พล นิกร กิมหงวน 058 : พยัคฆ์ร้ายหมายเลข ๑

ท่ามกลางความเงียบสงัดในตอนดึกสงัดเวลา ๒.๐๐ น. เศษ ของคืนวันจันทร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๐๖ ประชาชนในถิ่นหัวลำโพงและตำบลใกล้เคียงซึ่งกำลังหลับสนิท ต่างตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงปืนพกและปืนกลมือดังสนั่นหวั่นไหว

ตำรวจจับโจร ตำรวจปะทะกับเสือร้าย ตำรวจกองปราบปรามสามยอดและตำรวจนครบาลปทุมวันกำลังยิงต่อสู้กับพวกโจรคณะหนึ่ง ซึ่งหลบหนีมาจากต่างจังหวัดและพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งริมถนนพระราม ๔ ห่างจากสถานีกรุงเทพฯ ประมาณ ๒๐๐ เมตร

ผู้ที่ไม่กลัวตายหรือคิดว่าตัวเองแคล้วคลาดจากกระสุนปืนของตำรวจหรือพวกโจร ต่างก็รีบวิ่งออกจากบ้านวิ่งไปดูเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น ที่เป็นคนช่างพูดหรืออยากรู้เรื่องจนทนไม่ไหวก็ไต่ถามพวกตำรวจ หรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ

แล้วนักสอดรู้สอดเห็นก็ได้รู้ความจริงว่า พวกโจร ๓ คนที่ยึดอาคารชั้นสองของโรงแรม คือ เสือกิ่ง กับสมุนแขนซ้ายและแขนขวาของมัน แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดไปกว่านั้น จนกระทั่งแม่ยายของนายสิบตำรวจโทแห่งสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันคนหนึ่ง ได้มาพบลูกเขยของหล่อนกำลังซุ่มยิงพวกโจรในซอยด้านหลังโรงแรม หล่อนจึงรู้เรื่องดีกว่าคนอื่นแล้วหล่อนก็เปิดไฮป๊าร์คเล่าให้พวกอยากรู้อยากเห็นฟัง

"เสือกิ่งจอมโจรชื่อดังที่หลบหนีมาจากเมืองชลยังไงล่ะคะ ลูกเขยอิชั้นเขาเป็นตำรวจมีสองบั้ง เขาเล่าให้อิชั้นฟังเมื่อกี้นี้เอง เสือกิ่งคนนี้เป็นเสือร้ายหมายเลขหนึ่งเชียวค่ะ ปล้นดะทั่วเมืองชลและแปดริ้ว ฆ่าคนมานับร้อยแล้วค่ะ โหดร้ายทารุณที่สุด ฆ่านายตำรวจมา ๑๐ คนแล้ว นายสิบตำรวจภูธร ๑๕ คน พลตำรวจ ๒๔ คนค่ะ แล้วก็นายอำเภอ ๓ คน ปลัดอำเภออีก ๔ คน ใครเป็นสายให้ตำรวจมันจับมาเอาปืนยิงกรอกปากเลยค่ะ มีลูกน้องเยอะแยะ อาวุธก็ทันสมัย มีทั้งปืนกลมือ ระเบิดมือค่ะ เมื่อเร็วๆ นี้เสือกิ่งมันพาสมุนปล้นกองตำรวจภูธรที่เมืองชล เอาเงินหลวงไปได้เกือบแสน กวาดปืนกลมือไปหลายกระบอก ตำรวจถูกพวกโจรยิงตายเกลื่อนกลาด แต่พอพวกโจรล่าถอยไปแล้ว ตำรวจฟื้นขึ้นมาได้หลายคน ทางบ้านเมืองเขาขอร้องให้ทหารเรือที่สัตหีบยกกำลังเข้าป่าติดตามเสือกิ่งกับสมุนของมัน พวกโจรก็เลยแยกย้ายกันหลบหนีทหารและตำรวจ เสือกิ่งพาสมุนแขนซ้ายและแขนขวาของมันหนีมากรุงเทพฯ ค่ะ กองปราบเขาสืบรู้เข้าก็ยกกำลังมาล้อมจับ ลูกเขยอิชั้นกับลูกน้องสองคนดักยิงพวกโจรอยู่ทางหลังโรงแรมค่ะ"

เป็นอันว่า นักสอดรู้สอดเห็นได้รู้เรื่องละเอียดละออดีแล้ว มีการเล่าสู่กันฟังต่อๆ ไป ซึ่งระหว่างนั้นเสือกิ่งกับตำรวจได้ยิงต่อสู้กันตลอดเวลา กำลังตำรวจถูกส่งมาเพิ่มเติมเรื่อยๆ เสียงแตรไซเรนดังครวญครางเกือบไม่ขาดระยะ ถนนพระราม ๔ และบริเวณหน้าสถานีกรุงเทพฯ ถูกปิดการจราจรเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ตามตรอกซอกซอยที่มีทางติดต่อกับด้านหลังหรือด้านข้างของโรงแรมเต็มไปด้วยตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ รถดับเพลิงจากสถานีดับเพลิงบรรทัดทองรวม ๓ คัน ได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว เตรียมดับเพลิงถ้าหากว่าเสือกิ่งจอมโจรหมายเลขหนึ่งในปัจจุบันนี้ใช้วิธีเผาอาคารโรงแรมเพื่อให้ตำรวจว้าวุ่นในการดับเพลิง เปิดโอกาสให้เขากับสมุนทั้งสองคนหลบหนีไปได้ นายตำรวจใหญ่หลายคนได้รุดมายังที่เกิดเหตุ ร่วมมือกันบัญชาการปราบปรามเสือกิ่งและสมุนทั้งสอง

เวลาผ่านพ้นไป พวกไทยมุงและจีนมุงก็เพิ่มจำนวนขึ้น ดูเหมือนว่าทุกคนพยายามเข้าไปดูให้ถึงหน้าโรงแรมนั้นเพื่อจะให้เห็นถนัดๆ ตำรวจไม่มีเวลาห้ามปรามเพราะต้องคอยยิงโต้ตอบกับพวกโจรตลอดเวลา

ไม่มีตำรวจคนใดรู้ว่า เสือกิ่งสั่งให้ลูกน้องสองคนเตรียมหนีเอาตัวรอด ส่วนเขาเองจะสู้ตาย เสือกิ่งบุกขึ้นไปบนชั้นสามของอาคารหลังนั้น ซึ่งขณะนี้ทุกคนที่อยู่ในโรงแรมได้หนีออกมาจากโรงแรมหมดแล้ว ด้วยความรักตัวกลัวตาย เสือกิ่งโผล่หน้าต่างด้านหลังยกปืนกลมือขึ้นประทับแล้วยิงกราดเข้าไปในกลุ่มประชาชนประมาณ ๒๐ คน ซึ่งมีทั้งคนไทยและคนจีน ความมืดในซอยข้างโรงแรมทำให้จอมโจรเข้าใจผิดคิดว่าคนเหล่านี้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ

เสียงปืนกลมือดังรัวกึกก้อง ประกายไฟวูบวาบออกมาจากกระบอกของมัน นักสอดรู้สอดเห็นทั้งหญิงชายไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนล้มกลิ้งไปตามกัน บางคนถึงมีพระเครื่องรางชั้นดีคล้องคอก็ต้องเสียชีวิต เพราะเป็นเวลาดึกมากหลวงพ่อท่านกำลังจำวัด

ไทยมุงและจีนมุงที่รอดตายต่างวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แตกกระจายไปคนละทิศทาง คราวนี้นายตำรวจใหญ่คนหนึ่งสั่งตำรวจไล่ประชาชนออกไปจนพ้นเขตอันตราย

เสือกิ่งใช้ปืนกลมือยิงเจ้าพนักงานอย่างดุเดือดและย้ายที่ยิงเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้สมุนร่วมใจของเสือกิ่งทั้งสองคนได้หลบหนีไปแล้ว ตำรวจยิงเข้ามาตามช่องหน้าต่าง กระสุนปืนกลมือของเจ้าพนักงานหลายต่อหลายนัดหวุดหวิดจะสังหารเสือกิ่ง เขายึดระเบียงหน้าห้องพักและด้านข้างห้องพักชั้นสามเป็นที่มั่นของเขา

ในที่สุด หน่วยกล้าตายของกองปราบปรามสามยอดคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในโรงแรมชั้นล่าง ซึ่งประตูหน้าโรงแรมเปิดไว้เป็นช่องเล็กๆ และชั้นล่างของโรงแรมนี้เป็นที่จำหน่ายเหล้าและอาหาร ส่วนชั้นสองและชั้นสามเป็นห้องพัก

นายสิบตำรวจตรีร่างใหญ่ถือปืนกลมือแบบบาเร็ตต้าวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสอง แต่แล้วเขาก็ถูกเสือกิ่งซึ่งยืนอยู่บนช่องบันไดชั้นสามยิงกราดลงมาประมาณห้าหกนัดพอดีกระสุนหมด

ส.ต.ต.สมบัติ แห่งหน่วยกล้าตายยกบาเร็ตต้ายิงเสือกิ่งทันที พยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งรีบหลบไปจากช่องบันได ส.ต.ต.สมบัติล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบระเบิดน้ำตาออกมา กระชากสลักนิรภัยออก ถือไว้สักครู่แล้วขว้างขึ้นไปตามช่องบันได

ระเบิดน้ำตาลูกนั้นกลิ้งเข้าไปหยุดห่างจากจอมโจรเพียงเมตรเดียวแล้วระเบิดขึ้น เสียงระเบิดของมันดังไม่มากนัก แต่ควันของมันกระจายไปทั่งบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว อำนาจของควันพิษทำให้เสือกิ่งสำลักและไอเสียงลั่น นัยน์ตาทั้งสองข้างแสบเหมือนกับตำพริกขี้หนูให้ละเอียดแล้วยัดเข้าไปในลูกนัยน์ตา เสือกิ่งลืมตาไม่ขึ้นแล้ว เขาปล่อยปืนกลมือแบบเมจเสนหลุดจากมือแล้วเดินเปะปะไปชนเสาต้นหนึ่ง

ส.ต.ต.สมบัติ ค่อยๆ ย่องขึ้นมาตามขั้นบันได ขณะนี้ควันหรือแก๊สน้ำตาค่อยๆ จางไปเกือบหมดแล้ว เมื่อนายสิบตำรวจร่างใหญ่แห่งหน่วยกล้าตายโผล่พ้นช่องบันได เขาก็แลเห็นพยัคฆ์ร้ายกำลังนั่งยองๆ ส่งเสียงไอลั่นเพราะสำลักควัน มือทั้งสองขยี้นัยน์ตาเพราะความปวดแสบปวดร้อน ผู้บังคับหมู่กองปราบปรามเดินไปที่หน้าต่างแล้วโผล่หน้าต่างออกไปกวักมือเรียกพวกตำรวจที่อยู่ข้างล่างและทำกิริยาบุ้ยใบ้บอกให้รู้ว่า พยัคฆ์ร้ายหมดฤทธิ์แล้ว

เสือกิ่ง กุลพยัคฆ์ จอมโจรชื่อดังผู้มีสมญาว่าเจ้าพ่อสองเมือง หมายถึงชลบุรีและฉะเชิงเทราถูกจับเป็นแต่สมุนร่วมใจของเขาทั้งสองคนหลบหนีไปได้ เสือกิ่งเป็นเสือร้ายในวัย ๓๐ ปี รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเหี้ยมอัปลักษณ์ไว้หนวดเครารุงรัง ประวัติของเขาเป็นผู้ที่มีการศึกษาดี เคยรับราชการเป็นป่าไม้อำเภอ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ เขาได้ยิงภรรยาสาวสวยของเขาตายคาที่ด้วยความหึงหวงและยิงปลัดอำเภอหนุ่มที่เขาสงสัยว่ามีความสัมพันธ์กับภรรยาของเขาอย่างชู้สาวตายเช่นเดียวกัน เขาฆ่าทั้งสองในร้านอาหารกลางตลาดชลบุรีตอนกลางวันแสกๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่อุกอาจที่สุด หลังจากนั้นเขาก็หลบหนีเงื้อมมือกฎหมายและชั่วเวลาอีกสองสามเดือน เขาก็ประกาศตนเป็นนายโจร พาสมุนเข้าปล้นและฆ่าเจ้าทรัพย์ซึ่งเป็นนักธุรกิจคนสำคัญคนหนึ่งที่ชลบุรี

เจ้าหน้าที่กองปราบปรามสามยอดได้นำตัวเสือกิ่ง ผู้ที่กรมตำรวจให้สมญาว่า จอมโจรหรือเสือร้ายหมายเลขหนึ่ง ไปควบคุมไว้ที่กองปราบปรามในเวลา ๒.๓๐ น.เมื่อคืนนี้ พอรุ่งเช้าพวกเหยี่ยวข่าวอีแร้งข่าวพร้อมด้วยตากล้องจมูกกล้องของหนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับก็แห่กันมาทำข่าวเสือกิ่ง เพื่อเสนอประชาชนคนอ่านหนังสือพิมพ์ในวันพรุ่งนี้หรือเย็นวันนี้สำหรับฉบับที่วางตลาดในเวลาเย็น

ตำรวจได้อำนวยความสะดวกแก่นักข่าวและช่างภาพเป็นอย่างดี อนุญาตให้ถ่ายภาพเสือกิ่งซึ่งถูกขังอยู่ในกรงและอนุญาตให้สัมภาษณ์ด้วย แต่มีตำรวจชั้นรองสารวัตรยืนควบคุม ขอร้องไม่ให้ถามข้อความบางอย่างที่อาจจะทำให้เสียรูปคดีหรือทำให้ทางราชการตำรวจต้องเสื่อมเสีย

ผู้แทนหนังสือพิมพ์แขก ชื่อ "ทะราวะกินหนาบางกอก" ได้กล่าวถามเสือกิ่งว่า

"อีนี้ทำมะไร๋มวงชลมานายจ๋า"

"ไม่มายังไงได้นายห้าง ทหารนาวิกโยธินตั้งร้อย ตำรวจภูธรอีกหลายสิบโอบล้อมผมในป่า ผมก็ต้องหนีมากรุงเทพฯ น่ะซีครับ"

"แล้วสมุนของคุณล่ะ" นักข่าวคนหนึ่งถามยิ้มๆ

"ก็แยกย้ายกันหลบหนีไปตามบุญตามกรรม"

ผู้แทนหนังสือพิมพ์จีนฉบับหนึ่งถามว่า

"โปลิกจับลื้อมาขังยังงี้ ลื้อลีใจไหม อาเสือ"

"แล้วกันคุณนักข่าว ไม่น่าจะถามผมยังงี้เลย อยู่ในห้องขังหมดอิสรภาพดีใจมีอย่างที่ไหนครับ อย่าถามจู้จี้ผมเลยน่า ขืนถามเซ้าซี้ผมแหกห้องขังหนีไปได้ ผมบุกไปฆ่าพวกคุณถึงโรงพิมพ์เชียวนะจะบอกให้"

พวกเหยี่ยวข่าวและตากล้องแยกย้ายกันไปจากหน้าห้องขังทันที เสือกิ่งมีอารมณ์หงุดหงิดแล้ว เขาชกต่อยเตะถีบลูกกรงห้องขังโครมคราม ร้องตะโกนบอกตำรวจให้ยิงเขาทิ้งเสียเพราะเขาอึดอัดที่ถูกขังอยู่อย่างนี้

ตลอดเวลาตั้งแต่เสือกิ่งถูกจับตัวมา เจ้าหน้าที่กองปราบปรามสามยอดและตำรวจนครบาลทุกสถานีตำรวจต่างแยกย้ายกระจายกำลังกันติดตามล่าตัวสมุนคนสนิทของเสือกิ่งทั้งสองคนที่หลบหนีไป ตำรวจกรุงเทพฯ และชลบุรีมีการติดต่อกันทางวิทยุโทรศัพท์ ถึงแม้ว่าเสือร้ายหรืออาชญากรหมายเลขหนึ่งไม่ยอมให้ปากคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็สามารถทราบได้ว่าสมุนแขนซ้ายและแขนขวาของเสือกิ่งคือ เสือพรและเสือพร้อม จอมโจรสองพี่น้องซึ่งเคยเป็นนายโจรอาละวาดอยู่แถวศรีราชา แต่ตอนหลังเกิดมีความเห็นแตกแยกกับลูกน้องเพราะสมุนของเสือพรและเสือพร้อมไม่ยอมปล้นฐานทัพเรือสัตหีบ สองเสือจึงลดตัวเองมาเป็นสมุนคนสนิทของเสือกิ่ง ซึ่งเสือกิ่งอาชญากรโหดก็รักใคร่ไว้วางใจเป็นที่สุด ถึงกับพาหนีมากรุงเทพฯ ด้วยกันโดยมีแผนที่จะเดินทางไปมลายู

บ่ายวันนั้นเอง ในราว ๑๕.๓๐ น.เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสามยอดจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีนายร้อยตำรวจโทเป็นหัวหน้าควบคุมตัวเสือกิ่ง กุลพยัคฆ์ จากกองปราบปรามเดินทางไปจังหวัดชลบุรีโดยรถตรวจการคันหนึ่ง เพื่อนำตัวจอมโจรไปมอบให้กองตำรวจภูธรอำเภอเมืองชลบุรีจัดการกับเสือกิ่งต่อไปตามกฎหมาย ตำรวจกองปราบปรามหน่วยนี้ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง

มันเป็นเวลาที่กองทัพของประเทศภาคีซีโต้ ได้ทำการสวนสนามด้วยขบวนยานยนต์ที่ถนนนราชดำเนิน เพื่อแสดงแสนยานุภาพและถวายตัวต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นถนนราชดำเนินและถนนบางสายจึงถูกปิดการจราจรด้วยความจำเป็น เนื่องจากพิธีสวนสนามอันยิ่งใหญ่และมีเกียรติ ถนนสายต่างๆ ในพระนครคับคั่งด้วยยวดยานนับตั้งแต่ ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นมา

รถตรวจการของกองปราบปรามสามยอดคันนั้นแล่นได้เร็วตามปกติหลังจากผ่านถนนเพลินจิตไปแล้ว เสือกิ่งพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งนั่งอยู่ในรถในท่าทางเคร่งขรึม มือทั้งสองข้างถูกสวมมิโด้ใหม่เอี่ยม ตำรวจ ๔ คนที่นั่งอยู่ในรถมีปืนกลมือเป็นอาวุธ ส่วนนายร้อยตำรวจโทซึ่งนั่งคู่กับคนขับตอนหน้ารถมีปืนพกเป็นอาวุธประจำตัว จอมโจรชื่อดังสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตฮาไวตาหมากรุกสีฟ้าอ่อนสลับขาว นายสิบตำรวจตรีซึ่งนั่งอยู่ข้างซ้ายของเสือกิ่งได้จุดบุหรี่ให้เขาสูบและชวนเขาพูดคุยด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต ถึงแม้ว่าเสือกิ่งเป็นจอมโจรเป็นอาชญากรคนสำคัญ ส.ต.ต.สามารถก็โอภาปราศัยด้วยเป็นอย่างดี ไม่ได้แสดงความโหดเหี้ยมทารุณต่อผู้ต้องหาซึ่งตกอยู่ในความควบคุมของตำรวจและกำลังถูกนำตัวกลับไปถิ่นเดิมของจอมโจรผู้นี้

"น้องชาย แกลองคิดดูซิว่าศาลทหารที่เมืองชลจะตัดสินลงโทษแกในสถานใด" ส.ต.ต.สามารถกล่าวถามเสือร้าย

เสือกิ่งอัดควันบุหรี่เข้าปอดอย่างแรง

"คนอย่างผมไม่ยอมขึ้นศาลทหารหรอกครับ"

ส.ต.ต.สามารถหัวเราะเบาๆ

"หมายความว่าแกหวังที่จะแหกคุกเมืองชลหลบหนีไป ในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีของแกยังงั้นหรือ"

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นหมู่ พรรคพวกของผมที่เมืองชลและที่แปดริ้วยังมีอีกมาก คุกเมืองชลก็ไม่มั่นคงแข็งแรงเท่าใดนัก"

ผู้บังคับหมู่ในวัย ๓๕ ปี ยิ้มเล็กน้อย

"อย่าหวังให้มากนักเสือกิ่ง"

"แต่ว่าตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ ผมก็มีความหวังอยู่เสมอแหละครับหมู่" เขาพูดแบบปรัชญา "คนที่ไม่มีความหวังก็เหมือนกับคนที่ตายแล้ว ผมอาจจะแหกคุกได้ในไม่ช้านี้ แล้วผมอาจจะเปิดไปเขมรก็ได้ ชลบุรีกับจันทบุรีอยู่แค่จมูกกับปากและคุกเมืองชลก็ไม่ใช่คุกบางขวาง"

ส.ต.ต.สามารถ ยกมือขวาตบบ่าซ้ายของจอมโจรเบาๆ

"กันจะบอกแกด้วยความหวังดี ถ้าแกแหกคุกหรือพยายามหลบหนีที่ควบคุมแกก็ถูกยิงตายแน่นอน ตำรวจจะต้องควบคุมแกอย่างดีที่สุด ทางเรือนจำก็จะสั่งตีตรวนเส้นใหญ่แก สั่งเพิ่มผู้คุมและยามประจำป้อมขึ้นอีกเพื่อป้องกันไม่ให้แกหลบหนีเรือนจำ"

เสือกิ่งหัวเราะเสียงกร้าว

"แต่ผมพอจะมองเห็นอิสรภาพของผมเลือนรางแล้วนะหมู่ ของพรรค์นี้มันเกี่ยวกับดวง ถ้าดวงผมยังดีอยู่ไปตามทางลูกน้องผมอาจจะใช้รถยนต์ขนาดใหญ่ขวางถนน แล้วตรูกันออกมาแย่งชิงเอาตัวผมไป ฮ่ะ ฮ่ะ เสืออย่างผมน่ะเหนือกว่าเสืออื่นๆ นะครับ"

รองสารวัตรหันมามองดูหน้าเสือกิ่งอย่างหมั่นไส้

"หยุดพล่ามเสียทีเถอะวะกิ่ง อั๊วอยากจะรู้นักว่าอ้ายหน้าไหนจะแย่งชิงตัวลื้อ เชิญเรียงหน้าเข้ามาเถอะ ลองดูบ้างว่ากระสุนบาเร็ตต้าน่ะมันเป็นยังไง"

ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์ที่ไม่มีตำรวจคนใดในรถจะคาดหมายก็เกิดขึ้นบนถนนสุขุมวิทหน้าบ้าน " พัชราภรณ์" พอดี

รถโดยสารต่างจังหวัดคันหนึ่ง ซึ่งไม่มีผู้โดยสารและแล่นตามรถตรวจการของตำรวจกองปราบปรามมาจากสามยอดในระยะห่างประมาณ ๕๐ เมตร ถูกเร่งความเร็วขึ้นทันที รถโดยสารคันนี้เป็นรถของพ่อค้าคนหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เสือพรและเสือพร้อมยึดเอามา โดยใช้อิทธิพลข่มขู่ และสั่งห้ามคนขับรถและเด็กประจำรถไม่ให้ปริปากพูดเรื่องนี้ ขืนพูดให้ใครฟังจะถูกล้างโคตร เมื่อยึดรถได้แล้วสองเสือจึงคบคิดกันช่วยเหลือเสือกิ่งผู้เป็นลูกพี่ของเขา ด้วยการกระทำอันอุกอาจ โดยยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต

เสือพร้อมเจ้าหนุ่มวัยเบญจเพส น้องชายของเสือพรเป็นผู้ขับรถโดยสารคันนี้โดยมีพี่ชายนั่งอยู่ข้างซ้าย

"เอาละนะพี่พร คอยระวังตัวให้ดี ข้าจะขับรถแซงขึ้นหน้าและตัดหน้ารถตำรวจ"

เสือพรพยักหน้ารับทราบ

"ข้าว่าตอนที่รถแล่นขนานกัน ข้าเอาระเบิดมือโยนเข้าไปในรถตำรวจสักลูกหนึ่งดีไหมวะอ้ายพร้อม"

"ดีน่ะดีหรอก แต่พี่กิ่งก็ต้องม่องเท่งไปด้วย"

เสือพรยิ้มแห้งๆ

"เออ จริงของมึงกูลืมนึกไป"

เสือพร้อมหันมาดุพี่ชาย

"ทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบโว้ยอ้ายพร"

เสือพรสะดุ้งโหยง

"อ้าว กูเป็นพี่มึงแท้ๆ ไง๋ มาเรียกกูว่าอ้ายล่ะ ชักจะมากไปแล้วอ้ายพร้อม เอาซีโว้ยแซงขึ้นไปได้แล้ว"

รถโดยสารคันนั้นถูกเร่งความเร็วขึ้นอีก แล้วแซงขึ้นหน้ารถตรวจการของตำรวจกองปราบปรามไป ต่อจากนั้นเจ้าพร้อมก็หักพวงมาลัยบังคับรถตัดหน้ารถตำรวจแล้วเหยียบเบรคทันที

"โครม"

รถตรวจการชนข้างซ้ายของรถโดยสารดังสนั่นหวั่นไหว ความเร็วของรถตำรวจประมาณ ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง พลตำรวจที่ทำหน้าที่ขับรถไม่มีโอกาสที่จะหลบหลีกได้ รถตรวจการจึงปะทะรถโดยสารดังสนั่นหวั่นไหว และทำให้รถโดยสารปัดออกไปกลางถนน

สองเสือต่างกระโจนลงจากรถโดยสารในเวลาไล่ๆ กัน เสือกิ่งกระโดดลงมาทางท้ายรถตรวจการกองปราบปราม เสือพรควงปืนพกคู่มือยิงขึ้นฟ้าไป ๒ นัด บรรดาไทยมุงต่างแตกฮือวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน เสือพร้อมวิ่งเข้าไปหาเสือกิ่ง ใช้เวลาอันรวดเร็วไขกุญแจมือให้จอมโจรผู้เป็นลูกพี่ แล้วล้วงกระเป๋าหยิบปืนพกออกมาส่งให้กระบอกหนึ่งซึ่งเป็นปืนพกแบบงูเห่า ๙ มม.

"เร็ว-พี่กิ่ง วิ่งเข้าไปในซอยใหญ่นี้ หนีไปก่อนแล้วค่อยคิดกันว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป พี่พรโว้ย ล่าถอยเข้าซอยโว้ย"

เสือกิ่งพาสมุนร่วมใจทั้งสองคนวิ่งเข้าไปในซอยข้างบ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว ร.ต.ท.พิชัยรองสารวัตรออกมาจากรถได้ทั้งๆ ที่เขาได้รับบาดเจ็บและมึนงง มือขวาของเขาถือบาเร็ตต้า เมื่อแลเห็นเสือกิ่งกับสมุนทั้งสองวิ่งเข้าไปถึงปากซอยเขาก็รู้ทันทีว่า เท่าที่รถตำรวจชนกับรถโดยสารนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มันเป็นแผนของพวกโจรที่จะช่วยเหลือเสือกิ่ง รองสารวัตรมือปราบยกบาเร็ตต้าขึ้นประทับเล็งศูนย์หมายไปยังร่างของสามโจร แล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกทันที

เสียงกระสุนบาเร็ตต้าแผดคำรามกึกก้อง พวกไทยมุงและนักสอดรุ้สอดเห็นที่กำลังพากันวิ่งมายังที่เกิดเหตุต่างห้ามล้อพรืดหมุนตัวกลับใส่ตีนหมาโกยอ้าวไปตามกัน กระสุนบาเร็ตต้านัดหนึ่งถูกหลังเสือพร้อมทะลุออกทางหน้าอก ทำให้เสือพร้อมล้มลงสิ้นใจตายทันที ปืนพกในมือหลุดกระเด็นไป ร.ต.ท.พิชัยไม่กล้ายิงเสือกิ่งกับเสือพรเมื่อแลเห็นรถบรรทุกนักเรียนอนุบาลคันหนึ่งแล่นออกมาจากซอยใหญ่ เพราะเกรงว่ากระสุนปืนกลมือจะไปถูกเด็กนักเรียนหรือครูผู้ควบคุมหรือคนขับรถได้ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสให้พยัคฆ์ร้ายพาเสือพรสมุนคนสนิทของเขาหลบหนีเข้าไปในซอย และหลบเข้าไปในซอยแยก คือซอย "ประสิทธินิติศาสตร์" ซึ่งที่ดินในซอยนี้ประมาณ ๑๒ ไร่เป็นของคุณหญิงวาดให้คนเช่าปลูกบ้าน มีบ้านขนาดใหญ่และบ้านเล็กเรือนน้อยไม่ต่ำกว่า ๓๐ หลังคาเรือน

ร.ต.ท.พิชัยสนใจกับเสือกิ่งจอมโจรมากกว่าตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ในรถ เขารีบติดตามเสือกิ่งกับเสือพรทันที ส.ต.ต.สามารถออกมาจากรถตรวจการได้อีกคนหนึ่ง ได้รับบาดเจ็บแต่เพียงขัดยอกแต่ในหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ผู้บังคับหมู่ใจสิงห์ได้วิ่งติดตามรองสารวัตรไปโดยเร็ว

ประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" ตอนหลังบ้านเปิดทิ้งไว้เพราะสาวใช้และคนใช้ของคุณหญิงวาดเข้าออกตลอดวัน มีการติดต่อกับเพื่อนบ้านในซอยนี้ เสือกิ่งกับเสือพรวิ่งมาหยุดยืนข้างประตูแล้วมองเข้าไปในบ้าน เมื่อหันไปเห็น ร.ต.ท.พิชัย กับส.ต.ต.สามารถวิ่งเข้ามาในซอยหลังบ้าน "พัชราภรณ์" จอมโจรกล่าวกับสมุนคนสนิทของเขา

"หนีเข้าไปในบ้านนี้อ้ายพร บ้านใครก็ช่าง มันใหญ่โตกว้างขวางพอที่เราจะหลบซ่อนตัวได้ในยามคับขันเช่นนี้"

สองเสือบุกเข้าไปในบ้าน "พัชราภรณ์" ทันที ต่างคนต่างถือปืนคู่มือคนละกระบอก ขณะที่วิ่งเหยาะๆ ผ่านโรงครัว ป้าอิ่มแม่ครัวเก่าแก่ของคุณหญิงวาด ซึ่งนั่งพักผ่อนอยู่บนเตียงไม้หน้าโรงครัวแลเห็นเข้าก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

"พ่อคุณ จะไปไหนกันพ่อเอ๊ย ถ้าจะยิงกันจะฆ่าฟันกันก็ออกไปรบกันข้างนอกซี นี่มันบ้านคนไม่ใช่ที่สาธารณะ"

เสือกิ่งยกปืนพกขึ้นทำท่าจะยิงป้าอิ่ม หญิงชราตกใจหงายหลังผลึ่งร่วงลงมาจากเตียงไม้เตียงนั้น ดาวโจรพาสมุนร่วมใจวิ่งตรงไปที่ตึกใหญ่ ตามเวลาดังกล่าวนี้ พ.อ.พล พัชราภรณ์ พ.อ.นิกร การุณวงศ์ พ.อ.กิมหงวน ไทยแท้ พล.อ.พระยาปัจจนึกพินาศพร้อมด้วยคุณหญิงวาด นันทา นวลลออ ประภา และประไพ ได้รับเชิญจากกองทัพบกให้ไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เนื่องในงานสวนสนามของกลุ่มประเทศภาคีซีโต้ ส่วน พล.ต.ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ป่วยเป็นไข้หวัดไม่สามารถจะไปได้ เขาจึงอยู่บ้านตามลำพังและที่ตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ขณะนี้ก็มีแต่ศาสตราจารย์ดิเรกพักผ่อนอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขาคนเดียวเท่านั้น สาวใช้สองคนนั่งสนทนากันอยู่บนเก้าอี้สนามหน้าตึก เจ้าแห้วก็ไม่อยู่เพราะต้องขับรถพาเจ้านายของเขาไปในงานสวนสนาม

ดร.ดิเรกนั่งดู ที.วี.ขนาดจิ๋วจอ ๖ นิ้วอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา โทรทัศน์เครื่องนี้เป็นประดิษฐ์กรรมของเขาเอง ภาพชัดเจนแจ่มใสกว่าเครื่องใหญ่ๆ เสียอีก เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงก็เป็นเสียงธรรมชาติด้วยลำโพงพิเศษของเขา

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๖.๐๐ น.เศษ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกได้ทำการถ่ายทอดการสวนสนามต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างถนัดชัดเจน ผู้บรรยายก็บรรยายได้ดีมากเพราะเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่มีความรู้ในกิจการทหาร

กองทหารประเทศภาคีกำลังผ่านพระที่นั่งชุมสายบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับยืน ทรงรับความเคารพจากมิตรประเทศ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของไทยและของประเทศภาคีประมาณ ๑๐ ท่านยืนเรียงรายเบื้องหลังพระที่นั่งชุมสาย นายพลดิเรกสนใจกับอาวุธของประเทศต่างๆ อย่างยิ่ง เขาได้เห็นรถถัง รถหุ้มเกราะและรถกึ่งสายพานของกองทัพบกอังกฤษหลายคัน นอกจากนี้ก็มีหน่วยรถถัง เอ็ม ๔๑ ของอเมริกาเข้าร่วมสวนสนามด้วย กองทัพบกของไทยเราได้รับเกียรติเดินนำขบวนในฐานะที่เราเป็นเจ้าของบ้าน กำลังรบของไทยแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานศัตรูผู้รุกรานได้แล้ว ยิ่งประเทศภาคีซีโต้ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยไทยรบทันทีเมื่อไทยถูกบุก ก็เป็นอันหวังได้ว่าเอกราชของชาติเราจะดำรงคงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย

ลูกบิดประตูกระจกฝ้าค่อยๆ หมุนและบานประตูถูกผลักออกเบาๆ คือผลักเข้ามาในห้อง เสือกิ่งถือปืนพกคู่มือเดินนำหน้าพาเสือพรสมุนคู่ใจของเขาเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วเสือกิ่งพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งก็ปิดประตูกระจกฝ้าไว้ตามเดิม

เสือกิ่งไม่อาจจะทราบได้ว่าบ้านนี้เป็นบ้านใคร แต่เพราะเขาเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาอย่างดีมาแล้ว เมื่อแลเห็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นทั้งห้องปฐมพยาบาลและห้องผ่าตัดอันใหญ่โตกว้างขวาง มีเครื่องทดลองวิทยาศาสตร์อันมากมายคิดเป็นมูลค่าหลายล้านและได้เห็นนายพลดิเรกแต่งกายลำลองนั่งดูรายการถ่ายทอดโทรทัศน์ของช่อง ๗ ในพิธีสวนสนามครั้งมโหฬารของกองทัพซีโต้ เสือกิ่งก็บอกตัวเองว่าเขากับสมุนร่วมใจของเขาได้บุกเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว นายพลดิเรกจะเป็นใครอื่นไม่ได้ นอกจากนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่และนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกนี้ ผู้มีนามว่า ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

เขาพาเสือพรเดินเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะทำงานของศาสตราจารย์ดิเรก พอดีนายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดูพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง ซึ่งพาสมุนคู่ใจหลบหนีเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" และถือโอกาสปลอดคนบุกเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา นายพลดิเรกยิ้มให้เสือกิ่งแล้วชี้มือไปที่เครื่องรับโทรทัศน์ขนาด ๖ นิ้ว ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าเขา

"แกดูซี ชัดแจ๋วเหมือนเราดูหนังจากโรงหนังชั้นหนึ่ง อีกหน่อยกันจะสร้างเครื่องรับโทรทัศน์ขนาดกล่องไม้ขีดแล้วจำหน่ายให้แก่ประชาชนคนไทยในราคาถูกที่สุด เพื่อให้คนจนได้มีโอกาสได้ดูโทรทัศน์ กันจะขายเครื่องละ ๖ สลึงเท่านั้น แถมกระจกขยายจอให้โตขนาด ๒๑ นิ้วอีกหนึ่งแผ่น" พูดจบเขาก็สะดุ้งเฮือกแล้วอ้าปากหวอ "เฮ้ ฮู อาร์ ยู กันไม่เห็นรู้จักมักจี่กับแกเลยนี่หว่า แกสองคนบุกเข้ามาในห้องทดลองของกันได้อย่างไร"

เสือกิ่งควงปืนพกเล่นอย่างคล่องแคล่ว แล้วนั่งลงบนโต๊ะทำงานของศาสตราจารย์ดิเรก ส่วนเสือพรเดินไปนั่งบนเก้าอี้ข้างหน้าต่างซึ่งเป็นหน้าต่างติดกระจกหนา และปิดตายเพราะห้องทดลองใช้เครื่องปรับอากาศ ทำหน้าที่ถ่ายเทอากาศได้เอง และทำให้อุณหภูมิลดต่ำเย็นสบาย

"คุณหมอคือท่านนายพลศาสตราจารย์ดิเรกใช่ไหมครับ" เสือกิ่งถาม

"ออไร๋ ก็แล้วแกสองตัว เอ๊ย สองคนเป็นใครล่ะ"

"ผมหรือครับ คุณหมออ่านหนังสือพิมพ์อยู่ทุกวันคงได้ยินชื่อเสียงของผมดีแล้ว ชาวเมืองชลและพวกแปดริ้วเขาเรียกผมว่าเจ้าพ่อสองเมือง แต่ตำรวจเขาเรียกผมว่าพยัคฆ์ร้ายหรือจอมโจรหมายเลขหนึ่ง"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เสือกิ่ง " เขาอุทานเสียงลั่น

"ครับ ผมเป็นลูชายเสือก้านและเป็นหลานเสือใบ ผมชื่อกิ่งถูกแล้วครับ นั่นสมุนคนสนิทของผมชื่อเสือพร"

ศาสตราจารย์ดิเรกเสียขวัญแล้ว กลัวว่าเสือกิ่งหรือเสือพรจะยิงเขา เพราะประวัติของเสือกิ่งเป็นจอมโจรที่โหดเหี้ยมทารุณมาก เคยบังคับตำรวจภูธรที่ถูกมันปลดอาวุธแล้วรวม ๘ คน ซึ่งมีนายร้อยตำรวจโทคนหนึ่งให้ยืนเข้าแถวแล้วยิงเป้าด้วยปืนกลมือแบบท็อมสันสังหารโหดเจ้าพนักงานทั้ง ๘ คน เคยฆ่าเจ้าทรัพย์แทบทุกราย ที่เสือกิ่งพาสมุนเข้าปล้น เป็นจอมโจรที่กล้าปล้นแม้กระทั่งสถานีตำรวจ ซึ่งไม่มีอ้ายเสือคนไหนทะนงองอาจถึงเช่นนี้

ดร.ดิเรกจำต้องทำใจดีสู้เสือ

"แกต้องการอะไร ว่าแต่ ถ้าจะเอาเงินสดกันไม่มีนะ กันจะเขียนเช็คให้แกไปเบิกเงินเอาเอง"

ขุนโจรยิ้มแสยะ

"ผมไม่ต้องการข้าวของเงินทองของคุณหมอหรอกครับ ผมกับเสือพรสมุนคนสนิทของผมหลบหนีตำรวจเข้ามาในบ้านนี้ ขอให้ผมกับลูกน้องคนสนิทของผมอาศัยอยู่ในห้องนี้เท่านั้น จนกว่าเราจะมีทางหลบหนีไปได้ ป่านนี้บ้านนี้คงถูกตำรวจล้อมไว้แล้วครับ ผมกับเสือพรออกไปเราก็คงถูกตำรวจยิงตาย ห้องนี้เป็นชัยภูมิที่เหมาะที่สุดสำหรับเรา หากตำรวจยิงเข้ามาคุณหมอก็ต้องตายด้วย"

นายพลดิเรกทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"ยิงยังไงกัน ในห้องทดลองมีวัตถุระเบิดมากมายและห้องใต้ดินข้างล่างมีดินระเบิด ที.เอ็น.ที. เกือบครึ่งตัน กระสุน ปตอ.ติดหัวระเบิดปรมาณูก็มีอยู่ลูกหนึ่ง ถ้ามันระเบิดขึ้น กรุงเทพฯ ก็จะราบเป็นหน้ากลอง เหมือนฮิโรชิมาหรือนางาซากิของญี่ปุ่นตอนท้ายสงคราม กันเชื่อว่าตำรวจไม่กล้ายิงเข้ามาในห้องนี้หรอก"

เสือกิ่งมีสีหน้าสดชื่นขึ้นทันที

"ถ้าเช่นนั้นก็เป็นโชคของผมกับเสือพรซีครับคุณหมอ ให้เราสองคนหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้เถอะครับ แต่เราจำเป็นต้องควบคุมตัวคุณหมอไว้ตลอดเวลา ถ้าคุณหมอขัดคำสั่งผมหรือคิดเล่นงานผม ผมก็ยิงทิ้งอย่างไม่มีปัญหา การฆ่าคนเป็นเรื่องเล็กสำหรับผมครับ อยู่เมืองชลผมยิงคนทิ้งทุกวัน วันไหนไม่มีใครเป็นเป้ากระสุนปืนของผม ผมก็ยิงลูกน้องผมเล่นแก้กลุ้ม"

"ออไร๋ แกแน่มาก ความจริงแกไม่ควรเป็นพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง น่าจะเป็นจอมโจรหมายเลข ๕๐๐ มากกว่า"

เสือกิ่งทำคอย่น

"อ้าว ถ้ายังงั้นคุณหมอก็ว่าผมเป็นโจร ๕๐๐ น่ะซีครับ"

"ใช่ ทางทำมาหากินที่เป็นอาชีพสุจริตมีตั้งหลายร้อยหลายพันอย่าง ไง๋ไม่เอา ดันเป็นโจรเที่ยวปล้นเขากิน"

เสือกิ่งเผ่นลงมาจากโต๊ะเขียนหนังสือ ยกปืนพกขึ้นจ้องหน้าอกนายพลดิเรก

"ประเดี๋ยวผมก็ยิงคุณหมอทิ้งเสียเท่านั้นเอง คุณหมอน่ะไม่ทราบว่าความจำเป็นทำให้ผมต้องเป็นโจร เป็นคนร้ายชั้นเสือ" แล้วเขาก็หันมาทางสมุนคนสนิทของเขา ซึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่บนเก้าอี้ "อย่าเสียใจอ้ายน้องชายที่น้องชายของแกถูกตำรวจยิงตาย เรารู้ตัวดีแล้วว่าจุดจบของพวกโจรถ้าไม่ถูกตำรวจยิงตายก็ไปตายในคุก แกคุมตัวคุณหมอไว้ กันจะสำรวจห้องทดลองวิทยาศาสตร์ให้ทั่วและจะลงไปยังห้องใต้ดินด้วย บางทีแกกับกันอาจมีทางหลบหนีไปได้"

ศาสตราจารย์ดิเรก ร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"โน-อย่าลงไปห้องใต้ดินเป็นอันขาด วัตถุระเบิดและดินระเบิดมีอยู่มากมาย ยูไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ไปแตะต้องมันเข้าอาจจะระเบิดตูมตามขึ้น ม่องเท่งไปตามกัน"

"แต่ผมก็พอรู้บ้างหรอกครับว่าอะไรเป็นอะไร อย่างน้อยผมก็สำเร็จเตรียมวิทยาศาสตร์มาแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ความรู้มัธยม ๘ ก็เรียกว่ารู้อย่างงูๆ ปลาๆ เท่านั้น อย่าลงไปเสือกิ่ง ห้องใต้ดินมีระบบกลไกไฟฟ้าและเกี่ยวกับระเบิดเท่านั้น ถ้าระเบิดปรมาณูระเบิดขึ้นผู้คนในกรุงเทพฯ ก็จะตายหมดและเมืองหลวงของเราจะกลายเป็นเศษอิฐซากปูนไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลย"

เสือกิ่งไม่ยอมฟังเสียง เขาพาตัวเองเดินตรงไปที่ช่องบันไดสู่ห้องใต้ดินแล้วเดินลงบันไดไปข้างล่าง นายแพทย์หนุ่มอกสั่นขวัญแขวนกลัวว่าความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือความทะนงของเสือกิ่งจะทำให้ลูกระเบิดมือเล็กๆ ระเบิดขึ้น แล้วดินระเบิดกับวัตถุระเบิดทั้งหลายก็จะระเบิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้กรุงเทพฯ พังทลายราบ ศาสตราจารย์ดิเรกถอนหายใจหนักๆ เมื่อแลเห็นพยัคฆ์ร้ายเดินลงบันไดไปยังห้องใต้ดินซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่เท่ากับข้างบนแต่แบ่งกั้นไว้หลายห้อง แต่ละห้องใช้ปิดเปิดประตูด้วยกลไกไฟฟ้า

นายพลดิเรกเงยหน้ามองดูเสือพร ซึ่งนั่งไขว่ห้างจ้องปืนพกมาที่ร่างของเขาตลอดเวลา

"น้องชาย ขอให้กันพูดโทรศัพท์หน่อยได้ไหม"

เสือพรยิ้มเล็กน้อย

"คุณหมอจะพูดติดต่อกับใครที่ไหน"

"กันจะโทรไปถึงกองปราบปรามสามยอด ให้เขารู้ว่าแกกับเสือกิ่งมาหลบตัวอยู่ที่นี่" พูดจบ ดร.ดิเรกก็หยิบหูโทรศัพท์เครื่องทางซ้ายมือของเขาขึ้นมาจากเครื่องของมัน โทรศัพท์เครื่องนี้สำหรับใช้พูดติดต่อทั่วๆ ไป ส่วนเครื่องทางขวามือสำหรับพูดติดต่อภายในบ้าน "พัชราภรณ์" โดยเฉพาะ

"คุณหมอ" เสือพรตวาดแว๊ด "ถ้าไม่อยากตายก็วางหูโทรศัพท์เสียเถอะครับ"

นายแพทย์หนุ่มชักฉิว

"อุวะ โทรศัพท์นี่เป็นโทรศัพท์ของกันเช่ามาจากองค์การโทรศัพท์ แกมีสิทธิ์อะไรมาห้ามไม่ให้กันพูด"

"ก็ลองดูซีครับ" เสือพรพูดเสียงหัวเราะ "เพียงแต่คุณหมอยกนิ้วหมุนหมายเลข ผมจะระเบิดขมองคุณหมอเสียทันที"

ดร.ดิเรกทำปากหมุบหมิบ แล้ววางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม ความอึดอัดใจบังเกิดขึ้นแก่เขาแล้ว ถ้าหากว่าเสือกิ่งเกิดบ้าขึ้นมา ใช้ขวานหรือท่อนเหล็กประเคนระเบิดปรมาณูเล่นหรือจุดระเบิด ที.เอ็น.ที. เล่นเพียงกำมือเดียว ระเบิดมหาประลัยคือระเบิดปรมาณูพร้อมด้วยระเบิดมืออีกหลายลัง กระสุน ปตอ. ติดหัวปรมาณูและดินระเบิดก็จะระเบิดขึ้นพร้อมๆ กัน ซึ่งนั่นย่อมหมายความถึงโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ชาวโลกจะต้องสลดไปตามกันเพราะพระนครจะถล่มทลายราบไม่มีอะไรเหลือ ทั้งสิ่งปลูกสร้างตลอดจนชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย จอมโจรใจเหี้ยมอย่างเสือกิ่งอาจจะทำได้โดยยอมตาย

นายแพทย์หนุ่มดูโทรทัศน์ไม่รู้เรื่องแล้ว จึงเอื้อมมือปิดสวิทช์แล้วนั่งกระสับกระส่ายมองดูช่องทางลงสู่ห้องใต้ดิน เขาถอนหายใจโล่งอกเมื่อแลเห็นพยัคฆ์ร้ายเดินขึ้นบันไดมาจากห้องใต้ดิน แต่แล้วใบหน้าของศาสตราจารย์ดิเรกก็ซีดเผือดลงอีก

เสือกิ่งถือปืนคล้ายปืนกลมือกระบอกหนึ่ง มันคือปืนสายฟ้า มีอำนาจในการสังหารและทำลายดีกว่าปืนทุกชนิด มนุษย์ถูกกระแสไฟฟ้าของปืนกระบอกนี้ร่างของเขาจะไหม้ละลายไปในพริบตาเดียว อาคารใหญ่จะลุกไหม้แม้กระทั่งเหล็กกล้าก็จะละลายในทันทีทันใด ปืนกระบอกนี้เป็นอาวุธวิเศษของท่านศาสตราจารย์ดิเรก ไว้ใช้สู้รบกับศัตรูผู้รุกราน แต่เขาไม่สามารถจะสร้างให้กองทัพไทยไว้ใช้ได้ เพราะปืนสายฟ้ากระบอกหนึ่งต้องสิ้นเปลืองเงินค่าสร้างไม่ต่ำกว่าสองล้านบาท ดร.ดิเรกเก็บปืนกระบอกนี้ไว้ในตู้ใส่หีบไว้เรียบร้อย และมีตัวหนังสือภาษาไทยเขียนไว้ที่หน้าหีบว่า

"ปืนสายฟ้า"

สำหรับสังหารและทำลาย

พยัคฆ์ร้ายผิวปากในทำนองเพลง "เย้ยฟ่าท้าดิน" อย่างสบายใจ แล้วเขาก็ยกปืนขึ้นประทับทำท่าเหมือนจะยิงนายพลดิเรก

"โนๆๆ " ดร.ดิเรกร้องลั่นห้องทดลอง "อย่าล้อกันอย่างนี้น้องชาย ถ้าแกกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกนิดเดียว ร่างของกันก็จะกลายเป็นผุยผงไป ตึกหลังนี้จะเกิดการระเบิดเพราะได้รับความร้อนสูงสุด ลูกระเบิดปรมาณูในห้องใต้ดินและวัตถุระเบิดก็จะระเบิดขึ้น ขอให้แกเห็นแก่ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ที่จะต้องรับกรรมจากการกระทำของแกเถอะเสือกิ่ง วางปืนสายฟ้าของกันไว้บนหลังตู้ยาใบนั้นเสียเถอะหรือไม่ก็ส่งมาให้กันปิดเซฟเสียก่อน"

เสือกิ่งเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าจอมนักวิทยาศาสตร์แล้วส่งปืนมหาประลัยให้

"ดีเหมือนกันครับ คุณหมอช่วยปิดเซฟให้หน่อย ผมจะเอาไว้ต่อสู้กับตำรวจ ซึ่งผมจะพาเสือพรตีฝ่าวงล้อมออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ก่อนค่ำวันนี้"

ศาสตราจารย์ดิเรก จัดแจงปิดเซฟแล้วส่งปืนสายฟ้าให้จอมโจร

"ไอไม่ได้เป็นศัตรูของยูหรอกเสือกิ่ง อย่าคิดทำร้ายไอเลย ไอเป็นหมอและนักวิทยาศาสตร์ เมื่อยูสองคนจะหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องแล็ปของไอก็ตามใจ ขออย่างเดียวอย่าทำร้ายไอและอย่าทำลายเครื่องทดลองเครื่องมือเครื่องใช้ในห้องนี้ เพราะไอทำงานให้แก่ประเทศชาติของเรา ถ้ายูหิวก็เปิดตู้เย็นใบนั้นเถอะ มีเครื่องดื่มและเบียร์แช่ไว้พร้อมไส้กรอก ผลไม้และนมสดก็มี บนชั้นข้างตู้เย็นมีขนมปัง นมและเนยพร้อม ไออนุญาต"

เสือกิ่งยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"ถ้าคุณหมอไม่คิดร้ายต่อเรา ผมสาบานได้ว่าเราจะไม่ยิงคุณหมอเด็ดขาด ขอบคุณนะครับที่ให้เราหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้ ผมมีปืนกระบอกนี้ผมไม่กลัวตำรวจเลย ผมจะเผาตำรวจให้เป็นเถ้าถ่านไปตามกัน ผมขอชมเชยคุณหมอที่เป็นยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกนี้จริงๆ ที่ห้องใต้ดินนี้ผมได้เห็นลูกระเบิดแบบต่างๆ แล้วก็หุ่นเหล็กอีกหลายตัวที่คุณหมอถอดเก็บไว้เป็นชิ้นๆ มากมายก่ายกอง ผมพบปืนพกและปืนกลมือหลายกระบอก แต่ผมสนใจกับปืนสายฟ้ากระบอกนี้มากกว่า ตำรวจถูกกระแสไฟฟ้าของปืนกระบอกนี้เป็นม่องเท่งแน่หรือครับ"

"ออไร๋ แกยิงวาบเดียวเท่านั้น ตำรวจก็จะถูกเผาทั้งเป็นกลายเป็นฝุ่นละอองไปเลย รับรองว่าศพหาไม่พบ ต่อให้รถถัง เอ็ม ๒๔ หรือ เอ็ม. ๔๑ ที่เข้าสวนสนามวันนี้ทั้งหมดก็สู้แกไม่ได้ เพราะความร้อนแรงของกระแสไฟฟ้าจะเผารถถังให้กลายเป็นเหล็กเผาไฟละลายไปเลยในพริบตาเดียว พวกคอมมิวนิสต์เคยส่งคนมาขอซื้อปืนกระบอกนี้จากกันถึงร้อยล้านบาท กันยังไม่ขาย ขายให้มันก็เอาไปเป็นตัวอย่าง แล้วนักวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นเพื่อรุกรานเรา"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

ตำรวจกองปราบปรามและตำรวจเจ้าของท้องที่ไม่ต่ำกว่า ๓๐ คนได้ล้อมบ้าน "พัชราภรณ์" ไว้แล้ว พวกคนใช้ชายหญิงตระหนกตกใจไปตามกัน บรรดาเจ้าพนักงานทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบได้บุกเข้ามาในบ้านและแยกย้ายกระจายกำลังกันล้อมตึกใหญ่ไว้ แต่การจับกุมยังไม่กล้าทำได้เพราะสาวใช้และคนใช้หลายคนยืนยันว่าขณะนี้เสือกิ่งกับเสือพรหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่ง พล.ต.ดิเรกพักผ่อนอยู่ในห้องนั้นตามลำพังและคงจะถูกพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง หรือเจ้าพ่อสองเมืองยึดตัวไว้เป็นตัวประกันแล้ว หากตำรวจบุกเข้าไปนายพลดิเรกนายพลคนสำคัญของกองทัพไทยก็อาจจะถูกเสือกิ่งยิงตายได้ ดังนั้นตำรวจจึงเพียงแต่ล้อมไว้เพื่อไม่ให้สองเสือหลบหนีออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

ที่ถนนสุขุมวิทหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" และในซอยใหญ่ข้างบ้านตลอดจนซอยแยกหลังบ้าน "พัชราภรณ์" บรรดาไทยมุงทั้งหลายต่างยืนจับกลุ่มคอยดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น นักสอดรู้สอดเห็นเหล่านี้ต่างรู้แล้วว่า เสือกิ่งเจ้าพ่อสองเมืองจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่ จนได้รับสมญาจากตำรวจว่าพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งได้พาสมุนร่วมใจคนหนึ่งหลบหนีตำรวจเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน "พัชราภรณ์" และสมุนคนสนิทของเสือกิ่งคนหนึ่งถูกยิงตายอยู่หน้าถนน ศพของเสือพร้อมยังนอนกลิ้งอยู่เช่นนั้น จนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาชันสูตรพลิกศพถ่ายรูปศพและสถานที่เกิดเหตุ มีพลตำรวจสองคนยืนเฝ้าศพเสือพร้อมและคอยไล่พวกไทยมุงที่พยายามเข้ามาดูศพจนชิดตัว ดูกันให้เห็นถนัดเห็นดำเห็นแดงจะได้เอาไปเล่าให้ลูกเมียญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงได้ถูกต้องว่า เสือพร้อมที่ถูกตำรวจยิงตายนั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร อายุคราวไหน ไว้หนวดหรือเปล่า แต่งตัวยังไง ตายในท่าลืมตาหรือหลับตาหรือแหกตา

จนกระทั่ง ๑๗.๐๐ น.เศษ

รถเก๋งสองคันแล่นเข้ามาในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า คันหน้าคือรถคาดิลแล็คเก๋ง ขับโดย ส.ท.แห้ว โหระพากุล ซึ่งแต่งเครื่องแบบรั้วของชาตินั่งคู่กับนันทา พัชราภรณ์ เจ้าแห้วอึดอัดใจนั่งตัวลีบมาตลอดทางทั้งขาไปและขากลับ คุณหญิงวาดกับนวลลออ ประภาและประไพนั่งอยู่ตอนหลังรถ ส่วนเดอโซโต้เก๋งที่ติดตามมาขับโดย พ.อ.นิกร การุณวงศ์ มี พ.อ.พล พัชราภรณ์นั่งอยู่ทางซ้ายมือของเขา ตอนหลังรถคือ พล.อ.พระยาปัจจนึกพินาศและ พ.อ.กิมหงวน ไทยแท้ ทุกคนแต่งเครื่องแบบนายทหารสีกากี เสื้อคอแบะผูกเน็คไทและสวมหมวกแก๊ปประดับแถบเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติ

รถเก๋งทั้งสองคันแล่นมาหยุดหน้าโรงรถ คณะพรรคสามเกลอและสี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง ตลอดจนเจ้าแห้วต่างรู้สึกแปลกใจไปตามกัน เมื่อแลเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียงรายอยู่รอบบ้านและส่วนมากมีอาวุธปืนกลมือ

สี่นางกับคุณหญิงวาดรีบลงมาจากรถคาดิลแล็คเก๋ง ในเวลาเดียวกับที่สามเกลอกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงมาจากเดอโซโต้เก๋งแล้วเดินรวมกลุ่มเข้าไปหาสี่นางกับคุณหญิงวาด ตำรวจหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้กระทำความเคารพสามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างแข็งแรง

คุณหญิงวาดมองดูหน้า พ.อ.พลลูกชายของท่านอย่างตื่นๆ แล้วพูดขึ้นเชิงปรารภ

"พวกคนใช้ในบ้านเราเกิดสะไตร๊ค์หรืออย่างไรลูก ตำรวจมาทำไมตั้งเยอะแยะ"

พลว่า "ต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นแน่ครับคุณแม่ นั่นนายตำรวจเขาเดินมาหาเราแล้ว"

พ.ต.ท.หิรัญ รุ่งอรุณ ผู้กำกับการกองปราบปรามแต่งเครื่องแบบเรียบร้อย มีปืนพกอยู่ในซองปืนคาดติดอยู่ที่เอวหนึ่งกระบอก พาตัวเดินเข้ามาหาสามเกลอกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ คุณหญิงวาดแต่งตัวหรูหราที่สุดด้วยชุดผ้าไหมไทยสีเหลืองอ่อน แพรวพราวไปด้วยเครื่องเพชร พยายามวางท่าให้สง่างามเพื่อให้สมกับที่ท่านเป็นคุณหญิงที่ได้รับพระราชทานตราตั้ง นันทา นวลลออ ประภาและประไพอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนคอปกเสื้อสีขาวแบบเวลาบ่าย มีปกเล็กๆ แบบเสื้อสวยเก๋มาก ทั้งสี่นางพอกเครื่องเพชรคิดเป็นเงินคนละสามสี่แสน

ผู้กำกับหิรัญตรงเข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรงวันทยหัตถ์ทำความเคารพเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหาย แล้วหันมาวันทยหัตถ์คุณหญิงวาด สามเกลอกับท่านเจ้าคุณวันทยหัตถ์ตอบทันที ส่วนคุณหญิงวาดรับไหว้อ่อนช้อยจนตัวเซเกือบหกล้มเพราะก้มตัวมากเกินไป

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับผู้กำกับ" พ.อ.พลกล่าวถามอย่างนอบน้อม "ผมคือพันเอกพล พัชราภรณ์ครับ"

พ.ต.ท.หิรัญ ยิ้มให้เขา

"ขอบคุณครับผู้การ ผมเสียใจที่จะเรียนให้ทราบว่าขณะนี้มีอาชญากรชั้นเสือร้ายสองคน ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องแล็ปของอาจารย์ดิเรกและคงจะยึดอาจารย์ไว้เป็นตัวประกัน เพราะอาจารย์ดิเรกออกมาจากห้องนั้นไม่ได้ชั่วโมงกว่าแล้ว"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดร้องลั่น "นี่พ่อดิเรกนึกยังไงขึ้นมาถึงได้คบอ้ายโจรห้าร้อยเป็นเพื่อน ตายแล้ว เป็นทหารชั้นนายพล เป็นศาสตราจารย์และด็อกเตอร์ ไง๋คิดโง่ๆ อย่างนี้"

ผู้กำกับหันมามองดูคุณหญิงวาดและกลั้นหัวเราะไว้

"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับคุณหญิง คือยังงี้ครับกองปราบปรามสามยอดได้จับกุมตัวเสือกิ่งจอมโจรสองจังหวัดซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดชลบุรีได้ที่โรงแรมแถวหัวลำโพงเมื่อตอนดึกคืนวันนี้"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"เสือกิ่งพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งหรือครับผู้กำกับ"

พ.ต.ท.หิรัญ เปลี่ยนสายตามาที่ พ.อ.กิมหงวนและนึกชมในใจว่าอาเสี่ยแต่งเครื่องแบบนายทหารพันเอกอันดับหนึ่งรู้สึกว่าสง่าและภาคภูมิไม่น้อย เขาเคยเห็นสามสหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่อยๆ แต่ไม่รู้จักกัน ส่วน พล.ต.ดิเรกนั้นเคยเป็นอาจารย์เขา สอนวิชาพิสูจน์หลักฐานด้วยน้ำยาเคมีและวิชาสืบสวนบางอย่าง เช่น การลักฟังโทรศัพท์ การบันทึกเสียงด้วยเทป ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกเป็นอาจารย์พิเศษของโรงเรียนสารวัตร ดังนั้นนายตำรวจที่จะเลื่อนตำแหน่งจากรองสารวัตรขึ้นเป็นสารวัตรก็จะต้องเข้าโรงเรียน และทุกคนเคยได้รับวิชาความรู้จากท่านศาสตราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

"ใช่ครับ นายร้อยตำรวจโทพิชัยรองสารวัตรกองปราบปราม ได้รับคำสั่งให้นำตัวเสือกิ่งไปส่งกองตำรวจภูธรที่เมืองชลเมื่อตอนบ่ายสามโมงนี้ ขณะที่กองทัพซีโต้กำลังสวนสนามถวายตัวที่ถนนราชดำเนิน มีตำรวจควบคุมตัวไปสี่คนครับ สมุนของเสือกิ่งสองคนที่ตีฝ่าวงล้อมไปได้เมื่อคืนนี้ ได้ทำการช่วยเหลือเสือกิ่งอย่างอุกอาจ เอารถโดยสารคันหนึ่งติดตามรถตำรวจมาถึงหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ก็ขับแซงขึ้นหน้าแล้วหักรถขวางรถตรวจการของตำรวจ รถตำรวจจึงชนรถโดยสารอย่างจังทำให้ตำรวจทุกคนบาดเจ็บสลบอยู่ในรถสองคน"

พ.อ.นิกรพูดเสริมขึ้น

"เล่าเร็วๆ หน่อยครับผู้กำกับ ตอนนี้สนุกจัง"

พ.ต.ท.หิรัญ หัวเราะเบาๆ เขารู้มานานแล้วว่าคณะพรรคสี่สหายเป็นผู้มีอารมณ์ขันสนุกสนานครึกครื้นกันตลอดเวลา

"เสือพรกับเสือพร้อมสองพี่น้องซึ่งเป็นสมุนคนสนิทของเสือกิ่งกระโจนลงจากรถโดยสารคันนั้น ในเวลาเดียวกับที่เสือกิ่งกระโดดลงจากรถตรวจการของเราครับ เสือพร้อมช่วยไขกุญแจข้อมือให้เสือกิ่ง แล้วพวกมันสามคนก็พากันวิ่งเข้ามาในซอยใหญ่ อ้า-รองสารวัตรพิชัยออกมาจากรถได้ก็เอาปืนบาเร็ตต้ายิงเสือกิ่งกับสมุนคู่หูทั้งสอง กระสุนถูกเสือพร้อมตายคาที่ครับ"

นิกรจุ๊ปาก

"เสือกิ่งกับเสือพรถูกยิงแต่ไม่ตายหรือครับผู้กำกับ"

พ.ต.ท.หิรัญกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ถูกหรอกครับ มันวิ่งเข้ามาในซอยข้างบ้าน "พัชราภรณ์" คุณพิชัยไม่กล้ายิงเพราะมีรถนักเรียนแล่นออกมาและมีคนวิ่งพล่านหลบหนีลูกปืน เสือกิ่งก็พาเสือพรเข้ามาในบ้านนี้ทางประตูรั้วหลังบ้านซึ่งเปิดทิ้งไว้ครับ"

คุณหญิงวาดยกมือตบ อก

"ตายแล้ว ใครนะที่ชอบเปิดประตูทิ้งไว้ต้องสืบเอาตัวให้ได้ อย่างนี้มันต้องตบหน้าตัดเงินเดือน ๙๕ เปอร์เซ็นต์สักครึ่งปี มีอย่างที่ไหนเปิดประตูไว้อย่างนั้น" แล้วท่านก็เล่นงานนันทา ซึ่งเป็นทั้งหลานสาวและลูกสะใภ้ของท่านแล้วก็เป็นแม่บ้าน "พัชราภรณ์" ด้วย "ยังงี้ใช้ไม่ได้นะแม่นัน ต่อนี้ไปห้ามเปิดประตูรั้วหลังบ้านเด็ดขาด ใครมีธุระจะไปหาใครก็ให้มันออกทางหน้าบ้าน"

พลโบกมือขอร้องให้คุณหญิงวาดสงบปากเสียง แล้วเขาก็ซักถามผู้กำกับถึงเรื่องพยัคฆ์ร้ายจอมอาชญากร ที่หนีเข้ามาหลบซ่อนตัวในบ้านเขา พ.ต.ท.หิรัญได้เล่าให้ทุกคนฟังโดยละเอียด และบอกว่าเท่าที่เขาไม่กล้านำตำรวจบุกเข้าจับเสือกิ่งกับเสือพรก็เพราะเกรงว่าศาสตราจารย์ดิเรกจะเป็นอันตราย

พ.อ.พลรีบพูดกับผู้กำกับโดยเร็ว

"จับไม่ได้เด็ดขาดครับผู้กำกับ ขืนจับดิเรกเป็นถูกยิงทิ้งแน่นอน แล้วผู้กำกับคงไม่ทราบว่าในห้องใต้ดินของห้องทดลองมีระเบิดปรมาณูอยู่หนึ่งลูก ที่สามารถจะถล่มกรุงเทพฯ ให้แหลกลานไปในพริบตาเดียว นอกจากนี้ก็มีกระสุนปืนใหญ่ ๔๐ มิลลิเมตร ติดหัวปรมาณูอีกหลายนัด ซึ่งเป็นกระสุน ปตอ.แบบใหม่ของดิเรก ดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ลูกระเบิดมือและวัตถุระเบิดอื่นๆ ก็มีอีกหลายอย่าง ถ้าเสือกิ่งมันจนมุมหรือเกิดบ้าระห่ำขึ้นมามันเอาเหล็กเคาะหัวระเบิดปรมาณูตูมเดียวก็บรรลัยหมดทั้งกรุงเทพฯ"

"โอ๊ย ตายแล้ว" คุณหญิงวาดร้องลั่น "น่ากลัวว่าพวกเราจะต้องตายด้วยลูกระเบิดปรมาณูกระมัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าเสียขวัญ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เราไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้น แต่มันเป็นเรื่องบังเอิญที่เสือกิ่งกับเสือพรหนีเข้ามาในบ้านเรา"

คุณหญิงวาดว่า "ก็บ้านอื่นๆ อีกถมไปล้วนแต่ตึกใหญ่ บันไดสูงทั้งนั้นทำไมมันไม่หนีเข้าไปล่ะคะ เออ แปลกจริงๆ เชียว บ้านเรามีแต่เรื่องยุ่งยากเดือดร้อนไม่มีวันสิ้นสุด นึกๆ ดิฉันอยากจะเซ้งเสียแล้ว"

พวกผู้หญิงคือสี่นางไม่มีความคิดเห็นอะไร นอกจากพูดซุบซิบกันเบาๆ ทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นโดยเฉพาะประภารู้สึกเป็นห่วงผัวรักของหล่อนเป็นอย่างยิ่ง ศาสตราจารย์ดิเรกคงตกอยู่ในอำนาจปืนพกของเสือกิ่งแล้วถ้าตำรวจบุกเข้าไปในห้องทดลอง พยัคฆ์ร้ายคงจะต้องยิงสามีของหล่อนอย่างไม่มีปัญหา

สามเกลอต่างวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นด้วยกับพลคือไม่ให้ตำรวจบุกเข้าไปจับเสือกิ่งกับเสือพรในห้องทดลอง ทั้งนี้เพราะกรุงเทพฯ และชีวิตของประชาชนพลเมืองในกรุงเทพฯ อาจจะต้องประสบชะตากรรมพร้อมๆ กันจากความบ้าระห่ำของเสือกิ่งจอมโจรผู้มีการศึกษาดี เคยเป็นข้าราชการมาแล้ว แต่พอเป็นโจรก็มีแต่ความโหดเหี้ยมทารุณผิดมนุษย์ ฆ่าคนตายอย่างง่ายดายที่สุด

"ขึ้นไปบนตึกเถอะครับผู้กำกับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท "ผมจะโทรศัพท์เรียนให้รองผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุดทราบเดี๋ยวนี้ และในฐานที่ท่านเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายยุทธการ ให้ท่านสั่งมาว่าควรจะจัดการกับเสือกิ่งและเสือพรอย่างไร"

สามเกลอกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างพา พ.ต.ท.หิรัญขึ้นไปบนตึก ตำรวจกองปราบปรามและตำรวจท้องที่ทั้งนายและพลต่างยังคงห้อมล้อมตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ไว้อย่างแน่นหนา

ทุกคนเข้ามาในห้องโถง ความตื่นเต้นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่มีใครยอมนั่ง จนกระทั่งนิกรกล่าวกับสี่นางว่า

"ใจเย็นๆ น่า ผมจะจัดการแก้ไขเอง ผมจะโทรศัพท์พูดกับดิเรกเดี๋ยวนี้เอง"

ประภายิ้มออกมาได้

"หรือคะ เอาซีคะ ถ้าเสือกิ่งหรือเสือพรมันรับสายคุณอย่าพูดข่มขู่มันนะคะ บอกตามตรงว่าดิฉันไม่อยากเป็นม่ายหรอกค่ะ ค่าเผาผีค่าตั้งศพเดี๋ยวนี้ทางวัดก็ขึ้นราคาแพงกว่าแต่ก่อน"

พ.อ.นิกรทำหน้าชอบกล เขาพาตัวเดินไปที่โต๊ะโทรศัพท์ซึ่งมีเครื่องโทรศัพท์วางอยู่สองเครื่อง เขายกหูโทรศัพท์เครื่องภายในหมุนเลขอัตโนมัติต่อตรงไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่ม สักครู่ พ.อ.นิกรก็ได้ยินเสียงศาสตราจารย์ดิเรกพูดมา

"ฮัลโหล นี่ดิเรกพูด นั่นใคร"

"ผู้การนิกรพูดโว้ย" นิกรพูดยิ้มๆ "แกรู้หรือเปล่าพวกเรากลับมาจากเข้าเฝ้าในหลวงแล้ว น่าปลื้มใจจังหมอ เป็นครั้งแรกที่ทหารต่างชาตินับจำนวนหมื่น ได้สวนสนามถวายตัวต่อพระเจ้าอยู่หัวของเรา แสดงถึงความเข้มแข็งพร้อมเพรียงของประเทศภาคีซีโต้ คอมมิวนิสต์ขืนบุกเราเมื่อไรก็แหลกเมื่อนั้น เป็นยังไงหมอ ผู้กำกับกองปราบท่านบอกว่ามีเสือสองตัวหลบอยู่ในห้องแล็ปของแก"

"ออไร๋ เสือกิ่งพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งกับเสือพรสมุนคู่ใจของเขา กันอยู่ในอำนาจกระบอกปืนพกของเสือกิ่งตลอดเวลา กันพูดกับแกได้เท่าที่จำเป็นต้องพูดเท่านั้น"

"งั้นเรอะ มีอะไรว่ามาหมอ"

"ก็ไม่มีอะไรหรอก ช่วยบอกตำรวจด้วยว่าเสือกิ่งยึดปืนสายฟ้าของกันเป็นอาวุธประจำตัวของเขาแล้ว ส่วนเสือพรก็ยึดกระสุน ปตอ. ๔๐ มิลลิเมตร ติดหัวปรมาณูได้นัดหนึ่ง ทั้งสองคนจะออกไปจากบ้านเราก่อนค่ำนี้ ถ้าตำรวจขัดขวางหรือใช้ปืนยิง เสือกิ่งจะใช้ปืนสายฟ้าต่อสู้ และเสือพรจะเอาค้อนทุบหัวกระสุน ปตอ.ให้ระเบิดขึ้น ตึกใหญ่หลังนี้จะพังพินาศตลอดจนบ้านใกล้เรือนเคียง ทุกคนจะตายหมด ซึ่งเสือกิ่งกับเสือพรจะยอมตายเช่นเดียวกัน สำหรับอานุภาพของปืนสายฟ้าแกก็เคยเห็นฤทธิ์เดชของมันแล้วมี่ลพบุรี ภูเขาลูกหนึ่งลุกเป็นไฟ ต้นไม้ขนาดสองคนอ้อมกอดละลายไปในพริบตาเดียวไม่มีอะไรเหลือ บอกผู้กำกับด้วยว่ากันขอร้องให้เปิดทางให้เสือกิ่งกับเสือพรล่าถอยไปโดยดี เพื่อเห็นแก่ชีวิตตำรวจและพวกเราตลอดจนเพื่อนบ้านของเราอีกหลายคน"

นิกรนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"หมอ แกไม่มีทางที่จะแก้ไขอะไรเลยหรือ"

นายพลดิเรกถูกบังคับให้วางหูโทรศัพท์แล้ว ใครต่อใครเดินเข้ามาห้อมล้อมนิกรซึ่งรวมทั้งผู้กำกับด้วย พ.อ.นิกรเล่าให้ พ.ต.ท.หิรัญฟังเท่าที่ ดร.ดิเรกได้พูดโทรศัพท์กับเขา แล้วอธิบายว่า

"ถ้าผู้กำกับไม่เปิดทางให้เสือกิ่งกับเสือพร ล่าถอยออกไปจากบ้านผมเป็นบรรลัยแน่ครับ ปืนสายฟ้าของดิเรกร้ายยิ่งกว่าเครื่องพ่นไฟหลายพันเท่า สามารถพ่นกระแสไฟฟ้าอันร้อนแรงขนาดละลายเหล็กให้เป็นน้ำในพริบตาเดียวไปได้ไกลถึง ๓๐๐ เมตร ตึกรามบ้านช่อง รถไฟ หรือเรือประจัญบานถ้าถูกปืนสายฟ้าเข้าก็ละลายไปหมดครับ สำหรับมนุษย์เราไม่ต้องพูดถึง ถ้าเสือกิ่งใช้ปืนสายฟ้ายิงตำรวจความร้อนแรงของกระแสไฟฟ้า อาจจะทำให้วัตถุระเบิดและระเบิดปรมาณูที่อยู่ในห้องใต้ดินของห้องทดลองระเบิดขึ้นได้ กรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นทุ่งนาไป รับรองว่าเตียนโล่งไปเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปากแล้วพูดเสริมขึ้น

"ผู้กำกับเขารู้หรอกน่าว่าระเบิดปรมาณู มันมีอำนาจรุนแรงขนาดไหน ต้องอธิบายให้ละเอียดด้วยว่าเตียนโล่ง เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง"

นิกรแกล้งทำหน้าตาย เหมือนกับว่าเขาไม่ได้เจตนาพูดพาดพิงถึงศีรษะของท่านเจ้าคุณ เขากล่าวกับผู้กำกับมือปราบต่อไป

"เสือพรมีกระสุน ปตอ. ๔๐ มิลลิเมตรติดหัวปรมาณูที่มันยึดได้มาจากดิเรก ถ้ามันใช้ค้อนทุบส่วนหัวของกระสุนบ้าช่องแถบนี้ก็ต้องพังไปหลายหลัง คนตายนับร้อยเชียวครับ ผู้กำกับและตำรวจตลอดจนพวกผมก็จะม่องเท่งไปตามกัน ดิเรกขอร้องให้ผู้กำกับปล่อยเสือกิ่งกับเสือพรล่าถอยไปโดยดี ผู้กำกับจะว่ายังไงครับ"

พ.ต.ท.หิรัญนิ่งคิดแล้วหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาชิดเท้าตรงแล้วกล่าวว่า

"ท่านกรุณาโทรศัพท์ถึงท่านรองอธิบดีฝ่ายยุทธการเถอะครับ ถ้าอย่างไรก็ขอให้ท่านสั่งมาเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ เลื่อนตัวมาที่หน้าโต๊ะโทรศัพท์ เอื้อมมือหยิบหูโทรศัพท์และถามถึงหลวงตะลุมบอนฯ ผู้รับสายเรียนท่านว่า เพิ่งมาถึงบ้านเมื่อสักครู่นี้กำลังจะเตรียมตัวไปในงานราตรีสโมสรเลี้ยงส่งพวกนายทหารซีโต้ที่จะเดินทางกลับบ้านเมืองของเขาในวันพรุ่งนี้ เขาขอร้องให้ท่านเจ้าคุณรอสักครู่

ภายในห้องโถงบ้าน "พัชราภรณ์" เงียบกริบ พ.ต.ท.หิรัญมีท่าทางกระสับกระส่ายเร่าร้อนใจยิ่ง

ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้พูดโทรศัพท์กับหลวงตะลุมบอนฯ และเป็นเวลาเกือบ ๕ นาทีที่ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้สนทนาโต้ตอบกันในเรื่องความทะนงองอาจของเสือกิ่งพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง ท่านนายพลอาวุโสสั่งงานเสร็จเรียบร้อยก็บอกว่า ท่านไม่มีเวลามาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ได้

พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ วางหูโทรศัพท์ นิกรก็กล่าวขึ้นทันที

"คุณหลวงว่ายังไงครับ"

ท่านเจ้าคุณมองหน้า พ.ต.ท.หิรัญ

"ท่านสั่งให้คุณเปิดทางให้เสือกิ่งกับเสือพร แต่สั่งให้จัดตำรวจนอกเครื่องแบบ ติดตามสะกดรอยไปให้ถึงที่สุด เมื่อรู้แน่นอนว่าเสือกิ่งพาเสือพรไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ก็ให้ดิเรกกับพวกเราจัดการจับกุมปราบปรามเสือกิ่งกับเสือพรให้ได้โดยไม่ให้เสือกิ่งกับเสือพรมีโอกาสใช้อาวุธมหาประลัย"

พ.อ.กิมหงวนยิ้มแป้น พูดเสริมขึ้นทันที

"สนุกกันละวะ เจ้านายสั่งมายังงี้ต้องแสดงความสามารถให้เต็มที่"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"สนุกหรืออ้ายหงวน แกโดนปืนสายฟ้าเข้าตัวของแกจะกลายเป็นเถ้าถ่านทันที หรือถ้าหากว่าเสือพรเคาะกระสุน ปตอ.ให้ระเบิด พวกเราก็เท่งทึงหมดไม่มีใครรอด"

กิมหงวนว่า "แต่เราเป็นทหาร เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายหน้าที่ให้เราทำเราก็ต้องทำให้สำเร็จ แกอย่าลืมว่า " แล้วอาเสี่ยก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น "ตัวตายดีกว่าชาติตาย ขี่ควายดีกว่าขี่ลิง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้าเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"ที่แกพูดน่ะไม่เกี่ยวกับเรื่องเสือกิ่งเลย" แล้วท่านก็หัวเราะชอบใจ หันมาทางคุณหญิงวาด "คุณหญิงครับเพื่อความปลอดภัยของคุณหญิงและแม่พวกสาวๆ สี่คนนี่ ผมขอร้องให้คุณหญิงพากันออกจากบ้านไปเสียก่อนเถอะครับ ไปอยู่ที่โรงแรมสี่สหายของเราก็ได้ รับประทานอาหารค่ำกันเสียที่นั่นเลย เรายังไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อเสือกิ่งพาเสือพรล่าถอยออกจากบ้านเรา"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"จริงแหละค่ะ ดิฉันพาแม่สี่คนนี่ไปอยู่ที่โรงแรมของเราดีกว่า แต่งตัวสวยๆ กันอย่างนี้ก็เหมาะที่จะไปนั่งเต๊ะท่าอวดพวกฝรั่งที่นั่น" แล้วท่านก็กล่าวกับสี่นาง "ไปกันเถอะวะพวกเรา ผู้หญิงยิงเรืออย่าไปยุ่งกับเขาเลยไว้เป็นหน้าที่ของนายตำรวจและของพวกผู้ชายพายเรือเขาดีกว่า อ้ายแห้วไปไหนล่ะ" แล้วคุณหญิงก็ร้องตะโกนลั่นห้องโถง "แห้วเอ๊ย"

"ครับผม" เจ้าแห้วยืนอยู่ข้างหลังคุณหญิงวาดขานรับเสียงลั่น จนคุณหญิงสะดุ้งสุดตัวหันขวับมามองดูคนใช้แก่นแก้วของท่านซึ่งอยู่ในเครื่องแบบสิบโททหารบก

"อ้อ เสียงดังฟังชัดดีนะแก นี่ถ้าผู้กำกับไม่ได้อยู่ที่นี่แกก็คงเจอหลังมือแบแล้ว ไป-ขับรถไปส่งฉันที่โรงแรมสี่สหาย"

คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างสนทนากับ พ.ต.ท.หิรัญ คนละเล็กละน้อยเพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีจิต ต่อจากนั้นคุณหญิงก็เดินนำหน้าพานันทา นวลลออ ประภาและประไพออกไปจากห้องโถง ส.ท.แห้วติดตามไปด้วย เมื่อผ่านหน้าสาวใช้คนหนึ่ง เจ้าแห้วก็ยักคิ้วให้แล้วยกมือขวาชี้ให้หล่อนมองดูบั้งบนแขนเสื้อข้างซ้ายของเขา

โดยคำสั่งของ พ.อ.พล พัชราภรณ์ สาวใช้หลายคนได้รีบนำเครื่องดื่มและบุหรี่ ไปให้พวกตำรวจที่ห้องล้อมตัวตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" โดยทั่งถึงกัน ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๓๐ น.แล้ว พลพยายามพูดโทรศัพท์กับศาสตราจารย์ดิเรกหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ เพราะหูโทรศัพท์ถูกวางไว้นอกเครื่อง

ในที่สุดสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาผู้กำกับหิรัญลงจากตึกใหญ่ ต่อจากนั้นท่านผู้กำกับก็เชิญสารวัตรปราบปรามเจ้าของท้องที่มาพบแจ้งให้ทราบว่า ท่านนายพลอาวุโสหลวงตะลุมบอนฯ รองผู้บัญชาการทาหรสูงสุดและผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายยุทธการได้โทรศัพท์มาถึงท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้เปิดทางให้เสือกิ่งกับเสือพรล่าถอยไปโดยดี ทั้งนี้เพราะสองเสือมีอาวุธมหาประลัยที่ยึดได้จากจอมนักวิทยาศาสตร์ ผู้กำกับกองปราบปรามและสารวัตรเจ้าของท้องที่ได้ปรึกษาหารือและตกลงกันเรียบร้อย ต่างฝ่ายต่างจัดตำรวจนอกเครื่องแบบ ฝ่ายละสองคนคอยติดตามสะกดรอยพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งกับสมุนคนสนิท

"ผมเชื่อว่า เสือกิ่งกับเสือพรจะต้องล่าถอยออกทางหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" พ.ต.ท.หิรัญกล่าวกับ ร.ต.อ.มาโนชอย่างเป็นงานเป็นการ "อย่างไรเสียมันจะต้องยึดรถยนต์คันใดคันหนึ่งในโรงเก็บเป็นพาหนะพามันหนีไป บอกตำรวจของคุณออกไปรอคอยนอกบ้านได้แล้วครับ และถ้าสามารถหารถจักรยานยนต์ได้สักคันหนึ่งไว้ติดตามมันก็จะดีมาก อ้ายกิ่งจะได้ไม่สงสัย หากใช้แท๊กซี่สะกดรอยติดตามมันไป มันอาจจะสงสัยได้ และถ้ามันเกิดบ้าขึ้นมาเอาปืนสายฟ้ายิงมาที่รถตำรวจซึ่งสะกดรอยตามมันไป ตำรวจก็จะต้องเสียชีวิตทันที"

ร.ต.อ.มาโนชยกมือวันทยาหัตถ์ผู้กำกับซึ่งอาวุโสกว่าเขา

"ได้ครับ นายสิบตำรวจของผมคนหนึ่งไม่ได้แต่งเครื่องแบบ เขาขี่จักรยานยนต์ได้ดีมาก ผมจะสั่งให้เขาติดตามสะกดรอยอ้ายกิ่งกับอ้ายพร ให้เขาออกไปนอกถนนขอยืมรถจักรยานยนต์จากประชาชน ซึ่งเป็นรถของใครก็ได้ เมื่อเขารู้เรื่องเขาก็คงยินดีให้ความช่วยเหลือทางราชการตำรวจ เพื่อปราบปรามจอมโจรผู้มีสมญาว่าพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง"

"ดีแล้วครับคุณมาโนช ผมจะส่งตำรวจกองปราบนอกเครื่องแบบสักสองคน ออกไปคอยเสือกิ่งกับเสือพรทางหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ถ้าหากว่ามันล่าถอยออกทางหลังบ้าน ก็ให้ตำรวจของผมสะกดรอยติดตามมันไป"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับจนกระทั่ง ๑๘.๐๐ น.เศษ

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพ.ต.ท.หิรัญยืนอยู่กลางสนามหน้าตึกใหญ่ ส่วนตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบก็ยังเรียงรายอยู่รอบตึก แต่ตำรวจได้รับคำสั่งไม่ให้ใช้อาวุธ หรือทำการจับกุมเสือกิ่งกับเสือพรอย่างเด็ดขาด ผู้กำกับและสารวัตรปราบปรามเจ้าของท้องที่ สั่งตำรวจทุกคนให้พิจารณารูปร่างหน้าตาและท่วงท่าของเสือกิ่งกับเสือพรไว้

พยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งกับสุมนคู่ใจล่าถอยแล้ว นายพลดิเรกออกมาจากห้องโถงเป็นคนแรก ท่ามกลางเสียงพึมพำของพวกตำรวจทั้งนายร้อยนายสิบและพลตำรวจ เสือกิ่งถือปืนสายฟ้าในท่าเตรียมยิงเดินตามหลังศาสตราจารย์ดิเรกในระยะใกล้ชิด เสือพรอุ้มกระสุน ปตอ. ๔๐ มม.ติดหัวปรมาณู มือขวาถือค้อนเหล็กอันหนึ่งเตรียมพร้อมที่จะใช้ค้อนทุบกระสุนปืนมหาประลัยให้มันระเบิดขึ้น กระสุน ปตอ.แบบนี้สามารถยิงเครื่องบินทั้งฝูงให้แหลกละเอียดไปในอากาศในพริบตาเดียว แต่หากว่ามันเกิดระเบิดขึ้นบนพื้นดิน ตึกรามบ้านช่องในรัศมี ๒๐๐ เมตร ก็จะพังทลายหมดและชีวิตมนุษย์นับพันจะต้องสูญเสียไปด้วย

ศาสตราจารย์ดิเรกนำหน้าพาพวกโจร และเสือพรก้าวลงมาจากบันไดหน้าตึกด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เจ็บใจที่เขาตกอยู่ในอำนาจของเสือร้าย พ.อ.กิมหงวนโบกมือให้นายแพทย์หนุ่มแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไงโว้ยหมอ ไง๋เสียท่าเขาล่ะเพื่อน"

นายพลดิเรกมองดูเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ

"ออไร๋ สี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ก็ยังรู้พลั้ง สองตีนไม่เด่มันก็ต้องเซลงมาบ้าง ฮัลโหลคุณหิรัญ อย่ายิงเสือกิ่งกับเสือพรนะครับ โน่นใครล่ะยืนอยู่หน้าโรงรถ สารวัตรมาโนช ผมจำได้แล้ว ขอให้ตำรวจทุกคนโปรดทราบไว้ด้วยว่า ถ้ากระสุนนัดแรกของตำรวจดังขึ้น เสือกิ่งจะใช้ปืนสายฟ้าเผาพวกตำรวจให้เป็นผุยผงไปทันที และความร้อนของกระแสไฟฟ้า จะทำให้ระเบิดปรมาณู และวัตถุระเบิดในห้องใต้ดินที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของผมระเบิดขึ้น กรุงเทพฯ จะมีแต่สิ่งปรักหักพัง ประชาชนจะตายหมดหมายถึงลูกเมียพ่อแม่พี่น้องของพวกคุณด้วย ปล่อยให้เขาล่าถอยไปเถอะ"

พ.อ.กิมหงวนเดินเข้าไปหานายพลดิเรก เสือกิ่งยกปืนไฟฟ้าขึ้นจ้องอาเสี่ยทันที

"หยุด อย่าเข้ามานะผู้การผมยิงจริงๆ "

กิมหงวนหยุดชะงักแล้วยิ้มให้

"ลื้อชื่อเสือกิ่งใช่ไหม"

"ใช่ ผมเอง"

"วางปืนเสียเถอะอ้ายน้องชาย ขึ้นไปคุยกันบนตึกกินเหล้ากับกันดีกว่า"

เสือกิ่งตวาดแว๊ด

"ถอยออกไป อยากตายเรอะ เป็นนายพันเอกไม่ชอบอยากเป็นผีตายโหงก็เดินเข้ามาซี ผมไม่ยิงผู้การจริงก็ไม่ใช่เสือกิ่ง"

เสี่ยหงวนถอยหลังกรูด

"เชิญตามสบายคุณกิ่ง คุณมีอาวุธร้ายอยู่ในมืออย่างนี้คุณจะทำอย่างไรก็ได้ ไปเถอะ หนีไปเถอะเพื่อน แล้วอั๊วกับพรรคพวกจะติดตามลื้อเอง"

พยัคฆ์ร้ายเค้นหัวเราะ

"ผู้การอยากให้เมียเป็นม่ายก็ตามไปซี" แล้วเขาก็ยกปากกระบอกปืนสายฟ้าดุนหลังนายพลดิเรก "เดินไปที่โรงรถ คุณหมอ อย่าลืมว่าในยามคับขันเช่นนี้ผมฆ่าคนได้ง่ายที่สุด ถ้าผมออกคำสั่งคำเดียวอ้ายพรก็จะเอาค้อนเคาะหัวกระสุน ปตอ.ให้มันระเบิดขึ้น ผมกับอ้ายพรไม่เสียดายชีวิตหรอกครับ"

"ออไร๋ ทีของยูแล้วไอก็ต้องยอม แต่ถึงทีของไอบ้างระวังให้ดีก็แล้วกัน"

เสือกิ่งหัวเราะก้าก

"อย่างคุณหมอตัวโตกว่าลูกหมานิดเดียว ผมไม่กลัวหรอกครับ สายตาก็สั้นจะมาทำอะไรผมได้ คนที่จะปราบผมต้องเป็นบุรุษเหล็ก เป็นนักสู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งผิดมนุษย์ พาผมเดินไปที่โรงรถเดี๋ยวนี้"

อำนาจปืนสายฟ้าที่จี้อยู่กลางหลัง ทำให้ พล.ต.ศาสตราจารย์ดิเรกต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพยัคฆ์ร้ายทันที เขาพาเสือกิ่งกับเสือพรเดินไปตามถนนคอนกรีต พวกตำรวจพากันมองดูสองเสือ ถึงแม้ว่าเจ้าพนักงานมีปืนพก มีระเบิดน้ำตาและปืนกลมือ ก็ไม่อาจจะทำอะไรแก่เสือกิ่งและเสือพรได้ ต่างยอมให้สองเสือเดินผ่านไปโดยดี ท่าทางของเสือกิ่งเหี้ยมโหดผิดปกติ นัยน์ตาวาวโรจน์เหมือนสัตว์ป่า แน่นอนละ ถ้าตำรวจเล่นงานเขาด้วยปืนหรือวิ่งตรูกันเข้ามา เสือกิ่งก็จะยิงกราดเจ้าพนักงานด้วยปืนสายฟ้าทันทีและถ้าเห็นว่าไม่รอดแน่ จอมโจรก็จะสั่งให้สมุนคนสนิทของเขาทุบหัวกระสุน ปตอ. ๔๐ มม.

ร.ต.อ.มาโนชกับพลตำรวจ ๓ คน ที่ยืนอยู่หน้าโรงรถต่างจ้องมองดูเสือกิ่งกับเสือพรด้วยความสนใจ ทุกคนยอมรับว่าปืนสายฟ้าและกระสุน ปตอ.ขนาด ๔๐ มม. ติดหัวปรมาณูที่อยู่ในมือเสือร้ายทั้งสองน่าเกรงขามมาก ศาสตราจารย์ดิเรกพาเสือกิ่งกับเสือพรเข้ามาในโรงเก็บรถ ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวมีขนาดยาวเก็บรถได้ไม่น้อยกว่า ๑๐ คัน รถเก๋งแบบต่างๆ ของคณะพรรคสี่สหายจอดอยู่เรียงราย เสือกิ่งมองดูรถในโรงแล้วกล่าวกับสมุนคนสนิทของเขา

"เอาเบ๊นซ์ไปโว้ยพร"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมามองดูจอมโจร

"เอาจี๊ปวิลลี่ส์ไปเถอะเสือกิ่ง รถเบ๊นซ์คันนี้ของกันเองเพิ่งซื้อมาเมื่อเร็วๆ นี้ รถจี๊ปวิลลี่ส์คันนั้นใช้มาสองปีกว่าแล้วกันยกให้แกเป็นของขวัญวันเกิด"

เสือกิ่งหัวเราะ

"แต่อีกตั้งสองเดือนกว่าจะถึงวันเกิดของผม"

"เถอะน่า กันให้ล่วงหน้าไปก่อน"

พยัคฆ์ร้ายสั่นศีรษะ

"รถจี๊ปมันเก่าแล้ว ผมต้องการรถใหม่เพื่อใช้เดินทางไกลและหลบหนีตำรวจ ผมน่ะไม่อยากต่อสู้เจ้าพนักงานหรอก แต่ถ้าจำเป็นผมก็สู้ตาย หมายความว่าเมื่อผมจนตรอก คราวนี้ถ้าตำรวจเล่นงานผมเป็นเจอปืนสายฟ้าของคุณหมอแน่ๆ และถ้าเราเข้าที่คับขันผมจะสั่งให้อ้ายพรทุบหัวกระสุน ปตอ.ปรมาณูนัดนี้" พูดจบเขาก็หันมาทางสมุนคู่ใจของเขา "ขึ้นประจำที่คนขับอ้ายพร กูจะนั่งข้างหลังมึงคอยคุ้มกันมึง"

เสือพรปฏิบัติตามคำสั่งทันที เขาเปิดประตูบานขวาตอนหน้ารถขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ วางกระสุน ปตอ.และค้อนเหล็กลงข้างๆ ตัว

"กุญแจรถมีไหมล่ะ" เสือกิ่งถาม

"มีครับพี่กิ่ง มาเถอะพี่อย่าร่ำไรเลย"

จอมโจรเดินมาที่รถเบ๊นซ์เก๋งของนายแพทย์หนุ่มแล้วเปิดประตูหลังรถก้าวขึ้นไปนั่ง ต่อจากนั้นเสือพรก็เปิดกุญแจสวิทช์ไฟจัดแจงติดเครื่องยนต์ทันที เสือกิ่งถือปืนสายฟ้ากระชับมั่นในท่าเตรียมยิงตลอดเวลา พอรถเคลื่อนออกจากโรงรถ พยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งก็โบกมือให้นายพลดิเรก

"สวัสดีครับคุณหมอ จนกว่าจะพบกันอีก"

เบ๊นซ์เก๋งแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างรวดเร็ว ดร.ดิเรกขบกรามกรอดพาตัวเดินเข้าไปหาพรรคพวกของเขา สามเกลอต่างหัวเราะขบขัน

"แย่หน่อยนะหมอ" พลพูดเสียงหัวเราะ "แต่ก็ดีแล้วที่เสือกิ่งมันไม่ฆ่าแก"

ศาสตราจารย์ดิเรกยักไหล่ แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"แบ๊ดลัค ถูกมันควบคุมตัวอยู่ตั้งสองชั่วโมงครึ่ง" พูดจบเขาก็หันมามองดูหน้าผู้กำกับหิรัญ "ทำอย่างไรดีคุณหิรัญ เสือกิ่งกับเสือพรเอาอาวุธมหาประลัยของผมไป เพียงแต่ปืนสายฟ้ากระบอกเดียวทหารหนึ่งกองพันก็ปราบมันไม่ได้ ขืนเข้าไปล้อมจับมันๆ เผาราบไปหมด แล้วกระสุน ปตอ.๔๐ มม.ติดหัวปรมาณู ถ้าระเบิดขึ้นเมื่อไรอาคารบ้านเรือนและผู้คนในรัศมี ๒๐๐ เมตร ก็จะแหลกลานไม่มีอะไรเหลือเลย"

"เราส่งตำรวจนอกเครื่องแบบสะกดรอยตามไปแล้วครับอาจารย์ ถึงอย่างไรตำรวจก็จะต้องกลับมารายงานผมที่นี่ให้ทราบว่าเสือกิ่งกับเสือพรหลบหนีไปอยู่ที่ไหน"

พลกล่าวกับผู้กำกับเป็นความเห็นของเขา

"มันอาจจะหนีไปเมืองชลก็ได้ไม่ใช่หรือครับ รถวิ่งชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น"

พ.ต.ท.หิรัญยิ้มให้ พ.อ.พล

"อ้ายกิ่งเป็นเสือที่ฉลาดกว่าเสือทั้งหลายครับ เพราะได้รับการศึกษาอย่างดีมาแล้ว ผมคิดว่ามันคงไม่โง่พอที่จะเสี่ยงภัยหนีไปเมืองชล ถึงแม้ว่าอ้ายพรขับรถออกจากบ้านผู้การเลี้ยวซ้ายมือไปทางพระโขนงก็ตาม ทางไปเมืองชลต้องผ่านด่านกักรถหลายแห่ง มันคงจะเลี้ยวเข้าซอยใกล้เคียงและทะลุออกซอยอื่นๆ แล่นย้อนเข้าไปในเมืองก็ได้ ถ้ามันจะเดินทางไปเมืองชลก็ต้องวันหลังไม่ใช่วันนี้ อ้ายกิ่งอาจจะบุกไปหัวหินแล้วจ้างเรือใบของพวกชาวประมงให้พามันกับอ้ายพรข้ามไปเมืองชลก็ได้ ความเฉลียวฉลาดของเสือกิ่งทำให้มันรอดพ้นเงื้อมมือตำรวจอย่างหวุดหวิดเสมอ"

ตำรวจกองปราบปรามสามยอดและตำรวจท้องที่ต่างย่อยๆ กลับไปแล้ว คงเหลือ พ.ต.ท.หิรัญและ ร.ต.อ.มาโนชสารวัตรปราบปรามเท่านั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เชิญนายตำรวจทั้งสองขึ้นไปพักผ่อนบนตึกใหญ่ซึ่ง พ.อ.พล พัชราภรณ์ เชิญรับประทานอาหารค่ำด้วย เขาสั่งสาวใช้นำเบียร์แช่เย็นมาเลี้ยงนายตำรวจ ต่อจากนั้นก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึงความทะนงองอาจของเสือกิ่งจอมโจรผู้มีสมญาว่า พยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง

"เขาว่าเสือกิ่งมีของดีป้องกันตัว หนังเหนียวยิงไม่เข้า จริงไหมครับผู้กำกับ" นิกรถามยิ้มๆ

"เขาว่ากันอย่างนั้นแหละครับผู้การ ครั้งหนึ่งเสือกิ่งกับสมุนของมันได้ปะทะกับตำรวจภูธรบางปะกง ยิงกันในระยะเผาขน นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งยืนยันว่าเขายิงเสือกิ่งด้วยบาเร็ตต้าถูกมันอย่างจังหลายนัด แต่ไม่เห็นอ้ายกิ่งเป็นอย่างไร มันยิงตรึงตำรวจไว้จนค่ำก็พาสมุนตีฝ่าวงล้อมหนีไป"

อาเสี่ยว่า "คนหนังเหนียวผมไม่ใคร่เชื่อ เสืออะไรต่อเสืออะไรว่าอยู่ยงคงกระพัน แต่แล้วก็ถูกปืนตำรวจม่องเท่งไปตามกัน คนหนังเหนียวจริงๆ เห็นจะยากนะครับผู้กำกับ แต่คนขี้เหนียวมีแยะ บางคนขี้เหนียวขนาดขี้ออกมาแล้วเก็บไว้รับประทานก็ยังมี พวกนี้หาเงินได้เท่าไรไม่ยอมกินไม่ยอมใช้ มีเงินตั้งแสนกินอาหารเลวกว่าพวกกรรมกรหาเช้ากินค่ำเพราะขี้เหนียวจนเคยตัว"

ผู้กำกับหิรัญหัวเราะชอบใจ

"ผมเคยได้ข่าวว่าผู้การเคยถูกยิงและถูกแทงหลายครั้ง แต่ผู้การมีหลวงพ่อคุ้มตัวเลยไม่เป็นอะไร"

พ.อ.กิมหงวนยิ้มแป้น

"ผมเล่าให้ผู้กำกับฟังก็เหมือนกับว่าผมคุยโม้ แต่ว่ามันเป็นความจริงครับ ให้พระแก้วพระกาฬหักคออ้ายกรซีเอ้าถ้าผมโกหกผู้กำกับ หลวงพ่อกริ่งปวเรศวร์ของผมและหลวงพ่อสมเด็จวัดระฆังที่ผมคล้องคออยู่ตลอดเวลา ท่านช่วยคุ้มครองป้องกันผมครับ ผมถูกเมียตบหน้าอย่างจังๆ ยังไม่เป็นไร ถูกบิดหูก็ไม่เจ็บ เอาตะพดตีหัวผม ผมยังนั่งอมยิ้มนิ่งเฉย"

"แต่เลือดแดงเถือก" นิกรพูดเสริมขึ้น

เสี่ยหงวนหันขวับมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"ใครบอกแกล่ะ หลวงพ่อกริ่งปวเรศวร์น่ะเอามีดโกนเฉือนยังไม่เป็นไรนะโว้ยจะบอกให้ อย่าทำพูดดีไป"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เฉือนหลวงพ่อหรือเฉือนเนื้อแก"

"เฉือนหลวงพ่อซีวะ" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกนั่งอยู่ใกล้ๆ กับ ร.ต.อ.มาโนช เขาจัดแจงรินเบียร์ส่งให้สารวัตรปราบปรามอีกแก้วหนึ่ง

"อีกแก้วนะสารวัตร"

"ครับ ขอบคุณมากครับอาจารย์"

"ทำไมไม่คุยอะไรบ้างล่ะคุณมาโนช"

"ผมฟังพวกผู้การคุยกับผู้กำกับสนุกดีครับ"

เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่เชิงบันไดห้องโถง ตีกังวานหนึ่งครั้งเป็นเวลา ๑๘.๓๐ น.อากาศเริ่มมืดขมุกขมัวบ้างแล้ว สาวใช้ได้เปิดไฟช่อกลางเพดานห้องโถง ทำให้แสงไฟฟ้าสว่างจ้าไปทั่วห้อง

การสนทนาระหว่างเจ้าของบ้านและนายตำรวจทั้งสองคนได้เป็นไปด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต จนกระทั่งเสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะริมห้องด้งกังวานขึ้น สาวใช้คนหนึ่งรีบวิ่งเหยาะๆ ไปรับโทรศัพท์ทันที สักครู่หล่อนก็วางหูโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ารายงานให้ผู้กำกับทราบ

"สิบตำรวจตรีประกอบจะขอพูดกับท่านค่ะ"

พ.ต.ท.หิรัญลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ" แล้วเขาก็เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน กล่าวกับคระพรรคสี่สหายในท่าทางตื่นเต้นยินดี "ได้เรื่องแล้วละครับ นายสิบตำรวจตรีประกอบเป็นตำรวจคนหนึ่ง ที่ผมสั่งให้สะกดรอยตามอ้ายกิ่งกับอ้ายพรไปให้ถึงที่สุด และให้รีบโทรศัพท์มารายงานผมที่นี่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่งห้องโถง ผู้กำกับมือปราบรีบเดินไปที่ตะโทรศัพท์ทันทีแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นพูดในราว ๕ นาทีเขาก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม

พ.ต.ท.หิรัญเดินกลับมานั่งบนเก้าอี้นวมข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณกล่าวถามทันที

"ว่าไงผู้กำกับ"

พ.ต.ท.หิรัญยิ้มละมัย

"นายสิบตำรวจตรีประกอบคนเดียวเท่านั้นแหละครับ ที่ติดตามไปจนกระทั่งถึงที่ที่เสือกิ่งกับอ้ายพรไปหลบซ่อนตัวอยู่ในขณะนี้ ตำรวจนอกนั้นตามไม่ทันเพราะรถติดบ้างหรือคลาดพ้นสายตาไปบ้าง เสือพรมันขับรถได้คล่องแคล่วแต่ว่าประกอบมันขี่จักรยานยนต์ตามทันครับ มันขอยืมรถของเด็กหนุ่มลูกจีนคนหนึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่เสียด้วย รถเบ๊นซ์จึงหนีไม่พ้นและไม่รู้สึกตัวว่าถูกติดตาม"

นิกรว่า "ผู้กำกับพูดช้าจัง เล่าเร็วๆ หน่อยซีครับ ตอนนี้กำลังตื่นหวาดเสียวมาก"

แทนที่จะนึกเคืองนิกร ผู้กำกับกลับหัวเราะหึๆ

"นิสัยของผมเป็นคนพูดช้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ยังงั้นผมเล่าแทนก็แล้วกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"แกรู้เรื่องหรือวะ"

"ไม่รู้หรอกครับ แต่ผมมีความสามารถพิเศษเล่าเรื่องที่ผมไม่มีความรู้หรือไม่รู้เห็นเลยให้เป็นเรื่องที่เป็นตุเป็นตะได้"

"เฮ้" นายพลดิเรกเอ็ดตะโร "เรากำลังพูดกันเป็นงานเป็นการไม่ใช่เวลาพูดเล่นนะโว้ย ยูน่ะมักจะทำอะไรเป็นเล่นเสียหมด"

ผู้กำกับหิรัญเล่าเรื่องต่อไปถึงเรื่องเสือกิ่ง

"อ้ายพรขับรถเบ๊นซ์ของอาจารย์พาเสือกิ่งหนีไปทางพระโขนงครับ แต่ก่อนจะถึงพระโขนงก็เลี้ยวเข้าไปในซอยศุภางค์แล้วจอดรถทิ้งไว้ เสือกิ่งลงจากรถเปิดท้ายรถขึ้นเอาผ้าใบหรือผ้าพลาสติกออกมาสองชิ้นห่อปืนสายฟ้าและกระสุน ปตอ.๔๐ มม.ถือเดินออกมาทางปากซอยขึ้นแท๊กซี่คันหนึ่งย้อนกลับมาทางนี้ เลี้ยวขวาไปออกถนนตัดใหม่เพชรบุรีครับ ในที่สุดก็ไปเช่าโรงแรมบังกะโลอยู่ในซอยๆ หนึ่งทางตลาดหมอชิตพหลโยธิน"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"โรงแรมสุขสันต์ เป็นบังกะโลเล็กๆ มี ๖ หลังด้วยกัน สงบเงียบและอากาศดีมาก"

"ครับ ใช่ครับ ประกอบบอกมาว่าอย่างนี้ ผู้การเคยไปเที่ยวหรือครับ"

พ.อ.กิมหงวนยิ้มอายๆ

"แล้วผู้กำกับกับสารวัตรอย่าไปเล่าให้ใครฟังเชียวนะครับ ผมเคยพาพาทเน่อร์ประจำบาร์แห่งหนึ่งไปคุยกับผมที่นั่น เราไม่มีอะไรกันจริงๆ นอนคุยกันอย่างเพื่อนฝูงจนรุ่งสว่างแล้วผมก็ให้เงินเขาใช้ ๒๐๐ บาท ตามระเบียบ"

ผู้กำกับหิรัญยิ้มเล็กน้อย

"ประกอบบอกผมว่า เสือกิ่งกับอ้ายพรเช่าบังกะโลหลังที่สองหลบซ่อนตัวอยู่ครับ เมื่อรู้แน่นอนเช่นนี้ประกอบก็รีบขี่จักรยานยนต์ออกมา แล้วขอยืมโทรศัพท์ที่บ้านนายทหารอากาศคนหนึ่งโทรมาถึงผมที่นี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้าผู้กำกับหิรัญ

"เอาละ เรารู้แล้วว่าเสือกิ่งกับเสือพรอยู่ที่ไหน คุณจะจัดการอย่างไรต่อไปล่ะคุณหิรัญ"

ผู้กำกับหิรัญนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ผมสั่งให้ประกอบย้อนกลับไปคอยเฝ้าไว้ครับ ถ้ามันเคลื่อนย้ายไปทางไหนก็ให้สะกดรอยติดตามมันต่อไป ทางตำรวจไม่อาจจับกุมปราบปรามมันได้หรอกครับ ในเมื่อมันมีอาวุธมหาประลัยอยู่ในมือมันเช่นนี้ อาจารย์ดิเรกคนเดียวเท่านั้นที่จะคิดแก้ไขได้ ส่วนตำรวจก็ได้แต่เฝ้ามันไว้และคอยติดตามมันเป็นเงาตามตัวเท่านั้น"

พ.อ.พลหันมาทางศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"ว่ายังไงหมอ แกมีทางที่จะแก้ไขไหม"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่กันทำไม่ได้ แต่ว่าจำเป็นต้องใช้เวลาบ้าง ปัญหาสำคัญก็อยู่ที่ว่าถ้าเราจับกุมเสือกิ่งและเสือพรเมื่อใด ก็ต้องให้มันเผลอตัวไม่ทันใช้ปืนสายฟ้าของกัน และไม่มีเวลาพอที่จะทุบหัวกระสุน ปตอ.ปรมาณูได้"

ร.ต.อ.มาโนชสารวัตรปราบปรามเจ้าของท้องที่พูดขึ้นเบาๆ

"ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับอาจารย์ ผมเชื่อว่าอ้ายกิ่งกับอ้ายพรมันจะต้องระวังตัวตลอดเวลา การทุบหัวกระสุน ปตอ.ปรมาณูนัดนั้นใช้เวลาสักสองวินาทีก็คงทำให้มันระเบิดได้ไม่ใช่หรือครับอาจารย์"

"ออไร๋ ฟาดด้วยกุญแจเลื่อนหรือท่อนเหล็กแรงๆ ทีเดียวเท่านั้นก็ระเบิดตูมขึ้นทันที แต่ตามธรรมดาแล้วมันจะระเบิดขึ้นเองไม่ได้ นอกจากตั้งชนวนเวลากะให้มันระเบิด ตามระยะที่ฝูงเครื่องบินบินเข้ามา เป็นต้นว่าเราตั้งระยะ ๒,๕๐๐ เมตร เมื่อยิงตรงไปยังเป้าหมายคือฝูงเครื่องบินข้าศึกที่บินอยู่ในระยะสูง ๒,๕๐๐ เมตร ตามที่เราคำนวณเรียบร้อยแล้วกระสุน ปตอ.ติดหัวปรมาณูก็จะระเบิดขึ้น"

ทุกคนต่างมองดูหน้านายพลดิเรก

"อาจารย์จะคิดอ่านปราบปรามพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งด้วยวิธีใดล่ะครับ" ผู้กำกับหิรัญถามนอบน้อม

ดร.ดิเรกผิวปากหวือ

"มีอยู่ทางเดียวที่ผมจะทำได้โดยปลอดภัยที่สุด คือจับกุมเสือกิ่งกับเสือพรได้อย่างละมุนละม่อมไม่ให้มันรู้ตัวและไม่มีโอกาสที่จะใช้ปืนสายฟ้าต่อสู้ แม้แต่จะเอาค้อนทุบหัวกระสุน ปตอ.ก็ทำไม่ทัน"

"อาจารย์จะทำอย่างไรครับ" สารวัตรมาโนชถามร้อนรน

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ทำตัวของผมและเพื่อนๆ ให้กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงหรือเป็นล่องหน เท่านี้เสือกิ่งเสือพรก็เสร็จเรา ช่วยกันเตะถีบกระทืบคนละทีสองทีมันก็หมอบอยู่ในห้องของเรือนบังกะโลหลังนั้น"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ล่องหนอีกเรอะ ไม่เอาละโว้ย เดินแก้ผ้าโทงๆ ตัวล่อนจ้อน ถึงแม้ไม่มีใครเห็นก็รู้สึกบัดสีใจเต็มทน พวกเราล่องหนด้วยกันมองเห็นกันนี่หว่า ดูคล้ายๆ กับพวกเปรตนรกขึ้นมาเพ่นพ่านเที่ยวขอส่วนบุญเขา ลมพัดตัวเนื้อเย็นวูบวาบยังไงชอบกล อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับว่าพอคืนร่างแล้วอ่อนเพลีย และปวดหัวไปตั้งสามสี่วัน หาวิธีอื่นเถอะวะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง ศาสตราจารย์ดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง

"เราเป็นผู้ชายด้วยกันและเป็นเพื่อนฝูงกันแท้ๆ ทำไมจะต้องอายกันด้วยวะ คุณพ่อท่านก็เป็นพ่อตากันกับอ้ายกรแล้วก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของแกกับอ้ายพล ถ้าเราไม่เป็นล่องหนเราก็ไม่มีทางที่จับกุมเสือกิ่งได้ ต่อให้ใช้ตำรวจ ๑๐ โรงพักบุกเข้าไปก็ตายไม่เหลือ เพียงแต่ปืนสายฟ้าเท่านั้นตำรวจก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปตามกัน"

พลว่า "เอาก็เอา กันอยากจะจับกุมพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง กับสมุนคู่ใจของมันให้ได้โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของบประชาชนนับจำนวนร้อย ที่อาจจะต้องเสียชีวิตจากปืนสายฟ้าหรือกระสุน ปตอ.ปรมาณู แต่ว่า....อ้ายหงวนมันพูดจริงของมัน เป็นล่องหนทีไรพอคืนร่างปวดหัวและอ่อนเพลียไปหลายวัน"

"ออไร๋ ออไร๋ คราวนี้กันจะฉีดยาให้พวกเราเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เราจะเป็นล่องหนกันเพียงเวลาชั่วโมงครึ่งเป็นอย่างมาก การไปจับอ้ายกิ่งและอ้ายพรไม่ยากอะไร พอไปถึงโรงแรมบังกะโลสุขสันต์ เราก็บุกขึ้นไปตะครุบตัวเสือกิ่งกับเสือพรได้อย่างสบาย ในเวลากลางคืนเช่นนี้ มันอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นผีหลอกมันก็ได้"

นิกรยกนาฬิกาข้อมือดูเวลา

"เกือบทุ่มแล้ว กินข้าวกันเสียก่อนไม่ดีหรือ"

ผู้กำกับหิรัญพูดขัดขึ้น

"ผมขอร้องผู้การให้กลับมารับประทานดีกว่าครับ ขอให้ผู้การสละเวลาเพียงชั่วโมงเดียวจับจอมโจรคนสำคัญให้ได้ ชาวเมืองชลบุรีและฉะเชิงเทราจะได้นอนตาหลับ"

"ว้า" พ.อ.นิกรคราง "อีก ๑๐ นาที ก็ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว เราเชิญผู้กำกับและสารวัตรไว้ด้วยซี"

ร.ต.อ.มาโนชพูดเสริมขึ้น

"ไม่เป็นไรครับผู้การ เรื่องรับประทานไม่สำคัญหรอกครับ การจับกุมปราบปรามโจรผู้ร้ายสำคัญกว่า ลงมือเป็นล่องหนกันหรือยังล่ะครับผมอยากดูเหลือเกิน เคยทราบแต่เพียงว่า อาจารย์ดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียวที่สามารถทำให้คนกลายเป็นล่องหนได้ ด้วยอำนาจยาฉีดและรังสีชนิดหนึ่ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิ

"แสงอินฟราสะเป็คตรัม ส่วนยาฉีดนั้นเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่จะแทรกซึมไปทั่วร่างกาย เมื่อถูกแสงอินฟราสะเป็คตรัมมันก็จะเกิดปฏิกิริยาทำให้ร่างกายทุกส่วนหรือเซลล์ต่างๆ กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงไป" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับพ่อตาของเขา "เป็นล่องหนไปกับพวกเรานะครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"มาชวนพ่อให้แต่งชุดวันเกิดอีกแล้ว เอา-เอาก็เอา เราต้องช่วยตำรวจจับกุมพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งและสมุนร่วมใจของมันให้ได้"

จอมนักวิทยาศาสตร์ยิ้มให้นายตำรวจทั้งสอง

"เชิญไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของผมเถอะครับ ผมจะให้ผู้กำกับและสารวัตรดูวิธีการทำตัวให้เป็นล่องหนของพวกเรา หรือผู้กำกับจะไปกับเราในสภาพล่องหนด้วยก็ได้แต่ต้องแก้ผ้านะครับ"

พ.ต.ท.หิรัญทำหน้าชอบกล

"อ้า อย่าเลยครับอาจารย์ ถึงแม้ไม่มีใครเห็นแต่ผมก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจเต็มทนที่ต้องเปลือยกายล่อนจ้อน แฮ่ะ แฮ่ะ สะดือผมจุ่นเสียด้วยซีครับ"

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน นายพลดิเรกเดินนำหน้าพาออกไปทางหลังตึก ตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา

เป็นครั้งแรกที่ พ.ต.ท.หิรัญและ ร.ต.อ.มาโนชได้เห็นห้องทดลองอันใหญ่โตกว้างขวาง เต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองมากมาย และเครื่องมือแต่ละชิ้นนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้นจึงจะรู้จักใช้ เสียงไดนาโมกำเนิดไฟฟ้าครางกระหึ่มตลอดเวลา ป้ายเล็กๆ หลายแผ่นเขียนไว้ตามสายไฟฟ้าแรงสูงหรือตามหม้อพักไฟมีข้อความเหมือนๆ กัน

"อย่าจับ ตายจริงๆ "

ศาสตราจารย์ดิเรกขอให้ผู้กำกับและสารวัตรปราบปรามเจ้าของท้องที่ทำตัวเป็นกันเองกับเขา

"ตามสบายนะครับ บุหรี่อยู่บนโต๊ะทำงานของผมมีตั้งสองกระป๋อง ต้องการเครื่องดื่มหรืออาหารว่างบางอย่างตลอดจนผลไม้ เปิดตู้เย็นหยิบออกมารับประทานได้ตามความพอใจ ผมไม่มีเวลาจะพูดคุยกับผู้กำกับและสารวัตรแล้ว อ้อ-คุณหิรัญกับผมมาตกลงกันเสียก่อน รถเชฟโรเล็ทเก๋งที่จอดอยู่บนถนนใกล้ประตูบ้านเรานั้น รถคุณใช่ไหม"

"ใช่ครับอาจารย์"

"คนขับรถมีหรือเปล่า"

"ผมไล่กลับไปแล้วครับ"

"ถ้ายังงั้นก็ดีแล้ว หลังจากพวกเรากลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปแล้ว คุณจะต้องขับรถพาพวกเราไปส่งที่โรงแรมสุขสันต์ทางตลาดหมอชิตนะครับ"

"ตกลงเลยครับอาจารย์"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ผู้กำกับใส่เสื้อในหรือเสื้อเชิ้ตทับฟอร์มเปล่า"

"ใส่ครับ"

"ดีแล้ว คุณถอดเสื้อฟอร์มออกเสียเถอะ คุณขับรถไปส่งผมที่โรงแรมสุขสันต์จะได้ไม่มีใครสนใจ แต่งนายโปลิศไปทางไหนใครๆ เขาก็มองดูทั้งนั้น"

"ได้ครับ ผมถอดเสื้อฟอร์มออกเดี๋ยวนี้ ผมชักสนุกแล้วซีครับที่ได้ร่วมงานกับอาจารย์และท่านผู้การทั้งสามนี้"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"พ่อตาผมอีกคน ท่านเคยเป็นล่องหนมาหลายหนแล้ว แก้ผ้าแล้วมองดูไม่เป็นสับปะรดเลยครับ อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยหาเชปสักนิดก็ไม่มี คล้ายๆ กระปุกตังไฉ่แต่มีแขนมีขา"

ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"แล้วมันเรื่องอะไรที่แกจะต้องมาวิจารณ์ส่วนสัดของฉัน ทะลึ่งไม่เข้าเรื่อง ไม่น่าเป็นศาสตราจารย์เลย"

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก เขาปล่อยให้นายตำรวจทั้งสองอยู่ตามลำพัง รีบเตรียมงานทำให้ตัวเขาและพรรคพวกกลายเป็นล่องหน ก่อนอื่นก็ตรวจดูไฟฉายแสงอินฟราสะเป็คตรัม เมื่อเรียบร้อยดีแล้วก็เตรียมยาฉีด เสร็จแล้วเรียกสามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปนั่งบนม้ายาวริมผนังห้องใกล้เตียงปฐมพยาบาล ซึ่งเป็นเตียงผ่าตัดด้วย

ไม่ถึง ๑๐ นาที ดร.ดิเรกก็เตรียมงานเสร็จเรียบร้อย เขาสั่งให้ทุกคนถอดถุงเท้ารองเท้าและถอดเครื่องแบบนายทหารออกให้เหลือแต่กางเกงในเพียงตัวเดียวเท่านั้น เมื่อนิกรเอื้อมมือกระตุกขนรักแร้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณก็ยกมะเหงกข้างขวาเขกกบาลลูกเขยจอมทะเล้นของเท่านเสียงดังโป๊ก

"นี่แน่ะ เล่นไม่รู้จักเล่น"

ผู้กำกับและสารวัตรปราบปราม เดินเข้ามาหยุดยืนมองดูข้างม่านบังตาเหล็กมีลูกล้อด้วยความสนใจ ศาสตราจารย์ดิเรกได้ให้พลกับนิกรช่วยกันฉีดยาให้เขาก่อน ด้วยวิธีฉีดเข้าเส้นที่ท้องแขนข้างซ้าย เอาสายยางรัดระหว่างข้อศอกเสียก่อน เมื่อมองเห็นเส้นโลหิตปูดขึ้นมา พลก็ฉีดยาให้และค่อยๆ เดินยาตามคำสั่งของนายแพทย์หนุ่ม ต่อจากนั้น ดร.ดิเรกก็ฉีดยาให้สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทีละคน พลางอธิบายสรรพคุณยาของเขาที่เขาประดิษฐ์คิดขึ้น ให้นายตำรวจทั้งสองฟัง

ใน ๕ นาทีนั้นเองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รู้สักวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย ศาสตราจารย์ดิเรกเปิดไฟฟ้าแสงสีม่วงอ่อนขึ้น แสงของมันค่อนข้างแรงจนแสบตา ไฟฉายขนาดใหญ่ที่เป็นแสงอินฟราสะเป็คตรัมรวม ๓ ดวงได้ฉายพุ่งลงมาที่ม้ายาวตัวนั้น ดร.ดิเรกเดินมานั่งตอนริมม้าข้างเสี่ยหงวน บอกให้ทุกคนนั่งนิ่งๆ เพื่อให้ร่างกายรับแสงอินฟราสะเป็คตรัมโดยทั่งถึง เซลล์ต่างๆ ของร่างกายจะได้เกิดปฏิกิริยากับยาฉีด ทำให้กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงไป

พ.ต.ท.หิรัญกับ ร.ต.อ.มาโนชจ้องตาเขม็งมองดูสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างไม่วางตา นายตำรวจทั้งสองคนยืนนิ่งเฉยเงียบกริบ สักครู่หนึ่ง ร.ต.อ.มาโนชก็ร้องขึ้นดังๆ

"ผู้กำกับ ผู้กำกับครับ มือข้างซ้ายของอาจารย์ค่อยๆ เลือนหายไปแล้ว"

ผู้กำกับหิรัญกลืนน้ำลายเอื้อก

"ผมกำลังมองดูอยู่เชียวคุณ นั่น มือขวาหายไปอีกแล้ว โอ ผมตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจจนบอกไม่ถูก เห็นไหมสารวัตร ศีรษะของอาจารย์กำลังเลือนหายไป นี่เราไม่ได้ฝันไปหรอกหรือคุณ"

"ไม่ได้ฝันหรอกครับผู้กำกับ เราก็รู้ดีแล้วว่าอาจารย์ของเราเป็นจอมวิทยาศาสตร์ของโลก ไม่มีอะไรที่อาจารย์ทำไม่ได้"

เพราะ ดร.ดิเรกฉีดยาก่อนร่างของเขาจึงกลายเป็นวัตถุโปร่งแสงก่อน นายแพทย์หนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วหันมามองดูนายตำรวจทั้งสอง

"เห็นตัวผมไหมครับผู้กำกับ"

พ.ต.ท.หิรัญยิ้มแห้งๆ

"ไม่เห็นครับ เห็นแต่กางเกงในสีชมพูอ่อน"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ แล้วแก้กางเกงในออกคราวนี้เขาก็อยู่ในสภาพล่องหน ซึ่งนายตำรวจทั้งสองหรือใครก็มองไม่เห็นตัวเขา อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม แล้วลุกขึ้นเข้าใจผิดคิดว่าตัวเขาหายตัวได้แล้วเช่นเดียวกัน เสี่ยหงวนจัดแจงแก้กางเกงในออก พ.ต.ท.หิรัญกับ ร.ต.อ.มาโนช นัยน์ตาเหลือก

"โอ๊ย" ผู้กำกับร้องสุดเสียง "ยังไม่ทันเป็นล่องหน ผู้การแก้ผ้าทำไมครับ ฮ่ะ ฮ่ะ ท้องผู้การลายพร้อยเหมือนตุ๊กแก"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก รีบยกมือทั้งสองปิดหน้าท้องของเขาทันทีแล้วหันหลังให้นายตำรวจ เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้อง แต่แล้วร่างอันสูงชะลูดของเสี่ยหงวนก็ค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นวัตถุโปร่งแสงไป

"เป็นยังไงครับผู้กำกับ" พ.อ.กิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "คราวนี้ผมหายตัวจริงๆ แล้ว"

"วิเศษมากครับผู้การ ผมตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก อาจารย์ของผมท่านแน่จริงๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงไปอีกคนหนึ่ง ในเวลาไล่ๆ กัน พ.อ.พล พัชราภรณ์ก็เป็นล่องหนเช่นเดียวกัน คงเหลือนิกรคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่หายตัว และรู้สึกกระสับกระส่ายเพราะแสงอินฟราสะเป็คตรัมที่ฉายพุ่งลงมานั้นร้องแรงมาก

"เฮ้ย ว่างยังไงหมอ กันอยากหายตัวเต็มทนแล้ว"

ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรกมองดูเพื่อนเกลอของเขาด้วยความแปลกใจ เขาไม่เข้าใจเลยที่นิกรยังไม่กลายเป็นวัตถุโปร่งแสง ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นเบาๆ

"เวท เอมินิต ไอชักสงสัยเสียแล้วซี เดี๋ยวก่อนนะ"

ล่องหนศาสตราจารย์ดิเรกเดินไปที่ไซบอร์ทซึ่งบนหลังตู้นั้นมีหีบนิคเกิลกลมและกล่องเข็มฉีดยา หลอดยาที่เลื่อยแล้ววางอยู่เกลื่อนกลาด เขาหยิบหลอดยาที่ใช้แล้วหลอดหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดู นายตำรวจทั้งสองคนแลเห็นหลอดยาลอยอยู่ในอากาศก็ทำหน้าตื่นไปตามกัน

"มายก๊อด " นายพลดิเรกร้องเสียงลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ "ขอโทษทีโว้ยอ้ายกร กันหยิบยาผิดว่ะ ดันไปหยิบยานีโอฉีดให้แก หลอดมันขนาดเดียวกัน"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"นีโอ ฉีดทำไมวะ กันเป็นปกติมานานแล้ว"

"โอ-ซอรี่ ไอหยิบยาผิดจริงๆ ยอมเสียเวลาหน่อยนะ ไอจะฉีดยาล่องหนให้แกเดี๋ยวนี้"

พ.อ.นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก

"แล้วอย่าเสือกหยิบเอายาตายมาฉีดให้กันล่ะ หมออย่างแกมันกะป้ำกะเป๋อไม่น่าเลื่อมใสเลย วันนั้นก็ทีหนึ่งแล้ว อ้ายเราปวดท้องใจแทบขาด ขอยากินเสือกเอาทิงเจอร์ไอโอดินรินมาให้กินเพราะตาบอดคิดว่าเป็นยาธาตุ"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ เขาจัดแจงบรรจุยาล่องหนเข้าหลอดฉีดขนาด ๕ ซีซี.ทันที ต่อจากนั้นก็ฉีดให้นิกร ภาพที่หลอดฉีดยาและสายยางรัดแขนลอยได้ ทำให้นายตำรวจทั้งสองคนตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน

ในที่สุด พ.อ.นิกรก็กลายเป็นวัตถุโปร่งแสง นายจอมทะเล้นลุกขึ้นแก้ผ้าแล้วหัวเราะคิกคัก บัดนี้ พ.ต.ท.หิรัญกับ ร.ต.อ.มาโนชไม่สามารถมองเห็นสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว คงได้ยินแต่เสียงพูดเท่านั้น

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับผู้กำกับหิรัญว่า

"พวกเราพร้อมแล้ว พาเราไปส่งที่โรงแรมสุขสันต์เถอะคุณหิรัญ ถ้าสารวัตรมาโนชจะไปด้วยก็ถอดฟอร์มเก็บไว้ที่ห้องทดลองของผมก่อน"

ร.ต.อ.มาโนชยิ้มเล็กน้อย

"ผมไม่ไปละครับ ผมมีงานด่วนที่จะต้องกลับไปทำที่โรงพักอีก และจะคอยฟังข่าวจากอาจารย์ทางโทรศัพท์ ถ้าจับเสือกิ่งและเสือพรได้แล้วกรุณาโทรศัพท์บอกผมสักนิดนะครับ"

"โอ.เค."

ในราว ๑๙.๓๐ น.เศษ เชฟโรเล็ทเก๋งสีฟ้าหม่นกลางเก่ากลางใหม่ของ พ.ต.ท.หิรัญ ก็พาล่องหนทั้ง ๕ คนแล่นเข้ามาในซอยซอยหนึ่งของถนนพหลโยธินทางตลาดหมอชิต

ผู้กำกับมือปราบนั่งเคียงคู่กับล่องหนเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสนทนากันมาตลอดทางสี่สหายนั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถ

ก่อนจะถึงโรงแรมบังกะโลสุขสันต์ แสงไฟหน้ารถซึ่งพุ่งไปข้างหน้าได้จับร่างของใครคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนร้านเตี้ยๆ ใต้ต้นมะขามเทศริมถนนซอย มีรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่คันหนึ่งตั้งแสตนด์อยู่ข้างๆ เขา ชายผู้นี้คือ ส.ต.ต.ประกอบลูกน้องของผู้กำกับหิรัญนั่นเอง เขาแต่งกายแบบสุภาพชน และทำหน้าที่คอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งอยู่หน้าโรงแรม และอยู่เยื้องกับประตูรั้วโรงแรมราว ๒๐๐ เมตร เขาเป็นนายตำรวจที่เข้มแข็งในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก

"โน่นครับใต้เท้า ตำรวจของผมที่ส่งมาเฝ้าอ้ายกิ่ง" ผู้กำกับเรียนให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบทั้งๆ ที่เขาไม่เห็นตัวท่านเจ้าคุณ

"ดีทีเดียว หยุดรถเถอะคุณ จอดรถข้างเด็กของคุณ ไต่ถามดูแล้วปล่อยให้พวกเราบุกเข้าไปจัดการกับอ้ายกิ่งกับอ้ายพรเอง"

เชฟโรเล็ทเก๋งสีฟ้าหม่นแล่นตรงเข้ามาหยุดห่างจาก ส.ต.ต.ประกอบ ไม่กี่มากน้อย เมื่อประกอบจำรถเจ้านายได้ เขาก็พรวดพราดลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ มาที่รถ

"ดีมากกอบ ลื้อทำหน้าที่เคร่งครัดดี" พ.ต.ท.หิรัญกล่าวชมลูกน้องของเขา "อ้ายกิ่งกับอ้ายพรยังอยู่รึ"

"อยู่ครับ บังกะโลหลังสองเปิดไฟสว่างจ้า เมื่อตอนหนึ่งทุ่มผมเดินเลาะริมรั้ว แลเห็นเสือกิ่งหรือเสือพรคนใดคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาร้องตะโกนเรียกบ๋อยที่เรือนสำนักงานครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถาม ส.ต.ต.ประกอบทันที

"เธอกินข้าวหรือยังล่ะ"

ผู้บังคับหมู่ใจหายวาบ เขาได้ยินเสียงแต่ไม่เห็นตัว จึงถอยหลังกรูด พ.ต.ท.หิรัญหัวเราะชอบใจ

"ผู้กำกับครับ ใครพูดครับนั่น" ส.ต.ต.ประกอบถามเสียงสั่น

ผู้กำกับหัวเราะก้าก

"ไม่เห็นตัวท่านเรอะ ท่านนั่งอยู่ใกล้ๆ ฉันนี่เอง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างไรล่ะ ข้างหลังก็อีกสี่ท่านคืออาจารย์ดิเรกของฉัน แล้วก็ผู้บังคับการทั้งสามคน"

"โอ๊ย ทำไมผมมองไม่เห็นล่ะครับ"

"แกจะเห็นได้ยังไงวะในเมื่อท่านเป็นล่องหน แกก็รู้ดีแล้วไม่ใช่หรือว่าอาจารย์ดิเรกท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยอดเยี่ยมของโลกนี้ ท่านพาพรรคพวกของท่านมาจับอ้ายกิ่งและอ้ายพร คราวนี้แหละพยัคฆ์ร้ายกับคู่หูของมันเสร็จแน่ เพราะอาจารย์กับพรรคพวกของท่านหายตัวได้"

ส.ต.ต.ประกอบอ้าปากหวอ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง เขาแลเห็นประตูรถเปิดออกได้เอง แต่เขาไม่เห็นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งพากันลงมาจากรถ ดร.ดิเรกกล่าวกับ ส.ต.ต.ประกอบด้วยเสียงกังวาน

"น้องชาย ขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปจากซอยนี่ และหาโทรศัพท์พูดไปที่กองปราบปรามเดี๋ยวนี้ ให้เขาส่งตำรวจและรถมารับเสือกิ่งและเสือพรเข้าใจไหม"

ส.ต.ต.ประกอบตัวสั่นงันงก

"ท่านไม่ใช่ผีแน่นะครับ"

"ว้า" ศาสตราจารย์ดิเรกคราง "อินวิสิเบิลแมนโว้ย ไม่ใช่ผี แล้วกัน" แล้วเขาก็หันมาพูดกับผู้กำกับ "รออยู่นี่นะครับคุณหิรัญ อย่างช้าอีก ๕ นาทีผมจะจับเสือกิ่งมาให้แต่ต้องมีการซ้อมใหญ่แน่นอน ผมเอาแน่ในฐานที่มันขู่บังคับผมให้ตกอยู่ในอำนาจของมันตั้งเกือบสามชั่วโมง อย่างน้อยก็ต้องชกหน้างามๆ สักทีหนึ่ง"

ขบวนล่องหนเดินรวมกลุ่มตรงไปยังโรงแรมสุขสันต์ รั้วหน้าโรงแรมเป็นรั้วไม้โปร่งสูงในราว ๕ ฟิต มองแลเห็นเรือนเตี้ยๆ อยู่กลางซึ่งเป็นสำนักงานโรงแรมนี้ มีบาร์และโต๊ะอาหารไม่กี่โต๊ะ ผู้มาพักส่วนมากสั่งเหล้า เครื่องดื่มและอาหารไปกินบนบ้านพัก ประตูรั้วหน้าโรงแรมกว้างใหญ่มีถนนคอนกรีตและมีโรงเก็บรถ โรงแรมนี้สงบเงียบห่างไกลจากย่านชุมชน ผู้ชายแก่ๆ ที่มีสตางค์และมีรถเก๋งชอบพาอีหนูมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่เสมอ

ล่องหน ๕ คน ขึ้นมาบนเรือนพักหลังที่สองอย่างเงียบเชียบ บังกะโลนี้มีห้องนอนห้องเดียวแต่มีห้องน้ำพร้อมระเบียงด้านหน้าเป็นที่รับแขกและรับประทานอาหาร ห้องนอนขนาด ๔ คูณ ๖ เมตร เตียงนอนคู่ มีโต๊ะเก้าอี้สวยงาม ค่าเช่าวันละ ๑๐๐ บาท น้ำไฟสะดวกมีพัดลมให้ใช้พร้อม ถ้าต้องการวิทยุหรือ ทีวี.ก็ขอเช่าจากโรงแรมได้ในราคาค่าเช่าไม่แพงนักคิดเป็นรายชั่วโมง

ขณะนี้ เสือกิ่งกับเสือพรกำลังนั่งสนทนากันอยู่ในห้องนอน ปรึกษากันหาทางหลบหนีไปสู่ป่าชลบุรี พยัคฆ์ร้ายไม่เห็นด้วยที่เสือพรให้เสี่ยงภัยซุ่มซ่อนไปในรถสินค้า ซึ่งพรรคพวกในกรุงเทพฯ ที่เป็นชาวเมืองชลและเคยชอบพอกันคงจะให้ความช่วยเหลือ สองเสือหารู้ไม่ว่าล่องหน ๕ คนค่อยๆ ย่องเข้ามาในห้องแล้ว

แต่แล้วเสือกิ่งก็ทำจมูกฟุดฟิด

"เอ๊ะ กูได้กลิ่นเหมือนกับกลิ่นขี้เต่าใครก็ไม่รู้โว้ย โอ้โฮ ฉุนกึ๊กแน่ไปเลย"

เสี่ยหงวนทำคอย่นแต่ก็ยืนนิ่งเฉย ดร.ดิเรกเดินไปที่โตีะริมหน้าต่างซึ่งเสือกิ่งกับเสือพรวางปืนสายฟ้าและกระสุน ปตอ.ขนาด ๔๐ มม.นัดนั้นไว้บนโต๊ะ เขาโบกมือห้ามทุกคนให้สงบเงียบ เสี่ยหงวนพยายามยืนบีบแขนเพื่อไม่ให้กลิ่นใต้รักแร้ของเขารั่วออกมา ระหว่างที่สองเสือปรึกษากัน ศาสตราจารย์ดิเรกก็ถือโอกาสหยิบมีดพับของเสือกิ่งเล่มหนึ่งขึ้นมาถือ มีดเล่มนี้มีสกรูไดรฟ์ขนาดย่อมติดอยู่ด้วยสำหรับใช้ไขตะปูควง เขาพยายามถอดส่วนประกอบไกปืนสายฟ้าอย่างระมัดระวัง และใช้วิชาความรู้ของเขาทำให้ไฟฟ้าที่บรรจุไว้ในปืนเป็นกลางคือไม่ทำงาน เสร็จแล้วเขาก็โยนส่วนประกอบสองสามชิ้นออกไปนอกหน้าต่าง ต่อจากนั้นเขาก็ถอดกลไกส่วนหัวของกระสุน ปตอ.ออก ๒ ชิ้น เท่านี้เองกระสุน ปตอ.ปรมาณูก็ไม่มีทางจะระเบิดได้

นายพลดิเรกมองดูคณะพรรคล่องหนแล้ว ร้องขึ้นดังๆ

"เอาโว้ย จัดการตามระเบียบ"

เสือกิ่งกับเสือพรต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันและเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน สองเสือกระชากปืนพกคู่มือออกมาทันที แต่เมื่อมองไม่เห็นใครก็ชักแปลกใจ

"เอ๊ะ กูได้ยินเสียงใครพูดในห้องนอนเรานี่หว่า" เสือกิ่งกล่าวกับสมุนคู่หูของเขา

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็ได้ยินอย่างนั้น หรือพวกโรงแรมมาพูดหยอกล้อกันข้างเรือน"

เสือกิ่งวิ่งปราดไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง เก็บปืนพกสอดไว้ใต้เข็มขัดและหยิบปืนสายฟ้าขึ้นมา เสี่ยหงวนแกล้งทำเสียงห้าวๆ พูดขึ้นว่า

"ปืนของสูเจ้าไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ตูข้าคือปีศาจที่สูเจ้าฆ่าเราตาย พวกเราจะมาเอาชีวิตของสูเจ้าทั้งสองคน"

สองเสือหน้าซีดเผือดต่างกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง นิกรเดินไปปิดประตูห้องเสียงดังโครมแล้วใส่กลอนประตูเรียบร้อย เสือพรขนลุกซู่ ถึงเป์นเสือก็กลัวผีเหมือนเราท่านทั้งหลาย

"พี่กิ่ง ผีหลอกเราแน่"

เสือกิ่งขบกรามกรอด

"ผีก็ผีเถอะวะ เห็นตัวกูใส่ด้วยปืนสายฟ้าแน่ๆ "

นายพลดิเรกเดินรี่เข้ามาหาเสือกิ่งพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง แล้วกำปั้นหมัดขวากระแทกหน้าจอมโจรอย่างสุดแรงถูกปากครึ่งจมูกครึ่งพอดี เสือกิ่งเซถลาไปทางพล พัชราภรณ์ ยังไม่ทันจะยืนทรงตัวตรงก็ถูกเตะด้วยเท้าขวา ถูกก้านคอเสียงดังฉาด เสือกิ่งปล่อยปืนสายฟ้า ซวนเซเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณก้มลงหยิบขวดเหล้าเปล่าๆ ที่วางไว้ริมห้องขึ้นมา ประเคนลงกลางกบาลพยัคฆ์ร้ายอย่างเหมาะเจาะ แล้วท่านก็ร้องขึ้นดังๆ

"แตกดังโพละ"

เสือกิ่งถูกตีหัวแตกเลือดไหลอาบหน้า เขายืนโงนเงนเหมือนต้นไม้ต้องลม นัยน์ตาเหล่ไปเหล่มาแล้วล้มลงสิ้นสติสมประดี เสือพรอกสั่นขวัญแขวน ทั้งๆ ที่ถือปืนพกอยู่ในมือ

"อ๋อย ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาหลอกหลอนฉันเลย" เสือพรพูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

นิกรย่องเข้ามาข้างหลังสมุนคู่ใจของเสือกิ่ง ยกมือซ้ายตบบ่าเสือพรเบาๆ พอเสือพรเหลียวหน้ามาล่องหนนิกรส่งหมัดฮุคขวากระแทกปลายคางเสือพรเสียงดังกร๊อบ เสือพรไม่ทันปิดป้องก็ถูกหมัดอย่างจัง ถึงกับล้มลงศีรษะน็อคพื้นห้องดังโครม

เพราะสี่สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นล่องหน การกำจัดสองเสือจึงเป็นงานง่ายๆ เนื่องจากอีกฝ่ายหนึ่งไม่ทันรู้ตัว พยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่งกับสมุนคู่ใจนอนนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก ศาสตราจารย์ดิเรกเดินไปถอดกลอนเปิดประตูออกแล้ว กล่าวกับพรรคพวกของเขา

"กันจะไปตามผู้กำกับให้เอารถมาที่นี่ เป็นอันว่าพวกเราสามารถจับเป็นเสือกิ่งกับเสือพรได้โดยละม่อม อย่าให้ใครขึ้นมาบนเรือนนี้นะไอ้กร ใครขึ้นมาแกทำเป็นผีหลอกเลย"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ฉลามบกและรถตรวจการของกองปราบปรามสามยอดรวม ๒ คันก็เดินทางมาถึงโรงแรมสุขสันต์ ผู้จัดการและคนงานประจำโรงแรมตลอดจนผู้มาพัก ต่างตกใจไปตามกันเมื่อรู้ว่าตำรวจมาจับพยัคฆ์ร้ายหมายเลขหนึ่ง พ.ต.ท.หิรัญ สั่งให้ควบคุมสองเสืออย่างแข็งแรง และให้รีบนำไปกองปราบ ส่วนเขาต้องขับรถไปส่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่บ้าน "พัชราภรณ์" ก่อน เพราะใกล้เวลาที่จะคืนร่างเต็มทนแล้ว.

อวสาน