พล นิกร กิมหงวน 051 : พระศิวมรกต

ดอดจ์เก๋งสีครีมคันใหญ่ และใหม่เอี่ยมคันหนึ่งแล่นข้ามสะพานผ่านพิภพลีลา มาทางสนามหลวง และตัดหน้ารถรางในระยะกระชั้นชิด จนกระทั่งคนขับรถรางห้ามล้อจนตัวโก่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้ารถหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้วแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ขับรถภาษาตะหวักตะบวยอะไรกันวะ รถเพิ่งซื้อได้สามวันเท่านั้นถูกรถรางชนแกจะว่ายังไง"

เจ้าแห้วยิ้มซีดๆ

"รับประทานผมนะไม่ว่ากระไรหรอกครับ มีแต่ใต้เท้าจะว่าผม แฮ่ะ แฮ่ะ ความจริงห่างจากตะแกรงรถรางตั้งคืบรับประทานมือชั้นผมรับรองครับ"

"ยังจะพูดดีอีกเดี๋ยวพ่อเขกกบาลเลยอ้ายนี่ เลี้ยวขวาอ้อมไปตามสนามหลวงแล้วไปจอดทางแดนจุฬา" ดอดจ์เก๋งเลี้ยวขวาอ้อมวงเวียนเล็กๆ ตัดหน้ารถบรรทุกคันหนึ่งในระยะอันตราย คนขับรถบรรทุกเหยียบเบรคเต็มเหนี่ยวแล้วร้องตะโกนด่าเจ้าแห้ว

"ตัดหน้ารถทางซ้ายมือมีอย่างหรือวะ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก มองดูเจ้าแห้วอย่างเคืองๆ

"จำไว้ว่ารถคันนี้ข้าไม่ได้ประกันเพราะข้าเอือมระอาในความเอาเปรียบ และ ความรู้มากของบริษัทประกันรถยนต์เต็มทน ถ้าแกขับรถคันนี้ชนกับเขา และ แกเป็นฝ่ายผิดข้าจะตบหน้าแกสัก ๓ ที เตะ ๕ ที แล้วตัดเงินเดือนเท่าราคาค่าซ่อมรถเข้าใจไหม"

เจ้าแห้วยิ้มกริ่มบังคับรถเลี้ยวซ้ายมือ วนสนามหลวงจากด้านอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พล, นิกร, กิมหงวน และดร. ดิเรก นั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถ สี่สหายกำลังสนใจกับรูปถ่ายขนาดโปสการ์ดเป็นรูปประเภทปลุกใจเสือป่า ซึ่งเพื่อนของ ดร. ดิเรก คนหนึ่งเป็นนายแพทย์ได้ไปทัศนาจรฝรั่งเศสเมื่อเร็วๆ นี้ซื้อมาฝากนายแพทย์หนุ่มส่งมาให้ทางไปรษณีย์เมื่อบ่ายวันนี้เอง รูปถ่ายเหล่านี้จะมองในแง่ศิลป์ก็ได้แต่ละรูปทำให้คนแก่กลายเป็นหนุ่ม และคุนหนุ่มดูแล้วคึกคักเข้มแข็ง โดยเฉพาะนิกรสนใจมากกว่าเพื่อนเขาเม้มไว้สองรูปโดยที่ ดร. ดิเรก ไม่รู้

รถเก๋งคันงามที่มีราคาขนาดบ้านหลังใหญ่ๆ แล่นมาใกล้จะถึงแดนว่าวจุฬาแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่ามีว่าวจุฬาหรือปักเป้าขึ้นสู่ท้องฟ้าเลย เพราะเมื่อตอนบ่ายมีฝนตกลงมาเล็กน้อยทำให้ลมกลับ ในสนามหลวงคงมีแต่ว่าวเล็กๆ ซึ่งเด็กๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน ลมเปลี่ยนทิศทางพัดจากตะวันออกไปทางตะวันตกคือพัดไปตามขวางของสนามหลวงและลมอ่อนมาก

เจ้าแห้วบังคับรถหยุดชิดขอบทางบนรางรถรางสายรอบเมือง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองเข้าไปในสนามแล้วหันมาทางคณะพรรคสี่สหาย "ลมไม่มีวะ ตั้งใจมาดูว่าอดดูเสียแล้ว"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ลงไปหาอะไรกินกันไม่ดีหรือครับ ถึงไม่ได้ดูว่าวนั่งกินเหล้ากินไก่ย่างเล่นเย็นๆ ใจเข้าทีดีเหมือนกันคุณพ่อเป็นเจ้ามือให้พวกผมชื่นใจหน่อยเถอะครับ"

เจ้าคุณมองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างเศร้าใจ

"เพิ่งกินน้ำชามาจากรัตนโกสินทร์เดี๋ยวนี้เอง หิวอีกแล้ว"

นิกรพยักหน้าและยิ้มอ่อนหวาน

"ผมอยากกินไก่ย่าง" เขาพูดยานคาง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"ถ้ายังงั้นเลยไปเที่ยวสนามพระกันก่อน และ พ่อจะพาพวกแกมาเลี้ยงที่นี่หรือยังไงอ้ายหงวน" อาเสี่ยกำลังสนใจกับรูปโป๊จึงยกมือขวาขึ้นโบก

"จะเอายังไงกันก็ตามใจคุณอาเถอะครับ อย่าเพิ่งยุ่งกับผมผมกำลังพิสูจน์ว่ายายแหม่มปารีสคนนี้แกนุ่งกางเกงในไยบัวหรือเปล่า?"

"พวกแกดูรูปอะไรกันวะ เห็นนั่งดูกันตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว"

พลส่งรูปปลุกใจเสือป่ารูปหนึ่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาลองดูซีครับ หมอสมจิตรเขาไปทัศนาจรฝรั่งเศสเขาส่งรูปเหล่านี้มาให้ดิเรกสองโหล" เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูรูปศิลป์รูปนั้นแล้วท่านก็ทำคอย่นหลับตาปี๋รีบส่งคืนให้พลทันที

"ดูรูปยังงี้ต้องอยู่เงียบๆ และใช้เวลาพิจารณานานๆ " แล้วท่านก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"คืนนี้ก่อนเข้านอนขอให้พ่อดูหน่อยนะ เอาทั้งชุดเลย แฮ่ะ แฮ่ะ เมื่อหนุ่มๆ พ่อสะสมไว้เยอะ นัยน์ตาเป็นกุ้งยิงตลอดปี แต่ว่าของพันนี้ใครๆ ก็อดดูไม่ได้" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ไปสนามพระ"

ดอดจ์เก๋งเคลื่อนออกจากที่ทันที ผ่านไปทางไหนๆ ก็พากันมองดูความสง่าของมันซึ่งคนจนๆ นั้นตลอดชีวิตของเขาย่อมไม่มีหวังที่จะได้เป็นเจ้าของ

สนามพระก็คือสนามหญ้าหน้าศาลแพ่งและทางอาญาอีกแห่งหนึ่ง ที่เรียกว่าสนามพระนั้นหมายความว่าที่นั่นเป็นที่ชุมนุมของบรรดานักเลงพระทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องราง พระพุทธรูป ทุกกาลสมัยทั้งพระบวชเก่าและพระบวชใหม่ ใครตาไม่ถึงก็เจอพระบวชใหม่ พอรู้ว่าเสียเชิงเขาก็ได้แต่เจ็บใจแต่พูดไม่ออกไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง สนามพระมีบุคคลทุกชั้น ทุกวัย นับตั้งแต่เจ้าคุณแก่ๆ คุณพระหรือคุณหลวงข้าราชการบำนาญ นักเลงพระรุ่นลายครามที่มีชื่อเสียงกระทั่งเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะริเริ่มเล่นพระ มีการซื้อขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เปลี่ยนมือกันไปเปลี่ยนมือกันมา พวกอาเสี่ยใหญ่ๆ ที่เงินเหลือใช้มากหน้าหลายตาป้วนเปี้ยวอยู่ที่สนามพระเสมอ และสนามพระนี้เปิดตั้งแต่เช้าจนค่ำ เปิดมาประมาณ ๔๐ ปีแล้ว ในวงการนักเลงพระย่อมรู้จักสานมพระเป็นอย่างดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหายของเราเคยมาเที่ยวที่สนามพระบ่อยๆ พบพระชั้นดีราคาพอสมควรก็เช่าไว้ซึ่งคำว่าเช่าก็คือซื้อนั่นเอง บรรดานักเลงพระส่วนมากรู้จักมักคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพราะท่านมาบ่อยๆ บางทีพวกนักเลงพระก็ไปมาหาสู่ท่านที่บ้าน "พัชราภรณ์" ส่วนสี่สหายของเราไม่ใคร่จะได้มาบ่อยนักจึงมีผู้รู้จักไม่กี่คน

ดอดจ์เก๋งแล่นมาหยุดบนถนนหน้าศาลแพ่งใกล้กับร้านเครื่องดื่มร้านหนึ่ง ซึ่งร้านนี้เปรียบเหมือนสโมสรของพวกนักเล่นพระ สี่สหายกับท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วพากันลงจากรถและเดินเข้าไปในสนาม ตามเวลาที่กล่าวนี้พวกนักเลงพระทั้งหลายกำลังนั่งจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มๆ อวดพระกันบ้าง เสนอขายหรือกำลังแลกเปลี่ยนกันบ้าง สนามพระไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เจ้าคุณพานทองกับขี้ยาก็คุยกันได้อย่างสนิทสนม แม้แต่รัฐมนตรีบางท่านก็ให้ความเป็นกันเองกับพวกซื้อขายพระเหล่านี้ เจ้าหนุ่มหยองกรอดคนหนึ่งปราดเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"เอาสมเด็จไว้ใช้สักองค์เถอะครับท่าน ผมกำลังร้อนเงินทีเดียวไม่แพงหรอกครับ"

เสี่ยหงวนรับมาพิจารณาดูแล้วส่งคืนให้ชายผู้นั้น

"ท่านเพิ่งบวช เอาไว้ขายคนอื่นเถอะน้องชาย นักเลงเล่นพระกลุ่มหนึ่งตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และยกมือไหว้ท่านอย่างนอบน้อม

"ใต้เท้าหายหน้าไปเสียนาน สบายดีหรือครับ"

"สบายดี นายช่วง ได้ข่าวว่านายช่วงปล่อยกริ่งปวเรศร์ไปแล้วหรือ"

ชายชราหน้าจ๋อย

"ครับ ลูกมันหลายคนครับใต้เท้าต้องเตรียมเงินไว้ให้แป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนเขา ลูกคนโตกับลูกคนที่สองสำเร็จ ม.๖ จะไปเข้าเตรียมเขาเรียกแป๊ะเจี๊ยคนละ ๑,๕๐๐ บาท ลูกคนที่สามสอบ ม. ๓ ได้ แต่ได้ที่โหล่ผมก็เลยย้ายโรงเรียนใหม่ไปเข้าโรงเรียนฝรั่งครับเขาเรียกแป๊ะเจี๊ย ๔,๐๐๐ ลูกคนเล็กสำเร็จ ป. ๔ ไปเข้าโรงเรียนใหม่เสียแป๊ะเจี๊ยอีก ผมก็เลยตัดสินใจขายกริ่งปวเรศร์ไป เจ้าคุณบรรหารฯ ท่านโชคดีครับเหมือนได้ไปเปล่าๆ "

ใครคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างพินอบพิเทาเทา

"ใต้เท่าเอาใบขนุนไว้ใช้สักองค์ดีไหมครับ กระผมคิด ๓๐๐ เท่านั้น แต่ว่าท่านชำรุดหน่อย ชำรุดมาจากอยุธยา"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ขอบใจนายพร้อม ฉันมีอยู่แล้วตั้ง ๕ องค์ ลูกเขยฉันเขาไปขโมยขุดเอามาจากกรุก่อนที่กรมศิลปากรจะไปเสียอีก ได้มาเข่งใหญ่ๆ แบ่งให้พรรคพวกไปเกือบหมดนี่ยังไงละลูกเขยฉัน"

นิกรทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล รีบเดินเลี่ยงไปทางอื่นทันทีพลกับเสี่ยหงวนตามไปด้วยปล่อยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วยืนอยู่ในกลุ่มนักเลงพระเก่าๆ เหล่านั้น นิกรมองค้อนเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเคืองๆ

"นี่ถ้าไม่ใช่พ่อตาถูกกันซัดแล้ว ดันบอกเขาได้ว่ากันขโมยขุดพระ นี่แหละโบราณเขาถึงว่ามีพ่อตาผิดคิดจนพ่อตาตาย หัวล้านเสียเปล่าไม่มีความคิด พับผ่า...ขายหน้าเขาเหลือเกินไปขุดก็ไปด้วยกันแล้วยังวจะมาพูดอีก"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"อย่าไปโกรธเคืองท่านเลย ถึงอย่างไรท่านก็เป็นพ่อตาแก ไปนั่งที่ร้านกาแฟกินโอเลี้ยงกันเถอะวะ"

พูดถึงเรื่องกินนิกรก็ยิ้มแป้นหายโมโห กิมหงวนเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้งสองเดินตรงไปที่ร้านกาแฟแฝงลอยสามเกลอทรุดนั่งที่โต๊ะว่างตัวหนึ่ง เสี่ยหงวนสั่งกาแฟดำเย็นสามแก้ว ขณะที่นั่งดื่มกาแฟและสนทนากัน กระทาชายท่าทางบอกว่าเป็นขี้ยาคนหนึ่งแต่งกายขมุกขมอม สวมกางเกงขาสั้นเก่าๆ เสื้อชั้นในคอกลมขาดวิ่น ขี้ไคลท่วมบ้องหูได้เข้ามายืนกะลิ้มกะเหลี่ยอยู่ข้างโต๊ะสามสหาย พอสบตากับนิกรเขาก็ยกมือไหว้และยิ้มให้

"สวัสดีกระหม่อม"

นิกรสะดุ้งเฮือกรู้สึกคันศีรษะทันที เขาหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับชายผู้นั้น

"ทักผิดตัวเสียแล้วพี่ชาย ฉันไม่ใช่เจ้าหรอก"

ชายผู้นั้นยิ้มแป้น

"ฝ่าพระบาทเป็นอย่างนี้เสมอ ไม่โปรดให้ใครทักฝ่าพระบาทอยางเจ้า"

"ปูโธ่" นิกรคราง "อย่าพยายามให้เหาขึ้นกบาลฉันหน่อยเลย ฉันชื่อนิกร เป็นคนธรรมดาสามัญชน"

ชายกลางคนผู้รักยาฝิ่นยิ่งกว่าภรรยายกมือขาวป้องหน้าผาก มองดูหน้านิกรเพื่อให้แน่ใจแล้วเขาก็ทำหน้าเบ้

"โอ-รับประทานขอโทษเถอะครับ ผมทักผิดจริงๆ หน้าตาของคุณเหมือนกับท่านชายวิเศษไชยศรีอย่างที่สุดจริงๆ นะครับผมไม่ได้แกล้งพูดเลย"

นิกรหันมาทางพล

"ราศีกันดีถึงอย่างนี้เชียวหรือวะ"

พลหัวเราะหึๆ

"นายคนนี้เขาเป็นนักจิตวิทยาชั้นครูทีเดียว ลองถามเขาดูซิว่าเขามีธุระอะไรหรือเขาจะให้แกช่วยอะไรเขาบ้าง"

นิกรเปลี่ยนสายตามาที่นักขี้ยาที่หากินในสนามพระ

"พี่ชาย มีอะไรที่จะให้ฉันช่วยบ้างไหม"

ชายผู้นั้นยกมือไหว้นิกรอีกครั้งหนึ่ง แล้ว เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าสามสหายในระยะใกล้ชิด เขาล้วงกระเป๋าเสื้อคอกลมของเขาหยิบกล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งออกมาส่งให้นิกรอย่างพินอบพิเทา

"ผมกำลังเดือดร้อนครับ ผมอดข้าวมา ๗ วันแล้วอยากจะขายพระองค์นี้ให้คุณไว้ใช้ครับ"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"อดข้าว ๗ วันลื้อก็ตายห่าแล้วไม่ต้องถึง ๗ วันหรอกเพียง ๓ วันลื้อก็ลุกไม่ขึ้นอั้วทะเลาะกับเมียอดวันเดียวยังตาเหล่ถ่มน้ำลายไม่ออก"

ชายผู้นั้นยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เป็นความจริงครับ ผมอดข้าวมา ๗ วันแล้วรับประทานแต่ก๋วยเตี๋ยวและก๋วยจั้บ ให้ดิ้นตายซีครับ อ้ายอ่วมขี้ยาถือสัจจะนักไม่เคยกล่าวเท็จกับใครเลย"

พล, นิกร, กิมหงวน ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นิกรเปิดกล่องเล็กๆ ออกพิจารณาดูเครื่องรางองค์หนึ่งแล้วกล่าวถามวีรบุรุษแห่งโรงยา

"พระอะไร"

"หลวงพ่อแก้วยังไงละครับ"

"เหนียวเรอะ" นิกรถามอย่างสนใจ

"เรื่องเหนียวผมไม่รับรองครับ แต่ถ้าพูดอะไรกับใครคุณอมหลวงพ่อไว้ในปากรับรองว่าสำเร็จแน่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเงินครับ สมมุติว่าคุณจะขอหรือยืมเงินใครพักพันบาท อมหลวงพ่อแก้วไปพูดกับเขา ถ้าไม่ได้เงินคุณกระทืบผมเลย แต่ว่าคนนั้นต้องเป็นคนมีเงินด้วยนะครับ ไม่ใช่คนจนหรือคนอย่างผม"

"แกดูซิพล" นายพัชราภรณ์สั่นศีรษะ "กันดูไม่ออกเคนเห็นหลวงพ่อแก้วเพียงครั้งเดียวหรือสองครั้งเท่านั้น พานายคนนี้ไปหาคุณอาซีวะให้คุณอาท่านดูให้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นอย่างเคืองๆ

"คนดูเป็นอยู่นี่ทั้งคนไม่ให้ดู"

นิกรขมวดคิ้วย่น รีบส่งกล่องใส่พระเครื่องรางองค์นั้นให้เสี่ยหงวนทันที

"ช่วยดูหน่อยวะ ถ้าของจริงและราคาไม่แพงเกินไปกันจะซื้อไว้ กิติคุณของหลวงพ่อแก้วนะมีมานานแล้ว ใครๆ ก็เชื่อถือ"

เสี่ยหงวนพิจารณาดูอย่างตั้งอกตั้งใจสักครู่เขาส่งคืนให้นิกร แล้วพูดเสียงหนักๆ ว่า

"ดูไม่เป็นโว้ย"

นายจอมทะเล้นทำปากจู๋

"เดี๋ยวถีบตกเก้าอี้เลย"

แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าของพระองค์นั้น

"พระแก้วแน่นะ"

จอมขี้ยาหัวเราะเสียงแห้งๆ

"ลองไปถามคนทั้งสนามพระดูได้ครับ ถ้าไม่ใช่พระแก้ว หรือพระองค์นี้เป็นพระบวชใหม่ ผมยอมลงนอนให้คุณกระทืบผม ๕๑ เท่าอายุของผมทีเดียว ขี้ยาอย่างอ้ายอ่วมมีสัจจะไม่เคยหลอกลวงใครกินหรอกครับ ผมรัษาสัตย์มานานแล้วก็เพื่อต้องการให้คนทั้งหลายได้เห็นว่าขี้ยาก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน"

นิกรพอใจมากเมื่อได้ฟังนายอ่วมพูดเช่นนี้

"เอาเท่าไรละ อย่าบอกให้ผ่านนักนะ เอาขาดตัวกันเลย"

จอมขี้ยานิ่งคิด

"ของสามพันเท่านั้นแหละครับ"

นิกรหยุดยิ้มทันที

""สามพัน ต่อสักคำได้ไหมพี่ชาย"

"อ๋อ ได้ซีครับของซื้อของขายทำไมจะต่อไม่ได้ละครับ"

"ยี่สิบบาทเป็นไง"

"ตกลงครับ" จอมขี้ยาพูดหน้าตาเฉย

นายจอมทะเล้นล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทหยิบธนบัตรย่อยออกมาปึกหนึ่ง แล้วส่งธนบัตรใบละยี่สิบบาทหนึ่งฉบับให้นายอ่วมพลางกล่าวว่า

"น่าดีใจที่การซื้อขายของเราเป็นไปอย่างรวดเร็ว และง่ายดายเช่นนี้"

นายอ่วมหัวเราะ

"ขอบคุณนะครับ สันดานผมมันเสียมานานแล้วเสนอราคาแพงไปหน่อย แต่ผู้ซื้อต่อมากน้อยเท่าไรผมให้ทุกที ผมลาละครับ ลาทุกๆคน"

"อ้าว" พลอุทาน "รีบไปไหนละพี่ชาย"

จอมขี้ยายิ้มแห้งๆ

"ก็รีบไปอย่างว่าแหละครับ ผมกำลังจะลงแดงตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ตุนเลย"

แล้วเขาก็หันมาพูดกับนิกร

"คุณเก็บหลวงพ่อแก้วไว้ให้ดีนะครับ พระองค์นี้น้องชายผมมันรักราวกับชีวิต"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"แล้วทำไมเขาถึงให้นายอ่วมมาขายละ"

"ไม่ให้หรอกครับ มันเผลอผมก็เลยหยิบเอามา คนอย่างผมไม่ชอบคนเผลอเสียด้วย ลาละครับยิ่งพูดมากยิ่งอยากฝิ่น" พูดจบจอมขี้ยาก็รีบเดินไปจากที่นั่น

สามสหายมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน พลร้องสั่งน้ำอัดลมแช่เย็นอีกสามขวด เสี่ยหงวนกล่าวกับนิกรว่า "แกซื้อพระองค์นี้เพราะแกสงสารตาอ่วมขี้ยานั่นใช่ไหม"

"เปล่า กันซื้อเพราะกันอยากได้ต่างหาก" แล้วนิกรก็หยิบหลวงพ่อแก้วออกมาจากกล่อง ยกขึ้นใส่ ปากอมไว้

"หลวงพ่อแก้วขึ้นชื่อมานานแล้ว เราจะพูดจะเจรจากับใครถ้าอมหลวงพ่อไว้เป็นต้องสำเร็จ"

"ยังงั้นเชียวหรือ" กิมหงวนพูดอย่างสนใจ

"ทดลอง ให้กันดูหน่อยได้ไหมวะ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ทดลองยังไง"

"แกลองไปขอเงินคุณอาสักสามพัน ไปกับกันเดี๋ยวนี้หลอกท่านว่าจะมาซื้อพระ ถ้าคุณอาให้แกหลวงพ่อแก้วองค์นี้ก็ศักดิ์สิทธิ์จริง"

นิกระเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงโว้ยทดลองกับพ่อตากันดีกว่า ตามธรรมดาท่านกระดูกโดยไม่ต้องขัด ไปโว้ยพวกเรา อ้าว-อ้ายพลสั่งให้น้ำอักลมมาแล้วดื่มเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน อากาศมันร้อนเหลือเกิน เมื่อกลางวันกันเยี่ยวใส่กระป๋องแล้วเอาไข่ไก่ลงไป เดี๋ยวเดียวเท่านั้นไข่สุกปอกเปลือกจิ้มเกลือพริกไทยกินได้ เป็นยามมะตูมนิดหน่อย"

นิกร, กิมหงวน ก็ลุกขึ้นพากันเดินบุกเข้าไปในสนามพระตรงไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งขณะนี้นักเลงพระรุ่นอาวุโส ประมาณสิบกว่าคนกำลังยืนห้อมล้อมเจ้าคุณอยู่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซื้อเทวารูปพระอิศวรได้หนึ่งองค์เป็นเทวรูปขนาดย่อมแกะด้วยหินสีเขียว นิกรพาเพื่อนเกลอทั้งสองบุกเข้ามาหาพ่อตาของเขาขณะนี้ ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้ว กำลังสนใจกับพระเครื่องลางองค์หนึ่ง นิกรเอื้อมมือขวาเขี่ยเอวเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"คุณพ่อ....คุณพ่อครับ ว้า หูหนวกเสียแล้ว"

เจ้าคุณหันขวับเข้ามาทันที

"ไม่ได้หนวกโว้ย กำลังพูดกับท่านขุนอยู่ทางนี้ไม่หมดประโยค อ้า-มีอะไรว่ามาซี"

นิกรยิ้มอย่างประจบ

"แฮ่ะ แฮ่ะ คุณพ่อเป็นพ่อตาผมใช่ไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื้อก

"ก็ใช่นะซี"

"อ้า-ขอเงินผมสักสามพันได้ไหมครับ ผมเอาไปซื้อพระ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาท ซึ่งมัดไว้เป็นปึกๆ หลายปึกออกมา ท่านยกห่อกระดาษเทวรูปหนีบจั๊กแร้ไว้แล้วนับเงินรวม ๓,๐๐๐ บาท ส่งให้นิกรอย่างยิ้มแย้ม

"เอ้า-เอาไป" พูดจบท่านก็หันมาทางนักเลงพระรุ่นอาวุโส

"ลูกเขยผมยังเป็นเด็กสำหรับผมเสมอ ความจริงไม่ใช่คนจนนะครับ พ่อแม่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีรวยกว่าผมเสียอีก"

นิกรมองดูเงินสด ๓,๐๐๐ บาท ในมือของเขาอย่างตื่นตะลึง พลกับเสี่ยหงวนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ในพุทธานุภาพของหลวงพ่อแก้วที่อยู่ในปากของนิกร ตามปกตินั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่เคยให้เงินนิกรเป็นจำนวนพันอย่างนี้ อย่างมากก็สามสี่ร้อยบาท และกว่าจะให้ก็ต้องเทศนาเสียพอแรง นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ เก็บเงินสดไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาแล้วกระพุ่มมือขึ้นเหนือศีรษะ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเข้าก็เข้าใจผิดคิดว่านิกรไหว้ท่าน ท่านก็หัวเราะหึๆ

"หน็อยแน่ วันนี้มืออ่อนจริงนะอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ ไม่กล้าบอกท่านว่าเขาไหว้พระไม่ได้ไหว้เจ้าคุณ แล้วนิกรก็หันมาทางพลกับกิมหงวน พยักหน้ากับสองสหายเป็นความหมายพาพลกับอาเสี่ยออกไปจากกลุ่มนักเลงพระในวัยชรา สองเกลอยืนรวมกลุ่มกันอยู่กลางสนามพระ นิกรคายหลวงพ่อแก้วออกใส่ฝ่ามือของเขา แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสองอย่างภาคภูมิ

"เป็นไงหลวงพ่อท่านแน่ไหม คุณพ่อท่านกระดูกอย่ามหาวินาศ พออมพระไปพูดขอเงิน ๓,๐๐๐ บาท ท่านควักให้ดีๆ "

เสี่ยหงวนเต็มไปด้วยความเลื่อมใส

"วิเศษแท้ ขายให้กันเถอะวะอ้ายกรกันให้พันบาท"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"อย่าว่าแต่พันบาท หมื่นบาทกันก็ไม่ขาย"

"เอ้า-กันให้หมื่นบาทเอ้า ไหว้ละวะกันอยากได้ไว้ใช้เวลาขอเงินเมีย แกก็รู้ดีว่าเมียกันเขาเข้มงวดกวดขันในเรื่องการเงิน เขาบังคับให้กันใช้เงินส่วนตัววันละ ๒,๐๐๐ บาท เท่านั้น ถ้าจะขอเงินก้อนก็ต้องชี้แจงแสดงเหตุผล การเซ็นเช็คเบิกเงินในธนาคารก็ต้องเซ็นชื่อร่วมกัน เว้นแต่เงินที่ฝากเกี่ยวกับการค้า"

"ว้า" นิกรคราง "ของหายากซะด้วยแกมาหักคอซื้อไปเอาในฐานที่เราเป็นเพื่อนฝูงกันเอาไปเถอะวะ แต่ต้องจ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวง"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น รีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเร้อออกมาซึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทถ้วน นิกรกับกิมหงวน ต่างยื่นหมูยื่นแมวกันตามระเบียบอาเสี่ยดีใจมากที่เขาได้พระหลวงพ่อแก้วไว้เป็นกรรมสิทธิ์ เขาคุยอวดพลอย่างภาคภูมิ

"คราวนี้แหละเมียกันจะต้องหยิบเงินให้กันโดยดี ฮ่ะ ฮ่ะ พรุ่งนี้กันจะขอเงินนวลสักสองหมื่นพาพวกเราไปตากอากาศหัวหินสักห้าหกวัน หน้าร้อนอย่างนี้คนมีเงินอย่างพวกเราอยู่กรุงเทพฯ ก็คงชักดิ้นชักงอตายเพราะความร้อน"

พลมองดูอาเสี่ยอย่างเศร้าใจ

"มหาเศรษฐีอย่างแกนี่รู้สึกว่าการดำรงชีวิตช่างลำบากเสียจริงๆ หน้าร้อนก็ร้อนแทบตาย หน้าหนาวก็แทบจะทนไม่ไหวต้องใช้เครื่องกันหนาวราคาแพง หน้าฝนนั่งรถเก๋งยังต้องใส่เสื้อฝนอีก"

อาเสี่ยพยักหน้ายอมรับว่าเป็นความจริง

"มันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์พลเอ๋ย คนเรายิ่งรวยยิ่งดัดจริตยิ่งมีพิธีรีตองไว้ยศไว้ศักดิ์ จะกินจะนอนจะทำอะไรก็ต้องให้มันแตกต่างกว่าคนจน บางทีกันก็คลื่นไส้ตัวกันเองเหมือนกัน น้ำประปากินไม่ได้เสียแล้ว กลัวเชื้อโรคต้องกินโซดา มันอยากรวยก็ต้องแอ็คไปตามเรื่อง อย่าถือสาหาความเลยวะ"

ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ สมเกลอของเราในท่าทางนอบน้อมยำเกรง พลเห็นเข้าก็กล่าวถาม

"ว่ายังไงลุง"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เจ้านายเอากฤชไว้ดูเล่นสักเล่มไหมละครับ เป็นกฤชเก่าแก่ของพระเจ้าอโศกมหาราชครับ"

นิกรพูเสริมขึ้น "ขอดูสิลุง"

ชายชราส่งห่อกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ ห่อหนึ่งให้นายจอมทะเล้น นิกรค่อยๆ แก้ห่อออกดูแล้วสามสหายก็แลเห็นกฤชเล่มหนึ่ง ยาวประมาณหนึ่งคืบซึ่งเป็นของเก่าแก่จริงๆ ลวดลายแบบอินเดียด้ามกฤชทำด้วยงาช้าง

"ทำไมลุงรู้ว่ากฤชเล่มนี้เป็นของพระเจ้าอโศกมหาราช" นิกรถาม

"ผมซื้อไว้จากชาวอินเดียคนหนึ่งเมื่อ ๒๐ กว่าปีมานี้เองครับ ตอนนั้นผมยังเป็นข้าราชการฐานะของผมยังดีมากแต่เดี๋ยวนี้ผมยากจนและแก่เฒ่าลงมาก จึงจำเป็นต้องเอาของเก่าๆ มาขาย"

"ลุงจะขายเท่าไรละครับ" นิกรพูดยิ้มๆ

"ขอพันบาทครับ"

"พันบาทแพงไป"

"แล้วเจ้านายจะให้ผมสักเท่าใด"

"สักสิบบาทเป็นไง"

ชายชรายิ้มเศร้าๆ

"ผมขอเรียนให้ทราบว่า เพียงแต่ทับทิมสามสี่เม็ดที่ฝังด้ามกฤชราคาก็มากกว่าพันบาทแล้วครับ ราคาที่ผมเสนอขายเจ้านายไม่แพงเลย ถ้าไม่ยากจนผมไม่ขาย"

นายจอมทะเล้นมองดูชายชราอย่างเกรงใจ

"ถ้าอย่างงั้นผมไม่ซื้อละครับลุง ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะซื้อเอาไปแทงใคร" พูดจบก็จัดแจงห่อกฤชไว้ตามเดิมแล้วคืนให้ ชายชรายืนนิ่งเฉยไม่ยอมรับ

"เอาเถอะครับ ผมกำลังหิวและอดโซเต็มทน เมื่อเจ้านายคิดว่ากฤชของผมควรจะมีราคาเพียงสิบบาทผมก็ขายให้ ผมจะได้มีเงินซื้ออาหารรับประทาน"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละร้อยปึกใหญ่ออกมา ๑๐ ฉบับ แล้วส่งให้ชายชราเจ้าของกฤช

"เอ้า ผมให้ลุงพันบาท ลุงพูดจับใจผมมาก"

ชายชราดีใจอย่างยิ่ง ยกมือไหว้ประหลกๆ แล้วรับเงินมาถือไว้

"ขอบพระคุณนะครับ ขอให้เจ้านายมีความสุขความเจริญยิ่งๆ เถอะนะครับผมกราบลาละครับ" พูดจบชายชราผู้น่าสงสารก็เดินไปจากที่นั้น

พลกับกิมหงวนต่างพากันมองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"แกมักจะทำอะไรแปลกๆ เสมออ้ายกร" กิมหงวนพูดยิ้มๆ

"แกต่อเขาสิบบาท แต่แกก็ให้เขาพันบาท"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"กันสงสารตาลุงว่ะ ท่วงท่าของแกเป็นผู้ดีตกยาก กันมองดูแพล็บเดียวก็รู้ว่าแกเคยมีอดีตรุ่งเรืองมาแล้ว เสื้อผ้าของแกถึงจะเก่าแต่ก็สะอาดเรียบร้อย ขณะที่แกเสนอขายกฤชของแกนั้นรู้สึกว่าแกกระดากอายมาก นิ้วมือของแกเรียวงามเหมือนพวกขุนนางตัดเล็บสะอาดหนวดก็ขลิบไว้เรียบร้อย ผู้ดีตกยากเป็นคนที่น่าสงสารกันก็เลยช่วยเหลือแก"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้า ดร. ดิเรก กับเจ้าแห้วตรงเข้ามา พลกระซิบกระซาบบอกเสี่ยหงวนทันที

"ลองดูอ้ายหงวน ลองขอเงินคุณอาสักพันบาทซิ"

อาเสี่ยพยักหน้าเห็นพ้องด้วย เขาอมหลวงพ่อแก้วใส่ปากทันที เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้วเข้ารวมกลุ่ม เสี่ยหงวนก็ยิ้มให้ท่านเจ้าคุณและกล่าวขึ้นทันที

"คุณอาครับ ขอเงินพันบาทเถอะครับ ผมจะหาซื้อพระสักองค์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"ยังไงกันงะ อยู่ๆ แกจะมาขอเงินฉันตั้งพันบาท ขอยืมซีโว้ย ไม่ใช่ขอเฉยๆ "

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น ยืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็คายหลวงพ่อแก้วออกมาแล้วส่งให้นิกร

"คืนโว้ย เองเงินของข้ามา"

นิกรถอยหลังกรูดแล้วเอียงคอ

"ฮื้อ-ซื้อขายกันแล้วนี่หว่า"

อาเสี่ยทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้

"ไม่ยอม พระของแกไม่ขลัง ถ้าไม่คืนเงินฉันจะบอกตำรวจจับแก"

นิกรหัวเราะอย่างขบขันที่สุดในชีวิตของเขา

"จับเรื่องอะไร ฉันไม่ได้หลอกลวงขายแกเลย แกอ้อนวอนขอซื้อฉันหมื่นบาท ถามอ้ายพลดูก็ได้ อ้ายพลรู้เห็นดีในเรื่องนี้"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"จริงของมันอ้ายหงวน แกอ้อนวอนขอมันซื้อเอง"

"อะไรกันวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างสงสัย

กิมหงวนพูดเสียงสะอื้น

"อ้ายกรมันซื้อหลวงพ่อแก้วไว้จากขี้ยาคนหนึ่งครับ ซื้อไว้ ๒๐ บาท มันอมพระไว้แล้วทดลองความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อไปขอเงินคุณอาสามพัน คุณอาควักกระเป๋าหยิบเงินให้โดยดี ผมเห็นความศักดิ์สิทธิ์ก็อยากได้ไว้ เผื่อจะได้ขอเงินเมียใช้คล่องๆ ผมก็เลยขอซื้ออ้ายกรหมื่นบาท ผมลองขอเงินคุณอาเพียงพันบาทคุณอาไม่ให้ผม แสดงว่าหลวงพ่อไม่ขลังหรือไม่ศักดิ์สิทธิ์ นี่ยังไงละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือรับพระเครื่องรางมาจากเสี่ยหงวน

"หลวงพ่อท่านจำวัดกระมัง เย็นๆ อย่างนี้พระท่านมักชอบจำวัด"

เจ้าคุณพูดยิ้มๆ แล้วพิจารณาดูหลวงพ่อแก้วในฝ่ามือของท่าน สักครู่ท่านก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมาถามลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"แกซื้อมาเท่าไหร่นะอ้ายกร"

"ห้าพันตำลึงครับ"

เจ้าคุณหัวเราะ

"พระอย่างนี้กิโลละ ๓ บาทก็แพงแล้ว นี่นะพระเก๊รู้ไหมอ้ายกร แกซื้อมาจากอ้ายขี้ยาที่ชื่ออ่วมใช่ไหม"

"ใช่ครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก

"อ้ายอ่วมน่ะในสนามพระไม่มีใครเขาเชื่อถือมันหรอกเต็มไมไปด้วยความปลิ้นปล้อนตลบตะแลง พระของมันมีแต่พระบวชใหม่ทั้งนั้น แกจะเอาอะไรล่ะ นับตั้งแต่สมเด็จวัดระฆัง ท่ากระดาน, คลองตะเคียน, ขุนแผน, นางพญา อ้ายอ่วมมีทั้งนั้น หนุ่มๆ อย่างพวกแกมันไก่อ่อนในสนามพระ ขนาดชั้นเซียนมือเก่ายังเคยถูกต้มนี่หว่า เอาเงินหมื่นบาทคืนให้อ้ายหงวนมันไป"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่คืนครับ อย่างน้อยเงินหมื่นบาทนี่จะต้องเป็นเงินกองกลาง สำหรับพวกเราเที่ยวกินเหล้ากัน"

กิมหงวนค้อนประหลับประเหลือกแล้วด่านิกรเบาๆ

"ฉิบหาย อ้ายหน้าขี้โกง"

ขณะนี้ ดร.ดิเรก กับเจ้าแห้ว กำลังสนใจกับพระเครื่องรางองค์หนึ่งซึ่งนายแพทย์หนุ่ม ซื้อมาจากนักเลงพระรุ่นอาวุโสเป็นเงิน ๙๐๐ บาท และได้ผ่านการทดลองในด้านอยู่ยงคงกระพันมาแล้ว เจ้าของพระเป็นข้าราชการบำนาญ ได้แถมมีดโกนให้นายแพทย์หนุ่มหนึ่งเล่ม เพื่อใช้ในการทดลองพระนางพญา หรือไว้โกนขนหน้าแข้งหรือจั้กกระแร้ตามอัธยาศัย ดร. ดิเรก กำลังให้เจ้าแห้วเอามีดโกนเฉือนแขนของเขาเล่นอย่างสนุกสนาน จะเชือดเฉือนเท่าใดก็ไม่เข้าด้วยอานุภาพของพระพุทธคุณทำให้ ดร. ดิเรก ตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งถึงกับไม่สนใจกับเพื่อนๆ และพ่อตาของเขา พลแลเห็นห่อเทวรูปในมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาก็กล่าวถามเบาๆ

"คุณอาได้พระบูชามาหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"เปล่า ไม่ใช่พระบูชาหรอก เทวรูปพระศิวะน่ะ แกดูซิฝีมืออินเดียเข้าทีมาก เป็นของเก่าแก่ชิ้นหนึ่ง"

พูดจบท่านก็ส่งห่อกระดาษให้นายพัชราภรณ์

พลค่อยๆ แก้ออกดูอย่างระมัดระวัง แล้วเขาก็แลเห็นเทวรูปซึ่งแกะด้วยสีเขียวองค์หนึ่ง เป็นรูปพระอิศวรกำลังประทับนั่งบนพระแท่น พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์แก้วสีเขียวนี้เป็นสีเดียวกับสีมรตก และมีรอยคล้ายกับรอยร้าวหลายแห่ง พลมีความสนใจในเรื่องโบราณวัตถุเหมือนกัน พอมองเห็นเขาก็รู้ว่าเทวรูปนี้ฝีมือช่างชาวอินเดียและเป็นของเก่าแก่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ปี

"เป็นยังไง สวยไหม"

"ไม่เลวครับคุณอา เท่าไรครับนี่"

"พันสองเท่านั้น"

"ก็ไม่แพงที่นี่ครับ แต่เทวรูปองค์นี้เล็กไปหน่อย หน้าตักกว้างประมาณ ๓ นิ้วเท่านั้น สูงในราว ๒ ครึ่ง"

"เราซื้อฝีมืออ้ายหลานชาย ของเก่าอย่างนี้หาได้ยากแต่เนื้อแก้วมันร้าวๆ ไม่ใคร่สวย เจ้าของเป็นข้าราชสำนักสมัยพระมงกุฏเกล้าฯ โน่น-สวมเชิ้ทแขนยาวยืนอยู่ในกลุ่มพวกนั้น เป็นหลวงอะไรอาลืมไปแล้ว เคยเห็นกันและพูดคุยกันที่สนามพระบ่อยๆ รู้สึกว่าแกคงจะร้อนเงินมาก ทีแรกบอกราคาตั้งสองพันห้า อาต่อเล่นๆ พันสองแกก็ให้"

พลค่อยๆ ห่อเทวรูปพระศิวะส่งคืนให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรแก้กฤชออกอวดพ่อตาของเขา

"ผมซื้อกฤชไว้อันหนึ่งครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง รีบเก็บเทวรูปไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบกฤชอันนั้นมาพิจารณาดูด้วยความตื่นเต้นสนใจ

"แกซื้อมาเท่าไรวะกร"

"ห้าพันครับ" นิกรพูดหน้าตาย

"โกหก"

"ปู้โธ่-ให้ผมก้าวไปที่ธรณีสูบจ๊วบลงไปในดินซีครับ ให้ลากเลือดออกมาเป็นกระโถนๆ ซีเอ้า ห้าพันบาทไม่แพงเลยคุณพ่อ กฤชเล่มนี้เจ้าของเขายืนยันว่าเป็นพระแสงของพระเจ้าอโศกมหาราช อดีตกษัตริย์พระองค์หนึ่งได้บำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง และเป็นนักรบที่เก่งฉกาจด้วย"

"ฮือ ฝังทับทิมด้วยว่ะ"

"นั่นนะซีครับ ทับทิมแต่ละเม็ดใสเหน่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกสะดุ้งเฮือกค่อยๆ เงยหน้ามองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"เดี๋ยวพ่อแทงด้วยกฤชทะลุเลย"

พูดจบเจ้าคุณห่อกฤชแล้วเก็บเข้ากระเป๋าของท่าน

"อ้าวๆ " นิกรเอ็ดตะโร

"ดูแล้วขอคืนครับ"

เจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"ขายให้พ่อเถอะวะ พ่อให้ ๖,๐๐๐ บาท"

"ไม่ได้ๆๆ กฤชเล่มนี้คือดวงใจของผม เพียงวินาทีแรกที่ผมเห็นผมก็ชอบเสียแล้ว ถ้าคุณพ่อจะเอาจริงๆ ต้องหมื่นบาท"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ย์ปาก

"๗,๐๐๐ ก็แล้วกัน"

"ไม่ได้ครับ ไม่ได้เด็ดขาด ผมเอาไปขายร้านค้าของเก่าเวิ้งนครเขษมอย่างขี้หมูขี้หมาก็ได้หมื่นบาท เจ้าของกฤชนี้เขาขายถูกก็เพราะเขาร้อนเงิน คุณพ่ออยากได้เอามาให้ผมหมื่นบาทก็แล้วกัน"

"อือ อ้ายเปรตนี่ยิวเหลือเกิน เอา-หมื่นบาทก็หมื่นบาท แต่ต้องไปเองเงินที่บ้าน"

"ไม่เป็นไรครับ ไปเอาเงินที่บ้านก็ได้ เราลูกเขยพ่อตากันไม่เป็นไรครับ"

ขณะนี้พล และกิมหงวนกำลังจ้องมองดู ดร. ดิเรก กับเจ้าแห้วกำลังทดลองพระด้วยความตื่นเต้นสนใจ นายแพทย์หนุ่มมองพระนางพญาไว้ในปาก ยื่นท้องแขนข้างขวาให้เจ้าแห้วเอามีดโกนเชือดเฉือนอยู่หลายนาทีแล้ว ในที่สุดพลก็พาอาเสี่ยเดินเข้าไปหา

"เฮ้ย-เลิกลองพระทีเถอะวะหมอ ผู้คนเข้ามาห้อมล้อมเกือบ ๕๐ คนแล้ว แกจะเล่นปาหี่หรือไร ของดีนะเขาไม่ต้องลองหรอก"

ดร. ดิเรก กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้ว เย็นวาบไปหมดทั้งตัว เมื่อแลเห็นไทยมุงกำลังห้อมล้อมมองดูเขากับเจ้าแห้วทดลองพระ

"มายก็อด....กลับบ้านกันทีโว้ยพวกเรา ไปลองที่บ้านดีกว่า พระองค์นี่วิเศษเหลือเกิน อ้ายแห้วเฉือนจนมีดโกนบู้ยังไม่เข้า"

พลหันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"แกเอาทางสันหรือทางคมเฉือนวะ"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"รับประทานเอาทางสันครับ"

ดร. ดิเรก ทำคอย่นแล้วเอ็ดตะโร

"ทำไมไม่เอาทางคมเฉือน โธ่-อ้ายเปรต"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"เอาทางคมเฉือนรับประทานผม กลัวติดตะรางครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

นายแพทย์หนุ่มยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พานิกรเข้ารวมกลุ่มแล้วชวนคณะพรรคสี่สหายไปที่รถเพื่อไปหาอาหารรับประทานที่สนามหลวง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีอกดีใจมากที่ท่านได้เป็นเจ้าของเทวรูปพระศิวะ และกฤชเก่าแก่เล่มนี้ งานอดิเรกของท่านก็คือสะสมโบราณวัตถุ พระเครื่องรางและพระบูชา

เทวรูปพระอิศวรองค์นั้นและกฤชของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ประดิษฐานอยู่ในห้องพิพิธภัณฑ์ของบ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว ซึ่งห้องพิพิธภัณฑ์นี้เต็มไปด้วยวัตถุเก่าอันมีค่าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และอาเสี่ยกิมหงวน ของนิกรมีไหกระเทียมเก่าๆ อยู่ใบเดียวซึ่งนิกรมั่นใจว่าเป็นของเก่าในยุคสุโขทัย และไหกระเทียมใบนี้คุณหญิงวาดสั่งให้เอาออกไปทิ้งหลายครั้งแล้ว

บ่ายวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด เข้าไปชมห้องพิพิธภัณฑ์เพื่ออวดเทวรูปพระศิวะทีท่านซื้อมาเมื่อวันอังคารที่แล้วมานี้ ความจริงคุณหญิงวาดไม่สู้จะสนใจกับโบราณวัตถุเท่าใดนัก ท่านสนใจกับสลากกินรวบมากกว่า คุณหญิงติดตามเจ้าคุณประสิทธิ์เข้ามาในห้องพิพิธภัณฑ์ก็เพราะหวังว่า ท่านอาจจะได้พบตัวเลขสามตัวที่องค์เทวรูปพระศิวะก็ได้ ถ้าหากว่าเทวรูปมีอิทธิปาฏิหาริย์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่านมาหยุดยืนเบื้องหน้าเทวรูปพระศิวะผู้เป็นซึ่งประดิษฐานอยู่ยนแท่นไม้สีดำอันกระทัดรัด

"นี่ยังไงล่ะเจ้าคุณ เทวรูปพระอิศวรที่ผมซื้อมาจากสนามหลวงเป็นยังไงครับสวยไหม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นักโบราณวัตถุสมัครเล่นจ้องมองดูเทวรูปอย่างสนใจแล้วเอียงคอไปมา

"อ๊ะ-ไม่เลวเลยเจ้าคุณ ของเขาเก่าจริง ฝีมือก็ดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ผมซื้อมาพันสองเท่านั้น ถูกเหมือนได้เปล่า"

คุณหญิงวาดจ้องตาเขม็งมองดูเทวรูปองค์นี้ด้วยความตื่นเต้น และเป็นครั้งแรกทีท่านสนใจกับโบราณวัตถุ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แลเห็นเมียรักของท่านมองดูเทวรูปจนไม่กระพริบตาท่านก็หัวเราะ

"ชอบหรือ คุณหญิง"

คุณหญิงวาดไม่ตอบ เอื้อมมือขวาหยิบเทวรูปลงมาจากแท่นแล้ววางลงบนฝ่ามือข้างซ้ายของท่าน สีหน้าของคุณหญิงตื่นเต้นมาก ท่านพิจารณาดูเนื้อแก้วสีเขียวทั้งด้านหน้าด้านหลังอย่างถี่ถ้วน แล้วท่านก็วางเทวรูปลงบนแท่นตามเดิม

"ดิฉันชอบจัง เจ้าคุณคะ" คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อยากจะขอซื้อเจ้าคุณสักหมื่นสองหมื่นหรือแสนหนึ่งก็ยังได้ แต่ก็เห็นว่าเราเหมือนญาติสนิทกัน ดิฉันไม่ควรทำให้ท่านเจ้าคุณเสียใจภายหลัง เออน่าสงสารเจ้าจองเดิมเหลือเกิน"

สองเจ้าคุณหน้าตื่นไปตามกัน

"คุณหญิงหมายความว่ากระไรครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"ก็เจ้าคุณลองบอกดิฉันซิว่าเทวรูปองค์นี้ทำด้วยอะไร"

"ทำด้วยแก้วสีเขียวนะซีครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะจนน้ำหมากไหล

"ดิฉันเคยเห็นคนหัวล้านมามากล้วนแต่เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ไง๋ถึงโง่อย่างนี้ก็ไม่รู้เทวรูปองค์นี้นะทำด้วยมรกต ดิฉันจะบอกให้"

"มรกต!" สองเจ้าคุณอุทานลั่น

"เออ-เอ๊ย-คะ มรกตจริงๆ เช่นเดียวกับองค์พระแก้วมรกตของเรา ดิฉันใช้เครื่องเพรชนิลจินดามาตั้งแต่รุ่นสาวจนกระทั่งหัวหงอก เกี่ยวกับอัญมณีไม่ว่าจะเป็น เพรช, ทับทิม, มรกต, นิล, โอปอ, บุษราคัม, โกเมน, ไข่มุก มันจะเป็นของแท้ของเทียม หรือน้ำดี น้ำเลวแค่ไหนดิฉันดูแพล็บเดียวก็รู้"

สองเจ้าคุณทำตาปริบๆ มองดูหน้ากัน

"เอ-ชอบกลเสียแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง

"ถ้าเทวรูปองค์นี้ ทำด้วยมรกตราคาของมันต้องเป็นเรือนแสนนะซีครับ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ไม่ใช่แสนคะเจ้าคุณ มรกตน้ำดีอย่างนี้อย่างน้อยก็ตั้งล้านบาทขึ้นไป เพียงแต่ตัดออกมาเจียระไนขนาดหัวแม่มือราคาก็ร่วมแสนแล้ว มรกตอย่างนี้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศรัสเซียแน่นอนคะ ดิฉันเคยคลั่งมรกตมาพักหนึ่งตอนเจ้าคุณเป็นอธิบดีผู้พิพากษา ดิฉันซื้อมรกตนับเป็นเงินแสน เลยมีความรู้ความชำนาญในเรื่องมรกตมาก แม้กระทั่งนายกิมพงก็ยังยอมรับนับถือว่าดิฉันดูเพรชและมรกตได้ดีมาก"

คุณหญิงวาดหมายถึงสุภาพบุรุษจีนในวัยสูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของกิมหงวนและเป็นผู้จัดการร้าน "กิมเบ๊" ร้านขายเครื่องเพรชทองรูปพรรณอันเก่าแก่ที่หัวเม็ด อันเป็นร้านของเสี่ยหงวนนั่นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีสีหน้าผิดปกติ

"คุณหญิงครับ คุณหญิงแน่ใจหรือครับว่าเทวรูปองค์นี้เป็นมรกต"

"คะ"

"ให้คุณหญิงก้าวไปธรณีสูบ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"แล้วกัน แก่จวนจะเข้าโลงแล้วยังให้สาบานอีก ดิฉันไม่ชอบหรอกคะเรื่องสาบานให้ลากเลือดซีเอ้า เชื่อดิฉันเถอะคะ ผู้ชำนาญดูมรกตมองดูนิดเดียวก็รู้ว่า เทวรูปองค์นี้เป็นเทวรูปมรกต"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โพล่งขึ้นทันที

"เอายังงี้เถอะเจ้าคุณ เพื่อความแน่ใจโทรศัพท์เรียกนายกิมพงมาช่วยดู ถ้านายกิมพงยืนยันว่ามรกตมีนเป็นมรกตอย่างไม่ต้องสงสัย และนั่นก็คือโชคอันมหาศาลของเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"จริงซีครับ ไปข้างนอกเถอะครับ ผมจะโทรศัพท์ไปถึงนายกิมพง ขอร้องให้เขารีบมาหาผมเดี๋ยวนี้ ว้า-ตื่นเต้นจังครับ อยู่ดีๆ มีโชค ถ้าเป็นมรกตผมจะเลื่อยออกเป็นชิ้นๆ แล้วให้ช่างเขาเจียระไนขาย"

คุณหญิงว่า

"ไม่ต้องเลื่อยหรอกคะ เสนกขายพวกนักการเมืองที่รวยๆ ซีคะ เงินล้านสองล้านเป็นเรื่องเล็กสำหรับท่านพวกนั้นคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจแล้วรีบเดินออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์ เพื่อโทรศัพท์ตามตัวนายกิมพงผู้จัดการร้าน "กิมเบ๊" มาช่วยดูเทวรูปพระศิวะให้แน่ว่าเป็นแก้วสีเขียว หรือเป็นมรกตแน่

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หยิบเทวรูปองค์นั้นลงมาจากแท่นพิจารณาดูอย่างสนใจ สักครู่ก็วางไว้บนแท่นตามเดิม

"เอ-มรกตจริงๆ หรือคุณหญิง"

คุณหญิงวาดยิ้มให้ท่านเจ้าคุณของท่าน

"จริงๆ คะเจ้าคุณ มรกตอย่างนี้ราคาแพงมากเสียด้วยนะคะ การัตละอย่างน้อยก็ ๕,๐๐๐ บาท เดี๋ยวๆๆ คะ เจ้าคุณอยู่เฉยๆ ดิฉันเห็นรางๆ แล้ว"

"เห็นอะไรคุณหญิง"

"เลขคะ" คุณหญิงพูดเสียงกระซิบ แล้วชี้มือไปที่ส่วนหน้าตัดของเทวรูป

"นี่ยังไงละคะ ๔๒๘ เลขสวยซะด้วย ฮิ-ฮิ พระศิวะท่านโปรดดิฉันแล้ว งวดนี้ต้องออกแหงๆ "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูคุณหญิงของท่านอย่างเศร้าใจ

"แก่กินรวบนัก ระวังให้ดีจะถูกตำรวจลากคอไปเข้ากรงรู้ไหมว่าเล่นสลากกินรวบน่ะ ผิดกฎหมาย"

"รู้ค่ะ แต่ก็ชอบเล่น งวดก่อนดิฉันก็ถูกตั้งหมื่นบาท"

ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้

"เงินทองก็มีอยู่มากมายหลายล้าน ยังจะบ้าเล่นหวยอีก"

"โธ่-เจ้าคุณก็ คนเรายิ่งรวยมันยิ่งโลภนะคะ บางคนเขามีเงินตั้งร้อยล้าน มีตำแหน่งหน้าที่ราชการใหญ่โต เขายังโกยเอากินไม่รู้จักอิ่ม ใช้ไปจนชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่หมดปัญหาเงินฝืดหรือเงินหายากก็ไม่ใช่อื่นเพราะคนไม่กี่คนเก็บเงินเอาไว้คนละหลายสิบล้าน โดยไม่เอาออกมาใช้ เงินมันก็ร่อยหรอไป"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จูงมือคุณหญิงวาดพาเดินออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์ พอออกมานอกห้องโถงท่านทั้งสองก็แลเห็นคาลิแล็คเก๋งคันหนึ่งแล่นมาหยุดเทียบบันไดตึกพอดี พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก, นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพ นั่งเบียดเสียดกันอยู่ในรถคันนี้ อาเสี่ยกิมหงวนพาคณะพรรคของเขาไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่ภัตตาคารหยาดฟ้าเพิ่งกลับมา ต่างพากันลงมาจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นิกรลงมาเป็นคนสุดท้าย ถือถุงกระดาษสีน้ำตาลห่อหนึ่งซึ่งบรรจุขนมจีบ, ซาลาเปา และอาหารบางอย่างที่กินเหลือ เมื่อเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดออกมาจากห้องโถง นวลลออก็ชูถุงกระดาษอวด

"นวลแวะซื้อแอ็ปเปิลกับองุ่นสดที่สะพานหันมาฝากคุณอาหญิงคะ"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ขอบใจ มากหลานสาว เอาแช่ตู้เย็นไว้เถอะยายนวล"

พูดจบท่านก็พยักพเยิดกันประไพหลานสะใภ้ของท่าน แล้วเลี่ยงไปทางด้านขวาของระเบียงหน้าตึก ประไพรู้ว่าคุณหญิงมีธุระจะพูดด้วยก็รีบตามไปทันทีปล่อยให้ทุกคนเลยเข้าไปในห้องโถง

"คุณอาจะพูดอะไรกับไพเป็นความลับหรือคะ"

"ถูกแล้ว" คุณหญิงวาดกระซิบ

"อย่าบอกใครเชียวนะยายไพ"

ประไพทำตาโตแล้วพูดเบาๆ

"ไม่หรอกคะ แต่ไพต้องฆ่าทั้งสองคน ฮึ่ม-ลงมีเมียน้อยไพจะเอาไว้ทำไมคะ อุ๊ย-พูดแล้วคันมือคันไม้คะ"

"ปู้โธ่ อนิจังทุกขังธัมมังสังฆังเอ๊ย ฉันยังไม่ได้บอกแกสักคำว่าอ้ายกรมันมีเมียน้อย"

ประไพยิ้มแหยๆ

"ยังงั้นหรือคะ แล้วเอาเรื่องอะไรละคะ"

คุณหญิงวาดมองซ้ายมองขวาเสียก่อน จึงกระซิบกระซาบกับประไพว่า

"คุณพ่อของแกซื้อเทวรูปมาองค์หนึ่งรู้ไหม"

"คะ ไพทราบแล้วซื้อมาจากสนามหลวงเมื่อเย็นวันอังคาร"

"เออ-ถูกแล้ว อย่าตื่นเต้นดีใจจนเกินควรนะ ถ้าอาจะบอกแกว่าเทวรูปพระศิวะองค์นั้นแทนที่จะเป็นแก้วสีเขียวกลับกลายเป็นมรกตเม็ดใหญ่ ที่ช่างเขานำมาแกะเป็นเทวรูปแบบเดียวกับมรกตของพระแก้วมรกตนั่นแหละ"

"โอ๊ะ-คุณอาว่ายังไงนะคะเทวรูปองค์นั้นเป็นมรกต "

"เออ-เบาหน่อยอย่าเอ็ดไป อาได้พิจารณาดูแล้วคุณพ่อแกซื้อมาพันสอง แต่ราคาของของมันอย่างต่ำที่สุดก็ล้านบาท"

"โอย ไพต้องถือวิสาสะยึดเทวรูปองค์นี้ เอาเลื่อยตัดแบ่งพี่ภา, พี่นัน, และคุณนวล จ้างช่างเขาเจียระไนทำแหวน ทำต่างหู สร้อยข้อมือ และจี้ คนละชุดสองชุดสบายไปเลยคะ"

แล้วหล่อนก็กระโดดตัวลอย

"ไชโย"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่าเอะอะซีแล้วกัน ถ้าอย่างไรแบ่งให้อาสักชุดนะ"

"ได้คะ แต่ว่าคุณอาแน่ใจหรือคะว่าเทวรูปอง์นั้นเป็นมรกตจริงๆ "

"แล้วกันแกก็รู้อยู่แล้วว่าอาชำนาญในการดูเพชร นิล จิดา พวกแกจะซื้อหาก็ต้องวานให้อาดูเสมอ ขณะนี้คุณพ่อของแกยังไม่เชื่อว่าเป็นมรกตจริงๆ ท่าโทรศัพท์ไปตามนายกิงพงแล้ว อีกสักครู่นายกิมพงคงจะมาถึงนี่ อย่าเพิ่งแพร่งพรายให้ใครรู้เรื่องนี้นะ"

แล้วคุณหญิงวาดก็พาหลานสะใภ้ของท่านเข้าไปในห้องโถง ขณะนี้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหาย นั่งสนทนากันอยู่บนเก้าอี้นวมและโซฟาร์ตัวใหญ่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ บุ้ยใบ้กับคุณหญิงให้สงบปากเสียในเรื่องเทวรูปมรกตองค์นั้น นันทา นวลลออกับประภานั่งรวมกันอยู่บนโซฟาร์ตัวหนึ่ง ประไพเดินยิ้มกริ่มเข้ามานั่งร่วมโซฟาร์ด้วยและนั่งทางขวาสุดใกล้ประภา แล้วประไพก็กระซิบกระซาบกับพี่สาวของหล่อน

"พี่ภา ไพจะบอกอะไรให้อย่าบอกใครนะ คุณอาหญิงบอกว่าเทวรูปที่คุณพ่อซื้อมาคือเทวรูปมรกตคะ มีราคาตั้งล้าน"

เมียรักของ ดร. ดิเรก ทำหน้าตื่น กระซิบถามน้องสาว

"เป็นความจริงหรือไพ"

"จริงคะ ไพจะยึดเทวรูปองค์นี้ตัดออกเป็นชิ้นๆ แบ่งให้พวกเราคนละชิ้นจ้างช่างเขาทำชุดมรกต"

"อู-ก๊อดีนะซีไพ"

ขณะนี้ กิมหงวนกำลังอธิบายถึงเรื่องกิจการของธนาคารสี่สหายซึ่งกำลังมีสภาพง่อนแง่นเต็มทนอันเนื่องมาจากผู้ที่ฝากเงินไว้ได้ตั้งหน้าตั้งตาถอนเงินไปเรื่อยๆ หาคนฝากเงินไม่ใคร่ได้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ บ่นพึมพำเกรงว่าธนาคารสี่สหายจะไปไม่รอดถ้าเลิกล้มกิจการก็ต้องย่ำแย่ไปตามกัน

เจ้าแห้วนั่งสูบกัญชาอยู่ที่เรือนพักคนใช้ พอทราบว่าเจ้านายกลับมาจากรับประทานอาหารกลางวัน เจ้าแห้วก็รีบวิ่งมาที่ตึกใหญ่ เข้าไปในห้องพักอาหารหยิบน้ำอัดลมในตู้เย็นรวมหนึ่งโหล ใส่ถาดใบใหญ่นำมาเสริฟให้คณะพรรคสี่สหาย

"หายหัวไปไหนวะอ้ายแห้ว" คุณหญิงวาดถาม

"รับประทานกวาดหยักไย่ที่เรือนต้นไม้ครับ"

คุณหญิงยิ้มออกมาได้

"เออ-ให้มันขยันอย่างนี้สิวะ เวลาว่างๆ มีงานอะไรที่พอจะทำได้ทำไปไม่ต้องสั่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เข้าไปในห้องพิพิธภัณฑ์ หยิบเทวรูปพระศิวะมาให้ข้าที ถือดีๆ ละ ถ้าหลุดมือพลัดตกแตกแกต้องโดนเหยียบอก"

เจ้าแห้วยิ้มแป้นตลอดเวลา ทุกครั้งที่เขาสูบกัญชาเขารู้สึกครึกครืนรื่นเริง ใจคอเบิกบานเสมอ เจ้าแห้วลุกขึ้นพาตัวเข้าไปในห้องพิพิธภัณฑ์ สักครู่ก็กลับออกมาถือเทวรูปพระศิวะตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งคุกเขาข้างๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วส่งเทวรูปพระอิศวรพระผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ให้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูเทวรูปอวดทุกๆ คนและกล่าวว่า

"ฟังทางนี้พวกเรา อาเป็นผู้ที่มีโชคดีอย่างไม่คาดหมายเทวรูปองค์นี้อาซื้อมาพันกว่า เจ้าของขายให้ในฐานะที่เป็นรูปแกะจากหินสีเขียว แต่บัดนี้ความจริงปรากฏว่าเทวรูปองค์นี้หาใช่หินสีเขียวไม่ แต่เป็นมรกตทั้งก้อนซึ่งมีราคานับล้าน"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที

"ราคาตั้งล้านเชียวหรือครับ"

"เออ-กว่าล้านเสียอีก"

"ถ้ายังงั้นอาจจะถึงสองล้านยังงั้นหรือครับ"

"พอแล้วโว้ย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ

"เดี๋ยวก็เกิดการเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง"

พล พัชราภรณ์ ขอดูเทวรูปพระศิวะองค์นั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งให้โดยดี เมื่อพลพิจารณาดูสักครู่ ดร. ดิเรกก็ขอไปดูบ้าง แล้วพลก็ถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"คุณอาทราบได้อย่างไรครับว่าเทวรูปองค์นี้เป็นมรกต"

"คุณแม่แกนะซีเป็นผู้ยืนยัน"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณอาหญิงท่านหลอกให้คุณอาดีใจกระมังครับ"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"เดี๋ยวแม่ด่าฉลองตรุษสงกรานต์เสียเลย ฉันแก่แล้วโว้ยฉันจะโกหกพกลมเอาตะหวักตะบวยอะไรกัน เมื่อมันเป็นมรกตฉันก็ต้องบอกว่ามันเป็นมรกต เจ้าคุณท่านโทรศัพท์ไปตามนายกิมพงมาแล้ว เพื่อให้เขาช่วยมาพิสูจน์ให้แน่ใจอีกคนหนึ่ง ถ้านายกิมพงยืนยันว่าเป็นมรกต เทวรูปองค์นี้ก็ต้องมีราคานับล้านขึ้นไป"

ประไพลุกขึ้นวิ่งมาที่ ดร. ดิเรก แล้วแย่งเทวรูปองค์นั้นไปจากมือนายแพทย์หนุ่ม

"เฮ้ยๆ " เจ้าค่ะณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "เบาๆ หน่อยโว้ยประไพ เดี๋ยวจะพลัดตกแตกเสียราคา"

ประไพถือกลับไปนั่งรวมกลุ่มกับสามนาง

"ให้ไพนะคะคุณพ่อ ไพจะตัดแบ่งกันสามคน จ้างเขาเจียระไนทำชุดมรกต"

"เอ๊ะไม่ได้ๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร

"ไม่ได้ไพก็จะอา ของพ่อก็เหมือนของลูก"

นันทาแย่งเทวรูปมาจากน้องผัว

"ทำอย่างนี้จะขัดใจกับคุณอาอย่างร้ายแรง น้องไพนี่โตแล้ว ชอบทำอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้"

พูดจบนันทาก็ลุกขึ้นถือเทวรูปพระศิวะเอาไปให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกลับมานั่งตามเดิม นิกรค้อนพี่สาวของเขา

"ฮึ-แม่หัวเรือใหญ่"

นันทาทำตาเขียวเข้าใส่นายจอมทะเล้นทันที

"แกว่าใคร"

นิกรยักคิ้ว

"ใครก็ได้ ทำไม"

นันทาก้มลงถอดรองเท้าซ่นสูง คุณหญิงวาดตกใจก็ตะโกนสุดเสียง

"อย่านะแม่นัน เออแน่พี่น้องคู่นี้ดูมันช่างไม่ถูกกันเสียเลย ทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็กจนแก่ อ้ายกรก็ไม่ใช่เล่นสันดานระยำชอบยั่วเย้า เป็นน้องไม่เคารพนับถือพี่ ประเดี๋ยวแม่ปล่อยให้ยายนันตบตายห่า"

คณะพรรคสี่สหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องเทวรูปมรกตองค์นี้ ดร. ดิเรกสนใจมากกว่าเพื่อน

"ผมพอจะทดลองได้ว่าเทวรูปองค์นี้เป็นหินสีเขียวหรือมรกตแน่ ขอให้ผมเอาไปทดลองในห้องวิทยาศาสตร์สักครู่ได้ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิดแล้วสั่นศีรษะ

"อย่าเลยวะ วิธีทดลองของแกน่ากลัวมาก ดีไม่ดีเทวรูปละลายไปหมด พ่อก็แย่เท่านั้น ให้นายกิมพงเขาพิสูจน์ดีกว่ากิมพงเขาเป็นนักดูเพชรชั้นเยี่ยม"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงครับ เขาเป็นผู้จัดการร้าน "กิมเบ๊" ตั้งแต่เตี่ยผมยังไม่ตาย เป็นคนเก่าแก่ที่ผมรักเหมือนญาติ ซื่อสัตย์ต่อผมที่สุด เงินทองไว้ใจได้ไม่เหมือนอ้ายกร ผมปล่อยเขาบริหารงานคนเดียว บางทีสองสามเดือนผมจึงจะไปร้านสักครั้งแต่เมียผมไปบ่อยๆ ชอบใจอะไรก็เอามาแต่ง"

เสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วลุกขึ้นวิ่งออกไปทางหน้าตึก แล้วก็กลับมาเรียนให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบว่านายกิมพงมาแล้ว คุณหญิงวาดสั่งเจ้าแจ้วรีบจัดเครื่องดื่มและบุหรี่มาต้อนรับ

สุภาพบุรุษชาวจีนอายุในวัย ๕๐ เศษ รูปร่างค่อนข้างอ้วนผิวขาวตัดผมเกรียน แต่งกายสะอาดเรียบร้อย ถือกระเป๋าเอกสารขนาดกระทัดรัดใบหนึ่งเดินเข้ามาในห้องโถง ท่าทางของเขาภาคภูมิแต่สุภาพอ่อนน้อม ชาวจีนแต้จิ้วผู้นี้คือนายกิมพง แซ่อึด ผู้จัดการร้านจำหน่ายเครื่องเพชรและทองรูปพรรณ ชื่อร้าน "กิมเบ๊" ซึ่งตั้งอยู่ที่หัวเม็ด สำเพ็งตอนสะพานหัน ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกับนายกิมพงเป็นอย่างดี ใครต่อใครจึงทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง นายกิมพงยกมือไหว้โดยทั่วหน้ากัน

"สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ คน" เขาพูดภาษาไทยชัดเจนเหมือนคนไทยคนหนึ่ง และยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"พอได้รับโทรศัพท์จากเจ้าคุณผมก็รีบมาเชียวครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือลงที่เก้าอี้นวมข้างๆ ท่าน

"นั่งซีกิมพง ขอบใจมากนะที่รีบมา"

นายกิมพงเดินก้มตัวเข้ามานั่งอย่างสงบเสงี่ยม แล้วไต่ถามทุกข์สุขเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดกับทุกๆ คนตามสมควรตอนสุดท้ายได้สนทนากับกิมหงวนนายจ้างของเขา กิมพงบ่นว่าการค้าย่ำแย่ลงทุกวันมีแต่คนเอาของไปคืนไม่ใคร่มีคนซื้อ พูดถึงการค้าตกต่ำอาเสี่ยชักโมโหเลยพูดตัดบท

"ช่างมันเถอะเฮีย เมื่อมันขาดทุนหนักเข้าก็เลิกฉันคิดว่าเลิกขายเพชรเปลี่ยนเป็นทอดกล้วยแขกขายยังดีกว่า กำไรวันละพันคงจะได้"

นายกิมพงทำหน้าชอบกล

"กำไรวันละสองสามพันนะ ต้องซื้อกล้วยบรรทุกรถโกดังวันละ ๒๐ คันรถเป็นอย่างน้อยนะครับอาเสี่ย"

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นก็ขายเพชรขายทองไปเรื่อยๆ ไปก่อนเรื่องบัญชีระวังหน่อยนะเฮีย ต้องทำให้ถูกต้องตรงไปตรงมาอย่าหลบหลีกภาษี มีเรื่องจะเดือดร้อนถูกปรับหลายเท่าขายหน้าเขาด้วย อ้า-คุยกับคุณอาเถอะ เสร็จเรื่องแล้วค่อยคุยกับฉัน"

กิมพงหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เทวรูปองค์นั้นอยู่ไหนละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบเทวรูปออกมาจากใต้หมอนแพร ส่งให้ผู้จัดการร้าน "กิมเบ๊" อันเป็นชื่อเตี่ยกิมหงวน

"นายกิมพงช่วยดูหน่อยเถอะ เทวรูปองค์นี้ทำจากแก้วสีเขียวหรือมรกต คุณหญิงวาดท่านยืนยันว่ามรกต"

นายกิมพงมองดูอย่างพิจารณา ด้วยความชำนาญพิเศษของเขา เขารู้ทันทีว่าเทวรูปนี้ทำจากมรกตเม็ดใหญ่ซึ่งช่างได้แกะเป็นเทวรูปอันเป็นงานประณีตศิลปกรรมฝีมือเก่าแก่ แต่นายกิมพงไม่มีความรู้ในเรื่องเทวรูป จึงไม่สนใจในความสวยงามของเทวรูป เขาสนใจกับเนื้อแท้ของเทวรูปเท่านั้น เขารู้สึกตื่นเต้นมากที่เขาเพิ่งได้เห็นหรือจับต้องมรกตเม็ดมหึมาขนาดนี้ ซึ่งเขาไม่เคยพบเห็นมาแต่ก่อน เว้นแต่พระพุทธปฏิมากรแก้วมรกตที่เขาเคยเห็นในโบถส์วัดพระแก้ว แต่ก็ใหญ่กว่าเทวรูปนี้หลายเท่า และมีค่าควรเมือง

นายกิมพงล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ท หยิบกล้องสำหรับดูเพชรออกมาวางลงที่เทวรูปนั้น เมื่อมองดูในกล้องเขาก็เห็นเนื้อมรกตชัดเจน มีรอยเส้นๆ เหมือนรอยร้าวสามสี่แห่งอันเป็นธรรมดาของมรกต จากกล้องดูเพชรทำให้กิมพงรู้สึกว่ามรกตเทวรูปนี้ นอกจากสีเขียวของมันสวยงาม ตามแบบแผนของสีมรกตชั้นดีแล้ว เนื้อมรกตยังปราศจากตำหนิ

กิมพงจุ๊ย์ปากและถอยหายใจเฮือกใหญ่

"โอ้โฮ เจ้าคุณได้มายังไงครับนี่"

นิกรพูดเบาๆ

"ขโมยขุดมาจากกรุงศรีอยุธยา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นและหันมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"นั่งเฉยๆ เถอะวะอ้ายกร เขากำลังพูดกันเป็นงานเป็นการ"

แล้วท่านก็กล่าวกับผู้จัดการร้าน "กิมเบ๊"

"ฉันซื้อมาจากนักเล่นพระคนหนึ่งที่สนามหลวง"

"เท่าไรครับ"

"พันสองร้อย"

"โอ๊ย" กิมพงร้องลั่น

"ราคาเทวรูปองค์นี้ประมาณล้านสี่แสนครับเจ้าคุณ แย่จริง....เจ้าของคงไม่รู้ว่าเป็นมรกต ผมรับรองว่าเป็นมรกตแน่ๆ และเป็นมรกตชั้นดีเสียอีกด้วย คุณหญิงนัยน์ตาท่านแหลมมาก ความจริงผมเองก็ยอมรับนับถือคุณหญิงว่าเป็นผู้ชำนาญในการดูเพชรคนหนึ่ง"

คุณหญิงวาดยิ้มแก้มแทบแตก

"ฉันไม่ได้คุยอวดตัวหรอกนายกิมพง ฉันมองดูนิดเดียวก็รู้ว่าเทวรูปนี้แกะจากมรกตก้อนหนึ่งซึ่งมีค่านับล้าน"

ประไพพูดขึ้นดังๆ

"ตัดออกเป็นชิ้นๆ ให้ช่างเขาทำชุดมรกตให้พวกเราคนละชุดดีไหมคะ"

"โอ๊ะ-อย่าเชียวนะครับ เอาไว้เป็นองค์เทวรูปอย่างนี้มีราคาสูงมากครับ ตัดออกเจียระไนก็จะกลายเป็นเม็ดเล็กๆ ให้เจ้าคุณท่านเก็บไว้เป็นสมบัติเถอะครับ ท่านล้มหายตายจากไปก็จะตกเป็นของคุณ"

ประไพว่า

"แหมคงอีกหลายปีกว่าคุณพ่อจะตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"แกอยากให้ฉันตายวันนี้พรุ่งนี้หรืออย่างไร"

ประไพยิ้มน่ารัก

"ไพไม่ได้ว่ายั้งงั้นซักหน่อย อ้า-เป็นอันว่าไพไม่คิดทำลายเทวรูปมรกตของคุณพ่อหรอกคะ แต่คุณพ่อจะต้องให้เงินไพ, พี่นัน, พี่ภา, และคุณนวลคนละสองหมื่น เราจะได้ไปซื้อชุดมรกตมาแต่ง"

"เออ-ตกลงโว้ย" เจ้าคุณพูดเสียงหัวเราะ

"อย่าทำลายเทวรูปของพ่อก็แล้วกัน"

นายกิมพงกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความหวังดี

"เจ้าคุณครับ เทวรูปองค์นี้ราคาเรือนล้านเชียวนะครับ เจ้าคุณต้องเก็บไว้ในตู้นิรภัยที่แข็งแรง ไม่ใช่เก็บไว้ในห้องพิพิธภัณฑ์ ถ้าคนนอกบ้านรู้ความจริงในเรื่องนี้อาจจะคิดโจรกรรมเทวรูปของเจ้าคุณก็ได้ เจ้าคุณโปรดอย่าลืมว่าราคาของเทวรูปนับล้าน"

"รู้แล้ว! พูดย้ำหัวหงอนซะเรื่อยเชี่ยว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดเสียงแหลม

นายกิมพงทำหน้าเหยเกชอบกล รีบยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ผมไม่มีเจตนาที่จะล่วงเกินเจ้าคุณหรอกครับ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"รู้อยู่แล้วว่าเจ้าคุณท่านหัวล้าน นายกิมพงก็ชอบพูดคำว่าล้านบ่อยๆ ที่ถูกควรจะพูดว่าสิบแสน"

สี่นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน นายกิมพงคืนเทวรูปมรกตให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"ถ้าเจ้าคุณจะขายละก้ออย่างน้อยต้องล้าน เอ๊ย...ต้องสิบแสนกับอีกห้าแสนเป็นอย่างน้อยนะครับ"

"ว้า...แล้วมันเท่าไหร่ละ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"หนึ่งล้านห้าแสนครับคุณพ่อ ฮื้อ-ความจริงอ้ายเรื่องเงินล้านกับเรื่องหัวล้านนะมันไม่เกี่ยวกันเลย คุณอาผมท่านไม่เห็นเดือดร้อน ท่านนั่งยิ้มแป้นตลอดเวลา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใครบอกแกละว่าฉันกำลังยิ้ม หน้าฉันเหมือนตะหวักอย่างนี้ยังเห็นเป็นยิ้มแป้นอีกหรือ"

สี่สหายกับสี่นางต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชื่นชมยินดีกับเทวรูปของท่านอย่างยิ่ง นายกิมพงสนทนาอยู่ในราวครึ่งชั่วโมงก็ลากลับ คุณหญิงวาดใช้ให้เจ้าแห้วเอารถไปส่งที่หัวเม็ด เทวรูปอันมีค่าองค์นั้นถูกเก็บไว้ในตู้นิรภัยใบใหญ่ในห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว ท่านเจ้าคุณตั้งใจจะทำบุญเลี้ยงพระฉลองเทวรูปในสองสามวันนี้และจะเชิญพราหมณ์มาทำพิธีด้วย ตอนสายวันนั้น

ขณะที่ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนอนถอนขนจั๊กกระแร้อยู่บนเตียงนอนภายในห้องนอนของท่าน เสียงประตูห้องถูกเคาะติดๆ กันสองสามครั้ง เจ้าคุณขี่ม้าตาหมากรุกดำขาวและไม่ได้สวมเสื้อชั้นในเนื่องจากอากาศร้อนจัด ท่านรีบลุกขึ้นก้าวลงจากเตียงนอนแล้วร้องบอกไป

"ใคร ถ้าเป็นผู้หญิงอย่าเพิ่งเข้ามา ถ้าเป็นผู้ชายบอกชื่อและแซ่ให้ทราบเสียก่อนแล้วเข้ามาได้"

"รับประทานผมเองครับ ศักดิ์แห้ว โหระพากุลครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วกแตก ในเวลาเดียวกันประตูห้องนอนก็ค่อยๆ เปิดออก เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มเข้ามา

"ว่าไงอ้ายศักดิ์แห้ว"

"รับประทานมีแขกมาหาใต้เท้าครับ"

"แขก....แขกจริงๆ หรือวะ"

"รับประทานคนไทยน่ะครับ สุภาพบุรุษผู้สูงอายุท่าทางเป็นขุนนางเก่า"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"แกลงไปบอกเขารอประเดี๋ยว บอกสาวใช้จัดบุหรี่และเครื่องดื่มไปต้อนรับเขาด้วย เขามาคนเดียวหรือวะ"

"ครับ รับประทานมาคนเดียวครับ แต่จะมีกุมารทองมาด้วยหรือไม่ผมไม่ทราบ เพราะผมมองไม่เห็น"

"เดี๋ยวก็ถูกถีบเปรี้ยงให้เท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินอมยิ้มออกไปจากห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณฮัมเพลงเบาๆ เดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำแต่งตัวลงไปต้อนรับแขกของท่าน ซึ่งท่านเองก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร ใน ๑๐ นาทีนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้เผชิญหน้ากับอดีตข้าราชสำนักของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าคนหนึ่งผู้มีราชทินนามว่าหลวง สนิทเสมอใจ ซึ่งท่านผู้นี้แหละได้ขายเทวรูปพระศิวะให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อตอนเย็นวันอังคารที่แล้วมานี้ หลวงสนิทมีอายุในวัย ๖๐ ปี รูปร่างบอบบาง แต่งกายสะอาดเรียบร้อย แต่ปราศจากสง่าราศีตามธรรมดาของผู้ที่หมดบุญวาสนาอย่างไรก็ตามลักษณะท่าทางของหลวงสนิทฯ ก็บอกความเป็นผู้ดีมีสกุล เขาสวมกางเกงขายาวสี่เทาอ่อน เชิ้ทแขนยาวผูกหูกระต่าย คุณหลวงนั่งเคร่งขรึมอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งภายในห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์"

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาในห้องรับแขก หลวงสนิทฯ ก็รีบลุกขึ้นยืนประนมมือไหว้อย่างนอบน้อมที่สุด

"สวัสดีครับใต้เท้า"

เจ้าคุณรับไหว้ทันที

"โอคุณพระ ไปยังไงมายังไงกันนี่ สบายดีหรือครับเราไม่ได้พบกับ ๑๐ กว่าปีแล้วสินะ"

หลวงสนิทฯ ทำหน้ชอบกล

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมเป็นหลวงเท่านั้นใต้เท้า แล้วก็ผมกับใต้เท้าพบกันเมื่อเย็นวันอังคารที่แล้วนี่เอง ผม...หลวงสนิทเสมอใจยังไงละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋าเสื้อกุยเฮงหยิบแว่นตากรอบทองออกมาสวมแล้วจ้องมองดูหน้าหลวงสนิทฯ

"ปู้โธ่-คุณหลวงหรอกหรือ ผมไม่ได้ใส่แว่นนัยน์ตาไม่ใคร่ดี นึกว่าพระประกอบฯ เจ้าของเหมืองแร่ภูเก็ตเสียอีก นั่ง-เชิญนั่งซีครับ ผมยังจำได้ดีว่าคุณหลวงขายเทวรูปพระศิวะให้ผมเชิญนั่งซิครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับหลวงสนิทฯ ต่างนั่งลงบนเก้าอี้นวมคนละตัวบนโต๊ะข้างคุณหลวงสนิทฯ มีเครื่องดื่มและบุหรี่วางอยู่แล้ว

"คุณหลวงมีอะไรมาเสนอขายผมอีกหรืออย่างไร ผมจำราชทินนามของคุณหลวงไม่ใคร่ได้เลย คราวนี้ผมจะจำใส่ใจไว้ว่าคุณหลวงชื่อหลวงสนิทเสมอใจ"

"ขอบพระคุณครับ เท่าที่ผมมาหาใต้เท่าไม่ใช่ว่าจะเอาอะไรมาเสนอขายหรอกครับ แต่ผมใคร่จะกราบเท้าของความกรุณาใต้เท้าเพื่อซื้อเทวรูปกลับคืนโดยผมจะเอาเงินให้ใต้เท้าหมื่นบาท ซึ่งผมเตรียมเงินมาให้ใต้เท้าแล้ว"

"จะดีรื้อคุณหลวง ผมไม่ขายคืนหรอกครับผมจะเอาไว้ดูเล่น"

ใบหน้าของคุณหลวงฯ ซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ

"โอ-ใต้ท้าครับ...ใต้เท้าครับ กรุณาขายคืนให้ผมเถอะครับ นึกว่าช่วยชีวิตผมไว้ ถ้าใต้เท้าไม่ยอมขายคืนผมต้องตายแน่ๆ "

เจ้าคุณยิ้มเจื่อนๆ

"เรื่องตายมันก็ตายด้วยกันทุกคนแหละคุณหลวง ผมเองจะตายวันตายพรุ่งก็รู้ไม่ได้"

"ไม่ใช่อย่างนั้นครับใต้เท้า ที่ว่าตายหมายความว่าผมจะถูกฆ่าตายอย่างทารุณ กรุณาผมเถอะครับลูกเต้าผมหลายคนด้วยกัน ถ้าผมตายเสียคนหนึ่งผู้ที่อยู่ข้างหลังก็จะเดือดร้อนมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"ใครจะฆ่าคุณหลวง"

"ก็เจ้าของเทวรูปน่ะครับ"

"เล่าให้ผมฟังให้ละเอียดซิ"

หลวงสนิทฯ ถอยหายใจเฮือกใหญ่ นัยน์ตาของเขาแสดงความหวาดหวั่นเนื่องจากชีวิตของเขาตกอยู่ในระหว่างความเป็นความตายนั่งเอง

"ใต้เท้าครับ ผมจะเล่าให้ฟัง เจ้าของเทวรูปพระศิวะองค์นี้เป็นคหบดีชาวอินเดียคนหนึ่งครับ เขาชื่อนายมหิปาลราชเดช"

"อ๋อ ดาราหนังแขก"

"ไม่ใช่ครับใต้เท้า คนละคนครับ นายมหิปาลคนนี้เป็นนักธุรกิจคนสำคัญคนหนึ่งเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยนานแล้ว เทวรูปองค์นี้เป็นสักการะเคารพของเขาครับ เขาตีราคาถึงสองล้านบาทและสบถสาบานว่าเป็นเทวรูปที่แกะจากมรกตเม็ดเดียว เป็นมรกตที่ตกทอดกันมานับตั้งแต่ทวดของเขาซึ่งเป็นมหาราชาในอินเดีย แต่ลูกชายของนายมหิปาลเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่เอาถ่านครับ ชอบเต้นร็อคและคบเพื่อนจิ้งเหลนทั้งหลาย อายุ ๑๗ เท่านั้น นายมหิปาลเหลือระอาเต็มทนก็ตัดหางปล่อยวัดบอกศาลาไล่ไปจากบ้าน ต่อมาเจ้าอาบูฮาเหม็ดลูกชายของเขา ได้ลอบเข้าไปในบ้านขโมยเทวรูปองค์นี้เอามา และขายให้ผมที่สนามหลวงเป็นเงิน ๕๐๐ บาทเท่านั้น ผมเองก็ไม่ทราบว่าเป็นมรกต ที่ซื้อไว้ก็เพราะเห็นว่าเป็นของเก่าฝีมือแกะสลักอยู่ในเกณฑ์ดี แต่บังเอิญในระหว่างนี้ผมเดือดร้อนเรื่องเงินครับ ผมเลยขายให้ใต้เท้า ๑,๒๐๐ บาทได้กำไร ๗๐๐ ครั้นวานนี้เองนายมหิปาลได้พาลูกชายของเขาไปดักพบผมที่สนามพระ พอพบผมเขาก็อ้อนวอนขอซื้อเทวรูปองค์นั้น และจะให้กำไรผมตามสมควร ผมก็บอกตามตรงว่าผมขายให้ใต้เท้าแล้วนายมหิปาลแสดงท่าทีไม่เชื่อครับ เขาบอกผมว่าเทวรูปของเขาเป็นมรกตราคาประมาณสองล้าน เขามอบเงินให้ผมหมื่นบาท เพื่อนำมาให้ใต้เท้าเอาเทวรูปกลับคืนไป เขาทั้งขู่ทั้งปลอบผมเขาว่าถ้าเขาได้เทวรูปคืนเขาให้รางวัลผม ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าไม่ได้คืนเขาจะฆ่าผม เขาจะจ้างมือปืนสังหารผมเสีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"ขู่กันอย่างนี้คุณหลวงทำไมจะต้องไปกลัวเขา บอกตำรวจจับนายมหิปาลเสียเลย หรือม่ายก็แจ้งความให้ตำรวจรับรู้ไว้"

หลวงสนิทฯ สั่นศีรษะ

"เขาพูดกับผมไม่มีพยานรู้เห็นนี่ครับ นอกจากลูกชายของเขาซึ่งเจ้าหมอนั่นก็คงไม่เป็นพยานให้ผม แล้วเศรษฐีอย่างนายมหิปาลเขาจะฆ่าผมเมื่อไรก็ได้ มือปืนถมเถไปครับ จ้างฆ่าคนสมัยนี้ ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้นใต้เท้ากรุณาขายคืนให้ผมเถอะครับ ผมจะมอบเงินหมื่นบาทให้ใต้เท้าเดี๋ยวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เสียใจมากหลวงสนิท ผมไม่ยอมขายคืนอย่างเด็ดขาด คุณหลวงไปบอกนายมหิปาลเถอะครับ ถ้าเขาต้องการเทวรูปองค์นี้ผมยินดีจะขายให้เขาในราคาหนึ่งล้านห้าแสนบาท ต่ำกว่านี้บาทเดียวก็ไม่ยอมขาย"

"โอ-ถ้าเช่นนั้นผมคงถูกฆ่าตายแน่เชียวครับ" หลวงสนิทฯ พูดเสียงเครือน่าสงสาร "คนจนอย่างผมจะไปสู้รบตบมือกับเขาได้อย่างไร แล้วผมก็มีอายุแล้ว"

"ผมช่วยอะไรไม่ได้ ผมขอพูดแบบคนกระดูกหรือยิว บ้านเมืองมีขื่อมีแปนี่นะคุณหลวง บอกเขาซีว่าผมไม่ยอมขายคืนและผมท้าให้นายมหิปาลมาฆ่าผม ผมจะได้จับเอาหมูยัดปากเสีย"

หลวงสนิทฯ ฝืนหัวเราะ

"นายมหิปาลแกกินหมูครับ"

"อ้าว ถ้าอย่างนั้นผมก็มีวิธีอื่นจัดการกับเขาถ้าหากว่าเขามาเล่นงานผม อย่างน้อยผมจะให้ลูกหลานของผมจับตัวนายมหิปาลไว้แล้วเอาที่พรมผ้าใส่น้ำมันเบ็นซินพ่นหนวดเคารนายมหิปาลเอาไม้ขีดจุดพึ่บเดียวเท่านั้นขี้คร้านจะร้องโอ๊ก คุณหลวงอย่าไปกลัวคำขู่ของเขาหน่อยเลยน่า ตามธรรมดาชาวภารตะหรือชาวอินเดียเป็นผู้รักสงบไม่ชอบมีเรื่องราวกับใครหรอก"

หลวงสนิทฯ ถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"เมื่อใต้เท้าไม่ยอมขายคืนก็เป็นกรรมของผม แต่ว่าผมขอเรียนเตือนใต้เท้าด้วยความหวังดีนะครับ ใต้เท้าควรจะเอาเทวรูปซ่อนไว้เสียที่อื่น นายมหิปาลอาจจะเล่นงานใต้เท้าในข้อหารับซื้อของโจรก็ได้เพียงแต่เขาไปแจ้งความว่าเทวรูปของเขาหายไป และหลังจากนั้นเขาก็นำตำรวจมาค้นบ้านใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"ขอบคุณมากคุณหลวง คนอย่างผมไม่โง่พอที่จะตกเป็นเหยื่อของนายมหิปาลหรอกครับ ผมรู้แล้วว่าเทวรูปองค์นี้เป็นมรกต ผมอาจจะเอาไปซ่อนไว้ที่อื่นแล้วก็ได้ นายมหิปาลพาตำรวจมาค้นบ้านผมผมจะฟ้องหาว่าหมิ่นประมาทผม ผมเป็นนายพลและเป็นพระยาพานทองลูกศิษย์ลูกหาผมที่เป็นนายพลอยู่ในเวลานี้มีหลายคน เล่นกับผมลำบากนะคุณหลวง"

"เอาละครับผมจะต้องแก้ปัญหาของผมเองในเรื่องนี้ ผมกราบลาใต้เท้าละครับ"

พูดจบหลวงสนิทฯ ก็ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณรับไหว้และเตือนหลวงสนิทฯ

"ทำใจให้เข้มแข็งคุณหลวง อย่ากลัวนายมหิปาลจนหมดความสุข ถ้ายังไงโทรศัพท์มาบอกผม ผมจะส่งนักเลงไปเผาหนวดนายมหิปาลเสีย"

หลวงสนิทฯ ลุกขึ้นอย่างหงอยเหงาเดินออกไปจากห้องรับแขกด้วยความรักตัวกลัวตาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้เล่าเรื่องหลวงสนิทฯ มาขอซื้อเทวรูปคืนให้ใครฟังเลย ในตอนบ่ายวันนั้นท่านได้นำเทวรูปพระอิศรวไปหา ดร. ดิเรก ที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ขณะที่นายแพทย์หนุ่มกำลังง่วนอยู่กับการค้นคว้าทดลองของเขา

เมื่อได้รับคำอนุญาตจาก ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เปิดประตูกระจกฝ้าพาตัวเดินเข้ามา มือขวาของท่านถือกล่องสี่เหลี่ยมบรรจุเทวรูปองค์นั้น

"เฮ้ย-คุยกับพ่อเดี๋ยวเถอะดิเรก" นายแพทย์หนุ่มวางหลอดแก้วลงบนโต๊ะแล้วก้มลงจดอะไรต่ออะไรสักครู่จึงเดินเข้ามาหาพ่อตาของเขา ทั้งสองทรุดตัวลงบนม้านั่งยาวริมห้อง

"มีธุระสำคัญ แกช่วยพ่อหน่อยได้ไหม"

"ทำไมครับ"

"ช่วยเก็บรักษาเทวรูปมรกตให้พ่อที แกมีห้องใต้ดินมีตู้นิรภัยที่แข็งแรงและใช้กุญแจรหัสลับ ป้องกันการโจรกรรมและอัคคีภัยได้ดี พ่อรู้สึกเป็นห่วงเทวรูปองค์นี้มากตั้งแต่รู้ว่าทำจากมรกตเม็ดใหญ่ กลัวว่าคนร้ายมันรู้แกวมันจะดอดเข้ามาโจรกรรมเพราะราคานับล้านพวกโจรต้องน้ำลายไหลแน่ๆ "

ดร.ดิเรก เปิดออกดูแล้วปิดกล่องไว้ตามเดิม

"เอาละครับผมจะเก็บรักษาไว้ให้อย่างดีที่สุด ตู้เซฟในห้องใต้ดินของผมทำด้วยเหล็กกล้ามั่งคงแข็งแรงมาก รหัสลับเปิดตู้ไม่มีใครรู้นอกจากผมคนเดียว และถ้าใครบุกลงไปในห้องใต้ดินของผมก็จะติดไฟฟ้าตาย หรือถูกหุ่นยนต์ของผมฆ่าตายเพราะตอนกลางคืนผมใช้หุ่นยนต์เฝ้า มันทำหน้าที่ได้ดีกว่าแขกยามเสียอีกครับ"

"ดีแล้ว เอาลงไปเก็บเดี๋ยวนี้แหละดิเรก แล้วอย่าบอกใครนะ โดยเฉพาะอ้ายกรพ่อไม่ใคร่จะไว้ใจ ให้ทุกคนเข้าใจว่าเทวรูปองค์นี้อยู่ในเซฟในห้องนอนของพ่อ"

"ออไร๋ ออไร๋"

พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ถือกล่องเทวรูปลุกขึ้นยืนแล้วชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงไปยังห้องใต้ดินของเขาซึ่งห้องใต้ดินนี้มีวัตถุระเบิด และประดิษฐ์กรรมอันมีค่าอยู่หลายชิ้น ตอนเช้าวันต่อมาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นนอนในเวลา ๗.๓๐ น. เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยก็ออกจากห้องนอนลงมาข้างล่างเพื่อรับประทานอาหารกับคณะพรรคสี่สหาย และท่านผู้ใหญ่ในเวลา ๘.๐๐ น.

ขณะนี้มีเวลาเหลืออีก ๑๐ นาที จึงจะถึงเวลาอาหารเช้า เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาคุณหญิงวาดกับสี่นางไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ทางหลังบ้าน "พัชราภรณ์" อาเสี่ยกิมหงวนกับพล และ ดร. ดิเรก กำลังสนทนากันถึงเรื่องฆาตกรรมอันอุกอาจในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับประจำเช้าวันนี้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามานั่งร่วมวงด้วย เสี่ยหงวนส่งหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งให้ท่านเจ้าคุณและกล่าวว่า

"ดูรูปและอ่านข่าวที่หน้าสยดสยองซีครับ คุณหลวงอดีตข้าราชสำนักถูกคนร้ายบุกเข้าไปเชือดคอในห้องนอนต่อหน้าต่อตาภรรยา"

"อ๊ะ" เจ้าคุณอุทานเสียงสั่นและเย็นวาบไปหมดทั้งตัวท่านกล่าวถามกิมหงวน โดยไม่กล้ามองดูภาพในหนังสือพิมพ์ที่ท่านถืออยู่

"หลวงอะไรวะ"

"หลวงสนิทเสมอใจครับ ดูรูปซีครับนอนตายแหงแก๋อยู่กลางห้องเลือดไหลชุ่มโชกจนจำหน้าไม่ได้"

"โอ๊ย คุณหลวง....โธ่....คุณหลวงถูกฆ่าตายเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงเครือใบหน้าของท่านซีดเผือก

"คุณอารู้จักหรือครับ" พลถาม

"ทำไมจะไม่รู้จัก หลวงสนิทฯ ที่ขายเทวรูปพระศิวะให้อาอย่างไรละเขามาหาอาเมื่อตอนสี่โมงเช้าวานนี้เอง"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถ้าเช่นนั้นคุณอาต้องมีส่วนพัวพันในคดีฆาตกรรมแน่นอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใครบอกแกละ" ดร. ดิเรกศอกขวากระทุ้งหน้าอกอาเสี่ยแล้วกล่าวถามพ่อตาของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"หลวงสนิทมาหาคุณพ่อเมื่อวานนี้หรือครับ"

"เออ พ่อจะเล่าให้ฟัง เขามาอ้อนวอนขอซื้อเทวรูปคืนและจะให้เงินพ่อหมื่นบาทแต่พ่อไม่ยอมขาย หลวงสนิทว่าเทวรูปองค์นี้เป็นของนักธุรกิจชาวภารตะคนหนึ่งชื่อนายมหิปาล ลูกชายเหลือขอของนายมหิปาลขโมยเอาไปขายให้หลวงสนิทเพียง ๕๐๐ บาทเท่านั้น นายมหิปาลพาลูกชายไปหาหลวงสนิทฯ ขอซื้อคืน เมื่อหลวงสนิทบอกว่าขายให้พ่อแล้วนายมหิปาลก็ให้เงินหลวงสนิทมาหมื่นบาทมาขอซื้อคืนจากพ่อ ถ้าได้เทวรูปกลับคืนไปจะให้รางวัลหลวงสนิทสองหมื่นบาท ถ้าไม่ได้จะฆ่าเสียให้ตาย หลวงสนิทอ้อนวอนพ่ออยู่นานพ่อก็ไม่ยอมขายคืนให้ในที่สุดก็ลากลับ โธ่ น่าสงสารจริงๆ เขาตายเสียแล้วนายมหิปาลต้องจ้างหรือวานคนฆ่าหลวงสนิทแน่ เดี๋ยวขอให้พ่ออ่านรายละเอียดในหน้าหนังสือพิมพ์นี่เสียก่อน"

พลกับกิมหงวน และ ดร. ดิเรก ต่างมองดูหน้ากัน และวิจารณ์กันในเรื่องนี้ด้วยความตื่นเต้นสนใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายเมื่อแลเห็นภาพหลวงสนิทฯ นอนตายอยู่ข้างเตียงนอนภายในห้องนอนของเขา ที่คอมีรอยถูกเชือดมีบาดแผลเหวอะหวะ ในภาพนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจในเครื่องแบบสามสี่คนยืนอยู่ในห้องนั้นด้วย และสุภาพสตรีผู้สูงอายุคนหนึ่งกำลังร้องไห้ฟูมฟาย หนังสือพิมพ์ลงข่าวฆาตกรรมอุกอาจเป็นข่าวพาดหัวและเสนอข่าวรายละเอียดมีความว่า เมื่อคืนที่แล้วมาเวลา ๒๑.๐๐ น. เศษ ขณะที่หลวงสนิท เสมอใจ ข้าราชการบำนาญอดีตข้าราชการสำนัก ในพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังนั่งพักผ่อนอยู่กับนางจินดาภรรยาคู่ชีวิตอยู่ในห้องนอน คนร้ายสองคนได้บุกเข้าไปในห้องอย่างอุกอาจ คนหนึ่งใช้ปืนพกขู่หลวงสนิทฯ และนางจินดาไว้ อีกคนหนึ่งใช้มีดพกขนาดดาบปลายปืนแทงหลวงสนิททันที มิหนำซ้ำเมื่อหลวงสนิทฯ ล้มลงไปคนร้ายยังนั่งลงใช้มีดพกเฉือนคอจนหลอดลมขาด ทำให้หลวงสนิทตายคาที่ ที่คอมีบาดแผลเหวะหวะ ส่วนนางจินดาเป็นลมสิ้นสตินับตั้งแต่วินาทีแรกที่สามีถูกคนร้ายแทงหน้าอก ลูกชายคนโตของหลวงสนิทฯ ได้รีบนำความไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลนางเลิ้งทราบ เมื่อคนร้ายทั้งสองคนหลบหนีออกจากบ้านไปแล้วสารวัตรใหญ่แห่งสถานนีตำรวจนางเลิ้ง และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนรวมทั้งเจ้าหน้าที่กองวิทยาการได้รุดมายังบ้านของผู้ตายในชั่วโมงนั้น นางจินดาและลูกๆ ของหลวงสนิทฯ ให้การว่าผู้ตายไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครมาแต่ก่อนเลย หลวงสนิทฯ เป็นข้าราชการบำนาญที่มีชีวิตอยู่อย่างสงบเงียบ คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังมืดมนอยู่ไม่มีร่องรอยหรือหลักฐานใดๆ ที่คนร้ายทิ้งไว้ให้แต่นางจินดายืนยันว่าคนร้ายทั้งสองคนใช้เขม่าหรือสีดำมอมหน้าทำให้จำหน้าไม่ได้ คนร้ายแต่งกายแบบสุภาพชนทั้งหลาย

อ่านจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็วางหนังสือพิมพ์ลงข้างๆ ท่านรู้สึกเศร้าใจและสงสารหลวงสนิทฯ อย่างยิ่ง

"คนร้ายรายนี้อุกอาจมากทีเดียว" เจ้าคุณพูดเสียงหนักๆ

"มันทำราวกับว่าบ้าเมืองของเราไม่มีขื่อมีแป ลูกเมียของหลวงสนิทฯ คงไม่มีใครรู้เรื่องเทวรูปพระศิวะเป็นแน่ เพราะถ้ารู้เรื่องก็คงจะบอกตำรวจให้รวบตัวนายมหิปาลในฐานสงสัยว่าจ้างฆ่าหลวงสนิทฯ "

พลเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับคงไม่มีใครรู้เรื่องแน่นอน เราควรจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือคุณนายจินดาไม่ดีหรือครับ บอกให้รู้เรื่องเทวรูปมรกตองค์นี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"ไม่ได้ๆๆ เจ้าพล ถ้าตำรวจรู้เรื่องนี้อาจจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย ไหนๆ หลวงสนิทฯ ก็ตายไปแล้วเงียบๆ เสียดีกว่า ประเดี๋ยวจาจะให้อ้ายแห้วไปเยี่ยมศพหลวงสนิทฯ และเอาเงินไปให้คุณนายจินดาสักหมื่นบาท หล่อนจะได้ใช้จ่ายในการทำศพคุณหลวง อารู้สึกว่าฐานะของคุณหลวงสนิทฯ ไม่ใคร่จะดีนักเพราะมีลูกหลายคน และมีรายได้แต่เพียงเงินบำนาญเท่านั้น"

อาเสี่ยกล่าวขึ้นบ้าง

"คุณอาต้องระวังตัวหน่อย อ้ายนายมหิปาลมันอาจจะเล่นงานคุณอาอีกคนก็ได้นะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าเสีย

"อย่าพูดให้ใจเสียหน่อยเลยวะ อากำลังคิดอยู่ทีเดียวคนแขกน่ะเวลาดีใจหายแต่เวลาร้ายขึ้นมาร้ายบรรลัยเลย เดี๋ยวนี้จ้างฆ่าคนคนหนึ่งไม่กี่พันหรอกมีคนรับจ้างถมไป"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"จริงครับ อย่างคุณอายังงี้นายมหิปาลจ้างผมฆ่า ให้ผมสัก ๕,๐๐๐ บาทผมก็เอา ซื้อยาเบื่อหนูห่อเดียวโรยลงไปในอาหารให้คุณอากินคุณอาก็ม่องเท่งเท่านั้น"

"แนะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานเสียงหนักๆ

"ใจคอแกจะฆ่าฉันแน่ะ"

กิมหงวนหัวเราะ

"ผมพูดเล่นน่ะครับ อาผมทั้งคนใครจะฆ่าได้ ให้ผมล้านบาทผมก็ไม่เอาหรือสองล้านผมก็ไม่เอา"

"อ้าวๆๆ เดี๋ยวก็เกิดการเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง อ้า-ทุกคนอย่าพูเรื่องนี้ให้เจ้าคุณ และ คุณหญิงรู้นะตลอดจนเมียๆ ของพวกแกด้วย ถึงแม้เขาอ่านพบข่าวฆาตกรรมในหน้าหนังสือพิมพ์ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าผู้ที่ขายเทวรูปมรกตให้อาคือหลวงสนิทฯ ที่ถูกฆ่าตายเมื่อคืนนี้ นั่น-อ้ายกรลงมาแล้วเลิกพูดเรื่องนี้ได้"

นิกรพาตัวเดินลงบันไดมาในท่าสะลึมสะลือตามธรรมดาของคนที่เพิ่งตื่นนอน เขาเพียงแต่ล้างหน้าแปรงฟันเท่านั้น ไม่ได้อาบน้ำหวีผม ที่ลงมาก็เพราะได้ยินเสียงวิทยุข้างบนบอกสัญญาณเทียบเวลา ๘.๐๐ น. อันเป็นเวลารับประทานอาหารเช้า

นายจอมทะเล้นตรงเข้ามาหาคณะพรรคของเขาแล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นบิดขี้เกียจพร้อมกับอ้าปากหาวดังๆ

"ไปกินข้าวหรือยังล่ะ กินๆ เสียให้เสร็จกันจะได้ไปขึ้นนอนต่อ มานั่งคุยหาหอกอะไรกันที่นี่ เฮิ้ว-ง่วงตายห่า...เมื่อคืนนี้นอนเพียง ๑๐ ชั่วโมงเท่านั้น"

พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันมองนิกรอย่างเศร้าๆ ทุกคนลุกขึ้นเดินออกไปจาห้องโถง พออกมาทางหลังตึกก็แลเห็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดกำลังพาสี่นางเดินออกมาจากสวนดอกไม้เพื่อมารับประทานอาหารเช้า

ตลอดเวลาสามวันที่ผ่านมานี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังนึกถึงหลวงสนิทฯ เสมอข่าวคืบหน้าในหนังสือพิมพ์ไม่มีอะไรนอกจากตำรวจจับคนใช้เก่าแก่ของหลวงสนิทฯ ไปสอบสวนแต่แล้วก็ปล่อยตัวกลับเพราะคุณนายจินดายืนยันว่าคนใช้ของหล่อนเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ต่อหลวงสนิท จนกระทั่งอาจจะกล่าวได้ว่าเขายอมตายแทนหลวงสนิทฯ ได้

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้น ขณะที่ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรคสี่สหายขึ้นไปพักผ่อนสนทนากันอยู่บนดาดฟ้าตึก สาวใช้คนหนึ่งก็ขึ้นมาเรียนให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบว่ามีผู้โทรศัพท์มาถึงและบอกนามว่าเขาชื่อนายสวัสดิ์ บางชื่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกไม่ออกว่าท่านเคยรู้จักกับเจ้าของนามนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่แล้วก็คิดว่าคงจะเป็นเลขานุการของเพื่อนฝูงของท่านคนหนึ่งก็ได้ ท่านเจ้าคุณรีบลงจากดาดฟ้าชั้นล่างเพื่อพูดโทรศัพท์กับชายผู้นี้

"ฮัลโหล นี่พระยาปัจจนึกฯ พูด นั่นใคร"

"อ้อ พระยาปัจจนึกฯ หัวล้านกบาลเหน่งใช่ไหม"

เจ้าคุณทำคอย่น เข้าใจว่าเพื่อนของท่านล้อเลียนท่าน

"นั่นใครวะ พระยาพิชิตฯ ใช่ไหม"

มีเสียงหัวเราะอย่างขบขัน

"ไม่ใช่หรอกครับเจ้าคุณ ผม....อา....ใต้เท้าไม่จำเป็นต้องรู้จักผมก็ได้ครับ"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"ยังงั้นกูก็ไม่พูดกับมึง"

"อ้าว อย่าเพิ่งวางหูนะครับ ถ้าใต้เท้าไม่พูดกับผมใต้เท้าจะเสียใจ ชีวิตของใต้เท้ากำลังตกอยู่ในระหว่างความเป็นความตายทราบไหมครับ"

"อ้ายบ้า" เจ้าคุณพูดสวนควันทันที

"อย่าขู่คนอย่างพระยาปัจจนึกฯ หน่อยเลยวะ แกมีธุระอะไรเกี่ยวกับฉันก็ว่ามา"

"ดีแล้วครับ ถ้าเช่นนั้นเราจะได้พูดกันอย่างเป็นงานเป็นการโปรดฟังนะครับ เราต้องการซื้อเทวรูปพระศิวะของเจ้าคุณที่เจ้าคุณซื้อไว้จากหลวงสนิทฯ เราจะให้ราคาแสนบาทและจะจ่ายเป็นเงินสดได้ยินไหมครับ"

"เสียใจ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันจะต้องขายให้แก"

"ถ้าไม่ขายใต้เท้าจะต้องถูฆ่าตายเหมือนหลวงสนิทฯ "

"ถุย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น

"ถุย ๕๐๐ หนโว้ย คนอย่างฉันไม่เคยกลัวคำขู่ของใคร ชะ ชะ เอาซีแกจะมาอีท่าไหนได้ทั้งนั้น ถ้าฉันพลาดฉันยอมตาย ถ้าแกพลาดฉันก็จะส่งแกไปนรก แกรู้ไหมฉันมีพรรคพวกทั่วกรุงเทพฯ"

"ใต้เท้าหมายถึงพวกนักเลงหรือครับ"

"ตำรวจโว้ย ไม่ใช่นักเลง ฉันเป็นพลเมืองดีตำรวจทุกโรงพักเป็นพรรคพวกของฉัน หรือแกจะแน่กว่าตำรวจก็ให้มันรู้ไป อย่าลืมว่าขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ แกอยู่นอกคุกสบายดีแล้วไม่ชอบอยากจะย้ายเข้าไปอยู่ในคุกก็ตามใจ"

"ดีแล้วครับ ใต้เท้าระวังตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน เราคงจะได้เผชิญหน้ากันในวันสองวันนี้ บ้าน "พัชราภรณ์" ผมรู้จักดีผมอาจจะลอบเข้าไปในบ้าน เอาลูกระเบิดมือขว้างเข้าไปในห้องนอนเจ้าคุณก็ได้ เจ้าคุณเป็นนายทหารย่อมทราบดีว่าลูกระเบิดมือนั้น ถ้ามันระเบิดใกล้ๆ เราตูมเดียวแขนขาก็ขาดออกเป็นท่อนๆ ไส้พุงทะลัก"

เจ้าคุณสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือซ้ายลูบพุงกะทิของท่านด้วยความประหวั่นพรั่นใจ ท่านเริ่มเสียขวัญแล้ว แต่ปากแข็งไปยังงั้นเอง

"เรื่องเล็กโว้ยอ้ายน้องชาย คนเราเมื่อถึงคราวตายก็ไม่มีใครหนีความตายไปพ้นได้ ฉันพร้อมแล้วที่พบกับแกทุกเมื่อ ที่ไหน....เมื่อไหร่ บอกมาเถอะวะ"

"เดี๋ยวนี้เป็นยังไงครับ พบกันที่หลังเวทีประกวดนางงามสวนลุมพินีเวลาสองทุ่มครึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ฉันอยากรับคำท้าของแกเหลือเกิน แต่ฉันกำลังท้องเสียตั้งแต่เย็นเข้าส้วม ๙ ครั้งแล้ว"

"เจ้าประคูณ ขอให้ใต้เท้าเป็นอหิวาต์ทีเถอะ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"แกน่ะซีเป็น ฉันฉีดวัคซีนแล้วลูกเขยฉันเป็นหมอแกรู้ไหม อ้า-ถ้าแกเป็นลูกผู้ชาย แกบอกฉันหน่อยว่าแกชื่ออะไร"

"อ๋อ แล้ววันหนึ่งใต้เท้าก็จะรู้เอง สวัสดีนะครับ ก่อนวางหูผมขอเตือนเจ้าคุณด้วยความหวังดี เจ้าคุณควรทำพินัยกรรมให้เรียบร้อยเวลาตายลูกหลานจะได้ไม่ต้องฟ้องร้องกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋

"อ้ายบ้า" ท่านตระโกนสุดเสียงแล้ววางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม ท่านเจ้าคุณแทนที่จะขึ้นไปบนดาดฟ้าท่านกลับนั่งจ๋องอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ท่านหมดความสุขแล้วจิตใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อคิดว่าท่านอาจจะถูกฆ่าตายอย่างทารุณเช่นเดียวกับหลวงสนิทฯ ที่ถูกคนร้ายสองคนบุกเข้าไปเชือดคอตายถึงในบ้าน โลกเจริญขึ้นศีลธรรมก็เสื่อมทรามไปมนุษย์นิวเคลียส์มีแต่ความโหดเหี้ยม ข่าวฆ่ากันตายมีปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันจนเป็นของธรรมดายิ่งคิดเจ้าคุณก็ยิ่งกลัวความตายที่จะเกิดขึ้นแก่ท่าน

ขณะที่เจ้าคุณกำลังประหวั่นพรั่นใจ เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาในห้องแต่เจ้าแห้วไม่ทันเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงแสดงกิริยาคึกคะนองแหกปากร้องขึ้นดังๆ เป็นเสียงปืนกลมือ

"แพ่งๆๆๆ อ้ะๆๆๆ "

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งสุดตัวหัวใจแทบหยุดเต้น ท่านโกรธเจ้าแห้วจนปากเขียว ส่วนเจ้าแห้วยืนตะลึงด้วยคิดไม่ถึงว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะนั่งอยู่ในห้องนี้

"มึงจะร้องหาตะหวักตะบวยอะไร ทำเป็นเด็กทารกไปได้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมคิดว่าใต้เท้าอยู่บนดาดฟ้าครับ แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานขอประทานโทษเถอะครับ"

แล้วเจ้าแห้วก็เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยเบื้องหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานใต้เท้าดื่มกาแฟร้อนๆ สักแก้วดีไหมครับ"

เจ้าคุณโบกมือ

"ไม่ ข้ากำลังกลุ้มใจว่ะ อ้า-อ้ายแห้วเอ๊ย เอ็งพอจะรู้ไหมวะเดี๋ยวนี้เขาจ้างฆ่าคนคนหนึ่งเขาจะเสียค่าจ้างสักเท่าใด"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานสุดแล้วแต่คนที่จะถูกฆ่าครับ ถ้าเป็นคนจนๆ คนชั้นกรรมกรพันบาทก็มีคนรับจ้าง ถ้าเป็นคนดีมีหลักฐานรับประทานก็แพงหน่อย เว้นแต่นายตำรวจชั้นนายพลรับประทานไม่มีใครจ้างฆ่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อย่างข้ายังงี้ ถ้ามีใครเขาจ้างคนยิงข้า เขาจะเสียค่าจ้างสักเท่าใด"

เจ้าแห้วตอบโดยไม่ต้องคิด

"คุณพระหรือเจ้าคุณนอกราชการ รับประทานไม่เกินหมื่นบาทครับ แต่ถ้ารับราชการอย่างน้อยต้องแสนบาท"

"ทำไมแกรู้ล่ะ"

"รับประทานผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นมือปืนครับ เขาเคยรับจ้างฆ่าคนมากต่อมากแล้ว แต่ว่างานเล็กๆ น้อย เช่นชกหน้าด้วยสนับมือ ตีหัวให้แตกพออับอายอย่างนี้รับประทานเขาไม่ทำครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"เพื่อนของแกเป็นใคร"

"รับประทานเขาชื่อ ทองเหม็นครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"ไง๋ชื่ออย่างงั้นล่ะ ไม่น่าฟังเลย"

"รับประทานวีรบุรุษแห่งบ้านบางระจันคนหนึ่งก็ชื่อนายทองเหม็นเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เออ-จริงของเอ็ง ข้าชักสนใจกับเพื่อนของแกคนนี้เสียแล้ว เวลานี้มีศัตรูคิดปองร้ายชีวิตข้า สมมุติว่าถ้าข้าจะจ้างนายทองเหม็นเป็นมือปืนคุ้มกันข้า ให้เขาติดตามข้าเป็นเงาตามตัว กินอยู่กับเราที่นี่และนอนห้องเดียวกับข้า เขาจะขัดข้องไหมและคิดค่าป่วยการยังไง"

เจ้าแห้วนึกดีดลูกคิดรางแก้วทันที อย่างน้อยเขาต้องได้ค่านายหน้าจากนายทองเหม็นในราว ๑๐ เปอร์เซ็นต์

"รับประทานใต้เท้าจะจ้างเป็นเดือนหรือเป็นรายวันล่ะครับ"

"จ้างเป็นเดือนซีวะ และทำสัญญากันเป็นหลักฐานสัญญาครึ่งปี และเมื่อครบกำหนดแล้วอาจจะต่อสัญญาได้อีกเมื่อข้าเห็นสมควร"

"รับประทานอ้ายเหม็นเพื่อนรักของผมรับประทาน ผมพอจะพูดกับมันได้ครับค่าคอมมิสชั่นผมก็ไม่รับประทานเพราะใต้เท้าเป็นเจ้านายของผม อ้า-เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท เป็นยังไงครับ"

ท่านเจ้าคุณนิ่งคิด

"ตามปรกตินายทองเหม็นเขาคิดเคยคิดค่าป่วยการ ในหน้าที่มือปืนประจำตัวเดือนละเท่าไร"

"รับประทาน ๒,๕๐๐ ถึง ๓,๐๐๐ บาท ครับ"

"เอา-ถ้ายังงั้นตกลง พรุ่งนี้ตอนสายแกพาฉันไปหานายทองเหม็นนะ"

"รับประทานได้ครับ"

"ดีแล้ว ก่อนเซ็นสัญญากัน ข้าจะพานายทองเหม็นไปตามท้องนานอกเมือง แล้วให้นายทองเหม็นแสดงฝีมือยิงปืนพกให้กู ถ้าแม่นจริงก็เซ็นสัญญากันเลยจะขอเบิกเงินล่วงหน้าก่อนสักเดือนข้าก็ไม่ขัดข้อง"

"รับประทานถ้ายังงั้นอ้ายเหม็นตกลงร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ"

ท่านเจ้าคุณมีท่าทางกระสับกระส่ายเล็กน้อย

"นายทองเหม็นเพื่อนของแกรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างยังไง ใจคอกล้าหาญดีหรือ เป็นมือปืนน่ะหมายความว่าคอยป้องกันชีวิตข้า และตายแทนข้านะโว้ย"

เจ้าแห้วประนมมือ

"รับประทานพูดแล้วใต้เท้าจะหาว่าผมยกย่องอ้ายเหม็น รับประทานอ้ายเหม็นรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาคล้ายๆ แจ็คพาเลนซ์ครับ ใจมันเย็นเหมือนน้ำแข็งรับประทานผ่านชีวิตการต่อสู้มาอย่างโชกโชนชักปืนไวกว่าเกลน ฟอร์ด พวกนักเลงเรียกอ้ายเหม็นว่าอ้ายเสือลมกรดครับ รับประทานคือว่าไวเหมือนลมกรดนั่นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"เอาละ เอ็งไปพักผ่อนได้ข้าจะนั่งคิดอะไรสักครู่พรุ่งนี้ ๓ โมงเช้าพาข้าไปบ้านนายทองเหม็น"

เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางหน้าตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งนิ่งเฉยสมองของท่านต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ ก่อนเที่ยงวันรุ่งขึ้นดอดจ์เก๋งคันงามของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พาท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วพร้อมด้วยชายร่างใหญ่คนหนึ่งเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์"

เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับส่วนชายร่างใหญ่ที่นั่งคู่กับเขาคือ นายทองเหม็น กลิ่นขจร เพื่อนเกลอของเจ้าแห้วนั่งเอง เจ้าแห้วพาเจ้าคุณไปพบนายทองเหม็นที่บ้านพักในซอยๆ หนึ่งทางโรงเลี้ยงเด็ก เมื่อเวลา ๙.๐๐ น. เศษ เจ้าแห้วเป็นคนกลางทำการเจราจา นายทองเหม็นเรียกค่าป่วยการเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาทองเหม็นไปทุ่งบางเขนให้ปืนทดลองยิงปืนพกให้ชมหลายนัด ปรากฏว่านายทองเหม็นยิงปืนได้แม่นยำพอใช้ แล้วท่านก็พานายทองเหม็นมาบ้าน "พัชราภรณ์" เพื่อเซ็นสัญญากัน ซึ่งท่านตั้งใจว่าจะจ้างนายทองเหม็นเป็นมือปืนคุ้มครองท่านในเวลา ๖ เดือน

ดอดจ์เก๋งคลานมาหยุดหน้าตึกพอดี ท่านเจ้าคุณกับมือปืนและเจ้าแห้วต่างพากันลงจากรถ ทองเหม็นแต่งกายแบบเคาบอยในภาพยนต์ กางเกงขี้ม้าและเสื้อเชิ้ทดำ ท๊อบบู๊ทสีดำ คาดเข็มขัดกระสุนปืนพกมีปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙.ม.ม. สองกระบอก การคาดเข็มขัดคาดแบบมือปืนคือข้างขวาหย่อนยานลงมามีเชือกหนังเส้นเล็กๆ ผูกติดหัวเข่ากับซองปืน ท่าทางของทองเหม็นพอไปวัดไปวาได้ ใบหน้าเคร่งขรึมนัยน์ตาดุแบบมือปืนหรือเสือร้าย บุคลิกลักษณะของนายทองเหม็นทำให้เจ้าคุณพออกพอใจมาก

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเจ้าแห้วกับทองเหม็นเข้ามาในห้องโถง ก็เป็นเวลาที่สี่สหายกำลังนั่งเล่นโป๊กเกอร์กันอย่างสนุกสนาน พอแลเห็นมือปืนกิมหงวนก็ตกใจทิ้งไพ่ในมือทันที

"เฮ้ย-แจ็ค พาเลนซ์หลุดออกมานอกจอว่ะ"

พล, นิกร และ ดร. ดิเรก ต่างพากันมองดูมือปืนเป็นตาเดียว

"ฮัลโล แจ็ค" นายแพทย์หนุ่มกล่าวทักด้วยเสียงหัวเราะ

นายทองเหม็นทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปากและโปกมือห้ามไม่ให้สี่สหายกระเซ้ามือปืนของท่านแล้วอธิบายให้ทราบ

"นี่คนไทยโว้ย ไม่ใช่ดาราหนังฮอลลีวู้ดตามที่แกเข้าใจ เขาคือนายทองเหม็นมือปืนของอา"

นิกรหัวเราะก้าก มองดูมือปืนอย่างขบขันแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ยังไม่ตายอีกหรือพี่ชาย อยู่มาตั้งแต่ศึกบางระจันจนกระทั่งป่านนี้ขี่ควายเผือกมาด้วยหรือเปล่าละนายทองเหม็น"

เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ได้

"รับประทานชื่อเหม็นเหมือนกันครับ แต่คนละคนทองเหม็นนี่รับประทานเพื่อนของผมครับ รับประทานเจ้าคุณท่านจ้างเป็นมือปืนประจำตัวท่าน"

พลกล่าวกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ก่อนจะจ้างทำไมคุณอาไม่ปรึกษาหารือกับพวกผมเสียก่อนล่ะครับ คุณอาเซ็นสัญญากับเขาหรือยัง"

"ยังว่ะ"

"ถ้ายังก็ต้องไม่เซ็นครับ ให้เงินค่าป่วยการเขาสัก ๕๐๐ บาท แล้วให้เขากลับบ้านได้ เรื่องมือปืนสำหรับคุณอาไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะมีอยู่แล้วตั้งสี่คนคือพวกผมนี่เอง ใครมันฆ่าคุณอามันก็ต้องข้ามศพผมก่อน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมนี่แหละครับ มือปืนที่น่ารักของคุณพ่อ"

ทองเหม็นแสดงท่าทางไม่พอใจสี่สหาย เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงห้าวว่า

"ถ้าผมไม่แน่จริงผมไม่กล้ารับเป็นมือปืนประจำตัวท่านเจ้าคุณหรอกครับ เมื่อเจ้าคุณท่านพอใจผมพาผมมาเซ็นสัญญา พวกคุณก็ไม่น่าจะคัดค้านเลย"

เสี่ยหงวนผุดลุกขึ้นยืน เดินเข้ามามาหามือปืนอย่างทะนง

"แกยิงปืนแม่นไหม"

ทองเหม็นหัวเราะ

"ขนาดยิงแมลงวันที่กำลังบินอยู่ในอากาศละครับ"

"ฝอยละ ลองมายิงกับกันตัวต่อตัวเอาไหมล่ะ ถ้าแกชนะกันแกก็จะได้เป็นมือปืนของคุณอา ถ้าแกแพ้กันแกก็กลับไปอยู่ที่โรงพยาบาลโรคจิตตามเดิม"

ทองเหม็นสะดุ้งเฮือก

"ผมยังไม่ได้บอกสักคำว่าผมอยู่ที่นั่น"

"เถอะน่า" กิมหงวนตวาดแว๊ด

"เดี๋ยวนี้แกก็ไม่ได้อยู่ไม่ช้าแกก็ได้ไปอยู่ ลงแต่งเคาบอยครบชุดอย่างนี้ มันก็บอกอยู่แล้วว่าแกไม่ใคร่สบาย"

"เอ๊ะ-ก็ผมเป็นมือปืนจะให้ผมแต่งยังไง เอาซีครับคุณจะทดสอบฝีมือผมก็ได้จะยิงเป้าหรือจะยิงกับผมตัวต่อตัวได้ทั้งนั้น"

"ตกลง น้องชาย" กิมหงวนพูดเสียงหัวเราะ แล้วหันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-พาเพื่อนแกไปคอยกันในสนามสวนหลังบ้าน กันจะขึ้นไปแต่งเครื่องเคาบอยอ้ายเรื่อง บ้าๆ บอๆ กันชอบโว้ย"

แล้วเสี่ยหงวนก็วิ่งเหยาะๆ ขึ้นชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นชอบด้วยที่กิมหงวนจะทดลองฝีมือกับทองเหม็นดังนั้น ท่านจึงชวนมือปืนกับทุกคนออกไปจากห้องโถง ใน ๑๐ นาทีนั้นเองอาเสี่ยกิมหงวนของเราก็กลายเป็นเสือปืนเร็ว ปรากฏตัวขึ้นในสวนดอกไม้หลังบ้าน "พัชราภรณ์" อาเสี่ยแต่งกายแบบเคาบอยในภาพยนตร์คาดเข็มขัดปืนพกสองกระบอกและเข็มขัดทางด้านขวาหย่อนยานแบบเสือปืนเร็ว เขาสวมหมวกสักหลาดปีกใหญ่ท่าทางคล้ายๆ กับสจ๊วต เกรนเย่อร์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล, นิกร ดร ดิเรก เจ้าแห้วและทองเหม็นยืนจับกลุ่มอยู่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีท้ายเขตบ้าน "พัชราภรณ์" อาเสี่ยกิมหงวนโบกมือให้ ดร. ดิเรก เดินเข้าไปหา ท่าทางของเสี่ยหงวนทำให้ทองเหม็นเริ่มเสียขวัญไปบ้างแล้ว กิมหงวนพยักหน้ากับทองเหม็น

"น้องชาย แกว่าแกยิงปืนแม่นลองยิงมะพร้าวริมคูนั่นให้กันดูหน่อยเถอะ เลือกยิงลูกไหนก็ได้ถ้าแกยิงถูกน้ำมะพร้าวมันก็จะไหลออกมาให้เราเห็น เอาเลย"

ทองเหม็นมองดูต้นมะพร้าวซึ่งอยู่ห่างจากเขาราว ๑๕ เมตรแล้วเขาก็หัวเราะ

"มะพร้าวลูกออกเบ้อเริ่มถ้าผมยิงผิดผมก็ไม่ใช่มือปืนละครับ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"เอาเถอะน่าอั้วบอกให้ลื้อยิงก็ยิงแล้วกัน"

ทองเหม็นยิ้มแห้งๆ

"ยิงปืนในเขตเทศบาลตำรวจเขาก็จับเราเท่านั้นแหละครับ แล้วก็กำลังใช้กฎอัยการศึกด้วย"

นายแพทย์หนุ่มพูดขึ้นทันที

"เรื่องนี้ไม่ต้องวิตกทองเหม็น กันมีใบอนุญาตพิเศษของคณะรัฐมนตรี กันจะยิงปืนหรือจุดดินระเบิดในบ้านนี้ได้เสมอเพื่อการค้นคว้าทดลองในวิชาวิทยศาสตร์ของกัน เสียงปืนหรือเสียงระเบิดในบ้านนี้ ตำรวจเขาไม่สนใจหรอกและเพื่อนบ้านเขาก็ไม่สนใจ เพราะบ้านเรามีเรื่องโกลาหลอลหม่านมีเสียงกู่ตะโกนและเสียงแปลกๆ ตลอดเวลา"

ทองเหม็นดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา แล้วยกขึ้นยิงหมายลูกมะพร้าวลูกหนึ่งโดยไม่เล็ง "ปัง" เสียงกระสุนปืนพกระเบิดลั่น มะพร้าวอ่อนลูกนั้นถูกยิงทะลุน้ำมะพร้าวไหลออกมามองแลเห็นถนัด ทองเหม็นยิ้มให้เสี่ยหงวนในท่าทางผยอง

"เป็นไงครับเสี่ย ฝีมือผมพอใช้ได้ไม่ใช่หรือครับ"

กิมหงวนไม่พูดว่ากระไร เขามองไปที่มะพร้าวลูกนั้นแล้วกระชากปืนพกในซองปืนข้างซ้ายออกมา ยกขึ้นยิงอย่างรวดเร็ว "ปัง" กระสุนรีวอลเว่อร์ ๙.ม.ม. ของอาเสี่ยอุดรูมะพร้าวทันที น้ำมะพร้าวซึ่งกำลังไหลรินออกมาหยุดชะงัก เป็นการยิงที่เรียกว่าแม่นราวกับจับวางเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล, นิกร, และดร. ดิเรก ตบมือลั่น ทองเหม็นลืมตาโพลงเขานึกไม่ถึงว่าเสี่ยหงวนจะยิงปืนได้แม่นยำเช่นนี้

"ลื้อยอมรับนับถืออั้วแล้วไม่ใช่หรือ" กิมหงวนพูดยิ้มๆ

ทองเหม็นฝืนหัวเราะ

"ยังครับ ผมอยากจะดวนปืนกับอาเสี่ยเพื่อพิสูจน์ฝีมือว่าใครแน่กว่าใคร อาเสี่ยจะขัดข้องไหมครับ"

กิมหงวนตอบทองเหม็นทันที

"ได้ซีน้องชาย กันตั้งใจอยู่แล้วว่าจะขอดวลปืนพกกับแกซึ่งเราทั้งสองต่างก็จะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ใครพลาดก็ไปนรกกันข้างหนึ่งว่าแต่แกสู้กันแน่นะ"

"แน่นอนครับ"

"แน่นอนก็เตรียมตัวได้ แกไปยืนริมคูนั่นกันจะไปยืนใต้ต้นนกยูงต้นโน้น แล้วก็เดินเข้ามาหากันชักปืนออกมายิงกันเลย แต่ก่อนยิงก็ทำท่าขยับไม้ขยับมือให้มันตื่นเต้นเหมือนในหนังสักหน่อย เข้าใจไหมล่ะ"

"ครับ-เข้าใจแล้ว ถ้าอาเสี่ยเพลี่ยงพล้ำถูกผมยิง ก็อโหสิกรรมให้ผมด้วยนะครับ"

"เออ-อั๊วชักปืนช้ากว่าลื้อ ลื้อยิงอั๊วเลย"

นายทองเหม็นเดินตรงไปยังริมคูน้ำใสทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล นิกร และดร.ดิเรก ปราดเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"พลาดพลั้งตายนะโว้ย" นิกรพูดอย่างเป็นห่วง

อาเสี่ยหัวเราะ

"เรื่องตายเรื่องเล็กนิดเดียว กันไม่อยากให้คุณอาเสียเงินจ้างนายทองเหม็น กันจึงต้องการพิสูจน์ฝีมือของกันให้คุณอาเห็นว่านายทองเหม็นน่ะฝีมือชั้นสวะยังเป็นมือปืนไม่ได้ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงกันถ้ากันตายช่วยเอาศพกันไปไว้วัดมงกุฎด้วย"

แล้วกิมหงวนก็เดินส่ายอาดๆ ไปที่ต้นนกยูงใหญ่ ดร. ดิเรกชักใจไม่ดียืนกระสับกระส่าย ส่วนพลหัวเราะหึๆ มั่นใจว่าเสี่ยหงวนต้องชนะ เจ้าแห้วถึงเป็นเพื่อนเกลอกับทองเหม็นก็จริงแต่เจ้าแห้วกลับใจช่วยอาเสี่ย ถึงกับประนมมือไห้วขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิดลบันดาลให้ชัยชนะเป็นของเสี่ยหงวน

"พร้อมหรือยังนายทองเหม็น" กิมหงวนตะโกนถาม

"พร้อมแล้วครับ"

"พร้อมแล้วก็เดินเข้ามา เตรียมตัวนะโว้ยมันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง"

ครั้นแล้วกิมหงวนกับทองเหม็นก็เดินเข้ามาหากันในบทบาทของเสือปืนเร็ว นิกรฮัมเพลงแบ็คกราวค์เบาๆ ช่วยให้บรรยากาศตื่นเต้นขึ้นอาเสี่ยปากแบะยื่นนัยน์ตาขวาง มือทั้งสองขยุกขยิกอยู่ข้างซองปืน ส่วนทองเหม็นก็เตรียมพร้อมที่จะกระชากปืนพกในซองปืนออกมาสังหารกิมหงวน

ในที่สุดสองเสือก็กระชากปืนพกออกมาพร้อมๆ กันแต่กิมหงวนไวกว่าจึงยิงได้ก่อน เสียงกระสุน ๙ ม.ม ของเสี่ยหงวนระเบิดลั่น "ปัง!" ในเวลาใกล้ๆ กันทองเหม็นก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง แต่แล้วเขาก็แปลกใจอย่างยิ่งที่กระสุนไม่ออกจากลำกล้อง กิมหงวนหัวเราะอย่างขบขันเดินเข้ามาหาทองเหม็นแล้วกล่าวว่า

"อย่าพยายามยิงกันเลยน้องชาย ปากกระบอกปืนของแกชำรุดเสียแล้ว ยกขึ้นดูซีแล้วแกจะตื่นเต้นแปลกใจ"

ทองเหม็นรีบยกปืนของเขาขึ้นพิจารณาดู แล้วเขาก็สะดุ้งเฮือกเมื่อแลเห็นกระสุนปืนของกิมหงวนยัดเข้าไปจุกปากกระบอกปืนของเขา อันเป็นเหตุให้ปืนพกของเขาใช้การไม่ได้ ทองเหม็นอ้าปากหวอยืนตะลึงพรึงเพริด ไม่มีมือปืนคนใดในโลกนี้อีกแล้วที่จะยิงปืนได้แม่นเช่นนี้ คือยิงอุดกระบอกปืนคู่ต่อสู้

"โอ....อาเสี่ยครับ" ทองเหม็นคราง

อาเสี่ยหัวเราะ

"ว่าไงน้องชาย"

ทองเหม็นเก็บปืนพกใส่ไว้ในซองตามเดิมแล้วทรุดตัวนั่งยองๆ กระพุ่มมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อม

"ผมยอมแพ้ครับ ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข" ทองเหม็นกล่าวด้วยน้ำใสใจจริง

"อาเสี่ยยิงอุดปากกระบอกปืนผมอย่างนี้ ผมจะไปสู้ได้อย่างไรครับ"

กิมหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"นี่กันยิงขยักไว้บ้างนะอ้ายน้องชาย ถ้ากันยิงเต็มที่กระสุนปืนของกันจะมุดเข้าไปในลำกล้องปืนของแก แล้วลำกล้องปืนก็จะระเบิดออกทำให้หน้าตาแกแหก หรือ หูหนวดตาบอดได้"

ทองเหม็นลุกขึ้นยืนหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมขอถอนตัวครับใต้เท้า เมื่อฝีมือผมสู้อาเสี่ยไม่ได้ผมก็ไม่ควรเป็นมือปืนของใต้ท้า"

เจ้าคุณพอใจนายทองเหม็นมาก

"เธอมีน้ำใจเป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่รู้แพ้รู้ชนะ เอาเถอะฉันจะให้เงินเธอไปใช้ฟรีๆ ๓,๐๐๐ บาท ไหนๆ เธอก็เสียเวลามาหาฉันแล้ว"

"ไม่เป็นไรมิได้ครับใต้เท้า เจ้าแห้วเป็นเด็กของใต้เท้าผมเป็นเพื่อนของเจ้าแห้วก็เท่ากับว่าผมเป็นคนของใต้เท้าด้วย และหมายถึงคุณๆ ทั้งสี่ด้วย"

คำพูดของนายทองเหม็นทำให้คณะพรรคสี่สหายเดินเข้ามาหาด้วยความพอใจ อาเสี่ยยื่นมือให้ทองเหม็นจับ

"ทำงานกับกันไหมล่ะ กันจะให้แกเป็นหัวหน้ากรรมกรโรงสีของกัน"

ทองเหม็นยกมือไหว้อาเสี่ย

"ขอบคุณครับ ผมสมัครใจทำงานเป็นมือปืน หรือ รับจ้างฆ่าคนมากกว่า เพราะเป็นอาชีพที่ผมถนัด"

"อาชีพของแกหมิ่นเหม่ต่อคุกตะรางมาก"

"ครับต้องเสี่ยงคุกตะรางครับ แต่รายได้ดีมากเป็นมือปืนก็ได้เงินเดือนไม่ต่ำกว่าสองพันครับ"

"แล้วฆ่าคน " ดร.ดิเรก ถามด้วยความอยากรู้

"ค่าป่วยการฆ่าคนหรือครับ"

"อ๋อไร๋"

"ไม่แน่ครับ สุดแล้วแต่เป็นคนดีคนเลวชั้นต่ำชั้นสูง แต่ว่าอย่างถูกสุดก็ต้อง ๓,๐๐๐ บาทครับ อย่างแพงจะถึงแสนก็ได้ เมื่อวานเศรษฐีแขกคนหนึ่งชื่อนายมหิปาลให้คนมาตามผมไปพบที่บ้านสาธร เขาจะจ้างผมฆ่าเจ้าคุณอะไรคนหนึ่งก็ไม่ทราบ ผมไม่ได้ถามรายละเอียดเขาครับเพราะผมไม่ยอมรับทำงานให้เขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหายหน้าตื่นไปตามๆ กัน ไม่มีปัญหาอะไรอีกเจ้าคุณคนนั้นก็คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง

"ทำไมนายทองเหม็นถึงไม่ยอมรับทำงานให้เขาล่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามด้วยความสนใจ

มือปืนสั่นศีรษะ

"ผมได้ให้สัตย์ปฏิญาณกับตัวเองไว้แล้วครับ ถ้าคนต่างชาติจ้างผมฆ่าคนไทยผมจะไม่ยอมทำเป็นอันขาดถึงจะให้ค่าจ้างเป็นแสนผมก็ไม่เอา นายมหิปาลเศรษฐีแขกคนนี้แกรวยมากครับ แกบอกว่ามีเจ้าคุณคนหนึ่งอยู่ทางบางกะปินี่แหละครับ ได้โกงเทวรูปอันมีค่านับล้านไปจากเขาเขาจ้างผมห้าหมื่นให้เชือดคอเจ้าคุณคนนั้น พอผมปฏิเสธเขาก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังอีกนอกเหนือไปจากนี้"

"อ้ายเหม็น" เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ

"ท่านเจ้าคุณที่แขกมันจ้างแกเชือดคอก็คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้านายของกันนี่แหละ"

ทองเหม็นสะดุ้งเฮือก

"ฮ้า พูดเป็นบ้าอ้ายแห้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสริมขึ้นทันที

"เป็นความจริงนายทองเหม็น ขณะนี้นายมหิปาลกำลังคิดมุ่งร้ายหมายขวัญฉัน ฉันคิดจ้างเธอเป็นมือปืนก็เพื่อให้คุ้มครองฉัน แต่ในที่สุดก็เกิดจุดใต้ตำต่อเข้า ดูเถอะคนเราไม่ถึงที่ตายฉันชอบใจเธอมากที่ไม่รับทำงานให้มัน"

พลยกมือจับแขนทองเหม็นบีบเบาๆ

"เธอรู้เรื่องหลวงสนิทถูกฆ่าตายหรือเปล่า"

"ทราบสิครับ คนฆ่าหลวงสนิทเป็นเพื่อนผมเอง"

"งั้นเรอะ เขาเป็นใคร" พลกล่าวเสียงดัง

"เขาชื่อพร้อมครับ หนีไปปักษ์ใต้แล้วแต่ใครจะจ้างฆ่าและอ้ายพร้อมได้ค่าจ้างเท่าใดผมไม่ทราบ"

"นายมหิปาลนั่นแหละเป็นคนจ้าง อ้า-แดดร้อนเหลือเกินแฮะขึ้นไปคุยกันบนตึกเถอะทองเหม็น ไปโว้ยพวกเรา" พลว่า

ครั้นแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายและเจ้าแห้วก็พามือปืนออกไปจากบริเวณสวนดอกไม้หลังบ้าน "พัชราภรณ์"

ตอนหัวค่ำคืนวันเดียวกันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้พากันมารับประทานเหล้าและอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งด้านตรงข้ามสนามมวยลุมพินี ณ บัดนี้สี่สหายได้ปฏิญาณตนทำหน้าที่เป็นมือปืนคุ้มกันชีวิตเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว ท่านเจ้าคุณปลาบปลื้มใจก็พากันมาเลี้ยงและเลี้ยงกันอย่างไม่อั้นทุกคนได้สนทนากันถึงเรื่องนายมหิปาล เจ้าของเทวรูปพระศิวะ ตอนหนึ่งพลได้กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

"เราควรสั่งสอนอ้ายบังคนนี้เสียบ้าง คือสั่งสอนมันพอหลาบจำขืนปล่อยไว้ไม่ช้ามันต้องจ้างคนมาฆ่าคุณอาแน่นอน"

นิกรเห็นพ้องด้วย อำนาจแอลกอฮอล์ทำให้เขาส่งเสียงเอ็ดตะโรเหมือนกับคุยกันที่บ้าน

"จริงโว้ย เราต้องฆ่ามันเสียก่อน"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น

"เฮ้-ทำไมยูต้องแหกปากพูดด้วย นั่งอยู่ด้วยกันแค่นี้พูดกันเบาๆ ก็ได้ยินถมไป"

พลมองซ้ายมองขวาและกระซิบกระซาบกับคณะพรรคของเขา

"เราไม่จำเป็นต้องฆ่ามันหรอก ทำให้มันอายเราเท่านั้นเอามันเสียคืนนี้เป็นยังไง ให้อ้ายกรโทรศัพท์ไปถึงนายมหิปาลดีไหมดัดเสียงพูดให้เป็นผู้หญิงนัดให้มาพบที่จุดๆ หนึ่งในสวนลุมพินีแล้วเราก็จัดการกับนายมหิปาลตามสมควร"

กิมหงวนยิ้ม

"เขาทีโว้ย กันไปโทรศัพท์เอาเองดีกว่าอ้ายกรมันกำลังเมาใช้ไปพูดจะเสียการ นานแล้วเพิ่งเห็นอ้ายกรเมาเหล้าวันนี้เอง แต่มันอาจจะแกล้งเมาก็ได้"

นิกรพูดเสียงออแอ้

"ไม่ได้แก้ลง เมาจริงๆ ว่ะ อื๊ก โอ้ย..."

อาเสี่ยหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งกำลังผสมวิสกี้โซดา

"ตกลงนะครับคุณอา พวกเราจะเล่นงานนายมหิปาล"

"ใครจะเป็นคนวางแผน"

พลชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"ผมครับ คราวนี้ผมแสดงเอง ผมเป็นผู้วางแผนอ้ายกรกับอ้ายหงวนเป็นผู้ใช้กำลังจัดการกับนายมหิปาล ดิเรกเป็นผู้ช่วยเหลือทั่วไป สำหรับคุณอาไม่ต้องร่วมงานด้วยเพราะแก่แล้วเพียงแต่เป็นผู้สังเกตการณ์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ตกลง เริ่มวางแผนได้อ้ายหลานชาย"

พลหันไปทางเสี่ยหงวน

"ไปที่เคาเตอร์อ้ายหงวน โทรศัพท์ไปถึงนายมหิปาลเดี๋ยวนี้ดัดเสียงพูดให้เหมือนผู้หญิง หลอกนายมหิปาลมาพบเราที่หลังเวทีลีลาศในสวนลุมพินีในเวลาสองทุ่มตรง และขอให้มันมาตามลำพัง พยายามใช้วาทศิลปของแกให้ดีที่สุด หมายเลขโทรศัพท์ของนายมหิปาลค้นดูในสมุดหมายเลขโทรศัพท์ก็แล้วกัน"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นพาตัวเดินตรงไปยังเคาเตอร์ในราว ๕ นาทีเขาก็กลับมาหาคณะพรรคของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส่

"ว่าไงอ้ายหงวน" ดร. ดิเรก ร้องถาม

"เรียบร้อย" อาเสี่ยตอบและทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตามเดิม

"กันได้พูดโทรศัพท์กับนายมหิปาลแล้วกันหลอกมันว่ากันคืออดีตนางสาวไทย แต่กันไม่ยอมบอกชื่อกันบอกแต่เพียงว่ากันกำลังมีทุกข์ร้อนเกี่ยวกับการเงิน และถ้านายมหิปาลจะช่วยเหลือกันได้ ก็ขอให้มาพบกันที่หลังเวทีลีลาศในเวลาสองทุ่มตรงคืนวันนี้ และให้มาตามลำพังพร้อมด้วยเงินสดหมื่นบาทกันจะยอมอุทิศตัวของกันแลกเปลี่ยนกับเงินจำนวนนี้"

ดร. ดิเรก หัวเราะชอบใจ

"น่าสงสารอดีตนางสาวไทยคนนี้เหลือเกิน ฮ่ะ ฮ่ะ นายมหิปาลมันเชื่อหรือ"

"เชื่อซีมันบอกว่ามันยินดีช่วยเหลือ และจะพาไปเที่ยวบางปูแล้วมันยังชมว่าเสียงกันหวานฉ่ำน่าฟังมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"ถ้าเช่นนั้นก็เตรียมตัวไปกันได้แล้วอีก ๒๐ นาทีก็จะสองทุ่มแล้ว"

นิกรพูดขัดขึ้นทันที

"ประเดี๋ยวซีครับไก่ย่างอยู่อีกตั้งตัวกว่าหมูหัน, ปลาจารเม็ดน้ำแดง, เป๋าฮื้อยังอยู่ตั้งเยอะแยะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนลูกเขยของท่าน

"เอายังงี้ก็แล้วกัน แกนั่งกินอยู่ที่นี่คนเดียว ฉันจะจ่ายเงินให้เรียบร้อย อ้า-อ้ายแห้วไปตามบ๋อยมาให้เขาเอาบิลมาด้วย"

เจ้าแห้วรับคำสั่งและลุกขึ้นเดินไปเคาเตอร์สักครู่ก็พาคนรับใช้คนหนึ่งมาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยบิลเงินสดท่านเจ้าคุณจัดแจงชำระเงินเรียบร้อย ค่าอาหารและค่าวิสกี้ขาวรวมทั้งหมด ๘๕๐ บาท

ดอดจ์เก๋งคันงามพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้ามาในสวนลุมพินีด้านเวทีลีลาศในเวลา ๑๙.๕๐ น. ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ขับรถของท่านเองละนั่งคู่กับเจ้าแห้ว ดอดจ์เก๋งอ้อมไปทางด้านหลังเวทีลีลาศแล้วจอดชิดขอบถนน ท่านกลางความมืดและความเงียบสงัด สี่สหายพากันลงมาจากรถ ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับแห้วคงนั่งอยู่ในรถคันนั้นตามแผนการของพล

"เรามีเวลาเหลืออีกเล็กน้อย" พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ปรึกษากันเสียให้เรียบร้อยว่าจะเอายังไงดี"

นิกรหัวเราะหึๆ

"เรื่องเล็กเหลือเกิน ไม่เห็นต้องปรึกษาหารือให้เสียเวลากันกับอ้ายหงวนสองคนจัดการกับนายมหิปาลเอง แกกับดิเรกเป็นผู้สังเกตการณ์ หรือคอยช่วยเหลือเมื่อเราเพลี่ยงพล้ำเสียทีก็ได้"

พลมองดูนายจอมทะเล้นอย่างหมั่นไส้

"แกมักจะอวดดีเสมอ"

"ไม่ใช่อวดดีกันทำได้จริงๆ นายมหิปาลไม่ใช่นักมวยปล้ำไม่มีฤทธิ์เดชอะไรหรอก กันกับอ้ายหงวนจะจัดการให้เรียบร้อยทีเดียว"

ดร. ดิเรก กล่าวขึ้นทันที

"อ๋อไร๋ ถ้ายังงั้นก็ปล่อยมันพล เราเป็นผู้สังเกตการณ์ดีกว่าถ้ามันเพลี่ยงพล้ำค่อยช่วยมัน"

เสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังขึ้นทางด้านหน้าเวทีลีลาศสี่สหายต่างหลบเข้าไปยืนในมุมมืดเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับเศรษฐีแขก กิมหงวนกระซิบบอกนิกรว่า

"มหิปาลมันบอกกันว่ามันจะขับรถคาดิแล็คมาที่นี่ตามลำพัง ถ้ารถเลี้ยวมานั่นเป็นรถคาดิแล็คเป็นใช่แน่"

นิกรจ้องตาเข็มงมอดดูรถคันนั้น

"ใช่โว้ย คาดิแล็คจริงๆ ไฟในเก๋งเปิดมีคนอยู่ในรถคนเดียวเท่านั้น ดูเหมือนแต่สากล อ้อ...ใช้แล้วเห็นหนวดเห็นเคราแล้ว เตรียมตัวอ้ายหงวนเราจะใช้วิธีจู่โจมตามแผนหนึ่งของเรา"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"แผนหนึ่งเป็นยังไงวะ"

"กันไม่รู้เหมือนกัน" นิกรพูดหน้าตาเฉยและหันมาทางพล

"แกพาดิเรกเลี่ยงไปทางยืนทางอื่นเถอะ อ้ายบังเคราดกมันหยุดรถแล้ว"

คาดิแล็คเก๋งแล่นมาหยุดในมุมมืดแห่งหนึ่งห่างจากดอดจ์เก๋งของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ราว ๒๐ เมตร นิกรกับกิมหงวนวิ่งก้มตัวอ้อมไปทางหลังรถคาดิแล็คทันที เป็นการกระทำที่รวดเร็วฉับพลันเหมือนกับหน่วย โอ.เอส.เอส เมื่อนายมหิปาลนักธุรกิจชาวภารตะเปิดประตูก้าวลงมาจากตอนหน้าของรถ กิมหงวนก็ย่องเข้าไปข้างหลังกระโดเข้าล็อคคอด้วยท่อนแขนซ้าย

"เฮ้-อีนี่เล่นอย่างนี้ทำมะไร๋น่ะ"

อาเสี่ยล็อคคอแน่นเข้าอีก

"อย่าส่งเสียงและอย่าขัดขืน เราคือลูกหลานของหลวงสนิทฯ ที่ต้องการแก้แค้นแทนญาติของเรา"

แล้วเสี่ยหงวนก็ฉุกกระฉากลากตัวนายมหิปาลเข้าไปในสนามหญ้า นิกรติดตามมาด้วยทั้งสองช่วยกันกดตัวนายมหิปาลลงนอนหงายบนพื้นดิน นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดโกนออกมาเล่มหนึ่งแล้วง้างออก ต่อจากนั้นสองสหายก็ช่วยกันโกนหนวดโกนเคราของนายมหิปาลออก จนหมดเกลี้ยงแต่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือยึดเงินทองข้าวของในตัว แม้กระทั่งแหวนเพชรราคาร่วมแสนที่นิ้วนางมือซ้ายของนายมหิปาลสองสหายก็ไม่ได้สนใจ อาเสี่ยกับนิกรช่วยกันประคองพ่อค้าแขกให้ลุกขึ้นนั่ง นายมหิปาลยกมือลูบคลำหนวดเคราของเขา เมื่อไม่พบเขาก็ร้องไห้โฮ

"โอ-อีนี้จั่นตายแน่นายจ๋า ทำไมมาโกนหนวดเคราจั๋นคะร๊าบเมียจั๋นเห็นเข้าไม่รักจั๋นแน่นนอน แล้วเมียคงจำจั๋นไม่ได้ ฮือ ฮือ"

นิกรหัวเราะก้าก

"นายห้างจำไว้ว่านายห้างนะมีบาปกรรมมาก นายห้างจ้างคนฆ่าหลวงสนิทฯ ใช่ไหมล่ะแล้วยังจะจ้างคนฆ่าพระยาปัจจนึกฯ อีก ถ้านายห้างไม่เลิกล้มความคิดบ้าๆ เช่นนั้นฉันจะเชือดลูกกระเดือกนายห้างเสีย เทวรูปพระศิวะของนายห้างน่ะถูกส่งไปอเมริกาแล้ว เศรษฐีอเมริกันคนหนึ่งซื้อไป"

มหิปาลร้องไห้สะอึกสะอื้น

"เทวรูปเสียดายทำมะไร๋ จั๋นเสียดายหนวดเคราจั๋นมากกว่าน่ะนาย แขกไม่มีหนวดก็เหมือนรถยนต์ไม่มีกันชนคะร๊าบ โอ-อีกตั้งนานกว่าหนวดเคราจั๋นจะยาวเหมือนเดิม"

สองสหายหัวเราะงอหาย กิมหงวนยกมือตบศีรษะนายมหิปาลเบาๆ

"กลับบ้านเถอะนายห้าง จำไว้ว่านายห้างคิดร้ายต่อพระยาปัจจนึกฯ นายห้างต้องตายด้วยน้ำมือของพวกเรา"

แล้วกิมหงวนกับนิกรก็ช่วยกันประคองนายมหิปาลลุกขึ้น นายมหิปาลร้องไห้สะอึกสะอื้นเดินไปขึ้นรถของเขา สองสหายยืนมอดดูจนกระทั่งนายมหิปาลขับคาดิแล็คคันงามไปจากที่นั่น นิกรยกฝ่ามือตบหลังกิมหงวนดังสนั่น

"กันได้แก้แค้นแทนพ่อตาของกันแล้ว"

กิมหงวนสูดปากเบาๆ

"อย่าหยอกกันแรงนักซีวะ เสียงแกทุบหลังกันดังเหมือนกองเพลไม่มีผิด"

สองสหายพากันกลับไปหาพรรคพวกที่ดอดจ์ พลกับนายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้างรถคันนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วคงนั่งอยู่ในรถท่านเจ้าคุณชะโงกหน้าออกมาถามลูกเขยขอมทะเล้นของท่าน

"แกสองคนจัดการกับนายมหิปาลอย่างไรบ้างพ่อได้ยินเสียงอ้ายบังนั่นร้องไห้โฮ แกไปทำอะไรมัน"

"สั่งสอนมันให้เลิกคิดร้ายต่อคุณพ่อครับ แล้วก็โกนหนวดเครามันทิ้ง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร. ดิเรก ว่าเสียงอหาย

"อ้ายบังคงจะอายเขาแย่"

นายแพทย์หนุ่มพูดพล่างหัวเราะ

"ชาวภารตะทุกคนถือว่าใครถูกนักเลงดีจับโกนหนวดเครา เขาก็จะเสียเกียรติไปจนตาย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่คนไทยเราตรงกันข้าม ใครจับเราโกนหนวดเคราเราก็ถือว่าผู้นั้นมีบุญคุณต่อเราไปจนตาย เพราะตามธรรมดาพวกไว้หนวดเคราเพราะขี้เกียจโกน"

สี่สหายต่างพากันขึ้นไปนั่งตอนหลังรถดอดจ์เก๋ง ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็นำรถเก๋งคันงามของท่านแล่นออกไปจากสวนลุมพินีท่านรู้สึกขบขันอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงนายมหิปาลที่ถูกนิกรกับกิมหงวนจับโกนหนวดเคราทิ้ง ตอนเช้าวันต่อมาขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนอนหลับสนิทอยู่ในห้องของท่านในเวลา ๗.๐๐ น. ท่านก็ตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงคนหลายคนช่วยกันเคาะประตูห้อง และตะโกนเรียกท่านด้วยเสียงอันดัง

"คุณอาครับ...คุณอา...คุณพ่อครับ...พ่อตาโว้ย...คุณอาครับเปิดประตูเร็ว"

ท่านเจ้าคุณใจสั่นผิดปกติ ท่านลุกขึ้นจากเตียงนอนเดินมาที่ประตูห้อง แล้วถอดกลอนเปิดประตูออก พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้ว พากันบุกเข้ามาในห้องนอนอย่างถือวิสาสะ พลถือหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ

"อะไรกันวะ เรียกเสียตกอกตกใจ นึกว่าไฟไห้มบ้านหรือถูก...."

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ได้เรื่องแล้วครับกรรมตามสนองนายมหิปาลแล้ว"

"หาทำไมล่ะ"

"นายมหิปาลเชือดคอตายเมื่อคืนนี้เองครับ"

พลส่งหนังสือพิมพ์รายวันสามสี่ฉบับให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาอ่านดูซีครับ มีภาพนายมหิปาลด้วยครับเขานอนตายอยู่ที่หน้าเตียงนอนของเขา ในสภาพเดียวกับหลวงสนิท คอของเขาถูกเฉือดเหวอะหวะ แต่เขาฆ่าตัวตายเองเขาเขียนจดหมายบอกเมียเขาว่าเกียรติและความเป็นลูกผู้ชายของเขาได้สูญเสียไปแล้ว ฉะนั้นการตายเพื่อเกียรติย่อมดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกหนังสือพิมพ์ขึ้นดูภาพนายมหิปาลและอ่านอย่างคร่าวๆ ในที่สุดท่านก็กล่าวกับสี่สหายอย่างยิ้มแย้มว่า

"ไม่มีปัญหาอะไร บุคคลใดก่อกรรมไว้ก็ต้องได้รับกรรมตอบสนอง นายมหิปาลจ้างคนฆ่าหลวงสนิทเขาก็ตายตามหลวงสนิทไป หลักธรรมของพระบรมศาสดาของเรานั้นย่อมแน่นอนที่สุด ทำดีย่อมได้ดีและทำชั่วย่อมได้ชั่ว"

"จริงครับ"

เสี่ยหงวนพูดเบาๆ

"ชาติก่อนคุณอาคงเล่นไก่ชนเป็นแน่ ชาตินี้เลยได้รับกรรมตามสนอง"

ท่านเจ้าคุณตาทำเขียว

"ใครบอกแกละ"

สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กันแล้วพากันออกไปจากห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณถือหนังสือพิมพ์เดินไปนั่งบนโต๊ะโซฟา เพื่ออ่านข่าวละเอียดในเรื่องนายมหิปาลฆ่าตัวตาย.

อวสาน