พล นิกร กิมหงวน 158 : สามเกลอเจอดารา เล่ม ๓

พูลสวัสดิ์ยืนแอ่นหน้าแอ่นหลังมีอาการเกร็งยักคิ้วแผล็บๆ บางทีก็อ้าปากปะหงับๆ น่าสงสาร ดร. ดิเรกสูบกล้องยาเส้นพ่นควันโขมง เมื่อเขาหันมาเห็นพูลสวัสดิ์มีอาการเช่นนี้ก็หัวเราะชอบใจ

"คุณทำให้ผมสบายใจเสมอ คุณตลกทั้งบนเวทีและนอกเวที"

พูลสวัสดิ์พูดเสียงแหบแห้งน่าสงสาร

"ไม่ได้ตลกคุณหมอ โอ้ย...ไคว...คว้า...มัน...ดู๊ด...ผ่ม"

ศาสตราจารย์ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"คุณว่ายังไงนะน้องชาย พูดให้ดังๆ หน่อยซิครับผมไปตัดผมที่หนองคายลืมให้ช่างเขาแคะขี้หู"

พูลสวัสดิ์กระซิบกระซาบบอกจำรูญด้วยเสียงสั่นเครือ เพราะเขากำลังหมดเรี่ยวแรง

"พี่รูญช่วยบอกคุณหมอทีซีว่าไฟฟ้ามันดูดเรา"

จำรูญสั่นศีรษะ

"ผมพูดไม่ออกเหมือนกัน"

สองศิลปินต่างทำปากเบี้ยวปากบูด และมีอาการชักกระตุกตลอดเวลา ในที่สุดนายพลดิเรกก็รู้ว่าจำรูญกับพูลสวัสดิ์ติดไฟฟ้า เขาเอื้อมมือโยกสวิทช์ประจำเครื่องฉายหนังทันที พอสวิทช์หลุดกระแสไฟก็หยุดเดิน ทั้งจำรูญและพูลสวัสดิ์ต่างเดินตุปัดตุเป๋เข้าไปหาสามสหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"มา มานั่งนี่เถอะคุณพูลและคุณจำรูญ คุณทำตลกให้ดูอย่างนี้ช่วยให้ฉันอายุยืนขึ้นอีก"

จำรูญ หนวดจิ๋ม ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ใช่ตลกหรอกครับคุณหญิง ผมกับพูลสวัสดิ์ติดสายไฟฟ้าที่เครื่องฉายหนังของคุณหมอโอย นึกว่าเท่งทึงเสียแล้ว"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง ทุกคนหยุดหัวเราะหรือหยุดยิ้มทันที

"ต๊ายตาย ติดไฟฟ้าหรือคะ" คุณหญิงวาดพูดด้วยความตื่นเต้น

" ครับผม" พูลสวัสดิ์ตอบแทนจำรูญ "พี่รูญเขาติดอยู่ก่อนครับ แล้วเขาก็กวักมือเรียกผมไปหาเขา ผมไม่ทันได้คิดก็ยกมือเกาะบ่าเขาเลยกระตุกฮึ้ดๆ กลายเป็นสันนิบาตลูกหมาไปตั้งหลายนาที"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นโรงถ่าย เจ้าคุณปัจจนึกๆ มองดูศาสตราจารย์ดิเรกแล้วท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ทำไมแกไม่ช่วยคุณจำรูญเขา ปล่อยให้เขาติดไฟฟ้าอยู่ตั้งนาน"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ผมเห็นแล้วครับ ที่ทำเป็นไม่เห็นก็เพราะผมอยากจะดูความทรหดอดทนของคุณจำรูญ ในที่สุดผมก็ได้เห็นความอดทนของคุณพูลสวัสดิ์ด้วย กำลังไฟเท่านี้ไม่ถึงตายหรอกครับ ผมจับให้ดูก็ได้" พูดจบ ดร. ดิเรกก็เอื้อมมือจับสายทองแดงเส้นนั้นอย่างหน้าตาเฉยสักครู่ก็ปล่อยออก "เห็นไหมล่ะคุณจำรูญและคุณพูล มันดูดนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

จำรูญค้อนปะหลับปะเหลือก

"คุณหมออยู่กับไฟฟ้าเล่นกับไฟฟ้าทุกวันก็เคยชินกับมันนะชี่ครับ" พูดจบก็หันมายิ้มให้ พล, นิกร, กิมหงวน "เรื่องไฟฟ้าผมกลัวครับ แต่อ้ายหลานชายผมมันสำเร็จวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาฯ อ้ายนั่นมันแน่จริงๆ ครับ เห็นสายรถรางขาดตกลงมาบนถนนมันเดินเข้าไปจับอย่างหน้าตาเฉย"

นิกรรู้สึกสนใจทันที

"เอ๊ะ สายรถรางน่ะมันไฟแรงสูงถึงตายนะคุณจำรูญ"

"ก็ตายน่ะซีครับ" จำรูญพูดหน้าตาเฉย "หลานชายผมมันจับสายรถรางก็เพราะมันเมาครับ เลยม่องเท่งอยู่ตรงนั้น ควันออกทางปากเหมือนปล่องโรงสี"

ศาสตราจารย์ดิเรกฉายหนังม้วนที่สองต่อไป ม้วนนี้พูลสวัสดิ์ถ่ายได้ดีอย่างน่าประหลาดหรืออย่างไม่น่าเชื่อ ภาพที่ปรากฏที่ผนังโรงถ่ายชัดเจนแจ่มใส ทั้งแสงและสีตลอดจนมุมกล้องระยะกล้องหน้ากล้องดีเยี่ยม เป็นภาพในบาร์ตามชนบทแห่งหนึ่ง มีสภาพคล้ายกับบาร์ในหนังเคาบอย พล, นิกร, กิมหงวน "สามเสือเหี้ยม" นั่งกินเหล้ากันอยู่ที่โต๊ะโต๊ะหนึ่ง ในบาร์เต็มไปด้วยพวกเคาบอย แต่แล้ว ดร. ดิเรกก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโร เมื่อเขาแลเห็นคุณหญิงวาดเดินลงบันไดมาจากชั้นบนโบกมือทักทายใครต่อใครวุ่นไปหมด ศาสตราจารย์ดิเรกปิดเครื่องฉายทันที เขาเดินเข้ามาหาคณะพรรคของเขาอย่างเดือดดาล กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งเบื้องหน้าเสี่ยหงวน แล้วกล่าวถามอาเสี่ย

"หนังตอนนี้ใครเป็นคนกำกับวะ"

อาเสี่ยผายมือมาทางจำรูญ หนวดจิ๋ม

"คุณจำรูญเขากำกับ ทุกฉากที่กันแสดงออกกันมอบให้เขากำกับเพราะกันเล่นด้วยกำกับด้วยไม่ได้"

นายพลดิเรกมองดูจำรูญอย่างเคืองๆ

"ไหงคุณปล่อยให้คุณอาเข้าไปเพ่นพ่านอยู่ในฉาก"

จำรูญยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุดแล้วครับ แต่ช่วยอะไรไม่ได้"

"ทำไม" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงกร้าว

จำรูญฝืนหัวเราะ

"ผมเชิญคุณหญิงท่านออกมาจากฉาก แต่ท่านไม่ยอมออก ท่านบอกว่าท่านเป็นเจ้าของบ้าน ถึงแม้โรงถ่ายนี้เป็นของอาเสี่ย ก็สร้างขึ้นในเนื้อที่ของท่าน ท่านต้องการดูการถ่ายทำอย่างใกล้ชิด ถ้าผมไล่ท่านออกนอกฉากท่านจะเรียกระดมคนในบ้านมารื้อโรงถ่ายนี่เสีย เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้ารับทราบ เปลี่ยนสายตามาที่ผู้อำนวยการสร้าง

"อย่าทำเลยวะอ้ายหงวน ยุบกิจการถ่ายทำหนังพูด ๑๔๐ มิลลิเมตร ซื้อหนังควายมาทำหนังตะลุงขายดีกว่า"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"กันก็ว่าอย่างนั้น แกฉายดูต่อไปเถอะ คุณอาหญิงและเมียๆ ของพวกเราเดินพล่านอยู่ในกล้องตลอดเวลา"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นอย่างเคืองๆ

"อาก็สนุกของอาบ้างน่ะซีโว้ย สิ้นค่าฟิล์มค่าใช้จ่ายไปเท่าไรว่ามาอาจะใช้ให้ หนังเสียไปสามม้วนไม่น่าจะพูดยังโง้นยังงี้เลย คนอย่างอาแกก็รู้ดีแล้วว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ถ้าเฉยๆ ไม่ห้าม อาก็ไม่ทำ ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะมาบังคับคนมีเงินอย่างอาได้หรอกพ่อหงวน ถึงอาไม่รวยเท่าแกแต่อาก็มีไม่ต่ำกว่า ๓๐ ล้าน แล้วก็ไม่ใช่เอาธนบัตรใบละบาทพันหัวคนหัวล้าน ๓๐ คนนะโว้ย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นโรงถ่าย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างเคืองๆ

"ทำไมจะต้องพูดวกมาที่ศีรษะผมด้วย"

"อ๋อ คนหัวล้านในโลกนี้น่ะมีแต่เจ้าคุณคนเดียวเท่านั้นน่ะหรือคะ"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"แต่ขณะนี้มีผมคนเดียว"

"ไม่ทราบ ดิฉันไม่ได้ว่าเจ้าคุณ เจ้าคุณทำตัวเป็นหัวล้านใหญ่...เอ๊ย...หัวเรือใหญ่ ออกรับเอาเองช่วยอะไรไม่ได้ค่ะ"

นิกรกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณอากับคุณพ่อแก่แล้ว คบกันมานมนานแล้วอย่าทะเลาะกันเลยครับ คุณอาท่านพูดพาดพิงถึงศีรษะของคุณพ่อท่านคงไม่เจตนา หัวล้านหัวไม่ล้านก็มีหัวใจเหมือนกันครับ อย่างผมยังงี้ถ้าผมหัวล้านเหมือนคุณพ่อใครว่าเสียดสีผมล้อเลียนผมจ้างผมก็ไม่โกรธ ต่อให้เอาขี้หมามาละเลงผมก็ไม่โกรธ"

"พอแล้ว อ้ายกร" เจ้าคุณปัจนึกตวาดลั่น

นิกรทำให้บรรยากาศแจ่มใสขึ้น อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ"

"ไม่มีปัญหาอะไรหมอ เป็นอันว่าหนังเรื่องนี้เราเริ่มต้นถ่ายทำกันใหม่ซึ่งตอนนี้แกก็ว่างแล้ว สำหรับคุณพูลสวัสดิ์กันจะให้แสดงเป็นนายอำเภอ"

พูลสวัสดิ์ยิ้มแป้น

"ก๊อดีซีครับนายห้าง บทนายอำเภอผมถนัดครับ รับรองว่านายอำเภอแดน ทรู้ฟ ทำไมผมไม่ได้ แต่ว่าเราจะใช้ตราอะไรติดล่ะครับ ถ้าติดตราดาวมันก็จะเหมือนหนังฝรั่งไป"

อาเสี่ยหันมาทางจำรูญที่ปรึกษาของบริษัท

"ตราอะไรดีล่ะคุณจำรูญ"

จำรูญนิ่งคิดสักครู่

"ฝาจุกน้ำอัดลมอะไรก็ได้ครับ"

"ดี-ดีทีเดียว" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "เราจะพักการถ่ายทำอีกสามวันนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป แล้วคุณก็ต้องวิ่งเต้นติดตามตัวละครให้เรียบร้อย เราจะเริ่มถ่ายทำหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ในวันจันทร์หน้า ผมยินดีจะจ่ายค่าตัวให้ตัวละครทุกคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า ส่วนเงินค่ารถประจำวันผมจะใส่ตะกร้าตั้งไว้ข้างประตูโรงถ่ายวันละแสนสองแสน ใครหมดบทจะกลับบ้านก็หยิบเงินในตระกร้าเอาไปเป็นค่ารถจะติดมือติดเท้าไปมากน้อยเท่าใดผมไม่ว่า เรื่องมันต้องทุ่มเทกันแล้ว ผมจะให้งบประมาณค่าโฆษณาหนังเรื่องนี้สิบล้านบาท" แล้วกิมหงวนก็ตะโกนลั่น "เราต้องสร้างหนังเรื่องนี้ให้สำเร็จ ถ้าเงินผมหมดผมจะขายบ้านนี้"

"อ้าว" คุณหญิงวาดเอ็ดตะโร "บ้านของฉันนะพ่อหงวน ขายแล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหนล่ะพ่อมหาจำเริญ"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"ก็ไปเช่าห้องแถวหรือบ้านเล็กๆ อยู่ซีครับ บ้าน "พัชราภรณ์" มีที่ดินถึง ๑๐ ไร่ เฉพาะตึกใหญ่ราคาค่าก่อสร้าง ๘ ล้านบาท ที่ดินอีกไร่ละห้าแสนขายได้สบาย รัฐบาลสหรัฐอเมริกาอาจจะซื้อทำเป็นสถานทูตก็ได้"

คุณหญิงวาดยกมืออันหงิกงอชูให้กิมหงวน

"นี่แน่ะ"

ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองพร้อมด้วยจำรูญกับพูลสวัสดิ์ก็ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ทุกคนลงความเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ศาสตราจารย์ดิเรกจะต้องเป็นผู้ถ่ายเอง และกิมหงวนซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงจะต้องมีอำนาจเด็ดขาดในการถ่ายทำหนัง คุณหญิงวาดกับสี่นางรับรองว่าจะไม่รุ่มร่ามเดินเข้าไปปะปนกับตัวละครอีกในระหว่างที่มีการถ่ายทำ "สามเสือเหี้ยม"

ไม่มีอะไรที่คนมีเงินขนาดมหาเศรษฐีกิมหงวนทำไม่ได้

เงินคือแก้วสารพัดนึก เงินดลบันดาลให้ภาพยนตร์ไทยสีธรรมชาติซึ่งเป็นภาพยนตร์พูดแบบ ดิเรกราม่าใช้ฟิล์ม ๑๔๐ มม. เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เสร็จสิ้นลงชั่วเวลาเพียง ๒ เดือนเท่านั้น

แต่หมายความว่า มันเสร็จสิ้นลงอย่างทุลักทุเล ผู้อำนวยการสร้างคือ อาเสี่ยกิมหงวนได้กินยาตายถึง ๕ ครั้งในระหว่างการถ่ายทำ แต่ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรก ช่วยเหลือไว้ทันท่วงที และอีกครั้งหนึ่งกิมหงวนพยายามจะสังหารตัวเองด้วยปืนพกคู่มือของเขาเคราะห์ดีที่เจ้าแห้วแลเห็นเข้าจึงรีบเข้าแย่งปืนไว้ได้ ถึงแม้ว่าปืนกระบอกนั้นไม่ได้บรรจุกระสุนมันก็ทำให้เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวนเหมือนกัน

อาเสี่ยได้รับบทเรียนอันมีค่าที่สุดเกี่ยวกับงานสร้างภาพยนตร์ เขาต้องเหน็ดเหนื่อยไม่มีเวลากินนอนพักผ่อน เขาต้องรับผิดชอบทุกอย่างในฐานะที่เขาเป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับการแสดง อย่างไรก็ตามภาพยนตร์มโหฬารใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่เรื่องนี้ก็สำเร็จไปได้

เมื่อนายพลดิเรกล้างฟิล์มเสร็จ ติดต่อเสร็จถูกต้องตามสคริปต์ก็มีการถ่ายทำไตเติลอีกหนึ่งสัปดาห์ บริษัทเฉลิมมิตรตกลงใช้ตรา "จิงโจ้โย้สำเภา" ซึ่งเป็นตราประจำภาพยนตร์ของบริษัทนี้ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการสร้างหรือเจ้าของหนังนั่นเอง

"แกนึกยังไงวะอ้ายหงวนแกถึงใช้ตราจิงโจ้โย้สำเภา มันมีความหมายอะไรสำหรับแกหรือพวกเราหรือ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ถามเช่นนี้

"ไม่มีความหมายอะไรหรอกครับคุณอา ผมนึกอะไรไม่ออกจะใช้ตราอื่นๆ ก็เกรงจะไปซ้ำกับเขาเพราะหนังไทยเรามีตั้ง ๕๐๐บริษัทเห็นจะได้ ผมคิดว่าตราจิงโจ้โย้สำเภาคงไม่ซ้ำกับใครแน่"

"แล้วทำไมแกถึงให้อ้ายกรเป็นคนเขียนตรา แกน่าจะจ้างช่างเขียนให้เขาเขียนมากกว่า"

เสี่ยหงวนว่า "ผมเชื่อมืออ้ายกรครับ จิงโจ้ขณะนี้เป็นสัตว์ที่มีอยู่ในออสเตรเลียแห่งเดียวเท่านั้น อ้ายกรมันเคยร่างรูปจิงโจ้ให้ผมดูเข้าทีมาก"

"แต่ที่อ้ายกรมันเขียนถ่ายทำไตเติลหน้าตาจิงโจ้มันคล้ายๆ กับจิ้งเหลนนี่หว่า แล้วก็อมยิ้มเสียด้วย"

"นั่นแหละครับถูกความประสงค์ของผม ตามธรรมดาจิงโจ้มันไม่ใคร่ยิ้มให้ใครเห็น แต่อ้ายกรสามารถเขียนให้มันยิ้มแป้น มิหนำซ้ำกำลังโย้สำเภาอย่างสนุกสนาน"

"อือ ดีเหมือนกัน หนังเรื่องนี้โรงแตกแน่"

ในที่สุด ภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ก็ได้ทำการฉายทดลองที่โรงถ่ายในบ้าน "พัชราภรณ์"เป็นการภายใน คือฉายดูกันเฉพาะคณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง นอกจากนี้ก็มีจำรูญ หนวดจิ๋ม และ เจ้าแห้วอีกสองคน

ตลอดเวลาสองชั่วโมงเศษ ในตอนหัวค่ำคืนวันนั้นภายในโรงถ่ายภาพยนตร์เงียบกริบ มีแต่เสียงเสี่ยหงวนคนเดียวที่ออกปากชมว่าการถ่ายทำได้ภาพที่สวยงามแสงสีและเสียงยอดเยี่ยม และตัวเขาเองแสดงบทบาทได้ดีที่สุด สี่นางกับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล และ จำรูญ กับเจ้าแห้วนั่งนิ่งเฉยแข็งใจดูภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างซังกะตาย ส่วนนิกรดูได้เพียงครึ่งม้วนก็นั่งหลับกรนเสียงสนั่นหวั่นไหว

จนกระทั่งศาสตราจารย์ดิเรก ฉายหนังจบเจ้าแห้วก็รีบลุกขึ้นเดินไปเปิดไฟในโรงถ่ายจน สว่างจ้าไปทั่วบริเวณ อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาโบกมือให้ ดร.ดิเรกแล้วกล่าวกับจำรูญว่า

"เป็นยังไงบ้างคุณจำรูญ ผมขอให้วิจารณ์อย่างเปิดอกคือพูดอย่างตรงไปตรงมา"

จำรูญฝืนหัวเราะ

"เว้ากันซื่อๆ อาเสี่ยก็ชกปากผมเท่านั้นเอง"

"แล้วกัน เห็นผมเป็นผู้อำนวยการนักเลงโตไปแล้วหรือนี่ คนอย่างผมไม่นิยมการใช้กำลังหรอกครับ พูดมาเถอะคุณจำรูญ ผมอนุญาตให้คุณติชม คุณว่าหนังเรื่องนี้เป็นยอดของหนังไทยใช่ไหม"

จำรูญยิ้มแห้ง

"จะว่ายอดก็ยอดครับ แต่ว่า "

"แต่ว่าอะไรครับ"

"แต่ว่ามันไม่ได้ความน่ะซีครับ ที่เป็นยอดก็คือเป็นหนังใหญ่ และหนังพูดไม่ใช่หนังพากย์ ส่วนเรื่องและการแสดงไม่เป็นสับปะรด รวมทั้งตัวผมเองก็เล่นเสียหมดไม่ได้ความเหมือนกัน"

อาเสี่ยนั่งคอแข็ง สักครู่ก็กล่าวถามคุณหญิงวาดเบาๆ

"คุณอาว่ายังไงครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"อาว่าดูหนังตะลุงยังสนุกกว่าหนังเรื่องนี้ เรื่องของเธอมันไม่มีเหตุผลเลย ไม่เห็นจะมีอะไรนอกจากชกกันและยิงกันตลอดเรื่องเหมือนกับว่าเมืองไทยเป็นบ้านป่า เมืองเถื่อน"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"คุณอาแก่แล้วก็ไม่ชอบดูหนังประเภทนี้" แล้วเขาก็ยิ้มให้ประภาเมียรักของศาสตราจารย์ดิเรก "ผมคิดว่าคุณคงชอบหนังบู๊แบบนี้ไม่ใช่หรือฮะ"

"ชอบค่ะแต่ไม่ใช่แบบนี้" ประภาพูดยิ้มๆ "ดิฉันชอบหนังบู๊เหมือนกัน แต่หนังของอาเสี่ยดูไม่ไหวค่ะชกกันอุตลุดไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พระเอกเพียงสามคนผู้ร้ายตั้งร้อย ชกกันแล้วก็ขี่ม้าไล่ยิงกัน พอเข้าไปในบาร์ต่อยกันอีกยิงกันอีก"

กิมหงวน ค้อนประภาแล้วพยักหน้าให้ประไพศรีภริยาของนิกร

"ขอแรงวิจารณ์หนังของผมหน่อยคุณไพ คุณดูจบแล้ว คุณมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง"

ประไพสั่นศรีษะช้าๆ

"บอกไม่ถูกค่ะ เหมือนไพ่ ๑๑ ใบที่อยู่บนมือหาคู่ไม่ได้เลย หนังต่อยกันทีไรดิฉันต้องหลับตาทุกที"

"หวาดเสียวหรือครับ"

"ไม่ค่ะ"

"แล้วหลับตาทำไมครับ"

"มันจะอ้วกน่ะซีคะ ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว นิกรของดิฉันท่าทางเก้งก้างพิลึก มองดูคล้ายๆ ลิงซิมแปนซีที่เขาดิน"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก เปลี่ยนสายตามาที่นันทา

"ผมคิดว่าคุณนันคงจะให้คำวิจารณ์ที่เที่ยงธรรม และเป็นประโยชน์แก่ผมซึ่งเป็นเจ้าของหนังเรื่องนี้"

นันทามองดูกิมหงวนอย่างเกรงใจ

"ดิฉันขอพูดสั้นๆ ว่าหนังเรื่องนี้ดูไม่ไหวค่ะ"

กิมหงวนเม้มปากแน่น เขานิ่งอึ้งไปนานจึงกล่าวกับเมียรักของเขา

"นวลลองวิจารณ์บ้างซิ หนังเรื่องนี้ก็เท่ากับว่านวลเป็นเจ้าของนะเฮียรู้สึกว่านวลตั้งอกตั้งใจดูมาก"

นวลลออทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"นวลเสียดายเงินที่ลงทุนไปค่ะ มันไม่ได้ความจริงๆ มีคุณพลเท่านั้นที่แสดงค่อยยังชั่วหน่อย ในระหว่างพระเอกสามคน สำหรับเฮียท่าทางจะว่าพระเอกหนังแขกก็ไม่ใช่หนังจีนก็ไม่เชิง หนังเรื่องนี้น่าจะเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ไม่ดีหรือคะเฮีย"

"เปลี่ยนว่ายังไงจ๊ะ"

นวลลออหัวเราะเบาๆ

"หมัดสัปเหร่อ หรือ สามเกลอวิปลาส ค่ะ"

ผู้อำนวยการสร้างทำคอย่น ค่อยๆ หันหน้ามาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาวิจารณ์หน่อยซีครับ"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เด็ดขาด อ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"ดีเด็ดขาดหรือครับ"

"ไม่ใช่ดี ที่ว่าเด็ดขาดคือเป็นหนังที่เลวเด็ดขาด สงสัยเสียแล้วโว้ยถ้าเราเอาหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เรื่องนี้ออกฉายเมื่อไรเราจะต้องซื้อที่นอนหมอนมุ้งไว้แจกคนดู"

ผู้อำนวยการสร้างชักฉิว

"คุณอาหมายความว่าหนังดีๆ ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่อย่างนี้ไม่มีคนดูยังงั้นหรือครับ ถ้าแฟนหนังไทยไม่ดูหนังดีๆ อย่างนี้ก็ควรไปดูละครลิงหรือหนังตะลุงดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"อาก็คิดว่ายังงั้นแหละ ดูละครลิงหรือดูหนังตะลุงยังสนุกกว่า หนังของแกการถ่ายทำชัดเจนแจ่มใสดีมาก ลงทุนแบบทุ่มเทซึ่งไม่เคยมีหนังไทยเรื่องใดกล้าลงทุนมากมายมหาศาลอย่างนี้ แต่เรื่องไม่เป็นสับปะรดหมา ไม่มีเหตุผล ไม่มีสาระอะไร ยิงกันและชกกันอุตลุดตลอดเรื่อง พระเอกเห็นหน้า ผู้ร้ายก็ปรี่เข้าชกกันทั้งๆ ที่ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกัน"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ก็หนังเรื่องนี้มันบู๊ไม่ใช่หนังชีวิต"

"ถูกแล้ว หนังบู๊ก็ต้องมีเหตุผล "แหกค่ายมฤตยู" ที่กำลังฉายที่เฉลิมเขตร์บู๊นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเก็บเงินได้เป็นประวัติการณ์"

กิมหงวนยิ้มแค่นๆ

"แต่แฟนหนังไทย อาจจะชอบหนังบู๊ที่มีรสจัดอย่างนี้ก็ได้นะครับ ข้อสำคัญมันเป็นหนัง ๑๔๐ มิลลิเมตรใช้จอถึงสามจอล้วนแต่จอขนาดยักษ์ ผมคิดว่าฉายที่โรงเฉลิมมิตรของเราได้เงินสักห้าหกล้านผมก็พอใจแล้ว" พูดจบเขาก็หันมาทางนิกรซึ่งกำลังนั่งหลับตาสัปหงกอ้าปากหวอน้ำลายยืด เสี่ยหงวนร้องตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดัง "เฮ้ยลืมตามองดูโลกเสียทีซีโว้ย"

นิกรสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลงแล้วเคี้ยวปากจั๊บๆ พอสบตากับกิมหงวน พ.อ.นิกรก็ยิ้มให้

"ว่าไงนายห้าง"

อาเสี่ยทำปากจู๋

"อย่าทะลึ่งมาเรียกฉันว่านายห้าง เอาไว้เรียกนายทุนที่เขาเป็นนายห้างจริงๆ เถอะ แกช่วยวิจารณ์หนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของเราหน่อยซีพวกเราใครๆ เขาวิจารณ์กันเกือบหมดแล้วยังเหลือแกกับอ้ายพลและหมอกับอ้ายแห้วเท่านั้น"

นายจอมทะเล้นนิ่งคิดสักครู่

"วิจารณ์แบบไหนล่ะ แบบติเพื่อก่อหรือแบบทำลายกัน นักวิจารณ์ของเราน่ะ โดยมากมักจะวิจารณ์เพื่อมุ่งหน้าทำลายกันเท่านั้น"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"แกจะวิจารณ์แบบไหน ก็ได้ของให้วิจารณ์จากความจริงใจของแกก็แล้วกัน ถ้าดีก็ว่าดีถ้าเลวก็ว่าเลวแล้วให้เหตุผล"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นกันขอวิจารณ์อย่างเปิดอก หนังของเราเรื่องนี้ดีมาก สำหรับฉายดูในครอบครัวของเรา แสงเสียงดีทั้งนั้น สีก็สวยภาพก็แจ่มใสชัดเจน เป็นหนังตลกที่น่าดูเรื่องหนึ่ง"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล พูดขัดขึ้นทันที

"หนังบู๊นะโว้ยไม่ใช่หนังตลก"

"แล้วกัน" นิกรเอ็ดตะโร "ระหว่างที่ดิเรกมันฉายให้ดู กันนั่งหัวเราะงอไปงอมาจนเสียดท้อง พวกเราทุกคนก็หัวเราะเอิ้กอ้ากตลอดเวลา แกยังเถียงว่าเป็นหนังบู๊อีกหรือ"

ผู้อำนวยการสร้างเม้มปากแน่นค่อยๆ หันหน้ามาทางจำรูญ หนวดจิ๋ม จอมตลกอาวุโส

"คุณบอกผมหน่อยซิคุณจำรูญ "สามเสือเหี้ยม" เป็นหนังประเภทไหน"

จำรูญตอบโดยไม่ต้องคิด

"หนังตลกครับ ตลกแบบหนังใบ้สมัยโน้น ตัวละครเล่นดุ๊กดิ๊กๆ และแย่งกันพูดนอกบท ดูแล้วครึกครื้นดีเหมือนกันครับ น่าเสียดายที่เสร็จไม่ทันงานภูเขาทอง ถ้าเสร็จทันเอาไปฉายในงาน ผมคิดว่าคงได้เงินคืนละหลายร้อยบาท อย่างนี้เด็กๆ ชอบดูครับ ชกกันและยิงกันโดยไม่ต้องมีเหตุผล"

"พอแล้ว" กิมหงวนตวาดแว้ดแล้วเปลี่ยนสายตามาที่พล พัชราภรณ์เพื่อนเกลอของเขา

พลยิ้มให้ผู้อำนวยการสร้าง และพูดขึ้นทันที

"กันขอตัวโว้ยนายห้าง กันเป็นพระเอกคนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ขออย่าให้กันวิพากษ์วิจารณ์เลย มันจะเป็นการเข้าข้างตัวเอง"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"เถอะน่า วิจารณ์หน่อยเถอะวะ กันอยากฟังเสียงแก รู้สึกว่าแกมีความเข้าอกเข้าใจในเรื่องการทำหนังดีเหมือนกัน"

พลว่า "ถ้ากันวิจารณ์แกอาจจะโกรธเคืองกันก็ได้"

"ไม่โกรธน่า วิจารณ์หน่อยเถอะวะ อ้อ...หมอมาแล้ว นั่งนี่ซิหมอ เก็บหนังเรียบร้อยแล้วหรือ'

ศาสตราจารย์ดิเรก ไม่พูดอะไรเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง ข้างอาเสี่ยกิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พลจึงกล่าวกับกิมหงวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า

"กันมีความเห็นเช่นเดียวกับคุณจำรูญโว้ย หนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เหมาะที่จะฉายในงานภูเขาทอง หรืองานวัดทั้งหลายอย่างยิ่ง ถ้าเก็บค่าดูสัก ๕๐ สตางค์ รอบหนึ่งก็คงได้เงินไม่น้อยกว่า ๕๐ บาท"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แปลว่าหนังของกันเรื่องนี้ ไม่ดีพอที่จะฉายโรงใหญ่ได้ยังงั้นหรือ"

พลว่า "ใครบอกว่าฉายไม่ได้ ฉายน่ะฉายได้ แต่ไม่มีคนดู แฟนหนังไทยเดี๋ยวนี้น่ะไม่โง่เหมือนแต่ก่อน หนังบู๊สะบัดช่อที่ไร้เหตุผล เอาแต่ไล่ยิงกันหรือชกกัน โดยไม่มีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำเหมือนกับว่าเมืองไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่มีกฎหมายคุ้มครองน่ะ คนเขาไม่ดูกันแล้ว "สามเสือเหี้ยม" มันเป็นหนังบู๊ที่น่าสงสาร"

"เป็นยังไงน่าสงสาร" อาเสี่ยถามอย่างเคืองๆ

"ก็เพราะมันไม่ได้ความน่ะซี ดูแล้วรู้สึกหนาวและขนลุกตลอดเวลา ฉันเองที่ยอมเล่นเป็นตัวพระเอกคนหนึ่งก็เพราะขัดแกไม่ได้ทั้งๆ ที่ฉันบอกแกแล้วว่าฉันไม่ใช่ศิลปิน เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเล่นหนังเลย แกก็เคี่ยวเข็ญบังคับฉันให้เล่น แล้วก็กำกับฉันอย่างชุ่ยๆ ทั้งๆ ที่แกไม่มีความรู้ความสามารถในการกำกับการแสดง"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"กันมีเงินโว้ย" เขาตะโกนลั่น "คนมีเงินทำอะไรได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญ ผู้อำนวยการสร้างหรือนายทุนที่เขากำกับหนังของเขาเอง เขาก็ไม่เคยกำกับหนังมาแม้แต่เรื่องเดียว เขายังสร้างหนังของเขาได้สำเร็จ เป็นความจริงใช่ไหมละ คุณจำรูญ"

ตลกเอกยิ้มเล็กน้อย

"ครับ เป็นความจริง แต่หนังที่เจ้าของหนังทำคนเดียวทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ตัวขาดความชำนาญ มันก็หมายความว่าเจ้าของหนัง ต้องก้มหน้าก้มตาใช้หนี้เขาไป โดนค่าโฆษณาเข้าไปตั้งสองแสนแล้ว ค่าสร้างหนังอีกสามแสน พอเข้าฉายได้ ๑๐ วัน ไม่มีคนดูทางโรงเขาก็ถอนโปรแกรมออก แบ่งกับโรงได้มาอย่างมากสามหมื่นสบายแฮไปเลย"

กิมหงวนผุดลุกขึ้นยืนพาตัวเดินวนเวียนไปมา สมองของเขาต้องใช้ความคิดอย่างหนัก ในที่สุดเขาก็หยุดยืนเบื้องหน้านายพลดิเรก แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"หมอ ฉันต้องการฟังคำวิจารณ์ของแกสำหรับหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของเรา"

"ออไร๋ ยูจะให้ไอวิจารณ์เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ภาษาไทยโว้ย นี่เมืองไทยไม่ใช่เมืองอังกฤษ"

ด.ร. ดิเรก หัวเราะชอบใจ

"คำวิจารณ์ของกันก็มีแต่เพียงว่า หนังเรื่องนี้เฉพาะเรื่องของมันเลวที่สุด ผู้แสดงก็ใช้ไม่ได้ มีคุณจำรูญคนเดียวเท่านั้น ที่แสดงได้ดีแต่ก็มีบทน้อย พระเอกสามตัวเล่นเหมือนหนังตะลุง บางทีมีกระซิบบอกกันว่า แกพูดซีโว้ย ถึงบทแกแล้ว นางเอกและตัวนางทั้งหลาย ก็หัวเราะหน้าเป็นตลอดเวลา พูดภาษาไทยก็ไม่ชัด ทำเสียงขึ้นนาสิกเหมือนแหม่มพูดไทย"

ประภาเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"อย่ามาทำพูดดีนะหมอ พวกเราเล่นให้ฟรีโดยไม่เอาค่าตัวแม้แต่บาทเดียว ยังจะมาว่าอีก ภากับน้องไพคุณนวลและคุณนันเคยเล่นหนังเมื่อไรเล่า อาเสี่ยมากราบไหว้อ้อนวอนให้เล่นหนังเรื่องนี้ใช่ไหมล่ะ"

นายพลดิเรกยิ้มแหยๆ

"ออไร๋ ออไร๋ ไอไม่ได้ว่าอะไร พูดนิดหน่อยไม่น่าจะโมโห ศิลปินที่ดีก็ควรจะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทางผู้อำนวยการสร้าง แล้วกล่าวว่า "ไอคิดว่าหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" นี้เผาไฟฌาปนกิจไปเสียดีกว่า เอาออกมาฉายขายหน้าเขาเปล่าๆ เสียเงินดีกว่าเสียชื่อโว้ย แกลงทุนไปมากมายก็จริง แต่มหาเศรษฐีอย่างแกขนหน้าแข้งไม่ร่วง ถ้าแกรักจะเป็นผู้อำนวยการสร้างมีชื่อเสียงในทางทำหนังก็ควรสร้าง "สามเสือเหี้ยม" ขึ้นใหม่"

คุณหญิงวาดพูดสนับสนุนศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"พ่อดิเรกพูดน่าฟัง เงินทองมันเป็นของนอกกาย นักธุรกิจอย่างพ่อหงวน ย่อมหาเงินได้คล่องๆ แต่ชื่อเสียงของเธอถ้ามันเสียไป มันก็รังแต่จะให้คนนินทาหมาดูถูก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"อาเห็นพ้องกับคุณหญิงและดิเรก หนังเรื่องนี้ทิ้งมันไปเถอะวะอ้ายหงวน หรือไม่ก็ให้อ้ายแห้วเอาตะไกรตัดขายเป็นช่องๆ ขายให้พวกเด็กๆ เอาไปใส่กล้องขยายมองดู หรือถ้าไม่ทิ้งเก็บไว้ฉายดูกันเองในหมู่พวกเราเวลากลุ้มใจก็ได้ หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วเข้าหากัน

"คุณอาทั้งสองกับอ้ายหมอมีความเห็นให้ทำหนังเรื่องนี้ใหม่หรือครับ"

"ใช่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "สร้างใหม่ทั้งเรื่องเป็นหนังเงียบขนาด ๑๖ มิลลิเมตร และเป็นหนังสีอย่างที่ใครๆ เขาทำกัน แต่ว่าต้องซื้อเรื่องนักเขียนที่มีชื่อเสียง เพียงแต่ขอให้เขาใช้ชื่อ "สามเสือเหี้ยม" เขาคงไม่ขัดข้อง ส่วนเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร แล้วแต่เขาจะแต่งให้ เหมาให้เขาทำสคริปต์ให้เลย นักเขียนเรื่องบู๊ชื่อดังมีถมเถไป เป็นต้นว่า อรวรรณ พนมเทียน หรือเศก ดุสิต ส.เนาวราช ก้อง อินทรกำจร หรือใครก็ได้แต่ไม่ใช่ ก.ง. ไทยแท้ คือตัวแก เพียงแต่นามปากกาของแกใครเห็นเข้า หรือได้ยินเข้าก็ทำหน้าแหยแล้ว แกอย่าคิดว่าแกมีเงินแล้วแกจะทำได้ทุกอย่าง งานภาพยนตร์ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ จ้างศิลปินเขามาเล่นไม่ใช่พวกแกเล่นกันเองแบบอุตสาหกรรมในครอบครัว แล้วก็หนังพม่ารามัญฟิล์ม ๑๔๐ มิลลิเมตรน่ะ แกจะทำหาตะวักตะบวยอะไรกันในเมื่อมีโรงฉาย เฉพาะเฉลิมมิตรของเราแห่งเดียวเท่านั้น หนังไทยต้องเป็นหนัง ๑๖ เพราะฉายได้ทั่วประเทศ ขนาด ๓๕ ก็ฉายได้เป็นบางจังหวัด เครื่องฉายมันไม่มี หนังไทยฉายได้แต่ในเมืองไทย ก็ต้องทำแบบประหยัด ฉายโรงใหญ่ในกรุงเทพฯ เรียกทุนคืน แล้วเดินสายออกต่างจังหวัดเป็นกำไร หนังไทยจะได้เงินต้องเรื่องดีผู้แสดงดี การถ่ายทำดีและทุ่มโฆษณา"

กิมหงวนมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเคืองๆ แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"แล้วทีแรกทำไมคุณอาไม่แนะนำผมอย่างนี้ ปล่อยให้ผมทุ่มเทเงินตั้งเกือบ ๒๐ ล้านถึงมาแนะนำผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"คนอย่างแกก็เหมือนกับพวกเศรษฐีทั้งหลายที่เคารพตัวเองเพราะถือว่ามีเงิน การแนะนำแกในตอนแรกย่อมไม่มีประโยชน์"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ หันไปทางเจ้าแห้วแล้วกวักมือเรียก เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา

"เหลือแกอีกคนเดียวที่ยังไม่ได้วิจารณ์หนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของฉัน วิจารณ์ให้ฟังหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานอย่าเลยครับ"

"ทำไมล่ะ"

"วันนี้รับประทานผมเป็นหวัดคัดจมูกครับ รับประทานอาเสี่ยจะให้หมาป่าสูดกลิ่นราชสีห์ รับประทานผมไม่กล้าหรอกครับ"

ผู้อำนวยการสร้างอดหัวเราะไม่ได้

"ฉันอนุญาตให้แกวิจารณ์อย่างเต็มที่ พูดมาเถอะอ้ายแห้ว หนังเรื่องนี้ดีเลวอย่างไรในทัศนะของแก"

เจ้าแห้วทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"รับประทานเมื่ออาเสี่ยอนุญาตให้ผมพูด ผมก็ขอวิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้ควรเก็บเอาไว้ฉายเป็นหนังขายยาดีกว่าครับ ถ้าคุณหมอจะใช้ให้ผมนำยาไปเร่ขายต่างจังหวัดเมื่อไร ผมก็จะเอา "สามเสือเหี้ยม" ไปฉาย เข้าใจว่าคงมีคนดูแน่เชียวครับ เพราะดูฟรีไม่เสียเงินใครๆ ก็ชอบดู"

อาเสี่ยขบกรามแน่น

"ฮึ่ม เป็นอันว่าทุกคนลงความเห็นว่าหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ไม่ได้ความ ไม่ควรนำออกฉาย " พูดจบกิมหงวนก็ล้วงกระเป๋าเสื้อฮาไวของเขาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งแล้วส่งให้เจ้าแห้วหนึ่งฉบับ "แกออกไปซื้อยาให้กันหน่อยซี"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานแอสไพรินหรือครับ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"แอสไพรินซื้อมาทำไม ตั้งแต่ทำหนังฉันกินแอสไพรินวันละห้าหกหลอด กินทีละกำมือไม่เห็นมันช่วยให้ฉันหายปวดหัวได้ ไปซื้อยาตายมาให้กันโว้ย สติ๊กนินหรือไซยาไนด์ก็ได้ กันมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ขายหน้าพวกเจ้าของหนังเขา มีอย่างที่ไหนลงทุนตั้ง ๒๐ ล้านบาท ทำหนัง ๑๔๐ มิลลิเมตร แต่หนังที่ถ่ายทำเสร็จแล้วไม่เป็นสับปะรดหมา เร็ว ไปซื้อยาตายมาให้ข้ากิน"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานเปลี่ยนเป็นไก่ตอนเป็ดย่างดีกว่านะครับ โซดาผมแซ่ไว้ในตู้เย็นกำลังเย็นเจี๊ยบ"

"เออ ได้เหมือนกัน"

เจ้าแห้วพาตัวเดินออกไปจากโรงถ่ายภาพยนตร์ จำรูญ หนวดจิ๋มมองดูนวลลออเมียรักของเสี่ยหงวน แล้วกล่าวกับหล่อนว่า

"คุณนวลมานั่งใกล้ๆ อาเสี่ยช่วยปลอบโยนให้กำลังใจหน่อยสิครับ อาเสี่ยกำลังกลุ้มใจอาจจะคิดสั้นก็ได้"

นวลลออยิ้มให้จอมตลกรุ่นอาวุโส

"ตายไม่กลัวค่ะ กลัวจะไม่ตาย ถ้ารักจะตายแล้วปืนพกในห้องนอนก็มีตั้งสองกระบอก คนอย่างเฮียไม่ตายหรอกค่ะ"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับเมียรักของเขา

"เฮียจะตายหาพระแสงหอกอะไร มีเงินตั้งสองสามร้อยล้าน เมียก็ยังสวยพริ้ง เฮียพูดส่งเดชไปยังงั้นเอง" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่พล พัชราภรณ์ "กันตัดสินใจเด็ดขาดแล้วพล กันจะต้องนำหนังเรื่องนี้ออกฉายที่โรงของเราให้จงได้ หลังจากฉายให้กองเซ็นเซ่อรดูแล้วก็ประกาศรอบกาลาตีเมียเลย คือรอบปฐมทัศน์เก็บเงินบำรุงการกุศล เฉพาะรอบนั้นทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย"

พลถอนหายใจหนักๆ

"ค่าดูเท่าไร"

"๒๐ บาทรวด"

"มันจะมีคนดูหรือเพื่อน"

"อ้าว หนังไทยแบบดิเรกราม่า ๑๔๐ มิลลิเมตรฉายจอยักษ์สามจอ ทั้งด้านตรงและด้านข้างแฟนหนังไม่ดูจะดูอะไร กันจะจัดรอบปฐมทัศน์ให้มโหฬารที่สุด มีดนตรีประชันกันสัก ๒๐ วง"

"แล้วจะเล่นที่ไหน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"ก็เบียดกันหน่อยแหละครับ บนเวทีเล่นได้สัก ๕ วง ขึ้นไปเล่นบนหลังคาโรงหนังบ้างก็ได้ นอกจากนี้ก็มีละครย่อยประชันกันสัก ๒๕๐ คณะ เริ่มตั้งแต่ ๑๘.๐๐ น. จนถึงสองยาม แจกข้าวผัดไข่ดาวคนดูคนละจาน เกาเหลาคนละชาม น้ำอัดลมคนละขวด และโอเลี้ยงอีกคนละแก้ว ตอนดึกมีการออกรางวัลหมายเลขที่นั่ง รางวัลที่หนึ่งเงินสดแสนบาท ที่ดินชานเมืองหนึ่งไร่ รางวัลที่สองเงินสดห้าหมื่นรถเก๋งอีกคันหนึ่ง"

นวลลออพูดโพล่งขึ้นดังๆ

"อีกหน่อยเฮียก็คงถือกะลาขอทานเขากิน ลงมีการแจกที่ดินแจกเงินสดและรถเก๋ง ต่อให้เฮียรวยกว่านี้อีกร้อยเท่าก็ไปไม่รอด"

เสี่ยหงวนหันมามองดูเมียรักของเขา

"พูดเล่นสนุกๆ น่า ขืนมีออกรางวัลอย่างนี้โรงหนังของเราก็คงพังแน่" แล้วเขาก็ยิ้มให้คุณหญิงวาด "ผมก่อแล้วก็ต้องสานให้ตลอดไปครับคุณอา ไหนๆ หนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทำเสร็จแล้วผมต้องนำออกฉายแน่ๆ จะมีคนดูหรือไม่มีคนดูก็ช่าง เรื่องแรกย่อมเป็นบทเรียนของผม"

คุณหญิงวาดพยักหน้าช้าๆ และมองดูอาเสี่ยอย่างเห็นใจ

"ตามใจแกเถอะพ่อหงวน แกก็ได้ลงทุนไปไม่น้อยจะเผาไฟทิ้งเสียก็น่าเสียดายเหมือนกัน เป็นอันว่าจะจัดรอบปฐมทัศน์ที่โรงเฉลิมมิตรของเราในไม่ช้านี้ใช่ไหม"

"ครับ วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน นี่แหละครับ เปิดรอบกาลาตีเมีย"

"ดีเหมือนกัน มีอะไรที่แกจะให้อาช่วยบ้างก็บอกมา พอจะช่วยแกได้อาก็ยินดีช่วย"

ผู้อำนวยการสร้างยิ้มแป้น

"คุณอาช่วยรำสีนวลเบิกโรงหน่อยได้ไหมครับ คือเริ่มต้นด้วยการรำสีนวลโดยคุณอาในรายการรอบปฐมทัศน์"

คุณหญิงวาดทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ว่ายังไงนะพ่อหงวน แกจะให้อารำสีนวล "

"ครับ ถ้าคุณอาแต่งเครื่องละครรำผมคิดว่าคุณอาคงเหมือนนางมณฑามเหสีท้าวสามลในเรื่องสังข์ทองมากทีเดียว"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แกจะให้อาขึ้นไปเป็นลมตายบทเวทียังงั้นหรือ"

"โธ่ รำเบิกโรงนิดหน่อยไม่เหน็ดเหนื่อยอะไรหรอกครับ"

คุณหญิงวาดฝืนหัวเราะ

"อย่าเลยพ่อมหาจำเริญ ให้อารำเบิกโรงมันจะกลายเป็นเบิกโลงไป อย่าพึ่งให้อาตายเลยวะ ได้มีชีวิตอยู่ด่าพวกแกไปอีกสัก ๑๐ ปีเถอะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง กิมหงวนเปิดการประชุมต่อไป เมื่อเขาดื้อดึงจะนำภาพยนตร์พูด ๑๔๐ มม. เรื่อง " สามเสือเหี้ยม" ออกฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมมิตร ทุกคนก็จำต้องสนับสนุนเขาและให้ความร่วมมือกับเขาในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนของโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรด้วยกัน

นิกร การุณวงศ์ หัวหน้าแผนกโฆษณาของโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตร ต้องทำงานหนักที่สุด มีเวลานอนหลับพักผ่อนเพียงคืนละ ๑๐ ชั่วโมงเท่านั้น

เขาส่งแจ้งความไปลงหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ ลงเต็มหน้าแบบหนังไทยชั้นดีทั้งหลาย พร้อมด้วยภาพประกอบ ซึ่งล้วนแต่เป็นตอนยิงกันหรือชกกัน สำนวนโฆษณาของนิกร ใช้สำนวนใบปลิวยี่เกรุ่นเก่าซึ่งใครอ่านแล้วรู้สึกชอบใจ มีการบรรยายคุณภาพภาพยนตร์ดิเรกราม่าขนาด ๑๔๐ มม. ซึ่งแม้แต่บริษัทสร้างภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดก็ยังทำไม่ได้ อวดอ้างว่าเป็นหนังบู๊ยอดเยี่ยม และใช้วิธีโฆษณาทับถมผู้อื่นคือพูดคลุมเครือว่า ดีกว่า สนุกกว่า ชัดเจนแจ่มใสกว่าภาพยนตร์ไทยทุกเรื่อง และวิเศษกว่าภาพยนตร์ฮอลลี่วู้ด

นอกจากโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ยังโฆษณาในวิทยุ และทีวี.ทุกสถานีจ้างเครื่องบินของกองทัพอากาศโปรยใบปลิวในตอนกลางวัน และแต่งไฟเป็นตัวอักษร "สามเสือเหี้ยม" ในตอนกลางคืน บรรดาแฟนภาพยนตร์ทั้งหลายต่างทราบทั่วกันว่า ภาพยนตร์เรื่องใหญ่ยิ่งใช้ฟิล์มสี ๑๔๐ มม, จะเริ่มฉายเป็นรอบปฐมทัศน์ที่ศาลาเฉลิมมิตร บางกะปิ ในตอนหัวค่ำของวันเสาร์ ที่ ๑๖ พฤศจิกายนนี้ มีการเปิดจองบัตรรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ข่าวแพร่สะพัดไปก่อนแล้วว่าหนังไทยเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เป็นหนังประเภทเละเทะไม่ได้ความ ภาพที่ปรากฏออกมาในจอมีขนาดใหญ่เกินไป มองแลเห็นขนจมูกตัวละครที่แลบออกมานอกจมูกโตเกือบเท่ามวนบุหรี่ ดูแล้วคล้ายกับว่าผู้แสดงหรือตัวละครเป็นยักษ์มาร และดูลำบากมาก เพราะใช้จอฉายถึง ๓ จอ ผู้ดูจะต้องเหลียวหน้าไปมาตลอดเวลา บางทีก็แสดงในจอข้างซ้ายของโรง บางทีก็ไล่ยิงกันที่จอใหญ่กลางโรงและมาชกกันทางจอด้านขวาของโรง รวมความแล้วคนดูจะได้รับความลำบากตลอดเวลาที่นั่งชมภาพยนตร์เรื่องนี้ อนึ่ง "สามเสือเหี้ยม" ไม่มีดาราชูโรงแม้แต่คนเดียว มีศิลปินชั้นนำคือจำรูญ หนวดจิ๋ม ก็รับบทเพียงเล็กน้อยออกมาเป็นตัวประกอบเท่านั้น พระเอกนางเอกหรือผู้แสดงที่เป็นตัวสำคัญก็ล้วนแต่เป็นพรรคพวกของเจ้าของหนังหรือผู้อำนวยการสร้าง

เสี่ยหงวน หงอยเหงาเศร้าใจอีกเมื่อส่งคนออกสืบสวนฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือสังเกตการเคลื่อนไหวของพวกนักดูหนังไทยทั้งหลาย คนของอาเสี่ยต่างรายงานให้ทราบว่าไม่มีใครสนใจกับ ภาพยนตร์เรื่องนี้เลย มิหนำซ้ำหลายต่อหลายคนยังพูดว่าให้ดูฟรีแล้วแถมค่ารถให้อีกยังไม่ดู

ภาพยนตร์ "สามเสือเหี้ยม" ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้พิจารณาภาพยนตร์ให้ฉายได้แล้ว ในวันที่เจ้าหน้าที่มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเจ้าพนักงานเซ็นเซ่อรต่างหัวเราะท้องคัดท้องแข็งไปตามกัน ที่ขบขันก็เพราะผู้แสดงคือคณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง และเจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงอย่างเปิ่นๆ บางทีก็มีเหลียวหน้าไปถามผู้กำกับการแสดง บางทีมีเสียงผู้กำกับร้องตะโกนโหวกๆ ถึงตอนบู๊พระเอกถูกผู้ร้ายชกเจ็บๆ ก็ร้องด่าผู้ร้ายว่าเล่นนอกบทต่อยจริงๆ เจ้าพนักงานเซ็นเซ่อรคนหนึ่งหัวเราะจนจุกแน่นถึงกับต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เขาบอกกับนายแพทย์ว่าเขาไม่เคยเห็นหนังไทยเรื่องใด ที่จะ เละเทะเหมือน "สามเสือเหี้ยม" นี้ ดูตั้งแต่ต้นจนจบจับไม่ได้ว่าเป็นเรื่องชนิดใด เล่าเรื่องก็ไม่ถูกว่าเรื่องเป็นอย่างไร

ตอนสายของวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันจันทร์ สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้พากันมาที่โรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรในเวลาประมาณ ๙.๐๐ น. นันทา, นวลลออ, ประภา และประไพ ทำหน้าที่จำหน่ายบัตรล่วงหน้ารอบปฐมทัศน์ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเตร่ไปมาอยู่หน้าโรง เจ้าแห้วควบคุมคนงานนำหนังแผ่นมาติดใส่กรอบ โรงภาพยนตร์เฉลิมมิตร ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งหยุดฉายภาพยนตร์มาหลายเดือนแล้ว ร้านค้ารอบโรงภาพยนตร์ย่ำแย่ไปตามกันทั้งร้านอาหารและร้านสรรพสินค้าต่างๆ เจ้าของร้านหลายคนฆ่าตัวตายไปแล้วเพราะสิ้นเนื้อประดาตัว ที่กำลังจะฆ่าตัวตายพอได้ข่าวว่าเฉลิมมิตรจะเปิดฉายภาพยนตร์อีกก็ดีอกดีใจวิ่งเต้นหากู้เงินจากพรรคพวก หรือญาติพี่น้องเอามาลงทุนเปิดร้านดำเนินการค้าอีก

จนกระทั่ง ๑๑.๓๐ น. ของวันนั้น ปรากฏว่าบัตรล่วงหน้ารอบ คุณตาตีเมียหรือรอบปฐมทัศน์ขายได้เพียงฉบับเดียวเท่านั้น ผู้ที่มาซื้อบัตรเป็นพ้าทเน่อรของบาร์แห่งหนึ่งแถวบางกะปินั่นเอง หล่อนบอกนันทาผู้ขายบัตรให้หล่อนว่าหล่อนชอบดูหนังไทยมากและดูทุกเรื่อง

รถแท็กซี่คันหนึ่ง แล่นมาจอดหน้าโรงภาพยนตร์พอดี ผู้ที่ก้าวลงมาจากตอนหลังรถก็คือ จำรูญ หนวดจิ๋ม จอมตลกเอกซึ่งเป็นที่ปรึกษาของบริษัท เขาแต่งสากลชุดสีเทาผูกโบว์ หูกระต่าย เขาส่งเงินค่าโดยสารให้คนขับรถแล้วเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ว่าไงครับคุณจำรูญ" เสี่ยหงวนกล่าวถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ตกลงเรียบร้อยสองวงครับ คือ สุนทราภรณ์ กับ วายุบุตร นอกนั้นเขาไม่รับ เขาบอกว่าประชันกันตั้ง ๕๐ วงเขากลัว ผมคิดว่าเอาเพียงสองวงดีกว่า"

ผู้อำนวยการสร้างนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เอา สองวงก็สองวง การแสดงบนเวทีผมมอบให้เป็นหน้าที่ของคุณจัดการ ผมน่ะเหนื่อยเต็มทนแล้ว มีแต่เรื่องวุ่นวายไปทั้งนั้น ขลุกขลักไปเสียทุกอย่าง"

จำรูญมองไปทางเคาเต้อร์ที่สร้างไว้สวยงาม นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพกำลังนั่งสนทนากันอยู่ในเคาเต้อรนั้น ทั้งสี่นางแต่งชุดไหมไทยงามหรู ประดับเครื่องเพชรแพรวพราวบอกให้รู้ว่าเป็นเมียเศรษฐี ส่วนคุณหญิงวาดนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องคิดเลขหลังเคาเต้อร ท่านกำลังหัดบวกเลขจากเครื่อง

"เดี๋ยวนะครับเสี่ย" จำรูญพูดยิ้มๆ "ผมจะไปบอกคุณนวลให้เก็บตั๋วรอบปฐมทัศน์ไว้ให้ผมสองฉบับ เพื่อนผมเขาสั่งจองไว้ครับ"

ผู้อำนวยการสร้างยกมือขวาจับแขนซ้ายของจำรูญไว้

"ไม่ต้องหรอกคุณจำรูญ ตั๋วยังเหลือแยะ"

"หรือครับ ตั้งแต่เปิดจองเมื่อตอนเก้าโมงขายไปได้เท่าไรแล้วครับ"

เสี่ยหงวนยกนิ้วชี้มือขวาชูขึ้นแล้วยิ้มแห้งๆ จำรูญขมวดคิ้วย่น

"ขายได้หนึ่งเล่ม" ตลกเอกพูดเสียงหนักๆ "ก็ดีนี่ครับ เล่มละร้อยฉบับ ชั่วเวลาสองชั่วโมงกว่าขายบัตรจองได้ร้อยที่นั่งก็ไม่เลวนี่ครับ พรุ่งนี้ก็หมด"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ที่ผมยกนิ้วให้คุณดูน่ะหมายความว่าหนึ่งใบไม่ใช่หนึ่งเล่ม คุณดูซิหน้าโรงหนังของเราไม่มีคนเลยมีแต่พวกร้านค้า"

จำรูญทำหน้าชอบกล

"ขายได้ใบเดียว โอย ธัมโมสังโฆ ถ้ายังงั้นคำพยากรณ์ของผมที่ทายไว้ในวันแรกที่ผมมาสมัครทำงานกับอาเสี่ยก็คงจะไม่ผิดพลาด"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"เออ เห็นจะจริงคุณจำรูญ ผมยังจำได้ดี คุณพยากรณ์ไว้ว่าหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" จะทำเงินได้เพียง ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น"

จำรูญหันมายิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ครับ ตามดวงของอาเสี่ยเป็นอย่างนี้จริงๆ ตอนนี้ชะตาหรือดวงของอาเสี่ยในด้านงานภาพยนตร์ยังไม่ดีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ดวงของอ้ายหงวนเป็นยังไงพ่อรูญ"

จำรูญเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วตอบท่านอย่างนอบน้อม

"ชะตากำลังจู๋ครับ คนเราถ้าชะตาจู๋ จับอะไรทำอะไรก็ไม่ได้ผล มีเมีย เมียก็มีชู้ เลี้ยงหมูหมูก็ตายหมด แต่อาเสี่ยโชคไม่ดีเฉพาะงานภาพยนตร์เท่านั้น หากถ่ายทำเรื่องที่สองกระผมกล้าพยากรณ์ได้เต็มปากว่าอาเสี่ยจะได้เงิน อ้า เป็นสิบแสนเชียวครับ"

นิกรมองดูตลกเอกอย่างขบขัน

"สิบแสนก็เป็นล้าน เขาไม่พูดว่าสิบแสนหรอกคุณ หมายความว่าถ้าอ้ายหงวนสร้างหนังเรื่องต่อไปจะได้เงินเป็นล้านยังงั้นหรือ"

"ครับ ได้แน่นอน ตามดวงชะตาบ่งชัดอย่างนี้ คนเราฝืนพรหมลิขิตไม่ได้ สำหรับ "สามเสือเหี้ยม" ถ้าไม่ได้เงินเกิน ๒,๐๐๐ บาทละก้อผมกล้าเอาหัวเป็นประกันครับ"

พล พัชราภรณ์ ยิ้มให้จอมตลก

"ถ้าเป็นอย่างนี้ก๊อแย่น่ะซีครับ อ้ายหงวนลงทุนร่วม ๒๐ ล้านเก็บเงินได้ ๒,๐๐๐ บาท"

"ทำยังไงได้ล่ะครับ ผมบอกอาเสี่ยทีแรกแล้วว่าระหว่างนี้ชะตากำลังจู๋เต็มทนสิ้นเดือนพฤศจิกานี้แล้ว พระเสาร์ออกพระศุกร์จะเข้ามาแทน พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคารก็จะตามมาช่วยกันสร้างโชคลาภให้อาเสี่ย จะหยิบฉวยอะไรกลายเป็นเงินทั้งนั้น"

อาเสี่ยโบกมือแล้วกล่าวขึ้นอย่างหัวเสีย

"ผมไม่เชื่อคุณหรอก หมอดูคู่หมอเดา มีอย่างที่ไหน หนังดีๆ อย่างนี้จะเก็บเงินได้เพียง ๒,๐๐๐ บาท ละครลิงงานภูเขาทองยังเก็บเงินได้มากกว่า"

"ไม่เชื่อก็ตามใจ ถ้าเชื่อก็ขอบคุณครับ แต่อาเสี่ยโปรดจำไว้ให้ดี ผมขอพยากรณ์ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ของผมอีกครั้งหนึ่งว่า หนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" จะฉายกี่รอบกี่วันก็ตามจะเก็บเงินได้รวมทั้งหมด ๒,๐๐๐ บาท ไม่ขาดไม่เกิน"

ผู้อำนวยการสร้างมองดูจำรูญราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเขาแล้วกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล

"พนันกันไหมล่ะคุณจำรูญ"

"พนันเอาอะไรกันครับ"

"เอาเงินซีคุณ ถ้าผมเก็บเงินเกิน ๒,๐๐๐ บาท ผมงดจ่ายเงินเดือน เดือนพฤศจิกายนให้คุณ แต่ถ้าเก็บเงินได้เพียง ๒,๐๐๐ บาท อย่างที่คุณว่าผมจะให้รางวัลคุณหมื่นบาท"

"ตกลงครับอาเสี่ย อ้า-อาเสี่ยจ่ายให้ผมสักครึ่งหนึ่งก่อนก็แล้วกัน"

กิมหงวนแยกเขี้ยว

"จ่ายยังไงไม่เห็นผล"

"อ้อ-จริงซีครับ"

คุณหญิงวาดพาตัวเดินออกมาจากเคาเต้อรด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ท่านสวมเสื้อกระโปรงผ้าไหมชุดสีเทา เนื้อตัวของท่านเกลี้ยงเกลาปราศจากเครื่องประดับ มีแหวนเพชรลูกราคาแสนห้าหมื่นที่นิ้วนางมือซ้ายเพียงวงเดียวเท่านั้น คุณหญิงเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย แต่พื้นหินอ่อนทำให้รองเท้าซ่นสูงของท่านลื่น คุณหญิงวาดจึงเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นอย่างจัง

"ว้าย ตาเถนช่วย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และจำรูญรีบวิ่งเข้าไปหาคุณหญิงวาด พลกับเสี่ยงหงวนช่วยกันประคองท่านให้ลุกขึ้น

"เจ็บไหมครับคุณแม่" พลถามยิ้มๆ

คุณหญิงสูดปากเบาๆ

"เจ็บฉันก็ไม่บอก"

ทุกคนกลั้นหัวเราะแทบแย่แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะ ท่านเจ้าคุณมองดูคุณหญิงวาดอย่างขบขัน

"ผมนึกแล้วว่าออกก้อยจริงๆ พื้นมันลื่นคุณหญิงต้องระวังหน่อยซีครับ"

คุณหญิงวาดถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ กระเซ้าก็ชักฉิว

"นั่นน่ะซีค่ะ พื้นมันลื่นและเป็นมันแผล็บออกอย่างนี้ พ่อหงวนยังให้คนงานเอาขี้ผึ้งขัดหินอ่อนลงมาอีก ยังงี้ก็ลื่นไถลไปตามกัน ดูซีคะ ลื่นขนาดแมลงวันเกาะไม่ติด ที่โรงพาราเม้าท์ดิฉันก็เคยหกล้มมาครั้งหนึ่งตอนเดินผ่านข้างเคาเต้อรจะขึ้นบันไดไปชั้นบนเป็นมันแผล็บอย่างนี้แหละค่ะ"

สี่สหายหัวเราะครืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูคุณหญิงวาดอย่างเดือดดาล

"พอแล้วครับคุณหญิง ก้นกบหักเสียหน่อยก็ไม่ได้"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้นแล้วหันมาทางผู้อำนวยการสร้าง

"ว่ายังไงจ๊ะพ่อหงวน พวกบุคกิ้งนั่งแมลงวันตอมขาไปตามกัน สองชั่วโมงครึ่งขายตั๋วใบเดียวเท่านั้น โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ทางวิทยุและ ทีวี. ทั่วแล้วใครๆ ก็ต้องรู้ว่าเราเริ่มขายบัตรล่วงหน้าตั้งแต่สามโมงเช้าวันนี้เป็นต้นไป อาเบื่อเต็มทนแล้ว อาจะพาเมียๆ ของพวกแกกลับบ้านละ นั่งเล่นไพ่อยู่ที่บ้านยังดีกว่า พวกแกขายตั๋วกันเองก็แล้วกัน"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"โธ่-ช่วยกันหน่อยเถอะครับคุณอา ตอนเที่ยงไปแล้วอาจจะมีคนหลั่งไหลมาซื้อตั๋ว วันนี้ขายได้สัก ๕๐๐ ใบ ผมก็พอใจแล้ว"

คุณหญิงวาดถอนหายใจเฮือกใหญ่ เปลี่ยนสายตามาที่จำรูญหนวดจิ๋ม

"เธอช่วยหน่อยซีพ่อรูญ"

"ช่วยยังไงครับคุณหญิง"

"ใช้ให้กุมารทองของเธอไปต้อนคนมาซื้อบัตรล่วงหน้า เธอพอจะทำได้ไม่ใช่เรอะ"

"ได้น่ะได้ครับ" จำรูญพูดเสียงอ่อย "แต่ว่า "

"ทำไมล่ะ"

"เด็กๆ ของผมมันไปทัศนาจรกันยังไม่กลับครับ"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล

"หา ผีรู้จักเที่ยวเหมือนกันหรือเธอ"

"ครับผม ผีก็มีหัวใจเหมือนกันนี่ครับ พวกเด็กๆ เขาลาผมไปช่วยงานแซยิดเจ้าป่าองค์หนึ่งในดงพญาเย็นครับ ขอเงินไปคนละพันบาท เอาไปซื้อของขวัญแล้วเช่าเหมารถยนตร์เดินทางไปดงพญาเย็นเมื่อเช้าวันนี้ อีกสามวันถึงจะกลับครับ"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ

"แย่จริงๆ ถ้าตั๋วรอบปฐมทัศน์ขายไม่หมดเราก็ขายหน้าเขา หรือยังไงพ่อหงวน"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นทันที

"ขายไม่หมดก็แจกฟรีซีครับ พรรคพวกเพื่อนฝูงของเรามีเท่าไรก็ส่งตั๋วไปให้เขา เรื่องดูฟรีเห็นจะไม่มีใครปฏิเสธ คิดไปคิดมาผมอยากฆ่าตัวตายอีกแล้ว"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ก็เอาซี ขึ้นไปชั้นบนโรงหนังแล้วพุ่งหลาวลงมาแกก็ได้ตายสมใจ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ตายอย่างนี้หวาดเสียวกันไม่ชอบ"

"แล้วแกชอบตายแบบไหนล่ะ" พลถามยิ้มๆ

"แก่ตายว่ะ"

ดร. ดิเรกนึกหมั่นไส้ขึ้นมาก็ยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้าเสี่ยหงวนเต็มแรงแล้วเขาก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าลืมว่าพวกเราทั้งหมดนี่กำลังจะถูกผู้คนเขายิ้มเยาะดูหมิ่น เพราะเบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" นิตยสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ทุกฉบับได้เสนอข่าวติดต่อกันมานานแล้ว โดยเฉพาะ "ดาราไทย" ฉบับหน้าก็จะลงภาพพระเอกสามคนที่หน้าปกซึ่งเป็นภาพที่แต่งตัวแบบมือปืนตะวันตก ฉะนั้น เราต้องร่วมมือร่วมใจกันช่วยทำให้รอบปฐมทัศน์มีคนดูแน่นขนัด หากตั๋วขายไม่ได้เราก็ต้องเอาตั๋วไปขายในหมู่เพื่อนฝูงของเราแบบบังคับซื้อ บัตรละ ๒๐ บาท ช่วยกันหน่อย ที่นั่งของเราทั้งหมดมี ๑,๓๐๐ ที่นั่ง เมื่อไม่มีใครซื้อจริงค่อยแจกฟรี เท่าที่กันได้คุยกับพวกนายทหารอเมริกันหลายคนเขาบอกว่าเขาต้องดูหนังไทยเรื่องนี้แน่ๆ เพราะเป็นหนัง ๑๔๐ มิลลิเมตร ซึ่งเขาไม่เคยดู"

พล พัชราภรณ์เห็นพ้องด้วย

"จริงซิหมอ เราต้องช่วยกัน ถ้าไม่มีคนดูเก็บเงินได้เพียง ๒,๐๐๐ บาท อย่างที่คุณจำรูญพยากรณ์ พวกเราก็เห็นจะต้องเอาปี๊บคลุมหัวแน่นอน"

กิมหงวนกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า

"รู้สึกว่าโรงหนังของเรามันเงียบเหงาเหมือนโกดังเก็บศพตามป่าช้า ต่อนี้ไปเราจะไม่ยอมหยุดฉายหนังอีกแล้ว โรงของเราต้องฉายหนังตลอดไป หนังไทยหนังฝรั่งหนังแขกหรือหนังจีนก็ต้องฉาย แถวนี้จะได้ครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้น เท่าที่เราสร้างเฉลิมมิตรขึ้นมาเราก็ตั้งใจจะช่วยอุตสาหกรรมหนังไทยให้มีโรงฉาย" พูดจบเขาก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "ว้า-เกือบเที่ยงแล้วโว้ย"

นิกรว่า "นั่นน่ะซี ไปกินข้าวกลางวันกันเถอะวะพวกเรา พอบ่ายมาช่วยกันขายตั๋วรอบปฐมทัศน์ กันยินดีสละเงินส่วนตัวของกันช่วยซื้อตั๋วแจกคนของกันสัก ๕ ใบ"

เสี่ยหงวนหันมาทางคุณหญิงวาดซึ่งกำลังเป่ายานัตถุ์

"คุณอาไปทานข้าวกับพวกเราเถอะครับ"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"ไม่ละ พวกแกกับเจ้าคุณและพ่อรูญไปทานกันให้เรียบร้อยแล้วรีบกลับมาก็แล้วกัน อาจะได้พาเมียๆ ของพวกแกกลับบ้าน สั่งให้เขาทำข้าวมันส้มตำแกงไก่ไว้แล้ว ตอนบ่ายพวกแกขายตั๋วกันเองเถอะ"

ผู้อำนวยการสร้างเดินเข้าไปหาสี่นางที่เค้าเต้อร สักครู่ก็กลับมาแล้วพาคณะพรรคของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และจำรูญ หนวดจิ๋ม เดินออกไปจากระเบียงด้านหน้าโรงภาพยนตร์ตรงไปที่รถคาดิลแล็คเก๋งซึ่งจอดอยู่ในลานกว้างอันเป็นที่จอดรถและมีเนื้อที่สำหรับจอดรถยนตร์ได้ไม่น้อยกว่า ๕๐ คัน โรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรมีอาณาเขตที่ดินกว้างขวางสะดวกสบายและสวยงามมาก อาคารร้านค้าที่ปลูกรอบๆ แบบทันสมัย

ในที่สุดก็ถึงวันฉายรอบคุณตาตีเมีย หรือรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม"

คำพยากรณ์ของจำรูญ หนวดจิ๋ม แม่นยำราวกับว่าเขาเป็นพิเภกกลับชาติมาเกิด ปรากฏว่าบัตรล่วงหน้ารอบปฐมทัศน์จำหน่ายได้เพียง ๑๐๐ ฉบับ เป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาทพอดี ทั้งๆ ที่คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางเอาบัตรไปเที่ยวเร่ขายเพื่อนฝูงหรือเสมียนพนักงานในบริษัทการค้า ในธนาคารหรือ โรงแรมของเขาด้วยการบังคับซื้อ ส่วนมากต่างปฏิเสธไม่มีเงินซื้อบัตร ที่กัดฟันซื้อก็ด้วยความเกรงใจ

เมื่อขายบัตรได้เพียง ๑๐๐ บัตรก็จำต้องแจกฟรี และเมื่อแจกบัตรฟรีก็ต้องติดอากรมหรสพให้ด้วย อย่างไรก็ตามการแจกบัตรฟรีจะช่วยกู้เกียรติของตนไว้ คณะสี่สหายจึงต้องแจกเพื่อให้มีคนดูรอบปฐมทัศน์แน่นโรงจะได้ถือโอกาสโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ทางวิทยุและ ทีวี

วันนั้นตลอดวัน สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองตลอดจนจำรูญ หนวดจิ๋ม และเจ้าแห้วต่างเหน็ดเหนื่อยไปตามกันในการเตรียมงาน ทุกคนมาขลุกอยู่ที่โรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรตั้งแต่เช้า บัตรรอบปฐมทัศน์ขายไม่ได้อีกเลยแม้แต่ใบเดียว อาเสี่ยกิมหงวนผู้อำนวยการสร้างหงอยเหงาเป็นคนละคน เขากลุ้มใจมากที่หนังของเขาไม่มีใครสนใจและไม่มีคนดู แต่เมื่อแจกบัตรฟรีปิดอากรมหรสพให้เรียบร้อยส่งบัตรให้คนไหนก็ไม่มีใครรังเกียจที่จะรับไว้ และสัญญาว่าเป็นตายอย่างไรก็ต้องมาดู

อย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้จะพลบค่ำความขลุกขลักหลายอย่างหลายประการก็เกิดขึ้น ศิลปินหลายคนโทรศัพท์มาถึงกิมหงวนบอกงดอย่างกระทันหัน โดยอ้างเหตุผลต่างๆ กัน บางคนก็ว่าแม่ยายเจ็บท้องจะคลอดลูก บางคนก็บอกว่ากินหอยแครงเข้าไปเมื่อตอนกลางวัน ท้องเดินสามสี่โกร๊กถึงกับนอนแบบอยู่ในห้อง บางคนก็ว่าถูกเรียกไปถ่ายหนังโดยด่วน ไม่ไปก็ไม่ได้เพราะจะผิดสัญญาที่ทำไว้ บางคนก็ว่าผัวแอบไปมีเมียน้อยและพาเมียน้อยไปเที่ยวบางแสน หล่อนจำเป็นจะต้องติดตามไปฆ่าเมียน้อยและผัวของหล่อน ไม่สามารถจะมาร้องเพลงได้

รายการตามที่ได้ประกาศไว้ในหนังสือพิมพ์ล้มเหลวไปเกือบหมด เพราะนักดนตรีและศิลปินมีความจำเป็นมาร่วมแสดงไม่ได้ จำรูญ หนวดจิ๋ม ผู้ช่วยของเสี่ยหงวนถึงกับต้องกุมขมับกินแอสไพรินทีละหลดแก้ปวดศีรษะทุกครั้งที่ศิลปินหรือนักดนตรีโทรศัพท์มาบอกงดโดยอ้างความจำเป็นต่างๆ บางคนก็ใช้ให้เด็กถือจดหมายมา

รอบปฐมทัศน์จะเริ่มต้นในเวลา ๑๘.๓๐ น

แฟนหนังไทยต่างทยอยๆ กันมาที่โรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรนับตั้งแต่ ๑๗.๓๐ น. เป็นต้นไป และทยอยๆ กันเข้าไปในโรงภาพยนตร์อันโอ่อ่าใหญ่โตหรูหรากว่าโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งทั้งหลาย คนดูหลั่งไหลมานี้ล้วนแต่ได้รับบัตรแจกฟรีจากคณะพรรคสี่สหายซึ่งปิดอากรมหรสพให้เรียบร้อย ส่วนบัตรที่ทางโรงจำหน่ายล่วงหน้าจำหน่ายได้เพียง ๑๐๐ ฉบับไม่ขาดไม่เกิน คิดเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาทถ้วน ตามคำพยากรณ์ของโหรจำรูญ หนวดจิ๋ม ซึ่งได้เล่าเรียนวิชาโหราศาสตร์ตำราเดียวกับพิเภกโหร ประจำพระองค์พระราม

ตามเวลาที่กล่าวนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานภายในห้องสำนักงานชั้นบนของโรงภาพยนตร์ และเป็นห้องที่กว้างขวางมีเครื่องปรับอากาศ อาเสี่ยกิมหงวนผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" มีหน้าตาหม่นหมองผิดปรกติ เพราะเขาตรากตรำทำงานมาก อดหลับอดนอนมาหลายคืนแล้ว นอกจากนี้ยังมีเรื่องยุ่งยากลำบากใจเกี่ยวกับปัญหาเฉพาะหน้าที่ยังแก้ไม่ตกอีกหลายข้อ โดยเฉพาะการแสดงบนเวที ซึ่งศิลปินและนักดนตรียังไม่มีใคร มาเลย

เมื่อนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ผนังตึกบอกเวลา ๑๘.๐๐ น. อาเสี่ยก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เฮ้อ กลุ้มใจโว้ย"

นิกรหันมามองดูเสี่ยหงวนแล้วยิ้ม

"ถูกละ มันเป็นความสำเร็จที่แกควรจะดีใจ เพราะแกเป็นผู้อำนวยการสร้างหรือเจ้าของหนังเรื่องนี้"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ฉันร้องตะโกนว่าฉันกลุ้มใจโว้ยไม่ใช่ดีใจ"

"อ๋อ" นายจอมทะเล้นพูดเสียงยานคาง "จะกลุ้มใจหาตะวักตะบวยอะไรวะ สิ่งใดที่มันเกิดขึ้นมันก็อุบัติขึ้นแล้ว ทำใจให้สบายดีกว่า อย่างไงรอบนี้ก็คนแน่นเพราะเราแจกตั๋วฟรีไปตั้ง ๑,๑๐๐ ที่นั่ง แกลงไปดูซี กันให้ช่างเขียนเขียนป้ายติดไว้ที่หน้าห้องตั๋วว่าที่นั่งเต็ม ขอบคุณ เป็นการโฆษณาไปในตัวพรุ่งนี้รอบเที่ยงต้องเอาลิงมาขายตั๋ว ถ้าให้เมียๆ ของพวกเราขายคงขายไม่ทัน "สามเสือเหี้ยม" ของแกนี่แหละจะเฆี่ยน "แหกค่ายมฤตยู" ที่เฉลิมเขตร์ยับเยินไปเลย กันกะว่าคงได้เงินไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ได้สักแสนเดียวก็วิเศษแล้ว มีอย่างที่ไหนวะ รอบปฐมทัศน์ขายบัตรได้เพียง ๑๐๐ ใบ หนังไทยชั้นเลวขนาดลงทุนไม่ถึงแสน เปิดรอบปฐมทัศน์ยังได้เงินเป็นหมื่น"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ เท่าที่คนไม่สนใจก็เพราะหนังของเราไม่มีดาราแสดง และเรื่องก็ไม่ไหว" เขาพูดยิ้มๆ แล้วพยักหน้าให้เสี่ยหงวน "ยูอย่าเสียใจอ้ายหงวน ความผิดพลาดย่อมเป็นบทเรียนหรือเป็นครูของเรา อย่างน้อยที่สุดแกก็พอจะรู้ว่าคนมีเงินไม่ใช่ว่าจะมีความสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง แกยังมีโอกาสที่จะทำหนังใหม่ หาซื้อเรื่องจากนักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้วก็จ้างดาราชั้นนำมาแสดง เท่านี้แกก็จะเป็นบุคคลสำคัญในวงการหนังไทยคนหนึ่ง"

การสนทนาสิ้นสุดลงชั่วขณะ เมื่อจำรูญ หนวดจิ๋ม ที่ปรึกษาของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ผลักประตูห้องทำงาน พาตัวเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จอมตลกอาวุโสแต่งสากลชุดสีน้ำทะเลใหม่เอี่ยม ผูกโบว์หูกระต่ายเรียบร้อย ถึงแม้วัยของเขาเกือบจะเข้าวัยดึกแล้ว จำรูญก็ยังหนุ่มกว่าวัยของเขามาก เป็นศิลปินที่รุ่งโรจน์ทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยหรือเป็นศัตรูกับใคร มติของจำรูญก็คือเขาเป็นคนของประชาชน ด้วยเหตุนี้เองชื่อเสียงของเขาจึงทั้งดังและทั้งโด่งอยู่เสมอ

"ว่าไงคุณจำรูญ" เสี่ยหงวนโจมตีที่ปรึกษาของเขาทันที "ป่านนี้แล้วพวกนักดนตรีและศิลปินยังไม่มาสักคน เรื่องนี้คุณจะต้องรับผิดชอบนะจะบอกให้ เพราะคุณได้รับมอบหมายไปจากผมแล้วเกี่ยวกับรายการบนเวทีรอบปฐมทัศน์นี้"

จำรูญทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเสี่ยหงวนที่โต๊ะทำงานอันสวยงามตัวนั้น

"นายแห้วไม่ได้ขึ้นมาบอกอาเสี่ยหรอกหรือครับว่า พวกศิลปินเขามากันพร้อมแล้ว ที่ขาดไปบ้างเขามีความจำเป็นมาไม่ได้ แต่ผมก็พอจะหาทางแก้ไขให้เรียบร้อย"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง สีหน้าสดชื่นแจ่มใสขึ้นทันที

"งั้นเรอะ อ้ายแห้วไม่ได้มาบอกผมเลย ผมและพวกเรากำลังปรับทุกข์กันอยู่เดี๋ยวนี้ ถ้าศิลปินและนักดนตรีนักร้องเขาไม่มาเราจะทำอย่างไร คนดูคงพังโรงหนังแน่ๆ หาว่าเราต้มเขา"

จำรูญยิ้มละไม

"ใจเย็นๆ เถอะครับอาเสี่ย มือชั้นผมจัดทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย คืนนี้โรงหนังเฉลิมมิตรของเราจะเป็นที่รวมของศิลปินและนักดนตรีนักร้องทุกรุ่นทุกวัย ละครย่อยคณะล้อต๊อกมาแล้ว คณะสาหัสก็มาพร้อมหน้า ส่วนนักดนตรีรวม ๑๐ วงก็กำลังพักผ่อนอยู่หลังโรงหนัง ยังขาดอีกวงเดียวคือสุนทราภรณ์"

เจ้าแห้วผลักบังตาประตูห้องทำงานของพรรคสี่สหาย เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง เขาแต่งสากลชุดสีเทาท่าทางราวกับผู้จัดการโรงภาพยนตร์นี้ เจ้าแห้วเดินเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะกิมหงวนแล้ว รายงานให้ทราบ

"สุนทราภรณ์เขาจะขอเข้ามาพบอาเสี่ยกับพวกคุณๆ ครับ"

กิมหงวนยิ้มแป้น พยักหน้ารับทราบแล้วหันมาทางจอมตลกเอก

"พวกเรารู้จักคุ้นเคยกับสุนทราภรณ์มานานแล้ว คุณออกไปเชิญเขาเข้ามาพบกับพวกเราหน่อยซี"

จำรูญรับคำสั่งแล้วลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้อง ทันใดนั้นเองเสียงแตรวงวงใหญ่ซึ่งบรรเลงอยู่ในกระโจมหน้าโรงภาพยนตร์ก็ดังกระหึ่มขึ้น แต่เพลงที่บรรเลงนั้นทำให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯทำหน้าเหยเกไปตามกัน เพราะมันเป็นเพลงแห่ศพหรือเพลง "สโลว์มารช"

อาเสี่ยจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้ว ซึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขาอย่างเดือดดาล แล้วผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ก็ร้องตะโกนลั่นห้อง

"อ้ายแห้ว แกไปจ้างแตรวงไหนมาบรรเลงหน้าโรงวะ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มน่าสงสาร

"วงคุณสุรพล โทณะวณิกยังไงล่ะครับ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เร็ว แกวิ่งลงไปข้างล่างบอกคุณสุรพล ให้สั่งพวกแตรวงหยุดบรรเลงเพลงได้ และให้เขาขึ้นมาหาฉันเดี๋ยวนี้ ฉันปวดกบาลจนบอกไม่ถูกแล้วรู้ไหน"

"รับประทานคงจะมีการเข้าใจผิดอะไรบางอย่างเป็นแน่ครับ คุณสุรพลถึงสั่งให้ลูกน้องบรรเลงเพลงแห่ศพ"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด

"ไป...มึงไปตามคุณสุรพลขึ้นมาบนนี้เร็ว น่ากลัวว่ากูคงฆ่าตัวตายในคืนวันนี้แน่นอน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอย่าพึ่งคิดสั้นเลยครับ อาเสี่ยคือร่มโพธิ์ร่มไทรของผม อาเสี่ยตายผมก็แย่ รับประทานงานทุกอย่างก็ต้องขลุกขลักมีอุปสรรคทั้งนั้นแหละครับ เมื่อเช้าหนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวว่าผู้อำนวยการสร้างหนังคนหนึ่งใช้มีดโกนเชือดคอตาย แต่ภรรยารีบนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ และมอบลูกกระเดือกของสามีให้หมอ หมอก็เลยช่วยเย็บติดไว้ตามเดิม ขณะนี้อาการยังสาหัสมากถึงกับห้ามเยี่ยมห้ามประกัน" พูดจบเจ้าแห้วก็พาตัวออกไปจากห้องทำงานของเจ้าของโรงหนังเฉลิมมิตร คือคณะพรรคสี่สหายของเรานั่นเอง

ในเวลาไล่ๆ กันจำรูญ หนวดจิ๋ม ก็พาสุภาพบุรุษลูกจีนในวัยกลางคนคนหนึ่งเข้ามาในห้องทำงานอันหรูหรา สุภาพบุรุษลูกจีนร่างผมสูงผู้นี้ แต่งชุดราตรีผูกโบว์หูกระต่ายเรียบร้อย

จำรูญอธิบายให้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบ

"นี่ยังไงล่ะครับ สุนทราภรณ์เพื่อนรักของผม"

อาเสี่ยกิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก แต่แล้วเขาก็รีบรับไหว้สุภาพบุรุษลูกจีน ซึ่งจำรูญบอกว่าสุนทราภรณ์

"เชิญนั่ง เชิญนั่งครับ นั่งซีคุณจำรูญ"

จอมตลกกับสุนทราภรณ์ ต่างทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างคนละตัวหน้าโต๊ะทำงานของผู้อำนวยการ ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล นิกร กับ ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างก็พากันหัวเราะหึๆ ด้วยความขบขันที่จำรูญประกาศว่าสุภาพบุรุษผู้นี้คือสุนทราภรณ์ กิมหงวนดึงลิ้นชักโต๊ะหยิบแอสไพรินออกมาหนึ่งหลอด เปิดฝาหลอดออกเทใส่ฝ่ามือของเขาประมาณ ๑๐ เม็ด ยกขึ้นใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ อาเสี่ยพยายามทำใจให้เยือกเย็นที่สุด แต่เสียงแตรวงในกระโจมหน้าโรงภาพยนตร์ซึ่งกำลังบรรเลงเพลง "สโลว์มารช" มันทำให้กิมหงวนปวดร้าวรันทดใจ และแค้นใจเหลือที่จะกล่าว

ในที่สุดผู้อำนวยการ หรือนายห้างก็ฝืนยิ้มให้จำรูญและพูดกับตลกเอกด้วยเสียงปรกติ

"อ้า-ขอโทษนะคุณจำรูญ สติสัมปชัญญะของคุณน่ะยังดีอยู่หรือ"

"อ้าว" ตลกเอกอุทานเสียงลั่น "อาเสี่ยเข้าใจผมอย่างไร ผมสบายดีนะครับ ท้องไส้ก็เป็นปรกติ"

กิมหงวนฝืนหัวเราะ

"สุภาพบุรุษเพื่อนคุณคนนี้ ใช่สุนทราภรณ์แน่หรือครับ"

"อ๋อ ร้อยเปอรเซ็นต์ครับ "ปู้โธ่...ผมเข้าใจแล้ว อาเสี่ยนึกว่าผมไปพาใครมาแล้วหลอกอาเสี่ยว่าเป็นสุนทราภรณ์ นี่แหละครับสุนทราภรณ์แหงๆ คบกับผมมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก่อนเข้าชื่อสุน แซ่โอ ตอนหลังเขาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่าสุนทราภรณ์ แล้วใช้นามสกุลว่า โอตระกูล"

พล นิกร ด.ร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลั้นหัวเราะแทบแย่ ส่วนเสี่ยหงวนทำท่าเหมือนกับว่าศีรษะของเขาจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ เขาเปลี่ยนสายตามาที่สุภาพบุรุษลูกจีนวัยเดียวกับเขาแล้วถามว่า

"ขอโทษนะครับ คุณมีอาชีพเป็นนักดนตรีหรือครับ"

"ครับ ผมเป็นนักดนตรีหากินในทางดนตรีมาในราว ๒๐ กว่าปีแล้ว เมื่อก่อนผมประจำอยู่โรงงิ้วแถวเยาวราชครับ ตอนหลังงิ้วเขาเลิกแสดง ผมก็นำคณะของผมไปบรรเลงตามภัตตาคารใหญ่ๆ ของพวกจีน"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายติดๆ กันสามสี่ครั้ง"

"คุณเล่นดนตรีจีน "

"ครับ ผมถนัดทางนี้ โดยเฉพาะผมเป็นคนตีล่อโก๊ครับ วันนี้ผมนำนักดนตรีมือเยี่ยมๆ ของผมมาเปิดรอบปฐมทัศน์หนังของอาเสี่ยรวม ๑๒ คนด้วยกัน คนสีซออี๋ของผมยอดจริงๆ ครับ ผมเอาปี่ตู่ตีตู๊มาด้วย คนตีขิมก็คือภรรยาของผมเอง คุณจำรูญเขาไปติดต่อตกลงจ้างวงดนตรีของผมมาแสดงสลับบนเวที และมีการประชันกับวงดนตรีสากลด้วย อย่างนี้สนุกดีครับ"

อาเสี่ยขบกรามกร้วมๆ หันมาทำตาเขียวกับจำรูญ แต่แล้วก็ปลอบใจตัวเองให้เยือกเย็น

"ที่ผมให้คุณไปตกลงติดต่อวงดนตรีสุนทราภรณ์น่ะ ผมหมายถึงคุณเอื้อ สุนทรสนาน ไม่ใช่คุณสุนทราภรณ์คนนี้"

จำรูญขมวดคิ้วย่น

"แล้วกัน อาเสี่ยไม่ได้สั่งผมอย่างนี้นี่ครับ สั่งว่าให้ผมติดต่อกับวงดนตรีวายุบุตร, ติดต่อกับครูแก้ว, ต๊อกบูม และสุนทราภรณ์ อาเสี่ยไม่ได้บอกผมว่าคุณเอื้อ สุนทรสนานนี่ครับ ผมคิดว่าอาเสี่ยเป็นลูกจีน ก็คงต้องการดนตรีจีนของนายสุนทราภรณ์เพื่อนของผมคนนี้"

ผู้อำนวยการสร้างฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"แล้วดนตรีจีนของคุณสุนทราภรณ์วงนี้น่ะ จะมาประชันกับลิงที่ไหนกัน เพราะเราจ้างมาแต่ดนตรีสากลเท่านั้น"

จำรูญทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"แต่ว่าเพื่อนผมมีทีเด็ดนะครับ นักร้องของเขาแต่ละคนออกมาร้องเพลงเหมือนกับตัวล่อนจ้อนนุ่งลมห่มฟ้า มีผ้าปิดนิดๆ หน่อยๆ ตอนเขตหวงห้ามเท่านั้น ทุกคนร้องเพลงจีนเดิมได้เพราะมาก เสียงเหมือนนกการะเวก แล้วก็ล้วนแต่กำลังแตกเนื้อสาวทั้งนั้น ผมกล้ารับรองว่าดนตรีจีนของนายสุนทราภรณ์เพื่อนผมจะทำให้คนดูชอบอกชอบใจไปตามกัน คนแก่จะลุกขึ้นเป่าปากตบมือกระทืบเท้ากลายเป็นคนหนุ่ม และคนหนุ่มจะนั่งสะลึมสะลือ กลายเป็นคนแก่ไปตามกัน"

อาเสี่ยยิ้มออกมา เสียงแตรวงที่บรรเลงเพลง " สโลว์มารช " สงบเงียบลงแล้ว

"ถ้าเช่นนั้นคุณพาคุณสุนทราภรณ์ลงไป เตรียมตัวได้แล้วครับ คุณต้องควบคุมและจัดรายการแสดงบนเวทีให้เรียบร้อย อะไรที่มันบกพร่องเป็นเรื่องที่คุณจะต้องคิดแก้ไขเอง ส่วนเงินที่จะจ่ายให้นักดนตรี และศิลปินคุณไปเบิกจากนวลลออ ผมสั่งเขาเตรียมเงินสดไว้เรียบร้อยแล้ว"

จำรูญยิ้มให้สุภาพบุรุษลูกจีนเพื่อนเกลอของเขา

"ไปโว้ยสุน ความจริงชื่อของแกก็ช่วยทำรายได้หรือผลประโยชน์ให้แกดีเหมือนกัน มีคนเข้าใจผิดคิดว่าแกเป็นคุณเอื้อ สุนทรสนาน จ้างวงดนตรีของแกไปบรรเลงบ่อยๆ เมื่อผิดไปแล้ว ก็ต้องปล่อยให้เลยตามเลย"

สุนทราภรณ์ยกมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับเสี่ย อย่าเสียใจเลยครับที่อาเสี่ยตั้งใจจ้างวงดนตรีสุนทราภรณ์ของคุณเอื้อ แต่กลายเป็นวงดนตรีของผมไป ผมขอรับรองว่าดนตรีจีนของผมจะทำความพอใจให้แก่ผู้ดูอย่างมากที่สุด คืนนี้ผมจะสั่งให้นักร้องสาวๆ ของผมแก้ผ้าล่อนจ้อนออกมาร้องเพลง"

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก แล้วพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยคุณ ตำรวจเขาจะไม่ยอมให้ทำอย่างนั้น เอาแต่เพียงแต่งชุดบิกินี คนดูก็วุ่นวายแล้ว"

สุนทราภรณ์ยิ้มเล็กน้อย ต่อจากนั้นจำรูญ หนวดจิ๋ม ก็พาเขาออกไปจากห้องทำงานของคณะพรรคสี่สหาย พ.อ. นิกร มองดูเสี่ยหงวนอย่างขบขัน

"เป็นยังไงนายห้าง มีเรื่องปวดกบาลตลอดเวลาใช่ไหม"

อาเสี่ยพยักหน้ารับว่าเป็นจริง

"มันเหนื่อยจนบอกไม่ถูกโว้ยอ้ายกรเหนื่อยกายน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่เหนื่อยใจนี่สิร้ายเหลือเกินอยากจะเลิกทำหนังก็เลิกไม่ได้ ขืนเลิกก็ต้องเดินเอาปี๊บคลุมหัวขายหน้าพวกนายทุนหนังทั้งหลาย อย่างไรก็ต้องสร้างหนังเรื่องที่สองต่อไป"

พลพูดเสริมขึ้น

"กันยินดีสนับสนุนและร่วมมือกับแก แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องที่สองของแกเป็นหนัง ดิเรกราม่า ๑๔๐ มิลลิเมตรนะโว้ย แกต้องทำหนังอย่างคนอื่นเขาทำกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้ว ต้องเป็นหนังสีขนาด ๑๖ และเป็นหนังเงียบใช้คนพากษ์ไม่ใช่หนังพูดซึ่งต้องลงทุนมากมายเช่นนี้ หนังไทยน่ะลงทุนเรื่องละสี่แสนบาทดีแล้ว อย่าเอาไปเทียบกับ "แหกค่ายมฤตยู" เพราะนั่นมันมีหลายกอร์ปี้ส่งไปฉายได้ทั่วโลก หนังไทยสร้างขึ้นสำหรับคนไทยเท่านั้น อย่างดีก็ส่งไปฉายในเมืองลาวอีกประเทศหนึ่ง"

บังตาประตูห้องถูกผลักออกช้าๆ เจ้าแห้วเดินนำหน้าพาชายหนุ่มรูปหล่อซึ่งแต่งสากลชุดราตรีคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือสุรพล โทณะวณิก นักแต่งเพลง, นักดนตรี และนักประพันธ์ชื่อก้องแห่งยุคนั่นเอง ขณะนี้กำลังฝึกขี่มอเตอร์ไซไต่ถัง และหัดฝึกงูเห่าด้วยปี่รูปน้ำเต้าเพื่อแสดงหาชื่อเสียงต่อไปเพราะเขาถือว่าเกิดมาทั้งทีก็ต้องมีชื่อเสียงหลายๆ อย่าง

สุรพลยกมือไหว้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อมตามนิสัยของเขา แล้วเขาก็กล่าวทักผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม"

"สวัสดีกระหม่อม"

เสี่ยหงวนแยกเขี้ยว

"พูดกับผมให้มันรู้เรื่อง ผมไม่ใช่เจ้า นั่งซีคุณ"

เจ้าแห้วเลี่ยงออกไปจากห้อง สุรพลทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของกิมหงวน ล้วงกระเป๋าเสื้อสากลหยิบกระจกบานเล็กๆ ขึ้นมาส่องหน้าและยกมือขวาแตะผมทั้งสองข้างให้เรียบร้อย

นิกรกล่าวถามขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ดัดผมมาหรือครับคุณสุรพล"

นักดนตรีและนักแต่งเพลงรูปหล่อยิ้มอายๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมเห็นว่าวันนี้ผมจะนำวงดนตรีของผมขึ้นแสดงแข่งขันกันบนเวทีผมก็เลยไปตัดผมและดัดผม ดัดแล้วหน้าตาหล่อขึ้นครับ ผู้หญิงสาวๆ เห็นผมเข้าทำตาหวานให้ผมทุกราย"

เสี่ยหงวนโบกมือขอให้สุรพลหยุดพูด

"เดี๋ยว ฟังผมก่อนคุณสุรพล คุณเอาแตรวงที่ไหนมาบรรเลง"

สุรพลอมยิ้ม

"พวกขี้ยาแถวบ้านผมครับ"

นายพลดิเรกหัวเราะก้ากพูดเสริมขึ้นทันที

"นักแตรวงที่ดีๆ ไม่ใช่พวกขี้ยาหาไม่ได้หรือคุณ"

ประพันธกรและนักแต่งเพลงชื่อดังหันไปทางนายแพทย์หนุ่ม

"หาที่ไหนครับคุณหมอ นายแห้วไปหาผมเมื่อวานนี้เอง บอกผมว่าอาเสี่ยสั่งให้เขาจ้างแตรวงวงหนึ่งมาบรรเลงที่หน้าโรงก่อนค่ำวันนี้แต่เขาหาไม่ได้ เพราะพวกแตรวงสมัยนี้หายากเต็มทน นอกจากวงดุริยางของกองทัพต่างๆ ซึ่งเขาก็มาเล่นไม่ได้ นายแห้วอ้อนวอนผมให้ช่วยจัดแตรวงมาวงหนึ่ง ผมเห็นแก่อาเสี่ยผมก็รวบรวมพวกขี้ยานักแตรวงรุ่นเก่าได้ ๘ คนแล้วพามาบรรเลง" พูดจบเขาก็หันมาทางกิมหงวน "เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละครับอาเสี่ย ถ้าหากว่าเป็นดนตรีสากล ดนตรีไทยหรือปี่พาทย์จะต้องการสักสี่ห้าวงผมก็พอจะหาให้ได้เพราะผมหารับประทานทางนี้อยู่แล้ว"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"แล้วคุณร่วมบรรเลงกับพวกแตรวงด้วยหรือเปล่า"

สุรพลสั่นศีรษะ

"เปล่าครับ ผมชำนาญแต่ดนตรีสากลเท่านั้น"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แตรวงวงนี้ผมฟังแล้วผมอยากเป็นบ้าตาย"

"นั่นน่ะซีครับ ผมและใครๆ ก็รู้สึกอย่างนี้" สุรพลพูดหน้าตาเฉย "ผมจำใจหาเขามาก็เพราะไม่ทราบว่าจะไปหานักแตรวงที่ไหน เขาบรรเลงได้เพียงสองเพลงเท่านั้นแหละครับ เขาเล่นแบบจำเพลงไม่ได้ดูโน้ตเพราะเขาอ่านโน้ตไม่ออก เป่าตาตี๋ตกต้นตาลได้เพลงหนึ่ง ดูเหมือนชื่อเพลง "ดับเบิล อิงเกิล" หรือยังไงนั่นแหละครับ ผมลืมไปแล้ว อีกเพลงก็คือเพลง "สโลว์มารช" นักแตรวงพวกนี้เขาชำนาญแห่ศพมากครับ เป่า "สโลว์มารช" ได้หยดย้อยดีเหมือนกัน"

กิมหงวนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"คุณลงไปบอกพวกแตรวงเถอะว่าลำบากนักก็ไม่ต้องบรรเลงอีก แล้วไปเบิกเงินที่เมียผมจ่ายให้เขาไปให้เรียบร้อย เพลงตาตี๋ตกต้นตาลที่คุณว่าฟังดูก็แย่เต็มทนแล้วเหมือนกับเปิดกรุวัดเก่าๆ ที่เมืองสุโขทัย พอบรรเลงเพลง "สโลว์มารช" ผมได้ยินเข้าก็อยากฆ่าตัวตายเหลือเกิน มันเรื่องอะไรกันมาซ้อมแห่ศพผมเหมือนกับแช่งให้ผมตาย"

เสียงบรรเลงแตรวงคณะขี้ยาดังขึ้นอีกแล้ว คราวนี้โซโลหรือเดี่ยวกลองอเมริกัน แต่แตรใหญ่ปากบานเหมือนกระโถนช่วยตอดบ้างนิดหน่อย

"ชึ่งๆๆ ชึ่งๆๆ ชึ่งๆๆ ปุ๊บๆๆ ชึ่ง ฟุ๊บชึ่งๆ "

นิกรแหกปากหัวเราะลั่นห้องแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"โอ๊ย-นี่มันเพลงจ้ำบ๊ะสมัยนายหรั่ง เรืองนามนี่โว้ย ฮ่ะ ฮะ พวกเราเคยไปดูที่ตลาดบำเพ็ญบุญ ได้ยินแล้วทำให้นึกถึงความหลัง"

เสี่ยหงวนหยิบหลอดยาแอสไพรินในลิ้นชักโต๊ะทำงานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เปิดจุกเทมาทั้งหลอดใส่ฝ่ามือแล้วยกขึ้นเคี้ยวกร้วมๆ

"คุณสุรพล เร็ว-นึกว่าช่วยให้ผมได้มีชีวิตยืนยาวต่อไป คุณช่วยลงไปห้ามพวกแตรวงให้หยุดเป่าเพลงจ้ำบ๊ะเสียที ปู้โธ่-ถ้าบรรเลงกันอย่างนี้ไม่ต้องจ้างให้เสียเงินหรอกผมกับอ้ายกรสองคนก็เล่นได้ คุณฟังดูซิ เสียงปุ๊บชึ่งๆ ไม่เป็นสับปะรดเลย"

สุรพลลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ก่อนที่ผมจะจ่ายเงินให้เขา ผมจะให้เขาบรรเลงเพลงตาตี๋ตกต้นตาลอีกสักจบนะครับ"

"ไม่ต้อง" กิมหงวนตวาดแว้ด

เจ้าหนุ่มนักแต่งเพลงและนักประพันธ์ชื่อก้องเดินหัวเราะหึๆ ออกไปจากห้องทำงานของคณะพรรคสี่สหายท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของ พล, นิกร, ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

การแสดงรอบปฐมทัศน์ได้เริ่มต้นในเวลา ๑๘.๓๐ น. ตรงตามที่โฆษณาไว้ เริ่มแรก ด้วยการรำอวยพรของนาฏศิลป์ศิษย์เก่าของกรมศิลปากร รำดาวดึงส์, เมขลารามสูร และรำฉุยฉายโดยพิศมัย วิไลศักดิ์ ผู้มีลีลาการร่ายรำอ่อนช้อยนุ่มนวลยากจะหานาฏศิลปคนใดเปรียบเทียบได้ ต่อจากนั้นก็เป็นการแสดงละครย่อยแบบละครชวนหัวรวมตลกเอกแห่งยุคทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ซึ่งจำรูญ หนวดจิ๋มได้ร่วมแสดงด้วย เรียกเสียงเฮฮาจากผู้ดูตลอดเวลา สาหัส, ล้อต๊อกและจำรูญทำให้คนดูหัวเราะท้องคัดท้องแข็งไปตามกัน

ละครใหญ่ชุมนุมศิลปินเกือบ ๒๐ คนได้แสดงเรื่องอิงประวัติศาสตร์ ตอนสมเด็จพระนเรศวรกู้ชาติทรงหลั่งน้ำสุวรรณภิงคารที่เมืองแครงแล้วประกาสอิสรภาพ จบเรื่องตอนทัพไทยถอยข้ามแม่น้ำ สะโตงและสมเด็จพระนเรศวรทรงพระแสงปืนนกสับยาว ๙ คืบยิงข้ามแม่น้ำถูกสุรกำมาแม่ทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดีตกจากคอช้างสิ้นชีวิตซึ่งเป็นศุภนิมิตอันดีงามในการประกาศกู้เอกราชของพระองค์

ต่อจากการแสดงละครก็เป็นการประชันดนตรีรวม ๔ คณะด้วยกันผลัดกันแสดงวงละหนึ่ง ชั่วโมงเต็ม โดยเฉพาะวงดนตรีจีนของสุนทราภรณ์ซึ่งไม่ใช่เอื้อ สุนทรสนาน ทำให้คนดูที่เป็นผู้ชาย พออกพอใจมากเพราะนักร้องสาวสวยแต่ละนางนุ่งน้อยห่มน้อยออกมาร้องเพลงยืนสยิวกายอยู่หน้าไมโครโฟน

ภาพยนตร์ไทยสีธรรมชาติแบบ "ดิเรกราม่า" ขนาด ๑๔๐ มม. เริ่มฉายในเวลา ๒.๐๐ น. เศษตอนแรกคนดูตื่นเต้นมากเมื่อได้เห็นหนังไทยฉายบนจอยักษ์ทั้งด้านตรงด้านข้างรวม ๓ จอด้วยกัน แต่แล้วไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคนดูก็ทยอยๆ กันออกจากโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตร แทบทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าเรื่องของหนังไม่ได้ความ การกำกับเลวมาก ภาพแจ่มใสสวยงามดีก็จริงแต่คนดูต้องเหลียวหน้าดูภาพที่ปรากฏในจอข้างซ้ายหรือขวาของโรงตลอดเวลาทำให้คอเคล็ดหรือเมื่อยคอไปตามกัน รวมความแล้ว "สามเสือเหี้ยม" เป็นหนังไทยที่เลวที่สุด ถึงแม้เจ้าของหนังหรือผู้อำนวยการสร้างจะทุ่มเงินตั้ง ๑๒ ล้านในการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ตาม

ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่ผ่านมานี้ อาเสี่ยกิมหงวนคงนั่งเศร้าซึมอยู่ในห้องทำงานของเขาตามลำพัง นานๆ พล, นิกร หรือเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่นางและคุณหญิงวาดก็ผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาหาเสี่ยหงวนแล้วรายงานการเคลื่อนไหวให้ทราบ ส่วนศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าแห้วประจำอยู่ที่ห้องฉาย

ข่าวที่ว่าคนดูย่อยๆ กันออกจากโรงและบ่นพึมพำว่า "สามเสือเหี้ยม" สู้หนังตะลุงไม่ได้ ทำให้กิมหงวนเสียใจมาก เขานั่งดื่มเหล้าอยู่ตามลำพังในห้องทำงานนั้น พวกศิลปินและนักดนตรีกลับไปหมดแล้ว ข่าวสุดท้ายที่เขาทราบจากนวลลออมีความว่า ขณะนี้คนดูเหลืออยู่เพียงครึ่งโรงล้วนแต่เป็นพวกที่ได้รับตั๋วฟรีและเป็นคนของคณะพรรคสี่สหายซึ่งแข็งใจทู่ซี้ดูด้วยความเกรงใจ แทบทุกคนนั่งสัปหงกหรือคุยกันเรื่องผู้หญิงบ้าง เรื่องม้าแข่งบ้าง บางคนก็ปรารภให้เพื่อนฟังว่าแม่ยายขี้บ่นจู้จี้และชอบวุ้นวายในเรื่องส่วนตัวของเขากับลูกเมียของเขา บางคนก็ชวนกันกลับบ้านแต่แล้วไม่กล้ากลับเพราะเกรงว่า ถ้าขืนกลับไปโดยที่หนังยังไม่จบเรื่อง อาจจะถูกปลดออกจากงานก็ได้ เมื่อเกิดมาเป็น ลูกน้องหรือลูกจ้างเขาก็ต้องอดทน

ขณะนี้เป็นเวลา ๓.๐๐ น. เศษ ภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ฉายไปได้ประมาณครึ่งเรื่องกว่าจะจบก็ไม่ต่ำกว่า ๔.๐๐ น. คนดูกลับไปถึงบ้านก็พอดีสว่าง

พ.อ.กิมหงวน นั่งดื่มวิสกี้อยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่โชคไม่เข้ากับเขาเลย เงิน ๑๒ ล้านที่เขาใช้จ่ายไปในการลงทุนสร้างหนังเรื่องนี้เขาไม่เสียดายเลย แต่เขาเสียดายเวลาและเสียดายความหวังของเขาที่ผิดพลาดไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาหวังไว้ว่าหนังใหญ่เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" คงจะทำเงินรายได้ให้เฉลิมมิตรไม่ต่ำกว่าสองล้านบาทเป็นประวัติการณ์ของหนังไทย แต่แล้วก็ปรากฏว่ารอบปฐมทัศน์นี้ได้เงินจากการจำหน่ายบัตรผ่านประตูเพียง ๒,๐๐๐ บาท เท่านั้น วันพรุ่งนี้และวันต่อไปคงจะมีคนดูหรอมแหรมเต็มทน รายได้จากหนังที่ฉายตามงานวัดก็คงจะดีกว่า

ความเสียใจ ทำให้อาเสี่ยไม่ยอมออกจากห้องทำงานของเขา ปล่อยให้คณะพรรคของเขาและสี่นางกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยกันดูแลกิจการงานต่างๆ แต่สี่นางกับคุณหญิงวาดกลับไปนอนแล้วเพราะทนง่วงไม่ไหว ส่วนนิกรรู้สึกสงสารและเห็นใจกิมหงวนมากจึงช่วยควบคุมดูแลโรงภาพยนตร์อย่างเต็มที่ ถึงจะง่วงแสนง่วงก็ต้องทน ใช้ก้านไม้ขีดถ่างหนังตาไว้ทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้นัยน์ตาหลับ

ขณะที่อาเสี่ยกำลังจิบน้ำสีเหลืองและโกรธแค้นตัวเองที่ไม่มีโชคในการสร้างหนัง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักออกโดยแรง นิกร การุณวงศ์ เดินนำหน้าพาสุภาพบุรุษในวัย ๕๐ เศษเจ้าของร่างสูงโปร่งใบหน้ารูปไข่หวีผมแสกกลางคนหนึ่ง ซึ่งแต่งกายแบบสุภาพชนเข้ามาในห้อง เขาคือประพันธกรอาวุโส นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งนักประพันธรุ่นหลังยอมยกเขาเป็นครูบาอาจารย์

อาเสี่ย แลเห็นเข้าก็วางแก้วเหล้าเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจแล้วยกมือไหว้ในเวลาเดียว กับที่สุภาพบุรุษผู้นั้นไหว้เขา

"สวัสดีครับคุณสันต์" กิมหงวนกล่าวทักแล้วปราดออกมายื่นมือให้สัมผัส "คุณกรุณาให้เกียรติมาดูหนังของผมเหมือนกันหรือครับนี่"

ผู้ที่ถูกเรียกว่า "สันต์" หรือ "สันต์ เทวรักษ์" ยิ้มละไม

"ผมดูหนังไทยแทบทุกเรื่องแหละครับ ถ้าไม่ติดธุระผมจะต้องดูรอบปฐมทัศน์ของหนังไทยเสมอ ผมถือว่าเราเป็นคนไทยก็ควรจะอุดหนุนกัน"

"นั่งครับ เชิญนั่ง ดีใจจริงๆ ที่ได้พบคุณ"

สันต์ว่า "มันดึกเกินไปผมจะดูจนเลิกก็เห็นจะรุ่งสางพอดี ตั้งใจจะกลับบ้านออกมาจากโรงพบคุณนิกรยืนอยู่ข้างล่าง และบอกผมว่าอาเสี่ยอยู่บนออฟฟิศ ผมก็เลยถือโอกาสมาเยี่ยม"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้ประพันธกรอาวุโสอีกครั้งหนึ่ง

"ขอบคุณครับ ผมกำลังคิดว่าผมจะไปหาคุณในวันสองวันนี้ทีเดียว" พูดจบผู้อำนวยการสร้างก็พา สันต์ เทวรักษ์กับนิกรไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเขา กิมหงวนรีบผสมวิสกี้โซดาค่อนข้างหนาแล้วส่งแก้วให้นักเขียนชื่อดัง "ดื่มเสียนิดนะครับ"

สันต์ยิ้มเจื่อนๆ แล้วโบกมือ

"ผมต้องขอตัวอาเสี่ย ระหว่างเข้าพรรษานี่ผมไม่ดื่มเด็ดขาด"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ก็นี่มันออกพรรษาไปตั้งนานแล้ว"

สันต์สะดุ้งเล็กน้อย

"ฮ้า เมียผมเขาบอกว่าปีนี้ออกพรรษากลางเดือนธันวาไม่ใช่หรือครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"เขาหลอกคุณไม่ให้กินเหล้าน่ะซี ดื่มเถอะครับ ปู้โธ่นี่แหละเขาว่าสี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง มีอย่างที่ไหนป่านนี้แล้วยังไม่ออกพรรษา ผมเองตั้งใจจะอดเหล้าตอนเข้าพรรษาเหมือนกัน แต่เวลาสามเดือนมันนานราวกับหนึ่งกัปหรือหนึ่งกัลป ผมอดได้เพียงสองวันเท่านั้น ก็เลยทึกทักเอาว่าออกพรรษาแล้ว เอาหน่อยครับเพื่อความเป็นมิตรของเรา ผมน่ะเป็นแฟนของคุณมีความเคารพ นับถือคุณมานานแล้ว คุณเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือไม่ผิดอักขรวิธีในพจนานุกรรมแม้แต่ตัวเดียว ใครอ่านเรื่องของคุณก็ช่วยให้เขียนหนังสือไทยได้ถูกต้องคือถูกอักขรวิธี"

สันต์รับแก้วน้ำสีเหลืองมาจากกิมหงวน

"อย่ายอผมให้มากนักเลยครับ" เขาพูดยิ้มๆ ด้วยเสียงค่อนข้างเบาตามนิสัยของเขา "นักเขียนที่เขียนหนังสือถูกต้องอักขรวิธีถมเถไปครับ เป็นต้นว่าครูอบและพวกนักเขียนผู้ใหญ่อีกหลายท่าน"

"อ๋อ ฮิวเมอริสต์น่ะหรือครับ หลวงตาคนนี้แกก็แน่ผมนับถือเหมือนอาจารย์ของผมคนหนึ่ง อ้า หนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของผมเป็นยังไงบ้างครับ"

สันต์ เทวรักษ์ ยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย เพื่อมารยาทแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะเหล็ก

"จะให้ผมวิจารณ์อย่างเปิดอกหรือวิจารณ์อย่างเกรงใจล่ะครับ"

"วิจารณ์อย่างเปิดอกเลยคุณ"

"ถ้ายังงั้นผมก็ขอวิจารณ์สั้นๆ "

"ดีครับ เป็นยังไงครับ"

"อ้ายเป็นยังไงน่ะไม่เป็นยังไงหรอกเสี่ย แต่มันไม่ได้ความ ผมดูตั้งครึ่งยังเล่าเรื่องไม่ถูก รู้แต่ว่าพระเอกสามคนกับพวกผู้ร้ายเห็นหน้ากันเป็นต้องยิงกันขี่ม้าไล่กัน หรือชกกันอุตลุด"

"อ้าว ก็มันหนังบู๊นี่ครับ อ่านไตเติลหนังหรือเปล่า"

"อ่านครับ ถูกละอาเสี่ยสร้างหนังเรื่องนี้เลียนแบบหนังเคาบอยตะวันตกของฮอลลี่วู้ด แต่ว่ามันควรจะเป็นเรื่องเป็นราวซีครับ คือให้คนดูเขารู้ว่าเรื่องมันเป็นไปอย่างไร ทำไมพระเอกกับพวกผู้ร้ายถึงไม่ถูกกัน เห็นหน้ากันเข้าเป็นต้องชักปืนออกมายิงกัน แล้วก็บางคนถูกยิงตายไปแล้วตอนหลังยังออกมายิงกับเขาอีก"

กิกหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ผมยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของผมซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดง อ้ายคนที่ตายไปแล้วเห็นเขายิงกันมันมือก็โดดเข้าไปเล่นหนังกับเขาอีก"

ประพันธกรอาวุโสยิ้มเล็กน้อย

"น่าเสียดายที่อาเสี่ยทุ่มเทเงินตั้งสิบกว่าล้านสร้างหนังเรื่องนี้ หนังมันใหญ่โตมีจอตั้งสามจอดูลำบากครับ ผมนั่งเหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลาจนคอเคล็ด"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"เอาละครับ สิ่งใดที่ผิดพลาดย่อมเป็นบทเรียนอันมีค่าของผม ผมจะสร้างหนังเรื่องที่สองต่อไป แต่เป็นหนังสีขนาด ๑๖ และเป็นหนังเงียบ"

"ถ้ายังงั้นผมว่าดีแน่ แต่อาเสี่ยอย่าแต่งเรื่องเองเลยครับพวกผมจะหากินไม่ได้ ในเมื่อผู้อำนวยการสร้างเป็นนักประพันธ์เขียนสคริปต์เอง"

"นั่นน่ะซี ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละคุณสันต์ ผมตั้งใจจะไปหาคุณเพื่อติดต่อขอซื้อเรื่องของคุณมาทำหนัง"

สันต์ยิ้มเล็กน้อย

"อาเสี่ยจะเอาเรื่องใหม่หรือเรื่องที่ลงพิมพ์แล้ว"

เสี่ยหงวนหันมาทางนิกรซึ่งนั่งทรงตัวตรงลืมตานิ่งเฉย นัยน์ตาทั้งสองข้างมีก้านไม้ขีดถ่างไว้ อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"คุณดูซีคุณสันต์ ที่อ้ายกรมันเงียบกริบไม่ยอมพูดอะไรเลยก็เพราะมันกำลังนั่งหลับและฝันหวาน"

สันต์ เทวรักษ์มองดู พ.อ.นิกรอย่างแปลกใจ

"คุณนิกรหลับ "

"ครับ"

"หลับทำไมถึงลืมตาโพลงอย่างนี้ล่ะอาเสี่ย"

กิมหงวนเอื้อมมือกระตุกไม้ขีดไฟที่ค้ำหนังตาข้างขวาของนิกรออก สันต์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อแลเห็นนัยน์ตาขวาของนิกรปิดลงส่วนนัยน์ตาข้างซ้ายยังลืมโพลง

"ชอบกลนะครับ นัยน์ตาอีกข้างหนึ่งยังลืมอยู่ คุณนิกรไม่น่าจะหลับเลย"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ เอื้อมมือกระชากก้านไม้ขีดไฟที่ค้ำหนังตาซ้ายของนิกรออก นัยน์ตาข้างนั้นปิดลงทันที สันต์ เทวรักษ์พยักหน้าช้าๆ

"อ้อ ยังงี้เอง เพราะคุณนิกรเอาก้านไม้ขีดถ่างตาไว้นัยน์ตาจึงหลับไม่ได้ คุณนิกรแกเป็นคนหลับง่ายนะครับ ปล่อยให้แกฝันหวานต่อไปเถอะครับอย่าไปรบกวนแกเลย"

กิมหงวนหันมาทางประพันธกรอาวุโสแล้วพูดกันสันต์อย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมอยากจะได้เรื่องที่นำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แล้ว ขณะนี้เรื่อง "ถาดแค้น" ของคุณในเดลิเมล์กำลังหิวมาก ผมเองติดงอมแงม ให้เด็กไปซื้อมาผมต้องอ่านเรื่องนี้ก่อน คุณขายเรื่อง "ถาดแค้น"ให้ผมเถอะครับ เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึง"

สันต์ เทวรักษ์ทำหน้าชอบกล

"เอ-ผมไม่เคยเขียนเรื่องที่อาเสี่ยว่าเลย"

"แล้วกัน ก็ลงติดต่อกันในเดลิเมล์วันจันทร์ทุกสัปดาห์"

สันต์เผลอตัวหัวเราะก้าก

"นั่นมันเรื่อง "ทาสแค้น" ครับ ไม่ใช่ "ถาดแค้น" ถาดมันจะไปแค้นใครอาฆาตใครได้อย่างไร"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ถูกละ เรื่อง "ทาสแค้น" ไม่ใช่ "ถาดแค้น" ผมพูดผิดไป แต่ว่าตัว ถ. ถุง กับ ท. ทหารมันก็อยู่ติดๆ กัน คุณตกลงขายลิขสิทธิ์ให้ผมนะ เสนอราคามาเลยพร้อมทั้งค่าเขียนสคริปต์ซึ่งผมจะให้คุณเขียนเพราะคุณเป็นเจ้าของเรื่องย่อมเข้าใจดี"

สันต์ เทวรักษ์ นั่งคิดอยู่สักครู่จึงกล่าวว่า

"เรื่อง "ทาสแค้น" ผมยังขายให้อาเสี่ยไม่ได้เพราะจะต้องรอจนกว่าเดลิเมล์จบเสียก่อน"

"ก็รวบรัดตัดความให้มันจบเสียซีครับคุณสันต์ แล้วคุณก็จะได้เงินก้อนในการขายลิขสิทธิ์ให้ผมรวมทั้งค่าทำบทภาพยนตร์ด้วย"

"ไม่ได้หรอกครับอาเสี่ย ทำอย่างนั้นเรื่องผมก็เสียหมด การเขียนเรื่องก็ต้องวางพล็อตไว้ให้เรียบร้อย เรื่องมันยังไม่จบจะให้มันจบอย่างไรกัน"

"เอ-คุณนี่แปลกแฮะ คุณไม่อยากได้เงินเรอะ ผมให้ห้าหมื่นเอ้าสำหรับค่าเรื่อง "ถาดแค้น"

สันต์หัวเราะเบาๆ

"เงินทำไมผมจะไม่อยากได้ แต่ถ้าได้มาแล้วทำให้ชื่อเสียงของผมด้อยไปหรือทำให้ประชาชนคนอ่านหนังสือคลายศรัทธาในตัวผม ผมก็ไม่เอา"

"นั่นแน่ พูดยังกะนักประพันธ์เชียวนะ"

"ก็ผมเป็นนักประพันธ์"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ้อ-จริง ผมลืมไป เป็นอันว่าเรื่อง "ถาดแค้น" หรือ "ทาสแค้น" ของคุณคุณจะขายให้ผมได้ก็ต่อเมื่อเรื่องนำลงพิมพ์จบบริบูรณ์แล้ว"

"ครับ"

"ก็ถ้าอีก ๒๐๐ ปีถึงจะจบล่ะผมมิคอยแย่หรือคุณสันต์ ผมเป็นคนใจร้อนผมรอไม่ได้ คุณเขียนเรื่องใหม่ให้ผมก็แล้วกัน เขียนเป็นสคริปต์มา ผมให้ค่าลิขสิทธิ์ครึ่งแสนซึ่งในราคานี้เป็นราคาที่สูงที่สุด"

"อาเสี่ยจะให้เวลาผมเท่าไร"

"ก็กลับไปนี่คุณเขียนเลย พรุ่งนี้เย็นเอามาส่งผม ผมจะเตรียมเงินไว้ให้"

สันต์ เทวรักษ์หัวเราะหึๆ

"ผมไม่ใช่โรงพิมพ์ที่พิมพ์เช้าได้เย็นนะครับ หรือไม่ใช่ร้านถ่ายรูปที่ถ่ายชั่วโมงเดียวได้ วรรณกรรมเป็นงานที่ต้องใช้สมอง ใช้จินตนาการ สร้างมโนภาพขึ้นให้คล้ายกับชีวิตคนจริงๆ ต้องแทรกคติธรรมลงไปในเรื่อง การเขียนสคริปต์เป็นงานที่ยากลำบากมาก ต้องแจกบทให้ตัวละครโดยทั่วถึงกันไม่ใช่คนหนึ่งพูดแล้วอีกหลายคนนั่งหรือยืนเฉยๆ ต้องตัดฉากให้เหมาะสม บอกให้ละเอียดว่ากล้องถ่ายอย่างไร ตัวละครเข้าออกทางไหน ตลอดจนการแต่งกายของตัวละครก็ต้องบอก บทพูดก็ต้องให้รัดกุมเยิ่นเย้อไม่ได้"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"พรุ่งนี้เย็นไม่เสร็จแน่ "

"ครับ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเขียนหนึ่งเดือน"

เสี่ยหงวนส่ายหน้า

"ไม่ไหวครับ หนึ่งเดือนนานเกินไป ผมจะรีบถ่ายทำหนังเรื่องที่สองของผมโดยเร็วที่สุด ตอนนี้ฝนก็หมดแล้ว เวลาหนึ่งเดือนหมายความว่าหนังของผมจะต้องถ่ายทำเสร็จ"

"ถ้ายังงั้นผมก็เสียใจครับอาเสี่ย ลองติดต่อกับนักเขียนคนอื่นดูเถอะครับ"

"ใช่ คุณทำงานให้ผมไม่ได้ ผมก็ต้องซื้อเรื่องนักเขียนคนอื่น พรุ่งนี้ผมจะไปหานายปิ๋ว"

"ใครครับ"

"ก็ ป. อินทรปาลิต ยังไง เขาเขียนสคริปต์หนังเรื่องละชั่วโมงเดียวเท่านั้น"

สันต์ขมวดคิ้วย่น

"หนังที่เป็นภาพยนตร์หรือหนัง ตะลุงครับ"

"ได้ทั้งนั้น นักเขียนคนนี้เขาแน่ เขียนเรื่องใส่เข่งไว้เป็นเข่งๆ เรื่องสั้นเรื่องยาวเรื่องบู๊ตื่นเต้นลึกลับรักโศกตลกโปกฮามีพร้อม แต่เขาขายเหมาเป็นเข่งไม่ขายเป็นเรื่องเหมือนนักเขียนคนอื่น"

"อ้อ เข่งละเท่าไรครับ"

"ไม่แพงหรอกคุณสันต์ ก่อนนี้ตลาดหนังสือยังดีอยู่เขารุ่งเรืองมาก เรื่องของเขาขนาดนับตัวขายสองตัวสามบาท ซื้อ ๑๐ ตัวแถมตัวหนึ่ง ตอนหลังตลาดหนังสือแย่เขาก็ชั่งขายเป็นขีดหรือเป็นกิโล ขายกิโลละ ๓๐ บาท ถ้าซื้อเป็นขีดเอาขีดละ ๔ บาท แล้วต่อมาเขาก็ขายแบบลำไยคือขายเป็นเข่งราคาเข่งละ ๑๕๐ บาทขาดตัว เข่งหนึ่งมีนวนิยายไม่น้อยกว่าร้อยเรื่อง"

"ก็ดีครับ คุณปิ๋วแกเป็นเพื่อนรุ่นน้องของผม อุดหนุนแกเถอะครับตอนนี้ได้ข่าวว่าแกกำลังจนกรอบ" พูดจบสันต์ก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "เกือบสว่างแล้วครับ บ้านผมอยู่ถึงวงเวียนใหญ่ฝั่งธน กว่าจะถึงบ้านพอดีพระออกบิณฑบาต"

ต่างคนต่างยกมือไหว้กันแล้วสันต์ เทวรักษ์ ก็ลุกขึ้นหาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของพรรคสี่สหาย กิมหงวนนั่งดื่มเหล้าต่อไป ส่วนนิกรกรนลั่น เขานั่งหลับสนิทและอ้าปากหวอน้ำลายไหลยืด

ภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" อวสานในเวลา ๔.๑๕ น. หลังจากสรรเสริญพระบารมีแล้วคนดูประมาณครึ่งโรงก็เดินโซซัดโซเซออกมาเพราะความง่วง บางคนถึงกับต้องอุ้มเมียของตนเองขึ้นรถเพราะภรรยาของเขาหลับสนิทปลุกไม่ตื่น บรรดาคนดูเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพนักงานของคณะพรรคสี่สหายที่มาดูฟรีเพราะได้รับแจกตั๋วและถูกบังคับให้มาดูหนังเรื่องนี้ ทุกคนต่างลงความเห็นว่า "สามเสือเหี้ยม" เป็นหนังไทยที่ควรจะได้รับรางวัลตุ๊กตาของประเภทเลวที่สุด คือดูแล้วไม่ได้ความทั้งเนื้อเรื่องและการแสดง

คำพยากรณ์ของจำรูญ หนวดจิ๋ม โหราจารย์ขนาดโหนต่องแต่งย่อมแม่นยำราวกับตาเห็น ทั้งนี้ก็เพราะดวงของอาเสี่ยไม่อาจจะฝืนพรหมลิขิตไปได้

วันต่อมา เฉลิมมิตรฉายภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ในรอบปรกติ แต่วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน จึงมีรอบเช้า ๑๐.๐๐ น. เพิ่มขึ้นหนึ่งรอบเช่นเดียวกับโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งทั้งหลาย

จอมตลกอาวุโส ได้กล่าวกับเสี่ยหงวนในตอน ๘.๐๐ น. ว่า

"เชื่อผมเถอะครับอาเสี่ย ชะตาของอาเสี่ยกำลังจู๋มากเหลือนิดเดียวเท่านั้น ที่ชะตายังไม่ขาดยังไม่ถึงฆาตก็ดีแล้ว ตอนนี้อาเสี่ยจะทำอะไรไม่ได้ความทั้งนั้น ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า "สามเสือเหี้ยม" ไม่ได้ฉายอีก"

เสี่ยหงวนมองดูจำรูญอย่างเดือดดาล

"ทำไม เพราะอะไร และเหตุไฉนจึงไม่ได้ฉาย"

"ก็เพราะไม่มีคนซื้อตั๋วเข้าไปดูน่ะซีครับ"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"มันจะเป็นไปได้อย่างไรคุณจำรูญ หนังที่เลวที่สุดยังมีคนดูรอบหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕๐ คนไม่ว่าจะเป็นหนังฝรั่งหรือหนังไทยหนังญี่ปุ่นหนังจีนหรือหนังแขก"

"เอาเถอะครับ ผมรับรองว่านั่งขายตั๋วจนตาเหล่ก็ไม่มีใครมาซื้อตั๋ว แต่ถ้าพ้นวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนนี้ไปแล้วดวงของอาเสี่ยก็จะขึ้นปรู้ดปร๊าด วันที่ ๒๐ ก๊อตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำเดือนหนึ่งหรือเดือนอ้าย พระพฤหัสจะเข้าอาเสี่ยพระเสาร์จะรีบหนีไป"

กิมหงวนทำหน้าฉงน

"ทำไมพระเสาร์ถึงต้องหนีพระพฤหัส"

"ไม่หนียังไงไหวครับ พระเสาร์จ่ายเช็คไม่มีเงินให้พระพฤหัสไว้ตั้งหลายใบ พระพฤหัสเที่ยวตามหาตัว ผมนั่งดูทางในผมรู้ดีครับ พระพฤหัสจะนำโชคลาภและความสำเร็จผลมาให้อาเสี่ย หนังเรื่องที่สองของอาเสี่ยจะได้เงินล้านขึ้นไปถ้าผิดจากปากผมเอาผมไปตัดหัวเลย"

"อ้อ ผมก็ติดคุกน่ะซี"

"ครับ ใช่"

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองพร้อมด้วยจำรูญ หนวดจิ๋มและเจ้าแห้วออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" มาถึงโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรในเวลา ๘.๓๐ น. เพื่อดูการเคลื่อนไหวของแฟนหนังไทย พนักงานขายตั๋วทุกชั้นที่นั่งได้เข้าประจำหน้าที่ในเวลา ๙.๐๐ น. ตรง แต่ไม่ปรากฏว่ามีประชาชนคนใดมาซื้อบัตรเข้าดูภาพยนตร์แม้แต่คนเดียว โรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรเงียบเหงา พวกลูกจ้างร้านเครื่องดื่มนั่งหาวหวอดๆ ไปตามกัน

ในที่สุดภาพยนตร์ "สามเสือเหี้ยม" รวบ ๑๐.๐๐ น. ก็ต้องงดฉายเพราะไม่มีคนดู และแล้วรอบ ๑๒.๐๐ น. รอบ๑๖.๔๕ น. ก็ต้องงดฉายอีก อาเสี่ยกิมหงวนแปลกใจอย่างที่สุดถึงกับเรียกประชุมคณะพรรคของเขาแล้วกล่าวว่า

"ไม่น่าจะเป็นไปได้โว้ย อย่างน้อยเราก็ควรขายตั๋วได้สักใบ แปลกจริงๆ ไม่มีคนมาซื้อตั๋วเลย เราจะคิดแก้ไขอย่างไรต่อไปดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกพึงรู้ไว้เถอะว่ามติมหาชนย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่น หนังเรื่องนี้แฟนหนังไทยเขาไม่ยอมเสียเวลาเสียเงินมาดูก็เพราะเรื่องมันไม่ได้ความและคนเล่นไม่ใช่ดาราที่กำลังมีชื่อเสียง"

พล พัชราภรณ์สนับสนุนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถ้าใครมีเงินใครทำหนังได้เอง พวกนักประพันธ์และศิลปินที่มีชื่อเสียงก็ไม่มีความหมายอะไร แกชำนาญในด้านการพาณิชย์ไม่ใช่งานสร้างภาพยนตร์ บัดนี้แกก็ได้รับบทเรียนอันมีค่าแล้วว่าคนมีเงินอย่างแกไม่ใช่ว่าจะทำอะไรสำเร็จได้ทุกอย่าง"

นายพลดิเรกไม่ยอมซ้ำเติมกิมหงวน เขายกมือขวาตบบ่าซ้ายอาเสี่ยเบาๆ แล้วกล่าวว่า

"คนที่ทำงานใหญ่ก็ล้วนแต่ผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น อย่าเสียใจอ้ายเสี่ยสร้างหนังเรื่องที่สองของแกต่อไปในระบบ ๒๘๐ มิลลิเมตร โตกว่าดิเรกราม่าอีกหนึ่งเท่า"

"พอแล้ว" อาเสี่ยตวาดลั่น "ขนาด ๑๔๐ มิลลิเมตร คนดูยังต้องเหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลาจนคอเคล็ดไปตามกัน ทำขนาด ๑๖ เถอะโว้ยค่อยสะดวกหน่อยและลงทุนน้อยหน่อย"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ออไร๋ ออไร๋ แล้วแกจะจัดการกับหนัง "สามเสือเหี้ยม" ต่อไปอย่างไรว่ามาซิ"

กิมหงวนเค้นหัวเราะ

"มีอยู่ทางเดียวคือฌาปนกิจมันเสีย อย่าทิ้งไว้ให้มันสะเทือนใจเรา" พูดจบเขาก็พยักหน้ากับนิกร "เฮ้-บอกลูกน้องแกเขียนป้ายใหญ่ประกาศให้ประชาชนรู้ว่าโรงหนังของเรางดฉายหนังชั่วคราว แล้วพรุ่งนี้แกติดต่อกับหนังสือพิมพ์ด้วย ลงข้อความสั้นๆ อย่างไว้เหลี่ยมว่า เครื่องฉายหนังชำรุดฉายเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ไม่ได้ โรงของเราจะปรับปรุงกิจการใหม่ ขอปิดชั่วคราว"

"ดีเหมือนกัน กันจะได้นอนพักผ่อนสัก ๕ วัน ๕ คืน อดนอนมาหลายคืนแล้วเพราะ "สามเสือเหี้ยม"

กิมหงวนเปลี่ยนสายตามาที่จำรูญหนวดจิ๋ม ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังนายพลดิเรก

"คุณจำรูญ ผมยอมรับนับถือคุณว่าคุณเป็นโหรชั้นยอดและชั้นเยี่ยมจริงๆ ที่พยากรณ์ได้ แม่นยำราวกับตาเห็นเช่นนี้ มีอะไรที่คุณจะออกความเห็นบ้างไหมเกี่ยวกับหนังเรื่องแรกของเรา

จำรูญอมยิ้ม

"ความเห็นของผมก็อยากจะให้อาเสี่ยลองอีกทีครับ คือสร้างหนังไทยเหมือนอย่างที่นายทุนหนังไทยเขาสร้างกัน คือเป็นหนังสีขนาด ๑๖ และใช้พากย์ไม่ใช่หนังพูดหรือบันทึกเสียงลงในฟิล์ม แต่ว่า "

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"พูดมาเถอะครับไม่ต้องเกรงใจ พูดกับผมอย่างแหกอกพูดเลย คุณเป็นศิลปินที่ผ่านหนังละครมามากต่อมากคุณย่อมรู้ดีและเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับงานสร้างหนังดีกว่าผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"ถ้าทีแรกแกยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นแกก็คงไม่วอดวายถึงเพียงนี้"

กิมหงวนหันมามองท่านเจ้าคุณอย่างเคืองๆ

"โปรดอย่าใช้คำว่าวอดวายกับผม มหาเศรษฐีอย่างผมเสียเงินไปไม่ถึง ๒๐ ล้านเรื่องเล็กเหลือเกิน สมมุติว่าคุณอาตาย ผมจะเอาแบ๊งค์ใบละร้อยของผมเผาศพคุณอาต่างฟืนและดอกไม้จันก็ได้ อย่างมากสักสามสี่ล้านก็ไหม้หมด"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานเสียงลั่น "แล้วเสือกมาแช่งฉันทำไมแกน่ะซีตาย อีกไม่กี่วันแกก็คงยิงตัวตายเพราะหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของแกไม่เป็นสับปะรดหมาไม่มีคนดู ต่อให้แกเอาไปให้ห้างขายยาเขาฟรีๆ เพื่อให้เขาเอาไปฉายโฆษณาขายยาตามบ้านนอกก็ไม่มีใครเอา"

อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก

"ก็เพราะตัวพ่อในหนังเล่นไม่ได้ความน่ะซีครับ ทำยุกยิกๆ เหมือนหนังใบ้สมัยโบราณ ยืนหันหลังให้กล้องตลอดเวลา พูดก็เหมือนคนเป็นอ่าง"

ท่านเจ้าคุณชักโมโห

"ฉันไม่เคยเล่นนี่โว้ยเสือกให้ฉันเล่นทำไมล่ะ"

นิกรโบกมือห้ามพ่อตาของเขาและอาเสี่ยกิมหงวนแล้วกล่าวขึ้นว่า

"อย่าต่อล้อต่อเถียงกันเลยครับ เราลืมเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เสียดีกว่า เราทุกคนมีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบสำหรับหนังสับปะรังเคเรื่องนี้เพราะใครๆ ก็รู้ว่าพวกเราเป็นเจ้าของ ผมเห็นด้วยตามที่คุณจำรูญเขาเสนอให้สร้างเรื่องใหม่ต่อไปและให้สร้างเป็นหนัง ๘ มิลลิเมตร

จอมตลกทำคอย่นหันมามองดูนิกรทันที

"หนัง ๑๖ นะครับคุณนิกร หนัง ๘ ใครเขาจะเล่นให้เรา"

นิกรอมยิ้ม

"คุณเป็นพระเอกก็ได้นี่นะ ใส่หน้ากากนิดหน่อยให้สมกับเป็นเรื่องลึกลับพิศดารและตื่นเต้น หนัง ๘ ดีเหมือนกันลงทุนนิดหน่อย ใช้กล้องเล็กๆ หิ้วไปไหนก็สะดวกใช้ฟิล์มขาวดำมีหนามเตยข้างเดียว ฉายจอเล็กๆ ไม่เปลืองโสหุ้ย"

พล พัชราภรณ์ ยกมือขวาปิดปากนายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขา

"พอแล้วอ้ายกร ถ้าแกคิดจะสร้างหนัง ๘ ก็แยกจากพวกเราไปทำเอาเองก็แล้วกัน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ อาเสี่ยกิมหงวนเม้มปากแน่น เขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ แล้วเขาก็กล่าวกับจำรูญ หนวดจิ๋ม

"คุณจำรูญ"

"ครับผม"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"ครับเฉยๆ พอแล้วอย่าครับผมเลยคุณ มันจะทำให้ผมรู้สึกตัวว่าผมใหญ่โตไป อ้า เราจะหยุดพักผ่อนสักสองสามวัน และเริ่มทำงานใหม่ในวันที่ ๒๐ เดือนนี้ตามที่คุณพยากรณ์ว่าดวงชะตาของผมจะพ้นจากพระเสาร์"

"กระหม่อม"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่าน่า ประเดี๋ยวขี้กลากเล่นงานผม ผมไม่ใช่เจ้า พูดกับผมตามธรรมดาดีกว่า คุณแน่ใจหรือว่าวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนดวงผมจะดีขึ้น"

จำรูญอมยิ้มแล้วตอบสั้นๆ

"แหง"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"แหงน่ะเป็นยังไง"

"ก็ดีน่ะซีครับ พระเสาร์ออกพระพฤหัสเข้าแทน พระอาทิตย์กับพระศุกร์ยืนคุ้มกันอยู่ข้างๆ เพื่อไม่ให้พระเสาร์หรือพระราหูมายุ่งกับอาเสี่ยอีก ตามดวงมันเป็นอย่างนี้จริงๆ ครับ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายนตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำเดือนอ้าย อาเสี่ยจะสดชื่นแจ่มใสเหมือนกับยกภูเขาออกจากอก อะไรที่ขัดข้องอึดอัดก็จะเรียบร้อย คิดอะไรสมความปรารถนา เงินทองไหลมาเทมาทั้งลาภผล นึกเงินได้เงิน นึกทองได้ทอง นึกกระบองเจอกบาน"

"อ๊ะ ไหงยังงั้นล่ะโหร"

จำรูญหัวเราะเบาๆ

"ผมพูดเลยไปประโยคหนึ่งครับ พูดเร็วเกินไปเลยเบรคไม่ทัน ลองเชื่อผมเถอะครับ ภาพยนตร์เรื่องที่สองของบริษัทเฉลิมมิตร ถ้าไม่ได้เงินล้านจับผมแช่น้ำปลาดองใส่ขวดโหลได้เลย"

"แต่ว่าผมจะต้องซื้อบทประพันธ์จากนักเขียนที่มีชื่อเสียง แล้วก็จ้างศิลปินที่กำลังมีชื่อแห่งยุคมาแสดงใช่ไหม"

"กระหม่อม"

"ว้า " อาเสี่ยคราง "คุณเคยอยู่กับเจ้านายพูดกระหม่อมเสียจนติดปาก ไม่ดีน่าคุณจำรูญเหาจะขึ้นหัวผม คุณคิดว่าผมควรจะสร้างหนังประเภทไหนจึงจะถูกใจคนดูลองบอกผมซิ"

จอมตลกอาวุโสนิ่งตรึกตรอง แล้วหันมาถามศาสตราจารย์ดิเรก

"เรื่องทำนองไหนดีล่ะครับคุณหมอ"

"แล้วกัน" นายแพทย์หนุ่มอุทานยิ้มๆ "ผมจะไปรู้ดีกว่าคุณได้อย่างไร เรื่องหนังไทยหนังฝรั่งหนังแขกผมไม่ได้สนใจเลย เพราะผมยุ่งอยู่กับการค้นคว้าทดลองของผมทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์"

จำรูญเปลี่ยนสายตามาที่กิมหงวน

"ตอนนี้แฟนหนังไทยเขากำลังนิยมเรื่องผีและเรื่องบู๊ครับ ถ้าอาเสี่ยสามารถสร้างเรื่องผีและเรื่องบู๊รวมกันได้ ผมแน่ใจเหลือเกินว่าหนังไทยเรื่องที่สองของอาเสี่ยจะสร้างชื่อเสียงให้อาเสี่ยอย่างมากมาย"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ สีหน้าของเขาสดชื่นขึ้นเมื่อได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์เช่นนี้

"ถ้ายังงั้นผมจะติดต่อขอซื้อเรื่องจาก "อรวรรณ" หรือ "พนมเทียน" นักเขียนสองคนนี่เขียนเรื่องบู๊เข้าไส้ผมจริงๆ หรือมิฉะนั้น "เศก ดุสิต" ก็ได้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้าจะเอาเรื่องบู๊แบบ "เล็บครุฑ" ก็ต้องซื้อเรื่องจาก "พนมเทียน" แต่ถ้าจะเอาบู๊แบบคนดูหนังลุกขึ้นฉะปากกันก็ต้อง "อรวรรณ"

อาเสี่ยว่า "นักเขียนเรื่องบู๊มือดีๆ มีอยู่หลายคนด้วยกัน กันจะได้ติดต่อขอซื้อเรื่องจากเขาต่อไป ส่วนศิลปินที่จะเอามาแสดงเราจะต้องประชุมคัดเลือกตัวให้เหมาะสมกับบท เพราะเราจะต้องถ่ายทำตามบทของเขา ไม่ใช่ว่าเราถือว่าเราซื้อเรื่องเขามาแล้วเราก็ตัดทอนต่อเติมแก้ไขเอาตามความพอใจจนกระทั่งเจ้าของเรื่องดูไม่ออกว่าเป็นเรื่องที่เขาแต่ง พี่เลียวเคยโดนมาแล้วว่ะ แกเล่าให้กันฟังว่าขายเรื่องเขาไปทำหนัง เจ้าของหนังเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมดแม้กระทั่งบทพูด ทำกันอย่างนี้จะซื้อเรื่องเขามาทำหอกอะไร แต่งเสียเองดีกว่าไม่ต้องเสียเงินค่าเรื่อง กันจะไม่ยอมทำลายเรื่องของนักเขียนเป็นอันขาด"

พลยิ้มให้เสี่ยหงวน

"แกพูดน่าฟังหงวน หนังดีก็ต้องประกอบด้วยองค์สี่คือทุนดี, เรื่องดี, ผู้แสดงเป็นดารามีชื่อ และถ่ายทำได้ดี เรื่องที่สองกันจะช่วยแกเต็มที่ แต่อย่าเอาพวกเราเล่นเป็นอันขาดแม้แต่เพียงเป็นตัวประกอบ"

อาเสี่ยหันมาทางจำรูญ

"เอาละครับ คุณกลับไปพักผ่อนได้แล้ว หรือจะไปโฆษณาให้ธนาคารออมสินก็แล้วแต่คุณ"

จำรูญยิ้มเอียงอาย

"ผมยังไม่กลับหรอกครับ"

"ไปเถอะน่า ผมยังไม่มีอะไรที่จะให้คุณทำหรอก"

จอมตลกเอกถูมือไปมาแล้วยื่นมือขวาให้กิมหงวน

"อาเสี่ยกรุณาจ่ายเงินหมื่นบาทให้ผมเถอะครับ อาเสี่ยคงจำได้ว่าเราพนันกันไว้ ถ้าหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เก็บเงินได้เกิน ๒,๐๐๐ บาท อาเสี่ยจะงดจ่ายเงินเดือนเดือนนี้ให้ผม แต่ถ้าเก็บได้ ๒,๐๐๐ บาท พอดีไม่ขาดไม่เกิน อาเสี่ยจะให้รางวัลผมหมื่นบาทในฐานที่ผมเป็นหมอดูแม่นๆ "

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"แหม จำแม่นจริงนะคุณจำรูญ ผมนึกว่าคุณลืมแล้ว"

"ไม่ลืมหรอกครับ ผมคิดถึงเรื่องนี้ทุกลมหายใจ"

อาเสี่ยล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมา เขาดึงเอกสารฉบับหนึ่งซึ่งอยู่ในซองนั้นออกมาส่งให้จอมตลกเอก

"นี่คือเช็คของลูกหนี้ผมเขาเอาเงินที่เขาขอยืมไปมาใช้ให้ผมหมื่นบาทพอดี คุณเอาไปเถอะ"

จำรูญคลี่เช็คออกดูแล้วยิ้มแห้งๆ

"ไม่ใช่เช็คเด้งนะครับ เช็คของคนอื่นผมไม่ใคร่ไว้ใจเลย"

"ผมรับรองว่าไม่ใช่เช็คเด้งหรือเช็คสปริง เพื่อนของผมคนนี้ไม่ใช่คนเหลวไหล"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอบคุณครับ ทำหนังเรื่องที่สองต่อไปเถอะครับ ผมจะยอมอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่ออาเสี่ย ตอนเช้าผมไปทำงานธนาคารออมสิน ตอนบ่ายผมจะไปอยู่ที่โรงถ่ายหรือที่บ้าน "พัชราภรณ์" ตอนกลางคืนผมคงไปอยู่ที่ช่อง ๔ หรือช่อง ๗"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูจำรูญอย่างขบขันและเอ็นดูเหมือนลูกหลาน

"เธอหากินตัวเป็นเกลียวอย่างนี้เธอคงรวยมากสินะ"

"ก็ไม่มากนักหรอกครับผม กระผมมีเงินฝากธนาคารราวห้าหกล้านเท่านั้น ผมกราบลาละครับ สวัสดีทุกๆ คน" พูดจบเขาก็หมุนตัวกลับพาตัวเดินไปจากที่นั้น แล้วล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อ ทำให้กระดาษชิ้นหนึ่งตกลงมาบนพื้น นิกรแลเห็นเข้าก็เอ็ดตะโรลั่น

"คุณจำรูญ"

จอมตลกหยุดชะงักแล้วหมุนตัวกลับ

"ว่าไงครับ"

นิกรชี้ไปที่เอกสารชิ้นนั้น

"คุณทำตั๋วจำนำตก เก็บไปเสียด้วยซี"

จำรูญอ้าปากหวอเย็นวาบไปหมดทั้งตัวท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรค สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ เริ่มงานสร้างภาพยนตร์เรื่องที่สองในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๖ ตามคำแนะนำของโหราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คือ จำรูญ หนวดจิ๋ม

กิมหงวนเป็นคนใจร้อน ทำอะไรต้องให้ได้ดังใจ เขารุดไปพบกับพันธกรอาวุโสคนหนึ่งที่บ้านสวนริมถนนเพชรเกษมในตอนสายวันนั้น เจ้าของนามปากกา "อรวรรณ" สุภาพบุรุษวัย ๕๐ แต่ยังหนุ่มและสม๊าท ได้ให้การต้อนรับเสี่ยหงวนอย่างกันเอง ทั้งนี้เพราะเคยเป็นนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่อาเสี่ยอยู่ชั้นต่ำกว่าและอายุน้อยกว่าจึงเป็นรุ่นน้อง

"ไม่ได้พบพี่เลียวเสียนานแต่ผมยังติดตามอ่านเรื่องของพี่อยู่เสมอนะครับ" อาเสี่ยเริ่มต้นสนทนาในห้องรับแขกหลังจากได้ไต่ถามทุกข์สุขกันบ้างแล้ว "บ้านสวนนี่ผมไม่เคยมา แต่รู้สึกว่าร่มเย็นสบายดีนี่ครับ"

"ผมชอบความสงบก็เลยออกมาอยู่ไกลหน่อย "สามเสือเหี้ยม" ของคุณเป็นยังไงครับ อรวรรณถามยิ้มๆ

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

""สามเสือเหี้ยม" ไม่เป็นยังไงหรอกครับแต่ผมแย่หน่อย ที่แย่ก็คือขายหน้าเขาเพราะหนังของผมไม่มีคนดูฉายได้แต่เพียงรอบปฐมทัศน์รอบเดียว"

"คุณอาจจะโชคไม่ดีในการทำหนังก็ได้ คุณคงไม่ทราบว่าผมไปดูรอบปฐมทัศน์เมื่อคืนวันนั้น"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ยังงั้นหรือครับ แหม-ขอบคุณมากครับที่พี่เลียวอุตสาห์ไปอุดหนุนผม พี่รู้สึกยังไงบ้างครับสำหรับหนังเรื่องนี้"

"จอมันใหญ่ดี" อรวรรณพูดหน้าตาย

"มิได้ครับ ผมหมายถึงเรื่อง"

"ก็เข้าทีดีเหมือนกัน หนังยังงี้ผมชอบ เพราะเรื่องที่คุณแต่งมันแหวกแนวดี พอเห็นหน้าก็ชกกันและยิงกันอุตลุด ดูแล้วเพลินดีครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"พี่เลียวดูจนเลิก "

"อ๋อ ไม่ถึงเลิกหรอกครับ ผมดูได้ราว ๒๐ ฟุตง่วงนอน ผมเลยกลับ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก็ยังดีครับที่พี่เลียวทนดูได้ตั้ง ๒๐ ฟุต บางคนพอฉายไตเติลก็เดินออกจากโรงแล้ว เขาดูได้เพียงสองสามฟุตเท่านั้น อ้า-ผมมาหาพี่เลียววันนี้ก็ต้องการมาขอซื้อเรื่องพี่เลียวไปทำหนังสักเรื่องหนึ่ง ขอให้พี่กรุณาทำสคริปต์ให้เสร็จเรียบร้อย คราวนี้ผมจะทำหนัง ๑๖ ครับ จ้างดารามีชื่อแสดงพวกผมจะช่วยกันสร้างหนังเรื่องนี้เพื่อกู้หน้าเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" อยากจะได้เรื่องบู๊ปนกับเรื่องผีครับ"

อรวรรณยิ้มเล็กน้อย

"เรื่องบู๊ก็เรื่องบู๊ ไหงปนกับเรื่องผี ถ้ายังงั้นผมเขียนให้สองเรื่องไม่ดีหรือ เป็นเรื่องผีเสียเรื่องหนึ่งเรื่องบู๊อีกเรื่องหนึ่ง คุณเองไปถ่ายทำทีเดียวสองเรื่อง เสร็จแล้วต่อฟิล์มเป็นเรื่องเดียวกัน เอาเรื่องไหนไว้ก่อนก็ได้"

กิมหงวนนิ่งคิด

"มันจะเละน่ะซีครับพี่เลียว ผมอยากให้พี่เลียวช่วยเขียนเรื่องบู๊ปนกับเรื่องผีดีกว่า"

อรวรรณยักไหล่แล้วแบมือ

"ผมไม่มีความรู้ในเรื่องผีเลย ผมไม่เคยถูกผีหลอกนี่ครับ ผีน่ะหน้าตาเป็นยังไงผมก็ไม่ทราบ ผีหลอกผมไม่กลัว ผมกลัวแต่คนหลอกเท่านั้น เพราะมันทำให้เสียงานเสียการเสียเวลา บางทีก็ทำให้เราเสียท่าเขา"

"โธ่-ช่วยหน่อยเถอะครับพี่ สำหรับค่าเรื่องไม่ต้องพูดถึงนะครับ พี่เลียวเรียกเท่าไรผมจ่ายสดงดเชื่อ ตกลงนะครับ บ่ายๆ ผมจะมารับบทภาพยนตร์"

อรวรรณมองดูเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ

"เดี๋ยว-เดี๋ยว คุณว่ายังไงนะครับ เมื่อไรคุณจะมาเอาสคริปต์"

"ราวบ่ายสามโมงครับ"

ประพันธกรอาวุโสหัวเราะอย่างขบขันที่สุด

"คุณกิมหงวน" เขาพูดพลางหัวเราะพลาง "คุณเข้าใจว่าผมเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ที่พิมพ์เช้าได้เย็นหรืออย่างไร อ้ายนั่นมันนามบัตรหรือฎีกาแผ่กุศล ชั่วเวลาไม่กี่ชั่วโมงผมจะเนรมิตเรื่องให้คุณได้อย่างไรกัน"

เสี่ยหงวนหน้าจ๋อยทันที

"พี่เลียวจะใช้เวลาสักกี่วันล่ะครับ"

"อย่างน้อยก็ต้องครึ่งเดือนครับ เขียนบทหนังต้องใช้สมองไม่ใช่เขียนชุ่ยๆ "

"ถ้ายังงั้นขายเรื่องบู๊ของพี่เลียวให้ผมสักเรื่องเถอะครับ ผมจะเอาไปทำสคริปต์เอง"

"เอ-ไม่มีเลยคุณ ผมขายไปหมดแล้ว หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่เคยทำหนังแล้ว ถ้าคุณต้องการผมก็ต้องเขียนให้ใหม่"

กิมหงวนยกมือไหว้ปะหลกๆ

"กรุณาผมเถอะครับ เขียนใหม่ก็ได้ผมอยากได้เร็วๆ จะได้รีบถ่ายทำ ตอนนี้ฝนหมดแล้วแดดกำลังดีเสียด้วย ถ่ายฉากเอ๊าท์ดอร์ได้เกือบตลอดวัน อ้า-พรุ่งนี้เย็นผมมาเอาไม่ได้หรือครับ"

"พรุ่งนี้เย็น" อรวรรณทวนคำแล้วหัวเราะ "อย่าว่าแต่ผมใช้พิมพ์ดีดพิมพ์เรื่อง ต่อให้ผมเขียนช็อตแฮนด์ก็ไม่เสร็จ เวลาเพียงวันเดียวผมทำให้คุณไม่ได้ คุณต้องให้เวลาผมซี่ครับ"

เสี่ยหงวนถอนหายในเฮือกใหญ่

"ผมไม่เข้าใจเลยที่นักเขียนใหญ่อย่างพี่เลียวต้องใช้เวลาแต่งเรื่องหลายๆ วัน ความจริงเพียงสองสามชั่วโมงควรจะเขียนจบ"

"ที่คุณว่ามันไม่ใช่บทประพันธ์นี่ครับ มันควรจะเป็นใบแทรกหนังสือพิมพ์ โฆษณาผงซักฟอกหรือสินค้าอะไรบางอย่าง ถ้ายังงั้นผมก็พอจะเขียนได้"

"โธ่-ผมกราบละครับพี่เลียว"

อรวรรณอดหัวเราะไม่ได้

"เสียใจจริงๆ ครับ ถ้าคุณต้องการเรื่องของผมเอาไปทำหนัง ก็ต้องให้เวลาผมอย่างน้อยสองอาทิตย์"

"โอย-ตั้งครึ่งเดือนผมรอไม่ไหวพี่เลียว"

"ถ้ายังงั้นก็ลองติดต่อกับนักเขียนคนอื่นเขาเถอะคุณกิมหงวน นักเขียนที่เขาเก่งกว่าผมถมเถไปครับ" อรวรรณพูดถ่อมตัวตามนิสัยของเขาซึ่งไม่เคยอวดอ้างยกย่องตัวเองว่าเป็นนักประพันธกรผู้ยิ่งใหญ่เหมือนคนอื่น ผลงานของเขาประชาชนคนอ่านย่อมมีศรัทธาในตัวเขาเอง

"ดีละน่าพี่เลียว" กิมหงวนพูดอย่างอาฆาต "จำไว้นะผมอุตส่าห์มาขอซื้อเรื่องถึงบ้านยังเต๊ะท่ากับผมอ้างว่าต้องใช้เวลาเขียนตั้งครึ่งค่อนเดือน"

แทนที่จะโกรธอรวรรณกลับหัวเราะชอบใจ

"คุณเข้าใจผมเสียบ้างซีคุณกิมหงวน นักเขียนทุกคนต้องใช้สมองและใช้เวลาด้วยกันทั้งนั้น เวลาเพียงสองวันไม่มีใครเขาเขียนเรื่องให้คุณได้หรอก"

กิมหงวนผลุนผันลุกขึ้นยืน

"ยังงั้นผมลาละพี่เลียว พี่เลียวไม่คิดพึ่งผมบ้างก็แล้วไป"

"อ้าว จะมาอาฆาตอะไรผมล่ะ"

ออกจากบ้านพักของอรวรรณ เสี่ยหงวนก็นั่งรถคาดิลแล็คเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าแห้วย้อนมาทางต้นถนนเพชรเกษม ผ่านสามแยกท่าพระ ข้ามสะพานเนาวจำเนียรตรงไปทางวงเวียนใหญ่ อาเสี่ยนั่งหน้าเครียดมาตลอดทาง จนกระทั่งเจ้าแห้วอดรนทนไม่ได้ก็กล่าวถามเบาๆ

"อาเสี่ยไปพบคุณอรวรรณไม่ตกลงหรือครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ทีแรกนึกว่าการซื้อเรื่องพี่เลียว คงจะไม่ยุ่งยากอะไร แต่ที่ไหนได้เขาขอเวลาเขียนเรื่องตั้งสองอาทิตย์"

"โอ รับประทานสองอาทิตย์ก็เขียนได้เร็วซีครับ"

อาเสี่ยทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"เขียนเร็วกะผีอะไรวะ นักเขียนชั้นดีต้องเขียนเรื่องได้ชั่วโมงละเรื่องหรืออย่างช้าก็สองชั่วโมง แต่งหนังสือมันจะยากอะไร เขียนแกร๊กๆๆๆๆ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ พี่เลียวเขาคงไม่เต็มใจขายเรื่องของเขาให้กันเป็นแน่ แต่ว่า แผ่นดินไม่ไร้เหมือนใบกัญชาหรอกวะอ้ายแห้ว นักเขียนชั้นดียังมีอีกหลายคน อ้า พากันไปบ้านคุณซันโว้ย"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานคุณซันไหนครับ"

"แล้วกัน ก็คุณซัน เทวรักษ์ นักเขียนหนุ่มในกลุ่มนักเขียนแก่ยังไงเล่า"

"อ้อ รับประทานเขาเปลี่ยนชื่อเมื่อไรผมไม่ยักทราบ"

"เปลี่ยนที่ไหนเล่า เขาก็ชื่อซัน เทวรักษ์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"สันต์ เทวรักษ์นะครับ ไม่ใช่ซัน เทวรักษ์"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"เออ จริงของแก มัวแต่นึกถึงนายซันเจ้าของร้านปืนที่เราแวะหาเขาก่อนจะข้ามมาฝั่งธน ฉันเห็นจะต้องขอซื้อเรื่องของคุณสันต์เอาไปทำหนัง ถูกแพงเท่าไรก็เอาเพราะเขาเป็นนักเขียนชั้นเยี่ยมคนหนึ่ง"

"รับประทานดูเหมือนคุณสันต์ไม่เคยแต่งเรื่องบู๊และเรื่องผีไม่ใช่หรือครับ"

"เถอะน่า เขาเป็นนักเขียนเรื่องทำนองไหนเขาก็แต่งได้ รักโศกตลกโปกฮาลึกลับโลดโผนยอกย้อนซ่อนเงื่อน เรื่องโป๊ เรื่องประเภทปลุกใจเสือป่าเขาคงแต่งได้ทั้งนั้น"

คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาถึงวงเวียนใหญ่แล้ว เจ้าแห้วบังคับรถเลี้ยวขวาอ้อมรอบวงเวียน และเลี้ยวซ้ายข้ามทางรถไฟสายแม่กลอง ตรงไปยังบ้านประพันธกรอาวุโสเจ้าของบทประพันธ์เรื่อง "ทาสพยาบาท" ในเดลิเมล์วันจันทร์ซึ่งผู้อ่านกำลังติดกันงอมแงม เพราะดำเนินเรื่องรวดเร็วชวนอ่านไม่งุ่มง่ามเงื่องหงอย

ไกลจากทางรถไฟไม่กี่มากน้อยคาดิลแล็คเก๋งก็ลดความเร็วแล้วกลับรถบนถนนแล่นมาจอดหน้าประตูรั้วบ้านของนักประพันธ์เอก สันต์ เทวรักษ์ นักเขียนหนุ่มรูปหล่อในวัยดึก

ประตูรั้วบ้านปิดสนิท มีป้ายสีขาวแผ่นหนึ่งแขวนไว้ที่ประตูรั้วปรากฏข้อความอย่างถนัดชัดเจน

เนื่องจากข้าพเจ้าถูกล๊อตเตอรี่ที่หนึ่ง

งวดที่แล้วมา ของดซื้อขายบทประพันธ์ชั่วคราว

สันต์ เทวรักษ์

อ่านจบอาเสี่ยก็จุ๊ปากและยกมือขวาเกาศีรษะอย่างหัวเสีย

"แย่จริงโว้ย คุณสันต์ เขาถูกล็อตเตอรี่ห้าแสนเขียนประกาศปิดไว้งดซื้อขายบทประพันธ์ ชั่วคราว น่ากลัวจะเลิกเขียนเรื่องแน่ แต่ก็ดีเหมือนกัน คนดีอย่างคุณสันต์ไม่เคยเป็นศัตรูหรือมีเจตนาร้ายต่อใคร พระเจ้าน่าจะช่วยเขามานานแล้ว"

เจ้าแห้วยิ้มให้เสี่ยหงวน

"รับประทานอาเสี่ยไม่เข้าไปเยี่ยมเขาหรือครับ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ละวะ แกอาจจะไปเดินป๋ออยู่ที่โตเกียวหรือที่ฮ่องกงแล้วก็ได้ พากันไปหาคุณอิงอ่อนเถอะ ไปที่กรมประชาสงเคราะห์ตะพานขาว"

"อิงอรหรืออิงอ่อนครับ" ถามพลางนำคาดิลแล็คเก๋งออกแล่น

"ก็ได้ทั้งสองอย่าง ได้เรื่องอิงอรก็ดีเหมือนกัน"

"รับประทานเขาลือกันว่าคุณอิงอรแกเอาปากกา จุ้มน้ำผึ้งแต่งหนังสือใช่ไหมครับ"

"ใช่ วันอาทิตย์ตอนเช้าๆ คุณอิงอรมักจะเดินเตร่อยู่แถวตลาดนัดกว้านซื้อน้ำผึ้งเอาไว้แต่งหนังสือ"

"รับประทานแหวกแนวดีเหมือนกันครับ แล้วคุณพนมเทียน หรือคุณเศก ดุสิต นักเขียนเรื่องบู๊ล่ะครับแกเอาอะไรเขียนต่างหมึก"

"เลือดโว้ย" เสี่ยหงวนตอบเสียงหนักแน่น "ตอนไหนบู๊นิดหน่อยใช้เขียนด้วยเลือดหมู ถ้าเป็นตอนบู๊ดุเดือดก็เอาดาบฟันแขนตัวเองรองเลือดไว้จุ้มปากกาเขียน เรื่องถึงจะเข้มข้นถึงใจพระเดชพระคุณคนอ่าน"

ในราว ๑๐.๓๐ น. รถเก๋งคันงามของมหาเศรษฐีหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ในวงการธุรกิจก็มาถึงกรมประชาสงเคราะห์ กิมหงวนก้าวลงจากรถอย่างสง่าผ่าเผย ร่างอันสูงชะลูดของเขาสวมกางเกงสีน้ำทะเลและเชิ้ทฮาไวสอดสลับสีแบบทันสมัยยี่ห้อ "แม็ค-ชีกอ" ซึ่งเป็นเชิ้ทชั้นนำจากอเมริกา

เสี่ยหงวน เคยมาหาอิงอรประพันธกรจอนยาวห้าหกฟุตมาครั้งหนึ่งแล้ว และเคยมีธุระมาที่กรมนี้หลายครั้ง เขารู้ดีว่านักเขียนชื่อดังหนุ่มใหญ่ที่รูปไม่ใคร่หล่อแต่ผู้หญิงรุมกันรักทำงานอยู่ห้องไหน

ก่อนจะเข้าไปในห้องทำงานของอิงอร ชายชราวัย ๖๐ ขวบคนหนึ่งพาตัวเดินออกมาจากห้องนั้น และหยุดยืนเผชิญหน้ากับกิมหงวนในระยะใกล้ชิด

"คุณศักดิ์เกษมอยู่ไหมครับ" เสี่ยหงวนถามยิ้มๆ

"คุณศักดิ์เกษม อยู่ครับ แต่ว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องรับสมัครกรรมกรนี่คุณ คุณมาสมัครทำงานเป็นกรรมกรขุดถนนฝังท่อน้ำหรือฝังสายโทรศัพท์ใช่ไหมครับ เชิญห้องรับสมัครคนงานเถอะครับผมจะพาไป ผมยินดีเอื้อเฟื้อคุณที่จะช่วยได้ คนว่างงานผมเห็นใจครับ ลูกเมียของคุณคงจะอดอยากลำบากแย่"

มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยกลืนน้ำลายติดๆ กันสามสี่ครั้ง เขาก้มลงมองดูตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูชายชราผู้นั้น

"ลักษณะท่าทางของผมไม่บอกว่าเป็นคนมีเงินหรือเป็นอาเสี่ยบ้างเลยหรือคุณ"

"อ๋อ เรื่องบุคลิกหรือการแต่งกายของคนเราจะไปเอาแน่อะไรกันครับ บางคนก็ทำตัวเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง บางคนก็ทำตัวเป็นทองห่อขี้ริ้ว เมื่อวานนี้เองสุภาพบุรุษในวัยหนุ่มสามคนมาที่กรมประชาสงเคราะห์ มาสมัครเป็นกรรมกรครับ ขุดดินถางหญ้าหรืออะไรเอาทั้งนั้น แต่ละคนแต่งชุดสากลภูมิฐานบอกผมว่าพึ่งมาจากเมืองนอกคนหนึ่งปริญญา บี.เอส.ซี. อีกคน บี.ค็อม. อีกคนดูเหมือนด๊อคเต้อรอังดรัวหรืออะไร ผมก็ลืมไปแล้ว เดี๋ยวนี้งานมันหายากหน่อยนะครับ สำเร็จจากเมืองนอกกลับมาเมืองไทยยังต้องย่ำต๊อกหางานทำ อ้า-ผมเป็นภารโรงประจำห้องคุณศักดิ์เกษมครับ แต่ห้องนี้ไม่ใช่ห้องรับสมัครกรรมกร"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"คุณน่ะสบายดีหรือครับ"

"อ๋อ เป็นปรกติครับ แต่อ้ายน้ำพรรณยังงั้นผมอดไม่ใคร่ได้ แฮ่ะ แฮ่ะ เมื่อกี้ล่อเข้าไปหนึ่งกั๊กช่วยให้ผมมีอารมณ์แจ่มใสครึกครื้นดี และอยากจะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นบ้าง

"ถ้ายังงั้นคุณช่วยผมหน่อยซี ช่วยไปเรียนให้คุณอิงอรทราบว่าผมจะขอเข้าไปพบจะขัดข้องไหม เอานามบัตรของผมไปให้ด้วย"

"พบใครนะครับ" ภารโรงผู้สูงอายุถามอย่างงงๆ "คุณอิงอรน่ะใคร"

"แล้วกัน ก็คุณบอกผมอยู่หยกๆ ว่าคุณเป็นภารโรงประจำห้องของเขาคนที่ไว้จอนยาวๆ หน้าอมยิ้มตลอดเวลาน่ะ"

"ไว้จอนยาว หน้ารูปไข่นะครับ"

"ใช่ หน้ารูปไข่จะละเม็ด"

"นั่นคุณศักเกษมนี่ครับไม่ใช่คุณอิงอร"

"ว้า" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "นั่นแหละคนเดียวกัน เขาใช้นามปากกาว่าอิงอร คุณไม่รู้หรอกหรือว่าคุณศักดิ์เกษมเป็นนักเขียนใหญ่ชื่อดังทั่วประเทศ"

"เอ-ชอบกล ผมพึ่งทราบเดี๋ยวนี้แหละครับว่าคุณศักดิ์เกษมเป็นนักเขียน แกไม่เคยบอกผมเลยครับ เรื่องที่แต่งก็ไม่เคยขอให้ช่วยตรวจแก้ให้ ผมน่ะประพันธกรรุ่นอาวุโสนะครับ แต่วางปากกาเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ใช้นามปากกาว่ากระไรล่ะครับ"

"ผมใช้สองนามครับ" ชายชราผู้มีนามว่านายแก้วซึ่งใครๆ เรียกเขาว่าลุงแก้วขี้เมาตอบอย่างภาคภูมิ "ถ้าผมเขียนเรื่องบู๊ผมใช้นามปากกาว่า "ธรณีสูบ""

กิมหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"ก็นับว่ายังโชคดีที่คุณไม่ได้ถูกสูบลงไปตามนามปากกา แล้วเรื่องรักโศกล่ะ"

ลุงแก้วยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"เรื่องชีวิตหรือครับ ถ้าผมเขียนเรื่องชีวิตผมใช้นามปากกาว่า "อวสาน" ครับ นิยายรักโศกเล่มไหนที่ตอนท้ายเล่มพิมพ์ว่า "อวสาน" เรื่องนั้นเกิดขึ้นจากมันสมองอันเฉียบแหลมของผมเอง"

กิมหงวนส่งนามบัตรสีขาวของเขาให้ลุงแก้ว

"ผมเสียเวลาพูดกับคุณนานเกินไปเสียแล้ว ช่วยนำนามบัตรของผมเข้าไปให้คุณศักดิ์เกษมหน่อยเถอะครับ คุณศักดิ์เกษมรักใคร่ชอบพอกับผมมาก เคยเที่ยวเตร่ด้วยกัน เคยกินด้วยกันแต่ไม่เคยนอนด้วยกัน"

"อ้าว ยังงั้นหรือครับ ถ้ายังงั้นเรื่องที่ผมคุยอะไรกับคุณกรุณาอย่าไปเล่าให้คุณศักดิ์เกษมฟังนะครับ ผมจะเอานามบัตรของคุณไปให้คุณศักดิ์เกษมเดี๋ยวนี้ แต่ว่าคุณศักดิ์เกษมกำลังมีแขกนะครับ"

"นายห้างขายผ้าพาหุรัดมาหาหรือคุณ"

ลุงแก้วยิ้มแห้งๆ

"คนไทยครับไม่ใช่แขก ผู้หญิงสาวและสวยเสียด้วย วันหนึ่งมีแฟนมาหาจมไปเลยครับ บางทีตั้งยี่สิบสามสิบคนมานั่งรอกันตั้งแต่ย่ำรุ่ง มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์หัดแต่งหนังสือบ้าง, มาปรึกษาความลับคับอกบ้าง มาขอลายเซ็นบ้าง บางทีก็เอาเงินมาให้ใช้คนละพันสองพัน บางคนก็เอารถมารับจะพาไปซื้อรถเก๋งให้ แต่คุณศักดิ์เกษมแกเป็นฤษีครับ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงทอดสะพานคอนกรีตมาให้แกยังไม่ยอมเดินขนาดลูกสาวเศรษฐีมีเงินล้านเชียวนะครับ"

อาเสี่ยพูดตัดบท

"คุณเอานามบัตรของผมเข้าไปหาคุณศักดิ์เกษมเถอะครับ ผมคิดว่าตามธรรมดาถ้าคุณไม่กินเหล้าคุณคงไม่พูดมากอย่างนี้"

"ใช่ครับ ตามปรกติผมชอบฟังมากกว่าพูดครับ แต่ถ้าเหล้าเข้าปาก ผมชอบพูดมากกว่าฟัง ถึงไม่มีคนฟังผมก็พูดได้ ลาก่อนนะครับ วันหลังเราคงจะได้พบกันอีก" พูดจบลุงแก้วก็ถือนามบัตรของกิมหงวนเดินลงบันไดไป

"คุณ" อาเสี่ยตะโกนลั่น "นั้นคุณจะไปไหนน่ะ"

ลุงแก้วเบรคพรืด

"แล้วกัน อ้ายผมนี่ถ้ามันคงเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังแน่ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะไปไหน อ้ายเหล้านี่ร้ายนะครับ หนึ่งแก้วนงนุช สองแก้วผรุสวาจา สามแก้วแกล้วกล้า สี่แก้วแก้ผ้าอมยิ้ม" แล้วลุงแก้วก็เดินกลับขึ้นมาพาตัวเดินเข้าไปในห้องใหญ่ห้องหนึ่ง

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองดูภารโรงในวัยสูงอายุอย่างเศร้าใจแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ทองคำกับเครื่องขีดไฟชั้นเยี่ยมออกมาเปิดจุดสูบมวลหนึ่ง เสี่ยหงวนมั่นใจว่าการติดต่อขอซื้อบทประพันธ์จากประพันธกรชื่อก้องผู้นี้คงเป็นผลแน่ๆ ซึ่งในไม่ช้าภาพยนตร์เรื่องที่สองของเขาก็จะเริ่มถ่ายทำทันที

สุภาพบุรุษหนุ่มใหญ่แต่ตัวไม่ใหญ่คนหนึ่งพาตัวเดินออกมาจากห้องทำงานอย่างร้อนรน เขาละ อิงอรนั่นแหละ เขาแต่งกายสะอาดเรียบร้อย กางเกงขายาวสีกากี เชิ้ทแขนยาวสีขาว ใบหน้าของเขาไม่หล่อจนเกินไป แต่ก็เป็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสมีไมตรีจิตเป็นมิตรที่ดีต่อทุกคน ไม่เต๊ะท่าหรือถือว่าเป็นนักเขียนหญ่าย และไม่เคยคิดว่าเขาเป็นประพันธกรที่สลักสำคัญอะไรเลย คนเก่งก็มักจะเป็นอย่างนี้ คือไม่โอ้อวดยกย่องตัวเองปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชนคนอ่านที่จะวิพากษ์วิจารณ์เขา จัดชั้นนักเขียนให้เขาเป็นนักเขียนชั้นอะ, ชั้นอิ, ชั้นอี หรือชั้นอึ แล้วแต่ความพอใจของคนอ่าน เขาสวมแว่นตารับใบหน้ารูปไข่ของเขา จอนยาวข้างหูทั้งสองข้างเป็นสัญลักษณ์ของนักเขียนผู้นี้มานานแล้ว

"โอ-สวัสดีครับเสี่ย" อิงอรกล่าวทักพร้อมกับยกมือไหว้ "พอเห็นนามบัตรอาเสี่ยผมตกใจแทบช็อคทีเดียว"

กิมหงวนรีบรับไหว้แต่หยุดยิ้มทันที

"ทำไมล่ะครับ อะไรทำให้คุณตกใจ"

"อ้า-เขาลือกันเมื่อเช้านี้เองว่าเสี่ยหงวนเป็นโรคหัวใจวายตายเสียแล้วเมื่อเย็นวานนี้ ผมกำลังหาทางติดต่อกับคุณนวลอยู่ทีเดียวครับ แต่ไม่ทราบเบอร์โทรศัพท์"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"คนละหงวนครับ เสี่ยหงวนที่ตายเมื่อวานนี้เพื่อนผมเองแต่ไม่สนิทกันนัก ใครๆ เรียกเขาว่าเสี่ยหงวนเหมือนกัน ผมทราบข่าวตายของเขาเมื่อคืนนี้ เมียเขาโทรศัพท์มาบอกผม เสี่ยหงวนกลับไปบ้านอย่างมึนเมาแล้วถอดเครื่องแต่งตัวเข้าห้องน้ำหายเงียบอยู่ในห้องน้ำเกือบชั่วโมง เมียเขาสงสัยก็เรียกคนใช้ช่วยกันพังประตูห้องน้ำเข้าไป เสี่ยหงวนนั่งตายอยู่บนส้วมชักโครก แล้วก็นั่งไขว่ห้างลืมตาโพลงเสียด้วยครับ เย็นนี้ผมจะไปรดน้ำศพเขาที่บ้านซอยศาลาแดง"

อิงอรยื่นมือให้เสี่ยหงวนจับ ทั้งสองบีบมือกันแน่น "สิ้นเคราะห์ไปทีนะครับผมนึกว่าอาเสี่ยเท่งทึงเสียแล้ว อย่างเรียกว่าผีให้แรงครับ อาเสี่ยจะได้มีอายุมั่นขวัญยืนต่อไป เชิญครับ เข้าไปคุยกันในห้องผมดีกว่า"

เสี่ยหงวนมองดูสุภาพบุรุษจอนยาวอย่างชื่นชม

"เรานั่งคุยกันบนม้ายาวที่หน้าห้องนี่ก็ได้ครับ ผมทราบว่าคุณกำลังมีแขก "

อิงอรยิ้มเอียงอาย

"ครับ แต่ภารโรงนำนามบัตรของอาเสี่ยไปให้ผมเธอก็รีบลากลับ"

กิมหงวนขมวดคิ้วเข้าหากัน

"เอ๊ะ ผมไม่เห็นมีใครเดินออกมาจากห้องนี้เลย"

"เธอปีนลงไปทางหน้าต่างหลังห้องทำงานของผมครับ ตอนมาหาผมก็ปีนขึ้นทางหน้าต่างกระโดดเข้ามาในห้องทำงานผมพอดี ที่ทำอย่างนี้ก็เพราะเธออายไม่อยากจะให้ใครเห็นหน้าเธอ"

"เป็นผู้หญิงยิงเรือไหนชอบปีนป่าย" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

"เธอเป็นลูกสาวเจ้าของคณะกายกรรมดาวไถครับ ขณะนี้กายกรรมคณะนี้กำลังมีชื่อเสียงมาก" พูดจบอิงอรก็จูงมืออาเสี่ยไปนั่งบนม้ายาวที่ระเบียงตึกหน้าห้องทำงานของเขา แล้วปฏิเสธเมื่อกิมหงวนเปิดซองบุหรี่ทองคำฝังเพชรยื่นให้ "ขอบคุณครับอาเสี่ย ถ้าจะลืมไปว่าผมสูบบุหรี่ไม่เป็น

"อ้อ จริงแหละครับ คุณสูบอย่างอื่นหรือเปล่า เช่นกัญชาหรือเฮโรอีน"

อิงอรหัวเราะชอบใจ

"ถ้าผมสูบอย่างว่า ทางกรมเขาก็คงไล่ผมออกจากงานไปนานแล้ว มีธุระอะไรหรือเปล่าครับที่มาหาผม"

"มีครับ ผมมาขอซื้อเรื่องของคุณเพื่อเอาไปทำหนัง ไม่ต้องพูดหรอกครับ เท่าไรก็เท่ากัน"

สุภาพบุรุษจอนยาวพยักหน้ารับทราบและกล่าวถามกิมหงวนแบบเดียวกับนักเขียนทุกๆ คน

"อาเสี่ยต้องการเรื่องแบบไหนครับ"

กิมหงวนตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

"อยากได้เรื่องบู๊ปนกับเรื่องผีครับ"

อิงอรหน้าตื่น

"เรื่องผีหรือครับ โอ-ผมต้องของตัวทีอาเสี่ยครับ เรื่องผีผมไม่กล้าเขียน อาเสี่ยคงไม่ทราบว่าผมกลัวผีที่สุด ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เดี๋ยวนี้ผมนอนคนเดียวได้เมื่อไหร่ล่ะครับ เพราะผมกลัวผีต้องมีเพื่อนนอนด้วย ไม่ ไม่ไหวครับ ผมเคยถูกผีหลอกตอนที่ผมอยู่สงขลา ถึงแม้เหตุการณ์ผ่านมาแล้วตั้งเกือบ ๒๐ ปี ผมก็ยังจำได้ติดหูติดตา"

เสี่งหงวนทำตาปริบๆ

"คุณเคยถูกผีหลอก"

"ครับ ทั้งหลอกทั้งอำ ผมจะบรรยายสรุปเรื่องผีที่หลอกผมให้อาเสี่ยฟังก็ได้ ตอนนั้นผมพึ่งแตกเนื้อหนุ่มครับ"

"แตกดังไหมครับ"

"มันเป็นทีๆ ครับเอาแน่ไม่ได้ บางทีก็ดังบางทีก็เงียบ เราตั้งใจจะให้มันดังมันก็ไม่ดัง ถ้าเราพยายามไม่ให้มันมีเสียงมันก็ดังปู้ดป๊าดออกมาเอง ผู้หญิงผู้ชายตอนแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวก็เหมือนกันแหละครับ ผมจะเล่าเรื่องผีก็ชักจะพูดเละเทะออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ วันหนึ่งผมไปนั่งฝันหวานอยู่ที่แหลมสน นั่งพิงต้นสนฟังเสียงคลื่นแผ่วๆ กระซิบหาดอย่างอ้อยอิ่ง ผมนั่งอยู่คนเดียวตั้งแต่เย็นจนค่ำ ผมตกใจเมื่อเห็นปีศาจคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำและเดินขึ้นมาบนหาด"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ก๊อผีทะเลน่ะซีคุณ"

"ครับมันขึ้นมาจากทะเลก็ต้องเรียกมันว่าผีทะเลน่ะซีครับ ผมตกตะลึงขนลุกซู่"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ขนลุกซู่น่ะท้องคุณไม่ใคร่ดีละกระมั่ง"

"ไม่ครับ ท้องผมเป็นปรกติ ที่ขนลุกก็เพราะผมกลัวมัน ตัวมันสูงใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาตั้งหลายเท่า ตอนนั้นพระจันทร์หงายแจ๋ผมแลเห็นมันถนัด อุ๊ย น่ากลัวจริงๆ ครับ หน้าตามันแสยะเขี้ยวงอกออกมานอกปาก"

"คุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่าผีผู้หญิงหรือผีผู้ชาย"

อิงอรหัวเราะ

"ผีผู้ชายครับ ผีผู้หญิงจ้างผมก็ไม่กลัว อ้า-มันเข้ามายืนจังก้าเบื้องหน้าผม มือขวาของมันถือขวดเบียร์ใบหนึ่ง แต่จะเป็นเบียร์ตราอะไรอย่าให้ผมบอกเลยเพราะผมไม่ได้ค่าโฆษณา"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เป็นอันว่าอ้ายผีทะเลตัวนั้นชอบกินเบียร์"

"เปล่าครับ มันไม่ได้กินหรอกอาเสี่ย" เขาพูดเสียงอ่อนเสียงหวานเหมือนกับผู้หญิง "ขวดเบียร์ที่มันถืออยู่เป็นขวดเปล่าครับ มันขู่คำรามผมแล้วชูขวดเบียร์ให้ผมดู มันบอกว่ามันถูกขังอยู่ในขวดเบียร์ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว"

"อือ คล้ายๆ หนังเรื่อง "โจรในแบกดัด""

"ครับ เรื่องชีวิตมันอาจจะคล้ายคลึงกันได้ทั้งนั้น ผีทะเลมันพูดกับผมว่า มันตั้งใจไว้ว่า ในระยะเวลาหนึ่งพันปีใครพบขวดเบียร์ใบนี้แล้วเปิดจุกออกช่วยให้มันได้รับอิสรภาพ มันจะให้แก้วแหวนเงินทองอันมากมายมหาศาล แต่แล้วก็ไม่มีใครพบขวดเบียร์ใบนั้น มันจึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ถ้าเวลาสองพันปีใครช่วยให้อิสรภาพมัน มันจะยอมเป็นทาสรับใช้ไปตลอดชีวิตด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดี"

"โอ้โฮ" กิมหงวนร้องขึ้นดังๆ "เรื่องนี้ตื่นเต้นสนุกดีนี่ครับ ทั้งรักโศกตลกโปกฮาลึกลับโลดโผนพร้อม ผมพอจะเดาได้ว่าเจ้าปิศาจยักษ์ถูกขังอยู่ในขวดเบียร์จนกระทั่งครบสองพันปี"

อิงอรยิ้มเอียงอาย

"ครับ ใช่ครับ ปิศาจผีทะเลหรือปิศาจยักษ์ใหญ่มันโกรธมากที่ไม่มีใครช่วยมัน ปล่อยให้มันทนทุกข์เวทนาอยู่ในขวดจมอยู่ที่ก้นสะดือทะเล"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"เดี๋ยวครับคุณศักดิ์เกษม ผมชักสงสัยเสียแล้ว ทะเลมีสะดือด้วยหรือคุณ"

อิงอรหยุดยิ้มทันที

"ก็มีสิครับ อาเสี่ยหรือผมมีสะดือ ใครๆ ก็มีสะดือแล้วทะเลทำไมจะไม่มีสะดือ ส่วนที่ลึกที่สุดของทะเลนั่นแหละครับเขาเรียกว่าสะดือทะเล"

"อ้อ แล้วยังไงครับ ปิศาจยักษ์มันว่ายังไง "

เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เป็นประสบการณ์ของชีวิต อิงอรจึงจดจำได้ดี เขาเล่าให้เสี่ยหงวนฟังโดยไม่ต้องคิด

"ปิศาจมันบอกผมว่า "

"มันพูดไทยนะครับ"

"ครับ พูดภาษาไทย มันบอกว่ามันทนทุกข์ทรมานอยู่ในขวดเบียร์ตั้ง ๔,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ไม่มีใครพบขวดเบียร์ใบนั้นเลย ในที่สุดมันก็ต้องช่วยตัวเอง เอานิ้วดันไม้ก๊อกที่ปิดจุกขวดออก มันสาบานว่ามันจะฆ่ามนุษย์ทุกคนที่มันพบเห็น ดังนั้นมันจะฆ่าผมเสีย"

"ไอ๊ย่า แล้วคุณทำยังไง"

"ผมก็กราบไหว้อ้อนวอนขอชีวิตมันน่ะซีครับ มันไม่ยอมครับ มันหักต้นสนต้นใหญ่ๆ มาต้นหนึ่ง รูดกิ่งก้านออกทิ้งทำเป็นตะบองคู่มือ ผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรก็ร้องตะโกนให้คนช่วย โชคชะตาของชีวิตผมยังดีอยู่ครับ บังเอิญหมอผีซึ่งเป็นหมอไสยศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญผ่านมาพบเข้าพอดี อาจารย์วันเป็นคนระโนดครับ แกพาแฟนมาเที่ยวสงขลาและตั้งใจจะมาพลอดรักกันท่ามกลางแสงจันทร์และสายลมแผ่ว ระลอกคลื่นน้อยๆ ที่ร่ำไห้เข้าหาฝั่งและเกลือกกลิ้งตัวอยู่กับโขดหิน"

"เอาแต่เนื้อเถอะครับอย่าเอาน้ำเลย ผมกำลังสนใจกับหมอผีที่คุณว่าอาจารย์มาเห็นปิศาจยักษ์ กำลังจะเล่นงานคุณใช่ไหมครับ"

"ครับ ถูกแล้ว ท่านอาจารย์ปรี่เข้ามาต่อสู้กับมันทันที ไม่ต้องทำอะไรหรอกครับ ดึงต้นหญ้าออกมากำเดียวแล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ ต้นหญ้าเหล่านั้นก็ลายเป็นปิศาจยักษ์ประมาณ ๑๐ ตัว เห็นจะได้"

"ตัวผู้หรือตัวเมียครับ" กิมหงวนถามด้วยความสนใจ

คราวนี้อิงอรนิ่งนึกทบทวนความทรงจำ

"เข้าใจว่าตัวผู้ครับ หุ่นยนต์ของอาจารย์วันช่วยกันตะลุมบอนปิศาจยักษ์ตัวนั้น แหม-รบกันอุตลุดเชียวครับ ปิศาจยักษ์ในขวดเบียร์มันสู้ยับ ต้นสนที่แหลมสนแหลกลานไปหลายต้น ผู้คนแตกตื่นมาดูยักษ์มนตร์กับปิศาจยักษ์ต่อสู้กัน ในราวชั่วโมงเศษปิศาจยักษ์ก็หมดแรงถูกจับได้ อาจารย์วันแกใช้คาถาบังคับให้ปิศาจยักษ์มีร่างกายเล็กลงทีละน้อย ผมไม่ได้มดเท็จเลยครับ ผมเห็นจริงๆ ปิศาจยักษ์หรือผีทะเลตัวสูงตั้ง ๖ เมตร โดนเวทมนตร์ของอาจารย์วันตัวเล็กเท่านิ้วก้อยแล้วอาจารย์วันก็จับมันใส่ขวดเบียร์เอาจุกไม้ก๊อกปิดตามเดิมครับ อาจารย์เอาไประโนดด้วย ท่านบอกผมว่าท่านจะเอามันไปถ่วงกลางทะเลลึกที่บ้านของท่าน นี่แหละครับอาเสี่ย ปิศาจยักษ์ทำให้ผมกลัวผีจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นผีชนิดไหนผมกลัวทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น มองดูหน้าประพันธกรจอนยาวข้างละฟุต

"เป็นอันว่าเรื่องที่เกี่ยวกับปิศาจคุณไม่กล้าเขียนหรือครับ"

"ครับ ผมเคยลองเขียนดูแล้ว เขียนไปได้สองสามยก กลัวผีแทบตาย โธ่-เล่นกับผีลำบากนะครับอาเสี่ย"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"ถ้ายังงั้นคุณเขียนเรื่องบู๊ให้ผมสักเรื่องได้ไหม แทรกคติธรรมรักโศกตลกและลึกลับยอกย้อนซ่อนเงื่อน เรื่องเดียวมีทุกรส"

อิงอรสั่นศีรษะ

"นักเขียนอย่างผมมือไม่ถึงครับ ผมเขียนได้เรื่องเดียวรสเดียวและที่ผมถนัดก็คือนิยายพิศวาสหรือเรื่องรักรันทดใจนั่นแหละครับ"

"ว้า ชีวิตรักโศกแฟนหนังไทยเขาไม่นิยมกันนี่ คุณพยายามแต่งเรื่องบู๊ให้ผมสักเรื่องไม่ได้หรือ"

"แต่งน่ะแต่งได้ครับ แต่กลัวมันจะเป็นเรื่องบู้ไม่ใช่เรื่องบู๊น่ะซีครับ จะให้ผมเขียนบู๊สะบัดแบบ "สามเสือเหี้ยม" ของอาเสี่ยผมยอมรับอย่างเปิดอกว่าผมเขียนไม่ได้แน่"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"ถ้ารักจะคบกันต่อไปละก้อ ขอความกรุณาอย่าพูดถึงเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" อีกเลยครับคุณอิงอร ได้ยินใครพูดถึงชื่อนี้แล้วมันแสนจะปวดร้าวหัวใจผมอย่างบอกไม่ถูก มีอย่างที่ไหนครับ หนังดิเรกราม่า ๑๔๐ มิลลิเมตรสีธรรมชาติฉายจอยักษ์ตั้งสามจอแต่ไม่มีคนดู หนังตะลุงตามวัดยังมีคนดูมากกว่า แต่ว่า....ความผิดพลาดย่อมเป็นครูของเราใช่ไหมคุณอิงอร"

"ครับ อาเสี่ยหมดไปตั้ง ๑๒ ล้านใช่ไหมครับ"

กิมหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ขี้ผง" เขาพูดเสียงกระซิบแต่ยานคาง "เงิน ๑๒ ล้านไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งของผมร่วงแม้แต่เส้นเดียว ผมยังมีเงินอีกตั้งเยอะแยะ เพียงแต่ใส่ปิ๊บเก็บไว้ที่บ้านปิ๊บละสามสี่แสนก็ตั้งร้อยปิ๊บเห็นจะได้ อ้า-ว่ายังไงครับคุณอิงอร ขอเรื่องบู๊ขนาดหนักให้ผมสักเรื่องไม่ได้หรือ คุณจะเขียนยังไงก็แล้วแต่คุณ ขอให้เป็นเรื่องบู๊ก็แล้วกัน"

"ถ้าแล้วแต่ผมละก้อตกลงครับ โดยมากพวกนายทุนที่มาขอซื้อเรื่องจากผม เขามักจะเขียน พล็อตเรื่องมาให้ผมแต่งอย่างนั้นผมไม่เอาครับ และผมคิดว่านายทุนควรจะแต่งเสียเอง ในเมื่อสามารถสร้างพล็อตเรื่องได้"

"เอ-พวกนักเขียนไหงเป็นยังงี้นะครับ" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "ความจริงเขาจะให้แต่งยังไงถ้าเขาจ่ายเงินให้คล่องๆ เราก็ควรตกลง"

สุภาพบุรุษจอนยาวยิ้ม

"อาเสี่ยพูดแบบนักธุรกิจหรือพ่อค้า อาเสี่ยยังเข้าใจพวกเราน้อยไปครับ งานของนักเขียนแต่ละคนย่อมเกิดจากสมองของเขา ไม่ใช่เขียนตามโครงเรื่องของนายทุน"

"เอาละครับ เราพูดกันแบบรวบรัดตัดความดีกว่า คุณตกลงเขียนเรื่องให้ผมแน่นะ"

"ครับ แต่ต้องให้เวลาผมนานหน่อย"

"แล้วกัน ผมต้องการเร็วๆ นี่ครับ ตอนนี้เข้าหน้าหนาวแดดกำลังดีเหมาะแก่การถ่ายทำหนังมาก สักสามวันเขียนเสร็จไหมครับ มะรืนนี้ตอนเย็นผมจะมารับต้นฉบับที่นี่ก่อนงานเลิก"

อิงอรอดหัวเราะไม่ได้

"สามวันน่ะมันเรื่องสั้นขนาดสองสามยกนะครับ เรื่องที่จะทำหนังต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน ผมอาจจะเขียนเรื่องช้ากว่าคนอื่นเขา แต่ผมก็ตั้งใจทำงานของผมอย่างประณีตที่สุด"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ไหวครับ ตั้งหนึ่งเดือนผมรอไม่ได้ นักเขียนชั้นดีอย่างคุณน่าจะเขียนเช้าได้เย็น เรื่องประเภทบู๊ของคุณที่คุณเขียนไว้แล้วและพิมพ์จำหน่ายแล้วมีบ้างไหมครับ"

"ไม่มีหรอกครับ ตามธรรมดาผมมักจะเขียนแต่เรื่องชีวิต"

กิมหงวนพูดต่อเบาๆ "คลื่นสะอื้นเข้าซบหินชายหาดอย่างพิรี้พิไรคิ้วบางใกล้จะลับฟ้าแล้ว สายลมอ้อยอิ่งแต่ไม่เอะอะ"

สุภาพบุรุษจอนยาวหัวเราะชอบใจ

"ครับ ก็ทำนองนี้แหละครับที่ผมถนัด"

กิมหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา สีหน้าของเขาแสดงความยุ่งยากใจอีกในเรื่องบทประพันธ์ที่จะเอามาสร้างภาพยนตร์

"คุณช่วยแนะนำผมบ้างซีคุณศักดิ์เกษม ผมอยากจะทำหนังเรื่องที่สองของผมภายใน ๑๐ วันนี้ คุณเขียนให้ไม่ทันและไม่มีเรื่องเก่าขายให้ผมผมก็จนใจ ผมจะไปซื้อเรื่องใครดีล่ะ"

อิงอรว่า "ถมเถไปนี่ครับอาเสี่ย แต่ถ้าให้เขาเขียนใหม่อย่างน้อยก็ต้องให้เวลาเขาครึ่งเดือน ทางที่ดีซื้อเรื่องเก่าของเขาเถอะครับ ผมหมายถึงเรื่องที่พิมพ์แล้ว อาเสี่ยชอบเรื่องไหนก็ไปติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เขา"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"นักเขียนดีๆ มีใครบ้างล่ะคุณอิงอร"

"ก็ดีทุกคนแหละครับ"

"ว้า-ผมไม่ควรอุตริทำหนังเลย ค้าขายสบายใจกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างสบายไม่เหนื่อยไม่ยุ่งใจเหมือนอย่างนี้ อ้ายครั้นเลิกล้มไม่ถ่ายทำเรื่องต่อไป พวกนักสร้างหนังเขาก็จะยิ้มเยาะผมว่าไม่สู้ ขาดทุนเรื่องเดียวใจเสาะ เขาขาดทุนขนาดขายบ้านขายรถยนตร์ขายลูกขายเมียเขายังกล้าสร้างหนังเรื่อยๆ ไป อ้า-เป็นอันว่าผมหมดหวังที่จะได้เรื่องของคุณแน่"

"ก็อาเสี่ยใจร้อนอย่างนี้ผมจะไปเนรมิตให้ได้อย่างไร"

"ยังงั้นผมลองไปหาคุณพนมเทียนดีกว่า"

"ดีครับ คนนี้เรื่องบู๊เขาแน่ บางทีคุณพนมเทียนอาจจะมีเรื่องที่พิมพ์แล้วขายให้อาเสี่ยก็ได้"

กิมหงวนยื่นมือให้ประพันธกรอาวุโสจับ ทั้งสองบีบมือกันแน่น

"ลาละครับคุณศักดิ์เกษม ขอบคุณมากที่คุณต้อนรับผมด้วยดีเช่นนี้"

"สวัสดีครับ ขอให้โชคดีนะครับ"

ออกจากกรมประชาสงเคราะห์ อาเสี่ยกิมหงวนก็นั่งรถคาดิลแล็คเก๋งไปที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งซึ่งเขาเข้าใจว่า "พนมเทียน" นักเขียนหนุ่มชื่อสท้านกรุงคงอยู่ที่นั่น แต่แล้วเขาก็ผิดหวัง

"คุณพนมเทียนหรือครับ" ผู้จัดการสำนักพิมพ์พูดกับเสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม "แกบินไป ฮ่องกงเมื่อบ่ายวานนี้ครับ"

"อ้าว แล้วเมื่อไหร่กลับทราบไหมครับ"

"เห็นจะหลายเดือนครับ เพราะมีแผนทัศนาจรเที่ยวญี่ปุ่นด้วย บางทีก็จะข้ามไปอเมริกา แกทำพาสปอร์ทรอบโลกครับ วีซ่าไว้เรียบร้อย คุณคงไม่ทราบว่าคุณพนมเทียนถูกล็อตเตอรี่ห้าแสนเมื่องวดที่แล้วมา"

อาเสี่ยสดุ้งโหยง

"ถูกที่หนึ่ง "

"ครับ โชคดีเหลือเกิน หมู่นี้พวกนักเขียนโชคดีมากครับ งวดก่อนที่คุณพนมเทียนถูก สันต์ เทวรักษ์ก็เจอเข้าให้ห้าแสนสบายไปเลยครับ แกไปเที่ยวเนปาลแล้ว"

"ไปเที่ยวเนปาล"

"ครับ ดูเหมือนจะไปล่าสิงห์โตที่เทือกเขาหิมาลัยครับ ผมเข้าใจว่าคุณสันต์กับคุณพนมเทียนคงจะเลิกเขียนหนังสือแน่"

เสี่ยหงวนเดินออกมาจากสำนักพิมพ์อย่างหงอยเหงา เขาตรงมาที่รถคาดิลแล็คเก๋งของเขาแล้วเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งเคียงคู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถ

"รับประทานพบพนมเทียนไหมครับ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่พบหรอก เขาไปฮ่องกงเสียแล้ว ถูกล็อตเตอรี่ที่หนึ่งงวดที่แล้วมานี่เอง"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก

"รับประทานนักเขียนเป็นเศรษฐีไปสองคนแล้วนะครับ ทำยังไงดีล่ะครับ อาเสี่ยจะเอาเรื่องใครทำหนัง"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น

"กันจะต้องซื้อเรื่องของนักเขียนคนใดคนหนึ่งให้ได้วันนี้ ถูกแพงเอาทั้งนั้น ไปบางเสาธงอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"ไปหาใครครับ"

"นายปิ๋วยังไงล่ะ" อาเสี่ยหมายถึง ป. อินทรปาลิต ประพันธกรซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับเขามาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"นักเขียนกิโลนั่นน่ะหรือครับ"

"เออ ถึงจะเขียนไม่ได้ความ ชื่อเสียงของเขาก็พอมีคนรู้จัก เพราะเขียนหนังสือขายมา ๒๕ ปีแล้ว คนนี้สำเร็จแน่ เขาเขียนเรื่องใส่เข่งไว้หลายเข่งเก็บไว้ในครัวมีทุกประเภท ราคาก็ถูก บางทีซื้อหนึ่งเรื่องแถมสองเรื่อง หรือถ้าใครพูดถูกใจให้เปล่าๆ แกก็รู้จักนายปิ๋วดีแล้ว ไปโว้ย กันไม่ได้พบนายปิ๋วมาครึ่งปีแล้ว ตั้งแต่เขาย้ายไปอยู่บ้านสวนข้างวัดบางเสาธงเคยไปหาเขาหนเดียว"

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคาดิแล็คเก๋งของมหาเศรษฐีหนุ่มก็เลี้ยวเข้ามาในซอยเล็กๆ ระหว่างสวนแห่งหนึ่งทางบางเสาธงห่างจากคลองมอญราว ๒๐๐ เมตร ซอยที่กล่าวนี้เป็นซอยตันมีบ้านเรือนไม่กี่หลัง และหลังหนึ่งเป็นบังกาโลขนาดกระเป๋าอันเป็นที่อยู่อาศัยของประพันธกรเจ้าของนามปากกาว่า ป. อินทรปาลิต

คาดิลแล็คเก๋งจอดบนถนนห่างจากเรือนหลังนี้เพียงเล็กน้อย เสี่ยหงวนก้าวลงมาจากรถมองดูบังกาโลหลังน้อยอย่างเศร้าใจ

"ปิ๋ว ปิ๋วโว้ย"

หนุ่มใหญ่ในวัยดึกคนหนึ่งพาตัวออกจากห้องนอน เขาคือ ป. อินทรปาลิตนักเขียนเก่าแก่คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ท้ายแถวของพวกนักเขียนทั้งหลาย เขียนเรื่องแบบข้าวสารกรอกหม้อและมีฐานะยากจนมาก

เขารู้แล้วว่าเสี่ยหงวนมาหาเขา ตั้งแต่เขาได้ยินเสียงรถยนต์แล่นมาหยุดข้างบ้าน และเขาแอบมองดูที่หน้าต่างห้องนอน ปิ๋วกลัวว่าเสี่ยหงวนจะมาทวงเงินเขาซึ่งเป็นหนี้ไว้หลายปีแล้ว ก็รีบติดหนวดปลอมและสวมแว่นตาคนแก่เดินหลังโกงออกมาจากห้อง หยุดยืนข้างระเบียงเรือนยกมือขวาป้องหน้าผากมองดูอาเสี่ยแล้วกล่าวถามด้วยการดัดเสียงเป็นชายชราในวัย ๗๐ ขวบ

"มาหาใครคะร้าบ"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ ส่วนเจ้าแห้วว่าเสียงอหาย

"ลำบากนักก็เอาหนวดปลอมออกเสียเถอะวะ" อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง "กันไม่ได้มาทวงเงินแกหรอกพี่ชาย"

นายปิ๋วโล่งใจเหมือนยกภูเขาลงจากอก เขาดึงหนวดปลอมและแว่นตาคนแก่ออกทันที

"เชิญครับเสี่ย ถ้าอยากสูบบุหรี่หรือกินน้ำอัดลมเอาสตางค์ให้นายแห้วไปซื้อซีครับ เดินตรงไปทางนี้เดี๋ยวเดียวก็ถึงตลาด"

อาเสี่ยเดินข้ามสะพานข้ามท้องร่องสวนตรงที่บังกาโลแบบกระเป๋าหิ้วแล้วก้าวขึ้นบันไดมาบนเรือน นายปิ๋วประนมมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับเสี่ย เชิญนั่งครับ"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"ไม่มีเก้าอี้สักตัว มีแต่โต๊ะแล้วกันจะนั่งตรงไหน"

"ก็นั่งบนโต๊ะน่ะซีครับ เก้าอี้ผมสองตัวผมทำฟืนหุงข้าวไปหมดแล้ว คนขายถ่านเกิดปิดเครดิตผมก็ไม่อยากจะง้อมัน เลยเอาขวานจามเก้าอี้ทอนเป็นฟืนอย่างน้อยก็ใช้หุงข้าวได้อย่างน้อย ๑๐ วัน"

"วะ แล้วถ้าฟืนที่ทำด้วยเก้าอี้หมดแกจะทำอย่างไร"

"ก็หาเอาตามสวนซีครับ นั่งซีครับ"

"ขอบใจ ยืนคุยกันดีกว่า เป็นไงพี่ชาย ฐานะดีขึ้นบ้างไหม"

นายปิ๋วหัวเราะร่าเริงตามเคย

"ไม่ต้องดีหรอกครับ พอให้มีข้าวหุงกินก็วิเศษแล้ว อาเสี่ยมีธุระอะไรที่จะใช้ผมว่ามา"

กิมหงวนกวาดสายตาไปรอบๆ บ้าน

"เมียลื้อไปไหนล่ะ"

"ไปขายข้าวต้มผัดที่สถานีขนส่งสายใต้ครับ"

"อือ ลำบากหน่อยนะเพื่อน ดวงของแกไม่เคยรุ่งกับเขาเลย แต่ชีวิตที่สงบเงียบก็ดีเหมือนกัน ไม่ยุ่งกับโลกภายนอก"

"ครับ แต่โรคภายในมันรบกวนผมตลอดเวลา ตั้งแต่อาเสี่ยรับผมไปเที่ยวบาร์เมื่อตอนเมษาผมก็ต้องกินยาเรื่อยมา แต่กินยาหม้อนะครับไม่ใช่ยาฝรั่ง"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ได้ยามาจากไหนล่ะ"

"ที่วัดโพธิ์น่ะซีครับ ผมไปจดเอามา หนักอย่างละบาทรวด ใบมะกา, แกแล, คำฝอย, ใบมะขามแขก รากไทร, ข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้, ยาดำแล้วก็กระดูกควายเผือกเท่านั้นแหละครับ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ทำไมไม่ไปที่บ้าน ให้ดิเรกมันตรวจรักษาให้สองสามวันก็หาย"

"ไปยังไงล่ะครับ ผมเป็นหนี้อาเสี่ย ๕,๐๐๐ นมนานแล้วไม่มีปัญญาที่จะใช้ให้"

เสี่ยหงวนมองดูนายปิ๋วด้วยความสังเวชใจ

"เอาเถอะ กันยกให้แกพี่ชาย"

"ยกให้ผม" นายปิ๋วตะโกนลั่น "โอ-เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวครับ ขอให้อาเสี่ยที่รักของผมมีความสุขความเจริญยิ่งๆ เถอะครับ ขอให้อยู่กับพ่อกับแม่จนแก่จนเฒ่าถือไม้เท้ายอดทอง"

"เตี่ยและแม่อั๊วเท่งทึงไปนานแล้วโว้ย" อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งห้อยบนโต๊ะ "เราคุยกันเป็นงานเป็นการดีกว่า กันมาหาแกวันนี้ก็ต้องการขอซื้อบทประพันธ์ของแกสักเรื่องหนึ่งเพื่อเอาไปทำหนัง"

นายปิ๋วไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นสนใจอะไรเลย

"เอาเรื่องประเภทไหนล่ะครับ"

"เรื่องบู๊ปนกับเรื่องผี"

"อ๋อ เอาซีครับ เรื่องบู๊ปนกับเรื่องผีผมเขียนไว้ประมาณ ๕๐ เรื่องเห็นจะได้"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"๕๐ เรื่อง โอ้โฮ ทำไมไม่ขายไปเสียบ้าง"

"ขายให้ลิงที่ไหนล่ะครับ เดี๋ยวนี้ตลาดหนังสือตกต่ำ ค่าเรื่องถูกเหมือนกล้วยน้ำว้า ผมเดินขายเรื่องจนเกือกทะลุยังขายไม่ได้ แต่ผมเป็นนักเขียนผมก็ต้องเขียน เมื่อไม่มีใครซื้อก็เก็บเอาไว้ อ้า-ผมคิดว่าอาเสี่ยเอาไปทั้งเข่งดีกว่า แล้วไปเลือกเอา เรื่องไหนดีไม่ดีแล้วแต่อาเสี่ย"

"งั้นเรอะ ดีเหมือนกันเอาใส่ท้ายรถไปเลือกที่บ้านให้นวลเขาช่วยเลือกให้"

"ได้ครับ เข่งหนึ่งมีในราว ๒๕๐ เรื่องนะครับ เป็นเรื่องประเภทบู๊ทั้งนั้น บางเรื่องก็ปนกับเรื่องผีปีศาจตื่นเต้นหวาดเสียวน่ากลัว บางเรื่องก็บู๊สะบัดเกี่ยวกับพวกวายร้ายถ้าเป็นหนังสนุกแน่ แต่ละเรื่องผมตั้งชื่อไว้เพราะๆ ทั้งนั้น เช่น มือปืนกับปิศาจหอยแครง, เสือตะครุบสิงห์ ที่เยี่ยมที่สุดของผมก็คือเรื่องเล็บกุด"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เล็บกุดหรือเล็บครุฑ"

"กุดครับไม่ใช่ครุฑ เล็บครุฑน่ะเรื่องของคุณพนมเทียนเขา ของผมเล็บกุด"

"ไหงชื่อยังงั้นล่ะ"

"หัวหน้าผู้ร้ายเล็บมันกุดครับ แต่เป็นจอมฆาตกรที่โหดเหี้ยมทารุณมาก ฆ่าคนไม่เว้นแต่ละวัน ส่งสมุนออกปล้นกลางวันแสกๆ ในกรุงเทพฯ ปล้นกระทั่งโรงพัก ของผมแน่จริงๆ "

อาเสี่ยมองดูนายปิ๋วโดยไม่สู้เลื่อมใสเท่าใดนัก

"แกคิดค่าลิขสิทธิ์เท่าไรล่ะ"

"ค่าเรื่องหรือครับ ผมขายเป็นเข่ง"

"ฮ้า กันเอาเรื่องเดียวเท่านั้น เลือกได้เรื่องไหนก็จะเอาเรื่องนั้นที่เหลือจะส่งคืนมาให้แก"

ประพันธ์กรวัยดึกสั่นศีรษะ

"ซื้อเป็นเรื่องผมไม่ขายครับต้องขายเป็นเข่ง ใครมาซื้อผมก็ต้องขายกันแบบนี้ ขณะนี้ผมมีต้นฉบับอยู่สามเข่ง เป็นเรื่องตลกเสียหนึ่งเข่ง, เรื่องรักโศกหรือนิยายชีวิตหนึ่งเข่ง, เรื่องบู๊อีกหนึ่งเข่ง"

"ขายเข่งละเท่าไรละ"

นายปิ๋วนิ่งนึก

"ถ้าคนอื่นมาขอซื้อผมก็คงเรียกแพงหน่อย แต่อาเสี่ยมีบุญคุณต่อผมมาก คิดเข่งละ ๒๕๐ บาทก็แล้วกันครับ"

"โถ " เสี่ยหงวนเผลอตัวครางออกมา

"โถทำไมครับ"

"ทำไมมันถูกนักล่ะเพื่อน แกบอกกันว่าเข่งหนึ่งมีเรื่องประมาณ ๒๕๐ เรื่อง ไหงขายเพียง ๒๕๐ บาทเท่านั้น"

"ก็ผมบอกแล้วว่าอาเสี่ยมีพระคุณต่อผม บทประพันธ์ของผมผมไม่ได้ลงทุนอะไรนี่ครับ ค่ากระดาษก็ไม่กี่สตางค์ ผมอาจจะให้เปล่าๆ ก็ได้ แต่ตอนนี้ผมอยากได้เงินให้ค่าเช่าบ้านเขา ก็เลยเสนอราคาอาเสี่ยเข่งละ ๒๕๐ บาท คิดถัวตกเรื่องละบาทเดียว"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"แล้วถ้าเจ้าของสำนักพิมพ์มาขอซื้อแกคิดราคายังไง"

นายปิ๋วยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ผมขายราคาขาดตัวครับ เข่งละ ๓๐๐ บาท ซื้อเข่งเดียวพิมพ์ขายจนตายก็ยังไม่หมด"

กิมหงวนก้าวลงจากโต๊ะยื่นมือให้นายปิ๋วจับ

"ขอบใจมากที่แกมีแก่ใจลดให้อั๊วถึงเข่งละ ๕๐ บาท ต้นฉบับอยู่ไหนล่ะ"

"อยู่ในครัวครับ"

"อ้าว ไหงไปเก็บไว้ในนั้น"

"โธ่ ก็ห้องนอนผมขนาดรังหนู ไม่มีที่เก็บผมก็ต้องเอาไปไว้ในครัวน่ะซีครับ บางทีขี้ไต้ติดไฟไม่มีเมียผมเขาก็ใช้ต้นฉบับติดไฟแทนขี้ไต้"

"ถ้ายังงั้นช่วยไปเอามาให้กัน อย่าหยิบเข่งผิดนะ แล้วเอาไปใส่ท้ายรถ ใส่ทั้งเข่งคงปิดกระโปรงไม่ลง เทใส่ลงไปก็ได้"

"แล้วเรื่องเงินล่ะครับ"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้ ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ บาทส่งให้ประพันธกรผู้น่าสงสาร

"เอ้า อั๊วให้ลื้อหมดนี่ละ ไม่ต้องนับหรอก มากกว่า ๒๕๐ บาทแน่ๆ กันช่วยเหลือแกใน ยามยาก"

นายปิ๋วยืนตะลึง

"อาเสี่ยให้ผมมากมายอย่างนี้เชียวหรือครับ"

"เออ เอาไว้ใช้เถอะปิ๋ว บางทีเงินจำนวนนี้อาจจะช่วยให้แกเปลี่ยนอาชีพก็ได้ กันคิดว่าถ้าแกขายก๋วยเตี๋ยวหรือขายข้าวแกงแกคงจะมีรายได้ดีกว่าที่แกเป็นนักเขียนแน่นอน"

ประพันธกรยกมือไหว้ประหลกๆ แล้วรับเงินมาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงขายาวเก่าๆ ตัวนั้น

"ขอบคุณมากครับอาเสี่ย เจ้าประคู้น เกิดชาติหน้าขอให้ผมได้เกิดเป็นอาเสี่ยทีเถอะ"

"อ้าว แล้วอั๊วล่ะ"

"อาเสี่ยก็เกิดมาเป็นผมน่ะซีครับ"

"โอ๊ย ไม่เอาโว้ย อั๊วชอบค้าขายไม่ชอบเป็นนักประพันธ์หรอก"

นายปิ๋วหัวเราะชอบใจ เขาพาตัวเดินลงบันไดตรงไปที่ครัวไฟข้างบังกาโล อาเสี่ยหันไปมองดูเจ้าแห้วซึ่งนั่งฟังวิทยุอยู่ในรถอย่างสบายใจ หลังจากนั้นสักครู่นายปิ๋วก็แบกเข่งใบหนึ่งออกมาจากครัวของเขา กิมหงวนรีบลงบันไดเข้ามาหา

"โอ้โฮ เข่งใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือปิ๋ว"

"ครับ นักเขียนชั้นดีอย่างผมต้องเขียนใส่เข่งใหญ่ๆ เตรียมไว้ขายเหมาแบบขายลำไยหรือเงาะ, ลังสาด"

"โถ" เสี่ยหงวนคราง "แล้วแกจะนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนเอาสวรรค์วิมานอะไร"

"ทำไงได้ครับ มันเป็นอาชีพที่ผมถนัด"

เจ้าแห้วแลเห็นนายปิ๋วแบกเข่งข้ามสะพานท้องร่องสวนตรงมาที่รถ เขาก็รีบปิดเครื่องรับวิทยุแล้วลงมาจากรถอย่างร้อนรน

"รับประทานคุณเอาอะไรมาให้อาเสี่ยหรือครับ"

"ต้นฉบับว่ะ"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก

"ต้นฉบับหรือครับ แม่โวย....ตั้งเข่งเชียวหรือครับ"

"เออ ช่วยเปิดกระโปรงท้ายรถหน่อยซี เร็วเข้า หนักเหลือเกิน"

เจ้าแห้ววิ่งมาทางท้ายรถเปิดฝากระโปรงขึ้น แล้วช่วยยกเข่งลงมาจากบ่าประพันธกรวัย ดึกสงัด ต่อจากนั้นนายปิ๋วกับเจ้าแห้วก็ช่วยกันยกเข่งเทต้นฉบับซึ่งม้วนและผูกเชือกไว้เรียบร้อยลงไปในท้ายรถ อาเสี่ยเข้ามายืนมองดูอย่างเศร้าใจ

"คล้ายๆ นิตยสารเล่มใหม่ที่ม้วนส่งสมาชิกต่างจังหวัดกองพะเนินเทินทึกทีเดียว" เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "ลื้อเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้มากที่สุดในโลกนี้ และเป็นนักเขียนคนแรกที่เขียนเรื่องเหมาขายเป็นเข่งๆ "

นายปิ๋วยกหลังมือขวาขึ้นป้ายเหงื่อที่หน้าผาก

"ดวงของผมมันไม่ดีครับสู้นักเขียนคนอื่นเขาไม่ได้ บางคนเขาเขียนเรื่องขนาดนับตัวขาย ตัวละบาทหรือตัวละห้าสิบสตางค์ก็มี อย่างผมต้องขายแบบผลไม้คือเหมากันเป็นเข่ง เรื่องที่ซื้อเอาไปก็ดีบ้างเลวบ้างคละกันไปเช่นเดียวกับผลไม้ อ้า ผมแถมเรื่องรักโศกให้อาเสี่ยอีกเข่งเอาไหมครับ"

กิมหงวนทำหน้าเบ้

"พอแล้วพี่ชาย เอาเข่งเดียวพอแล้ว เก็บไว้ขายคนอื่นเขาบ้างเถอะ"

"ตามใจเถอะครับ อาเสี่ยไม่เอา ผมให้แขกขายถั่วมันๆ แลกกับถั่วกินยังได้"

เจ้าแห้วปิดกระโปรงหลังรถเรียบร้อย กิมหงวนเดินเข้ามาสัมผัสมือกับนายปิ๋วอีกครั้งหนึ่ง

"ลาก่อนพี่ชาย อั๊วหวังว่าวันหนึ่งลื้อคงจะมีโชคดีลืมตาอ้าปากกับเขาได้บ้าง อดทนไปก่อนนะเพื่อน"

นายปิ๋วยิ้มเศร้าๆ น้ำตาไหลคลอ เขายกมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับ ผมจะไม่ลืมความกรุณาของอาเสี่ยเลย"

เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วพากันขึ้นไปนั่งบนรถ คาดิลแล็คเก๋งถูกสต๊าทเครื่องและกลับรถในที่ว่างอันจำกัด นายปิ๋วยืนมองดูจนกระทั่งคาดิลแล็คเก๋งคันงามแล่นออกไปพ้นจากซอยบ้านเขา

อีกครั้งหนึ่งที่คณะพรรคสี่สหายได้เปิดการประชุมโต๊ะแบน ซึ่งเรียกว่าการประชุม สุดยอดที่บ้าน "พัชราภรณ์" ตอนบ่ายวันนั้น เกี่ยวกับการจัดสร้างภาพยนตร์เรื่องที่สองของบริษัท "เฉลิมมิตรภาพยนตร์ จำกัด"

ผู้ที่เข้าประชุมก็คือบรรดาหุ้นส่วนทั้งหลายนั่นเอง พ.อ. พล พัชราภรณ์, พ.อ. นิกร การุณวงศ์, พ.อ.กิมหงวน ไทยแท้, พล.ต. ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์, พล.อ. พระยาปัจจนึกพินาศ, คุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์, นางนันทา พัชราภรณ์, นางนวลลออ ไทยแท้, นางประภา ณรงค์ฤทธิ์ และนางประไพ การุณวงศ์ นอกจากนี้ก็มีจำรูญ หนวดจิ๋ม ที่ปรึกษาของบริษัทอีกคนหนึ่ง

สถานที่ประชุมก็คือห้องรับประทานอาหารอันกว้างขวาง ซึ่งเป็นเวลาน้ำชาพอดี เจ้าแห้วกับสาวใช้รูปสวยสองคนทำหน้าที่บริการน้ำชาซึ่งความจริงคือกาแฟ แซนวิชไส้กรอก ขนมปัง, เนยสด และแยม นอกจากนี้ก็มีผลไม้อีกหลายอย่าง

อาเสี่ยกิมหงวนประธานอำนวยการของบริษัทเริ่มเปิดการประชุมด้วยมธุรสวาจาอันน่าฟัง

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เท่าที่กระผมเชิญมาประชุมขั้นสุดยอดในวันนี้ ก็เพื่อจะกราบเท้าขอความกรุณาจากพวกท่านร่วมมือร่วมเท้าและร่วมใจกันสร้างหนังเรื่องที่สองของเราเพื่อกู้หน้าหนังไทยเรื่องแรกของบริษัทคือ "สามเสือเหี้ยม" ภาพยนตร์ที่ไม่เป็นสับปะรดสุนัข และกระผมได้จัดการ ฌาปนกิจฟิล์มไปเรียบร้อยแล้ว ไม่อยากจะเก็บไว้ให้แสลงตาแสลงใจ กระผมหวังว่ากรรมการและหุ้นส่วนทุกท่านคงจะกรุณาให้ความร่วมมือกับกระผมเป็นอย่างดี ซึ่งเราจะได้เริ่มการถ่ายทำในเร็ววันนี้"

ที่ประชุมยิ้มแป้นไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงหัวเราะว่า

"วันนี้อ้ายหงวนพูดจาไพเราะน่าฟังมากนะครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"ค่ะ ฟังแล้วรื่นหูชื่นใจมาก มธุรสวาจานั้นใครๆ ก็ชอบฟัง แต่ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ ทำไมพ่อหงวนถึงชวนให้พวกเราร่วมมือร่วมเท้าและร่วมใจ ดิฉันเคยได้ยินแต่ว่าร่วมมือร่วมใจเท่านั้น"

ประธานอำนวยการของบริษัทแถลงให้คุณหญิงวาดทราบทันที

"กรุณาอย่าคิดว่าผมพูดหยาบคายนะครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"แน่ะ นี่แกเรียกฉันว่าคุณหญิงหรือนี่"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยงรีบประนมมือไหว้คุณหญิงวาดทันที

"ผมกราบขอประทานโทษครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมกำลังมีสมาธิคิดว่าเป็นการประชุมบริษัทการค้าที่ผมเป็นประธานกรรมการของบริษัทหรือประธานอำนวยการ หมู่นี้ผมเคร่งเครียดใช้สมองมากคุณอาอย่าโกรธเคืองผมเลยครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"เมื่อไม่มีเจตนาก็แล้วไป แต่ถ้าแกทะลึ่งมาเรียกฉันว่าคุณหญิงก็เห็นจะต้องลงมือลงเท้ากันตามระเบียบ"

เสี่ยหงวนหัวเราะแล้วกล่าวกับที่ประชุมต่อไป

"กรุณาตั้งใจฟังหน่อยครับ อ้า-คุณนิกรครับ หยุดรับประทานสักประเดี๋ยว ผมรู้สึกว่าคุณ ตั้งอกตั้งใจยัดเสียจริงๆ "

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เชิญท่านรับประทานพูดเถอะครับ กระผมแดก เอ๊ย รับประทานไปพลางฟังไปพลางได้ขอรับ ปากผมเคี้ยวแต่หูผมฟัง"

กิมหงวนกวาดสายตามองดูกรรมการและหุ้นส่วนทุกคนแล้วเขาก็กล่าวว่า

"ผมภูมิใจที่จะเสนอให้ที่ประชุมทราบว่า ผมได้ซื้อบทประพันธ์ของนักเขียนชั้นดีชื่อเสียงโด่งดังแต่ไม่ใคร่ดังมาได้แล้ว ซื้อเหมาเขามาหนึ่งเข่งเข่งละ ๒๕๐ บาทเท่านั้น ผมได้ใช้เวลาอ่านดูหลายวันจากเรื่องบู๊ปนกับเรื่องผี ๒๘๐ เรื่อง คัดไว้ได้เรื่องหนึ่งสำหรับเราสร้างหนัง แต่ก็ต้องเสนอให้ที่ประชุมทราบก่อนตามระเบียบ"

"เรื่องของใครคะอาเสี่ย" ประไพถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"เรื่องของคุณปิ๋วครับ ป. อินทรปาลิตยังไงล่ะคุณ"

"ยี้" เสียงคณะกรรมการและหุ้นส่วนร้องขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

นวลลออกล่าวกับสามีของหล่อนอย่างเศร้าใจ

"เฮียนึกยังไงขึ้นมาล่ะคะ ถึงได้ไปซื้อเรื่องนักเขียนกิโลเอามาสร้างหนัง"

"โธ่ ก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ใคร ไปติดต่อกับนักเขียนชั้นดีมาหลายคนแล้วก็ไม่สำเร็จ อย่างเช่น อิงอร และ อรวรรณ เขาบอกว่าเขาต้องใช้เวลาเขียนอย่างน้อยสองอาทิตย์ ถึงจะเสร็จ งานของเราทุกแผนกเตรียมไว้พร้อมแล้วรอไม่ได้ ไปหาสันต์ เทวรักษ์ กับ พนมเทียน ทั้งสองคนเขาก็โชคดีถูกล็อตเตอรี่ที่หนึ่งคนละงวดไปฮ่องกง เพื่อหาวัตถุดิบที่นั่นมาเขียนเรื่องหลังจากเงินห้าแสนหมดแล้ว สันต์เทวรักษ์มีข่าวว่าไปเนปาลไปเรียนวิชาทำมะตะบะโลตี และไปเรียนการสู้สิงโตด้วยหอก คุณสันต์จะซื้อสิงโตเอามาเมืองไทยเมื่อเรียนสำเร็จแล้ว เรื่องของคุณปิ๋วที่เฮียเลือกไว้ก็ไม่เลว นอนอ่านตอนกลางคืนถึงตอนผีอาละวาดต้องหยุดอ่านดึงผ้าห่มคลุมโปงเพราะกลัวผี ตอนบู๊เขาก็เขียนน่าอ่านสนุกเข้าใส้ถึงกับเฮียต้องวางต้นฉบับลุกขึ้นชกลมวืดวาด"

พล พัชราภรณ์ ถามกิมหงวนด้วยเสียงหัวเราะ

"ที่แกเลือกไว้ชื่อเรื่องอะไร"

เสี่ยหงวนตอบอย่างภาคภูมิ

"เลือดสัปเหร่อ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง

"เรื่องมันเป็นยังไงวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม "ลองเล่าเรื่องย่อๆ ให้อาฟังซิ"

"เป็นเรื่องบู๊ปนกับเรื่องผีซึ่งเราตั้งใจจะทำหนังประเภทนี้ครับคุณอา นายปิ๋วเขียนเรื่องนี้ได้ดีมาก บู๊ดุเดือดตลกโปกฮารักระคนเศร้าเคล้าน้ำตาทาน้ำลายพร้อม พระเอกเป็นลูกชายสัปเหร่อวัดหนึ่ง"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก

"ก็เป็นลูกคุณพระเจ้าคุณลูกนักธุรกิจไม่ได้หรือ"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"นายปิ๋วแกไม่ชอบเขียนซ้ำแบบใครครับ เรื่องอ่านเล่นพระเอกนางเอกมักจะเป็นลูกคนมีเงิน นายปิ๋วแกจึงเลี่ยงเป็นลูกชายสัปเหร่อเลย ฟังซีครับ ผมจะเล่าเรื่องย่อให้ฟัง เรื่องมันมีอยู่ว่าพระเอกทำงานเป็นเสมียนบริษัทแห่งหนึ่งในแผนกบัญชี ต่อมาถูกหาว่ายักยอกเงินเลยถูกไล่ออกจากงาน"

"โถ" คุณหญิงวาดอุทาน "ถูกเขาใส่ร้ายหรือยังไง"

"ไม่ได้ใส่ร้ายหรอกครับ ยักยอกเงินเขาไปเล่นม้า ตั้งใจว่าถ้าได้ม้าก็จะเอามาคืน บังเอิญม้ากินเสียเรียบ"

"อ้อ ถ้ายังงั้นก็สมน้ำหน้าแล้ว" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ "แล้วยังไงจ๊ะพ่อหงวน"

"พระเอกก๊อไม่มีงานทำน่ะซีครับ ต้องกลับไปอยู่บ้าน พ่อพระเอกฝึกพระเอกให้ทำผี เริ่มต้นตั้งแต่มัดตราสังผี สอนคาถาสกดผีให้ สอนให้รูดเนื้อศพที่เน่าๆ ออกเตรียมไว้เผาแล้วก็สอนให้เผาศพ ตอนนี้แหละครับถ้าเราถ่ายทำหนังได้ดีและผู้กำกับดี คนดูจะต้องหวาดเสียวถึงกับลุกขึ้นวิ่งหนีออกจากโรงหนัง"

จำรูญ หนวดจิ๋มนั่งเปรี้ยวปากอยู่นานแล้วจึงพูดเสริมขึ้น

"ที่วิ่งหนีออกจากโรงน่ะ เพราะกลัวผีในหนังหรือรีบกลับบ้านครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"วิ่งหนีเพราะกลัวผีซีคุณ ดาราของเราจะต้องแสดงการรูดเนื้อศพที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดจริงๆ และแสดงเผาผีจริงๆ กำลังเผาผีลุกขึ้นนั่ง พระเอกก็เอาสามง่ามแทงมันให้ลงนอนในโลง ผมว่าหนังแบบนี้ต้องทำเงินล้าน และไม่จำเป็นต้องโหมโฆษณาเลย เพียงแต่คนดูช่วยโฆษณาให้ว่า "เลือดสัปเหร่อ" ยอดหนังผีเท่านี้ ตั๋วก็หมดทุกรอบต้องจองล่วงหน้ากันเป็นอาทิตย์ๆ "

"ฝันหวานอีกแล้ว" นายพลดิเรกพูดขึ้นดังๆ "เล่าเรื่อง "เลือดสัปเหร่อ" ของนายปิ๋วให้จบหน่อยซี พระเอกฝึกหัดทำผีกับพ่อแล้วยังไง"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"ต่อมามีคนร้ายคณะหนึ่ง ลอบเข้ามาในโกดังเก็บศพ อ้า กันลืมเล่าไปว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชนบทที่ห่างไกลจากความเจริญ โกดังเก็บศพยังใช้แบบเก่าปลูกเป็นโรงทึมหลังคาและฝาสังกะสี รับรองว่าคนที่กลัวผีขนาดอ้ายกรหรืออ้ายแห้วไม่กล้าเข้าไปอย่างเด็ดขาด คนร้ายได้เข้าไปในโรงทึมยกศพที่ซ้อนกันลงมาวางข้างล่างทีละศพแล้วงัดฝาโลงออก เมื่อพบผีตายขึ้นอึ้ดทึ่ดนอนอมยิ้มอยู่ในโลงก็รีบปิดฝา แล้วเปิดหีบใหม่ต่อไป"

จำรูญหัวเราะหึๆ กล่าวถามประธานอำนวยการของบริษัทอย่างนอบน้อม

"คนร้ายต้องการศพผีตายทั้งกลม เพื่อเอาเทียนลนลูกคางเอาน้ำมันพรายใช่ไหมครับอาเสี่ย"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก คนร้ายมันสืบทราบว่ามีเศรษฐีใหญ่คนหนึ่ง เอาเงินสดสองล้านบาทใส่ไว้ในโลงผีแล้วเอามาเก็บไว้ในโกดังนั้นซึ่งพ่อของพระเอกรู้เห็นเป็นใจด้วย"

นันทากล่าวขึ้นเบาๆ

"เรื่องเขาเข้าทีดีเหมือนกันนี่คะ"

อาเสี่ยมองดูเมียรักของ พ.อ. พล

"ครับ เป็นเรื่องบู๊ปนกับเรื่องผีอ่านแล้วขนลุกซู่ ถ้าทำหนังผมรับรองว่าคนดูต้องร้องวี้ดว้ายตลอดเวลา ผู้แสดงและเจ้าหน้าที่ถ่ายทำอาจจะถูกผีหลอกจับไข้หัวโกร๋นไปตามกันก็ได้ เพราะเราจะยกกองไปถ่ายที่โกดังเก็บศพตามต่างจังหวัดที่มีศพมากๆ และจะถ่ายทำตอนกลางคืนเพื่อให้บรรยากาศเพิ่มความน่ากลัวขึ้นอีก"

นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"ถ้ายังงั้นเราเชิญผีมาร่วมแสดงหนังด้วยไม่ดีหรือ จะได้สมจริงและเป็นโอกาสที่เราจะโฆษณาว่าเรื่องนี้ปิศาจจริงๆ ร่วมแสดงด้วย ทั้งผีตายโหง ผีตายทั้งกลม และผีอื่นๆ ค่าตัวเราก็ไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน เพียงแต่ซื้อเหล้าหมูเห็ดเป็ดไก่มาตั้งโต๊ะให้พวกผีเขาล่อกันให้อิ่มเท่านั้นเอง"

กิมหงวนมองดูหน้าจำรูญหนวดจิ๋มที่ปรึกษาของเขา

"อ้ายกรมันให้ความคิดเข้าทีดีเหมือนกันนะคุณจำรูญ คุณพอจะหาผีมาร่วมแสดงเป็นตัวประกอบเรื่องนี้ได้ไหมล่ะ"

จอมตลกทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"อ้ายหาน่ะพอหาได้ครับ แต่ปัญหามันมีอยู่ใครจะกำกับมัน ผีน่ะอารมณ์มันไม่เหมือนมนุษย์ มันเกิดโมโหขึ้นมาก็จะแหกหูแหกตาแลบลิ้นควักไส้ออกมาอวดพวกเราก๊อวิ่งกันไม่รู้ทางไปเท่านั้นเอง เล่นกับผีลำบากครับ อย่าเลยครับ"

อาเสี่ยกิมหงวนพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวสรุปต่อที่ประชุม

ผมขอให้เราลงมติครับว่าเราควรจะเอาเรื่อง "เลือดสัปเหร่อ" ของนายปิ๋ว หรือ ป. อินทปิ๊ด ทำหนังเรื่องที่สองของเราดีหรือไม่ ถ้าใครเห็นพ้องโปรดยกมือขึ้น ยกมือเดียวนะครับไม่จำเป็นต้องยกสองมือ"

ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการหรือหุ้นส่วนคนใดเห็นชอบด้วยเลย ทุกคนนั่งนิ่งเฉย ผู้อำนวยการสร้างหรือประธานอำนวยการของบริษัทมีสีหน้าเคร่งเครียดทันที

"แล้วเราจะเอาเรื่องของใครมาทำหนังโปรดบอกผมหน่อยเถอะ"

ประภาว่า "เรื่องของใครก็ได้ค่ะแต่ไม่ใช่เรื่องของนักเขียนชั้นอึคนนี้ นักเขียนที่มีชื่อเสียงถมเถไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าไม่ได้นักเขียนชั้นอะ ก็ควรซื้อเรื่องของนักเขียนชั้นอา ส่วนชั้นอิชั้นอีและชั้นอึคนไม่นิยมหรอก อาอยากจะให้ความเห็นแกสักอย่างหนึ่งด้วยความหวังดีต่อแกและบริษัทสร้างภาพยนตร์ของเราแกจะรับฟังไหมล่ะ"

อาเสี่ยว่า "คุณอาจะบอกผมใช่ไหมล่ะครับว่าเราควรถ่ายทำเรื่อง "ขุนช้างขุนแผน""

ท่านเจ้าคุณทำคอย่นแล้วตวาดแว้ด

"ใครบอกมึงล่ะ ขุนช้างขุนแผนถ่ายทำหาตวักตะบวยอะไร"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"อ้าวกรมันบอกว่า คุณอาอยากเล่นเป็นขุนช้างครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"เสือกไปบอกอ้ายหงวนมันว่ายังงั้นหรือ"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"อ้ายแห้วมันบอกผมอีกทีครับ"

"อ้าว" เจ้าแห้วซึ่งนั่งจ๋องอยู่ทางประตูห้องร้องอุทานขึ้นด้วยความตกใจ "รับประทานอย่าหาเรื่องให้ผมเจ็บตัวหน่อยเลยครับ รับประทานพึ่งขึ้นปีใหม่ได้ไม่กี่วันจะให้ผมโดนกระทืบแล้วไหมล่ะ"

กิมหงวนยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประหลกๆ

"อย่าโกรธเลยครับ เราประชุมกันอย่างกันเองก็ควรจะให้มีเสียงหัวเราะต่อกระซิกกันบ้าง รู้สึกว่าบรรยากาศมันเคร่งเครียดเงียบเหงาเกินไป ผมพร้อมแล้วครับที่จะรับฟังความเห็นของอา คุณอาเป็นผู้ใหญ่ผ่านชีวิตมามากกว่าผมเห็นโลกและเป็นโรคมาเยอะแยะก็คงจะรู้อะไรต่ออะไรดีกว่าผมซึ่งเป็นเด็กคราวลูกหลาน"

อารมณ์ของท่านเจ้าคุณดีขึ้นเล็กน้อย

"บอกก่อนนะโว้ย ถ้าแกพาดพิงถึงกบาลฉันอีกทีเดียวเป็นเกิดเตะปากกันในที่ประชุมอย่างแน่นอน อ้า-อามีความเห็นว่าขณะนี้หนังไทยเรามีเรื่องบู๊และเรื่องผีออกฉายติดๆ กันหลายต่อหลายเรื่อง บางเรื่องแทนที่จะเป็นเรื่องบู๊กลับกลายเป็นเรื่องบู้และบิ่น เรื่องผีบางเรื่องก็ทำเงินได้มากเพราะหวาดเสียวน่ากลัว แต่บางเรื่องดูแล้วกลายเป็นเรื่องตลกไปฉิบ พอผีออกมาอาละวาดคนดูกลับหัวเราะกันเกรียวกราว อาคิดว่านักประพันธ์ชั้นอึอย่างนายปิ๋วเป็นนักเขียนขนาดข้าวสารกรอกหม้อ ไม่มีชื่อเสียงอะไร ขืนเอาเรื่องเขามาทำหนังประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอยเก่าอีกคือไม่มีคนดู ทางที่ดีเรามาทำหนังประเภทตลกจี้เส้นกันดีกว่า เพราะหนังตลกไม่ใครมีใครเขาทำกัน เป็นหนังประเภทเบาสมองดูแล้วสบายใจ"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย จึงพูดสนับสนุนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ดิฉันเห็นพ้องด้วยค่ะเจ้าคุณ หนังไทยถ้าเป็นเรื่องชีวิตหรือเรื่องโลดโผลผจญภัยคนดูมักจะชอบเอาไปเปรียบเทียบกับหนังฝรั่งในด้านการลงทุน คนดูช่างไม่คิดบ้างเลยว่าหนังไทยฉายได้แต่ในเมืองไทยและในเมืองลาวเท่านั้น ฉายเมืองลาวก็ไม่สู้จะปลอดภัยนัก ดีไม่ดีนักพากย์ที่เอาหนังไปพากย์ถูกยิงเท่งทึงโดยไม่รู้ใครยิง ดิฉันเห็นว่าหนังตลกคนดูสนใจกับบทบาทของตัวละครเท่านั้น แล้วก็นั่งหัวเราะกันจนฟันโยก ไม่สนใจว่าเครื่องแต่งตัวหรือฉากจะสวยหรือไม่"

พ.อ. พล พัชราภรณ์กล่าวขึ้นบ้าง

"กันเห็นพ้องกับคุณอาและคุณแม่โว้ยอ้ายเสี่ย ลองทำหนังตลกดีกว่า เอาให้ตลกขนาดหนัก ทีเดียว"

กิมหงวนพยักหน้าช้าๆ แล้วกล่าวกับนายพลดิเรก

"แกว่ายังไงหมอ"

"โน-กันไม่มีความเห็น กันเป็นเพียงคนถ่ายและเป็นเจ้าหน้าที่เท็คนิคของบริษัทเท่านั้น"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันเห็นสมควรถ่ายทำหนังตลกมากกว่าเรื่องบู๊ที่ปนกับเรื่องผี คนเดี๋ยวนี้เลิกกลัวผีกันหมดแล้ว เพราะผีหลอกก็เพียงแต่ทำให้ตกใจเสียขวัญเท่านั้น เรากลัวคนด้วยกันมากกว่า เนื่องจากคนเราหลอกได้เก่งกว่าผี แม้แต่เพื่อนสนิทที่เคยไว้เนื้อเชื่อใจยังจ่ายเช็คไม่มีเงินให้เรา คนหลอกนี่เจ็บปวดจริงๆ น่ากลัวกว่าผีหลอกมาก อย่าทำเลยวะเรื่องผี ทำหนังตลกดีกว่า"

ประไพว่า "ไพเห็นด้วยค่ะอาเสี่ย หนังตลกคนทุกชั้นทุกวัยชอบดูแม้แต่ชนชั้นปัญญาชนก็ชอบ การลงทุนก็ไม่มากมายอะไร ถ้าเราทำหนัง ๑๖ สีธรรมชาติเหมือนอย่างหนังไทยที่เขาทำกัน"

จำรูญกล่าวขึ้นบ้าง

"เอาขนาด ๒๘๐ มิลลิเมตรไม่ดีหรือครับ หนังกว้างในราวสองคืบพอดี ม้วนหนังก็คงโตขนาดล้อหลังรถบดถนนแหละครับ"

"ไม่เอาแล้ว" เสี่ยหงวนตวาดลั่น "เพียง ๑๔๐ มิลลิเมตรผมก็แย่แล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมายิ้มกับจำรูญแล้วกล่าวว่า

"เอาไว้ผมมีเวลาว่างผมจะขอให้คุณช่วยผมทำหนังขนาดยักษ์ เอาขนาดหนึ่งเมตรเลย ออกฉายวันใดโรงพังวันนั้น คุณเชื่อไหมล่ะว่าผมสามารถสร้างหนังสีธรรมชาติโตขนาดหนึ่งเมตรได้โดยไม่ยากลำบากอะไร"

จำรูญยิ้มแห้งๆ

"ก็น่าดูดีเหมือนกันครับคุณหมอ เห็นจะต้องฉายกลางแปลงที่ท้องสนามหลวง เพราะจอของมันคงกว้างยาวไม่ใช่เล่น"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ประธานอำนวยการบริษัท "เฉลิมมิตร ภาพยนตร์" จึงกล่าวกับหุ้นส่วนและกรรมการต่อไป

"ผมเป็นนักประชาธิปไตยคนหนึ่ง เมื่อเสียงข้างมากเห็นว่าเราควรจะสร้างเรื่องที่สองของเราเป็นหนังประเภทตลก ผมก็เห็นพ้องด้วย ขอให้ที่ประชุมตบมือหน่อยครับ"

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราวลั่นห้องรับประทานอาหาร กิมหงวนลุกขึ้นยืนก้มศีรษะโค้งคำนับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หัวโต๊ะตามเดิม เขากล่าวกับที่ประชุมว่า

"ผมจะมอบให้คุณจำรูญ หนวดแหยม เป็นคนวิ่งเต้นหาดาราตลกมาแสดงหนังเรื่องนี้"

จำรูญว่า "หนวดจิ๋มครับอาเสี่ยไม่ใช่หนวดแหยมครับ"

เสี่ยหงวนจุปาก

"เถอะน่า คุณปล่อยไว้อาทิตย์เดียวหนวดจิ๋มก็จะกลายเป็นหนวดแหยม คุณติดต่อกับพวกดาราตลกได้ไหมล่ะ ผมจะให้คุณแสดงนำ"

จำรูญยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"แสดงนำก๊อเป็นพระเอกน่ะซีครับ"

"ไม่ใช่ครับ ผมหมายความว่าให้คุณแสดงนำตัวประกอบ" แล้วอาเสี่ยก็หัวเราะ "ผมพูดเล่นน่ะ คุณเป็นพระเอกถูกแล้ว แต่ว่าเป็นพระเอกเรื่องตลกนะ ตัวละครสำคัญจะต้องมีสาหัส บุญหลง, พูลสวัสดิ์ ธีมากร ล้วนแต่เป็นยอดตลก นอกจากนี้แล้วเราค่อยคิดกัน คุณสามารถติดต่อกับคุณสาหัสและคุณพูลสวัสดิ์ได้ไม่ใช่หรือ"

"ได้ครับ แต่ผมต้องขอเบิกค่ารถตามระเบียบ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก็รถของเรามีตั้งหลายคัน คุณจะใช้คันไหนก็ขับไปซี น้ำมูกน้ำมันเราจะเติมไว้ให้พร้อม"

"นั่นแหละครับ ถึงเอารถที่นี่ขับไปผมก็ต้องเบิกค่ารถตามธรรมเนียมของผมครับอาเสี่ย"

ประธานอำนวยการหัวเราะหึๆ

"สงสัยว่าธรรมเนียมของคุณมีแต่รายรับไม่มีรายจ่าย"

"ใช่ครับ ผมชอบหาเงินแต่ไม่ชอบใช้เงิน หาได้เท่าไรฝากออมสินไว้หมด จนกระทั่งเขาเรียกผมไปทำงานในหน้าที่ประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจการของธนาคารออมสิน"

พ.อ. พลมองดูจำรูญ หนวดจิ๋มอย่างขบขัน

"คุณหากินเก่งมากนะครับ ทางศิลปินก็มีงานจนล้นมือแล้วไหนยังทำงานให้ธนาคารออมสินอีก รับสอนดนตรีอีก"

"ครับ ผมไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ อยู่บ้านตอนหัวค่ำผมทอดปาท่องโก๋ขายครับ ตอนเช้าขายโจ๊กหมู บางวันก็ขายเลือดหมู"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง กิมหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับที่ประชุมว่า

"เราจะไม่มีการประชุมกันอีกในเรื่องนี้ ปัญหาสุดท้ายของเราก็คือบทประพันธ์ เราควรจะได้บทประพันธ์ของนักเขียนเรื่องตลกคนใดมาทำหนัง ท่านกรรมการและหุ้นส่วนกรุณาให้ความเห็นหน่อยครับ"

พล พัชราภรณ์ออกความเห็นเป็นคนแรก

"นักเขียนเรื่องตลกที่ยอดเยี่ยมในเมืองไทยเราก็มีอยู่คนเดียวคือผู้ที่ใช้นามปากกาว่า "งูงวงช้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สนับสนุนพล

"ดีมาก ถ้าได้เรื่องของ "งูงวงช้าง" รับรองว่าหนังของเราจะต้องเป็นหนังตลกที่ทำให้คนดูหัวเราะขาดใจตายคาเก้าอี้รอบละหลายสิบคน เรื่อง "งูงวงช้าง" อาเคยอ่านแล้ว บางทีหัวเราะจนขาตะไกรค้าง เขาเขียนตลกทุกบรรทัด ลีลาการเขียนดีมาก พออ่านขึ้นต้นได้วรรคเดียวก็ต้องปิดหนังสือหัวเราะงอไปงอมา เขาว่ามีเชื้อเจ้าไม่ใช่หรืออ้ายหงวน"

"ครับ เชื้อเจ้าพ่อหลักเมือง อาศัยอยู่ในศาลเจ้าพ่อ อายุในราว ๕๐ ปีเห็นจะได้ เป็นคนพูดน้อยและหน้าตายครับ ไม่เคยยิ้มและหัวเราะเลย แต่แปลกมากเขาเขียนเรื่องให้ใครอ่านแล้วหัวเราะเอิ้กอ้ากไปตามกัน เป็นนักเขียนชั้นสูงคนหนึ่ง"

"ชั้นสูง " คุณหญิงวาดทวนคำ

"ครับ ชอบขึ้นไปนั่งแต่งเรื่องบนยอดภูเขาทอง เคยถูกตำรวจดับเพลิงไล่ลงมาบ่อยๆ ไม่มีใครคัดค้านหรือครับ ถ้ายังงั้นก็หมายความว่าที่ประชุมลงมติให้ซื้อเรื่อง "งูงวงช้าง" มาสร้างหนังตลกของเรา เอาละครับปิดประชุมกันที ประเดี๋ยวผมจะไปหา "งูงวงช้าง" ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แกอยู่เสมอแหละครับไม่ใคร่ไปไหน ผมรู้จักคุ้นเคยกับแกมานานแล้ว"

พวกกรรมการและหุ้นส่วนต่างลุกขึ้นยืนและส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันบ้าง แล้วทุกคนก็ทยอยๆ กันออกไปจากห้องรับประทานอาหาร คงเหลืออาเสี่ยกิมหงวนกับจำรูญ หนวดจิ๋มเท่านั้น

"เดี๋ยว คุณจำรูญ อย่าพึ่งไป"

"ครับ ยังไม่ไปหรอกครับ ต้องเบิกค่ารถเสียก่อนตามระเบียบ ผมจะได้รีบไปหาสาหัสกับ พูลสวัสดิ์ ถ้ายังไงรับตัวเขามาเซ็นสัญญากับอาเสี่ยเลย"

ประธานอำนวยการของบริษัท หรือผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทฮาไว หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมา

"คุณจะเบิกค่ารถสักเท่าไรล่ะ"

จำรูญนิ่งคิดแล้วยกมือขึ้นนับ

"อ้า สัก ๕๐๐ บาทก็เห็นจะพอครับเสี่ย ขาดเหลือผมออกให้"

"ยังงั้นคุณเอาไป ๑,๐๐๐ บาทก็แล้วกัน"

"โธ่ มากไปครับเสี่ย"

"มากไปไหงแบมือล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ มันเคยตัวครับ"

เสี่ยหงวนส่งเงินให้จำรูญ ๑,๐๐๐ บาท แล้วยกมือขวาตบบ่าซ้ายจอมตลกด้วยความรัก

"ช่วยผมหน่อยนะจำรูญ หนังตลกของเราเรื่องนี้แหละจะต้องทำเงินล้าน นั่งคุยกันอีกสักสองสามนาทีเถอะคุณ คุณช่วยตรวจดวงให้ผมอีกทีซิ คุณพูดเมื่อสองสามวันนี้เองว่าดาวหางดวงใหม่ที่นักดาราศาสตร์พบเห็นเมื่อเร็วๆ นี้จะทำให้ดวงชะตาของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไป คนที่รุ่งเรืองมีโชควาสนาอาจจะย่อยยับอับจนหรือเสียชีวิต คนที่ตกต่ำยากจนอาจจะร่ำรวยหรือประสบโชคลาภอย่างมหาศาล ฟังคุณพูดวันนั้นแล้วรู้สึกสนใจ"

จำรูญ หนวดจิ๋ม โหราจารย์ชั้นดีกับเสี่ยหงวนต่างทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้คนละตัว จำรูญเปิดกระเป๋าเอกสารของเขา หยิบกระดานชนวนและช็อล์คแท่งหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะรับประทานอาหารโต๊ะนั้น

เขาเก๊กหน้าและเต๊ะท่าให้เหมือนกับพิเภกจอมโหร ซึ่งเป็นแว่นแก้วของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ แล้วจอมตลกก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"อาเสี่ยเชื่อผมเถอะครับ มนุษย์เราย่อมอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงดาว ใจอาเสี่ยคิดว่าจะไม่ให้แต่แล้วอาเสี่ยก็ต้องให้อย่างน้อย ๒๐ บาท"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"คุณหมายความว่ากระไรผมไม่เข้าใจ"

"ก็หมายความถึงดาวไถน่ะซีครับ มันไม่มีอิทธิพลก็เหมือนมีอิทธิพล อาเสี่ยคงไม่ปฏิเสธว่าเดือนหนึ่งๆ อาเสี่ยต้องบริจาคเงินให้พวกดาวไถทั้งหลายไปไม่ใช่น้อย"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"เป็นความจริงคุณจำรูญ พวกดาวไถมีญาณวิเศษในตัว เขารู้ดีว่าวันหนึ่งๆ ผมจะไปไหนบ้าง พอรถหยุดผมก้าวลงจากรถเขาก็ปรี่เข้ามายกมือไหว้ทักทาย แล้วกระซิบกระซาบขอ ๒๐ อ้ายผมจะบอกเขาว่าไม่มีมันก็ไม่เป็นความจริง ต้องจ่ายให้เขา แต่ก็เตือนเขาว่าอย่าบ่อยนักถ้าผมกำลังหัวเสียผมเตะเอาง่ายๆ เขาว่ายังไงรู้ไหม เขาบอกว่ามหาเศรษฐีอย่างผมมักจะอารมณ์ดีตลอดวัน อ้า คุณช่วยตรวจดวงผมอีกทีเถอะนะ ดูให้ละเอียดซิว่าอ้ายดาวหางดวงนี้ที่นักดาราศาสตร์เห็นในราวสามเดือนที่แล้วมามันจะทำให้ผมเกิดยุ่งยากเดือดร้อนอะไรบ้าง หนังเรื่องที่สองของเราจะเป็นยังไง แล้วก็เด็กสาวเสมียนที่ธนาคารของผมน่ะจะเสร็จผมไหม"

จำรูญหัวเราะ

"ข้อหลังนี่ไม่ต้องดูก็ได้ครับ ในเมื่ออาเสี่ยเป็นประธานอำนวยการธนาคาร "สี่สหาย" และคุณหนูคนนั้นทำงานกินเงินเดือนของอาเสี่ยก็อุปมาเหมือนลูกไก่ที่อยู่ในกำมือแล้ว อาเสี่ยปล่อยไปก็รอด ถ้าอาเสี่ยบีบนิดเดียวก็ขี้รดมืออาเสี่ย"

กิมหงวนทำหน้าชอบกล

"เขาไม่ได้ว่ายังงั้นหรอกคุณจำรูญ เขาว่าเปรียบเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด"

"ถูกละครับ บีบแป๊ดเดียวก็ตาย แต่ว่าขี้แตกตายไม่ได้ตายเฉยๆ ไม่เชื่ออาเสี่ยลองหาลูกไก่มาสักตัว แล้วลองบีบดูซีครับ แป๊ด...ตายเลยแต่ขี้รดมืออาเสี่ยด้วย"

"เอาละ เรายุติพูดเรื่องไก่กันก่อน ผมอยากรู้โชคชะตาของผม คุณน่ะดูแม่นจริงๆ นะให้ดิ้นตาย ความจริงผมไม่ใคร่เลื่อมใสในเรื่องโหราศาสตร์ เตี่ยผมเคยสอนผมว่าอย่าเชื่อหมอดูเพราะหมอดูคู่กับหมอเดา แต่คุณทำให้ผมศรัทธาเลื่อมใสในตัวคุณ คุณพยากรณ์ได้แม่นราวกับตาเห็น อ้าว เอามือเกาะเก้าอี้ทำไมน่ะ"

จำรูญยิ้มให้

"ตัวผมมันกำลังจะลอยขึ้นเพราะคำยอของอาเสี่ยครับ ผมน่ะไม่อยากจะอวดอาเสี่ยเลย แต่มันก็เป็นความจริงที่ผมเรียนวิชาโหราศาสตร์ตำราเดียวกับพิเภก นอกจากผมก็มีคุณพระโหราธิบดีบิดาของศรีปราชญ์อีกคนหนึ่งที่เรียนตำราเดียวกัน"

"เอาละครับ คุณตรวจดวงชะตาให้ผมเถอะ ขืนพูดกันก็ไม่หมดเรื่องเพราะคุณช่างพูดเสียด้วย"

จำรูญว่า "ขอดวงของอาเสี่ยให้ผมเถอะครับ"

กิมหงวนล้วงกระเป๋าหลังกางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออก แล้วหยิบกระดาษสี่เหลี่ยมสีขาวชิ้นหนึ่งที่สอดไว้ในซอกกระเป๋าส่งให้โหราจารย์จอมตลกซึ่งมีความรู้รอบตัวสารพัด กระดาษชิ้นนี้คือดวงของเสี่ยหงวน ซึ่งจำรูญได้เขียนไว้ให้ด้วยวิธีการคำนวณวันเดือนปีเวลาตกฟากตามแบบดวงทั้งหลาย คนสำคัญทุกคนมักจะมีดวงประจำตัวที่อาจารย์หรือโหรประจำตัวของเขาผูกไว้ให้ เมื่อต้องการอยากทราบโชคเคราะห์ก็เอาดวงให้อาจารย์หรือโหรตรวจสอบโชคชะตาดู ก็จะได้รับคำตอบโดยเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาผูกดวงอีก

จำรูญวางดาวของเสี่ยหงวนลงข้างกระดาษชนวนแล้วเขียนตัวเลขที่เรียกกันว่าหางเลขลงบนกระดานอย่างรวดเร็ว ขีดเส้นเป็นตารางหรือกร๊าฟ ทำปากหมุมหมิบบวกลบคูณหารในใจ แล้วก็ยกนิ้วมือขึ้นนับ ท่าทางของเขาราวกับหมอดูชั้นดีแถวโคนต้นมะขามสนามหลวง สักครู่จอมตลกเอกหรือดาวตลกที่ไม่เคยอับแสงก็มองดูหน้าอาเสี่ยด้วยแววตาเศร้าๆ

"แย่หน่อยครับอาเสี่ย ดาวหางดวงนี้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาอาเสี่ยแน่ๆ และผมหมายถึงคนสำคัญทั่วโลก ดาวหางดวงนี้ไม่เคยปรากฏให้เราเห็นเลย เป็นดาวหางดวงใหม่ที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยปีแสง มีขนาดโตเกือบเท่าพระอาทิตย์ เฉพาะหางของมันยาวกว่าล้านไมล์เชียวนะครับ นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้ค้นพบมันจากกล้องดูดาวของเขา มันมาปรากฏให้เราเห็นไม่กี่วันก็จากไป ตอนนั้นดูเหมือนกลางเดือนกันยายน ต่อมาก็มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเริ่มต้นด้วย โงดินเดียมถูกคณะปฏิวัติยิงเท่งทึงไป หลังจากนั้นในไม่ช้าท่านเคนเนดี้ก็ถูกคนร้ายลอบยิงตายไปอีกคนหนึ่ง ในที่สุดประเทศไทยเราก็ต้องเสียท่านนายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ แล้วเมื่อวานนี้เองเราก็ทราบข่าวว่า พระองค์เจ้า จุลจักรพงษ์ซึ่งเป็นเจ้านายคนสำคัญพระองค์หนึ่งของเราสิ้นพระชนม์ไป ทีนี้ถึงอาเสี่ยละครับ"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือกอ้าปากหวอ

"คุณหมายความว่าผมจะมีอันเป็นเท่งทึงในวันสองวันนี้หรือครับ"

"มิได้ครับ ชาตาชีวิตของอาเสี่ยแข็งมาก แข็งเหมือนหินทีเดียว ด้วยกุศลผลบุญของอาเสี่ยจะช่วยให้อาเสี่ยรอดพ้นจากความเจ็บไข้หรือความตาย ชะตาแข็งจริงๆ ครับ แต่พระพฤหัสนี่ทำให้งานขลุกขลักหรือมีอุปสรรค งานก็คือการสร้างหนังเรื่องที่สองของอาเสี่ยนั่นเอง พระพฤหัสจะอยู่จนถึงสิ้นเดือน ๖ คือเดือนพฤษภาคม"

"เอ-ถ้ายังงั้นคุณช่วยไล่เตะพระพฤหัสไปจากผมทีไม่ได้หรือ ผมไม่ได้เชื้อเชิญให้มาอยู่ในร่างผมนี่นา"

จำรูญหัวเราะเบาๆ

"ท่านมีตัวมีตนเมื่อไหร่ล่ะครับ ตามตำราโหราศาสตร์เป็นไปเช่นนั้น พระพฤหัสออกแล้วพระอังคารเสวยอายุอาเสี่ยสองปี ตอนนั้นจะทำงานใหญ่โตอะไรก็เกิดมรรคผล ระหว่างนี้ขลุกขลักมากครับ สงสัยว่าหนังไทยเรื่องที่สองอาจจะต้องใช้เวลาถ่ายทำหลายเดือนกว่าจะเสร็จ"

กิมหงวนชักฉิว

"จะขลุกขลักอย่างไรในเมื่อผมมีเงินจ่ายสดงดเชื่อ"

"เรื่องมีเงินไม่มีเงินไม่สำคัญครับ คนเราถ้าชะตามันยุ่งยากขลุกขลักละก้อมันให้มีเรื่องยุ่งยากไปทั้งนั้น ถ้าดวงดีชะตาพุ่งไม่มีสตางค์ติดกระเป๋าแม้แต่บาทเดียวก็ยังมีคนออกเงินแสนให้ทำหนัง"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น เขาจ้องมองดูจำรูญซึ่งกำลังเก็บกระดาษชนวนและช็อล์คเข้ากระเป๋าเอกสาร เมื่อจอมตลกคืนดวงให้เขา อาเสี่ยก็กล่าวว่า

"เรื่องดวงชะตาฝืนไม่ได้จริงๆ หรือคุณจำรูญ"

"ฝืนยากครับ ดวงชะตาก็คือพรหมลิขิต เราจะฝืนมันได้อย่างไร อย่างผมยังงี้ดวงชะตาบังคับให้ผมไปนวดตัวอาบน้ำคืนวันนี้ที่สถานนวดตัวบางกะปิ ผมก็ต้องไปตามดวงของผมที่กะกำหนดไว้เดือนละสองครั้ง"

"อือ ยังงั้นตอนเย็นคุณมาที่นี่อีกทีซิ จะได้ไปด้วยกันกับผม ดวงของผมก็ควรจะเป็นอย่างคุณเหมือนกัน ว่าแต่ว่าเรามาพูดเรื่องสร้างหนังกันเถอะ ถึงแม้คุณยืนยันว่าจะมีเรื่องขลุกขลักต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสร้างเสร็จผมก็ต้องทำ คุณต้องรีบติดต่อหาตัวละครให้ได้ เราจะเริ่มลั่นกล้องในวันศุกร์ที่ ๑๐ มกราคมนี้แน่นอน อะไรขลุกขลักผมจะเอาเงินทุ่ม ที่ไหนง้างไม่ออกผมจะเอาเงินง้าง ให้มันรู้ไปว่ามหาเศรษฐีอย่างผมสร้างหนังไม่สำเร็จ ผมจะให้ค่าจ้างดาราตลกที่มาร่วมแสดงแพงที่สุดและทำสัญญาผูกมัดให้แข็งแรง ถึงเวลาถ่ายก็ต้องถ่าย ส่วนเงินค่าตัวผมจ่ายให้ก่อนครึ่งหนึ่ง เฉพาะค่ารถจ่ายให้คนละ ๓๐๐ บาทต่อวัน ใครไม่เล่นหนังให้ผม จะไปเล่นตะลุงก็ตามใจ"

"ตกลงครับ ผมช่วยอาเสี่ยเต็มที่ ครึ่งวันผมมาทำงานให้อาเสี่ย แล้วอีกครึ่งวันผมไปทำงานให้ธนาคารออมสิน อย่าว่าอะไรผมเลยครับดวงผมเป็นอย่างนั้น"

ทั้งสองต่างลุกขึ้นแล้วพากันเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหารทางเฉลียงหลังตึก คำพยากรณ์ของจำรูญทำให้อาเสี่ยเริ่มหงุดหงิดใจอีกแล้ว เขาพยายามบอกตัวเองว่าจำรูญอาจจะทำนายผิดพลาดก็ได้"

การเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องที่สองของบริษัท "เฉลิมมิตร ภาพยนตร์" ได้ เป็นไปอย่างเร่งร้อนด้วยความใจร้อนของผู้อำนวยการสร้าง เสี่ยหงวนได้ซื้อลิขสิทธิ์บทประพันธกรผู้ ยิ่งใหญ่คนหนึ่งผู้ใช้นามปากกาว่า "งูงวงช้าง" ซึ่งนักอ่านทั่วประเทศรู้ดีว่า "งูงวงช้าง" เป็นนักเขียนเรื่องตลกยอดเยี่ยม เพราะเพียงแต่เห็นนามปากกาของเขาที่หน้าปกหนังสือ คนอ่านก็ต้องยิ้มแล้ว เรื่องที่ซื้อมาคือเรื่อง "สามเกลอตรวจราชการ" เป็นหัสนิยายขนาดยาวพิมพ์จำหน่ายถึง ๑๐ ครั้งๆ ละสองล้านเล่ม อย่างไรก็ตามเสี่ยหงวนซื้อลิขสิทธิ์ได้ถูกมากเพียง ๒,๕๐๐ บาทเท่านั้น การซื้อขายได้กระทำกันหลังศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนั่นเอง ที่ขายถูกเพราะ ขุนเห็ด ผิวหิด ประพันธกรอาวุโสผู้ใช้นามปากกาว่า "งูงวงช้าง" พออกพอใจที่ได้เห็นเสี่ยหงวนกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อหลักเมืองของเขา

เสี่ยหงวนใช้เวลาเพียงสองวันเขียนบทภาพยนตร์ หรือที่เรียกกันโก้ๆ ว่าสคริปต์ เขียนเสร็จก็พิมพ์โรเนียวเป็นชุดๆ นับร้อยชุดเตรียมไว้แจกจ่ายตัวละครและเจ้าหน้าที่ถ่ายทำบางคน

เงินคือแก้วสารพัดนึก

กิมหงวนได้ทุ่มเทเงินในการสร้างภาพยนตร์เรื่องที่สองของเขาด้วยเงินแสน โดยตั้งงบประมาณไว้ ๖๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์สีธรรมชาติ ๑๖ มม. เรื่อง "สามเกลอตรวจราชการ" จากหัสนิยายอันลือชื่อของประพันธกรชั้นสูงผู้ใช้นามปากกาว่า "งูงวงช้าง" ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำแบบหนังเงียบและจะใช้นักพากย์ผู้ยิ่งใหญ่สองคนตายายคือ รุจิรา กับ มารศรี พากย์ ซึ่งเสี่ยหงวนได้ตกลงกับหม่อมรุจิราเกลอเก่าของเขาไว้เรียบร้อยแล้ว

หนังสือพิมพ์รายวันและนิตยสารรายสัปดาห์ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์และทีวี. ต่างเสนอข่าวการเคลื่อนไหวของบริษัท "เฉลิมมิตร ภาพยนตร์" ซึ่งจะเริ่มประเดิมกล้องเรื่อง "สามเกลอตรวจราชการ" ในตอนสายวันศุกร์ที่ ๑๐ มกราคม เวลา ๑๑.๐๐ น. ตรง พระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงองค์หนึ่ง คือหลวงพ่อโกยจะได้มาทำพิธีเจิมกล้องถ่ายภาพยนตร์และประพรมน้ำพระพุทธมนตร์ที่โรงถ่ายหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ในวันนั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเสร็จในวันพุธที่ ๘ มกราคม ศาสตราจารย์ดิเรกยอมเสียเวลาเพียงครึ่งวันไปติดตั้งไฟฉายและไฟราวเบื้องบนของฉากอินดอร์คือฉากภายใน สถานที่การถ่ายทำจะเริ่มฉากอินดอร์ก่อน ถ่ายไปทีละฉากจนกว่าจะหมดถึงจะถ่ายฉากเอ๊าท์ดอร์ ซึ่งการถ่ายทำสะดวกกว่าและง่ายกว่า เพราะใช้แสงแดดไม่ได้ใช้แสงไฟฟ้า นายพลดิเรกตรวจและซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเรียบร้อย ส่วนกล้องถ่ายภาพยนตร์ ขนาด ๑๖ มม. นั้นเป็นกล้องแบบ "ดิเรก" คือเขาสร้างขึ้นเอง ถ่ายภาพได้แจ่มใสชัดเจนดีกว่ากล้องถ่ายภาพยนตร์ทั้งหลาย มีเล็นซ์พิเศษหลายเล็นซ์และเครื่องอุปกรณ์มากมายถ่ายด้วยไฟฟ้าแบ๊ตเตอรี่แห้งไม่ต้องเสียเวลาใช้มือไขลาน การถ่ายหนังเงียบเป็นงานง่ายๆ สำหรับจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ เขารับรองกับเสี่ยหงวนว่าภาพยนตร์เรื่อง "สามเกลอตรวจราชการ" จะเป็นหนังไทยที่สวยงามที่สุด ชัดเจนแจ่มใส หากเป็นภาพโคลสอั๊ปก็จะเห็นขนจมูกตัวละครหรือขนคิ้วขนตาก็จะเห็นเป็นเส้นๆ

ในที่สุด วันศุกร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๐๗ ก็ผ่านมาถึง

วันนั้นโรงถ่ายภาพยนตร์ "เฉลิมมิตร" เปิดแต่เช้า คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้ร่วมมือกันกระทำพิธีทางศาสนามีการสวดมนตร์เย็นเมื่อวานนี้ และถวายภัตตาหารเช้าแก่พระภิกษุสงฆ์ ๙ รูป ซึ่งองค์หนึ่งคือหลวงพ่อโกยพระอาจารย์ผู้ชราภาพ ๗๐ เศษ และมีชื่อเสียงโด่งดังมาก นอกจากถวายภัตตาหารแก่พระคุณเจ้าแล้วยังมีการตักบาตรด้วย พระภิกษุสงฆ์ทั้ง ๘ รูปลา กลับวัดเมื่อเวลา ๘.๓๐ น. คงเหลือหลวงพ่อโกยองค์เดียวซึ่งหลวงพ่อได้ใช้เวลาเกือบชั่วโมงทำน้ำพระพุทธมนตร์ประพรมบรรดากรรมการและหุ้นส่วนของบริษัท "เฉลิมมิตร" และใช้น้ำมนตร์ของท่านพรมโรงถ่ายโดยทั่ว หลังจากนั้นหลวงพ่อโกยก็เจิมกล้องถ่ายภาพยนตร์ทำให้ทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นมาก

ก่อนที่เจ้าแห้วจะขับรถพาหลวงพ่อไปส่งวัด หลวงพ่อได้กล่าวกับบรรดาหุ้นส่วนและกรรมการที่ออกมาส่งท่าน และยืนจับกลุ่มกันอยู่ข้างรถคาดิลแล็คเก๋ง

"ขอให้โชคดีทำงานได้ผลสมความปรารถนาเถิด งานสร้างภาพยนตร์ของพวกคุณขออย่าให้มีอะไรขัดข้องหรือมีอุปสรรคเกิดขึ้นเลย"

ทุกคนต่างประนมมือไหว้พระอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด อาเสี่ยกล่าวกับหลวงพ่อโกยอย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณมากครับหลวงพ่อ มีอะไรที่หลวงพ่อจะกรุณาเตือนเราบ้างไหมครับ"

หลวงพ่อยิ้มเล็กน้อย

"ก็ไม่มีอะไรหรอกคุณ นอกจากว่าฤกษ์เริ่มงานคือเดินกล้อง ขอให้เป็นไปตามที่อาตมาให้ไว้ ๑๑ นาฬิกา กับ ๙ นาที"

"ครับ เราจะเริ่มถ่ายหนังตามฤกษ์ของหลวงพ่อ"

"เจริญพร อาตมาลาก่อน ขอให้ทุกคนเป็นสุขๆ อายุ, วรรโณ, สุขัง, พลัง"

ทุกคนต่างกระพุ่มมือไหว้หลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อก้าวขึ้นไปนั่งตอนหลังรถ เจ้าแห้ว จัดแจงปิดประตูเรียบร้อย แล้วพาลูกศิษย์ของหลวงพ่อขึ้นไปนั่งตอนหน้ารถพร้อมด้วยบาตรและปิ่นโตของหลวงพ่อซึ่งบรรจุอาหารจนเต็มบาตรและปิ่นโต ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็นำรถคาดิลแล็คเก๋งแล่นไปจากถนนข้างโรงถ่ายออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

เสี่ยหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวขึ้นว่า

"พึ่งสามโมงครึ่งเท่านั้น เรายังมีเวลาอีกชั่วโมงครึ่ง ประเดี๋ยวพวกตัวละครก็คงมาเพราะคุณจำรูญเขาเอารถไปรับแล้ว เข้าใจว่าไม่มีอะไรขลุกขลักแน่นอน เราขึ้นไปพักผ่อนบนตึกก่อนดีกว่า สี่โมงกว่าๆ ค่อยลงมาที่โรงถ่าย" พูดจบเขาก็ยกมือตบหลังศาสตราจารย์ดิเรก "แกต้องช่วยกันเต็มที่นะหมอ"

"อ๋อไร๋ รับรองว่ากันจะถ่ายให้ดีที่สุด กันติดตั้งกล้องไว้บนเครนเรียบร้อยแล้ว"

"ดีมากหมอ แกใช้ฟิล์มสียี่ห้ออะไร"

ศาสตราจารย์ดิเรกสั่นศีรษะ

"เรื่องนี้แล้วแต่แก กันเป็นแต่คนถ่ายเท่านั้น ประเดี๋ยวขึ้นไปบนตึกเอาฟิล์มหนังมาให้กันด้วย"

เสี่ยหงวนนัยน์ตาเหลือก

"อ้ายหมอ" เขาตะโกนลั่น "หมายความว่าแกยังไม่ได้ซื้อฟิล์มมารึ"

"อ๋อไร๋ ไม่ใช่เรื่องของกันนี่หว่า"

"โอ๊ย-อ้ายหมอเอากูแล้ว มีเวลาอีกชั่วโมงครึ่งจะไปซื้อที่ไหนทันวะ ตอนนี้ฟิล์มหนังก็ขาดตลาดด้วย"

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก

"อย่าเอะอะไปหน่อยเลยวะ ฉันล้อแกเล่นน่ะ ฟิล์มสีของฉันมีตั้งร้อยม้วน เท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว มะรืนนี้บริษัทเขาจะส่งมาให้ฉันอีก ๒๐๐ ม้วน หนังของเราถ้าไม่ดีต้องรีเท็คอย่าไปเสียดายฟิล์ม"

เสี่ยหงวนถอนหายใจโล่งอกท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใคร

"แกพูดเล่นแต่ทำให้ฉันแทบช็อค มีอย่างที่ไหนวะ หนังจะเริ่มถ่ายประเดิมกล้องเอาฤกษ์เอาชัยดันบอกได้ว่าฟิล์มไม่มี"

นันทากล่าวขึ้นดังๆ

"นั่นใครนั่งแท็กซี่มาโน่นคะ"

ทุกคนต่างมองตามสายตานันทา คุณหญิงวาดพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณอบ บุญติด ผู้แสดงเป็นตัวพ่อของคุณพูลสวัสดิ์"

มอริสเก๋งป้ายสีเหลืองคันนั้นแล่นมาหยุดริมถนนข้างโรงถ่าย สุภาพบุรุษเจ้าของร่างสูงชะลูดแบบเดียวกับเสี่ยหงวนพาร่างในวัยชราภาพของเขาลงมาจากรถพร้อมด้วยกระเป๋าเครื่องแต่งหน้าใบหนึ่ง เขาแต่งกายสะอาดเรียบร้อยและภาคภูมิเหมือนเช่นเคย สวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เชิ้ทแขนยาวสีขาวผูกโบว์หูกระต่าย อบเป็นคนแก่ที่ทันสมัยตลอดกาล

จอมศิลปินผู้สูงอายุส่งธนบัตรราคา ๑๐ บาทหนึ่งฉบับให้คนขับรถแล้วเดินเข้ามาหาบรรดา หุ้นส่วนและกรรมการของบริษัทภาพยนตร์ "เฉลิมมิตร" อบหยุดยืนประนมมือไหว้ทั้งๆ ที่เขาหิ้วกระเป๋าเล็กๆ อยู่ในมือซ้ายของเขา

"สวัสดีขอรับ สวัสดีทุกๆ ท่าน"

ทุกคนต่างรับไหว้เขาและมองดูเขาอย่างชื่นชม เสี่ยหงวนปราดเข้าไปยื่นมือให้จับ

"คุณจำรูญเขาเล่าให้ผมฟังว่า คุณเป็นศิลปินคนหนึ่งที่เคารพตัวเองและรักษาเวลาอย่าง เคร่งครัด คุณไม่เคยมาช้ากว่าที่นัดเลย นี่เรานัดพร้อมกัน ๑๐.๐๐ นาฬิกา คุณมาก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง"

อบหัวเราะเบาๆ

"คนเราถ้าผิดนัดหรือไม่ตรงต่อเวลา ใครๆ เขาก็เอือมระอาไม่อยากคบ ศิลปินชั้นดีที่อับแสงไปมีจำนวนหลายคนเพราะเขาไม่รักษาเวลาและผิดนัดเสมอ" พูดจบอบก็ก้มศีรษะให้ศาสตราจารย์ ดิเรก "กู๊ดมอนิ่ง ด๊อคเต้อร์"

ดร. ดิเรกยิ้มให้

"มอร์นิ่ง คุณอบ แฮฟ ยู แฮ้ด ยัว เบรคฟาสท์"

"เยส, ไอ แฮฟ, แท้งคิว เซ่อร์"

เสี่ยหงวนกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ขึ้นไปพักผ่อนกันบนตึกเถอะครับ ผมจะพาคุณอบเข้าไปในโรงถ่ายแล้วประเดี๋ยวผมจะตามขึ้นไป"

สี่นางกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดพร้อมด้วย พล, นิกร, และนายพลดิเรกต่างพากันเดินตรงไปยังตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ส่วนเสี่ยหงวนผู้อำนวยการสร้างพา อบ บุญติด เข้าไปในโรงถ่ายภาพยนตร์ให้การต้อนรับศิลปินอาวุโสอย่างดีที่สุดที่ได้มาร่วมแสดงภาพยนตร์ตลกเรื่อง "สามเกลอตรวจราชการ" ซึ่งผู้แสดงนำและตัวประกอบทั้งชายหญิงก็ล้วนแต่เป็นดาราตลกที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่รวมศิลปินตลกแทบทุกคน

พ.อ. กิมหงวน กลับขึ้นไปบนตึกใหญ่ก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. เล็กน้อยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อาเสี่ยนั่งรวมกลุ่มสนทนากับเพื่อนเกลอทั้งสามและสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก คุณหญิงวาดบอกกับเสี่ยหงวนว่าอาหารกลางวันสำหรับเลี้ยงตัวละครเที่ยงวันนี้มีข้าวมันส้มตำแกงไก่เนื้อผัด แล้วก็สะเต๊ะไก่ ส่วนของหวานก็มีผลไม้และไอสกรีมตราจิงโจ้ ขณะนี้ เจ้าแห้วกลับมาจากส่งหลวงพ่อโกยแล้ว เขากำลังเสิร์ฟเครื่องดื่มให้เจ้านายของเขา เจ้าแห้วรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่นายพลดิเรกแต่งตั้งให้เจ้าแห้วเป็นผู้ช่วยของเขาในการถ่ายหนังเรื่อง "สามเกลอตรวจราชการ" อย่างน้อยเขาก็จะมีชื่อในไตเติลว่าเขาเป็นผู้ช่วยช่างถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้

เสียงรถยนตร์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" และกดแตรเสียงสั้นยาว ทุกคนจำเสียงแตรเบ๊นซ์เก๋งของศาสตราจารย์ดิเรกได้ เสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"คุณจำรูญมาแล้ว แกออกไปดูซิว่าเขารับใครมาบ้าง"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้ววิ่งเหยาะๆ ออกไปทางหน้าตึก สักครู่ก็กลับเข้ามารายงานให้อาเสี่ยทราบ

"รับประทานรับมาสองคนครับ คุณสาหัสกับคุณพูลสวัสดิ์"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ก็ครบตัวที่จะเข้าหน้ากล้องตอน ๑๑.๐๐ น. วันนี้แล้ว เห็นจะไม่มีอะไรขลุกขลักแน่นอน"

เบ๊นซ์ ๒๒๐ คันใหม่เอี่ยมคลานมาหยุดหน้าบันไดตึกพอดี ต่อจากนั้นจำรูญก็พาศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคนเข้ามาในห้องโถง สาหัส บุญ-หลงกับ พูลสวัสดิ์ ธีมากร นั่นเอง โดยเฉพาะสาหัสเป็นศิลปินรุ่นอาวุโสแสดงได้ทุกบททุกบาท เขามีอายุใกล้จะถึงวัยดึกแล้ว แต่ก็ยังสดชื่นแข็งแรง ท่าทางเหมือนคุณหลวงหรือคุณพระอะไรคนหนึ่ง ทั้งสองแต่งกายแบบสุภาพชน แต่สาหัสหิ้วกรงนกเขามีผ้าคลุมมากรงหนึ่ง

ทั้งสาหัสและพูลสวัสดิ์ต่างยกมือไหว้บรรดาหุ้นส่วนและกรรมการของบริษัท "เฉลิมมิตร ภาพยนตร์" โดยทั่วหน้ากัน พล พัชราภรณ์ กล่าวทักทายในฐานที่เขาเป็นเจ้าของบ้าน

"เชิญนั่งครับคุณสาหัสและคุณพูล นั่งคุยกันก่อน ประเดี๋ยวค่อยไปโรงถ่ายมีเวลาอีกชั่วโมงกว่าครับ"

จำรูญกับสาหัส และพูลสวัสดิ์ต่างนั่งรวมกันบนโซฟาตัวใหญ่ สาหัสค่อยๆ วางกรงนกเขาชวาลงบนพื้นห้อง

"เอานกเขามาให้ผมหรือครับ" กิมหงวนถามยิ้มๆ

สาหัสสะดุ้งเล็กน้อยแล้วฝืนหัวเราะ

"มิได้ครับ"

"อ้อ ถ้ายังงั้นคุณคงพึ่งซื้อมาเลยเอามาโรงถ่ายด้วย"

"เปล่าครับ ผมเอามาจากบ้าน นกตัวนี้ผมรักยิ่งกว่าลูกผมอีก ไปไหนต้องไปด้วยกันครับ ไปดูหนังไปดูมวยหรือไปเล่นหนังเล่น ทีวี. ผมต้องเอามันไปกับผม ความรักและความเป็นห่วงมันนั่นเองแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มสนใจทันที

"เสียงดีหรือคุณ"

"แน่ครับใต้เท้า พูดภาษาคนรู้เรื่องเสียด้วยซีครับจะไม่ให้ผมรักอย่างไร มีอาเสี่ยคนหนึ่งให้ผมตั้งแสน ผมเกือบจะตัดใจขายมันไปแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"คุณคงเสียดายมันเลยไม่ขาย"

"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับคุณนิกร เงินตั้งแสนมันมากกว่าราคานกตัวนี้ตั้งเยอะแยะ แต่หมอนั่นเขาจะเซ็นเช็คล่วงหน้าให้ผมตั้ง ๒๐ ปีถึงไปเบิกเงินได้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พูลสวัสดิ์ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"นกของพี่หัสตัวนี้เขาแน่จริงๆ ครับ ร้องเป็นเสียงแมวก็ได้"

สาหัสอ้าปากหวอหันมาทางพูลสวัสดิ์

"ใครบอกคุณล่ะ"

"ก็เมื่อกี้นั่งมาในรถผมได้ยินมันร้องเมี้ยวๆ นี่ครับ ให้ดิ้นตายซีเอ้า"

สาหัสทำตาปริบๆ

"เอาอะไรมาพูดนะคุณพูล นกเขาร้องเสียงแมวมีที่ไหน มีแต่แมวร้องเสียงนกเขา" พูดจบเขาก็ยกกรงนกขึ้นวางบนตักแล้วเปิดผ้าคลุมออก

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กันเมื่อทุกคนแลเห็นแมวดำตัวหนึ่งนอนอยู่ในกรงนก

"ตายแล้ว" สาหัสตะโกนสุดเสียง "อ้ายขอดกินนกของผมแล้วเข้าไปนอนอยู่ในกรงแทน โอย...ผมงงไปหมดแล้ว อ้ายขอดมันเข้าไปในกรงนกได้อย่างไร"

กิมหงวนหัวเราะลั่น

"แมวน่ะมันฉลาดครับคุณสาหัส มันรู้จักเปิดประตูกรงนกแล้วมุดเข้าไปรับประทานนกของคุณอย่างสบาย อย่าไปโกรธเคืองมันเลยครับ มันเป็นสัตว์ แมวทุกตัวก็ต้องกินนก นกเขาของผมถูกแมวตะปบคอขาดไปหลายตัว ซื้อมาตัวละหลายพัน บางตัวก็ตั้งหมื่น เผลอไม่ได้ครับ"

สาหัสโกรธจนหน้าเขียว เขามองดูอ้ายขอดซึ่งนอนอมยิ้มอยู่ในกรงนกอย่างหน้าตาเฉย

"ฮึ่ม ดีแล้ว ฉันจะขังแกไว้ในกรงนี้ ให้แกอดข้าวอดน้ำสักสองปี"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"โถ อย่าไปลงโทษมันยังงั้นเลยค่ะคุณสาหัส"

สาหัสบ่นพึมพำวางกรงนก ซึ่งกลายเป็นกรงแมวลงบนพื้นห้อง สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน ในเวลาเดียวกันนั้นเองเจ้าแห้วก็นำเครื่องดื่มมาเสิฟให้จำรูญกับสาหัสและ พูลสวัสดิ์ ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็สนทนากับสาหัสและพูลสวัสดิ์อย่างกันเอง เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุยถึงเรื่องนกเขา สาหัสก็ถูกใจพูดจ้อโดยไม่ปิดจังหวัด

"เลี้ยงนกเขาเพลินดีครับใต้เท้า ค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่าเลี้ยงอีหนูเล็กๆ นกเขาตัวหนึ่งกินข้าวและอาหารผสม ตกอาทิตย์ละบาทกว่าเท่านั้น ค่ากรงอย่างแพงก็ ๔๐ บาทใช้ได้หลายปี ตื่นเช้าฟังมันขันเพลินจังครับ กระผมยอมรับว่ากระผมชอบนกเขาชวามากกว่าสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ซื้อก็ง่ายขายก็คล่องหายก็รู้ ดูก็งามตา"

คุณหญิงวาดยิ้มใช้พูลสวัสดิ์

"เธอเลี้ยงนกเขากับเขาบ้างหรือเปล่าล่ะคุณพูล"

พูลสวัสดิ์ยิ้มอายๆ

"ผมเลี้ยงนกกระจอกครับ"

คุณหญิงวาดหน้าตื่น

"เลี้ยงนกกระจอก เอาใส่กรงไว้อย่างนี้น่ะหรือ"

"เปล่าครับ มันอยู่ในบ้านผมเป็นฝูงๆ ผมมีข้าวสุกเหลือก็โยนให้มันกิน สบายใจครับไม่ต้องคอยบำรุงรักษา ร้องเสียงกวนดีเสียด้วย จ๊อกแจ๊กๆๆ ตลอดวัน บางทีร้องประสานเสียงทีเดียวร้อยตัวผมต้องเอาไม้ซางไล่ยิง"

รถจิ๊ปวิลลี่ของกองทัพบกคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบหน้าบันไดตึกพอดี จอดต่อท้ายรถเบ็นซ์เก๋งของนายดิเรก นายทหารบกในเครื่องแบบปรกติมียศร้อยเอกคนหนึ่ง ก้าวลงมาจากตอนหน้ารถคันนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายทันที

"คงจะมีหนังสือด่วนมาถึงพวกเราอีกแล้ว"

จำรูญพยักพเยิดกับสองศิลปิน

"ไปที่โรงถ่ายดีกว่า จะได้คุยกับพรรคพวกเรา ป่านนี้คงมากันพร้อมแล้ว อีกสักครู่ก็แต่งหน้าได้"

นายพลดิเรกรีบลุกขึ้นเดินออกไปต้อนรับนายทหารแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุดที่รู้จัก คุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี ในเวลาเดียวกันจำรูญก็พาสาหัสกับพูลสวัสดิ์ลุกขึ้นเดินออกไปทางหลังตึก

ศาสตราจารย์ดิเรกพา ร.อ. สุชาติ นายทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่ในวัย ๓๐ เศษซึ่งเป็นคนใกล้ชิดกับหลวงตะลุมบอนฯ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่ไม่ใช่นายทหารคนสนิทเข้าไปในห้องรับแขก เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งเจ้าแห้วให้จัดเครื่องดื่มและบุหรี่ไปต้อนรับ

ในนาทีนั้นเอง นายดิเรกก็ออกมาทางประตูหลังห้องรับแขกซึ่งติดต่อกับห้องโถง ใบหน้าของศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มละไมผิดปรกติ มือขวาของเขาถือหนังสือราชการฉบับหนึ่งซึ่งเป็นหนังสือด่วนมากและลับเฉพาะ

"โชคดีแล้วโว้ยอ้ายหงวน แกโชคดีอย่างมหาศาลทีเดียว"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"หา กันได้เลื่อนยศเป็นพลตรีหรือ"

"โน ที่กันว่าโชคดีก็คือหมายความว่าเราไม่มีโอกาสถ่ายทำหนังเรื่อง "สามเกลอตรวจราชการ"เสียแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ"

เสี่ยหงวนหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม

"นี่น่ะเรอะโชคดี"

"อ๋อไร๋ กันได้รับคำสั่งด่วนจากกองบัญชาการทหารสูงสุด สั่งให้พวกเราขึ้นเครื่องบินเดินทางไปชายแดนในเวลา ๑๕.๓๐ น. วันนี้ เครื่องบินพิเศษจะออกจากดอนเมือง ๑๕.๓๐ น. ตรงและตาม คำสั่งบ่งชัดว่าเราทุกคนต้องเดินทางไปตามคำสั่งนี้เพื่อไปติดตั้งฐานยิงจรวดเตรียมไว้รับมือข้าศึก เพราะข้าศึกได้เคลื่อนทหารสี่กองพลเข้ามาชิดชายแดนเราแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มละไม

"ถ้ายังงั้นเรื่องหนังพักไว้ก่อน เตรียมตัวได้แล้วพวกเรา"

กิมหงวนมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเคืองๆ

"เตรียมตัวยังไงกันครับ ผมตระเตรียมการถ่ายหนังไว้พร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะต้องเริ่มลั่นกล้องตามฤกษ์ในเวลา ๑๑.๐๙ น. ใครไปก็ไปเถอะครับ ผมไม่ไป"

ท่านเจ้าคุณยกมือชี้หน้าเสี่ยหงวน

"แกอย่าลืมว่าแกเป็นทหาร ถึงเป็นนายทหารพิเศษแกก็กินเงินเดือนของกองทัพบก การขัด คำสั่งผู้บังคับบัญชาในระหว่างที่ใช้กฎอัยการศึกเช่นนี้ แกอาจจะมีโทษถึงกับถูกยิงเป้าก็ได้"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น

"ถ้ายังงั้นผมลาออก ผมขอลาออกจากทหารตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"การลาออกจะต้องยื่นใบลาเป็นลายลักษณ์อักษรและจะต้องได้รับอนุญาตเสียก่อนจึงจะ ลาออกได้ สำหรับทหารหรือตำรวจถ้าผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตให้ออกก็ออกไม่ได้ ขืนละทิ้งหน้าที่หรือไม่ทำตามคำสั่งก็ติดตะราง

"แหม" เสี่ยหงวนคราง "อะไรๆ ก็ดูติดตะรางเสียเรื่อย นายทหารเยอะแยะไปไม่ใช่ต้องใช้พวกเรา"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ก็เพราะเรามีความสำคัญและมีความหมายแก่กองทัพบกน่ะซี การถ่ายทำหนังเป็นงานอดิเรกของพวกเรา เราทำกันสนุกๆ ขณะนี้ประเทศชาติที่รักของเรากำลังจะถูกรุกราน ถ้าแกรักชาติเป็นห่วงประเทศชาติของเรา แกก็ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเดินทางไปขึ้นเครื่องบินในเวลา ๑๕.๓๐ น. วันนี้"

พูดถึงประเทศชาติเลือดรักชาติของเสี่ยหงวนก็เดือดพล่านทันที

"เออ จริงของแกโว้ยหมอ งานอื่นไม่สำคัญเท่ากับงานป้องกันประเทศชาติของเรา ไปโว้ย เป็นอันว่าการสร้างหนังเรื่องนี้เลิกล้ม" พูดจบเขาก็หันมาทางนวลลออเมียรักของเขา "นวลกับเพื่อนๆ ช่วยกันจัดการแทนพวกเราด้วยนะ จ่ายเงินค่าตัวให้ตัวละครทุกคนให้ครบตามสัญญา คือจ่ายให้เขาฟรีๆ เพราะเราเลิกล้มกิจการ ส่วนฉากและเครื่องอุปกรณ์ในโรงถ่ายจัดการเลหลังไปให้หมด เฮียกับเพื่อนๆ อาจจะต้องจากบ้านไปนาน และถ้าเกิดรบกันจริงๆ กำหนดกลับก็บอกไม่ได้ เฮียเป็นทหาร เป็นนักรบ เฮียจะต้องถือว่าประเทศเป็นบ้านทหารรั้ว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"เดียวทหารรั้วก็โดนเตะเท่านั้น"

คุณหญิงวาดพูดพลางหัวเราะพลาง

"ตกคำเป็นไปคำหนึ่ง เขาว่าประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้ว พ่อหงวนว่าทหารรั้วก๊อทะหัวล้านน่ะซี"

"กันจะออกไปนั่งคุยกับคุณสุชาติหน่อย เรามีเวลาเตรียมตัวทันถมไป ออกจากบ้าน ๑๓ นาฬิกาก็ทัน ให้อ้ายจวนขับรถไปส่งเราเพราะอ้ายแห้วจะต้องเดินทางไปกับเราด้วย" พูดจบศาสตราจารย์ดิเรกก็ส่งหนังสือลับทางราชการกองทัพบกให้ พ.อ. พล พัชราภรณ์ แล้วพาตัวเข้าไปในห้องรับแขกด้วยความตื่นเต้นยินดีที่เขามีโอกาสไปเตรียมรับมือกับราชศัตรูของเรา ถ้าข้าศึกเคลื่อนกำลังทหารผ่านเส้นพรมแดนเข้ามาเมื่อไร จรวดขีปนาวุธติดตัวรบของนายพลดิเรกก็จะเริ่มต้นถล่มนครหลวง และเมืองสำคัญของข้าศึกให้ราบเป็นหน้ากอง

พลอ่านคำสั่งของท่านนายพลอาวุโส หลวงตะลุมบอนอุตลุดให้ทุกคนฟังมีใจความว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางชายแดนตอนหนึ่งทางภาคอีสานคับขันยิ่ง ประเทศที่ตั้งตัวเป็นศัตรูของไทยได้ส่งกำลังทหาร ๔ กองพลประกอบด้วยรถถังและยานยนตร์เข้าประชิดพรมแดนเราเมื่อตอนเช้าวันที่ ๘ เดือนนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งให้เคลื่อนกำลังทหารทางภาคอีสานหลายจังหวัดรุดไปยังข้าศึกโดยด่วน กองบัญชาการทหารสูงสุดเห็นว่าข้าศึกอาจจะรุกรานประเทศไทยในไม่ช้านี้ จึงให้ พล.ต. ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ พร้อมด้วยคณะออกเดินทางไปติดตั้งฐานยิงจรวดเตรียมใช้จรวดขีปนาวุธติดหัวรบทำลายข้าศึกและให้ออกเดินทางในตอนบ่ายวันนี้ ซึ่งกองบัญชาการทหารสูงสุดได้ติดต่อกับกองทัพอากาศไว้เรียบร้อยแล้ว เครื่องบินพิเศษจะพานายพลดิเรกกับคณะออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองเวลา ๑๕.๓๐ ให้นายพลดิเรกกับคณะปฏิบัติตามคำสั่งด่วนและลับเฉพาะอย่างเคร่งครัด

สี่นางและคุณหญิงวาดหน้าเศร้าไปตามกัน ขณะนี้นายทหารแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุดได้ลากลับแล้ว นายพลดิเรกออกไปส่งเขาที่หน้าตึกจนกระทั่ง ร.อ. สุชาตินั่งรถจี๊บออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" แล้วศาสตราจารย์ดิเรกหัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทยก็กลับเขามาในห้องโถง

"กันเซ็นทราบคำสั่งในสมุดส่งหนังสือเรียบร้อยแล้ว ได้ออกสนามกันอีกละวะพวกเรา ถ้าเกิดรบกันจริงๆ พวกเราอาจจะมีใครเท่งทึงตายจากกันไปบ้าง อ้า-อ้ายกรประนมมือไหว้ใครวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ปลุกหลวงพ่อว่ะ คราวนี้สังหรณ์ใจอย่างไรชอบใจ เราคงได้รบกับมันแน่ๆ "

เสี่ยหงวนถอนใจเฮือกใหญ่

"กันเสียดายงานของกันเหลือเกิน แต่หน้าที่ราชการของเราสำคัญกว่า คุณจำรูญเขาทายแม่นมาก เขาว่าการสร้างหนังเรื่องที่สองของเราจะมีแต่เรื่องขลุกขลัก นึกว่า ๑๑ นาฬิกานี้จะได้ถ่ายประเดิมกล้อง ที่ไหนได้คำสั่งด่วนมาถึงเราสั่งให้เราเดินทางไปชายแดน เรื่องพรหมลิขิตนี่มันแน่โว้ย ถึงจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น เป็นอันว่าเลิกล้มความคิดที่จะทำหนังกันเสียที โรงถ่ายหนังกันจะเปิดเป็นโรงงานทอผ้า ทอผ้าไหมไทยขายดีกว่า เรื่องหนังไทยปล่อยให้พวกนายทุนผู้เชี่ยวชาญเขาทำกันไป เราเป็นพ่อค้าไม่ใช่นักสร้างภาพยนตร์"

พลกล่าวกับเมียรักของเขาเบาๆ

"นันกับเพื่อนๆ ลงไปที่โรงถ่ายหน่อยซีจ๊ะ บอกให้ทุกคนเขารู้ว่าเรากำลังจะเดินทางไปราชการด่วนที่ชายแดน กิจการถ่ายหนังของเราจำเป็นต้องเลิกล้ม แล้วก็ให้คุณนวลจ่ายเงินให้เขาตามสัญญา จ่ายให้หมดทุกคนอย่าให้ติดค้าง"

เสี่ยหงวนพยักหน้าให้นวลลออ

"เอาเงินสดในห้องสักปี๊บซีนะนวล เอาสัญญาลงไปด้วยแล้วขอร้องอย่าพึ่งให้เขากลับ ตอนเที่ยงพวกเราจะแต่งฟอร์มลงไปกินข้าวกับพวกเขาที่โรงถ่าย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นพากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนเพื่อเตรียมเครื่องแบบ นักรบของชาติและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เจ้าแห้วรีบกลับไปยังเรือนพักคนใช้โดยด่วน

๑๐.๓๐ น. วันนั้นเอง คาดิลแล็คเก๋งคันใหญ่ซึ่งขับโดยนายจอนก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" สี่นางกับคุณหญิงวาดและพวกศิลปินทั้งหลายตลอดจนเจ้าหน้าที่ถ่ายทำหนังและคนฉากต่างไชโยโห่ร้องโบกมือให้จนกระทั่งรถเก๋งคันงามเลี้ยวลับไปจากประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์"

จบตอน