พล นิกร กิมหงวน 201 : ฝ่ามรสุม

เสียงเครื่องบินครางกระหึ่ม เหนือน่านฟ้านครหลวง ในตอนบ่ายวันอาทิตย์ มันเป็นเครื่องบินแบบสปอร์ท หรือเครื่องบินพลเรือนของกองทัพอากาศ เครื่องบินเครื่องนี้บินในระยะต่ำมาก ทำการโปรยใบปลิวทั่วพระนครและธนบุรี

ใบปลิวกลุ่มหนึ่งตกลงในย่านบางกะปิ และฉบับหนึ่งได้ร่อนลงในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" ท่ามกลางเสียงเอะอะเฮฮาของพวกคนใช้ชายหญิง

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด ต่างแลเห็นใบปลิวฉบับนั้น หล่นลงในสวนดอกไม้หลังตัวตึก ท่านทั้งสองต่างวิ่งแข่งกันลงบันได ตรงไปยังใบปลิวฉบับนั้น ในที่สุด ก็มีการแย่งกัน คุณหญิงวาดผลักอกเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เซไปหลายก้าว

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แย่งใบปลิวได้แล้ว เดินอ่านใบปลิวด้วยความสนใจ และเพราะท่านมัวแต่อ่านใบปลิว เท้าของท่านก็สะดุดขั้นบันไดตึก ทำให้เสียหลักหกล้มป้าบ

"โอย "

คุณหญิงมองดูเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างขบขัน แล้วก้มลงประคองเจ้าคุณให้ลุกขึ้น พลางพูดเสียงหัวเราะ

"ได้กบไหมคะท่านเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ค้อนควับ

"ยังจะมากระเซ้าอีก โอ้โฮ.... หัวเข่าแทบแตก เคราะห์ดีที่เอามือยันขั้นบันไดไว้ทัน ม่ายยังงั้นก็คงปากแตก กินน้ำพริกไม่ได้ไปนาน"

"ก็มีอย่างหรือคะ เดินอ่านใบปลิว คนแก่หกล้มนี่น่าขัน"

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองพากันเดินเข้าไปในห้องโถง ณ ที่นั้นสี่สหายกำลังนั่งสนทนากันเงียบๆ มีเจ้าแห้วนั่งพับเพียบอยู่บนพื้น คอยปรนนิบัติรับใช้ พลกล่าวถามบิดาของเขาเบาๆ

"ใบปลิวอะไรครับ คุณพ่อ"

"หา.... นี่นะเรอะ ใบโฆษณาของบริษัทท่องเที่ยว พ่อกับแม่แก วิ่งเก็บใบปลิวแผ่นนี้ และแย่งกันเกือบตาย"

อาเสี่ยจุ๊ส์ปาก มองดูท่านทั้งสองอย่างขบขัน

"แหม.... น่าเอ็นดูเหลือเกินครับ"

คุณหญิงวาดค้อนอาเสี่ย แล้วทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาข้างเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ทะลึ่งตลอดศก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อ่านดูข้อความในใบปลิวนั้นจนจบ แล้วก็ยื่นใบปลิวส่งให้ลูกชายของท่าน แต่แล้วนิกรก็ถือวิสาสะกระตุกเอาไปจากมือพล นายจอมทะเล้นอ่านใบโฆษณาท่องเที่ยวด้วยเสียงอันดัง คล้ายกับนักเรียนอ่านหนังสือแบบเรียนเร็ว

บริษัทนำเที่ยวทุกหัวระแหงจำกัด เปิดบริการทันสมัยนำนักท่องเที่ยวไปต่างประเทศ โดยเรือเดินสมุทร ซึ่งมีระวางขับน้ำ ๔,๐๐๐ ตัน เรือใหม่เอี่ยม ทันสมัย ใหญ่โต กว้างขวางมาก มีเครื่องบำรุงความสุขพร้อมเพรียง ให้ความสะดวกสบายแก่ท่านเหมือนกับว่า ท่านอยู่บ้านของท่านเอง

'วิมานลอย' เรือเดินสมุทรใหม่เอี่ยม ซึ่งต่อจากบริษัททอนี่ครอฟ แห่งประเทศอังกฤษ จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วันอาทิตย์ที่ ๘ เดือนนี้ พาท่านมุ่งตรงไปยังสิงคโปร์ ท่านจะได้มีโอกาสชมสภาพความเป็นไปแห่งเมืองสิงคโปร์อย่างทั่วถึง ต่อจากนั้น เราก็จะพาท่านเดินทางไปสุมาตรา

และหมู่เกาะต่างๆ จากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ท่านจะได้ชมสวรรค์ทะเลใต้ ตามเกาะเล็กเกาะน้อย ท่านจะได้เห็นประเพณี และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวเกาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านจะได้ขึ้นเที่ยวบาหลี ชมหญิงสาวชาวเกาะเปลือยหน้าอกล่อนจ้อน

ค่าโดยสารเรือไปและกลับ ๒๐ วัน รวมทั้งค่าอาหารคิดคนละ ๓,๐๐๐ บาท ผู้โดยสารที่ต้องการห้องเคบิน ต้องเสียค่าเช่าห้องเป็นพิเศษ บริการของเราจะให้ความสุข ความสะดวกสบายแก่ท่านนักท่องเที่ยวทั้งหลาย โปรดติดต่อขอทราบรายละเอียด และจองบัตรได้ที่สำนักงาน "บริษัท

นำเที่ยวทุกหัวระแหงจำกัด" ถนนเสือป่า พระนคร

การท่องเที่ยวนอกจากเป็นการพักผ่อนอันสมควรแล้ว ท่านยังจะได้ชมสภาพความเป็นไปของประเทศเพื่อนบ้าน ให้ความสุขสำราญ และความรู้ความบันเทิงแก่ท่านเป็นอย่างดี

รับผู้โดยสารจำนวนจำกัด โปรดรีบจองบัตรเสียโดยเร็ว

พอนิกรอ่านจบ เสี่ยหงวนก็พูดดังๆ

"เออ.... บริการนี้เข้าทีดีเหมือนกันโว้ย บริษัทนี้ฉลาดดีมาก เพียงแต่พานักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ ปีหนึ่งๆ ก็มีกำไรร่วมล้าน ไปเที่ยวชะวาเล่นสักพักก็ดีเหมือนกัน" แล้วกิมหงวนก็ยิ้มกับพล "ไปไหมวะพล"

นายพัชราภรณ์พยักหน้า

"ไปก็ไป"

"เอ๊ะ" อาเสี่ยอุทาน "ทำไมถึงตกลงง่ายดายนักล่ะ"

พลหัวเราะ

"กันรู้ดีว่า เมื่อแกคิดจะไปเที่ยวชะวา แกต้องพยายามหน่วงเหนี่ยวเอากันและพวกเราไปให้ได้ ถึงแม้ว่ากันจะปฏิเสธ แกก็คงไม่ยอม กันก็เลยรับปากกับแกเสีย เอาเป็นอันว่า กันไปด้วย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ต้องยังงั้นซีวะ เราเพื่อนกันนี่หว่า ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน" แล้วเขาก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ว่ายังไงหมอ แกทิ้งงานเสียสักยี่สิบวันได้ไหม"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"อย่าเพิ่งให้กันให้คำตอบแกเลย ประเดี๋ยวกันรับปากกับแกแล้ว บังเอิญมีความจำเป็นไปไม่ได้ มันก็จะกลายเป็นว่ากันโกหก ขอเวลาให้กันตรึกตรองดูสักสองสามเดือนก่อน แล้วกันจะให้คำตอบอันเด็ดขาดในเรื่องนี้"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"ลำบากนัก ก็อย่าไปเลยวะ จะไปเที่ยวกับเขาสักที ต้องใช้เวลาคิดตั้งสองสามเดือน"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"กันเป็นห่วงคนไข้ของกัน เวลานี้กันมีคนไข้ตั้งเกือบ ๒๐ คน แต่ละคนล้วนแต่อาการหนักๆ ทั้งนั้น"

กิมหงวนว่า "ก็หมอที่เป็นลูกน้องของแกมีอยู่ตั้งหลายคนนี่หว่า ให้เขารักษาคนไข้แทนแกก็ได้นี่นะ"

ดิเรกอมยิ้ม

"รักษาแทนกันได้น่ะได้หรอก แต่กันไม่ใคร่เชื่อความสามารถของเขา เพราะเขาเป็นหมอในนี้ ส่วนกันเป็นหมอหัวนอก"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปากจิ๊จ๊ะ

"แกทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้ อายุแกคงจะไม่ยืดหรอก เพราะแกกรากกรำจนเกินไป ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเสียบ้างซี"

นายแพทย์หนุ่มมองดูประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน

"คุณอาไปเที่ยวชะวากับพวกเราไหมล่ะครับ"

คุณหญิงวาดพูดโพล่งขึ้นทันที

"โอย.... ไม่เอาละพ่อมหาจำเริญ ไปหาตะหวักตะบวยอะไรกัน เรื่องเรือแพอาไม่ชอบ กลัวเรือล่มจมน้ำตาย อาว่ายน้ำเป็นกับเขาเมื่อไหร่ล่ะ พวกแกอยากจะไป ก็ไปกันตามลำพังเถอะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"แกควรจะพักผ่อนบ้างดิเรก หมู่นี้อารู้ว่าแกทำงานโดยไม่มีเวลาว่างเลย ไหนจะต้องบริหารงานที่ 'ดิเรกคลีนิก' ไหนจะต้องเที่ยวรักษาไข้ กลางคืนแกอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ทำไอ้โน่นไอ้นี่อยู่จนดึกดื่น บางทีจนสว่าง อารู้สึกว่าสุขภาพของแกทรุดโทรมไปเป็นกอง ควรจะเที่ยว

เตร่หาความสุขเสียบ้าง"

"ออไหร๋.... ออไหร๋ ถ้ายังงั้นผมไปแน่" แล้วดิเรกก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน "ไปโว้ย กันไปด้วยคน กันอยากชมสาวๆ ที่เกาะบาหลี โป๊เด็ดขาดไปเลย เพราะหล่อนไม่ยอมสวมเสื้อผ้า แม้แต่เสื้อชั้นใน หรือเสื้อยกทรง ซึ่งหล่อนก็ไม่ได้อับอายอะไร เพราะเป็นประเพณีของพวกเขาอย่าง

นั้น"

เสี่ยหงวนหันมาทางนิกร แล้วกล่าวถาม

"แกล่ะ ว่าไง ไปเที่ยวชะวากับพวกเราไหมล่ะ"

นิกรยิ้มอายๆ

"ถ้าหากว่าแกรับรองว่า แกจะซื้อบัตรให้กันละก็ กันก็ไม่ปฏิเสธ แต่ถ้าให้กันซื้อเอง กันขอรับรองด้วยเกียรติยศว่า กันไม่ไปเด็ดขาด"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ตกลง กันจะซื้อตั๋วให้ทั้งหมดนี่แหละ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ถ้ายังงั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่าว่าแต่จะไปแค่ชะวาเลย ต่อให้เที่ยวรอบโลก ถ้าแกเป็นคนออกอัฐแล้ว กันก็ยินดีไปกับแก"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"ตั้งแต่คบกันมา ฉันจำได้ว่าแกไม่เคยออกสตางค์ค่าอะไรให้ฉันเลย"

นิกรทำตาเขียว

"มุสา.... เมื่อเช้านี้กันเรียกเต้าฮวยเข้ามาในบ้าน กันยังออกค่าเต้าฮวยให้แกตั้งสองชาม"

ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ เจ้าแห้วคลานเข้ามานั่งพับเพียบเบื้องหน้าเสี่ยหงวน แล้วกล่าวถามอย่างเป็นการเป็นงาน

"รับประทานเรื่องนี้ ผมมีส่วนได้ส่วนเสียด้วยไหมครับ"

กิมหงวนทำตาปริบๆ มองดูเจ้าแห้ว

"ความจริง แกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการท่องเที่ยวของพวกฉันเลย แต่นั่นแหละ ถ้าหากว่าฉันไปกันตามลำพัง ไม่รู้ว่าจะไปใช้ลิงที่ไหน เป็นอันว่าฉันจะให้แกติดตามพวกเราไปด้วย"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น และยกมือไหว้เสี่ยหงวน

"ขอบคุณครับ รับประทานผมเองก็ใฝ่ฝันมานานแล้วที่จะไปเที่ยวรีปับลิคอินโดนีเซีย ความจริงพวกชะวาก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ คนไทยเรานะครับ"

อาเสี่ยพยักหน้ารับรอง

"ถูกแล้ว เอ็งดูแขกขายเนื้อสะเต๊ะซี หน้าตาก็คนไทยเรานี่เอง ชาวเอเชียด้วยกัน รูปร่างหน้าตามันก็คล้ายๆ กัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงชาวอินเดียด้วยนะ"

ดร. ดิเรก พูดขึ้นทันที

"ชาวภารตะ ย่อมมีรูปร่างหน้าตาผิดแผกกว่าเพื่อนชาวเอเซียทั้งหลาย ทั้งนี้ ก็เพราะชาวอินเดียนั้น สง่าผ่าเผย ท่าทางภูมิฐาน น่าเกรงขามมาก"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ชาวอินเดียมองคล้ายๆ ลูกแฝดโว้ย ยืนเข้าแถวร้อยคนหน้าตาเหมือนกันหมด มองดูคนไหน ล้วนแต่หนวดเครารุ่มร่าม คนแขกมีดีอย่างเดียว คือ ไม่มีขี้ฟัน กันพยายามสังเกตมานานแล้ว แขกทุกคนฟันขาวสะอาดมาก"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก

"อ้ายเวร เรื่องที่ควรสังเกต แกไม่สังเกต มีอย่างที่ไหนวะ สังเกตกระทั่งขี้ฟัน"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ก็เรื่องมันน่าสังเกตจริงๆ นี่ครับ คุณอา คนไทย,ญี่ปุ่น,เจ๊ก และพม่า ญวน รู้จักใช้แปรงสีฟัน และยาสีฟัน ส่วนพวกแขกอินเดีย จะเป็นแขกซิก แขกฮินดู หรือแขกปาทานก็ตาม ผมไม่เห็นเขาใช้แปรงสีฟัน และยาสีฟันเลยครับ เห็นแต่ใช้กิ่งข่อยเคี้ยว และถูฟันของเขาเท่านั้น

ฟันก็ขาวสะอาด หาขี้ฟันสักชิ้นเดียวก็ไม่มี ส่วนชนชาติอื่นๆ ในเอเซีย ล้วนแต่ขี้ฟันเขรอะด้วยกันทั้งนั้น"

"ว้า " เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ครางเสียงลั่นห้อง "คุยเรื่องที่เป็นมงคลกว่านี้หน่อยเถอะวะ เอาเรื่องตะหวักตะบวยอะไรมาคุยก็ไม่รู้"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พาตัวเดินลงบันไดมาจากชั้นบน เสี่ยหงวนแลเห็นเข้าก็ยิ้มให้ท่าน

"สวัสดีครับ คุณอา วันนี้ตั้งแต่เช้าเพิ่งเห็นหน้าคุณอาเดี๋ยวนี้เอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย ตรงเข้ามานั่งรวมกลุ่มกับท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย แล้วท่านก็พูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เมื่อคืนไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร นอนไม่หลับเลย จนกระทั่งฟ้าสางถึงได้ม่อยหลับไป"

อาเสี่ยว่า "น่ากลัวจะเป็นลางมรณะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น หันมาทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"มึงน่ะซีตาย อ้ายเปรตนี่พิลึกคน ชอบแช่งชักหักกระดูกคนอื่น"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้ แล้วหัวเราะ

"คนอย่างผม คุณอาอย่าถือสาหาความเลยครับ คุณอาก็ทราบดีแล้วว่า ผมน่ะมันบ้าๆ บอๆ คุณอาไปเที่ยวชะวากับพวกเราไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"เที่ยวชะวา "

นิกรส่งใบปลิวให้พ่อตาของเขา

"อ่านนี่ดูซีครับ คุณพ่อ บริการนำเที่ยวของ บริษัทนำเที่ยวทุกหัวระแหงจำกัด"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"ชื่อบริษัทนี้ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล" แล้วท่านก็อ่านดูข้อความในใบปลิวฉบับนั้น

คุณหญิงวาดกล่าวกับคณะ ๔ สหาย

"พวกเจ้าจะไปเที่ยวชะวากันจริงๆ หรือนี่"

"ไปจริงๆ ครับ" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "การท่องเที่ยวนอกจากจะได้รับความรู้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายอีกด้วย ปีนี้ผมต้องทำงานหนักมากในการบริหารกิจการค้าขายของผม ผมตั้งใจมานานแล้วว่า จะไปเที่ยวต่างประเทศ เคยปรึกษากับดิเรกว่าจะไปเที่ยว

ออสเตรเลีย แต่ดิเรกเขาอยากไปอินเดีย ความคิดของเราก็เลยไม่ลงรอยกัน"

นายแพทย์หนุ่มพูดเสริมขึ้นทันที

"ความจริงในด้านสถาปนิกนั้น กันยอมรับว่า ยุโรปและอเมริกา มีความเจริญรุ่งเรืองมาก แต่ในด้านศีลธรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศิลปะอันเก่าแก่ ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมเหนือสถาปัตยกรรมทั้งหลายในโลกนี้ เราจะชมได้ก็ในดินแดนภารตะเท่านั้น กันเป็นนัก

ศึกษา นักค้นคว้าหาความรู้ กันก็อยากจะเที่ยวอินเดียมากกว่าที่อื่น รับรองว่าพวกเราทุกคนคงไม่มีใครเคยเห็นโบสถ์ใหญ่ๆ ที่ทำด้วยทองทั้งหลัง"

นิกรถามขึ้นเบาๆ

"ทองเหลืองเรอะ"

นายแพทย์หนุ่มแยกเขี้ยว แล้วพูดเสียงเอ็ดตะโร

"ทองคำโว้ย โบสถ์ทองคำในอินเดียมีอยู่หลายแห่ง ทำด้วยทองคำล้วนๆ เพียงแต่เสาโบสถ์ต้นหนึ่ง มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสามตัน ขอให้คิดดูเถอะว่า จะเป็นเงินสักเท่าไหร่ หลังคาโบสถ์ก็ทำด้วยทองคำ ช่อฟ้าใบระกา ทำด้วยทองคำทั้งนั้น เว้นแต่พื้นโบสถ์อย่างเดียว ที่ทำด้วยหินอ่อน

โบสถ์ทองคำของชาวอินเดีย เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครกล้าล่วงละเมิดลักขโมยทองคำ และไม่จำเป็นต้องมีคนเฝ้ารักษา"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ถ้าโบสถ์ในเมืองไทยทำด้วยทองคำละก็ รับรองว่าภายในไม่กี่วัน โบสถ์นั้นจะกลายเป็นโบสถ์ล่องหน หาซากไม่พบ"

คณะ ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งใบปลิวคืนให้ลูกเขยของท่าน แล้วกล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"เป็นอันว่าพวกแกจะไปเที่ยวชะวากันแน่นอนหรือนี่"

พลว่า "ไปซีครับ เราจะได้เที่ยวชมบาหลี และนครปัตตาเวีย สุราบายา อันเป็นเมืองสำคัญของอินโดนีเซีย คุณอาไปด้วยกับพวกเราเถอะนะครับ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ไปเที่ยวไหน ถ้าไม่มีคุณอาร่วมทางไปด้วย ก็รู้สึกว่า การเที่ยวไม่มีรสชาติอะไร และอย่างน้อยพวกเราก็จะอุ่นใจ เมื่อคุณอาอยู่ใกล้ชิด เพราะคุณอาเป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา และเป็นผู้นำที่ดีของเราด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกยอเข้าก็ยิ้มแก้มแทบแตก

"ตกลง ตกลงโว้ย เป็นอันว่าอาจะไปกับพวกแกด้วย และในฐานะที่อาเป็นผู้ใหญ่ อาจะออกเงินค่าเรือให้พวกแก ประเดี๋ยวอาจะไปติดต่อกับบริษัทเพื่อจองตั๋วที่นั่ง"

๔ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามๆ กัน เสี่ยหงวนหันมายักคิ้วให้เพื่อนเกลอของเขา

"นี่แหละ เขาว่าพูดดีเป็นเงินเป็นทอง คนเราจะดีหรือชั่วก็ด้วยปากของเขา แต่ก่อนนี้ กันเป็นคนพูดไม่เข้าหูคน แต่เดี๋ยวนี้กันเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ไอ้นิสัยทะลึ่งเหมือนอย่างเจ้ากรมันค่อยๆ หายไปเอง กันรู้ตัวเหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้ กันสุภาพเรียบร้อยมาก"

นิกรมองดูเสี่ยหงวนอย่างเศร้าใจ

"ถูกละ ถ้าแกไม่เมาเหล้า แกอาจจะสุภาพเรียบร้อยเหมือนกับผ้าที่พับไว้ในโรงจำนำ แต่ถ้าแกเมาเหล้าขึ้นมาแล้ว ก็หมาเราดีๆ นี่เอง"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น ทำตาปริบๆ นิ่งอึ้งไปสักครู่ แล้วหันมาทางดร. ดิเรก

"จริงอย่างอ้ายกรมันว่าหรือหมอ"

"ออไหร ยูเป็นเช่นนี้จริงๆ พอเหล้าเข้าปาก ยูก็ร้ายกาจที่สุด บางทีถึงกับเยี่ยวกลางถนน บางทีก็ทะเลาะกับเสาไฟฟ้า หาว่าเสาไฟฟ้าไม่หลีกแก กันเคยเห็นมามากต่อมาก สุภาพบุรุษที่มีเกียรติ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั้งหลาย ถ้าหากว่าเขาเมาเหล้าแล้ว เขาจะเป็นคนเลวที่สุด

อย่างที่ไม่มีใครนึกฝัน"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่นในท่าตรึกตรอง นิ่งอึ้งไปสักครู่ เขาก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงหนักๆ

"น่ากลัวกันจะเลิกกินเหล้าแน่ ความจริงกันรู้มานานแล้วว่า เหล้าไม่ได้ให้คุณประโยชน์อะไรเลย กินเข้าไปแล้วมีแต่ทางเสียหาย อย่างน้อยที่สุดก็เสียเงิน"

พลหัวเราะชอบใจ

"ถ้าหากว่าแกเลิกกินเหล้าได้ แกจะเป็นสุภาพบุรุษที่มีเกียรติ และมีคนนับหน้าถือตามากกว่านี้ เลิกเสียทีก็ดี กันขออนุโทนาด้วย"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด แล้วพูดเสียงหนักแน่น

"เอา.... เลิกก็เลิก" พูดจบก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ไปเอาวิสกี้ โซดา มาให้ข้าสักแก้ววะ ข้าจะดื่มเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต"

เจ้าแห้วหัวเราะงอหงาย

"รับประทานลำบากนักก็อย่าอดเหล้าเลยครับ รับประทานหลายพันครั้งแล้ว ที่อาเสี่ยรับรองว่าจะเลิกรับประทานเหล้า แต่พอตอนเย็น รับประทานอาเสี่ยก็อดไม่ได้"

กิมหงวนถอนหายใจเบาๆ

"อือ.... จริงของมึงโว้ย อ้ายแห้ว ถ้ายังงั้นก็อย่าอดดีกว่าโว้ย ถือสุภาษิตอย่างเดิมของข้าดีกว่า"

คุณหญิงวาดอมยิ้ม และกล่าวขึ้น

"สุภาษิตของเธอว่าอย่างไร"

อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะ

"สุภาษิตของผมหรือครับ หมามันไม่กินเหล้า ผมเป็นคนไม่ใช่หมา เพราะฉะนั้น ผมต้องกินเหล้า นี่แหละครับ คติพจน์ของผม และของพวกนักกินเหล้าที่ดีทั้งหลาย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คุณหญิงวาดหันมาถามนิกร หลานชายจอมทะเล้นของท่าน

"แล้วคติพจน์ของแกล่ะ ว่าอย่างไร"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ของผมแปลกกว่าเพื่อนครับ คติพจน์ประจำใจของผมเป็นคำกลอนซะด้วย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ไหน.... ลองว่าให้อาฟังซิ"

นายจอมทะเล้นนิ่งอึ้งไปสักครู่ ก็ร้องยี่เกเสียงแจ๋ว

"เกิดเป็นคนไม่ว่าจะจนหรือมี

จะเป็นไพร่ผู้ดีก็เป็นคนเหมือนกัน

ใครกินอิ่มนอนหลับนับว่าบุญหลาย

ย่อมมีสุขสนุกสบายใครจะเทียมทัน

ผมนี้ชื่อคุณนิกรชอบกินนอนทั้งวัน...."

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกลั่นห้องโถง ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ป้าอิ่มคนครัวเก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ก็เดินนำหน้าละม่อมลงบันไดมาจากชั้นบน คุณหญิงวาดมองดูคนของท่านแล้วกล่าวถามหญิงชรา

"อ้าว.... ว่าไงวะยายอิ่ม"

ป้าอิ่มยิ้มเล็กน้อย ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าพูดกับคุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม ส่วนละม่อมเดินก้มตัวออกไปทางหลังตึก

"เสียสิบกว่าบาทเจ้าค่ะ ดิฉันจะรีบไปตลาดเลยเลิก"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"แล้วใครได้ล่ะ"

"คุณประไพเจ้าค่ะ ถลกตัวเก็งตั้งสามสี่ครั้ง" พูดจบป้าอิ่มก็ลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางหลังตึก

คุณหญิงวาดหันมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ขึ้นไปข้างบนเถอะค่ะ เจ้าคุณ วันนี้ดิฉันตั้งใจว่าจะไม่เล่น ก็เห็นจะอดไม่ได้ เมื่อวานนี้เสียไปตั้งร้อยบาท ยายนวลกับแม่นันกินเอาๆ จนโมโห"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"หมู่นี้คุณหญิงออกจะแก่ไพ่ไปหน่อย แต่ว่าเล่นในบ้านเราน่ะ ไม่เป็นไรหรอก อย่าไปเล่นบ้านอื่นก็แล้วกัน ฉันขี้เกียจตามไปประกันที่โรงพัก"

ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน ต่างลุกขึ้นพากันเดินขึ้นบันไดไป นิกรพูดขึ้นดังๆ

"ประเดี๋ยวโทรศัพท์บอกตำรวจโว้ยพวกเรา ที่นี่มีการเล่นไพ่ผ่องโดยไม่ตีตั๋ว"

คุณหญิงวาดหยุดชะงักบนขั้นพักบันได หันมาทำตาเขียวกับหลายชายของท่าน ร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง เหมือนกับท่านทำอะไรหาย เพราะมีคำว่าหายอยู่ข้างท้าย แล้วท่านก็เดินตามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ขึ้นไปข้างบน

'วิมานลอย' เรือเดินสมุทรลำใหญ่ และใหม่เอี่ยมของบริษัทนำเที่ยวทุกหัวระแหงจำกัด ได้พาคณะ ๔ สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว และผู้โดยสาร รวมทั้งหมด ๕๒๐ คน ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ ๘ เดือนนี้ บ่ายโฉมหน้าตรงไปยังสิงคโปร์ อันเป็นจุด

หมายแรก

บรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นผู้ดีมีเงินทั้งนั้น ภายในเรือสะดวกสบายมาก มีเหล้า และอาหารเครื่องดื่ม จำหน่ายตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีกีฬาในร่มหลายอย่าง มีฟลอร์ลีลาศ และมีการแสดงจำอวด ทุกๆ คืนมีภาพยนตร์ฉายให้นักท่องเที่ยวชมด้วย

บรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลาย ต่างครึกครื้นรื่นเริงไปตามๆ กัน 'วิมานลอย' ได้เดินทางมาถึงสิงคโปร์ในตอนเย็นวันที่ ๑๒ ซึ่งในคืนนั้น และเวลารุ่งขึ้นตลอดวัน เจ้าหน้าที่ของบริษัทนำเที่ยวทุกหัวระแหงจำกัด ได้นำนักท่องเที่ยวชมนครสิงคโปร์ ซึ่งครั้งหนึ่ง ได้ถูกกองทัพของสมเด็จ

พระจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเพียงชั่วระยะสั้น เมื่อญี่ปุ่นปราชัย โชนันก็กลายเป็นสิงคโปร์ตามเดิม

สภาพของสิงคโปร์คล้ายกับสำเพ็ง เยาวราช วัดเกาะ อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์มีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจ และพอใจมาก

'วิมานลอย' เดินทางออกไปยังสุมาตรา รับน้ำมันเชื้อเพลิงที่นั่น หลังจากนั้น ก็เดินทางมุ่งตรงไปยังทะเลชะวา

ขณะที่เรือกำลังอยู่ในระหว่างเกาะบอร์เนียว และหมู่เกาะชะวานั้น บรรดานักท่องเที่ยวได้สนุกสนานกันอย่างสุดเหวี่ยง บ่อนการพนันบรรดาศักดิ์ได้เปิดขึ้นในเรือลำนี้ มีการเล่นเผ, โป๊กเกอร์ และไฮโลกันตลอดวัน แต่คณะพรรค ๔ สหายของเราไม่สนใจกับการพนัน คงร้องรำทำ

เพลงกันอยู่ในห้องเคบินพิเศษ ซึ่งทางเรือจัดให้คณะพรรค ๔ สหายของเราโดยเฉพาะ เพราะเสียเงินเป็นพิเศษ

มันเป็นเวลา ๑๓.๐๐ น. เศษ ทะเลมีคลื่นลมเล็กน้อย ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกมีเมฆมืดครึ้ม

ดร. ดิเรกนั่งดีดกีต้าร์ฮาวายอยู่บนเตียงนอน และนิกรกำลังนอนครึ่งหลับครึ่งตื่นบนเตียงนั้น พลกับเสี่ยหงวนนั่งเล่นหมากฮอสอยู่ที่โต๊ะข้างประตูห้องเคบิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ นอนเอกเขนกบนเก้าอี้ผ้าใบ และกำลังเพลิดเพลินกับหนังสือสารคดีเล่มหนึ่ง ส่วนเจ้าแห้วนั่งอยู่บนพื้นห้อง

กำลังขัดรองเท้าให้เจ้านายของเขา

ทันใดนั้นเอง เสียงจากเครื่องกระจายเสียงก็ดังขึ้นก้องกังวานทั่วห้องเคบิน คณะพรรค ๔ สหายต่างมองไปที่เลาสปิกเกอร์ที่ผนังห้อง และตั้งอกตั้งใจฟังคำประกาศของเจ้าหน้าที่ประจำเรือ "วิมานลอย"

"... ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ในเวลา ๑๔.๐๐ น.เศษนี้ เรือ 'วิมานลอย' ของเราจะเผชิญกับลมไต้ฝุ่นชื่อ 'แอนนา' ซึ่งพัดมาจากเกาะบอร์เนียวตะวันออกของเรา ขอให้ท่านทุกคนจงเตรียมพร้อม และตั้งมั่นอยู่ในความสงบ กัปตันขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามนำเรือของเราฝ่ามรสุม

ร้ายเข้าหลบกำบังตามเกาะเล็กๆ เกาะใดเกาะหนึ่ง"

๔ สหายต่างมองดูหน้ากัน นิกรหายง่วงเหงาหาวนอนทันที ความรักตัวกลัวตายบังเกิดขึ้น ไต้ฝุ่นในทะเลก็คือพญามัจจุราชนั่นเอง ซึ่งแม้แต่เรือเดินสมุทรขนาดหมื่นกว่าตัน ยังเคยอับปางมาแล้ว เมื่อถูกไต้ฝุ่นอย่างจัง

"แย่ละโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "น่ากลัวจะต้องลอยคอในน้ำกันคราวนี้ ดีไม่ดีก็จะต้องเป็นเหยื่อปลาฉลาม หรือม่ายทะเลชะวาก็จะเป็นที่ฝังศพของพวกเรา"

เสี่ยหงวนหน้าจ๋อยผิดปกติ

"ผมใจไม่ดีเสียแล้ว คุณอา เรือลำนี้ความจริงก็ไม่ใหญ่โตอะไรนักสำหรับเรือเดินสมุทร ประกอบทั้งบรรทุกผู้โดยสารมากเกินควร เบียดเสียดเยียดยัดกันจนเกือบจะเหมือนปลาซาร์ดีนในกระป๋อง ถ้าเผชิญกับลมไต้ฝุ่นเข้าจริงๆ กัปตันก็คงรักษาเรือไว้ไม่ได้"

ดร. ดิเรกวางกีต้าร์ลงบนเตียงนอน แล้วเอื้อมมือหยิบกระเป๋าเอกสารของเขามาวางบนตัก เปิกกระเป๋าเอกสารออก หยิบสมุดโน๊ตกับปากกาหมึกซึมออกมา นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นการเป็นงาน

"อย่าเพิ่งเสียขวัญพวกเรา กันจะลองตรวจโชคชะตาของพวกเราตามวิชาโหราศาสตร์"

นิกรยิ้มออกมาได้

"หมู่นี้รู้สึกว่าแกสนใจกับเรื่องโหราศาสตร์มาก"

"ออไหร" ดิเรกพูดยิ้มๆ "กันอยากจะเป็นหมอทุกชนิด ขณะนี้กำลังเป็นหมอดูที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง และต่อไปข้างหน้ากันอาจจะได้เป็นหมอความ หมอเสน่ห์ยาแฝด และหมองูก็ได้"

เสียงประกาศกระจายเสียงดังขึ้นอีก ด้วยข้อความคล้ายคลึงกัน เตือนให้ผู้โดยสารเตรียมตัว และคอยรับเสื้อชูชีพ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำเรือกำลังจะนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้โดยสารทั้งหลาย กัปตันได้พูดกระจายเสียงให้ฟังเอง ปลอบขวัญผู้โดยสาร และเล่าให้ฟังว่าในชีวิตการเดินเรือของ

เขา เขาเคยผจญกับลมไต้ฝุ่นมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว เขารับรองว่า เขาจะพยายามจนสุดความสามารถ เพื่อนำเรือเข้าไปหลบคลื่นที่เกาะใดเกาะหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดในตำบลนี้

ดร. ดิเรกขีดเขียนเลขลงบนสมุดโน้ตของเขา ตามวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูง ซึ่งนายแพทย์หนุ่มได้เล่าเรียนมานานแล้ว ในราว ๑๐ นาที ดร. ดิเรกก็เงยหน้าขึ้นมองดูเพื่อนเกลอของเขา

"ว่าไงหมอ" พลกล่าวถามทันที

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักๆ

"ชะตาพวกเรากำลังแย่ กันคิดว่าไต้ฝุ่นครั้งนี้รุนแรงมาก 'วิมานลอย' อาจจะอับปางก็ได้ ซึ่งหมายความว่าพวกเราจะต้องลอยคออยู่ในทะเล เสี่ยงโชค เสี่ยงชีวิต แต่กันได้ตรวจดูดวงของพวกเราแล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่ตาย"

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"ถ้าไม่ตายก็ค่อยยังชั่วหน่อย อ้ายเรื่องความตายนี่แหละ กันรับสารภาพตามตรงว่ากันกลัวเหลือเกิน กันยังต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป"

"รับประทานคุณหมอ ช่วยดูให้ละเอียดหน่อยซีครับ รับประทานพวกเราจะได้ลงเรือเล็ก หรือต้องลอยคออยู่ในน้ำ รับประทานจะมีเรือมาช่วยเราหรือไม่ แล้วใครจะถูกปลาฉลามกินบ้าง"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะช้าๆ

"ข้าไม่ใช่พิเภกนี่หว่า"

อาเสี่ยกิมหงวนลุกขึ้นเดินพล่านรอบห้องเคบิน เป็นธรรมดาอยู่เองที่คนมีเงินขนาดนี้จะต้องรักตัวกลัวตาย กิมหงวนจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่ง แต่ดูดได้สองสามทีก็เหวี่ยงทิ้งไป ใบหน้าของอาเสี่ยเคร่งเครียด เขากลัวว่าจะต้องประสบอวสานกาลของชีวิต

แล้วอาเสี่ยก็หันมาเล่นงานเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ตอนแรกที่พวกเราตัดสินใจจะมาเที่ยวชะวา คุณอาเป็นผู้ใหญ่แล้วก็น่าที่จะคัดค้านพวกเราบ้าง โธ่ ไม่ควรจะมาหาที่ตายเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"แกจะมาซัดฉันได้หรือ แกต่างหากที่เป็นคนชวนฉันมาเที่ยวชะวากับแก"

พลยิ้มให้เสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"อย่าทำตนเป็นกระต่ายตื่นตูมหน่อยเลยวะ อ้ายหงวน คนเราเมื่อถึงคราวที่จะต้องตายแล้ว ถึงอย่างไร มันก็หนีความตายไปไม่พ้น ถ้าหากว่าเรือลำนี้อับปางเพราะลมไต้ฝุ่น ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องเสียชีวิตในทะเล เราอาจจะว่ายน้ำไปขึ้นที่เกาะใดเกาะหนึ่งก็ได้ หรือมิฉะนั้น

ก็คงจะมีเรือรบของอินโดนีเซีย หรือเรือสินค้าลำใดลำหนึ่งแล่นมาพบเราเข้าก็จะให้ความช่วยเหลือเรา แกจะต้องไปกลัวอะไรวะ เรามีเสื้อชูชีพใส่ ลอยคออยู่ในน้ำสักสองสามวันก็ได้"

เสี่ยหงวนทำท่าเหมือนกับจะร้องไห้

"อะไรก็ไม่ว่าหรอก ปลาฉลามนะซี มับเดียวแขนขาเราขาดติดปากมันไป เราก็ต้องกลายเป็นทุพพลภาพเท่านั้น"

ดร. ดิเรกยิ้มให้เสี่ยหงวน

"แกจะต้องวิตกวิจารณ์อะไรวะ หลวงพ่อสมเด็จวัดระฆังที่คอแก ก็เป็นพระเครื่องรางชั้นหนึ่ง ของกันมีแร่บางไผ่ ของคุณพ่อมีกริ่งปวเรศร์ ของอ้ายพลมีหลวงพ่อแก้ว และของอ้ายกรมีท่ากระดาน อ้ายแห้วก็มีพระรอด คุ้มครองเขี้ยวงาและอาวุธได้ทุกคน จะต้องไปกลัวอะไรกับปลาฉลาม

ต่อให้ปลาวาฬเราก็ไม่กลัว"

คำปลอบใจของดร. ดิเรก ทำให้คณะพรรคของเขามีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป เจ้าหน้าที่ประจำเรือคนหนึ่ง ก็นำเสื้อชูชีพเข้ามาในห้อง และแจกจ่ายให้ ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

นิกรยกมือจับแขนเจ้าหน้าที่ประจำเรือคนนั้น ซึ่งเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่

"คุณครับ เรือของเราจะต้องผจญกับพายุไต้ฝุ่นแน่นอนหรือครับ"

พนักงานประจำเรือยิ้มเล็กน้อย

"ถูกแล้วครับ เครื่องมือวัดอากาศของเรามันบอกให้เรารู้ว่า ขณะนี้ลมไต้ฝุ่นกำลังเคลื่อนใกล้เรือเราทุกที เห็นต้นเรือบอกว่า ไต้ฝุ่นแอนนามีความเร็วถึงชั่วโมงละหกสิบน็อท"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แล้วเรือของเราจะแตกไหมครับคุณ"

ชายหนุ่มผู้นั้นทำหน้าชอบกล

"ผมเรียนคุณไม่ถูกหรอกครับ สุดแล้วแต่โชคชะตาของพวกเรา ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของกัปตันด้วย แต่ว่า...ก็ไม่น่าแปลกอะไรหรอกครับ ผมคิดว่าพวกคุณอย่าไปสนใจกับเรื่องนี้ดีกว่า เพราะอย่างมากเราก็ตายเท่านั้น ผมลาละครับ" พูดจบชายผู้นั้นก็พาตัวออกไปจากห้องเคบิน

เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย ผู้โดยสารทุกคนเงียบกริบ ทุกคนเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย เสียงสรวลเสเฮฮาไม่ปรากฏขึ้นอีกเลย ทุกใบหน้าเคร่งเครียด โดยเฉพาะพวกผู้หญิง ได้เริ่มสวดมนตร์ภาวนากันบ้างแล้ว บรรดานักท่องเที่ยวต่างนั่งจับกลุ่มกันอยู่บนดาดฟ้า ส่วนผู้เช่าห้อง

พิเศษก็หมกตัวอยู่ในห้อง

ในที่สุด กัปตันก็กระจายเสียงให้ทราบ

" ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้ ลมไต้ฝุ่นชื่อ 'แอนนา' ได้พุ่งตรงมายังเรือของเราแล้ว ขอให้ท่านมองไปทางขอบฟ้าทิศตะวันออก แล้วจะแลเห็นลมไต้ฝุ่น ซึ่งเป็นงวงคล้ายกับลำตาล ปรากฏอยู่ลิบๆ เบื้องหน้าโน้น โปรดสวมเสื้อชูชีพไว้ให้มั่น และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับ

สถานการณ์คับขัน ขอให้ทุกคนเชื่อฟังคำสั่งของข้าพเจ้า และทำกำลังใจให้เข้มแข็ง"

คำประกาศของกัปตันเปรียบเหมือนว่ามัจจุราชได้เดินทางมาถึงแล้ว บรรดานักท่องเที่ยวต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน ท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกมืดครึ้มไปหมด ทุกคนแลเห็นลมไต้ฝุ่นมีสภาพคล้ายกับท่อนซุงยักษ์ หมุนติ้วในอากาศ และใกล้เข้ามาทุกที

งวงยักษ์อยู่ห่างจากท้ายเรือ "วิมานลอย" ประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร เมื่อมันผ่านพ้นไป ลมพายุก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ท้องทะเลปั่นป่วน คลื่นลูกใหญ่วิ่งเข้ามากระทบเรือสาดซ่า และคลื่นบางลูกก็ทำให้เรือสั่นสะเทือนไปหมดทั้งลำ

กัปตันสั่งเดินเครื่องเต็มฝีจักร หันหัวเรือสู้คลื่น "วิมานลอย" เอียงวูบวาบน่ากลัว น้ำเข้ามาในเรือ ทำให้ผู้โดยสารวิ่งหนีสับสนอลหม่าน ณ บัดนี้ทุกคนบอกตัวเองว่า ชีวิตของตนนั้น กำลังอยู่ในระหว่างความเป็นความตาย

เสียงคลื่นและเสียงลมดังกึกก้องอยู่ตลอดเวลา 'วิมานลอย' ไม่ผิดอะไรกับปลีกล้วยอันเล็กๆ หัวเรือมุดคลื่น บางทีก็เชิดขึ้น และบางทีก็ทำท่าเหมือนกับจะจมหายลงไปในทะเล บางขณะท้ายเรือก็พ้นน้ำ จนแลเห็นใบจักรฟันอากาศ ผู้โดยสารหลบซ่อนตัวอยู่ในที่ปลอดภัยเท่าที่จะหาได้

พายุร้ายไม่มีท่าทางจะเบาบางลงเลย ท้องฟ้ามืดครึ้มไปทั่วทุกหนทุกแห่ง และแล้วฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก กัปตันพยายามบังคับเรือแล่นบ่ายหน้าไปยังเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งของหมู่เกาะชะวา แต่เกาะที่กล่าวนี้อยู่ห่างไกลออกไปไม่ต่ำกว่า ๑๕ ไมล์ทะเล อำนาจของพายุและคลื่น

ทำให้เรือ 'วิมานลอย' แล่นไปได้ช้าที่สุด โคลงเคลงไปมา ทำท่าจะอับปางหลายต่อหลายครั้งแล้ว คลื่นซัดเข้ามาในเรือ ทำให้ข้าวของแตกหักเสียหาย เจ้าหน้าที่ประจำเรือทุกคนต้องทำงานอย่างหนักที่สุด และอยู่ในคำสั่งของกัปตันอย่างเคร่งครัด

เพราะเครื่องยนต์ของเรือต้องทำงานเต็มที่จึงเกิดการชำรุดขึ้น ดังนั้น 'วิมานลอย' ก็หยุดแล่น ลอยเท้งเต้งอยู่ในทะเล เสียงเครื่องกระจายเสียงดังไปทั่วลำเรือ ต้นเรือได้ประกาศให้ผู้โดยสารทราบ ซึ่งคำประกาศนี้ ย่อมทำให้ผู้โดยสารอกสั่นขวัญแขวนไปทั่วกัน

" ท่านทั้งหลาย บัดนี้เครื่องยนต์ของเราได้ชำรุดเสียหาย และช่างกลกำลังแก้ไขโดยด่วน ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมลงเรือชูชีพ และเมื่อเราประกาศให้ทราบว่า เราจำเป็นจะต้องเสียสละเรือใหญ่"

พวกผู้หญิงและเด็กต่างร้องไห้กันกระจองอแง และกอดกันกลม ในเวลาเดียวกันนี้เอง คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในห้องเคบินตอนหัวเรือ ทุกคนสวมเสื้อชูชีพเรียบร้อย และทุกคนหัวเราะต่อกระซิกพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทั้งนี้ ก็

เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รินวิสกี้เพียวๆ ให้ ๔ สหาย กับเจ้าแห้ว และตัวท่าน ดื่มคนละครึ่งแก้ว อำนาจแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความกล้าหาญตามธรรมดาของคนเมา ที่ไม่รู้จักกับความกลัว หรือความตาย

นิกรมองผ่านหน้าต่างออกไป ท่ามกลางสายฝนและลมพายุอันรุนแรง แล้วเขาก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ว้า....กลุ้มใจจริงโว้ย เมื่อไหร่เรือจะล่มเสียทีก็ไม่รู้ อยากขี่ปลาฉลามเล่นโว้ย"

เสี่ยหงวนพูดเสียงอ้อแอ้ นัยน์ตาปรือ

"เกิดเป็นลูกผู้ชายกลัวเรือล่ม มันก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ยังงั้น กลัวอะไรวะ พวกเราเคยผจญภัยมามากต่อมากแล้ว กินเหล้ากันอีกคนละแก้วเถอะวะพวกเรา"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รินวิสกี้แจกจ่าย ๔ สหาย และเจ้าแห้วกับท่านอีกคนละประมาณ ๒ เป๊ก โดยไม่ต้องเติมโซดา ทุกคนดื่มเหล้าปลอบใจตัวเอง แล้วก็คึกคักเข้มแข็งยิ่งขึ้นอีก

ครั้งหนึ่งหัวเรือมุดน้ำลงไปในคลื่น ทำให้น้ำทะเลสาดเข้ามาในห้องเคบิน คณะพรรค ๔ สหายซวนเซล้มลุกคลุกคลานกันไปตามๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้มลงกลางห้อง เจ้าแห้วรีบช่วยประคองท่านให้ลุกขึ้น

"รับประทานเป็นอย่างไรบ้างครับใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"ไม่เป็นไร ข้าเป็นลูกผู้ชาย ไม่ใช่ใจปลาซิว ฮ่ะๆ ไหนๆ เรือเรามันจะต้องอับปางภายในครึ่งชั่วโมงนี้แล้ว"

"พวกเรากระโดดลงน้ำว่ายไปให้พ้นเรือเสียก่อนดีไหม"

พลหัวเราะในลำคอ

"อย่าเพิ่งเลยครับคุณอา รอให้เรือมันล่มเสียก่อน"

"ผมคิดว่าประเดี๋ยวก็คงล่ม น้ำมันเข้าเรือเกือบครึ่งค่อนลำแล้ว"

เรือ 'วิมานลอย' เอียงวูบวาบ กัปตันสั่งให้ลูกเรือลงสมอ พนักงานประจำเรือวิ่งพล่านไปตามๆ กัน ลมพายุยังรุนแรงเหมือนเช่นเดิม และฝนก็ยังตกกระหน่ำอยู่อย่างไม่ลืมหูลืมตา

อีกครั้งหนึ่งที่คลื่นลูกมหึมากระแทกถูกข้างเรือ 'วิมานลอย' ทำให้น้ำเข้าเรืออีก และเรือเริ่มจมแล้ว กัปตันหมดความสามารถที่จะรักษาเรือไว้ต่อไป ดังนั้นเขาจึงประกาศกระจายเสียงให้บรรดาผู้โดยสารทราบเป็นครั้งสุดท้าย

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอออกคำสั่งให้สละเรือใหญ่ ขณะนี้เรือของเรากำลังอับปางแล้ว โปรดเตรียมตัวลงเรือโบ๊ตโดยเร็ว และโปรดให้โอกาสคนชรา เด็ก และผู้หญิงก่อนท่าน"

ความอลเวงเกิดขึ้นทั่วเรือ 'วิมานลอย' ผู้โดยสารพากันวิ่งพล่าน ลูกเรือต่างช่วยเหลือให้ผู้หญิง เด็ก และคนชราลงเรือโบ๊ต และแล้วเรือโบ๊ตก็ถูกหย่อนลงไปในทะเล ท่ามกลางลมพายุและทะเลเป็นบ้า

พอหย่อนถึงพื้นน้ำ เรือโบ๊ตลำหนึ่งก็ถูกคลื่นตีพลิกคว่ำ ผู้หญิง เด็กและคนชราต้องลอยคออยู่ในน้ำ ตะโกนกู่เรียกหากัน และส่วนมากจมหายไปในทะเล

เรือลำนี้ไม่ผิดอะไรกับเรือนรก ความหวังของบรรดานักท่องเที่ยวที่จะได้รับความสุขสำราญ ได้ปลาสนาการไปหมดสิ้นแล้ว คลื่นลูกใหญ่อีกหลายลูก กระแทกข้างเรือ 'วิมานลอย' อย่างจัง 'วิมานลอย' ตะแคงกราบขวา เอียงกระเท่เร่ และจมน้ำทันที

คณะพรรค ๔ สหายวิ่งออกมาจากห้องเคบิน อย่างล้มลุกคลุกคลาน แต่ทุกคนหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน ดร. ดิเรกร้องตะโกนเสียงลั่น

"เปิดโว้ย ขืนชักช้าเรือครอบตายนะโว้ย"

พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพุ่งหลาวลงไปในทะเลท่ามกลางความดุเดือดของคลื่นลม ต่างคนต่างคอยเรียกกันไว้ และว่ายน้ำรวมกลุ่มกันไป เสื้อชูชีพช่วยให้ตัวลอยอยู่ในน้ำได้ ความเมาทำให้นิกรสนุกสนานรำป้อ และร้องยี่เกเสียงลั่นแข่งกับ

เสียงคลื่นลม

'วิมานลอย' ล่มแล้ว

กระดิ่งทองผ่องแผ้วไม่รู้จะไปทางไหน

คลื่นระงมลมแรงอีกทั้งฝนฉ่ำฟ้า

แล้วใครเล่าเขาจะมาช่วยเราได้

ต้องว่ายน้ำไปตามกรรม คิดแล้วมันช้ำ หัวใจ

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น "อย่าคึกให้มันมากนักเลยโว้ย รีบว่ายไปให้พ้นเรือเถิด ประเดี๋ยวเรือมันล่ม มันจะดูดเอาเราตามมันลงไปก้นทะเลด้วย"

ในยามนี้ตัวใครก็ตัวใคร เรือโบ๊ตหลายลำที่ปล่อยลงมาจากเรือใหญ่ถูกคลื่นซัดคว่ำ นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้ดีมีเงินต่างเอาชีวิตมาทิ้งที่ทะเลชะวา มหาภัยที่เกิดขึ้นนี้ น่าสยดสยองมาก ไม่มีภัยอันตรายใดๆ ที่จะรุนแรงยิ่งไปกว่าภัยธรรมชาติ ผู้ที่เหลือตาย ต่างว่ายน้ำหนีเอาตัวรอด อย่าง

ไรก็ตาม คณะพรรค ๔ สหายของเราคอยตะโกนกู่เรียกหากันเสมอ

ดร. ดิเรก ร้องบอกเพื่อนๆ ว่าไม่จำเป็นต้องออกแรงว่ายน้ำ ปล่อยให้คลื่นลมพัดพาไปดีกว่า ทั้งนี้ก็เพราะนายแพทย์หนุ่มรู้ดีว่า น้ำทะเลนั้น จะต้องซัดเข้าหาฝั่งเสมอ

นาฬิกาข้อมือของพล พัชราภรณ์ บอกเวลา ๑๖.๔๐ น.

คลื่นและลมสงบแล้ว ท้องฟ้าด้านตะวันตกแจ่มใส ไต่ฝุ่น 'แอนนา' เลยไปทางหมู่เกาะชะวาแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และแน่นอนละ มันคงจะทำความพินาศฉิบหายให้แก่พวกชาวเกาะเหล่านั้นมิใช่น้อย

๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว อาศัยเกาะเรือโบ๊ตลำหนึ่งซึ่งอยู่ในน้ำ โผล่แต่ส่วนท้องเรือขึ้นมา เรือโบ๊ตลำนี้หนักมาก ไม่สามารถจะกู้มันขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ได้อาศัยเกาะมันมาอย่างนี้ก็ดีแล้ว คณะพรรค ๔ สหายต่างเศร้าสลดใจไปตามๆ กัน เมื่อนึกว่าเพื่อน

โดยสารเป็นส่วนมาก ต้องเสียชีวิตจากเรืออับปางในคราวนี้

มองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำกับฟ้า ทั้ง ๖ คนเกาะเรือโบ๊ตเงียบกริบ ปล่อยให้น้ำทะเลพาตัวไปตามกระแสของมัน ทะเลยังคงมีระลอกคลื่นบ้างเล็กน้อย

"ว้า....ว้า" อาเสี่ยครางเบาๆ "หาเรือผ่านมาสักลำก็ไม่มี มองเกาะหรือผืนแผ่นดินก็ไม่เห็น แย่โว้ยเรา"

พลยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เถอะน่า เป็นอันว่าเรารอดตายแล้ว ก่อนพระอาทิตย์ตกคงจะมีเรือ หรือเรือสินค้าลำใดลำหนึ่งผ่านมาทางนี้ เพราะอย่างไรเสีย กัปตันเรือ 'วิมานลอย' แกก็คงจะส่ง เอส.โอ.เอส. ไปขอความช่วยเหลือก่อนที่เรือจะจม"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อะไรไม่ว่าหรอก กันหิวเหลือเกิน อย่างเลวๆ ได้น้ำอัดลมแช่เย็นดื่มกันคนละขวดก็ยังดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"นี่แหละ เขาว่ารักสนุกต้องทุกข์ถนัด"

เจ้าแห้วกอดท้องเรือทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานกระผมไม่ควรรนมาหาที่ตาย อยู่บ้านก็คงไม่ลำบากลำบนอย่างนี้ รับประทานเราจะเป็นจะตายอย่างไรก็ไม่รู้ได้"

ดร. ดิเรกจุ๊ย์ปากดุเจ้าแห้ว

"ทำใจให้มันเข้มแข็งซีโว้ย อ้ายแห้ว พวกเราทั้ง ๕ คนก็มีสภาพเช่นเดียวกับแกนั่นแหละ สุภาษิตของชาวภารตะประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า สาระพาเฮโร กาญจาภควดีศรีทันดร แปลว่า ทำใจให้เข้มแข็ง เมื่อตกอยู่ในภัยอันตราย"

การสนทนาสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ ทุกคนช่วยกันใช้เท้ากระทุ่มน้ำเพียงเล็กน้อย พาเรือโบ๊ตลำนั้นไปตามยถากรรม

ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ คณะพรรค ๔ สหายสะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน เมื่อแลเห็นกระโดงของปลาฉลามตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้นน้ำอย่างรวดเร็ว ฉลามร้ายว่ายตรงรี่เข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย อาเสี่ยร้องตะโกนสุดเสียง

"เฮ้ย....ปลาฉลาม"

ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน ฉลามร้ายว่ายเข้ามาวนเวียนรอบๆ เรือโบ๊ตลำนี้ แลเห็นส่วนบนอย่างถนัด ตัวของมันยาวเกือบ ๔ เมตร ขนาดกินคนได้อย่างสบาย ๔ สหายต่างอาราธนาคุณพระรัตนตรัยให้คุ้มครองตน

นิกรโบกมือ พลางร้องตะโกนไล่ปลาฉลามเสียงลั่นทะเล

"ชู้ว์ ชู้ว์ เนื้อคนมันไม่อร่อยหรอกวะ เชื่อข้าเถอะ"

ฉลามร้ายว่ายวนเวียนไปมาอีกหลายรอบ อาจจะเป็นด้วยคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุ้มครองป้องกันคณะพรรค ๔ สหายของเราไว้ หรืออาจจะเป็นด้วยพระเครื่องรางที่สวมคออยู่ก็ได้ ฉลามร้ายจึงไม่กล้าโจมตี ได้แต่ว่ายวนเวียนไปมา และในที่สุด มันก็ดำน้ำหายไป

ทำให้คณะพรรค ๔ สหาย ถอนใจโล่ง อกไปตามๆ กัน

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับหายไปในทะเลอันเวิ้งว้างสุดสายตา ต่อจากนั้น ความมืดก็ปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ท้องฟ้ามีแต่ดวงดาวระยิบระยับ คณะพรรค ๔ สหาย ต่างเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลียไปตามๆ กัน ทุกคนมอบชีวิตไว้ให้กับโชควาสนา ปล่อยให้

กระแสน้ำพาตัวไปตามยถากรรม โดยเฉพาะนิกร รู้สึกหิวโหยจนแทบจะทนไม่ได้ เพราะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ส่วนเสี่ยหงวนทำคอขย้อนเหมือนกับอาเจียนบ่อยๆ ทั้งนี้ ก็เนื่องจากถึงเวลากินเหล้า แต่ไม่ได้กิน

สว่างแล้ว

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ ดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากท้องทะเลทางด้านตะวันออก มีแสงแดงอ่อนเหมือนสีชมพู และค่อยๆ แดงจัดขึ้น แสงของอาทิตย์กล้าขึ้นตามลำดับ ท้องฟ้าแจ่มใสไปทั่วทุกแห่งหน

พล พัชราภรณ์ พบตัวเองกับพรรคพวกของเขานอนอยู่บนหาดทรายชายเกาะแห่งหนึ่ง ณ บัดนี้ พลกำลังนั่งมองดูธรรมชาติอันสวยสดงดงามของเกาะนี้ ด้วยความสนใจ และแปลกใจ ส่วนเพื่อนเกลอทั้ง ๓ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว กำลังหลับสนิท เพราะความอ่อนระโหยโรย

แรง

พลนึกทบทวนความจำ ก็นึกขึ้นได้ว่า เมื่อคืนนี้เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. เศษ น้ำทะเลได้ซัดพาพรรคพวกของเขามาที่ชายเกาะนี้ ทุกคนเดินลุยน้ำขึ้นมาบนชายหาดอย่างกะปลกกะเปลี้ย แล้วก็ล้มตัวลงนอนหลับเป็นตาย โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งอื่นๆ และไม่ได้สนใจว่าที่นี่จะเป็นเกาะ

หรือพื้นดินแห่งใด จะมีภัยอันตรายหรือไม่ พลยกนาฬิกาขึ้นมองดูเวลา เข็มนาฬิกาปรากฏว่า ขณะนี้เป็นเวลา ๖.๔๐ น. อากาศสดชื่น เย็นสบายมาก เกาะนี้เป็นเกาะร้างใหญ่ กว้างขวาง ที่ชายเกาะเป็นสวนมะพร้าวมากมายเหลือที่จะคณานับ เสียงลมพัดยอดมะพร้าวดังอยู่ตลอดเวลา

ธรรมชาติของเกาะนี้ สวยสดงดงามมาก แต่มองไม่เห็นบ้านคนเลย อย่างไรก็ตาม พลเชื่อว่าเกาะนี้ต้องเป็นเกาะๆ หนึ่ง ในความคุ้มครองของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประชาชนชาวเกาะก็คือชาวชะวานั่นเอง บนเกาะนี้ต้องมีคนแน่ๆ ซึ่งพวกชาวเกาะก็คงเป็นมนุษย์ที่เจริญแล้ว ไม่ใช่

คนป่าเถื่อนหรือมนุษย์กินคนแน่นอน

พลเอื้อมมือเขย่าร่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วก็คลานเข้ามาปลุกเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าแห้วให้ลุกขึ้น ซึ่งนิกรลุกขึ้นเป็นคนสุดท้าย เมื่อได้เห็นเกาะอันสวยสดงดงามเช่นนี้ คณะพรรค ๔ สหายก็พูดกันเสียงจ้อกแจ้กจอแจวิพากษ์วิจารณ์กัน

อาเสี่ยพูดขึ้นดังๆ

"เพี้ยง ขอให้เป็นเกาะนี้เป็นเกาะบาหลีหน่อยเถอะวะ เราจะได้ดูสาวๆ ชาวบาหลีปล่อยอกล่อนจ้อน ผิดนัก กันก็จะอาศัยอยู่ที่เกาะนี้แหละ"

นิกรวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ลุกขึ้นเถอะโว้ยพวกเรา พากันเดินค้นหาหมู่บ้านดีกว่า ถ้าได้พบกับพวกชาวเกาะ เราจะได้ขอข้าวเขากิน พอประทังความหิว กันน่ะหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว อย่างน้อยได้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนสักคนละลูก ก็คงจะทำให้เราสดชื่นขึ้นบ้าง อ้ายเสี่ยขึ้นมะพร้าวเป็นไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ปู้โธ่....รูปร่างกันสูงยังกะเปรต แกจะให้กันขึ้นต้นมะพร้าว มันต้องแกซีวะ ตัวเล็กๆ หน่อย"

นายจอมทะเล้นหายใจยาวแล้วสั่นศีรษะ

"ขึ้นน่ะขึ้นได้หรอก แต่ขณะนี้กันไม่มีแรงเลย ขืนขึ้นไปก็ตกลงมาตายโหงเท่านั้น" พูดจบก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แสดงขึ้นต้นมะพร้าวหน่อยเถอะวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมก็อ่อนเพลียเหมือนกับคุณน่ะครับ ขืนขึ้นไปเป็นหล่นลงมาแน่ หิวข้าวจนหน้ามืดแทบจะเป็นลมตายอยู่แล้ว"

ดร. ดิเรกผลุดลุกขึ้นยืน ยกมือป้องหน้าผาก มองไปข้างหน้า แล้วก็กล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา ออกเดินทางกันดีกว่า ช่วยกันค้นหาหมู่บ้านของชาวเกาะนี้ เราจำเป็นจะต้องรบกวนเขา ขอให้ช่วยเหลือเราตามสมควร ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขาคงไม่ใจไม้ไส้ระกำอะไรหรอก"

คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้น เสื้อกางเกงที่สวมใส่อยู่นั้นแห้งไปแล้ว เพราะถูกลมพัดโกรกหลายชั่วโมง แต่แน่นอนละ เสื้อผ้าของคณะพรรค ๔ สหายย่อมสกปรก และเป็นรอยขี้เกลือเพราะน้ำทะเล ทุกคนมีเสื้อผ้ามาคนละชุดเท่านั้น ข้าวของเงินทองไม่มีอะไรติดมาเลย

พลเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขา บุกเข้าไปในป่าดงมะพร้าว เมื่อลึกเข้าไปจากชายฝั่งประมาณห้าร้อยเมตร คณะพรรค ๔ สหายก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีบ้านอยู่ประมาณ ๓๐ หลังคาเรือน ลักษณะของบ้านเหล่านี้ คล้ายกับกระท่อมมากกว่าบ้าน ปลูกตาม

แบบของชาวชะวาทั้งหลาย

ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทันที นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เรามีข้าวกิน เรารอดตายแน่ เราจะอาศัยอยู่บนเกาะนี้ จนกว่าจะมีเรือมารับเรากลับเมืองไทย ฮ่ะๆ ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าเกาะร้างเสียอีก บุกเข้าไปที่หมู่บ้านนั่นเถอะโว้ยพวกเรา"

เสี่ยหงวนยกมือจับแขนนิกรไว้

"คิดและตรองดูให้ดีก่อน อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเข้าไป จริงอยู่ พวกชาวเกาะเหล่านี้คงไม่ดุร้ายจนเกินไป แต่เท่าที่กันรู้ เขาไม่ชอบคนแปลกหน้า ที่ไม่ใช่พรรคพวกของเขา ชาวเกาะมักจะถือว่าคนแปลกหน้าเป็นศัตรูของตน ซึ่งมันก็เป็นความจริง เพราะพวกฝรั่งนักสำรวจที่ขึ้นสำรวจตาม

เกาะต่างๆ นั้น มักจะถือโอกาสลักขโมยสมบัติอันมีค่าของพวกชาวเกาะ บางทีก็ขโมยเครื่องเพชรนิลจินดาในเทวสถาน ทำให้พวกชาวเกาะไม่ยอมเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า และถือว่าคนแปลกหน้าเป็นศัตรูของเขาเสมอมา"

ทุกคนเห็นพ้องด้วยกับอาเสี่ย พลยกมือตบบ่าเจ้าแห้วเบาๆ แล้วกล่าวว่า

"อ้ายแห้ว แกลองเข้าไปในหมู่บ้านนั้นซิ พยายามใช้ภาษาใบ้เจรจาให้เขาเข้าใจว่า แกและพวกเราเป็นผู้ที่รอดตายมาจากเรืออับปางเมื่อวานนี้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอย่าให้ผมไปเลยครับ รับประทานเรื่องการพูดแล้วผมไม่มีวาทศิลป์เลย"

พลหันมาทางนายจอมทะเล้นแล้วกล่าวว่า

"ถ้ายังงั้นแกดีกว่า กันรู้สึกว่าแกเป็นคนเฉลียวฉลาดมากกว่าเพื่อนในหมู่พวกเรา ถ้าหากว่าแกสามารถเจรจากับพวกชาวเกาะให้เขายอมช่วยเหลือเราแล้ว พวกเราก็มีหวังจะได้กลับประเทศไทย ช่วยไปเจรจาหน่อยเถอะนะพ่อโคนันทวิศาล"

นิกรฝืนหัวเราะเสียงกร่อน

"ไม่สำเร็จ ยออย่างไรกันก็ไม่เอา ดีไม่ดีเจอเอาหอกโมกขศักดิ์เข้า กันก็ม่องเท่านั้น กันเคยเห็นในหนังมามากต่อมากแล้ว พวกชาวเกาะทะเลใต้มักจะใช้หอกต้อนรับคนแปลกหน้า บางทีก็จับตัวเอาไปบูชายันต์"

พลยกมือเกาศีรษะ

"อย่าบ้าไปหน่อยเถอะวะ นั่นมันชาวเกาะในหนัง ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น"

นิกรพูดตัดบท

"ก็แล้วทำไมแกไม่เสือกไปเจรจากับเขาเองล่ะ"

พลยิ้มแห้งๆ

"ได้....กันไปเองก็ได้ ไม่เห็นแปลกอะไร พวกเรารออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวกันจะพาพวกชาวเกาะมาต้อนรับพวกเรา คนเราพูดกับเขาโดยดี รู้จักนอบน้อมยำเกรงเขา เขาก็ต้องมีเมตตากรุณา ขืนไปทำเบ่งกับเขา ก็เจ็บตัวเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูพลอย่างเป็นห่วง

"ระวังตัวหน่อยนะโว้ยพล อย่าให้พลาดพลั้งเสียทีมันได้ พวกชาวเกาะเหล่านี้ ถึงแม้จะไม่ใช่คนโหดเหี้ยมเหมือนพวกคนป่าในกลางทวีปอาฟริกาก็จริง แต่เขาไร้การศึกษา หูป่าตาเถื่อน"

พลว่า "ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณอา ผมมีความสุภาพเรียบร้อยพอที่จะเอาชนะพวกชาวเกาะเหล่านี้"

พลพาตัวเดินเข้าไปยังหมู่บ้านของพวกชาวเกาะ ซึ่งเกาะนี้เป็นเกาะเล็กๆ ในดินแดนทะเลใต้ มีชื่อว่า เกาะปาอิตี เป็นอาณาจักรส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แต่เกาะปาอิตีไม่ได้อยู่ในเส้นทางเดินเรือของเรือเดินสมุทร เพราะเต็มไปด้วยหินโสโครกใต้น้ำ เรือใหญ่จะต้อง

แล่นห่างจากเกาะอย่างน้อยห้าไมล์ทะเล พวกชาวเกาะปาอิตีจึงห่างไกลจากความเจริญรุ่งเรืองมาก อย่างไรก็ดี ชาวเกาะปาอิตีก็มีประมุขของชาวเกาะ ซึ่งหัวหน้าของเขาเปรียบเหมือนผู้เผด็จการ มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง และคำสั่งของหัวหน้าย่อมเท่ากับประกาศิตของพระเจ้า

ไม่มีผู้ใดจะขัดขวางได้

ตามเวลาที่กล่าวนี้ พวกชาวเกาะกำลังเร่งมือกันทำอาหาร เพื่อจะนำไปบวงสรวงเซ่นสังเวยเทพเจ้าแห่งขุนเขา บรรดาชาวเกาะทุกคนต่างเชื่อว่า บนเขาลูกหนึ่ง ท่ามกลางเกาะนี้ มีเทพเจ้าองค์หนึ่งสิงสถิตอยู่ ซึ่งเทพเจ้าองค์นี้แหละเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่พวก

เขา และถ้าพระองค์กริ้วโกรธไม่พอพระทัย พระองค์ก็จะบันดาลให้เกิดภัยอันตรายต่างๆ เป็นต้นว่า ภูเขาไฟระเบิด หรือเกิดลมพายุอย่างรุนแรง

พวกชาวเกาะปาอิตีต่างมั่นใจว่า ลมไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวานนี้ ก็เนื่องจากชาวเกาะคนใดคนหนึ่งได้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เป็นที่ขุ่นเคืองแก่เทพเจ้า พระองค์จึงลงทัณฑ์บันดาลให้เกิดมหาวาตภัยขึ้น แต่ก็ยังเคราะห์ดีที่หมู่บ้านของชาวเกาะได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้

ช่วยกันซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น พวกชาวเกาะทั้งหลาย จึงพร้อมกันจัดอาหารเป็นเครื่องสังเวย และจะนำไปสังเวยเทพเจ้าแห่งขุนเขาในเวลา ๑๑.๐๐ น. วันนี้

พลพาตัวเดินเข้ามาหยุดยืนที่ประตูเข้าหมู่บ้าน ประตูนี้สร้างขึ้นเป็นซุ้ม ไม่มีบานประตู และไม่มีรั้ว เหนือประตูทั้งสองข้าง มีท่อนไม้แกะเป็นรูปคล้ายกับรูปปีศาจ ซึ่งรูปแกะสลักนี้ พวกชาวเกาะถือกันว่า เป็นเครื่องป้องกันภูตผีปีศาจที่จะเกิดขึ้นแก่พวกเขา

พวกชาวเกาะหลายต่อหลายคนได้ส่งเสียงร้องเอะอะขึ้น เมื่อแลเห็นพล พัชราภรณ์ ยืนเด่นอยู่ข้างประตู ชายฉกรรจ์คนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ ได้ร้องเอ็ดตะโรลั่น

"มากัน มากัน โกปี้ คนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามาในบ้านเราโว้ย"

เท่านั้นเอง เจ้าหนุ่มชาวเกาะ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน ก็ถืออาวุธหอกและดาบ วิ่งออกมาจากกระท่อม และตรงเข้าไปหาพล เพื่อจะเล่นงานนายพัชราภรณ์

อ้ายเสือรูปหล่อ ชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ พลางยิ้มให้พวกชาวเกาะทั้งหลาย กิริยาที่ยอมจำนนเช่นนี้ ทำให้พวกชาวเกาะเลิกล้มความคิดที่จะทำร้ายนายพัชราภรณ์ เขาเข้ามาห้อมล้อม และพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ กล่าวถามพลเป็นภาษาของเขา

"ตวน มารันสิรางอ"

พลยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวตอบเป็นภาษาไทย พลางทำไม้ทำมือประกอบประกอบคำพูดไปด้วย

"ฉันมาเรือ เมื่อวานนี้ เรือถูกพายุ เรือล่ม ฉันกับพวกฉันว่ายน้ำมาขึ้นที่เกาะนี้ รวมหกคนด้วยกัน พวกเราเหนื่อย หิวข้าว ท่านมีอะไรให้เรากินบ้างไหม"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่พูดกับพลด้วยเสียงอันดัง

"โอสินารัง มากันนาซิ สะมารังบาบูจ้ำบ๊ะกัวราช่า"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ลำบากนักก็พูดภาษาไทยกับกันเถอะวะ อ้ายน้องชาย"

เจ้าหมอนั่นสั่นศีรษะ

"พูดไม่ได้"

พลมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นมาก เขาแลเห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังกลุ่ม พลก็เดินเข้าไปหา และยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีจ้ะลุง ฉันกับพวกฉันรวม ๖ คนด้วยกัน เรือแตก ว่ายน้ำมาขึ้นที่เกาะนี้ พวกเรากำลังต้องการอาหารและน้ำจืด ลุงเมตตาพวกเราเถิดนะ"

ชายชรายิ้มน้อยๆ

"อารัวกะนา ข้าฟังไม่ออกโว้ย แต่พอเดาได้"

"อ๊ะ" พลอุทาน "ลุงพูดภาษาไทยได้ดีเหมือนกันนี่"

ชายชราพยักหน้า

"พูดก็ได้ แต่ถ้าข้าพูดมากไป พวกชาวเกาะเขาจะเขม่นเอาข้าเข้า มะกันกะปิดีมะละกอนมยาน ดูโด๊ซีนังเซียมมัว"

พลนึกสนุกขึ้นมาบ้างแล้ว

"จ้ะ ลุง ฉันเป็นคนไทย พี่น้องชาวอินโดนีเซียของลุง ไปอาศัยอยู่ในประเทศของฉันมากมาย ซึ่งคนไทยก็รักใคร่ชะวาเหมือนกับพี่น้อง"

ชายชรานิ่งฟังอย่างสนใจ แล้วแกก็พูดกับพรรคพวกของแก

"ปะระกาอีตี๊ พุดภาษาไทยกับเขาเถอะโว้ยพวก"

พลยิ้มออกมาได้ หันไปทางสวนมะพร้าว แล้วร้องตะโกนลั่น

"มาโว้ยพวกเรา ปลอดภัยแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ๓ สหายและเจ้าแห้วต่างปรากฏตัวขึ้นทันที พวกชาวเกาะจ้องตาเขม็ง มองดูคณะพรรค ๔ สหายอย่างตื่นๆ แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงลั่น ผู้หญิงชาวเกาะ ต่างวางมือจากการงาน วิ่งออกมาจากกระท่อม เพราะอยากเห็นคนแปลกหน้า สาวๆ ชาวเกาะ หรือ

ผู้หญิงที่นี่ ล้วนต่างเปลือยร่างกายส่วนบนล่อนจ้อน แลเห็นประทุมถันลักษณะต่างๆ กัน บ้างก็เหมือนดอกปทุม บ้างก็เหมือนหมอนข้างหรือกล้วยปิ้ง บางนางที่ไม่ใคร่มีเนื้อหนัง ก็เหมือนกับเอาขี้แพะ ข้างละก้อนขึ้นไปแปะติดไว้ที่หน้าอก บางคนก็เกะกะมากมายเหลือเฟือ

เปล่าเลย ความเป็นอยู่อย่างธรรมชาติเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้คณะพรรค ๔ สหายของเรา มีความรู้สึกทางเพศแม้แต่น้อย เพราะผู้หญิงทุกคนเปลือยหน้าอกล่อนจ้อนเหมือนกันหมด จึงเห็นเป็นของธรรมดา

พลกล่าวแนะนำพรรคพวกของเขาให้รู้จักกับชายชราผู้นั้น

"เฮ้ย พวกเรา ลุงคนนี้เป็นประมุขของชาวเกาะ เคารพท่านเสียหน่อยซี"

"ไม่ใช่ อ้ายหลานชาย อย่าเข้าใจผิด ข้าเป็นเพียงคนใช้ของท่านหัวหน้าชาวเกาะปาอิตีเท่านั้น อย่าเคารพนบนอบข้าเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือให้ชายชราจับ

"สวัสดี พี่ชาย ฉันดีใจมากที่พี่ชายพูดภาษไทยได้ พวกฉันไม่ใช่ศัตรูของพวกชาวเกาะหรอก เรารอดตายจากเรืออับปาง ว่ายน้ำมาขึ้นเกาะนี้ พี่ชายช่วยบอกฉันหน่อยซิว่า เกาะนี้ชื่อเกาะอะไร"

ชายชรายิ้มเล็กน้อย แต่แล้วก็ปล่อยก๊ากออกมาดังๆ พวกชาวเกาะหัวเราะกันงอหงาย สายตาทั้งหมดจ้องมองดูกระหม่อมเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บ ราวกับลูกมะอึกสุกๆ ตามธรรมดาพวกชาวเกาะนี้ ไม่เคยมีใครได้เห็นคนหัวล้ายเลย เมื่อได้เห็นกะบาลเจ้าคุณปัจ

จนึกฯ ล้านเลี่ยนเตียนโล่งเช่นนี้ ก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะรู้สึกว่ามันผิดธรรมดาธรรมชาติ

ชายชราพยายามกลั้นหัวเราะแทบแย่

"เกาะนี้คือเกาะปาอิตีหรือปะอิตี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"พี่ชายชื่ออะไร" ท่านถามห้วนๆ

"ข้าชื่อซาบู"

นิกรสะดุ้ง...."ทำไมลุงแก่เร็วนักล่ะ เมื่อตอนที่ลุงเล่นเรื่องโจรในแบกแดด ลุงอายุในราว ๑๕-๑๖ ปีเท่านั้น"

ชายชราทำตาปริบๆ มองดูหน้านิกร แล้วแกก็พูดเหมือนเสียงแขกชะวาพูดไทย คือ แปร่งเล็กน้อย และถ้อยคำที่พูดเป็นคำหนักๆ

"อ้ายนั่นมันซาบูอินเดีย ข้าเป็นซาบูชะวา คนละคนเข้าใจไหม"

"อ้อ" นิกรอุทาน "ถึงว่าน่ะซี ฉันจำได้ว่า หนังเรื่องโจรในแบกแดด ฉายที่เฉลิมกรุง เมื่อสิบกว่าปีมานี่เอง ลุงจ๋า อย่าเพิ่งพูดอะไรกันเลย พวกฉันหิวข้าวจนลมสว้านจะจับอยู่แล้ว ขอข้าวให้ฉันกินหน่อยได้ไหม ไม่ต้องมากมายนักหรอกลุง หุงข้าวสักกะทะ แล้วก็แกงหม้อใหญ่ๆ สักหม้อ

หนึ่งก็พอแล้ว ฉันไม่ได้หมายถึงไข่ดาว,หมูแฮม หรือไส้กรอกกระป๋องหรอกลุง"

ชายชราเจ้าของนามซาบู ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของเกาะนี้ หันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วแกก็หัวเราะอีก พวกชาวเกาะก็อดหัวเราะไม่ได้ ท่านเจ้าคุณชักฉิว และทราบดีว่าพวกชาวเกาะ กำลังขบขันที่เห็นศีรษะของท่านปราศจากเส้นผม

"หัวเราะอะไรกันนะพี่ชาย" ท่านพูดเสียงกร้าว

เสียงหัวเราะเงียบกริบลงทันที

"ไม่มีอะไรหรอกท่าน" ซาบูพูดยิ้มๆ "พวกเราชาวเกาะล้วนแต่มีอารมณ์ดี เราหัวเราะกันอย่างนี้ตลอดวัน ท่านอย่าหาว่าเราหัวเราะเยาะท่านเลย"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ฉันรู้หรอกน่าลุง ลุงและพวกลุงเห็นคนหัวล้าน ก็เลยหัวเราะกันอย่างขบขันใช่ไหม อันที่จริง คิดดูก็น่าแปลกนะลุงนะ ตามธรรมดากะบาลของคนเรามันก็ต้องมีเส้นผมบ้างแหละ อย่างน้อยก็หร็อมแหร็ม เรียกกันว่าผมบาง แต่อาของฉันคนนี้หาผมเส้นเดียวทำยาก็ไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเตะอาเสี่ยเต็มเหนี่ยว เสียงดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ลุงซาบูเป็นคนมีอารมณ์ดีมาก แกกล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย อย่างกันเอง

"อ้ายหลานชาย พวกเราเชื่อแล้วว่าพวกเจ้าได้ประสบภัยจากเรืออับปาง และว่ายน้ำมาขึ้นที่เกาะนี้ เมื่อบ่ายวานนี้เอง มีพายุใหญ่พัดมาอย่างรุนแรง เรือหาปลาของพวกชาวเกาะล่มหมด แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต เพราะพวกเราชาวเกาะว่ายน้ำเก่ง ข้ายินดีต้อนรับพวกเจ้า ซึ่ง

เป็นคนไทย ข้ารู้มานานแล้วว่าคนไทยใจดีมาก ประเทศไทยมีคนต่างชาติเข้าไปอยู่อาศัย ตั้งถิ่นฐาน ตั้งรกรากทำมาหากินอยู่มากมาย คนไทยไม่เคยรังเกียจคนชาติอื่น เมื่อพวกเจ้าซัดเซพเนจรมาเช่นนี้ ข้าก็ยินดีให้ความเอื้อเฟื้อตามสมควร ไปที่กระท่อมของข้าเถอะ ข้าจะจัด

อาหารให้กินกันให้สำราญ แล้วหลังจากนั้น ข้าจะพาพวกเจ้าไปพบกับหัวหน้าของข้า เจ้าจะได้อยู่บนผืนแผ่นดินนี้หรือไม่นั้น สุดแล้วแต่ยะโฮ นายของเรา"

คณะพรรค ๔ สหายมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันที ต่อจากนั้นชายชราซาบูก็เดินนำหน้า ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ตรงไปยังที่พักของแก พวกสาวๆ ชาวเกาะวิ่งตามมาเป็นพรวน ส่งเสียงวี้ดว้ายกระตู้วู้ พออกพอใจเจ้าหนุ่มผู้มาจากแคว้นแดนไกล

แม่สาวงามนัยน์ตาคมคนหนึ่ง วิ่งเข้าไปในกระท่อมของหล่อน แล้วก็กลับออกมาพร้อมด้วยกล้วยหอมหนึ่งหวี หล่อนยัดเยียดกล้วยหอมให้พล แล้วพูดเบาๆ

"มากิน มากินกล้วยหอมซีคะ"

ซาบูหันมาเห็นเข้า ก็เอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย....อีหนู เอ็งจะทำอะไร ก็อย่าให้มันผิดขนบธรรมเนียมประเพณีของเรานะโว้ย ยังสาวยังแส้อยู่แท้ๆ จะถูกบูชายันต์เสียเปล่าๆ "

แม่สาวงามค้อนชายชรา แล้วกล่าวว่า

"ประเพณีคร่ำครึ ล้าสมัยของพวกเราน่ะ เมื่อไหร่มันจะเลิกเสียทีนะลุง พวกฉันเบื่อเต็มทนแล้ว หนุ่มๆ ชาวเกาะนี้น่ะ แต่ละคนหน้าตาเหมือนตุ๊กตาเสียกะบาล ตามศาลพระภูมิ สู้คนไทยสี่คนนี่ก็ไม่ได้"

ซาบูจุ๊ย์ปาก

"ไป ออกไปห่างๆ อีแมะนี่ มึงจะวอนเสียแล้ว อายุเพิ่ง ๑๔ ปีเท่านั้น อย่าเพิ่งยุ่งกับผู้ชายพายเรือหน่อยเลยวะ ประเดี๋ยวอ้ายพวกนี้มันกลับไปเมืองของมัน เอ็งก็จะต้องอุ้มลูกไปนั่งที่โคนต้นมะพร้าวชายหาด มองดูพระอาทิตย์ตกดินทุกๆ วัน"

"โอ๊ะ....นั่นมันเรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของลุงหรอก อย่ามากันท่าพวกฉันหน่อยเลย หรือลุงอยากจะได้ผู้ชายไทยสี่คนนี้ไว้เป็นผัวของลุง"

"อ้าว" ชายชราอุทานลั่น "อย่ามาหาเรื่องให้ฟ้าผ่ากูหน่อยเลยวะ"

พวกสาวๆ ชาวเกาะต่างส่งเสียงวี้ดว้ายห้อมล้อมสี่สหายของเรา และผู้หญิงกลางคนคนหนึ่งได้เดินเข้ามาเคียงคู่กับเจ้าแห้ว พลางแสดงกิริยากระชดกระช้อย เล่นหูเล่นตากับเจ้าแห้ว ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่มีใครสนใจ เพราะท่านชราภาพมากแล้ว มิหนำซ้ำ รูปร่างอ้วนเตี้ย พุงพลุ้ย

ศีรษะล้าน

ชายชราเจ้าของนามซาบู พาคณะพรรค ๔ สหายเข้าไปในกระท่อมของแก และร้องตะโกนเรียกคนของแกให้ออกมาช่วยกันผู้หญิงสาวชาวเกาะไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในห้อง หลังจากนั้น ซาบูก็จัดอาหารมาเลี้ยงดู ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตร

พอตะวันสาย ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วเกาะปาอิตี บรรดาชาวเกาะต่างทราบทั่วกันว่า ขณะนี้มีคนไทย ๖ คนได้มาปรากฏตัวอยู่ที่เกาะนี้ เพราะประสบภัยจากเรืออับปาง ใครคนหนึ่งรีบนำข่าวไปแจ้งให้ท่านยะโฮทราบโดยด่วน

ยะโฮเป็นประมุขของชาวเกาะที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด เขาเชื่อว่า ทุกคนที่เป็นคนแปลกหน้าของชาวเกาะนี้ คือ ศัตรูสำคัญของพวกเขา ดังนั้นยะโฮจึงไม่พอใจซาบูคนสนิทของเขา ได้ให้การต้อนรับชาวไทยทั้ง ๖ คน เขาสั่งให้คนของเขาไปหาซาบูทันที และ

ให้นำตัวคนไทยทั้งหมด มาพบกับเขาที่บ้านพัก ข้างเทวสถานแห่งหนึ่ง

มันเป็นเวลาประมาณ ๙.๐๐ น. เศษ

ภายในห้องอันกว้างขวาง ยะโฮนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่อย่างสง่าและภาคภูมิ เขาเป็นชายสูงอายุ รูปร่างอ้วนพอๆ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาสวมโสร่งเช่นเดียวกับพวกชาวเกาะ มีผ้าโพกศีรษะ แต่ไม่ได้สวมเสื้อ ภายในห้องนี้ มีเจ้าหนุ่มฉกรรจ์หลายคน ยืนถือหอกและดาบเรียงราย ทำ

หน้าที่เป็นองครักษ์คุ้มกันยะโฮ ประมุขของชาวเกาะปาอิตี

เฒ่าซาบูเดินนำหน้าพา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เข้ามาในกระท่อมอันกว้างใหญ่หลังนี้ คณะพรรค ๔ สหายมีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นแล้ว หลังจากได้รับประทานอาหารแล้ว และได้ดื่มนมแพะกับน้ำมะพร้าวอ่อนอย่างอิ่มหมีพีมัน เฒ่าซาบูได้ยอมเสียสละบุหรี่

๕๕๕ ให้คณะพรรค ๔ สหายหนึ่งกระป๋อง ซึ่งทุกคนได้สูบควันละเอียดกันอย่างสบายใจ

ชายไทยทั้ง ๖ คนเข้ามายืนเรียงแถวเบื้องหน้าประมุขของชาวเกาะ ทุกคนก้มศีรษะกระทำความเคารพ ให้เกียรติยศ ในฐานะที่ยะโฮเป็นเจ้าของเกาะนี้

"ปุเราปีนัง เอาตัวมะรอ ซาบู" ยะโฮกล่าวถามซาบูด้วยเสียงอันดัง

เฒ่าซาบูชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ และค่อยๆ ก้มตัวลง ในท่าโค้งคำนับ

"ข้าแต่ท่านยะโฮ ผู้ชายไทยทั้งหกคนนี้ ได้ประสบภัยจากเรือแตก ว่ายน้ำมาขึ้นที่เกาะปาอิตีของเรา ในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน ข้าก็ได้ให้ความช่วยเหลือเขาตามสมควร การจะควรประการใด แล้วแต่ท่านจะโปรด"

ยะโฮแสดงกิริยาฮึดฮัด

"อ้ายถ่อย เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า เกาะปาอิตีของเรานี้จะต้อนรับก็แต่พวกชะวาด้วยกัน คนต่างชาติล่วงล้ำเข้ามาบนเกาะเรา ถือว่ามันคือศัตรูของเรา เจ้ากำลังฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา ที่มีมาแต่โบราณกาล นับว่าเจ้ากระทำผิดอุกฤษฏ์ ถ้าไม่คิดว่าเจ้าเป็นคนเก่าแก่ของ

ข้าแล้ว ข้าจะสั่งให้คนของข้าประหารชีวิตเจ้าเสียเดี๋ยวนี้"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ข้างยะโฮ แล้วเขาก็ยกมือขวาตบบ่าหัวหน้าชาวเกาะเบาๆ

"ลุงจ๋า อย่าใจดำอำมะหิตให้มากนักเลย พวกฉันไม่ใช่เป็นศัตรูของลุงหรอกน่า เราไม่มีเจตนาที่จะล่วงล้ำมาบนเกาะนี้ แต่คลื่นมันซัดพาเรามา ขอให้เราอาศัยอยู่ที่เกาะนี้สักพักหนึ่งเถอะนะลุง เมื่อมีเรือผ่านมาทางนี้ เราก็จะขออาศัยโดยสารเรือกลับไปบ้านเมืองของเรา ลุงอย่าลืมว่า

พวกชาวชะวาที่ไปอยู่เมืองไทยนั้น ได้รับความสุขสบายมาก ใครอยากขายเนื้อสะเต๊ะขาย ใครอยากขายโรตีขาย ใครอยากขับรถขับ ใครอยากขายก๋วยเตี๋ยวแขกขาย ใครอยากชกมวยชก รัฐบาลไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้สิทธิอิสรภาพแก่ชาวชะวาอย่างเต็มที่"

ประมุขของชาวเกาะมองดูเสี่ยหงวนอย่างชิงชัง

"ยังไงกันวะ" เขาพูดเอ็ดตะโร "นี่มันที่นั่งของข้า เสือกมานั่งกับข้าทำไม มิหนำซ้ำยังมาตบบ่าข้าเสียอีก นี่ข้าเป็นเพื่อนของเขาอย่างงั้นหรือ"

"น่า ลุงละก็ อย่าทำตนเป็นศัตรูกับฉันหน่อยเลย ไว้วันหน้าวันหลังเรายังจะได้พบกันอีก ลุงไปเที่ยวเมืองไทยบ้างซี ฉันจะต้อนรับลุงอย่างเต็มที่ทีเดียว"

ยะโฮขบกรามกรอด หันไปพยักหน้าเรียกคนของเขาคนหนึ่ง เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ถือมีดดาบอันคมกริบเดินรี่เข้ามา เสี่ยหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นวิ่งเข้ามารวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา แล้วกลับหัวเราะชอบใจ

ยะโฮมองดูคณะพรรค ๔ สหายด้วยความไม่พอใจ คนของเขาได้รายงานให้ทราบว่า ชายไทยทั้ง ๖ คนนี้ พวกผู้หญิงชาวเกาะมีความสนใจ และนิยมชมชอบมาก ยะโฮคิดว่า ถ้าหากเขาจะรุนแรงใช้อำนาจไม่เป็นธรรม เล่นงานคณะพรรค ๔ สหาย การใช้พระเดชของเขา ก็จะทำให้

พวกผู้หญิงชาวเกาะมีความเกลียดชัง และถ้าผู้หญิงทั้งหลายไม่ชอบเขา พวกผู้หญิงเหล่านี้ ก็จะยุยงส่งเสริมให้ผู้ชายชาวเกาะเป็นกบฏต่อเขาก็ได้ ดังนั้น ถ้ายะโฮเฉลียวฉลาด ก็ต้องผ่อนปรนให้คณะพรรค ๔ สหายตามสมควร

เขามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน

"ท่านเป็นหัวหน้าของคนไทยทั้งหมดนี่ใช่ไหม"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเล็กน้อย

"ถูกแล้ว ข้าเป็นญาติผู้ใหญ่ของเขา"

ยะโฮยิ้มเล็กน้อย

"ถ้าเช่นนั้น ข้าขอบอกกับท่านว่า ท่านและพรรคพวกของท่านจะอาศัยอยู่ที่เกาะนี้ได้ชั่ววันนี้เท่านั้น ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน พวกท่านจะต้องไปจากเกาะปาอิตีทันที ถ้าท่านฝ่าฝืนคำสั่งของข้า ก็หมายความว่าพวกท่านทั้งหมดจะต้องถูกจับตัวบูชายันต์เทพเจ้าแห่งขุนเขา ตามประเพณี

ของพวกเรา"

ดร. ดิเรกชักฉิว เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ากับยะโฮในระยะใกล้ชิด แล้วนายแพทย์หนุ่มก็พูดด้วยเสียงหนักๆ

"ทารุณมาก ท่านทารุณโหดร้ายที่สุด ท่านควรมีมนุษยธรรมบ้าง แม้กระทั่งคู่สงครามเขายังให้ความเอื้อเฟื้อต่อเชลยที่จับมาได้ พวกเราได้รอดพ้นความตายมาอย่างหวิดๆ แทนที่ท่านจะเอื้อเอ็นดู ท่านกลับขับไล่ไสสงและบังคับให้ออกจากเกาะของท่านก่อนพระอาทิตย์ตกดินวันนี้

ท่านคิดบ้างหรือเปล่าว่า พวกเราจะว่ายน้ำไปได้อย่างไร"

ยะโฮแสยะยิ้ม

"นั่นเป็นเรื่องของท่าน ไม่ใช่เรื่องของข้า" พูดจบเขาก็หันมาทางชายฉกรรจ์ทั้งหลาย ซึ่งทำหน้าที่พิทักษ์รักษาเขา "เฮ้ย....บังคับให้อ้ายพวกคนไทยหกคนนี่ออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้ และสั่งให้คนของเราคอยติดตามการเคลื่อนไหวของมัน อย่าให้มันยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงชาวเกาะเป็น

อันขาด ถ้าค่ำวันนี้ หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน อ้ายพวกนี้ยังไม่ไปจากเกาะปาอิตี ข้าจะจับมันบูชายันต์ให้หมด"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ฝากไว้ก่อนไอ้น้องชาย แกไม่ไปขายเนื้อสะเต๊ะเมืองไทยบ้างก็แล้วกัน ถ้าไปเมืองไทยเมื่อไร เป็นมีหวังได้กินหมากแน่"

ยะโฮตวาดลั่น

"ออกไปให้พ้น"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนข้างประมุขของชาวเกาะ แล้วก้มลงกระซิบกระซาบข้างหูยะโฮเบาๆ

"ลุงอยากกินหมูไหมล่ะ" พูดจบ อาเสี่ยก็วิ่งจู๊ดออกไปจากกระท่อม

ยะโฮคว้าหอกเล่มหนึ่ง ยกพุ่งหมายหลังกิมหงวน คมหอกกระทบกับประตูกระท่อมเต็มแรง และปักแน่นอยู่กับบานประตูนั้น พล,นิกร,ดร.ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินหัวเราะหึๆ ออกไปจากกระท่อมนั้น

คณะพรรค ๔ สหาย ได้พักผ่อนอยู่ในบริเวณสวนมะพร้าว ข้างชายหาดด้านตะวันออกของเกาะนั่นเอง ซาบูเกรงกลัวอำนาจของยะโฮ จึงไม่สามารถจะให้การรับรอง คณะพรรค๔ สหายก็เห็นใจชายชรา ผู้มีอารีเป็นอย่างดี

จากสายจนกระทั่งบ่ายและเย็น พวกสาวๆ ชาวเกาะไม่ต่ำกว่าร้อยคน ได้มานั่งสนทนากับ ๔ สหายของเราอย่างสนุกสนาน และโดยไม่มีใครถือเนื้อถือตัวเลย จะจับมือถือแขน ลูบคลำบ้างก็ไม่ว่า แม่สาวชาวเกาะเหล่านี้ ต่างนำผลไม้ และขนม นมเนยมาให้คณะพรรค ๔ สหายของเรา

อย่างเหลือเฟือ

ในราวบ่าย ๑๔.๐๐ น. เศษ เฒ่าซาบูได้แอบมาหาคณะพรรค ๔ สหายในสวนมะพร้าว

"ท่านจะทำอย่างไร" ซาบูพูดขึ้นเปรยๆ "ข้าไม่สามารถจะช่วยเหลือพวกท่านได้แล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมง พระอาทิตย์ก็จะตกทะเล" พูดจบ ซาบูชี้มือไปที่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่ง ซึ่งมองแลเห็นลิบๆ ที่ขอบฟ้าเบื้องหน้าโน้น "โน่นคือเกาะตาฮูลา ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าเกาะนี้ครึ่งหนึ่ง หัว

หน้าชาวเกาะเป็นญาติห่างๆ ของข้า และใจดีมาก ข้าขอแนะนำให้พวกท่านรีบหนีไปเกาะนั้น ก่อนพระอาทิตย์ตกก่อนค่ำวันนี้"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขายักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้างออกพร้อมๆ กัน

"ฉันจะไปได้อย่างไรล่ะลุง จากนี่ไปเกาะนั้น คงไม่ต่ำกว่าสี่ห้าไมล์ ขืนว่ายน้ำไปก็จมน้ำตายเท่านั้นเอง หรือม่ายก็เป็นเหยื่อปลาฉลาม"

ชายชราหัวเราะเบาๆ

"เอาเถอะ อ้ายหลานชาย ข้าจะช่วยพวกเจ้า ข้าสั่งให้คนของข้าเตรียมหาเรือเล็กๆ ไว้ให้พวกเจ้าแล้ว มันเป็นเรือขุด ยาวประมาณสามวา และมีใบพร้อม เรือลำนี้ขุดเสร็จเรียบร้อย ยังไม่ได้เอาลงน้ำ ข้ายินดีมอบเรือลำนี้ ให้พวกเจ้าได้อาศัยเดินทางไปยังเกาะตาฮูลาโน่น พวกเจ้าจะ

ได้ปลอดภัย"

ทันใดนั้นเอง พวกผู้หญิงสาวที่นั่งห้อมล้อมคณะพรรค ๔ สหาย ต่างก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้น ประณามยะโฮ ประมุขของชาวเกาะปาอิตี

"ทารุณมาก" หญิงสาวคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ "ผู้ชายไทยทั้งหกคนนี้ มาในฐานะมิตร ไม่ใช่ศัตรู เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น ท่านยะโฮกลับขับไล่ไสส่งเขา หัวหน้าอย่างนี้ใช้ไม่ได้โว้ย"

แม่สาวงามอีกคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"รัฐประหารโว้ยพวกเรา ช่วยกันจับยะโฮใส่คุกไว้ แล้วให้ลุงซาบูเป็นหัวหน้าเกาะนี้แทน คนไทยทั้งหกคนนี่จะได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข พวกเราก็คงมีหวังได้รับความสุขจากเขาด้วยตามสมควร ใครโชคดีก็คงได้เขาเป็นผัว"

พวกผู้หญิงนับจำนวนร้อย ต่างส่งเสียงร้องขึ้นอย่างอื้ออึง

"ยะโฮจงพินาศ ซาบูจงเจริญ ไชโย"

แล้วพวกผู้หญิงสาวชาวเกาะ ต่างก็ลุกขึ้นวิ่งโห่ร้อง แยกย้ายกลับไปยังเคหสถานของตน

การปฏิวัติเริ่มต้นขึ้นแล้ว บรรดาผู้ชายชาวเกาะต่างก็ได้รับคำยุยงจากผู้หญิงสาวให้ร่วมมือทำการรัฐประหาร แม่สาวงามในวัยรุ่นไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ พวกผู้ชายชาวเกาะปาอิตีต่างยินดีร่วมมือด้วย เพราะชายฉกรรจ์บนเกาะนี้น้อยคนนักที่จะได้รับความรักจาก

ผู้หญิงสาวชาวเกาะ จึงต้องคอยเอาอกเอาใจหล่อน เมื่อผู้หญิงชวนร่วมมือทำการปฏิวัติ ก็ไม่มีใครปฏิเสธ

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เสียงโห่ร้องก็ดังลั่นไปทั่วเกาะ บรรดาชาวเกาะหญิงชายทั้งหลาย ต่างถืออาวุธคู่มือเฮโลกันตรงมายังห้องพักของยะโฮ ทันใดนั้นเอง ยะโฮก็สั่งให้ชายฉกรรจ์ประมาณ ๓๐ คน ออกทำการต่อสู้กับพวกปฏิวัติ

ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง พวกผู้หญิงชาวเกาะได้วิ่งนำหน้า พาชายฉกรรจ์ตรงเข้ามาบุกตะลุยกับพวกทหารของยะโฮอย่างตะลุมบอน พวกทหารเหล่านี้เห็นเป็นผู้หญิงสาวและสวย ไม่กล้าสู้รบ ทิ้งอาวุธวิ่งหนีเอาตัวรอด บรรดานักปฏิวัติหญิงชายก็เฮโลกันเข้าไปในกระท่อม แล้วจับยะโฮได้

โดยละม่อม

ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง ยะโฮถูกนำตัวไปขังไว้ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นั่นมีห้องคุมขังอย่างแข็งแรง และหมายความว่ายะโฮจะต้องถูกขังอยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

คณะพรรค ๔ สหายนั่งสนทนากับซาบูอยู่ในสวนมะพร้าว เป็นเวลาชั่วโมงเศษ ซาบูแสดงท่าทีวิตกเป็นทุกข์ไม่น้อย เขาเกรงว่า ถ้าการปฏิวัติไม่สำเร็จ ยะโฮก็คงจะจับตัวเขาประหารชีวิตเสีย แต่อย่างไรก็ตาม คณะพรรค ๔ สหายต่างให้คำมั่นสัญญาว่า ทุกคนยินดีช่วยเหลือซาบู เพื่อ

ตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวง

เสียงโห่ร้องดังขึ้นทั่วเกาะ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งซึ่งเป็นหลานชายซาบู ได้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา แล้วรายงานให้ทราบว่า การปฏิวัติหรือรัฐประหารได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวเกาะทั้งหญิงชาย ต่างพร้อมใจกันจับยะโฮไปขังไว้ในถ้ำ บนภูเขาแห่งองค์เทวรูป บัดนี้ พวกชาวเกาะ

กำลังจะมาเชิญซาบูให้รับตำแหน่งเป็นประมุขของชาวเกาะปาอิตีต่อไป

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันตื่นเต้นดีใจ เพราะตนมีหวังที่จะได้อยู่เกาะนี้อีก ส่วนซาบูตกตะลึงพรึงเพริด นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีโชควาสนาเช่นนี้ ก่อนที่ซาบูจะพูดว่ากระไร กองทัพประชาชนของชาวเกาะปาอิตี ก็พากันโห่ร้องตรงมาในสวนมะพร้าว พวกผู้หญิงสาวชาวเกาะทุกคนมีหอก

หรือดาบเป็นอาวุธคู่มือ และมีท่าทีคึกคักเข้มแข็งมาก

"ซาบูจงเจริญ พวกเราขอเชิญท่านเป็นประมุขของชาวเกาะปาอิตีต่อไป ขอให้ซาบูจงเจริญ พวกเราชาวเกาะขอต้อนรับคนไทยทั้งหก ด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตร ขอให้พวกท่านจงอยู่ที่นี่ สร้างลูกสร้างหลานให้เราบ้าง"

แล้วเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งตรงเข้ามาจับซาบูขึ้นแบกบ่า และแห่แหนไปจากที่นั้น คณะพรรค ๔ สหายติดตามไปด้วย พวกชาวเกาะรู้สึกดีใจและเต็มใจอย่างยิ่ง ที่ซาบูได้เป็นหัวหน้าชาวเกาะแทนยะโฮ ทั้งนี้ก็เพราะยะโฮเป็นคนแก่ล้าสมัย ยึดมั่นในขนบ

ธรรมเนียมประเพณีมากเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องการสมรส ผู้หญิงกับผู้ชายจะต้องทำพิธีหลายอย่างกว่าจะได้เสียกัน เป็นต้นว่าผู้หญิงจะต้องมาอยู่รับใช้พ่อแม่ของผู้ชาย ๖ เดือนก่อน และผู้ชายจะต้องรับใช้พ่อแม่ของผู้หญิงอีก ๖ เดือน การแต่งงานก็มีพิธีมากมาย ผู้หญิงชาวเกาะ

ต้องการเสรีภาพแบบสาวๆ ชาวกรุงเทพฯ จึงไม่พอใจประเพณีอันเก่าแก่ล้าสมัย

บัดนี้ ซาบูชายชราที่เป็นคนทันสมัย ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าของชาวเกาะปาอิตี เสียงกลองครางกระหึ่มไปทั่วเกาะ เป็นการเรียกประชุมพวกชาวเกาะทั้งหลาย

ที่บริเวณลานกว้างหน้ากระท่อมซาบู มีพวกชาวเกาะทั้งหญิงชายมาชุมนุมกันอย่างคับคั่ง เสียงโห่ร้องตลอดเวลา พรรคพวกของยะโฮซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนถูกจับหมด ซาบูสั่งไม่ให้ทำร้ายคนเหล่านี้ แต่ให้นำตัวไปกักขังไว้

คณะพรรค ๔ สหายของเราได้มาร่วมประชุมด้วย เมื่อซาบูเดินออกจากกระท่อมหลังนั้น บรรดาชาวเกาะปาอิตีทั้งหมดก็ส่งเสียงโห่ร้องขึ้น

"ซาบูจงเจริญ ไชโย"

เฒ่าซาบูชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบทันที ใบหน้าของซาบูยิ้มแย้มแจ่มใส เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวานมีสง่า

"พี่น้องที่รักทั้งหลาย ข้าขอบคุณและยินดีมากที่ท่านสถาปนาข้าขึ้นเป็นประมุขของพวกท่านแทนยะโฮต่อไป ข้าเคยพูดอยู่เสมอว่า พระเดชนั้นย่อมสู้พระคุณไม่ได้ ยะโฮได้ใช้พระเดชปกครองพวกท่าน เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีเกินไป แต่ต่อนี้ไป ข้าขอสั่งเลิกประเพณี

ต่างๆ อันล้าสมัย ข้ายินดีให้ท่านได้รับอิสระเสรีอย่างเต็มที่ ขออย่างเดียวเท่านั้น คือ อย่าเบียดเบียนข่มเหงซึ่งกันและกัน อนึ่งการปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้น เพราะพวกท่านเมตตาสงสารชาวไทยทั้ง ๖ คน ฉะนั้น ข้ายินดีให้ชาวไทยทั้งหมดนี้ ได้อาศัยอยู่ในเกาะของเราโดยไม่มีกำหนด ซึ่ง

เขาจะเป็นมิตรที่ดีของพวกเรา ถ้าผู้หญิงคนใดอยากได้เขาเป็นผัว ข้าก็อนุญาต"

พวกผู้หญิงต่างโห่ร้อง และส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวแซ่ดไปหมด พวกผู้ชายชาวเกาะหน้าจ๋อยไปตามๆ กัน ต่อจากนั้นบรรดาหญิงสาวชาวเกาะ ก็เฮโลกันเข้ามาห้อมล้อมคณะพรรค ๔ สหาย ผู้หญิงกลางคนรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำคนหนึ่ง วิ่งเข้ามาหอมเจ้าคุณปัจจนึกฯ และขอเป็นแฟนของท่าน ซึ่ง

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ไม่รังเกียจ เพราะในยามยากเช่นนี้ จะไปมัวเลือกเฟ้นอยู่อย่างไร

บรรยากาศทั่วเกาะปาอิตีสดชื่น ๔ สหายกับเจ้าแห้วต่างเลือกหวานใจของเขาคนละคน แล้วก็พาแม่เทพธิดาของตน บุกเข้าไปในป่าหาที่สงบเงียบพร่ำพรอดกัน โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะมีผู้ร้ายมาจี้ไชเหมือนอย่างสวนลุมพินีฯ

คืนนั้นเอง เฒ่าซาบูได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับคนไทยทั้ง ๖ คนอย่างมโหฬาร มีการเต้นรำ "ฮุลา-ฮูลา" คือเต้นส่ายสะโพกควงบั้นเอวโชว์เชฟ อาหารและผลไม้มีมากมายเหลือเฟือ แม้กระทั่งเหล้า พวกสาวๆ ชาวเกาะต่างสนุกสนานกันเต็มที่

คณะพรรค ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว คงพักอยู่ที่เกาะปาอิตีในฐานะแขกผู้มีเกียรติของซาบูหัวหน้าชาวเกาะ บรรดาชาวเกาะทั้งหลาย ต่างพอใจในอัธยาศัยไมตรีของ ๔ สหาย ดร. ดิเรก ได้ช่วยเหลือพวกชาวเกาะที่ป่วยไข้เป็นอย่างดี ส่วนพล,นิกร และกิมหงวน ก็

ช่วยฝึกหัดชาวเกาะให้รู้จักเต้นรำตามแบบอารยชน และสอนพวกวงดนตรี ให้รู้จักบรรเลงเพลงอันทันสมัย ดนตรีของชาวเกาะนั้น ก็คล้ายๆ กับปี่พาทย์ของเรานั่นเอง

"อย่าไปนึกหวังที่จะกลับกรุงเทพฯ เลยอ้ายหลานชาย" ซาบูได้กล่าวกับ ๔ สหายในตอนบ่ายวันหนึ่ง

"อยู่ที่เกาะนี่ไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้เจ้าก็ได้เมียชาวเกาะคนละหลายๆ คนแล้ว โดยเฉพาะเจ้าพล ได้เมียถึงสี่คน อีกไม่ช้าเมียของเจ้าก็จะมีลูกมีเต้าไปตามๆ กัน"

กิมหงวนกล่าวถามว่า

"ลุงจ๋า เป็นอันว่า พวกฉันหมดหวังที่จะกลับเมืองไทยอย่างนั้นหรือ"

ชายชราหัวเราะเบาๆ

"ความหวังน่ะ ยังมีอยู่หรอกหลานชาย เพราะที่เกาะนี้มีเรือรบของรัฐบาลมาตรวจตรา ประมาณสองสามเดือนต่อครั้ง บางทีก็มีเรือยนต์เล็กๆ นำสินค้ามาขาย แต่ก็ไม่แน่นัก เพราะเกาะของเราไม่ได้อยู่ในเส้นทางเดินเรือ เรือที่จะเข้ามายังเกาะนี้ ต้องเป็นเรือขนาดเล็กมาก หมาย

ความว่า เป็นเรือที่กินน้ำตื้น มิฉะนั้นก็จะถูกหินโสโครกอับปาง เพราะรอบๆ เกาะ มีหินใต้น้ำมากมาย ปาอิตีไม่ได้รับความเจริญเหมือนเกาะอื่น ก็เนื่องจากการเดินเรือเข้ามายังเกาะนี้ ลำบากมาก แต่พวกเราก็พอใจในความสงบสุขของพวกเราแล้ว เราไม่ต้องการอารยธรรมแผน

ใหม่ เราต้องการสันโดษ คือ พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว"

พลว่า "พวกฉันเป็นหนี้บุญคุณคุณลุง และพวกชาวเกาะนี้มากมายทีเดียว วันหนึ่ง ฉันคงจะมีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้บ้าง"

ชายชราหัวเราะชอบใจ

"อ้ายหลานชาย เท่าที่ลุงช่วยเหลือพวกเจ้านั้น ก็ด้วยมนุษยธรรมนั่นเอง จริงอยู่ ลุงเป็นชาวเกาะ หูป่าตาเถื่อน แต่ในด้านจิตใจแล้ว คนที่ศิวิไลซ์ก็ยังแพ้คนอย่างลุง"

ชายหนุ่มคนหนึ่ง วิ่งพรวดพราดเข้ามาในกระท่อม ท่าทางร้อนรน และรายงานให้พ่อเฒ่าทราบทันที

"ท่านซาบู มีเครื่องบินทะเลของรัฐบาล ขนาดสี่เครื่องยนต์ บินตรงมาในระยะต่ำมาก เข้าใจว่าคงจะร่อนลงที่เกาะนี้"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คณะพรรค ๔ สหายจะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใด ถ้าหากว่าเครื่องบินเครื่องนี้ บินลงที่เกาะปาอิตีแล้ว คณะพรรค ๔ สหายก็มีหวังที่จะได้เดินทางกลับประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน และวิ่งออกไปจากกระท่อมอย่างรีบร้อน ซาบูกับคนของเขาติดตามออกไปด้วย

เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์จากเครื่องบินทะเล ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า เครื่องบินทะเลเครื่องนี้ เป็นเครื่องบินแห่งฝูงบินนาวีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับคำสั่งให้เดินทางมายังหมู่เกาะเล็กเกาะน้อยต่างๆ เหล่านี้ เพื่อค้นหาคนไทยที่รอดตายจากเรือ 'วิมานลอย' ทั้งนี้ ก็เพราะรัฐบาล

ไทยได้ขอร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียค้นหา จากการค้นหาคนไทย นักท่องเที่ยว ปรากฏว่า นักบินอินโดนีเซียได้พบคนไทยรวมสิบคน ตามเกาะเล็กเกาะน้อย และได้ส่งตัวกลับไปยังสุราบายา เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยที่นั่น

พวกชาวเกาะชายหญิง ได้วิ่งมาที่ชายหาดเนืองแน่นไปหมด เพราะนานๆ จึงจะได้เห็นเครื่องบิน หรือเรือบินสักเครื่องหนึ่ง นักบินนำเครื่องบินแล่นลงสู่ทะเล และแล่นช้าๆ ลงมาจอดที่ชายหาด หลังจากนั้น นายทหารนักบินแห่งอินโดนีเซีย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง รวมห้า

คน ก็พากันลงมาจากเครื่องบิน เดินลุยน้ำมาบนเกาะ

ซาบูพาคณะ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงไปหานายทหารนักบินทันที เมื่อนักบินแลเห็นคณะพรรค ๔ สหาย เขาก็ทราบว่า เป็นคนไทยที่ได้รับภัยจากเรืออับปาง ซาบูได้รายงานเรื่องราวให้ทราบโดยละเอียด ดร. ดิเรกปราดเข้าไปสัมผัสมือกับกับนายเรืออากาศเอก

ซึ่งเป็นผู้บังคับการเรือบินเครื่องนี้

การโอภาปราศัยกัน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง นายแพทย์หนุ่มได้แนะนำตัวเองให้รู้จัก

"ฉันนึกแล้วว่า บนเกาะนี้คงจะมีคนไทยรอดตายจากเรืออับปางมาอยู่ที่นี่ บัดนี้ พวกท่านมีหวังได้กลับประเทศไทยแล้ว" ผู้บังคับการเรือพูดกับนายแพทย์หนุ่ม ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส "ฉันจะนำพวกท่านไปสุราบายาเดี๋ยวนี้"

ดร. ดิเรกดีใจเหลือที่จะกล่าว

"ขอบคุณท่านมากกัปตัน พวกเราทั้งหกคน นึกทอดอาลัยเสียแล้ว โชคดีเหลือเกินที่ท่านนำเครื่องบินมาลงที่นี่"

แล้วดิเรกก็แนะนำให้ผู้บังคับการเรือบินเครื่องนี้ ให้รู้จักกับคณะพรรคของเขา ซาบูได้เชิญเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินไปที่บ้านพัก และให้การต้อนรับอย่างดีที่สุด

บรรดาผู้หญิงสาวชาวเกาะต่างเศร้าสลดใจไปตามๆ กัน บางคนที่มีอะไรๆ กับ ๔ สหาย ถึงกับแอบร้องไห้ตามโคนต้นมะพร้าว แต่พวกผู้ชายชาวเกาะต่างซ่อนความยินดีไว้ในหน้า ทุกคนดีใจอย่างยิ่งที่ ๔ สหายจะไปจากเกาะนี้

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คณะพรรค ๔ สหาย ก็เตรียมพร้อมที่จะเดินทางไปสุราบายา โดยเครื่องบินทะเลเครื่องนี้ เมื่อซาบูพาคณะเจ้าหน้าที่ของเรือบินและคณะพรรค ๔ สหาย ออกจากกระท่อม พวกหญิงสาวชาวเกาะไม่ต่ำกว่าร้อยคนที่ยืนอออยู่หน้ากระท่อม ก็เข้ามาห้อมล้อมคณะ

๔ สหายของเรา และเดินตามเขาตรงไปยังชายทะเลข้างหน้า

ไมตรีจิตที่ได้รับจากชาวเกาะปาอิตีในครั้งนี้ ยากที่คณะพรรค ๔ สหายของเราจะลืมได้ โดยเฉพาะบุญคุณอันใหญ่หลวงของเฒ่าซาบูผู้มีน้ำใจกว้างขวาง เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์

เมื่อมาถึงชายหาด ก่อนที่จะเดินทางไปขึ้นเครื่องบิน คณะพรรค ๔ สหาย ได้หันมาร่ำลาพ่อเฒ่า กับพวกหญิงชายชาวเกาะทั้งหลาย ด้วยความอาลัย

"ลาก่อนลุงซาบู" พลพูดยิ้มๆ "ขอให้ลุงและพวกชาวเกาะทั้งหลาย จงมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ถ้าชีวิตของพวกเรายังอยู่ วันหนึ่ง พวกเราคงจะได้มาเยี่ยมเกาะปาอิตีอีก โดยเรือยอร์ชส่วนตัวของเรา"

ชายชรายกมือตบบ่านายพล พัชราภรณ์

"ไปเถอะ อ้ายหลายชาย ขอให้เจ้าสวัสดีมีชัย เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ"

คณะพรรค ๔ สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างกระพุ่มมือไหว้ชายชรา และยกมือไหว้พวกชาวเกาะทั้งหลาย แสดงความเคารพและกตัญญู พวกผู้ชายชาวเกาะต่างส่งเสียงไชโยโห่ร้อง พวกผู้หญิงส่วนมากน้ำตาคลอหน่วย

ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบิน ก็พาคณะพรรค ๔ สหาย ลุยน้ำไปขึ้นเครื่องบิน ผู้หญิงหลายคนร้องไห้สะอึกสะอื้น เมื่อ ๔ สหายก้าวขึ้นไปบนเครื่องบินเครื่องนั้น

พวกผู้ชายชาวเกาะกว่า ๒๕ คน ช่วยกันเข็นเครื่องบินให้เลี้ยวกลับหันหัวออกนอกทะเล หลังจากนั้น เสียงเครื่องยนต์สี่เครื่องยนต์ก็ดังกังวานขึ้น และแล้วเครื่องบินของนาวีอินโดนีเซีย ก็แล่นไปตามผิวน้ำด้วยความเร็วสูง สักครู่หนึ่งก็ลอยสู่อากาศ บินบ่ายหน้าตรงไปทางทิศใต้ของ

เกาะปาอิตี

พวกผู้หญิงชาวเกาะ ยืนดูจนกระทั่งเรือบินทะเลหายลับไปในสายตา

-จบ-