พล นิกร กิมหงวน 001 : วันตรุษจีน

วันนี้เป็นวันชิวอิ้ด วันขึ้นปีใหม่ของประชาชนชาวจีน พอรุ่งอรุณเสียงประทัดก็ดังกึกก้องทั่วทุกมุมเมือง ระคนกับเสียงกลองสิงโต ซึ่งพาคณะของตนเยี่ยมเยียนชาวจีน เพื่อให้ศีลให้พรและขอสตางค์ไปในตัว พระนครอุ่นหนาฝาคั่งผิดปรกติ

ชาวจีนออกท่องเที่ยวหาความสุขสำราญ ดูงิ้วดูภาพยนตร์ละคร บ้างก็ไปเที่ยวเขาดินวนาสวนลุมพินี ทุกคนได้หยุดประกอบกิจการงาน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตร พากันไปเที่ยวเยี่ยมเยียนมิตรสหายกินเหล้า กินอาหารกันอย่างสนุกสนาน ที่มีเรื่องโกรธเคืองกินแหนงแคลงใจกัน ก็อภัยให้กันในวันนี้

เสียงกลองสิงโตและล่อโก๊ซึ่งดังอยู่ในเรือนต้นไม้หน้าบ้านพัชราภรณ์ ปลุกให้คนในบ้านลุกขึ้นมาจากที่นอนก่อนย่ำรุ่ง สิงโตน้อยๆ คณะนี้เป็นสิงโตบรรดาศักดิ์ที่มีความน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง ไม่ได้ขออนุญาตทางการตำรวจดพราะไม่ได้ไปเชิดที่อื่นนอกจากบ้านพัชราภรณ์ เนื่องจากเทศกาลตรุษจีน สี่สหายจึงให้เมียๆ ของเขาไปรับบุตรชายสุดที่รักมาจากโรงเรียนอนุบาล ขาลาโรงเรียน ๓ วัน ทั้งนี้เพราะคุณหญิงวาดมีก๋งเป็นจีน และกิมหงวนของเราก็เกือบเป็นจีน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เป็นจีน ก๋งของก๋งท่านอยู่ซัวเถา และเมื่อคิดลำดับญาติแล้ว ยายทวดของยายเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็เป็นจีนเช่นเดียวกัน ทุกปีเมื่อถึงตรุษจีนอาเสี่ยกิมหงวนได้เป้นเจ้ากี้เจ้าการ ทำพิธีเส้นไหว้ผีปู่ยาตายายที่ล่วงลับไปแล้ว จัดทำกันอย่างมโหฬารทีเดียว สิ้นค่าใช้จ่ายหลายพันบาท เมื่อวานซืนนี้คืนวันจ่ายอาเสี่ยกิมหงวน ได้ให้คนนำเครื่องเส้นไปสังเวยท่านผู้มีบุณหนักศักดิ์ใหญ่หลายคน ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ช่วยเหลือทำประโยชน์ในกิจการค้า ให้กิมหงวนมามากต่อมาก และเมื่อวานนี้ตอนเย็นบ้านพัชราภรณ์ ได้จัดการเลี้ยงดูอย่างมโหฬาร มีเพื่อข้าราชการของกิมหงวน ซึ่งอยู่กรมศุลกากร กรมรถไฟและกระทรวงพาณิชย์ มาร่วมรับประทานอาหารหลายคน เมื่อกินกันอิ่มหน่ำสำราญแล้ว กิมหงวนก็แจกซองให้คนละซอง แต่ในซองจะมีจดหมายหรืออะไรบรรจุอยู่นั้น ไม่มีใครทราบได้

เมื่อคืนนี้คณะพรรคสี่สหาย เมาเหล้ากันแทบจะไม่มีสติ กว่าจะได้นอนตั้ง ๒ น. ของวันใหม่ แต่แล้วพอเช้ามืดก็ต้องตื่นเพราะกลองสิงโตนั่นเอง เจ้าแห้วเป็นผู้ก่อการจัดตั้งสิงโตวงนี้ เขาแอบกระซิบกระซาบบอกพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ โดยเสนอให้จัดวงสิงโตขึ้น พนัศ นพ สมนึก และดำรงค์เห็นพ้องด้วย จึงบอกคุณพ่อของแกให้จัดซื้อหัวสิงโต และเครื่องอุปกรณ์มาให้ สี่สหายไม่เห็นพ้องด้วย คุณแม่คุณปู่คุณตาก็ไม่เห็นพ้องด้วยเช่นกัน พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ เจ็บใจท่านผู้ใหญ่ก็เลยสะไตร๊ค์ คือไม่ยอมกินข้าวแม้แต่ดื่มน้ำ สมนึกพยายามจะผูกคอตายเคราะห์ดีที่ประภาแลเห็นเข้า คราวนี้คุณพ่อคุณแม่และท่านผู้ใหญ่ ก็ตระหนกตกใจไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องพาคุณหลานขึ้นรถยนต์ไปตลาดเก่า ซื้อหัวสิงโตขนาดย่อมมา ๑ หัว แล้วไปเวิ้งนครเขษม ซื้อกลอง ๑ ใบ ล่อโก๊อีกหนึ่งอัน พ่อหนูน้อยปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ไปตามกัน การซ้อมสิงโตเริ่มต้นตั้งแต่บ่ายวานนี้ จัดแบ่งหน้าที่กันให้เหมาะสม พ่อนพของนิกรเป็นคนเชิด พ่อดำรงค์ของดร. ดิเรกทำหน้าที่ถือหาง พ่อเทวดาสมนึกของอาเสี่ยกิมหงวนเป็นคนตีกลอง พ่อพนัศของพลตีล่อโก๊ เจ้าแห้วเป็นผู้ฝึกซ้อมและกำกับการแสดง และทำหน้าที่เป็นคนถือเทียบ สิงโตน้อยๆ วงนี้จะเริ่มเชิดในตอนสายวันนี้แหละ เพื่อรวบรวมเงินซื้อของเล่น และแบ่งให้เจ้าแห้ว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด

๘ น. เศษ อาเสี่ยกิมหงวนเดินเคียงคู่กับนวลละออเมียรักของเขาลงบันไดมาข้างล่าง เสี่งหงวนนุ่งกางเกงช๊ากสกินสีขาว สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเดียวกัน ส่วนนวลละออสวมเสื่อกระโปรงสีนวลอ่อนแบบสุภาพสตรีเซี่ยงไฮ้ แต่งเครื่องเพชรวูบวาบราคานับแสน ประภาได้ช่วยตบแต่งเรือนผมให้นวลละออ ทำให้ใบหน้าของนวลละออกระเดียดไปทางสาวจีน มีความน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นมาอีก คณะพรรคสี่สหายนั่งอยู่กันพร้อมหน้าในห้องโถง ทุกคนแต่งกายงดงามต้อนรับวันชิวอิ้ด กิมหงวนแกล้งกระแอมดังๆ ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองดูเขากับนวลละออ นิกรสะดุ้งโหยงขมวดคิ้วย่น

"อ้อเฮอ คุณนวลลื้อเหงียเจ๊าะจัง"

อาเสี่ยค้อนขวับ

"อย่าโว้ย เดี๋ยวเจ็บตัว"

นวลละออทุบพลั่กเข้าให้

"นี่แน่ ทำเป็นคนขี้หึงเดี๋ยวก็เลยพาคุณนิกรไปควงวันชิวอิ้ดเสียหรอก"

ประไพสะดุ้งโหยง

"ฮ้า! ก็ข้ามศพดิฉันไปก่อนเท่านั้นแหละ"

ทุกคนหัวเราะครืน กิมหงวนกับนวลละออทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว เจ้าแห้วถูมือไปมาคลานเข้ามากราบแทบเท้ากิมหงวน แล้วพูดเป็นภาษาจีนอย่างคล่องแคล่ว

"กิ้มยิ้ดชิวอิ้ดอ้า อาเสี่ยโตหลงเคิ๊ยะงึ้นโฮ่ฮั๊วอั๊วบ้อทรัพย์ ชีช้ำอ้า"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลงแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"พอเห็นหน้าก็เริ่มแต๊ะเอียเชียว"

ดร. ดิเรกกระพริบตาถี่เร็ว เอื้อมมือเขี่ยแขนกิมหงวน

"เจ้าแห้วมันพูกดว่าอะไรวะ"

อาเสี่ยหัวเราะ "มันว่าวันชิวอิ้ดขอสตางค์ใช้บ้าง มันไม่มีเงิน"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล

"ออไร๋ ให้มันซี"

กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่มออกมาปึกหนึ่ง แล้วกล่าวถามเจ้าแห้ว

"เอ็งอายุเท่าไรเจ้าแห้ว"

"รับประทานง่า-ยี่จั๊บซาครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ลำบากนักก็พูดไทยเถอะวะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทาน ผมก็ว่ายังงั้นแหละครับ"

อาเสี่ยก็พูดกับเจ้าแห้ว

"แกอายุ ๒๓ ปี ฉันให้ใบละ ๑๐ บาทแก ๒๓ ฉบับเท่าอายุแก เป็นเงิน ๒๓๐ บาท"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"เดี๋ยวครับ รับประทานไม่ใช่ ๒๓ ครับ"

"วะ" กิมหงวนชักฉิว "พูดยังไงโว้ยอ้ายนี่ อายุแกเท่าไหร่แน่ว่ามา"

"แฮะ-แฮ่ะ รับประทาน ๖๓ ครับ"

นวลละอออมยิ้ม

"แกน่ะรึ ๖๓?"

"รับประทานผมกับพ่อผมที่ตายไปรวมกันสองคนครับ อาเสี่ยให้เงินแต๊ะเอียผม รับประทานผมจะได้ทำบุญซื้อกัญชา ใส่บาตรถวายพระส่งไปให้พ่อ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อดหัวเราะไม่ได้

"แกรู้หรือว่าเจ้าห้อยพ่อของแกน่ะมันอยู่ที่ไหน"

"รับประทาน ที่เมืองนรกน่ะซีครับ"

คราวนี้คณะพรรคสี่สหายหัวเราะครืน กิมหงวนส่งธนบัตรใบละร้อยให้เจ้าแห้ว ๕ ฉบับ

"เอ้า-ฉันให้แก ๕๐๐ บาท"

เจ้าแห้วตกตะลึงอ้าปากหวอ

"โอ๊ย ตกใจ! " เขาร้องเสียงหนักๆ

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ตกใจอะไรวะ"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานไม่อยากเชื่อเลยครับว่า อาเสี่ยให้ใบละร้อยผม"

พูดพลางนับจำนวนดู

"โอย-อกอีแป้นแตก รับประทานตั้ง ๕๐๐ ไชโย ขอให้อาเสี่ยของผมจงเจริญ ไชโย ฮ่ะ-ฮ่ะ เอิ๊กหวานเลย"

ขณะนั้นมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นหลังตึก ละม่อมหัวหน้าคนใช้ของบ้านพัชราภรณ์ นำคนใช้ชายหญิงแห่กันเข้ามาจนเต็มห้อง ทุกๆ ใบหน้าที่มองดูกิมหงวนนั้นยิ้มแย้มแจ่มใสเต็มไปด้วยความหวัง ทุกคนแต่งกายสะอาดเรียบร้อย ทรุดลงนั่งพับเพียบเป็นแถว ละม่อมคลานเข้ามาส่งกระเช้าดอกไม้ให้กิมหงวนอย่างนอบน้อม แล้วพูดเป็นภาษาจีนปนไทย

"อาเสี่ยคะ ซั่วโบ๊ช่วยเหงียเงี้ยไฮ่อั๊วใช้เจ้กทีบ้วนๆ ต่า"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก แต่นวลละออหน้างอเหมือนม้าหมากรุก

"แกกับฉันถ้าจะไม่ถูกกันเสียแล้วละแม่ม่อม หนอยให้พรมีเมียสวย"

อาเสี่ยโบกมือ

"ช่างเขาเถอะน่าเขาให้พรเฮีย"

พูดจบก็นับธนบัตรที่ถืออยู่ในมือให้ส่งละม่อม

"เอ้า-ให้แก ๕๐๐ นอกนั้น คนละ ๒๐๐ บาทเอาไปแบ่งกัน"

ไม่ต้องสงสัยว่าพวกคนใช้ชายหญิงจะปิติยินดีสักเพียงใด ทุกคนกระพุ่มมือไหว้กิมหงวนให้ศีลให้พรกันเซ็งแซ่ แล้วพากันย่อยๆ ออกไปจากห้อง

คุณหญิงวาดพูดกับกิมหงวน

"เธอเป็นคนที่มีทั้งพระเดชและพระคุณ คนในบ้านเราต่างเคารพรักใคร่เธอทั้งนั้น"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมเคารพเหมือนพ่อบังเกิดเกล้า"

อาเสี่ยยักคิ้ว

"มากไปโว้ย ง่า-ลูกและหลานของข้ากินข้าวกินปลากันแล้วหรือยัง แกไปบอกให้เลิกซ้อมสิงโตเสียทีเถอะวะ พามาอาบน้ำอาบท่า เปลี่ยนเสื้อผ้าให้แกเสียด้วย"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่ยอมเลิกหรอกครับ แต่รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ละมาอมกับพิมพ์เป็นคนหาไปให้รับประทานที่เรือนต้นไม้"

นิกรถอนหายใจดังๆ

"ลูกๆ ของเรามันใกล้จะเป็นลิงทะโมนอยู่แล้ว"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ก็เหมือนพ่อๆ ของมันเมื่อเล็กๆ นั่นแหละ แกนะตอนอายุ ๔-๕ ขวบแก่นแก้วยิ่งกว่านี้มากนัก ขี้อ้อนก็เท่านั้นเอง ยิ่งเจ้าพลด้วยแล้วพอเข้าคู่กันมันก็ลิงเราดีๆ "

นวลละออว่า

"เฮียของหนูเมื่อเล็กๆ ก็เหมือนกันแหละค่ะ ทั้งดื้อทั้งด้าน"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ทำไมนวลรู้"

นวลละออหัวเราะ

"อาแป๊ะแกเล่าให้ฟังค่ะ"

อาเสี่ยหัวเราะกวาดสายตามองดูคณะพรรคของเขา สิ้นสุดที่ใบหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาครับวันนี้วันชิวอิ้ด ผมขอพรจากคุณอาครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ขอให้แกมีความสุขความเจริญ เงินทองไหลมาเทมา ปีละร้อยชั่งพันชั่ง"

"ปู้โธ่...." กิมหงวนคราง "ทำไมมันน้อยนักล่ะครับ เดือนหนึ่งผมหาได้ตั้งพันชั่งแล้ว"

"เอ้า-ยังงั้นปีละร้อยล้านพันล้าน"

"ค่อยยังชั่วหน่อ ง่า-เท่าไรนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยิ้มทันที

"เจ้าหงวน อย่าพยายามให้ฉันด่าแกในวันชิวอิ้ดหน่อยเลยวะ"

กิมหงวนรีบยกมือไหว้

"แฮ่ะ-แฮ่ะ ผมมันอดทะลึ่งไม่ใคร่ได้"

แล้วเขาก็พูดกับเจ้าคุณและคุณหญิงประสิทธิ์ฯ

"ให้พรผมบ้างซีครับ"

คุณหญิงว่า

"ขอให้แกมีอายุวรรโณสุขังพลังสตางค์ยิ่งๆ นึกเงินได้ทอง นึกทองได้เพชร ได้เป็นเจ้าคนนายคนเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี"

เจ้าคุณประสิทธิ์พูดขึ้นบ้าง

"ขอให้แกจงสมปรารถนาในสิ่งที่ดีที่งามทุกประการ"

กิมหงวนยกมือไหว้รับพรท่านผู้ใหญ่ แล้วเปลี่ยนสายตามาที่นิกร ซึ่งนั่งเคี้ยวขนมเข่งตุ้ยๆ

"เฮ้ยให้พรกันบ้างซี"

นิกรอมยิ้มยักคิ้วแผล็บ นิ่งอึ้งไปสักครู่ก็พูดภาษาจีนตะกุกตะกัก จีนบ้างไทยบ้างปนกัน

"อั๊ว-อั๊วเจี๊ยะ-ลื้อ-ง่า เซ็งลี้หอฮ้อบ้อนั่งอ่ายเจี้ยะจิ้ว หลงจ้งลื้อเก๋าเจ้ง อั๊ว-พะลื้อลื้อหมาต๋าเลี๊ยะอั๊วๆๆ... "

แล้วนิกรก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ลำบากเหลือเกินโว้ยพูดไทยดีกว่า ขอให้แกและคุณนวลจงมีความสุขด้วยพร ๔ ประการ" เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้อง ต่อจากนั้นนันทา ประภา ประไพ และพล พัชราภรณ์ก็ผลัดกันให้พร ๒ ผัวเมีย

อาเสี่ยยิ้มกับดิเรก

"แกยังไม่ได้ให้พรกันเลย"

นายแพทย์หนุ่มดึงกล้องยาเส้นออกจากปาก ขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน แล้วพูดเบาๆ

"แฮปปี้นิวเยียร์ฟอยู"

กิมหงวนหัวเราะ

"ขอบใจมาก"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป พ่อหนูน้อยคนหนึ่งรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำถือแว่นตาขอบกระ วิ่งซอยเท้าถี่เร็วเข้ามาในห้องโถง พ่อสมนึกทายาทของเสี่ยหงวนนั่นเอง สมนึกแต่งกายหรูหราตามธรรมดาของลูกคนมีสตางค์ กางแกงขาสั้นสักหลาดอ่อนสีเทา เชิ้ตแพรสีขาวมีสายโยงปลาสติก ใบหน้าของแกเต็มไปด้วยเหงื่อไคล สมนึกหยุดยืนกลางห้องพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ตาแห้ว ไปที่เรือนต้นไม้เหอะ พวกเราจะเอาสิงโตมาเชิดที่นี่"

กิมหงวนจุ๊ย์ปากดุลูกชายของเขา

"เฮ้พอทีโว้ย อย่าเล่นให้มันมากนัก ดูซิหน้าตาเป็นมันย่อง"

สมนึกเม้มปากแน่น ยกมือเท้าสะเอวมองดูอาเสี่ยหงวน

"ไม่ใช่เรื่องของเตี่ยน่าเรื่องของหนู เตี่ยเตรียมสตางค์ไว้ให้สิงโตก็แล้วกัน"

นวลละออแหวขึ้นทันที

"เอา-เอาใหญ่แล้ว พ่อสมนึกพูดกับพ่ออย่างนี้ใช้ได้รึ มานี่ตบหน้าเสียทีเถอะ"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับนวลละออ

"หนอย เด็กมันพูดเท่านี้ถึงกับจะตบตีเชียวรึ แม่นวลนี่ชอบกลจริงเชียว"

สมนึกหัวเราะชอบใจ

"ฮ้า-คุณย่าเข้าข้างหนู เอิงเงย เตี่ยฮะ เตี่ยต้องแต๊ะเอียสิงโตคนละ ๑๐๐ บาทนะฮะ"

"ไม่ให้โว้ย" กิมหงวนตวาดแว้ด

คุณหญิงวาดพูดขึ้นดังๆ

"ไม่ให้ย่าให้เอง ไปลูก ไปเอาสิงโตมาเชิดให้ย่าดู ฮิ-ฮิ สิงโตวงนี้มันน่ารักเหลือเกิน"

สมนึกเดินเข้ามาฉุดแขนเจ้าแห้วลุกขึ้น แล้วพาออกไปจากห้องโถง อาเสี่ยมองดูลูกชายสุดสวาทของเขาอย่างรำคาญ

"เจ้าสี่คนนี้มันต้องแก่นแน่ๆ เพราะคุณอาหญิงคอยให้ท้ายมัน"

"เอ้า-ก็มันเป็นเด็กนี่นา" คุณหญิงเถียง

"คร๊าบ อีกหน่อยเจ้านึกมันก็คงขี่คอผม คุณปู่คุณย่าคุณตาพะเน้าพะนอจนเป็นเทวดาไปหมดแล้ว"

ทุกๆ คนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน อีกสักครู่หนึ่งเสียงกลองและล่อโก๊ก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว และใกล้เข้ามาทุกที คณะพรรคสี่สหายต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปทางหน้าตึก ลงบันไดมาข้างล่าง ที่สนามหน้าตึกมีโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวปูผ้าขาว ตั้งอยู่บนโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องเส้นสังเวยหมูเห็ดเป็ดไก่ ซึ่งคุณหญิงวาดได้จัดขึ้นสำหรับผีเรือนที่คุ้มครองรักษาบ้านพัชราภรณ์ อันที่จริงวันนี้ไม่ใช่วันเส้นไหว้ แต่คุณหญิงท่านจัดขึ้นเป็นพิเศษ และหลังจากที่ผีเรือนกินแล้ว เครื่องสังเวยเหล่านี้จะเป็นอาหารเช้าของคณะพรรคสี่สหาย สิงโตน้อยเต้นก๋าเข้ามาพ่อนพเชิดอย่างคล่องแคล่ว พ่อดำรงค์ถือหางวิ่งตุปัดตุเป๋ พ่อสมนึกกระหน่ำกลองโดยไม่มีจังหวะจะโคน พ่อพนัศตีล่อโก๊ บรรดาวงศาคณาญาติยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร มองดูลูกสิงโตอย่างชื่นชม เจ้าแห้วถือพานใส่เทียบเดินเข้ามาก้มศีรษะโค้งคำนับ

"รับประทานโต้ถีโต้ถ่านครับ"

กิมหงวนหัวเราะ ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรปึกหนึ่งส่งให้เจ้าแห้ว พ่อนพหยุดเต้นชั่วขณะตะโกนถาม

"เท่าไหร่ ตาแห้ว"

เจ้าแห้วหันไปตอบ

"รับประทาน ๓๐๐ ครับ"

สมนึกตะโกนขึ้นดังๆ

"หยุด-หยุด พวกเราไม่เต้นโว้ย สิงโตชั้นนี้แล้วต้องพันบาทถึงจะเต้น"

กิมหงวนยิ้มให้ลูกชายของเขา

"ไม่เต้นก็ตามใจ"

นพโยนหัวสิงโตทิ้งโครม พูดกับเพื่อนๆ ของเขา

"ร้องไห้โว้ยพวกเรา ไม่ได้ ๑,๐๐๐ บาท ร้องไห้ให้มันตายเลย หนึ่ง-สอง-สาม" พนัศ นพ ดำรงค์และสมนึกต่างกระแทกตัวลงนั่งเหยียดเท้าบนพื้นดินร้องไห้จ้า พ่อสมนึกถึงกับตีอกชกหัวนอนกลิ้งไปมา หน้าเขียวเพราะความโมโห

"ว้ายๆๆ " คุณหญิงร้องลั่น "นิ่ง-นิ่งเสียลูก ย่าให้อีก ๗๐๐ เป็นพัน"

พูดจบท่านก็ล้วงมือลงไปในอกเสื้อ หยิบธนบัตรใบละร้อยออกมานับได้ ๗ ฉบับรีบส่งให้เจ้าแห้วทันที เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"คุณหนู-คุณหนูครับ ได้ ๑,๐๐๐ บาทครับ"

พวกสิงโตหยุดร้องไห้ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ต่างลุกขึ้นปัดฝุ่นตามเสื้อกางเกง พ่อนพคว้าหัวสิงโตขึ้นเชิดต่อไป เสียงกลองและล่อโก๊ดังขึ้นอีก

"แช็ง ตุ้ง แช็ง ตุ้ง แช็งๆ เช็ง ชิ ตุ้งแช็งๆ ตะลุ่งตุ้งแช่ง ชิ-แช็ง ตุ้งๆๆ ตุ้งแช็งๆ "

พ่อนพเต้นได้ดีมาก ขยับหัวสิงโตไปมา แม่งามทั้งสี่หัวเราะงอหาย ชื่นชมในลูกหลานของตน

"อือ"

อาเสี่ยครางหันมาพูดกับนิกร

"อ้ายพวกนี้มันสำคัญโว้ย ยังกะสิงโตอาชีพ"

นิกรหัวเราะ มือขวาหยิบตะเกียบคีบปลาจาระเม็ดในจานๆ หนึ่ง มือซ้ายล้วงซองธนบัตรกิมหงวน

"น่าเอ็นดูมาก"

อาเสี่ยชำเลืองมองดูมือนิกร ซึ่งกำลังดึงซองธนบัตรออกมา

"เฮ้ยๆ อยากติดตะรางวันชิวอิ้ดรึ ชะ-ช้าอย่าล้วงคองูเห่าหน่อยเลยวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เปล่าน่า ล้อเล่น"

สิงโตน้อยๆ เชิดอยู่ในราว ๑๐ นาทีก็หยุดเชิดวางหัวสิงโตลง นัยน์ตากลมโตไร้เดียงสาของพ่อนพจ้องมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แกหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"หนูเหนื่อยแล้วฮะคุณตา คุณตาเชิดให้หนูดูบ้างซีฮะ "

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ไม่เอาโว้ยตาเชิดไม่เป็น"

พ่อนพหน้างอทันที

"ซีคุณตาเชิดให้ดูหน่อย คุณย่ามาถือหาง"

คุณหญิงหัวเราะคิ๊ก

"ยุ่งใหญ่แล้วตานพ ไปเล่นกันเองไปลูกไปผลัดกันเชิด"

พ่อนพเต้นเร่าๆ เหมือนม้าพยศ

"ไม่เอาหนูอยากดูคุณตาเชิด"

นิกรพูดกับพ่อตาของเขา

"คุณพ่อก็เชิดให้หลานมันดูหน่อยเป็นไรเล่า"

"เอ๊ ข้าเชิดไม่เป็นนี่หว่า"

ประไพว่า "ก็เชิดส่งเดชซีคะคุณพ่อ"

"ว้า บอกว่าเชิดไม่ได้ แล้วกัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงดุๆ

สมนึกยกมือตบบ่าพ่อนพ

"ร้องไห้โว้ยพวกเรา ไม่เชิดร้องไห้เป็นลมชักแหง่กๆ เลย เอา-หนึ่ง-สอง-สาม"

พอสิ้นคำว่าสาม พ่อหนูน้อยทั้งสี่ก็ร้องไห้จ้า ใครมีเสียงเท่าไรก็ตะเบ็งออกมา เจ้าแห้วมองดูอย่างหมั่นไส้ นึกรำพึงในใจว่า ถ้าเป็นลูกหลานของเขาละก็ เขาคงเตะคอขาดแน่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มริมฝีปากแน่น คุณหญิงวาดรีบลนลานก้มลงหยิบหัวสิงโตส่งให้ท่าน

"เอาซีคะ"

"อะไรเล่า-คุณหญิง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาด

"ก็เชิดสิงโตให้หลานมันดู โธ่ดูซีคะร้องไห้ชักดิ้นชักงอไปตามกัน ว้าย-ตายแล้วพ่อนพ"

ทุกคนต่างมองดูพ่อนพซึ่งกำลังนอนกลิ้ง ซอยเท้าถีบอากาศร้องไห้จ้า และยกมือน้อยๆ ทั้งสองข้างบีบคอตัวเอง เพื่อต้องการตายไปจากโลกนี้ เพราะคุณตาขัดใจไม่ยอมเชิดสิงโตให้ดู เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือกรีบคว้าหัวสิงโตมาจากคุณหญิง แล้วร้องบอกพ่อหนูทั้ง ๔

"เฮ้ย-หยุดร้องไห้โว้ย"

เสียงร้องไห้เงียบกริบทันที ดำรงค์จ้องตาเขม็งมองดูคุณตา ยกมือปัดเส้นผมพลางพูด

"คุณตากับคุณย่าต้องเชิดสิงโตก่อน ม่ายงั้นหนูร้องไห้คอหอยแตกตายเลย"

สมนึกพูดเสริมขึ้น

"เอายังงี้ดีกว่า เอานิ้วทิมลูกนัยน์ตาเราให้บอดก็แล้วกัน คุณตาอยากไม่เชิดสิงโต หนึ่ง-สอง"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนสุดเสียง "อย่า อย่าโว้ย ตาเชิดให้ดูเดี๋ยวนี้"

พ่อเทวดาทั้งสี่ยิ้มแป้นไปตามกัน ต่างคนต่างลุกขึ้นยืน สมนึกปราดเข้าคว้ากลอง เริ่มต้นโหมโรงทันที พ่อนพตีล่อโก๊ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จำเป็นต้องเชิดสิงโตเพื่อถนอมน้ำใจหลาน

"ตุ้งแช็งๆ ตะลุ่งตุ้งแช็ง ตุ้งแช็ง ฯลฯ "

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะงอหาย คุณหญิงวาดถือหางเก้ๆ กังๆ ถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ เหยียบเท้าร้องลั่น สิงโตแก่เต้นไปได้สักครู่ สมนึกก็หยุดตีกลองโบกมือให้ยุติการแสดงชั่วขณะ แล้วก็จ้องมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ พลางทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้

"ไม่ยอม-ไม่ยอมแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ไม่ยอมอะไรวะ เจ้านึก"

"สิงโตทำไมหัวล้านล่ะ นึกไม่ยอมนึกจะดูสิงโตหัวไม่ล้าน"

สี่สหายหัวเราะลั่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้างหัวสิงโตทิ้ง

"เลิก-ไม่เล่นโว้ย"

พ่อหนูน้อยทั้งสี่ยิ้มแป้นไปตามกัน นพพูดกับเพื่อนๆ ของแก

"ไปเล่นกันที่เรือนต้นไม้เถอะพวกเรา วันนี้เราต้องเชิดสิงโตกันทั้งวันเลย ใครห้าม เราต้องร้องไห้ ไปโว้ย"

เสียงเฮฮาดังขึ้น ต่างคว้าหัวสิงโตและเครื่องบรรเลง พากันวิ่งไปยังเรือนต้นไม้ เจ้าแห้วติดตามไปด้วยในฐานะที่เป็นพี่เลี้ยงสิงโตน้อยๆ ท่านผู้ใหญ่มองดูหน้ากันแล้วสั่นศีรษะ

"เป็นไงหลานเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สัพยอกเพื่อของท่าน ประมุขบ้านพัชราภรณ์ยิ้มแห้งๆ

"หลานผมมันก็หลานเจ้าคุณนั่นแหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ก็นั่นน่ะซี ดูๆ มันจะกลายเป็นพ่อเราแล้ว ไม่ตามใจมันก็ไม่ได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจเบาๆ

"เห็นจะต้องเฆี่ยนกันเป็นงานใหญ่สักที"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"ก็ลองดูซีคะ เจ้าสี่คนของดิฉันถูกเฆี่ยนวันไหนละก็ ชิ๊บหายแน่"

คุณแม่ของคุณหนูอมยิ้ม รู้ดีว่าคุณหญิงวาดรักและตามใจลูกของหล่อน ราวกับดวงใจของท่าน กิมหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา แล้วพูดกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม

"เชิญรับประทานอาหารกันเถอะครับ ๒ โมงครึ่งแล้ว ประเดี๋ยวผมจะไปเยี่ยมโรงเลื่อยโรงสีและอู่เรือของผม เอาเงินไปแจกพวกกรรมกรเขา"

นิกรว่า "อันที่จริงไม่น่าจะต้องลำบากเลย มอบเงินให้กันไปแจกแทนแกก็ได้"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ลำบากนักกันไปเองดีกว่า ขืนให้แกเอาไปน่ากลัวมันจะไปไม่ถึง ง่า-เจี๊ยะโว้ยพวกเรา"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหาย ก็เข้านั่งประจำที่ นิกรเริ่มลงมือกินอาหารเป็นคนแรก

ตอนเที่ยงวันนั้นเอง สตู๊ดเก๋งสีองุ่นแล่นมาหยุดที่ปากตรอกบ้านของอาเสี่ยกิมหงวน ที่ถนนพาหุรัด เจ้าแห้วเปิดประตูก้าวลงจากรถ แล้วเปิดประตูตอนหลังให้นายของเขา พล นิกร กิมหงวนและ ดร. ดิเรกแต่งกายแบบสากล แต่เสื้อกางเกงยับยู่ยี่ ทุกคนมึนเมาแทบจะไม่มีสติ หน้าตาแดงก่ำไปตามกัน ออกจากบ้านพัชราภรณ์ ๑๐ น. เศษ กิมหงวนก็พาเพื่อนของเขาตระเวนไปทั่วพระนคร เยี่ยมเยียนเพื่อนพ่อค้าของเขา ซึ่งล้วนแต่เป็นชาวจีน แล้วก็ไปตามโรงเลื่อยโรงสี อู่ต่อเรือของเขา แจกจ่ายเงินให้กรรมกรโดยทั่วหน้า อันเป็นกิจซึ่งเขาปฏิบัติมาทุกๆ ปี สิ้นเงินไปหลายหมื่นบาท ทุกๆ แห่งได้ต้อนรับอาเสี่ยด้วยเหล้าและอาหารดีๆ นิกรกินจนกระทั่งต้องอ้วกทิ้ง เขายอมสารภาพว่าในปีนี้แหละเขาเจี๊ยะมากที่สุด หลังจากเยี่ยมเยียนท่านผู้ใหญ่และมิตรสหายโดยทั่วหน้าแล้ว กิมหงวนก็พาเพื่อนเกลอทั้งสาม มาหาเจ้าสัวกิมไซผู้เป็นลุงของเขา และเป็นผู้ดูแลบ้านไทยแท้ของเสี่ยหงวน เจ้าแห้วทำตาปริบๆ เมื่อแลเห็นเจ้านายนั่งซึมกระทืออยู่ในรถ เขาเองก็ดื่มมากเหมือนกันแต่ยังมีสติอยู่บ้าง

"รับประทานถึงแล้วครับ ว้า-แย่โว้ย คุณครับ-ฮี้ รับประทานถึงแล้ว"

กิมหงวนลืมตามองดูโลก

"ถึงไหนวะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"บ้านอาเสี่ยน่ะซีครับ"

"แล้ว-แล้วแกพาฉันมาทำไม"

เจ้าแห้วเกาศีรษะ

"รับประทานอาเสี่ยบอกให้ผมพามาที่นี่ครับ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เอา-มาก็มา"

พูดจบเขาก็ปลุกเพื่อนเกลอทั้งสามให้ลุกขึ้น นิกรลืมตาโพลง ลกแขนบิดขี้เกียจ อ้าปากหาวแล้วร้องยี่เกเสียงแจ๋ว

"วันเอ๋ยวันนี้ สุขเกษมเปรมปรีดิ์แม่เอ๋ยสนุกถึงใจ วันตรุษจีนมันช่างครึกครื้น ชาวจีนสดชื่นผิดกว่าตรุษไทย ถึงคราวสงกรานต์ไม่มีใครรู้ มันช่างน่าอดสูเสียนี่กระไร เสียงเจ๊กขายปลาปล่อยฟังแล้วมันน้อยใจ"

"เฮ้ย" ดิเรกเอ็ดตะโร "ยูเป็นบ้านี่มันกลางถนนโว้ย"

นิกรอมยิ้ม

"ใครบอกแกล่ะว่ากลางถนน ในรถต่างหาก"

ดิเรกจุ๊ย์ปาก

"ก็รถมันจอดบนถนน"

"อ้อจริงโว้ย"

สี่สหายพากันเดินลงจากรถ เดินโซซัดโซเซเข้าไปในตรอกบ้าน ไม่สนใจกับใครต่อใครที่พากันมองดูเขา พอเข้ามาในบ้านไทยแท้ สี่สหายก็แลเห็นคนใช้ชายหญิงนั่งจับกลุ่มเลี้ยงเหล้ากันอยู่ที่หน้าตึก การกินเลี้ยงชะงักลงเพียงชั่วขณะ บรรดาคนใช้ต่างลุกขึ้นยืนต้อนรับอาเสีย และยกมือไหว้สี่สหายอย่างนอบน้อม พล นิกร กิมหงวนกับดิเรกต่างทักทายโดยทั่งหน้า ชายกลางคนๆ หนึ่งพูดกับนิกรเบาๆ

"เสี่ยไม่แต๊ะเอียพวกเราบ้างหรือครับ"

นิกรหัวเราะ

"นั่นแน่ วันนี้กันเป็นอาเสี่ยไปแล้ว ได้ซีพี่ชาย ที่มานี่ฉันตั้งใจจะแจกเงินพวกแกทุกๆ คน "

พูดจบนายการุณวงศ์ก็ล้วงกระเป๋าหยิบใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมานับได้ ๑๘ ฉบับเท่าจำนวนคนใช้ แล้วส่งให้นายลิ้มคนใช้เก่าแก่ของกิมหงวน

"เอ้า เอาไปแบ่งกันคนละ ๑๐๐ บาท สำหรับลื้อให้ ๓๐๐ บาท"

นายลิ้มยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอบคุณครับ"

กิมหงวนมองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"อือ-ไหนแกว่าแกไม่ได้เอาเงินติดตัวมายังไงล่ะ"

นิกรหัวเราะ

"ก็ไม่ได้เอามาน่ะซี"

"อ้าว แล้วเงินนี่..."

"อ๋อ เงินของเจ้าดิเรกมัน"

ดร. ดิเรกใจหายวาบ ยกมือคลำกระเป๋ากางเกง

"เฮ้ย"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่ต้องเฮ้ย กันแจกเขาไปแล้ว"

ดิเรกทำปากจู๋

"มายก๊อด แกเป็นไวเหมือนจิ้งจก ว้าแย่เลย"

กิมหงวนหัวเราะลั่น

"เจ้ากรมันนั่งซบบ่าแกมาตลอดทาง กันนึกสงสัยอยู่เหมือนกัน" พลพูดพลางล้วงกระเป๋าหยิบซองธนบัตรออกมา พลกับกิมหงวนต่างจ่ายเงินให้พวกคนใช้ชายหญิงโดยทั่วหน้า ทุกคนได้ให้ศีลให้พลด้วยน้ำใสใจจริง ขณะนั้นเจ้าสัวกิมไซท่านลุงของกิมหงวน ได้พาร่างอันชราของแกเดินออกมาจากห้องกลางอย่างรีบร้อน ใบหน้าของท่านเจ้าสัวยิ้มแย้มแจ่มใส แกสวมกางเกงแพรปังลิ้นสีดำใหม่เอี่ยม เสื้อกุยเฮงแพรสีขาว

"อาหงวน" เจ้าสัวร้องขึ้นดังๆ

สี่สหายหันมาทางชายชรา ต่างยกมือไหว้แสดงความเคารพ

"สวัสดีครับอาแป๊ะ" พลพูดนอบน้อม

"อ้อ-ซาหวักลีทุกคงๆ นอกจากอ้ายหงวน แฮ่ะๆ เป็นยังไงอาคุงหมอ"

ดิเรกหัวเราะ

"ผมน่ะไม่เป็นไรหรอกครับ ว่าแต่อาแป๊ะเถอะ ผมยังจะต้องมาฉีดยาให้อีกหลายเข็ม..."

เจ้าสัวขยิบตาไม่ให้ดิเรกพูด แล้วแกก็พูดกับสี่สหาย

"ปาย-ไปในห้อง กับข้าวเหล้าอั๊วมีแยะ วันนี้ต้องกิงกังให้จ้ำบ๊ะเลย ปูเหลียวอาแป๊ะจะชวนพวกลื้อไปที่บ้านลื้อ เลี้ยวไปหาเจ้าคุงวิจิกฯ เยี่ยมเยียงกังกิงเหล้ากัง"

สี่สหายอมยิ้มเดินตามเจ้าสัวกิมไซเข้าไปในห้องกลาง ซึ่งมีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารจีน และเหล้าฝรั่งอย่างดี นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่สามารถกินอะไรได้อีกแม้แต่คำเดียว เพราะมันล้นอยู่ที่คอหอย

๑๓ น. เศษ สี่สหายกับเจ้าสัวกำลังกินเหล้าและสนทนากันอย่างสนุกสนานอยู่ในห้อง นิกรมานะกัดฟันพยายามกินไก่ตอนได้อีกครึ่งตัว เสียงกลองสิงโตดังกังวานขึ้นที่หน้าบ้าน สาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องกลาง รายงานให้สี่สหายทราบ อย่างกระหืดกระหอบ

"คุณคะ พวกคุณแดงที่บ้านเอาสิงโตมาเชิดค่ะ"

พล นิกร กิมหงวนและดิเรกสะดุ้งโหยง

"ฮ้า? ลูกฉันน่ะเรอะ"

พลถามโดยเร็ว

"ค่ะ คุณพนัศ คุณนพ คุณดำรงค์กับคุณสมนึกค่ะ"

"ไอ๊ย่า" เจ้าสัวร้องอุทาน "มังมายังไงกันโว้ย"

ทุกคนพรวดพราดลุกขึ้นรีบออกไปจากห้องกลาง สิงโตน้อยกำลังเชิดอยู่หน้าบันไดตึก เจ้าแห้วยืนหน้าเซ่ออยู่ข้างหลัง พ่อสมนึกเป็นคนเชิด นพถือหาง ดำรงค์ตีกลอง และพนัศตีล่อโก๊ เจ้าสัวเห็นความน่ารักน่าเอ็นดูของหลานชาย ก็ชื่นใจเหลือที่จะกล่าว แกวิ่งลงบันไดตรงเข้าไปสวมกอดสิงโตน้อยๆ ที่เป็นหลานของแกจูบซ้ายจูบขวา การแสดงสิงโตชะงักลงทันที

"มันน่ารักจริงๆ โว้ย ฮ่ะๆ อานึกของก๋ง ลื้อเต้งสิงโตเก่งมาก จูบอีกทีวะ"

สมนึกยิ้มแป้นกอดคอก๋งแล้วฉอเลอะ

"ก๋งต้องแต๊ะเอียหนูนะ"

เออ-เอาๆ เอาเท่าไร"

"คนละพันบาทฮะ"

"เอาๆ สี่คนสี่พันบาทก๋งให้" พูดจบก็ล้วงกระเป๋าเสื้อกุยเฮงออกมานับส่งให้พ่อหนูน้อยทั้งสี่คน คนละ ๑,๐๐๐ บาท กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก กล่าวถามเจ้าแห้ว

"เจ้าสี่คนนี่มันมากันยังไงกันวะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานมารถสามล้อสองคันครับ"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"มากันตามลำพัง"

"ครับ รับประทานคุณสมนึกจ่ายค่าสามล้อไปคันละ ๑๐๐ บาท ผมขอคืนเจ้าคนรถไม่ยอม"

ดร. ดิเรกครางเบาๆ

"มายก๊อด พรุ่งนี้ต้องเอาไปส่งโรงเรียนแล้ว"

พลพูดกับเจ้าสัวกิมไซ

"อาแป๊ะจะไปบ้านผมก็ไปซีครับ ไปพร้อมกันเดี๋ยวนี้แหละ เจ้าสี่คนนี้มันยุ่งกันใหญ่แล้ว อยู่ถึงพญาไทดันนั่งรถสามล้อมาถึงนี่ ป่านนี้ทางบ้านคงตามหากันใหญ่"

เจ้าสัวหัวเราะชอบใจ ยกมือตบศีรษะพนัศ

"พวกลื้อมันเก่งมาก ฮิ ฮิ น่ารักมาก ไม่ต้องกลัวใคร พ่อลื้อตีอั๊วหล่าเลย"

แล้วแกก็หันมาทางสาวใช้คนหนึ่ง

"อากิมหงโอ๊ย ตีสายไปบ้านเจ้าคุงปาสิกฯ โว้ย บอกว่าเหล็กๆ สี่คงอยู่ที่นี่ อั๊วกำลังจะพาไปส่งบ้านเหลียวนี้"

สาวใช้รับคำสั่งแล้ววิ่งขึ้นไปบนตึก

ต่อจากนั้นสี่สหาย ก็พาเจ้าสัวกิมไซและลูกๆ ของตนออกไปจากบ้านไทยแท้ เจ้าแห้วทำหน้าที่แบกหัวสิงโตและเครื่องบรรเลงตามไป.

จบ