พล นิกร กิมหงวน 055 : อวสานเจ้าคุณวิจิตรฯ

เจ้าคุณวิจิตรบรรณาการ ท่านผู้ใหญ่ผู้มีอาวุโสสูงสุดในคณะพรรค ๔ สหายของเรา ได้ป่วยเป็นโรคลำไส้เรื้อรังมานานแล้ว มีอาการปวดท้องบ่อยๆ อาหารไม่ย่อยท้องอืดเฟ้อ ร่างกายซูบผอมลงตามลำดับ ท่านเจ้าคุณได้ให้แพทย์ประจำตัวของท่านทำการรักษา ในตอนแรกอาการดีขึ้นบ้าง แต่แล้วก็ทรุดหนักลง

"กระผมขอแนะนำใต้เท้าด้วยความหวังดี" หมอสมัยพูดกับเจ้าคุณวิจิตรฯ ในตอนบ่ายวันหนึ่ง "ใต้เท้าควรจะเปลี่ยนหมอใหม่เถอะครับ หรือม่ายก็เชิญนายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิคนใดคนหนึ่งมาร่วมมือกับกระผม กระผมขอกราบเรียนว่า กระผมหมดภูมิแล้ว"

เจ้าคุณวิจิตรฯ รับทราบ ท่านเห็นใจนายแพทย์สมัยที่พยายามรักษาพยาบาลท่านมาแรมเดือน

"ขอบใจมาก คุณหมอ เท่าที่แนะนำมามาอย่างนี้ ผมจะให้ด๊อกเตอร์ดิเรก หลานชายของผมรักษาผมแทนคุณหมอต่อไป"

หมอสมัยนายแพทย์หนุ่ม เคยเป็นลูกศิษย์ของ ดร. ดิเรกเมื่อครั้งเขาเป็นนิสิตแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ และ ดร. ดิเรก เป็นอาจารย์พิเศษ

"อาจารย์ดิเรกหรือครับ โอ ดีทีเดียวครับใต้เท้า กระผมเรียนใต้เท้าแต่ทีแรกแล้วว่า ใต้เท้าควรเชิญจะอาจารย์มารักษา และให้ผมเป็นผู้ช่วย"

"ผมเกรงใจเขาคุณหมอ ดิเรกเขามีธุระยุ่งมาก ไม่ใคร่จะว่าง ชอบค้นคว้าทดลองตะหวักตะบวยอะไรต่างๆ ตามประสานักวิทยาศาสตร์ที่หมกตัวอยู่ในห้องแล็ปทั้งวัน ผมรู้สึกตัวว่าอาการของผมหนักขึ้นมาก ต้องให้ดิเรกลองรักษาดู"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ใช้ให้เลขานุการของท่านโทรศัพท์ไปที่บ้าน "พัชราภรณ์" แจ้งให้นายแพทย์หนุมทราบว่าอาการป่วยโรคลำไส้เรื้อรังของท่านกำเริบขึ้น จนกระทั่งหมอยอมสารภาพว่าหมดความสามารถ ขอให้ ดร. ดิเรกไปตรวจดูอาการและรับท่านไว้เป็นคนไข้ของเขาต่อไป

เย็นวันนั้นเอง ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นันทาและเจ้าแห้วรวม ๗ คนก็มาถึง บ้าน "การุณวงศ์" โดยบูอิคเก๋งสีฟ้าของ ดร. ดิเรกนายแพทย์หนุ่มคุยจ้อมาตลอดทาง เขารับรองว่าถ้าเขาผ่าตัดลำไส้เจ้าคุณวิจิตรฯ ได้ ท่านเจ้าคุณก็จะหายป่วยทันที แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่า เขาเคยรักษาท่านมหาราชาในประเทศอินเดียองค์หนึ่งมาแล้ว ซึ่งป่วยเป็นโรคเรื้อรังของลำไส้มาตั้ง ๑๐ ปี

เจ้าแห้วขับบูอิคเก๋งแล่นมาหยุดหน้าตึกใหญ่ นันทารีบพรวดพราดเปิดประตูลงจากรถเป็นคนแรก และวิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดไปบนตึกด้วยความเป็นห่วงบิดาของหล่อน หลังจากนั้น ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ลงจากรถตามนันทาขึ้นไปบนตึก คนใช้ชายหญิงแลเห็นพวกบ้าน "พัชราภรณ์" มาที่นี่ก็วิ่งวุ่นเตรียมตัวรับใช้

ภายในห้องส่วนตัวของ เจ้าคุณวิจิตรฯ

เจ้าคุณเฒ่านั่งพิงพนักเตียงในท่าทางอ่อนระโหย เมื่อคณะพรรค ๔ สหายเข้ามาในห้อง เจ้าคุณวิจิตรฯ ก็ลืมตาโพลง ก้มศีรษะรับไหว้ทุกๆ คน กล่าวทักทายเป็นอย่างดี ยื่นมือขวาให้เจ้าคุณให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"สวัสดีครับ ขอบคุณมากที่อุตสาห์มาเยี่ยม"

อาเสี่ยเข้าใจว่า ท่านเจ้าคุณยื่นมือให้เขา ก็ยกมือขวาจับมือเจ้าคุณวิจิตรฯ แบบเช็คแฮนด์

"สวัสดีครับ คุณลุง"

เจ้าคุณวิจิตรฯ รีบกระชากมือออก

"ฉันจะจับมือกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ใช่จับมือกับแก แหม-ทะลึ่งจริง"

"อ้าวผมเห็นยื่นมือมา" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าคุณวิจิตรฯ ต่างสัมผัสมือกัน นันทาทรุดตัวนั่งข้างบิดาของหล่อน

"คุณพ่อมีอาการเป็นอย่างไรบ้างคะ นันกลุ้มใจเป็นห่วงคุณพ่อเหลือเกิน"

นิกรจุ๊ย์ปากกระซิบกับ ดร.ดิเรก

"ตอแหลฉิบหายเลย เล่นไพ่หามรุ่งหามค่ำ ยังมีหน้าบอกว่าเป็นห่วงพ่อ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ดึงลูกสาวคนโตของท่านเข้ามากอด

"นันเอ๋ย น่ากลัวว่าพ่อคงจะตายในไม่ช้านี้ พ่อรู้สึกตัวว่าพ่อไม่สบายมาก หมอสมัยเขาก็หมดความสามารถแล้ว"

ดร. ดิเรก กล่าวทันที

"หมอหัวในหรือหัวนอกครับ คุณลุง"

"หัวใน ก็หมอสมัยเขาเคยเป็นแพทย์ประจำบ้านที่ศิริราชลูกศิษย์ของแกไงล่ะ"

นายแพทย์นิ่งนึก

"ซาสมัย โอ-เยส ไอโน สมัย สุรศักดิ์ ลูกศิษย์ผมถูกแล้ว เขาเป็นหมอหัวใน มีความรู้นิดหน่อยสู้หมอหัวนอกอย่างผมไม่ได้ ผมยินดีที่จะรักษาคุณลุงให้หายป่วยในเร็ววันนี้ และรักษาฟรี"

คณะพรรคต่างนั่งห้อมล้อมคนไข้ เจ้าคุณวิจิตรฯ กล่าวถามนายพัชราภรณ์

"พ่อและแม่แกเขารู้หรือยังว่า ลุงไม่สบายมาก"

พลยิ้มให้ท่าน

"ยังไม่ทราบหร็อกครับ คุณพ่อกับคุณแม่ไปงานแต่งงานที่เมืองนนท์ มีพวกเราเท่านี้แหละที่อยู่บ้านพอได้รับโทรศัพท์ก็รีบพากันมานี่"

เจ้าคุณวิจิตรฯ เงยหน้าขึ้นมองดูลูกชายจอมทะเล้นของท่าน

"อ้อ อ้ายกร มาก็ดีแล้ว ด่าเสียหน่อยเถอะ ทำไมหมู่นี้แกไม่ใคร่ไปที่สำนักงาน ปล่อยให้การงานคั่งค้าง เมื่อแกไม่ทำก็บอก ฉันจะได้หาจ้างคนใหม่"

นิกรหน้างอ

"ยังนี้แหละนา ผมน่ะไม่อยากจะมาหาคุณพ่อเลย เห็นหน้าเป็นต้องด่า สวดซะเรื่อย ที่ผมไม่ได้ไปสำนักงานก็เพราะหยุดพักผ่อนฤดูฝนครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ พยักหน้า

"ดีมาก หน้าร้อนแกก็หยุดพักผ่อน หน้าฝนพักผ่อนอีก และพอถึงหน้าหนาวแกก็คงจะถือโอกาสหยุดพักผ่อนเช่นเดียวกัน"

ดร.ดิเรก มองดูเจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างเตียง มีกระเป๋าเครื่องเวชภัณฑ์วางอยู่ข้างๆ

"เฮ้ หยิบเครื่องมือส่งมาซิ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม มองเข้าไปใต้เตียงแล้วหยิบค้อนกับเลื่อยและสิ่วขึ้นมาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานนี่ครับ"

ดร. ดิเรกทำปากจู๋ ยกเท้าเตะพลั่กเข้าให้

"อ้ายหอก โธ่-เซ่อบัดซบไปเลย เครื่องมือหมอโว้ย ไม่ใช่เครื่องมือช่างไม้ นี่แกคิดว่าฉันมาซ่อมแซมบ้านให้คุณลุงยังงั้นหรือ"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย เก็บค้อนเลื่อยและสิ่วไว้ใต้เตียงตามเดิม เปิดกระเป๋าหมอขึ้น พลางบ่นพึมพัม

"รับประทานไม่บอกด้วยว่าเครื่องมือหมอ" แล้วเจ้าแห้วก็ส่งสายฟังหัวใจให้กับ ดร. ดิเรก อย่างนอบน้อม

คณะพรรค ๔ สหายเงียบกริบ ดร. ดิเรกลุกขึ้นเดินไปที่อ่างล้างหน้า จัดแจงเปิดน้ำล้างมือฟอกสบู่นันทาหาผ้าขนหนูผืนเล็กๆ เอามาส่งให้เขา เมื่อดิเรกทำความสะอาดมือและแขนเรียบร้อยแล้ว ก็ถือสายยางฟังหัวใจเดินมานั่งบนเตียง บอกให้เจ้าคุณวิจิตรฯ ลงนอนหงายตามสบาย เขาเริ่มตรวจอย่างถี่ถ้วนตามวิธีของแพทย์

"เมื่อเช้าส้วมหรือเปล่าครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ พยักหน้า แล้วพูดเปิดอกแบบคนแก่

"ส้วม ออกมา ๒ เม็ดขนาดเม็ดพุทรา แข็งเป๊กเลย"

"ท้องผูก" ดิเรกพูดเบาๆ "แลบลิ้นหน่อยซีครับ อ๊ะ พอแล้วครับ แลบเสียจนเห็นลิ้นไก่ คุณลุงมีอาการปวดท้องบ่อยๆ ใช่ไหมครับ"

"ถูกแล้ว บางทีแทบขาดใจตายไปเลย"

นายแพทย์หนุ่มยกนิ้วมือเคาะหน้าอกและหน้าท้องคนไข้เสี่ยหงวนหัวเราะกิ๊ก

"แหม-ดังปุๆ เหมือนแตงโมโว้ย"

"นั่งเฉยๆ เถอะ ทะลึ่ง"

ในราว ๕ นาที ดร. ดิเรกก็ตรวจเรียบร้อย เขาโยนสายยางไปให้เจ้าแห้วเก็บ แล้วก็พูดกับเจ้าคุณวิจิตรฯ

"ลำไส้ของคุณลุง ตอนไส้ติ่งเคยอักเสบมาแล้วจนกระทั่งหนองแตก เลยทำให้คุณลุงเป็นโรคลำไส้เรื้อรัง ไม่มีอะไรดีไปกว่าทำการผ่าตัดใหญ่ ผมจะตัดลำไส้ตรงที่เป็นแผลทิ้งเสีย แล้วเอาไส้วัวหรือไส้หมูสดๆ ใส่แทน คุณลุงจะยอมให้ผมผ่าตัดไหมครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ นิ่งคิด

"ผ่าตัดน่าท้องน่ะเรอะ แล้วก็เจ็บไหม"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ครับ ผ่าที่หน้าท้อง ใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที หมอหัวนอกอย่างผม ซึ่งเชี่ยวชาญในทางศัลยกรรมขอรับรองด้วยเกียรติยศของหัวนอกว่า คุณลุงจะไม่ได้รับความเจ็บปวดเลย วางยาสลบก็ได้ หรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลังก็ได้ ท่านมหาราชาจันทรกุมาร ป่วยเป็นโรคลำไส้เรื้อรังอย่างคุณลุงนี่แหละครับ พอผมผ่าตัดให้พระองค์ก็หายป่วยในไม่ช้า"

เจ้าคุณวิจิตรฯ มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ว่ายังไงครับ เจ้าคุณ ผมควรให้ดิเรกผ่าตัดดีไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"สมควรทีเดียวครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"หรือถ้าคุณลุงไม่เชื่อความสามารถดิเรก ให้ผมกับอ้ายกรช่วยกันผ่าตัดให้ก็ได้ครับ ไม่เห็นยากเย็นอะไรเลย เอามีดปังตอค่อยๆ กรีดใต้สะดือคุณลุง แหวะออกหยิบเอาไส้ออกมา ตรงไหนมีแผลเอาตะไกรตัดชับๆ เอาเข็มเย็บติดกัน ล้างน้ำปูนนิดหน่อย ยัดเข้าไปในท้องตามเดิม"

เจ้าคุณวิจิตรฯ หัวเราะหึๆ

"อ้ายเปรตนี่พูดอะไรเป็นเล่นเสมอ"

นันทากล่าวกับคุณพ่อของหล่อน

"คุณพ่อตกลงยอมให้คุณหมอผ่าตัดเถอะค่ะ จะได้หายเสียที"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ตกลงใจทันที

"เอา ผ่าก็ผ่า มันทรมานพ่อเหลือเกิน กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว แต่ว่าถ้าผ่าตัดพ่อก็ต้องไปอยู่บ้านพญาไท เพราะดิเรกคงไม่สามารถจะขนเครื่องมือผ่าตัดมาที่นี่"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ที่โน่นสะดวกมากครับ พวกเราก็อยู่กันพร้อมหน้าจะได้ช่วยกันพยาบาลคุณลุง โดยเฉพาะสเปเชียลเนิสของเรามีแล้ว คือประภาเมียผม"

เจ้าแห้วพูดเสริม

"รับประทานกระผมสมัครเป็น บุรุษพยาบาลขอรับกระผมจะได้มีโอกาสฉลองพระเดชพระคุณท่านบ้าง"

นิกรหัวเราะ

"จีบมากไปแล้วอ้ายแห้ว ระวังขนมจีบจะบูด"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานไม่บูดหรอกครับ รับประทานใช้แป้งอย่างดี"

พลพูดกับเจ้าคุณวิจิตรฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณลุงไปป่วยที่บ้านผมเถอะครับ ผมกลับไปนี่จะเตรียมห้องหับไว้ให้เรียบร้อย และจะเรียนให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ ความจริงเจ้าคุณลุงยอมให้ดิเรกมันผ่าตัดแต่ทีแรก คุณลุงก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้"

"อือ จริงของแก ดีแล้ว พรุ่งนี้ ๙.๐๐ น. แกมารับลุงนะพล ลุงรำคาญใจมาก มันปวดท้องนอนไม่ใคร่หลับ บอกแม่แกเถอะว่า ไม่ต้องโกลาหนวุ่นวายจนเกินไปหร็อก ลุงจะไปอยู่สัก ๒ อาทิตย์เท่านั้น ขอบใจนะ ขอบใจทุกๆ คนที่สนใจในอาการป่วยของลุง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เล่าว่า "เมื่อตอนที่ผมเป็นนายพันเอก ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๑๕ ผมเคยผ่าท้องมาแล้ว เจ้าคุณ ผ่าตั้ง ๒ หน"

"อ้าว-ทำไมตั้ง ๒ หนล่ะครับ"

"หมอมันบ้าน่ะซีครับ ผ่าตัดไส้ติ่งเสร็จ เย็บหน้าท้องเรียบร้อย ดันลืมตะไกรไว้ในท้องผม ต้องผ่าเอาตะไกรออกมา"

๔ สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นเจ้าคุณวิจิตรฯ ก็ปรึกษาหารือกับ ดร. ดิเรก ในเรื่องอาการป่วยของท่าน

วันรุ่งขึ้น

ทางบ้าน"พัชราภรณ์"ได้ตระเตรียมการต้อนรับเจ้าคุณวิจิตรฯ ไว้อย่างพร้อมสรรพ คุณหญิงวาดสั่งงานคนใช้ของท่านวุ่นไปหมด คนในบ้าน "พัชราภรณ์" ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อย

ตอนสายวันนี้เอง ดร. ดิเรกพร้อมด้วยคุณหญิงวาดและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ไปรับท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ มาบ้าน "พัชราภรณ์" และในราว ๑๑.๐๐ น. เจ้าคุณวิจิตรฯ ก็ถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัด คือห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ของ ดร. ดิเรกนั่นเองคณะพรรค ๔ สหายทุกๆ คน ได้รับอนุญาตให้เข้าขมการผ่าตัดได้ แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามไม่ให้ส่งเสียงเอะอะหรือยุ่งเกี่ยวในการผ่าตัด

บรรยากาศในห้องผ่าตัดวังเวงอย่างไรชอบกล คณะพรรค ๔ สหาย นั่งจับกลุ่มกันอยู่ทางขวามือของห้องเจ้าคุณวิจิตรฯ นอนทำตาปริบๆ อยู่บนเตียงผ่าตัด ดร. ดิเรกกับประภาเมียรักของเขา สาระวนอยู่กับเครื่องมือซึ่งอยู่บนรถเข็นมีมากมายนับร้อยชิ้น เครื่องมือเหล่านี้จัดทำความสะอาดป้องกันเชื้อโรคเรียบร้อยแล้ว ประภาได้ปฎิบัติหน้าที่เป็นนางพยาบาลประจำตัวนายแพทย์ดิเรกซึ่งหล่อนมีความรู้ความชำนาญเป็นอย่างดี เคยเป็นพยาบาลประจำห้องผ่าตัดที่จุฬาลงกรณ์มาแล้วเมื่อครั้งอดีต

ดร. ดิเรก ได้ฉีดยาเข้าไขสันหลัง ให้เจ้าคุณวิจิตรฯ แล้ว บัดนี้การผ่าตัดรายใหญ่กำลังจะเริ่มกระทำต่อหน้าญาติมิตรของคนไข้ ทุกๆ คน ต่างเชื่อถือความสามารถ ดร. ดิเรก ซึ่งแม้แต่คนไข้เองก็มอบความเป็นความตายของท่านให้กับนายแพทย์หนุ่มผู้นี้

ดร. ดิเรก สวมเสื้อหมอสีขาว ผูกหน้ากากปิดหน้า มองดูคล้ายๆ อ้ายโม่ง ส่วนประภาก็ผูกหน้ากากป้องกันเชื้อโรคเช่นเดียวกัน นายแพทย์หนุ่มจัดแจงล้างมือให้สะอาดเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเขาก็สวมถุงมือยางสำหรับทำการผ่าตัด ใบหน้าดิเรกเคร่งขรึมแสดงความเอางานเอาการในหน้าที่ของเขา

คณะพรรค ๔ สหายถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นดิเรกหยิบมีดหมูขนาดใหญ่บนหลังตู้ยาขึ้นมาถือ

"เฮ้ยๆๆ " นิกรร้องลั่น "แกจะเอามีดหมูเล่มนั้นผ่าท้องคุณพ่อกันหรือหมอ"

ดิเรกอมยิ้ม

"โน กันเตรียมไว้สำหรับฟันกระบานแกกับอ้ายหงวน ถ้าหากว่าเกิดการพูดมากขึ้นในระหว่างทำการผ่าตัด"

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"แกเบาๆ มือบ้างนะหมอ คุณพ่อของกันท่านแก่แล้ว"

นายแพทย์หนุ่มไม่พูดว่ากระไร เดินมาที่เตียงผ่าตัดพยักหน้ากับเมียของเขาให้คอยส่งเครื่องมือให้ แล้วดิเรกก็มองดูท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ ซึ่งนอนหงายอยู่บนเตียงคนไข้ไม่ได้สวมเสื้อชั้นใน นุ่งกางเกงชั้นในตัวเดียวเท่านั้น ดิเรกหยิบช๊อคขึ้นมาขีดเขียนรูปลำไส้กะเพาะอาหารลงบนท้องของเจ้าคุณ เพื่อทราบตำแหน่งที่อยู่อันแน่นอนของอวัยวะสำคัญนี้

คณะพรรค ๔ สหายนิ่งเฉย จ้องตาเขม็งมองดูนายแพทย์หนุ่มจนแทบจะไม่หายใจ เจ้าคุณวิจิตรฯ ใบหน้าซีดเผือด

"หมอ หมอโว้ย" คนไข้พูดแผ่วเบา

"ว่ายังไงครับ"

ลุงชักเสียวเสียสะดือแล้วโว้ย ไม่เจ็บแน่นะ"

ประภาหัวเราะกิ๊ก ตอบแทนสามีของหล่อน

"ไม่เจ็บหรอกค่ะ คุณลุงคะ ขณะนี้เนื้อของคุณลุงชาไปหมดแล้ว แล้วดิเรกก็ไม่ได้ผ่าตรงสะดือหรอกค่ะ ผ่าเหนือสะดือขึ้นมาหน่อยหนึ่ง"

"เออ ค่อยยังชั่วหน่อย จะผ่าก็ผ่าเถอะวะ อย่าเขียนการ์ตูนเล่นเลย จั๊กกะจี้"

ดิเรกหัวเราะก๊าก

"ก่อนผ่าผมต้องหา ตำแหน่งลำไส้ให้ถูกต้องเสียก่อนซีครับ เพราะผมจะต้องทำการผ่าตัดอย่างรวดเร็วที่สุด" พูดจบก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย-เข็มเย็บกระสอบเอามาแล้วหรือยัง"

คนไข้สะดุ้งเฮือก ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"อ๋อย นี่จะเย็บท้องลุงด้วยเข็มเย็บกระสอบเชียวหรือนี่"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คนละเรื่องครับ เข็มเย็บกระสอบผมจะเอามาใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ของผมหลังจากผ่าตัดคุณลุงแล้ว"

หลายต่อหลายคนถอนหายใจพร้อมๆ กัน คุณหญิงวาดกล่าวกับ ดร. ณรงค์ฤทธิ์

"แกอย่าพูดอะไรให้มันเสียวไส้หน่อยเลยน่า"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พยักหน้ากับเมียของเขา เริ่มงานผ่าตัดหน้าท้องเจ้าคุณวิจิตรฯ ประภาใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ทาหน้าท้องเจ้าคุณจนทั่ว พอแอลกอฮอล์แห้งสนิท หล่อนก็ส่งมีดชำแหระหน้าท้องให้สามีของหล่อน คณะพรรค ๔ สหายนั่งกระสับกระส่ายไปตามกัน แม่เสือทั้ง ๔ เบือนหน้าหนีไม่กล้าดู นิกรยกฝ่ามือทั้งสองปิดหน้า พูดขึ้นเบาๆ

"ว้า-เสียวไส้จังโว้ย"

ดร. ดิเรก ใช้มีดกรีดหน้าท้องเจ้าคุณวิจิตรฯ ดังแคว่ก ทันใดนั้นเองเสี่ยหงวนก็เป็นลมหล่นครืนลงมาจากเก้าอี้ พล พัชราภรณ์ กระชากคอกิมหงวนให้ลุกขึ้นนั่งตามเดิม

การผ่าตัดเริ่มแล้วประภาต้องทำงานอย่างหนักที่สุด คือหยิบเครื่องมือให้ ดร. ดิเรก นายแพทย์หนุ่มกระทำอย่างแคล่วคล่องว่องไว นิกรผุดลุกขึ้นแข็งใจเดินเข้ามายืนข้างเตียงผ่าตัด แล้วเขาก็หยุดมืออุดจมูก

"อื้อฮือ เหม็นตุครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยกเท้าเตะถูกปลายคางลูกชายท่านดังพล๊อก

"ออกไปห่างๆ อ้ายเวร อย่าพูดให้ใจเสีย"

นิกรหัวเราะ

"เจ็บไหมครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ สั่นศีรษะ

"ไม่เจ็บ ได้ยินแต่เสียดังครืดๆ "

นิกรสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นดิเรกขยุ้มลำไส้เล็กของเจ้าคุณวิจิตรฯ ออกมาดู แล้วเขาตัดตอนที่เป็นแผลและมีหนองออกทิ้งประมาณ ๑ นิ้วฟุต ต่อจากนั้น ดร. ดิเรกรีบเย็บลำไส้ด้วยความชำนาญยิ่ง

"แหม " นิกรอุทาน "อย่างกะตือฮวนเชียวโว้ยหมอ-อ้ายที่เรียกว่าผ้าขี้ริ้วและดอกจอกอยู่ตรงไหนวะ"

ดิเรกจุ๊ย์ปาก

"โธ่ เดี๋ยวถีบเปรี้ยงเข้าให้เลย ออกไปห่างๆ อ้ายแห้ว เอาตัวอ้ายกรออกไป"

เจ้าแห้วปราดมาคว้าแขนนิกร

"รับประทานไปนั่งดูโต๊ะโน้น" เขาพูดด้วยเสียงเด็ดขาด

นิกรแทนที่จะโกรธกลับหัวเราะ

"นี่แกดุฉันเชียวหรือนี่"

"ครับ รับประทานต้องดุ ในฐานะที่ผมเป็นผู้ช่วยแพทย์ รับประทานผมต้องให้คุณหมอทำงานโดยสะดวก"

นิกรถอยออกไปยืนห่างๆ โดยดี ดร. ดิเรกกับประภาทำงานของเขาต่อไป การตัดต่อลำไส้ใช้เวลาไม่ถึง ๕ นาที แล้วดิเรกก็จัดแจงเย็บบาดแผลที่หน้าท้อง โลหิตสีแดงไหลชุ่มโชก ประภาต้องคอยเช็ดเลือดให้ ขณะนี้คุณหญิงวาดเป็นลมไปอีกคนหนึ่ง ดิเรกทำงานครั้งสุดท้ายคือเย็บหน้าท้องจนเสร็จเรียบร้อย แล้วเขาก็เดินไปที่อ่างน้ำ ถอดถุงมือยางพาดบนราว แก้หน้ากากออก จัดแจงล้างมือให้สะอาดเรียบร้อย

นายแพทย์หนุ่มหันมาพูดกับคณะพรรค ๔ สหาย

"ออไร๋น์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณลุงคงจะหายป่วยเป็นปกติในไม่ช้านี้ ขอให้พวกเราทุกคนจงตบมือให้เกียรติแก่ข้าพเจ้าหน่อย"

เสียงตบมือดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว ดร. ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ ยกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปรอบๆ ห้อง แล้วหยุดยืนที่เตียงคนไข้ ประภากับเจ้าแห้วกำลังช่วยกันเก็บเครื่องมือศัลยกรรม

"เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณลุง" ดร. ดิเรกกล่าวถามคนไข้ของเขา

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยิ้มแห้งๆ

"เฉยๆ ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรหรอก ว่าแต่ว่าแกไม่ได้ลืมอะไรไว้ในท้องลุงนะ ตรวจดูเสียให้ดี"

"โนๆๆๆ ผมเป็นหมอหัวนอก ไม่มีการสะเพร่า"แล้วดิเรกก็สะดุ้งเฮือกมองดูหน้าเจ้าแห้วพลางตบกระเป๋าเสื้อกางเกงของเขา" ฉิบหายแล้วกล้องยาสูบของข้า...."

คนไข้ใจหายวาบ ผงกศีรษะขึ้นร้องอุทานสุดเสียง

"โอ๊ย ลืมไว้ในท้องยังงั้นรึ"

ดิเรกหัวเราะ

"อ้อ อยู่ในกระเป๋านี่เอง"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน ประภาเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สักครู่หนึ่งหล่อนก็พาคนใช้สองคนพร้อมด้วยเปลหามคนไข้เข้ามา ดร. ดิเรกกับประภาและนิกร ก็ช่วย กันหามคนเจ็บ จากเตียง ผ่าตัดลงนอนเปล ครั้นแล้วคนใช้ทั่งสองก็หามเจ้าคุณวิจิตรฯ ออกไปจากห้องผ่าตัด เพื่อนำท่านขึ้นไปพักรักษาตัวในห้องที่จัดไว้

เสียงจ้อกแจ้กจอแจในหมู่คณะพรรค ๔ สหายทันที แต่หลังจากคนไข้ออกจากห้อง ใบหน้าของ ดร. ดิเรกก็เต็มไปด้วยความวิตกเป็นทุกข์ เขาขอร้องให้ ๔ นางขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนคนไข้ ส่วนเขาอีกสักครู่จะขึ้นไปเยี่ยมขอเวลาพักผ่อนสักเล็กน้อย ประภาจึงพานันทาประไพนวลออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนัก เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าท่านผู้ใหญ่ และเพื่อนเกลอทั้ง ๓

"ผมจะบอกความจริงให้ทราบ" ดร. ดิเรกพูดเสียงหนักๆ "คุณอาหญิงครับ อาการของคุณลุงไม่ใช่เล็กน้อย อย่าเพิ่งดีใจและคิดว่าท่านจะปลอดภัย"

ทุกคนลืมตาโพลง จ้องมองดู ดร. ดิเรก

"เป็นยังไง พ่อดิเรก" คุณหญิงวาดถามโดยเร็ว

สีหน้าของนายแพทย์เต็มไปด้วยความวิตกเป็นทุกข์

"ผมไม่อยากจะเรียนให้ทราบเลย เพราะพวกเราทุกคนจะต้องเสียขวัญ เสียกำลังใจ อาการของคุณลุงน่ะ อยู่ในระหว่างอันตรายครับ เท่าที่ผมตัดสินใจทำงานเช่นนี้ในเมื่อลำไส้ของลุงเน่าเฟะหมดแล้ว จะตัดให้มากกว่านี้ก็ไม่ได้ และถ้าไม่ผ่าตัด คุณลุงก็จะต้องตายในสองวันนี้ การผ่าตัดก็ไม่มีหวังเท่าใดนักว่าท่านจะรอดพ้นอันตรายได้ ผมแกล้งทำใจดียิ้มย่องผ่องใสไปยังงั้นเองแหละครับ เพื่อบำรุงขวัญคนไข้"

นิกรหน้าจ๋อย

"ว้า ถึงตายเชียวหรือหมอ"

"ออไร๋น์ พูดกันอย่างแหกอก คุณลุงมีหวังรอดตายเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น มันเป็นความผิดของท่านเองที่ทิ้งไว้ให้โรคกำเริบจนเข้าขั้นอันตราย กันไปหาท่านที่ไรเคยแนะนำให้ท่านผ่าตัดเสีย ท่านก็ไม่ยอม กลัวเจ็บบ้างละ กลัวตายบ้างละ เช่นเดียวกับท่านมหาราชาจินตกวีศรีมหาโภชนาคารรามซิงก์ ที่ต้องสิ้นพระชนม์ด้วยโรคลำไส้"

พลว่า "แกเป็นหมอที่มีความรู้ความชำนาญยากที่จะหาแพทย์คนใดเปรียบได้ แกจะช่วยต่อชีวิตคุณลุงให้ยืนนานต่อไปไม่ได้หรือดิเรก"

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ สั่นศีรษะ

"หมอไม่ใช่เทวดา หมอช่วยได้คนไข้ที่ยังมีอาการเพียงเล็กน้อย ถ้าเป็นมาก หมอก็รักษาอย่างเสี่ยงภัย อย่าลืมว่าความตายไม่มีใครหนีพ้น ทุกคนต้องตายเมื่อถึงพรหมลิขิต"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"แหม อ้ายตัวพรหมลิขิตนี่มันน่าเตะเหลือเกินโว้ย ว้า-ไม่สะบายใจเสียแล้ว"

ดร. ดิเรกยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"แกอาจจะต้องกำพร้าพ่อในไม่ช้านี้ พูดอย่างนี้นะไม่ได้แช่งคุณลุงหรอกนะ โรคของท่านบอกกันให้รู้ดีว่า ชีวิตของท่านน่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววันนี้ เพราะอาหารไม่ย่อยและลำไส้ที่เน่าเปื่อยจะลุกลามยิ่งขึ้น"

คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ

"ฮือ ฮือ ฮือ เห็นหน้ากัน ๒ พี่น้องเท่านั้นจะตายจากไปเสียแล้ว โฮๆๆๆๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกยิ้มแห้งๆ

"คุณหญิงครับ ท่านยังไม่ได้เป็นอะไรอย่าเพิ่งร้องไห้ซีครับ"

คุณหญิงสะอื้น

"ต้องร้องไว้ก่อนค่ะ ประเดี๋ยวท่านเกิดตายขึ้นจริงๆ ดิฉันร้องไห้ไม่ออก"

เจ้าคุณประสิทธิ์มองดูภรรยาท่านอย่างเคืองๆ

"ขึ้นไปดูอาการท่านคุณหญิง แล้วอย่าร้องไห้ร้องห่มให้ท่านเห็นล่ะ เดี๋ยวเจ้าคุณท่านขวัญเสีย"

คุณหญิงสั่งขี้มูกดังฟรึด ลุกขึ้นเดินร้องไห้ออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ภายในห้องเงียบสงัดไปชั่วขณะ แล้วนิกรก็กล่าวถามดร. ดิเรก

"คุณพ่อไม่มีทางที่จะรอดชีวิตยังงั้นหรือ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ออไร๋น์ กันหรือนายแพทย์คนใดก็ช่วยท่านไม่ได้ กันคิดว่า ท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมากก็ภายใน ๑๐ วันนี้"

นิกรเม้มปากแน่น

"ถ้าอย่างนั้นกันจะได้เตรียมไว้ให้พร้อม เอ-เอาศพไปไว้วัดไหนดีหว่า ไปไว้วัดมงกุฎฯ หรือก็กลัวคนไปรบกวนขอหวยเหมือนอาจารย์ทองเปลว เอ-เอาไปไว้วัดไหนดีโว้ย"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"วัดเล่งเน่ยยี่เป็นยังไง"

นิกรหัวเราะ

"วัดนั้นไม่รับเก็บและเผาศพโว้ย บา-ยุ่งใจเสียแล้ว สมมุติว่าคุณพ่อท่านตายจริงๆ กันจะทำอย่างไร ทรัพย์สมบัติของท่านน้อยอยู่หรือ ต้องจัดการให้ท่านทำพินัยกรรมเสียให้เรียบร้อย เฮ้ย อ้ายแห้ว พระวัดไหนวะที่สวดพระอภิธรรมเสียงเพราะๆ เอ็งไปจัดการนิมนต์จองท่านไว้ก่อนได้แล้ว เอาเงินไปวางประจำท่านให้เรียบร้อย ประเดี๋ยวปุบปับคุณพ่อตายพระท่านรับประจำคนอื่นเขาไว้ท่านจะไม่มาสวดให้เรา"

พลยกเท้าถีบนิกรปั๋งเข้าให้ แล้วพูดขึ้นอย่างเดือดดาล

"แกจะบ้าหรือวะ คุณลุงท่านยังไม่เป็นอะไรซักหน่อย เตรียมโครงการทำศพท่านแล้ว"

นายจอมทะเล้นยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ

"แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ มันต้องเตรียมล้อมคอกก่อนวัวหายซีโว้ย ก็ ดิเรกมันยืนยันแล้วว่ายังไงเสียคุณพ่อก็ต้องตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"พอ พอ ไม่ต้องพูดให้ร้ายท่าน ตราบใดที่ท่านยังมีลมหายใจอยู่ เราต้องช่วยเหลือพยาบาลท่านให้ถึงที่สุด ถูกละ ความตายมันเป็นของธรรมดาโลก" แล้วก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ไม่มีหวังเลยเชียวหรือ ดิเรก"

ดิเรกสั่นศีรษะ

"หมดหวังครับ ผมเองก็พยายามจนสุดความสามารถแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดตัดบท

"ขึ้นไปเยี่ยมท่านกันเถอะพวกเรา เอ-กลุ้มใจเสียแล้ว นึกว่าผ่าตัดแล้วท่านจะพ้นภัย"

คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้น เดินตามท่านผู้ใหญ่ออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ทิ้งให้เจ้าแห้วเก็บข้าวของเครื่องใช้อยู่ตามลำพัง

มันเป็นความจริงตามที่ ดร. ดิเรกคาดคะเนไว้

หลังจากการผ่าตัดได้ ๗ วัน พอตัดไหมที่แผลหน้าท้องออก อาการของ เจ้าคุณวิจิตรฯ ก็กำเริบขึ้นอีกท่านปวดท้องร้องครวญครางน่าสงสาร ประภาต้องฉีดยาระงับปวดให้ท่านทุก ๗ ชั่วโมง เจ้าคุณวิจิตรฯ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมลงจนผิดรูป เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โทรเลขเรียกนายเชย พัชราภรณ์มาจากนครสวรรค์ และโทรศัพท์ไปตามเจ้าสัวกิมไซมาอยู่ที่บ้าน "พัชราภรณ์" ๓ วันแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ พรรค ๔ สหายไม่มีใครย่างกรายออกจากบ้านเลย ทุกคนพลัดเปลี่ยนกันเฝ้าพยาบาลท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ อย่างใกล้ชิด

คืนวันที่ลุงเชยมาถึง อาการของเจ้าคุณวิจิตรฯ ก็เข้าขั้นตรีทูต เจ้าแห้วยืนยันว่า เขาได้ยินเศลษม์หางวัวตีขึ้นดังครอกๆ และเจ้าคุณเริ่มต้นพูดเพ้อฟังไม่ได้ศัพท์ซึ่งมันก็เป็นจริงตามที่เจ้าแห้วรายงาน

ท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ พร่ำเพ้อถึงอดีต ในสมัยที่ท่านรับราชการเป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการ ท่านเคยคอรัปชั่น เคยกินสินบาทคาดสินบนมาเท่าไร ท่านก็พูดถึงและเกรงกลัวว่าเป็นบาปกรรม ท่านเคยช่วยให้คนผิดพ้นโทษด้วยการคอรัปชั่น ท่านเคยช่วยพ่อค้าฝิ่นให้นำฝิ่นเดินทางออกจากท้องถิ่นของท่าน เคยช่วยเหลือคนต่างด้าวให้รอดพ้นจากการถูกเนรเทศ การกระทำของท่านช่วยให้ท่านมั่งมีเงินอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคง

คณะพรรค ๔ สหายหลายต่อหลายคนต้อง แอบร้องไห้เพราะเกรงว่าเจ้าคุณวิจิตรฯ จะตัดช่องน้อยหนีไป

ในราว ๒๐.๐๐ น. ภายในห้องของคนไข้เต็มไปด้วยวงศาคณาญาติของเจ้าคุณวิจิตรฯ นั่งห้อมล้อมเฝ้าดูอาการของท่านอย่างใกล้ชิด

คนไข้กำลังร้องครวญครางเพราะปวดท้อง ดร. ดิเรกไม่ยอมฉีดยาระงับการปวดให้อีก เพราะเพิ่งฉีดมาเมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เอง เจ้าคุณวิจิตรฯ รู้ตัวดีว่าท่านจะต้องตาย จึงใช้ให้พล พัชราภรณ์ ไปตามทนายความประจำตัวท่านมาพบ เพื่อทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติของท่านให้ลูกหลาน หลวงทนายกิจโกศล กำลังรับประทานอาหารค่ำ บอกให้พลกลับมาก่อน และรับรองว่า เขาจะรีบมาพบเจ้าคุณวิจิตรฯ ที่บ้าน "พัชราภรณ์" โดยด่วนอย่างช้าไม่เกิน ๒๐.๓๐ น.

"โอ๊ยๆๆๆๆๆ " เจ้าคุณวิจิตรฯ ครางเสียงสูงไปหาเสียงต่ำ นอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง

เจ้าสัวกิมไซพูดกับลุงเชยเบาๆ

"ยังงี้มังต้องรักษาหมอจีน ต้องเชิญซินแสอีมากวดลู อั้วว่าไม่ใช่ลำไส้เลี้ยว ต้องเกี่ยวกับกิเพาะอาหาง เจ้าคุงอีชองกิงของสกของคาว วันนั้นไปเที่ยวล่วยกัง อีกิงหอยนางรมหลิบๆ หลายตัวเลย"

ลุงเชยทำท่าจะหัวเราะ แต่แล้วก็ไม่ยอมหัวเราะ

"ฉันว่า น่ากลัวเจ้าคุณท่านจะถูกคุณแน่ๆ ข้างบ้านฉันกำนันชุ่มก็เป็นอย่างนี้ คนดีเขาปล่อยคุณมาโดนหลังคาบ้าน ท่านกำนันร้องทักเลยเข้าท้องเลย ๒ วันเท่านั้นตายห่าแล้ว ตอนเผาผ่าท้องออกมาดูแม่เจ้าโว้ยครกตำน้ำพริกทั้งครกเข้าไปอยู่ในท้อง"

เจ้าสัวกิมไซทำหน้าชอบกล

"ฮิ ฮิ เข้าไปล่ายยังไงวะ พี่เชย ขาก"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก

"ขากอีกแล้ว ห้องเขาปูพรมไว้สวยๆ ขากเศลษม์ได้เรอะ ฮื้อ อาแป๊ะนี่ห้ามไม่รู้จักเชื่อ ประเดี๋ยวซ้อมซะเลย"

เจ้าสัวลืมตาโพลง

"หน๊อย ซ้อม เก๋าเจ๊ง ซ้อมคงแก่ล่ายเรอะ อวกลีใหญ่ซะแล้วนี้ จองหองไม่มีวังสิ้นสุกซะเลย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ดัดจริตพูดยังกะเสี่ยล้อต๊อกเชียวนะ หมู่นี้อาแป๊ะพูดคำคมเสมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปากห้าม

"เบาๆ หน่อย เจ้าคุณท่านไม่สบาย พูดกันเบาๆ น่า"

คนเจ็บลืมตาขึ้นมองดูโลกร้องเรียกนันทากับนิกรเข้ามาหาท่าน ๒ พี่น้องร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยเฉพาะนิกรขี้มูกไหลออกมาเป็นงวงช้าง สะอื้นเสียงเหมือนลูกหมาน่าหนาว

"นันเอ๊ย ชีวิตพ่อเห็นจะไม่รอดแล้ว มฤตยูย่อมไม่เว้นชีวิตใครเมื่อถึงคราว"

นิกรยิ้มทั้งน้ำตา

"พูดตามธรรมดาเถอะครับคุณพ่อ อย่าสวิงเลยครับเหนื่อยเปล่าๆ คุณพ่อยังไม่ตายหร็อกครับเชื่อผมเถอะ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยิ้มเศร้าๆ

"แกรู้ได้ยังไงว่าพ่อไม่ตาย"

"ก็คุณพ่อยังหายใจอยู่ ยังพูดออกจ้ออย่างนี้ ตีตนไปก่อนไข้ทำไมครับ เอาไว้ให้สิ้นใจเสียก่อนค่อยบอกผมกับพี่นันว่าคุณพ่อตายแล้ว อันที่จริงพระท่านพูดถูกแล้วสังขารย่อมไม่เที่ยงแท้ สิ่งไหนมีเกิดย่อมมีการแตกดับ แม้แต่สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังไม่พ้นปรินิพพาน"

คนไข้น้ำตาคลอเพราะความรักตัวกลัวตาย

"นันทาลูกรักของพ่อ สิ้นบุญพ่อแล้วช่วยดูอ้ายกรบ้างนะลูก มันคงถลุงเงินพ่ออย่างยับเยิน โอย โธ่-มันปวดอะไรอย่างนี้"

เสียงเพลงจากเครื่องรับวิทยุข้างหน้าต่างดังขึ้นเบาๆ ในทำนองเพลงสากลจังหวะว๊อลซ์ ทุกคนหันขวับมามองดู ผู้เปิดวิทยุคือเสี่ยหงวนนั่นเอง นวลละออแลเห็นเข้าก็เอ็ดตะโรลั่น

"เปิดวิทยุทำไมหา จะบ้าหรือเฮีย แล้วกัน"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ก็ตอนนี้เป็นตอนโศกก็ควรเปิดแบ๊คกราวน์นิดหน่อย"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ชำเลืองมองดูเสี่ยหงวน

"ไม่ต้องโว้ย ข้าไม่ได้เล่นละคร ข้ากำลังจะตายจริงๆ "

กิมหงวนกลืนน้ำลายดังเอื้อก

"ไม่รู้หรือครับผมเห็นคุณลุงแอ๊คชั่นได้ดี ผมก็ช่วยเปิดแบ๊คกราวน์นิดหน่อย เพื่อให้บรรยากาศ ในห้องวังเวงขึ้นอีก"

นายเชยพูดเสริมขึ้น

"อ้ายหมากิมหงวนนี่มันทะลึ่งฉิบหายเลย เมื่อไหร่อหิวาต์จะเอาไปกินเสียทีนิ ยังงี้ไปอยู่นครสวรรค์ถูกยิงตายห่าแน่ คนกำลังจะตายโหงอยู่แล้วมันยังเปิดอ้ายพันนั้น"

เจ้าสัวกิมไซหัวร่อคิก

"เขาเรียกวิทยุ พี่เชย"

"เออ นั่นแหละ ที่บ้านนายอำเภอก็มี ใช้ถ่านไฟฉายตั้งหีบเบ้อเริ่มถึงจะเปิดดัง"

ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วก็กระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ทรุดตัวนั่งคุกเข่าส่งนามบัตรให้คุณหญิงวาด

"รับประทานเจ้าของนามบัตรนี้บอกว่า เจ้าคุณท่านสั่งให้มาหาขอรับ"

คุณหญิงวาดพลิกนามบัตรดู

"อ้อ ทนายความของคุณพี่มาแล้ว ลงไปเชิญคุณหลวงขึ้นมาบนนี้ซี"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องคนไข้สักครู่หนึ่ง เจ้าแห้วก็พาสุภาพบุรุษผู้สูงอายุคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เขาคือหลวงทนายกิจฯ ทนายความประจำตัวเจ้าคุณวิจิตรฯ นั่นเอง คุณหลวงแต่งกายแบบสากลชุดสีขาว มือถือกระเป๋าเอกสาร

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด นิกร, นันทา รู้จักคุณหลวงดี ต่างฝ่ายจึงยกมือไหว้กันอย่างนอบน้อม แล้วคุณหญิงวาดก็แนะนำทนายความให้รู้จักกับ ผู้ที่คุณหลวงยังไม่รู้จัก หลวงทนายกิจฯ ไหว้คนโน้นคนนี้วุ่นไปหมด แล้วเดินมานั่งเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ยกมือไหว้เจ้าคุณวิจิตรฯ อย่างเคารพนบนอบ

"ผมขอประทานโทษที่มาช้าไปหน่อย"

คนไข้พยักหน้ากับทนายเก่าแก่ของท่าน

"เชิญนั่งคุณพระ"

หลวงทนายกิจฯ สะดุ้งโหยงแล้วยิ้มแห้งๆ

"ผมเป็นแค่คุณหลวงเท่านั้น ใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"อ้อ-ขอโทษ ผมเผลอไป ผมกำลังนึกถึงพระกาฬ เลยเรียกคุณหลวงเป็นคุณพระ โอย-ชีวิตผมเห็นจะไม่รอดพ้นคืนวันนี้แล้ว ลูกสาว....ลูกชายของผมอยู่ไหน แล้วก็เจ้าพลหลานชายของผมด้วย"

เจ้าสัวกิมไซร้องไห้โฮ ผลุดลุกขึ้นยืน

"โฮ้ย-ทงลูต่อไปไม่ไหวโว้ย สงสางตายห่า" พูดจบเจ้าสัวก็ยกหลังมือเช็ดน้ำตา เดินร้องไห้ออกไปจากห้อง

ลุงเชยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ แต่พอเห็นนิกรนั่งสับปะหงกอยู่ข้างๆ ชายชราก็ยกฝ่ามือผลักหน้านิกรเต็มแรง

"เฮ้ย-พ่อกำลังจะสิ้นใจอยู่แล้ว ดันนั่งหลับอยู่ได้อ้ายห้าร้อย ประเดี๋ยวก็อดแดกทรัพย์สมบัติเท่านั้นเอง"

นิกรมองซ้ายมองขวา นัยน์ตาปรือเพราะความง่วง

"ว้า กลับบ้านดีกว่า ดึกแล้ว ป่านนี้เมียบ่นแย่"

เขาพูดอย่างงัวเงีย

ลุงเชยอ้าปากหวอ

"ไปไหนวะ อ้ายหมา"

นิกรสะดุ้ง นึกขึ้นได้ว่า คุณพ่อของเขาที่นอนอยู่บนเตียงกำลังเจ็บหนัก จึงลุกขึ้นเดินเข้ามา ทรุดตัวนั่งพับเพียบหน้าเตียงข้าง พล พัชราภรณ์กับนันทา ภายในห้องคนไข้เงียบกริบ เจ้าสัวกิมไซย่องเข้ามาอีก แล้วนั่งยองๆ บนพื้นทั้งสองมองดูเจ้าคุณวิจิตรด้วยความเป็นห่วง

"คุณหลวง" คนไข้พูดแผ่วๆ "เตรียมตัวเขียนพินัยกรรมตามคำสั่งผม โอ้ย-เจ้าประคุณเอ๋ย อย่าเพิ่งสิ้นใจเลย ขอให้ทำพินัยกรรมเสียก่อนเถิด"

นิกรน้ำตาคลอหน่วย เอื้อมมือเขี่ยแขนบิดาของเขา

"คุณพ่อครับ เขียนแบบรวบรัดตัวความดีกว่าครับ โธ่-คุณพ่อ รอให้ผมตอบแทนพระคุณก่อนค่อยตายก็ไม่ได้"

คนเจ็บค้อนลูกชายของท่าน

"รออีก ๑,๐๐๐ ปี แกก็ไม่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณของฉัน นอกจากคอยล้างผลาญฉัน"แล้วท่านก็พูดกับทนายของท่าน "เอากระดาษมาหรือเปล่า"

ทนายยิ้มเศร้า

"มีครับ กระผมเตรียมมาเรียบร้อยแล้ว"

คนไข้ขมวดคิ้วหน้านิ่วแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส อาการของท่านกำเริบขึ้นทุกที เจ้าแห้วนั่งร้องไห้ มือถือพัดขนนกอันใหญ่คอยพัดให้ท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ เมื่อท่านเจ้าคุณเห็นว่าทนายความของท่านหยิบสมุดโน๊ตขนาดใหญ่ออกมาวางบนตัก ท่านก็พูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณครับช่วยลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมหน่อยนะ พ่อเชยกับเจ้าสัวด้วย"

นายเชยเม้มปากแน่น

"ผมใช้กดหัวแม่มือแทนลายเซ็นได้ไหมครับ"

เจ้าสัวพูดเสริมขึ้น

"ผงเซ็งหนังสือไทยม่ายล่ายครับ เจ้าคุง เซ็งล่ายภาษาจีน"

หลวงทนายกิจฯ ยิ้มให้เจ้าสัว

"เซ็นภาษาอะไรก็ได้ครับ ใช้พิมพ์หัวแม่มือก็ได้เหมือนกัน"

ท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ ร้องครางเบาๆ มองดูหลวงทนายกิจฯ

"คุณหลวง คอยจดตามคำบอกผม"

ลุงเชยพูดโพล่งขึ้น

"ตายห่า อายุจนป่านนี้แล้ว เพิ่งเรียนเขียนคำบอกหรือนี่"

คุณหญิงวาดดุ พี่ผัวของท่าน

"ฟังนิ่งๆ เถอะน่าพี่เชย แก่พูดไปได้"

ท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ บอกให้ทนายความของท่านเขียนพินัยกรรมตามคำสั่ง พอหลวงทนายกิจเริ่มเขียนพินัยกรรม คณะพรรค ๔ สหายก็ลุกเดินเข้ามายืนห้อมล้อมเตียงคนไข้ด้วยความอยากจะรู้ว่า ใครได้อะไรบ้าง เจ้าคุณวิจิตรฯ พยายามพูดให้ชัดถ้อยชัดคำ

"พินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้า พระยาวิจิตรบรรณาการ (แก่น การุณวงศ์) ได้กระทำขึ้นต่อหน้าบุตรหลาน และทนายความของข้าพเจ้า ซึ่งมีพระยาปัจจนึกพินาศ นายเชย พัชราภรณ์ เจ้าสัวกิมไซ แซ่เก๊า"

เจ้าสัวทำคอย่น

"อาเจ้าคุง แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่ใช่แซ่เก๊าน่อ เก๊าแปลว่าหมา ผมแซ่โค้วคับกิมไซ แซ่โค้ว"

เจ้าคุณวิจิตรฯ บอกให้ทนายจดต่อไป

"เจ้าสัวกิมไซ แซ่โค้ว เป็นพยานข้าพเจ้า อันแสดงว่าขณะที่ทำพินัยกรรมนี้ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะโดยสมบูรณ์ ข้าพเจ้าขอแบ่งทรัพย์มรดกเท่าที่ข้าพเจ้ามีอยู่ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ทั้งหมดให้แก่บุคคลต่อไปนี้คือ ๑. นายนิกร การุณวงศ์ ลูกชายของข้าพเจ้า"

"ไชโย! " นิกรร้องลั่น "หวานละโว้ย เป็นเศรษฐีกันคราวนี้เอง"

นันทาเอื้อมมือหยิกขาน้องชายเต็มแรง

"นี่แน่ะ นี่แน่ะ ห่ามอะไรยังงี้ก็ไม่รู้ เสือกแหกปากออกมาได้"

"อุ๊ยๆๆๆ ฮื้อ-เนื้อแทบขาด ชักโมโหแล้วนะจะบอกให้"

"โมโหเถอะทำไมฉัน เดี๋ยวแม่ตบ"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"หน็อยตบ เอา-กล้าดีลองตบหน่อยเถอะน่า"

คนเจ็บเค้นหัวเราะ

"ลูกเอ๋ย ให้พ่อสิ้นใจเสียก่อนเถอะลูกค่อยกัดกัน กูเห็นจะนอนตายตาไม่หลับแน่"

นิกรยิ้มทั้งน้ำตา

"หลับครับ เอาผ้าชุบน้ำอุ่นค่อยๆ ลูบนัยน์ตาหลับเอง เมื่อคุณยายตายผมเคยใช้วิธีนี้มาแล้วครับ ได้ผลดีมาก เขียนพินัยกรรมต่อไปเถอะครับ ประเดี๋ยวคุณพ่อจะม่องเท่งเสียก่อน ผมต้องได้มากกว่าพี่นันนะครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ จุ๊ย์ปาก

"อย่างกนักเลยวะ แกเป็นลูกฉันยังไงแกก็ต้องได้ โอย พระอรหัง"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ้าว อ้าว คุณพ่อ! อย่าล้อเล่นอย่างนี้ซีครับ อ๋อย บอกคุณหลวงต่อไปเถอะครับ แข็งใจหน่อยผมคิดว่าอดใจไว้พรุ่งนี้เช้าดีกว่าครับ ตอนกลางคืนยุ่งมาก ร้านขายโลงมันก็ปิดหมดแล้ว"

"โธ่...." เจ้าคุณวิจิตรฯ คราง "พูดยังโง้นพูดยังงี้ ประเดี๋ยวพ่อไม่ตายเลย"

นิกรยกมือไหว้ประหลกๆ

"ครับๆๆ ทีนี้ผมไม่พูดอะไรอีกแล้ว"

ท่านเจ้าคุณบอกคำบอกต่อไป

"๑. นายนิกร การุณวงศ์ ลูกชายคนเล็กของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้เงินสดในธนาคาร ๖ ล้านบาท"

นิกรยิ้มแป้น จุ๊ย์ปากลั่น

"ยังงี้ซีครับ เด็ดขาดเลย ผมซื้อปอนเตี้ยกแบบใหม่แน่ ว้าสนุกตายห่าเรา มีเงินตั้ง ๖ ล้าน เรื่องมันต้องฉีกแบงก์แข่งกับอ้ายหงวน"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ยังได้อ้ายกร นั่งฉีกแบงก์กัน ๕ วัน ๕ คืนเป็นยังไง อย่ามาสู้เลยโว้ย เงินสดที่กันใส่ปี๊บไว้ใต้เตียงกัน มีตั้งหลายล้าน แล้วที่ธนาคารอีก ๔ ธนาคารร่วม ๒๐๐ ล้าน แกจะสู้เรอะ อะฮ้า"

นวลลออยกกำปั้นทุบหลังกิมหงวนดังพลั่ก

"หยุดโม้เสียที่เถอะ หมั่นไส้นัก พ่อมหาเศรษฐี"

เจ้าคุณวิจิตรฯ กำลังเจ็บหนักมีอารมณ์หงุดหงิดก็เอ็ดตะโรขึ้น

"โว้ย หยุดพูดเสียที่โว้ย คนโน้นพูดนิด คนนั้นพูดหน่อย อ้ายเราเลยลืมหมด โธ่-เงียบๆ หน่อยเถอะน่า"

คราวนี้เงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรอีก ท่านเจ้าคุณบอกให้ทนายของท่านจดต่อไป

"๒. นางประไพ การุณวงศ์ ลูกสะไภ้ของข้าพเจ้าซึ่งเป็นภรรยาของนายนิกร ให้เงินสดในธนาคาร ๒ ล้านบาท"

ประไพใจเต้นระทึกตาโตน่ารัก

"อุ๊ยตาย! " หล่อนอุทานออกมาดังๆ "ฟลุ๊กอะไรเช่นนี้ โอย-ได้ตั้ง ๒ ล้าน เหม็นเขียวแย่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันควับมาทางประไพทันที แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พูดเสียงหนักๆ

"ฮึ่ม-ประเดี๋ยวพ่อตบให้ฟันโยกเลย"

ประไพเอียงคอยิ้ม

"ฟันโยก หนูก็เลี้ยงแมวตัวผู้ไม่ได้ซีคะ คุณพ่อ"

"ตามใจแก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดห้วนๆ

แล้วทุกคนก็นิ่งฟังเจ้าคุณวิจิตรฯ บอกคำบอกทนายความท่านต่อไป

"๓. นางนันทา พัชราภรณ์ ลูกสาวคนโตของข้าพเจ้าให้เงินสดในธนาคาร ๔ ล้านบาท"

นิกรยักคิ้วให้พี่สาว

"น้อยกว่าฉัน ๒ ล้าน ฮิ-ฮิ สมน้ำหน้า"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยกเท้าเตะนิกร ถากปลายคางไปอย่างหวุดหวิด แล้วท่านก็บอกทนายความให้เขียนต่อ

"๔. นายพล พัชราภรณ์ หลานชายข้าพเจ้า ให้เงินสดในธนาคาร ๓ ล้านบาท"

คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ

"แล้วดิฉันล่ะคะ คุณพี่ ดิฉันเป็นน้องสาวของคุณพี่แท้ๆ คุณพี่จะใจไม้ไส้ระกำไม่ให้อะไรบ้างหรือคะ โธ่-ใจหนอใจ"

"ประเดี๋ยวโว้ย" เจ้าคุณวิจิตรฯ ตะโกนลั่น "แหม-ยายปากกระโถนนี่งกเหลือเกิน"

คุณหญิงวาดสะอื้น

"ไม่ใช่งกหร็อกค่ะ แต่มันอยากได้" แล้วคุณหญิงวาดก็หันมาพยักหน้ากับหลวงทนายกิจฯ "จดต่อไปคุณหลวงดิฉันจะบอกให้"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยกมือเกาศีรษะ

"อือ คุณหญิงวาดนี่เห็นจะบ้าแน่ มันต้องฉันบอกให้เขาจด ไม่ใช่แกบอก ประเดี๋ยวไม่ให้เลยโว้ย ชักฉิวแล้ว เอ้า-จดได้คุณหลวง ๕. คุณหญิงประสิทธิ์ นิติศาสตร์ น้องสาวข้าพเจ้า ให้เงินสดในธนาคาร "

คุณหญิงวาดพูดต่อ

"๕๐ ล้านบาท ล่ำซำกันคราวนี้แหละวะเรา ๕๐ ล้านนะคะคุณพี่"

เจ้าคุณวิจิตรฯ โมโหจนลืมปวดท้อง

"มันมีถึงเมื่อไรเล่า ฉันไม่ใช้เจ้าหงวนนะแม่วาด" แล้วก็บอกทนาย "ให้เงินสดในธนาคาร ๓ ล้านบาท"

คุณหญิงวาดหน้าจ๋อย

"โถ-อีกสักสามล้านไม่ได้หรือคะ ให้ ๓ ล้าน ก็มากกว่าหลานสะใภ้ล้านเดียวเท่านั้น" ท่านหมายความถึงประไพ

คนไข้ไม่ยอมฟังเสียงน้องสาวของท่าน บอกให้ทนายจดต่อไป

"๕. ตึกแถว ๒ ขั้น ๒๐ ห้องพร้อมที่ดินในสำเพ็ง ข้าพเจ้าของยกให้นายนิกร การุณวงศ์ ๖. ตึกแถวถนนเยาวราช ๑๕ ห้องพร้อมทั้งที่ดิน ข้าพเจ้ายกให้นางนันทา พัชราภรณ์ ๗. "บ้านการุณวงศ์" ถนนเพชรบุรีพร้อมทั้งที่ดิน ข้าพเจ้ายกให้ พระยาประสิทธิ์ นิติศาสตร์ น้องเขยของข้าพเจ้า"

"นั่นแน่" เจ้าคุณประสิทธิ์เผลอตัวร้องขึ้นดังๆ "นึกว่าไม่มีหวังเจอหางเลขเข้าให้แล้ว ฟลุกสบั้นเลยโว้ย"

เจ้าคุณวิจิตรฯ บอกพินัยกรรมต่อไป

"๘. บรรดาสังหาริมทรัพย์ เครื่องตกแต่งบ้าน ตลอดกระทั่งรถยนต์ ๓ คันและข้าวของในบ้าน "การุณ-วงศ์" ทั้งหมด ข้าพเจ้าขอยกให้นายกิมหงวน ไทยแท้"

อาเสียผลุดลุกขึ้นยืน

"คุณลุงครับ โอย-ขนลุกซุ่ไปหมดแล้วครับ ขอให้คุณลุงที่รักของผมไปสู่ที่ชอบๆ เถอะครับ ดีอะไรอย่างนี้"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ทำตาเขียว

"ยังไม่สิ้นใจเลย แกแช่งฉันแล้ว เออแน่ะ รู้สึกว่าทุกๆ คนอยากให้ฉันตายเสียจริงๆ คุณหลวงครับรีบจดหน่อย ผมเหนื่อยเหลือเกิน โอ๊ย-ปวดท้องอีกแล้ว"

หลวงทนายกิจฯ มองดูท่านอย่างสงสาร

"ใต้เท้าบอกมาเถอะครับ"

"๙. ตึกแถว ๒ ชั้น ๕ ห้องพร้อมที่ดินถนนพระสุเมรุ ข้าพเจ้ายกให้นวลลออไทแท้"

น้ำตาของนวลลออไหลพราก

"คุณลุงขา หนูจะไม่ลืมพระเดชพระคุณของคุณลุงเลย" หล่อนพูดเสียงเครือ

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยิ้มให้นวลลออ แล้วพยักหน้ากับทนาย

"๑๐. ที่ดิน ๕ ไร่ ถนนประชาธิปัตย์ สามเสนใน ซอยกาติ๊ป ข้าพเจ้ายกให้ นายแพทย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์"

ดร. ดิเรก ยิ้มแป้น

"เว้ส-เวล-เหว่ส ฝรั่งขายเลย ที่ดินกำลังมีราคา ๕ ไร่คงไม่ต่ำกว่า สามแสน แท็งคิว เวอรีมัช"

"๑๑. เครื่องเพชรของข้าพเจ้า ในตู้นิรภัยที่บ้าน "การุณวงศ์" พร้อมด้วยเงินสดประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท ข้าพเจ้ายกให้นางประภา ณรงค์ฤทธิ์"

ประภาเลื่อนตัวลงจากเก้าอี้ คลานเข้ามาทางเตียงคนไข้แล้วก้มลงกราบแทบเท้าเจ้าคุณวิจิตรฯ

"หนูกราบขอบพระคุณคุณลุงค่ะ คุณลุงกรุณาหนูมากมายนัก"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยกมือตบศรีษะประภา แล้วบอกให้ทนายความของท่านเขียนพินัยกรรมต่อไป

"๑๒. บ้านเช่า ๑๐ หลังพร้อมที่ดินและสวน ๒ ขนัด ที่ตลาดพลู " แล้วคนเจ็บก็มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มหวานจ๋อย ยกมือขึ้นชี้หน้าอกตัวเอง

"ผมหรือครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ พยักหน้า

"ถูกแล้ว ผมให้คุณในฐานที่เราเป็นเพื่อนรักกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีใจจนแทบเป็นลม

"โอ-สวรรค์โปรดผมแล้ว"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ฝืนหัวเราะ

"ไม่ใช่สวรรค์ ผมให้เอง ให้เจ้าคุณก็เหมือนให้ลูกชายผม อีกไม่กี่ปีเจ้าคุณก็ตาย ทรัพย์สมบัติของเจ้าคุณก็ตกเป็นของอ้ายกรอย่างน้อยหนึ่งในห้า เอ้า-ทนายจดต่อไปได้ ๑๓. โรงยาฝิ่นยี่ห้อ "ไทยขอสูบ" สะพานเทเวศร์ พร้อมที่ดิน ๑ ไร่เศษ ข้าพเจ้ายกให้ นายกิมไซ แซ่โค้ว"

เจ้าสัวกิมไซกระโดดตัว

"ฮ้อ-อาเจ้าคุงลีมาก แฮะ แฮะ ทีนี้อั๊วสูบฝิ่นให้ตัวเหลืองเป็งปาดุกย่างไปเลย ไม่ต้องไปสูบที่โรงอึ่ง ไชโย สบายใจจริงโว้ย"

"๑๔. อู่เรือตำบลวัดสามพระยา พร้อมที่ดิน มีเรือกลไฟเดินลำแม่น้ำ ๓ ลำ เรือยนต์ปิ๊กนิก ๑ ลำ ข้าพเจ้ายกให้นายเชย พัชราภรณ์"

ลุงเชยนัยน์ตาเหลือก นั่งตัวตรงเหมือนรูปปั้น

"เจ้าคุณ เจ้าคุณครับ หูผมไม่ได้แว่วไปดอกหรือนี่ โอยเป็นลมดีกว่า" พูดจบลุงเชยก็นั่งคอพับคออ่อนอยู่กับเก้าอี้

คณะพรรค์ ๔ สหายต่างหัวเราะลั่น เจ้าคุณวิจิตรฯ กล่าวกับทนายของท่านต่อไปอีก

"๑๕. เด็กชายนพ การุณวงศ์ เด็กชายพนัศ พัชราภรณ์ หลายชายของข้าพเจ้า ให้เงินสดในธนาคารคนละ ๓ แสนบาท ๑๖. เด็กชายดำรงค์ ณรงค์ ลูกชายนายแพทย์ดิเรก และเด็กชายสมนึก ไทยแท้ลูกชายนายกิมหงวน ให้เงินสดในธนาคารคนละแสนบาท ๑๗. หลวงทนายกิจ ทนายความผู้จงรักภักดีต่อข้าพเจ้า ให้เงินสดในธนาคารแสนบาท"

หลวงทนายกิจฯ หน้าแดงก่ำ

"ให้กระผม ๓ แสนหรือครับ"

"แสนเดียว" เจ้าคุณวิจิตรฯ ตวาดแว๊ด "ก่อนจะให้ผมต้องคิดถึงเงินในธนาคารเสียก่อน ผมมีเงินอยู่เพียงเท่านี้ หมดพอดี"

"แฮ่ะ แฮ่ เป็นพระคุณแล้วขอรับ"

คนไข้บอกให้ทนายความจดต่อไป

"๑๘. นายแห้ว โหระพากุล "

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง ยกแขนขวาตัวเองขึ้นกัด พอรู้สึกเจ็บก็ดีใจที่เป็นความจริง ไม่ใช่ความฝัน เจ้าแห้วดีใจจนเนื้อเต้น นั่งกระสับกระส่ายหายใจไม่ทั่วท้อง ฟังท่านเจ้าคุณพูดกับทนายของท่าน

"๑๘. นายแห้ว โหระพากุล ให้เงินสดหมื่นบาทซึ่งเงินจำนวนนี้เบิกจากนายนิกร การุณวงศ์"

"อ้าว ทำไมมันมาเบิกที่ผมล่ะครับ"

คนไข้ยิ้มเล็กน้อย

"เงินของพ่อในธนาคารหมดแล้ว ให้มันเถอะลูก ไหนๆ มันก็เป็นคนใช้เก่าแก่ของเรา"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานขอให้ท่านไปอยู่สวรรค์ชั้นฟ้าเถอะคร๊าบ กระผมเห็นจะตั้งตัวได้ในคราวนี้ โอย.รับประทานดีใจจนพูดอะไรไม่ถูกแล้ว"

เจ้าคุณวิจิตรฯ พูดกับหลวงทนายกิจฯ ต่อไป

"๑๙. ให้หลวงทนายกิจโกศล เป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกของข้าพเจ้า และให้แบ่งมรดกตามพินัยกรรม์นี้ให้แต่งตั้งผู้รับภายใน ๕ วันหลังจากข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ผู้รับมรดกจะเรียกร้องสิ่งใดเกินกว่าที่ระบุ ไว้ในพินัยกรรม์ไม่ได้เป็นอันขาด

๒๐. ข้าพเจ้าเห็นชอบตามพินัยกรรมนี้ทุกประการ จึงลงนามไว้เป็นสำคัญต่อหน้าทนายความและพยาน"

หลวงทนายกิจฯ เขียนเสร็จเรียบร้อยก็อ่านทวนให้เจ้าคุณวิจิตรฯ และคณะพรรค ๔ สหายฟังตั้งแต่ต้นจนจบ นิกรรีบลุกขึ้นประคองท่านเจ้าคุณให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียง

"แข็งใจเซ็นเสียหน่อยครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ร้องไห้เพราะรักตัวกลัวตาย ท่านรับพินัยกรรม์และปากกามาจากทนาย ของท่าน เซ็นราชทินนามของท่านลงไป เสร็จแล้วก็ส่งให้หลวงทนายกิจฯ

ผู้ที่เป็นพยานต่างลงนามในสัญญานี้เรียบร้อย เจ้าคุณวิจิตรฯ มีอาการกำเริบขึ้นอีก ปวดท้องร้องครวญคราง นิกรประคองท่านให้ลงนอนตามเดิม แล้วเดินเข้ามานั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา

ดร. ดิเรกหันมาพูดกับประภา

"ดาลิ่ง ฉีดมอร์ฟีน ให้คุณลุงอีกหนึ่งเข็ม ท่านจะได้นอนหลับ"

ประภารับคำ ลุกขึ้นเดินมาที่เตียงคนไข้ ใน ๕ นาทีนั้นเอง หลังจากประภาฉีดยาระงับปวดให้ท่าน เจ้าคุณวิจิตรฯ ก็ม่อยหลับไป

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

บ้าน "พัชราภรณ์" เงียบเหงาผิดปกติ ภายในห้องคนไข้ เจ้าคุณวิจิตรฯ กำลังนอนอ้าปากปะหงับรอคอยวาระสุดท้ายแห่งชีวิตซึ่งใกล้เข้ามาทุกที

ไม่มีใครที่จะพ้นความตายไปได้ จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่มหาเศรษฐี หรือกระยาจกเข็ญใจก็ต้องตายทั้งนั้น ทุกคนมาตัวเปล่า และกลับไปอย่างมือเปล่า สะสมทรัพย์สมบัติเงินทองกอบโกยคอรัปชั่นเอาไว้สักเท่าใดก็เอาไปไม่ได้

ดร. ดิเรกกับประภานั่งตาปรือ มองดูท่านเจ้าคุณด้วยความสงสาร ส่วนเจ้าแห้วนอนหลับอยู่บนพรมปูพื้น ทั่ง ๓ เฝ้าคนไข้มาตลอดคืน

นายแพทย์หนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาเป็นเวลา ๗.๐๐ น. ตรง เขาก้มลงเขย่าร่างเจ้าแห้วซึ่งนอนอยู่แทบเท้าเขา

"แห้ว แห้วโว้ย"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง และรีบลุกขึ้นนั่งยิ้มให้กับ ดร. ดิเรก

"รับประทานจวนสว่างแล้วหรือยังครับ"

นายแพทย์หนุ่มชี้มือออกไปนอกหน้าต่าง

"โน่น พระอาทิตย์แดงแจ๋แล้ว คุณลุงกำลังจะสิ้นใจ ไปตามพวกเรามาเถอะ จะได้มาดูใจท่าน"

เจ้าแห้วลุกขึ้นยืน มองดูเจ้าคุณวิจิตรฯ ซึ่งกำลังหายใจปะหงับๆ น่าสงสาร เจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะร้องไห้

"โถ-รับประทานถ้าจะไปแน่" แล้วเจ้าแห้วก็รีบเดินออกไปจากห้องโถง

ประภาให้คนไข้ดมยาดม อาการของเจ้าคุณวิจิตรฯ เข้าขั้นตรีทูตแล้ว ๗๒ ปีของอายุพรหมลิขิตขีดขั้นไว้เพียงเท่านี้ เจ้าคุณเฒ่ามีอาการเหนื่อยหอบ และบางขณะก็ทำท่าเหมือนกับจะหยุดหายใจ นัยน์ตาช้อนขึ้น ดร. ดิเรก ยืนมองดูด้วยความสงสาร แต่เขาหมดปัญญาไม่อาจจะให้ความช่วยเหลืออะไรได้

อีกสักครู่หนึ่ง คณะพรรค ๔ สหาย ก็พากันยกโขยงเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด, เจ้าสัวกิมไซ, ลุงเชย, พร้อมด้วยสามเกลอกับเมียๆ ของเขา เจ้าแห้วเดินรั้งท้าย

"คุณพี่ " คุณหญิงวาดอุทานออกมาดังๆ แล้วร้องไห้โฮ "โถ คุณพี่ขา สิ้นใจตายเมื่อไรก็ไม่ยักรู้"

เจ้าคุณวิจิตรฯ หันมาค้อนน้องสาวของท่าน

"ยัง ยังโว้ยยังไม่ตาย แต่จวนเต็มทนแล้ว ลูกหลานและพี่น้องเข้ามาใกล้ๆ เถอะ โอย-มัจจุราชกำลังเอื้อมหัตถ์ยื่นเข้ามาหาฉัน อนิจจา"

นิกรหัวเราะ

"สวิงอีกแล้ว พยายามนอนนิ่งๆ เถอะครับคุณพ่อ"

"นอนนิ่งๆ ยังไง พ่อกำลังจะสิ้นใจเดี๋ยวนี้แล้ว พ่อจะสั่งเสียแก พี่สาวของแกและคนอื่นๆ ด้วย โอย-ตายแน่กู มัจจุราชไม่ยอมไว้หน้าใครเลย ท่านควรจะให้พ่อมีชีวิตต่อไปอีกสัก ๖๐ ปี"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"ต่ออีก ๖๐ ปี คุณลุงก็ต้องตะบันน้ำกินเท่านั้น"

คนเจ็บมองดูวงศาคณาญาติของท่าน ชี้มือให้นันทานั่งลงบนเตียง

"นันเอ๋ย พ่อคิดถึงและเป็นห่วงเจ้ามาก อย่ายอมให้อ้ายพลมันมีเมียน้อยนะลูก ถ้ายังไงปะทะกับมันให้ถึงที่สุด ยิงมันทิ้งเลยลูก หรือม่ายก็ไปหาพิมพ์ไทยให้เขาลงเรื่องของเจ้า อ้ายพลมันจะได้อายเขา โอย พ่อลาก่อนแล้วนันเอ๋ย พวกผีมันมารับพ่อแล้ว"

ลุงเชยก้มลงกระซิบข้างหูเจ้าคุณวิจิตรฯ

"พระอรหังครับ เจ้าคุณ"

คนเจ็บพยักหน้า

"รู้แล้ว ฉันกำลังนึกถึงท่านอยู่ ประไพอยู่ไหน ไพเอ๊ย มาใกล้ๆ พ่อหน่อย ลูกรักของพ่อ..." แล้วท่านก็เอื้อมมือจับประไพ

ประไพร้องไห้กระซิกๆ

"คุณพ่อขา ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะคะ คุณพ่อยังไม่เป็นไรหร็อกค่ะ"

"อย่าพูดปลอบใจพ่อเลย พ่อเป็นห่วงเจ้ามาก สิ้นบุญพ่อแล้วอ้ายกรมันคงข่มเหงรังแก อย่ายอมเชียวนะลูกนะ สู้มันไม่ได้มันนอนหลับเอามีดโกนเชือดคอมันเลย ทรัพย์สมบัติของพ่ออย่ายอมให้อ้ายกรมันล้างผลาญ เจ้าต้องช่วยระมัดระวัง พยายามทำทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ในทางที่ดีงาม โอย "

คุณหญิงวาดร้องเรียกนิกร เมื่อเห็นเขาเดินออกไปจากห้อง

"กร นั่นแกจะไปไหนน่ะ"

"ไปสี่แยกแม้นศรีครับ"

"ปู้โธ่ " คุณหญิงเอ็ดตะโร "คุณพ่อแกกำลังเจ็บหนักอย่างนี้แกจะไปหาหอกอะไร"

นิกรชักฉิว

"ไม่ได้ไปหาหอกครับ ไปซื้อโลงศพมาใส่คุณพ่อ"

"อ้อ อย่างนั้นก็ไปเถอะ เลือกโลงไม้สักอย่างดีนะ แพงหน่อยช่างมัน อย่าไปเอาโลงไม้อื่นมาล่ะ เดี๋ยวพอศพขึ้นอึ่ดทึ่ดกำลังพระสวดเกิดโลงแตกเพละ ก๊อวิ่งกันตูดแป้นเท่านั้นเอง"

เจ้าสัวกิมไซพยักเพยิดกับนิกร

"อากองโว้ย เอาโลงจำปาลีเก่า เก็บล่ายนางๆ "

เจ้าคุณวิจิตรฯ โงศรีษะขึ้นมองดู แล้วขบกรามกรอดๆ

"ฮึม ยังไม่ทันตายห่าเลยเตรียมซื้อโลงแล้ว นี่คิดจะส่งฉันไปเมืองจีนหรืออย่างไร ถึงแนะนำให้ซื้อโลงจำปา"

นิกรยิ้มให้คุณพ่อของเขา

"เปล่าครับ เจ้าสัวแกแนะนำว่า ถ้าจะเก็บศพไว้นานๆ ควรใช้โลงจำปาเพราะมั่นคงแข็งแรง ไม่ได้คิดจะส่งศพคุณพ่อไปเมืองจีนหรอกครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ พูดเสียงดุๆ

"ไม่จำเป็นต้องเก็บศพข้าไว้เก็บเพียง ๗ วันพอแล้ว และศพของข้าก็ไม่ต้องทำให้มันเอิกเกริกหรูหรา"

กิมหงวนพูดขึ้นทันที

"ไม่หรูหราได้หรือครับ คุณลุงไม่ใช่ขอทานนอนตายข้างถนน จะได้เผาเพียงแต่ให้ไหม้ไฟไป คุณลุงเป็นพระยาพานทอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคุณลุงของอาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่แห่งไทยแลนด์ ผมตั้งใจไว้แล้วว่า ผมจะของเป็นเจ้าภาพศพคุณลุงเองโดยให้งบประมาณค่าใช้จ่าย ในการพระราชทานศพคุณลุงหนึ่งล้านบาท"

นายเชยนัยน์ตาเหลือก

"ล้านบาท ล้านบาทเชียวรึ อ้ายหมาหงวน"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ครับ เพื่อกตัญญูกตเวทีต่อคุณลุงที่รักของผม ผมยอมจ่ายเงินทำศพล้านบาท ศพของคุณลุงจะหรูหราที่สุดใหญ่โตที่สุด จะเป็นประวัติแห่งการเผาศพในประเทศไทย รับรองว่าไม่มีญาติของศพใดที่ยอมฉิบหายอย่างผม หนึ่งล้านไม่พอ สองล้านยังได้"

ลุงเชยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แม่โว้ย ไม่ต้องน่าจะเสียเงินมากมายก่ายกองอย่างนี้เลย ข้าว่าเหมาทางวัดเขาดีกว่า เผาอย่างศพอนาถา สัก ๑๐ ตำลึงก็พอแล้ว จะเผาให้มันเลิศลอยฟ้า ยังไงคนตายก็ไม่ฟื้นกลับมาได้"

นิกรเดินเข้ามาหาท่านผู้ใหญ่

"ผมจะไปซื้อโลงละครับ" เขาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เลยไปนิมนต์พระด้วย วัดเล่งเน่ยยี่ ๔ องค์ วัดพระพิเรนทร์อีก ๔ องค์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"พระวัดเล่งเน่ยยี่นิมนต์ท่านมาทำไม"

"อ้าวก็นิมนต์มาสวดกงเต๊กนะซีครับ คืนนี้จะมีการสวดพระอภิธรรม สลับกับสวดกงเต๊กด้วย"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"เอาดนตรีสุนทราภรณ์มาด้วยไม่ดีหรือ ตอนดึกๆ จะได้มีรำวงกันบ้าง พระเจ้าท่านจะได้เล่นรำวงแก้ง่วง"

"โธ่เอ๊ย " เจ้าคุณวิจิตรฯ ครางอย่างรันทด "อ้ายเรายังไม่สิ้นใจเลย กะโครงการกันอย่างโง้นยังงี้ ต่อหน้าเรา แม่วาด-แม่วาดจ๋า ไม่ต้องวุ่นวายไปหร็อกพอฉันสิ้นใจก็ไปตกลงกับเขา จ้างเหมาเขาอย่างศพไม่มีญาติตามที่พ่อเชยแกแนะนำ มันจะได้ไม่หมดเปลืองอะไร ฉันไม่ต้องการเกียรติยศอะไรอีกแล้ว ฉันมั่งมีเงินทองอย่างล้นเหลือ ฉันไม่อาจจะเอาอะไรไปได้ นอกจากหีบไม้คือโลงผีเท่านั้น โอย "

นิกรพูดกับบิดาของเขา

"งานศพของคุณพ่อเราจะทำอย่างซอมซ่อไม่ได้หรอกครับ ขายหน้าเขาแย่ เราจะต้องทำกันอย่างมโหฬาร คุณพ่อจะให้ผมเผาวัดไหน"

เจ้าคุณวิจิตรฯ โมโหจนหัวเราะ

"กูยังไม่ตาย อ้ายกร"

"ว้า ก็สั่งผมไว้ก่อนซิครับ ประเดี๋ยวคุณพ่อก็ม่องเท่งแล้ว ผมจะได้ปฏิบัติตามความประสงค์ของคุณพ่อ วัดมงกุฎฯ ก็แล้วกันนะครับ หน้าวัดมีลานทรายกว้างขวาง เหมาะที่จะปลูกโรงมหรสพ" แล้วนิกรก็เดินเข้ามาหาพรรคพวกของเขา "เราควรจะมีมหรสพอะไรกันบ้างในวันเผาศพคุณพ่อกัน ช่วยกันคิดบ้างซีโว้ย"

ดร. ดิเรกพูดขึ้นก่อน

"จ้ำบ๊ะ ๒ โรง"

นิกรหัวเราะ

"นั้น เด็ดขาดเลย เราต้องมีจ้ำบ๊ะ ๒ โรงประชันกัน นอกจากนี้เราควรมีละครลิงอีก ๒ โรง แล้วก็อะไรอีก"

เจ้าคุณวิจิตรฯ แข็งใจรวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่งฟังพวกลูกหลานของท่านกะแผนการทำศพ

เสี่ยหงวนว่า "ต้องมีงิ้ว ๕ โรงประชันกัน อย่าลืมว่า ถ้าศพใครมีงิ้ว ศพนั้นต้องเป็นศพเศรษฐีใหญ่ คนที่มีเงินขนาดเศรษฐีธรรมดามีงิ้วไม่ได้ เรื่องงิ้วกันจะจัดการเอง"

นิกร พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ควรมียี่เกอีก ๒ โรง ละครย่อย ๒ โรง หนังพูด ๒ โรง โขน ๒ โรง หุ่นกระบอก ๒ โรง นอกจากนี้ก็มีดอกไม้เพลิงต่างๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทนฟังอยู่ต่อไปไม้ได้ก็ขัดคอขึ้น

"แกจะเผาศพคุณพ่อแกที่วัดไหนวะ อ้ายกร"

"วัดมงกุฎฯ ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ต้องเผาที่สนามหลวง เพราะรายการมหรสพที่แกจะมีมันมากมายก่ายกอง ยิ่งกว่างานฉลองรัฐธรรมนูญเสียอีก วัดมงกุฎิฯ มีที่ว่างหน้าวัดนิดเดียวเท่านั้น ควรจะดำริห์เผาศพท่านเจ้าคุณท่านที่สนามหลวงดีกว่า"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ได้หร็อกครับ ที่นั่นไม่ใช่เป็นที่เผาศพคนธรรมดา"

"อ้ายกร" คนเจ็บเรียกลูกชายของท่านดังๆ

นิกรเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าคุณวิจิตรฯ แล้วเดินเข้ามาหา "คุณพ่อเรียกผมทำไมครับ"

"นั่งลงนี่ พ่อจะพูดอะไรกับแก ๒-๓ คำ"

นายจอมทะเล้นทรุดตัวนั่งบนเตียงคนไข้

"พ่อจะขอร้องอะไรแกอย่างได้ไหม"

"ได้ครับ" นิกรรับคำทันที "คุณพ่อต้องการนอนโลงจำปาหรือครับ"

"ปู้ โธ่-อ้ายหอกนี่ ประเดี๋ยวพ่อถีบปังเข้าให้เลย ฉันไม่ได้ขอร้องแกในเรื่องโลง ฉันพูดเรื่องการเผาศพฉัน แกจะบวชหน้าไฟให้ฉันสัก ๓ วันได้ไหม"

"บวชทำไมครับ"

"ก็เอาบุญให้พ่อยังไงล่ะ พ่อเองเคยสร้างบาปกรรมไว้มากเมื่อครั้งอดีต พ่อได้คอรัปชั่นไว้มาก ซึ่งผลสะท้อนก็ทำให้พวกเจ้าสบายไปตามกัน เจ้าต้องบวชหน้าไฟให้พ่อนะลูก"

"บวชแล้วต้องโกนหัวไหมครับ"

"ต้องโกนโว้ย ยังงั้นจะเป็นพระได้อย่างไร"

"ว้า-ผมซื้อหัวล้านจำลองมาใส่ได้ไหม ผมเสียดายผมของผม ไม่อยากโกนละครับ หรือม่ายก็ขอร้องให้คุณพ่อท่านบวชแทนผมก็แล้วกัน" นิกรหมายถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เจ้าคุณวิจิตรฯ มองดูลูกชายของท่านอย่างน้อยใจ

"นี่แกรักผมของแกมากกว่าพ่อเชียวรึ อ้ายกร"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ใช่ยังงันครับ ผมเสียดายผมของผมต่างหาก เอาอย่างงี้ก็แล้วกันครับ ผมจะบวชหน้าไฟเป็นตาเถร นุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเพล ไม่ต้องโกนหัว"

คนเจ็บถอนหายใจหนักๆ

"ลำบากนักก็อย่าบวชเลยวะ"

"นั่นนะซีครับ ผมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้คุณพ่อดีกว่า ง่า-คุณพ่อนอนเสียซีครับ ผมจะรีบไปซื้อโลงและข้าวของอะไรต่ออะไรอีกมากมาย คุณพ่อตายน่าฝนยังงี้ทำศพไม่ใคร่สะดวกเลย"

"เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป"

"ทำไมล่ะครับ"

"พ่อจะสิ้นใจตายเดี๋ยวนี้แล้ว โอย ดิเรกช่วยลุงหน่อย ลุงหายใจขัดไปหมดแล้ว ช่วยลุงหน่อยซี"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะพูดเสียงสั่นเครือ

"ซอรี่ครับ ผมช่วยไม่ได้ ความจริงคุณลุงควรจะสิ้นใจตายตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ผมพยายามช่วยเหลือพยาบาลประวิงเวลาไว้จนถึงเช้า ถ้าเป็นหมอหัวในรักษา คุณลุงก็คงนอนในโลงเมื่อคืนนี้แล้ว"

นิกรประคองเจ้าคุณวิจิตรฯ ลงนอนราบบนเตียง คนไข้เริ่มมีอาการชักนัยน์ตาตั้ง บิดตัวไปมา ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด แม่เสือทั้ง ๔ ร้องไห้กระซิกๆ ไปตามกัน

คุณหญิงวาดพูดกับเจ้าแห้วเบาๆ

"อ้ายแห้ว ไปที่ห้องพระขอธูปเทียนและดอกบัวมาให้ข้าเร็ว"

เจ้าแห้วลุกขึ้นวิ่งตื๋อออกไปจากห้อง บรรดาวงศาคณาญาติของคนไข้ต่างเข้ามาห้อมล้อมเจ้าคุณวิจิตรฯ เพื่อดูใจท่าน นันทาร้องไห้แข่งกับประไพเสียงลั่นห้อง ประภาช่วยให้คนเจ็บดมยาดม

"โอยๆๆๆๆ พระอรหัง...." เจ้าคุณวิจิตรฯ คราง

เจ้าสัวชักสงสัยก็กล่าวถามลุงเชยเบาๆ

"อาพี่เชย พระอาไลมีหางโว้ย"

ลุงเชยกลืนน้ำลายเอื้อก

"พระอรหัง ไม่ไช่พระมีหาง แหม-อ้ายแป๊ะนี่เซ่อฉิบหายเลย"

เจ้าแห้ววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือถือดอกบัวหนึ่งดอก เทียนสีผึ้ง ๑ เล่ม และธูปกระแจะ ๓ ดอก คุณหญิงรับพุทธบูชาเหล่านี้มาจากเจ้าแห้วแล้วเดินมาที่เตียงคนไข้

"คุณพี่คะ "

"แม่วาด โอย-พี่ลาน้องก่อนนะ ฝากแม่นันกับเจ้ากรด้วย โอยนัยน์ตาพี่มืดมองไม่เห็นอะไรแล้ว"

กิมหงวนก้มหน้าลงเกือบชิดใบหน้าคนเจ็บแล้วแลบลิ้นหลอก หันมาหัวเราะให้กับพล

"อ้อ ไม่เห็นจริงๆ โว้ย ถ้าเห็นท่านคงเขกกระบานกันแล้ว"

คุณหญิงวาดยัดเยียด ธูปเทียน และดอกบัวใส่มือเจ้าคุณวิจิตรฯ พี่ชายของท่าน

"คุณพี่ ถือประณมมือไว้ค่ะ ดอกบัวกับธูปเทียน"

"ถือไว้ทำไม" คนเจ็บถาม

"เอาไปไหว้พระจุฬามณียังไงล่ะคะ คุณพี่จะได้ไปอยู่สวรรค์ชั้นฟ้า แล้วอย่าลืมเขียนจดหมายมาถึงดิฉันบ้าง ประณมมือซีคะ เรียกคุณพระคุณเจ้าไว้"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ร้องไห้โฮ

"แม่วาดจ๋า พี่ยังไม่อยากตาย โอย....พี่กลัวตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ น้ำตาคลอเพราะสงสารเพื่อน ท่านพูดขึ้นเปรยๆ

"คนเราเมื่อมีชีวิตอยู่ ก็แสดงบทบาทกันไปตามเรื่อง เป็นเศรษฐี เป็นคนมีชื่อเสียง เป็นผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจราชศักดิ์ แต่แล้วเมื่อความตายมาถึงตัวทุกคนก็รักตัวกลัวตายกันหมด เจ้าคุณครับ ความตายมันเป็นของธรรมดาโลก เกิดมาแล้วใครจะอยู่ค้ำฟ้า ทำใจให้แน่วแน่เถอะครับ"

คนเจ็บอ้าปากปะหงับๆ

"กรเอ๊ย เอาเงินใส่โลงให้พ่อสักหมื่นบาทนะลูกนะ พ่อจะได้ไปให้ยมพบาลและเจ้าหน้าที่ที่เมืองนรก ยังไงก็ผ่อนหนักเป็นเบา พ่อกลัวอีกาปากเหล็กเหลือเกินเมื่อหนุ่มๆ พ่อเคยเป็นชู้กับเมียเขา และตอนที่พ่อเป็นใหญ่เป็นโตในราชการ ลูกเมียใครพ่อไม่เลือกข้าราชการหญิงในบังคับบัญชาของพ่อพ่อหวดเสียเรียบวุธ พ่อบาปมาก พ่อคงตกนรกแน่ๆ "

ลุงเชยพูดเสริมขึ้น

"เจ้าคุณจะต้องวิตกอะไร ถือธรรมเนียมเจ๊กซีครับ เข้าที่ไหนเอาเงินยัดเข้าไป ตราบใดที่ไก่ยังกินข้าวเปลือก มนุษย์และภูติผีปีศาจทั้งหลายก็ต้องกินสินบล โดยฉะเพาะพวกปีศาจชอบกินสินบลมาก กินเท่าไรไม่รู้จักอิ่ม"

เจ้าคุณวิจิตรฯ นัยน์ตาค้าง มองไม่เห็นตาดำอาเสี่ย หัวเราะหึๆ

"คุณลุงท่านเป็นคนสนุก ทั้งๆ ที่ท่านกำลังเจ็บหนักท่านยังแกล้งทำตาแหล่เล่น ฮ่ะ ฮ่ะ ดูซีโว้ยพล ลูกนัยน์ตาดำหายไปหมด"

เจ้าคุณวิจิตรฯ เอ็ดตะโรลั่น

"ไม่ได้ทำเล่นสนุกโว้ย มันเป็นจริงๆ โอย-อ้ายหงวนอย่าลืมอุทิศไปให้ลุงบ้างนะ ซื้อตราขาวถวายพระบ้าง ตอนเย็นๆ ลุงต้องดื่มตราขาวทุกวันม่ายยังงั้นกินข้าวไม่ได้"

"พระอรหัง" คุณหญิงวาดอุทานดังๆ "พระอรหังซีคะคุณพี่"

คนเจ็บมีอาการสะอึก หายใจช้าลงตามลำดับ

"โอย-ตายแน่กู อ้ายแห้วเอ๊ยมานี่ซิ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง คลานมาที่หน้าเตียงคนไข้

"รับประทานกระผมอยู่ที่นี่แล้วครับ"

"อ้ายแห้ว ข้ารักเอ็งมาก ข้าจะบอกความลับสำคัญให้ ถ้าข้าตาย เอ็งรีบไปที่บ้านสวนฝั่งธน บอกอ้ายเกิดคนเฝ้าสวนให้มันมอบลังไม้ฉำฉา ๑ ลังให้เอ็ง โอย....ในลังนั้นมีฝิ่นเถื่อน เอ็งเอาไปขายเถอะอ้ายแห้ว เอ็งจะได้เงินไม่ต่ำกว่าสามสี่หมื่น"

นายเชยลืมตาโพลง

"เจ้าคุณ นี่เจ้าคุณค้าฝิ่นเถื่อนเหมือนกันหรือครับนี่"

"ถูกแล้วพี่เชย ฉันมีโรงยาฝิ่นฉันก็ต้องขายฝิ่นเถื่อนเป็นธรรมดาอยู่เอง ขืนขายแต่ฝิ่นรัฐบาลฉันจะเอากำไรที่ไหน ได้แต่ขี้ยาเท่านั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าฉันขายฝิ่นเถื่อนมาหลายปีแล้ว ที่ร่ำรวยมีเงินหลายล้านก็เพราะฝิ่นเถื่อนนี่เอง ฉันมีวิธีขายฝิ่นเถื่อนแบบฝิ่นอิทธิพล คือจ้างผู้มีอิทธิพลนำฝิ่นจากเมืองเหนือมาให้ฉัน อ้ายกร แกอย่าเจริญรอยตามพ่อนะ พลาดพลั้งแกจะติด ตราง"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รับประทานละครับ เรื่องทุจริตผมไม่เอา เห็นตำรวจเข้าแข้งขามันสั่น สู้หากินในทางสุจริตไม่ได้ เดินผ่านตำรวจยักคิ้วให้ตำรวจยังได้"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ค่อยๆ หลับตาทั้งสองข้าง ความเจ็บปวดรวดร้าวบังเกิดขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

"โอย-โธ่-ทรมานเหลือเกิน จะสิ้นใจก็ไม่สิ้นใจเสียที ดิเรกแกข่วยฉีดยาให้ลุงตายเสียเดี๋ยวนี้ได้ไหม"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเศร้า

"ไม่ต้องหร็อกครับ ลงเศลษม์หางวัวตีขึ้นครอกๆ ยังงี้แล้วประเดี๋ยวก็ม่องเท่ง คุณลุงอย่าพูดอะไรเลยครับ ทำจิตใจให้สงบ ระลึกถึงคุณพระไว้"

"แต่ลุงยังไม่อยากตาย ช่วยเอาลุงเข้าห้องผ่าตัด ผ่าท้องตัดลำไส้ลุงอีกทีได้ไหมดิเรก เผื่อลุงจะรอดตางได้บ้าง"

นิกรพูดขึ้นทันที

"โธ่-วุ่นวายไม่เข้าเรื่องนี่ครับ คุณพ่อ ทำพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว คุณพ่อไม่ตายผมก็หงิกเท่านั้นเอง"

"อ้อนี่แกอยากให้พ่อตายยังงั้นหรือ อ้ายลูกระยำ แกกับฉันเป็นพ่อลูกแต่ชาตินี้เพียงชาติเดียวก็แล้วกัน แม่นัน นันทา ประไพลูกรักของพ่อ อย่าลืมคำที่พ่อสั่ง ผัวเป็นคนอื่นอย่าไปกลัวมัน ต้องปราบมันให้อยู่ อย่าให้มันกำแหงกับเราได้ แม่วาดจ๋าพี่ลาก่อนนะน้องนะ"

คุณหญิงวาดปล่อยโฮ

"โฮๆๆๆๆๆ พระอรหังค่ะคุณพี่ อย่าห่วงใยอะไรเลยนะคะ ดิฉันจะดูแลแม่นันกับเจ้ากรเอง นอนตายให้สบายเถอะค่ะ โถ-อ้าปากปะหงับๆ ยังกะถูกยาเบือ"

นิกรพูดขึ้นดังๆ

"ผมไปซื้อโลงละครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จับแขนหลานภรรยาของท่านไว้

"ประเดี๋ยวอ้ายกร ดูใจพ่อแกเสียก่อน ท่านกำลังจะสิ้นใจอยู่แล้ว เรื่องโลงน่ะไปซื้อเมื่อไรก็ได้"

ภายในห้องเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงคนเจ็บพึมพัมในลำคอเบาๆ คนเจ็บมีอาการชักกระตุกอีก นัยน์ตาเหลือกลาน อาเสี่ยยกมือขึ้นอุดจมูกหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เหม็นตุๆ ครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเตะหน้าแข้งกิมหงวนดังโป๊ก

"นี่แน่ะ เหม็นตุๆ คนยังไม่ทันสิ้นใจเลยเหม็นแล้ว"

"อ้อ ถ้ายังงั้นคงเหม็นอะไรบางอย่าง" แล้วกิมหงวนก็มองดูกลางศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ

นาทีสุดท้ายของเจ้าคุณวิจิตรฯ มาถึงแล้ว ท่านร้องเรียกนันทาธิดาคนโตของท่านเป็นคำสุดท้าย แล้วเจ้าคุณก็สิ้นใจตาย

เสียงร้องไห้ของคุณหญิงวาดดังขึ้นก่อน แล้ว ๔ นางก็แข่งกันร้องลั่นห้องไปหมด ประมุขของคณะพรรค ๔ สหายสิ้นชีวิตไปแล้ว ท่ามกลางความวิปโยคของวงศาคณาญาติ

นิกรร้องไห้เหมือนเด็กๆ ขี้มูกไหลยืดเขารำพรรณอย่างน่าสงสารและเห็นใจเขา มันทำให้ลุงเชย และเจ้าสัวกิมไซอดกลั้นน้ำตาไม่ได้

"โธ่-คุณพ่อเห็นหน้ากันหลัดๆ คุณพ่อตัดช่องน้อยหนีไปเสียแล้ว ฮือๆๆๆๆ โฮๆๆๆๆ ต่อไปนี้ใครจะด่าผมล่ะครับ สิ้นบุญคุณพ่อเปรียบเสมือนไร้ร่มโพธิ์ทอง โอ้-มฤตยูเอ๋ย พระองค์ช่างโหดเหี้ยมอะไรอย่างนี้ คนอื่นถมไปไม่เอาชีวิต จำเพาะเจาะจงมาเอาชีวิตบิดาข้าน้อย ทีลุงเชยปล่อยให้แกอยู่จนแก่เฒ่า มัจจุราชช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน ต่อไปข้าน้อยต้องเป็นลูกกำพร้าแล้ว จะต้องหงอยเหงาว้าเหว่เมื่อไร้พ่อ"

กิมหงวนหอนหายใจเฮือกใหญ่ ย่องเข้ามายกลูกแปเหวี่ยงก้นนิกรดังพลั่ก

"อ้ายหอกอย่ารำพันเลยโว้ย คำรำพันของแกฟังแล้วจั๊กกระจี้เหลือเกิน"

นิกรสะอื้น

"โถ-พ่อตายทั้งคนขอรำพรรณบ้าง ไม่ได้หรือมัจจุราชเอ๋ย...."

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไปรีบไปซื้อโลงและซื้อข้าวของเถอะ"

นิกรแลเห็นเมียของเขากำลังกอดศพร้องไห้รำพัน ส่วนคุณหญิงวาดเป็นลมไปแล้ว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ต้องประคองออกไปจากห้อง เจ้าแห้วนอนกลิ้งเกลือกตัวอยู่บนพื้น ตีอกชกหัวร้องไห้พร่ำรำพันถึงพระเดชพระคุณของท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ เจ้าสัวกิมไซนั่งสะอื้นอยู่ข้างหน้าต่าง

นายจอมทะเล้นยกมือจับแขนลุงเชย

"คุณลุงครับ ไปซื้อของด้วยกัน คุณลุงเป็นผู้ใหญ่เข้าใจดีว่า จะต้องซื้ออะไรบ้างเกี่ยวกับงานศพ ผมไม่รู้เรื่องหร็อกครับ"

ชายชราสั่นศีรษะ

"ไม่เอา ข้าไม่ไป ประเดี๋ยวเอ็งเอาข้าไปปล่อยแถวเฉลิมกรุงข้าก็กลับไม่ถูกเท่านั้น ดีไม่ดีมันหลอกเอาข้าไปขายข้าก็แย่เลย"

นิกรหัวเราะก้าก

"อย่างคุณลุงขายสัก ๒ บาทก็ไม่มีใครซื้อ กินข้าวที่ตั้ง ๒ กาลามัง ไปน่าไปเพื่อนผมหน่อย"

นายเชยสั่นศีรษะ

"อย่ามาหลอกลวงข้าให้ไหลหลงเลย ข้ามีส่วนได้มรดกของเจ้าคุณท่าน เอ็งอาจจะโกรธข้า แกล้งพาข้าไปปล่อย แล้วเอ็งก็แย่งมรดกข้าเสีย อย่ามาต้มคนอย่างข้าหน่อยเลยวะ"

นายการุณวงศ์อดหัวเราะไม่ได้ หันมาทางเสี่ยหงวน

"ไปกันโว้ย อ้ายหงวน แกจะได้ไปนิมนต์พระจีนที่วัดเล่งเน่ยยี่ให้มาสวดกงเต๊กคืนนี้ ช่วยกันหน่อยเถอะเพื่อน"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เอา ไปไหนก็ไป เราทุกคนต้องร่วมมือกันโว้ย อ้ายพลไปแจ้งทะเบียนสำมะโนครัว คุณนันทาครับ อย่ามัวแต่ร้องไห้เลย ช่วยกันเตรียมงานศพคุณลุงเถอะครับ เย็นนี่ต้องมีการรดน้ำศพ"

นิกรกับกับเสี่ยหงวนพากันเดินออกไปจากห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูศพท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ ด้วยความอาลัยยิ่ง แล้วท่านก็คลี่ผ้าห่มสีฟ้าออกคลุมร่างเจ้าคุณวิจิตรฯ จากศีรษะตลอดปลายเท้า

"ไปที่สุคติเถิด เจ้าคุณที่รัก ไม่ช้าผมก็คงจะตายตามเจ้าคุณไป ผมเองก็เหมือนกับไม้ใกล้ฝั่ง"

บ้าน "พัชราภรณ์" วิเวกใจอย่างยิ่ง ได้ยินแต่เสียร้องไห้ระงมไปทั่วบ้าน กลิ่นและธูปควันเทียนหอมตระหลบ วิญญาณของท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ ล่องลอยไปแล้ว ท่านได้ปิดฉากชีวิตของท่าแต่เพียงเท่านี้

ไม่ต้องสงสัย งานพระราชทานเพลิงศพพระยาวิจิตรฯ บรรณาการ คงจะเป็นงานศพที่ใหญ่ยิ่งมโหฬารที่สุด คณะพรรค ๔ สหายจะต้องร่วมมือกันจัดทำให้สมเกียรติผู้ตาย

คณะพรรค ๔ สหายได้สูญเสียญาติผู้ใหญ่ไปอีกคนหนึ่งแล้ว ซึ่งเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยของเสี่ยหงวนเป็นคนแรก เจ้าคุณนพรัตนราชไมตรี บิดาของ ดร. ดิเรกเป็นคนที่ ๒ และเจ้าคุณวิจิตรฯ เป็นคนที่ ๓.

อวสาน