พล นิกร กิมหงวน 105 : ครูยุคอวกาศ

บรรดาศิษย์ใหม่ซึ่งมีเจ้าแก้วเป็นหัวหน้าในการทำวีรกรรมแข็งกระด้างต่อครูใหม่ ซึ่งมีสามเกลอมารับหน้าที่ ท่านเจ้าคุณผู้เจ้าของโรงเรียนขาดครูที่ต้องช่วยถึง ๔ คน อาเสี่ยกิมหงวนก็ดี หรือนิกร การุณวุงศ์ ก็ดี ที่มารับอาสาเป็นครู วันแรกก็พบกับความเอือมระอาต่อนักเรียนแก่นแก้วเหล่านี้ แต่คณะพรรค ๓ เกลอ รวมทั้งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็มิย่อท้อ ทั้งนี้เพื่อจะให้เด็กแก่นแก้วทั้งหลายในวันนี้เป็นเด็กดีในวันหน้าต่อไป.

เจ้าแก้วมีนิสัยดีนิดเดียว ที่เกรงกลัวเจ้าคุณผู้จัดการหรืออาจารย์ใหญ่ ความเลวทั้งหลาย คือไม่กลัวครูอื่นทั้งหมด รวมทั้งคณะสามเกลอ ขณะนี้เจ้าแก้วกำลังนั่งหน้าจ๋อย เพราะถูกเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ประกาศคาดโทษ ทั้งๆ ที่ทำหน้าจ๋อย แต่ก็มิวายลอบค้อน เจ้าแห้วแลเห็นเข้าก็เขี่ยมือเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ แล้วกระซิบฟ้องท่าน

"ใต้เท้าครับ เด็กคนนั้นมันแหกตาหลอกใต้เท้าครับ"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ กำลังหัวเสีย ก็หันมาดุเจ้าแห้ว

"ไม่ใช่เรื่องของมึงหรอกน่า ถอยออกไปยืนห่างๆ เถอะ"

อาเสี่ยมองดูลูกศิษย์ของเขาแล้วกล่าวว่า

"ตามตารางสอนชั่วโมงนี้ เป็นชั่วโมงกวีนิพนธ์ภาษาไทย เมื่อเธอต้องการให้ฉันสอนตามตารางสอนก็ได้ ไม่ขัดข้อง พวกเธอบอกฉันซิว่า เธอเคยได้รับความรู้ในกวีนิพนธ์มาอย่างไรบ้าง เรียนไปได้แค่ไหน"

นักเรียนคนหนึ่งลุกขึ้นยืนตอบอย่างฉาดฉาน

"เรากำลังเรียนบทกวีนิพนธ์ของท่านศรีปราชญ์ครับ แต่ครูสอนกวีนิพนธ์คนก่อน ถูกพวกเรารุมสกรัมในห้องเรียน ถึงกับไปอยู่โรงพยาบาลหลายเดือน แล้วก็เลยไม่มาสอน"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"เอาละ... ถ้าเช่นนั้นเราจะเรียนซ้ำเรื่องกวีนิพนธ์ต่างๆ ของท่านศรีปราชญ์อีกครั้งหนึ่ง อ้า..ฉันขอแนะนำประวัตของศรีปราชญ์ มหากวีผู้ยิ่งใหญ่ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มาเล่าให้เธอฟังอีกครั้ง อ้า... พวกเธอลองตอบฉันซิว่า ศรีปราชญ์น่ะเป็นลูกใคร"

นักเรียนทั้งชันยกมือสลอน เสี่ยหงวนมองดูหน้าเจ้านิล ตัววายร้ายอีกคนหนึ่งในห้อง แล้วพยักหน้า

"เธอตอบ นายดำปืน"

เจ้านิลเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"ผมชื่อนิลครับ ไม่ใช่ดำปืน ครูอย่าพยายามเหยียดผิวผมซีครับ"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"แก่เรื่อง 'เลือดทารุณ' ไปหน่อยแล้ว นายนิลเธอเป็นคนไทย ไม่ใช่แขกนิโกร ตอบฉันซิว่าศรีปราชญ์เป็นลูกใคร"

เจ้านิลตอบอย่างองอาจ

"ไม่ใช่ลูกผมแน่นอนครับ"

เจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ซึ่งยืนดูอยู่นอกห้อง โกรธจนตัวสั่น

"ทำไมเธอตอบอย่างนั้น นายนิล ถ้าเธอตอบแบบนี้อีก ฉันจะไล่เธอออกจากโรงเรียน"

นายนิลหันมามองดูอาจารย์ใหญ่ แล้วพูดขึ้นอย่างหัวเสีย

"เอาซีครับ ไล่ออกก็ไล่ออก ถ้าอาจารย์ใหญ่ไล่ผมออก เพื่อนผมทั้งห้องก็จะลาออกเหมือนกัน และนั่นย่อมหมายความว่า อาจารย์ใหญ่จะต้องขาดรายได้ไปเทอมหนึ่งไม่ใช่น้อย"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ยิ้มแหยๆ ไม่ยอมพูดอะไรอีก อาเสี่ยกิมหงวนบอกให้นายนิลนั่ง แล้วกล่าวถามเจ้าหนุ่มผมเกรียนคนหนึ่ง

"เธอตอบ ศรีปราชญ์น่ะ เป็นลูกใคร"

เจ้าหมอนั่นตอบอย่างภาคภูมิ

"ลูกเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ครับ ฝรั่งชาติกรีก ผู้มีนามว่าคอนแสตนด์ ฟอลคอน ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระนารายณ์"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ ถามเด็กนักเรียนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ผู้ที่ตอบเขา

"เพื่อนเธอเขาตอบถูกไหม"

"ถูกครับ คุณครู ถ้าผมตอบว่าไม่ถูก ผมออกไปนอกห้อง อ้ายชุบมันก็ต้องเตะปากผม"

เสี่ยหงวนโบกมือให้นั่ง

"ศรีปราชญ์ ไม่ใช่ลูกนายฝรั่งตาน้ำข้าวคนนั้น ใครรู้บ้างตอบฉันซิ"

เจ้าแห้วยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ชูมือขวาขึ้นแล้วร้องดังๆ

"ลูกชายพระโหราธิบดีครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น แล้วเอ็ดตะโรเจ้าแห้วเสียงลั่น

"แกไม่ใช่นักเรียนโว้ย ฉันไม่ได้ถามแก"

พวกนักเรียนทั้งห้องหัวเราะครืน กิมหงวนกล่าวกับนักเรียนของเขาต่อไป

"ศรีปราชญ์เป็นลูกชายของพระโหราธิบดี ซึ่งเป็นโหรประจำราชสำนัก อ้า..."

เจ้าแก้วถามขึ้นทันที

"หน้าตาเป็นยังไงครับ ครู"

อาเสี่ยนิ่งคิดอยู่สักครู่

"เป็นเด็กที่มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่ง แล้วก็เอาไว้ผมจุก ปักปิ่นทอง"

เจ้าแก้วหัวเราะหึๆ

"ทำไมครูรู้ล่ะครับ"

อาเสี่ยยักคิ้วแล้วตอบหน้าตาเฉย

"ครูเดาเอาโว้ย แกเล่นถามยังงี้ใครจะไปตอบได้ล่ะ เท่าที่ครูเรียนมาก็ไม่เคยปรากฏว่า ศรีปราชญ์หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ตามธรรมดาลูกผู้ดี พ่อเป็นคุณพระ ก็คงมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณดีกว่าเด็กทั้งหลาย อ้า...เมื่อศรีปราชญ์มีอายุได้เก้าขวบเศษ ศรีปราชญ์ได้เริ่มแสดงความสามารถในทางกวีนิพนธ์ของเขา คือช่วยเขียนโคลงสี่สุภาพสองบาทท้าย ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์สองบาทแรกเอาไว้ และให้พระโหราธิบดีมาแต่งต่อ ใครจำได้ว่าโคลงบทนั้นว่ากระไร เธอจำได้ไหมนายนิล"

นายนิลลุกขึ้นตอบอย่างไม่สู้จะพอใจนัก

"ถ้าจำได้ ผมจะมาทนนั่งเรียนเอาสวรรค์วิมานอะไรกันล่ะครับ ป่านนี้ผมก็คงเป็นครูไปนานแล้ว"

เจ้าแก้วยกมือขวาชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วพูดขึ้นดังๆ

"ผมจำได้ครับ คุณครู"

เสี่ยหงวนหันไปยิ้มกับจอมแก่นแก้วประจำห้อง

"เออ...ดีแล้ว ว่าให้ครูฟังซิ"

เจ้าแก้วลุกขึ้นยืนในท่านักเลงเต็มตัว หันไปยิ้มกับเพื่อนๆ รอบห้อง แล้วพูดเสียงแจ๋วๆ ตามวิธีอ่านโคลงสี่สุภาพ

"ใครหนอกัดแก้มแม่ หมองหมาย

ยุงกัดก็ยังหาย ไม่ช้ำ

ผิวะชนลือจักกราย ยังยาก

ใครจักอาจให้ช้ำ ชอกเนื้อนวลสงวน"

สองเจ้าคุณและสามสหายกับเจ้าแห้ว ซึ่งยืนฟังอยู่ที่หน้าต่าง ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ครูกิมหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่ แล้กล่าวกับเจ้าแก้วว่า

"เธอไปได้มาจากไหน โคลงบทนี้"

เจ้าแก้วยิ้มแห้งๆ

"ได้มาจากส้วมสะพานหกครับ"

กิมหงวนจุ๊ย์ปาก

"ที่หลังอย่าพยายามจำโคลงฉัน?กาพย์กลอนที่เขาเขียนไว้ตามส้วม หรือตามฐานวัด เพราะนั่นผู้เขียนย่อมไม่มีสมาธิเพียงพอ เนื่องจากต้องทำงานถึงสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือส้วมไปด้วยและคิดไปด้วย ความทรงจำจึงผิดพลาด ครูจะอธิบายให้เธอฟัง สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า

อันใดย้ำแก้มแม่ หมองหมาย

ยุงเหลือบหรือริ้นพราย ลอบกล้ำ

แล้วพระองค์ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระโหราธิบดีต่อพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพบทนั้นให้จบ พระโหราฯ ได้นำกระดานชนวนแผ่นนั้นไปบ้าน เอาไปทิ้งไว้ในห้องนอน ศรีปราชญ์ซึ่งเป็นเด็กอายุเพียงเก้าขวบ ได้พบข้อความอันเป็นลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็อ่านดูด้วยความสนใจ"

เจ้าแก้วพูดขึ้นเบาๆ

"ยังงี้เขาเรียกว่าเด็กสอดรู้สอดเห็น เรื่องของผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องของเด็กเลย"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ มองดูเจ้าแก้ว แล้วอธิบายต่อไป

"ศรีปราชญ์เป็นสัพพัญญู เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดเกินกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ศรีปราชญ์ได้หยิบดินสอพองเขียนโคลงบาทสามและบาทสี่ลงไปว่า

ผิวชนแต่จักกราย ยังยาก

ใครจักอาจใช้ช้ำ ชอกเนื้อเรียมสงวน"

พวกนักเรียนทั้งชั้นตบมือกราว บ้างก็เป่าปากกระทืบเท้าเกรียวกราวไปหมด อาเสี่ยยิ้มแก้มแทบแตก แสดงกิริยาท่าทางภาคภูมิใจ พอเสียงตบมือจบลง เขาก็กล่าวกับนักเรียนว่า

"เธอตบมือให้ฉันใช่ไหม"

เจ้าแก้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"เปล่าครับครู พวกเราตบมือให้ศรีปราชญ์ต่างหาก"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วสอนกวีนิพนธ์ต่อไป

"เมื่อพระโหราธิบดีได้พบข้อความที่ศรีปราชญ์เขียนไว้ในกระดานชนวน ก็ซักถามคนในบ้าน ศรีปราชญ์จึงรับว่าเขาเขียนเอง ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น พระโหราฯ ก็พาศรีปราชญ์ไปเฝ้าพระนารายณ์ฯ และกราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ศรีปราชญ์เป็นมหาดเล็ก ต่อจากนั้นมา ศรีปราชญ์ได้แสดงความสามารถในการประพันธ์โคลงสี่สุภาพ ตลอดจนกาพย์กลอนต่างๆ อีกมากมาย ครูจะได้สอนพวกเธอให้รู้จักการแต่งโคลงสี่สุภาพ พวกเธอเคยมีความรู้มาบ้างหรือเปล่า"

เด็กที่นั่งอยู่หน้าชั้นคนหนึ่ง ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า

"พวกเราไม่มีความรู้หรอกครับ คุณครู ครูสอนกวีนิพนธ์คนเก่าที่พวกเรารุมซ้อม เคยสอนให้พวกเราแต่งกลอนลำตัด และยี่เกเท่านั้น"

เสี่ยหงวนทำปากจู๋

"กลอนยี่เกหรือกลอนลำตัดไม่เรียกว่ากวีนิพนธ์ เพราะไม่มีกฎเกณฑ์หรือมาตรฐาน แต่กวีนิพนธ์มีบทบังคับ มีคำสัมผัสที่เรียกว่าสัมผัสนอกสัมผัสใน"

เสี่ยหงวนเดินไปที่กระดานดำ หยิบชอล์คเขียนรูปวงกลมเป็นวงๆ ติดๆ กัน ใส่ไม่เอกไม้โทตามรูปลักษณะของโคลง และโยงเส้นบอกวิธีบังคับคำสัมผัส

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ยิ้มแป้น ท่านดีใจอย่างยิ่งที่นักเรียนเรียนลัดห้อง ก. เริ่มสนใจในการเรียน และรู้สึกพอใจในความสามารถของเสี่ยหงวน ถึงแม้เขาจะสอนกวีนิพนธ์ได้อย่างงูๆ ปลาๆ ก็ตาม ท่านเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ยกมือจับแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ เกลอเก่าของท่านแล้วกล่าวว่า

"ได้เรื่องแล้วเจ้าคุณ เสี่ยหงวนมีความสามารถพอที่จะเป็นครูสอนเด็กแก่นแก้วเหล่านี้ได้ดีทีเดียว เราไปคุยกันที่ห้องพักครูเถอะ ชั่วโมงสุดท้ายผมจะให้พลเข้าสอนเด็กห้องนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าเจ้าหลานชายทั้งสี่คนนี้ คงปฏิบัติหน้าที่ครูได้ดี และในไม่ช้านี้เด็กทุกคนก็จะกลายเป็นเด็กดี ตั้งอกตั้งใจเรียนกันต่อไป"

เจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล. นิกร. ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วเดินไปจากที่นั้น พอร่างอาจารย์ใหญ่ลับตา พวกเด็กนักเรียนก็เริ่มเปิดฉากเฮี้ยวครูอีก ไม่มีใครสนใจฟังคำอธิบายของครูกิมหงวน ซึ่งกำลังอธิบายรูปลักษณะของโคลงสี่สุภาพ

"นักเรียนทั้งหลายจงจำไว้ นี่คือแบบของโคลงสี่สุภาพ ซึ่งมีเอกเจ็ดโทสี่ และคำของโคลงต้องสัมผัสกันตามลูกศรชี้ ขอให้นักเรียนทุกคนจงตั้งใจเรียนให้ดี บทกวีนิพนธ์นั้นย่อมซาบซึ้งตรึงใจดีกว่าบทร้อยแก้ว ครูจะชักตัวอย่างโคลงสี่สุภาพที่ถูกต้องให้ฟังสักบทหนึ่ง"

เจ้าแก้วลุกขึ้นยืน และกล่าวขึ้นอย่างทระนง ปราศจากความเคารพยำเกรงครู

"ครูครับ...พวกเราเบื่อเต็มทนแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ ที่ครูจะมาสีซอให้ควายฟัง ผมคิดว่าถ้าจะให้ดีแล้ว ครูสอนวิชาอาชีพให้พวกเราดีกว่า พวกผมน่ะถูกพ่อแม่บังคับให้มาเรียน ไม่มีใครอยากจะเรียนหรอกครับ แล้วก็เราทุกคนรู้ด้วยว่า เราจะเรียนได้อย่างมากก็คนละเทอมเท่านั้น เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินให้เรียนตลอดไป เราก็เลยจำใจมาเรียนอย่างเฮงซวย"

อาเสี่ยยกมือท้าวสะเอว มองดูเจ้าแก้วอย่างเศร้าใจ

"เธอไม่เรียน ไม่มีวิชาความรู้ แล้วเธอจะทำอะไรกิน"

เจ้าแก้วแสยะยิ้ม

"ผมถามครูจริงๆ เถอะครับ คนที่ไม่เคยเรียนหนังสือ เคยปรากฏว่ามีใครอดตายไหมครับ"

"ถูกแล้ว ไม่มีใครอดตาย แต่ผู้ที่ไม่มีวิชาความรู้ จะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำแลกเปลี่ยนเงินเขา จะทำงานก็ได้แต่เพียงกรรมกรเท่านั้น"

เจ้าแก้วผิวปากเพลงต้นตระกูลไทยเบาๆ แล้วทรุดตัวลงนั่ง ใครคนหนึ่งหยิบปี่ลูกกะน้าออกมาจากโต๊ะแล้วเป่าเสียงลั่น กิมหงวนร้องตะโกนสุดเสียง

"ที่นี่โรงเรียนโว้ย ไม่ใช่ท้องสนามหลวง"

นักเป่าปีหยุดเป่าทันที ทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"พูดดีๆ หน่อยซีครับครู พูดโว้ยกับนักเรียนประเดี๋ยวผมไปพูดที่ไฮปาร์คครูจะเดือดร้อนนะครับ ไม่รู้จักอะไรเสียแล้ว พ่อผมเป็นนักพูดไฮปาร์คนะครับ ครูมีหน้าที่สอนก็สอนไปซี ผมมีหน้าที่เป่าปีผมก็จะเป่า สมัยนี้เป็นสมัยเสรีประชาธิปไตยนะครับ ทุกคนย่อมมีเสรีภาพทำอะไรได้ทั้งนั้น ครูควรจะเข้าใจให้ดีในเรื่องเสรีภาพ"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"ถ้ายังงั้น ลื้อกับอั๊วออกไปพบกันตัวต่อตัวหลังตึกนี้สักประเดี๋ยวดีไหม"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นห้อง เจ้าแก้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"พวกเราช่วยกันเป็นพยานโว้ย ครูกิมหงวนท้านักเรียนชก อ้ายป่องต้องไปบอกพ่อให้พูดไฮปาร์ควันเสาร์นี้ให้ได้"

นักเป่าปี่พยักหน้า

"แน่นอน ต้องเอาให้ออกจากราชการ"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"เสียใจนายป่อง ฉันไม่ได้เป็นข้าราชการหรอก ฉันเป็นนักธุระกิจ และไม่เคยมีอาชีพเป็นครูบาอาจารย์มาแต่ก่อนเลย เท่าที่มาสอนพวกเธอ ก็เพื่อช่วยเหลืออาจารย์ใหญ่ ซึ่งท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของฉัน อ้า...พวกเธอจะเรียนต่อไปหรือไม่ว่ามา ถ้าไม่มีใครเรียนฉันจะได้ออกนอกห้องไปพักผ่อน"

เจ้าดำปืนพูดขึ้นทันที

"ไปเถอะครับครู พวกเราจะได้เล่นไพ่ป๊อกกัน ครูเพิ่งมาใหม่อาจจะไม่ทราบเทรดดิชั่นของพวกเรา พวกเราจะยอมเรียนในชั่วโมงหนึ่งอย่างมากเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น เวลาที่เหลืออยู่จากชั่วโมงนั้นๆ พวกเรามักจะเล่นไพ่ป๊อกหรือโยนเส้นกัน ถ้าครูสมัครใจจะเล่นกับพวกเราบ้างก็ยังได้ อ้า-ผมอยากจะเตือนครูด้วยความหวังดีนะครับ ขอให้ครูพยายามลาออกจากโรงเรียนนี้เสียเถอะ ขืนพยายามสอนพวกเราต่อไป ครูอาจจะถูกแทงหรือถูกยิงตายในไม่ช้า"

เสี่ยหงวนเดือดดาลทันที จ้องตาเขม็งมองดูเจ้านิล

"ลื้อแน่นักรึ อ้ายน้องชาย ยิงกับอั๊วตัวต่อตัวเอาไหมล่ะ"

พวกนักเรียนฮาครืน ตบมือเป่าปากกระทืบเท้าอย่างพออกพอใจ

"เฮ้ย-ครูท้านักเรียนยิงโว้ย ใครเคยเห็นบ้าง"

เจ้าแก้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"พวกเรากระเซ้าเล่นนิดเดียวเท่านั้น ก็รู้ปมด้อยว่าครูคนนี้ใจน้อย ไม่เหมาะสมที่จะมาเป็นครูพวกเราเลย"

อาเสี่ยพยายามฝืนแสดงสีหน้าให้ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมาทันที

"เปล่า....ฉันพูดเล่นต่างหาก ฉันเป็นครู ฉันต้องอภัยให้ลูกศิษย์เสมอ"

พูดจบอาเสี่ยก็หมุนตัวกลับ แล้วเดินไปที่โต๊ะครู

ทันใดนั้นเองเสียงหนังสติ๊กดีดดังพั่บ ก้อนกรวดเล็กๆ ก้อนหนึ่งปลิวหวือมาถูกท้ายทอยกิมหงวนดังโป๊ก อาเสี่ยหยุดชะงัก ยืนทำตาปริบๆ และค่อยๆ หันมาทางพวกนักเรียน

เขาขบกรามกรอด แววตาวาวโรจน์น่ากลัว นักเรียนทั้งชั้นเงียบกริบ เสี่ยหงวนกล่าวถามด้วยเสียงเกรี้ยวกราดว่า

"รับมาอย่างลูกผู้ชายเดี๋ยวนี้ ใครเป็นคนเอาหนังสติ๊กยิงกบาลฉัน"

เด็กหนุ่มในวัย ๑๗ ปี ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะแถวหน้าค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ผมเองครับครู"

กิมหงวนปราดเข้ามาหา ใบหน้าของอาเสี่ยแดงกล่ำด้วยความโมโห

"เธอเลวมาก เธอเป็นคนเลวที่สุดรู้ไหม นักเรียนที่ขาดความเคารพนับถือครูย่อมเป็นคนเลว"

เจ้าหนุ่มคนนั้นหน้าม่อย ทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"ด่าผมเถอะครับครู ผมมันเป็นคนมีกรรม การกระทำของผมเรียกว่าปิดทองหลังพระแท้ๆ "

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ว่ายังไงนะ เธอช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยเถอะ เธอเอาหนังสติ๊กยิงกบาลฉัน แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าเธอปิดทองหลังพระ เธอยังไม่ยอมรับว่าการกระทำของเธอเป็นความเลวทรามต่ำช้ายังงั้นหรือ"

เจ้าหนุ่มผมเกรียนร้องไห้โฮ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"ผมไม่ได้เจตนาลบหลู่ดูหมิ่นคุณครูนี่ครับ" เขาพูดพลางร้องไห้พลาง "ผมเห็นแมลงวันมันเกาะท้ายทอยคุณครู ผมรู้สึกว่ามันอุกอาจเกินไป ที่ไม่เคารพคุณครู เห็นศีรษะคุณครูเป็นสนามหญ้า ผมก็เลยเอาหนังสติ๊กยิงมัน แต่บังเอิญยิงผิดเพราะตัวมันเล็กเกินไป ก้อนกรวดก็เลยถูกศีรษะคุณครู ความจริงมันเป็นเช่นนี้ครับ"

กิมหงวนกระพริบตาถี่เร็ว ยืนนิ่งอึ้งอยู่สักครู่ แล้วเขาก็ฝืนหัวเราะ

"อือ..เธอดีมาก เธอทำถูกแล้ว แต่ฉันขอร้องเธอเพื่อสวัสดิภาพของฉัน ต่อไปเธออย่าสนใจกับแมลงวันเลยนะ มันจะเกาะกบาลฉันบ้างก็ช่างมันเถอะ" แล้วกิมหงวนก็หมุนตัวกลับ เดินไปนั่งที่โต๊ะครู

พวกนักเรียนคุยกันจ้อแจ้กจอแจ บ้างก็ร้องเพลงเบาๆ บ้างก็กินขนมกันอย่างเอร็ดอร่อย เสียงเจ้าแก้วดังกว่าเพื่อน เขาคุยอวดกับเพื่อนที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ กัน ว่าเมื่อคืนที่แล้วมา เขากับพ่อของเขาได้ตีกับพวกนักเลงแถวบ้าน แล้วถูกพวกนักเลงกลุ้มรุมตั้ง ๓๐ คน เขาแทงนักเลงเหล่านั้นตายไป ๕ คน และบาดเจ็บสาหัสอีกไม่ต่ำกว่า ๘ คน พ่อเขาและตัวของเขาปลอดภัย

กิมหงวนเฝ้ามองดูพวกลูกศิษย์ของเขาด้วยความอิดหนาระอาใจยิ่ง เขานึกในใจว่า เด็กเหล่านี้จะไม่มีใครอนาคตรุ่งเรืองแน่นอน แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะแทบทุกคนมีอุปนิสัยสันดานเป็นพาลเกเร มีจิตใจต่ำช้าผิดกว่าเด็กนักเรียนทั้งหลาย

จนกระทั่งเสียงระฆังตีบอกหมดชั่วโมง อาเสี่ยจึงลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับนักเรียนว่า

"นักเรียนทั้งหลาย พรุ่งนี้เราจะพบกันอีก ฉันจะลองสอนพวกเธออีกครั้ง แต่ถ้าหากว่าพวกเธอไม่ต้องการฉัน ฉันก็จะลาออกจากครู ฉันขอบอกเธอด้วยความจริงใจว่า ฉันปรารถนาดีต่อพวกเธอเสมอ ลาก่อนทุกๆ คน"

แล้วครูกิมหงวนก็เดินลงส้นปังๆ ออกไปจากห้องเรียน ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียว ดร.ดิเรกก็พาตัวเดินเข้ามาในห้อง ซึ่งชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนลัด ในตอนแรกเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่จะให้พลเข้าสอน แต่เกรงว่าพวกเด็กๆ จะเฮี้ยว เพราะชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงวิชาภาษาอังกฤษ ดังนั้นจึงขอร้องให้ดร.ดิเรกเข้าสอนแทนพล

นายแพทย์หนุ่มหน้าตาไม่ค่อยสบายเลย เพราะอาเสี่ยได้บอกดิเรกว่า ให้ระมัดระวังตัวให้มาก อาจจะถูกเด็กนักเรียนฆ่าตายในห้องเรียนก็ได้

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบ เมื่อนายแพทย์หนุ่มเดินเข้ามาในห้อง ดร.ดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อย

"กู๊ด อิฟเวนนิ่ง บอยส์"

พวกนักเรียนหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าแก้วลุกขึ้นตอบแทนเพื่อนๆ ของเขา

"เยส...กู๊ด อิฟเวนนิ่ง แอนด์ กู๊ดไนท์ ฟอร์ทูไนท์"

เจ้าดำปืนพูดเสริมขึ้นดังๆ

"แอนด์ กู๊ด มอร์นิ่ง ฟอร์ ทูมอร์โรว์"

ดร.ดิเรกสะดุ้งเฮือก แล้วพูดต่อไป

"นักเรียนทั้งหลาย ขอให้ฟังครูพูดต่อไป พวกเธอจะชอบครูหรือไม่นั้นขอให้รอดูเดี๋ยว ครูคือ ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของโลกคนหนึ่ง ครูได้รับเชิญจากท่านอาจารย์ใหญ่ ให้มาสอนภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์แกพวกเธอ ครูขอให้คำมั่นสัญญาว่า ครูจะพยายามถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เธอจนสุดความสามารถ ซึ่งในชั่วโมงนี้ตามตารางสอนของเราเป็นการเรียนพูดภาษาอังกฤษ ฉะนั้น ถ้าใครไม่ต้องการให้ครูสอนก็ขอยกมือขึ้น ครูจะได้ออกไปจากห้อง"

ด้วยวาทะศิลป์ของนายแพทย์หนุ่ม ทำให้พวกนักเรียนแก่นแก้วทั้งห้องมีความเกรงใจ และเริ่มมีศรัทธาในตัวนายแพทย์หนุ่มบ้าง เจ้าแก้วพูดขึ้นทันที

"ตกลงครับอาจารย์ เมื่ออาจารย์สำเร็จปริญญามาจากต่างประเทศ พวกเราก็จะทดลองเรียนดู ถ้าได้ความก็จะให้อาจารย์สอนเรา ถ้าไม่ได้ความเราก็จะช่วยกันหมกอาจารย์เสีย หรือม่ายเราก็จะไล่ตะเพิดออกไปนอกห้อง"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ขอบใจมาก ขอบใจและเข้าใจพวกเธอดีแล้ว ฉะนั้นต่อจากนี้ไป ฉันก็จะเริ่มสอนภาษาอังกฤษพวกเธอด้วยการพูด เพื่อให้พวกเธอได้รู้จักการพูดอย่างถูกต้อง" พูดจบ ดร.ดิเรกก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง แล้วกล่าวถามเจ้าดำปืนว่า "เธอบอกฉันเป็นภาษาอังกฤษซิว่า ฤดูหนาวได้ผ่านมาถึงแล้ว"

เจ้านิลลุกขึ้นยืนอย่างสง่าผ่าเผย แล้วตอบอย่างฉาดฉาน

"เดอะ นาเนาว์ คัม"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือก พวกนักเรียนทั้งหลายฮาครืน

"ว๊อท ดู ยู มีน นาเนาว์..."

"ก็หน้าหนาวยังไงละครับ อาจารย์ ภาษาไทยว่าหน้าหนาว ภาษาอังกฤษก็ต้องว่า นาเนาว์"

"โอ...เวอรี่กู๊ด ยูเก่งมาก ยังงี้ไม่ต้องเรียนแล้ว ฮ่ะๆ ฟังทางนี้นักเรียน เดอะ โคลด์ ซีซัน แฮส คัม ฤดูหนาวมาถึงแล้ว...ลาสท์ เยียร์ แฮด โอนลี่ เอ ฟิว โคลด์ เดยส์ เมื่อปีกลายอากาศหนาวเพียงสองสามวันเท่านั้นเอง"

เจ้าแก้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"บัท ด๊อกแอ๊ด อิส เวอรี่ ฮ็อท"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก เดินเขามาหาเจ้าแก้วอย่างโมโหแกมขบขัน

"แปลให้ฉันฟังซิ ที่เธอพูดน่ะ ฉันก็เรียนภาษาอังกฤษมามากมายพอดูอยู่ ไม่เคยได้ยินประโยคนี้เลย ด๊อกแอ๊ด อิส เวอรี่ ฮ็อท แปลว่าอะไร"

เจ้าแก้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ด๊อกแอ๊ด ก็แปลว่า แดดออก ยังไงล่ะครับอาจารย์"

คราวนี้นายแพทย์หนุ่มทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขายกมือทั้งสองทึ้งผมตัวเอง แล้วร้องตะโกนสุดเสียง

"อย่างงี้ฝรั่งสอนไม่ได้แน่ พวกเธอควรเป็นนักลิงมากกว่านักเรียน โอ...มายก๊อด..ฝรั่งไม่เคยพบเคยเห็น นักเรียนแก่นแก้วอย่างนี้เลย นักเรียนที่อินเดียว่าแก่นแก้วแล้ว ยังสู้นักเรียนที่นี่ไม่ได้ ฉันจะไม่พยายามสอนพวกเธอต่อไป ฉันจะไปนั่งที่โต๊ะครู และถ้าใครจะเรียน ฉันก็ยินดีจะสอนให้เป็นรายบุคคลไป"

นายแพทย์หนุ่มหมุนตัวกลับเดินไปที่โต๊ะครู ทันใดนั้นเองเสียงหนังสติ๊กก็ดังพึ่บ ก้อนกรวดก้อนหนึ่งถูกที่ท้ายทอยนายแพทย์หนุ่มดังโป๊ก

ดร.ดิเรกหยุดชะงักหมุนตัวกลับ ยกมือขวาขึ้นคลำท้ายทอยด้วยความเจ็บปวด

"ใครยิงฉัน"

เจ้าหนุ่มผมเกรียนซึ่งยิงเสี่ยหงวนแบบปิดทองหลังพระ ลุกขึ้นยืนอย่างเงื่องหงอย แล้วพูดเสียงสั่นเครือแกมสะอื้น

"ผมเองครับอาจารย์"

นายแพทย์หนุ่มเค้นหัวเราะเบาๆ

"ทำไมเธอทำอย่างนี้"

เจ้าหนุ่มผู้นั้นสะอื้นดังๆ

"ผมมันเป็นคนปิดทองหลังพระซะเรื่อยเชียวครับอาจารย์ ถ้าผมจะเรียนเหตุผลให้ทราบ อาจารย์ก็คงไม่เชื่อ ผมหวังดีต่ออาจารย์จริงๆ นะครับ"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล

"ยิงกบาลฉันน่ะเรอะ หวังดีต่อฉัน"

"ครับ...ถูกแล้วครับ ตัวต่อตัวหนึ่งมันบินไปที่ท้ายทอยอาจารย์ และจะต่อยอาจารย์ ผมเป็นลูกศิษย์ ก็ต้องแสดงความกตัญญูกตเวที เอาหนังสติ๊กยิงมันเสียก่อน แต่ตัวต่อมันเล็กเกินไปนี่ครับ เมื่อก้อนอิฐถูกมันตาย ก้อนอิฐก็เลยสัมผัสท้ายทอยของอาจารย์เข้า อันเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้"

พูดจบเจ้าหนุ่มคนนั้นก็เดินออกมาจากโต๊ะ ตรงไปที่หน้าชั้น ก้มลงหยิบตัวต่อตัวหนึ่งขึ้นมาชูอวด ดร.ดิเรก

"นี่ยังไงล่ะครับ อาจารย์ ผมยิงเสียแบนแต๊ดแต๋ไปเลย"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น เขาพยักหน้าช้าๆ แล้วยื่นมือให้ลูกศิษย์ของเขาจับ

"ออไร๋ แท็งค์ ยู เวอรี่มัช"

พวกนักเรียนหัวเราะคิกคักไปตามกัน ดร.ดิเรกหมุนตัวกลับ เดินไปนั่งที่โต๊ะครูด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขาบอกตัวเองว่า เขาจะสอนเด็กนักเรียนเรียนลัดห้อง ก. นี้ เป็นชั่วโมงแรกและชั่วโมงสุดท้าย ในชีวิตของเขา เขานึกไม่ถึงว่า เด็กที่นี่จะชั่วช้าเลวทรามถึงเช่นนี้

เสียงจ้อกแจ้กจอแจค่อยๆ เงียบลง ในที่สุดในห้องก็เงียบกริบ นักเรียนทุดคนต่างพากันจ้องมองดูนายแพทย์หนุ่ม แล้วเจ้าดำปืนก็พูดขึ้นพอได้ยินว่า

"อาจารย์ เป็นหมอที่เชี่ยวชาญทางแผนกไหนครับ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มออกมาได้

"ได้ทั้งนั้น หู, คอ, จมูก, ศัลยกรรม, สูตินารี, จักษุกรรม ทำได้ทั้งนั้น ฉันสำเร็จมาจากนอกไม่ใช่สำเร็จจากในนี้"

เจ้าดำยิ้มเล็กน้อย

"ทางบาดแผลอาจารย์เก่งไหมครับ"

"ออไร๋... ฉันทำได้ดีทีเดียว"

"อ้อ... สมมุติว่าผมแทงอาจารย์ด้วยมีดพกสปริง ถูกหน้าอกทะลุถึงหัวใจ อาจารย์จะช่วยตัวเองให้รอดตายได้ไหมครับ"

นายแพทย์หนุ่มหน้าถอดสี

"จะดีรื้อ เธอ" เขาพูดเสียงสั่นๆ ด้วยความเกรงกลัว

พวกนักเรียนหัวเราะกันอย่างครื้นเครง นายแพทย์หนุ่มกล่าวแก่นักเรียนทุกคนต่อไป

"ฉันไม่เข้าใจเลย เท่าที่พวกเธอแสดงความทะนงองอาจต่อครูเช่นนี้ เธอทุกคนอยู่ในวัยการศึกษา เธอทุกคนต้องการวิชาความรู้จึงได้มาโรงเรียน ใช่ไหมล่ะ"

เจ้าแก้วพูดขึ้นทันที

"อาจารย์เข้าใจผิดครับ พวกเราทุกคนถูกบังคับให้มาเรียนแท้ๆ พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเราอยากให้เราเป็นคน ก็ส่งเสียพวกเรามาเรียน เราก็เลยเรียนกันไปอย่างเฮงซวยเช่นนี้"

"ออไร๋..ออไร๋ ถ้ายังงั้นฉันรู้สึกเศร้าใจและเสียใจด้วย"

นายแพทย์หนุ่มล้วงกระเป๋าหยิบซองบุหรี่และไม่ขีดไฟออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง ขณะกำลังจุดบุหรี่สูบ เขาถูกมือปืนลอบยิงเขาด้วยไม้ซางขนาดจิ๋ว ใช้ถั่วเขียงต่างกระสุนปืน

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือกสุดตัว แล้วลุกขึ้นอย่างเดือดดาล

"ฝรั่งโกรธแล้วโว้ย ฉันไปสอนลิงที่เขาดินยังดีกว่าสอนพวกเธอ สิ้นสุดกันทีสำหรับการเป็นครูของฉัน ฉันเคยสอนนักเรียนแพทย์มาหลายปี ไม่มีใครแสดงความเลวทรามต่อฉันเช่นนี้"

เจ้านิลหัวเราะก้าก

"อาจารย์จะเอาพวกคาวบอยอย่างผม ไปเปรียบกับนักศึกษาแพทย์ได้อย่างไรกันครับ พวกผมส่วนมากอยู่ตามก๊วนกัญชาทั้งนั้น จะเรียนหรือไม่เรียน ก็มีความหมายเท่าๆ กัน"

ดร.ดิเรกโกรธจนตัวสั่น รีบผลุนผลันเดินออกไปจากห้องเรียนทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของเด็กนักเรียนแก่นแก้ว

สี่สหายของเราและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับหน้าที่เป็นครูสอนนักเรียนกวดวิชา ห้อง ก. แห่งโรงเรียน 'เรียนลัดวิทยาลัย' มาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว

ผลที่ได้รับปรากฏว่านักเรียนทั้งชั้นพอใจครูนิกรของเรามากกว่าเพื่อน เพราะนิกรมีวิธีสอนแบบแหวกแนว มีการซื้อขนมแจกนักเรียน เป็นกันเองกับนักเรียน และบางทีก็รำยี่เกให้นักเรียนดู

"เราจะดัดนิสัยเด็กเลวๆ ให้เขารู้ตัวว่าเรากำลังสั่งสอนแนะนำเขาให้เป็นคนดีนั้น ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้เลย"

นายจอมทะเล้นกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา ต่อหน้าท่านอาจารย์ใหญ่ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เราจะต้องใช้จิตวิทยาอย่างสูง หลอกให้เด็กเหล่านั้นคิดว่า เรายอมลดตัวลงเป็นเพื่อนของเขา เราไม่มีสมรรถภาพพอที่จะอบรมเขาให้เป็นคนดี แต่แล้วเราก็พยายามแทรกการอบรมสั่งสอนเข้าไปทีละน้อย โดยไม่ให้เขารู้ตัว เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์กันทั้งห้อง มีความเคารพนับถือกันมาก เพียงแต่ใครคนหนึ่งแกล้งจามขึ้นดังๆ ก็จะถูกเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นเตะปากทันที ในข้อหาที่ทำการลบหลู่ดูหมิ่นกัน"

อาเสี่ยกิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"กันยอมรับนับถือว่าแกเก่งมาก และดิเรกก็ไม่เลว ชั่งโมงของดิเรกพวกนักเรียนสนใจเรียนกันมากขึ้นแล้ว เว้นแต่เด็กบางคนยังชอบล้อเลียน หรือแสดงกิริยาทรามบ้าง"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋ ในไม่ช้านี้นักเรียนทั้งห้องจะต้องเคารพนับถือกันไม่ยิ่งหย่อนกว่าเจ้ากร แกต้องพยายามหน่อยอ้ายเสี่ย"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"พยายามน่ะได้หรอก แต่กันไม่ใช่พระอิฐพระปูนโว้ย ครูก็เป็นมนุษย์ปุถุชนที่ยังตัดความโกรธ, โลภ, หลง ไม่ได้กันถูกเด็กกระเซ้ากัน กันก็พยายามอดทนอย่างที่สุด แต่บางขณะก็ทนไม่ได้ เกือบจะเตะนักเรียนตั้งหลายครั้งแล้ว"

ท่านเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่พูดเสริมขึ้น

"อายังหวังว่า เธอจะต้องได้รับความสำเร็จผล เช่นเดียวกับนิกรและดิเรกเขา นึกว่าช่วยอาเถอะนะหลานชาย"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ครับ ผมจะพยายามต่อไป แต่ผมตั้งใจไว้แล้วว่า วันนี้ถ้านายแก้วขืนเฮี้ยวผมอีก ผมเตะเด็ดขาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปากห้าม

"เราเป็นครู อย่าทำเช่นนั้น ครูที่ใช้กำลังชกต่อยเด็กนักเรียนเสียเกียรติมาก"

พล พัชราภรณ์พูดขึ้นบ้าง

เด็กพวกนี้มีนิสัยสันดานต่ำช้าเสียแล้วครับคุณอา ผมคิดว่าถึงจะอบรมสั่งสอนอย่างไร เขาก็กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีไม่ได้ ผมเคยเห็นเด็กนักเรียนขนาดแก่นแก้วมามาก ถึงจะแก่นแก้วสักเพียงใดก็ยังมีความเคารพเกรงกลัวครู"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ว่า "แต่เด็กนักเรียนเรียนลัดส่วนมากไม่ใช่นักเรียนที่แท้จริง โดยมากเป็นเด็กเกกมะเหรกเกเร เมื่อพ่อแม่หรือผู้ปกครองมีฐานะดีขึ้นบ้าง ก็ส่งให้มาเรียน เพื่อหวังประกาศนียบัตรประโยคมัธยมบริบูรณ์ เท่าที่อาได้ดูการสอนของเธอ อารู้สึกว่าเธอสอนนักเรียนได้ดีทีเดียว ราวกับว่าเธอเคยเรียนวิชาครูมาแล้ว ช่วยอาหน่อยนะพล ชั่วโมงแรกนี้เป็นชั่วโมงของเธอด้วย อีกสองนาทีเท่านั้น"

พลหัวเราะเบาๆ

"ครับ ผมจะพยายามจนสุดความสามารถ ตั้งใจว่าชั่วโมงนี้ผมจะไม่สอนวิทยาศาสตร์ แต่ผมจะคุยกับเด็ก และพยายามเรียนรู้นิสัยใจคอของเด็กทุกคน บางทีผมอาจจะรุนแรงบ้างนะครับคุณอา"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ มองดูพลอย่างเกรงใจ

"อาน่ะ ไม่อยากให้เธอรุนแรงกับเด็กนักเรียนหรอกหลานชาย ขอให้ใช้ไม้นวมเถอะ"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นทันที

"เด็กพวกนี้ควรใช้ไม่ตะบองมากกว่าไม้นวมครับ"

ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ หันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนเกลอของท่าน

"ผมขอขอบคุณเจ้าคุณอย่างยิ่ง เท่าที่เจ้าคุณได้รับหน้าที่เป็นอนุศาสนาจารย์ อบรมสั่งสอนเด็กวันละ ๑๐ นาที ผมจะไม่ลืมบุญคุณของเจ้าคุณและหลานชายทั้งสี่คนนี้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ไม่ต้องขอบอกขอบใจอะไรหรอกน่า เราเป็นเพื่อนเกลอกันแท้ๆ การช่วยเหลือกันเช่นนี้เป็นเรื่องเล็กสำหรับผม แต่ผมหนักใจอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ถึงจะให้เด็กเลิกกระเซ้าเกี่ยวกับเรื่องกบาลของผมได้"

๔ สหายอมยิ้มไปตามกัน นิกรออกความเห็นอย่างแยบคาย

"เอาอย่างนี้ซีครับคุณพ่อ สุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า ไม่มีเพลิงก็ไม่มีควัน เท่าที่เด็กๆ ชอบร้องตะโกนเสียงแหลมๆ ว่า นกตะกรุมบ้าง ลูกมะอึกบ้าง หรือขุนช้างบ้าง ก็เพราะนักเรียนทังห้องได้เห็นศีรษะอันล้านเลี่ยนของคุณพ่อ อ้าว...อ้าว ผมพูดจริงๆ ครับ ไม่ต้องทำตาเขียวกับผม ถ้าคุณพ่อไม่อยากให้เด็กนักเรียนกระเซ้าคุณพ่อแล้ว คุณพ่อก็สวมหมวกเสียซีครับ เมื่อเด็กไม่เห็นหัวล้านก็จะไม่มีใครกระเซ้าคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณนั่งคิดอยู่สักครู่

"เอ....ก็เข้าทีดีเหมือนกันโว้ย แต่มันจะดีรื้อสวมหมวกในชายคาบ้าน มันผิดระเบียบประเพณี"

"แล้วกัน"

นิกรพูดเสียงดุๆ

"คุณพ่อมัวแต่คิดถึงเรื่องประเพณี เด็กมันก็ไม่เลิกล้อคุณพ่อ อ้า...ขอโทษนะครับ หัวคุณพ่อแดงแจ๋น่าล้อออกจะตายไป"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"อาคิดว่าเราคุยกันเรื่องอื่นคงสนุกกว่านี้"

เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นเดินตรงไปที่แขวนหมวก หยิบหมวกกะโล่ของท่านเจ้าคุณสมบูรณ์ฯ เดินถือมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ใส่หมวกใบนี้แหละครับคุณอา เชื่ออ้ายกรมันเถอะครับ เป็นดีแน่ ถ้านักเรียนไม่เห็นศีรษะของคุณอา ก็คงไม่มีใครล้อ"

เสียงระฆังเริ่มเรียนในเวลา ๑๖.๐๐ น. ดังขึ้นแล้ว พวกนักเรียนกวดวิชาและเรียนลัดต่างส่งเสียงเอะอะเฮฮา เดินเข้าห้องเรียนของตน สำหรับนักเรียนกวดวิชาซึ่งเรียนอยู่ชั้นบนของตัวตึก ต่างวิ่งแข่งกันขึ้นบันไดไปชั้นบน แต่นักเรียนพวกนี้ไม่ทำให้ครูบาอาจารย์หนักใจเลย นักเรียนเรียนลัดห้อง ก. เท่านั้น ที่เป็นเด็กแก่นแก้วเหลือขอ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหมวกกะโล่ใบนั้น แล้วกล่าวถามเจ้าคุณสมบูรณ์ฯ

"หมวกเจ้าคุณใช่ไหม?"

"ครับ...ของผมเอง เอาไปสวมเถอะเจ้าคุณ แต่หัวของผมโตกว่าหัวเจ้าคุณมาก คงจะหลวมไปหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"คับหรือหลวมไม่สำคัญครับ สวมปิดหัวกันเด็กมันล้อเป็นใช้ได้" พูดจบท่านก็ยกหมวกกะโล่สีขาวใบนั้นขึ้นสวมศีรษะ คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน เนื่องจากหมวกใบนี้หลวมมาก ขอบหมวกเลยลงมาเกือบปิดนัยน์ตาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ดร.ดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง

"เข้าทีครับคุณพ่อ มองดูคล้ายๆ กับมหาราชาตอนเสด็จออกล่าสิงห์โต"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล แล้วลุกขึ้นยืน

"เอาละวะ ลองดูที ถ้าได้ผลทีหลังจะใส่หมวกเข้าอบรมนักเรียนทุกวันไป อ้า...เจ้าพลเตรียมตัวนะ อีกสิบนาทีแกจะต้องเข้าสอนนักเรียนแล้ว"

"ครับ.... ผมพร้อมแล้ว" พลพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาตัวเดินออกไปจากห้องพักครูอย่างร้อนรน ตรงไปยังห้องเรียนลัดห้อง ก. ซึ่งขณะนี้พวกเด็กแก่นแก้วกำลังร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน เสียงกลอง ฬ่อโก๊ ดังสนั่นหวั่นไหว ระคนกับเสียงปี่ลูกกาน้า

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาในห้องเรียน นักเรียนแก่นแก้วทั้งหลายก็เงียบกริบ บรรยากาศในห้องเรียนเงียบเชียบราวกับสุสาน นักเรียนทุกๆ คนจ้องตาเขม็งมองดูอนุศาสนาจารย์เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณเผลอตัวถอดหมวกออก แต่แล้วก็รีบสวมศรีษะตามเดิมอย่างรวดเร็ว

เจ้าแก้วหันไปมองดูเจ้าดำปืน แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เฮ้ย...โรงเรียนเรานี่ ชักจะแหวกแนวขึ้นทุกวันว่ะ ดูซีวะ ใช้มนุษย์จานผีมาอบรมพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง ทำตาเขียวกับเจ้าแก้ว

"ฉันไม่ใช่มนุษย์จานผีตามที่เธอเข้าใจ ฉันไม่ได้มาจากโลกพระอังคารหรอกย่ะ ฉันเป็นมนุษย์โลกเดียวกับเธอนั่นแหละ"

เจ้าดำปืนหรือเจ้านิล พูดเสริมขึ้นทันที

"ครูครับ..ถอดหมวกออกเสียเถอะ โบราณเขาว่าใส่หมวกในบ้านหัวจะล้านนะครับ"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"มันล้านอยู่แล้วโว้ย จะถอดหรือจะใส่หมวกมันก็มีความหมายเหมือนๆ กัน"

เจ้าแก้วว่า

"แล้วคุณครูสวมหมวกทำไมล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณนิ่งนึกอยู่สักครู่ จึงตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ครูเป็นหวัด"

เจ้าแก้วถอนหายใจหนักๆ

"อากาศกำลังเปลี่ยนฤดูจากหน้าฝนเป็นหน้าหนาว เรื่องหวัดสำคัญมากครับคุณครู ผมเองก็เป็นหวัดง็อมแง็มเหมือนกัน คุณครูลองใช้ยาสุมกระหม่อมอย่างเด็กๆ ซีครับ ผมรับรองว่าวันเดียวเท่านั้นได้ผล คือหัวหอม, เปราะ, ข่า, ตะไคร้, ใบมะกรูด, ผักชียี่หร่า แล้วก็พริกขี้หนู ตำปนกันเข้าสุมศีรษะ รับรองว่าได้ผลเด็ดขาด ยายผมเป็นหวัดมาหลายเดือน ทำยาที่ว่านี้สุมกระหม่อมเพียงวันเดียวก็หายเป็นปลิดทิ้ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"พอแล้วนายแก้ว เธอนั่งเฉยๆ จะดีกว่า อ้า..นักเรียนทั้งหลาย ครูรู้สึกยินดีมากที่พวกเธอมีจรรยามารยาทดีขึ้นกว่าเก่า นักเรียนทุกคนควรจะตั้งใจเล่าเรียนเพื่อหาวิชาความรู้ติดตัวไปในภายหน้า ขอให้พวกเธอดูพวกกรรมกร ที่จะต้องใช้กำลังร่างกายเข้าแลกเปลี่ยนเงินเถอะ คนเหล่านั้นไม่มีวิชาความรู้ เพราะขี้เกียจเรียน หรือม่ายก็พ่อแม่ยากจน ไม่มีทุนรอนที่จะให้ลูกเรียน พวกเธอทุกคนมีโชคดี มีเงินเรียน ก็ควรจะตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียน ไม่ควรเกเรเหลวไหล" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แลเห็นนักเรียนหลังชั้นสองคนกำลังหัวเราะคิกคัก และเด็กคนหนึ่งมีอะไรถืออยู่ในมือ

"นายโกร่ง...เธอกับนายเปี๊ยกเล่นอะไรกัน"

นายโกร่งรูปร่างสูงชะลูดลุกขึ้นยืนตอบอ้อมแอ้ม

"ปละ..เปล่าครับ"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

"หัวเราะกันคิกคักยังจะปฏิเสธอีก มานี่ซิ"

นายโกร่งเดินออกมาทางหน้าชั้น แล้วเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าอนุศาสนาจารย์

"ครูจะซ้อมผมหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใครบอกเธอล่ะ ฉันแก่แล้วฉันจะซ้อมเธอไหวหรือ มีแต่เธอนั่นแหละจะซ้อมฉัน นั่นอะไรกำอยู่ในมือขวาของเธอ"

"แฮ่ะๆ ไม่มีอะไรหรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"ส่งมาให้ฉันดูซิ เธอนี่เหลวไหลใหญ่แล้ว อย่าลืมว่าพ่อเธอเช่าบ้านฉันอยู่นะ ถ้าเธอขืนเหลวไหลอย่างนี้ ฉันจะไม่ต่อสัญญาเช่าให้ และนั่นหมายความว่าครอบครัวของเธอจะต้องเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่ ส่งของที่อยู่ในมือเธอมาให้ฉันเสียโดยดี"

นายโกร่งทำตาละห้อยน่าสงสาร พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือขวาออกมา เขาก็วางของในกำมือของเขาลงบนฝ่ามือของท่าน

มันคือลูกมะอึกลูกหนึ่งกำลังสุกงอมสีเหลือง และมีขนหรอมแหร็มเหมือนศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่มีผิด พวกนักเรียนฮาครืน และหัวเราะกันอย่างท้องคัดท้องแข็ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น ขว้างลูกมะอึกออกไปทางหน้าต่าง แล้วกล่าวถามนายโกร่งอย่างเดือดดาล

"ใครสอนให้แกเล่นอย่างนี้"

นายโกร่งทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขาพูดเสียงเครือน่าสงสาร

"พ่อผมครับ"

"หา...พ่อเธอน่ะเหรอสอนให้เธอเล่นลูกมะอึก"

"ครับ...ก่อนที่ผมจะออกจากบ้านมาโรงเรียน พ่อยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ข้างเรือน แกเด็ดลูกมะอึกให้ผมหนึ่งลูกครับ และบอกว่าแกยากจนไม่มีเงินซื้อของเล่นให้ผม ให้เอาลูกมะอึกมาเล่นที่โรงเรียนแทนของเล่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"ดีมาก คืนนี้เธอกลับไปบ้านบอกพ่อเธอได้ว่าเตรียมย้ายบ้านใหม่ได้แล้ว อีกสองสามวันก็หมดสัญญาเช่า ฉันจะไม่ยอมต่อสัญญาให้เป็นอันขาด ไป กลับไปนั่งเหลวไหลมาก เล่นไม่รู้จักเล่น มีอย่างที่ไหนลูกมะอึกมันของที่เขาสำหรับใช้ตำน้ำพริก เลือกเอามาเล่นในห้องเรียน"

นายโกร่งเดินลอยหน้าเฉิบๆ กลับไปนั่งที่หลังชั้นตามเดิม ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวาดสายตามองไปรอบๆ ชั้นแล้วกล่าวว่า

"ฉันแกล้งยอว่าพวกเธอมีกิริยามารยาทดีขึ้น แต่ตรงกันข้าม นับวันพวกเธอเลวลงอีก อย่างนี้ต้องส่งไปอยู่โรงเรียนดัดสันดาน ไม่เคยพบนักเรียนที่ไหนที่จะเลวทรามเหมือนนักเรียนห้องนี้เลย"

เจ้าแก้วยกมือใส่ปากเป่าเปี๊ยวเป็นสัญญาณ ทันใดนั้นเอง นักเรียนทั้งชั้นก็เปิดฝาโต๊ะออกพร้อมๆ กัน และต่างก็ค้นหาอะไรอยู่ในโต๊ะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนทำตาปริบๆ ไม่อาจจะเข้าใจได้ เท่าที่นักเรียนทั้งชั้นพากันเปิดฝาโต๊ะขึ้นพร้อมกันเช่นนี้

ท่านยืนนิ่งเฉย จนกระทั้งนักเรียนทุกคนปิดฝาโต๊ะ คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว เพราะปรากฏว่า นักเรียนทั้งชั้นต่างสวมศีรษะหัวล้านจำลองนั่งหน้าตายไปตามกัน

เจ้าคุณปัจจนึกเดือดดาลเหลือที่จะกล่าว ท่านตะโกนราวกับช้างร้อง

"เด็กเปรต พ่อแม่ไม่สั่งสอน" พูดจบท่านก็เดินออกไปจากห้องเรียนอย่างร้อนรน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตรงมาที่ห้องพักครู พอเข้ามาในห้องพัก ก็แลเห็น ๔ สหายนั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่

"อาจารย์ใหญ่ไปไหนวะ" ท่านกล่าวถามอย่างหัวเสีย แล้วถอดหมวกกะโล่ออกเหวี่ยงไปทางมุมห้อง

นิกรทำตาปริบๆ

"อาจารย์ใหญ่ขึ้นไปตรวจนักเรียนข้างบนครับ ยังไม่หมดเวลาอบรมไม่ใช่หรือครับ คุณพ่อออกมาทำไม"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ใครจะไปสั่งสอนได้ ยังกะลูกโจรห้าร้อย นักเรียนทั้งห้องต่างเอาหัวล้านกระดาษออกมาสวมหัวล้อพ่อ ดูเถอะวะ มันแก่นแก้วขนาดนี้ทีเดียว ไม่มีความเคารพนับถือครูบาอาจารย์เลย ถ้าเป็นลูกเป็นหลานละก็พ่อเอาให้ตายเลย"

พล พัชราภรณ์ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวว่า

"ผมจะจัดการกับเด็กเหลือขอพวกนี้เองครับ ผมเฝ้าดูมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว การใช้ไม้นวมกับเด็กพวกนี้ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะปกครองเด็กพวกนี้ได้ก็ต้องใช้ความเด็ดขาด คือใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ เอาละครับ ผมรับรองว่า ชั่วโมงนี้เด็กห้อง ก. จะต้องเรียบเป็นผ้าพับไว้ทีเดียว หรือม่ายผมก็ถูกฆ่าตาย"

"เฮ้" ดร.ดิเรกร้องลั่น

"คิดดูให้ดีพล ยังไม่ถึงคราวที่จะต้องใช้วิธีรุนแรงกับพวกเด็กๆ หรอก"

พลยิ้มให้กับนายแพทย์หนุ่ม แล้วเดินออกไปจากห้องพักครู ทุกคนลุกขึ้นเดินตามออกไปด้วย

พลเดินฉับๆ เข้ามาในห้องเรียนอย่างร้อนรน ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด เขาหยุดยืนหน้าชั้น มองดูพวกนักเรียน แล้วเดินเข้าไปหาเจ้าแก้ว ซึ่งเป็นหัวหน้าเด็กแก่นแก้วทั้งหลาย

"นายแก้ว..."

จอมแก่นยักคิ้วให้พล ทั้งๆ ที่กำลังใช้มือขวาท้าวคางอยู่

"ว่ายังไงครับครู"

พลพยายามทำใจให้เยือกเย็น

"น้องชาย...การที่พวกเธอเอาหัวล้านจำลองมาสวมศีรษะล้อเลียนท่านอนุศาสนาจารย์ จนกระทั่งท่านอับอายและโกรธแค้นพวกเธอเดินออกไปจากห้อง เธอคิดว่ามันเป็นการกระทำที่สมควรหรือ นายแก้ว" เจ้าแก้วขมวดคิ้วย่น โต้ตอบกับพลอย่างทระนง

"ครูก็...สมัยนี้เป็นสมัยประชาธิปไตยนี่ครับ"

"ถูก...ฉันไม่เถียง แต่การเป็นประชาธิปไตยนั้นย่อมมีขอบเขต ไม่ใช่ว่านึกจะทำอะไรก็ทำได้ตามอำเภอน้ำใจ นักเรียนจะต้องมีจรรยามารยาท เคารพเชื่อฟังครู และไม่แสดงการดูหมิ่นครูอย่างนี้ ฉันขอร้องให้เธอถอดหัวล้านกระดาษออกเดี๋ยวนี้"

เจ้าแก้วรู้สึกว่าวันนี้ครูพลมีท่าทางเข้มแข็งเด็ดขาดผิดปกติ

"ครูบอกให้คนอื่นเขาถอดออกเสียก่อนซีครับ"

พลพยักหน้ารับทราบ กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องนั้น

"ฉันขอร้องให้ทุกคนถอดหัวล้านกระดาษออกเดี๋ยวนี้"

เงียบกริบ พวกนักเรียนต่างมองดูหน้ากัน คล้ายจะถามกันว่าควรปฏิบัติตามคำสั่งของครูดีหรือไม่ ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร.ดิเรกและนิกรกับกิมหงวนได้ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่หน้าต่าง มองดูพวกนักเรียนด้วยความสนใจ

นักเรียนที่นั่งอยู่หน้าชั้น สังเกตเห็นกิริยาท่าทางของครูเอาจริงเอาจังก็เสียขวัญ ยอมถอดหัวล้านจำลองออกเก็บใส่ไว้ในโต๊ะเรียนตามเดิม คนอื่นๆ ต่างก็ถอดหัวล้านกระดาษออกเก็บไว้ในโต๊ะเรียนเช่นเดียวกัน เว้นแต่เจ้าแก้วคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมถอด

พลยิ้มให้เด็กนักเรียนทุกๆ คนที่ยอมถอดหัวล้านออกตามคำสั่งของเขา แล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าแก้ว

"นายแก้ว...เธอเข้าใจไหม ฉันสั่งให้เธอถอดหัวล้านกระดาษออกเดี๋ยวนี้ เธอจะถอดหรือไม่ถอด"

เจ้าแก้วแสยะยิ้ม

"ผมจะถอดเหมือนกันครับครู แต่ต้องเป็นไปตามความสมัครใจของผม ไม่มีใครในโลกที่จะมาบังคับผมได้ แม้แต่พ่อของผมเองยังกลัวผมนี่ครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"ถ้ายังงั้น ฉันจะตีเธอด้วยไม้บรรทัดสามที ในฐานที่เธอขัดคำสั่งฉัน" พูดจบพลก็เดินไปที่โต๊ะครู หยิบไม้บรรทัดอันใหญ่ ถือเดินกลับมาหาแก้ว

แต่แล้วแก้วก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน ล้วงกระเป๋าหยิบมีดพกสปริงออกมาง้างออก ก่อนที่พลจะเข้ามาถึงเขา

"เอ้อเฮอ" อาเสี่ยร้องสุดเสียง "ตอนนี้เหมือนในหนังเหลือเกินโว้ย ระวังให้ดีพลจะถูกแทง"

นายพัชราภรณ์โยนไม่บรรทัดทิ้ง แล้วถอยหลังออกไปสองสามก้าว เมื่อเจ้าแก้วเดินออกมาจากโต๊ะในท่าเตรียมพร้อมที่จะจ้วงแทงเขา

"เธอกล้าพอที่จะฆ่าครูของเธอเองเชียวหรือ นายแก้ว"

แก้วยิ้มแค่นๆ

"ถ้าครูไม่ถอยออกไป ผมแทงครูแน่นอน"

พลว่า

"ถ้ายังงั้นฉันยอมให้เธอฆ่าฉัน" พูดจบเขาก็เดินรี่เข้ามาอย่างองอาจ

นักเรียนทั้งชั้นเงียบกริบ สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจเต้นระทึกไปตามกัน เจ้าแก้วถอยหลังออกไปเพียงก้าวเดียวแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"อย่าเข้ามานะครับ"

พลหัวเราะ จ้องตาเขม็งมองดูลูกศิษย์ของเขา พอขยับตัวเดินเข้ามาอีกก้าวเดียว เจ้าแก้วก็จ้วงแทงเต็มเหนี่ยว

พลยกมือซ้ายจับข้อมือขวาของแก้วไว้ได้ เขาใช้กำลังบิดข้อมือแก้วเต็มแรง เพียงครู่เดียวแก้วก็ปล่อยมีดพกหลุดจากมือร่วงลงบนพื้น นายพัชราภรณ์ยกเท้าเตะมีดพกสปริงเล่มนั้นกระเด็นไป เขาบิดและบิดข้อมือแก้วต่อไป จนกระทั่งแก้วได้รับความเจ็บปวดรวดร้าวถึงกับร้องครางออกมา

"โอ๊ย ปล่อยผมซีครับ"

พลปล่อยมือออก แล้วยกมือขวารวบหน้าอกเสื้อเจ้าแก้วเขย่า

"เธอทำให้เด็กนักเรียนทั้งชั้นเป็นพาลเกเรเช่นเดียวกับเธอ ไปพบอาจารย์ใหญ่กับฉันเดี๋ยวนี้ ฉันไม่มีความกรุณาที่จะให้เธออีกแล้ว"

คราวนี้เจ้าแก้ววิงวอนอย่างหน้าสงสาร

"ครูครับ กรุณาผมเถอะครับ ถ้าพาผมไปหาอาจารย์ใหญ่ผมก็ถูกไล่ออกเท่านั้น และถ้าผมถูกไล่ออก พ่อของผมก็คงจะฆ่าผมแน่ๆ "

พลปล่อยมือออก เขายิ้มให้ลูกศิษย์จอมแก่นของเขา

"พ่อเธอไม่ได้สนับสนุนความเป็นพาลเกเรของเธอดอกหรือ"

เจ้าแก้วหายใจถี่เร็ว

"เปล่าครับ พ่อผมเคยเป็นนักเลงอันธพาลมาแต่ก่อน เดี๋ยวนี้พ่อกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีแล้วครับ พ่อตั้งร้านเล็กๆ ขายของอยู่ที่ตลาดประตูน้ำปทุมวันนี่เอง เลิกเป็นนักเลงอย่างเด็ดขาด ส่งผมให้มาเรียนลัดก็เพื่อหวังจะให้ผมสอบไล่ประโยคมัธยมบริบูรณ์ได้ จะได้เข้ารับราชการ พ่อไม่รู้หรอกครับว่า ผมเกกมะเหรกเกเรไม่เอาใจใส่ในการเรียน"

พลว่า

"คุณพ่อของเธอทำถูกแล้วที่ส่งเธอมาเรียน ฉันขอชมคุณพ่อของเธอ ซึ่งเคยเป็นนักเลงอันธพาล และกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ คนที่เคยทำความชั่วและรู้สึกสำนึกในความผิดของตน ใครๆ ก็สรรเสริญ ฉันไม่เกลียดเธอหรอก นายแก้ว ฉันอภัยให้ในความเป็นเด็กของเธอ เธอมีความสำคัญผิด คิดว่าการเกเรเหลวไหลเช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่ดีงาม ทำให้เธอเด่นกว่าเพื่อนทุกๆ คน ขอให้เธอกลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่ ตั้งอกตั้งใจเรียนต่อไป ครูขอรับรองด้วยเกียรติยศว่า ถ้าหากว่าบิดาของเธอเกิดขัดสนยากจน ไม่สามารถจะส่งเธอให้เรียนให้สำเร็จได้ ครูจะเป็นผู้อุปการะเธอเอง ครูจะเป็นผู้ออกทุนให้เธอเรียน จนกว่าเธอจะสอบได้ประกาศนียบัตรชั้นมัธยมบริบูรณ์"

เด็กหนุ่มจอมแก่นแก้วน้ำตาคลอหน่วย เขาเริ่มรู้สึกถึงบาปบุญคุณโทษ เขาเริ่มรู้สึกสำนึกตัวของเขา พล พัชราภรณ์ ครูผู้มีรูปร่างหล่อคนนี้เป็นครูคนแรกที่เข้าถึงจิตใจของเขาได้ดีที่สุด เขามองดูด้วยแววตาโหยละห้อย คล้ายกับจะสารภาพความผิด แล้วเขาก็ค่อยๆ ทรุดตังลงนั่งคุกเข่าลงบนพื้น พลางก้มลงกราบแทบเท้าของนายพล พัชราภรณ์ ด้วยความเคารพรักอันจริงใจ

พลรู้สึกชื่นใจอย่างยิ่ง ที่เขาเอาชนะจิตใจลูกศิษย์ของเขาได้ เขาก้มลงประคองแก้วให้ลุกขึ้น แล้วยื่นมือขวาให้แก้วสัมผัส

"ขอให้เธอจงตั้งต้นชีวิตใหม่ นายแก้ว เธอจะต้องเป็นคนดี เอาใจใส่ในการเรียน เชื่อฟังเคารพนับถือครูและอาจารย์ผู้ทำการสอน เธอจะรับปากกับฉันได้ไหม"

เจ้าแก้วยิ้มทั้งน้ำตา

"ได้ครับ คุณครู ผมรู้สำนึกตัวดีแล้วละครับ คุณครูเป็นบุคคลที่ผมควรเคารพอย่างยิ่ง คุณครูได้ชนะผมทุกวิถีทาง เป็นอันว่า ผมจะตั้งใจเรียนนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

"ดีมาก...น้องชาย ฉันขอให้เธอจำไว้ว่าคนที่ประพฤติตนเป็นพาลเกเรนั้น จะต้องพบกับจุดจบด้วยคุกตะราง หรือม่ายก็ต้องถูกเจ้าพนักงานยิงตาย ซึ่งเธอก็คงจะได้ยินได้ฟังมามากต่อมากแล้ว เธอต้องสงสารพ่อของเธอให้มาก เท่าที่คุณพ่อของเธอได้ยอมอาบเหงื่อต่างน้ำหาเงินให้เธอเรียน"

เจ้าแก้วก้มหน้าลงมองดูพื้น

"ครับ เป็นความจริงครับคุณครู พ่อของผมมีฐานะไม่สู้จะดีนักหรอกครับ แต่พ่อก็อยากจะให้ผมเป็นคนดี มีวิชาความรู้ติดตัวอย่างคนอื่นๆ ก็เลยส่งผมให้มาเรียนลัดที่นี่ ผมเคยมีความรู้เดิมเพียงชั้นมัธยมสามเท่านั้น ผมขาดการเรียนไปหลายปีเพราะพ่อของผมติดคุก ผมเสียใจมากครับที่ผมได้เฮี้ยวครู และแสดงกิริยาเลวทรามต่อครู ครูกรุณายกโทษให้ผมเถอะนะครับ"

พลยิ้มให้ลูกศิษย์ของเขา

"แน่นอน...ครูอภัยให้เธอเสมอ ไปนั่งที่โต๊ะเธอเถิด ครูจะสอนพวกเธอต่อไป"

พลกลับมายืนที่หน้าชั้น และเริ่มทำการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ต่อไป คราวนี้นักเรียนทุกคนไม่มีใครดื้อดึงแข็งกระด้างอีกแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่านักเรียนทั้งหมดมีความเคารพเชื่อฟัง พล พัชราภรณ์

เจ้านิลกับเจ้าเบิ้ม และเจ้าเปี๊ยกกับเจ้าโกร่ง ทั้งสี่คนยังไม่ยอมเคารพนับถือครูของเขา ที่สงบเงียบไปก็เพราะเห็นว่า พลมีความเข้มแข็งและจริงจังกับพวกเขา จึงไม่กล้าแสดงฤทธิ์เดชในวันนี้

นักเรียนทั้งห้องพากันหมดความเชื่อถือในตัวของเจ้าแก้ว เพราะแก้วยอมจำนนครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์โดยไม่มีเงื่อนไข

คืนวันผ่านพ้นไป

นักเรียนเรียนลัดห้อง ก. ดีขึ้นอย่างผิดคาดหมาย แต่ก็ยังคงมีการเฮี้ยวครูบ้างประปราย โดยเฉพาะท่านอนุศาสนาจารย์ยังคงถูกนักเรียนกระเซ้าทุกวัน เมื่อเริ่มเข้าเรียนตอน ๑๖.๐๐ น.

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ อาจารย์ใหญ่ และเจ้าของโรงเรียน 'เรียนลัดวิทยาลัย' รู้สึกมีความเลื่อมใสในความสามารถของคณะพรรค ๔ สหายที่มาช่วยทำการสอนอย่างยิ่ง เมื่อค่ำวานนี้ ชั่วโมงสุดท้ายของการเรียน คือ ๑๘.๐๐ น. ถึง ๑๙.๐๐ น. เป็นชั่วโมงของเสี่ยหงวนเข้าทำการสอนวิชาแต่ง-ย่อภาษาไทย ปรากฏว่าชั่วโมงนั้น นักเรียนทั้งห้องตั้งอกตั้งใจเรียน ปราศจากเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าว ทำให้ท่านเจ้าคุณสมบูรณ์ฯ รู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง

"เธอทำยังไงนะ หลานชาย"

เจ้าคุณอาจารย์ใหญ่กล่าวถามกับอาเสี่ยกิมหงวนหลังจากที่ ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงโรงเรียนก่อนเวลา ๑๖.๐๐ น.

"เมื่อวานนี้เด็กของเธอเรียบร้อยดีมาก อาอยู่ในห้องพักครู ไม่ได้ยินเสียงเอะอะเอ็ดตะโรเลย"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"เดี๋ยวนี้เด็กทั้งชั้นเคารพเกรงกลัวผมแล้วครับ"

"นั่นน่ะซี...เธอทำอย่างไรล่ะ บอกอาหน่อยซิ"

"จะยากเย็นอะไรล่ะครับ คุณอา ผมจะบอกวิธีการของผมให้นะครับ พอผมเข้าห้องสอน ผมก็ควักเงินออกมาแจกนักเรียนทุกคน คนละร้อยบาททั้งห้อง แล้วขอร้องให้ตั้งอกตั้งใจเรียน ถ้าหากว่าไม่เฮี้ยวผมและตั้งใจเรียน ผมจะแจกเงินให้ทุกๆ วัน เท่านี้เองเด็กทั้งห้องก็กลายเป็นผ้าพับไว้ในโรงจำนำ เรียบร้อยอ่อนโยนน่ารักเหลือเกินครับ"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ นัยน์ตาเหลือก

"ตายละ นักเรียนตั้ง ๔๐ คน เธอแจกคนละร้อยบาทก็เป็นเงินตั้งสี่พันแล้ว และถ้าเธอแจกทุกๆ วันเธอจะเอาเงินที่ไหนมาแจก"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ปู้โธ่...คุณอาครับ รายได้ของผมเดี๋ยวนี้ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดแสน อย่าว่าแต่แจกคนละร้อยเลยครับ แจกให้คนละพันบาทต่อวันยังได้"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ทำตาปริบๆ อย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

"เอ....อาชักสงสัยเสียแล้ว หลานชาย"

"สงสัยว่ากระไรครับ"

"สงสัยว่า แบ๊งก์ใบละร้อยที่พิมพ์มาจากฮ่องกง คงจะอยู่ที่เธอเป็นแน่"

"โอ๊ย" อาเสี่ยร้องสุดเสียง

"อย่าพูดยังงี้ซีครับ ดีไม่ดีตำรวจเขาได้ยินเข้า เขาก็ลากคอผมเข้าไปขังไว้ที่กองปราบฯ หรือที่สันติบาลเท่านั้น เรื่องทุจริตผมไม่ทำหรอกครับ ผมร่ำรวยมาพอแล้ว คุณอาก็ทราบดีแล้วว่าผมเป็นนักธุรกิจ ผมมีหุ้นอยู่ตามบริษัทใหญ่ๆ มากมาย เป็นกรรมการบริษัทตั้งหลายแห่ง การค้าของผมเองก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย โรงเลื่อยเอย, โรงสีเอย, โรงน้ำแข็ง โรงน้ำอัดลม, เรือเดินทะเล, โรงงานอุตสาหกรรม...."

นิกรพูดเสริมขึ้น

"โรงโสเภณี"

"เฮ้ย" อาเสี่ยตวาดลั่น "อย่าพูดบ้าๆ ยังงี้หน่อยเลยวะ ประเดี๋ยวคุณอาท่านไม่รู้ ก็จะคิดว่าเป็นความจริง ทำให้กันขายหน้าท่านเท่านั้นเอง"

เสียงระฆังเริ่มเข้าเรียนดังกังวานขึ้นแล้ว ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของเด็กนักเรียน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถาม ๔ สหายเบาๆ

"ชั่วโมงแรกนี่ใครสอนโว้ย"

นิกรว่า

"ผมเองครับคุณพ่อ ชั่วโมงนี้ผมจะสอนวิชาวาดเขียน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างแปลกใจ

"แกสอนได้หรือวะ ตั้งแต่เป็นลูกเขยพ่อตากันมานานแล้ว ฉันไม่เคยเห็นแกวาดรูปเลย แม้แต่เขียนชื่อติดบัตรของขวัญ แกก็ต้องวานให้เมียของแกช่วยเขียนให้"

นิกรมองดูพ่อตาของเขาอย่างเคืองๆ

"ผมน่ะไม่ใช่คนคุยโวหรอกครับ คนอย่างผมเขาเรียกว่าคมในฝัก คุณพ่อเคยชมภาพงามๆ มามากต่อมาก คุณพ่อเคยเห็นภาพที่เขียนโดยฝีมือ 'เหม' บ้างหรือเปล่าครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิด

"เคยเห็น... ฝีมือแกเรอะ"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"ไม่ใช่ผม เหมก็คือเหมน่ะซีครับ แล้วก็คุณพ่อเคยเห็นฝีมือของ 'พนม' หรือ 'ประยูร จรรยาวงศ์' บ้างหรือเปล่า"

"เคยเห็นซีวะ ฝีมือเขียนการ์ตูนของประยูร จรรยาวงศ์ พ่อว่ายอดเยี่ยมที่สุด อ้า..แล้วแกล่ะ แกใช้นามแฝงอย่างไร แกเขียนรูปอะไรมาบ้าง"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะๆ เปล่าเลยครับ งานของผมไม่เคยแสดงให้ใครเห็น แต่ช่างเขียนเยี่ยมๆ ขนาด เหม, ประยูร จรรยาวงศ์ หรือ พนม สู้ผมไม่ได้แน่นอน"

ดร.ดิเรกพูดตัดบท

"อย่ามัวพูดกันเลยครับ คุณพ่อ ถึงเวลาคุณพ่อไปอบรมนักเรียนได้แล้ว"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"เอาหมวกผมใส่ไปซีครับ เจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับเพื่อนของท่าน แล้วตวาดแว๊ด

"ไม่ต้อง ใส่มันก็ล้อ ไม่ใส่มันก็ล้อ ไม่มีประโยชน์อะไร ผมน่ะจนใจเหลือเกินนะว่าเราเป็นเพื่อนกัน ม่ายยังงั้นให้เงินผมเท่าไรผมก็ไม่ยอมมาสอนนักเรียนเรียนลัดห้อง ก. ของเจ้าคุณแน่ ลิงที่เขาดินมันยังเรียบร้อยกว่า"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ลุกขึ้นยืน พาตัวเดินออกไปจากห้องพักครู ขณะนี้นักเรียนเรียนลัดห้อง ก. ต่างนั่งประจำโต๊ะเรียบร้อยแล้ว พออนุศาสนาจารย์เข้ามาในห้อง นายแก้วจอมแก่นแก้ว ซึ่งกลายเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อยอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็บอกนักเรียนกระทำความเคารพด้วยเสียงอันดัง

"ตรง"

เจ้าดำพูดเสียงลากก้าม และบีบเสียงให้เล็กเหมือนกับเด็กนักเรียนอนุบาล

"ซาหวัดดีคุณครู"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนนายนิลทันที

"เธออย่าแก่นแก้วให้มากนักนะ นายเพชร"

นายนิลสะดุ้งโหยง

"อ้าว...ทำไมครูเล่นล้อชื่อพ่อผมล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณนัยน์ตาเหลือก

"หา...ขอโทษที เธอชื่ออะไรนะ เธอไม่ได้ชื่อเพชรหรอกหรือ"

เจ้านิลกล่าวขึ้นอย่างโมโห

"ผมชื่อนิลครับ เพชรน่ะพ่อผม"

นายเบิ้มนักเรียนโค่ง ซึ่งมีลูกเมียแล้วพูดเสริมขึ้นดังๆ

"ปู่มันชื่อพลอยครับ คุณครู"

นายดำปืนหันไปทำตาเขียวกับนักเรียนโค่ง

"อ้ายอ่วม...อย่าทะลึ่งนะโว้ย ประเดี๋ยวมีเรื่อง"

พวกนักเรียนฮาครืน นายเบิ้มลุกขึ้นจากโต๊ะเดินเข้ามาหาเจ้านิลด้วยใบหน้าถมึงทึง แล้วกระชากเจ้านิลลุกขึ้นยืน

"ทำไมล้อชื่อพ่อกู"

เจ้านิลซึ่งตัวเล็กกว่า แต่จิตใจเป็นนักสู้ กล่าวกับนายเบิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน

"ก็แกเสือกบอกคุณครูทำไมล่ะว่าปู่กันชื่อพลอย กันก็ล้อชื่อพ่อแกบ้างน่ะซี อย่าทำเป็นโมโหหน่อยเลยวะ ใครๆ ก็รู้ดีว่า ลุงอ่วมขี้ยาผอมกะหร่องอยู่ประจำโรงยาที่สามย่านน่ะ คือพ่อของแก"

นายเบิ้มลั่นหมัดขวาชกหน้าเจ้าดำปืนทันที ทำให้นายนิลเซถลาไปหลายก้าว เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้ามาห้าม

"เฮ้ย...เฮ้ยๆ ขอทีอ้ายหลานชาย เราเป็นเพื่อนนักเรียนร่วมห้องเดียวกันน่า หนักนิดเบาหน่อยอภัยให้กันเถอะ"

เจ้านิลกระชากหลาวทองเหลืองที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาถือจังก้า แล้วพยักหน้ากับเจ้าเบิ้ม

"มา...อ้ายเบิ้ม กูจะส่งมึงไปนรกวันนี้แหละ"

นายเบิ้มทำท่าจะเข้าไปชกนายดำปืน แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื้อยุดฉุดแขนไว้ นายเบิ้มดิ้นรนร้องเอ็ดตะโร

"ปล่อย...ปล่อยผมซีครับคุณครู บอกให้ปล่อยผม ผมจะเตะสั่งสอนอ้ายดำปืนสักป้าบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล๊อกคอนายเบิ้มไว้

"อย่าน่า เบิ้ม เธอโตกว่าเขา"

"โธ่....บอกให้ปล่อยผม คุณครู"

นายเบิ้มตะโกนลั่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดือดดาลขึ้นมาก็ปล่อยแขนออก

"เอ้า...ปล่อยแล้ว เอาซีนายเบิ้ม"

นายเบิ้มยิ้มแหยๆ ยกมือชี้หน้านายนิล แล้วพูดเสียงอ่อน

"ฝากไว้ก่อนโว้ยเพื่อนเกลอ ถ้าไม่กลัวว่าเมียกูจะเป็นหม้ายละก็ กูจะเตะมึงแน่นอน"

พวกนักเรียนหัวเราะกันอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกให้คู่วิวาททั้งสองไปนั่งที่โต๊ะตามเดิม ต่อจากนั้นท่านก็เริ่มอบรมสั่งสอน โดยใช้เวลาเพียง ๑๐ นาที พวกนักเรียนฟังบ้างไม่ฟังบ้าง บางคนก็ฮัมเพลงตลอดเวลา บ้างก็เขียนการ์ตูนเล่น บ้างก็ยักคิ้วหลิ่วตาหลอกกันตามอัธยาศัย พอครบ ๑๐ นาที เจ้าคุณปัจจนึก ก็เดินออกไปจากห้องเรียน ไม่สนใจกับเสียงตะโกนของใครคนหนึ่ง ซึ่งร้องขึ้นดังๆ ว่านกตะกรุม

นิกรเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องเรียน นายแก้วบอกนักเรียนทำความเคารพนายจอมทะเล้น ซึ่งนักเรียนทั้งห้องต่างก็ลุกขึ้นยืนตรง และยิ้มแย้มแจ่มใสให้นิกรโดยทั่วหน้า

นิกรก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นว่า

"สวัสดี พี่น้องชาวไฮด์ปาร์คทั้งหลาย ชั่วโมงนี้เราจะเรียนวิชาวาดเขียนตามตารางสอน แต่ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ความสามารถในวิชาวาดเขียนมาแต่ก่อนเลย จึงขอเปลี่ยนตารางสอนเป็นวิชาลำตัด อันเป็นศิลปเก่าแก่ของเรา และสมัยนี้หาฟังได้ยากมาก เพราะคนที่ร้องลำตัดเก่งๆ ได้สูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าเองเป็นลูกศิษย์นายสะโอด ราชาลำตัดเมื่ออดีต ใครอยากจะร้องลำตัดเป็นขอให้ยกมือขึ้น

นักเรียนทั้งชั้นต่างชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ แล้วเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้น

นิกรเริ่มบรรยายความเป็นมาแห่งลำตัดให้นักเรียนฟัง ซึ่งมีความว่าชาวมลายูได้นำการเล่นลำตัดมาแสดงในกรุงสยามก่อน ต่อจากนั้น พวกไทยอิสลามที่เฉลียวฉลาดก็ดัดแปลงเนื้อร้องให้เป็นภาษาไทย ใช้ทำนองเดิมของชาวมลายูนั้นเอง ลำตัดเฟื่องฟูในรัชกาลที่ ๖ มีนักลำตัดที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคนที่ตั้งคณะของเขาขึ้น เช่นวงไผ่เหลือง วงบัวเขียว หรือวงนายสะโอด โดยเฉพาะวงนายสะโอดมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในยุคนั้น คณะลำตัดได้เปิดการประชันกันที่สถานมหรสพแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า 'บุษปะนาฏศาลา' ซึ่งที่ตั้งของโรงมหรสพนั้น บัดนี้กลายเป็นตลาดไปแล้ว อยู่ในตรอกๆ หนึ่งทางถนนเจริญกรุง

ขณะนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยพลและอาเสี่ยกิมหงวน กับ ดร.ดิเรก กำลังสนทนากันอยู่ในห้องพักครู ทุกคนแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินเสียงนักเรียนเรียนลัดห้อง ก. ร้องลำตัดขึ้นพร้อมๆ กัน

"โยนซิมาย่าโยน... เอ๊าว๊า... โยนซิมาโยนย่า สิเวสิว่า... สี่พระยาโยนเอ้ย"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ทำคอย่น ผลุดลุกขึ้นยืนทันที

"ตายแล้ว-เจ้าคุณ ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงวาดเขียน แต่เจ้ากรดันสอนให้นักเรียนร้องลำตัด นี่มันไม่มีในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเลย ถ้าอย่างนี้ละก็โรงเรียนของผมมีหวังเจ๊งในไม่ช้านี้"

ท่านเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ รีบเดินออกไปจากห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายต่างลุกขึ้นติดตามไปด้วย แล้วทุกคนก็พากันเดินเข้าไปในห้อง ก.

นิกรกำลังรำป้อ ร้องลำตัดเสียงแจ๋วๆ ลูกศิษย์ของเขาทั้งชั้นช่วยกันเป็นลูกคู่ นักเรียนทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน ต่างตั้งอกตั้งใจเรียนลำตัดด้วยความสนใจยิ่งกว่าวิชาอื่นๆ หน่วยก้านท่าทางของนิกร ถอดแบบมาจากนายสะโอดอดีตราชาลำตัดอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

สองเจ้าคุณ กับสามสหายหยุดชะงักมองดูนิกรซึ่งกำลังร้องลำตัด และพวกนักเรียนทั้งชั้นช่วยกันตบมือให้จังหวะ

พวกนักเรียนร้องรับลูกคู่เสียงลั่น และเสียงของนายเบิ้มนักเรียนโค่งดังกว่าเพื่อน

"ท่านเห็นเรานิ่ง ท่านก็ยิ่งคารม ท่านจะมาข่ม ตัวเราทำไม ตัวท่านเป็นชาย ตัวเราเป็นชาย จะมาข่มกันง่ายๆ อย่างมากก็ตายเท่านั้นเอย"

"เฮ้ยๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "หยุดโว้ย พอกันที"

ทั้งครูและนักเรียนเงียบกริบ นิกรเดินเข้ามาหาเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่กับคณะพรรคของเขา

"ผมกำลังสอนแบบแหวกแนวครับคุณอา" นิกรพูดกับเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่อย่างยิ้มแย้ม "เท่าที่ผมสอนวิชาต่างๆ รู้สึกว่าเด็กพวกนี้ไม่ตั้งใจเรียนเลย แต่พอผมสอนลำตัด ทุกคนมีความสนใจเป็นอย่างดี และเดี๋ยวนี้ลูกศิษย์ของผมสามารถร้องลูกคู่ลำตัดได้ดีแล้ว ผมหวังว่าในไม่ช้านี้ นักเรียนของเราจะมีนักลำตัดที่เชี่ยวชาญหลายต่อหลายคน อ้า-ผมจะร้องทำนองแบบนายสะโอดให้ฟังเพลงหนึ่งนะครับ"

แล้วนิกรก็ร้องลั่น ยกมือทั้งสองรำไปด้วย

"ย่าไทร แม่หนูเอย ลีลา เจ้าช่อมะกอก"

"ไม่ต้องร้อง" เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ตวาดลั่น "ว้า-ยังงี้ก็แย่น่ะซีโว้ยอ้ายหลานชาย มีโรงเรียนที่ไหนบ้างในประเทศไทย ที่เขาสอนให้นักเรียนร้องลำตัดอย่างนี้ เลิกกันทีไม่เอาแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็ผมสอนวาดเขียนไม่ได้นี่ครับ คุณอา"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ลืมตาโพลง

"สอนไม่ได้ก็ให้คนอื่นสอน เธอไปพักผ่อนเถอะ อาจะให้กิมหงวนสอนแทนเธอในชั่วโมงนี้"

ครั้นแล้ว เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล นิกร และ ดร.ดิเรก ออกไปจากห้องเรียน กลับไปที่ห้องพักครู เปิดโอกาสให้เสี่ยหงวนทำการสอนนักเรียนต่อไป

เวลาผ่านพ้นไปประมาณ ๑๕ นาที ทุกคนซึ่งนั่งอยู่ในห้องพักครูก็ได้ยินเสียงนักเรียนที่เรียนลัดห้อง ก. เล่นงิ้วกันอย่างสนุกสนาน และเสียงอาเสี่ยดังกว่าเพื่อน มันเป็นการสอนที่ครึกครื้นรื่นเริงถูกใจของพระเดชพระคุณทั้งหลายอย่างยิ่ง

"ตายแล้ว" เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ เอ็ดตะโรลั่น "กิมหงวนคงจะสอนให้นักเรียนเล่นงิ้วแน่นอน"

นิกรหัวเราะก้าก

"ใช่แล้วคุณอา ฟังดูให้ดีซีครับ เล่นกันได้ดีเหมือนงิ้วจริงๆ ซะด้วย"

ทุกคนลุกขึ้นพากันเดินไปจากห้องพักครู แล้วตรงมาที่ห้องเรียนเรียนลัดห้อง ก.

เสี่ยหงวนกำลังวาดลวดลายเต้นงิ้วอยู่หน้าชั้น ทำหน้าทำตาประกอบไปด้วย เสียงฬ่อโก๊และกลองดังสนั่นหวั่นไหว นักเรียนทั้งชั้นตั้งใจเรียนเต็มที่ เพราะรู้สึกว่าหลักสูตรแหวกแนวนี้เหมาะแก่พวกเขาอย่างยิ่ง

อาเสี่ยยกมือขวาป้องหน้าผาก มองดูหน้าเจ้าคุณทั้งสอง แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังจนแสบคอหอย

"ว๊าก... ปุ๊ดฉ่อๆ... ลื้อเมี้ยมี้ไก๊ อั๊วเต็กเซ็ง...ว๊าก"

แล้วฬ่อโก๊และกลองก็ดังขึ้นอีก พวกนักเรียนหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ทำหน้าปั้นยากที่สุด ท่านขมวดคิ้วย่นและแยกเขี้ยวเห็นฟันปลอมขาว สักครู่หนึ่งท่านก็ตะโกนสุดเสียง

"พอโว้ย" เจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ตะโกนสุดเสียง

เสี่ยหงวนหยุดแสดงท่างิ้ว หายใจถี่เร็วด้วยความเหน็ดเหนื่อย

"ผมเพิ่มชั่วโมงศิลปินขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมงครับคุณอา ผมคิดว่าเด็กนักเรียนเขาพออกพอใจมาก และในอนาคตอันใกล้นี้ ลูกศิษย์ของผมจะออกแสดงงิ้วอาชีพได้ ด้วยความสามารถของผม"

เจ้าคุณอาจารย์ใหญ่กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง แล้วพูดเบาๆ ด้วยเสียงลากก้าม

"ไม่ต้องสอน โธ่-ทีแรกเธอกับนิกรก็ได้ช่วยกันอบรมสั่งสอนเด็กในห้องนี้ แต่แล้วในที่สุดครูก็เหลวไหลเอง พ่อนิกรดันสอนลำตัดให้นักเรียน แล้วเธอก็ทะเล้นสอนงิ้วให้นักเรียน"

นายโกร่งลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้นดังๆ

"อาจารย์ใหญ่ครับ ได้โปรดให้พวกเราหัดลำตัดและเล่นงิ้วเถิดครับ การสอนแบบแหวกแนวของครูทั้งสองนี้พวกผมพอใจมาก"

อาจารย์ใหญ่หันไปทำตาเขียวกับนายโกร่ง

"ถ้าเธออยากเรียนงิ้ว โน่น-ไปสมัครที่โรงงิ้วแถวถนนเยาวราช ที่นี่เราสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีการเรียนงิ้วหรือลำตัด" พูดจบท่านก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ไม่ได้เรื่องเสียแล้วหลานชาย ให้ดิเรกเขาสอนแทนเธอเถอะ อาสงสัยว่าวันนี้เธอกับนิกรคงจะไม่ใคร่สบาย อย่างน้อยน้อตในตัวก็คงจะหลวมไปหลายตัว ไปพักผ่อนทำใจให้สบายเสียก่อนเถอะนะ ถ้าขืนสอนในขณะนี้ พวกเด็กๆ ก็จะพลอยไม่สบายไปด้วย" แล้วท่านเจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ก็หันมากล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม "หลานชาย... เธอช่วยสอนชั่วโมงนี้หน่อยเถิด ถ้าเธอถนัดสอนวิชาภาษาอังกฤษก็ให้สอนภาษาอังกฤษได้ จะเลือกสอนอ่าน..แปลไวยกรณ์หรือพูดก็ตามใจ"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล, นิกร, กิมหงวนออกไปจากห้องเรียน

ดร.ดิเรก ยืดหน้าอกขึ้น วางท่าให้สมกับเป็นอาจารย์ เขากวาดสายตาไปรอบๆ ชั้น แล้วกล่าวกับลูกศิษย์ของเขาอย่างยิ้มแย้ม

"ฉันอยากจะสอนแบบแหวกแนวบ้าง เข้าใจว่าพวกเธอคงตั้งอกตั้งใจเรียนมากกว่าวิชาธรรมดา"

เจ้าดำปืนกล่าวขึ้นทันที

"ดีทีเดียวครับ อาจารย์ อาจารย์กรุณาหัดงิ้วให้พวกเราต่อไปเถอะครับ นี่ก็ใกล้ตรุษจีน ผมจะได้ไปเต้นงิ้วขอสตางค์เขาตามบ้านคนจีนบ้าง"

นายแพทย์หนุ่มโบกมือห้าม

"ทำเช่นนั้นใช้ไม่ได้ เราต้องสังวรณ์ในเกียรติของเรา คนที่มีกำลังร่างกายแข็งแรงต้องไม่ขอทานใครกิน อ้า...ฉันเสียใจที่จะบอกพวกเธอว่า ฉันไม่มีความรู้ในการแสดงงิ้ว แต่ถ้าพวกเธอต้องการเรียนในแขนงของศิลปินแล้ว ฉันจะสอนการขับร้องตามแบบของชาวภารตให้พวกเธอได้ร้องรำทำเพลงกันเล่น"

นายเปี๊ยกกล่าวถามขึ้นดังๆ

"ร้องเพลงแขก อย่างที่พวกแขกเขาร้องกันใช่ไหมครับอาจารย์ มีกลองมีฉิ่งมีฉาบ แล้วก็แหกปากร้องพร้อมๆ กันคนละเพลงในเวลาเดียวกันใช่ไหมครับ"

"โน" ดิเรกร้องลั่น "มีกลองมีฉิ่งมีฉาบถูกแล้ว แต่ว่าเขาร้องเพลงเดียวกัน ไม่ใช่ร้องคนละเพลง เพราะถ้าร้องคนละเพลงแล้วใครจะฟังรู้เรื่อง ชาวภารตชอบร้องเพลงจังหวะเร็วยิก ซึ่งเร็วกว่าจังหวะฟ๊อกซทร๊อกซ์ของฝรั่งมากมายนัก"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้อง พวกนักเรียนต่างยอมฝึกร้องเพลงแขกจาก ดร.ดิเรก ต่อจากนั้น ดร.ดิเรกก็ได้อธิบายให้ลูกศิษย์ของเขาทราบความจริงว่า เพลงชาวภารตนั้นใช้กลอนด้นแบบลำตัดหรือยี่เก จะร้องชมนกชมไม้ ชมธรรมชาติหรือชมผู้หญิงก็ร้องเรื่อยไป บทกลอนไม่มีการสัมผัสนอกสัมผัสใน แต่นักร้องชาวภารตที่มีความสามารถ สามารถแต่งกลอนสดได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งมาก

"นักเรียนทั้งหลายจงจำไว้ว่า นักร้องชาวภารตนั้นเสียงเพราะหรือไม่ ไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่เสียงดัง คือใครแหกปากร้องดังกว่าเพื่อน คนนั้นก็ร้องเก่ง นักร้องที่ดีที่สุดในอินเดีย ขณะที่เขาร้องเพลงนั้น เขาจะต้องยกมือทั้งสองข้างอุดหูตัวเองด้วย"

นายแก้วถามขึ้นทันที

"ไง๋เป็นยังงั้นล่ะครับ อาจารย์ ทำไมถึงต้องอุดหูตัวเองล่ะครับ"

ดร.ดิเรกตอบหน้าตาเฉย

"ก็เพราะเขาหนวกหูเสียงของเขานั่นเอง ตามหลักการของการร้องเพลง นักร้องย่อมร้องเพลงให้คนอื่นฟัง ไม่ใช่ร้องให้ตัวเองฟัง ดังนั้นนักร้องชั้นดีของอินเดียจึงต้องอุดหูขณะที่เขาร้องเพลง อ้า...ต่อจากนี้ไป อาจารย์จะได้สอนถึงวิชาการร้องเพลงของชาวภารต ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้โน้ตแบบสากล และดนตรีของชาวภารตก็มีเพียง ฉิ่ง, ฉาบ และกลองสองหน้าเท่านั้น เอาละนะ อาจารย์จะร้องเพลงให้ฟังสักเพลงหนึ่ง คือเพลง 'ทะราวะกินหนามัสอูดี ศรีปะรากาน่า' แปลว่า 'ฉันรักเธอเพียงดวงใจของฉัน'.."

นายแพทย์หนุ่มแหกปากร้องเพลงแขกทันที ในจังหวะเร็วยิกๆ ทำให้พวกนักเรียนพออกพอใจมาก นักเรียนทั้งชั้นต่างร้องตาม เคาะฝาโต๊ะต่างกลองแขก และใช้ฝากระป๋องบุหรี่ทำฉิ่งหรือฉาบ

ในที่สุด นักเรียนทุกคนก็ลุกขึ้นเดินมาที่หน้าชั้น เสียงเพลงแขกดังไปทั่วโรงเรียนราวกับตรุษแขก ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงที่นักเรียนเรียนลัดห้อง ก. สนุกสนานเป็นที่สุด บรรยากาศในห้องเรียนแจ่มใส อาจารย์ดิเรกร้องเพลงแขกได้ดีมาก ร้องจนเส้นคอโป่ง

"ฮาปาเจรา อะตุนาทะราวกินา ฮาฮ้าการาจีนา มัดทะรา เปร๊ะพรึ่มๆๆ ฉิ่งฉับๆๆๆ "

ท่านเจ้าคุณสมบูรณ์ฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาในห้อง ก. อย่างร้อนรน สองเจ้าคุณพากันหยุดชะงัก มองดูนายแพทย์หนุ่มกับนักเรียนอย่างตื่นๆ เจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

"หยุด! หยุดโว้ย! หยุด! "

เสียงเพลงอันไพเราะแต่ไม่น่าฟัง สิ้นสุดลงทันที ดร.ดิเรกหอบแฮ่กๆ เพราะความเหนื่อย เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ โกรธจนหน้าเขียว

"ไป...กลับไปนั่งที่ให้หมด มีอย่างที่ไหนกันที่ที่เป็นโรงเรียน ไม่ใช่สโมสรแขกซิกข์"

ดร.ดิเรกยิ้มให้เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ

"ผมจะร้องเพลงคลาสสิคให้ฟังอีกเพลงนะครับ"

อาจารย์ใหญ่กลืนน้ำลายเอื๊อก

"พอแล้ว ไม่ต้อง" แล้วท่านก็ฝืนหัวเราะ "นึกขลังอะไรขึ้นมารึ? เธอจึงสอนให้เด็กนักเรียนร้องเพลงแขก"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"เสียงเพลงทำให้จิตใจอันแข็งกระด้างของคนเรา มีความอ่อนโยนขึ้นครับ ผมกำลังอบรมเด็กๆ เหล่านี้ให้เป็นคนดี"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ได้ความ ไม่ได้ความแน่ หลักสูตรของเราไม่มีการเล่นงิ้ว เล่นลำตัดหรือร้องเพลงแขก ทีหลังไม่ต้องสอนอีก เข้าใจไหม?"

ดร.ดิเรกหน้าจ๋อย ยืนนิ่งเฉยไม่พูดว่ากระไร เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ เดินไปยืนหน้าชั้นแล้วกล่าวกับนักเรียนโดยทั่วหน้า

"นักเรียนทั้งหลาย เท่าที่ฉันส่งครูพล, ครูนิกร, ครูกิมหงวน และอาจารย์ดิเรก กับ อนุศาสนาจารย์เจ้าคุณปัจจนึกฯ มาสอนพวกเธอนั้น ฉันอยากจะรู้ว่าพวกเธอพอใจหรือยัง"

นักเรียนตอบพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว

"พอใจแล้วครับ"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ ยิ้มออกมาได้

"ดีแล้ว ฉันหวังว่าพวกเธอคงจะตั้งใจเรียนต่อไป"

เจ้าแก้วลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวขึ้นแทนเพื่อนร่วมชั้น

"อาจารย์ใหญ่ครับ พวกผมขอรับรองว่าเราจะเคารพนับถือ จะเชื่อฟัง และกตัญญูกตเวทีต่อครูและอาจารย์เหล่านี้ พวกเราจะตั้งใจเรียนและจะประพฤติตนให้เรียบร้อย ขอให้อาจารย์ดิเรก ครูพล, ครูนิกร, และครูกิมหงวนจงเจริญ ไช...โย"

เสียงไชโยดังขึ้น ๓ ครั้ง แล้วเสียงระฆังหมดชั่วโมงก็ดังขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมากล่าวกับเจ้าคุณสมบูรณ์ฯ เบาๆ

"เห็นจะเรียบร้อยคราวนี้เอง"

เจ้าคุณสมบูรณ์ฯ เห็นพ้องด้วย

"ครับ เรียบร้อยแน่นอน ไปคุยกันที่ห้องพักครูเถอะครับ ชั่วโมงต่อไปเป็นของพลเขา"

ทุกคนพากันเดินออกไปจากห้อง เว้นแต่พล พัชราภรณ์คนเดียว เด็กนักเรียนเรียนลัด ห้อง ก. เปลี่ยนชีวิตจิตใจใหม่แล้ว ทุกคนกลายเป็นเด็กดีแล้ว ทั้งนี้ก็ด้วยความสามารถของคณะพรรค ๔ สหายนั่นเอง.

จบตอน