พล นิกร กิมหงวน 205 : วันปอดเหล็ก

ตอนพลบค่ำวันนั้น 'บ้านพัชราภรณ์' มีการเคลื่อนไหวกันอย่างผิดปกติ ดร. ดิเรก ณรงฤทธิ์ ได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบโต๊ะจีนขึ้นแบบ โดยไม่ได้บอกเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เขาโทรศัพท์เชิญเจ้าสัวกิมไซ ผู้เป็นลุงของเสี่ยหงวนมาร่วมรับประทานอาหารด้วย

ในราว ๑๘.๐๐ น. เศษ

คณะพรรค ๔ สหาย พร้อมด้วยภรรยาของเขา และเจ้าคุณประสิทธิ์ได้พากันออกมาจากห้องโถง ลงบันไดตึกเดินเข้าไปในสนาม

โต๊ะอาหารแบบโต๊ะจีนสองโต๊ะ ปูผ้าขาวใหม่เอี่ยม มีอักษรจีนและไทยเป็นชื่อภัตตาคาร ตั้งอยู่กลางสนาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ดร. ดิเรก ผู้เป็นเจ้าภาพ ได้เชิญท่านผู้ใหญ่ให้นั่งร่วมกันทางโต๊ะขวามือ และเชิญนันทากับประภานั่งร่วมโต๊ะกับท่านผู้ใหญ่ด้วย ส่วนเขากับ

เพื่อนเกลอทั้งสามและนวลลออกับประไพนั่งโต๊ะซ้ายมือ

นิกรมีสีหน้าชุ่มชื่นผิดปกติ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา

"เนื่องในงานอะไรวะหมอ"

นายแพทย์หัวเราะ

"เปล่า ไม่มีหรอก กันนึกสนุกอะไรขึ้นมาก็สั่งโต๊ะจีนมากินกัน"

"อือ....ถ้ายังงั้นแกพยายามนึกสนุกบ่อยๆ นะ แหม ลาภปากเหลือเกินโว้ย ออกจากสำนักงานผลประโยชน์ของกัน ตั้งใจจะไปดูรักบี้อยู่แล้ว แต่ง่วงนอน เลยกลับมาบ้าน พอดีแกเชิญกินเลี้ยง ลงมือหรือยังล่ะ สมควรแก่เวลาแล้วนี่หว่า"

"ประเดี๋ยวซีโว้ย อย่าตะกละตะกลามให้มากนักเลยน่า"

"เปล่า ไม่ใช่ตะกละ แต่มันอยากกิน กินเสียให้มันเสร็จๆ ไป จะได้รู้แล้วรู้รอด เมื่อใครเขามีธุระปะปัง จะไปไหนก็ไป"

บ๋อยของภัตตาคาร ๒ คน ถือถาดใส่กาน้ำชา และพานแก้วใส่เม็ดกวยจี๊สีแดงเดินเข้ามา จัดวางกาน้ำชากระเบื้อง ถ้วยใบเล็กๆ และใส่เม็ดกวยจี๊ลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วก็กลับไป

พลยิ้มให้นิกรเพื่อนเกลอของเขา

"เม็ดกวยจี๊ยังไงล่ะกร"

นิกรค้อนขวับ พูดเสียงกระชากๆ

"ไม่กินละ ทีอาหารไม่ยกมา"

"เฮ้ยๆ " คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรมาจากโต๊ะของท่าน "โธ่....แกนี่ทำไมถึงตะกละอย่างนี้ฮิ ขายหน้าเจ้าสัวบ้างซี"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ขายละครับ เจ้าสัวท่านไม่ใช่คนอื่น เป็นลุงของผมแท้ๆ " แล้วนิกรก็ยักคิ้วให้ท่านเจ้าสัวกิมไซ "จริงไหมครับ อาแป๊ะ"

เจ้าสัวหัวเราะหึๆ กล่าวกับท่านผู้ใหญ่ท่านสาม

"อานิกองอีเป็งคงซานุกลี พูกอะไรน่าหัวเราะ" พูดจบเจ้าสัวก็คันคอยิบๆ ขยับจะขาก แต่พอเห็นกิมหงวนทำตาเขียวจ้องมองดูอยู่ก็ไม่กล้า

อาเสี่ยยกมือชี้หน้า

"เตือนอาแป๊ะแล้วนะ อย่าขากนะจะบอกให้"

เจ้าสัวชักฉิวก็เอ็ดตะโร

"ใครขากวะ ฉิบหายนี่ ขยับคอนิกเลียวม่ายล่ายเรอะ ชั้นม่ายช่ายนักโทกนะจาบอกให้ จะไล่มาจับตาคอยมองดูชั้น"

กิมหงวนหัวเราะก้าก เจ้าสัวเลยขากเสมหะออกมาแล้วบ้วนทิ้ง

"นี่ อยากหัวเราะเลยขากเสียเลย"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน โดยเฉพาะ ๔ นางว่าเสียงอหาย ขันเจ้าสัวกิมไซที่จีบคอต่อว่ากิมหงวน

รถจักรยานยนต์สามล้อเครื่องคันหนึ่ง แล่นเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้า ทุกคนหันไปมองดูเป็นตาเดียว ผู้ที่นั่งอยู่ในรถสามล้อเครื่องเป็นชายชรา รูปร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดโง้ง แต่งกายรุ่มร่าม มีกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆ ซึ่งเป็นกระเป๋าหวายสาน และชะลอมอีกหนึ่ง

ใบ วางอยู่บนที่รองเท้า

"อุ๊ยตาย! " คุณหญิงวาดอุทานขึ้นดังๆ "พี่เชยมา"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ประไพลุกขึ้นยืนกะเย้อกะเหย่งโบกมือ พลางร้องตะโกนลั่น

"คุณลุงคะ สวัสดีค่ะ"

สามล้อเครื่องหยุดบนถนน ห่างจากโต๊ะอาหารราว ๑๐ เมตร ลุงเชยลุกขึ้นก้าวลงมาจากรถ ยกมือรับไหว้ท่านผู้ใหญ่ และคณะพรรค ๔ สหาย แล้วเดินเข้ามาหา

"อ้อ เจ้าสัว แม่โว้ย ไม่ได้พบกันนาน จำแทบไม่ได้ ตัวเหลืองอ๋อยเป็นปลาดุกย่างเชียวนะ ฮ่ะ ฮ่ะ ถ้าจะแก่แม่ทองคำไปหน่อยละกระมัง"

เจ้าสัวยิ้มแห้งๆ

"สบายดีเรอะ อาเชย"

ลุงเชยหัวเราะ

"ไม่เจ็บไม่ไข้มันก็สบายดีแหละ" และก็หันมาทักทายเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ผมคิดถึงเจ้าคุณจัง วานซืนนี้ไปช่วยงานแต่งงานลูกสาวผู้ใหญ่ผิว ผมเห็นอ้ายคนตีพิณพาทย์หัวมันล้านเจ๊งเหม่ง อดนึกถึงเจ้าคุณทั้งสองไม่ได้เลย นี่มีการดินเนอร์อะไรกันล่ะ บา พอเหมาะจังหวะซะ

ด้วย ได้เรื่องเลย"

คุณหญิงวาดหัวเราะหึๆ

"นั่งซีค่ะ พี่เชย นั่งเก้าอี้ตัวนั้นแหล่ะค่ะ"

ชายชราโบกมือ

"เดี๋ยวๆ ต้องทักทายลูกหลานให้ทั่วเสียก่อน" แล้วลุงเชยก็ยกมือเขย่าศีรษะ นันทากับประภา "ไงอีหมา สบายกันดีเรอะ"

นันท่ยิ้มอ่อนหวาน

"ขอบคุณค่ะ สบายดี คุณลุงมาเยี่ยมพวกเราหรือค่ะ"

"เออ....น้ำมันท่วม อยู่บ้านรำคาญ ฟืนก็ไม่ได้ขาย ลุงก็ถือโอกาสลงมาเยี่ยมพวกเอ็ง เฮ้อ....เห็นหน้าอีหมานันแล้วคิดถึงพ่อเอ็งโว้ย"

คนขับรถสามล้อเครื่องเดินเข้ามาหาชายชรา แล้วพูดนอบน้อม

"คุณลุงครับ ผมจะกลับล่ะครับ"

ลุงเชยหันไปมองดูหน้าชายกลางคน ซึ่งอยู่ในเครื่องแบบสีกรมท่า

"เอ็งจะไปไหนก็ไปซี ข้าไม่ได้ไปหน่วงเหนี่ยวเอ็งไว้นี่นา"

นักขับสามล้อเครื่องหัวเราะ

"คุณลุงยังไม่ได้จ่ายค่ารถให้ผมนี่ครับ"

"อ้าว เออ จริงโว้ย เอ็งจะเอาข้าเท่าไรล่ะ"

"รับ ๘ บาทเท่านั้นแหละครับ"

ชายชราสะดุ้งเฮือก

"จากสะแตแช่นมานี่ เอ็งเอาตั้ง ๘ บาทเชียวเรอะ ช่ะ ช่ะ เอ็งนั่งอยู่บนอานเฉยๆ ไม่เหนื่อยอะไรสักนิด เอาแต่เพียงหกสลึงเป็นยังไง"

คนขับรถอมยิ้ม

"ประทานโทษ ผมไม่ได้กลั่นน้ำมันได้เองนี่ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต หยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง แล้วส่งธนบัตร ๑๐ บาท หนึ่งฉบับให้คนรถ ลุงเชยยิ้มแป้น

"ขอบใจมากเจ้าคุณ ที่ช่วยออกอัฐค่ารถให้" พูดจบชายชราก็เห็นเจ้าแห้วลงมาจากตึก "เฮ้ย....อ้ายหมาแห้ว มานี่โว้ย"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ คุณลุง"

"เออ....สวัสดีมากไอ้แห้ว ดูเอ็งอ้วนท้วนล่ำสันขึ้นอีกเป็นกอง เอากระเป๋ากับชลอมของข้าขึ้นไปไว้บนตึกทีเถอะวะ โน่น....กองอยู่โน่น"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่ง ลุงเชยเดินมาที่โต๊ะ ๔ สหาย กล่าวคำทักทายโดยทั่วหน้า นิกรยกมือขวากอดเอวชายชรา

"คิดถึงคุณลุงจังครับ"

ลุงเชยรู้สึกว่าซองธนบัตรของแกกำลังถูกดึงออกมา ก็รีบตะครุบข้อมือนิกรไว้

"อย่า....อ้ายหมา อย่ามาทำทีเล่นทีจริงแบบหมาหยอกห่านกะข้าหน่อยเลย ข้าน่ะนึกอะไรไม่มีผิด พอเอ็งกอดข้า กระเป๋าสตางค์ของข้าก็ดิ้นได้ทีเดียว" แล้วลุงเชยก็ยกมือจับศีรษะประไพเขย่า ส่วยสายตาจ้องมองดูกิมหงวน

อาเสี่ยยักคิ้วให้ลุงเชย

"มีอะไรฝากพวกเราบ้างไหมครับ คุณลุง"

ลุงเชยมองไปที่เจ้าแห้ว ซึ่งกำลังหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าและชลอมเดินขึ้นไปบนตึก

"มีแต่กระจับมาครึ่งชลอม แล้วก็ปลาตะเพียนตากแห้ง น้ำมันท่วม ผลหมากรากไม้หาอะไรไม่ได้เลย"

ดร. ดิเรก กล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"น้ำที่ปากน้ำโพท่วมมากหรือครับ"

"ก็พอดู อ้ายหมา ท่วมเสาโทรเลขมิดเลย"

นิกรอ้าปากหวอ

"ท่วมมิดเสาโทรเลขเชียวหรือครับ"

"เออหว่า เสาโทรเลขเขากองไว้ริมถนน น้ำท่วมหมด"

นายแพทย์หนุ่มถามยิ้มๆ

"น้ำแรงมากหรือครับ"

ชายชรานิ่งคิด

"ไม่รู้ มันจะแรงแค่ไหน ข้าไม่เคยปล้ำกับมันหรอก แต่ก็ขนาดพัดเอาซุงทั้งต้นลอยไปได้"

ดร. ดิเรก ไม่ซักถามอะไร ทำท่าไม่สนใจ ลุงเชยกล่าวทัก พล พัชราภรณ์ นวลละออ กับประไพตามสมควร สักครู่ก็กลับไปนั่งร่วมโต๊ะกับท่านผู้ใหญ่ นิกรมองดูถ้วยมัสตาดซ๊อสมะเขือเทศ ถ้วยใส่น้ำปลา และแก้วใส่ต้นหอมแช่น้ำแข็งอย่างอนาถใจ อดรนทนไม่ได้ ก็กล่าวถามนาย

แพทย์หนุ่ม

"นี่จะกินกันสักกี่ทุ่มวะ กินวันนี้หรือกินพรุ่งนี้แน่"

ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนที่เขาจะพูดว่ากระไร บ๋อยก็นำวิสกี้ตราขาว และโซดาเย็นเจี๊ยบมาเสิร์ฟทั้งสองโต๊ะ พอเห็นน้ำอมฤต เสี่ยหงวนก็ครึกครื้นรื่นเริงทันที จัดแจงเปิดขวดรินแจกจ่ายไปรอบโต๊ะผสมโซดา

อาเสี่ยพูดกับพลเบาๆ

"หมอมันเลี้ยงพวกเราวันนี้ น่ากลัวว่ามันคงมีเรื่องสำคัญอะไรบางอย่าง ที่จะขอความเห็นจากพวกเรา หรือม่ายก็ปรึกษาหารือด้วย"

พลยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นจิบ

"อาจจะเป็นได้ หมู่นี้ดิเรกมันขลุกอยู่ในห้องทดลองทุกวัน เห็นคุณภาบอกว่า ดิเรกกำลังคิดยาฉีดป้องกันโรคระบาดอำมะพาต หรือโรคไข้สันหลังอักเสบ ซึ่งกำลังระบาดลุกลามอย่างน่ากลัว"

ประไพพูดกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"โรคไข้สันหลังอักเสบไม่สำคัญหรอกค่ะ ดิฉันอยากให้คุณหมอคิดยาฉีดแก้โรคไข้สันหลังยาวเสียก่อน จะได้ฉีดให้นิกร"

คณะพรรค ๔ สหายต่างดื่มเหล้าและขบเม็ดกวยจี๊พลางสนทนากันอย่างสนุกสนาน ท่านผู้ใหญ่ก็คุยกันตามเรื่องของผู้ใหญ่ สักครู่ อาหารรายการแรกก็ถูกยกมาเสิร์ฟ คือหูฉลามตุ๋น โต๊ะละหนึ่งจานเปล อาหารวันนี้เป็นอาหารชั้นหนึ่งโต๊ะละพันบาท รวมทั้งวิสกี้โซดาด้วย

การรับประทานอาหารค่ำเริ่มต้นแล้ว กินพลางคุยกันพลาง ต่อจากนั้นอาหารจีนตามรายการที่ตกลงกันก็ยกมาตามลำดับรวม ๑๑ อย่าง ซึ่งข้าวต้มเปล่ากับปลากุเลาทอด และกาน้าผัดน้ำมันหอยเป็นรายการสุดท้าย

ลุงเชยนั่งซึมกะทือเพราะอิ่มจนแน่น ขยายเข็มขัดออกอีกตั้ง ๔ รู แกยอมรับสารภาพว่า วันนี้แกกินข้าวได้มากที่สุด อร่อยที่สุดในรอบปีนี้ คุณหญิงวาดตักองุ่นแช่เย็น รังนกใส่ถ้วย แล้วส่งให้ลุงเชย

"ทานของหวานสิคะพี่เชย"

ชายชราสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวแล้วคุณหญิง แค่นี้ก็แทบจะเอาไม้กวาดกระทุ้งคอหอยอยู่แล้ว มันอิ่มจนบอกไม่ถูก"

หลังจากของหวานผ่านพ้นไป บ๋อยก็มาเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ ดร. ดิเรก เริ่มงานของเขาทันที จัดเสื้อกางเกงให้เรียบร้อยแล้วลุกขึ้นยืน ประไพปรบมือนำขึ้น ทุกคนก็ปรบมือตาม พวกคนใช้ชายหญิงยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างตึกใหญ่ มองดูเจ้านายของตนอย่างชื่นชม

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงกังวาน "เท่าที่ข้าพเจ้าเชิญท่านมาร่วมรับประทานอาหารในค่ำวันนี้ ก็เพราะข้าพเจ้ามีเจตนาที่จะขอให้ท่านทุกคนร่วมมือร่วมเท้า-เอ๊ย-ประทานโทษ ร่วมมือร่วมใจกับข้าพเจ้าในวันที่จะสร้างบุญกุศลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลัง

ประสบเคราะห์กรรม จากโรคระบาดชนิดหนึ่งในเวลานี้"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"พูดกันสั้นๆ รวบรัดตัดความดีกว่า พ่อดิเรกพูดเยิ่นเย้อรำคาญ"

ดร. ดิเรก ยิ้มแห้งๆ แล้วนั่งลงตามเดิม

"ถ้ายังงั้นผมจะพูดสั้นๆ นะครับ ขณะนี้ประเทศไทยเราได้เกิดโรคระบาดชนิดหนึ่งขึ้น ทางแพทย์เรียกว่าโรคระบาดอำมะพาต ตรงกับภาษาฮินดูว่า โรคอำมะพาตะ-นา"

คณะพรรค ๔ สหาย หัวเราะกันอย่างครื้นเครง ดร. ดิเรก หยุดนิ่งไปสักครู่ก็กล่าวต่อไป

"โรคนี้ประชาชนทั่วไปเรียกกันว่า โรคไข้สันหลังอักเสบ ฝรั่งเรียกว่า โปลิโอ"

เจ้าสัวกิมไซทำหน้าตื่นๆ

"เรียกยังไงนะหมอ โอลิกโอ"

อาเสี่ยหัวเราะคิ๊ก มองดูลุงของเขา

"โปลิกโอน่ะตำรวจ เรียกมาจับอาแป๊ะตั้งกล้องตะเกียงเถื่อนสูบยาฝิ่นน่ะซี "

นายแพทย์หนุ่มบรรยายต่อไป

"ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ อธิบายเรื่องโรคระบาดอำมะพาตให้ท่านทราบไว้ด้วยแต่เพียงสังเขป โรคระบาดอำมะพาต หรือไข้สันหลังอักเสบมักจะเป็นแก่ทารกในเยาว์วัยมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายของเด็กมีการต้านทานไม่เพียงพอ โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส"

ลุงเชยชูมือขวาขึ้น

"พูดช้าๆ หน่อยอ้ายหมาหมอ ข้าจะได้จดจำไว้ไปชี้แจงให้พวกทางบ้านข้าฟังอีกต่อหนึ่ง เอ็งว่าโรคนี้เกิดจากอะไรนะ"

ดิเรกอมยิ้ม

"เชื้อไวรัสครับคุณลุง"

"ไวรัส " ชายชราคราง "อ้ายเชื้อไวรัสที่เอ็งว่านี่น่ะ รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไงล่ะ บอกให้รู้ด้วยซี"

ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"มันเป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่งครับ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น นอกจากมองด้วยกล้องจุลทัศน์ หน้าตาของมันก็เห็นจะเหมือนอ้ายกรแหละครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"แล้วกัน เห็นเราเป็นตัวเชื้อโรคไปแล้ว"

นายแพทย์อธิบายต่อไป

"เชื้อไวรัส มีอยู่ในเสมหะ,น้ำมูก และในอุจจาระของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ มีการติดต่ออย่างง่ายดายที่สุด เช่นเดียวกับอหิวาตกโรค"

ลุงเชยทำตาปริบๆ

"อหิวาต์น่ะ ห่าใช่ไหมไอ้หมอ"

"ครับ ถูกแล้ว"

"เออ โรคห่าก็บอกว่าห่าซีวะ เอ็งพูดคำหลวง ข้าฟังไม่ใคร่ออก เอาละ เข้าใจแล้ว"

ดิเรกว่า "โรคนี้มันเป็นโรคติดต่อ ถ้ามีคนในบ้านเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ เจ้าบ้านจะต้องรีบไปแจ้งความตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อพุทธศักราช ๒๕๗๘ อาการเมื่อเริ่มป่วย จะสังเกตได้ มีไข้สูงมาก วิงเวียนศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน หรือม่ายก็สะบัดร้อนสะบัดหนาวเหมือนไข้หวัด

ในสองสามวันต่อมา คนไข้จะเป็นอัมพาตในส่วนล่างของร่างกาย และบางคนก็เป็นอัมพาตที่ปอด ซึ่งคนไข้ที่เป็นอัมพาตที่ปอดจะถึงแก่กรรมทันที"

คุณหญิงวาดนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง

"น่ากลัวมากทีเดียวพ่อดิเรก น่าสงสารเด็กๆ มาก วิธีรักษาหรือวิธีป้องกันเขาทำอย่างไรล่ะ"

ดิเรกว่า "วิธีรักษาหรือครับ ไม่มีทางใดที่จะรักษาได้ นอกจากช่วยพยาบาลคนไข้นั้น ส่วนรายที่เป็นอัมพาตก็ช่วยได้วิธีเดียว คือให้อ๊อกซิเย็น ด้วยปอดเหล็ก"

ลุงเชยอดพูดไม่ได้

"ปอดอะไรกันวะ อ้ายหมา ที่เอ็งว่าปอดเหล็ก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จุ๊ย์ปากดุพี่ชายของท่าน

"เฉยๆ เถอะน่าพี่เชย ลำบากนักก็อย่าพูดดีกว่า"

"นั่นน่ะซี ฉันก็ว่ายังงั้นแหละ"

ดร. ดิเรก อธิบายต่อไป

"เด็กที่ป่วยด้วยโรคระบาดอำมะพาต ถ้ารอดตายได้ก็ต้องพิการไปสองสามปี หรืออาจจะตลอดชีวิต ยังไม่มีนายแพทย์คนใดคิดวิธีรักษาโรคนี้ได้ ผมเองขณะนี้กำลังค้นคว้าทดลองเพื่อคิดวัคซีนฉีดป้องกันโรคนี้ ถ้าการทดลองของผมได้ผล ผมจะช่วยชีวิตชาวโลกไว้ให้รอดพ้นจากความ

ตายด้วยโรคนี้ ปีละหลายแสนคนทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นบ้าง

"แล้วจะป้องกันมันได้อย่างไรบ้างไหมดิเรก"

"การป้องกันก็คือ ระมัดระวังในเรื่องอาหารการกินของเด็กให้มาก เพราะแมลงวันเป็นสื่อนำเชื้อโรคนี้ให้แพร่หลายไป ผู้ปกครองไม่ควรให้เงินเด็กซื้อขนมกินเอง ซึ่งขนมหาบเร่สกปรก ไม่มีอะไรปิดบัง นอกจากนี้ก็อย่าให้เด็กอยู่ร่วมกับคนไข้ อย่าใช้ภาชนะร่วมกับของผู้อื่น งดเว้น

การพาเด็กไปสถานมหรสพหรือในย่านชุมนุมชน ในระหว่างโรคนี้กำลังระบาด นี่แหละครับคือการป้องกันอย่างดี เท่าที่ผมไปเยี่ยมเด็กป่วยจากโรคนี้ ต้องสียชีวิตเพราะปอดเป็นอัมพาต โรงพยาบาลไม่มีปอดเหล็กพอที่จะช่วยคนไข้ เด็กจึงต้องตายอย่างอนาถ ผมเชิญพวกเรามา

ประชุมพร้อมกันก็เพื่อจะปรึกษาหารือกัน หาเงินซื้อปอดเหล็กให้โรงพยาบาล เพื่อช่วยชีวิตเด็กไทยให้รอดพ้นจากความตาย"

เสียงปรบมือดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ทุกคนแม้กระทั่งลุงเชย เห็นพ้องด้วยตามแนวความคิดของดร. ดิเรก คณะพรรค ๔ สหายเริ่มต้นปรึกษาหารือกันทันที เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์

คุณหญิงพูดขึ้นดังๆ

"พวกเราควรจะเล่นละคร หาเงินซื้อปอดเหล็กกันเถอะ หรือยังไงดิเรก อารับเป็นนางเอกเอง"

"โอ๊ย" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อุทานลั่น "นางเอกอะไรกัน หน้าตาเป็นเต้าเจี้ยวหลน" แล้วท่านก็หัวเราะชอบใจ

คุณหญิงชักฉิว ค้อนปะหลับปะเหลือก

"เจ้าคุณล่ะ หล่อจะตายละ ยิ่งแก่ก็ยิ่งเหมือนลิงที่เขาดินไม่มีผิด หนอยดูถูก ทำไม ดิฉันจะเป็นนางเอกไม่ได้ นางเอกต้องสาวด้วยหรือคะ แก่ๆ ก็เป็นได้ ดูแต่เบ๊ตตี้ เดวิสเป็นยังไง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับดิฉัน ยังเป็นดารามีชื่อเสียงอยู่จนทุกวันนี้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"จริงครับ อย่างคุณอาผมเชื่อว่าเป็นนางเอกได้แน่ แต่ต้องเลือกให้เหมาะ เป็นต้นว่า 'น้ำใจแม่มด' หรือ 'ปากกระโถนแต่ใจพระ' "

"อ้ายเปรต" คุณหญิงพูดเสียงหนักๆ "เรื่องฉิบหายบรรลัยจักรอะไรของแก"

เจ้าสัวกิมไซเสนอความเห็นอย่างน่าฟัง

"ทั่งทั้งหลาย วิธีหาเงินให้ล่ายมากๆ เลี้ยวม่ายมีอะไรลีกว่าชกมวย ติหารอีชกมวยเก็บเงิงซื้อเรเดียม ล่ายเงิงตั้งหกเจ๊กแสง โปลิกอีชกมวยก็ล่ายพอๆ กับติหาร ผงเห็งว่า ถ้าเราจัดแข่งขันชกมวยเก็บเงิงซื้อปอดเหล็กก็คงล่ายเงิงหลายแสงทีเดียว"

พล พัชราภรณ์ เห็นพ้องด้วย

"จริงครับ อาแป๊ะ ประชาชนนิยมกีฬาชกมวยมาก" แล้วเขาก็หันมาพูดกับนายแพทย์หนุ่ม "ความเห็นของอาแป๊ะเข้าทีหมอ เอายังงี้เถอะวะ จัดการแข่งขันชกมวยขึ้น เลือกมวยฝีมือเยี่ยมขึ้นชก กันรับจะติดต่อหานักมวยเอง"

ดร. ดิเรกนิ่งคิด

"ความคิดนี้ก็ดีหรอกเพื่อน แต่ว่านักมวยของเราที่เป็นแม่เหล็กดูดคนดูนั้น มีอยู่ไม่ถึง ๒๐ คน แล้วก็ชกกันมาแล้วอย่างโชกโชน จนคนดูได้ดูซ้ำๆ ซากๆ ถ่หากว่าเราจะจัดการแข่งขันชกมวยขึ้น เราก็จำเป็นต้องสั่งนักมวยฝีมวยเยี่ยมจากต่างประเทศมาด้วย ส่วนมวยไทยก็ต้องจัด

ยอดเยี่ยมไปเลย"

ที่ประชุมปรึกษาหารือกันต่อไป ในที่สุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ออกความเห็นบ้าง

"อ้ายหงวนต้องขึ้นชกด้วย"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"ไม่ไหวละครับ ผมห่างเวทีมาหลายปีแล้ว ร่างกายมีแต่ไขมัน ไม่เคยเล่นมวยเลย ชกกระสอบทีสองทีก็มือซ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"แต่แกก็เคยเป็นนักมวยฝีมือดีคนหนึ่ง ว่าถึงชั้นเชิงแล้วอาคิดว่า ในแบบมวยไทยไม่มีใครสู้แกได้เลย"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ตกลง ตกลงครับ ลงยอผมซึ่งๆ หน้ายังงี้ละก้อ จะให้ผมทำอะไร ผมทำได้ทั้งนั้น"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มให้อาเสี่ยกิมหงวนแล้วพูดขึ้นบ้าง

"ถ้าแกขึ้นชก แฟนของแกคงจะแห่ไปดูแกอย่างคับคั่ง พวกผู้หญิงสาวๆ จะต้องนั่งหน้าสลอนที่เก้าอี้หน้าเวทีเต็มไปหมด คอยเอาใจช่วยแก พวกพ่อค้า พวกกรรมกร โรงเลื่อย โรงสี ตลอดจนอู่เรือของแกนับจำนวนพัน ก็ต้องเฮโลไปดูแกชก และใครต่อใครที่อยากเห็นโฉมหน้า

ของมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย ก็จะพากันไปชมแกอย่างคับคั่ง วันเรเดียมบ็อมบ์หรือวันตำรวจคงสู้ไม่ได้แน่"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"เอาครับ เพื่อการกุศล เพื่อเห็นแก่ชีวิตของทารกผู้น่าสงสาร ผมยินดีขึ้นเวทีอีกครั้งหนึ่ง ชกอย่างไว้ลายทีเดียว" แล้วอาเสี่ยก็ร้องเป็นเพลง "ชาติชายต้องไว้ลาย ตำรวจไทย ตะแล็กแทร็กๆ "

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุ "อย่าพูดเป็นเล่นซีนะ เรากำลังพูดกันอย่างเป็นงานเป็นการโว้ย แกตกลงนะ"

"ครับ จัดให้ผมชกกับสมเดชก็แล้วกัน เขา-ซ้ายฟ้าผ่า ผม-ขวาทะลายโลก ผมคงน้อคนายเดชได้ไม่ยากนัก ผมจะจรดมวยเอาเท้าขวาออก คอยชกแย็ปขวาไว้ ผมสูงกว่า มือยาวกว่า เห็นท่าไม่ดีถอยฉะแบบสมศรี ๕ ยกผมก็หอบ เอาโล่เอาถ้วยกลับ หรือม่ายก็ให้อ้ายกรเอาผมไปฝาก

ไว้วัดมกุฏฯ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่นั่น"

นิกรว่า "อย่าเพิ่งคิดชกกับสมเดชเลยวะ คู่ชกของแกถมเถไป ตละคนฝีมือไม่ด้อยกว่าสมเดชเลย และยังไม่เคยชกกับสมเดช"

อาเสี่ยพยักหน้าหงึกๆ

"แกคิดว่ากันควรจะชกกับใคร"

"ก็เลือกเอาซีวะ ผู้ชนะเลิศ ๘ จิ้งจกยักษ์ ผู้ชนะเลิศ ๖ ตั๊กแตนตำข้าว ผู้ชนะเลิศ ๑๐ หล่อจริงนะดารา ผู้ชนะเลิศ ๕ สิงโตยิ้ม หรือผู้ชนะเลิศเฮงซวย เอาใครก็ได้"

"เอา" เสี่ยหงวนพูดหนักๆ "ชกกับใครได้ทั้งนั้น"

ดร. ดิเรก กล่าวกับนายจอมทะเล้น

"กันคิดว่าแกควรขึ้นชกด้วย คือชกมวยสากลกับนักมวยต่างประเทศขนาดเดียวกับแก ซึ่งกันจะติดต่อกับเขาเอง"

"อุ๊ยตาย" นิกรร้องลั่น "ตายแล้ว ฉันตายแน่ อย่าเลย หมอจ๋า ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะจับนวมอีกเลย"

ดิเรกหัวเราะ

"แต่แกต้องชก แกเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในวงสังคม แกอาจจะเรียกแฟนได้พอๆ กับเจ้าหงวน เพื่อการกุศล อ้ายกร แกต้องชก กันจะสั่งนักมวยออสเตรเลียมาชกกับแก"

"ว้า มันก๊อฟัดกันแย่เท่านั้นเอง"

ลุงเชยพูดขึ้นทันที

"เอา อ้ายหมากร สู้กับมันซีวะ เราคนไทย เลือกนักสู้ ฝรั่งตาน้ำข้าวมันจะเท่าไหร่เชียววะ เตะพับ ทะลวงด้วยศอก เอาเข่าให้แดก เท่านั้นก็นอนยิงฟันแหงแก๋"

นันทาหัวเราะคิ๊ก

"มวยสากลนะคะคุณลุง ไม่ใช่มวยไทย จะได้มีศอกมีเข่า"

"ไม่รู้ละ" ลุงเชยเอ็ดตะโร "มันเป็นฝรั่งมันชกแบบสากล เราคนไทยก็ต้องชกแบบไทยของเราอย่างนี้ มันถึงจะยุติธรรม เอ ความคิดของอ้ายหมาหมอมันเข้าทีโว้ย ข้าเห็นจะต้องอยู่ดูมวยครั้งสำคัญนัดนี้ให้ได้ เก็บเงินบำรุงกระเป๋ายังงั้นเรอะ อ้ายหมาดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล

"บำรุงการกุศลครับไม่ใช่บำรุงกระเป๋า เราจะเก็บเงินซื้อปอดเหล็กให้โรงพยาบาล ง่า....ผมหวังว่าทุกๆ ท่านในที่นี้ คงจะร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดีในการสร้างกุศล"

เสียงปรบมือดังขึ้นอีก แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวขึ้น

"ถ้าเช่นนั้น เราทั้งหมดนี้จะต้องเป็นกรรมการร่วมกัน ข้าพเจ้าขอเสนอให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าสัวกิมไซเป็นกรรมการจัดหาเงินรายได้"

นิกรเป่าปากเปี๊ยว แล้วปรบมือขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล

"ข้าพเจ้าเห็นพ้องด้วย ข้าพเจ้าขอเสนอคุณหญิงวาด อาของข้าพเจ้าเป็นกรรมการห้ามมวยในคราวนี้"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือก ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรค ๔ สหาย

"พ่อกรจ๋า ฉันขอถอนจ้ะ หน็อย จะให้ฉันเป็นกรรมการห้ามมวย นักมวยจะได้ฟัดฉันขี้แตกปะไร เรื่องกรรมการห้ามมวย หรือกรรมการเกี่ยวกับการชกของนักมวย เราจะต้องขอความร่วมมือจากเวทีราชดำเนินเขา การกุศลอย่างนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องยินดีให้ความช่วยเหลืออย่าง

แข็งแรง ทีนี้ปัญหามันมีอยู่ว่า เราจะเรียกการแข่งขันชกมวยในนัดนี้ว่าวันอะไรดี ขอให้พวกเราช่วยกันคิดซิ"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น

"จริงครับ ถ้าตั้งชื่อไม่เหมาะ คนดูก็ไม่เลื่อมใส วันเรเดียมบอมบ์ของกองทัพบก เขาตั้งชื่อเข้าแก็ปดีมาก วันตำรวจก็เก๋ดี สำหรับนัดของเรา ผมคิดว่าให้ชื่อว่า วันผู้ร้าย เอาไหมครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"ไม่ถึงวันต่อย ตำรวจก็ลากคอเอาไปหมด"

มีการปรึกษาหารือกันถึงเรื่องการตั้งชื่อ ประไพเสนอว่า ควรให้ชื่อว่าวันวิปโยค คือคนดูมวยเสร็จแล้วกลับไปบ้าน จะต้องนอนก่ายหน้าผากเสียดายเงินค่าผ่านประตู ซึ่งชั้นต่ำที่สุดก็ซื้อข้าวสารได้หนึ่งถัง ประภาว่าควรชื่อวันทะลายโลกดีกว่า เพราะชื่อฟังแล้วทั้งดุทั้งเดือด ทั้งตื่นทั้งเต้นดี

นวลละออเสนอขึ้นบ้าง

"ดิฉันคิดว่า ควรใช้ชื่อว่าวันปอดเหล็กไม่ดีหรือคะ"

ดร. ดิเรกว่า "คนส่วนมากยังไม่เข้าใจคำว่าปอดเหล็กหรอกครับ เว้นแต่ผู้ที่สนใจเท่านั้น เลือกเอาคำง่ายๆ ดีกว่า"

กิมหงวนพูดยิ้มๆ

"ถ้ายังงั้น เอายังงี้เถอะวะ วันนกตะกรุมเป็นยังไง"

สองเจ้าคุณสะดุ้งเฮือก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คว้าแก้วเหล้าขยับจะขว้างหน้ากิมหงวน แต่ลุงเชยคว้าข้อมือไว้

"อย่า....อ้ายน้องชาย หนักนิดเบาหน่อยต้องอภัยให้กัน เรากำลังอยู่ในสภา ต้องรักษาเกียรติของสมาชิก ทำโมโหฉุนเฉียวเป็นเด็กวัด ใครเขาจะเคารพนับถือเรา อ้ายหมาหงวนมันพูดตามความคิดเห็นของมัน ไม่เกี่ยวกับเจ้าคุณหรอก นกตะกรุมก็นกตะกรุม หัวล้านก็หัวล้านคนละ

เรื่อง"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะคิ๊กคักไปตามกัน การตั้งชื่อเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะหาชื่อไม่ได้เหมาะ ในที่สุด พลก็เสนอขึ้น

"ตามที่คุณนวลละออให้ชื่อว่าวันปอดเหล็ก กันเห็นว่าเหมาะที่สุด เพราะว่าเงินที่ได้จากการชกมวย เราจะซื้อปอดเหล็กให้โรงพยาบาล เมื่อเราประกาศออกมาว่าวันปอดเหล็ก คนที่ไม่รู้ว่าวันปอดเหล็กคืออะไร ก็จะต้องไต่ถามผู้ที่รู้เอง"

มีการถกเถียงกันอีกสักครู่ คณะพรรค ๔ สหายก็ลงมติเห็นพ้องต้องกัน อาเสี่ยกิมหงวนพูดขึ้นดังๆ

"ท่านทั้งหลาย ในฐานะที่นวลละออเมียรักของข้าพเจ้าเป็นคนตั้งชื่อนี้ ขอให้พวกเราปรบมือให้เกียรติยศแก่นวลลออสักหน่อย"

เสียงปรบมือดังขึ้นทันที นวลละออยิ้มอายๆ ต่อจากนั้นก็ปรึกษากันถึงเรื่องที่จะจัดนักมวยขึ้นชกในวันนั้น พลให้ความเห็นว่า อาเสี่ยกิมหงวนควรจะชกกับนายเหี้ยมพิชิตพยัคฆ์ นักมวยขนาดมิดเดิลเวท ซึ่งมีหมัดหนักพอๆ กับสมเดช ยนตรกิจ หรือชูชัย พระขรรค์ชัย ที่ประชุมเห็น

พ้องด้วย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถาม ดร. ดิเรก

"แกจะให้อ้ายกรชกมวยสากลกับใครวะ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"อย่าไปคิดเลยวะ เสียเวลาเปล่าๆ เอายังงี้ก็แล้วกัน สำหรับคู่ชกมวยสากลของกันน่ะจะหาเอง ฝรั่งกุ๊ยๆ ในเมืองไทยเดินเตะฝุ่นถมเถไป เราเลือกเอาที่มีหนวดเครา แล้วจับมันมาโกนหนวดโกนเคราออกเสียให้เกลี้ยง เท่านี้คนที่เคยเห็นมันก็จำไม่ได้ แล้วเราก็อุปโหลกขึ้นว่า อ้าย

หอกนั่นเป็นแชมเปี้ยนแห่งประเทศฝรั่งเศส หรือรองแชมเปี้ยนยุโรปอันดับ ๓ แน่ะ เข้าทีไหมล่ะ เลือกดูคนที่มันเป็นมวยนิดๆ หน่อยๆ แล้วประกาศให้ครึกโครม ส่งเจ้าฝรั่งกุ๊ยคนนั้นไปสิงคโปร์ แล้วขึ้นเครื่องบินมาลงดอนเมือง โกหกว่ามันบินมาจากยุโรป เท่านี้คนก็เชื่อว่าเป็น

ความจริง"

พล อดหัวเราะไม่ได้

"เอาละ ติ๋งต่างว่าคนดูเขายอมเชื่อว่า อ้ายหมอนั่นเป็นนักมวยฝีมือเยี่ยมจริงๆ แล้วใครเขาจะเชื่อฝีมือแกล่ะ"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"ปู้โธ่ อ้ายเซ่อ ก็โหมโฆษณาเข้าซีวะ เชิญผู้แทนหนังสือพิมพ์มาดูการซ้อมของกัน กันจะเรียกนักมวยชั้นดีมาช่วยซ้อมให้กัน สมเดช,เพิก,อุสมาน,ชูชัยได้ทั้งนั้น พวกนี้นับถือกันเหมือนพี่ชายของเขา แล้วกันจะกระซิบสั่งเป็นความลับ เวลาซ้อมกับกันให้ทำเป็นถูกกันน็อค พวก

หนังสือพิมพ์ไม่รู้ เลยประโคมข่าวกันใหญ่ จากการตระเวนค่ายซ้อม นายนิกร กระดิ่งทอง น็อคเอาท์สมเดชได้ในยกแรก ต่อยเพิกก้นกระแทกพื้นเหมือนกับว่าเพิกชกมวยไม่เป็น แย็ปซ้ายเบาๆ ลูกนัยน์ตาชูชัยหลุดติดนวมออกมา ต้องรีบส่งโรงพยาบาล ให้หมอยัดนัยน์ตาให้ นาย

นิกรชกว่องไวยิ่งกว่าลิงแสม หมัดหนักเหมือนกับช้างถีบ เท่านี้ คนดูก็ไม่ต้องคำนึงถึงข้าวสารในปี๊บ ใครๆ ก็ต้องคอยดูกัน อะไรมันไม่สำคัญเท่ากับโฆษณาชวนเชื่อหรอกวะ โฆษณาให้มันเข้าที คนก็เลื่อมใสเอง"

นิกรพูดด้วยเหตุผลน่าฟัง คณะพรรค ๔ สหาย อมยิ้มไปตามๆ กัน แล้วก็เห็นพ้องด้วย เป็นอันว่านิกรจะหาคู่ชกของเขาเอง เขาบอกว่าเขารู้จักฝรั่งชาติยิวคนหนึ่ง พูดไทยได้ดีกว่าคนไทยบางคนเสียอีก หมอเป็นคนกะล่อนปลิ้นปล้อนอย่างหาตัวจับไม่ได้ ยังหนุ่มฟ้อ ไว้หนวดไว้เครา

มีอาชีพในทางสมมติตัวเองว่าเป็นนายห้างใหญ่ๆ หลอกเอาเงินใครต่อใครอย่างสบาย เจ้าฝรั่งไม่มีประเทศคนนี้ โดยมากเดินย่ำต๊อกอยู่ทางบางรัก นิกรรับรองว่าจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อย

แล้วก็มีการอภิปรายกันถึงเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการแข่งขันชกมวยวันปอดเหล็กนี้

เจ้าสัวกิมไซรับรองว่า เขาสามารถหาเงินได้จากพวกพ่อค้าต่างๆ อย่างน้อยสองแสน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่าท่านพอจะหาได้จากเพื่อนฝูงอย่างต่ำแสนเศษ

ลุงเชยยกมือทุบโต๊ะปัง แล้วพูดเสียงกังวาน

"ข้าพเจ้ายินดีช่วยเงินบำรุงการกุศลซื้อปอดเหล็กสามแสนบาท"

ทุกคนสะดุ้งเฮือก และหันมามองดูชายชราเป็นตาเดียวกัน ลุงเชยยิ้มแป้น วางท่าให้สง่าผ่าเผย

"คุณลุง" เสี่ยหงวนพูดยานคาง "เรากำลังพูดกันเป็นงานเป็นการนะครับ ถ้าจะพูดเล่นสนุกๆ เอาไว้ให้เลิกประชุมเสียก่อน"

"อ้ายหมาหงวน" แกตะโกนลั่น สีหน้าของลุงเชยแสดงความไม่พอใจ "ใครบอกเอ็งว่าข้าพูดเล่นๆ ข้าพูดจริงโว้ย หน็อยแน่ะ เอ็งคิดว่าคนบ้านนอกขอกนาอย่างข้าไม่กล้าเสียสละเงินสามแสนบำรุงการกุศลหรือวะ เอ้า กูให้สี่แสนเลย นี่แหละโว้ย ผ้าขี้ริ้วห่อทองละ"

คณะพรรค ๔ สหายหน้าตื่นไปตามกัน คุณหญิงวาดมองดูพี่ผัวของท่านด้วยความนับถือแกมแปลกใจ

"พี่เชย"

"หือ"

"ทำไมพี่เชยถึงใจป้ำอย่างนี้ล่ะคะ พี่เชยกล้าสละเงินตั้งสี่แสน"

ชายชรายิ้มแค่นๆ

"ไม่แปลกอะไรคุณหญิง ฉันก็ไม่ได้ยากจนอะไรนัก อย่างขี้หมูขี้หมา ฉันก็มีอยู่ในราว ๘ แสนเห็นจะได้ ฉันเคยอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ การชกมวยวันเรเดียมบอมบ์ มีพ่อค้าจีนคนหนึ่งให้เงินบำรุงแสนบาท ฉันนั่งคิดนอนคิดอยู่ทุกวัน เขาเป็นคนจีนแท้ๆ เขายังมีศรัทธาถึงเพียงนั้น

คนไทยที่เป็นเศรษฐีมีอยู่ไม่ใช่น้อย ที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีบุญวาสนา เงินทองไหลมาเทมาเหมือนกับน้ำตกก็มีอีกแยะ ไม่เห็นมีใครกล้าเสียสละเงินเหมือนกับพ่อค้าจีนคนนั้นเลย อย่างดีก็หมื่นเดียว ฉันจินตนาการดูแล้วคุณหญิง ฉันยินดีสละเงิน ๔ แสนบาท ซื้อปอดแหกให้เด็กๆ มัน"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน

"ปอดเหล็กครับคุณลุง" เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "ปอดแหกน่ะหมายถึงคนขี้ขลาดตาขาว"

นายเชยยิ้มแห้งๆ

"ข้าเรียกไม่ถูกโว้ย ขอโทษที ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าเอาแน่ ๔ แสน ยอมสละเป็นราชพลี อันชีวิตของข้าไม่ช้าก็บรรลัย ให้โลกเขาลือทีเถอะวะ นายเชย พัชราภรณ์ พ่อค้าฟืนปากน้ำโพ คนบ้านนอกคอกตื้อสะดือจุ่น ยอมสละเงิน ๔ แสน ซื้อปอดเหล็กช่วยชีวิตเด็กที่เป็นโรคไข้สันหลังอักเสบ พวก

เศรษฐีที่เป็นคนไทยจะได้นึกอายข้า"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ทำไมเขาจะต้องอายคุณลุงครับ คนมีเงินน่ะ โดยมาก เขาไม่สนใจกับใคร เพราะเขามีความสุขอยู่แล้ว ใครจะเจ็บไข้ได้ป่วย ได้รับความลำบากยากแค้นอย่างไรก็ช่าง ชาติไม่ใช่ของเขาคนเดียว และเพื่อนร่วมชาติก็ไม่ใช่ญาติของเขา"

ชายชรามองดูเสี่ยหงวนด้วยความพอใจ

"อือ....เอ็งพูดเป็นคติดีเหมือนกัน เออ....อ้ายหมาหงวนนี่ เดี๋ยวนี้ข้ารู้สึกว่าเอ็งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นมาก ลดความทะลึ่งลงไปเป็นกอง เมื่อก่อนนี้ทะลึ่งอย่างหมาไม่กินเลย"

กิมหงวนอมยิ้ม

"ผมต้องพักการทะลึ่งชั่วคราวครับ คุณลุงคงไม่ทราบว่า ทุกวันนี้ ผมได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพราะโรคภัยไข้เจ็บในตัวผม"

"อ้าว" ลุงเชยอุทาน "เอ็งเป็นอะไรไปวะ"

อาเสี่ยพูดเสียงอ่อนน่าสงสาร

"ริดสีดวงน่ะซีครับ"

"วะ...ที่จมูกหรือ? "

"เปล่าครับ เป็นที่ตูด แลบออกมาตั้งคืบ ที่เขาเรียกว่าริดสีดวงไก่นั่นแหละครับ แต่ของผม มันควรจะเป็นริดสีดวงงวงช้างมากกว่า"

ลุงเชยทำตาปริบๆ

"ก็แล้วทำไมเอ็งไม่ให้อ้ายหมาหมอมันช่วยรักษาให้ อย่างนี้เขาเรียกว่าใกล้เกลือกินด่าง"

ดร. ดิเรก พูดเสริมขึ้น

"ผมจะผ่าตัดให้เหมือนกัน แต่ต้องรอให้มันงอมเสียก่อน"

คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นดังๆ

"นี่เราจะปรึกษากันถึงเรื่องหาเงินซื้อปอดเหล็ก หรือเราจะคุยกันถึงเรื่องโรคริดสีดวงทวาร ถ้าจะคุยกันเรื่องริดสีดวง ข้าพเจ้าจะได้เลิกประชุม ขึ้นไปบนตึกกินหมากกินพลูเสียที"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะคิ๊กคักไปตามๆ กัน แล้วปรึกษาหารือกันต่อไป ทุกคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูหน้าเสี่ยหงวน แล้วกล่าวว่า

"แกคิดว่าแกจะบริจาคเงินสมทบทุนสักเท่าไร ในคราวนี้"

"ผมหรือครับ จะทำสถิติของผู้ใจบุญทั้งหลาย เงินรางวัลค่าชกมวย แพ้หรือชนะก็ตาม จะได้เท่าไร ผมมอบให้หมด นอกจากนี้ ผมจะบริจาคเงินให้อีก....ง่า...." แล้วเขาก็หันมาถามนิกร "สักล้านบาทเป็นยังไงวะ"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"แกเป็นมหาเศรษฐี ล้านเดียวน้อยไป ต้องสองล้าน"

"ว้า....สองล้านกันก็แย่ซีโว้ย เหม็นเขียวตายห่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินเข้าไปหยุดยืนข้างหลังกิมหงวน เจ้าสัวกิมไซพยักพเยิดให้กับท่านเจ้าคุณ

"เอา....ซ้อมเลยเจ้าคุง จองหองเสียใหญ่แล้ว ม่ายรู้จักเหล็กผู้ใหญ่ พ่อแม่มังไม่สั่งสอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่าง ข้างกิมหงวน

"อ้ายเสี่ย ที่แกพูดว่าแกจะบริจาคเงินซื้อปอดเหล็กตั้งล้านน่ะ แกพูดโดยมีเจตนาที่จะล้อฉันกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หรืออย่างไร"

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนักๆ

"เอาอีกแล้ว หาเรื่องกับคนเจ็บคนไข้อีกแล้ว โธ่....คุณอาครับ ผมให้จริงๆ ไม่ใช่พูดเล่น คุณลุงแกใจป้ำบริจาคตั้ง ๔ แสน ผมให้น้อยกว่าคุณลุง ผมก็อายเขาแย่เท่านั้น ใครๆ ก็รู้ดีว่า ผมเป็นมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งแห่งภาคตะวันออก แม้กระทั่งนายโอวบุ้นโฮ้ว เจ้าของยาตราเสือ

ยังมีเงินน้อยกว่าผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ถ้าแกไม่ให้ล้านบาทจริงๆ แกเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาตินะ"

อาเสี่ยนิ่งคิด

"เอาเพียง ๑๐ ชาติก็แล้วกันครับ ตั้ง ๕๐๐ ชาติ ผมเห็นจะแย่ ขี้เกียจกินยาเบื่อชักดิ้นชักงอ อูย....พูดมากชักเจ็บริดสีดวงอีกแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ท่านทั้งหลาย นายเชย พัชราภรณ์ จะบริจาคเงิน ๔ แสนบาท ซื้อปอดเหล็ก และอาเสี่ยกิมหงวนจะบริจาคล้านบาท พวกเราปรบมือให้เกียรติยศหน่อย"

เสียงปรบมือดังขึ้นทันที ท่านเจ้าคุณกลับไปนั่งที่โต๊ะของท่านตามเดิม เจ้าสัวกิมไซกล่าวถามชายชรา

"อาเชย ลื้อเอาเงินติกตัวมาตั้ง ๔ แสงเชียวรึ"

ลุงเชยหัวเราะ

"ใครจะหอบเอามาได้เจ้าสัว ฉันจะเปิดเผยความจริงให้รู้ ฉันมีเงินฝากอยู่ในธนาคารกรุงเทพฯ ถึง ๓ แห่ง เป็นเงินล้านกว่า ฉันจะจ่ายเช็คให้ คราวนี้แหละ โลกจะตื่นเต้นไปตามๆ กัน คนบ้านนอดท่าทางกะเล่อกะล่าอย่างฉัน กล้าสละเงินตั้ง ๔ แสน ฮ่ะ ฮ่ะ ทำบุญกันทีครึ่งที มัน

ต้องอย่างนี้ อย่าว่าแต่ซื้อปอดเหล็กเลย ปอดทองคำยังซื้อได้นะ จะบอกให้ หรือจะเอาฝังเพชรด้วย ก็พอจะทำได้"

เสียงปรบมือดังขึ้นทันที ดร. ดิเรก ดร. ดิเรกเสนอปิดประชุม และนัดประชุมต่อไปเป็นครั้งที่สอง ณ.ภัตตาคารยองยองเหลา ในตอนเย็นวันพฤหัสบดีนี้

วันปอดเหล็ก!

หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเสนอข่าวและโฆษณาให้อย่างครึกโครม เศรษฐีกลุ่มหนุ่มได้ร่วมมือกันจัดการแข่งขันการชกมวยขึ้นเป็นพิเศษ ในวันเสาร์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ศกนี้ นักมวยที่เข้าชกทุกคู่ล้วนแต่นักมวยฝีมือเยี่ยม

อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยและภาคตะวันออก นักมวยสมัครเล่นที่มีสไตล์การชกแบบมวยไทยชั้นอาจารย์ จะชกกับเหี้ยม พิชิตพยัคฆ์ผู้ชนะเลิศรุ่น ๔ จิ้งจกยักษ์ ของเวทีราชดำเนิน

คณะกรรมการดำเนินการแข่งขันชกมวย เพื่อเก็บเงินสมทบทุนซื้อปอดเหล็ก ได้ส่งผู้แทนบินไปออสเตรเลียแล้ว เพื่อนำบิลลี่ ฮัดจิสัน รองแชมเปี้ยนโลกรุ่นไลท์เวทมาชกกับนิกร การุณวงศ์ ในการชกแบบสากล กำหนด ๑๒ ยก

หนังสือพิมพ์หลายฉบับ เสนอข่าวว่านิกร การุณวงศ์ เป็นนักมวยอเมเจอร์ ที่ชกได้คล่องแคล่วว่องไวกว่าเพิก สิงหพัลลภ หมัดหนักขนาดสมเดช ยนตรกิจ มีสไตล์การชกสวยที่สุด ส่วนบิลลี่ ฮัดจิสัน เคยผ่านเวทีมาแล้ว ๒๕๒ ครั้ง มีสถิติการชกอย่างงดงาม โดยมากชนะน็อคเอาท์คู่ต่อสู้

ขณะนี้บิลลี่ ฮัดจิสัน ได้ตกลงเซ็นสัญญาชกกับนิกรแล้ว

ความจริง ความจริงที่เป็นความจริง บิลลี่ ฮัดจิสันคือฝรั่งชาติยิวที่เรียกชื่อตัวเองว่าสมิท หากินในทางปลิ้นปล้อนหลอกลวงคนให้หลงเชื่อว่า เขาเป็นนายห้างสมิท เช่าบ้านเล็กๆ อยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง นิกรแอบไปติดต่อไว้เรียบร้อย จ่ายเงินล่วงหน้าให้ไป ๓,๐๐๐ บาท เขาพานายสมิ

ทไปกักตัวไว้ที่บ้าน 'การุณวงศ์' ถนนเพชรบุรี สั่งให้โกนหนวดโกนเคราออกทิ้ง เขาส่งนักมวยสามสี่คนที่นิกรเคยอุปการะมา ให้ไปช่วยแนะนำฝึกซ้อมให้สมิท และให้บังคับนายยิวผู้นี้ ให้ฟิตตัวทุกเช้าเย็น มีการวิ่ง,ชกลม,ชกกระสอบ,กระโดดเชือก และซ้อมมวย นายสมิทคนนี้เคย

ชกมวยมาบ้างแล้ว เมื่อครั้งเขาเป็นกุ๊ยอยู่ในเยอรมันนี ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

อีกครั้งหนึ่ง ที่เสี่ยหงวนกับนิกรต้องฟิตตัว เพื่อการต่อสู้บนเวทีผืนผ้าใบ สองสหายมีเวลาฟิตตัวเพียงเดือนเดียวเท่านั้น

ในวันแรกของการฝึกซ้อม อาเสี่ยกระโดดเชือกได้เพียงนาทีเดียว ก็เป็นลมถึงกับชักแหงกๆ นัยน์ตาตั้ง นิกรชกกระสอบได้ห้าหกที มือถลอกเลยเลิก

วันต่อๆ มา การฝึกซ้อมค่อยดีขึ้นตามลำดับ เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงประคบประหงมตลอดเวลา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ควบคุมการฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิด บังคับให้กินไข่ไก่วันละ ๒๐ ฟอง นมสดอีกวันละโหล ส่วนนิกรไม่ต้องบังคับในเรื่องการกิน

โฆษณาการชกมวยนัดสำคัญยิ่ง 'วันปอดเหล็ก' แพร่ไปทั่วพระนครและธนบุรี นอกจากโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ยังปิดโปสเตอร์ตามจัตุรัสต่างๆ ฉายกระจกตามโรงภาพยนตร์ทุกแห่ง ประกาศวิทยุกระจายเสียงทุกสถานี

ทางสนามมวยเวทีราชดำเนินได้ให้ความร่วมมือ เพื่อการกุศลนี้อย่างแข็งแรง ดร. ดิเรก ณรงฤทธิ์ เป็นประธานกรรมการจัดการแข่งขันมวยนัดนี้ เขาต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยที่สุด วิ่งเต้นตลอดวัน อย่างไรก็ตาม ท่านผู้ใหญ่ของคณะพรรค ๔ สหายก็ไม่ได้นิ่งดูดายในเรื่องนี้ คุณ

หญิงวาด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าสัวกิมไซ สามารถเรี่ยไรเงินมาได้จากพ่อค้าคหบดี มิตรสหายของท่านเกือบสองแสนแล้ว ส่วนลุงเชยก็ช่วยเหลือในกิจการต่างๆ ทั่วไป เป็นต้นว่า ควบคุมเด็กนำโปสเตอร์ไปปิดตามถนน ช่วยวิ่งเต้นพิมพ์ใบปลิวแจกประชาชน

รายนามนักมวยที่สมัครใจไล่ถีบไล่เตะกันบนเวที ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันมาแต่ก่อน มีดังนี้

คู่ที่ ๑

อุตลุด ศรเขียว ๖๒ ก.ก.

ประพิศ ก.ข. ๖๑ ก.ก.

คู่ที่ ๒

ทองคำ ยันตรการ ๖๑ ก.ก.

แปลง เสมา เงิน ๖๓ ก.ก.

คู่ที่ ๓

กิมหงวน ไทยแท้ ๖๗ ก.ก.

เหี้ยม พิชิตพยัคฆ์ ๗๐ ก.ก.

คู่ที่ ๔ (สากล ๑๒ ยก)

นิกร การุณวงศ์ ๖๐ ก.ก.

บิลลี่ ฮัดจิสัน ๖๐ ก.ก.

คู่ที่ ๕

สมพร ดาวเงิน ๕๖ ก.ก.

แก้ว พิชิตพยัคฆ์ ๕๕ ก.ก.

คู่ที่ ๖

ลิงจ๋อ หาญศึก ๕๘ ก.ก.

พะบู๊ แซ่ปี้ง ๕๙ ก.ก.

ในวงการกีฬามวยแห่งประเทศไทย ต่างยอมรับนับถือนักมวยที่เข้าแข่งขัน 'วันปอดเหล็ก' ตามรายการนี้ แต่ละคนล้วนแต่เป็นแม่เหล็กของเวทีราชดำเนิน มีสถิติการชกอย่างงดงาม มีแฟนนิยมมาก โปรแกรม 'วันปอดเหล็ก' เป็นโปรแกรมที่ยิ่งใหญ่มโหฬารนัก

เสี่ยหงวนกับนิกรตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อม และแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ คู่ซ้อมของสองสหาย มีสมเดช ยนตรกิจ,อุสมาน ศรแดง,เพิก สิงหพัลลภ,ชูชัย พระขรรจ์ชัย,สุรชัย ลูกสุรินทร์ และพล พัชราภรณ์

หนังสือพิมพ์เกี่ยวกับกีฬาทุกฉบับ ได้ตระเวนค่ายซ้อมทุกแห่ง และเสนอข่าวที่ทำให้ประชาชนตื่นเต้นไปตามๆ กัน เสี่ยหงวนต่อยคู่ซ้อมล้มลุกคลุกคลานไปตามๆ กัน อุสมานถูกกิมหงวนชกก้นจ้ำเบ้าในการซ้อมยกแรก นิกรว่า หมัดซ้ายฟ้าผ่าของสมเดช ยนตรกิจ เหมือนมดกัด

นิกรไล่ต้อนเพิก สิงหพัลลภ รอบลานฝึกซ้อม จนกระทั่งเพิก ถอดนวม ไม่กล้าซ้อมด้วย

ทางด้าน เหี้ยม พิชิตพยัคฆ์ และบิลลี่ ฮัดจิสัน หนังสือพิมพ์ก็ประโคมข่าวว่า ตื่นเต้นเหมือนกัน เหี้ยมฟิตเต็มที่ คู่ซ้อมซึ่งเป็นนักมวยชั้นดี ทนซ้อมกับเหี้ยมได้คนละยกเดียวเท่านั้น ส่วน บิลลี่ ฮัดจิสัน แข็งแกร่งเหมือนวัวกระทิงเปลี่ยว ซ้อม ๑๕ ยกไม่เหนื่อย คู่ซ้อมหลายคนถูก

น็อคเอ๊าท์ คนหนึ่งขากรรไกรแหลกละเอียด

เหี้ยมว่า เขาจะใช้ศอกขวานของเขากระแทกหน้ากิมหงวนให้ยับเยิน บิลลี่ ฮัดจิสันว่า เขาจะน็อคเอ๊าท์นิกรให้ได้ภายใน ๓ ยก

กิมหงวนว่า ถ้าเหี้ยมเอาศอกกระทุ้งหน้าเขา เขาจะพยายามเข้าคลุกวงใน เอาศอกกระแทกนัยน์ตาเหี้ยมให้หลุดติดข้อศอกเขาออกมาทั้งสองข้าง นิกรว่า ถ้าเขาน็อคเอ๊าท์ บิลลี่ ฮัดจิสัน ไม่ได้ เขาจะเอามีดโกนเชือดคอตายบนเวทีต่อหน้าประชาชน

อาเสี่ยกับนิกรมีรูปร่างสมบูรณ์ขึ้น แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนเมื่อก่อน สองสหายออกวิ่งทุกเช้า นิกรโกหกพวกหนังสือพิมพ์ว่า เขาออกวิ่งจากกรุงเทพฯ ราว ๔.๐๐ น. ถึงพระนครศรีอยุธยาสว่าง แล้วขึ้นรถไฟกลับ ส่วนเสี่ยหงวนวิ่งรอบสนามม้าราชตฤณมัย วันละ ๒๕

รอบ แล้ววิ่งไปบางกระบือ กระโดดลงแม่น้ำ ว่ายมาจนถึงถนนตก ขึ้นรถยนต์กลับบ้าน

ประชาชนได้เห็นภาพการฝึกซ้อม ได้เห็นข่าวและโฆษณาชวนเชื่อ ก็ยิ่งอยากดูมวย 'วันปอดเหล็ก' ขึ้นอีก

บัตรผ่านประตู มีจำหน่ายล่วงหน้าทุกสถานีตำรวจนครบาล ตามโรงพยาบาลทุกแห่ง เก้าอี้ชั้นพิเศษหน้าเวทีขายบัตรล่วงหน้าได้หมดแล้ว เสี่ยหงวนทุ่มเทเงินซื้อบัตร แจกพวกกรรมกรโรงเลื่อย,โรงสี และอู่เรือของเขา นิกรซื้อบัตรแจกกรรมกรรถประจำทางของเขาเช่นเดียวกัน

ในที่สุด ก็ถึงวันแข่งขันการชกมวยครั้งสำคัญยิ่ง คือ 'วันปอดเหล็ก'

พอ ๙.๐๑ น. เศษ ประชาชนซึ่งมาจากทิศทางต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้าไปในสนามมวย ราวกระแสคลื่นในมหาสมุทร โดยมากมีกระติกน้ำแข็ง และข้าวห่อติดตัวมาด้วย บ้างก็หิ้วปิ่นโตใส่ข้าว ที่ผู้ดีดัดจริตหน่อยก็มี แซนวิส,บิสคิท,แอ๊ปเปิล ซึ่งคนจำพวกนี้ กินอาหารไทยและผลไม้ไทยไม่

เป็นแล้ว

ในราว ๑๑.๐๐ น. เท่านั้น ชามอ่างยักษ์ของเวทีราชดำเนิน ก็แทบจะหาที่ว่างไม่ได้ เว้นแต่ที่นั่งชั้นพิเศษ นันทา,นวลละออ,ประภา,ประไพ แต่งกายหรูหราผิดปกติ ทำหน้าที่เป็นปฏิคม คุณหญิงวาดนุ่งซิ่นยก สวมเสื้อแพรแขนยาว สวมรองเท้าส้นสูง ติดโบว์กรรมการเดินเบ่งไปมา

ตลอดเวลา

โปรแกรมนี้ไม่มีตั๋วเบ่งหรือตั๋วพยัก คณะกรรมการจัดการแข่งขันชกมวย ได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสารวัตรทหารมารักษาการณ์ ตั๋วฟรีทุกชนิดงดหมด แม้กระทั่งกรรมการห้ามมวย กรรมการให้คะแนน เจ้าหน้าที่ต่างๆ ตลอดจนเด็กขายน้ำอัดลม ก็ต้องซื้อตั๋วผ่านประตู ยก

เว้นให้คนเป่าปี่ คนตีกลอง คนตีฉิ่ง เท่านั้น ที่เข้าฟรีได้

อย่างไรก็ตาม ห้องขายตั๋วมีตั๋วขายเฉพาะที่นั่ง ๒๕ บาทเท่านั้น ซึ่งมีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย

เวลาผ่านพ้นไปด้วยความอึดอัด ทุรนทุรายของคนดู เครื่องถ่ายอากาศเฮงซวย หมุนๆ หยุดๆ มันร้อนเหมือนกับถูกเผาทั้งเป็น กลิ่นไอตัวและกลิ่นระเหยที่มีเสียง ทำให้บรรยากาศในสนามมวยแย่หน่อย คนดูยอมทนทุกข์ทรมาน เพื่อดูเขาชกหน้ากัน

นักมวยทยอยกันมาตามลำดับ ใครเข้ามาก็มีเสียงปรบมือโห่ร้อง กิมหงวนมาถึงสนามมวย ๑๕.๓๐ น. พร้อมด้วยนิกรกับพี่เลี้ยง คือเจ้าแห้วกับลุงเชย

ใครคนหนึ่งแหกปากตะโกนขึ้น

"เสี่ยหงวนมาแล้วโว้ย"

เสียงปรบมือ เสียงโห่ร้องดังลั่น คณะพรรค ๔ สหาย ซึ่งยืนจับกลุ่มอยู่ข้างเวที ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามๆ กัน ลุงเชยกับเจ้าแห้วสวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดแขนสั้นสีขาว ข้างหลังเสื้อเขียนว่า 'สามเกลอ' อันเป็นชื่อของคณะ

อาเสี่ยโบกมือให้แฟนของเขา พวกผู้หญิงต่างทำหูทำตากระชดกระช้อยให้เสี่ยหงวน หล่อนคิดว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นเมียน้อยหรือเมียเก็บ เมียบำเรอก็ยังดี อย่างขี้หมูขี้หมา เดือนหนึ่งกิมหงวนคงจ่ายให้ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท

บรรดากรรมกร ในบังคับบัญชาของอาเสี่ยกับนิกรนับจำนวนพัน ซึ่งนั่งรวมกันอยู่ทางด้านตะวันออก ชั้นละ ๕๐ บาท เริ่มบรรเลงดนตรี และร้องเพลงเชียร์ทันที ทำให้บรรยากาศในสนามมวย คลายความเคร่งเครียดลงบ้าง

เจ้าแห้วเดินนำหน้าพาเสี่ยหงวนกับนิกร และลุงเชย ตรงไปยังที่พักของนักมวย ชั่วโมงแห่งความทรมานใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โฆษกของสนามมวยเริ่มพูดกระจายเสียงทันที

"ท่านที่รัก โปรดอดใจรอคอยเวลาอีก ๕ นาที เท่านั้น โอกาสนี้ เราจะได้อ่านรายนามคณะกรรมการจัดการแข่งขันมวย 'วันปอดเหล็ก' ซึ่งได้บริจาคเงินซื้อปอดเหล็กให้ท่านฟัง ดังต่อไปนี้ นายกิมหงวน ไทยแท้ หนึ่งล้านบาท"

เสียงร้องโอ้โฮ และเสียงปรบมือโห่ร้องดังขึ้น ราวกับสนามมวยจะถล่มทะลาย โฆษกอ่านต่อไปอีก

"นายเชย พัชราภรณ์ พ่อค้าฟืนนครสวรรค์ ๔ แสนบาท"

"อื้อฮือ" คนดูอุทาน แล้วปรบมือให้

"พระยาประสิทธิ์นิติศาสตร์ หมื่นห้าพันบาท คุณหญิงวาด หมื่นบาทถ้วน เจ้าสัวกิมไซแห่งศิวิลัยพานิช ห้าหมื่นบาท พระยาปัจจนึกพินาศ สองหมื่นบาท นายพล พัชราภรณ์ หมื่นบาท นายแพทย์ ดิเรก ณรงฤทธิ์ สามหมื่นบาท นายนิกร การณวงศ์ สิบบาทห้าสิบสตางค์ นางนันทา พัชรา

ภรณ์ หมื่นบาท นางนวลละออ ไทยแท้ สองหมื่นบาท นางประไพ การุณวงศ์ หมื่นบาท นางประภา ณรงฤทธิ์ ห้าพันบาท "

เสียงประชาชนปรบมือให้เกียรติดังอยู่ตลอดเวลา ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญอาเสี่ยกิมหงวนกับลุงเชยไปตามๆ กัน

๑๗.๐๐ น. ตรง

ทางที่นั่งชั้น ๒๕ บาท ด้านเหนือ เฉพาะพวกนักการพนัน ต่างส่งเสียงเฮขึ้นเหมือนทุกครั้งของการชกมวยที่เวทีนี้ เตือนให้กรรมการทราบว่า ถึงเวลาแล้ว ต่อจากนั้น เสียงระฆังเริ่มการแข่งขันก็ดังรัวขึ้นทันที นักมวยคู่ที่หนึ่ง พากันเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างสง่าผ่าเผย

ภายในห้องพักของนักมวยฝ่ายแดง

นิกรกำลังนอนคว่ำหน้า ให้ลุงเชยนวดเส้นสายแข้งขาให้เขา ส่วนเสี่ยหงวนนั่งหน้าเศร้ารอคอยฟังข่าวจากเจ้าแห้ว นักมวยฝ่ายแดงอีก ๓ คนกับพี่เลี้ยงนั่งจับกลุ่มอยู่อีกทางหนึ่ง

กิมหงวนจ้างเหี้ยม พิชิตพยัคฆ์ ๕ หมื่นบาท เพื่อให้ล้มมวยให้เขา แต่เหี้ยมยังไม่ตกลง บอกอาเสี่ยว่าจะให้คำตอบเด็ดขาด เมื่อนักมวยคู่ที่หนึ่งเริ่มชกกันแล้ว ดังนั้น พอเสียงปี่ชวาและกลองแขกดังขึ้น อาเสี่ยก็ใช้ให้เจ้าแห้วไปติดต่อขอคำตอบจากเหี้ยม

เสี่ยหงวนถอนหายใจโล่งอก เมื่อแลเห็นเจ้าแห้วเดินเข้ามาในห้องพักของนักมวยฝ่ายแดง

"ว่าไงโว้ย"

เจ้าแห้วทรุดตัวนั่งแล้วกระซิบกระซาบกับกิมหงวน

"รับประทานไม่ตกลงครับ"

"หา? " กิมหงวนร้องลั่น

เจ้าแห้วยกนิ้วชี้มือขวาแตะริมฝีปากแล้วร้องซี้ด

"รับประทานเบาๆ หน่อย"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก เขยิบเข้ามานั่งชิดเจ้าแห้ว

"อ้ายเหี้ยมมันว่ายังไง"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

"รับประทานมันให้ผมมาบอกอาเสี่ยว่า รับประทานไม่ตกลงครับ เพราะแม่ยายของมันรับประทานไปต่อมันไว้สองเอาหนึ่ง และเอาไม่ตลอดห้ายก ซะด้วย มีคนรองไว้ตั้งแสน รับประทานเหี้ยมบอกว่า เขาช่วยอะไรไม่ได้ครับ ต้องชกกันจริงๆ แล้วเขาก็สั่งให้ผมมาบอกว่า ถ้าอาเสี่ย

พลาดพลั้ง ถูกเขาต่อยหรือเตะตาย เขาขออโหสิกรรมด้วย"

กิมหงวนขบกรามกรอด นัยน์ตาวาวโรจน์

"ไปบอกมันเดี๋ยวนี้ อ้ายแห้ว"

"รับประทานบอกว่ายังไงครับ"

"บอกว่า หัวเด็ดตีนขาด ข้าก็ไม่ยอมชกกับมัน"

"อ้าว" เจ้าแห้วอุทานลั่น "รับประทานไม่ชกได้หรือครับ รับประทานผู้คนมาดูคับคั่งล้นหลามออกอย่างนี้ แล้วก็การชกครั้งนี้ก็เพื่อการกุศล"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ไม่ไหวโว้ย สถิติการชกของอ้ายเหี้ยม มันขึ้นชก ๗๒ ครั้ง น็อคเอ๊าท์ ๗๐ คน อีก ๒ คน ตายคาเวที คนหนึ่งถูกเตะม้ามแตก อีกคนหนึ่งซี่โครงหักไปทั้งแถบ"

เจ้าแห้งแสดงสีหน้าวิตกเป็นทุกข์

"เอาน่า รับประทาน ๑๐ นิ้วเหมือนกัน กลัวอะไรครับ"

เสี่ยหงวนทำตาละห้อย

"นิ้วมันใหญ่กว่ากันนี่หว่า ความจริงน้ำหนักตัวอ้ายเหี้ยมมากกว่ากันตั้ง ๑๐ กิโล น้ำหนักที่ลงในใบปลิวน่ะ มันน้ำหนักเฮงซวย ว้า....ท่ามันตายแน่ละโว้ยกู อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี รนหาที่"

เจ้าแห้วสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นนักมวยฝ่ายแดงซึ่งขึ้นชกคู่หนึ่ง ถูกหามใส่เปลผ้าใบเข้ามาในห้อง อันเป็นลางร้ายแสดงว่า วันนี้น่าจะเป็นวันของฝ่ายน้ำเงิน อาเสี่ยกิมหงวนผิวปากเบาๆ ปลอบใจตัวเอง ใบหน้าซีดเผือดผิดปกติ เขามองดูนายอุตลุด ศรเขียว ซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บน

ยกพื้น และพี่เลี้ยงกำลังช่วยกันนวดเฟ้นแก้ไข ส่วนนิกรนอนคว่ำหน้าหลับสนิทอยู่อีกทางหนึ่ง เสียงกรนสนั่นหวั่นไหว

"อ้าว อ้ายกรหลับแล้ว"

ลุงเชยโบกมือ

"ปล่อยมัน อ้ายหมา ปล่อยให้มันหลับเอาแรงเสียพักหนึ่ง ข้านวดให้มันเรียบร้อยแล้ว เอ็งจะนวดบ้างไหมล่ะ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ พูดเสียงอ่อย พลางมองดูนักมวยฝ่ายแดงคู่ ๒ ที่เดินออกไปจากห้อง

"ไม่ต้องนวดหรอกครับ"

"อ้อ เอ็งคงมั่นใจว่า ถึงยังไงเอ็งกฌต้องชนะ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"ไม่ใช่ยังงั้นหรอกครับ ถึงคุณลุงนวดให้ผม ผมก็แพ้ วันนี้ผมหวังแพ้ถึง ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์"

ชายชราสะดุ้งโหยง

"แพ้ไม่ได้ซีวะ เอ็งก็ชายชาติหมา....เอ๊ย....ชาติเสือคนหนึ่ง คนอย่างเอ็งข้ารู้ดีว่า เอ็งมีเลือดนักสู้ทุกหยด ข้าว่าเอ็งต้องชนะเด็ดขาด ข้าได้ให้สัมภาษณ์กับผู้แทนหนังสือพิมพ์ 'กีฬา' ไปเมื่อสักครู่นี้เอง ข้าบอกเขาว่า ในฐานะที่ข้าเป็นลุงของเอ็งกับอ้ายกร ถ้าเอ็งหรืออ้ายกรแพ้ ข้าจะแก้

ผ้าเดินกลับนครสวรรค์โดยทางรถไฟ"

คราวนี้กิมหงวนหัวเราะก๊าก

"อ้ายเหี้ยมมันไม่ใช่เล่นนะครับคุณลุง หมัดมันหนักพอๆ กับสมเดชทีเดียว อีกไม่ช้ามันจะชกกับสมเดชแล้ว แต่เจ้าเหี้ยมจะต้องทำน้ำหนักตัวให้ลดลงมาอีก ๔ กิโล"

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อดร. ดิเรกเดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาในห้องพัก ทั้งสองแต่งกายแบบสากลหรูหรา

"เฮ้....เป็นยังไงบ้างยู" นายแพทย์หนุ่มกล่าวทัก

เสี่ยหงวนถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"ไม่เป็นไรหร๊อก ตื่นเต้นนิดหน่อย 'วันปอดเหล็ก' มันทำให้กันปอดลอยเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"พันไม้พันมือเสียซี คู่สองเริ่มชกแล้ว เดี๋ยวจะเตรียมตัวไม่ทัน แกเป็นอะไรไปวะหงวน หน้าตาถึงซีดเซียวผิดปกติ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"ใจไม่ดีครับ ผมกลัวว่า การชกระหว่างเจ้าเหี้ยมกับผม มันจะกลายเป็นฆาตกรรมไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก๊าก เข้าใจว่ากิมหงวนพูดเล่นสนุกๆ

"อย่าถ่อมตัวหน่อยเลยวะ อารู้ดีว่าวันนี้แกต้องชนะแน่นอน และชนะน็อคเอ๊าท์เสียด้วย แกรู้ไหมว่าคนดูเขาให้สมญาแกว่าเหี้ยโบราณ แกต้องชกให้ดุเดือด ให้สมกับที่แกเป็นเหี้ยโบราณนะ จะบอกให้"

ดร. ดิเรกเดินเข้ามาหานิกร ก้มลงเขย่าแขน

"เฮ้....ลุกขึ้นทีซิโว้ย"

นายจอมทะเล้นลืมตาขึ้นมองดูโลก พูดเสียงงัวเงีย

"อย่ากวนใจน่า กำลังนอนสบาย ว้า....ใครเสือกเอาปี่มาเป่าโว้ย หนวกหูเหลือเกิน เห็นบ้านเป็นสนามมวยไปได้ เจ้าแห้วไปไหนไล่ออกไปทีเถอะวะ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"ว่าไง อ้ายกร ไม่กินเรอะ กำลังร้อนๆ "

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นนั่งทันที ความง่วงเหงาหาวนอนหายไปราวปลิดทิ้ง

"บะหมี่หรืออะไรวะหมอ"

ลุงเชยหัวเราะงอหาย ยกมือผลักหน้านิกร และพูดพลางหัวเราะพลาง

"อ้ายเวรตะไล พอพูดถึงเรื่องกินหายง่วงเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งเจ้าแห้วให้ช่วยพันมือให้กิมหงวนกับนิกรได้แล้ว พอดี พล พัชราภรณ์ เดินเข้ามาในห้องพักนักมวยฝ่ายแดง เขาแต่งสากลชุสีขาว ติดโบว์กรรมการ

"เฮ้อ....ได้เงินจากผู้บริจาคอีก ๔ แสนกว่าโว้ย รวมทั้งเงินที่พวกเราบริจาค และค่าผ่านประตู อย่างไรก็ต้องกว่า ๒ ล้าน" นายพัชราภรณ์พูดด้วยความดีใจ ถอดเสื้อสากลออกส่งให้เจ้าแห้ว เตรียมตัวเป็นพี่เลี้ยงขึ้นให้น้ำนิกร แล้วเขาก็ช่วยพันมือให้เสี่ยหงวน "ตั้งใจให้ดีอ้ายหงวน

แกต้องเอาชนะให้ได้ คนดูเกือบทั้งสนามเอาใจช่วยแกทั้งนั้น"

อาเสี่ยถอนหายใจเบาๆ

"สงสัยว่าวันนี้กันจะหมดอายุเสียแล้ว อ้ายเหี้ยมมันเก็งน็อคกัน"

"เป็นบ้าไปได้ นายเหี้ยมไม่ได้กินเหล็กต่างข้าวนี่หว่า เชื่อกันเถอะวะ ถ้าแกชกถูกปลายคางนายเหี้ยมอย่างจัง โป้งเดียวเท่านั้นเป็นอยู่ แกต้องพยายามออมกำลังให้ดี อย่าปล้ำกับมันเด็ดขาด ชนะน่า ไม่ต้องกลัว"

ที่เวทีเสียงเอะอะเฮฮาดังอยู่ตลอดเวลา และครั้งหนึ่งเสียงโห่ร้องได้ดังขึ้น ปี่ชวาและกลองแขกเงียบเสียงไปแล้ว เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง สักครู่ก็กลับเข้ามา

"รับประทานเตรียมตัวครับอาเสี่ย คู่สองเสร็จแล้ว"

เสี่ยหงวนหน้าจ๋อย

"ใครแพ้วะ แดงหรือเงิน"

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ รับประทานมองไม่เห็น"

กิมหงวนลุกขึ้นยืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบเสื้อคลุมสีฟ้าใหม่เอี่ยมช่วยสวมให้อาเสี่ย ทันใดนั้น ชายหนุ่มร่างใหญ่ค่อนข้างเตี้ยคนหนึ่ง แต่งเครื่องแบบพลทหาร ได้เข้ามาในห้องอย่างร้อนรน เขาคือสมเดช เจ้าของหมัดมฤตยูอันลือชื่อ

"เฮียครับ ออกไปซีครับ"

อาเสี่ยเห็นคู่ซ้อมของเขา มีขวัญและกำลังใจดีขึ้นบ้าง

"เออ....ดีทีเดียวโว้ยเดช แกช่วยให้น้ำกันหน่อยเถอะวะ"

เจ้าหนุ่มแห่งแคว้นสุพรรณบุรียิ้มอายๆ

"ได้ครับ สำหรับเฮีย ผมไม่รังเกียจเลย ผมยินดีให้น้ำ และช่วยหามมาห้องพักเสร็จ"

เสี่ยหงวนหน้าจ๋อย

"โธ่....อย่าพูดยังงี้ซีโว้ย น้องชาย"

นักมวยฝ่ายแดงที่ขึ้นชกคู่ที่ ๒ ถูกประคองปีก เดินขาลากเข้ามาในห้องพัก หน้าตาฟกช้ำดำเขียว แทบจะจำไม่ได้ กิมหงวนแลเห็นเข้าก็ใจไม่ดี นักมวยฝ่ายแดงแพ้ติดๆ กัน ๒ คู่แล้ว เขาหันมาพูดกับดร. ดิเรกเบาๆ

"แกพาคุณลุงไปนั่งดูมวยหน่อยซี ทีแรก กันนึกว่าเดชเขาคงไม่มาดูมวย กันจะให้คุณลุงขึ้นให้น้ำ เมื่อสมเดชเขามา คุณลุงก็ไม่ต้อง"

ชายชราพูดเสริมขึ้น

"ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ดูมวยสบายๆ " แล้วแกก็ยิ้มให้ซ้ายฟ้าผ่า "อือฮือ คอเอ็งทำไมมันใหญ่โตยังงี้วะ อ้ายหมา มิน่าล่ะ หมัดเอ็งมันถึงได้แรงนัก ให้น้ำดีๆ นะ อ้ายหลานชาย"

สมเดชหัวเราะ

"คุณลุงไม่ต้องวิตกครับ เฮียหงวนต้องชนะเด็ดขาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาเสี่ยหงวนออกไปจากห้อง พล,ดร. ดิเรก,ลุงเชย กับเจ้าแห้ว และสมเดชตามออกไปด้วย เจ้าแห้วถือกระติกน้ำแข็งและผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ

พอร่างของเหี้ยโบราณ กิมหงวนปรากฏตัวขึ้น ประชาชนคนดูเกือบทั้งหมด ก็ปรบมือโห่ร้องขึ้น ทุกคนพอใจเสี่ยหงวน มหาเศรษฐีหนุ่ม ซึ่งบริจาคเงินซื้อปอดเหล็กถึงหนึ่งล้านบาท พวกผู้หญิงที่นั่งอยู่ริงไซ้ด์ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามๆ กัน

สมเดชรีบขึ้นไปทางเวทีทางมุมแดง เจ้าแห้วพากิมหงวนขึ้นไป อาเสี่ยเผ่นแผล็วข้ามเชือก ยกมือไหว้คนดูรอบๆ เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ แฟนมวยส่วนมาก เพิ่งได้เห็นโฉมหน้ามหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก บรรดากองเชียร์ของกิมหงวน เริ่มร้อง

เพลงเชียร์ทันที อาเสี่ยนั่งลงบนม้า พอดีมองเห็นคณะพรรคของเขา ซึ่งนั่งหน้าสลอนอยู่หน้าเวที คุณหญิงวาดโบกมือให้

"ตั้งใจให้ดี พ่อหงวน อย่าลืมที่อาสั่งนะ ได้ทีหลอกต่อยหน้าเตะพุงมันเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ดุเมียของท่าน

"เบา....คุณหญิง"

คุณหญิงวาดหันมายิ้ม

"ดิฉันยังไม่ปวดหรอกค่ะ เจ้าคุณปวดก็ไปซีคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าชอบกล

"ไม่ใช่ปวดท้องเยี่ยว ที่ฉันบอกให้เบาน่ะ หมายความว่าฉันขอให้คุณหญิงพูดเบาๆ หน่อย"

"ปู้โธ่ ดิฉันนึกว่า เจ้าคุณถามดิฉันว่าจะไปเบาไหม แล้วท่านก็หัวเราะชอบใจ"

เจ้าสัวกิมไซเอื้อมมือเขี่ยแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"โน่ง....เจ้าคุง อ้ายคงที่จะตีกับอาหงวนมาโน่น ใช่ไม่ใช่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองตามสายตาท่านเจ้าสัว

"ใช่แล้ว เจ้าสัว อื้อฮือ ตัวมันใหญ่เกือบเท่าหลวงพ่อโต วัดอินทร์ น่ากลัวอ้ายหงวนสู้แรงปะทะไม่ได้"

เหี้ยม พิชิตพยัคฆ์ ปรากฏตัวขึ้นแล้ว เขาเดินตามหัวหน้าคณะของเขาผ่านหมู่คนดูชั้นพิเศษ อ้อมไปทางมุมน้ำเงินของเขา เสียงปรบมือโห่ร้องดังขึ้นอีก แต่ไม่เท่ากิมหงวน เพราะบรรดานักมวยไม่ชอบเหี้ยม เนื่องจากเหี้ยมเป็นมวยที่เอาเปรียบคู่ต่อสู้ เขาจะชกกับใคร คนนั้นต้องมี

ฝีมืออ่อนกว่าเขา และน้ำหนักเบากว่าเขา และขณะที่สู้กัน เหี้ยมชอบใช้กำลังอันมหาศาลของเขา กอดรัดฟัดคู่ต่อสู้จนหมดแรงล้มลงไปด้วยกัน แล้วก็เอาเข่าหรือศอกกระแทกซ้ำ คนดูลงความเห็นว่า เหี้ยมเป็นนักมวยที่ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ชกทีไรแช่งให้เหี้ยมแพ้ทุกครั้ง แต่

เหี้ยมก็ชกเรื่อยมา จนได้เสื้อสามารถชนะเลิศรุ่น ๕ จิ้งจกยักษ์

เหี้ยมทรุดตัวนั่งยองๆ ที่บันไดขึ้นเวที ทางฝ่ายน้ำเงิน เขาบริกรรมคาถาแล้วลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนเวที เหี้ยมสวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดนก ปักหลังเสื้อด้วยดิ้นทองเป็นรูปเสือเผ่น

เหี้ยมยกมือไหว้คนดูอย่างคารวะ แล้วปราดเข้ามาหากิมหงวน อาเสี่ยรีบลุกขึ้นยื่นมือให้เหี้ยมจับ แล้วต่อว่าเขาเบาๆ

"ดีละนะเหี้ยม พูดไม่เป็นพูด ทีหลังอย่าคบกันเลย"

เหี้ยมยิ้มแห้งๆ เดินกลับไปมุมของเขา กรรมการห้ามมวยได้ตรวจดูมือของนักมวยทั้ง ๒ ฝ่ายตามระเบียบ กลัวว่านักมวยจะเอาสนับมือยัดไว้ในผ้าพันมือ

ท่ามกลางการต่อรองของนักพนัน เสี่ยหงวนกับเหี้ยมต่างลงมือสวมนวม เตรียมที่จะปะทะกันในนาทีนี้ นักพนันต่อเหี้ยม ๒ เอา ๑ ปรากฏว่ามีผู้รองกิมหงวนมากเหมือนกัน

เจ้าแห้วภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นพี่เลี้ยงอาเสี่ย เขากับสมเดชได้ช่วยกันสวมนวมให้กิมหงวนเรียบร้อย

เสียงระฆังตีกังวานลั่น

"แก๊ง"

นักมวยทั้งสองฝ่ายต่างไหว้ครูตามประเพณี พี่เลี้ยงรีบลงไปยืนดูข้างล่าง เสียงปี่ชวาและกลองแขกวิเวกวังเวง ในบทไหว้ครู เสี่ยหงวนรำแบบพรหมสี่หน้า ดังที่เขาได้ศึกษาวิชามวยไทยและมวยสากลมาจาก สมาน ดิลกวิลาศ อดีตเสือสังเวียน ที่บรรดานักมวยทั้งหลายยอมยกย่อง

เป็นนักมวยชั้นอาจารย์

เหี้ยม พิชิตพยัคฆ์ ร่ายรำตามแบบของเขา เมื่อทั้งสองรำไหว้ครูเสร็จแล้ว ก็เข้ามาสัมผัสมือกัน

สุภาพบุรุษร่างใหญ่คือ ครูเจือ จักษุรักษ์ กรรมการห้ามมวย ได้ชี้แจงแก่นักมวยทั้งสองตามธรรมเนียม และแยกคู่ต่อสู้ให้กลับไปยังมุมของตน อาเสี่ยใจเต้นระทึก ใบหน้าซีดเผือด เมื่อนึกได้ว่าตัวเขาเองลืมเครื่องป้องกันอย่างสำคัญ

เสียงระฆังยกแรกดังกังวานขึ้นแล้ว เหี้ยมปราดออกมาจากมุมของเขาทันที กิมหงวนยกมือซ้ายชูขึ้น

"เดี๋ยว เดี๋ยวโว้ยเหี้ยม" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางกรรมการห้ามมวย "ครูครับ ขอเวลาให้ผมสัก ๕ นาทีได้ไหม? "

ครูเจือขมวดคิ้วย่น

"อะไรอีกล่ะคุณ"

"ผมลืมใส่กระจับครับ"

"อ้าว" กรรมการอุทานแล้วหัวเราะ "ลืมก็ไม่ต้องใส่"

"อ๊ะ! อ้ายเหี้ยมมันก้อเตะผมหน้าเขียวไปเท่านั้นเอง" พูดจบ กิมหงวนก็รีบมุดเชือกลงจากเวที ร้องบอกสมเดชพี่เลี้ยงของเขา "เดชโว้ย เฮียลืมผูกกระจับ ช่วยไปผูกกระจับให้เฮียหน่อยเถอะวะ"

นายเลือดสุพรรณหัวเราะงอหาย เขาเดินตามกิมหงวนผ่านประชาชนคนดูเข้าไปทางด้านหลังสนามมวย สักครู่หนึ่ง โฆษกก็ประกาศกระจายเสียงให้ทราบ

"ท่านทั้งหลาย กิมหงวนนักมวยของท่านลืมผูกกระจับ จึงขอเวลาสักสองสามนาทีผูกกระจับให้เรียบร้อยเสียก่อน"

คนดูฮาครืน หัวเราะอย่างไม่ต้องอั้น อีกสักครู่หนึ่ง กิมหงวนก็เดินยิ้มแห้งๆ ออกมาจากช่องใต้อัฒจรรย์ คนดูโห่ร้องเกรียวกราว อาเสี่ยวิ่งขึ้นบันไดเวที กระโดดข้ามเชือกอย่างคล่องแคล่ว

การต่อสู้ในยกแรกเริ่มต้นขึ้นแล้ว เหี้ยมใหญ่กว่ากิมหงวนจนบังมิด เขายกแขนขึ้นการ์ดและขยับเท้าก้าวเข้ามาหา อาเสี่ยคุมแน่นจนกระทั่งสมเดชร้องเตือน

"การ์ดให้ยาวไว้เฮีย เราสูงกว่ามัน"

กิมหงวนอมยิ้ม ยื่นแขนซ้ายออกไปข้างหน้า หมัดขวาขยับมา เหี้ยมเตะกราดด้วยเท้าซ้าย หวุดหวิดจะถูกปลายคางอาเสี่ย พอได้โอกาสเสี่ยหงวนก็แย็ปซ้ายปัง และถอยหนี เหี้ยมถูกหมัดแย็ปหน้าแดงก่ำ คราวนี้เขาโผนเข้าใส่คู่ต่อสู้ทันที

อาเสี่ยหลบฉาก สวิงขวาปัง ถูกก้านคอเหี้ยมอย่างถนัดใจ ถึงกับหัวซุน คนดูปรบมือโห่ร้องเอาใจช่วยกิมหงวนเกือบทั้งสนาม

กรรมการรีบเข้าแยก เมื่อนักมวยทั้งสองกอดฟัดกัน แต่เหี้ยมใช้วิชายูโด เหวี่ยงกิมหงวนลงไปนอนวัดพื้นเสียแล้ว ครูเจือชี้หน้านักมวยฝ่ายน้ำเงินทันที

"จับทุ่มยังงี้ไม่ได้ หนึ่งละนะ"

ความเด็ดขาดของครูเจือทำให้เหี้ยมยอมรับผิด ยกมือไหว้ และหันมายื่นมือขวาให้กิมหงวนจับ แต่อาเสี่ยไม่ยอมจับด้วย

"เล่นยูโดนะมึง เผื่อแขนฉันหักแกจะว่ายังไง"

การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีก เหี้ยมแย็ปซ้ายถูกหน้ากิมหงวนอย่างถนัด แล้วตามด้วยหมัดฮุคขวา ปัง!

ร่างอันสูงชลูด เซถลาไปปะทะเชือกล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยข้างหน้าคณะพรรค ๔ สหายทันที ลุงเชยผลุดลุกขึ้น เมื่อเห็นกรรมการนับ

"เฮ้ย! อ้ายหมาหงวน ลุกขึ้นโว้ย นับ ๓ แล้วโว้ย"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ สบัดหน้าเร่าๆ พูดกับคณะพรรคของเขาด้วยเสียงอันดัง

"ไม่ไหว หมัดมันหนักยิ่งกว่าช้างถีบ โอ๊ย....เห็นดาวยิบๆ เลย"

พอกรรมการนับ ๘ กิมหงวนก็รีบลุกขึ้น กระโดดเข้าตีเข่าลอยอย่างรวดเร็วฉับพลัน

"บึ้ก! "

เหี้ยมไม่ทันระวังตัว ถูกเข่าเสี่ยหงวนที่ลิ้นปี่เต็มรัก

นักมวยฝ่ายน้ำเงินล้มลงนอนบิดตัวไปมา ครูเจือปราดเข้านับ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของคนดู

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า-หก"

"แก๊ง! "

พี่เลี้ยงของเหี้ยมเผ่นขึ้นมาบนเวที ประคองเหี้ยมลุกขึ้นพาไปเข้ามุม สมเดชกับเจ้าแห้ว จับแขนกิมหงวนพามานั่งบนม้า

"เป็นไงเดช เฮียต่อยเป็นไง"

สมเดชนวดขาอาเสี่ยพลางพูดพลาง

"ไม่เลวครับ ดีกว่าเด็กวัดเป็นกอง"

"บ๊ะแล้ว พูดให้กำลังใจกันบ้างซีโว้ย น้ำแข็ง อ้ายแห้ว ขอน้ำแข็งกินหน่อย โอย....เหนื่อยเหลือเกิน" แล้วอาเสี่ยก็มองลอดเชือกไปที่เมียรักของเขา

นวลละออพยักหน้ากับกิมหงวน แล้วทำท่าชกหมัดฮุค

"ยกนี้น็อคเลยเฮีย"

อาเสี่ยถอนหายใจยาว แล้วหัวเราะก๊าก เอ็ดตะโรสมเดช

"เฮ้ย....จั๊กจี้โว้ย อย่านวดเลย ฮ่ะ ฮ่ะ"

นายหมัดมฤตยูกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ตั้งใจดีๆ นะครับเฮีย ถีบไว้บ้างซีครับ อย่าให้มันเข้าชิดตัว หมัดซ้ายแย็ปไว้เรื่อยๆ เวลาเข้าเกาะพยายามใช้หมัดอัปเปอร์คัท และช็อทฮุคซิครับ อย่าไปปล้ำกับมัน"

เสี่ยหงวนทำตาละห้อย

"มันนึกไม่ออกโว้ย น้องชาย แกช่วยชกแทนกันทีได้ไหมวะ"

สมเดชหัวเราะ

"ไม่ได้หรอก กรรมการเขาไม่ยอม"

"แก๊ง! " เสียงระฆังยกสองดังขึ้นอีก นักมวยทั้งสองรีบลุกขึ้นปราดเข้าหากัน เหี้ยมเปลี่ยนวิธีชกใหม่ บุกตะลุยกิมหงวนทันที ตามคำแนะนำของพี่เลี้ยง อาเสี่ยโดนหมัดจังๆ หลายหมัด ต้องถอยพลางสู้พลาง ในที่สุด เขาก็ถูกหมัดตรงขวาของเหี้ยมเต็มรัก

ร่างอันสูงชะลูดถลาออกไป และล้มกลิ้ง อาเสี่ยหูอื้อ นัยน์ตาพร่าพราว รีบลุกขึ้นนั่ง เขาแลเห็นนักมวยเอกหลายคน ยืนจับกลุ่มที่มุมแดง เอาใจช่วยเขา มีเพิก สิงหพัลลภ,ทองใบ ยนตรกิจ,ผล พระประแดง,สุรชัย,ชูชัย,ศิษย์พันธุ์,อุสมาน และใครๆ ต่อใครอีกมาก

"ลุกขึ้น เฮียหงวน" ประเสริฐ ประเสริฐสิงห์ ตะโกนลั่น "ลุกขึ้นสู้มันซีครับ"

พอกรรมการนับได้ ๖ กิมหงวนก็ลุกขึ้น และแกล้งทำมึนงง เหี้ยมกระโจนเข้าใส่ หมัดขวาของกิมหงวนลั่นปัง ถูกกระโดงคางเหี้ยมดังพล็อก คราวนี้ สนามมวยแทบจะถล่มทะลาย เมื่อเหี้ยมล้มลง

มวยคู่นี้ ทั้งดุและทั้งเดือด ผลัดกันถูกนับ ทำให้คนดูได้รับความตื่นเต้นสนุกสนานอย่างผิดคาด กรรมการนับได้ ๗ เหี้ยมก็ลุกขึ้น และแล้วก็ปราดเข้าเตะอาเสี่ยด้วยเท้าขวาถูกก้านขวาดังฉาด เสี่ยหงวนซวนเซไปติดเชือก เหี้ยมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันบุกเข้าไปจะซ้ำ กิมหงวนหลับหูหลับ

ตาฟันศอกขวาอย่างส่งเดช

"พล็อก"

ปลายศอกถูกนัยน์ตาขวาของเหี้ยมแตก โลหิตไหลพลั่กๆ และนัยน์ตาหลุดห้อยออกมาจากเบ้า กิมหงวนเห็นเข้าก็ตกใจเป็นลมล้มลงทันที กรรมการนับ หนึ่ง...สอง...สาม และเรื่อยไป

พอนับ ๙ เสียงระฆังหมดยกก็ดังขึ้น สมเดชกับเจ้าแห้วรีบขึ้นมาบนเวที ลากกิมหงวนกลับไปมุม

ครูเจือเห็นว่าเหี้ยมนัยน์ตาพิการไปข้างหนึ่งแล้ว และกำลังบาดเจ็บบอบช้ำแสนสาหัส จึงให้ยุติการต่อสู้ เดินเข้ามาหากิมหงวนทางมุมแดง อาเสี่ยฝืนใจลุกขึ้นยืน พอกรรมการชูมือเขาขึ้นเหนือศีรษะ กิมหงวนก็แข้งขาอ่อนเปียกอีก พี่เลี้ยงรีบให้นั่งเก้าอี้ ช่วยกันแก้ไขสักครู่ จึงประ

คองกิมหงวนลงจากเวทีไป ท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้อง คนดูพิศวงงงงวยไปตามๆ กัน ที่เสี่ยหงวนชนะเหี้ยมอย่างง่ายดายเช่นนี้ ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด

จนกระทั่งโฆษกกล่าวปราศรัยกับประชาชน

"มวยไทยคู่เอกระหว่างเหี้ยม พิชิตพยัคฆ์ กับกิมหงวน ไทยแท้ ปรากฏว่า เหี้ยมถูกศอกกิมหงวนโดนนัยน์ตาขวาพอดี เราเสียใจที่จะเรียนให้ท่านทราบว่า นัยน์ตาข้างขวาของเหี้ยมบอดเสียแล้ว และตกหายระหว่างที่เดินไปห้องพักนักมวย ท่านผู้ใดเก็บลูกนัยน์ตาของเหี้ยมได้

กรุณานำไปคืนด้วย จะขอบคุณยิ่ง"

คนดูเศร้าใจไปตามๆ กัน สักครู่โฆษกประกาศต่อไป "คู่ที่ ๔ มวยสากลกำหนด ๑๒ ยก ระหว่างนิกร การุณวงศ์ กับบิลลี่ ฮัดจิสัน รองแชมเปี้ยนโลกรุ่นไลท์เวท"

เสียงปรบมือโห่ร้องดังขึ้นทันที คนดูไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า รองแชมเปี้ยนโลกคนนี้ คือฝรั่งกุ๊ยที่เดินเตะฝุ่นอยู่แถวบางรัก ดังนั้น เมื่อสมิท หรือบิลลี่ ฮัดจิสัน เดินออกมาจากใต้อัฒจรรย์ ประชาชนคนดูนับหมื่นก็ปรบมือให้เกียรติเขา อุไร ชินกร กับนักมวยสากลหนุ่มรูปหล่ออีกคน

หนึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งพี่เลี้ยงก็หลงเข้าใจผิดว่า หมอนี่เป็นรองแชมเปี้ยนโลกจริงๆ

อย่างไรก็ตาม นักดูมวยที่สนใจในวงการมวยต่างประเทศ รู้สึกแปลกใจไปตามๆ กัน ที่เพิ่งเคยได้ยินชื่อนายบิลลี่ ฮัดจิสัน เจ้าหมอนี่ล่ำสันทะมัดทะแมงดีมาก ชกมวยได้ดีพอใช้

สมิทขึ้นมาบนเวที ให้กรรมการตรวจมือ แล้วก็นั่งรอคอยคู่ต่อสู้ของเขา เกือบ ๑๐ นาที นิกรก็ยังไม่ออกมา ประชาชนคนดูที่ปากเปราะหน่อย ก็ร้องตะโกนขึ้น

"โว้ย! เมื่อไหร่จะออกมาเสียที ชกวันนี้นะโว้ย ไม่ได้ชกพรุ่งนี้"

นายจอมทะเล้นปรากฏตัวขึ้นทันที

เขาสวมเสื้อคลุมสีเขียวฝรั่ง ปักตราด้วยดิ้นทองเป็นรูปเด็กทารกคนหนึ่ง กำลังนอนอยู่ในปอดเหล็ก ศีรษะของเขาคลุมผ้าสีเหลือง เดินก้มหน้าก้มตาตามพี่เลี้ยงออกมา พล พัชราภรณ์ กับเพิก สิงหพัลลภ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คนดูปรบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว

นิกรก้าวขึ้นสู่มุมแดงอาจหาญ เพิกดึงเชือกเวทีให้ต่ำลงมา แต่นิกรไม่ยอมข้ามเชือก เขายืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็พุ่งหลาวข้ามเชือกทันที

"โครม! ป้าบ! โอ๊ย! "

เพราะนิกรไม่ชำนาญการตีลังกา หลังของเขาจึงฟาดกับพื้นผ้าใบดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้นิกรนอนเหยียดยาว สิ้นสติสมประดี คนดูหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง เพิกกับพลก็อดหัวเราะไม่ได้ ช่วยกันดึงผ้าคลุมหน้าออกแล้วลากนายจอมทะเล้นไปนั่งเก้าอี้มุมแดง ช่วยกันแก้ไขสักครู่

นิกรก็ฟื้นคืนสติ

กรรมการเข้ามาตรวจดูมือนิกร ในขณะที่นิกรยังงงๆ อยู่ พลกับเพิกช่วยกันสวมนวมให้

"แก๊ง! "

เสียงระฆังสัญญาณแห่งการต่อสู้ดังขึ้น นายจอมทะเล้นลงจากม้านั่ง มุดเชือกไปนอกเวที เพิกคว้าแขนไว้

"ไปไหนล่ะครับ พี่กร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผม....ง่า....ผมไม่ชกละครับ คอเคล็ดไปหมดแล้ว"

พลจุ๊ย์ปากดุเพื่อนของเขา ใช้อำนาจสายตาบังคับให้นิกรคลานลอดเชือกเข้ามา

"แกต้องชกและต้องชนะ ถ้าแกไม่ชก กันกับครูเพิกจะช่วยกันซ้อมแก อย่าทำให้ขายหน้าซิโว้ย"

"อื้อฮือ คอมันยังไม่หายเคล็ดนี่หว่า"

นายพัชราภรณ์อดหัวเราะไม่ได้

"ก็ใครเขาใช้ให้แกตีลังกาข้ามเชือกล่ะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่มีใครเขาใช้หรอก กันทำเล่นโก้ๆ ยังงั้นเอง"

เสียงแจ๋วๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างเวที

"กรคะ ถ้ากรแพ้ไพยอมเป็นเมีย บิลลี่ ฮัดจิสัน ให้ดิ้นตายซิเอ้า ไม่เชื่อก็ลองดู"

นิกรแลเห็นประไพยืนเกาะขอบเวที อยู่ในกลุ่มนักมวยเอกข้างๆ มุมแดง นายจอมทะเล้นค้อนประไพทันที

"หนอย ใจเติบจะมีผัวหรั่ง ฮึ....ไม่รู้จักอะไรเสียแล้ว"

กรรมการห้ามมวยเดินเข้ามา ยกมือจับแขนนิกรพาไปกลางเวที แล้วเรียกนายฝรั่งดอง รองแชมเปี้ยนโลก ที่คณะพรรค ๔ สหายตั้งขึ้น เข้ามาหา ชี้แจงให้ชกตามระเบียบกติกามวยสากล เสร็จแล้วให้คู่ต่อสู้กลับไปมุมของตน นิกรดึงเชือกเล่น เพื่อให้เส้นสายยืด

"แก๊ง! "

ยกที่หนึ่งเริ่มต้นแล้ว ทั้งสองเดินเข้ามาแตะมือกัน และเริ่มต่อสู้กันทันที ฮัดจิสันเต้นฟุตเวิ๊ร์คคล่องแคล่ว เพราะเคยเป็นมวยมาแต่ก่อนแล้ว นิกรเต้นฟุตเวิ๊ร์คเช่นเดียวกัน ลอยหน้าไปด้วย บางทีก็ส่ายสะโพกไปมา ฮัดจิสันเปิดฉากด้วยแย็ปซ้าย ถูกหน้านิกรอย่างจัง นิกรถอยออกไป

พอคู่ต่อสู้เข้ามา นิกรก็ยกเท้าขวาเตะถูกก้านคอนายยิวดังพลั่ก คนดูทั้งสนามฮาครืน

นายจอมทะเล้นรีบยกมือไหว้คู่ต่อสู้ของเขา และหันมาไหว้กรรมการห้ามมวยทันที

กรรมการเม้มปากแน่น กระพริบตาถี่เร็ว

"ถ้าคุณเผลอยังงี้อีกที ผมเชิญลงนะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ ยกมือไหว้กรรมการอีกครั้งหนึ่ง

"ครับ....ครับ ทีนี้ไม่เผลอแน่"

กรรมการยกมือเป็นสัญญาณให้ชกกันต่อไป บิลลี่ ฮัดจิสัน ร้องไห้ เจ็บใจที่ถูกนิกรเตะ เขาทำปากแบะ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา แล้วชกด้วยหมัดหนึ่งสองอย่างดุเดือด แย็ปซ้ายตามด้วยหมัดขวา นิกรปิดป้องไม่ทัน ก็วิ่งหนีไปรอบๆ เวที คนดูโห่ร้องกันเกรียวกราว นิกรได้ทีก็หมุนตัวกลับ

สวิงซ้ายปัง ถูกหน้าฮัดจิสันเต็มรัก เจ้าหนุ่มชาติยิวล้มลงนั่งคุกเข่า มือยันพื้นเวที สะบัดหน้าเร่าๆ คณะพรรค ๔ สหาย ไชโยโห่ร้องดังกว่าเพื่อน คุณหญิงวาดถึงกับลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้

"ยังงั้น พ่อหลานแก้ว"

สุภาพบุรุษคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลัง รำคาญเต็มทน ก็เอื้อมมือมาเขี่ยขาคุณหญิงวาด

"คุณป้ากรุณานั่งลงดีกว่าครับ"

คุณหญิงวาดรีบลงจากเก้าอี้ทันที

"ขอโทษนะคะ ดิฉันดีใจจนลืมตัวค่ะ เจ้ากรน่ะ มันหลานดิฉันเอง มันต่อยเก่งนะคะ มิเสียแรงที่ดิฉันบังคับให้มันกินไข่ไก่วันละ ๔๐ ฟอง เรื่องกำลังไม่ต้องกลัวค่ะ"

ยกที่หนึ่งสิ้นสุดลง นิกรหอบแฮ่กๆ เดินไปทางมุมน้ำเงิน ตุปัดตุเป๋เหมือนกับคนเมาเหล้า อุไร ชินนคร พี่เลี้ยงของฮัดจิสันยิ้มให้เขา และพูดเสียงหัวเราะ

"โน่นครับ คุณอยู่ทางโน้น"

พล พัชราภรณ์ ลากแขนนิกรกลับมามุมแดง เขากับเพิกช่วยกันให้น้ำ นายจอมทะเล้นนั่งคอพับคออ่อนอยู่บนม้านั่ง

"กี่ยกแล้วโว้ย พล" ถามเสียงละห้อย

พลหัวเราะก๊าก

"เพิ่งยกเดียวโว้ย"

"ตายห่า....อยู่อีกตั้ง ๑๑ ยก" แล้วเขาก็ถามเพิก "ผมชกเป็นไงบ้างครับ ครูเพิก"

เพิกอมยิ้ม

"พอใช้ได้ แต่พี่กรอย่าวิ่งหนีเขาซีครับ เราชกมวย ไม่ใช่เล่นเอาเถิด หรือเล่นโปลิศจับขโมย ตั้งใจให้ดีครับ แขนอย่าตก ถ้าเขาแย็ปมา พี่กรแย็ปสวนไปบ้าง"

"แก๊ง! "

ยกที่สอง นิกรกับฝรั่งดองเข้าพันตูกันต่อไป ตามที่ตกลงกันไว้เป็นความลับ ซึ่งรู้กันเฉพาะ ๔ สหาย เท่านั้น นายฮัดจิสันจะถูกนิกรน็อคเอ๊าท์ในยกที่ ๘ แต่นิกรเห็นว่าคงเป็นลมก่อนถึงยก ๘ ดังนั้น พอเข้ากอดกัน เขาก็กระซิบบอกนายฝรั่งดอง

"เฮ้ย....สมิท ให้กันน็อคแกยก ๓ เถอะวะ กันหมดแรงแล้ว"

"โอ.เค. อั๊วก็ขี้เกียจต่อยเหมือนกัน"

กรรมการแยกคู่ต่อสู้ออก และให้ชกกันต่อไป นายยิวปราดเข้าชกฮุคซ้ายเต็มเหนี่ยว นิกรยกแขนปิด สปริงตัวถอยหลังหนี พอสมิทตามเข้ามา นิกรก็ชกซ้ายขวาอุตลุด ฮัดจิสันต้องการให้คนดูเชื่อว่าชกกันจริงๆ จึงไม่ยอมถอย ยืนหยัดชกกับนิกร โดยวิธีแลกหมัดกันอย่างน่าดู

ประชาชนคนดูโห่ร้องปรบมือกระทืบเท้าเป่าปากลั่น แทบทุกคนเอาใจช่วยนิกร

นายจอมทะเล้นแกล้งเปิดช่องว่างที่ใบหน้า ฮัดจิสันฮุคขวาเพียงปลายคาง นิกรก็ทำเป็นผงะหงายล้มลงโก้งโค้งตูดโด่ง คนดูเงียบกริบไปตามๆ กัน

กรรมการนับได้เพียง ๕ นิกรก็ลุกขึ้น ฮัดจิสันทำเป็นบุกทะลวงอย่างดุเดือด นิกรก็ชกสะกัดตามลำตัว สู้พลางถอยพลาง คนดูโห่ร้องกันอีก จนกระทั่งเสียงระฆังหมดยกดังกังวานขึ้น

ต่างฝ่ายต่างทำเป็นเดินโซซัดโซเซเข้ามุมของตน ไม่มีใครรู้ว่าคู่นี้เป็นมวยล้ม แม้กระทั่งครูเพิก

"ดีมาก พี่กร ต่อยยังงี้ดีทีเดียวครับ" เพิกชมพลางนวดแข้งนวดขาให้นิกร ส่วนพลใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าตาให้

"อ้ายหมาโว้ย! " ลุงเชยป้องปากตะโกนขึ้นดังๆ "เอ็งชกตั้ง ๒ อันแล้ว ศอกเข่าทำไมถึงไม่ใช้วะ อ้ายหมา อย่าให้แพ้เขานะโว้ย ถ้าเอ็งแพ้ ข้าให้สัมภาษณ์กับผู้แทนหนังสือพิมพ์เขาไว้แล้วว่า ข้าจะยอมเดินแก้ผ้ากลับนครสวรรค์ตามทางรถไฟ"

คนดูฮาครืนทั้งสนาม เสียงของลุงเชยไม่เบาเลย นิกรนั่งหายใจถี่เร็ว เพราะความเหน็ดเหนื่อย และร้อนแสงไฟฟ้าบนศีรษะเขา จนแทบจะทนไม่ได้ เวลาพักหนึ่งนาที มันรวดเร็วเหลือเกิน

"แก๊ง! "

ยกที่สามเริ่มต้นแล้ว ทั้งสองต่างลุกจากม้านั่ง เดินเข้าหากัน ซึ่งยกนี้ นิกรจะน็อคเอ๊าท์นายยิวหนุ่ม

ฮัดจิสันเริ่มบุกนิกรอีก ชกซ้ายขวาคล่องแคล่วว่องไว นิกรตัดกำลังคู่ต่อสู้ด้วยการชกสะกัดตามลำตัวและท้อง ด้วยหมัดช็อทฮุคและอัปเปอร์คัท ฮัดจิสันชกหมัดตรงขวา ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของนิกรเต็มแรง นายจอมทะเล้นเซไปติดเชือก ฮัดจิสันปราดเข้าไปชกขวาซ้ำ นิกรก้มศีรษะ

หลบ อัปเปอร์คัทซ้ายถูกท้องคู่ต่อสู้พอดี นายฝรั่งดองแกล้งทำสะดุ้งเฮือก มือทั้งสองข้างตกลงมากุมท้อง

นิกรฮุคขวาปัง

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของคนดู ฮัดจิสันลงไปนอนหงายเหยียดยาวอยู่ทางมุมแดง กรรมการไล่นิกรไปเข้ามุมแล้วยกมือขึ้นนับ คนดูช่วยกรรมการนับด้วย

" หก, เจ็ด, แปด, เก้า, สิบ"

ราวกับสนามมวยจะถล่ม เสียงคนดูโห่ร้องจนแสบแก้วหู กรรมการเดินเข้ามาจับมือขวาของนิกรชูขึ้น นายจอมทะเล้นรีบยกมือซ้ายปิดรักแร้ข้างขวาของเขา ชัยชนะอันเด็ดขาดเป็นของนิกรแล้ว เจ้าฝรั่งยิวถูกประคองปีกลงจากเวทีไป เขาแสดงบทบาทที่ถูกน็อคเอ๊าท์ได้อย่างสนิท

สนมมาก

พลจัดแจงสวมเสื้อคลุมให้นิกร แล้วเขากับเพิกก็พานายการุณวงศ์ลงมาจากเวที ท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้องให้เกียรติเขา คณะพรรค ๔ สหายตื่นเต้นยินดีไปตามๆ กัน ทั้งหมดลุกขึ้นเดินตามนิกรลอดใต้อัฒจรรย์ด้านตะวันตก ไปยังที่พักนักมวย

หนังสือพิมพ์เสนอข่าวการแข่งขันชกมวย 'วันปอดเหล็ก' อย่างเกรียวกราว พร้อมด้วยรูปถ่ายมากมาย นอกจากนี้ ยังได้สดุดีคณะพรรค ๔ สหาย ที่ได้บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

รายได้จากการขายบัตรผ่านประตู ๒๕๐,๖๕๐ บาท เงินสมทบทุนที่มีผู้บริจาครวมทั้งหมด ๒,๗๔๖,๘๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒,๙๙๗,๔๕๐ บาท จ่ายให้นักมวย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ๑๘๖,๕๖๐ บาท คงเหลือ ๒,๘๑๐,๘๙๐ บาท

ดร.ดิเรกได้ติดต่อสั่งซื้อปอดเหล็กจากประเทศอังกฤษ โดยทางโทรเลขด่วน เขามั่นใจว่า จะได้ปอดเหล็กถึง ๒๐๐ อัน เป็นอย่างน้อย

คณะพรรค ๔ สหายของเรา เป็นคนมีเงิน ที่มีใจเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ เท่าที่ร่วมมือกันจัดการแข่งขันชกมวย 'วันปอดเหล็ก' ขึ้น ก็เพื่อหวังที่จะช่วยชีวิตทารก ซึ่งป่วยเป็นโรคระบาดอำมะพาต ทุกคนต้องทิ้งงานอาชีพ ทำให้ขาดรายได้ไปคนละไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะนิกรกับ

เสี่ยหงวน ได้ยอมขึ้นชกมวย โดยไม่ได้รับเงินรางวัลแม้แต่สตางค์เดียว กรณียกิจของ ๔ สหาย ย่อมเป็นกุศลผลบุญยิ่งนัก

-จบ-