พล นิกร กิมหงวน 208 : สี่วีรชน

สี่สหายของเราเป็นผู้ที่มีเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายจากกองบัญชาการทหารสูงสุด ให้ทำงานสำคัญชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติ ซึ่งงานนี้เป็นความลับที่สุด ทางราชการทหารบก ได้ร่วมมือกับกรมตำรวจและกรมราชทัณฑ์วางแผนไว้เป็นขั้นๆ อย่าง

รอบคอบและสมเหตุสมผล

บางท่านอาจจะไม่ทราบว่า คณะพรรคสี่สหายของเราเป็นนายทหารพิเศษของกองทัพบก จึงขอเรียนให้ทราบเสียด้วยว่า พล นิกร กิมหงวน มียศเป็นพันตรี ส่วน ดร. ดิเรก เป็นพันเอก และเจ้าแห้วเป็นสิบโท ทุกคนมีเงินเดือนตามยศ ในวงการทหารย่อมทราบดีว่า ดร. ดิ

เรก กับเพื่อนเกลอของเขามีคุณประโยชน์ต่อกองทัพไทยทั้ง ๓ ทัพ และประเทศชาติของเรามาก

เราจะได้เริ่มเรื่องของสี่สหาย หรือสี่วีรชนในตอนหัวค่ำคืนวันหนึ่ง ซึ่งสี่สหายของเราอยู่ในบทบาทของอันธพาลหรือกุ๊ยขนาดหนัก อันเป็นแผนเริ่มต้นหรือแผนแรกของงานสำคัญนี้

เวลาประมาณ ๑๙.๓๐ น.

มอริสเก๋งป้ายเหลืองคันนั้นแล่นมาจอดหน้าบาร์แห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยเอะอะเอ็ดตะโรของ คณะพรรคสี่สหาย อาเสี่ยกิมหงวนนั่งคู่กับคนขับรถ พล นิกร และนายแพทย์หนุ่มนั่งอยู่ข้างหลัง สี่สหายไว้หนวดแบบต่างๆ กันปิดบังใบหน้าอันแท้จริงเพื่อไม่

ให้คนรู้จักจำได้ พลไว้หนวดเป็นระเบียบเรียบร้อย นิกรไว้แบบชาลีแช็ปปลิน อาเสี่ยกิมหงวนกับ ดร. ดิเรกไว้ทั้งหนวดและทั้งเครา ทำให้หน้าตาดุร้ายเหมือนอาชญากรหรือนักเลงทั้งหลาย ซึ่งสี่สหายได้ฝึกซ้อมบทบาทกุ๊ยขนาดมหากุ๊ยอยู่หลายวัน

ก่อนจะลงจากรถ กิมหงวนได้พยักหน้าและกล่าวถามโชเฟ่อร์หนุ่มซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับลูกจีน

"เอาเท่าไรอ้ายน้องชาย อั๊วใช้รถลื้อราวสองชั่วโมง"

คนขับรถนิ่งคิดสักครู่

"ขอ ๖๐ บาทก็แล้วกันครับ"

กิมหงวนถ่มน้ำลายลงบนพื้นรถ ในท่าทางกักขฬะ

"๖๐ เรอะ ตีนเอาไหมล่ะ มันจะขูดเลือดกันมากไปโว้ย อั๊วเคยนั่งชั่วโมงละบาทเดียวเท่านั้น"

คนขับรถทำหน้าชอบกล

"ไม่มีหรอกครับ ชั่วโมงละบาท"

เสี่ยหงวนทำปากเบี้ยว

"เดี๋ยวถีบตกรถ ทำไมจะไม่มีวะ รถ ร.ส.พ. ท่าเตียนถนนตกยังไง ขาไป ๕๐ สตางค์ ขากลับ ๕๐ สตางค์ ไปมาชั่วโมงหนึ่งบาทพอดี"

นิกรพูดตัดบท

"อย่าทะเลาะกันเลยโว้ย ให้มันไป ๒๐ บาท ถ้ามันไม่เอาก็ให้มันแดก ๙ มม. สักลูก" พูดจบนิกรก็ยกมือตบศีรษะคนรถ "เฮ้ย รู้ไหมละว่าพวกอั๊วเป็นใคร"

คนขับรถหันมามองดูนิกร

"ไม่ทราบครับ แต่ผมสงสัยว่าพวกคุณคงเพิ่งออกมาจากคุก"

นิกรทำคอย่น พลยกบุหรี่เขี่ยขี้บุหรี่ลงบนศีรษะโชเฟ่อร์หนุ่ม แล้วยกมือซ้ายจับหูขวาคนรถบิดค่อนข้างแรง

"เข้าใจเสียใหม่ อ้ายน้องชาย มือชั้นพวกอั๊วไม่เคยติดคุกโว้ย"

คนขับรถเดือดดาลอย่างยิ่ง

"พูดกันดีๆ ก็ได้นี่คุณ ทำไมถึงต้องรังแกผม"

ดร. ดิเรกยกมือดีดจมูกคนรถดังเพี๊ยะ

"ดูหน้าพวกเราและจำไว้ให้ดี เรา ๔ คน คือเจ้าพ่อบางนกเขา อยู่กาญจนบุรีแค่นี้เอง" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับพรรคพวกของเขา "ไปโว้ย พวกเราค่ารถไม่ต้องจ่าย อยู่เมืองกาญจน์แม้แต่รถไฟกูยังขึ้นไม่เสียอัฐนี่หว่า การรถไฟส่งตั๋วฟรีไปให้ทุกปี"

สี่สหายต่างพากันลงจากรถ ทั้ง ๔ คนแต่งกายบอกความเป็นอันธพาลเต็มตัว สวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อยืดคอกลมริ้วหรือลายต่างๆ แขนทั้งสองข้างสักมังกรหรือลวดลายอันทุเรศตา ซึ่ง ดร. ดิเรก ใช้น้ำหมึกวิทยาศาสตร์เขียนให้ มันจะติดแนบเนื้อราวสองสัปดาห์แล้ว

ค่อยๆ จางหายไปเอง

คนขับรถรีบพรวดพราดลงมาจากรถ

"คุณครับ ว่ายังไงครับคุณ ค่าโดยสารยังไม่จ่ายให้ผม"

นิกรยกมือดึงขอบกางเกงขึ้น เดินส่ายอาดๆ เข้ามาหาคนขับรถแท็กซี่

"ถ้าไม่จ่ายจะมีอะไรเกิดขึ้น"

โชเฟ่อร์หนุ่มเป็นคนทำมาหากินไม่ใช่คนอันธพาลจึงตอบนิกรตามตรง

"ถ้าไม่กรุณาผม ผมก็ต้องพึ่งตำรวจแหละครับ"

นิกรเค้นหัวเราะ ดึงปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาควงเล่น

"ตำรวจหรือเพื่อน เชิญไปตามมา โรงพักลุมพินีอยู่แค่นี้เอง ถ้าแกไปแจ้งความก็บอกให้นายร้อยเวรเขารู้ด้วยว่า เจ้าพ่อบางนกเขาทั้ง ๔ คนอยู่ที่บาร์ฟอร์เก๊ตมีน๊อทนี้ แล้วก็เราทุกคนมีปืนและระเบิดมือ ฉะนั้นการจับเราก็เท่ากับจับพระกาฬ" พูดจบ นิกรก็บ้วนน้ำลายปรี๊ด

ถูกหน้าอกเสื้อเชิ้ทคนขับรถพอดี แต่มีน้ำลายเพียงนิดเดียวเท่านั้น

โชเฟ่อร์หนุ่มโกรธจนหน้าเขียว

"แล้วทำไมต้องถ่มน้ำลายรดผมด้วยล่ะครับ"

นิกรยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"รดเสื้อยืดโว้ยไม่ได้รดผม พูดมากเดี๋ยวซัดตูมเข้าให้เลย ตัวต่อตัวเอาไหมล่ะ"

"ผมไม่สู้หรอกครับ"

นิกรแกล้งส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโร เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งหยุดยืนมองดู ทั้งนี้ก็เพราะสี่สหายต้องการก่อสถานการณ์ขึ้น

"ไม่สู้ยังไงวะ ลูกผู้ชายไม่สู้คนก๊อหมาซีวะ เอายังงี้ไหมล่ะ ลื้อไปตามเมียลื้อกับแม่ยายลื้อมาอีกสองคน อั๊วต่อให้สามคนเอ้า"

คนขับรถเต็มไปด้วยความชิงชัง เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นกุ๊ยหรืออันธพาลขนาดหนัก เขาไม่ยอมโต้ตอบอะไรอีก หมุนตัวกลับเดินไปรถมอริสเก๋งของเขา อาเสี่ยกิมหงวนดึงปืนพกที่เหน็บเอวออกมายกขึ้นยิงขึ้นฟ้าหนึ่งนัดเสียงดังกึกก้อง คนขับรถอกสั่นขวัญแขวนรีบ

สต๊าทเครื่องเข้าเกียร์นำรถออกแล่นไปจากที่นั้นอย่างรวดเร็ว ผ่านพวกไทยมุงกลุ่มนั้นก็พากันวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน

พลเดินนำหน้า พาเพื่อนเกลอทั้งสามบุกเข้าไปในบาร์ฟอร์เก๊ทมีน๊อท ซึ่งเป็นไนท์คลับของคนชั้นสูง ดนตรีเพราะ พ้าทเน่อร์สวย อาหารอร่อย แต่ราคาแพงลิบ

เจ้าแขกยามเข้าใจว่าสี่สหายเป็นกุ๊ยหรืออันธพาลก็ยืนขวางหน้าประตูรั้วเหล็กไม่ยอมให้เข้าไป พล พัชราภรณ์เริ่มแสดงบทบาทกุ๊ยทันที

"หลีกไปอ้ายบัง"

เจ้าหนุ่มภารตะสั่นศีรษะ

"หลีกทำมะไร๋ เข้าไม่ได้น่า"

"เข้าไม่ได้" พลพูดเสียงกร้าว แล้วปล่อยอัปเป้อร์คัทขวาถูกลิ้นปี่เจ้าบังดังอั้ก "นี่แน่ะ เข้าไม่ได้"

เจ้าบังตัวโก่งขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"โอ๊ย-อีนี้เข้าได้คะร๊าบ หมัดหนักเหมือนโผนน่ะนายจ๋า"

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่ พาเพื่อนเกลอทั้งสามเดินเข้าไปในบาร์ฟอร์เก๊ทมีน๊อท ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ภายในห้องโถงของบาร์ เต็มไปด้วยสุภาพชนชั้นสูงหรือคนมีเงินนั่นเอง มีชาวต่างประเทศหลายชาติปะปนอยู่ด้วย ทุกคนทั้งคนไทยและคนเทศ แต่งกายสากลภูมิฐาน

สี่สหายยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างฟลอร์ลีลาศ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งสากลเรียบร้อยนั่งจิบเบียร์อยู่ที่โต๊ะโต๊ะหนึ่งทางมุมมืด บนโต๊ะอาหารทุกโต๊ะมีโทรศัพท์ เมื่อท่านเจ้าคุณแลเห็นสี่สหาย ท่านก็รีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นต่อโทรศัพท์ไปถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งแจ้งให้

ทราบว่า มีอันธพาลกลุ่มหนึ่งอาละวาดอยู่ที่บาร์ฟอร์เก๊ทมีน๊อท ขอให้ส่งนักข่าวและช่างภาพมาโดยเร็ว เมื่อพูดเสร็จแล้วท่านเจ้าคุณก็พูดโทรศัพท์ไปตามหนังสือพิมพ์รายวันอื่นๆ อีกหลายฉบับ การกระทำของ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ในแผนแรกของสี่สหาย

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ยืนอยู่เกือบ ๕ นาที ก็ไม่มีใครมาต้อนรับ ทุกคนและเห็น เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วแต่ทำเป็นไม่เห็น พลเดินปราดไปที่เค้าเตอร์ จ้องตาเขม็งมองดูผู้จัดการบาร์ ซึ่งคุยกับแค็ชเชียร์สาวอยู่หลังเค้าเตอร์ แล้วพลก็ยกมือทุบเค้าเตอร์ค่อนข้าง

แรง

"เฮ้ย-พวกอั๊วเข้ามาในบาร์นี่นานแล้ว ไม่เห็นมีหมามาต้อนรับสักตัว เข้าใจว่าเจ้าพ่อบางนกเขาไม่มีเงินให้หรือยังไงวะ ถ้าไม่ขายพวกอั๊ว บาร์นี้ฉิบหายนะโว้ย"

ผู้จัดการบาร์ สุภาพบุรุษในวัยกลางคนมองดูพลอย่างเหยียดหยาม แล้วกล่าวว่า

"ที่นี่ต้อนรับแต่สุภาพชนเท่านั้น สำหรับพวกแกเราไม่ต้อนรับ แล้วก็เชิญออกไปได้ก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจมาจัดการกับพวกแก"

คราวนี้อาเสี่ยกิมหงวนโมโหจริงๆ

"ชะ ช้า...ถุย...ถุย ๕๐๐ หน แกมีตาเสียเปล่าๆ หามีแววไม่" พูดจบเสี่ยหงวนก็นึกขึ้นได้ว่าเขากับเพื่อนๆ กำลังแสดงบทบาทจอมอันธพาลเพื่องานสำคัญของชาติ อาเสี่ยจึงหยุดพูดแล้วพยักหน้ากับเพื่อนๆ "เอาเลยพวกเราอาละวาดสุดเหวี่ยงโว้ย"

ดร. ดิเรกแสดงบทบาทยอดกุ๊ยเดินปรี่เข้ามาที่เค้าเตอร์ แล้วยกมือขวากวาดขวดเหล้าแก้วเหล้า และข้าวของต่างๆ หล่นลงมาแตกโครมคราม อาเสี่ยกิมหงวนกระโจนขึ้นไปยืนบนเค้าเตอร์ ยกเท้าเตะเฉียดหน้าผู้จัดการบาร์ไปนิดเดียวแล้วประกาศชื่อตนเอง

"กูนี่แหละโว้ย ไกร แก้วกนก ดาวร้ายบางนกแขวก เอ๊ย...บางนกเขาพูดผิดไปว่ะ"

ผู้จัดการบาร์ผุดลุกขึ้น ทันใดนั้นเองเจ้าหนุ่มร่างยักษ์คนหนึ่งก็เดินปรี่เข้ามาหาสี่สหาย เขาคือนักเลงคุมบาร์นี้ แต่แต่งกายแบบสุภาพชน สวมกางเกงขายาวสีเทา เชิ้ทแขนยาวสีขาวผูกเน็คไทเงื่อนกลาสี สุขหรือพี่สุขนักเลงใหญ่คลองเตยเงยหน้าขึ้นมองดูกิมหงวน ซึ่ง

กำลังยืนวางท่ากวนอวัยวะเบื้องต่ำอยู่บนเค้าเตอร์ แล้วเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"นักเลงเรอะพี่ชาย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เออ-กันนี่แหละนักเลง"

เจ้าสุขยิ้มแค่นๆ

"โดดลงมาซี คนจริงอย่างนี้กันอยากพบมานานแล้ว"

เสี่ยหงวนกระโดดลงมาจากเค้าเตอร์ และโดยไม่มีการพูดพล่ามทำเพลงเขาปราดเข้าชกนักเลงคุมบาร์ด้วยหมัดตรงขวาเต็มเหนี่ยว สุขถูกหมัดกระเด็นออกไปปะทะโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่ง กิมหงวนแหกปากหัวเราะลั่น

"มา-เข้ามาอ้ายน้องชาย นักเลงเมืองกาญจน์ฯ น่ะ ล้วนแต่แน่กว่าแกมากนัก ถูกตีนกันเข้าทีสองทีเท่านั้นวิ่งหางจุกตูดร้องเป๋งๆ ไม่รู้ทางไป"

เจ้าสุขขบกรามกรอด

"นั่นมันหมาโว้ย"

"ก็หมาน่ะซี" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

สุขปรี่เข้าตะลุมบอนกิมหงวน ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด พลเผ่นขึ้นไปนั่งบนเค้าเตอร์ มือขวาถือปืนพกควงเล่นแล้วร้องประกาศก้อง

"ตัวต่อตัวโว้ย คนอื่นธุระไม่ใช่ ใครขืนยุ่งเกี่ยว เป็นแดกลูกตะกั่ว"

นิกรร้องตะโกนหนุนกิมหงวน

"อ้ายไกร หน้ามันไม่เหมือนพ่อมึง มัวจรดหมัดอยู่ทำไมวะ ใส่เลย เตะให้คอขาด...เอามันให้อยู่"

อาเสี่ยเจอหมัดของเจ้าสุขถึงกับหน้าปั่นไปปั่นมา แต่แล้วนักเลงคุมบาร์ก็ถูกฮุคขวาของกิมหงวนเข้าที่ปลายคางพอดี เจ้าสุขเซแซ่ดๆ ไปทางฟลอร์ลีลาศเสี่ยหงวนรุกประชิดติดพันไม่ยอมให้คู่ต่อสู้ตั้งตัวติด เหวี่ยงเท้าซ้ายประเคนถูกก้านคอนักเลงคุมบาร์ดังฉาด หนักแน่น

รุนแรงเหมือนฟาดด้วยสากตำข้าว เจ้าสุขล้มฮวบลงบนฟลอร์ เขาพยายามลุกขึ้นมา แต่แล้วก็ล้มลงไปอีก นอนคว่ำหน้าสิ้นสติสมปะดี

พล นิกร และ ดร. ดิเรกต่างตบมือหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน กิมหงวนหันไปมองดูผู้จัดการบาร์ซึ่งยืนนิ่งเฉยอยู่หลังเค้าเตอร์

"ลื้อเอานักเลงชั้นสวะที่ไหนมาคุมบาร์วะ อั๊วยังไม่ทันได้เหงื่อเลยนอนหมอบเสียแล้ว"

ผู้จัดการบาร์พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งแล้วเดินออกมาจากเค้าเตอร์ นิกรแลเห็นเข้าก็ยกแขนขึ้นการ์ดในท่ามวยแล้วเต้นเท้าเข้าไปหา ผู้จัดการเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบหยุดชะงักโบกมือห้าม

"เปล่าๆๆ ผมไม่ได้คิดสู้คุณหรอก แฮ่ะ แฮ่ะ ขออย่าให้มีเรื่องมีราวอีกเลยครับ ถ้าพวกคุณต้องการรับประทานอาหารหรือเหล้าก็เชิญไปนั่งโต๊ะ แล้วสั่งจากคนรับใช้ตามความประสงค์"

พลกระโดดลงมาจากเค้าเตอร์เดินเข้ามาหากิมหงวน

"หมัดแกแน่มากโว้ย ไกร"

อาเสี่ยยิ้มแป้น ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง มองดูนักเลงคุมบาร์ซึ่งกำลังถูกบ๋อยสองคนช่วยกันหามร่องแร่งออกไป

"ก็เอานักเลงส้นมือพรรค์ยังงี้มาคุมบาร์นี่หว่า ไม่มีฝีมือเสียเลย ไปโว้ยพวกเรา ไปนั่งกินเหล้ากัน ถ้าบาร์นี้ไม่ยอมขายเหล้าหรืออาหารให้เรา เราจะอาละวาดให้สุดเหวี่ยง" อาเสี่ยพูดเสียงเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนกับว่าเขาอยู่เหนือกฎหมาย

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เผาบาร์เสียเลยดีไหมวะ กูแสดงเอง ผิดนักกูก็ยอมถูกยิงเป้า"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"อย่าเพิ่งเผาเลยวะ ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงแถวนี้เขาจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย"

สี่สหายพากันเดินไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง ท่ามกลางสายตาของใครต่อใครที่พากันมองดู สุภาพบุรุษหลายคนรีบกลับบ้าน เพราะกลัวจะมีเรื่องและไม่อยากเห็นเหตุการณ์ในขึ้นฆ่ากันตาย

พนักงานรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะสี่สหาย

"ต้องการอะไรบ้างครับ"

อาเสี่ยยิ้มให้ในท่ายียวนกวนประสาท

"ถ้าอั๊วต้องการกระแทกหน้าลื้อสักที ลื้อจะว่ายังไง"

เจ้าบ๋อยหนุ่มรีบยกมือไหว้ทันที

"ผมกลัวแล้วครับ พี่ทั้งสี่คนเป็นยอดนักเลงจริงๆ "

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ลื้อคงเห็นแล้วซี ที่อั๊วคว่ำนักเลงคุมบาร์ที่นี่อย่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ทั้งๆ ที่อั๊วยังไม่ได้ปล่อยลวดลายสักนิด"

"เห็นแล้วครับ" บ๋อยตอบนอบน้อม "ผมขอฝากตัวเป็นเด็กของพี่ด้วยนะครับ แล้วก็ถ้าพี่มีลูกละก้อ กรุณาให้ผมสักตัวได้ไหมครับ ผมจะส่งไปเฝ้าสวนพ่อผม"

เสี่ยหงวนนิ่งคิด

"อ้าว พูดยังงี้หมายความว่ายังไง ดูถูกอั๊วหรือ"

"โอ๊ะ...เปล่าครับ ผมพูดจริงๆ "

นิกรพูดขัดขึ้นทันที

"ฝอยมากไปแล้วอ้ายน้องชาย ไปเอาเหล้ามาหนึ่งขวด โซดาสองขวด แหนมสองจาน สำหรับอาหารจะสั่งทีหลัง เข้าใจ๋"

"เข้าใจครับ"

นิกรพยักหน้า

"เข้าใจก็ดีแล้ว ถ้าไม่เข้าใจจะถูกเตะ นักเลงอย่างอั๊วเป็นโรคชอบเตะคนว่ะ บางทีไม่รู้จะเตะใครก็เตะตัวเอง"

เจ้าบ๋อยหนุ่มรีบเดินไปจากที่นั้น ดร. ดิเรกนึกครึ้มขึ้นมาก็ลุกขึ้นยกเก้าอี้ตัวหนึ่งทุ่มไปกลางฟลอร์ แล้วตะโกนลั่น

"บาร์นี้ใครเป็นนักเลงวะ มา-เรียงหน้ามา กูนี่แหละโว้ย อ้ายดวง สีใส เจ้าพ่อบางนกเขา ไม่แน่จริงไม่มาเหยียบกรุงเทพฯ โว้ย วันนี้กูอยากยิงคนทิ้งเหลือเกิน"

บรรดาผู้ที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ตามโต๊ะต่างๆ นักดนตรี พ้าทเน่อร์และพนักงานของบาร์ฟอร์เก๊ทมีน๊อทต่างหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน อย่างไรก็ตามแค็ชเชียร์สาวได้โทรศัพท์ไปยังสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี แจ้งเรื่องอันธพาลทั้ง ๔ คน มาอาละวาดที่บาร์นี้ให้นายสิบ

เวรทราบแล้ว

พนักงานรับใช้รีบนำเหล้าและโซดามาเสิร์ฟให้ คณะพรรคสี่สหายโดยด่วน ขณะนี้เองตำรวจนครบาลในเครื่องแบบรวม ๘ คน ซึ่งมีนายร้อยตำรวจโทเป็นผู้ควบคุมก็พากันเข้ามาในบาร์ฟอร์เก๊ทมีน๊อทอย่างเร่งร้อน คนขับรถแท็กซี่มอริสเก๋งคันนั้นติดตามเข้ามาด้วย

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกนั่งดื่มเหล้ากันและสนทนากันอย่างครื้นเครง แต่ผู้ที่อยู่ในบาร์เงียบกริบ อาเสี่ยกิมหงวนแลเห็นพวกตำรวจเดินผ่านฟลอร์ตรงเข้ามาเขาก็หัวเราะชอบอกชอบใจ แล้วชี้มือบอกเพื่อนๆ

"เฮ้ย...โปลิศมาโว้ย"

สามสหายต่างตบมือหัวเราะลั่น แล้วลุกขึ้นยืนทำท่าเหมือนจะต่อสู้เจ้าพนักงาน ดร. ดิเรกยักคิ้วให้รองสารวัตร

"ไงครับ หมวด จะมาจับพวกผมหรือยังไง"

ร.ต.ท. ยศ จิตรเกษม รองสารวัตรมองดูสี่สหายอย่างเกลียดชังและมั่นใจว่า พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกเป็นจอมอันธพาลที่ควรจะไปอยู่ในคุกลาดยาวนานแล้ว

"ถูกละ กันมาจับแกทั้งสี่คน"

เสี่ยหงวนแหกปากหัวเราะ

"ข้อหาอะไรกัน ผู้หมวดเจ้าขา"

"อ้าว....อย่ามายวนกับอั๊วนะ ข้อหาก็คือนั่งแท็กซี่ไม่จ่ายเงิน ข่มเหงรังแกคนรถ มีการบิดหู เขกกบาล ทำให้เสียอิสรภาพ นอกจากนี้ทางบาร์ยังโทรศัพท์บอกว่าแกสี่คนอาละวาด ทุบข้าวของเสียหายและทำร้ายร่างกายคนดูแลสถานที่"

นิกรเก๊กหน้าให้ดุๆ เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้านายตำรวจหนุ่ม

"หมวดรู้จักผมไหม"

"แกเป็นใครไม่สำคัญ ใครทำผิดกฎหมายอั๊วจับทั้งนั้น"

"แต่เจ้าพ่อบางนกเขาไม่เคยยอมให้ตำรวจจับ ผมคือนิตย์ พี่เบิ้มบางนกเขา ผู้หมวดรู้จักผมไว้เถอะน่า เมื่อถูกย้ายไปอยู่เมืองกาญจน์ ผู้หมวดจะต้องพึ่งผม"

ร.ต.ท. ยศ ยกมือขวาจับแขนนิกร

"ดีแล้ว ไปพูดกันที่โรงพัก พวกลื้อสี่คนมีหวังไปอยู่คุกลาดยาวแน่นอน"

นิกรสลัดแขนออก แล้วผลักหน้าอกรองสารวัตรซวนเซไป

"มา...เข้ามาจับ ถ้าอยากเจ็บตัว"

รองสารวัตรกับตำรวจเฮโลเข้ามาจับกุมสี่สหายทันที พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกต่อสู้อย่างอุตลุด ตำรวจกับอันธพาลจำแลงปะทะกันด้วยหมัดในระหว่าง ๔ ต่อ ๘ ช่างภาพหนังสือพิมพ์สามสี่คนวิ่งเข้ามาถ่ายภาพไว้หลายภาพ เมื่อการต่อสู้ผ่านพ้นไปสักครู่ พล, นิกร, กิม

หงวน และ ดร. ดิเรกก็ถูกจับใส่กุญแจมือ ร.ต.ท ยศ กับตำรวจในบังคับบัญชาของเขาหน้าตาฟกช้ำดำเขียวไปตามกัน ตำรวจช่วยกันฉุดกระชากลากตัวสี่สหายออกไปจากบาร์ฟอร์เก๊ทมีน๊อท ผู้ที่ประสบเหตุต่างสาปแช่ง คณะพรรคสี่สหาย ซึ่งไม่มีใครรู้ความจริงในเรื่องนี้ แม้กระทั่ง ร

.ต.ท. ยศ จิตรเกษม

หนังสือพิมพ์รายวัน ฉบับเข้า วันรุ่งขึ้น ต่างเสนอข่าวพาดหัวอย่างครึกโครม ๔ อันธพาลเจ้าพ่อบางนกเขากาญจนบุรีเปิดฉากอาละวาดสุดเหวี่ยง เริ่มต้นด้วยนั่งแท็กซี่ไม่จ่ายทรัพย์ ทำร้ายข่มขู่คนขับรถ และยิงปืนขู่ ทั้ง ๔ คนบุกเข้าไปในบาร์ฟอร์เก๊ทมีน๊อท ทุบข้าวของบน

เค้าเตอร์ ซ้อมผู้ดูแลสถานที่จนสลบ เมื่อ ร.ต.ท ยศ จิตรเกษม รองสารวัตรปกครองป้องกันแห่งสถานีตำรวจนครบาลลุมพินียกกำลังตำรวจมาจับกุม จอมอันธพาลทั้ง ๔ คน ได้ต่อสู้อย่างดุเดือด จนตำรวจได้รับบาดเจ็บหน้าตาฟกช้ำดำเขียวไปตามกัน แต่ในที่สุดเจ้าพนักงานก็สามารถ

จับกุมได้

อันธพาลทั้ง ๔ คนนี้หน้าตาโหดเหี้ยมไว้หนวดเครารุงรัง ลักษณะท่าทางเป็นคนกักขฬะหยาบช้า มีรายนามดังต่อไปนี้ คือ นายพุด แสงเทียน นายนิตย์ ยิ่งยง นายไกร แก้วกนก และนาย ดวง สีใส จากการสอบสวนปรากฏว่า ทั้ง ๔ คนเป็นนักเลงใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี

หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า พล.ต.ท สัมฤทธิ์ มธุรพจน์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายปราบปราม ได้มีคำสั่งห้ามเยี่ยมห้ามประกันอย่างเด็ดขาด เพราะถือเสียว่า จอมอันธพาลทั้ง ๔ คนนี้ออกจะกำแหงหาญมาก ท่านผู้ช่วยอธิบดีได้สั่งให้สารวัตรใหญ่แห่งสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี

นำตัวอันธพาลทั้ง ๔ ไปคุมขังไว้ที่ตึกสันติบาลแล้ว

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

เจ้าพ่อบางนกเขาทั้ง ๔ คนถูกนำตัวไปพบกับท่าน พล.ต.ท สัมฤทธิ์ มธุรพจน์ ที่ห้องทำงานของท่าน พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกถูกใส่กุญแจมือ และมีตำรวจควบคุมถึง ๓ คน สี่สหายของเราได้แสดงบทบาทของมหากุ๊ยหรืออันธพาลได้ดีเยี่ยม พวกตำรวจหมั่นไส้ไป

ตามกัน และโชคดีที่สุดที่ไม่มีใครจำสี่สหายของเราได้ทั้งๆ ที่นายตำรวจหลายต่อหลายคนรู้จักคุ้นเคยกับสี่สหายเป็นอย่างดี และได้เคยเห็นหน้าสี่สหายใกล้ๆ

เมื่อตำรวจทั้งสามคน นำตัวอันธพาลบรรดาศักดิ์ทั้ง ๔ คน เข้ามาในห้องของท่านผู้ช่วยอธิบดีตำรวจ ทุกคนก็แลเห็นท่านนายพล ซึ่งแต่งกายแบบสากล นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะของท่านตามลำดับ ซึ่งห้องนี้มีเครื่องปรับอากาศประตูหน้าห้องเป็นประตูกระจกฝ้า หน้าต่างด้านหลัง

ตึกติดกระจก ภายในห้องเย็นสบาย

ตำรวจทั้งสามคน ต่างชิดเท้าตรงกระทำความเคารพท่านผู้ช่วยอธิบดีด้วยวินัยอันแข็งแรง แล้วนายสิบตำรวจโทก็รายงานให้ท่านทราบ

"กระผมได้นำผู้ต้องหาทั้งสี่คนมาพบท่านตามคำสั่งแล้วขอรับ"

ท่านนายพลพยักหน้ารับทราบ

"ดีมาก นำผู้ต้องหาไปนั่งบนม้ายาวนั่น แล้วเธอสามคนออกไปนั่งรอคอยอยู่นอกห้อง ฉันจะสอบสวนผู้ต้องหาสักครู่"

ตำรวจทั้งสามคนต่างชิดเท้าตรง ต่อจากนั้นก็พา พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ไปนั่งบนม้ายาวด้านขวาของห้อง แล้วตำรวจก็พากันออกไป ท่านนายพลเปลี่ยนสีหน้าอันเคร่งเครียดเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส ท่านรีบลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหา คณะพรรคสี่สหาย

"วิเศษมากครับ แผนราชการลับแผนหนึ่งของเราผ่านมาอย่างเรียบร้อย" ท่านผู้ช่วยอธิบดีพูดยิ้มๆ "ผมเห็นใจจริงๆ ที่อาจารย์และคุณๆ ทั้งสามต้องอยู่ในสภาพของผู้ต้องหา เป็นยังไงบ้างครับ" พูดจบท่านนายพลก็ยกเก้าอี้ที่ริมผนังตึกมาตั้งตรงข้ามกับม้ายาวแล้วทรุดตัว

ลงนั่ง

พลยิ้มให้ท่านนายพล

"แย่หน่อยครับ ถ้าไม่คิดว่าทำงานเพื่อชาติก็เห็นจะทนไม่ไหว ท่านดูซีครับ พวกผมถูกตำรวจต่อยหน้าตายับเยินไปตามกัน"

พล.ต.ท สัมฤทธิ์ หัวเราะเสียงกังวาน

"แต่ตำรวจของผมก็แย่เหมือนกัน รองสารวัตรปากปลิ้นเหมือนครุฑ นายสิบคนหนึ่งโหนกแก้มขวาแตก นอกนั้นฟกช้ำดำเขียว"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ผมสงสารคนรถแท็กซี่ครับ"

ท่านนายพลโบกมือ

"ไม่เป็นไร สารวัตรใหญ่สั่งให้เขาไปพบที่โรงพัก ๑๖.๐๐ น. วันนี้ ผมจะจ่ายเงินให้เขาสัก ๒๐๐ บาท ซึ่งเป็นเงินใช้จ่ายสำหรับราชการลับเรื่องนี้ ผมจะโทรศัพท์เรียกสารวัตรใหญ่มาหาผมมอบเงินให้ไป ส่วนทางบาร์ก็จะจ่ายให้เขา ๓,๕๐๐ บาท ซึ่งผมจะบอกเขาว่าผู้ต้อง

หายอมใช้ค่าเสียหายให้"

ดร. ดิเรกกล่าวกับท่านผู้ช่วยอธิบดีอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะเริ่มแผนสองเมื่อไรครับ"

"บ่ายวันนี้แหละครับอาจารย์ ในราว ๑๔.๐๐ น. ตำรวจจะส่งอาจารย์กับคุณทั้งสามคนไปคุกลาดยาว ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของเรือนจำเข้าใจดีแล้ว"

นิกรทำหน้าละห้อย

"ถูกละครับ เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ของเรือนจำเข้าใจดี แต่พวกอันธพาลที่ลาดยาวเขาไม่เข้าใจนี่ครับ พวกผมหลุดเข้าไปก็คงจะถูกลองดีเป็นแน่ ดีไม่ดีเจอเหล็กขูดช๊าฟหรือหลาวทองเหลืองเข้า ก็เลยม่องเท่งอยู่ในคุกลาดยาวนั่นเอง"

ท่านนายพลหัวเราะเบาๆ

"เจ้าหน้าที่ของเรือนจำ จะให้ความคุ้มครองพวกคุณตลอดเวลา ผมกล้ารับรองว่า พวกคุณจะไม่มีใครเป็นอันตราย ถึงแม้จะต้องไปอยู่ปะปนกับพวกอันธพาลที่นั่น"

ดร. ดิเรกยิ้มให้ท่านนายพล

"ตามแผนสอง พวกเราจะต้องไปอยู่คุกลาดยาว ๕ วัน"

"ถูกแล้วครบ พอวันที่ ๖ ก็ทำงานเป็นแผนสุดท้ายคือหนีออกจากคุกลาดยาว และหลบหนีไปประเทศนั้นเพื่อทำงานสำคัญต่อไป หนังสือพิมพ์ทุกฉบับจะลงข่าว ๔ อันธพาลแหกคุกลาดยาวอย่างครึกโครม หลังจากนั้นกรมตำรวจก็จะส่งประวัติของอาจารย์กับเพื่อนๆ ที่เรา

ปลอมขึ้นไปยังประเทศคาบินเดีย ขอให้ตำรวจของเขาช่วยจับกุมตามสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เราจะวางแผนของเราให้ลึกซึ้งแนบเนียนที่สุด อาจารย์และพวกคุณมีอะไรสงสัยบ้างไหมครับ"

กิมหงวนกล่าวขึ้นทันที

"สังสัยก็ตอนแหกคุกแหละครับ เราตกลงกันว่าตำรวจจะใช้กระสุนซ้อมยิง"

"ครับ แล้วยังไง"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ติ๋งต่างว่า ตำรวจเผลอเรอเอากระสุนจริงใส่ลงไปพวกผมไม่ตายหรือครับ"

"เป็นไปไม่ได้ คุณกิมหงวน เราต้องทำงานกันอย่างรอบคอบ ซึ่งวันนั้นเราจะจ่ายกระสุนซ้อมยิงให้ตำรวจและกระสุนนี้กรมสรรพาวุธทหารบกได้นำส่งมาให้แล้ว ทำได้แนบเนียนเหมือนกระสุนจริงๆ อย่าวิตกเลยครับ"

สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน นิกรกล่าวกับท่านผู้ช่วยอธิบดีอย่างนอบน้อม

"สมมุติว่า หลังจากพวกเราหนีคุกลาดยาว และหลบหนีเข้าไปในประเทศคาบินเดีย เป็นไปตามแผนท่านมั่นใจหรือครับว่า ตำรวจที่นั่นจะไม่จับเราส่งมา"

ท่านนายพลโบกมือแล้วหัวเราะ

"เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้ว คุณนิกร รัฐบาลคาบินเดียได้ประกาศตนเป็นศัตรูของเราจนออกนอกหน้าเพราะคาบินเดียกำลังเริ่มต้นเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งๆ ที่ประชาชนส่วนมากเกลียดชังลัทธิอุบาทว์นี้ พรมแดนประเทศไทยกับคาบินเดียถูกปิดมานานแล้ว คนไทยที่อยู่ในคาบิน

เดียจะถูกตำรวจลับติดตามทุกฝีก้าว เพราะเกรงว่าจะไปทำงานจารกรรม หลายต่อหลายคนที่เป็นนักธุรกิจ ถูกตำรวจคาบินเดียจับตั้งข้อหาร้อยแปด บางทีมันก็ขอดูพาสปอร์ตแล้วฉีกทิ้งเอาดื้อๆ จับฟ้องศาลหาว่าลักลอบเข้าเมือง บางทีก็ใช้ทหารปล้นหรือลอบทำร้าย แต่รัฐบาลคาบิน

เดียจะให้ความช่วยเหลือคนไทยที่เป็นอาชญากรและหนีเข้าไปในประเทศของมัน หางานอาชีพให้ทำ และช่วยเหลือด้วยประการต่างๆ จริงอยู่เรามีสัญญาต่อกันในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่หลายต่อหลายครั้งที่เราขอร้องให้ตำรวจคาบินเดียช่วยจับผู้ร้ายส่งมา มันก็เฉยเสีย

หรือตอบมาว่าจับไม่ได้ ไม่เคยพบเห็นคนร้ายที่เราต้องการ ผมหวังอย่างยิ่งว่าตำรวจคาบินเดียจะต้องเชื่อสนิทว่า คุณๆ กับอาจารย์เป็นอาชญากรที่หลบหนีไปจริงๆ นี่เองจะทำให้คุณๆ กับอาจารย์ทำงานสำคัญยิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และไม่มีปัญหาอะไรอีก

หากพวกคุณทำงานสำเร็จกลับมา ทุกคนก็จะได้เป็นวีรชนของชาติ"

พลยิ้มให้ท่านนายพล

"แต่งานของเราเป็นงานที่ต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตนะครับ ถ้าพลาดถูกจับได้เราก็ถูกยิงเป้า"

"ครับ เป็นความจริง อย่างไรก็ตามการทำงานเช่นนี้ พวกคุณก็ต้องยอมเสี่ยงแหละครับ ประเทศชาติของเราจะรอดพ้นจากความพินาศย่อยยับก็เพราะคุณๆ กับอาจารย์ ถ้าทำไม่สำเร็จพื้นแผ่นดินทั่วประเทศไทยก็จะกลายเป็นสนามรบของสงครามโลกครั้งที่สาม คนไทยจะ

ตายยับและประสบภัยสงคราม บ้านเมืองอันสวยงามจะพังทลายราบซึ่งเรื่องนี้เมื่อวันประชุมครั้งแรกที่กองบัญชาการทหารสูงสุดท่านรองผู้บัญชาการก็ได้ชี้แจงให้ทราบโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร. ดิเรกจึงกล่าวขึ้นอย่างน่าฟัง

"เพื่อประเทศชาติที่รักของเรา เพื่อพี่น้องชาวไทย เพื่อศาสนาและพระมหากษัตริย์ พวกผมทั้งสี่คนจะพยายามทำงานให้สำเร็จ และเราพร้อมแล้วที่จะเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของเรา"

กิมหงวนขบกรามกรอด พูดขึ้นด้วยเสียงเอ็ดตะโร

"ผม...คนไทย เลือดไทย ถึงเลือดยังมีบวกอยู่บ้างทุกๆ หยดก็เป็นเลือดรักชาติ ผมยอมตาย เราสี่คนจะแข่งกันตายเพื่อชาติ"

"เบาๆ ก็ได้ครับ" ท่านนายพลพูดขึ้นทันที "เสียงของคุณอาจจะดังออกไปนอกห้อง ระวังหน่อยซีครับ มันเป็นความลับ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ขอให้พวกผมร้องเพลงปลุกใจ 'สยามานุสสติ' หน่อยได้ไหมครับ เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ"

ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจอดหัวเราะไม่ได้

"ผมคิดว่า เมื่อมันลำบากก็อย่าพยายามร้องเลยครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็จำเนื้อไม่ใคร่ได้เหมือนกัน นั่งรถผ่านหน้ากระทรวงกลาโหมทีไร ผมพยายามอ่านทุกที"

ท่านนายพลมองดูหน้าสี่สหายทีละคน ด้วยความชื่นชมและศรัทธาในตัวสี่สหาย แล้วท่านก็กล่าวว่า

"ขอโทษนะครับ อาจารย์กับพวกคุณๆ เหมือนอ้ายพวกกุ๊ยหรืออันธพาลจริงๆ ครับ นอกจากหนวดเคราแล้วเสื้อผ้าที่สวมใส่ยังบอกให้รู้ว่าเป็นกุ๊ยขนาดหนัก ผมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้สามสี่ฉบับอดหัวเราะไม่ได้ ช่างภาพหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งถ่ายภาพได้สวยมาก

ตอนคุณชกหน้ารองสารวัตรลุมพินีหงายไปเลย และอีกภาพหนึ่งตำรวจสองคนกำลังหิ้วปีกคุณนิกร แต่คุณนิกรยังใช้เท้าดีดคางตำรวจคนหนึ่ง"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"ผมถูกจับไปที่โรงพักใจไม่ดีเลยครับ นึกว่าถ้าตำรวจจะซ้อมพวกเรา ก็เห็นจะต้องบอกความจริงให้รู้"

"อ๋อ ตำรวจยุคนี้ไม่มีการซ้อมผู้ต้องหาหรอกครับ เรื่องนี้ผมจะไม่ยอมบอกให้ตำรวจที่ไปจับพวกคุณรู้ความจริงเลย จนกว่าพวกคุณทำงานเสร็จเรียบร้อยและหนีกลับมาได้ ผมจึงจะบอกให้เขารู้"

ดร. ดิเรกถามขึ้นว่า

"ทางเราติดต่อกับเอกอัครราชทูตไทยเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือครับ"

ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจนิ่งคิด

"ยังครับ แต่เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพะนมสุเมรุจะบินมาถึงกรุงเทพฯ บ่ายวันนี้ เพื่อพบกับท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดเกี่ยวกับราชการลับยิ่งในเรื่องนี้ ระหว่างที่อาจารย์อยู่ในคุกลาดยาวก็คงจะมีการติดต่อกันโดยไม่ให้ใครรู้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่เรือนจำบางคนเท่านั้น

อ้า-เอาละครับ เชิญกลับไปห้องขังได้"

"ว้า" นิกรคราง "คำสั่งของท่านประโยคนี้ผมไม่อยากจะรับฟังเลยครับ"

ท่านนายพลลุกขึ้นยืนแล้วหัวเราะเบาๆ

"ทำอย่างไรได้ครับ เราจำเป็นจะต้องสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่า พวกคุณทั้ง ๔ คน เป็นจอมอันธพาลจริงๆ อย่าลืมว่าบุคคลชั้นนำของประเทศคาบินเดียพูด และอ่านเขียนภาษาไทยได้ดี เขาอ่านหนังสือรายวันของเราทุกฉบับที่คนของเขาส่งไปให้ ผมเชื่อ

ว่าถ้าพวกคุณไปถึงพะนมสุเมรุ บางทีบุคคลชั้นนำของคาบินเดีย อาจจะเกลี้ยกล่อมให้คุณทั้ง ๔ คน เป็นสมุนของเขาเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองและประโยชน์อื่นๆ ถ้าเป็นไปได้เช่นนี้ตามความคาดคะเนของผมแล้ว งานสำคัญของพวกคุณก็คงจะสำเร็จโดยไม่ยากลำบากอะไรนัก"

พล.ต.ท.สัมฤทธิ์ พาตัวเดินไปที่ประตูห้องทำงานของท่าน แล้วผลักบานประตูอออกชะโงกหน้าออกไปเรียกตำรวจ ต่อจากนั้นสันติบาลทั้งสามก็พากันเข้ามาในห้อง

ท่านผู้ช่วยอธิบดีเปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งเครียด

"เอาตัวมันไปมอบให้นายร้อยเวรขังไว้ตามเดิม"

นิกรร้องขึ้นทันที

"ขอความกรุณาครับ"

ท่านนายพลแกล้งทำเป็นดุนิกร

"ว่าไง นายนิตย์"

"อาหารสำหรับผู้ต้องหาเลวเต็มทนครับ มื้อกลางวันกรุณาให้ตำรวจไปซื้อขนมจีบซาละเปาที่ห้อยเทียนเหลามาให้พวกผมได้ไหมครับ"

ท่านนายพลกลั้นหัวเราะแทบแย่

"เสียใจ ช่วยอะไรไม่ได้"

"แหม" นิกรคราง "คนใจร้าย"

ท่านนายพลดุตำรวจทั้งสามคน

"เอาตัวไปซีโว้ย ยังจะร่ำไรอยู่อีก"

สี่สหายถูกนำตัวออกไปจากห้องทำงานของผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจทันที ระหว่างที่พากลับไปห้องคุมขัง บรรดานายตำรวจนายสิบและพลตำรวจหลายคนต่างพากันมองดูอันธพาลทั้ง ๔ และเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอันธพาลจริงๆ

บ่ายวันนั้นเอง

ในราว ๑๔.๓๐ น. รถตรวจการณ์ของสันติบาลรวมสองคันพร้อมด้วยตำรวจในเครื่องแบบ ๖ คนซึ่งมีนายร้อยตำรวจเอกเป็นหัวหน้าได้พาคณะพรรคสี่สหายของเรามาส่งคุกลาดยาวที่บางเขน โดยมีหนังสือนำส่งตัวของกรมตำรวจเรียบร้อย

ประตูใหญ่หน้าเรือนจำเปิดออก เมื่อรถยนต์ของกรมตำรวจทั้งสองคันแล่นผ่านประตูคุกเข้าไปสี่สหายก็ตบมือขึ้นพร้อมๆ กันเป็นจังหวะ และร้องเพลงที่ไม่มีทำนองไม่มีศิลปของเพลงและไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกฟังแล้วบอกว่าเพราะหรือพอฟังได้

"ทิงโจ๊ะถีดทิง ตาเถนขี่ควาย กระต่ายขี่ลิง เอาละวา... ทิงโจ๊ะถีดทิง ตาเถนขี่ควาย กระต่ายขี่ลิง เป๊กพ่อ"

ร.ต.อ. พินิจ ซึ่งนั่งควบคุมสี่สหายอยู่ในรถคันนั้นร้องตวาดขึ้นดังๆ

"หนวกหูโว้ย"

เสี่ยหงวนยื่นหน้าเข้ามาเกือบชิดหน้านายตำรวจหนุ่ม

"หนวกหูก็อย่าฟังซีโว้ย พูดยังงี้ถ้ามืออั๊วไม่ได้ใส่กุญแจมือละก้ออั๊วทิ่มหน้าลื้อแล้ว"

นายตำรวจหนุ่มฝืนหัวเราะ

"เออ-ขอให้เก่งให้ตลอดไปเถอะ ประเดี๋ยวพวกนักเลงในคุกนี้มันก็ต้องลองดีลื้อเอง ฮ่ะ ฮ่ะ"

นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างเหี้ยมหาญ

"ผมอยากจะรู้นักผู้กอง อันธพาลหน้าไหนที่มันจะกล้าลูบคมเจ้าพ่อบางนกกระจอก เอ๊ย... บางนกเขา ฮี่ โธ่... ผมต่อให้ทั้งคุก เตะซ้ายป่ายขวาคนละทีสองที ก็ขี้คร้านวิ่งหางจุกตูดไปตามกัน พูดแล้วจะว่าคุย ผู้กองรู้ไหมว่า โผนน่ะชนะเปเรซเพราะใคร ผมไม่อยากคุยแต่ก็อด

ที่จะอวดไม่ได้"

ร.ต.อ. พินิจหัวเราะหึๆ

"ชนะเพราะคุณทองทศและครูนิยมน่ะซี"

"ถูก" นิกรพูดเสียงหนักแน่น "ไม่ใช่เพราะผมหรอก ถุย"

นายตำรวจหนุ่มชักฉิว

"ถุยทำไมวะ อ้ายนิตย์"

นิกรอมยิ้ม

"ก็ผมเป็นกุ๊ยมันก็ต้องถุยน้ำลาย ตามธรรมเนียมน่ะซีผู้กอง"

นายตำรวจสันติบาลมองดูนิกรอย่างเกลียดชัง

"มันเปื้อนรถหลวงโว้ย เสือกถุยลงมาได้"

"คนรถกินเงินเดือนหลวงก็เช็ดเอาซี ถุย ถุย ถุยๆๆๆ "

รถตรวจการณ์ ทั้งสองคัน แล่นมาหยุดหน้าตึก กองบังคับการเรือนจำลาดยาว ร.ต.อ. พินิจ มองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"หน้าตาของลื้อไม่น่าจะเป็นกุ๊ยขนาดหนักอย่างนี้เลย เห็นจะไม่มีโอกาสออกจากคุกลาดยาวแน่ ถ้าหากว่าลื้อไม่พยายามกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ผู้กองไม่ต้องมาสอนผม ติดคุกซีดีมีข้าวกินมีตำรวจและผู้คุมคอยระวังรักษา ผมจะไถเงินอ้ายพวกนักเลงคุกนี้ให้เปรมไปเลย"

ตำรวจสันติบาลต่างนำตัวอันธพาลกำมะลอทั้ง ๔ คนลงจากรถและพาขึ้นไปบนตึก เสี่ยหงวนแหกปากร้องเพลงเสียงลั่น

" คนเกิดบางซื่อควรหรือไม่ซื่อกลับคดสับปรับเลี้ยวลด หมดความซื่อถือทุกอย่าง ลาแล้วบางซื่อ ขอจำไว้แต่ชื่อบาง ลาก่อนน้องนาง สู่ตะรางลาดยาวเอย"

นายสิบตำรวจโทคนหนึ่งดุกิมหงวน

"เฮ้ย-อย่าเอะอะไปน่า เจ้าหน้าที่เรือนจำเขากำลังทำงานกัน"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็ช่างเขาปะไร ผมไม่ได้ทำกับเขาด้วยนี่"

ร.ต.อ. พินิจกับตำรวจ ๖ คน ต่างนำตัวอันธพาลสี่สหายเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง เพื่อมอบตัวให้เจ้าหน้าที่เรือนจำรับไว้ตามระเบียบ ห้องที่กล่าวนี้เป็นห้องกว้างใหญ่มีเจ้าหน้าที่ของเรือนจำนั่งประจำทำงานอยู่ตามโต๊ะต่างๆ หลายคน ด้านซ้ายสุดของห้องนี้เป็นห้องทำงานของ

นายประสานทวีวงศ์ ผู้บัญชาการเรือนจำลาดยาวคนใหม่ ข้าราชการชั้นเอกแห่งกรมราชทัณฑ์กระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายประสานคนนี้ได้มีส่วนร่วมงานสำคัญของชาติ ในการที่จะส่ง คณะพรรคสี่สหาย ไปประเทศคาบินเดียด้วยการวางแผนหลอกลวงฝ่ายศัตรูให้เข้าใจผิดว่า พล นิกร

กิมหงวน และ ดร. ดิเรก เป็นอันธพาลหนีคุกลาดยาว

สี่สหายนั่งเรียงกันอยู่บนม้ายาวริมห้องในระหว่างที่ ร.ต.อ. พินิจนำหนังสือราชการกรมตำรวจไปมอบให้เจ้าหน้าที่ของเรือนจำคนหนึ่ง ระหว่างนั้นเอง อันธพาลกำมะลอทั้ง ๔ คนต่างตบมือกระทืบเท้าให้จังหวะพร้อมๆ กัน ตำรวจห้ามเท่าไรก็ไม่ยอมฟังพวกข้าราชการกรม

ราชทัณฑ์ต่างพากันมองสี่สหายอย่างขบขันแกมเศร้าใจ

ข้าราชการชั้นตรีคนหนึ่งกล่าวกับเพื่อนของเขาว่า

"แน่โว้ย สี่คนนี่เขาแน่จริงๆ คงจะทำให้พวกผู้คุมหนักใจไม่น้อย"

บังตาประตูห้องของผู้บัญชาการเรือนจำลาดยาวถูกผลักออก สุภาพบุรุษในวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบข้าราชการพลเรือนชั้นเอกพาตัวเดินออกมา เขาคือนายประสาน ทวีวงศ์ นั่นเอง

ท่านผู้บัญชาการเรือนจำลาดยาวแกล้งทำสีหน้าบึ้งตึงเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าสี่สหาย นิกรแลเห็นเข้าก็ร้องยี่เกเสียงแจ๋ว

"หนุ่มน้อยผู้นี้ท่าทีสง่า

สามขีดใหญ่บนบ่ามิใช่ชั่ว

พวกเราควรเคารพนบรอบท่าน

ศิโรราบกราบกรานฝากเนื้อฝากตัว

คุณพ่อครับลูกทั้งนี้เกรง-กลัว..."

นายประสานกลั้นหัวเราะแทบแย่ เขานึกชมในใจว่าสี่สหายแสดงบทกุ๊ยและอันธพาลได้ยอดเยี่ยม ผู้บัญชาการจำต้องแสดงละครนอกเวทีด้วย เขายกมือชี้หน้านิกรแล้วกล่าวว่า

"ดีแล้ว ขอให้แกแก่นอย่างนี้ตลอดไปนะ รู้ไหมว่าฉันคือผุ้บัญชาการเรือนจำนี้"

สี่สหายเงียบกริบ อาเสี่ยบ่นเบาๆ

"แล้วก็ไม่บอกเสียแต่แรก ผมนึกว่าภารโรงเสียอีก"

นายประสานทำคอย่น

"ภารโรงเป็นชั้นเอกมีที่ไหน"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ก็บ่าชั้นเอกคู่หนึ่งมันไม่กี่สตางค์นี่ครับ"

ผู้บัญชาการซ่อนยิ้มไว้ในหน้า เขาหมุนตัวกลับเดินเข้าไปหา ร.ต.อ.พินิจกับเจ้าหน้าที่ของเรือนจำข้าราชการชั้นโทซึ่งเป็นลูกน้องของเขา นายประสานได้ทักทายกับนายตำรวจสันติบาลเป็นอย่างดี แล้วกล่าวกับหัวหน้าแผนกว่า

"อันธพาลสี่คนนี่ส่งไปคุมขังรวมกับอันธพาลชั้นหนึ่ง อ้า-ขอผมดูหนังสือนำส่งซี อยากรู้ว่าเจ้าสี่คนนี้ชื่ออะไรบ้าง"

หัวหน้าแผนกส่งหนังสือราชการของกรมตำรวจให้ทันที่ พร้อมด้วยประวัติและใบแดงแจ้งโทษซึ่งตำรวจได้กระทำขึ้นเป็นหลักฐาน ปรากฎว่า พุด แสงเทียน นิตย์ ยิ่งยง ไกร แก้วกนก และดวง สีใส เคยติดคุกติดตะรางมาแล้วในคดีทำร้ายร่างกาย

ผู้บัญชาการเรือนจำแกล้งทำเป็นพูดกับ ร.ต.อ. พินิจ

"เจ้าสี่คนนี่คงร้ายมากนะครับผู้กอง"

"ครับ รู้สึกว่ามีสันดานอันธพาลอย่างเข้าไส้ยากที่จะกลับตัวได้ เจ้านิตย์กับเจ้าไกรกระเซ้าผมกับตำรวจมาตลอดทาง"

นายประสานฝืนหัวเราะ

"ถ้าเหลือขอก็ต้องตีตรวนและแยกขังไว้ต่างหาก ผมจะสั่งผู้คุมไม่ยอมให้ความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้นและไม่อนุญาตให้ญาติมาเยี่ยมจนกว่าเขาจะประพฤติตัวดีขึ้น"พูดจบผู้บัญชาการเรือนจำลาดยาวก็พาตัวเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขา

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ผู้คุม ๒ คนและตำรวจประจำเรือนจำอีก ๔ คน ก็นำตัว พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก มาที่ห้องคุมขังอันธพาลอันดับหนึ่ง คือเป็นอันธพาลชั้นเลวที่สุด ไม่มีโอกาสที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ อันธพาลซึ่งถูกขังอยู่ในห้องนี้มีจำนวน ๒๐ คน

แต่ละคนล้วนเป็นดาวร้ายเป็นหัวหน้านักเลงตามท้องที่ต่างๆ ในจังหวัดพระนครและธนบุรี ส่วนมากมีอายุในวัยกลางคนอุปนิสัยสันดานต่ำช้า โหดร้ายป่าเถื่อนเต็มไปด้วยความหยาบคายร้ายกาจ อันธพาลชั้นหนึ่งเหล่านี้ทางการกำลังดำริจะส่งไปอยู่เกาะใดเกาะหนึ่งในไม่ช้านี้

เมื่อผู้คุมและตำรวจพา คณะพรรคสี่สหาย มาหยุดยืนหน้าห้องขัง พวกอันธพาลทั้ง ๒๐ คนก็พากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวตบมือโห่ร้องเอะอะเฮฮาลั่นไปหมดโดยไม่เกรงใจตำรวจและผู้คุม

"น้องใหม่มาอยู่กับเราตั้ง ๔ คน คงช่วยให้เราครึกครื้นไม่น้อย" เจ้าวิงยอดอันธพาลร้องขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "เข้าทีโว้ย แต่ละคนท่าทางไม่เลว"

ผู้คุมร่างใหญ่ไขกุญแจเปิดประตูออก แล้วกล่าวกับสี่สหาย

"นี่แหละห้องพักของพวกแก"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"ไม่ทารุณไปหรือน้องชาย เตียงก็ไม่มีนอนโทรศัพท์หรือวิทยุก็ไม่มี ตู้เย็นก็ไม่มี แล้วจะอยู่กันยังไง"

ผู้คุมหัวเราะ

"ถ้าอยากสบายก็ต้องไปอยู่นอกคุก"

กิมหงวนว่า "ก็เราอยากอยู่ในคุกเสียเมื่อไรเล่าตำรวจเขาส่งมาต่างหาก"

ผู้คุมชี้มือเข้าไปในห้องขัง

"ไป-เข้าไปได้"

อาเสี่ยยกมือจับแขนผู้คุมคนนั้นพาเดินเข้าไปในห้องขัง แต่ผู้คุมรีบสลัดมืออกแล้วถอยออกมา นิกรกับพล และ ดร. ดิเรก เดินยิ้มกริ่มผ่านประตูลูกกรงเหล็กเข้าไปผู้คุมรีบปิดประตูใส่กุญแจทันที

สี่สหายยืนรวมกลุ่มอยู่กลางห้องขัง เจ้าวิงยอดอันธพาล ซึ่งเป็นพี่เบิ้มประจำห้องขังนี้ ยกเท้าขวาเขี่ยเอวเจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เขาแล้วกล่าวว่า

"อ้ายผ่อง รีดและไถอ้ายสี่คนนี่ตามระเบียบ ถ้าไม่มีเงินอย่างน้อยก็บุหรี่หนึ่งซอง หากไม่ได้เตะสั่งสอนเสียคนละป้าบ ให้มันรู้ว่าการมาอยู่คุกลาดยาวต้องมีอะไรมาสังเวยเจ้าพ่อบ้าง"

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่วัย ๓๐ ปี จอมอันธพาลวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม สมุนคนสนิทของเจ้าวิง พยักหน้ารับคำสั่งแล้วเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าสี่สหายในระยะใกล้ชิด

"ไง-เพื่อน บอกชื่อและแซ่ของพวกแกให้เรารู้จักบ้างซี ไหนๆ ก็มาเป็นปลาข้องเดียวกันแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสาม คล้ายกับจะบอกว่าเขาจะจัดการกับเจ้าผ่องเอง แล้วอาเสี่ยก็ยืดหน้าอกขึ้น ทำปากเบี้ยวนัยน์ตาขวางในท่านักเลงเต็มตัว

"เราสี่คนคือเจ้าพ่อบางนกเขาโว้ย อ้ายน้องชาย"

เจ้าผ่องและพวกอันธพาลหัวเราะครืน

"เจ้าพ่อบางนกเขา" ผ่องพูดพลางหัวเราะพลาง "กันเคยได้ยินแต่เจ้าพ่อบางนกแขวก"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย

"บางนกแขวกน่ะขนาดลูกช้างไม่ใช่เจ้าพ่อ เรา ๔ คนอยู่บางนกเขากาญจนบุรี กันชื่อ ไกร คนนี้ชื่อ พุด คนนี้ชื่อ นิตย์ และนั่นชื่อ ดวง ถ้าแกคิดจะข่มพวกเราละก้ออย่านะ แกยังหนุ่มอยู่อย่าเพิ่งตายเลย"

อันธพาลทั้ง ๒๐ คน ต่างตบมือหัวเราะชอบใจ แล้วใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้น

"อ้ายผ่องเจอนักเลงดีเข้าแล้วละโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าผ่องหัวเราะงอไปงอมา ทั้งนี้ก็เพราะลักษณะท่าทางของสี่สหายไม่บอกว่าเป็นอันธพาลขนาดสุดยอดเลย เจ้าผ่องยกมือเท้าสะเอวมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"พี่ชาย แกคงเป็นคนขึ้เล่นมีอารมณ์ขบขันเป็นแน่ จ่ายให้กันสักร้อยบาทเป็นยังไง จ่ายมาเสียดีๆ คนละร้อยบาท แล้วแกสี่คนจะได้พักอาศัยอยู่ในห้องนี้อย่างสุขสบาย"

เสี่ยหงวนยิ้มอย่างใจเย็น

"สมมุติว่ากันไม่ยอมจ่ายให้จะมีอะไรเกิดขึ้น"

เจ้าผ่องผิวปากหวือ

"ไม่น่าถามเลยพี่ชาย ถ้าไม่จ่ายก็อาจมีการกระทืบหน้ากันตามระเบียบ พวกแกคงไม่อยากเจ็บตัวไม่ใช่หรือ"

อาเสี่ยถอนหายใจเบาๆ เขามองดูหน้าเจ้าผ่องอย่างเศร้าใจ

"เราเป็นลูกผู้ชายด้วยกัน ไม่น่าจะดูหมิ่นข่มขู่กันอย่างนี้เลย"

"เถอะน่า อย่าพูดออกนอกประเด็น เพื่อความสงบเรียบร้อยจ่ายมาเสียดีๆ คนละร้อยบาท"

อัปเป้อร์คัทซ้ายของกิมหงวนลั่นออกไปถูกลิ้นปี่เจ้าผ่องเต็มรัก เจ้าผ่องร้องอุ๊บขมวดคิ้วนิ่วหน้าทำตัวโก่ง ฮุคขวาของกิมหงวนเหวี่ยงโครมถูกปลายคางเจ้าผ่องดังกร๊อบ สมุนแขนขวาเจ้าวิงยอดอันธพาลแห่งคุกลาดยาวผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่าและนอนสงบเงียบสิ้นสติ

สมประดี ดร. ดิเรกแปลกใจอย่างยิ่งถึงกับกระซิบถามเสี่ยหงวน

"หมัดแกหนักอย่างนี้เชียวหรือ"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ กระซิบบอกนายแพทย์หนุ่มเช่นเดียวกัน

"มันฟลุ๊กน่ะ กันสงสัยว่าข้อมือขวาของกันหักหรือม่ายก็กระดูกนิ้วมือแตก"

พวกอันธพาลเกือบทั้งหมดต่างลุกขึ้น ทำท่าจะเล่นงานสี่สหาย แต่เจ้าวิงรีบร้องห้าม

"เฮ้ย...อย่า...อย่าให้วิธีหมาหมู่โว้ย เสียชื่อกู ขอให้กูลองดีกับอ้ายโย่งโก๊ะนั่นเถอะ ถ้ากูแพ้มันกูจะเชือดคอตาย" พูดจบเจ้าวิงก็ลุกขึ้นเดินส่ายอาดๆ เข้ามาหากิมหงวน

พลผลักอาเสี่ยกระเด็นไปแล้วกล่าวว่า

"กูเอง อ้ายไกร คนจริงอย่างนี้กูอยากพบมานานแล้ว และกูได้ตั้งใจไว้แล้วถ้ากูมาอยู่คุกลาดยาวกูจะต้องอยู่อย่างเสือไม่ใช่หมา ฉะนั้นเมื่อมีเสือเจ้าของถ้ำอาศัยอยู่ก่อนกูก็จะต้องปราบเจ้าถิ่นให้ได้"

นิกรหัวเราะก๊าก

"โอ้โฮ อ้ายพุดนี่คำคมเหมือนกับมีดโกนว่ะ เอาเลยสู้มันแต่กูไม่สู้แน่ ตัวมันยังกะคิงคอง"

วิงกับพลหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะใกล้ชิด เจ้าวิงมีรูปร่างล่ำสันใหญ่โตกว่าพลมาก แต่พลก็ไม่ได้นึกเกรงกลัวอะไร

"แกแน่หรือเพื่อน" เจ้าวิงถาม

พลพยักหน้า

"ก็พอตัว"

วิงปราดเข้าชกด้วยหมัดสะวิงขวาทันที พลยกแขนขึ้นกันไว้และชกตอบ สองเสือปะทะกันในห้องขังอย่างดุเดือด แต่วิงมีจิตใจของนักสู้ ส่วนฝีไม้ลายมือเป็นไปแบบมวยวัด ดังนั้นเมื่อวิงเตะพลด้วยเท้าขวาเต็มแรง พลก็ยกแขนซ้ายขึ้นกันไว้พร้อมกับสืบเท้าเข้าไปชิดตัววิง

ปล่อยหมัดตรงขวากระแทกถูกปากและจมูกวิงอย่างถนัดใจจอมอันธพาลเซถลาไปปะทะผนังห้อง และก่อนที่วิงจะตั้งตัวได้พลก็กระโจนเข้าใส่รัวหมัดซ้ายขวาไปที่ใบหน้าและลำตัวคู่ต่อสู้ แล้วโน้มคอเจ้าวิงลงมากระแทกด้วยเข่าถูกลิ้นปี่

เจ้าวิงล้มลงไปนอนบิดตัวอยู่บนพื้นห้องซึ่งเป็นซีเมนต์ พวกอันธพาลเงียบกริบ แล้วใครคนหนึ่งก็ร้องเรียกเจ้าวิงเสียงลั่น

"ลุกขึ้นซีพี่วิง สู้เขา"

จอมอันธพาลมานะกัดฟันพยุงกายลุกขึ้นอย่างมึนงงเหมือนไก่ตาแตก แต่แล้วก็ล้มลงไปนั่งพับเพียบศักดิ์ศรีของความเป็นนักเลงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เจ้าวิงพยักหน้ากับพรรคพวก

"เอามันพวกเรา"

สี่สหายต่างล่าถอยเข้าไปยืนรวมกลุ่มกัน และหันหลังพิงผนังห้อง พลกล่าวกับพวกของเขา

"สู้ตายพวกเรา"

อันธพาล ๑๘ คน ต่างเคลื่อนที่เข้ามาหา คณะพรรคสี่สหาย แต่ละคนมีใบหน้าโหดเหี้ยมลักษณะชั่วช้า อาเสี่ยกิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งชูอวดพวกอันธพาล

"เฮ้ย-เป็นมิตรกันดีกว่าโว้ย เอาเงินนี่ไปแบ่งกันใช้"

แล้วอาเสี่ยก็โยนธนบัตรปึกนั้นขึ้นเหนือศีรษะของเขาปลิวว่อนไปทั่วห้องเท่านี้เอง พวกอันธพาลก็เกิดการตะลุมบอนกันขึ้นยื้อแย่งธนบัตรกัน ต่างกอดรัดฟัดกัดและชกต่อยกันอุตลุดจนไม่รู้ว่าเป็นใคร เจ้าวิงถูกพรรคพวกเหยียบย่ำถึงกับสลบเหมือด

เงินคือแก้วสารพัดนึก อันธพาลเหล่านี้เต็มไปด้วยความอดอยากได้กินแต่ข้าวหลวง ทางการไม่ยอมให้ญาติเยี่ยมจึงต้องการเงินใช้ ดังนั้นการตะลุมบอนแย่งชิงกันจึงเป็นไปอย่างดุเดือด ชกกันเตะกันล้มลุกคลุกคลาน สี่สหายยืนมองดูอย่างขบขัน ดร. ดิเรกกล่าวกับเสี่ยหง

วนว่า

"อุบายของแกแยบคายดีว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ มันชกกันน่าดูเหลือเกิน ยังงี้ฝรั่งชอบโว้ย"

ผู้คุมคนหนึ่งวิ่งมาหน้าห้องขัง พอแลเห็นนักโทษตะลุมบอนกันเขาก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโร แล้ววิ่งกลับไปสักครู่ผู้คุมก็พาตำรวจประมาณ ๑๐ คนมาที่หน้าห้องขัง ตำรวจถือน้ำมาคนละถัง และช่วยกันสาดน้ำเข้าไปในห้องขังทำให้มวยหมู่ยุติลงทันที แล้วผู้คุมก็ไขกุญแจออกพา

ตำรวจบุกเข้าไปในห้องขัง อันธพาล ๑๘ คนหน้าตาฟกช้ำดำเขียวไปตามกัน บางคนก็ปากปลิ้น ส่วนเจ้าวิงกับเจ้าผ่องนอนสิ้นสติอยู่กลางห้อง

"เกิดอะไรกันขึ้น" ผู้คุมตะคอกถามพวกอันธพาล

"เปล่า....ไม่มีอะไรหรอกน้องชาย" อันธพาลกลางคนคนหนึ่งตอบแทนเพื่อนๆ "พวกเรารุ่นซีเนียออกกำลังแสดงวิชาการต่อสู้ให้น้องใหม่ดู เราเล่นกันน่ะไม่ได้เอาจริงหรอก"

"แล้วทำไมนายผ่องกับนายวิงถึงสลบไป"

"ก็เป็นธรรมดา เราแท็กกันแรงไปหน่อยเหมือนเล่นรักบี้นั่นแหละไม่ตายหรอกน่า เดี๋ยวก็ฟื้น"

พวกอันธพาลต่างช่วยกันแก้ไขผ่องกับวิง สักครู่ทั้งสองก็ฟื้นคืนสติ ผู้คุมกล่าวกับพวกอันธพาลว่า

"ทีหลังอย่าสัพยอกกันหนักมืออย่างนี้นะ"

ครั้นแล้วผู้คุมกับตำรวจเรือนจำก็พากันออกไปจากห้องขัง ประตูห้องขังถูกปิดใส่กุญแจตามเดิม บรรดาอันธพาลทั้งหลายต่างมองดูอาเสี่ยกิมหงวนอย่างชื่นชม อันธพาลคนหนึ่งกล่าวกับอาเสี่ยว่า

"พี่ชายเล่นแจกเงินวิธีนี้ ไม่เข้าทีเลย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มีเงินอยู่เพียงพันบาทเท่านั้นจะแจกให้คนละร้อยบาทก็ไม่พอ เลยต้องแจกแบบทิ้งใบปลิว เอาเถอะ พวกเราจะช่วยเหลือพวกแกในเรื่องการเงิน เรามาเป็นมิตรกันดีกว่าไ

เจ้าวิงเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"เฮ้ย-นี่พวกมึงเห็นคนอื่นดีกว่ากูหรือวะ"

เจ้าหนุ่มคนหนึ่งยิ้มให้พี่เบิ้ม

"ทำยังไงได้พี่วิง ถึงคราวที่พี่วิงหมดอำนาจแล้ว อยู่กันมานานพี่วิงไม่เคยแจกเงินพวกเราเลย มีแต่ไถพวกเราเท่านั้น"

เจ้าวิงผุดลุกขึ้นยืน

"ถ้าเช่นนั้นกูอาละวาดสุดเหวี่ยง พวกมึงบูชาเงินเป็นพระเจ้า มา-กูคนเดียวกูเอากับมึงละ"

นิกรชูธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งให้พวกอันธพาลดู

"ใครปราบอ้ายวิงได้ กันให้ ๕๐๐ บาท และกล่องวิเศษ"

เท่านี้เอง อันธพาลสามสี่คนก็เฮโลเข้าชกต่อยเจ้าวิงเพื่อหวังเงินรางวัล เจ้าผ่องเห็นลูกพี่ถูกรุมล้อมกรอบก็เข้าช่วย แต่แล้วเพียงครูเดียว เสือร้ายแห่งคุกลาดยาวกับสมุนแขนขวาของเขา ก็ถูกกระทืบลงไปนอนแผ่อยู่กลางห้องอันธพาลทั้งสี่คนวิ่งเข้ามาหานิกร นายจอม

ทะเล้นส่งเงินให้ชายร่างใหญ่คนหนึ่ง

"เอ้า-เอาไปแบ่งกัน"

เจ้าหมอนั่นรีบเก็บเงินไว้ในกระเป๋ากางเกงเมื่อแลเห็นผู้คุมกับตำรวจหลายคนวิ่งมาที่หน้าห้องขัง ผู้คุมไขกุญแจเปิดประตูออกพาตำรวจบุกเข้ามาในห้อง มองดูวิงกับผ่องแล้วกล่าวถามพวกดาวร้ายทั้งหลาย

"อันธพาลสี่คนที่มาอยู่ใหม่สั่งให้พวกแกกลุ้มรุมทำร้ายวิงกับผ่องใช่ไหมล่ะ"

เงียบกริบไม่มีใครตอบ ผู้คุมยกมือชี้หน้าสี่สหาย

"แกมีอิทธิพลมากทีเดียว ตามธรรมดาอ้ายพวกนี้เป็นลูกน้องของนายวิงทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนกลับรวมหัวเล่นงานนายวิงกับนายผ่อง ฉันจะต้องรายงานด่วนให้ท่านผู้บัญชาการทราบ"

ตำรวจกับผู้คุมช่วยกันหามวิงกับผ่องออกไปจากห้องขังเพื่อให้นายแพทย์ของทางเรือนจำช่วยแก้ไข ประตูห้องขังถูกปิดใส่กุญแจอีกพวกอันธพาลทั้ง ๑๘ คนต่างเข้ามาห้อมล้อม คณะพรรคสี่สหายและแสดงท่าทีประจบประแจงนอบน้อมยำเกรง

"พวกผมฝากตัวด้วยนะครับ" เจ้าหนุ่มคนหนึ่งพูดยิ้มๆ "พี่ๆ ทั้งสี่คนคงมีเงินติดตัวมามาก"

ดร. ดิเรกยิ้มให้

"ถูกแล้ว เราฝากผู้คุมไว้คนละหลายหมื่น ถ้าพวกแกเป็นมิตรต่อพวกเรา รับรองว่าเราจะแบ่งเงินให้ใช้บ้างตามสมควร"

ชายหนุ่มร่างใหญ่มีรอยแผลถูกฟันที่แก้มขวาจุ๊ปาก

"ไม่ต้องวิตกครับ ตราบใดที่พี่มีเงินแจกพวกผมอย่างนี้ พวกเราก็จะเป็นลูกน้องของพี่ตลอดไปไม่ชอบใจใครบอกเถอะครับผมแสดงเอง แต่ถ้างดแจกเงินเมื่อไหร่พวกเราก็ช่วยอะไรไม่ได้"

อันธพาลคนหนึ่งกล่าวกับพรรคพวกอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"ถ้าผู้คุมมันไปฟ้องผู้บัญชาการ ลูกพี่ของเราทั้งสี่คนคงถูกย้ายไปอยู่ห้องขังพิเศษก็ได้ ขืนย้ายไปพวกเราก็หมดที่พึ่ง"

พวกอันธพาลต่างวิตกเป็นทุกข์ไปตามกัน ต่อจากนั้นก็มีการสัมภาษณ์ คณะพรรคสี่สหาย พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ต่างโกหกอย่างคล่องแคล่วว่า มีภูมิลำเนาอยู่บางนกเขา จังหวัดกาญจนบุรี ทุกคนเป็นนักเลงที่มีอิทธิพลทางฝีมือและการเงิน มาเที่ยวกรุงเทพฯ

เกิดปะทะกับนักเลงคุมบาร์และตำรวจ จึงถูกจับและถูกส่งมาคุกลาดยาวในฐานเป็นอันธพาล

ขณะที่สี่สหาย กำลังนั่งล้อมวงสนทนากับพวกอันธพาล นายประสาน ทวีวงศ์ ผู้บัญชาการเรือนจำก็พาผู้คุมกลุ่มหนึ่งรวม ๔ คน และตำรวจอีก ๔ คนเดินมาหยุดยืนหน้าห้องคุมขัง

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบลงทันที อันธพาลทั้งหลายแลเห็นผู้บัญชาการก็หน้าถอดสีไปตามกัน ประตูห้องขังถูกไขออก นายประสานพาผู้คุมเข้าไปในห้อง ผู้คุมสองถือตรวนและเหล็กสำหรับวางตอกตรวนมาด้วย การกระทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามแผนซึ่ง คณะพรรค

สี่สหาย เข้าใจดีแล้ว

นายประสานเดินเข้ามาหยุดยืนมองดูหน้าสี่สหายซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มอันธพาล เขารู้สึกเห็นใจ พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก อย่างยิ่งที่ยอมให้ตีตรวน ผู้บัญชาการเรือนจำแกล้งแสดงสีหน้าให้เคร่งเครียดแล้วกล่าวกับสี่สหายว่า

"แกสี่คนเพิ่งมาอยู่คุกลาดยาว แต่ที่ร้ายกาจที่สุดชั่วเวลาไม่ถึงชั่วโมงพวกแกตั้งตัวเป็นหัวหน้าอันธพาลในห้องนี้ แล้วสั่งให้พวกอันธพาลเล่นงานนายผ่องกับนายวิงถึงกับต้องส่งโรงพยาบาล ฉันจำเป็นจะต้องตีตรวนพวกแกและแยกไปขังห้องพิเศษ"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"เอาเถอะครับ จะจัดการกับพวกผมอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่านพัศดีมีสะดือจะกรุณา"

นายประสานกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ฉันไม่ใช่พัศดี ฉันเป็นผู้บัญชาการเรือนจำนี้"

"อ้อ-ท่านหากินกับคนคุก"

นายประสานยิ้มเล็กน้อย หันมาทางผู้คุมทั้ง ๔ คน ออกคำสั่งให้ตีตรวนสี่สหาย ซึ่งตรวนทั้ง ๔ เส้นนี้เป็นตรวนขนาดเล็กและใหม่เอี่ยม และการตีตรวนก็เป็นไปอย่างประคับประคองตามคำสั่งของท่านผู้บัญชาการ จึงไม่ปรากฎว่ามีการตีพลาดถูกตาตุ่ม

ในที่สุด พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ก็เดินลากตรวนโฉ่งฉ่างออกจากห้องขัง ดร. ดิเรกหัวเราะชอบอกชอบใจที่เขาเดินตรวนได้คล่องแคล่วทั้งๆ ที่เกิดมาไม่เคยถูกตีตรวนเลย

เสี่ยหงวนโบกมือให้พวกอันธพาลชั้นเลว

"ลาละโว้ยพรรคพวก สวัสดีจนกว่าจะพบกันอีก"

ไม่มีใครกล้าโต้ตอบ เพราะเกรงกลัวผู้บัญชาการ ต่อจากนั้น คณะพรรคสี่สหาย ก็ถูกนำไปยังห้องคุมขังพิเศษระหว่างที่เดินผ่านหน้าห้องขังพวกอันธพาลทั้งหลายนั้น เหล่าอันธพาลต่างพากันมองดูด้วยความสนใจ

แผน ๒ ผ่านพ้นไปด้วยดี

ตลอดเวลา ๕ วันที่ผ่านมานี้ พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ถูกขังอยู่ในห้องแบๆ ห้องหนึ่ง ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วคุกลาดยาวเจ้าพ่อบางนกเขาทั้งสี่คน กลายเป็นนักโทษที่ร้ายกาจที่สุดของเรือนจำนี้ ทางการไม่ยอมปล่อยออกนอกห้องขัง และห้ามการติดต่อพบปะอย่าง

เด็ดขาด

เพื่อให้เป็นไปตามแผนการ ผู้บัญชาการเรือนจำได้ประชุมนักโทษทั้งเรือนจำและนำตัวสี่สหายออกไปยืนนอกแถวในตอนสายวันพุธ ทั้งสี่คนคือ นายพุด, นายนิตย์, นายไกร, และนายดวง เป็นอันธพาลชั้นเลวร้ายที่สุดแม้ถูกตีตรวนและถูกขังตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็ยังแสดง

กิริยาวาจาหยาบคายต่อผู้คุม ทางการกำลังสร้างคุกมืดสำหรับขังยอดอันธพาล ๔ คนนี้ นายประสานว่า ถ้าอันธพาลคนใดประพฤติตัวเรียบร้อย ปฏิบัติตนตามระเบียบข้อบังคับของเรือนจำทางการก็จะผ่อนผันให้สิทธิพิเศษและพิจารณาปล่อยตัวเป็นรายๆ ไป

วันนั้นเป็นวันเริ่มแผน ๓ คือแหกคุกลาดยาว

เจ้าหน้าที่ของเรือนจำต่างได้ทราบจากนายประสานว่า ในเวลา ๑๓.๐๐ น. นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคจิตและโรคประสาทของกระทรวงการสาธารณสุขจะมาเยี่ยมคุกลาดยาวเป็นทางการ ดังนั้นทางเรือนจำจึงสั่งให้นักโทษช่วยกันทำความสะอาดห้องคุมขังและสถานที่ต่าง

ๆ ภายในบริเวณเรือนจำให้เรียบร้อย

ครั้นได้เวลา ๑๓.๐๐ น. เศษ รถยนต์ตรวจการณ์ใหม่เอี่ยมของกรมอนามัยคันหนึ่งก็เดินทางมาถึงเรือนจำลาดยาว นายประสานกับเจ้าหน้าที่เรือนจำหลายคนได้ให้การต้อรับนายแพทย์ใหญ่เป็นอย่างดี ความจริงหาใช่นายแพทย์ไม่ ท่านผู้นี้คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง

แต่ใช้นามว่านายแพทย์หลวงบริรักษ์เวชกรรมมีนายแพทย์ผู้น้อยติดตามมาคนหนึ่งคือ เจ้าแห้ว แต่ใช้นายว่า นายแพทย์แดง ไทยเดิม

ผู้บัญชาการเรือนจำกับเจ้าหน้าที่บางคน ซึ่งมีส่วนร่วมมือในราชการลับสำคัญยิ่งได้มีการพบปะนัดหมายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาก่อนแล้ว นายประสานแกล้งทำเป็นว่าเขาเพิ่งรู้จักและเห็นหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาพาท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วตรวจสถานที่ต่างๆ และห้อง

คุมขังนักโทษ มีเจ้าหน้าที่เรือนจำและตำรวจติดตามหลายคน เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบข้าราชการชั้นพิเศษ ส่วนเจ้าแห้วแต่งสากลชุดสีขาว มือขวาถือกระเป๋าเอกสารขนาดใหญ่วางท่าสง่าผ่าเผยให้สมกับเป็นนายแพทย์

อันธพาลทั้งเรือนจำต่างรู้แล้วว่า นายแพทย์จะมาตรวจตามที่ผู้คุมแจ้งให้ทราบ ดังนั้น เมื่อท่านเจ้าคุณหยุดยืนหน้าห้องขังห้องใด พวกอันธพาลก็มักจะร้องอุทธรณ์เสมอ

"คุณหมอครับ อาหารการกินเลวเต็มทนครับ กรุณาช่วยพวกเราบ้าง"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"เออจะเอายังไงล่ะ บอกฉันซิ"

อันธพาลผู้นั้นยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ขอให้อาหารเช้า เป็นสะเต๊กกับขนมปังกาแฟได้ไหมครับ หรือไข่ดาวกับหมูแฮมและกาแฟก็ยังดี อาหารกลางวันก็ควรเป็นข้าวมันไก่ตอน มักกะโรนีผัดกุ้งหรือขนมจีบซาละเปา แล้วก็อาหารเย็นเปลี่ยนจากแกงส้มผักบุ้งเป็นอาหารจีนไม่ได้หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ถ้ามีรายการอาหารอย่างนี้ กรมราชทัณฑ์ก็คงจะต้องขยายคุกลาดยาวออกไปอีก ๑๐ เท่า เพราะผู้คนคงสมัครใจมาติดคุกกันอีกมาก"

ในที่สุดนายประสาน ทวีวงศ์ ผู้บัญชาการเรือนจำลาดยาวก็พานายแพทย์กำมะลอทั้งสองมาที่ห้องคุมขัง คณะพรรคสี่สหาย เจ้าหน้าที่ของเรือนจำพร้อมด้วยผู้คุม นายตำรวจและนายสิบพลตำรวจรวมทั้งหมดเกือบ ๒๐ คน ติดตามมาด้วย ทุกคนหยุดยืนรวมกลุ่มหน้าห้องขัง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้งขบขันและเศร้าใจเมื่อแลเห็นสี่สหายถูกตีตรวนนั่งหงอยเหงาอยู่ในห้องแล้วท่านก็ถามนายประสานอย่างเป็นงานเป็นการ

"อันธพาลทั้งสี่คนนี่มีความประพฤติเลวร้ายถึงกับต้องตีตรวนเชียวหรือครับ"

ท่านผู้บัญชาการยิ้มเล็กน้อย

"ถูกแล้วครับคุณหลวง เขาไม่มีหวังที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้แล้ว"

เจ้าแห้วเก๊กหน้าให้เคร่งเครียดแล้วพูดเสริมขึ้น

"ตามหลักจิตวิทยา คนชั่วหรือคนเลวอาจจะกลับตัวเป็นคนดีได้นะครับท่านผู้บัญชาการ แต่เราต้องใช้วิชาจิตวิทยาอบรมเขา ถ้าท่านตีตรวนเขาอย่างนี้ก็จะทำให้เขามีจิตใจเหี้ยมเกรียมขึ้นอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดสนับสนุนเจ้าแห้วทันที

"หมอแดง พูดด้วยเหตุผลและหลักวิชาแพทย์ ท่านผู้บัญชาการคงไม่ทราบว่า หมอแดงคนนี้สำเร็จวิชาจิตแพทย์มาจากประเทศธิเบต"

นายประสานกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ไหงไปเรียนที่นั่นล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"อ้าวท่านผู้บัญชาการไม่รู้อะไร ในประเทศธิเบตมีนักจิตศาสตร์ชั้นเยี่ยมอยู่หลายคน ซึ่งล้วนแต่เป็นพระภิกษุสงฆ์ชั้นเจ้าอาวาส ใช้จิตศาสตร์รักษาไข้หรือบังคับจิตใจของคนไข้ได้ แต่ว่าพื้นความรู้เดิมของหมอแดงสำเร็จวิชาแพทย์มาจากประเทศอังกฤษครับ" แล้วเจ้า

คุณปัจจนึกฯ ก็ยิ้มให้นายร้อยตำรวจหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ท่าน "คุณเคยได้ยินชื่อหมอแดงมาบ้างแล้วไม่ใช่หรือ"

"ผมเคยเห็นตัวหมอแดงด้วยซ้ำไปครับ แต่ไม่ใช่ท่านผู้นี้"

เจ้าแห้วรีบออกตัวทันที

"คนละแดงครับ ในเมืองไทยเราหมอที่ชื่อแดงมีอยู่หลายคน แดงดื้อก็มี, แดงแจ๋ก็มี, แดงฉานก็มี"

"แล้วคุณหมอล่ะครับ"

"ผม....แดงแปร๊ด พวกหมอรู้จักผมดีครับ หมอแดงที่เป็นจิตแพทย์ก็มีผมคนเดียวเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับผู้บัญชาการเรือนจำว่า

"ผมขอร้องให้ท่านผู้บัญชาการถอดตรวนอันธพาลทั้งสี่คนนี้เสีย"

"ถอดเดี๋ยวนี้หรือครับคุณหลวง"

"ครับ ผมกับหมอแดงอยากจะสัมภาษณ์เขาสักครึ่งชั่วโมง ผมจะพยายามพูดเตือนสติ ชี้แจงให้อันธพาลทั้งสี่คนได้รู้สึกสำนึกตัว ผมเคยเกลี้ยกล่อมคนร้ายชั้นเสือให้กลับเนื้อกลับตัว เป็นคนดีมามากต่อมากแล้ว ผมรับรองว่าสี่คนนี่ไม่ได้มีนิสัยสันดานอันธพาลแต่เขาเป็นคน

จริงคือไม่กลัวใครนั่นเอง"

อาเสี่ยกิมหงวนร้องขึ้นดังๆ

"โอ้โฮ คุณหมอครับ ยังงี้ผมยอมกราบตีนเลย" แล้วเสี่ยหงวนก็ยกมือไหว้ปะหลกๆ อยู่ในห้องขัง "คุณหมอคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจพวกเราดี เข้ามาเทศนาให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ"

ทุกคนมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเลื่อมใส ท่านเจ้าคุณยิ้มแป้นกล่าวกับนายประสานว่า

"ท่านผู้บัญชาการเห็นหรือยัง การที่ผมมองดูเขาในด้านดีทำให้เขาเลื่อมใสศรัทธาในตัวผม เปิดห้องขังเถอะครับ บอกให้ผู้คุมงัดโซ่ตรวนออกแล้วขังผมกับหมอแดงไว้กับเขาสักชั่วโมง ผมจะอบรมจิตใจอันธพาลทั้งสี่คนนี่เอง"

ร.ต.ท. หนุ่มเตือนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความหวังดี

"เสี่ยงภัยมากนะครับ คุณหลวง มันอาจจะช่วยกันบีบคอคุณหลวง และคุณหมอแดงเสียก็ได้"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"ผมเป็นจิตแพทย์ เสือดุๆ เห็นเข้ายังยิ้มให้ผม ช้างป่ายังยอมให้ผมขี่มัน บางทีผมก็ให้มันขี่ผม ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หลักจิตวิทยามีอยู่ว่า ถ้าเรายื่นไมตรีจิตให้อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องรับด้วยความยินดี"

โดยคำสั่งของผู้บัญชาการเรือนจำ กุญแจประตูห้องขังก็ถูกไข แล้วผูคุมคนหนึ่งก็เปิดบานประตูออก ภายใน ๑๐ นาทีนั้นเองพวกผู้คุมก็ช่วยกันงัดตรวนที่ข้อเท้า พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ออกเมื่อผู้คุมช่วยกันหิ้วโซ่ตรวนเดินออกมาจากห้องขัง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็

พาเจ้าแห้วเข้าไปในห้องนั้น แล้วท่านก็กล่าวกับผู้บัญชาการเรือนจำ

"ขังผมกับหมอแดงไว้ในนี้สักครึ่งชั่วโมงแล้วมารับผม ไม่ต้องให้ผู้คุมหรือตำรวจเฝ้าอยู่หน้าห้องนะครับ ผมอยากจะคุยกับอันธพาลทั้งสี่คนนี้อย่างกันเอง อยากจะถามประวัติเขา ผมขอรับรองว่าเขาจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีแน่นอน"

"ครับ...เชิญคุณหลวงกับคุณหมอแดงตามสบาย ผมจะให้ตำรวจยืนอยู่ทางมุมตึกโน้น ถ้าเจ้าสี่คนนี่เล่นงานคุณหลวงหรือคุณหมอแดงก็ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือได้นะครับ"

นายประสานสั่งผู้คุมให้เปิดประตูห้องขังและใส่กุญแจ ต่อจากนั้นผู้บัญชาการเรือนจำลาดยาวก็พาเจ้าหน้าที่ของเรือนจำและตำรวจไปจากที่นั้นเปิดโอกาสให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้พบกับสี่สหายตามแผน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเดินมานั่งรวมกลุ่มกับสี่สหาย นิกรยกมือไหว้พ่อตาของเขาอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า

"ขอบคุณมากนะครับ คุณหลวง ที่กรุณาถอดตรวนให้ผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"พอแล้วโว้ย เขาไปกันหมดแล้ว แล้วก็อย่าพูดเล่น เราจะพูดกันอย่างเป็นงานเป็นการเพื่อเริ่มแผน ๓ ในคืนวันนี้"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เดี๋ยวก่อนครับ เมียๆ ของพวกเราว่ายังไงบ้างครับ"

"อ๋อ ไม่มีใครวิตกเป็นทุกข์อะไรหรอก เขาเข้าใจว่าพวกแกหนีไปเที่ยวปีนังกัน เพราะพวกแกทำหลักฐานลวงไว้เช่นนั้น สำหรับคุณหญิงท่านก็ได้แต่ด่าพึมไปหาว่าพวกแกเอาแต่เที่ยวสำมะเลเทเมา แต่อากับอ้ายแห้วไม่ยอมปริปากให้ใครรู้เป็นอันขาด"

ดร. ดิเรกสัพยอกแห้วอย่างขบขัน

"ไง....หมอแดง ท่าทางแกภูมิฐานดีนี่หว่า แต่งสากลชุดนี้เหมือนหมอจริงๆ "

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานผมก็มีส่วนทำงานสำคัญให้แก่ประเทศชาติเราเหมือนกัน รับประทานคืนนี้ตีหนึ่งต้องแหกคุกตามแผนนะครับ"

(จบตอนหนึ่ง)

(โปรดติดตามเล่ม ๒)

สี่วีรชน (เล่ม๒)

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับ

"ออไร๋ เราจะออกจากห้องขังนี้ในเวลาหนึ่งนาฬิกาตรง เลื่อยตัดเหล็กและเครื่องมืองัดแงะมีอยู่พร้อมแล้วซ่อนอยู่ใต้เตียงนั่น" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณพ่อทราบไหมครับว่า แผน ๓ นี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือเปล่า"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้เขยใหญ่ของท่าน

"มีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นทันที

"เอ๊ะ ทำไมพวกผมไม่รู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางอาเสี่ย

"ก็ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องรู้นี่นะ การเปลี่ยนแผนบางอย่างเกี่ยวกับตำรวจยามและผู้คุมเท่านั้น คือมันยังงี้ ทีแรกทางตำรวจตกลงจะใช้กระสุนซ้อมยิงพวกแกทั้ง ๔ คน แต่คุณประสานเขาเกรงว่าระหว่างนั้นพวกอันธพาลในคุกจะก่อการกำเริบขึ้นได้ จึงติดต่อกับผู้ช่วย

อธิบดีกรมตำรวจเป็นความลับ ตกลงกันใหม่ให้ตำรวจใช้กระสุนจริงยิงพวกแก"

"อ้าว" สี่สหายร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

นิกรเอ็ดตะโรลั่น "ถ้ายังงี้ผมไม่เล่นละครับ ทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทน แต่แล้วก็จะถูกโปลิศยิงทิ้งกลายเป็นผีเฝ้าคุกลาดยาว"

"ประเดี๋ยว ฟังก่อน" ท่านเจ้าคุณพูดยานคาง

"ไม่ฟังละครับ" นิกรพูดตวาดแว๊ด

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"รับประทานไม่ฟังจะรู้เรื่องหรือครับ"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับหมอแดงหรืออ้ายแห้ว

"ข้าไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ประเดี๋ยวข้าจะบอกผู้บัญชาการขอถอนตัวไม่ยอมแสดงบทบาทต่อไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ถอนตัวไม่ได้ เพราะพวกแกเป็นผู้กำความลับสำคัญยิ่งเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ ถ้าถอนตัวก็ต้องอยู่ที่คุกลาดยาวนี้ตลอดชีวิต"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ "ไม่มากไปหรือครับ"

พลกล่าวถามท่านเจ้าคุณอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไม่มีอะไรที่พวกแกจะต้องวิตกเลย ตำรวจจะยิงขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางอื่น เป็นการยิงเพื่อให้แผนการณ์เป็นไปอย่างสมจริง หลอกพวกอันธพาลในคุกให้เชื่อว่า พวกแกมีความสามารถแหกคุกไปได้จริงๆ และเป็นการข่มขู่ขวัญพวกอันธพาลด้วยว่า ถ้าใครแหกคุกจะต้อง

เสี่ยงภัยกับปืนกลมือและปืนเล็กยาวของตำรวจ ที่แกไม่ต้องวิตกก็คือว่า ตำรวจที่จะเข้าเวรรักษาการณ์ในตอนนั้น ทุกคนทราบความลับในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ทุกคนได้ร่วมงานสำคัญนี้ด้วยและได้สาบานตัวแล้ว"

ได้ฟัง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้แจงเช่นนี้ ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

"ค่อยยังชั่วหน่อย" นิกรพูดยิ้มๆ "เอาละครับ ถ้ายังงี้ใช้ได้"

เจ้าแห้วหรือหมอแดงมองดูเจ้านายของเขาอย่างขบขัน

"รับประทานคืนนี้ก่อนตีหนึ่ง ผมจะนำรถมาจอดคอยที่ถนนใหญ่หน้าเรือนจำนะครับ"

ดร. ดิเรกพยักหน้าช้าๆ "ออไร๋ อย่าผิดเวลาไม่ได้นะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"พ่อจะมาด้วย ดิเรก ทุกสิ่งทุกอย่างเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พ่อจะพาพวกแกเดินทางไปสมุทรปราการและลงเรือที่นั่น ออกปากอ่าวเดินทางไปประเทศคาบินเดีย จะมีเรือตำรวจน้ำลำหนึ่งติดตามไปด้วยเพื่อไม่ให้เรือตรวจหรือศุลกากรยุ่งกับเรา เมื่อไปถึงชายแดนไทยกับ

คาบินเดียเราก็จะขึ้นบกที่นั่น แกสี่คนไปกันทางหนึ่ง พ่อกับเจ้าแห้วไปอีกทางหนึ่ง แล้วไปพบกันที่พรหมสุเมรุ"

นิกรลืมตาโพลง "พบที่ทุ่งพระสุเมรุหรือครับ ไหงย้อนกลับมากรุงเทพฯ อีกล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก "พรหมสุเมรุเมืองหลวงคาบินเดียโว้ย ไม่ใช่ทุ่งพระสุเมรุสนามว่าว แกมันแก่ชักว่าวคอยนึกถึงทุ่งพระสุเมรุเสมอ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็ปรึกษาหารือกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อไปเกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศศัตรู ตลอดจนการท่องเที่ยวอยู่ในประเทศนั้น

คืนนั้นคุกลาดยาวสงบเงียบ เมื่อเวลา ๒๑.๐๐ น. ล่วงแล้ว บรรดาอันธพาลทั้งชั้นดีและชั้นเลวต่างนอนอยู่ในห้องคุมขัง นึกถึงบุตรภรรยาที่อยู่ทางบ้าน นึกถึงกรรมของตนในอดีต ที่เคยรีดไถข่มขู่ชกต่อยตีกบาลใครต่อใคร แต่แล้วผลกรรมนั้นก็ทำให้เขาต้องมาอยู่

คุกลาดยาว สูญเสียอิสรภาพและไม่มีหวังว่าเมื่อไรจะได้ออกจากคุกนี้ ที่มีสันดานนักเลงอันธพาลฝังแน่นก็คิดว่า ถ้าออกไปจากคุกเมื่อไรก็จะเป็นอันธพาลอีก ที่รู้สึกสำนึกตัวก็ปราถนาที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดี

เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและเจ้าพนักงานตำรวจเดินตรวจตราตลอดเวลา บางคนก็อยู่ยามตามตึกต่างๆ โดยเฉพาะในป้อมบนกำแพงของเรือนจำมีตำรวจประจำทุกแห่ง มีปืนเล็กยาวเป็นอาวุธ นอกจากนี้เหนือกำแพงเรือนจำยังมีสายไฟแรงสูงพาดขึงไว้ ถ้านักโทษปีนกำแพง

หนีคุกถูกสายไฟเข้าก็มีหวังได้ไปทัศนาจรเมืองนรกทันที

หลังจาก ๒๔.๐๐ น. ล่วงแล้ว อันธพาลบรรดาศักดิ์ทั้งสี่คนก็เริ่มแหกคุกตามแผน คือเลื่อยและตัดซี่ลูกกรงออกเพื่อหลอกลวงพวกอันธพาลในคุกให้เชื่อว่าคณะพรรคสี่สหายคือ พุด, นิตย์, ไกร, และดวง มีความสามารถหลบหนีไปได้จริงๆ ซึ่งขณะนี้พวกอันธพาลทั่วเรือนจำก็

เริ่มเลื่อมในศรัทธากับเจ้าพ่อบางนกเขาทั้งสี่คนนี้แล้ว

นิกรกับกิมหงวนช่วยกันหรือผลัดกันเลื่อยซี่ลูกกรงด้วยเลื่อยตัดเหล็ก ซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำใช้ให้ผู้คุมนำมาให้เมื่อตอนสาย และผู้คุมคนนั้นได้รู้ความลับในราชการสำคัญของสี่สหายด้วย

เสียงเลื่อยกระทบเหล็กดังโกรกกรากตลอดเวลา เสี่ยหงวนนั่งยองๆ เลื่อยอย่างทะมัดทะแมง นิกรเป็นคนดูต้นทาง ส่วนพลกับดร. ดิเรกนั่งสูบบุหรี่กันเงียบๆ

"เฮ้ย... ตำรวจมาโว้ย อ้ายหงวน" นิกรร้องบอกอาเสี่ยเบาๆ "มีตำรวจยามคนหนึ่งกำลังเดินผ่านมาทางนี้"

กิมหงวน เลื่อยซี่ลูกกรงเหล็กซี่นั่นเกือบจะขาดอยู่แล้ว ได้ยินเสียงนิกรบอกเช่นนั้นก็ตกใจรีบเก็บเลื่อยตัดเหล็กซ่อนไว้ใต้ก้นของเขาแล้วนั่งขัดสมาธิทำหน้าตาย

พลตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่งซึ่งเป็นยามชั้นในควบคุมพวกอันธพาลเดินตรวจความเรียบร้อยเรื่อยมา บนบ่าของเขามีปืนกลมือแบบบาเร็ตต้าหนึ่งกระบอก เมื่อมาถึงหน้าห้องคุมขังคณะพรรคสี่สหายเขาก็หยุดยืนมองผ่านซี่ลูกกรงเข้ามาในห้อง แล้วยกมือขึ้นนับจำนวน

พลางพูดเบาๆ "หนึ่ง...สอง...สาม...สี่ อ้อ...อยู่กันครบ"

เขาหมุนตัวกลับยืนหันหลังให้ห้องขัง ทำท่าเหมือนกับว่าเขาจะยืนประจำอยู่หน้าห้องนี้ตลอดไปดร. ดิเรกยกนาฬิกาตรงข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกวักมือเรียกนายจอมทะเล้นให้เข้ามาหาเขา นิกรเหลือบตามองดูตำรวจเสียก่อนจึงคลานเข้ามาหานายแพทย์หนุ่ม

"ว่าไงหมา....เอ๊ย....หมอ" นิกรกระซิบ

ดร. ดิเรกชี้มือลงบนนาฬิกาข้อมือของเขา

"สองยามสิบห้านาทีแล้วว่ะ" เขากระซิบกับนิกรเช่นเดียวกัน "แกหาทางไล่ตำรวจไปเสียให้พ้นจากหน้าห้องเราได้ไหม จะได้รีบเลื่อยซี่ลูกกรงออก"

นิกรพยักหน้ารับทราบ "ลองคิดดูก่อน" แล้วเขาก็คลานไปหาอาเสี่ยซึ่งนั่งทำตาปริบๆ อยู่ข้างกรงเหล็ก

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ตำรวจยามร้องเพลงมาร์ชตำรวจเบาๆ เพื่อช่วยให้หายง่วง

"ชาติชายต้องไว้ลายตำรวจไทย ไม่ว่าประชาอยู่หนหนาย...."

นิกรเอื้อมมือขวาออกไปนอกลูกกรง ยกขึ้นตีก้นตำรวจเบาๆ "คุณ"

พลตำรวจยามหยุดร้องเพลงหันมามองดูนิกรทันที

"ว่าไงพี่ชาย"

นิกรยิ้มให้ "คุณไปยืนที่อื่นได้ไหม อยากร้องเพลงก็ไปร้องให้ไกลๆ ห้องผมหน่อย พวกเราจะได้หลับนอนกัน"

ตำรวจยามหัวเราะ สายตาที่เขามองดูสี่สหายนั้นแสดงความชื่นชมยินดี

"คุณจะนอนได้อย่างไร นี่มันสองยามกว่าแล้ว ลูกกรงซักซี่ก็ยังไม่ได้ตัด ขืนชักช้าเลยเวลาตามแผน ตำรวจบนป้อมเปลี่ยนยามผลัดใหม่จะเกิดยุ่งกันใหญ่ ผมอุตส่าห์มายืนหน้าห้องดูต้นทางให้ จะไล่ผมไปไหนล่ะครับ"

สี่สหายลืมตาโพลง "ปู้โธ่" เสี่ยหงวนคราง "ไม่ยักกะบอกทีแรกว่าพวกเดียวกัน"

ตำรวจยามยิ้มให้อาเสี่ย "บอกยังไงล่ะครับ ผมและพวกคุณต่างทำงานคนละหน้าที่ แต่อยู่ในแผนเดียวกัน อย่าร่ำไรเลยครับ ส่งเลื่อยออกมาผมจะช่วยเลื่อยให้"

อาเสี่ยโบกมือ "ไม่ต้องน้องชาย คุณดูต้นทางดีกว่า ถ้าผู้คุมผ่านมาทางนี้ รีบบอกพวกเราและพยายามชวนผู้คุมเลี่ยงไปทางอื่น ผมจะพยายามตัดซี่ลูกกรงออกสักสี่อันให้เสร็จภายใน ๒๐ นาทีนี้"

"ครับ ลงมือเถอะครับ ผู้คุมน่ะมันไม่รู้แผนของเรา ตำรวจบางคนที่เจ้านายรักใคร่ ไว้วางใจจริงๆ ถึงจะรู้ความลับสำคัญของทางราชการในเรื่องนี้ เอาซีเวลาไม่คอยท่า"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ แล้วหันมาทางนายพัชราภรณ์ "หยิบเลื่อยตัดเหล็กอีกอันมาช่วยกันเลื่อยซีโว้ย นั่งเฉยอยู่ทำไม ดีแต่คอยชี้นิ้วเท่านั้น รู้สึกว่าแกเอาเปรียบกันกับอ้ายกรมาก"

พลค้อนปะหลับปะเหลือก หยิบเลื่อยตัดเหล็กอันหนึ่งคลานเข้ามาหากิมหงวน ต่อจากนั้นสองสหายก็ช่วยกันตัดซี่ลูกกรงอย่างตั้งอกตั้งใจ ในที่สุดลูกกรงเหล็กก็ถูกตัดออกได้สองท่อน และพลกับกิมหงวนช่วยกันตัดอีกต่อไป ตำรวจยามยืนกระสับกระส่ายตลอดเวลา

เมื่อผู้คุมคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้น พลตำรวจยามก็ใจหายวาบรีบหันมาบอกคณะพรรคสี่สหายทันที

"ผู้คุม...ผู้คุมมาครับ หยุดก่อน"

เสียงเลื่อยสงบเงียบอย่างฉับพลัน พลกับกิมหงวนรีบซ่อนเลื่อยตัดเหล็กไว้ แล้วสี่สหายก็ล้มตัวลงนอน พลตำรวจผู้นั้นถอยมายืนชิดห้องขังเอาตัวบังซี่ลูกกรงสองอันที่ถูกตัดขาดเป็นช่องโหว่

ผู้คุมซึ่งเป็นชายกลางคนร่างสูงใหญ่แต่งเครื่องแบบเรียบร้อย ถือตะพดและไฟฉายพาตัวเดินตรงมาที่ห้องคุมขังของสี่สหายและหยุดทักตำรวจยาม

"อ้าว...ไง๋มายืนอยู่นี่ล่ะ"

พลตำรวจยามยิ้มแหยๆ "แฮ่ะ...แฮ่ะ อันธพาล ๔ คนในห้องนี้ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ฉันก็เลยยืนคุมเชิงดูซิว่าเขาจะเอายังไงกัน ถ้าพยายามหลบหนีก็จะได้จัดการเสียตามระเบียบยิงทิ้งไม่ให้เหลือเลย พี่วันอยู่เวรตอนนี้หรือ"

"ฮื่อ ประเดี๋ยวตีหนึ่งก็ออกเวรแล้ว แกเดินตรวจนักโทษเถอะน้องชาย ข้อบังคับเขาห้ามไม่ให้ตำรวจยืนเฉยๆ อ้าย ๔ คนนี่ไม่มีทางที่จะหลบหนีได้หรอก ขืนหนีก็ตาย"

พลตำรวจยามทำตาละห้อย เต็มไปด้วยความห่วงใยสี่สหาย แต่ก็จำต้องเดินไปจากที่นั้น นายวันผู้คุมชั้นในเปิดไฟฉาย ๓ ท่อนฉายกราดเข้าไปในห้องขังดร. ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย....ฉายหาส้นมืออะไรวะ แสบตาจะตายห่า"

ผู้คุมหัวเราะหึๆ แล้วฉายหน้ากิมหงวน อาเสี่ยทำตาหยีพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"จะบ้าหรือไง อยู่ดีๆ เอาไฟมาฉายหน้า นี่ถ้าอั๊วอยู่นอกห้องขัง อั๊วกระทืบลื้อแบนติดตีนไปแล้วผ่าวะ"

นายวันจ้องตาเขม็งมองดูซี่ลูกกรงที่ถูกตัดออกไปแล้วสองอัน แล้วเขาก็มองดูหน้าสี่สหาย

"ใครเป็นคนตัดลูกกรงนี่"

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ใจเต้นระทึกไปตามกัน ผู้คุมกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

"ได้ยินคำถามไหม ทำไมไม่ตอบว่าใครเป็นคนตัดลูกกรงเหล็ก"

กิมหงวนชักฉิว "อั๊วเองโว้ย นอนไม่หลับ ไม่มีอะไรทำ ก็เลยตัดลูกกรงเล่นแก้กลุ้ม"

นายวันยิ้มให้กิมหงวน "แล้วผมไปว่าอะไรคุณล่ะ รีบตัดเข้าซีครับ เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ตำรวจยามมันยักท่ามายืนคุมหน้าห้อง ทำให้พวกคุณต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ เอาเลยครับ อย่าร่ำไร ตัดอีกสองอันเท่านั้น ก็มุดออกมาข้างนอกได้ ท่านผู้บัญชาการท่านสั่งผม

ให้คอยช่วยเหลือคุณ"

สี่สหายต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน อาเสี่ยกิมหงวนพยักหน้ากับพล สองสหายต่างช่วยกันตัดซี่ลูกกรงต่อไป ผู้คุมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้าห้อง

อันธพาลคนหนึ่งซึ่งถูกขังอยู่ในห้องติดๆ กัน พร้อมด้วยพรรคพวกของเขาอีกหลายคน ได้ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

"ผู้คุมโว้ย นักโทษห้องโน้นเลื่อยลูกกรงดังหนวกหูเต็มทนแล้ว นอนไม่หลับโว้ย"

นายวันสะดุ้งเฮือก ทำบุ้ยใบ้ให้พลกับกิมหงวนเลื่อยต่อไป แล้วเขาก็เดินไปที่ห้องคุมขังพวกอันธพาลหยุดยืนหน้าห้องแกล้งร้องถามว่า "ใครเอะอะอะไรวะ"

นักเลงใหญ่บางลำภูกล่าวขึ้นอย่างหัวเสีย

"ได้ยินเสียงเลื่อยเหล็กไหมเล่า ดังโกรกกรากๆ หนวกหูจนนอนไม่หลับ ไปห้ามเขาหน่อยซี ถ้าเขาคิดจะแหกคุกก็ควรจะตัดลูกกรงห้องขังในเวลากลางวัน ดึกดื่นอย่างนี้ควรจะเกรงอกเกรงใจกันบ้าง"

นายวันแกล้งมองมาทางห้องสี่สหาย "ใครเลื่อยเหล็กที่ไหนกัน ห้องโน้นเขากำลังนอนหลับ"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่เค้นหัวเราะ "ก็ผมได้ยินนี่นา"

นายวันทำตาเขียว แกล้งทำเป็นโมโหเอ็ดตะโรลั่น

"หมามันคุ้ยฝาห้องข้างนอกโว้ย"

อาเสี่ยได้ยินเข้าก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว แล้วเกล้งทำเสียงสุนัขเห่าขึ้นทันที ซึ่งกิมหงวนเห่าได้เหมือนมาก นิกรช่วยทำเสียงลูกหมาตัวเล็กๆ นักเลงบางลำภูยิ้มให้ผู้คุม "อีนวลกับลูกของมันนั่นเอง ผมนึกว่าพวกนักโทษเลื่อยลูกกรงเสียอีก"

นายวันเดินเลี่ยงไปจากที่นั่น บัดนี้ลูกกรงประตูห้องขังถูกตัดออกรวม ๔ ซี่แล้วดร. ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา มุดออกไปทีละคน"

พลออกไปจากห้องคุมขังเป็นคนแรก ติดตามด้วยนายแพทย์หนุ่มและเสี่ยหงวนกับนิกร ทุกคนพากันหลบหนีออกทางด้านข้างของตึกคุมขัง เมื่อลงจากตึกหลังนั้น สี่สหายก็หยุดยืนรวมกลุ่มกันในที่มืดแห่งหนึ่ง ดร. ดิเรกซึ่งเป็นหัวหน้าคณะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอีก

แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะปีนกำแพงคุกออกทางด้านตะวันออกตามแผนของเรา ขณะนี้มีบันไดไม้ไผ่อันหนึ่งซ่อนอยู่ข้างเรือนเล็กหลังนั้น แต่เราจะต้องยืนอยู่ที่นี่อีก ๑๐ นาที การทำงานต้องทำตามเวลาที่นัดหมายไว้"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น "ก็ลงมือเสียเดี๋ยวนี้ไม่ดีหรือ กันอยากออกไปให้พ้นคุกลาดยาวโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย "ไม่ได้หรอกอ้ายหงวน ถ้าทำงานก่อนเวลาตำรวจก็จะเข้าใจผิดคิดว่า เราเป็นพวกอันธพาลที่พยายามหนีคุก แล้วเราก็จะถูกยิงตายหมด แผนของเราได้ทำตามแบบทหาร ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามแผน โดยเฉพาะเรื่องเวลาสำคัญมาก"

ทันใดนั้นเองสี่สหายก็เย็นวาบไปตามกัน เมื่อได้ยินเสียงห้าวๆ ดังขึ้นข้างหลัง "ใคร"

แล้วนายสิบตำรวจโทคนหนึ่งก็วิ่งปราดเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าสี่สหายยกปืนกลมือขึ้นจ้อง

"ยกมือขึ้น และอย่าพยายามต่อสู้หรือวิ่งหนีเป็นอันขาด ถ้ารักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป"

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกต่างชูมือขึ้นเหนือศีรษะยอมจำนนโดยดี ส.ต.ท. ผู้นั้นปราดเข้ามาจ้องมองดูหน้าสี่สหาย และแล้วเขาก็ลดปืนลงเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส

"ขอโทษนะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่าเป็นพวกคุณก็ต้องเอาปืนขู่ไว้ก่อน"

สี่สหายต่างลดมือลงด้วยความโล่งใจ เหมือนกับยกภูเขาออกจากอกดร. ดิเรกยื่นมือให้หัวหน้าตำรวจยามจับ

"หมู่ชื่อนายสิบตำรวจเอกผ่องใช่ไหม"

"ครับ-แต่ว่า ผมเป็นนายสิบตำรวจโทเท่านั้นแหละครับ ท่านอาจารย์"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ออไร๋ แต่ถ้าผมและพวกผมทำงานสำคัญให้แก่ประเทศชาติของเราได้สำเร็จเรืยบร้อย ข้าราชการทุกคนที่มีส่วนร่วมงานนี้ก็จะได้รับความดีความชอบไปตามกัน ผมรับรองว่าหมู่ต้องได้อีกบั้งแหงๆ ถ้าเจ้านายลืมผมจะพูดกับท่านเอง"

ส.ต.ท. ผ่องปิติยินดีอย่างยิ่ง เขามองดูดร. ดิเรกด้วยความเคารพนับถือ แล้วชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

"ขอบคุณครับท่านอาจารย์"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"หมู่-หมู่สะพายปืนอยู่บนบ่าทำไมถึงทำวันทยาหัตถ์ล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมลืมไปครับ อ้า-ผมหวังว่าพวกคุณคงไม่ลืมผมนะครับ เป็นนายสิบตำรวจโทมา ๖ ปีแล้ว แย่หน่อยครับ ลูกตั้ง ๘ คน"

พลยิ้มให้ผู้หมู่ซึ่งเป็นชายกลางคนรูปร่างค่อนข้างเล็กและบอบบาง

"ลูกตั้ง ๘ คน เงินเดือนจะพอหรือครับ"

"ไม่พอก็ต้องพยายามเจียดให้พอครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ก่อนที่จะสร้างชาติหมู่ก็น่าจะคิดเสียให้รอบคอบก่อนแค่นายสิบตำรวจโทมีลูกสักสองคนก็พอแล้ว"

ส.ต.ท. ผ่องถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมกับเมียผมน่ะ ไม่อยากมีลูกหรอกครับ แต่ไม่รู้จะทำยังไงห้องนอนผมมันแคบและมีห้องเดียว เมียผมแกก็สมบูรณ์เสียด้วยน้ำหนักตั้ง ๘๐ กิโล"

"แล้วหมู่ล่ะ" นิกรถาม

"ผม ๔๐ กิโลครับ"

นิกรหัวเราะ

"เมียของหมู่คงไม่ใคร่มีความสุขนัก เพราะต้องเลี้ยงลูกหลายคน"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ดร. ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างเป็นงานเป็นการ

"หนึ่งนาฬิกาตรง ลงมือได้แล้วพวกเรา"

ส.ต.ท. ผ่องพูดเสริมขึ้น

"เอาซีครับ ผมจะยืนอยู่แถวนี้และคอยยิงพวกคุณตามแผน"

สี่สหายต่างสะดุ้งเฮือกขึ้นพร้อมๆ กัน และมองดูหน้า ส.ต.ท. ผ่องอย่างตื่นๆ นิกรถามขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือว่า

"ยิงยังไงหมู่"

ส.ต.ท. ผ่องหัวเราะ

"ผมจะยิงยังไงก็แล้วแต่ผมเถอะครับ"

"อ๊ะ" อาเสี่ยอุทาน "พูดกันให้รู้เรื่องก่อนซีหมู่ ลูกปืนน่ะมันไม่เข้าใครออกใครนะครับ แล้วกระสุนบาเร็ตต้าของหมู่มันใช่เล่นอยู่หรือ"

ส.ต.ท. ผ่องมองดูอาเสี่ยอย่างขบขัน

"ไปเถอะครับ ผมรับรองว่ากระสุนปืนของผมและของตำรวจบนป้อมจะไม่ถูกพวกคุณเป็นอันขาด"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ทำไมหมู่ไม่พูดอย่างนี้เสียแต่แรก"

สี่สหายต่างร่ำลา ส.ต.ท. ผ่อง แล้วพากันเดินตรงไปยังเรือนเล็กๆ หลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มีบันไดไม้ไผ่ยาวประมาณ ๕ เมตรหนึ่งอันวางราบอยู่บนพื้นซึ่งบันไดนี้ผู้คุมคนหนึ่งได้จัดหามาเตรียมไว้ตามคำสั่งของผู้บัญชาการเรือนจำ

พลกล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวนทันที

"แกกับกันช่วยกันยกบันไดไปที่กำแพงคุกโว้ย"

ดร. ดิเรกกับนิกรเดินนำหน้า พลกับกิมหงวนแบกบันไดติดตามไป พอผ่านป้อมยามบนกำแพงนิกรก็เงยหน้ามองดูตำรวจยาม ซึ่งกำลังจ้องมองดูเขากับเพื่อนๆ

"เฮ้" นิกรดุตำรวจยามคนนั้น "หันหน้าไปทางอื่นซีโว้ย แกต้องทำเป็นไม่เห็นพวกเรา"

พลตำรวจยามผู้นั้นมีนิสัยขี้เล่นแบบเดียวกับสี่สหายจึงร้องบอกทุกคนด้วยเสียงหัวเราะ

"ตามสบายเถอะครับ ไม่ต้องเกรงใจผม พอพวกคุณปีนกำแพงขึ้นมาผมจะยิงเลย แต่ยิงผิดๆ นะครับ ไม่ต้องกลัว ถ้าถูกพวกคุณผมก็ติดคุก"

พลกับกิมหงวนช่วยกันยกบันไดพาดกำแพงคุกทางด้านตะวันออก ตำรวจยามบนป้อมยืนหัวเราะหึๆ ตลอดเวลา

ทันใดนั้นเอง ส.ต.ท. ผ่องก็ควักนกหวีดออกมาเป่าเป็นสัญญาณเกิดเหตุร้ายแจ้งให้ตำรวจและผู้คุมทราบ แล้วเขาก็ร้องตะโกนลั่น

"นักโทษแหกคุก นักโทษสามสี่คนกำลังจะหนีคุก ตำรวจบนป้อมเตรียมยิง"

ดร. ดิเรก ปีนขึ้นไปตามขั้นบันไดไม้ไผ่เป็นคนแรก กิมหงวนเป็นคนที่สอง แล้วก็ พล นิกร สี่สหายขึ้นไปยืนเด่นอยู่บนกำแพงคุก โดยไม่ต้องหวั่นเกรงสายไฟฟ้าแรงสูงเพราะเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ตัดสวิทซ์แล้ว ส.ต.ท. ผ่องปลดปืนกลมือลงจากบ่า ยกปืนขึ้นประทับแล้วรัว

กระสุนไปทางกำแพงคุกด้านนั้น เสียงปืนกลมือดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วคุกและทุ่งลาดยาว ทำให้อันธพาลทั้งคุกแตกตื่นไปตามกัน กำแพงคุกด้านนั้นถูกยิงทะลุปรุพรุนไปหลายแห่ง ส.ต.ท. ผ่องยิงห่างจากสี่สหายราวห้าหกเมตรเท่านั้น นิกรร้องตะโกนลั่น

"ยิงไปทางอื่นซีหมู่ แล้วกันโว้ย"

เสียงระฆังประจำเรือนจำดังรัวขึ้นทันทีเป็นสัญญาณว่านักโทษก่อการร้ายหรือหลบหนี ตำรวจและผู้คุมวิ่งพล่าน แต่ตำรวจทุกคนได้ร่วมงานสำคัญนี้ จึงทำเป็นตกอกตกใจไปยังงั้นเอง

สี่สหายยืนเด่นอยู่บนกำแพงคุก ตำรวจยามยิงปืนขึ้นฟ้าหลายนัด เพื่อประกอบการแสดงให้สมเหตุสมผล แล้วเขาก็ร้องตะโกนบอกสี่สหาย

"กระโจนลงไปซีครับ มัวแต่งุ่มง่ามอยู่ได้"

เสี่ยหงวนหันมายิ้มให้ตำรวจยาม

"สูงจังว่ะ กลัวคอหัก"

"ก็พยายามอย่าเอาคอลงไปซีครับ เร็วซีครับตำรวจและผู้คุมแห่กันมาแล้ว คนที่ไม่รู้เรื่องมันจะยิงเอา"

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาทันที

"เกาะขอบกำแพงด้านนอก โหนตัวลงไปแล้วปล่อยมือ"

ครั้นแล้วสี่สหายก็โหนตัวออกไปนอกกำแพงคุก ตำรวจยามทั้งสองป้อมช่วยกันยิงสนั่นหวั่นไหว แต่เป็นการยิงส่งเดช สี่สหายลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินริมกำแพงคุกด้านนอกในท่าทิ้งย่อ ทั้งสี่คนปลอดภัย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บอะไรเลย

"เร็ว-ตัดออกถนนหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์" ดร.ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา "รีบไปหาอ้ายแห้วตามจุดนัดพบเร็วโว้ย ประเดี๋ยวตำรวจจะแห่กันออกมาจากคุก เพื่อแกล้งทำเป็นติดตามพวกเราตามแผน"

สี่สหายพากันวิ่งไปจากข้างกำแพงคุกลาดยาว ตำรวจบนป้อมทั้งสองคนต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน และยิงปืนเล่นอย่างสนุกสนาน เหมือนกับว่าเขากำลังยิงพวกนักโทษหลบหนีคุก แต่ความจริงยิงขึ้นฟ้าบ้างยิงลงดินบ้างตามแต่อัธยาศัย

บริเวณลาดยาว หรือทุ่งบางเขนตกอยู่ในความสงบเงียบเพราะเป็นเวลาดึกสงัด พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกวิ่งบ้างเดินบ้างจนมาถึงถนนหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สักครู่หนึ่งก็มองเห็นคาดิลแล็คเก๋งจอดอยู่ริมถนนตามที่ที่นัดกันไว้

เสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนโหวกๆ

"อยู่นี่โว้ย มาเร็วๆ "

คณะพรรคสี่สหายวิ่งมาถึงรถก็หอบแฮ่กไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนเปิดประตูตอนหลังรถ ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถเป็นคนแรก นิกรกับดร. ดิเรก และพลติดตามขึ้นไป เจ้าแห้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งเคียงกันอยู่ตอนหน้ารถ เจ้าแห้วหัวเราะงอไปงอมา จนกระทั่งดร. ดิเรก

ตวาดลั่น

"หัวเราะอะไรวะ มัวแต่หัวเราะประเดี๋ยวตำรวจก็มาลากคอพวกเรากลับไปเข้าคุกอีกเท่านั้น"

เจ้าแห้วมองดูเจ้านายอย่างขบขันแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"รับประทานเล่นมวยล้มแท้ๆ กลัวอะไรครับ รับประทานถึงอย่างไรตำรวจและผู้คุมก็คงไม่วิ่งมาทางนี้ไ

แล้วเจ้าแห้วก็เอื้อมมือเปิดสวิทซ์ไฟ สต๊าทเครื่องยนต์ทันที คาดิลแล็คเก๋งพุ่งปราดออกจากที่อย่างรวดเร็ว ไฟหน้ารถส่องสว่างจ้าไปไกล คณะพรรคสี่สหายได้ทำงานตามแผน ๓ เรียบร้อย ขณะนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังพา พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ไปลงเรือยนต์ที่

เตรียมไว้ที่สมุทรปราการ ซึ่งท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วจะเดินทางไปด้วย แต่ไปแยกทางกัน เมื่อขึ้นบกในจังหวัดชายทะเลแห่งหนึ่งของประเทศคาบินเดีย

เรือยนต์ลำนั้นเป็นเรือประมงขนาด ๘๐ ตัน เก่าคร่ำคร่าแบบเทอะทะล้าสมัย เสียงเครื่องของมันดัง

บ๊อกๆๆๆ เหมือนเรือเด็กเล่นที่ทำด้วยสังกะสีและใช้เทียนไขวางใต้หม้อน้ำ มีขายเกลื่อนกลาดที่ตลาดนัดสนามหลวง เรือลำนี้เป็นเรือบรรทุกสินค้าเถื่อนจอดอยู่ที่สมุทรปราการ ตำรวจค้นพบสินค้าขาเข้าซึ่งเป็นสินค้าหนีภาษีมากมายคิดเป็นเงินหลายแสน แต่ผู้ควบคุมเรือและลูก

เรือหลบหนีไปหมด เจ้าพนักงานจึงยึดเรือลำนี้ไว้และได้นำมาใช้ในราชการลับ คือส่งสี่สหายขึ้นบกที่ชายทะเลในเขตของประเทศคาบินเดีย

นายตำรวจน้ำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมเรือลำนี้ได้พาคณะพรรคสี่สหายของเรา พร้อมด้วยเจ้าแห้วและ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินทางออกจากสมุทรปราการในเวลา ๒.๓๐ น. ตรงตามแผนมีเรือนยนต์ตำรวจน้ำติดตามคุ้มกันไปลำหนึ่งจึงผ่านด่านต่างๆ ไปได้โดยปลอดภัยจน

กระทั่งพ้นปากอ่าวออกทะเลลึก

ตลอดวันของวันรุ่งขึ้น ร.ต.อ. มาโนชได้พาสี่สหายเที่ยวทะเลอย่างสบายใจ ภายในเรือมีเหล้าและอาหารเหลือเฟือเพราะได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ยังแวะชมเกาะต่างๆ ในอ่าวไทยหลายเกาะตามคำสั่งลับที่ ร.ต.อ. มาโนช ได้รับจากผู้บังคับบัญชา สั่งให้เขาส่งคณะ

พรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นบกที่ตำบลอมหมากในเวลา ๒๔.๐๐ น. คืนวันนี้ เขาจึงถือโอกาสพาคณะพรรคสี่สหายท่องเที่ยวตามเกาะเล็กเกาะน้อยจากเช้าถึงค่ำ

พอสิ้นแสงอาทิตย์ เรือยนต์โกโรโกโสลำนั้นก็ตั้งเข็มมุ่งตรงไปยังประเทศคาบินเดีย ซึ่งมีดินแดนติดต่อกับประเทศไทยทางด้านนั้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ ร.ต.อ. มาโนช นั่งดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างครื้นเครง ส่วนเจ้าแห้วออกไปคุยกับพวกตำรวจน้ำ

ไม่มีใครสนใจกับอาหารค่ำ จนกระทั่ง ๒๑.๐๐ น. เศษ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มมึนเมาแล้ว โดยเฉพาะเสี่ยหงวนพูดเสียงอ้อแอ้ลิ้นไก่พันกันจนแทบจะไม่เป็นภาษามนุษย์ ร.ต.อ. มาโนชชักไม่สบายใจเมื่อคิดว่าอีก ๓ ชั่วโมง ดร. ดิเรกกับคณะจะต้องลงเรือยางพาย

ไปขึ้นชายหาดที่ตำบลอมหมากของประเทศคาบินเดียอันเป็นงานที่ต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต

ท่านผู้บังคับกองมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างเกรงใจแล้วกล่าวกับกิมหงวนอย่างนอบน้อม โดยเรียกตำแหน่งตามยศทหาร

"ผู้กองพันครับ ผมคิดว่าเรารับประทานอาหารกันเสียทีไม่ดีหรือครับ ขณะนี้เวลาเกือบสามทุ่มครึ่งแล้ว"

อาเสี่ยหน้าแดงก่ำเหมือนลูกตำลึง เขายิ้มให้ ร.ต.อ. มาโนชแล้วกล่าวว่า

"คุณหิวก็เชิญซี แต่สำหรับผมเหล้าสำคัญกว่าข้าว อ้า-ขออีกสักสองขวดเถอะครับ ขวดสุดท้ายนี่หมดพอดี"

ผู้บังคับกองตำรวจน้ำกลืนน้ำลายเอื้อก

"หกขวดแล้วนะครับ แล้วก็ผู้กองพันทั้งสามกับอาจารย์และท่านเจ้าคุณก็เมากันแล้ว ถ้าเมามากกว่านี้จะทำงานได้หรือครับ อีกสองชั่วโมงครึ่งก็จะต้องขึ้นบก"

พ.ต. กิมหงวนชักฉิว

"แล้วกัน คุณยังรู้จักพวกผมน้อยเกินไป พวกเราน่ะยิ่งเมาเท่าไร ก็ยิ่งทำงานได้แคล่วคล่องว่องไวเท่านั้น อึ๊ก...ขออีกสองขวดน่า"

ร.ต.อ. มาโนชสั่นศีรษะ

"พอเถอะครับ เป็นตายอย่างไร ผมต้องขัดใจผู้กองพัน"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ผมกำลังปฏิบัติงานสำคัญเพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติ ขอกินเหล้าอีกสองขวดคุณไม่ให้...ตามคำสั่งก็ระบุไว้แล้ว ว่าให้อำนวยความสะดวกแก่พวกเราทุกสิ่งทุกประการดีแล้ว ผมจะไปที่ห้องวิทยุเดี๋ยวนี้ รายงานให้ท่านอธิบดีกรมตำรวจทราบว่า คุณให้การเลี้ยงดูพวก

เราอย่างเลวที่สุด ไม่ยอมให้เรากินเหล้าเพื่อปลุกใจเสือป่าให้คึกคักเข้มแข็งก่อนทำงานแล้วคุณจะเสียใจ ถ้ากรมตำรวจวิทยุมาปลดคุณออกจากราชการ พวกตำรวจลูกน้องคุณจะจับคุณโยนทะเลทันที เมื่อคุณถูกปลดไม่มีอำนาจบังคับบัญชาเขา"

ร.ต.อ. มาโนชอ้าปากหวอ แล้วฝืนหัวเราะ

"เอาละครับ ถ้าเช่นนั้นผมจะเอาเหล้ามาเลี้ยงผู้กองพันอีกครึ่งโหล แต่ถ้าเมาเหล้าจนสิ้นสติทำงานไม่ได้ ผมไม่รับรองนะครับ" พูดจบเขาก็หันไปทางพลตำรวจคนหนึ่งซึ่งนั่งคอยรับใช้อยู่ข้างประตูห้อง "เฮ-เชื่อม ไปเอาวิสกี้มาอีกครึ่งโหล โซดาด้วย"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วย

"เอาแกล้มมาด้วยอ้ายน้องชาย อั๊วชอบกินกับมากกว่าเหล้า"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ทะเลเรียบปราศจากคลื่นลมเรือยนต์ลำนั้นแล่นเหมือนเต่าคลาน ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ลมทะเลพัดโชยเฉื่อยตลอดเวลา

๒๔.๐๐ น. ตรง

เรือประมงลำนั้นได้หยุดทอดสมอลอยลำอยู่ห่างจากชายฝั่งตำบลอมหมากของเมืองชโลธรประมาณ ๕๐๐ เมตร ตามคำสั่งของ ร.ต.อ. มาโนชผู้บังคับกองตำรวจน้ำ ร.ต.อ. มาโนชไม่อาจจะนำเรือเข้าไปใกล้กว่านี้ เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า นับตั้งแต่

รัฐบาลคาบินเดียประกาศตนเป็นศัตรูกับไทย ทางการของคาบินเดียได้สั่งปิดพรมแดนทั้งทางทะเลและทางบก ไม่ยอมให้คนไทยเดินทางเข้าไปในเขตคาบินเดีย เว้นแต่ผู้หลบหนีคดีการเมืองหรือคดีอาญาเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลคาบินเดียได้ต้อนรับและให้ความช่วยเหลือ มีข่าวที่เชื่อถือ

ได้ว่าตามแนวฝั่งทะเล และตามเส้นพรมแดนนั้น มีตำรวจและทหารคาบินเดียทำหน้าที่รักษาการณ์ตลอดเวลา เพื่อป้องกันหน่วยจารกรรมของไทยจะเล็ดลอดเข้าไป

ร.ต.อ.มาโนช สั่งให้ตำรวจเตรียมเรือยางและพายไว้พร้อมแล้ว เป็นเรือยางขนาดใหญ่บรรทุกผู้โดยสารได้ ๖ คน พร้อมสัมภาระตามสมควร แต่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ในสภาพมึนเมา นั่งฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะรับประทานอาหารท่ามกลางแสงตะเกียงรั้วอันสลัวลาง

ท่านผู้บังคับกองตำรวจน้ำยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ แสดงความอิดหนาระอาใจเต็มทน เขากล่าวกับเจ้าแห้วซึ่งยืนอยู่ข้างๆ โต๊ะว่า

"พยายามหน่อยเถอะแห้ว พยายามปลุกเจ้านายของแกให้ลุกขึ้น ขณะนี้ได้เวลาทำงานตามแผนแล้ว คนของเรากำลังมาคอยรับอยู่ที่ชายหาด ถ้าขืนโอ้เอ้เขากลับไปเสียจะยุ่งยากไม่น้อย"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"ผมพยายามปลุกอยู่นานแล้วครับผู้กอง ไม่มีใครรู้สึกตัวสักคน ผู้กองไม่ควรให้เจ้านายของผมดื่มเหล้ามากมายอย่างนี้"

ร.ต.อ. มาโนชจุ๊ปาก

"ถ้าอั๊วไม่ยอมให้เหล้าดื่ม ผู้กองพันกิมหงวนก็จะฟ้องอั๊ว ดีไม่ดีอั๊วก็จะถูกปลดออกจากราชการ"

เจ้าแห้วหันมามองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วตัดสินใจปลุกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยการยกมือจิ้มสีข้าง

"ท่านเจ้าคุณครับ รับประทานตื่นเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณถูกจี้ก็ดิ้นเต็มแรง ยักเอวไปมาเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า แล้วเงยหน้าขึ้นลืมตาโพลง

ร.ต.อ. มาโนชกล่าวขึ้นทันที

"สองยามแล้วครับใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยินคำว่าสองยามก็หายเมาราวกับปลิดทิ้ง เพราะรู้ตัวว่าจะต้องทำงานสำคัญยิ่ง ท่านยกมือจับแขนดร. ดิเรกเขย่าแล้วร้องเรียกนายแพทย์หนุ่มเสียงลั่น

"เฮ้ย-ลุกขึ้นดิเรก ลุกขึ้นโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้น และลืมตาขึ้นมองดูโลก ต่อจากนั้นเขาก็ปลุกเสี่ยหงวน เจ้าแห้วช่วยปลุกพลนิกรเสียงเอะอะเอ็ดตะโรลั่นเรือ ในที่สุดทุกคนก็รู้สึกตัวตื่นขื้นแต่อยู่ในสภาพมึนเมา ดร. ดิเรกกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา"

เสี่ยหงวนทำปากแบะในท่าพะอืดพะอม

"ไปไหน"

"ก็ไปลงเรือยางพายไปขึ้นฝั่งน่ะซี"

กิมหงวนโบกมือ

"ไปหาหอกอะไร อยู่มันบนเรือนี่สบายกว่า กลับไปเราก็รายงานว่าคุณมาโนชขัดขวางไม่ยอมให้เราขึ้นบก จับพวกเราขังไว้"

"อ้าว" ผู้บังคับกองตำรวจน้ำร้องลั่น "ยังงี้ผมก็มีหวังติดคุกในฐานร่วมมือกับฝ่ายศัตรูน่ะซีครับ อ้า-กรุณาไปกันเสียเถอะครับ ผมให้ตำรวจเอาเรือยางลงน้ำเตรียมไว้แล้ว"

นิกรยิ้มให้ผู้บังคับกอง

"เรือยางรั่วหรือเปล่า"

"ไม่รั่วหรอกครับ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รั่วผมไม่ไป ผู้กองให้ตำรวจไปเจาะรูให้รั่วสักสองรูเถอะครับ เราจะได้ช่วยกันวิดน้ำเรือแก้ง่วงและแก้เมาเหล้า"

ร.ต.อ. มาโนช อดหัวเราะไม่ได้ ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องนั้น ร.ต.อ. มาโนชกับเจ้าแห้วตามไปด้วย ท่านผู้บังคับกองตำรวจน้ำค่อยโล่งใจ ที่คณะพรรคสี่สหายยอมไปลงเรือยาง เพื่อปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่ง

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ลงจากเรือใหญ่สู่เรือยางนั้นด้วยความลำบากยากเย็น เพราะทุกคน นอกจากเจ้าแห้วยังมึนเมาอยู่ อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ. มาโนช ผุ้บังคับกองตำรวจน้ำกับตำรวจในบังคับบัญชาของเขาได้ให้ความช่วยเหลือ

คณะพรรคสี่สหายลงไปนั่งเรือยางจนได้ ทุกคนมีปืนพกติดตัวคนละกระบอก ซึ่งเป็นปืนไม่มีทะเบียน และเป็นปืนของราชการตำรวจ รีวอลเว่อร์ ๙ ม.ม.

เรือยางลำนี้มีพาย ๒ เล่ม นิกรนั่งทางหัว เสี่ยหงวนนั่งท้ายถือพายคนละเล่ม แต่หันหน้าเข้าหา นอกนั้นนั่งรวมกันอยู่ตรงกลาง เมื่อทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้ว ร.ต.อ. มาโนชก็ร้องบอกคณะพรรคสี่สหาย

"ไปเถอะครับ เลยเวลา ๑๐ นาทีแล้ว"

คณะจารกรรมของกองทัพบกไทยต่างช่วยกันผลักเรือยางให้ลอยออกห่างเรือใหญ่ กิมหงวนพายเรืออย่างทะมัดทะแมง คือพายทางขวาสองสามทีแล้วพายทางซ้ายสองสามที เปลี่ยนพายไปมาจนกระทั่งครั้งหนึ่งด้ามพายฟาดกลางกบาลเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังโป๊ก

"โอ๊ย" เสี่ยหงวนตกใจร้องสุดเสียง

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่นและทำตาปริบๆ

"ความจริงฉันถูกเจ็บ ฉันควรจะร้อง ไม่ใช่แกร้องพายเรือภาษาตวักตะบวยอะไรวะ ดูกบาลคนบ้างซี"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"คุณอาไม่ติดเท็ปสะท้อนแสงนี่ครับ มันมืดตื๊ดตื๋อออกอย่างนี้ผมจะเห็นได้อย่างไร ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้แกล้ง"

เรือยางลำนั้นห่างเรือใหญ่ไปตามลำดับ ความมืดและความเงียบปกคลุมไปทั่ว ได้ยินแต่เสียงพายพุ้ยน้ำดังจ๋อมๆ เมื่อเห็นนิกรถือพายนั่งฝันหวาน อาเสี่ยชักโมโหจึงกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล

"ถือพายไว้ทำหอกอะไรวะ ช่วยกันพายบ้างซีโว้ยอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเล็กน้อย ยกพายขึ้นพุ้ยน้ำทันที ช่วยอาเสี่ยพายเรืออย่างตั้งอกตั้งใจ แต่นิกรหันหน้ามาทางกิมหงวน การพายเรือของสองสหายจึงไม่ผิดอะไรกับเล่นชักคะเย่อกัน อาเสี่ยพายเนิบนาบจังหวะแทงโก้ นิกรพายจังหวะสวิง ฉะนั้นเรือยางจึงแล่นถอยหลังมา

ทีละน้อยโดยไม่มีใครรู้สึกตัว และไม่มีใครคิดว่าการพายเรือแบบนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย

สองสหายช่วยกันจ้ำ ในที่สุดเรือยางก็ลอยมาปะทะเรือใหญ่พวกตำรวจน้ำที่ยืนดูอยู่บนดาดฟ้าต่างหัวเราะงอไปงอมา ร.ต.อ. มาโนช ยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ พอส่วนท้ายเรือยางชนกับเรือใหญ่ ท่านผู้บังคับกองก็กล่าวขึ้นอย่างโมโหแกมขบขัน

"ลำบากนักก็อย่าไปกันเลยครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน และเงยหน้ามองขึ้นไปบนเรือประมงลำนั้น อาเสี่ยทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยชอบกล

"เอ-ไง๋เรือยางมันถอยกลับมาล่ะครับ ผมกับอ้ายกรช่วยกันพายแทบแย่ หรือน้ำมันเชี่ยว"

ร.ต.อ. มาโนช หัวเราะหึๆ

"ก็พายเรือหันหน้าเข้าหากันยังงี้ เรือมันจะไปได้อย่างไรล่ะครับ ผมต่อให้พายอีก ๕ วัน ๕ คืนก็ไม่ถึงฝั่ง"

กิมหงวนหันไปมองดูนายจอมทะเล้น

"ทำไมเสือกนั่นหันหน้ามาทางนี้ล่ะ"

นิกรชักฉิว

"เรือยางมันไม่มีหัวมีหางโว้ย แล้วแต่เราจะสมมุติเอาว่า ทางไหนเป็นหัวเรือ ทางไหนเป็นท้ายเรือ ตกลงกันแล้วว่าให้กันถือท้ายกันถึงได้นั่งอย่างนี้"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ถ้ายังงั้นกันก็นั่งผิด"

"ก็กลับตัวเสียซีหันหน้าไปทางโน้น เร็วๆ เข้าเถอะ ขืนโอ้เอ้กว่าจะขึ้นฝั่งได้พอดีพระอาทิตย์แดงแจ๋"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรแล้วจุ๊ปาก

"เดี๋ยวพ่อถีบตกน้ำเลย พระอาทิตย์ก็พระอาทิตย์ ทำไมจะต้องบอกว่าแดงแจ๋ด้วย"

กิมหงวนทำยงโย่ยงหยกกลับตัวใหม่ คือหันหลังให้นิกรต่อจากนั้นสองสหายก็ช่วยกันพายช่วยกันจ้ำอีก คราวนี้เรือยางผละจากเรือใหญ่มุ่งตรงไปยังชายหาดของหมู่บ้านอมหมากดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศคาบินเดีย ขณะนี้เป็นเวลา ๐.๑๕ น. บนฝั่งทะเลเงียบกริบแล

เห็นแสงไฟตะเกียงวาบวับอยู่ตามหมู่บ้านชาวประมงทางซ้ายมือไกลออกไป เมื่อแพยางใกล้เข้ามาจวนจะถึงฝั่ง พลก็กระซิบกระซาบถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"คนที่มาคอยรับเราเป็นใครครับ"

เจ้าคุณว่า "เป็นคนไทยคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าชื่ออะไร เขาจะใช้รหัสด้วยการใช้เสียงไอแค็กๆ สองครั้ง"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"มายก๊อด... เขาเป็นวัณโรคกระมังครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"ไม่ใช่โว้ย เราตกลงกันไว้อย่างนั้น ถ้าเขาเห็นเราจะไอแค็กๆ สองทีเพื่อถามว่าพวกเราใช่ไหม"

พลมองหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขัน

"แล้วรหัสลับของเราล่ะครับ เราจะตอบเขาว่าอย่างไร"

"เราจะร้องเป็นเสียงแมวตอบเขา"

ดร. ดิเรกทำหน้าตื่นๆ

"แมวตัวผู้หรือแมวตัวเมียครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"แกไม่น่าจะเป็นด๊อกเตอร์เลย แมวน่ะตัวผู้หรือตัวเมีย มันก็ร้องเหมือนกันทั้งนั้น"

"โน-ป๋า มันร้องคนละอย่าง ตัวผู้มันร้องหง่าวๆ ส่วนตัวเมียมันร้องแป๊ว"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ร้องแป๊วน่ะ หมายความว่ามันถูกเหยียบหางจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียมันก็ร้องแป๊วทั้งนั้น แต่ตอนที่มันพลอดรักกันและตอนที่มันตกใจผละจากกันมันก็ร้องแป๊ว ตามธรรมดาแมวมันร้องเมี้ยวๆ ส่วนแมวขโมยร้องหง่าวๆ เรื่องแมวกันรู้ดีว่ะ กันเคยเลี้ยงแมวตัวเมียมา

หลายตัวแล้ว"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ตัวผู้ไม่เคยเลี้ยงหรือ"

"เลี้ยงก็เดือดร้อน ฟันกันโยกหลายซี่ คนฟันโยกเขาห้ามเลี้ยงแมวตัวผู้"

ดร. ดิเรกอ้าปากหวอ

"ทำไมยังงั้น เกี่ยวกับโชคลางหรือ"

"ไม่รู้ว่ะ แต่เตี่ยกันเคยห้ามนักห้ามหนา คนฟันดีไม่ให้เลี้ยงหมาตัวเมีย และคนฟันโยกห้ามเลี้ยงแมวตัวผู้"

เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะอยู่นานแล้ว อดรนทนไม่ไหวก็หัวเราะออกมาก้ากใหญ่ ขบขันในเรื่องข้อห้ามการเลี้ยงแมวของอาเสี่ย นิกรยกพายฟาดกบาลเจ้าแห้วเสียงดังโป๊กแล้วกระซิบดุๆ

"เสือกแหกปากหัวเราะออกมาได้ เมื่อทหารหรือตำรวจนั่นแอบอยู่ที่ชายหาดมันได้ยินแกเข้า เอาปืนกลกราดมาที่พวกเรามิตายห่ากันหมดหรือ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ แล้วกระซิบกับนิกร

"รับประทาน ถึงมันได้ยินมันก็คงคิดว่าเป็นเสียงผีทะเลครับ เพราะผมพูดภาษาไทยมันฟังไม่รู้เรื่อง"

นิกรทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ใครบอกมึงล่ะ พวกคาบินเดียส่วนมากพูดไทยและอ่านเขียนหนังสือไทยได้ หน้าตาก็เหมือนกับคนไทยนั่นแหละ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เรือยางแล่นเข้าเกยชายหาดแล้ว ดร. ดิเรกพันเอกพิเศษแห่งกองทัพบกเริ่มปฎิบัติหน้าที่ หัวหน้าหน่วยจารกรรมทันที เขาชูมือขวาขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนสงบเงียบเสียง ขณะนี้เรือประมงที่มาส่งเดินทางกลับไปแล้ว ได้ยินเสียงเครื่อง

ยนต์ดังป๊อกๆ อยู่ในทะเลและเสียงนั้นห่างไกลออกไปทุกที

ดร. ดิเรกก้าวขึ้นสู่ชายหาดเป็นคนแรก เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยเขาก็กวักมือเรียกทุกคนให้ขึ้นมาจากเรือยาง แล้วเรียกเจ้าแห้วเข้ามาหากระซิบกระซาบบอกเจ้าแห้วว่า

"ปล่อยลมโว้ย อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหน้าตื่น

"รับประทานท้องผมเป็นปกตินี่ครับ คุณหมอ"

ดร. ดิเรกแยกเขี้ยว

"ปล่อยลมเรือยาง ไม่ใช่ปล่อยลมในท้องแก"

"อ๋อ" เจ้าแห้วยานคาง "คุณหมอไม่บอกอย่างนั้น"

ครั้นแล้วเจ้าแห้วก็เดินไปที่เรือยางจัดแจงปล่อยลมออกตามคำสั่งของดร. ดิเรก เนื่องจากมีที่ปล่อยลมและสูบลมอยู่หลายแห่ง เรือยางจึงแฟบลงอย่างรวดเร็ว นายแพทย์หนุ่มขอร้องให้ทุกคนช่วยกันลากเรือยางลำนั้นไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้อันหนาทึบ ระหว่าดงมะพร้าวห่าง

จากชายหาดราว ๕๐ เมตร

ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกแห่ง บริเวณชายหาดสงบเงียบ ได้ยินแต่เสียงลมพัดต้นไม้ใบไม้ไหวกราว และเสียงระลอกคลื่นกระทบโขดหินที่ชายหาด ดังซาดซ่าตลอดเวลา

หน่วยจารกรรมทั้ง ๖ คน เคลื่อนที่ไปอย่างระมัดระวังตัว ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าบริเวณชาดหาดนี้จะมีตำรวจหรือทหารคาบินเดียซุ่มซ่อนอยู่หรือไม่ แต่จารชนทั้งหลายนั้น ต้องทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตตลอดเวลาเพื่อแลกเปลี่ยนกับประโยชน์อันใหญ่ยิ่งของประเทศชาติ

ท่ามกลางความมืด ซึ่งมีแต่แสงสลัวรางของประกายดาว ทุกคนหยุดชะงักเมื่อแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของมนุษย์คนหนึ่งนอนหงายเหยียดยาวอยู่ในบริเวณที่ว่างซึ่งเป็นเขตติดต่อกับชายแดน

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัวและถอยหลังกรูด กระซิบกับเจ้าแห้วด้วยเสียงอันสั่นเครือ

"ผะ...ผะ...ผี...ชะ...ใช่ไหม"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอี๊อก

"สะ...สะ...สังสัยครับ"

พลล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไฟฉายขนาดจิ๋วออกมา เขาเดินนำหน้าพาทุกคนตรงเข้าไปยังร่างนั้น แล้วฉายไฟส่องดู คราวนี้จารชนทั้ง ๖ คนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เมื่อได้เห็นศพชายหนุ่มผู้นั้น เขามีอายุในวัย ๒๕ ปี รูปร่างล่ำสัน แต่งกายแบบชาวประมง สวมเสื้อกางเกง

ชุดสีดำ ที่หน้าอกของเขามีปืนเล็กยาวและดาบปลายปืนปักอยู่ตรงกับหัวใจพอดี ไม่มีปัญหาอะไรอีก ชายหนุ่มผู้นี้ถูกตำรวจหรือทหารคาบินเดียฆ่าตายแน่ๆ มือขวาของผู้ตายกำกระดาษสีขาวชิ้นหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกให้พลดับไฟฉายเสียก่อน ท่านกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณชายหาด และสวนมะพร้าว แล้วท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือแผ่วเบา

"ตอนลงเรือยาง พวกเรามัวแต่โอ้เอ้ล่าช้าเสียเวลาไปในราว ๑๕ นาที คนของเรามาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้จึงถูกทหารฆ่าตายอย่างทารุณ ชายผู้นี้ต้องเป็นคนไทยที่ท่านราชทูตส่งมารับพวกเราแน่ๆ "

เสี่ยหงวนกล่าวกับนายจอมทะเล้น

"แกลองร้องเสียงแมวซิอ้ายกร เผื่อเขาจะไอแค๊กๆ รับเราบ้าง"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เขาตายแล้วโว้ย"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ แล้วหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"หมอ แกช่วยแก้เขาให้ฟื้นขึ้นมาสักสองสามนาทีได้ไหม ไต่ถามดูพอให้รู้เรื่องว่าเขาเป็นใคร"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"ไอหมดความสามารถ"

กิมหงวนจุ๊ปาก

"แล้วแกจะเป็นหมอหาหอกอะไร" พูดจบอาเสี่ยก็แย่งไฟฉายมาจากมือพลแล้วเปิดไฟส่องมองดูศพชายผู้นั้น

นิกรกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม

"แม้เขาผู้นี้จะเป็นใครก็ตาม แต่เขาได้สละชีวิตเพื่อประเทศชาติ นับว่าเขาเป็นผู้ที่ควรสรรเสริญอย่างยิ่ง ฉายดูหน้าเขาอีกหน่อยซิอ้ายหงวน นั่น...เห็นไหมล่ะ เขายิ้มระรื่นแสดงว่าเขาภาคภูมิใจในความตายของเขา"

เจ้าแห้วกระซิบกับนิกรทันที

"รับประทานตอนแรกไม่เห็นยิ้มนี่ครับ"

นิกรสะดุ้งเฮือก หันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"รู้แล้วก็เงียบๆ เสียซี เสือกพูดทำไม อ้ายเราหรืออุตส่าห์พูดกลบเกลื่อน แต่แกกลับพูดให้ฉันปอดลอย"

จากแสงไฟฉายดวงเล็กๆ พลแลเห็นกระดาษสีขาวแผ่นนั้นแลบออกมาจากมือของผู้ตาย เขาก้มลงดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาแล้วเงยหน้าขึ้นขอไฟฉายจากกิมหงวน พลกล่าวกับพรรคพวกของเขาว่า

"ข้อความในกระดาษแผ่นนี้ อาจจะให้ความรู้หรือให้ประโยชน์แก่เราบ้าง ถ้ามันเป็นตัวอักษรภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศซึ่งไม่ใช่ภาษาคาบินเดีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"อ่านซีพล อ่านให้พวกเราฟัง"

พลคลี่กระดาษแผ่นนั้นออก ยกไฟฉายส่องดู เขาแลเห็นตัวอักษรภาษาไทยสามสี่บรรทัด ปรากฏอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ เขียนด้วยลายมือหวัดแกมบรรจง มีความรู้ในภาษาไทยเป็นอย่างดี

พลอ่านข้อความในนั้นทันที

"ชายผู้นี้มาคอยรับพวกท่านที่ชายหาด เขาจึงต้องจบชีวิตด้วยทหารของเรา ขณะนี้พวกท่านตกอยู่ในวงล้อมของเราแล้ว ซึ่งทุกคนจะต้องตายในลักษณะนี้"

อ่านจบพลก็รีบปิดไฟฉายทันที จารชนทั้ง ๖ คนต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน ทุกคนดึงปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาถือกระชับมั่นไว้ในมือ เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้จนกระสุนนัดสุดท้าย

พลมองดูหน้าเจ้าแห้วแล้วแกล้งถาม

"ว่าไง จะหนีหรือจะสู้"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานผมอยากสู้เหมือนกันครับ แต่คิดไปคิดมาหนีดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นกับดร. ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ดิเรก ขณะนี้พวกเราตกอยู่ในระหว่างความเป็นความตายแล้ว สำหรับแกสี่คนถึงถูกจับก็มีทางรอดในเมื่อพวกแกแสดงตนเป็นอันธพาลแหกคุกลาดยาวหลบหนีมา เพราะทางการตำรวจของเราจะส่งรูปถ่ายและประวัติของพวกเรามาให้ตำรวจคาบินเดียช่วยจับพวกแก

ตามสัญญาว่าด้วยการจับผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งอย่างไรเสียตำรวจคาบินเดียก็คงจะไม่ยอมส่งพวกแกไปเมืองไทย ยิ่งกว่านี้ มันยังจะให้ความช่วยเหลือพวกแกอีกด้วย พ่อเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่พ่อจะพาอ้ายแห้วแยกทางไป และเราจะไปพบกันที่นครพรหมสุเมรุตามที่เราตกลงกันไว้ตาม

แผน"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ แต่ว่าคนที่มารับพวกเราถูกฆ่าตายเสียแล้ว คุณพ่อกับอ้ายแห้วจะเดินทางไปอย่างไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแบบผู้กล้าหาญ คือยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา และกรอกนัยน์ตาไปมา

"ไม่สำคัญ จารชนต้องไปได้เสมอ บนบกในอากาศ ในน้ำหรือใต้ดิน"

อาเสี่ยขัดคอทันที

"ใต้ดินไปยังไงครับ"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"ก็ไปตามท่อระบายน้ำน่ะซีวะ มันอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นถนนก็ต้องเรียกว่าใต้ดิน"

ดร. ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นเราแยกกันได้ ถ้ามีอันตรายเกิดขึ้น ขอให้คุณพ่อตายอย่างสงบโดยไม่ต้องรับความทุกข์ทรมานนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"พ่อคิดว่า พรแบบนี้อย่าให้เสียเลยดีกว่า รู้ละว่าแกหวังดีต่อพ่อ แต่พรของแกฟังทะแม่งๆ ชอบกล"

ครั้นแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ร่ำลาสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณก็พาเจ้าแห้วเดินตรงไปยังหมู่บ้านชาวประมงซึ่งมองแลเห็นลิบๆ อยู่ข้างหน้า เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเดินไปไกลประมาณร้อยเมตร นิกรก็เผลอตัวร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"คุณพ่อครับ... พ่อตาครับ ถ้ามีตำรวจหรือทหารอยู่แถวนั้นตะโกนบอกพวกเราด้วยนะครับ"

พล กิมหงวน ดร. ดิเรกต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน หันมามองดูนิกรอย่างเดือดดาล นายแพทย์หนุ่มขบกรามกรอด

"เดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเลยอ้ายนี่ ดันแหกปากออกมาได้ นี่แหละเขาว่า ปลาหมอตายเพราะปาก ประเดี๋ยวตำรวจหรือทหารคาบินเดียมันก็แห่กันออกมาเล่นงานเราเท่านั้น"

นายจอมทะเล้นฝืนยิ้ม

"ลืมไปว่ะ ขอโทษที"

สี่สหายยืนจับกลุ่มปรึกษาหารือกันอีกสักครู่ ดร. ดิเรก ก็ตัดสินใจพาหน่วยจารกรรมเคลื่อนที่ต่อไป พอเข้ามาในบริเวณดงมะพร้าวก็มีเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นเป็นภาษาไทยแปร่งๆ

"หยุด นี่ทหารรักษาการณ์ ถ้าไม่หยุดยิงนะ"

ราวกับนัดกันไว้ พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ต่างออกวิ่งทันที และกระจายกำลังกันออกไปโดยไม่ยอมวิ่งรวมกลุ่ม เสียงปืนกลมือแผดคำรามไล่หลังดังสนั่นหวั่นไหว ประกายวูบวาบออกจากปากกระบอกของมัน ทหารคาบินเดียคนนั้นตั้งใจสังหารหน่วยจารกรรมของ

เราด้วยปืนกลประจำตัวเมื่อเสียงปืนดังขึ้น ทหารยามอีกหลายจุดก็พากันวิ่งเข้ามาและพอแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของสี่สหายวิ่งผ่านไป ทหารยามคาบินเดียก็ยกปืนเล็กยาวและปืนกลมือยิงกราด

"โอ๊ย" อาเสี่ยกิมหงวนร้องสุดเสียง

พลวิ่งพลางหันมามองดูเสี่ยหงวนด้วยความเป็นห่วง

"แกถูกปืนหรือ"

"เปล่า" อาเสี่ยตอบ

"แล้วเสือกแหกปากร้องออกมาทำไม"

"สะดุดก้อนหินว่ะ"

ทั้งสี่คนใส่ตีนหมาโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางการระดมยิงอันดุเดือดของพวกทหารคาบินเดีย ซึ่งทหารรักษาการณ์เหล่านี้ไม่อาจจะทราบได้ว่า หน่วยจารกรรมของไทยที่ถูกส่งขึ้นบกมีจำนวนมากน้อยเท่าใด

ในที่สุด ดร. ดิเรกก็พาพรรคพวกหนีเข้าป่าโปร่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และภูเขาเล็กๆ หลายลูกอยู่ในป่าตอนนี้ยากที่ทหารคาบินเดียจะติดตามต้นหาได้

อย่างไรก็ตาม ทหารคาบินเดียต่างส่งข่าวติดต่อกันทางวิทยุแจ้งให้ทราบว่า จารชนคนไทยจำนวนหนึ่งถูกส่งขึ้นบกที่ชายทะเลบ้านอมหมาก ทหารยามหลายคนได้สกัดกั้นใช้ปืนระดมยิง แต่หน่วยจารกรรมอาศัยความมืดกำบังตัวหลบหนีเข้าป่าไป

ด้วยความสามารถอันยอดเยี่ยมเหมือนกับปาฏิหารย์ พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นมาในเมืองพรหมสุเมรุ นครหลวงของประเทศคาบินเดียในตอนบ่ายวันรุ่งขึ้นจากวันนั้น

คณะพรรคสี่สหายได้ขายทองไปแท่งหนึ่งได้เงิน ๑๐,๐๐๐ เหรียญคาบินเดีย ซึ่งเหรียญหนึ่งคิดเป็นเงินไทยประมาณ ๗๐ สตางค์ พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ซื้อกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดกลางคนละใบ เสื้อกางเกงสำเร็จรูปคนละสองชุดนอกจากนี้ก็มีเสื้อกางเกงจีน เสื้อ

ยืดสำหรับนุ่งนอน เครื่องใช้บางอย่างเท่าที่จำเป็นต้องใช้โดยเฉพาะแปรงสีฟัน และยาสีฟัน เพราะถ้าขาดสองสิ่งนี้แล้ว พูดคุยกันก็ต้องเอามือยันหน้าอกกันไว้

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก เช่าโรงแรมขนาดปานกลางของชาวจีนพักอาศัยอยู่ร่วมห้องเดียวกัน ซึ่งมีเตียงคู่ นอนได้เตียงละสองคน โรงแรมนี้เป็นตึกสองชั้นกว้างใหญ่ ชั้นล่างจำหน่ายอาหารและเหล้าเบียร์ มีห้องโถงใหญ่และห้องเล่นการพนัน รัฐบาลคาบินเดียให้

เสรีภาพแก่ประชาชนเต็มที่ ใครอยากค้าฝิ่นค้า ใครอยากจะสูบฝิ่นสูบ ใครอยากจะเล่นโปเล่น พระราชบัญญัติโรงแรมไม่มี ใครอยากจะตั้งโรงแรมก็ตั้งได้ตามความพอใจ ผู้มาพักตามโรงแรมไม่ต้องลงชื่อในสมุดทะเบียนโรงแรม การปกครองแบบเฮงซวยของรัฐบาลคาบินเดีย ทำ

ให้ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย โจรผู้ร้ายและอันธพาลเกลื่อนกลาดไปทั่ว ข้าราชการซึ่งเป็นชนชั้นปกครองมักจะใช้อำนาจไม่เป็นธรรมคือระบบซ้อมและยิงทิ้ง แต่บางครั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ก็รามือราเท้าไม่สนใจในหน้าที่ของเขา ทั้งนี้เพราะรัฐบาลคาบินเดีย

ประสบปัญหาเงินฝืดตลอดเวลา บางทีตั้งสองเดือนข้าราชการจึงจะได้รับเงินเดือนและถ้าข้าราชการไม่ได้เงินเดือนเขาก็ไม่สนใจในหน้าที่ราชการของเขา แม้กระทั่งตำรวจตามโรงพักก็ไม่ยอมไปจับผู้ต้องหาหรือคนร้าย ถ้ารัฐบาลเพิกเฉยไม่จ่ายเงินเดือนให้

นครพรหมสุเมรุมีประชาชนอุ่นหน้าฝาคั่งเช่นเดียวกับ กรุงเทพฯ แต่เล็กกว่ามาก ความเจริญของกรุงเทพฯ ก็ดีกว่าหลายเท่า นครพรหมสุเมรุจะเทียบได้ขนาดอุบลราชธานีหรือนครสวรรค์ของเรา แต่ที่นี่...ศึกษาไม่ดี เงินไม่มีใช้ มีแต่ไข้โรคาชาวประชาไม่สมบูรณ์ หรือ

มิฉะนั้นก็ น้ำไหลน้อย ไฟฟ้าหรี่ สามล้อมีขี่ ถนนไม่ดีขรุขระ

ถึงแม้โรงแรม "เจี๊ยกี่" เป็นโรงแรมขนาดปานกลาง แต่ห้องหับก็สะอาดเรียบร้อยพอาศัยได้ ถ้าหากว่าไม่สนใจกับเรือดตัวขนดเท่าแมลงสาบตามี่นอน และห้องน้ำรวมกันซึ่งมีรูเจาะทั้ง ๔ ด้าน นับตั้งแต่รูเล็กๆ จนกระทั่งรูใหญ่จนกระทั่งศีรษะแทบจะลอดได้

ดร. ดิเรกได้แอบไปพบกับอัครราชทูตไทยประจำนครพรหมสุเมรุแล้ว ความจริงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดยิ่ง ประเทศไทยกับคาบินเดียแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างปิดพรมแดน คนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า แต่ก็ยังมีสัมพันธ์ในทางการทูตต่อกัน

หลวงประสานราชไมตรี อัครราชทูตไทยประจำนครพรหมสุเมรุได้ต้อนรับ พ.อ. ดร. ดิเรก หัวหน้าหน่วยจารกรรมด้วยสันถวไมตรีอันดียิ่ง ท่านอัครราชทูตได้ปรึกษาหารือกับนายแพทย์หนุ่มเกือบชั่วโมง และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากมาย

"โชคดีนะครับอาจารย์ ขอให้อาจารย์กับคณะได้รับผลสำเร็จจากงานสำคัญนี้ ถ้ามีอะไรขัดข้องก็รีบติดต่อกับผม"

ค่ำวันหนึ่ง สี่สหายก็ออกจากห้องพักลงมารับประทานอาหารในห้องโถงชั้นล่างของโรงแรม "เจี๊ยะกี่" มีประชาชนชาวคาบินเดียมารับประทานเหล้าและอาหารมากหน้าหลายตาตามห้องเล็กๆ พวกนักพนันกำลังเสี่ยงโชคกันอย่างหน้าดำหน้าแดง และห้องๆ หนึ่งทางซ้ายสุดนั้น

เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของบรรดาสิงห์อมควันทั้งหลาย ซึ่งนอนเขลงสูบฝิ่นกันอย่างสบาย ชาวคาบินเดียกับคนไทยมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณคล้ายคลิ้งกัน นอกจากนี้มักพูดภาษาไทยได้ และชาวไทยที่อยู่ตามพรมแดนก็พูดภาษาคาบินเดียได้ดี

ขณะนี้ รัฐบาลคาบินเดียได้เป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว โดยพฤติการณ์ถึงแม้ไม่ได้ประกาศออกมาอย่างเปิดเผยก็ตาม พวกกรรมกรหรือคนจนต่างพึงพอใจสนับสนุนรัฐบาลของเจ้าชายพาลี แต่นักธุรกิจข้าราชการหรือชาวคาบินเดียผู้มีการศึกษาดี ต่างแอนตี้รัฐบาลชุดนี้ด้วย

ความเกลียดชัง ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะบ่อนทำลายศาสนาและพระมหากษัตริย์ของเขา อย่างไรก็ตามอิทธิพลในทางทหารอยู่ในกำมือของเจ้าชายพาลีแต่เพียงผู้เดียว เจ้าชายผู้เลวร้ายพระองค์นี้ ได้เสวยเงินของคอมมิวนิสต์เข้าไปนับล้าน พระองค์จึงพร้อมที่จะนำประเทศคาบินเดีย

ไปสู่ความพินาศล่มจม

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกนั่งดื่มเหล้าและรับประทานอาหารกันอยู่ที่บนโต๊ะโต๊ะหนึ่ง อาเสี่ยกิมหงวนใช้ภาษาจีนกลางสั่งอาหารและเหล้า พนักงานรับใช้เข้าใจว่าสี่สหายเป็นพ่อค้าจีนในเมืองนี้ โดยไม่ได้เฉลียวใจว่าเป็นคนไทย

ชาวคาบินเดียกลุ่มหนึ่งรวม ๔ คน พากันเดินออกมาจากห้องการพนันห้องหนึ่ง เขาแต่งกายแบบชนชั้นกรรมกรเสื้อผ้าเหม็นสกปรก เขามีเงินติดตัวมาคนละเล็กคนละน้อย แต่ก็วอดวายไปในบ่อนการพนันแล้ว

ทั้ง ๔ คน ต่างหยุดยืนมองดูคณะพรรคสี่สหายด้วยความอิจฉาริษยา แล้วชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งก็ยิ้มให้นิกร กล่าวกับนิกรด้วยภาษาไทย

"แกเป็นคนไทยใช่ไหม"

นิกรขมวดคิ้วย่น หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ช่วยแปลหน่อยเถอะวะหมอ เขาว่ากระไร"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ภาษาไทยต้องแปลด้วยเรอะ เขาถามแกว่าเป็นคนไทยใช่ไหม"

นิกรพยักหน้ารับทราบ แล้วกล่าวตอบเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผู้นั้นอย่างยิ้มแย้ม

"ถูกแล้วน้องชาย พวกเราเป็นคนไทย ค้าขายอยู่ในพรหมสุเมรุนานแล้ว"

เจ้าหมอนั่นเค้นหัวเราะ "อั๊วอยากเตะพวกลื้อจังว่ะ"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทานอย่างโมโห "ไง๋ยังงั้นล่ะเพื่อน กันไม่เคยทำน้ำในลำธารให้ขุ่นเลย พ่อกันก็ไม่เคยด่าแก"

คาบินเดียหนุ่มแสยะยิ้ม

"ไม่ใช่อย่างนั้นพี่ชาย กันหมั่นไส้ที่พวกแกกินเหล้าและอาหารดีๆ อย่างนี้ เราควรจะมีความเป็นอยู่ให้เหมือนกันซีโว้ย พวกเรากินเหล้าโรง แต่พวกแกยัดตราขาว อาหารจีนบนโต๊ะล้วนแต่แพงๆ ทั้งนั้น"

พลพูดโพล่งขึ้นทันที

"แกพูดตามแบบฉบับของคอมมิวนิสต์นี่หว่า ถ้าแกอยากกินดีอย่างพวกเราก็ต้องขยันทำมาหากิน ไม่ใช่ว่าเห็นใครเขามีความเป็นอยู่ดีกว่าแก แกก็เกลียดชังอิจฉาริษยาเขา พวกแกเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ใช่ไหมล่ะ"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่พยักหน้า

"ถูกละ พวกแกล่ะพรรคไหน"

นิกรพูดเสริมขึ้น "พักผ่อนนอนหลับว่ะ"

เจ้าหมอนั่นลืมตาโพลง

"อย่าตลกโว้ย ไม่ขันหรอกเพื่อน เส้นกันมันลึก"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ไม่ขันก็ช่วยเอามือจี้เอวหน่อยซี อย่าอิจฉาพวกเราเลยน่า ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยามีแต่ทำให้จิตใจขุ่นข้องหมองมัวเปล่าๆ แกก็เป็นพุทธศาสนิกชนไม่ใช่หรือ"

"แต่ก่อนใช่ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่โว้ย คอมมิวนิสต์ไม่จำเป็นต้องมีศาสนา"

พลหัวเราะอย่างขบขันแล้วกล่าวว่า

"นั่นแหละ คือความพินาศฉิบหายของพวกแก คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ต้องมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ปราดเข้ามาหาพล และมองดูนายพัชราภรณ์อย่างเดือดดาล

"พี่ชาย เพื่อเห็นแก่ความสงบ ขอให้แกถอนคำพูดเสียที่แกว่าพวกเราจะได้รับความพินาศฉิบหาย"

พลยิ้มอย่างใจเย็น

"ถ้ากันไม่ถอนจะมีอะไรเกิดขึ้น"

เจ้าหนุ่มคาบินเดียตอบพลด้วยกำปั้นขวาทันทีทั้งๆ ที่พลยังนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็ก แต่พลก็ว่องไวทายาด เขายกแขนซ้ายขึ้นกันไว้ และเหวี่ยงหมัดตรงขวาออกไปกระแทกหน้าชายหนุ่มร่างใหญ่อย่างจัง ทำให้เจ้าหมอนั่นเซถลาออกไปไกล แล้วพลก็ผลุนผลันลุกขึ้น

คาบินเดียหนุ่มกระชากมีดพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาจากปลอกของมัน ผู้คนที่อยู่ในห้องโถงตกตะลึงไปตามกัน เสมียนเคาเตอร์ยกหูโทรศัพท์ขึ้น หมุนหมายเลขต่อตรงไปยังสถานีตำรวจเจ้าของท้องที่ แต่ผู้จัดการบาร์ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ รีบแย่งหูโทรศัพท์วางลงบนเครื่อง

มันตามเดิม

"ไม่มีประโยชน์อ้ายน้องชาย พวกตำรวจไม่ยอมทำงานหรอก ผู้ต้องหาหลายคนขังไว้ที่โรงพักยังปล่อยไปหมดเพราะตั้งวันที่ ๑๗ แล้ว ตำรวจยังไม่ได้รับเงินเดือนเดือนที่แล้วมา เมื่อคืนวานในบ่อนโปห้องนั้นตีกบาลกันเลือดสาด ฉันโทรศัพท์ไปบอกนายร้อยเวรให้มาจัดการ

เขายังบอกว่าเงินดีงานดี เงินไม่มีงานชะงัก"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ ถือมีดพกเดินย่างสามขุมเข้ามาหาพล เสี่ยหงวนยกมือกำด้ามปืนพกที่ซ่อนไว้ในเสื้อฮาไวใต้เข็มขัดแต่นิกรห้ามไว้

"ปล่อยอายพลมัน มีดทำอะไรอ้ายพลไม่ได้หรอก"

คาบินเดียหนุ่มกระโดดเข้าจ้วงแทงพลทันที แต่พลยืนระวังตัวอยู่แล้ว จึงเอี้ยวตัวหลบไปทางซ้ายแบบหลบฉาก เจ้าหนุ่มร่างใหญ่แทงผิดก็ซวนเซไปข้างหน้า ทันใดนั้นเองสวิงขวาของพลก็ลั่นตูมออกไปเต็มเหนี่ยวถูกก้านคอของเจ้าหมอนั่นเต็มรัก คาบินเดียหนุ่มล้มลง

ตะครุบกบด้วยความแรงของน้ำหนักหมัด และก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมา พลก็วิ่งปราดเข้าไปยกเท้าขวาเตะคางเจ้าหนุ่มร่างใหญ่อย่างเหมาะเจาะเสียงดังพล็อก มือมีดผงะหงายล้มลงนอนเหยียดยาวแน่นิ่งไป มีดพกในมือหลุดกระเด็น

ชัยชนะอันง่ายดายของพล ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน กรรมกรหนุ่มสามคนมองดูหน้ากันแล้วพยักเพยิดให้กัน เจ้าคนหนึ่งกล่าวกับเพื่อนเป็นภาษาคาบินเดียว่า

"เอามันพวกเรา ที่นี่พรหมสุเมรุไม่ใช่เมืองไทยโว้ย เราจะปล่อยให้คนไทยลบเหลี่ยมลูบคมเราหรือ"

ท่าทีของเจ้าหนุ่มทั้งสามบอกให้ นิกร กิมหงวนและ ดร. ดิเรกรู้ดีว่า พลกำลังจะถูกกลุ้มรุมแบบกินโต๊ะ นิกรกับเสี่ยหงวนผุดลุกขึ้นทันที เดินเข้ามายืนกระหนาบพลคนละข้าง อาเสี่ยกิมหงวนพยักหน้ากับคาบินเดียหนุ่มทั้งสามแล้วกล่าวว่า

"พวกแกอันธพาลข่มเหงพวกเราก่อน มา...เข้ามาซี แกสามคนเราสามคนค่อยยุติธรรมหน่อย มือเปล่าๆ โว้ยไม่ต้องใช้อาวุธ"

เจ้าหนุ่มคาบินเดียทั้งสามคนปราดเข้าปะทะสามสหายทันที การตะลุมบอนเป็นไปอย่างดุเดือด บรรดาผู้ที่มารับประทานเหล้า และอาหารต่างยืนจับกลุ่มมองดูด้วยความตื่นเต้นอาเสี่ยกิมหงวนสูงกว่าคู่ต่อสู้เกือบศอก เขาเตะซ้ายป่ายขวาเดี๋ยวเดียวคู่ต่อสู้ของเขาก็ลงไปนอน

แอ้งแม้งอยู่บนพื้นซีเมนต์กลางห้อง ใกล้ๆ กับเท้าของ ดร. ดิเรก เมื่อเจ้าหมอนั่นพยายามจะลุกขึ้น นายแพทย์หนุ่มก็ยกเท้าขวาเหยียบหน้าไว้แล้วจุ๊ปากโบกมือห้าม

"เฮ้-ยูบอบช้ำมากแล้ว อย่าพยายามลุกขึ้นมาอีกเลย"

คงเหลือพลกับนิกรตะลุมบอนกับคู่ต่อสู้ตัวต่อตัว ท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องตะโกนหนุนของคนดู โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด นิกรตัวเล็กกว่าคู่ต่อสู้จึงล่าถอยแทบไม่เป็นขบวน ใช้วิธีสู้พลางถอยพลาง แต่แล้วพอมีโอกาสนิกรก็เหวี่ยงลูกแปถูกใต้ท้องน้อยคู่ต่อสู้ของเขาดังพั่บ

เท่านี้เองเจ้าหมอนั่นก็ยกมือกุมใต้สะดือ ร้องโอดครวญขมวดคิ้วนิ่วหน้าทรุดตัวลงนั่งยองๆ หน้าเขียวเหมือนพระอินทร์ แสดงความเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนใจจะขาด

นิกรยืนมองดูอย่างแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าการต่อสู้จะสิ้นสุดลงในเวลาอันสั้นเช่นนี้ แล้วเขาก็เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างคู่ต่อสู้ของเขา พลางกล่าวถามด้วยความสงสาร

"เฮ้ย-เป็นยังไงวะ เจ็บมากหรือ"

เจ้าหนุ่มคาบินเดียเอ็ดตะโรลั่น

"จุกโว้ย เล่นยังงี้ได้เหรอ ถึงตายนะโว้ย"

นิกรหัวเราะยกมือตบศีรษะคู่ต่อสู้ของเขาแล้วลุกขึ้นยืน

"แกชกมวยฝรั่ง กันชกมวยไทย ผลของการชกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ พยายามหัดมวยไทยเสียบ้างซีอ้ายน้องชาย"

การต่อสู้คงเหลืออีกคู่เดียวคือ พลกับเจ้าหนุ่มคาบินเดียร่างกายล่ำสันซึ่งมีความทรหดอดทนอย่างยิ่งทั้งๆ ที่เขาถูกศอกของพลหน้าตาปูดโปน เขายังสามารถจับพลเหวี่ยงกระเด็น ถึงกับล้มลุกคลุกคลานตั้งหลายครั้ง นิกรเดินเข้ามาร้องตะโกนหนุนพล

"เตะ-เตะห้องเครื่องมันซีโว้ยพล"

เจ้าหมอนั่นปราดเข้าใส่พล เหมือนเสือร้ายที่ได้รับบาดเจ็บจากศัตรู พลยกเท้าซ้ายถีบหน้าอกคู่ต่อสู้ซวนเซไป เมื่อคาบินเดียหนุ่มเต้นเข้ามาอีก พลก็แย็ปด้วยหมัดซ้ายถูกหน้าผงะไป ตามด้วยหมัดฮุคขวา ถูกขากรรไกรข้างซ้ายของคู่ต่อสู้ดังกร๊อบ เท่านี้เองเจ้าหนุ่มร่าง

ล่ำสันก็ลงไปกองอยู่บนพื้น

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไปทั่วห้องโถง พล นิกร กิมหงวนเดินไปนั่งร่วมโต๊ะกับ ดร. ดิเรกตามเดิม พวกคนรับใช้ช่วยกันลากเจ้าหนุ่มคอมมิวนิสต์ทั้ง ๔ คนไปกองรวมกันไว้ทางมุมห้องคณะพรรคสี่สหายกลายเป็นเสือร้ายที่น่าเกรงขามไปแล้ว

"เหนื่อยไหม" ดร. ดิเรกถามกิมหงวน

อาเสี่ยพยักหน้า

"พอดู ถ้าอ้ายหมอนั่นใจไม่เสาะกันก็คงแย่"

"ออไร๋ แกเก่งมาก เตะก้านคอคู่ต่อสู้ดังเหมือนเตะกระสอบทราย อ้ายกรก็แน่เหมือนกัน เตะถูกพวงองุ่นพล๊อกเดียวอ้ายเปรตนั่นลงไปนั่งจุกแอ้ดๆ แล้วก็ล้มลงนอนสิ้นสติสงสัยว่ากึ๋นแตก" แล้วเขาก็ยิ้มให้พล "เป็นอันว่าพวกเราได้ก่อสถานการณ์ขึ้นแล้ว ประเดี๋ยวตำรวจ

คงมาจับเรา"

พลหัวเราะหึๆ "ก็มีหวังไปนอนกรงกันอีก"

"ออไร๋ แกวางแผนไว้อย่างไรก็ต้องให้เป็นไปตามแผนเพื่อพาตัวเข้าไปหาจุดสำคัญของเรา"

สี่สหายดื่มเหล้าและรับประทานอาหารกันต่อไป ผู้คนต่างแยกย้ายกันกลับไปนั่งโต๊ะของเขา ส่วนกรรมกรหนุ่มทั้งสี่คนนั้น หลังจากพวกบ๋อยช่วยกันแก้ไขฟื้นขึ้นมาก็พากันรีบออกไปจากภัตตาคารเจี๊ยะกี่ โดยปรึกษากันว่าจะไปนำกำลังทหารมาจับคณะพรรคสี่สหายในข้อ

หาทำร้ายร่างกายและดูหมิ่นลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ไม่แจ้งตำรวจก็เพราะกรรมกรพรรคคอมมิวนิสต์ทั้ง ๔ คนรู้อยู่เต็มอกว่า ตำรวจทั้งนครพรหมสุเมรุ ไม่มีใครยอมทำงานจนกว่าจะได้รับเงินเดือน ตามถนนทุกสายไม่มีตำรวจรักษาการณ์ แม้แต่คนเดียว ตำรวจจราจรก็ไม่มีที่สี่แยกต่างๆ

รถยนต์ชนกันเป็นภูเขาเลากา เจ้าของรถหรือผู้เสียหายไปแจ้งความตำรวจก็ไม่รับแจ้ง นอกจากนี้ยังบอกประชาชนผู้มาติดต่อให้ทราบทั่วกันว่า เงินดีงานดี เงินไม่มีงานชะงัก

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๙.๓๐ น.

พลยกแก้วเหล้าขึ้นจิบแล้วกล่าวกับดร. ดิเรกว่า

"เรามาอยู่พรหมสุเมรุ ๓ วันแล้วทั้งวันนี้ ยังไม่ได้พบคุณอาและอ้ายแห้วเลย หรือสองคนถูกรวบตัวเสียแล้วก็ไม่รู้"

ดร. ดิเรกบุ้ยใบ้ไปที่ประตูด้านหน้า

"นั่นยังไงล่ะ กันกำลังจะบอกแกอยู่ทีเดียวว่าคุณพ่อกับอ้ายแห้วกำลังเดินเข้ามาในภัตตาคารนี้"

สี่สหายต่างมองไปทางหน้าประตู ท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วแต่งกายเป็นชาวจีนพากันเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่และตรงมานั่งที่โต๊ะว่างหนึ่งใกล้ๆ กับโต๊ะสี่สหาย เจ้าคุณพูดภาษาจีนกลางได้บ้าง จึงสั่งเบียร์ ๒ ขวดและกับแกล้ม ๒ จาน

ดร. ดิเรกหยิบปากการออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วดึงกระดาษเช็ดมือสีขาวแผ่นหนึ่งออกจากแก้วซึ่งตั้งอยู่กลางโต๊ะ เขาเขียนข้อความสามสี่บรรทัด เสร็จแล้วก็พับเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ แล้วส่งให้พ่อตาของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวาดสายตาไปรอบๆ พอแน่ใจว่าไม่มีใคร

สนใจท่านก็เอื้อมมือตะครุบกระดาษชิ้นนั้นมาจากมือนายแพทย์แล้วค่อยๆ คลี่ออกอ่าน อ่านจบท่านก็ขยุ้มไว้ในอุ้งมือ พอดีคนรับใช้นำเบียร์และอาหาร ๒ จานมาเสิร์ฟให้

เมื่อคนรับใช้เดินกลับไปทางเคาเต้อร์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ส่งจดหมายของดร. ดิเรกให้เจ้าแห้วแล้วกระซิบบอก

"เคี้ยวๆ กินเสียอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"รับประทานกินกระดาษนี่น่ะหรือครับ"

"เออ...มันเป็นเอกสารสำคัญรู้ไหม ถ้าพวกมันจับได้เราจะถูกยิงเป้าในฐานเป็นแนว ๕"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"รับประทานนี่มันกระดาษไม่ใช่ทอฟฟี่นี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"อย่ามีปัญหาให้มากนักเลยวะ ฉันสั่งให้แกกิน แกกินก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วยกกระดาษเช็ดมือชิ้นนั้น ใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ กลืนเข้าไปตามคำสั่งของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อจากนั้น ท่านเจ้าคุณก็ปลดปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อของท่าน แล้วดึงกระดาษเช็ดมือในถ้วยแก้วออกหนึ่งแผ่นเขียนจดหมายโต้ตอบกับดร. ดิเรกเสร็จแล้วก็ยื่นส่ง

ให้นายแพทย์หนุ่ม

การติดต่อระหว่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับดร. ดิเรกเป็นไปอย่างระมัดระวังตัว เมื่อดร. ดิเรกอ่านจบก็ขยุ้มจดหมายส่งให้นิกร

"ช่วยกินหน่อยเถอะวะอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล

"ทำไมต้องกินด้วยล่ะ"

"อ้าว ก็มันเป็นพยานหลักฐานมัดตัวเรา"

นิกรพยักหน้ารับทราบ หยิบขวดพริกไทยบนโต๊ะเขย่าลงที่กระดาษชิ้นนั้นแล้วใส่ปากเคี้ยวอย่างหน้าตาเฉย คว้าต้นหอมในถ้วยแก้วจิ้มมัสดาดเคี้ยวตามไปท่ามกลางความเศร้าใจของพลกับกิมหงวน

ดร. ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเขียนจดหมายโต้ตอบกันอีกโดยใช้กระดาษเช็ดมือบนโต๊ะ เขียนกันไปตอบกันมาแผ่นแล้วแผ่นเล่า เจ้าคุณอ่านแล้วก็ขยุ้มส่งให้เจ้าแห้วเคี้ยวกิน ส่วนดร. ดิเรกพออ่านจบก็ส่งให้นิกรกิน

เวลาผ่านพ้นไปในราวครึ่งชั่วโมง การโต้ตอบกันในทางจดหมายก็สิ้นสุดลง ซึ่งหมายความว่ากระดาษเช็ดมือเต็มถ้วยแก้วก็หมดไปด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับดร. ดิเรกต่างติดต่อการงานจนเข้าใจกันดีแล้ว ท่านเจ้าคุณยิ้มให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"กินซีโว้ย กับแกล้มยังอยู่เต็มสองจาน"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานผมอิ่มแล้วครับ ล่อกระดาษเช็ดมือเข้าไปเกือบกิโลแล้ว รับประทานหนักท้องดีเหมือนกัน"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"เราเป็นจารบุรุษ ต้องทำงานให้รอบคอบ ประมาทนิดเดียวเป็นตายเข้าใจไหมล่ะ"

"รับประทานเข้าใจครับ ผมเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่าจารชนต้องรับประทานกระดาษ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ถูกแล้วเมื่อถึงคราวจำเป็นที่เราจะต้องทำลายหลักฐานเราก็ต้องกินได้ทุกอย่าง สงครามโลกที่แล้วมา หน่วยจารกรรมหรือพวก โอ.เอส.เอส. ของอังกฤษ ซึ่งเล็ดลอดเข้าไปปฏิบิตงานในเขตยึดครองของนาซีได้ฝึกหัดกินทุกสิ่งทุกอย่าง กินร่มชูชีพทั้งร่มที่กระโดดลงมาจาก

เครื่องบิน กินเสื้อฟอร์มทั้งชุด บางทีกินรถจี๊บทั้งคันเพื่อทำลายหลักฐาน อย่างเลวที่สุดก็กินกล้องถ่ายรูปหรือเครื่องรับส่งวิทยุ หน่วย โอ.เอส.เอส. ทั้งหญิงชายต้องกินได้สารพัด โดยเฉพาะพวกนายทหารหญิงสามารถกินคนทั้งคนได้อย่างสบาย

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานผมเห็นจะไม่สู้ละครับ เพียงรับประทานกระดาษเช็ดมือเท่านี้รับประทานผมก็พะอืดพะอมเต็มทนแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากแล้วจุ๊ปาก

"เบาๆ หน่อย แกพูดภาษาไทยเสียงดังนัก อย่าลืมว่าสามคนที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นอาจจะเป็นสันติบาล หรือหน่วยสืบราชการลับของคาบินเดียก็ได้ แกนั่งรอฉันอยู่นี่เดี๋ยวนะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น ทำหน้าตื่นๆ

"รับประทานอย่าทิ้งผมไว้คนเดียวซีครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยวะ ฉันจะไปนั่งคุยกับดิเรกและพวกเราสักประเดี๋ยว"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"ว้า-ถ้ายังงั้นเสียเวลาเขียนจดหมายโต้ตอบกันอยู่ทำไมครับ"

"แล้วกัน จารชนชั้นดีอย่างข้าต้องมีเหลี่ยมคูบ้างซีโว้ย ทำอะไรก็ควรจะทำอย่างมีชั้นมีเชิง" พูดจบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้ามาหา คณะสี่สหาย ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง

ดร. ดิเรกสบตากับพ่อตาของเขา ต่างคนต่างทำนัยน์ตาคมแบบตาเหยี่ยว มองกันอยู่สักครู่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ดึงปากกาปลอกทองออกมาจากกระเป๋าถอดปลอกปากกาออก เขียนโค๊ตลับลงบนผ้าปูโต๊ะสีขาวผืนนั้นเป็นตัวอักษรภาษาไทยมีข้อความว่า

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ เต่ากินเห็นเป็ดกินหอย"

แล้วท่านก็บุ้ยใบ้ให้ดร. ดิเรกอ่านข้อความที่ท่านเขียนนายแพทย์หนุ่มชะโงกหน้ามองดูอย่างสนใจ ท่านเจ้าคุณยกมือขวาปิดปากกระซิบถาม

"เข้าใจไหม"

"ออไร๋ เข้าใจครับ"

"ดีมาก" ท่านเจ้าคุณพูดด้วยเสียงกระซิบ "ถ้าถึงคราวที่อับที่จนแกอย่าลืมว่า สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ เต่ากินเห็นเป็ดกินหอย หรือม่ายก็ต้องนึกว่า โกรกกรากกระแชง นกกวักตาแดง หัวมันใต้ดิน"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ กล่าวกับพลเบาๆ ว่า

"ไปเสียแล้วโว้ยพล ไม่ได้พบกัน ๓ วันเท่านั้น ไปเสียแล้ว"

พลหัวเราะหึๆ พอสมควรให้กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเขาก็ถามว่า

"คุณอากรุณาอธิบายให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ คุณอาพูดเป็นคำพังเพยฟังยากเหลือเกิน ที่ว่า...สองหัวกินหัวเดียวหัวเขียวกินหัวคว่ำ เต่ากินเห็นเป็ดกินหอย แล้วก็...โกรกกรากกระแชง นกกวักตาแดง หัวมันใต้ดิน น่ะแปลว่ากระไรครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอย่างภาคภูมิ

"เปล่า...ไม่ต้องแปลหรือไม่ต้องเสียเวลาคิดให้เปลืองสมองเลย มันแปลความอยู่ในตัวแล้ว เต่าสองตัวกินเห็ดแล้วก็เป็ดหัวเขียวกินหอย ส่วนประโยคหลังกระแชงถูกลมพัดดังโกรกกราก นกกวักนัยน์ตามันก็แดงตามธรรมชาติของมันและหัวมันทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นมันเทศ

มันสำปะหลังหรือมันแกว หัวของมันก็ต้องอยู่ใต้ดิน"

สี่สหายมองหน้ากัน และถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน นิกรกล่าวกับพ่อตาของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ดินฟ้าอากาศของประเทศคาบินเดียคงไม่ถูกกับคุณพ่อเป็นแน่ ว่างๆ คุณพ่อถ่ายยาเสียบ้างซีครับ"

เจ้าคุณเก๊กหน้าเคร่งขรึมให้สมกับที่ท่านเป็นจารชนชั้นดี แต่แล้วท่านก็รู้สึกว่า ชาวคาบินเดียสามคนที่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่ทางโต๊ะขวามือกำลังจ้องมองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สะดุ้งสุดตัว

"เฮ้ย...มีคนจับตามองดูเรา อาจจะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบก็ได้" ท่านกระซิบกระซาบบอกสี่สหาย "ช่วยกันดึงผ้าปูโต๊ะออกโว้ย ให้อ้ายกรกินผ้าปูโต๊ะผืนนี้เสีย ม่ายงั้นเราอาจจะถูกจับ เพราะข้อความบนผ้าปูโต๊ะ"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมต้องขอตัวครับ เล่นกระดาษผ้าเช็ดมือเข้าไปตั้ง ๒๐ แผ่นแล้ว ขืนล่อผ้าปูโต๊ะเข้าไปอีก ผมคงท้องผูกไปหลายเดือน"

ทันใดนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เย็นวาบไปตามกันเมื่อแลเห็นชาวคาบินเดียร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นพรวดพราดลุกขึ้นยืนเดินปรี่เข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายในท่าทางขึงขัง ชายผู้นั้นหยุดยืนเท้าสะเอวข้างโต๊ะจ้องมองดูหน้า พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก

ทีละคน สิ้นสุดที่ใบหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

สักครู่เขาก็ก้มลงกระซิบกระซาบกับท่านเจ้าคุณเบาๆ

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

ถึงแม้จะเป็นเสียงกระซิบ สี่สหายก็ได้ยินถนัด ทุกคนถอนใจโล่งอกไปตามกันเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้คณะกู้ชาติแล้วพูดเบาๆ

"เต่ากินเห็ดเป็ดกินหอย"

ชายผู้นั้นกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ

"เจ้าคุณชวนคนใช้ของเจ้าคุณไปนั่งโต๊ะผมเถอะครับจะได้ปลอดภัย สำหรับคุณสี่คนนี่ประเดี๋ยวก็คงถูกจับ ปล่อยให้เป็นไปตามแผน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผุดลุกขึ้น หันไปพยักหน้าเรียกเจ้าแห้ว แล้วเดินตามคณะกู้ชาติไปนั่งร่วมโต๊ะด้วย ซึ่งชาว คาบินเดียทั้ง ๓ คนนี้เป็นสมาชิกกู้ชาติ คิดโค่นอำนาจเจ้าชายพาลี ทำลายล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ชุดนี้ มีสมาชิกหรือพลพรรคนับหมื่น โดยได้รับการสนับสนุนจาก

รัฐบาลไทยและรัฐบาลของประเทศใกล้เคียง ซึ่งเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย พลพรรคกู้ชาตินี้เปรียบเสมือนพี่น้องของคนไทยทุกคน

สี่สหายนั่งดื่มเหล้าและรับประทานอาหารกันต่อไปอย่างสนุกสนาน อาเสี่ยกิมหงวนส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรตลอดเวลาจนกระทั่ง

ทหารคาบินเดียกลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐ คน แต่งเครื่องฝึกสวมหมวกเหล็ก ถือปืนเล็กยาวติดดาบ และบ้างก็ถือปืนกลมือเป็นอาวุธได้พากันเข้ามาในภัตตาคารของโรงแรม "เจี๊ยะกี่" อย่างรีบร้อน ทำให้ผู้ที่นั่งดื่มเหล้าและรับประทานอาหารอยู่ในห้องโถงใหญ่ตระหนกตกใจไป

ตามกัน กรรมกรหนุ่มแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ทั้ง ๔ คน ซึ่งปะทะกับคณะพรรคสี่สหายของเราด้วยหมัดลุ่นๆ เป็นผู้พาทหารของรัฐบาลคาบินเดียมาที่นี่

ทหารคาบินเดียกลุ่มนั้นถูกนำไปที่โต๊ะสี่สหาย พวกทหารต่างเข้ามาห้อมล้อมในท่าคุกคาม นายทหารหนุ่มผู้มียศเป็นนายร้อยตรียิ้มให้สี่สหาย แล้วกล่าวขึ้นเป็นภาษาไทยเสียงแปร่งๆ

"พวกคุณเป็นคนไทยใช่ไหม"

อาเสี่ยยักคิ้วแผล็บ

"ก็คุณว่าใช่ไหมล่ะ"

นายทหารคาบินเดียเค้นหัวเราะ

"ผมว่าใช่"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "ใช่ก็ใช่น่ะซีครับ"

นายทหารหนุ่มมองดูหน้าสี่สหายทีละคน แล้วกล่าวกับนิกร

"ขอผมดูหนังสือเดินทางหน่อย"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลังหยิบกระดาษเอกสารชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้นายทหารคอมมิวนิสต์

"นี่ครับ หนังสือเดินทางของเรารวม ๔ คน"

นายทหารคาบินเดียตวาดแว๊ด

"นี่มันใบเซียมซี ผมต้องการหนังสือเดินทางเข้าใจไหม"

นิกรหัวเราะ

"ไม่มีหรอกครับ"

"ไม่มี...แล้วคุณเข้ามาในประเทศคาบินเดียได้อย่างไร"

"เข้ามาได้ก็เพราะกรมตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจของประเทศนี้หย่อนสมรรถภาพน่าซีคุณ พวกเราผ่านชายแดนเข้ามาอย่างสบายเชียวคุณ นั่งซีครับผู้หมวด ดื่มเหล้ากับพวกเราเถอะครับ บอกให้ลูกน้องของผู้หมวดออกไปคอยข้างนอกก็ได้ ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลา

ว่าดูเหมือนผมเคยเห็นผู้หมวดที่กรุงเทพฯ "

นายทหารคาบินเดียทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ตั้งแต่ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ผมไม่เคยไปเที่ยวเมืองไทยเลย"

นิกรอมยิ้ม

"ถ้ายังงั้น คนที่ผมเห็นในกรุงเทพฯ คงเป็นพ่อของผู้หมวดเป็นแน่ หน้าตาเหมือนกันมากเชียวครับ"

"พ่อผมแกก็ไม่เคยไปกรุงเทพฯ เหมือนกัน"

นิกรนิ่งคิด

"อ๋อ-ถ้ายังงั้นก็ต้องเป็นปู่ของผู้หมวด"

นายทหารคอมมิวนิสต์ทำคอย่น

"คุณชวนผมพูดให้เสียเวลาเปล่าๆ ผมกับทหารของผมขอจับกุมพวกคุณทั้ง ๔ คน โปรดไปสถานีตำรวจกับเราเถอะครับ"

พลถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"จับพวกผมด้วยข้อหาอะไร"

"ข้อหาหรือคุณ ลอบเข้าเมืองโดยไม่มีหนังสือเดินทางทำร้ายร่างกายชาวคาบินเดียทั้ง ๔ คนนี้ แล้วก็สงสัยว่าพวกคุณเป็นจารบุรุษ"

อาเสี่ยเถียงเสียงลั่น

"ข้อหาอันหลังน่ะมันยิงเป้านี่คุณ พวกเราไม่ได้เป็นโรคบุรุษจะหาว่าเราเป็นจารบุรุษอย่างไรกัน"

นายทหารหนุ่มหัวเราะ

"ลุกขึ้นเถอะครับอย่าร่ำไร ผมน่ะเป็นคนโมโหร้ายสักหน่อย ถ้าโมโหขึ้นมาผมก็จะสั่งให้ทหารยิงพวกคุณง่ายๆ "

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกต่างลุกขึ้นยืนทันที พนักงานรับใช้คนหนึ่งปราดเข้ามายื่นบิลเงินสดส่งให้พลแต่พลไม่ยอมรับ

"เก็บที่นายทหารคนนี้ซี พวกเรายังกินไม่อิ่มมาจับเราไปแล้วจะให้เราชำระบิล มีอย่างที่ไหน"

บ๋อยหนุ่มทำตาละห้อย ดร. ดิเรกเดินเข้าไปหยุดยืนข้างนายทหารคอมมิวนิสต์แล้วกระซิบกระซาบว่า

"เต่ากินเห็ดเป็ดกินหอย"

นายทหารหนุ่มกระพริบตาถี่เร็ว

"หมายความว่ากระไรครับผมไม่เข้าใจ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"หมายความว่า เต่ามันกินเห็ดและเป็ดมันกินหอยน่ะซีคุณ"

นายทหารแดงหัวเราะก้าก เขาสั่งทหารของเขาให้นำตัวคณะพรรคสี่สหายออกไปจากภัตตาคารของโรงแรมเจี๊ยะกี่ทันที

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกก็ถูกคุมขังอยู่ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในย่านชุมนุมชนอันหนาแน่นของนครพรหมสุเมรุ แต่ตำรวจไม่ยอมสอบสวนและไม่สนใจกับผู้ต้องหา เมื่อทหารพามาส่งและแจ้งข้อหาให้ทราบก็รับตัวไว้แล้วก็ส่งตัว

เข้าห้องขัง ที่ตำรวจไม่ยอมสอบสวนก็เนื่องจากยังไม่ได้รับเงินเดือนเมื่อเดือนที่แล้วมานั่นเอง มิหนำซ้ำเดือนนี้ก็เกือบจะถึงสิ้นเดือนอีกแล้ว

ในวันรุ่งขึ้นจากวันนั้น บรรดาข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือนทั่วทั้งนครพรหมสุเมรุก็ได้รับเงินเดือนโดยทั่วหน้ากัน ซึ่งเงินเดือนที่รัฐบาลคาบินเดียจ่ายให้ข้าราชการนี้ เป็นเงินกู้ที่เจ้าชายพาลีได้กู้มาจากประเทศมหาอำนาจ หรือคอมมิวนิสต์ใหญ่ที่สนับสนุนให้

คาบินเดียเป็นคอมมิวนิสต์

เศรษฐกิจของคาบินเดียล่มจมไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเงินเดือนโดยถูกต้อง เขาเริ่มทำงานต่อไป กรมตำรวจเปิดทำงานในตอนเช้าวันนั้น สถานีตำรวจทุกแห่งของนครพรหมสุเมรุเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น ประชาชนนับพันยืนเข้าคิวอยู่หน้าโรงพักเพื่อแจ้งความหรือติดต่อกับตำรวจด้วยเรื่อง

ต่างๆ ตำรวจจราจรที่หายหน้าหายตาไปได้ปรากฏตัวตามสี่แยกและตามที่ต่างๆ ส่วนข้าราชการตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ก็เข้าทำงานตามปกติ แต่ถ้าสิ้นเดือนนี้รัฐไม่มีเงินเดือนจ่ายให้ การหยุดงานก็จะเริ่มต้นอีกตามคำขวัญที่ว่า เงินมีงานดี เงินไม่มีงานชะงัก

จากการสอบสวนของนายตำรวจสารวัตรใหญ่ สี่สหายได้ให้การตามที่นัดแนะกันไว้แล้ว พลว่าเขาชื่อ พุด แสงเทียน นิกรว่าเขาชื่อ นิตย์ ยิ่งยง กิมหงวนว่าชื่อ ไกร แก้วกนก และ ดร. ดิเรกว่าเขาชื่อ ดวง สีใส ต่างให้การแบบรับสารภาพว่าทั้ง ๔ คน ได้แหกคุกอันธพาล

ลาดยาวเพื่อหลบหนีมา และเล็ดลอดเข้าประเทศคาบินเดียโดยไม่มีหนังสือเดินทาง

เมื่อสี่สหายถูกขังอยู่ที่สถานีตำรวจได้ ๓ วัน กระทรวงการต่างประเทศของเรา ก็มีหนังสือด่วนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศคาบินเดียขอร้องให้ตำรวจคาบินเดียช่วยจับคนร้าย ๔ คน ซึ่งหลบหนีคุกลาดยาวและมีข่าวว่าพากันหนีเข้ามาใน

ประเทศคาบินเดีย กระทรวงต่างประเทศของเราได้ส่งรูปถ่ายของ คณะพรรคสี่สหายมาด้วยพร้อมด้วยประวัติที่ทางการตำรวจของเราได้สมมุติขึ้นอย่างแนบเนียนสมเหตุสมผล ทั้งนี้ก็เพื่อให้งานจารกรรมของสี่สหายได้ลุล่วงด้วยดี

บ่ายวันนั้นเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. เศษ ขณะที่ พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในกรงขังของสถานีตำรวจนครบาลนั้น นายสิบเวรร่างใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งมียศเป็นนายสิบตำรวจโทก็เดินฉับๆ มาหยุดยืนหน้าห้องขัง แล้วไขกุญแจดอกใหญ่ เปิด

ประตูกรงออก เขามองดูสี่สหายอย่างยิ้มแย้มแล้วกล่าวขึ้นเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน

"โชคดีแล้วโว้ยพรรคพวก เจ้านายสั่งปล่อยตัวพวกแกแล้ว"

นิกรมองดูนายสิบตำรวจโทผู้นั้น

"ปล่อยไปไหน"

"อ้าว-ก็แล้วแต่พวกแกน่ะซี แกจะไปไหนก็ได้"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไปละหมู่ อยู่อย่างนี้สบายดีกว่า ถึงเวลาตำรวจก็เอาข้าวมาให้กิน นี่มันเมืองคาบินเดียไม่ใช่เมืองไทย พวกเราไปจากโรงพักก็ไม่รู้ว่าจะไปทำมาหากินอะไร"

นายสิบเวรหัวเราะอย่างใจดี

"ลุกขึ้นและออกจากห้องขังเถอะ อธิบดีกรมตำรวจรอพบพวกแกอยู่ในห้องสารวัตร ขณะนี้พวกแกมีอิสรภาพแล้ว ท่านสั่งให้กันบอกพวกแกเช่นนี้"

สี่สหายลุกขึ้นยืน กิมหงวนถามนายสิบเวรอย่างเป็นงานเป็นการ

"อธิบดีตำรวจชื่ออะไร พูดภาษาไทยได้ไหม น้องชาย"

นายสิบตำรวจโทร่างใหญ่ยิ้มให้อาเสี่ย

"ท่านชื่อนายพลตำรวจโท งกยา"

กิมหงวนเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"แปลว่า มียาแต่ไม่ยอมแบ่งให้ใครกิน"

นายสิบเวรทำคอย่น

"ไม่ใช่ยังงั้นโว้ย ภาษาของเราไม่ใช่ภาษาไทย งกยาแปลว่าเข้มแข็งหรือกล้าหาญก็ได้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ท่านพูดไทยได้หรือเปล่า"

"ได้ซี ชาวคาบินเดียส่วนมากพูดภาษาไทยและอ่านเขียนหนังสือไทยได้ทั้งนั้น เว้นแต่คนที่ไม่ได้รับการศึกษา ไปเถอะรีบไปพบท่าน"

ดร. ดิเรกถามขึ้นบ้าง

"นิสัยใจคอของท่านเป็นยังไง ดุไหม"

นายสิบเวรนิ่งคิด

"พูดยากแฮะ บางทีท่านก็ดุ บางทีก็ใจดี ถ้าวันไหนทะเลาะกับเมีย วันนั้นชอบเอาตำรวจเข้าตะราง"

สี่สหายพากันเดินออกมาจากห้องขัง นิกรแกล้งผลักนายสิบเวรเข้าไปในห้องขัง แล้วปิดประตูทันที เอากุญแจคล้องสายยูไว้ แต่ไม่ได้ลั่นกุญแจ นายสิบตำรวจโทร่างใหญ่ร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"เฮ้ยๆๆๆ อย่าเล่นยังงี้โว้ยน่าเกลียด รู้ละว่าล้อเล่นแต่ล้อเล่นยังงี้ได้เรอะ เดี๋ยวกันเดือดขึ้นมาควักปืนยิงดะไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม พวกลื้อก็ตายแหงไปตามกันเท่านั้น"

พลยกมือเขกกบาลนิกรเต็มเหนี่ยว แล้วดึงกุญแจออกจากสายยู รีบเปิดประตูกรงขังออก นายสิบตำรวจโทร่างใหญ่เดินยิ้มแห้งๆ ออกมาจากห้องขัง ก่อนเขาจะพาคณะพรรคสี่สหายไปพบกับอธิบดีกรมตำรวจแห่งประเทศคาบินเดีย เขาได้ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบ

ซองธนบัตรออกมาเปิดออก นายสิบเวรมองซ้ายมองขวาเสียก่อนแล้วดึงธนบัตรใบละร้อยเหรียญคาบินเดียออกมาปึกหนึ่งส่งให้ ดร. ดิเรก ทันที

"เอาเงินนี่ไว้ใช้"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"หมู่ใจดีกับพวกเราถึงอย่างนี้เชียวหรือ"

นายสิบเวรเอียงหน้ากระซิบข้างหูนายแพทย์หนุ่ม

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

ดร. ดิเรกตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าวเมื่อรู้ว่านายสิบตำรวจโทผู้นั้นเป็นสมาชิกของคณะกู้ชาติคนหนึ่ง ซึ่งเกลียดชังรัฐบาลเจ้าชายพาลี และแอนตี้คอมมิวนิสต์ นายแพทย์หนุ่มกล่าวตอบสิบเวรทันที

"เต่ากินเห็ดเป็ดกินหอย"

"ปู้โธ่....พวกเราถูกขังอยู่ตั้งหลายวัน หมู่ไม่ยักบอกรหัสลับว่าเป็นพวกเดียวกัน"

นายสิบเวรพูดตัดบท

"เงียบ....อย่าพูด เดี๋ยวใครได้ยินเข้ากันเป็นบรรลัยแน่ไปเลย รีบไปหาอธิบดี จำไว้ว่าอย่าไว้ใจใคร

ง่ายๆ พวกกู้ชาติ พวกคอมมิวนิสต์ปะปนกันทั้งเมือง บางทีฆ่ากันตายแล้วถึงว่าพวกเดียวกัน แต่พวกกู้ชาติทุกคนจะต้องรู้รหัสลับ สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ ใครพูดประโยคแรกอีกฝ่ายหนึ่งต้องต่อประโยคหลัง"

ดร. ดิเรกนิ่งฟังอย่างสนใจ

"ออไร๋ ออไร๋ แล้วพวกคอมมิวนิสต์ล่ะหมู่ มันมีรหัสลับติดต่อกันว่าอย่างไร"

นายสิบตำรวจโทร่างใหญ่นิ่งคิด

"เมื่อก่อนนี้ รหัสลับของมันเวลาพบกันใช้ยกมือเขกกบาลตัวเองหนึ่งที และอีกฝ่ายหนึ่งก็เขกกบาลตัวเองหนึ่งทีเหมือนกัน ต่อมาปรากฏว่าพวกคอมมิวนิสต์หัวโนเป็นลูกมะกรูดไปตามกัน เจ้าชายพาลีเลยสั่งให้เปลี่ยนรหัสใหม่ซึ่งพวกเรากำลังพยายามสืบอยู่ว่า มันใช้

สัญญาณแสดงว่าเป็นพวกเดียวกันอย่างไร ว้า....มัวแต่พูดกันโอ้เอ้ ประเดี๋ยวเจ้านายเล่นงานกันแย่ ไปเถอะ"

ครั้นแล้วนายสิบเวร ซึ่งเป็นสมาชิกกู้ชาติคนหนึ่งก็พาสี่สหายเดินออกไปทางหน้าสถานีตำรวจแล้วเลี้ยวขวามือเข้าไปในห้องทำงานของหัวหน้าสถานีตำรวจ หรือสารวัตรใหญ่ ซึ่งเป็นห้องกว้างขวางหรูหรา สี่สหายแลเห็นสุภาพบุรุษผู้สูงอายุคนหนึ่ง รูปร่างผอมสูง แต่งเครื่อง

แบบนายพลตำรวจโทนั่งไขว่ห้างอย่างภาคภูมิอยู่บนเก้าอี้หมุนหน้าโต๊ะทำงานขนาดใหญ่และมีนายร้อยตำรวจเอกร่างสูงคนหนึ่งยืนตรงอยู่ข้างๆ โต๊ะตัวนั้น

นิกรกล่าวถามนายสิบเวรด้วยเสียงอันดัง

"คนไหนล่ะ นายพลงกยา คนยืนหรือคนนั่ง"

นายสิบเวรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ตอบนิกรเกือบเป็นเสียงกระซิบ

"คนนั่ง"

เขาพาสี่สหายเข้ามายืนเรียงแถวหน้าโต๊ะทำงานตัวนั้น นายพลงกยามองดูหน้าคณะพรรคสี่สหายทีละคนแล้วเปิดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ มองดูรูปถ่ายสี่สหายที่กระทรวงการต่างประเทศของเราส่งมาให้ พร้อมด้วยสำเนาประวัติใบแดงแจ้งโทษ

ดร. ดิเรกรำคาญใจเต็มทน ก็เดินอ้อมโต๊ะเข้าไปหยุดยืนข้างท่านนายพล แล้วก้มหน้าลงกระซิบกระซาบ

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

นายพลงกยาหัวเราะหึๆ แล้วพูดภาษาไทยเสียงแปร่งๆ

"ฉันแก่เกินกว่าที่ฉันจะเล่นทายกับท่านแล้ว เมื่อเด็กๆ ฉันชอบเล่นกับเพื่อนๆ อะไรเอ่ย ต้นเท่าครกใบปรกดินหรือหุบเท่ากระบอก ปอกเท่ากระด้ง"

อาเสี่ยกิมหงวนอ้าปากหวอ

"อะไรครับท่านอธิบดี หุบเท่ากระบอก ปอกเท่ากระด้ง"

นายพลงกยายิ้มให้อาเสี่ย

"ก็ร่มเรานี่เอง หุบเท่ากระบอก แต่เมื่อกางหรือปอกออกมาก็ใหญ่เท่ากระด้ง"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"จริงครับ แหม....ท่านเก่งมาก ทีนี้ผมจะลองทายท่านสักหน่อย อะไรเอ่ย...หน้าเหมือนช้าง มีงวงมีงา แต่มีขา ๘ ขา"

ท่านนายพลนักทายมือเก่าขมวดคิ้วย่น นิ่งคิดสักครู่ก็เงยหน้าขึ้นถามสารวัตร

"อะไรวะ ลื้อนึกออกไหม"

หัวหน้าสถานีตำรวจยิ้มแห้งๆ

"ตัวสมเสร็จกระมังครับ"

"ใครบอกลื้อล่ะ" นายพลงกยาพูดเสียงหัวเราะ

"ตัวสมเสร็จมันมี ๔ ขา" พูดจบก็ยิ้มให้อาเสี่ย "เห็นจะทายไม่ได้ อันนี้ยากมาก ฉันเกิดมาก็ไม่เคยเห็น หน้าเหมือนช้าง มีงวงมีงา แต่มีขา ๘ ขา"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"ก็ช้างสองตัวยังไงล่ะครับท่าน"

อธิบดีกรมตำรวจกลืนน้ำลายเอื้อก เขาสั่งให้นายสิบเวรยกเก้าอี้ที่ริมห้องมาตั้งที่หน้าโต๊ะเขาอีกสองตัว แล้วเชิญให้สี่สหายนั่ง อนุญาตให้หัวหน้าสถานีตำรวจและนายสิบเวรออกไปจากห้องได้ ท่านนายพลยกกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟวางลงเบื้องหน้าสี่สหาย

"สหายรัก" ท่านนายพลพูดยิ้มๆ "ผมยินดีที่จะบอกพวกคุณว่า ผู้บัญชาการทหารบกของเราได้สั่งปล่อยตัวพวกคุณแล้ว ต่อไปนี้พวกคุณจะอยู่ในประเทศคาบินเดียได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง เหตุผลที่ปล่อยพวกคุณก็เพราะรัฐบาลไทยแจ้งมาว่า คุณทั้งสี่คน

แหกคุกลาดยาวหลบหนีมา และขอให้ทางเราช่วยจับส่งไป แต่เป็นไปไม่ได้ รัฐบาลของเรายินดีสนับสนุนอาชญากร หรือผู้มีคดีการเมืองทุกคนที่หลบหนีมาจากไทยแลนด์ สำหรับพวกคุณที่ทหารเขาจับมา เขาสงสัยว่าเป็นจารบุรุษที่รัฐบาลไทยส่งมาทำงานจารกรรม ผู้บัญชาการทหาร

บกสั่งให้ผมสืบสวนเรื่องนี้ คือติดต่อกับหน่วยจารกรรมของเราในกรุงเทพฯ พอดีกระทรวงต่างประเทศประเทศไทยมีหนังสือมาขอร้องให้เราจับท่านทั้ง ๔ คน ผู้บัญชาการทหารบกจึงสั่งให้ผมปล่อยพวกคุณเป็นอิสระ"

ดร. ดิเรกยิ้มให้นายพลงกยา

"แล้วหน่วยจารกรรมของท่านรายงานมาว่ายังไงหรือเปล่าครับ"

"อ๋อ-คนของผมรายงานมาตรงกันข้ามกับที่กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยบอกมาอย่างขาวกับดำทีเดียว ผู้รู้ดีว่าคุณคือพันเอกด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ท่านผู้นี้คือพันตรี พล พัชราภรณ์ ท่านผู้นี้คือพันตรีนิกร การุณวงศ์ แล้วก็ท่าน..."

กิมหงวนพูดต่อ

"พันตรีกิมหงวน ไทยแท้"

"ครับ ถูกแล้ว พันตรี กิมหงวน ไทยแท้ หรืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย พวกคุณรวมทั้งหมด ๖ คน ถูกส่งมาทำงานจารกรรม ขณะนี้สองคนยังป้วนเปี้ยนอยู่ในเมืองนี้ และพักอยู่ในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง"

สี่สหายหน้าตื่นไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนใจเต้นระทึกจ้องตาเขม็งมองดูอธิบดีตำรวจแห่งประเทศคาบินเดีย แล้วอาเสี่ยก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

ท่านนายพลงกยา หัวหน้าคณะกู้ชาติ ยื่นมือขวาข้ามโต๊ะให้อาเสี่ยแล้วตอบด้วยรหัสลับ

"เต่ากินเห็ดเป็ดกินหอย"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"นอนคว่ำเป็นลาย นอนหงายเป็นตับ นอนไม่หลับลุกขึ้นร้องเพลง"

ท่านอธิบดีหัวเราะ

"คุณหมายความว่ากระไร"

"ก็เสื่อยังไงล่ะครับ นอนคว่ำเราเห็นลายของเสื่อ นอนหงายเราก็เห็นตับจากมุงหลังคา นอนไม่หลับลุกขึ้นร้องเพลงก๊อไก่ คืนหนึ่งมันขันหรือร้องเพลงตั้งหลายครั้ง ผมและพวกเรายินดีมากที่ท่านนายพลเป็นคณะกู้ชาติ ซึ่งพวกเราถูกส่งมาร่วมงานด้วย"

จบตอนสอง

(โปรดติดตาม เล่ม ๓ ตอนจบ)

สี่วีรชน (เล่ม๓)

นายพลงกยายิ้มให้สี่สหาย

"ผมเองคือหัวหน้าขบวนการกู้ชาติ ตำรวจแทบทุกคนเป็นสมาชิกกู้ชาติทั้งนั้น พวกคุณลองนึกดู ระหว่างที่พวกคุณถูกขังอยู่ในห้องขัง ตำรวจทั้งโรงพักเอื้อเฟื้อคุณเป็นอย่างดี จัดอาหารพิเศษมาให้พร้อมทั้งกาแฟ เครื่องดื่ม ผลไม้และบุหรี่ แต่มีตำรวจบางคนที่โรงพักนี้เป็นสายลับของ

ฝ่ายทหารหรือเจ้าชายพาลี คณะเหล่านี้ผมหมายตัวไว้แล้ว ผมปฏิบัติการสำเร็จเมื่อไร ผมจะยิงทิ้งให้หมด"

สี่สหายต่างตื่นเต้นยินดีไปตามกัน ดร.ดิเรกยื่นมือให้ท่านนายพลจับแล้วพูดยิ้มๆ

"สองหัวกินหัวเดียว"

ท่านนายพลพยักหน้า

"หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"เต่ากินเห็ด"

นายพลร่างชะลูดหัวเราะ แล้วพูดเสียงหนักแน่น

"เป็ดกินหอย"

นายแพทย์หนุ่มชูมือขึ้นเหนือศีรษะ ตะโกนเสียงลั่นห้อง

"ขอให้ท่านฟูแรงกยา จงเจริญ"

ท่านอธิบดีทำคอย่นแล้วโบกมือวุ่น

"อย่าครับคุณหมอ อย่ายกย่องผมอย่างนี้ ผมไม่ใช่เผด็จการและไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ผมเป็นนักประชาธิปไตย ฟูแรฮิตเลอร์น่ะตายไปนานแล้ว ว้า เรามาพูดกันอย่างเป็นงานเป็นการเถอะครับ พวกคุณกับผมจะต้องมีการติดต่อพบปะกันตลอดไป และการติดต่อของเราจะต้องกระทำ

เป็นความลับและรอบคอบ พลาดนิดเดียวเราเป็นถูกยิง ขณะนี้สายลับของทหารกระจายไปทั่วเมือง ผมเตรียมที่พักไว้ให้พวกคุณแล้ว"

"อยู่ที่ไหนครับ" พลถามนอบน้อม

"อยู่ชานเมือง พวกคุณเตรียมตัวไปกันเถอะครับ เจ้าคุณปัจจนึกฯและนายแห้วก็พักอยู่ที่นั่น เจ้าคุณท่านพบกับผมทุกคืน และผมยินดีที่จะบอกให้ทราบว่า ผมดีใจมากที่รัฐบาลไทยส่งท่านมาร่วมงานกับเรา เจ้าคุณมีความรู้ในทางการทหารดีมากเชียวครับ เสียอย่างเดียว"

"ทำไมครับ" นิกรถาม

"หัวท่านล้าน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกกล่าวกับท่านอธิบดีกรมตำรวจอย่างเป็นงานเป็นการ

"พวกเราอยากจะไปบ้านพักที่กล่าวนี้เร็วๆครับ"

ท่านนายพลพยักหน้า"

"ก็ไปซีครับ คุณหมอพาพรรคพวกเดินไปทางสี่แยก จะเห็นรถแท็กซี่โอเปิลจอดอยู่หน้าร้านเครื่องดื่ม คนขับรถเป็นสมาชิกกู้ชาติ คุณหมอไม่ต้องพูดอะไรกับเขา เพียงแต่กล่าวรหัสลับของเรา เขาก็จะพาไปส่งที่บ้านพักชานเมืองอันเป็นที่เร้นลับปลอดภัย แล้วคุณหมอกับคุณๆเหล่านี้ก็

จะได้พบท่านเจ้าคุณกับนายแห้วที่บ้านนั้น พร้อมด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าของพวกคุณ ซึ่งผมใช้ให้ตำรวจเอามาจากโฮเต็ลเจี๊ยะกี่หลายวันแล้ว ไปเถอะครับ ที่บ้านนั้น มีคนรับใช้และมีอาหารการกินพร้อม บ้านหลังนั้นคือกองบัญชาการของเรา แล้วตอนหัวค่ำคืนวันนี้ผมจะไปหา"

พล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกต่างลุกขึ้นยืนและชิดเท้าตรงก้มศีรษะกระทำความเคารพหัวหน้าขบวนการกู้ชาติ อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

ท่านนายพลพยักหน้า แล้วพูดเสียงหนักแน่นเช่นเดียวกัน

"เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย"

ครั้นแล้ว จารชนทั้งสี่คนก็พากันเดินออกไปจากห้องทำงานของหัวหน้าสถานีตำรวจ พวกตำรวจบนโรงพักพากันมองดูอย่างชื่นชม แต่ไม่มีใครกล้าทักทายหรือแสดงไมตรีจิต ทั้งนี้ก็เพราะตำรวจบางคนเป็นสายลับของทหาร มีหน้าที่คอยสังเกตการเคลื่อนไหวของพวกตำรวจด้วยกัน

ทั้งนี้เพราะทางทหารไม่ไว้ใจพวกตำรวจนั่นเอง เกรงว่าตำรวจจะร่วมมือกับประชาชนคิดปฏิวัติ โดยเฉพาะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ถูกนายทหารนอกเครื่องแบบสะกดรอยตามอยู่เสมอ

ที่หน้าสถาน ตำรวจคนหนึ่งถือปืนเล็กยาวสวมดาบยืนยามอยู่ข้างบันได นิกรปราดเข้ามาหยุดยืนจ้องหน้าพลตำรวจยามคนนั้นแล้วพูดเบาๆด้วยเสียงขบกราม

"สองหัวกินหัวเดียว"

พลตำรวจยามทำหน้าตาย ตอบเสียงอุบอิบในลำคอ

"หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

นายจอมทะเล้นหันมายิ้มกับบรรดาพรรคพวกของเขาแล้วพากันเดินลงบันไดไป เลี้ยวขวามือตรงไปทางสี่แยกซึ่งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจประมาณ ๒๐๐ เมตร ถนนสายนี้เป็นถนนลาดยาง มียวดยานสับสนแต่ไม่มากมายยั้วเยี้ยเหมือนในกรุงเทพฯ สามล้อมีเกลื่อนกลาด ชาวคาบิน

เดียใช้จักรยานสองล้อ นครพรหมสุเมรุไม่ใหญ่โตหรูหราอะไรนัก โดยมากเป็นห้องแถวไม้สองชั้น

เมื่อใกล้จะถึงสี่แยก คณะพรรคสี่สหายก็แลเห็นรถแท็กซี่ยี่ห้อโอเปิลรวม ๒ คันจอดอยู่หน้าร้านเครื่องดื่มแห่งหนึ่ง

"เอ-คันไหนหว่า" พลปรารภกับนายแพทย์หนุ่ม

"คงเป็นคันหน้า เพราะคันหลังคนขับแก่แล้ว คงไม่ใช่พวกกู้ชาติ" พูดจบก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "กรโว้ย แกลองเจรจากับเจ้าหนุ่มขับแท็กซี่คันนั้นหน่อยซี พูดรหัสลับกับเขา"

นิกรพยักหน้ารับทราบ แล้วเดินเข้าไปหยุดยืนที่รถโอเปิลคันหน้า ซึ่งคนขับรถนั่งสะลึมสะลืออยู่ประจำที่คนขับในท่าทีง่วงเหงาหาวนอนและมีความเบื่อหน่ายในชีวิตของเขา

นิกรชะโงกหน้ามองดูหน้าโชเฟอร์หนุ่ม พอสบตากันนิกรก็ยิ้มให้ เจ้าหมอนั่นกล่าวถามนายจอมทะเล้นเป็นภาษาของเขาทันที

"ไปไหนครับ"

นิกรมองซ้ายมองขวาเสียก่อนจึงกล่าวเป็นรหัสลับด้วยเสียงหนักแน่น

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

คนขัยรถนิ่งอึ้งไปสักครู่ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วเขาก็เค้นหัวเราะเสียงลั่นรถ กล่าวกับนิกรด้วยเสียงเอ็ดตะโรว่า

"โอ๊ย...ไม่เอาละครับ ผมเข็ดแล้ว บ้านช่องขายหมดก็เพราะอ้ายกินรวบนี่แหละ อย่ามาใบ้ให้ผมฟังเลย"

นิกรล่าถอยกลับมาหาสามสหาย

"หมอนี่ไม่ใช่พวกปฏิวัติแน่เพราะมันไม่รู้รหัสลับ มันคงคิดว่ากันเป็นอาจารย์ใบ้หวย"

พลหัวเราะชอบใจ

"คงเป็นตาลุงแก่ๆขับรถโอเปิลคันนั้น ไปที่รถเถอะพวกเรา อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย เราจะต้องรีบไปที่กองบัญชาการใต้ดินของพวกปฏิวัติโดยเร็วที่สุด"

คณะพรรคสี่สหายเดินรวมกลุ่มไปที่รถโอเปิลซึ่งมีชายชรารูปร่างค่อนข้างอ้วน อายุประมาณ ๖๕ ปีนั่งประจำที่คนขับและจับตามองสี่สหายอยู่นานแล้ว เสี่ยหงวนปราดเข้าไปยกมือเคาะประตูรถแล้วยักคิ้วให้ชายชรา ต่างคนต่างมองดูหน้ากัน สายตาของชายชราที่มองดูกิมหงวนนั้น

แสดงความเป็นมิตร

กิมหงวนกล่าวกับโชเฟอร์ผู้สูงอายุด้วยภาษาคาบินเดียอย่างตะกุกตะกักเท่าที่เขาเคยเรียนรู้มาบ้าง

"ไปส่งพวกเราหน่อยซีลุง ไม่ได้รอใครไม่ใช่หรือ"

ชายชราหัวเราะ แล้วพูดกับเสี่ยหงวนด้วยภาษาไทยอย่างชัดเจนเหมือนกับว่าเขาเป็นคนไทยคนหนึ่ง

"ถ้ามันลำบากนักก็พูดภาษาไทยกับผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"ลุงรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นคนไทย"

"ปู้โธ่ มองแผล็บเดียวก็รู้ครับ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ลุงพูดภาษาไทยได้ดีมากทีเดียว"

"ครับ ผมเคยไปหากินที่เมืองไทยมาแล้ว เชิญซีครับ เชิญขึ้นรถผม"

กิมหงวนพยักหน้าเรียกเพื่อนเกลอทั้งสาม

"เฮ้...ขึ้นรถโว้ยพวกเรา"

แล้วอาเสี่ยก็เปิดประตูตอนหน้ารถออก โชเฟอร์ชราผลักเบาะทางซ้ายลง รถเก๋งคันนี้มีสองประตูเท่านั้น กิมหงวนกับพล นิกรเข้าไปนั่งตอนหลังรถ ส่วนดร.ดิเรกนั่งคู่กับคนขับ ชายชรายิ้มให้นายแพทย์หนุ่มแล้วถามเบาๆ

"จะให้ผมไปส่งพวกคุณที่ไหนครับ"

ดร.ดิเรกยกมือขวาตบบ่าซ้ายของชายชรา

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

โชเฟอร์สูงอายุพนักหน้าอย่างยิ้มแย้ม

"เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย"

"ออไร๋" แล้วดร.ดิเรกก็ยื่นมือให้ชายชราจับ "นึกแล้วว่าลุงได้รับคำสั่งให้เอารถมาคอยรับพวกเรา"

"ครับ ผมมารอคอยอยู่ชั่วโมงกว่าแล้ว"

นิกรชะโงกหน้ามาที่ชายชรา

"ลุง"

"ว่าไงครับ"

นิกรกล่าวกับโชเฟอร์รุ่นปู่อย่างเป็นงานเป็นการ

"ตอบฉันก่อน...หกเศียร สองบาทา สิ้นแสงสุริยา ขี้ลุกเป็นไฟ"

ชายชราสะดุ้งแล้วหัวเราะก้าก หันมามองดูนิกรอย่างขบขัน

"นี่มันไม่ใช่โค้ดลับที่เราตกลงกันไว้นี่ครับ"

นิกรหัวเราะ

"ถูกแล้ว ฉันอยากจะดูปฏิภาณของลุง ทายเล่นสนุกๆ คิดออกไหมล่ะว่าอะไร"

ชายชราสั่นศีรษะยอมจำนน

"คิดยังไงก็ไม่ออกครับ ตามปกติผมเป็นคนโง่" พูดจบ เขาก็เปิดสวิตช์ไฟติดเครื่องยนต์ แล้วบังคับโอเปิลเก๋งวิ่งออกไปจากที่นั้น

ดร.ดิเรกสนใจกับคำทายของนิกรอย่างยิ่ง เขาไม่ได้สนใจกับอาคารร้านตลาดที่รถกำลังแล่นผ่านไปแม้แต่น้อย นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น สมองของเขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง หันมาจ้องมองดูหน้านิกรตลอดเวลา และบอกตัวเองว่าเขาจะต้องคิดคำทายของนิกรให้ได้

"อือ...สัตว์อะไรหว่า มี ๖ หัว ๒ ตีน พอสิ้นแสงพระอาทิตย์ก็ขี้ออกมาเป็นไฟ...อิมพอสสิเบิล เป็นไปไม่ได้ อ้ายกรมันทายส่งเดช"

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์หนุ่มยังคงพยายามคิดอยู่นั่นเอง จนกระทั่งโอเปิลเก๋งแล่นออกมาพ้นย่านชุมนุมชนอันหนาแน่น ตัดข้ามทางรถไฟตามถนนสายนอกเมือง สองฟากถนนมีบ้านเรือนสวยงามคล้ายๆกับบางกะปิที่กรุงเทพฯ

ในที่สุด ดร.ดิเรกก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมามองดูนิกรซึ่งกำลังนั่งสัปหงกอย่างสะลึมสะลือ

"เฮ้ ปลุกอ้ายกรทีวะ" ดร.ดิเรกกล่าวกับพล

นายพัชราภรณ์ยกศอกขวากระทุ้งหน้าอกนิกรดังพลั่ก

"เฮ้ย หมอมันจะพูดอะไรกับแก"

นิกรลืมตาโพลงแล้วสูดปาก

"เล่นบ้าๆ ขี้โครงแทบหัก"

ดร.ดิเรกจุ๊ปากให้นิกรมองดูเขา

"กันยอมแพ้โว้ย"

นิกรหน้าตื่น

"แพ้อะไร"

"ก็ที่แกทายลุงนี่ยังไงล่ะ กันนั่งคิดมาจนปวดกบาลแล้ว คิดไม่ออก บอกกันหน่อยเถอะวะว่ามันสัตว์อะไรของแก หกเศียรสองบาทา สิ้นแสงสุริยาขี้ลุกเป็นไฟ สัตว์ ๖ หัวในโลกนี้ไม่มี แม้แต่งูก้นขบที่เขาว่ามีสองหัวก็ไม่เป็นความจริง"

พล นิกร กิมหงวน และโชเฟอร์รุ่นปู่ต่างหัวเราะกันลั่นรถ ขบขันดร.ดิเรกที่พยายามคิดหาคำตอบในเรื่องนี้ นิกรว่าเสียงอหาย

"บางขณะนักปราชญ์ก็กลายเป็นคนโง่อย่างบัดซบ" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง "แกก็เหมือนกับท่านเอดิสันนั่นแหละ เอดิสันเลี้ยงแมวไว้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์สองตัว แมวมันร้องอยากจะออกนอกห้อง ท่านต้องเสียเวลาเปิดประตูให้มัน พอเริ่มค้นคว้าทดลองวิทยาศาสตร์ แมว

ร้องจะเข้ามาในห้อง ต้องวางงานเสียเวลาไปเปิดประตูรับแมวอีก เลยโทรศัพท์เรียกลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นช่างก่อสร้างให้มาหา สั่งให้เจาะผนังตึกตอนล่างให้เป็นรูสองรูสำหรับแมวสองตัว ลูกศิษย์เจาะเพียงรูเดียวเท่านั้น"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ออไร๋ กันยอมรับว่ากันโง่ ปัญหาของแกกันคิดไม่ออกจริงๆ ช่วยบอกกันหน่อยเถอะวะ ที่แกทายน่ะ มันสัตว์อะไร"

นิกรหันมาทางพล

"แกช่วยบอกหมอมันหน่อยซี ที่กันทายน่ะคือตัวอะไร"

"ไม่รู้โว้ย" พลพูดเสียงหนักๆ "กันรู้แต่ว่า สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง"

"เยส ไอ โน" ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น "นั่นคือเต่า"

นายจอมทะเล้นมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างขบขัน

"กันจะบอกให้ แต่ว่าต้องออดแอดก่อน ออดแอด..."

ดร.ดิเรกโบกมือแล้วร้องลั่นรถ

"โน ถ้ายังงี้ไม่เอา เราเป็นผู้ใหญ่เกินไปกว่าที่เราจะต้องยอมออดแอดแล้ว ไหว้ละวะ บอกกันหน่อยเถอะ มันคือสัตว์อะไร"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ค้างคาวโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มทำตาปริบๆ กล่าวขึ้นอย่างโมโห

"ค้างคาว...เดี๋ยวถีบตกรถเลย ค้างคาวตวักตะบวยอะไรวะมี ๖ หัว ค้างคาวมันก็มีหัวเดียวเท่านั้น"

"การทายก็ต้องใช้วิธีพูดแบบเส้นผมบังภูเขาซีโว้ย ถูกละ...ค้างคาวมันมีหัวเดียว แต่มันนอนห้อยหัวหรือหกหัว"

ดร.ดิเรกนิ่งคิดสักครู่

"ออไร๋ ออไร๋ แล้วทำไมสิ้นแสงสุริยาถึงขี้ลุกเป็นไฟ"

"แล้วกัน ก็ขี้ค้างคาวเขาเอามาทำดินประสิวจุดไฟติดไม่ใช่หรือ แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็น่าจะรู้ดีแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น ยื่นมือให้นิกรจับทันที

"แกแน่มาก เข้าใจทายว่ะ เล่นเอากันคิดแทบแย่"

นิกรยักคิ้วแผล็บ

"ทีนี้ลองดูอีกที...อยู่ดินกินหญ้า อยู่ฟ้ากินลม อยู่ทะเลกินตม"

ดร.ดิเรกโบกมือห้ามแล้วตวาดแว้ด

"พอแล้ว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก โอเปิลเก๋งแล่นห่างไกลย่านชุมนุมชนอันหนาแน่นมาตามลำดับ คณะพรรคสี่สหายจดจำทางไม่ได้ เพราะถนนหนทางและบ้านเรือนเหล่านี้เพิ่งเคยพบเห็น

ในที่สุด รถก็ผ่านท้องทุ่งนาอันเวิ้งว้าง โอเปิลเก๋งเลี้ยวขวามือเข้าไปในถนนซอยตัดผ่านกลางทุ่งนาตรงไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีบ้านขนาดคฤหาสน์ประมาณห้าหกหลัง ด้านหลังหมู่บ้านเป็นละเมาะติดกับทุ่งนา ภูมิประเทศเหล่านี้คล้ายกับเมืองไทยมาก

โชเฟอร์รุ่นปู่บังคับรถแล่นมาหยุดหน้าประตูรั้วเหล็กของคฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งเป็นตึกสองชั้นแบบล้าสมัย แต่ใหญ่โตกว้างขวางมาก ชายชรากดแตรรถเสียงสั้นยาวสองครั้ง แล้วกล่าวกับสี่สหายว่า

"นี่แหละครับรังใหญ่หรือกองบัญชาการของคณะกู้ชาติ ถ้าเรายึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ ชาวคาบินเดียก็จะรอดพ้นจากอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ ได้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาต่อไป"

พลกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"ชาวบ้านแถวนี้เขาไม่สงสัยในการเคลื่อนไหวของพวกเราบ้างหรือ"

โชเฟอร์รุ่นปู่ยิ้มเล็กน้อย

"พวกเราทั้งนั้นแหละครับ ทุกบ้านมีเครื่องมือสื่อสาร ปืน กระสุนปืนและวัตถุระเบิดมากมายซึ่งพวกเราสะสมกันมานานแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลของเจ้าชายพาลีประกาศเป็นคอมมิวนิสต์"

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูด้านใน เขามองมาที่รถโอเปิลเก๋ง แล้วร้องตะโกนถามเป็นภาษาของเขา

"ใคร"

ดร.ดิเรกชะโงกหน้าร้องตอบด้วยรหัสลับตามเคย

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

คาบินเดียหนุ่มแสดงกิริยาท่าทางดีอกดีใจอย่างยิ่ง เขาร้องตอบทันที

"เตากินเห็ด เป็ดกินหอย พวกเรากำลังรอพวกคุณอยู่ทีเดียวครับ"

ประตูเหล็กโปร่งถูกเปิดออกทั้งสองบาน โอเปิลเก๋งคลานเข้าไปในเขตคฤหาสน์หลังนั้นอย่างแช่มช้า ที่หน้าตึกมีคนยืนจับกลุ่มอยู่หลายคน ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ไม่ต้องสงสัยว่าท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วจะปิติยินดีสักเพียงใดเมื่อได้เห็นคณะพรรคสี่สหาย

เดินทางมาถึงกองบัญชาการคณะกู้ชาติโดยปลอดภัย

โอเปิลเก๋งแล่นมาหยุดหน้าตึก ดร.ดิเรกก้าวลงมาจากรถเป็นคนแรก พล นิกร กิมหงวน ติดตามลงมา เจ้าคุณปัจจนึกฯพาสุภาพบุรุษในวัยสูงอายุชาวคาบินเดียรวมสี่คนลงบันไดตึกมาหาสี่สหายอย่างร้อนรนโดยมีเจ้าแห้วติดตามมาด้วย

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

ท่านเจ้าคุณกับหัวหน้ากูชาติทั้งสี่คนต่างร้องขึ้นพร้อมๆกันราวกับนัดกันไว้

"เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย"

แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯก็แนะนำสี่สหายให้รู้จักกับสุภาพบุรุษผู้สูงอายุทั้งสี่คนนี้ซึ่งเป็นบุคคลชั้นหัวหน้าและจะเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการปฏิวัติ คนแรกคือ พล.ต.ต. ยาดี ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ซึ่งขณะนี้เจ้าชายพาลีกำลังไว้วางใจมาก

คนที่สองคือ พล.ท. ยาหมู่ อดีตเสนาธิการทหารบก ถูกเจ้าชายพาลีสั่งปลดออกจากราชการเมื่อปีที่แล้วเพราะไม่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ คนที่สามคือ พล.ต. ยาดม อดีตจเรทหารราบ ถูกปลดออกจากราชการเพราะเผลอพูดขณะที่เมาเหล้าว่าประเทศคาบินเดียจะล่มจมเพราะคอมมิวนิสต์

คนที่สี่คือ พ.ต.อ. ยาแดง ผู้บังคับการกองปราบปรามในปัจจุบัน

ดร.ดิเรกได้แนะนำตัวเองกับหัวหน้าปฏิวัติทั้งสี่ท่าน และแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนเกลอทั้งสามทีละคน ต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี และเจรจากันด้วยภาษาไทย

"จำชื่อพวกเราไว้นะครับ" พล.ต.ต. ยาดีกล่าวกับสี่สหายอย่างยิ้มแย้ม "และโปรดจำไว้ด้วยว่า ฟรี คาบินเดีย มูฟเมนต์ หรือขบวนการกู้ชาติของเรานี้ มีนายพลตำรวจโทงกยา อธิบดีกรมตำรวจเป็นผู้บัญชาการสูงสุด"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ชื่อพวกท่านจำยากหน่อยครับ แต่พวกเราจะพยายามท่องจำให้ได้ ประทานโทษ ท่านชื่อยาตั้งใช่ไหมครับ"

ผู้บังคับการสันติบาลสะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะ

"ยาตั้งมันยาชั้นเลว ผมชื่อยาดี"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ประทานโทษครับ ท่านคือนายพลตำรวจตรียาดี ท่านผู้นี้...อ้า...พลโทยาสั่ง"

อดีตเสนาธิการทหารบกทำคอย่น

"ยาหมู่ครับคุณนิกร"

"อ้อ แล้วท่านผู้นี้พลตรียาดม ผมจำได้แม่นกว่าเพื่อน ท่านผู้นี้นายพันตำรวจเอกยาเขียว"

"โอ๊ย" ผู้บังคับการกองปราบปรามร้องลั่น "แดงครับ ไม่ใช่เขียว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ประทานโทษนะครับ ผมจำผิดไป"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มให้สี่สหายแล้วพูดตัดบท

"ไปบนตึกเถอะ เขาจัดห้องหับไว้ให้พวกแกเรียบร้อยแล้ว เสื้อผ้าของใช้ก็มีพร้อม ท่านอธิบดีงกยาท่านหาไว้ให้ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสียก่อนแล้วค่อยคุยกัน"

ทุกคนเดินขึ้นไปบนตึก คนขับรถผู้สูงอายุติดตามขึ้นไปด้วย พลยกมือขวากอดคอเจ้าแห้วด้วยความรัก

"ไงวะอ้ายแห้ว แกเป็นห่วงฉันบ้างไหม"

"ปู้โธ่ รับประทานกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยครับตั้งแต่วันที่พวกคุณถูกจับ รับประทานผมไม่ได้กินข้าวแม้แต่เม็ดเดียว"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แล้วแกอยู่ได้อย่างไร"

"ก็รับประทานขนมปังบ้าง ก๋วยเตี๋ยวบ้าง"

พลเขกกบาลเจ้าแห้วดังโป๊ก ทำให้เจ้าแห้วต้องหยุดยืนยกมือคลำศีรษะแล้วสูดปากเบาๆ ดร.ดิเรกซึ่งเดินอยู่ล้าหลังหยุดชะงักข้างเจ้าแห้ว มองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน ปล่อยให้ทุกๆคนเข้าไปในห้องโถงก่อน

"เกิดอะไรขึ้นล่ะถึงถูกเขกกบาล"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานผมเล่นลิ้นไปหน่อยเดียวเท่านั้นแหละครับ ลืมไป นึกว่าพูดกับคุณนิกรหรืออาเสี่ยครับ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับทราบ เขามองซ้ายมองขวาเสียก่อน แล้วกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายแห้ว ฉันอยากจะทดสอบเชาวน์ของแกสักหน่อย"

เจ้าแห้วทำหน้าตื่นๆ

"ทำไมครับ"

ดร.ดิเรกนิ่งอึ้งไปสักครู่

"แกคิดให้ดีและตอบฉัน อะไรเอ่ย หกเศียรสองบาทา สิ้นแสงสุริยาขี้ลุกเป็นไฟ"

เจ้าแห้วตอบโดยไม่ต้องคิด

"รับประทาน ค้างคาวน่ะซีครับ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ออไร๋ ยูฉลาดกว่าไอมาก นั่งมาในรถอ้ายกรมันทายอย่างนี้ฉันคิดไม่ออก แกเก่งจริงๆอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแก้มแทบแตก

"รับประทานผมทายคุณหมอบ้าง อะไรเอ่ย ไม่มีตีนปีนขึ้นต้นไม้ ไม่มีไส้กินคน ไม่มีขนขยับปีก"

ดร.ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"อิท อีส วันเดอร์ฟุล ไม่มีตีนไหงปีนขึ้นต้นไม้ได้ อ้า...แกลุกขึ้นไปก่อน ฉันจะพยายามคิดให้ได้" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ทรุดตัวลงนั่งบนขั้นบันไดนั้น ส่วนเจ้าแห้วยืนหัวเราะอยู่สักครู่ก็เดินเข้าไปในห้องโถง

บัดนี้ บุคคลสำคัญยิ่งคือ พล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกได้มาประจำกองบัญชาการของคณะกู้ชาติแห่งชาวคาบินเดียแล้ว ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วในหมู่พลพรรคกู้ชาติอย่างรวดเร็ว การใช้กำลังโค่นรัฐบาลของเจ้าชายพาลีคงจะเริ่มต้นในวันสองวันนี้ และนั่นย่อมหมายถึงการนองเลือด

อย่างไม่มีปัญหา กำลังส่วนใหญ่ของคณะกู้ชาติคือตำรวจนั่นเอง นอกจากนี้ก็มีทหารราบบางกองพัน นักศึกษา และราษฎรชาวคาบินเดียซึ่งส่วนมากเป็นทหารกองหนุน รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเจ้าชายพาลีทราบดีว่า การปฏิวัติอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ แต่ไม่มีใครคาดหมายว่า พล.ต.ท.

งกยา อธิบดีกรมตำรวจ คือผู้บัญชาการสูงสุดของขบวนการกู้ชาติ จึงไม่ได้หวั่นเกรงอะไรนัก ด้วยทะนงว่ามีกำลังทหารและตำรวจเพียงพอที่จะปราบพวกปฏิวัติหรือก่อการจลาจล

หนึ่งสัปดาห์ผ่านพ้นไปอีก

บุคคลชั้นหัวหน้าของขบวนการกู้ชาติได้มีการประชุมกันทุกวันที่กองบัญชาการฝ่ายปฏิวัติ บรรดาพลพรรคทั้งหลายทั่วทั้งนครพรหมสุเมรุต่างอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม

การประชุมครั้งสุดท้ายได้กระทำขึ้นที่กองบัญชาการคณะกู้ชาติในตอนเย็นวันนั้นซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ โดยมี พล.ต.ท. งกยา ท่านอธิบดีกรมตำรวจเป็นประธานในที่ประชุม ในฐานที่เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของคณะกู้ชาติ และมีเจ้าคุณปัจจนึกฯเป็นรองประธานหรือเสนาธิการใหญ่ผู้วาง

แผนปฏิวัติ ผู้ร่วมประชุมมีคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วและหัวหน้าขบวนการกู้ชาติอีกสี่ท่าน คือ พล.ต.ต. ยาดี, พล.ท. ยาหมู่, พล.ต. ยาดม และ พ.ต.อ. ยาแดง

ภายในห้องใต้ดินอันเร้นลับมิดชิด ทุกคนนั่งเรียงรายกันอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวกลางห้องท่ามกลางแสงไฟอันสว่างไสวและอากาศเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ ที่ประชุมได้ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงปรึกษาหารือกันและหวุดหวิดจะชกปากกันตั้งหลายครั้ง เพราะความเห็นขัดแย้งกัน

อย่างรุนแรง พล.ท. ยาหมู่เสนอว่า ถ้าการปฏิวัติสำเร็จ ให้ยิงเป้าเจ้าชายพาลีและรัฐมนตรีทุกคนเพื่อขุดโค่นรากคอมมิวนิสต์ แต่ท่านอธิบดีกรมตำรวจแย้งว่า การลงโทษประหารชีวิตนั้นรุนแรงเกินไป เรื่องนี้เองทำให้ พล.ท. ยาหมู่ถึงกับทุบโต๊ะโครมครามและท้า พล.ต.ท. งกยาชกกับ

เขาตัวต่อตัว

"เราชาวคาบินเดียล้วนแต่เป็นพุทธศาสนิกชน ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับคนไทย" พล.ท. ยาหมู่พูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง แล้วก็ไอแค้กๆเพราะแสบคอหอย "คอมมิวนิสต์คือศัตรูสำคัญที่ทำลายศาสนาของเรา ถ้าเราไม่ใช้วิธียิงเป้าคณะรัฐบาลของเจ้าชายพาลีเพียงแต่จับใส่

คุก พรรคพวกของมันก็จะรวมกำลังกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนปฏิวัติเราอีก"

พล.ต.ท. งกยาทำตาเขียวใส่อดีตเสนาธิการทหารบก

"มันปฏิวัติเรา เราก็ปฏิวัติมัน จะต้องวิตกอะไรด้วย ท่านเสนาธิการน่าจะคิดให้รอบคอบ ถ้าเรายิงเป้าพวกมัน พวกเพื่อนฝูงญาติพี่น้องและบริวารของมันก็จะอาฆาตพยาบาทพวกเราไม่มีวันสิ้นสุด เราชาติเดียวกันแท้ๆ เมื่อไม่จำเป็นแล้วก็ไม่ควรฆ่ากัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวขึ้นทันที

"ค่อยๆพูดกันเถอะครับ ประเดี๋ยวจะเกิดแจกหมากหรือแจกปืนกันขึ้น ผมขอให้ที่ประชุมลงมติดีกว่า ว่าถ้าการปฏิวัติสำเร็จ เราจะจับคณะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขังคุกหรือยิงเป้า"

พล.ต. ยาดมอดีตจเรทหารราบเห็นพ้องด้วย

"ดีทีเดียวครับเจ้าคุณ การลงมติเป็นดีที่สุด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯขอให้ผู้ที่เห็นว่าควรยิงเป้าเจ้าชายพาลีกับคณะยกมือขึ้น ปรากฏว่าท่านนายพลยาหมู่คนเดียวเท่านั้นที่ยกมือ ท่านเจ้าคุณจึงกล่าวว่า

"เสียงข้างมากให้จำคุณคณะรัฐบาลชุดนี้ เป็นอันว่าคุณยาหมู่แพ้คะแนน"

พล.ท. ยาหมู่ยิ้มแห้งๆ

"ผมเป็นทหารและเป็นนักกีฬา เมื่อทุกคนไม่เห็นด้วยผมก็ขอถอนญัตินี้ แต่ว่าเบี้ยประชุม ๑๕ ครั้งแล้ว ผมยังไม่ได้รับ"

ท่านอธิบดีกรมตำรวจทำคอย่นแล้วหัวเราะ

"ใจเย็นๆน่าคุณยาหมู่ ปฏิวัติให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วตั้งเบิกมา อย่าลืมว่าเราทุกคนทำงานเพื่อชาติ ไม่ใช่เพื่อเงิน"

พ.ต.อ. ยาแดงกล่าวกับที่ประชุมอย่างเป็นงานเป็นการ

"ขอให้เราอย่าพูดกันนอกประเด็นเลยครับ เป็นอันว่าคืนนี้สองยามตรง เราจะเริ่มงานสำคัญตามแผนของเรา ใครมีข้อสงสัยอะไรก็ควรจะเรียนถามท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯเสีย ผมรู้สึกว่าการติดต่อประสานงานในระหว่างพวกเราสำคัญกว่าอย่างอื่น กลัวว่าจะยิงกันเองเท่านั้น"

ท่านอธิบดีกรมตำรวจยิ้มให้ผู้บังคับการกองปราบ

"เรื่องนี้เราก็มีทางป้องกันอยู่แล้วคือโค้ดลับ และฝ่ายเราจะติดปลอกแขนสีขาวที่แขนเสื้อข้างขวา ถ้ากำลังของเรายึดสถานที่และจุดยุทธศาสตร์ต่างๆได้ตามแผนที่วางไว้ รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเจ้าชายพาลีก็จะปราชัยเราอย่างยับเยิน เมื่อทุกท่านเข้าใจกันดีแล้ว ก็ขอปิดประชุมครั้ง

สุดท้ายเพียงเท่านี้"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ท่านอธิบดีงกยาและหัวหน้าคณะปฏิวัติต่างสัพยอกหยอกล้อกันและสนทนากับคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้า พลพรรคของขบวนการกู้ชาติได้ยกน้ำชาและขนมมาเสิร์ฟตามคำสั่งของ พล.ต.ท. งกยา

ดร.ดิเรกนั่งเงียบเหงาผิดปกติ ตลอดเวลา ๘ วันที่ผ่านมานี้ นายแพทย์หนุ่มไม่ได้สดชื่นรื่นเริงเลย

"แกเป็นอะไรไปวะหมอ ทำไมแกเคร่งขรึมอย่างนี้" พลถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ "หรือแกกลัวตาย"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"โน เรื่องตายเป็นเรื่องเล็ก แต่กันกำลังใช้ความคิด"

ท่านนายพลยาหมู่พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"หรือมีอะไรที่คุณหมอไม่พอใจพวกเราก็บอกนะครับ เป็นต้นว่าการรับรองหรือบริการอื่นๆ ท่านอธิบดีเคยบอกผมเหมือนกันว่าคุณหมอมีท่าทางเหมือนกับไม่มีความสุข"

ดร.ดิเรกยิ้มเจื่อนๆ

"โนๆๆๆ พวกท่านได้ต้อนรับพวกเราอย่างดีที่สุดทีเดียว อ้า...ผมจะบอกความจริงให้ทราบ ผมไม่ได้หนักอกหนักใจอะไรในเรื่องที่พวกผมจะร่วมมือกับขบวนการกู้ชาติยึดอำนาจจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในคืนวันนี้ เรื่องขุนข้องหมองใจอะไรก็ไม่มี แต่ผมเจ็บใจตัวเองที่ผมกลายเป็นคน

โง่อย่างบัดซบ เพียงแต่ปัญหาง่ายๆที่อ้ายแห้วมันถามผม ผมได้พยายามคิดหาคำตอบมา ๗ วันเข้านี่แล้วยังคิดไม่ออก"

ทุกคนมองหน้านายแพทย์หนุ่มเป็นตาเดียว พล.ต. ยาดมถามดร.ดิเรกทันที

"ปัญหานั้นว่าอย่างไรครับ"

ดร.ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่มีตีนปีนขึ้นต้นไม้ ไม่มีไส้กินคน ไม่มีขนขยับปีก"

พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วต่างก็หัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน หัวหน้าใหญ่และรองหัวหน้าขบวนการกู้ชาติทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยไปตามกัน พล.ต.ท. ยาดีกล่าวกับดร.ดิเรกว่า

"อย่างนี้มันเป็นเรื่องของเด็กๆเขาเล่นทายกันนี่ครับ คุณหมอไม่น่าจะสนใจกับมันเลย เปลืองสมองเปล่าๆ คุณหมอเป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักทาย"

ดร.ดิเรกฝืนหัวเราะ

"แต่ผมต้องคิดให้ได้ ไม่มีอะไรที่ผมคิดไม่ออก สูตรอะตอมมิคบอมบ์ผมยังคิดได้ ทุกสิ่งทุกอย่างผมประดิษฐ์ได้ทั้งนั้น ผมเป็นเจ้าแห่งวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า ความร้อน แสง เสียง หุ่นยนต์ อาวุธ ขีปนาวุธ ปืนเงียบ และจรวดต่างๆไม่ยากเย็นสำหรับผมเลย ฉะนั้น ผมควรจะตายเสียดีกว่า

ถ้าผมคิดปัญหาของอ้ายแห้วไม่ได้"

ทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน การับประทานน้ำชาเวลาบ่ายเป็นไปอย่างกันเอง พวกหัวหน้าปฏิวัติได้ไต่ถามแผนการบางอย่างจากท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งเจ้าคุณก็อธิบายให้ทราบ

ขณะที่กำลังสนทนากันเงียบๆ ดร.ดิเรกก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโรขึ้นด้วยความดีใจ

"ฮะ ฮ้า ฝรั่งคิดได้แล้ว โอ ใช่แน่" แล้วเขาก็มองดูหน้าเจ้าแห้วซึ่งนั่งอยู่ตรงกันกับเขา "อ้ายแห้ว ไม่มีตีนปีนขึ้นต้นไม้คืองูใช่ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานใช่ครับ"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"ไม่มีไส้กินคน ก็หมายถึงเสื้อที่เราใส่"

เจ้าแห้วหัวเราะคิก

"ครับ ใช่ แล้วไม่มีขนขยับปีกล่ะครับ"

"ค้างคาวซีวะ นกอื่นๆมันมีขน แต่ค้างคาวมันไม่มี"

"ถูกแล้วครับคุณหมอ"

ใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มยิ้มแย้มแจ่มใสผิดปกติ

"โล่งใจกันที เป็นอันว่าข้าคิดออกแล้ว อย่าเสือกหาอะไรมาทายอีกล่ะ แกก็รู้ดีแล้วว่าคนอย่างฉันลงคิดอะไรก็ต้องติดต้องทำให้สำเร็จ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานเอาอีกทีดีไหมครับ ทีนี้เอาง่ายๆหน่อย...อะไรเอ่ย กดหัวท้องป่อง"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"สาแหรกโว้ย" แล้วเขาก็เผลอตัวยกมือไหว้เจ้าแห้ว "ไหว้ละวะ อ้ายแห้ว อย่าทายเลยน่า ข้าคิดไม่ออก ข้าจะกลุ้มใจทำอะไรไม่ได้ แกก็รู้นิสัยข้าดีแล้ว"

นิกรยักคิ้วให้นายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"อะไรเอ่ย อยู่บนหอหล่นลงมาคอย่น"

"เฮ้ย" ดร.ดิเรกตวาดแว้ด "บอกว่าไม่เล่น"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้อง บรรดาหัวหน้าปฏิวัติต่างพออกพอใจในความครึกครื้นรื่นเริงของคณะพรรคสี่สหายอย่างยิ่ง เพราะทุกคนสนุกสนานสัพยอกหยอกล้อกันตลอดเวลา

คืนวันนั้นเอง

ขณะที่ประชาชนชาวเมืองพรหมสุเมรุกำลังหลับนอนกันอย่างสบาย การปฏิวัติเพื่อทำลายล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเจ้าชายพาลีก็เริ่มต้นตามแผนของเสนาธิการใหญ่คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เสียงปืนกลมือ ปืนเล็กยาว และปืนพกดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวที่บริเวณคลังแสงสรรพาวุธซึ่งอยู่ชานเมืองนอกเขตเทศบาล กองทหารรักษาการณ์สองหมวดได้ปะทะกับขบวนการกู้ชาติประมาณ ๒๐๐ คน ซึ่งล้วนแต่แต่งเครื่องแบบตำรวจแต่มีปลอกแขนสีขาวที่แขนเสื้อ กำลังของฝ่าย

ปฏิวัติเดินทางมาที่คลังแสงโดยรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ของกรมตำรวจ ซึ่งคณะพรรคสี่สหายของเราและเจ้าแห้วได้ร่วมงานนี้ด้วย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธ ตามแผนที่วางไว้นั้น ฝ่ายปฏิวัติจะต้องระเบิดคลังแสงนี้ให้ได้ เพราะเมื่อคลังแสงถูกทำลาย ทหารของรัฐบาลก็จะไม่มี

กระสุนปืนทำการสู้รบกับขบวนการกู้ชาติของท่านนายพลงกยา

พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วแต่งเครื่องแบบคล้ายทหาร สวมหมวกเหล็กอันเป็นเครื่องแบบของฝ่ายปฏิวัติ แขนขวาติดปลอกผ้าสีขาว มีปืนกลมือ ปืนพก และระเบิดมือเป็นอาวุธ กำลังตำรวจที่ยกมานี้อยู่ในบังคับบัญชาของ พล.ท. ยาหมู่ อดีตเสนาธิการทหารบกแห่งกอง

ทัพบกคาบินเดีย

กำลังตำรวจได้ใช้วิธีบุกเข้าจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ ทหารรักษาการณ์ไม่ทันรู้ตัวจึงตั้งรับไม่ทัน พากันล่าถอยอย่างไม่เป็นกระบวน มีทหารไม่กี่คนที่ทำการต่อสู้ แต่แล้วก็ถูกตำรวจของคณะกู้ชาติยิงตายเกลื่อนกลาด

พล.ท. ยาหมู่สั่งตำรวจให้กระจายกำลังโอบล้อมคลังแสงสรรพาวุธไว้เพื่อเปิดโอกาสให้ดร.ดิเรกกับคณะระเบิดคลังแสงโดยสะดวก สี่สหายกับเจ้าแห้วบุกเข้าไปยังคลังกระสุนปืนซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวขนาดใหญ่รวม ๓ หลังติดๆกัน มีกระสุนปืนใหญ่ ปืนกล และปืนเล็กยาวบรรจุอยู่ใน

ลังของมันมากมายก่ายกอง และอาคารที่ติดต่อกันเป็นที่เก็บลูกระเบิด วัตถุระเบิดต่างๆ

ดร.ดิเรกใช้ปืนพกยิงกุญแจคลังกระสุนปืนหักสะบั้น แล้วพาพรรคพวกบุกเข้าไปในอาคารนั้น และรีบทำงานอย่างรวดเร็วที่สุดซึ่งเป็นงานง่ายๆ คือวางระเบิดเวลาไว้ใต้หีบกระสุนปืนเล็กยาว ต่อจากนั้นนายแพทย์หนุ่มก็พาเพื่อนเกลอทั้งสามล่าถอยมาจากอาคารหลังนั้น

"เร็ว...วิ่งไปขึ้นรถเรา" ดร.ดิเรกร้องขึ้นดังๆ "กันตั้งชนวนระเบิดเวลาไว้ ๕ นาทีเท่านั้น เราจะต้องรีบออกไปให้พ้นบริเวณคลังแสงโดยเร็วที่สุด ขืนชักช้าเป็นเน่าแน่"

เท่านี้เอง สี่สหายกับเจ้าแห้วก็พากันโกยอ้าวไปตามกัน รถจี๊ปวิลลี่คันหนึ่งจอดอยู่หน้าตึกกองบังคับการคลังแสง ซึ่งในเวลากลางวันมีนายทหาร นายสิบ และพลทหารประจำทำงานนับร้อย นอกจากนี้ยังมีกรรมกรนับพัน แต่ขณะนี้สงบเงียบ พวกทหารรักษาการณ์ที่รอดตายไม่กี่คนวิ่ง

เตลิดเปิดเปิงไปหมดแล้ว

พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วต่างขึ้นไปนั่งบนรถจี๊ปคันนั้น เจ้าแห้วประจำที่คนขับนั่งคู่กับนิกร อาเสี่ยกิมหงวนกับพลและดร.ดิเรกนั่งข้างหลัง ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน เพราะรู้ดีว่าถ้าระเบิดเวลาของนายแพทย์หนุ่มระเบิดขึ้น คลังแสงอันมีบริเวณใหญ่โตกว้างขวาง

ก็จะแหลกละเอียดไปในพริบตาเดียว และจะตกเป็นเหยื่อพระเพลิงทันที

เจ้าแห้วกดแตรเสียงสั้นยาวติดๆกันหลายครั้ง เสียงแตรดังกังวานไปทั่ว เป็นสัญญาณให้ตำรวจคณะกู้ชาติทราบว่า บัดนี้ได้วางระเบิดเวลาเรียบร้อยแล้ว เตรียมล่าถอยได้ตามที่นัดหมายกันไว้ พวกตำรวจได้ยินเสียงแตรต่างก็วิ่งไปขึ้นรถของตน บ้างก็ร้องตะโกนเรียกหากัน

เจ้าแห้วสอดกุญแจรถเข้าไปในช่องสวิตช์ไฟสำหรับเครื่องยนต์แล้วยกเท้าเหยียบปุ่มสตาร์ท แต่แบตเตอรี่รถคันนี้เก่าเต็มทน เมื่อเจ้าแห้วกดแตรอยู่ในราวครึ่งนาทีไฟก็ออกจากแบตเตอรี่หมด เสียงไดนาโมสตาร์ทครางเบาๆอย่างไม่สู้เต็มใจแล้วก็เงียบหาย เจ้าแห้วพยายามสตาร์

ทอีกเครื่องยนต์ก็ไม่ยอมทำงาน

ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือหน้าปัทม์พรายน้ำขึ้นดูเวลาอย่างกระสับกระส่าย

"เฮ้ย...เร็วซีโว้ย เหลือเวลาอีก ๓ นาทีเท่านั้น" นายแพทย์หนุ่มดุเจ้าแห้วเสียงเอ็ดตะโร

เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน มองดูอาคารหลังใหญ่อันเป็นที่เก็บกระสุนปืนและถูกวางระเบิดเวลา แล้วเจ้าแห้วก็พยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ต่อไป แต่ไฟในหม้อแบตเตอรี่มีกำลังไม่พอหมุนไดนาโมสตาร์ท เครื่องยนต์จึงไม่ยอมทำงาน เจ้าแห้วเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตายร้องบอก

คณะพรรคสี่สหายแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"รับประทาน...ละ...ละ...ลง...เข็นเถอะครับ รับประทาน...ชะ...ช่วย...กันเข็นหน่อย"

สี่สหายรีบเผ่นลงจากรถอย่างรวดเร็ว ทุกคนทำงานคล่องแคล่วว่องไวอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ต่างคนต่างช่วยกันเข็นวิลลี่จี๊ป พอรถเคลื่อนออกจากที่ เจ้าแห้วก็บิดพวงมาลัยบังคับรถเลี้ยวกลับ

"อีกสองนาที" ดร.ดิเรกร้องบอก "หนักมือเข้าหน่อย ถ้าออกไปไม่พ้นบริเวณคลังแสง มันระเบิดขึ้นตายหมดนะโว้ย"

คราวนี้จี๊ปวิลลี่วิ่งอ้าวราวกับรถแข่ง เจ้าแห้วเหยียบคลัชเข้าเกียร์สองแล้วผ่อนคลัชออก เร่งน้ำมันเต็มที่ รถจี๊ปหยุดชะงักแต่เครื่องยนต์เริ่มต้นทำงาน คณะพรรคสี่สหายรีบขึ้นรถตาลีตาเหลือก เจ้าแห้วขับรถมุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ออกนอกถนน

"เฆี่ยนเต็มที่อ้ายแห้ว" นิกรพูดละล่ำละลัก แล้วหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "เหลือเวลาอีกเท่าไหร่หมอ"

ดร.ดิเรกก้มลงมองดูนาฬิกาที่ข้อมือของเขา

"อีกนาทีเดียว"

"อ๋อย" เจ้าแห้วครางและเหยียบคันเร่งลงไปอีก

ในที่สุดจี๊ปวิลลี่ก็ผ่านประตูคลังแสงสรรพาวุธออกมาได้ ขบวนรถบรรทุกของตำรวจรวม ๖ คันจอดอยู่เป็นแถว เมื่อรถจี๊ปของสี่สหายแล่นออกมา พล.ท. ยาหมู่ก็สั่งเคลื่อนขบวนทันที

ในนาทีนั้นเอง เสียงระเบิดก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว และแล้วก็เกิดการระเบิดติดต่อกันอีกหลายทีดังสะเทือนเลื่อนลั่น แรงระเบิดทำให้อาคารใหญ่น้อยในคลังแสงทลายราบเป็นหน้ากลองและเกิดเพลิงลุกไหม้ไปทั่ว กระสุนปืน และวัตถุระเบิดอันมีค่านับร้อยล้านพินาศสิ้นไปหมดแล้ว

ด้วยการกระทำของ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กับพรรคพวกของเขา แสงไฟแดงฉานจับท้องฟ้า ประชาชนชาวเมืองพรหมสุเมรุต่างตระหนกตกใจตื่นเพราะเสียงระเบิด และเสียงระเบิดนี้เองเปรียบเหมือนคำสั่งของ ท่านนายพลงกยา ผู้บัญชาการสูงสุดของขบวนการกู้ชาติ บรรดาพล

พรรคของฝ่ายปฏิวัติซึ่งแต่งเครื่องแบบครบครันและซุ่มซ่อนตัวอยู่ในบ้านของตน ต่างพากันคว้าอาวุธคู่มือรีบออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่ตนได้รับมอบหมายหน้าที่ไว้เรียบร้อยแล้ว กำลังตำรวจทุกหน่วยร่วมมือกับพลพรรคกู้ชาติแยกย้ายกระจายกันไปทั่วเมือง ทำการยึด

สถานที่ทำการของรัฐบาล จุดยุทธศาสตร์ต่างๆ นอกจากนี้ยังคุ้มกันพิทักษ์รักษาสถานทูตทุกแห่ง ตามสี่แยกที่สำคัญหรือตามสะพานใหญ่มีปืนปราบรถถังของฝ่ายปฏิวัติคือบาซูกาตั้งเตรียมพร้อม ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเจ้าคุณปัจจนึกฯทุกประการ

กองทหารของรัฐบาลเคลื่อนที่ออกจากค่ายแล้ว รัฐมนตรีหลายคนถูกฝ่ายปฏิวัติจับกุมตัวได้โดยละม่อม แต่เจ้าชายพาลีหนีเข้าเขตทหารได้เสียก่อน พระองค์รับสั่งให้พวกขุนศึกปราบคณะกู้ชาติให้ราบคาบโดยเร็ว และให้ทหารปฏิบัติการอย่างรุนแรง

เสียงปืนดังขึ้นประปรายและแล้วก็ดังไปทั่วเมือง ทหารของรัฐบาลปะทะกับขบวนการกู้ชาติซึ่งตั้งรับอยู่ตามที่ต่างๆรอบพระนคร ประชาชนแตกตื่นตระหนกตกใจไปตามกัน ทหารม้าของรัฐบาลหนึ่งกองพันซึ่งบุกเข้าไปกลางเมืองถูกพลพรรคกู้ชาติยิงกราดด้วยปืนกลมือถึงกับแตกพ่าย

ล่าถอย อย่างไรก็ตาม เมื่อรถถังและรถหุ้มเกราะของกองพลยานเกราะบุกเข้ามาในเมือง บรรดาพลพรรคของขบวนการกู้ชาติก็ตกเป็นฝ่ายรับและถูกปืนกลประจำรถถังยิงตายเกลื่อนกลาด

รถถังหลายคันถูกบาซูกาพังทลายและเกิดเพลิงไหม้ รถหุ้มเกาะคันหนึ่งถูกยิงตกคลอง เมื่อรถถังใช้ปืนใหญ่ยิงต่อสู้ ตึกรามบ้านช่องหลายแห่งก็พังพินาศ

ตามเวลาที่กล่าวนี้ สี่สหายกับเจ้าแห้วตั้งรับอยู่ที่จัตุรัสแห่งหนึ่ง เมื่อรถถังขนาดใหญ่คันหนึ่งพังบ้านหลังหนึ่งออกมา คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วและพลพรรคฝ่ายปฏิวัติอีกหลายคนก็ทิ้งที่มั่นวิ่งตูดแป้นไปตามกัน พล กับ ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วหลบไปในซอกตึกหลังใหญ่แห่งหนึ่ง

ส่วนนิกรกับกิมหงวนวิ่งไปตามถนนสายนั้นอย่างไม่คิดชีวิต รถถังคันนั้นไล่กวดติดๆมา กระสุนปืนกลประจำรถถังเฉียดร่างของเสี่ยหงวนกับนิกรไปอย่างหวุดหวิด

ในที่สุด สองสหายก็วิ่งเข้าไปในร้านขายเครื่องก่อสร้างร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านสองคูหาและเปิดประตูหน้าร้านไว้เพียงบานเดียว รถถังคันนั้นบุกเข้าไปในร้านขายเครื่องก่อสร้างทันทีทำให้ประตูหน้าร้านหักสะบั้น

กิมหงวนกับนิกรยืนตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหลังกระสอบซีเมนต์เหล่านั้นซึ่งวางกองรองซ้อนกันอยู่ประมาณร้อยกระสอบ เมื่อรถถังขนาดหนักคันนั้นบุกเข้ามาในร้านอย่างดุเดือดเช่นนี้ นิกรก็คว้ามือเสี่ยหงวนลากตัวไปทางด้านขวาของร้านทันที

นายทหารหนุ่มผู้บังคับรถถังและนายสิบคนขับรถต่างสอดส่ายสายตามองหาสองสหายซึ่งวิ่งหนีเข้ามาในร้านขายเครื่องมือก่อสร้างร้านนี้ ปืนกลกระจำรถถังส่ายปากกระบอกไปมา เตรียมพร้อมที่จะสังหารนิกรกับกิมหงวน แต่นายทหารประจำรถถังคันนี้ได้คิดว่าเป็นคนไทย คงเข้าใจ

ว่าเป็นนายทหารของฝ่ายกู้ชาติ เพราะแต่งเครื่องแบบนายทหาร มีปลอกแขนขาว สวมหมวกเหล็ก และมีปืนกลมือเป็นอาวุธประจำตัว

เสียงเครื่องยนต์ของรถถังดังกึกก้องเมื่ออยู่ในที่แคบทำให้ตัวอาคารตึกแถวสองชั้นสั่นสะเทือน นิกรหยิบขวดทินเนอร์น้ำมันผสมสีและล้างสีขวดหนึ่งลงมาจากชั้นริมห้องส่งให้กิมหงวน

"ถือไว้อ้ายเสี่ย" เขาพูดละล่ำละลัก

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"เหล้าเรอะ"

"ไม่ใช่โว้ย น้ำมันผสมสี แกเก็บไว้ให้ดี เราสองคนต้องใช้ความสามารถยึดรถถังคันนี้ให้ได้" พูดจบนิกรก็เอื้อมมือหยิบสีกระป๋องใหญ่กระป๋องหนึ่งลงมาจากชั้นวางของนั้นพร้อมด้วยแปรงทาสีอีกหนึ่งอัน แล้วเขาก็หันมาทางกิมหงวน "เร็ว วิ่งอ้อมไปทางท้ายรถ และพยายามปีนขึ้นไป

บนรถให้ได้"

สองสหายวิ่งก้มตัวกำบังลังตะปูและเครื่องมือก่อสร้างอีกหลายอย่างไปทางด้านหลังรถคันนั้น กิมหงวนใช้ความรวดเร็วฉับพลันปีนป่ายขึ้นไปบนรถได้ก่อน แต่นายจอมทะเล้นก็ติดตามมาในเวลาไล่ๆกัน รถถังของรัฐบาลคอมมิวนิสต์หยุดอยู่ในร้านไม่ถึงนาทีก็ออกแล่นโซซัดโซเซ

เหมือนคนเมา ตู้โต๊ะและชั้นวางของตลอดจนข้าวของต่างๆพังพินาศ มันเลี้ยวกลับเป็นวงแคบแล่นออกไปจากร้าน ทำหน้าที่กวาดล้างพวกปฏิวัติหรือคณะกู้ชาติต่อไป

นิกรทรุดตัวนั่งยองๆและร้องยี่เกอย่างสบายใจ เขาเปิดกระป๋องสีดำด้วยเครื่องมือเปิดกระป๋องจากมีดพกประจำตัวของเขา ใช้เวลาเปิดเพียงครู่เดียวก็สำเร็จ แล้วนิกรก็หิ้วกระป๋องสีน้ำมันลุกขึ้นยืนชูอวดอาเสี่ยกิมหงวน

"เตรียมพร้อมโว้ย กันจะเอาสีทากระจกหน้ารถ ถ้าใครเปิดฝารถโผล่ขึ้นมาก็เอาด้ามปืนเคาะกบาลมันเสีย"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"แล้วขวดทินเนอร์นี่ล่ะ"

"ยัดใส่กระเป๋ากางเกงแกไว้ก่อน เอาไว้ล้างสีออกเมื่อเรายึดรถของมันได้แล้ว เพื่อเราจะได้ใช้รถคันนี้ต่อสู้กับทหารของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ต่อไป"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย ยัดขวดทินเนอร์ขนาดครึ่งหนึ่งของขวดวิสกี้ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างขวา แล้วสะพายปืนกลมือไว้บนบ่า ดึงปืนพกในซองปืนออกมาถือในท่าเตรียมที่จะใช้ด้ามปืนพกตีกบาลพลประจำรถถัง

นิกรพยายามปีนป่ายมาทางหน้ารถ รถถังคันนี้สร้างจากประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป มีน้ำหนักไม่เกิน ๒๐ ตัน มีปืนใหญ่ ๓ นิ้วหนึ่งกระบอก ปืนกลมือ ๘ มม.หนึ่งกระบอก เป็นรถถังแบบเก่าล้าสมัย ด้านหน้าคนขับเป็นช่องกระจกสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๔ นิ้ว ยาว ๑๕ นิ้ว กระจกมีความ

หนามาก ป้องกันกระสุนปืนเล็กและปืนกลได้ดี ตอนบนด้านล่างของป้อมปืนมีช่องกระจกกว้าง ๒ นิ้วและยาว ๑๐ นิ้วสำหรับให้ผู้บังคับรถมองดูทางข้างหน้าและสั่งยิงปืน ซึ่งพลประจำรถถังมี ๓ คนด้วยกัน เป็นนายทหารสัญญาบัตรคนหนึ่ง นายสิบสองคน

ขณะนี้รถถังคันนี้กำลังแล่นอยู่กลางถนน ผู้บังคับรถและคนขับต่างสอดส่ายสายตามองหาข้าศึก ซึ่งในเวลาเดียวกัน ผู้บังคับรถถังก็พูดวิทยุติดต่อกับหน่วยรถถังด้วยกันที่แยกย้ายปฏิบัติการรบอยู่ทั่วมหานครพรหมสุเมรุ

นิกรผิวปากเบาๆ ยกแปรงจุ่มลงไปในกระป๋องสีดำแล้วดึงแปรงออกมา ชะโงกหน้าก้มตัวลง เอาแปรงทาช่องกระจกใหญ่สำหรับคนขับรถทันที เขาป้ายสีทั่วแผ่นกระจกอย่างรวดเร็ว

คนขับรถซึ่งเป็นสิบโทรูปร่างสูงใหญ่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเขาอย่างระมัดระวัง มือทั้งสองจับคันบังคับ เท้าขวาเหยียบคันน้ำมัน นัยน์ตาจ้องมองไปข้างหน้า แต่พอแผ่นกระจกถูกป้ายสีดำ คนขับรถก็สะดุ้งเฮือกและแสดงท่าทีแปลกใจอย่างยิ่ง เขาร้องรายงานผู้บังคับรถทันทีพร้อมกับ

บังคับรถถังให้หยุดการเคลื่อนที่ เพราะไม่สามารถที่จะมองเห็นทิศทางได้

"หมวดครับ ขออนุญาต"

ร้อยโททหารคาบินเดียก้มลงมองดูลูกน้องของเขาซึ่งนั่งขับรถอยู่ข้างหน้าเขา แล้วกล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ

"หยุดรถทำไมโว้ย ใครสั่ง ประเดี๋ยวก็เจอบาซูกาตามซอกตึกม่องเท่งไปตามกันเท่านั้น"

"มองไม่เห็นทางครับผู้หมวด อยู่ดีๆกระจกหน้ารถดำมืดไปเลย เหมือนมีใครเอาอะไรมาทา"

ผู้บังคับหมวดก้มตัวลงมองช่องกระจกด้านหน้าคนขับอย่างสนใจ แล้วเขาก็เห็นว่าแผ่นกระจกดำมืดไปหมดเหมือนถูกรมด้วยเขม่าไฟ นายทหารหนุ่มยืดตัวขึ้นหันมาทางพลประจำปืน แล้วออกคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่น

"ขึ้นไปข้างบน ถ้ามีใครใช้อะไรขว้างปามาติดกระจกหน้ารถก็เช็ดออกเสีย เอาผ้าขี้ริ้วขึ้นไปด้วย"

กิมหงวนกับนิกรยืนอยู่ข้างป้อมปืนนั้น พอรู้สึกว่าฝาเหล็กส่วนบนเผยอขึ้น สองสหายก็เตรียมพร้อม สิบตรีผู้น่าสงสารเปิดฝาป้อมปืนใหญ่ออก แล้วค่อยๆโผล่ส่วนศีรษะขึ้นมา เขาสวมหมวกหนังแบบทหารยานเกราะและสวมเครื่องแบบสีดำ นิกรสั่นศีรษะช้าๆมองดูอย่างเศร้าใจ

เพราะนึกเวทนา แต่เขาก็จำเป็นต้องทำ พอเจ้าหมอนั่นโผล่ขึ้นมายังไม่ทันถึงครึ่งตัว นิกรก็เอื้อมมือกระชากหมวกหนังออก

ทันใดนั้นเอง อาเสี่ยก็ประเคนด้ามปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ มม.ลงไปกลางกบาลนายสิบหนุ่มผู้นั้นสุดแรงเกิด

"โป๊ก"

แน่ละ ไม่มีศีรษะของมนุษย์คนใดในโลกนี้ที่จะทนทานต่อด้ามปืนพกได้ สิบตรีพลประจำปืนรถถังยืนนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มาอยู่สักครู่ก็ยิ้มให้อาเสี่ยอย่างน่าสงสาร แล้วก็คอพับคออ่อนอยู่กับขอบป้อมปืนนั้น

สองสหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"แน่โว้ย" นิกรพูดยิ้มๆ "เสียงดังหนักแน่นดีมาก ช่วยดึงมันขึ้นมาหน่อยซี แล้วถีบมันลงไปจากรถ พวกมันจะได้ขึ้นมาให้เราตีกบาลอีก เหลืออีกสองคนเท่านั้น"

อาเสี่ยรวบรวมกำลังฉุดกระชากลากพลประจำปืนออกมาจากป้อมปืนแล้วโยนลงไปกลางถนน ต่อจากนั้นสองสหายก็เตรียมเก็บพลประจำรถถังอีกสองคน คือคนขับกับผู้บังคับหมวดหรือผู้บังคับรถถังคันนี้

เครื่องยนต์รถถังดับลงแล้ว ผู้บังคับหมวดปีนขึ้นมาบนป้อมปืนอย่างร้อนรนด้วยความโมโหลูกน้องของเขาที่หายเงียบขึ้นมาเกือบสองนาทีแล้วกระจกหน้ารถก็ยังมืดอยู่

เสี่ยหงวนยืนทำตาปริบๆอยู่ข้างป้อม อาเสี่ยตกลงให้นิกรเป็นคนตีกบาลผู้บังคับหมวด เมื่อนายทหารหนุ่มโผล่ขึ้นมาแค่หน้าอก นิกรซึ่งยืนอยู่ข้างหลังก็ยกมือซ้ายอ้อมเข้ามาจับคางผู้บังคับหมวดเชยคางขึ้น แล้วประเคนด้ามปืนพกลงกลางศีรษะผู้บังคับรถถัง ๔ ทีติดๆกันในจังหวะมาร์ช

เท่านั้นเอง ผู้บังคับหมวดรูปหล่อก็คอพับอยู่ในวงแขนข้างซ้ายของนายจอมทะเล้น

"ช่วยกันโว้ยอ้ายหงวน ช่วยกันดึงมันขึ้นมา กันคนเดียวดึงไม่ไหว"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ เขยิบเข้ามาช่วยนิกรฉุดกระชากลากตัวนายทหารหนุ่มขึ้นมาบนหลังรถ ต่อจากนั้นสองสหายก็แสดงการโยนบกผู้บังคับรถถังลงไปบนถนน

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ไม้ขีดไฟออกมา แบ่งบุหรี่กับนิกรจุดสูบคนละมวน สักครู่หนึ่งนายสิบคนรถก็โผล่ขึ้นมาจากป้อมปืนเป็นคนสุดท้าย

โดยไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง กิมหงวนยกด้ามปืนพกฟาดลงไปกลางกบาลคนขับเต็มแรงเกิด คนขับรถยืนเซ่อเหมือนไก่ตาแตก นิกรตีซ้ำอีกทีหนึ่ง นายสิบคนขับรถทำคอย่นขมวดคิ้วนิ่วหน้าแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง และแล้วก็สิ้นสติสมประดี พาดตัวอยู่กับขอบป้อมปืน

ใหญ่

นิกรกับกิมหงวนต่างเก็บปืนพกใส่ไว้ในซองปืนตามเดิม แล้วจับมือแสดงความดีใจในความสำเร็จผลอย่างง่ายดาย สองสหายช่วยกันลากตัวคนขับรถขึ้นมาจากป้อมปืน แล้วโยนลงไปจากรถ

ถนนสายนั้นเงียบสงัด อาคารร้านค้าปิดหมดทุกแห่ง ประชาชนหลบซ่อนตัวอยู่ในเคหะสถานของตน เสียงปืนยังดังอยู่ทั่วเมือง นอกจากเสียงปืนเล็กยาวและปืนกลแล้ว ยังมีเสียงปืนใหญ่รถถังและเสียงบาซูกาซึ่งเป็นปืนปราบรถถังของคณะกู้ชาติดังอยู่เป็นระยะๆ แสดงว่าฝ่ายรัฐบาล

และฝ่ายปฏิวัติกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

"ขอขวดทินเนอร์โว้ย กันจะล้างสีที่กระจกหน้ารถออก แล้วเราก็จะใช้รถถังคันนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเรา"

อาเสี่ยดึงขวดทินเนอร์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้นิกร แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างร้อนรน

"เร็วโว้ย อ้ายกร เสียงรถถังคันหนึ่งหรือสองคันดังใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว"

นิกรยิ้มอย่างใจเย็น

"แกลงไปในรถก่อน ทำหน้าที่เป็นพลปืน ถ้าเห็นรถถังข้าศึกเตรียมยิงได้ คืนนี้แกกับกันได้สนุกกันละวะ ขบวนการกู้ชาติต้องชนะ และถ้าเราเพลี่ยงพล้ำต้องเสียชีวิต ท่านนายพลงกยาจะต้องสร้างอนุสาวรีย์ของเราไว้กลางเมืองนี้แน่นอน

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"อย่ามัวฝอยอยู่เลยโว้ย เสียงรถถังมันใกล้เข้ามาเต็มทนแล้ว" พูดจบกิมหงวนก็รีบปีนป่ายลงไปในรถถังคันนั้น

นิกรใช้เวลาเพียงนาทีเดียวชำระล้างสีน้ำมันที่กระจกหน้ารถออก โดยยอมสละผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืน ทินเนอร์ช่วยล้างสีที่เปียกๆออกอย่างง่ายดาย และแล้วนิกรก็รีบลงไปในรถถังคันนั้น

บัดนี้ รถถังของรัฐบาลหมายเลข ๕๐๐ ตกอยู่ในความยึดครองของสองสหายแล้ว นิกรทำหน้าที่เป็นคนขับ การบังคับรถถังไม่ยากลำบากอะไร เพราะคณะพรรคสี่สหายของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพบก ดร.ดิเรกเคยพาไปฝึกขับรถถังแบบต่างๆอยู่เสมอ เกี่ยวกับการ

ทดสอบความแม่นยำของเครื่องเล็งปืนประจำรถถังอันเป็นประดิษฐกรรมของดร.ดิเรก

ไกลออกไปข้างหน้าเป็นจัตุรัส

รถถังของฝ่ายรัฐบาลคันหนึ่งเลี้ยวซ้ายมือมาแล่นเอื่อยๆตรงมาเพื่อลาดตระเวนและปราบปรามพวกปฏิวัติ และเพื่อรายงานการเคลื่อนไหวตลอดจนกำลังของพวกกู้ชาติไปให้แม่ทัพทราบโดยทางวิทยุประจำรถถัง

นิกรติดเครื่องยนต์ได้แล้ว พอแลเห็นรถถังข้าศึกเขาก็ร้องบอกกิมหงวนด้วยเสียงอันดัง

"ปืนใหญ่เตรียมยิง ที่หมายรถถังข้าศึกข้างหน้า"

อาเสี่ยทวนคำสั่งแบบทหาร

"พร้อม"

นิกรยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง วางท่าให้สมกับที่เขาเป็นผู้บังคับรถถังคันนี้

"ศูนย์ ๒๐๐ เมตร บรรจุ"

คราวนี้กิมหงวนส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย-ชักยุ่งกันแล้วโว้ย ลูกปืนมันใหญ่กว่าลำกล้องว่ะ ใส่ไม่เข้า ทำไงดีล่ะ"

นิกรเงยหน้ามองดูเสี่ยหงวนอย่างเดือดดาล

"พยายามยัดเข้าไปให้ได้"

อาเสี่ยบ่นพึมพำ ปลุกปล้ำยัดลูกปืนขนาด ๓ นิ้วบรรจุลำกล้องจนสำเร็จแล้ว เขายิ้มออกมาได้

"พร้อมแล้วครับผู้หมวด ยิงได้หรือยัง"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเล็กน้อย

"เดี๋ยวๆ อุดหูก่อนโว้ย" พูดจบก็ยกฝ่ามือทั้งสองข้างปิดหู "เอา-ยิงได้"

เสี่ยหงวนเล็งศูนย์ปืนหมายรถถังคันนั้นซึ่งแล่นใกล้เข้ามาทุกทีและอยู่ในระยะห่างจากรถถังหมายเลข ๕๐๐ เพียง ๑๐๐ เมตรเท่านั้น เมื่อกะระยะแม่นยำดีแล้ว อาเสี่ยก็กระชากไกปืนใหญ่ทันที

เสียงกระสุนปืนใหญ่ระเบิดขึ้นดังสนั่นหวั่นไหวจนรถถังสั่นสะเทือนไปทั้งคัน ประกายไฟแลบออกจากปากกระบอกปืนพร้อมกับกลุ่มควันดินปืนพลุ่งออกไป กระสุนปืนใหญ่นัดนั้นถูกรถถังฝ่ายรัฐบาลอย่างจังและบังเอิญเป็นกระสุนเจาะเกราะ จึงทะลุเข้าไปในรถถังคันนั้นแล้วแตก

ระเบิดในรถ

"ตูม"

รถถังของฝ่ายรัฐบาลพังยับ ชิ้นระเบิดถูกถังน้ำมันทะลุ ทำให้เกิดเพลิงลุกโชติช่วง แล้วกระสุนปืนใหญ่และกระสุนปืนกลที่อยู่ในรถก็ระเบิดติดต่อกัน เป็นภาพที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"เป็นยังไงอ้ายกร เห็นฝีมือกันหรือยัง นี่แหละเสือปืนใหญ่ละ ฮ่ะ ฮ่ะ เสร็จไปหนึ่งคันแล้ว ไปเถอะโว้ย ออกล่าเหยื่อกันต่อไป และติดตามค้นหาพวกเราด้วย"

นิกรบังคับรถถังหมายเลข ๕๐๐ ออกแล่นไปทันที เมื่อผ่านซากรถถังคันนั้น สองสหายก็พากันมองดูอย่างชื่นใจ นายจอมทะเล้นขับรถส่ายไปมาเหมือนงูเลื้อย บางทีก็ปีนออกไปบนขอบถนน ขณะนี้แสงไฟฟ้าตามถนนและตามอาคารบ้านเรือนได้ดับพรึ่บพร้อมๆกันด้วยการกระทำ

ของพวกกู้ชาติ ทั้งนี้ก็เพราะพลพรรคของขบวนการกู้ชาติต้องบาดเจ็บล้มตายมากในการปะทะกับกองรถถังและยานเกราะของรัฐบาล ถึงแม้ว่าฝ่ายปฏิวัติได้ใช้ปืนบาซูกาทำลายรถถังและรถหุ้มเกราะพังไปแล้วหลายคันก็ตาม พล.ต.ท. งกยา ผู้บัญชาการสูงสุดของคณะกู้ชาติ ได้สั่ง

กำลังตำรวจและทหารฝ่ายปฏิวัติที่ทำการยึดโรงงานจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของรัฐบาลให้ทำการดับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทันที ด้วยเหตุนี้เอง รถถังและยานเกราะของรัฐบาลจึงค้นหาพวกกู้ชาติไม่ใคร่พบ เพราะทั่วทั้งนครพรหมสุเมรุ ความมืดได้ปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

รถถังหมายเลข ๕๐๐ แล่นตรงไปยังสะพานข้ามคลองแห่งหนึ่งด้วยความเร็วประมาณ ๑๕ ไมล์ต่อชั่วโมง บริเวณคอสะพานมีพลพรรคกู้ชาติตั้งมั่นอยู่เบื้องหลังกระสอบทรายอันเป็นรังปืนที่มั่นคงแข็งแรงถึง ๔ แห่ง ปืนกลหนักและปืนกลเบาอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะระดมยิงทหาร

ของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีปืนบาซูกาปราบรถถังอีกหนึ่งกระบอก เครื่องยิงระเบิดหรือปืนครกสนามอีกสองกระบอก

เมื่อรถถังของสองสหายแล่นใกล้เข้ามา นายทหารฝ่ายปฏิวัติคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ควบคุมกำลังพลรักษาสะพานก็สั่งต่อสู้ทันที ปืนครกสนามกระบอกหนึ่งเริ่มยิงก่อน ลูกระเบิดตกระเบิดกลางถนนห่างจากรถถังราว ๑๐ เมตรและระเบิดลั่น นิกรบังคับรถให้หยุดนิ่งริมถนนและร้อง

ตะโกนบอกเสี่ยหงวนเสียงลั่น

"อย่ายิงอ้ายเสี่ย"

"อ้าว" กิมหงวนเอ็ดตะโร "มันตอกเราด้วยปืนครก เราจะเอามันไว้ทำไมล่ะโว้ย"

"พวกเดียวกัน" นิกรพูดเร็วปรื๋อ "ตามแผนปฏิวัติ สะพานนี้อยู่ในความยึดครองของพวกเรา"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น

"เปิดไฟฉายส่องดูโว้ย เผื่อทหารรัฐบาลโจมตีพวกเราแตกไปและยึดสะพานนี้ไว้ กันจะได้ส่งกระสุนปืนใหญ่ไปแจกจ่ายพวกมัน"

นิกรเอื้อมมือเปิดสวิตช์ไฟฉายหน้ารถ แสงสว่างพุ่งไปข้างหน้า ช่วยให้สองสหายแลเห็นรังปืนของฝ่ายปฏิวัติ และแลเห็นพลพรรคคนหนึ่งซึ่งแต่งเครื่องแบบมีปลอกแขนสีขาวกำลังวิ่งหนีแสงไฟฉายกระโดดเข้าไปในรังปืน นิกรปิดสวิตช์ไฟทันที

"พวกเราโว้ย ทำยังไงดีล่ะถึงจะให้เขารู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน"

เสี่ยหงวนนิ่งคิดสักครู่

"ขับเรื่อยๆเข้าไปดีไหม ถ้าเราปล่อยให้เขายิงข้างเดียวและรถถังของเราแล่นช้าๆ เขาก็คงสงสัยและหยุดยิงเอง"

นิกรเห็นพ้องด้วย เขาบังคับรถถังเคลื่อนที่เข้าไปอย่างแช่มช้า แต่แล้วฝ่ายปฏิวัติก็ใช้ปืนบาซูกายิงมาที่รถถังหมายเลข ๕๐๐ หนึ่งนัด

"ตูม"

กระสุนนัดนั้นเฉียดรถถังไปอย่างหวุดหวิด นิกรตาลีตาเหลือกรีบหยุดรถ เสี่ยหงวนนึกถึงโค้ดลับขึ้นมาได้ก็ดีใจ รีบบอกนิกรทันที

"สำเร็จแล้วอ้ายกร กันจะขึ้นไปบนป้อมปืน ร้องตะโกนบอกรหัสลับของเรา เท่านี้เราก็ปลอดภัย"

นิกรลืมตาโพลงแล้วหัวเราะลั่น

"เออ-จริงโว้ย เร็วเข้า อย่าร่ำไร อุ๊ย-ลูกปืนครกตกระเบิดอีกหนึ่งลูกแล้ว เสียวสะดือเหลือเกิน"

กิมหงวนรีบลุกขึ้นเปิดฝาเหล็กป้อมปืนออก ค่อยๆโผล่หน้าออกไปท่ามกลางความสงบเงียบ แล้วอาเสี่ยก็ร้องตะโกนสุดเสียง

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

พอสิ้นเสียงกิมหงวนสักครู่ เสียงโห่ร้องของคณะกู้ชาติก็ดังขึ้นมาทันที นิกรเปิดไฟหน้ารถฉายไป สองสหายต่างแลเห็นพลพรรคประมาณ ๒๐ คนกระโดดโลดเต้นอยู่ในรังปืนและโบกมือแสดงกิริยาดีอกดีใจ ต่อจากนั้นนายทหารผู้ควบคุมกำลังก็ร้องตะโกนตอบรหัสลับ

"เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย"

นิกรบังคับรถถังเคลื่อนที่เข้าไปทันที สมาชิกกู้ชาติต่างถือปืนกลมือและปืนเล็กยาววิ่งเข้ามาหา อาเสี่ยโบกมือให้ด้วยความดีใจ ในที่สุดรถถังหมายเลข ๕๐๐ ก็แล่นมาถึงเชิงสะพานและเลี้ยวกลับ จอดนิ่งกลางถนนเป็นสง่าอยู่ที่เชิงสะพานนั้น กิมหงวนปีนลงมาจากป้อมปืนแล้วกระโจน

ลงจากรถ ต่อจากนั้นนิกรก็ติดตามลงมา พลพรรคกู้ชาติต่างเข้ามาห้อมล้อมไต่ถามเรื่องราวจากสองสหายที่สามารถยึดรถถังคันนี้ได้ นิกรกับเสี่ยหงวนก็เล่าให้ฟังโดยละเอียด

ในที่สุดอาเสี่ยก็กล่าวถามนายทหารผู้ควบคุมกำลังรักษาสะพานนี้

"ผู้หมวดรู้ไหมว่าพรรคพวกของผมอยู่ที่ไหน"

ร้อยโทร่างสูงใหญ่ยิ้มให้กิมหงวน

"ทราบครับ" เขาพูดภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว "ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯกับคุณพล คุณหมอดิเรกและนายแห้วนั่งรถจี๊ปผ่านผมไปเมื่อสักครู่นี้เอง บอกว่าจะไปสมทบกับกำลังส่วนใหญ่ของเราที่สนามบิน เพราะที่นั่นทหารของรัฐบาลกำลังสู้รบกับพวกเราอย่างดุเดือดเพื่อแย่งสนามบินกลับ

คืน ขณะนี้ทหารอากาศและทหารเรือได้ประกาศเข้าข้างเราแล้ว ผมได้รับทราบทางวิทยุสนามเมื่อสองสามนาทีนี้เอง"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"วิเศษแท้ ถ้ายังงั้นฝ่ายรัฐบาลคงยอมจำนนเราก่อนรุ่งสว่าง แต่ว่า คุณช่วยบอกผมหน่อยน้องชาย สนามบินน่ะมันอยู่ที่ไหนและไปทางไหน"

นายทหารหนุ่มนิ่งคิดและยิ้มแห้งๆ

"เอ-ยังไงก็ไม่ทราบครับ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วกัน คุณเป็นชาวคาบินเดียและเป็นนายทหารซะด้วย แต่ไม่รู้จักสนามบิน"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ก็ผมเป็นทหารบก ไม่ใช่ทหารอากาศนี่ครับ" พูดจบเขาก็หันมาถามพลพรรคกู้ชาติ "พวกเรา ใครรู้ว่าสนามบินอยู่ไหน บอกท่านหน่อยเถอะวะ"

ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"อยู่ที่ตำบลพุงอืดครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง แล้วพูดเสริมขึ้น

"คนที่นั่นคงกินข้าวจุ"

พลพรรคหนุ่มหัวเราะหึๆ

"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ พุงอืดเป็นภาษาของเรา แปลเป็นภาษาไทยว่า สงบ หรือ สันติ ครับ อ้า-ไปทางนี้นะครับ ข้ามสะพานนี้ไปจนถึงสี่แยก เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆแล้วเลี้ยวขวา แล้วก็เลี้ยวซ้ายอีก ๓ หน เลี้ยวขวาอีก ๕ ครั้ง แล้วตรงไปอีก"

"พอแล้ว" อาเสี่ยตวาดแว้ด "ที่แกบอกก็จำไม่ไหวแล้วว่าเลี้ยวกี่ครั้ง เลี้ยวไปเลี้ยวมาพอดีกลับมาทางนี้อีกหาทางที่มันไปสะดวกๆกว่านี้หน่อยซีน้องชาย"

คาบินเดียหนุ่มชี้มือไปทางซ้ายซึ่งเป็นถนนเลียบคลอง

"ไปทางนี้ก็แล้วกันครับ ตรงไปจากนี่ ๑๐ กิโลเมตรถึงสนามบินโดยไม่ต้องเลี้ยวเลย"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"แล้วทีแรกทำไมแกถึงไม่บอกให้เราไปง่ายๆอย่างนี้ล่ะ ไปโว้ยกร รีบไปสนามบินเถอะ รถถังคันนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเรามาก และคืนนี้แกกับกันคงได้สู้รบกับพวกทหารรัฐบาลอย่างดุเดือด"

สองสหายต่างล่ำลาบรรดาพลพรรคทั้งหลาย แล้วพากันปีนป่ายขึ้นไปบนรถท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกกู้ชาติ หลังจากนั้นก็พากันปีนป่ายขึ้นไปบนรถถังหมายเลข ๕๐๐ ซึ่งเป็นหมายเลขที่กิมหงวนกับนิกรไม่ใคร่จะพอใจนัก เพราะถือว่าเป็นเลขอัปมงคล เมื่อรถถังคันนั้น

เคลื่อนออกจากที่ พวกคณะกู้ชาติต่างก็โบกมือให้เป็นการอวยชัยให้พร นิกรขับรถถังมุ่งหน้าตรงไปยังสนามบินพุงอืดอย่างรีบร้อน

ณ บัดนี้ ศึกชิงสนามบินได้เป็นไปอย่างทรหดดุเดือดยิ่ง ทหารของรัฐบาลหนึ่งกองพล ซึ่งมีรถถังและยานเกราะเข้าร่วมปฏิบัติงาน ได้เข้าตีสนามบินทางด้านเหนือของเมืองพรหมสุเมรุ แต่ทหาร ตำรวจ และพลพรรคของคณะกู้ชาติได้ต่อต้านเหนียวแน่น ส่วนทหารอากาศนั้น ถึงไม่ได้

ร่วมรบด้วย ก็ประกาศตนเข้าข้างฝ่ายปฏิวัติแล้ว รวมกำลังกันเป็นปึกแผ่น เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของท่านนายพลงกยา ฝ่ายปฏิวัติได้ฝังลูกระเบิดบกไว้มากมายและมีปืนปราบรถถังอยู่ในที่ตั้งยิงอันเหมาะเจาะหลายแห่ง เมื่อรถถังและหน่วยยานยนต์ของฝ่ายรัฐบาลรุก

เคลื่อนเข้ามาก็ถูกระเบิดบกและกระสุนบาซูกาพังทลายไปหลายคัน ในที่สุด รถถังก็ได้แต่ตั้งยิงอยู่ในระยะไกล ใช้ปืนใหญ่และปืนกลยิงกราด

อย่างไรก็ตาม ทหารฝ่ายรัฐบาลได้รับคำสั่งด่วนจากแม่ทัพให้ยิงโดยประหยัดกระสุน ทั้งนี้เพราะกระสุนปืนตามค่ายทหารที่ลำเลียงมาให้นั้นหมดแล้ว การที่คลังแสงสรรพาวุธถูกระเบิดทำให้เจ้าชายพาลีและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทางฝ่ายรัฐบาลเสียขวัญและหนักอกหนักใจไปตามกัน

เมื่อเสียงปืนทางฝ่ายรัฐบาลเบาบางลง การยิงต้านทานของคณะกู้ชาติก็ห่างลงเช่นกัน ตามเวลาที่กล่าวนี้ รถถังหมายเลข ๕๐๐ กำลังห้อตะบึงเข้ามายังบริเวณหลังแนวรบของทหารฝ่ายรัฐบาลแล้ว นิกรขับรถได้ดีขึ้นมาก ส่วนกิมหงวนทำหน้าที่เป็นพลปืน

ผู้บังคับการรถรบซึ่งมียศเป็นพันเอกประจำอยู่ในรถถังคันหนึ่งซึ่งจอดซุ่มอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ และปืนใหญ่ประจำรถถังคันนี้ได้หันปากกระบอกไปทางสนามบิน แต่กระสุนปืนใหญ่หมดเกลี้ยงแล้ว พ.อ. ยาจืด ผู้บังคับการรถรบยืนอยู่ในป้อมปืน โผล่หน้าออกมานอกรถ กำลัง

ใช้กล้องส่องทางไกลตรวจดูแนวต้านทานของฝ่ายปฏิวัติ และพร้อมที่จะนำรถถัง ๑๒ คันในบังคับบัญชาของเขาบุกตะลุยพวกปฏิวัติตามคำสั่งของ พล.ท. ยาอุทัย แม่ทัพกองทัพน้อยที่ ๑ ซึ่งบัดนี้ เจ้าชายพาลี นายกรัฐมนตรีรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ประกาศแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพสนามแล้ว

มีอำนาจบังคับบัญชาทหารทุกหน่วยทุกเหล่าทางฝ่ายรัฐบาล

เสียงเครื่องยนต์ของรถถังหมายเลข ๕๐๐ ซึ่งดังขึ้นข้างหลังทำให้ พ.อ. ยาจืด ผู้บังคับการถรบหันไปมองดูทันที ความรู้สึกบอกตัวเองว่าต้องเป็นรถถังหมายเลข ๕๐๐ ในบังคับบัญชาของเขาอย่างไม่มีปัญหา พ.อ. ยาจืดพยายามติดต่อกับรถถังคันนี้ทางวิทยุมานานแล้ว แต่พูดกันไม่ได้

จึงเข้าใจว่ารถถังหมายเลข ๕๐๐ คงถูกบาซูกาของคณะกู้ชาติยิงพังไปแล้ว ครั้นได้เห็นรถถังนี้วิ่งทื่อเข้ามาเขาก็เดาเอาว่าเครื่องรับส่งวิทยุคงชำรุดเสียหายแน่นอน

พ.อ. ยาจืดรีบปีนออกมาจากป้อมปืนใหญ่แล้วกระโดดลงมาจากรถถังหมายเลข ๑๓ เขาวิ่งออกไปยืนห่างจากรถถังของเขาราวห้าเมตร ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไฟฉายขนาดสองท่อนออกมา เปิดไฟสั้นยาวส่องตรงไปทางรถถังหมายเลข ๕๐๐ เพื่อเป็นสัญญาณให้นิกรหยุดรถ

นิกรเปิดไฟฉายหน้ารถทันที แสงไฟฉายสว่างจ้าไปจนถึงแนวที่มั่นของคณะกู้ชาติ แล้วนิกรก็บังคับรถให้หยุดนิ่ง

"เฮ้ย...เห็นไหมอ้ายหงวน นายทหารที่ถือไฟฉายอยู่ข้างหน้าเราโน่นคงเป็นนายทหารรถรบแน่นอน"

อาเสี่ยพนักหน้ารับทราบ

"เห็นแล้ว ทางซ้ายมีรถถังแบบเดียวกับเราจอดอยู่คันหนึ่ง บุกตะลุยโว้ย บุกเข้าไปหาแนวของเรา ตอนนี้เราต้องเสี่ยงภัยนิดหน่อย"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"แกคอยกราดปืนกลนะ ถ้าทหารรัฐบาลระดมยิงมาที่รถเราละก็ รัวปืนกลใส่มันเลย ลูกปืนยังมีอีกมากไหม"

"อ๋อ-อยู่อีกแยะโว้ย เอาเลยอ้ายกร ขับแบบท่านพีระพงศ์ ถ้าเจ้านายทหารคนนั้นไม่หลบเรา ก็ลองทับให้กันดูเป็นขวัญตาสักหน่อย เกิดมาจากท้องพ่อท่องแม่ยังไม่เคยเห็นรถถังทับคนเลย"

นิกรขับรถถังหมายเลข ๕๐๐ ออกแล่นทันที ไฟฉายหน้ารถคงเปิดไว้เช่นนั้น พ.อง ยาจืดยกมือทั้งสองโบกให้นิกรหยุดรถ แล้วร้องตะโกนลั่นด้วยภาษาของเขา

"เฮ้ย-หยุดซีโว้ย แล้วเสือกเปิดไฟฉายทำไม ปิดไฟโว้ย นี่ผู้บังคับการรถรบ"

รถถังหมายเลข ๕๐๐ ทวีความเร็วขึ้นอีก ทื่อเข้าใส่ผู้บังคับการ พ.อ. ยาจืดนึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเป็นไปได้เช่นนี้ก็ตกตะลึงพรึงเพริดถึงกับก้าวขาไม่ออก ยืนตัวสั่นงันงกปล่อยไฟฉายหลุดจากมือ นิกรขับรถตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง บรรดาทหารที่เห็นภาพนี้ต่างร้องเอะอะเดตะโร

ไปตามกันขณะที่รถถังชน พ.อ. ยาจืดกระเด็นไปข้างหน้าและล้มลงไป ต่อจากนั้นล้อข้างซ้ายหุ้มเหล็กตีนตะขาบก็ทับผู้บังคับการรถรบเริ่มต้นจากเท้าทั้งสองเรื่อยไปจนกระทั่งศีรษะ

จากแสงไฟในรถ นิกรได้หันมายิ้มให้เสี่ยหงวนอย่างสบายใจ แต่อาเสี่ยทำหน้าตื่นๆ

"รถเราทับมันหรือเปล่า กันเห็นแต่รถชนกระเด็นหวือไปเท่านั้น" กิมหงวนถามอย่างสงสัย

นิกรหัวเราะเบาๆ

"อย่าสงสัยเลย แบนแป๊ดแป๋เป็นกล้วยปิ้งไปแล้วตอนที่รถทับ แกคงจะรู้สึกว่ารถเราเอียงขวานิดหน่อย"

เสี่ยหงวนนิ่งคิด

"เออ-เห็นจะจริงโว้ย กันได้ยินเสียงดังโพละเหมือนทุบกะลา แต่ดังไม่มากนัก"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับรอง

"ใช่-เสียงดังโพละน่ะเสียงตีนตะขาบบดหัวกะโหลกนายทหารรถถังคนนั้น"

อาเสี่ยทำหน้าเหยเก

"แล้วตายไหม เลี้ยวกลับไปดูหน่อยเถอะวะ เนื้อตัวคงแบนเหมือนปลาหมึกย่าง น่าดูดีเหมือนกัน"

นิกรเร่งความเร็วของรถขึ้นอีก พวกทหารของรัฐบาลต่างแปลกใจยิ่งเมื่อเห็นรถถังคันนี้บุกเข้าไปยังแนวรบของคณะกู้ชาติตามลำพังทั้งที่ยังไม่มีคำสั่งให้บุก จึงติดต่อไต่ถามกันทางวิทยุสนาม เมื่อรถถังประจำตัวผู้บัญชาการรถรบแจ้งข่าวทางวิทยุให้ทราบว่ารถถังหมายเลข ๕๐๐ เป็น

กบฏ ทับ พ.อ. ยาจืดตายคาที่ และกำลังหนีไปสวามิภักดิ์ฝ่าบกบฏ ผู้บังคับหน่วยทหารราบก็สั่งทหารในบังคับบัญชาของเขาทำลายรถถังคันนี้ทันที

ปืนกลหนักหลายกระบอกได้ระดมยิงมาที่รถถังหมายเลข ๕๐๐ ราวกับห่าฝน ทหารราบหลายคนอาศัยความมืดบุกเข้ามาแล้วใช้ระเบิดมือขว้างมาที่รถ เสียงระเบิดดังกึกก้อง อาเสี่ยกิมหงวนส่ายกระบอกปืนกลยิงกราดไปรอบๆ ถูกทหารรัฐบาลล้มตายเกลื่อนกลาด

ด้วยความสามารถซึ่งเหมือนกับปาฏิหาริย์ของนิกร เขาขับรถถังบุกบั่นเข้ามาจนถึงแนวต้านทานของคณะกู้ชาติ แต่แล้วกระสุนบาซูกาซึ่งเป็นปืนปราบรถถังก็ดังขึ้นพร้อมๆกันตามรังปืนต่างๆ พลพรรคฝ่ายปฏิวัตินึกไม่ถึงว่านิกรกับเสี่ยหงวนยึดรถถังคันนี้มาได้ ก็เข้าใจว่าทหาร

รัฐบาลเริ่มบุกโดยให้รถถังหมายเลข ๕๐๐ นำหน้าทหาร จึงช่วยกันระดมยิงด้วยบาซูกา

"โว้ย-แย่โว้ย" นิกรเอ็ดตะโร "เราเจอบาซูกาแล้ว ถ้าถูกเข้าเป็นเสร็จแน่ แกร้องตะโกนรหัสลับหน่อยซี"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ตะโกนยังไงไหว ไกลเหลือเกิน หยุดทำไมล่ะ เป็นเป้านิ่งเสร็จนะโว้ย ถ้าหยุดก็ดับไฟฉายเสีย"

นิกรบังคับรถถังแล่นตะลุยต่อไป โดยยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต และพยายามแล่นตุปัดตุเป๋ไปมาแบบคนขี้เมา กระสุนบาซูกาบางนัดเฉียดไปเพียงเส้นยาแดงเดียวเท่านั้น

ครั้งหนึ่งรถถังหมายเลข ๕๐๐ แล่นฝ่าสนามทุ่นระเบิดบกและทับลูกระเบิดลูกหนึ่ง จึงเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง

"ตูม"

ตีนตะขาบข้างขวาและล้อเหล็กของมันซึ่งเป็นฟันเฟืองรับตีนตะขาบชำรุดเสียหาย รถถังพุ่งลงไปในหลุมระเบิดของกระสุนปืนใหญ่หลุมหนึ่ง ใช้การอีกไม่ได้

พลพรรคของขบวนการกู้ชาติไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนถือปืนกลมือวิ่งเข้ามายังรถถังคันนี้เป็นแถวหน้ากระดาน คนหนึ่งซึ่งแต่งเครื่องแบบนายทหารแต่มีปลอกแขนสีขาว มีเครื่องพ่นไฟติดอยู่ข้างหลัง เขาตั้งใจจะใช้เครื่องพ่นไฟเผารถถังและพลประจำรถคันนี้ แต่แล้วเมื่อพลพรรคกู้ชาติ

เข้ามาใกล้ ทุกคนก็ได้ยินเสียงอาเสี่ยกิมหงวนลั่น

"สองหัวกินหัวเดียว หัวเขียวกินหัวคว่ำ"

พลพรรคแห่งขบวนการกู้ชาติตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน ใครคนหนึ่งร้องตะโกนตอบ

"เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย"

กิมหงวนกับนิกรปีนออกมาจากรถถังหมายเลข ๕๐๐ ด้วยความลำบากยากเย็น พวกปฏิวัติได้เข้ามาห้อมล้อมแสดงความยินดี และไต่ถามถึงวีรกรรมของสองสหายเท่าที่สามารถยึดรถถังของรัฐบาลได้ นิกรกับกิมหงวนผลัดกันเล่าให้ฟังโดยเติมฝอยลงไปบ้างเพื่อให้เรื่องเข้มข้นมีรส

ชาติขึ้นอีก

นายทหารผู้ควบคุมพลพรรคกล่าวกับสองสหายว่า

"เคราะห์ดีเหลือเกินครับที่พวกเรายิงผิด เสียกระสุนบาซูกาไปตั้งหลายนัด ถ้ายิงถูกสักนัด อาเสี่ยกับคุณนิกรก็ม่องเท่งแล้ว รีบไปที่กองบังคับการของเราเถอะครับ คุณพล คุณหมอ กับท่านเจ้าคุณและนายแห้วอยู่ที่นั่น"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นายทหารหนุ่ม

"แล้วท่านงกยาล่ะ"

"ท่านผู้บัญชาการไม่ได้อยู่ที่นี่ครับ ท่านกับน่ายพลยาดมกำลังสู้รบอยู่ในเมือง พลพรรคที่นี่อยู่ในบังคับบัญชาของท่านนายพลยาหมู่ครับ"

นิกรกล่าวถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณรู้ไหม การรบในเมืองเป็นยังไง"

"เรากำลังเป็นต่อครับ ข่าวทางวิทยุแจ้งมาว่า ทหารรัฐบาลล่าถอยไปทางทิศเหนือนอกเขตเทศบาล ส่วนมากยอมจำนนเพราะไม่มีกระสุนปืนที่จะสู้รบกับเรา อ้า-ทหารเรือร่วมรบกับพวกเราแล้ว ฝ่ายรัฐบาลต้องแพ้เราแน่ๆ"

พลพรรคแห่งขบวนการกู้ชาติต่างพากิมหงวนกับนิกรมุ่งตรงไปยังกองบังคับการกรมผสมที่ ๓ ของฝ่ายปฏิวัติ สองสหายต่างมีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

๒.๐๐ น.คืนวันนั้นเอง ผู้บัญชาการทหารอากาศก็ตกลงใจใช้กำลังอากาศโยธินหนึ่งกองพันร่วมรบกับฝ่ายปฏิวัติ ดังนั้น ทหารอากาศและพลพรรคกู้ชาติอีกสองกองพันจึงเคลื่อนที่เข้าโจมตีกองทหารรัฐบาลทันที

การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วได้ร่วมรบอย่างกล้าหาญ ทหารรัฐบาลหมดกระสุนก็แตกพ่ายยับเยิน ฝ่ายปฏิวัติจับเป็นเชลยได้มากมาย รถถังหลายคนจอดทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดโดยไม่มีความหมายเพราะขาดกระสุนปืนใหญ่และปืนกลนั่นเอง

ก่อนรุ่งอรุณของวันใหม่ ได้มีการสู้รบกันอีกครั้งหนึ่งภายในค่ายทหารแห่งหนึ่ง เจ้าชายพาลีซึ่งบัญชาการรบด้วยพระองค์เองถูกกระสุนปืนกลมือสิ้นพระชนม์ในที่รบ กองทหารกองพันนั้นถูกฆ่าตายเกือบหมด ที่เหลือตายยอมจำนนและยอมวางอาวุธแต่โดยดี ขบวนการกู้ชาติได้ยึด

อำนาจรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้เรียบร้อย พล.ต.ท. งกยา ผู้บัญชาการสูงสุดได้ออกคำแถลงการณ์ทางวิทยุติดต่อกันหลายฉบับ ส่วนมากขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ชาวคาบินเดียทั่วทั้งประเทศต่างชื่นชมโสมนัสไปตามกันเมื่อรัฐบาลประกาศว่ารัฐบาลนี้จะใช้ระบอบการปกครองแบบ

ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ จะขจัดอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ให้สูญสิ้น จะรีบเร่งบูรณะประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าโดยเร็ว ผู้ที่เผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์หรือเป็นคอมมิวนิสต์จะถูกประหารชีวิต

บ่ายวันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วก็เดินทางกลับประเทศไทยด้วยเครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศคาบินเดีย ท่านนายพลงกยาพร้อมด้วยหัวหน้าขบวนการกู้ชาติ พล.ต.ต. ยาดี พล.ท. ยาหมู่ พล.ต. ยาดม และ พ.ต.อ. ยาแดง ได้ให้เกียรติไปส่งที่สนามบิน และ

ก่อนจะจากกัน ท่านนายพลงกยาได้กล่าวว่า

"พวกเราจะไม่ลืมเลยว่าการปฏิวัติครั้งนี้ พวกท่านเป็นกำลังสำคัญยิ่ง ชาวคาบินเดียจะถือว่าประเทศไทยนั้นเป็นเมืองพี่ของเรา ถ้าผมจัดตั้งคณะรัฐบาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจะเดินทางไปเยี่ยมประเทศไทยเป็นทางการแน่นอน ขอได้กรุณาบอกพี่น้องชาวไทยเถิดว่า คาบินเดียจะ

เป็นศัตรูของคอมมิวนิสต์ตลอดกาล"

เครื่องบินสองเครื่องยนต์เครื่องนั้นพาคณะพรรคสี่สหายวนรอบเมืองพรหมสุเมรุอยู่สามสี่รอบจึงบ่ายหน้าออกสู่ทะเลเพื่อตัดตรงไปยังประเทศไทย

จบบริบูรณ์