พล นิกร กิมหงวน 101 : เที่ยวงานวชิราวุธ

หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ได้ฤา

เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้นสกุลไทย

เสียงเพลงพระราชนิพนธ์ของ พระมหาธีรราชเจ้าในทำนองมาร์ช "สยามมานุสติ" ดังกังวานลั่นบ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนหัวค่ำของคืนวันที่ ๒๕ ซึ่งตรงกับวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิกรร้องเพลงพลางเดินตบเท้าโครมๆ ลงบันไดมาข้างล่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด และแม่งามทั้ง ๔ นั่งสนทนากับเงียบๆ อยู่ในห้องโถง ต่างเงยหน้าขึ้นมองดูนายจอมทะเล้นทันที นิกรแต่งสากลชุดสีเทาแก่ ท่าทางสม๊าทและกรุ้มกริ่ม ใส่น้ำหอมเสียหอมฟุ้ง หวีผมเป็นมันปลาบ แมงวันเกาะไม่ติด

เหมือนกับทหาร นิกรตบเท้าวนเวียนไปมาในห้องโถง แหกปากร้องเพลงมาร์ชเสียงลั่น

ใครรานใครรุกด้าวแดนไทย

ไทยรบจนสุดใจขาดดิ้น

เสียเนื้อเสียเลือดหลั่งไหลยอมสละสิ้นแล

เสียชีพไป่เสียสิ้นชื่อก้องเกียรติงาม

"เฮ้ย" คุณหญิงวาดตะโกนขึ้นจนแสบคอหอย ทำให้นิกรหยุดชะงัก แต่แล้วเขาก็เดินต่อไป

"ไทยๆๆๆๆๆ จะใหญ่ ไชโย ฮิ้ว"

"ปู้โธ่" นันทาเอ็ดตะโรขึ้นมาบ้าง ทำตาเขียวมองดูน้องชายของหล่อนอย่างเคืองๆ

"แกจะบ้าหรือ กร"

"อะไรบ้า" นิกรขึ้นเสียงมาบ้าง

"พี่นันรู้ไหมว่า วันที่ ๒๕ พฤศจิกายนน่ะเป็นวันอะไร

นันทาค้อนขวับ "รู้แล้วย่ะ"

"อ้าว รู้แล้วห้ามฉันทำไม ฉันกำลังร้องเพลงปลุกใจให้พวกเราคำนึงถึงความเป็นเอกราชของชาติ ร้องเพลงก็ห้ามด้วยหรือ อะไรห้ามซะเรื่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสริมขึ้น

"ถ้าแกร้องอย่างมนุษย์เขาน่ะ ไม่มีใครห้ามปรามหรอก นี่แกดันแหกปากร้องจนแสบแก้วหู มันหนวกหูโว้ย"

"หนอย หนวกหู ปู้โธ่"

"แน่.." เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน

"อย่าทะลึ่งนะโว้ย"

ประไพกวักมือเรียกสามีของหล่อน

"มานี่แน่ะ มานี่ซิ"

นายจอมทะเล้นเอียงคออมยิ้ม

"ไม่สำเร็จ จะหาเรื่องข่วนหน้าละซี"

แล้วเขาก็หัวเราะหน้าเป็นตามเคยตามวิสัยของคนที่ไม่รู้จักความทุกข์ยากหรือความจนนั้นเป็นอย่างไร

"ไพจ๋า ไปเที่ยวงานกับพี่ไหมล่ะ"

ประไพสั่นศีรษะ

"เชิญเถอะย่ะ ไพไปวันหลังก็ได้ เราอย่าร่วมทางเที่ยวด้วยกันเลย เดี๋ยวเกิดฟัดกันขึ้นในวังสราญรมย์ขายหน้าเขาเปล่าๆ "

นิกรหันมาทางคุณหญิงวาด

"คุณอาไปไหมครับ"

"โอ๊ย อาไม่เอาหรอก ขี้เกียจนุ่งกระโปรงราตรีรากดินเปื้อนขี้หมา ประเดี๋ยวจะไปเที่ยวภูเขาทอง ชวนแม่นันไว้แล้ว"

นายจอมทะเล้นหันควับมาทางพี่สาวของเขา

"ตายละ อย่าไปนะพี่นัน กลางคืนผู้คนมากมายหลายหมื่น ที่เที่ยวก็มีจำกัด เพราะครึ่งหนึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เชือกกั้นไม่มี เบียดกันเสื้อแสงขาด อย่าไปเลยพี่"

นันทายิ้มเล็กน้อย

"เบียดก็ช่างมันปะไร ฉันจะไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ"

นิกรทำท่าเหมือนจะเป็นลม

"อย่าไปเลย พี่นัน เชื่อน้องเถอะ ผู้หญิงไปภูเขาทองควรไปกลางวัน กลางคืนมันเหมาะสำหรับพวกหนุ่มๆ และพวกนักแซ้งก์ ขืนไปละก้อยับเชียวนา"

"อะไรยับ" นันทาพาซื่อถาม

"ว้า บอกใบ้ยังงี้ แล้วยังตีใบไม่ออกหรือเมื่อคืนนี้ฉันกับอ้ายแห้วบุกเข้าไปในภูเขาทองถูกเบียดเกือบตาย ผู้หญิงยังงี้ร้องวิ๊ดว๊ายลั่นไปหมด ถูกอ้ายพวกระยำล้วงควักเล่นตามสบาย อย่าไปนา ห้ามไม่เชื่อกลับมายานทอกแท่กจะหาว่าไม่บอก"

"อุ๊ยตาย อ้ายเด็กบ้า พูดบ้าๆ อะไรก็ไม่รู้"

นิกรอมยิ้ม

"ไหมล่ะ คนเราน่ะไม่ยอมพูดความจริงกันหรอกมันเป็นความจริงนี่นาหลังจากสงคราม ศีลธรรม และวัฒนธรรมมันสูญสิ้นไปเกือบหมด ไปทางไหนเต็มไปด้วยคนอันธพาล นักเลงหัวไม้พูดจาหยาบโลนฟังไม่ได้ เมื่อคืนฉันยังช่วยผู้หญิงไว้คนหนึ่งอายุได้ ๔๐ ปีแล้ว อ้วนจ้ำม่ำขาวจั๊วตกเข้าไปอยู่กลางกลุ่มพวกคาวบอย"

นันทาหน้าเสีย

"แล้วยังไง? "

"แม่นั่นนุ่งกระโปรงเอาซิปไว้ข้างหลัง ถูกดึงน่ะซีมันทิ้งคนละหนุบละหนับ ฉันต้องบุกเข้าไปช่วย บังเอิญฉันนุ่งกางเกงปาล์มบีชสีน้ำตาล อ้ายพวกหอกหักเหล่านั้นคิดว่าฉันเป็นตำรวจเลยแตกฮือหนีไปหมด"

คุณหญิงวาดกล่าวถามขึ้น

"แล้วแม่คนนั้นเป็นยังไง? "

"ยืนร้องไห้ขี้มูกโป่งน่ะซีครับ บ่นกับผมว่า หล่อนไม่ใช่สาวแส้สักนิด ล้วงเอาควักเอาจนระบมไปหมด ผมกับเจ้าแห้วเลยพาออกมาส่งทางด้านโรงเลื่อย" แล้วนิกรก็หัวเราะ มองดูหน้าพี่สาวสองเขา "หน้าตาสวยๆ เต่งๆ อย่างพี่นันยังงี้รับรองว่า ถ้าขืนไปเที่ยวภูเขาทองคืนนี้กลับมาต้องเป็นกล้วยปิ้งแน่"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้อง คุณหญิงวาดมองดูแม่งามทั้ง ๔

"ไม่เอาแล้วไว้ไปพรุ่งนี้กลางวันดีกว่า ต๊าย-ตาย มนุษย์เรานี่อุบาทว์ชาติชั่วเหลือเกิน"

ประไพว่า

"ไปเถอะค่ะ คุณอา คนแน่นๆ เบียดกันหนูชอบ"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

ประไพอมยิ้ม

"กลัวทำไม มันจะถูกบ้างก็ช่างมันปะไรเดินหน้าตายทำไม่รู้ไม่ชี้เลยก็แล้วกัน ไพอยากดูละครลิง แล้วก็อยากได้หัวล้านกระดาษมาใส่ล้อคุณพ่อเล่นสักอัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"โธ่..ลูกคนนี้ ประเดี๋ยวพ่อเตะชักเลย ล้อกระทั่งพ่อ ชักเจริญขึ้นทุกวัน"

ทุกๆ คนอดหัวเราะไม่ได้ นิกรเดินมาเปิดตู้เย็นหยิบกล้วยหอมออกมา ๑ ผลปอกเปลือกใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ คุณหญิงวาดหารือกับแม่งามทั้ง ๔ แล้วก็ลงมติล้มความคิดที่จะไปเที่ยวภูเขาทองคืนวันนี้

พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วปรากฏตัวขึ้นแล้ว ๓ สหายแต่งกายแบบสากลชุดสีเทาเช่นเดียวกับนิกร เหมือนกันแม้กระทั่งรองเท้าและเนคไท เจ้าแห้วคนเดียวสวมแจ๊กเกตสักหลาดสีน้ำตาลไหม้ ผูกไทหรูหรา มือถือเสื้อชั้นนอกและเนคไทของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เจ้าแห้วตรงเข้ามาส่งเสื้อชั้นนอกสากล และเนคไทให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม กิมหงวนกล่าวกับท่านเจ้าคุณทันที

"พวกเราจะไปเที่ยวงานวชิราวุธกันครับ แต่ถ้าคุณอาไม่ไปด้วยการเที่ยวก็ขาดรสชาติ เหมือนกับกินแกงจืดไม่ได้ใส่พริกไทย ผมเลยให้อ้ายแห้วเอาเสื้อนอก และเนคไทลงมาให้คุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"อาแก่แล้ว งานพรรค์นี้มันเหมาะสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ "

พลว่า "ไปเถอะครับ คุณอา เราจะได้ไปถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"เอา....ไปก็ไป แต่ว่าใครเป็นเจ้ามือล่ะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ผมก็ได้"

"ฮ้า" ดร.ดิเรกอุทาน

"แกน่ะเรอะจะเป็นเจ้ามือ"

นายจอมทะเล้นยักคิ้ว

"ฮื่อ อ้ายหงวนมันเป็นเจ้ามือบ่อยๆ เกรงใจมัน"

พูดจบเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน

"เอายังงี้ก็แล้วกัน การเที่ยวในคืนวันนี้กันรับรองเป็นผู้จ่ายเงินตลอดคืน แต่ว่าเอาเงินของแกมามอบให้กันสัก ๒,๐๐๐ ยังงี้ยุติธรรมไหม"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เดินเข้ามายกมือจับบ่านิกร และหมุนตัวนายจอมทะเล้น ให้หันหลังมาทางเขาแล้วเสี่ยหงวนก็ยกเท้าเหวี่ยงลูกแกถูกก้นนิกรดังป้าบ

"นี่แน่ะ ฟังคำพูดของแกแล้วปวดสะดือไปหลายวัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนจัดแจงผูกเนคไทและสวมเสื้อ คุณหญิงวาดมองดูแล้วหัวเราะหึๆ

"หน้าตาเป็นมันย่องเชียวค่ะ เจ้าคุณคะ ไปล้างหน้าหวีผมเสียหน่อยไม่ดีหรือคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"ผมที่ไหนกันเล่า ปู้โธ่ คุณหญิงนี่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลอบค้อนคุณหญิงของท่าน

"ปากเสียตลอดกาล"

คุณหญิงหันควับมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์

"ว่าใครคะ ปากเสียตลอดกาล"

"ว่าคุณหญิงนั่นแหละ ก่อนจะพูดอะไรก็คิดเสียก่อนซี คนที่พูดโดยไม่คิดเขาเรียกว่าปากเสีย"

"อ๋อ ปากเสียก็ยังดีกว่าหัวล้านค่ะ" คุณหญิงพูดเกือบเป็นเสียงตะโกน "หนอย-มาว่าปากเสีย ประเดี๋ยวแม่บุกราบเป็นหน้ากลองไปเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไง เมียผมแน่ไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ ยกเสื้อชาสกินสีขาวขึ้นสวม แล้วท่านก็ยิ้มให้กับ ๔ สหาย

"ไปโว้ย เรียบร้อยแล้ว อาอยากไปดูกล้วยไม้มากกว่าอย่างอื่น เขาว่ามีกล้วยไม้สวยๆ ส่งเข้าประกวดมาก"

ก่อนที่ ๔ สหายจะเดินออกไปจากห้องโถง คุณหญิงวาดได้ร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้วคนใช้จอมแก่นแก้วของท่าน

"อ้ายแห้ว ไหน-มานี่ซี อื้อฮือ เดาะแจ็กเกตสักหลาดเชียวหรือนี่"

เจ้าแห้วทำหน้าปูเลี่ยนๆ ชอบกล

"รับประทานไปงานดีๆ อย่างนี้ รับประทานก็ต้องแต่งตัวโก้หน่อยขอรับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะงอหาย

"ร้อนตับจะแตก เสือกใส่เข้าไปได้"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานอยากสวยก็ต้องทนเอาหน่อยครับ"

คุณหญิงวาดโบกมือ

"ไปๆ เออแน่ะ เขาว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง อ้ายแห้วมันแต่งยังงี้ก็เข้าทีดีเหมือนกัน มองดูคล้ายๆ กับลูกขุนนางวางน้ำ"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานกระผมก็มีเชื้อเหมือนกันนี่ครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"เชื้อผู้ดีเรอะ ถุย-เชื้อโรคน่ะซี"

เจ้าแห้วหัวเราะ เดินยิ้มกริ่มติดตามเจ้านายของเขาออกไปจากห้องโถง คณะพรรค ๔ สหายตั้งใจจะเที่ยวงานวชิราวุธในคืนวันนี้ให้ยันป้ายทีเดียว เพราะจะเที่ยวกันคืนเดียวเท่านั้น อาเสี่ยกิมหงวนได้ให้งบประมาณการเที่ยว ๓,๐๐๐ บาทถ้วน และมีแผนการณ์ว่าหลังจากเที่ยวงานวชิราวุธแล้ว ๔ สหายก็จะได้ไปเยี่ยมเยียนเจ้หนอมตามธรรมเนียม เพราะไม่ช้าเจ้หนอมก็ต้องเลิกอาชีพตามกฎหมายบังคับ

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง บูอิคเก๋งคันใหญ่ก็พาคณะพรรค ๔ สหายมาถึงจุหมายปลายทาง เจ้าแห้วนำรถวิ่งมาตามถนนสนามชัย แลเห็นซุ้มประตูตั้งตระหง่านอยู่กลางถนน ประชาชนแน่นขนัด เสียงม้าฬ่อเสียงกลองเสียงตู่ตีตู๊ดังก้องกังวานไปหมด งิ้วชั้นดี ๒ โรงกำลังแข่งขันกันให้ประชาชนชม โรงแรกเล่นเรื่องเลาปัก อีกโรงหนึ่งเล่นเรื่องปักเล่า อันเป็นพงศาวดารจีนแผ่นดินพระเจ้ายกถังไทจงฮ่องเต้ซึ่งสมัยนั้น ประเทศจีนกำลังรบราฆ่าฟันกับพวกฮวน

รถเก๋งคันใหญ่หยุดนิ่งกลางถนน และถอยหลังเข้าไปจอดตามแนวจอดรถหลังจากนั้น คณะพรรค ๔ สหายก็พากันลงจากรถเดินมาทางซุ้มประตู ดร.ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาแล้วถามเจ้าแห้ว

"ค่าผ่านประตูคนละเท่าไรวะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานคนละ ๑๐ บาทครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าแห้วเต็มแรง

"โธ่...อ้ายงั่ง จะเอากำไรซะเรื่อยเชียว คนละ ๒ บาทโว้ย ไม่ใช่ ๑๐ บาท"

เจ้าแห้วชักฉิวที่ถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขัดคอ

"รับประทานกระผมไม่ทราบนี่ครับ รับประทานได้ยินเขาพูดกันว่าคนละ ๑๐ บาท"

ดร.ดิเรกส่งธนบัตรใบละ ๒๐ บาท ให้เจ้าแห้ว ๑ ฉบับ

"เอ้า-ไปซื้อตั๋วมา พวกข้าจะรอแกอยู่ตรงนี้แหละ"

เจ้าแห้วเดินไปซื้อบัตรผ่านประตู สักครู่ก็เดินกลับมาพร้อมด้วยบัตรผ่านประตู ๖ ฉบับ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็พากันเดินผ่านประตูเข้าไปในบริเวณงาน ซึ่งมีสารวัตรทหารและ โปลิศยืนรักษาการอยู่เรียงราย ป้องกันเหตุการณ์ในด้านร้ายและป้องกันเหตุการณ์ในด้านร้ายและป้องกันบัตรเบ่งหรือบัตรพยัก

กลางถนนสนามชัย อันดับแรกคือโรงงิ้ว แสงไฟนีออนส่องสว่างเขียว ถัดไปเป็นการแสดงนาฎดนตรีของคณะนายสุชิน เทวะผลิน ต่อจากนั้นเป็นการแสดงหัสนาฎกรรมของปัญญาพลภาพยนตร์ ด้านใกล้ถนนท้ายวังมีงิ้วอีกโรงหนึ่งและภาพยนตร์อีก ๑ จอ

นิกรยกมือออกให้พรรคพวกของเขาหยุดยืน

"เดี๋ยวๆๆ ดูงิ้วสัก ๑๐ นาทีโว้ย"

ว่าอะไรว่าตามกัน ทุกคนเข้ามายืนใต้ต้นมะขามชมการแสดงของชาวจีนคืองิ้ว

เสี่ยหงวนอธิบายให้ทราบ

"ตอนนี้ล่อทั้ง กำลังตีฝ่าวงล้อมของพวกฮวนเข้าไปช่วยกองทัพหลวงยังไงล่ะครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"แล้วอ้ายตัวหนวดยาวๆ มีธงเหน็บหลังนั่นล่ะ ชื่ออะไร"

"อ้ายนั่นทหารเอกเมืองฮวนครับ ชื่ออวยชีโพ่กคั่กน้องชายซากั๋กโล่ ประเดี๋ยวรบกับเล่าก๊ง สนุกกันใหญ่"

พลหัวเราะหึๆ

"อย่าอธิบายเลยโว้ย ลำบากเปล่าๆ "

งิ้วกำลังว๊ากเพ้ยกันอย่างสนุกสนาน เป็นที่สบอารมณ์ของประชาชนชาวจีน ที่พากันเบียดเสียดเยียดยัดยืนดูอยู่

ดร.ดิเรกพูดขึ้นเปรยๆ

"ความจริงงิ้วสู้ละครแขกไม่ได้ ละครแขกเขาเล่นเห็นจริงเห็นจัง ท่านมหาราชารามซิงก์กรูบานจันทร์สังห์มีละครของพระองค์อยู่โรงหนึ่ง"

นิกรหัวเราะ

"กันนึกแล้วว่า ยังไงเสียท่านมหาราชก็คงจะติดตามเรามาเที่ยวงานด้วยแล้วยังไง เล่าต่อไปซิ"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"เรื่องจริงไม่ใช่เรื่องโกหก ละครแขกเขาแสดงกันน่าหวาดเสียวเห็นจริงเห็นจัง เป็นต้นว่าตอนตัดหัว เขาจะต้องตัดหัวจริงๆ ฟันฉับขาดกระเด็นเลือดพุ่งกระฉูดเป็นไฟพะเนียง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"เอ๊ะ อ้ายคนที่ถูกฟันมันก้อตายน่ะซีโว้ย"

ดิเรกลืมตาโพลง

"ก็ตายน่ะซีครับ ศิลปินแขกเขายอมตายเพื่อศิลปละครแขกบางเรื่องถ้าหากว่ามีรบกันสัก ๒ ฉาก ตัวละครจะต้องเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน ที่บาดเจ็บสาหัสแขนขาดคอขาดก็มีอีกมาก ต้องรักษากันแรมเดือน"

กิมหงวนพูดตัดบท

"ไปเที่ยวข้างในดีกว่าว่ะ อย่าดูงิ้วเลย ไปเจี๊ยจิ๊วกันดีกว่า ความสนุกของงานอยู่ในวังสราญรมย์ไม่ใช่ด้านนอก"

นิกรกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน

"ล่อข้าวต้มเซ้งจี๊ที่ร้านนั้นกันคนละชามดีไหม น่ากินจังโว๊ย"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"ปู้โธ่ กินข้าวมาเมื่อสักครู่นี้เองหิวอีกแล้ว เอาไว้กินดึกๆ เถอะน่า"

"เอา..หยวน" นิกรพูดเสียงอ่อยๆ "แหมอยากกินจังโว้ย"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินผ่านสนามตรงมายังประตูเข้าด้านข้าง ประชาชนที่ประตูเบียดเสียดเยียดยัดกัน ทั้ง ๖ คน เบียดเสียดกันเข้าไปจนตัวลีบ แสงไฟฟ้าส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน พวกนักแซ้งก์กระจายกำลังต่างๆ กันไปทั่ว เมื่อคณะพรรค ๔ สหายเดินผ่านร้านของกองทัพบก ดร.ดิเรกก็ร้องเอะอะขึ้น

"มายก๊อด ป๊ากเก้อรของไอหายไปแล้วโว้ย"

ทุกคนมองนายแพทย์ดูเป็นตาเดียว นิกรยกมือเกาศีรษะอย่างหัวเสียแล้วดุดิเรก

"รู้อยู่แล้วว่าคนมันแน่ไม่ระวังนี่น่า"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"กันมัวแต่ระวังกระเป๋าสตางค์ ลืมนึกไปว่าเสียบปากกาไว้ที่กระเป๋าบน"

ปากกา ๑ ด้าน ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเสี่ยหงวนซึ่งเป็นมหาเศรษฐีหนุ่ม

"ช่างมันเถอะวะดิเรก นึกว่าให้ทานมัน พวกนักแซ้งก์น่ะมันทำงานเสี่ยงภัยเหมือนกัน พลาดท่าก็ติดตะรางแต่ว่าเพราะความจน ทำให้เขาต้องเป็นนักแซ้งก์ไป เดินต่อไปเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "ระวังกระเป๋าโว้ยพวกเรา แม่โวยทำไมคนแน่นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ตรงกับงานภูเขาทองและพระปฐม"

คณะพรรค ๔ สหายเลี้ยวขวามือ ผ่านร้านของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนขวามือเป็นร้านของกรมช่างแสงทหารบก มีการยิงเป้าด้วยลูกกรดและขว้างระเบิดมือ เสียงปงปังตูมตามดังอยู่ตลอดเวลา บรรดาเครื่องกระจายเสียงก็แหกปากตะโกนลั่น จนพูดอะไรกันไม่รู้เรื่อง หนุ่มสาวเดินคลอคู่ชมงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บ้างก็แต่งสากล บ้างก็แต่งราตรี แต่ก็ส่วนมาก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่งตามสะดวก

ผ่านหน้าสโมสรแห่งหนึ่ง ผู้คนก็บางลงไปมากไม่ถึงกับเบียดเสียดกัน นิกรผิวปากเบาๆ เดินขึ้นมาเคียงคู่กับ ดร.ดิเรก

"ปากกาของแก ป๊ากเก้อร์ใช่ไหม"

"ออไร๋น์"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"ว้า...นึกว่าเชฟเฟ่อร์ แต่ว่าเชฟเฟ่อร์ก็ใช้ได้เหมือนกันไม่ใช่หรือหมอ เอ้า...ให้แกเอาไว้ใช้ ๑ ด้าม แล้วเก็บไว้ให้ดี เดี๋ยวจะถูกแซ้งก์เอาไปเสียอีก"

ดร.ดิเรก นัยน์ตาเหลือก

"แกเอามาจากไหน อ้ายกร"

นิกรชักฉิว

"เถอะน่า จะถามหาหอกอะไรกันวะ บอกแกแต่เพียงสั้นๆ ว่า หนามหยอกต้องเอาหนามบ่ง หรือเวรระงับด้วยการจองเวร"

พลยกมือจับแขนเพื่อนเกลอของเขา แล้วกระซิบกระซาบ

"อ้ายกร แกนี่เสียคนแล้ว"

นิกรอมยิ้ม

"อ๋อ มันเสียมานานแล้ว"

"แกอยากติดตะรางเรอะ" พลพูดยิ้มๆ

"เสือกไปเอาของใครมา"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รู้โว้ย รู้แต่เจ้าของเป็นผู้หญิงแต่งชุดสีฟ้าแก่ หล่อนเสียบเชฟเฟ่อร์ไว้ที่คอเสื้อ ขณะที่คนเบียดกันไปถูกหล่อน กันก็วิสาสะกระตุกเอามา"

พลขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"ระวังให้ดี วันหนึ่งแกจะต้องติดตะราง"

นิกรสั่นศีรษะ

"นักแซ้งก์อย่างกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นนักแซ้งก์อเมเจ้อร์ ก็มีความสามารถว่องไวยิ่งกว่าอาจารย์แซ้งก์ทั้งหลาย แซ้งก์ให้เขาจับได้มันก็หมดท่าซีวะ นักแซ้งก์ที่ดีนอกจากมือเบาแล้วยังต้องรู้ด้วยว่า ขณะที่ตนกำลังทำงานอยู่นั้น มีใครแลเห็นการกระทำของเราหรือเปล่า กันดำริที่จะพิมพ์ตำราแซ้งก์ขายในไม่ช้านี้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"พอออกวางตลาดแกก็ติดตะราง"

นิกรหัวเราะ ยกมือตบบ่า ดร.ดิเรก

"ไม่ต้องคิดอะไรให้มากเพื่อนรัก นึกว่าเป็นกรรมของแม่คนนั้นที่เป็นเจ้าของเชฟเฟอร์ ชาติก่อนหล่อนคงเคยโกงเชฟเฟอร์ของแกไป เวรกรรมจึงตามมาสนอง ทำให้หล่อนถูกกันแซ้งก์ปากกาเอามาให้แกใช้

ดร.ดิเรกนิ่งคิด แล้วพยักหน้า

"ออไร๋น์ ออไร๋น์"

คณะพรรค ๔ สหายเดินเที่ยวกันต่อไป ในสโมสรทางขวามือนั้น มีเสียงเฮฮาเสียงปงปังเหมือนประทัดดังอยู่ตลอดเวลา แต่มีป้ายแผ่นหนึ่งแขวนไว้ที่หน้าประตูว่า

เฉพาะสมาชิก

เสี่ยหงวนแลเห็นแผ่นป้ายแล้วพูดออกมาดังๆ

"ปู้โธ่..เฉพาะสมาชิก แล้วจะมาตั้งร้านหาหอกอะไรกันเว้ย งานยังงี้มันงานสาธารณะ มีการแบ่งชั้นวรรณะด้วย"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"ก็แล้วเราจะเข้าไปหาหอกอะไรกัน ในเมื่อมีร้านอื่นๆ ที่ดีๆ กว่านี้เขาพร้อมจะต้อนรับประชาชนทุกชั้น ทุกเพศทุกวัย"

คณะพรรค ๔ สหายออกเดินต่อไปอีก เดินไปตามถนนรอบบริเวณงานชั้นใน ผ่านภัตตาคารหยาดฟ้า บริษัทไทยนิยม เลี้ยวมาทางสถานลีลาศของสโมสรคณะราษฏร์ เสียงดนตรีกำลังบรรเลงในจังหวะวอลซ์อย่างไพเราะ หนุ่มสาวต่างจับคู่กันลีลาศอยู่บนฟลอร์ ท่ามกลางแสงไฟที่สลัวเลือน อา-ลีลาศ มันเป็นศิลปกรของวงการผู้ดีชั้นสูง ผู้ชายได้มีโอกาสกอดเมียคนโน้นคนนี้อย่างฟรี ระหว่างที่ลีลาศไปตามจังหวะของเพลง เส้นผมของหล่อนปลิวสบัดไปมาต้องจมูก เร่าร้อนและกระสันต์รัญจวนใจอะไรอย่างนั้นอกต่ออกกระชับแน่น แขนต่อแขนเกี่ยวกอดสอดตระหวัด บามันสุขแสนสนุกสนานอะไรอย่างนั้น

ดร.ดิเรก หันมายิ้มกับเพื่อนเกลอของเขา

"ขึ้นไปเต้นรำกันรึพวกเรา หาคู่เต้นเอาบนนั้นคงจะพบเพื่อนหญิงของเราบ้าง แหม-อยากเต้นจังโว้ย"

นิกรสั่นศรีษะ

"ป่วยการว่ะ เรามาเที่ยวงานไม่ได้มาเต้นรำ เอาไว้กลับบ้านเราเต้นจ้ำบ๊ะกับเมียเราดีกว่า อ้ายยังงี้ขึ้นไปเต้นมันก็คล้ายๆ หมาเห็นข้าวเปลือก ได้แต่ฟิตเข้าหากันแล้วก็ลากันกลับบ้าน ไม่ได้อะไรกับคนเดินทางที่หิวน้ำแลเห็นน้ำอยากจะกินก็กินไม่ได้ นอกจากมองดูแล้วก็น้ำลายไหลยืด"

"อ้าว เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียงต่างคนต่างหันมามองเจ้าคุณเป็นตาเดียว

"รับประทานอะไรครับ" เจ้าแห้วถามเสียงลั่น คิดว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกใครจ้วงด้วยมีดพก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าซีดเผือด ทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้

"พลโว้ย" ท่านพูดเสียงกระซิบ "นักเลงดีล้วงเอาซองเงินอาไปแล้ว โอย-ตายแน่ เงินตั้งพันกว่า"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"คุณพ่อ...ว้า..ทำไมไม่ระวังล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขึ้นคีบจมูกแล้วสั่งขี้มูกพรึด

"ระวังเหมือนกัน แต่ใครจะเดินเอามือกุมกระเป๋าตลอดเวลาได้ มันก็ต้องเพลินมองโน่นมองนี่บ้าง เผลอแพล๊บเดียวเอาไปแดกเสียแล้ว แหม..ไวฉิบหายเลย"

ดร.ดิเรกพูดกับจอมทะเล้นเบาๆ

"แกช่วยล้วงกระเป๋าคนอื่น เอาเงินพันกว่ามาให้คุณพ่อทีเถอะวะ"

นิกรทำคอย่น

"จำเริญดีนี่ อ้ายเปรต อย่ามายุให้ติดตะรางหน่อยเลย"

แล้วนิกรก็พูดกับพ่อตาของเขา

"ว่าแต่คุณพ่อเอาซองธนบัตรมาหรือเปล่า ผมสงสัยเพราะอ้ายแห้วมันถือเสื้อนอกกับเนคไทเอาลงมาให้คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ น้ำตาคลอหน่วย

"ซองธนบัตรของพ่อ พ่อใส่กางเกงไว้ตลอดเวลา ตะกี้นี้ตอนผ่านร้านไทยนิยมยังคลำดูนี่หว่า"

"คลำอะไรครับ" เสี่ยหงวนถาม

"ก็คลำซองธนบัตรน่ะซี โอย-กลับละโว้ยไม่เที่ยวแล้ว ตั้งพันกว่าน้อยอยู่เมื่อไร อาหมดความสุขแล้ว พวกแกเที่ยวกันเถอะ ขอแบ๊งค์ย่อยให้อาสัก ๕ บาท อาจะออกประตูด้านคลองหลอดขึ้นสามล้อกลับบ้าน"

พลว่า "ช่างมันเถอะครับคุณอา นึกว่าฟาดเคราะห์"

ดิเรกช่วยพูดสนับสนุน

"ชาติก่อนคุณอาคงเคยเป็นเจ้านักแซ้งก์คนนี้ เวรกรรมก็เลยตามล้างตามผลาญ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"เวรกรรมอีกแล้ว โธ่-ประเดี๋ยวเตะเลย ไม่เอาละโว้ยหัวเสียแล้ว กูกลับบ้านดีกว่า"

แล้วท่านก็ทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ยิ้มหาห่าอะไรเล่า"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานผมยิ้มอย่างเห็นใจใต้เท้าครับ"

เจ้าคุณตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องมาเห็นใจข้า"

นิกรเดินเข้ามายืนข้างพ่อตาของเขา แล้วส่งซองหนังจรเข้ใบกระทัดรัดให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ทีหลังละก้อ คนแน่นๆ ระวังตัวบ้างซีครับ อะไร้ผมเอามือควานลงไปจนถึงก้นกระเป๋ายังยิ้มแป้นทำตาเฟื้องตาสลึงกับนางพยาบาล หมั่นไส้เดี๋ยวเอาเสียจริงๆ เลย นี่ดีว่าคุณพ่อเป็นพ่อตาของผมนา พับผ่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีใจเหลือที่จะกล่าว เอื้อมมืออันสั่นเทาตะครุบซองธนบัตรของท่านในมือนิกรมาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงไว้ทันที แล้วท่านก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เออแน่ อย่างนี้ซูฮกเลยโว้ย ไวยังกะจิ้งจก แกนี่ชาตินี้ไม่อดแน่ เพียงแต่ท่องเที่ยวไปตามรถรางรถประจำทาง วันหนึ่งๆ แกก็คงได้เงินหลายพัน เฮ้อ...ใจมาตั้งกระบุงนึกว่าหายไปเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"ผมนักแซ้งก์สมัครเล่นครับ ไม่ใช่อาชีพ"

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินต่อไป บรรยากาศร้อนอบอ้าวมาก ประกอบทั้งผู้คนแออัด บางตอนไหลกันไปเองโดยไม่ต้องเดิน เจ้าแห้วเหงื่อไหลชุ่มโชกถึงกับถอดแจกเกตออกพาดแขน สุภาพสตรีสาวๆ หลายคนที่ใส่เสื้อหนาวแบบต่างๆ อดทนอย่างทายาท หล่อนเดินหน้าตาเฉยทั้งๆ ที่เหงื่อไหลทั่วหน้า

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพวก ๔ สหายกับเจ้าแห้วเข้าไปในร้านประกวดกล้วยไม้ หน้าวัวและบอนต่างๆ บรรดากล้วยไม้แขวนและตั้งอยู่ในกระถางออกดอกสะพรั่งงดงาม ราวกับอุทยานสวรรค์ กล้วยไม้ที่ชนะเลิศได้รับรางวัลที่ ๑ และ ๒ มีประชาชนมุ่งดูแน่น มันเป็นต้นไม้ของท่านผู้ดีมีเงิน กิ่งเล็กๆ กิ่งหนึ่งราคา ๒-๓ พันบาทก็มี ประเทศไทยเราย่อมอุดมสมบูรณ์ไปด้วยท่านเศรษฐีมีทรัพย์ ร้านต้นไม้คับแคบเกินไปสำหรับ ประชาชนนับพันที่เฮโลกันเข้ามาชม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักรำคาญที่ถูกเบียด

"ออกโว้ย เอาไว้ดึกๆ ค่อยมาดูใหม่ บา-แน่นจริงโว้ย แหม-จะดูช่อกล้วยไม้ที่ได้รางวัลที่ ๑ สักนิดก็ไม่ได้ดู"

พรรค ๔ สหายพากันออกมาจากร้านต้นไม้ เดินไปทางร้านต้นไม้ เดินไปทางร้านราชตฤณมัยสมาคม ซึ่งมีป้ายปรากฏว่า "เฉพาะสมาชิก" ที่ประตูสมาชิกขึ้นไปเล่นการพนันม้าแข่งจำลอง

นิกรยกช่อกล้วยไม้ขึ้นสูดดมแล้วส่งให้พ่อตาของเขา

"เอ้า...คุณพ่อ ผมให้ไว้เป็นที่ระลึกในงานวชิราวุธ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"อ้ายกร อ้ายนี่รางวัลที่ ๑ นี่หว่า แกเอามาได้ยังไง"

นิกรอมยิ้ม

"จะยากอะไรครับ ผมแหวกคนที่กำลังมุงดูออกแล้วก็เด็ดเอามาอย่างหน้าตาเฉย แกล้งทำเป็นค้อนคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง แล้วก็บ่นพึมพำนิดหน่อย คนที่ยืนมุ่งดูอยู่เขาคิดว่าผมเป็นเจ้าของ กลัวว่าจะขโมยช่อกล้วยไม้ ก็เลยเด็ดเอามา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แปลกในใจความสามารถ ของลูกเขยท่านอย่างยิ่ง

"อ้ายกร แกบุกเข้าไปเด็ดสีแดงๆ ที่ได้รับรางวัลที่ ๒ มาให้พ่อหน่อยเถอะวะ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วหัวเราะ

"พอเถอะครับ แฮ่ะ แฮ่ะ เท่านี้ก็หมิ่นตะรางเต็มทนแล้ว"

"น่า ไหว้ละวะ พ่ออยากได้"

"บ๊ะแล้ว" นิกรตะโร "อยากได้คุณพ่อไปขโมยเองซีครับ"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายก็พากันเดินต่อไปผ่านหน้าโรงงานหมวกไทยซึ่งในร้านมีแต่เจ้าหน้าที่ประจำร้านสมัยนี้ไม่ใช่สมัย...สวมหมวกเถิดคงสำรวย สวยไม่เบา...คนไทยไม่นิยมสวมหมวกทั้งหญิงชาย เว้นแต่พวกเจ้าของรถเก๋งที่จำเป็นต้องมีหมวกสวม เนื่องจากเกรงว่าประชาชนคนเดินถนนจะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นคนรถจึงต้องสวมหมวกคาบกล้อง และผูกเนคไทเสียหน่อย

บริเวณใกล้กับกำแพงวัดราชประดิษฐ์ มีดนตรีไทยอยู่วงหนึ่ง แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ไม่ใคร่มีคนฟัง ศิลปของไทยเรากำลังจะสูญสิ้นไปทุกวัน เพราะคนไทยนิยมอารยธรรมแผนยุโรปหรืออเมริกา ชอบฟังแต่ดนตรีสากลปีพาทย์หรือเครื่องสายไทย อังกะลุงเหล่านี้ ถึงแม้จะไพเราะเพราะพริ้งดื่มด่ำใจสักเพียงไหน ก็มีแต่คนแก่เท่านั้นที่ชอบฟัง

ร้านของกองทัพอากาศงามสง่าผ่าเผย หน้าร้านสร้างเป็นปีกเครื่องบินขนาดใหญ่พ่นสีบรอนเงิน ในร้านมีการแสดงเครื่องบินจำลอง ตัวเครื่องบินลักษณะอ้วนป้อมคล้ายโอ่งน้ำ ยาวประมาณ ๒ เมตร เครื่องตั้งอยู่บนฐานใช้บังคับด้วยกำลังไฟฟ้า แล่นเอียงซ้ายเอียงขวาเชิดหัวหรือปักหัวลงได้ คล้ายกับการบังคับเครื่องบินจริงๆ

กองทัพอากาศต้องการให้ประชาชน ได้มีความรู้เบื้องต้นในเรื่องเครื่องบิน และหวังจะให้ได้รับความรื่นเริงบันเทิงใจ จึงจัดเครื่องบินแบบนี้มาให้ประชาชนนั่งขับคิดค่าป่วยการ ๕ นาที ต่อ ๕ บาท หรือถ้าจะบินแข่งขันกันก็ได้ คิดว่าค่าป่วยการ ๓ นาทีต่อ ๕ บาท มีนักบินชั้นสัญญาบัตรร่างเล็กแต่รูปหล่อ คอยให้คำแนะนำแก่ประชาชนก่อนจะขึ้นไปนั่งบนเครื่องบิน

คณะพรรค ๔ สหายหยุดยืนจับกลุ่มกันอยู่หน้าร้านทหารอากาศ ประชาชนสนุกสนานส่งเสียงเฮฮากันตลอดเวลา

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีท่าทางเหมือนกับเด็กๆ ที่เห็นของเล่นถูกใจ เขายกมือจับแขนพลแล้วพูดเบาๆ

"เฮ้ย-ลองขึ้นเครื่องบินกันเรอะ ถ้ามันสนุกดี"

พลสั่นศีรษะ

"แกอยากขึ้นก็ชวนอ้ายหงวนซี"

อาเสี่ยหันควับมาทางนิกร

"เอาซีกันกำลังจะเอ่ยปากชวนแกอยู่ทีเดียว"

พลกับดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างปฏิเสธไม่ยอมขึ้นเครื่องบิน คงมีกิมหงวนกับนิกร ๒ คนเท่านั้น คณะพรรค ๔ สหาย พากันเดินเข้ามาในร้านของกองทัพอากาศ อาเสี่ยรีบซื้อบัตรซื้อเครื่องบินทันที แล้วก็ยืนจับกลุ่มอยู่นอกรั้วกั้นมองดูเครื่องบินทั้ง ๒ เครื่อง ซึ่งกำลังหมุนไปด้วยกำลังไฟฟ้า สุดแต่นักบินสมัครเล่นจะบังคับมัน

เมื่อครบกำหนด ๕ นาที เครื่องบินก็หยุดแล่น นายทหารอากาศผู้ควบคุม ได้เปิดฝาครอบส่วนบนของเครื่องบินออก ผู้โดยสารทั้ง ๒ คนต่างลงมาจากเครื่องบินและตีหน้าเหยๆ ไปตามกัน

นิกรจูงมือเสี่ยหงวนเข้าไปยังเครื่องบิน ทั้ง ๒ ต่างประจำคนละเครื่อง นายทหารอากาศได้ช่วยเหลือได้ ๒ สหายขึ้นไปนั่งบนเครื่องบิน และอธิบายให้ทราบถึงการบังคับเครื่องบิน

อาเสี่ยยิ้มให้เรืออากาศโทรูปหล่อ ซึ่งยืนอยู่ข้างหลัง

"ไม่ต้องอธิบายครับคุณ ผมเข้าใจดีแล้ว"

นายทหารอากาศมองดูเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ

"ง่า...ประทานโทษ คุณเคยเป็นนักบินหรือครับ"

กิมหงวนอมยิ้มแก้มตุ่ย

"ผมนี่แหละครับ นักบินไทยผู้มีสมญานามว่าเปรตเวหา ผมได้สร้างชื่อเสียงของผมไว้มากมาย เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน บินสูง บินต่ำ บินคว่ำ บินหงาย บินตะแคง บินแยงแหย่ แน่ไปเลยครับ"

นายทหารอากาศขมวดคิ้วย่น จ้องตาเขม็งมองดูกิมหงวน

"เปรต....คุณหรือครับเปรตเวหา"

"ครับ....ผมเอง เรืออากาศโทกิมหงวน ไทยแท้นักบินกองหนุนนอกประจำการ นั่น เรืออากาศโทนิกรเพื่อนผม เคยมีสมญาว่าจิ้งจกเวหา"

นายทหารอากาศหันควับไปทางนิกร นายจอมทะเล้นโบกมือให้

"เราสีเดียวกันครับคุณ ผมเคยเป็นนักบินชั้นอ๋องมาแล้ว"

เรืออากาศโทหนุ่ม ทราบเกียรติประวัติของ พลนิกร กิมหงวน เสืออากาศของไทยเราเป็นอย่างดี เขามองดูเจ้าหน้าที่ประจำร้านซึ่งล้วนแต่เป็นนักบินประจำการแล้วเขาก็เดินเข้าไปกระซิบกระซาบ บอกเพื่อนของเขาว่า ผู้ที่กำลังนั่งอยู่บนเครื่องบิน คืออดีตเสืออากาศ เรืออากาศโทนิกร การุณวงศ์ กับ เรืออากาศโทกิมหงวนไทยแท้ คราวนี้พวกนักบินก็พากันมองดู ๒ สหายเป็นตาเดียว

เครื่องไฟฟ้าเริ่มทำงานแล้ว กิมหงวนกับนิกรต่างขับเครื่องบินอย่างแคล่วคล่อง บังคับให้เลี้ยวซ้ายขวาตามความพอใจ และพอครบ ๕ นาที เครื่องบินก็หยุดนิ่ง ๒ สหายต่างก้าวลงมาจากเครื่องบิน

"คุณยังบินได้ดีนี่ครับ" นายทหารร่างสูงโปร่งกล่าวกับนิกร

นายจอมทะเล้นยักคิ้ว

"ผมเกือบจะขับออกไปนอกร้านแล้วละคุณ แต่เกรงว่าจะไปชนคนเข้า"

นายทหารนักบินหัวเราะ

"เครื่องบินมันติดอยู่กับแท่นหมุน คุณจะขับอย่างไรมันก็บินลงมาจากแท่นไม่ได้"

กิมหงวนยกมือตบบ่านิกร

"รู้สึกยังไงบ้างวะนิกร"

"มึนนิดหน่อยโว้ย ชักเวียนหัว ไปหาเหล้ากินดีกว่า ไม่ได้กินเหล้าจะเล่นหัวอะไรมันชักกระดาก กินให้มันตึงๆ หน้า จะได้หน้าด้าน ไปโว้ย"

๒ สหายเดินออกมาหาคณะพรรคของเขา แล้วพากันออกไปจากร้านของกองทัพอากาศ สักครู่ก็ผ่านมาทางร้านของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง

ยิ่งดึกคนก็ยิ่งแน่น ประชาชนหญิงชายต่างสนุกสนานกันเต็มที่ คณะพรรค ๔ สหายแวะร้านของกองทัพเรือเพื่อดื่มเหล้า กินอาหารว่างและนั่งพักผ่อนวิพากษ์วิจารณ์กันถึงงานนี้

ในราว ๒๑.๐๐ น. ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างมึนเมาแทบจะครองสติไม่ได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปล่อยแก่เต็มที่ ท่านล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบหมวกหนีบมีพู่ห้อยออกมาสวมศีรษะ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับแกล้ม ขวดเหล้าและโซดา คณะพรรค ๔ สหาย สนทนากันเสียงอ้อแอแต่ดังมาก

นิกรดูเหมือนจะเมามากกว่าเพื่อน เขานั่งนัยน์ตาปรือคอง่อกแง่ก แล้วก็ลืมตาโพลงร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ใครนักเลงโว้ย ใครจะตีกบาลกันมาโว้ย"

นายพัชราภรณ์ เอื้อมมือกระชากแขนนิกรให้นั่งลง

"เฮ้ย เสียมารยาทน่า อ้ายกร อย่าส่งเสียงเอะอะไปขายหน้าเขาเห็นไหมล่ะ คนที่เขาเดินผ่านหน้าร้านเขาพากันมองดูพวกเราเป็นตาเดียว"

นิกรยกกำปั้นทุบโต๊ะปัง พูดเสียงลิ้นไก่คับปาก

"เสรีภาพโว้ย ใครวะมองมา นักเลงเรอะ ถุย ไม่จริงเหมือนกินข้าวหรอกวะ อย่าหน่อยเลยน่า...อึ๊ก...เดี๋ยวพ่อเดินออกไปกระทืบเสียให้ตายเลย" แล้วนิกรก็ยกกำปั้นทุบหน้าอกตัวเอง "นี่นายนิกร....เลือดทหารเรือน้ำเค็มโว้ย"

ดร.ดิเรกซึ่งเมาน้อยกว่าเพื่อนหัวเราะเบาๆ

"แกเคยเป็นทหารเรือเรอะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่เคยเป็น แต่ขณะนี้เราอยู่ในร้านของทหารเรือเราก็ต้องรักทหารเรือและมีจิตใจเป็นทหารเรือ เช่นเดียวกับคนต่างด้าวที่เข้ามาพึ่งกระบรมโพธิสมภาร ในเมืองไทยเขาก็ต้องรักประเทศและคนไทย ใช่ไหมล่ะ"

"ออไร๋ มนุษย์ที่ดีต้องกตัญญูรู้คุณ"

กิมหงวนนัยน์ตาปรือ นั่งคอง่อกแง่ก เขายิ้มให้นิกรแล้วกล่าวว่า

"ร้องเพลงปลุกใจเสือป่าเถอะวะ บรรยากาศในสวนสราญรมย์ ในคืนวันนั้นมันอบอุ่นคล้ายกับในรัชสมัยพระมงกุฏเกล้า เอาโว้ย..ปลุกใจเสือป่าหน่อย"

แล้วเสียงเพลงปลุกใจเสือป่าก็ดังขึ้นโดยนักร้องสมัครเล่น 2 เกลอ คืออาเสี่ยกิมหงวนกับนิกร

ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง

คงจะต้องบังคับขับไส

เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป

ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย

เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ

จะนับถือพงศ์พันธ์นั้นอย่าหมาย

ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย

ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา

ที่หน้าร้านของกองทัพเรือ ประชาชนนับจำนวนร้อยต่างยืนจับกลุ่มมองดูคณะพรรค ๔ สหายอย่างขบขันและหลายต่อหลายคนพากันเข้ามานั่งในร้าน เพื่อดูจำอวดบรรดาศักดิ์ พอเพลงจบนิกรก็ลุกรำป้อร้องเป็นยี่เกทันที

กระดิ่งทองแสนจะดีใจ

ทราบว่ารัฐบาลไซร้ท่านปราณี

มีโครงการจะสนับสนุน

เอื้อเฟื้อเจือจุนนาตะดนตรี

อันพวกเรายี่เกแสนจะอาภัพ

ตกต่ำมานานหลายขวบปี

ต่อไปนี้จะรุ่งเรืองชื่อกระเดื่องทั้งธานี

เสียงหัวเราะของประชาชน ดังแซ่ดไปหมด นายทหารเรือ ในเครื่องแบบนาวาโทคนหนึ่งปราดเข้ามาที่โต๊ะของคณะพรรค ๔ สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วกระซิบกระซาบกับนิกร

"ขอบคุณมากครับ ที่พวกคุณช่วยทำให้ประชาชนเข้ามาอุดหนุนร้านเราจนเนื่องแน่น กรุณาเล่นต่อไปเถอะครับ ค่าอาหารและค่าเหล้าสำหรับพวกคุณผมให้ฟรี เชิญครับ เชิญตามสบาย ผมจะให้ทหารเอาเหล้าและโซดามาให้พวกคุณอีก"

พูดจบนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ก็เดินไปจากที่นั้น

นิกรนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ ยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มทำปากแบะ พนักหน้ายิ้มแสยะกับประชาชนที่นั่งและยืนอยู่รอบๆ กระทาชายชาวชนบทคนหนึ่งท่าทางเป็นกำนันหรืออย่างน้อยก็ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง ยืนมองดูจำอวดบรรดาศักดิ์ด้วยความสนใจแล้วแกก็ตะโกนขึ้น

"ขอแหล่เทศน์ให้กระผมฟังหน่อยเถอะขอรับ"

นิกรลืมตาโพลง

"หา ว่ายังไงลุง เข้ามาใกล้ๆ ซิ ลุงท้าตีกับพวกฉันงั้นเรอะ"

ชายชราสะดุ้งเฮือก

"มิได้ครับ กระผมอยากจะฟังแหล่เทศน์"

"อ้าว" กิมหงวนอุทาน "ทำไมถึงว่าอ้ายเป็ดเทศน์ล่ะ"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานหูหาเรื่องแล้ว รับประทานคุณลุงท่านอยากจะฟังแหล่เทศน์ครับ รับประทานคุณนิกร แหล่ให้แกฟังเถอะครับ เพื่อความครื้นเครงของงานวชิราวุธ"

นิกรพยักหน้ากับชายชรา

"แหล่เทศน์หรือลุง ฟังเรื่องอะไรล่ะ"

ชายชรายิ้มแห้งๆ

"เรื่องอะไรก็ได้ครับ แต่อย่าให้เป็นเรื่องร้องไห้ก็แล้วกันเพราะ เจ้านายท่านห้ามไม่ให้แสดงเรื่องร้องไห้"

"เอา-ฉันจะแหล่ให้ฟัง แต่จะเทศน์แบบร่ายยาวเวสสันดร งานนี้เป็นงานที่ระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ฉันจะเทศน์ให้ฟัง รำพันถึงพระมหากรุณา และจะกราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่าไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ของพระองค์ในปัจจุบันมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง"

ประชาชนคนฟังปรบมือกราว ที่หน้าร้านกองทัพเรือเบียดเสียดกันแน่นไปหมด

นิกรกระแอมเสียงลั่น วางท่าให้สมกับเป็นนักเทศน์ นิ่งเงียบไปสักครู่ท่านมหานิกร ก็เริ่มต้นแหล่เทศน์ทำนองร่ายยาว

" วชิรา วุธานัง มหาบพิตรราชสมภารเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ ปวงประชากรนั้นยังระลึกถึงพระมหากรุณา...พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถฉลาดเลิศล้ำพระบารมีทั้งธานีเป็นสุขสโมสร...สัพพีตีโย โหตุ ภันเต...เหมือนร่มโพธิ์ดับร้อนให้ร่มเกล้า...ข้าพระพุทธเจ้าขออภิวาทบังคม....ชุลีกรประนมก้มเกศด้วยกตัญญู พระวิญญาณเสด็จอยู่ ณ หนไหน...บัดนี้ชาวไทยกำลังระทมโทมนัส แสนอัตคัดฝืดเคืองเรื่องร้ายไม่หยุดหย่อน...ล้วนแต่ทุกข์ร้อนยากจะหาใครมาช่วยเหลือ...จะพึ่งท่านผู้แทนให้เอื้อเฟื้อเหมือนมิเอ็นดู...ท่านหวังแต่จะยกมือชูร้อง โอ.เค. ท่านจะได้เย็นเฮด้วยความสุข...นิราพาธ นิราศทุกข์ เงินไหลนองทองหลากล้นจนเต็มกระเป๋า....ราษฎรพระเจ้าข้า ต้องย่ำแย่ ถึงกระนั้นท่านก็แลเป็นมั่งคั่ง หาว่าชาวนาชอบขุดฝังซึ่งเงินตรา...รัฐบาลท่านสัญญาเป็นเหมาะ รัฐประหารขึ้นนั้นก็เพื่อราษฎร เวทนาประชาชาติผองชาวไทย...ท่านจะช่วยแก้ไขโดยเร่งรีบ คือลดค่าครองชีพให้ถูกลงแต่แล้วท่านก็มัวพะวงแต่น้ำแข็ง ลดลงเหลือสิบสตางค์แดงใส่น้ำชา...ส่วนหยูกยาผ้าเสื้อเหลือที่จะซื้อได้แม้แต่กระทั่งไข่ในตลาด...เคยแลเห็นเต็มกระจาดเขาวางขายพอควบคุมไข่เซ-กู๊ดบาย หาซื้อยาก...อนิจจาวตสังขารา... ชาวประชาต้องอดอยาก ท่านไม่เชื่อ เพราะโรงหนังอุดมด้วยผู้คน แต่ประชาชนนครหลวงมีนับล้าน...ที่มีเงินสุขสำราญไม่กี่คน โอ้โอ๋คนจนต้องผจญกรรม...มิหนำโจรผู้ร้ายคอยจี้และปล้น สวัสดิภาพของคนเดินถนนเกือบจะไม่มี ถ้าพลาดพลั้งถูกรถยนต์บี้มรณา ขอพระวิญญาณพระมหาธีราชจงคุ้มครองประชาราษฎรให้สำราญเหมือนกาลก่อน...ข้าพระพุทธเจ้านายกรขออภิวัน โหตุ มหาราชา...ข้าวรพระพุทธเจ้าดุจถวายไชโย"

เสียงตบมือดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกกระดากอายอย่างยิ่งที่นายกรที่นายกรมึนเมาออกลิง ออกค่างไปตามเรื่อง ท่านจุ๊ยปากดุลูกเขยของท่านแล้วกล่าวว่า

"พอทีโว้ย อ้ายกร แกนี่หน้าด้านเหลือเกิน"

นิกรชักฉิว

"อะไรหน้าด้าน คุณพ่อนี่ไม่ได้สติ พับผ่าประเดี๋ยวได้ตีกันฉิบหายเลย"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น หันมาพยักหน้ากับนายพัชราภรณ์

"ไปกันเถอะโว้ยพล ปล่อยให้อ้ายหงวนกับอ้ายกรมันตามเรื่องเถอะ อาขายหน้าเขาเต็มทนแล้ว"

กิมหงวนทำตาเขียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไปๆๆๆ คุณอาอยากไปไหนก็เชิญเถอะครับ วัทโธ่-ไม่ใช่เลือดสุพรรณเสียเลย มาด้วยกันมันก็ต้องไปด้วยกันซีครับ ถึงจะเรียกว่าเลือดสุพรรณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ฉันไม่อยากพูดกับขวดเหล้าหรอก เพราะมันพูดไม่รู้เรื่อง"

"หน่อยแน่" เสี่ยหงวนอุทาน "นี่หมายความความว่าผมเมางั้นเรอะ ฮิ ฮิ เสี่ยหงวนกินเหล้าไม่เคยเมาเลย"

แล้วกิมหงวนก็กระซิบกระซาบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"เราต้องร้องเพลงปลุกใจเสือป่าเสียก่อน"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"ก็ร้องแล้วนี่หว่า"

กิมหงวนนิ่งคิดสักครู่

"ร้องแล้วเรอะ เอ...หรือร้องแล้ว ถ้าร้องแล้วก็ต้องร้องเพลงปลุกใจทหารเรือนิดหน่อย"

เขาหันมาพยักหน้ากับนายจอมทะเล้น

"ปลุกใจทหารเรือโว้ย-เอาหนึ่ง-สอง-สาม"

เสียงเพลงปลุกใจทหารเรือดังขึ้นอีก แต่คนฟังแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง

เกิดมาทั้งที

มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น

อีก ๔๐๐ ปี

ก็ไม่มีใครเขาจะเห็น

เขาก็ไม่นึก เขาก็ไม่ฝัน

เขาก็ลืมกันเหมือนตัวเล็น

ตายไปเขาก็คงลืม

ใครจะยืมชีวิตให้เป็น

ใครจะเห็นน้ำใจเรา

จำได้แต่ชื่อ

ว่าเราคือทหารเรือไทย

ตายแต่ตัวชื่อยังฟุ้ง

ทั่วทั้งกรุงไม่ลืมได้

สองนักร้องหยุดร้องเสียกลางคัน แล้วหันมามองดูหน้ากัน

"ร้องต่อไปซี เสี่ยหงวนพูดอย่างเป็นงานเป็นการ"

นิกรสั่นศีรษะ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ร้องได้แค่นี้ จำมาจากวิทยุ สถานีทหารเรือ แกร้องซี"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ แล้วก็ร้องเดี่ยวส่งเดช ถูกบ้างผิดบ้าง ทั้งทำนองและเนื้อเพลง

ทั้งเซ้าท ทั้งเวสท์ ทั้งนอธ ทั้งอิสท์

จะคิดถึงตัวเราใย

จำต้องตายทุกคนไป

ถึงตัวเราตายไว้ยืน

ไว้ยืนแต่ชื่อ

ให้โลกทั้งหลายเขาลือ

ว่าทหารเรือไทย

แล้วกิมหงวนก็หันมาถาม ดร.ดิเรก

"ร้องยังงี้ถูกไหม จำไม่ใคร่ได้โว้ย"

ดิเรกถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

"ถ้ามันลำบากนักละก้อ อย่าร้องเลยวะ ประเดี๋ยวคนนอกร้านเขาจะนึกว่ากองทัพเรือ เอาวัวมาแสดงในงานนี้"

นิกรทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"หนอยเสียงแทนเน่อร์อย่างกันน่ะเรอะ เหมือนเสียงวัว ชิ ชิ ฝรั่งเมืองนอกยังมากราบไหว้อ้อนวอนให้กันเซ็นสัญญาไปร้องเพลงที่อเมริกานี่หว่า แกมันเป็นหัวอังกฤษไม่ชอบเพลงจังหวะมาร์ชหรอก ชอบฟังเพลงคลาสสิค นั่งฟังแล้วหลับไปเลย"

กิมหงวนจัดแจงผสมเหล้า และโซดาแจกจ่ายคณะพรรคของเขา เจ้าแห้วได้มีโอกาสดื่มเหล้ากับนายอย่างปรีเปรม และได้พยายามสังวรณ์ในเรื่องกิริยามารยาท คือ จิ้มกับแกล้มเมื่อไม่มีใครแลเห็นหรือสนใจ

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ เสียงเอะอะเอ็ดตะโรของคณะพรรค ๔ สหายดังอยู่อย่างน่ารำคาญ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลดิเรก และเจ้าแห้วเมาเหล้าจนจะไม่มีสติแล้ว คณะพรรค ๔ สหายได้นั่งกินเหล้า และฟังดนตรีของกองทัพเรืออยู่จนกระทั่ง ๒๒.๓๐ น. ก็พากันออกไปเที่ยวต่อไปอีก

ประชาชนยังแน่นขนัดไม่เบาบางลงเลย ดร.ดิเรก เดินโซซัดเซนำหน้า พาเพื่อนเกลอและพ่อตาของเขามาหยุดยืนหน้าร้านทหารม้า ซึ่งมีเสียงเฮฮาโห่ร้องดังมาจากหลังร้าน

ที่นี่มีการพนันม้าแข่งจำลอง เก็บเงินบำรุงทหารม้าโดยหักเปอร์เซ็นเช่นเดียวกับสนามม้า

"เฮ้ย เข้าไปเล่นกันเว้ยพวกเรา" นายพัชราภรณ์ พูดเสียงอ้อแอ้ "อย่าเดินต่อไปอีกเลย กันเมาเต็มทนแล้ว"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"โอ.เค. ลองเสี่ยงโชคดู"

นิกรไม่เห็นพ้องด้วย เขาโบกมือห้ามแล้วพูดเบาๆ

"ไปบุกบ้านเจ๊หนอมดีกว่า หรือไง อีกไม่กี่วันเจ๊หนอมต้องเลิกล้มกิจการแล้ว อย่าเล่นม้าเลยเสียเวลา เดินเที่ยวอีกสัก ๒-๓ รอบแล้วไปเยี่ยมเจ๊หนอม"

พูดจบนิกรก็หันมายักคิ้วกับพ่อตาของเขา

"ตกลงนะครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ

"ไม่รู้โว้ย ฉันเป็นช้างเท้าหลัง สุดแท้แต่พวกแกซีแต่ไปก็ดีเหมือนกัน พ่อจะได้ปล่อยแก่บ้าง วันนี้ไหนๆ เรามาเที่ยวแล้ว มันต้องเที่ยวกันให้ยันป้าย เที่ยวกันจนสว่างเลย"

คณะพรรค ๔ สหาย ปรึกษาหารือกันอีกสักครู่ก็ลงมติเห็นพ้องกันว่าจะเดินเที่ยวรอบวังสราญรมย์อีก ๑ รอบ ต่อจากนั้นก็จะบุกบ้านเจ๊หนอมให้ราบเป็นหน้ากอง นิกรหมายมั่นปั้นมือที่จะหาความสุขกับเจ๊หนอม ซึ่งมีรูปรางอ้วนใหญ่เหมือนตุ่มสามโคก แต่ขาวผ่องเหมือนงาช้าง

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเดินย้อนกลับมาตามทางเก่า ขณะที่ถึงทางแยก ประชาชนก็เริ่มเบียดเสียดเยียดยัด และรวนกันอย่างขนานใหญ่นักแซ้งก์ชั้นดีประมาณ ๒๐ คนกระจายกำลังกันเบียดเสียดหาโอกาสควานมือลงไปในกระเป๋าคนอื่น โดยถือเสียว่าทรัพย์สินของคนอื่นนั้นควรจะเป็นของตน สารวัตรทหารกับตำรวจ คอยจ้องจับตาดูการกระทำอันห้าวหาญของบรรดานักแซ้งก์ทั้งหลาย

ผู้หญิงหลายคนร้องวิ๊ดว๊ายเมื่อถูกเบียด การล้วงจับแตะอั๋งนิดหน่อยคงมีบ้างประปราย เจ้าหนุ่มพันธ์ลูกทุ่งคนหนึ่งสวมกางเกงขาสั้นสีดำเก่าคร่ำคร่า สวมเสื้อคอกลมขาดวิ่น มีผ้าขาวม้าเก่าๆ คาดพุง และไม่ได้สวมรองเท้าถูกนักเลงดีแหย่มือลงไปในกระเป๋า เขาเงยหน้าขึ้นมองดูกิมหงวนแล้วคว้าข้อมืออาเสี่ยไว้

"อ้าวพี่ชาย ทำไมถึงเล่นอย่างนี้ล่ะ อย่าหน่อยเลยน่าจะมาล้วงคองูเห่าน่ะไม่ได้แอ้มหรอกเพื่อน"

กิมหงวนทำตาปริบๆ สะบัดมือออก

"อะไรกันวะ น้องชาย"

"หนอย ยังจะทำไก๋อีก ก็ลื้อล้วงกระเป๋าอั๊วน่ะซี"

มหาเศรษฐีหนุ่มแยกเขี้ยว ยกมือผลักหน้าพระเอกไม้เมืองเดิมทันที

"โธ่...อ้ายเวร คนอย่างกันน่ะเรอะจะล้วงกระเป๋าแก"

แล้วเสี่ยหงวนหัวเราะอย่างงอหายเดินติดตามเพื่อนของเขาไป

ที่หน้าร้านกรมช่างแสงทหารบก ประชาชนเกิดรวนกันอีก และเป็นการรวนของนักแซ้งก์ที่ก่อให้เกิดเบียดเสียดกัน คณะพรรค ๔ สหายถูกเบียดจนตัวลีบผู้หญิงสาวคนหนึ่งร้องวิ๊ดขึ้นดังๆ ปราดเข้ามากอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณลุงคะ ช่วยหนูด้วย"

เจ้าคุณพยักหน้า

"ไม่เป็นไรหนู กอดลุงไว้ ไม่ต้องกลัวใครรวน เออ...กอดแน่นๆ ลุงอนุญาต ไม่ต้องเกรงใจ"

"หนูพลัดกับพวกของหนูแล้ว" หล่อนพูดเสียงเครือเหมือนกับจะร้องไห้

เจ้าคุณหันมามองดูด้วยความสงสาร หล่อนเป็นสาวแรกรุ่นอายุไม่เกิน ๒๐ ปี หน้าตาหมดจดแต่งตัวเฟี้ยวบอกว่าเป็นผู้มีฐานะดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ จับมือนุ่มนิ่มบีบเบาๆ แล้วท่านก็รู้สึกตัวคล้ายกับว่า ขณะนี้ท่านมีอายุในราว ๒๐ ขวบเท่านั้น

"หนูมากับใครหลานสาว"

"มากับคุณแม่และน้องๆ ของหนูค่ะ ถูกรวนตรงนั้นพลัดกันไปหมด แหม-อ้ายคนระยำหน้าด้านอะไรก็ไม่รู้ ขยำซะหนูปวดไปหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแหยๆ

"ช่างมันเถอะหลานนึกว่าให้ทานมัน ไปๆ เดินต่อไป ลุงจะหาพรรคพวกของหลานให้ โน่น..เด็กๆ ของลุง ๔-๕ คนนั่นเดินไปข้างหน้าโน่น"

การรวนเกิดขึ้นอีกแล้ว เสียงผู้หญิงวิ๊ดว้ายลั่นไปหมด บรรดานักแซ้งก์ชั้นดีบุกทลวงกระจายกำลังกันทำการกวาดล้างกระเป๋าอย่างดุเดือด บ้างก็ใจกล้าเปิดกระเป๋าถือของสุภาพสตรีหยิบเอาเงินและข้าวของอันมีค่าออกมา บ้างก็ใช้ใบมีดโกนกรีดกระโปรงสุภาพสตรี เล่นตามสันดานอันธพาล สร้างความสุขสนุกสนานด้วยความเดือดร้อนและทุกข์ของคนอื่น สุภาพสตรีคนหนึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นยกมือปิดหลังร้านของหล่อน เพราะถูกนักเลงดีตัดกระโปรงนิวลุกเป็นช่องหน้าต่าง

หญิงสาวที่อาศัยเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นที่พึ่งหายตัวไปแล้ว ท่านเจ้าคุณกวาดสายตามองไปรอบๆ คงเห็นแต่ ๔ สหาย และเจ้าแห้วยืนรอคอยท่านอยู่หน้าร้านของกองทัพอากาศ

เจ้าคุณปราดเข้าไปทันที

"เฮ้ย..อาช่วยผู้หญิงไว้คนหนึ่ง แม่นั่นถูกเบียดเข้ามากอดอา"

เจ้าคุณพูดยิ้มๆ

"แล้วหายไปไหนก็ไม่รู้"

นิกรลืมตาโพลง

"ถึงกับกอดคุณพ่อเชียวหรือครับ"

"อือ สวยเสียด้วยซีแก กำลังขบเผาะน่ารักทีเดียวกอดเอวพ่อเสียแน่น"

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ นิ่งอึ้งไปสักครู่เขาก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณพ่อลองดูกระเป๋าเงินซีครับอยู่หรือเปล่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกทันที ยกมือตบกระเป๋ากางเกง ใจหายวาบรีบล้วงดูทั้งสองข้าง ตลอดจนกระเป๋าเสื้อนอก

"ตายห่า..."

นิกรหัวเราะ

"ไม่ตายหรอกครับ เงินพันกว่าบาทเท่านั้น ฮะ ฮะ คุณพ่อเจอเอาผู้หญิงจั้บโป้ยเข้าแล้ว"

"มายก๊อด" ดร.ดิเรกร้องลั่น

"แกหมายความว่าคุณพ่อถูกแม่สาวงามคนนั้นล้วงกระเป๋าใช่ไหม"

นิกรพยักหน้า

"อย่าสงสัยอะไรเลยหมอ ปัจจุบันวิวัฒนาการในทางแซ้งก์ได้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว บรรดาเมียๆ ของพวกนักแซ้งก์ทั้งหลายต่างได้รับการฝึกฝนอย่างชำนิ ชำนาญ สามารถออกปฏิบัติการได้อย่างองอาจ โดยมีขบวนนักแซ้งก์ผู้หญิงปะปนอยู่ด้วยเสมอ"

พลมองหน้านิกรอย่างแปลกใจ

"จริงๆ หรือวะกร ผู้หญิงจะกล้าพอที่จะทำงานเสี่ยงกับตารางเช่นนี้หรือ ไม่น่าเชื่อเลยโว้ย"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"เชื่อหรือไม่เชื่อ คุณพ่อก็เสียทีนักแซ้งก์ผู้หญิงไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ซวยเหลือเกิน อ้ายเราเห็นเป็นผู้หญิงสาวๆ ถูกผู้ชายรวนเข้ามากอดเอว ก็ช่วยเหลือไว้ หนอยแน่ ล้วงคองูเห่าได้ เจ็บใจนัก หน้าตามันบอกว่าเป็นสาวรุ่นๆ แท้ๆ "

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"สาวอะไรกันครับ พวกเมียนักแซ้งก์น่ะ อายุ ๑๔-๑๕ ขวบถมเถไป เป็นไงครับ คุณพ่อเสียดายเงินมากหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณค้อนควับ

"ทำไมจะไม่เสียดาย เงินตั้งพันกว่า"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"นี่แหละครับ เป็นบทเรียนอย่างดี อย่าไปนึกถึงมันเลยครับ เงินพันกว่าบาท นึกว่าเสียโป๊กเกอร์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจหนักๆ

"เสียโป๊กเกอร์ใครจะว่าอะไรเล่า เดินหาตัวนางคนนั้นกันเถอะรึวะ ถ้าจับได้เอาตัวไปเลย แล้วให้อ้ายแห้วจัดการตามระเบียบ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทาน ถ้ายังงั้นออกตามตัวเถอะครับ หล่อนคงจะป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณนี้เพื่อหาเยื่อรายอื่นๆ ต่อไป"

ดร.ดิเรก ถามพ่อตาของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณพ่อจำหน้าได้หรือครับ"

เจ้าคุณพยักหน้า

"ได้ พ่อจำได้แน่นอน ทั้งรูปร่างหน้าตาและเครื่องแต่งตัว"

นายแพทย์หนุ่มมองดูเพื่อนเกลอของเขา

"ลองเดินตามหาตัวแม่คนนั้นสักรอบเถอะวะ ถ้าโชคดีอาจพบหล่อน พ่อก็มีหวังที่จะได้เงินคืน"

คณะพรรค ๔ สหายเห็นพ้องด้วย แล้วพากันออกเดินไปจากที่นั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำตลอดเวลาสอดส่องสายตามองหาแม่เสือมือกาวคนนั้น แล้วก็นึกภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบัลดาลให้ได้พบกับหล่อน

พอผ่านหน้าบริษัทไทยนิยมเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องเอะอะขึ้น

"เฮ้ย..โน่น อยู่โน่น จับตัวให้ได้พวกเรา"

๔ สหายและเจ้าแห้ว ต่างมองตามสายตาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วทุกคนก็แลเห็นหญิงแน่งน้อยคนหนึ่งในชุดเสื้อกระโปรงสีเขียวแก่คาดเข็มขัดสีทอง ยืนหันรีหันขวางอยู่ข้างสถานลีลาศ

"ใช่แน่หรือครับ พลถามเพื่อให้แน่ใจ"

"ใช่ อาจำได้ เอายังไงดีล่ะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมแสดงเองครับ คุณพ่อและพวกเราเป็นช้างเท้าหลังก็แล้วกัน ผมจะขู่ให้หงอหายเลย อย่างไรเสียก็ต้องได้เงินคืน"

คณะพรรค ๔ สหาย ปราดเข้าไปหาแม่เสือมือกาวแต่ก่อนจะถึงตัว หล่อนก็แลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ แม่สาวงามใจหายวาบ รีบเดินไปทางร้านสมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทย คือร้านประกวดกล้วยไม้ต่างๆ นั่นเอง

นิกรปราดเข้าไปยกมือจับแขนหล่อน และพูดเบาๆ แต่เสียงหนักแน่น

"น้องสาว คืนกระเป๋าเงินของตาแก่หัวล้านนั่นให้ฉันเถอะ"

หล่อนหยุดชะงักแกล้งทำหน้าตาตื่นๆ

"อะไรกันคะคุณ"

นายจอมทะเล้นเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตบ

"ประเดี๋ยวตบตายห่าเลย หล่อนรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร นี่..เห็นแหวนอัศวินวงนี้ไหม"

ภรรยาของจอมนักแซ้งก์อกสั่นขวัญแขวน

"ดิฉัน...ดิฉัน...ง่า คุณคงเข้าใจผิดแล้วละค่ะ"

นิกรหัวเราะหึๆ จูงมือหล่อนเข้าไปในที่มืดข้างร้านแห่งหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้ว เสี่ยหงวน พลและดร.ดิเรก ติดตามเข้ามาด้วยฐานะผู้สังเกตการณ์

เจ้าคุณยกมือชี้หน้าหล่อน

"แกนี่ลูกไม้จัดนัก หน้าตาดีๆ ไม่น่าจะเป็นนักแซ้งก์เลย เอาเงินของฉันคืนมาเสียโดยดี"

หญิงสาวตัวสั่นงันงก มองหาขบวนคุ้มกันหล่อนก็มองไม่เห็น หล่อนกำลังเผชิญหน้ากับความคับขันที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

"ง่า...ดิฉัน..ดิฉันเปล่าค่ะ" หล่อนพูดตะกุกตะกัก

นิกรถือวิสาสะ ล้วงมือลงไปอกเสื้อของหล่อนควานหาซองธนบัตรโดยไม่ต้องเกรงใจหล่อน แล้วนายจอมทะเล้นก็ดึงซองธนบัตรของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกมาแม่เสือมือกาวยืนร้องไห้กระซิกๆ เพราะความเสียดายเหยื่อของหล่อน และกลัวว่าหล่อนจะต้องติดคุกติดตะราง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือรับซองธนบัตรจากลูกเขยของท่านแล้วเปิดออกดู ดึงธนบัตรใบละร้อยออกมานับตรวจเอกสารบางชิ้นที่อยู่ในกระเป๋านี้ เมื่อเงินและข้าวของต่างๆ ยังอยู่เรียบร้อย ท่านเจ้าคุณก็ยิ้มออกมาได้

พลเดินเข้ามายกมือตบบ่าหญิงสาวเบาๆ

"รู้ไหมว่าพวกฉันเป็นนายตำรวจนอกเครื่องแบบ"

เจ้าแห้วยกมือชี้ตัวเองแล้วพูดเสริมขึ้น

"ฉัน..สิบตำรวจโท"

แม่เสือมือกาวตัวสั่นงันงก

"ปล่อยดิฉันเถอะค่ะ นึกว่าเอาบุญ ดิฉันไม่เคยประพฤติเช่นนี้เลย เพิ่งจะออกโรงครั้งนี้เป็นครั้งแรกสงสารดิฉันเถอะนะคะ"

นายพัชราภรณ์จับคางหล่อนให้เงยหน้าขึ้น

"เธอชื่ออะไร น้องสาว อย่าโกหกนะ ถ้าโกหกเธอติดตะรางแน่ ฉันถามอะไรเธอจะต้องตอบตามความจริง"

"ดิฉันชื่อเพ็ญศรีค่ะ"

นิกรซักต่อไป

"เป็นเมียนักแซ้งก์ใช่ไหม เร็ว-ตอบเร็วไม่ต้องคิดประเดี๋ยวตบฟันฟางหักเลย"

ดร.ดิเรกยกฝ่ามือผลักหน้านิกร

"โอเวอร์ไปหน่อย อย่าดุให้มากนัก"

นิกรอมยิ้ม

"นั่นน่ะซี ดุมากไปหน่อย แต่คนเมานี่หว่าถือสาอะไรวะ ขณะนี้กันเมาจนหมดสติสัมปชัญญะแล้ว"

พูดจบเขาก็หันมาคุกคามหญิงสาวที่ชื่อเพ็ญศรี

"ว่าไงฉันถามว่าเธอเป็นเมียนักแซ้งก์หรือเปล่า"

เพ็ญศรีตัวสั่น

"ถูกแล้วค่ะ ผัวของดิฉันเป็นนักแซ้งก์ แต่วันนี้เขาเป็นไข้ค่ะ ออกปฏิบัติการไม่ได้ ดิฉันก็ต้องมาแทน"

กิมหงวนยกมือลูบต้นแขนหล่อนเบาๆ

"น้องสาว"

"ขา"

"ต่อไปอย่าทำยังงี้อีก ไป..เธอรีบออกไปจากวังสราญรมย์เดี๋ยวนี้ ฉันจะให้คนของฉันไปกับเธอด้วย แล้วก็ถ้าหากว่าคนของฉันเขามีอะไรกับเธอบ้าง เธอต้องหยวนนะ ม่ายยังงั้นฉันจะให้เขามองตัวเธอให้ตำรวจเขาจัดการกับเธอต่อไป"

นิกรยกมือตบหลังเจ้าแห้วดังป้าบ

"อ้ายแห้ว เอาตัวไป และจัดการตามระเบียบ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"รับประทานอีกสักครู่ค่อยไปได้ไหมครับ"

"ทำไมล่ะ" นิกรตวาด

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานกำลังสบัสซั่มครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขวาเตะหน้าแข้งเจ้าแห้วด้วยร้องเท้าดังโป๊ก

"นี่แน่ะ แก้สบัสซั่ม หายหรือยังล่ะ"

เจ้าแห้วสูดปากลั่น

"อูย...รับประทานหายแล้วครับ"

แล้วเจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋าเสื้อแจคเกต หยิบพวงกุญแจส่งให้พลอย่างนอบน้อม

"รับประทานนี่ครับกุญแจรถ"

นายพัชราภรณ์ยิ้มเล็กน้อย

"เอ็งจะไปไหน"

"รับประทานก็อย่างว่าแหละครับ ไม่โรงแรมยศเสก็คงจะห้าแยกพลับพลาชัย รับประทานพรุ่งนี้เช้าผมจึงจะกลับบ้านนะครับ"

พลพยักหน้า

"ไปเถอะ ฉันอนุญาตให้แกสดชื่นหนึ่งคืน ประเดี๋ยวพวกฉันก็จะไปเยี่ยมสำนักเจ๊หนอมเหมือนกัน"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ประหลกๆ

"รับประทานเจ้านายใจดีเหลือเกิน แต่ว่า...ง่า...รับประทานไม่จ่ายทรัพย์บ้างหรือครับ"

เสี่ยหงวนยกมือเขกศีรษะเจ้าแห้วดังโป๊ก แล้วล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรออกมาส่งให้เจ้าแห้ว ร้อยบาทเป็นธนบัตรใบละร้อยใหม่เอี่ยม

"เอ้า-เอาไป"

เจ้าแห้วไหวเสี่ยหงวน และรับธนบัตรมาใส่กระเป๋าให้ศีลให้พรอาเสี่ยยกมือคว้าแขนแม่เสือมือกาว

"ไปกับเรียม ยอดรัก เรียมเหลือทนแล้วไปเหอะ"

หล่อนค้อนเจ้าแห้ว

"เธอจะพาฉันไปไหน ไม่เอานะ ไปโรงแรมฉันไม่ไป ฉันไม่ใช่ผู้หญิงพรรค์ยังงั้น"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปาก

"อย่าทำสะดิ้งไปหน่อยเลยน่า ประเดี๋ยวสิบตำรวจโทแห้วก็จะเดือดดาลขึ้นมาเท่านั้นเอง ไม่รู้จักเสือเสียแล้ว"

เจ้าแห้วจูงมือเจ้าสาวคืนเดียวของเขา เดินไปจากที่นั้น ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูจนลับตา

กิมหงวนกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ไปกันบ้างเถอะโว้ย พวกเรา เดินไปออกทางถนนสนามชัย แวะก๊งเพิ่มเติมอีกคนละเล็กน้อยพอตึงหน้าแล้วจะได้บุกซ่องเจ๊หนอม"

ไม่มีใครออกความเห็นหรือคัดค้านอะไร ทุกคนเดินตามเสี่ยหงวนย้อนกลับมาทางบริษัทไทยนิยม และเลี้ยวออกทางประตูข้างร้านของกรมช่างแสงทหารบก ท่ามกลางแสงจันทร์ บูอิคเก๋งคันงามได้พา ๔ สหายแล่นมาหยุดหน้าบ้านใหญ่แห่งหนึ่งทางย่านบางกะปิ

สำนักงานนางถนอมหรือเจ๊หนอมนั่นเอง

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันลงมาจากรถกลิ่นเหล้าเหม็นฟุ้งไปหมดราวกับโรงต้มกลั่น เมื่อผ่านประตูรั้วบ้านเข้ามา แม่นกราตรีสานุศิษย์ของเจ๊หนอมและเห็นเขา ต่างก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวรีบลงบันไดมาต้อนรับแขกพิเศษด้วยความดีอกดีใจ

แม่สาวงาม ๓-๔ คน กอดหน้ากอดหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"สวัสดีค่ะป๋า คุณป๋า หนูอยู่นี่ค่ะ คุณป๋าเจ้าขา โอ.เค.กับหนูนะคะ"

เสียงพูดกันแซ่ดไปหมด พวกแม่งามเถื่อน ๑๐ คนต่างห้อมล้อม ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่แล้วเมื่อร่างของผู้หญิงกลางคนรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำปรากฎตัวที่ประตู เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจก็เงียบกริบ เจ๊หนอมสวมกระโปรงนิวลุคสีดำ เสื้อชั้นนอกแพรสีเหลืองคอกว้าง แลเห็นแผ่นอกขาวผ่องอล่างฉ่างมหึมาแขนตละข้างราวกับขาหมูแฮม ใบหน้าใหญ่แต่สวยเก๋ ถึงแม่เจ๊หนอมจะมีอายุ ๔๗ ปีแล้ว เนื้อหนังก็ยังเต่งตึง พวงแก้มอิ่มเอิบ ริมฝีปากจิ้มลิ้มแดงสดด้วยลิปสติก เป็นที่ถูกใจของนิกรของเรายิ่งนัก เขามาเที่ยวบางกะปิทีไร เป็นต้องนอนค้างกับเจ๊หนอม

"โอ...คุณป๋า...อาเสี่ย...สวัสดีค่ะ คุณพล คุณนิกร และคุณหมอ"

หล่อนร้องขึ้นด้วยความดีใจ วิ่งเผละผละลงบันไดเข้ามาหา ยกมือไหว้คณะพรรคพวก ๔ สหาย

"นี่ถ้าจะไปเที่ยวงานวชิราวุธกันมาเป็นแน่เหม็นเหล้าให้คลุ้ง"

นิกรรำป้อเข้ามาหา

กระดิ่งทองแสนจะดีใจ

ได้เห็นหน้าทรามวัยของตัวข้า

ครึ่งเดือนมาแล้วต้องแคล้วคลาด

คืนนี้คงไม่พลาดนะเจ๊หนอมจ๋า

จะชื่นชมให้สมรักที่มันหนักเกษาฯ

แล้วนิกรก็ดึงเจ๊หนอมเข้ามากอด ก้มลงจูบริมฝีมากหล่อนอย่างรุนแรง

"อุ๊ยตาย แหม...คุณนิกรนี่อะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จักขายหน้าเด็กๆ มันบ้างเลย ดิฉันไม่ยุ่งกับคุณอีกแล้วนะจะบอกให้"

นิกรหน้าจ๋อย

"โธ่-เจ๊ เสียแรงที่อุตส่าห์บากบั่นมาหา"

หล่อนอมยิ้ม

"ก็ดิฉันเป็นเจ้าสำนักนี่คะ เด็กๆ ของดิฉันถมไปคุณนิกรนี่แปลกแท้ๆ เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ เกิดมาติดอกติดใจดิฉัน"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ก็เจ๊หนอมอ้วนออกอย่างนี้ ฉันมันเคยตัวเสียแล้วจ๊ะ ชอบใช้ของใหญ่ๆ และกินคำโตๆ

เจ๊หนอมค้อนเขา

"ดิฉันแก่แล้วค่ะ"

"อ๋อ มะพร้าวน่ะยิ่งแก่ยิ่งมันนะจ้ะนะ ไป-ไปคุยกันบนบ้านเถอะเจ๊"

หล่อนกระซิบข้างหูนิกร

"ดิฉันเป็นเอเย่นต์ ต้องจ่ายดิฉัน ๒๐๐ นะคะ"

"เถอะน่า" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "อย่าว่าแต่ ๒๐๐ เลยพันบาทฉันก็ให้ได้แล้วกัน"

เจ๊หนอมหัวเราะอย่างใจเย็น เอียงแก้มให้เขา

"โกรธหนอมรึคะ เอ้า-ให้จูบที"

นายจอมทะเล้นยิ้มออกมาได้ จูบเจ๊หนอมเบาๆ แล้วพาหล่อนเดินควงแขนกันขึ้นไปบนเรือ พล กิมหงวน ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับแม่นกราตรีทั้งหลายต่างติดตามขึ้นมาบนเรือนด้วย

บรรยากาศของบ้านเจ๊หนอม ซึ่งเงียบเหงาเนื่องจากปลายเดือนเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นแล้ว พวกแม่งามหัวเราะต่อกระซิก และยั่วยวน ๓ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความหวังที่จะได้ทรัพย์ ส่วนนิกร เขาขลุกอยู่ในห้องเจ๊หนอม และซ้อมยูโดกันเสียงดังตึงตังโครมคราม

ขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังใช้สายตาของท่านคัดเลือกนางใดนางหนึ่งเป็นยอดพธูของท่านในคืนวันนี้ แม่งามขนาดขบเผาะคนหนึ่งก็เดินเข้ามานั่งตักท่าน และแสดงกิริยาออเซาะฉอเลาะ

เจ้าคุณปล่อยแก่แล้ว ท่านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"อีหนู ป๋าเพิ่งเคยเห็นหน้าเอ็ง เอ็งชื่ออะไร"

หล่อนก้มลงกอดพุงกะทิของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"หนูชื่อยวลใจค่ะ คุณป๋า" หล่อนจีบปากจีบคอพูด

"หนูอยากเห็นคุณป๋ามานานแล้ว เพื่อนๆ ของหนูเขาบอกว่าคุณป๋าใจดี หัวเราะง่าย จ่ายทรัพย์สดไม่เคยเซ็นกับพวกหนูเลย จ่ายทรัพย์สดเสมอ คุณป๋าขา คุณป๋าไปเที่ยวงานมาคงจะเมื่อยล้า ไปนอนพักผ่อนในห้องหนูซีคะ หนูจะได้มีโอกาสปรนนิบัติรับใช้คุณป๋าบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เคลิบเคลิ้มในคำหวานและเรือร่างอันอวบอัดของเด็กสาวทำให้ท่านฟิตขึ้นมาทันที

"อีหนู" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงเครือ

ยวลใจยิ้มหวานจ๋อย

"ว่ายังไงคะ คุณป๋า โถ-คุณป๋าคงจะขี้ร้อน เหงื่อแตกซิกเชียว ไปพักผ่อนในห้องหนูเถอะค่ะ คุณป๋าขา หนูจะได้พัดให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจฮึดฮัด

"โอ.เค. ตกลงโว้ย" แล้วท่านก็ประคองยวลใจลุกขึ้น

"เร็ว-ห้องเอ็งอยู่ไหน อีหนู"

ยวลใจยักคิ้วให้เพื่อนๆ ของหล่อน จูงมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากห้องโถง

พลพยักหน้ากับ ดร.ดิเรก

"ว่าไงหมอ ชอบคนไหน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอายๆ

"โน่น...คนโน้น"

ทันใดนั้น แม่งามทั้ง ๓ คนซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาร์ ก็พรวดพราดลุกขึ้นวิ่งแข่งกันเข้ามาหา ดร.ดิเรก เสียงถามกันว่า หนูหรือคะ ดังแซ่ดไปหมด นายแพทย์หนุ่มนั่งทำตาปริบๆ

"ฉันต้องการคนเดียวคือน้องสาวคนนี้ ชื่ออะไรนะ ลืมแล้ว"

"ดารากรค่ะ"

"ออไรท์ หนูสบายดีหรือเปล่า"

"รับรองปลอดภัย ๑,๐๐๐ เปอร์เซนต์ค่ะ"

"หนูไม่ต้องเสียใจ โอกาสหลังจะเป็นของหนูและของคนอื่นๆ ทั่วบ้านนี้ คืนนี้เป็นของดาราเขา เฮ้-ตกลงพาไอไปพักก่อนที่ห้องยูเถอะ ยูนี่น่ารักมากให้ดิ้นตาย อายุเท่าไรหา? "

"๑๕ ปีค่ะ หนูเพิ่งแตกเนื้อสาวนะคะ ไปซีคะคุณหมอ หนูจะชงกาแฟและปอกส้มเขียวหวานให้ทาน"

ดารากรจูงมือ ดร.ดิเรกออกไปจากห้อง ทันใดนั้นเสียงดังราวกับลูกระเบิดตก

"โครม ครืน"

แล้วมีเสียงเจ๊หนอมกับนิกรหัวเราะลั่น นายพัชราภรณ์ร้องตะโกนถาม

"อะไรโว้ย กร"

นิกรตะโกนตอบด้วยเสียงหัวเราะ

"เตียงหักโว้ย"

เสียงหัวเราะของแม่นกราตรีดังลั่นห้อง พลพยักหน้ากับแม่งามคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามกับเขา และสงบเสงี่ยมกว่าเพื่อน

"หนู..มะหาพี่"

เจ้าของร่างเอวเล็กเอวบาง ใบหน้าสวยเก๋ ค่อยๆ ลุกขึ้นเดินเข้ามาหานายพัชราภรณ์ ด้วยกิริยากะต้วมกะเตี้ยม พลลุกขึ้นคว้ามือหล่อน พาเดินออกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไร

สานุศิษย์ของเจ๊หนอมคงเหลืออีก ๗ คน นั่งสลอน มองอาเสี่ยกิมหงวนด้วยความหวัง อาเสี่ยนั่งนัยน์ตาปรือ คอง่อกแง่กเพราะความเมา

"อาเสี่ยคะ อาเสี่ยเจ้าขา"

กิมหงวนขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"ว้า นี่มันแผ่นดินไหวหรือยังไงกันวะ แม่โวย...บ้านช่องหมุนไปหมด"

แล้วอาเสี่ยก็ลุกขึ้นเดินเปะปะวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง พูดเสียงอ้อแอ้ลิ้นไก่สั้น

"นี่มันไปไหนกันหมด...อึ๊ก...มันทิ้งให้เรานั่งอยู่คนเดียวนี่หว่า แล้วกูจะคุยกับใคร หมาที่ไหนวะ"

"ก็พวกหนูอยู่นี้ตั้งหลายคนยังไงล่ะคะ" ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

เสี่ยหงวนมองดูลูกเจ๊หนอมทีละคน

"ไม่ไหว หาสวยถูกใจสักคนเดียวก็ไม่มี คืนนี้อั๊วเสมอนอกแอบดูเขาดีกว่า"

กิมหงวนพาตัวเดินออกไปจากห้องโถง ตรงไปที่ห้องนอนของเจ๊หนอม ขณะที่เดินผ่านห้องนอนของนวลใย เสี่ยหงวนก็ได้ยินเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเพลงเบาๆ

ตื่นตลึง

งามซาบซึ้งตรึงใจ

ให้สดชื่นตื่นเต้น

สดสวย

งามสำรวยสวยเช่น

เธอนั้นเป็นเทพธิดา...

เสี่ยหงวนสร่างเมาไปบ้างแล้ว เขานึกสนุกขึ้นมา ก็แหกปากร้องเพลงรำวงขึ้นทันที

ตาแก่อยากมีเมียสาว

ถือไม้เท้ายักแย่ยักยัน

บ้านนี้เป็นของใครกัน

อ๋อ....เจ้าคุณท่านจะเล่นคองก้า...

"อ้ายบ้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดเสียงออกมาจากในห้อง

กิมหงวนอมยิ้ม

"อ้าว...อยากว่าบ้าแอบดูเลย"

เสียกลอนประตูถูกถอดออก บานประตูห้องถูกผลักออกโดยเร็ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเท้าสะเอว มองดูกิมหงวนอย่างเดือดดาล

"อ้ายหงวน อย่าขัดคอขัดใจอาหน่อยเลยวะ แกชอบใจใครก็เลือกเอาซิ"

อาเสี่ยสั่นศรีษะ

"วันนี้ผมสู้ไม่ครับ ความรักของผมเงียบเชียบและอยู่ในความสงบ เชิญเถอะครับ เชิญตามสบาย ที่ว่าผมจะแอบดูน่ะผมล้อเล่น ไม่อยากเป็นกุ้งยิงหรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพัม ปิดประตูห้องใส่กลอนตามเดิม กิมหงวน เดินจรดปลายเท้าย่องมาที่ห้องเจ๊หนอมแล้วก้มมองดูที่รูกุญแจ อาเสี่ยจุ๊ย์ปากเบาๆ ใจเต้นระทึก เมื่อแลเห็นนิกรกำลังสดชื่นกับเจ๊หนอมแม่ตุ่มสามโคก

อาเสี่ยแกล้งร้องเรียกเพื่อนเกลอของเขา

"กร กรโว้ย"

ไม่ต้องสงสัยว่านิกรจะเดือดดาลสักเพียงใด ที่กิมหงวนขัดคอรบกวนเวลาแห่งความสุขของเขาเช่นนี้

"เรียกหาอะไรโว้ย"

กิมหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ขอยาสูบสักตัวเถอะวะ ของกันหมดแล้ว"

นิกรตะโกนลั่น

"ไม่มีโว้ย ถึงมีก็ไม่ให้"

อาเสี่ยก้มมองดูตามรูกุญแจอีก เสียงสวิทไฟในห้องปิดแชะ ภายในห้องเจ๊หนอมมืดสนิทราวกับอยู่ในถ้ำกิมหงวนจึงมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากได้ยินเสียงกระซิบกระซาบกันและเสียงหัวเราะด้วยความสุข

กิมหงวนเดินย้อนกลับออกมาในห้องโถง แม่งามคนหนึ่งร้อนจัดกำลังถอดเสื้อชั้นนอกออก

อาเสี่ยจ้องตาเขม็งมองดู เรือนร่างของหล่อนอวบอัดขาวผ่องสวมเสื้อชั้นในยกทรงสีฟ้า ห่อทรวงอกทั้งสองข้าง ยกทรงของหล่อนเป็นแพรชั้นเล็กๆ แปะส่วนสำคัญของทรวงอกไว้นิดเดียวเท่านั้น

"ไอ้หยา...." กิมหงวนคราง

"ว้า....โป๊ยังงี้ทนไม่ไหวโว้ย"

แม่สาวขบเผาะเจ้าของเสี้อยกทรงทำตาหวานยิ้มมองดูเสี่ยหงวนในท่าทีของนางพญาเจ้าเสน่ห์กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ กระดิกนิ้วเรียก

"มานี่ซิ น้องสาว"

ผ่องผิว ดาวรุ่งแห่งสำนักเจ๊หนอมค่อยๆ ลุกขึ้นเยื้องกรายเข้ามาหาอาเสี่ยกิมหงวน

"ต้องการหนูหรือคะ อาเสี่ย"

กิมหงวนพยักหน้า

"ฉันไม่เคยสนใจกับหนูเลย แต่คืนนี้มันนึกรักขึ้นมาเพราะเห็นหนูใส่เสื้อยกทรงตัวนี้ พับผ่า เด็ดขาดเลย มา-ขอหอมทีซิ"

แล้วเขาก็ดึงร่างแม่งามเข้ามาสวมกอดกัมลงจูบริมฝีปากหล่อนอย่างหนักหน่วง

"เฮียขา ชื่นใจไหมคะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ริมฝีปากของเธอเค็มปะแล่มๆ ชอบกล พาฉันไปเที่ยวห้องนอนของเธอหน่อยซี ไปเล่นเสือตกถังกับฉันเถอะ"

ผ่องผิวหันมายิ้มให้เพื่อนสาวของหล่อน แล้วคว้าแขนเสี่ยหงวนพาเดินออกไปจากห้องโถง หล่อนครวญเพลงรักเบาๆ แสดงกิริยาออเซาะกิมหงวน เพราะหวังในความร่ำรวยของเขา

สำนักเจ๊หนอมสงบเงียบ ลูกน้องของเจ๊หนอมนั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถง รอคอยต้อนรับพวกอาเสี่ยที่จะมาเที่ยว แต่ก็ไม่สู้จะมีหวังอะไรมากนัก เพราะใกล้จะถึง ๒๔.๐๐ น. แล้ว

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังมีความสุขกับคู่สนทนาของตน แสงจันทร์ส่องสว่างกระจ่างนวลไปทั่วลมพัดรวยรินตลอดเวลา สถานที่แห่งนี้แหละคือวิมานสวรรค์ของคณะพรรค ๔ สหาย ต่างเพลิดเพลินในความสุขลืมลูกเมียที่อยู่ทางบ้าน ไม่มีใครสนใจกับเวลาที่ผ่านพ้นไป

โดยเฉพาะนิกร เขาได้รับความสุขอย่างล้นเหลือชื่นชมกับเจ๊หนอมเจ้าสำนักแม่งามแห่งนี้.

จบบริบูรณ์