พล นิกร กิมหงวน 155 : นางนาคพระโขนง

มี.ค. ๒๔๙๘

อิทธิฤทธิ์น้ำมันพราย

เขาเป็นคนลึกลับ เขาเป็นคนเกียจคร้านและมักมากในการกินการนอน บางครั้งเขาชอบหมกตัวอยู่เงียบๆ แต่เขาหรือนายนิกรของเราคนนี้แหละ มีความสำคัญในตัวเองมิใช่น้อย หลายต่อหลายครั้งที่เขาได้รับความสำเร็จผลในสิ่งต่างๆที่ใครๆทำไม่ได้ บางทีเขาก็มีอิทธิปาฏิหาริย์ในตัวเอง คล้ายกับว่าเขาเป็นผู้วิเศษมีเวทย์มนตร์คาถา แต่บางขณะเขาก็เหมือนกับคนที่โง่เง่าเต่าตุ่นที่สุด รวมความแล้ว นิกรของเราคนนี้เป็นคนที่เข้าใจยาก แม้กระทั่งคุณหญิงวาดซึ่งเคยอุปการะเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ท่านก็ไม่อาจจะเข้าใจนิกรได้ อย่างไรก็ตาม คุณหญิงเคยพูดอยู่เสมอว่า

"อ้ายกรไม่ใช่คนโง่อย่างที่ใครเข้าใจหรอก อ้ายคนนี้แหละฉลาดที่สุด ฉลาดกว่าพ่อดิเรกเสียอีก แต่มันมักจะแกล้งทำเป็นโง่เสมอ"

นิกรชอบทำอะไรแปลกๆและทำให้คนอื่นสนใจในตัวเขาเอง ในสัปดาห์ที่แล้วมานี้ นิกรไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน เขามักใช้เวลาว่างปลีกตัวอยู่ในกระท่อมเล็กๆในสวนหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' ใครต่อใครหลายคนยืนยันว่านิกรได้ไปสวดมนต์ภาวนาหรือทำพิธีไสยศาสตร์อะไรบางอย่าง แต่คณะพรรคสี่สหายไม่มีใครสนใจกับนิกรเลย

ต่อมาปรากฏว่ามีผู้หญิงสาวและแม่หม้ายหลายสิบคนผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาหานิกรตลอดวันตั้งแต่เช้าจนค่ำ บางทีกลางคืนก็มา ผู้หญิงสาวและไม่สาวเหล่านี้ล้วนมีรูปโฉมสะคราญตายิ่งนัก ตะละนางแฉล้มแช่มช้อย เจ้าแห้วได้ยืนยันกับคณะพรรคสี่สหายว่าผู้หญิงเหล่านี้ได้มาขอความรักนิกร และขอแต่งงานกับนิกร โดยจะเป็นเมียบำเรอหรือเมียเก็บก็ไม่ขัดข้อง บางคนตีอกชกหัวร้องไห้คร่ำครวญน่าสงสารเมื่อนิกรปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานด้วย เจ้าแห้วสบถสาบานว่าเป็นความจริง ผู้หญิงที่มาหานิกรทุกๆคนล้วนหลงรักนายจอมทะเล้นแทบจะเป็นบ้าเป็นหลังทีเดียว

"ไม่น่าเชื่อเลยโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดเสียงหัวเราะ "มีอย่างที่ไหนวะ ผู้หญิงมาขอความรักผู้ชายถึงบ้าน แล้วคนอย่างอ้ายกร ข้ามองไม่เห็นเลยว่าจะมีผู้หญิงคนไหนรักมัน หล่อก็ไม่หล่อ ตัวโตกว่าลูกหมานิดเดียว แล้วยังจะทะลึ่งอีก ไม่มีบุคลิกภาพใดๆที่จะทำให้ผู้หญิงรักอ้ายกรได้เลย"

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายซึ่งอยากรู้ความจริงก็คอยแอบมองดูนิกรในเมื่อนิกรต้องรับแขกสาวที่หลั่งไหลกันมาที่บ้าน 'พัชราภรณ์' จนกระทั่งต้องยืนเข้าคิวอยู่ที่นอกถนนใหญ่มองดูเป็นแถวยาวเหยียด ตะละคนแต่งกายสวยงามด้วยเสื้อกระโปรงสีฉูดฉาดบาดตา บางคนก็พอกเครื่องทองหยองหรือเครื่องเพชร มองดูคล้ายๆกับตู้ทองเคลื่อนที่ สุภาพสตรีเหล่านี้มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีจนกระทั่ง ๕๐ ปี

ตอนสายวันนั้น คุณหญิงวาดยืนอยู่ข้างหน้าต่างตึกชั้นบน เมื่อท่านแลเห็นแขกของนิกรซึ่งล้วนแต่เป็นผู้หญิงยืนออกันอยู่ที่ประตูใหญ่นอกถนนไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน คุณหญิงวาดตระหนกตกใจรีบวิ่งตื๋อลงไปข้างล่างและได้พบกับคณะพรรคสี่สหายในห้องโถงแต่ไม่มีนิกรอยู่ในห้องนั้น เพราะนิกรได้ลงไปรับแขกของเขาที่เรือนต้นไม้หน้าตึก

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯอย่างร้อนรน แต่เสียงของท่านแผ่วเบาผิดปกติ

"แย่ละค่ะเจ้าคุณ ดิฉันงงไปหมดแล้ว นี่มันเกิดมิคสัญญีหรือเกิดวิกฤตการณ์อันผันผวนอะไรขึ้นหรือคะ พวกผู้หญิงถึงได้หลั่งไหลมาหาเจ้ากรมากมายเช่นนี้ หรือเจ้ากรตั้งตัวเป็นอาจารย์ปลุกเสกลงกระหม่อมนะหน้าทอง"

"ผมกำลังปรารภอยู่กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯทีเดียว เจ้าแห้วมันยืนยันสบถสาบานว่าแม่พวกผู้หญิงเหล่านี้ล้วนแต่หลงรักเจ้ากรอย่างงมงาย เท่าที่มาหาก็เพื่อขอความรักและขอแต่งงานด้วย"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ

"เอ...มันจะเป็นไปได้หรือเจ้าคุณ"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แต่อ้ายกรมันมักจะมีอะไรดีๆอยู่ในตัวของมันเสมอนะครับคุณอา เดี๋ยวนี้ผมยอมรับนับถือแล้วว่าคนอย่างเจ้ากรเป็นคนที่เราจะดูถูกดูหมิ่นไม่ได้ ผมจะจำใส่ใจไว้จนวันตายว่าเจ้ากรมีวิชาความรู้ในวิชาแพทย์แผนโบราณ และสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ดีกว่าผม"

คุณหญิงวาดหันมาทางเจ้าแห้ว

"เป็นความจริงหรือวะอ้ายแห้ว ที่ว่าผู้หญิงเหล่านี้มาขอความรักเจ้ากร"

เจ้าแห้วยิ้มอ่อนหวาน

"รับประทานเป็นความจริงที่ปราศจากความเท็จครับ ถ้าคุณหญิงไม่เชื่อ กรุณาไปแอบดูที่เรือนต้นไม้ซีครับ ผู้หญิงเหล่านั้นร้องไห้กันกระจองอแง รับประทานล้วนแต่สวยหยาดฟ้ามาดินทั้งนั้นแหละครับ บางคนสวยกว่านางสาวไทยเสียอีก"

คุณหญิงวาดเดินมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วท่านก็กล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวนซึ่งนั่งเคร่งขรึมอยู่บนเก้าอี้นวม

"เธอสนใจในเรื่องนี้หรือเปล่าพ่อหงวน"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เปล่าครับ ไม่ได้สนใจเลย"

"แล้วกัน" คุณหญิงวาดพูดเสียงดุๆ "มันต้องสนใจซีน่า วิสัยของคนดีแล้ว ต้องพยายามสนใจในการเคลื่อนไหวของคนอื่นๆ อย่างอายังงี้ เพื่อนบ้านใกล้เคียงใครจะทำอะไรหรือจะเป็นอะไรอารู้หมด อาไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นหรอก แต่นิสัยของอาสนใจกับเรื่องของคนอื่น"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก นิกรก็เดินลงซ่นปังๆเข้ามาในห้องโถงด้วยใบหน้ากระเง้ากระงอดแสดงความอิดหนาระอาใจ นายจอมทะเล้นตรงเข้ามานั่งข้างพล แล้วพูดกับพลด้วยเสียงหนักๆ

"รำคาญเหลือเกินโว้ย อ้ายเราหรือมีลูกมีเมียแล้ว บอกเท่าไรก็ไม่เชื่อ พยายามอ้อนวอนขอร้องให้กันแต่งงานด้วย กลุ้มใจจนบอกไม่ถูกแล้ว แกออกไปดูซีพล ยืนอยู่ที่หน้าบ้านในอีกราวสองสามร้อยคน บางคนยังเป็นนักเรียนก็มี บางคนหลอกผัวว่าจะไปเยี่ยมญาติแล้วแอบมาหากัน"

นายพัชราภรณ์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แกอาจจะเป็น ดอนจวน กลับชาติมาเกิดก็ได้ ผู้หญิงจึงได้ตอมแกเหมือนกับแมลงวันตอมก้อนอะไรอย่างหนึ่ง แกไปทำอะไรไว้ล่ะ ถึงได้มีแฟนมากมายก่ายกองเช่นนี้"

นิกรว่า "กันทดลองน้ำมันพรายของกันน่ะซี นึกไม่ถึงว่ามันจะมีอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ เมื่อวานซืนนี้กันออกจากบ้านไปยืนเตร่อยู่ตามสามแยกบ้าง หน้าโรงหนังต่างๆบ้าง แล้วก็เอาน้ำมันพรายป้ายข้อมือหญิงเหล่านี้ ใครเดินผ่านมาป้ายหมด แล้วกันก็ส่งนามบัตรของกันให้หนึ่งฉบับ เพื่อต้องการทดลองดูว่าผู้หญิงที่ถูกน้ำมันพรายของกันจะมาหากันหรือไม่ แล้วพอรุ่งขึ้นผู้หญิงเหล่านี้ก็ได้หลั่งไหลมาหากัน ตกเป็นทาสรักของกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น บางคนถึงกับโผเข้ามากอดกันอย่างหมดอาย บางคนเห็นหน้ากันเข้าร้องไห้โฮ บอกว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับ วิงวอนขอร้องให้กันเลี้ยงดูเป็นเมีย และจะเป็นเมียอย่างไรได้ทั้งนั้น"

คณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่ต่างมองดูหน้ากันและถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆกัน ทันใดนั้นเองหญิงสาวเจ้าของร่างสูงโปร่งคนหนึ่งอายุประมาณ ๒๑ ปี สวมเสื้อกระโปรงชุดสีเขียวสะดุดตา ได้เดินนวยนาดเข้ามาในห้องโถงด้วยใบหน้าโศกเศร้าเหงาหงอย พอแลเห็นนิกรหล่อนก็หยุดชะงักแล้วทรุดตัวนั่งคุกเข่า ยื่นมือทั้งสองไปข้างหน้า

"นิกรขา หนูอยู่ถึงบางกรวย สู้อุตส่าห์ลงเรือจ้างเดินทางมาหาพี่ด้วยความรักพี่ รักแสนรักปักอุราเชียวค่ะ พี่กรุณาแต่งงานกับหนูเถอะนะคะ หนูรักพี่จะตายอยู่แล้ว หนูจะขอเป็นเกือกรองเท้าของพี่ไปจนวันตาย หนูพร้อมแล้วที่จะเป็นของพี่ และแม้กระทั่งหัวใจของหนู ถ้าหากว่าพี่ต้องการแล้ว หนูจะควักให้เดี๋ยวนี้ โปรดเห็นใจหนูบ้าง ขันจอหว่อหนูหน่อยซีคะ"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองดูคณะพรรคของเขา นิกรยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้างออก

"ช่วยอะไรไม่ได้" เขาพูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

เสี่ยหงวนมองดูแม่สาวงามอย่างเศร้าใจ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอ่อยๆ

"หนู...กลับไปพักผ่อนเสียเถอะไป๊ พยายามรักษาเนื้อรักษาตัวให้หายเสียก่อน"

"อุ๊ยตาย" แม่งามอุทานเสียงแหลมเล็ก "นี่คุณน้าเข้าใจว่าหนูมีสติวิปลาสหรือคะนี่ ทำไมมองดูหนูในแง่ร้ายเช่นนี้ ให้ความยุติธรรมแก่หนูบ้างซีคะ เพราะความรักทำให้หนูอุตส่าห์บุกบั่นมาหาคุณนิกร เป็นตายอย่างไรหนูก็จะต้องแต่งงานกับคุณนิกรให้จงได้ คุณน้าเป็นเพื่อนรักช่วยพูดให้หนูหน่อยซีคะ"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อไป ผู้หญิงสาวอีกคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น รูปร่างของหล่อนอ้วนจ้ำม่ำเหมือนตุ่มสามโคก สวมกระโปรงสีแดงสดแบบกระโปรงฮาวาย สวมเสื้อแพรคอปกสีนวล ถือกระเป๋าเงินและร่มแพรอย่างดี อายุของหล่อนในราว ๓๐ ปี หล่อนหยุดยืนข้างประตูห้องโถง พอแลเห็นนิกรก็ปราดเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วซบกับตักนิกรร้องไห้สะอึกสะอื้น

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือแม่คุณ เธอเป็นใคร มาจากไหน"

สาวใหญ่ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองดูนายจอมทะเล้นแล้วร้องไห้กระซิกๆ

"ดิฉันรักคุณค่ะ คุณนิกรขา ดิฉันต้องการแต่งงานกับคุณ แหม...กว่าจะผ่านเข้ามาในบ้านนี้ได้ ดิฉันถูกพวกผู้หญิงด้วยกันกันท่าดิฉัน ถึงกับดิฉันต้องขู่ว่าถ้าใครขัดขวางดิฉันไม่ให้ขึ้นมาหาคุณละก็ ดิฉันจะตบให้คว่ำไปตามกันทีเดียว ดิฉันก็เลยผ่านคิวขึ้นมาได้ ยอมเสียวัฒนธรรมค่ะ อำนาจของความรักทำให้ดิฉันอยากจะพบคุณใจแทบขาด"

คณะพรรคสี่สหายหัวเราะหึๆไปตามกัน คุณหญิงวาดพูดขึ้นเปรยๆว่า

"เอ บ้านนี้เห็นจะต้องเซ้งเสียแล้ว ดูมันมีเรื่องประหลาดอยู่เสมอ"

นิกรมองดูแฟนของเขาอย่างอนาถใจแกมขบขันแล้วกล่าวว่า

"ศกุนตลาจ๊ะ"

แม่อึ่งอ่างสะดุ้งเฮือก

"มิได้ค่ะ ดิฉันชื่อโฉมไฉไล ไม่ใช่ชื่อศกุนตลา"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"อ้า...ดีแล้ว โฉมไฉไล ฉันเสียใจที่ไม่อาจจะรักเธอหรือแต่งงานกับเธอได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าฉันมีเมียแล้ว พ่อตาของฉันนั่งหัวเหน่งอยู่นี่เห็นไหม"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯอุทาน "เดี๋ยวก็เตะพลั่กเข้าให้เท่านั้นเอง ข้าไม่เกี่ยวนะโว้ยจะบอกให้"

นิกรหัวเราะแล้วยกมือไหว้พ่อตาของเขา หันมาพูดกับแฟนของเขาต่อไป

"ฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยโฉมไฉไล เพราะฉันมีลูกมีเมียเสียแล้ว"

โฉมไฉไลสะอื้น

"ถึงมีแล้วดิฉันก็ไม่รังเกียจค่ะคุณนิกรขา สมัยนี้ผู้ชายที่เขามีเงินเขามีเมียกันคนละหลายคนเท่านั้นแหละค่ะ ท่านอธิบดีข้างบ้านดิฉันมีเมียตั้ง ๑๘ คนแน่ะค่ะ คุณจะเลี้ยงดิฉันเป็นเมียที่สอง หรือเมียซุ่ม เมียเก็บ เมียบำเรอ เมียชั่วคราว เมียเถื่อน หรือเมียนอกกฎหมายได้ทั้งนั้น ดิฉันไม่รังเกียจหรอกค่ะ ดิฉันพร้อมแล้วที่จะอุทิศร่างน้อยๆของดิฉันเป็นเครื่องสังเวยแก่คุณ"

นิกรทำคอย่น

"ฉันไม่ใช่เจ้าพ่อนี่นะโฉมไฉไล แล้วร่างของเธอน่ะไม่ใช่ร่างน้อยๆหรอก อย่างเบาะๆก็ปาเข้าไปตั้ง ๗๐ กิโลแล้ว"

"อุ๊ยตาย ช่างว่า ถึงเมื่อไรล่ะคะ เพิ่ง ๖๙ กิโลเท่านั้น ถ้าหากว่าคุณแต่งงานกับดิฉัน ดิฉันยินดีจะลดไขมันลงค่ะ ดิฉันจะรับประทานอาหารแต่จำพวกผักเท่านั้น"

แม่สาวงามคนแรกปราดเข้ามาหานิกรแล้วพูดขึ้นทันที

"คุณนิกรขา ขันจอหว่อดิฉันบ้างซีคะ ดิฉันอยากแต่งงานกับคุณใจจะขาดแล้ว เอาเถอะค่ะ ค่าใช้จ่ายในการแต่งงานดิฉันออกเอง"

คณะพรรคสี่สหายหัวเราะครืน ทันใดนั้นเอง ประไพเมียรักของนายจอมทะเล้นก็พาตัวเดินลงบันไดมา เจ้าแห้วแลเห็นเข้าก็นัยน์ตาเหลือกลานเผลอตัวร้องขึ้นดังๆ

"อ๋อย รถไฟชนกันแล้วโว้ย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯทำตาปริบๆ

"ไหนวะรถไฟ"

เจ้าแห้วบุ้ยใบ้ให้ท่านเจ้าคุณมองไปทางประไพ

"รับประทานกำลังลงบันไดมานั่นยังไงล่ะครับ"

ทุกคนมองดูประไพเป็นตาเดียว นิกรยิ้มให้เมียรักของเขาแล้วกล่าวกับประไพด้วยเสียงไพเราะ

"ไพจ๋า ช่วยจัดการทีเถอะ กรไม่รู้จะทำยังไงแล้ว มีผู้หญิงสาวและไม่สาวมาหากรตลอดวัน และมาขอแต่งงานกับกร"

ประไพหยุดชะงักที่เชิงบันไดขึ้นลง หล่อนจ้องตาเขม็งมองดูแม่สาวงามทั้งสอง ครั้นแล้วใบหน้าของประไพก็ซีดเหมือนไก่ต้ม โมโหหึงทำให้เลือดในกายของหล่อนเดือดปุดๆ นัยน์ตาของประไพพร่าพราวและลืมโพลง ริมฝีปากสั่นระริก ประไพขบกรามกรอด ทำจมูกเพยิบขึ้นเพยิบลง แล้วหล่อนก็ร้องตะโกนสุดเสียง

"หึงโว้ย"

ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรคสี่สหายสะดุ้งเฮือก เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูลูกสาวของท่านอย่างเศร้าใจ แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"หึงก็ต้องบอกเขาด้วยหรือวะ"

ประไพทำตาเขียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อย่ายุ่ง เดี๋ยวตายนา จะบอกให้"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"นี่พ่อนะโว้ย ประไพ"

ประไพตวาดแว้ด

"พ่อก็พ่อ แต่ช่วยอะไรไม่ได้ ขณะนี้กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน โมโหหึงตึงเครียด เห็นช้างเท่าหมู คนอื่นธุระไม่ใช่ไม่ต้องเกี่ยว" พูดจบประไพก็ยกมือเท้าสะเอว เดินส่ายเป็นว่าวจุฬาตรงเข้ามาหาแม่งามทั้งสอง "ฉันขอแนะนำตัวเองให้เธอรู้จักไว้ด้วย ณ โอกาสนี้ ฉันคือ ประไพ การุณวงศ์ มารดา เอ๊ย ภรรยาคุณนิกร เธอมีความประสงค์อะไรรึที่บุกบั่นมาหานิกรจนถึงนี่"

สองสาวมองดูหน้ากัน ต่างคนต่างมีสีหน้าซีดเผือด แล้วแม่อึ่งอ่างก็พูดกับประไพด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย"

"ก็ไหนคุณนิกรบอกดิฉันว่าเป็นชายโสดนี่คะ"

ประไพหันมาทางผัวรักของหล่อนแล้วปรี่เข้ามา เอื้อมมือจับหูซ้ายของนิกรบิดเต็มแรง

"กรบอกเขาเรอะว่าเป็นโสด"

"อ๋อย โธ่ ให้ชักดิ้นชักงอไปเดี๋ยวนี้ซีเอ้า กรไม่รู้เรื่องอะไรเลย และไม่เคยบอกใครว่าเป็นโสด ใครๆเขาก็รู้ว่าคนแก่หัวล้านรูปร่างเหมือนลูกปิงปองผ่าซีกคือพ่อตาของกร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯตวาดแว้ด

"ข้าไม่เกี่ยวโว้ย"

นิกรตวาดขึ้นบ้าง

"ไม่เกี่ยวยังไง คุณพ่อเป็นพ่อตาของผม คุณพ่อกับผมจะต้องมีการเกี่ยวข้องกันเสมอ ตราบใดที่ประไพยังเป็นเมียของผม" แล้วนิกรก็กล่าวกับประไพ "ช่วยเจรจากับเขาทีเถิดไพจ๋า พวกผู้หญิงแห่กันมาเต็มบ้านของเราเพื่อขอแต่งงานกับพี่ ชะรอยแม่พวกเหล่านี้คิดว่าพี่เป็นท่านมหาราชาในอินเดีย คงจะสร้างฮาเร็มไว้ในบ้าน"

เมื่อเอ่ยถึงมหาราชา ดร.ดิเรกก็ยิ้มแป้นแล้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ออไร๋ ตามธรรมเนียมของมหาราชาทั้งหลายนั้น จะต้องมีฮาเร็มอยู่ในพระราชวังของพระองค์ และถ้ามหาราชาองค์ใดมีบุญวาสนามาก ก็ต้องมีนางในฮาเร็มมากกว่ามหาราชาองค์อื่นๆ ท่านมหาราชาจันทรกุมารเพื่อนของไอมีนางในฮาเร็มถึงสองกุรุสพอดี"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"สองกุรุสน่ะมันเท่าไรจ๊ะพ่อดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"๒๘๘ คนครับ กุรุสหนึ่งเท่ากับ ๑๔๔ คน คือ ๑๒ โหล"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ประไพเดินส่ายอาดๆตรงเข้ามาหาหญิงสาวทั้งสอง แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"เก๊ท เอ๊าท์"

สองนางสะดุ้งเฮือกพร้อมๆกัน แล้วแม่สาวร่างสูงโปร่งในชุดสีเขียวสดก็กล่าวกับประไพว่า

"ขอเวลาให้ดิฉันพูดกับคุณนิกรเป็นการส่วนตัวสักประเดี๋ยวไม่ได้หรือคะ"

ประไพนิ่งคิด

"เธอต้องการเวลาสักเท่าใด"

"อ้า...ในราวเจ็ดแปดชั่วโมงเท่านั้นแหละค่ะ"

ประไพแยกเขี้ยว

"โอ๊ย...ไม่ได้หรอก ขืนปล่อยให้เธอเจรจากับผัวฉันตั้งเจ็ดแปดชั่วโมง กรก็เสียคนเท่านั้นเอง ฉันมีความยินดีที่จะแจ้งให้เธอทราบว่า บ้าน 'พัชราภรณ์' ไม่ต้องการต้อนรับพวกเธอ และฉันจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งถ้าหากว่าพวกเธอทั้งสองรีบพากันออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะใช้อำนาจ อย่าให้ถึงกับแจกหมากแจกแว่นกันเลย วันนี้ก็เป็นวันพระวันเจ้า ฉันไม่อยากจะก่อกรรมทำเวรกับใครหรอก เพียงแต่หมูและเนื้อไม่มีกินฉันก็เดือดร้อนพออยู่แล้ว เอ๊ะ...นี่ฉันพูดเพ้อเจ้อมากไปหน่อย" แล้วประไพก็ยิ้มแค่นๆ

สองสาวเห็นท่าทางประไพขึงขังเอาจริงเอาจังเช่นนั้นก็ชวนกันลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้องโถง คณะพรรคสี่สหายมองดูอย่างขบขัน ประไพรีบเดินตามออกไป สักครู่หนึ่งทุกคนก็ได้ยินเสียงประไพส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรตะเพิดไล่บรรดาแฟนสาวๆและไม่สาวของนิกรที่ชุมนุมกันคับคั่งอยู่หน้าเรือนต้นไม้

ทุกคนแปลกใจไปตามกันเท่าที่นิกรมีอิทธิปาฏิหาริย์ สามารถบังคับจิตใจของผู้หญิงเหล่านี้ให้ซมซานมาหา และคร่ำครวญขอความรักขอแต่งงานกับนายจอมทะเล้น ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย โดยเฉพาะเสี่ยหงวนแปลกใจมากกว่าคนอื่น อาเสี่ยกิมหงวนถามนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"บอกกันหน่อยเถอะวะกร แกมีอะไรดีหรือ ผู้หญิงถึงได้รุมรักแกอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเช่นนี้"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เปล่า...ไม่มีดีอะไรหรอก เมื่ออาทิตย์ที่แล้วกันไปหาอาจารย์ของกัน ท่านย้ายไปอยู่ในป่าดงพญาเย็นก็เลยไปหาท่าน และถือโอกาสไปส่งท่านที่สถานีรถไฟ ท่านอาจารย์ได้มอบน้ำมันพรายมาให้กันขวดหนึ่ง ซึ่งน้ำมันพรายนี้ทำขึ้นจากผีตายทั้งกลม คือผู้หญิงที่ออกลูกตาย กันอยากจะทดลองดูว่าน้ำมันพรายของท่านอาจารย์แย้มศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ กันก็เลยเอาน้ำมันพรายเที่ยวป้ายผู้หญิงตามถนนหนทางต่างๆ เมื่อกันได้ป้ายใคร กันก็ส่งนามบัตรของกันให้หล่อนด้วย กันจำได้ว่ากันป้ายน้ำมันพรายถูกผู้หญิงในราวห้าหกร้อยคน พวกผู้หญิงเหล่านั้นจึงได้คลั่งไคล้ใหลหลงกัน และพากันมาหาที่นี่ ซึ่งพวกแกก็ได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของน้ำมันพรายแล้วว่าประสิทธิผลถึงเช่นนี้"

อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย มันน่าจะเป็นเรื่องนิยายมากกว่า ไหน...ขอดูขวดน้ำมันพรายหน่อยเถอะวะ"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบขวดเล็กๆขวดหนึ่งขึ้นมา ในเวลาเดียวกันนั้นเอง นวลละออก็พาตัวเดินลงมาจากบันไดชั้นบน แม่เสือนวลละออตรงมานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"อะไรกันคะคุณอา" หล่อนถามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "เสียงคุณไพเอะอะเอ็ดตะโรลั่นบ้านดังขึ้นไปจนถึงข้างบน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯยิ้มให้หล่อน

"เรื่องเล็ก มีผู้หญิงมาหาเจ้ากรที่นี่ ยายไพแกก็หึงหวงตามนิสัยของผู้หญิงขี้หึง"

นวลละออมองดูขวดเล็กๆที่เสี่ยหงวนกำลังพิจารณาดูอยู่ในมือของเขา

"นั่นยาอะไรคะเฮีย"

เสี่ยหงวนสะดุ้ง รีบส่งขวดน้ำมันพรายให้นิกรทันที แล้วกล่าวกับนวลละออ

"น้ำมันพรายของเจ้ากรเขา อย่าไปสนใจกับมันเลยนวล อ้ายกรมันว่าถ้าน้ำมันพรายในขวดนั้นถูกผู้หญิงคนใดเข้า ผู้หญิงคนนั้นจะต้องหลงรักมันอย่างเป็นบ้า"

นวลละออมองดูหน้านายจอมทะเล้นแล้วหัวเราะลั่น

"มันจะเป็นไปได้อย่างไรคะคุณนิกร คุณลองป้ายดิฉันหน่อยเถอะ จ้างดิฉันก็ไม่รักคุณ"

นิกรชักฉิว

"อย่าท้าผมนะคุณนวล เดี๋ยวคุณจะต้องเป็นบ้าตายเพราะหลงรักผม นี่ถ้าคุณเป็นคนอื่นพูดดูหมิ่นผมอย่างนี้ ผมต้องเอาน้ำมันพรายป้ายคุณอย่างไม่มีปัญหา"

นวลละออหัวเราะงอหาย

"เอาซีคะ ลองป้ายดิฉันดูก็ได้ เรื่องไสยศาสตร์ เวทย์มนตร์ คาถา ดิฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ จริงไหมคะคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ออไร๋ วิทยาศาสตร์ย่อมเหนือไสยศาสตร์และศาสตร์ทั้งหลาย"

นิกรเปิดจุกขวดออก เอานิ้วชี้มือขวาอุดปากขวดแล้วกระดกก้นขวดขึ้น เขาลุกเดินเข้าไปหานวลละออแล้วยกนิ้วชี้มือขวาป้ายแก้มซ้ายของนวลละออเบาๆ

"ผมจะให้คุณได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมันพรายเดี๋ยวนี้ ผมรับรองว่าคืนนี้คุณจะต้องคร่ำครวญถึงผมแทบเป็นบ้า คุณจะต้องหลงรักผมปานแทบจะกลืนกิน"

นวลละออหัวเราะคิก

"ดีแล้วค่ะ ดิฉันจะลองดูความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมันพรายของคุณ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน"

นิกรเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้นวมตามเดิม ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามได้วิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องน้ำมันพราย คุณหญิงวาดเริ่มเป็นวิตกทุกข์กลัวว่านวลละออจะอยู่ในอำนาจน้ำมันพรายของนิกร แต่นวลละออมิได้วิตกเป็นทุกข์อะไรเลย

นวลละออเพ้อ

ตลอดวันนั้นมีผู้หญิงสาวและไม่สาวผลัดเปลี่ยนกันมาหานิกรตลอดวัน ความหึงหวงทำให้ประไพให้คนใช้ปิดประตูใหญ่หน้าบ้าน และแม้แต่ประตูช่องเล็กก็สั่งให้ใส่กลอน

"เจ้าแห้ว วันนี้แกไม่ต้องทำอะไร" ประไพพูดกับเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล "ออกไปนั่งที่ศาลาเล็กข้างประตูหน้า ถ้ามีผู้หญิงมาหากรแกช่วยบอกเขาด้วยว่ากรเป็นอหิวาต์ตายแล้ว ถ้าเขาจะดันทุรังขอเยี่ยมศพก็ช่วยบอกเขาด้วยว่า นิกรตายด้วยโรคติดต่ออย่างร้ายแรง เจ้าหน้าที่เขาสั่งให้เผาโดยเร็ว และฉันได้จัดการเผาเรียบร้อยแล้ว"

"บ๊ะแล้ว..." นิกรเอ็ดตะโรลั่น "คนยังไม่ทันตายเลย แช่งแล้ว"

"ดี ยิ่งตายเสียได้ก็ยิ่งดี ตัวน่ะคงจะไปทำเจ้าชู้ไว้ พวกผู้หญิงถึงได้มาหาจนถึงบ้านมากหน้าหลายตา บางคนรูปร่างหน้าตาเหมือนผีเสื้อสมุทรก็ยังมี เกลียดน้ำหน้านัก ไปให้พ้นนะ อย่ามาอยู่ใกล้ๆ เดี๋ยวแม่กะซวกเสียด้วยหลาวทองเหลืองหรอก"

เย็นวันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯได้พากันออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' เพื่อไปหาอาหารรับประทานตามภัตตาคารต่างๆตามธรรมดาของคนมีเงิน คณะพรรคสี่สหายกลับมาถึงบ้านในราว ๒๑.๐๐ น.เศษ

แต่พอก้าวลงจากรถที่หน้าตึกใหญ่ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯกับคุณหญิงวาดก็รีบเดินออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองมีสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกเป็นทุกข์

"พ่อหงวน" คุณหญิงวาดอุทานขึ้นดังๆ "น้ำมันพรายของเจ้ากรก่อเรื่องแล้วละซี"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ทำไมครับ"

"ทำไมล่ะ ยายนวลท้าเจ้ากรให้เอาน้ำมันพรายป้าย เจ้ากรก็อยากจะลองดี เอาน้ำมันทาแก้มยายนวลต่อหน้าพวกเรา รีบขึ้นไปดูเถอะพ่อหงวน ยายนวลกำลังคลั่งไคล้ใหลหลงเจ้ากร และร่ำร้องที่จะเป็นเมียเจ้ากรให้ได้"

"อ้าว" กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่นบ้าน "ถ้ายังงั้นอ้ายกรกับผมก็อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แน่นอน" พูดจบอาเสี่ยก็ล้วงกระเป๋าข้างขวา กระชากปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ มม.ขึ้นมาแล้วขบกรามกรอดมองดูนิกรอย่างเดือดดาล "อ้ายกร มึงตายแน่ แกทำให้เมียกันหลงรักแกด้วยอำนาจไสยศาสตร์และของขลัง ถอยหลังออกไปสามก้าว แล้วกอดอกเข้า กันจะยิงแกให้เหมือนกับยิงหมาข้างถนนทีเดียว"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"มันเป็นความผิดของกันหรือวะ เมียแกท้าทายกันก่อน ที่ท้าทายก็เพราะคุณนวลเข้าใจว่าน้ำมันพรายของกันไม่มีความศักดิสิทธิ์อะไร เดี๋ยวนี้มันเกิดศักดิสิทธิ์ขึ้นแล้ว เมื่อแกจะยิงกันก็ตามใจ แต่แกอย่าลืมว่าการฆ่าคนตายโดยเจตนานั้น ย่อมมีโทษถึงประหารชีวิต"

อาเสี่ยนิ่งคิด แล้วก็เก็บปืนพกใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม

"ดีแล้ว" เขาพูดอย่างโมโห "กันจะต้องพยายามหาจ้างคนมาฆ่าแกให้ได้"

นายจอมทะเล้นยิ้มด้วยมุมปากข้างขวาแล้วยักคิ้วให้อาเสี่ย

"แกจ้างคนฆ่ากัน แกก็ต้องมีความผิดถึงกับประหารชีวิตในฐานที่แกเป็นตัวการ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯพูดเสริมขึ้น

"อย่าเพิ่งเถียงกันเลยโว้ย รีบขึ้นไปดูยายนวลเถอะ กำลังตีอกชกหัวอยากจะเป็นเมียอ้ายกร นอนทุรนทุรายอยู่ในห้องเพราะอำนาจน้ำมันพราย"

พลยกมือเกาศีรษะ เขามองดูหน้าคุณหญิงวาดแล้วพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"จะเป็นไปได้หรือครับคุณแม่ ผมงงไปหมดแล้ว ถ้าน้ำมันพรายของอ้ายกรมีคุณภาพทำให้ผู้หญิงหลงรักจนเป็นบ้าเป็นหลัง ผมคิดว่าขวดหนึ่งแสนบาทก็ต้องมีคนซื้อ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่าว่าแต่แสนบาทเลย ต่อให้ล้านบาทกันก็ซื้อ"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"มันหายากโว้ยหงวน ไม่ใช่ว่าหาง่ายๆ การหาน้ำมันพรายจากผีตายทั้งกลมย่อมเป็นการเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต โดยมากพวกหมอผีเหล่านี้มักจะถูกผีตายทั้งกลมหลอกหลอน ทำให้ตกใจดีฝ่อตาย สำหรับกันน่ะ ได้เรียนรู้วิธีทำน้ำมันพรายชนิดนี้มาจากอาจารย์ของกันอย่างดีที่สุด แต่กันไม่กล้าทำ เรื่องผีบอกตามตรงว่ากันกลัวที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผีกระสือหรือผีกระหัง"

คุณหญิงวาดเขยิบตัวเข้ามาเบียดเสียดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯและยกมือกอดเอวท่านไว้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯหันมามองดูอย่างแปลกใจแล้วกล่าวถาม

"อะไรล่ะคุณหญิง"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ พูดเสียงสั่นเครือ

"กลัวผีค่ะ"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน ต่อจากนั้นทุกคนก็เดินเข้าไปในห้องโถง ขึ้นบันไดชั้นบนของตัวตึกตรงไปยังห้องนอนของเสี่ยหงวน ในเวลาเดียวกันนั้นเอง นวลละออเมียรักของเสี่ยหงวนกำลังนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนเตียงนอนของหล่อน นวลละออสวมเสื้อกางเกงชุดสีกุหลาบปล่อยผมเผ้ายุ่งเหยิง นันทากับประภาและประไพนั่งอยู่บนเตียงนอนนั้นด้วย สามนางได้ช่วยกันปลอบโยนนวลละออมาตั้งแต่หัวค่ำ นับตั้งแต่นวลละออตกอยู่ใต้อำนาจของน้ำมันพราย คือคร่ำครวญหวนไห้อยากจะเป็นเมียนิกร

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามพาคณะพรรคสี่สหายเข้ามาในห้อง แสงไฟฟ้าส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน เมื่อนวลละออแลเห็นนายจอมทะเล้นหล่อนก็ลุกขึ้นนั่ง

"นิกร...นิกรขา"

แล้วนวลละออก็วิ่งตื๋อเข้ามากระโดดกอดนิกรด้วยความรัก

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนร้องตะโกนลั่นบ้าน ปราดเข้ามาแกะมือนวลละออออก ทำตาเขียวกับนิกรแล้วกล่าวถามด้วยเสียงเกรี้ยวกราด "แกจูบเมียกันหรือเปล่า"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"เปล่าน่า กันเป็นสุภาพบุรุษโว้ย เมียของเพื่อนกันต้องนึกว่าเป็นแม่ของกันเสมอ อย่างที่สุภาษิตเขาว่า...เมียท่านผู้อื่นเพี้ยง มารดา"

กิมหงวนค่อยๆหันมามองดูเมียรักของเขา

"อะไรกันนวล นี่หมายความว่านวลเห็นอ้ายกรดีกว่าเฮียยังงั้นหรือ"

นวลละออยิ้มแค่นๆ

"แน่นอนเหลือเกิน นวลพร้อมแล้วที่จะแยกทางกับเฮียนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ยอดดวงใจของนวลคือคุณนิกรผู้นี้แหละ นวลยอมรับสารภาพกับเฮียว่านวลทั้งรักทั้งหลงคุณนิกรแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว"

อาเสี่ยตัวสั่นเทิ้มด้วยความหึง

"ฮึ่ม...แม่กากี...น้ำใจของนวลเหมือนกับกากีไม่มีผิด เจ็บใจนักเชียว เธอคือนางกากี ถุย...แม่กากีแกมเขียว"

นวลละออปราดเข้ามากอดนิกรอีก

"นิกรขา เราช่วยกันฆ่าเฮียเสียเถอะนะคะ คืนนี้พอมันนอนหลับ เอามีดโกนกรีดลูกกระเดือกมันเลย"

"โอ๊ย" คุณหญิงวาดร้องลั่น "อย่าคิดอย่างนี้เลยแม่นวล ฆ่าผัวน่ะมันบาปกรรมเหลือเกิน ผู้ใหญ่ผู้เฒ่าเขาว่า ฆ่าผัวตายก็เท่ากับฆ่าหมาตายตัวหนึ่ง ต้องตกนรกหมกไหม้"

นวลละออกอดนิกรแน่น แล้วพูดกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงหนักๆ ท่าทางของหล่อนเหมือนกับคนเหน็ดเหนื่อย

"คุณอาขา...หนูเกลียดเฮียเหลือเกินค่ะ เกลียดเสียยิ่งกว่าอ้ายตัวอะไรที่มันมีลิ้นสองแฉก"

"อ้าว" เสี่ยหงวนร้องลั่น "เอาเข้าให้นั่น"

นวลละออทำตาเขียวกับกิมหงวน

"ออกไปให้พ้น" หล่อนตวาดแว้ด "นวลเกลียดเฮียรู้ไหม ผัวสัปปะรังเคอย่างนี้นวลไม่ต้องการ รูปร่างก็สูงชะลูดเหมือนเปรต ความจริงเปรตมันยังสวยกว่าเฮียเสียอีก สิ้นสุดกันทีกับความรักของเรา นวลจะยอมเป็นเมียน้อยของคุณนิกร คุณประไพคงไม่ว่าอะไรหรอก เพราะเราเป็นเพื่อนกัน"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายติดๆกันหลายครั้ง เดินเข้ามาหาเมียรักของเขา

"นวลจ๋า...ถามจริงๆเถอะ เท่าที่นวลเป็นอย่างนี้ นวลแกล้งทำหรือว่านวลเป็นไปด้วยอำนาจน้ำมันพรายของอ้ายกร"

นวลละออร้องไห้โฮ

"นวลไม่ได้แกล้ง นวลรักคุณนิกรจริงๆ"

นิกรค่อยๆแกะมือหล่อนออก

"ไม่สำเร็จหรอกครับ คุณกับผมไม่มีทางจะร่วมสำมะโนครัวกันได้ ถึงแม้ทางอำเภอเขายอม ผมก็ไม่ยอมเป็นอันขาด คุณเป็นเมียเพื่อน และคุณก็ไม่ได้ตัวเปล่าเล่าเปลือย นอกจากนี้คุณก็ไม่ได้เป็นชีเปลือย รวมความแล้ว คุณกับผมเป็นได้เพียงเพื่อนกันเท่านั้น ถ้าหากว่าคุณจะรักผมเหมือนบุตรบุญธรรมแล้ว ผมก็อาจจะเป็นได้"

นวลละออทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้านิกร ยกมือทั้งสองกอดขานิกรแน่น ทำหน้าเหมือนนางเอกละครตอนโศก หล่อนค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองดูนายจอมทะเล้นด้วยแววตาโหยละห้อย แล้วพูดเสียงสั่นเครือแกมสะอื้น

"นิกรขา นวลรักคุณเหมือนคลีโอพัตราลุ่มหลงรัก มาร์ค แอนโตนี หรือม่ายก็เหมือนกับพระนางอัสฌารัก เลียว วินเสย์ หัวใจของนวลจะขาดอยู่รอนๆแล้ว พ่อเทพบุตรของนวลเอ๋ย โปรดเห็นใจนวลสักนิดเถอะค่ะ"

อาเสี่ยขบกรามกรอดวิ่งเข้ามายกเท้าจะเตะนวลละออ แต่คุณหญิงวาดไวกว่า ทุ่มตัวเข้ารวบขากิมหงวนเหมือนกับเล่นรักบี้ ทำให้อาเสี่ยและคุณหญิงวาดล้มครืนลงกลางห้อง พลกับดร.ดิเรกหัวเราะงอหาย ช่วยกันประคองคุณหญิงวาดและเสี่ยหงวนให้ลุกขึ้น แล้วพลก็กันอาเสี่ยเอาไว้

"อย่าวู่วามไปเลยโว้ยอ้ายเสี่ย คุณนวลแกกำลังตกอยู่ใต้อำนาจไสยศาสตร์ เท่าที่จิตใจของคุณนวลเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ก็เพราะน้ำมันพรายของอ้ายกรนั่นเอง จงอภัยให้แกเถิด คิดหาทางช่วยเหลือคุณนวลดีกว่า"

อาเสี่ยทำปากแบะยื่นแล้วร้องไห้โฮ ยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตา หันมามองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"เพื่อนนะ...เพื่อนทำได้ โบราณว่าเพื่อนเรามักจะเผาเรือน มึงวางเพลิงเผาหัวใจกูเสียแล้ว อย่าอยู่ร่วมโลกเดียวกันเลยวะอ้ายกร มึงกับกูฆ่ากันดีกว่า"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"อย่าดุให้มันมากนักเลยวะอ้ายหงวน มันไม่ใช่ความผิดของกันเลย ทุกคนในที่นี้ย่อมเป็นพยาน คุณนวลเป็นผู้ท้าทายกันให้เอาน้ำมันพรายป้ายเธอ กันต้องการจะให้คุณนวลได้ทราบความจริงว่า น้ำมันพรายของกันนั้นมีประสิทธิภาพจริงๆ ไม่ใช่ของหลอกลวงเหลวไหล ทุกคนก็เห็นแล้วว่า เท่าที่ผู้หญิงสาวและไม่สาวยกกองทัพมาหากันถึงบ้าน ก็เพราะอำนาจน้ำมันพรายของกันนั่นเอง เจ้าหงวนเพื่อนรัก คนอย่างกันเมื่อเรียนผูกแล้วก็ต้องเรียนแก้ ไม่มีอะไรที่แกจะต้องวิตก กันจะช่วยเหลือคุณนวลเอง"

พอนิกรพูดเช่นนี้ ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน คุณหญิงวาดกล่าวถามละล่ำละลัก

"เจ้าช่วยได้หรือนิกร"

"ได้ซีครับคุณอา มือชั้นผมแล้ว ย่อมเป็นผู้เชี่ยวชาญทางไสยศาสตร์ ผมได้ใช้เวลาหลายปีเล่าเรียนวิชาไสยศาสตร์จากอาจารย์แหยม"

ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"แย้มหรือแหยม"

นิกรสะดุ้งโหยง

"แย้มโว้ย แต่แกไว้หนวดแหยม แล้วพ่อของชื่อแหยม กันเรียกผิดไป"

เสี่ยหงวนกล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้ายังงั้นแกช่วยแก้เมียกันหน่อยซี ขืนปล่อยไว้ประเดี๋ยวคืนนี้นวลละออเข้าหาแก ก็จะเกิดยุ่งยากขึ้นมาเท่านั้น"

นิกรล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบตลับสังกะสีเก่าๆตลับหนึ่งขึ้นมาแล้วเปิดฝาตลับออก

"อะไรของแกวะ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯถามยิ้มๆ

"นี่หรือครับ ขี้ผึ้งวิเศษของท่านอาจารย์แย้มครับ ใช้ทาผู้ที่ถูกกระทำไสยต่างๆหรือน้ำมันพราย ทาหน้าให้ทั่ว ประเดี๋ยวคนไข้จะมีสติสัมปชัญญะเหมือนเช่นเดิม สำหรับขี้ผึ้งตลับนี้ย่อมหาค่ามิได้ ผมหวงที่สุดเลยเชียวครับ ไปไหนต้องเอาติดตัวไปด้วย"

ทุกคนจ้องมองนิกรเป็นตาเดียว นายจอมทะเล้นป้ายขี้ผึ้งใส่นิ้วชี้มือขวา แล้วก้มตัวประคองนวลละออลุกขึ้น เอาขี้ผึ้งทาขมับและหน้าหล่อนจนทั่ว เขาพยักพเยิดให้นันทาประคองนวลละออไปนั่งที่เตียงนอนตามเดิม

นวลละออเอนตัวลงนอนหงายแล้วหายใจถี่เร็วผิดปกติ สักครู่หล่อนก็หลับไป นายจอมทะเล้นกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"กันรับรองว่าคุณนวลปลอดภัยแล้ว ให้แกนอนนิ่งเฉยสักครึ่งชั่วโมง แกก็จะมีสติสัมปชัญญะเหมือนเช่นเดิม"

เสี่ยหงวนมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น เขาหันไปมองดูเมียรักของเขาอย่างห่วงใย นวลละออหลับตาพูดพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องนอน ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน และต่างแปลกใจในอิทธิฤทธิ์ของน้ำมันพรายเหลือที่จะกล่าว

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวขึ้นว่า

"ลงไปคุยกันข้างล่างเถอะพวกเรา ปล่อยให้ยายนวลแกพักผ่อนตามสบาย"

สี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสามต่างพากันเดินออกไปจากห้องนอนของเสี่ยหงวน และเดินผ่านเฉลียงหลังตึกลงบันไดไปข้างล่าง ต่างนั่งห้อมล้อมสนทนากันภายในห้องโถงนั่นเอง

เสี่ยหงวนมีความเลื่อมใสในอิทธิฤทธิ์ของน้ำมันพรายเป็นที่สุด และดร.ดิเรกก็กำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

"เฮ้" นายแพทย์หนุ่มอุทานขึ้นดังๆแล้วยิ้มให้นิกร "ขอให้กันดูน้ำมันพรายของแกหน่อยซิ ยังมีอีกมากไม่ใช่หรือ"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบขวดน้ำมันพรายออกมาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม

"เหลือติดก้นขวดเพียงนิดเดียวเท่านั้น ถ้าจะนำไปใช้ป้ายผู้หญิงก็คงป้ายได้เพียงคนเดียว และอาจจะไม่ได้ผลเพราะว่ามันน้อยเกินไป"

ดร.ดิเรกพิจารณาดูขวดน้ำมันพรายด้วยความสนใจยิ่ง เปิดจุกขวดออกยกขึ้นดม แล้วดิเรกก็ทำคอย่น

"มายก็อด...เหม็นเหมือนน้ำเหลืองผีโว้ย"

นิกรอมยิ้ม

"ถูกแล้ว เพราะมันทำด้วยน้ำมันผีตายทั้งกลม"

ดิเรกปิดจุกขวดไว้ตามเดิมแล้วส่งคืนให้นิกร

"แกช่วยบอกวิธีหน่อยเถอะน่า ว่าเราจะทำน้ำมันพรายนี้ได้อย่างไร ถึงแม้จะเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตกันก็จะลองดู ถ้าน้ำมันพรายนี้บังเกิดผลอย่างเด็ดขาด กันก็จะเลิกเป็นนายแพทย์แผนปัจจุบัน ทำน้ำมันพรายขายดีกว่า ขายขวดละแสนบาท พวกอาเสี่ยกระเป๋าหนักต้องซื้อแน่นอน ปีหนึ่งขายสิบขวดพอกินแล้ว"

นิกรยิ้มแป้น

"ขวดละแสนบาท สิบขวดก็ล้านหนึ่งพอดี ถ้ายี่สิบขวดสองล้าน มีเงินใช้อย่างสบาย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของนิกรเอื้อมมือเขกกบาลนิกรดังโป๊ก

"นี่แน่ะ สองล้าน พูดไปพูดมาแกก็ต้องวกมาถึงกบาลฉัน"

นิกรหัวเราะก้าก

"เปล่าเลยครับ โธ่...ผมไม่มีเจตนาเลย"

นายแพทย์หนุ่มพูดกับนิกรต่อไป

"ช่วยอธิบายวิธีหาน้ำมันพรายให้กันฟังหน่อยซีวะ มันคงไม่ยากจนเกินไปใช่ไหมกร"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจหนักๆ

"อ้ายยากน่ะไม่ยากหรอก แต่พลาดนิดเดียวก็ต้องตาย เล่นกับผีลำบากหน่อย แล้วก็ไม่ใช่ผีธรรมดา มันเป็นผีตายทั้งกลมที่ใครๆก็รู้ดีว่าผีตายทั้งกลมนั้นมันดุร้ายเพียงไร"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น

"เถอะน่า เรื่องผีกันไม่กลัว กันอยากจะรู้วิธีทำน้ำมันพรายเท่านั้นว่าเขาทำอย่างไร"

นายจอมทะเล้นอธิบายให้ทราบโดยไม่ปิดบัง

"มันไม่ยากอะไรหรอก ถ้าหากว่าแกมีความกล้าพอแกก็อาจจะหาน้ำมันพรายได้ ด้วยการลักลอบเข้าไปในโกดังเก็บศพ"

คุณหญิงวาดเขยิบเข้ามาเบียดเสียดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ใบหน้าของท่านซีดเผือด ท่านจ้องตาเขม็งมองดูหน้านิกรแล้วกล่าวถามเบาๆ

"เข้าไปในโกดังผีแล้วทำยังไง"

นิกรว่า "แล้วเราก็ต้องเลือกดูว่าผีตายทั้งกลมอยู่โลงไหน ช่วยกันเอาโลงนั้นออกมาจากช่องเก็บศพ ต่อจากนั้นก็งัดโลงขึ้น อุ้มเอาศพผีตายทั้งกลมออกมาวางนอกโลง"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดร้องลั่น เผ่นพรวดขึ้นไปนั่งบนตักเจ้าคุณประสิทธิ์ฯแล้วพูดเสียงสั่นเครือ "เจ้าคุณขา ดิฉันกลัวผี"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯหมั่นไส้เต็มทนก็ผลักคุณหญิงวาดหล่นลงมาบนโซฟาตามเดิม

"เป็นบ้าไปแล้วยายนี่ ยังไม่ทันเห็นผีสักนิด เพียงแต่อ้ายกรมันเล่าให้ฟังก็ปอดลอยเสียแล้ว"

คุณหญิงวาดทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ก็ดิฉันกลัวนี่คะ อุ๊ย...ดูซีคะ ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัวแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"ที่ขนลุกนี่น่ะ คุณหญิงกลัวผีหรือครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"เปล่าค่ะ ดิฉันปวดท้องส้วม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯทำคอย่น ยื่นมือผลักศีรษะคุณหญิงของท่านค่อนข้างแรง

"ไป รีบขึ้นไปจัดแจงเสียให้เรียบร้อย ยายคุณหญิงนี่รุ่มร่ามเหลือเกินพับผ่า ไม่น่าจะเป็นคุณหญิงกับเขาเลย"

คุณหญิงวาดค้อนควับ

"เอ้า มันเป็นความผิดของดิฉันเมื่อไรล่ะคะ มันเป็นความไม่ดีของเจ้าคุณต่างหากที่เจ้าคุณได้เป็นเจ้าคุณ ดิฉันก็เลยต้องเป็นคุณหญิงไปด้วย ดิฉันไม่ได้ตั้งตัวเป็นคุณหญิงเองนะจะบอกให้ เดี๋ยวจะนึกว่าดิฉันเป็นคุณหญิงเฮงซวย ดิฉันเป็นคุณหญิงโดยได้รับพระราชทานตราตั้ง" พูดจบคุณหญิงก็วิ่งตื๋อขึ้นบันไดไปชั้นบนท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหาย

ดร.ดิเรกกำลังสนใจเรื่องน้ำมันพราย เขาร้องเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ

"เฮ้...เงียบๆหน่อยพวกเรา ฝรั่งอยากจะรู้รายละเอียดเรื่องน้ำมันพราย"

ทุกคนเงียบกริบ นิกรยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"เมื่อเรานำศพผีตายทั้งกลมมาได้แล้ว ขั้นต่อไปก็ตัดเชือกตราสังข์ผีออก"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้ายู่ยี่ยกมือขึ้นอุดจมูก

"ว้า...เป็นเหม็นแย่"

นิกรหัวเราะ

"ก็เหม็นน่ะซีวะ คนที่ตายขึ้นอืดทึ่ดมันก็เหม็นด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเราต้องการน้ำมันพรายเราก็ต้องทนเหม็น"

เสี่ยหงวนอดขัดคอไม่ได้

"เท่าที่แกเล่าให้ฟังนี่น่ะ แกเคยไปเอาน้ำมันพรายมาแล้วยังงั้นหรือ"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งโหยงแล้วทำคอย่น

"แฮ่ะๆ ไม่เคยหรอก แต่เคยเล่าเรียนวิชาการเช่นนี้จากท่านอาจารย์แย้มหมอผีผู้เรืองเวทย์ และเป็นนักไสยศาสตร์ชั้นสูง"

นายแพทย์หนุ่มพูดเสริมขึ้นทันที

"ตัดด้ายตราสังข์ออกแล้วทำยังไงต่อไปอีก"

นิกรว่า "เราต้องนั่งลงข้างๆผีตายทั้งกลม แล้วจุดเทียนสีผึ้งขึ้น ใช้เวทย์มนต์คาถาอันศักดิสิทธิ์เสกเป่าจนกระทั่งผีตายทั้งกลมเคลื่อนไหวอวัยวะได้ แล้วค่อยๆลุกขึ้นนั่งเผชิญหน้ากับเรา"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"เรื่องนี้ไม่สนุกแน่โว้ยอ้ายกร สงสัยว่าดีฝ่อตายเสียก่อนที่เราจะได้น้ำมันพราย"

นิกรยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"ก็เพราะว่าน้ำมันพรายมันเอายาก ราคาของน้ำมันพรายขวดหนึ่งจึงมีผู้ต้องการซื้อไม่ต่ำกว่าแสนบาท แต่หมายความว่าจะต้องมีการทดลองให้ได้ผลเสียก่อน มิฉะนั้นก็อาจจะเป็นของปลอม" พูดจบนิกรก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "เมื่อเราเอาเทียนลนลูกคางของมัน เราก็ใช้ภาชนะรองไว้ใต้คางผีตายทั้งกลม ความร้อนจะทำให้น้ำมันหยดลงในภาชนะนั้น ระหว่างนั้นผีตายทั้งกลมจะแสดงปาฏิหาริย์แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเรา หรือยกมือทั้งสองข้างขึ้นหลอกเรา"

นางนาคพระโขนง

"อิท อีส วันเดอร์ฟุล" ดร.ดิเรกร้องขึ้นดังๆ "ฮ่ะ...ฮ่ะ ฝรั่งเป็นไม่กลัว เรื่องผีฝรั่งไม่กลัว แต่ถ้าเห็นจริงๆเข้าฝรั่งก็คงจะอดกลัวไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไออยากจะทดลองดูให้รู้ความจริงในเรื่องนี้ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ คนเราที่ตายไปแล้ว ร่างกายย่อมเน่าเปื่อย ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้อีกแล้ว ทำไมผีตายทั้งกลมจึงจะลุกขึ้นนั่งแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเราได้"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ก็มันเป็นผีนี่นา เรื่องผีไม่ใช่เรื่องเหลวไหลนะโว้ยหมอ กันน่ะโตจนป่านนี้แล้วยังกลัวผีอยู่เสมอ เพราะผีมันมีอิทธิฤทธิ์ มันเป็นปีศาจที่จำแลงแปลงตัวล่องหนหายตัวได้ จับไข้หัวโกร๋น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯแยกเขี้ยว เอื้อมมือเขกศีรษะนายจอมทะเล้นดังโป๊ก

"นี่แน่ะ หัวโกร๋น"

นิกรสูดปากเบาๆแล้วยิ้มกะเรี่ยกะราดกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มต่อไป

"ถ้าแกอยากจะทดลองความจริงในเรื่องอภินิหารของผีตายทั้งกลมก็ได้ กันยินดีจะสอนคาถาให้แก"

ดร.ดิเรกทำหน้าตื่นๆ

"คาถา...คาถาอะไรวะ"

"ก็คาถากำกับผีในระหว่างที่แกทำน้ำมันพรายน่ะซี หากแกไม่มีคาถาอาคมป้องกันตัว ผีตายทั้งกลมมันจะต้องเอาแกตายแน่นอน และถ้าแกว่าคาถาผิดพลาดด้วยความปอดลอยของแก แกก็ต้องตายเหมือนกัน อย่างน้อยผีมันต้องบีบคอแกอย่างไม่มีปัญหา หมอผีที่เก่งกล้าหลายต่อหลายคนต้องเสียชีวิตเพราะผีไปมากต่อมาก เข้าทำนองหมองูตายเพราะงู หมอตะเข้ตายเพราะตะเข้ หมอจิ้งหรีดตายเพราะจิ้งหรีด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะหึๆ

"หมอจิ้งหรีดตายเพราะจิ้งหรีดที่ไหนกันวะอ้ายกร"

"อ้าว...ทำไมมันจะไม่มีครับ นักจับจิ้งหรีดก็คือหมอจิ้งหรีดนั่นเอง ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องบุกเข้าไปจับ พอเอามือล้วงเข้าไปในรู งูเห่าฉกปุ๊บตายแหงแก๋เลย"

เสียงหัวเราะดังลั่นห้องโถง ดร.ดิเรกมีความเลื่อมใสสนใจเรื่องน้ำมันพรายมาก

"แกช่วยสอนคาถากำกับผีตายทั้งกลมให้กันหน่อยเถอะวะกร บางทีพรุ่งนี้กันจะชวนแกไปหาน้ำมันพรายตามโกดังผีวัดใดวัดหนึ่ง กันจะชวนอ้ายแห้วออกสืบเสียก่อนว่ามีศพผีตายทั้งกลมเก็บไว้ที่โกดังวัดไหนบ้าง กันรู้สึกสนใจในเรื่องน้ำมันพรายมากทีเดียว ถ้าหากว่ามันประสิทธิ์ผลจริงๆแล้ว กันก็เป็นมหาเศรษฐีในคราวนี้ คือทำน้ำมันพรายขาย"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ

"ก็ลองดูซี แต่จะให้กันร่วมทางไปกับแกนั้น ขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาด กันยินดีจะสอนคาถากำกับผีให้แกตามที่กันเรียนรู้มา อย่างไรก็ตาม กันขอเตือนแกด้วยความหวังดีว่า ผีตายทั้งกลมน่ะดุร้ายที่สุด ดุยิ่งกว่าผีตายโหงเสียอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯเบาๆ

"ดิเรกมันเป็นคนอยากรู้อยากเห็น ชอบค้นคว้าทดลองอยู่เสมอ ในระยะหลังๆนี่ผมรู้สึกว่าดิเรกมันสนใจในเรื่องไสยศาสตร์ไม่น้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ คงจะเป็นเพราะดิเรกมันเบื่อหน่ายในวิชาวิทยาศาสตร์ก็เป็นได้"

ทันใดนั้นเอง ประไพกับนันทาก็พากันเดินลงบันไดมาจากชั้นบนของตัวตึก สี่สหายกับท่านเจ้าคุณทั้งสองต่างพากันดูแม่งามทั้งสอง เสี่ยหงวนรีบกล่าวถามทันที

"เมียผมเป็นยังไงบ้างครับคุณนัน"

นันทากับประไพเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน แล้วนันทาก็พูดกับเสี่ยหงวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"สบายดีแล้วค่ะ ขี้ผึ้งของนิกรวิเศษมาก คุณนวลกำลังคุยจ้อกับคุณอา คุณภาอยู่ข้างบน แกบอกว่าแกรู้สึกตัวเหมือนฝันไปตอนที่แกเพ้อถึงนิกร"

เสี่ยหงวนถอนหายใจโล่งอก

"สิ้นเคราะห์ไปที นึกว่าแย่เสียแล้ว ผมเองก็ไม่นึกเหมือนกันว่าอิทธิฤทธิ์น้ำมันพรายของเจ้ากรจะมากมายถึงเช่นนี้"

คณะพรรคสี่สหายได้สนทนากันต่อไปถึงน้ำมันพราย นายแพทย์หนุ่มชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯให้ร่วมมือกับเขาในการทำน้ำมันพราย ซึ่งดิเรกจะใช้ให้เจ้าแห้วออกสืบสวนในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้รู้แน่ว่ามีศพผู้หญิงตายทั้งกลมฝากไว้ที่วัดไหนบ้าง ในที่สุด ดิเรกก็ออกปากชวน พล นิกร กิมหงวน นิกรปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เขายอมสารภาพอย่างเปิดอกว่าเขากลัวผี อย่างไรก็ตาม นายแพทย์หนุ่มคิดว่าเขาจะพยายามเอานิกรมาร่วมงานกับเขาให้จงได้

ตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น

เจ้าแห้วซึ่งถูกดร.ดิเรกใช้ให้ไปสืบสวนเรื่องผีตายทั้งกลมได้หายไปจากบ้านตั้งแต่ตอนเช้า และกลับมาบ้าน 'พัชราภรณ์' ในราว ๑๔.๐๐ น.เศษ

เจ้าแห้วได้เข้ามาพบกับนายแพทย์หนุ่มในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งดร.ดิเรกกำลังสนทนากับเพื่อนเกลอทั้งสามและพ่อตาของเขาในเรื่องน้ำมันพราย นิกรได้สอนคาถาบังคับภูติผีปีศาจให้ดร.ดิเรกเรียบร้อยแล้ว นายแพทย์หนุ่มจดจำใส่ใจอย่างแม่นยำ และได้ซ้อมคาถาบ่อยๆ เมื่อได้ยินเสียงเจ้าแห้วเคาะประตูห้อง ดร.ดิเรกก็กล่าวคำอนุญาตให้เข้ามา เจ้าแห้วหมุนลูกบิดประตูออกพาตัวเดินเข้ามา

"อ้อ หายไปไหนตั้งครึ่งค่อนวันพ่อมหาจำเริญ" ดร.ดิเรกพูดเสียงดุๆ

เจ้าแห้วทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

"โธ่...รับประทานผมจะต้องตระเวนไปทั่วพระนคร รับประทานหมดค่ารถไปหลายสิบบาทถึงได้เรื่อง"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ได้ความว่าอย่างไร เล่าให้ฟังซิ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานเรียบร้อยครับ ผีตายทั้งกลมรายนี้ดุซะด้วย เพียงแต่ได้ยินชื่อ รับประทานคุณหมอก็คงเลื่อมใสแล้ว รับประทานเมื่อห้าหกวันนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อนาคได้ออกลูกตาย แม่นาคคนนี้เป็นภรรยาของพ่อค้าจีนคนหนึ่ง ตั้งร้านอยู่ที่ตลาดสะพานพระโขนง"

นิกรอ้าปากหวอ

"นาคพระโขนง"

"ครับ รับประทานเป็นชื่อเดียวกับนางนาคพระโขนงในสมัยอดีตซึ่งดุร้ายที่สุด รับประทานนางนาคพระโขนงคนนี้ เท่าที่ผมสืบทราบมา แกออกลูกตายครับ หรือเรียกกันว่าตายทั้งแบน"

อาเสี่ยตวาดแว้ด

"ตายทั้งกลมโว้ย ไม่ใช่ตายทั้งแบน"

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"ครับ...ครับ ถูกแล้ว รับประทานต้องตายทั้งกลม ผัวของแม่นาคไม่กล้าตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้าน เพราะแม่นาคภรรยาของเขาดุร้ายที่สุด ตอนสัปเหร่อจะทำการตราสังข์ แม่นาคได้แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกสัปเหร่อในเวลากลางวันแสกๆ กว่าจะตราสังข์ได้ต้องเสียเวลาตั้งหลายชั่วโมง เถ้าแก่เส็งซึ่งเป็นสามีหรือผัวของแม่นาค รับประทานได้นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดตะเคียนหรือวัดมหาพฤฒาราม ขณะที่พระกำลังสวดพระอภิธรรม นางนาคได้ยกมือทุบฝาโลงโครมคราม ทำให้ผู้ที่อยู่ในนั้นตกอกตกใจไปตามกัน พระท่านเข้าใจว่าแม่นาคฟื้นขึ้นมาก็สั่งให้สัปเหร่องัดฝาโลงขึ้น แต่แล้วก็ไม่ปรากฏว่าแม่นาคได้ฟื้นขึ้นมา รับประทานเถ้าแก่เส็งมีความเกรงกลัวมากเชียวครับ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลได้สามคืนก็รีบเก็บศพไว้ที่โกดังเก็บศพวัดนั้น รับประทานท่านพระสงฆ์องค์เจ้าและผู้ที่ผ่านไปมาในวัดนั้น ถูกนางนาคหลอกหลอนไปตามกัน บางคนถึงกับล้มเจ็บก็มีครับ รับประทานที่ผมเล่าให้ฟังนี่ไม่ได้มดเท็จเลย รับประทานเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมได้สัมภาษณ์คนที่ถูกหลอกมาแล้ว หญิงชราคนหนึ่งรับรองว่า เมื่อคืนนี้หลายคนได้ยินเสียงนางนาคกล่อมลูกในโกดังเก็บศพดังลั่น รับประทานนางนาคคนนี้ดุเหมือนจะดุกว่านางนาคคนก่อนอีกครับ"

นายแพทย์หนุ่มดีดมือแป๊ะ

"เวอรี่กู๊ด คืนนี้กันจะพาพวกเราไปเอาน้ำมันพรายจากนางนาค เตรียมตัวไว้อ้ายแห้ว คืนนี้ออกจากบ้านตีหนึ่ง"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือด

"รับประทานคุณหมอว่าไงนะครับ จะให้ผมไปเอาน้ำมันพรายกับคุณหมอ..."

"ออไร๋"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องเสียงแหลม "รับประทานจ้างผมอีกพันบาทผมก็ไม่ไปครับ เล่นกะใครไม่เล่นเล่นกะผี ดีไม่ดีก็ม่องเท่งเท่านั้นเอง"

พลพูดเสริมขึ้น

"ฉันรู้ดีว่าแกไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว นอกจากว่าแกทำไปยังงั้นเอง"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอย่ายอผมเลยครับ รับประทานเรื่องผีแล้ว ให้ยอผมยังไงก็ไม่ขึ้น รับประทานผมไม่เคยกล้าเลยในเรื่องผี"

นิกรพูดขึ้นทันที

"อั๊วก็เหมือนกัน หัวเด็ดตีนขาดกันก็ไม่ยอมไปกับดิเรก อยู่ดีๆไม่ว่าดี จะให้ผีมันหักคอเล่น แล้วก็ผีตายทั้งกลมเสียด้วย ใครๆก็ย่อมรู้ดีว่าตายทั้งกลมน่ะมันดุร้ายเพียงใด"

นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่อไม่กลัวผีไม่ใช่หรือครับ"

ท่านเจ้าคุณตอบอย่างสง่าผ่าเผย

"อ้ายกลัวน่ะไม่กลัว แต่ไม่ค่อยกล้าเหมือนกัน"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"คืนวันนี้ไปที่วัดตะเคียนกับผมนะครับ เมื่อเจ้ากรกับอ้ายแห้วไม่ไป ผมจะพาคุณพ่อกับเจ้าพลและอ้ายเสี่ยไปกับผม และผมจะพยายามทุกประการที่จะเอาน้ำมันพรายมาให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำหน้าชอบกล

"วันนี้พ่อสุขภาพไม่ใคร่ดีเลยโว้ย ปวดท้องปวดหัวมาตั้งแต่เช้าแล้ว รู้สึกอ่อนเพลียอย่างไรชอบกล แกไปกับเจ้าพลกับเจ้าหงวนก็แล้วกัน"

"ฮั่นแน่" นิกรร้องขึ้นดังๆ "คุณพ่อสังกัดบริษัทตาแหกก็รับเสียตามตรงเถอะน่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯค้อนปะหลับปะเหลือก

"ข้าไม่สบายจริงๆโว้ย เรื่องผีสางจะต้องไปกลัวมันทำไม เราเป็นคนมีชีวิตจิตใจ ผีมันมีแต่วิญญาณเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มคิดว่าวิธีเดียวที่เขาจะพาเจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรและเจ้าแห้วร่วมทางไปด้วยก็คือหลอกให้กินเหล้าให้เมาเสียก่อน คนเรานั้นเมื่อเหล้าเข้าปากก็หมดความเกรงกลัว ไม่ว่าจะเป็นภูติผีปีศาจหรือมนุษย์

แผนการณ์ของ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นับว่าได้ผล คืนวันนั้นเอง นายแพทย์หนุ่มได้พาคณะพรรคของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯกับเจ้าแห้วไปรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารชั้นดีแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็พากันไปพักผ่อนหย่อนใจแถวซอยกลาง นายแพทย์หนุ่มได้พยายามมอมเหล้าเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าแห้วตลอดจนท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯตลอดเวลา ทำให้ทุกคนมึนเมาไปตามกัน

ออกจากบ้านสีฟ้าของเจ๊หนอมในราว ๑.๐๐ น. ดร.ดิเรกทำหน้าที่เป็นคนขับรถพาสามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วนั่งรถย้อนเข้ามาในเมือง

เสี่ยหงวนได้กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงอ้อแอ้เล็กน้อย

"นี่เราจะไปไหนกันวะหมอ หรือจะกลับบ้าน"

นายแพทย์หนุ่มหันมายิ้มกับเสี่ยหงวนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เขาแกล้งพูดว่า

"ตีหนึ่งกว่าแล้ว กลับบ้านทีก็ดีเหมือนกัน จะได้พักผ่อนหลับนอนเสียที คืนนี้พวกเราดื่มเหล้ามากเกินไป อยู่บ้านเจ๊หนอมสามชั่วโมงหมดตราขาวไปสองขวด"

ก่อนที่กิมหงวนจะพูดว่ากระไร นิกรก็พูดโพล่งขึ้นทันที ลิ้นไก่ของเขาพันกันเพราะฤทธิ์เหล้า ทำให้เสียงที่พูดอ้อแอ้จนแทบจะฟังไม่เป็นภาษามนุษย์

"เรื่องบ้านไม่กลับโว้ยหมอ เราเกิดมาเป็นลูกผู้ชาย เราต้องเที่ยวอย่างไว้ลายชายชาติเสือ คืนนี้ต้องเที่ยวกันให้สว่างอย่างที่เขาเรียกว่าเที่ยวหัวราน้ำ"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย หันไปพูดกับนิกรซึ่งนั่งอยู่ตอนหลังรถร่วมกับพลและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"จริง...แกพูดถูก เราควรเที่ยวหาความสุขสำราญกันต่อไปจนรุ่งสว่าง กันคิดว่าทางที่ดีเราไปเอาน้ำมันพรายที่ผีนางนาคพระโขนงเป็นยังไง กำลังเมาอย่างนี้ อย่าว่าแต่ตายทั้งกลมเลย ต่อให้ผีตายโหง ผีกระสือ ผีกระหัง ผีโขมด หรือผีกองกอยกันก็ไม่กลัว"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยฤทธิ์เมา

"ยังง้าน...เกิดเป็นคนกลัวผีก็ไม่ใช่คน ไปโว้ยพวกเรา ไปเที่ยววัดตะเคียนกัน พยายามลนลูกคางผีนางนาคเอาน้ำมันพรายให้ได้ ฮิๆ แล้วเอามาทาผู้หญิง ให้ผู้หญิงวิ่งตามเรา ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม คนไหนถูกน้ำมันพรายเข้าก็ต้องเสร็จเราไม่มีปัญหา"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นรถ ทุกคนมีความคึกคะนองเพราะอำนาจแอลกอฮอล์ เสี่ยหงวนยกข้อศอกซ้ายกระทุ้งเจ้าแห้วที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างๆเขา

"เฮ้ย ว่าไงโว้ยอ้ายแห้ว พวกเราจะไปเอาน้ำมันพรายจากผีตายทั้งกลมที่วัดตะเคียน แกต้องไปด้วยนะ"

เจ้าแห้วนัยน์ตาปรือแล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานไปซีครับ คนอย่างอ้ายแห้ว รับประทานอาเสี่ยไม่ต้องวิตกว่าจะกลัวผี ผมเคยเผชิญกับผีตายโหงมามากต่อมากแล้ว ครั้งใดครั้งนั้น..."

"ผีวิ่งหนี..." อาเสี่ยพูดต่อ

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่ผีวิ่งหนีครับ รับประทานผมต่างหากที่วิ่งหนีผี"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก ยกมือตบศีรษะเจ้าแห้ว

"ไปกับข้าไม่ต้องกลัวผี ถ้าผีมันยักท่าหลอกหลอนพวกเรา ข้าจะปราบมันเอง ยากเย็นอะไรวะ มันแลบลิ้นหลอกเรา เราก็แลบลิ้นหลอกมันบ้าง มันแหกตาหลอกเรา เราก็แหกตาหลอกมัน เท่านี้มันก็อายม้วนต้วนไปเอง ผีมันจะหลอกได้แต่ผู้ที่มีจิตใจอ่อนเท่านั้น คนที่มีจิตใจเข้มแข็งอย่างอาเสี่ยกิมหงวน ไม่มีผีที่ไหนกล้าหลอกหรอก"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ผีมันจะเก่งกว่าคนไปไม่ได้เป็นอันขาด ข้าพเจ้านายนิกรจะแสดงการทำน้ำมันพรายให้พวกเราดูเป็นขวัญตาในคืนวันนี้ ไปโว้ยหมอ ตรงแน่วไปวัดตะเคียนเดี๋ยวนี้แหละ ดึกดื่นป่านนี้แล้วที่วัดคงไม่มีใคร แม้แต่สัปเหร่อก็คงกำลังนอนหลับอย่างสบาย เป็นโอกาสอันดีงามของพวกเราที่จะประกอบพิธีทำน้ำมันพรายจากศพแม่นาคพระโขนง"

เสี่ยหงวนชูขวดเหล้าตราขาวขึ้นเหนือศีรษะ

"เรายังมีเหล้าอีกเต็มขวด ทำงานไปพลางกินเหล้าไปพลาง ต่อให้ผีที่วัดตะเคียนทั้งวัดรุมกันแหกหูแหกตาหลอกเรา เราก็ไม่ต้องกลัวมัน แต่อย่าลืมว่าเราทั้งหกคนนี้จะต้องร่วมรักสามัคคีต่อกัน ใครวิ่งหนีออกจากโกดังเก็บศพกันจะแช่งให้ตายโหงตายห่าภายในสามวันเจ็ดวัน"

"ออไร๋" ดิเรกร้องลั่น "เราต้องไม่ทิ้งกัน เราจะต้องช่วยกันลนน้ำมันพรายให้ได้ ข้างของเครื่องใช้ในการทำน้ำมันพรายกันเอาใส่กระเป๋าเอกสารมาพร้อมแล้ว ถ้าเราทำได้สำเร็จ ต่อไปเราก็ต้องตั้งโรงงานกลั่นน้ำมันพรายให้เป็นล่ำเป็นสัน คือรับซื้อศพผีตายทั้งกลมแล้วทำพิธีลนลูกคาง เอาน้ำมันจากคางของมัน บรรจุขวด ทำตราปิดขวดสวยๆส่งไปจำหน่ายทั่วโลก ขวดละหมื่นดอลลาร์ก็คงจะมีคนซื้อ ใครชอบผู้หญิงคนไหนป้ายมัน เดี๋ยวหล่อนก็ต้องยอมเป็นเมียเรา บรรดาเศรษฐีมีเงินทั้งหลายก็คงจะสั่งซื้อน้ำมันพรายจากเราจนกระทั่งเราผลิตไม่ทัน"

'บูอิค' เก๋งผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำแล้ว แล่นมาตามถนนเพลินจิต ผ่านสี่แยกราชประสงค์ตรงไปทางถนนพระรามหนึ่ง คณะพรรคสี่สหายคุยกันส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรลั่นรถ ดร.ดิเรกคนเดียวที่ดื่มน้อยกว่าเพื่อน เขาไม่รู้สึกมึนเมาอะไรเลย ยังคงขับรถได้ดี

พอถึงสี่แยกปทุมวัน 'บูอิค' เก๋งก็เลี้ยวซ้ายมือไปทางถนนพญาไทมุ่งตรงไปยังสามย่าน ลัดตัดตรงไปยังวัดมหาพฤฒารามหรือวัดตะเคียน

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คณะพรรคสี่สหายก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ทางเข้าวัดตะเคียนอยู่ตอนใกล้จะถึงถนนสี่พระยา มันเป็นตรอกเล็กๆและค่อนข้างแคบพอรถหลีกกันได้ 'บูอิค' เก๋งแล่นเข้ามาในวัดท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัด ภายในบริเวณวัดปราศจากแสงไฟแม้แต่ดวงเดียว ดร.ดิเรกบังคับรถแล่นมาหยุดห่างจากหน้าโกดังเก็บศพเล็กน้อย

เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง เขาชี้มือไปที่โกดังเก็บศพแบบทันสมัยซึ่งมีรูปร่างคล้ายตึกสองหลังและมีทางเดินตรงกลาง ตึกสีขาวโพลนที่แลเห็นคือที่บรรจุศพไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ศพ เจ้าแห้วยกมือชี้ไปที่ตึกนั้นแล้วกล่าวว่า

"รับประทานนั่นแหละครับจุดหมายของเรา"

ทุกคนสร่างเมาไปครึ่งหนึ่ง นิกรชะโงกหน้ามากระซิบถามเจ้าแห้ว

"โกดังเก็บศพใช่ไหม"

เจ้าแห้วยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"รับประทานถูกแล้วครับ ผมได้สืบทราบมาโดยละเอียดแล้ว ศพของนางนาคพระโขนงหมายเลขที่ ๔๐ รับประทานคือหมายเลขช่องเก็บศพนั่นเอง รีบลงไปจากรถเถอะครับ รับประทานเราต้องใช้เวลาทำงานโดยเร็วที่สุด เพราะพวกสัปเหร่ออาจจะมาเห็นเราเข้า และอาจจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นได้"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"เอ ภายในวัดนี้มันมืดตื๋อราวกับอยู่ในถ้ำเชียวนี่หว่า แล้วก็รู้สึกสงัดเงียบวังเวงอย่างไรชอบกล"

ดร.ดิเรกรู้สึกว่าอาเสี่ยจะเริ่มเสียขวัญก็รีบพูดปลอบโยน

"ไม่มีอะไรน่า ที่มันมืดก็เพราะไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าหรือตะเกียง และที่มันเงียบสงัดก็เพราะที่นี่เป็นวัดห่างไกลบ้านคน"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เดี๋ยวโว้ย กินเหล้าปลอบใจตัวเองเสียหน่อย ผีน่ะกันไม่กลัวหรอก แต่กันกลัวความมืด" พูดจบอาเสี่ยก็เปิดจุกวิสกี้ออกแล้วยกขึ้นดื่มอั้กๆ เสร็จแล้วก็ส่งให้นิกร "เอาเสียหน่อยอ้ายกร เรากำลังจะผจญกับภูติผีปีศาจ ดื่มเหล้าปลุกใจเสือป่าไว้ก่อน"

นิกรทำหน้าไม่สบายเลย เอื้อมมือรับขวดวิสกี้มาจากกิมหงวน แล้วยกขึ้นดื่มประมาณสี่ห้าเป๊ก

นายจอมทะเล้นหันมากระซิบพ่อตาของเขา

"เวลาถูกผีหลอกเขาห้ามวิ่งหนีไม่ใช่หรือครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณตอบอย่างเป็นการเป็นงาน

"เออ...ขืนวิ่งหนีละก็แกต้องจับไข้หัวโกร๋นเป็นแน่"

นิกรอมยิ้ม

"คุณพ่อเมื่อหนุ่มๆท่าจะเคยวิ่งหนีผีมาแล้ว หัวถึงได้โกร๋นอย่างนี้"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"เปล่าโว้ย ผมมันร่วงไปเองเพราะข้าใช้ความคิดมาก"

"คิดเรื่องอะไรครับ" นิกรถามเบาๆ

"คิดทำยาแก้ผมร่วงน่ะซี ยิ่งคิดผมมันก็ยิ่งร่วง หนักเข้าก็เลยล้านเลี่ยนเตียนโล่งกบาลไปเลย เลยเลิกคิดกันที ของมันรูปธรรมนามธรรม"

พลกล่าวกับพรรคพวกของเขาอย่างเป็นการเป็นงาน

"ลงรถเถอะโว้ยพวกเรา เอากระจกรถขึ้นแล้วล็อคเอาไว้ รถจอดอยู่ตรงนี้ดีแล้ว ไม่ไกลจากโกดังผีเท่าไรนัก แล้วก็อยู่ในที่ลับตาคน ถ้าใครไม่เดินผ่านมาทางนี้ก็คงไม่เห็นรถเรา เพราะดึกดื่นป่านนี้เห็นจะไม่มีใครเดินผ่านไปมาหรอก"

ดร.ดิเรกถือกระเป๋าเอกสารก้าวลงจากรถเป็นคนแรก ครั้นแล้วสามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วก็ตามลงมา ทุกคนยอมรับว่าความมึนเมาเหล้าที่เกิดขึ้นนั้นได้หายไปเกือบหมดสิ้นแล้ว สิ่งแวดล้อมภายในบริเวณวัดทำให้ทุกคนรู้สึกประหวั่นพรั่นใจไม่น้อย และก่อนที่คณะพรรคสี่สหายจะพากันเดินไปยังโกดังเก็บศพ นกแสกตัวหนึ่งก็บินถลาร่อนลงมาสูงจากศีรษะเล็กน้อย มันส่งเสียงร้องได้ยินถนัด และแม้กระทั่งปีกของมันที่กระทบอากาศก็ได้ยินเสียงพึ่บพั่บ

"แซ้ก "

นิกรตกใจกระโจนพรวดขึ้นไปอยู่บนเอวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณสะบัดเต็มแรง นิกรจึงยอมปล่อย

"แกจะบ้าหรืออ้ายกร เพียงแต่ได้ยินเสียงนกร้องเท่านั้น แกก็ปอดลอยเสียแล้ว"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซีครับ แหม...ตราขาวขวดนี้กินไม่เมาเลย ส่งขวดเหล้ามาหน่อยเถอะโว้ยหงวน กันจะดื่มอีกครึ่งขวด"

อาเสี่ยเดินเข้ามาส่งขวดเหล้าให้นิกร นายจอมทะเล้นเปิดจุกขวดออกยกขึ้นดื่มอั้กๆเกือบครึ่งขวด แล้วส่งขวดเหล้าคืนให้เสี่ยหงวน

"เอาละวะ ลงกินเหล้าเข้าไปตึงๆหน้าอย่างนี้แล้ว ต่อให้ผีพ่อกันก็ไม่กลัว ไปโว้ย เข้าไปในโกดังผีเถอะโว้ย กันเป็นผู้นำเอง"

อสุรกาย

ดร.ดิเรกส่งถุงผ้าดิบขนาดกะทัดรัดถุงหนึ่งให้นิกรแล้วพูดว่า

"นี่ถุงข้าวสาร ยูเก็บไว้ซี แกเป็นผู้นำทางก็ดีแล้ว เพราะแกมีความรู้ความชำนาญในเรื่องผีดีกว่าพวกเรา"

นิกรเอื้อมมือรับถุงข้าวสารเพื่อใช้เสกซัดปราบทำลายอิทธิฤทธิ์ของปีศาจ แล้วนิกรก็พูดแผ่วเบา

"ในเรื่องความชำนาญ ถูกละ กันมีความรู้ความชำนาญดีกว่าพวกเรา แต่ในด้านจิตใจกันยอมรับสารภาพว่ากันปอดแหกที่สุด"

ดร.ดิเรกแกล้งพูดตลก

"ปอดแหกยังดีกว่าตาแหก ไม่ต้องกลัวน่า เรามาด้วยกัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราก็ต้องผจญกับมันให้ถึงที่สุด"

ทันใดนั้นเอง เสียงสุนัขตัวหนึ่งซึ่งอยู่ข้างหลังวัดได้หอนขึ้นอย่างเยือกเย็น

"บรู๊ว์...บรู๊...โหวว์..."

ทุกคนยืนรวมกลุ่มกันและเบียดเสียดกัน นิกรกับเจ้าแห้วอยู่กลางกลุ่ม สุนัขตัวนั้นหอนขึ้นสักครู่ตัวอื่นๆหลายตัวก็หอนรับทำลายความเงียบขึ้น คณะพรรคสี่สหายรู้สึกใจเต้นระทึกไปตามกัน ไม่มีใครอธิบายถูกว่าเสียงสุนัขหอนทำให้เกิดความรู้สึกอย่างไรบ้าง ดร.ดิเรกกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ไม่มีอะไรน่า ธรรมชาติของหมา เวลามันเสียวฟันมันมักจะหอนอย่างนี้แหละ หมามันคงจะไปกินของเปรี้ยวๆเช่นมะม่วงน้ำปลาหวาน หรือม่ายก็พวกมะยมดองฝรั่งดองอะไรเหล่านี้"

เจ้าแห้วกระซิบกระซาบถามดร.ดิเรก

"รับประทานเขาว่ามันหอนเพราะว่ามันเห็นผีไม่ใช่หรือครับ"

นิกรยกมือตีศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"มึงอย่าพูดคำว่า ผ. สระอีหน่อยเลยวะ กูยิ่งใจไม่ดีอยู่" พูดจบนิกรก็ล้วงมือลงไปในถุงย่าม หยิบข้าวสารมากำหนึ่ง เสกข้าวสารซัดสาดไปข้างๆตัว ปากก็ว่าคาถาเสียงพึมพำ

"นะโม พุทธายะ ผีเห็นผีผละไม่กล้าหลอก ผีหัวเลี่ยนผีหัวถลอกไม่เข้าใกล้ อิติปิโสภควา พุทธัง ธรรมมัง สังฆัง..."

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูอย่างเคืองๆ

"อ้ายกร คาถาที่แกกำลังว่าอยู่น่ะ แกคิดขึ้นเองหรืออย่างไรวะ"

นายจอมทะเล้นหันมายิ้มกับพ่อตาของเขา

"คาถาคิดขึ้นเองมีอย่างหรือครับ ผมเรียนมาจากอาจารย์แย้มของผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯแสดงสีหน้าไม่ใคร่จะพอใจนัก

"คาถาห่าอะไรกันวะมีผีหัวเลี่ยนหัวถลอก กูสงสัยว่ามึงคิดขึ้นเองมากกว่า"

"ว้า" นิกรคราง "บอกว่าไม่ได้คิดขึ้นเอง แล้วกัน ผมเรียนมาอย่างนี้นี่ครับ ธรรมดาผีปีศาจมันก็เหมือนมนุษย์นี่แหละ ผีบางตัวมีหัวมีผม บางตัวก็หัวล้านเหมือนอย่างคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯตวาดลั่น

"พอละ ไม่ต้องอธิบาย เดี๋ยวก็เกิดถีบกันขึ้นมาเท่านั้นเอง"

นายแพทย์หนุ่มยกมือตบหลังนิกรเบาๆ

"อย่ามัวซักความยาวสาวความยืดอยู่เลยวะ พาพวกเราเข้าไปในโกดังเก็บศพเถอะ ประเดี๋ยวสัปเหร่อเข้ามาเห็นเข้าเขาบอกให้ตำรวจจับเราเท่านั้น"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"อย่าร้อนรนไปเลยวะหมอ ดึกดื่นป่านนี้แล้วสัปเหร่อที่ไหนจะลุกขึ้นมา กันรับรองว่าอย่างไรเสียเราต้องได้น้ำมันพรายอย่างแน่นอน เอาละ...กันใจป้ำแล้ว พวกเราทุกคนต้องทำใจให้แน่วแน่ ถ้าพบผีปีศาจอย่าได้เกรงกลัวมันเป็นอันขาด ถ้าเสียขวัญนิดเดียวเราต้องตายแน่"

ครั้นแล้ว นิกรก็เดินนำหน้าพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วเดินมาที่โกดังเก็บศพหรือที่เก็บศพซึ่งทำตามแบบแผนของเทศบาล ระหว่างตึกทั้งสองมีทางเดินกว้างประมาณสองเมตร ตึกหลังหนึ่งมีช่องบรรจุหีบศพและมีหมายเลขบอกหน้าช่อง คณะพรรคสี่สหายพากันเดินลึกเข้าไปตามช่องทาง ทุกคนยอมรับว่าในบริเวณนั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

คณะพรรคสี่สหายกำลังตรวจค้นหาศพนางนาคพระโขนง นิกรก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวยืนตะลึงพรึงเพริดใจหายวาบแทบจะเป็นลมล้มลง ณ ที่นั้น เขาแลเห็นร่างอันทะมึนของใครคนหนึ่งนั่งอยู่บนดาดฟ้าที่เก็บศพสูงจากพื้นดินประมาณสามเมตรเป็นอย่างมาก ชายผู้นั้นนั่งห้อยเท้าอย่างสบายและจ้องตาเขม็งมายังคณะพรรคสี่สหาย ความรู้สึกบอกตัวเองว่าร่างอันสูงใหญ่ที่แลเห็นอยู่นี้ต้องเป็นผีแน่นอน ความกลัวทำให้นิกรพูดอะไรไม่ออก ยืนขาสั่นพั่บๆกระทบกันจนกระทั่งเสี่ยหงวนแปลกใจหันไปมองตามสายตานิกร พอกิมหงวนแลเห็นร่างอันทะมึนนั้นอาเสี่ยก็เผลอตัวร้องตะโกนสุดเสียง

"ไอ๊ย่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯเย็นวาบไปหมดทั้งตัว คว้าแขนกิมหงวนกับนิกรไว้เพราะเกรงว่าสองสหายจะวิ่งหนี

"เฮ้ย...อย่าหนี ทำจิตใจของแกให้มั่นคง"

นิกรพูดละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ผะ...ผีครับ มัน...มัน...มัน...น...นั่ง...อยู่ข้างบนโน่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดเสียงสั่นเครือเช่นเดียวกัน

"หะ...เอ๋น...ละ...แล้ว"

ดร.ดิเรกรู้สึกขนพองสยองเกล้าเมื่อเขาแลเห็นร่างอันทะมึนนั้น นายแพทย์หนุ่มพยายามปลอบใจตนเอง กระชากปืนพกในกระเป๋ากางเกงออกมา เขาคิดว่ามันเป็นคนไม่ใช่ผี มนุษย์ผู้นี้คงแกล้งทำผีหลอกพวกเขา มือซ้ายของดิเรกถือไฟฟ้าเดินทางขนาดกะทัดรัด มือขวาถือรีวอลเวอร์ ๙ มม.กระชับมั่น แล้วดิเรกก็เปิดไฟฟ้าเดินทางส่องไปยังร่างนั้น

"เฮ้" ดิเรกร้องลั่น "ลงมาเสียดีๆ ม่ายพ่อยิงทิ้งนะ"

จากแสงสว่างของไฟฟ้าเดินทาง สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วได้แลเห็นร่างอันทะมึนนั้นอย่างถนัด มันเป็นร่างของอสุรกาย มีรูปร่างใหญ่โตกว่ามนุษย์ธรรมดาสักสามเท่า ผิวเนื้อดำเป็นนิล สวมกางเกงชั้นในสีแดงเพียงตัวเดียวเท่านั้น ใบหน้าอูมและบวมฉุ นัยน์ตาทั้งสองข้างถลนแทบจะออกมานอกเบ้า ริมฝีปากหนาเตอะ จมูกใหญ่บานและรั้น ผมหยิกและสั้นเกรียน ที่หน้าอกมีขนหน้าอกรุงรัง

"ผี" เจ้าแห้วร้องสุดเสียงแล้ววิ่งตื๋อออกไปจากโกดังเก็บศพโดยเร็ว

นิกรเผ่นพรวดตามเจ้าแห้วไป เสี่ยหงวนคว้ามือดร.ดิเรกพาวิ่งไปทันที พลพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แต่แล้วพอได้กลิ่นน้ำเหลืองผี พลก็ปอดลอยโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต

คงเหลือแต่ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯคนเดียวเท่านั้น ท่านเจ้าคุณยอมรับว่าในชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยได้รับความหวาดกลัวเหมือนครั้งนี้เลย ท่านพยายามจะวิ่งหนี แต่เท้าทั้งสองข้างติดแน่นอยู่กับพื้นซีเมนต์เหมือนกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปู แข้งขาของเจ้าคุณปัจจนึกฯสั่นพั่บๆ ใบหน้าของท่านซีดเผือด นัยน์ตาที่จ้องมองดูอสุรกายนั้นเหลือกลานแสดงความเกรงกลัวจนถึงที่สุด

ปีศาจร้ายส่งเสียงหัวเราะร่า

"ฮะ...ฮะ...ฮ่าๆๆ..."

เจ้าคุณปัจจนึกฯยกมือทั้งสองขึ้นประนมแล้วพูดละล่ำละลักน่าสงสาร

"อ๋อย...กลัวแล้วจ้ะ ผีจ๋า อย่าทำฉันเลย"

อสุรกายผุดลุกขึ้น ร่างของมันสูงใหญ่ ซึ่งสูงประมาณสองเมตรเป็นอย่างน้อย มันกระโจนลงจากดาดฟ้าที่เก็บศพ พาตัวลอยละลิ่วลงมายืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯเสียงดังตุ้บ คราวนี้ท่านเจ้าคุณยกเท้าก้าวขึ้นจากพื้นดินได้แล้ว ท่านย่อขาลงต่ำแล้วกระโดดตัวลอยหมุนตัวกลับ วิ่งออกไปจากโกดังเก็บศพอย่างไม่คิดชีวิต อสุรกายส่งเสียงหัวเราะลั่นแล้วตะโกนพูดกับท่านเจ้าคุณ

"เฮ้ย...คนเก่งอย่าหนีซีวะ"

ท่านเจ้าคุณหันมาร้องตะโกนตอบ

"กูไม่ใช่คนเก่งโว้ย"

พอพ้นปากช่องทางเข้าโกดังเก็บศพ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯก็เสียหลักสะดุดเท้าตนเองหกล้มป้าบ สี่สหายกับเจ้าแห้วรีบวิ่งมาประคองท่านให้ลุกขึ้น แต่แล้วทุกคนก็แลเห็นอสุรกายเดินออกมาอย่างร้อนรน

นิกรกับเจ้าแห้วสวดมนต์เสียงลั่นไปหมด ปีศาจร้ายเดินผ่านมาในระยะใกล้ชิดแล้วหยุดยืนยกมือท้าวสะเอวมองดูหน้าคณะพรรคสี่สหายท่ามกลางความมืดมิดซึ่งมีแต่แสงดาวสลัวลาง

ดร.ดิเรกเกิดความกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น เขาเปิดไฟฟ้าเดินทางส่องหน้าปีศาจตนนั้น คราวนี้ทุกคนได้แลเห็นหน้าอสุรกายอย่างถนัดชัดเจน มันแสยะยิ้มแลเห็นฟันสี่ซี่ในปาก ปีศาจนั้นเอียงคอไปมา นัยน์ตาทั้งสองข้างโตขนาดไข่ห่าน มันค่อยๆแลบลิ้นออกมาทีละน้อย จนกระทั่งลิ้นของมันยาวยืดถึงหน้าอกและเลยลงไปถึงสะดือ

เจ้าแห้วเป็นลมหงายตึงสิ้นสติสมประดี อาเสี่ยกิมหงวนกลัวจนถึงขีดสุดก็เกิดความกล้าขึ้นมาทันที เขากระชากแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต แล้วปราดเข้ามายืนเผชิญหน้าปีศาจร้าย

"อะไรกันวะ" อาเสี่ยถาม "ที่ทำอย่างนี้น่ะหมายความว่ากระไรอ้ายน้องชาย เปล่า...ไม่กลัวเลย คนอย่างข้าถ้ากลัวผีก็คงไม่กล้ามาที่นี่ ทำอย่างแกข้าก็ทำได้" พูดจบอาเสี่ยก็แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อยแล้วกลอกนัยน์ตาไปมา

อสุรกายยกมือเกาศีรษะ มองดูกิมหงวนด้วยความประหลาดใจ

"เฮ้ย...ทำไมแกไม่กลัวข้าวะ ข้าเป็นผีนาโว้ย"

"รู้แล้ว" อาเสี่ยพูดยานคาง "คนที่มีจิตใจมั่นคงอย่างข้าไม่เคยกลัวผีหรอก เอาซี...แสดงอะไรได้อีกบ้างก็แสดงให้ข้าดู"

อสุรกายหัวเราะก้าก สำแดงแผลงฤทธิ์ทำคอยาวยืดไปในอากาศ ก้านคอของมันโอนเอนไปมายาวประมาณวาเศษ แล้วปีศาจร้ายก็กล่าวถามอาเสี่ย"

"ยังงี้กลัวไหมวะอ้ายน้องชาย"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอ...ยังงี้ท่าจะไม่เข้าทีโว้ย หดคอลงมาเถอะวะ มองดูน่าเกลียดพิลึก"

ปีศาจร้ายหัวเราะลั่น แผลงฤทธิ์ยืดคอของมันสูงขึ้นไปอีก จนกระทั่งศีรษะของมันสูงจากพื้นดินประมาณสามวา แล้วอสุรกายก็ค่อยๆก้มศีรษะของมันให้ต่ำลงมาทีละน้อย

"ว้าย" นิกรร้องสุดเสียง คว้าแขนพ่อตาของเขาพาวิ่งไปทางหน้าวัดโดยเร็ว เสี่ยหงวนไล่ติดตามในระยะกระชั้นชิด ความกล้าหายไปราวกับปลิดทิ้ง ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วซึ่งสิ้นสติสมประดีก็พรวดพราดลุกขึ้นโกยอ้าวไปอย่างไม่คิดชีวิต พลกับดร.ดิเรกเสียขวัญวิ่งตามไปด้วยโดยเร็ว

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็ออกมารวมกำลังที่หน้าวัดตอนใกล้จะถึงถนนใหญ่ซึ่งมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างเป็นบางแห่ง นายแพทย์หนุ่มยอมรับว่าเขาตื่นเต้นหวาดกลัวที่สุด ในการที่เขาถูกผีหลอกอย่างจังเช่นนี้

"มายก็อด...มันเป็นผี ผีที่ดุร้ายที่สุด แม้กระทั่งผีที่อินเดียว่าดุนักหนาก็ยังสู้ผีที่นี่ไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ไหวโว้ย อย่างนี้เห็นจะขวัญหนีดีฝ่อตายแน่ ผีที่เราเห็นตัวนี้คงจะเป็นนายผีแน่นอน รูปร่างของมันจึงใหญ่โตมาก และนิสัยของมันคงจะติดตลกสักหน่อย จึงได้สัพยอกหยอกล้อพวกเรา"

พลว่า "ตามธรรมดาผีมันพูดไม่ได้นะครับคุณอา ผมชักสงสัยเสียแล้ว อาจจะเป็นคนปลอมแปลงเป็นผีหลอกเราเล่นก็ได้"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"คนอะไรวะตัวใหญ่อย่างนั้น แล้วก็คอของมันยืดได้อย่างผิดมนุษย์ อาว่าผีแน่ๆ ที่มันพูดได้ก็เพราะปีศาจตนนี้มีอิทธิฤทธิ์มากนั่นเอง อาจจะเป็นผีตายโหงก็ได้"

เสี่ยหงวนกล่าวถามดร.ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะทำอย่างไรกันต่อไปหมอ"

ดร.ดิเรกนิ่งคิด เขาต้องใช้สมองมากมายในเรื่องนี้ ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นว่า

"เอายังงี้ก็แล้วกัน ให้อ้ายแห้วเอารถไปส่งแกสามคนกับคุณพ่อ กันคนเดียวจะพยายามค้นหาศพนางนาคเพื่อลนเอาน้ำมันพรายให้ได้"

พลยิ้มให้นายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"แกคนเดียวจะทำงานได้สำเร็จอย่างไร เพราะเพียงแต่แกจะยกโลงออกมาจากห้องเก็บศพ แกก็ยกลงมาไม่ได้แล้ว"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ไม่เป็นไร กันจะตกลงจ้างผีตัวนั้นพันบาทให้มันช่วยเหลือกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯฝืนหัวเราะ

"ถึงกับจ้างผีเชียวเรอะดิเรก พ่อคิดว่ากลับบ้านดีกว่า แล้วค่อยพยายามหาช่องทางเอาน้ำมันพรายในคืนวันพรุ่งนี้ อย่างน้อยเราควรจะได้หมอผีที่สามารถร่วมมือกับเราด้วยสักคนหนึ่ง"

นายแพทย์หนุ่มไม่เห็นด้วย

"โน...ไม่มีหมอผีคนไหนหรอกครับที่เขาจะมาร่วมงานกับเรา เขาทำของเขาเองไม่ดีกว่าหรือ" แล้วดิเรกก็หันมาพูดกับนายพัชราภรณ์ "เพื่อนรัก ไหนๆเราก็เสียเวลามากันแล้ว ช่วยกันหน่อยวะพล แกกับกันสองคนก็คงสำเร็จ อ้ายหงวน อ้ายกร อ้ายแห้วมันขี้ขลาดก็ไม่ต้องช่วยเหลือกันหรอก"

นายพัชราภรณ์ถอนหายใจหนักๆ

"เอา..." เขาพูดอย่างมั่นใจ "เมื่อแกคิดว่ากันกล้าพอ กันก็จะพยายามทำใจให้เข้มแข็งเช่นเดียวกับแก ใครไม่กล้าเข้าไปในโกดังผีก็นั่งรออยู่ในรถ ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าแกกับกันถูกผีหักคอตาย กันพอจะได้คิดแล้วว่าผีปีศาจนั้น มันเพียงแต่หลอกหลอนเราเท่านั้น มันถูกเนื้อต้องตัวเราไม่ได้เพราะมันมีแต่วิญญาณ เรือนร่างของมันสูญสิ้นไปแล้ว ถ้าปล่อยให้มันหลอกเรา และเราไม่สนใจกับมัน มันก็เลิกหลอกเราไปเอง"

คราวนี้เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"เออ...จริงโว้ย แกพูดอย่างนี้ค่อยทำให้กันใจชื้นขึ้นเป็นกอง ถ้าผีมันหักคอเราได้หรือทำร้ายเราได้ อ้ายผีตัวใหญ่เมื่อตะกี้นี้มันก็คงหักคอกันแล้ว นี่ไม่เห็นมันทำอะไร นอกจากหัวเราะฮ่าๆ แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาตามประสาผี" แล้วอาเสี่ยก็ยกมือตบบ่านิกร "ทำใจให้กล้าหน่อยเถอะวะอ้ายกร ในเรื่องความกล้าหาญ กันก็ยอมรับว่าแกน่ะหนึ่งไม่มีสอง"

นิกรหัวเราะอย่างฝืนๆ

"ให้แกยอกันจนกระทั่งสว่าง กันก็ยังขี้ขลาดอยู่นั่นเอง พับผ่าเถอะวะ ถ้าเป็นคนแล้วกันไม่กลัวเลย เรื่องผีนี่พูดกันยาก เราจะชกต่อยหรือตีกับมันไม่สำเร็จทั้งนั้น ขืนลองดีกับมันมีหวังช็อกตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นกลับเข้าไปในโกดังอีกครั้ง แล้วร่วมมือกันช่วยทำน้ำมันพรายให้สำเร็จ ทิ้งอ้ายแห้วกับอ้ายกรให้อยู่เฝ้ารถก็แล้วกัน"

"อ๋อย" เจ้าแห้วคราง "รับประทานถ้าผมอยู่กับคุณนิกรบนรถเก๋งตามลำพัง ผีมันหลอก รับประทานผมจะทำอย่างไรล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำตาเขียว

"ก็ช่างมึงปะไรล่ะ จะเข้าไปในโกดังด้วยกันก็กลัวผีหลอก อ้ายครั้นให้นั่งรออยู่บนรถก็กลัวผีหลอกอีก มึงนี่ขี้ขลาดสิ้นดีเชียวโว้ย"

"นั่นน่ะซีครับ" เจ้าแห้วพูดเบาๆ

คณะพรรคสี่สหายยืนจับกลุ่มปรึกษาหารือกันอีกสักครู่ ทุกคนก็พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ตกลงใจเข้าไปในโกดังเก็บศพอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้พลรับรองว่าถ้าปีศาจตนใดหลอกหลอนเขา เขาจะต่อสู้กับมันเอง

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวขึ้นว่า

"ถ้าจะให้ดีแล้ว อาคิดว่าไปเอาเชือกที่ท้ายรถมาผูกเอวพวกเราติดกันไว้เป็นดีแน่ จะได้ป้องกันไม่ให้คนใดคนหนึ่งหนีเอาตัวรอด ถ้าพวกเราอยู่กันพร้อมหน้า ผีมันก็คงไม่กล้าหลอก อย่างมากก็เพียงแต่ล้อเล่นนิดๆหน่อยๆ แต่ถ้าใครวิ่งหนีสักคนหนึ่ง ก็จะทำให้คนอื่นพลอยเสียขวัญไปด้วย ฉะนั้น ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าเอาเชือกท้ายรถมาผูกบั้นเอว ถ้าผีมันหลอกเรา เราก็จะได้ช่วยกันรุมสกรัมผีเสียเลย"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย พลกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"เฮ้ย...ไปเอาเชือกที่ท้ายรถมาโว้ย เชือกที่สำหรับใช้โยงรถเวลารถเสียนั่นแหละ"

เจ้าแห้วมองไปทางรถเก๋งคันใหญ่ซึ่งแลเห็นตะคุ่มอยู่ในท่ามกลางความมืด แล้วเจ้าแห้วก็พูดเสียงอ่อย

"รับประทานกลัวผีครับ"

พลเอ็ดตะโรลั่น

"ผีตวักตะบวยอะไรกันวะ รถจอดอยู่ห่างจากเราไม่ถึงสิบวาแค่นี้เอง แล้วพวกเราก็ยืนอยู่นี่ เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นแหละ"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมากระซิบกระซาบถามนิกร

"รับประทาน คาถากันผีว่ายังไงนะครับ ผมลืมเสียแล้ว"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ แล้วกระซิบบอกเจ้าแห้ว

"โอม มหาละลวย...โอม มหาระรอก ผีเห็นผีหลอก นะโมพุทธายะ"

เจ้าแห้วนิ่งคิดสักครู่แล้วทำคอย่น

"ว้า รับประทานคาถากันผีซีครับ กันไม่ให้ผีหลอก ไม่ใช่คาถาให้ผีหลอกอย่างที่คุณบอกผม"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"คาถากันผีหลอกของข้าไม่มีหรอก ข้ามีแต่คาถาให้ผีหลอก อย่างที่บอกแกเมื่อกี้น่ะ รับรอง พอเสกปุ๊บมีผีมาปั๊บ"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะช้าๆ

"รับประทานลำบากนักก็อย่าใช้คาถาเลยครับ" พูดจบ เจ้าแห้วก็เดินไปจากที่นั้น

อีกสักครู่หนึ่ง เจ้าแห้วก็นำเชือกมะนิลาขดหนึ่งถือเดินมา เชือกเส้นนี้ยาวประมาณ ๑๐ เมตร เป็นเชือกประจำรถสำหรับใช้โยงเมื่อรถเสีย เจ้าแห้วนำเชือกเส้นนั้นมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณมองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"เอาโว้ยพวกเรา เอาเชือกเส้นนี้ผูกมัดเอวพวกเราทุกคนติดกันไว้ คราวนี้แหละ เราจะต้องทำงานสำเร็จผลแน่นอน เพราะไม่มีใครที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอดได้ ถ้าวิ่งก็ต้องวิ่งไปด้วยกันทั้งหกคน"

แล้วท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯก็ใช้เชือกเส้นนั้นผูกเอวท่านเป็นคนแรก พอผูกเสร็จเรียบร้อย นิกรก็คว้าปลายเชือกถือไว้ แล้วก้มลงหยิบกิ่งไม้แห้งๆกิ่งหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายไม้เรียวมาถือไว้ นายจอมทะเล้นยกไม้เรียวหวดลงที่ก้นท่านเจ้าคุณเบาๆ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงยานคาง

"เออ...ชุดนี้เราจะออกเป็นชุดญวนทอดแห เอ้า ไหว้ท่านเสีย ท่านจะได้ให้สตางค์" แล้วนิกรก็ร้องเพลงลั่น "จี๋เอ๋ยจี๋ ทอดแหตรงนี้เขาว่ามีกุ้งนาง...เฮิ้วกวาง...กระย่อย่อกวาง เฮิ้ว...เฮิ้ว...กวาง...กระย่อย่อกวาง จี๋เอ๋ยจี๋ นกกระจอกกินปลาเจ่า อ้ายหมาเน่ามันติดโพงพาง"

เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วช่วยกันรับลูกคู่เสียงลั่น

"เฮิ้วกวางกระย่อย่อกวาง เฮิ้ว...เฮิ้ว กวางกระย่อย่อกวาง"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯเอ็ดตะโรลั่น

"กูไม่ใช่ลิงโว้ย แล้วกัน เห็นคนเป็นลิงไปได้ นี่เราจะมาทำน้ำมันพรายหรือว่าจะมาเล่นละครลิงกัน"

คณะพรรคสี่สหายและเจ้าแห้วต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง ความครึกครื้นรื่นเริงทำให้ความหวาดกลัวภูติผีปีศาจบรรเทาลงบ้าง ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าแห้วก็ใช้เชือกมะนิลาเส้นนั้นผูกบั้นเอวของตน ในราวสิบนาทีก็เสร็จเรียบร้อย มองดูคล้ายๆกับเล่นงูกินหาง เจ้าคุณปัจจนึกฯนำหน้าขบวน ถัดมาก็อาเสี่ยกิมหงวน แล้วก็ พล นิกร ดร.ดิเรก เจ้าแห้วเป็นคนสุดท้าย

"ไปโว้ย" เจ้าคุณร้องขึ้นดังๆ "อย่ามัวชักช้าให้เสียเวลาอยู่เลย เราจะต้องใช้เวลาทำงานอีกอย่างน้อยก็หนึ่งชั่วโมง"

เสี่ยหงวนกล่าวถามท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอานำแถวซีครับ พวกผมพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้ตาม"

เจ้าคุณปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แล้วท่านก็เดินนำหน้าพาขบวนสี่สหายและเจ้าแห้วย้อนเข้าไปในโกดังเก็บศพอีกครั้งหนึ่ง

มันมืดและเงียบสงัดอะไรอย่างนั้น พอเข้ามาในบริเวณที่เก็บศพ ทุกคนก็รู้สึกหนาวสะท้านเยือกเย็นหัวใจ สุนัขที่อาศัยอยู่ในวัดเริ่มหอนอีก เสียงของมันมีอำนาจทำให้ทุกคนรู้สึกขนพองสยองเกล้าไปตามกัน มันหอนรับกันเป็นทอดๆ นิกรรู้สึกหวาดกลัวภูติผีปีศาจจนตัวสั่น

"ไม่รู้ว่ามันจะหอนหาอะไรกัน" นิกรเอ็ดตะโรขึ้น แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้า อ้าปากหอนเสียงลั่น

"บรู๊ว์..."

"เฮ้ย" ดร.ดิเรกเอ็ดตะโร "อยากเป็นหมาหรือวะ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะหึๆ

"ไม่ได้อยากเป็นหมาหรอก แต่กันจะหอนให้หมามันหยุดหอน เพราะเสียงหอนของกันย่อมมีอำนาจเหนือหมาทั้งหลาย" พูดจบนิกรก็อ้าปากหอนเสียงดังกังวานลั่นวัด

ทุกคนแปลกใจไปตามกันที่นิกรหอนเสียงเหมือนสุนัขมาก มิหนำซ้ำยังหอนดังกว่า แต่เจ้าแห้วรู้สึกหวาดเสียวไม่อยากฟังเสียงหอน จึงกล่าวห้ามนิกร

"รับประทานอย่าหอนเลยครับ ผมอยู่หางแถวใจไม่ดี ลำบากนักก็อยู่เฉยๆเถอะครับ"

นิกรหยุดหอนแต่เพียงเท่านี้ คณะพรรคสี่สหายเข้ามายืนอยู่กลางที่เก็บศพของนางนาคพระโขนง ในที่สุด ทุกคนก็แลเห็นช่องเก็บศพหมายเลข ๔๐ มีชื่อเขียนไว้ที่ช่องนั้นว่า

'นางนาค พระโขนง'

มรณะ ๑๓ มีนาคม ๒๔๘๙

"ออไร๋" ดร.ดิเรกร้องขึ้นดังๆ "ช่วยกันยกโลงลงมาข้างล่างเถอะโว้ยพวกเรา เราจะต้องทำงานโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะมีใครมาพบเห็นเข้า นี่มันก็ใกล้จะรุ่งสว่างแล้ว"

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ยืนตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน เมื่อแลเห็นร่างของอสุรกายตนหนึ่งเดินเข้ามาในโกดังเก็บศพ

ปีศาจร้ายยืนทะมึน ยกมือเท้าสะเอวมองดูคณะพรรคสี่สหาย แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"พวกเจ้าทั้งหลาย จงรีบออกไปจากโกดังเก็บศพนี้โดยเร็ว เมื่อแม่นาคยังมีชีวิตอยู่ เขาได้รับความทุกข์ทรมานมาพอแล้ว ขณะนี้เขากำลังได้รับความสงบสุขที่แท้จริง พวกเจ้ายังจะรบกวนเขาอีกหรือ ข้าคือนายผีแห่งป่าช้านี้"

คณะพรรคสี่สหายอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน อสุรกายพาร่างอันสูงตระหง่านของมันเดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆ เจ้าแห้วกับนิกรคอพับคออ่อนแข้งขาสั่นเหมือนลูกนก น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่อาเสี่ยกิมหงวนของเราไม่ได้แสดงความเกรงกลัวอสุรกายตนนี้เลย กิมหงวนเงยหน้าขึ้นดูนายผีแล้วพูดยิ้มๆ

"พี่ชาย อย่าให้มันเฮี้ยบเกินไปนักเลยวะ พวกเราต้องการน้ำมันพรายจากแม่นาคเท่านั้น แล้วเราจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา เขาจะได้รับความสุขในปรภพ กันขอรับรองว่า กันจะเป็นผู้ส่งเสียแม่นาคเองในระหว่างที่เธอทนทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกอันหมกไหม้ กันจะใส่บาตรไปให้ทุกๆวัน"

นายผีเค้นหัวเราะเสียงกังวาน

"ถึงอย่างไรข้าก็ยอมให้พวกเจ้าทำทารุณต่อศพไม่ได้ จงกลับออกไปเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นข้าจะสังหารพวกเจ้าเสีย"

กิมหงวนล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมา แล้วเขาก็นับได้ยี่สิบฉบับส่งให้นายผี

"พี่ชาย เอาเงินนี่ไปกินน้ำชาก็แล้วกันนะ"

อสุรกายลืมตาโพลง แววตาของมันแจ่มใสเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างสูงสุด มันรีบทรุดตัวลงนั่งยองๆกระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างพินอบพิเทา

นางนาคแผลงฤทธิ์

"คุณไม่ได้ล้อผมเล่นหรอกหรือครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"กันให้จริงๆ เอาไปเถิดพี่ชาย แล้วก็อย่ามายุ่งกับพวกเราเลย"

นายผีกระพุ่มมือไหว้กิมหงวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วเอื้อมมืออันสั่นระรัวรับธนบัตรมาถือไว้

"เจ้าประคู้น ขอให้คุณมีความสุขความเจริญเถิดนะครับ เงินทั้งหมดนี้เป็นเงินเล็กน้อยสำหรับคุณ แต่มันมากมายสำหรับผม ผมกลายเป็นเศรษฐีในเมืองผีไปแล้ว ด้วยความเมตตากรุณาของคุณนั่นเอง"

นิกรมองดูนายผีอย่างแปลกใจ

"อือ...เมืองผีนี่มันคอรัปชั่นเหมือนกันโว้ย"

นายผีทำตาเขียวกับนิกร

"ทำไมจะไม่มีล่ะครับ พวกผมเป็นปีศาจ เมืองมนุษย์เขากินและโกงกันโครมๆ พวกผมเป็นผีก็ต้องกินกันบ้างเป็นธรรมดาอยู่เอง เงินจำนวนนี้จะทำให้ผมและครอบครัวมีความสุขสบายขึ้นมาก อีกไม่ช้าก็จะเปิดเรียนภาคต้นแล้ว ลูกผมสี่คนล้วนแต่กำลังเรียน ผมจะต้องจ่ายเงินค่าหนังสือ ค่าเครื่องแต่งตัวค่าเสื้อผ้าให้ลูก ได้เงินจำนวนนี้ไปผมก็ไม่ต้องเดือดร้อน"

ดร.ดิเรกกล่าวถามขึ้นทันที

"เมืองผีมีโรงเรียนด้วยหรือ"

"อ้าว" นายผีอุทาน "มีซีครับ โรงเรียนเมืองผีมีมากกว่าเมืองมนุษย์อีกครับ เพราะยมบาลท่านต้องการให้พวกผีทั้งหลายได้รับการศึกษาอย่างสูง ท่านไม่กลัวว่าผีฉลาดปกครองยาก ทั้งนี้ก็เพราะท่านใช้วิธีปกครองแบบเผด็จการ คืออำนาจสูงสุดเป็นของท่านผู้เดียว ผมลาละครับ พวกคุณจะทำน้ำมันพรายหรือจะทำอะไรกันก็เชิญ ผมจะไปดูต้นทางให้ข้างนอก ถ้าใครผ่านมาทางนี้ ผมจะถือโอกาสแหกหูแหกตาหลอก เอาให้หัวโกร๋นเลย"

นิกรยิ้มออกมาได้

"เออ...ขอบใจพี่ชายมาก ยังงี้ซีวะ ความจริงคนกับผีไม่ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน คนตายไปแล้วก็เป็นผี ผีทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรก พอหมดบาปกรรมก็ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก หมุนเวียนสับเปลี่ยนไปตามประสาผีและคน ถ้าหากว่ามีตำรวจกองตรวจผ่านเข้ามาในวัด แกช่วยจัดการหน่อยนะพี่ชาย"

เจ้าผีหัวเราะร่า เก็บเงินใส่กระเป๋ากางเกงในแล้วพูดยิ้มๆ

"มันจะยากอะไรล่ะครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อยทีเดียว ผมเคยหลอกตำรวจบ่อยๆ เดินคุยกันจ้อเข้ามาในวัด ผมทำคอยืดทีเดียว พอแลเห็นผมเข้า วิ่งแข่งกันราวกับกีฬาโอลิมปิก เสียงนายร้อยตะโกนลั่น บอกว่านายสิบและพลตำรวจเป็นผู้น้อย ให้วิ่งตามหลัง แต่ลูกน้องไม่เชื่อ"

พูดจบนายผีก็หมุนตัวกลับเดินโย่งเย่งออกไปจากโกดังเก็บศพ คณะพรรคสี่สหายถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวกับกิมหงวนว่า

"แกมีปฏิภาณดีมากอ้ายหลานชาย ถ้าหากว่าแกไม่ให้ค่าน้ำร้อนน้ำชานายผี พวกเราอาจจะถูกมันหักคอก็ได้ แกรู้ได้อย่างไรวะว่าผีมันชอบกินเงินสินบน"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ผีมันก็คนเราเองนี่ครับคุณอา เมื่อมันตายไปมันก็เป็นผี และเมื่อมันเป็นมนุษย์อยู่ อ้ายหมอนี่คงมีนิสัยชอบคอรัปชั่นอยู่แล้ว พอผมยื่นเงินให้ มันก็เลยพินอบพิเทาผม คุณอาเชื่อผมเถอะครับ ทุกสิ่งที่มีอุปสรรคกีดขวางและทุกสิ่งที่เราทำไม่สำเร็จ ถ้ายื่นธนบัตรสีแดงๆเข้าไปเป็นสำเร็จเท่านั้น ผมเองไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ ผมไม่เคยสนใจกับคำว่าผิดระเบียบหรือเกินกำหนดหรือช่วยไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะผมใช้พระเจ้าเงินตรานั่นเอง"

ดร.ดิเรกโบกมือห้ามเสี่ยหงวนให้สงบปากเสีย

"อย่าเพิ่งคุยกันเลยโว้ยอ้ายหงวน ช่วยกันหามหีบศพแม่นาคลงจากช่องโกดังเก็บศพเถิด นี่มันปาเข้าไปเกือบตีสามแล้ว เราจะต้องทำงานให้เสร็จก่อนตีสี่ เพราะหลังจากนั้นจะมีคนพลุกพล่าน พระเจ้าก็จะตื่นขึ้นครองผ้าเตรียมตัวออกรับบิณฑบาต"

ต่างคนต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี การนำหีบศพของนางนาคออกจากช่องเก็บเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ก็ไม่เกินความสามารถของคณะพรรคสี่สหายไปได้ ในที่สุด หีบศพของผู้หญิงตายทั้งกลมก็ถูกวางลงบนพื้นถนนซีเมนต์ระหว่างที่เก็บศพทั้งสองด้าน

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร.ดิเรกหยิบเครื่องมืองัดแงะออกมาจากกระเป๋าเอกสารแจกจ่ายให้พรรคพวกของเขา

"ช่วยกันโว้ยพวกเรา ช่วยกันงัดเอาตะปูตอกฝาโลงออกให้หมด และพยายามอย่าให้เกิดความเสียหาย"

ครั้นแล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วก็ช่วยกันเปิดฝาโลงออก ใช้เครื่องมืองัดแงะหลายชิ้นและคีมปากนกแก้วถอนตะปูออกทีละตัว

ในที่สุด ฝาโลงก็ถูกเปิดออก ทุกคนผงะหงายไปตามกันเมื่อได้กลิ่นเหม็นจากซากศพนั้นอย่างแรงกล้า นางนาคพระโขนงกำลังขึ้นอลึ่งฉึ่งเต็มโลง ดร.ดิเรกเปิดไฟฟ้าเดินทางส่องเข้าไปในหีบศพนั้น ทุกคนสะดุ้งเฮือกเมื่อได้แลเห็นนางนาคพระโขนงถูกตราสังข์ด้วยด้ายดิบเป็นมัดๆ ศพนี้กำลังขึ้นอย่างเต็มที่ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าอย่างร้ายแรงและแทบจะทนไม่ได้

นิกรทำคอขย้อนแล้วร้องขึ้นดังๆ

"อ้วก...อ้วก..."

เจ้าแห้วยกมือลูบหลังนายจอมทะเล้น แต่แล้วก็ถูกนิกรเขกกบาลเต็มแรง

"นี่แน่ะ มีแต่เขาลูบลง เสือกลูบย้อนขึ้น"

นายแพทย์หนุ่มหันมาถามนิกร ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการทำน้ำมันพราย

"แล้วยังไงโว้ยกร ช่วยแนะนำบ้างซี การทำน้ำมันพรายจะสำเร็จก็ด้วยความสามารถของแกเท่านั้น กันขอฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของแกคนหนึ่ง ขอให้ท่านอาจารย์แสดงความสามารถหน่อยเถอะวะ"

นิกรยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"อย่าให้กันเป็นผู้นำเลย เราช่วยกันก็แล้วกัน ต่อจากนี้ก็ช่วยกันเอาศพออกจากโลงวางลงบนพื้นซีเมนต์นี่แหละ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ทุกคนปฏิเสธไม่มีใครยอมอุ้มศพนางนาคออกมาจากโลงเพราะกลัวน้ำเหลืองผีจะเหม็นติดมือ ดร.ดิเรกพยายามอ้อนวอนอยู่ตั้งนาน สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วจึงยอมช่วยเหลือดิเรก

ในที่สุดศพของนางนาคก็ถูกหามออกมานอกโลงและวางลงบนพื้นซีเมนต์นั้น ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งไปหมด ดร.ดิเรกพูดปลอบใจคณะพรรคของเขา

"พยายามปลงให้ตกน่าพวกเรา อย่าสะอิดสะเอียนซากศพนี้เลย คนเราเมื่อมีชีวิตอยู่ก็รักกันอย่างกะอะไรดี แต่พอสิ้นใจตาย ใครๆก็รังเกียจไม่กล้าแตะต้อง ไม่ว่าศพนั้นจะเป็นใครก็ตาม เราต้องพยายามปลงให้ตก สังขารทั้งหลายย่อมไม่เที่ยงแท้ มนุษย์ทุกคนย่อมหนีไม่พ้นการเกิดแก่เจ็บตาย คนเราเมื่อตายไปแล้วก็ต้องเน่าเหม็นอย่างนี้แหละ โดยเฉพาะคุณพ่อด้วยแล้ว เหม็นกว่านี้หลายเท่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำตาปริบๆ มองดูดร.ดิเรกอย่างเคืองๆ

"แกรู้ได้อย่างไรวะ"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"ก็คุณพ่อทั้งอ้วนทั้งใหญ่อย่างนี้ ศพคุณพ่อก็ต้องเน่าเหม็นกว่าคนธรรมดา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"จริงโว้ย ยังไม่ทันตายเลยมีกลิ่นตุๆแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยกเท้าเตะนิกรเต็มแรง

"นี่แน่ะ ทะลึ่งนักอ้ายเปรต"

นายแพทย์หนุ่มรู้สึกอึดอัดลำบากยากเย็นใจไม่น้อย เขาบ่นพึมพำว่า รู้ยังงี้ไม่ยักมาที่วัดนี้ แล้วเขาก็กล่าวถามนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"ว่ายังไงโว้ยอาจารย์ ทำอย่างไรต่อไปอีกก็ว่ามา"

นิกรว่า "ตัดเชือกตราสังข์ออกให้หมด แล้วแก้ผ้าขาวที่คลุมศพออก ต่อจากนั้นกันจะบอกให้แกทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้...ช่วยตัดด้ายตราสังข์ผีออกหน่อยเถอะโว้ย แล้วแก้ผ้าขาวออกเสียด้วย"

เจ้าแห้วทำท่าผะอืดผะอมและสะอิดสะเอียน

"รับประทานไม่ไหวครับ รับประทานผมทำไม่ได้แน่"

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น

"ข้าให้เอ็งห้าร้อยบาท"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานถ้ายังงั้นตกลงครับ"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"เห็นมั้ยละหมอ ถ้าแกใช้เงิน ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมลุล่วงไปด้วยดีเสมอ พึงรู้ไว้เถิด เงินคือแก้วสารพัดนึก ทีแรก อ้ายแห้วมันรังเกียจเมื่อแกใช้มัน แต่พอแกยินดีที่จะจ่ายเงินให้มันห้าร้อยบาท เจ้าแห้วก็ตกลงรับทำให้แก"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจเบาๆ

"ออไร๋ ไอเข้าใจดีแล้ว ไอเพิ่งรู้จากยูวันนี้เองว่า เงินเป็นแก้วสารพัดนึก" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว ยกมือตบศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง "เฮ้...เมื่อแกตกลงรับทำงานให้กันแล้วก็อย่าร่ำไรซี เวลาเป็นเงินเป็นทองโว้ย ประเดี๋ยวก็สว่าง เลยชวดกัน"

เจ้าแห้วล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบผ้าเช็ดหน้าเก่าๆผืนหนึ่งออกมาคลี่ออก แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นปิดจมูกและปากของเขาเพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นเน่าจากศพของนางนาคพระโขนง แต่ถึงกระนั้นเจ้าแห้วก็ยังรู้สึกเหม็นอย่างร้ายกาจจนแทบจะทนไม่ไหว

แล้วเจ้าแห้วก็ทรุดตัวลงนั่ง ใช้มีดพับสปริงตัดด้ายตราสังข์ออกทีละเส้น ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็แก้ผ้าสีขาวซึ่งห่อหุ้มศพออก

ทุกคนสะดุ้งเฮือกเมื่อดร.ดิเรกเปิดไฟฟ้าเดินทางฉายกราดไปที่ศพผีตายทั้งกลมที่กำลังขึ้นอืดทึ่ด ใบหน้าของนางนาคบวมฉุเละเทะแลเห็นฟันซี่เขยินใหญ่ยาวออกมานอกริมฝีปาก จมูกหลุดไปแล้ว นัยน์ตาทั้งสองข้างห้อยหลุดออกมานอกเบ้า เป็นดวงตาที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่สุด

เจ้าแห้วร้องขึ้นสุดเสียงแล้วออกวิ่งเต็มฝีเท้า แต่แล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯก็ช่วยกันเหนี่ยวตัวเจ้าแห้วไว้ เพราะมีเชือกผูกเอวติดกัน เจ้าแห้วถูกลากกลับมารวมกลุ่มอีก เขาร้องสุดเสียง

"โอ๊ย...รับประทานไม่เอาละครับ น่ากลัวยังกะอะไรดี"

พลยกเท้าเตะเจ้าแห้วดังป้าบ แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"อย่าขี้ขลาดนักเลยอ้ายแห้ว ไม่มีทางใดที่แกจะหนีไปได้หรอก เพราะเรามีเชือกผูกบั้นเอวติดต่อกันทั้งหกคน"

เจ้าแห้วยืนตัวสั่นงันงก ดร.ดิเรกปรึกษาหารือกับนิกรต่อไป

"ลงมือได้แล้วกร แกเป็นผู้ทำพิธีเอาเทียนลนคางผีนางนาคก็แล้วกัน"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่เอาโว้ย แถมเงินให้กันพันบาทกันก็ไม่เอา แกแสดงเองก็แล้วกัน คาถาอาคมต่างๆกันก็สอนให้แกแล้ว ไม่ยากเย็นอะไรหรอกน่า รับรองว่าไม่มีอันตรายใดๆ อย่างมากแกก็ถูกผีหักคอเท่านั้น"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ในที่สุดนายแพทย์หนุ่มก็ตกลงใจทำพิธีเอง เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆศพนางนาค หยิบธูปเทียนออกมาจากกระเป๋าเอกสาร จุดธูปเทียนนั้นขึ้น บนบานศาลกล่าวดวงวิญญาณของนางนาค ขอให้อุทิศน้ำมันพรายในตัวหล่อนให้แก่เขากับพรรคพวกเพื่อให้เป็นประโยชน์ในการค้นคว้าทดลอง นายแพทย์หนุ่มส่งธูปสามดอกให้พลช่วยปักไว้ข้างๆตัว นายแพทย์หนุ่มปักเทียนสีผึ้งไว้กับซีเมนต์ แล้วประนมมือว่าคาถาเสียงพึมพำ ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย ในที่สุดด้วยอำนาจแห่งเวทย์มนต์คาถา คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วก็ได้แลเห็นศพอันอลึ่งฉึ่งของนางนาคพระโขนงกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวได้ทีละน้อย

ดร.ดิเรกมีแววตาแจ่มใสผิดปกติ เขาร้องอุทานขึ้นดังๆ

"โอ...สำเร็จ เป็นสำเร็จแน่"

นิกรตวาดแว้ด

"เฮ้ย...ว่าคาถาต่อไป อย่าทำเป็นเล่นโว้ย"

ดร.ดิเรกร่ายคาถากลับไปกลับมาหลายจบ นิกรก็ว่าคาถาเช่นกัน ใช้ข้าวสารเสกซัดไปทั่วบริเวณนั้น

เจ้าแห้วบอกตัวเองว่า ถ้าหากขืนอยู่ที่นี่ต่อไป เขาอาจจะตกใจตายด้วยความเกรงกลัวภูติผีปีศาจ ดังนั้นเจ้าแห้วจึงใช้มือทั้งสองแก้เชือกมะนิลาที่ผูกบั้นเอวออก แล้วเจ้าแห้วก็วิ่งตื๋อออกไปจากโกดังอย่างรวดเร็ว

ผีตายทั้งกลมค่อยๆลุกขึ้นนั่งทีละน้อย เหยียดเท้าทั้งสองออกมาข้างหน้า ภาพเช่นนี้ทำให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯใจเต้นระทึกไปตามกัน นายจอมทะเล้นกระซิบกระซาบบอกนายแพทย์หนุ่ม

"เปลี่ยนคาถาใหม่แล้วลงมือลนคางได้"

ดร.ดิเรกเปลี่ยนคาถาทันทีตามที่เขาเรียนรู้มาจากนิกร เอื้อมมือหยิบเทียนขี้ผึ้งขึ้นมาถือ แล้วยื่นเทียนออกไปลนคางปีศาจ

ผีตายทั้งกลมสะดุ้งเฮือก จากแสงสว่างของเทียนขี้ผึ้งเล่มนั้น ทุกคนแลเห็นปีศาจนางนาคอ้าปากปะหงับๆพูดเสียงแหบเครือแผ่วเบา

"ร้อนค่ะคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหดเทียนเข้ามาทันที ทันใดนั้นเองมีลมพัดวูบหนึ่งทำให้เทียนขี้ผึ้งดับ และแล้วเสียงสุนัขก็หอนขึ้นอย่างเยือกเย็นโหยหวนไปทั่ววัด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯยืนเบียดเสียดกันและที่เอวมีเชือกผูกติดต่อกัน นายแพทย์หนุ่มจัดแจงจุดเทียนขึ้นอีก และบริกรรมคาถาต่อไป มือขวาถือเทียนลนใต้คางปีศาจ มือซ้ายถือจอกเงินใบเล็กๆรองน้ำมันพราย

มีเสียงดังฉี่เหมือนปิ้งปลา กลิ่นซากศพคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้น มันเหม็นจนแทบจะทนไม่ได้ นิกรได้ร่วมมือกับนายแพทย์หนุ่มเป็นอย่างดี ใช้เทียนขี้ผึ้งลนใต้ลูกคางนางนาค น้ำมันพรายหยดติ๋งๆลงในจอกนั้นทีละหยด ปีศาจนางนาคอ้าปากแสยะยิ้ม แล้วแลบลิ้นออกมาทีละน้อย ซึ่งลิ้นของมันใหญ่ยาวผิดปกติ

ดร.ดิเรกอกสั่นขวัญแขวน หันมาทางอาจารย์ของเขา

"ทำไงดีล่ะอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะแล้วพูดเสียงหนักๆ

"เฉยๆ ทำใจให้มั่นคง"

นางปีศาจแลบลิ้นยื่นใกล้ใบหน้าดิเรกเข้ามาทุกที ในที่สุดลิ้นของหล่อนซึ่งใหญ่โตกว่าลิ้นคนธรรมดาหลายสิบเท่าก็เริ่มเลียใต้คางนายแพทย์หนุ่มไปมา ดร.ดิเรกแทบจะเป็นลมด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว นางปีศาจใช้ลิ้นเลียแก้มและหน้าตาดร.ดิเรก ในเวลาเดียวกัน ปีศาจนางนาคก็ค่อยๆยกมือทั้งสองขึ้น และโอบมือใกล้เข้ามาเหมือนกับจะกอดดร.ดิเรก

นิกรกระซิบกระซาบบอกนายแพทย์หนุ่ม

"ไม่ต้องกลัว ใจเย็นๆไว้ ทำงานต่อไป"

ดร.ดิเรกอกสั่นขวัญแขวนหายใจไม่ทั่วท้องเลย เขาบริกรรมคาถาตลอดเวลา ใช้เทียนลนใต้คางปีศาจ มือซ้ายถือจอกคอยรองรับน้ำมันพราย แต่เกือบหนึ่งนาทีน้ำมันพรายจึงจะหยดลงมาหยดหนึ่ง ดร.ดิเรกยอมรับว่าเขาได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการนี้ และเขาแทบจะดีฝ่อตายด้วยความเกรงกลัวผีปีศาจ

ในที่สุด ปีศาจนางนาคก็ค่อยๆโอบมือสองข้างเข้ามาเหมือนจะกอดนายแพทย์หนุ่ม เจ้าคุณปัจจนึกฯกับสามเกลออกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ดร.ดิเรกว่าคาถาเสียงพึมพำตลอดเวลา มือขวาถือเทียนขี้ผึ้งลนใต้คางนางนาค มือซ้ายถือจอกคอยรองรับน้ำมันพรายที่หยดลงมาจากใต้คาง และนานแสนนานกว่าจะหยดลงมาสักหยดหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯอกสั่นขวัญแขวน ท่านกระซิบกระซาบกับนิกรแผ่วเบา

"ท่าไม่ดีเสียแล้วละโว้ยกร แก้เชือกผูกบั้นเอวออก แล้วหนีออกไปนอกโกดังเก็บศพเถอะ"

นิกรกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"ผมกำลังจะบอกคุณพ่ออยู่แล้วเชียว"

ครั้นแล้วพ่อตากับลูกเขยก็พยายามแก้เงื่อนเชือกที่ผูกบั้นเอวออก แล้วท่านเจ้าคุณกับนิกรก็พากันเดินจรดปลายเท้าออกไปจากโกดังเก็บศพ ขณะที่กิมหงวนกับพลตกตะลึงพรึงเพริดจ้องตาเขม็งมองดูดร.ดิเรกทำน้ำมันพราย

พออาเสี่ยรู้สึกตัวว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรหลบหนีออกไปจากโกดังผี เขาก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบกระซิบกระซาบบอกพลทันที

"เฮ้ย คุณอากับอ้ายกรและอ้ายแห้วหนีออกไปแล้ว เปิดเถอะหรือเรา ถ้ายังไงให้หมอมันตายคนเดียว เข้าทำนองหมอผีตายเพราะผี"

พลสั่นศีรษะไม่เห็นพ้องด้วย

"กันทิ้งดิเรกไม่ได้หรอก เราเป็นเพื่อนกัน ตายเป็นตายด้วยกันซีวะ"

นายแพทย์หนุ่มได้ยินเสียงพลอย่างถนัด เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองดูนายพัชราภรณ์และเสี่ยหงวน แล้วดิเรกก็ยิ้มเจื่อนๆน่าสงสาร ขณะนี้ปีศาจนางนาคได้โอบกอดดร.ดิเรกไว้แน่นแล้ว ดิเรกพูดกับสองสหายด้วยเสียงสั่นเครือ

"อย่าหนีกันนะโว้ย ถ้าแกสองคนออกไปจากโกดังเก็บศพนี้กันต้องช็อกตายแน่ กันขอบใจแกมากอ้ายหงวนเท่าที่แกไม่ขี้ขลาดตาขาวเหมือนอ้ายกรและคุณพ่อกับอ้ายแห้ว"

เท่านี้เอง ความกล้าอย่างบ้าบิ่นก็เกิดขึ้นแก่กิมหงวนทันที เขาดึงแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋า แก้เชือกที่ผูกบั้นเอวออกแล้วทรุดตัวลงนั่งทางด้านซ้ายของปีศาจนางนาค อาเสี่ยยิ้มให้ปีศาจตายทั้งกลม แล้วพูดด้วยเสียงหัวเราะ

"ขอน้ำมันพรายให้พวกเราหน่อยนะพี่สาว แล้วฉันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ แหม...กลิ่นตัวของพี่สาวหอมเหลือเกิน"

ปีศาจนางนาคค่อยๆคลายมือที่กอดนายแพทย์หนุ่มออก แล้วยกมือขวาตะครุบแขนกิมหงวนมับ แต่น่าประหลาดอย่างยิ่ง อาเสี่ยไม่ได้เกรงกลัวเลย เขาพูดกับปีศาจนางนาคอย่างหน้าตาเฉย

"มือเย็นเชี้ยบเชียวนะพี่สาว พี่สาวใช้หมอที่ไหนทำคลอดล่ะ ถึงกับเป็นอันตรายต้องเสียชีวิตเช่นนี้"

ปีศาจนางนาคร้องไห้น้ำตาไหลพราก พูดเสียงห้าวๆดังไปทั่วโกดังเก็บศพ

"ดิฉันใช้หมอกลางบ้านค่ะคุณ ดิฉันเป็นคนจน ไม่มีปัญญาจ้างหมอหลวง เลยต้องให้ป้าอ่วมแกทำคลอด ลูกในท้องมันอยู่ในท่าผิดปกติ ป้าอ่วมแกช่วยอะไรไม่ได้ ดิฉันก็เลยขาดใจตาย" พูดจบนางปีศาจก็คลายมือที่จับแขนอาเสี่ยออก แล้วยกมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างพินอบพิเทา "คุณขา...ดิฉันเป็นห่วงพี่เส็งผัวของดิฉันเหลือเกิน เขายากจนมากทีเดียว ดิฉันยินดีสละน้ำมันในตัวดิฉันให้พวกคุณ แต่ขอให้พวกคุณช่วยเหลือพี่เส็งบ้าง"

อาเสี่ยพยักหน้ารับรอง

"ได้สิพี่สาว บอกฉันให้ละเอียดซิว่าพี่เส็งเขาอยู่ที่ไหนและทำอะไร"

"พี่เส็งหรือเฮียเส็งของดิฉันเขาเป็นลูกจีนค่ะ ขายหอยอยู่ที่ตลาดพระโขนง"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ขายหอย...หอยอะไรจ๊ะพี่นาค"

"หอยแครง หอยกาบ แล้วก็หอยแมลงภู่ค่ะ มีรายได้เพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น วิญญาณของดิฉันทราบดีว่าพี่เส็งได้กู้หนี้ยืมสินเพื่อนบ้านเขาทำศพดิฉัน ถ้าอย่างไรละก็พวกคุณกรุณาช่วยเขาบ้างนะคะ ดิฉันขอบคุณมาก"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ได้...ฉันจะช่วยเขาเอง พรุ่งนี้ฉันจะไปที่ตลาดพระโขนง และฉันจะเอาเงินไปให้เขาสักสองพันบาท"

นางปีศาจยิ้มออกมาได้

"โอ...ถ้าอย่างนั้นก็เป็นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวค่ะ เมื่อรับปากกับดิฉันเช่นนี้แล้วก็ต้องทำตามที่พูดนะคะ หากไม่ทำตามที่พูด ดิฉันก็จะรุกรานพวกคุณให้ถึงที่สุด"

กิมหงวนหัวเราะ

"เอาละ พี่สาวนั่งเฉยๆเถอะ อย่าพยายามพูดอะไรกับฉันเลย ฉันชักใจไม่ดีเสียแล้ว" พูดจบกิมหงวนก็ยกมือดึงขากางเกงพล "นั่งลงซีโว้ยพล ไม่มีอะไรที่จะต้องวิตกอีกแล้ว ลงพี่นาคพูดกับเราได้ แกก็คงไม่หลอกหลอนเราหรอก"

นายพัชราภรณ์ยอมรับสารภาพว่าจิตใจของเขาเต็มไปด้วยความเกรงกลัวปีศาจนางนาคเป็นที่สุด เขาแข็งใจทรุดตัวลงนั่งข้างเสี่ยหงวน ภายในโกดังเก็บศพเงียบสงัด ดร.ดิเรกตั้งอกตั้งใจใช้เทียนลนคางนางนาคและว่าคาถาพึมพำตลอดเวลา

เวลาผ่านพ้นไปราวครึ่งชั่วโมง นายแพทย์หนุ่มได้น้ำมันพรายเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว เขาปักเทียนขี้ผึ้งไว้บนถนนซีเมนต์ จัดแจงถ่ายน้ำมันพรายในจอกเล็กๆใส่ขวดขวดหนึ่งซึ่งเตรียมเอามาจากบ้าน ได้น้ำมันประมาณครึ่งขวด แล้วดิเรกก็จัดแจงปิดจุกให้แน่น

ปีศาจนางนาคค่อยๆเอนกายลงนอนหงายอลึ่งฉึ่งตามเดิม ดร.ดิเรกกล่าวกับพลและเสี่ยหงวนอย่างเป็นการเป็นงาน

"ออไร๋...พิธีของกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วยกันหามศพพี่นาคใส่โลงและปิดฝาโลงให้เรียบร้อย ยกโลงเก็บไว้ในช่องตามเดิมเถอะ เราจะได้รีบกลับบ้านกัน"

สามสหายต่างช่วยกันหามศพผีตายทั้งกลมใส่ไว้ในโลงตามเดิม และเอาผ้าขาวคลุมตัวกับด้ายตราสังข์ใส่ไว้ในโลงด้วย ต่อจากนั้น ดร.ดิเรกและเสี่ยหงวนก็ยกฝาโลงขึ้นปิดหีบศพ นายแพทย์หนุ่มใช้ฆ้อนตอกตะปูที่เผยอขึ้นมาจากเนื้อไม้ให้จมลงไปตามเดิม

สามสหายช่วยกันยกหีบศพขึ้นใส่ไว้ในช่องหมายเลข ๔๐ ตามเดิม พอเก็บศพนางนาคเรียบร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรก็พากันเดินเข้ามาภายในบริเวณโกดังเก็บศพอย่างร้อนรน ท่านเจ้าคุณกับนิกรถอนหายใจโล่งอกเมื่อมองไม่เห็นศพนางนาคพระโขนง

นายแพทย์หนุ่มยกมือชี้หน้านิกรและพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"แก...เลวมาก คุณพ่อก็ใช้ไม่ได้ มีอย่างที่ไหน มาด้วยกันหนีเอาตัวรอด เคราะห์ดีที่อ้ายหงวนสามารถเจรจากับนางนาคได้ ม่ายกันก็คงถูกนางนาคหักคอตายแล้ว"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"คนที่ทิ้งเพื่อนหนีเอาตัวรอดย่อมเลวกว่าหมาเข้าใจไหมอ้ายกร"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯจุ๊ปากแล้วพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่าเอ็ดไป มีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาทางโกดังเก็บศพนี่ อาคิดว่าต้องเป็นตำรวจแน่นอน บางทีพวกสัปเหร่ออาจจะได้ยินเสียงพวกเราก็เลยไปตามตำรวจมา"

เสี่ยหงวนกับดิเรกและพลใจหายวาบ

"ตายห่า..." อาเสี่ยคราง "ทำยังไงดีละโว้ยพวกเรา ขืนเดินออกไปเป็นถูกรวบแน่ๆ"

ทันใดนั้นเอง ไฟฟ้าเดินทางสองสามดวงก็ฉายกราดมายังบริเวณโกดังเก็บศพ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯมีท่าทางตื่นตระหนกตกใจไปตามกัน.

ผีเปรต

"ทำยังไงดี" นิกรพูดเสียงสั่น "สิ้นสุดของโกดังเก็บศพเป็นทางตัน ถ้าหากเราออกไปทางนี้ก็คงถูกตำรวจตะครุบตัวแน่ เราจะหลบซ่อนอยู่ที่ไหนดีล่ะ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วพลก็กล่าวขึ้นว่า

"ตัวใครตัวมันโว้ยพวกเรา ถ้าใครถูกจับก็อย่าซัดทอดกัน"

ด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ นายพัชราภรณ์ปืนขึ้นไปบนดาดฟ้าโกดังเก็บศพทันที และแล้วเขาก็โดดผลุงลงไปทางด้านหลัง เสี่ยหงวนเห็นเช่นนั้นก็รีบปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าโกดังเก็บศพบ้าง ดร.ดิเรกพุ่งตัวเข้าไปในช่องเก็บศพช่องหนึ่งซึ่งเป็นช่องว่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรหันรีหันขวาง ทั้งพ่อตากับลูกเขยต่างได้ยินเสียงคนพูดกันด้านหน้าโกดังเก็บศพ และเสียงที่พูดใกล้เข้ามาทุกที เจ้าคุณปัจจนึกฯรีบกล่าวกับนิกรอย่างละล่ำละลัก

"นั่งลงโว้ยอ้ายกร ให้พ่อเหยียบบ่าแกปีนขึ้นหลังคาโกดังเก็บศพนี้แล้วหนีออกทางด้านหลัง"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ไหวละครับ น้ำหนักตัวผม ๕๘ กิโลเท่านั้น คุณพ่อหนักตั้ง ๗๐ กิโล ขืนให้เหยียบบ่าผม ตัวผมก็แบนแป๊ดแป๋เป็นกล้วยปิ้งเท่านั้นเอง ผมว่าต่างคนต่างหนีเอาตัวรอดดีกว่า"

แล้วนิกรก็วิ่งจู๊ดเข้าไปในช่องเก็บศพช่องหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯรีบวิ่งมาหานิกร ท่านพยายามมุดเข้าไปในช่องเก็บศพซึ่งเป็นช่องว่างและอยู่ติดๆกับช่องของนิกร ต่อจากนั้นความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ทั้งเจ้าคุณปัจจนึกฯและนิกรต่างนอนกระสับกระส่ายอยู่ในช่องแคบๆโตกว่าหีบศพเพียงเล็กน้อยและลึกประมาณ ๘ ฟิตเป็นอย่างมาก ภายในช่องนั้นมีกลิ่นน้ำเหลืองผีและกลิ่นศพแห้งๆ เนื่องจากช่องที่กล่าวนี้เก็บได้ศพไว้หลายร้อยศพแล้ว

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ นิกรหวีดร้องสุดเสียงเมื่อได้ยินเสียงใครคนหนึ่งหัวเราะอยู่ข้างๆเขาแต่มองไม่เห็นตัว

"แฮ่ะๆๆ คุณเก่งมากที่เข้ามานอนในบ้านของผม อย่างนี้ซีครับถึงจะเรียกว่าคนกล้า ความจริงพวกผมไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย เรามีแต่วิญญาณเท่านั้น ถึงเราจะหลอกหลอนพวกมนุษย์ เราก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ นอกจากสำแดงร่างให้เห็นชั่วว่อบแว่บ บางทีก็แหกหูแหกตาตามประสาผี แฮ่ะๆๆๆๆ"

นายจอมทะเล้นประนมมือไว้ระหว่างอก แล้วสวดมนต์พึมพำ เสียงของปีศาจสงบเงียบไป แล้วนิกรก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว เมื่อรู้สึกว่ามีมืออันเย็นเฉียบของใครคนหนึ่งเอื้อมมาจับที่ข้อเท้าเขา

นิกรนอนหงายอยู่ในช่องนั้น ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเขาถูกผีจับข้อเท้าเขา ดังนั้นนายจอมทะเล้นจึงยกเท้าอีกข้างหนึ่งถีบเต็มแรงหวังจะให้ถูกปีศาจ แต่เท้าของเขากลับถูกอากาศดังวี้ด แล้วนิกรก็ได้ยินเสียงปีศาจร้ายหัวเราะก้องกังวานลั่นโลงศพ

"ฮิๆๆๆ ล้อเล่นนิดหน่อยอย่าทำเป็นโมโหโทโสไปหน่อยเลย"

นิกรขบกรามกรอด แล้วพูดด้วยเสียงหนักๆ

"มึงจะมาหลอกกูหาอะไรวะ"

เสียงปีศาจดังขึ้น

"โธ่...คุณก็ พวกผมเป็นผีนี่ครับ ตามธรรมดาผีมันก็ต้องเที่ยวหลอกหลอนเขา ม่ายเขาจะเรียกว่าผีหรือครับ พวกคุณเป็นมนุษย์แท้ๆยังหลอกกันนี่นา ความจริงผีหลอกคนไม่น่ากลัวเท่าไรหรอกครับ แต่ว่าคนหลอกคนนั่นแหละน่ากลัวที่สุด

นิกรได้ยินปีศาจพูดเช่นนี้ก็หายกลัว เขาหัวเราะหึๆแล้วกล่าวว่า

"อือ...จริงของแก ถ้ายังงั้นฉันไม่กลัวแกอีกแล้วละ"

ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ นานๆจะได้ยินเสียงสุนัขหอนครั้งหนึ่ง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯเปลี่ยนท่าจากนอนหงายเป็นนอนคว่ำ แล้วเจ้าคุณก็ค่อยๆโผล่ส่วนศีรษะอันล้านเลี่ยนออกมานอกช่อง ค่อยๆเคลื่อนตัวออกมาด้วย ใช้มือทั้งสองข้างยันช่องเก็บศพไว้

เจ้าคุณปัจจนึกฯค่อยๆชะโงกหน้ามองนิกรซึ่งขณะนี้นิกรเองก็กำลังพลิกตัวนอนคว่ำและค่อยๆคลานออกมาจากช่องเก็บศพทีละน้อย

พ่อตากับลูกเขยได้เผชิญหน้ากันในระยะใกล้ชิด ต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผี จึงส่งเสียงร้องขึ้นพร้อมๆกัน

"เอิ๊บ"

ต่างคนต่างรีบหดศีรษะเข้าไปในช่องของตนตามเดิม ทั้งเจ้าคุณปัจจนึกฯและนิกรอกสั่นขวัญแขวน ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่นแล้วพูดกับตัวเองเบาๆ

"อือ...อ้ายผีตัวนี้หน้าคล้ายๆอ้ายกรไม่มีผิด"

ในเวลาเดียวกันนิกรก็รำพึงเบาๆ

"เอ...อ้ายผีตัวนี้หน้าเหมือนพ่อตากูราวกับแกะ สงสัยว่าคงเป็นพ่อของท่านที่ตายไปแล้ว และคงเอาศพมาไว้ที่นี่"

เวลาผ่านพ้นไปอีกราวห้านาที เจ้าคุณปัจจนึกฯก็ค่อยๆโผล่ส่วนศีรษะออกมาจากช่องเก็บศพทีละน้อย และราวกับนัดกันไว้ นิกรก็ค่อยๆโผล่ศีรษะของเขาออกมาจากช่องเก็บศพเช่นเดียวกัน

พ่อตากับลูกเขยเผชิญหน้ากันอีก ความตกใจทำให้พ่อตาและลูกเขยทำคอย่นและแยกเขี้ยวเข้าหากัน นิกรยกฝ่ามือตีลงกลางกระหม่อมเจ้าคุณปัจจนึกฯดังผัวะ แล้วใช้มือขวาดันศีรษะของท่านเจ้าคุณไว้

"ชู้ว์ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯเข้าใจว่านิกรเป็นผีก็หดศีรษะกลับไปในช่องของท่าน

"อือ...อ้ายผีตัวนี้ดุบรรลัยเลย"

ความเงียบเกิดขึ้นอีก ต่อจากนั้นแสงไฟฟ้าเดินทางสองสามดวงก็ฉายกราดไปทั่วบริเวณ กระทาชายสามคนพากันเดินเข้ามาในโกดังเก็บศพ คนที่เดินนำหน้านุ่งขาวห่มขาว เป็นชายชราอายุในวัย ๗๐ ปี อีกสองคนเป็นชายฉกรรจ์ในวัยกลางคน สภาพการแต่งกายบอกว่าเป็นชนชั้นกรรมกร

ชายชราที่กล่าวนี้เป็นหมอผีผู้ขมังเวทย์ แกชื่ออาจารย์เทิ้ม ตั้งตนเป็นหมอไสยศาสตร์ ทำเสน่ห์ยาแฝด รดน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์ ขับไล่ปีศาจ ลงกระหม่อม สักนะหน้าทอง ทำสาริกา อยู่ยงคงกะพัน ยิงฟันไม่เข้า อาจารย์เทิ้มทำได้สารพัด

สำนักของอาจารย์เทิ้มอยู่ในบริเวณตอนหนึ่งของซอยสองพระแห่งถนนสี่พระยา อาจารย์เทิ้มผู้นี้เป็นอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านอาจารย์ได้พาสานุศิษย์ทั้งสองมาที่สุสานแห่งวัดหมาพฤฒารามก็เพื่อประสงค์ที่จะนำผีที่มีอิทธิฤทธิ์สองตนมอบให้ลูกศิษย์ไปเลี้ยง เพื่อให้คอยคุ้มกันระวังภัยให้แก่ลูกศิษย์ของเขา

อาจารย์เทิ้มพานายเดชและนายยอดนักเลงใหญ่ผู้มีอิทธิพลในย่านถนนสี่พระยาและสุริวงศ์มาหยุดยืนเบื้องหน้าช่องเก็บศพที่เจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรเข้าไปนอนซ่อนตัวอยู่ อาจารย์เทิ้มเปิดไฟฟ้าเดินทางกราดไปรอบๆ และแล้ว แสงไฟฟ้าเดินทางก็ส่องต้องศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯแลเห็นเป็นมันแผล็บ ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณปัจจนึกฯได้นอนหงายหลับตานิ่งเฉย ท่านสำคัญผิดเข้าใจว่าอาจารย์เทิ้มกับสานุศิษย์ทั้งสองเป็นตำรวจสายตรวจ และเมื่อผ่านมาทางนี้คงจะได้ยินเสียงสี่สหายพูดกัน จึงพากันเข้ามาดูเหตุการณ์ตามหน้าที่

เมื่อแสงไฟฟ้าเดินทางฉายถูกกลางกระหม่อมเจ้าคุณปัจจนึกฯ อาจารย์เทิ้มก็สะดุ้งสุดตัวแล้วรีบปิดไฟฟ้าเดินทางทันที

"โอ้โฮ" ท่านอาจารย์อุทานเสียงหนักๆ "เจอผีหัวล้านเสียแล้ว เจอผีจนเสียด้วย น่ากลัวเป็นคนยากจน ลูกเมียไม่มีเงินซื้อหีบศพ"

เสียงห้าวๆของสานุศิษย์คนหนึ่งพูดกับอาจารย์ของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯได้ยินถนัด

"ได้การละครับอาจารย์ ผีจนๆอย่างนี้ผมชอบ เพราะว่ามันเจียมตัวน่าสงสาร และคงจะเลี้ยงง่ายไม่มีพิษสงอย่างใด อาจารย์ช่วยเรียกวิญญาณให้ผมเถอะครับ ผมจะเอามันไปบ้าน และรับรองว่าผมจะเลี้ยงดูมันเป็นอย่างดีที่สุด"

อาจารย์เทิ้มหัวเราะหึๆ

"ผีหัวล้านอย่าเอาไปเลยวะอ้ายเดช เอ็งเอาไปเลี้ยงเหม็นเขียวบ้านเอ็งเปล่าๆ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯขบกรามกรอด แล้วร้องตะโกนออกมาจากช่องเก็บศพ

"อ้ายแก่ เดี๋ยวตายหรอกมึง"

อาจารย์เทิ้มเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เจ้ายอดกับเจ้าเดชกระโจนกอดอาจารย์แน่น สวดอิติปิโสฟังไม่ได้ศัพท์ เข้าใจว่าถูกผีหลอก

"อ๋อย" เจ้ายอดคราง "มันเล่นงานเราแล้วครับท่านอาจารย์"

อาจารย์เทิ้มร้องเหมือนไก่ถูกเชือดคอ

"โอ๊ย-มึงอย่าล็อคคอกูซีโว้ย กูหายใจไม่ออก มากับกูไม่ต้องกลัวผี ผีปีศาจมันเก่งกว่ากูก็ผิดไปละวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ท่านแกล้งพูดเสียงคำรามเบาๆ และเสียงที่พูดลากก้ามฟังเยือกเย็น

"มึงไม่รู้จักกูเรอะอ้ายแก่ กูนี่แหละผีตายทั้งกลมดุที่สุด"

อาจารย์เทิ้มยิ้มแห้งๆ

"ผู้ชายตายทั้งกลมมีที่ไหนวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯสะดุ้งโหยง

"กูพูดผิดไปโว้ย กูคือผีตายโหงไม่ใช่ตายทั้งกลม กูถูกรถรางทับขาดสองท่อน มึงจะลองดีกับกูเรอะ"

เจ้ายอดกับเจ้าเดชตัวสั่นงันงกหลับตาปี๋กอดกันแน่น แข้งขาสั่นพั่บๆด้วยความเกรงกลัวภูติผีปีศาจ แต่อาจารย์เทิ้มไม่ถึงกับเสียขวัญ ชายชราล้วงมือลงไปในย่าม หยิบข้าวสารออกมากำหนึ่ง ทำปากขมุบขมิบบริกรรมคาถาแล้วสาดเข้าไปในช่องเก็บศพที่เจ้าคุณปัจจนึกฯนอนอยู่

ท่านเจ้าคุณร้องสุดเสียง

"โอ๊ย"

อาจารย์เทิ้มหัวเราะก้าก ยกมือตบบ่าลูกศิษย์ทั้งสองแล้วกล่าวว่า

"ไหมล่ะ ถึงแม้มันจะเก่งกาจสักเพียงไร ข้าซัดข้าวสารไปถูกมันหน่อยเดียว มันก็ร้องเสียงลั่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯร้องสุดเสียง

"ไม่ได้ร้องเพราะกลัวมึงโว้ย เมล็ดข้าวสารมันเข้าตาข้า"

เจ้ายอดกับเจ้าเดชขยับจะวิ่งหนี แต่อาจารย์เทิ้มคว้ามือไว้ทั้งสองคน แล้วพูดเป็นเชิงขู่กรายๆ

"อย่านะมึง ถ้ามึงวิ่งหนีเป็นตายแน่ๆ มากับข้าไม่ต้องกลัว รับรองว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์"

เจ้ายอดพูดเสียงสั่นเครือน่าสงสาร

"อาจารย์จะทำอย่างไรก็เชิญเถอะครับ หัวใจของผมจะหยุดเต้นอยู่แล้ว เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเห็น ผีทำไมถึงพูดได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯแกล้งพูดเสริมขึ้น

"กูเป็นผีชั้นดีโว้ย ถึงได้พูดได้ เคยหักคอหมอผีมามากต่อมากแล้ว มึงทั้งสามคนจะต้องเป็นเหยื่อของกูอีก"

เจ้ายอดกับเจ้าเดชตัวสั่นงันงกไปตามกัน อาจารย์เทิ้มนึกแปลกใจอย่างยิ่ง เขาเป็นหมอผีผู้ขมังเวทย์มาสี่สิบกว่าปีแล้ว ไม่เคยพบปีศาจที่เก่งกาจเช่นนี้เลย ท่านอาจารย์ดึงมีดหมอที่เหน็บเอวออกมา ยกไฟฟ้าเดินทางขึ้นส่องเข้าไปในช่องเก็บศพ

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯก็พลิกตัวนอนคว่ำแล้วลุกขึ้นโยงโย่โยงหยก คลานออกมาจากช่องของท่าน ท่านเจ้าคุณแกล้งทำปากเบี้ยวปากบูดให้เหมือนกับใบหน้าของปีศาจร้าย จ้องตาเขม็งมองดูอาจารย์เทิ้ม แล้วทำปากปะหงับๆให้น่ากลัว

อาจารย์เทิ้มทำตาปริบๆ ร้องตวาดท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯด้วยเสียงอันดัง

"ไม่กลัวโว้ย"

ท่านเจ้าคุณพยายามแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย แล้วขู่คำรามเสียงลั่น

"แฮ่...อย่างนี้กลัวไหมวะ"

อาจารย์เทิ้มถอยหลังกรูด เจ้ายอดกับเจ้าเดชหลับตาปี๋กอดกันกลมดิก เจ้าคุณปัจจนึกฯกลั้นหัวเราะแทบแย่ รีบหดศีรษะเข้าไปในช่องเก็บศพตามเดิม

อาจารย์เทิ้มถอนหายใจหนักๆ ชายชรายอมรับสารภาพว่าเขารู้สึกหวั่นเกรงปีศาจตนนี้ยิ่งนัก แต่ทำปากแข็งไปยังงั้นเอง ภายในบริเวณที่เก็บศพเงียบสงัดไปชั่วขณะ สักครู่อาจารย์เทิ้มก็พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งเดินเลยหน้าช่องเก็บศพซึ่งนายจอมทะเล้นกำลังซ่อนอยู่ทอดสายตาออกมานอกช่อง

อาจารย์เทิ้มเปิดไฟฟ้าเดินทางส่องดูนิกรทันที นิกรอ้าปากหวอยกมือทั้งสองขยี้ผมตนเอง แล้วร้องคำรามอย่างดุเดือด

"แฮ่-ฮ่งๆ"

อาจารย์เทิ้มรีบปิดไฟฟ้าเดินทางทันที แล้วพูดกับตัวเองเบาๆ

"อือ ผีวัดนี้มันดุเหลือเกินโว้ย กูเห็นจะแย่แน่ คาถาอาคมไม่มีประโยชน์อะไรเลย"

ท่านอาจารย์ว่าคาถาพึมพำต่อไปอีก ล้วงมือลงไปในย่าม หยิบข้าวสารออกมาเสกซัดเข้าไปในช่องเก็บศพซึ่งนิกรซ่อนตัวอยู่ นิกรชักฉิวก็คลานออกจากช่องแล้วกระโดดลงมายืนบนพื้นซีเมนต์ อาจารย์เทิ้มร้องสุดเสียง ความเกรงกลัวทำให้อาจารย์ลืมนึกถึงเวทย์มนต์คาถา ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจและหลับตาปี๋

นิกรหัวเราะหึๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตและดึงแขนทั้งสองข้างออกจากแขนเสื้อเชิ้ต แล้วนิกรก็ยกคอเสื้อเชิ้ตขึ้นคลุมศีรษะเขา จัดแจงกลัดกระดุมให้เรียบร้อย คราวนี้สภาพของนายจอมทะเล้นก็คือผีที่ไม่มีศีรษะนั่นเอง

นายจอมทะเล้นเดินย่องเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าอาจารย์เทิ้ม แล้วยกมือขวาตบบ่าท่านอาจารย์เบาๆ แกล้งร้องครางเหมือนนกทึดทือ

"อ้ายแก่ เจ้าพาตัวมาหาความตายแท้ๆ รู้ไหมว่ากูคือนายผีแห่งป่าช้านี้ ยมบาลส่งตัวกูมาควบคุมดูแลผีที่นี่ จงลืมตาขึ้นอ้ายแก่ แล้วเจ้าจะได้เห็นภาพที่น่าดูที่สุด"

อาจารย์เทิ้มล้วงมือลงไปในย่าม หยิบหวายตะค้าเส้นเล็กๆยาวประมาณหนึ่งศอกออกมา มันคืออาวุธสำหรับเฆี่ยนตีผีปีศาจและโหงพรายทั้งหลาย หวายเส้นนี้เคยปราบผีมามากต่อมากแล้ว อาจารย์เทิ้มได้ลงอักขระเลขยันต์ไว้มากมาย ซึ่งตามปกติผีทั้งหลายที่แลเห็นหวายเส้นนี้ก็ต้องตกใจยอมศิโรราบ ไม่กล้าแสดงอิทธิฤทธิ์อีกต่อไป

อาจารย์เทิ้มค่อยๆลืมตาขึ้น มือขวาถือหวายตะค้ามือซ้ายเปิดไฟฟ้าเดินทางฉายไปที่ร่างของนิกร พอเห็นร่างอันปราศจากศีรษะ อาจารย์เทิ้มก็ร้องสุดเสียง เกิดอาการช็อก เป็นลมหงายหลังตึงสิ้นสติสมประดี

เจ้าเดชกับเจ้ายอดยืนกอดกันกลมดิก และทั้งสองหลับตาปี๋ไม่ยอมลืมตาขึ้นมองดูโลก นิกรเดินมาที่ช่องเก็บศพซึ่งพ่อตาของเขาเข้าไปซ่อนตัวอยู่ นายจอมทะเล้นมองดูสานุศิษย์ทั้งสองของอาจารย์เทิ้มแล้วยื่นมือขวาเข้าไปในช่อง ยกมือตบถูกศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯเบาๆสามสี่ครั้ง แล้วนิกรก็กระซิบกระซาบกับท่านเจ้าคุณ

"ออกมาเถอะครับคุณพ่อ ผมหลอกอาจารย์เสร็จไปแล้ว เหลือลูกศิษย์สองคน เราช่วยกันหลอกให้อยู่หมัดเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯไม่ยักโกรธเท่าที่นิกรล่วงเกินท่าน เอามือตีศีรษะท่าน ทั้งนี้เพราะท่านเชื่อว่านายจอมทะเล้นไม่ได้เจตนา เจ้าคุณปัจจนึกฯค่อยๆโผล่ส่วนหน้าอออกมาจากช่องนั้น พอแลเห็นอาจารย์เทิ้มนอนหงายเหยียดยาวสิ้นสติ ท่านก็กลั้นหัวเราะแทบแย่

นิกรช่วยฉุดกระชากลากตัวพ่อตาของเขาออกมาจากช่องเก็บศพด้วยความลำบากยากเย็น ในที่สุดท่านเจ้าคุณก็กระโดดลงมาบนพื้นซีเมนต์เสียงดังพลั่ก

เจ้าเดชกับเจ้ายอดตัวสั่นเหมือนลูกนก นิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูนักเลงอย่างขบขัน เจ้าคุณปัจจนึกฯกระซิบกระซาบถามนิกรแผ่วเบา

"เอาไงดีวะกร หลอกมันให้จับไข้หัวโกร๋นเลย"

นิกรเม้มปากแน่น ใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

"เอาให้โกร๋นมากหรือโกร๋นน้อยครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"โกร๋นมากๆโว้ย โกร๋นอย่างข้านี่แหละ ช่วยกันคิดหน่อยซีว่าเราจะหลอกมันอย่างไร"

นิกรนิ่งคิดอยู่สักครู่ สายตาของเขาจ้องมองดูร่างของอาจารย์เทิ้ม แล้วนิกรก็กระซิบบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เอายังงี้เถอะครับคุณพ่อ ทำเป็นเปรตหลอกมันดีกว่า"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"เปรต เปรตมันเป็นยังไงล่ะ พ่อไม่เคยเห็น"

นิกรจุ๊ปาก

"แหม แก่จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักเปรตอีก เปรตมันคล้ายๆอ้ายหงวนเรานั่นแหละ แต่มันสูงกว่า"

ท่านเจ้าคุณกระพริบตาถี่เร็ว

"แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะถึงจะเหมือนเปรต"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"จะยากเย็นอะไรล่ะครับคุณพ่อ ช่วยกันแก้ผ้าขาวของอีตาอาจารย์นี่ออกเถอะครับ แล้วจับตาอาจารย์ยัดเข้าไปในช่องเก็บศพ พอรุ่งเช้าแกฟื้นขึ้นมาแกก็กลับบ้านเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯอ้าปากหวอ

"แกล้งคนแก่บาปกรรมน่าอ้ายกร"

นิกรจุ๊ปากอีกครั้งหนึ่ง

"โธ่ แก่กว่านี้ผมยังเคยแกล้งนี่ครับ เอาน่าคุณพ่อ สนุกดี ขณะนี้อ้ายสองคนนั่นมันไม่มีความรู้สึกอะไรแล้วละครับ เพราะมันกำลังกลัวเรา ถึงเราจะพูดอย่างไรมันก็ไม่ได้ยิน เนื่องจากหูมันอื้อ และดีของมันกำลังฝ่ออยู่แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูอาจารย์เทิ้มด้วยความสงสารแกมขบขัน

"แกลอกคราบตาแก่คนนี้ออก แล้วตาแก่นี่แกจะกลับบ้านได้อย่างไร"

"ว้า" นิกรคราง "คุณพ่อนี่ปัญหามากเหลือเกิน พ่อตาที่ดีน่ะ เขาต้องคล้อยตามลูกเขย คุณพ่อเชื่อผมเถอะน่า รับรองว่าเชื่อผมแล้วเป็นเจริญสุขแน่ๆ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพยักหน้าหงึกๆ

"เอาวะ เอายังไงก็เอา แกเป็นผู้นำก็แล้วกัน"

นายจอมทะเล้นจูงมือเจ้าคุณปัจจนึกฯเดินมาที่ร่างของอาจารย์เทิ้ม ทั้งสองทรุดตัวลงนั่ง แล้วนิกรก็แก้ผ้านุ่งโจงกระเบนสีขาวออกโดยไม่ปราณีปราศัยแก่ชายชราผู้เป็นหมอผีขมังเวทย์ เคราะห์ดีเหลือเกินที่อาจารย์เทิ้มนุ่งกางเกงชั้นในมาด้วย ร่างของแกจึงไม่เป็นอนาจารหรืออุจาดนัยน์ตา นิกรบงการให้เจ้าคุณปัจจนึกฯช่วยอุ้มอาจารย์เทิ้มขึ้น แล้วยัดเข้าไปในช่องเก็บศพที่ว่างเปล่าช่องหนึ่ง ต่อจากนั้นนายจอมทะเล้นก็ใช้ผ้าขาวผืนนั้นผูกติดกับคอของเขาแล้วกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯด้วยเสียงหนักๆ

"นั่งลงครับคุณพ่อ คุณพ่อนั่งยองๆ ผมจะขึ้นไปนั่งบนบ่าของคุณพ่อ เมื่อคุณพ่อลุกขึ้นยืน เราสองคนจะสูงรวมกันราว ๘ ฟิต ผ้าขาวผืนนี้จะปิดส่วนใบหน้าและส่วนบนของคุณพ่อ คงมองเห็นแต่เท้าทั้งสองข้างเท่านั้น เท่านี่เราสองคนก็จะกลายเป็นเปรตสูงชะลูดน่ากลัว เจ้าสองคนนั่นคงตกใจถึงกับช็อกอย่างไม่ต้องสงสัย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำหน้ายู่ยี่ชอบกล

"เดี๋ยวโว้ย เอายังงี้ไม่ดีกว่าหรือ เอาผ้าขาวผืนนั้นแก้ออกให้พ่อคลุมหัว แล้วพ่อขึ้นไปนั่งบนคอแก พ่อคิดว่าเข้าทีกว่า"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เข้าทีกะผีอะไรล่ะครับคุณพ่อ คุณพ่อขืนขึ้นไปนั่งบนคอผม ผมก็หักกลางเท่านั้น น้ำหนักตัวคุณพ่ออย่างน้อยก็ผ่าเข้าไปตั้งยี่สิบตันแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯแยกเขี้ยว

"นั่นมันช้างโว้ย ไม่ใช่คน"

นิกรโบกมือแล้วพูดตัดบท

"อย่าร่ำไรเลยครับ ใกล้จะสว่างแล้ว คุณพ่อนั่งลงให้ผมขี่คอเสียดีๆ อย่าให้ถึงกับต้องใช้อำนาจกันเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯลืมตาโพลง

"เอ๊-แกพูดอย่างนี้หมายความว่ากระไร นี่มีการบังคับกันด้วยหรือ"

นิกรหัวเราะเบาๆ แล้วยกมือไหว้พ่อตาของเขา พูดเสียงยานคาง

"ไม่ได้บังคับหรอกคร้าบ ผมขอร้องแกมบังคับ นั่งลงน่า งานของเรากำลังจะเสร็จอยู่แล้ว"

เจ้าคุณบ่นพึมพำทรุดตัวลงนั่งยองๆแล้วพูดกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"มาซี-มาขี่คอข้า นี่แหละลูกเขยยุคปรมาณูละ ขี่คอพ่อตามีที่ไหนวะ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ผมจะทำเป็นประวัติการณ์ไว้อย่างไรล่ะครับ โลกเขาจะได้ลือว่า นาย นิกร การุณวงศ์ เป็นลูกเขยคนแรกที่ได้ขี่คอพ่อตาซึ่งเป็นเจ้าคุณพานทอง"

ครั้นแล้ว นิกรก็ขึ้นนั่งบนคอพ่อตาของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯรวบรวมกำลังลุกขึ้นยืนแล้วบ่นพึมพำน่าสงสาร

"จังไร ตูดแหลมยังกะเข็ม อ้าว-อ้าว อย่าจับหัวนะโว้ย พ่อผลักหงายท้องเลย"

นิกรนั่งโงนเงนอยู่บนคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขยับผ้าขาวปิดบังส่วนหน้าและหน้าอกเจ้าคุณปัจจนึกฯให้เรียบร้อย คราวนี้มองดูเผินๆก็คล้ายกับเปรตตัวหนึ่ง แต่เป็นเปรตขาวไม่ใช่เปรตดำ ซึ่งเปรตขาวนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปแล้วว่าเป็นเปรตที่มีหน้าที่ควบคุมฝูงเปรตทั้งหลายนั่นเอง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯพานิกรเดินทื่อเข้ามาหาเจ้ายอดกับเจ้าเดชซึ่งกำลังกอดกันกลมดิก และทั้งสองคนกำลังจะเป็นลมสิ้นสติอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะความเกรงกลัวภูติผีปีศาจจนเกินไปนั่นเอง

แล้วนายจอมทะเล้นก็ยกมือตบศีรษะสานุศิษย์ของอาจารย์เทิ้มทั้งสองคนคนละที เขาแกล้งพูดขึ้นด้วยเสียงแหบห้าว

"สูเจ้าทั้งสองจะมาจับพวกเราเอาไปเลี้ยง ฮ่ะๆ สูเจ้าจะต้องตาย จงลืมตาขึ้นมองดูซิว่า เรานี้คือเปรตอสุรกายใช่ไหม ฮ่ะ ฮ้า เปรตจริงๆโว้ย ไม่ใช่เปรตแกล้งทำ"

เจ้ายอดค่อยๆลืมตามองดูโลก พอแลเห็นนิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้ายอดก็ร้องสุดเสียง

"เปรตโว้ย"

แล้วเจ้ายอดก็เผ่นแผล็วพาตัววิ่งออกไปจากบริเวณโกดังเก็บศพ เจ้าเดชยืนตัวสั่นงันงกพยายามจะวิ่งหนีก็ก้าวขาไม่ออก ในที่สุด เจ้าเดชก็สิ้นสติสมประดีผงะหงายหลังตึงนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นซีเมนต์นั้น

ถูกจับ

"ลงโว้ย-อ้ายกร หนักจะตายโหงอยู่แล้ว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"หนักก็ทนเอาซีครับ นี่แหละ โบราณท่านกล่าวไว้ว่า รักดีหามจั่ว รักชั่วต้องแบกคน พาผมออกไปข้างนอกเถอะครับคุณพ่อ ผมจะหลอกพวกเราให้สนุกทีเดียว

คราวนี้ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย ท่านหัวเราะขึ้นดังๆแล้วว่า

"เออ-ดีโว้ย อ้ายพลกับอ้ายหงวนและอ้ายแห้วหนีเอาตัวรอด ส่วนดิเรกสงสัยว่ามันหลบซ่อนตัวอยู่ในช่องเก็บศพแถวนี้แหละ"

ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรก็สะดุ้งเฮือกพร้อมๆกันเมื่อแลเห็นร่างอันตะคุ่มๆของนายแพทย์หนุ่มคลานออกมาจากช่องเก็บศพทางซ้ายมือ

"ผี" นิกรร้องขึ้นดังๆ

ปีศาจตนนั้นโบกมือแล้วหัวเราะลั่น

"ไม่ใช่ผีโว้ย อั๊วเอง"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรถอนหายใจโล่งอกพร้อมๆกัน

"ดิเรก" เจ้าคุณอุทานขึ้นดังๆ "แกหรอกหรือ"

นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเดินตุปัดตุเป๋ตรงเข้ามาหาเปรต ทั้งสามคนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน

"สิ้นเคราะห์ไปที" ดิเรกพูดยิ้มๆ "ทีแรกนึกว่าเจ้าสามคนเป็นตำรวจกองตรวจ ที่แท้ก็พวกหมอผี กันนอนตัวสั่นงันงกอยู่ในช่องนั้น มองดูแกกับคุณพ่อด้วยความเป็นห่วง แต่แล้วในที่สุดกันก็กลั้นหัวเราะแทบแย่ เมื่อแลเห็นแกกับคุณพ่อหลอกหมอผีเสียเป็นลม และทำเปรตหลอกอ้ายสองคนนั่นวิ่งจู๊ดออกไปจากโกดังเก็บศพ ฮ่ะๆ ฝรั่งเป็นขันแทบแย่ แหม-แต่เมื่อยเหลือเกิน นอนอยู่ในที่แคบๆเฉพาะตัว แล้วก็เหม็นกลิ่นน้ำเหลืองผีจนแทบจะทนไม่ไหว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มให้ลูกเขยของท่าน

"ดิเรก ช่วยกันหลอกอ้ายหงวนกับเจ้าพลและอ้ายแห้วหน่อยเถอะวะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"หลอกอย่างไรครับ"

ท่านเจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง

"แกทำเป็นวิ่งหน้าตื่นออกไป พ่อคิดว่าเจ้าหงวนกับเจ้าพลและอ้ายแห้วคงนั่งรอเราอยู่ในรถ แกต้องบอกกับมันว่าแกถูกเปรตหลอก หลังจากนั้นพ่อก็จะพาเจ้ากรเดินออกไป อย่างไรเสียอ้ายแห้วกับอ้ายหงวนก็คงจะเป็นลมสิ้นสติเมื่อเห็นเปรตจำลองตัวนี้"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"ออไร๋-ออไร๋ คุณพ่อกับอ้ายกรเหมือนเปรตจริงๆครับ ฮ่ะๆ ความคิดของอ้ายกรแยบคายมาก อย่างนี้ใครเห็นก็ต้องวิ่งหนีเพราะคิดว่าเป็นเปรต"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อย่ามัวพูดมากอยู่เลยโว้ยหมอ รีบวิ่งออกไปเถอะ เราจะได้กลับบ้านกลับช่องกันเสียที อีกชั่วโมงกว่าๆก็สว่างแล้ว ขืนมัวชักช้าเคราะห์หามยามร้าย โปลิศผ่านมาทางนี้เห็นพวกเราเข้า ก็จะตะครุบตัวไปโรงพักเท่านั้นเอง"

นายแพทย์หนุ่มจัดแจงขยับแว่นสายตาสั้นของเขาให้เรียบร้อยแล้ววิ่งแน่บออกไปจากโกดังเก็บศพ ร้องตะโกนเรียกพรรคพวกของเขาด้วยเสียงอันดัง

"พลโว้ย...ช่วยด้วย ช่วยด้วยโว้ยอ้ายหงวน"

ความคาดคะเนของเจ้าคุณปัจจนึกฯเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามเวลาที่กล่าวนี้ เสี่ยหงวนกับ พล พัชราภรณ์ กำลังนั่งคุยกันเบาๆอยู่ตอนหลังรถเก๋งคันใหญ่ ส่วนเจ้าแห้วนั่งสับปะหงกอยู่ตอนหน้ารถตามลำพัง"

เสียงร้องของนายแพทย์หนุ่มทำให้อาเสี่ยกับพลสะดุ้งโหยง และเจ้าแห้วก็ลืมตาโพลงหายง่วงทันที ดร.ดิเรกวิ่งตรงมาที่รถ เปิดประตูตอนหลังรถออก พรวดพราดขึ้นไปนั่งระหว่างกลางเสี่ยงหงวนและนายพัชราภรณ์ เขาแกล้งพูดละล่ำละลัก ชี้มือไปทางโกดังเก็บศพ

"เปรต...เปรตมันหลอกกัน"

เจ้าแห้วสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าขาวซีดเป็นแผ่นกระดาษ

"รับประทานไหนครับเปรต"

นายแพทย์หนุ่มชี้ไปที่โกดังเก็บศพ

"โน่น-มันอยู่ในโกดังนั่น"

พูดขาดคำเปรตก็เดินออกมาจากโกดังเก็บศพ พลกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วจ้องตาเขม็งมองดูเปรตซึ่งกำลังเดินโย่งเย่งตรงมาที่รถเก๋งคันใหญ่ เจ้าแห้วตกใจเป็นลมล้มฟุบอยู่กับเบาะที่นั่งนั่นเอง พลเอื้อมมือเปิดประตูรถออกแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวน

"เฮ้ย-ช่วยกันซ้อมเปรตตัวนี้หน่อยเถอะวะ กันจะเตะให้หมอบเลย"

อาเสี่ยผลุนผลันเปิดประตูด้านขวาตอนหลังรถ ก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว อ้อมประตูรถเข้ามาหาพล สองสหายแทนที่จะกลัวเปรตกลับเดินรี่เข้าไปหาเปรตตัวนั้น

เปรตหยุดชะงักและหมุนตัวกลับ นิกรรีบกระซิบกระซาบบอกพ่อตาของเขา

"อย่าหนีซีครับคุณพ่อ มีอย่างที่ไหน เปรตหนีมนุษย์ มีแต่เปรตหลอกมนุษย์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพานิกรเดินทื่อเข้ามาหาสองสหาย เสี่ยหงวนวิ่งเข้ามากระโดดเตะเจ้าคุณปัจจนึกฯเต็มเหนี่ยวด้วยความสำคัญผิดคิดว่าเปรตหลอกเขา

เจ้าคุณถูกเตะเต็มแรงก็เซถลาแซ่ดๆแล้วล้มฮวบลงบนพื้นดิน ทำให้นิกรหลุดจากบ่าของท่านหงายหลังผลึ่ง

อาเสี่ยขบกรามกรอดแล้วร้องขึ้นดังๆ

"เอาโว้ยพล เอามันให้กระอักเลือดเลย"

สองสหายวิ่งเข้ามาตะลุมบอนเปรตด้วยความสำคัญผิดคิดว่าเป็นเปรตจริงๆ พลกับกิมหงวนช่วยกันเตะถีบและกระทืบนิกรอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งนิกรร้องบอกกล่าวเสียงลั่น

"ไม่ใช่เปรตโว้ย กันเอง โอ๊ย-ตายแล้ว" พูดจบนิกรก็กระโดดคร่อมพ่อตาของเขาเมื่อแลเห็นเสี่ยหงวนเงื้อเท้าขวาสุดแรงเกิด "อย่า-อ้ายหงวน"

พลกับอาเสี่ยหยุดชะงักแล้วยืนตะลึง นายพัชราภรณ์รีบทรุดตัวลงนั่ง กระชากผ้าสีขาวซึ่งคลุมศีรษะท่านเจ้าคุณออก ประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น

"เป็นอย่างไรบ้างครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"นิดหน่อย ขาตะไกรโยกไปแถบหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วก็...ดูเหมือนซี่โครงข้างขวาหักไปห้าหกซี่เห็นจะได้"

เสี่ยหงวนกระชากนิกรให้ลุกขึ้นยืน

"นึกยังไงขึ้นมาวะถึงได้หลอกพวกเรา" อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง "เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว แกควรจะรู้นิสัยกันดีว่า คนอย่างกันน่ะกลัวผีก็จริง แต่สำหรับเปรตแล้ว กันไม่เคยกลัวมันเลย เพราะเปรตไม่ดุเหมือนอย่างผี และเปรตกลัวคนบ้าบิ่นมุทะลุเหมือนอย่างกัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ไหวโว้ย ถูกเตะถูกกระทืบเสียแทบแย่ รู้ยังงี้ไม่ยักหลอกแก"

พลกับเสี่ยหงวนหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน แล้วพลก็กล่าวถามท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอากับเจ้ากรออกมาได้อย่างไรล่ะครับ สามคนที่เข้าไปในโกดังเก็บศพไม่ใช่ตำรวจหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"ไม่ใช่ตำรวจหรอก พวกหมอผีน่ะ" แล้วท่านก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังโดยละเอียด ทำให้อาเสี่ยกับพลหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน

ในที่สุด นายแพทย์หนุ่มก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าร่ำไรเลยโว้ยพวกเรา รีบกลับบ้านกันเถอะ น้ำมันพรายเราก็ได้มาเรียบร้อยแล้ว สิ้นสุดกันทีสำหรับงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตของเรา นับว่ากันกล้าหาญชาญชัยที่สุดที่สามารถเอาน้ำมันพรายได้จากศพนางนาคพระโขนง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯพากันเดินตามมาที่รถเก๋ง เสี่ยหงวนเอื้อมมือเปิดประตูตอนหน้ารถออกแล้วเขาก็แลเห็นเจ้าแห้วนอนสิ้นสติสมประดีอยู่บนเบาะรถ

"แล้วกัน...เจ้าแห้วนอนหลับเสียแล้ว"

เจ้าแห้วพูดพึมพำเบาๆ

"รับประทานไม่ได้นอนหลับหรอกครับ แต่ผมกลัวเปรตเลยตกใจเป็นลมสิ้นสติไป รับประทานเปรตมันไปแล้วหรือครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ไปแล้วโว้ย"

เจ้าแห้วงัวเงียลุกขึ้นนั่ง

"ค่อยยังชั่วหน่อย รับประทานใจคอผมหายหมดเลย เปรตตัวนี้แปลกมาก ท่อนล่างมองดูคล้ายๆกับโอ่งน้ำขนาดใหญ่ ท่อนบนผอมเล็กนิดเดียว รับประทานเปรตอย่างนี้คงจะมาจากนรกขุมที่ยี่สิบเป็นอย่างน้อยนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯชะโงกหน้าเข้ามาในรถแล้วพูดกับเจ้าแห้วด้วยเสียงดุๆ

"ไม่ใช่เปรตโว้ย ข้ากับอ้ายกรต่างหาก"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"รับประทานยังงั้นหรือครับ"

"เออ" เจ้าคุณตะโกนลั่น

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน นายแพทย์หนุ่มกับเสี่ยหงวนขึ้นมานั่งตอนหน้ารถ พล นิกร และเจ้าคุณปัจจนึกฯขึ้นนั่งตอนหลังรถ ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็เปิดสวิตช์ไฟ จัดแจงสตาร์ตเครื่องยนต์ บังคับรถเก๋งคั้นงามแล่นออกไปจากบริเวณวัดมหาพฤฒารามอย่างแช่มช้า แต่ยังไม่ทันจะออกมาพ้นเขตวัด แสงไฟหน้ารถก็ส่องไปยังร่างเจ้าพนักงานตำรวจในเครื่องแบบสามคนซึ่งยืนขวางทางตรอกอยู่

คนที่มียศเป็นสิบตำรวจโทยกมือขวาขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดรถ เจ้าแห้วจำเป็นต้องถอนเท้าจากคันน้ำมันและเหยียบห้ามล้อเบาๆ

'บูอิค' เก๋งแล่นมาหยุดห่างจากเจ้าพนักงานตำรวจเพียงเล็กน้อย สิบตำรวจโทผู้นั้นเดินเข้ามาที่รถ แล้วกล่าวถามขึ้นเปรยๆ

"ไปไหนกันมา"

เสี่ยหงวนร้องตวาดขึ้นดังๆ

"สองบวกสองเท่ากับห้า"

สิบตำรวจโทผู้นั้นสะดุ้งโหยง รีบถอยออกห่าง ชิดเท้าตรงแล้วยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง พลตำรวจทั้งสองคนก็รีบทำท่าตรงวันทยาหัตถ์เช่นเดียวกัน

อาเสี่ยหันมาพูดกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหนักๆ

"ไปซีอ้ายเปรต"

เจ้าแห้วเหยียบคลัตช์เข้าเกียร์นำ 'บูอิค' เก๋งออกแล่นต่อไป และพอถึงถนนสี่พระยาก็เลี้ยวซ้ายมือตรงไปทางสามย่าน

ทุกคนประหลาดใจอย่างยิ่งในระหัสลับของเสี่ยหงวน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวถามขึ้นทันที

"อะไรของแกวะอ้ายหงวน แกบอกตำรวจว่าสองบวกสองเท่ากับห้า"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่มีอะไรหรอกครับคุณอา ผมพูดส่งเดชไปยังงั้นเอง ผมเข้าใจว่าคงตรงกับโค้ดลับของกรมตำรวจ และโค้ดนี้อาจจะแสดงว่าเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ได้ อีตานายตำรวจคนนั้นจึงรีบวันทยาหัตถ์ทำความเคารพเรา"

คณะพรรคสี่สหายหัวเราะครืน 'บูอิค' เก๋งแล่นไปตามถนนสี่พระยาด้วยความเร็วสูง ลัดตัดตรงไปยังบ้าน 'พัชราภรณ์' ขณะนี้ใกล้จะเป็นเวลา ๔.๐๐ น.แล้ว ถนนสี่พระยาเงียบสงัดปราศจากยวดยานพาหนะแม้แต่คันเดียว คงมีแต่ 'บูอิค' เก๋งของคณะพรรคสี่สหายเท่านั้น

ตอนสายวันอาทิตย์

ดร.ดิเรกได้ชวนเพื่อนเกลอของเขาและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯมาปรากฏตัวขึ้นที่หน้าโรงภาพยนตร์คิงส์ในราว ๙.๐๐ น.เศษ คณะพรรคสี่สหายได้สั่งให้เจ้าแห้วจอดรถที่ริมถนนหน้าโรงภาพยนตร์คิงส์พอดี แล้วทุกคนก็นั่งสนทนากันในรถ ทอดสายตามองดูหนุ่มๆสาวๆหลายร้อยคนซึ่งยืนจับกลุ่มชุมนุมกันหน้าโรงภาพยนตร์คิงส์และแกรนด์เธียเตอร์

นายแพทย์หนุ่มชวนคณะพรรคของเขามาที่นี่ก็เพราะต้องการทดลองน้ำมันพรายของเขาที่ได้มาจากศพของนางนาคพระโขนง เขายังไม่แน่ใจว่าน้ำมันพรายที่ได้มานี้จะประสิทธิผลหรือไม่ จึงตั้งใจจะทดลองกับผู้หญิงสาวๆที่มีมากมายตามหน้าโรงภาพยนตร์ทุกๆโรง เพราะภาพยนตร์นั้นเป็นมหรสพประเภทเดียวที่ประชาชนหญิงชายนิยมดูมากที่สุด

สุภาพสตรีสองคน คนหนึ่งแต่งชุดสีฟ้าแก่ อีกคนหนึ่งนุ่งกระโปรงสีชมพูและเสื้อคอฮาวายสีขาว ได้เดินผ่านจากหน้าโรงภาพยนตร์แกรนด์เธียเตอร์ตรงมาหยุดยืนห่างจากรถ 'บูอิค' เก๋งเพียงห้าเมตรเป็นอย่างมาก สองสาวงามแฉล้มแช่มช้อยพอฟัดพอเหวี่ยงกัน

พลยกมือตบบ่านายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ได้การแล้วหมอ แม่คนแต่งชุดสีฟ้าไม่เลวเลย จัดการเสียตามระเบียบ"

นายแพทย์หนุ่มรู้สึกใจเต้นระทึกผิดปกติ เขาหันมาทางนิกรซึ่งเปรียบเสมือนกับว่าเป็นอาจารย์ของเขา แล้วกล่าวถามเบาๆ

"ทำยังไงดีล่ะกร"

นายจอมทะเล้นยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ยากเย็นอะไรเลย สอนให้แล้วไม่รู้จักจำนี่นา แกลงจากรถไปยืนข้างหลังหล่อน ใช้นิ้วมือไหนก็ได้อุดปากขวด เทให้น้ำมันพรายติดนิ้วชุ่มๆหน่อย แล้วก็เอานิ้วมือป้ายอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในตัวหล่อน ป้ายตรงเนื้อไม่ใช่ผ้า เท่านี้พอหล่อนเห็นหน้าแกเข้า หล่อนก็จะหลงรักแกทันที เหมือนกับถูกด้วยศรกามเทพ"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายติดๆกันหลายๆครั้ง

"ป้ายที่ข้อมือได้ไหม"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"กันว่าป้ายแก้มดีกว่า"

ดร.ดิเรกสะดุ้งโหยง

"ป้ายแก้มน่ะมันอาญานะโว้ย"

อาเสี่ยชักฉิว

"ตามใจแกเถอะวะ"

นายแพทย์หนุ่มพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตข้างซ้าย หยิบขวดน้ำมันพรายออกมา แล้วเปิดประตูรถก้าวลงจากรถ เดินเข้าไปหยุดยืนเบื้องหลังหญิงสาวเจ้าของร่างสูงโปร่งใบหน้าสวยเก๋มีเสน่ห์และแต่งชุดสีฟ้าเย็นตา

ดร.ดิเรกมีท่าทางกระสับกระส่ายอึดอัดใจผิดปกติ คณะพรรคของเขาต่างบุ้ยใบ้พยักพเยิดให้ดิเรกใช้น้ำมันพรายป้ายหล่อน ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น ผลุนผลันเดินกลับมาที่รถแล้วกระซิบกระซาบถาม

"ป้ายตรงไหนล่ะ"

นิกรหัวเราะ

"ตรงไหนก็ได้ ให้ถูกเนื้อหล่อนก็แล้วกัน"

อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง

"อย่าขี้ขลาดนักเลยวะหมอ งานง่ายๆไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่แกเทน้ำมันใส่นิ้วแล้วป้ายหล่อนแพล้บเดียวเท่านั้น"

ดร.ดิเรกพยักหน้าหงึกๆ

"ออไร๋ เอาละวะ ฝรั่งต้องใจป้ำ"

ครั้นแล้วนายแพทย์หนุ่มก็ผิวปากเพลง 'ช่างร้ายเหลือ' เบาๆเพื่อปลอบใจตนเอง เขาเปิดจุกขวดน้ำมันพรายออก เอานิ้วชี้มือขวาปิดปากขวด แล้วกระดกก้นขวดขึ้นพอให้น้ำมันติดนิ้วก็ปิดจุกตามเดิม"

ดร.ดิเรกยกนิ้วมือขึ้นดม พอได้กลิ่นเขาก็ทำหน้าเบ้และทำคอขย้อน พลกล่าวถามด้วยเสียงหัวเราะ

"หอมไหมวะหมอ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"หอมมาก เหมือนกลิ่นน้ำเหลืองผี แฮ่ะ แฮ่ะ อยากอ้วกเสียแล้วโว้ย อ้วกเสียให้เรียบร้อยก่อนดีไหม"

นิกรหัวเราะก้าก เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดเสริมขึ้น

"อย่ามัวร่ำไรอยู่เลยวะ พ่อกำลังอยากจะดูประสิทธิภาพของน้ำมันพราย"

ดร.ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเดินเข้าไปยืนข้างหลังแม่สาวงามซึ่งกำลังบ่นพึมพำกับเพื่อนเกลอของหล่อนที่แฟนไม่มาตามเวลานัด ทั้งๆที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเลี้ยงหนังรอบเช้า และจะมาพบหน้าโรงภาพยนตร์แกรนด์เธียเตอร์ในเวลา ๙.๐๐ น.ตรง

ดร.ดิเรกเอื้อมมือขวามาที่แขนหล่อน แล้วยกนิ้วชี้ที่แตะน้ำมันพรายทาขยี้ไปมาที่ใต้ข้อศอกหล่อน

แม่สาวงามตกใจสะดุ้งเฮือก หันกลับมาทางนายแพทย์หนุ่ม ดร.ดิเรกเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"อะไรกันนี่ แกบ้ารึ" หล่อนเอ็ดตะโรลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "หน้าตาดีๆ แต่งตัวก็สุภาพ ทำไมถึงทะลึ่งอย่างนี้"

ดร.ดิเรกยิ้มน่าสงสาร เขาพูดเสียงอ่อยและยานคาง

"คุณว่าผมหรือครับ"

"ก็แกน่ะซี คนฉิบหาย เสือกมาจับมือถือแขนเขา"

นายแพทย์หนุ่มมองดูน้ำมันพรายซึ่งไหลเยิ้มอยู่ที่แขนหล่อน แล้วเขาก็เผลอตัวยกมือจับแขนหล่อน คราวนี้แม่สาวสังคมยกฝ่ามือน้อยๆตบหน้าดิเรกทันที

"ฉาด!"

ดร.ดิเรกหน้าชา ยืนเซ่อเหมือนไก่ตาแตก ประชาชนหญิงชายที่เดินเตร่อยู่หน้าโรงภาพยนตร์ต่างเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อม หญิงสาวยกมือชี้หน้าดร.ดิเรกแล้วส่งเสียงแจ้วๆ

"แกเห็นฉันเป็นผู้หญิงสารเลวยังงั้นหรือ?"

นายแพทย์หนุ่มหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ

"อ้า-ซอรี่...ยูเข้าใจผิด"

"หน็อย เข้าใจผิดยังไงกัน"

นิกรเห็นคนมุงดูกันแน่นก็สงสารดร.ดิเรก และกลัวว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต จึงรีบเปิดประตูก้าวลงจากรถตรงมาหานายแพทย์หนุ่ม แล้วนิกรก็ร้องขึ้นดังๆ

"ไม่มีอะไรครับ มามุงดูอะไรกัน ผัวเมียเขาทะเลาะกันนิดหน่อย"

แม่สาวสวยโกรธจนตัวสั่น ปราดเข้ามาหานิกร ยกฝ่ามือข้างซ้ายตบหน้านายจอมทะเล้นเต็มเหนี่ยว

"นี่แน่ะ แกดูถูกฉัน ฉันยังเป็นสาวไม่เคยเป็นเมียใคร"

นิกรสูดปากลั่น หันมามองดูดร.ดิเรกแล้วพูดยิ้มๆ

"โอ้โฮโว้ย โดนเข้าเบาะๆตาเหล่เลย เห็นดาวขึ้นกลางวันระยิบระยับไปหมด"

ทันใดนั้นเอง เพื่อนเกลอของแม่สาวงามก็พูดขึ้นดังๆ

"สันทนี คุณเดชามาพอดีเชียว"

หญิงสาวที่ถูกดร.ดิเรกป้ายน้ำมันพรายแลเห็นแฟนของหล่อนซึ่งเป็นนายตำรวจกองปราบ หล่อนก็ปราดเข้าไปหา

"พี่...พี่คะ จับอ้ายสองคนนี่ไปโรงพัก หนังเหนิงอย่าดูมันเลย"

อัศวินรูปหล่อในเครื่องแบบพลเรือนทำหน้าตื่นๆ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือแอ๋ว"

สันทนีหน้างอเหมือนม้าหมากรุก

"อ้ายหมอนี่อยู่ดีๆก็มาจับมือถือแขนแอ๋วค่ะ แล้วก็เจ้าคนนั้นพวกเดียวกัน เห็นคนมามุงดูก็ร้องขึ้นว่า ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น เรื่องของผัวเมียกัน"

ร.ต.อ. เดชาหันขวับมาทางนิกรกับดร.ดิเรกทันที แล้วเดินเข้ามาหา

"คุณหมิ่นประมาทและทำให้แฟนของผมต้องเสียอิสรภาพ ในนามของอัศวินแหวนเพชร "

นิกรเสริมขึ้นทันที

"เพชรลูกหรือเพชรซีกครับ"

"เพชรลูกโว้ย" อัศวินหนุ่มตะโกนลั่น

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"พูดโว้ยกับราษฎร ประเดี๋ยวผมฟ้องนะจะบอกให้"

ร.ต.อ. เดชาขบกรามกรอด

"ถ้าเช่นนั้นไปพูดกันที่โรงพักดีกว่า ความจริงลักษณะของคุณทั้งสองไม่น่าจะเป็นกุ๊ยเลย"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"นี่แหละครับ ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง หรือที่ศรีปราชญ์ท่านว่า...ขาวแต่นอกในไซร้ แน่แท้ ปิ๊ดปี๋"

นายตำรวจอดหัวเราะไม่ได้

"ไปโรงพักเถอะครับ ผมจับคุณทั้งสองในฐานหมิ่นประมาทคนรักของผม และทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ"

ดร.ดิเรกยิ้มให้อัศวินหนุ่ม

"ไปซีครับ ผมกับเพื่อนขึ้นรถยนต์ไปได้ไหมครับ"

ร.ต.อ. เดชาสั่นศีรษะ

"ไม่ได้ ต้องเดินไปด้วยกัน"

สองสหายไม่กล้าขัดขืนเจ้าพนักงาน อัศวินหนุ่มพาผู้ต้องหาทั้งสองมาพร้อมด้วยคนรักของเขาและเพื่อนของหล่อนไปกองปราบ

พล พัชราภรณ์ พากิมหงวนกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯตามไปโรงพัก เสี่ยหงวนว่าเขาจะประกันเพื่อนของเขาทั้งสองเอง ตำรวจจะเอาหลักทรัพย์สักกี่ล้านก็ได้

ท่านที่รัก ท่านเชื่อไหมว่า เมื่อไปถึงสถานีตำรวจแล้ว สันทนีสาวสังคมผู้เป็นเจ้าทุกข์กลับเป็นฝ่ายกราบไหว้ขอโทษดร.ดิเรก

นายแพทย์หนุ่มให้การว่า เขาคือ ดอกเตอร์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นายแพทย์ผู้ใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่ เขายอมรับว่าเขาจับแขนเจ้าทุกข์จริง ที่ทำไปก็เพราะเจ้าทุกข์หน้าซีดเผือด มีท่าทีเหมือนกับจะเป็นลม เขาต้องการเตือนสันทนีให้รู้ตัว แต่แล้วเขาก็ถูกสันทนีตบหน้า

เท่านี้เอง ความชิงชังก็กลายเป็นความเคารพนับถือ สันทนีได้กราบไหว้ขอโทษขอโพยดร.ดิเรกและขอบคุณเขามากมาย หล่อนว่า ขณะที่เขาจับแขนหล่อนนั้น หล่อนกำลังจะเป็นลมจริงๆ เพราะหล่อนกับเพื่อนยืนตากแดกและแดดร้อนจัดมาก

เป็นอันว่าตำรวจได้ปล่อยผู้ต้องหาทั้งสองโดยดี

ดร.ดิเรกขว้างขวดน้ำมันพราย เขาสบถสาบานว่าสิ้นสุดกันทีสำหรับเรื่องน้ำมันพราย

จบตอน