ในราว ๑๐ นาทีสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ได้รับใบเสร็จรับเงินโดยเรียบร้อย พระภิกษุเจ้าหน้าที่รับเงิน กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างยิ้มแย้ม

"ขอเชิญเลือกของชำร่วยบนโต๊ะนี้เอาไปเถิดคุณ จะหยิบไปคนละกี่ชิ้นก็ได้ มีด้ายผูกข้อมือ เหรียญและเข็มหลวงพ่อ อาตมาภาพคิดว่าถ้าบรรดาเศรษฐีพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า เหมือนพวกคุณเช่นนี้แล้ว ศาสนาของเราก็คงจะเจริญรุ่งเรืองกว่านี้อีกมาก"

สี่สหายยิ้มแป้นไปตามกัน ต่างเลือกเหรียญหลวงพ่อไว้เป็นที่ระลึกเพียงคนละองค์เท่านั้น ต่อจากนั้นก็พากันออกไปจากโบสถ์ บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายต่างพากันมองดูเศรษฐีชาวบางกอกอย่างชื่นชม

เจ้าทิดร่างใหญ่พันธ์ลูกทุ่งคนหนึ่งกล่าวขึ้นดังๆ

"โอ้โฮ รวยฉิบหายเลยฮิ พกใบละแบ๊งค์สีแดงแจ๋กันคนละปึกสองปึกเหมือนกับพิมพ์ได้เอง ชาติก่อนเข่าทำบุญไว้อย่างไรหนอ อย่างกูยังงี้ร้อยวันพันปีถึงจะเจอใบแดงๆ สักใบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสี่สหายกับเจ้าแห้วออกมานอกโบสถ์ ทุกคนก้มลงสวมรองเท้าเรียบร้อย แล้วก็เริ่มต้นแจกเงินขอทาน คนละบาทสองบาทตามอัธยาศัย อาเสี่ยไม่มีธนบัตรใบละบาทจึงแจกขอทานคนละ ๑๐ บาทที่มีอยู่ไม่กี่ใบก็หมด

ชายชราคนหนึ่งชูกาละมังใบเล็กๆ ยื่นเข้ามาที่ขากิมหงวน

"เจ้าประคู้น ทำทานคนแก่คนเฒ่าเถอะคะร๊าบ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"เสียใจเหลือเกินลุง เงินย่อยหมดแล้วมีแต่ใบละร้อย"

"ไม่เป็นไรครับผมมีทอน" ขอทานชายชราพูดหน้าตาย

เสี่ยหงวนพยักหน้าล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับออกมา ส่งให้ชายชราแล้วกล่าวว่า

"เอ้า-ฉันให้ลุง ๑๐ บาท"

ชายชราล้วงกระเป๋า เสื้อเชิ้ทหยิบธนบัตรราคาต่างๆ ออกมาปึกหนึ่ง นับส่งให้กิมหงวนรวม ๙๐ บาท

"นี่ครับ ขอให้ท่านเป็นเจ้าคนนายคนเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีเงินทองไหลมาเทมา อายุมั่นขวัญยืน ความเจ็บอย่ารู้ได้ความไข้อย่ารู้มี นึกเงินได้เงินนึกทองได้ทอง มีสมรรถภาพเข้มเแข็งมีเมียเด็กๆ ได้จนกระทั่งท่านอายุได้ร้อยปีนะคร๊าบ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก แล้วเขาก็แจกเงินขอทานต่อไปจนเงินหมดมือ คณะพรรคสี่สหายลงมาจากโบสถ์ ก็ตรงไปที่ศาลาเล็กๆ หลังหนึ่งทางด้านซ้ายของโบสถ์ ที่นั่นเป็นที่สำหรับพวกพิณพาทย์ ของคณะละครชาตรีซึ่งมีอยู่เพียงสามสี่คน ส่วนตัวละครผัดหน้าขาวว่อก บางคนก็ผัดเสียจนเขียว แต่งเครื่องละครชาตรีไว้พร้อม นั่งอยู่ในศาลานั้น เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสี่สหายกับเจ้าแห้วมาหยุดยืนที่ศาลา นางละครคนหนึ่งก็รีบลุกขึ้นและกล่าวถามทันที

"ท่านต้องการหาละครรำถวายหลวงพ่อหรือคะ ต้องไปติดต่อในโบสถ์ก่อนค่ะ"

นิกรโบกมือ

"เปล่าๆ น้องสาว เราต้องการจ้างพิณพาทย์บรรเลงสัก ๑๐ นาทีเท่านั้น เราสี่คนจะรำถวายหลวงพ่อเอง จะคิดค่าป่วยการเท่าไร"

นางละครทำหน้าตื่นไปตามกัน

"ท่านจะรำเองหรือคะ ตายแล้ว รำเป็นหรือคะ"

"ปู้โธ่" เสี่ยหงวนร้องเอ็ดตะโร "จะยากอะไรเล่ารำส่งเดช เพียงแต่ให้หลวงพ่อท่านเห็นเท่านั้น ท่าอีแร้งกระพือปีก ท่าควักกะปิ หรือท่ารำส่งเดชได้ทั้งนั้น"

นางละครหันไปปรึกษากับคนตีระนาดเอก สักครู่ก็เปลี่ยนสายตามาที่สี่สหาย

"คิด ๑๐ บาทเท่านั้นแหละค่ะ"

นิกรล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทหยิบเงินออกมา ๑๐ บาทส่งให้นางละครชาวพื้นเมือง ซึ่งมีท่าทางบอกว่าเป็นหัวหน้าละครชาตรีวงนี้

"น้องสาวบอกให้เขาเริ่มบรรเลงได้แล้ว ขอให้ทำเพลงช้าๆ หน่อย เอาพญาเดินหรือกราวนอกก็ได้"

ครั้นแล้ว สี่สหายก็ยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวเว้นระยะ ห่างกันประมาณหนึ่งศอก แอลกอฮอล์ยังไม่หมดฤทธิ์ทุกคนจึงสนุกสนานหัวเราะคิกคักไปตามกัน พิณพาทย์เริ่มบรรเลงกราวนอกทันที พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกยกมือรำป้อ ท่าทางกระโดกกระเดก เว้นแต่นิกรคนเดียวที่เข้าทีกว่าเพื่อน ใครต่อใครต่างวิ่งเข้ามาดูละครรำบรรดาศักดิ์ในระยะใกล้ชิด แล้ววิพากย์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด พวกละครแก้บนต่างนั่งหัวเราะงอไปงอมาไปตามกัน พวกพิณพาทย์บรรเลงพลางหัวเราะพลาง ดร. ดิเรกรำแย่กว่าเพื่อน รำไปรำมามักจะเพี้ยนเป็นลีลาศหรือรำวง

ชายชราชาวพื้นเมืองคนหนึ่ง ยกมือป้องหน้าผากมองดูสี่สหายของเราอย่างเศร้าใจ แล้วกล่าวกับพรรคพวกของแกซึ่งยืนอยู่ข้างๆ

"อนิจจังทุกขังเอ๊ย นี่แหละนะเขาว่าคนเรามักหนีกรรมไปไม่พ้น แต่งเนื้อแต่งตัวก็ทันสมัย หน้าตาก็ล้วนแต่เป็นผู้ดีไม่น่าจะเสียจริตเลย หมู่นี้อากาศมันก็ร้อนเสียจริงๆ แต่บ้ารำละครอย่างนี้เห็นจะไม่เป็นภัยแก่ใครหรอก"

สาวลูกทุ่งคนหนึ่งร้องตะโกนเรียกพรรคพวกของหล่อนด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย-อีเมี้ยน อีขำโว้ย มาดูคนบ้ารำละครโว้ย"

สี่สหายต่างยิ้มเหยเกไปตามกัน ผู้ที่อยู่ในโบสถ์ต่างพากันวิ่งออกมานอกโบสถ์ และโจษจันกันอย่างตระหนกตกใจว่าเขาได้ยินเสียงหลวงพ่อหัวเราะ แม้กระทั่งพระภิกษุและทายกหลายคน ก็โกยอ้าวออกมาจากโบสถ์ด้วยความกลัวในอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อ หลายต่อหลายคนต่างได้ยินหลวงพ่อหัวเราะเสียงกังวานลั่นโบสถ์

พอครบ ๑๐ นาทีเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินหัวเราะเข้ามาหาสี่สหาย

"พอโว้ย ๑๐ นาทีแล้ว"

การรำละครถวายหลวงพ่อสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ อาเสี่ยมองดูประชาชนที่ห้อมล้อมเขากับเพื่อนๆ อย่างเดือดดาล

"อย่าเข้าใจผิดพรรคพวก พวกเราไม่ได้บ้าหรอก บนหลวงพ่อไว้ว่าจะรำละครถวายท่าน ก็ต้องมาแก้บน แล้วกัน เห็นคนดีๆ เป็นบ้าไปเสียแล้วไหมล่ะ"

ผู้ที่ยืนห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหายเกือบร้อยคนต่างพูดกันพึมพำ บางคนก็เชื่อว่าสี่สหายรำแก้บนหลวงพ่อ แต่ส่วนมากเข้าใจว่าสี่สหายของเราไม่สบาย เนื่องจากความร้อนอบอ้าวของอากาศ อย่างไรก็ตามเมื่อคณะพรรคสี่สหายไม่ได้แสดงกิริยาท่าทางที่ผิดปรกติอีก ผู้ที่รุมล้อมอยู่ก็ค่อยๆ แยกกันไป ดร. ดิเรกถอนหายใจโล่งอก

"สิ้นเวรสิ้นกรรมกันเสียที" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงหนักๆ "ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยหน้าด้านเหมือนวันนี้เลย"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แต่ว่าศรัทธาอันแก่กล้าของเรานี่เอง หลวงพ่อท่านคงจะดลบรรดาลให้พวกเราได้ประสบโชคดีแน่นอน"

ทันใดนั้นเองที่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงหน้าวัดโสธร มีเสียงโห่ร้องเสียงกู่ตะโกน และเสียงเอะอะเฮฮาดังลั่นไปหมด ประชาชนที่ยืนดูอยู่ริมเขื่อนต่างเบียดเสียดเยียดยัดกัน พวกร้านขายทองร้านขายอาหารต่างทิ้งร้านพากันวิ่งไปที่แม่น้ำ มองดูสับสนอลหม่าน

"ตะเข้ขึ้นแล้วโว้ย ตะเข้ขึ้นแล้วโว้ย"

นิกรสนใจในเรื่องจระเข้มาก เขากล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาทันที

"ไปดูตะเข้หน่อยเถอะวะพวกเรา ตัวมันคงใหญ่มากผู้คนถึงแตกตื่นหลั่งไหลกันมาดูราวกับมีงานวัด"

พลว่า "ไปเที่ยวบางแสนกันดีกว่า ไปกินข้าวกลางวันที่เมืองชล ตะเข้น่ะอยากดูไปดูที่เขาดินเมื่อไรก็ได้"

นายจอมทะเล้นยิ้มให้พล

"น่า ไปดูหน่อยเถอะวะ นอกจากจะได้ดูตะเข้แล้วยังได้ดูสาวๆ ชาวแปดริ้วอีก ดูซีวะ นุ่งแสดห่มเขียว นุ่งแดงห่มเหลืองมองดูลานตาไปหมด แต่ละคนแข็งแรงกว่าสาวๆ ชาวกรุงเทพฯ ทำงานอยู่กลางทุ่งทั้งวันยังไหว เนื้อตัวแข็งเป๊กไปหมดทุกส่วน หน้าแข้งยังกะแบ็คฟุตบอลรับรองว่าอย่างเราแม่เตะเบาะๆ คอขาดเลย"

ครั้นแล้วสี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินผ่านหน้าโบสถ์ตรงไปยังเขื่อนริมแม่น้ำ ประชาชนหลายร้อยคนส่งเสียงเอะอะเฮฮาตลอดเวลา ต่างชี้มือร้องบอกกันเสียงลั่นไปหมด

คณะพรรคสี่สหายเบียดเสียดเข้ามายืนริมเขื่อนปะปนกับพวกชาวพื้นเมือง ทุกคนแลเห็นจระเข้ยักษ์ตัวหนึ่งลอยกระเพื่อมอยู่ในแม่น้ำ ห่างจากเขื่อนราว ๒๐ เมตร มันเป็นจระเข้ที่ใหญ่โตอย่างไม่น่าจะเป็นได้ ส่วนใหญ่ของลำตัวมันเกือบหนึ่งเมตร และยาวประมาณจากปลายจมูกจดปลายหางในราว ๖ เมตร สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน

"มายก็อด" ดร. ดิเรกคราง "นี่มันชาละวันนี่หว่า ตะเข้ธรรมดาตัวมันยาวอย่างมากก็ในราว ๓ เมตรเท่านั้น"

"ไอ๊ย่า" อาเสี่ยคราง "ตะเข้ทะเลหลุดเข้ามากระมังโว้ย"

ชายชราคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เสี่ยหงวนกล่าวกับอาเสี่ยทันที

"ไม่ใช่ตะเข้ทะเลหรอกครับคุณ มันเป็นตะเข้น้ำจืดครับ แต่มันจะมาจากไหนไม่มีใครทราบ รู้แต่ว่ามันมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ตั้งแต่ขึ้น ๑๐ ค่ำ ห้าหกวันมาแล้วครับ เอาคนไปกินเสียเกือบ ๒๐ คน"

"ฮ้า" อาเสี่ยร้องลั่น "กินคนตั้งเกือบ ๒๐ คนเชียวรึลุง"

"ครับ ที่ท่าเรือเมล์ผู้หญิงลงไปอาบน้ำถูกมันคาบเอาไปกินเป็นรายแรกในตอนเช้า พอตกสายปีนขึ้นไปบนเรือปลาพวกบางปะกง คาบเอาเจ้าของเรือไปกิน มิหนำซ้ำยังล่มเรือเสียอีก ตอนกลางคืนขึ้นมาอาละวาดบนบกตอนดึก คาบเอาแขกยามเฝ้าตึกแถวหน้าโรงหนังเอาไป ตำรวจกองตรวจสามคนแลเห็นเข้าไล่ยิงมันครับ แต่มันกระโจนหนีลงน้ำไปได้ วันต่อมาล่มเรือยายแก่ข้างสะพานข้ามแม่น้ำ แล้วคาบยากแก่ไปกิน ตอนเย็นขึ้นไปบนฝั่งตรงข้าม ผู้คนวิ่งหนีอลหม่าน ผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งหนีขึ้นไปซ่อนบนขื่อ แต่มันก็ยังสามารถคาบเอามากินได้ หลังจากนั้นก็เที่ยวกินใครต่อใครอีก คุณดูซีครับเรือแจวและเรือพายในแม่น้ำไม่มีเลยแม้แต่ลำเดียว มีแต่เรือยนต์และเรือไฟเท่านั้น ชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำต่างเกรงกลัวมันจนไม่เป็นอันทำมาหากิน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนิ่งฟังชายชราอธิบายเรื่องอภินิหาริย์ของจระเข้ยักษ์ตัวนี้ด้วยความตื่นเต้นสนใจ ขณะนี้จระเข้ยักษ์ว่ายรี่เข้ามาหาเขื่อนริมน้ำ แล้วดำหายลงไป สักครู่ก็แลเห็นส่วนหางของมันโผล่ขึ้นมาฟาดน้ำโผงผาง คนดูแตกฮือถอยหลังออกมาให้ห่างเขื่อน เด็กเล็กๆ ร้องไห้กันกระจองอแง นักดูจระเข้ทั้งสนุกทั้งกลัวภัย

พลกล่าวถามชายชราผู้รู้เรื่องจระเข้ยักษ์ตัวนี้ดี

"ทางฝ่ายบ้านเมืองเขาไม่คิดปราบมันหรือลุง"

"อ๋อ คิดซีครับ ตำรวจลงเรือยนต์ไล่ยิงมันตั้งหลายครั้งแต่ปืนยิงมันไม่เข้า พอถูกยิงมันก็จมน้ำหายไปพักหนึ่ง โผล่ขึ้นมาทีไรก็ต้องคาบเอาคนไปกิน ยิ่งกินคนเข้าไปแรงปีศาจมันก็มากขึ้น เขาโจษกันว่าตะเข้ตัวนี้เป็นตะเข้อลัชชี แบบตะเข้เถรกวาดในเรื่องขุนช้างขุนแผนแหละครับ"

"มันเป็นยังไงลุง" นิกรถามอย่างสนใจ

ชายชราสั่นศีรษะ

"อย่าให้ผมเล่าเลยครับ มันจะเป็นการโกหกไป คนอื่นเขาเล่าให้ผมฟังอีกทีเขาอาจจะโกหกผมก็ได้.

นิกรหัวเราะ

"เล่าเถอะลุง พวกเราอยากรู้ อย่างนี้ก็เอาไปแต่งเป็นเรื่องการ์ตูนพิมพ์ขายหลอกเอาสตางค์เด็กๆ ได้ เรื่องมันตื่นเต้นไม่ใช่น้อย ฉันสนใจเรื่องนี้มาก"

ชายชรามองลงไปในแม่น้ำ จระเข้ยักษ์หรือชาละวันว่ายไปกลางแม่น้ำ แล้วเลี้ยวเป็นวงกว้างกลับมา บางทีก็นอนหงายว่ายตีกระเชียงเห็นท้องขาว บางขณะมันก็อ้าปากกว้างร้องคำรามลั่นแม่น้ำ วิธีว่ายน้ำของมันส่วนมากว่ายแบบฟรีสไตล์

"คนเขามาจากกบินทร์เขาเล่าว่าตะเข้ตัวนี้แต่เดิมเป็นพระภิกษุองค์หนึ่งครับ จำพรรษาอยู่ที่วัดเล็กๆ ริมแม่น้ำ ตั้งตัวเป็นอาจารย์อยู่ยงคงกระพัน มีลูกศิษย์ลูกหามาก เจ้าอาวาสได้ตักเตือนให้เลิกกระทำตัวเช่นนั้นเพราะทางพุทธศาสนา ของเราไม่ต้องการอวดอ้างปาฏิหาริย์ อาจารย์องค์นั้นแทนที่จะเชื่อฟังกลับดื้อดึงถือดี แปลงตัวเป็นเสือโคร่งบ้าง เป็นตะเข้บ้าง แล้วประพฤติผิดธรรมวินัยอย่างร้ายแรง ฉันโจ๊กในเวลาวิกาลบ้าง เชือดไก่วัดต้มข่ากินบ้าง ในที่สุดถึงกับเป็นปราชุดกับสีกาคนหนึ่งครับ"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ปาราชุดหรือปราชิกกันแน่ลุง"

ชายชรานิ่งนึก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ปราชิกครับ ผมพูดผิดไป เจ้าอาวาสจับได้ท่านก็จับสึก อาจารย์องค์นั้นอับอายขายหน้าเขา ก็แปลงตัวเป็นตะเข้ขนาดใหญ่กระโดดลงน้ำหายสาบสูญไปหลายเดือน ในที่สุดก็มาโผล่ที่แปดริ้วนี่แหละครับ ผมเชื่อว่าตะเข้ตัวนี้ต้องเป็นตะเข้คนแน่ๆ คือคนแปลงเป็นตะเข้ด้วยเวทมนต์คาถา คิดดูซิครับ ผู้กองตำรวจแกเอาปืนกลยิงไปถูกตั้งหลายนัด ยังไม่ตาย ผู้หมวดคนหนึ่งก็ยืนยันว่าแกยิงถูกมันจังๆ หลายนัด ขณะที่เอาเรือยนต์ลำใหญ่ไล่กวดมันกลางแม่น้ำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สนใจในเรื่องจระเข้ยักษ์ตัวนี้มาก

"แล้วทางบ้านเมืองจะทำอย่างไรต่อไป ปล่อยไว้อย่างนี้มันก็คงจะคาบคนไปกินอีกหลายคน เรือแพก็ไม่กล้าเดินทำให้การคมนาคมทางน้ำที่อาศัยเรือแจวเรือพายขลุกขลักมาก"

"อ๋อ ทางบ้านเมืองเขาเล่นงานมันแน่เชียวครับ โน่นครับ เห็นโรงเล็กๆ ริมน้ำที่หลังคาคาดผ้าแดงนั่นไหมล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"เห็นแล้ว"

"นั่นแหละครับ หมอตะเข้กำลังทำพิธีอยู่ในนั้น หมอตะเข้ชาวแปดริ้วคนนี้เคยปราบตะเข้มามากต่อมากแล้ว นายอำเภอกับผู้ว่าการได้เชิญหมอคนนี้มาปราบมันครับ แกชื่อนายคร้ามมีอายุราว ๖๐ ปีเห็นจะได้"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"๖๐ ปี พอลงไปในน้ำอ้ายเข้ก็คาบเอาไปกินสบายเลย"

"อ้าว อย่าเพิ่งคิดยังงั้นซีครับคุณ หมอคร้ามจะปราบตะเข้ตัวนี้ด้วยอาคมครับ ไม่ได้ใช้กำลังกายปราบมัน เขาพูดกันว่า ๕ โมงเช้าหมอคร้ามจะลงแพเล็กออกไปกลางน้ำ และใช้ฉมวกแทงตะเข้ยักษ์ เหล็กที่ทำฉมวกเป็นเหล็กน้ำพี้ครับ ถูกเข้าตรงไหนอ้ายกุมภีร์มันก็หมดแรง แล้วหมอคร้ามก็จะกระโจนจากแพลงไปในน้ำ ขึ้นขี่หลังมันเอาเชือกมัดปากมัน เอามีดหมอจี้ขาพับมัน บังคับให้มันว่ายเข้ามาหาฝั่ง หมอคร้ามแกประกาศว่าแกจะจับเป็นอ้ายตะเข้ตัวนี้ครับ"

ดร. ดิเรกจุ๊ย์ปากลั่น

"เรื่องนี้ตื่นเต้นมากโว้ย งดไปบางแสนได้พวกเรา เราจะต้องดูความสามารถของหมอตะเข้คนนี้ ดูซิว่าเขาจะจับตะเข้ตัวนี้ได้ไหม"

พลยกมือขวากอดเอวนายแพทย์หนุ่ม

"โชคดีจริงโว้ยหมอ ที่เรามาแปดริ้วพอดีกับที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น กันไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายคร้ามแกจะจับตะเข้ได้"

ชายชรามองดูพล แล้วกล่าวว่า

"ถ้าเขาไม่มีความสามารถเขาจะกล้าลงไปเล่นกับความตายหรือครับคุณ ขณะนี้ก็ไม่ใช่อาคมของหมอคร้ามหรอกหรือครับ ตะเข้ตัวนี้ไปไหนไม่ได้ต้องว่ายวนเวียนอยู่ที่หน้าวัด ถึงดำน้ำก็ต้องรีบโผล่ขึ้นมา ตามธรรมดาผู้คนโห่ร้องเกรียวกราวอย่างนี้ มันก็คงดำน้ำหนีไปไหนๆ แล้ว"

คราวนี้สี่สหายเห็นจริง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวว่า

"ความเก่งกล้าสามารถของหมดตะเข้ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลมีมานานแล้ว คนดีมีวิชาเขามีมีดหมอเล่มเดียว ก็กระโดดน้ำลงไปจับตะเข้ได้"

นิกรว่า "อย่างผมต่อให้ถือง้าวผมก็ไม่สู้มัน ไม่ไหวละครับ สู้กันบนบกยังมีทางบ้าง"

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาด้วยความตื่นเต้นสนใจ

"ไปดูทางโรงพิธีเถอะวะพวกเรา อยากเห็นหน้าหมอคร้ามและอยากเห็นพิธี"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วผ่านคนดูไปทางโรงพิธีนั้น เสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"ไปใส่กุญแจประตูรถเสียก่อน มีบุหรี่อยู่สองกระป๋อง แล้วก็วิทยุประจำรถหลายเงินโว้ย ทำเผลอเรอตะเข้มันจะขึ้นมาคาบเอาไปกิน"

เจ้าแห้วหัวเราะลั่น

"รับประทานผมใส่กุญแจเรียบร้อยแล้วครับ"

"เออ-รอบคอบดีมาก"

ที่โรงพิธีประชาชนเบียดเสียดเยียดยัดกัน นิกรแกล้งร้องขึ้นดังๆ

"หลีกๆ หลีกทางให้ท่านหน่อย"

ชาวพื้นเมืองเข้าใจว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายเป็นข้าราชการคนสำคัญในเมืองนี้ ก็หลีกทางให้โดยดี คณะพรรคสี่สหายจึงเดินเข้ามาหยุดยืนในโรงพิธีนั้น ทุกคนแลเห็นกระทาชายผู้สูงอายุ รูปร่างผอมกระหร่องคนหนึ่ง กำลังขัดสมาธิหลับตาประนมมือ ชายผู้นี้คือ นายคร้ามหรือหมอคร้ามชาวบ้านใหม่ ซึ่งเป็นหมอจระเข้ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมานานแล้ว เบื้องหน้าของนายคร้ามมีโต๊ะตั้งเครื่องบูชา หัวหมูบายศรีพานดอกไม้ธูปเทียน ด้ายสายสิญจ์เส้นเล็กๆ วนรอบโรงพิธีขนาดเล็ก

กิมหงวนอยากดูการจับจระเข้ก็วางท่าทางเป็นคนใหญ่คนโต กล่าวถามหมอจระเข้ทันที

"ว่าไงนายคร้าม ลงมือได้หรือยัง ๕ โมงเช้าแล้ว"

หมอจระเข้ลืมตาขึ้น แล้วยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เสร็จแล้วครับท่าน พอท่านเรียกผมก็ร่ายคาถาจบพอดี" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน

ประชาชนพูดกันพึมพำแซ่ดไปหมด หมอจระเข้เปลื้องผ้าถุงและผ้าห่มสีขาวออก เขาสวมกางเกงขาสั้นสีกรมท่า เสื้อยืดแขนสั้นสีขาวและเสื้อกั๊กลงยันต์สีแดง ศีรษะสวมมงคล หมอคร้ามก้มลงหยิบฉมวกที่วางอยู่บนแท่นบูชาขึ้นมาถือ พอสบตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณก็ยิ้มให้เขา

"จิตใจเป็นยังไงนายคร้าม"

นายคร้ามตอบอย่างพินอบพิเทา

"เฉยๆ ครับท่าน การปราบตะเข้ไม่ใช่งานที่ยากลำบากอะไรหรอกครับ แต่ว่าตะเข้ตัวนี้เป็นตะเข้ที่คนดีมีวิชาจำแลงมา ผมจึงต้องเสียเวลาทำพิธีไสยศาสตร์ปลุกเสกตัวผมให้อยู่ยงคงกระพัน ถ้าเป็นตะเข้ธรรมดาก็ไม่ต้องทำอะไรหรอกครับ ถือฉมวกกระโดดลงแพเรียกมันขึ้นมา เอาฉมวกเหวี่ยงปังเข้าให้ก็หมดเรื่อง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ขอให้สวัสดีมีชัยนะนายคร้าม เพื่อความผาสุขของชาวแปดริ้ว แกต้องจับมันให้ได้"

นายคร้ามยกมือไหวรับคำพร ต่อจากนั้นเขาก็เดินตรงไปที่เขื่อนริมน้ำ คณะพรรคสี่สหายติดตามมาด้วย ขณะนี้น้ำกำลังขึ้น แพเล็กๆ ของนายคร้ามที่เตรียมไว้อยู่ต่ำจากเขื่อนเพียงเมตรเศษ เมื่อนายคร้ามก้าวลงไปยืนบนแพ ประชาชนหลายร้อยคนก็โห่ร้องก้องกังวานอวยชัยให้พรเขา นายคร้ามวางฉมวกคู่มือลงบนแพ เขาใช้ไม้ไผ่ลำหนึ่งคำแพออกไปให้ห่างจากฝั่งแม่น้ำ แพนั้นลอยเอื่อยๆ ออกไป คนดูใจเต้นระทึกไปตามกัน

ขณะนี้ชาละวันว่ายเอื่อยๆ อยู่กลางแม่น้ำ เมื่อมันเห็นแพลอยออกมาห่างจากฝั่งมันก็อ้าปากส่งเสียงคำรามลั่น จระเข้ยักษ์ว่ายน้ำรี่เข้ามาหาอาจารย์คร้ามอย่างรวดเร็ว ผู้คนบนฝั่งเงียบกริบใจหายใจคว่ำไปตามกัน สี่สหายยืนนิ่งเฉยจ้องตาเขม็งมองดูด้วยความตื่นเต้น

หมอคร้าม ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวชาละวันแม้แต่น้อย เขาค่อยๆ วางไม้ไผ่สำหรับค้ำแพลงบนแพ แล้วหยิบฉมวกเหล็กน้ำพี้ของเขาผุดลุกขึ้นยืน เขายกเท้าขวากระทืบแพลูกบวบแล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง

"มา-เข้ามาอ้ายกุมภีร์"

ชาละวันว่ายทื่อเข้ามาโดยไม่หยุดยั้ง พอถึงแพลูกบวบมันก็ปีนขึ้นมาบนแพทันที น้ำหนักตัวของมันทำให้แพเล็กๆ เอียงวูบ หมอคร้ามเงื้อฉมวกขึ้นสุดแขน และพุ่งไปที่ศีรษะมันเต็มเหนี่ยว แต่ฉมวกหาติดเนื้อหนังของมันไม่ กลับกระเด็นลงไปในน้ำ ทันใดนั้นเองแพลูกบวบก็พลิกกลับ ล่มลงในน้ำทันที ท่ามกลางเสียงผู้หญิงร้องหวีดว้าย เสียงผู้ชายร้องเออะแสดงความตระหนกตกใจที่หมอจระเข้เสียท่าพญากุมภีร์อย่างหมดศักดิ์ศรี

หมอคร้ามกระชากมีดหมอที่เหน็บเอวออกมาถือกระชับมั่น และลอยคอนิ่งเฉยอยู่ในน้ำ เขาไม่ยอมว่ายเข้าหาฝั่ง เพราะรู้ดีว่าถ้าเขาว่ายน้ำตัวของเขาขนานกับพื้นน้ำจระเข้ยักษ์ ก็จะคาบเขาเอาไปกินอย่างง่ายดาย แต่ถ้าลอยคอนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้ จระเข้ก็ไม่อาจจะคาบเขาได้

ชาละวันว่ายทื่อเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว หมอคร้ามเงื้อมีดหมอจ้วงแทงเต็มเหนี่ยว แต่เนื้อหนังของมันเหมือนกับทำด้วยแผ่นเหล็กกล้า มีดหมอหลุดจากมือจมน้ำหายไป คราวนี้หมอคร้ามเสียขวัญแล้ว เขาบอกตัวเองว่าเขาคงจะสิ้นสุดชีวิตด้วยกุมภีร์ตัวนี้แน่นอน ตามธรรมดาหมองูที่ต้องตายเพราะงู และหมอจรเข้ก็ต้องตายเพราะจระเข้

เพราะคุมสติไม่ได้ หมอคร้ามจึงว่ายน้ำหนีเข้าหาฝั่งและร้องตะโกนให้ผู้คนช่วยชีวิตเขาอย่างน่าสงสาร

"ช่วยด้วย ช่วยด้วย"

ชาละวันไล่กวดติดๆ มา พอไล่จวนจะทันมันก็ลดความเร็วให้ช้าลงทีละน้อย และแล้วมันก็ดำน้ำลอดขาหมอคร้ามโผล่ขึ้นข้างหน้า อ้าปากงับเฉียดศีรษะหมอคร้ามไปนิดเดียว ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน เมื่อหมอคร้ามเห็นชาละวันขวางหน้าไว้ไม่ยอมให้เข้าฝั่ง เขาก็ว่ายออกกลางแม่น้ำเปลี่ยนทิศใหม่ ชาละวันไล่กวดติดๆ ไป ความจริงมันจะกินหมอคร้ามก็ได้แล้ว ที่ยังไม่กินก็เพราะต้องการให้คนดูใจหายใจคว่ำเพิ่มความหวาดเสียวขึ้นอีก

ในที่สุดชาละวันก็ปราดเข้างับกลางตัวหมอจระเข้เต็มเขี้ยว มันว่ายทวนน้ำขึ้นไปทางเหนือ ส่วนหัวของมันโผล่ขึ้นพ้นน้ำ แลเห็นหมอคร้ามดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในปากของมัน ผู้คนส่งเสียงร้องอื้ออึงไปหมด สักครู่หนึ่งจระเข้ยักษ์ก็จมหายลงไปในน้ำ และแน่นอนละ ชีวิตของหมอจระเข้ได้สิ้นสุดลงแล้ว

กิมหงวนขบกรามกรอด เขาไม่ได้เป็นญาติมิตรกับนายคร้ามเลย แต่เขาเดือดดาลแทนหมอจระเข้อย่างยิ่ง อาเสี่ยร้องขึ้นสุดเสียง

"ป่าเถื่อน อ้ายตะเข้ป่าเถื่อน ป่าเถื่อนและไร้ศีลธรรม ของอื่นมีกินถมไปไม่กินเสือกกินคน อ้ายป่าเถื่อน"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"มันเป็นสัตว์มันก็ต้องป่าเถื่อนซีโว้ย มนุษย์เราบางคนป่าเถื่อนเหมือนสัตว์ก็มีถมไป"

อาเสี่ยหายใจถี่เร็ว เขามองดูคณะพรรคของเขา แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"กันปราบอ้ายชาละวันตัวนี้เอง"

ประชาชนที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างพากันมองดูเสี่ยหงวนเป็นตาเดียว แล้วใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้นดังๆ

"พวกเราโว้ย ท่านผู้กล้าหาญคนนี้ท่านจะปราบตะเข้แก้แค้นแทนหมอคร้ามโว้ย ตบมือให้เกียรติท่านหน่อยพวกเรา"

เสียงตบมือเสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นทันที หญิงชราคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติของหมอคร้ามแหวกกลุ่มประชาชน ตรงเข้ามาหานิกร และยกมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อม แกกล่าวกับนิกรด้วยใบหน้าที่เนืองนองด้วยน้ำตา

"คุณขา ดิฉันดีใจเหลือเกินที่คุณจะปราบตะเข้ตัวนั้นเพื่อแก้แค้นแทนน้องชายดิฉัน ดิฉันเชื่อว่าคุณคงปราบมันได้แน่ๆ "

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วผายมือไปทางเสี่ยหงวน

"โน่น คนนั้นไม่ใช่ฉันหรอกป้า"

หญิงชรายิ้มทั้งน้ำตา

"คุณอย่าถ่อมตัวหน่อยเลยค่ะ"

นิกรขมวดคิ้วย่นทำตาปริบๆ

"เอา ถ้ายังงั้นฉันด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"เฮ้ย-แกพูดจริงๆ หรืออ้ายกร"

นายจอมทะเล้นบังเกิดความกล้าหาญขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขากล่าวกับพ่อตาของเขาอย่างทระนง

"พูดจริงๆ ครับคุณพ่อ ผมกับอ้ายหงวนจะปราบอ้ายชาละวันกุมภีร์ตัวนี้ให้ได้ เพื่อแก้แค้นแทนหมอคร้าม และเพื่อประชาชนชาวแปดริ้วที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ หรือต้องใช้เรือแพเป็นพาหนะมีความปลอดภัย ผมก็ได้ชื่อว่าชายชาติเสือคนหนึ่งเหมือนกัน ตะเข้ไม่มีอะไรที่น่ากลัว ถ้าเราคอยหลีกหลบอย่าให้มันกัดหรือเอาหางฟาดเรา มันก็ทำไมเราไม่ได้"

หญิงชราลูกผู้พี่ของหมอคร้ามยกมือไหว้นิกรปะหลกๆ

"เจ้าประคู้ณ ช่วยแก้แค้นหน่อยเถอะค่ะ คร้ามน่ะมันแก่แล้ว กำลังวังชาลดน้อยถอยลงไป อายุก็ปาเข้าไปตั้ง ๖๑ แล้วค่ะ"

ประชาชนหญิงชายที่ห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหาย ต่างพากันส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ทุกคนตื่นเต้นยินดีไปตามกัน เมื่อทราบว่าเสี่ยหงวนกับนิกรจะปราบพญากุมภีร์ตัวนี้เพื่อแก้แค้นแทนหมอคร้าม เจ้าหนุ่มลูกทุ่งคนหนึ่งมองดูนิกรกับกิมหงวนอย่างชื่นชมแล้วกล่าวว่า

"ท่าทางท่านไม่เลวว่ะ ผ่าเถอะวะ ท่านที่สูงโย่งโก๊ะสวมแว่นตาขอบกระยิ่งดูยิ่งเหมือนไกรทองโว้ย มึงดูให้ดีซีวะ สง่าเหมือนไกรทองไม่มีผิด"

เสี่ยหงวนได้ยินคำสรรเสริญเยินยอ ก็ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง สาวลูกทุ่งร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่งกล่าวกับเพื่อนของหล่อนด้วยเสียงค่อนข้างดังว่า

"ท่านคนนั้นเหมือนพลายชุมพลโว้ยอีหยัด หน้าตาล้อ-หล่อ ยังงี้กูได้เป็นแฟนกูหลงตายห่าเลย"

"เฮ้ย-อีบ้าพูดดังไปเดี๋ยวท่านได้ยินเข้า คนอย่างท่านไม่สนใจกับผู้หญิงบ้านนอกขอกตื้อสะดือจุ่นอย่างพวกเราหรอกวะ"

นักดูตะเข้เบียดเสียดเยียดยัดเข้ามาดูหมอจระเข้สมัครเล่น หรือไกรทองสองเกลอ ซึ่งยืนอยู่ในท่ามกลางวงล้อม ขณะนี้มีเสียงตะโกนบอกกันว่าอ้ายเข้โผล่ขึ้นมาที่เขื่อนริมน้ำอีกแล้ว ผู้คนวิ่งเฮโลไปดู ชาละวันได้กินหมอคร้ามก็มันเขี้ยวย่ามใจ สำแดงเดชฟาดหางโผงผางอยู่ใกล้เขื่อน พระสงฆ์องค์เจ้าแตกตื่นไปตามกัน พวกหนุ่มๆ เอาไม้และก้อนอิฐก้อนหินขว้างปามัน ชาละวันอ้าปากงับแสดงกิริยาท่าทางดุร้ายผิดปกติ แล้วมันก็ดำผุดดำว่าย อยู่แถวหน้าวัดเหมือนกับจะท้าทายให้คนดีมีฝีมือลงไปปราบมันอีก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูกิมหงวนกับนิกรอย่างห่วงใย

"แกสองคนเอาแน่หรือ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"แน่ซีครับ การบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ถึงแม้จะเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ผมกับอ้ายกรอยากได้ฉมวกสักคนละเล่ม ไม่รู้ว่าจะไปเอาที่ไหน"

ดร. ดิเรกกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ยูไปที่กุฏิพระ ขอยืมฉมวกหลวงพี่มาให้อ้ายสองคนนี่หน่อยซี พวกเราจะได้ดูการปราบตะเข้หรือการเลี้ยงอาหารตะเข้อันน่าตื่นเต้น"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"พระท่านมีฉมวกเมื่อไหร่ล่ะครับ"

ทันใดนั้นเองชายกลางคนชาวพื้นเมืองคนหนึ่ง ได้กล่าวขึ้นอย่างพินอบพิเทาว่า

"ฉมวกผมมีครับเจ้านาย บ้านผมอยู่ในเขตวัดนี้เอง ผมจะวิ่งไปบ้านไปเอาฉมวกมาให้เจ้านายนะครับ"

นิกรยิ้มให้เขา

"ดีทีเดียวพี่ทิด ขอบใจมาก รีบไปเอามาเถอะ ถ้าไม่มีอาวุธเราสองคนมีแต่มือเปล่าจะไปสู้มันได้อย่างไร อ้อ-ถ้าที่บ้านพี่ชายมีเสื้อยันต์ละก้อเอามาฝากด้วยนะ เสื้อยันต์ของหลวงพ่ออะไรได้ทั้งนั้นเว้นแต่หลวงพ่อโกย"

พี่ทิดยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"ได้ครับ ผมมีเสื้อยันต์ของหลวงพ่อคงวัดชำป่าง่ามอยู่สองตัว เป็นสมบัติที่พ่อผมได้ไว้จากหลวงพ่อนมนานแล้ว ผมยินดีให้เจ้านายใส่สู้กับตะเข้ มีอยู่สองตัวพอดีเชียวครับ แล้วก็มงคลสวมหัวก็พอหาได้"

ชายกลางคนรีบวิ่งไปจากที่นั่น กิมหงวนยกมือตบบ่านิกร แล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปเข้าโรงพิธีโว้ย"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"ทำไมจะต้องเข้าโรงพิธีด้วยล่ะ"

"อ้าว-ก็ปลุกเสกตัวเสียก่อนตามพิธีไสยศาสตร์"

"กันปลุกไม่เป็น"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด แล้วทำตาเขียวเอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับนิกร

"ทำส่งเดชก็แล้วกัน เป็นหมอตะเข้ทั้งทีก็ต้องทำอะไรให้ผู้คนเขาเลื่อมใสศรัทธาเราบ้างซีวะ ไป-ไปโรงพิธี"

ครั้นแล้วกิมหงวนก็พานิกรเดินย้อนกลับไปยังโรงพิธี พลกับ ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามไปด้วย ประชาชนนับพันต่างเฮโลติดตามมา บ้างก็กู่ตะโกนเรียกกันเสียงลั่น ภายในบริเวณวัดโสธรตอนหน้าแม่น้ำเต็มไปด้วยความสับสน นักดูตะเข้อยากดูตะเข้ก็อยากดู อยากดูหมอตะเข้ทำพิธีก็อยากดู เจ้าหนุ่มฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง ได้ช่วยกันเอาไม้ไผ่ลำยาวเขี่ยแพลูกบวบ ซึ่งถูกน้ำพัดเข้ามาใกล้ฝั่ง เข้ามาริมเขื่อนเตรียมไว้ให้ไกรทองสองเกลอใช้เป็นพาหนะ ล่าจระเข้ยักษ์ ซึ่งขณะนี้เจ้าชาละวันยังดำผุดดำว่ายเสนอตัวอยู่แถวหน้าวัดอย่างทระนง

เมื่อสองไกรทองเดินเข้าไปในโรงพิธี ซึ่งมีขนาดเท่ากับส้วมสาธารณะ ประชาชนก็เข้ามาล้อมวงเบียดเสียดเยียดยัดกัน กิมหงวนถามนิกรเบาๆ

"แกนุ่งกางเกงในมาหรือเปล่า"

นิกรพยักหน้า

"ดูเหมือนนุ่ง"

"ดูเหมือนไม่ได้ซีโว้ย ต้องดูให้แน่ว่านุ่งหรือเปล่า"

นิกรนิ่งสักครู่

"นุ่งโว้ย"

"ดีแล้ว ถอดเสื้อกางเกงของเราออกฝากเจ้าแห้วไว้ เหลือแต่กางเกงในกับเสื้อกล้าม"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ เสี่ยหงวนเรียกเจ้าแห้วเขามาในโรงพิธี ดร. ดิเรกติดตามเข้ามาด้วย อาเสี่ยกับนิกรต่างถอดเสื้อกางเกงออกต่อหน้าประชาชน หญิงชายที่พากันห้อมล้อมมองดูเขา ในที่สุดสองสหายก็เหลือแต่กางเกงในและเสื้อกล้ามคนละตัว เสี่ยหงวนสวมกางเกงในสีแดงสดสะดุดตา ส่วนนิกรสีเหลืองอ่อน เมื่อไกรทองสองเกลอทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าโต๊ะบูชา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลก็เดินเข้ามาในโรงพิธี

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ กิมหงวนกับนิกรต่างประนมมือไว้ในระหว่างอก แล้วอาเสียก็กระซิบบอกเพื่อนเกลอของเขา

"ทำปากหมุบหมิบว่าคาถาไป ว่าอะไรก็ได้ขอให้ทำปากหมุบหมิบก็แล้วกัน"

ต่างคนต่างทำปากหมุบหมิบและหลับตาพริ้ม ในราวสองนาทีก็ลืมตาขึ้นในเวลาเดียวกัน ชายกลางคนคนหนึ่งก็ถือฉมวกสองเล่ม พร้อมด้วยเสื้อยันต์สองตัวเดินบุกกลุ่มไทยมุงเข้ามาในโรงพิธี เขาทรุดตัวนั่งข้างกิมหงวนและนิกร แล้วส่งฉมวกให้สองสหายคนละเล่ม เสื้อยันต์สีแดงแบบเสื้อกั๊กอีกคนละตัว

"นี่แหละครับเสื้อยันต์ของหลวงพ่อคงวัดชำป่าง่ามกบินทร์บุรี พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด แต่มรณภาพไปนานแล้ว พ่อผมได้มาด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปหาท่าน ผมรับรองครับถึงอ้ายเข้กัดก็ไม่เข้า กันอาวุธเขี้ยวงาสารพัด สู้ก็ดีหนีก็คล่อง"

นิกรยิ้มให้ผู้เอื้ออารีต่อเขา

"ขอบใจมากพี่ทิด ลงได้อาวุธคู่มือและมีเสื้อยันต์อย่างนี้ละก้อ ประเดี๋ยวเราสองคนจะลากอ้ายชาละวันขึ้นมาบนบก และจะให้คนขี่เล่นเก็บเงินบำรุงวัด มันขึ้นมาบนบกมันก็ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร"

สองสหายต่างสวมเสื้อกั๊กลงยันต์ ตั้วโผละครแก้บนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงในวัยกลางคน ได้เดินเข้ามาในโรงพิธี แล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบข้างๆ นิกรกับกิมหงวน หล่อนส่งกระเป๋าเล็กๆ แบบกระเป๋าเสื้อผ้าซึ่งเป็นกระเป๋าบรรจุเครื่องแต่งหน้าของหล่อน ให้เสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"ไหนๆ คุณทั้งสองก็จะไปตายแล้ว ผัดหน้าผัดตาเสียหน่อยซีคะ"

สองสหายทำคอย่นพร้อมๆ กัน

"แล้วกัน" นิกรอุทาน "ทำไมถึงพูดเป็นลางกลางพิธีอย่างนี้ล่ะพี่สาว เธอไม่คิดบ้างหรือว่าเราสองคนจะสามารถฆ่าอ้ายชาละวันได้"

หล่อนยิ้มเล็กน้อย

"คิดเหมือนกันค่ะ แต่คิดว่ามันเป็นไปได้ยาก เพราะหมอคร้ามหมอตะเข้ที่ขึ้นชื่อลือนามที่สุดในเมืองแปดริ้ว ยังถูกมันล่มแพคาบไปกินต่อหน้าต่อตาคนดูนับพัน"

เสี่ยหงวนชักฉิว

"คอยดูพี่สาว" เขาพูดเสียงกร้าว "ถ้าฉันฆ่าอ้ายชาละวันไม่ได้ ฉันจะไม่ยอมกลับขึ้นมาบนบกเป็นอันขาด เราสองคนจะฆ่ามันให้ได้ หรือมิฉะนั้นก็จับเป็น เอาตัวมันขึ้นมาบนลานวัด ทรมานมันจนกว่ามันจะตายหรือกลายร่างเป็นคนตามเดิม" พูดจบเสี่ยหงวนก็เปิดกระเป๋าออกแล้วกล่าวกับนิกร "ผัดหน้าโว้ยพวกเรา ทาลิบสติกเสียหน่อย จะได้ดูสวยสง่าเหมือนไกรทองจริงๆ "

สองสหายต่างผัดหน้าขาวว่อกเหมือนละครลิง เรียกเสียงหัวเราะเฮอาตลอดเวลา เจ้าหนุ่มลูกทุ่งคนหนึ่ง ถือขวดเหล้าวิสกี้ไทย และแก้วเหล้าใบหนึ่งเดินโซซัดโซเซเข้ามาในโรงพิธี แล้วล้มแปะลงนั่งข้างๆ สองสหาย

"แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าหาว่าผมดูถูกดูหมิ่นเจ้านายทั้งสองเลยนะครับ" หนุ่มลูกทุ่งพูดเสียงอ้อแอ้ "ผมกราบขอร้องให้เจ้านายดื่มสักคนละแก้ว ก่อนที่จะลงไปสู้กับอ้ายชาละวัน"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"วิเศษเลยอ้ายน้องชาย มา-ส่งมา"

เจ้าหนุ่มลูกทุ่งรินวิสกี้เพียวๆ ส่งให้กิมหงวนค่อนแก้ว อาเสียยกขึ้นดื่มรวดเดียวไม่มีเหลือ แล้วคืนแก้วให้ ต่อจากนั้นหนุ่มลูกทุ่งก็รินเหล้าส่งให้นายจอมทะเล้นบ้าง นิกรกล่าวคำขอบใจ แล้วรับมาดื่มอั้กๆ จนเกลี้ยงแก้ว มิหนำซ้ำเอามือปาดขอบแก้ว ยกขึ้นดื่มได้อีกสองสามหยด

นิกรยิ้มให้ตั้วโผละครชาตรี

"พี่สาว เราสองคนทำพิธีปลุกเสกตัวเสร็จแล้ว อ้า-ขอบคุณมากที่กรุณาหาเครื่องแต่งหน้ามาให้เรา แต่ถ้าจะให้ดีละก้อพี่สาวช่วยหาพิณพาทย์มาบรรเลงหน่อยได้ไหม"

ตั้วโผละครแก้สินบนชี้มือไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

"นั่นยังไงล่ะคะ ดิฉันเตรียมมาแล้วค่ะ"

สองไกรทองต่างมองตามสายตาหล่อน กระดิ่งทองยิ้มแป้น

"วิเศษเลยพี่สาว ยังกะรู้ใจฉันยังงั้นแหละ"

หล่อนหัวเราะชอบใจ

"ดิฉันสนใจกับพวกคุณตั้งแต่พวกคุณ รำถวายหลวงพ่อแล้วค่ะ คุณขา.... เอาแถบเงินในกระเป๋าเครื่องแต่งหน้าของดิฉัน คาดหน้าคุณเสียหน่อยสิคะ แล้วก็เสียบขนนกเข้าจะได้เหมือนกับไกรทอง ขนนกก็มีอยู่ในกระเป๋าเรียบร้อยแล้วละค่ะ"

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ

"เอ-สงสัยเสียแล้วพี่สาว นี่เธอคิดว่าเราสองคนเป็นบ้าใช่ไหม"

หล่อนหัวเราะคิ๊ก

"อุ๊ย ไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอกค่ะ เพียงแต่คิดว่าน็อตในตัวคนบางตัวมันหลุด หรือหลวมไปบ้างเท่านั้น"

ขณะนี้ประชาชนที่ริมเขื่อนแตกฮือ พญากุมภีร์ปีนขึ้นมาบนขั้นบันไดท่าน้ำ ทำท่าเหมือนจะขึ้นมาบนบก แต่แล้วมันก็ล่าถอยลงไปในน้ำ ใช้ท่อนหางอันใหญ่โตมโหฬารของมันฟาดน้ำโผงผางเป็นการท้าทาย หรืออวดอิทธิฤทธิ์

ใครคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างโรงพิธีร้องตะโกนลั่น

"ไกรทองครับ เสร็จพิธีหรือยังครับ ชาละวันมันเยาะเย้ยใหญ่แล้ว"

เสี่ยหงวนร้องตะโกนตอบ

"เสร็จแล้วพี่น้อง เราจะลงมือปราบอ้ายชาละวันเดี๋ยวนี้แหละ ถ้าปราบได้กรุณาลงคะแนนให้เบอร์หนึ่งและเบอร์สองนะครับ จำไว้ว่าปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทลาย เลือกผู้แทนผิดคิดจนผู้แทนตาย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พิณพาทย์เริ่มบรรเลงเพลงเสมอ ทำให้บรรยากาศในวัดโสธรครึกครื้นขึ้นอีก นิกรเอื้อมมือหยิบแถบเงินในกระเป๋าแต่งหน้าขึ้นมาคาดหน้าผากทันที หยิบขนนกขนาดใหญ่อันหนึ่งปักไว้แล้วลุกขึ้นรำป้อ ผู้คนตบมือโห่ร้องเกรียวกราว ในเวลาเดียวกันนี้เอง ดร. ดิเรกก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างกิมหงวนแล้วส่งวัตถุกลมๆ ก้อนหนึ่งขนาดผลมะนาวให้อาเสีย

"อะไรวะ" กิมหงวนถาม

"ระเบิดมือขนาดจิ๋ว เก็บไว้ให้ดี ก่อนจะใช้กดปุ่มเล็กๆ ให้ผลุบเข้าไปเสียก่อน ถ้าแกโยนระเบิดลูกนี้เข้าปากอ้ายเข้ได้ มันก็ตายอย่างไม่มีปัญหา"

อาเสียมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น รีบเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงในสีแดงของเขา พิณพาทย์จบเพลงพอดี นิกรร้องและรำยี่เกทันที ทำให้ประชาชนพออกพอใจมาก ที่ได้เห็นหน่วยก้านนิกรของเราเหมือนยี่เกอาชีพ เสียงที่ร้องก็ดังลั่นวัดเข้าจังหวะกับตะโพน กิมหงวนลุกขึ้นรำบ้าง

ครานั้น พลายชุมพล กับไกรทอง

หนุ่มฉกรรจ์ ทั้งสอง ล้วนกล้าหาญ

เอ๋ย-โอระหน่ายๆ เต๊ะเอย

เอ่อเฮอเอ๊อ เออเฮ้อๆ เอิงเงย

จะเข่นฆ่า กุมภีร์ ให้วายปราน

มันอาจหาญ เรืองฤทธิเดช เวทวิทยา

เอ๋ย-โอระหน่ายๆ เต๊ะเอย

เอ่อเฮอเอ๊อ เออเฮ้อๆ เอิงเงย

จัดแจง แต่งกาย สวมเสื้อยันต์

สีมันแดง ชักพรั่น กลัวข้อหา

เอ๋ย-โอระหน่ายๆ เต๊ะเอย

เอ่อเฮอเอ๊อ เออเฮ้อๆ เอิงเงย

ถือฉมวก ตรงไปยัง ฝั่งคงคา

แล้วถอยหลัง กลับมา นึกกลัวตาย

เอ๋ย-โอระหน่ายๆ เต๊ะเอย

เอ่อเฮอเอ๊อ เออเฮ้อๆ เอิงเงย

หมอจระเข้บรรดาศักดิ์ กลายเป็นยี่เกจำอวดไปแล้ว ผู้คนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง พิณพาทย์รับจบท่อนท้ายก็เปลี่ยนเป็นเพลงเชิด ฤทธิ์เหล้าทำให้นิกรกับกิมหงวนรำยี่เกตอนเหาะออกไปจากโรงพิธี สองสหายหยุดยืนริมเขื่อน ประชาชนเปิดทางให้เสี่ยหงวนกับนิกรแสดงกันเต็มที่

นายจอมทะเล้นหันไปมองดูพิณพาทย์แล้วยกมือป้องหน้าผากเป็นสัญญาณให้หยุดทำเพลงเชิดแล้วนิกรก็ร้องยี่เกเสียงลั่นแม่น้ำ

มาเอ๋ยมาถึง

ยังซึ่งแม่น้ำอันกว้างใหญ่

สองเรามองหาเจ้ากุมภีร์

อ้ายเข้ร้ายหลบหนีไปอยู่ไหน

หรือว่ากลัวฤทธิ์เดชของตูข้า

จงขึ้นมาวันทาเสียเร็วไว

กราบกูครบร้อยกูจะปล่อยมึงไป

ประชาชนตบมือโห่ร้องลั่น เจ้าหนุ่มลูกทุ่งคนหนึ่งลักษณะท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัว ถือแก้วเหล้าวิสกี้ไทยสองแก้ว ตรงเข้ามาหาสองไกรทอง แล้วก้มศีรษะโค้งคำนับ แสดงคารวะอย่างนอบน้อม

กรุณาดื่มอีกคนละนิดเถอะครับ ผมไปขอปันท่านมหามาได้หนึ่งขวด รีบรินใส่แก้วเอามาให้ท่านเลย"

กิมหงวนอ้าปากหวอ

"เป็นพระทำไมถึงมีเหล้าไว้ล่ะน้องชาย"

เจ้าหนุ่มลูกทุ่งหัวเราะ

"แกสึกนานแล้วครับ ตั้งร้านขายทองอยู่หน้าวัด แกเคยเป็นเปรียญ ๕ ผมก็เรียกท่านมหาจนติดปาก"

อาเสียถอนหายใจโล่งอก สองสหายรับแก้วน้ำสีเหลืองมาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว แล้วคืนแก้วเปล่าไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพลกับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วเข้ามายืนข้างหลังไกรทองทั้งสอง พลยกมือตบบ่าเพื่อนเกลอทั้งสองคน แล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

"อย่ากินเหล้าให้มากนัก แกสองคนชักลิ้นไก่สั้นแล้ว อย่าทำเป็นเล่นนะโว้ย ถ้าเพลี่ยงพลั้งเมียแกจะเป็นหม้าย"

นิกรมองดูหน้าพล พัชราภรณ์ อย่างสะลึมสะลือ

"เชื่อมือกันเถอะวะ ประเดี๋ยวกันจะแสดงให้ดู รับรองว่าตื่นเต้นโลดโผนแหะหวาดเสียวที่สุด ถ้าอ้ายชาละวันโผล่ขึ้นมาข้างแพ กันจะยั่วให้มันโกรธ พอมันอ้าปากร้องกันจะกระโดดเข้าไปยืนในปากมันเอาฉมวกตั้งขวางไว้ เท่านี้อ้ายชาละวันก็หมดฤทธิ์"

กิมหงวนคัดค้านเสียงอ้อแอ้

"ยังงั้นไม่ตื่นเต้น เอายังงี้ดีกว่า"

"เอายังไง" นิกรหลับตาถาม

"กันจะปล้ำกับมันแบบทาร์ซาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"นั่นมันในหนังโว้ย เขาใช้ตะเข้ปลอมและใช้เทคนิคในการถ่าย นี่มันตะเข้จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ตะเข้ธรรมดาโว้ย มันตะเข้ยักษ์ตัวยาวตั้งสามวาแกจะไปสู้มันได้อย่างไร ขืนลงจากแพลูกบวบแกก็ตกเป็นเหยื่อมันเท่านั้น"

อาเสี่ยมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเดือดดาล แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"คุณอาเคยอ่านเรื่องไกรทองหรือเปล่า"

"เคยโว้ย"

เสี่ยหงวนลกกำปั้นขวาทุบหน้าอกตัวเองดังบึ้ก

"ผมนี่แหละครับไกรทองกลับชาติมาเกิด ไกรทองคือผู้พิชิตตะเข้ คุณอาเข้าใจไหม"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ตามเรื่องแกเถอะ คนบ้าอย่างแกต้องได้รับบทเรียนด้วยของจริง เอาซี....ร่ำไรอยู่ทำไมล่ะพ่อไกรทอง ลงแพได้แล้ว ฉันอยากจะดูให้เต็มตาสักหน่อย ขณะที่ตะเข้มันคาบแกชูขึ้นเหนือน้ำแกจะดิ้นท่าไหน"

กิมหงวนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"ทำไมผมจะต้องดิ้น ถ้ามันคาบเอวผม ผมก็เอานิ้วชี้ทั้งสองข้างทิ่มพรวดเข้าไปในลุกนัยน์ตามัน เท่านี้เองมันก็ต้องปล่อยผม และร้องโอดครวญลั่นแม่น้ำ"

เสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนโหวกๆ

"โผล่แล้ว โผล่แล้วโว้ย"

ท่ามกลางนักนอยมดูตะเข้นับพัน ชาละวันซึ่งหายไปในน้ำในราว ๑๐ นาที ก็โผล่ส่วนหัวขึ้นมามาห่างจากเขื่อนหน้าวัดราว ๘ เมตร มองแลเห็นศีรษะอันใหญ่ยาวของมันอย่างถนัด มันว่ายน้ำเอียงตัวเลี้ยววงแคบ แล้วนอนหงายว่าตีกรรเชียง อวดลวดลายทำให้คนดูหมั่นไส้ไปตามกัน พล พัชราภรณ์ ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบปืนพกรีวอลเว่อร ๙ ม.ม. ออกมา ยกขึ้นยิงพญากุมภีร์สองนัดติดๆ กัน นัดแรกผิด แต่นัดที่สองใครๆ ก็เห็นว่ากระสุนถูกตัวชาละวันพอดี มันอ้าปากร้องคำรามลั่น ว่ายรี่เข้ามายังริมเขื่อนอย่างรวดเร็ว และดำหายลงไปในน้ำ

พลเก็บปืนพกไว้ในกระเป๋ากางเกง หันมายิ้มกับ ดร. ดิเรก

"กันว่านัดที่สองกันยิงมันถูกแน่"

"ออไร๋ กันก็เห็นอย่างนั้น แต่ตะเข้ตัวนี้ใหญ่ผิดธรรมดา หนังมันคงหนามาก ถ้าจะยิงให้ตายต้องใช้ปืนเล็กยาว และเลือกยิงให้ถูกที่เหมาะๆ "

ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์ที่ตื่นเต้นหวาดเสียว และไม่มีใครคาดหมายก็เกิดขึ้น ท่ามกลางประชาชนนับพัน

ชาละวันแผลงฤทธิ์แบบเสือร้าย มันค่อยๆ ดำน้ำมาจนชิดริมเขื่อน ใช้ปากและเท้าหน้าทั้งสองยันพื้นดินไว้ งอหางเป็นรูปครึ่งวงกลม แล้วโผล่ส่วนหางขึ้นมาพ้นน้ำอย่างรวดเร็ว ฟาดท่อนหางสบัดไปมาถูกเจ้าหนุ่มลูกทุ่งคนหนึ่งหล่นลงไปในน้ำทันที

เจ้าหนุ่มผู้เดินทางมาจากคลองหลวงแพ่ง ร้องไม่เป็นภาษามนุษย์ขณะที่ร่างของเขา พลัดจากเขื่อนลงไปในแม่น้ำ

"โอ๊ย บอกแม่ด้วยกูไม่ได้บวชแล้ว"

"ตูม"

ชาละวันฮุบโผงคาบกลางตัวพอดี แล้วพาเหยื่อของมันออกไปกลางแม่น้ำ ผู้คนแตกตื่นถอยหลังออกจากริมเขื่อน ถึงกับเหยียบกันล้มลุกคลุกคลาน เสียงผู้หญิงร้องหวีดว้าย เสียงเด็กๆ ร้องไห้จ้า นักฉวยโอกาสได้ถือโอกาสกระตุกสร้อยคอ หรือความหาทรัพย์ตามกระเป๋าผู้อื่นในตอนนี้ พระเณรตาเถนยายชี หกล้มแข้งขาถลอกปอกเปิกไปตามกัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเพียง ๕ นาที นักนิยมดูตะเข้บรรดาไทยมุงทั้งหลาย ก็มายืนเบียดเสียดเยียดยัดกันที่ริมฝั่งแม่น้ำตามเดิม แต่ยืนห่างจากเขื่อนประมาณ ๕ เมตร ผู้หวังดีหลายคนคอยร้องตะโกนห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปใกล้เขื่อน เพราะเกรงชาละวันจะใช้กลยุทธฟาดหางเขาคนไปกินอีก

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วคงยืนจับกลุ่มกันที่ริมเขื่อนนั่นเอง ถึงแม้ฤทธิ์เหล้ายังไม่หมด นิกรก็ชักเสียขวัญ เมื่อได้เห็นชั้นเชิงอันเหลือหลายของชาละวัน ที่สามารถใช้หางฟาดคนบนบกเอาลงไปกินได้อย่างสบาย

นิกรหันมาดูเสี่ยหงวนแล้วพูดเบาๆ

"เลิกเถอะโว้ย ตอนสู้กับตะเข้ไว้ถ่ายวันหลัง"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ไม่ใช่ถ่ายหนังนะโว้ย นี่มันเรื่องจริง เรากำลังอยู่ในบทไกรทองผู้พิชิตตะเข้"

นายจอมทะเล้นทำหน้าแหย

"เห็นจะพิชิตมันไม่ไหวโว้ย มันฉลาดและดุร้ายมาก คนอยู่บนบกมันยังใช้เล่ห์เหลี่ยมฟาดเอาลงไปกินได้ เอายังงี้ดีไหม"

"เอายังไงล่ะ" อาเสี่ยถามอย่างเคืองๆ

"แกลงไปสู้กับมันคนเดียว กันจะคอยเชียร์อยู่บนบก"

เสี่ยหงวนหัวเราะ แล้วยกมือขวาตบศีรษะนิกร

"กระบวนถ่อมตัว แกล้งทำเป็นขี้ขลาดละก้อไม่มีใครเกินหน้าแกไปได้ กันรู้ดีว่าแกไม่ได้กลัวตะเข้ตัวนี้เลย ลำพังกันคนเดียวกันสู้มันไม่ได้หรอกต้องได้แกเป็นผู้นำ หรือเป็นกำลังสำคัญ"

นิกรยืดน่าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ถ้ายังงั้นเอาเลย แกรีบไปลงแพลูกบวบ กันจะกระโดดลงไปในน้ำก่อน"

พอนิกรขยับจะกระโดดลงไปในน้ำ นายแพทย์หนุ่มก็ยกท่อนแขนขวา ตระหวัดรัดคอนายจอมทะเล้นไว้

"อย่า-อ้ายกร ขืนโดดลงไปเป็นเสร็จมันแน่ อ้ายชาละวันป้วนเปี้ยนอยู่ใต้น้ำแถวนี้แหละ แกกับอ้ายหงวนจะเอาชนะมันได้ ก็ต่อเมื่อแกสองคนอยู่บนแพ"

ทันใดนั้นเอง ชาละวันก็ทะลึ่งพรวด กระโดดขึ้นมาบนพื้นน้ำจนสุดท่อนหาง แล้วตีลังกากลับหลังในอากาศลอยละลิ่วลงน้ำ ในท่าที่สวยงามมาก พลหันมาพูดกับ ดร. ดิเรกด้วยเสียงหัวเราะ

"เจอตะเข้โอลิมปิคเข้าแล้วโว้ย ตะเข้ตัวนี้ลวดลายมากเหลือเกิน นั่นมันว่ายหงายท้องเลี้ยวเป็นวงกว้าง ใช้ตีนหน้าพุ้ยน้ำเข้าทีดีเหมือนกัน"

เสียงคนดูตะโกนโหวกๆ

"เอาหรือยังครับไกรทอง ลงแพเถอะครับพวกเราอยากดูเต็มทนแล้ว"

เสี่ยหงวนพยายามปลอบใจให้เข้มแข็ง ยกมือตบหลังนิกรเบาๆ

"ลงแพได้อ้ายกร ชาวบ้านกลุ่มนั้นเขากำลังช่วยกันลากแพมาให้เราแล้ว อย่าไปคิดอะไรให้มากเลยวะ คิดเสียว่าชาติก่อนเราเป็นตะเข้และตะเข้มันเป็นเรา เราเคยกินมันชาตินี้กรรมก็เลยตามมาสนอง"

"อ้าว" นายจอมทะเล้นร้องลั่น "ไง๋พูดยังงี้ล่ะ ปู้โธ่-อย่าพูดทำลายขวัญซีโว้ย หมอตะเข้ชั้นดีอย่างเราให้ตะเข้กินมีอย่างที่ไหนว่ะ แกช่วยประคองกันไปหน่อยซี เมาจนแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"ดันเมาเสียแล้ว"

"ไม่ใช่ดันเมา มันเมาเอง กินเข้าไปน้อยอยู่หรือ อึ๊ก-เอาวะวันนี้ถ้าไม่ใช่วันตายของเรา ก็ต้องเป็นวันตายของชาละวัน ตะเข้ตัวนี้กูหมั่นไส้เหลือเกิน แกดูซีมันอ้าปากปะหงับๆ เหมือนกับด่าเรา"

กิมหงวนประคองนิกรพาเดิน โซซัดโซเซไปที่แพลูกบวบ ประชาชนนักดูตะเข้ต่างตบมือโห่ร้องเกรียวกราวไปทั่วบริเวณ ก่อนที่สองสหายจะก้าวลงแพชาละวันก็ว่ายน้ำรี่เข้ามาและปีนขึ้นมาบนแพ อ้าปากกว้าง อาเสี่ยมองดูจระเข้ยักษ์อย่างเดือดดาล แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ประเดี๋ยวซีโว้ย กูยังไม่ทันจะลงแพเลยเสือกเกยหัวขึ้นมาแล้ว"

พวกชาวบ้านช่วยกัน เอาก้อนอิฐก้อนหินและท่อนไม้ขว้างปากันอย่างสนุกสนาน ชาละวันล่าถอยลงน้ำและดำน้ำหายไป อาเสี่ยทรุดตัวลงนั่งยองๆ ริมเขื่อน แล้วก้าวลงไปยืนบนแพเป็นคนแรก นิกรยืนหันรีหันขวาง

"คอยรับกันหน่อยนะอ้ายหงวน กันจะกระโจนลงไปหาแก"

"โอ๊ย" กิมหงวนร้องสุดเสียง อย่านะโว้ยขืนกระโดดลงมาเป็นตกน้ำอ้ายเข้คาบเอาไปกินทั้งคู่ แพมันเล็กนิดเดียวเท่านั้น ค่อยๆ ปีนลงมาซี"

นิกรทำท่าสะลึมสะลือ

"ตามันลายว่ะ เห็นแพเป็นสองแพไม่รู้ว่าจะเหยียบแพไหน"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"คิดเสียให้ดีก่อน ถ้าแกก้าวลงมาในน้ำแกจะเสียใจ"

ชาวบ้านคนหนึ่งร้องบอกนิกร

"หย่อนขาลงไปเถอะครับ ตรงนั้นแหละครับแพลูกบวบ ค่อยๆ ลงนะครับอย่าให้แพพลิกคว่ำได้"

นิกรค่อยๆ ก้าวลงเหยียบแพด้วยความลำบากยากเย็น ไกรทองสองเกลอเริ่มงานปราบชาละวันแล้ว ประชาชนโห่ร้องเซ็งแซ่ตลอดเวลา เสี่ยหงวนวางฉมวกลง แล้วหยิบไม้ไผ่ลำยาวค้ำเขื่อนริมน้ำให้แพออกไป"

"นั่งโว้ยอ้ายกร นั่งลงก่อนเดี๋ยวหล่นน้ำ"

นิกรยืนโงนเงนยกมือแหวกอากาศ ทำท่าเหมือนกับจะตกน้ำ เสี่ยหงวนรีบประคองเพื่อนไว้ แพลูกบวบค่อยๆ ลอยห่างไปจากฝั่งทีละน้อย ผู้คนตื่นเต้นสนใจไปตามกัน ทุกคนนึกภาวนาขอให้ไกรทองสองเกลอได้ชัยชนะกุมภีร์ยักษ์

แต่ชาละวันหายเงียบไป สองสหายนั่งขัดสมาธิเคียงคู่กันอยู่บนแพ นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ กิมหงวนจุ๊ย์ปากดุ

"ทำใจดีๆ น่าอ้ายกร"

"ช่วยบอกกันหน่อยซิอ้ายหงวน ในยามนี้กันควรจะนึกถึงอะไร ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวของกัน"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"พระอรหังยังไงล่ะ"

นิกรสะดุ้งสุดตัว ทันใดนั้นเองแพลูกบวบก็ลอยขึ้นเหนือน้ำ เพราะถูกชาละวันโผล่ขึ้นมาหนุนกลางแพ สองสหายส่งเสียงร้องโวยวายลั่น ต่างคนต่างกอดแพแน่น แพนั้นหล่นลงในน้ำเสียงดังตูม จระเข้ยักษ์โผล่ขึ้นข้างแพอีก และอ้าปากส่งเสียร้องคำรามทำลายขวัญ

คนดูที่อยู่บนฝั่งต่างร้องตะโกนหนุน

"ฆ่ามัน ฆ่ามันซีครับ เอาฉมวกแทงมัน"

อาเสี่ยกับนิกรตัวสั่นงันงก เมื่อความกลัวเกิดขึ้นถึงขีดสุด กิมหงวนก็เกิดความกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น เขาคว้าฉมวกลุกขึ้นยืนแล้วกระโจนลงไปในน้ำอย่างอาจหาญ ผู้คนโห่ร้องกันเกรียวกราว นึกไม่ถึงว่าหมดตะเข้ชาวกรุงจะกล้าหาญชาญชัยถึงอย่างนี้ ส่วนพลกับ ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติไปตามกัน

จระเข้ยักษ์เห็นเสี่ยหงวนโดดลงมาจากแพอย่างเหี้ยมหาญเช่นนี้ มันก็เสียขวัญว่ายน้ำหนีทันที มันคิดว่าถ้าอาเสี่ยไม่ดีจริง หรือไม่มีทีเด็ดก็คงไม่กล้าทำเช่นนี้ กิมหงวนถือฉมวกไว้ในมือขวา เขาว่ายน้ำไล่กวดกุมภีร์เข้ามาหาฝั่ง ชาละวันเหลียวมามองดู เห็นอาเสี่ยกวดติดๆ เข้ามา ก็เร่งพุ้ยน้ำเร็วขึ้นอีก แล้วมันก็ดำน้ำหายไป

เสี่ยหงวนของเราเหมือนกับคนวิกลจริต เขาลอยคออยู่ในน้ำและเงื้อฉมวกเตรียมพร้อม ร้องตะโกนเสียงลั่นแม่น้ำ

"มา-ขึ้นมาซีวะ หนีกูทำไมอ้ายชาละวัน กูจะเอาตับมึงมาผัดขึ้นใช่กินเย็นวันนี้ กูนี่แหละเว้ยพี่ชายซีอุย"

นักดูจระเข้โห่ร้องเชียร์อาเสี่ยลั่นไปหมด นิกรลุกขึ้นยืนเก้ๆ กังๆ ร้องเรียกเพื่อนเกลอของเขาด้วยความเป็นห่วง

"กลับมาโว้ยอ้ายเสี่ย มันอยู่ใต้น้ำแกมองไม่เห็น ประเดี๋ยวมันงับแกขาขาด"

อาเสี่ยใจหายวาบเห็นจริงตามที่นิกรพูด เขารีบว่ายน้ำกลับไปยังแพลูกบวบ พอเอื้อมมือเกาะแพ ชาละวันก็โผล่ส่วนหัวของมันขึ้นมาข้างแพนั้น นิกรยกด้ามฉมวกตีกบาลมันเต็มเหนี่ยวเสียงดังโป๊ก

"นี่แนะ"

จระเข้ยักษ์ดำหายไปในน้ำอีก นิกรช่วยฉุดกิมหงวนขึ้นมาบนแพ อาเสี่ยยกมือขวาตบกระเป๋ากางเกงข้างขวาของเขา เพิ่งนึกได้ว่า ดร. ดิเรกได้มอบลูกระเบิดขนาดเล็กมาให้เขาลูกหนึ่ง เสี่ยหงวนรีบหยิบลูกระเบิดลูกนั้นออกมาจากกระเป๋าทันที

"อ้ายกร หมอมันลูกระเบิดมาลูกหนึ่ง อ้ายชาละวันเสร็จเราแน่ แกกับกันจะได้เป็นวีระบุรุษของชาวแปดริ้วในครั้งนี้ บางทีชาวแปดริ้วอาจจะสร้างอนุสาวรีย์ของเราไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงนี้ ถ้าอ้ายเข้โผล่ขึ้นมา แกพยายามยั่วมันให้อ้าปากนะ กันจะโยนลูกระเบิดเข้าไปในปากมัน"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ยั่วมันยังไงล่ะมันถึงจะอ้าปาก"

"เถอะน่า แล้วแต่ปฏิภาณของแกซีวะ ฉมวกขี้ปะติ๋วนี่น่ะอย่าไปแทงมันเลย อายมันเปล่าๆ "

ชาละวันโผล่ขึ้นมาอีกแล้ว ห่างจากแพลูกบวบราว ๒๐ เมตร มันอ้าปากร้องคำรามลั่นและว่ายน้ำตรงเข้ามายังแพของสองสหายอย่างรวดเร็ว ราวกับลูกธนู แล้วมันก็เผ่นแผล็วกระโจนข้ามแพไป เหมือนกับกระโดดข้ามรั้ว สองสหายนั่งตลึงไปตามกัน

"อือ" อาเสี่ยคราง "ตะเข้ตัวนี้มันแน่โว้ย ทำได้ต่างๆ นานา ยียวนดีพิลึก"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ถ้าเราฆ่ามันได้ กันจะต้องเอาหนังมันตัดรองเท้าใส่สักห้าหกคู่ พวกเราแบ่งหนังมันตัดรองเท้าใส่กันสบายทีเดียว เฮ้ย-โผล่ขึ้นมาอีกแล้วระวังให้ดี"

จระเข้ยักษ์โผล่ขึ้นเหนือน้ำทางด้านริมเขื่อน ผู้คนต่างเอะอะร้องบอกให้กิมหงวนกับนิกรระวังตัว ชาละวันว่ายมาที่บันไดท่าน้ำ แล้วก็ปีนขึ้นมาบนขั้นบันไดอย่างรวดเร็ว คราวนี้นักดูจระเข้ ก็แตกฮือวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง พญากุมภีร์เปิดฉากอาละวาดสุดเหวี่ยง มันคลานขึ้นมาบนบกอย่างทระนง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วโกยอ้าว พวกชาวบ้านต่างช่วยกันหาก้อนอิฐและไม้ขว้างปาชาละวันพลางส่งเสียงโห่ร้อง จระเข้ยักษ์ถูกขว้างด้วยก้อนหินขนาดใหญ่อย่างจังๆ หลายที มันก็วิ่งย้อนไปที่เขื่อน แล้วกระโดดลงไปในแม่น้ำในท่าพุ่งหลาวสวยงามมาก

พวกผู้หญิงและเด็กๆ หลายร้อยคนรวมทั้งผู้เฒ่า รีบหนีออกไปจากวัดไม่กล้าดูชาละวันอีกต่อไป อย่างไรก็ตามนักดูตะเข้อีกหลายร้อย ยังติดตามดูอยู่ด้วยความสนใจยิ่ง ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด จระเข้ตัวนี้ช่างร้ายเหลือ ดุร้ายยิ่งกว่าจรเข้เถนกวาด ยิ่งกว่าชาละวัน หรืออ้ายด่างเกยชัยเมื่อครั้งอดีต ถึงกับขึ้นมาจากน้ำวิ่งไล่คนบนบก เป็นประวัติการแห่งความดุร้ายของจระเข้

ผู้คนค่อยๆ หลังไหลมาที่เขื่อนริมน้ำ ตำรวจหลายคนได้ร้องเตือนประชาชนให้ระวังตัว เมื่อชาละวันโผล่ขึ้นมาข้างแพลูกบวบ หมอจระเข้ทั้งสองก็นั่งนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

ชาละวันว่ายรี่เข้ามาที่แพนั้นและค่อยๆ ปีนขึ้นมาบนแพเพื่อจะคาบไกรทองเอาไปกินให้สมแค้น นิกรยกด้ามหอกตีจมูกมันเบาๆ แล้วพูดยิ้มๆ

"อ้าปากหน่อยซีวะอ้ายน้องชาย ขอให้กูดูเขี้ยวมึงหน่อยเถอะ"

ชาละวันอ้าปากร้องคำรามลั่น สองสหายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน นิกรยื่นมือซ้ายเข้าไปในปากจระเข้แล้วรีบดึงออก เขาหลอกล้อพลางพูดกับกิมหงวน

"เอาซีเว้ย หย่อนระเบิดเข้าไปในปากมันซี เร็วเข้า เสียวไส้เต็มทนแล้ว เขี้ยวมันใหญ่เหลือเกิน"

เสี่ยหงวนมองดูระเบิดมือขนาดจิ๋วในมือเขา แล้วกดปุ่มเล็กๆ ลงไปเสียงดังกริ๊ก ปุ่มนี้คือสลักนิรภัยหรือชนวนระเบิดนั่นเอง อาเสี่ยค่อยๆ โยนลูกระเบิดเข้าไปในปากจระเข้ยักษ์ ชาละวันไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าเป็นอะไร ก็หุบปากและกลืนเข้าไปในท้อง สองไกรทองผุดลุกขึ้นเงื้อฉมวกจ้วงแทงมันหลายต่อหลายที ชาละวันล่าถอยลงน้ำและดำน้ำหายไป

สองสหายถอนหายใจโล่งอก

"เสร็จเราแน่ พอระเบิดระเบิดมันก็ท้องแตกตาย ดิเรกมันเป็นนักวิทยาศาสตร์และรอบคอบดีมาก ไม่ว่าจะไปไหนเป็นต้องมีอาวุธแปลกๆ ติดตัวไปด้วยเสมอ"

นิกรยิ้มแป้น

"เราสองคนได้เป็นฮีโร่แน่นอน ชาวแปดริ้วจะต้องยกย่องนับถือเราที่เราช่วยกันปราบตะเข้ตัวนี้ได้"

ทันใดนั้นเอง เสียงระเบิดก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวต่ำกว่าระดับน้ำเพียงเล็กน้อย ทำให้น้ำตอนนั้นพุ่งกระจายขึ้นสูง นักดูจระเข้ต่างพูดกันแซ่ดไปหมดว่า เสียงระเบิดนี้เกิดขึ้นจากคาถาอาคมของกิมหงวนและนิกร

ชาละวันจบชีวิตแล้ว หลังจากที่ลูกระเบิดที่มันกลืนเข้าไปในท้องได้ระเบิดขึ้น ตับไตไส้พุงและเนื้อหนังส่วนท้องของมันจนกระดูกกระเดี้ยวถูกชิ้นระเบิดเละเทะหมด ร่างอันใหญ่โตของมันขาดออกเป็นสองท่อน และขาดตอนกลางตัวพอดี

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง ส่วนหาง ของมันนับตั้งแต่ท้องถึงปลายหางซึงยาวประมาณ ๓ เมตร ก็ลอยกระเพื่อมๆ ขึ้นมาเหนือน้ำ ห่างจากเขื่อนหน้าวัดไม่กี่มากน้อย แม่น้ำตอนนั้นมีสีแดงด้วยเลือดของกุมภีร์ ประชาชนหลายร้อยคนต่างไชโยโห่ร้องเสียงอื้ออึงไปทั่ว ทุกคนตบมือโห่ร้องให้แก่หมอจระเข้บรรดาศักดิ์ทั้งสอง

กิมหงวนกับนิกรนั่งขัดสมาธิอยู่บนแพนั้น เมื่อประชาชนโห่ร้องให้เกียรติเขา สองสหายก็ลุกขึ้นยืนโบกมือตอบ ทันใดนั้นเองแพลูกบวบก็เอียงวูบทำให้อาเสี่ยกับนิกรเสียหลัก หล่นลงในน้ำเสียงดังตูม

นักดูจระเข้หัวเราะกันเกรียวกราว สองสหายว่ายน้ำเข้ามาหาฝั่ง ใครต่อใครหลายคนได้ช่วยเหลือฉุดกิมหงวนกับนิกรขึ้นมาบนเขื่อน และสองสหายไกรทองก็ถูกแบกขึ้นบ่าแห่ไปรอบๆ บริเวณลานกว้างหน้าวัดโสธร ทั้งสองกลายเป็นผู้กล้าหาญไปแล้ว ผู้คนมีแต่ความเคารพนับถือ กิมหงวนกับนิกรถูกแห่วนเวียนไปมาอยู่เกือบ ๑๕ นาที นักนิยมดูจระเข้ก็ค่อยๆ วางลง คราวนี้ผู้คนก็เข้ามาเบียดเสียดห้อมล้อมขอลายเซ็นและแสดงความยินดี ต่อหมอจระเข้ผู้กล้าหาญ มีผู้นำเหล้ามาให้ดื่มอีก เจ้าแห้วรีบนำเสื้อกางเกงมาให้สองสหาย

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง สี่สหายก็ขอแรงให้ประชาชนนำท่อนหาง ของจระเข้ยักษ์ลากขึ้นมาบนวัด โดยใช้เชือกขนาดใหญ่เส้นหนึ่ง ท้องของมันถูกลูกระเบิดเหวะหวะ และเนื้อของมันมีกลิ่นคาวจัด ดร. ดิเรกได้พิสูจน์จระเข้ยักษ์ตัวนี้ แล้วเขายืนยันว่าเป็นจระเข้ตัวผู้แน่นอน

นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับคณะของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันอยากเห็นส่วนหัวของตะเข้ตัวนี้ อยากจะเอาต่อกันเข้า เพื่อดูซิว่ามันอยู่บนบกจะใหญ่โตสักแค่ไหน แล้วก็เราจะได้จ้างเขาถลกหนังให้เราด้วย จ้างรถโกดังบรรทุกหนังมันไป ไปถึงบ้านกันจะฟอกและอาบน้ำยาอย่างดีที่สุด เอาไว้ตัดรองเท้า หรือทำเครื่องหนังไว้ใช้กัน"

พลมองไปในแม่น้ำแล้วกล่าวว่า

"ท่อนหัวของมันคงจมอยู่ในน้ำนั่นแหละ จ้างประดาน้ำเขางมก็ได้นี่นา หรือใครจะมีปัญญาเอาเบ็ดลาก หรือลงอวนก็ตามใจเขา กันอยากได้หัวกะโหลกมันโว้ย มันเป็นจระเข้ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจะหาไม่ได้อีกแล้วในเมืองไทย"

ในที่สุด พลก็จ้างประดาน้ำได้สามสี่คน ซึ่งเป็นชาวพื้นเมือง ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้รับรองว่าจะค้นหาท่อนหัวให้ได้ภายในเวลาสองชั่วโมงเป็นอย่างช้า ส่วนค่าจ้างเขาไม่คิด เขาทำเพื่อตอบแทนความกล้าหาญของเสี่ยหงวนกับนิกรวีรบุรุษของชาวแปดริ้ว ผู้พิชิตจระเข้ยักษ์ตัวนี้

"เที่ยงแล้ว พวกเจ้านายเข้าไปในตลาดไปรับประทานอาหารกันก่อนเถอะครับ" ชายหนุ่มชาวพื้นเมืองคนหนึ่งกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย "ทานเสร็จแล้วค่อยกลับมาที่วัด จระเข้ตัวมันใหญ่หาไม่ยากหรอกครับ ผมคิดว่ามันคงจมอยู่ใต้น้ำเพียงเล็กน้อย และคงไม่ห่างฝั่งเท่าใด ขณะนี้น้ำก็กำลังนิ่งคงไม่ลอยไปไกลนัก พวกผมสี่คนจะพยายามค้นหาท่อนหัวมันให้ได้ และจะช่วยกันถลกหนังให้พวกเจ้านายเอาไปกรุงเทพฯ "

คาดิลแล็คเก๋งออกจากวัดโสธรในราวเที่ยงเศษมุ่งตรงไปตลาด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว แวะรับประทานอาหารกันที่ร้านแห่งหนึ่ง ฉะเชิงเทราในตอนกลางวันมีแต่ความเงียบเหงา อากาศร้อนระงม กิมหงวนกับนิกรรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อยที่เขาทั้งสองสามารถสังหารจระเข้ร้ายตัวนั้นได้

ในราว ๑๓.๓๐ น. คณะพรรคสี่สหายก็ย้อนกลับมาที่วัดสโสธรอีกครั้งหนึ่ง คาดิลแล็คเก๋งแล่นผ่านประตูวัดเข้าไปอย่างแช่มช้า ทุกคนรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งที่บริเวณหน้าวัด มีประชาชนไม่ต่ำกว่าพันคน เบียดเสียดเยียดยัดล้อมวงกัน เจ้าแห้วนำรถเก๋งคันงามแล่นไปจอดทางด้านขวาของโบสถ์หลวงพ่อ

เมื่อทุกคนก้าวลงมาจากรถ ชายหนุ่มชาวพื้นเมืองคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าประดาน้ำ ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย

"เจ้านายครับ" เขาพูดระล่ำระลัก ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ "มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นประหลาดใจเกิดขึ้นครับ เกี่ยวกับตะเข้ยักษ์ตัวนั้น"

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณทำหน้าตื่นไปตามกัน

"หมายความว่ากระไรน้องชาย" พลถาม

ชายหนุ่มผู้นั้นมีทีท่าประหวั่นพรั่นใจไม่น้อย

"พวกผมสี่คนได้ช่วยกันงมท่อนหัวของตะเข้ยักษ์ เมื่อตอนเที่ยงครับ งมอยู่ในราวครึ่งชั่วโมง ทิดแฉ่งเขาก็ลากขึ้นมาจากใต้น้ำ ห่างจากหน้าเขื่อนหน้าวัดราวห้าหกวาเท่านั้น แต่ว่ามันไม่ใช่ท่อนหัวของตะเข้ครับ"

"แล้วมันเป็นอะไร" นายแพทย์หนุ่มถามโดยเร็ว

"ท่อนหัวของศพผู้ชายคนหนึ่งน่ะซีครับ"

"ฮ้า" ทุกคนร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

"เป็นความจริงครับ เราช่วยกันลากศพขึ้นมาไว้ใกล้ๆ กับส่วนหางของตะเข้ยักษ์แล้ว ผู้คนหลั่งไหลมาดูศพกันมากมาย มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนร้องไห้ รำพันอยู่ตลอดเวลาครับ ถึงเดี๋ยวนี้เขาก็ยังร้องไห้อยู่ เขายืนยันว่าตะเข้ยักษ์ตัวนี้คืออาจารย์ของเขาที่กลายร่างเป็นตะเข้ และศพที่เราได้มาครึ่งท่อนก็คือศพอาจารย์ของเขา เป็นศพที่พึ่งตายใหม่ๆ ส่วนท้องขาดเหวอะหวะเพราะถูกลูกระเบิด ตับไตไส้พุงไม่มีเหลือครับ ผมและพวกเรามั่นใจว่าตะเข้ตัวนี้ เป็นตะเข้ที่เกิดจากเวทมนต์คาถาของอาจารย์คนนั้น"

"เอ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "เรื่องมันชักจะลึกลับซับซ้อนแล้วโว้ย"

นิกรชักปอดลอย

"นั่นน่ะซีครับ อึ๋ย....ขนลุก ถ้าเป็นผมดำน้ำไปถูกศพเข้าเห็นช๊อคตายแน่"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่น

"มันเป็นแปลก มันเป็นแปลกมาก มีคนเล่าให้ฟังว่าพระภิกษุองค์หนึ่งอยู่เมืองกบินทร์จำพรรษาอยู่วัดริมแม่น้ำ พระองค์นั้นตั้งตนเป็นอาจารย์อยู่ยงคงกระพัน เจ้าอาวาสรู้เข้าก็ว่ากล่าวบังคับให้เลิกทำเช่นนั้น ต่อมาเกิดยุ่งกับผู้หญิง เจ้าอาวาสก็จับสึก พระองค์นั้นก็แปลงตัวเป็นตะเข้กระโดดลงน้ำหายไป"

เจ้าหนุ่มนักประดาน้ำลืมตาโพลง

"ถูกแล้วครับ พระองค์นั้นชื่ออาจารย์ทองครับ อ้ายหนุ่มยืนร้องไห้อยู่นั่นเล่าให้ผมฟังว่า อาจารย์ทองเป็นตะเข้มาเกือบปีแล้ว เขาพยายามติดตามมาพร้อมด้วยขวดใส่น้ำมนต์ ถ้าเขาเอาน้ำมนต์ราดหัวตะเข้เมื่อไร ตะเข้ก็จะกลายเป็นคนเมื่อนั้น เขาร้องไห้ฟูมฟายน่าสงสารเมื่อเขาแลเห็นศพอาจารย์ของเขา ศพนั้นเปลือยเปล่าครับศีรษะโล้นโกนผมเกลี้ยง เชิญเจ้านายไปดูสิครับ มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมหัศจรรย์มาก"

นิกรกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"กันคิดว่าเรากลับบ้านกันดีกว่า ลงมีเรื่องผีสางเข้ามาเกี่ยวไม่สนุกแน่ ประเดี๋ยวอาจารย์ทองเกิดอาฆาตพยาบาทเรา ติดตามเราไปกรุงเทพฯ เราก็แย่เท่านั้น เรื่องมันก็มีเหตุผลว่ะ ตะเข้ธรรมดามันไม่เฉลียวฉลาดดุร้ายถึงอย่างนั้นหรอก เรื่องนี้ต้องเป็นความจริง"

พลยกมือตบหลังนิกรเบาๆ

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะไปดูศพนายทองเถอะ แกพ้นจากเพศบรรพชิตแล้ว เพราะถูกบังคับให้สึกแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้ว และนักประดาน้ำผ่านหน้าโบสถ์ ไปยังเขื่อนริมน้ำขณะนี้ ประชาชนกำลังเบียดเสียดเยียดยัดกันมองดูศพจระเข้ และศพของอาจารย์ทอง ซึ่งศพจระเข้นั้นมีแต่ท่อนหาง และศพของอาจารย์ทองมีแต่ท่อนหัว รอยแผลเหวอะหวะที่ท้องนั้นคล้ายคลึงกัน

คณะพรรคสี่สหายบุกเข้ามายืนข้างหน้ากลุ่มไทยมุงทั้งหลาย ทุกคนต่างจ้องเขม็งมองดูศพครึ่งท่อนของอาจารย์ทอง ด้วยความประหลาดใจ ศพนั้นเพิ่งตายประมาณสองชั่วโมง บาดแผลยังมีเลือดปรากฏอยู่ ดร. ดิเรกพิจารณาดูรอยแผลเหวอะหวะที่ส่วนท้องด้วยความตื่นเต้น ความรู้สึกบอกตัวเองว่าบาดแผลนั้นคืออำนาจของชิ้นระเบิด อย่างไม่มีปัญหา

ชายหนุ่มในวัย ๓๐ เศษคนหนึ่ง นั่งพับเพียบร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างๆ ศพอาจารย์ทอง แสดงความอาลัยรักอาจารย์ของเขา เขาพร่ำรำพันถึงพระคุณของอาจารย์อย่างน่าสงสาร เขาสะอื้นไห้ปิ่มว่าจะขาดใจตาย ดร. ดิเรกเดินเข้าไปประคองเขาให้ลุกขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสามสหายกับเจ้าแห้วเข้ามา

"น้องชาย เธอเป็นใคร"

"ผมหรือครับ ผมชื่อหยดครับ ผมเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์ทองคนนี้ครับ โธ่-อาจารย์ผมตายเสียแล้ว ต่อไปนี้ใครจะบิณฑบาตรหาเลี้ยงผมอีก ฮือ-ฮือ-ฮือ"

สี่สหายมองดูหน้ากันแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมๆ กัน พลกล่าวกับนายหยดว่า

"เธอแน่ใจหรือว่าศพนี้เป็นอาจารย์ของเธอ"

"โธ่-ผมรับใช้ท่านทุกวัน ถูกท่านเตะถีบกระทืบทุกวัน ทำไมผมจะจำอาจารย์ของผมไม่ได้ครับ ผมจำได้กระทั่งไฝแดงเม็ดเล็กๆ ที่หลังมือซ้ายของท่าน อาจารย์ของผมท่านเสียใจและขายหน้าเขาครับ ที่ถูกท่านสมภารจับสึกหาว่าเป็นสมาชิกกับสีกา"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"เป็นสมาชิกหรือเป็นปราชิก"

"อ้า-ปราชิกครับผมพูดผิดไป" เจ้าหนุ่มผู้นั้นพูดเสียงสะอื้น "ท่านกลับมาจากโบสถ์นุ่งขาวห่มขาวท่านพูดกับผมว่า อ้ายหยด กูไม่สามารถจะอุปการะมึงได้ต่อไปแล้ว กูอับอายขายหน้าเขา กูอยู่บนพื้นแผ่นดินไม่ได้ กูจะต้องอาศัยอยู่ในน้ำ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง

"แล้วยังไงนายหยด" ท่านเจ้าคุณซัก

"ก็หมายความท่านจะเป็นตะเข้ซีครับ ท่านอาจารย์ท่านเคยแปลงคัวเป็นตะเข้เล่นเสมอ ให้ผมถือขวดน้ำมนต์ไว้ ท่านว่ายน้ำฟาดหางโผงผางจนเหนื่อย แล้วก็โผล่หัวขึ้นมาที่ศาลาวัด พอผมเทน้ำมนต์รดหัวตะเข้ อาจารย์ก็กลายเป็นคนตามเดิม"

กิมหงวนหันมายิ้มกับเพื่อนเกลอของเขา

"เรื่องนี้น่าพิมพ์เป็นการ์ตูนขายนี่หว่า เข้าทีดีว่ะ"

นายหยดสะอื้นดังๆ

"เรื่องจริงนะครับ ไม่ใช่โกหก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็ใครว่าแกโกหกล่ะ กันว่าเรื่องมันแปลกดีต่างหาก แล้วยังไงน้องชาย"

"แล้วอาจารย์ก็ลงไปที่ศาลาท่าน้ำครับ ผมตามไปท่านก็ตะเพิดไล่ผม ผมเห็นท่านบริกรรมคาถาสักครู่ ท่านก็แก้ผ้าออกกระโจนลงไปในน้ำ ขณะนั้นเป็นเวลาเย็น ร่างของท่านกลายเป็นตะเข้ตัวใหญ่ยาวตั้งสามวา ว่ายน้ำอู้ไปเลยครับ พระเณรที่วัดหลายองค์แลเห็นกันทั้งนั้น ถ้าผมเอาความเท็จมาพูด ขอให้หลวงพ่อโสธรหักคอผมเลย โธ่-ในที่สุดอาจารย์ก็เอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ ผมอุตสาห์ติดตามมาตั้งนาน เอาขวดน้ำมนต์มาด้วย เที่ยวสืบถามตามริมฝั่งแม่น้ำ คิดว่าถ้าพบท่านก็จะเอาน้ำมนต์ราดตัวท่าน เพื่อให้ท่านกลายเป็นคน ผมมาเรือเมล์มาถึงแปดริ้วได้ ๓ วันแล้ว พอขึ้นจากเรือเขาก็โจษกันเรื่องจระเข้ยักษ์ ขึ้นที่หน้าวัด และอาละวาดกินคน ผมก็มาคอยอยู่ที่วัดนี่ แต่ผมไม่ทันได้ช่วยอาจารย์ของผม กรรมของท่านครับ ที่ตายของท่านอยู่ที่นี่เอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้านายแพทย์หนุ่ม แล้วถามยิ้มๆ

"แกรู้สึกยังไงบ้างดิเรก"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ

"ผมบอกไม่ถูกครับ มันอาจจะเป็นจริงได้ตามที่นายหยดเล่าให้ฟังเหมือนกัน ไสยศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระทีเดียว แต่ผู้ที่มีความรู้จริงๆ นั้นหาได้ยาก โดยมากมักจะมีแต่ผู้ที่หลอกลวงเขา ผมแปลกใจที่ศพนี้เพิ่งตายใหม่ๆ ตัวขาดเป็นรอยถูกชิ้นระเบิด และถ้าตะเข้ตัวนี้ไม่ใช่อาจารย์ทอง ปลอมแปลงมา ส่วนหัวของตะเข้จะหายไปไหน ประดาตั้งหลายคนควรจะหาพบส่วนหัวของมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูศพนายทองอย่างเศร้าใจ

"มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดมาก ตะเข้ตัวนี้อยู่ยงคงทนผิดธรรมดา ตำรวจยิงด้วยปืนกลมือยังไม่เป็นไร หมอตะเข้ก็ปราบไม่ได้ มิหนำซ้ำยังตกเป็นเหยื่อของมัน มันเฉลียวฉลาดอย่างที่สุด คนอยู่บนบกยังเอาหางฟาดลงเอาไปกิน มิหนำซ้ำยังขึ้นมาไล่คนบนบก ซึ่งตะเข้ทั่วไปไม่อุกอาจอย่างนี้ เห็นคนมากมายมันก็หนี รวมความแล้วมันเป็นเรื่องลึกลับมหัศจรรย์ไม่น้อย" พูดจบท่านก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ว่าไง แกจะเอาหนังมันไปทำรองเท้าใส่เล่นไม่ใช่หรือ เพียงท่อนหางของมันก็ทำได้สองสามคู่อย่างสบาย"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่รับประทานละครับ ประเดี๋ยวกลางคืนมันไปทวงผม" แล้วกิมหงวนก็ทำเสียงห้าวๆ "เอาของกูมา"

นิกรทำท่าขนลุกขนพอง

"อึ๊ย-อย่าพูดโว้ยใจไม่ดี กันกับแกเป็นคนฆ่าตะเข้ตัวนี้ กลับบ้านกันดีกว่าพวกเรา"

เสี่ยหงวนเลื่อนตัวเข้ามาหาชายหนุ่มที่เป็นลูกศิษย์อาจารย์ทอง

"น้องชาย แกจะจัดการกับศพอาจารย์ของแกอย่างไรต่อไปบอกกันซิ"

นายหยดน้ำตาไหลพราก

"ผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรครับ เงินทองก็ไม่มี เห็นจะต้องเรี่ยไรเงินเขาคนละเล็กละน้อย เผาศพอาจารย์ที่วัดนี้ตามมีตามเกิด"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่ง ในราว ๒,๐๐๐ บาท แล้วเขาก็ส่งให้นายหยด

"เอ้า น้องชาย กันให้แกไว้ใช้จ่ายในการทำศพอาจารย์ของแก แกจะเผาหรือจะฝังก็ตามใจ แต่อย่าทิ้งไว้ให้เหม็นเน่าคนอื่นเขา แล้วก็ช่วยจัดการกับศพตะเข้ด้วย ใครอยากได้หนังของมันก็ให้เขาถลกเอาไป เหลือก็ฝังเสีย อาจารย์ของแกไม่ควรแปลงเป็นตะเข้นี่นา แปลงเป็นปลาแขยงหรือเป็นเต่าเป็นตะพาบน้ำก็ยังไม่ตายหรอก ลงเป็นตะเข้มันก็ต้องกินคน"

นายหยดทรุดตังลงนั่งคุกเข่า แล้วประนมมือไหว้กิมหงวนแสดงความเคารพเขา และขอบคุณเขาอย่างใจจริง

"ขอบคุณนะครับที่เจ้านายกรุณาผม ผลศีลผลทานของท่าน คงจะทำให้เจ้านายมั่งมีศรีสุขตลอดไป ผมจะจัดการศพอาจารย์ของผม อย่างดีที่สุดเชียวครับ เพื่อแสดงกตัญญูกตเวทีของผม"

เสี่ยหงวนพยักหน้าและยิ้มให้

"ดีแล้วน้องชาย คนที่กตัญญูรู้คุณคนย่อมตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้"

ดร. ดิเรกเดินเข้ามา ยกมือตบบ่าเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"กลับบ้านโว้ยพวกเรา หมดหน้าที่ของเราแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ของชีวิตเรา คงจะถูกบันทึกลงไปว่า วันนี้เราได้เผชิญกับเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจ คือตะเข้ยักษ์และศพของอาจารย์ทอง"

คณะพรรคสี่สหายต่างล่าถอยออกมา และร่ำลาประชาชนที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆ ใครๆ พากันมองดูอย่างชื่นชม ไกรทองสองเกลอยิ้มแป้นตลอดเวลา ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ขอให้ท่านผู้กล้าหาญจงเจริญ ไช-โย"

เสียงไชโยดังกึกก้องไปทั่ววัดโสธร พระสงฆ์องค์เจ้าต่างตื่นเต้นยินดีในชัยชนะของนิกรกับเสี่ยหงวน ซึ่งสามารถปราบจระเข้ยักษ์ได้ ทุกคนต่างเชื่อว่าจระเข้ตัวนี้คืออาจารย์ทองปลอมแปลงมา

ประชาชนนับพันเฮโลกันมาส่ง คณะพรรคสี่สหายทางหน้าโบสถ์หลวงพ่อ คาดิลแล็คเก๋งถูกสต๊าทเครื่องกลับรถข้างโบสถ์ และแล่นออกมาอย่างแช่มช้า ไกรทองสองเกลอต่างโบกมือและยิ้มให้ผู้ที่มาส่งเขา เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นอีก พวกผู้หญิงลูกทุ่งหลายคนทำตาหวานและส่งจูบให้

ภัยจากจระเข้ยักษ์เหนือแม่น้ำบางปะกง สิ้นสุดลงแล้ว บ่ายวันนั้นเอง ประชาชนได้หลั่งไหนมาที่วัดโสธร เพื่อดูศพจระเข้ และศพอาจารย์ทองอย่างมืดฟ้ามัวฝน เรือพายและเรือแจวลำเล็กๆ ปรากฏทั่วแม่น้ำตามเดิม ใครต่อใครต่างพากันสรรเสริญหมอจระเข้ชาวกรุงทั้งสอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจและนายอำเภอได้มาชันสูตรพลิกศพอาจารย์ทองในชั่วโมงนั้น ต่างลงความเห็นว่าอาจารย์ทองหรือนายทองถูกจระเข้ยักษ์กัดตาย เจ้าพนักงานไม่ยอมเชื่อว่า อาจารย์ทองคือจระเข้ยักษ์ตัวนี้.

จบบริบูรณ์