พล นิกร กิมหงวน 151 : พรานเฒ่ากับกระต่ายสาว

ตอนสายวันนั้น ที่หน้าสำนักงานผลประโยชน์ของพระยาปัจจนึกพินาศ มี "ฮิลแมน" เก๋งสีดำจอดอยู่ห่างจากหน้าสำนักงานประมาณ ๑๐ เมตร หนุ่มสาวสองคนซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้ารถ ท่าทางบอกให้รู้ว่าเป็นสามีภรรยากัน ฝ่ายชายมีอายุในราว ๒๕ ปี ใบหน้าสี่เหลี่ยมไว้หนวดเส้นเล็กๆ คิ้วดกและผมหยิก ผิวเนื้อค่อนข้างดำ บุคลิกลักษณะเช่นเดียวกับอาชญากรทั้งหลาย ส่วนหญิงสาวที่นั่งเคียงคู่กับเขา ใบหน้างามแฉล้มแช่มช้อย อายุไม่เกิน ๒๐ ปี รูปร่างค่อนข้างอวบอัด หล่อนเป็นหญิงสาวที่เลอโฉมคนหนึ่ง ซึ่งยากที่จะหาใครเปรียบเหมือน แต่ความสวยของหล่อนปราศจากท่วงท่าอันสง่างาม กิริยาท่าทางของหล่อนอยู่ข้างจะหลุกหลิก หล่อนเคี้ยวอะไรอยู่ตลอดเวลา

ถูกละ หนุ่มสาวคู่นี้เป็นสามีภรรยากัน ฝ่ายชายชื่อสิงห์ เป็นอาชญากรนักเลงอันธพาลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ส่วนหญิงสาวชื่อเทพิน เป็นภรรยายอดรักของสิงห์นั่นเอง ทั้งสองกำลังมีแผนการอันสำคัญยิ่งที่จะต้มเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งสิงห์ได้ใช้ให้เมียของเขา เป็นเครื่องมือสำคัญในการนี้

อาชญากรหนุ่มได้มาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าสำนักงานนี้หลายวันแล้ว จนกระทั่งเขารู้ว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงสำนักงานผลประโยชน์ของท่านในเวลา ๑๐.๐๐ น.

"พี่สิงห์แน่ใจหรือว่าอีตาเจ้าคุณหัวล้านคนนี้มีเงินนับล้าน คนเราเดี๋ยวนี้น่ะมักจะทำตัวโอ่อ่าหรูหราหลอกให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเขามั่งมีอย่างล้นเลือ แต่หลังฉากของเขาเต็มไปด้วยหนี้สินรุงรัง ถึงแม้จะเป็นคุณพระเจ้าคุณก็เชื่อไม่ค่อยได้เสียแล้วในสมัยนี้"

สิงห์หนุ่มแห่งถิ่นสามเสนยิ้มให้เมียรักของเขา

"ก่อนที่พี่จะวางแผนการพี่ได้สืบทราบมาแล้วเทพิน อีตาเจ้าคุณคนนี้ร่ำรวยมากมีตึกแถวที่ดินให้เช่ามากมายก่ายกองจนกระทั่งเขาเรียกกันว่าราชาที่ดิน ผลประโยชน์ของท่านจากค่าเช่าตึกและอาคาร ต่างๆ ตลอดจนค่าเช่าที่ดินเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าสามสี่แสน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเป็นพ่อหม้าย ตามปกติเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก แต่ถ้าใครยกยอปอปั้นถูกเส้นท่านแล้วเท่าไรก็เท่ากัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ คนนี้เป็นคนแก่ที่มีนิสัยชอบชีกอ พี่จึงมั่นใจว่าแผนการของเราจะสำเร็จเรียบร้อย"

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ และถามว่า

"ชีกอน่ะแปลว่ากระไรคะพี่สิงห์"

"วะ เซ่อจริง ชีกอเป็นภาษาจีนแปลว่าเจ้าชู้นั่นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านชอบเด็กสาวๆ โดยเฉพาะผู้หญิงสาวที่สุภาพอ่อนหวาน และสงบเสงี่ยมย่อมเป็นที่ถูกใจท่านมาก เท่าที่พี่ได้สืบทราบมาท่านเจ้าคุณเคยมีเมียเด็กๆ มาหลายต่อหลายคนแล้ว แต่ละคนได้ถลุงเงินท่านมากมายทีเดียว พินจะต้องใช้ความพยายามจนสุดความสามารถในอันที่จะใช้เสน่ห์ของพินผูกมัดหัวใจท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เชื่อพี่เถอะเทพิน ผู้หญิงที่สาวและสวยอย่างน้องเจ้าคุณท่านเห็นแล้วเป็นต้องน้ำลายไหลและดูดปากจ๊วบๆ ทีเดียว ถ้าแผนการของเราเป็นผลสำเร็จ พี่กับเทพินก็คงจะถ่ายกระเป๋าเจ้าคุณท่านได้อย่างน้อยปีละแสนบาทอย่างสบายใจ"

เทพินเปิดกระเป๋าเงินของหล่อนออก หยิบกระจกเล็กๆ ขึ้นส่องหน้าและใช้พัฟตบใบหน้าให้เป็นนวล

"พี่สิงห์ไม่เสียดายหรือในเมื่อพินจะต้องตกไปเป็นของเจ้าคุณปัจจนึกฯ "

อาชญากรหนุ่มหัวเราะในลำคอ

"เสียดายเหมือนกันแต่ว่าการเสียเมียเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินจำนวนแสนก็เป็นการเสียที่ได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่า"

แล้วเขาก็ยกมือจับคางหล่อน

"เมียจ๋า...ตั้งใจทำงานนี้ให้สำเร็จนะจ๊ะ"

หล่อนยิ้มให้เขา ยิ้มของหล่อนมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

"ค่ะ เพื่อพี่ พินจะพยายามจนสุดความสามารถ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อ "ดอดจ์" เก๋งสีองุ่นคันใหม่เอี่ยมแล่นมาหยุดหน้าสำนักงานผลประโยชน์ของพระยาปัจจนึกฯ

รถเก๋งคันนี้คือรถของเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง ท่านเจ้าคุณนั่งอยู่ตอนหลังรถตามลำพัง และเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับ

เจ้าแห้วรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังรถออก ท่านเจ้าคุณแต่งกายสากลชุดสีเทาแก่ ถือกระเป๋าเอกสารก้าวลงมาอย่างสง่าผ่าเผย พอก้าวเท้าออกเดินเท้าขวาของท่านก็เหยียบเปลือกกล้วยหอมที่มีใครทิ้งเอาไว้เข้าเต็มรัก

ร่างอันอ้วนเตี้ยเสียหลักล้มลงกระแทกพื้นเสียงดังพลั่ก ไม่ผิดอะไรกับคนที่เริ่มฝึกหัดสะเก๊ท เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ เดินเข้ามาหยุดยืนมองดูท่านเจ้าคุณ

"รับประทานใต้เท้าเป็นลมไปหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เงยหน้าขึ้นทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"กูเหยียบเปลือกกล้วยโว้ยไม่ใช่เป็นลม"

แล้วท่านก็พยุงกายลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น

"คนที่ทิ้งเปลือกกล้วยหอมไว้ตามถนนเช่นนี้เป็นคนที่เลวชาติที่สุดเพราะเขาไม่มีวัฒนธรรมเสียเลย"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย ช่วยปัดฝุ่นละอองตามเสื้อของท่าน

"รับประทานนั่นน่ะซีครับ ถนนหลวงไม่ใช่ที่ทิ้งเปลือกกล้วยหรือเศษอาหาร รับประทานถ้าเขาอยากรับประทานกล้วยตามถนนหลวง เขาก็ควรจะรับประทานทั้งเปลือกด้วยเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"เอ--ถ้าอย่างเอ็งว่ามันก็ยากอยู่เหมือนกันเจ้าแห้ว เอ็งจะให้เขารักษาวัฒนธรรมด้วยการกินกล้วยหอมทั้งเปลือกเพราะไม่ต้องทิ้งเปลือกให้เกะกะถนน เขาก็พอจะทำได้หรอก แต่ทีนี้อ้ายคนที่มันกินสับปะรดล่ะ หรือคนที่กินทุเรียนตามถนน มันมิต้องล่อเปลือกสับปะรดหรือเปลือกทุเรียนเข้าไปด้วยหรือ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีของชาติก็ควรจะเป็นอย่างนั้นซีครับใต้เท้า เพราะการทิ้งเปลือกผลไม้เศษกระดาษเศษใบตอง หรือก้นบุหรี่ตามถนน มันแสดงถึงความไม่มีวัฒนธรรมของคนที่กระทำเช่นนี้ รับประทานใต้เท้าคิดดูเถอะครับชาติใดที่ไม่มีวัฒนธรรมแล้วรับประทานชาตินั้นย่อมเปรียบเหมือนคนป่าเถื่อน ไม่มีใครเขายกย่องสรรเสริญ รับประทานผมอยากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง วัฒนธรรมสักสามสี่เดือน รับประทานผมอยากจะจัดระเบียบประเพณีและวัฒนธรรมของชาติให้หรูไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"พอแล้ว-พอแล้ว มากไปอ้ายแห้ว คนอย่างมึงน่ะตายแล้วเกิดใหม่อีกร้อยชาติ ก็ไม่มีหวังได้เป็นรัฐมนตรีกับเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าเจ้าแห้วเข้าไปในสำนักงาน พอร่างของท่านกับเจ้าแห้วลับตา สิงห์อาชญากรหนุ่มก็พยักหน้ากับเมียสาวของเขา

"เริ่มงานของพินได้แล้ว พี่จะเลยเอารถไปซ่อม"

เทพินยิ้มให้เขาและเปิดประตูเก๋งดำออก

"ไปเถอะค่ะพี่"

แล้วหล่อนก็ก้าวลงมาจาก "ฮิลแมน" เก๋ง พาตัวเดินไปทางหน้าสำนักงานผลประโยชน์ของพระยาปัจจนึกพินาศ

เมื่อเทพินก้าวเข้ามาในสำนักงานนี้หล่อนก็เริ่มบทบาทกระทำตนให้สงบเสงี่ยม ร่างอันอวบอัดของเทพินสวมกระโปรงนิวลุคสีดำ และเสื้อชั้นนอกแพรคอปกสีเหลืองแก่ มือขวาถือกระเป๋าพลาสติกใบกระทัดรัด หล่อนแลเห็นเสมียนพนักงานห้าหกคนนั่งอยู่ตามโต๊ะทำงานของเขาและกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เทพินตรงเข้าไปหยุดยืนที่โต๊ะทำงานของชายกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ข้างบันไดขึ้นชั้นบน แล้วหล่อนก็ถามชายผู้นั้นอย่างนอบน้อม

"ประทานโทษเถอะค่ะ ท่านเจ้าคุณมาทำงานหรือยังคะ"

ชายกลางคน ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยิ้มให้หล่อนและกล่าวว่า

"มาแล้วครับ ท่านเพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้เองแหละครับ คุณมีธุระอะไรไม่ทราบ"

เทพินว่า "ดิฉันมีธุระส่วนตัวที่จะพบกับท่านค่ะ"

"ธุระส่วนตัว...เอ-ถ้าเช่นนั้น กรุณานั่งรอประเดี๋ยวนะครับ เชิญนั่งสิครับ ผมจะขึ้นไปเรียนให้ท่านทราบเสียก่อน ตอนเช้าๆ อย่างนี้เจ้าคุณท่านมักจะไม่ใคร่ยอมให้แขกพบกับท่าน เพราะท่านมีงานที่จะต้องทำอีกมาก"

ชายผู้นั้นเชิญให้เทพินนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขา แล้วเขาก็รีบขึ้นบันไดไปชั้นบน ซึ่งห้องชั้นบนนี่แหละเป็นห้องทำงานของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามปกติเจ้าคุณมาสำนักงานวันละสองชั่วโมงเท่านั้น หลังจากเซ็นชื่อในหนังสือและได้สั่งงานต่างๆ เรียบร้อยแล้วท่านก็กลับไปบ้าน "พัชราภรณ์"

มหาผ่องหรือนายผ่องเปรียญห้าประโยคเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะทำงานของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และหยุดยืนตรงหน้าเจ้าคุณ ซึ่งขณะนี้เจ้าคุณกำลังอ่านจดหมายฉบับที่มิตรสหายหรือผู้ที่มีการเกี่ยวข้องกับท่านได้มีมาถึงท่าน เจ้าแห้วกำลังเช็ดโต๊ะทำงานให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และจัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

"ใต้เท้าครับ" นายผ่องพูดขึ้นเบาๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ละสายตาจากจดหมายฉบับหนึ่งมองดูคนเก่าแก่ของท่าน

อดีตท่านมหายิ้มเล็กน้อย

"มีสุภาพสตรีคนหนึ่งจะขึ้นมาพบใต้เท้าขอรับ"

ท่านมหารายงานให้ทราบอย่างพินอบพิเทา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"หา ผู้หญิงหรือผู้ชาย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานสุภาพสตรีครับใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าวกับคนของท่าน

"สาวหรือแก่ท่านมหา"

มหาผ่องทำท่ากระดากอาย

"สาวขอรับใต้เท้า อายุราว ๑๙ ปีเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ สวยไหม"

มหาผ่องหัวเราะเบาๆ

"สวยมากเชียวครับ ผมคิดว่านางสาวไทยทำไมไม่ได้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีความสนใจกับแขกของท่านทันที

"เขาชื่ออะไร และบอกหรือเปล่าว่ามีธุระอะไร"

"บอกว่ามีธุระส่วนตัวขอรับ แต่ชื่อของหล่อนผมไม่ได้ถาม"

เจ้าแห้วกล่าวกับนายผ่องทันที

"ท่านสมีน่าจะถามชื่อของหล่อนให้เรียบร้อย เจ้าคุณท่านจะได้ทราบว่าหล่อนเป็นใคร"

นายผ่องทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที เขาไม่ชอบหน้าเจ้าแห้วมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

"แกพูดอะไรกับฉันล่ะก็ ประหยัดถ้อยคำเสียบ้างซีโว้ยนายแห้ว"

เจ้าแห้วชักฉิว

"เอ๊ะ ผมไปว่าอะไรท่านสมีล่ะ ผมเตือนนิดเดียวเท่านี้ต้องโกรธผมด้วยหรือครับ"

นายผ่องซึ่งเคยเป็นแต่ท่านมหา โดยไม่เคยเป็นสมีมาแต่ก่อนโกรธเจ้าแห้วจนหน้าเขียว

"แล้วมึงเสือกเรียกกูว่าท่านสมีทำไม"

"อ้าว" เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่น "ก็ท่านสมีได้เปรียญห้าประโยคจะไม่ให้ผมเรียกท่านสมีแล้วจะให้ผมเรียกว่ากระไรล่ะครับ เออแน่ะ หาเรื่องกับผมแต่เช้าเชียวนะ พูดดีเป็นร้ายไปเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหาย

"อ้ายแห้ว"

ท่านพูดพลางหัวเราะพลาง

"มึงพูดเสียให้ถูกโว้ย พระที่สอบพระปริยัติธรรมได้เปรียญเขาเรียกว่าท่านมหา ส่วนพระที่ลักขโมยเขา ถูกบังคับให้สึกจากเพศบรรพชิตเขาจึงเรียกว่าสมี สมีโน่นสมีนี่ มึงเรียกมหาผ่องแกว่าท่านสมีแกก็โกรธน่ะซี"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง นิ่งอึ้งไปสักครู่ก็ยกรีบยกมือไหว้นายผ่อง

"ขอโทษเถอะครับท่านสมี...เอ้ย...ท่านมหา ผมไม่เคยบวชเรียนหรอกครับ เข้าใจผิดนึกว่าพระที่สอบเปรียญได้เรียกกันว่าท่านสมี ผมไม่ได้เจตนาที่จะลบหลู่ดูหมิ่นท่านมหาเลยครับ"

นายผ่องยิ้มออกมาได้

"ทางที่ดีแกเรียกฉันว่านายผ่องหรือคุณผ่องจะดีกว่าตามความสมัครใจของแกเถอะ อย่าเรียกฉันว่าท่านมหาเลย ประเดี๋ยวแกเผลอก็จะเรียกฉันว่าท่านสมีอีก คำว่าสมีหมายถึงพระที่ประพฤติผิดธรรมวินัย ลักขโมยเขา ซึ่งเป็นความชั่วช้าเลวทรามยิ่ง"

"อ้อ" เจ้าแห้วคราง "แล้วพระที่เป็นปาราชุดล่ะครับเขาเรียกว่ากระไร"

นายผ่องหัวเราะคิ๊ก

"ปราชิกโว้ยไม่ใช่ปาราชุด ปาราชุดน่ะมันร่มชูชีพสำหรับกระโดดจากเครื่องบิน ส่วนปราชิกคืออาบัติที่ปลงไม่ได้ พระที่เป็นปราชิกคือยุ่งกับผู้หญิงในทางชู้สาว"

"เอ วันหลังถ้ามีโอกาสผมเห็นจะต้องศึกษาหาความรู้ในทางธรรมกับท่านมหาบ้าง ในเรื่องพระเจ้าผมไม่มีความรู้เลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้ามเจ้าแห้วไม่ให้พูดอะไรอีกแล้วท่านก็พูดกับมหาผ่อง

"ผู้หญิงคนนั้นเขารออยู่ข้างล่างหรือ"

"ครับ-รออยู่ข้างล่าง"

"ดีแล้ว ลงไปพาเขาขึ้นมาพบกับฉันเถอะ ความจริงฉันไม่อยากจะรับแขกเลย แต่จนใจเห็นว่าเป็นผู้หญิงสาวและสวย ถ้าหากว่าฉันปฏิเสธไม่ยอมต้อนรับก็ดูกระไรอยู่"

นายผ่องพาตัวเดินลงบันไดไป สักครู่หนึ่งเขาก็นำเทพินขึ้นมาชั้นบนของสำนักงาน เทพินเดินตามนายผ่องมาที่โต๊ะเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วหล่อนก็กระพุ่มมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อมที่สุด

"สวัสดีค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกตะลึงพรึงเพริดในความงามของหล่อน มหาผ่องพูดไม่มีผิด นางสาวไทยทำอะไรหล่อนไม่ได้เลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกตัวเองว่าหญิงสาวผู้นี้สวยและมีเสน่ห์ถูกใจท่านอย่างยิ่ง ปากแก้มคิ้วคางกระจุ๋มกระจิ๋มหน้าอกใหญ่และเอวเล็ก เป็นเรือนร่างที่งดงามยากที่จะหาใครเปรียบเหมือน นัยน์ตากลมโตของหล่อนเป็นประกายแจ่มใส กิริยาท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู

"แฮ่ะ-แฮ่ะ สวัสดีหนู"

ท่านเจ้าคุณกล่าวทักอย่างกันเอง

"นั่งสิจ๊ะ หนูมีธุระอะไรเกี่ยวกับฉันหรือ"

หล่อนกล่าวคำขอบคุณเบาๆ และทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"หนูมีเรื่องส่วนตัวที่จะมาขอความกรุณาจากเจ้าคุณค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มสดชื่น ท่านจ้องดูเทพินไม่วางตา และขณะนี้ท่านรู้สึกว่าท่านเป็นหนุ่มขึ้นอีกหลายขวบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มติดเนื้อต้องใจแม่สาวน้อยร่างอวบผู้นี้แล้ว ซึ่งหมายความว่าท่านกำลังพาตัวก้าวไปสู่กับที่เทพินวางดักไว้

"ลงไปทำงานได้มหาผ่อง"

เจ้าคุณกล่าวกับเสมียนประจำสำนักงานของท่านและเมื่อนายผ่องเดินลงบันไดไปแล้ว ท่านก็หันมามองดูหน้าเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างหน้าต่าง

"เฮ้-อ้ายแห้ว แกหิวกาแฟก็ลงไปกินซี ไปเถอะ ไปกินที่ร้านเจ๊กตงข้างออฟฟิศเราและบอกมันให้จดบัญชีข้า ข้าวมันไก่ก็มี หรือเอ็งจะกินไข่ลวกกับขนมปังทาเนยก็ตามใจ"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานผมอิ่มแล้วครับ"

"เถอะน่า ลงไปกินเถอะไม่ต้องเกรงใจ ข้าไม่มีธุระอะไรที่จะใช้เอ็งแล้ว"

เจ้าแห้วยิ้ม

"รับประทานไม่ไปหรอกครับ นั่งอยู่บนนี้เงียบๆ ดี"

"อุวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร

"ข้าจะคุยกับแขกของข้า"

"ก็คุยไปซีครับ รับประทานไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย"

ท่านเจ้าคุณผลุดลุกขึ้นยืนเดินปรี่เข้ามาหาเจ้าแห้ว ทำให้เจ้าแห้วรีบลุกขึ้น

"ไป-ไป กูบอกให้มึงลงไปข้างล่าง"

เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ เดินไปทางบันไดแล้วครวญเพลงรำวงเบาๆ ในลำคอ

"ตาแก่อยากมีเมียสาว ถือไม้เท้ายักแย่ยักยัน"

"เฮ้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"ทะลึ่งจริงเชียวอ้ายเปรตนี่ เดี๋ยวพ่อถีบตกกระไดเลย"

เจ้าแห้วเดินอมยิ้มลงบันไดไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานของท่าน เทพินสาวเจ้ามารยาซ่อนยิ้มไว้ในหน้า หล่อนรู้แล้วว่าท่านเจ้าคุณติดเนื้อต้องใจหล่อน ซึ่งแผนการของหล่อนที่ได้คบคิดกับผัวรักคงจะเป็นผลสมความมุ่งหมาย

"เล่าความประสงค์ของหนูให้ฉันฟังเถอะ หนูจะให้ฉันช่วยอะไร....อ้อ-หนูยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าหนูชื่ออะไร"

หล่อนแกล้งทำยิ้มเอียงอาย

"หนูชื่อเทพินค่ะ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ย์ปาก เริ่มบทบาทเจ้าชู้แบบเสือเฒ่า

"แหม-ชื่อหนูเพราะมากทีเดียว คนสวยอย่างหนูมักจะมีชื่อเพราะๆ ทั้งนั้น หนูจะให้ฉันช่วยอะไรล่ะ แล้วก็หนูเคยรู้จักฉันมาแต่ก่อนหรือเปล่า"

"ไม่เคยรู้จักหรอกค่ะ แต่พรรคพวกของหนูคนหนึ่งเขาเช่าตึกของท่านอยู่ เขาบอกหนูว่าท่านเป็นคนใจดีมีเมตตากรุณาต่อผู้น้อยและคนจน แล้วเขาก็แนะนำให้หนูมาหาท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เลื่อนหีบบุหรี่มาทางหญิงสาวแล้วเปิดหีบบุหรี่ขึ้น

"สูบซิการ์ซิหนู ถือเป็นกันเองนะ"

คราวนี้เทพินหัวเราะคิ๊ก

"หนูเป็นผู้หญิงท่านจะให้หนูสูบซิการ์เชียวหรือคะ แม้แต่ซิกาแร็ตหนูก็สูบไม่เป็นค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกฉิวตัวเอง รีบดึงกล่องซิการ์มาวางข้างหน้าท่าน

"หนูจะให้ฉันช่วยอะไร"

เทพินว่า

"ขณะนี้หนูกำลังยากจนมากเชียวค่ะเจ้าคุณคะ แต่หนูมีบ้านและที่ดินของหนูเอง บ้านของหนูเป็นเรือนไม้สักสองชั้น อยู่ในตรอกหนึ่งทางตลาดศรีย่านค่ะ หนูมีที่ดิน ๑๕๐ ตารางวา ซึ่งโฉนดเป็นของคุณแม่หนู ส่วนเรือนหลังนั้นเป็นของหนูค่ะ หนูได้รับมรดกจากคุณพ่อที่ถึงแก่กรรม"

"เล่าต่อไปหนู แล้วยังไง "

"หนูตั้งใจจะเปิดร้านตัดเสื้อค่ะเจ้าคุณคะ แต่หนูไม่มีเงินทุนที่จะเซ้งตึกและซื้อจักรเย็บผ้า ตู้โชว์ ตลอดจนของใช้อื่นๆ หนูก็เลยมากราบเท้าท่านเพื่อขอจำนำบ้านและที่ดินกับท่านไว้สัก ๕๐,๐๐๐ บาท หวังว่าท่านคงจะกรุณาหนูเป็นแน่ หนูยินดีที่จะพาท่านไปดูบ้านและที่ดินของหนูค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มกริ่ม

"อ๋อ-หนูจะจำนองบ้านและที่ดินของหนูไว้กับฉัน"

"ค่ะ-ถูกแล้ว ถ้าหากว่าท่านจะกรุณาหนูแล้ว ท่านจะไปดูที่และบ้านของหนูเมื่อไรก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิด ท่านคิดว่าถ้าหากว่าท่านจะพาหญิงสาวผู้นี้นั่งรถเก๋งไปกับท่าน เพื่อไปดูบ้านและที่ดิน ก่อนที่ท่านจะตกลงรับจำนอง ท่านก็กลัวว่าเจ้าแห้วจะเที่ยวโพนทนาให้สี่สหายรู้ว่าชีกอกับหญิงสาวผู้นี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงตั้งใจที่จะแอบไปหาเทพินที่บ้านในตอนเย็น โดยไม่ให้ใครรู้

"ตอนเช้าๆ อย่างนี้ฉันมีงานมากล้นมือทีเดียว เอายังงี้ดีไหมเทพิน เย็นนี้ ๑๖.๐๐ น. ฉันจะไปหาหนูที่บ้าน"

หล่อนรีบรับคำทันที

"ค่ะ-ได้ค่ะ สุดแล้วแต่ท่านจะกรุณาเถอะค่ะ"

เจ้าคุณได้ซักไซ้ตำแหน่งแห่งที่ของเทพินโดยละเอียด แล้วท่านก็จดหมายเลขบ้านของเทพินไว้ในสมุดโน๊ตเล็กๆ เพื่อกันลืม ต่อจากนั้นท่านก็สนทนากับสาวเจ้าเสน่ห์อย่างกันเอง

"ที่บ้านน่ะหนูอยู่กับใครบ้าง"

"บ้านหนูหรือคะ หนูอยู่กับคุณแม่ และลูกพี่ลูกน้องของหนูอีกคนหนึ่งค่ะ แต่ตามธรรมดาหนูมักจะอยู่คนเดียว เพราะคุณแม่ของหนูท่านชอบเล่นไพ่ไม่ใคร่จะชอบอยู่ติดบ้าน ส่วนพี่ชายของหนูก็เอาแต่เที่ยวเตร่กินเหล้าเมายาและการพนัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"อ้อ-คุณแม่ของหนูชอบเล่นไพ่นี่เล่าการเงินของหนูจึงอยู่ข้างจะขลุกขลัก อ้ายเรื่องไพ่นี่น่ะลงติดมันงอมแงมแล้วต่อให้มีเงินเป็นแสนเป็นล้านก็ต้องหมด การพนันไม่เคยให้คุณแก่ใครเลย"

เทพินแกล้งยิ้มเศร้าๆ

"หนูทราบดีค่ะเจ้าคุณค่ะ การพนันคืออบายมุข แต่หนูจะห้ามปรามคุณแม่ได้อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นแม่บังเกิดเกล้าของหนู"

"อือ-จริงสินะ จะอย่างไรก็แม่ของเรา เอาเถอะ เย็นวันนี้บ่ายสี่โมงฉันจะไปหาหนูที่บ้าน เพื่อพิจารณาบ้านและที่ดินของหนู เข้าใจว่าการจำนองคงจะไม่มีอะไรขลุกขลัก เพราะฉันยินดีช่วยเหลือหนู จริงๆ "

เทพินกระพุ่มมือไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกครั้งหนึ่ง

"ขอบพระคุณค่ะ กรุณาช่วยหนูเถอะนะคะ หนูใฝ่ฝันที่จะมีร้านตัดเสื้อของหนูเองมานานแล้ว อ้า-หนูรบกวนเวลาท่านมากแล้ว หนูกราบลาละค่ะ"

พูดจบหล่อนก็ยกมือไหว้ลาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณก้มศีรษะเล็กน้อย

"สวัสดีหนู เย็นนี้ฉันจะไปหาหนูแน่นอน"

เทพินรับคำท่านแล้วพาตัวเดินลงบันไดไป แผนการขั้นแรกของหล่อนได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังจะพาตัวไปสู่ความหายนะ ซึ่งเป็นการต้มกันตามวิธีการเก่าๆ ที่นักต้มหมูเคยใช้มามากต่อมาก

เย็นวันนั้นเอง

ในราว ๑๖.๓๐ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขับ "ดอดจ์" เก๋งคันงามของท่านแล่นเข้ามาในตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่งห่างจากตรอกศรีย่านไม่กี่มากน้อย ถนนในตรอกนี้ค่อนข้างจะขรุขระและเป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำฝนขังหลายแห่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งขับรถตามลำพัง ท่าทางของท่านสดชื่นรื่นเริงราวกับหนุ่มๆ ในวัย ๒๐ เศษ สายตาของท่านจ้องมองดูป้ายเลขหมายบ้าน พอรถแล่นมาถึงหน้าบ้านของเทพิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แลเห็นป้ายหมายเลขบ้านตรงตามที่หล่อนบอกไว้

ท่านเจ้าคุณบังคับรถให้หยุดนิ่งหน้าประตูรั้วบ้านพอดี แล้วท่านก็ก้าวลงจากรถเดินมาที่ประตูรั้วนั้น เอื้อมมือผลักออก

ทันใดนั้นเอง เทพินหญิงสาวผู้เลอโฉม เมียรักของอาชญากรหนุ่มก็เดินออกจากห้องกลางชั้นล่างอย่างร้อนรน หล่อนสวมกางเกงขาสั้นและขากว้างมาก แลเห็นท่อนขาขาวผ่องและอวบอัด สวมเสื้อชั้นนอกคอกว้างค่อนข้างโป๊อย่างน่าหวาดเสียว รวบผมไว้ข้างหลังมีริบบิ้นแพรเล็กๆ ผูก อีกครั้งหนึ่งที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกตะลึงในความงามของสาวน้อยผู้นี้

"หนู...."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานขึ้นดังๆ

แม่สาวงามโปรยยิ้มอย่างยียวน พร้อมกับกระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เชิญเจ้าค่ะ เชิญข้างบนซีคะ"

ท่านเจ้าคุณพาตัวเดินขึ้นบันไดมาบนเรือน เทพินนำท่านเข้าไปในห้องรับแขก ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ และไม่มีการตกแต่งอย่างใดเลย คงมีแต่เพียงโต๊ะเก้าอี้เลวๆ ชุดหนึ่งเท่านั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเทพินต่างทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้คนละตัว และนั่งตรงข้ามกัน

"ท่านนั่งพักผ่อนเสียสักครู่นะคะ"

เทพินพูดยิ้มๆ

"ประเดี๋ยวหนูจะพาท่านสำรวจบ้านและที่ดินของหนู ถ้าหากว่าท่านกรุณารับจำนองไว้ หนูจะดีใจมากเชียวค่ะ"

ท่านเจ้าคุณทำท่ากรุ้มกริ่มตามธรรมดาของโคแก่ที่อยากกินหญ้าอ่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าท่านจะชราภาพแล้ว จิตใจของท่านก็ยังเป็นหนุ่มอยู่เสมอ และยังมีความปรารถนาในรูป, รส, กลิ่น, เสียงเหมือนกับเราท่านนี่เอง

"มีหวัง ๙๐ เปอร์เซ็นต์หนู ฉันจะพยายามให้ความช่วยเหลือหนู"

เทพินยิ้มอ่อนหวานแล้วลุกขึ้นยืน

"กรุณานั่งรอหนูสักครู่นะคะ หนูจะไปเอาเครื่องดื่มและบุหรี่มาให้ท่าน คุณแม่และพี่ชายของหนูไม่อยู่หรอกค่ะ ขณะนี้หนูอยู่บ้านคนเดียวเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"อย่าวุ่นวายไปเลยหนู ไม่จำเป็นต้องจัดหาอะไรมาต้อนรับฉันหรอก ขอให้ถือว่าเป็นกันเองดีกว่า"

"ไม่ได้หรอกค่ะ ท่านกรุณาให้เกียรติมาถึงบ้านหนู หนูก็ต้องต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ"

พูดจบหล่อนก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินนวยนาดออกไปจากห้องรับแขก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองตามแม่สาวงามอย่างชื่นชม กามเทพแผลงศรเสียบหัวใจของท่านแล้ว ท่านเชื่อว่าเทพินเป็นสาวบริสุทธิ์เหมือนกับดอกไม้เมื่อแรกแย้ม ถ้าหากว่าเทพินเป็นของท่าน ท่านก็คงจะมีความสุขอย่างยิ่ง

ในราว ๕ นาทีหญิงสาวก็เดินเข้ามาในห้อง มือขวาถือถาดเงินเล็กๆ มีแก้ววิสกี้โซดาหนึ่งแก้ว มือซ้ายถือกระป๋องบุหรี่และไม้ขีดไฟ เทพินวางถาดเงินและกระป๋องบุหรี่ลงบนโต๊ะแล้วหล่อนก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกแก้วน้ำสีเหลืองส่งให้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวสักหน่อยค่ะ ดื่มนี่เสียนิดสิเจ้าคะ"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"อะไรกันหนู เหล้าหรือ"

"เจ้าค่ะ"

หล่อนตอบยิ้มๆ

"ทานสิคะ โซดากำลังเย็นเจี๊ยบเชียวค่ะ"

เจ้าคุณรับแก้วเหล้ามาถือไว้

"ฉันไม่ใช่คอเหล้าหรอกหนู หนูผสมเหลืองเข้มอย่างนี้ขืนดื่มเข้าไปหมดแก้วก็เห็นจะกลับบ้านไม่ได้"

แม่สาวงามเอียงคออมยิ้ม

"กลับไม่ได้ท่านก็นอนเสียที่นี่ซีคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"อ๊ะ อย่าล้อคนแก่เลยน่าหนู"

"อุ๊ยตาย หนูไม่ได้ล้อท่านนี่คะ หนูพูดจริงๆ ถ้าท่านเมาหนูอนุญาตให้ท่านขึ้นไปนอนบนห้องหนูจนกว่าท่านจะหายเมาค่ะ"

"จริงๆ หรือนี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเร็วปรื๋อ

"จริงค่ะ"

"ถ้าเช่นนั้นหนูไปเอาขวดเหล้ามาดีกว่า ฉันจะดื่มให้หมดขวดทีเดียว ดื่มให้มันเมาเพื่อฉันจะได้นอนอยู่ที่บ้านนี้จนกว่าจะหายเมา"

หญิงสาวรีบลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก สักครู่หนึ่งหล่อนก็ถือขวดวิสกี้และขวดโซดากลับเข้ามาวางลงบนโต๊ะ และนั่งลงข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"หนูรู้สึกเป็นเกียรติมากทีเดียวค่ะ ถ้าหากว่าท่านให้ความเป็นกันเองกับหนู แต่ว่า...หนูเสียใจที่หนูไม่ได้เตรียมกับแกล้มไว้ให้ท่าน"

ท่านเจ้าคุณโบกมือ

"ไม่ต้อง-ไม่ต้อง-นักดื่มเหล้าชั้นดีอย่างฉันดื่มเหล้าไม่ต้องมีกับแกล้มหรอกหนู"

พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

ต่อจากนั้นท่านคุณกับเทพินก็สนทนากันอย่างสนิทสนม ซึ่งหญิงสาวได้ถือโอกาสนี้มอมเหล้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยไม่ให้ท่านรู้สึกตัว เจ้าคุณได้ซักถามเรื่องราวของเทพินมากมาย แม่สาวเจ้าเล่ห์โกหกว่าบิดาของหล่อนที่ถึงแก่กรรมไปนั้นเป็นข้าราชการบำนาญมีราชทินนามเป็นคุณพระ หล่อนบอกว่าหล่อนเรียนสำเร็จชั้นมัธยมปีที่หก ขณะนี้ยังไม่ได้ประกอบอาชีพในทางหนึ่งทางใด มีความปรารถนาที่จะตั้งร้านตัดเสื้อ จึงตกลงใจจำนองบ้านและที่ดินนี้

เพราะวิสกี้ซึ่งผสมโซดาเพียงเล็กน้อย ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งมีอายุมากแล้วเริ่มรู้สึกตัวว่าท่านมึนเมา ใบหน้าของท่านเจ้าคุณแดงก่ำผิดปกติ เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุยจ้อตลอดเวลา และบางทีก็เกี้ยวเทพินเอาอย่าง ดื้อๆ

"ฉันเพิ่งรู้จักกับหนูก็จริง แต่ฉันรู้สึกพอใจในความสุภาพอ่อนหวานของหนูมาก หนูอย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะ ติ๋งต่างว่าถ้าหนูได้เป็นของฉันละก็ ฉันคงจะมีความสุขอย่างล้นเหลือทีเดียว"

เทพินค้อนเจ้าคุณปัจจนึกฯ และทำท่ากระดากอายด้วยชั้นเชิงของกะหรี่ชั้นสูง

"ดูซี ท่านเกี้ยวหนูหรือยังไงคะนี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงยานคาง

"ไม่ได้เกี้ยวหรอกหนู ฉันพูดตามความรู้สึกอันจริงใจ หนูสวยถูกใจฉันมากทีเดียว ปากนิดจมูกหน่อย นัยน์ตาบ้องแบ๊วใสแจ๋ว เสียงก็เพราะหัวเราะน่าฟัง หนูกับฉันมาเล่นแต่งงานกันดีไหมหนู"

"อุ๊ยตาย"

เทพินอุทานขึ้นดังๆ และยกมือปิดหน้าแกล้งทำเป็นอายเหนียม

"แหม-หนูไม่อยากแล้วละ ท่านเล่นพูดแบเบอร์กับหนูอย่างนี้หนูก็อายท่านแย่น่ะซีคะ เล่นพูดเฮ็งซวยกับหนูอย่างนี้ไม่ดีหรอกค่ะ หนูเป็นสาวเป็นนาง ประเดี๋ยวหนูเกิดบ้าขึ้นมาหนูก็จะรักท่านเข้าให้เท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลื้มอกปลื้มใจเหลือที่จะกล่าวแล้วท่านยักคิ้วให้เทพินแต่แล้วท่านก็สะดุ้งเล็กน้อย

"นั่งดีๆ หนู ขากางเกงมันกว้าง อย่านั่งไขว่ห้าง น่าเกลียด"

เทพินอุทานออกมาคำหนึ่งแล้วหล่อนก็ลุกขึ้นยืน

"เจ้าคุณขา....หนูจะพาท่านไปดูบริเวณบ้านตลอดจนตัวเรือนหลังนี้ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ไปดูซีคะ ท่านจะได้ให้คำตอบกับหนูว่าท่านจะตกลงรับจำนองหรือไม่ หนูกำลังร้อนใจอยากได้เงินค่ะ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจแล้วโบกมือ

"ไม่จำเป็น-ไม่จำเป็นต้องดู ถึงแม้ว่าหนูมีที่ดินเพียงศอกเดียวและมีบ้านเล็กเท่าศาลพระภูมิ ฉันก็ยินดีรับจำนองไว้ ๕๐,๐๐๐ บาทตามที่หนูต้องการ เอาเงินไปเสียเดี๋ยวนี้เป็นยังไงหนู"

เทพินลืมตาโพลง

"ท่านจะจ่ายเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทให้หนูเดี๋ยวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ถูกแล้ว แต่ฉันจะเขียนเช็คให้หนู แล้วพรุ่งนี้หนูไปเบิกเงินที่ธนาคารเอาเอง"

ไม่ต้องสงสัยว่าแม่สาวน้อยจะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใด หล่อนคิดว่ามันเป็นโชคอย่างมหาศาล ทีเดียว

"แล้วเราไม่ต้องทำสัญญากันหรือคะท่าน คุณแม่ก็ยังไม่อยู่ หนูจะเอาโฉนดที่ไหนให้ท่านยึดไว้"

"ว้า..."

เจ้าคุณเอ็ดตะโร

"บอกว่าไม่ต้อง โฉนดก็ไม่จำเป็น ฉันเต็มใจรับจำนอง ๕๐,๐๐๐ บาทเป็นใช้ได้"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของท่านหยิบสมุดเช็คกับปากกาออกมา เทพินปราดเข้ามาทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพื้นห้องและยกมือทั้งสองกอดเท้าท่านเจ้าคุณไว้

"เจ้าคุณขา ในชีวิตของหนูยังไม่เคยมีใครเมตตากรุณามากมายเหมือนอย่างท่านเลย หนูขอฝากตัวเป็นทาสของท่านคนหนึ่งนะเจ้าคะ สุดแล้วแต่ท่านจะใช้สอยหนูเถอะค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้มหน้าลงทำทีเหมือนกับว่าท่านจะจูบเทพิน แต่แล้วท่านก็เงยหน้าขึ้นเพราะฉุกใจได้คิดว่า ถ้าท่านจูบหล่อนเทพินก็อาจจะร้องเอ็ดตะโรหรืออาจจะตบหน้าท่านสักฉาดก็ได้

"แฮ่ะ-แฮ่ะ หนูพูดอย่างนี้ชื่นใจฉันไปอีกหลายวัน เทพินช่างพูดมาก และพูดเพราะเสียด้วย ชื่นใจคนแก่เหลือเกิน อ้ายเรื่องแก่เฒ่าของฉันน่ะหนูอย่าไปสนใจกับมันเลยนะ จิตใจของฉันยังกระชุ่มกระชวยเหมือนกับเสือป่าทั้งหลาย" พูดจบท่านเจ้าคุณก็เซ็นเช็คสั่งจ่ายเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท และเมื่อท่านเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วท่านก็ฉีกออกจากเล่มของมันส่งให้แม่สาวน้อย

เทพินก้มลงกราบแทบเท้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเอื้อมมือรับเช็คมาดูจำนวนเงิน ใบหน้าของหล่อนแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้นยินดี

"หนูขอบพระคุณท่านอย่างที่สุดเชียวค่ะ เย็นนี้ท่านเลยรับประทานข้าวกับหนูเสียด้วยนะคะ ท่านอยู่ใกล้ๆ หนูอย่างนี้หนูมีความสุขเหลือเกิน"

"แล้วกันๆๆ "

เจ้าคุณเอ็ดตะโร

"ค่อยๆ บุกฉันดีกว่า โจมตีฉันแบบสายฟ้าแลบเช่นนี้ประเดี๋ยวฉันก็ช็อคตายเท่านั้นเอง อย่าเย้าคนแก่ให้เป็นบ้าหน่อยเลยหนู บาปกรรมเปล่าๆ "

เทพินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ท่านเจ้าคุณไม่แก่หรอกค่ะ จริงๆ นะคะ ยังสดชื่นกระชุ่มกระชวยเหมือนกับหนุ่มๆ ลักษณะ ท่าทางก็สง่าผ่าเผย หนูไม่ได้แกล้งยอท่านหรอกค่ะ หนูมองดูท่านแล้วก็รู้สึกว่า ท่านมีใบหน้าคล้ายๆ กับ โรเบิต เทเล่อร์ มากทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"เอากันยังงั้นเชียวเรอะหนู โรเบิต เทเล่อร์ น่ะหัวไม่ล้านเหมือนอย่างฉันหรอกนะ"

"อุ๊ยทำไมคะ อีตอนที่ โรเบิต เทเล่อร์ ป่วยเป็นไทฟอยด์อย่างไรล่ะคะ ผมร่วงหมดศีรษะ หัวโกร๋นหมดเชียวค่ะ ตอนนั้นแหละค่ะเหมือนกับท่านมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิด แล้วมองดูตัวของท่านเอง

"เอา-เหมือนก็เหมือน เป็นครั้งแรกที่มีคนชมฉันว่าเหมือนกับ โรเบิต เทเล่อร์ พ่อเทพบุตรของโลก แต่ฉันเองรู้สึกว่ารูปร่างของฉันคล้ายๆ กับคิงคองมากกว่า ตอนที่หนังคิงคองส่งเข้ามาฉายเข้าใจว่าหนูยังเป็นเด็กมาก"

ต่างคนต่างมองดูกันแล้วหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นสุขใจยิ่ง แต่ความมึนเมาได้เกิดขึ้นแก่ท่านตามลำดับ เพราะท่านได้ดื่มเหล้าเข้าไปหลายแก้วแล้ว

ในที่สุดท่านเจ้าคุณก็ลุกขึ้นยืนงัวเงีย เป่าปากเบาๆ และทำตาปรือ แสดงให้เห็นว่าท่านมึนเมามาก

"หนู-ฉันกลับซ่อง....เอ๊ย....กลับบ้านฉันเสียทีนะหนู เมาเต็มทนแล้ว"

แม่สาวงามลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาประคองท่าน

"ท่านจะกลับไปอย่างไรคะ ในเมื่อท่านเมาออกอย่างนี้ ขึ้นไปนอนพักผ่อนที่ห้องหนูดีกว่าค่ะ อย่าเกรงใจหนูเลย หนูเป็นสาวสังคมมีอิสระอย่างเต็มที่ค่ะ คุณแม่ของหนูท่านก็สนใจอยู่แต่วงไพ่ ปล่อยให้หนูเป็นตัวของหนูเองเต็มที่ ขึ้นไปนอนข้างบนเถอะนะคะ แล้วหนูจะร้องเพลงมารหัวใจให้ฟัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หลับตานิ่งคิด

"เอา-ตกลง หนูร้องเพลงมารหัวใจให้ฉันฟังแล้วฉันจะร้องเพลงชื่อ คนแก่ผู้อาภัพหลงรักเด็กสาว"

เทพินหัวเราะคิ๊ก

"ชื่อเพลงของท่านทำไมมันยาวนักล่ะคะ"

"อ๋อ เพลงนี้ฉันแต่งเองเทพิน เออนี่ ฉันถามอะไรหนูหน่อยเถอะนะ พูดอย่างเปิดอกทีเดียว หนูน่ะปีนี้เคยคิดที่จะมีผัวบ้างไหม"

"อุ๊ยตาย"

เทพินร้องลั่น

"หนูยังเป็นเด็กเกินไปค่ะ หนูไม่เคยคิดหรอกค่ะ หนูรู้จักความรักแต่เพียงรักคุณแม่ของหนูเท่านั้น"

"โถ-แม่คุณ หนูบอกฉันว่าหนูเป็นสาวสังคม แต่ชีวิตของหนูไม่ใคร่จะก้าวหน้าเลย สมัยนี้อายุ ๑๓ เขาก็มีผัวกันได้แล้ว"

"แหม-ท่านพูดอะไรก็ไม่รู้ละ คำว่าผัวจั๊กกระจี้เหลือเกินค่ะ หนูไม่อยากฟังเลย"

แล้วหล่อนก็ประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินออกไปจากห้องรับแขก

คืนนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในราว ๒.๐๐ น. ของวันใหม่ ชีวิตที่แห้งแล้งของท่านในวัยชราได้กลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ โคเฒ่าที่ได้ลิ้มรสหญ้าอ่อน ทั้งรักทั้งหลงเทพินเพียงชีวิตจิตใจของท่านทีเดียว

วันคืนผ่านพ้นไปอีก

เจ้าคุณนึกปัจจนึกฯ ใช้เวลาตอนกลางวันมาเพลิดเพลินกับแม่สาวน้อยที่บ้านศรีย่าน และพอเย็นท่านก็กลับไปบ้าน "พัชราภรณ์" ท่านได้ปิดบังเรื่องนี้ไว้เป็นความลับที่สุดไม่ยอมปริปากเล่าให้ใครฟังเลย ท่านได้ถลำตัวเข้าไปมากแล้ว ครั้งแรกจ่ายเช็ค ๕๐,๐๐๐ บาท และต่อมาเพียงสองวันท่านจ่ายเช็คให้เทพินอีก ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าท่านกำลังถูกต้ม ซึ่งแผนการของสิงห์กับเทพินได้เป็นไปด้วยดีทุกประการ

ตอนกลางวันวันนั้นฝนตกพรำ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังพร่ำพลอดออดฉอ้อนกับเทพินภายในห้องนอนที่บ้านพักของหล่อนนั่นเอง ท่านเจ้าคุณรู้สึกสงสัยในความเป็นอยู่ของเทพิน ท่านก็เลียบเคียงไต่ถามดู

"ฉันมาที่นี่หลายวันแล้ว ไม่เคยพบคุณแม่หรือพี่ชายของหนูเลย มาทีไรก็เห็นหนูอยู่บ้านตามลำพัง"

เทพินว่า "คุณแม่ท่านกลับมาบ้านในราว ๒ ทุ่มค่ะ ท่านไม่เคยสนใจอะไรยิ่งไปกว่าไพ่เลย ส่วนพี่ชายของหนูเขาไม่ใคร่จะมาบ้านหรอกค่ะ หลายๆ วันจึงจะมาบ้านสักครั้งหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"แล้วเมื่อไรหนูจะเปิดร้านตัดเสื้อเสียที เงินก็มีแล้ว"

เทพินยกมือทั้งสองขึ้นกอดคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในบทบาทอันยียวน

"หนูกำลังให้คุณแม่วิ่งเต้นหาเช่าตึกแถวให้ค่ะ หนูคงจะได้เปิดร้านตัดเสื้อในไม่ช้านี้ เจ้าคุณต้องสนับสนุนหนูนะคะ"

ท่านเจ้าคุณหยิกแก้มสาวน้อยเบาๆ

"ทำไมจะไม่สนับสนุนล่ะ ในเมื่อหนูเป็นเมียของฉัน แต่หนูต้องสัญญากับฉันก่อน...."

"สัญญาว่ากระไรคะเจ้าคุณขา"

"สัญญาว่าหนูจะตัดเสื้อโดยไม่มีการวัดตัว อย่าเชียวนะหนู นอกจากจะขายหน้าเขาแล้ว ฉันยังจะต้องเสียเวลาไปประกันหนูที่โรงพักด้วย"

หล่อนค้อนขวับ

"อย่ามาว่าหนูยังงี้นะจะบอกให้ เจ้าคุณท่าจะเคยตัดเสื้อวัดตัว...."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"แล้วกัน ฉันเป็นผู้ชายจะตัดเสื้อวัดตัวได้อย่างไร"

เทพินยิ้มอ่อนหวาน ค่อยๆ โถมตัวเข้ามาอิงแอบแนบชิดโคเฒ่า

"เจ้าคุณขา เจ้าคุณรักหนูมากไหมคะ"

"มากจ้ะ"

"รักเท่าไหนคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กางแขนทั้งสองออกไปจนเต็มที่

"เท่านี้จ้ะ"

"ไม่เอาค่ะน้อยไป"

"ว้า-ก็แขนฉันมันยาวเท่านี้ ฉันไม่ใช่อีนาคพระโขนงนี่นา"

แม่สาวน้อยยื่นหน้าให้ท่าน

"จูบหนูซีคะ จูบให้นานหน่อยนะคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตระหวัดร่างอนแน่งน้อยไว้ในวงแขนของท่าน แล้วก้มลงจูบริมฝีปากอันจิ้มลิ้มของเทพินอย่างดูดดื่ม เทพินแกล้งทำตัวอ่อนระทวย ร่างของหล่อนสั่นสะท้านหลอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้เข้าใจว่าจูบของท่านมีมนต์ขลังทำให้ผู้หญิงสาวสปัสซั่มในรสจูบ หล่อนหลับตาพริ้มอยู่ในแขนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ขณะที่โคแก่กำลังฟัดหญ้าอ่อนด้วยความสุข กระทาชายนายหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง เขาคือเจ้าสิงห์จอมอาชญากรนั่นเอง

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเทพินผละออกจากกันทันที

"เฮ้-แกเป็นใครวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"แกบุกรุกขึ้นมาบนบ้านเมียฉันทำไม"

เจ้าสิงห์หัวเราะก้าก

"ผมหรือครับบุกรุก ประทานโทษ....คุณเป็นใครไม่ทราบ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ฉันคือพระยาปัจจนึกพินาศ แล้วแกเป็นใคร"

อาชญากรหนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ผมคือนายสิงห์หรือใต้เท้าจะเรียกว่าอ้ายสิงห์ก็ตามใจ บ้านนี้เป็นบ้านของผม และผู้หญิงคนนี้คือเมียของผม ผมไปค้าขายต่างจังหวัดเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น ใต้เท้าก็ถือโอกาสลักลอบเป็นชู้กับเมียผม ฮะ ฮะ ใต้เท้ายังมีหน้ามาว่าผมบุกรุกขึ้นมาบนบ้านเมียใต้เท้า ใต้เท้าลองสืบถามชาวบ้านแถวนี้ดูสิครับว่าผมเป็นผัวอีเทพินใช่ไหม ชะ ชะ แม่กากี อยากจะเป็นคุณหญิงยอมทรยศต่อผัว"

เทพินแกล้งทำเป็นตัวสั่นงันงก ความจริงหล่อนกับสิงห์นัดแนะกันเรียบร้อยแล้ว เพื่อดำเนินแผนการขู่เอาเงินเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ไม่ต้องสงสัยว่าท่านเจ้าคุณจะตระหนกตกใจสักเพียงใด ใบหน้าของท่านซีดเผือดนัยน์ตาเหลือกลาน เกียรติยศชื่อเสียงของท่านจะต้องพินาศลงอย่างไม่มีปัญหา

"เธอเป็นผัวเทพิน...."

ท่านพูดเสียงเครือ

ชายหนุ่มปากหนวดเค้นหัวเราะ

"แน่นอนเชียวครับใต้เท้า โปรดอย่าสงสัยอะไรอีกเลย เทพินเป็นเมียของผมที่ถูกต้องทั้งพฤตินัยและนิตินัย เราได้แต่งงานกันและได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย"

"ตายห่า "

ท่านเจ้าคุณเผลอตัวออกมาดังๆ

"ไม่ตายหรอกครับ อย่างมากใต้เท้าก็ตกเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งในฐานใต้เท้าเป็นชู้กับเมียของผมเท่านั้น ใต้เท้าทำใจให้สบายเถอะครับ ผมเป็นลูกผู้ชายและสปอร์ทพอ"

พูดจบเขาก็หันมาทางเมียรักของเขา

"ว่ายังไง เทพิน ฉันจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้มีอะไรที่หล่อนจะแก้ตัวอีกไหม"

เทพินทำเป็นว่าหล่อนเกรงกลัวเขาจนลนลาน

"พี่ขา...พินผิดไปแล้วพี่ พรหมลิขิตบันดาลให้น้องต้องเป็นไปเช่นนี้"

สิงห์แหกปากหัวเราะลั่น

"พรหมลิขิตตะหวักตะบวยอะไรกัน อย่าไปโทษพรหมลิขิตเลย หนอยประพฤติชั่วลงโทษพรหมลิขิต เธอเลวมาก เธอกับฉันสิ้นสุดกันที เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเห็นเป็นชู้กับตาแก่ที่มีอายุคราวปู่ มีแต่ว่าผู้หญิงแก่เป็นชู้กับเด็กหนุ่มๆ บอกฉันเดี๋ยวนี้ เธอรู้จักมักจี่กับเจ้าคุณตั้งแต่เมื่อไร"

เทพินเลื่อนตัวจากเตียงนอนลงมานั่งพับเพียบกับพื้น

"เพิ่งรู้จักกับท่านเมื่อเร็วๆ นี้เองค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"นายสิงห์ โปรดฟังฉันหน่อย"

"เสียใจครับใต้เท้า ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ผมจะต้องพูดกับเจ้าคุณอีก"

"อ้อ ยังงั้นก็ดีแล้วฉันจะได้กลับบ้าน"

"กลับยังไงกันครับ"

สิงห์เอ็ดตะโร

"ใต้เท้าต้องไปโรงพักกับผมก่อน เท่าที่ผมไม่ยิงใต้เท้าก็เป็นบุญหนักหนาแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก นายสิงห์หันมาพูดกับเมียรักของเขาต่อไปในบทบาทละครนอกเวที

"แม่วันทองสองใจ เธอจะเอาอย่างไรกับฉันต่อไปว่ามา"

เทพินก้มหน้ามองดูพื้น

"พี่สิงห์ขา ยกโทษให้พินสักครั้งเถอะค่ะ ถึงพินชั่วไปแล้วก็คงไม่สึกหรออะไรหรอก พี่ทิ้งพินไว้ตั้งครึ่งค่อนเดือนพินก็หงอยเหงาว้าเหว่ใจน่ะซีคะ พินจะเลิกเกี่ยวข้องกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปค่ะ และพินจะกระทำตัวเป็นเมียที่ดีของพี่"

สิงห์ยิ้มแค่นๆ เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ใต้เท้าไปโรงพักกับผมเถอะครับ ผมจะให้ตำรวจเขารับรู้ไว้ว่าใต้เท้าได้กระทำชู้กับเมียผม ต่อจากนั้นผมจะหาทนายจัดการยื่นฟ้องใต้เท้าต่อไป เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเท่าที่ผมต้องเสียเกียรติไปในครั้งนี้"

"โธ่-นายสิงห์โต"

"เปล่า ผมไม่ได้ชื่อสิงห์โต ผมชื่อสิงห์เฉยๆ "

เจ้าคุณถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อ้า-ขอให้ฉันชี้แจงแถลงความจริงให้เธอทราบสักหน่อย ฉันไม่ทราบจริงๆ ว่าเทพินมีผัวแล้ว เข้าใจว่าเป็นสาวบริสุทธิ์ก็เลยรักใคร่ได้เสียหล่อนเป็นเมียลับๆ ของฉัน"

เจ้าสิงห์แสยะยิ้ม

"ใต้เท้าควรจะสืบถามจากชาวบ้านแถวนี้เสียก่อน ผู้หญิงสมัยปรมาณูน่ะอายุ ๑๓ ขวบก็มีผัวกันแล้ว เมียผมอายุตั้ง ๑๙ ขวบ ใต้เท้าน่าจะเฉลียวใจบ้าง เราอย่าพูดอะไรกันให้มากความเลยครับ ไปโรงพักกับผมเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าซีดเผือด ถ้าหากว่าไปโรงพักหรือสถานีตำรวจ หนังสือพิมพ์ก็จะลงข่าวครึกโครม โดยเฉพาะ "พิมพ์ไทย" อาจจะลงข่าวพาดหัวและโปรยหัวว่า เจ้าคุณเฒ่าฟัดอีหนูเผชิญผัวสาวเกิดความรักสามมิติ....หรืออะไรทำนองนี้ ภาพถ่ายของท่านคงจะปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อวงสังคมทราบพฤติการณ์ของท่านเช่นนี้ก็จะพากันดูหมิ่นเกลียดชังท่าน

"อ้า-นายสิงห์จ๋า เธอชื่อสิงห์จิตใจของเธอก็คงจะดีงามเหมือนกับสิงห์โตไม่ใช่หรือ นี่แน่ะคุณสิงห์ทอง"

"ปู้โธ่...ใต้เท้าพยายามต่อชื่อผมเสียจริงๆ เชียว ผมชื่อสิงห์เฉยๆ อย่าพยายามให้ผมเป็นนาย สิงห์ทอง, สิงห์เผ่นหรือสิงห์โตเลยครับ ใต้เท้ามีอะไรก็ว่ามา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"ขอให้เธอเห็นใจฉันบ้าง คนอย่างฉันไม่ใช่มนุษย์สารเลวที่เที่ยวเป็นชู้กับเมียเขา เอาฉันไปสาบานหน้าวัดพระแก้วเดี๋ยวนี้ก็ได้ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเทพินมีผัวแล้ว เทพินไปหาฉันที่สำนักงาน บอกฉันว่าจะจำนองบ้านและที่ดินนี้"

"อ้อ แล้วยังไงครับ"

"ฉันก็มาดูบ้านที่ดิน แล้วฉันก็รับจำนองไว้ ๕๐,๐๐๐ บาท เป็นการเอื้อเฟื้อกันเป็นส่วนตัว"

เจ้าหนุ่มปากหนวดหันมาทำตาเขียวกับเมียของเขา

"เธอจำนองบ้าน โอย....ตายแล้ว เธอเอาเงินมาทำอะไร"

"พินจะตั้งร้านตัดเสื้อค่ะ"

"ตาย-ฉันตายแน่ เธอไม่มีความซื่อสัตย์ต่อฉันเลย"

แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เมียผมบอกใต้เท้าว่าหล่อนเป็นโสดยังงั้นหรือ"

"ถูกแล้ว นายสิงห์ทอง"

"ว้า....สิงห์ทองอีกแล้ว"

"ขอโทษทีฉันเผลอไป อ้า-เทพินบอกว่าหล่อนอาศัยอยู่กับแม่และพี่ชาย ความสวยและเสน่ห์ของเทพินทำให้ฉันหลงรักหล่อน ในที่สุดฉันก็ได้เสียกับเทพิน ฉันเป็นคนได้แต่เทพินเป็นคนเสีย เรื่องมันเป็นเช่นนี้แหละนายสิงห์ อย่าเอาเรื่องเอาราวกับฉันเลย จริงอยู่ เธอได้รับความเสียหายในเรื่องนี้ แต่ฉันก็พร้อมแล้วที่จะชดใช้ความเสียหายให้เธอ"

นายสิงห์ยิ้มออกมาได้ ถูมือทั้งสองไปมา

"หมายความว่าใต้เท้าจะให้เงินผม"

"ถูกแล้วนรสิงห์"

"เอา...จะเรียกผมยังไงก็ตามเถอะครับ เมื่อใต้เท้าจะชดใช้ความเสียหายให้ผม ผมก็ยินดีตกลงกับใต้เท้าอย่างสันติวิธี แต่ว่าใต้เท้าจะให้เงินผมสักเท่าใด"

ท่านเจ้าคุณนิ่งคิด

"สัก ๒๐๐ บาทดีไหม"

นายสิงห์สะดุ้งเฮือก

"๒๐๐ บาท"

เขาตะโกนลั่น

"ใต้เท้าเป็นชู้กับเมียผมและชดใช้ค่าเสียหายให้ผม ๒๐๐ บาท ฮ่ะ ฮ่ะ ไปโรงพักเถอะครับ ไปพูดกันที่โรงพักดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"เธอจะเอาสักเท่าไรล่ะ ลองเสนอมาให้ฉันพิจารณาซิ"

สิงห์หัวเราะงอหาย

"เมียของผม ผมรักราวกับดวงใจ พฤติการณ์ของใต้เท้าจะทำให้ผมเสียใจไปจนวันตาย ฉะนั้น ผมขอ ๓๐,๐๐๐ บาท"

ท่านเจ้าคุณนัยน์ตาเหลือก

"สามหมื่น ตายแน่ ทำไมถึงเรียกร้องแพงนักล่ะ เห็นใจฉันบ้างซีนายสิงห์ ฉันก็ได้บอกเธอแล้วว่า ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเทพินมีผัว เข้าใจผิดคิดว่าเป็นนางสาว"

อาชญากรหนุ่มพูดตัดบท

"บาทเดียวก็ลดให้ใต้เท้าไม่ได้หรอกครับ ใต้เท้าคิดดูก็แล้วกัน เงิน ๓๐,๐๐๐ บาท กับเกียรติยศชื่อเสียงของใต้เท้า อย่างไหนจะมากกว่ากัน ถ้าไม่ตกลงผมก็ขอเชิญเจ้าคุณไปโรงพักกับผมเดี๋ยวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ท่านหันมามองดูเทพินแล้วก็มองดูหน้านายสิงห์ ความรู้สึกบอกตัวเองว่าท่านถูกต้มเสียแล้ว ถ้าหากว่าสองผัวเมียไม่รู้กันสิงห์ก็คงจะเกรี้ยวกราดกับเมียของเขามากกว่านี้ อย่างน้อยก็คงจะตบหน้าหล่อนหรือเตะหล่อนสักโครมหนึ่ง

ในที่สุด เมื่อไม่มีทางใดที่จะกอบกู้เกียรติยศของท่านไว้เจ้าคุณก็ต้องยอมตามเงื่อนไขของอาชญากรหนุ่ม

"เธอสัญญากับฉันก่อนนายนรสิงห์"

"เอาอีกแล้ว"

สิงห์พูดอย่างรำคาญใจ

"ใต้เท้าพยายามเปลี่ยนชื่อผมเสียเรื่อยเชียว ผมชื่อสิงห์ครับ สิงห์เฉยๆ ไม่มีอะไรอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังคำว่าสิงห์ ใต้เท้าจะให้ผมสัญญาว่ากระไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"สัญญาว่าถ้าฉันจ่ายเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทให้เธอแล้ว เธอจะไม่เล่นสกปรกหักหลังฉันอีก เดี๋ยวนี้ฉันพอจะรู้แล้วว่าฉันเสียทีเธอ แต่เอาเถอะสิ่งใดที่เป็นความผิดพลาดของเราก็จะเป็นบทเรียนที่ดีของเราเสมอ"

"ผมรับรองครับใต้เท้า ถ้าผมได้เงิน ๓๐,๐๐๐ บาทจากใต้เท้าเรียบร้อยแล้วก็เป็นอันว่าเราไม่มีอะไรกันอีก ผมยินดีอโหสิให้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเป็นพยานในความบริสุทธิ์ใจของผมเถิดว่า ผมจะไม่เล่นหักหลังใต้เท้าเป็นอันขาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสมุดเช็คของท่านออกมา และดึงปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ท่านเจ้าคุณเซ็นเช็คสั่งจ่ายเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทให้ผู้ถือเช็คฉบับนี้ และเมื่อท่านได้ลงชื่อเรียบร้อยแล้วเจ้าคุณก็ฉีกออกจากเล่มของมันส่งให้อาชญากรหนุ่มผู้เป็นผัวรักของเทพิน

เจ้าสิงห์อ่านดูรายการในเช็ค เมื่อเห็นถูกต้องดีแล้วก็พับเก็บใส่กระเป๋า และยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ขอบคุณมากครับใต้เท้า อ้า-โปรดอย่าว่าผมดูหมิ่นเลยนะครับ เงินฝากของใต้เท้าในธนาคารมีถึง ๓๐,๐๐๐ บาทเชียวหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"๘ ล้าน"

ท่านร้องตะโกนลั่น

"เงินของฉันมีอยู่ในธนาคารนี้ตั้งแปดล้านบาท เธอรู้ไหม"

แล้วท่านก็ลุกขึ้นยืน

"เป็นอันว่าเธอกับฉันไม่มีอะไรกันอีกแล้วนะ"

เจ้าสิงห์ก้มศีรษะเล็กน้อย

"ครับ เรียบร้อยแล้ว เชิญใต้เท้าหาความสำราญกับเมียของผมได้ต่อไปครับ ผมจะรีบไปขึ้นเงินที่ธนาคารเดี๋ยวนี้ เชิญเถอะครับไม่ต้องเกรงใจ ผมแถมให้ใต้เท้าฟรีอีกหนึ่งวันตลอดวันนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเสียงกร้าว

"ขอบใจมากนายสิงห์ เมียของเธอไม่เป็นที่พิสมัยของฉันเสียแล้ว ฉันได้รับบทเรียนอันมีค่ายิ่งซึ่งฉันจะจดจำไว้จนวันตาย ลาก่อนนายสิงห์ทอง"

แล้วท่านก็หันมาทางเทพิน

"ลาก่อนเทพิน และลาชั่วกาลปาวสาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินกระฟัดกระเฟียดออกไปจากห้องนอนของเทพิน พอร่างของท่านลับตา เทพินก็รีบลุกขึ้น หล่อนกับเจ้าหนุ่มปากหนวดต่างโผเข้ากอดกัน และจูบกันอย่างดูดดื่ม

"ในที่สุดแผนการของเราก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี"

เจ้าสิงห์พูดยิ้มๆ เต็มไปด้วยความดีอกดีใจ

"หมูตัวนี้ต้มง่ายเหลือเกิน"

เทพินหัวเราะชอบใจ

"๙๐,๐๐๐ เชียวนะคะพี่ ชั่วเวลาเพียงครึ่งเดือนเราต้มเงินจากอีตาเจ้าคุณหัวล้านได้ตั้งเกือบแสน ต่อนี้ไปพี่กับพินก็คงจะสุขสบายไปนาน ได้มีบ้านช่องอยู่กันเสียที ดีกว่าถูกล๊อตเตอรี่ที่หนึ่งเป็นไหนๆ "

เจ้าหนุ่มปากหนวดก้มลงจูบเมียของเขาค่อนข้างแรง

"ยอดรัก รีบไปธนาคารกับพี่เถอะ ไปเอาเงินสดมาเก็บไว้ เงินของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เราใช้ไปเพียงห้าพันบาทเท่านั้น โชคดีอะไรอย่างนี้ ดีกว่าถูกล๊อตเตอรี่ที่หนึ่งเสียอีก"

เทพินมองดูนาฬิกาปลุกบนโต๊ะเครื่องแป้งของหล่อนแล้ววิ่งเหยาะๆ มาที่หน้าต่างห้องนอนเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์คันหนึ่งสตาร์ทขึ้นที่หน้าบ้าน หญิงสาวหันมายิ้มกับผัวนักเลงของหล่อน

"เจ้าคุณท่านไปแล้วค่ะ ขับรถราวกับเครื่องบินไอพ่น ท่าจะหัวเสียมาก พี่ลงไปรอพินอยู่ข้างล่างเถอะค่ะ ขอเวลาให้พินแต่งตัวสักสิบนาทีเท่านั้น"

เขาส่งจูบมาให้หล่อนแล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องนอน ต่อจากนั้นแม่สาวเจ้าเสน่ห์ก็เริ่มลงมือแต่งตัวเพื่อเตรียมไปธนาคารกับผัวรักของหล่อน

คืนวันนั้นเอง

ก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. เล็กน้อย บ้าน "พัชราภรณ์" สว่างด้วยแสงไฟฟ้า

๔ สหายกับเจ้าแห้วนั่งสนทนากันอยู่ที่เก้าอี้สนามหน้าตึกใหญ่ ดร. ดิเรกกำลังเล่าเรื่องการล่าเสือในประเทศอินเดีย ซึ่งเขากับท่านมหาราชาจันทรกุมารได้เผชิญกับเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ตัวหนึ่งและหวุดหวิดจะเอาชีวิตไม่รอด

๔ สหายนั่งอยู่บนม้ายาวตัวเดียวกัน ส่วนเจ้าแห้วนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนสนามหญ้าและตั้งอกตั้งใจฟังนายแพทย์หนุ่มเล่าเรื่องการล่าเสือ

เสียงสามล้อเครื่องคันหนึ่งแล่นมาหยุดหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" แล้วก็มีเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนเรียกแขกยาม ต่อจากนั้นประตูใหญ่หน้าถนนก็ถูกเปิดออก สามล้อเครื่องคันนั้นแล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งคอพับคออ่อนอยู่ในรถด้วยความมึนเมาจนแทบจะครองสติไม่ได้

ความเสียใจที่เสียรู้เจ้าสิงห์กับเทพิน ทำให้เจ้าคุณขับรถ "ดอดจ์" ของท่านเรื่อยเปื่อยไปรอบๆ พระนคร และพอพลบค่ำก็ไปแวะรับประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งทางวิทยุ เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งตราขาวมาอีกหนึ่งขวด และท่านได้ดื่มเข้าไปเกือบหมดขวด จึงทำให้ท่านมึนเมามากไม่สามารถจะขับรถกลับบ้านได้ ท่านจึงฝากรถไว้ที่นั่นแล้วก็นั่งสามล้อเครื่องกลับมาบ้าน "พัชราภรณ์"

สามล้อเครื่องคันนั้นแล่นมาหยุดห่างจากคณะพรรค ๔ สหายเล็กน้อย

"อ้ายแห้ว"

ท่านเจ้าคุณพูดอ้อแอ้

"มาช่วยประคองกูลงจากรถหน่อยเถอะวะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากและกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"วันนี้คุณอาท่านปล่อยแก่โว้ย คงจะพบเพื่อนฝูงของท่านแล้วกินเหล้ากัน"

เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินมาที่รถสามล้อเครื่องคันนั้น แล้วประคองท่านเจ้าคุณก้าวลงจากรถพาเดินมานั่งบนม้ายาวตัวหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับม้ายาวที่ ๔ สหายนั่งอยู่ ท่านเจ้าคุณเอนตัวลงนอนบนม้ายาวตัวนั้น ยกขาขึ้นไขว่ห้างและใช้แขนหนุนศีรษะต่างหมอน พลกล่าวถามคนขับรถด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"พาท่านมาจากไหนน้องชาย"

"มาจากวิทยุขอรับ"

คนขับรถพูดนอบน้อม

"เอาค่าโดยสารเท่าไรล่ะ" พลถาม

"ขอสิบบาทเท่านั้นแหละครับ"

นายพัชราภรณ์หันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"แกช่วยออกเงินส่วนตัวของแกให้ค่าสามล้อเครื่องไปสิบบาท"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"โธ่-รับประทานวันนี้วันที่ ๒๕ แล้ว ผมเหลืออยู่อีกสองบาทเท่านั้นแหละครับ เมื่อเย็นนี้คุณนิกรก็ขอยืมผมไปหนึ่งบาทซื้อฝรั่งดอง"

ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา ร้องเรียกเจ้าแห้วให้เข้ามาแล้วก็ส่งธนบัตรใบละสิบบาทหนึ่งฉบับให้เจ้าแห้วเอาไปให้คนขับรถ ต่อจากนั้นสามล้อเครื่องคันนั้นก็แล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

๔ สหายแปลกใจไปตามกัน เมื่อได้ยินเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องไห้กระซิกๆ ทุกคนลุกขึ้นเดินเข้ามาห้อมล้อมม้ายาวที่ท่านนอนอยู่ นิกรค่อยๆ ก้มหน้าลงมองดูหน้าพ่อตาของเขาแล้วยกมือเขย่าแขนท่าน

"คุณพ่อ มีเรื่องอะไรขบขันหรือครับถึงได้นอนหัวเราะชอบอกชอบใจอย่างนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะอื้นดังๆ แล้วตวาดแว้ด

"กูร้องไห้โว้ยไม่ใช่หัวเราะ"

เสี่ยหงวนประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วสี่สหายก็นั่งลงบนพื้นสนามหญ้า ต่างมองดูท่านเจ้าคุณด้วยความประหลาดใจยิ่ง

"คุณอาเมามากหรือครับ" พลถาม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับรอง

"อือ-อาเมามาก อากินตราขาวเข้าไปตั้งครึ่งค่อนขวด"

นายจอมทะเล้นพูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วอ้ายที่เหลือล่ะครับอยู่ที่ไหน"

"ข้าไม่ได้เอามาหรอก นานๆ กินเหล้าทีเมาจนหัวทิ่ม ถึงกับต้องเอารถฝากไว้ที่ภัตตาคาร พวกแกไม่ต้องวุ่นวายกับฉันหรอก ให้ฉันนั่งตากลมอยู่ที่นี่สักครึ่งชั่วโมงก็จะหายเมา อ้ายเสี่ยจุดบุหรี่ให้อาสูบสักมวนเถอะวะ"

กิมหงวนรีบล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ต หยิบซองบุหรี่และเครื่องขีดเบนซินออกมา เขาเปิดซองบุหรี่ออก จุดบุหรี่ส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ มวนหนึ่ง ท่านเจ้าคุณอัดควันบุหรี่เต็มแรง ๔ สหายรู้สึกว่าใบหน้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เคร่งเครียด และท่านมักจะขบกรามบ่อยๆ แสดงความเจ็บช้ำน้ำใจ ดร. กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามของเขาอย่างเป็นการเป็นงาน

"ตามธรรมดาคุณพ่อท่านดื่มเหล้าเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยเมาเหล้ามากมายถึงอย่างนี้ ไอคิดว่าท่านคงมีเรื่องกลุ้มใจอย่างแน่นอน"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี หรือท่านถูกฟ้องล้มละลาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"กูไม่เคยเป็นหนี้ใครโว้ย พูดออกมาละก็ล้วนแต่เรื่องเจริญทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วถามยิ้มๆ

"คุณอากลุ้มอกกลุ้มใจด้วยเรื่องอะไรบอกผมบ้างซีครับ หรือเงินขาดมืออยากจะได้เงินสดไปลงทุนค้าขายสักล้านสองล้านเอาที่ผมก่อนยังได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง พูดอะไรจะต้องพาดพิงมาถึงกบาลข้าเสมอ ข้าจะกลุ้มใจอะไรก็ช่างข้าเถอะไม่ได้ไปหนักหัวใครหรอก คนอย่างข้าเสียทีใครแล้วก็แล้วไป แต่มันเจ็บใจที่รู้เท่าไม่ถึงการเท่านั้น"

๔ สหายมองดูหน้ากัน เจ้าแห้วกระซิบกระซาบกับพลเบาๆ

"รับประทานผมสงสัยว่า เจ้าคุณอาจจะถูกใครต้มกระมังครับ รับประทานเป็นต้นว่าเพื่อนๆ ชวนท่านไปเล่นโป๊กเกอร์หรือเผแล้วช่วยกันต้มท่าน ท่านก็เลยเสียใจรับประทานเหล้าเสียจนเมาอย่างนี้"

ความเห็นของเจ้าแห้วตรงกับความเข้าใจของนายพัชราภรณ์

"ข้าก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน"

แล้วพลก็ยกมือจับขาท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาครับ ในฐานที่ผมและพวกเราเป็นลูกหลานของคุณอา เมื่อคุณอามีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอย่างไร หรือเสียทีใครมาก็ควรจะบอกเล่าเก้าสิบให้พวกผมได้รับทราบไว้บ้างซีครับ เราจะได้ช่วยเหลือ คุณอา หรือแก้แค้นแทนคุณอา"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นมาทันที

"บอกผมคุณอา ใครมันทำอะไรให้คุณอาเดือดร้อน ผมจะไปแจกหมากมันเอง ผิดนักก็ฟันหน้ามันเสียสักสามสี่แผล มันจะได้รู้ว่าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ น่ะยังมีลูกหลานที่จะคอยแก้แค้นให้ท่านอีกมากมาย"

นิกรพูดขึ้นว่า

"หรือจะให้ผมใช้วิชาไสยศาสตร์เล่นงานมันก็ได้ เสกโต๊ะทั้งตัวเข้าท้องเลย หรือม่ายก็ปล่อยผีปอบไปบิดไส้"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ถ้าคุณพ่อจะให้ผมใช้วิชาวิทยาศาสตร์ ผมก็สามารถที่จะล่องหนหายตัวไปยิงศัตรูของคุณพ่อทิ้งเสีย"

เจ้าแห้วพูดสอดขึ้นเบาๆ

"รับประทานผมก็เท่ากับข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่าน รับประทานออกปากใช้ผมซีครับ จะให้ผมไปฆ่าใคร รับประทานสั่งผมคำเดียวเท่านั้นเป็นรู้เรื่อง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สร่างเมาไปบ้างแล้ว ใบหน้าที่เคร่งเครียดของท่านค่อยชุ่มชื่นขึ้นเล็กน้อย ท่านมองดู ๔ สหายและเจ้าแห้วด้วยความพอใจแล้วท่านก็กล่าวว่า

"ขอบใจมาก ขอบใจทุกๆ คน แต่ว่า....ไหนๆ ข้าก็เสียทีเขามาแล้ว ข้าไม่อยากจะนึกถึงมันหรอก คิดแล้วเจ็บใจเปล่าๆ "

กิมหงวนว่า

"คุณอาเสียทีใครล่ะครับ เล่าให้พวกผมฟังหน่อยซี"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจหนักๆ แล้วท่านก็อดที่จะเปิดเผยเรื่องของท่านให้ ๔ สหายฟังไม่ได้

"อาเสียทีผู้หญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งหล่อนคบคิดกับผัวของหล่อนตุ๋นอาเสียเปื่อยไปเลย อาต้องเสียเงินไปเกือบแสนบาท ในการซื้อบทเรียนอันมีค่านี้"

พลตกใจเมื่อได้ยินเจ้าคุณปัจจนึกฯ เล่าให้ฟังเช่นนี้

"จริงๆ หรือครับคุณอา พลาดท่ายังไงล่ะครับถึงเสียเงินตั้งเกือบแสน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งอึ้งไปสักครู่ แล้วท่านก็เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับเทพินหญิงสาวเจ้าเสน่ห์ให้คณะพรรค ๔ สหายฟังโดยละเอียด ทุกคนต่างเดือดดาลไปตามกัน

ตอนสุดท้ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มองดูหน้าเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"เอ็งคงจะจำหน้านังผู้หญิงคนนั้นได้ไม่ใช่หรือ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานจำได้ซีครับ แม่นั่นหล่อนสวยมากทีเดียว แต่บุคลิกลักษณะเหมือนกับพวกกะหรี่แถวซอยกลาง ฮ่ะ-ฮ่ะ รับประทานผมนึกแล้วไม่ผิดว่าอย่างไรเสียรับประทานเจ้าคุณก็ต้องชอบนังคนนั้น เพราะผมเห็นท่านทำท่ากรุ้มกริ่ม แล้วก็รับประทานพยายามไล่ผมให้ลงไปจากชั้นบนของสำนักงานผลประโยชน์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงเครือ

"มันเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาของข้าเองอ้ายแห้ว หลายครั้งแล้วที่ข้าถูกเด็กสาวๆ ต้มข้า แต่ข้าเป็นคนเจ็บแล้วไม่รู้จักจำ รู้ว่าไฟมันร้อนก็ชอบเอามือเข้าไปแหย่ ในที่สุดก็ต้องเสียเงินเสียทองเกือบแสนบาทเพื่อแลกเปลี่ยนกับเกียรติยศชื่อเสียงของข้า"

พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาทันที

"ไม่มีปัญหาอะไร อ้ายสิงห์กับนังเทพินต้องสมรู้ร่วมคิดกันวางแผนการต้มคุณอา เรื่องนี้พวกเราจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ต้องจัดการติดตามเอาเงินเก้าหมื่นคืนมา ถ้าสองผัวเมียนั่นไม่ยอมให้ก็ต้องเอาเรื่องเอาราวกับมันให้ถึงที่สุด เตรียมตัวไปตลาดศรีย่านกันเถอะวะพวกเรา อย่างนี้มันต้มหมูกันนี่หว่า"

กิมหงวนพูดเสียงอ่อย

"ความจริงคนของเรามันก็ไม่ดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"ใครวะคนของมึง"

"ก็คุณอาน่ะซีครับ ยังจะเถียงอีก ประเดี๋ยวผมไม่ช่วยเลย เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่โตไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ถ้าพวกเราไปทวงเงินคืนดีไม่ดีก็จะเกิดแจกหมากแจกมีดกันขึ้น"

นายแพทย์หนุ่มพูดโพล่งขึ้นทันที

"ออไร๋น์-ออไร๋น์ เงินตั้งเกือบแสนไม่ใช่เล็กน้อย เราจะต้องพยายามติดตามเอามาให้ได้ในคืน วันนี้แหละ ถ้าหากว่าอ้ายสิงห์ไม่ยอมคืนให้โดยดีก็ต้องใช้อำนาจจัดการกับมัน ไอยอมตายเพื่อพ่อตาที่รักของไอ"

เจ้าแห้วว่า

"รับประทานผมก็ยอมตายเพื่อเจ้านายของผมครับ ถ้าอ้ายสิงห์กับนังเทพินไม่ยอมคืนเงินให้ รับประทานผมจะกระซวกมันด้วยหลาวทองเหลืองเลย"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และกล่าวว่า

"พาพวกเราไปบ้านอ้ายสิงห์เดี๋ยวนี้แหละครับคุณอา ผมเชื่อว่าเงินเก้าหมื่นบาทของคุณอาต้องได้คืน แน่ๆ จะขาดจำนวนไปบ้างก็ไม่กี่พัน ผมจะไปเจรจากับมันอย่างสันติวิธี ถ้าหากว่ามันไม่ยอมคืนเงินให้โดยดีแล้วผมก็จะใช้กำลังกับมัน หรือม่ายก็ตามเพื่อนๆ ของผมที่เป็นนายตำรวจไปจัดการกับอ้ายสิงห์กับนังเทพิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิด

"เรื่องมันจะอื้อฉาวน่ะซีหลานชาย ถ้าเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นพิมพ์ไทยก็จะเอาไปลงเป็นข่าวใหญ่ พาดหัวครึกโครมและลงรูปถ่ายของอาด้วย อาก็อายเขาแย่เท่านั้นเอง"

นิกรจุ๊ย์ปากแล้วพูดขึ้นดังๆ

"อย่าไปอายใครหน่อยเลยครับคุณพ่อ สมัยนี้คำว่าอายไม่มีแล้ว มันเป็นสมัยที่คนเราจะต้องรู้จักหน้าด้านบางโอกาส อย่างผมเป็นต้น ผมเกิดมาไม่เคยเสียทีใครอย่างนี้เลย รีบไปกันเถอะครบคุณพ่อ นี่ก็สองทุ่มกว่าแล้ว มัวแต่โอ้เอ้กว่าจะไปถึงสองคนผัวเมียมันก็คงหลับนอนกันแล้ว"

ท่านเจ้าคุณต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ แล้วท่านก็ลุกขึ้นยืนกล่าวกับคณะพรรค ๔ สหายด้วยเสียงหนักแน่น

"เอา-ไปก็ไป ฉันมอบเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของแกสี่คน ถ้าหากว่าพวกแกสามารถเอาเงินกลับคืนมาได้ ฉันจะแบ่งเงินครึ่งหนึ่งเป็นรางวัลพวกแกทั้งสี่คนนี้"

"อ้าว"

เจ้าแห้วอุทานขึ้นดังๆ

"รับประทานผมควรจะได้รับส่วนแบ่งบ้างซีครับ เพราะผมติดตามไปด้วย"

ท่านเจ้าคุณยิ้มกับเจ้าแห้ว

"สำหรับเอ็งถ้าหากว่าเราเอาเงินกลับคืนมาได้ข้าจะให้เอ็งเป็นพิเศษสองพันบาท"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย แล้วยกมือไหว้

"ขอบคุณครับ ได้สองพันก็ยังดีกว่ารับประทานไม่ได้อะไรเลย"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับเจ้าแห้วก็ลุกขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาตรงไปยังโรงรถ ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียว "บูอิค" เก๋งสีฟ้าก็พา ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณพร้อมด้วยเจ้าแห้วออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ขับรถด้วยตนเอง

เข็มนาฬิกาในรถบอกเวลา ๒๐.๔๐ น.

ท้องฟ้ามืดครึ้ม และมีลมพายุพัดมาค่อนข้างแรง ขณะที่ "บูอิค" เก๋งแล่นผ่านสี่แยกคลองเปรม บ่ายหน้าไปทางตลาดศรีย่าน ฝนก็เริ่มลงเม็ดประปราย และหนาเม็ดขึ้นทีละน้อย ฟ้าแลบแปลบปลาบตลอดเวลา ๔ สหายนั่งปรึกษาหารือกันอยู่ตอนหลังรถ ในที่สุดก็เห็นพ้องต้องกันว่า ทุกคนจะแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งเป็นการเหมาะสมแล้วเพราะสี่สหายนุ่งกางเกงสีกากีคล้ายกับตำรวจนอกเครื่องแบบ

"กันจะเป็นผู้กำกับ"

อาเสี่ยพูดกับเพื่อนเกลอทั้งสาม

"อ้ายพลเป็นสารวัตร อ้ายกรกับดิเรกเป็นรองสารวัตร"

แล้วอาเสี่ยก็ยักคิ้ว

"โก้ไปเลยพวกเรา เจ้าสิงห์กับนังเทพินคงเข้าใจว่าเราเป็นตำรวจจริงๆ และยอมคืนเงินให้โดยดี"

ดร. ดิเรกกล่าวถามขึ้น

"ก็ถ้าเผื่อมันไม่ยอมล่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"จะมีปัญหาอะไร เมื่อมันไม่ยอมก็ต้องมีการซ้อมกันนิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ เท่านี้มันก็ต้องยอมอย่างไม่มีปัญหา แต่ว่า...."

แล้วอาเสี่ยก็ชะโงกหน้ามาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ้ายสิงห์น่ะรูปร่างใหญ่โตไหมครับคุณอา"

"ไม่ใหญ่โตอะไรนักหรอก ขนาดเจ้าพลเห็นจะได้"

อาเสี่ยถอนหายใจโล่งอก

"ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้ามันใหญ่ขนาดผมหรือโตกว่าผม มันก็คงไม่ยอมให้เราซ้อมมันง่ายๆ "

ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียวรถเก๋งคันงามก็แล่นมาถึงจุดหมายปลายทาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ นำรถเลี้ยวซ้ายมือเข้าไปในตรอกแคบๆ พอผ่านบ้านพักของอาชญากรหนุ่มท่านก็ชี้มือบอก

"บ้านนี้แหละบ้านเจ้าสิงห์"

๔ สหายแลเห็นแสงไฟฟ้าที่เรือนสองชั้นยังส่องสว่างอยู่ก็ดีใจและเชื่อว่าสิงห์กับเทพินคงจะอยู่ในบ้านไม่ได้ไปไหน ท่านเจ้าคุณนำรถเลยเข้าไปจนถึงทางแยกท่านก็กลับรถและแล่นย้อนออกมา ในที่สุด "บูอิค" เก๋งก็จอดนิ่งริมรั้วบ้านของนายสิงห์นั่นเอง

๔ สหายกับเจ้าแห้วพากันลงมาจากรถอย่างกระฉับกระเฉง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามลงมาเป็นคน สุดท้าย อาเสี่ยหันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงหนักแน่น

"ขอให้ปฏิบัติการโดยละม่อม ถ้าไม่จำเป็นแล้วอย่ารุนแรงกับผู้ต้องหา เราเป็นตำรวจเราต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการของเราอย่าให้ใครเขาติเตียนได้"

"เอาเข้าให้นั่น"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"เมื่อกี้นั่งรถมาก็ยังดีๆ อยู่นี่หว่า"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"นี่คุณดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาหาว่าผมเป็นบ้าหรืออย่างไร เอ-คุณนี่หมู่นี้เอาใหญ่แล้ว เดี๋ยวผมเซ็นสั่งขังจะว่าผมโหดร้ายไม่ได้นะ"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล ยิ้มให้พลกับดิเรก

"อ้ายเสี่ยท่าทางมันสมเป็นนายตำรวจใหญ่นะ"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้ เขาเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วตรงไปยังประตูรั้วบ้านของอาชญากรหนุ่ม แล้วอาเสี่ยก็เอื้อมมือลองผลักประตูรั้วดู

"วะ ข้างในใส่กลอนเสียด้วย รองสารวัตรเคาะประตูเรียกหน่อยซี"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"เบาๆ หน่อยเถอะวะ ประเดี๋ยวตำรวจจริงเขาผ่านมาได้ยินเข้าเราก็จะถูกรวบตัวไปนอนโรงพักเท่านั้นเอง"

นิกรเอื้อมมือเคาะประตูรั้วซึ่งเป็นประตูสังกะสี แล้วเขาก็ร้องตะโกนเรียกเจ้าของบ้าน

"นายสิงห์ นายสิงห์อยู่ไหม นายสิงห์"

มีเสียงห้าวๆ ของคนที่เรือนร้องตะโกนถามมา

"นั่นใคร"

นายจอมทะเล้นร้องตอบไปอย่างฉาดฉาน

"อั๊วเอง"

ฝ่ายเจ้าของบ้านร้องถามมาอีก

"อั๊วน่ะหมาหรือคน"

นิกรทำคอย่น หันมามองดูเสี่ยหงวน

"ตอบมันว่าอย่างไรดีล่ะ"

กิมหงวนว่า

"ตอบมันไปว่าหมาก็แล้วกันนี่นา"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"หมาโว้ย หมานักสืบของตำรวจที่เพิ่งเดินทางมาจากเมืองนอก"

แล้วนิกรก็สะดุ้งเล็กน้อย ยิ้มกับเพื่อนเกลอของเขา

"เอ๊ะนี่กูบ้าหรือยังไงกันวะ"

สักครู่หนึ่งก็มีเสียงถอดกลอนประตู และแล้วบานประตูด้านซ้ายก็เปิดออก ผู้ที่มาเปิดประตูรับเป็นหญิงสาวร่างสคราญ หล่อนคือเทพินเมียรักของเจ้าสิงห์นั่นเอง เทพินสะดุ้งเฮือกเมื่อแลเห็นเจ้าคุณปัจจ นึกฯ ยืนเด่นอยู่ในหมู่คณะพรรค ๔ สหาย ใบหน้าของหล่อนซีดเผือด หล่อนมั่นใจว่า ๔ สหายกับเจ้าแห้วเป็นเจ้าพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบอย่างไม่มีปัญหา

"เจ้าคุณ"

หล่อนอุทานเสียงดังๆ

"เจ้าคุณหรือคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแค่นๆ

"ถูกแล้วฉันเอง ตกใจมากเชียวหรือแม่นกขมิ้นเหลืองอ่อน นายสิงห์โตผัวของหล่อนอยู่หรือเปล่า"

ร่างของเทพินสั่นเล็กน้อยเหมือนกับลูกนกเมื่อยามหนาว

"ไม่-ไม่-ไม่อยู่หรอกค่ะ"

หญิงสาวพูดอ้อมแอ้มตะกุกตะกัก

"พี่สิงห์มีธุระเดินทางไปเชียงใหม่เมื่อตอนพลบค่ำนี่เอง"

เสี่ยหงวนเริ่มแสดงบทบาทเป็นนายตำรวจใหญ่ชั้นผู้กำกับ

"อย่าโกหกนะ"

เขาพูดเสียงกร้าว

"โกหกเจ้าพนักงานมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา ต้องระวางโทษทั้งปรับทั้งจำรู้ไหม หล่อนชื่อเทพินใช่ไหม"

เทพินอกสั่นขวัญแขวน มองดูอาเสี่ยอย่างเกรงกลัว

"ใช่ค่ะ"

"อือ-หน้าตาสะสวยเข้าทีนี่ ถ้าหากว่าเจ้าสิงห์เข้าไปติดตรางแล้วฉันจะรับอุปการะเธอต่อไปเอาไหม"

นิกรชิดเท้าตรงกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเข้มแข็ง

"ท่านผู้กำกับอย่ามัวซักความยาวสาวความยืดเลยครับประเดี๋ยวเจ้าสิงห์ก็จะหลบหนีไปเสียหรอก"

อาเสี่ยพยักหน้าช้าๆ

"เออ-จริง พวกเราเข้าค้นบ้านเดี๋ยวนี้ ถ้าหากว่าพบตัวนายสิงห์และถ้าเขาต่อสู้ขัดขืนจะยิงทิ้งเสียก็ตามใจ"

เทพินยืนขวางกลาง และกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"ค้นบ้านในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ใช้ได้หรือคะ มีหมายค้นมาหรือเปล่า"

อาเสี่ยชักฉิว หันควับไปทางเจ้าแห้วทันที

"เฮ้ย-หมู่แห้ว ผู้หญิงคนนี้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ทำตามหน้าที่ เอากุญแจมือใส่และนำตัวไปที่รถเดี๋ยวนี้"

หมู่แห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานใส่กุญแจมือผู้หญิงมีเยี่ยงอย่างที่ไหนหรือครับท่านผู้กำกับ"

"อ้อ-จริงโว้ย ถ้าอย่างนั้นไม่จำเป็นต้องจับ พาขึ้นไปบนเรือนเดี๋ยวนี้"

นิกรยกมือตบหลังเทพินเบาๆ แล้วเขาก็กระซิบกระซาบกับหล่อน

"หนูไม่ต้องตกใจ หมวดจะช่วยหนูเอง ปล่อยให้ท่านผู้กำกับท่านอาละวาดไปตามเรื่องเถอะ เมื่อจับไปโรงพักหมวดจะแกล้งสอบสวนว่าคดีไม่มีมูล และจะเสนอขอปล่อยตัวหนูกับผัวของหนู พูดยังงี้พอฟังไหมน้องสาว"

อาเสี่ยเดินนำหน้าพาคณะพรรคของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและเทพินขึ้นบันไดไปบนเรือน ต่างแยกย้ายกันค้นหาตัวอาชญากรหนุ่ม ในที่สุดพลก็พบเจ้าสิงห์ยืนแอบอยู่ในครัว พลจึงนำตัวออกมาจากครัวไฟนั้นและพาเข้ามาในห้องกลาง

จากแสงสว่างของไฟฟ้าร้อยแรงเทียนจะแลเห็นใบหน้าของสิงห์หนุ่มซีดเผือด มันบังเอิญแท้ๆ ที่พล พัชราภรณ์มีหน้าตาคล้ายๆ กับอัศวินแหวนเพชรคนหนึ่งซึ่งเป็นนายตำรวจกองตรวจตำรวจนครบาล และเจ้าสิงห์จำได้คลับคล้ายคลับคลา ดังนั้นอาชญากรหนุ่มจึงเชื่อว่าคณะพรรค ๔ สหายเป็นเจ้าพนักงานนอกเครื่องแบบซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ พามาจับกุมเขากับเทพิน

นายพัชราภรณ์อ่านสีหน้าของเจ้าสิงห์ออก เมื่อเห็นสิงห์มองดูหน้าเขาอย่างหวั่นหวาด พลก็เลยถือโอกาสคุกคามอาชญากรหนุ่มผู้นี้ทันที

"อั๊วคิดว่าลื้อคงรู้จักอั๊วดี"

สิงห์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ไม่รู้จักหรอกครับ แต่ผมเคยเห็นหน้าท่านสารวัตรที่กองตรวจสองสามครั้ง และครั้งหนึ่งผมเคยถูกสารวัตรจับผมที่หน้าโรงหนังแคปปิตอลในข้อหาสงสัยว่าผมหลบหนีคดีอาญา"

นายพัชราภรณ์ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ถูกแล้วสิงห์ กันจำได้ดีและรู้มานานแล้วว่าแกเป็นนักเลงที่มีอิทธิพลคนหนึ่งในถิ่นนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านไปแจ้งความว่าแกกับเมียของแกได้วางแผนการอันเฉลียวฉลาดล่อลวงท่านจนกระทั่งท่านตกหลุมพรางได้เสียกับเมียของแก แล้วแกก็แสดงตัวว่าแกเป็นผัวของเทพิน ขู่บังคับเอาเงินชดใช้ค่าเสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งรวมทั้งเงินค่าจำนองบ้านและที่ดิน ๕๐,๐๐๐ บาท และท่านเจ้าคุณจ่ายให้เมียแกเป็นพิเศษอีก ๑๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมด ๙๐,๐๐๐ บาทด้วยกัน มันเป็นการต้มหมูอย่างมโหฬารที่สุดทีเดียว แกคงไม่อยากติดตะรางไม่ใช่หรือสิงห์"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เชื่อกันเถอะวะน้องชาย อยู่นอกคุกสบายกว่าอยู่ในคุกเป็นไหนๆ "

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ากับสิงห์หนุ่มแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบปืนพก รีวอลเวอร์ ๙ มม. ออกมาควงเล่น

"อ้ายน้องชาย ในนามแห่งเสือใบ....เอ๊ย....ในนามแห่งผู้กำกับตำรวจ ขอให้นำเงิน ๙๐,๐๐๐ บาทมาคืนเดี๋ยวนี้"

เจ้าสิงห์หน้าซีดเผือดเมื่อเห็นปืนพก

"ไม่เป็นความจริงครับท่านผู้กำกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ่ายเงินให้เรารวมทั้งหมดเพียง ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก กล่าวกับสิงห์ทันที

"ฉันเซ็นเช็คให้เมียแกสองฉบับเป็นเงินหกหมื่นบาทและเซ็นให้แกอีกหนึ่งฉบับเป็นเงินสามหมื่นบาท ต้นขั้วในสมุดเช็คยังมีอยู่เป็นหลักฐาน"

พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสมุดเช็คออกมา

อาชญากรหนุ่มยิ้มแห้งๆ ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาชิดเท้าตรงข้างๆ เสี่ยหงวนแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงฉาดฉาน

"รับประทานผู้กำกับให้ผมซ้อมนายสิงห์เถอะครับ"

เสี่ยหงวนยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าแห้วเต็มแรง

"แกอย่าแก่ซ้อมนักเลยวะหมู่แห้ว ตำรวจสมัยนี้น่ะเขาไม่รู้จักกับคำว่าซ้อมแล้ว เพราะตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เราต้องทำตัวให้เป็นที่นิยมนับถือของประชาชน เข้าใจ๋ เดี๋ยวพ่อสั่งขังตรางเสียเลย"

พลกล่าวกับอาชญากรหนุ่มต่อไป

"อ้ายน้องชาย เอาเงินคืนมาเสียดีๆ เถอะ เจ้าทุกข์ท่านไม่ต้องการเอาเรื่องเอาราวอะไรกับแก เพราะท่านไม่อยากจะขายหน้า ท่านต้องการเงินของท่านคืนเท่านั้น"

สิงห์เค้นหัวเราะเบาๆ

"ผมเสียใจครับท่านสารวัตร เงินไม่ได้อยู่ที่นี่ ผมฝากญาติผมไว้แล้วก็ยังเหลืออยู่อีก ๓,๐๐๐ บาทเท่านั้น ผมกับเทพินได้ใช้ไป ๖๐,๐๐๐ แล้ว"

นายพัชราภรณ์แกล้งแสดงสีหน้าไม่พอใจ

"เป็นความจริงหรือนี่ แกไม่ได้โกหกฉันหรอกหรือ"

"โธ่-ให้ผมดิ้นตายซีครับ"

พลหันมาทางเสี่ยหงวน

"ผู้กำกับครับ ผมมั่นใจว่าเงินของเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงอยู่ในบ้านนี้ เพราะเจ้าสิงห์คงไม่โง่พอที่จะเอาเงินไปเที่ยวฝากใคร ซึ่งมันเท่ากับฝากเนื้อไว้กับเสือ"

อาเสี่ยพยักหน้าหงึกๆ วางท่าทางให้สมกับเป็นนายตำรวจใหญ่

"ถ้าเช่นนั้นลองซ้อมดู ซ้อมจนกว่าอ้ายสิงห์จะยอมคืนเงินให้เรา"

นายพัชราภรณ์ปราดเข้ามายกมือจับหน้าอกเสื้อเจ้าสิงห์เขย่า แล้วพูดด้วยเสียงคำราม

"อ้ายสิงห์ แกจะยอมคืนเงินหรือไม่คืน"

"คืนซีครับสารวัตร แต่เงินไม่ได้อยู่ที่นี่นี่ครับ ผมสาบานได้ว่าผมเอาเงินไปฝากกับพี่ชายของผมไว้"

ทันใดนั้นเอง พลก็ลั่นหมัดขวาเต็มเหนี่ยวถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของเจ้าสิงห์ อาชญากรหนุ่มเซถลาไปปะทะฝาห้องแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้น เทพินหวีดร้องสุดเสียง

"ตำรวจทำไมถึงซ้อมราษฎรล่ะค่ะ ผิดถูกก็ว่ากันตามกฎหมายซีคะ"

นิกรหันมายกมือชี้หน้าหล่อน

"ประเดี๋ยวฉันจะซ้อมหล่อนด้วย โวหารดีนัก อวดเป็นนกกฎหมาย เธอรู้หรือเปล่าว่า พระราชบัญญัติใหม่อนุญาตให้ตำรวจซ้อมผู้ต้องหาได้เมื่อมีความจำเป็น เธอกลัวผัวเธอถูกซ้อมก็เอาเงินมาคืนให้เจ้าคุณท่านซี"

เทพินทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ก็เงินไม่ได้อยู่ที่นี่นี่คะ"

เสี่ยหงวนผู้กำกับปลอมพยักหน้ากับพล

"ซ้อมอีกสารวัตร ซ้อมจนกว่าอ้ายสิงห์จะยอมคืนเงินให้เรา"

พลกระชากตัวอาชญากรหนุ่มให้ลุกขึ้นแล้วยกหลังมือขวาตบหน้าเจ้าสิงห์เต็มแรง

"ว่ายังไง จะยอมคืนเงินหรือไม่ยอม ฉันขี้เกียจค้นบ้านแก เอาซ่อนไว้ที่ไหนก็เอามาคืนเสียดีๆ "

เจ้าสิงห์ตัวสั่นงันงก ยกหลังมือขวาเช็ดเลือดที่ปาก

"ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรดีสารวัตรจึงจะเชื่อว่าผมเอาเงินไปฝากพี่ชายผมไว้ที่บางซื่อ พี่ชายผมเป็นทหารครับ มียศเป็นสิบโท ไปเอาด้วยกันเดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่ต้องเข้าไปในกรมทหารนะครับ"

พลหัวเราะเบาๆ ลั่นหมัดขวาตูมเข้าให้กระแทกหน้าอาชญากรหนุ่มเซถลาและล้มลงนั่งพับเพียบบนพื้น นายพัชราภรณ์ปรี่เข้ามากระชากตัวเจ้าสิงห์ให้ลุกขึ้น จับแขนบิดจนกระทั่งเจ้าสิงห์ร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด

"แกจะยอมคืนเงินหรือไม่ยอม"

เจ้าสิงห์เอ็ดตะโรลั่น

"ก็เงินไม่ได้อยู่ที่นี่ผมจะเอาที่ไหนให้สารวัตรล่ะครับ โอ๊ย-อย่าบิดแขนผมอย่างนี้ซีครับ"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหาเจ้าสิงห์แล้วพูดกับพล

"เอาตัวเจ้าสิงห์ไปเดี๋ยวนี้ เอาไปฝากขังไว้ที่สถานีบางเขน"

คำว่าบางเขนทำให้อาชญากรหนุ่มใจหายวาบ เขารีบพูดละล่ำละลัก

"อย่าเอาผมไปเลยครับท่าน ผมจะคืนเงินให้เดี๋ยวนี้ เงินอยู่ข้างบนครับ"

เท่านี้เองคณะพรรค ๔ สหายก็ยิ้มออกมาได้ ต่างควบคุมตัวเจ้าสิงห์และเทพินขึ้นบันไดไปชั้นบนและตรงเข้าไปในห้องนอนของอาชญากรหนุ่ม

สิงห์เปิดตู้เสื้อผ้าออก หยิบกล่องกระดาษแข็งซึ่งเป็นกล่องใส่รองเท้าออกมาแล้วส่งกล่องนั้นให้นายพัชราภรณ์อย่างนอบน้อม

"นี่ครับเงิน แต่ว่าผมกับเทพินใช้ไปบ้างแล้ว คงเหลืออีก ๘๐,๐๐๐ เท่านั้นแหละครับ"

นายพัชราภรณ์เปิดฝากล่องออก เขาแลเห็นธนบัตรใบละร้อยบาทวางกองซ้อนกันเป็นปึกๆ และมียางเส้นเล็กๆ คาด ปึกหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท พลตรวจดูสักครู่ก็ส่งกล่องใส่ธนบัตรให้เจ้าแห้ว

"ถือไว้หมู่แห้ว แล้วอย่าเสือกเม้มไว้เสียล่ะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทาน ถ้าไม่จำเป็นละก็ผมไม่เม้มหรอกครับ"

พลหันมาทางอาชญากรหนุ่มแล้วก็กล่าวกับสิงห์

"อ้ายน้องชาย ขอให้เลิกประกอบอาชีพที่ทุจริตผิดกฎหมายเสียทีเถอะ สำหรับเรื่องนี้เคราะห์ดีที่ เจ้าทุกข์ท่านไม่เอาเรื่องกับแก ท่านต้องการเงินของท่านกลับคืนเท่านั้น ม่ายแกกับเมียของแกก็จะต้องติดตรางอย่างไม่มีปัญหา แกควรจะประกอบอาชีพในทางสุจริตธรรมดีกว่า"

เจ้าสิงห์กับเทพินยืนก้มหน้านิ่งเฉย สองผัวเมียต่างนึกเสียดายเงินอย่างยิ่ง หมูชิ้นใหญ่กำลังจะเข้าปากแล้วแต่ถูกยื้อแย่งเอาไป อาเสี่ยกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไม่มีอะไรแล้ว กลับโรงพักเถอะพวกเรา"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันเดินออกไปจากห้องของอาชญากรหนุ่มแล้วเดินลงบันไดไปข้างล่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีใจเหลือที่จะกล่าวที่ท่านได้เงินของท่านกลับคืนมา ถึงแม้ว่าจะขาดจำนวนไป ๑๐,๐๐๐ บาทก็ตาม

โดยพาหนะ "บูอิค" เก๋งคันนั้น เจ้าแห้วได้พานายของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากตรอกบ้านของอาชญากรหนุ่ม พอออกมาพ้นตรอกบ้าน เจ้าแห้วก็บังคับ "บูอิค" เก๋งเลี้ยวขวามือไปทางสี่แยกคลองเปรม

๔ สหายวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงลั่นรถ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้ปฏิภาณของท่านตรวจดูธนบัตรในกล่องกระดาษซึ่งมีอยู่แปดมัดด้วยกัน ท่านเชื่อว่ามัดหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ขณะที่ท่านกำลังนับปึกธนบัตรอยู่นั้นนิกรก็เอื้อมมือมาหยิบเอาไปหนึ่งปึก

"เฮ้ย-เฮ้ย-เฮ้ย"

เจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น

"อย่าล้อเล่นนาโว้ย"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง

"ล้อเล่นอะไรล่ะครับ ผมเอาจริงๆ คุณพ่อสัญญากับพวกผมแล้วว่าถ้าได้เงินคืน คุณพ่อจะแบ่งให้พวกเราครึ่งหนึ่ง และจะแบ่งให้เจ้าแห้ว ๒,๐๐๐ บาท เงินในกล่องนั้นมีอยู่แปดปึก ปึกละ ๑๐,๐๐๐ บาท ผมหยิบเอามาหนึ่งปึกยุติธรรมดีแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"แหม-งกฉิบหายเลย"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"ไม่ได้งกหรอกครับ แต่อยากได้"

"นั่นแหละเขาเรียกว่างก"

"เอา-งกก็งก มติของผมก็คือว่า...มือไว ใจกล้า หน้าด้าน สิบเบี้ยใกล้มือ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นรถ เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบธนบัตรส่งให้ พล, กิมหงวน และดร. ดิเรกคนละปึก

"เอ้า-ข้าให้เป็นรางวัลตามที่ได้สัญญาไว้ เป็นอันว่าพวกแกมีโชคดีได้เงินใช้คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องเหนื่อยยากอะไรเลย"

"บูอิค" เก๋งถูกบังคับให้หยุดนิ่งทันทีทันควัน เจ้าแห้วหันขวับมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานแล้วผลล่ะครับ รับประทานผมมีเกี่ยว ๒,๐๐๐ บาท"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ย์ปาก

"อย่างกหน่อยเลยวะอ้ายแห้ว พรุ่งนี้ค่อยเอา"

"ว้า...."

เจ้าแห้วร้องลั่น

"รับประทานจ่ายเสียเดี๋ยวนี้เถอะครับจะได้หมดห่วงกันเสียที เรื่องเงินรับประทานผมชอบครับ"

ท่านเจ้าคุณบ่นพึมพำ นับธนบัตรใบละร้อยบาทได้ ๒๐ ฉบับก็ดึงออกมาจากยางรัดแล้วยื่นส่งให้เจ้าแห้ว

"เอาไปอ้ายสัตว์"

เจ้าแห้วทำคอย่น แล้วก็ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม รับธนบัตรมาจากท่าน ตรวจนับจำนวนถูกต้องก็เก็บใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตแล้วเหยียบครัชเข้าเกียร์นำ "บูอิค" เก๋งออกแล่นต่อไป รถเก๋งคันงามผ่านสี่แยกคลองเปรมตรงไปยังสถานีสามเสน เสี่ยหงวนชูปึกธนบัตร ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นเหนือศีรษะแล้วพูดกับคณะพรรคของเขา

"พี่น้องทั้งหลายจงฟัง เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ ข้าพเจ้าได้มาอย่างฟรี เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ายินดีสละเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อความสุขของพวกเราในคืนวันนี้ ก่อนอื่นข้าพเจ้าจะพาพวกท่านไปเลี้ยงอาหาร และหลังจากนั้นก็จะพาไปเที่ยวอย่างว่า คืนนี้จะต้องเป็นคืนอันแสนสุขของพวกเราอีกครั้งหนึ่ง"

เสียงไชโยโห่ร้อง เสียงเป่าปากและตบมือกระทืบเท้าดังลั่นรถราวกับบรรทุกพวกขี้เมา ๔ สหายกับเจ้าแห้วครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกเสียดายเงินของท่านไม่น้อยที่ต้องจ่ายเป็นรางวัลถึง ๔๒,๐๐๐ บาท

คืนวันนั้น คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ไปเพลิดเพลินอยู่ที่บ้านใหญ่บ้านหนึ่งทางถนนวิทยุ จนกระทั่ง ๒.๐๐ น. จึงพากันกลับบ้าน ท่านเจ้าคุณได้ตั้งปณิธานไว้ว่า ต่อจากนี้ไปท่านจะไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับสาวๆ อีกเลย เพราะท่านได้รับบทเรียนมากมายพอแล้ว

จบตอน